heaven ep41-50

 ตอนที่ 41: ความวุ่นวายในแคว้นจ้าว


เมื่อสัญญาณปรากฎขึ้นบนท้องฟ้าเหนือสำนักเอกะเทวะ ศิษย์ทั้งหมดในเขตสำนักสายนอกจ้องมองขึ้นไปด้วยความรู้สึกกลัวและตกใจ สมองของพวกมันหมุนติ้วไปมา ดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยความเหม่อลอย ไม่สามารถที่จะเข้าใจในเหตุการณ์ที่พวกมันเห็น


เมื่อมองไปที่ตัวอักษรสีทองที่เสมือนอักขระคัมภีร์ทั่วท้องฟ้า จิตใจของพวกมันสั่นสะท้าน เจ้าอ้วนซึ่งกำลังถูตะไบฟันของมันด้วยกระบี่เกล็ดปลา ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ หลีกเลี่ยงการเฉือนลิ้นตัวเองไปได้อย่างหวุดหวิดเมื่อมันอ้าปากค้างมองภาพตรงหน้า


ซ่างกวนซิว ซึ่งไปนั่งเข้าฌาณเพียงลำพัง ทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้น เมื่อมันเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ร่างกายของมันก็เริ่มสั่น และดวงตาของมันก็ส่องประกายด้วยความไม่อยากเชื่อ สีหน้าของมันเปลี่ยนไป ราวกับว่าทันใดนั้น มันเพิ่งจะคิดได้ถึงบางสิ่งที่น่ากลัวอย่างมาก มันลุกขึ้นยืนทันที และทันใดนั้นอาคมเคลื่อนย้ายทางไกลก็ปรากฎขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มันได้จัดเตรียมไว้แล้วหลายปีก่อนหน้านี้


ด้วยความเร็วเท่าที่จะเร็วได้ มันก้าวเท้าเข้าไปในเขตอาคม จากนั้นก็หายไปในทันที


ในห้องโถงหลักบนภูเขาตะวันออก เมื่อเมิ่งฮ่าว สวี่ชิง และเฉินฝาน ปรากฎตัวขึ้น สีหน้าของเหอลั่วฮว่าก็เปลี่ยนไป รีบก้าวออกมา มองขึ้นไปยังท้องฟ้า สีหน้าของท่านเริ่มซีด และก็เดินโซเซถอยไปด้านหลังสองสามก้าว


ผู้อาวุโสโอวหยางวิ่งออกไปจากห้องโถงหลัก มองขึ้นไปในท้องฟ้า ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


"พวกเจ้าได้ไปแตะต้องสิ่งของใดในเขตพื้นที่นั่งกัมมัฏฐานของท่านปรมาจารย์หรือไม่?" ผู้อาวุโสโอวหยางถาม เหลียวหลังกลับมามองพวกเขา สีหน้าของท่านดุดันเช่นเดียวกับน้ำเสียง


"เมื่อศิษย์ทั้งสามกำลังจะกลับ ศิลาตัวอักษรพลันปรากฎขึ้น" เฉินฝานกล่าว น้ำเสียงแสดงความเจ็บปวดในใจ "พวกเราวิตกว่าถ้านำมันออกมาพร้อมพวกเรา มันอาจจะนำมาซึ่งความหายนะแก่สำนัก ดังนั้นพวกเราจึงได้บันทึกตัวอักษรทั้งหมดไว้" มันหยิบเอาแผ่นหยกออกมา เช่นเดียวกับเมิ่งฮ่าว และสวี่ชิง พวกเขายื่นส่งมอบให้ผู้อาวุโสโอวหยาง


"นี่คือ…" ผู้อาวุโสโอวหยางขมวดคิ้ว และจากนั้นสายตาก็ส่องประกายด้วยความไม่เชื่อถือออกมา


"ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องศึกษามัน มันเป็นของปลอม" เหอลั่วฮว่าพูดขึ้นพร้อมกับถอนหายใจยาวออกมา "ศิลาตัวอักษรที่ส่งสัญญาณอยู่บนท้องฟ้านั่นด้วย ทั้งสองสิ่งนี้เป็นของปลอม" ท่านมองลงไปที่พื้น จากนั้นก็สั่นศีรษะ


