heaven ep151-160

 ตอนที่ 151 ข้าจะจัดการมันด้วยตัวเอง


เถาวัลย์สีแดงคล้ำดูเหมือนจะถูกเพลิงโทสะของเมิ่งฮ่าวระบาดใส่ มันส่ายไปมาอย่างรุนแรง เกิดเป็นเสียงหึ่ง หึ่ง ขึ้นมา ฝุ่นทรายฟุ้งขึ้นมาจากพื้นดินราวกับกลุ่มหมอก ปกคลุมร่างของเมิ่งฮ่าวไว้


ชุดยาวนักศึกษาสีดำของเขาตอนนี้ดูจางๆ ลง เส้นผมที่ยาวสยายปลิวไสวไปรอบๆ ตัว และความต้องการสังหาร ก็ถูกเติมเชื้อพลังด้วยโทสะอันรุนแรง พุ่งขึ้นไปจนถึงสวรรค์ รังสีสังหารนี้แตกต่างจากนิสัยปกติของเมิ่งฮ่าวโดยสิ้นเชิง


เส้นเลือดฝอยเต็มอยู่ในดวงตา เขาเห็นสวี่ชิงไร้หนทางที่จะต่อต้าน ความขมขื่นของนาง ความซีดขาวที่สวยงาม และรอยยิ้มอันเรียบง่ายที่ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของนาง รอยยิ้มนี้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเมิ่งฮ่าว


เมิ่งฮ่าวรักนาง มันเป็นความรักของหนุ่มสาว ที่มาจากการได้มองไปยังหญิงสาวที่ตัวเองรัก เป็นความรักที่เรียบง่าย หลังจากการล่มสลายของสำนักเอกะเทวะ พวกเขาก็ถูกแยกออกจากกัน ตอนนี้สามารถได้เห็นกันและกันอีกครั้ง หลายปีที่ผ่านไปดูเหมือนจะไม่ได้นานมากนัก แทบจะคล้ายกับความฝัน


เจ็ดแปดปีก่อน ท่านเย็นชา หญิงสาวที่ยืนอยู่ใต้แสงจันทร์ และรับเม็ดยาคงโฉมไป ตอนนี้ เจ็ดแปดปีหลังจากนั้น ท่านก็อยู่ที่นี่แล้ว ถึงใบหน้าจะซีดขาว แต่ก็มีรอยยิ้ม


เจ็ดแปดปีก่อน ข้าเป็นนักศึกษาที่ยืนอยู่บนภูเขาต้าชิง โยนขวดน้ำเต้าลงไปจากภูเขา ท่านไม่เคยรู้ถึงคำสัญญาที่ข้าได้ใส่เข้าไปในขวดน้ำเต้านั้น


เจ็ดแปดปีต่อมา ข้ายืนอยู่ที่นี่แล้ว ความต้องการสังหารของข้าพุ่งขึ้นไปถึงสวรรค์ เส้นทางที่ด้านหลังของข้าไม่ได้ยาวมากเท่าใด แต่มันก็เต็มไปด้วยโครงกระดูกของผู้ฝึกตน


เจ็ดแปดปี…


สำหรับมนุษย์ธรรมดา หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนไปในเวลาเจ็ดแปดปี สำหรับผู้ฝึกตน เจ็ดแปดปีไม่ใช่เวลาที่นานนัก แต่ผู้ฝึกตนทั้งหมดก็เริ่มชีวิตมาจากการเป็นมนุษย์ธรรมดามาก่อน ถึงเมิ่งฮ่าวจะไม่ใช่นักศึกษาเมื่อเจ็ดแปดปีก่อนอีกต่อไป แต่ความทรงจำในเวลานั้นก็ยังคงอยู่ เขาไม่มีวันลืมปีที่ผ่านมาเหล่านั้น


เขามองไปยังสวี่ชิง และยิ้มออกมา รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่น และความสุขที่ได้เห็นใครบางคนอีกครั้งเป็นครั้งแรกหลังจากที่เวลาผ่านไปนาน มันคงอยู่จนกระทั่งเขามองไปยังบุรุษที่ร่างสั่นสะท้านแซ่จ้าว ซึ่งยืนอยู่ที่นั้นด้วยใบหน้าซีดขาว เสื้อผ้าของมันสวมอย่างหลวมๆ อยู่บนร่าง


จ้าวซานเหอรู้สึกราวกับว่า ดวงตาของเมิ่งฮ่าวคล้ายกระบี่อันคมกริบสองเล่ม แทงเข้าไปในดวงตา ผ่านเข้าไปในศีรษะของมัน ทำให้จิตใจมันสั่นสะท้าน แทงเข้าไปในเลือดเนื้อของมัน บดขยี้กระดูก และแทงเข้าไปในเส้นลมปราณ แทงเข้าไปในเสาแห่งเต๋าทั้งหมดของมัน


เสาแห่งเต๋าของมันเต็มไปด้วยรอยร้าว เห็นได้ชัดว่ามันมีเพียงพื้นฐานแตกร้าว เสาแห่งเต๋าของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับว่าการจ้องมาของเมิ่งฮ่าว อาจจะทำให้มันแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ จ้าวซานเหอตกใจกลัวจนหัวใจของมันแทบกระดอนออกมาจากร่าง


"สหาย… สหายเต๋า ผู้อาวุโส ข้าคือจ้าวซานเหอ ศิษย์แกนหลักของสำนักชิงหลัว สหายเต๋า…" ลิ้นของมันพันกันขณะที่พูด มันอาจจะเป็นเหมือนเด็กที่ถูกตามใจ แต่มันก็ไม่ได้โง่เขลา เกราะสีชมพูเมื่อครู่นี้ เป็นของวิเศษที่จะถูกทำลายลงได้ โดยขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณขึ้นไปเพียงเท่านั้น และเมิ่งฮ่าว ที่ดูเหมือนจะอยู่เพียงแค่ขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ ก็ได้ทำลายมันไป


มันยังได้เห็นรังสีสังหารอันเย็นเยียบของเมิ่งฮ่าว ซึ่งมีความแข็งแกร่งอย่างรุนแรง เป็นสิ่งที่มันไม่เคยเห็นมาก่อนในตลอดชีวิตของมัน


"เจ้าแซ่จ้าว?" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา เริ่มก้าวเท้าไปข้างหน้า "ข้าเคยสังหารคนที่แซ่จ้าวมาก่อน มันมีนามว่าจ้าวปินอู่" เมิ่งฮ่าวอ้างชื่อของจ้าวปินอู่จากเหรียญกษาปณ์แสดงตัวตนในถุงสมบัติของมัน


ขณะที่เขาก้าวเท้าไปก้าวแรก จ้าวซานเหอก็รู้สึกเหมือนกับ เมิ่งฮ่าวได้เหยียบลงไปบนจิตใจของมันตรงๆ จิตใจมันหนักอึ้ง รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ลึกลงไปข้างในจนยากจะอธิบายออกมาได้


คำพูดของเมิ่งฮ่าวเมื่อครู่นี้ได้ประทับลงไปในจิตใจของจ้าวซานเหอ เสียงกระหึ่มกึกก้องราวฟ้าผ่าก็เต็มอยู่ในจิตใจของมัน และร่างกายก็สั่นสะท้าน มันก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว สายตาของเมิ่งฮ่าวที่กวาดผ่านไปทั่วร่างของมัน เต็มไปด้วยแรงกดดันอย่างไม่น่าเชื่อ


จิตใจของจ้าวซานเหอหมุนเคว้งคว้างขึ้นอีกครั้ง และร่างที่สั่นสะท้านของมันก็ไม่อาจจะขยับได้ เมื่อเผชิญหน้ากับเมิ่งฮ่าว พื้นฐานฝึกตนของมันก็ดูเหมือนจะไม่อาจสร้างพลังใดๆ ออกมาได้เลยแม้แต่น้อยนิด


นี่คือแรงกดดันบดขยี้!


เมิ่งฮ่าวปลดปล่อยพลังทั้งหมดของเสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์ออกมา สร้างแรงกดดันที่สามารถบดขยี้เสาแห่งเต๋าของพื้นฐานลมปราณใดๆ ก็ตาม!


นึ่คือความสามารถอันแท้จริงของพื้นฐานสมบูรณ์ เพราะพื้นฐานสมบูรณ์ได้พยายามอยู่เหนือลมปราณจากสวรรค์และปฐพี มันจึงความสามารถปลดปล่อยแรงกดดันที่บดขยี้ พื้นฐานฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณได้ทั้งหมด!


ท่ามกลางการสั่นสะท้าน สีหน้าของจ้าวซานเหอเปลี่ยนไป เมิ่งฮ่าวเดินไปก้าวที่สอง และขณะที่เท้านั้นเหยียบลงไป ใบหน้าของจ้าวซานเหอก็ซีดขาวราวคนตาย โลหิตไหลซึมออกมาจากปากของมัน และความหวาดกลัวอย่างรุนแรงก็พุ่งขึ้นมาในดวงตาของมัน


"สหายเต๋า… ถ้า… ถ้าท่านต้องการพูด…" มันสั่นไปทั่วทั้งร่าง แต่แม้มันพยายามที่จะพูดออกมา เมิ่งฮ่าวก็เดินไปเป็นก้าวที่สาม เมื่อเขาเหยียบลงไป วิญญาณของจ้าวซานเหอก็สั่นสะท้าน และมันก็กระอักโลหิตออกมา เสาแห่งเต๋าภายในร่างมันไม่อาจทนต่อแรงกดดัน ที่แผ่กระจายออกมาจากเมิ่งฮ่าวได้ รอยแตกขนาดใหญ่เกิดขึ้นเต็มไปหมด!


รอยแตกเกิดมากขึ้น กระจายออกไปทั่วทั้งเสาแห่งเต๋า ใบหน้าจ้าวซานเหอซีดขาวจนไร้สีเลือด และดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยความปวดร้าว สั่นสะท้าน เมื่อมันกำลังจะใช้พลังทั้งหมดที่มันสามารถรวบรวมได้เพื่อจะต่อสู้กลับไป เมิ่งฮ่าวที่มีสีหน้าเรียบเฉย ก็เดินไปก้าวที่สี่ ซึ่งเต็มไปด้วยความต้องการสังหารอันทรงพลัง


ทันทีที่ก้าวที่สี่เหยียบลงไป เสียงกึกก้องภายในร่างของจ้าวซานเหอก็พุ่งขึ้นไปถึงสวรรค์ หัวใจของมัน ทันใดนั้น ก็หยุดเต้นชั่วคราว อวัยวะทั้งหมดของมันดูเหมือนจะเริ่มทำงานช้าลง ขณะที่รอยแตกกระจายออกไปทั่วเสาแห่งเต๋า จนกระทั่ง ทันใดนั้น… มันก็แตกออกเป็นชิ้นๆ!!


เสาแห่งเต๋าแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ!


เมื่อมันเกิดขึ้น จ้าวซานเหอก็ส่งเสียงแผดร้องอันน่ากลัวออกมา อย่างที่มันไม่เคยจะเปล่งออกจากปากของมันมาก่อน มันกระอักโลหิตออกมาเจ็ดถึงแปดครั้ง จากนั้นก็เริ่มแห้งเหี่ยว และหดตัวลง เหงื่อเย็นเยียบไหลลงมา และใบหน้าของมันก็ขาวซีดราวคนตาย ร่างของมัน ทันใดนั้น ก็สามารถขยับได้อีกครั้ง แต่สิ่งที่มันทำได้ก็คือถอยหนีไปด้านหลัง


ก่อนที่มันจะเคลื่อนไปด้านหลังไกลกว่านั้น เมิ่งฮ่าวก็เดินเป็นก้าวที่ห้า และตอนนี้เขาก็กำลังยืนอยู่ที่เบื้องหน้าจ้าวซานเหอ เข่าของเขาลอยขึ้นมา ไม่ได้ตรงไปที่ลำคอของจ้าวซานเหอ แต่ตรงไปที่ระหว่างขาทั้งสองข้างของมัน!


พับ พับ!


จ้าวซานเหอแผดร้องออกมาเพิ่มเป็นสองเท่า เมื่อรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง แม้ในขณะที่มันแผดร้องอยู่ มือขวาของเมิ่งฮ่าวก็ยื่นออกไป และคว้าจับไปที่คอของมัน เสียงแผดร้องในตอนนี้ มีอยู่แต่ภายในลำคอของจ้าวซานเหอ ไม่มีทางที่จะดังออกมา


มันทำได้เพียงส่งเสียงครวญคราง ขณะที่ใบหน้าของมันเริ่มกลายเป็นสีม่วงคล้ำ ไม่อาจพูดได้ ไม่อาจแผดร้อง ความเจ็บปวดนี้ดูเหมือนจะเลวร้ายเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า


ดวงตาของมันเหลือกขึ้น เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง และร่างของมันก็กระตุกไปมา ทันใดนั้น มันต้องการจะต่อสู้กลับไป


แต่… มันไม่อาจต่อต้านได้ มันไร้พลังแม้แต่จะตระเกียกตระกาย ไม่อาจแม้แต่จะส่งเสียงขู่ ร่างของมันสั่นสะท้าน เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ตอนนี้มันเหมือนกับมนุษย์ธรรมดา เสาแห่งเต๋าของมันถูกทำลาย พื้นฐานฝึกตนของมันสลายหายไป


"หยุด!" เสียงสั่นสะท้านร้องออกมา ก็คือเซียหยุนซุ่ย ซึ่งยังคงอยู่ด้านข้างสวี่ชิง ร่างของนางสั่นสะท้าน และมีใบหน้าซีดขาว แต่ยังคงถือกระบี่จ่อไปที่ลำคอของสวี่ชิง ดูเหมือนพร้อมที่จะแทงเข้าไปได้ทุกเมื่อ


สำหรับนาง การปรากฎตัวของเมิ่งฮ่าว เหมือนกับเป็นจอมอสูรที่โหดร้ายไร้ความปราณี ทำให้ใบหน้าของนางซีดขาวจนไร้สีเลือด และไม่กล้าแม้แต่จะมองไปที่ดวงตาของเขา ความเสียใจพุ่งขึ้นมาจากภายในจิตใจของนาง แต่มันก็สายไปแล้ว นางทำได้เพียงขอร้องให้เขาปล่อยนางไป


"ท่านคือเมิ่งฮ่าว ใช่หรือไม่? ข้าเคยได้ยินสวี่ชิงพูดเกี่ยวกับท่าน และสำนักเอกะเทวะ… ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้าเพียงแค่ต้องการจากไป…" เสียงของนางสั่นสะท้าน ขณะที่มองมายังเมิ่งฮ่าว ถึงแม้นางจะถือกระบี่อยู่มือ แต่จริงๆ แล้ว นางก็กำลังกลัวเป็นอย่างมาก


"ข้าเคยเป็นนักศึกษา" เขาพูดเสียงราบเรียบ ยังคงคว้าจับที่ลำคอของจ้าวซานเหอต่อไป แต่หันหน้าไปมองเซียหยุนซุ่ย เสียงของเขาอ่อนโยนขณะที่พูดต่อไป


"ครั้งหนึ้งข้าได้อ่านบันทึกโบราณ ซึ่งกล่าวกันว่ามาจากอาณาจักรต้าถังในดินแดนตะวันออก มันอธิบายถึงวิธีการลงทัณฑ์อันโหดร้ายถึงพันแบบ มีอยู่แบบหนึ่ง หลังจากที่ข้าอ่านแล้ว ก็ทำให้ข้าต้องฝันร้ายไปหลายคืน"


ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เขายื่นมือซ้ายไป และคว้านิ้วของจ้าวซานเหอขึ้นมา ทีละนิ้ว ทีละนิ้ว เขาบดขยี้กระดูกนิ้วของมันไปทั้งสองมือ จากนั้นก็แขนของมัน จากนั้นก็ไหล่ จากนั้นก็ร่างกายส่วนที่เหลือ


จ้าวซานเหอต้องการจะตายไปจากความเจ็บปวดอันรุนแรงนี้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ไม่มีทางถ้ามีเมิ่งฮ่าวอยู่ที่นั่น เวลาผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก ในที่สุด เมิ่งฮ่าวก็บิดมือขวาของเขา เสียงประทุก็ดังออกมาจากลำคอของจ้าวซานเหอที่ถูกคว้าจับอยู่


ตลอดเวลาทั้งหมดนี้ มันไม่อาจจะส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่นิดเดียว นี่คือความตายของมัน…


เมิ่งฮ่าวปล่อยร่างที่ไร้วิญญาณของจ้าวซานเหอลงไปบนพื้น จากนั้นก็มองไปที่เซียหยุนซุ่ย "เจ้าต้องการจะตายอย่างไร? ข้าให้เจ้าเลือก"


ใบหน้าของนางซีดขาวโดยสิ้นเชิง ราวกับซากศพ ร่างกายสั่นสะท้าน ขณะที่ถือกระบี่อยู่ในมือ นางมองไปยังเมิ่งฮ่าว และความหวาดกลัวก็พุ่งขึ้นมาจากภายใน นี่ราวกับความฝันอันเลวร้ายที่สุด เท่าที่นางเคยสัมผัสมา


"ท่าน… อย่าได้บังคับข้า!!" นางร้องออกมา ขณะที่คำพูดหลุดออกมาจากปาก พื้นดินที่ใต้เท้าของนางก็ระเบิดออก เถาวัลย์สีแดงเข้มเลื้อยออกมา พันไปรอบๆ ร่างของนาง และส่งกระบี่ให้ลอยหมุนคว้างออกไปในอากาศ เมิ่งฮ่าวโบกสะบัดแขนเสื้อ กระแทกมันออกไปไกลเกือบสิบจ้าง


เถาวัลย์พันไปรอบตัวเซียหยุนซุ่ย ปากที่กว้างใหญ่ของมันดูเหมือนจะมีน้ำลายหยดลงมา เพียงรอแค่คำสั่งของเมิ่งฮ่าว ว่าเมื่อไหร่ที่มันจะได้กลืนกินนาง


"อย่าได้สังหารนาง…" สวี่ชิงพูดขึ้นอย่างเงียบๆ พยายามลุกขึ้นมายืน นางมองมาที่เมิ่งฮ่าว "ข้าต้องจัดการด้วยตัวเอง ข้าต้องการจะตัดลิ้นของนางออกมานานหลายปีแล้ว" กัดฟันแน่น นางคว้ากระบี่ของเซียหยุนซุ่ยไว้ในมือ เถาวัลย์บังคับร่างของเซียหยุนซุ่ยไปอยู่ตรงหน้านาง


"ศิษย์น้องสวี่… ข้า…" นางเผชิญหน้ากับสวี่ชิงด้วยสีหน้าวิงวอน ร่างสั่นสะท้าน


สวี่ชิง สีหน้าเย็นชา ยกกระบี่ขึ้น และค่อยๆ แทงเข้าไปในปากของนางช้าๆ เสียงแผดร้องของเซียหยุนซุ่ยดังออกมา


สวี่ชิงแนบไปที่ร่างนาง และกระซิบที่ข้างหูของนาง "เจ้าไม่อาจต่อสู้กลับ ดังนั้นก็แค่หลับตาลง และ เพลิดเพลินกับมัน ข้าต้องการจะบอกเจ้ามาเสมอ เจ้ามันเจี้ยนเหริน!" นางบิดกระบี่ในมือ หลังจากสูดลมหายใจเข้าออกสิบครั้งผ่านไป เซียหยุนซุ่ยก็แน่นิ่งไป สวี่ชิงแทงกระบี่ลึกเข้าไปอีก


ตอนที่ 152 พูดคุยใต้แสงจันทร์

สวี่ชิงมองไปยังเซียหยุนซุ่ย ขณะที่แทงกระบี่ทะลุผ่านศีรษะของนางไป จากนั้นก็ก้าวถอยหลังออกมาด้วยใบหน้าที่ซีดขาว เซียหยุนซุ่ยตกตายไป และสวี่ชิงก็ยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ


เมิ่งฮ่าวมองไปที่นาง และจากนั้นก็เดินไปยืนอยู่ที่ข้างกายนาง พวกเขานั่งลงด้วยกัน เถาวัลย์ลากร่างของเซียหยุนซุ่ยลงไปในพื้นดิน และเริ่มกลืนกินลงไป


แสงจันทร์แขวนอยู่บนท้องฟ้าสูงขึ้นไป และทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบสงบ ไม่มีใครสังเกตเห็นระลอกคลื่นของการต่อสู้ด้วยเวทอาคมครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ดินแดนสงบสุขนี้ก็เป็นสถานที่อันกว้างใหญ่


"ครั้งแรก?" เมิ่งฮ่าวถาม เงาร่างของคนทั้งสองซ้อนทับกันใต้แสงจันทรา


นางเงียบไปสักพักก่อนที่จะพยักหน้า


"ครั้งแรกที่ข้าสังหารใครบางคน จิตใจของข้าก็ทุกข์มากเป็นเวลานาน" เขากล่าวอย่างแผ่วเบา ขณะที่เขามองไปที่นาง ภาพจากสำนักเอกะเทวะก็ลอยขึ้นมาในจิตใจ


สายลมพัดโชยมา ชะล้างกลิ่นคาวของโลหิตให้จางหายไป เส้นผมของสวี่ชิงพริ้วขึ้น เสียดสีไปบนใบหน้าของเมิ่งฮ่าว ยากที่จะบอกว่ามันได้ปกคลุมไปรอบๆ ใบหน้า หรือจิตใจของเขา


"แล้วเจ้าล่ะ หลังจากที่สำนักล่มสลายไป?" สวี่ชิงถาม หันหน้ามามองเขา ใบหน้าของนางซีดขาว แต่สำหรับเมิ่งฮ่าว มันช่างสวยงามยิ่งนัก


เขายังจำได้ถึงค่ำคืนเมื่อหลายปีมาแล้ว เมื่อเขาได้เดินร่วมทางกับนาง กลับไปยังภูเขาตะวันออก ขณะที่เขามองนางเดินจากไป เขาได้คิดกับตัวเองว่า เขาจะแต่งงานกับนาง


มันเป็นความทรงจำเมื่อหลายปีมาแล้ว ราวกับจะนานมากทีเดียว ยากที่จะบอกได้ว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝันในวัยเยาว์หรือไม่


"จริงๆ แล้ว มันเกิดขึ้นในสำนัก" เมิ่งฮ่าวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เขารู้สึกผ่อนคลาย ดินแดนสงบสุขแห่งนี้เป็นสถานที่อันตราย แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยกังวลนัก ราวกับว่าเขาได้กลับไปอยู่ที่สำนักเอกะเทวะ บนยอดเขาตะวันออก ยืนอยู่ใต้แสงจันทร์


"โอ?" สวี่ชิงกล่าว ดูท่าทางตกใจ นางจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว ลืมปิดบังตัวเองด้วยสีหน้าที่เย็นชาชั่วคราว


สำหรับเมิ่งฮ่าว ความว่างเปล่าของนางช่างเต็มไปด้วยความสวยงาม มันแตกต่างเป็นอย่างมากกับศิษย์พี่หญิงสวี่ในความทรงจำของเขา ความเย็นชาของนางเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใกล้ แต่ความงุนงงของนางในตอนนี้ทำให้นางดูน่ารักเป็นอย่างยิ่ง


เมิ่งฮ่าวหัวเราะออกมา


"ตอนนี้ข้ารู้สึกว่าไม่เข้าใจท่านอย่างถ่องแท้เลย ศิษย์พี่หญิง" เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม มองไปที่นาง เขาไม่ใช่นักศึกษาอย่างที่เคยเป็นอีกแล้ว เขาได้พบเจอกับเหตุการณ์หลายสิ่งหลายอย่าง และได้กลายเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา


ในแง่ของความฉลาดและความรอบรู้ เขาได้เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก ตอนนี้เขาสามารถบอกได้ว่าความเย็นชาที่พบเห็นจากสวี่ชิงนั้น เป็นนางตั้งใจแสดงให้เห็นเอง


เขามองไปที่นาง เห็นผิวสีขาวราวน้ำนมภายใต้รอยฉีกขาดจากเสื้อผ้าของนาง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้เห็นผู้หญิงในลักษณะเช่นนี้ แต่เป็นเพราะเหตุผลบางอย่าง เมื่อเขามองไปยังฉู่อวี้เยียน เขายังคงรักษาความสงบเยือกเย็นไว้ แต่เมื่อได้เห็นสวี่ชิงในตอนนี้ ดวงตาของเขาก็แตกต่างกันออกไป


สายตาของสวี่ชิงประสานกับเมิ่งฮ่าวสักพัก จากนั้นนางก็มองไปยังที่อื่น จิตใจเต้นรัว ใบหน้าแดงเข้ม และนางก็กำมือไปจับเสื้อผ้าแน่นขึ้น เห็นได้ชัดว่านางกำลังตื่นเต้น


เมิ่งฮ่าวกระแอมไอออกมาเบาๆ จากนั้นก็ตบไปที่ถุงแห่งจักรวาล หยิบเสื้อผ้าออกมา และวางครอบลงไปที่ไหล่ของนาง


นางไม่พูดจา ยินยอมให้เขาห่อหุ้มนางด้วยเสื้อยาวตัวนั้น นางเงยใบหน้าที่งดงามมองไปยังดวงจันทร์ ขณะที่แสงจันทร์ส่องแสงลงมาบนตัวนาง เมิ่งฮ่าวมองไปที่เส้นผม และลักษณะที่น่ารักของนาง พวกเขาต่างก็จมอยู่ในความงามอันละเอียดอ่อนนี้ จนเกรงว่าแม้แต่สายลมก็อาจจะทำลายบรรยากาศเช่นนี้ไป


"เจ้าได้สังหารคนในสำนัก? ใคร?" สวี่ชิงพยายามแสร้งเป็นไม่รู้ว่าเมิ่งฮ่าวกำลังมองดูนางอยู่ แต่ใบหน้าของนางก็แดงเข้มขึ้น


"ศิษย์สายนอกแซ่จ้าว" เมิ่งฮ่าวกล่าว นึกไปถึงความตายอย่างน่ากลัวของศิษย์พี่จ้าวโดยกระจกทองแดง "มันต้องการจะครอบครองถ้ำแห่งเซียนที่ท่านให้ข้า"


"เจ้าช่างกล้าหาญจริงๆ" นางกล่าว หันหน้ามา และละสายตาจากดวงจันทร์มองมาที่เมิ่งฮ่าว "เจ้าได้สังหารคนภายในสำนักจริงๆ" นางพูดจาอย่างกระตือรือล้น และหลังจากนั้นนางก็กลับไปป็นคนที่เย็นชาเหมือนเดิม แต่เมิ่งฮ่าวก็มองเห็นความเรียบง่ายไม่ซับซ้อนอยู่ภายใต้ความเย็นชานั้น


"อืม… จริงๆ แล้ว ข้าไม่ได้สังหารเพียงแค่คนเดียว" เขากล่าวพร้อมกับกระแอมไอเบาๆ


"โอ?" ศิษย์พี่หญิงสวี่จ้องมองมาด้วยความนิ่งอึ้งอีกครั้งนานสักพัก ราวกับว่านางเพิ่งจะรู้จักเขาเป็นครั้งแรก นางมองไปที่เขาด้วยความระมัดระวัง คิดอยู่ชั่วครู่ "ดังนั้น เจ้าจึงคุ้นเคยกับมัน?" นางรีบพูดเสริม "ที่ข้าหมายถึงก็คือ หลังจากที่สังหารมาหลายครั้ง เจ้าก็ไม่รู้สึกลำบากใจอีกแล้ว?"


