heaven ep171-180

 ตอนที่ 171 เซี่ยเยาเต้าจื่อ


ซ่างหลัวส่งเสียงแค่นอย่างหยิ่งผยองออกมา เพื่อเป็นคำตอบให้กับฉือลั่วตี ฉือลั่วตีดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความคึกคัก ขณะที่มันจ้องไปยังเมิ่งฮ่าวซึ่งกำลังใกล้เข้ามา ดวงตาของมันมีแต่ความเหี้ยมโหดอันเข้มข้น


"วันนี้ ฉือลั่วตีจะช่วยให้เจ้าเข้าใจว่า เมื่อเจ้าไปช่วยใครบางคนที่ไม่ควรช่วย เจ้าทำให้ข้ามีโทสะมากมายเพียงใด!" มันพูดขึ้นมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง "และข้าก็จะช่วยให้เจ้าเข้าใจถึงสิ่งที่ผู้ฝึกตนพ่อมดหวาดกลัวมากที่สุด!"


สมาชิกตระกูลเซี่ยวทั้งหมดต่างก็มีใบหน้าซีดขาว เซี่ยวฉางเอินหัวเราะด้วยความขมขื่นออกมา รู้ดีว่าไม่อาจจะยกเลิกสิ่งที่มันได้ทำลงไป มันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเดินตรงไปข้างหน้า พลังฝึกตนของมันระเบิดออกมา มันเป็นพลังของขั้นกลางพื้นฐานลมปราณ แต่ดูเหมือนจะค่อนข้างอ่อนแอ มันกำลังก้าวไปถึงจุดจบของชีวิตอันยาวนานของมัน ดังนั้นเส้นลมปราณของมันจึงได้เหือดแห้งไปนานแล้ว ด้วยความพยายาม มันก็สามารถแสดงพลังของขั้นกลางพื้นฐานลมปราณออกมา แต่การกระทำเช่นนี้ ก็จะทำให้พลังชีวิตของมันลดน้อยลงไปอย่างแท้จริง


"เรื่องราวในวันนี้ เป็นเรื่องของตระกูลเซี่ยว ไม่เกี่ยวข้องกับคนภายนอก" มันกล่าว ตลอดทั้งร่างของมันดูเหมือนจะสูงขึ้น "บุคคลผู้นี้ไม่ได้ถูกเชิญมาที่นี่โดยตระกูลเซี่ยว มันเพียงแค่ผ่านทางมา ถ้าการหายไปของตระกูลเซี่ยวเป็นความต้องการของสวรรค์ ก็เอาทะเลสาบลมปราณไป! แต่ถ้าเจ้าต้องการจะนำคนในตระกูลของข้าไป เจ้าก็ต้องปฏิบัติต่อพวกมันด้วยดี มิเช่นนั้น ข้าจะให้เจ้าจ่ายค่าตอบแทน แม้ข้าจะต้องตายไป!" คำพูดของมันดังออกไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ ทำให้ฉือลั่วตีต้องขมวดคิ้วขึ้น


สำหรับคนแคระซ่างหลัว มันเพียงหัวเราะเสียงแหลมเล็กออกมา


เมิ่งฮ่าวมองไปยังเซี่ยวฉางเอิน และทันใดนั้น ความรู้สึกของเขาที่มีต่อคนผู้นี้ก็เปลี่ยนไป เขาพยักหน้า และจากนั้นก็พูดเสียงราบเรียบออกมา "สหายเต๋าเซี่ยว ท่านมิใช่มอบทะเลสาบนี้ให้ข้าเป็นของกำนัล? เมื่อเป็นเช่นนั้น มันก็เป็นของข้า มีใครในที่นี้กล้าที่จะเอามันไป!?" เถาวัลย์ที่อยู่ด้านหน้าเขา พุ่งตรงไปยังซ่างหลัวและฉือลั่วตี


ซ่างหลัวส่งเสียงหัวเราะเสียดแทงแก้วหูออกมา ซึ่งเต็มไปด้วยการดูถูกและเหยียดหยาม มันพลิกแขนเสื้อที่กว้างใหญ่ของมันขึ้น และศิลาตราประทับสีดำที่อยู่ด้านในก็ลอยออกมา มันขยายขนาดใหญ่ขึ้น ขณะที่พุ่งออกมา กระจายพลังกดดันอันแข็งแกร่ง ทำให้เส้นเถาวัลย์ทั้งหมดหยุดอยู่กับที่ มีเพียงลำต้นหลักของเถาวัลย์ที่ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พร้อมเสียงกู่ร้องแหลมเล็ก


ซ่างหลัวส่งเสียงหัวเราะแสบแก้วหูออกมา ขณะที่มันก้าวเท้าไปข้างหน้า มันยกแขนขวาขึ้นมา เผยให้เห็นมือที่เล็กกว่าคนปกติทั่วไปมากนัก มันโบกมือตรงไปยังลำต้นหลักของเถาวัลย์ที่กำลังใกล้เข้ามา สายลมสีดำกระจายออกไป และส่งเสียงร้องแหลมเล็กตรงไปยังเถาวัลย์


ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงหัวเราะของฉือลั่วตีก็ดังออกไปทั่ว ร่างของมันแวบขึ้น ขณะที่พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว ดวงตาของมันส่องประกายด้วยรังสีสังหารอันดุร้าย ทันทีที่มันขยับตัว เซี่ยวฉางเอินก็กระโจนออกไปขวางทางมันไว้ในทันที ฉือลั่วตีมีสีหน้าดูถูก มันโบกสะบัดชายแขนเสื้อ เสียงกระหึ่มก็ดังเต็มอยู่ในอากาศ และเซี่ยวฉางเอินก็ถูกผลักกลับไป


"ข้าจะยังไม่สังหารเจ้าในตอนนี้" มันหัวเราะ "พวกเราจะได้เกี่ยวโยงกันด้วยการแต่งงานในไม่ช้านี้แล้ว และยังมีสุราแต่งงานที่ต้องดื่มรออยู่" มันพุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว "และตอนนี้ ข้าจะช่วยให้เจ้าเข้าใจถึงสิ่งที่ผู้ฝึกตนพ่อมดเกรงกลัวกันมากที่สุด ก็คือการถูกตัดศีรษะ!" มันหัวเราะด้วยความอหังการ


ในทางตรงข้าม ใบหน้าเมิ่งฮ่าวยังคงเหมือนเช่นเคย ไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ขณะที่เขาปล่อยให้ฉือลั่วตีใกล้เข้ามา


เมื่อฉือลั่วตีเข้ามาห่างประมาณสามจ้าง ดวงตาเมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น ก็เปล่งแสงอันเย็นเยียบออกมา เขาไม่ถอยหนี แต่ขยับเข้าไปแทน และทันใดนั้น ก็ปรากฎขึ้นในเส้นทางของฉือลั่วตี เขายกมือขึ้น และทะเลเปลวไฟก็ปรากฎขึ้น ตามมาด้วยเสียงกระหึ่มกึกก้อง ของมังกรเปลวไฟที่ยาวหนึ่งร้อยจ้าง


เมื่อมังกรเปลวไฟปรากฎขึ้น สีหน้าของฉือลั่วตี ทันใดนั้น ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นความไม่อยากจะเชื่ออย่างสิ้นเชิง


"นั่น… นั่น…" มันเกือบจะเป็นว่า มันไม่กล้าที่จะเชื่อในสิ่งที่มันได้เห็น แต่มันก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน ที่กระจายออกมาจากมังกรเปลวไฟ ซึ่งเป็นพลังที่เกินกว่าขั้นสูงสุดของพื้นฐานลมปราณ


ความรู้สึกในอันตรายที่ถึงแก่ชีวิต กระจายเต็มไปทั่วร่างของมัน เสียงหึ่ง หึ่ง เต็มอยู่ในศีรษะของมัน ราวกับว่าร่างของมันกำลังปะทะเข้ากับสายฟ้านับไม่ถ้วน ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อต่อไป


"ขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณ!!" ร่างของมันเริ่มสั่นสะท้าน และความหวาดกลัวอันเข้มข้นกระจายออกมาจากดวงตา มันจะคาดคิดได้อย่างไรว่าบุรุษหนุ่มที่อยู่ในขั้นต้นพื้นฐานลมปราณ จะสามารถเปล่งพลังของขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณออกมาได้? สำหรับสิ่งที่มันเรียกว่าตัดศีรษะ บุคคลที่มันคิดว่าจะสามารถสังหารได้อย่างง่ายดาย ทันใดนั้น ก็กลายร่างเป็นอสูรที่โหดร้าย ซึ่งสามารถสังหารมันได้นับร้อยนับพันครั้งได้อย่างง่ายดาย!


ไม่เพียงมันเท่านั้นที่ตกใจ เซี่ยวฉางเอินก็ปากอ้าตาค้าง จ้องมองมาด้วยหน้าตาเหวอหวา มันไม่รู้ว่าจะต้องแสดงปฏิกิริยาใด ได้อย่างแท้จริงในสิ่งที่มันได้เห็น จิตใจของมันเต็มไปด้วยเสียงหึ่ง หึ่ง และจากนั้นดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยความยินดีอย่างที่สุด


เมื่อมังกรเปลวไฟปรากฎขึ้น เถาวัลย์ซึ่งถูกสะกดข่มโดยคนแคระซ่างหลัว ทันใดนั้น ก็สั่นสะท้าน และยกตัวขึ้นมา ภายในเสื้อยาวสีดำ สองตาส่องประกายความตกใจออกมา


ทั้งหมดนี้ใช้เวลาในการอธิบาย แต่จริงๆ แล้วเกิดขึ้นในทันที แม้ในขณะที่เสียงของฉือลั่วตีจะได้ยินมา มันก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องที่น่าตกใจจนโลหิตต้องแข็งตัว ปกคลุมไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น มังกรเปลวไฟยาวหนึ่งร้อยจ้างกระแทกไปที่มัน เปลี่ยนร่างของมันให้กลายเป็นเถ้าถ่านในทันที ลอยออกไปในอากาศ มีเพียงเสียงแผดร้องของมันที่ยังอยู่เบื้องหลัง ดังก้องไปทั่วในอากาศ


ถุงสมบัติของมันลอยเข้าไปในมือของเมิ่งฮ่าว


ขณะที่ภาพเหล่านี้ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าของทุกคน เซี่ยวฉางเอินก็มีสีหน้าตื่นเต้นขึ้น ด้านข้างมัน เซี่ยวฉ่ายเฟิ่งจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว ดวงตาของนางเต็มไปด้วยประกายแปลกๆ


ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนในตระกูลเซี่ยวที่เหลือ ซึ่งจ้องไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยความตื่นเต้น


สีหน้าซ่างหลัวน่าเกลียดมากขึ้น เมื่อได้เห็นการตายของฉือลั่วตี ตอนนี้จิตใจของมันกำลังเต้นระรัว มันเป็นคนที่มีความระวังตัวอยู่เสมอ ดังนั้นมันจึงล่าถอยไปในทันที มันอยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ แต่มันก็ไม่ใช่คนที่ชอบเสี่ยง ร่างของมันแวบไป ขณะที่พยายามจะหลบหนี ในความคิด ศัตรูของมันก็ต้องมีความเกรงกลัวอยู่บ้าง และคงไม่ไล่ติดตามมา


ถ้าศัตรูไม่ไล่ตามมา ก็แสดงว่า มันต้องคิดว่าตัวเองด้อยกว่า ในกรณีนี้ ซ่างหลัวก็จะรีบกลับไปโจมตีเพื่อสังหารมันในทันที นี่เป็นกลยุทธ์ที่มันมักจะใช้อยู่บ่อยๆ และได้ฝึกฝนจนกระทั่งเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่ง แต่ทันทีที่มันเริ่มบินออกไป เมิ่งฮ่าวก็แค่นเสียงเย็นชาอยู่ในลำคอ และจากนั้นก็กระโจนขึ้นไปในอากาศ กลายเป็นลำแสงพุ่งตามซ่างหลัวไป


เมื่อได้เห็นเช่นนี้ ใบหน้าซ่างหลัวก็หมองคล้ำลงในทันที


"ความจริงที่ว่า มันกำลังไล่ตามข้า พิสูจน์ได้ว่า มันคิดว่าจะสามารถสังหารข้าได้ นี่ไม่ถูกต้อง!" จิตใจของมันสั่นสะท้าน ขณะที่มันพุ่งตรงไป มันโบกสะบัดมือขวา เกิดเป็นศิลาตราประทับสีดำ ส่งเสียงหึ่ง หึ่ง ออกมา ขณะที่มันพุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว


เมิ่งฮ่าวสามารถต่อสู้กับผู้ฝึกตนขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ซึ่งมีเสาแห่งเต๋าเก้าต้น ถึงแม้เขาจะไม่อาจทำได้อย่างง่ายดายก็ตาม แต่สำหรับซ่างหลัว ผู้ซึ่งมีเสาแห่งเต๋าเพียงแค่เจ็ดต้น เมิ่งฮ่าวก็สามารถจัดการมันได้อย่างง่ายดาย มือขวาของเขาขยับร่ายเวทอาคม และกระบี่ไม้สองเล่มก็ปรากฎขึ้น เล่มหนึ่งพุ่งตรงไปยังศิลาตราประทับสีดำ อีกเล่มกลายเป็นลำแสงพุ่งไล่ตามซ่างหลัวไป


เสียงระเบิดดังอยู่ในอากาศ ขณะที่ศิลาตราประทับสีดำแตกสลายกลายเป็นชิ้นๆ ซ่างหลัวส่งเสียงกู่ร้องด้วยโทสะออกมา มันมองไปยังกระบี่ไม้ที่ใกล้เข้ามา และร่างของมันก็สั่นสะท้าน มันรีบใช้นิ้วคีบไปที่แผ่นหยก และจากนั้นก็ขยับร่ายเวทอาคมด้วยมือทั้งสองข้าง หลังจากนั้น มันก็โบกสะบัดนิ้วชี้ที่มือขวาในอากาศตรงหน้ามัน


ขณะที่มันทำเช่นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวมัน ดูเหมือนจะเริ่มมืดสลัวลง ราวกับว่านิ้วของมันกำลังดูดกลืนพลังแปลกๆ ที่อยู่รอบตัวมันเข้าไป ร่างของมันเริ่มเต็มไปด้วยหนาม ส่งกลิ่นอายที่น่ารำคาญออกมา ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องขมวดคิ้วขึ้น


ครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกันนี้ เป็นตอนที่เขาอยู่ในสำนักชิงหลัว แต่ถึงอย่างไร กลิ่นอายของซ่างหลัวก็อ่อนแอยิ่ง ราวกับหิ่งห้อยเมื่อไปเปรียบเทียบกับแสงจันทร์ จริงๆ แล้ว เมื่อเขาคิดถึงมันในตอนนี้ เขาก็รู้สึกเหมือนกับปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเขาอยู่ในถ้ำของหุบเขา


เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง ขณะที่กระบี่ไม้เริ่มส่งเสียงแหลมเล็กขณะที่หยุดอยู่กลางอากาศ สายลมพัดชุดยาวของคนแคระให้พริ้วไปยังด้านหลัง เผยให้เห็นใบหน้าที่มีแผลเป็นอันน่าเกลียด และดวงตาแปลกๆ สองดวง ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวออกมา หยดเหงื่อไหลลงมาจากใบหน้าของมัน


"สหายเต๋า เรามาพูดกันก่อน" ซ่างหลัวพูดด้วยเสียงกังวล มันรู้ดีว่าต่อให้มันใช้พลังทั้งหมดออกไป ก็ยังคงไม่มีผลกระทบกับศัตรูของมันเท่าไหร่นัก


ความแตกต่างกันของทั้งสอง เห็นได้ชัดเจนในตอนนี้!


เมิ่งฮ่าวใช้เวลาชั่วครู่เพื่อสัมผัสถึงกลิ่นอายที่กระจายออกมาจากคนแคระ จิตใจของเขาเต้นรัว เขาได้คาดเดาถึงกลิ่นอายนี้มาก่อน และตอนนี้เขาก็ได้เห็นมันอีกครั้งหนึ่ง เขายกมือขึ้น และยื่นนิ้วออกไป


"ผนึกอสูร เวทรุ่นแปด!"


ขณะที่นิ้วของเขาตกลงไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มมืดสลัวลง ซ่างหลัวทันใดนั้นก็เริ่มสั่นสะท้าน และดวงตาของมันก็ส่องประกายประหลาดใจออกมา มันรู้สึกได้ถึงปราณของสวรรค์และปฐพีกำลังเปลี่ยนไป ทันใดนั้น พลังฝึกตนของมันก็ถูกสะกดไว้ เสียงหวีดหวิวได้ยินมา ขณะที่กระบี่ไม้ที่เบื้องหน้ามัน พุ่งตรงมา เพียงชั่วพริบตา ก็จะแทงเข้าไปในศีรษะของมัน


ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่ในช่วงเวลานั้น เมิ่งฮ่าวก็โบกสะบัดแขนเสื้อ กระบี่ไม้ แทนที่จะพุ่งทะลุศีรษะมันออกไป ก็หมุนคว้างลง และจากนั้นก็นำตัวซ่างหลัว พุ่งกลับมายังเมิ่งฮ่าว เมิ่งฮ่าวยื่นมือออกไป คว้าจับไปที่ลำคอของซ่างหลัว


ในตอนนี้เองที่พลังฝึกตนของซ่างหลัวกลับคืนมา และมันก็สามารถขยับร่างได้อีกครั้ง ใบหน้าของมันซีดขาว ดวงตาของมันเต็มไปด้วยหวาดกลัว มันไม่กล้าจะขยับตัวไปแม้แต่น้อย มือที่จับลงไปบนลำคอของมัน ให้ความรู้สึกถึงความตายออกมา ซึ่งทำให้จิตใจมันเต้นรัว อันที่จริง การอยู่ใกล้ชิดกับเมิ่งฮ่าวเช่นนี้ ทำให้มันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง


ความรู้สึกที่เกิดจากรังสีที่แผ่พุ่งออกมาจากเมิ่งฮ่าว ทำให้หัวใจมันแทบจะหยุดเต้นไปด้วยความหวาดกลัว


ใบหน้าของมันซีดขาว ขณะที่มันตะกุกตะกักพูดขึ้น "ท่าน… ท่าน…"


ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ไหนสักแห่งในโลกนี้ มีเทือกเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำตลอดทั้งปี ภายในหมู่บ้านที่อยู่ในเทือกเขา มีบุคคลอายุเยาว์สองคน พวกมันนั่งจ้องไปยังกระดานโกะ ซึ่งวางอยู่ระหว่างกลางของพวกมัน ดูเหมือนจะจมอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความคิด


หนึ่งเป็นบุคคลที่สวมใส่ชุดยาวสีขาว มีใบหน้าที่เฉยเมยไม่แยแส รูปร่างหน้าตาของมันช่างงดงามเป็นอย่างยิ่ง แทบจะไม่ใช่คนในโลกแห่งนี้ พัดในมือของมันค่อยๆ โบกไปมาช้าๆ


อีกคนสวมใส่ชุดยาวสีฟ้า มันมีอายุประมาณสามสิบปี มันถือเม็ดโกะอยู่ในมือ ขณะที่จ้องลงไปยังกระดานโกะด้วยท่าทางครุ่นคิด ที่ห้อยอยู่ตรงลำคอของมันเป็นจี้หยก ทันใดนั้น เสียงปะทุก็ได้ยินออกมา และรอยร้าวก็ปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของจี้หยกนั้น


เมื่อรอยร้าวปรากฎขึ้น บุรุษหนุ่มชุดสีฟ้าก็ขมวดคิ้ว มันมองไปยังชิ้นหยก จากนั้นก็มองกลับไปยังกระดานโกะ


"มีบางอย่างผิดปกติ?" คนหนุ่มในชุดขาวถามด้วยเสียงแผ่วเบาอ่อนโยน


"ไม่มีอะไร" บุรุษหนุ่มชุดสีฟ้ากล่าวตอบด้วยความเคารพ "มันก็แค่น้องชายที่ได้ไม่ได้เรื่องของข้า มันต้องถูกใครบางคนโจมตี ซึ่งเป็นคนที่มันไม่อาจต่อสู้ด้วยได้ มันต้องการให้ข้าไปช่วยเหลือมัน"


"นั่นต้องเป็นซ่างหลัว ใช่หรือไม่… ?" คนหนุ่มในชุดขาวยิ้ม "ไปดูเหตุการณ์กันเถอะ ข้าไม่มีอะไรให้ทำ ข้าจะติดตามไปด้วย"


บุรุษหนุ่มชุดสีฟ้ายืนขึ้นในทันที "ฐานะเต้าจื่อของท่านสูงส่งยิ่งนัก ข้ามิกล้า…"


"ไม่มีอะไรเสียหายหรอก" คนหนุ่มในชุดขาวผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเต้าจื่อแห่งสำนักเซี่ยเยา!


ตอนที่ 172 ทะลวงขั้นกลางพื้นฐานลมปราณ!

ภายในภูเขาหมู่บ้านตระกูลเซี่ยว ใบหน้าเซี่ยวฉางเอินเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ขณะที่มันจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว คนในตระกูลของมันก็จ้องไปด้วยความคลั่งไคล้เช่นเดียวกัน เมิ่งฮ่าวพยักหน้าให้กับพวกมัน แต่ไม่พูดอะไรออกมา เขากลับเข้าไปในห้องข้างทะเลสาบ จับซ่างหลัวไว้ที่ลำคอ หมอกสายฟ้าปรากฎขึ้น


เขานั่งลงขัดสมาธิ และปล่อยมือออกจากลำคอซ่างหลัว มันไม่ได้โจมตีกลับมา แต่ยืนหน้าซีดอยู่ที่นั่นตรงหน้าเมิ่งฮ่าว ดวงตาฉายแววเคารพนับถือ แต่ด้านใน มันกำลังรอคอยพี่ชายให้มาช่วยด้วยความกังวลใจ ดวงตาเล็กๆ ของมันมองไปรอบๆ ในที่สุด ก็มองไปที่หมวก ซึ่งยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ข้างทะเลสาบ มันได้ยินเสียงพล่ามของหมวกใบนั้น แต่ไม่กล้าจะจ้องมองไปตรงๆ ทันใดนั้น มันก็รู้สึกว่าสถานที่นี้ช่างแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง ยังดูน่ากลัวมากกว่าภูเขาโดดเดี่ยวที่อยู่ห่างไกลออกไปของมันซะอีก


เมิ่งฮ่าวมองไปที่ซ่างหลัวสักพัก กำลังตัดสินใจว่าจะทำอะไรกับมันดี ในที่สุด เขาก็ยกมือขึ้น และทำท่าคว้าจับ รังสีกระจายออกมาจากร่างของซ่างหลัว ไปรวมตัวอยู่ในฝ่ามือของเมิ่งฮ่าว ดูเหมือนว่ามันจะมองไม่เห็น แต่สำหรับเมิ่งฮ่าวมันช่างเต็มไปด้วยหนาม และมีความระคายเคืองเป็นอย่างยิ่ง


เขาขมวดคิ้ว มองไปที่รังสีนั้นโดยละเอียด ดวงตาสาดประกาย


"นี่เป็นปราณอสูรหรือไม่… ?" เขาพึมพำกับตัวเอง ปล่อยให้รังสีนั้นจางหายไป จากนั้นก็มองไปใกล้ๆ ที่ซ่างหลัว มันรู้สึกขนลุกขึ้นมา ภายใต้การจ้องมองของเมิ่งฮ่าว


"สหายเต๋า…" มันพูดขึ้น แต่ก็ถูกขัดจังหวะโดยเมิ่งฮ่าว


"มีผู้ฝึกตนชั่วร้ายที่นี่ จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง…" เขากล่าว และจากนั้นก็ไอออกมาเบาๆ เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซ่างหลัวก็อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ ทันใดนั้น ผีโต้ง ซึ่งกำลังพูดคุยอยู่กับปลาในทะเลสาบเมื่อครู่นี้ ก็กระโจนขึ้น และเหมือนกับจะจ้องนิ่งไปที่ซ่างหลัว


"ใคร? มันเป็นใคร?" ผีโต้งพูดอย่างตื่นเต้น รีบวิ่งตรงเข้ามา "เจ้า? ผู้ชั่วร้ายที่น่าสงสารของข้า เจ้าไม่อาจทำเช่นนั้น! มันผิดศีลธรรม ในนามของความยุติธรรม ขอให้ข้าได้เปลี่ยนแปลงเจ้า…" ก่อนที่ซ่างหลัวจะทันมีปฏิกิริยาใดๆ เมิ่งฮ่าวก็สะบัดแขนเสื้อ ผลักมันไปทางด้านหลัง และคว้าจับถุงสมบัติของมันไว้ ในเวลาเดียวกันนั้น แหสีดำก็พุ่งออกมา และรัดพันไปที่ร่างของซ่างหลัวจนแน่นหนา


จากนั้นเมิ่งฮ่าวก็พุ่งออกไปด้านหลัง เพิ่มช่องว่างระหว่างเขาและซ่างหลัว ซึ่งกำลังมองมาอย่างมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ทันใดนั้น หมวกผีโต้งก็ไปสวมอยู่บนศีรษะของซ่างหลัว


มันถอนหายใจออกมา "เด็กน้อย ไม่ต้องกลัว แค่ทำตัวดีๆ ปล่อยให้ศูนย์รวมความยุติธรรมอันยิ่งใหญ่ผู้นี้ ชักนำเจ้ากลับมาจากเส้นทางอันชั่วร้าย…" ดูเหมือนมันจะกระโจนเข้าไปในความยุติธรรมอย่างตื่นเต้นเป็นยิ่งนัก "เจ้าเด็กน้อยที่ว่าง่าย ไม่ต้องต่อต้าน ไม่ต้องตอบโต้ ไม่ต้องมึนงง ข้าจะช่วยเจ้าเอง ฟังนะ สิ่งแรกที่เจ้าต้องทำก็คือ…" ขณะที่ผีโต้งพูดพล่ามเพ้อเจ้อ ร่างของซ่างหลัวก็เริ่มสั่นสะท้าน แต่มันก็ไม่กล้าที่จะโจมตีกลับไป


เมิ่งฮ่าวรู้สึกเสียใจกับซ่างหลัวเล็กน้อย เขาลบตราประทับที่อยู่ภายในถุงสมบัติของซ่างหลัว เมื่อเขาเปิดมันออกมา ดวงตาก็ส่องแสงเจิดจ้า ด้านในมีหินลมปราณค่อนข้างมากมาย มากกว่าที่เขาได้รับจากตระกูลเซี่ยวตั้งหลายเท่า


"นี่น่าจะใกล้เคียงกับจำนวนที่ข้าต้องใช้เพื่อการคัดลอก เมื่อรวมกับถุงสมบัติมากมาย ที่ข้าได้มาจากดินแดนสงบสุขของสำนักชิงหลัว ยังมีเม็ดยาหลัวตี้อีกเล็กน้อยจากถุงพวกนั้น ถึงจะมีไม่มาก แต่ก็ไม่ถือว่าน้อย" เขาโบกสะบัดมือ ทำให้หมอกสายฟ้าหนาแน่นมากขึ้น คนที่อยู่ด้านนอกในบริเวณนั้นไม่อาจจะมองเห็นด้านในได้ จากนั้น เขาก็หยิบกระจกทองแดงออกมา และเริ่มทำการคัดลอก


เวลาผ่านไป และในที่สุดก็เป็นเวลาพลบค่ำ จากด้านนอกของหมอกสายฟ้า เสียงตะโกนอย่างกราดเกรี้ยวได้ยินออกมาจากปากของซ่างหลัว ดูเหมือนว่ามันจะเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานที่ยากจะอธิบายออกมาได้


"เงียบ! ปล่อยข้าไป! อ๊ากกกกกก! เจ้าหมวกบัดซบ! หุบปาก!!"