"สำนักอื่นๆจากแคว้นจ้าวคงจะมาถึงในไม่ช้านี้ สำนักเอกะเทวะคงไม่อาจจะหลีกเลี่ยงหายนะในครั้งนี้ พวกมันมาที่นี่เพื่อตามหาท่านปรมาจารย์" เหอลั่วฮว่าโบกสะบัดแขนเสื้อ และเสียงกึกก้องก็ได้ยินไปทั่วทั้งสำนักเอกะเทวะ แสงอันอ่อนโยนก็พุ่งขึ้นมาครอบคลุมทุกสิ่งเอาไว้


"พวกเจ้าทั้งสามเป็นศิษย์สายใน เข้าไปรอในห้องโถงหลัก" เมื่อเสียงของท่านดังออกมา แสงอันเลือนลางก็พุ่งผ่านท้องฟ้ามาจากทั่วทุกทิศทาง จำนวนเกือบยี่สิบลำแสง มาพร้อมกับเสียงเสียดสีของอากาศแหลมสูง


เพียงชั่วกะพริบตา ลำแสงเหล่านี้ก็มาถึงเขตอาคมป้องกันซึ่งอยู่รอบๆสำนักเอกะเทวะ และเมื่อพวกมันสัมผัสเขตอาคม ทั้งสวรรค์และพื้นปฐพีก็สั่นสะเทือน ยอดเขาหลักทั้งสี่สั่นราวกับว่ามันจะพังถล่มลงมา ทันใดนั้นความเงียบก็ปกคลุมไปทั่วทั้งป่าในภูเขา สัตว์ป่าทั้งหมดล้วนตัวสั่นไปด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าที่จะส่งเสียงแม้สักเล็กน้อย


ทั้งยี่สิบคนในท้องฟ้า มีอยู่หกคนอยู่ตรงกลาง สี่คนเป็นบุรุษ และสองคนเป็นสตรี พวกมันทั้งหมดเป็นผู้สูงอายุ อยู่ในชุดยาวสูงศักดิ์ และพลังซึ่งแผ่กระจายออกมาจากพลังการฝึกตนของพวกมันก็น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง


แต่ละคนในบุคคลทั้งหกนี้ ก็มีผู้ฝึกตนสองหรือสามคนอยู่ด้านหลัง เป็นผู้ติดตาม ซึ่งผู้ติดตามแต่ละคนก็มีพลังการฝึกตนเสมอกับผู้อาวุโสโอวหยาง บุคคลทั้งยี่สิบคนนี้ คือ ผู้ที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดในแคว้นจ้าวทั้งหมด และตอนนี้พวกมันก็อยู่ที่นี่แล้ว สำนักเอกะเทวะ แรงกดดันจากพวกมันราวกับเมฆสีดำที่ปกคลุมท้องฟ้า


"สำนักเอกะเทวะ!" เสียงดังกระหึ่มออกมา เป็นระลอกคลื่นคล้ายสายฟ้า สิ่งก่อสร้างที่ประกอบกันเป็นสำนักสายนอก ดูเหมือนว่าจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ ศิษย์สายนอกจำนวนมากมายกระอักโลหิตออกมา ความกลัวปกคลุมอยู่บนใบหน้าของพวกมัน


"สำนักจินหานช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก" เหอลั่วฮว่าพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำในลำคอ เสียงของท่านดังออกมาราวกับเสียงฟ้าผ่า เมื่อท่านยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขา ข่มเสียงที่เพิ่งพูดออกมาก่อนหน้านี้ ท่านยกมือขวาขึ้น และเสียงทุ้มต่ำก็ดังออกมาราวกับว่ามีสายลมที่มองไม่เห็นปรากฎขึ้น พุ่งตรงไปที่ตัวบุคคลซึ่งเพิ่งจะพูดไปเมื่อก่อนหน้านี้ หมุนวนอยู่รอบตัวมัน ทันใดนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีดำและกลายร่างเป็นปากที่ใหญ่มหึมา กำลังจะกลืนกินผู้ฝึกตนที่อยู่ขั้นก่อตั้งแกนลมปราณของสำนักจินหานผู้นั้น ทำให้สีหน้าของมันเปลี่ยนไป และรีบหลบออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเล


