heaven ep161-170

 ตอนที่ 161 สุดยอดความรำคาญปรากฎตัว!

ไม่ใช่แค่เพียงเซี่ยเจี๋ยที่เพ่งมองมายังเมิ่งฮ่าว ฉือโหย่วเต้าและบุรุษชุดเทาก็มองไปที่เขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหมายอันลึกล้ำเช่นเดียวกัน


สีหน้าของเขาสงบนิ่ง แต่ด้านใน จิตใจของเขาแวบความเข้าใจขึ้นมา ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไมทุกคนถึงได้มองเขาอย่างแปลกๆ เมื่อทุกคนได้เข้ามายังด้านในของกระถางยักษ์


แซ่อันยิ่งใหญ่ทั้งเก้า ไม่ได้มีแซ่เมิ่งรวมอยู่ด้วย ดังนั้นทันทีที่เขาเข้ามาได้ พวกมันทั้งหมดต่างก็สรุปว่าเขาได้ใช้แซ่ปลอม


แม้เขาจะไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ เขามองไปยังกลุ่มสายฟ้าที่ตรงมายังรูปปั้นขนาดใหญ่ทั้งเก้า แน่นอนอย่างที่สุดว่า ท่ามกลางพวกมันต้องมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับฉือโหย่วเต้า บุรุษชุดเทา และแม้แต่เซี่ยเจี๋ย


รูปปั้นเหล่านี้เป็นบรรพบุรุษของพวกมัน พวกมันมีแซ่ที่สามารถไล่ย้อนกลับไปยังสมัยโบราณ ย้อนกลับไปยังตระกูลที่ถูกบางคนเรียกว่าครอบครัวอันยิ่งใหญ่ทั้งเก้า


"ข้าเป็นคนในครอบครัวอันยิ่งใหญ่ทั้งเก้า… ?" เมิ่งฮ่าวถามตัวเอง สักพักหลังจากนั้น รอยยิ้มก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเขา ถึงมันจะเย็นชาอยู่เล็กน้อย เขาก็มั่นใจว่า เขาไม่ใช่คนในครอบครัวอันยิ่งใหญ่ทั้งเก้านี้อย่างแน่นอน


เขาจำได้ว่าเมื่อเข้ามาในกระถางใหญ่ยักษ์นี้ กระจกทองแดงก็เริ่มร้อนขึ้นอยู่ภายในถุงสมบัติ ถ้าเพียงแค่นั้น ก็ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์สิ่งใดได้ แต่ทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวก็ยังนึกได้ถึงกระจกได้ร้อนขึ้นมาในช่วงของการประชุมลับ เมื่อหานเป้ยได้ส่งข้อมูลที่เกี่ยวกับส่วนแรกของต้นแบบแห่งกาลเวลามาให้


"หานเป้ยต้องได้เตรียมตัวสำหรับวันนี้มานานมากแล้ว" เขาคิด "และนางก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมลับเพียงแค่ครั้งเดียว ข้อมูลที่นางส่งออกไป ไม่ได้จำกัดแค่เพียงผู้ฝึกตนขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้น ต้องเป็นสายเลือดของครอบครัวอันยิ่งใหญ่ทั้งเก้าเท่านั้น ที่จะเห็นข้อมูลนั้นได้" ด้วยข้อมูลต่างๆ ทั้งหมดนี้ เขาก็สรุปได้ว่า มันต้องมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับกระจกทองแดง


"กระจกนี้จริงๆ แล้วเป็นอะไรกันแน่? มันสามารถกระตุ้นให้ปราณสัตว์ป่าระเบิดออก มันมีพลังแปลกประหลาดในการลอกเลียนแบบ และช่วยให้ข้าบรรลุเป้าหมายด้วยวิธีการลึกลับ ถึงแม้ว่าข้าไม่ใช่คนในครอบครัวอันยิ่งใหญ่ทั้งเก้า ข้าก็ยังคงสามารถเข้ามาในสถานที่นี้ได้"


ความคิดต่างๆ เหล่านี้แวบผ่านจิตใจของเมิ่งฮ่าวอย่างรวดเร็ว เพี่ยงชั่วขณะระหว่างคำถามของเซี่ยเจี๋ย และคำตอบของเมิ่งฮ่าว


"ไม่ว่าครอบครัวอันยิ่งใหญ่ทั้งเก้าจะรวมแซ่เมิ่งด้วยหรือไม่ ข้าก็ไม่ทราบจริงๆ" เขากล่าวเสียงราบเรียบ "แต่เรื่องที่ข้าผ่านเข้ามาในกระถางนี้ได้ กลายเป็นประเด็นสำคัญไปซะแล้ว" สีหน้าของเขาเห็นได้ชัดว่ากำลังคิดอยู่


ดวงตาของเซี่ยเจี๋ยสาดประกาย และคิ้วของมันก็ขมวดขึ้น คำตอบของเมิ่งฮ่าวทำให้มันไร้คำพูด คำตอบนั้นเป็นการป้องกันตัวเอง ไม่รู้ว่าเขายอมรับหรือปฏิเสธ หรือบางทีก็อาจจะเป็นทั้งสองอย่าง เซี่ยเจี๋ยมองไปที่เขานานสักพัก


คำตอบนั้นชัดเจนยิ่ง เมิ่งฮ่าวไม่รู้ แต่บางทีเหตุผลที่เขาอยู่ที่นี่ได้ เป็นเพราะจริงๆ แล้ว เขาก็เป็นคนในครอบครัวอันยิ่งใหญ่ทั้งเก้าด้วยเช่นกัน


"สหายเต๋าเมิ่งให้คำตอบแก่ท่านแล้ว" หานเป้ยพูดอย่างใจเย็น "ศิษย์พี่เซี่ย ข้ารู้ว่าท่านมีเม็ดยาเขียวซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งท่านเจ้าสำนักให้ท่านไว้เป็นพิเศษสำหรับใช้ในสถานที่นี้ ข้ารู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ท่านไม่จำเป็นต้องยืนยันหรือปฏิเสธมัน"


เซี่ยเจี๋ยเงียบอยู่สักพัก มันมองไปยังสายฟ้าที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น ใบหน้าของมันหมองคล้ำ จากนั้นก็ตบไปที่ศีรษะของมัน และพ่นเม็ดยาเล็กๆ สีเขียวขนาดเท่าเล็บนิ้วออกมา ทันทีที่มันลอยออกมา มันก็ระเบิดออก ส่งปราณสีเขียวจำนวนมากมายมหาศาล พุ่งออกไปยังทั่วทุกทิศทาง เมื่อเป็นเช่นนี้ สายฟ้าก็เริ่มโปร่งแสงลงเล็กน้อย ราวกับว่าพวกมันกำลังถูกปิดบังอยู่


บุคคลทั้งห้าเดินไปข้างหน้าต่อไปอีกหลายร้อยจ้าง โดยมีฉือโหย่วเต้าและบุรุษชุดเทาเดินนำไป


หนึ่งร้อยจ้างหลังจากนั้น เซี่ยเจี๋ยพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ข้ามีเม็ดยาเขียวซ่อนเร้นอยู่เพียงแค่สามเม็ด!" มันพ่นเม็ดยาออกมาอีก และพวกเขาก็เดินไปข้างหน้า ท่ามกลางกลุ่มสายฟ้าที่เลือนลาง


ด้วยพลังของเม็ดยาเขียวซ่อนเร้นทั้งสองเม็ด พวกเขาก็สามารถเดินไปถึงตำแหน่งของรูปปั้นทั้งเก้า รูปปั้นเหล่านั้นดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับกระถางที่อยู่ตรงกลางของพวกมัน ซึ่งดูราวกับว่ามันจะมีสวรรค์อยู่ด้านใน


กลิ่นอายโบราณปกคลุมไปทั่วพื้นที่วงกลมรอบๆ บริเวณนั้น กระทบไปที่ใบหน้าของพวกเขา และทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับว่ากำลังเดินทางย้อนกลับไปยังสมัยโบราณ เหมือนกับว่าพวกเขาสามารถรับรู้ถึงกาลเวลาอันไร้ขอบเขตนั้น


หานเป้ยไม่อาจปกปิดความตื่นเต้นที่อยู่ภายในดวงตาของนางได้ นางหายใจถี่เร็วขึ้น ขณะที่มองขึ้นไปยังรูปปั้นบรรพบุรุษของนาง ด้านข้างนาง ฉือโหย่วเต้า บุรุษชุดเทา และแม้แต่เซี่ยเจี๋ยก็ยืนอย่างเงียบงัน พวกมันทั้งหมดต่างก็จ้องไปที่รูปปั้นบรรพบุรุษซึ่งเป็นที่เคารพของพวกมัน


เมิ่งฮ่าวไม่มีทางจะเข้าใจว่าพวกมันกำลังคิดอะไรกันอยู่ ใบหน้าของเขาเรียบสงบขณะที่มองไปยังรูปปั้นทีละรูป สุดท้ายเขาก็จ้องไปบนกระถางทรงกลมซึ่งเป็นตัวแทนของสวรรค์


ขณะที่เขากำลังมองไปที่กระถางอยู่นั้น ก็มีบางอย่างสร้างความสนใจให้แก่เขา มีของบางสิ่งกำลังเคลื่อนที่อยู่บนหนึ่งในรูปปั้นเหล่านั้น ดวงตาของเมิ่งฮ่าวหันไปจ้องมองในทันที และจากนั้นก็เบิกกว้างขึ้น


ที่นั่น บนไหล่ของรูปปั้นที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับบุรุษชุดเทา ฝุ่นได้ตกกระจายลงมาเปิดเผยให้เห็นสิ่งของบางอย่าง ซึ่งมีรูปร่างสี่เหลี่ยม และดูคล้ายวุ้น และค่อนข้างจะยืดหยุ่นได้ เหมือนเป็นแผ่นของผีโต้ง (อาหารจีนที่ทำมาจากหนังหมูหน้าตาคล้ายวุ้น)


มันมีสีขาวสะอาด และหลังจากที่มองไปยังมัน สิ่งแรกที่บุคคลทั่วไปรู้สึกก็คืออยากจะกินมัน ของสิ่งนั้นนั่งอยู่บนไหล่ของรูปปั้น บิดตัวไปมาเล็กน้อย ทำให้ฝุ่นละอองตกลงมามากขึ้น เมิ่งฮ่าวปากอ้าตาค้างจ้องมองไป ของสิ่งนั้นดูเหมือนจะมีชีวิต!


ทันใดนั้น มันก็ลอยออกมาจากไหล่ของรูปปั้น และขึ้นไปอยู่บนศีรษะ จากนั้นก็กระโจนขึ้นไปในอากาศ รอยแตกปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของผีโต้งนั้น เปิดออกเป็นปากขนาดใหญ่ ทันใดนั้น ฟ้าแลบบนท้องฟ้าก็ปะทุขึ้น สายฟ้าสิบสายฟาดลงมา ตรงไปที่ผีโต้งนั้น


มันเคี้ยวเล็กน้อย จากนั้นก็หยุด ราวกับว่ามันกำลังกลืนสายฟ้าลงไป เมิ่งฮ่าวอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ ขณะที่มันตกลงไปบนพื้น จากนั้นก็กระโดด ผลุบ ผลุบ ผลุบ ไปบนพื้นผิวของกระถางทรงกลม หยุดนิ่งอยู่ที่นั่น


ไม่เพียงแต่เมิ่งฮ่าวที่ได้เห็นของสิ่งนี้ เสียงที่เกิดขึ้นจากสายฟ้าและผีโต้งนั้นดังกึกก้องออกมาอย่างน่าเหลือเชื่อ ทำให้หานเป้ยและคนอื่นๆ ต่างก็มองไปที่มัน สายตาของหานเป้ยหรี่เล็กลง ขณะที่ดวงตาของเซี่ยเจี๋ยเบิกกว้างขึ้น มันอ้าปากค้าง และคนทั้งสองก็จ้องมองซึ่งกันและกันด้วยความตกใจ รับรู้กันแค่สองคน


"นั่นคือ…"


บุรุษชุดเทาพูดขึ้นในทันที "นั่นต้องเป็นสิ่งที่ทำให้สำนักชิงหลัว ต้องสร้างหอคอยร้อยวิญญาณขึ้นมา พวกมันต้องการจะลากดึงสุดยอดความรำคาญนี้ออกไป" ท่าทางลี้ลับปรากฎขึ้นในดวงตาของมัน ภายในม่านตาของมันปรากฎเป็นเครื่องหมายเวทขึ้น ขณะที่มันพยายามที่จะเข้าถึงข้อมูล นี่ไม่เกี่ยวกับพื้นฐานฝึกตนของมัน แต่เป็นบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับดวงตาของมันโดยเฉพาะ


ก่อนที่หานเป้ยและเซี่ยเจี๋ยจะได้พูดอะไรออกมา ทันใดนั้น ผีโต้ง ก็กระโดดขึ้นไป ใบหน้าของชายชราซึ่งกำลังหลับตาลง ปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของมันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ จมูกของชายชรากระตุก และดวงตาของมันก็ลืมขึ้นมา สาดประกายความสับสนออกมา


ผีโต้ง ทันใดนั้นก็ลอยขึ้นไป และพุ่งตรงไปยังทางออกของกระถางสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ยักษ์ แต่จากนั้นมันก็หยุดอยู่กลางอากาศ ราวกับว่ามันกำลังลังเล มันลอยอยู่ที่นั่นสักพัก และกลืนกินสายฟ้าเข้าไปอีก


เมื่อได้เห็นเช่นนี้ ดวงตาของคนทั้งห้าก็เปล่งประกายออกมา


"ทำไมของสิ่งนี้ถึงได้ถูกเรียกว่า สุดยอดความรำคาญ?" เมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น ก็ถามไปยังบุรุษชุดเทา


"ข้าก็ไม่ทราบ" มันตอบ "ข้าไม่อาจค้นพบข้อมูลดั้งเดิมใดๆ ของมันเลย สำนักชิงหลัวเหมือนจะเคยใช้เวลามากมายเพื่อค้นคว้าเกี่ยวกับมัน สิ่งที่ข้ารู้ก็คือ มันถูกเรียกว่า สุดยอดความรำคาญ ตั้งแต่ที่มันคงอยู่มานานมากแล้ว"


"ข้าไม่ได้สนใจมากเท่าไหร่ว่ามันจะถูกเรียกว่าอะไร" ฉือโหย่วเต้ากล่าว "ครึ่งชั่วยามได้ผ่านไปแล้ว ถ้าสหายเต๋าหานยังไม่ได้รับ ส่วนที่เหลือของต้นแบบแห่งกาลเวลาในตอนนี้ ความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดของพวกเราก็จะสูญเปล่า!"


โดยไม่พูดจา หานเป้ยนั่งลงขัดสมาธิ ที่ด้านล่างรูปปั้นบรรพบุรุษของนาง มือนางขยับร่ายเวทอาคม และหยกโบราณของนางก็เริ่มส่องแสงสีเขียวเข้มออกมา ขณะที่มันหมุนวนอยู่รอบๆ ตัวนาง ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย และเขาก็ก้าวเดินไปยืนอยู่ใกล้นางมากขึ้นเล็กน้อย


ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ พวกเขาค่อนข้างเงียบ มีเพียงเสียงกระหึ่มของฟ้าแลบฟ้าร้องดังออกมา เวลาผ่านไป ชั่วระยะหายใจเข้าออกหนึ่งร้อยครั้ง ดวงตาหานเป้ยก็ลืมขึ้นมา และเสียงร่ายเวทอาคมก็ดังออกมาจากปากของนาง ฉือโหย่วเต้า บุรุษชุดเทา และเซี่ยเจี๋ย ทั้งหมดต่างก็ยืนล้อมนางไว้ คอยคุ้มกันป้องกันภัยให้นาง


ทันใดนั้น เสียงร่ายเวทของหานเป้ยก็หยุดลง และนางก็พ่นโลหิตออกมาใส่หยกโบราณนั้น มันส่องแสงสีเขียวเจิดจ้าบาดตาขึ้น และลอยตรงไปยังมือของรูปปั้น


มันไม่ได้ลอยไปด้วยความรวดเร็ว และจริงๆ แล้ว มันก็ส่ายไปข้างหน้า ถอยกลับมาข้างหลัง ขณะที่มันลอยไปในอากาศ ใบหน้าหานเป้ยซีดขาวจนเกือบจะไร้สีเลือด ราวกับว่านางกำลังมีปัญหาในการควบคุมมัน ขณะที่หยกโบราณเข้าใกล้รูปปั้น ตำราสองม้วนในมือของรูปปั้นก็เริ่มส่องแสงสว่างจ้าออกมา รอยแตกปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของมัน และเสียงระเบิดก็ดังออกมา ทันใดนั้น แผ่นหยกสองชิ้นก็กระเด็นออกมาจากด้านในของม้วนตำราทั้งสองนั้น


ทุกคนเห็นได้ชัดเจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ และคิดว่าพวกมันต่างก็มีความสงสัยว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น เห็นได้ชัดว่าแผ่นหยกทั้งสองชิ้น กำลังลอยออกมาจากม้วนตำราที่ระเบิดออก เสียงแหวกฝ่าอากาศแหลมเล็กดังขึ้น ขณะที่พวกมันพุ่งออกมา


แผ่นหยกทั้งสองชิ้นลอยออกมา ดูเหมือนจะไม่อาจควบคุมได้อย่างสิ้นเชิง ไม่ได้ถูกควบคุมโดยสิ่งใดหรือใครอื่น พวกมันดูเหมือนจะพุ่งไป ด้วยความพยายามที่จะออกไปจากกระถางสี่เหลี่ยมนี้


ก่อนที่พวกมันจะไปได้ไกลกว่านี้ พวกมันก็ถูกคว้าจับได้โดยแสงสีเขียวเข้ม ที่กระจายออกมาจากหยกโบราณของหานเป้ย ราวกับว่าพวกมันทั้งหมดต่างก็เชื่อมต่อถึงกัน หยกทั้งสองชิ้นที่กำลังจะหลบหนีออกไป ทันใดนั้น ก็หยุดอยู่กลางอากาศ พวกมันเริ่มสั่นไปมา ราวกับว่าพวกมันกำลังพยายามตะเกียกตะกายดิ้นรน เสียงหึ่ง หึ่ง ดังออกมาจากพวกมัน


หานเป้ยกระอักโลหิตออกมาอีก และดูเหมือนจะกระสับกระส่ายในทันที ความอ่อนเพลียปกคลุมใบหน้าของนาง และทันใดนั้น หยกโบราณของนางก็หลุดจากการควบคุม และตกลงไปบนพื้น


ในทันใดนั้นเอง หยกทั้งสองชิ้นนั้นก็เริ่มลอยออกไปยังที่ห่างไกลในทันที มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก และไม่มีเวลาให้ทุกคนได้ขบคิด ดวงตาฉือโหย่วเต้าสาดประกาย และร่างของมันก็พุ่งขึ้นไปในอากาศ พุ่งตรงไปยังหนึ่งในสองชิ้นหยก ดวงตาบุรุษชุดเทาหดแคบลง แต่มันก็กระโจนขึ้น และพุ่งตรงไปเช่นเดียวกัน ลำแสงสีเขียวพุ่งตรงไปยังหยกชิ้นที่สอง สำหรับเซี่ยเจี๋ย มันลอยขึ้นไป และตรงไปยังหยกโบราณชิ้นดั้งเดิม ความสงสัยปรากฎขึ้นบนใบหน้าของมัน


"ไม่ต้องแย่งกัน สหายเต๋าทั้งหลาย" หานเป้ยร้องออกมา "สายฟ้าจะฟาดลงมายังใครก็ตามที่ไม่ใช่สายโลหิตของข้า ถ้าไปแตะต้องหยกพวกนั้น! ข้ามีวิธีที่จะนำพวกมันทั้งสามชิ้นมาพร้อมกัน" นางกระอักโลหิตออกมาอีก


ตอนที่ 162 แผนการอันกลอกกลิ้ง

คำพูดของนางไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ฉือโหย่วเต้าเร่งความเร็วของมันขึ้น


สามคน สามทิศทางที่แตกต่างกัน พวกมันพุ่งตรงไป ของที่ใช้ต่อต้านสายฟ้าส่องแสงสว่างขึ้น พวกมันพุ่งตรงไปในชั่วพริบตา เมิ่งฮ่าวก็เคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน แต่เขาไม่ได้เร่งไล่ตามชิ้นหยกไป เขามุ่งหน้าตรงไปที่หานเป้ย ซึ่งดูเหมือนว่านางได้สูญเสียการควบคุมหยกโบราณของนางชิ้นนั้น


ในเวลาเดียวกับที่ฉือโหย่วเต้า เข้าไปใกล้ชิ้นหยกที่มันไล่ตามมา มันก็ตบไปทีถุงสมบัติ เก็บหยกชิ้นนั้นไว้ในถุงสมบัติของมัน ตลอดขั้นตอนนี้ มันได้หลีกเลี่ยงอันตรายใดๆ ทั้งหมดมาได้


"ฮา ฮา ฮา! สหายเต๋าหาน ข้าได้ชิ้นหยกแล้ว ข้าจะเก็บไว้เองในตอนนี้ และจะให้ชิ้นคัดลอกกับท่านในภายหลัง"


เวลาเดียวกับที่เสียงหัวเราะของมันดังออกมา ดวงตาเซี่ยเจี๋ยทันใดนั้นก็สาดประกายเจิดจ้า ใครก็ตามที่มองไปยังมัน ก็จะเห็นความสงสัยที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้บนใบหน้าของมัน ตอนนี้ก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง


อย่างไรก็ตาม หานเป้ยก็ไม่ได้หลอกลวง ความรู้สึกวิตกกังวลและความรู้สึกเกลียดชังบนใบหน้าของนางทั้งหมด หลังจากที่กระอักโลหิตออกมาเป็นของจริง เมื่อฉือโหย่วเต้าทำได้สำเร็จ เซี่ยเจี๋ยก็ดูเหมือนจะไม่มีความระแวงใดๆ อีก มันเร่งความเร็วขึ้น


ขณะที่มันพุ่งตรงไป สายฟ้าก็ฟาดลงมาที่มัน มันพ่นเม็ดยาเขียวซ่อนเร้น เม็ดที่สามออกมาจากปาก เสียงระเบิดดังออกมาเมื่อเม็ดยาแสดงผล ปกปิดเซี่ยเจี๋ยจากสายฟ้าทั้งหลายโดยสิ้นเชิง มันกัดลิ้นเล็กน้อย พ่นโลหิตบางส่วนออกมา และกลายเป็นหมอกโลหิต ขณะที่มันผ่านเข้าไปในกลุ่มหมอกนั้น ความเร็วของมันก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ในทันใดนั้น มันก็ไปอยู่เหนือชิ้นหยก ด้วยการโบกสะบัดแขนเสื้อ มันก็เก็บชิ้นหยกนั้นเข้าไปในถุงสมบัติ


ดวงตาเซี่ยเจี๋ยสาดประกายจ้า ขณะที่มันจ้องตรงไปยังบุรุษชุดเทา ซึ่งกำลังพุ่งตรงไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่ามันจะเพ่งสมาธิไปที่การไล่ตามชิ้นหยก แต่ก็กระทำด้วยความระมัดระวัง เมื่อได้เห็นฉือโหย่วเต้าและเซี่ยเจี๋ยเก็บชิ้นหยกได้แล้ว มันก็เพิ่มความเร็วขึ้น และภายในช่วงที่มันเกือบจะอยู่ในตำแหน่งที่จะคว้าจับหยกชิ้นสุดท้ายได้นั้น


สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่มัน เมิ่งฮ่าวมองเห็นมันโบกสะบัดแขนเสื้อ เพื่อเก็บชิ้นหยกนั้นไว้ ทันใดนั้น ด้วยเหตุผลลึกลับบางอย่าง ฟ้าแลบในพื้นที่บริเวณนั้นก็เริ่มรวมตัวกัน เพียงชั่วพริบตา สายฟ้าสิบสายก็พุ่งลงมา


ของวิเศษที่ใช้ต่อต้านสายฟ้าของบุรุษชุดเทา ไม่อาจต้านทานไว้ได้ มันแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ใบหน้าของมันหมองคล้ำลง และขณะที่มันกำลังจะใช้พลังทำทุกอย่างเพื่อหลบเลี่ยง เมื่อเสียงฟ้าผ่าอันน่าตกใจดังออกมา ทุกคนก็มองเห็นร่างของมันกลายเป็นเถ้าถ่านลอยออกไป แม้แต่ถุงสมบัติของมันก็โดนทำลายไปด้วย


มีเพียงชิ้นหยกที่ยังคงเหลืออยู่ ลอยอยู่ภายใต้สายฟ้า ไม่ได้ถูกทำลายไป เถ้าถ่านและกระดูก เศษชิ้นส่วนของบุรุษชุดเทา ค่อยๆ ตกลงไปบนพื้นช้าๆ


หานเป้ยกระอักโลหิตออกมาเพิ่มอีก ใบหน้าของนางซีดขาว แต่นางก็กัดฟันจนแน่น และยกมืออันสั่นเทาขึ้นมาชี้ตรงไปยังชิ้นหยกที่ลอยไปมาอยู่นั้น


ชิ้นหยกสั่นสะท้าน จากนั้นก็เปลี่ยนทิศทาง พุ่งตรงกลับมายังหานเป้ยและเมิ่งฮ่าว จากวงโคจรของมัน ดูเหมือนว่าจริงๆ แล้ว มันกำลังพุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว


"สหายเต๋าเมิ่ง โปรดระวัง!" หานเป้ยตะโกนเสียงแหลมเล็กออกมา


ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เมื่อได้เห็นการตายของบุรุษชุดเทา สีหน้าของเซี่ยเจี๋ยก็เปลี่ยนไป ความหวาดกลัวปรากฎขึ้นบนใบหน้าของฉือโหย่วเต้า แต่ในตอนนั้น พวกมันทั้งสองก็มองไปที่ชิ้นหยก ซึ่งกำลังพุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าวและหานเป้ย การตายของบุรุษชุดเทาดูเหมือนจะเป็นแค่อุบัติเหตุ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับชิ้นหยกโบราณนั้น


คนทั้งสองบินตรงไปในเวลาเดียวกัน จากการมองของพวกมัน ถ้าเมิ่งฮ่าวพยายามที่จะเข้ามาสอดแทรก พวกมันก็จะร่วมมือกันโจมตีเขา อย่างไรก็ตาม ความเร็วของพวกมันก็ช้ากว่าเขา แม้จะเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ดูเหมือนว่าพวกมันอาจจะช้าไปแล้ว


ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย พุ่งตรงไป รอยยิ้มเยาะเย้ยที่แทบจะมองไม่เห็น ก่อตัวขึ้นบนมุมปาก พวกเขาทั้งสามคนขยับเข้าไปใกล้ชิ้นหยกนั้น


ในตอนนี้เองที่ ผีโต้งซึ่งกำลังปิดตาลอยอยู่กลางอากาศ ทันใดนั้น ก็ลืมตาขึ้น มันมองเห็นคนทั้งสามบินตรงไปยังหยกชิ้น ทันใดนั้น มันก็พุ่งตรงไปด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ เพียงแวบเดียว มันก็ไปเกาะอยู่ที่ศีรษะของฉือโหย่วเต้า


ร่างของฉือโหย่วเต้าสั่นสะท้าน และท่าทางหวาดกลัวก็ปรากฎขึ้นบนใบน้าของมัน "สหายเต๋าเซี่ย ช่วยข้าด้วย…"


ก่อนที่เซี่ยเจี๋ยจะทันมีปฏิกิริยาใดๆ กับคำพูดของมัน ผีโต้งก็อ้าปากขึ้น ทันใดนั้น สายฟ้าจำนวนมากมายก็ฟาดลงมา ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังจะเข้าไปในปากของผีโต้งนั้น แต่เมื่อสายฟ้าพวกนั้นหายไป ร่างของฉือโหย่วเต้าก็ไม่เหลืออะไรอีก นอกจากเถ้าถ่านที่ลอยไปตามสายลม


มันไม่มีแม้แต่เวลาที่จะแผดร้อง


เซี่ยเจี๋ยอ้าปากค้าง และใบหน้าของมันก็เปลี่ยนไปมา ทันใดนั้นมันก็หยุดเคลื่อนที่ จิตใจของมันหนักอึ้ง มันจ้องไปยังผีโต้งที่ลอยอยู่ในอากาศด้วยความประหลาดใจ หนังศีรษะของมันเริ่มด้านชาขึ้นมา


โดยไม่มีฉือโหย่วเต้าและเซี่ยเจี๋ยไล่ตามชิ้นหยกโบราณนั้นไป มันก็พุ่งตรงมาถึงเมิ่งฮ่าวอย่างรวดเร็ว เขาหัวเราะหึ หึ พุ่งตรงไปข้างหน้า และจากนั้นก็เคลื่อนที่ออกไปจากเส้นทางของชิ้นหยกนั้น ในตอนนี้ มันกำลังมุ่งหน้าตรงไปยังหานเป้ย นางอ้าปากค้างด้วยความตกใจ เช่นเดียวกับเซี่ยเจี๋ย ซึ่งยังคงมีจิตใจหมุนคว้างจากการกระทำของผีโต้งเมื่อครู่นี้


เมิ่งฮ่าวหัวเราะ เหลียวมองไปด้านหลัง และด้านหน้า ระหว่างหานเป้ยและเซี่ยเจี๋ย "การแสดงออกของพวกท่าน อาจจะหลอกลวงบุรุษชุดเทาได้ แต่พวกท่านคิดว่าจะหลอกลวงข้าได้จริงๆ?" แววเยาะเย้ยปรากฎขึ้นในดวงตา เขาพ่นธวัชสายฟ้าออกมา ฟ้าร้องฟ้าแลบที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นก็เริ่มปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นมาในทันที


เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฮ่าว หานเป้ยขมวดคิ้ว และดวงตาเซี่ยเจี๋ยก็แวบขึ้น พวกมันไร้คำพูด


"การปรากฎตัวของผีโต้ง ไม่ใช่สิ่งที่พวกท่านได้คาดการณ์ไว้ ดังนั้นฉือโหย่วเต้าจึงต้องเสียชีวิต นั่นเป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งในแผนการของพวกท่าน" เขาพูดเสียงเย็นชาต่อไป "เมื่อฉือโหย่วเต้าตายไป แผนการของพวกท่านทั้งสามก็ไม่อาจสำเร็จสมบูรณ์ ข้าคิดว่าตอนนี้พวกท่านคงจะพิจารณาให้ข้าร่วมแผนนี้ด้วย ใช่หรือไม่?" เขายิ้ม


ธวัชสายฟ้าที่อยู่ข้างกายเขาส่งระลอกคลื่นกระจายออกมา ทำให้ฟ้าแลบที่อยู่บริเวณนั้นกระเพื่อมไปมารุนแรงมากยิ่งขึ้น เขาไม่ต้องการดึงดูดความสนใจของผีโต้ง จึงได้ดึงธวัชสายฟ้าเข้ามาใกล้ และสะกดพลังที่กระจายออกมาจากธงผืนนี้ไว้


ท่าทางน่าเกลียดปกคลุมไปบนใบหน้าของเซี่ยเจี๋ย การเคาดเดาของเมิ่งฮ่าวทำให้มันรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงตลอดการเดินทางทั้งหมดของพวกเขา มันแทบจะไม่มีการติดต่อใดๆ กับหานเป้ย และฉือโหย่วเต้าเลย มันคิดว่าคงไม่มีใครสามารถเชื่อมต่อพวกมันทั้งสามคนเข้าด้วยกัน แต่เมิ่งฮ่าวก็รู้


"คำพูดสุดท้ายของฉือโหย่วเต้า ทำให้ท่านเข้าใจชัดแจ้งสินะ" หานเป้ยพูดพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ


"สหายเต๋าเมิ่ง ท่านช่างรอบรู้นัก ข้าต้องขอชมเชยท่านในเรื่องนี้อย่างช่วยไม่ได้" ดูเหมือนจะไม่มีความวิตกกังวลอยู่บนใบหน้าของนาง


"ใช่แล้ว มีเพียงสามคนเท่านั้นที่จะรอดในตอนท้าย ข้าขอบอกความสัตย์จริงกับท่าน สหายเต๋า ข้าได้ทรยศต่อสำนักชิงหลัวเนื่องจากสถานที่แห่งนี้ เดิมทีเซี่ยเจี๋ยและข้า ได้รับสิทธิ์จากสำนักให้เข้ามายังที่นี้ แต่โชคร้ายที่พวกเราไม่เคยคิดมาก่อนว่า สิ่งของที่สำนักค้นหา ซึ่งก็คือ สุดยอดความรำคาญ จะมาอยู่ที่นี่ และพวกเราก็ไม่เคยคิดว่าฉือโหย่วเต้าจะตายลง"


นางเอามือจับเส้นผมและเผยอยิ้มออกมา ถึงแม้นางจะมีความสวยงาม แต่เขาก็ได้ระมัดระวังความเจ้าเล่ห์กลอกกลิ้งของนางมาตั้งแต่เริ่มต้น นางเข้าใจอย่างชัดเจน แต่เซี่ยเจี๋ยไม่อาจเปรียบได้แม้แต่น้อย


ขณะที่นางพูด หานเป้ยก็ยกมือขึ้น และทำเป็นท่ากำมือ ลำแสงเส้นสีฟ้าก็พุ่งตรงมายังนาง จากตำแหน่งที่ฉือโหย่วเต้าถูกสังหาร ไม่นานหลังจากนั้น ลำแสงเส้นสีเทาก็ปรากฎขึ้นจากที่ซึ่งบุรุษชุดเทาได้ตายไป พวกมันหมุนวนเป็นวงกลมกลางอากาศ ขณะที่เป็นเช่นนั้น หานเป้ยก็อ้าปากขึ้น และพ่นเส้นใยสีเหลืองออกมา เส้นใยทั้งสามประสานพันกัน และเริ่มส่องแสงอันเจิดจ้าออกมา


เส้นใยสีเหลือง เห็นได้ชัดว่า มาจากสตรีแซ่หลี่ ซึ่งหานเป้ยได้เก็บมาหลังจากที่นางตายไป


"สถานที่นี้เป็นสมบัติของครอบครัวอันยิ่งใหญ่ทั้งเก้า มีเพียงสมบัติของตระกูลหานเท่านั้นที่จะเอาไปได้ รูปปั้นที่เหลือยังไม่ถูกทำลาย ดังนั้นพวกมันยังคงถูกผนึกไว้ เดิมทีพวกเราเพียงต้องใช้เส้นใยจากสามสายเลือด และพลังจากสามคน เพื่อจะเปิดสถานที่ ที่แท้จริงของ สมบัติแห่งกาลเวลาของตระกูลหาน ตอนนี้ พวกเราไม่มีทางเลือก นอกจากใช้เส้นใยของฉือโหย่วเต้า ท่านพี่เมิ่ง"


นางกล่าวอย่างจริงจัง "โปรดอย่าได้รื้อฟื้นเรื่องราวก่อนหน้านี้ ข้าหวังว่าพวกเราคงสามารถตกลงกันได้ ถ้าท่านเห็นด้วย ท่านก็จะได้ของวิเศษที่ใช้สร้างกาลเวลาฉบับคัดลอก ข้าขอสาบานด้วยนามของบรรพบุรุษผู้มีชื่อเสียงของข้า!" นางตบไปที่ถุงสมบัติ หยิบเอาหลัวผาน (เข็มทิศจีน) ออกมา นางลบตราประทับที่อยู่ด้านในของมันไปอย่างรวดเร็ว


"ของสิ่งนี้" นางกล่าว "ขอให้เป็นตัวแทนในคำขอโทษจากข้า จริงๆ แล้ว ทางออกที่ข้าได้บอกไว้ก่อนหน้านี้ มันไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง มันเพียงแต่จะนำท่านกลับมายังสถานที่นี้ หลัวผานนี้เป็นของวิเศษของสำนัก ท่านสามารถใช้มันเพื่อออกไปจากสถานที่แห่งนี้ แต่มันก็ไม่ได้นำท่านออกไปจากดินแดนสงบสุข มันแค่นำท่านออกไปจากกระถางสี่เหลี่ยมนี้เท่านั้น" หลัวผานลอยตรงมายังเมิ่งฮ่าว


ดวงตาเมิ่งฮ่าวไม่แสดงความรู้สึกใดๆ เขาส่งจิตสัมผัสเข้าไปในหลัวผานนั้นสักพัก จากนั้นเขาก็สบสายตากับหานเป้ย ดวงตาคนทั้งสองสาดประกายขึ้นมาพร้อมกัน เซี่ยเจี๋ยมองไปที่พวกเขา ใบหน้าของมันดุร้ายขึ้น แค่นเสียงอันเย็นชาออกมา


เมิ่งฮ่าวรับหลัวผานมา สีหน้าราบเรียบเหมือนเช่นเคย เขาตรวจสอบมันด้วยจิตสัมผัสเพิ่มขึ้น หลังจากแน่ใจว่ามันเป็นเครื่องมือสำหรับเคลื่อนย้ายวัตถุทางไกล เขาก็พยักหน้า


รอยยิ้มของหานเป้ยเพิ่มความงดงามมากขึ้น นางโค้งตัวให้เมิ่งฮ่าวเล็กน้อย จากนั้นก็มองไปยังเซี่ยเจี๋ย ซึ่งกำลังจ้องเขม็งไปยังเมิ่งฮ่าว มันไม่ได้พยายามที่ปิดบังความไม่พอใจไว้ มันและหานเป้ยเคยจับคู่กันมาหลายครั้ง เมื่อไหร่ที่ภารกิจของพวกมันสำเร็จ พวกมันก็จะกลับไปยังสำนัก และทุกคนต่างก็รับรู้ว่าพวกมันเป็นคู่รักกัน


หานเป้ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และจากนั้นก็โบกสะบัดมืออันงดงามของนางขึ้น เส้นใยสามสีก็เชื่อมต่อกันและลอยออกไป พวกมันขยายความยาวมากขึ้น สร้างเป็นรูปแบบที่ซับซ้อน จากนั้นก็พุ่งตรงไปยังรูปปั้นของบรรพบุรุษตระกูลหาน และเข้าไปในรอยแตกด้านหลัง ในเวลาเดียวกันนั้น หานเป้ยกัดลิ้น และพ่นโลหิตออกมา เส้นใยทั้งสามกลายเป็นสีแดงจ้า และไหลเข้าไปในรอยแตกนั้นอย่างต่อเนื่อง


ต่อจากนั้น เส้นใยก็แยกออกจากกัน หานเป้ยจับไว้หนึ่งเส้น และอีกสองเส้นก็พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าวและเซี่ยเจี๋ยตามลำดับ


ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขณะที่เขาจับไปที่เส้นใย ทันทีที่เขาสัมผัสมัน เขาก็รู้สึกว่ากระจกทองแดงที่อยู่ในถุงจักรวาลเริ่มร้อนขึ้น


"สิ่งของที่ถูกชูขึ้นโดยรูปปั้นทั้งเก้าไม่ใช่ของจริง พวกมันเป็นแค่ภาพลวงตา สมบัติที่แท้จริงอยู่ด้านในของกระถางทรงกลม ไม่มีใครเอามันไปได้ แม้แต่คนในสายเลือดทั้งเก้า แต่รูปปั้นของบรรพบุรุษตระกูลหานถูกฟาดโดยทัณฑ์สายฟ้า และแตกร้าวขึ้น ดังนั้น ของวิเศษสร้างกาลเวลา ที่อยู่ในกระถาง จึงเป็นเพียงสิ่งเดียวในเก้าสิ่งที่สามารถนำออกไปได้!"


"มีเพียงทางเดียวที่จะได้มันมา ก็คือทำการเปิดกระถางทรงกลม แต่ด้วยพลังฝึกตนของพวกเรา ก็ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ท่านพี่เมิ่ง! เซี่ยหลาง1! ช่วยเกื้อหนุนพลังแห่งสายเลือดของข้า พวกเราจะใช้พลังของรูปปั้นบรรพบุรุษ เพื่อดึงเอาของชิ้นนั้นมา!" ดวงตาของนางเปล่งแสงลี้ลับ ขณะที่นางมองไปยังเมิ่งฮ่าวและเซี่ยเจี๋ย รอยยิ้มอันอ่อนหวานปรากฎขึ้นบนใบหน้า


1 เซี่ยหลาง = ชายคนรักแซ่เซี่ย


ตอนที่ 163 บรรจงสังหาร

เสียงกระหึ่มดังกึกก้องไปทั่วโลกด้านในของกระถาง ฟ้าแลบกระพริบไปมาในพื้นที่บริเวณนั้น และผีโต้งก็ดูเหมือนจะมีความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก จุดสนใจของมันในตอนนี้ไปตรึงอยู่ที่เมิ่งฮ่าวและคนอื่นๆ


เสียงของหานเป้ยดังออกมา "ตอนนี้ข้าจะใช้วิชาเวทของสายโลหิต ท่านพี่เมิ่ง และเซี่ยหลาง โปรดช่วยข้าด้วยพลังทั้งหมดของพวกท่าน" นางกัดลิ้น พ่นโลหิตออกมาเพิ่ม กระจายไปบนเส้นใยซึ่งคดเคี้ยวเข้าไปในรอยแตกของรูปปั้น มันเริ่มส่องแสงสีแดงออกมา


เสียงหึ่ง หึ่ง ดังกระหึ่มก้อง และทั่วทั้งรูปปั้นก็เริ่มสั่นไปมา ฝุ่นละอองมากมายไหลลงมา เมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น ก็รู้สึกราวกับว่าเส้นใยในมือ กำลังดึงพลังฝึกตน และจิตสัมผัสของเขาอยู่


ดวงตาเขาสาดประกาย แต่ใบหน้าก็ยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม ด้านข้างเขา ดวงตาของเซี่ยเจี๋ยสาดประกายจ้า ขณะที่มันส่งพลังและจิตสัมผัสจากพื้นฐานฝึกตนของตัวเอง เข้าไปในเส้นใยที่มันถืออยู่ มันมองมายังเมิ่งฮ่าว รังสีสังหารเปล่งประกายออกมาจากดวงตา


จากนั้นมันก็มองเลื่อนไปยังหานเป้ย และสายตาของมันก็อบอุ่นขึ้น สามารถกล่าวได้ว่า ทั้งสองต่างก็รู้จักกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นคู่รักกันมาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อพวกมันเป็นหนุ่มสาว ก็มีการขัดแย้งกัน แต่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าหานเป้ยได้เข้ามาอยู่ในจิตใจของมันอย่างแท้จริง


ทันใดนั้น เสียงกระหึ่มกึกก้องก็ดังเข้มข้นมากขึ้น ใบหน้าหานเป้ยซีดขาวลง นางกำลังควบคุมเส้นใยทั้งสามเส้น เซี่ยเจี๋ยและเมิ่งฮ่าว เพียงแค่ส่งพลังและจิตสัมผัสของพื้นฐานฝึกตนเข้าไปช่วย พวกเขาไม่มีทางที่จะไปบังคับให้รูปปั้นทำสิ่งใดๆ ให้ พวกเขาส่งพลังเข้าไป ขณะที่หานเป้ยใช้พลังของสายโลหิตนาง


การใช้สายโลหิตของนางไปสัมผัสกับวิญญาณของรูปปั้นบรรพบุรุษ เป็นวิชาเวทที่มีแต่นางเท่านั้นถึงจะทำได้ ถ้ามีใครพยายามที่จะแตะสัมผัสวิญญาณของรูปปั้น พลังฝึกตนของมันก็จะแห้งหายไป มันเป็นเรื่องที่ทั้งเมิ่งฮ่าวและเซี่ยเจี๋ยไม่อาจทำได้


หลังจากหายใจเข้าออกสิบครั้งผ่านไป เสียงระเบิดก็ดังออกไปทั่วท้องฟ้า ทันใดนั้น รูปปั้นที่คุกเข่าอยู่ก็ส่งเสียงกระหึ่มออกมาขณะที่… ดวงตาของมันทันใดนั้นก็เริ่มส่องประกาย ราวกับมันมีชีวิต ร่างของมัน… เริ่มสั่นช้าๆ ราวกับว่ามันกำลังเตรียมตัวจะยืนขึ้นมา


ใบหน้าหานเป้ยซีดขาวขึ้น ดวงตานางสว่างสดใส พ่นโลหิตออกมาอีก ส่งผลให้ปราณโลหิตของนางเข้าไปในรูปปั้น รูปปั้นนั้นสั่นไปทั้งร่างอย่างรุนแรง ราวกับว่าแผ่นดินไหวกำลังมาเขย่ามัน จากนั้น รูปปั้นขนาดใหญ่โตนั้นก็… ลุกขึ้นยืน!


ดวงตาของมันเรืองแสงสลัว และแรงกดดันอันลึกลับก็ปกคลุมไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น มันค่อยๆ ยื่นมือลงมาช้าๆ ขณะที่เมิ่งฮ่าวมองไป ภาพนั้นก็ได้ประทับลงไปในความทรงจำของเขาอย่างยากลบเลือน


เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ส่งพลังลมปราณและจิตสัมผัสต่อไป ร่างหานเป้ยสั่นไปมา นี่เป็นการสั่นสะท้านอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเสแสร้ง ใบหน้าของนางซีดขาวราวซากศพ แต่ความมุ่งมั่นเปล่งประกายออกมาจากดวงตา และนางก็พ่นโลหิตออกมาเพิ่ม


ตูม!


รูปปั้นค่อยๆ ยื่นมือขวาออกมาช้าๆ ชี้ด้วยนิ้วชี้ของมัน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนิ้วที่เต็มไปด้วยพลังอันน่าเหลือเชื่อ มันชี้ลงไปยังกระถางทรงกลม ซึ่งวางอยู่ตรงกลางของรูปปั้นทั้งเก้า


ดวงตาเมิ่งฮ่าวหรี่เล็กลง และเปล่งประกายอย่างลี้ลับออกมา


"ข้าต้องการพลังมากกว่านี้!" หานเป้ยพูดขึ้น ด้วยน้ำเสียงเร่งรัด โดยไม่ลังเล เซี่ยเจี๋ยส่งพลังเข้าไปในเส้นใยที่มันถืออยู่มากยิ่งขึ้น


ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ขณะที่เขาทำเช่นเดียวกัน เลือดฝาดเริ่มกลับมาบนใบหน้าของหานเป้ย แต่ไม่นานหลังจากนั้น นางก็พ่นโลหิตออกมาอีก เพิ่มพลังให้รูปปั้นมากยิ่งขึ้น นิ้วของรูปปั้นเข้าไปใกล้กระถางเรื่อยๆ ดูเหมือนว่ากระถางนั้นจะเริ่มเปิดขึ้นได้ทุกเมื่อ


ในเวลาเดียวกันนี้ นิ้วชี้ของรูปปั้น ทันใดนั้น ก็เปลี่ยนทิศทาง มันไม่ได้มุ่งตรงไปยังกระถางทรงกลมอีกต่อไป แต่ตรงไปยังเซี่ยเจี๋ย มันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ทำให้ใบหน้าของเซี่ยเจี๋ยเต็มไปด้วยความตื่นตกใจ


"หานเป้ย เจ้ากำลังทำอะไร?!" เซี่ยเจี๋ยร้องขึ้นมา โยนเส้นใยออกไป ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างรุนแรง และพุ่งถอยไปด้านหลัง ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย เขาอ้าปากขึ้น และหมอกสายฟ้าก็ลอยออกมา ป้องกันเซี่ยเจี๋ยจากการพุ่งถอยมาด้านหลัง ร่างของมันหยุดเคลื่อนไหว คำพูดของมันยังคงดังออกมา ก็เป็นเวลาเดียวกับที่ นิ้วชี้ขนาดใหญ่นั้นพุ่งมาถึงตัวมัน


นิ้วชี้นั้นเพิ่งจะแตะไปที่ตัวมัน ตลอดทั้งร่างของมัน แม้แต่เสาแห่งเต๋า ก็ระเบิดเป็นเสียงดังออกมาในทันที ทุกสิ่งทุกอย่างแตกกระจัดกระจายออกมา ตกตายไปโดยสมบูรณ์


มันไม่ได้ส่งเสียงกรีดร้องอันน่ากลัวออกมา เพียงแต่แผดเสียงด้วยโทสะออกมา ซึ่งยังคงดังก้องอยู่ในอากาศหลังจากที่มันตายไป เส้นใยสีส้มลอยพริ้วไปมาตรงจุดที่มันเคยยืนอยู่ จากนั้นก็ลอยเข้าไปในนิ้วของรูปปั้น


ถุงสมบัติของมันลอยขึ้นมา และบินตรงไปยังหานเป้ย นางคว้าจับมันและหยิบขวดสีดำเล็กๆ ออกมาในทันที นางบดขยี้มันและเงาร่างภูติผีก็ลอยออกมา ซึ่งดูคล้ายหานเป้ยเป็นอย่างมาก นางดูดซับมันผ่านทางหู ปาก และจมูก


ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาในการอธิบาย แต่จริงๆ แล้ว มันเกิดขึ้นเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ เมิ่งฮ่าวมองทุกสิ่งทุกอย่างนั้นด้วยสีหน้าราบเรียบเช่นเคย ราวกับว่าเขาได้คาดคิดไว้แล้วว่ามันจะเกิดขึ้นเช่นนี้ เขามีสีหน้าไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าดวงตาของเขาจะส่องประกายออกมา


"ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของท่าน สหายเต๋าเมิ่ง" หานเป้ยกล่าวพร้อมรอยยิ้มอันอ่อนหวาน นางโค้งตัวลงเล็กน้อยให้เขา


"สหายเต๋าหาน ช่างฉลาดนักในการสังหารเซี่ยหลางของท่าน" เขากล่าวเสียงราบเรียบ เขาไม่ได้แปลกใจ เพราะหลัวผานสีม่วงที่นางให้เขาเมื่อครู่นี้ ไม่เพียงแต่จะไม่มีตราประทับ แต่มันยังมีข้อความอยู่ด้วย


"เมื่อสำนักชิงหลัวได้จับตัวข้าและคนในตระกูลไว้ ก็ดูเหมือนว่าพวกมันจะปฏิบัติต่อพวกเราด้วยดี แต่ในความเป็นจริง พวกเราช่างไม่แตกต่างจากสัตว์ที่ถูกขังอยู่ในกรง เซี่ยเจี๋ยเป็นคนเลวมากที่สุด มันปฏิบัติต่อข้าอย่างโหดร้ายตั้งแต่ตอนข้ายังเยาว์ หลังจากที่พวกเราเติบโตขึ้น มันก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น… มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับข้าที่ต้องสังหารมัน ถ้าข้าไม่ทำ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราได้รับในวันนี้ ก็จะตกเป็นของสำนักชิงหลัว ตอนนี้ พวกเราสามารถแบ่งปันของทั้งหมดเพียงสองคน"


