heaven ep21-30

ตอนที่ 21: เมิ่งฮ่าว เจ้าคนไร้ยางอาย!


ภูเขาสีดำไม่ได้โล่งเตียนว่างเปล่า แต่ปกคลุมไปด้วยป่าต้นไม้สูงเทียมฟ้า เหตุผลที่สถานที่นี้เรียกว่าภูเขาสีดำ ก็เพราะว่าทุกไม้ทุกต้นของที่นี้มีแต่สีดำทั้งหมด เหมือนกับล้อมรอบด้วยไอปีศาจ


เมื่อมองจากไกลๆ มันแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากภูเขาลูกอื่นๆรายรอบ


เมื่อผ่านเข้าไปในเขตภูเขา เมิ่งฮ่าวได้ยินเสียงร้องคำรามลึก สัตว์อสูรระดับสามของการรวบรวมลมปราณสองตัว ก็ได้พุ่งตรงมาที่เขา สองตัวนี้ มีร่างกายเป็นสุนัขป่า มีหางที่ยาวเหมือนงู และลำตัวก็ปกคลุมไปด้วยเส้นขนเป็นหย่อมๆสองตาเปล่งประกาย


แต่เมื่อมันพุ่งมาถึง เมิ่งฮ่าวแทบไม่ได้หยุดวิ่ง มือขวายกกระจกทองเหลืองส่องไปที่พวกมัน ทันใดนั้น ดวงตาด้านขวาของหนึ่งในสัตว์อสูร ก็พุ่งออกมาพร้อมโลหิตที่กระจายออกมาเหมือนน้ำพุ ส่งเสียงกรีดร้องอย่างน่าอนาถใจ สร้างความหวาดกลัวให้กับอีกตัว


สายตาเมิ่งฮ่าวเป็นประกาย ครั้งนี้กระจกได้ระเบิดดวงตาของสัตว์อสูร ไม่ใช่ส่วนก้น เช่นเดียวกับที่ได้เกิดขึ้นเมื่อเขาสู้กับจ้าวอู่กัง เขาไม่มีเวลามากนักที่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในขณะที่พวกมันกำลังหลบเลี่ยงเขา เขาก็รีบกระโดดพุ่งผ่านพวกมันไป


สำหรับผู้ฝึกตนระดับห้าทั้งสองคนที่ไล่ตามมาด้วยความโกรธก็ขว้างมีดบินออกไป ทันใดนั้นก็สังหารสัตว์อสูรไปสองตัว พวกมันไม่ยอมหยุดควานหาแกนอสูร ความเร็วของร่างของพวกมันคล้ายสายรุ้ง เมื่อไล่ตามเมิ่งฮ่าวไป


"นี่เป็นภูเขาสัตว์อสูร ข้าเคยได้ข่าวว่ามีราชาของสัตว์อสูร อาศัยอยู่บนยอดเขา เมิ่งฮ่าว เจ้าหลบหนีมาที่นี่ เหมือนกับรนหาที่ตายแท้ๆ"


"เจ้าไม่จำเป็นต้องหลบหนี กลับมาคุยกันก่อน เราอาจจะแลกเปลี่ยนค้าขายกันได้" ผู้ฝึกตนทั้งสองร้องเรียกเมิ่งฮ่าว พร้อมกับวิ่งตามไป น้ำเสียงดูเหมือนมีความจริงใจ แต่ในส่วนลึกของจิตใจพวกมัน เต็มไปด้วยจิตสังหาร


เมิ่งฮ่าวไม่แม้แต่จะเหลียวหลังมองกลับไป หรือโต้ตอบกับพวกมัน แต่กลับเร่งความเร็วตรงไปยังจุดสูงสุดของภูเขา ในชั่วเวลาไม่นาน เขาวิ่งไปเจอสัตว์อสูรเจ็ดถึงแปดตัว พวกมันทั้งหมดดูเหมือนว่าจะเป็นระดับสามถึงสี่ของการรวบรวมลมปราณ หลังจากที่ขู่พวกมันด้วยกระจกทองเหลือง เขาก็รีบหนีไป


แน่นอนว่าผู้ฝึกตนระดับห้าทั้งสองไม่มีความสามารถเช่นนี้ ดังนั้นพวกมันก็ต้องทำการสังหารหมู่เพื่อจะผ่านไปให้ได้ จากนั้นร่างกายพวกมันก็เต็มไปด้วยโลหิต แม้จะเป็นโลหิตของสัตว์อสูร แต่ทั้งสองไล่กวดมาถึงที่นี่ ก็เหนื่อยล้าอยู่แล้ว บัดนี้ยังต้องกรำศึก พวกมันได้ใช้เม็ดยาไปมากมาย แต่เมื่อขี่บนหลังเสือแล้ว ก็ยากที่จะลง พวกมันจึงต้องกัดฟันไล่ตามต่อไป


"พวกมันยังคงไล่ตามข้า…" เมิ่งฮ่าวพึมพำด้วยสีหน้ามืดหม่น เขาได้มาถึงจุดที่ไกลที่สุด เท่าที่เขาเคยมายังภูเขาสีดำแห่งนี้ ถ้าเขาไปไกลกว่านี้ ก็คงยากที่จะหลีกเลี่ยงกับสัตว์อสูรระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ สีหน้าแน่วแน่พลันปรากฎบนใบหน้าเขา เขากัดฟันยังคงมุ่งหน้าตรงไปยังยอดเขา


เวลาผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดไปครึ่งดอก ทันใดนั้นเสียงคำรามทุ้มต่ำก็ดังมา คลอบคลุมไปเกือบครึ่งภูเขา เหมือนกับสายลมสีดำ สุนัขป่ายักษ์หลากสี พุ่งตรงมาที่เขา เห่าคำรามเสียงดัง สุนัขป่ายักษ์นั่นขนาดตัวยาวถึงสองจ้าง และดวงตาสีแดงที่ส่องประกายแฝงความต้องการสังหารอยู่ภายใน เมื่อมันปรากฏตัว พลังระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ แผ่กระจายออกมาจากตัวมัน


ถ้ามีเพียงแค่ตัวเดียว ก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ด้านหลังของมัน ติดตามมาด้วยกลุ่มของสุนัขป่าที่มีขนาดเล็กกว่ามันห้าตัว ซึ่งมีพลังลมปราณอยู่ในจุดสูงสุดของระดับสี่ ขณะที่สุนัขป่าอีกตัวหนึ่ง มีระดับห้าเช่นกัน เสียงร้องคำรามที่ดุร้ายของพวกมันแผ่กระจายไปทั่ว


ดวงตาเมิ่งฮ่าวส่องประกาย โดยไม่ลังเล เขายกกระจกทองเหลืองส่องไปที่กลุ่มสุนัขป่าเหล่านั้น เสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากปากของสุนัขป่าตัวหนึ่ง และโลหิตก็ไหลพุ่งออกมาจากหน้าอกของมัน ราวกับว่ามันถูกแทงด้วยคมมีด สุนัขป่าตัวอื่นๆอยู่ในอาการตกใจ ล่าถอยออกไปโดยไม่รู้ตัว


ฉวยโอกาสนี้ แม้ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นและเต็มไปด้วยการคาดเดา เมิ่งฮ่าวก็ยังกัดฟันเดินหน้าต่อไป มีดบินสองเล่มปรากฎขึ้นที่ใต้เท้าของเขา ทันใดนั้น ก็พาเขาพุ่งไปไกลสิบกว่าจ้าง


ด้านหลังที่ห่างออกไป ก็ปรากฎผู้ฝึกตนระดับห้าสองคนขึ้นมา เมื่อพวกมันมองไปเห็นฝูงของอสูรสุนัขป่า สีหน้าของพวกมันก็สลดลง แม้ว่าพวกมันจะไล่ตามเมิ่งฮ่าวมาด้วยกัน พวกมันก็ยังคงระแวงซึ่งกันและกัน พื้นที่แห่งนี้ยังคงอยู่ในอาณาเขตของสำนักเอกะเทวะ แต่เมื่อไหร่ที่อยู่นอกเขตของสำนัก ก็ไม่มีกฎที่จะห้ามไม่ให้พวกมันสังหารกันเองได้


ยามไล่ติดตามด้วยกัน ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ตอนนี้พวกมันเผชิญกับจุดวิกฤต สุนัขป่าอสูรระดับห้าสองตัวมองมาที่พวกมันอย่างน่ากลัว รวมไปถึงสุนัขป่าอสูรระดับสี่อื่นๆที่เหลือ ทำให้พวกมันต้องเริ่มคิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น ทั้งสองก็กระจายกันออกไป หนึ่งวิ่งไปทางซ้าย และอีกคนก็วิ่งไปทางขวา


พวกมันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แต่สุนัขป่าอสูรกลับเร็วกว่า พวกมันเป็นสัตว์อสูรที่มีญาณรับรู้ พวกมันรู้สึกกลัวอย่างแปลกประหลาดกับกระจกทองเหลืองบานนั้น จึงหวาดเกรงเมิ่งฮ่าวไปด้วย ยอมปล่อยให้เมิ่งเฮ่าหนีไป แต่พุ่งเข้าใส่ผู้ฝึกตนระดับห้าทั้งสองคน ที่บุกเข้ามาในอาณาเขตของพวกมัน


ผู้ฝึกตนทั้งสองเคียดแค้น แต่ไม่มีเวลาให้ทบทวน ขณะแยกกัน ยังถูกสุนัขป่าอสูรที่ส่งเสียงร้องคำรามอย่างดุร้ายไล่ตามมาด้วย ไม่ช้าพวกมันก็หนีไกลออกไป


เมิ่งฮ่าวถอนหายใจออกมา มองขึ้นไปยังยอดเขา และมองกลับไปทิศทางที่สองผู้ฝึกตนหนีไป สองตาสาดประกาย


"สัตว์อสูรฝูงนั้นเพียงสร้างปัญหาเล็กน้อยกับพวกมันเท่านั้น ถ่วงเวลาได้ไม่นานย่อมกลับมาอีก ชั่วยามที่สี่ก็กำลังใกล้เข้ามา มีแสงจากเม็ดยาชี้ทาง ไม่ช้าพวกมันก็จะหาข้าเจอ" เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไปยังยอดเขาอีกครั้ง เขากัดฟันและวิ่งขึ้นไป


ไม่นานหลังจากนั้น ลำแสงก็พุ่งออกมาจากถุงเก็บสมบัติ ส่องสว่างขึ้นไปในท้องฟ้า ทุกคนที่อยู่ในที่ห่างไกลออกไป สามารถมองมันได้อย่างชัดเจน


ทุกๆ หนึ่งชั่วยาม ลำแสงก็จะปรากฎขึ้น วันนี้ได้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว และนี่เป็นสัญญาณบอกว่า เป็นชั่วยามที่สี่


เมิ่งฮ่าวเดินหน้าไปด้วยความระมัดระวัง พยายามที่จะหลีกเลี่ยงสัตว์อสูรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนใหญ่ที่เขาเจอ จะอยู่ในระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ ดังนั้นเขาจึงกลัวพวกมัน ดูเหมือนว่าพวกมันชอบที่จะเคลื่อนไหวกันเป็นฝูง ไม่อยู่โดดเดี่ยว ดังนั้นแม้จะมีกระจกทองเหลืองป้องกันตัว เขาก็ไม่กล้าแหยม เลือกที่จะวนอ้อม ทำให้ความเร็วของเขาลดลง เนื่องจากเขาไม่สามารถวิ่งได้


เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ใกล้จะถึงครึ่งชั่วยาม ทันใดนั้น เสียงคำรามอันดุร้ายก็ดังกระจายไปทั่วทั้งภูเขา ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวพุ่งพรวดโผล่ออกมาจากแนวป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ สีหน้าเขาแสดงความกังวล ไล่ตามมาด้วยลิงอสูรเจ็ดถึงแปดตัว พวกมันดุร้าย และมีความว่องไวเป็นอย่างยิ่ง ไล่กวดเมิ่งฮ่าวมาด้วยความโกรธ


สามตัวอยู่ในระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ ซึ่งทำให้เขาต้องร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในใจ เขาพยายามที่จะระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก แต่ก็นึกไม่ถึงว่า แม้เขาจะระวังตัวเพียงไรก็ตาม กระจกที่มีจิตวิญญาณของมันเอง ทันใดนั้น ก็โจมตีไปที่พวกมัน ทำการระเบิดหนึ่งในลิงอสูร ตัวที่มีขนยาวที่สุดจนลงไปนอนกองบนพื้น ทำให้ลิงอสูรที่เหลืออยู่โกรธเป็นอันมาก


"ถึงแม้ว่าลิงอสูรมีขนที่ยาวมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะทำเช่นนี้ได้" เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยความขมขื่น มองไปที่กระจกทองเหลืองในมือของเขา เขาตระหนักดีว่า เขายังไม่ได้เข้าใจความลับทั้งหมดของกระจกอย่างถ่องแท้ แต่ตอนนี้ เขาไม่มีเวลาที่จะไปคิดถึงมัน


เขาพยายามวิ่งให้ห่างจากพวกลิงอสูร มองไปที่ด้านหลัง เห็นพวกมันอยู่ไม่ไกลจากเขามากนัก ดังนั้นเขาจึงโบกกระจกทองเหลือง และเสียงร้องโหยหวนอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวมองไปที่เบื้องหน้า เขาก็เห็นบริเวณไหล่เขา มีประกายแสงของมีดบิน


สองตาเขาส่องประกายและวิ่งตรงไปเบื้องหน้า จากนั้นเขาก็อยู่ท่ามกลางกลุ่มของผู้ฝึกตนสี่คนที่มีระดับสี่ของการรวบรวมลมปราณ หนึ่งในนั้นคือ ซ่างกวนซ่ง พวกมันกำลังต่อสู้กับหมีอสูรอยู่หลายตัว โลหิตสาดกระจายไปทั่ว และดูเหมือนว่าพวกมันกำลังได้เปรียบ เมื่อซากศพของหมีอสูรสองตัวนอนแน่นิ่งอยู่ที่เท้าของพวกมัน


"เมิ่งฮ่าว!" พวกมันมองมาที่เมิ่งฮ่าว เช่นเดียวกับที่เมิ่งฮ่าวมองไปที่พวกมัน และสายตาของพวกมันก็เต็มไปด้วยความต้องการสังหารอย่างเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซ่างกวนซ่ง


พวกมันเริ่มรู้สึกเหนื่อย การเดินทางของพวกมันในภูเขาสีดำเต็มไปด้วยการต่อสู้ ในตอนแรก พวกมันมีด้วยกันสิบคน แต่พวกมันส่วนมากถอดใจจากไป เหลืออยู่แค่สี่คนที่ถือดีในพลังฝีมือ ยังกัดฟันติดตามลำแสงของเม็ดยาต่อไป จนกระทั่งพวกมันต้องเผชิญกับหมีอสูร ต่อสู้มาจนบัดนี้


เมื่อพวกมันมองเห็นเมิ่งฮ่าว สายตาก็เริ่มแดงฉาน พวกมันอยากจะเปลี่ยนเป้าหมายการโจมตีของมีดบินเป็นเมิ่งฮ่าวอย่างยิ่ง


"ศิษย์พี่ ข้าได้ทำตามคำสั่งพวกท่าน ดึงดูดความสนใจของฝูงลิงอสูรมาให้แล้ว เร็วเข้า รีบๆลงมือ!" เมื่อเมิ่งฮ่าวมาถึง เขาไม่สนใจมีดบินที่ลอยไปมา และตะโกนออกมาเสียงดัง เหมือนกลัวว่ากลุ่มลิงอสูรที่ไล่ตามมาจะไม่ได้ยิน


เมื่อคำพูดเขาดังออกมาจากปาก เสียงร้องคำรามด้วยความดุร้ายอย่างน่าตกใจ ก็ดังกระหึ่มมาจากด้านหลังของเขา เมื่อลิงอสูรเจ็ดถึงแปดตัวพุ่งออกมาจากราวป่า สาดประกายสีแดงในดวงตา


"เมิ่งฮ่าว เจ้าคนไร้ยางอาย!!!"


"บัดซบเจ้าคนต่ำช้า!"


สีหน้าบุรุษุหนุ่มทั้งสี่เริ่มซีดสลด และพยายามที่จะหนีไป สาปแช่งเมิ่งฮ่าวอยู่ในใจ แต่หมีอสูรที่ต่อสู้อยู่ไม่ยอมให้พวกมันหลบหนีไป เมิ่งฮ่าวที่กำลังกังวลอยู่กับสถานการณ์ทั้งหมด ก็พุ่งผ่านพวกมันไป และประกายตาสีแดงของลิงอสูรก็พุ่งตามมาด้วยความดุร้าย


เมิ่งฮ่าวมองกลับไปด้านหลังยังพวกมันทั้งสี่ ความต้องการสังหารปรากฎขึ้นในดวงตาของเขา เขาตบถุงเก็บสมบัติ บินมีดจำนวนหนึ่งก็ลอยออกมาด้วยเสียงคำรามทุ้มต่ำ


"ตูม!"


เสียงระเบิดปานฟ้าร้องดังขึ้น เมื่อมีดบินระเบิดขึ้น เมิ่งฮ่าวก็ยิงเปลวไฟอสรพิษสองตัวไปที่พวกมันในทันที ต้นไม้รอบๆบริเวณนั้นหลายต้นระเบิดออกมากลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ด้วยการยืมแรงผลักของการระเบิด เมิ่งฮ่าวกลั้นโลหิตที่จะกระอักออกมาไว้ ร่างกายพุ่งห่างออกไปไกล


แต่ด้านหลังของเขา ผู้ฝึกตนทั้งสี่ถูกสกัดไว้ด้วยแรงระเบิด พร้อมกับพวกลิงอสูร ที่โกรธแค้นเพราะมองหาเมิ่งฮ่าวไม่เจอ พวกมันจึงหันไปโจมตีผู้ฝึกตนทั้งสี่ที่ยังยืนอยู่เบื้องหน้าในทันที


เสียงร้องอย่างน่าอนาถดังมา และเมิ่งยังคงพุ่งไปข้างหน้า โดยไม่เหลียวมองกลับไปแม้แต่น้อย


"วิธีนี้ก็ไม่เลว… แต่ค่อนข้างอันตรายพอสมควร" เมิ่งฮ่าววิ่งตรงไป จนกระทั่งเขามั่นใจว่าลิงอสูรไม่ได้กวดตามเขามา จากนั้นก็หยุดลง หอบหายใจ เขามองไปรอบๆ


"มันไม่ง่ายเลย ที่จะกินเม็ดยาลมปราณเกราะสักครั้ง" เขาพึมพำ มองลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ และถอนหายใจออกมา อย่างแสนเสียดาย


"ข้าสูญเสียมีดบินไปถึงสามสิบเอ็ดเล่ม และแต่ละเล่มก็คือหินลมปราณ ข้ายังได้กินเม็ดยาไปอีกมากมาย แต่ละเม็ดก็หมายถึงหินลมปราณเช่นกัน แต่นี่ก็ยังไม่ถึงเวลาห้าชั่วยาม…" เมิ่งฮ่าวหัวเราะอย่างขมขื่น รู้สึกเจ็บปวดในใจ


"แต่สุดท้าย ถ้าข้าสามารถกินเม็ดยาลมปราณเกราะ และก้าวข้ามพลังการฝึกตนของข้าไปอีกระดับนึงได้ มันก็คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง" เส้นเลือดปรากฎบนดวงตาของเขา เขาเหมือนผีพนันผู้ซึ่งเดิมพันกับชัยชนะด้วยทุกๆ สิ่ง มีความบ้าระห่ำ ที่ยอมทำทุกสิ่งเพื่อความสำเร็จ


"ถ้าพวกศิษย์ระดับสี่ทั้งสี่คนไม่ถูกฆ่าตาย พวกมันก็คงเหนื่อยจนหมดแรงไปแน่ พวกที่เหลือที่ยังกล้าไล่ตามอีกก็แทบไม่มี ต่อไปตอนนี้สิ่งที่ข้าต้องกังวลก็คือผู้ฝึกตนระดับห้าทั้งสองคนนั้น" เมิ่งฮ่าวสีหน้าหมองคล้ำลง คู่ต่อสู้ของเขามีระดับการฝึกตนสูงกว่าเขา และยังมีตั้งสองคน มันเป็นการยากที่จะต่อสู้กับพวกมัน และสิ่งที่เขาคิดก็คือ มันไม่คุ้มที่จะสังหารคน คงต้องใช้หินลมปราณเป็นจำนวนมากมายเกินไป


เขาพักผ่อนชั่วครู่ มองขึ้นไปยังยอดเขา จากนั้นก็กัดฟันเริ่มวิ่งต่อไป เวลาชั่วยามที่ห้ามาถึงอย่างรวดเร็ว และเมื่อลำแสงของเม็ดยาพุ่งขึ้นไปในท้องฟ้าจากถุงเก็บสมบัติของเขา เขาก็ได้ยินเสียงอันน่ากลัวของศัตรูทั้งสองของเขา ดังมาจากสองทิศ ตะวันตกและตะวันออก


"เมิ่งฮ่าว เจ้าหนีไม่รอดหรอก!"


"ส่งเม็ดยาลมปราณเกราะมาให้ข้า ข้าจะยอมให้เจ้าตายโดยมีซากศพที่สมบูรณ์ มิเช่นนั้น ข้าจะปล่อยศพของเจ้าไว้ที่นี่ให้สัตว์ป่ากัดกินจนไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย"


แม้ว่าเสียงของพวกมันจะดังมาจากที่ไกลออกไป ร่างของพวกมันก็พุ่งตรงเข้ามาหาเมิ่งฮ่าวดุจสายรุ้ง สายตาเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และเขาก็พุ่งต่อไปข้างหน้า ตรงที่ดูเหมือนว่า จะมีรังของสัตว์อสูรบางชนิด


ตอนที่ 22: กระบี่ที่หนังงูเหลือมอสูร


เวลาผ่านไปไม่นาน ดูเหมือนว่าทั่วทั้งภูเขาสีดำได้เดือดพล่าน เสียงร้องคำรามของสัตว์อสูรสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภูเขา ตัวหนึ่งร้องดังขึ้น และอีกตัวก็เบาลง สลับกันไปเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นก็มักจะมีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างน่าอนาถใจ สอดแทรกมาเป็นระยะ


ผู้ฝึกตนสิบคนหรือมากกว่านั้น ผู้ซึ่งไม่กล้าที่จะไล่ตามเข้าไปในส่วนลึกของภูเขา มีสีหน้าซีดขาว จิตใจเต็มไปด้วยความกลัว และตอนนี้พวกมันก็มีความต้องการที่จะเข้าไปในภูเขาน้อยกว่าก่อนหน้านี้อีก


"เกิดอะไรขึ้น? ทำไมสัตว์อสูรทั้งหมดในภูเขาลูกนี้ถึงดูเหมือนว่ากำลังโกรธมาก?"


"ศิษย์พี่หยิ่นเทียนหลง และศิษย์พี่โจวข่าย ทั้งสองก็อยู่ในระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ แต่พวกเขาก็ยังต้องวุ่นวายด้วยการไปเพิ่มความโกรธให้กับสัตว์อสูรทั้งภูเขา พวกเขากำลังใช้วิธีการบางอย่างที่พิเศษเฉพาะหรือไม่?"


คนกลุ่มเล็กๆที่บริเวณเชิงเขาเริ่มคาดเดาไปต่างๆนาๆ เมื่อได้ยินเสียงแผดร้องดังอึกทึกไปทั่ว


ในขณะที่หยิ่นเทียนหลง และโจวข่าย ได้ถูกทรมานจนใกล้เสียสติด้วยกลอุบายของเมิ่งฮ่าว พวกมันต้องมองดูอย่างหมดหนทาง เมื่อเมิ่งฮ่าววิ่งขึ้นไปข้างหน้าไกลออกไป พร้อมด้วยสัตว์อสูรจำนวนมากมาย ด้วยความเกลียดชังในดวงตาของพวกมัน ถ้าการมองสามารถฆ่าคนได้ เมิ่งฮ่าวคงถูกฆ่าตายไปแล้วหลายครั้ง


ด้วยความเกลียดชังแต่เหน็ดเหนื่อยจนทำอะไรไม่ได้ ซึ่งมีแต่หยิ่นเทียนหลง และโจวข่ายเท่านั้นที่จะเข้าใจได้อย่างแท้จริง ทุกครั้งที่พวกมันเริ่มจะไล่ตามเมิ่งฮ่าวไปอีกครั้ง


ก็มักจะเห็นเขาใช้วิธีการบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นเวทอสูร มากระตุ้นพวกสัตว์อสูรทั้งหมดให้โกรธ ด้วยเพียงการสะบัดชายแขนเสื้อ ก็ทำให้ร่างกายบางส่วนของสัตว์อสูรระเบิดออก กลิ่นคาวโลหิตฟุ้งกระจายไปทั่ว จึงทำให้สัตว์อสูรพวกนี้บ้าคลั่งขึ้นไปเรื่อยๆ


ยิ่งได้เห็นสัตว์อสูรจำนวนมากมาย ก็ยิ่งทำให้พวกมันสมองมึนงงไปหมด สัตว์อสูรพวกนี้ไม่เพียงแต่จะไล่ตามเมิ่งฮ่าวไปเท่านั้น เมื่อสัตว์พวกนี้มองเห็นพวกมันทั้งสอง ก็เริ่มที่จะไล่ตามพวกมันไปด้วย แล้วก็ห่างออกไป เมิ่งฮ่าวก็หลบลี้หนีหายเหมือนปลาที่รอดจากร่างแห


"บัดซบ! ข้าขอสาปให้เจ้าตายในท้องของพวกสัตว์ป่า!!!" โจวข่ายคำรามก้อง ข้างกายมัน หยิ่นเทียนหลงถอนหายใจยาวออกมา ดูเหมือนว่ามันกำลังเหนื่อยจนหมดแรง


เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ และช่วงเวลาหนึ่งชั่วยามใหม่ก็มาถึง ในความมืดมิดของยามราตรี แสงของเม็ดยาก็ส่องประกายแพรวพราว แสดงให้เห็นจุดที่เมิ่งฮ่าวอยู่ โจวข่ายและหยิ่นเทียนหลง กัดฟันไล่ติดตามต่อไป เหมือนเช่นเคย เมิ่งฮ่าวใช้เวทอสูรไปตอแยพวกสัตว์อสูรให้โกรธเกรี้ยวมากขึ้น และนำพวกมันไปที่โจวข่ายและหยิ่นเทียนหลง จากนั้นเขาก็มองทั้งสองคนหายไปท่ามกลางกลุ่มของสัตว์อสูรที่กำลังเกรี้ยดกราด


"ทำไมมันถึงไม่ถูกสัตว์อสูรพวกนี้กินไปซะที!?" โจวข่ายและหยิ่นเทียนหลงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปถึงกระดูก ในขณะที่เมิ่งฮ่าวซึ่งเต็มไปด้วยพละกำลัง กระโดดข้ามพวกมันไป เมื่อเห็นเช่นนี้ ความเกลียดชังก็คุกรุ่นในตัวพวกมันจนลึกลงไปถึงไขกระดูก และพวกมันก็ต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเกลียดชัง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้


ในความเป็นจริง เมิ่งฮ่าวก็เหนื่อยมากเช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่เม็ดยาส่องประกาย เขาก็ถูกคุกคามจากสัตว์อสูรซึ่งถูกแสงของเม็ดยาดึงดูดความสนใจ ที่อยู่ในรอบๆบริเวณนั้น แน่นอนที่กระจกทองแดงก็ได้ช่วยให้เขาหยุดสัตว์อสูรตัวที่เร็วที่สุดไว้ได้ ทำให้เขามีเวลาที่จะหลบหนี ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น เขาก็คงลงไปกองกับพื้นด้วยความเหน็ดเหนื่อยไปนานแล้ว