"พอ พอแล้ว" หนึ่งในผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณที่แข็งแกร่งเอ่ยขึ้น มองลงมายังเหอลั่วฮว่า เสียงของมันแผ่วเบาแต่ก็เต็มไปด้วยพลัง มันสวมใส่ชุดยาวสีม่วงซึ่งมีภาพขลุ่ยปักอยู่ มันขมวดคิ้ว ยกมือขึ้น และลมสีดำรูปปากใหญ่มหึมาก็กระจายหายไป "สหายเต๋าเหอ สัญญาณประหลาดท้องฟ้า ปรากฏขึ้นจากสำนักเอกะเทวะของท่าน ท่านต้องมีคำตอบแก่พวกข้า"


ทั่วทั้งเขตสำนักสายนอกเงียบสงัด เงาแห่งความตายกำลังคลืบคลานมาปกคลุมพวกศิษย์สายนอก ภายในห้องโถงหลัก เมิ่งฮ่าว เฉินฝาน และสวี่ชิง นั่งอยู่ในความเงียบ พวกเขารู้ว่าพวกด้านนอกซึ่งมีพลังการฝึกตนที่น่าตกใจ ไม่ว่าใครคนใดคนหนึ่งก็สามารถทำลายพวกเขาทั้งสามด้วยการโบกสะบัดมือเพียงแค่ครั้งเดียว


จิตใจของเมิ่งฮ่าวเต้นระรัว เมื่อเขามองไปที่พวกมัน นี่เป็นครั้งแรกของเขาที่ได้เห็นบุคคลซึ่งแข็งแกร่งเช่นนี้ ในความคิดของเขาทันใดนั้น ก็เต็มไปด้วยความปรารถนาอันรุนแรงที่อยากจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งมากกว่านี้


เหอลั่วฮว่ายืนอยู่บนจุดสูงสุดของภูเขาตะวันออก มองขึ้นไปยังกลุ่มของคนเหล่านั้น หลังจากเวลาผ่านไปชั่วครู่ ท่านก็ถอนหายใจออกมา


"พวกท่านต้องการคำตอบใด เหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์นี้ ข้านั้นก็มิทราบ"


"ยอมจำนนซะเถอะ จะได้ไม่ต้องมีการต่อสู้" บุรุษในชุดยาวสีม่วงกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม "ยกเลิกเขตอาคมป้องกันของสำนักเอกะเทวะทั้งหมด ปล่อยให้พวกข้าค้นหาด้วยจิต นี่ก็คือคำตอบแล้ว ถ้าไม่ยอม จงอย่าตำหนิที่พวกข้าไม่เห็นแก่หน้าความเป็นเป็นสหายผู้ฝึกตนในแคว้นจ้าวด้วยกัน จนลงมือทำลายเขตอาคมป้องกัน ลงมือกำจัดสำนักเอกะเทวะให้หมดสิ้น"


"กำจัดสำนักเอกะเทวะ…" ทันใดนั้นเหอลั่วฮว่าก็หัวเราะขึ้นมา เสียงดังขึ้นและดังขึ้น สะท้อนไปทั่วสำนักเอกะเทวะ เมื่อท่านหัวเราะ ก็มองไปที่ผู้อาวุโสโอวหยางที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งดูเหมือนว่าพร้อมที่จะสู้จนตัวตาย ท่านยังได้มองไปที่ศิษย์สายในสามคน ซึ่งกำลังนั่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ในห้องโถงหลักอีกด้วย จากนั้นก็จ้องมองไปที่กลุ่มศิษย์สายนอกหลายคน ที่โลหิตไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด รวมทั้งความรู้สึกสิ้นหวังของพวกเขา