นางยิ้มไปที่เขาและกล่าว "พี่เมิ่งช่างชาญฉลาดเป็นอย่างยิ่ง ข้าไม่กล้าจะหลอกลวงท่าน นั่นจึงเป็นหตุผลที่ทำไมข้าถึงได้ทิ้งข้อความไว้ในหลัวผาน ข้ามักจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ได้ทำ วันนี้ วิชาสร้างกาลเวลาจะเป็นของพวกเรา นับจากนี้ไป ท่านไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีกแล้ว"


สีหน้านางแสดงออกถึงความจริงใจ ถึงแม้นางจะแอบถอนหายใจอยู่ลึกๆ ด้านใน ผู้คนทั้งหกซึ่งเริ่มต้นภารกิจมาด้วยกัน ทั้งหมดต่างก็มีความคิดและแผนการของตัวเอง มีเพียงเมิ่งฮ่าวเท่านั้นที่มองทะลุได้ทุกสิ่ง และผ่านมาได้ทั้งหมด


ผู้คนรอบๆ ตัวเขา ตกตายไปทีละคน แต่เขาก็ยังคงปลอดภัยไร้อันตรายใดๆ จึงทำให้จิตใจของหานเป้ยเกิดความรู้สึกหวาดกลัวเขาขึ้นมา และเริ่มยอมรับในตัวเขาด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะมีอันตรายหรือความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้น เมิ่งฮ่าวก็ยังคงปลอดภัย


ด้วยเหตุนี้ จิตใต้สำนึกของนางจึงได้เกรงกลัวไม่กล้าตอแยเขา ดังนั้น คำพูดของนางจึงมีแต่ความซื่อสัตย์ และแสดงออกถึงเจตจำนงอันแท้จริงของนางออกมา


สีหน้าของเมิ่งฮ่าวยังคงสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย เขาไม่กล่าวอันใด เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย แต่หมอกสายฟ้ายังคงรายล้อมอยู่รอบตัว ถ้าหานเป้ยแสดงท่าทีคุกคามใดๆ ออกมา เขาก็จะเรียกสายฟ้าให้ฟาดลงมา นางก็ต้องตายอย่างแน่นอน


หานเป้ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และมองไปที่เขา นางปล่อยวางแผนการทั้งหมดลง การเดินทางมายังที่นี้ยุ่งยากลำบากมาก และนางก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมที่คิดไว้จนหมดสิ้นแล้ว นางไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดใดๆ ขึ้นอีก นางขยับมือร่ายเวทอาคม และรูปปั้นขนาดใหญ่นั้นก็สั่นสะท้าน จากนั้นก็เริ่มเคลื่อนที่กลับไปยังกระถางทรงกลม


เมื่อมันแตะต้องไปที่ตัวกระถาง โลกทั้งหมดในกระถางสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ยักษ์ก็สั่นสะเทือน ฝาของกระถางทรงกลมค่อยๆ เอียงขึ้นมาอย่างช้าๆ และปราณสีม่วงก็เริ่มไหลออกมาจากด้านในของมัน เมิ่งฮ่าวมองเห็นแผ่นหยกสามชิ้นลอยออกมา รูปลักษณ์ของมันดูเหมือนจะเหมือนกับปราณสีม่วง และพวกมันก็ไม่ได้โผล่ออกมาจากกระถางมาทั้งหมด ราวกับว่าพวกมันอาจจะจมกลับลงไปได้ทุกเมื่อ


ดวงตาหานเป้ยเต็มไปด้วยแสงเจิดจ้า และนางก็อ้าปากหอบหายใจ มือขวาตบไปที่ถุงสมบัติ และเหยือกดินเหนียวเล็กๆ ก็ปรากฎขึ้น มันมีขนาดเท่าศีรษะคน


มันลอยขึ้นไปในอากาศ กลายเป็นลำแสงพุ่งตรงไปยังกระถางทรงกลม ขณะที่มันอยู่ใกล้กระถาง รอยแตกก็กระจายออกไปทั่วพื้นผิว และมันก็ระเบิดออก ส่งผลให้เถ้าถ่านที่อยู่ด้านในพุ่งออกไป


ภายในของเถ้าถ่านนั้น ปรากฎเป็นภาพของภูติผีสิบร่าง มีทั้งบุรุษและสตรี และมีอายุที่แตกต่างกัน แต่พวกมันทั้งหมดต่างก็มีหน้าตาคล้ายคลึงกัน นี่ต้องเป็นสมาชิกของตระกูลที่มีสายเลือดเดียวกันอย่างแน่นอน


นี่ต้องไม่ใช้เถ้าถ่านที่เลือกมาอย่างเดาสุ่ม แต่เป็นเถ้าถ่านที่เลือกมาจากเถ้ากระดูกของสมาชิกตระกูลหานที่แตกต่างกัน และเต็มไปด้วยพลังชีวิต เงาร่างพวกนั้นกระจายออกไป และจากนั้นก็โค้งคารวะอย่างนอบน้อมไปที่กระถางทรงกลม


"สายโลหิตของปรมาจารย์ตระกูลหาน จากข้อตกลงในสมัยโบราณ ถ้ายังมีสายโลหิตหลงเหลืออยู่ ก็ขอได้โปรดให้ปรมาจารย์หวนกลับมา…" ขณะที่ภูติผีเหล่านี้พูดขึ้นมา พวกมันก็เข้าไปในปราณสีม่วง


ในเวลาเดียวกันนั้น รูปปั้นของปรมาจารย์ตระกูลหานก็ยื่นฝ่ามือออกมา และกดลงไปยังกระถางนั้น


ทันทีที่เงาร่างภูติผีเข้าไปในปราณสีม่วง และรูปปั้นกดฝ่ามือลงไป กระถางก็สั่นส่งเสียงหึ่ง หึ่ง ออกมา ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือน ท่ามกลางเสียงนั้น เงาร่างภูติผีก็เริ่มลุกไหม้ ขณะที่รูปปั้นก็สั่นไหวอย่างรุนแรง เริ่มจากเท้าของมัน รอยแตกกระจายออกไปทั่วทั้งร่างของมัน ทันใดนั้น มันก็เริ่มแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ


นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะไม่มีรูปปั้นทั้งเก้ารูปอีกต่อไปในสถานที่แห่งนี้ แต่มีแค่แปด!


หานเป้ยสั่นไปมา ราวกับว่ามีพลังที่มองไม่เห็นกำลังเขย่าตัว นางถอยหลังไปสองสามก้าว และจากนั้นก็พ่นโลหิตออกมา ในเวลาเดียวกันนั้น แสงสีม่วงก็ลอยออกมาจากเศษชิ้นส่วนของรูปปั้น เมิ่งฮ่าวมองเห็นได้อย่างชัดเจน ถึงความตื่นเต้นที่ปรากฎขึ้นในดวงตาของนาง ภายในแสงสีม่วง ปรากฎเป็นร่างเล็กๆ ของคนที่กำลังหลับอยู่ ทันใดนั้น มันก็พุ่งตรงมายังหานเป้ย กระแทกเข้าไปที่หว่างคิ้ว และกลืนหายเข้าไปในร่างของนาง


"นั่นเป็นสิ่งที่นางต้องการ!" เมิ่งฮ่าวคิด ดวงตาหรี่เล็กลง


ในเวลาเดียวกันนั้น เนื่องจากการสังเวยของภูติผีทั้งสิบของตระกูลหาน แผ่นหยกทั้งสามชิ้นที่อยู่ภายในปราณสีม่วง ก็ปลดปล่อยตัวมันเองออกมาจากกระถางทรงกลมและลอยออกมา ขณะที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ก็ได้ยินเสียงที่คล้ายกับการถอนหายใจ ดังออกมาจากกระถางทรงกลม


ขณะที่เสียงถอนหายใจดังขึ้น หนึ่งในแผ่นหยกที่กำลังลอยออกมา ทันใดนั้น ก็หยุดลง และจากนั้นก็หมุนคว้างกลับไปยังกระถาง ที่เหลืออีกสองชิ้นก็ยังคงบินตรงไปข้างหน้าต่อไป


ตอนที่ 164 นั่นมันกลิ่นสาบของเจ้านก…

จุดกึ่งกลางตรงหว่างคิ้วของหานเป้ย ส่องแสงสีม่วงออกมา นางหอบหายใจ พุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า ไล่ตามหนึ่งในแผ่นหยกไป เมิ่งฮ่าวก็กระโจนขึ้นไปในอากาศเช่นเดียวกัน เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้ไล่ตามแผ่นหยกที่เหลือ


พวกเขาบินขึ้นไปพร้อมเพรียงกัน ในทิศทางที่แตกต่างกัน หลบหลีกสายฟ้าไปมาไล่กวดตามแผ่นหยกไป ในขณะที่แต่ละคนกำลังจะยื่นมือไปคว้าจับแผ่นหยก ผีโต้ง ซึ่งได้สังเกตพวกเขามาตลอดเวลา ทันใดนั้น ก็กระโดดขึ้น


การเคลื่อนไหวของมัน ทำให้สีหน้าของเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนไป และใบหน้าของหานเป้ยก็หมองคล้ำลง คนทั้งสองเต็มไปด้วยความหวาดกลัว


ด้วยตัวของมันเองก็ไม่ได้มีอันตรายใดๆ แต่ดูเหมือนมันจะพึงพอใจในการกระโดดไปบนศีรษะของผู้คน และจากนั้นก็กลืนสายฟ้าเข้าไป หรือกล่าวในอีกแง่หนึ่ง มันได้บ่งบอกให้รู้ถึงการโจมตีของทะเลสายฟ้าที่จะมาถึงในไม่ช้า


"บัดซบ!" เมิ่งฮ่าวพูด ดวงตาของเขาหรี่เล็กลง เมื่อเขาเห็นผีโต้งมุ่งหน้าตรงมาที่เขา หานเป้ย ซึ่งกำลังเคลื่อนที่อยู่ในทิศทางอื่น ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก


ด้วยความระมัดระวังตัวในผีโต้ง เมิ่งฮ่าวคว้าจับแผ่นหยกไว้ และจากนั้นก็พุ่งกลับไปด้วยความรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เขาเรียกหมอกสายฟ้ากลับไป มันอาจจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ขู่ขวัญคนอื่นๆ ได้อย่างดีเยี่ยมในสถานที่นี้ แต่ก็เป็นตัวดึงดูดความสนใจให้กับผีโต้งด้วยเช่นกัน โชคร้าย ที่ดูเหมือนว่าเขาได้เรียกหมอกสายฟ้ากลับคืน ช้าไปเสียแล้ว


เขาพุ่งไปด้านหลังเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็เห็นได้ชัดว่า ผีโต้งก็ยังมุ่งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยว เพียงชั่วพริบตา มันก็มาอยู่ที่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว พุ่งตัวลงมา และกำลังจะไปเกาะอยู่ที่ศีรษะของเขา


ก่อนที่จะมันจะทำเช่นนั้น และก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะทันได้ทำอะไร ทันใดนั้น ผีโต้งก็สั่นสะท้าน ใบหน้าของชายชราปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของมันอีกครั้ง ดวงตาของมันเบิกโพลง และสีหน้าของมันก็มีทั้งความไม่อยากจะเชื่อและความรังเกียจเดียดฉันท์ ทันใดนั้น มันก็อ้าปากขึ้น และพูดออกมา


"บัดซบ! บัดซบ! เจ้ามีกลิ่นสาบของเจ้านกนั่นอยู่บนร่างได้อย่างไร?!" มันกระโดดผ่านอากาศไปด้านหลัง ราวกับว่ามันได้รังเกียจเมิ่งฮ่าวเป็นอย่างยิ่ง และไม่ต้องการแม้แต่จะเข้ามาใกล้เขา มันลอยขึ้นไปด้านหลัง และทันใดนั้น ก็อาเจียนออกมา ราวกับว่ามันเพิ่งจะได้เห็นสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างแสนสาหัส


ถ้านั่นเป็นเหตุการณ์ทั้งหมด มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด แต่จากนั้นแสงก็แวบขึ้น ขณะที่ผีโต้ง ทันใดนั้น ก็ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าหานเป้ย นางมองไปด้วยความตกใจ ขณะที่มันงับลงไปที่แผ่นหยกด้วยการกัดเพียงแค่ครั้งเดียว


มันเริ่มขบเคี้ยวแผ่นหยก และเมื่อนางเห็นเช่นนี้ หานเป้ยก็มึนงง นางไม่อาจทำอะไรได้นอกจากถอยไปด้านหลัง


"เลว เลว เลว…" ใบหน้าบนผีโต้งพูด สีหน้าของมันบิดเบี้ยว ขณะที่มันมองไปยังเมิ่งฮ่าว ดูราวกับว่ามันกำลังหวาดกลัว แม้แต่จะเข้าไปใกล้เขา


เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าแปลกๆ ขณะที่มองไปยังผีโต้งที่กำลังถอยหลังออกไป เขาชำเลืองมองไปยังหานเป้ยที่มีใบหน้าหวาดกลัว


นางเงียบไปสักพัก และจากนั้นก็กล่าวขึ้น "ยินดีด้วยที่ได้ครอบครองวิชาสร้างกาลเวลา ของตระกูลหาน สหายเต๋าเมิ่ง แผ่นหยกนี้มีทั้งหมดสามชิ้น ในแต่ละชิ้นก็มีวิชาที่สามารถใช้ด้วยตัวมันเองแยกเป็นเอกเทศออกมา" ท่าทางซับซ้อนปรากฎขึ้นในดวงตาของนาง ทันใดนั้น ฟ้าแลบในพื้นที่บริเวณนั้นก็เริ่มส่งเสียงกระหึ่มกึกก้องขึ้น


มันมีความเข้มข้นขึ้นอย่างรวดเร็ว สายฟ้าแต่ละสายเต็มไปด้วยความดุร้ายรุนแรง มากกว่าในตอนแรก ครึ่งชั่วยามได้ผ่านไป ในตอนนี้ การขาดสิ่งของที่ใช้ต่อต้านสายฟ้า ก็หมายถึงต้องตายกลายเป็นเถ้าถ่านลอยไปในสายลมอย่างแน่นอน


สายฟ้าจำนวนมากมายทำให้สีหน้าของเมิ่งฮ่าวหมองคล้ำลง หานเป้ยก็มองไปด้วยความตกใจเช่นเดียวกัน


"ท่านได้ครอบครองสิ่งของนั้นแล้ว ดังนั้นมันก็เป็นของท่าน พี่เมิ่ง" หานเป้ยรีบพูดขึ้น "ข้าจะไม่เรียกร้องถึงมัน แต่ข้าต้องขอร้องให้ท่านช่วยดูแลมันเป็นอย่างดี โปรดอย่าทำมันหายไป ครั้งหน้าถ้าพวกเราได้พบกันอีก ท่านต้องให้แผ่นคัดลอกกับข้า นั่นเป็นข้อตกลงของพวกเรา"


ทันทีที่คำพูดหลุดออกมาจากปาก นางก็ตบไปที่ถุงสมบัติ หลัวผานสีม่วงปรากฎขึ้นในมือนาง มันแวบแสงขึ้น จากนั้นร่างของนางก็หายสาบสูญไป ขณะที่นางใช้ประตูเคลื่อนย้ายทางไกล ในเวลาเดียวกันนั้น ผีโต้งก็พุ่งตรงออกไป มันยืมพลังบางส่วนของการเคลื่อนย้ายทางไกล หายออกไปจากโลกของกระถางนี้ด้วยเช่นกัน


เมิ่งฮ่าวมองไปยังสนามแห่งสายฟ้าขนาดใหญ่ที่อยู่รอบๆ จากนั้นก็หยิบหลัวผานสีม่วงออกมาในทันที ซึ่งเขาได้ตรวจสอบมันอย่างละเอียดก่อนหน้านี้ เขาส่งจิตสัมผัสเข้าไป กระตุ้นพลังเคลื่อนย้ายทางไกลของมันขึ้น ในทันใดนั้น เขาก็ถูกย้ายออกไปจากโลกของสายฟ้าแห่งนี้


เมื่อเขาปรากฎขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้าด้านบนมืดมิด และพื้นดินก็กำลังสั่นสะเทือน เสียงระเบิดดังออกมาในทุกที่ และเสาแห่งเต๋าของเขาก็ไม่คงที่ขึ้นมาในทันที เขากระอักโลหิตอกมา และเดินโซเซไปเบื้องหน้าหลายก้าว มองไปรอบๆ


เขาอยู่ในพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ ไม่ไกลจากสถานที่ซึ่งเขาได้พบกับหานเป้ยในตอนแรก เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ หานเป้ยไม่ได้โกหก หลัวผานนั้นได้ส่งเขามาที่นี่ตามที่นางกล่าว


เขายกมือขึ้น ภายในเป็นเครื่องรางนำโชค เพียงแค่เขาส่งจิตสัมผัสเข้าไป ก็จะสามารถออกไปจากดินแดนสงบสุขนี้ได้ ทันใดนั้น เสาขนาดใหญ่ก็เริ่มพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินที่อยู่ห่างไกลออกไป ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือน และเสียงกระหึ่มกึกก้องก็ดังอยู่ในอากาศ


เขาสามารถเห็นได้ว่า เสาต้นนั้นเหมือนกับหอคอย และมันก็แผ่กระจายกลิ่นอายออกมา กลิ่นอายนั้นไม่ใช่กลิ่นอายของก่อตั้งแกนลมปราณ หรือขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง แต่เป็นพื้นฐานลมปราณ!


นี่คือหอคอยร้อยวิญญาณ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาด้วยเสาแห่งเต๋า ของผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณมากกว่าสองร้อยคน


เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ เมื่อเขาได้เห็นหอคอยร้อยวิญญาณ ล้อมรอบหอคอยนั้นเป็นเงาร่างภูติผีของผู้ฝึกตนนับร้อย พวกมันส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็ก ผสานเข้าด้วยกันเป็นพลังเสียงแห่งความโศกเศร้าไม่พอใจ เสียงนั้นพุ่งขึ้นไปถึงสวรรค์ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมืดมิด


จากทิศทางที่แตกต่างกัน สิบเสาแห่งเต๋า หรือมากกว่านั้น ลอยผ่านอากาศ ตรงไปยังหอคอย และหลอมรวมเข้ากับมัน พลังที่กระจายออกมาจากหอคอยเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ


"ข้าคิดว่าผู้ฝึกตนเร่ร่อนขั้นพื้นฐานลมปราณที่เหลือ ที่มายังที่นี้ต่างก็ตายไปหมดแล้ว…" เขานิ่งเงียบ ถูกแผนการอันโหดร้ายของสำนักชิงหลัวกระแทกเข้าไปในจิตใจ เสาแห่งเต๋าของเขาสั่นสะเทือนอยู่ด้านใน ถ้ามันไม่ใช่เสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์ เขาก็คงไม่อาจจะควบคุมมันได้อย่างแน่นอน


"ข้าไม่อาจอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป…" เขาคิด อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เองที่เขาเอียงศีรษะไป และจ้องออกไปยังที่ห่างไกล ดวงตาสาดประกายออกมาบางเบา และเขาก็ตัดสินใจไม่จากไป แต่บินขึ้นตรงไปยังจุดที่ห่างไกลนั้น


เขาบินไปชั่วระยะหายใจเข้าออกสิบครั้ง ก่อนที่จะหยุดลง ด้านล่างของเขาเป็นพื้นที่ราบ เขามองเห็นกลุ่มผู้ฝึกตนสี่คน นั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่ รอบๆ พวกมันเป็นเกราะเวทวงกลม ซึ่งดูเหมือนกำลังต่อต้านพลังจากหอคอยร้อยวิญญาณอยู่


หนึ่งในพวกมัน ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหลู่เทา!


เมิ่งฮ่าวมองไปขณะที่หนึ่งในสี่คนนั้นกระอักโลหิตออกมา ร่างของมันทันใดนั้นก็ระเบิดออก และภาพลวงตาของเสาแห่งเต๋าก็ลอยออกไปในท้องฟ้า


หลังจากนั้น ผู้ฝึกตนอีกคนก็เริ่มสั่น ดวงตาของมันเปิดขึ้น และจ้องไปยังหลู่เทา มันหัวเราะอย่างขมขื่น "เจ้าช่างต่ำทราม…" ก่อนที่มันจะพูดจบ ร่างของมันก็ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ขณะที่เสาแห่งเต๋าของมันลอยออกไป ใบหน้าคนที่สามก็เริ่มซีดขาว ขณะที่ร่างของมันก็ถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยเช่นกัน เสาแห่งเต๋าของมันลอยออกไปยังที่ห่างไกล


แต่การตายของบุคคลทั้งสาม กลับทำให้เกราะเวทมีความแข็งแกร่งขึ้นเป็นหลายเท่าจากก่อนหน้านี้ หลู่เทานั่งอยู่ด้านในด้วยใบหน้าซีดขาว กัดฟันแน่นด้วยความตั้งใจแน่วแน่ พลังของเวทอาคมนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะต่อต้านแรงดึงดูดด้านนอกได้


เมิ่งฮ่าวมองลงไป เขาเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ผู้ฝึกตนทั้งสามคนนั้นต่างก็อยู่ภายใต้การควบคุมของหลู่เทา ในความเป็นจริง เสาแห่งเต๋าของพวกมันได้ถูกสังเวยไปเพื่อปกป้องหลู่เทา ความตายของพวกมันก็ช่วยหนุนส่งให้เวทอาคมของหลู่เทาแข็งแกร่งขึ้น


เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าสงบเรียบ ลอยตรงไปหาหลู่เทา เขาร่อนลงยืนอยู่ข้างๆ เกราะเวทนั้น มองลงไปยังหลู่เทา และส่งเสียงกระแอมไอแห้งๆ ออกมา


หลู่เทาเริ่มตัวสั่น เมื่อมันลืมตาขึ้น และจ้องไปที่เมิ่งฮ่าว ความตกใจปกคลุมไปบนใบหน้าของมัน


"อา ท่านคือ… สหายเต๋าเมิ่ง…" ใบหน้ามันซีดขาว น้ำเสียงกระวนกระวายใจ ขณะที่มันมองไปยังเมิ่งฮ่าว


"เวทอาคมที่ดี" เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงราบเรียบ เขาพูดไม่เร็วและไม่ช้า แต่คำพูดของเขาทำให้หลู่เทารู้สึกถึงอันตรายอย่างยิ่งยวด จากมุมมองของมัน ดูเหมือนว่าแรงดึงดูดนั้นไม่มีผลกระทบกับเมิ่งฮ่าวเลยแม้แต่น้อย


"สหายเต๋าเมิ่ง ท่าน… ท่านต้องการอันใด?" จิตใจของมันเต็มไปด้วยความกังวลอยู่ลึกๆ ถ้าเมิ่งฮ่าวแทรกแซงเข้ามาด้วยเวทอาคม เกราะเวทนี้คงต้องถูกทำลายลงไปเป็นแน่ มันจินตนาการไปว่าหลังจากนั้น แรงดึงดูดก็คงส่งพลังมาถึงมัน ร่างของมันก็คงแตกออกเป็นชิ้นๆ และเสาแห่งเต๋าของมันก็จะลอยไปอยู่กับคนอื่นๆ ทั้งหมดในหอคอยขนาดใหญ่นั้น


"บอกข้าว่า ใบไม้สายฟ้า จริงๆ แล้วทำอะไรได้บ้าง" เขาพูดอย่างเยือกเย็น มองไปยังหลู่เทาที่อยู่ภายในเกราะเวท


"ข้าบอกท่านไปแล้ว สหายเต๋าเมิ่ง" มันโพล่งขึ้น รู้สึกกังวลมากยิ่งขึ้น "ใบไม้สายฟ้า…" ก่อนที่มันจะได้พูดต่อ เมิ่งฮ่าวก็เข้ามาใกล้ และกระแทกลงไปบนเกราะเวทที่ปกคลุมหลู่เทาอยู่ด้านใน


เมื่อเขาทำเช่นนั้น เกราะเวทก็สั่นสะเทือน และรอยร้าวเล็กๆ ก็ปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของมัน ความหวาดกลัวแวบขึ้นบนใบหน้าของหลู่เทา


"หยุด สหายเต๋าเมิ่ง ได้โปรด… ข้าไม่ได้หลอกลวงท่าน ใบไม้สายฟ้า จริงๆ แล้วสามารถ…"


เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงเย็นชาออกมา จากนั้นก็กระแทกลงไปอีกครั้ง เสียงระเบิดดังออกมา และรอยร้ายเจ็ดถึงแปดรอยก็ปรากฎขึ้นภายในเกราะเวท หลู่เทา ทันใดนั้น ก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดซึ่งมีอยู่ที่ด้านนอกกำลังไหลซึมเข้าไปด้านใน เสาแห่งเต๋าของมันสั่นไหวไม่มั่นคง ศีรษะมันหมุนงุนงง ตอนนี้มันกำลังตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อจากความฉลาดของเมิ่งฮ่าว


"ใบไม้สายฟ้าเป็นของที่หายากในดินแดนด้านใต้" มันพรุ่งพรูออกมา พูดด้วยความเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ "มีวิชาพิเศษเฉพาะที่จะสามารถสร้างมันให้กลายเป็นอาวุธเวท เพื่อเพิ่มพลังสายฟ้าของพวกมัน! สหายเต๋าเมิ่ง โปรดเชื่อข้า ข้ามีแผ่นหยกเพื่อยืนยันเรื่องนี้ เพียงแค่อ่านวิธีในแผ่นหยก ท่านก็จะเข้าใจได้เอง!"