"อ้าย อย่าได้ทำเช่นนี้ เจ้าเด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่… เจ้ากำลังขัดจังหวะข้า ข้าลืมไปเลยว่าพูดไปถึงไหนแล้ว โอ ไม่เป็นไร ข้าเริ่มใหม่ดีกว่า ฟังให้ดีนะ เส้นทางแห่งความชั่วร้ายเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่ไม่ต้องกังวลไป เด็กน้อย ข้าอยู่ที่นี่แล้ว ข้าจะไม่ยอมให้หนามแหลมๆ พวกนั้น มาทิ่มแทงไปที่ก้นอันอ่อนนุ่มของเจ้าอย่างแน่นอน…"


เมิ่งฮ่าวชำเลืองไปที่ด้านนอก รู้สึกเห็นใจซ่างหลัวบ้างเล็กน้อย จากนั้นเขาก็มองลงไปยังเม็ดยาหลัวตี้หลายสิบเม็ดที่อยู่เบื้องหน้า เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และหยิบขึ้นมาหนึ่งเม็ดใส่เข้าไปในปาก


มันเริ่มละลายทันทีที่อยู่ในปาก กลายเป็นคลื่นของพลังลมปราณ ไหลเข้าไปในร่าง ซึ่งเมิ่งฮ่าวไม่เคยรู้สึกเช่นนี้นานมาแล้ว ร่างของเขาเหมือนกับทะเลทรายอันแห้งแล้ง ทันใดนั้นก็เต็มไปด้วยน้ำมาหล่อเลี้ยง ใบหน้าของเขาสว่างสดใสขึ้น และปิดตาลงเริ่มโคจรลมปราณให้ไหลเวียนไปทั่วร่าง


อย่างช้าๆ เขากรองเสียงที่ได้ยินจากโลกด้านนอกออก และจมลงไปในการฝึกตน หนึ่งเม็ด สองเม็ด สามเม็ด… ขณะที่เขากลืนเม็ดยา ลำแสงของดวงจันทร์ที่อยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ก็เริ่มบิดเบี้ยวไปมา และเริ่มสาดส่องลงมาบนพื้น และเมิ่งฮ่าว


ที่ห่างไกลออกไป ปรากฎเป็นแผ่นผ้าไหมแห่งแสงจันทร์ขนาดใหญ่มโหฬาร ตกลงมาจากด้านบนของตระกูลเซี่ยว


เม็ดยาหลัวตี้ จริงๆ แล้ว ก็ถูกเรียกว่า เม็ดยาศักดิ์สิทธิ์ของสำนักชิงหลัว และเป็นหนึ่งในห้าของเม็ดยาที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด ในดินแดนด้านใต้ สำหรับขั้นพื้นฐานลมปราณ มันมีประสิทธิภาพมากมายเกินกว่าที่เมิ่งฮ่าวจะคาดคิดได้ เมื่อเขาหย่อนยาเม็ดที่สิบเจ็ดเข้าไปในปาก ร่างของเขาก็เริ่มสั่นในทันที ภาพเลือนลางของเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ ซึ่งกำลังแข็งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น ก็เริ่มมองเห็นได้อยู่ด้านใน ถ้ามันก่อตัวอย่างสมบูรณ์ พลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าวก็จะทะลวงผ่านไปอยู่ในขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ!


เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ขมวดคิ้ว ขณะที่มองขึ้นไปยังแสงจันทร์ในท้องฟ้า ที่กำลังไหลลงมาจากด้านบนเขาราวน้ำตก


"มันช่างเด่นสะดุดตาจริงๆ นี่เป็นเม็ดยาที่มหัศจรรย์ยิ่ง แต่ก็สร้างความสนใจให้กับคนอื่นๆ มากมายอย่างแน่นอน…" ไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาต้องทำก็คือ พยายามที่จะทะลวงผ่านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อตั้งเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ และบรรลุขั้นกลางพื้นฐานลมปราณ เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และหยิบเม็ดยาหลัวตี้เม็ดที่สิบแปดขึ้นมา เมื่อเขาหย่อนมันเข้าไปในปาก เสาแห่งเต๋าทั้งสามก็สั่นสะเทือน ดูดซับลมปราณอันไร้ขอบเขตนั้นเข้าไป เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่เริ่มแข็งตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว


ด้านนอก ในความมืดยามราตรี แผ่นของแสงจันทร์ จริงๆ แล้ว ก็ดึงดูดความสนใจให้กับคนในตระกูลเซี่ยว เซี่ยวฉางเอินอาจจะมีอายุขัยที่ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว แต่สายตาของมันก็ยังแหลมคม ดวงตาของมันหรี่เล็กลง และทันใดนั้น มันก็เคลื่อนที่มายังบริเวณเกราะเวท ที่ภายในมีเมิ่งฮ่าวกำลังฝึกวิถีเซียนอยู่ มันนั่งลงขัดสมาธิเพื่อคอยปกป้องคุ้มครอง


เมิ่งฮ่าวได้แสดงถึงความเมตตาอันยิ่งใหญ่ต่อตระกูลเซี่ยว เซี่ยวฉางเอินรู้ว่าหลังจากที่ตัวมันตายไป โอกาสเดียวที่ตระกูลของมันจะอยู่รอดได้ ก็คือต้องพึ่งพาเมิ่งฮ่าว ดังนั้น มันได้ตัดสินใจ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น มันก็จะไม่ยอมให้เมิ่งฮ่าวถูกรบกวน


ในเวลาเดียวกันนั้น ด้านนอกของตระกูลเซี่ยว แผ่นของแสงจันทร์ ก็ทำให้ตระกูลผู้ฝึกตนที่อยู่ในพื้นที่รอบๆ บริเวณนั้นเกิดความสนใจขึ้น ผู้คนมากมายบินขึ้นไปในท้องฟ้า เพื่อตรวจสอบพื้นที่ซึ่งแสงจันทร์กำลังสาดส่องลงไป


นี่ยิ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจให้กับพี่ชายของซ่างหลัว บุรุษหนุ่มในชุดยาวสีฟ้า มันบินมาพร้อมกับคนหนุ่มในชุดขาว พวกมันบินฝ่าอากาศมาด้วยท่าทางไม่รีบร้อน ดูเหมือนพวกมันจะบินไม่รวดเร็วนัก แต่ในความเป็นจริง พวกมันพุ่งตรงไปหลายร้อยจ้าง ต่อการระเบิดของพลังบินออกมาหนึ่งครั้ง


เมื่อพวกมันมองเห็นแผ่นของแสงจันทร์ที่กำลังตกลงมา ดวงตาของคนหนุ่มชุดขาวก็หรี่เล็กลง บุรุษหนุ่มชุดสีฟ้าก็ขมวดคิ้ว


"นั่นน่าจะเป็นสถานที่ซึ่งซ่างหลัว…"


"น่าสนใจยิ่ง มีบางคนอยู่ในอาณาเขตของสำนักเซี่ยเยา กำลังกลืนกินเม็ดยาหลัวตี้ ของสำนักชิงหลัว และเท่าที่เห็น ก็น่าจะมีเม็ดยามากกว่าหนึ่งเม็ด…"


ในเวลาเดียวกันนั้น ลึกเข้าไปในเขตป่าซึ่งค่อนข้างห่างไกลออกไปจากตระกูลเซี่ยว มีต้นไม้ปกคลุมไว้อย่างหนาแน่น ด้านในของกลุ่มต้นไม้นั้น มีผู้ฝึกตนสิบคน นั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่ แต่ละคนในกลุ่มนั้น มีกระบี่สะพายอยู่ด้านหลัง และพวกมันทั้งหมดต่างก็สวมใส่เสื้อผ้าที่เหมือนกัน ทุกอย่างเงียบสงบ ไร้เสียงนกหรือแมลงใดๆ ให้ได้ยิน แต่เมื่อแผ่นของแสงจันทร์ปรากฎขึ้น บุคคลทั้งสิบก็ลืมตาขึ้นมองไป


เฉินฝานอยู่ท่ามกลางคนกลุ่มนั้น มันมองออกไปยังที่ห่างไกล ขมวดคิ้ว เสียงพุดคุย ทันใดนั้น ก็ดังขึ้นท่ามกลางผู้ฝึกตนกลุ่มนี้ คนทั้งหมดต่างก็เป็นศิษย์ของสำนักกูตู๋เจี้ยน


"พื้นที่นั้นใกล้กับเขตแดนของสำนักเซี่ยเยา มันคือสิ่งประหลาดอันใด… ?"


"นั่นเป็นเครื่องหมายที่มีใครบางคน กำลังกลืนเม็ดยาหลัวตี้ของสำนักชิงหลัว มันไม่สามารถปิดบังได้ ใครบางคนในพื้นที่นั้น กำลังกลืนเม็ดยานั้นอยู่อย่างแน่นอน"


"คนผู้นั้นกินไปมากมายเท่าไหร่กันนะ? แสงจันทร์นั้นน่าตกใจยิ่ง…"


ภายในบ้านเรือนของตระกูลเซี่ยว สมาชิกในตระกูลทั้งหมดเริ่มกังวลใจขึ้น ราวกับว่าพวกมันกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ หลายวันที่ผ่านมา พวกมันมีทั้งความยินดีอย่างน่าประหลาดใจ และความหวาดกลัวผสมปนเปกันไป เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า พวกมันได้เผชิญกับการที่ตระกูลเกือบจะล่มสลาย และถูกช่วยไว้ได้หลายครั้ง ขณะที่ในตอนนี้ จิตใจของพวกมันเริ่มหนักอึ้ง โดยเฉพาะเมื่อพวกมันมองไปยังแสงจันทร์ที่ส่องลงมาอย่างเจิดจ้าจับตา ทำให้พวกมันมีความวิตกกังวลใจเพิ่มมากขึ้น


เซี่ยวฉ่ายเฟิ่งมีใบหน้าซีดขาว นางเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการสร้างยันต์อาคม แต่ได้ถูกขัดขวางจากพื้นฐานฝึกตนของนางเอง และไม่อาจจะใช้พลังของมันได้อย่างเต็มที่ นางทำได้เพียงยืนห่างออกไปด้านข้าง มองไปยังเซี่ยวฉางเอินที่กำลังนั่งขัดสมาธิ เพื่อคุ้มครองเมิ่งฮ่าวอยู่อย่างเงียบๆ


เวลาผ่านไปไม่นานนัก ก่อนที่ลำแสงหลากสีจะเต็มอยู่ในท้องฟ้ายามราตรี เสียงหวีดหวิวดังตรงมายังตระกูลเซี่ยวจากทุกทิศทาง จากที่เห็นก็มีอย่างน้อยสิบร่าง พวกมันลอยอยู่ที่นั่นในท้องฟ้า ดวงตาสาดประกายขณะที่จ้องไปยังตระกูลเซี่ยว และพื้นที่ซึ่งเมิ่งฮ่าวกำลังนั่งเข้าฌาณอยู่ ซึ่งด้านบนก็มีแผ่นของแสงจันทร์สาดส่องลงมา


ชายชราที่อยู่ในขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณเข้ามาใกล้ หัวเราะเสียงดังขึ้น "น่าสนใจนัก ข้าต้องขอดูว่าใครมานั่งเข้าฌาณ จนทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น" จากท่าทางของมัน ก็เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้มีเจตนาดี ความโลภเปล่งประกายอยู่ในดวงตาของมัน เห็นได้ชัดว่า มันตั้งใจจะมาขัดจังหวะการเข้าฌาณ และแย่งชิงสิ่งของจากคนที่นั่งอยู่ด้านในไป


ดูเหมือนว่า ทุกคนในพื้นที่บริเวณนี้จะมีแผนการเช่นเดียวกัน ตระกูลเซี่ยวอ่อนแอจนไร้ความหมายใดๆ แต่ตระกูลเซี่ยวก็ไม่ใช่ตระกูลเดียว ที่ต้องการจะครอบครองทะเลสาบแห่งนี้ ตระกูลที่อยู่รอบๆ มากมายต่างก็จับตามองมา ราวกับพยัคฆ์จ้องดูเหยื่อของมัน


ผู้ฝึกตนชราที่เพิ่งจะมาถึง มองไปยังเซี่ยวฉางเอิน ซึ่งกำลังมองขึ้นไปยังมัน พลังฝึกตนของเซี่ยวฉางเอิน ทันใดนั้น ก็ระเบิดออกมา มันสูดหายใจเข้าลึกๆ และพุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า


เสีบงระเบิดดังออกมา และชายชราผู้นั้นก็หมุนคว้างไปด้านหลัง อย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้ กระอักโลหิตออกมา ใบหน้าของเซี่ยวฉางเอินดูซีดขาวราวคนตาย ขณะที่มันลอยอยู่กลางอากาศ มองไปรอบๆ


"ข้า เซี่ยวฉางเอิน ก้าวเท้าเข้าไปในโลงแล้วหนึ่งข้าง" มันพูดเสียงราบเรียบ "เป็นหรือตาย มีความหมายน้อยมากสำหรับข้า ใครก็ตามที่ต้องการจะเดินไปบนเส้นทางแห่งความตายพร้อมกับข้า ก็ให้ก้าวเข้ามา" พลังฝึกตนของมันไม่ได้สูงมากนัก แต่คำพูดของมันเต็มไปด้วยการคุกคามที่ทรงพลัง


ภายใต้เกราะเวท พลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าวก้าวมาถึงจุดวิกฤต ขณะที่เขากลืนเม็ดยาหลัวตี้ต่อไป เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ของเขาก็เริ่มรวมตัวกันมากกว่าครึ่ง คงอีกไม่นานก่อนที่มันจะเสร็จสมบูรณ์ ถ้าเป็นเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวไม่เพียงแต่จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม เขายังสามารถกวาดล้างขั้นพื้นฐานลมปราณได้อย่างง่ายดายอีกด้วย


นั่นเป็นพลังของพื้นฐานสมบูรณ์!


ตอนที่ 173 สวรรค์ไม่ยอมรับ? ปล้นมันซะ!

เมิ่งฮ่าวกำลังมุ่งอยู่กับ การทะลวงผ่านเข้าไปก่อตั้งเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ของเขา เหตุการณ์ซึ่งกำลังเกิดขึ้นที่ด้านนอก ไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจแต่อย่างใด เขาคาดคิดไว้แล้วว่าเหตุการณ์เช่นนี้ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ได้สร้างความสนใจให้กับคนอื่นๆ ขณะที่เขากำลังพยายามเพิ่มระดับการฝึกตน ถึงแม้มันจะไม่ได้สร้างความสนใจออกไปในวงกว้าง แต่มันก็ต้องทำให้บริเวณใกล้เคียงนี้เกิดความโกลาหลขึ้นอย่างแน่นอน


เมิ่งฮ่าวตระหนักดีว่า ขณะที่เวลาผ่านไปนานมากขึ้น สถานการณ์ก็จะควบคุมได้ยากยิ่งขึ้น วิธีที่ดีที่สุดที่จะยุติเรื่องราวนี้ ก็คือ ต้องทะลวงผ่านให้เสร็จสิ้นด้วยความรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


แต่… พื้นฐานสมบูรณ์ไม่อาจจะดูดซับลมปราณของสวรรค์และปฐพีได้ เขาต้องพึ่งพาเม็ดยาหลัวตี้เพียงเท่านั้น และถึงแม้เม็ดยาพวกนี้จะไม่ใช่เม็ดยาธรรมดา แต่ขั้นตอนก็เริ่มยากมากขึ้น เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า พวกมันกำลังสูญเสียประสิทธิภาพลง


จากสถานการณ์ของเขาในตอนนี้ ดูเหมือนว่า เขาไม่มีลมปราณเพียงพอที่จะสร้างเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ได้


ขณะที่เมิ่งฮ่าวพยายามสร้างเสาแห่งเต๋าอยู่เงียบๆ ด้านในต่อไป ด้านนอก คำพูดของเซี่ยวฉางเอิน ดังก้องออกมาท่ามกลางแสงจันทร์ หลังจากนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบงันไปชั่วครู่ ไม่นาน เสียงหัวเราะอย่างเย็นชาก็ดังออกมา เงาร่างสามสายพุ่งตรงมา


เงาร่างของพวกมันสลัวคลุมเครือภายใต้ความมืดยามราตรี แต่พลังฝึกตนของพวกมันแผ่กระจายออกมา ทำให้รู้ว่าหนึ่งในคนทั้งสาม อยู่ในขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ


ในตระกูลผู้ฝึกตนที่อยู่ในพื้นที่รอบๆ บริเวณนี้ แม้แต่ขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น ตระกูลเซี่ยวก็คงไม่สามารถได้ครอบครองทะเลสาบลมปราณนี้มาได้อย่างยาวนาน เป็นเพราะว่าในตอนนี้ เซี่ยวฉางเอินเกือบมาถึงจุดจบของอายุขัย จึงทำให้สถานการณ์เป็นอย่างที่เห็น


เงาร่างทั้งสามส่งเสียงหวีดหวิวแหวกฝ่าอากาศ ตรงมายังเซี่ยวฉางเอิน เสียงระเบิดดังออกมา เมื่อคนทั้งสี่ปะทะต่อสู้กัน เซี่ยวฉางเอินกระอักโลหิตออกมา ใบหน้าซีดขาว ขณะที่ลอยออกไปยังด้านหลังราวกับว่าวที่หลุดออกมาจากสายป่าน ผู้ฝึกตนขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณส่งเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาออกมา และมุ่งหน้าต่อไป


สองคนที่เหลือ พุ่งตรงมายังเกราะป้องกันของเมิ่งฮ่าว หัวเราะออกมา


ดูเหมือนว่านี่คือช่วงวิกฤต เซี่ยวฉางเอินถูกกันให้อยู่ห่างออกไป มันรู้ว่าเมิ่งฮ่าวต้องตกอยู่ในขั้นวิกฤต แต่โชคร้าย ที่มันตอนนี้ไร้พลังที่จะเข้าไปช่วยได้ แม้แต่จะเผาไหม้พลังชีวิตบางส่วนของมันไป เพื่อจะได้พลังเพิ่มขึ้นมา ก็ยังไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง


สองผู้ฝึกตนขั้นต้นพื้นฐานลมปราณ พุ่งมาถึงเกราะป้องกัน ทันทีที่พวกมันแตะไปที่เกราะเวทนั้น เสียงกึกก้องก็ดังออกมา ภายในช่วงการหายใจเข้าออกสามครั้ง เกราะเวทนั้นก็แตกสลายไป


เกราะเวทนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเซี่ยวฉ่ายเฟิ่ง ซึ่งอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณเพียงเท่านั้น การที่มันสามารถยืนหยัดต่อต้านพลังของขั้นต้นพื้นฐานลมปราณ ภายในช่วงการหายใจเข้าออกสามครั้ง ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงพรสวรรค์อันโดดเด่นของผู้ที่สร้างยันต์อาคมนี้ขึ้นมา


เสียงระเบิดดังออกมา ขณะที่เกราะป้องกันถูกทำลายลง เมื่อสองผู้ฝึกตนขั้นต้นพื้นฐานลมปราณ กระแทกเข้าไปในหมอกสายฟ้า เสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจก็ดังออกมา ในทันใดนั้น ร่างของพวกมันก็ถูกล้อมรอบไปด้วยสายฟ้า เสียงแตกร้าวดังออกมา ขณะที่พวกมันถูกโยนกลับไปด้านหลัง โลหิตกระจายออกมาจากปาก ความตกใจปกคลุมไปทั่วใบหน้า เมื่อเสาแห่งเต๋าของพวกมันเริ่มสั่นสะเทือนจนเกือบจะพังทะลายลง


หมอกสายฟ้าพุ่งพล่านปั่นป่วน เขตป้องกันของมันขยายจากตัวเมิ่งฮ่าว ออกไปถึงสิบจ้างทั่วทุกทิศทาง สร้างอาณาเขตที่ไร้ผู้คน ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้


เซี่ยวฉางเอินถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา ผู้ฝึกตนขั้นกลางพื้นฐานลมปราณ ซึ่งมันได้ต่อสู้ด้วยหยุดชะงัก มองผ่านไหล่มันไปยังหมอกสายฟ้า ความประหลาดใจเต็มอยู่ในดวงตาของมัน


ภายในหมอกสายฟ้า เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น เป่ล่งประกายเจิดจ้า ขณะที่เขาขมวดคิ้ว และมองลงไปยังเม็ดยาหลัวตี้สามเม็ดสุดท้ายที่เหลืออยู่ ขณะที่เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ของเขา ถูกสร้างขึ้นมาได้เก้าในสิบส่วน เม็ดยาพวกนี้คงไม่เพียงพอที่จะสร้างมันให้เสร็จสมบูรณ์ในหนึ่งส่วนที่เหลือได้


"เม็ดยาหลัวตี้พวกนี้มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ… บางทีข้าอาจจะไม่มีทางบรรลุขั้นกลางพื้นฐานลมปราณได้อีกแล้ว…" ความดื้อรั้นสาดประกายขึ้นในดวงตา เขารู้ว่าเส้นทางสู่วิถีเซียนของเขา แตกต่างจากคนอื่นๆ เขาต้องต่อสู้อย่างกล้าหาญเป็นอย่างยิ่ง แต่พลังฝึกตนที่เขาได้ฝึกฝนก็เป็นสิ่งที่ท้าทายเป็นอย่างมาก แม้ในขณะที่เขานึกถึงสิ่งเหล่านี้ เสียงอึกทึกครึกโครมก็ยังได้ยินมาจากด้านนอก


"สหายเต๋าทั้งหลาย พลังฝึกตนของคนผู้นี้ช่างน่าเหลือเชื่อนัก ข้าเกรงว่าเมื่อไหร่ที่มันโผล่ออกมา ตระกูลฝึกตนของพวกเราทั้งหมดก็จะต้องขอความเมตตาจากมัน มิสู้ถือโอกาส ทำลายมันในตอนนี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า"


"ถูกต้อง ตระกูลเซี่ยวกำลังอ่อนแอ การคงอยู่ของพวกมันก็ไร้ความหมาย การทำลายล้างตระกูลเช่นนี้เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลงมันได้!"


"พวกเรามาช่วยกันโจมตีมันด้วยกัน หมอกสายฟ้านี้ ต้องไม่อาจต้านทานพลังของพวกเราทั้งหมดได้!"


ผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณสิบคน หรือมากกว่านั้นที่ด้านนอก เริ่มโจมตีหมอกสายฟ้าโดยพร้อมเพรียงกัน


กลุ่มคนทั้งหมดนี้มาจากตระกูลผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนี้ ขณะที่พวกมันโจมตีอยู่ เสียงระเบิดก็ดังขึ้นไปเต็มอยู่ในท้องฟ้า หมอกสายฟ้าเดือดพล่านอย่างรุนแรง


"จิตใจที่ชั่วร้าย เป็นชีวิตที่ไร้ประโยชน์" ดวงตาของเมิ่งฮ่าวเปล่งประกายความเย็นชาออกมา ขณะที่เขามองผ่านหมอกสายฟ้าออกไป เขารีบหยิบเม็ดยาที่เหลือสามเม็ดขึ้นมา และหย่อนลงไปในปาก


เม็ดยาทั้งสามละลายไปในทันที และแสงจันทร์ที่ส่องลงมาก็เริ่มเข้มข้นมากขึ้น ราวกับมีแม่น้ำกำลังไหลรินลงมายังร่างของเมิ่งฮ่าว ถึงแม้ประสิทธิภาพของเม็ดยาจะเริ่มลดน้อยลง แต่เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ของเขา ก็ห่างจากจุดสมบูรณ์อีกเพียงแค่เล็กน้อย


ในขณะที่เสาแห่งเต๋ากำลังจะปรากฎอย่างสมบูรณ์ ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็สัมผัสได้ถึงเสียงแผดร้องลึกลับภายในร่าง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป ขณะที่เขาตระหนักว่า ร่างของเขากำลังเริ่มเหี่ยวแห้งลง ราวกับว่าทั้งเลือดและเนื้อ แม้แต่พื้นฐานฝึกตน ต่างก็กำลังถูกดูดเข้าไปในเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่นี้


เขาเพิ่งจะเปิดความลับอื่นของพื้นฐานสมบูรณ์ออกมา มันเป็นพลังอันดื้อด้านของเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ ซึ่งเริ่มทำตามความต้องการของมันเองในการดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไป


ดูเหมือนว่าเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ จะก่อตั้งขึ้นมาจากสิ่งใดๆ ก็ได้ แม้แต่จะเป็นความตายของเมิ่งฮ่าวก็ตามที!


สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป เมื่อเหตุการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ในฉับพลัน เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้น ในเวลานั้นเอง หมอกสายฟ้าในที่สุดก็พังทะลายลง ภายใต้การโจมตีของสิบผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณ พวกมันวิ่งเข้ามา


เมิ่งฮ่าวมองพวกมันเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าดุร้าย ร่างของเขากำลังแห้งเหี่ยวลง และพลังชีวิตก็เริ่มหดหายไป เส้นผมบนศีรษะของเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวไปเรียบร้อยแล้ว พลังฝึกตนของเขายังคงมีอยู่ ทันใดนั้น ผู้ฝึกตนขั้นต้นพื้นฐานลมปราณก็ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้า ก่อนที่บุรุษผู้นั้นจะทันได้ทำอะไร มือของเมิ่งฮ่าวก็พุ่งออกไป และคว้าจับไปที่ลำคอของมัน เขาออกแรงบีบ และดวงตาของผู้ฝึกตนนั้นก็เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ลำคอของมันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ


ในขณะที่มันตายไป ร่างของเมิ่งฮ่าวก็สั่นสะท้าน และดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยแสงแปลกๆ ซากศพของบุรุษผู้นั้น เริ่มหดตัวและแห้งเหี่ยวลงไปทันที เพียงชั่วพริบตา มันก็เหลือแต่กระดูก พลังฝึกตนของมัน พุ่งผ่านมือของเมิ่งฮ่าว และเข้าไปในเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่


"มันเป็นเช่นนี้เอง!" ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายเจิดจ้า "ข้ามีพื้นฐานสมบูรณ์ แต่เมื่อเสาแห่งเต๋าทั้งสามต้นของข้า ได้ก่อตัวขึ้นมาภายในเขตล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต มันมีลมปราณมากมายจนเพียงพอที่จะดูดซับ ดังนั้นข้าจึงไม่รู้สึกถึงพลังอำนาจของเสาแห่งเต๋า แต่ในตอนนี้ ทุกอย่างก็ชัดเจนขึ้น หลังจากบรรลุถึงจุดหนึ่ง เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ก็ก้าวไปถึงช่วงที่มีแต่ความตายเท่านั้น ถึงจะหยุดความคืบหน้าของมันได้ เมื่อมันเกิดขึ้น มันก็จะกลืนกินได้แม้แต่พลังชีวิตของข้าเอง เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ ก็เนื่องจากมันไม่อาจจะดูดซับลมปราณจากโลกด้านนอกได้ เพียงได้จากเลือดเนื้อของข้าเท่านั้น!"


"สมบูรณ์แบบ สมบูรณ์แบบช่างทรงพลังนัก! แต่พลังเช่นนี้ก็เป็นอาวุธได้เช่นเดียวกัน ข้าถูกปฏิเสธจากสวรรค์ ดังนั้น ข้าต้องปล้นมาจากคนอื่นๆ! ร่างกายของผู้ฝึกตนพวกนี้ ต่างก็เต็มไปด้วยพลังลมปราณ ซึ่งไม่ได้เป็นของสวรรค์และปฐพี! ดังนั้น มันจึงถูกปล้นออกไปได้! ตอนนี้ ข้าเข้าใจแล้ว ดูเหมือนว่าในวันข้างหน้า มันก็ต้องเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่ข้าสร้างเสาแห่งเต๋าต้นใหม่ขึ้นมา!"


"วันนี้… เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ของข้าต้องปรากฎขึ้น!"


ความคิดทั้งหมดนี้ วิ่งผ่านจิตใจเมิ่งฮ่าวในทันใด เขาปล่อยมือ จากนั้นก็มองไปรอบๆ ยังผู้ฝึกตนที่รายล้อมอยู่ ดวงตาส่องประกายความเย็นเยียบราวน้ำแข็งออกมา ร่างของเขาแวบขึ้น เมื่อพุ่งตรงไปที่พวกมัน


เสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจดังออกมา กลุ่มคนพวกนี้ทั้งหมด มีระดับสูงสุดอยู่ในขั้นกลางพื้นฐานลมปราณ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ขั้นต้นพื้นฐานลมปราณ แล้วพวกมันจะต่อสู้กับเมิ่งฮ่าวได้อย่างไร? ขณะที่เมิ่งฮ่าวพุ่งผ่านแต่ละคน มือของเขาก็ยื่นออกไป และไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายเท่าใด เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ของเขา ก็ได้ดูดซับลมปราณด้วยความกระหายอย่างเต็มที่


ร่างแล้วร่างเล่า กลายเป็นโครงกระดูก ก่อนที่ผู้ฝึกตนแต่ละคนจะตายไป พลังลมปราณของพวกมันก็ถูกดูดเข้าไปในตัวเมิ่งฮ่าวอย่างรวดเร็ว ถูกกลืนกินโดยเสาแห่งเต๋าของเขา ในที่สุด เมิ่งฮ่าวก็ไม่ได้แห้งเหี่ยวอีกต่อไป เลือดเนื้อของเขาเริ่มถูกสร้างขึ้นมาใหม่


ขณะที่เซี่ยวฉางเอินสังเกตเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ความหวาดกลัวก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของมัน ผู้ฝึกตนหลายคนที่ก่อนหน้านี้กำลังพุ่งตรงมา ทันใดนั้น พวกมันก็เริ่มถอยออกไปด้วยความเร็วสูงสุด


ในสายตาของพวกมัน เมิ่งฮ่าวไม่ใช่ผู้ฝึกตน เขาได้กลายเป็นปีศาจอันชั่วร้ายบางอย่าง ไม่ว่าเขาจะผ่านไปที่ไหน เสียงแผดร้องโหยหวนจนทำให้โลหิตต้องแข็งตัว ก็ได้ยินไปทั่ว และสิ่งที่เขาเหลือไว้ที่เบื้องหลังก็มีแต่โครงกระดูกอันน่ากลัว จิตใจของพวกมันหมุนเคว้งคว้าง สีหน้าตกใจกลัวปรากฎขึ้นบนใบหน้าของพวกมัน


"นี่เป็นเวทอาคมอันใด!?!?"


"มันกำลังทำอะไร!?!?"


"คนผู้นี้… มันกำลังดูดกลืนชีวิต และพลังลมปราณของสหายเต๋าที่ตายไปทั้งหมด!?!?"


ผู้ฝึกตนที่เหลืออยู่ยี่สิบคนหรือมากกว่านั้น ต่างก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และล่าถอยออกไปด้วยความปั่นป่วนวุ่นวาย เมิ่งฮ่าวพุ่งตามไปจับได้หนึ่งคน ขณะที่เขาวางมือลงไปบนศีรษะของมัน เสียงแผดร้องอย่างน่าหวาดกลัวก็ดังออกมา ร่างของมันเริ่มแห้งเหี่ยวลง และจากนั้นก็ตายไป


ใบหน้าเมิ่งฮ่าวไม่ได้ซีดขาวไร้สีเลือดอีกต่อไป ตอนนี้มันแดงก่ำและเต็มไปด้วยพลังชีวิต เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และในจิตใจ ทันใดนั้น ก็จำได้ถึงภาพภายในถ้ำแห่งเซียนของปรมาจารย์เอกะเทวะ เมื่อปรมาจารย์เอกะเทวะได้ดูดซับผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ


"วิชาอันยิ่งใหญ่แห่งชีพอสูร?" เมิ่งฮ่าวคิด ดวงตาสาดประกาย ดูเหมือนสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้ จริงๆ แล้วก็เหมือนกับวิชาอันยิ่งใหญ่แห่งชีพอสูร ซึ่งปรมาจารย์เอกะเทวะเคยใช้มาก่อน


"หรือว่านี่คือการรู้แจ้งที่มาจากสถานการณ์ที่กำลังสังหาร หรือถูกสังหาร วิชาอันยิ่งใหญ่แห่งชีพอสูร ชีวิตอสูร…" เมิ่งฮ่าวถอนหายใจอยู่ภายใน ขณะที่เขาพยายามสะกดข่มวิถีขงจื๊อที่ฝังลึกแน่นอยู่ในจิตใจของเขาลง


ร่างของเขาเปล่งประกายด้วยพลังของเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ออกมา เขาถอนหายใจ ขณะที่มือของเขาจับไปที่ลำคอของผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ดูดซับพลังลมปราณของบุรุษผู้นั้น ในไม่ช้า เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ก็จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์


"เส้นทางของพื้นฐานสมบูรณ์ของข้า คงจะเต็มไปด้วยภูเขาของซากศพ และทะเลแห่งโลหิต ข้า… เข้าใจ" เขาถอนหายใจออกมาอีกครั้ง และมุ่งหน้าต่อไปโดยไม่ลังเล จิตใจของเขาไม่ได้อ่อนโยนอีกต่อไป วิถีขงจื๊อยังคงอยู่กับเขาตลอดไป และเขาจะไม่เป็นคนโหดเหี้ยมเลือดเย็นอย่างแน่นอน แต่เมื่อถึงคราวจำเป็น เขาก็จะไม่ปราณีแม้แต่น้อย


ตอนที่ 174 ขั้นกลางพื้นฐานลมปราณสมบูรณ์!

แสงจันทร์สาดส่องลงไปยังฉากอันอำมหิตนั้น ไม่เพียงแต่เซี่ยวฉางเอิน ที่มีจิตใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างหนาวเหน็บเท่านั้น สมาชิกตระกูลเซี่ยวทั้งหมดก็มองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยท่าทางขวัญหนีดีฝ่อ


ผู้ฝึกตนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น ถอยหนีออกไปด้วยความเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พวกมันรู้ดีว่าเพียงแค่ลังเลแม้แต่น้อยนิด ผลลัพธ์ก็คือความตายอันน่าหวาดกลัว แต่เมิ่งฮ่าวก็รวดเร็วกว่า เขาเหมือนกับผีสาง เส้นผมพริ้วไปมารอบๆ ศีรษะ ขณะที่เขาไล่ติดตามเหยื่อไป ดูดซับพลังลมปราณและพลังชีวิต จากนั้นก็ปล่อยมือ ร่างที่แห้งเหี่ยวเหมือนโครงกระดูกนั้นตกลงไปบนพื้น


ไม่ใช่ว่าไม่มีผู้ฝึกตนคนไหนไม่พยายามต่อสู้กลับไป แต่โชคร้ายที่การต่อต้านของพวกมันไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย สำหรับเมิ่งฮ่าว พวกมันไร้ความหมาย แม้แต่ก่อนที่เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ของเขาจะปรากฎขึ้น เขาก็สามารถต่อสู้กับขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณได้อย่างง่ายดาย ในตอนนี้เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ของเขาเกือบจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เขาอยู่ห่างจากขั้นกลางพื้นฐานลมปราณอีกไม่ไกล


แล้วบุคคลที่ถูกขับไล่ออกมาจากสำนักเซี่ยเยาเหล่านี้ จะต่อต้านเขาได้อย่างไร?!


เป็นเคราะห์กรรมของพวกมันที่มาอยู่ที่นี่ในวันนี้ ส่วนหนึ่งในความตายของพวกมัน มาจากการที่พวกมันเลือกจะทำลายหมอกสายฟ้า และการทำเช่นนั้น ก็ได้ปลดปล่อยวิญญาณแห่งความตายออกมา!


เมิ่งฮ่าวได้ฟื้นฟูตัวเองกลับมาได้มากกว่าครึ่งแล้วในตอนนี้ เส้นผมของเขาไม่ได้เป็นสีขาวอีกต่อไป รวมถึงผิวก็ไม่แห้งเหี่ยวอีก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เสาแห่งเต๋าได้ดูดซับไปจากเขา ได้ฟื้นฟูกลับมาหมดแล้วในตอนนี้


เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ของเขา กระจายกลิ่นอายอสูรออกมา ราวกับว่ามันต้องการจะปล้นและกลืนกินพลังลมปราณทั้งหมดไป!


ข้าถูกตัดขาดจากสวรรค์และปฐพี ดังนั้น ข้าจะเอามันมาจากการปล้นด้วยตัวเอง! พลังอำนาจนี้ช่างสมบูรณ์แบบนัก!


ตูม!


เมิ่งฮ่าวเข้าไปใกล้สองผู้ฝึกตนขั้นต้นพื้นฐานลมปราณ พวกมันหมุนตัวไปรอบๆ เสียงกึกก้องดังออกมา ขณะที่พวกมันปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา พวกมันใช้วิชาเวท พวกมันใช้อาวุธเวท นำทุกอย่างที่พวกมันมีทั้งหมดมาต่อต้านเมิ่งฮ่าว


เสียงระเบิดดังออกมา และจากนั้นเมิ่งฮ่าวก็มายืนอยู่เบื้องหน้าหนึ่งในพวกมัน ฝ่ามือของเขาผลักออกไปเบาๆ ที่ใบหน้าของมัน ซากศพที่แห้งเหี่ยวก็ตกลงไปบนพื้น


ร่างของเขาขยับ เสียงร้องอย่างน่าอนาถใจอีกเสียงก็ดังออกมา ทุกคนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ต่างก็ตัวสั่นสะท้าน ขณะที่พวกมันมองเห็นบุรุษวัยกลางคนเริ่มแก่ลง เส้นผมของมันเปลี่ยนเป็นสีขาว และจากนั้นก็ร่วงลงไปจนหมด เลือดเนื้อของมันแห้งเหี่ยวหายไป ดวงตามืดมัวลงขณะที่มันสูดลมหายใจครั้งสุดท้ายเข้าไป จากนั้นก็สิ้นใจตาย


เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ เขาไม่มีความแค้นอย่างลึกล้ำกับคนพวกนี้ แต่พวกมันมาปรากฎตัวอยู่ที่นี่ และได้มาโจมตีเขาด้วยความต้องการจะกำจัดเขาไป และป้องกันไม่ให้เขาทะลวงผ่านการฝึกตน ถึงแม้พวกมันจะตั้งเป้ามาที่เขาเนื่องจากตระกูลเซี่ยว แต่ความเป็นจริงก็คือ พวกมันอยู่ที่นี่ การได้มาเผชิญหน้ากับเมิ่งฮ่าว ถือว่าเป็นโชคชะตาของพวกมัน


เมิ่งฮ่าวเข้าใจแล้ว ดวงตาของเขาส่องประกายความรู้แจ้งขึ้น และทำการโจมตีโดยไม่ลังเลต่อไป


เขาดูดซับพลังชีวิตและพลังลมปราณจากชายชรา ซึ่งอยู่ในขั้นกลางพื้นฐานลมปราณ ครั้นแล้วเสียงกระหึ่มกึกก้องก็ดังออกมาจากร่างของเขา มันส่งเสียงดังกระจายออกไปทั่วในอากาศ ทำให้ทุกคนที่มองมา ต่างก็อยู่ในอาการตกใจ


ผู้ฝึกตนที่หลบหนีอยู่ ต่างก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น เหมือนกับความฝันอันโหดร้าย เป็นฝันร้ายที่ไม่อาจลืมเลือนไปได้ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกมัน


ภาพของเมิ่งฮ่าวได้ถูกประทับลงไป ในจิตวิญญาณของพวกมันอย่างที่ไม่อาจจะลบเลือนได้ และจะคงอยู่ตราบจนกระทั่งพวกมันตายไป


ขณะที่เสียงระเบิดดังออกมา ตลอดทั้งร่างกายของเมิ่งฮ่าวก็สั่นสะท้าน ทันใดนั้น เขาก็เริ่มเปล่งแสงสีทองออกมา มันกระจายออกไป ทำให้เมิ่งฮ่าวเหมือนจะถูกปกคลุมไปด้วยเกราะทองคำ!


ในเวลาเดียวกันนั้น เสาแห่งเต๋าเสาที่สี่ก็ปรากฎขึ้นเสร็จสมบูรณ์ เสียงกระหึ่มกึกก้องนั้นดังมาจากเสาแห่งเต๋านี้เอง ด้านบนขึ้นไปในท้องฟ้า เมฆดำเริ่มก่อตัวขึ้น ดูเหมือนว่าภายในกลุ่มเมฆนั้น มีดวงตาหนึ่งคู่ที่มองไม่เห็น จ้องมองลงมายังเมิ่งฮ่าว


ความรู้สึกเหมือนกับทัณฑ์สายฟ้า ทันใดนั้นก็ปรากฎขึ้น แต่มันก็หายไปเกือบจะในทันที ราวกับว่ามันแค่มาสังเกตการณ์ รอคอยจนกระทั่งก่อตั้งแกนลมปราณถูกปลดปล่อยออกมา มันถึงจะมาลงทัณฑ์ต่อไป!


แม้ว่าจะไม่มีลม แต่เส้นผมของเมิ่งฮ่าวก็พริ้วกระจายไปรอบๆ ศีรษะเขาอย่างรุนแรง ด้วยการปรากฎขึ้นของเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ ทำให้เขาในตอนนี้ ได้ทะลวงผ่านไปยังขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ!


ด้วยพลังของพื้นฐานสมบูรณ์ เมิ่งฮ่าวในตอนนี้ ก็เป็นบุคคลที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุด ของขั้นพื้นฐานลมปราณ ท่ามกลางห้าสำนักใหญ่และสามตระกูลดัง แห่งดินแดนด้านใต้!


ในช่วงเวลาที่เขาทะลวงผ่านไปได้ ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น ต่างก็มีใบหน้าซีดขาวราวไร้สีเลือด และร่างของพวกมันก็สั่นสะท้าน เสาแห่งเต๋าภายในร่างของพวกมัน ทันใดนั้น ก็เริ่มสั่นไปมา จริงๆ แล้ว รอยร้าวได้ปรากฎขึ้นบนเสาแห่งเต๋าของผู้ฝึกตนบางคน ทำให้พวกมันต้องกระอักโลหิตออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ


ดูเหมือนว่าเสาแห่งเต๋าของพวกมัน ต่างก็ละอายใจที่จะปรากฎขึ้นตรงเบื้องหน้าเสาแห่งเต๋าของเมิ่งฮ่าว ด้วยพื้นฐานสมบูรณ์ของเขา เขาได้เป็นราชันย์ของขั้นพื้นฐานลมปราณ พลังอำนาจอันน่าเหลือเชื่อของเขา ทำให้จิตใจของผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณทั้งหมด ต้องสั่นสะท้าน และเสาแห่งเต๋าของพวกมันก็เริ่มสั่นไหวไม่มั่นคง


อันที่จริง เนื่องมาจากอิทธิพลเสาแห่งเต๋าของเมิ่งฮ่าว ผู้ฝึกตนที่กำลังตัวสั่นสะท้าน ก็เริ่มโค้งตัวลงต่ำไปที่เขา นี่ไม่ใช่ความคิดของพวกมัน แต่เป็นความเคารพนับถือต่อราชันย์ของเสาแห่งเต๋าของพวกมัน!


ร่างกายของพวกมันไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเอง ขณะที่พวกมันก้มศีรษะต่ำลงไป จิตใจของพวกมันต่างก็เต็มไปด้วยความงุนงง


นี่เป็นแรงกดดันที่สามารถบดขยี้ทุกสิ่งได้อย่างแท้จริง นี่เป็นพลังที่ได้บรรลุถึงระดับที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ ที่เหมือนกับ ความสัมพันธ์ระหว่างสวรรค์และปฐพี


ในโลกแห่งการฝึกตนนี้ แรงกดดันบดขยี้นี้ เป็นพลังที่เกิดขึ้น เนื่องจากความแตกต่างเป็นอย่างมากระหว่างระดับการฝึกตน แต่แรงกดดันบดขยี้นี้ก็กระจายออกมาจากเมิ่งฮ่าว จากเสาแห่งเต๋าเอง!


เสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์สามารถกระจายแรงกดดันบดขยี้ ไปยังเสาแห่งเต๋าอื่นๆ ได้ทั้งหมด ถ้าผู้ฝึกตนที่บรรลุวงจรอันสมบูรณ์ของพื้นฐานลมปราณ แต่มีแค่เสาแห่งเต๋าที่แตกร้าว มันก็ไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากตัวสั่นสะท้านอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฮ่าว


นี่… นี่คือพลังของเสาแห่งเต๋าทั้งสี่ต้น คงยากที่จะจินตนาการไปถึงพลังของเมิ่งฮ่าว หลังจากที่เขาสร้างเสาแห่งเต๋าต้นที่ห้า หก และแม้แต่ต้นที่เก้า! แรงกดดันบดขยี้ที่เขาสามารถกระจายออกมาจะรุนแรงมากขนาดไหน?!


ในตอนนั้น ไม่ว่าเขาจะเผชิญหน้ากับพื้นฐานรอยร้าว หรือแม้แต่พื้นฐานไร้ตำหนิ พวกมันทั้งหมดต่างก็อ่อนแอเหมือนกับมดแมลงสำหรับเมิ่งฮ่าว หลังจากที่ก่อตั้งเสาแห่งเต๋าต้นที่เก้าได้เสร็จสมบูรณ์ เมิ่งฮ่าวก็อาจจะสามารถผ่านเข้าไปในขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ!


เมิ่งฮ่าวไม่มีทางที่จะคาดคิดว่ามันจะเป็นเช่นนี้ แต่จิตใจของเขาก็เต็มไปด้วยความคาดหวังต่อความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นนี้


ในตอนนี้เองที่ด้านนอกของตระกูลเซี่ยว ลำแสงสองลำได้พุ่งผ่านท้องฟ้ามา หนึ่งกระจายเป็นแสงสีฟ้าออกมา อีกหนึ่งเป็นสีขาว ขณะที่พวกมันบินตรงมา และได้มองเห็นเมิ่งฮ่าว


"ดูท่าทางคงเป็นผู้ถูกเลือก!" คนหนุ่มในชุดขาวกล่าว เต้าจื่อแห่งสำนักเซี่ยเยารุ่นปัจจุบันนี้มองลงไป ดวงตาสาดประกาย คนกลุ่มนั้นกำลังต่อสู้กันอยู่ เหมือนเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ ดวงตาพวกมันแวบขึ้นราวสายฟ้า ขณะที่ตรวจสอบเมิ่งฮ่าว


บุรุษหนุ่มชุดสีฟ้า ซึ่งเป็นพี่ชายของซ่างหลัว ขณะที่มันจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว ดวงตาของมันก็หดแคบลง และจิตใจของมันก็เต็มไปด้วยความรู้สึกถึงอันตรายที่ยากจะอธิบายออกมาได้!


ในเวลาเดียวกันนั้น ในสถานที่ซึ่งห่างออกไปไม่ไกลมากนัก แต่ก็ไม่ใกล้เช่นเดียวกัน มีสระน้ำขนาดใหญ่มหาศาลอยู่บนพื้น จริงๆ แล้ว มีสระน้ำทั้งหมดสิบแห่ง แต่ละแห่งก็เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม รวมถึงเจดีย์อีกมากมาย แต่ละสระน้ำนั้นมีทะเลสาบอยู่


เมื่อมองมาจากที่ห่างไกล สถานที่แห่งนี้ดู… ลึกลับและมืดมัว ดินแดนแห่งนี้… ไม่ใช่ที่ไหน นอกจากหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ แห่งดินแดนด้านใต้… สำนักเซี่ยเยา!


ภายในจุดศูนย์กลางของสระน้ำทั้งสิบเป็นต้นไม้ ครึ่งหนึ่งของต้นไม้นั้นแห้งเหี่ยวไป อีกครึ่งที่เหลือเขียวชอุ่มและเจริญงอกงาม ทำให้ดูแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง และเห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา ต้นไม้นี้เป็นของวิเศษที่ล้ำค่าของสำนักเซี่ยเยา!