ทันใดนั้น เขาก็ตระหนักได้ว่าเขาได้มาถึงยอดสูงสุดของภูเขาลูกนี้แล้ว พื้นดินบริเวณนี้เต็มไปด้วยรอยแยกเต็มไปหมด บางแห่งก็ใหญ่จนร่างคนเข้าไปอยู่ได้อย่างง่ายดาย ด้วยความเหนื่อยหอบ เมิ่งฮ่าวจึงนั่งลงด้านหลังก้อนหินเพื่อพักผ่อน มองลงไปยังกระจกทองแดงในมือของเขา มันได้เผาไหม้จนร้อน ราวกับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทำให้กระจกบานนี้มีความตื่นเต้นอย่างมากมาย เมิ่งฮ่าวยิ้มด้วยความขมขื่น จากนั้นก็มองไปรอบๆ และสังเกตเห็นรอยแยกขนาดใหญ่ตรงขึ้นไปด้านหน้า มีหมอกสีดำลอยซึมออกมาช้าๆ


ทันใดนั้น ก็มีเสียงร้องคำรามอันน่ากลัวดังออกมาจากรอยแยกขนาดใหญ่นั้น เป็นเสียงร้องคำรามเสียงเดียวกับที่ได้ปรามพวกสัตว์อสูรที่ดุร้ายบนภูเขาแห่งนี้ เสียงคำรามนี้ราวกับจะทำให้โลกแห่งนี้สั่นสะเทือน เสียงของมันเหมือนกับเสียงของฟ้าผ่า อึดใจนั้นเอง ทั่วทั้งบริเวณนี้ก็ไม่มีสัตว์อสูรเหลืออยู่เลย ราวกับว่าภูเขาทั้งลูกนี้มีเพียงแต่เสียงคำรามนี้เท่านั้น


เสียงคำรามดูเหมือนจะทำให้ใจของเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้านไปด้วย ราวกับว่าพลังลมปราณทั่วร่างของเขาได้สลายกระจัดกระจายออกไปพร้อมกับเสียงคำรามนี้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป นี่เป็นเสียงคำรามที่เขาคุ้นเคย ในครั้งก่อนที่เขาได้เข้ามาในพื้นที่ใกล้ๆกับภูเขาสีดำลูกนี้ เขาเคยได้ยินมัน มันเป็นเสียงที่น่าตกใจจนทำให้โลหิตต้องแข็งตัว และลมปราณแตกกระจาย เป็นเสียงที่ประทับอยู่ในความทรงจำอย่างลึกซึ้งของใครก็ตามที่ได้ยินมัน


เมื่อเสียงคำรามดังออกมา เมิ่งฮ่าวพยายามเบิกตาโพลง และมองไปที่หมอกสีดำที่ลอยออกมาจากรอยแยกนั้น เมื่อหมอกเริ่มหายไป เมิ่งฮ่าวก็มองเห็นงูเหลือมสีดำขนาดใหญ่โตมโหฬาร ลำตัวหนามากกว่าสิบแปดฉื่อ ดูดุร้ายน่ากลัวเป็นอย่างมาก ตรงจุดกึ่งกลางของความยาวของมัน ปรากฎเป็นของสิ่งหนึ่งปักอยู่


มันดูเหมือนเจ็บปวดมาก และเสียงคำรามที่ดุร้ายของมันก็สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งฟากฟ้าและผืนดิน เมิ่งฮ่าวกระอักโลหิตออกมา เขากระโดดออกมาจากด้านหลังของก้อนหิน และเหินลงไปจากยอดเขา ไม่กล้าที่จะอยู่ที่นั่นต่อไป แต่ไม่ช้าเขาก็หยุดลง มีความอยากรู้มากกว่าความกลัว เมื่อเขากลับไปเพื่อมองดูเป็นครั้งที่สอง เขาก็สังเกตเห็นบางสิ่งที่น่าสนใจ


ลำตัวของงูเหลือมยักษ์นั่น ครึ่งหนึ่งของมันยื่นออกมาจากรอยแยกอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนว่ามันมีผิวหนังสองชั้นซ้อนทับกันอยู่ และมันกำลังพยายามจะขยับตัวให้หลุดออกจากผิวหนังชั้นนอกอยู่


"มันกำลังลอกคราบ?" เมื่อได้สังเกตเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เมิ่งฮ่าวต้องสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ เขารู้ว่างูเหลือมจะอ่อนแอมาก ในช่วงเวลาที่มันลอกคราบ มันต้องใช้เวลาพอสมควรในการทำเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับงูเหลือมที่เป็นสัตว์อสูร ด้วยลำตัวที่ใหญ่โตเช่นตัวนี้ บางทีมันอาจจะต้องใช้เวลานานมาก นานเป็นเวลาหลายปีเลยทีเดียว


"ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมถึงได้ยินเสียงคำรามของมันตลอดเวลา มันต้องอยู่ในภาวะการลอกคราบมาหลายปีแล้ว" สายตาเขามองเลื่อนไป ก็สังเกตเห็นบางสิ่งนอกเหนือไปจากงูเหลือมอสูร


เมื่อตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เขาก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ มันเป็นกระบี่ที่ดูมีรูปร่างแบบสมัยโบราณเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีลักษณะพิเศษอันใด แต่มันก็ปักเข้าไปในลำตัวของงูเหลือม ดูเหมือนว่ามันปักอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานมากทีเดียว อาจบางทีก็หลายปีมาแล้ว


พื้นที่บริเวณลำตัวของงูเหลือมอสูรซึ่งมีกระบี่ปักอยู่แห้งและลีบ แสดงให้เห็นถึงพลังของกระบี่เล่มนี้ได้เป็นอย่างดี


"งูเหลือมอสูร มีพลังการฝึกตนอย่างน้อยก็ต้องอยู่ในขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ อาจจะถึงขั้นแปดด้วยซ้ำ หรืออาจจะเป็นขั้นเก้า…" เขารู้สึกลำคอแห้งผาก เขาเพียงแค่คิดว่าผิวหนังของงูเหลือมอสูรจะหนาสักเพียงใด ก็สามารถที่จะบอกได้ว่า พลังของกระบี่โบราณจะน่าตื่นตกใจถึงเพียงไหน


"กระบี่ที่สามารถแทงทะลุเข้าไปในลำตัวของสัตว์อสูรเช่นนี้ ต้องเป็นของวิเศษแน่นอน" เมิ่งฮ่าวใจสั่นระรัวด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความหดหู่ ด้วยพลังการฝึกตนขั้นสี่ของการรวบรวมลมปราณเช่นเขา โอกาสที่จะได้ครอบครองกระบี่เล่มนี้ช่างน้อยนิดยิ่งกว่าความฝัน ถึงแม้เขาจะอยู่ในระดับห้า มันก็เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน


เขาส่ายหน้า เดินตรงไปยังทางลงจากยอดเขา สายตาทอประกาย ยังคงมีบางอย่างที่สำคัญกว่าการบรรลุถึงเป้าหมาย กระจกทองแดงในแขนเสื้อของเขายังคงเดือดพล่าน และในไม่ช้า ก็มีสัตว์อสูรมากมายไล่ตามเขามา ส่งเสียงร้องคำรามดังไปทั่วภูเขา


เวลาผ่านไปและรุ่งอรุณก็มาเยือน ช่วงเวลาหนึ่งชั่วยามสุดท้ายกำลังจะหมดลงไปในไม่ช้า โจวข่ายและหยิ่นเทียนหลง ได้ล้มเลิกความหวังทั้งหมดของพวกมันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกมันมองขึ้นไปที่เมิ่งฮ่าว ซึ่งได้นั่งขัดสมาธิห่างไกลออกไปบนภูเขา


แค่พวกมันทั้งสองเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย ก็จะกระตุ้นให้สัตว์อสูรทั้งกลุ่มไล่ตามมา และพวกมันไม่เพียงแต่จะไม่ประสบความสำเร็จในเป้าหมาย พวกมันก็มีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บเป็นอย่างมาก ด้วยความเหนื่อยยากแสนสาหัสของพวกมัน มีเพียงสิ่งเดียวที่พวกมันจะทำได้ ก็คือ อ้าปากหายใจด้วยความหอบ และจ้องอย่างเอาเป็นเอาตายไปที่เมิ่งฮ่าว


"บัดซบ เมิ่งฮ่าว เจ้าอย่าคิดว่าจะหนีรอดจากเงื้อมมือข้า!?" โจวข่าย หอบหายใจจากนั้นก็แผดเสียงออกมาอย่างหมดหนทาง เมิ่งฮ่าวช่างเหมือนปลาที่แหวกว่ายไปมาเหมือนเงาภูติอยู่ภายในป่า


"เจ้าไม่กล้าต่อสู้ด้วยตัวเอง?" หยิ่นเทียนหลงกล่าว อยู่ไม่ไกลออกไป แต่ไม่สามารถที่จะสังหาร หรือไล่ตามเมิ่งฮ่าวได้ มันเริ่มใกล้เสียสติ และคำพูดของมันก็ดูเหมือนไร้เหตุผล "เจ้าไม่เอาแต่หนี ได้หรือไม่? ไม่มีความจำเป็นที่จะใช้เวทอสูรอันชั่วร้าย ส่งสัตว์อสูรให้มาไล่ตามพวกข้า ทำไมเราไม่ต่อสู้กันอย่างยุติธรรม?"


"พลังการฝึกตนของข้าไม่สูงเท่าพวกเจ้า ข้าจะสู้ได้ยังไง?" เมิ่งฮ่าวกล่าว หอบหายใจไปด้วย "ถ้าเจ้ายังไล่ตามข้าอีก ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่น" เขากลืนเม็ดยาลงไป


ในชีวิตก่อนหน้านี้ของโจวข่ายและหยิ่นเทียนหลง พวกมันไม่เคยเจอใครที่ไร้เหตุผลเช่นเมิ่งฮ่าวมาก่อน พวกมันทั้งสองรู้สึกเสียใจอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ถ้าพวกมันรู้ว่าเหตุการณ์จะออกมาเป็นเช่นนี้ พวกมันก็จะไม่ยอมไล่ตามเขาเพื่อที่จะแย่งชิงเม็ดยาอย่างแน่นอน


เวลาผ่านไป และเมื่อครบกำหนดอาคมที่ผนึกบนเม็ดยาก็หายไป หยิ่นเทียนหลงถอนหายใจยาวออกมา มันส่ายหน้าด้วยเสียงหัวเราะอย่างขมขื่น ไม่มีอะไรเหลือให้ทำอีกแล้ว มันไล่ตามก็ไม่ได้ โจมตีก็ไม่มีโอกาส ถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับสัตว์อสูร เม็ดยาก็ใช้ไปจนหมด และมันก็สูญเสียกระบี่บินไปสองเล่ม มันยังจะฝืนไปแย่งชิงเม็ดยาได้อย่างไร… ?


แน่นอนว่า นี่ยังไม่ได้เอ่ยถึงกลอุบายของคู่ต่อสู้มัน เล่ห์เหลี่ยมที่แพรวพราว ความคิดที่ชั่วร้ายของเมิ่งฮ่าวดูเหมือนจะไร้ที่สิ้นสุด แม้เลินเล่อด้วยความประมาทเพียงเล็กน้อยก็อาจจะทำให้ต้องบาดเจ็บสาหัสได้


มันถอนหายใจด้วยความอับอาย มองไปที่เมิ่งฮ่าวเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็หันหลังเดินลงไปจากภูเขา ท้ายที่สุดมันก็ถูกทรมานจนต้องยอมจำนน


เมื่อมันจากไป โจวข่ายก็รู้สึกทรมานและไม่แน่ใจ รุ่งอรุณมาเยือน เหมือนจะย้ำเตือนว่าช่วงเวลาสิบสองชั่วยามได้จบลงไปแล้ว และด้วยเหตุนี้ เม็ดยาในถุงเก็บสมบัติของเมิ่งฮ่าวก็จะถูกยกเลิกการปิดผนึก โจวข่ายกระทืบเท้าด้วยความเกลียดชัง จากนั้นก็หันหลังจากไปโดยไม่พูดจา มันเชื่อว่าเมิ่งฮ่าวเป็นคนที่ยากที่จะเกี่ยวข้องด้วย ในความเป็นจริง ความกลัวได้เกิดขึ่นในจิตใจของมัน ถ้ามันไม่จากไปตอนนี้ บางทีมันอาจจะไปไม่ได้ตลอดกาล


เมิ่งฮ่าวมองดูคนทั้งสองจากไป มุ่งตรงลงไปยังเชิงเขาด้านล่าง ถึงกับต้องถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก ความรู้สึกอ่อนล้าเหมือนอุทกภัยที่ท่วมไปทั่วร่าง เขากัดลิ้นตัวเองเพื่อให้ร่างกายตื่นตัว จากนั้นก็รีบจากไปในที่ห่างไกลออกไป เขาไม่ได้ออกจากภูเขาสีดำ แต่กลับขึ้นไปยังยอดเขา มีงูเหลือมอสูรอยู่ที่นั่น แต่ก็บอกได้เลยว่ามันปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง งูเหลือมอสูรต้องการเวลาในการเปลี่ยนร่างอย่างสมบูรณ์ และเสียงคำรามของมันก็ทำให้สัตว์อสูรตัวอื่นๆไม่กล้าเข้าใกล้


เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิ ที่รอยแยกในก้อนหิน จ้องมองลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ ทันใดนั้นก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นภายในใจ


"ข้าสูญเสียเม็ดยาไปเป็นจำนวนมาก แต่ละเม็ดก็คือหินลมปราณหนึ่งก้อน คำนวนดู… รวมทั้งกระบี่บินสามสิบเจ็ดเล่ม และแกนสัตว์อสูรอีกมากกว่าสี่สิบก้อน รวมเป็น… หนึ่งร้อยเก้าสิบแปดหินลมปราณ หนึ่งร้อยเก้าสิบแปด" ร่างของเขาสั่นสะท้าน และรู้สึกอารมณ์เสียเล็กน้อย


"ขอบคุณสำหรับสิบสองชั่วยามที่ได้จบลงไปแล้ว" เขากล่าว พยายามที่จะปลอบใจตัวเอง "และเม็ดยาลมปราณเกราะก็ตกเป็นของข้า" เพื่อผลักดันตัวเองไม่ให้รู้สึกผิดหวัง เขาบังคับจิตใจให้ปลอดโปล่ง จากนั้นก็มองไปรอบๆ เมื่อให้มั่นใจว่าบริเวณนี้ปลอดภัยดี เขาหยิบเอากระจกทองแดงออกมา และเริ่มที่จะผลิตเม็ดยาลมปราณเกราะจากเม็ดต้นแบบ


เที่ยงวันมาถึง และเมิ่งฮ่าวก็มองลงไปที่เม็ดยาในมือของเขา เม็ดยาลมปราณเกราะสิบเม็ด เขายิ้มออกมา แต่ความผิดหวังยังคงเห็นได้บนใบหน้าของเขา มันต้องใช้หินลมปราณเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะผลิตเม็ดยาลมปราณเกราะ มากยิ่งกว่าตอนที่ใช้ผลิตแกนสัตว์อสูร ตอนนี้เขาก็เข้าใจถึงอัตราการแลกเปลี่ยนที่กระจกทองแดงต้องการ


เขาขบฟันจากนั้นก็หยิบเม็ดยาลมปราณเกราะหนึ่งเม็ดใส่เข้าปากไป


"ขั้นห้าของการรวบรวมลมปราณ! ข้าต้องบรรลุระดับขั้นห้า!" สายตาของเขาปรากฎเส้นเลือดขึ้นมา ความรู้สึกเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเหมือนเช่นเคย เขานั่งทำสมาธิ และเริ่มโคจรลมปราณ เสียงกึกก้องดังไปทั่วร่างกาย เมื่อพลังลมปราณที่ไร้ขอบเขตพุ่งออกมาจากเม็ดยาลมปราณเกราะ เป็นเหตุให้พลังลมปราณในร่างของเมิ่งฮ่าว เริ่มหมุนปั่นเหมือนกระแสน้ำวนพุ่งออกไปทุกทิศทาง


เวลาผ่านไปอย่างช้าๆและกลางวันก็ผ่านไป ขณะที่เมิ่งฮ่าวนั่งหลับตา กำลังจะก้าวไปถึงระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ ภูเขาสีดำก็เต็มไปด้วยเสียงคำรามของงูเหลือมอสูรที่กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนร่าง เช่นเดียวกับเมิ่งฮ่าว ที่ดูเหมือนกำลังก้าวมาถึงจุดเชื่อมต่อที่สำคัญ


ตอนที่ 23: สัตว์อสูรโบราณ!


ขณะที่เมิ่งฮ่าวนั่งสมาธิในรอยแยกเล็กๆบนยอดเขา ข่าวลือเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเม็ดยาลมปราณเกราะก็เริ่มแพร่กระจาย ข่าวลือนี้ยิ่งเป็นความจริงมากขึ้นเมื่อโจวข่ายและหยิ่นเทียนหลงกลับไป ศิษย์นอกหลายคนได้เห็นพวกมัน แต่แน่นอนว่าไม่กล้าที่จะถามว่าใครเป็นคนที่ได้เม็ดยาลมปราณเกราะไปครอบครอง


เนื่องจากเมิ่งฮ่าวไม่ได้ปรากฎตัวขึ้น ข่าวลือก็เริ่มกระจายไปว่าเขาได้ตายไปแล้ว


ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น หวังเถิงเฟยยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่หน้าถ้ำแห่งเซียน บนเชิงเขาตะวันออก สายลมแห่งภูเขาพัดเส้นผมของมันสะบัดไปมา และพัดพาเสื้อยาวสีขาวของมันพลิ้วไหว มันดูสมบูรณ์แบบในทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะหน้าตาของมัน ดูหล่อเหลาไร้ที่ติ สามารถทำให้อิสตรีคลั่งไคล้จนเป็นบ้าได้


อันที่จริงแล้ว เพียงแค่มันพยักหน้าก็เพียงพอที่จะสร้างความคลั่งไคล้ ไม่เพียงแต่ศิษย์สตรีของสำนักเอกะเทวะเท่านั้น แต่เป็นทั้งโลกของผู้ฝึกตนในแคว้นจ้าวแห่งนี้


สายตาที่อ่อนโยน อัธยาศัยอันดี สรีระที่สง่างาม ความสามารถซ่อนเร้นที่ยอดเยี่ยม พลังการฝึกตนที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ภูมิหลังของตระกูลที่น่าตื่นตกใจ… ทั้งหมดนี้เหมือนกับจะพิสูจน์ให้เห็นว่า หวังเถิงเฟยคู่ควรกับการเป็นผู้ที่ถูกเลือก ซึ่งเป็นสาเหตุให้คนส่วนใหญ่เคารพนับถือมันมากขึ้น มันเป็นผู้ที่ได้รับพรจากสวรรค์อย่างแท้จริง


มันยืนอยู่ที่นั่น รอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ปรากฎอยู่บนใบหน้า ดวงตาของมันสดใสราวดวงดาวเมื่อมันจ้องมองไปในที่ห่างไกล สายตาของมันดูจะเบื่อมากเมื่อมองตรงไปที่ภูเขาสีดำซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์อสูร


มันจ้องมองเป็นเวลานาน ทันใดนั้น สายตาของมันส่องประกายด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะสังเกตเห็น


"ในที่สุดก็ถึงเวลา" มันกล่าวด้วยรอยยิ้มบางเบาแต่จิตใจลุกโชนไปด้วยแสงไฟ "ข้าใช้เวลาสามปีขุดคุ้ยบันทึกโบราณ จากนั้นก็ใช้เวลาอีกหนึ่งปีค้นหาไปทั่วจากเหนือจรดใต้ทั้งแคว้นจ้าว แล้วก็รอคอยมากกว่าสองปีในสำนักเอกะเทวะแห่งนี้ ในที่สุด วันนี้ก็มาถึง ก่อนที่มังกรปีกวารีจะตายไป มันได้บินมาถึงที่นี่"


"ข้าคิดไม่ถึงว่าสองสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับข้าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักเอกะเทวะ โชคชะตาของข้าจะกลายเป็นความจริงได้จากที่แห่งนี้จริงๆ? หลังจากที่เรื่องนี้จบลง ข้าก็จะเข้าเป็นศิษย์สายใน และฝึกจนถึงระดับพื้นฐานลมปราณตามแผนที่วางไว้" มันยิ้มจนมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น


"ศิษย์พี่หวัง พวกเราพร้อมแล้ว" บุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างหวังเถิงเฟยกล่าวขึ้น มันมีพลังการฝึกตนที่ระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ มันพูดด้วยความรู้สึกเคารพสูงสุด


"แม้ว่าศิษย์ของสำนักอื่นจะมารวมกันเนื่องจากของสิ่งนั้น แต่พวกเราก็จะทำได้สำเร็จแน่นอน น่าเสียดายที่ซ่างกวนเกอไม่ได้กลับมา และพวกเราก็ไม่ทราบว่ามันหายไปไหน ไม่แน่ใจว่ามันสามารถเรียนเชิญอาจารย์ลุงซ่างกวนมาได้หรือไม่"


"ดีมาก" หวังเถิงเฟยพูดพร้อมรอยยิ้ม "พวกเราได้เตรียมตัวสำหรับเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน จากการลดตัวลงมาสังกัดที่สำนักนี้ของข้า งูเหลือมอสูรใกล้จะลอกคราบเสร็จครบเวลาสองปีแล้ว ช่วงที่มันจะเสร็จสมบูรณ์นี้ เป็นเวลาที่มันอ่อนแอที่สุด"


สองตามันส่องประกายมากขึ้น มันไม่เพียงแค่ใช้เวลาหลายปีในการเตรียมตัว มันยังต้องจ่ายค่าตอบแทนไปกับสี่ของวิเศษอันมีค่า พร้อมด้วยหินปราณนับพัน เพื่อจัดเตรียมเวทอาคม สำหรับกับหวังเถิงเฟย มันเป็นค่าตอบแทนที่สามารถจ่ายได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตอนนี้ มันไม่เหลืออะไรอีกเลย


"อย่ากังวลไปเลย ศิษย์พี่หวัง พวกเราต้องทำสำเร็จแน่นอน อนุญาตให้ศิษย์น้องแสดงความยินดีกับท่านล่วงหน้าในการได้รับแกนลมปราณมา"


"แน่นอน พวกเราต้องสำเร็จ ข้า หวังเถิงเฟย ไม่เคยล้มเหลวมาก่อน" มันหัวเราะขึ้นมา สีหน้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ถ้าบันทึกโบราณนั้นถูกต้อง มันก็จะกลับมาพร้อมกับของวิเศษอันทรงค่า ซึ่งมีผลกับมันไปตลอดชีวิต และแน่นอนมรดกของโบราณชิ้นนั้นก็จะช่วยให้มันควบคุมได้ทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์


สำหรับแกนอสูร สามารถมองได้ว่าเป็นของวิเศษเมื่อตอนแรกเริ่ม แต่หลังจากผ่านมาหลายปี คุณสมบัติของมันก็เริ่มจางลง และคงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม มันก็ยังคงช่วยให้ก้าวข้ามระดับหกของการรวบรวมลมปราณ บรรลุไปถึงขั้นเจ็ดได้


"พรุ่งนี้เช้าตรู่ พวกเราจะไปที่ภูเขาสีดำ" หวังเถิงเฟยพูดอย่างอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้ม มันลูบแขนขวาตรงที่มีรอยจุดสีแดงซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อ สองตาของมันก็เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นขึ้นอีกครั้ง


มันเป็นเครื่องหมายที่เกิดจากหยดโลหิต ซึ่งหยดจากสวรรค์ตกลงมาที่มันเมื่อตอนอายุหกขวบ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา มันก็มักจะฝันว่ามันได้เหาะไปในอากาศ และกลายเป็นราชันแห่งท้องฟ้า


ด้วยหยดโลหิตที่ถูกรับรู้ว่าเป็นมรดกจากสวรรค์ รวมถึงสัมผัสพิเศษถึงของทั้งสองชิ้นนั้น ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้เมื่อสองร้อยปีที่ผ่านมา ทำให้มันสามารถตามหาเบาะแสชักนำมันมาอยู่ที่นี่


"ในโลกทั้งหมดนี้ไม่มีใครทำแบบนี้ได้นอกจากข้านั่นเป็นเพราะข้าได้เชื่อมต่อกับมรดกจากสวรรค์ ด้วยหยดโลหิตนี้ ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้" มันจ้องมองไปทางภูเขาสีดำ รอยยิ้มของมันยิ่งเพิ่มความยินดี เต็มไปด้วยความมุ่งหวัง


"ถ้านี่ยังคงเป็นยุคของปรมาจารย์เอกะเทวะ ท่านก็คงควบคุมมังกรได้แน่นอน แต่ท่านได้หายสาบสูญไปเกือบสี่ร้อยปี นับเป็นวาสนาที่ดีสำหรับข้า จากบันทึกโบราณ รวมถึงการค้นคว้าของข้า ทำให้รู้ว่ามังกรได้มาที่นี่เมื่อสองร้อยปีก่อน และมันก็ถูกปราบโดยของวิเศษ น้อยคนนักที่รู้เรื่องนี้ นี่เป็นอาณาเขตของสำนักเอกะเทวะ ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยเวทอาคมป้องกัน ทำให้กลิ่นอายของมังกรไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้ ถึงมันจะอยู่ที่นี่ ก็ไม่มีใครสัมผัสถึงมันได้ ถึงจะมีบางคนเข้าไปในบริเวณนั้น สายตาของมันก็ถูกกั้นไม่ให้มองเห็นด้วยเวทอาคม"


"สำหรับงูเหลือมอสูร มันได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการจำศีล แต่เนื่องจากขั้นตอนการลอกคราบ จึงทำให้มันส่งเสียงคำรามร้องออกมา มีแต่ช่วงที่งูเหลือมอสูรลอกคราบโดยสมบูรณ์ เวทอาคมที่ป้องกันไว้ก็จะกระจายหายไป และมันก็จะเป็นเวลาที่ปลอดภัยสำหรับการเข้าไปในพื้นที่นั้น ขอบคุณสำหรับหยดโลหิตมรดกจากสวรรค์ ทำให้ข้าสามารถประเมินสถานการณ์พวกนี้ได้ ไม่มีใครจะเข้าใจได้แม้เพียงแค่ครึ่งหนึ่ง"


"ของวิเศษอันทรงคุณค่า มรดกจากสวรรค์ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหมดนี้ กำลังรอข้า หวังเถิงเฟย!" รอยยิ้มของมันกว้างมากขึ้น มันโบกสะบัดชายแขนเสื้อ และเดินกลับเข้าไปยังถ้ำแห่งเซียน แสงจันทร์ทอรัศมีไปรอบๆตัวมัน พร้อมใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของมัน ฉากอันลึกลับนี้ ทำให้สีหน้าของผู้ฝึกตนคนนั้น เต็มไปด้วยความเลื่อมใสมากยิ่งขึ้น


รุ่งเช้าวันต่อมา ยอดบนสุดของภูเขาสีดำ ในรอยแยกที่แทบจะมองไม่เห็น ตลอดทั้งร่างของเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยสีแดงเข้ม หลั่งเหงื่อออกมาดุจสายฝน และสิ่งปฏิกูลสีดำมากมายก็ผุดออกมาจากรูขุมขนอย่างต่อเนื่อง