"พวกเรามาพูดเรื่องอื่นกันเถอะ" เมิ่งฮ่าวกล่าว เขารู้ว่านางอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวเหล่านั้นมาก แต่สำหรับบุรุษและสตรี มานั่งอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ พูดถึงแต่เรื่องสังหารผู้คน ดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นัก


"โอ" นางกล่าว พยักหน้า มองไปที่เขา ความเย็นชาได้ปกปิดบุคลิกส่วนตัวที่แท้จริงของนางไป แต่ในตอนนี้ ทันใดนั้นนางก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาดี


"ข้าจะให้ท่านได้เห็นของบางอย่าง" เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงแห่งจักรวาล และเม็ดยาคงโฉมก็ปรากฎขึ้นในฝ่ามือ พร้อมรอยยิ้ม เขายื่นส่งมันไปยังศิษย์พี่หญิงสวี่


เมื่อนางได้เห็นเม็ดยานั้น นางก็จ้องดูด้วยความตกใจ ดวงตาของนางจ้องนิ่งไปบนเม็ดยา ขณะที่นางค่อยๆ ยกมือขึ้นมา และหยิบมันไปจากเขา จากนั้น นางก็ปิดตาลง


ยากที่จะบอกได้ว่า นางกำลังคิดถึงเรื่องอะไรอยู่ หลังจากผ่านไปสักพัก นางก็ลืมตาขึ้น และมองมายังเมิ่งฮ่าวเป็นเวลานาน นานมากๆ


นี่เป็นครั้งที่สาม ที่เมิ่งฮ่าวได้มอบเม็ดยาคงโฉมให้นาง


นางเก็บมันไว้อย่างเงียบๆ จากนั้น ก็พูดเสียงแผ่วเบา "ไม่กี่ปีมานี้ ข้าได้ข่าวว่าแคว้นจ้าว… หายไป"


เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ จากนั้น ก็เริ่มอธิบายให้นางฟัง เกี่ยวกับปรมาจารย์เอกะเทวะ นางนั่งอยู่ที่นั่นภายใต้แสงจันทร์ รับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อเขาบอกนางว่าจริงๆ แล้ว ปรมาจารย์เอกะเทวะเป็นเต่าที่โหดร้ายตัวใหญ่มหึมา ปากของนางก็อ้าขึ้น และความไม่อยากเชื่อก็ปกคลุมไปบนใบหน้า สำหรับเมิ่งฮ่าว นางช่างมีความงดงามเป็นอย่างยิ่งในตอนนี้ ทันใดนั้นเขาก็หยุดพูด


ในทางกลับกัน สวี่ชิงก็มองเข้าไปในดวงตาของเขา เมื่อดวงตาของคนทั้งสองประสานกัน ทันใดนั้น นางก็หันหน้า และจ้องออกไปยังที่ห่างไกล จิตใจของนางเต้นรัว เกิดความรู้สึกแปลกๆ และตื่นเต้นขึ้น นางรู้สึกว่าความรู้สึกเช่นนี้นางไม่คุ้นเคย ซึ่งจริงๆ แล้ว นางก็รู้สึกชอบมันเล็กน้อย


"ข้าได้เห็นศิษย์พี่เฉินบ้าง…" ทันใดนั้นนางก็เอ่ยขึ้น ไม่แน่ใจว่าควรจะพูดเรื่องอะไรดี "สถานที่นี้เป็นดินแดนสงบสุขโบราณ… โอ ใช่แล้ว ทำไมพื้นฐานฝึกตนของเจ้าถึงได้อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ… ?"


เมิ่งฮ่าวมองไปที่นาง รอยยิ้มอันอบอุ่นปรากฎขึ้นบนใบหน้า


"จ้าวซานเหอ คือใคร?" เขาถามเสียงแผ่วเบา


"มันเป็นศิษย์แกนหลักของสำนักชิงหลัว" นางตอบ ท่าทางรังเกียจปรากฎขึ้นในดวงตา "ตระกูลของมันมีรากฐานอันลึกล้ำอยู่ในสำนัก มันเป็นคนที่ไร้ยางอายและน่ารังเกียจมาก ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มันได้ใช้เม็ดยาพื้นฐานลมปราณ เป็นเหยื่อล่อบังคับให้ศิษย์สตรีมากมาย…"


"เม็ดยาพื้นฐานลมปราณ…" เขามองไปที่นางสักพัก เขาบอกได้ว่านางได้บรรลุวงจรระดับเก้าขั้นรวบรวมลมปราณอย่างสมบูรณ์ ด้วยเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ นางก็สามารถนั่งเข้าฌาณเพียงลำพัง และบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณได้อย่างแน่นอน


"เม็ดยาชนิดนั้นมีค่าเป็นอย่างมาก" นางกล่าว ความกลุ้มใจปรากฎขึ้นบนใบหน้า "แม้แต่ศิษย์สายในก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะได้มันสักหนึ่งเม็ด มีแต่ต้องได้จากใครบางคนที่อยู่ระดับอาวุโสขึ้นไป หรือได้ทำงานพิเศษบางอย่างให้สำนัก หรือมีพรสวรรค์ที่น่าอัศจรรย์ใจ"


"หลังจากปรมาจารย์เจินนำข้ากลับมายังสำนักชิงหลัว นางก็ไม่สนใจข้าอีกเลย แต่บุคลิกของข้าไปตรงกับผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ซึ่งเป็นรุ่นอาวุโส ดังนั้นนางจึงได้รับข้าเป็นศิษย์ นางสัญญาว่าจะให้เม็ดยาพื้นฐานลมปราณแก่ข้า แต่นางก็จากสำนักไปเมื่อหลายปีก่อน และไม่เคยกลับมาอีกเลย จากข่าวลือที่ได้ยินมา นางตายไปแล้ว…"


เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงแห่งจักรวาล ทันใดนั้น เม็ดยาพื้นฐานลมปราณสามเม็ด ก็ปรากฎขึ้นบนฝ่ามือ เขายื่นส่งพวกมันไปให้นาง


"ข้ามีเม็ดยาพื้นฐานลมปราณบางส่วน" เขากล่าว


สวี่ชิงจ้องไปที่เม็ดยาทั้งสามโดยไม่พูดจา นางตกใจ ไม่เคยคิดว่าเมิ่งฮ่าวจะมีเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ ทั้งมีถึงสามเม็ด เม็ดยาพวกนี้อาจจะทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย ถ้ามันปรากฎขึ้นภายในสำนักชิงหลัว


"นั่น…" สวี่ชิงหายใจเข้าแรงขึ้น เมื่อนางเห็นสัญลักษณ์ที่ด้านข้างของเม็ดยา ดวงตาเบิกกว้าง "นั่นเป็นเม็ดยาที่ปรุงขึ้นโดยเจ้าโอสถจอมปีศาจ"


"ข้ามีเพียงสามเม็ด แต่ถ้ายังไม่พอ ข้าก็จะหามาให้ท่านเพิ่มอีก เมื่อพวกเราออกไปจากที่นี่" เขายิ้ม วางเม็ดยาลงไปบนมือของสวี่ชิง สำหรับคนอื่นๆ เม็ดยาพวกนี้ช่างมีค่าอย่างมหาศาล


"มันเพียงพอ จริงๆ แล้ว หนึ่ง… หรือสองเม็ด ก็พอแล้ว" นางกำลังจะกล่าวมากกว่านั้น แต่เมิ่งฮ่าวก็จับมือนางให้กำเม็ดยาเหล่านั้นไว้


"ข้าไม่ต้องการเม็ดยาพวกนี้ ท่านเก็บมันไว้ ถ้าท่านต้องการ ข้าจะยืนเฝ้าคุ้มครองท่าน ขณะที่ท่านใช้มัน"


"ถึงแม้จะเตรียมการมาอย่างสมบูรณ์พร้อม ทั้งมีร่างกายที่ประณีต และอยู่ในระดับเก้าขั้นรวบรวมลมปราณมาถึงสิบสองปี ก็จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็หลายเดือน สถานที่นี้ไม่เหมาะสม ข้าจะรอจนกว่ากลับไปยังสำนัก และเสาะหาสถานที่อันเหมาะสมเพื่อทะลวงผ่านมัน"


นางมองมาที่เขาด้วยสายตาอันลึกซึ้ง "เจ้าไม่อาจอยู่ที่นี่นานนัก เมิ่งฮ่าว เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้มาก สำนักชิงหลัวรู้ถึงการคงอยู่ของสถานที่นี้มากนานมากแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถผ่านเข้ามาได้ ข้าคิดว่าในเร็วๆ นี้พวกมันเพิ่งจะได้แผนที่โบราณมา"


"ด้วยแผนที่นั้น พวกมันก็สามารถเปิดทางเข้าได้ เดิมที ที่นี่เป็นดินแดนสงบสุข แต่ผ่านไปหลายปีมันก็เปลี่ยนไป และตอนนี้มันก็กลายเป็นดินแดนแห่งความตาย"


ดวงตาเมิ่งฮ่าวส่องประกาย ขณะที่เขาฟังนางอธิบาย


"ตามที่คาดไว้ มันมีบางอย่างที่เกี่ยวกับวิญญาณอันดุร้ายในสมัยโบราณ ข้าไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร และมีข่าวลือมากมายในสำนักเกี่ยวกับมัน ข้าสามารถบอกเจ้าได้ว่า เหตุผลที่พวกมันรวบรวมผู้ฝึกตนเร่ร่อนขั้นพื้นฐานลมปราณมามากมาย ไม่ใช่เพื่อค้นหาของวิเศษ แต่เพื่อใช้สร้างหอคอยร้อยวิญญาณ!"


"มันไม่ได้เป็นความลับมากนักสำหรับศิษย์สายใน และแม้แต่ศิษย์สายนอกบางคนก็ยังรู้เรื่องนี้ แต่พวกมันก็ไม่สนใจพวกผู้ฝึกตนเร่ร่อนเหล่านั้น จริงๆ แล้ว ก็มีผู้ฝึกตนเร่ร่อนบางคนที่รู้เรื่องนี้"


"หอคอยร้อยวิญญาณจริงๆ แล้ว ก็เป็นเรื่องที่อธิบายได้ง่ายดายยิ่ง โดยพื้นฐานแล้ว เป็นการใช้วิชาเวทที่หลากหลาย รวบรวมหนึ่งร้อยเสาแห่งเต๋าเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเป็นหอคอยร้อยวิญญาณ"


"จุดประสงค์ของการสร้างหอคอยนี้เป็นความลับสุดยอด ข้าคิดว่าแม้แต่ศิษย์สายในก็ไม่รู้เรื่องนี้ ท่ามกลางศิษย์แกนหลัก มีเพียงสองหรือสามคนที่รู้เพียงเล็กน้อย" นี่เป็นทุกเรื่องที่สวี่ชิงรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับดินแดนสงบสุขแห่งนี้


ทันใดนั้น เสียงกระหึ่มกึกก้องขนาดใหญ่ก็ได้ยินมาจากสถานที่บางแห่งไกลออกไป


เมื่อเสียงนั้นดังออกมา พื้นดินในดินแดนสงบสุขเริ่มสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรงในทันที ในเวลาเดียวกันนั้น แรงดึงดูดอันลี้ลับก็ปรากฎออกมา ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย เขารู้สึกว่าเสาแห่งเต๋าภายในร่างกำลังสั่นสะท้าน ราวกับว่ามีบางสิ่งพยายามที่จะดึงพวกมันออกไป


ตอนที่ 153 ไม่มีทาง

สีหน้าเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว พื้นฐานฝึกตนของเขาโคจรหมุนเวียน และพลังอันรุนแรงจากเสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์ก็ขยายออกไป เพื่อต่อต้านแรงดึงดูดนั้น


ตอนแรกสวี่ชิงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แต่เมื่อนางได้เห็นสีหน้าของเมิ่งฮ่าว ทันใดนั้นนางก็เริ่มดูวิตกกระวนกระวายขึ้น


เสียงกระหึ่มกึกก้องนั้นดังกระจายออกไปทั่ว ไม่เพียงแต่มีผลกระทบกับเมิ่งฮ่าว แต่มีผลกับผู้ฝึกตนเร่ร่อนขั้นพื้นฐานลมปราณทั้งหมดภายในดินแดนสงบสุข พวกมันทั้งหมดไม่สนใจถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ในตอนนั้น ต่างก็นั่งลงขัดสมาธิเพื่อเข้าฌาณในทันที


แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยความรวดเร็ว ร่างของผู้ฝึกตนเร่ร่อนหลายคนระเบิดออก ส่งผลให้เศษเนื้อและพิรุณโลหิตสาดกระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง มีเพียงเสาแห่งเต๋าของพวกมันที่ยังเหลืออยู่ พวกมันลอยผ่านอากาศไป ถูกลากตรงไปยังตำแหน่งของแรงดึงดูดนั้น


เสาแห่งเต๋าลอยตรงไปเรียงซ้อนกันกลายเป็นภูเขา มีพลังอันแข็งแกร่งบางอย่างได้กัดกร่อนภูเขานั้น ทำให้มันจมลงไป ในพื้นที่บริเวณที่จมลงไปนั้นเกิดเป็นหอคอยสีดำขึ้น


เมื่อมองไป ก็จะเห็นว่ามันถูกสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ในตอนนี้มีเพียงแค่สามชั้น เสาแห่งเต๋ามากมายลอยตรงไปที่หอคอยนั้นจากทุกทิศทาง และเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นชั้นที่สี่!


เมื่อชั้นที่สี่ถูกสร้างเสร็จ แรงดึงดูดนั้นก็เริ่มจางลง และจากนั้นก็หายไป ผู้ฝึกตนเร่ร่อนมากกว่าสามสิบคนได้ตายลงเมื่อครู่นี้ในดินแดนสงบสุข


เหตุการณ์ที่น่าสยองขวัญนี้ สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ฝึกตนเร่ร่อนทั้งหมด แต่เมื่อพวกมันติดอยู่ในดินแดนสงบสุขนี้ ไม่ว่าพวกมันจะค้นหาอย่างไร ก็ไม่อาจพบเจอทางออก


บริเวณที่เป็นต้นกำเนิดของแรงดึงดูด ถูกล้อมไว้ด้วยศิษย์สำนักชิงหลัวเกือบพันคน พวกมันนั่งขัดสมาธิ สวดมนต์จากคัมภีร์ที่แปลกประหลาด ศิษย์สำนักชิงหลัวที่ได้เข้ามาในดินแดนสงบสุข ในสถานที่แตกต่างกันทั้งหมดต่างก็ตรงมายังพื้นที่นี้


เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น และดวงตาทั้งสองข้างก็ส่องแสงอันลี้ลับออกมา เขาชำเลืองมองไปยังพื้นที่ซึ่งสร้างเสียงกระหึ่มกึกก้องและแรงดึงดูดนั้น ตอนนี้เสาแห่งเต๋าของเขาแข็งแรงมั่นคง พวกมันเป็นเสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์ ดังนั้น ถึงแม้แรงดึงดูดนั้นจะเข้มข้น แต่มันก็ยังห่างไกลจากอันตรายสำหรับเขา


เมื่อได้เห็นสีหน้าซีดขาวของเมิ่งฮ่าว สวี่ชิงก็รีบกล่าวขึ้น "นั่นเป็นสถานที่รวมพลของศิษย์สำนักชิงหลัว ก่อนเข้ามาศิษย์ทุกคนถูกสั่งไปยังสถานที่นั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เมื่อไปถึงที่นั่น ทุกคนก็ต้องสวดมนต์จากคัมภีร์บางอย่าง แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไม"


"ข้ารู้ทางออก รวมถึงครั้งล่าสุด ข้ามาที่นี่สองครั้งแล้วในตอนนี้ ข้าสามารถนำเจ้าไปยังที่นั่น และเจ้าก็จะออกไปจากที่นี้ได้ เจ้าไม่อาจอยู่ที่นี่อีกต่อไป"


เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา เขาลุกขึ้นยืน มองออกไปยังจุดกำเนิดของแรงดึงดูด หลังจากนานสักพัก เขาก็ส่ายหน้า


"แรงดึงดูดนี้ไม่ได้มีผลกับข้ามากนัก และข้าก็มีทางที่จะออกไปจากที่นี่แล้ว สำหรับท่าน ข้าคิดว่า…" เขามองกลับมาที่นาง


"ถ้าแรงดึงดูดนั้นไม่ปรากฎขึ้น มันก็ดี แต่ตอนนี้ ผู้ฝึกตนเร่ร่อนรู้ว่ามีสิ่งแปลกๆ กำลังเกิดขึ้น พวกมันจะค้นหาศิษย์สำนักชิงหลัวให้อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น ใครจะไปรู้ว่าพวกมันจะใช้วิธีการอันใดในการเค้นถามข้อมูล ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าท่านรู้เรื่องทางออก คนอื่นๆ ก็รู้เช่นกัน ผู้คนจากสำนักชิงหลัวต้องระมัดระวังตัวให้มากไว้" เขามองไปยังสวี่ชิง ซึ่งเป็นศิษย์พี่หญิงที่อยู่ในความทรงจำอันยาวนานของเขา


"พวกเราไม่ได้พบเจอกันมานานมากแล้ว ข้าหวังว่าพวกเราจะได้ใช้เวลาด้วยกันตามลำพังนานกว่านี้" เขาพูดขึ้นอย่างเงียบๆ "แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลานั้น ข้าจะคุ้มกันท่านไปยังจุดนัดพบของสำนักชิงหลัว ท่านน่าจะปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่ที่นั่น"


"เจ้ามีทางที่จะออกไปจากที่นี่ได้จริงๆ?" สวี่ชิงถาม ด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด


"ใช่แล้ว" เมิ่งฮ่าวกล่าวตอบด้วยเสียงเคร่งขรึม


สวี่ชิงมองไปที่เขาอย่างเงียบๆ สักพัก และดูเหมือนว่านางต้องการจะพูดบางอย่าง แต่ก่อนที่นางจะพูด เมิ่งฮ่าวก็ก้าวเท้าไปข้างหน้า และโอบแขนไปที่รอบเอวอันอ่อนนุ่มของนาง จากนั้นก็บินขึ้นไปในท้องฟ้า


สายลมอันรุนแรงพัดมา แต่ก็ถูกป้องกันไว้ด้วยพลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าว สิ่งที่สวี่ชิงรู้สึกได้ทั้งหมดก็คือ เมิ่งฮ่าวโอบกอดนางไว้ ทำให้นางต้องหน้าแดงขึ้นอีกครั้ง


เส้นผมสีดำยาวสยายของนางพริ้วไปมาข้างๆ ใบหน้าเขา เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน และกลิ่นหอมที่ยากจะลืมเลือน สวี่ชิงไม่พูดจาเมื่อพวกเขาบินไปด้วยกัน


ในอดีต นางเคยเป็นศิษย์พี่หญิงของเขา แต่เขาก็ไม่เคยแสดงความอ่อนแอขณะที่เขาเป็นศิษย์น้องของนาง ตอนนี้ เขาเป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ วิธีการที่เขาสังหารจ้าวซานเหอ ได้แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าเหลือเชื่อของเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา


ขณะที่เมิ่งฮ่าวสูดหายใจเอากลิ่นหอมอันละเอียดอ่อนนั้นเข้าไป นางก็ได้กลิ่นของเขาเช่นเดียวกัน ทำให้นางรู้สึกถึงความปลอดภัย ราวกับว่าได้อยู่ที่บ้านของตัวเอง


ทันใดนั้น นางก็คิดย้อนกลับไปถึงภูเขาต้าชิง และนักศึกษาหนุ่มเมิ่งฮ่าว นางได้นำเขากลับไปยังสำนักเอกะเทวะ ด้วยเหตุการณ์เดียวกันนี้ ขณะที่เขากำลังโอบกอดนางอยู่ตอนนี้ ตัวนางกดทับลงไปบนตัวเขา


รอยยิ้มปรากฎขึ้นในดวงตาเมื่อนางคิดถึงเรื่องนี้ นางมองขึ้นไปที่ซีกหน้าของเมิ่งฮ่าว และเวลาก็ดูเหมือนจะเดินช้าลง


นางไม่เข้าใจว่านางกำลังมีความรู้สึกถึงอะไร แต่นางก็รู้ว่าในตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างช่างสงบสุขเป็นอย่างยิ่ง ทันใดนั้น นางก็รู้สึกว่าเมิ่งฮ่าวช่างเหมือนกับน้องชายของนางนัก


"เจ้าโตขึ้นแล้ว" นางพูดขึ้นในทันใด ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงได้พูดเช่นนี้ แต่นางก็พูดขึ้นมา


เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวก็หยุดบินสักพักและฝืนยิ้มออกมา ใบหน้าของเขาปกคลุมไปด้วยความเย็นชาที่ดูเหมือนจะไม่สนใจคำพูดของนาง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นการแสร้งทำ


"ข้าคิดว่าท่านอายุมากกว่าข้าแค่ไม่กี่ปีเองนะ…" เขากล่าว กระแอมไอออกมาเบาๆ


"มากกว่าห้าปี!" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ข้าเป็นพี่สาวของเจ้า!"


"นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด" เมื่อได้เห็นท่าทางดวงตาเบิกกว้างของนาง เขาก็หัวเราะออกมา และกล่าวเพิ่ม "ตกลง ตกลง ข้าไม่เคยบอกว่าท่านไม่ใช่พี่สาวของข้า"


เวลาผ่านไป เพียงพอที่จะให้ธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก ทันใดนั้น ลำแสงแปดลำก็ปรากฎที่เบื้องหน้าของพวกเขา ก่อนที่คนทั้งสองจะพุ่งผ่านไป ก็มีคนมองเห็น


"รวบรวมลมปราณ… ผู้หญิงคนนั้นเป็นศิษย์สำนักชิงหลัว!"