ข้างล่างต้นไม้นั้น มีเงาร่างเลือนลางนั่งขัดสมาธิอยู่ ทันใดนั้น เงาร่างนั้นก็เงยหน้าขึ้น สายตาของมันเจาะทะลุผ่านทุกสิ่งทุกอย่างออกไป จนกระทั่งผ่านไปถึงตระกูลเซี่ยว และเมิ่งฮ่าว


รอยยิ้มปรากฎขึ้นบนใบหน้าของมัน และเสียงพึมพำอย่างแผ่วเบาก็ได้ยินออกมา


"ไม่เสียแรงที่ข้าได้ช่วยเหลือเจ้ามาตั้งสามครั้ง" เงาร่างเลือนลางนั้นพูดขึ้น เสียงของมันแหบแห้ง "เจ้าเด็กผู้นี้เติบโตขึ้นแล้ว… ดูเหมือนเยี่ยเอ๋อก็อยู่ที่นั่นด้วย บางทีนี่จะเป็นภัยพิบัติซึ่งผู้ฝึกตนชุดม่วงได้พูดไว้ในวันที่นางถือกำเนิดขึ้น?" เสียงฟ้าร้องคำรามดังกระหึ่มอยู่บนท้องฟ้า


"ถ้าเต๋าแห่งสวรรค์ยังไม่ตาย ข้าก็จะไม่ยอมลงสู่ขุมนรก!" เงาร่างนั้นมองขึ้นไปในท้องฟ้า และใบหน้าของมัน ทันใดนั้น ก็สาดแสงอันดุร้ายออกมาสองลำ เป็นแสงสีแดง นี่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก… เงาร่างสีแดงโลหิต ผู้ซึ่งปรากฎตัวขึ้นในปีนั้นที่สำนักเอกะเทวะ!


นี่คือเจ้าอสูรโลหิต ผู้ซึ่งแวบผ่านท้องฟ้า เพื่อช่วยเมิ่งฮ่าวจากมือใหญ่ยักษ์ที่ตบลงมาของเทียนจีซ่างเหริน


กลางอากาศเหนือตระกูลเซี่ยว แสงสีทองสาดประกายออกมา ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เมิ่งฮ่าวหันหน้า กวาดสายตาไปตกกระทบยังผู้ฝึกตนชุดขาว


ผู้ซึ่งใช้คำเดียวก็อธิบายได้ทั้งหมด… งดงาม ร่างของมันปกคลุมไว้ด้วยชุดยาวสีขาวที่รุ่มร่าม และเปล่งกลิ่นอายอสูรออกมา แต่นอกเหนือจากกลิ่นอายอสูร ก็ยังมีบรรยากาศของพลังฝึกตนที่ลึกล้ำ มันลอยอยู่ที่นั่น และแม้ว่ามันจะมาพร้อมกับผู้ฝึกตนอีกคน แต่สายตาทั้งหมดต่างก็มองไปที่มัน ถึงแม้จะมีผู้คนมากมายจนนับไม่ถ้วนอยู่ที่นั่น มันก็ยังคงเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจ


ความงดงามของมัน รวมกับกลิ่นอายอสูร ทำให้แม้แต่หญิงสาวทั้งหมดก็คงต้องมีปัญหาในการที่จะข้ามผ่านมันไป ถ้ามันได้สวมใส่ชุดยาวของสตรี มันก็คงจะเป็นผู้ที่งดงามมากที่สุดจนไร้คู่เปรียบในรุ่นเดียวกัน


ขณะที่เมิ่งฮ่าวมองไปยังคนหนุ่มชุดขาวนั้น ดวงตาของพวกเขาก็สบประสานกัน ทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวก็สัมผัสได้ถึงความต้องการต่อสู้ที่อยู่ในดวงตาคู่นั้น ด้านข้างของเซี่ยเยาเต้าจื่อผู้งดงาม เป็นผู้ฝึกตนชุดสีฟ้า ดวงตาของมันมองไปเห็นซ่างหลัว ซึ่งถูกแหสีดำรัดพันไปทั่วร่าง บนพื้นที่อยู่ไม่ไกลมากนักในทันที ขณะที่มันกำลังจะกระโจนออกไป คนหนุ่มในชุดขาวก็ยื่นมือออกมาหยุดมันไว้


"เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน" คนหนุ่มชุดขาวยิ้ม "ข้าพบว่าคนผู้นี้… น่าสนใจนัก" รอยยิ้มของมันดูอบอุ่นและสงบเย็น ถ้าคนผู้นี้ได้สวมใส่ชุดยาวของสตรี รอยยิ้มที่สง่างามสมบูรณ์พร้อมนี้ คงทำให้บุปผาไม่กล้าเบ่งบาน!


หลังจากยิ้มออกมา คนหนุ่มชุดขาวก็ก้าวเท้าตรงไปข้างหน้า เท้านี้ก้าวย่างลงไปบนอากาศ แต่ขณะที่มันก้าว ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็หดแคบลง รู้สึกราวกับว่าเท้านี้ได้ก้าวลงไปบนจิตใจเขาโดยตรง สภาวะทั้งหมดของเขาได้เปลี่ยนไป ราวกับว่าเขากำลังตกอยู่ในแรงกดดันอันยิ่งใหญ่ในทันที


ระลอกคลื่นพลังแผ่กระจายออกมาจากคนหนุ่มชุดขาว เห็นได้ชัดว่าเกิดจากวงจรอันสมบูรณ์ขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ


"นี่คือท่าเท้าเจ็ดก้าวบัวอสูรของข้า แต่ละก้าวไม่อาจทำลายได้ ระวังตัวด้วย สหายเต๋า" พร้อมรอยยิ้ม คนหนุ่มชุดขาวเริ่มก้าวเท้าที่สองออกไป พลังของมัน ทันใดนั้น ก็กระจายออกมามากยิ่งขึ้น ราวกับว่าพลังนั้นประกอบไปด้วยเจตจำนงของมัน กระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง


ดวงตาเมิ่งฮ่าวนิ่งสงบ ขณะที่คนชุดขาวเข้ามาใกล้ กลิ่นแปลกๆ ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในพื้นที่บริเวณนั้น มันกระจายเป็นวงกลมไปรอบๆ ส่งกลิ่นหอมอันลี้ลับออกมา เป็นกลิ่นที่น่ารื่นรมย์ แต่ก็อาจจะเป็นเหตุให้สับสนมึนงง จนนำไปสู่การสูญเสียตัวตนของตัวเองไปทั้งหมด


ขณะที่ก้าวที่สองได้เหยียบย่างลงไป เมิ่งฮ่าวก็เริ่มสั่นสะท้าน และประกายในดวงตาของเขาก็เริ่มแหลมคมขึ้น พร้อมรอยยิ้ม คนชุดขาวก็เริ่มย่างเท้าไปเป็นก้าวที่สาม เมื่อมันเหยียบลงไป พลังในพื้นที่บริเวณนั้นก็รุนแรงขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ร่างของมันเหมือนจะกลายเป็นบางอย่างที่แข็งแกร่งจนไม่อาจทำลายลงไปได้ นี่เพียงแค่ก้าวที่สาม แต่ในมุมมองของเมิ่งฮ่าว ก็เหมือนว่า เวลา ทันใดนั้น ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าทั้งโลกนี้กำลังถูกแทนที่โดยบางอย่าง


ตอนที่ 175 หลี่ชือฉี

ความรู้สึกอันเข้มข้นกระจายไปทั่วเมิ่งฮ่าว ราวกับว่าพื้นที่รอบๆ ตัวเขาถูกตัดขาดออกจากทุกสิ่งทุกอย่างไป รู้สึกราวกับว่าพลังฝึกตนของเขากำลังจะลดถอยลง และอีกไม่ช้า เขาก็จะย้อนกลับไปยังขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ


ในเวลาเดียวกันนั้น ภาพที่เหมือนจริงจนน่าเหลือเชื่อก็ปรากฎขึ้นในจิตใจ เขาได้ย้อนกลับไปยังภูเขาต้าชิง กลับไปยังเมืองหยุนเจี๋ย กลับไปที่หน้าต่างในห้องของเขา ภายใต้แสงจันทร์ เขามองเห็นตัวเองกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่นั่น


เมิ่งฮ่าวไม่เคยพบกับวิชาเวทเช่นนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกของเขา ดวงตาเขาหรี่เล็กลง


ก้าวที่สี่ของคนชุดขาวกำลังจะเริ่มขึ้น!


ขณะที่เป็นเช่นนั้น จิตใจของเมิ่งฮ่าวก็หมุนเคว้งคว้าง และภาพอื่นๆ อีกมากมายก็ปรากฎขึ้น ทันใดนั้น เขาก็ตระหนักว่า ถ้ารอให้ถึงก้าวที่เจ็ด ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะทำลายวิชานี้ได้ นั่นเป็นจุดสูงสุดของมัน และเมื่อก้าวสุดท้ายเหยียบย่างลงไป ศัตรูของเขาก็จะมีแรงกดดันอันเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องโจมตีมา


แรงกดดันนั้น ประกอบไปด้วยพลังที่สามารถกวาดล้าง ขั้นพื้นฐานลมปราณได้ทั้งหมด!


"ถ้าวิชานี้ไม่สามารถทำลายได้ ข้าก็ต้องทำลายสภาวะของมัน!"


ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย และเอียงศีรษะขึ้น เขายกมือขวาขึ้นมา และชี้ลงไปที่พื้น ปฐพีเหมือนจะสั่นสะเทือน และสิ่งที่สั่นก็ไม่ใช่ปฐพี แต่เป็นเมิ่งฮ่าว ภาพภูติผีปรากฎขึ้นในทุกที่ มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่มีภาพภูติผี นั่นก็คือ เมิ่งฮ่าว!


"นี่คือวิชาเวทรุ่นแปด ดรรชนีผนึกร่าง" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงราบเรียบ "ระวังตัวด้วย สหายเต๋า" เขายกมือขึ้น และชี้ตรงไป


ทันใดนั้น ร่างของเมิ่งฮ่าวก็หยุดการสั่น ภาพภูติผีทั้งหมดทับซ้อนกัน และตกลงไปยังคนชุดขาว พวกมันรวมตัวกันอยู่ในร่างของคนชุดขาว และทันใดนั้น ภาพภูติผีที่โดดเด่นของคนชุดขาวเองก็ปรากฎขึ้น ก้าวย่างที่ห้า ซึ่งมันกำลังจะเดิน ก็ไม่อาจทำได้อีกต่อไป


จิตใจของคนชุดขาวสั่นสะท้าน มันมองไปยังเมิ่งฮ่าว ด้วยสายตาที่เจิดจ้า สีหน้าของมันดูสง่างามยิ่ง


เมิ่งฮ่าวไม่ได้โจมตีไป การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนวิชาเวทกันมากกว่า ไม่ใช่การต่อสู้ที่ต้องถึงแก่ความตาย เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่นั่นอย่างเฉยชา มองไปยังคนหนุ่มชุดขาวนั้นด้วยสายตาที่เรียบเฉย


หลังจากผ่านไปหนึ่งอึดใจ คนหนุ่มชุดขาวก็ฟื้นคืนเป็นเหมือนเดิม แต่พลังที่เกิดจากการเคลื่อนไหวย่างก้าวของมันหายหมดไป ถูกล้มล้างโดยเมิ่งฮ่าว


ท่าเท้าเจ็ดก้าวบัวอสูร เป็นวิชาที่ใช้ประโยชน์จากพลังของการเคลื่อนไหว เมื่อไหร่ที่มันปลดปล่อยพลังนี้ออกมา แม้แต่ผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับสูง ก็ยากที่จะทำลายมันไปได้ ตั้งแต่ครั้งที่มันได้ปรากฎตัวในโลกแห่งการฝึกตนจนกระทั่งถึงตอนนี้ คนหนุ่มชุดขาวผู้นี้ ไม่เคยเผชิญพบกับใครที่อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ จะสามารถทำลายท่าเท้าเจ็ดก้าวบัวอสูรนี้ได้เลย แม้แต่เต้าจื่อของสำนักหรือตระกูลอื่นๆ ก็ไม่สามารถ


แต่วันนี้ ในสถานที่แห่งนี้ เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ก็ได้เกิดขึ้น ดวงตาของมันสาดประกายด้วยแสงแปลกๆ ขณะที่มองไปยังเมิ่งฮ่าว ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความนับถือ เป็นความนับถือที่มีแต่ ผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งซึ่งอยู่ในรุ่นเดียวกัน เกิดความรู้สึกต่อกัน


"รับมาแล้วไม่สนองคืน ไม่ใช่หลักการของข้า" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงราบเรียบ "ข้าก็มีการโจมตีที่อยากให้ท่านรับรู้ โปรดเตรียมตัว" เขายกมือซ้ายขึ้น ใช้เล็บนิ้วโป้งกรีดไปที่นิ้วกลาง โลหิตไหลออกมา ทำให้นิ้วกลางนั้นกลายเป็นสีแดง มือของเขาขยับเคลื่อนไหวด้วยท่าทางสบายๆ แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความดุร้าย


ขณะที่เขาโจมตี คนที่มุงดูอยู่รอบข้าง ไม่อาจเห็นสิ่งพิเศษใดๆ เกิดขึ้น แต่ม่านตาของคนหนุ่มชุดขาวนั้นหดเล็กลง จากมุมมองของมัน ทุกสิ่งทุกอย่าง ทันใดนั้น ก็กลายเป็นสีโลหิต สีหน้าของมันเปลี่ยนไปเล็กน้อย และสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ร้ายแรงพุ่งขึ้นมา มือขวาของมันพุ่งไปตบถุงสมบัติ กิ่งไม้ปรากฎขึ้นในมือ มีใบที่แห้งเหี่ยวสามใบ และใบที่งอกงามสีเขียวสามใบ มันโบกสะบัดอยู่ด้านหน้า


ไม่มีเสียงได้ยินออกมา แต่ระลอกคลื่นกระจายออกไปเป็นวงกลม เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงอย่างน่าเบื่อหน่ายออกมา และถอยหลังออกไปสามก้าว ขณะที่เขาทำเช่นนั้น พลังของเขาก็เริ่มหายไป ดังนั้น เขาจึงหยุดลง และก้าวเท้าไปข้างหน้า


เมื่อเท้าเหยียบลงไป ก็เหมือนกับการเหยียบย่ำลงไปบนจิตใจของคนชุดขาวตรงๆ มันตกตะลึง ร่างกายส่ายไปมา ราวกับมีพลังมหาศาลที่มองไม่เห็น กำลังกดทับลงมา มันถอยออกไปด้านหลังสองสามก้าว ใบหน้าของมันซีดขาวราวไร้สีเลือด ถึงแม้จะมีของวิเศษช่วยเหลือ ขณะที่สีของใบหน้ามันค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ มันก็มองไปยังเมิ่งฮ่าวอย่างลึกซึ้ง


"ผู้อาวุโส ข้าคือ หลี่ซือฉี" ดูเหมือนว่าคนหนุ่มชุดขาวนี้ จริงๆ แล้วก็มีนามเหมือนหญิงสาว (แซ่หลี่ ชือ = บทกลอน ฉี = หยกเนื้อดี) มันจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว ขณะที่ถามด้วยเสียงแผ่วเบา "สหายเต๋า ข้าขอบังอาจสอบถามนามอันยิ่งใหญ่ของท่าน ได้หรือไม่?"


เมิ่งฮ่าวเกิดความรู้สึกแปลกๆ เมื่อมองไปยังคนชุดขาวนั้น นี่เป็นเรื่องแปลกสำหรับเขา เขาขบคิดชั่วครู่ จากนั้นก็กล่าวตอบ "เมิ่งฮ่าว"


"พี่เมิ่ง บุคคลที่อยู่ในการดูแลของท่าน จริงๆ แล้ว ก็คือน้องชายในสายเลือดของสหายข้า ข้าหวังว่าท่านจะปล่อยมันไป ถ้ามันได้กระทำสิ่งใดๆ ให้ท่านระคายเคือง ข้าก็ต้องขอโทษอย่างจริงใจ"


เมิ่งฮ่าวมองไปยังบุรุษหนุ่มชุดสีฟ้าที่ยืนอยู่ข้างกายหลี่ซือฉี มันกำลังมองไปยังซ่างหลัวที่อยู่ห่างออกไปในตอนนี้ เมิ่งฮ่าวยกมือขวาขึ้น และแหสีดำก็คลายตัวออก ซ่างหลัวที่มีใบหน้าซีดขาว ก็พุ่งออกไปด้วยพลังทั้งหมดที่มันสามารถรวบรวมได้ หมวกของเมิ่งฮ่าวไล่ติดตามมันไปอย่างรวดเร็ว


"อี๋? อย่าหนีนะ เมิ่งฮ่าว เจ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร?" ผีโต้งแผดเสียงอย่างมีโทสะออกมา ขณะที่มันพุ่งไล่ตามซ่างหลัวไป "เจ้าไม่อาจทำเช่นนั้น มันไร้ศีลธรรม! เจ้าไม่อาจปล่อยให้มันจากไป ข้ายังไม่ได้ช่วยให้มันหลุดออกจากเส้นทางแห่งความชั่วร้ายเลย…"


ร่างกายซ่างหลัวสั่นสะท้าน ขณะที่มันพุ่งไปอยู่ที่ด้านข้างของผู้ฝึกตนชุดสีฟ้า ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขณะที่มันคว้าจับไปที่เสื้อของพี่ชาย และจ้องไปอย่างหวาดกลัวยังหมวกที่กำลังใกล้เข้ามา


หลี่ซือฉีจ้องไปยังหมวกนั้นด้วยความตกตะลึง


เสียงของผีโต้ง ทันใดนั้น ก็ดังขึ้นด้วยความประหลาดใจ "อี๋? เจ้ากำลังมองอะไร? เจ้าเป็นหญิงสาว? สวรรค์ เจ้าดูเหมือนบุรุษ แต่จริงๆ แล้ว เจ้าก็คือหญิงสาว แปลก แปลกมากๆ ไม่มีก้าน ไม่มีก้าน!" มันหันกลับมายังเมิ่งฮ่าว กระโดดไปบนศีรษะของเขา และอีกครั้งที่มันเปลี่ยนสี เป็นสีเขียวเจิดจ้า


ใบหน้าของหลี่ซือฉี ทันใดนั้น ก็ดูแปลกๆ เป็นอย่างมาก ขณะที่นางชำเลืองมองไปยังหมวก และจากนั้นก็เมิ่งฮ่าว เป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ก่อนที่จะหายไปในทันที


เมิ่งฮ่าวส่งยิ้มที่บิดเบี้ยวออกมา ผีโต้งทันใดนั้นก็ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกระจ่างชัดขึ้น เมิ่งฮ่าวทันใดนั้นก็เข้าใจอย่างฉับพลันว่า ทำไมผู้คนถึงได้เรียกมันว่าสุดยอดความรำคาญ


โดยไม่สนใจสีหน้าของเมิ่งฮ่าว และหลี่ซือฉี ผีโต้งเริ่มพูดพล่ามออกมา เหมือนมันเตรียมตัวจะพูดไป อย่างน้อยก็สามวันสามคืนโดยไม่มีการหยุดพัก "แปลก แปลกมาก จริงๆ แล้ว เจ้าก็เป็นหญิงสาว… หือ?" ท่ามกลางความตื่นเต้นของมัน ดูเหมือนว่ามันได้พบเจอบางสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก มันมองออกไปในที่ห่างไกล


ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ในสำนักเซี่ยเยา ร่างของเจ้าอสูรโลหิต ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้แปลกๆ ทันใดนั้น ก็เริ่มสั่นสะท้าน มันรีบถอนการมองเห็นของมันกลับมาในทันที ตัดการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกทั้งหมด


"บัดซบ" ภาพเลือนลางของเจ้าอสูรโลหิตพูดขึ้น หอบหายใจ "เจ้าตัวน่ารังเกียจนั้น ปรากฎขึ้นมาได้อย่างไร มิใช่ว่ามันได้ถูกสะกดไว้แล้ว? แต่มันก็ยังอยู่ที่นั่น เกาะติดกับร่างของศิษย์จากสำนักเฟิงเยา!! (ผนึกอสูร)"


"ข้าต้องไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับมัน จากตำนานที่บอกกล่าวกันมา มีผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งมากมายในสมัยโบราณ ถูกมันทำให้เป็นบ้า… แต่มันก็ดูอ่อนแอ มันต้องไม่อาจสัมผัสถึงข้าได้…"


ย้อนกลับไปยังภูเขาหมู่บ้านตระกูลเซี่ยว ผีโต้งจ้องมองไปยังที่ห่างไกล ดูเหมือนมันจะจมอยู่ในภวังค์ความคิดสักพัก หลังจากนั้นร่างของมันก็ขยับ และมองกลับไปยังหลี่ซือฉี


หลี่ซือฉีแค่นเสียงเย็นชาออกมา และจากนั้นก็จ้องไปยังเมิ่งฮ่าวอย่างมีโทสะ โดยไม่พูดจา นางหมุนตัว และบินจากไป ผู้ฝึกตนชุดสีฟ้าส่งเสียงกระแอมไอ จากนั้นก็พยุงร่างซ่างหลัว และกลายเป็นลำแสงพุ่งจนหายลับตาไป


"อี๋? เจ้ากำลังจากไป เด็กหญิง? ห้ามไป! ข้ายังพูดไม่จบ…"


ใบหน้าเมิ่งฮ่าว เป็นอีกครั้งที่หมองคล้ำลง ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ ต้องการจะจากไป แต่โชคร้าย ที่เสาแห่งเต๋าของพวกมันสั่นไปมา และพวกมันก็ไม่อาจจะขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อย พวกมันจ้องไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยความกังวลใจ


"จากวันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าทุกคนห้ามย่างเท้าเข้ามายังตระกูลเซี่ยว" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงราบเรียบ เขาโบกสะบัดชายแขนเสื้อ คลายสะกดผู้ฝึกตนพวกนั้น พวกมันโค้งตัวลงต่ำคารวะไปยังเมิ่งฮ่าวในทันที และสัญญาว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเขา หลังจากนั้น ก็บินออกไปอย่างรวดเร็ว


เมื่อพวกมันจากไป เซี่ยวฉางเอินที่มีใบหน้าซีดขาว ก็เข้ามาใกล้ ประสานมือ โค้งตัวลงคารวะไปที่เมิ่งฮ่าว


"ขอบคุณมาก ท่านผู้มีพระคุณ!!"