เขาได้นั่งสมาธิมาสองวันแล้ว แต่ตอนนี้เขาลืมตาขึ้น ด้านนอก เสียงร้องคำรามของงูเหลือมอสูรเพิ่มความเข้มข้นขึ้น ราวกับว่ามันได้มาถึงจุดเชื่อมต่อที่สำคัญของมันเอง


แต่เมิ่งฮ่าวก็ไม่ได้ถูกรบกวนด้วยเสียงนั้น เขาพุ่งความสนใจไปที่การโคจรลมปราณไปทั่วร่าง รอบแล้วรอบเล่า แต่จุดตีบตันของระดับสี่ก็ยังคงอยู่ สองตาเขาแดงฉาน เขากลืนเม็ดยาลมปราณเกราะเข้าสิบเม็ด ขณะที่ศีรษะของเขาเริ่มมึนงง และร่างกายก็เริ่มสั่นอย่างรุนแรง เสียงฉีกขาดก็ดังออกมาจนได้ยิน และดูเหมือนว่าร่างกายของเขาได้ลอยขึ้น เหมือนแผ่นกระดาษในสายลม


ภายในร่างของเขา พลังลมปราณและเส้นโลหิต ส่องประกายคล้ายผลึกที่เกือบจะโปร่งแสง เหมือนลางบอกเหตุบางอย่าง พลังลมปราณในร่างของเขาหมุนควง ประกอบขึ้นเป็นทะเลสาปอันกว้างใหญ่ มันไม่ใช่แค่ทะเลสาปที่กว้างใหญ่เท่านั้น แต่มันเป็นทะเลสาปที่ไร้จุดสิ้นสุด


ทะเลสาป แกนทะเลสาป เกิดขึ้นที่พื้นที่ตันถียนในตัวเมิ่งฮ่าว ค่อนข้างหนาแน่น


เมิ่งฮ่าวรู้ดีว่าเขาสามารถควบคุมพลัง และเปิดใช้พลังของระดับห้าของการรวบรวมลมปราณได้แล้ว สำหรับผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับพื้นฐานลมปราณ พลังของระดับห้านี้มันช่างอ่อนแอและไร้สาระ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับการรวบรวมลมปราณ ระดับห้านี้ช่างเหมือนกับฝายน้ำ และเมื่อถึงระดับเจ็ด ฝายน้ำแห่งที่สองก็เกิดขึ้น เช่นเดียวกับระดับเก้า ฝายน้ำแห่งที่สามก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน


ศรีษะเขามึนงงไปชั่วครู่ ในที่สุด เมิ่งฮ่าว ก็ลืมตาขึ้นมาช้าๆ มันส่องประกายเหมือนกับก่อนหน้านี้ เสียงปะทุในร่างดังขึ้น ดูเหมือนว่าเขาจะสูงมากขึ้นเล็กน้อย ผิวของเขายังคงคล้ำเหมือนเดิม กลิ่นอายบางอย่างฟุ้งกระจายออกมาจากตัวเขา


"ระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ" เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นก็ยิ้มออกมา เขาได้บรรลุถึงระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ ตอนนี้เขาสามารถเรียนรู้วิชาเดินบนสายลมได้แล้ว เมื่อรวมกับกระบี่บิน ก็ทำให้เขามีความเร็วเพิ่มขึ้น ทั้งการเคลื่อนไหวและโจมตี เร็วกว่าตอนที่อยู่ระดับสี่โดยสิ้นเชิง


"เม็ดยาลมปราณเกราะไม่ธรรมดาเลยจริงๆ" เมิ่งฮ่าวกล่าว มองลงไปที่เม็ดยาลมปราณเกราะสองเม็ดที่อยู่เบื้องหน้าเขา "แต่มันก็ยังมีข้อจำกัด บางทีหลังจากที่กินเข้าไปมากมาย มันอาจจะมีผลน้อยลง เหมือนกับเม็ดยาในอดีตที่ผ่านมา ชักสงสัยว่าข้าจะใช้มันช่วยให้บรรลุถึงระดับหกของการรวบรวมลมปราณได้หรือไม่" เมื่อเขาครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ ทันใดนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไป เสียงร้องคำรามของงูเหลือมอสูรตอนนี้เจือปนด้วยความเจ็บปวดอย่างสาหัส เสียงระเบิดดังกึกก้อง เมิ่งฮ่าวเอนตัวไปข้างหน้า และมองออกไปยังด้านนอกของรอยแยก


เมื่อเขามองเห็น แก้วตาของเขาก็หดเล็กลง และมือของเขาก็กำเป็นหมัดจนแน่น


ไม่ห่างออกไปไกลนักบนยอดเขานี้ มีบุรุษหนุ่มชุดยาวสีขาว ดูเด่นเป็นสง่า ราวกับว่าร่างกายที่สวยงามเพียบพร้อมนั้นได้รับการประสาทพรมาจากสวรรค์ กระบี่บินสีทองหมุนวนอยู่รอบๆตัวมัน และสายลมก็ได้พัดกรรโชกรุนแรง รอบบริเวณที่มันได้ต่อสู้กับงูเหลือมอสูรตัวนั้น


มันไม่ใช่ใครที่ไหนนอกไปจาก… หวังเถิงเฟย


มันยิ้มอย่างใจเย็น และใจดีมีเมตตา สายตาที่นุ่มนวลทำให้มันดูอบอุ่น ราวแสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ ส่องประกายเรืองรองใน ราวกับว่ามันสามารถกำจัดเงามืดทั้งหลาย ที่อยู่รอบตัวมันออกไปจนหมดสิ้นได้


เมื่อมันโจมตี ก็ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ราวกับว่าสวรรค์ได้ส่งเสริมทุกการเคลื่อนไหวของมัน


รอบตัวมันมีอย่างน้อยเก้าคน หนึ่งในนั้นก็คือ ซ่างกวนซิว มันโบกสะบัดชายแขนเสื้อ เหมือนกับมันเป็นผู้นำการโจมตีงูเหลือมอสูรในครั้งนี้ สำหรับคนอื่นๆ ทุกคนอยู่ในระดับการรวบรวมลมปราณที่ขั้นเจ็ดหรือสูงกว่านั้น ทุกคนดูแปลกหน้า เป็นคนที่เมิ่งฮ่าวไม่เคยเห็นมาก่อน พวกมันล้อมอยู่รอบๆงูเหลือมอสูร เตรียมพร้อมที่จะสังหารมัน เสียงระเบิดดังกึกก้อง และงูเหลือมก็ส่งเสียงร้องอันแปลกประหลาดออกมา


เมิ่งฮ่าวจ้องไปที่หวังเถิงเฟย ร่างนิ่งไม่ไหวติง แต่ในส่วนลึกของดวงตาเป็นความดำมืดที่ค่อยๆเข้มข้นขึ้น แทนที่ความอ่อนโยนจนกระทั่งเต็มไปทั้งดวงตาของเขา


หลังจากผ่านไปไม่นาน งูเหลือมอสูรก็ร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดอย่างน่าอนาถใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีรอยแผลเต็มไปทั่วร่างของมัน โลหิตสาดกระจายไปทุกที่ ความจริงตอนนี้ก็เป็นสภาวะที่อ่อนแอที่สุดของมัน ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆก็โจมตีด้วยความโหดเหี้ยมมากยิ่งขึ้น หวังเถิงเฟยยิ้มออกมาอย่างสมบูรณ์แบบเช่นเคย ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่แทบจะสังเกตไม่เห็น


มันได้รอคอยวันนี้มาช้านาน


ทันใดนั้น จากยอดเขาทั้งเก้าที่อยู่รอบๆอาณาเขตของสำนักเอกะเทวะ ลำแสงสีเงินส่องประกายพุ่งออกมาและเชื่อมต่อกันเพื่อสร้างเวทอาคมป้องกันเขตแดน เวทอาคมป้องกันค่อยๆกระจายครอบคลุมไปทั่วเต็มท้องฟ้า จากนั้นก็แตกกระจายเป็นเกล็ดสีเงินชิ้นเล็กชิ้นน้อย และไม่นานก็กลายเป็นหมอกสีเงินตกลงมายังพื้นดิน ดูเหมือนว่ามันได้ถูกเตรียมมาเพื่อผนึกงูเหลือมอสูร


งูเหลือมอสูรมองขึ้นไปยังท้องฟ้า และส่งเสียงร้องคำรามออกมาดังกระหึ่มกึกก้อง สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภูเขาสีดำ ทันใดนั้น ตรงจุดบนสุดส่วนหัวของงูเหลือมก็ปรากฎภาพอันน่ากลัวของภูติผีออกมา


เป็นภูติผีที่มีสีแดงสด มีปีกที่ใหญ่โตมโหฬาร และหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว มีเล็บที่แหลมคมส่องประกายแวววาว และมีหางที่ยาวมาก ทันทีที่ภูติผีปรากฎ สายลมที่หมุนอยู่ในท้องฟ้าก็ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนสี และความตื่นตกใจก็แสดงบนสีหน้าของทุกคนที่อยู่บริเวณนั้น มีเพียงแต่หวังเถิงเฟยเท่านั้นที่ดวงตามีประกายของความตื่นเต้นเพิ่มขึ้น โชคดีที่ภาพของภูติผีปรากฎเพียงชั่วครู่จากนั้นก็หายไป


เมื่อภาพของภูติผีหายไป งูเหลือมอสูรก็พุ่งออกมาจากส่วนลึกของรอยแยก ลำตัวของมันเรียบลื่นเป็นประกาย มันส่งเสียงร้องคำรามอย่างน่ากลัว และพ่นหมอกน้ำลายสีแดงออกมาจากปาก โจมตีไปทั่วทุกทิศทาง ผู้ฝึกตนทั้งหมดไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ แม้แต่หวังเถิงเฟย พวกมันได้แต่มองดูอย่างไร้ซึ่งหนทาง เมื่อหมอกน้ำลายสีแดงนั้นห่อหุ้มพวกมันไว้ จากนั้นงูเหลือมอสูรก็พุ่งจากไปไกล จากการโจมตีนี้ เมื่อหมอกสีเงินตกลงมาจากท้องฟ้า มันไม่เพียงแต่จะตกลงไปบนตัวของงูเหลือมอสูร แต่หวังเถิงเฟยและพวกก็โดนด้วยเช่นกัน


เมื่อหมอกสีเงินตกลงมาบนร่างพวกมัน ใจของเมิ่งฮ่าวก็เริ่มรัวกระหน่ำอย่างดุเดือด ก่อนหน้านี้ เขาได้มองเห็นกระบี่ปักอยู่ที่ลำตัวของงูเหลือมอสูร แต่ตอนนี้มองไม่เห็นว่าอยู่ตรงไหน โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขากระโดดขึ้นมา และเคลื่อนไหวอย่างเร็วที่สุดเท่าที่เคยทำมาในชีวิต กระโดดไปยืนบนกระบี่บิน พุ่งตรงไปที่ยอดเขาและรอยแยกที่ใหญ่โตนั้น


"ไป! ไป! ไป!" เมิ่งฮ่าวร่ำร้องภายในใจ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย เขาพุ่งเข้าไปในรอยแยกที่ใหญ่โตจนคล้ายถ้ำนั้น ไม่สนใจกลิ่นแปลกๆที่อบอวลไปทั่วในอากาศ เมื่อเขาเข้าไปในถ้ำลึกมากขึ้น เขาก็ได้เห็นผิวหนังของงูที่ใหญ่มโหฬาร ติดอยู่กับกระบี่เล่มเล็กๆที่ดูโบราณ


โดยไม่มีการหยุดชะงัก เขาคว้ากระบี่ไว้ หัวใจเต้นรัว สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เมื่อเขากำลังจะจากไป สองตาก็เบิกโพลง แม้จะมีความตื่นเต้นสุดขีด แต่เขาก็ยังคงอ้าปากค้างด้วยความตกใจ สิ่งที่จริงๆแล้วเป็นผิวหนังที่ลอกออกมาจากงูเหลือม แต่ก็ยังคงมีบางสิ่งอื่นอยู่อีก บางสิ่งที่สร้างความน่ากลัวเขย่าขวัญสั่นประสาท ซึงเมิ่งฮ่าวไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิตของเขา


มันเป็นซากศพที่แห้งแล้วของสิ่งมีชีวิต แต่ก็ใหญ่โตมาก ยาวมากกว่าสามร้อยฉื่อ ข้างในของภูเขาสีดำเหมือนจะกลวง และซากศพของสิ่งมีชีวิตนี้ก็กินเนื้อที่มากกว่าครึ่งนึงของภูเขาลูกนี้


ที่ยังพอจะมองเห็นได้เป็นปีกใหญ่ยักษ์ที่เน่าเปื่อยไปแล้วส่วนใหญ่ แม้จะตายไปแล้ว หัวที่ใหญ่โตน่ากลัวของมันก็สร้างความตื่นตกใจให้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งมีชีวิตนี้มองดูเหมือนกับภาพภูติผีซึ่งเพิ่งจะปรากฎขึ้นมา และตอนนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่า สิ่งที่เรียกว่างูเหลือมอสูร จริงๆแล้วก็เป็นแค่ส่วนหางของสิ่งมีชีวิตนี้


"หางที่ได้กลายมาเป็นอสูร!" เมิ่งฮ่าวเอ่ยด้วยความมึนงง "นี่เป็นสัตว์อสูรอะไร?! ถ้ามันเป็นสัตว์อสูร… มันก็ต้องมีแกนอสูร!" เขาขบฟัน จากประสบการณ์ที่เขาได้รวบรวมแกนอสูร มันไม่ได้อยู่ที่ส่วนท้อง แกนอสูรส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในส่วนหัว เขาพุ่งตรงไปยังหัวที่ดูน่ากลัวนั้น และใช้กระบี่โบราณแทงเข้าไป แยกให้เปิดออกมา แน่นอนที่สุด ข้างในหัวนั้นมีแกนอสูรที่แห้งเหี่ยวหดตัวอยู่ เขาหยิบมันขึ้นมา และเตรียมตัวจากไป ทันใดนั้นหัวใจของเขาก็เริ่มเต้นแรงขึ้น จากจุดที่เขาอยู่ตอนนี้ เขาสามารถมองเห็นโครงกระดูกของคนอยู่ใต้หัวของซากศพสิ่งมีชีวิตนี้


ใครจะไปรู้ได้ว่ากี่ปีมาแล้วที่โครงกระดูกของคนผู้นี้ได้มาวางอยู่ใต้หัวของซากศพสิ่งมีชีวิตนี้ ถัดจากโครงกระดูกก็เป็นถุงเก็บสมบัติสีทอง


โลหิตเดือดพล่าน ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็รู้สึกว่า โชคชะตาของเขาได้มีความผูกพันธ์กับสถานที่นี้อย่างแน่นหนา เขาได้รับกระบี่โบราณ แกนอสูร และตอนนี้ก็เป็นถุงเก็บสมบัติสีทอง เขาหยิบมันขึ้นมา จากนั้นพุ่งออกจากถ้ำราวสายลม และลงไปจากภูเขา เต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างมากมาย


"ข้าร่ำรวยแล้ว! ครั้งนี้ ข้าร่ำรวยแล้วจริงๆ!"


เมิ่งฮ่าวอยู่ในถ้ำแค่ช่วงเวลาหายใจเข้าออกสิบครั้ง และอีกสิบครั้งหลังจากนั้นเขาก็ออกมาจากเขตภูเขา ในขณะที่เงาของเขาหายไป ก็ปรากฎร่างคนเริ่มที่จะลอยลงมาจากหมอกสีเงินซึ่งลอยอยู่ในท้องฟ้า เป็นบุคคลที่สวมใส่ชุดยาวสีขาว หวังเถิงเฟย ด้วยการโบกสะบัดแขนเสื้อ มันลอยต่ำลงมาช้าๆ มองไปรอบๆชั่วครู่ จากนั้นก็พุ่งตรงเข้าไปในถ้ำ


ตอนที่ 24: มันเป็นใคร?!


หวังเถิงเฟย ดูมีความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ถ้ามีใครสักคนมาเห็นมันในตอนนี้ ก็คงตกใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีใครได้มีโอกาสเห็นสีหน้า ที่แสดงอยู่บนใบหน้าของมันเช่นนี้มาก่อน


สำหรับคนอื่นๆหวังเถิงเฟย คือ ผู้ถูกเลือก ด้วยการแสดงออกที่อ่อนโยน รอยยิ้มที่น่าคบหา และท่าทางที่สง่างาม สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ


แต่ในตอนนี้ มันมีแต่ความตื่นเต้น มันได้เตรียมการสำหรับเวลานี้มาหลายปี ลงทุนลงแรงไปมากมาย ทั้งหมดก็เพื่อที่จะให้บรรลุถึงจุดนี้ จุดที่มันได้เฝ้ารอมาเป็นเวลาหลายปี ในที่สุดมันก็จะได้ของวิเศษที่จะอยู่ติดตัวมันไปตลอดชีวิต หัวใจของมันแทบจะระเบิดออกมาด้วยความตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่ง


หนึ่งในเหตุผลหลักที่มันเข้าสังกัดสำนักเอกะเทวะ ก็เพื่อจะเริ่มแผนการที่จะได้มาซึ่งของวิเศษนี้


มันเข้าไปในถ้ำด้วยการเคลื่อนไหวอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อมันได้เห็นซากศพที่ใหญ่โตจนน่าตกใจ มันก็หัวเราะออกมาเสียงดังด้วยสายตาที่เปล่งประกาย มันพุ่งตรงไปที่หางของซากศพนั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่กลายมาเป็นงูเหลือมอสูร มันค้นหาไปได้สักพัก ครั้นแล้วสีหน้าของมันก็แสดงออกถึงความสับสนด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง หลังจากที่กวาดมองไปทั่วร่างของซากศพนั้น มันก็ยืนอยู่ที่นั่นอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ


"เกิดอะไรขึ้น… ? ไม่น่าเป็นไปได้ ของวิเศษนั่นควรจะอยู่ที่นี่ หลังจากที่งูเหลือมลอกคราบไปแล้ว เวลาที่ปลอดภัยที่จะเข้ามาที่นี่ก็คือตอนนี้เท่านั้น มันไม่อยู่ที่นี่ได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้!"


ความชั่วร้ายกระจายเต็มไปทั่วดวงตาของมัน สมองของมันหมุนคว้าง ค้นหาไปที่ซากศพอีกครั้ง มองหาจุดที่มันจำได้ว่ากระบี่น่าจะปักอยู่ เมื่อมันหาเจอ ก็เห็นได้ชัดว่ากระบี่เล่มนั้นได้ถูกดึงไปเรียบร้อยแล้ว ร่างของมันเริ่มสั่นสะท้าน ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธอย่างไม่น่าเชื่อ มันแผดเสียงออกมา สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภูเขาสีดำนั้น


นั่นเป็นเพราะเมื่อมันสังเกตเห็นส่วนศีรษะของซากศพนั้นได้ถูกแยกเปิดออกมา และแกนอสูรก็หายไป เมื่อมันมองไปที่โครงกระดูกของคนผู้นั้น ความรู้สึกของมันก็จมดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ และมันก็แทบจะไม่มองไปที่ซากศพและโครงกระดูกนั่นอีกเลย


ทั่วร่างของมันปรากฎความโหดร้ายอันเนื่องมาจากความโกรธออกมา มันพุ่งออกไปด้านนอก และดึงชายแขนเสื้อขึ้นมา หวังว่าจะมีปฏิกิริยาจากหยดโลหิตที่อยู่บนแขนของมัน แต่ก็ไร้การตอบสนองใดๆราวกับว่าหยดโลหิตได้ถูกลบล้างหายไป


มันค้นหาไปทั่วทั้งภูเขาสีดำจากเหนือจรดใต้แต่ก็ไม่พบอะไรเลย


สุดท้าย มันก็กลับเข้าถ้ำไปอย่างเซื่องซึม และมองไปที่ซากศพของสิ่งมีชีวิตนั้น ส่งเสียงร้องคร่ำครวญออกมาอย่างโหยหวน


"ข้าใช้เวลาสามปีเพื่อค้นหาบันทึกโบราณ สามปี ที่ไม่มีเวลาสำหรับการฝึกตน! ข้าใช้หินลมปราณไปแสนก้อน ก่อนที่จะพบเบาะแสจากสองร้อยปีที่ผ่านมา ชักนำให้ข้ามาที่ซากของมังกรปีกวารีนี้!" ร่างของมันสั่นสะท้าน และสีหน้าก็บูดเบี้ยว ทุกสิ่งที่ดูสง่างามในตัวมันหายไป แทนที่ด้วยความบ้าคลั่ง


"ข้าใช้เวลาหนึ่งปีค้นหาไปทั่วแคว้นจ้าว ทั้งบนภูเขาและในป่า ไปมาทั่วทุกที่ ในที่สุดด้วยการตอบสนองของหยดโลหิตก็ชักนำให้ข้ามาที่นี่!" สองตามันแดงกร่ำ กำมือเป็นหมัดจนแน่นด้วยความโกรธ ใครก็ตามที่ได้เห็นมันในตอนนี้ แน่นอนว่าต้องตกใจอย่างสุดขีด


"เพื่อของวิเศษ ข้าได้ยอมลดตัวลงมาเข้าสังกัดในสำนักเอกะเทวะอันบัดซบแห่งนี้ บัดซบ บัดซบ! ข้าอดทนมาตั้งเกือบสามปี!!!" หัวใจของมันเจ็บแปลบ ราวกับว่าถูกแทงด้วยกระบี่ที่มองไม่เห็น ทุบทำลายความหยิ่งยโสของมันให้แหลกสลายกลายเป็นชิ้นๆ จวบจนกระทั่งบัดนี้ มันยังคงไม่ยอมเชื่อว่ามันจะพ่ายแพ้ถึงเพี่ยงนี้


"ในการเตรียมเวทอาคมเพื่อผนึกงูเหลือมอสูร ข้าได้ใช้หินลมปราณที่เหลือของข้าทั้งหมดไป!! ข้าใช้อิทธิพลบางส่วนของตระกูล เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวเกี่ยวกับมังกรปีกวารีในสมัยโบราณกระจายออกไป ข้ายังได้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากคนในตระกูลของข้า เพราะข้าต้องการให้ของวิเศษและมรดกจากสวรรค์เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝนตัวเองของข้า!"


"มันเป็นใคร? ใครที่เอาของวิเศษของข้าไป!?" ร่างของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง หัวสมองมึนงง โลหิตเดือดพล่าน มันทุ่มเททุกอย่างลงทุนลงแรงไปมากมาย แต่ถูกใครบางคนชิงตัดหน้าไป ได้ประโยชน์อย่างง่ายดาย คิดถึงตอนนี้ มันก็ต้องกระอักโลหิตออกมากองโต ทำให้เสื้อยาวสีขาวของมันเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดง


มันเหมือนกับบุรุษในโลกมนุษย์ ผู้ซึ่งได้พบเจอเจ้าสาวที่สุดแสนจะสวยงาม จึงใช้เงินทองมากมายเพื่อจัดเตรียมงานแต่งงาน สร้างบ้านเรือนใหญ่โตตกแต่งด้วยสิ่งของที่หรูหราสวยงาม เตรียมเชิญญาติมิตรมากมาย มาร่วมพิธีงานแต่งงานที่สุดแสนจะตื่นตาตื่นใจ จากนั้น ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่เต็มไปด้วยคาดหวัง บุรุษผู้นั้นก็เดินเข้าไปในห้องแต่งงานและมองเห็นเจ้าสาวที่สวยงามในชุดแต่งงานสีแดงสด และเมื่อมันกำลังจะขึ้นเตียงไปทับร่างของเจ้าสาว…


ทันใดนั้นมันก็พบว่ามันได้กลายเป็นคนอื่น ทุกสิ่งที่เป็นของมันก็ถูกคนอื่นเอาไปหมด แม้แต่ใบหน้าของมันก็ถูกแย่งชิงไป!


"ใครเอากระบี่โบราณของข้าไป!?" อีกครั้งที่หวังเถิงเฟยตะโกนอย่างเศร้าโศก จากนั้นกระอักโลหิตออกมาอีกครั้ง มันถอยหลังไปสองสามก้าว หน้าซีด สายตาลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง มันไม่สามารถยอมรับได้ มันไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน ทำให้มันเป็นคนอวดดีหยิ่งยโส แต่เหตุการณ์นี้ทำให้จิตใจของมันเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและอับอายเป็นอย่างยิ่ง


"ใครมาขโมยของวิเศษที่ข้าวางแผนที่จะใช้ เป็นเครื่องมือสำหรับควบคุมโลกแห่งเซียนแห่งนี้!?" เมื่อมันคิดไปถึงค่าตอบแทนที่มันต้องจ่ายไปเพื่อให้มาถึงจุดนี้ มันก็ต้องกระอักโลหิตออกมาอีกกองโต ถอยหลังไปอีกสองก้าว เสื้อยาวของมันตอนนี้ก็เปื้อนโลหิตจนกลายเป็นสีแดงเกือบจะทั้งตัว


"เจ้าไม่เพียงแค่เอาของวิเศษไป ยังเอาแกนอสูรไปด้วย ถ้าไม่มีแกนอสูร ข้าก็ไม่สามารถบรรลุถึงระดับเจ็ด! มันเป็นใคร? ใครกันที่บังอาจเอาโชคชะตาของข้าไป! นั่นเป็นของวิเศษของข้า แกนอสูรของข้า!!" สีหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความบ้าคลั่ง เมื่อมันพยายามที่จะค้นหาต่อไป แต่ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย


เสียงร้องคำรามอย่างน่าอนาถใจของหวังเถิงเฟย ดังไปถึงหูของเมิ่งฮ่าว ขณะที่เขากำลังหลบหนีเพื่อเอาตัวรอด ตาของเขาส่องประกายด้วยความตื่นเต้น และวิ่งไปเร็วมากขึ้น


"ข้ารวยแล้ว รวยแล้วจริงๆ" ใจเขาเต้นรัวและริมฝีปากแห้งผาก เขาเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีกจนกระทั่งเกินข้อจำกัดของความเร็วก่อนหน้านี้ ใช้เวลาเพียงแค่ช่วงสั้นๆ ก่อนที่เขาจะถึงถ้ำแห่งเซียนตรงเชิงเขาทิศใต้


เขาคาดเดาว่าของวิเศษที่เขาได้มา เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับหวังเถิงเฟย เมื่อเขาขโมยมันมาได้ เขาก็ไม่สามารถจะไปประกาศเรื่องนี้ต่อหน้าคนอื่นๆได้ เขาต้องหลบซ่อนตัวให้ดี แต่ถ้าเขาทำแบบนั้น มันก็จะไปกระตุ้นความสนใจของบุคคลอื่นมาที่เขามากยิ่งขึ้น ดังนั้นเขาควรที่จะไปแสดงตัวในที่แจ้ง และวางตัวเองในตำแหน่งที่พอจะมีเหตุผลที่แน่นหนา รับประกันได้ว่าเมื่อเขาต้องชี้แจง ทุกคนก็ต้องเห็นด้วย ให้ความเป็นธรรมต่อเขา


เขาเลียริมฝีปาก สองตาส่องประกาย ถึงแม้ว่าเจ้าอ้วนยังคงมีแผ่นหยกที่ใช้เปิดถ้ำแห่งเซียน เมิ่งฮ่าวก็ยังคงมีแผ่นหยกอีกอันที่ได้รับจากศิษย์พี่หญิงสวี่ ซึ่งเขารู้ว่ามันใช้เปิดประตูได้ ถ้ามีกุญแจเพียงแค่อันเดียว นางจะเปิดประตูได้อย่างไร ตอนที่เมิ่งฮ่าวกำลังนั่งนับหินลมปราณอยู่ในตอนนั้น?