"ใช่แล้ว ต้องเป็นนาง นางเป็นคนที่พวกเรามองหาอยู่!" พวกมันทุกคนเป็นผู้ฝึกตนขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ ดวงตาของพวกมันสาดประกายความชั่วร้ายออกมา ขณะที่มันมองผ่านสวี่ชิงไปยังเมิ่งฮ่าว


บุรุษวัยกลางคนชุดสีน้ำเงิน ที่อยู่ท่ามกลางพวกมันมองไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างเย็นชา และพูดว่า "สหายเต๋า ไม่จำเป็นต้องบอกพวกเราว่าสตรีนางนี้ได้บอกอะไรกับท่าน พวกเราต้องการนาง ตอนนี้!" ดูเหมือนว่าถ้าเมิ่งฮ่าวไม่ตกลง มันก็จะโจมตีในทันที


พวกมันทุกคนดูท่าทางไม่เป็นมิตร แรงดึงดูดที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้พวกมันขวัญหนีดีฝ่อ ดังนั้น พวกมันจึงตัดสินใจจะค้นหาศิษย์สำนักชิงหลัวที่อยู่โดดเดี่ยวเพื่อเค้นถามข้อมูล


ตอนนี้พวกมันก็ได้พบแล้วหนึ่งคน พวกมันไม่ยอมปล่อยนางไปโดยง่ายดายอย่างแน่นอน


สวี่ชิงเริ่มหายใจแรงขึ้นด้วยความวิตกกังวล จับเสื้อยาวของเมิ่งฮ่าวจนแน่นอย่างไม่รู้ตัว สำหรับนาง ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณทั้งแปดคนนี้ ต่างก็มีพื้นฐานฝึกตนที่สูงเป็นอย่างยิ่ง นางไม่อาจต้านทานพวกมันได้แม้แต่คนเดียว


"ไสหัวไป!" เมิ่งฮ่าวพูดอย่างเรียบเฉย เขาไม่หยุดบินลงแม้แต่น้อย แต่กลับพุ่งเข้าไปที่พวกมันตรงๆ ต่อไป สวี่ชิงยิ่งรู้สึกหวาดวิตกมากขึ้น นางได้เห็นเขาสังหารจ้าวซานเหอ แต่ในตอนนี้ พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนทั้งแปดคน จึงทำให้นางรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นอย่างช่วยไม่ได้


เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฮ่าว บุรุษชุดยาวสีน้ำเงินก็หัวเราะออกมา รังสีสังหารแผ่ออกมาจากดวงตาของมัน พลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าวอยู่ที่ขั้นต้นพื้นฐานลมปราณ ก็เหมือนกับตัวมันเอง แต่มันยังมีอีกเจ็ดคนช่วยหนุนหลังอยู่ เมื่อคิดว่าเมิ่งฮ่าวมีเพียงคนเดียว ไม่จำเป็นที่จะต้องต่อสู้ก็น่าจะรู้ผลแล้ว แต่เมิ่งฮ่าวกลับกล้าที่จะพูดจาเพ้อเจ้อลำพองอย่างคาดไม่ถึงออกมา


รอยยิ้มอันเย็นชา กระจายไปทั่วใบหน้าของผู้ฝึกตนอีกเจ็ดคน ในความคิดของพวกมัน เมิ่งฮ่าวช่างพูดจาใหญ่โตโอ้อวดนัก


แต่เมื่อขณะที่บุรุษชุดยาวสีน้ำเงิน เริ่มยกมือขึ้นมาเพื่อร่ายเวทอาคม และบุคคลทั้งเจ็ดเริ่มดึงเอาอาวุธเวทต่างๆ ออกมา เมิ่งฮ่าวก็อ้าปากขึ้น หมอกสายฟ้าระเบิดออกมา และก่อนที่พวกมันทั้งแปดจะทันได้ทำอันใด หมอกสายฟ้าก็ปกคลุมพวกมัน พื้นดินด้านล่างก็มีเถาวัลย์สีแดงเข้มพุ่งขึ้นมาราวสายน้ำ เถาวัลย์พวกนั้นส่งเสียงกรีดร้องอย่างโหดร้ายออกมา พุ่งตรงขึ้นไปในท่ามกลางกลุ่มหมอกสายฟ้า


เสียงแผดร้องจนแสบแก้วหู ดังออกมาอย่างน่าอนาถใจจากด้านในของกลุ่มหมอกสายฟ้า เป็นเสียงที่เหมือนกับการกรีดร้องก่อนตาย สีหน้าของเมิ่งฮ่าวยังคงสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย โอบสวี่ชิงอยู่ในวงแขน บินต่อไป หมอกสายฟ้าหอบถุงสมบัติมายื่นส่งให้เมิ่งฮ่าว ซึ่งเขาก็เก็บถุงสมบัติพวกนั้นไว้ เถาวัลย์มุดกลับเข้าไปในพื้นดิน สำหรับผู้ฝึกตนทั้งแปดคนนั้น ก็ไม่เห็นพวกมันอีกเลย


การสังหารผู้ฝึกตนทั้งแปดคนอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพเช่นนี้ ไม่ได้มีผลอะไรกับเมิ่งฮ่าวมากเท่าไหร่ แต่สำหรับสวี่ชิง นางต้องสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ นางรู้สึกว่าเมิ่งฮ่าวช่างแปลกประหลาดมากยิ่งขึ้น


เขาบินไปตามทางด้วยความเร็วสูงสุดต่อไป พวกเขาเข้าไปใกล้แหล่งกำเนิดของแรงดึงดูดมากยิ่งขึ้น ตลอดทางที่ผ่านมา พวกเขาผ่านผู้ฝึกตนที่อยู่คนเดียว หรือบางทีก็อยู่เป็นกลุ่มสามถึงห้าคน รวมทั้งหมด ก็มีผู้ฝึกตนขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณสิบคน ที่พวกเขาได้ผ่านมา ไม่มีใครสามารถขัดขวางการเดินทางของเมิ่งฮ่าวได้แม้แต่น้อย


ในไม่ช้า พวกเขาก็เข้าใกล้จุดนัดพบของสำนักชิงหลัว ด้านหลังเมิ่งฮ่าวปรากฎลำแสงสองลำ ซึ่งแผ่พุ่งพลังของขั้นกลางพื้นฐานลมปราณออกมา ถ้ามันมีแค่นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด แต่ในเวลาเดียวกันนั้น ด้านหน้าเมิ่งฮ่าว ก็ปรากฎลำแสงอื่นอีก ด้านในเป็นชายชรา ซึ่งเป็นคนเดียวกับวันแรกที่เมิ่งฮ่าวเข้ามาในสำนักชิงหลัว มันอยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ


ชายชราหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของเมิ่งฮ่าวหลายร้อยจ้าง จ้องมองไปยังสวี่ชิงด้วยสายตาที่เย็นชา


"สหายเต๋า ข้าได้รอศิษย์สำนักชิงหลัวอยู่ที่นี่มานานมากแล้ว ช่วยส่งสตรีนางนั้นมาให้ข้าด้วย"


สองผู้ฝึกตนขั้นกลางพื้นฐานลมปราณ มาหยุดอยู่ที่ด้านหลังของเมิ่งฮ่าวและสวี่ชิง ตอนนี้พวกเขาได้ถูกล้อมไว้เรียบร้อยแล้ว


สองผู้ฝึกตนขั้นกลางพื้นฐานลมปราณ เป็นบุรุษวัยกลางคน พวกมันมีดวงตาที่ดุดัน และแผ่รังสีความเย็นชาออกมาพร้อมกับรังสีสังหาร เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกที่มีจิตใจอำมหิตโหดร้าย


"ท่านต้องการอยากรู้อะไร?" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงราบเรียบ "ข้าสามารถบอกท่านได้" ใบหน้าของสวี่ชิงขาวซีดขณะที่นางพิงไปที่หน้าอกของเขา ถ้าไม่มีเมิ่งฮ่าว นางก็คงจะถูกจับกุม และนำไปเค้นถามข้อมูลโดยผู้ฝึกตนเร่ร่อนเหล่านี้อย่างแน่นอน ตามรายทางที่ผ่านมา นางได้เห็นศิษย์สำนักชิงหลัวหลายคน ถูกจับกุมไป และถูกเค้นถามด้วยวิธีการต่างๆ


และผู้ฝึกตนเร่ร่อนก็เป็นผู้ฝึกตนที่อำมหิตโหดเหี้ยม พวกมันไม่ยอมเลิกล้มการหาข้อมูลได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากข้อมูลเหล่านั้นสามารถที่จะช่วยรักษาชีวิตของพวกมันได้ การบอกกล่าวข้อมูลเหล่านั้นให้กับคนอื่น ก็จะเป็นการลดโอกาส และอาจจะนำความตายมาสู่พวกมันได้


"ข้าไม่คุ้นเคยกับการรับฟังคนอื่นพูด" ชายชราพูดเสียงเยือกเย็น "ข้าเชื่อเพียงผลลัพธ์ที่ได้มาจากมือของข้าเอง" พลังของขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณแผ่กระจายออกมา ส่งผลให้เกิดแรงกดดันอันมหาศาลพุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว


ตอนที่ 154 เส้นทางของแต่ละคน

เมิ่งฮ่าวไม่ตอบโต้ เขามองลงไปยังสวี่ชิง และส่งรอยยิ้มน้อยๆ ให้นาง เขาถอยไปด้านหลังพร้อมกับนาง ทำให้ชายชราที่อยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ส่งเสียงแค่นออกมา และจากนั้นก็บินตรงมายังเมิ่งฮ่าวราวกับพญาปักษา


มันมีความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ และแสดงถึงพลังขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดเป็นระลอกคลื่นแปดส่วนกระจายออกมาในอากาศ เห็นได้ชัดว่ามันมีเสาแห่งเต๋าแปดต้นอยู่ภายในร่าง


ณ ตอนนี้ เมิ่งฮ่าวได้พุ่งไปถึงสองผู้ฝึกตนขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ พวกมันหัวเราะ และหนึ่งในสองก็ขยับมือร่ายเวทอาคมอย่างรวดเร็ว มีดน้ำแข็งอาคมนับร้อยก็ปรากฎขึ้น และเริ่มหมุนวนไปมา ก่อตัวเป็นวังน้ำวนขนาดใหญ่ วังน้ำวนนั้นพุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว มีดแต่ละเล่มเต็มไปด้วยพลังของพื้นฐานลมปราณขั้นกลาง


บุรุษอีกผู้หนึ่ง ตบไปที่ถุงสมบัติ เกิดเป็นตัวต่อสีดำห้าตัว มีขนาดใหญ่เท่าศีรษะคน พร้อมด้วยเหล็กไนสีแดง ส่งเสียงบินหึ่ง หึ่ง ออกมา


"เจ้าช่างไม่ประมาณตนนัก!" บุรุษที่สร้างมีดน้ำแข็งพูดขึ้น วังน้ำวนมีดน้ำแข็ง ส่งเสียงแหลมเล็กแหวกฝ่าอากาศตรงมายังเมิ่งฮ่าว เขาโอบสวี่ชิงไว้ด้วยแขนขวา โบกสะบัดมือซ้าย มังกรเปลวไฟขนาดใหญ่มหึมาก็ปรากฎขึ้น ตามไปด้วยมีดสายลม อย่างน่าตกใจ มังกรเปลวไฟไม่ได้มีสีแดงเพียงอย่างเดียว แต่สลับด้วยริ้วสีทอง! เนื่องจากคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ มังกรนี้จึงกลายเป็นมังกรทอง


มีดสายลมหลอมรวมเข้ากับมังกร ทำให้มันขยายความยาวเป็นหนึ่งร้อยจ้าง ยิ่งไปกว่านั้น มีรอยนูนปรากฎขึ้นบนด้านข้างซ้ายและขวาของมังกรเปลวไฟ ทันทีที่มีดสายลมแตะสัมผัสไปที่มังกร มีดสายลมก็ระเบิดออกมา กลายเป็นปีกขนาดใหญ่สองข้าง คลี่สยายปีกออกไป นี่คือมังกรปีกวารี


เมิ่งฮ่าวได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิชานี้ เมื่อคุนเผิงได้ปลุกทายาทมังกรปีกวารีในตัวเขาให้ตื่นขึ้น


สิ่งต่อมาที่ปรากฎขึ้นพร้อมกับมังกร ก็คือทะเลเปลวไฟ ซึ่งเกิดขึ้นจากพลังของเสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์ ผู้ฝึกตนขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณไม่มีทางที่จะต้านทานมันได้


ตูม!


วังน้ำวนมีดน้ำแข็งแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ในทันที กลายเป็นหมอกควันที่ถูกดูดกลืนโดยทะเลเปลวไฟ มังกรปีกวารีที่เป็นเปลวเพลิงส่งเสียงดังกระหึ่ม สองผู้ฝึกตนขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณล่าถอยออกไป สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ เพียงชั่วพริบตา มังกรปีกวารีก็พุ่งตรงไปและกลืนกินหนึ่งในพวกมันไปด้วยการกัดเพียงแค่ครั้งเดียว


เสียงแผดร้องอย่างน่าสังเวชใจดังออกมา ขณะที่ร่างของมันกลายเป็นเถ้าถ่าน


เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นแค่ช่วงการจุดประกายไฟเพียงเท่านั้น ไม่ว่าชายชราขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ หรือบุรุษที่มีตัวต่อห้าตัว ต่างก็ไม่ทันจะมีปฏิกิริยาใดก่อนที่มันได้จบลงไป


ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก เมิ่งฮ่าวหันตัวกลับมา และก้าวตรงไปยังห้าตัวต่อที่ส่งเสียงอย่างดุร้าย พวกมันพุ่งตรงมาที่เขา แต่ขณะที่พวกมันเข้ามาใกล้ ร่างของพวกมัน ทันใดนั้น ก็เริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดูเหมือนว่าพวกมันสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่น่าตกใจ และไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้ พวกมันถอยกลับในทันที มีบางอย่างที่แม้แต่เจ้านายของพวกมันก็ไม่เคยพบเจอมาก่อน


ในขณะที่ความตกใจปกคลุมใบหน้าของมัน ใบหน้าปีศาจที่กำลังหัวเราะและร้องไห้ก็ปรากฎขึ้นในดวงตาของเมิ่งฮ่าว เห็นได้ชัดเจนหนึ่งข้าง และอีกข้างก็สลัวเลือนลาง ทันใดนั้นพวกมันก็ทำให้เมิ่งฮ่าวแผ่พุ่งรังสีที่แปลกประหลาดออกมา ห้าตัวต่อส่งเสียงร้องแหลมเล็กออกมา และร่างของพวกมันก็สั่นสะท้านมากยิ่งขึ้น ราวกับว่าพวกมันกำลังจะสูญเสียความสามารถในการบินไป ทันใดนั้น พวกมันก็หันตัว และโจมตีกันเองอย่างดุร้าย


ขณะที่ภาพแปลกๆ นี่เกิดขึ้น เมิ่งฮ่าวก็ก้าวเท้าไปในท่ามกลางตัวต่อ ยกมือซ้ายขึ้น และกรีดนิ้วให้เป็นรอยแผล ที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ทันใดนั้น พื้นที่บริเวณนั้นทั้งหมดก็ปกคลุมไปด้วยคลื่นโลหิต เมื่อมันปรากฎขึ้น เมิ่งฮ่าวก็กำลังยืนอยู่ตรงหน้าของบุรุษวัยกลางคน เขายกนิ้วชี้ด้านซ้ายขึ้นมา และกดลงไปที่หว่างคิ้วของบุรุษผู้นั้น


ร่างของมันสั่นสะท้าน และดวงตาก็เบิกโพลงขึ้น ร่างของมันเริ่มแห้งเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อเมิ่งฮ่าวดึงนิ้วกลับ ทั่วทั้งร่างของมันก็กลายเป็นโลหิต ไหลลงไปบนพื้นดิน


เมิ่งฮ่าวหันร่าง และมองไปยังชายชราขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณที่มีสีหน้าตกใจ เพียงแค่หายใจเข้าออกไม่กี่ครั้งผ่านไปตั้งแต่เมิ่งฮ่าวลงมือ เขาก็ได้สังหารสองผู้แข็งแกร่งขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณไปเรียบร้อย


วิธีการของเขาช่างโหดร้าย วิชาของเขาช่างแปลกประหลาด ความหนาวเย็น ทันใดนั้น ก็ปรากฎขึ้นในร่างของชายชรา กระจายไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว


ตอนนี้ มันเข้าใจแล้วว่า ทำไมเซี่ยเจี๋ยแห่งสำนักชิงหลัวถึงได้จับตาดูเมิ่งฮ่าว ในวันที่อยู่บนหลัวผาน และยังได้พยายามที่จะล่อให้เขาทำบางอย่างเพื่อเปิดเผยความสามารถออกมา เห็นได้ชัดว่า เซี่ยเจี๋ยรู้เรื่องบางอย่างที่เกี่ยวกับเมิ่งฮ่าว


"ยังต้องการต่อสู้หรือไม่?" เมิ่งฮ่าวถามเสียงเยือกเย็น นิ้วชี้ของเขายังคงเปล่งประกายของแสงโลหิตออกมา ส่องไปทั่วร่างของเขา


ชายชราไม่ตอบคำ เมื่อพิจารณาถึงพื้นฐานฝึกตนของมัน มันก็สามารถสังหารสองผู้ฝึกตนขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณได้อย่างง่ายดายเช่นเดียวกัน แต่มันไม่สามารถกระทำได้อย่างสบายเช่นนั้น ความหวาดกลัวเกิดขึ้นในจิตใจของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเห็นท่าทางสงบนิ่งไร้ความหวาดกลัวของเมิ่งฮ่าว มันรีบประสานมือคารวะ เคลื่อนที่ไปด้านหลังหลายก้าว เพื่อเปิดทางให้เมิ่งฮ่าวผ่านไป


"ข้านามว่า ฉือโหย่วเต้า สำหรับเรื่องราวในวันนี้ ข้าต้องขออภัยด้วย ข้าเชื่อว่าพวกเราคงจะได้เจอกันอีกในไม่ช้า" มันพูดประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง


เมิ่งฮ่าวขบคิดสักพักจากนั้นก็พยักหน้า แสงสีโลหิตเริ่มจางหายไป ขณะที่เขาพุ่งออกไปในที่ห่างไกล ในวงแขนของเขา สวี่ชิงรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก กับพลังการต่อสู้ของพื้นฐานฝึกตนของเขา


นางลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะโพล่งขึ้นมา "เจ้า… เจ้ามีพื้นฐานฝึกตนอยู่ที่ระดับไหนกันแน่?"


"ข้าอยู่ที่ขั้นสูงสุดของระดับต้นพื้นฐานลมปราณ" เขากล่าวพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ตอนนี้เขาช่างแตกต่างเป็นอย่างมากกับเมิ่งฮ่าวคนเดิม เขาได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ เนื่องจากประสบการณ์ที่เขาได้พบเจอตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงในแง่ที่เขาได้จัดการกับศัตรู แต่จิตใจที่เขามีต่อสหายก็ยังคงเป็นนักศึกษาคนเดิมเหมือนเช่นเคย และไม่มีการเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย


ในความเป็นจริง การสังหารอย่างโหดร้ายของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับพิษภายในร่างของเขา บางคนที่โดนพิษจากดอกปี่อ้านสามสี ก็จะกลายเป็นผู้ที่มีความอำมหิตโหดเหี้ยมเพิ่มขึ้น จนกระทั่งถึงวันที่กลายร่างเป็นดอกปี่อ้านสามสีอย่างแท้จริง


"เจ้าสังหารคนที่อยู่ในขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณได้อย่างไร… ?" สวี่ชิงถาม คิ้วของนางขมวดขึ้น


"โอ มีเหตุผลมากมาย" เขากล่าวอย่างง่ายๆ "ถึงข้าจะอยู่ในขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ แต่ข้าก็สามารถต่อสู้กับขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณได้"


เวลาผ่านไปไม่นานนัก ก่อนที่พวกเขาจะไปถึงภูเขาลูกนั้น จากจุดสูงสุดของยอดเขา เมิ่งฮ่าวมองเห็นกลุ่มคนมากมายอยู่ในบริเวณนั้น และเห็นหอคอยสีดำขนาดใหญ่ซึ่งกำลังถูกสร้างขึ้นมา


เขาสามารถบอกได้ว่ามีศิษย์สำนักชิงหลัวเกือบหนึ่งพันคน นั่งขัดสมาธิอยู่รอบๆ หอคอยสูงนั้น ตามด้วยเสียงสวดมนต์จากคัมภีร์ดังก้องออกมา แต่เขาก็ไม่สามารถรู้ถึงรายละเอียดของเสียงสวดมนต์นั้น


"ข้าไม่อาจเข้าไปใกล้กว่านี้" เขากล่าว สายตาเขาเลื่อนจากยอดเขานั้นลงมาที่สวี่ชิง "น่าจะไม่มีผู้ฝึกตนเร่ร่อนอยู่พื้นที่บริเวณนี้ ท่านน่าจะเดินทางต่อไปได้โดยไม่มีอันตรายใดๆ รับนี่ไปด้วย มันเป็นยันต์ล่องหน ท่านสามารถใช้มันได้ หลังจากที่บรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ" เขายื่นยันต์ล่องหนส่งไปให้นาง


นางรับมันไว้ นางยังคงมีเสื้อยาวของเมิ่งฮ่าวคลุมอยู่บนร่าง มันค่อนข้างตัวใหญ่ แต่นางก็ยังคงมีความงดงาม นางมองไปที่เมิ่งฮ่าว และกำลังจะอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรออกมา แต่นางก็โน้มตัวไปข้างหน้า และกอดเขาไว้อย่างแผ่วเบาแทน ศีรษะของนางซบลงไปที่หน้าอกของเขา และนางก็ได้ยินเสียงหัวใจของเขากำลังเต้นอยู่


นี่ไม่ใช่การโอบกอดด้วยกิเลสตัณหาของหนุ่มสาว แต่เป็นการโอบกอดของพี่สาวที่มีต่อน้องชาย ผู้เป็นครอบครัวเดียวกัน


ท้องฟ้าเริ่มมีแสงสว่างขึ้น และความมืดมิดก็ค่อยๆ จางหายไป เมิ่งฮ่าวมองลงไปยังเส้นผมที่นุ่มสลวยสวยเป็นเงางามของสวี่ชิง ดูเหมือนเส้นผมของนางจะรู้ว่าเขากำลังมองดูอยู่ หรือบางทีก็เป็นเพราะสายลม มันลอยขึ้นมาลูบไล้ไปที่ใบหน้าของเขาอย่างนุ่มนวล


เวลานานผ่านไป และจากนั้นสวี่ชิงก็ก้าวถอยไปด้านหลัง และมองเขาด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง


"เจ้าต้องระวังตัวให้มากไว้" นางกล่าว "ออกไปจากสถานที่นี้ในทันทีที่ไปได้" จากนั้นนางก็หันหลัง ก้าวขึ้นไปบนกระบี่บิน และพุ่งไปยังภูเขา นางเหินขึ้นและร่อนลงไม่กี่ครั้ง ในที่สุด ก็เข้าไปในป่าเล็กๆ ตรงเชิงเขา เมื่อนางโผล่ออกมาจากอีกด้านของราวป่า ชุดยาวของเมิ่งฮ่าวก็หายไป และนางก็สวมใส่ชุดยาวตัวใหม่ของสำนักชิงหลัว


เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่นั่นตลอดเวลา มองดูนางหายลับตาไปยังที่ห่างไกล ความรู้สึกถึงการจากลาเต็มอยู่ในจิตใจ และผ่านไปสักพัก เขาก็รู้สึกเหมือนกำลังกลับไปยังสำนักเอกะเทวะ ตอนที่กำลังถูกสลายสำนัก


ตอนนี้ เขาไม่ได้เป็นผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณอีกต่อไปแล้ว แต่อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ ที่มีพื้นฐานสมบูรณ์ เขาไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไป แต่เป็นบุรุษหนุ่ม ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ช่วยให้เขาเข้าใจว่า ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี ทุกคนต่างก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางเดินของตัวเอง


เส้นทางของเขาอาจจะต้องเดินไปด้วยตัวเองเพียงคนเดียว บางทีเส้นทางของเขาอาจจะไปทับกับเส้นทางของคนอื่น และนั่นก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ในตอนนี้ เขาจำเป็นต้องเดินทางเพียงคนเดียว จนกว่า… เขาจะมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างเพียงพอที่จะสร้างเส้นทางของตัวเองขึ้นมา เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง หรืออีกทางเลือกก็คือมีชีวิตอยู่แต่เต็มไปด้วยการทอดถอนใจ


เขามองสวี่ชิงจนกระทั่งนางไปถึงจุดนัดพบของสำนักชิงหลัว ความมุ่งมั่นเติมเต็มอยู่ในดวงตา เขาเงยหน้าขึ้น มองขึ้นไปในท้องฟ้า ที่นั่น ดวงตะวันที่ลอยขึ้นมา และดวงจันทร์ที่กำลังตกลงไปเกือบจะซ้อนทับกัน


ดวงตาของเมิ่งฮ่าวเริ่มส่องประกาย


"เมื่อข้าได้มาอยู่ที่นี่ ข้าก็ต้องไปตรวจสอบให้แน่ชัด ถ้าต้นแบบแห่งกาลเวลาเป็นเรื่องจริง ข้าก็จะใช้กระจกทองแดงและต้นชุนชิว เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่าของวิเศษแห่งกาลเวลา! และสำหรับใบไม้สายฟ้า หลู่เทาก็อยู่ในที่นี้ด้วยเช่นกัน ข้าอาจจะได้ข้อมูลเพิ่มเติม" เขาหันหลังและพุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า ใช้ตำแหน่งของดวงตะวันและจันทราเพื่อนำทางไป


เขามุ่งหน้าไปสักพัก ทันใดนั้น เสียงระเบิดก็ดังก้องอยู่ในอากาศ และแรงดึงดูดก็เริ่มปรากฎขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ เมิ่งฮ่าวมองเห็นด้วยตาตัวเองว่า ผู้ฝึกตนขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ ที่ไม่สามารถต่อต้านมัน ร่างของคนผู้นั้นระเบิดออก และเสาแห่งเต๋าที่ไร้ตัวตนก็ลอยออกมาจากร่างที่เหลืออยู่นั้น


"แรงดึงดูดนี้เริ่มรุนแรงมากขึ้น ข้าเกรงว่าในที่สุด ข้าก็ไม่อาจต้านทานมันได้" เขาขมวดคิ้ว พยายามสะกดข่มแรงสั่นสะเทือนของเสาแห่งเต๋า และบินตรงไปด้วยความรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในที่สุด ดวงตะวันและจันทราก็ไม่ได้ซ้อนทับกันอีกต่อไป แต่ตอนนี้เมิ่งฮ่าวก็รู้แล้วว่าต้องไปทิศทางใด เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่าเขากำลังเข้าไปใกล้จุดหมายปลายทางมากขึ้นเรื่อยๆ


ตอนที่ 155 คนสุดท้าย

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ประมาณสองชั่วยาม แรงดึงดูดก็ปรากฎขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงเวลานั้น เมิ่งฮ่าวก็ยังคงบินผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่าต่อไป


สถานที่นี้ช่างแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก ดวงตะวันสาดแสงเจิดจ้าอยู่บนท้องฟ้า แต่ถ้ามองให้ละเอียดก็จะพบว่า ยังมีเงาเลือนลางของดวงจันทร์อยู่ภายในดวงตะวัน ดูเหมือนภายในอีกหนึ่งชั่วยาม พวกมันก็จะแยกออกจากกัน


หลังจากเดินทางไปอีกครึ่งชั่วยาม พื้นที่ราบขนาดใหญ่ก็ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้า


พื้นที่ราบนั้นเต็มไปด้วยต้นหญ้าที่งอกยาวขึ้นมา สูงถึงครึ่งตัวคน มันเอนไหวไปมาในสายลม ทำให้พื้นที่ราบนั้นดูคล้ายกับทะเล มีเพียงเสียงเดียวที่ได้ยินก็คือเสียงกระซิบของสายลม ภายในพื้นที่ราบนั้นมีบริเวณหนึ่งที่ไร้ต้นหญ้างอกเงย บุคคลสามคนนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น


สองคนเป็นสตรี และหนึ่งคนเป็นบุรุษ บุรุษอยู่ในวัยกลางคนและสวมใส่ชุดยาวสีเทา มีใบหน้าที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก และปิดตาลงเข้าฌาณ บรรยากาศอันหนาวเย็นราวน้ำแข็งกระจายออกมาจากร่างของมัน ซึ่งอยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ มันเป็นหนึ่งในสามผู้ฝึกตนขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ที่เดินทางมายังสถานที่นี้บนหลัวผานสีม่วง


สำหรับสตรีทั้งสอง หนึ่งเป็นสตรีวัยกลางคนและอ้วนเล็กน้อย มีหน้าตาธรรมดา ดูเหมือนหญิงสาวชาวไร่ นางเป็นอีกผู้หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มของสามผู้แข็งแกร่งขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ


ท่าทางกระวนกระวายเต็มอยู่บนใบหน้าของนาง ขณะที่มองไปยังหญิงสาวคนสุดท้าย ซึ่งสวมผ้าคลุมหน้าปกปิดไว้ครึ่งใบหน้า ทำให้มีรูปลักษณ์ที่ดูเลือนลางลี้ลับ


"สหายเต๋า ท่านเชิญข้ามา เพื่อให้ข้ามานั่งรออยู่ที่นี่? ข้าไม่เชื่อว่าเป้าหมายของพวกเราจะอันตรายเหมือนถ้ำพยัคฆ์วังมังกรอย่างแน่นอน สหายเต๋าซือคงและข้าไม่เพียงพอจริงๆ?" นางหัวเราะเสียงเย็นชา บุรุษวัยกลางคนท่าทางเย็นชา ลืมตาขึ้นมาจากการเข้าฌาณ สองตาสาดประกายขณะที่มันมองไปยังหญิงสาวคลุมหน้านั้น


"สหายเต๋าหลี่ ช่วยรออีกสักนิดเถอะ" หญิงสาวคลุมหน้ากล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "ข้าได้เชิญมาทั้งหมดห้าคน ถ้าพวกมันยังมาไม่ถึง พวกเราก็ไม่อาจดำเนินการได้ เพียงแค่พวกเราสามคน โอกาสที่จะสำเร็จมีเพียงน้อยนิด"


สตรีแซ่หลี่แค่นเสียงออกมา และดูเหมือนกำลังจะพูดอะไรออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่ยอมพูด


"อดทนอีกสักนิด" หญิงสาวคลุมหน้ากล่าว "ดวงตะวันและจันทราจะสิ้นสุดการซ้อนทับกันภายในหนึ่งชั่วยาม ถ้าพวกมันยังไม่มา พวกเราก็ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องพยายามด้วยตัวของพวกเราเอง"


ครึ่งชั่วยามผ่านไป จุดของลำแสงหลากสีก็ปรากฎขึ้น ภายในของมันเป็นแนวของสีม่วง ใครก็ตามที่กำลังใกล้เข้ามาคงสวมใส่ชุดยาวสีม่วงเป็นแน่


บุคคลผู้นี้เข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูงสุด มาถึงภายในช่วงไม่กี่อึดใจ เป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา และมีรอยยิ้มน้อยๆ อยู่บนใบหน้า จากเสื้อคลุมยาวสีม่วงของมัน เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่บุคคลธรรมดา หลังจากที่ร่อนลงไปที่พื้น ดวงตาของมันก็กวาดผ่านคนทั้งสาม มันส่งยิ้มให้และจากนั้นก็ประสานมือคารวะ


"ข้ามาสาย" คนผู้นั้นกล่าว "ได้โปรดให้ยกโทษด้วย สหายเต๋า ขออภัยที่ทำให้ท่านต้องรอคอย ศิษย์น้องหาน" นี่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากศิษย์แกนหลักของสำนักชิงหลัวเซี่ยเจี๋ย มันมองไปยังหญิงสาวที่คลุมหน้าด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย เมื่อมันได้เปิดเผยตัวตนของนาง


การปรากฎกายของมันทำให้สตรีแซ่หลี่ขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย นางยืนขึ้นและคารวะกลับไปที่มัน บุรุษท่าทางเย็นชา เพียงแค่พยักหน้าให้มันเล็กน้อย


หญิงสาวคลุมหน้าขมวดคิ้ว ขณะที่สองคนนั้นมองมาที่นาง


นางหัวเราะเบาๆ ปลดผ้าคลุมหน้าลงมา ใบหน้าของนางช่างสวยงามและละเอียดอ่อนเป็นอย่างยี่ง ผิวของนางเป็นเงางามราวหยกเนื้อดี ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะสว่างเจิดจ้าขึ้นมา เนื่องจากความงามของนาง


"หานเป้ย ขอคารวะสหายเต๋าทั้งหลาย" นางกล่าว "เดิมทีข้าไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนเพราะมีเหตุผลส่วนตัว แต่เมื่อศิษย์พี่เซี่ยพูดขึ้นมา ข้าก็คงต้องแสดงตัวตนเพื่อให้ทุกท่านสบายใจ" หญิงสาวนางนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหานเป้ย รูปลักษณ์ที่มีเสน่ห์น่าลุ่มหลง พร้อมด้วยรอยยิ้มที่งดงามบนใบหน้าของนางในตอนนี้ ทำให้ทุกคนไม่อาจตัดใจถือโทษโกรธเคืองนางได้


เซี่ยเจี๋ยยิ้ม "ข้าไม่ได้ระวังว่าศิษย์น้องต้องการปิดบังตัวตน ข้ารีบพูดไป ได้โปรดอย่าได้ขุ่นเคือง"


"ไม่เป็นไร" นางกล่าวตอบพร้อมรอยยิ้ม "เมื่อพิจารณาถึงการกระทำของสำนักในสถานที่แห่งนี้ ผู้น้องเกรงว่าการเปิดเผยตัวตนจะทำให้เกิดการเข้าใจผิด แต่เมื่อศิษย์พี่เซี่ยอยู่ที่นี่แล้ว ข้าก็ไม่ต้องกังวลใดๆ อีก โอกาสที่จะสำเร็จของพวกเราตอนนี้ก็มีมากขึ้นกว่าเดิม" สตรีแซ่หลี่มีสีหน้าหมองคล้ำลง และบุรุษชุดเทาก็ขมวดคิ้วขึ้น


คำพูดของนางราวกับหมอนนุ่นที่มีเข็มอยู่ด้านใน เซี่ยเจี๋ยกำลังจะพูดบางอย่าง แต่ก็ไม่ยอมพูด และหันหน้าไป ทุกคนทำเช่นเดียวกัน ยกเว้นบุรุษชุดเทา


ลำแสงหลากสีใกล้เข้ามา ตามด้วยเสียงหวีดหวิวของสายลม ซึ่งส่งผลให้ต้นหญ้าส่ายไหวไปมา กลายเป็นชายชรา ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจากฉือโหย่วเต้า


มันก้าวเท้าไปยังคนกลุ่มนั้น ดวงตาสาดประกาย มันมองไปรอบๆ ชั่วครู่ และจากนั้นก็เพ่งสายตาไปจ้องที่หานเป้ย


"ที่แท้ก็กลายเป็นการเชื้อเชิญจากสหายเต๋าหานนี่เอง ข้าคิดว่าท่านคงมีคำอธิบายว่าสำนักชิงหลัวได้มาทำอะไรในสถานที่นี้นะ"


หานเป้ยยิ้ม "ด้วยตัวท่านเองและวิชาพิเศษเฉพาะของท่าน สหายเต๋าฉือ งานของพวกเราต้องสำเร็จได้อย่างง่ายดายเป็นแน่ สำหรับคำอธิบาย ขอให้ท่านวางใจได้ ข้าจะชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดในไม่ช้านี้"


เมื่อได้เห็นฉือโหย่วเต้า สตรีแซ่หลี่ก็รีบคารวะมันด้วยการประสานมือ เซี่ยเจี๋ยยิ้มและทำเช่นเดียวกัน บุรุษชุดเทาแค่เพียงพยักหน้าให้ เหมือนกับว่ามันไม่ได้นำพาใครหรือสิ่งใดๆ


"ทุกคนมาพร้อมกันหมดแล้ว?" เซี่ยเจี๋ยถามพร้อมรอยยิ้ม


"ข้าได้ยินว่ายังมีอีกหนึ่งคน" สตรีแซ่หลี่กล่าว ยิ้มอย่างประจบเอาใจไปที่เซี่ยเจี๋ย


"โอ?" เซี่ยเจี๋ยกล่าว ดวงตามันหดแคบลง คนทั้งสามนี้เป็นผู้ฝึกตนขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ และเท่าที่มันจำได้ก็ไม่มีใครอื่นอีกในท่ามกลางกลุ่มผู้ฝึกตนเร่ร่อนทั้งหมด "เป็นไปได้หรือไม่ว่า หานเป้ยได้เชิญศิษย์สำนักชิงหลัวคนอื่นมาด้วย?" มันคิด "คนผู้นั้นเป็นใคร… ?" มันมองไปยังหานเป้ย "ใครเป็นคนสุดท้ายที่พวกเรากำลังรออยู่" มันถามพร้อมรอยยิ้ม "ศิษย์น้องหานจะช่วยอธิบายได้หรือไม่?"


"ใช่แล้ว" สตรีแซ่หลี่พูดสอดแทรกเข้ามา "ข้าก็สนใจเหมือนกันว่าใครจะเป็นสหายเต๋าคนสุดท้ายนะ ถ้ามันเป็นคนสำคัญ แน่นอนว่าข้าก็คงขอคบหาเป็นสหาย ถ้าไม่ใช่ ข้าก็ต้องขอถามว่า ทำไมพวกเราถึงต้องนั่งรอมัน?"


ผู้ฝึกตนชุดเทาปิดตาลง ไม่สนใจพวกมัน ฉือโหย่วเต้ายืนครุ่นคิดอยู่ที่นั่น ดวงตาของมันสาดประกาย


หานเป้ยเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นก็กล่าวขึ้น "ข้าก็ไม่รู้ว่ามันเป็นใครเช่นกัน เช่นเดียวกับที่ข้าก็ไม่รู้ตัวตนของพวกท่านในตอนแรก แขกของข้าอาจจะไม่มีความสำคัญ แต่ถ้าพวกเราไม่มีมันอยู่ในกลุ่ม พวกเราก็คงต้องกลับไปพร้อมมือเปล่าในวันนี้ ด้วยคนผู้นี้ โอกาสสำเร็จของพวกเราก็จะเพิ่มขึ้นสามในสิบส่วน" นางพูดด้วยเสียงราบเรียบ แต่เด็ดเดี่ยวราวเหล็กไหล


"โอ?" เซี่ยเจี๋ยพูดขึ้นมาด้วยความสนใจ "แล้วทำไมศิษย์น้องหานถึงติดต่อคนที่สำคัญเช่นนี้ได้?"


สตรีแซ่หลี่หัวเราะขึ้นมาอย่างเย็นชา ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยการดูถูก เห็นได้ชัดว่านางรู้สึกว่าหานเป้ยพูดโอ้อวดเกินจริง นางไม่เชื่อว่าผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณจะมีประโยชน์มากนัก ถ้าเป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีบุคคลเช่นนั้นมาเข้าร่วมด้วย


"บุคคลผู้นี้จะเป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณเทียมหรือไม่?" สตรีแซ่หลี่ถามด้วยท่าทางดูถูก "สหายเต๋าหาน ท่านน่าจะระมัดระวังไว้บ้าง มีผู้คนมากมายในโลกนี้ที่มีเพียงชื่อเสียงอันจอมปลอม" ไม่ใช่ว่านางไม่ชอบหานเป้ยเป็นการส่วนตัว แต่จริงๆ แล้ว นางเกลียดหญิงสาวที่สวยงามทุกคน


"ข้าไม่มั่นใจว่าคนผู้นี้จะอยู่ในขั้นก่อตั้งแกนลมปราณเทียมหรือไม่" หานเป้ยกล่าวตอบเสียงราบเรียบ จ้องเขม็งไปยังสตรีแซ่หลี่ "ไม่ว่าอย่างไร มันก็เป็นคนที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ขอให้ท่านมั่นใจได้"


สตรีแซ่หลี่ไม่พูดอะไรอีก ทันใดนั้น เซี่ยเจี๋ยก็เงยหน้าขึ้น และมองตรงไปยังเส้นขอบฟ้า เช่นเดียวกับฉือโหย่วเต้า ในไม่ช้า สายตาของทุกคนก็จ้องไปยังลำแสงซึ่งพุ่งตรงมาที่พวกมัน


นี่คือเมิ่งฮ่าว แน่นอนว่า เขาแหวกฝ่าอากาศมาพร้อมเสียงแหลมเล็ก ดวงตากวาดผ่านไปทั่วพื้นที่แถบนั้น ในไม่ช้า เขาก็มองเห็นพื้นที่ว่างเปล่าบนที่ราบกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า ด้านบนมีดวงตะวันและจันทราส่องแสงซ้อนทับกันอยู่ เช่นเดียวกับที่มีบุคคลห้าคนอยู่ที่นั่น


เขามองไปที่พวกมันขณะที่ร่อนลงไปบนพื้น สีหน้าสงบนิ่งเหมือนเคยเมื่อเดินตรงเข้าไป


เมื่อมันเห็นเมิ่งฮ่าว สีหน้าของฉือโหย่วเต้าก็เปลี่ยนไป แสงสดใสปรากฎขึ้นในดวงตาของหานเป้ย และริมฝีปากของนางก็เผยอยิ้มออกมา สำหรับเซี่ยเจี๋ย ความเย็นชาปกคลุมใบหน้าของมัน เมื่อมองไปที่เมิ่งฮ่าว


"สหายเต๋าทั้งหลาย สบายดี?" เขาพูดราบเรียบ "ข้าติดขัดเล็กน้อยตอนเดินทางมา ทำให้ช้าไปบ้าง" เขาชำเลืองมองไปยังคนทั้งหมด หยุดอยู่ชั่วครู่เมื่อมองไปยังหานเป้ย


"ขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ?" สตรีแซ่หลี่กล่าวพร้อมขมวดคิ้ว สีหน้าหยิ่งผยองมีท่าทางดูถูกปรากฎขึ้นบนใบหน้า นางไม่อาจทนรอจนต้องพูดอย่างหยาบคายออกมา "นี่เป็นบุคคลสำคัญที่สหายเต๋าหานยืนยันว่าเป็นคนสำคัญยิ่ง? นางคิดว่าขั้นต้นพื้นฐานลมปราณอันต่ำต้อยมีความสำคัญมาก? ช่างน่าหัวร่อนัก หรือผู้เยาว์นี้เพิ่งจะไปเดินสะดุดบนพื้นที่แถวนี้มา?"


เมิ่งฮ่าวมองไปยังนางโดยไม่พูดจา


"ข้าก็อยากรู้เป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน" เซี่ยเจี๋ยพูดพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาของมันสาดประกายขึ้นมาจนเกือบจะมองไม่เห็น


เมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยเจี๋ย สตรีแซ่หลี่ก็มีความหยิ่งอวดดีเพิ่มมากขึ้น "ผู้ฝึกตนขั้นต้นพื้นฐานลมปราณก็จะยิ่งทำให้กลุ่มของพวกเราตกต่ำลง หานเป้ยอาจจะแนะนำมันมา แต่ข้า หลี่ จะขอทดสอบมันด้วยตัวเอง และจะขอดูว่ามันมีความสามารถอันใด"


นางเริ่มเดินตรงไปยังเมิ่งฮ่าว "รวบรวมเศษพลังจากพื้นฐานฝึกตนของเจ้ามาให้หมด" นางกล่าว "ถ้าเจ้ายังมีชีวิตอยู่จากการโจมตีเพียงครั้งเดียวของข้า ข้าก็จะเห็นด้วยว่าเจ้ามีคุณสมบัติเข้าร่วมกับพวกเรา ถ้าไม่ เจ้าก็จะถูกสังหารโดยสำนักชิงหลัวอยู่ดี ความตายน่าจะเป็นทางออกของปัญหาทั้งหมดนี้ของเจ้า!"


เมื่อนางพูดจบ นางก็เดินมาถึงตัวเมิ่งฮ่าว นางยกมือขวาขึ้นมา และแสงเจิดจ้าบาดตาสีส้มก็ปรากฎขึ้น กลายเป็นแส้สีชมพูสะบัดไปมา ก่อให้เกิดเสียงขวับเควี้ยวขึ้นมา


ตอนที่ 156 ความน่ากลัวของเมิ่งฮ่าว

สีหน้าเมิ่งฮ่าวยังคงสงบเรียบ ไม่มีใครเข้ามาแทรกแซงสตรีนางนั้น บุรุษชุดเทานั่งเข้าฌาณพร้อมปิดตาลง ฉือโหย่วเต้าตระหนักถึงความไม่ธรรมดาของเมิ่งฮ่าวเป็นอย่างดี ดังนั้นมันจึงไม่ยอมทำอะไร


สำหรับหานเป้ย นางได้แต่คาดเดาถึงพลังอันน่าเหลือเชื่อของเมิ่งฮ่าว แต่ก็ยังไม่แน่ใจ นางแค่รู้ถึงข้อมูลลับเพียงเล็กน้อย ซึ่งช่วยให้นางคาดเดาได้ไม่มากนัก สำหรับนาง สถานการณ์เช่นนี้นับว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นพลังการต่อสู้ของเมิ่งฮ่าว


นางอยากจะบอกให้ระวังตัวไว้บ้าง แต่สตรีแซ่หลี่จะยอมรับฟังนาง? พลังฝึกตนของสตรีผู้นี้อยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ แต่ในแง่ของความคิด นางก็เป็นหนึ่งในพวกที่ไม่รู้ความ มีทางเดียวที่นางได้บรรลุถึงขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ก็คือความโชคดีที่ถูกรวบรวมโดยบรรพบุรุษ ซึ่งได้ส่งผ่านลงมาให้นาง


สำหรับเซี่ยเจี๋ยมันมีเจตนาให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า มันไม่ยอมหยุดเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ มันมองดูเมิ่งฮ่าวจากด้านข้าง รอยยิ้มอยู่บนริมฝีปาก มันอยากรู้เป็นอย่างยิ่งว่าเหตุใด ผู้อาวุโสของสำนักจึงได้ออกคำสั่งให้มันจับตาดูเมิ่งฮ่าว หลังจากที่มาถึงดินแดนสงบสุขนี้ มันยังไม่ได้ให้ความสนใจเขามากนัก แต่เมื่อได้อยู่ใกล้กับเมิ่งฮ่าวอีกครั้ง มันจึงต้องการค้นหาให้ได้


ทุกคนต่างก็มีแผนอยู่ในใจ เมิ่งฮ่าวชำเลืองมองพวกมัน และถึงแม้เขาจะไม่อาจคว้าจับแรงจูงใจที่แตกต่างกันของพวกมันได้ทั้งหมด แต่เขาก็มีความคิดดีๆ ขึ้นมา เขามองไปที่สตรีแซ่หลี่ที่กำลังใกล้เข้ามา แส้สีชมพูของนางสะบัดอยู่ท่ามกลางอากาศ ใบหน้าของเขาไร้ความรู้สึก และไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว แต่จริงๆ แล้ว ท่ามกลางการก้าวเข้ามาของนาง เขาได้เดินไปด้านหน้าสามก้าว


ขณะที่เดินไป เขาก็ยกมือขวาขึ้น และฟาดมันออกไป


เมื่อเขาฟาดฝ่ามือออกไป สายลมอันรุนแรงก็กรรโชกขึ้นมา ทำให้ต้นหญ้าที่อยู่บริเวณรอบๆ นั้นส่ายไปมาอย่างรุนแรง โดยไม่หยุดชะงัก เมิ่งฮ่าวฟาดฝ่ามือออกไปเป็นครั้งที่สอง จากนั้นก็สาม สี่ และ ครั้งที่ห้า!