มันหยิบแผ่นหยกออกมาแสดงให้เมิ่งฮ่าวดู ร่างของมันสั่นสะท้านไปทั่ว และมีสีหน้าท่าทางขอร้องอ้อนวอน เสียงของมันฟังดูจริงใจ ราวกับมันไม่ได้ปกปิดสิ่งใดๆ ไว้เลยแม้แต่น้อย


"ยังคงพยายามจะโกหกข้า?" แสงเย็นเยียบปรากฎขึ้นในดวงตาเมิ่งฮ่าว นิ้วชี้ด้านขวาของเขา แทงเข้าไปในเกราะเวท เสียงระเบิดดังออกมา ขณะที่รอยร้าวเพิ่มมากขึ้นในเกราะเวทนั้น แม้แต่รูขนาดใหญ่ก็เกิดขึ้นบนพื้นผิว แรงดึงดูดไหลเข้าไป ใบหน้าหลู่เทาบิดเบี้ยว และกระอักโลหิตออกมา ดูเหมือนร่างของมันอาจจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ


ตอนที่ 165 ต้นแหหม่อนสายฟ้า!

"หยุด!!!" หลู่เทาร้องเสียงแหลมสูงออกมา ใบหน้าของมันซีดขาวจนไร้สีเลือด และมันก็รู้สึกราวกับว่าเงาแห่งความตายกำลังคืบคลานใกล้เข้ามา


มันจำได้อย่างชัดเจนถึงภาพที่มันได้เข้ามาในดินแดนสงบสุขแห่งนี้ ผู้ฝึกตนมากมายเท่าไหร่ได้ระเบิดออก เสาแห่งเต๋าของพวกมันถูกดูดออกไป มันมาจากโม่ถู่ (ดินแดนสีดำ) และรู้วิธีลับที่สามารถช่วยให้อยู่อย่างปลอดภัย แต่เมื่อมีเมิ่งฮ่าวอยู่ที่นี่ มันก็รู้สึกถึงแรงกดดันอันน่าเหลือเชื่อ กดทับลงไปที่มัน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มันไม่เคยพบเจอมาก่อน


ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนไม่ว่ามันจะพูดอะไรออกมา เมิ่งฮ่าวก็ไม่เชื่อถือมัน เมิ่งฮ่าวอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบโดยสิ้นเชิง เมื่อได้เผชิญหน้ากับอันตรายถึงแก่ชีวิตเช่นนี้ แผนการของหลู่เทาก็หายไปราวกับเถ้าถ่านในสายลม


"ข้ากำลังบอกความจริง" หลู่เทาพูดจาอ้อนวอน "ใบไม้สายฟ้าสามารถถูกดูดซับเข้าไปในอาวุธเวท เพื่อสร้างมันให้มีพลังของสายฟ้า ทำไมท่านถึงไม่เชื่อข้า!?" เสียงของมันแหบแห้ง และจากสีหน้าของมัน มันได้ถูกกดดันจนมาถึงขีดจำกัด และไม่มีอะไรให้พูดมากไปกว่านี้อีกแล้ว


ดวงตาของมัน ทันใดนั้น ก็ดูเหมือนจะแวบแสงแห่งความเข้าใจออกมา มันหัวเราะเสียงแหบแห้ง และดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยความกล้าหาญ ที่สืบเนื่องมาจากความสิ้นหวัง "ข้าเข้าใจแล้ว ไม่ใช่ว่าท่านไม่เชื่อถือข้า แต่มันเป็นเพราะท่านต้องการสังหารข้า!"


"ก็ดี! งั้นก็ทำลายเกราะเวทนี้เลย ข้า หลู่ ได้อธิบายถึงการใช้ใบไม้สายฟ้าไปหมดแล้ว ถ้าท่านกำลังจะสังหารข้า ก็สังหารเลย แต่ท่านก็ลืมไปได้เลยว่าจะได้ข้อมูลจากแผ่นหยกนี้!"


กัดฟันจนแน่น หลู่เทากดลงไปที่แผ่นหยกอย่างรุนแรง ถ้าเมิ่งฮ่าวกำลังจะทำลายเกราะเวทนี้จริงๆ มันก็จะบดขยี้แผ่นหยกให้เป็นผุยผง เพื่อให้แน่ใจว่า ปลาได้ตายไป ร่างแหก็ฉีกขาด ทุกคนต่างก็สูญเสียในสิ่งที่ตัวเองต้องการ


เมิ่งฮ่าวมองไปยังหลู่เทาอย่างเยือกเย็น เวลาผ่านไป และจากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมา เขายกมือขึ้น และกระแทกลงไปอีกครั้ง เสียงระเบิดก็ดังออกมา สิ่งที่ถูกทำลายไป ไม่ใช่เกราะเวท แต่เป็นแผ่นหยกที่อยู่ในมือของหลู่เทา


เมิ่งฮ่าวทำลายมัน จนกลายเป็นผุยผง


ทำให้ใบหน้าของหลู่เทาหมองคล้ำลง และจิตใจของมันเริ่มหนาวเย็น เห็นได้ชัดว่า การกระทำเช่นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมิ่งฮ่าวที่บ่งชี้ว่า… เขาไม่เชื่อถือมัน!


"จะบอกข้า หรือไม่บอก ข้ากำลังจะหมดความอดทน" เขากล่าวเสียงราบเรียบ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อในสิ่งที่หลู่เทาพูด เกี่ยวกับใบไม้สายฟ้าที่สามารถใช้สร้างอาวุธเวทให้มีพลังของสายฟ้า แต่หลู่เทาพูดออกมาง่ายเกินไป มันอาจจะถูก แต่เมิ่งฮ่าวไม่คิดว่าใบไม้สายฟ้าที่ถูกรวบรวมโดย ปรมาจารย์เอกะเทวะ จะง่ายดายเช่นนั้น


รอยยิ้มขมขื่นปรากฎขึ้นบนใบหน้าของหลู่เทา ราวกับว่ามันไม่มีอะไรเหลือให้พูดอีก เมิ่งฮ่าวพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มกดลงไปบนเกราะเวท ครั้งนี้ เขาจะทำลายมันอย่างแท้จริง


"ข้าจะบอก!!" ร่างของหลู่เทาสั่นสะท้าน และจิตใจของมันก็ใกล้จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แรงสั่นสะเทือนของเสาแห่งเต๋าในตัวมัน กลายเป็นการตัดสินใจอยู่ในดวงตา และรอยยิ้มอันขมขื่นก็ปรากฎขึ้นบนริมฝีปากของมัน


"ข้าจะบอกท่าน" มันกล่าวด้วยเสียงสั่นสะท้าน "แต่ท่านต้องสาบานว่า หลังจากที่ข้าบอกท่าน ท่านต้องไม่ทำลายเกราะเวทนี้" มันยิ้มด้วยรอยยิ้มที่เจ็บปวดออกมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันได้พูดมาก่อนหน้านี้ เต็มไปด้วยความจริงครึ่ง ความเท็จครึ่ง และไม่มีคำพูดไหนที่เข้าใกล้ความเป็นจริงในส่วนที่สำคัญที่สุดเลย การได้เผชิญหน้ากับความตายเช่นเมื่อสักครู่นี้ ทำให้มันไม่มีทางเลือก นอกจากต้องสัตย์ซื่อจริงใจเท่านั้น


"พูด" เมิ่งฮ่าวกล่าว สีหน้าเขาสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย แต่ดวงตาสาดแสงอันลี้ลับออกมา


หลู่เทาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเงียบไปสักพัก จากนั้น ด้วยสีหน้าท่าทางเจ็บปวด มันเริ่มพูดออกมาช้าๆ "ใบไม้สายฟ้า มาจากต้นไม้สายฟ้า แต่ชื่อจริงของต้นไม้สายฟ้าก็คือ ต้นแหสายฟ้า หรือ ต้นหม่อนสายฟ้า"


สีหน้าของเมิ่งฮ่าวสงบเรียบ ยากที่จะบอกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขามองไปยังหลู่เทาอย่างเรียบเฉย ทำให้หลู่เทาเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาในจิตใจอย่างสุดที่จะพรรณนา ใบหน้าของมันแสดงถึงความเจ็บปวดออกมามากยิ่งขึ้น และความหนาวเย็นก็แผ่ซ่านออกมาจากจิตใจ และปกคลุมไปทั่วร่าง มันเริ่มสั่นสะท้านเต็มไปด้วยความหวาดกลัว


"มีตำนานเกี่ยวกับต้นหม่อนสายฟ้านี้ บอกเล่าต่อๆ กันมาว่า ในสมัยโบราณมีผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งได้บรรลุการรู้แจ้งในขณะที่นั่งอยู่ใต้ต้นแหสายฟ้า ทัณฑ์แห่งสวรรค์ได้ฟาดลงมา เพื่อต้องการกำจัดเต๋าผู้นี้ เจตจำนงของสายฟ้าได้ส่งต่อมายังต้นไม้ สำหรับผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้น ได้แยกทัณฑ์สายฟ้าออกเป็นส่วนๆ และจากนั้นก็ก้าวเข้าไปในดวงดาว"


"หลังจากที่ผู้ยิ่งใหญ่ได้จากไป ต้นแหสายฟ้าได้ดูดซับเต๋าบางส่วนของท่านไว้ นอกเหนือจากพลังของทัณฑ์สายฟ้า มันจึงถูกทำลายไป และหลายพันปีต่อมา ต้นอ่อนก็ปรากฎขึ้นภายในลำต้นที่ตายไปแล้วนั้น!"


"มันได้เกิดใหม่เป็นต้นหม่อน ที่ไม่ใช้ต้นหม่อน สายฟ้า ที่ไม่ใช่สายฟ้า แต่เป็นต้นแหหม่อนสายฟ้า!"


ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ขณะที่เขาฟังหลู่เทาบอกเล่าตำนานนั้น แต่ไม่พูดจา


"จากการที่ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้น ได้บรรลุการรู้แจ้งใต้ต้นแหหม่อนสายฟ้า สิ่งที่ท่านได้กล่าวในวันนั้นว่า ถ้าท่านไม่บรรลุถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่สูงสุด ท่านก็จะยอมให้ร่างแหลกลาญเป็นผุยผง และจะอยู่ใต้ต้นแหหม่อนสายฟ้านั้นไปตราบชั่วนิจนิรันดร์!" หลู่เทาก้มหน้าลงขณะที่มันพูด แอบซ่อนความดื้อรั้นซึ่งส่องประกายอยู่ในดวงตาของมันไว้


สีหน้าแปลกๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเมิ่งฮ่าว ขณะที่เขารับฟังเรื่องราวเหล่านี้ ดูเหมือนเขาไม่คิดว่าหลู่เทาจะสร้างเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาหลอกลวงเขา


"หลายหมื่นปีผ่านไปจนไม่อาจนับได้ ตั้งแต่ที่ต้นแหหม่อนสายฟ้าปรากกฎขึ้น ในที่สุด มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณแห่งปฐพี ซึ่งจากนั้นก็มีต้นอ่อนแตกหน่อออกมามากขึ้น และพวกมันก็ประกอบไปด้วยประสบการณ์เรื่องราวในสมัยโบราณนั้น เพราะความต้องการแห่งสวรรค์ค่อยๆ ปรากฎขึ้น ต้นไม้นั้น ในที่สุด ก็ค่อยๆ แห้งเหี่ยวตายไป ในวันนี้ มันจึงล้ำค่าเทียบเท่ากับขนของเฟิ่ง (นกฟินิกซ์) และ เขาของฉีหลิน (กิเลน)"


หลู่เทาเงียบไปสักพักก่อนที่จะพูดต่อ "ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่มักจะใช้ต้นไม้นี้ไปผสมรวมกับอาวุธเวท หรือแม้แต่ดูดซับมันเข้าไปในเสาแห่งเต๋า เพื่อครอบครองความสามารถในการป้องกันสายฟ้าซึ่งมีอยู่ในใบของต้นแหหม่อนสายฟ้า"


"แต่ในโม่ถู่ (ดินแดนสีดำ) ได้มีตัวไหมพันธุ์หนึ่งเรียกว่า หิมะเยือกเย็น ซึ่งปรากฎขึ้นในพายุหิมะท่ามกลางฤดูหนาว จากแมลงที่พิเศษทั้งหมดในโลกนี้ มันถูกจัดอยู่ในอันดับที่เก้าสิบเจ็ด มันเป็นตัวไหมที่แปลกประหลาด มันไม่มีเส้นใยที่จะนำไปสร้างเป็นผ้าแพรไหมได้ มีแต่ความหนาวเย็นอันรุนแรง มันเป็นของล้ำค่าของผู้ฝึกตน สามารถนำไปสร้างเป็นวิญญาณเยือกเย็นอยู่ในอาวุธเวทได้"


"ตัวไหมนี้ไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่ได้หายากมากนัก มักจะปรากฎขึ้นเป็นครั้งคราว" พูดถึงตรงนี้ หลู่เทาก็หยุดชะงักไปสักพัก และมองมายังเมิ่งฮ่าว


เมิ่งฮ่าวมองกลับไปที่มัน และสายตาของคนทั้งสองก็ประสานกันชั่วครู่ หลู่เทาแอบถอนหายใจออกมา จากนั้นก็พูดต่อไป


"มีบางอย่างที่รู้กันเพียงไม่กี่คน นั่นก็คือ ความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาระหว่างตัวไหม และต้นแหหม่อนสายฟ้า ถ้าตัวไหมนี้ได้กินใบของมัน ตัวไหมนี้ก็จะกลายเป็นแมลงพิเศษอันดับสี่… ตัวไหมไร้ตา!"


"ตัวไหมไร้ตาจะกลายเป็นดักแด้ และจะผลิตเส้นใยไหมออกมา มันเป็นเส้นใยที่ไม่มีวันขาด ร่างกายของมันก็ไม่ถูกทำลายไปด้วยเช่นกัน ร่างกายไม่ถูกทำลาย และเส้นใยที่ไม่มีวันขาด กลายเป็นวงจรที่ไม่รู้จบ ทำให้เส้นใยของมันกลายเป็นของวิเศษที่ล้ำค่าไม่มีสิ่งใดมาทำลายมันไปได้"


"ตัวไหมไร้ตา ปรากฎขึ้นเพียงสองครั้งจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และในแต่ละครั้ง เส้นใยที่มันสร้างขึ้นมาก็ทำให้โลกแห่งการฝึกตนสั่นสะเทือน แม้แต่ในดินแดนตะวันออกก็เกิดการต่อสู้ขึ้น จนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่มีใครรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุการตายของตัวไหมไร้ตา ซึ่งได้ปรากฎขึ้นสองครั้งก่อนหน้านี้" หลู่เทาถอนหายใจอยู่ลึกๆ ข้างใน หลังจากที่พูดจบ มันจ้องไปยังเมิ่งฮ่าวอย่างลึกซึ้ง จากนั้นก็หลับตาลง


เมิ่งฮ่าวพึมพำกับตัวเอง ขณะที่มองไปยังหลู่เทาที่กำลังหลับตาอยู่ ในที่สุด เขาก็หัวเราะออกมา หมุนตัวไป ร่างกลายเป็นลำแสงพุ่งจนหายลับตาไป


หลังจากที่เมิ่งฮ่าวจากไป หลู่เทาก็ลืมตาขึ้น มันมองไปยังท้องฟ้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า จากนั้นก็ถอนหายใจยาวออกมา ในไม่ช้า ดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยแสงอันเย็นเยียบ


"ทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าพูดไปเมื่อครู่นี้ เป็นความจริงเก้าในสิบส่วน อีกหนึ่งส่วนโกหก มันอาจจะฉลาด แต่ก็คงยากที่จะแยกแยะออกว่าสิ่งใดจริงสิ่งใดโกหก มันต้องไปค้นหาตัวไหมหิมะเยือกเย็นอย่างแน่นอน ถ้ามันให้ตัวไหมกินใบของต้นแหหม่อนสายฟ้าจริงๆ ล่ะก็ มันก็ต้องตาย!"


"สิ่งที่ข้าต้องทำทั้งหมดในตอนนี้ก็คือ อดทนต่อความเจ็บปวดนี้อีกไม่นาน จนกระทั่งสำนักชิงหลัวเสร็จสิ้นภารกิจ จากนั้นข้าก็จะไปหาเบาะแสบางอย่างในสถานที่นี้ เพื่อหาสิ่งที่ข้าตามหาอยู่" ท่าทางดุร้ายปรากฎขึ้นบนใบหน้าของมัน มันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็หลับตาลง เริ่มซ่อมแซมเกราะเวทของมัน


เมิ่งฮ่าวจมอยู่ในความครุ่นคิด ขณะที่เขาบินฝ่าอากาศไป แน่นอนว่า เขาไม่ได้เชื่อสิ่งที่หลู่เทาบอกเขามาทั้งหมด แต่เขาก็ค่อนข้างมั่นใจว่า อย่างน้อยก็ต้องมีบางสิ่งที่มันพูดมาเป็นความจริง มันคงเป็นเรื่องยากที่จะสร้างเรื่องราวในตอนนั้นได้อย่างง่ายดาย บางทีอาจจะมีความจริงอยู่ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งก็เป็นเรื่องโกหก


"ถ้ามีความต้องการ ก็อาจจะได้มาบางส่วน แต่ถ้าไม่มีเลย ข้าก็คงไม่ได้อะไรมาเลย" เมิ่งฮ่าวยิ้ม ขณะที่เขามุ่งหน้าต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาผ่านไป มีแต่ความแห้งแล้งโดยสิ้นเชิง มองไม่เห็นผู้ฝึกตนเร่ร่อนพื้นฐานลมปราณแม้แต่คนเดียว สูงขึ้นไปด้านหน้า หอคอยร้อยวิญญาณ เปล่งแสงสดใสรายล้อมไปด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง


จากจุดที่ห่างไกลเช่นนี้ เมิ่งฮ่าวไม่อาจมองเห็นสวี่ชิงในกลุ่มผู้คน เขาหยิบเอาเครื่องรางนำโชคออกมาอย่างเงียบๆ และพุ่งพลังลมปราณบางส่วนเข้าไป ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึงพลังของการเคลื่อนย้ายทางไกล


แต่เขาก็ยังไม่อาจใช้มันได้ในทันที มันต้องใช้เวลาก่อนที่พลังของมันจะเริ่มใช้งานได้ เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็พุ่งตรงไปยังจุดสูงสุดของภูเขาที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น เขานั่งขัดสมาธิ ไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว แผ่พุ่งพลังลมปราณเข้าไปในเครื่องรางนำโชคต่อไป พลังเคลื่อนย้ายทางไกลเริ่มเข้มข้นมากขึ้น


"ข้าจำเป็นต้องรอชั่วธูปไหม้หมดไปครึ่งดอก…" นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ใช้เครื่องรางนำโชค ดังนั้นก็เป็นครั้งแรกด้วยเช่นกันที่เขาต้องเผชิญหน้ากับข้อเสียของมัน


ตำแหน่งที่เขาอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่จุดที่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่มีใครอยู่รอบๆ บริเวณนั้น มีเพียงแสงที่กระจายออกมาจากหอคอยร้อยวิญญาณ แต่พื้นฐานสมบูรณ์ของเขาก็ยังคงสามารถต้านทานมันไว้ได้ แต่ถ้าเวลานานผ่านไป ก็คงจะยุ่งยากมากขึ้น ดังนั้นเขาจึงเพ่งความสนใจไปยังเครื่องรางนำโชคอย่างเต็มที่


"ข้าจะถูกส่งไปที่แห่งใดกันแน่นะ…" ดวงตาเขาสาดประกาย ขณะที่เขารู้สึกถึงพลังของการเคลื่อนย้ายทางไกลพล่านขึ้นมา เขากดมือขวาไปบนพื้นดิน ฝุ่นละอองเริ่มปั่นป่วน และมีหนวดเถาวัลย์พุ่งขึ้นมาจากพื้น กลายเป็นผลไม้สีม่วงทองมีขนาดเท่าฝ่ามือ เมิ่งฮ่าวคว้าจับมันไว้ จากนั้นก็ใส่มันเข้าไปในถุงสมบัติ


ในตอนนี้เอง ทันใดนั้น ก็มีบางอย่างส่องแสงกระพริบอยู่ในอากาศ ใกล้กับหอคอยร้อยวิญญาณ มันไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่เมิ่งฮ่าวก็จำมันได้ในทันที มันไม่ใช่อะไร นอกไปจากสิ่งที่เขาและหานเป้ยได้เผชิญหน้ากับมันมา ก่อนที่จะใช้พลังเคลื่อนย้ายทางไกลออกมาจากกระถางสี่เหลี่ยมนั้น… ผีโต้งนั่นเอง!


มันลอยอยู่กลางอากาศ รูปลักษณ์อันโบราณของมัน จ้องไปที่หอคอยร้อยวิญญาณ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น


ทันใดนั้น มันก็ส่งเสียงกู่ร้องแหลมเล็กออกมา กระจายออกไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี สายลมและกลุ่มเมฆม้วนตัวพล่านไปมา และพื้นดินก็สั่นสะเทือน แม้แต่หอคอยร้อยวิญญาณก็สั่นสะท้านราวกับว่า มันอาจจะพังทะลายลงไป ภูติผีนับร้อยที่ลอยเป็นวงกลมอยู่รอบๆ ทั้งหมด เริ่มส่งเสียงกรีดร้อง อสนีบาตเริ่มก่อตัวขึ้นบนร่างของพวกมัน


ที่พื้นด้านล่างรอบๆ หอคอย มีศิษย์สำนักชิงหลัวเกือบหนึ่งพันคน ทั้งหมดนั่งขัดสมาธิ ที่แถวหน้าเป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณแปดคน ทันทีที่ผีโต้งปรากฎขึ้น และก้อนเมฆม้วนตัวไปมา พวกมันก็ลืมตาขึ้น และมองขึ้นไปในท้องฟ้า


"มันปรากฎตัวขึ้นแล้ว!!"


"เจ้าสิ่งนั้นก็คือ สุดยอดความรำคาญ?"


ดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และจิตใจก็หนักอึ้ง ขณะที่มือของพวกมันขยับร่ายเวทอาคม ทันใดนั้น พื้นดินที่อยู่ด้านหน้าของพวกมันก็เปล่งแสงออกมา และปรมาจารย์จื่อหลัว และสตรีวัยกลางคนหน้าตาสวยงามก็ปรากฎขึ้นในทันที ผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง!


"มันถูกล่อออกมาแล้ว!!"


"ข้าต้องได้ครอบครองมันในวันนี้!" ปรมาจารย์จื่อหลัวร้องออกมา ดวงตาของมันจ้องไปที่ผีโต้ง และสาดประกายความคาดหวังอย่างเข้มข้นออกมา


ตอนที่ 166 สุดยอดความรำคาญผูกมัดเจ้านาย!

"จากบันทึกโบราณ นี่คือสุดยอดความรำคาญ" ปรมาจารย์จื่อหลัวพูดขึ้น "มันไม่เคยมีเจ้านาย มันรักเสียงฟ้าคำราม และชอบกินสายฟ้า แต่สิ่งที่มันชอบมากที่สุดไม่ใช่สายฟ้า แต่เป็นประจุไฟฟ้าที่อยู่ในร่างคน!"


"ประจุไฟฟ้าที่อยู่ในเสาแห่งเต๋าของผู้ฝึกตนหลายร้อยคน และพลังของพื้นฐานการฝึกตนของพวกมัน ได้รวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นหอคอยร้อยวิญญาณ เจ้าสิ่งนี้ยังไม่เคยได้พบเจอกับสิ่งที่มีกลิ่นอายอันทรงพลังมากมาย ซึ่งกระจายออกมาจากหอคอยเช่นนี้มาก่อน!" มันจ้องไปยังสุดยอดความรำคาญ ซึ่งได้ถอยกลับไปที่ด้านหลังอย่างช้าๆ ในตอนนี้


ด้านข้างของปรมาจารย์จื่อหลัว สตรีวัยกลางคนที่สวยงามก็จ้องไปยังสุดยอดความรำคาญด้วยเช่นกัน คนทั้งสองโคจรพลังลมปราณของพวกมัน เตรียมพร้อมที่จะกระทำการใดๆ ได้ทุกเมื่อ


ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า ปรมาจารย์จื่อหลัวใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ ติดต่อกับสตรีผู้สวยงามนั้น "รออีกสักครู่ ของสิ่งนี้รวดเร็วมาก ถ้ามันต้องการจะหลบหนีไป แม้แต่ท่านปรมาจารย์ของสำนัก ก็ยังไม่อาจจับมันแบบเป็นๆ ได้ มันมีพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ และถ้าไปจับมัน มันก็อาจจะระเบิดตัวเอง และไปรอกำเนิดใหม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่พันปี ก่อนที่มันก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง…"


"ท่านต้องรอให้มันกินหอคอยร้อยวิญญาณเข้าไปก่อน ด้านในมีผนึกอยู่ ซึ่งได้เชื่อมต่อกับเวทอาคมของปรมาจารย์ทั้งสามท่านที่อยู่ด้านนอก ซึ่งจะช่วยปิดกั้นการระเบิดตัวเองของมันไป จากนั้น พวกเราก็จะสามารถจับตัวเป็นๆ ของมันได้!!"


เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้วขณะที่เขามองไปยังผีโต้ง ในความเห็นของเขา มันเป็นสิ่งของอัปมงคล ที่ด้านในของกระถาง มันทำให้หลายคนต้องตายไป ในตอนท้าย มันยังพูดได้อีกด้วย ซึ่งทำให้เมิ่งฮ่าวเกิดความรู้สึกแปลกๆ มากยิ่งขึ้น เขาไม่ชอบของสิ่งนี้อย่างแท้จริง


"มันเป็นสิ่งที่สำนักชิงหลัวมาที่นี่เพื่อค้นหามัน" เขาครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้มอยู่หลายอึดใจ เครื่องรางนำโชคเกือบจะใช้งานได้แล้ว และมันก็อาจจะไม่สามารถใช้ได้อยู่ทุกเมื่อ สีหน้าเมิ่งฮ่าวเรียบสงบขณะที่เขาสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ในความคิด เขาพร้อมที่จะจากไปเกือบจะในทันที


ด้านบนขึ้นไป ผีโต้ง ทันใดนั้นก็ส่งเสียงกู่ร้องที่น่ากลัวออกมาอีก หอคอยร้อยวิญญาณสั่นสะเทือน ราวกับว่ามันกำลังจะพังทะลายลง ประจุไฟฟ้ามากมายปะทุออกมา เมื่อเป็นเช่นนั้น กลิ่นอายของกับดักที่ผู้ฝึกตนไม่อาจสัมผัสได้ แต่ผีโต้งสามารถ จมูกของมันขยับไปมา และดวงตาก็เบิกโพลง ปรมาจารย์จื่อหลัวมองดูด้วยความตื่นเต้น ขณะที่มันพุ่งตรงมา เข้าไปใกล้หอคอยร้อยวิญญาณ ปากของมันอ้ากว้างขึ้น และกัดลงไปคำใหญ่


ขณะที่มันกัดลงไปอีก ใบหน้าเวทที่อยู่บนร่างของผีโต้งก็ดูมีความสุขเป็นอย่างมาก จนถึงกับเริ่มส่งเสียงครวญเพลงออกมาเบาๆ มันกลืนกินลงไปคำแล้วคำเล่า และในที่สุดหอคอยร้อยวิญญาณก็ถูกกินไปมากกว่าครึ่ง ทันใดนั้นหอคอยที่เหลืออยู่ก็ระเบิดออกมา!


เสียงระเบิดดังกึกก้องขณะที่หอคอยแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ และจากนั้นก็พุ่งตรงไปยังผีโต้ง เห็นได้ชัดว่าผีโต้งตกใจกลัวแทบตาย หอคอยที่แตกสลายไปนั้น ได้กลายเป็นโซ่ขนาดใหญ่ พุ่งออกไปด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ขณะที่มันพันไปรอบๆ ตัวผีโต้ง


ผีโต้งส่งเสียงกรีดร้องอย่างตกใจออกมา มันรีบกระโดดถอยออกไปในอากาศทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ราวกับว่ามันกำลังจะถูกดึงลงไป ณ ตอนนี้ ที่ด้านนอกของดินแดนสงบสุข ใกล้ๆ กับประตูสีดำ รูปปั้นที่ถูกนำมายังสถานที่แห่งนี้โดยสำนักชิงหลัว ก็เริ่มส่งแสงอันลี้ลับออกมา ภายในแสงสีดำนั้น มีเงาร่างสามสายนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่ด้านบน กำลังควบคุมมันอยู่


ภายในดินแดนสงบสุข เสียงร้องแหลมเล็กที่แสบแก้วหูก็ดังกระจายออกไปทั่ว เมิ่งฮ่าวมองไปยังผีโต้งที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศ ถูกรัดไว้ด้วยสายโซ่ ใบหน้าเวทของมันตื่นตระหนกด้วยความหวาดกลัว มันต้องการจะหลบหนี แต่ก็ถูกรัดไว้อย่างแน่นหนาด้วยสายโซ่ ขณะที่มันพยายามจะกระโดดออกไป สายโซ่ก็ยืดออกมาจากด้านหลังราวกับเป็นหางยาวๆ ของมัน


ในเวลาเดียวกันนั้น ดวงตาปรมาจารย์จื่อหลัวก็แวบแสงขึ้น มันก้าวเท้าไปข้างหน้า จากนั้นร่างของมันก็หายวับไป ปรากฎขึ้นที่ด้านข้างของผีโต้ง มันยกมือขึ้นไปคว้าจับผีโต้งไว้


ในเวลาเดียวกันนั้น สตรีสวยงามนั้นก็ขยับตัวเช่นเดียวกัน ปรากฎขึ้นที่อีกด้านของผีโต้ง


ความหวาดกลัวบนใบหน้าเวทของผีโต้งรุนแรงมากขึ้น และมันก็ส่งเสียงร้องอย่างน่าสังเวชใจออกมา ร่างของมันทันใดนั้นก็เริ่มสั่นสะท้าน และสายฟ้าก็ปะทุออกมาจากคลื่นการสั่นของมัน สวรรค์และปฐพีสะเทือน และใบหน้าของปรมาจารย์จื่อหลัวก็เปลี่ยนไป มันล่าถอยไปด้านหลัง ดวงตาสตรีสวยงามหรี่เล็กลง และนางก็ล่าถอยไปด้วยเช่นกัน ไม่กล้าจะไปแตะต้องสายฟ้านั้น


ขณะที่คนทั้งสองล่าถอย ผีโต้งที่ถูกรัดไว้ด้วยสายโซ่ก็พุ่งตรงออกไป ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและทำอะไรไม่ได้ ด้วยโซ่ซึ่งติดอยู่ที่ตัวมัน มันไม่อาจเคลื่อนที่ไปด้วยความรวดเร็ว ด้านหลังมัน ดวงตาปรมาจารย์จื่อหลัวส่องประกายความดุร้ายออกมา และมันก็ส่งเสียงแค่นอย่างเย็นชาอยู่ในลำคอ


"เจ้าไม่อาจหนีรอด" มันกล่าว เสียงดังก้องอยู่ในอากาศ "วันนี้ สำนักชิงหลัวได้มาหาเจ้าโดยเฉพาะ!" มันก้าวเท้าไปข้างหน้า ยื่นมืออกไป สตรีสวยงามแค่นเสียงเย็นชาออกมา และยกมือขึ้นไปเช่นกัน เพียงชั่วพริบตา ร่างกายของนางก็ดูเหมือนจะล้อมรอบไปด้วยดวงดาว ซึ่งจากนั้นก็กลายเป็นลำแสงหลากสี พุ่งไปรายล้อมอยู่รอบตัวผีโต้งทุกทิศทาง


ผีโต้งสั่นสะท้าน และลอยตรงไป ใบหน้าเวทของมันพูดออกมาด้วยเสียงโบราณ ราวกับเสียงของชายชรา "พวกเจ้าไม่อาจทำเช่นนี้…"


เมื่อพวกมันได้ยินคำพูดนี้ ความตกใจก็เต็มอยู่บนใบหน้าของศิษย์สำนักชิงหลัวนับพันคนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น พวกมันไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ของสิ่งนี้จะสามารถพูดด้วยเสียงของมนุษย์ออกมา


"งั้นเจ้าก็เป็นสุดยอดความรำคาญอย่างแท้จริง" ปรมาจารย์ชิงหลัวพูดออกมาพร้อมหัวเราะ มันพุ่งตรงไปติดตามมาด้วยสตรีสวยงาม ดวงตาของพวกมันเปล่งแสงอันลี้ลับ ขณะที่ร่างกลายเป็นลำแสงไปล้อมผีโต้งไว้


ถ้าเป็นเช่นนั้นทั้งหมด ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด แต่จากนั้น ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณทั้งแปด ก็ส่งเสียงตะโกนออกมา ศิษย์ที่เหลือทั้งหมดก็เริ่มส่งเสียงสวดคัมภีร์ขึ้นพร้อมกัน


เวลาเดียวกับที่เสียงสวดคัมภีร์ดังออกมาจากปากของศิษย์ทั้งพันคน ไกลออกไปในดินแดนด้านใต้ ศิษย์สำนักชิงหลัวนับหมื่นก็นั่งขัดสมาธิ ท่องสวดคัมภีร์ด้วยเช่นกัน ด้านบนของหมื่นภูเขาของสำนักชิงหลัว กระแสน้ำวนขนาดใหญ่มหึมา หมุนวนอยู่ในอากาศ มันดูดเสียงสวดคัมภีร์ที่เกิดจากศิษย์นับหมื่นคนขึ้นไป และส่งต่อไปยังดินแดนสงบสุข โดยผ่านทางปากของศิษยนับพันซึ่งนั่งอยู่ที่นั่น พลังของคัมภีร์ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือน


ความกังวลปรากฎขึ้นบนใบหน้าเวทของผีโต้ง "พวกเจ้ามันไร้ศีลธรรม น่าจะไปเปลี่ยนเจ้านกนั่น เจ้าไม่ควรจะมาพยายามเปลี่ยนแปลงข้า…" เสียงของมันฟังดูเหมือนกำลังตกใจกลัว และมันก็ส่งเสียงร้องแหลมเล็กออกมาอีก ทันใดนั้น กลิ่นอายสีน้ำเงินอ่อนอันมากมายมหาศาล ก็เริ่มกระจายออกมาจากตัวมัน


ผีโต้งกรีดร้องอย่างน่าอนาถใจออกมา พุ่งตรงไป สีหน้าแสดงถึงความสิ้นหวัง มันต้องการหลบหนีไป ในตอนนี้ เสียงกระหึ่มกึกก้องดังไปทั่วท้องฟ้า ด้านบนขึ้นไป กรงขนาดใหญ่โตมโหฬารปรากฎขึ้นในกลางอากาศ


มันประกอบไปด้วยลูกกรงเหล็กสีดำสนิท ซึ่งสลักไว้ด้วยเครื่องหมายเวทผนึกมากมายจนนับไม่ถ้วน กระจายแรงกดดันอันน่าตกใจออกมา ทำให้พื้นดินด้านล่างแยกออกเป็นรอยแตกขนาดใหญ่จำนวนมากมาย


กรงนั้นเปล่งประกายออกมา ขณะที่มันพุ่งตรงไปยังผีโต้ง พร้อมที่จะจับมันแบบเป็นๆ และขังมันไว้อย่างแน่นหนา แสงสีดำกระจายออกมาจากลูกกรงแต่ละซี่ ซึ่งสามารถมองเห็นใบหน้านับไม่ถ้วนที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความโลภ


ทั้งหมดนี้ใช้เวลาอธิบายอย่างยาวนาน แต่จริงๆ แล้ว มันเกิดขึ้นในทันใด เมิ่งฮ่าวไม่ได้อยู่ใกล้มาก แต่ก็ยังสั่นสะท้านไปถึงแก่นกาย เครื่องรางนำโชคเกือบจะใช้งานได้แล้ว ถึงแม้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นน่าตกใจ แต่จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้สนใจมันมากมายนัก เพียงมุ่งไปที่การออกไปจากที่นี่เพียงเท่านั้น


แต่… ทันใดนั้น เขาก็กระโดดขึ้นมา และเริ่มพุ่งถอยไปด้านหลัง


"เจ้าผีโต้งอันบัดซบ ทำไมมันถึงได้ตรงมาหาข้า?" เขาล่าถอยไปอย่างไม่รั้งรอ ดวงตาก็จ้องไปที่ผีโต้ง ขณะที่มันเปลี่ยนทิศทางโดยไม่ทราบสาเหตุ พุ่งตรงมาที่เขา


เมิ่งฮ่าวไม่อยากจะเชื่อว่า ผีโต้งนั้นจะเพียงแค่พุ่งผ่านเขาไป หลังจากที่ได้เห็นการทำลายล้างของมันภายในกระถางนั้น เขาก็แน่ใจได้ว่า เจ้าสิ่งนี้กำลังตรงมาที่เขาอย่างแน่นอน


จิตใจเมิ่งฮ่าวหมุนเคว้งคว้าง เขาคิดเกี่ยวกับผู้พิสดารวิญญาณแรกก่อตั้งทั้งสองคน คิดไปถึงเสียงสวดมนต์จากคัมภีร์ที่แปลกประหลาด และเกี่ยวกับกรงขนาดใหญ่ที่ตกลงมาจากด้านบน เขาก็รู้สึกว่าเจ้าผีโต้งนี้น่ารำคาญมากยิ่งขึ้น


แต่เขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นเริ่มต้นของพื้นฐานลมปราณ ไม่ว่าเขาจะเคลื่อนที่ได้รวดเร็วเพียงใด ก็ไม่มีทางที่เขาจะหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ตอนนี้ กำลังถูกไล่ตามมาโดยสองผู้พิสดารวิญญาณแรกก่อตั้งได้ ในความเป็นจริง ตลอดทั้งสำนักชิงหลัว ผีโต้งได้ถูกล่ามโซ่ไว้ แต่ความรวดเร็วของมันก็ยังคงยากที่จะอธิบายออกมาได้ หนึ่งลมหายใจ มันยังอยู่ในที่ห่างไกล แต่ลมหายใจต่อมา มันก็มาอยู่ตรงหน้าเมิ่งฮ่าว มันค่อยๆ ตกลงไปบนศีรษะเขาอย่างช้าๆ


ความตกใจปกคลุมไปทั้งใบหน้าเมิ่งฮ่าว เขายกมือขึ้น คว้าจับมันไว้ และโยนมันออกไปเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้


ทันทีที่มันถูกโยนออกไป มันก็กระโดดกลับตรงมายังเมิ่งฮ่าว อ้าปากขึ้นและกัดลงไปที่แขนของเขา


"ถ้าข้าไม่อาจหลบหนี" มันคร่ำครวญออกมา "เจ้าก็เช่นกัน เจ้าคนไร้ศีลธรรม…"


ปรมาจารย์จื่อหลัว และสตรีสวยงามไล่ติดตามใกล้เข้ามา และเมื่อพวกมันเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ดวงตาของพวกมันก็เบิกกว้าง และมีโทสะขึ้นอย่างรุนแรง


"บังอาจนัก!" ปรมาจารย์จื่อหลัวส่งเสียงคำรามด้วยโทสะ จนเสียงพุ่งขึ้นไปถึงสวรรค์ และพื้นดินทั้งหมดบริเวณนั้นก็เริ่มสั่นสะเทือน มันมีความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ภายในพริบตา มันก็มาอยู่ตรงหน้าเมิ่งฮ่าว ใบหน้าเต็มไปด้วยโทสะอย่างที่สุดจะพรรณนา มันฟาดฝ่ามือลงไปยังเมิ่งฮ่าว


ตูม!


ขณะที่เสียงระเบิดดังออกมา ประกายวิบวับของเกราะเวทก็อยู่รายล้อมรอบตัวเมิ่งฮ่าว มันไม่ได้เกิดจากเมิ่งฮ่าว แต่เป็นผีโต้ง ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่เมิ่งฮ่าวพุ่งถอยไป มันก็ไม่ได้เกิดจากพลังของเขาเอง แต่เป็นเพราะผีโต้งได้ดึงแขนเขาไป


แขนของเขาได้ถูกคีบไว้โดยปากของมัน ซึ่งทำให้โลหิตไหลซึมออกมา ร่างของมันสั่นสะท้าน และไม่ได้โปร่งแสงอีกต่อไป ตอนนี้มันดูคล้ายกับดินโคลน


"น่าสะอิดสะเอียด น่าขยะแขยง น่ารังเกียจยิ่ง… เลว เลว เลว…" มันร้องออกมา ปรมาจารย์จื่อหลัว และสตรีสวยงามยืนอยู่ที่นั่น สีหน้าของพวกมันมีทั้งโทสะและความไม่อยากจะเชื่อ


"ผูกมัด… มัน… มันกำลังผูกมัดกับเจ้านาย?"


"ข้าได้ผูกมัดเจ้านายไว้แล้ว" ผีโต้งร้องออกมา กระโดดขึ้นไปบนศีรษะของเมิ่งฮ่าว และกลายเป็นหมวก "ข้าได้ผูกมัดคนผู้นี้ให้เป็นเจ้านายของข้า ไร้ประโยชน์! มันไร้ประโยชน์ที่จะจับข้าแล้วในตอนนี้ เจ้าพวกไร้ศีลธรรม ข้าได้ผูกมัดเจ้านายเรียบร้อยแล้ว! ข้าไม่มีพลังที่จะต่อสู้ และไม่มีเกราะป้องกันอีกแล้ว ข้ากำลังเป็นง่อย ข้ากำลังจะตาย! เจ้าพวกโง่ เจ้าพวกปีศาจร้าย! ข้า ข้า ข้า ข้า…" ทันใดนั้นมันก็เปลี่ยนมาทำให้เมิ่งฮ่าวตกใจ "เฮ ทำไมเจ้าถึงไม่เคลื่อนย้ายทางไกลซะที?"


ตอนที่ 167 เจ้ารู้หรือไม่ นั่นมันไร้ศีลธรรม…

"เจ้ามันโง่? โอ ข้าชอบพวกโง่เขลา โง่เง่าช่างดีมาก โง่เขลาช่างยิ่งใหญ่นัก อี๋? ทำไมเจ้าถึงยังไม่เคลื่อนย้ายทางไกลอีก? รออะไรอยู่ เจ้าเป็นพวกโง่เขลาจริงๆ? ทำไมเจ้านกถึงได้เลือกเจ้าโง่ผู้นี้?" ผีโต้งพูดต่อไปโดยไม่ยอมหยุด


ปรมาจารย์จื่อหลัวเงยหน้าขึ้นไปในท้องฟ้าและส่งเสียงกู่ร้องออกมา มันพุ่งเข้าไปใกล้ ยกมือขึ้น แสงในพื้นที่บริเวณนั้นดูเหมือนจะเริ่มสลัวเลือนลางลง และระลอกคลื่นก็กระจายออกไปทุกที่ จากนั้นก็เริ่มแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ตรงไปยังเมิ่งฮ่าว


ใบหน้าเมิ่งฮ่าวซีดขาว พร้อมรอยยิ้มอันขมขื่น เขามองไปยังเกราะเวทที่ส่องแสงระยิบระยับตรงหน้า ซึ่งกำลังปกป้องเขาจากปรมาจารย์จื่อหลัว มันกำลังแตกสลายไปอย่างรวดเร็ว ด้านบนขึ้นไป ใบหน้าภายในแสงสีดำที่กระจายออกมาจากกรง ส่งเสียงแผดร้องออกมาด้วยโทสะ ไม่มีเวลาให้เมิ่งฮ่าวขบคิด เขาจับเครื่องรางนำโชค และเสียงกระหึ่มกึกก้องก็ดังออกมา ความเจ็บปวดเต็มไปทั่วร่าง ทุกคนที่กำลังมองดูอยู่ ก็ดูเหมือนว่าในตอนนี้ ก่อนที่เกราะป้องกันจะแตกสลายไป หลุมดำก็ปรากฎขึ้นที่ข้างกายเมิ่งฮ่าว มันกลืนเขาเข้าไปพร้อมกับผีโต้ง


เมิ่งฮ่าวหายตัวไป ตามไปด้วยเสียงของผีโต้งที่ดังก้องออกมา


"ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้ว มันทำให้ข้าชอบเจ้ามากขึ้น แต่เจ้าก็เป็นเจ้าโง่จริงๆ? ไม่มีทาง จริงๆ แล้วก็ไม่มีทาง เจ้านกนั่นเป็นรากดั้งเดิมของพวกไร้ศีลธรรมทั้งหลาย แต่บุคคลที่มันเลือกก็กลายเป็นเจ้าโง่… เจ้าโง่… เจ้าโง่…"


เสียงนั้นดังสะท้อนไปมาอยู่ในความเงียบ เป็นเพียงเสียงเดียวที่ได้ยิน ปรมาจารย์จื่อหลัวยืนอยู่ที่นั่น ใบหน้าของมันดูน่าเกลียด โทสะพุ่งออกมาจากดวงตา สายโซ่ตกลงไปอยู่บนพื้นตรงหน้ามัน เมื่อผีโต้งได้ผูกมัดเมิ่งฮ่าวให้เป็นเจ้านายของมัน ก็ทำให้มันหลุดออกไปจากโซ่ตรวน


"ผูกมัด…" ปรมาจารย์อ้าปากหอบหายใจ "มันได้ผูกมัดเจ้านายแล้วจริงๆ จากบันทึกโบราณ มันไม่อาจผูกมัดเจ้านายได้! มันไม่เคยผูกมัดเจ้านาย!" มันเงยหน้าขึ้น และส่งเสียงกู่ร้องออกมา


สตรีวัยกลางคนหน้าตาสวยงาม สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลังจากนั้นสักพัก ดวงตาของนางก็สาดประกาย กรงแตกกระจาย และสายโซ่ก็แหลกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนนับไม่ถ้วน ลอยห่างออกไป เงาร่างภายในแสงสีดำเริ่มจางหายไป และแสงนั้นก็เลือนลางลง ขณะที่เป็นเช่นนั้น จิตใจของปรมาจารย์จื่อหลัวก็สั่นสะท้าน


"เครื่องรางนำโชคจากสำนักเทียนเหอหรูอี้ (โชคแห่งทางช้างเผือก) … ดังนั้น มันจึงสามารถออกไปจากที่นี่ได้เพราะของสิ่งนั้น ข้าจะต้องหามันให้พบ แม้จะต้องจ่ายด้วยค่าตอบแทนมากมายเท่าไหร่ก็ตาม แต่ก็ไม่รู้ว่ามันสังกัดสำนักอะไร สุดยอดความรำคาญได้ผูกมัดเจ้านายแล้ว นั่นก็ยอดเยี่ยม เป็นตัวแปรใหม่ บางทีไม่อาจจะสร้างเป็นปราณอายุยืนได้ แต่อาจสร้างเป็นเม็ดยาอายุยืนแทน!!"


∗∗∗


เวลาเดียวกันนั้น ในดินแดนด้านใต้


มีทะเลสาบที่อยู่ใกล้กับอิทธิพลของสำนักเซี่ยเยา (อสูรโลหิต) ทะเลสาบนั้นราบเรียบราวกระจก และกระจายปราณออกมา ทำให้บริเวณนั้นทั้งหมดปกคลุมไปด้วยหมอกตลอดปี มองดูเหมือนเป็นสถานที่ของโลกอื่น


แต่มันก็เป็นเพียงมุมมองของมนุษย์ธรรมดา ถึงแม้ว่าลมปราณในบริเวณนี้ไม่ได้น้อยมาก แต่มันก็ยังห่างไกลกับสิ่งที่มีอยู่ภายในห้าสำนักใหญ่ แม้แต่ในสำนักเล็กๆ ก็ยังมีปราณเข้มข้นมากกว่านี้


ถึงแม้ว่าสถานที่แห่งนี้ จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของสำนักเซี่ยเยา แต่มันก็อยู่ติดเขตชายแดนมากๆ ซึ่งมันก็ได้ติดกับเขตแดนของสำนักกูตู๋เจี้ยน (กระบี่เดียวดาย) ด้วยเช่นเดียวกัน บางครั้งก็มีผู้ฝึกตนจากสำนักเซี่ยเยาบินมายังสถานที่นี้บ้าง แต่จริงๆ แล้ว มันก็เป็นสถานที่ค่อนข้างจะอันตราย


นั่นเป็นเพราะสำนักเซี่ยเยา และสำนักกูตู๋เจี้ยนต่างก็มีหนี้โลหิตต้องสะสาง ซึ่งเป็นที่รู้ดีกันไปทั่ว ท่ามกลางกลุ่มผู้ฝึกตนของดินแดนด้านใต้ ถึงแม้จะไม่มีข้อบาดหมางกันใหญ่โต แต่การต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ก็มีให้เห็นเป็นครั้งคราว


พื้นที่มากมายที่อยู่รอบๆ ทะเลสาบ จริงๆ แล้วก็คือ สนามรบของสำนักกูตู๋เจี้ยน และสำนักเซี่ยเยา


ด้านข้างของทะเลสาบเป็นหมู่บ้านภูเขา ซึ่งถูกปกครองโดยตระกูลเซี่ยว สมาชิกที่มีความแข็งแกร่งเกือบทั้งหมดของตระกูล ส่วนใหญ่อยู่ในขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ สมาชิกอีกเจ็ดถึงแปดคน อยู่ที่ขั้นรวบรวมลมปราณ และที่เหลือก็ไม่มีพรสวรรค์ที่จะฝึกวิถีเซียน


หลายปีที่ผ่านมา หัวหน้าตระกูลได้เป็นศิษย์ของสำนักเซี่ยเยา แต่มันก็ได้รับบาดเจ็บ และแก่ชรามากแล้ว จึงทำให้พลังฝึกตนของมันไม่อาจก้าวหน้ามากไปกว่านี้ได้อีก และอายุอันยืนยาวของมันก็เริ่มหมดไปเรื่อยๆ


โดยส่วนมาก ศิษย์เช่นนี้มักจะถูกขอให้ออกจากสำนักเซี่ยเยา และกลับไปยังตระกูลที่อยู่ในพื้นที่รอบๆ นี้ ทายาทของมันก็จะมีโอกาสเข้าสู่สำนักเซี่ยเยาต่อไป


กล่าวโดยทั่วไป ถึงแม้สำนักกูตู๋เจี้ยนจะได้มาในสถานที่แห่งนี้ พวกมันก็ไม่สนใจบุคคลเหล่านั้น จึงทำให้เขตพื้นที่ของตระกูลเซี่ยว ค่อนข้างจะสงบสุขในหลายปีที่ผ่านมา


แต่ความสงบสุขนั้น ส่วนมากก็เป็นเพราะไม่มีสำนักใหญ่ต้องการมาโจมตีพวกมัน แต่มักจะเกิดขึ้นจากตระกูลผู้ฝึกตนที่อยู่บนพื้นที่รอบๆ ด้วยกันเอง


นี่ยิ่งเป็นความจริงโดยเฉพาะ เนื่องจากพื้นที่ ที่พวกมันได้ครอบครอง ได้อยู่ข้างทะเลสาบลมปราณ ตระกูลผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณใกล้เคียงมากมาย ต่างก็อยากยึดครองทะเลสาบแห่งนี้ และมองไปที่มันราวกับพยัคฆ์จ้องไปที่เหยื่อ ถ้าไม่ใช่เพราะพลังฝึกตนของผู้นำตระกูลเซี่ยว ตระกูลของพวกมันก็คงต้องถูกหั่นออกเป็นชิ้นๆ ราวกับแตงโมอย่างแน่นอน