เมื่อเขาเข้าไปในถ้ำแห่งเซียน เขาก็ไม่เห็นเจ้าอ้วน ตอนแรก เขารู้สึกกังวล แต่หลังจากนั้นก็คิดได้ว่าแม้เจ้าอ้วนจะดูซื่อๆไร้เดียงสา แต่จริงๆแล้วมันก็เป็นคนค่อนข้างฉลาด และคงไม่ปล่อยให้ตัวเองเสียเปรียบไปได้ เขาจึงไม่คิดเกี่ยวกับมันอีก นั่งลงขัดสมาธิ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงถุงเก็บสมบัติสีทองออกมา เมื่อเขามองเห็นมันก็มีความสุขเพิ่มขึ้น และเมื่อเขาเปิดมัน เขาก็เริ่มพึมพำอย่างแผ่วเบากับตัวเอง


"มันใหญ่มาก ดูเหมือนว่ามันจะสามารถเก็บ… อะไร?" ก่อนที่เขาจะพูดจบประโยค ร่างของเขาก็นิ่งแข็ง และต้องสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆอีกครั้ง เมื่อเขามองไปที่ถุงเก็บสมบัติ จิตใจของเขาว่างเปล่า จากนั้นก็เริ่มมึนงง


"ท่านย่ามันเถอะ! ข้ารวยแล้วจริงๆ!!" มือของเขาสั้น ขณะที่ถือถุงเก็บสมบัติ มันต้องใช้เวลาชั่วครู่สำหรับเขาเพื่อที่จะดึงความคิดให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม เขาดึงหินลมปราณออกมาด้วยมือที่สั่นเทา


หินลมปราณในถุงไม่ค่อยเหมือนกับหินลมปราณอื่นๆที่เขามี มันมีขนาดใหญ่เท่านิ้วมือ พลังลมปราณที่หมุนวนอยู่ในก้อนหินก็ไม่ได้หนาแน่นมาก และมันก็ยังมีหมอกที่หมุนวนแบบแปลกๆอยู่ข้างใน และจำนวนที่แท้จริง… ด้านในของถุงเก็บสมบัติมีหินลมปราณมากกว่าสองพันก้อน


เขาไม่เคยเห็นทรัพย์สมบัติที่มากมายเช่นนี้มาก่อนในชั่วชีวิต เขาถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะ ร่างกายสั่นสะท้าน จ้องมองไปด้วยสายตาที่ว่างเปล่า นอกจากหินลมปราณ สิ่งอื่นๆที่อยู่ในถุงก็ประกอบด้วยเสื้อผ้าหลายชุด และของจุกจิกบางอย่าง


เหงื่อเริ่มไหลลงมาจากหน้าผากของเมิ่งฮ่าว ด้านในถ้ำแห่งเซียนไม่ได้ร้อน แต่ร่างของเขารู้สึกราวกับว่ามันกำลังถูกเผาไหม้อยู่ หลังจากที่เวลาผ่านไปชั่วครู่ เขาก็เริ่มหัวเราะ จิตใจก็หัวเราะตามไปด้วยอย่างมีความสุข


"หินลมปราณพวกนี้ดูแปลกนัก มันมีขนาดใหญ่ พลังลมปราณภายในก็ดูเหมือนหินลมปราณทั่วไป แต่จำนวนของมัน ฮา ฮา ฮา…" หลังจากเวลาผ่านไปอีกครั้ง เขาก็เริ่มควบคุมตัวเองได้ เลียริมฝีปาก จากนั้นก็ดึงเอาสิ่งของอย่างอื่นที่ได้มา แกนอสูรที่แห้งเหี่ยว เขามองไปที่มัน สายตาเปล่งประกายเข้มข้น เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกเต็มปอด


"สัตว์อสูรที่ใหญ่โตมโหฬารตัวนั้นต้องตายไปนานหลายปีแล้วเป็นแน่ จนในที่สุด ส่วนหางของมันก็ได้กลายมาเป็นงูเหลือมอสูร มันต้องมีพลังอำนาจอันเกรียงไกรตอนที่มีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน และแกนอสูรของมัน…" เมิ่งฮ่าวเริ่มหายใจติดขัดเมื่อเขามองไปที่ แกนลมปราณที่แห้งเหี่ยวและแข็งกระด้างก้อนนั้น เขาดึงกระจกทองแดงออกมา ตั้งใจที่จะสร้างแกนอสูรก้อนนี้เพิ่มขึ้นมาอีกก้อน


เกือบจะทันทีที่เขาดึงกระจกออกมา และก่อนที่เขาจะวางแกนอสูรลงไปบนผิวหน้าของมัน ทันใดนั้น กระจกก็เริ่มเผาไหม้จนร้อน จนเกือบจะลวกมือของเมิ่งฮ่าว พลังที่มองไม่เห็นได้ระเบิดออกมาจากกระจก พุ่งตรงไปที่แกนอสูรก้อนนั้น


เสียงปังดังออกมาเมื่อแกนลมปราณในมือของเมิ่งฮ่าว ถูกกระแทกด้วยการโจมตีที่มองไม่เห็น พริบตานั้น พลังที่มองไม่เห็นอีกหนึ่งสาย ก็พุ่งออกมาจากกระจกทองแดง และกระแทกไปที่แกนอสูรอีกครั้ง ราวกับว่าทันใดนั้นแกนอสูรได้เปลี่ยนเป็นสัตว์อสูรที่มีขนยาวขึ้นแน่นหนา และกระจกทองแดงก็เริ่มบ้าคลั่งด้วยความตั้งใจที่จะทำลายมัน


เมิ่งฮ่าวอ้าปากค้างด้วยความตกใจ เขารีบจับกระจกไว้ อดทนต่อความเจ็บปวดจากการถูกลวกมือ ยัดใส่กลับเข้าไปในถุงเก็บสมบัติ แกนอสูรตกลงไปที่พื้นจากแรงโจมตี รอยร้าวเล็กๆมากมายเห็นได้ชัดเจนบนพื้นผิวที่แห้งกรังของมัน


"บัดซบ นี่เป็นแกนอสูรนะ ไม่ใช่สัตว์อสูรขนยาว" เมิ่งฮ่าวรีบเก็บแกนลมปราณขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดใจ


มันเป็นเรื่องดีที่กระจกทองแดงได้โจมตีอย่างรุนแรงต่อ แกนอสูรอันแห้งเหี่ยวซึ่งมีเปลือกด้านนอกที่แข็งหนา ทำให้เปลือกของมันถูกทำลายไป และตอนนี้ก็ทำให้มองเห็นถึง เม็ดเล็กๆที่ส่องแสงแพรวพราวอยู่ด้านใน ส่งกลิ่นหอมของพลังลมปราณที่เข้มข้นกระจายออกมา


ในทันใดนั้นก็กระจายเต็มไปทั่วทั้งถ้ำแห่งเซียน และทำให้สายตาของเมิ่งฮ่าวเปล่งประกาย เมื่อคิดไปถึงปฏิกิริยาที่รุนแรงของกระจกทองแดง เขาก็ไม่กล้าที่จะพยายามผลิตแกนอสูรเม็ดนี้เพิ่มอีก เขาลังเลอยู่ชั่วครู่จากนั้นก็เก็บมันไว้


หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆไปอีกครั้ง เขาก็หยิบสิ่งของลำดับสามที่เขาได้มา กระบี่รูปแบบโบราณเล่มเล็กๆ เมื่อถือไว้ที่เบื้องหน้า เขาก็ยิ่มออกมา


"กระบี่เล่มนี้คมมากทีเดียว มันสามารถปักเข้าไปในตัวงูเหลือมอสูร และยังสามารถแยกส่วนหัวของอสูรตัวใหญ่ยักษ์นั่นให้เปิดออกได้ มันต้องเป็นสิ่งของที่พิเศษอย่างแน่นอน" เขามองไปที่กระบี่เล่มเล็กในมือของเขา มันไม่ได้สร้างมาจากทองคำ หรือเหล็ก แต่ทำจากไม้ บนผิวหน้าของมันมีลวดลายเลือนลางของทองคำ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเวทอาคมอะไรสักอย่าง ถึงแม้ว่ามันจะดูโบราณ แต่เมื่อคิดไปถึงความคมกล้าอย่างไม่น่าเชื่อของมัน ก็ทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ตอนที่ 25: ราชันแห่งท้องนภา


"ของวิเศษชิ้นนี้ต้องมีความเป็นมาที่พิเศษเฉพาะแน่นอน" เมิ่งฮ่าว แกว่งมีดไม้ จากนั้นก็ปักมันลงไปที่พื้น มันทะลุเข้าไปลึกอย่างง่ายดาย เมิ่งฮ่าวยิ้ม ดึงมันออกมา ยิ่งมองดูก็ยิ่งชื่นชอบ


ทันใดนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้น มองไปด้วยความประหลาดใจ เขารับรู้ได้ว่าพลังลมปราณที่อยู่ในถ้ำแห่งเซียน ทันใดนั้น ก็จางเบางบางลงกว่าก่อนหน้านี้ จริงๆแล้ว มันดูเหมือนว่าจะหายไปอย่างสิ้นเชิง


ถึงแม้ว่าไม่ได้มีพลังลมปราณจำนวนมหาศาลในตั้งแต่ตอนแรกแล้ว แต่การที่มันหายไปทั้งหมด ไม่ควรจะเป็นไปได้ พลังลมปราณนี้มาจากพลังของฟากฟ้าและผืนดิน ซึ่งกระจายไปตามทิวเขาสูงใหญ่ต่างๆ สำนักเอกะเทวะก็เป็นสถานที่ที่มีพลังลมปราณแบบนี้กระจายอยู่ มันเป็นไปไม่ได้ที่่พลังลมปราณจะหายไปในทันใดโดยไร้เหตุผล


ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมิ่งฮ่าวควบคุมลมหายใจให้คงที่ โคจรลมปราณและเพ่งสมาธิ ส่งความรู้สึกออกไป ทันใดนั้นเขาก็มองกลับมาที่มีดไม้ ความรู้สึกเหลือเชื่อปรากฎบนสีหน้า เขาเพิ่งจะค้นพบว่าพลังลมปราณทั้งหมดในห้องนี้ได้ถูกซึมซับดูดกลืนเข้าไปโดยมีดไม้เล่มนี้


"มีดเล่มนี้… มันสามารถดูดกลืนพลังลมปราณ?" เมิ่งฮ่าวรู้สึกตกใจ หลังจากผ่านสักพัก เขาก็ตบลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ หินลมปราณก็ปรากฎขึ้น หลังจากที่วางไว้ข้างมีด เขาก็เห็นว่าหินลมปราณเริ่มจะมืดลงไปเรื่อยๆ เมื่อหายใจเข้าออกผ่านไปสิบครั้ง


เขาหยิบหินลมปราณกลับขึ้นมา แม้รู้สึกเสียดายที่สูญเสียหินลมปราณไปหนึ่งก้อน แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน


"มีดเล่มนี้… จริงๆแล้วก็เป็นของอาวุธเวทที่ประเสริฐมาก" เขาจ้องไปที่มีดด้วยท่าทีมุ่งมั่น จากนั้นก็กรีดลงไปที่นิ้วมือของเขาช้าๆ ผิวหนังถูกเฉือนออกอย่างง่ายดาย เมิ่งฮ่าวเพ่งไปที่พลังลมปราณของเขา แน่นอนที่สุด เขารู้สึกว่าพลังลมปราณในร่างเขา เริ่มถูกดูดออกไปอย่างต่อเนื่องผ่านรอยแผล


เขารีบอมแผลที่นิ้ว ความตื่นเต้นเห็นได้ชัดในดวงตาของเขา ชั่วเวลาหนึ่ง รอยแผลก็เรียบสนิท และเมิ่งฮ่าวจ้องไปที่มีดเล่มนั้น หัวเราะออกมาอย่างโง่งม หายใจรัวถี่


"ถ้าข้าใช้มีดเล่มนี้ในการต่อสู้ สิ่งที่ข้าต้องทำก็คือ กรีดพวกมันให้เป็นแผล พลังลมปราณของพวกมันก็จะไหลออกมาจนไร้พลังที่จะมาสู้กับข้า และข้าก็จะกระทืบพวกมันได้อย่างง่ายดาย แย่มากที่ข้ามีแค่เล่มเดียว ถ้าข้ามีสักสอง หรือสิบ หรือร้อยเล่ม ข้าก็จะสามารถทำให้ศัตรูสูญเสียพลังลมปราณได้เร็วขึ้น ช่างน่าประหลาดใจดีแท้… ?" ภาพจินตนาการปรากฎขึ้นในความคิด เมื่อเขาได้กวัดแกว่งมีดไม้ร้อยเล่ม แทงเข้าไปในร่างของหวังเถิงเฟยจนหมดสิ้น


การหลบหนีเข้าไปในภูเขาสีดำ และใช้หินลมปราณไปเกือบหมด จริงๆแล้วก็คุ้มค่ามาก


ด้วยความคิดนั้น ทันใด เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และดึงกระจกทองเหลืองออกมา


"ไม่รู้ต้องใช้หินลมปราณสักเท่าไหร่นะ…" เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่เมื่อคิดถึงจำนวนมีด ที่ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี เขาก็วางมันลงไปที่กระจก ทันทีที่มันสัมผัสกับผิวหน้า กระจกก็เปล่งแสงออกมาทันที และมีดก็ถูกดูดเข้าไป เมิ่งฮ่าวไม่เคยเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแบบนี้มาก่อน และทำให้เขาค่อนข้างตกใจ เขาพยายามที่จะตะครุบกระจกเพื่อหยุดมัน แต่ก็ช้าไป มีดไม้ได้หายไปแล้ว


"เกิดอะไรขึ้น? บัดซบ เจ้ากระจก ข้าได้รับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส กว่าจะได้มีดเล่มนี้มา เจ้า เจ้า เจ้า… อืม ใจเย็น ใจเย็นๆ" หายใจหอบไปชั่วครู่ เขาก็บังคับตัวเองให้ใจเย็นลง หลังจากพิจารณาไปสักพัก เขาก็หยิบเอาหินลมปราณมาวางไปบนกระจก มันก็หายไป


"หือ มันเริ่มกระบวนการผลิตไปแล้วเหรอ?" หัวใจเมิ่งฮ่าวเต้นรัว และด้วยความกังวล เขาก็วางหินลมปราณก้อนอื่นลงไปอีก หนึ่ง สอง สาม… เขาเริ่มมีสีหน้าท้อแท้ กระจกช่างเหมือนกับหลุมที่ไร้ก้น ก่อนที่เวลาจะผ่านไปนานกว่านี้ เมิ่งฮ่าวได้ใส่หินลมปราณลงในกระจกไปถึงสองร้อยก้อน


"บัดซบ บัดซบ…" เขาอยากจะหยุด แต่ก็ปฏิเสธที่จะไปถึงจุดนั้น โดยที่ยังไม่มีผลลัพธ์อะไรออกมาเลย เขารู้ดีว่าถ้าเขาล้มเลิกตอนนี้ มันก็จะหมายถึงการยกเลิกความสามารถในการผลิตเลียนแบบของกระจก


เขาทำได้แค่เพียงอดทนต่อความผิดหวังของเขา และใส่หินลมปราณเพิ่มลงไปอีก สามร้อย สี่ร้อย เรื่อยๆจนไปถึงหนึ่งพัน สีหน้าเขาเริ่มซีดขาว มือของเขาสั่นขณะที่ถือหินลมปราณก้อนต่อไปอยู่


"เมื่อไหร่จะจบสิ้นเสียที เจ้ากระจก? เจ้ากำลังขโมยหินลมปราณทั้งหมดที่ข้าเพิ่งจะได้มา?" เขากัดฟันแน่น เขาเพิ่งจะใส่หินลมปราณไปทั้งหมดหนึ่งพันก้อน เขาไม่สามารถยกเลิกในตอนนี้ ด้วยดวงตาที่แดงก่ำเช่นเดียวกับผีพนัน เขาใส่หินลมปราณเพิ่มลงไป ในที่สุด เมื่อใส่ลงไปถึงสองพันก้อน กระจกก็เริ่มส่องประกาย เปล่งแสงหลากสีออกมา แสดงให้เห็นว่าการผลิตลอกเลียนแบบได้เริ่มขึ้น ถึงจุดนี้ เมิ่งฮ่าวรู้สึกมึนงงเล็กน้อย เขาจ้องไปที่แสงหลากสีอย่างเงียบๆ ซึ่งกำลังจะเริ่มหายไปในไม่กี่อึดใจนี้


เมื่อแสงหายไป ก็มีมีดไม้สองเล่มวางอยู่บนกระจก


เมื่อเขามองไป ใบหน้าของเขาก็เริ่มกลับมามีสีเหมือนเดิม เขาหยิบมันขึ้นมา มีความรู้สึกประสานกันระหว่างความเศร้าและความปวดใจ ที่เขาทำได้ทั้งหมดก็คือปลอบใจตัวเอง


"อืม ไม่มีปัญหา" เขาพึมพำกับตัวเองขณะที่กัดฟันไปด้วย "ก็แค่หินลมปราณสองพันก้อนเอง ช่างมันเถอะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไม่มีใครที่ได้อะไรมาโดยที่ไม่สูญเสียอะไรไปเลย มันคุ้มค่าที่ได้มีดไม้สองเล่มนี้" เขาพูดคำว่า "เรื่องเล็กน้อยแค่นี้" ด้วยเสียงอันขมขื่น จากนั้นเขาก็รีบเอากระจกทองเหลืองเก็บไป และมองไปที่มีดไม้สองเล่มอีกครั้ง เขานั่งอยู่ที่นั่นชั่วครู่คิดถึงพลังของมัน ไม่นานจิตใจของเขาก็เริ่มเย็นลงอย่างช้าๆ


เขาแอบตัดสินใจว่า คราวหน้าคิดจะผลิตสิ่งใดซ้ำ ต้องรอบคอบมากกว่านี้ หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็เก็บมีดไม้ในถุงเก็บสมบัติ โดยเฉพาะมีดไม้เล่มที่สอง สำหรับเมิ่งฮ่าว มันคือหินลมปราณสองพันก้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันเป็นหินลมปราณใหญ่ที่เเพิ่งได้มาจากไอหมอกลี้ลับ


ด้วยเสียงหัวเราะอย่างขมขื่น เขานั่งทำสมาธิอยู่ที่นั่น เฝ้ารอพลังลมปราณในถ้ำแห่งเซียนกลับคืนมา ทันใดนั้น เขาก็ลืมตาขึ้น หยิบแกนอสูรออกมาจากถุงเก็บสมบัติ


"ถึงแม้ว่า ข้าเพิ่งจะบรรลุถึงระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ ใครจะรู้ได้ว่าถ้าข้ากินแกนอสูรนี้เข้าไป พลังการฝึกตนของข้าจะบรรลุไปถึงขั้นไหน…"


ด้วยการมองดูอย่างมุ่งมั่น เขาก็กลืนแกนอสูรลงไปและปิดตาลง ร่างของเขาเริ่มสั่น แกนอสูรเริ่มละลายกลายเป็นพลังลมปราณที่เข้มข้น ท่วมท้นอยู่ในร่างของเมิ่งฮ่าวในทันที


ความเข้มข้นของพลังลมปราณนี้ยิ่งกว่าเม็ดยาใดๆ ที่เมิ่งฮ่าวเคยกินมาก่อนหน้านี้ ในความเป็นจริง มันไม่มีทางที่จะไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นๆได้ ประดุจแสงหิ่งห้อยกับแสงจันทร์กระจ่างฟ้า แกนลมปราณระเบิดออกมา พลังอันยิ่งใหญ่กวาดผ่านไปทั่วร่างกายของเมิ่งฮ่าว โลหิตซึมทะลักออกมาจากปากของเขา และร่างสั่นเทิ้ม แต่เขาก็อดทนต่อไป และทะเลสาบลมปราณในร่างของเขาก็ขยายกว้างขึ้น กว้างขึ้น จนอึดใจต่อมา เมิ่งฮ่าวรับรู้ได้ถึงความกว้างที่ไร้จุดสิ้นสุด


ในการขยายตัวแต่ละครั้งของทะเลสาบลมปราณในร่าง ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง และร่างกายของเขาก็สั่นมากขึ้นไปอีก เขากัดฟันแน่นเท่าที่จะทำได้ด้วยสีหน้าซีดขาว


จากนั้นทะเลสาบลมปราณก็เริ่มหมุนควงเป็นวง และระดับของพลังลมปราณอันน่าประหลาดใจก็เริ่มก่อตัว แม้จะเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เมิ่งฮ่าวก็รับรู้ได้ถึงพลังการฝึกตนของเขาที่ขยายจากจุดเริ่มต้นของระดับห้า ไปที่จุดกึ่งกลางของระดับห้า เวลาผ่านไป ถึงแม้เขาไม่แน่ใจว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ จากเสียงสนั่นหวั่นไหวราวสายฟ้าฟาดของทะเลสาบลมปราณในร่าง พลังการฝึกตนของเขาก็ขึ้นไปสูงกว่าจุดสูงสุดของระดับห้า


จากนั้น ศรีษะเขาก็หมุนงุนงง และทันใดนั้น พลังการฝึกตนก็ก้าวผ่านระดับห้าไป และเข้าไปสู่… ระดับหกของการรวบรวมลมปราณ!


และไม่เพียงแต่อยู่ที่ขั้นเริ่มต้นของระดับหก มันเริ่มขยายต่อไปจนถึงขั้นกึ่งกลางของระดับหก จากนั้นมันก็เริ่มหยุดลงช้าๆ เสื้อผ้าของเมิ่งฮ่าวกลายเป็นเถ้าถ่าน มีเพียงถุงเก็บสมบัติที่ยังคงอยู่ข้างตัวเขา สิ่งปฏิกูลสีดำเคลือบไปทั่วร่าง แต่ถ้ามองใกล้เข้าไป ก็จะเห็นผิวหนังที่ส่องประกายจนคล้ายโปร่งแสง ราวกับว่าเป็นรัศมีจากแสงอาทิตย์ยามอรุณ สาดประกายออกมา


เส้นผมของเขางอกยาวออกมา จนปกคลุมไปทั่วไหล่ และตัวก็สูงขึ้นเล็กน้อย ร่างกายของเขาไม่ได้ดูอ่อนแอหรือเปราะบางอีกต่อไป แต่ดูสูงและสมส่วนมากกว่า


ผิวของเขาก็ยังคงมีสีคล้ำ แต่ใบหน้าของเขาเปล่งประกายแปลกตาจนยากที่จะอธิบาย ดุจผู้พ้นแล้วจากโลกีย์


ทะเลสาบลมปราณของเขาเดือดพล่านและหมุนวน เติมเต็มไปทั่วร่างกายของเขา ลึกลงไปในซอกเหลือบของทะเลสาบลมปราณ แกนอสูรหยั่งรากอยู่ที่นั่นด้วยเหตุผลบางอย่าง มันไม่ได้ถูกละลายไป แต่กลับอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆไม่เคลื่อนไหว


ถ้ามันเพียงแค่อยู่ที่นั่น มันก็ไม่มีอะไรให้ต้องคิดเกี่ยวกับมัน แต่เมื่อพลังการฝึกตนของเขาบรรลุถึงระดับหก ขณะที่ศีรษะเขากำลังมึนงง เขาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างถูกสืบทอดมาให้อย่างเลือนลาง เหมือนกับว่าความรู้สึกนี้ได้เล็ดลอดออกมาจากแกนอสูรนั้น ฝังลงไปในจิตใจของเขาราวกับตราประทับจากเหล็กกล้า


นี่คือ… มรดกสืบทอดจากสายเลือดของมังกรปีกวารีดึกดำบรรพ์ มังกรอสูรที่ตายไปนั่น ไม่ใช่สัตว์อสูรผู้แกร่งกล้าที่รอดชีวิตจากโบราณ แต่เป็นตัวอ่อนทายาทสัตว์อสูรที่อ่อนแอ ทว่าก็ยังได้รับสิ่งสืบทอดจากบรรพบุรุษ ขณะที่มันกำลังจะตาย มันก็ได้บรรจุสิ่งสืบทอดนั้น เข้าไปในแกนอสูร งูเหลือมอสูรต้องคิดจะกลืนแกนอสูรนี้หลังจากที่ลอกคราบเสร็จ และแน่นอนว่า หวังเถิงเฟย ได้ครอบครองโลหิตที่เชื่อมต่ออยู่กับทายาทมังกรปีกวารี ก็ต้องการแกนอสูรนี้เช่นเดียวกับงูเหลือมอสูร แต่น่าเศร้า… เมิ่งฮ่าวได้มันไปก่อน


ทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวก็พบว่าเขาได้ฝันไป เขากำลังบินอยู่ในกลางฟากฟ้า ท้าทายสรรค์ และ เขย่าพื้นดิน ล้อมรอบด้วยสายลมและเมฆาที่ปั่นป่วน เขาเป็นราชันแห่งท้องนภา และเมื่อสัตว์ตัวอื่นๆที่บินได้มองมาที่เขา พวกมันก็ตัวสั่นราวกับว่าพวกมันขาดคุณสมบัติที่จะบินไป และปล่อยให้เขาเข่นฆ่าสังหารมัน


เขาเป็นราชันแห่งท้องนภา ผู้ถูกเลือก ผู้ที่ได้รับการสักการะจากสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ดูเหมือนว่าเขากำลังอยู่ในยุคสมัยโบราณ ที่นานมากมาแล้ว


ความรู้สึกที่กำลังบินอยู่ในสวรรค์ ทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกคลั่งใคล้ จนเกือบจะหลงรักความรู้สึกนี้ เขาบินไปเป็นเวลานาน และตลอดเวลาที่บินไป ฝูงสัตว์ที่ดุร้ายก็ต้องล่าถอยด้วยความกลัวในตัวเขา และฝูงชนนับไม่ถ้วนบนพื้นดินก็หมอบกราบกรานเขาด้วยความเทิดทูนบูชา


ลมอยู่ใต้บาทาเขา แผ่นดินอยู่ใต้บาทาเขา มีเพียงแต่สวรรค์เท่านั้นที่จะเทียบคู่เขาได้ แต่เขาก็เท่าเทียมกับสวรรค์


จากนั้น เขาก็มาถึงทะเลสาบ และเขาก็ก้มหน้ามองลงไปยังเงาที่สะท้อนบนผิวของทะเลสาบ ก็เห็นตัวเองเป็นมังกร ลำตัวยาวนับหลายหมื่นจ้าง พร้อมด้วยปีกที่ใหญ่โตทั้งสองข้าง แต่ละข้างก็ยาวหมื่นจ้าง ทำให้กายนอกของเขา มีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่เกินบรรยาย


หัวของเขาดูดุร้ายรุนแรง และมีหางที่ยาวมาก ทั้งหมดนี้รวมเข้าด้วยกันประกอบขึ้นเป็นพลังอำนาจอันเกรียงไกรไร้ที่สิ้นสุด ซึ่งได้สร้างเสียงขึ้นมาในจิตใจของเมิ่งฮ่าว จิตใจของเขาเหมือนกับถูกฉีกกระชากให้เปิดออก และเสียงนั้นก็ดังมา


"ข้าคือมังปีกวารีแห่งดึกดำบรรพ์!" เสียงนี้ดังก้องอยู่ในจิตใจเขา กึกก้องไปทั้งโลก และทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่ว สิ่งมีชีวิตทั้งหมดร้องคำรามออกมา นี่คือมังกรปีกวารีดึกดำบรรพ์ แม้ถึงวันนี้ สายเลือดที่แท้จริงของมันสิ้นสูญไปจากฟ้าดินนี้แล้ว แต่ทายาทบางส่วนของมันก็ยังคงมีอยู่ ถึงแม้ว่าพวกมันจะอ่อนแอ แต่การสืบทอดนี้ แบ่งทายาทออกเป็นหลายประเภท ต่างมีเนื้อแท้