ฝ่ามือทั้งห้านี้คือ สิบเก้าฝ่ามือฟาดเมฆา ซึ่งเมิ่งฮ่าวได้มาจากตำราต้นเถาวัลย์ของบุรุษหนุ่มชุดม่วง ตำรานั้นไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งหมดมีเพียงแค่ห้าฝ่ามือ


แต่ละฝ่ามือทั้งห้านี้ เต็มไปด้วยพลังทั้งหมดของเสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์ของเมิ่งฮ่าว หลังจากที่ฟาดออกไปห้าครั้ง ฝ่ามือเวทขนาดใหญ่ที่มีขนาดเท่าร่างคน ก็ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าเขา สายลมกรรโชกออกไปทั่วทุกทิศทาง ขณะที่ฝ่ามือพุ่งตรงไป


เมื่อห้าฝ่ามือฟาดเมฆาปรากฎขึ้น สีหน้าของหานเป้ยและเซี่ยเจี๋ยก็เปลี่ยนไป พวกมันจำฝ่ามือขนาดใหญ่นี้ได้ในทันที มันเป็นวิชาเวทของสำนักชิงหลัว ไม่มีทางที่บุคคลภายนอกจะเรียนรู้ได้ แต่เมิ่งฮ่าว ก็ใช้มันออกมายังเบื้องหน้าสายตาของพวกมัน จนไม่อาจจะปฏิเสธได้ และเป็นเหตุให้จิตใจของพวกมันสั่นสะท้าน


สตรีแซ่หลี่อยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ แต่นางก็มีเสาแห่งเต๋าแค่เจ็ดต้น ยิ่งไปกว่านั้น เสาทั้งหมดไม่เพียงแต่มีรอยร้าว แต่ยังแตกหักอีกด้วย นางมีสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม ขณะที่เงาแส้กระแทกเข้าไปยังฝ่ามือขนาดใหญ่ของเมิ่งฮ่าว นางรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นอยู่ในจิตใจ ฝ่ามือจะแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ เมื่อแส้ของนางผ่าเข้าไป ราวกับใช้มีดเฉือนเต้าหู้ก็ไม่ปาน หลังจากฝ่ามือแหลกสลายไปแล้ว แส้ของนางก็จะกระทบไปยังร่างนั้น ตัดเส้นเอ็นและบดขยี้กระดูกของมัน


ตูม!


เสียงระเบิดดังกึกก้องออกมา มีการแตกกระจาย แต่ไม่ใช่ฝ่ามือของเมิ่งฮ่าว ทันทีที่แส้เวทของสตรีวัยกลางคน กระแทกไปที่ฝ่ามือขนาดใหญ่ มันก็สั่นสะท้าน และจากนั้นก็แตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ใบหน้าของสตรีแซ่หลี่หมองคล้ำลง เมื่อนางได้เห็นผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ ความไม่อยากจะเชื่อปกคลุมไปทั่วใบหน้าของนาง


นางจะคาดคิดว่ามันจะเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? นางได้ใช้แส้เวทซึ่งมีพลังของขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณออกมา ฝ่ามือของเขาช่างเกินความคาดหมายนัก ความครั่นคร้ามซึมอยู่ในดวงตาของนาง


ทันทีที่ฝ่ามือยักษ์ของเมิ่งฮ่าวทำลายแส้ มันก็พุ่งตรงไปด้วยพลังอันน่าตกใจ ตามด้วยสายลมอันดุร้ายรุนแรง สตรีแซ่หลี่ไม่กล้าดูแคลนเมิ่งฮ่าวอีกต่อไป ขณะที่พื้นที่บริเวณนั้นเริ่มสั่นสะเทือน ความรู้สึกถึงอันตรายก็พุ่งขึ้นมาภายในจิตใจ


นางพุ่งถอยหลังออกไปทันที ยกมือขวาขึ้น เกราะป้องกันเล็กๆ ก็ปรากฎ นางกัดลิ้นเล็กน้อย และพ่นโลหิตจากพลังฝึกตนของตัวเองออกมา เมื่อมันกระทบไปบนเกราะป้องกันเล็กๆ นั้น เกราะก็เริ่มหมุนคว้างไปมา ขยายขนาดใหญ่ขึ้น และกางกั้นฝ่ามือยักษ์ของเมิ่งฮ่าวไว้


เกิดการระเบิดกระจายเป็นระลอกคลื่นขึ้นอีกครั้ง เกราะป้องกันสั่นสะท้าน และถูกกระแทกออกไปด้านหลังหลายจ้าง เกือบจะไม่อาจต้านทานฝ่ามือนี้ได้ เมิ่งฮ่าวก้าวย่างไปข้างหน้าต่อไป จิตสัมผัสของเขาซึ่งไกลเกินกว่าผู้ฝึกตนขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณจะเทียบได้ ระเบิดออกมา บดขยี้ลงไปบนตัวสตรีแซ่หลี่


นางกรีดร้องออกมาภายในแรงกดดันนั้น รู้สึกราวกับมีกระบี่อันแหลมคม ทิ่มแทงเข้าไปในสมอง ราวกับว่าจิตสัมผัสของนางกำลังจะแหลกสลายไป นางกระอักโลหิตออกมา และเดินโซเซไปด้านหลัง ในตอนนี้ เมิ่งฮ่าวก็มาถึงเกราะป้องกันเล็กๆ นั้น เขาโบกสะบัดมือ ทำให้เกิดเป็นภาพลวงตาของฝ่ามือขนาดใหญ่เกิดขึ้น จับไปรอบๆ เกราะป้องกัน และลากมันกลับมา เขาใช้จิตสัมผัสลบตราประทับบนเกราะป้องกัน และจากนั้นก็เก็บมันเข้าไปในถุงสมบัติ เขามองไปยังสตรีแซ่หลี่


สตรีผู้นั้นตกใจ จิตสัมผัสของนางถูกสะกดข่มไว้ ของวิเศษถูกลบตราประทับ และเอาไปโดยเมิ่งฮ่าว นางพุ่งถอยไปด้านหลังด้วยความเร็วสูงสุด กระอักโลหิตออกมา ใบหน้าซีดขาว ศีรษะมีแต่เสียงหึ่ง หึ่ง หลังจากที่นางเคลื่อนที่ไปด้านหลังกว่าสิบจ้าง ในที่สุดก็หยุดลง นางมองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยสีหน้าประหลาดใจ


"เจ้า…" หนังศีรษะนางด้านชา เห็นได้ชัดว่าพลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าวต้องไม่ใช่อยู่ที่ขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณอย่างแน่นอน นางไม่เคยเห็นผู้ฝึกตนขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ แสดงพลังการต่อสู้อย่างน่าเหลือเชื่อ และก็ไม่เคยประสบเจอกับจิตสัมผัสอันน่ากลัวเช่นนี้มาก่อน


แม้แต่พื้นฐานไร้ตำหนิก็ไม่เป็นเช่นนี้ เท่าที่นางเคยรู้มา


"วิชานี้มีทั้งหมดสิบเก้าฝ่ามือ" เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงราบเรียบ ด้วยสีหน้าสงบนิ่งเหมือนทุกครั้ง เขาไม่แม้แต่จะพูดถึงของวิเศษที่ฉกฉวยมาจากนาง


เมื่อได้ยินคำพูดของเขา สตรีแซ่หลี่ก็สูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ และใบหน้าของนางก็ซีดลง ร่างกายเริ่มสั่นสะท้าน การโจมตีเมื่อครู่นี้ได้ทำให้เสาแห่งเต๋าของนางสั่นสะเทือน ทำให้นางต้องกระอักโลหิตออกมา และได้บังคับให้นางต้องส่งมอบของวิเศษออกไป ถ้ามีมากกว่าห้าฝ่ามือ นางก็ไม่มั่นใจว่าของวิเศษนั้นจะต้านทานไว้ได้หรือไม่ ในกรณีนั้น เสาแห่งเต๋าของนางคงต้องถูกทำลายลงไปอย่างแน่นอน


"สหายเต๋า พลังฝึกตนของท่านช่างลึกล้ำยิ่งนัก" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงตรึงเครียด "ข้าวู่วามหยาบช้าเอง โปรดอย่าได้มีโทสะ ช่วยเก็บเกราะยอดเมฆาของข้าไว้เพื่อทดแทนคำขอโทษจากข้า" นางประสานมือและโค้งตัวลงต่ำไปยังเมิ่งฮ่าว ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว


ไม่เพียงแต่นาง สายตาของฉือโหย่วเต้าที่จ้องนิ่งไปยังเมิ่งฮ่าว ตอนนี้มันมั่นใจอย่างเต็มที่แล้วว่า มันได้ตัดสินใจถูกแล้วที่ไม่โจมตีเมิ่งฮ่าวก่อนหน้านี้ เมิ่งฮ่าวต้องไม่ใช่ผู้ฝึกตนขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณอย่างแน่นอน และถ้าจริงๆ เขาเป็น… มันก็ยิ่งน่ากลัวเพิ่มมากขึ้นไปอีกหลายเท่า


ดวงตาของบุรุษชุดเทาสาดประกาย และมองมายังเมิ่งฮ่าว มันพยักหน้า


หานเป้ยมองไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างครุ่นคิด รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของนาง


"สหายเต๋าเมิ่ง ท่านไม่ได้มาสาย เพิ่งจะผ่านไปแค่ครึ่งชั่วยาม โอกาสของพวกเราที่จะได้ครอบครองต้นแบบแห่งกาลเวลาในตอนนี้ ก็เพิ่มขึ้นอีกสามในสิบส่วน"


เซี่ยเจี๋ยหัวเราะและไม่พูดจา มันไม่ได้พูดถึงสิบเก้าฝ่ามือฟาดเมฆา ความน่ากลัวของเมิ่งฮ่าวได้เกิดขึ้นอยู่ในใจของมันแล้วตอนนี้ และมันก็รู้ว่าเมิ่งฮ่าวไม่ใช่คนที่จะไปตอแยด้วยได้ ยิ่งไปกว่านั้น มันยังได้เห็นจิตสัมผัสอันยิ่งใหญ่ของเมิ่งฮ่าว และก็ไม่รู้ว่าเขาจะมีวิชาเวทหรือของวิเศษใดๆ อีก


เมื่อไหร่ที่มันติดต่อกับผู้คนที่มันไม่เข้าใจดีพอ มันก็จะระวังตัวโดยการไม่ไปตอแยกลุ่มคนพวกนั้น แต่หลังจากที่มันรู้จักลึกซึ้งอย่างเพียงพอแล้ว มันก็จะโจมตีอย่างรวดเร็วราวฟ้าผ่า


"ลืมเรื่องต้นแบบแห่งกาลเวลาไปก่อน" เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ เขามองไปยังหานเป้ย ด้วยสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเดิม "ข้ามายังดินแดนสงบสุขนี้ด้วยคำเชิญของสหายเต๋าหาน แต่สำนักของท่านได้ควบคุมสถานที่นี่ไว้ ข้าอยากรู้นักว่า ถ้าข้าช่วยท่านได้ครอบครองต้นแบบแห่งกาลเวลาแล้ว หลังจากนั้นเสาแห่งเต๋าของข้าก็จะฉีกขาดออกไปหรือไม่?"


ดวงตาของหานเป้ยและเซี่ยเจี๋ยส่องประกาย ก่อนที่พวกมันจะได้กล่าวตอบ ฉือโหย่วเต้าก็ส่งเสียงหัวเราะอย่างน่ากลัวออกมา และกล่าวว่า "สหายเต๋าเมิ่ง กล่าวได้ตรงประเด็น ข้าก็อยากรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน สหายเต๋าทั้งสองท่าน โปรดช่วยอธิบายเพื่อคลายข้อสงสัยของพวกเราด้วยได้หรือไม่?"


"ข้าก็อยากจะรู้คำตอบนี้เช่นเดียวกัน" บุรุษชุดเทากล่าว ดวงตาของมันสาดประกายด้วยแสงเย็นเยียบ ขณะที่มองไปยังหานเป้ยและเซี่ยเจี๋ย


ดูเหมือนว่าสตรีแซ่หลี่ก็กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของนางด้วยเช่นกัน นางไม่พูดจา แต่เคลื่อนที่กลับไปสองสามก้าว ทำให้กลายเป็นรูปแบบวงกลมล้อมรอบหานเป้ยและเซี่ยเจี๋ย


หานเป้ยยิ้ม "สหายเต๋าทั้งหลาย ข้าต้องขอให้พวกท่านอย่าได้กดดันพวกเรา เพราะเรื่องของสำนัก ข้าไม่อาจพูดถึงมันได้จริงๆ ถึงแม้ว่าข้าจะพูดออกมา พวกท่านก็คงไม่เชื่อข้า ยิ่งไปกว่านั้น มันก็เป็นความลับของสำนัก ถึงแม้ข้าจะเป็นศิษย์แกนหลัก ข้าก็ยังรู้เกี่ยวกับมันไม่มากนัก แต่สำหรับสถานที่ ที่พวกเราจะไป แน่นอนว่าข้าต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของทุกท่าน" นางโบกสะบัดมือ และแผ่นหยกสี่แผ่นก็ลอยมายังเบื้องหน้าเมิ่งฮ่าวและคนอื่นๆ


หานเป้ยกล่าวต่อไป "ด้านในของแผ่นหยกนี้เป็นรายละเอียดของคำอธิบาย ว่าจะออกจากสถานที่นี้ได้อย่างไร ใช้วิธีการที่อธิบายอยู่ในนั้น พวกท่านก็จะจากไปได้โดยไร้อุปสรรค มีทางออกจากดินแดนสงบสุขโบราณนี้อยู่หลายแห่ง ซึ่งพวกท่านก็น่าจะเข้าใจว่าทำไมข้าถึงได้เลือกสถานที่นี้ เป็นจุดนัดพบของพวกเรา" นางยิ้มดูท่าทางกระตือรือร้นเหมือนเช่นเคย


จิตสัมผัสของเมิ่งฮ่าวกวาดไปทั่วแผ่นหยกนั้น และมองออกไปรอบๆ บริเวณที่เขายืนอยู่ จากข้อมูลในแผ่นหยกนั้น มีทั้งหมดสามทางออก หนึ่งในนั้น… เป็นบริเวณที่พวกเขากำลังยืนอยู่ด้านบนของมัน


มือของเมิ่งฮ่าวขยับสร้างเวทอาคม ประทับลงไปในแผ่นหยกนั้น และเขาก็รู้สึกถึงพลังเคลื่อนย้ายทางไกลพุ่งขึ้นมาจากใต้เท้าในทันใด แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะไปทดสอบมัน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ร่ายเวทอาคมนั้นต่อไป


"นี่เป็นแมลงผนึกวิญญาณทั้งสี่" หานเป้ยกล่าว "ถ้าท่านต้องการจะตรวจสอบเพิ่ม ท่านก็ส่งจิตสัมผัสเข้าไปในพวกมัน และจากนั้นก็ส่งแมลงเหล่านี้ออกไป ท่านก็จะแน่ใจได้ว่าคำพูดของข้าไม่แปลกปลอม" นางโบกสะบัดมือขวา แมงสีขาวขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือสี่ตัวก็บินตรงไปที่เมิ่งฮ่าว และคนอื่นๆ


ฉือโหย่วเต้าคว้าจับไปหนึ่งตัว หลังจากตรวจสอบสักพัก มันก็พยักหน้า ประทับจิตสัมผัสลงไป มันใช้วิชาที่อธิบายในแผ่นหยก ส่งแมลงลงไปในพื้นดิน จนหายลับตาไป


สตรีแซ่หลี่ทำเช่นเดียวกัน ผู้ฝึกตนชุดเทา ไม่สนใจแมลงของหานเป้ย แต่ตบไปที่ถุงสมบัติของมันแทน หยิบเอาแมงป่องออกมา


"แน่นอนว่า ข้าเชื่อถือท่าน สหายเต๋าหาน" เมิ่งฮ่าวกล่าว เขาชำเลืองไปที่แมลงและเลือกไปหนึ่งตัว เริ่มร่ายอาคมส่งแมลงตัวนั้นผ่านเข้าไปในทางออก ด้วยวิธีการจากแผ่นหยก แต่นอกเหนือจากแมลงนั้นแล้ว เขายังได้ส่งเถาวัลย์ซึ่งได้ซ่อนตัวลึกอยู่ในพื้นดินออกไปด้วย จากตัวแมลง เขารู้สึกถึงผลที่ไม่ชัดเจนของเขตพื้นที่อื่น มันเป็นสถานที่ ที่อยู่ห่างไกล ห่างออกไปมากเป็นอย่างยิ่ง


แต่ในเวลาเดียวกันนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงอันตรายอันรุนแรงจากเถาวัลย์ได้ในทันที ดวงตาเมิ่งฮ่าวหรี่เล็กลง


เกือบจะในทันทีที่เถาวัลย์ตายไป มันก็ส่งภาพสุดท้ายกลับมายังเมิ่งฮ่าว ซึ่งปรากฎขึ้นอย่างชัดเจนในจิตใจเขา มันเป็นกระถางสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่มหึมา ช่างใหญ่โตโอฬารเป็นอย่างยิ่ง มีความสูงถึงหมื่นจ้าง


ตอนที่ 157 กระถางทรงสี่เหลี่ยมด้านนอก!

ภาพนั้นหายไป สีหน้าเมิ่งฮ่าวปกติเหมือนเดิม ไม่แสดงอะไรออกมา เขามองไปยังฉือโหย่วเต้าและคนอื่นๆ สีหน้าของพวกมันไม่ได้เปลี่ยนแปลง ดูเหมือนว่าพวกมันทุกคน รวมถึงฉือโหย่วเต้าและบุรุษชุดเทาได้ยืนยันในสิ่งที่หานเป้ยบอกมาเรียบร้อยแล้ว


"เป็นไปได้หรือไม่ว่า พวกมันไม่ได้สังเกตถึงกระถางสัมฤทธิ์นั่น?" เมิ่งฮ่าวคิด หลังจากที่ประทับโลหิตของเขาลงไป เถาวัลย์ก็เริ่มส่งกลิ่นอายของปีศาจออกมา


หานเป้ยยิ้ม "สหายเต๋าทั้งหลาย ตอนนี้พวกท่านก็วางใจได้แล้ว โปรดติดตามข้าไปยังสถานที่ของต้นแบบแห่งกาลเวลา ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในวันนี้ ถ้าพวกเราได้ครอบครองต้นแบบนั้น ทุกคนก็จะได้รับฉบับคัดลอกของมัน" นางโค้งตัวไปยังคนทั้งหมด และจากนั้นก็พุ่งขึ้นไปในอากาศ และบินผ่านพื้นที่ราบกว้างใหญ่นั้น


เซี่ยเจี๋ยเป็นคนที่สองที่บินขึ้นไป ตามติดด้วยฉือโหย่วเต้าและสตรีแซ่หลี่ เมิ่งฮ่าวและบุรุษชุดเทา เป็นกลุ่มสุดท้ายของคนทั้งหกที่กลายเป็นลำแสงหลากสีพุ่งผ่านท้องฟ้าไป


ไม่มีใครพูดจาในช่วงระหว่างการเดินทาง ทุกคนต่างก็ครุ่นคิดกันไปคนละทาง ใบหน้าเมิ่งฮ่าวไร้ความรู้สึก แต่ความคิดของเขาก็เต็มไปด้วยภาพของกระถางสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ ในตอนนี้ เขาเชื่อถึงแปดในสิบส่วนว่าพื้นที่ ที่เขาได้เห็นนั้นไม่มีทางออก แต่เป็นฝีมือของหานเป้ยที่จัดฉากขึ้นมา


เขาไม่แน่ใจว่าหานเป้ยจะสามารถหลอกลวงคนอื่นๆ ได้หรือไม่ แต่เขามีเครื่องรางนำโชค และมีความรู้สึกวางใจในสถานะของเขาตอนนี้ แน่นอนว่าสถานที่ของต้นแบบแห่งกาลเวลาต้องเป็นที่ ที่แปลกประหลาดและพิสดารเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่ใช่ หานเป้ยก็คงไม่ใช้เวลาและรวบรวมคนมากมายเพื่อไปที่นั่น


"ข้าสงสัยนักว่า หานเป้ยรู้จักต้นแบบแห่งกาลเวลานี้ได้อย่างไร…" เขาคิดอยู่ในใจ มองไปด้านหน้ายังรูปร่างที่อ่อนช้อยของหานเป้ย ขณะที่นางพุ่งผ่าอากาศไป


ทันใดนั้น ฉือโหย่วเต้า ก็ส่งเสียงขึ้นมา พูดถึงสิ่งที่เมิ่งฮ่าวเพิ่งจะคิดไปเมื่อครู่นี้ "สหายเต๋าหาน ท่านยังไม่ได้บอกว่ารู้จักต้นแบบแห่งกาลเวลานี้ได้อย่างไร รวมถึงยังไม่ได้บอกว่าท่านได้ส่วนแรกของมันมาได้อย่างไร"


หานเป้ยมองกลับมาด้านหลังพร้อมรอยยิ้ม


"ถ้าสหายเต๋าฉือร้อนใจต้องการคำตอบ ข้าจะบอกท่านทันทีที่พวกเราไปถึง" ตอนนี้พวกเขาได้มาถึงชายเขตของพื้นที่ราบขนาดใหญ่ ทันใดนั้น เสียงกระหึ่มกึกก้องก็ดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง มันอยู่ห่างไกลออกไปมาก แต่ก็ยังคงทำให้ทุกคนรู้สึกสั่นสะท้าน ยกเว้นหานเป้ยและเซี่ยเจี๋ย


พวกอยู่ขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ต่างก็โคจรพลังลมปราณจนกระทั่งเสียงกระหึ่มและแรงดึงดูดนั้นจางหายไป จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับไปเป็นปกติเหมือนเดิม ยกเว้นใบหน้าของพวกมันซีดขาวขึ้นเล็กน้อย


ท่าทางขอโทษปรากฎขึ้นบนใบหน้าหานเป้ย แต่นางก็ไม่พูดจาอะไร นางยกมือขึ้นและกดลงไปที่พื้นด้านล่าง สายลมอันรุนแรงทันใดนั้นก็กรรโชกขึ้นมา กวาดผ่านไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น หานเป้ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และจากนั้นก็ตบลงไปที่ถุงสมบัติ ขวดหยกปรากฎขึ้นในมือ


มันมีสีเขียวแกมฟ้า และทันทีที่มันปรากฎขึ้น สีหน้าของนางก็เริ่มค่อนข้างจะเศร้าหมองลง นางโยนมันออกไป และทุกคนก็มองไปขณะที่มันตกลงไปที่ด้านล่าง


เมื่อมันตกลงไปบนพื้น รอยร้าวก็ปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของมัน และกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ของเหลวสีฟ้า ปรากฎขึ้นภายในรอยร้าวนั้น และส่งกลิ่นที่แสบจมูกอย่างรุนแรงออกมา เมื่อกลิ่นนั้นกระจายออกไป ดวงตาของผู้ฝึกตนชุดเทาก็หดแคบลง


"นั่นคือ… น้ำยาฟ้าสวรรค์!"