โชคร้ายที่ผู้นำตระกูลเซี่ยว เซี่ยวฉางเอินกำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุดของชีวิตอันยาวนานของมัน และร่างกายก็เริ่มเสื่อมสภาพลง จุดวิกฤตกำลังก่อตัว วันนี้ สมาชิกของตระกูลฉือได้มาพร้อมกับความตั้งใจที่ไม่เป็นมิตร พวกมันเดินเตร่ไปทั่วทั้งตระกูลเซี่ยว รอยยิ้มอันเย็นชาปกคลุมไปทั่วใบหน้าของพวกมัน


"สหายเต๋าฉางเอิน" ผู้นำตระกูลฉือ ฉือลั่วตีกล่าว พร้อมรอยยิ้มที่เสแสร้งและเสียงอันน่ากลัว "ท่านควรจะพิจารณาข้อเสนอของข้าให้รอบคอบ ถ้าพวกเราได้เกี่ยวดองกันด้วยการแต่งงาน พวกเราก็จะแบ่งปันทะเลสาบนี้ด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ตระกูลฉือ และ เซี่ยว คงอยู่ตลอดไป วันที่ตระกูลของพวกเราจะกลับเข้าไปยังสำนักเซี่ยเยาก็อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม"


ด้านหลังของมันติดตามมาด้วยคนในตระกูลสิบคนหรือมากกว่านั้น ด้วยพลังฝึกตนในขั้นรวบรวมลมปราณ ผู้ที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนี้อยู่ที่ระดับแปด ขั้นรวบรวมลมปราณ มันกำลังส่งยิ้มไปยังหนึ่งในสมาชิกตระกูลเซี่ยว ซึ่งเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างสูงเพรียว ที่กำลังทำหน้าบึ้งตึงอยู่


หญิงสาวผู้นี้สวมใส่ชุดยาวสีเขียว สายลมจากทะเลสาบ โชยพัดเส้นผมที่นุ่มสลวยราวเส้นไหมของนางให้พริ้วไปมา นางมีหน้าตาที่สวยงาม และมีผิวที่ขาวราวหยกเนื้อดี ดวงตาที่แฝงความฉลาดเฉลียวของนาง ราวกับนัยน์ตาหงส์เฉียงขึ้นไปเล็กน้อย นางช่างมีความงดงามอย่างหาตัวจับยากอย่างแท้จริง


เซี่ยวฉางเอินยืนที่ข้างกายนาง ดูค่อนข้างอ่อนแออมโรค เปลวไฟแห่งชีวิตของมันกำลังจะมอดดับลง ด้านหลังมันมีคนในตระกูลอยู่เจ็ดถึงแปดคนอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ มันชำเลืองมองไปยังกลุ่มคนจากตระกูลฉือ และอ้าปากเพื่อจะพูด แต่จากนั้นก็ตัวสั่นและเริ่มไอออกมา หญิงสาวเข้าไปพยุงตัวมัน ด้วยสีหน้าท่าทางกังวล


เซี่ยวฉางเอิน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็กล่าวว่า "ฉือลั่วตี ท่านสามารถใช้ทะเลสาบนี้ได้ แต่สำหรับการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ไม่มีทางเป็นไปได้" มันตบเบาๆ ไปที่มือของหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกาย และจากนั้นก็ชำเลืองมองไปยังกลุ่มคนจากตระกูลฉือ เห็นได้ชัดว่ามันอ่อนแอ แต่คำพูดของมันราวกับตอกตะปูเฉือนเหล็กกล้า


"ตระกูลฉือต้องการทะเลสาบนี้" ฉือลั่วตีกล่าว "สำหรับสตรีผู้เชี่ยวชาญยันต์อาคมของตระกูลเซี่ยว พวกเราต้องการนางด้วยเช่นกัน ถ้าท่านเห็นด้วย ก็ดีเยี่ยม แต่ถ้าไม่ยอม…" รอยยิ้มปกคลุมใบหน้า และดวงตาของมันก็เปล่งรังสีสังหารออกมา มันก้าวเท้าตรงไปข้างหน้า


ขณะที่เท้าของมันย่างลงไป คลื่นพลังของขั้นกลางพื้นฐานลมปราณก็กระจายแรงกดดันออกมา ปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นไปทั่ว ใบหน้าของคนตระกูลเซี่ยวที่อยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณซีดขาว และเต็มไปด้วยความกังวลและลังเล ระลอกคลื่นกระจายออกไปทั่วพื้นผิวของทะเลสาบ


ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ท้องฟ้าด้านบน ซึ่งก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยแสงสว่างของดวงตะวัน ทันใดนั้น ก็ดูเหมือนจะเริ่มมืดลง


มันกลับคืนมาเป็นปกติในทันที ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งถ้าใครกำลังกระพริบตาอยู่ในตอนนั้น ก็อาจจะไม่ทันสังเกตเห็น


อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของทั้งผู้นำตระกูลฉือและเซี่ยวก็แวบแสงขึ้น ความไม่อยากจะเชื่อปรากฎขึ้นบนใบหน้าของฉือลั่วตี ขณะที่จิตใจของเซี่ยวฉางเอินในตอนนี้ ก็เต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะ และสิ่งที่มันสามารถทำได้ทั้งหมดก็คือ อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ สมาชิกของตระกูลทั้งสองที่อยู่ในบริเวณนั้นทั้งหมด ต่างก็จ้องตรงไปยังทะเลสาบในทันที


หลุมดำขนาดยักษ์ปรากฎขึ้นอยู่ที่ด้านบนของทะเลสาบ ส่งผลให้น้ำในทะเลสาบปั่นป่วนไปมา คนผู้หนึ่งปรากฎขึ้นที่ด้านในของหลุมดำ ตามมาด้วยแสงสีดำขนาดใหญ่กระจายตามมา คนผู้นั้นกระอักโลหิตออกมา เสียงจอแจทันใดนั้นก็ได้ยินมา


"ข้ายังพูดไม่จบ จริงๆ แล้วเจ้าเป็นไอ้โง่… โง่… โง่?"


เมิ่งฮ่าวโผล่ออกมาด้วยใบหน้าที่ซีดขาว และชำเลืองมองไปรอบๆ จ้องไปยังพื้นดินด้านบนที่มีผู้ฝึกตนจากตระกูลฉือและเซี่ยว ขณะที่หลุมดำที่ด้านหลังจางหายไป เซี่ยวฉางเอินหยุดอาการตกใจและรวบรวมสติได้ แสงแปลกๆ ส่องออกมาจากดวงตา หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายมัน กำลังจะอ้าปากขึ้น แต่เซี่ยวฉางเอินก็เอามือของมันไปปิดไว้เบาๆ


มันทำเช่นนี้ เพราะมันเป็นเจ้าของทะเลสาบแห่งนี้ ฉือลั่วตีไม่ใช่เป็นคนเดียวที่มายังที่นี้ด้วยความมุ่งร้าย และต้องการจะครอบครองทะเลสาบ สถานการณ์ในตอนนี้ทำให้จิตใจของเซี่ยวฉางเอินเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ทันใดนั้น ดวงตาของมันก็เริ่มส่องประกายความดุร้ายออกมาในทันที รอยยิ้มเย็นชาปรากฎขึ้นบนใบหน้า


ในตอนแรก มันรู้สึกกังวล แต่หลังจากตรวจสอบพลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าว มันก็ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา มันยังคงระแวงสงสัยอยู่เล็กน้อย เมื่อพิจารณาถึงการมาถึงของเมิ่งฮ่าวแบบแปลกๆ นี้


"สหายเต๋า ท่านเป็นใคร และทำไมถึงได้บุกรุกเข้ามายังดินแดนทะเลสาบลมปราณ?" คำพูดนี้ไม่ได้เปล่งออกมาจากเซี่ยวฉางเอิน แต่เป็นฉือลั่วตี จากสิ่งที่มันเห็น เมิ่งฮ่าวเพียงอยู่ในขั้นของพื้นฐานลมปราณ เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์อันล่อแหลมในตอนนี้ มันก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่า บุคคลผู้นี้ ไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยเหลือเซี่ยวฉางเอิน


ขณะที่มันพูด สมาชิกเจ็ดถึงแปดคนที่เป็นคนรุ่นเยาว์ของตระกูลมัน ก็เริ่มกังวลใจ และจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว


"ผู้อาวุโส ข้ามีปัญหาบางอย่างกับการเคลื่อนย้ายทางไกลของข้า ทำให้ต้องมาปรากฎตัวขึ้นที่นี่อย่างไม่ได้ตั้งใจ" ร่างของเมิ่งฮ่าวขยับ และเขาก็ไปยืนอยู่บนชายหาดของทะเลสาบ เมื่อเขาทำเช่นนั้น เซี่ยวฉางเอินก็รีบดึงหญิงสาวไปอยู่ด้านหลังพร้อมกับมันหลายก้าว ให้ห่างไกลจากฉือลั่วตี สมาชิกในตระกูลของมันก็ติดตามไปด้วย มันไม่พูดจา แต่ความกระตือรือร้น ทันใดนั้น ก็ปรากฎขึ้นในดวงตา


เมื่อฉือลั่วตีเห็นเช่นนั้น มันก็ขมวดคิ้ว ขณะที่เมิ่งฮ่าวก้าวเท้าไปบนชายหาด ฉือลั่วตี ทันใดนั้น ก็เดินตรงไป พลังของขั้นกลางพื้นฐานลมปราณแผ่กระจายออกมา รอยยิ้มเสแสร้งเต็มอยู่บนใบหน้าของมัน ขณะที่แรงกดดันแผ่ขยายออกไป


หมวกที่อยู่บนศีรษะของเมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น ก็เริ่มพูดกับเขา


"เจ้ารู้หรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นั่นมันผิดศีลธรรมเป็นอย่างมาก เจ้าไม่ควรจะพูดโกหก เห็นได้ชัดว่าเจ้ามาที่นี่ เพราะเจ้ากำลังหนีเอาชีวิตรอด เจ้าต้องมีเหตุผลที่จะมายังที่นี้ เจ้ามาที่นี่เพราะมีจุดประสงค์!"


ใบหน้าเมิ่งฮ่าวหมองคล้ำลง และฉือลั่วตีก็จ้องมาด้วยความตกใจ ดวงตาเซี่ยวฉางเอินหดแคบลง แต่สีหน้าของมันก็กลับไปเป็นปกติในทันที หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายมัน มองไปที่หมวกบนศีรษะของเมิ่งฮ่าว พร้อมดวงตาที่เบิกกว้างเต็มไปด้วยความประหลาดใจ


เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว จากนั้นก็คว้าหมวกออกไปจากศีรษะ ขยำมันจนกลายเป็นลูกกลมๆ และโยนมันออกไปอย่างรุนแรงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้


"สหายเต๋า" เขากล่าว ไม่สนใจหมวกนั้น "ข้าอยู่ที่ไหน? สำนักที่ใกล้ที่สุดคือสำนักอะไร?" เขาชำเลืองมองไปยังพลังฝึกตนที่กระจายออกมาจากฉือลั่วตี และท่าทางระมัดระวังตัวของมัน จากนั้นก็มองไปยังเซี่ยวฉางเอิน


"สหายเต๋า ไม่จำเป็นต้องถามในสิ่งที่ท่านก็รู้คำตอบอยู่แล้ว ทำไมท่าน…" เซี่ยวฉางเอินกำลังเริ่มรู้สึกแปลกๆ กับสถานการณ์ในตอนนี้ แต่ก่อนที่มันจะพูดจบ ทันใดนั้นมันก็สังเกตเห็นว่า หมวกที่เพิ่งจะถูกขยำและโยนทิ้งไป มันได้กลับคืนเป็นรูปร่างเหมือนเดิม และมาอยู่บนศีรษะของเมิ่งฮ่าวในทันที


ตอนที่ 168 ตระกูลเซี่ยวยกทะเลสาบให้

"เจ้ารู้หรือไม่ มันผิดศีลธรรม เจ้าไม่อาจเพียงแค่โยนสิ่งของลงไปบนพื้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามันไปโดนเด็กทารก? มันก็จะกลายเป็นตราบาปติดตัวเจ้าไป ถึงแม้เจ้าไม่ได้ไปโดนเด็กทารก เจ้าก็อาจจะไปโดนปลาที่อยู่ในทะเลสาบ หรืออาจจะเป็นกุ้ง นั่นก็เป็นสิ่งที่ผิด เจ้าควรจะเอาข้าออกไปอย่างระมัดระวัง เจ้าควร…" เจ้าหมวกยังคงพูดโดยไม่ยอมหยุดต่อไป ด้วยคำเทศนาของมัน


เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว และฉือลั่วตีก็จ้องมองมาด้วยความประหลาดใจ คนในตระกูลของมันที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น ก็มองมายังหมวกของเมิ่งฮ่าวด้วยความไม่อยากจะเชื่อ หลังจากนั้นไม่นาน ใบหน้าของฉือลั่วตีก็เริ่มดุร้ายขึ้น มันรู้สึกว่าผู้ฝึกตนขั้นต้นพื้นฐานลมปราณผู้นี้ กำลังทำเช่นนี้ด้วยจุดประสงค์บางอย่างของมัน


"พอได้แล้ว!" ฉือลั่วตีพูด "ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ ที่เจ้าอยากจะมาหรือไปได้ตามใจชอบ ถ้าเจ้าไม่ยอมพูดความจริง ข้าก็จะจับกุมเจ้า และบังคับให้เจ้าพูดความจริงออกมาเอง"


มันยังไม่รู้เลยว่าบุคคลผู้นี้มาที่นี่เพื่อช่วยเหลือตระกูลเซี่ยวหรือไม่ แต่ในตอนนี้ มันรู้สึกว่าเมิ่งฮ่าวช่างน่ารำคาญนัก และที่สำคัญมากไปกว่านั้น พลังฝึกตนของเขาก็เพิ่งจะอยู่ที่ขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ มันจึงคิดว่าถ้าจับตัวเข้าไว้ ก็จะสามารถรู้ถึงจุดประสงค์ที่มายังที่แห่งนี้ของเขาได้เอง


ก่อนที่มันจะพูดจบ ฉือลั่วตีก็เดินตรงไป ยกมือขวาขึ้นมา และแสงสีแดงเข้มก็ปรากฎขึ้น รวมตัวกันเป็นแส้สีแดง แส้นั้นส่งเสียงดังขวับเควี้ยว ขณะที่มันสะบัดไปมาในอากาศ ตรงปลายแส้ มีหัวของอสรพิษ ที่แลบลิ้นออกมาอย่างดุร้าย มันพุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว


ขณะที่ฉือลั่วตีขยับตัวเคลื่อนไหว สมาชิกของตระกูลฉือที่อยู่ด้านหลังมันทั้งหมด ต่างก็มองมาด้วยความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไหร่ที่หัวหน้าตระกูลของพวกมันโจมตี มันก็จะต้องได้รับชัยชนะ นั่นเป็นสิ่งที่พวกมันเคยเห็นในอดีตที่ผ่านมา พวกมันแทบไม่อาจทนรอ ที่จะได้เห็นหัวหน้าตระกูล จัดการผู้ฝึกตนขั้นต้นพื้นฐานลมปราณผู้นี้ให้ไปนอนกองอยู่ที่พื้น


เมิ่งฮ่าวมองไปยังฉือลั่วตีด้วยสายตาสงบนิ่ง ตลอดช่วงเวลาที่เขาได้ปกป้องสวี่ชิง ในดินแดนสงบสุขของสำนักชิงหลัว เขาได้เผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนมากมาย เขายกมือที่ถือผลไม้สีแดงคล้ำขึ้น โยนมันลงไปที่พื้น


ทันทีที่ผลไม้นั้นกระทบพื้น มันก็มุดลงไปด้านล่าง ทันใดนั้น พื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือน แม้แต่ในขณะที่แส้สีแดงเข้ามาใกล้เมิ่งฮ่าว เสียงระเบิดก็ดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น พื้นดินที่เบื้องหน้าเขาระเบิดออกมา ขณะที่เถาวัลย์สีแดงคล้ำจำนวนมากมายพุ่งออกมา พวกมันพุ่งขึ้นไปในอากาศสูงห้าจ้าง กระจายคลื่นพลังของขั้นกลางพื้นฐานลมปราณออกมา ทันทีที่มันปรากฎตัวขึ้น มันก็พุ่งตรงไปยังแส้เส้นนั้น


เสียงระเบิดดังกึกก้องออกมา แส้นั้นไม่อาจทนได้แม้แต่แรงระเบิดเพียงแค่ครั้งเดียว และมันก็แตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ เถาวัลย์อันดุร้ายอ้าปากที่กว้างของมันออก และพุ่งตรงไปยังฉือลั่วตี


ใบหน้าของมันหมองคล้ำลง และสมาชิกตระกูลที่อยู่ด้านหลังมันก็ดูด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ถึงกับมีความประหลาดใจมากกว่ามัน ฉือลั่วตีร้องออกมาด้วยความตกใจ ขณะที่มันเห็นเถาวัลย์มากกว่าสิบเส้นพุ่งเข้ามาใกล้ตัว ดวงตาของมันหดเล็กลง และทันใดนั้น มันก็กดลงไปที่หน้าอก พ่นโลหิตออกมาจำนวนมาก ซึ่งจากนั้นก็กลายเป็นกลุ่มหมอก และรวมตัวกันเป็นศีรษะสีโลหิต พุ่งไปปะทะกับเถาวัลย์


เสียงระเบิดดังกึกก้อง และใบหน้าฉือลั่วตีก็ซีดขาวจนไร้สีเลือด มันเดินโซเซถอยไปด้านหลังหลายก้าว เข้าไปในกลุ่มคนในตระกูลที่มีใบหน้าซีดขาว และพวกมันทั้งหมดก็กระอักโลหิตออกมา


"ผู้ฝึกตนหมอผี!" ฉือลั่วตีอ้าปากค้าง ถอยไปด้านหลังอีกครั้ง


ไม่ใช่มันเพียงคนเดียวที่มีปฏิกิริยาเช่นนี้ ดวงตาของเซี่ยวฉางเอิน ทันใดนั้น ก็เบิกกว้างขึ้น ใบหน้าของคนในตระกูลเซี่ยวที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นต่างก็เปลี่ยนไป หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายเซี่ยวฉางเอินก็เริ่มหายใจเข้าออกถี่ขึ้น


"ถึงแม้เจ้าจะเป็นผู้ฝึกตนหมอผี แต่สมุนวิญญาณของเจ้า ก็อยู่แค่ขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ…" ดวงตาของฉือลั่วตี เต็มไปด้วยรังสีสังหาร มันตระหนักเป็นอย่างดีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนหมอผี สิ่งสำคัญที่สุดก็คือสมุนวิญญาณ ซึ่งผู้ฝึกตนหมอผีส่วนใหญ่จะมีร่างกายที่อ่อนแอ และพวกมันก็กลัวการถูกตัดศีรษะ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่มันจะพูดจบประโยค มันก็หยุดพูดในทันที ราวกับว่ามีบางอย่างได้บีบขากรรไกรของมันให้ค้างไว้


ข้างหน้าของมันขึ้นไป ดินทรายล่วงหล่นลงมาราวสายฝน ขณะที่เส้นเถาวัลย์ปรากฎมามากขึ้น เป็นเถาวัลย์สีม่วง และมีความหนาเป็นสองเท่าของเถาวัลย์อื่นๆ ทั่วไป ทันทีที่มันปรากฎขึ้น มันก็กระจายพลังของขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณออกมา


เดิมทีเถาวัลย์ไม่ได้เป็นเช่นนี้ แต่เป็นเพราะเมิ่งฮ่าวได้ประทับมันด้วยโลหิตของเขา มันจึงได้กลายพันธุ์ และตอนนี้ก็มีลำต้นที่แข็งแกร่งด้วยขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณ


"ไสหัวไป!" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงราบเรียบ สีหน้าไปเปลี่ยนแปลง และในความเป็นจริง ภายในจิตใจเขาก็ไม่ได้กังวลสิ่งใดๆ เขาเพิ่งจะหนีออกมาจากเงื้อมมือของผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง ในดินแดนสงบสุข ดังนั้น ในสายตาของเขา แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ก็เป็นแค่เรื่องเพียงเล็กน้อยที่จะพูดถึง


เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าของเซี่ยวฉางเอินก็เปลี่ยนไป และรู้สึกกังวลใจ มันกำลังจะพูดออกมา แต่เมื่อได้เห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยของเมิ่งฮ่าว ก็ทำให้มันไร้คำพูดใดๆ


ใบหน้าของฉือลั่วตีก็เปลี่ยนไปเช่นกัน และจากนั้นมันก็หมุนตัวไปรอบๆ ด้วยการโบกสะบัดชายแขนเสื้อ มันก็พุ่งออกไปยังที่ห่างไกล พร้อมกับคนอื่นๆ ในตระกูล ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างชั่วร้าย ความไม่พอใจของมัน จริงๆ แล้วไม่ใช่เมิ่งฮ่าว แต่เป็นตระกูลเซี่ยว ตอนนี้มันคิดว่า เมิ่งฮ่าวได้ถูกเรียกตัวมาให้ช่วยเหลือตระกูลเซี่ยว


เมิ่งฮ่าวมองการจากไปของฉือลั่วตีด้วยสีหน้าสงบนิ่ง เขาไม่ได้เรียกเถาวัลย์กลับมา และไม่ได้มองไปที่เซี่ยวฉางเอินด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยเช่นก่อนหน้านี้


"สหายเต๋า" เซี่ยวฉางเอินกล่าว "ขอบคุณมากสำหรับการช่วยเหลือของท่าน ข้า เซี่ยว ได้ถูกต้อนให้เข้าตาจน ได้โปรดยกโทษสำหรับการก่อปัญหาให้กับท่าน…" มันประสานมือ และโค้งตัวลงต่ำคารวะไปยังเมิ่งฮ่าว


คนสัตย์ซื่อไม่กล่าววาจาซ่อนเร้น เซี่ยวฉางเอินพูดอย่างตรงไปตรงมา ทำให้รอยยิ้มเกิดขึ้นที่บนใบหน้าของเมิ่งฮ่าว ถึงแม้เขาจะไม่มั่นใจถึงรายละเอียดทั้งหมด ของสถานการณ์ที่เขายื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เขาก็ได้เบาะแสบางอย่าง โดยเฉพาะความตื่นเต้นที่ปรากฎก่อนหน้านี้ บนใบหน้าของเซี่ยวฉางเอิน เมิ่งฮ่าวเห็นได้ชัดเจนว่า มันได้ถูกกดดันจากตระกูลฉือมา


มันจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเขาถึงไม่สังหารใครเลย นอกจากปล่อยให้ฉือลั่วตีหนีจากไป นี่เป็นเหตุให้เซี่ยวฉางเอินต้องลังเล ฉือลั่วตีจากไปด้วยโทสะ ไม่ใช่โทสะเพราะเมิ่งฮ่าว แต่เป็นตระกูลเซี่ยว


ถึงแม้ว่าเขาจะมีประโยชน์ สามารถช่วยเหลือได้ แก้ปัญหาได้ในตอนนี้ แต่ในไม่ช้าหรือหลังจากนั้น ตระกูลฉือก็จะกลับมา ถ้าเมิ่งฮ่าวได้จากไปในเวลานั้น เซี่ยวฉางเอินก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน เป็นค่าตอบแทนที่ไม่ใช่เพียงแค่บุตรีหรือทะเลสาบ


เซี่ยวฉางเอินหัวเราะอย่างขมขื่น และจากนั้นก็โค้งตัวคารวะไปที่เมิ่งฮ่าวอีกครั้ง ด้านข้างมัน หญิงสาวนิ่งเงียบ จากนั้นก็ดูเหมือนจะเริ่มตระหนักได้ นางร่วมคารวะไปยังเมิ่งฮ่าวพร้อมกับเซี่ยวฉางเอิน


"ขอบคุณมาก ท่านผู้มีพระคุณ" นางกล่าว เสียงของนางคมชัด และสดใสไพเราะน่าฟัง


ในตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบ ยกเว้นเจ้าหมวกบนศีรษะเมิ่งฮ่าว "… และเจ้าก็ควรจะหยิบข้าเบาๆ เจ้าต้องไม่เหยียบย่ำข้าอยู่ใต้เท้า" จริงๆ แล้ว เสียงนี้ไม่ได้หยุดพูดเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา ยังคงมีคำพูดไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง


เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว


"สหายเต๋า โปรดยกโทษให้ข้าด้วย" เซี่ยวฉางเอินพูด "ข้าไม่ได้สนใจถ้าตระกูลฉือจะมาแย่งชิงทะเลสาบนี้ หรือแม้แต่จะสังหารข้า เนื่องจากข้าใกล้สิ้นอายุขัยแล้ว แต่พวกมันต้องการจะฮุบกลืนตระกูลข้าไปทั้งหมด อ้าย…" ความขมขื่นปรากฎขึ้นบนใบหน้าของมัน ทันใดนั้น มันก็เริ่มไออย่างรุนแรงออกมา หญิงสาวก้าวเท้ามาด้านหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล


เมิ่งฮ่าวมองไปยังเซี่ยวฉางเอิน และกลิ่นอายความตายอันเข้มข้น ที่กระจายออกมาจากตัวมัน


"ที่นี่เป็นสถานที่อะไร?" เขาถามเสียงราบเรียบ


"ท่าน" หญิงสาวกล่าว "พวกเราอยู่ที่ขอบชายแดนระหว่างสำนักเซี่ยเยา และสำนักกูตู๋เจี้ยน" เสียงของนางแผ่วเบา สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลใจ ขณะที่นางมองมายังเมิ่งฮ่าว


เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็ตบไปที่ถุงสมบัติ และหยิบแผ่นหยกออกมา เขาตรวจดูสักพัก ยืนยันตำแหน่งที่อยู่พร้อมขมวดคิ้วไปด้วย เซี่ยวฉางเอินยังคงมองมาที่เขา และเถาวัลย์ดุร้ายที่อยู่รอบๆ ตัวเขา มันกัดฟันแน่น


"สหายเต๋า" มันกล่าว "ข้าต้องการมอบทะเลสาบลมปราณนี้ให้เป็นของขวัญแก่ท่าน!" สมาชิกตระกูลเซี่ยวทั้งหมด ยกเว้นหญิงสาวผู้นั้น ต่างก็จ้องมาด้วยความตกใจ


เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น และมองไปยังเซี่ยวฉางเอินอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ออกมา


"ตัวข้าเอง เคยเป็นศิษย์สำนักเซี่ยเยา" เซี่ยวฉางเอินกล่าว "แต่ข้าได้รับบาดเจ็บ แทบเอาชีวิตไม่รอด พลังฝึกตนของข้าไม่อาจจะก้าวหน้าไปได้อีก และอายุขัยของข้าก็ไม่อาจเพิ่มต่อไปได้ ข้าเกรงว่าคงจะมีชีวิตเหลืออยู่อีกเพียงไม่กี่ปี"


"ทะเลสาบลมปราณนี้ ได้ถูกส่งต่อมายังข้า จากผู้อาวุโสของตระกูลข้า ก่อนที่ท่านจะตายไป มันเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะให้ตระกูลเซี่ยวคงอยู่ต่อไป แต่ในเร็วๆ นี้ก็มีผู้คนมากมายสนใจในทะเลสาบแห่งนี้ ข้าไม่มั่นใจว่าจะรักษามันไว้ให้กับตระกูลข้าได้อย่างไร ลมปราณในทะเลสาบนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยมากมาย แต่จริงๆ แล้ว มันมีประโยชน์เป็นอย่างมากกับสมุนวิญญาณ การได้สูดลมหายใจเข้าไปเมื่ออยู่ในพื้นที่บริเวณนี้ เป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับพวกมัน"


"สหายเต๋า โปรดรับทะเลสาบนี้ไว้ด้วย" มันพูดอย่างจริงใจ ถึงแม้จิตใจจะเต็มไปด้วยความขมขื่น มันไม่อาจจะคิดหาทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ได้อีก ความสัมพันธ์ของมันกับสำนักเซี่ยเยาได้ถูกตัดขาดไปแล้ว และมันก็ไม่มีส่วนร่วมใดๆ ของการดิ้นรนต่อสู้ระหว่างตระกูล ที่ก่อตั้งโดยศิษย์สำนักเซี่ยเยาอีกต่อไป


ทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวของมันก็คือ ผู้ฝึกตนขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณที่อยู่เบื้องหน้ามันผู้นี้ ผู้ซึ่งมีสมุนวิญญาณขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ


"ยิ่งไปกว่านั้น" เซี่ยวฉางเอินพูดต่อไป "ล่าสุดนี้ ก็ยังมีการปะทะกันระหว่างสำนักเซี่ยเยา และสำนักกูตู๋เจี้ยน ในไม่ช้าสงครามใหญ่ก็คงจะเริ่มขึ้น และสถานที่นี้ก็ไม่ใช่สนามรบ ยกเว้นแต่จะมีการรบกวนจากตระกูลอื่นๆ ในแถบนี้บ้างเป็นครั้งคราว ไม่มีใครสนใจทะเลสาบแห่งนี้มากมายนัก…"


มันเลือกกล่าวคำพูดอย่างระมัดระวัง ขณะที่พยายามจะเกลี้ยกล่อมให้เขารั้งอยู่ เมิ่งฮ่าวยิ้ม และดวงตาก็สาดประกาย


ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ เขาก็ได้จากมาด้วยสิ่งของที่สำนักชิงหลัวกำลังพยายามตามหาในดินแดนสงบสุข ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสำนักนั้นจะมีความเดือดดาลมากเพียงใด และก็คิดว่า พวกมันคงจะไม่ป่าวประกาศให้คนภายนอกรับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่คงจะพยายามค้นหาเขาแบบลับๆ


"ศิษย์พี่หญิงสวี่จะติดร่างแหไปด้วยหรือไม่…" เขาครุ่นคิดกับตัวเอง "ข้าคิดว่าคงไม่เป็นเช่นนั้น" ในตอนนี้ เรื่องสำคัญสูงสุดของเขาก็คือ การเพิ่มพลังฝึกตนของตัวเอง เขาจำเป็นต้องสร้างเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ขึ้นมาให้ได้ ถ้ารวมกับพื้นฐานสมบูรณ์ของเขาแล้ว ก็จะทำให้เขาสามารถยืนหยัดต่อสู้กับเต้าจื่อจากห้าสำนักใหญ่ และสามตระกูลดังได้อย่างง่ายดาย


เมื่อถึงตอนนั้น เขาก็จะอยู่เหนือผู้ถูกเลือกทั้งหมด และจริงๆ แล้ว ก็จะกลายเป็นหนึ่งในสิบคน ที่แข็งแกร่งมากที่สุดของขั้นพื้นฐานลมปราณ ในดินแดนด้านใต้ หลังจากที่เขาสร้างเสาแห่งเต๋าได้หกต้น เขาก็เชื่อมั่นว่า สามารถจะทำลายใครก็ตามที่ถูกเรียกว่า เต้าจื่อ ได้อย่างง่ายดาย


"โชคร้ายนัก ที่ตอนนี้ข้ามีพื้นฐานสมบูรณ์ ทำให้ไม่มีทางที่จะดูดซับลมปราณจากสวรรค์และปฐพีได้ ถึงข้าจะมีวิธีการดูดซับ มันก็ยังคงมีความยุ่งยากเป็นอย่างมาก… มีเพียงสิ่งเดียวที่ข้าพอจะทำได้ก็คือใช้เม็ดยา แต่พอนานไปมันก็ไม่ได้ผล"


เมิ่งฮ่าวแอบถอนหายใจอยู่ข้างในลึกๆ พื้นฐานสมบูรณ์แข็งแกร่งก็จริงอยู่ แต่ก็มีผลกระทบข้างเคียงอย่างที่กล่าวไว้แล้ว แต่ถ้าให้เขาได้เลือกอีกครั้ง เขาก็ยังคงเลือกพื้นฐานสมบูรณ์อยู่ดี


"จะเป็นอย่างไรบ้างนะ ถ้าข้าก้าวไปถึงขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ…" เขาคิด ดวงตาสาดประกายที่เกือบจะมองไม่เห็นออกมา เขามองไปยังเซี่ยวฉางเอินนานสักพัก และจากนั้นก็พยักหน้า


"พวกเราค่อยคุยเรื่องทะเลสาบกันภายหลัง" เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงราบเรียบ "ข้าจะอยู่ที่นี่สักหลายวันเพื่อนั่งเข้าฌาณเพียงลำพัง โปรดอย่าได้มารบกวนข้า ยิ่งไปกว่านั้น ได้โปรดช่วยนำหินลมปราณที่ตระกูลท่านมีทั้งหมดมาให้ข้าด้วย"


จิตใจของเซี่ยวฉางเอินดูเหมือนจะลอยฟ่องขึ้นมาในตอนแรก แต่หลังจากนั้นรอยยิ้มอันขมขื่นก็ปกคลุมไปทั่วใบหน้าของมัน มันกัดฟันแน่น และพยักหน้ารับเงื่อนไขนั้น


ตอนที่ 169 อา… สวรรค์ เจ้าไม่รู้จริงๆ ?

ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ด้านนอกของหมู่บ้านตระกูลเซี่ยว ฉือลั่วตีบินไปด้วยใบหน้าที่ดุร้าย ห้อมล้อมไปด้วยกลุ่มคนในตระกูล มันชำเลืองมาที่ด้านหลัง ดวงตาของมันเต็มไปด้วยโทสะอันน่ากลัว


"เซี่ยวฉางเอิน ถ้าเจ้าขอความช่วยเหลือจากคนภายนอกได้ ข้าก็ทำได้เช่นกัน! ผู้ฝึกตนพ่อมดอันต่ำต้อย ถ้าเพียงแค่เจ้าไม่มีสมุนวิญญาณ ข้าก็จะสามารถสังหารเจ้าได้อย่างง่ายดาย ด้วยผู้ฝึกตนชนิดนั้น สิ่งหลักที่ต้องกังวลก็คือสมุนวิญญาณเท่านั้น ถ้ากำจัดมันไปได้ ข้าจะตัดศีรษะเจ้าในทันที!" มันแค่นเสียงอันเย็นชาออกมา จากนั้นก็มองไปยังคนในตระกูลที่ติดตามมา "พวกเจ้ามุ่งหน้ากลับไปก่อน เรื่องนี้มันยังไม่จบ!"


คนตระกูลฉือแยกย้ายกันไป ฉือลั่วตีโบกสะบัดแขนเสื้อ กลายเป็นลำแสงหลากสีพุ่งตรงไปยังที่ห่างไกล


"ข้าต้องไปขอความช่วยเหลือจากท่านซ่างหลัว ซึ่งอยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ที่มีเสาแห่งเต๋าเจ็ดต้น ท่านต้องจัดการผู้ฝึกตนพ่อมดนั้นได้อย่างง่ายดาย ปัญหาก็คือ ท่านเป็นผู้ที่มีบุคลิกที่แปลกพิสดาร และไม่ค่อยยินยอมช่วยเหลือใคร… แต่เมื่อคิดไปถึงค่าตอบแทนที่จ่ายไปสำหรับเรื่องนั้น เมื่อหลายปีมาแล้ว ท่านต้องตกลงอย่างแน่นอน มันคุ้มค่ามาก ถ้าข้าได้ครอบครองทะเลสาบลมปราณ!" เมื่อมันตัดสินใจได้แล้ว ฉือลั่วตีก็เร่งความเร็วขึ้น


มันบินไปเกือบหนึ่งวัน ก่อนที่จะมาถึงเชิงเขาโดดเดี่ยวแห่งหนึ่ง นกแร้งจำนวนหนึ่งบินเป็นวงกลมอยู่ที่ด้านบน เบื้องหน้าเป็นแผ่นไม้ยาวสองจ้าง ด้านบนมีซากศพอยู่หนึ่งซาก


เห็นได้ชัดว่า ซากศพนั้นเน่าเปื่อยมาแล้วหลายเดือน มันดูท่าทางน่ากลัวเป็นอย่างมาก นกแร้งหลายตัวเกาะอยู่บนแผ่นไม้ กำลังจิกกินซากศพนั้นอยู่ พวกมันชำเลืองมายังฉือลั่วตี ด้วยดวงตาที่เปล่งแสงอันลี้ลับออกมา เห็นได้ชัดว่า พวกมันไม่ได้หวาดกลัวมนุษย์เลย


"ฉือลั่วตี ขอเข้าพบท่านซ่างหลัว" มันกล่าว มองไปที่ซากศพ ด้วยจิตใจเต้นรัว มันจำสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ของซากศพนี้ได้ว่า เป็นของผู้นำตระกูลแถบนี้ ซึ่งมีพลังฝึกตนอยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ


คำพูดของมันกระจายออกไปในภูเขาโดดเดี่ยวนั้น หลังจากผ่านไปสักพัก เสียงแหบพร่าก็ดังออกมา


"เจ้าผู้นี้ เคยดูถูกข้าเมื่อหลายเดือนมาแล้ว ดังนั้น ข้าจึงจับมันมายังที่นี่ ข้ามัดมันไว้เพื่อเป็นการลงโทษ แต่นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะอ่อนแอมากเช่นนี้ มันตายหลังจากผ่านไปเพียงแค่สองเดือน เจ้า มีเรื่องใด นำเจ้ามาที่นี่ในวันนี้!?"


ฉือลั่วตีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ขณะที่มันโค้งตัวลงต่ำ คารวะไปยังภูเขาโดดเดี่ยวลูกนั้น


"ผู้อาวุโส ข้าได้เผชิญกับปัญหาบางอย่าง ข้ามาขอร้องให้ท่านซ่างหลัวช่วยสังหารใครบางคน" มันพูดจาตรงๆ มันรู้ว่าท่านซ่างหลัวไม่ชอบการอธิบายยืดเยื้อ


"สังหารใครบางคน… โอ้ ฮา ฮา ฮา ฮา ฮา!" เสียงหัวเราะแสบแก้วหูดังกังวานออกมา "จากความสัมพันธ์ที่พวกเรามีต่อกันเมื่อปีนั้น ข้าจะช่วยเหลือเจ้า แต่ก็มีข้อเรียกร้องบางอย่าง จริงๆ แล้ว ก็เป็นข้อเรียกร้องที่มากมายยิ่ง"


"ข้าเข้าใจ" ฉือลั่วตีกล่าว ยกถุงสมบัติขึ้น โยนออกไป และก่อนที่มันจะตกลงไปกระทบพื้น มันก็หมุนคว้างออกไปในที่ห่างไกล ถูกหยิบฉวยไปด้วยพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น


"รอข้าอีกไม่กี่วัน" เสียงแหบพร่านั้นกล่าว "หลังจากที่ข้าจัดการกระดูกของคนผู้นี้เสร็จสิ้นแล้ว ข้าก็จะไปพร้อมกับเจ้า" ทันใดนั้น กลุ่มแร้งก็คาบซากศพขึ้น และบินเข้าไปในภูเขาโดดเดี่ยวนั้น


ฉือลั่วตีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง ดวงตามันสาดประกายเจิดจ้า


"เซี่ยวฉางเอิน ลองดูว่าครั้งนี้เจ้าจะต่อสู้ได้อย่างไร!" ดวงตามันเต็มไปด้วยรังสีสังหาร ฉือลั่วตีนั่งลงขัดสมาธิเข้าฌาณ


ในเวลาเดียวกันนั้น ย้อนกลับไปยังภูเขาหมู่บ้านตระกูลเซี่ยว เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิด้วยเช่นกัน อยู่ในห้องเล็กๆ ใกล้กับทะเลสาบ แสงริบหรี่รายล้อมรอบตัวเขา ช่วยให้มองออกไปนอกห้องได้ แต่ป้องกันไม่ให้คนที่ด้านนอก มองเข้ามายังด้านในได้


แสงนี้เกิดมาจากกระดาษยันต์ทั้งเก้าแผ่น ยันต์อาคมนี้ถูกวาดโดยหญิงสาวตระกูลเซี่ยว และนำส่งมาให้เมิ่งฮ่าวด้วยตัวนางเอง หลังจากติดตั้งยันต์อาคมเรียบร้อย นางก็จากไปพร้อมการคารวะด้วยความเคารพ


หลังจากที่นางไปแล้ว เมิ่งฮ่าวก็พ่นหมอกสายฟ้าออกมา กระจายออกไปปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นทั้งหมด ในที่สุด เขาก็เปิดถุงสมบัติออกมาได้โดยไม่ต้องกังวลใดๆ เขาหยิบเม็ดยาหลัวตี้ ซึ่งได้รับจากสำนักชิงหลัวออกมา และตรวจสอบดูอย่างละเอียด


ขณะที่เขามองไปที่เม็ดยา ผีโต้งที่เป็นหมวกอยู่บนศีรษะเขาก็เริ่มพูดขึ้น "เฮ เมื่อครู่นี้ข้าพูดถึงตรงไหนนะ? อืม พวกเรามาต่อเรื่องจากเมื่อวานกันดีกว่า เจ้าไม่อาจทำเช่นนั้น มันผิดศีลธรรม! เจ้าไม่อาจโยนข้าลงไปบนพื้น นั่นมันมากเกินไปแล้ว!"


เมิ่งฮ่าวไม่โต้ตอบ เจ้าผีโต้งไม่ยอมหยุดพูดเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่ามันสามารถจะพูดเรื่องเดียวกันได้ทั้งวัน มีเพียงเรื่องเดียวถ้ามันไม่พูดซ้ำ มันก็พูดวนไปมา และดูเหมือนมันจะพูดอย่างไม่เคยเบื่อเลย


"จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าจะโยนข้าไปโดนเด็กทารก… ?"


"มันยังเป็นเรื่องแย่สำหรับหญ้าและต้นไม้…"


"พวกปลาตัวน้อยๆ และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเหล่านั้นต่างก็ไม่รู้เรื่องด้วย…"


รู้สึกเหมือนกับมีเสียงหึ่ง หึ่ง ดังอยู่ที่ข้างหูเมิ่งฮ่าวตลอดเวลา เขาพยายามที่จะไม่สนใจมัน แต่เสียงของหมวกผีโต้ง ก็ดูเหมือนจะดังมากยิ่งขึ้น จนในที่สุด มันก็ตะโกนออกมา เสียงของมันดังมากจนทะลุผ่านเกราะหมอกสายฟ้าออกไปที่ด้านนอก เมื่อพวกมันได้ยินเสียง คนในตระกูลเซี่ยวทั้งหมดต่างก็มองตากันไปมา


"หุบปาก!!" เมิ่งฮ่าวกัดฟันแน่น จับหมวกโยนลงไปบนพื้น


"อี๋? ข้ายังพูดไม่จบ เอ ถึงไหนแล้วนะ? อืม เปลี่ยนเรื่องดีกว่า เจ้าไม่อาจทำเช่นนั้น มันผิดศีลธรรม…" เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้า ใบหน้าเขาน่าเกลียดมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้น เขาก็ลุกขึ้นยืน และเริ่มกระทืบลงไปบนหมวก


ใบหน้าที่ชอบอวดภูมิความรู้ของชายชรา ทันใดนั้นก็ปรากฎขึ้น ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวจะกระทืบมันด้วยความดุร้าย แต่มันก็ไม่ได้ส่งเสียงร้องอย่างน่าสังเวชใจออกมา ดูเหมือนมันจะพูดอย่างสัตย์ซื่อออกมามากขึ้น "เจ้าไม่อาจทำเช่นนั้น มันช่างโหดร้ายนัก! มันผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง!"


"เจ้าต้องการอะไร?" เมิ่งฮ่าวกล่าว ถอยหลังออกไปสองสามก้าว กัดฟันแน่น "เจ้าหลบหนีมาได้แล้ว ทำไมยังมาติดตามข้า? ไปให้พ้น ไป!"


"อี๋? ข้าได้ผูกมัดเจ้าให้เป็นนายของข้า ผูกมัดเจ้านายก็หมายถึงผูกมัดชีวิต ข้าต้องผิดศีลธรรมเป็นอย่างมากถ้าข้าจากไป ข้าไม่เคยทำสิ่งใดที่ขัดต่อหลักการ ขัดต่อ…" เมิ่งฮ่าวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ และจ้องไปในท้องฟ้าด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า เวลาธูปสองดอกไหม้หมดผ่านไป ในที่สุดเขาก็มองกลับมาที่หมวกใบนั้น


"… ขัดต่อนิสัย ข้าเพิ่งจะบอกเจ้าไปเจ็ดร้อยสี่สิบห้าเรื่อง ในสิ่งที่ข้าไม่ยอมทำ เห็นหรือไม่ว่าข้าเป็นผู้ที่เจริญแล้วแค่ไหน? จริงใจเพียงใด? ด้วยคำพูดที่กล่าวมา ข้าจะไม่มีทางทิ้งเจ้าไป"


เมิ่งฮ่าวไม่ได้พูดสิ่งใด ทันใดนั้น เขาก็ยกมือขึ้น และเรียกมังกรเปลวไฟออกมา พุ่งเข้าไปที่เจ้าหมวก ครั้งนี้เสียงร้องอย่างโหยหวนก็ดังออกมา แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยคำพูดที่ไม่รู้จักจบสิ้นอย่างรวดเร็ว หมวกไม่ได้ถูกทำลายไป ขณะที่เมิ่งฮ่าวจ้องไปที่มัน เส้นเลือดก็โผล่ออกมาจากหน้าผาก เขามักคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา แต่ในตอนนี้อารมณ์ของเขาได้ระเบิดออกมา เขากระโดดขึ้นและลงหลายครั้งไปบนหมวก กระทืบมัน


แต่… ไม่นานหลังจากที่เขาหยุด คำพูดก็ยังคงพรั่งพรูออกมาต่อไป หมวกกลับมาอยู่บนศีรษะเมิ่งฮ่าว ครั้งนี้มันได้เปลี่ยนสีไป ตอนนี้มันเป็นสีเขียว และมีรูปร่างดึงดูดใจมากขึ้นกว่าเดิม


(หมวกเขียว ในภาษาจีน คล้ายกับความหมายว่า ภรรยาคบชู้)


ใบหน้าเมิ่งฮ่าวหมองคล้ำลง


"ดูนะ เด็กน้อย ไม่ต้องดิ้นรนไป ข้าเป็นคนดี ข้าพยายามที่จะช่วยเจ้า เจ้ากำลังอยู่บนเส้นทางที่ชั่วร้าย แต่ข้าก็ยินดีที่จะใช้พลังของข้าช่วยเหลือเจ้า เด็กน้อย บางทีเจ้าอาจจะไม่ได้ระวังว่า มีคนรุ่นหนุ่มสาวมากมายแค่ไหน ที่ได้ก้าวพลาดไป และจากนั้นก็ต้องมานั่งเสียใจไปตลอดชีวิต ข้าจะช่วยให้เจ้าผ่านพ้นความขมขื่นเหล่านั้น ข้าจะช่วยให้เจ้าเป็นอิสระจากเจ้านกบัดซบนั่น ข้าเคยทำผิดพลาดในชีวิตสุดท้ายของข้า และชีวิตก่อนหน้านั้น และชีวิตก่อนหน้าของก่อนหน้านั้นด้วย เจ้านกบัดซบที่น่ารังเกียจนั่น เป็นเพียงนกตัวเดียวที่ข้าไม่เคยเปลี่ยนแปลงมันได้เลย!" ดูเหมือนว่ามันกำลังกัดฟันอยู่ในตอนนี้ "ในชีวิตครั้งนี้ ข้าต้องเปลี่ยนมันให้จงได้!"


"ใครเป็นนกที่เจ้ากำลังพูดถึง?!" เมิ่งฮ่าวกล่าว ใบหน้าเคร่งเครียด ความรู้สึกแปลกๆ พุ่งขึ้นมาจากข้างใน เจ้าหมวกนี้ไม่อาจสังหาร ไม่อาจโยนทิ้งไป มันช่างน่ารำคาญเป็นอย่างมากอย่างแท้จริง


"เจ้าไม่รู้?" หมวกถาม ทันใดนั้น มันก็บินออกมาจากศีรษะเมิ่งฮ่าว รูปร่างของมันเปลี่ยนกลับไปเป็นผีโต้งในทันที ใบหน้าโบราณปรากฎขึ้น และดูท่าทางไม่อยากจะเชื่อ ขณะที่มันจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว "อา สวรรค์ เจ้าไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าบัดซบนั่นเป็นใคร มันน่าสังหารนัก เจ้าตัวหน้าด้านไร้ยางอาย…" ผีโต้งเริ่มสั่นสะท้าน ขณะที่มันส่งเสียงก่นด่าสาบแช่งออกมาเป็นชุด เมิ่งฮ่าวถอนหายใจยาวออกมา และมองขึ้นไปบนท้องฟ้า หลังจากธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก ในที่สุดเขาก็มองกลับมายังผีโต้ง


เจ้าผีโต้งในที่สุดก็กำลังสรุปรายละเอียดของมัน "… น่าจะโยนลงไปในส้วม เจ้านกบัดซบ? เจ้าไม่รู้ว่ามันเป็นใครจริงๆ?"


เมิ่งฮ่าวมองไปยังผีโต้งเป็นเวลานาน ก่อนที่จะพูดอย่างช้าๆ "ข้าไม่รู้"


"เจ้าไม่รู้จริงๆ?" ผีโต้งถามด้วยความตกใจ "เจ้าจริงๆ แล้ว ไม่รู้จริงๆ? เป็นไปไม่ได้! เจ้าไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ?"


"ข้า ไม่ รู้!" เมิ่งฮ่าวกัดฟันแน่น มันช่างน่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ในการที่พยายามจะสื่อสารกับเจ้าผีโต้งนี้


"สวรรค์! เจ้ามีกลิ่นสาบของมันอยู่ในร่าง แต่เจ้าก็ไม่รู้ มันจะเป็นไปได้อย่างไร? เจ้าไม่รู้ได้อย่างไร? สวรรค์ สวรรค์ เจ้าไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ?" ดวงตาของมันเบิกโพลง และเต็มไปด้วยท่าทางไม่อยากจะเชื่อ


เมิ่งฮ่าวไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี เขาหลับตาลง และนั่งขัดสมาธิต่อไป พร้อมเสียงปัง ผีโต้งก็เปลี่ยนร่างกลับไปเป็นหมวกสีเขียวเจิดจ้า และลอยกลับไปอยู่บนศีรษะของเขาต่อไป


ถ้าดูจากการที่เมิ่งฮ่าวสวมใส่ชุดยาวนักศึกษา หมวกนี้ก็ค่อนข้างสะดุดตาเป็นอย่างมาก ใครก็ตามที่มองเห็นมัน ต้องมองมาซ้ำสองอย่างแน่นอน


เวลาธูปไหม้หมดหนึ่งดอกผ่านไป


"แต่ เจ้าไม่รู้ได้อย่างไร?"