สมาชิกตระกูลเซี่ยวทั้งหมดเข้ามาใกล้ และเริ่มคุกเข่าโขกศีรษะให้เมิ่งฮ่าว เซี่ยวฉ่ายเฟิ่งจ้องไปที่เขาอย่างประหม่าสักพัก จากนั้นก็ก้มศีรษะลง


เมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆ ยังคนตระกูลเซี่ยว "ข้าไม่อาจอยู่ที่นี้" เขากล่าวอย่างอ่อนโยน "ข้าต้องจากไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ สิ่งที่ข้าช่วยได้ทั้งหมด ข้าก็ทำไปเรียบร้อยแล้ว"


"มันเพียงพอแล้ว" เซี่ยวฉางเอินกล่าว ก้มตัวลงต่ำ "ความหวาดกลัวต่อท่านผู้มีพระคุณ จะทำให้ตระกูลเซี่ยวปลอดภัยไปอีกหลายสิบปี เมื่อไหร่ที่ตระกูลเซี่ยวสร้างผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณอื่นขึ้นมาได้ สถานภาพของพวกเราก็จะปลอดภัยอย่างถาวรตลอดไป" กลิ่นอายความตายที่กระจายออกมาจากร่างของมันเริ่มเข้มข้นขึ้น ดูท่าทาง มันคงจะมาถึงจุดจบของชีวิตภายในหนึ่งปีนี้


เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็พยักหน้า จากนั้นก็กลับเข้าไปในหมอกสายฟ้า


สามวันหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวตัดสินใจจากไป ก่อนที่จะออกเดินทาง เขาได้ตัดเถาวัลย์ออกมาสองเส้น และทิ้งมันไว้ในทะเลสาบ เขาช่วยเซี่ยวฉ่ายเฟิ่งให้ประทับพวกมันกับตัวนาง ในวันข้างหน้า พวกมันก็จะเป็นของตระกูลเซี่ยว เซี่ยวฉ่ายเฟิ่งมองไปพร้อมรอยยิ้มขณะที่เมิ่งฮ่าวจากไป


สายตาของนางตามเขาไป ขณะที่เขาหายไปในที่ห่างไกล ใครจะไปรู้ว่าเงาร่างของเขาได้ประทับอยู่ภายในใจของนางไปนานเท่าใด? สายตาของนางมองไปยังจุดที่เขาหายลับไป นางรู้อยู่ภายในลึกๆ ว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ ที่จะมีสิ่งใดๆ เกิดขึ้น ระหว่างพวกเขาทั้งสอง


เซี่ยวฉางเอินมองไปยังเซี่ยวฉ่ายเฟิ่ง ถอนหายใจออกมา ร่างของมันดูเหมือนจะยิ่งอ่อนแอลงในตอนเช้าตรู่ มันมีแต่จะชราลงไปเรื่อยๆ


หลายวันหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวพุ่งผ่านท้องฟ้า บินไปตามเขตชายแดนของสำนักเซี่ยเยา และสำนักกูตู๋เจี้ยน หน้านิ่วคิ้วขมวดเนื่องจากเสียงคร่ำครวญอย่างไม่หยุดหย่อนของหมวกผีโต้ง มันไม่เคยหยุดพูดเลย ตลอดช่วงเวลาหลายวันก่อนหน้านี้


"สตรี วาว ฮา ฮา ฮา! กลายเป็นว่านางเป็นเด็กหญิง เมิ่งฮ่าว เจ้าไม่คิดว่ามันแปลกมาก? เฮ ทำไมเจ้าถึงไม่พูดจา? เจ้าไม่อาจทำเช่นนั้น มันไร้ศีลธรรม กลายเป็นว่า เจ้าไปต่อสู้กับเด็กหญิง! สวรรค์… เจ้ารู้หรือไม่ ข้าเป็นผู้อาวุโสของคนรุ่นเก่า ด้วยรูปแบบที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา เจ้ามาปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้ได้อย่างไร? การทำตัวเช่นนี้มันผิดมาก ไร้ศีลธรรมอย่างที่สุด…"


ดวงตาเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยเส้นเลือด ตามมาด้วยท่าทางที่สิ้นหวัง เขาไม่อาจจะจัดการกับความทุกข์ทรมานเช่นนี้ได้อย่างแท้จริง การพูดคุยอย่างไม่รู้จักจบสิ้นของหมวกนี้ เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนบ้าคลั่งได้ เมิ่งฮ่าวรู้สึกได้ว่าอารมณ์ของเขายิ่งเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ


แต่การโจมตีไปที่ผีโต้งก็ไร้ประโยชน์ การสาบแช่งมันก็ไม่มีผลอันใด โยนมันออกไปก็ไม่ได้ มันได้ติดแน่นอยู่กับเขาราวกับโก่วผีเกา (แผ่นกอเอี๊ยะ) ดูเหมือนจะแนบติดไปตลอดชีวิต เมิ่งฮ่าวไม่อาจคิดถึงความเป็นไปได้อื่นๆ นอกจากความวิกลจริตที่เขาต้องพบเจอ


เขาพุ่งตรงไปด้วยความเบื่อหน่ายอิดโรย ทันใดนั้น ดวงตาก็ส่องประกาย เมื่อเขามองเห็นลำแสงแปดลำกำลังพุ่งตรงมาที่เขา พวกมันทั้งหมดเป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ลำแสงทั้งหมดต่างก็มีสีแดงเลือด ผู้ฝึกตนหลายคนกำลังรักษาเวทอาคมไว้ ภายในเป็นภาพเลือนลางของสัตว์อสูรสีแดงเลือดขนาดใหญ่ มันลอยอยู่ด้านบนของกลุ่มผู้ฝึกตนพวกนั้น ขณะที่พวกมันพุ่งตรงไปข้างหน้า


เมื่อได้เห็นผู้ฝึกตนทั้งแปดคนนั้น ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็แวบขึ้น ทันใดนั้น เขาก็พูดกับผีโต้งว่า "เจ้าบอกว่า เจ้ามีการเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา? ข้าไม่เชื่อ"


"เจ้าไม่เชื่อข้า!?" ผีโต้งแผดร้องออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ดูเหมือนมันไม่อาจจะยอมรับได้ ศักดิ์ศรีและเกียรติยศของมันกำลังถูกย่ำยี!


ตอนที่ 176 เชื่อท่านย่ามันสิ

เดิมทีเมิ่งฮ่าวคิดว่าจะกล่าวปลอบโยน แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะพูดด้วยน้ำเสียงดูถูก และไม่อยากจะเชื่อ "ถ้าเจ้าสามารถแปลงเป็นถุงสมบัติที่แวววาว ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีของล้ำค่าอยู่ภายใน ข้าก็จะเชื่อถือเจ้า" เขากล่าว เขาพยายามที่จะทำเสียงให้ฟังดูเหมือนคนที่เป็นศัตรูกัน ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


ด้วยโทสะ ผีโต้งก็กลายร่างเป็นถุงสมบัติสีทองวาววับในทันที มันดูโปร่งใส และภายในก็เห็นกระถางสี่เหลี่ยม รวมถึงกระบี่อสูรที่หมุนเวียนอยู่สี่เล่ม กระบี่ทั้งสี่โคจรไปรอบๆ กระถาง เพียงเห็นแค่แวบเดียว ก็เห็นได้ชัดว่า มันเป็นสิ่งของที่ล้ำค่าเป็นอย่างมาก


มันยิ่งดูสมจริงมากยิ่งขึ้น เมื่อกระถางและกระบี่ทั้งสี่เล่มนั้น ดูเหมือนจะพยายามกระแทกไปที่ถุงสมบัติ ราวกับพวกมันต้องการหลบหนีไป


"อืม เจ้าคิดว่าอย่างไร… ?" เสียงของผีโต้งดังออกมาจากถุงสมบัติ


ในจิตใจ เมิ่งฮ่าวรู้สึกประหลาดใจ แต่ภายนอก เขามีสีหน้าดูถูก "มันดูไม่เรืองแสงเลย!"


เสียงกรอบแกรบดังออกมา และขณะที่คำพูดดังออกมาจากปากเขา ถุงสมบัติก็เริ่มเปล่งแสงเจิดจ้าจนพุ่งสูงขึ้นไปในท้องฟ้า แสงสีทองกระจายออกไป ทำให้ผู้ฝึกตนทั้งแปดคนนั้นเกิดความสนใจในทันที ทันใดนั้น พวกมันก็บินเข้ามาในทิศทางของเมิ่งฮ่าว


"เจ้าเชื่อข้าแล้ว… ?" เสียงของผีโต้งดังออกมาจากถุงสมบัติ ก่อนที่มันจะทันได้พูดจบ เมิ่งฮ่าวก็หยิบถุงสมบัตินั้น โยนตรงไปยังผู้ฝึกตนเหล่านั้น


"เชื่อท่านย่ามันสิ!!" เมิ่งฮ่าวไม่อยากจะด่าทอ แต่ก็อดไม่ได้ เขาพุ่งออกไปจากผีโต้งด้วยความรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


เขาได้โยนถุงสมบัติที่เรืองแสงนั้น ด้วยพลังทั้งหมดเท่าที่เขาจะรวบรวมได้จากพลังลมปราณของเขา ขณะที่มันลอยเข้าไปใกล้ผู้ฝึกตนทั้งแปดนั้น พวกมันก็จ้องมา อ้าปากค้าง พวกมันทั้งหมดต่างก็มีสีหน้าที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย บางคนก็ระแวงสงสัย บางคนก็ระมัดระวังตัว บางคนก็มองดูด้วยความยินดีประหลาดใจ แต่พวกมันทุกคนก็ยื่นมือออกไปคว้าฉวยถุงสมบัตินั้น


"เจ้าหลอกลวงข้า! มันทำให้ข้ามีโทสะแล้วนะ!" เสียงดังออกมาจากผีโต้ง ขณะที่มันกำลังจะถูกคว้าจับไว้โดยผู้ฝึกตนผู้หนึ่ง มันก็หายไป จากนั้นก็ปรากฎขึ้นอีกครั้งในที่ห่างไกลออกไป ตรงไปบนศีรษะของเมิ่งฮ่าว อีกครั้งที่มันเปลี่ยนเป็นหมวกเขียว


ราวกับว่ามันไม่พอใจ เสียงปะทุดังออกมา ขณะที่หมวกใบแล้วใบเล่า ซ้อนขึ้นไปเป็นชั้นๆ บนศีรษะของเขา สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ขึ้นไปในอากาศ…


ในที่สุด หมวกที่ซ้อนกันนั้น ก็สูงกว่าตัวของเมิ่งฮ่าว ผู้ฝึกตนทั้งแปดต่างก็มองมาด้วยความตกตะลึง ตลอดชีวิตของพวกมันไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน


ใบหน้าเมิ่งฮ่าวดูน่าเกลียดมากยิ่งขึ้น เขารู้สึกราวกับกำลังจะสิ้นท่า ถ้าผีโต้งมีรูปร่างเช่นนี้ เขาก็จะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจ ไม่ว่าเขาจะไปที่แห่งใด…


"สหายเต๋าหมวกเขียว" หนี่งในผู้ฝึกตนซึ่งเป็นบุรุษวัยกลางคนพูดเสียงเย็นชาพร้อมขมวดคิ้ว "นี่เป็นอาณาเขตของสำนักเซี่ยเยา ไม่ต้อนรับบุคคลภายนอก ยิ่งไม่ยินดีต้อนรับผู้ที่มายังที่นี่ เพื่อทำเหมือนพวกเราเป็นคนโง่ เอาหมวกเขียวของเจ้าไป และรีบออกไปจากที่นี่!"


เมิ่งฮ่าวกำลังจะจากไป แต่เมื่อคำพูดนั้นดังมาเข้าหู ทันใดนั้น เขาก็หยุดลง หันกลับไปมองยังผู้ฝึกตนทั้งแปด ดวงตาสาดประกายความดุร้ายออกมา ในตอนนี้ เขากำลังมีอารมณ์ไม่ดี และคำพูดเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาพอใจแต่อย่างใด


"เจ้ายังคงกล้าที่จะหันหน้ากลับมา?" ผู้ฝึกตนวัยกลางคนพูดพร้อมหัวเราะเสียงเย็นชา "ทำไมเจ้าถึงยังมามองข้า ด้วยหมวกเขียวนั้น เจ้าต้องเป็นตัวตลกอย่างแน่นอน" พร้อมคำพูดนั้น มันและผู้ติดตามของมัน พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว


"ไสหัวไป!" เมิ่งฮ่าวกล่าว ยกมือขึ้นมา และโบกสะบัดแขนเสื้อตรงไปที่พวกมันในทันที พลังลมปราณของเขาระเบิดออก สายลมอันรุนแรงส่งเสียงแหลมเล็ก และกระแทกไปยังพวกมัน


เสียงระเบิดดังอยู่ในอากาศ และโลหิตก็กระจายออกมาจากปากของศิษย์สำนักเซี่ยเยาทั้งแปดนั้น ร่างของพวกมันสั่นสะท้าน ความไม่อยากจะเชื่อปกคลุมไปบนใบหน้าของบุรุษที่พูดจาล้อเลียนเขา และม่านตาของมันก็หดเล็กลง จากที่มันเห็น เมิ่งฮ่าวอยู่ในขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ แต่การโจมตีของเขาเมื่อครู่นี้ เต็มไปด้วยพลังที่เหมือนกับขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ โลหิตไหลซึมออกมาจากปาก ขณะที่มันโซเซไปด้านหลังเพื่อถอยหนี เมื่อมันได้เห็นความเย็นชาในดวงตาของเมิ่งฮ่าว จิตใจของมันก็สั่นสะท้าน


เมื่อตระหนักว่ามันได้หุนหันพลันแล่นไป ผู้ฝึกตนวัยกลางคนก็กล่าวว่า "สหายเต๋า นี่…" ในขณะมันเริ่มต้นพูด แต่ดวงตาของเมิ่งฮ่าวก็สาดประกายด้วยความเย็นเยียบอันดุร้ายมามากขึ้น


ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นหมองคล้ำลง มันและผู้ติดตาม กลายเป็นลำแสงพุ่งออกไปยังที่ห่างไกล เมื่อพวกมันอยู่ห่างไกลจากเมิ่งฮ่าว ในที่สุด พวกมันก็หยุดลง และมองตากันไปมา


"เจ้าผู้นั้นช่างก้าวร้าวนัก มันมาจากไหนกัน? ศิษย์พี่ ไปรายงานท่านอาจารย์กันเถอะ อาจารย์คงต้องส่งใครบางคนไปจับกุมมันอย่างแน่นอน!"


"ถูกต้อง ศิษย์พี่ นี่เป็นอาณาเขตของสำนักเซี่ยเยา พวกเราจะยินยอมให้คนผู้นั้นมาอาละวาดได้จริงๆ?"


"หุบปากไปเลย!" บุรุษวัยกลางคนคำรามออกมา ใบหน้าของมันหมองคล้ำและเดาใจไม่ได้ "มันอายุยังเยาว์ แค่กวาดมือเพียงครั้งเดียว ดูจากสิ่งที่มันทำกับพวกเรา เจ้าคิดว่ามันจะเป็นแค่คนทั่วไป? เห็นได้ชัดว่า มันไม่ใช่ผู้ฝึกตนจากสำนักกูตู๋เจี้ยน ด้วยสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างสำนักของพวกเรา และสำนักกูตู๋เจี้ยน พวกเราไม่อาจจะไปตอแยโทสะของสำนักอื่นเพิ่มขึ้นมาอีก! เห็นได้ชัดว่า มันแค่ผ่านทางมา และไม่ต้องการจะสร้างศัตรู นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมมันถึงปล่อยพวกเรามาอย่างง่ายดาย พวกเจ้าทุกคน ปิดปากให้สนิท ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ให้หมด มักจะมีข้อบาดหมางระหว่างผู้ฝึกตนเช่นพวกเราอยู่เป็นประจำ ไม่จำเป็นต้องรายงานเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ไปยังสำนัก" เมื่อตัดสินใจเรียบร้อย มันและผู้ติดตามก็มุ่งหน้าต่อไปยังที่ห่างไกล


หลังจากที่พวกมันจากไปไกล เถาวัลย์ที่อยู่บนพื้นด้านล่าง ซึ่งพวกมันไม่เคยสังเกตมาเลยตลอดเวลา ก็มุดเข้าไปในพื้นดิน และหายลับไป


ย้อนกลับไปยังจุดที่เมิ่งฮ่าวอยู่ เขายืนอยู่บนพื้น ดินทรายเริ่มเดือดพล่านขณะที่เถาวัลย์สีแดงคล้ำโผล่ขึ้น แกว่งตัวไปมาอยู่ตรงหน้าเขา ไม่นานหลังจากนั้น พวกมันก็กลายเป็นผลไม้เล็กๆ สีแดงคล้ำ และเขาก็เก็บมันเข้าไปในถุงสมบัติ สุดท้าย เขาก็มุ่งความสนใจไปยังหมวกบนศีรษะ


"เจ้าไม่อาจทำเช่นนั้น! มันไม่ถูกต้อง ถ้าเจ้าปล่อยให้พวกมันหนีไป เจ้าก็ควรจะเชื่อถือพวกมันอย่างเต็มที่ เจ้าไม่ควรปล่อยให้ของบางอย่างแอบติดตามพวกมันไป นั่นมันไม่ถูกต้อง นั่นมันไร้ศีลธรรม อี๋? ข้าเพิ่งจะนึกขึ้นได้ เจ้าเพิ่งจะด่าข้าเมื่อครู่นี้!!"


"ด่าทอเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มันไร้ศีลธรรม ท่านย่าของข้าไม่เคยทำสิ่งใดให้เจ้าเคืองใจ ทำไมเจ้าไปพูดถึงนาง? แปลกมาก เจ้ามีความสัมพันธ์ใดกับนาง? หรือว่า…" ทันใดนั้น เสียงที่ชอบอวดภูมิความรู้ของผีโต้ง ก็เต็มไปด้วยน้ำเสียงแปลกๆ "หรือว่าพวกเจ้าสองคน…"


เมิ่งฮ่าวไม่สนใจมัน เขาตบไปที่ถุงสมบัติ หยิบเอาเสื้อออกมาหนึ่งตัว เขาฉีกมันออก และเอาเศษผ้ามาอุดหู ทันใดนั้น เสียงของผีโต้งก็เริ่มเงียบลง แต่จากนั้น ผีโต้งก็ส่งเสียงกระแอมไอออกมา มันเริ่มต้นพูดอีกครั้ง และครั้งนี้ เสียงของมันก็ได้ยินโดยตรงอยู่ด้านในของศีรษะเมิ่งฮ่าว


เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าห่อเหี่ยวซีดเซียว เขาจ้องมองออกไปอย่างไร้จุดหมายสักพัก ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมา และดึงเศษผ้าที่อยู่ในหูโยนทิ้งไป


"ตอนนี้ ข้ารู้แล้วว่า ทำไมผู้คนถึงได้เรียกเจ้าว่า สุดยอดความรำคาญ" เขากล่าว ทันใดนั้น ผีโต้งก็เริ่มตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น


"ทำไม? ทำไม? นี่เป็นชื่อที่ข้าถูกเรียกเมื่อนาน นาน นานมากมาแล้ว โดยสหายเก่าของข้า ข้าสอบถามมันไปหลายครั้ง แต่มันก็ไม่เคยบอกข้าเลยว่ามันหมายความว่าอย่างไร" ความสนใจทั้งหมดของผีโต้ง ตอนนี้ได้มุ่งไปที่เมิ่งฮ่าวเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการแบ่งแยก


เมิ่งฮ่าวไม่พูดอะไร แต่ครุ่นคิดว่าทำไมบุคคลที่ตั้งชื่อให้ผีโต้งถึงไม่ได้อธิบายถึงความหมายของมัน จากนั้นเขาก็คิดไปถึงความยืดเยื้อของผีโต้ง และเขาก็ต้องสั่นสะท้าน เขาเข้าใจดี ถ้าให้คำตอบเกี่ยวกับชื่อนั้น มันก็จะทำให้ผีโต้งมีหัวข้อพูด ซึ่งมันก็คงพูดไม่ต่ำกว่าหลายเดือนอีกอย่างแน่นอน


ความคิดนี้ทำให้หนังศีรษะเขาด้านชา ใครก็ตามที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการพูดคุยกับผีโต้ง ก็คงไม่เข้าใจถึงความทุกข์ทรมานที่มันได้นำมาให้อย่างแน่นอน เขาจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนเรื่องพูด


"ด้วยลักษณะของเจ้าเช่นนี้ พวกเราคงไม่อาจไปต่อได้อย่างแน่นอน" เมิ่งฮ่าวกล่าว "เจ้ามีรูปแบบอื่นอีกหรือไม่ นอกจากหมวกที่ซ้อนกันเช่นนี้?" เขาระมัดระวังคำพูด เกรงว่าจะไปตอแยเรื่องราวขึ้นมา เขาคาดเดาได้ว่ามันจะเป็นอย่างไร ถ้ามันยังคงเป็นหมวกเขียวที่เรียงซ้อนกันจนเหมือนภูเขาบนศีรษะเช่นนี้ มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?


น้ำเสียงของเขาไม่ได้โต้แย้งหาเรื่อง แต่ด้านใน ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เขาคิดไปถึงอ๋าวเฉี่ยน และทันใดนั้น ก็คิดถึงมันเป็นอย่างมาก โชคร้าย ที่มันกำลังจำศีลอยู่ในตอนนี้


อันที่จริง คำพูดของเมิ่งฮ่าวก็ทำให้ผีโต้งตื่นเต้นขึ้นมา "อี๋? ถ้าข้าไม่ใช่หมวก แล้วข้าควรจะมีรูปร่างอย่างไร?" เมิ่งฮ่าวคุ้นเคยกับเรื่องเช่นนี้ ดังนั้น เขาจึงไม่กล่าวอะไรออกมาในตอนแรก เขานั่งขัดสมาธิอยู่ในป่าบนภูเขา และหยิบเอาแผ่นหยกสร้างกาลเวลาออกมา ส่งจิตสัมผัสเข้าไปข้างใน และเริ่มศึกษาข้อมูลที่มีอยู่


เวลาผ่านไป จากนั้น สองตาเมิ่งฮ่าวก็สาดประกาย เขาเริ่มพึมพำกับตัวเอง "เวลาของฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วง ต้องใช้ต้นใบไม้ผลิ และน้ำค้างแข็งของฤดูใบไม้ร่วง เปลวไฟของกลางฤดูหนาว จิตวิญญาณแห่งฤดูร้อน กลั่นสกัดทั้งสี่ฤดูเข้าด้วยกัน ผสมรวมกับพลังลมปราณ กลั่นสกัดสี่ฤดูอีกครั้ง เพื่อสร้างเป็นกระบี่เล่มเล็กๆ"


"กระบี่นี้ต้องดูแลด้วยความระมัดระวัง ด้วยการรู้แจ้งแห่งเวลา เวลาร้อยปีสามารถที่จะบรรจุเข้าไปในกระบี่ หลังจากร้อยปี หนึ่งพันปีก็จะผ่านไป และมันก็จะก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมา ในหนึ่งหมื่นปี มันก็จะปรากฎขึ้น เพื่อเขย่าสวรรค์สั่นสะเทือนปฐพี ซึ่งก็คือกระบี่แห่งกาลเวลาเล่มแรก"


เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว ขณะที่จ้องไปยังแผ่นหยก กระบี่นั้นไม่ได้ประกอบไปด้วยพลังอันเล็กน้อย แต่มีเวลามาเกี่ยวข้องซึ่งทำให้ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก


"หานเป้ยสนใจในกระบี่นี้มาก ดังนั้น มันต้องไม่เพียงแต่จะเก็บเวลาได้มากเท่านั้น มันสามารถ… ? มันต้องมีวิธีอื่น ที่จะใช้กระบี่เช่นนี้ได้" จมอยู่ในภวังค์ เมิ่งฮ่าวคิดไปถึงแผ่นหยกชิ้นที่สามซึ่งผีโต้งได้กลืนลงไป เช่นเดียวกับ แผ่นหยกชิ้นแรก ที่ถูกดูดกลับเข้าไปในกระถางทรงกลมนั้น


"คำตอบต้องอยู่บนแผ่นที่สามอย่างแน่นอน แย่มากที่เจ้าบัดซบผีโต้งกินมันเข้าไป" เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น และมองไปยังผีโต้ง ครึ่งชั่วยามผ่านไป ตั้งแต่ที่เขาเริ่มศึกษาข้อมูลการสร้างกาลเวลา แน่นอนว่า ผีโต้งก็ได้พูดอยู่ตลอดช่วงเวลานั้น


"เจ้าสามารถเปลี่ยนเป็นแผ่นหยกที่เจ้าได้กลืนลงไป ได้หรือไม่?" ทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวก็พูดขึ้นมา


"หือ? ได้…" มันตกลง แต่จากนั้นก็เปลี่ยนใจในทันที "อี๋? รอสักครู่ เจ้ากำลังจะทำอะไร? ไม่มีทาง! มันเป็นของข้า เจ้าไม่อาจยื่นมือเข้ามาสอดได้"


ตอนที่ 177 ใช้จุดแข็งของมัน

ดวงตาเมิ่งฮ่าวหดแคบลง เมื่อเขาได้ยินคำพูดนั้น


"ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่มันกลืนเข้าไป ไม่ได้ถูกย่อยสลาย แต่เป็นการเก็บสะสม?"


"พยายามจะหลอกข้า? ฝันไปเถอะ หือ" น้ำเสียงของผีโต้งเริ่มสุขุมขึ้น "เด็กน้อย เจ้าได้เดินไกลลงไปยังเส้นทางของความชั่วร้าย จงสำนึกผิด แล้วเจ้าจะปลอดภัย"


"การที่จะเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ ทำให้เจ้าดูน่าประทับใจเป็นอย่างมาก" เมิ่งฮ่าวพูดอย่างร่าเริง เขายังคงคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ผีโต้งเพิ่งจะพูดไปเมื่อครู่นี้ และคิดว่ามันหมายถึงอะไร เขาต้องหาทางหลอกล่อให้ผีโต้งสำรอกเอาแผ่นหยกออกมาให้ได้


"น่าประทับใจเป็นอย่างมาก? ไม่จำเป็นแม้แต่จะไปคิดถึงมัน สิ่งที่มีผลกระทบกับข้ามากที่สุดในตลอดชีวิตของข้าก็คือสิ่งนี้!!" ผีโต้งดูเหมือนจะกัดฟันของมันจนแน่น มีเสียงปะทุดังออกมา และทันใดนั้น มันก็เปลี่ยนเป็น…


นกแก้วสีสันสดใส! มันมีขนาดประมาณครึ่งแขนของเขา แวววับแพรวพราวราวกับปกคลุมไปด้วยหยดน้ำฝน มันดูค่อนข้างผอมแห้ง มีจงอยปากโค้ง และดวงตาเป็นรูปสามเหลี่ยม มันมีนิสัยที่ค่อนข้างจะวิปริต และดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความไร้ศีลธรรม


มันยืนอยู่ที่นั่น ตรงหน้าเมิ่งฮ่าว มองมาที่เขาด้วยดวงตาสามเหลี่ยมท่าทางกวนๆ มันก้มหน้าลง และจิกลงไปบนร่างของมันเป็นบางครั้ง


เมิ่งฮ่าวอ้าปากค้างไปยังนกแก้วตัวนั้น ในตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยเห็นนกที่มีท่าทางวิปริตเช่นนี้มาก่อน ดวงตาสามเหลี่ยม และขนที่มีสีสันสดใส ทำให้ร่างกายของมันดูแปลกเป็นอย่างยิ่ง


นกแก้วไอแห้งๆ ออกมา มองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยหางตา


"นี่เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับข้ามากเป็นที่สุด เจ้านกบัดซบ ในชีวิตสุดท้ายของข้า ข้าไม่อาจทำให้มันยอมจำนนและเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่ในชีวิตครั้งนี้ ข้าต้องเปลี่ยนมันให้ได้อย่างแน่นอน! นั่นเป็นเจ้าสิ่งมีชีวิตที่วิปริตและไร้ศีลธรรม ที่ชอบแต่พวกมีขน!!" เสียงของผีโต้งราวกับว่ามันกำลังกัดฟันอยู่ รูปลักษณ์และคำพูดเมื่อครู่นี้ ทันใดนั้น ก็ทำให้รูปแบบในตอนนี้ของมัน ดูเหมือนจะมีชีวิตจริงเป็นอย่างมาก


เมื่อได้เห็นนกแก้ว และได้ยินคำพูดนั้น ก็ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ เขาคิดย้อนกลับไปในวันที่เขาเกือบจะสวมหน้ากากสีโลหิต และก็ได้ยินเสียงนกร้องดังออกมาจากกระจกทองแดง


เขาคิดเกี่ยวกับกระจกทองแดง ชอบโจมตีสิ่งมีชีวิตที่มีขนอย่างเร่าร้อนได้อย่างไร จิตใจของเขาก็หมุนคว้างด้วยภาพเหตุการณ์มากมาย เขายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่านกที่ผีโต้งพูดถึงอยู่เสมอคืออะไรกันแน่… ?