แม้ในขณะที่คำพูดของมันดังออกมา ขวดหยกนั้นก็แตกออกเป็นชิ้นๆ ของเหลวสีฟ้าที่อยู่ด้านใน ก็กระจายออกมา ก่อตัวเป็นกลุ่มหมอกครอบคลุมพื้นที่รอบๆ รัศมีหนึ่งร้อยจ้าง ทันใดนั้น ทุ่งหญ้าก็หายไป ราวกับว่ามันเป็นเหมือนภาพลวงตา พื้นดินที่อยู่รอบๆ พวกเขาก็กลายเป็นสีดำ ราวกับว่ามันต้องคำสาปจากเวทอาคมโบราณซึ่งเกิดขึ้นมานับพันปีมาแล้ว


"สหายเต๋าซือคง ท่านเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และความรอบรู้เป็นอย่างมาก ท่านกล่าวถูกต้อง นี่คือน้ำยาฟ้าสวรรค์ การได้ครอบครองมันแม้เพียงแค่หยดเดียว ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง มันสามารถสร้างภาพลวงตาได้อย่างเข้มข้นหลากหลาย" นางส่งยิ้มให้กับบุรุษชุดเทา จากนั้นก็ชำเลืองมองไปยังเมิ่งฮ่าวและคนอื่นๆ


"สหายเต๋าทั้งหลาย ข้ารู้ว่าพวกท่านมีคำถามอยู่มากมาย ในตอนนี้พวกเรากำลังยืนอยู่บนประตูโบราณ ที่จะนำไปสู่เขตผนึกด้านในของดินแดนสงบสุข จริงๆ แล้ว สำนักชิงหลัวรู้จักดินแดนสงบสุขนี้มานานหลายปีมากแล้ว แต่บุคคลที่ค้นพบมันจริงๆ ไม่ใช่ศิษย์จากสำนักชิงหลัว แต่เป็นบรรพบุรุษของตระกูลข้า"


"เนื่องจากดินแดนสงบสุขนี้ สำนักชิงหลัวจึงได้ให้บรรพบุรุษของข้าเข้าร่วมสำนัก ซึ่งเป็นเหตุให้สายเลือดตระกูลหานได้คงอยู่ในสำนักนี้ ในความเป็นจริง แผนที่ซึ่งใช้ในการเข้ามายังสถานที่นี้ ได้ถูกสร้างขึ้นจากการพยายามค้นคว้ามานานหลายปีของท่านลุงจากตระกูลข้า ท่านใช้วิชาเวทลี้ลับเพื่อสร้างและผนึกโลหิตของท่านเองเข้าไปในแผนที่นั้น เพราะ…"


นางเงียบไปอึดใจ จากนั้นก็กล่าวต่อ "เพราะดินแดนสงบสุขนี้ ครั้งหนึ่งเคยอยู่ใต้การปกครองของปรมาจารย์จากตระกูลหาน แต่ในที่สุดท่านก็กลายเป็นหนึ่งในเต๋าและหายสาบสูญไป ด้วยเหตุนั้น การที่จะติดต่อกับสถานที่นี้ได้ต้องใช้สายเลือดจากลูกหลานของท่าน"


"ข้าไม่แน่ใจว่าสำนักชิงหลัวกำลังวางแผนอะไรอยู่ แต่ก่อนที่ท่านลุงจะกลายเป็นแผนที่ ท่านได้บอกข้าว่าเนื่องจากสายเลือดของท่านได้เชื่อมต่อกับสถานที่นี้ ท่านจึงรับรู้ได้ถึงวิชาลับของตระกูลหานที่อยู่ด้านใน เป็นเวทแห่งกาลเวลาทั้งสามส่วน วิชาเวทนี้สามารถสร้างของวิเศษที่ใช้ทำลายกาลเวลาได้ ด้วยการกวัดแกว่งของวิเศษนั้น ก็จะสามารถดูดอายุขัยของคนอื่นๆ มาได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมถึงต้องใช้ต้นชุนชิวหรือสิ่งของที่มีพื้นฐานเหมือนกัน"


"แม้แต่ในสมัยโบราณ" นางกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวลและชัดเจน "ของวิเศษที่ใช้ทำลายกาลเวลา ก็เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดและยากที่จะพบเห็น ปัจจุบันนี้ ทุกคนคิดว่ามันหายสาบสูญไปแล้ว ถ้ามันยังคงมีอยู่ ก็ต้องเป็นสถานที่แห่งนี้เท่านั้น! สำหรับส่วนแรกของต้นแบบแห่งกาลเวลา อืม… นี่เป็นสิ่งที่ถูกส่งต่อกันมาในแต่ละรุ่นของตระกูลข้า"


"ข้าต้องการรวบรวมทั้งสามส่วนเข้าด้วยกัน และสร้างเป็นของวิเศษที่ทำลายกาลเวลา มันเป็นเรื่องส่วนตัวของข้าเอง และไม่ต้องการให้สมาชิกในตระกูลหานคนอื่นๆ รู้เรื่องนี้ ข้ายังต้องหลีกเลี่ยงสายตาที่สอดรู้สอดเห็นของสำนักชิงหลัวอีกด้วย นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำไมข้าจึงได้เชื้อเชิญพวกท่านทั้งหมดมายังสถานที่นี้ในวันนี้ สำหรับศิษย์พี่เซี่ย ที่มาอยู่ที่นี้ได้ก็เพราะข้อตกลงก่อนหน้านี้ระหว่างพวกเราสองคน"


เห็นได้ชัดว่าทุกคนมีความคิดเห็นของตัวเอง ในการที่จะพิจารณาว่า สิ่งที่นางเพิ่งพูดไปเป็นความจริงแค่ไหน และโกหกมากเท่าไหร่ วิธีการที่นางใช้ที่ข้างนอกในการรวบรวมกลุ่มคนเข้าด้วยกันให้เบาะแสบางอย่าง ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายมองไปทั่วทั้งกลุ่ม แต่ด้านใน เขากำลังหัวเราะ


"ดูเหมือนทุกคนกำลังคิดถึงบางอย่างที่แตกต่างกัน แต่นอกจากข้าแล้ว ก็ดูเหมือนไม่มีใครสนใจฟังคำอธิบายของหานเป้ยเลย และนางก็รู้ดี ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่ผิดปกติในเรื่องที่นางเพิ่งพูดไป"


"แต่… ต้นแบบแห่งกาลเวลาน่าจะเป็นเรื่องจริงเป็นอย่างมาก ในตอนนี้ ข้าไม่มีอาวุธเวทที่ทรงพลังอยู่เลย นอกจากกระบี่ไม้ ข้ายังมีต้นชุนชิวซึ่งสามารถใช้กระจกทองแดงผลิตซ้ำขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ถ้าข้าสามารถเรียนรู้วิชาจากต้นแบบแห่งกาลเวลา ปัญหานี้ของข้าก็จะหมดไป"


"ข้าต้องระวังตัวให้มากไว้ ถ้ามีอะไรผิดปกติ ข้าก็จะใช้เครื่องรางนำโชคออกจากสถานที่นี้ในทันที" ในขณะที่เขาตัดสินใจอยู่นั้น หานเป้ยก็ขยับมือร่ายเวทอาคมอย่างรวดเร็ว เพื่อเปิดประตูโบราณที่ด้านล่างของทุกคน


เสียงกระหึ่มเก่าแก่โบราณดังออกมาจากด้านใน ราวกับว่ามีสัตว์ป่าบางตัวกำลังนอนหลับอยู่ ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา ทันใดนั้น แสงเรืองรองก็สว่างขึ้นมา มันไม่ได้กระจายออกไปไกล เพียงปกคลุมพื้นที่รอบๆ หนึ่งร้อยจ้าง


เมื่อแสงปรากฎขึ้น หานเป้ยก็มองขึ้นไปในท้องฟ้า ราวกับว่านางกำลังคำนวนอะไรบางอย่าง จากนั้น ร่างของนางก็แวบขึ้น พุ่งลงไปในประตู ด้วยรอยยิ้มน้อยๆ เซี่ยเจี๋ยก็เข้าไปด้วยเช่นกัน ตามติดไปด้วยฉือโหย่วเต้าและคนอื่นๆ


เมิ่งฮ่าวใช้จิตสัมผัสกวาดไปทั่วบริเวณนั้น เพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่มีอะไรนอกไปจากประตูเคลื่อนย้ายทางไกลเท่านั้น หลังจากได้เห็นทุกคนเข้าไป และประตูนั้นก็เริ่มเลือนลางลง เขาก็ตามเข้าไป แสงเรืองรองนั้นกระจายออกไป และจากนั้นก็จางหายไป ทุกคนหายตัวไป


เมื่อพวกเขาปรากฎตัวขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้าที่ด้านบนเป็นท้องฟ้าเดียวกับดินแดนสงบสุข แต่พื้นดินปกคลุมไปด้วยรอยร้าว ที่ห่างไกลออกไป มองเห็นบางสิ่งได้ชัดเจน เมื่อดวงตาเมิ่งฮ่าวตกกระทบไปที่มัน ดวงตาของเขาก็สาดประกายเจิดจ้าสักพัก และจากนั้นก็กลับคืนเป็นปกติเหมือนเดิม


ตรงขึ้นไปข้างหน้า เป็นกระถางสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่โตมโหฬาร!


กระถางนั้นสูงหลายหมื่นจ้าง สูงขึ้นไปจนดูเหมือนจะยันค้ำท้องฟ้าไว้ มันดูทั้งโบราณและดึกดำบรรพ์ ราวกับว่ามันได้คงอยู่มานานหลายหมื่นปีจนนับไม่ได้ รัศมีที่แผ่กระจายออกมาอย่างไร้ที่สิ้นสุดของมัน ทำให้ทุกคนรู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรงแม้แต่หานเป้ย


ความคิดที่แตกต่างกัน เกิดขึ้นในจิตใจของทุกคนในตอนนี้


"กระถางเป็นของใช้ของเชื้อชาติ พวกมันถูกสร้างขึ้นจากผู้ที่มีโชคชะตาอันยิ่งใหญ่เท่านั้น กลายเป็นว่า… กระถางที่น่ากลัวนี้ปรากฎอยู่ในสถานที่นี้!"


"ช่างเป็นของวิเศษอย่างแท้จริง! ใครกันที่สามารถสร้างกระถางจากสวรรค์ได้เช่นนี้?!"


"รูปลักษณ์ของมันดูสวยงามโบราณจนดูเหมือนจะไร้ที่เปรียบ มันต้องอยู่ที่นี่มานานกว่าหลายหมื่นปี เป็นไปได้หรือไม่ว่า มันได้ถูกสร้างขึ้นมาจากชนเผ่าที่ยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณ… ?"


ทุกคนต่างก็อ้าปากค้าง ขณะที่จ้องขึ้นไปยังกระถางยักษ์นั้น แม้แต่บุรุษใบหน้าเย็นชาในชุดยาวสีเทา ก็อ้าปากค้างด้วยเช่นกันเมื่อมันมองไป แสงแปลกๆ ส่องประกายขึ้นมาในดวงตาของมัน


ดวงตาของเซี่ยเจี๋ยหรี่เล็กลง และต้องใช้เวลาสักพักก่อนที่มันจะได้สติกลับคืนมา


เมิ่งฮ่าวจำมันได้ในทันที มันเป็นกระถางเดียวกันกับที่เขาได้เห็นในการส่งภาพมาจากต้นเถาวัลย์ก่อนที่มันจะตายไปในสิ่งที่ถูกเรียกว่าทางออก ขณะที่เขามองไปรอบๆ บริเวณนั้น เขาก็บอกได้ว่า… ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ นี้ ดูเหมือนกับสิ่งที่เขาได้เห็นในสิ่งที่ถูกสมมุติว่าเป็นทางออก


เขาหัวเราะอย่างเย็นชาอยู่ภายในใจ แต่สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เขาลอบหยิบเอาเครื่องรางนำโชคออกมา และตรวจดูให้แน่ใจว่ามันยังคงทำงานได้ตามปกติ ในจิตใจของเขาตอนนี้ ก็รู้สึกยอมรับในตัวของปรมาจารย์เอกะเทวะขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาไม่แน่ใจว่าเครื่องรางนำโชคนี้มีความวิเศษอย่างไร แต่เขาก็รู้ว่ามันยังคงทำงานได้ดีในสถานที่แห่งนี้


ด้วยความรู้สึกอุ่นใจขึ้นเล็กน้อย เขามองกลับไปยังกระถางใหญ่ยักษ์นั่น เกิดความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้เห็น แต่การยืนอยู่เบื้องหน้ามันเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนกับตัวเองเป็นเพียงแมลงเล็กๆ ตัวหนึ่ง


"กระถางใบนี้มีรอยร้าว…" ฉือโหย่วเต้ากล่าวขึ้นพร้อมกับถอนหายใจ


ทุกคนสามารถมองเห็นกระถางสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่โตจนน่ากลัวนี้ มีรอยร้าวขนาดใหญ่แตกลงไปถึงด้านล่าง รอยร้าวนี้ดูเหมือนต้องการจะแยกกระถางใบนี้ออกเป็นสองส่วน แต่ก็ยังไม่อาจทำได้


ทุกคนต่างก็คาดเดาอยู่ในใจว่า รอยร้าวนี้ต้องเกิดจากอาวุธเวทบางอย่างที่มีพลังอันน่าตกใจ แต่เมื่อเมิ่งฮ่าวได้เห็นมัน เขาก็เกิดความรู้สึกที่แตกต่างออกไป รอยร้าวนั้นไม่ได้เกิดจากอาวุธเวท เขามองขึ้นไปในท้องฟ้า และย้อนคิดกลับไปถึงความรู้สึกที่เขาถูกฟาดโดยทัณฑ์สายฟ้า มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่เขารับรู้ได้เมื่อมองไปยังรอยร้าวนี้ มันต้องเกิดจากทัณฑ์สายฟ้าอย่างแน่นอน!


"ใครก็ตามที่สามารถเป็นเจ้าของกระถางที่ใหญ่ยักษ์นี้ และใช้มันเป็นอาวุธเวทได้ ต้องเป็นคนที่สามารถสร้างความสั่นสะเทือนให้กับโลกแห่งผู้ฝึกตนนี้อย่างแน่นอน" คำพูดของเซี่ยเจี๋ยแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความชื่นชมยกย่อง


ตอนที่ 158 การอยู่ร่วมกันกับจี้!

หานเป้ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และความตื่นเต้นก็กระจายไปทั่วใบหน้า นางยกมือขวาขึ้น และชิ้นหยกโบราณรูปพระจันทร์เสี้ยวก็ลอยออกมา มันมีสีเขียวเข้มเกือบจะดำ และดูพิเศษไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง มันไม่ใช่ของที่คนทั่วไปใช้ แต่ดูเหมือนจะเป็นของที่ถูกฝังอยู่ในหลุมฝังศพโบราณ ซึ่งไม่เคยพบเห็นแสงสว่างตอนกลางวันมาเป็นเวลานาน สีของมันดูเหมือนจะเป็นผลลัพธ์มาจาก การดูดซับกลิ่นอายแห่งความตายอันน่ากลัวมาอย่างยาวนาน


หยกจันทร์เสี้ยวลอยขึ้นมา และจากนั้นก็ส่องแสงเจิดจ้าอันน่าตกใจออกมา ปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นไว้ทั้งหมด คลื่นแสงกระจายเป็นระลอกออกไป ขณะที่มันพุ่งตรงไปยังรอยแตกบนพื้นผิวของกระถางขนาดใหญ่ยักษ์ และจากนั้นก็ผ่านเข้าไป


"สองส่วนสุดท้ายของต้นแบบแห่งกาลเวลาอยู่ที่นี่!" หานเป้ยกล่าว นางบินตรงไป ตามด้วยเซี่ยเจี๋ย สตรีแซ่หลี่ ฉือโหย่วเต้า และบุรุษชุดเทา


เมิ่งฮ่าวติดตามไปด้วยเช่นกัน ลำแสงหกลำพุ่งตรงไปข้างหน้า เข้าใกล้กระถางใหญ่ยักษ์นั้นไปเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้ ก็รู้สึกถึงแรงกดดันอันรุนแรง กระจายออกมาจากกระถางนั้น ซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ


ในที่สุด พวกเขาก็เข้าไปใกล้รอยแตกขนาดยักษ์ ซึ่งดูเหมือนหุบเขาขนาดใหญ่บนผิวหน้าของกระถางใบใหญ่นั้น พวกเขาไปหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของรอยแตก มีกลุ่มหมอกจางๆ ลอยอยู่ด้านใน ครอบคลุมไปทั่ว ไม่มีอะไรที่ข้างในนอกจากความมืดมิด


เมื่อเข้าไปใกล้รอยแตกนั้น เซี่ยเจี๋ยก็ตบไปที่ถุงสมบัติ ลำแสงสีเขียวปรากฎขึ้น รวมตัวกันเป็นสัตว์ขนยาวสีเขียว ร่างของมันแวบขึ้น ขณะที่พุ่งตรงเข้าไปในรอยแตก ทันทีที่มันสัมผัสกับหมอกนั้น มันก็ส่งเสียงร้องอย่างโหยหวนออกมา และร่างของมันก็ฉีกขาดออกเป็นชิ้นๆ


ความระมัดระวังเต็มอยู่ในจิตใจของคนทั้งหมดที่ดูอยู่


"มีเพียงคนที่มีจิตสัมผัสอันยิ่งใหญ่ถึงจะสามารถปัดหมอกนี้ออกไป และซ่อมแซมรอยแตกนี้ได้" หานเป้ยกล่าว "จากนั้นพวกเราก็จะเข้าไปกันได้" นางมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง ราวกับว่ากำลังคำนวนบางอย่าง จากนั้นนางก็หันหน้ามา และมองไปที่เมิ่งฮ่าว


ไม่เพียงแต่นาง สายตาของฉือโหย่วเต้าก็จ้องไปที่เขาเช่นกัน การต่อสู้ของเมิ่งฮ่าวกับสตรีแซ่หลี่ และพลังอันเข้มข้นของจิตสัมผัสที่เขาแสดงออกมา ได้สร้างความประทับใจอย่างลึกล้ำให้กับทุกคน


"สหายเต๋าหาน ท่านต้องล้อข้าเล่นอย่างแน่นอน" เมิ่งฮ่าวกล่าวอย่างไม่ค่อยไว้หน้า "กระถางใบนี้ต้องถูกสร้างขึ้นมาเมื่อหลายหมื่นปีก่อน กลิ่นอายของมันไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง ข้าไม่คิดว่าข้าจะสามารถแตะต้องรอยแตกของมันได้"


"สหายเต๋าเมิ่ง ท่านกำลังเข้าใจผิด" นางรีบกล่าวขึ้นมา "แน่นอน ข้าก็รู้ว่ากระถางใบนี้ไม่ใช่สิ่งที่บุคคลซึ่งมีพลังฝึกตนเช่นพวกเราจะแตะต้องมันได้ ข้ามีของวิเศษที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูล ซึ่งสามารถกำจัดรอยแตกนี้ได้ แต่มันต้องใช้ร่วมกับจิตสัมผัส การทำเช่นนี้จะทำให้รอยร้าวหายไปได้" ขณะที่นางพูด นางตบไปที่ถุงสมบัติ หยิบเอาพัดเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือออกมา มันมีขนนกเพียงแค่สามชิ้น แต่ละชิ้นปกคลุมไปด้วยเครื่องหมายเวท


"ของวิเศษชิ้นนี้สามารถใช้ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น และจิตสัมผัสของท่านก็แข็งแกร่งมากที่สุดท่ามกลางกลุ่มพวกเรา ข้าหวังว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากท่าน เมื่อไหร่ที่พวกเราเข้าไปได้ ก็ยังมีพื้นที่อื่นอีกที่ท่านไม่จำเป็นต้องทำอะไร นี่เป็นพัดที่เมื่อวิญญาณของมันถูกกระตุ้นด้วยจิตสัมผัส มันก็จะปลดปล่อยพลังอันยิ่งใหญ่ออกมาแทนที่พลังฝึกตนของพวกเรา มันเป็นของวิเศษที่ตระกูลหานได้สร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อสถานที่แห่งนี้โดยเฉพาะ"


เมิ่งฮ่าวมองไปที่พัดนั้นอย่างสงบสักครู่ และจากนั้นก็ยกมือขึ้นมา พัดลอยตรงมา เขาตรวจสอบมันสักพัก แต่ไม่ได้แตะต้องมันในตอนแรก


ในที่สุด เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย


เมื่อได้เห็นเขายินยอม หานเป้ยก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา จากนั้นนางก็เคลื่อนที่ออกไปด้านข้าง ห่างออกไปจากเมิ่งฮ่าว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดใดๆ


ใบหน้าของเขาว่างเปล่าขณะที่ปล่อยจิตสัมผัสออกไป ขณะที่มันกระจายออกมา หานเป้ยและคนอื่นๆ ก็เพ่งสมาธิ สัมผัสได้ถึงพลังอันกว้างใหญ่นั้น และเปรียบเทียบกับของพวกมันเอง ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าต้องระวังตัวกันมากขึ้น


เมิ่งฮ่าวส่งจิตสัมผัสเข้าไปในตัวพัดเพื่อตรวจสอบมัน แน่นอนว่า มันได้ถูกประทับผนึกให้เชื่อมต่อกับหานเป้ยไว้แล้ว เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้นมองไปยังรอยแตกในกระถางใหญ่ยักษ์นั้น


หลังจากนั้นเขาก็ยกมือขึ้น และผลักมันไปข้างหน้า ทันใดนั้นตัวพัดก็ระเบิดออกมาเป็นเปลวไฟ ขนนกทั้งสามชิ้น ก็เริ่มบิดตัวไปมาด้วยท่าทางประหลาด สายน้ำหมุนเกิดขึ้นอยู่รอบๆ ตัวเมิ่งฮ่าว


ขณะที่มือของเขายื่นออกไปข้างหน้า สายน้ำหมุนก็พุ่งตรงไปยังกลุ่มหมอก เสียงระเบิดดังกึกก้องออกมา เมื่อมันกระแทกเข้าไป กลุ่มหมอกทันใดนั้นก็เริ่มเดือดพล่าน ในตอนแรกก็ดูเหมือนว่า ทั้งสายน้ำหมุนและกลุ่มหมอกจะสามารถทำลายซึ่งกันและกันได้ แต่อย่างไรก็ตาม สายน้ำหมุนไม่ได้แข็งแกร่งเพียงพอ และเริ่มจะจางหายไป


"รอยแตกนั้นน่าจะซ่อมแซมได้ แต่ก็ค่อนข้างจะต้องใช้จิตสัมผัสเป็นอย่างมาก" เมิ่งฮ่าวมองไปยังกลุ่มหมอกภายในรอยแตกกำลังฟื้นฟูตัวมันเองขึ้น ราวกับว่ามันกำลังกำเนิดใหม่ เขาคิดอยู่ชั่วครู่ และจากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นมา และปลดปล่อยจิตสัมผัสออกไปมากกว่าเดิม ในครั้งนี้ เขาใช้มากกว่าก่อนหน้านี้ ทำให้เปลวไฟบนพัดลุกโชนดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น ตอนนี้ เปลวไฟประกอบด้วยสองสี!


ม่านตาของคนที่มุงดูอยู่หดแคบลง ขณะที่พวกมันรู้สึกถึงพลังจิตสัมผัสของเมิ่งฮ่าว ซึ่งดูเหมือนจะมีมากกว่าพวกมันถึงสองเท่า สร้างความตกใจให้กับพวกมันเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหานเป้ย ซึ่งมีดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขณะที่มองไปที่เขา


ดูเหมือนว่าพัดนั้นกำลังดูดซับจิตสัมผัสของเมิ่งฮ่าว ด้วยความรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เขากระทำไปด้วยความระมัดระวัง ถ้ามีสิ่งใดเกิดขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าเขากำลังจะสูญเสียการควบคุม เขาก็จะตัดการเชื่อมต่อพัดนั้นกับจิตสัมผัสของเขาในทันที


วังน้ำวนปรากฎขึ้นอีกครั้ง ซึ่งมีความแข็งแกร่งมากกว่าครั้งก่อนหน้านี้ ทันใดนั้น ร่างของเมิ่งฮ่าวก็เกือบจะมองไม่เห็นอยู่ภายในเสียงหวีดหวิวของสายลม พวกที่มุงดูอยู่เห็นเพียงแค่ภาพเลือนลางของเขากำลังโบกสะบัดมือตรงไปข้างหน้า


เมื่อเขาทำเช่นนั้น ขนนกชิ้นแรกก็ลุกไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีในทันที และขนนกชิ้นที่สองก็เริ่มแยกออกเป็นเสี่ยงๆ สายลมหมุนแรงขึ้น สงเสียงกระหึ่มเต็มไปด้วยพลัง มันพุ่งกระแทกเข้าไปในกลุ่มหมอก และในตอนนี้ ขนนกชิ้นที่สามก็หายไปถูกเผากลายเป็นเถ้าถ่าน


ตัวพัดทั้งหมดในตอนนี้แยกออกเป็นชิ้นๆ ทำให้หานเป้ยรู้สึกเสียดายเล็กน้อย จากนั้นดวงตาของนางก็แข็งกล้าขึ้น สำเร็จหรือล้มเหลวจะได้รู้กันในตอนนี้


ตูม!