ในเวลาเดียวกันนั้น ตรงเชิงเขาตะวันออกของสำนักเอกะเทวะ ในถ้ำแห่งเซียน หวังเถิงเฟย ใบหน้าดำคล้ำ ความโกรธเกรี้ยวในจิตใจของมันใกล้จะทำให้มันเป็นบ้า มันเพิ่งได้ลิ้มรสความล้มเหลว และอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากในการยอมรับมัน ไม่ว่ามันพยายามจะใช้หยดโลหิตเพื่อที่จะรับรู้ถึงมรดกจากสวรรค์หรือศัตรูของมันกี่ครั้งก็ตาม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย มันไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น


"เจ้าหามันเจอหรือไม่?" หวังเถิงเฟยเอ่ยขึ้น พยายามระงับความโกรธในใจเมื่อมันเงยหน้าขึ้น มองไปที่บุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้ามัน เป็นบุรุษหนุ่มอีกคนที่คลุกคลีอยู่กับมันในวันนั้น นอกจากซ่างกวนซ่ง


ตอนที่ 26: ความสับสน


"ศิษย์พี่หวัง ข้าได้ตรวจสอบอย่างลับๆ และสอบถามศิษย์บางคนทั่วทั้งสำนักแล้ว ข้าไม่คิดว่าข้าได้พลาดอะไรไป" บุรุษหนุ่มผู้นี้ก็พอมีชื่อเสียงในสำนักเอกะเทวะด้วยเช่นเดียวกัน แต่เมื่ออยู่เบื้องหน้า หวังเถิงเฟย ที่มันเคารพอย่างสูงสุด มันไม่เคยเห็นหวังเถิงเฟยรู้สึกลังเลเช่นนี้มาก่อน


มันเริ่มพูดด้วยความเคารพโดยการก้มตัวลง "ข้ายังได้ค้นหาไปรอบๆในเขตข้ารับใช้ และแอบติดตามโจวข่าย หานจง และคนอื่นๆในตอนนั้นมีสามสิบเจ็ดคน ที่ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของสำนัก ทั้งสามสิบเจ็ดคนนั้น ข้าได้ตัดผู้ต้องสงสัยออกไปยี่สิบเก้าคน ท่ามกลางคนที่เหลือ มีหกคนที่ไม่มีหลักฐานชี้นำว่าพวกมันได้อยู่ที่ภูเขาสีดำ มีเพียงสองคนเท่านั้นที่อยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน เมิ่งฮ่าว และ หานจง"


หวังเถิงเฟย ดูยิ่งมีความโกรธเพิ่มมากขึ้น มันเหลือกตาที่แข็งกระด้างของมันขึ้น ซึ่งก็ทำให้หัวใจของบุรุษหนุ่มผู้นั้นหนาวเหน็บ มันยิ่งก้มศีรษะลงด้วยความกังวล


"หานจง ได้ไปอยู่ที่ภูเขาสีดำ… เมิ่งฮ่าว?" หวังเถิงเฟยขมวดคิ้ว ชื่อเมิ่งฮ่าวฟังดูคุ้นๆสำหรับมัน


"เมิ่งฮ่าวเป็น… บุคคลที่ทำร้ายศิษย์พี่หลู่" บุรุษหนุ่มพูดอย่างรวดเร็ว


สีหน้าของหวังเถิงเฟยเริ่มหมองคล้ำลงไปมากยิ่งขึ้น และจิตใจของมันเริ่มลุกไหม้ มันได้วางแผนมานานหลายปี และลงทุนไปมากมาย เป็นเวลานานที่มันได้ทำทุกอย่างเพื่อจะสรุปผลก่อนที่จะเริ่มต้น


มันจะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของมัน เป็นบางสิ่งที่มันจะนำกลับไปยังตระกูลเพื่อแสดงให้เห็นว่ามันทำได้ แต่แล้วก็มีใครบางคนมาแย่งชิงจากมันไป


เมื่อมันคิดไปถึงกระบี่ สีหน้าของมันก็บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด นั่นเป็นอาวุธของมันที่จะใช้ควบคุมสวรรค์และโลกมนุษย์ และเมื่อมันคิดไปถึงทายาทของมังกรปีกวารี หัวใจของมันก็ต้องร้องไห้


ก่อนหน้าวันนี้ มันเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง มั่นใจในความสำเร็จของมันอย่างเต็มเปี่ยม ทุกสิ่งเป็นของมัน เนื่องมาจากโชคชะตาที่ถูกกำหนดมาของมัน มีเพียงแต่มันที่จะมีคุณสมบัติได้รับโชคชะตาเช่นนี้ แต่แล้วมันก็ได้ประสบกับความพ่ายแพ้อย่างที่คาดไม่ถึง ระเบิดที่มันไม่เคยคิดว่ามันจะได้รับ มันพบว่าเป็นเรื่องยากเกินกว่าที่มันจะรับได้ ทำให้หัวใจของมันปวดร้าวกับความหวังที่ไม่เป็นจริงของมัน


สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หวังเถิงเฟย เปิดปากเตรียมจะพูด แต่ทันใดนั้นก็เริ่มตัวสั่นเมื่อมือขวาของมันรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกไฟลวก มันยกแขนเสื้อขึ้นและจ้องไปที่แขนของมัน มองดูหยดโลหิตที่ค่อยๆจางหายไป มันไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากมองดูหยดโลหิตหายไป และหลังจากที่หายไปโดยสิ้นเชิง สีหน้าที่ดูหล่อเหลาของมันก็บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธและความพ่ายแพ้ มรดกจากสวรรค์ได้จากไปแล้ว จนมันต้องกระอักโลหิตออกมาจากปาก


มันรู้ว่าตอนนี้ บุคคลที่ได้แย่งชิงของวิเศษของมันไป ได้มีการเชื่อมต่ออย่างสมบูรณ์กับมรดกชิ้นนี้เรียบร้อยแล้ว มันไม่สามารถใช้หยดโลหิตที่จะรับรู้ถึงอะไรได้อีกต่อไป เนื่องจากมรดกนั้นได้เลือกบุคคลอื่นไปเรียบร้อยแล้ว


เมื่อบุรุษหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้ามันได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันยิ่งรู้สึกตระหนกมากยิ่งขึ้น มันก้าวไปข้างหน้าเมื่อหวังเถิงเฟย ทันใดนั้นก็แหงนหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าและตะโกนออกมา "ไสหัวไป!"


เสียงของมันดังกึกก้องกระหึ่ม จนสีหน้าของบุรุษหนุ่มเปลี่ยนเป็นซีดขาว มันไม่เคยเห็นสีหน้าของหวังเถิงเฟยเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้มาก่อน มันรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งร่าง จากนั้นก็จากไป


ภายในถ้ำแห่งเซียน สองตาหวังเถิงเฟยแดงก่ำ และจิตใจของมันเดือดพล่านเมื่อคิดไปถึงหานจงและเมิ่งฮ่าว มันได้คิดถึงวันที่มันได้ดูถูกศิษย์สายนอก เหมือนเป็นมดตัวหนึ่งในพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสนั้นอย่างช่วยไม่ได้


มันขมวดคิ้ว สีหน้าดูเศร้าหมองมากยิ่งขึ้น มันคิดว่าหยดโลหิตไม่สามารถรับรู้ถึงมรดกนั้นได้อย่างไร และหยดโลหิตของมันถูกลบล้างไปโดยคนผู้นั้นได้อย่างไร โดยไม่นึกไปถึงหานจงหรือเมิ่งฮ่าว ทั้งสองคนนี้ไม่มีทางที่จะทำเช่นนี้ได้


"มันเป็นใครกันแน่?!" ดวงตาของมันเต็มไปด้วยเส้นเลือด มันตบไปที่ถุงเก็บสมบัติแสงสีเงินสาดกระจายออกมา และรวมตัวกันเป็นวัตถุสีเงินรูปร่างแปดเหลี่ยม ลอยอยู่เบื่องหน้าของมัน


มันจ้องไปที่สิ่งนั้นสักพัก ดวงตาก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นี่เป็นวัตถุเวทชิ้นหนึ่งที่มันได้เตรียมใช้กับหนึ่งในภูเขาที่อยู่รอบๆภูเขาสีดำ หลังจากที่ใช้ไปแล้ว มันต้องใช้เวลาหลายชั่วยามเพื่อที่จะมีพลังกลับมาเหมือนเดิม และสามารถนำมาใช้ได้ใหม่อีกครั้ง


มันตัดสินใจที่จะใช้วัตถุเวทนี้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะทำให้มันบาดเจ็บก็ตาม มันจะส่งจิตสัมผัสของมันเข้าไปในวัตถุชิ้นนี้เพื่อที่จะมองเห็นว่าใครอยู่ที่นั่น ในวันนั้น ในเขตภูเขาสีดำ


มองดูไปที่วัตถุเวทสีเงินที่อยู่เบื้องหน้าของมัน หวังเถิงเฟย กัดลิ้นของมันและพ่นโลหิตออกมาเล็กน้อย เมื่อโลหิตสาดไปบนวัตถุเวทนั้น มันขยับนิ้วในรูปแบบของการกำกับคาถา และทันใดนั้นในศีรษะของมันก็ได้ยินเสียงหึ่ง หึ่ง ทุ้มต่ำ และการรับรู้ของมันก็เกิดเป็นแสงวาบ ท่ามกลางความรู้สึกที่เลือนลาง ทันใดนั้นมันก็รู้สึกได้ถึงแสงรัศมีที่แผ่กระจายออกมาเป็นระลอกคลื่น


"หนึ่ง สอง… เก้าคน ที่ข้าเชิญมาช่วยเหลือ นี่เป็นแสงรัศมีของพวกมัน…" สีหน้าหวังเถิงเฟยเริ่มซีดขาว วัตถุเวทเบื้องหน้ามันเริ่มสั่น และมีรอยแตกปรากฎบนพื้นผิวของมัน แต่หวังเถิงเฟยก็ยังไม่ยอมหยุด และยังคงส่งจิตสัมผัสของมันเข้าไปอย่างต่อเนื่อง


ภาพที่คลุมเครือเริ่มปรากฎในจิตสัมผัสของมัน เต็มไปด้วยจุดของแสง แสงสิบจุดเป็นคนที่คุ้นเคยกับมัน และหนึ่งในจุดแสงนั้นก็เป็นเมิ่งฮ่าว


นอกเหนือไปจากนั้น ยังมีจุดแสงอื่นอีก หวังเถิงเฟยสำรวมสมาธิไปชั่วครู่ จากนั้นก็แน่ใจได้ว่ามันคือ หานจง น่าเสียดาย ที่วัตถุเวทนี้เพียงแค่บันทึกคนที่อยู่ในอาณาเขตของเจ็ด หรือแปดภูเขาที่ล้อมรอบภูเขาสีดำไว้เท่านั้น ไม่ได้เก็บตำแหน่งที่อยู่ไว้ด้วย


หวังเถิงเฟยขมวดคิ้ว และทันใดนั้นก็สังเกตว่าภาพที่เลือนรางในจิตสัมผัสของมันนั้นยังมี… จุดแสงอื่นอีก!


มันเป็นภาพเงาลางๆ ถ้ามันไม่ได้มองเข้าไปใกล้ๆก็คงจะไม่เห็น ถ้าไม่ฝืนให้วัตถุเวทใช้พลังเกินขีดจำกัดของมัน หวังเถิงเฟยก็คงไม่สามารถสัมผัสถึงเงาลางๆนี้ได้


"นี่…" หัวใจของมันเต้นระรัว พยายามเพ่งสมาธิพุ่งจิตสัมผัสเข้าไปอีก แต่เมื่อทำเช่นนี้ ร่างของมันก็สั่นและกระอักโลหิตออกมา วัตถุเวทแตกเป็นเสี่ยงๆ กระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พุ่งมาชนมันและผนังห้องของถ้ำแห่งเซียน


สีหน้ามันซีดขาว กระอักโลหิตออกมาอีก ดูเหมือนจะเกิดความกลัวเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมันสัมผัสได้ถึงจุดแสงจุดสุดท้าย จิตใจมันสั่นสะท้าน ราวกับว่าไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นจุดแสงนั้น มีความสามารถที่จะบดขยี้มันให้ถึงแก่ความตายได้อย่างง่ายดาย ด้วยความคิดเพียงแค่แวบเดียว


วัตถุเวทชิ้นนี้ ทำได้เพียงแค่ให้มันรู้สึกอย่างคร่าวๆ ถึงระดับของรัศมีของแต่ละคน แต่ไม่สามารถระบุพลังการฝึกตนของแต่ละคนได้ แต่สำหรับระดับรัศมีของจุดสุดท้าย ได้ส่งผลสะท้อนให้มันเกิดความกลัวจนเกินกว่าที่จะเชื่อได้


"นั่นเป็นใครกัน?!" หวังเถิงเฟยเอ่ยขึ้น ตัวสั่นสะท้าน ความกลัวนี้ทำให้มันแน่ใจได้ว่า บุคคลที่น่ากลัวผู้นี้ต้องเป็นคนที่สามารถลบล้าง จิตสัมผัสของหยดโลหิตในตัวมันไปได้อย่างง่ายดายเป็นแน่


หัวใจมันเย็นยะเยือก เงยหน้าขึ้นและสูดลมหายใจเข้าไปจนลึก หลังจากเวลาผ่านไปได้สักพัก สติของมันก็ฟื้นฟูกลับมา แต่ในความทรงจำของมัน แสงสลัวสุดท้ายนั่น สร้างความรู้สึกกดดันให้มันราวกับว่ามีภูเขาทั้งลูกมากดทับมัน


"คนผู้นั้นรู้ได้อย่างไรว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ภูเขาสีดำ…? เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันได้ลอบติดตามข้ามาตั้งแต่เริ่มต้นการค้นหา…? มันเป็นใครกัน…?"


∗∗∗


เวลาผ่านไป และในที่สุดความฝันก็จบลง เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น ไม่แน่ใจว่ากี่วันผ่านไปแล้ว รวมถึงไม่แน่ใจว่าพลังการฝึกตนของเขาได้เปลี่ยนไปอย่างไร เขารู้สึกราวกับว่าได้อยู่ในความฝันมาเป็นเวลาที่นานมาก


เมื่อความฝันยุติลง เมิ่งฮ่าวรู้สึกราวกับว่าเขาได้มีความทรงจำเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ความทรงจำที่เลือนลางและโบราณ และไม่สามารถนึกออกได้ แต่ความกระหายที่จะบินในท้องฟ้า ยังคงส่งประกายเปี่ยมไปด้วยพลังในจิตใจของเขา


เขามีความมั่นใจว่า ถ้าในวันหนึ่งเขาสามารถบินไปในท้องฟ้าได้จริงๆ ความทรงจำในหัวของเขาก็จะชัดเจนมากยิ่งขึ้น


หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจ การมองเห็นของเขาก็เริ่มกลับคืนมาเป็นปกติอย่างช้าๆ เมื่อสติของเขากลับคืนมา เขาก็รู้สึกถึงพลังการฝึกตนของเขา จากนั้นก็หยุดไป จนต้องตกอยู่ในความตะลึงนิ่งอึ้ง


"ระดับขั้นหกของการรวบรวมลมปราณ?" สองตาของเขาเปล่งประกายลุกโชน และหลังจากที่ตรวจสอบพลังลมปราณอย่างถี่ถ้วน เขาก็เกือบจะเป็นบ้าด้วยความดีใจ เขารู้สึกได้ถึงทะเลสาบลมปราณที่ใหญ่โต และแกนอสูรที่ลอยอยู่ในทะเลสาบลมปราณนั้น ความรู้สึกประหลาดใจเริ่มครอบคลุมเขา


"ข้าถึงระดับขั้น… หกของการรวบรวมลมปราณจริงๆ!" ร่างเขาสั่นด้วยความดีใจเมื่อยืนขึ้นมา จากนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเต็มที่ เสียงหัวเราะของเขาดังก้องไปทั่วทั้งถ้ำแห่งเซียน


ด้วยความตื่นเต้น เขากลับลงไปนั่งขัดสมาธิอีกครั้ง ปิดตาลงและส่งจิตสัมผัสออกไป มันดูเหมือนว่าเขาจะสามารถรับรู้ถึงทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาได้อย่างละเอียดละออ ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงของเจ้าอ้วน ด้านนอกถ้ำ


"เมิ่งฮ่าว เจ้าคงถูกสาปให้เคราะห์ร้าย เจ้าเอาเม็ดยาลมปราณเกราะไป แต่ข้าก็ไม่ต้องการจะให้เม็ดยานั่นเป็นเหตุให้เจ้าถูกทำร้ายจนตาย ได้โปรดอย่าได้มาหลอกหลอนข้า…"


"เจ้านายอ้วนที่น่าสงสาร จริงๆแล้วข้ายังถูกสาปมากกว่าเจ้าซะอีก เจ้าทราบหรือไม่ว่าการค้าของพวกเราจบสิ้นแล้ว มันถูกขโมยไปแล้ว" เจ้าอ้วนนั่งยองๆอยู่นอกถ้ำแห่งเซียน เบื้องหน้าของมันเป็นกองไฟเล็กๆ สีหน้าของมันแสดงถึงความเสียใจเมื่อมันกำลังเผากระดาษเงินกระดาษทองอยู่


"เมิ่งฮ่าว เมื่อเจ้ากลายเป็นวิญญาณ เจ้าต้องกลับมาช่วยข้า ดูสิว่าข้าได้เผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้เจ้ามากแค่ไหน" น้ำตาไหลลงมาจากใบหน้ามันราวสายน้ำ เมื่อมันเผากระดาษเงินกระดาษทองและร้องไห้คร่ำครวญต่อไป


"เจ้ามาจากครอบครัวยากจน แต่ไม่ต้องกังวล ข้า เจ้านายอ้วน อยู่ที่นี่เพื่อดูแลเจ้า ข้าจะมาเผากระดาษเงินกระดาษทองให้เจ้าที่นี่ทุกวัน เพื่อให้เจ้าสามารถนำไปซื้อบ้านและตบแต่งเจ้าสาวในชาติหน้าได้ เจ้าจะได้บรรลุถึงเป้าหมายในการเป็นคนรวยเสียที"


"โฮ เมิ่งฮ่าว เจ้าจากไปเช่นนี้ได้ยังไง…" เจ้าอ้วนร้องไห้เสียงดังมากขึ้น ราวกับว่าหัวใจของมันได้แตกสลายไปอย่างสิ้นเชิง


เมื่อได้ยินดังนี้ เมิ่งฮ่าวก็แสดงสีหน้าแปลกๆออกมา เขาลืมตาขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่มีใครบางคนได้เผากระดาษเงินกระดาษทองให้เขา เขาไม่แน่ใจว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขาลุกขึ้นยืนและผลักประตูหินให้เปิดออกพร้อมเสียงเสียดสียาวนาน จากนั้นก็เดินออกไป


เมื่อเขาเดินออกมา เสียงร้องไห้ของเจ้าอ้วนที่กำลังดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ ทันใดนั้นก็หยุดลงในทันที และมันก็มองขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ ยืดตัวตรง สายตาของมันเต็มไปด้วยความกลัว จากนั้นมันก็จำแนกได้ว่าเป็นเมิ่งฮ่าว มันกระโดดปราดขึ้นมาด้วยสีหน้าเหวอหวาอ้าปากค้าง


เมิ่งฮ่าวมองไปที่เจ้าอ้วนด้วยสีหน้าแปลกๆ จากนั้นก็ส่งเสียงกระแอมไอออกมาเบาๆ และเดินไปที่ลำธารที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นและเริ่มชำระล้างร่างกาย เขาไม่เคยสกปรกเช่นนี้มาก่อนในชีวิต หลังจากที่อาบน้ำล้างตัวเสร็จแล้ว เขาก็สวมใส่ชุดยาวสีเขียวชุดใหม่ จากนั้นก็ใช้กระบี่บินตัดแต่งผมที่ยาวของเขาออก ตอนนี้เขาก็ดูเหมือนเมิ่งฮ่าวคนเดิม เขาเดินกลับมาและส่งยิ้มให้เจ้าอ้วน


ตอนที่ 27: สายลมแห่งโชคชะตาโชยพัดมาอีกครั้ง


เจ้าอ้วนจ้องมาที่เมิ่งฮ่าว กระแสธารน้ำตาไหลลงมาจากใบหน้าของมัน มันรีบวิ่งไปข้างหน้า ตะโกนออกมาว่า


"เจ้ายังไม่ตาย เมิ่งฮ่าว เจ้ายังไม่ตาย!" เจ้าอ้วนกอดเมิ่งฮ่าวไปก็ร้องไห้ไปด้วย "ข้ากลัวมากไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ทุกคนบอกว่าเจ้าได้ตายไปแล้ว และข้าก็เสียใจมาก เจ้าเป็นสหายเพียงหนึ่งเดียวของข้า จะให้ข้าทำยังไงถ้าเจ้าตายไป?"


"ข้าคิดว่าจะหลบหนีออกจากสำนัก ข้ายังได้หมดความสนใจในการถูตะไบฟันของข้า แต่ถ้าข้าหลบหนีจากไป ข้าจะล้างแค้นให้เจ้าได้ยังไง? ดังนั้นข้าจึงไม่จากไป ข้าสาบานว่าข้าจะหาวิธีที่จะช่วยเจ้าล้างแค้น…"


เจ้าอ้วนมองมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยความอบอุ่นจริงใจ และหลังจากที่พูดไปได้ชั่วครู่ น้ำตาของมันก็เริ่มแห้งเหือดหายไป ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันข้างลำธาร และเมิ่งฮ่าวก็เล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในภูเขาสีดำให้เจ้าอ้วนฟัง แน่นอนว่า ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมังกรปีกวารีและหวังเถิงเฟย เจ้าอ้วนนั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อมันได้ยินว่าเมิ่งฮ่าวได้บรรลุถึงระดับขั้นหกของการรวบรวมลมปราณ มันก็อ้าปากค้างด้วยความตะลึง


"ระดับขั้นหกของการรวบรวมลมปราณ…" เจ้าอ้วนดูจะรู้สึกตื่นเต้นมาก "ท่านย่ามันเถอะ เจ้าได้ เจ้าได้… เจ้าได้บรรลุถึงระดับขั้นหกของการรวบรวมลมปราณ! ปีที่ศิษย์พี่หญิงสวี่นำพวกเรามาที่นี่ นางได้อยู่ที่ระดับขั้นเจ็ด เมิ่งฮ่าว เจ้าได้กลายเป็นเซียนจริงๆแล้ว! เจ้าเหาะได้หรือไม่?"


"เหาะ…" เมิ่งฮ่าวปิดตาลง เขาจินตนาการไปถึงคำอิบายของวิชาเดินบนสายลมจากตำรารวบรวมลมปราณ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะใช้วิชานี้ที่ระดับขั้นหกได้ง่ายกว่าใช้ด้วยระดับขั้นห้า แต่หลังจากที่พยายามไปหลายครั้ง สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดก็คือ ลอยไปในอากาศได้สักพัก ก่อนที่จะตกลงมา เขาพยายามต่อไปได้อีกชั่วครู่ จากนั้นก็กินเม็ดยาลงไป ในที่สุด เขาก็สามารถลอยตัวในอากาศได้ประมาณครึ่งฉื่อเหนือจากพื้นดิน เจ้าอ้วนมองมาด้วยตาที่เบิกกว้าง


ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็ลืมตาขึ้นมา เป็นดวงตาที่สาดส่องประกายอันสดใส เขายืนขึ้น จากนั้นก็พยายามควบคุมบังคับตัวเองไปรอบๆบริเวณนั้น เคลื่อนไหวคล้ายสายลม เจ้าอ้วนมองมาโดยไม่กระพริบตา หายใจเข้าออกอย่างหนักหน่วง


หลังจากที่เคลื่อนไหวไปรอบๆเช่นนี้ไปได้สักพัก เมิ่งฮ่าวก็เริ่มคุ้นเคยกับวิธีการลอยตัวแบบนี้ เขาตบถุงเก็บสมบัติและด้วยแสงที่แลบออกมา กระบี่บินก็ปรากฎขึ้น มันลอยไปใต้เท้าของเขา จากนั้นเขาก็พุ่งออกไปในท้องฟ้า เจ้าอ้วนมองดูด้วยความตกใจ ราวกับว่ามันไม่เชื่อในสิ่งที่ได้เห็น


"เมิ่งฮ่าวกำลังเหาะอยู่…" มันพึมพำ


เมิ่งฮ่าวรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง สายลมพัดมาปะทะใบหน้าของเขา เมื่อเขาใช้วิชาเดินบนสายลมเพื่อที่จะเหาะไปพร้อมกับกระบี่บิน หลังจากช่วงเวลาหายใจเข้าออกสามสิบครั้ง เขาก็รู้สึกว่าร่างกายเริ่มส่ายไปมา จากนั้นก็เริ่มที่จะเสียหลักการทรงตัว เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ทันใดนั้น จิตใจของเมิ่งฮ่าวก็สั่นสะท้าน และความรู้สึกบางอย่างก็ได้ปรากฎขึ้นมาในหัวของเขา


ความรู้สึกนี้ไม่ได้ประกอบขึ้นมาจากคำพูด และเป็นความรู้สึกที่ลี้ลับจนน่าขนลุก มันปรากฎขึ้นภายในจิตของเขาเหมือนกับสัญชาตญาณ และเมื่อมันเกิดขึ้นมา ทันใดนั้น พลังลมปราณในร่างของเขาก็เริ่มหมุนวน เขาโบกสะบัดแขนขวาโดยไม่รู้ตัว จนดูคล้ายกำลังกระพือปีกอยู่ ฉับพลันนั้นเอง มีดสายลม ก็ปรากฎขึ้นตรงหน้าของเขา


เมื่อมีดสายลมปรากฎขึ้น กระบี่บินที่อยู่ใต้เท้าของเขาก็เริ่มสั่น มีดสายลมพุ่งตรงเข้าไปในป่า และต้นไม้สามต้นก็ถูกตัดขาดจนเหลือครึ่งต้นไปในทันที เสียงกึกก้องดังออกมาสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแนวป่า และเมิ่งฮ่าวก็ร่วงลงมาที่พื้น


เจ้าอ้วนประหลาดใจเป็นอย่างมาก และมองไปที่เขาชั่วครู่ก่อนที่จะเรียกสติกลับคืนมา ใบหน้าของมันแดงก่ำ มองไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความนับถือ


"เจ้าทำได้จริงๆ ถ้าข้าอยู่กับเจ้า ใครจะกล้ามาข่มเหงข้า? และใครกล้าจะมาสร้างความวุ่นวายให้กับการค้าของพวกเรา!" เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทันใดนั้นเจ้าอ้วนก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาเสียงดัง


เมิ่งฮ่าวปิดตาลงและคิดด้วยความตื่นเต้นเกี่ยวกับมีดสายลม เขาเป็นคนฉลาด และตระหนักดีว่า มันต้องมีบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับแกนอสูรและความฝันที่แปลกนั้นอย่างแน่นอน ความรู้สึกประหลาดที่ได้ปรากฎขึ้นมาในหัวของเขาก็คงจะมีการเชื่อมต่อกับแกนอสูร


ทันใดนั้น เงาของมังกรปีกวารีก็ปรากฎขึ้นในทะเลสาบลมปราณ เมิ่งฮ่าวเกือบจะส่งเสียงร้องอุทานออกมา เมื่อเกิดความรู้สึกถึงมังกรและการเป็นราชันแห่งท้องนภาออกมา แต่หยุดได้ทัน เขาจะร้องออกมาไม่ได้


"โอ ใช่แล้ว" เจ้าอ้วนเอ่ยขึ้น ทันใดนั้นมันก็นึกขึ้นได้ถึงบางสิ่ง "วันคัดเลือกการเลื่อนขั้นพิเศษกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกเร็วๆนี้แล้ว ข้าได้ข่าวมาว่ามีช่วงเวลาอีกหนึ่งเดือนที่เจ้าจะไปสมัครได้ เจ้าควรจะเข้าร่วมด้วยนะ เจ้าต้องได้รับเลือกอย่างแน่นอน จากนั้นเจ้าก็จะกลายเป็นศิษย์สายในคนที่สามของสำนักเอกะเทวะ! เจ้าจะต้องมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว!"