จะเอาอะไรมาต่อต้าน จะเอาอะไรมาทำให้ศิษย์สายนอกได้มีชีวิตอยู่รอดต่อไป จะหลีกเลี่ยงหายนะครั้งนี้ได้อย่างไร?…


"ตราบเท่าที่ข้ายังเป็นเจ้าสำนักเอกะเทวะแห่งนี้ ข้าก็จะไม่ยอมให้ใครมาข่มเหงและลบหลู่มันโดยเด็ดขาด แต่ข้าก็ไม่มีหนทางใดเลยจริงๆ ที่จะปกป้องทุกคนไว้ได้…" เสียงหัวเราะของท่านเต็มไปด้วยความปวดร้าวขมขื่น แต่ก็ยังมีเศษเสี้ยวแห่งความหวังเหลืออยู่


"สำนักเอกะเทวะ ต่อให้พวกเจ้าไม่ลงมือกำจัด ข้าก็เกรงมันคงจะไม่สามารถคงอยู่ได้อีกต่อไป ดังนั้น… ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าขอสลายสำนักเอกะเทวะ เพียงแค่ขุนเขาไม่กี่ลูกนี้ ข้าไม่ต้องการแล้ว!" ท่านสะบัดชายแขนเสื้อ และลอยขึ้นไปในท้องฟ้า ผู้อาวุโสโอวหยางมองดูด้วยความตกตะลึง จากนั้นก็ติดตามเหอลั่วฮว่าไปเงียบๆ ทั้งสองลอยอยู่กลางอากาศ มองลงมายังสำนักเอกะเทวะ ซึ่งเคยเป็นบ้านของพวกเขาในรอบหลายๆหกสิบปีที่ผ่านมา สีหน้าของคนทั้งสองเต็มไปด้วยความปวดร้าวเศร้าใจ


"ศิษย์ทั้งหลาย ฟังคำสั่งข้า สำนักเอกะเทวะ ได้ถูกลบไปแล้ว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พวกเจ้าไม่ใช่ศิษย์ของสำนักอีกต่อไป โลกแห่งนี้จะไม่มีสำนักเอกะเทวะอีกแล้ว!" ดวงตาของเหอลั่วฮว่าเต็มไปด้วยเส้นเลือด มองไปยังกลุ่มบุคคลทั้งยี่สิบคนจากแคว้นจ้าว ที่กำลังตกตะลึงกับถ้อยคำของมัน แล้วหัวเราะเย็นชา


"พวกเจ้าพอใจแล้วยัง?" ท่านถาม "ของวิเศษหรือสัญญาณใดๆ ที่นี่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้าอีกแล้ว และไม่เกี่ยวกับเด็กน้อยไร้สังกัดเช่นพวกมันด้วยเช่นกัน ถ้าพวกเจ้ายังกล้าที่จะทำร้ายใครก็ตาม ข้าก็จะระเบิดเขตอาคมป้องกัน และ… พวกเราทั้งหมดจะแตกดับไปด้วยกัน" เสียงของท่านแสดงถึงความแน่วแน่เด็ดเดี่ยว และแฝงไว้ด้วยความขมขื่น ทำให้จิตใจของผู้ฝึกตนในแคว้นจ้าวเหล่านั้นสั่นสะท้านเล็กน้อย


"สหายเต๋าเหอ เมื่อท่านได้ตัดสินใจเช่นนี้ แน่นอนว่าพวกข้าจะไม่สร้างความลำบากใจให้กับท่าน" หญิงชราหนึ่งในหกผู้แข็งแกร่งกล่าวขึ้น "สำนักเอกะเทวะถูกลบชื่อไปแล้ว ถ้าท่านหลีกทางให้ พวกข้าก็จะไม่สร้างปัญหาใดๆให้กับศิษย์เหล่านั้น ขอให้ท่านสบายใจได้" สายตาของนางราวกับสายฟ้าเมื่อมองไปทั่วสำนักเอกะเทวะ นางสามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ส่งสัญญาณออกมา มีต้นกำเนิดมาจากที่แห่งนี้ แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากเงื้อมมือใครทั้งสิ้น


เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไปในท้องฟ้า และเมื่อคำพูดของเหอลั่วฮว่าดังก้องอยู่ในหูของเขา เขาก็ได้นึกไปถึงกฎแห่งปลาใหญ่กินปลาเล็ก แม้จะแข็งแกร่งดุจเจ้าสำนัก แต่ท่านก็ยังคงถูกบีบบังคับให้ต้องสลายสำนัก


เฉินฝานไม่พูดอันใด แต่เดินโซเซถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยขาที่สั่นน้อยๆ ส่วนสวี่ชิงก้มหน้าลง


"เมื่อได้ยินคำรับรองของสหายเต๋าจากเทียนเหล่า ข้าก็สบายใจขึ้น" เหอลั่วฮว่าสะบัดชายแขนเสื้อ และเขตอาคมป้องกันก็หายไป จากนั้นท่านก็เตรียมตัวจากไป ตามติดไปด้วยผู้อาวุโสโอวหยาง


บางคนในกลุ่มของคนที่ลอยอยู่บนท้องฟ้ามองเหอลั่วฮว่าด้วยสายตาที่เปล่งประกาย เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการให้ท่านจากไป ส่วนพลังแห่งจิต ได้เตรียมพร้อมส่งออกไปเพื่อค้นหาทั่วภูเขาแล้ว


ด้านในของห้องโถงหลัก สีหน้าของเฉินฝานซีดขาว มันถอยไปด้านหลังอีกสองสามก้าว จนกระทั่งไปยืนพิงที่รูปปั้นของปรมาจารย์เอกะเทวะ


ในเวลานั้นเอง เสียงกึกก้องก็ดังไปทั่วท้องฟ้า และสายฟ้าหลากสีก็พุ่งใกล้เข้ามา เสียงหัวเราะอย่างเย็นชาดังไปทั่ว สร้างความตกใจกลัวให้กับผู้ฝึกตนทั้งหลายลึกเข้าไปถึงแกนในของร่างกาย แม้แต่สีหน้าของผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าวก็ปรากฎความตื่นกลัว


"ห้ามให้ผู้ใดจากไป" เสียงกระหึ่มดังมา ทันใดนั้นเขตป้องกันขนาดใหญ่ก็กางออกไปทั่วทั้งสำนักเอกะเทวะ ปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้รัศมีหลายลี้จนนับไม่ถ้วน ไม่มีใครสามารถจากไป แม้ว่าจะต้องการไปก็ตาม


สีหน้าของเหอลั่วฮว่าเปลี่ยนไป ท่านมองไปบนท้องฟ้า และก็เห็นภาพของจานหลัวผาน (เข็มทิศจีน) ขนาดใหญ่มหึมา มีเส้นผ่าศูนย์กลางกระมาณนับร้อยจ้าง ด้านบนของหลัวผานยืนไว้ด้วยสตรีสาววัยกลางคนหน้าตาสะสวย สวมใส่อาภรณ์ยาวหรูหราสีเขียวเข้ม รวบผมด้วยปิ่นรูปนกเฟิ่ง (หงษ์) มีผู้ฝึกตนสิบสองคนยืนอยู่รายรอบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีและมีหน้าตาสวยงามด้วยเช่นกัน สีหน้าของพวกนางดูหยิ่งยโสและเย็นชาเมื่อพวกนางมองลงมายังเบื้องล่าง


"สำนักชิงหลัวแห่งแดนใต้!" เหอลั่วฮว่าสะเทือนขวัญ เหล่าผู้แกร่งกล้าแห่งแคว้นจ้าว ทุกคนแสดงสีหน้าน่าเกลียด ต่างจดจำสำนักใหญ่แห่งแดนใต้นี้ได้