เมิ่งฮ่าวลังเลชั่วครู่ ก่อนที่จะหยิบเอากระจกทองแดงออกมาจากถุงจักรวาล "เจ้ากำลังพูดถึงสิ่งนี้?" เขาถาม ทันทีที่มันปรากฎขึ้น ผีโต้งที่เป็นนกแก้วก็เต้นแร้งเต้นกาขึ้นมา ปีกกระพือไปมา มันพุ่งตรงไปจับกระจกทองแดงด้วยกรงเล็บ และเริ่มจิกลงไปอย่างดุร้าย


"บัดซบ! ใช่แล้ว นี่เป็นมัน ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นสาบของมันด้านใน ข้าจะจิกเจ้าให้ตาย เจ้านกฆาตรกรบัดซบ! จิกเจ้า! จิกเจ้า… !" ผีโต้งนกแก้ว ดูเหมือนจะกลายเป็นบ้าไป ขนของมันตั้งชัน ขณะที่มันบ่นพึมพำและจิกลงไปบนกระจกทองแดง


เมิ่งฮ่าวมองไปด้วยความงุนงง เขาคิดไปถึงตอนที่ได้ครอบครองกระจก และจากนั้นก็ตอนที่เขาค้นพบความสามารถของมัน จากเริ่มแรกในตอนนั้น เขาก็มักจะสงสัยเกี่ยวกับธรมชาติอันน่าประหลาดใจของมัน แต่ก็ไม่เคยพบเห็นเบาะแสใดๆ


เมิ่งฮ่าวรู้สึกราวกับว่า เขากำลังจะกลายเป็นบ้าไปอย่างรวดเร็วโดยผีโต้งนกแก้ว มันกำลังบ่นอย่างบ้าคลั่ง และแผ่รังสีความเกลียดชังออกมา เมิ่งฮ่าวรู้สึกว่าได้ระบายออกมาได้บ้าง ทันใดนั้น เขาก็ตั้งใจอย่างแรงกล้า ที่จะพบกับนกแก้วซึ่งอยู่ในกระจกทองแดงนี้


"นกแก้วนี้ต้องพิเศษไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง ที่สามารถทำให้ผีโต้งมีโทสะได้มากมายเช่นนี้ บางทีเมื่อมันออกมา มันก็อาจจะช่วยจัดการผีโต้งให้ข้าได้" ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ขณะที่ทันใดนั้น เขาก็เริ่มเข้าใจ "ก่อนหน้านี้ เจ้าผีโต้งบอกว่า เมื่อข้าบรรลุถึงขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ นกแก้วก็จะออกมา ใช่หรือไม่? บางที… มันก็เหมือนกับอ๋าวเฉี่ยน ที่เป็นอาวุธวิญญาณเช่นเดียวกัน!"


"ทำไมเจ้าไม่ยอมตอบโต้กลับ? หือ?" ผีโต้งนกแก้วแผดเสียงออกมา ขณะที่จิกไปที่กระจก "ข้าไม่ยอมปล่อยเจ้าไปแน่ในครั้งนี้ ข้าจะต้องเปลี่ยนแปลงเจ้าให้ได้! ฮา ฮา ฮา! เจ้าไม่อาจออกมา เจ้าออกมาไม่ได้! ข้าสามารถเยาะเย้ยเจ้ามากเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ข้าต้องการ และเจ้าก็ไม่อาจออกมา"


ผีโต้งตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น แต่ในตอนนั้นเองที่กระจก ทันใดนั้น ก็ขยับไปมา และผีโต้งก็ส่งเสียงร้องออกมา มันคลายกรงเล็บ และบินออกไป กระจกทองแดงบินไล่ตามไป ส่งลำแสงที่มองไม่เห็นโจมตีออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า


เมิ่งฮ่าวมองดูด้วยความชอบใจ ไม่ทำอะไรที่จะไปหยุดกระจกทองแดง แต่มันก็เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ซึ่งก็ปรากฎว่าผีโต้งไม่ได้บาดเจ็บอะไรเลย เขาโบกสะบัดแขนเสื้อ กระจกทองแดงก็กลับเข้าไปในถุงจักรวาล


ผีโต้งนกแก้วกระพือปีก ขณะที่บินกลับมายืนอยู่บนไหล่ของเมิ่งฮ่าว และมันก็เริ่มพูดพล่ามอยู่ข้างหูเขาเหมือนเช่นเคย


อย่างน้อยรูปแบบนี้ก็ดูดีกว่าหมวกที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ความต้องการที่จะบรรลุขั้นก่อตั้งแกนลมปราณของเขาในตอนนี้เข้มข้นมากขึ้น เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่สนใจคำพูดเพ้อเจ้อเรื่อยเปื่อยของผีโต้ง เขาบินไปในอากาศ และพุ่งตรงไปที่เส้นขอบฟ้า


"พิษที่อยู่ในตัวข้าเป็นปัญหาใหญ่" เขาคิด "ข้าต้องหาวิธีแทรกซึมเข้าไปในสำนักจื่อยิ่น และหาทางกลายเป็นศิษย์ของเจ้าโอสถจอมปีศาจให้ได้ ข้าถึงจะสามารถขจัดพิษนี้ได้ทั้งหมด" ดวงตาของเขาสาดประกาย ขณะที่บินต่อไป เขาคิดเรื่องนี้ครั้งสุดท้าย ตอนที่เขาอยู่ในเมืองที่ถูกควบคุมโดยสำนักจื่อยิ่น ต้นชุนชิวเพียงแค่ช่วยบรรเทาพิษนี้ และช่วยยืดเวลาออกไปได้บ้าง


มีทางเดียวที่จะกำจัดพิษนี้ออกไปได้อย่างแท้จริง ก็คือ ต้องเข้าไปในสำนักจื่อยิ่น


"นอกจากนั้น ถ้าข้าต้องการจะสร้างแกนสีทองที่สมบูรณ์ สิ่งแรกที่ข้าจำเป็นต้องมีก็คือ แกนสีม่วง การสร้างแกนสีม่วง ต้องใช้วิชาที่เหมาะสม ซึ่งวิชานั้นก็คือ ลมปราณม่วงบูรพา ของสำนักจื่อยิ่น!" เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว มันเป็นความคิดที่ดี แต่เขาก็ไม่อาจจะคิดหาวิธีแทรกซึมเข้าไปในสำนักจื่อยิ่นได้ เขามีเรื่องบาดหมางกับผู้คนมากมายในสำนักนั้น มีทั้งอู้ติงชิว และฉู่อวี้เยียน รวมถึงศิษย์อีกหลายคนที่เขาได้พบในแคว้นจ้าว ซึ่งคงเป็นศิษย์สายในของสำนักแล้วในตอนนี้อย่างแน่นอน


"ข้าจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวตน ข้าต้องหาวิธีที่จะกลายเป็นคนอื่น" เขาถอนหายใจออกมา เห็นได้ชัดว่ามันเป็นการเพ้อฝันซึ่งควรจะลืมไปได้เลย ทันใดนั้น สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป เขามองไปยังถุงจักรวาล และดวงตาของสาดประกายความเฉลียวฉลาดออกมา


"หน้ากาก… ถ้าข้ามีหน้ากากที่เปลี่ยนใบหน้าได้ ข้าก็จะเข้าสำนักจื่อยิ่นได้ สำหรับหน้ากากนั้น… ข้าก็มีอยู่แล้ว! แต่ใครจะไปรู้ว่าหน้ากากนี้มีพลังเช่นนั้นหรือไม่? ยิ่งไปกว่านั้น พลังฝึกตนของข้าต้องอยู่ในขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ก่อนที่ข้าจะสามารถใช้มันได้ ดังนั้น ถ้าหน้ากากไม่สามารถทำเช่นนั้นได้…" เขาค่อยๆ หันหน้าไปมองยังนกแก้วที่กำลังพูดพล่ามอยู่บนไหล่อย่างช้าๆ ดวงตาเขาส่องประกายออกมา


"เจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไม?" ผีโต้งนกแก้วพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ จ้องมาที่เขา


เมิ่งฮ่าวไม่สนใจมัน เขาบินลงไปที่พื้น และนั่งขัดสมาธิ ตบไปที่ถุงจักรวาล และดึงหน้ากากโลหิตออกมา


ทันทีที่ผีโต้งเห็นหน้ากาก ดวงตาของมันก็เบิกกว้าง และกระพือปีกอย่างรุนแรง บินไปรอบๆ เมิ่งฮ่าวเป็นรูปวงกลม และส่งเสียงแผดร้องอันแหบแห้งออกมา


"นั่นคืออะไร? มันคืออะไร? สวรรค์! นั่นเป็นของชั่วร้ายอันใด? เด็กน้อย เจ้าได้เหยียบย่ำลงไปบนเส้นทางอันชั่วร้ายจนไกลมากไปแล้ว แต่ไม่ต้องกลัว ข้าสามารถช่วยดึงเจ้ากลับมาได้ ข้าจะเปลี่ยนแปลงเจ้า อี๋? ด้านในนั่นเป็นอะไร? ทำไมข้าถึงได้เห็นชายชรา? วาว! ชายชราผู้นี้ดูน่าอนาจใจยิ่งนัก เด็กน้อย เจ้าไม่อาจทำเช่นนี้ มันไม่ถูกต้อง มันไร้ศีลธรรม อี๋? ชายชราผู้นี้ได้ดำเนินการยึดครอง! เฒ่าชรา นั่นมันไร้ศีลธรรม มันไม่ถูกต้อง…"


เมิ่งฮ่าวส่งจิตสัมผัสเข้าไปในหน้ากาก และมองเห็นอ๋าวเฉี่ยนสีโลหิตในทันที มันนอนหลับอยู่ที่นั่น ดูท่าทางโอ่อ่าเกรียงไกร และมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเหมือนจะไร้ขอบเขต เมิ่งฮ่าวมองไปที่มัน และสีหน้าของเขาก็เริ่มอ่อนโยนขึ้น


"เร็วเข้า ตื่นขึ้นมา…" เขากล่าวด้วยจิตสัมผัส ร่างของอ๋าวเฉี่ยนกระตุก และไออุ่นก็กระจายออกมา กล่าวตอบอย่างนุ่มนวล รอยยิ้มของเมิ่งฮ่าวอบอุ่นมากขึ้น และเขาก็คิดกลับไปยังทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เกิดขึ้น ในช่วงการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต


"ข้ากำลังรอเจ้าตื่นขึ้นมา" เมิ่งฮ่าวกล่าวอย่างอ่อนโยน ดวงตาเขาแวบขึ้น ขณะที่มองไปยังธงสามแฉก เขารู้ดีว่าพลังฝึกตนของเขาตอนนี้ไม่ได้สูงพอที่จะใช้ธงนี้ได้ ทำได้เพียงส่งจิตสัมผัสเข้าไป และประทับมันให้เป็นของเขา


"ก่อตั้งแกนลมปราณ… ถ้าข้ากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญก่อตั้งแกนลมปราณ ข้าก็จะสามารถใช้ธงนี้ได้…"


สุดท้าย เมิ่งฮ่าวแตะไปที่ปรมาจารย์ตระกูลหลี่ด้วยจิตสัมผัสของเขา มันนั่งหดตัวอยู่ที่มุมด้านใน ร่างมันดูเลือนลางและโปร่งใส ใบหน้าของมันขาวซีด ดูเหมือนว่ามันอาจจะหายไปได้ทุกเมื่อ


ขณะที่เมิ่งฮ่าวมองไปที่มัน มันเงยหน้าขึ้นและมองกลับมา สายตาของมันยังคงดุร้ายเหมือนเดิม น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง


"มีคำถามที่ข้าไม่อาจหยุดคิดเกี่ยวกับมันได้" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงราบเรียบ "เจ้าช่วยหลี่เต้าอีทำไม? ครั้งแรกที่ข้าเห็น เจ้าอยู่ในด่านที่หก และเจ้าก็เป็นรูปปั้น ครั้งที่สองที่ข้าเห็นเจ้า เจ้ากลายเป็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของหลี่เต้าอี ทำไม?"


ปรมาจารย์ตระกูลหลี่หัวเราะอย่างเย็นชา ไม่ยอมโต้ตอบ


"กลายเป็นว่าเจ้ายึดครองโลหิตศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทำให้ข้าอยากรู้นัก ก่อนที่จะครอบครองโลหิตศักดิ์สิทธิ์… เจ้าเป็นใคร!?" เสียงของเขาราบเรียบเหมือนเช่นเคย แต่เมื่อปรมาจารย์ตระกูลหลี่ได้ยินคำพูดของเขา จิตใจของมันก็สั่นสะท้าน ตัวตนของมันเป็นความลับสุดยอด และไม่มีใครรู้เบาะแสเกี่ยวกับมัน แม้เมิ่งฮ่าวจะคาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างมันและหลี่เต้าอีได้ แต่รายละเอียดใดๆ ก็ยากที่จะสืบหา


ปรมาจารย์ตระกูลหลี่หัวเราะเสียงเหยียดหยัน "เจ้าต้องการรู้? อ้อนวอนข้าสักหนึ่งปี บางทีข้าอาจจะพิจารณาให้" มันไม่สนใจสิ่งใดๆ แม้แต่ความตาย หลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวในเขตล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตมานานถึงสี่พันปี มันก็มีเจตจำนงอันแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ แม้แต่วิธีการข่มขู่ของเมิ่งฮ่าวก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีผลกระทบต่อมันเลยแม้แต่น้อยในตอนนี้


สีหน้าเมิ่งฮ่าวเรียบเฉยเหมือนเช่นเคย เขามองไปเป็นครั้งสุดท้าย ยังท่าทางอ่อนแอของปรมาจารย์ตระกูลหลี่ จากนั้นดวงตาเขาก็หรี่เล็กลง และดึงจิตสัมผัสกลับออกไป เขาจ้องไปยังหน้ากากสีโลหิต จากนั้นก็มองไปยังผีโต้ง


"เจ้าชอบการเปลี่ยนแปลงผู้คน ใช่หรือไม่?" เมิ่งฮ่าวถาม


"ไม่" ผีโต้งกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ข้าไม่ชอบเปลี่ยนแปลงผู้คน ข้าชอบเกลี้ยกล่อมพวกมัน เข้าใจหรือไม่? เกลี้ยกล่อม"


เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ "ชายชราในหน้ากากนี้ มีชีวิตอยู่อย่างโหดเหี้ยมชั่วร้าย มันมีการแสดงออกที่ชั่วร้ายเป็นอย่างมาก และมันก็ไร้ศีลธรรมโดยสิ้นเชิง มันชอบข่มเหงผู้อ่อนแอ และเป็นผู้ที่เลวทรามมากมาโดยตลอด ข้าจับมันมา และขังมันไว้อย่างไร้ความเมตตา เพราะข้าต้องการจะตักเตือนมัน แต่เวทอาคมของมันก็แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ข้าไม่อาจชักจูงมันได้…" ก่อนที่เขาจะทันกล่าวจบ ดวงตาของผีโต้งนกแก้วก็เบิกโพลง และควันเริ่มออกมาจากตัวมัน


"เจ้ากล้า!? บุคคลเช่นนี้ต้องถูกข้าเปลี่ยนแปลงเท่านั้น! ข้าไม่ได้เกลียดสิ่งใดมากไปกว่าเจ้าคนชั่ว! ข้าต้องเปลี่ยนแปลงมัน!" ทันใดนั้น มันก็ดูมีความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ที่จะมีโอกาสได้เปลี่ยนแปลงคนเลวเช่นนี้ โดยไม่รอคำตอบจากเมิ่งฮ่าว ร่างของมันก็แวบขึ้น และเข้าไปในหน้ากากสีโลหิตทันที


ตอนที่ 178 สหายเก่า

ทันทีที่มันเข้าไปในหน้ากาก ผีโต้งก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ


"น-น-นั่นคือ… ธวัชโลกันต์เก้างานศพ!! มันมีสามแฉกแล้ว! ชั่วร้าย! ชั่วร้ายนัก!" ด้วยท่าทางเข้มงวด ผีโต้งเข้าไปใกล้ปรมาจารย์ตระกูลหลี่ที่อ้าปากค้างอยู่ "เฒ่าชรา กลายเป็นว่าเจ้าเป็นสิ่งชั่วร้ายที่กลับชาติมาเกิด! ในนามของความยุติธรรม ข้าจะเปลี่ยนแปลงเจ้า! เจ้าไม่อาจเป็นเช่นนี้ มันไร้ศีลธรรม เจ้าต้องพบจุดจบที่ไม่ดีอย่างแน่นอน ถ้ายังอยู่ในเส้นทางนี้…"


เมิ่งฮ่าวกระแอมไอออกมาเบาๆ จากนั้นก็เก็บหน้ากากไว้ เขาถอนหายใจยาวออกมา และดวงตาก็สาดประกายแหลมคมออกมา


"ธวัชโลกันต์เก้างานศพ?" จมอยู่ในภวังค์ความคิด เมิ่งฮ่าวกำลังจะบินออกไปจากป่าที่เขาหยุดอยู่นั้น เขาได้ซ่อนพลังฝึกตนเอาไว้ และดวงตาก็หรี่เล็กลง


พลังฝึกตนของเขาอยู่ในขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ ซึ่งก็หมายความว่า เขาสามารถต่อสู้กับเต้าจื่อได้ แต่เขาก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น พื้นที่แถบนี้เป็นเขตชายแดนของสำนักเซี่ยเยา และสำนักกูตู๋เจี้ยน เขาต้องระมัดระวังตัวให้มาก และต้องไม่ทำอะไรที่เกินตัว เขาเตือนตัวเองไม่ให้ลืมเรื่องเหล่านี้


หลังจากหายใจเข้าออกผ่านไปสิบครั้ง ลำแสงหลากสีมากมาย ก็ปรากฎขึ้นที่ท้องฟ้าด้านบน ผู้ฝึกตนสิบคนปรากฎขึ้น แต่ละคนยืนอยู่บนกระบี่บิน พวกมันใส่ชุดเหมือนกันทั้งหมด และดูท่าทางสง่างามน่าประทับใจ การเดินทางของพวกมันส่งเสียงกระหึ่มไปทั่วท้องฟ้า


ในบุคคลทั้งสิบนั้น สามคนที่อยู่ด้านหน้าดูเด่นเป็นสง่ามากที่สุด พวกมันสวมใส่ชุดยาวสีขาวดำที่เชื่อมต่อกัน ฝักกระบี่แขวนอยู่ด้านหลัง และรังสีกระบี่ที่อยู่ใต้เท้าก็ส่องแสงเจิดจ้า ดูเหมือนจะสามารถกรีดเฉือนสิ่งใดๆ ได้อย่างง่ายดาย


หนึ่งในสามเป็นบุรุษท่าทางสง่างาม อายุประมาณสี่สิบปี มันอยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ขณะที่มันบิน เส้นผมสีดำของมันก็พริ้วไปรอบๆ สลับกับเส้นผมสีขาวของมันเป็นครั้งคราว


ด้านหลังมันเป็นบุรุษหนุ่มอายุประมาณสามสิบปี มีริมฝีปากที่บางเฉียบ และท่าทางเกรี้ยวกราด มีดวงตาที่เฉียงขึ้นเหมือนนัยน์ตาหงส์ ซึ่งส่องประกายความเย็นชาออกมา มันมีรูปร้างหน้าตาที่น่าดูเป็นอย่างยิ่ง แต่ดูเหมือนจะเป็นคนเลือดเย็น กระบี่ที่อยู่ใต้เทาของมันกระจายแรงกดดันอันเยือกเย็นออกมา มันอยู่ในขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ และดูเหมือนภาพวาดของพลังอันสง่างาม


บุคคลสุดท้ายมีอายุประมาณยี่สิบเจ็ดถึงยี่สิบแปดปี ดูท่าทางธรรมดา แต่มันส่องประกายอันถูกต้องเที่ยงธรรมออกมา อยู่แค่ขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ แต่ดวงตาของมันส่องประกายเจิดจ้า ดูเหมือนมันจะเต็มไปด้วยรังสีแห่งความแข็งแกร่ง


เมื่อเมิ่งฮ่าวมองเห็นมัน จิตใจของเขาก็ท่วมท้นไปด้วยความทรงจำ บุรุษที่เต็มไปด้วยความเที่ยงธรรมผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก… ศิษย์พี่ของเมิ่งฮ่าวจากสำนักเอกะเทวะ ผู้ซึ่งถูกนำไปโดยสำนักกูตู๋เจี้ยน


หลายปีผ่านไป ที่นี่ ในตอนนี้ เบื้องหน้าเขา คือ เฉินฝาน เขาคิดย้อนกลับไปถึงวันที่พวกเขาได้ถูกแยกจากกัน และมันก็เหมือนกับจะนาน นานมากมาแล้ว ไม่มีสำนักเอกะเทวะอีกแล้ว และแคว้นจ้าวก็หายไป เมิ่งฮ่าวอยากรู้นักว่า เฉินฝานจะยังคงเป็นคนเดิมเหมือนก่อนหน้านี้หรือไม่


เขานิ่งเงียบขณะที่สังเกตไปยังกลุ่มคนพวกนั้น พวกมันทั้งหมดเป็นศิษย์ของสำนักอันดับหนึ่งในดินแดนด้านใต้ สำนักกูตู๋เจี้ยน ไม่มีสิ่งใดบ่งชี้ว่าสำนักกูตู๋เจี้ยนจะมาปรากฎอยู่ที่นี่ ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่นี้ก็เป็นอาณาเขตการต่อสู้ระหว่างสำนักเซี่ยเยา และสำนักกูตู๋เจี้ยน


เมิ่งฮ่าวรู้ดีถึงเรื่องความขัดแย้งระหว่างสองสำนักใหญ่นี้ รวมถึงการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวนั้น


ขณะที่บุคคลกลุ่มนั้นกำลังจะหายลับตาไป สีหน้าของเมิ่งฮ่าวก็เปลี่ยนไป และเขาก็มองกลับไปในท้องฟ้าด้านหลัง


ในไม่ช้า เขาก็มองเห็นลำแสงสิบลำสีแดงเลือด ส่งเสียงแหลมเล็กแหวกฝ่าอากาศมา พวกมันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด ส่งผลให้เกิดลมกรรโชกป่าไม้ในภูเขาด้านล่าง ด้านบนของกลุ่มคนทั้งสิบเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เกือบสิบตัว บินไปพร้อมกับพวกมัน


ผู้ฝึกตนทั้งสิบนี้มีใบหน้าดุร้ายเต็มไปด้วยความตาย รังสีสังหารหมุนวนไปรอบๆ พวกมัน และสัตว์อสูรที่อยู่ด้านบนของพวกมัน ซึ่งดูเหมือนจะถูกให้อาหารอยู่ ก็แผดเสียงคำรามและกู่ร้องออกมา


คนกลุ่มนี้ แน่นอนว่า เป็นศิษย์ของสำนักเซี่ยเยา พวกมันเร่งความเร็วขึ้น ขณะที่พุ่งผ่านเมิ่งฮ่าวไป เมื่อดูจากทิศทางที่พวกมันมุ่งหน้าไป ก็ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังไล่ตามผู้ฝึกตนจากสำนักกูตู๋เจี้ยน


ขณะที่พวกมันหายลับตาไปในเส้นขอบฟ้า เมิ่งฮ่าวก็โผล่ออกมาจากราวป่า พึมพำกับตัวเอง มองไปยังทิศทางที่ผู้ฝึกตนทั้งสองสำนักหายลับไป แทนที่จะบินตามพวกมันไป เขากลับวิ่งเข้าไปในป่าเพื่อติดตามไป


เมิ่งฮ่าววิ่งผ่านต้นไม้มากมาย ชั่วระยะธูปไหม้หมดไปสองดอก จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงระเบิดดังออกมา เขาเพิ่มความเร็วขึ้น และไม่นาน ก็มองเห็นผู้ฝึกตนของสำนักกูตู๋เจี้ยน และสำนักเซี่ยเยากำลังต่อสู้กันด้วยวิชาเวทอย่างดุร้ายรุนแรง เสียงระเบิดดังออกมา และระลอกคลื่นของเวทอาคมก็กระจายออกไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น