"คัดเลือกการเลื่อนขั้นพิเศษ?" เมิ่งฮ่าวดูแปลกใจ เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน แต่ ณ ตอนนั้น พลังฝึกตนของเขายังอยู่ในระดับต่ำมาก ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คิดเกี่ยวกับมัน แต่ตอนนี้ทุกสิ่งเปลี่ยนไปแล้ว ทั่วทั้งสำนักเอกะเทวะ มีเพียงสามคนที่อยู่ในระดับขั้นหกของการรวบรวมลมปราณ รวมถึงตัวเขาเองด้วย บุคคลอื่นก็มี หวังเถิงเฟย และ หานจง สำหรับหานจงนั้น มันได้ติดอยู่ที่ระดับขั้นห้าของการรวบรวมลมปราณมาเป็นเวลานาน แต่เพิ่งจะบรรลุถึงระดับหกเมื่อเร็วๆนี้


"ข้าได้ข่าวมาว่า จะมีการรับเพียงศิษย์แค่คนเดียวเท่านั้น และทุกคนก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การคัดเลือกครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นพิเศษสำหรับหวังเถิงเฟย แต่ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ระดับขั้นหกแล้ว เจ้ามีโอกาสที่จะได้รับเลือกนะ" เจ้าอ้วนต้องการให้เมิ่งฮ่าวเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเขากลายเป็นศิษย์สายใน เขาก็จะกลายเป็นพี่ใหญ่ในสำนักเอกะเทวะได้อย่างง่ายดาย


เมิ่งฮ่าวลังเล ไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วเขาต้องการที่จะทำอะไรกันแน่ เขาตื่นเต้นกับโอกาสนี้ รู้ดีว่าการเป็นศิษย์สายใน ต้องแตกต่างกว่าการเป็นศิษย์สายนอกมากนัก หลังจากเป็นศิษย์สายใน ก็จะไม่มีใครมาตอแยเขาได้อีก แม้แต่ผู้อาวุโสของสำนัก ยิ่งไปกว่านั้น ก็จะมีโอกาสได้รับหินลมปราณและเม็ดยาเพิ่มขึ้นอีกมาก แต่นี่เป็นเรื่องสำคัญ และพลังการฝึกตนของเมิ่งฮ่าวก็ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เขาจำเป็นต้องพิจารณาถึงสิ่งอื่นๆที่เขาต้องคำนึงถึง หรือคาดคะเนถึง ถ้าเขาไปดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆมากไป ความสูญเสียที่เข้าได้รับอาจะจะไม่คุ้มค่ากับการได้มา


ตอนนี้เขาเป็นศิษย์สำนักเอกะเทวะมาได้เกือบสองปีแล้ว และได้พัฒนาความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคำว่า "กฎแห่งป่า" เขายังทราบดีว่า เขาต้องไม่ประกาศให้ใครรู้ว่าเขามีของวิเศษมากมายแค่ไหน ในที่สุดเขาก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าควรจะเข้าร่วมหรือไม่ บางทีเขาอาจจะเข้าร่วม แม้ว่าหลังจากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในภูเขาสีดำ ทำให้ของวิเศษและเม็ดยาของเขาได้ถูกใช้จนเกือบหมดไป เขาจำเป็นต้องใช้เวลาในการรวบรวมขึ้นมาใหม่


เขาคิดด้วยความหดหู่ใจเกี่ยวกับหินลมปราณสองพันก้อนอย่างช่วยไม่ได้


ยี่สิบวันผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกระพริบตา และการสมัครสำหรับคัดเลือกเพื่อเลื่อนขั้นพิเศษเกือบจะหมดเวลาแล้ว มีคนไม่มากนักที่ได้สมัครเข้าร่วม เนื่องจากกฎของสำนัก เมื่อผู้ใดลงสมัครแล้ว จะไม่อนุญาตให้ผู้นั้นออกไปจากลานสี่เหลี่ยมจัตุรัสหลัก แต่ต้องนั่งขัดสมาธิด้านล่างของเสาลวดลายมังกร ห้ามผู้ใดรบกวนผู้สมัครโดยเด็ดขาด


จริงๆแล้ว คำว่า คัดเลือก ก็คือการแข่งขันในการต่อสู้ด้วยเวทอาคม ซึ่งมันได้ถูกเล่าว่าเมื่อปีแรกๆที่จัดการแข่งขันนี้ ผู้ที่เข้าร่วมแข่งขันต้องเข้าไปในป่าเพื่อค้นหาของวิเศษ แต่เนื่องจากสำนักเอกะเทวะได้เสื่อมโทรมลง จึงมีเพียงวิธีเดียวที่จะคัดเลือกเพื่อเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน ก็คือ ดูว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้ด้วยเวทอาคม


ตลอดเวลายี่สิบวันที่ผ่านมานี้ เมิ่งฮ่าวได้ไปที่พื้นที่ส่วนรวมของศิษย์ระดับสูง แต่มันก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน เมื่อคิดไปถึงความตกต่ำของสำนักเอกะเทวะ เมิ่งฮ่าวก็เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด และเป็นอีกครั้ง ที่เขาได้ไปเปิดร้านด้านนอกของพื้นที่ส่วนรวมของศิษย์ระดับต่ำ


การกลับมาของเขา ทำให้เกิดความวุ่นวายมากมาย และไม่มีใครกล้าที่จะมาแทรกแซงการค้าของเขา ในความเป็นจริง ตลอดเวลายี่สิบวัน การค้าของเขาดีมาก และเขาก็ได้รับหินลมปราณค่อนข้างมาก เกือบจะทุกวันเขาสามารถผลิตอาวุธเวทและเม็ดยาได้เพิ่มขึ้น ทำให้เขาค่อยๆรวบรวมสิ่งที่เสียไปขึ้นมาใหม่ได้


ถึงแม้ว่าอาวุธเวททั้งหมด และกระบี่บินในถุงเก็บสมบัติของเขาจะดูธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ แต่เขาก็รวบรวมได้เกือบถึงร้อยเล่ม เมื่อคิดกลับไปถึงการต่อสู้ของเขากับหลู่หง และเหตุการณ์ในภูเขาสีดำ ทำให้เขาตอนนี้เข้าใจถึงวิธีการที่จะต่อสู้ด้วยอาวุธเวทได้อย่างถ่องแท้ หลังจากขบคิดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ไปได้สักพัก สองตาเขาก็สาดประกาย เขาได้เกิดความคิดที่จะเพิ่มความสามารถของกระบี่บินทั้งหมดของเขาให้ได้ผลดียิ่งขึ้น


นอกเหนือจากเวลาทำการค้า เวลาที่เหลือส่วนใหญ่ของเมิ่งฮ่าว ก็หมดไปกับการค้นคว้าหาวิธีการเพิ่มพลังให้กับกระบี่บินของเขา เขาได้ดำเนินการทดสอบที่หลากหลาย และในที่สุดก็ได้วิธีการใหม่ๆมาเล็กน้อย เป็นวิธีการที่จะควบคุมกระบี่หลายเล่มในเวลาเดียวกัน


หนึ่งในสิ่งที่เขาทำก็คือ เขาได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกของกระบี่มากมายเพื่อที่จะพรางตาพวกมัน บางเล่มเขาก็สร้างรอยขีดข่วนและทำเครื่องหมายไว้ บางเล่มเขาก็ทำลายผนึกที่ปิดมันไป และบางเล่มเขาก็ทามันให้มีสีสันมากมาย


เวลาที่เหลือหลังจากนั้นก็ใช้ในการพยายามที่จะเชื่อมต่อความคิดของเขากับราชันแห่งท้องนภา มังกรปีกวารี ถึงแม้ว่าเขาไม่เคยจะทำสำเร็จ แต่ก็พบว่าวิชาเดินบนสายลมของเขาได้ก้าวหน้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เขาค่อยๆใกล้ชิดกับท้องฟ้ามากขึ้น


เวลาแล่นผ่านไป และตอนนี้ก็เหลือแค่สองวันเพื่อสมัครเข้าร่วม การคัดเลือกการเลื่อนขั้นพิเศษ เมิ่งฮ่าวกำลังนั่งอยู่ที่ร้านของเขาที่พื้นที่ส่วนรวมของศิษย์ระดับต่ำ มองดูเจ้าอ้วนที่อยู่ด้านใน เร่ขายของด้วยความรู้สึกหลงใหลอยู่ลึกๆภายในใจ


ทันใดนั้น เขาก็หันหน้า และมองไปในที่ห่างไกลออกไป ด้านล่างที่ห่างไกลจากภูเขา เขามองเห็นใครบางคนเดินตรงมาที่เขา ทุกย่างก้าวพาให้มันตรงไปเบื้องหน้าหลายฉื่อ ดังนั้นมันจึงมาถึงเนินที่ราบสูงอย่างรวดเร็ว มันอายุประมาณยี่สิบเจ็ด ถึงยี่สิบแปดปี ท่าทางมีความภาคภูมิใจในตัวเองและดูสูงส่ง ตรงหน้าของมัน มีกระดาษสีเหลืองแผ่นยาวพลิ้วไปมาในอากาศ บนกระดาษแผ่นนั้นเขียนไว้ด้วยตัวเลขอาคมมากมาย กลุ่มควันสีดำกระจายออกมาจากพื้นผิวกระดาษ บิดตัวไปมาอยู่รอบๆบุรุษหนุ่มผู้นั้น


"ยันต์อาคม…" สองตาของเมิ่งฮ่าวส่องประกาย เมื่อเขาพินิจดูมัน เขาเคยได้อ่านเกี่ยวกับกระดาษสีเหลืองชนิดนี้ในตำราการรวบรวมลมปราณ มันเป็นอาวุธเวทที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถใช้ได้ในช่วงเวลาอันจำกัด


บุรุษหนุ่มที่มาถึงไม่ใช่ใครที่ไหน นอกไปจากบุคคลที่แข็งแกร่งมากที่สุดเป็นอันดับสองในศิษย์สายนอก หานจง ผู้ซึ่งอยู่ในระดับขั้นหกของการรวบรวมลมปราณ เมื่อมันปรากฎตัวขึ้น ก็ทำให้เกิดความปั่นป่วนบนเนินที่ราบสูงนั้น เมื่อทุกคนน้อมพบมันด้วยการประสานมือ


"เมิ่งฮ่าว" มันพูดเสียงเย็นชา ไม่สนใจคนอื่นและจ้องมองไปที่เมิ่งฮ่าว "ท่านอาจารย์ลุงซ่างกวน มีเรื่องต้องการสนทนากับเจ้า โปรดตามข้าไปพบท่าน"


เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว อาจารย์ลุงซ่างกวนไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเขา การแสดงออกของมันในช่วงการแจกยาเฉพาะคน หรือการร่วมมือกับหวังเถิงเฟยในการต่อสู้กับงูเหลือมอสูร เห็นได้ชัดว่ามันเป็นบุคคลไม่ธรรมดา


"มันต้องการอะไรจากข้า?" เมิ่งฮ่าวคิดในใจ ลุกขึ้นยืนช้าๆ "มันได้รับรู้ถึงบางอย่างเกี่ยวกับตัวข้า?" เขารู้ว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้เป็นหนึ่งในลูกหลานของผู้อาวุโสของสำนัก เมื่อเขาเป็นศิษย์สายนอก เขาไม่สามารถที่จะปฏิเสธคำสั่งนี่ได้ ถ้าเขาปฏิเสธ มันก็จะดูเป็นพิรุธ


ด้วยการพูดพึมพำ เมิ่งฮ่าวมองดูสีหน้าที่เย็นชาของหานจง เขาได้สันนิษฐานว่า ถ้าความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันนั้นได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว หวังเถิงเฟย ต้องเป็นบุคคลแรกที่จะมาหาเขา การเรียกตัวครั้งนี้มีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเหตุณ์การนั้นหรือไม่?


สีหน้าของเมิ่งฮ่าวอยู่ในอาการสงบ แต่สมองของเขาหมุนไปอย่างรวดเร็ว และเขาก็ได้หัวเราะอย่างเย็นชากับตัวเอง ด้วยการส่งสายตาไปที่เจ้าอ้วน เขาเดินตรงไปข้างหน้า


ด้วยการเคลื่อนที่ไปพร้อมกับหานจง ไม่ช้าทั้งสองก็มาถึงภูเขาทิศตะวันตก บนยอดเขานี้ พลังลมปราณหนาแน่นมากเป็นพิเศษ เมิ่งฮ่าวมองเห็นที่อยู่ที่สร้างขึ้นอย่างประณีตวางอยู่เรียงราย ด้านในมีกลุ่มเด็กผู้ชายกำลังปลูกหญ้าลมปราณอยู่


ในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดตรงหน้าของสิ่งปลูกสร้างที่สูงสามชั้น หานจงมองไปที่เมิ่งฮ่าว จากนั้นเสียงของซ่างกวนซิว ก็ดังออกมาจากภายใน


"เข้ามา เมิ่งฮ่าว หานจง เจ้าตรงไปที่ภูเขาทิศใต้" ทันใดนั้น แผ่นหยกก็ลอยเข้าสู่มือของหานจง มันมองมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยเสียงหัวเราะที่เย็นชา จากนั้นหันหลังกลับและจากไป


หัวใจเมิ่งฮ่าวเริ่มเต้นรัว นี่ดูไม่ถูกต้อง ซ่างกวนซิวให้แผ่นหยกแก่หานจง และส่งมันไปที่ภูเขาด้านทิศใต้…


ตอนที่ 28: ซ่างกวนซิว


เวลาไม่อนุญาตให้เมิ่งฮ่าวใช้มันขบคิดมากมายนัก ประตูของอาคารหลังนั้นเหวี่ยงเปิดออกมาอย่างไร้เสียง ด้านในเป็นความมืดและบรรยากาศอันน่ากลัวก็ฟุ้งกระจายออกมา


"เจ้ายังไม่ได้เข้ามานะ" ซ่างกวนซิวเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเย็นชา เมิ่งฮ่าวลังเลสักพัก จากนั้นดวงตาก็สาดประกายเลือนลาง ตระหนักดีว่าเขาไม่ควรล่าถอยหรือหลบหนี หลังจากที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ชั่วครู่ ความวิตกกังวลก็เพิ่มมากขึ้น เขาก้าวไปข้างหน้าเข้าไปในอาคาร


ภายด้านใน แสงสว่างก็ค่อยๆปรากฎขึ้น แม้ว่าจะเป็นแสงสลัว แต่ก็ทำให้มองเห็นสิ่งของที่อยู่รอบๆตัวได้ ซ่างกวนซิวนั่งอยู่ที่นั่นในชุดยาวสีทอง สีหน้าไร้ความรู้สึก สายตาเย็นชาเมื่อมันมองเมิ่งฮ่าวเดินเข้ามา


เกือบทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าไปด้านใน ทันใดนั้น สายตาของซ่างกวนซิวก็สายประกายออกมา และมันก็ยกแขนขวาขึ้น เข็มเล่มเล็กๆก็พุ่งออกมา แทงเข้าไปในนิ้วของเมิ่งฮ่าว จากนั้นก็ลอยกลับไปในทันที ถุงเก็บสมบัติทั้งหมดของเขาก็ลอยออกไปด้วย เขาไม่สามารถควบคุมได้โดยสิ้นเชิง ลอยไปอยู่ที่เบื้องหน้าของซ่างกวนซิว


ซ่างกวนซิวเลียโลหิตที่ติดอยู่บนเข็มบินเล่มนั้น


"ไม่มีร่องรอยเบาะแสของสิ่งของจากสวรรค์ หรือ ของวิเศษบนโลกมนุษย์…" ซ่างกวนซิวขมวดคิ้ว มันจ้องกวาดผ่านไปทั่วร่างของเมิ่งฮ่าว ราวกับว่ามันสามารถมองเห็นความลับทั้งหมดที่เขาได้ซ่อนมันไว้ แกนอสูรภายในร่างของเมิ่งฮ่าวลอยกระเพื่อมไปมา และเขาก็พยายามที่ปกปิดมันจากซ่างกวนซิว


สีหน้าเมิ่งฮ่าวสลดลง แสดงให้เห็นความหวาดกลัวในใจ เขาอ้าปากแต่ดูเหมือนว่าไม่ทราบว่าจะพูดอะไรดี


ซ่างกวนซิวขมวดคิ้วอีกครั้ง เปืดถุงเก็บสมบัติของเมิ่งฮ่าวออกมา มันรื้อหาไปมาชั่วครู่ ไม่แม้แต่จะมองไปที่กระบี่บินจำนวนมากมายที่อยู่ในนั้น ดูเหมือนว่ามันไม่ได้สังเกตเห็นกระจกทองแดง หลังจากที่ค้นหาไม่เจออะไรที่ผิดปกติ มันก็ขมวดคิ้วเป็นรอยย่นลึกมากขึ้น


"ท่านอาจารย์ลุงซ่างกวน อะไร… อะไรที่ท่านมองหาอยู่?" สีหน้าของเขาปกคลุมด้วยความหวาดกลัว แต่ในใจของเขาหัวเราะอย่างเย็นชา เขาได้จัดเตรียมสำหรับเหตุการณ์ในวันนี้มาเป็นเวลานาน กระบี่ไม้ รวมไปถึงหินลมปราณเกือบทั้งหมด และเม็ดยา เขาให้เจ้าอ้วนเอาไปเก็บซ่อนไว้ในที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว


"ข้าขอถามเจ้า" ซ่างกวนซิวเอ่ยขึ้น ประกายตาที่จ้องมองมาที่เมิ่งฮ่าวราวกับสายฟ้าแลบ "ทำไมพลังการฝึกตนของเจ้าถึงได้ก้าวหน้าไปด้วยความรวดเร็วเช่นนี้?"


"ศิษย์พี่หญิงสวี่ และผู้อาวุโสโอวหยาง ได้ดูแลข้าเป็นอย่างดี" เขาตอบพร้อมกับร่างกายที่เริ่มสั่น "พวกเขาให้เม็ดยาข้าบางส่วน…" เขาแสร้งทำเป็นควบคุมตัวเองให้ใจเย็นๆ แต่ในใจเขาไม่ได้กังวลแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าการสอบถามในครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับหวังเถิงเฟย แต่เนื่องจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในการฝึกตนของเขามากกว่า


ซ่างกวนซิวขมวดคิ้วอีกครั้ง มันเคยรู้มาก่อนว่าผู้อาวุโสโอวหยาง มีความพึงพอใจในตัวของเมิ่งฮ่าว มิเช่นนั้นมันก็คงไม่สอบถามเมิ่งฮ่าวแบบผ่อนปรนเช่นนี้


ทันใดนั้น เสียงของหานจงก็ลอยเข้ามาจากด้านนอก


"ขอรายงานต่อท่านอาจารย์ลุงซ่างกวน ถ้ำแห่งเซียนของเมิ่งฮ่าวไม่มีอะไรเลย"


"เจ้าไปได้แล้ว" ซ่างกวนซิวตอบไป มันนั่งใคร่ครวญอยู่เป็นนานเมื่อหานจงจากไป จ้องมองมาที่เมิ่งฮ่าวโดยไม่พูดจา


เวลาค่อยๆผ่านไป และไม่ช้าก็ถึงเวลาตอนเย็น สีหน้าของเมิ่งฮ่าวก็ยิ่งดูกังวล และเต็มไปด้วยความกลัวมากยิ่งขึ้น ในที่สุด เขาก็พูดด้วยเสียงอันสั่นเครือ "ท่านอาจารย์ลุง…"


"อืม เจ้าไปได้แล้ว" ซ่างกวนซิวพูดด้วยความขุ่นเคืองพร้อมกับโบกมือ


เมิ่งฮ่าวยืนขึ้น ทำความเคารพด้วยการประสานมือ และจากไปด้วยความรู้สึกโล่งใจ หลังจากที่มาถึงเชิงเขา เขาก็รีบเร่งความเร็วตรงไปที่ภูเขาทิศใต้


เมื่อเมิ่งฮ่าวจากไป สีหน้าของซ่างกวนซิวก็เปลี่ยนไป มันยกเข็มสีเงินขึ้นมาและตรวจสอบอย่างระมัดระวัง เลียโลหิตที่ยังติดอยู่บนเข็ม สองตามันส่องประกายเจิดจ้า


"มีบางอย่างไม่ถูกต้อง โลหิตนี้มีกลิ่นของสัตว์อสูรระดับต่ำเป็นจำนวนมาก ข้าตรวจไม่พบในตอนแรก เพราะข้าให้ความสำคัญกับผลกระทบของผู้อาวุโสโอวหยางมากเกินไป แต่ตอนนี้โลหิตแห้งไปแล้ว เห็นได้ชัดว่า มันได้กินแกนอสูรเข้าไปไม่ต่ำกว่าร้อยก้อน มันไปหาแกนอสูรมากมายขนาดนี้มาได้จากที่ไหน? เจ้าเมิ่งฮ่าวผู้นี้ต้องแอบซ่อนความลับอะไรไว้เป็นแน่" ความต้องการสังหารเต็มอยู่ในดวงตาของซ่างกวนซิว และร่างของมันก็พุ่งขึ้นไปในอากาศ ไล่ติดตามเมิ่งฮ่าวไป


เมิ่งฮ่าวจากไปด้วยความเร็วสูงสุด รู้สึกผ่อนคลาย แต่ก็ยังรู้สึกตระหนกอยู่เล็กน้อย เขามาถึงด้านนอกของถ้ำแห่งเซียนที่เชิงเขาด้านทิศใต้ เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ ก็เห็นเจ้าอ้วนโผล่ศีรษะออกมาจากต้นไม้ในที่ห่างไกลออกไป เมื่อมันมองเห็นเมิ่งฮ่าว ก็วิ่งเข้ามาหา


"ข้ากลัวแทบตาย" เจ้าอ้วนกล่าว ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก "เมิ่งฮ่าว เจ้าหายไปทั้งบ่าย…" มันส่งถุงเก็บสมบัติคืนให้เมิ่งฮ่าว "ขอบคุณที่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าข้าได้เก็บซ่อนถุงนี่ไว้"


เมิ่งฮ่าวพยักหน้าด้วยสีหน้าที่ผ่าเผย และรับถุงเก็บสมบัติไป และขณะที่เขากำลังยื่นมือออกไปนั้น เสียงร้องหวีดหวิวก็ได้ยินมาจากที่ห่างไกล ลำแสงสีรุ้งก็พุ่งใกล้เข้ามา ทำให้มองเห็นชายชราที่อยู่ในชุดยาวสีทอง ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหนนอกจาก ซ่างกวนซิว


มันกำลังเหาะมา! มีแต่ผู้ฝึกตนที่บรรลุถึงระดับพื้นฐานลมปราณเท่านั้นที่จะเหาะได้ ด้วยการใช้อาวุธเวท บางคนก็อาจจะเหินบินได้ เช่นเดียวกับศิษย์พี่หญิงสวี่ แต่มันไม่ใช่การเหาะที่แท้จริง


เมื่อเห็นดังนี้ หัวใจเมิ่งฮ่าวเต้นรัว เขาเห็นซ่างกวนซิวเหาะลงมาจากเบื้องบนภูเขา ด้วยความเร็วที่เทียบเท่ากับเมิ่งฮ่าว ตอนที่เขายืมพลังจากกระบี่บินเหินไปในท้องฟ้า


ซ่างกวนซิวมองเห็นเจ้าอ้วนกำลังส่งถุงเก็บสมบัติให้เมิ่งฮ่าวในทันทีที่มาถึง และสายตาก็มันก็ส่องประกายแลบขึ้น โดยไม่มีการพูดจา มันพุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าว มั่นใจว่ามันต้องสามารถจับเขาไว้ได้ วันนี้ มันต้องรู้ความลับของเมิ่งฮ่าวให้ได้ บางทีนี่อาจจะเป็นความลับที่สามารถช่วยมันได้อย่างใหญ่หลวง


สีหน้าเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนไป และเกิดความรู้สึกปั่นป่วน แต่เนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉิน และเขาก็ไม่มีเวลาให้ขบคิด เขารีบคว้าถุงเก็บสมบัติและเจ้าอ้วนไว้ จากนั้นก็พุ่งทะยานออกไป และกระบี่บินก็หมุนวนอยู่รอบตัวเขาก่อนที่จะลอยมาอยู่ใต้เท้า เขาเหยียบมันพุ่งไปยังที่ห่างไกล


มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนม่านตาซ่างกวนซิวหดลง มันส่งเสียงเย็นชาออกมาจากลำคอ และเหาะไล่ตามไป


เจ้าอ้วนรู้สึกกลัวจนสีหน้าซีดขาว แต่มันก็ไม่ได้ขยับตัว ด้วยเกรงว่าจะไปรบกวนสมาธิของเมิ่งฮ่าว มันเชื่อมั่นว่าเมิ่งฮ่าวต้องไม่ละทิ้งมันหนีไปคนเดียวแน่นอน


จริงๆแล้ว นี่ก็เป็นความจริง เมิ่งฮ่าวมิใช่คนแบบนั้น เขารู้ดีว่าถ้าเขาปล่อยให้เจ้าอ้วนลงไป เขาก็อาจจะเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น แต่เขาก็รู้ด้วยเช่นกันว่าซ่างกวนซิวก็จะระบายความโกรธไปที่เจ้าอ้วนอย่างแน่นอน ถ้าเขาหนีไปได้


"บัดซบ สำหรับเจ้าผู้นี้มันก็คิดว่า ศิษย์สายนอกก็เหมือนพวกมดแมลง มีแต่ศิษย์สายในเท่านั้นถึงจะเป็นศิษย์ที่แท้จริงของสำนักเอกะเทวะ"


เมิ่งฮ่าวขบฟันมองกลับไปที่ซ่างกวนซิว ซึ่งไล่ตามเข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้น ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็ลอยต่ำลงใกล้พื้นดินไปมากยิ่งขึ้นเช่นเดียว เขาไม่สามารถที่จะหนีไปต่อได้นานนัก เขาพยายามพุ่งต่อไปด้วยความเร็วเท่าที่จะเร็วได้ เหงื่อไหลลงมาจากหน้าผาก จิตใจเต้นรัว เขามองเห็นอาณาเขตของสำนักสายนอกอยู่เบื้องหน้า และในทันใดนั้น เขาก็มีความคิดแวบขึ้นมา เขารู้แล้วว่าต้องทำอะไร


สองตาเขาส่องประกายลุกโชน เขาพุ่งลงไปที่พื้น โผเข้าไปในพื้นที่ของสำนักสายนอก จากนั้นโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบของพลังการฝึกตนของเขา เขากัดฟันและทะยานขึ้นไปบนกระบี่บินอีกครั้ง เสียงร้องหวีดหวิวดังไปทั่วบริเวณ ทำให้ศิษย์สายนอกคนอื่นๆที่อยู่บริเวณนั้นต้องแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบนด้วยสีหน้าเหวอหวา


สีหน้าซ่างกวนซิวเริ่มเครียดขึ้ง ด้วยการโบกสะบัดชายแขนเสื้อ มันก็เร่งความเร็วพุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าว ระยะห่างระหว่างทั้งสองก็เริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เมื่อมันใกล้จะถึงระยะเก้าสิบฉื่อ สีหน้าซ่างกวนซิวก็เปลี่ยนไป เมื่อมันคิดได้ว่าเมิ่งฮ่าวกำลังจะตรงไปที่ไหน ถึงตอนนั้นก็คงสายไปที่จะหยุดเมิ่งฮ่าวได้


เมิ่งฮ่าวเข้ามาใกล้เขตสี่เหลี่ยมจัตุรัสของสำนักสายนอก ซึ่งมีเสาสลักลวดลายมังกรตั้งเรียงรายกันอยู่ บนเวทีที่สูงขึ้นไป ผู้อาวุโสโอวหยางนั่งสมาธิอยู่บนนั้น ในเขตสี่เหลี่ยมจัตุรัสเบื้องล่าง หวังเถิงเฟย ก็นั่งสมาธิอยู่ที่นั่นด้วย


นี่เป็นสถานที่ ที่รับสมัครคัดเลือกการเลื่อนขั้นพิเศษ!