"ถูกต้อง ไม่อนุญาตให้ใครจากไปแม้แต่คนเดียว" ทันใดนั้นอากาศเหมือนกับจะถูกแยกออก และบุรุษในชุดเกราะร่างสูงใหญ่ก็ปรากฎกายขึ้น บนไหล่สะพายไว้ด้วยกระบี่สีทองเล่มใหญ่ และมีผู้ติดตามสิบสองคนเช่นเดียวกัน ผู้ติดตามทั้งหมดรูปร่างสูงใหญ่ และสีหน้าของพวกมันก็เต็มไปด้วยไอพิฆาต


"จ้าวซานหลิง ผู้พิทักษ์เต๋าจากสำนักจินหาน (เกล็ดน้ำค้างทองคำ)" สตรีสาววัยกลางคนหน้าตาสวยงาม ผู้ซึ่งยืนอยู่ตรงกลางของหลัวผานกล่าวขึ้น เสียงของนางเย็นชา "เจ้าช่างมีจมูกไวอะไรเช่นนี้" เสียงของนางก่อให้เกิดระลอกคลื่นกระจายไปทั่วในท้องฟ้า


"แม้แต่สตรีในสำนักชิงหลัวยังมาได้" จ้าวซานหลิงกล่าวตอบพร้อมกับหัวเราะ "แล้วทำไมบุรุษของสำนักจินหานจะมาไม่ได้?"


จากนั้น ก็มีเสียงดังออกมาจากด้านนอกของเขตอาคมป้องกัน แสงเย็นเยียบพุ่งลงมาจากท้องฟ้า และเมื่อมันมาถึง มันก็เจาะทะลุผ่านแสงของเขตอาคมป้องกัน ปรากฎเป็นกระบี่บินยาวเกือบร้อยจ้างพุ่งผ่านส่วนที่ถูกทำลายลงมาจากฟ้า


กระบี่สีฟ้ารูปร่างโบราณลอยลงมา ล้อมรอบด้วยการหมุนวนของไอเย็น ซึ่งทำให้เกล็ดหิมะเริ่มตกลงมาทั่วทั้งพื้นที่โดยรอบของสำนักเอกะเทวะ ท่ามกลางความตกตะลึงของสาวสวยวัยกลางคนและจ้าวซานหลิง ผู้ที่กำลังยืนอยู่ด้านบนสุดของกระบี่ปรากฏร่าง มันคือบุรุษวัยกลางคน


มันสวมใส่ชุดยาวของนักศึกษา และยืนมือไพล่หลัง มีเพียงมันคนเดียวที่ยืนอยู่ด้านบนสุดของกระบี่เล่มใหญ่ยักษ์ แต่รังสีที่แผ่ออกมาจากบุคคลผู้นี้สามารถที่จะบุกไปทั่วทั้งสวรรค์ชั้นฟ้าโดยไร้ผู้ต่อต้าน


"สำนักกูตู๋เจี้ยน! (กระบี่เดียวดาย)" เหอลั่วฮว่าเอ่ยขึ้น สีหน้าของท่านเปลี่ยนไป ท่านรู้จักตัวตนของนักศึกษาที่มาจากสำนักอี๋เจี้ยนผู้นี้ สำนักอี๋เจี้ยนเป็นสำนักอันดับหนึ่งในดินแดนด้านใต้ สำนักนี้มีคำขวัญกล่าวไว้ว่า "กระบี่เดียวดายปรากฎ สวรรค์ยังต้องสั่นสะเทือน"


ตอนที่ 42: ใครกล้าแตะต้องมัน!?