สำหรับคนของสำนักกูตู๋เจี้ยน กระบี่เป็นอาวุทแห่งความตาย มันมีความคมกล้าเป็นอย่างมาก สำหรับคนของสำนักเซี่ยเยา เวทอาคมของพวกมันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา น่าประหลาดใจ ที่มันไม่ได้ปกคลุมไปด้วยสีของโลหิต แต่พวกมันใช้วิชาเวทอย่างต่อเนื่องไม่รู้จบ สัตว์ปีศาจที่พวกมันควบคุมอยู่ก็มีความแข็งแกร่งไม่ธรรมดา มีเพียงสามตัว แต่พวกมันก็พุ่งเข้าไปปะทะด้วยความรุนแรง ทำให้คนของสำนักกูตู๋เจี้ยนไม่อาจเข้าใกล้ได้


คนทั้งสองกลุ่มไม่มีผู้เชี่ยวชาญก่อตั้งแกนลมปราณ ที่แข็งแกร่งมากที่สุดท่ามกลางพวกมันก็คือ ขั้นก่อตั้งแกนลมปราณเทียม ที่เหลือต่างก็อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ พวกมันต่อสู้กันไปมาอย่างดุเดือด ประกายโลหิตปกคลุมไปทั่ว เมิ่งฮ่าวมองไปขณะที่บางคนในกลุ่มของพวกมันได้ตายไป ในตอนนี้ ดูเหมือนสำนักเซี่ยเยากำลังเป็นฝ่ายเหนือกว่า ทันใดนั้น ดวงตาของผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณเทียม จากสำนักกูตู๋เจี้ยนสาดประกายด้วยแสงเย็นเยียบออกมา


"เวทกระบี่เดียวดาย!" มันตะโกนขึ้น ศิษย์สำนักกูตู๋เจี้ยน รวมทั้งเฉินฝาน บินตรงไปที่มัน กระบี่ของพวกมันเปล่งแสงอย่างน่าตกใจออกมา เพียงชั่วพริบตา กระบี่ทั้งหมดก็รวมเข้าด้วยกัน ก่อตัวเป็นกระบี่ขนาดใหญ่มหึมา ยาวถึงหนึ่งร้อยจ้าง กระบี่เล่มนั้นพุ่งตรงไปยังสัตว์ปีศาจทั้งสามตัวนั้น


เสียงระเบิดดังออกมาทั่วทุกทิศทาง สัตว์ปีศาจสั่นสะท้านและแผดเสียงร้องออกมา จากนั้นก็แตกกระจายออกไปทีละตัวจนไม่เหลืออันใด กระบี่ขนาดใหญ่มหึมาเล่มนั้น ก็กลายเป็นลำแสงกระบี่นับร้อย พุ่งตรงไปยังศิษย์สำนักเซี่ยเยาที่เหลืออยู่ รวมถึง… ตรงมาที่พื้นดิน ซึ่งเมิ่งฮ่าวยืนอยู่


เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว และจากนั้นก็กระโจนขึ้นไปในอากาศ เขาโบกสะบัดมือขวา ทำให้เกิดเป็นลมพายุกรรโชกขึ้น ลำแสงกระบี่ที่ใกล้เข้ามา ก็ถูกทำลายกลายเป็นชิ้นๆ ในทันที


การปรากฎตัวของเมิ่งฮ่าว และการทำลายลำแสงกระบี่อย่างรวดเร็วของเขา ทำให้ตกเป็นจุดสนใจของผู้ฝึกตนสำนักกูตู๋เจี้ยนที่อยู่บริเวณนั้นในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับบุรุษหนุ่มที่ดูท่าทางเกรี้ยวกราด ซึ่งอยู่ในขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ ดวงตาของมันเปล่งแสงเย็นเยียบราวน้ำแข็งออกมา ลำแสงกระบี่ที่พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าวเมื่อครู่นี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของมันเอง


"สำนักเซี่ยเยานี้ มีแต่พวกชั่วร้าย" บุรุษหนุ่มพูดเสียงราบเรียบ "ศิษย์น้องทั้งหลาย ฟังคำสั่งข้า สังหารมัน!" ดูเหมือนมันไม่ยอมแม้แต่จะตรวจสอบตัวตนของเมิ่งฮ่าว การปรากฎตัวขึ้นที่นี่ของเขา ก็เพียงพอที่จะทำให้บุรุษหนุ่มผู้นั้นพิพากษาเขาได้แล้ว


ทันทีที่คำพูดดังออกมาจากปากของมัน ผู้ฝึกตนอายุสี่สิบปีขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณก็ขมวดคิ้ว แต่มันก็ไม่ได้ก้าวก่าย ดวงตาของผู้ฝึกตนที่อยู่รายรอบสาดประกายความเย็นชาออกมา ขณะที่พวกมันพุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว


ในตอนนี้เอง ที่เฉินฝานมองเห็นเมิ่งฮ่าว หลังจากผ่านไปแวบเดียว ดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยความยินดี


"หยุด!" มันร้องออกมา พุ่งตรงไปด้วยความเร็วทั้งหมดของขั้นต้นพื้นฐานลมปราณ มันผ่านทุกคนไป บินตรงมายังเมิ่งฮ่าว "นี่คือศิษย์น้องของข้า!" มันร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น "ทุกคนหยุด!"


สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความสุขอย่างเต็มเปี่ยม จนเกือบจะเหมือนความมึนงง ขณะที่จ้องไปยังเมิ่งฮ่าว และรำลึกถึงความหลัง


เมิ่งฮ่าวมองไปยังเฉินฝาน และยิ้มออกมา สีหน้าของเฉินฝาน และคำพูดของมันเต็มไปด้วยความจริงใจ และตอนนี้ เมิ่งฮ่าวก็แน่ใจว่า… มันไม่ได้เปลี่ยนไป มันยังคงเป็นคนเดิม เหมือนที่เคยเป็นเมื่อเจ็ดหรือแปดปีที่แล้ว


เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และจากนั้นก็กล่าวว่า "ขอคารวะ ศิษย์พี่" เขาประสานมือ และโค้งตัวลงต่ำ


เฉินฝานหัวเราะ มันดูแตกต่างจากเจ็ดแปดปีก่อนเล็กน้อย แต่บุคลิกของมันยังคงเหมือนเดิม มันก้าวเท้าตรงมา และโอบกอดเมิ่งฮ่าว


"ศิษย์น้องเฉิน" บุรุษหนุ่มท่าทางเกรี้ยดกราดกล่าว พร้อมรอยยิ้มที่เสแสร้ง "ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นศิษย์น้องของเจ้าผู้นี้มาก่อน? ข้าไม่ยักรู้ว่าสำนักกูตู๋เจี้ยนจะมีศิษย์เช่นนี้" คำพูดของมันเต็มไปด้วยข้อกล่าวหาอันน่ากลัว


เฉินฝานขมวดคิ้ว ยืนปกป้องอยู่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว "ศิษย์พี่โจว มันไม่ใช่ศิษย์สำนักกูตู๋เจี้ยน มันเป็นศิษย์น้องของข้า เมื่อข้ายังอยู่ในสำนักเอกะเทวะ"


เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา และสีหน้าก็สงบนิ่งเช่นเคย เขาต้องการเห็นเฉินฝานจะจัดการสถานการณ์นี่อย่างไร


"งั้นมันก็เป็นศิษย์จากสำนักเล็กๆ" โจวกล่าว น้ำเสียงของมันฟังดูเนิบนาบและน่ากลัว "มันดูไม่สมเหตุสมผล มันมาอยู่ที่นี่เพื่อสอดแนมพวกเรา มันต้องรับผิดชอบ!"


ศิษย์สำนักกูตู๋เจี้ยนที่อยู่รอบๆ มองหน้ากันไปมา จากนั้นก็เคลื่อนที่ไปด้านหลังอย่างเงียบๆ ดูเหมือนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่พวกมันได้เห็นความขัดแย้งระหว่างโจว และเฉินฝาน


ผู้ฝึกตนวัยกลางคนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณเทียม ถอนหายใจออกมา มองไปยังคนทั้งสองด้วยสีหน้ารำคาญใจ และจากนั้นก็จ้องลงไปยังเมิ่งฮ่าว


"รับผิดชอบ?" เฉินฝานพูดเสียงราบเรียบ ดวงตาเย็นชาขณะที่ยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว "โจวซานเยี่ย ข้าอยากรู้นักว่า เจ้าจะให้ศิษย์น้องข้ารับผิดชอบอย่างไร? ข้าอยู่ที่นี่ ใครบังอาจสร้างปัญหาให้มัน!?" เฉินฝานตบไปที่ถุงสมบัติ และมีดสีดำเล่มเล็กก็ปรากฎขึ้น มีขนาดเท่าฝ่ามือ บินไปรอบๆ ศีรษะของมัน


สีหน้าเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนไปด้วยความตกใจ ทันทีที่เขาเห็นมีดเล่มนั้นปรากฎขึ้น เช่นเดียวกับใบหน้าของผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น บุรุษวัยกลางคนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณเทียมอ้าปากค้าง


ใบหน้าของโจวซานเยี่ย ทันใดนั้น ก็เริ่มมีสีหน้าน่าเกลียดขึ้นเป็นอย่างมาก ความอิจฉาเต็มอยู่ในดวงตาของมัน ขณะที่จ้องไปยังเฉินฝาน แต่ในจิตใจของมันก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว


ใบมีดเล่มนั้น กระจายพลังแปลกๆ ของขั้นก่อตั้งแกนลมปราณออกมา!


"โจวซานเยี่ย ข้ากำลังรอคำตอบของท่านอยู่" เฉินฝานพูดเสียงราบเรียบ


ตอนที่ 179 ศิษย์พี่ศิษย์น้อง

"นั่นเป็นมีดบินของบิดาข้า!" โจวซานเยี่ยพูดพร้อมกับแค่นเสียงเย็นชา จ้องไปยังมีดสีดำ ซึ่งกำลังหมุนวนไปรอบๆ ศีรษะเฉินฝาน


"มันเป็นของกำนัลจากอาจารย์ข้า" เฉินฝานตอบด้วยสีหน้าเย็นชา ทันใดนั้น สีหน้าของโจวซานเยี่ยก็หมองคล้ำลง มันโบกสะบัดแขนเสื้อ และเริ่มเคลื่อนที่ตรงยังไปเฉินฝาน


"การจะรับผิดชอบนั้นง่ายดายยิ่ง" มันพูดขณะที่เดินตรงไป "ข้าต้องการดวงตาของมันทั้งสองข้าง ดูสิว่าเจ้าจะกล้าสังหารข้าหรือไม่ ถ้าเจ้ากล้า ข้าก็จะนับถือเจ้า แต่เจ้าจะอธิบายต่ออาจารย์ของเจ้า ผู้เป็นบิดาข้าได้อย่างไร?!"


ใบหน้าเมิ่งฮ่าวยังคงเหมือนเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เขามองไปอย่างเงียบๆ ยังภาพที่เห็นเบื้องหน้า เฉินฝานจ้องอย่างเย็นชาไปยังโจวซานเยี่ยที่กำลังใกล้เข้ามา ยกมือขวาขึ้น และมีดบินก็เริ่มเรืองแสงออกมาในทันที


ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเริ่มปั่นป่วนวุ่นวาย โจวซานเยี่ยยังคงเดินตรงไป ด้วยสีหน้าอำมหิตโหดเหี้ยม


"ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะกล้าโจมตีข้า ต่อหน้าคนนอก!"


"สำหรับเจ้า มันเป็นคนนอก แต่สำหรับข้า มันเป็นศิษย์ผู้น้อง" เฉินฝานโบกสะบัดมือ และมีดบินก็พุ่งตรงไปยังโจวซานเยี่ย


เส้นผมของโจวซานเยี่ยตั้งชี้ขึ้นมา และทันใดนั้น มันก็หยุดการเคลื่อนไหว มีดบินสีดำได้มาหยุดอยู่ตรงใบหน้าของมัน


"อย่าได้บังคับข้า โจวซานเยี่ย" เฉินฝานพูดเสียงแผ่วเบา


เมิ่งฮ่าวกำลังจะก้าวเท้าไปข้างหน้า ขณะที่ ทันใดนั้น ผู้ฝึกตนก่อตั้งแกนลมปราณเทียมพูดขึ้น "พวกเจ้าทั้งสองคนคิดว่ากำลังทำอะไรกันอยู่?! โจวซานเยี่ย ถอยออกไป! เฉินฝาน ถ้าคนผู้นี้เป็นศิษย์น้องของเจ้าจากสำนักเดิม เจ้าก็จำเป็นต้องรับรองมัน เจ้าจะต้องรับผิดชอบต่อความผิดของมันทั้งหมดในวันข้างหน้า"


เห็นได้ชัดว่า คำพูดนั้นเต็มไปด้วยการคุกคาม ขณะที่ดูเหมือนว่า มันพยายามทำสีหน้าให้ราบเรียบ เพื่อควบคุมสถานการณ์ จริงๆ แล้วมันกำลังทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่


เมิ่งฮ่าวค่อนข้างมีประสบการณ์กับเรื่องเช่นนี้ ดังนั้นเขาจึงเข้าใจอย่างชัดเจนในสิ่งที่มันพูด เขาหัวเราะเสียงเย็นชา


"เรื่องของข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับศิษย์พี่" เขากล่าว "ถ้าเจ้าไม่ยอมถอนคำพูดไปโดยดี ข้าก็จะบังคับให้เจ้าถอนคำพูดนั้นไปเอง" เสียงของเขาเย็นชาราวน้ำแข็ง เมื่อบุรุษวัยกลางคนได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของมันก็สาดประกายเย็นเยียบออกมา และจ้องกลับไปยังเมิ่งฮ่าว


เฉินฝาน แน่นอนว่า ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า เมิ่งฮ่าวจะกล้าพูดเช่นนั้น มันขยับมือร่ายเวทอาคม โดยไม่พูดจา และมีดบินก็ปรากฎขึ้นอีกครั้งที่ด้านข้าง


"เฉินฝาน มิใช่ว่า ข้าไม่ได้พยายามที่จะไว้หน้าเจ้า ศิษย์น้องของเจ้าผู้นี้จำเป็นต้องได้รับบทเรียน" ด้วยรอยยิ้มอันดุร้าย บุรุษวัยกลางคนโบกสะบัดชายแขนเสื้อ และเริ่มเคลื่อนที่ตรงไปยังเมิ่งฮ่าว


ใบหน้าเมิ่งฮ่าวยังคงสงบเรียบเหมือนเช่นเคย ตอนนี้เขามีเสาแห่งเต๋าสี่ต้น สามารถจะต่อสู้กับขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ หรือแม้แต่เต้าจื่อที่มีพื้นฐานไร้ตำหนิได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุรุษวัยกลางคนที่เห็นได้ชัดว่ามีเพียงพื้นฐานรอยร้าว


เมิ่งฮ่าวสามารถสังหารมันได้อย่างง่ายดาย


ถึงแม้บุรุษผู้นี้จะเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับศิษย์พี่เฉิน แต่เมิ่งฮ่าวก็ไม่ยอมให้คนเช่นนี้มาข่มขู่คุกคามเขา ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อศิษย์พี่เฉินในภายหลัง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไม เขาถึงได้พยายามจะแยกตัวออกมาจากเฉินฝาน


ศิษย์สำนักกูตู๋เจี้ยนที่อยู่รอบๆ มองดูด้วยรอยยิ้มเย็นชา มองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม เห็นได้ชัด พวกมันกำลังคิดว่า เมิ่งฮ่าวช่างหยิ่งยโสและอวดดีนัก ที่คิดว่าจะสามารถต่อต้านคนที่อยู่ในวงจรอันยิ่งใหญ่ของพื้นฐานลมปราณได้


ศิษย์ที่อยู่รายล้อมรอบๆ บริเวณนั้น คิดกันไปต่างๆ นาๆ


"ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ศิษย์พี่เฉิน จะมีสหายที่ไม่รู้จักประมาณตนเช่นนี้"


"มันกำลังพึ่งพาศิษย์พี่เฉิน เหมือนกับสุนัขจิ้งจอกที่กำลังคลุมหนังพยัคฆ์อยู่"


"มันกำลังหาที่ตาย!"


รอยยิ้มอันน่ากลัว ปรากฎขึ้นบนใบหน้าโจวซานเยี่ย มันถอยหลังออกไปสองสามก้าว เตรียมตัวดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขี้นนี้ด้วยความกระหยิ่มใจ


เมิ่งฮ่าวดูสงบนิ่งเช่นเคย ขณะที่บุรุษวัยกลางคนพุ่งตรงเข้ามา รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้า และเมื่อเขากำลังจะก้าวไปข้างหน้า เฉินฝานก็ยื่นแขนมากันไว้ที่เบื้องหน้าเขา


"ศิษย์พี่หลี่ ศิษย์น้องข้ายังเยาว์และไม่รู้ความ ได้โปรดไว้หน้าข้าด้วย และอย่าได้ขุ่นเคือง พวกเราเลิกลากันแค่นี้เถอะ" เมื่อกล่าวเช่นนี้ มันก็คว้าจับไปที่ไหล่ของเมิ่งฮ่าว และมองเขาด้วยสายตาที่อบอุ่น "ฟังศิษย์พี่นะ" มันกล่าว เมื่อคำพูดทั้งสี่คำผ่านเข้าไปในหูของเมิ่งฮ่าว เขาก็รู้สึกเต็มไปด้วยความอบอุ่นอันอ่อนโยน ซึ่งไม่เคยรับรู้มานานมากแล้ว เขามองเข้าไปในดวงตาของเฉินฝาน และจากนั้นก็พยักหน้า


บุรุษแซ่หลี่หยุดลง จ้องอย่างเย็นชาไปยังเมิ่งฮ่าวสักพัก และจากนั้นก็มองกลับไปยังเฉินฝาน ใบหน้ามันผ่อนคลายอย่างช้าๆ นานผ่านไปสักพัก มันก็พูดขึ้น "เจ้าจำเป็นต้องช่วยศิษย์น้องของเจ้าให้รู้จักการประมาณตน ถ้าไม่ มันก็จะกลายเป็นซากศพในไม่ช้า" มันโบกสะบัดแขนเสื้อ และเริ่มจากไป โจวซานเยี่ยยิ้มอย่างเย้ยหยันออกมา และติดตามไป พร้อมด้วยศิษย์สำนักกูตู๋เจี้ยนคนอื่นๆ


"พวกเราจะไปรอเจ้าที่เบื้องหน้า" เสียงของคนแซ่หลี่ดังมา "เจ้ามีเวลาธูปไหม้หมดหนึ่งดอก เพื่อพูดคุยกับศิษย์น้องของเจ้า"


ขณะที่พวกมันหายลับตาไป เมิ่งฮ่าวก็มองไปยังเฉินฝานด้วยท่าทางลังเล


"ศิษย์พี่ ข้า…"


"เจ้าไม่จำเป็นต้องเอ่ยวาจาใด" เฉินฝานกล่าว ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง มันโอบกอดเขาอย่างอบอุ่นอีกครั้ง


หัวเราะอย่างมีความสุขออกมา เฉินฝานมองไปทั่วร่างเมิ่งฮ่าว ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นจากการที่ได้พบกันอีกครั้ง "เจ้าเติบโต และแข็งแกร่งมากขึ้น! ฮา ฮา ฮา! เจ้าไม่ได้เป็นนักศึกษาตัวน้อยๆ อีกแล้ว"


น้ำเสียงกระตือรือล้นเหมือนที่มันเป็นอยู่เสมอมา มันจับแขนเมิ่งฮ่าวและกล่าวว่า "เจ้าเชื่อหรือไม่? พวกเราอยู่ที่นี่กันแล้ว ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่แยกจากกัน ได้มาพบกันอีกครั้งในดินแดนต้านใต้ พวกเราต้องดื่มฉลองกัน! มา มา เล่าให้ศิษย์พี่ฟังว่าเจ้าผ่านหลายปีนี้มาได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ ข้าได้ข่าวว่าแคว้นจ้าวได้หายไป! อ้าย…" มันไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้เมิ่งฮ่าวกล่าวตอบ


บุคลิกส่วนตัวของมันมักจะเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ มันพูดและพูด และก่อนที่จะนานไปกว่านี้ เวลาก็ผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดหนึ่งดอก ตลอดเวลานั้น เมิ่งฮ่าวไม่มีโอกาสแม้แต่จะพูดเพียงแค่หนึ่งประโยค เหมือนกับว่าได้กลับไปอยู่ในสำนักเอกะเทวะอีกครั้ง


เฉินฝานพูดจนติดลมบนไปแล้ว แต่ถึงแม้มันจะเป็นเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็ไม่ได้ใส่ใจ จิตใจเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่น ขณะที่เขาตระหนักดีว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เฉินฝานกำลังพูดอยู่นั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเลย แต่มันเป็นคนที่มีน้ำใจ กำลังตื่นเต้นและมีความสุข


"เจ้าอ้วน หลี่ฟู่กุ้ย เจ้ายังจำมันได้หรือไม่? มันเคยติดตามเจ้าอยู่ตลอดเวลา มันค่อนข้างจะกลายเป็นบุคคลสำคัญของสำนักจินหาน (หยดน้ำค้างแข็งทองคำ) ไปแล้วในตอนนี้ ครั้งล่าสุด ข้าและอาจารย์ไปเยี่ยมสำนักจินหาน ข้าเห็นมันเดินวางท่าใหญ่โตไปทั่ว มันต้องเป็นที่รักของสำนักนั้นอย่างแน่นอน ถ้ามีใครบังอาจไปตอแยมัน ศิษย์สำนักจินหานทั้งหมดคงต้องช่วยมันในทันที…"


"ศิษย์น้องสวี่ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก มีเพียงสิ่งเดียวที่ข้าสามารถทำได้ ก็คือ ขอร้องให้ใครบางคนที่ข้ารู้จักในสำนักชิงหลัวช่วยดูแลนาง นางได้ติดอยู่ที่ระดับเก้าขั้นรวบรวมลมปราณมาหลายปีแล้วในตอนนี้ นางต้องการเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ หลายปีที่ผ่านมา ข้าได้ทำคุณงามความดีให้กับสำนักมาโดยตลอด ข้าคิดว่าคงอีกไม่นาน ข้าก็คงจะได้รับเม็ดยาพื้นฐานลมปราณจากอาจารย์เพื่อส่งไปให้นาง"


"โอ ยังมีหวังเถิงเฟย… จะดีมากถ้าเจ้าจะไม่ไปตอแยมันอีก มันมีพลังอำนาจอันแข็งแกร่งหนุนหลังอยู่ โอ ใช่แล้ว เจ้าคงไม่อยากจะเชื่อถึงข่าวลือล่าสุดนี้ เป็นข่าวลือเกี่ยวกับคู่หมั้นของมัน ฉู่อวี้เยียนแห่งสำนักจื่อยิ่น ไปแอบใกล้ชิดสนิทสนมกับคนแปลกหน้าบางคน"


"เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกมา ทุกสำนักก็ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยังมีผู้เห็นเหตุการณ์ ได้เห็นฉู่อวี้เยียนกำลังสวมใส่เสื้อผ้าของบุรุษคนนั้น เห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างที่น่าสงสัยกำลังเกิดขึ้น… เจ้าคิดว่าคนผู้นั้นจะเป็นใคร? ไม่ว่ามันเป็นใคร ข้าก็คงต้องยอมรับนับถือมันอย่างแน่นอน ที่สามารถขโมยฉู่อวี้เยียนมาจากหวังเถิงเฟยได้…" เมิ่งฮ่าวไม่อาจพูดจาใดๆ ได้ เมื่อหัวข้อของฉู่อวี้เยียนถูกพูดขึ้น ท่าทางแปลกๆ ทันใดนั้น ก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเขา


"คงเป็น" เขาคิด "โจวต้าหยาที่ทำเรื่องนี้ เหมือนที่ข้าคิดไว้อย่างแน่นอน มันเริ่มปล่อยข่าวลือในทันที…" เขาส่งเสียงไอแห้งๆ ออกมา ไม่ยอมรับใดๆ แต่กล่าวว่า "ว้าว คนผู้นั้นช่างน่าแปลกใจนัก ข้าหวังว่าจะมีโอกาสได้พบกับมันในวันใดวันหนึ่ง และอาจจะขอคบหาเป็นสหายกับมัน" ใบหน้าของเขาปกคลุมไปด้วยสีหน้ายอมรับนับถือ เช่นเดียวกับเฉินฝาน


ในเวลานี้ เสียงของกระบี่ดังอยู่ในอากาศได้ยินออกมาอย่างชัดเจน เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไปเห็นศิษย์สำนักกูตู๋เจี้ยนอยู่ในที่ห่างออกไป เห็นได้ชัดว่ามาเตือนให้เฉินฝานรีบไป


ฉวยโอกาสหยุดคำพูดของเฉินฝาน เมิ่งฮ่าวเกาไปที่ศีรษะและกล่าวว่า "ศิษย์พี่ ท่านควรจะ…" ก่อนที่เขาจะพูดจบ เขาก็จมอยู่ใต้คำพูดของเฉินฝานต่อไป


"ศิษย์น้อง เจ้าได้เจอคนรักที่เหมาะสมแล้วยัง?" มันกล่าวขึ้นในทันใด


"อือ…" เมิ่งฮ่าวจ้องไปด้วยความตกใจ คำถามของเฉินฝานดูเหมือนจะเอ่ยขึ้นอย่างกระทันหัน ก่อนที่เขาจะกล่าวตอบ เฉินฝานก็พยักหน้า