"ข้าต้องการสมัคร!" เมิ่งฮ่าวตะโกนออกมา ขณะที่เขาเข้าไปในเขตสี่เหลี่ยมจัตุรัส


"ข้าสมัครด้วย!" เจ้าอ้วนตะโกน ใบหน้าแดงก่ำเต็มไปด้วยเลือดฝาด


ซ่างกวนซิวหยุดลงที่เบื้องนอกของเขตสี่เหลี่ยมจัตุรัส ความต้องการสังหารเต็มอยู่ในดวงตา แต่มันก็หายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยรอยยิ้มที่ร่าเริง ผู้อาวุโสโอวหยางลืมตาขึ้น มองไปที่เมิ่งฮ่าว รู้สึกประหลาดใจกับพลังการฝึกตนของเขา มองเมิ่งฮ่าวด้วยสายตาที่ชื่นชม


หวังเถิงเฟย ก็ลืมตาขึ้นด้วยเช่นกัน ดูเหมือนว่าไร้ความสนใจในตัวเมิ่งฮ่าวโดยสิ้นเชิง


"ตอนนี้ เจ้าได้สมัครเรียบร้อยแล้ว" ผู้อาวุโสโอวหยางพูดเสียงเย็นชา "เจ้าต้องถูกกักตัวอยู่ในบริเวณนี้ การคัดเลือกจะเริ่มในอีกสองวันข้างหน้า" ผู้อาวุโสโอวหยางกวาดตามองไปที่ซ่างกวนซิว ผู้ซึ่งกำลังมีจิตใจที่ขุ่นมัว ก็ยิ่งทำให้จิตใจของมันขุ่นมัวลงไปอีก แต่มันก็ยิ่งแสร้งยิ้มอย่างมีอัธยาศัยมากยิ่งขึ้น มองไปที่เมิ่งฮ่าว แสร้งแสดงความนิยมชมชื่นในตัวเขาออกมาทางสายตา


เมิ่งฮ่าวมองกลับไปที่มัน และเมื่อทั้งสองสบตาประสานกัน ความโกรธของซ่างกวนซิวก็เดือดพล่าน แต่มันก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นหลังจากที่ผ่านไปชั่วครู่ มันก็หัวเราะขึ้นมาและเดินจากไป


เมื่อมันเดินผ่านเมิ่งฮ่าว มันก็กระซิบว่า "เจ้าล่วงเกินข้า ซ่างกวนซิว ข้าจะปล่อยให้เจ้าอยู่ที่นี่ การคัดเลือกศิษย์สายในจะเป็นที่ตายของเจ้า"


สายตาเมิ่งฮ่าวส่องประกาย เมื่อเขาจ้องอย่างเย็นชาไปยังซ่างกวนซิว


หลังจากนั้น เส้นตายสำหรับการรับสมัครก็มาถึง ก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะมา มีเพียงหวังเถิงเฟยคนเดียวที่มาสมัคร จากนั้นหานจงก็มาถึง ตอนนี้มีเพิ่มขึ้นมาอีกสี่คน ที่เข้ามาในเขตสี่เหลี่ยมจัตุรัสแห่งนี้


พวกมันไม่มีใครเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเมิ่งฮ่าว หยิ่นเทียนหลงและโจวข่ายก็มาด้วย อีกสองคนที่เหลือดูมีอายุประมาณสามสิบปี หนึ่งในนั้นรูปร่างสูงใหญ่และกำยำ อีกคนรูปร่างผ่ายผอมและอ่อนแอ มีรอยแผลเป็นที่น่าเกลียดบนใบหน้าของมัน ทั้งสองคนนี้มีรังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างอย่างน่ากลัว นี่เป็นศิษย์คนอื่นๆของสำนัก ซึ่งอยู่ในระดับขั้นห้าของการรวบรวมลมปราณ


ทั้งสี่เข้ามาในเขตสี่เหลี่ยมจัตุรัส มองมาที่เมิ่งฮ่าวและเจ้าอ้วนด้วยสีหน้าน่ากลัว ความต้องการสังหารอยู่ในดวงตา ที่เต็มไปด้วยความก้าวร้าวของพวกมันซึ่งยากที่จะปกปิดไว้ได้


เจ้าอ้วนมองไปด้วยความกังวล และเมิ่งฮ่าวก็หรี่ดวงตาลง ตอนนี้เขาได้รับรู้ถึงพลังอำนาจอิทธิพลของซ่างกวนซิวแล้ว


เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า และในที่สุดสองวันก็ผ่านไป ตอนนี้เหลือแค่ครึ่งชั่วยามก่อนที่ช่วงวเลาของการรับสมัครจะจบลง รอบๆของเขตสี่เหลี่ยมจัตุรัสก็ล้อมรอบไปด้วยศิษย์สายนอกเต็มไปหมด พวกมันไม่ได้มาเพื่อสมัครเข้าคัดเลือก แต่มาเพื่อดูการคัดเลือกการเลื่อนขั้นศิษย์สายในกรณีพิเศษ และหวังว่าอาจจะได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง รวมไปถึงมาดูความสง่าราศรีทั้งหมดของหวังเถิงเฟย


แน่นอนว่า มีทั้งหมดแปดคนในเขตสี่เหลี่ยมจัตุรัส รวมทั้งเจ้าอ้วน ซึ่งมีพลังการฝึกตนที่ต่ำจนน่าเวทนาด้วย


ขณะที่เสียงพูดคุยดังกระหึ่มไปทั่ว เวลาก็มาถึง เสียงระฆังดังก้องไปทั่วสำนักเอกะเทวะ มันดังต่อเนื่องกันเก้าครั้ง หลังจากที่ผู้อาวุโสโอวหยางลืมตาขึ้น และมองไปที่คนทั้งแปดตรงเบื้องหน้า ผู้อาวุโสโอวหยางก็โบกสะบัดชายแขนเสื้อ และเวทีขนาดใหญ่ที่เรืองแสงออกมาหลากสี ก็เริ่มขยายตัวออกไปจนกระทั่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเกือบหนึ่งหลี่ (500เมตร)


อาวุโสโอวหยางโบกสะบัดมือขวาอีกครั้ง และแผ่นหยกแปดแผ่นก็ลอยออกมา ตรงไปที่คนทั้งแปด เมื่อแผ่นหยกลอยลงไปอยู่ที่เบื้องหน้าของแต่ละคน พวกมันก็มองเห็นตัวเลขที่จารึกบนผิวของแผ่นหยกนั้น จากหนึ่งไปจนถึงแปด


"การแย่งชิงสิ่งของก่อนที่จะต่อสู้เป็นข้อห้าม" อาวุโสโอวหยางพูดเสียงเย็นชา "ในการต่อสู้เพื่อเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน การมีชีวิตอยู่หรือตกตายไปเป็นเรื่องที่คาดคิดได้ หลังจากที่ก้าวเท้าขึ้นไปบนเวทีประลอง ถ้าเจ้าคิดว่าไม่มีทางชนะ ก็อนุญาตให้ยอมแพ้ได้ การต่อสู้รอบแรก หมายเลขหนึ่งและแปด"


หวังเถิงเฟยลืมตาขึ้น และยกแผ่นหยกของมันขึ้นมา บนแผ่นนั้นสลักเป็นหมายเลข 'หนึ่ง' มันยืนขึ้นและลอยขึ้นไปยืนบนเวทีประลอง สายลมพัดพาเส้นผมที่ยาวสยายของมัน พริ้วไปมาอย่างอ่อนโยน ปกคลุมไปบนชุดยาวสีขาวราวหิมะของมัน มันดูสมบูรณ์พร้อมไร้ที่ติ สุภาพ สง่างาม และปราณีตในทุกท่วงท่า มันยิ้มออกมา ทำให้ศิษย์สายนอกทั้งหมดที่ยืนดูอยู่รอบๆเขตสี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่งเสียงร้อง ให้กำลังใจมันออกมาเสียงดังกระหึ่ม ไม่มีใครสักคนที่จะมองเห็น ภายใต้รอยยิ้มของหวังเถิงเฟยนั้น ได้ปกปิดความเจ็บปวดอย่างขมขื่นของการสูญเสียและความพ่ายแพ้ไว้


ในเวลานั้นเอง ซ่างกวนซิวก็ปรากฎกายขึ้นท่ามกลางกลุ่มคน จ้องมองมาอย่างน่ากลัวไปที่เมิ่งฮ่าว


ตอนที่ 29: การคัดเลือกศิษย์สายใน


หยิ่นเทียนหลงสีหน้าสลดลง เมื่อมันมองไปที่ตัวอักษร "แปด" บนแผ่นหยกที่อยู่เบื้องหน้าของมัน มันเอามือไพล่หลัง ใช้วิชาเดินบนสายลม ลอยขึ้นไปบนเวทีประลอง


ในขณะที่เท้าของมันแตะพื้นเวทีประลอง หวังเถิงเฟย ยกเท้าซ้ายของมันขึ้น และทันใดนั้นทั่วทั้งเวทีประลองก็เริ่มสั่นพร้อมด้วยเสียงครืนดังออกมา ราวกับว่ามีเสียงของระเบิดได้เกิดขึ้นมาจากทุกมุมของเวทีประลองแห่งนั้น หวังเถิงเฟยไม่ได้เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย แต่พลังอันมากมายมหาศาลที่มองไม่เห็นก็พุ่งตรงไปที่หยิ่นเทียนหลง


เมื่อมันได้เห็นดังนั้น สีหน้าของหยิ่นเทียนหลงก็เปลี่ยนไป หวังเถิงเฟยไม่แม้แต่จะเคลื่อนไหว ก็ได้สร้างพลังอันมหาศาลกดดันไปที่หยิ่นเทียนหลง ทำให้มันยากที่จะโคจรพลังลมปราณในร่างได้


"ข้ายอมรับความพ่ายแพ้…" มันพูดขึ้นในทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่า มันไม่ต้องการที่จะได้ยินคำวิจารณ์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับการตัดสินใจของมัน หลังจากที่แสดงความเคารพด้วยการประสานมือ มันก็พุ่งทะยานออกไปจากเวทีประลองและหายลับไปจากเขตพื้นที่สีเหลี่ยมจัตุรัสในทันที


ผู้อาวุโสโอวหยางยังคงมีสีหน้าไร้ความรู้สึก พูดอย่างเนิบช้าขึ้นอีกครั้ง "หวังเถิงเฟยคือผู้ชนะ การต่อสู้รอบที่สอง หมายเลขสอง และ เจ็ด"


เมื่อคำพูดดังออกมา เจ้าอ้วนก็มองไปยังตัวอักษร "สอง" ที่ได้สลักไว้บนแผ่นหยกของมัน และร่างก็เริ่มสั่นสะท้าน ในเวลาเดียวกันนั้น ผู้ฝึกตนที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้า ซึ่งอยู่ในระดับขั้นห้าของการรวบรวมลมปราณ ก็จ้องมองมาที่มันด้วยความเย็นชา จากนั้นก็เดินขึ้นไปบนเวทีประลอง


"แค่เดินขึ้น แล้วก็ยอมรับความพ่ายแพ้" เมิ่งฮ่าวกล่าวกับเจ้าอ้วนด้วยเสียงแผ่วเบา ผลักมันออกไปข้างหน้า ร่างกลมๆของเจ้าอ้วนก็ลอยขึ้นไปบนเวทีประลอง


เมื่อมันยืนบนเวทีประลอง ก็รีบพูดว่า "ยอมรับ…" มันไม่ทันที่จะพูดคำที่สามออกมา ก่อนที่เจ้าอ้วนจะพูดจบ ผู้ฝึกตนที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้า สองตาเต็มไปด้วยรังสีสังหาร ก็ยกแขนของมันขึ้น กระบี่บินก็พุ่งตรงไปที่เจ้าอ้วน พร้อมเสียงแหวกฝ่าอากาศด้วยความเร็วอย่างน่าตกใจ ตอนที่เจ้าอ้วนพูดคำว่า 'ยอมรับ' กระบี่บินก็ห่างจากลำคอของมันในระยะแค่หกฉื่อ


ในเวลานั้นเมื่อเห็นได้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มันก็สายไปแล้ว สีหน้าของเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนไป และกำลังจะขยับตัวพุ่งออกไป ในเวลาเดียวกันนั้น ผู้อาวุโสโอวหยางก็สะบัดวัตถุบางอย่างออกไปด้วยพลังนิ้ว ก่อนที่กระบี่บินจะแทงทะลุลำคอของเจ้าอ้วน เสียงสดใสกังวาลก็ได้ยินไปทั่ว และกระบี่บินก็หักเหทิศทางไป คอเจ้าอ้วนมีรอยกรีดเพียงเล็กน้อย โลหิตไหลซึมออกมา


เจ้าอ้วนถอยหลังไปก้าวใหญ่ สีหน้าซีดขาว จากนั้นมันก็กระโดดลงจากเวทีประลอง และวิ่งกลับไปหาเมิ่งฮ่าวด้วยความกลัว มันไม่เคยมีประสบการณ์ที่ใกล้ชิดกับความตายเช่นนี้มาก่อน


เมิ่งฮ่าวมองไปที่โลหิตที่ซึมออกมาเป็นลายเส้นบนคอของเจ้าอ้วน และรังสีสังหารก็ปรากฎขึ้นในดวงตาของเขา คู่ต่อสู้ของเจ้าอ้วนโจมตีอย่างโหดเหี้ยมชั่วร้ายเป็นอย่างยิ่ง และเห็นได้ชัดว่าต้องการที่จะสังหารมัน ถ้าเป็นเมิ่งฮ่าวเจอแบบนั้นก็คงไม่เป็นไร แต่เจ้าอ้วนมีพลังการฝึกตนที่ต่ำเกินไป การโจมตีไปแบบนั้น เป็นเรื่องที่เมิ่งฮ่าวยากที่จะยอมรับได้


มองไปรอบๆ เมิ่งฮ่าวก็เห็นซ่างกวนซิวยืนอยู่ในที่ที่ห่างออกไป ใบหน้าที่น่ากลัวของเขาเต็มไปด้วยรังสีสังหาร เปลวไฟแห่งโทสะได้ระเบิดออกมาในจิตใจของเมิ่งฮ่าว เขาไม่เคยทำอะไรหรือไปขัดใจซ่างกวนซิวมาก่อน แต่ซ่างกวนซิวกลับเป็นฝ่ายมาหาเรื่องเขาก่อน เป็นผู้ที่สั่งให้เจ้าหน้ารอยแผลเป็นมาโจมตีเจ้าอ้วนด้วยความต้องการที่จะสังหารให้ตกตาย


ในตลอดสองปีที่ผ่านมาในสำนักเอกะเทวะแห่งนี้ เมิ่งฮ่าวไม่เคยแสดงรังสีสังหารที่เข้มข้นรุนแรงเช่นนี้ออกมาเลย แต่ตอนนี้สองตาของเขาส่องประกายด้วยรังสีสังหารอันเข้มข้นอย่างชัดเจน


สิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นนี้ ได้ส่งผลที่เห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งแม้แต่ศิษย์สายนอกที่อยู่รอบๆ นั้นก็สามารถบอกได้ จากหนึ่งไปสองแล้วก็ต่อไปเรื่อยๆ พวกมันเริ่มที่จะมองไปที่เมิ่งฮ่าว เสียงพูดซุบซิบก็ดังขึ้นไปทั่ว


"รอบต่อไป หมายเลขสาม และ หก" ผู้อาวุโสโอวหยางพูดไป ก็ขมวดคิ้วไปด้วย


หานจงยืนขึ้น แผ่นหยกหมายเลขสามอยู่ในมือของมัน เมื่อมันเดินผ่านเมิ่งฮ่าว มันก็กระซิบว่า "เจ้าไปขัดใจท่านอาจารย์ลุงซ่างกวน ไม่เพียงแต่เจ้าเท่านั้นที่จะตายในวันนี้ สหายของเจ้าก็จะต้องตายไปด้วย" ในสำนักแห่งนี้สามารถกล่าวได้ว่านอกเหนือจากผู้อาวุโสคนอื่นๆแล้ว ซ่างกวนซิวเป็นคนที่มีพลังอำนาจมากที่สุด และทรงอิทธิพลในหมู่ศิษย์ของสำนักมากที่สุดคนหนึ่ง


สืบเนื่องมาจากความเสื่อมโทรมของสำนักเอกะเทวะ ทำให้มีศิษย์จำนวนน้อย ความยุ่งเหยิงของกฎของสำนัก และการเข่นฆ่าระหว่างศิษย์สายนอกด้วยกันเอง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะว่าสำนักเอกะเทวะใกล้มาถึงจุดจบในยุคของมันแล้ว และไม่เหมือนกับสิ่งที่เคยเป็นมาแม้แต่น้อย


จำนวนเม็ดยาก็มีเพียงเล็กน้อย การแจกจ่ายอย่างยุติธรรมจะทำได้อย่างไร… เม็ดยาเพิ่มลมปราณก็ไม่มากนัก จึงแน่นอนว่ามันจะกลายเป็นต้นเหตุของการต่อสู้จนถึงแก่ความตาย ระหว่างศิษย์ด้วยกันเพื่อให้ได้เม็ดยามากลืนกินช่วยเพิ่มพลังลมปราณ


ดังนั้น ทุกๆคนเพื่อตัวของมันเอง ก็ปล่อยให้เกิดความวุ่นวายไป ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ระดับขั้นหนึ่งของการรวบรวมลมปราณ หรือระดับขั้นห้า ปล่อยให้เกิดความวุ่นวายไปทั้งกฎและความตาย มันไม่มีความยุติธรรมอยู่ที่นี่ การมีชีวิตอยู่หรือตกตายไป ถูกตัดสินโดยโชคชะตา


ไม่มีคำสั่งสอน ไม่มีใครให้คำแนะนำว่าควรจะฝึกฝนตัวเองอย่างไร มีเพียงตำรารวบรวมลมปราณเพียงเล่มเดียว ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นหนอนที่น่าสมเพช หรือมังกรผู้ยิ่งใหญ่ ก็มีแต่พึ่งพาได้เพียงโชคของมันเท่านั้น ถ้าประสบความสำเร็จ ก็มีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าล้มเหลว ก็ตกตายไป ถ้าเข้มแข็ง ก็รอด ถ้าอ่อนแอ ก็จบสิ้น


ใครก็ตามที่สามารถเข่นฆ่าจนสร้างเป็นเส้นทางไปสู่จุดสิ้นสุดได้ ก็จะกลายเป็นศิษย์สายใน และจะเป็นศิษย์ที่แท้จริงของสำนักเอกะเทวะ และเป็นศิษย์ที่แท้จริงของผู้อาวุโสโอวหยาง


ในอดีตที่ผ่านมา เจ้าสำนักเหอลั่วฮว่า ได้เน้นไปที่การสร้างสำนักให้มีความแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่สำเร็จด้วยแรงกดดันของความเป็นจริง เขาจึงได้หลีกเลี่ยงความเป็นจริงโดยการหลบหน้าไปนั่งกัมมัฎฐานเป็นเวลานาน ผู้อาวุโสโอวหยางเป็นผู้ที่มีบุคลิกอันอ่อนโยนนุ่มนวล และพลังการฝึกตนของท่านก็ก้าวไปไกลเท่าที่จะไกลได้ ตอนนี้ท่านก็อยู่ในช่วงปีสุดท้ายของชีวิตอันยาวนาน มีเวลาเหลืออยู่ไม่มากนัก ดังนั้นท่านจึงไม่มีพลังมากพอที่จะใช้เวลาอยู่ในสำนัก


ท่ามกลางศิษย์สายในศิษย์พี่หญิงสวี่ ก็มักจะนั่งสมาธิเพียงลำพังไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ด้วยบุคลิกส่วนตัวที่เย็นชา นางจึงไม่ได้ให้ความสนใจมากนักเกี่ยวกับกิจการในสำนัก ศิษย์พี่เฉินก็ให้ความสำคัญมุ่งเน้นไปที่วิถีทางแห่งเต๋า และไม่ได้เข้าร่วมในงานของสำนักเช่นเดียวกัน เมื่อแต่ละคนต่างก็มีพฤติกรรมเช่นนี้ ก็คงเหลือ ซ่างกวนซิว เพียงเท่านั้น


พลังการฝึกตนของมัน อยู่ที่ระดับเก้าของการรวบรวมลมปราณ และมันมีอายุเก้าสิบปี มันได้ทำงานรับใช้สำนักเป็นอย่างดี และกลายมาเป็นอาจารย์ลุงของศิษย์ในสำนักอย่างช่วยไม่ได้ แต่สำนักอยู่ในช่วงตกต่ำ ทำให้สำนักอื่นๆเห็นว่ามันอยู่แค่ระดับการรวบรวมลมปราณเท่านั้น ไม่ควรจะเรียกมันว่าอาจารย์ลุง


เมิ่งฮ่าวมองหานจงเมื่อมันทะยานขึ้นไปบนเวทีประลองราวประกายแสง คู่ต่อสู้ของมันก็คือโจวข่าย และดูเหมือนว่านี่จะเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีผลต่อชีวิต โจวข่ายยอมรับความพ่ายแพ้ในทันที และการคัดเลือกก็จบลงโดยไม่มีการต่อสู้


การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของรอบแรกได้มาถึง เมิ่งฮ่าวลุกขึ้นยืน และเหินไปบนเวทีประลอง คู่ต่อสู้ของเขาเป็นบุรุษรูปร่างสูงและกำยำแข็งแรง ผู้ซึ่งอยู่ในระดับขั้นห้าของการรวบรวมลมปราณ ร่างของมันแผ่รังสีสังหารออกมารุนแรง จากการที่เมิ่งฮ่าวมองไปที่มัน ก็สรุปได้ว่ามันมีประสบการณ์ในการสังหารผู้คนมามากมาย


มันมองมาที่เมิ่งฮ่าว และคำรามออกมา วิ่งตรงมาที่เขา ร่างของมันขยายใหญ่ขึ้น ยกแขนขึ้นมาและทันใดนั้น ขวานที่ส่งประกายวาววับก็ปรากฎขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าเป็นวัตถุที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน


เมิ่งฮ่าวสีหน้าเคร่งเครียด ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ กระบี่บินก็ปรากฎขึ้นมาอย่างรวดเร็วและพุ่งตรงออกไป แต่เมื่อพุ่งห่างจากบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้นั้นราวหกฉื่อ เกราะป้องกันอันอ่อนนุ่มก็ปรากฎขึ้น ป้องกันการโจมตีจากกระบี่บินไว้ได้


"วันนี้เจ้าต้องตาย!" บุรุษร่างสูงใหญ่ตวาดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มที่น่าเกลียด ก่อนที่มันจะมาร่วมคัดเลือกในครั้งนี้ ซ่างกวนซิวได้มอบอาวุธเวทให้มัน ถึงแม้ว่าพลังการฝึกตนของเมิ่งฮ่าวจะสูงกว่ามันเล็กน้อย มันก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล


"ตูม" เมิ่งฮ่าวตะโกนขึ้นมาอย่างเย็นชา สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยเหมือนเดิม กระบี่บินได้ระเบิดขึ้นพร้อมเสียงตูม ส่งผลให้บุรุษร่างสูงใหญ่กระเด็นกลับไป เกราะป้องกันที่อยู่เบื้องหน้ามันส่องประกาย ป้องกันมันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ


มันพุ่งเข้ามาอีกครั้งพร้อมเสียงหัวเราะ แต่เมิ่งฮ่าวรวดเร็วกว่า เขาพุ่งไปข้างหน้า ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ กระบี่บินสองเล่มปรากฎขึ้น พุ่งออกไปจากนั้นก็ระเบิดออกมาเสียงดังกึกก้อง และเกราะป้องกันของมันก็เริ่มงอโค้ง สีหน้าของบุรุษร่างสูงใหญ่เปลี่ยนไป และก่อนที่มันจะขยับตัว กระบี่บินอีกสี่เล่มก็พุ่งเข้ามา เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง และเกราะป้องกันก็ฉีกขาดกระจายออกเป็นชิ้นๆ กระบี่บินพุ่งแทงทะลุผ่าน ตรงเข้าไปที่หน้าอกของบุรุษร่างสูงใหญ่ มันส่งเสียงร้องออกมาอย่างน่าอนาถใจ และพ่นโลหิตออกมาจากปาก


ก่อนที่ร่างของมันจะล้มกระแทกพื้น กระบี่บินอีกเล่มก็พุ่งออกมาจากเมิ่งฮ่าว ส่องประกายวาววับเมื่อมันได้แทงเข้าไปในลำคอของบุรุษผู้นั้น มันตกลงไปนอนกระตุกบนพื้นในกองโลหิต แล้วก็ตายไป


ตั้งแต่ที่ได้เข้าสังกัดสำนักมา เมิ่งฮ่าวไม่ได้สังหารใครมากมาย แต่เวลานี้เขาได้สังหารบุรุษผู้นี้ด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิต เขาเหินลงมาจากเวทีประลอง มองไปที่หานจงด้วยสายตาที่เย็นเยียบ


"ครั้งหน้า เจ้าตาย" เขาพูดขึ้น นั่งขัดสมาธิ ปิดตาลง


แก้วตาหานจงหดเล็กลง และรังสีสังหารของมันก็เข้มข้นมากยิ่งขึ้น


เสียงซุบซิบสนทนาดังกระหึ่มจากศิษย์สายนอกที่ดูอยู่รอบๆ เมื่อพวกมันได้สติกลับคืนมาจากเหตุการณ์ที่ได้เห็น พวกมันตกใจจากความกระหายเลือดของเมิ่งฮ่าว


"เมิ่งฮ่าวเป็นผู้ชนะ การแข่งขันครั้งแรกของรอบสอง คือ หวังเถิงเฟย และ ซูเกอ" เสียงของผู้อาวุโสโอวหยางเย็นชา ราวกับว่าท่านไม่ได้สัมผัสถึงกลิ่นคาวโลหิตแม้แต่น้อย


ซูเกอ ก็คือ ผู้ฝึกตนที่พยายามจะสังหารเจ้าอ้วนเมื่อก่อนหน้านี้ เมื่อมันได้ก้าวเท้าขึ้นไปบนเวทีประลอง มันก็ยอมรับความพ่ายแพ้ ทำความเคารพหวังเถิงเฟยด้วยการประสานมือ หันหลังกลับและออกไปจากเขตสี่เหลี่ยมจัตุรัสอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้


ถึงจุดนี้ ทุกคนก็สามารถเห็นได้ว่าหานจง หรือ ผู้ฝึกตนทั้งสี่คนที่อยู่ในระดับขั้นห้า เป้าหมายของพวกมันไม่ได้อยู่ที่การเลื่อนขั้น แต่มีเป้าหมายที่ต้องการสังหารเมิ่งฮ่าวมากกว่า


"การต่อสู้ครั้งที่สอง เมิ่งฮ่าว และ หานจง" ผู้อาวุโสโอวหยางมองไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างตั้งใจ และเมื่อท่านพูดจบ ความเงียบก็ปกคลุมไปทั่วทั้งเขตสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทุกคนจ้องไปที่เมิ่งฮ่าว และหานจง


เมิ่งฮ่าวดูมีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิมเมื่อเขาก้าวขึ้นไปบนเวทีประลอง หานจงขึ้นไปถึงเกือบจะเป็นเวลาเดียวกับเมิ่งฮ่าว ไม่มีความจำเป็นต้องแนะนำอะไรทั้งสิ้น ทั้งสองโจมตีซึ่งกันและกันในเวลาเดียวกัน


เสียงดังราวฟ้าร้องดังออกมา เมื่อกระบี่บินสามเล่มปรากฎขึ้น หมุนวนอยู่รอบๆเมิ่งฮ่าว เกราะป้องกันของหานจงก็ปรากฎขึ้นโคจรไปมารอบๆตัวมัน และเบื้องหน้าของมัน ก็มีแผ่นป้ายห้าสีส่องแสงเรืองรองปรากฎออกมาด้วย ในทันใดนั้นก็พุ่งกวาดตรงไปที่เมิ่งฮ่าว


เมิ่งฮ่าวไม่พูดสิ่งใด เมื่อแผ่นป้ายห้าสีตรงมาถึง เขาไม่ล่าถอย เขายกแขนซ้ายขึ้นมา และทันใดนั้น เปลวไฟแห่งงูที่ยาวประมาณสี่สิบห้าฉื่อก็ปรากฎขึ้น มันส่งเสียงคำรามและพุ่งไปเบื้องหน้า เปลวไฟแห่งงูไม่ได้รูปร่างคล้ายงูตัวเล็กๆแต่ใหญ่โตคล้ายงูเหลือม รังสีพลังความร้อนของมันกระจายออกมาเมื่อมันพุ่งออกไป


ในเวลาเดียวกันนั้น มือขวาของเมิ่งฮ่าวก็ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ กระบี่บินหกเล่มก็ปรากฎขึ้นและพุ่งตรงไป


หานจงหัวเราะเสียงเย็นเยียบ ดวงตาของมันทอประกายแห่งรังสีการฆ่าฟัน มันก้าวไปข้างหน้า จากนั้นก็ตบมือซ้ายลงไปที่พื้น เมื่อมันยืนขึ้น เสียงกึกก้องก็ดังขึ้น และทั่วทั้งเวทีประลองก็เริ่มสั่น ทันใดนั้นที่เบื้องหน้าของมันก็ปรากฎยักษ์หินขึ้นมา สูงประมาณเก้าร้อยฉื่อ ด้วยเสียงคำรามดังกึกก้อง ยักษ์หินก็พุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ เมื่อมันกระแทกไปที่เปลวไฟแห่งงู เสียงระเบิดอย่างรุนแรงราวเสียงฟ้าผ่าก็ดังไปทั่วเวทีประลอง


ท่ามกลางเสียงคำราม แผ่นป้ายห้าสีก็พุ่งตรงมา เมื่อมาใกล้ถึงกระบี่บินของเมิ่งฮ่าว ดวงตาของหานจงก็เปล่งประกายสว่างจ้า


"วิชาห้ารังสีประหาร!"