การระเบิดอย่างรุนแรงแผ่อออกมาเป็นระลอกคลื่น ขณะที่วังน้ำวนขนาดใหญ่กระแทกเข้าไปในกลุ่มหมอก พวกมันกลืนกินซึ่งกันและกัน และทันใดนั้น ช่องว่างก็ปรากฎขึ้นภายในกลุ่มหมอก


ในเวลาเดียวกันนั้น ความหนาวเย็นอันน่ากลัวก็กระจายออกมาจากภายในของกระถางยักษ์ พุ่งผ่านกลุ่มหมอก และกระจายออกไปทั่วกลุ่มผู้ฝึกตนทั้งหมด


มันเหมือนกับว่าประตูเพิ่งจะเปิดขึ้น หลังจากที่ถูกปิดไปนานหลายชั่วคน กลิ่นอายที่ถูกผนึกไว้หลายหมื่นปีกระจายออกมา ลอยปกคลุมไปทั่วเมิ่งฮ่าวและคนอื่นๆ ถ้ามีเพียงเท่านี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด แต่ภายในความหนาวเย็นของเวลาแห่งความทรงจำที่มีอยู่ ได้กวาดไปทั่วคนทั้งหก ทันใดนั้น ก็มีภาพจากหลายหมื่นปีมาแล้วได้ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าของพวกเขา


ภายในภาพที่มองเห็นนั้น กระถางสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่โตจนน่าตกใจ ได้ลอยอยู่เหนือพื้นดิน ภายใต้ท้องฟ้าสีแดงฉาน สายฟ้าแปลกๆ ฟาดลงไปบนพื้นผิวของมันอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าสายฟ้านี่ต้องการจะบดขยี้มันให้แหลกลาญลงไป


แต่กระถางนี้ก็ยังไม่ยอมแพ้ และมันก็พุ่งขึ้นไปท่ามกลางเสียงกึกก้องของฟ้าผ่า สูงขึ้นไปในท้องฟ้าสีแดง กระแสน้ำวนปรากฎขึ้น เหมือนจะเป็นภาพจากโลกอื่น กระถางทำการต่อต้านสวรรค์ และส่งต่อไปให้กระแสน้ำวนที่อยู่ในโลกอันเลือนลางนั้น


ด้านล่างบนพื้นดิน มีเงาร่างนับแสน พวกมันหมอบกราบลงไปบนพื้น ท่องสวดมนต์ไปด้วยในเวลาเดียวกัน เสียงของพวกมันรวมเข้าด้วยกันและดังก้องออกมา เมื่อเสียงนั้นดังมาถึงหูของเขา ก็ทำให้เมิ่งฮ่าวคิดไปถึงศิษย์สำนักชิงหลัวนั่งขัดสมาธิ ท่องสวดมนต์ไปด้วย มันเป็นเสียงที่… เช่นเดียวกัน ถึงแม้เขาจะไม่อาจบอกรายละเอียดได้ว่า พวกมันกำลังสวดมนต์อะไรกันอยู่


ทันใดนั้นเสียงกึกก้องก็ดังออกมาจากภายในกระถาง "มันเป็นเจ้าที่ต้องการจะโค่นล้มสวรรค์ เพื่อแทนที่หมู่ดาว เพื่อปกปิดดวงตาของข้าด้วยยอดสูงสุดแห่งสวรรค์ ต้นเจี้ยนมู่จะไม่ยอมจำนน เพื่อบดขยี้หมู่ดาว เจ้านายของข้าอาจจะจำศีลอยู่ แต่ท่านก็ยังคงอยู่ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกันกับจี้?!"


สายฟ้าจากสวรรค์ฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง กำลังมองหาเพื่อที่จะกำจัดกระถาง ทันใดนั้น ภาพเหล่านี้ก็เลื่อนผ่านไปจากดวงตาของทุกคน ยกเว้นเมิ่งฮ่าว พวกมันสบตาที่ดูสั่นไหวซึ่งกันและกัน


เมิ่งฮ่าวอยู่ใกล้กับกระถางนั้นมากกว่าคนอื่นๆ แต่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับการระเบิดของสายลมแห่งเวลา เขายังคงมองเห็นภาพเหล่านั้นต่อไป


เขาเห็นกระถางสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ยังคงพุ่งสูงขึ้นไป สายฟ้าที่ฟาดลงมาจากท้องฟ้าสีแดงเริ่มรวมเข้าด้วยกัน ยากที่จะบอกได้ว่ามีสายฟ้าจำนวนมากมายเท่าใด ได้รวมตัวกันเป็นหอกยักษ์ ดูเหมือนเป็นฟันที่รายล้อมไปด้วยสนามของสายฟ้า ซึ่งพุ่งตรงลงมายังกระถาง


เสียงระเบิดดังออกมา และกระถางสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ก็สั่นสะท้าน รอยร้าวขนาดใหญ่ก็แตกลงไปด้านล่าง กระถางไม่ได้พุ่งขึ้นไปอีก แต่ตกลงมาแทน มันกระแทกลงไปบนพื้น และจากนั้นเสียงอื่นก็ดังออกมา ดูเหมือนจะเป็นเสียงถอนหายใจ


"เมื่อเจ้าไม่ต้องการให้ข้านำกระถางนี้ไปจากสถานที่นี้ ก็ไม่เป็นไร… ข้าก็จะพักผ่อนอยู่ที่นี่ไปตลอดกาล รอคอยวันที่เจ้าตกลงมา"


เมื่อมาถึงตอนนี้ ภาพเหล่านี้ก็จางหายไปจากสายตาของเมิ่งฮ่าว เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังกระถาง ในตอนนี้ กลุ่มหมอกและรอยร้าวกำลังจะหายไป


ความกระวนกระวายใจปรากฎขึ้นบนใบหน้าของหานเป้ย โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางพุ่งตรงไป บินตรงไปที่รอยร้าว โดยไม่พูดจา กลุ่มคนที่เหลือก็ติดตามไป ดวงตาทุกคนสาดประกาย


เมิ่งฮ่าวบินไปพร้อมกับพวกมัน ขณะที่พวกเขามุ่งหน้าไปด้วยความเร็วสูงสุด ตรงไปที่รอยแตกนั้น ทันทีที่เขาเข้าไปในกระถาง เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกว่ากระจกทองแดงในถุงจักรวาลเริ่มร้อนขึ้นมา


ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาตรวจสอบมัน เมิ่งฮ่าวคิด ผ่านเข้าไปในกระถาง ก็พบว่าตัวเขากำลังอยู่ในโลกของฟ้าร้องและฟ้าแลบ


ด้านในของกระถางมีพื้นที่ว่างขนาดหลายหมื่นจ้าง มันเต็มไปด้วยสายฟ้าที่กำลังฟาดลงมา จนเกือบจะดูเหมือนสายน้ำ แสงสว่างที่เกิดจากสายฟ้าเหล่านี้สุกสว่างเจิดจ้าราวกับแสงของดวงตะวัน


แต่ก็ไม่มีเวลาให้กลุ่มคนทั้งหมดจ้องไปยังโลกภายในกระถางนี้ จากภายในของกลุ่มหมอก เสียงกรีดร้องที่น่ากลัวจนทำให้โลหิตต้องแข็งตัวดังขึ้นมา


สตรีแซ่หลี่เป็นคนสุดท้ายที่เข้ามา ทันทีที่นางเข้ามา สายฟ้าก็ฟาดลงมาด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ มันกระแทกเข้าไปในร่างของนาง นางกรีดร้องขณะที่ร่างกายกลายเป็นเถ้าธุลีลอยออกไป แม้แต่ถุงสมบัติของนางก็ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน


ตอนที่ 159 นอกเหลี่ยม ในกลม รูปแบบแห่งสวรรค์

มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก จนสีหน้าของฉือโหย่วเต้าเปลี่ยนไป ด้านข้างมัน ดวงตาของผู้ฝึกตนชุดเทาหรี่เล็กลง และมันตบไปยังถุงสมบัติ หยิบเอาแผ่นไม้ออกมา


มันส่องแสงสีน้ำเงินอ่อน ซึ่งดูเหมือนจะบ่งบอกว่ามันสามารถต่อต้านสายฟ้าได้ แสงสีน้ำเงินอ่อนนั้นหมุนวนเป็นวงกลมไปรอบๆ ร่างของผู้ฝึกตนชุดเทา และมันก็ถอยออกไปหลายก้าว ราวกับว่ามันไม่ต้องการที่จะยืนอยู่ใกล้กับคนอื่นๆ


ใบหน้าของเซี่ยเจี๋ยก็เปลี่ยนสีไปด้วยเช่นกัน เวลาเดียวกับที่แสงสีน้ำเงินอ่อน ส่องประกายอยู่รอบๆ ผู้ฝึกตนชุดเทา รูปแกะสลักไม้ปรากฎขึ้นในมือของเซี่ยเจี๋ย เป็นรูปแกะสลักที่มีสามศีรษะและหกแขน เมื่อปรากฎขึ้น มันก็กลายเป็นลำแสงอันนุ่มนวลหมุนวนไปรอบๆ ร่างของเซี่ยเจี๋ย


หานเป้ยมีปฏิกิริยารวดเร็วกว่าทั้งเซี่ยเจี๋ย หรือบุรุษชุดเทา ทันทีที่มันเกิดขึ้น แท่นดอกบัวสามสีก็ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้า เห็นได้ชัดว่า นี่ก็เป็นของวิเศษบางอย่างที่สามารถต้านทานสายฟ้าได้


มีเพียงฉือโหย่วเต้าและเมิ่งฮ่าว ดูเหมือนจะไม่มีของวิเศษเช่นนั้น ฉือโหย่วเต้าส่งเสียงเย็นชาอยู่ในลำคอ ขณะที่มันแกะสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายเม็ดยาออกมา เม็ดยานั้นส่องประกายเป็นเกราะคุ้มกันสีน้ำเงินอ่อนปกคลุมร่างของมันไว้


เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เมิ่งฮ่าวก็ส่งเสียงหัวเราะอย่างดุร้ายออกมา พวกทั้งสามคนนี้ เห็นได้ชัดว่าสมรู้ร่วมคิดกันมาก่อน มิเช่นนั้น ทำไมพวกมันถึงได้มีสิ่งของที่สามารถต่อต้านสายฟ้าได้? มีเพียงเขา และสตรีแซ่หลี่ที่มาโดยไม่มีการเตรียมตัวมาก่อน


"กระทำได้ดี สหายเต๋าหาน" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงราบเรียบ สายตากวาดมองไปยังคนทั้งสี่


"ข้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีสายฟ้ามากมายในสถานที่นี้" หานเป้ยพูดเสียงแผ่วเบา "ดังนั้น ข้าไม่รู้ว่าท่านกำลังพูดเรื่องอะไร สหายเต๋าเมิ่ง ถ้าท่านไม่มีของที่จะช่วยต้านสายฟ้า ท่านก็เอาใบไม้ต้านสายฟ้านี้ไปใช้ได้ มันเพียงช่วยได้บ้าง แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย"


ใบไม้โปร่งแสงปรากฎขึ้นในมือของนาง และนางก็มองไปยังเมิ่งฮ่าว จริงๆ แล้ว นางได้จับตามองเขาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะตอนที่เขาเข้ามาด้านในของกระถาง เมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ดวงตาของนางก็แวบขึ้น


เซี่ยเจี๋ยและบุรุษอีกสองคนต่างก็มองไปยังเมิ่งฮ่าว ถึงแม้จะไม่อาจบอกได้ว่าพวกมันกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ดวงตาของพวกมันก็ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยคำถาม


ฟ้าแลบปะทุขึ้นที่ด้านบนของพวกเขา และเสียงฟ้าร้องก็ดังกระหึ่มเต็มอยู่ในอากาศ มันทรงพลังและแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก สายฟ้าแต่ละสายดูเหมือนจะมีความดุร้ายอย่างน่าเหลือเชื่อ แข็งแกร่งเพียงพอที่จะฟาดลงมา แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณก็ยากที่จะต่อต้านได้


ทันใดนั้น สายฟ้าก็กระแทกลงมายังบริเวณตรงกลางของพวกเขา เสีบงระเบิดดังกึกก้องออกมา ขณะที่สายฟ้านั้นเริ่มหายไปกลายเป็นประจุไฟฟ้ามากมายจนนับไม่ถ้วน


"ข้าไม่มีสิ่งของที่จะใช้เพื่อต่อต้านสายฟ้า แต่มีวิชาดึงดูดสายฟ้า" เมิ่งฮ่าวพูดอย่างสงบนิ่ง กลุ่มหมอกสายฟ้าปรากฎขึ้นล้อมรอบตัวเขา จากนั้นก็รวมตัวกันเป็นธวัชสายฟ้า


ประจุไฟฟ้าหมุนวนอยู่รอบๆ ธงผืนนั้น รวมถึงเส้นใยที่ประกอบไปด้วยทัณฑ์แห่งสวรรค์ซึ่งเมิ่งฮ่าวได้เก็บรวบรวมไว้ เห็นได้ชัดว่ามันเป็นสิ่งของที่ไม่ธรรมดา ฟ้าแลบที่อยู่บริเวณใกล้เคียงนั้น ดูเหมือนจะบิดตัวไปมา ราวกับว่ามันกำลังจะถูกดึงให้ลงมา


ถ้าสายฟ้าทั้งหมดในบริเวณนั้นถูกดูดให้ฟาดลงมาจริงๆ ต่อให้คนอื่นๆ มีอาวุธเวทที่ใช้ต่อต้านสายฟ้าได้ มันก็จะไม่มีประโยชน์เท่าใดนัก พวกมันทั้งหมดก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับสตรีแซ่หลี่


เกือบจะในทันทีที่ธวัชสายฟ้าปรากฎขึ้น และฟ้าแลบรอบๆ ตัวพวกเขาเริ่มบิดตัวไปมา เมิ่งฮ่าวก็ดูดธงผืนนั้นเข้าไปในปาก ฟ้าแลบที่กำลังจะรวมตัวกันก็เริ่มจางหายไป แต่อย่างไรก็ตาม ก็เห็นได้ชัดว่า ถ้าธงผืนนั้นยังคงมีอยู่ในบริเวณนั้นนานกว่านี้ มันก็จะเรียกให้สายฟ้าฟาดลงมา และพวกเขาทั้งหมดก็ต้องตาย


สีหน้าของเซี่ยเจี๋ยเปลี่ยนไป ดวงตาบุรุษชุดเทาหรี่เล็กลง และฉือโหย่วเต้าก็อ้าปากค้าง ถอยไปด้านหลังอีกหลายก้าว ความหวาดกลัวในตัวของเมิ่งฮ่าวเต็มอยู่ในดวงตาของมัน


ความรู้สึกถึงอันตรายเต็มอยู่ในศีรษะของพวกมัน และจิตใจก็เริ่มหนักอึ้ง สีหน้าอันน่าเกลียดปกคลุมบนใบหน้าของพวกมันในทันที


เสียงของเซี่ยเจี๋ยดุร้ายขึ้นเมื่อมันกล่าว "สหายเต๋า ท่านช่างทำเกินไปจริงๆ" จิตใจของมันเต็มไปด้วยความระมัดระวังตัวขณะที่พูด มันเพ่งความสนใจไปที่เมิ่งฮ่าวเพียงคนเดียว


ฉือโหย่วเต้าได้รับผลกระทบจากความดุร้ายของเมิ่งฮ่าวถึงสองครั้ง ตอนนี้ มันจ้องไปที่เขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน ไม่พูดจา และอีกครั้งที่มันแอบถอนหายใจอยู่ลึกๆ ข้างใน ในสายตาของมัน เมิ่งฮ่าวแข็งแกร่งพอๆ กับผู้พิสดารก่อตั้งแกนลมปราณ


เขาไม่จำเป็นต้องมีสิ่งของที่ใช้ต่อต้านสายฟ้า ด้วยสิ่งที่ใช้ดึงดูดสายฟ้านั้น เขาก็ทำให้ทุกคนเสียเปรียบในทันที


"สหายเต๋า เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?" บุรุษชุดเทากล่าว จ้องไปยังเมิ่งฮ่าว


"โอ ไม่มีอะไร" เมิ่งฮ่าวกล่าว "ข้าเพียงแค่ต้องการจะเตือนพวกท่าน สหายเต๋าทั้งหลาย ว่าเมิ่งฮ่าวสามารถที่จะเรียกสายฟ้าให้ฟาดลงมาได้ทุกเมื่อ" เขากล่าวเสียงราบเรียบและเชื่องช้า ขณะที่ยืนอยู่ที่นั่น ดูเหมือนว่าพร้อมที่จะดึงเอาของวิเศษเรียกสายฟ้าของเขาออกมา ถ้ามีสายฟ้ามุ่งตรงมาที่เขา


หานเป้ยนิ่งเงียบไปไม่กี่อึดใจ ก่อนที่จะมีรอยยิ้มอย่างเบิกบาน ปรากฎขึ้นบนใบหน้า


"ข้าเพียงแค่ล้อท่านเล่นเมื่อครู่นี้ สหายเต๋าเมิ่ง แน่นอนว่าข้ามีวิธีช่วยท่านต่อต้านสายฟ้านี้" นางโบกสะบัดมือ และใบไม้ก็ตกลงมาจากแท่นดอกบัว นางกำลังจะยื่นส่งให้เขา ขณะที่เขาหัวเราะและเดินเข้าไปใกล้นาง


ใบหน้าของนางหมองคล้ำลง จิตใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวกับวิธีการของเขา และเมื่อนางเห็นเขาเข้ามาใกล้ นางก็ต้องก้าวถอยหลังออกไปโดยไม่รู้ตัว


แต่เขาก็ได้มาถึงข้างกายนางเรียบร้อยแล้ว "ไม่จำเป็นต้องทำให้ยุ่งยาก สหายเต๋าหาน" เขาพูดเสียงราบเรียบ ฟ้าแลบปะทุอยู่ด้านบนพวกเขา "พวกเรามาใช้แท่นดอกบัวของท่านด้วยกัน มิใช่ง่ายดายยิ่ง? หรือท่านไม่ต้องการจะทำเช่นนี้?"


ใบหน้าของนางหงิกงอ แต่ก่อนที่นางจะได้พูดอะไรออกมา ผู้ฝึกตนชุดเทาก็พยักหน้า


"นั่นก็น่าจะดีที่สุด" มันกล่าว


"ข้าเห็นด้วย" ฉือโหย่วเต้ากล่าว แอบถอนหายใจอย่างโล่งอกอยู่ลึกๆ ด้านใน


ดวงตาของเซี่ยเจี๋ยสาดประกาย และมันก็ไม่ได้ทำอะไร ที่บ่งบอกว่ามันไม่เห็นด้วย


หานเป้ยลังเลเล็กน้อย จากนั้นก็ส่งรอยยิ้มอันขมขื่นให้กับเมิ่งฮ่าว


"ถ้านั่นเป็นความต้องการของท่าน สหายเต๋าเมิ่ง แล้วข้าจะไม่เห็นด้วยได้อย่างไร?" นางกัดฟันแน่น ขณะที่นางเปิดเกราะป้องกันของแท่นดอกบัว และยอมให้เมิ่งฮ่าวเข้ามา


ตอนนี้เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ข้างกายหานเป้ยภายในเกราะป้องกัน บุรุษอีกสามคนก็รู้สึกค่อนข้างโล่งใจขึ้นบ้าง การขู่เข็ญคุกคามของเมิ่งฮ่าวก่อนหน้านี้ เป็นอะไรที่เกินกว่าพวกมันจะคาดคิดได้ แม้แต่การคิดย้อนกลับไป ก็ทำให้ขนทั่วร่างของพวกมันต้องตั้งชันขึ้นมา เมิ่งฮ่าวช่างดุร้ายอย่างแท้จริง


หานเป้ยบังคับให้ตัวเองยิ้มออกมา และจ้องไปยังเมิ่งฮ่าวอย่างลึกซึ้งสักพัก จากนั้นนางก็โค้งตัวลงต่ำเล็กน้อย และเริ่มเคลื่นที่ไปข้างหน้า เมิ่งฮ่าวเดินไปพร้อมกับนางด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เซี่ยเจี๋ยและคนอื่นๆ ติดตามไป


บุคคลทั้งห้าค่อยๆ เดินผ่านกระแสของสายฟ้าไปเรื่อยๆ เสียงกระหึ่มกึกก้องเต็มอยู่ในอากาศ สายฟ้าฟาดลงมา กระแทกลงไปที่พื้น และส่งประจุไฟฟ้ากระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง


เห็นได้ชัดว่า สิ่งของที่ใช้ต่อต้านสายฟ้าไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง กลุ่มคนทั้งหมดปลอดภัยจากสายฟ้าโดยสิ้นเชิง ดวงตาของเมิ่งฮ่าวกวาดผ่านพวกมัน และภายในใจเขาก็หัวเราะอย่างเย็นชา ของวิเศษเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณควรจะมีไว้ในครอบครอง พวกมันแต่ละคนต้องมีใครบางคน ที่มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมากอยู่เบื้องหลัง เป็นผู้ที่ส่งเสริมผลักดันให้พวกมันเข้ามาในสถานที่แห่งนี้


"เซี่ยเจี๋ยมีเพียงสำนักชิงหลัว" เขาคิด "สำหรับบุรุษชุดเทา และฉือโหย่วเต้า เห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่ใช่ผู้ฝึกตนเร่ร่อนธรรมดาทั่วไป พวกมันต้องมีการติดต่อกับผู้ที่แข็งแกร่งบางคน" ขณะที่พวกเขาเดินต่อไป ฟ้าแลบฟ้าร้องก็มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนน่าตกใจ เสียงกระหึ่มกึกก้องดูเหมือนจะไม่มีจุดที่สิ้นสุด ถึงเมิ่งฮ่าวได้เห็นทัณฑ์สายฟ้ามาก่อน แต่สายฟ้าของที่นี่ก็ดูเหมือนจะน่ากลัวกว่ามากนัก


"ที่นี้ไม่ใช่สถานที่สำหรับผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ เพียงแค่สายฟ้าหนึ่งสายก็สามารถกำจัดพวกเราทุกคนไปได้อย่างง่ายดาย แต่ไม่มีใครในกลุ่มคนพวกนี้จะกังวลแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าพวกมันรู้ล่วงหน้าว่าพวกมันกำลังจะเผชิญกับอะไรบ้าง"


"ข้าตกเป็นเป้าของทัณฑ์สายฟ้าเนื่องจากเสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์ ซึ่งสวรรค์ไม่ยอมให้มีอยู่ สำหรับกระถางนี้… จิตวิญญาณแห่งสวรรค์ต้องโกรธเกรี้ยว เต็มไปด้วยความต้องการอันรุนแรงที่จะกำจัดมัน มากยิ่งกว่าต้องการกำจัดข้าซะอีก"


เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไปด้านบน สายฟ้าจำนวนมากมายยากที่จะมองเห็น และทำให้ไม่อาจตรวจสอบบริเวณรอบๆ ได้ ทำได้เพียงแต่เดินตรงไปเรื่อยๆ เท่านั้น


ไม่มีใครพูดจาขณะที่พวกเขาเดินไปข้างหน้า ครึ่งชั่วยามผ่านไป และพวกเขาก็เข้าไปไกลมากขึ้น ถึงแม้พวกเขาจะยังคงรายล้อมไปด้วยสายฟ้า แต่ความรุนแรงก็ได้ลดลง และตอนนี้ก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น สิ่งที่พวกเขามองเห็นตรงหน้า ทำให้ทุกคนต่างก็ต้องสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนักหน่วง


ฉือโหย่วเต้าอ้าปากค้าง "นั่นคือ…" ใบหน้าของมันปกคลุมไปด้วยความตกใจ


ดวงตาเซี่ยเจี๋ยสาดประกาย และมันก็หายใจอย่างเร่งร้อนออกมา ด้านข้างมัน ดวงตาของบุรุษชุดเทาส่องแสงเจิดจ้า ขณะที่มันจ้องเขม็งนิ่งไปที่เบื้องหน้า


ดวงตาของหานเป้ยก็เจิดจ้าขึ้นเช่นเดียวกัน


ไกลออกไปข้างหน้า ในจุดตรงกลางของกระถางใหญ่ยักษ์ มีรูปปั้นขนาดใหญ่มหึมาอยู่เก้ารูป แต่ละรูปปั้นเป็นบุรุษวัยกลางคน สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่เหมือนกับเสื้อผ้าในยุคปัจจุบันนี้ มันเป็นชุดยาวที่เรียบง่าย


ท่ามกลางรูปปั้นทั้งเก้านั้น มีอยู่สามรูปปั้นที่มีมงกุฎครอบอยู่บนศีรษะ สองรูปปั้นมีเส้นผมที่ยาวปกคลุมไปถึงไหล่ อีกหนึ่งศีรษะล้าน พวกมันต่างก็เปล่งประกายความโอ่อ่าภูมิฐานที่ยากจะอธิบายออกมา ดูเหมือนรูปปั้นแต่ละรูปนี้ เป็นตัวแทนของเต๋าที่แข็งแกร่งบางคน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเส้นทางของสวรรค์และปฐพี


ใครก็ตามที่ได้มองเห็นรูปปั้นเหล่านี้ ต่างก็ต้องตกตะลึง และเต็มไปด้วยความรู้สึกของความรุ่งเรืองโบราณ รูปปั้นไม่ได้ยืนตรงขึ้นไป แต่พวกมันทั้งหมดกำลังคุกเข่าลงหนึ่งข้าง แขนทั้งสองข้างยื่นขึ้นไปด้านบน โค้งศีรษะคำนับ


สามารถมองเห็นสิ่งของภายในมือที่ยื่นขึ้นไปด้านบนของพวกมัน!