"โอ ข้าเข้าใจ เจ้ายังคงยึดติดกับศิษย์พี่สวี่ ศิษย์น้อง ฟังข้าให้ดีนะ มีผู้ฝึกตนหญิงสาวมากมายในดินแดนด้านใต้นี้ แต่ก็มีเพียงสี่คนที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก"


"ฉู่อวี้เยียนเป็นหนึ่งในนั้น แต่เจ้าควรจะลืมนางไปได้เลย นางเป็นของหวังเถิงเฟย และบุคคลลึกลับนั้น แต่ก็ยังมีอีกสามคน ที่เหมาะสมกับบุคลิกและพลังฝึกตนของเจ้า" ดวงตาเฉินฝานสาดประกายเจิดจ้า ขณะที่มันมองไปยังเมิ่งฮ่าว น้ำเสียงของมันเหมือนกับพ่อสื่อเป็นอย่างมาก


หัวข้อนี้เกินกว่าที่เมิ่งฮ่าวจะคาดคิดได้โดยสิ้นเชิง เขาจ้องไปยังศิษย์พี่เฉินด้วยดวงตาที่งงงัน เขาจะคาดคิดได้อย่างไรว่า หลายปีที่ผ่านมานี้ ศิษย์พี่เฉินจะมีเรื่องใหม่ให้สนใจเพิ่มขึ้นมาในทันที? เมิ่งฮ่าวกระแอมไอในลำคอสองสามครั้ง "ศิษย์พี่ ข้า…"


"ไม่ต้องอายไป! ดูสิ ศิษย์พี่ของเจ้ามีประสบการณ์มากมาย อาจจะมีบางสิ่งที่เจ้าไม่เข้าใจ แต่ไม่ต้องกังวล ข้าจะช่วยเหลือเอง ยังคงมีเวลาเหลือเฟือ มีเวลาอีกมากนัก"


"เอ่อ… เวลาเหลือเฟือ มีเวลาอีกมากนัก…" เม็ดเหงื่อไหลลงมาจากหน้าผากเมิ่งฮ่าว


"ตกลงนะ เจ้ามากับข้า ไปยังสำนักกูตู๋เจี้ยน เมื่อพวกเราไปถึงที่นั่น พวกเราทั้งสองจะได้มีเวลาคุยด้วยกัน" ไม่แม้แต่จะให้โอกาสเมิ่งฮ่าวกล่าวปฏิเสธ เฉินฝานจับเขาไว้และเริ่มออกเดินทาง


"ศิษย์พี่ นี่…"


"ฟังศิษย์พี่นะ ตกลง? เร็วๆ นี้ หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ ตระกูลซ่ง กำลังจะรวมตัวกันอย่างยิ่งใหญ่ พวกมันได้เชื้อเชิญผู้ถูกเลือก และเต้าจื่อจากทั้งหมดในดินแดนด้านใต้ไป ข้าก็กำลังจะไปด้วย แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ตามไปด้วย? มันเป็นโอกาสดีที่จะได้พบกับผู้ถูกเลือกที่เป็นคนรุ่นเดียวกันจากดินแดนด้านใต้ เจ้าก็แค่ไปกับข้า ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เอง"


"แคว้นจ้าวหายไป และสำนักเอกะเทวะก็ไม่มีอีกแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่ข้ากังวลมากที่สุดก็คือเจ้า! ไม่กี่ปีก่อน ข้าได้ส่งข่าวให้บางคนช่วยค้นหาเจ้า เมื่อครั้งที่แคว้นจ้าวหายไป และข้าก็กลัวว่าเจ้าจะถูกสังหารไป"


"ถึงจะไม่พูดเรื่องนั้น ศิษย์น้อง แม้แต่ในตอนนี้ สิ่งที่ข้าเป็นห่วงมากที่สุดก็ยังคงเป็นเจ้า" มันมองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยท่าทางจริงจัง "เจ้าอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีสำนัก! ไม่อาจเป็นเช่นนี้ เจ้าต้องเชื่อฟังศิษย์พี่ของเจ้า ตกลง?"


จิตใจเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความอบอุ่น กระจายออกไปทั่วร่างกาย ไม่สามารถที่จะกล่าวปฏิเสธเฉินฝานได้ เขาค่อยๆ ผงกศีรษะอย่างช้าๆ


ตอนที่ 180 ซานหลิง

เฉินฝานมองไปยังเมิ่งฮ่าว และหัวเราะเสียงดังออกมา จิตใจเต็มไปด้วยความสุข มันและเมิ่งฮ่าวกลายเป็นลำแสง พุ่งตรงไปยังศิษย์สำนักกูตู๋เจี้ยนคนอื่นๆ


เมื่อบุรุษแซ่หลี่เห็นเมิ่งฮ่าว เข้ามาใกล้พร้อมกับเฉินฝาน มันก็ขมวดคิ้ว


"ศิษย์น้องของข้าคุ้นเคยกับท่านอาจารย์ และต้องการที่จะไปเยี่ยมท่าน" เฉินฝานพูดเสียงราบเรียบเพื่ออธิบาย "มันจะกลับไปยังสำนักพร้อมกับพวกเรา"


บุรุษแซ่หลี่ไม่พูดจา มันแค่หันหลังกลับ และกลายเป็นลำแสงหลากสีพุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า


"ศิษย์น้อง หลังจากที่พวกเรากลับไปถึงสำนัก ข้าจะไปวิงวอนให้อาจารย์รับเจ้าเป็นศิษย์ เจ้าก็จะได้กลายเป็นศิษย์น้องของสำนักกูตู๋เจี้ยน มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด ข้าไม่เคยร้องขอสิ่งใดๆ จากอาจารย์มาก่อน ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ท่านจะเห็นด้วยถึงเก้าในสิบส่วน แน่นอนว่า ข้าหวังว่าท่านไม่เพียงจะยินยอมรับเจ้าไว้เป็นศิษย์แค่ในนามเท่านั้น พลังฝึกตนของท่านอยู่ในขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นแค่ศิษย์ในนามของท่าน แต่ก็ยังคงมีตำแหน่งสูงในสำนักกูตู๋เจี้ยน" ดูเหมือนเฉินฝานจะวางแผนอนาคตให้กับเมิ่งฮ่าวไว้อย่างละเอียดรอบคอบ


เมิ่งฮ่าวลังเลอยู่ชัวครู่ จากนั้นก็กล่าวว่า "ศิษย์พี่ ข้าคิดว่ามันคงไม่จำเป็น จริงๆ แล้ว ข้ามีเรื่องที่จำเป็นต้องทำอยู่"


"ศิษย์น้อง!" เฉินฝานพูด สีหน้ามันทันใดนั้นก็เคร่งขรึมขึ้น "ข้าเข้าใจดีว่า เจ้าไม่ต้องการจะเข้าสังกัดสำนักอื่น ข้าก็เคยรู้สึกเช่นเดียวกันนี้มาก่อน ข้าต้องการเป็นศิษย์เพียงแค่สำนักเดียว ในตลอดชีวิตของข้า แต่… พวกเราก็เป็นผู้ฝึกตน สำนักเป็นพื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินแดนด้านใต้ ใครก็ตามที่ไม่เป็นสมาชิกของสำนัก ก็จะเป็นผู้ฝึกตนเร่ร่อน เมื่อพูดถึงระดับพลังฝึกตน ผู้ฝึกตนเร่ร่อนก็ก้าวหน้าไปด้วยความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง หลายปีผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ โดยที่ได้ผลลัพธ์เพียงน้อยนิด"


"เจ้าจำเป็นต้องฟังข้าในเรื่องนี้ สำนักกูตู๋เจี้ยนอยู่ในอันดับหนึ่ง ของสำนักในดินแดนด้านใต้ กองหนุนแห่งเต๋าก็ลึกล้ำจนน่าเหลือเชื่อ มันเป็นสถานที่ซึ่งเราทั้งสองคนสามารถเติบโตขึ้นไปได้"


เมิ่งฮ่าวไม่ตอบ


ขณะที่พวกเขาเดินทางไป เฉินฝานก็ยังคงให้คำแนะนำต่อไป ตลอดเส้นทางจนกระทั่งเป็นตอนบ่ายของวันต่อมา ในที่สุด ประตูใหญ่สำนักกูตู๋เจี้ยนก็ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้า สุดท้าย เมิ่งฮ่าวก็พยักหน้า


รอยยิ้มของเฉินฝานกว้างขึ้น ขณะที่จ้องไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยความอบอุ่นของคนรุ่นที่แก่กว่า มองไปยังเด็กน้อย ถึงแม้ว่า มันจะไม่ได้แก่กว่าเมิ่งฮ่าวมากนัก แต่ในสายตาของมัน เมิ่งฮ่าวก็ยังคงเป็นนักศึกษาหนุ่มที่เพิ่งจะเข้าสังกัดสำนักเมื่อไม่นานมานี้


สำนักกูตู๋เจี้ยนประกอบไปด้วยภูเขาที่ใหญ่โตมหึมา มองเห็นได้จากที่ห่างไกล ภูเขานี้เป็นภูเขาอันดับหนึ่งของทั้งดินแดนด้านใต้ ใหญ่เป็นร้อยเท่าของภูเขาลูกอื่นๆ ทั้งหมด


นามของภูเขาลูกนี้คือ… ภูเขาหนึ่งเดียวดาย!


ที่กำลังลอยอยู่เหนือมันในท้องฟ้า เป็นภูเขาอีกลูก ที่ดูเหมือนจะเป็นภาพสะท้อนของมันในกระจก จากที่ห่างไกล มองดูเหมือนเป็นนาฬิกาทราย ใครก็ตามที่มองไปยังมันในครั้งแรก ก็ต้องตกใจอย่างแน่นอน


นามของภูเขาลูกที่สองนี้คือ… ภูเขากระบี่เดียวดาย!


ภูเขาทั้งสองใหญ่มากจนแทบจะไม่อาจมองเห็นจุดสิ้นสุดของอีกด้านได้ เมิ่งฮ่าวไม่เคยเห็นภูเขาที่ใหญ่โตเช่นนี้มาก่อนในชั่วชีวิต เขาต้องสั่นสะท้านอยู่ในใจเมื่อมองเห็นพวกมันอย่างช่วยไม่ได้


ถ้ามันมีเพียงแค่สองภูเขานี้ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด แต่… ในจุดกึ่งกลางของภูเขาทั้งสอง เป็นกระบี่เล่มใหญ่มหึมา แทงทะลุภูเขาทั้งสองลูกลงไปในพื้นดิน


ด้ามกระบี่ยื่นออกมาจากภูเขา แทงทะลุขึ้นไปในท้องฟ้า


ลำแสงของดวงตะวันยามเช้ามากมายนับไม่ถ้วน กระจายเต็มพื้นที่บริเวณนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกราวกับเป็นดินแดนแห่งสวรรค์อย่างแท้จริง


เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากการที่ได้เห็นสำนักชิงหลัว และสำนักกูตู๋เจี้ยน ทำให้ตอนนี้ เขาได้เห็นสองสำนักใหญ่ แห่งดินแดนด้านใต้แล้ว สำนักชิงหลัวมีอิทธิพลอย่างที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ ความครั่นคร้ามอันเกิดมาจากพลังที่ทำให้ทุกคนต้องก้มหัวให้


แต่สำหรับสำนักกูตู๋เจี้ยน อาจจะไม่ทำให้ทุกคนต้องก้มหัวให้ แต่ต้องหวาดกลัวพวกมันแทน!


"ข้าสงสัยนักว่า สำนักใหญ่อื่นๆ จะเป็นเช่นไร…" เมิ่งฮ่าวคิดกับตัวเอง ขณะที่เขาจ้องไปยังสำนักกูตู๋เจี้ยน


กลุ่มคนทั้งหมดบินไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่พวกมันเข้าไปใกล้ภูเขาหนึ่งเดียวดาย พวกมันก็เข้าไปถึงพื้นที่ซึ่งถูกป้องกันไว้ด้วย เกราะที่ส่องแสงเป็นสีสันออกมาอย่างสวยงาม ด้านหน้าขึ้นไป บุรุษแซ่หลี่มองกลับมายังเมิ่งฮ่าวด้วยสายตาที่เย็นชา จากนั้นมันก็ส่งเสียงแค่นอย่างเย็นชาออกมา และหายตัวเข้าไปในแสงนั้น


เมิ่งฮ่าวมองไปอย่างเรียบเฉยขณะที่มันจากไป ในความคิดของเขา บุรุษผู้นั้นเป็นคนที่มองไม่เห็นสิ่งลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างแท้จริง ถ้าเฉินฝานไม่ได้หยุดเขาไว้ก่อนหน้านี้ บุรุษผู้นั้นถ้าไม่บาดเจ็บก็คงต้องตายไป ซึ่งคงต้องขึ้นกับอารมณ์ของเมิ่งฮ่าวในตอนนั้น


"ไม่ต้องเป็นห่วง" เฉินฝานกล่าว เห็นได้ชัดว่ามันกังวลใจต่อเมิ่งฮ่าว "เมื่อไหร่ที่ท่านอาจารย์รับเจ้าเป็นศิษย์ในนาม ศิษย์พี่หลี่ก็ไม่กล้ามารบกวนเจ้าอีก" มันส่งยิ้มปลอบใจมาให้ จากนั้นก็ดึงเมิ่งฮ่าวผ่านเข้าไปในเกราะหลากสีของแสง มันหยิบเอาแผ่นหยกออกมา เกิดแสงหมุนวนไปรอบๆ คนทั้งสอง ส่องประกายออกมา จากนั้นพวกเขาก็หายตัวไป


เมื่อพวกเขาปรากฎตัวขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาก็มาอยู่ที่เชิงเขาหนึ่งเดียวดาย บรรยากาศเต็มไปด้วยภาพของดอกไม้บาน และเสียงนกร้อง มองเห็นลำธารไหลริน มีศิษย์สำนักกูตู๋เจี้ยนไม่มากนักเดินไปมา เมื่อพวกมันเห็นเฉินฝาน แต่ละคนก็ประสานมือคารวะให้


เฉินฝานนำเมิ่งฮ่าวไปยังลานหน้าบ้าน "ศิษย์น้อง" มันกล่าว "เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ ข้าจะไปแสดงความเคารพต่อท่านผู้อาวุโส จากนั้น ข้าก็จะไปหาท่านอาจารย์ ข้าอาจจะไม่ได้กลับมา จนกระทั่งตกกลางคืน เจ้าพักผ่อนอยู่ที่นี่ไปก่อน หรือจะเดินไปรอบๆ ก็ได้ แต่อย่าไปไกลมากนัก เมื่อข้ากลับมา พวกเราจะได้นั่งพูดคุยกันตลอดคืน" มันจับไหล่เมิ่งฮ่าว จากนั้นก็หมุนตัวไป และบินเข้าไปในลำแสงหลากสีนั้น


เมิ่งฮ่าวมองมันจากไป จากนั้นก็มองไปรอบพื้นที่บริเวณนั้น เขาเปิดประตูรั้ว และเข้าไปในบ้าน มันถูกตกแต่งอย่างมีรสนิยมเป็นอันมาก ถึงแม้จะไม่ฟุ่มเฟือย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปล่งประกายความลึกซึ้งออกมา โดยเฉพาะม้วนภาพมากมายที่ถูกสะสมไว้ เมิ่งฮ่าวเลือกตำราโบราณมาหนึ่งเล่ม และนั่งลงขัดสมาธิอ่านมันไป


หลังจากเวลาผ่านไป เขาก็วางม้วนตำราโบราณนั้นลง และท่าทางครุ่นคิดก็ส่องประกายอยู่ในดวงตา


"บางทีข้าน่าจะเข้าสังกัดสำนักกูตู๋เจี้ยน…" เขาคิดไป ขมวดคิ้วไปด้วย นี่ไม่ใช่ทางเลือกแรกของเขา แต่ก็แน่นอนว่าสำนักชิงหลัวต้องไม่ปล่อยให้เรื่องของผีโต้งผ่านไปได้อย่างง่ายดาย การเข้าสังกัดสำนักกูตู๋เจี้ยนอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่เลวร้ายมากนัก


ดวงตาของเขาสาดประกายความดื้อรั้นออกมา ขณะที่คิดไปถึงสำนักจื่อยิ่น การขจัดพิษในร่าง ไม่ใช่เป็นเหตุผลเดียวที่เขาต้องการจะทำ "ข้ายังคงโน้มเอียงไปยังสำนักจื่อยิ่น" เขาคิด "ข้าต้องการเรียนรู้ลมปราณม่วงบูรพาอย่างแท้จริง…" ด้วยวิชานั้น เขาก็จะสร้างแกนสีม่วง ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของขั้นก่อตั้งแกนลมปราณได้


"ยิ่งไปกว่านั้น ข้าต้องการจะเรียนรู้วิชาปรุงยา ข้าไม่อาจจะพึ่งพาคนอื่นปรุงยาให้ข้าอยู่ตลอดเวลา ข้าต้องปรุงเม็ดยาด้วยตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเม็ดยาแกนสมบูรณ์…" เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ที่นั่นตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดเป็นเวลานาน จนในที่สุด เวลาเย็นก็มาถึง แสงตะวันสาดส่องมาจากด้านนอก เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และไม่เห็นเฉินฝานกลับมา จึงตัดสินใจก้าวเท้าออกไปจากตัวบ้าน เพื่อมองดูภูเขาหนึ่งเดียวดายสักเล็กน้อย


ดวงตะวันที่กำลังตกลงไป สาดแสงไปบนภูเขา ทำให้มองดูค่อนข้างมืดสลัว กลุ่มหมอกเริ่มพุ่งขึ้นมาอยู่รอบๆ ภูเขา และขณะที่เมิ่งฮ่าวมองดูอย่างละเอียด ม่านตาเขาก็หดเล็กลง


ทันใดนั้น เขาก็มองเห็นหญิงสาวสวมใส่ชุดเขียวสลับฟ้า ลอยลงมาจากเส้นทางบนภูเขาหนึ่งเดียวดายนั้น


การปรากฎตัวของหญิงสาวนางนี้ ทำให้ความมืดสลัวในพื้นที่รอบๆ บริเวณนั้นกระจ่างสดใสขึ้นมาในทันใด เสียงผู้คนคุกเข่าลงไปบนพื้น และเสียงนอบน้อมของพวกมันก็ได้ยินมา


"นั่นเป็นศิษย์พี่ซานหลิง"


"เป็นศิษย์พี่ซานหลิงจริงๆ ด้วย ข้าได้ยินมาว่า ทุกวันที่เก้าของทุกเดือน เวลาสนธยา นางจะลงมาจากภูเขาเพื่อเก็บหยดน้ำค้าง…"


"ขอคารวะ ศิษย์พี่ซานหลิง"


เสียงเหล่านั้นดังลงมายังเมิ่งฮ่าว เขามองไปขณะที่หญิงสาวค่อยๆ ลอยลงมาจากภูเขาอย่างช้าๆ และจิตใจของเขาก็เต้นรัวในทันที เสียงของแผ่นหยกผนึกอสูรดังขึ้นมาในศีรษะ


"หินของภูเขาลูกที่เก้าตกลงมา และกลายเป็นภูเขาลูกใหม่ ภูเขา (山= ซาน) มีวิญญาณ (灵 = หลิง) และวิญญาณก็คืออสูร เจตจำนงของมันไม่ได้เป็นของโลกแห่งนี้ ถ้าเจ้าได้เผชิญหน้ากับมัน… ถ้ามันดี ก็ยินยอมให้มันเปลี่ยนไป ถ้ามันชั่วร้าย ให้ผนึกและทำลายมัน เจ้าต้องเลือกเองหลังจากที่ได้ตัดสินใจอย่างรอบคอบแล้ว"


เสียงนั้นดังก้องอยู่ในจิตใจของเมิ่งฮ่าว เขายืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ สักพักเพื่อตั้งสติ เขาคุ้นเคยกับความแปลกประหลาดของแผ่นหยกผนึกอสูร มองไปยังหญิงสาว และสายตาของเขาก็เปล่งแสงแปลกๆ ออกมา


ผู้ฝึกตนกลุ่มใหญ่ได้บินมา และโค้งตัวไปยังหญิงสาวนางนั้น พร้อมกับพูดเสียงนอบน้อมออกมา หนึ่งในคนกลุ่มนั้น ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากบุรุษวัยกลางคนแซ่หลี่ ซึ่งโค้งตัวไปที่หญิงสาวด้วยความสุภาพ


ในตอนที่สายตาของเมิ่งฮ่าวตกไปกระทบที่ตัวหญิงสาว นางก็มองลงมาที่เขา และดูเหมือนจะหยุดชะงักอยู่กลางอากาศเล็กน้อย ความคมกล้าเต็มอยู่ในดวงตา ขณะที่นางมองมายังเมิ่งฮ่าว


คนทั้งสองสบสายตากันไม่กี่อึดใจ คิ้วของหญิงสาวก็ขมวดขึ้นเล็กน้อย จากนั้น นางก็มองไปทางอื่น และมุ่งหน้าต่อไปยังที่ห่างไกล นางจากไป แต่บุรุษแซ่หลี่ สังเกตเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ของคนทั้งสอง


มันยังสังเกตเห็นคิ้วที่ขมวดขึ้นของซานหลิงอีกด้วย มันส่งเสียงเย็นเยียบอยู่ในลำคอ จากนั้นร่างของมันก็แวบขึ้น และพุ่งตรงลงมายังเมิ่งฮ่าว


ทำให้ศิษย์สำนักกูตู๋เจี้ยนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นเกิดความสนใจขึ้น เพียงชั่วพริบตา บุรุษแซ่หลี่ก็ลอยอยู่บนลานบ้านที่เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ มันมองลงมา แสงอันเย็นชาส่องอยู่ในดวงตา


"เจ้าอีกแล้ว!" มันพูดเสียงเย็นชา "ครั้งแรกเจ้าไม่ประมาณตน ตอนนี้เจ้าก็กล้าไม่แสดงความเคารพต่อศิษย์พี่ซานหลิงแห่งสำนักกูตู๋เจี้ยน! เจ้ามาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ใดกัน?!" คำพูดของมัน ทำให้ศิษย์ที่อยู่รอบบริเวณนั้น ต่างก็มองมายังเมิ่งฮ่าว


"คนผู้นี้เป็นใคร?"


"มันดูคุ้นๆ แต่ข้าไม่คิดว่าจะเคยเห็นมันมาก่อน…"


"ข้าจำมันได้ นั่นเป็นแขกที่ศิษย์พี่เฉินพามาเมื่อตอนบ่ายนี้ ศิษย์พี่หลี่ต้องการอะไรจากมัน?"


สีหน้าของเมิ่งฮ่าวยังคงสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ขณะที่เขามองขึ้นไปยังท่าทางหยิ่งผยองของคนแซ่หลี่


"ความหมายตรงๆ ของท่านคืออะไร ใต้เท้า?" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงราบเรียบ


"ไม่ว่าเจ้ามาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ใด เจ้าก็อยู่ในสำนักกูตู๋เจี้ยนแล้ว จากการแสดงออกของเจ้า ข้าคิดว่าจำเป็นต้องช่วยศิษย์พี่ของเจ้าสั่งสอนบทเรียนแก่เจ้าบ้าง" เห็นได้ชัดว่า มันไม่ได้สนใจจะสั่งสอนบทเรียนใดๆ ให้แก่เมิ่งฮ่าว มันรู้สึกไม่ดีกับเขาตั้งแต่ตอนแรก และเมื่อไปรวมกับการขมวดคิ้วของซานหลิง ทำให้มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่ดีมากขึ้น มันยกมือขวาขึ้น ทันใดนั้น พลังของวงจรอันยิ่งใหญ่แห่งพื้นฐานลมปราณก็ระเบิดออกมา


"ไร้สาระ" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงราบเรียบ มือของคนแซ่หลี่ตกลงมา ภาพลวงตาของกระบี่เล่มใหญ่มหึมาก็ปรากฎขึ้น มันพุ่งลงมายังเมิ่งฮ่าว ระเบิดพลังของวงจรอันยิ่งใหญ่แห่งพื้นฐานลมปราณออกมา


ดวงตาเมิ่งฮ่าวแวบแสงเย็นชาออกมา และเขาก็ยกมือขึ้น เขาไม่ได้มีความรู้สึกดีใดๆ ให้กับคนผู้นี้ แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำสิ่งใดจริงๆ มีดบินสีดำเล่มเล็ก ก็พุ่งตรงมาที่พวกเขา และกระแทกเข้าไปในภาพกระบี่ของบุรุษแซ่หลี่


เสียงระเบิดดังกึกก้องออกมา และภาพกระบี่ก็แตกออกเป็นชิ้นๆ ใบหน้าบุรุษแซ่หลี่แวบขึ้น ขณะที่เฉินฝานพุ่งเป็นลำแสงหลากสีตรงมา


"ศิษย์พี่หลี่ ท่านยังคงตามมาราวีศิษย์น้องข้า ด้วยพลังฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณเทียม ท่านคิดว่าจะสามารถทำให้ข้าต้องเสียหน้าได้? ข้าเป็นหนึ่งในเจ็ดบุตรกระบี่เดียวดาย ท่านคิดว่าท่านเป็นใคร?"


จบตอน

Comments