"ที่แท้ก็เป็นสหายเต๋า โจวเหยียนอวิ๋น นั่นเอง" สตรีสาวหน้าตาสวยงามวัยกลางคนเอ่ยขึ้น ทักทายมันด้วยการประสานมือ แม้แต่เจ้าตัวใหญ่จ้าวซานหลิง ก็ทักทายโจวเหยียนอวิ๋น อย่างเงียบๆด้วยการประสานมือด้วยเช่นกัน ความเกรงกลัวซ่อนอยู่ในสีหน้าของมัน


เมื่อมองเห็นทั้งหมดมาพร้อมหน้ากันเช่นนี้ จิตใจของเมิ่งฮ่าวก็รู้สึกเริ่มมีแรงกดดัน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นบุคคลที่แข็งแกร่งมากมายจากหลายสำนัก เขามีความประทับใจเป็นพิเศษกับการปรากฎกาย ของคนในสามสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของดินแดนด้านใต้อันกว้างไพศาล ซึ่งเฉินฝานได้เคยบอกเขาก่อนหน้านี้


"ดินแดนด้านใต้…" เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สวี่ชิงยืนอยู่ข้างกายเขาอย่างสงบเงียบ โดยไม่อาจคาดเดาได้ว่านางคิดอะไรอยู่


ด้านในของห้องโถงหลัก เฉินฝาน สีหน้าซีดขาว ยกมือขวาขึ้นด้วยความโศกเศร้า และกดลงไปยังจุดลับบนรูปปั้น


ทันใดนั้น ทางเข้าของเขตพื้นที่นั่งกัมมัฏฐานของปรมาจารย์เอกะเทวะก็ปิดลงโดยไร้เสียง และหายไปในที่สุด อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าใครทั้งด้านในและด้านนอกของสำนัก ไม่มีผู้ใดเลยจะรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ แม้แต่โจวเหยียนอวิ๋น และคนอื่นๆที่มาจากดินแดนด้านใต้


"ท่านปรมาจารย์ ศิษย์น้อยเฉินผู้นี้ จะช่วยให้ท่านปลอดภัย ไร้เสียงใดๆไปรบกวนท่าน" เฉินฝานพูด เสียงของเขาเต็มไปด้วยถูกต้องเที่ยงธรรม "ข้าจะไม่ยอมให้บุคคลพวกนี้มารบกวนการนั่งกัมมัฏฐานของท่าน"


เฉินฝานเป็นคนซื่อสัตย์และมีความจริงใจต่อสำนัก ตั้งใจที่จะปกป้องปรมาจารย์ของตัวเอง แม้ว่ามันจะเป็นการเสี่ยงมากสักเพียงใด เมื่อแผนการของมันสำเร็จ มันก็ถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง


ในเวลาเดียวกันนั้น ในห้องลับใต้สุสานของสำนักเอกะเทวะ ปรมาจารย์เอกะเทวะมองดูเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินไปด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ เต็มไปด้วยความตื่นเต้น


"ในไม่ช้า พวกมันก็จะค้นพบทางเข้าเขตพื้นที่นั่งกัมมัฏฐานของข้า จากนั้นพวกมันก็จะโจมตีเข้ามาและเปิดห้องลับนี้ สุดท้าย ข้าก็ไม่ต้องติดอยู่ในนี้อีกต่อไป" ในขณะที่มันกำลังพูดประโยคนี้ด้วยความตื่นเต้น ทันใดนั้นสีหน้าของมันก็เปลี่ยนไป


"นี่… นี่… บัดซบ! เจ้า… เจ้า… เจ้ากำลังทำอะไร?!" มันมองไปที่เฉินฝาน ซึ่งเริ่มขยับตัว ด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด ปรมาจารย์เอกะเทวะมองด้วยความงุนงง เมื่อประตูทางเข้าในเขตพื้นที่กัมมัฏฐานค่อยๆหายไปอย่างเงียบๆ ไร้ซึ่งร่องรอยให้สืบค้นต่อไป มันไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้เห็น


แน่นอนว่า นี่เป็นการป้องกันที่มันได้ติดตั้งสำรองไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว เผื่อในกรณีที่มีศัตรูผู้แข็งแกร่งบุกรุกเข้ามา มันได้ส่งต่อความลับนี้ให้กับผู้สืบทอด และได้ถูกส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นวิธีป้องกันไม่ให้ผู้บุกรุกผ่านเข้าไปยังเขตกัมมัฏฐาน