มีสิ่งของบางอย่างที่มีรูปร่างกลมคล้ายวงล้อ บางสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าเป็นกระบี่ที่ไม่ธรรมดา เช่นเดียวกับขวดหยกที่เปล่งประกาย แต่ละรูปปั้นก็มีสิ่งของที่แตกต่างกัน ประกายแสงที่เกิดจากสิ่งของเหล่านั้น ทำให้เกิดเป็นภาพที่ติดตาอยู่ชั่วขณะมากมาย เมิ่งฮ่าวและคนอื่นๆ ต่างก็อ้าปากค้างขึ้นอย่างช่วยไม่ได้


ในมือที่ชูสูงขึ้นไปของหนึ่งในรูปปั้นนั้น มองเห็นเป็นม้วนตำราโบราณสองม้วน! หน้าตาของรูปปั้นนี้คล้ายคลึงกับหานเป้ยเป็นอย่างมาก!


บนหลังของรูปปั้นมีรอยแตกขนาดใหญ่อยู่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเกิดจากสายฟ้าแห่งสวรรค์ ยากที่จะบอกว่ามันได้ผ่านมากี่หมื่นปีแล้ว ตั้งแต่ที่มันได้เกิดขึ้น


ถ้านั่นเป็นทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด แต่ยังมีมากกว่านั้น เมิ่งฮ่าวตกใจ และทุกคนก็ต้องหอบหายใจออกมา ตรงจุดกึ่งกลางของรูปปั้นทั้งเก้า เป็นวัตถุที่พวกมันทั้งหมดต่างก็ก้มศีรษะคารวะ… กระถางสัมฤทธิ์รูปทรงกลม!


เกิดเสียงดังออกมาจากจิตใจของเมิ่งฮ่าว "สี่เหลี่ยมด้านนอก ทรงกลมด้านใน รูปแบบแห่งสวรรค์!"


ตอนที่ 160 ไม่มีแซ่เมิ่งในครอบครัวทั้งเก้า

ด้านนอกเป็นกระถางสีเหลี่ยมขนาดใหญ่มหึมา แต่ทว่าด้านในกลับมีกระถางทรงกลมจากสวรรค์ กระถางรูปทรงกลมนี้เป็นรูปแบบแห่งสวรรค์อย่างแท้จริง!


จิตใจของเมิ่งฮ่าวหมุนเคว้งคว้าง ขณะที่เขาเห็นของสิ่งนี้ การที่ได้เห็นกระถางที่ใหญ่โตมหาศาลเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกว่ามันได้ประกอบไปด้วยบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับจักรวาล


"รูปปั้นที่คุกเข่าอยู่ทั้งเก้า จุดสูงสุดของสวรรค์ทั้งเก้า" บุรุษชุดเทาพึมพำ ร่างเริ่มสั่นสะท้าน "ร่างที่คุกเข่าอยู่เหล่านี้ไม่ใช่ผู้คน เห็นได้ชัดว่าพวกมันเป็นตัวแทนของความต้องการแห่งสวรรค์!"


"ไม่ ไม่ใช่ ทำไมกระถางถึงได้กลับด้านเช่นนี้? มันไม่ควรจะเป็นเช่นนี้ สวรรค์กลม และปฐพีสี่เหลี่ยม นั่นเป็นความจริงที่รับรู้กันทั่วไปตั้งแต่สมัยโบราณ มันเป็นกฎซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเมื่อหลายหมื่น หมื่นปีมาแล้ว ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของสวรรค์และปฐพี"


"กระถางควรจะเป็นทรงกลมที่ด้านนอก และสี่เหลี่ยมที่ด้านใน นั่นถึงจะถูกต้อง ในกรณีนั้น มันก็จะเป็นเช่นคำกล่าวที่ว่า สวรรค์อยู่ที่ด้านนอก ข้างบน ปฐพีอยู่ที่ด้านใน ข้างล่าง…" ร่างของมันสั่นมากยิ่งขึ้น ขณะที่มันยังคงพึมพำกับตัวเองต่อไป ดูเหมือนมันไม่อาจจะเข้าใจในโลกของกระถางแห่งนี้ ซึ่งมีสี่เหลี่ยมอยู่ที่ด้านนอก และทรงกลมอยู่ที่ด้านใน


ฉือโหย่วเต้าจ้องไปยังกระถางทรงกลมด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ดวงตาของมันส่องประกายแปลกๆ ออกมา ยากที่จะบอกว่ามันกำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรอยู่


ดวงตาของเซี่ยเจี๋ยหดเล็กลง ถึงแม้มันจะตกใจ แต่ทันใดนั้นมันก็หยิบแผ่นหยกออกมา มันจารึกทุกอย่างนี้ไว้ภายในแผ่นหยกนั้น


หานเป้ยก็ดูเหมือนจะตกใจด้วยเช่นกัน นางมองไปยังรอยแตกขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของรูปปั้น และจากนั้นแสงเจิดจ้าก็ปรากฎขึ้นในดวงตา ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นความเคารพเลื่อมใสในตัวบรรพบุรุษของนาง


"ข้าเข้าใจแล้ว" บุรุษชุดเทากล่าว เสียงของมันสั่นสะท้าน "สวรรค์กลม และปฐพีสี่เหลี่ยม กระถางด้านนอกกลมก็คือสวรรค์ กระถางที่ด้านในเป็นสี่เหลี่ยมก็คือปฐพี นั่นถึงจะสอดคล้องกับต้องการแห่งสวรรค์ แต่นี่… นี่คือสิ่งที่ชั่วร้าย! มันแสดงให้เห็นว่าปฐพีกำลังปกคลุมสวรรค์ ซึ่งก็เหมือนกับการกำลังกลบฝังสวรรค์!!"


"ด้วยรูปแบบนี้ กระถางกลมคือสวรรค์ กระถางสีเหลี่ยมคือปฐพี สถานที่นี้… ก็คือหลุมฝังศพ!!" ความประหลาดใจอย่างรุนแรงเติมเต็มอยู่ในน้ำเสียงของมัน ขณะที่พูดออกมา มันค่อยๆ ก้าวถอยไปด้านหลังช้าๆ สามก้าว กระอักโลหิตออกมา ใบหน้าของมันซีดขาว และดวงตาก็สาดแสงเจิดจ้าด้วยความแปลกใจ มือของมันขยับไปมาราวกับว่ามันกำลังคำนวนอะไรบางอย่าง และเสียงของมันก็เริ่มดังมากขึ้น


"ผู้สักการะทั้งเก้านี้ ต้องเป็นยอดสูงสุดของสวรรค์อย่างแน่นอน! พวกมันเพียงแค่ถูกแปลงให้กลายเป็นรูปปั้น เห็นได้ชัดว่า พวกมันเป็นตัวแทนของดวงดาวอันลี้ลับทั้งเก้าตามตำนานปรัมปรา ดวงดาวอันลี้ลับทั้งเก้านั้นต่างก็เทิดทูนบูชากระถาง รูปแบบแห่งสวรรค์ได้ตกผลึกอยู่ที่นี่ กระถางสัมฤทธิ์สี่เหลี่ยม ด้านในกลบฝังไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งสวรรค์!"


"ช่างกล้าหาญ! ช่างยิ่งใหญ่นัก! หลุมฝังศพที่มีสวรรค์ถูกกลบฝังอยู่ด้านในของปฐพี!! แต่นี่เป็นหลุมฝังศพของใครกัน? ผู้ที่ยินดีจะเผชิญหน้ากับความตายด้วยการขโมยโชคชะตามาจากสวรรค์! ที่นี่คือโลงศพ และดินแดนสงบสุขที่ด้านนอกก็คือหลุมฝังศพ!"


"เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน สถานที่นี้ก็ไม่ใช่ดินแดนสงบสุข แต่เป็นดินแดนต้องสาป! มันเป็นหลุมฝังศพที่ขัดขืนต่อต้านสวรรค์!"


คำพูดของมันดังเข้าไปในหูของคนอื่นๆ และกลายเป็นความหนาวเย็น สีหน้าของเซี่ยเจี๋ยและฉือโหย่วเต้าเปลี่ยนไป เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอาการสั่นไหวในร่าง คำพูดของบุรุษชุดเทาดังก้องอยู่ภายใน สร้างความรู้สึกที่คุ้นเคยขึ้นมา บางทีสถานที่นี้… ก็เป็นหลุมฝังศพจริงๆ


เขาย้อนคิดกลับไปยังภาพที่เขาได้เห็นที่ด้านนอกของกระถาง และเสียงของบุรุษที่เขาได้ยินเมื่อสายฟ้าฟาดลงมาที่มัน


"เมื่อเจ้าไม่ต้องการให้ข้านำกระถางนี้ไปจากสถานที่แห่งนี้ ก็ไม่เป็นไร… ข้าก็จะพักผ่อนอยู่ที่นี่ไปตลอดกาล รอคอยวันที่เจ้าตกลงมา"


เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และคิดย้อนกลับไปยังเสียงโบราณอื่นที่เขาได้ยินจากด้านในของกระถาง


"มันเป็นเจ้าที่ต้องการจะโค่นล้มสวรรค์ เพื่อแทนที่หมู่ดาว เพื่อปกปิดดวงตาของข้าด้วยยอดสูงสุดแห่งสวรรค์ ต้นเจี้ยนมู่จะไม่ยอมจำนน เพื่อบดขยี้หมู่ดาว เจ้านายของข้าอาจจะจำศีลอยู่ แต่ท่านก็ยังคงอยู่ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกันกับจี้?!"


เสียงนั้นดูเหมือนจะดังก้องอยู่ในจิตใจของเมิ่งฮ่าว ใจเขาเต้นรัว และเขาก็คิดย้อนกลับไปยังตำนานของต้นชุนชิว และการที่ต้นเจี้ยนมู่ยินยอมตาย ดีกว่าที่จะยอมอ่อนน้อมต่อสวรรค์ เขายังได้คิดไปถึงภัยพิบัติของชนเผ่าไท่เอ้อร์โบราณ รวมถึงธงสามแฉก ซึ่งตอนนี้อยูที่ด้านในของหน้ากากเซียนโลหิต ธงผืนนั้นมีตัวอักษร จี้ เขียนอยู่!


เขายังได้คิดกลับไปถึงข้อเรียกร้องของเซียนโลหิต ให้กลั่นสกัดสายเลือดของจี้!


"สหายเต๋า" หานเป้ยกล่าว "ไม่จำเป็นต้องตื่นตกใจ" เสียงชัดเจนที่คล้ายระฆังเงิน ดังออกมา ถึงแม้ว่ามันไม่อาจจะดังไปกว่าเสียงของฟ้าคำราม แต่ทุกคนก็ได้ยินเสียงของนางอย่างชัดเจน


"ข้าไม่รู้ว่าสถานที่นี้ใช่หลุมฝังศพหรือไม่ แต่เท่าที่พวกท่านทั้งหมดได้เห็น บุคคลที่กำลังถือม้วนตำราโบราณนั้นเป็นบรรพบุรุษของข้าเอง รูปปั้นนั้นถูกกระแทกจนแตกออกมาโดยสายฟ้าแห่งสวรรค์ นั่นเป็นเหตุผลที่ส่วนแรกของต้นแบบแห่งกาลเวลา ได้หลุดออกมาจากสถานที่นี้ได้อย่างไร ซึ่งในที่สุดก็ถูกครอบครองโดยชนรุ่นหลัง"


นางหันหน้ามามองที่เมิ่งฮ่าวและคนอื่นๆ "จริงๆ แล้ว สิ่งของทั้งหมดในที่นี้ มีเพียงตำรานี้เท่านั้นจะสามารถนำออกไปได้ รูปปั้นอื่นๆ ทั้งหมดต่างก็สมบูรณ์และไม่มีรอยแตกใดๆ"


"ข้าได้เข้าร่วมการประชุมลับมาไม่กี่ครั้ง พวกท่านทั้งหมดก็ได้เห็นข้อความของข้า จึงทำให้พวกท่านตัดสินใจที่จะมาที่นี่ พวกท่านทั้งหมดต่างก็มีเหตุผลส่วนตัวที่จะมายังที่นี่ และแน่นอนว่ามีกองกำลังที่แข็งแกร่งหนุนหลังอยู่ ซึ่งข้าก็ทราบดี และจริงๆ แล้ว ก็ไม่ได้สนใจว่าพวกท่านเป็นตัวแทนของใคร"


นางกล่าวต่อไปด้วยเสียงแผ่วเบา "ข้าเพียงแต่หวังว่าเพื่อประโยชน์ของเก้าดวงดาวลี้ลับ พวกท่านทั้งหมดจะรักษาคำสัญญา ในตอนนี้ พวกเราทำได้เพียงแค่มอง แต่เมื่อพวกเราเข้าไปใกล้รูปปั้น ข้าก็จะมีหนทางในการเอาตำราทั้งสองเล่มนั้นมา จากนั้นพวกเราก็จะคัดลอกกันได้ทุกคน"


"อันที่จริง จุดประสงค์หลักที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อ มาแสดงความเคารพที่หน้ารูปปั้นบรรพบุรุษของข้าเพียงเท่านั้น" เสียงของนางดูเหมือนจะประกอบไปด้วยพลังแปลกๆ ที่ทำให้ทุกคนเยือกเย็นลง สีหน้าของบุรุษชุดเทาเริ่มกลับคืนเป็นปกติอย่างช้าๆ ตอนนี้เมื่อเมิ่งฮ่าวคิดเกี่ยวกับมัน เขาก็เริ่มสงสัยถึงจุดประสงค์ของบุรุษผู้นี้ว่า มันจะพูดเรื่องเหล่านั้นไปทำไมกัน


และเขาก็สงสัยในคำพูดของหานเป้ยด้วยเล็กน้อย "เพื่อประโยชน์ของเก้าดวงดาวลี้ลับ"


"มันอยู่ไม่ไกลแล้วในตอนนี้" หานเป้ยพูดต่อ "อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้ข้าต้องขอความช่วยเหลือจากสหายเต๋าฉือ และสหายเต๋าซือคง จะมีสายฟ้าเพิ่มมากขึ้นหลังจากจุดนี้ และการไปก็จะยิ่งยุ่งยากมากขึ้น เดิมที พวกเราอาจจะไม่มีโอกาสที่จะทำเช่นนี้เลย แต่ในปีที่ส่วนแรกของต้นแบบลอยออกไป มันได้สร้างเป็นเส้นทางขึ้นมา ด้านในของเส้นทางนั้น พวกเราก็จะปลอดภัยมากขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้น พลังของสายฟ้าจะไม่ค่อยรุนแรงมากนัก"


"ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีช่วงที่อ่อนแออย่างไม่ต่อเนื่องอยู่ แต่เป็นเวลาที่สั้นมาก เพียงแค่ครึ่งชั่วยาม แต่ก็น่าจะเพียงพอให้พวกเราผ่านไปได้อย่างปลอดภัย ข้าได้เลือกเวลาเริ่มต้นของภารกิจนี้ให้ตรงกับช่วงที่อ่อนแอของสายฟ้าไว้แล้ว!" นางมองกวาดไปที่พวกเขาทั้งหมด และจากนั้นก็มองขึ้นไป ราวกับว่ากำลังรอคอยบางอย่างอยู่


หลังจากหายใจเข้าออกสิบครั้งผ่านไป สายฟ้าที่อยู่ในบริเวณนั้นก็เริ่มริบหรี่ลง มันยังคงมีอยู่อย่างหนาแน่น แต่แรงกดดันจากการฟาดลงมาของพวกมันเริ่มลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ค่อยน่าหวาดกลัวเหมือนก่อนหน้านี้


"สายฟ้าจ่ะอ่อนแอลงเพียงครึ่งชั่วยาม สหายเต๋าฉือ สหายเต๋าซือคง เร็วเข้า!" ดวงตาของนางสาดประกายขณะที่ยกมือขวาขึ้นมา ชิ้นของแผ่นหยกโบราณสีดำปรากฎขึ้น และลอยอยู่ด้านบนของพวกเขา ดูเหมือนจะชี้ไปยังทิศทางที่แน่นอน


ด้วยการพึมพำกับตัวเอง ฉือโหย่วเต้าเดินตรงไป บุรุษชุดเทาดูเหมือนจะกลับเป็นปกติอย่างสมบูรณ์ มันไปพร้อมกับฉือโหย่วเต้า พลังของขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณแผ่กระจายออกมาจากพวกมัน หนึ่งในสองเห็นได้ชัดว่ากระจายลมปราณชนิดไม้ออกมา แต่จากนั้นบุรุษชุดเทาก็เริ่มกระจายลมปราณชนิดฝุ่นละอองออ กมา ซึ่งได้บดบังลมปราณชนิดไม้ไว้โดยสิ้นเชิง ขณะที่พวกมันเดินตรงไปข้างหน้า แสงสีน้ำตาลอมเหลืองก็กระจายเป็นระลอกคลื่นออกมา


บุคคลทั้งสองถือของวิเศษอยู่ในมือ และหานเป้ยก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางโบกสะบัดมือ และแผ่นหยกโบราณนั้นก็เปล่งแสงอันเจิดจ้าออกมา ทุกคนเดินไปอย่างระมัดระวัง


เนื่องจากการลดลงของสายฟ้าแบบชั่วคราว พวกเขาจึงสามารถพุ่งตรงไปได้ค่อนข้างเร็วมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้รูปปั้นนั้นมากเท่าไหร่ สายฟ้าก็เพิ่มความหนาแน่นมากยิ่งขึ้น เสียงกระหึ่มกึกก้องดังอยู่เต็มท้องฟ้า สายฟ้าฟาดลงมา บางสายก็กระแทกลงไปบนพื้นใกล้ๆ กับกลุ่มของคนทั้งห้า จิตใจของพวกเขาสั่นสะท้านขณะที่มุ่งหน้าต่อไป


ฉือโหย่วเต้า และบุรุษชุดเทา เดินไปด้วยกัน ซึ่งดูเหมือนจะยากลำบากมากขึ้น ในไม่ช้า รอยแตกก็ปรากฎขึ้นบนของวิเศษของพวกมัน โดยไม่ลังเล พวกมันหยิบเอาสิ่งของที่ใช้ต่อต้านสายฟ้าชิ้นอื่นออกมา สีหน้าของเมิ่งฮ่าวยังคงสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย และเขาก็ไม่พูดอะไร เขาไม่ได้แสดงให้เห็นว่า ถ้าเขาถูกขอร้องให้ช่วยเหลือ เขาก็พร้อมที่จะทำภารกิจนั้น และจนกระทั่งถึงตอนนี้ พวกมันก็ยังไม่ได้ขอร้องให้เขาทำอะไร


สถานที่นี้อันตรายมาก แต่พวกมันที่เหลือทุกคนก็ได้เลือกที่จะมายังที่นี้ และได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี


ภายในมือของเมิ่งฮ่าวเป็นเครื่องรางนำโชค ซึ่งเขาได้ซ่อนไว้ในแขนเสื้อ


เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ และในที่สุดคนทั้งกลุ่มก็เข้าไปใกล้รูปปั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าของฉือโหย่วเต้าและบุรุษชุดเทาซีดเผือด พวกมันกำลังไปถึงข้อจำกัดของตัวเอง ขณะที่เข้าไปใกล้รูปปั้น สายฟ้าก็หนาแน่นเพิ่มมากขึ้น พวกมันสูญเสียของวิเศษไปหลายชิ้นแล้ว และกำลังกระอักโลหิตออกมา พวกมันไม่อาจไปต่อได้อีก


ทันใดนั้น สายฟ้าก็เริ่มจะฟาดลงมา มุ่งหน้าตรงมายังคนทั้งกลุ่ม เมื่อเห็นเช่นนั้น ใบหน้าของฉือโหย่วเต้าและคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไป แผ่นหยกโบราณที่หานเป้ยกวัดแกว่งอยู่ ทันใดนั้น ก็กระจายเป็นเกราะป้องกันอันเจิดจ้าบาดตาออกมา เมื่อสายฟ้าฟาดลงมาบนเกราะป้องกันนั้น เสียงระเบิดขนาดใหญ่ก็ดังกึกก้องออกมา หานเป้ยกระอักโลหิตออกมา เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ประจุไฟฟ้ารายล้อมอยู่รอบๆ ตัว และใบหน้าของพวกมันก็ซีดจนไร้สีเลือด โดยเฉพาะกับฉือโหย่วเต้าและบุรุษชุดเทา ซึ่งมีร่างกายที่สั่นสะท้านไปมา


สายฟ้าจางหายไปกลายเป็นประจุไฟฟ้ากระพริบไปมา และทุกคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา พวกมันมองออกไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความระมัดระวังมากกว่าที่ผ่านมา


"สหายเต๋าหาน" ฉือโหย่วเต้ากล่าวขึ้น หันหน้าจ้องไปที่หานเป้ย "ท่านมิใช่บอกว่าสายฟ้าจะอ่อนแรงลง? ที่มันฟาดลงมาเมื่อครู่นี้ทำไมถึงได้ทรงพลังนัก?!"


เมิ่งฮ่าวเช็ดโลหิตออกจากริมฝีปาก แต่ดวงตาสาดประกาย เศษของสายฟ้าภายในร่างของเขากำลังถูกดูดซับโดยธวัชสายฟ้า ดูเหมือนว่ามันกำลังเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง


อันที่จริง ถึงจะเห็นว่าเขาบาดเจ็บ แต่หลังจากที่กระอักโลหิตออกมา เขาก็เป็นปกติเหมือนเดิม แต่เขาก็บังคับให้ใบหน้าดูซีดขาวต่อไป


เช็ดโลหิตออกจากปาก หานเป้ยกล่าวตอบเสียงเย็นชา "พวกท่านทั้งหมดต่างก็เลือกจะมายังสถานที่นี้ ไม่มีทางที่พวกท่านจะไม่ทราบว่า สถานที่นี้ไม่ได้เหมาะกับผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ถ้าไม่ใช่การเข้าใจในสถานที่นี้ของข้า ถ้าไม่ใช่เพราะแผ่นหยกโบราณนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะบางสิ่งที่พวกเราทั้งหมดรู้ พวกเราก็จะไม่เดินเข้ามายังสถานที่นี้ พวกเราไม่แม้แต่จะสามารถผ่านเข้ามาในกระถางนี้ได้"


"สำหรับสายฟ้า มันอ่อนแรงลงไปในตอนนี้ แต่ก็อาจจะมีสายฟ้าบางสายที่ฟาดลงมาอย่างรุนแรง" นางหันไปยังเซี่ยเจี๋ย


"ศิษย์พี่เซี่ย เมื่อมาถึงตอนนี้ พวกเราก็มาถึงจุดที่ท่านต้องแสดงออกบ้างแล้ว สถานที่นี้ยังมีบางสิ่งที่สำนักชิงหลัวค้นหาอยู่ ซึ่งพวกมันได้วางแผนให้ถูกล้วงไปด้วยหอคอยร้อยวิญญาณ ถึงพวกมันจะไม่สนใจการกระทำของพวกเราในที่นี้ แต่พวกมันก็ต้องจัดเวรยามไว้ที่ด้านนอกอย่างไม่ต้องสงสัย"


"พวกเราทั้งสองต่างก็รู้ว่า พวกมันไม่กล้าจะเข้ามายังสถานที่นี้ นอกจากทายาทของครอบครัวอันยิ่งใหญ่ทั้งเก้าแล้ว ใครก็ตามที่เข้ามายังที่นี้ต้องตาย ครอบครัวอันยิ่งใหญ่ทั้งเก้าได้ถูกปฏิเสธจากดินแดนด้านใต้ จึงทำให้คนในครอบครัวทั้งเก้า รุ่นปัจจุบันนี้ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต และพวกมันก็เกือบจะประกอบไปด้วยคนธรรมดาไปทั้งหมด ใครที่สามารถฝึกวิถีเซียนก็มักจะถูกไล่ต้อนโดยสำนักต่างๆ พวกเรามีท่าทางที่ดูสง่างาม แต่ในความเป็นจริง พวกเราก็ไม่ต่างกับวัวควายเท่าไหร่ ท่านและข้าต่างก็เป็นแค่เครื่องมือสอดรู้สอดเห็นของสำนักชิงหลัว"


เซี่ยเจี๋ยเงียบไปสักพัก จากนั้นก็ยิ้มออกมา "จริงๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้ข้าอยากรู้อยากเห็นมากที่สุดก็คือ ครอบครัวอันยิ่งใหญ่ทั้งเก้า ไม่ได้มีแซ่เมิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีหนึ่งในเก้ารูปปั้นนี้ที่คล้ายคลึงกับสหายเต๋าเมิ่งเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น มันสามารถเข้ามายังสถานที่นี้ได้อย่างไร?" มันมองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยสีหน้าที่มีความหมายอย่างลึกล้ำ


จบตอน

Comments