สิ้นเสียงของหานจง ทันใดนั้น แผ่นป้ายห้าสีก็สั่นกระเพื่อม จากนั้นก็เริ่มส่องประกายแสงสว่างจ้าไปทั่วทุกทิศทาง กระแสของหมอกสองสีก็พุ่งออกมา กลายร่างเป็นวิญญาณสองตน พุ่งตรงเข้าหาเมิ่งฮ่าวด้วยเสียงร้องแหลมสูง สำหรับวิญญาณตนที่สองของกระแสหมอกสองสีเพียงเห็นได้แค่บางส่วน เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะระดับของการฝึกตนของหานจง มันจึงมีขีดจำกัดในการใช้วิชานี้


เมื่อวิญญาณแห่งหมอกสองสีปรากฎขึ้น ศิษย์สายนอกที่อยู่รอบๆ ก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ


"นั่นเป็นวิชาห้ารังสีประหารที่สมบูรณ์แบบของท่านอาจารย์ลุงซ่างกวน! กล่าวกันว่ามันเป็นหนึ่งในวิชาที่แข็งแกร่งที่สุด สำหรับศิษย์ในสำนักที่ยังไม่มีพื้นฐานที่สมบูรณ์ ศิษย์พี่หานจงเรียกออกมาได้เพียงแค่สองตนเท่านั้นเอง!"


"ดังนั้นหานจงสามารถใช้วิชานี้! ใช่แล้ว มันต้องเป็นเพราะแผ่นป้ายนั้นแน่นอน มันเป็นอาวุธเวทที่ได้รับมาจากท่านอาจารย์ลุงซ่างกวนใช่หรือไม่?"


พร้อมเสียงแหลมสูงแสบแก้วหู วิญญาณแห่งหมอกสองสีก็พุ่งตรงเข้าหาเมิ่งฮ่าวด้วยพลังที่ยากต่อต้าน เมื่อกระบี่บินหกเล่มของเขากระทบพวกมัน กระบี่ก็แตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย


ตอนที่ 30: ฆ่าหานจง สู้หวังเถิงเฟย!


ริมฝีปากของซ่างกวนซิวบิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มที่ดูเคร่งเครียด ยืนอยู่ที่เขตเพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสใต้เวทีประลอง มันไม่ได้สนใจเท่าไรนักว่าเมิ่งฮ่าวจะมีชีวิตอยู่หรือตายไป มันเพียงต้องการของวิเศษในถุงเก็บสมบัติของเมิ่งฮ่าวเท่านั้น


หลังจากที่เมิ่งฮ่าวได้ลงสมัครเพื่อคัดเลือกเป็นศิษย์สายใน มันก็ได้ไปหาโจวข่าย และหยิ่นเทียนหลงเพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในภูเขาสีดำ ทั้งสองบอกให้มันรู้ว่าเมิ่งฮ่าวได้กระตุ้นสัตว์อสูรจำนวนมากมายด้วยสิ่งที่อาจจะเป็นเวทอสูร


ซ่างกวนซิวได้บอกทั้งสองว่ามันไม่ใช่เวทอสูร แต่เป็นอาวุธเวทมากกว่า


เมิ่งฮ่าวหรี่ตาลง มองไปที่วิญญาณแห่งสายหมอกสองสีที่กำลังใกล้เข้ามา จากนั้นก็ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ และโบกสะบัดชายแขนเสื้อ กระแสรังสีของกระบี่บินก็พุ่งออกมาจากถุงเก็บสมบัติ


เพียงแค่กะพริบตา กระบี่บินยี่สิบเล่มก็ปรากฎขึ้น ลอยอยู่เต็มกลางอากาศ ดูน่าตกใจมิใช่น้อย จากนั้นก็พุ่งตรงไปที่วิญญาณแห่งสายหมอกสองสี


รูปลักษณ์ภายนอกของกระบี่บินส่วนใหญ่อยู่ในสภาพที่แย่ หรือไม่ก็มีสีสันลายพร้อย


เมื่อได้เห็นเช่นนี้ ศิษย์สายนอกที่มุงดูอยู่รอบๆ ก็อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ แต่ก่อนที่พวกมันจะได้เริ่มสนทนาเรื่องนี้ด้วยกัน มีดสายลมก็พุ่งไปถึงวิญญาณแห่งสายหมอก และเสียงระเบิดก็ดังกึกก้อง


วิญญาณแห่งสายหมอกสั่นไปมา จากนั้นกระบี่บินก็พุ่งมาถึง และเสียงร้องที่น่าอนาถใจสองเสียงก็ดังขึ้น วิญญาณแห่งสายหมอกสองสีเป็นอาวุธเวทที่พิเศษก็จริง แต่กระบี่บินก็มีมากมายยิ่งนัก


วิญญาณแห่งสายหมอกถูกกรีดขาดกลายเป็นชิ้นๆ และกระบี่บินก็ยังคงพุ่งไปพร้อมกันที่แผ่นป้ายห้าสี เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง และแผ่นป้ายก็แตกหักพร้อมไปกับกระบี่บินจำนวนครึ่งหนึ่ง หานจงมองดูด้วยความงงงัน เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงเก็บสมบัติอีกครั้ง หยิบแกนอสูรออกมากลืนลงไป พร้อมกับกระบี่บินอีกสิบเล่มปรากฎขึ้นพุ่งตรงไป


หานจงไม่เคยคิดมาก่อนว่าเมิ่งฮ่าวจะมีกระบี่บินมากมายเพียงนี้ มันถอยไปด้านหลัง โบกสะบัดแขนขวา แสงสว่างวาบขึ้น เกราะป้องกันสองชั้นก็ปรากฎอยู่รายรอบตัวมัน แต่มันก็ยังคงมีความกังวลใจ ขนทั่วร่างของมันลุกชี้ชัน และรู้สึกผิวหนังชาด้าน


มันรู้ดีว่าเป็นหรือตายขึ้นอยู่กับเสี้ยวเวลานี้ มันขยับแขนขวาขึ้นอีกครั้ง และจี้หยกก็ปรากฎขึ้นมาอยู่ตรงหน้าของมัน เพิ่มเกราะป้องกันอีกหนึ่งขั้นอยู่รอบตัวมัน เมื่อมีเกราะป้องกันสามชั้น มันก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย


จากนั้น พิรุณกระบี่ก็ตกลงมา รังสีของกระบี่บินสาดประกายเหมือนจะไร้ที่สิ้นสุด กระแทกเข้าไปที่เกราะป้องกันชั้นแรกครั้งแล้วครั้งเล่า และเกราะป้องกันชั้นแรกก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เกือบจะในทันที แวบเดียวหลังจากนั้น เกราะป้องกันชั้นที่สองก็แหลกสลายกลายเป็นชิ้นๆ ไม่สามารถที่จะต้านทานพิรุณกระบี่ไว้ได้


"มันมีกระบี่บินมากมายปานนั้นได้อย่างไร!?" แก้วตาหานจงหดเล็กลง และมันเริ่มขวัญหนีดีฝ่อ กระโดดถอยออกไปไกล


เพียงกะพริบตาแค่หนึ่ง เกราะป้องกันชั้นที่สามก็หายไป และจี้หยกก็แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่สามารถที่จะต้านทานฝูงของกระบี่บินได้ และจากนั้นพิรุณกระบี่ก็ตกลงใส่หานจง จนมันต้องแผดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด กระบี่เล่มแล้วเล่มเล่าแทงเข้าไปในตัวมัน


ฝูงกระบี่ยกร่างของมันขึ้นไปในท้องฟ้า จากนั้นก็ปล่อยลงมาให้กระแทกไปบนพื้นของเวทีประลอง ร่างของหานจงกระตุกเล็กน้อย จากนั้นก็ปล่อยลมหายใจเฮือกสุดท้ายออกมา กระบี่ติดอยู่บนร่างของมันเต็มไปหมดจนดูคล้ายตัวเม่น ทุกคนที่อยู่รอบๆเวที อยู่ในอาการปากอ้าตาค้าง สีหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความแปลกประหลาดใจ


"มัน… มัน… มันมีกระบี่บินมากมายขนาดนั้นได้ยังไง!?"


"กระบี่บินมากมายยิ่งนัก ไม่ประหลาดใจเลยที่มันเป็นเจ้าของร้าน ไม่กี่วันก่อนข้าเห็นมันขายกระบี่ไปอย่างน้อยก็สิบเล่ม มันไม่ได้ขายเพียงแค่เม็ดยาเท่านั้น เร็วๆนี้ มันยังได้ขายอาวุธเวทอีกด้วย"


"เมิ่งฮ่าวคงมีบุญวาสนาที่ดีไม่น้อย พลังการฝึกตนของมัน ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ บางทีมันอาจจะไปเจอของวิเศษ ในตอนที่ไปผจญภัยอยู่ในป่าก็เป็นได้" เสียงพูดจาดังกระหึ่มไปในอากาศ เมื่อซ่างกวนซิวได้ยิน คิ้วก็ขมวดเป็นรอยลึกและใบหน้าของมันก็หมองคล้ำลง


เมิ่งฮ่าวยืนอยู่บนเวทีประลองด้วยสีหน้าซีดขาว เขายังคงมีพลังลมปราณหลงเหลืออยู่บางส่วน การโจมตีของเขา โดยเฉพาะช่วงท้ายสุดที่ใช้กระบี่บินไปยี่สิบเล่ม ทำให้เขาต้องสูญเสียพลังลมปราณหมดไปอย่างรวดเร็ว เขาอยู่แค่ระดับขั้นหกของการรวบรวมลมปราณ


โชคยังดีที่เขาได้กินแกนอสูรลงไประหว่างการต่อสู้ ช่วยให้เขาสร้างพลังลมปราณขึ้นมาใหม่ได้ในเวลาอันสั้น ทำให้การโจมตีของเขามีผลดีมากยิ่งขึ้น เมิ่งฮ่าวได้คิดสร้างวิธีการต่อสู้ด้วยตัวของเขาเอง และมีความคุ้นเคยกับวิธีการนี้เป็นอย่างดีจากการที่ได้ฝึกฝนอยู่เป็นประจำ


เขาโบกมือขวา กระบี่ทั้งหมดก็ลอยออกมาจากซากศพของหานจงและพุ่งกลับมาที่เขา โลหิตหยดลงพื้นเวทีประลองตลอดทาง ฝูงกระบี่หมุนวนไปรอบร่างของเมิ่งฮ่าวก่อนที่จะกลับเข้าไปในถุงเก็บสมบัติ


เขาลงมาจากเวทีประลองและไปนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างกายเจ้าอ้วน เขาหยิบแกนอสูรใส่เข้าไปในปาก และรับรู้ถึงการละลายของมัน เขาไม่สนใจถ้ามีใครเห็นเขากินมันเข้าไปมากมาย ตราบเท่าที่พวกมันได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนภูเขาสีดำ เขาควรสามารถที่จะมีแกนอสูรได้มากมาย


ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีการต่อสู้อื่นที่ต้องกังวลอีก ความอัปยศที่เขาได้กล้ำกลืนไว้ ภายใต้การโจมตีจากสี่ดรรชนีของหวังเถิงเฟย ต้องได้รับการตอบแทนในวันนี้อย่างสาสม เขาได้เฝ้ารอคอยสำหรับวันนี้มาเป็นเวลานาน


ผู้อาวุโสโอวหยางมองไปที่เมิ่งฮ่าว สายตาเต็มไปด้วยความนิยมชมชอบอย่างเห็นได้ชัด การยอมรับในตัวเมิ่งฮ่าวของท่านนั้น ได้เริ่มมาจากวันแจกเม็ดยาของสำนักนั่นเอง เมื่อเห็นว่าเมิ่งฮ่าวกำลังก้าวหน้าขึ้น สีหน้าของท่านก็ส่องประกายแห่งความพึงพอใจออกมา


ผู้อาวุโสโอวหยางไม่สนใจว่าอะไรที่ทำให้เมิ่งฮ่าวมีบุญวาสนาที่ดี ด้วยการเป็นผู้ฝึกตน บุญวาสนาที่ดีมาจากการกำหนดของโชคชะตาเท่านั้น ท่านรู้สึกชอบบุคคลที่มีบุญวาสนาที่ดีโดยเฉพาะ รอยยิ้มของท่านเต็มไปด้วยความเมตตา แต่ลึกๆในใจของท่านให้รู้สึกเสียใจและกังวลใจ


"โดยการไม่คำนึงถึงว่าใครจะเป็นหรือตาย ในการต่อสู้ของการคัดเลือกศิษย์สายใน พรสวรรค์ของหวังเถิงเฟย เป็นสิ่งที่ยากจะพบเห็นในรอบร้อยปีมานี้ พลังการฝึกตนของมันก็ไม่ธรรมดาในระดับอายุเท่านี้ ถ้ามันก้าวไปถึงระดับพื้นฐานลมปราณที่สมบูรณ์ มันก็จะเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์อันหาได้ยาก แม้จะอยู่ในช่วงวันเวลาแห่งความรุ่งเรืองของสำนักก็ตาม เมิ่งฮ่าวไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันอย่างแน่นอน…"


ซ่างกวนซิวยืนอยู่ที่นั่นท่ามกลางฝูงชนด้วยสีหน้าที่ดูเคร่งเครียดมากยิ่งขึ้น มันหรี่ดวงตาลง


มันคิดไม่ถึงว่าเมิ่งฮ่าวจะสามารถกำจัดหานจงได้ โดยเฉพาะตั้งแต่ที่มันให้อาวุธเวทที่ทรงพลังแก่หานจง ความแข็งแกร่งของวิญญาณแห่งสายหมอก ที่ถูกเรียกออกมาจากแผ่นป้ายห้าสี ควรที่จะมีความสามารถทำลายเมิ่งฮ่าวได้อย่างไม่มีปัญหา


และเมื่อกระบี่บินสิบสองเล่มของเมิ่งฮ่าว ได้กรีดวิญญาณแห่งสายหมอกออกเป็นชิ้นๆ แม้แต่ซ่างกวนซิวก็ยังตกใจที่ได้เห็นกระบี่บินมากมายขนาดนั้น ถึงแม้ว่ามันจะเป็นกระบี่บินที่มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับต่ำ แต่มันยังคงมีความคม แม้แต่เหล็กก็คงกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หากเจอกับกระบี่บินที่มีจำนวนมากมาย ซึ่งสร้างความตกใจและประหลาดใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นได้ทุกคน


ในเวลาเดียวกันนั้น ไกลออกไปบนภูเขาทิศตะวันออก ยืนไว้ด้วยบุรุษวัยกลางคน อายุประมาณสี่สิบปี สวมใส่ชุดยาวสีดำ และมองดูเหมือนนักศึกษา เมื่อมันได้เห็นการต่อสู้ในพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสเขตสำนักสายนอก สายตาของมันก็เต็มไปด้วยประกายของความแปลกใจ และเริ่มที่จะมุ่งความสนใจไปที่เมิ่งฮ่าว


"เด็กผู้นี้… ไม่ควรค่าแก่การเฝ้าดูมาก่อน พรสวรรค์ของมันก็ไม่มีอะไรที่พิเศษ แต่ดูเหมือนว่ามันจะมีบุญวาสนาที่ดีอย่างเหลือเชื่อ" บุรุษผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากผู้ที่มีพลังอันแข็งแกร่งอย่างน่ามหัศจรรย์ เจ้าสำนัก เหอลั่วฮว่า ผู้ซึ่งมีระดับการฝึกตนอยู่ที่ขั้นการก่อตั้งแกนลมปราณ


"ถ้ามันไม่ได้สู้กับหวังเถิงเฟย เด็กผู้นี้ก็อาจจะได้เข้าร่วมกับสำนักสายใน แต่เมื่อเป็นหวังเถิงเฟย… มันเป็นเรื่องที่ยากมาก"


เหอลั่วฮว่า มองดูเมิ่งฮ่าวด้วยสายตาแห่งความเมตตา สำหรับการเป็นผู้ฝึกตนในระดับการก่อตั้งแกนลมปราณ และเจ้าสำนักเอกะเทวะ เขาไม่ได้สนใจไปที่ความบิดเบี้ยวของโชคชะตา และบุญวาสนา ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางศิษย์ ผู้ซึ่งยังคงฝึกอยู่ในระดับการรวบรวมลมปราณมากนัก ทุกสิ่งจะดำเนินไปตามธรรมชาติของมันเอง


ถ้าศิษย์ผู้นี้โชคดี เขาก็ยินดีด้วย แต่ด้วยการแสดงออกของหวังเถิงเฟย เหอลั่วฮว่า ไม่คิดว่าเมิ่งฮ่าวจะมีโอกาสชนะมากสักเท่าไหร่


"เสียดายที่ตอนนี้มีกุญแจหยกเพียงแค่สามชิ้น… ตำแหน่งศิษย์สายในของหวังเถิงเฟย ได้ถูกกำหนดเป็นที่แน่นอนเมื่อนานมาแล้ว มิเช่นนั้น…" เหอลั่วฮว่าส่ายศีรษะ พยายามตัดสินใจที่จะไม่ยื่นมือเข้าไปแทรกแซง ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวจะตายไปก็ตาม เขาถอนหายใจออกมายาว


เวลาเลื่อนผ่านไป ผู้อาวุโสโอวหยางมองจนมั่นใจได้ว่า พลังลมปราณของเมิ่งฮ่าวได้ฟี้นฟูกลับคืนมาอย่างช้าๆแล้ว ท่านได้แสดงถึงความลำเอียงไปทางเมิ่งฮ่าวออกมาอย่างชัดเจน แต่ในกลุ่มคนที่มามุงดูไม่มีใครจะกล้าพูดอะไรออกไปแม้สักคนเดียว


สำหรับหวังเถิงเฟย มันไม่ได้สนใจใคร ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวจะมีความก้าวหน้าในพลังการฝึกตนอย่างน่าประหลาดใจ หวังเถิงเฟยก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มากนัก เนื่องจากการก้าวก่ายของอาวุโสโอวหยางในครั้งนั้น ในส่วนลึกของจิตใจหวังเถิงเฟย มันไม่ได้คิดหรือแม้แต่จะพิจารณาว่า เมิ่งฮ่าวอาจจะเป็นบุคคลที่เอาของวิเศษของมันไป มันมึความมั่นใจว่าผู้ที่เอาไป ต้องเป็นแสงสลัวเลือนลางที่มันเห็นเป็นจุดสุดท้าย


เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หัวใจของหวังเถิงเฟยก็เต้นด้วยความเจ็บปวด และมันก็เกือบจะร้องไห้จนน้ำตากลายเป็นสายเลือด ณ ขณะนี้ ทายาทมังกรก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับมันอีก มันไม่สามารถรู้สึกได้แม้แต่สายใยบางๆ มันเป็นคนนอกที่อยู่ห่างไกล ถึงแม้ว่าบุคคลที่แย่งชิงไปผู้นั้น ได้มายืนอยู่ตรงหน้ามัน มันก็ไม่มีทางรับรู้ได้


"ทายาทมังกรไม่ได้เป็นของข้าอีกต่อไป แต่ของวิเศษชิ้นนั้น…" หวังเถิงเฟยกำหมัดแน่น มันเพียงแค่ได้เห็นกระบี่เล่มนั้นจากที่ห่างไกลเพียงแค่แวบเดียว นอกเหนือจากนั้น มันเพียงแค่เคยอ่านเกี่ยวกับกระบี่เล่มนั้นจากในสมุดบันทึกโบราณเท่านั้น


มันไม่ทราบแม้แต่ว่ากระบี่เล่มนั้นทำอะไรได้บ้าง มันรู้แต่เพียงว่าบันทึกโบราณได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า กระบี่เล่มนั้นเป็นหนึ่งในอาวุธเวท ที่มีพลังวิญญาณที่สามารถล้มล้างได้ทุกสิ่งทั้งบนสวรรค์และพื้นดิน


มันได้วางแผนที่จะศึกษาค้นคว้า อย่างละเอียดถี่ถ้วนหลังจากที่ได้กระบี่เล่มนั้นมา แต่ตอนนี้… ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝัน


หวังเถิงเฟยปิดตาลง และสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น ดูอ่อนโยนและสุภาพเหมือนเช่นเคย ราวกับว่ามันไม่ได้สนใจต่อสิ่งใดๆในโลกนี้


"ข้าคือหวังเถิงเฟย ถึงแม้ว่าทายาทมังกรและของวิเศษจะถูกขโมยไป ตำแหน่งศิษย์สายในของสำนักเอกะเทวะก็ยังคงเป็นของข้า มันเป็นเป้าหมายหลักอันที่สองของข้า แม้ว่าจะไม่มีทั้งของวิเศษและทายาทมังกร ข้าก็จะเป็นศิษย์สายในของสำนักเอกะเทวะที่น่าชิงชังอย่างแน่นอน นี่เป็นโชคชะตาของข้า!"


"พ่ายแพ้แค่ครั้งเดียว จะเป็นอะไรไป! ข้าคือหวังเถิงเฟย!" ดูจากภายนอก มันดูสงบและเยือกเย็น ดังนั้นมันจึงได้บังคับตัวเอง ให้มีความเยือกเย็นอยู่ภายในจิตใจของมันด้วย เพื่อที่จะกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ที่อยู่ลึกๆข้างใน


มันหยิ่งผยอง เพราะมันคือหวังเถิงเฟย ผู้ไร้ที่ติ ผู้ที่ได้รับการประสาทพรจากทวยเทพ และผู้ถูกเลือก


มันไม่แยแสสนใจ เพราะมันรู้ว่าการคัดเลือกศิษย์สายในครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นพิเศษสำหรับมันโดยเฉพาะ และเป็นแค่การแสดงเท่านั้น เป็นการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับกฎของสำนักเท่านั้น ตั้งแต่วันที่มันได้เข้ามาในสำนักเอกะเทวะแห่งนี้ มันคือผู้แตกต่าง มันได้เป็นศิษย์สายนอกจนนานพอพร้อมที่จะกลายเป็นศิษย์สายใน


มันเยือกเย็น เพราะมันไม่สนใจแม้แต่น้อยเกี่ยวกับสำนักเอกะเทวะ สำนักเล็กๆเช่นนี้ ไร้ความหมายสำหรับมัน แม้เพียงคนในตระกูลของมันแค่คนเดียว ก็สามารถทำความเสียหายได้ทั้งสำนักนี้ ถ้ำไม่ใช่เพราะความยืนกรานของมัน ที่จะมาที่แคว้นจ้าวเล็กๆแห่งนี้ มันไม่มีทางที่จะมาเหยียบที่นี่อย่างแน่นอน โดยไม่คำนึงถึงสถานะของมันในตระกูล มันก็สามารถกระเทือนสวรรค์ และสั่นพื้นดินได้ด้วยตัวเอง


ดังนั้นมันจึงหยิ่งผยอง ไม่แยแส และเยือกเย็น มันปล่อยให้เวลาผ่านไป ยินยอมให้บุคคลผู้นี้ ผู้ซึ่งมันจำชื่อไม่ได้ ฟื้นฟูพลังลมปราณต่อไป


เวลาผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก และทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวก็ลืมตาขึ้น ส่องประกายด้วยความปรารถนาที่จะต่อสู้ เขาได้สังหารบุรุษร่างสูงใหญ่ที่อยู่ในระดับขั้นห้าของการรวบรวมลมปราณ เขาได้ฆ่าหานจง เขาไม่เคยฆ่าคนมากมายภายในวันเดียวมาก่อน


แต่จิตใจของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความมุ่งหวัง เขาต้องจัดการให้หวังเถิงเฟยนอนแน่นิ่งอยู่แทบเท้า และจ่ายค่าตอบแทนอย่างสาสม ที่ทำให้เขาต้องกล้ำกลืนความอัปยศในวันนั้น


โดยไร้ซึ่งคำพูด เมิ่งฮ่าวลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ



จบตอน

Comments