ธูปไหม้หมดสองดอก


"… เหลือเชื่อ! เจ้าไม่รู้จริงๆ…"


หนึ่งชั่วยาม


"ทำไมเจ้าถึงไม่พูดอะไรบ้าง? โอ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากำลังละอายใจอยู่นั่นเอง ฟังนะ มันไม่ใช่ปัญหา ข้าเป็นคนดี ข้าจะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าสามารถทำได้ เพื่อดึงเจ้าออกมาจากเส้นทางที่ชั่วร้ายนั้น ข้า…"


ใบหน้าของเมิ่งฮ่าวน่าเกลียดมากขึ้นเรื่อยๆ เขาได้มาถึงจุดสิ้นสุดความอดทนแล้ว อารมณ์เขาระเบิดออกมา เขาส่งเสียงแผดร้อง คว้าจับเจ้าหมวกนั่นโยนออกไปข้างนอก ตบไปที่ถุงสมบัติ กระบี่บินนับร้อยปรากฎขึ้น และพุ่งตรงไปที่หมวก มือของเมิ่งฮ่าวขยับร่ายเวทอาคม และมังกรเปลวไฟ พร้อมมีดสายลมก็ปรากฎขึ้น


เสียงระเบิดดังกระหึ่มกึกก้องออกไปทั่วทุกทิศทาง ทำให้จิตใจของคนในตระกูลเซี่ยวทุกคนเกิดความหวาดกลัวขึ้น ดวงตาเซี่ยวฉางเอินเบิกกว้าง ถึงแม้มันจะไม่อาจเห็นว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น เสียงระเบิดนั้นก็ช่างน่าตื่นตกใจเป็นอย่างยิ่ง


หญิงสาวนางนั้นดูท่าทางงุนงง และจากนั้นสีหน้าแปลกๆ ก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของนาง


เมิ่งฮ่าวกัดฟันแน่น เดินตรงไปข้างหน้า กรีดนิ้วจนมีโลหิตไหลออกมา ฉับพลันนั้น ดรรชนีโลหิตก็ปรากฎขึ้น มืออีกข้างก็ขยับด้วยเวทผนึกอสูรรุ่นแปดอย่างรวดเร็ว


เสียงระเบิดขนาดใหญ่ดังก้องออกไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี ไม่นานหลังจากนั้น ระลอกคลื่นจางหายไป ทั่วร่างของเมิ่งฮ่าวก็กระจายความขมขื่นออกมา ขณะที่เขาจ้องไปยังผีโต้ง ซึ่งกำลังกระโดด ผลุบ ผลุบ ผลุบ อย่างขะมักเขม้นอยู่ไปมา


"ช่างแปลกนัก เจ้าไม่รู้จริงๆ มันเป็นไปได้อย่างไร? จริงๆ แล้ว เจ้าก็ไม่รู้!"


ตอนที่ 170 ซ่างหลัวผู้โดดเดี่ยว

เมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความเสียใจ เขาไม่ควรจะถามคำถามนั้นเลย เขาไม่รู้ว่าเจ้าผีโต้งจะพูดอยู่ตลอดเวลาได้ยาวนานเช่นนี้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูด สีหน้าของผีโต้งก็สว่างสดใสขึ้น


"โอ ข้ารู้แล้ว เจ้ายังไม่ได้บรรลุถึงขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ดังนั้นมันจึงออกมาไม่ได้ ฮา ฮา ฮา! มันไม่อาจออกมาได้…"


เมิ่งฮ่าวก้มหน้าลง เต็มไปด้วยความท้อแท้ที่ทำอะไรไม่ได้ เขามองไปยังผีโต้งด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น


เขาขบฟันแน่นอยู่นานสักพัก ก่อนที่จะพูดขึ้น "ถ้าเจ้ายังไม่ยอมหุบปาก ข้าก็จะนำเจ้ากลับไปยังสำนักชิงหลัว!" จริงๆ แล้ว เขาเพียงแค่ต้องการจะกำจัดเสียงที่ดังหึ่ง หึ่ง อยู่ข้างหูเขาตลอดเวลานี้ออกไป


"ไม่เป็นไร ในกรณีใดๆ ก็ตาม เมื่อข้าได้ผูกมัดเจ้านายไว้แล้ว มันก็ไร้ประโยชน์ การกลั่นสกัดข้าก็เหมือนกับการกลั่นสกัดเจ้าไปด้วย อี๋?" ท่าทางตกตะลึงเต็มอยู่บนใบหน้าของผีโต้ง มันครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ "นั่นเป็นความคิดที่ดี! ข้าอยากรู้นัก ถึงความรู้สึกที่ว่า ถ้าพวกเราถูกสกัดกลั่นด้วยกัน ให้ข้าคิดก่อน" ความมุ่งหวังปกคลุมไปทั่วใบหน้าของมัน ทำให้เมิ่งฮ่าวดูเหมือนจะไร้ความหวังมากยิ่งขึ้น


"ทำยังไงข้าถึงจะให้เจ้าจากไปได้จริงๆ?" เขากล่าวพร้อมหัวเราะอย่างขมขื่นออกมา เสียงของเขานุ่มนวลขึ้นในครั้งนี้


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผีโต้งก็ดูท่าทางเคร่งเครียดกว่าก่อนหน้านี้ในทันที เสียงของมันเคร่งขรึม เริ่มพูดขึ้นมา เมิ่งฮ่าวไม่สนใจมัน มองขึ้นไปในท้องฟ้า จนธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอกผ่านไป


"… ในช่วงนี้ ข้าจะไม่จากเจ้าไปอย่างเด็ดขาด! ข้าจำเป็นต้องเปลี่ยนเจ้านกนั่น แม้ข้าจะเปลี่ยนมันได้ ข้าก็จะไม่มีทางจากไป!"


เมิ่งฮ่าวคิดเน้นย้ำกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่เขาได้ตัดสินใจในสิ่งใดๆ เขาก็จะไม่ลังเลหรือไขว้เขวแม้แต่น้อย แต่ในตอนนี้ เขาก็ตระหนักได้ว่า มันเป็นตอนก่อนที่เขาจะได้พบกับผีโต้ง


ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเอง หรือผู้เชี่ยวชาญที่สมบูรณ์พร้อม ใครก็ตามถ้าได้มาพบเจอกับเจ้าตัวปากจัดพูดพล่ามยืดยาวโดยไม่ยอมหยุดเช่นนี้ มันผู้นั้นก็ต้องบ้าคลั่งอย่างแน่นอน… เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตอนนี้เขาเข้าใจมากขึ้นกับบุคลิกส่วนตัวของเจ้าสิ่งนี้ ต้องไม่เปิดหัวข้อสนทนาขึ้นมา! เขาก้มหน้าลง และหลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม เขาก็ค่อนข้างจะไม่สนใจต่อเสียงพูดที่ดังอยู่ข้างหูได้แล้ว ถึงแม้ผีโต้งจะยังคงพูดพล่ามต่อไป เมิ่งฮ่าวก็หยิบเอาเม็ดยาหลัวตี้ออกมา และเริ่มตรวจสอบมัน


ความจริงจังเต็มอยู่บนใบหน้า แต่มันก็ยากที่จะไม่สนใจเสียงพูดพล่ามอย่างไม่จบไม่สิ้นนั้น มันยิ่งเป็นความจริงมากขึ้น เมื่อผีโต้งบินออกมาจากศีรษะของเขา และไปอยู่บนพื้นเบื้องหน้า ดูเหมือนว่ามันรู้สึกถูกดูหมิ่นโดยการไม่ให้ความสนใจมัน


"เจ้าไม่อาจทำเช่นนั้น มันผิดศีลธรรม!!" มันร้องออกมา ด่าทอสาบแช่งต่อไป


ในที่สุด ราตรีก็มาเยือน และใบหน้าเมิ่งฮ่าวก็ปกคลุมไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า เสียงหึ่ง หึ่ง ดังก้องอยู่ในหู และดวงตาก็เต็มไปด้วยเส้นเลือด ขณะที่เขาไม่สนใจผีโต้งอย่างสิ้นเชิง เขาก็ค้นพบว่า ถึงแม้เขาจะไม่ได้เริ่มหัวข้อสนทนาใดๆ อีก เจ้าผีโต้งก็ยังคงพูดพล่ามได้อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น


จนกระทั่งรุ่งอรุณ จวบกระทั่งคืนต่อมา จันทราแขวนอยู่บนท้องฟ้า สาดแสงสว่างไสวลงมา


และจากนั้น ในที่สุด ก็ดูเหมือนเจ้าผีโต้งได้มีเรื่องใหม่ให้พูดถึง เมิ่งฮ่าวถอนหายใจออกมา และขณะที่เขาทำเช่นนั้น ผีโต้งก็บินออกไปยังชายฝั่งของทะเลสาบและ… เริ่มพูดกับปลาที่อยู่ในทะเลสาบนั้น…


เมิ่งฮ่าวถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาหยิบเอากระจกทองแดง และหินลมปราณที่ได้รับมาจากตระกูลเซี่ยวออกมา เขาวางเม็ดยาหลัวตี้ไปบนกระจก และผลิตซ้ำหนึ่งเม็ด ครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นก็หยิบแผ่นหยกออกมา เขาประทับตราแผ่นหยกนั้นด้วยจิตสัมผัส จากนั้นก็สะบัดมันไปที่หน้าต่าง ไม่นานหลังจากนั้น หญิงสาวตระกูลเซี่ยวก็เข้ามาใกล้ด้วยท่าทางกังวล นำลิงวิญญาณมาพร้อมกับนาง


ลิงตัวนั้นส่งเสียงร้องเต้นไปมา ขณะที่มันเข้ามาถึง หญิงสาวมองตรงไปที่ชายหาดชั่วครู่ ซึ่งหมวกผีโต้งกำลังส่งเสียงตะโกนออกไปยังทะเลสาบอยู่


"เซี่ยวฉ่ายเฟิ่ง ขอคารวะท่านผู้อาวุโส" นางกล่าว ดึงสายตาที่จ้องไปยังผีโต้ง กลับมาที่เมิ่งฮ่าว และหมอกสายฟ้าที่ล้อมรอบตัวเขา นางโค้งตัวคารวะ และจากนั้นก็ยื่นส่งเชือกที่ผูกมัดลิงวิญญาณนั้นออกไป เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น โดยไม่พูดจา เขาส่งเม็ดยาหลัวตี้ตรงไปยังลิงตัวนั้น ซึ่งมันก็กลืนเม็ดยาลงไปในทันที


มันส่งเสียงร้องออกมาเล็กน้อย และดวงตาของมันก็กลิ้งไปมา ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ขณะที่เขาสังเกตดู ส่งจิตสัมผัสของเขาเข้าไปในตัวลิง ทันใดนั้น แสงจันทร์ที่อยู่ในท้องฟ้า ก็ดูเหมือนจะก่อตัวเป็นเส้นใย และลิงตัวนั้นก็เริ่มดูดซับมันเข้าไป ความสับสนค่อยๆ เต็มอยู่ในดวงตาของลิงตัวนั้นอย่างช้าๆ


หลังจากสองชั่วยามผ่านไป ซึ่งเมิ่งฮ่าวได้สังเกตลิงตัวนั้น และเซี่ยวฉ่ายเฟิ่ง ก็ได้ยืนอย่างอดทนอยู่ที่ด้านนอก


ในที่สุด เมิ่งฮ่าวก็พยักหน้า


"ดีมาก" เขาพูดเสียงราบเรียบ เซี่ยวฉ่ายเฟิ่งถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา ประสานมือ และโค้งตัวลงไปยังเมิ่งฮ่าว นางนำลิงจากไป ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่า มันมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้


เมิ่งฮ่าวก้มหน้าลงอย่างครุ่นคิด ใช้หินลมปราณที่ได้รับมาจากตระกูลเซี่ยว เริ่มผลิตเม็ดยาซ้ำอีก ชื่อเต็มของยานี้ก็คือ หลัวเยี่ยต้าตี้ตาน (เม็ดยาตะกร้าปฐพีจันทรา) และกลืนกินได้ในยามราตรีเพียงเท่านั้น มันใช้แสงจันทร์เป็นส่วนประกอบ และทำให้เกิดผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมออกมา


การผลิตเม็ดยานี้ต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายของมันด้วย ตระกูลเซี่ยวไร้ความหมายเมื่อเทียบกับตระกูลอันยิ่งใหญ่ พวกมันไม่อาจให้หินลมปราณมาอย่างมากมายได้ และในไม่ช้า เมิ่งฮ่าวก็ใช้หินลมปราณไปถึงครึ่งหนึ่ง ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเม็ดยาหลัวตี้หกเม็ด


"ข้าเสียไปหนึ่งเม็ด แต่ก็เพื่อความไม่ประมาท" รุ่งอรุณมาเยือน และเมิ่งฮ่าวก็มองลงไปยังเม็ดยาหลัวตี้ทั้งหกเม็ด เขาปิดตาลงครุ่นคิด สงสัยว่าต้องใช้เม็ดยาพวกนี้เท่าไหร่ ถึงจะสามารถสร้างเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ขึ้นมาได้ ตอนนี้เขามีเสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์อยู่สามต้น มันควรจะไม่นานมากนัก ก่อนที่เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่จะเริ่มมองเห็นได้


เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ และในที่สุดก็เป็นยามบ่าย ผีโต้งยังคงอยู่ที่ชายหาดทะเลสาบ กำลังพูดคุยอยู่กับน้ำในทะเลสาบ ด้วยจิตสัมผัสของเขา เมิ่งฮ่าวสามารถรับรู้ได้ว่า ปลาทั้งหมดได้ถอยหนีไปยังก้นของทะเลสาบเพื่อซ่อนตัวไว้ มีเพียงตัวเดียวที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งกำลังกระแทกหัวของมันไปที่ชายหาด ดูเหมือนมันจะไม่อาจทนรับความทุกข์ทรมานได้อีกต่อไป


ความหวาดกลัวค่อยๆ ลอยขึ้นมาในจิตใจ เมิ่งฮ่าวรวบรวมหินลมปราณที่ยังเหลืออยู่ เขารู้สึกกลัวเป็นอย่างมากว่า จะไปดึงดูดความสนใจของผีโต้ง และคำพูดที่น่าตื่นเต้นของมัน สิ่งสุดท้ายที่มันต้องการก็คือกลับมาพร้อมกับหัวข้อใหม่ เพื่อพูดคุยกับเขา


เขาดึงจิตสัมผัสกลับมา และในทันใดนั้น ใบหน้าก็เปลี่ยนไป เขามองผ่านหมอกสายฟ้าออกไปยังโลกด้านนอก


ในตอนนี้เอง ลำแสงสองสีก็ปรากฎขึ้นในท้องฟ้า ด้านบนของภูเขาหมู่บ้านตระกูลเซี่ยว จากนั้นก็พุ่งลงมายังหมู่บ้าน พร้อมเสียงแหวกฝ่าอากาศแหลมเล็กออกมา ที่อยู่ด้านหน้าเป็นผู้ฝึกตนที่สวมใส่ชุดยาวสีดำ ตัวมันสั้นมาก จริงๆ แล้วก็เป็นคนแคระ เสื้อยาวของมันปกปิดใบหน้า และชายเสื้อก็ยาวออกไปทางด้านหลัง พริ้วไปมาในอากาศ จากการชำเลืองมองในครั้งแรก คงไม่อาจสังเกตเห็นได้ว่ามีคนแคระอยู่ด้านใน มองเห็นเพียงเสื้อยาวสีดำกำลังบินผ่านอากาศมา


ด้านหลังคนแคระเป็นฉือลั่วตีที่มีใบหน้าดุร้าย ดวงตามีรังสีสังหารพุ่งออกมา แน่นอนว่า คนแคระผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากท่านซ่างหลัว ซึ่งฉือลั่วตีได้ไปร้องขอให้มาช่วย


คนทั้งสองเคลื่อนที่มาด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ เพียงครู่เดียว พวกมันก็ร่อนลงไปที่พื้นของภูเขาหมู่บ้านตระกูลเซี่ยว คนแคระพูดด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยมดุร้าย ดังออกมาราวเสียงฟ้าผ่า ปกคลุมไปทั่วทั้งตระกูลเซี่ยว ใบหน้าเซี่ยวฉางเอินซีดขาว และม่านตาก็หดเล็กลง ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว


ก่อนที่ทุกคนจะโผล่ออกไป เสียงระเบิดก็ดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น และตระกูลเซี่ยวก็สั่นสะท้าน ขณะที่เกราะป้องกันแตกสลายกลายเป็นชิ้นๆ ประตูใหญ่ของตระกูลเซี่ยว ซึ่งอยู่ที่ด้านนอกของทะเลสาบ แหลกสลายกลายเป็นฝุ่นละอองในทันที สายลมรุนแรงกรรโชกขึ้นมา กวาดผ่านไปทั่วทั้งหมู่บ้าน


บ้านหลายหลังของตระกูลเซี่ยวสั่นสะเทือน และบางหลังก็พังทะลายลงมา สมาชิกตระกูลเซี่ยว ผู้ซึ่งไม่ได้ฝึกวิถีเซียนตัวสั่นสะท้าน เมื่อพวกมันได้ยินเสียงนั้น เซี่ยวฉางเอิน ใบหน้าซีดขาว รีบนำกลุ่มคนออกไป ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เมื่อได้เห็นประตูใหญ่พังลงมา และคนแคระกำลังก้าวตรงมา ชุดยาวสีดำของมันลากยาวอยู่ด้านหลัง เซี่ยวฉางเอินโซเซถอยไปด้านหลัง


"เจ้าอำมหิตผู้นี้… หรือว่าตระกูลเซี่ยวจะมาถึงวาระสุดท้ายแล้ว…" เนื่องจากการปรากฎตัวของคนแคระ เซี่ยวฉางเอินไม่อาจแม้แต่จะรวบรวมความคิดต้องการต่อสู้ขึ้นมาได้แม้แต่น้อย


ท่านซ่างหลัวค่อนข้างมีชื่อเสียงในพื้นที่แถบนี้ ถึงแม้ว่ามันไม่กล้าจะไปยุ่งกับสำนักเซี่ยเยา แต่ก็ไม่มีใครในกลุ่มตระกูลผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนี้จะกล้าไปตอแยมัน


พลังฝึกตนของมันสูงมากเป็นอย่างยิ่ง อยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ อันที่จริง อีกไม่นานนักก่อนที่มันจะก้าวเข้าไปในขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ มันช่างอำมหิตและดุร้าย แม้แต่ไปพูดไม่เข้าหูมันเพียงแค่คำเดียว มันก็จะโจมตีด้วยความโหดเหี้ยมดุร้าย มันเป็นคนที่มีชื่อเสียงอันน่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง


ด้วยเรื่องนั้นเพียงอย่างเดียว มันก็อาจจะไม่ได้เปรียบมากมายนัก ตระกูลผู้ฝึกตนในบริเวณนี้ทั้งหมด ต่างก็เป็นคนที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับสำนักเซี่ยเยา


แต่… ซ่างหลัวผู้นี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นศิษย์ในรุ่นนี้ของสำนักเซี่ยเยา แต่มันได้ละเมิดกฎบางข้อของสำนัก จึงโดนขับไล่ออกไป โดยมีพลังฝึกตนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และมันก็ไม่ได้ถูกห้ามไม่ให้ก่อปัญหาที่ด้านนอก เซี่ยวฉางเอินได้ยินเรื่องนี้มาจากพี่ชายของซ่างหลัว ซึ่งไม่ใช่คนแคระ แต่มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา ทำให้ตอนนี้ มันได้กลายเป็นผู้ถูกเลือกแห่งสำนักเซี่ยเยา


"ข้า เซี่ยวฉางเอินขอคารวะท่านซ่างหลัว" เซี่ยวฉางเอินกล่าว ใบหน้าของมันซีดขาว ขณะที่มองเห็นท่านซ่างหลัวใกล้เข้ามา ฉือลั่วตีอยู่ที่ด้านข้าง เปล่งรังสีสังหารออกมา ดวงตาฉือลั่วตีฉายแววพึงพอใจออกมา ทำให้เซี่ยวฉางเอินต้องแอบทอดถอนใจอยู่ลึกๆ ข้างใน มันไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่เมิ่งฮ่าวมากมายนักในตอนนี้ ถึงสมุนวิญญาณของเมิ่งฮ่าวจะแข็งแกร่ง แต่พลังฝึกตนของเขาก็อ่อนแอมากเกินไป


ซ่างหลัวส่งเสียงแค่นอย่างดุร้ายออกมา ขณะที่มันมาถึงตระกูลเซี่ยวพร้อมกับฉือลั่วตี ดวงตาของมันจ้องออกมาจากด้านในของชุดยาว


"เซี่ยวฉางเอิน" ฉือลั่วตีพูดขึ้น "เรียกผู้ฝึกตนพ่อมดที่เจ้าเชิญมา ให้ออกมาเดี๋ยวนี้!" มันหัวเราะเสียงเย็นชา "เจ้ากลัวที่จะเสนอหน้า พ่อมดน้อย? ไสหัวออกมาได้แล้ว!" เสียงของมันคล้ายเสียงฟ้าผ่าดังออกไป ทำให้เซี่ยวฉางเอินที่ยืนอยู่ที่นั่นด้วยความขมขื่น ไม่กล้าแม้แต่จะพูดจาใดๆ ออกมา ด้านหลังมัน คนในตระกูลต่างก็ตัวสั่นสะท้าน มีเพียงเซี่ยวฉ่ายเฟิ่งที่ยืนอยู่ที่นั้นด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ใบหน้าซีดขาวแต่ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะ


ซ่างหลัวยืนอยู่ที่นั่น พึงพอใจกับการมองไปเห็นความหวาดกลัว ในดวงตาของสมาชิกตระกูลเซี่ยว มันพอใจกับคำพูดของฉือลั่วตีด้วยเช่นกัน มันแอบถอนหายใจอยู่ข้างในอย่างช่วยไม่ได้ สำหรับมัน ชีวิตช่างอ้างว้างโดดเดี่ยวราวกับหิมะ มันช่างเปลี่ยวเหงาอยู่บนจุดสูงสุด และในจิตใจของมัน ก็ต้องการที่จะหาใครสักคน ผู้ซึ่งสามารถทำให้มันพ่ายแพ้ลงได้


สิ่งที่มันไม่รู้ก็คือ ทันทีที่เสียงของฉือลั่วตีผ่านเข้าไปในหมอกสายฟ้า เมิ่งฮ่าวก็ลุกขึ้นยืน


เมิ่งฮ่าวยังได้ยินเสียงของผีโต้งด้วยเช่นกัน และดูเหมือนว่า มันกำลังเตรียมตัวจะสรุปคำพูดของมันทั้งหมด ในความคาดคิดของเขา คงอีกไม่นานก่อนที่มันจะกลับมารังควานเขาอีกครั้ง


"จริงๆ แล้ว ข้ากำลังต้องการหาใครสักคน เพื่อมาช่วยให้ข้าหลุดออกไปจากเจ้าตัวจอมพล่ามนี้" เขาคิด "ข้าอยู่ในความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสนัก!" กัดฟันแน่น เขาเดินออกไป


อากาศรอบๆ บริเวณทะเลสาบกระจายออกเป็นระลอกคลื่น ขณะที่หมอกแห่งสายฟ้ากระเพื่อมออกไป เมิ่งฮ่าวดูค่อนข้างจะขมขื่นขณะที่เดินตรงไป ด้านล่างเขา พื้นดินยกตัวขึ้น ขณะที่เส้นเถาวัลย์พุ่งขึ้นมา และส่ายไปมา ส่งเสียงร้องแหลมเล็กอยู่ในอากาศ


ดวงตาเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ต้องขอบคุณสำหรับความทุกข์ทรมานจากผีโต้ง เขามองไปยังฉือลั่วตี และจากนั้นก็เป็นคนแคระ เขามุ่งเป้าไปที่ขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ด้วยความหวังว่าการต่อสู้ครั้งนี้คงไม่นานเกินไปนัก


"ขั้นต้นพื้นฐานลมปราณอันต่ำต้อย" ซ่างหลัวพูดเสียงราบเรียบ ขณะที่มันมองไปยังเมิ่งฮ่าวที่กำลังใกล้เข้ามา "ฉือลั่วตี เจ้าช่างสิ้นหวังซะจริงๆ" ดวงตาของมันเพ่งมองออกมาจากชุดยาว เต็มไปด้วยความหยิ่งถือดีและอวดตัว อีกครั้ง ที่จิตใจของมันเต็มไปด้วยพลังของหิมะที่อ้างว้างเดียวดาย


"ท่านซ่างหลัว ผู้อาวุโส ท่านไม่อาจตำหนิข้าได้" ฉือลั่วตีพูดขึ้นมาอย่างเร่งรีบ "แค่ช่วยข้ากำจัดสมุนวิญญาณนั่น ถ้าไม่มีสิ่งนั้น ข้าก็จะแยกคนผู้นี้ออกเป็นชิ้นๆ ได้อย่างง่ายดาย" มันจ้องไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างโหดเหี้ยม


สิ่งที่ฉือลั่วตีไม่รู้ว่า จริงๆ แล้ว ความอำมหิตนั้นไม่ได้มาจากเมิ่งฮ่าว แต่เป็นซ่างหลัว ผู้โดดเดี่ยวราวกับหิมะ มีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ซ่างหลัวไม่อาจจะลืมได้ตลอดชั่วชีวิตของมัน ไม่เพียงแค่ทำให้มันต้องฝันร้ายไปตลอดทุกวันที่เหลืออยู่ของมัน และออกไปจากเงาของจิตวิญญาณมัน… และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก


บางที หลังจากนี้ไป มันก็คงไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนหิมะอีกต่อไป…


จบตอน

Comments