เมื่อใดที่การป้องกันนี้ถูกเปิดใช้งาน จะไม่มีใครสามารถค้นหาทางเข้าได้ ยกเว้นบางคนที่อยู่ในขั้นตัดวิญญาณ เมื่อตอนที่มันได้ติดตั้งการป้องกันนี้ มันรู้สึกเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เพราะมันรู้ดีว่ามันจะต้องมีความปลอดภัยอย่างแน่นอน


แต่มันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันนี้ในที่สุดก็ได้มาถึง ปีก่อนๆหน้านี้ มันได้ลืมไปเลยว่าได้เคยสร้างการป้องกันแบบนี้ไว้ แต่… มีบางคน ที่ยังไม่ลืม


"บัดซบ! ข้าควรจะทิ้งคำสั่งไว้ ไม่ให้รับใครก็ตามที่มีนิสัยแบบชาวบ้านทั่วไปเข้ามาในสำนัก! ไม่… คนที่ถูกต้องเที่ยงธรรม ไม่… คนดี เด็กบัดซบ เจ้า เจ้า เจ้า…" มันนั่งอยู่ที่นั่นด้วยความมึนงง พึมพำกับตัวเอง อยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตาให้หลั่งริน


มันคิดไปถึงศิลาตัวอักษร ซึ่งปล่อยออกไปด้วยแผนการอันระมัดระวังของมัน ด้วยโลหิตที่มันได้เสียสละไป และทั้งหมดนี้ก็ต้องพังทลายลงไปด้วยมือของคนเพียงคนเดียว แน่นอนว่า คนผู้นี้มีความตั้งใจดี แต่เมื่อมันคิดเกี่ยวกับความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ และความซื่อสัตย์ของคนผู้นี้ ร่างกายของปรมาจารย์เอกะเทวะก็เริ่มสั่นขึ้นมา


ในขณะที่มันกำลังรู้สึกถึงความสิ้นหวังอย่างแรงกล้า โจวเหยียนอวิ๋น แห่งสำนักกูตู๋เจี้ยน (กระบี่เดียวดาย) ก็มาถึง โจวเหยียนอวิ๋นมองไปทั่วทั้งสำนัก ส่งจิตสัมผัสของมันข้ามไปค้นหา เช่นเดียวกับสตรีหน้าตาสวยงามจากสำนักเฮยเซ่อไช (กระชอนดำ) และเจ้าตัวใหญ่ จ้าวซานหลิง แห่งสำนักจินหาน (เกล็ดน้ำค้างทองคำ) ด้วยพลังจิตสัมผัสที่แข็งแกร่งของพวกมัน ได้กระจายค้นหาอย่างละเอียดไปทั่วทั้งสำนักเอกะเทวะ


ผู้ฝึกตนแห่งแคว้นจ้าวมองดูด้วยความหวาดกลัว จากนั้น พวกมันก็เริ่มค้นหาด้วยจิตสัมผัสด้วยเช่นกัน


หลังจากผ่านไปสักพัก โจวเหยียนอวิ๋น แห่งสำนักกูตู๋เจี้ยน ขมวดคิ้ว มันสัมผัสได้ถึงรังสีของคัมภีร์สุดยอดวิญญาณในเขตภูเขานี้ และก็รู้ว่ามันไม่ใช่เกิดจากการกระทำของศิษย์สำนักเอกะเทวะ แต่มันก็ยังหาต้นตอไม่เจอ


ไม่เพียงแต่มัน สตรีสวยงาม และจ้าวซานหลิง ก็ขมวดคิ้วด้วยเช่นกัน พวกมันมองลงไปยังพื้นดิน และเริ่มต้นการค้นหาของแต่ละคนต่อไป


ผู้ฝึกตนแห่งแคว้นจ้าวก็ทำเช่นเดียวกัน และในไม่ช้าก็มีผู้คนอยู่กันเต็มในสำนักเอกะเทวะ เมิ่งฮ่าวและพวกถูกให้ออกไปจากห้องโถงหลัก จากนั้นมันก็ถูกค้นหาไปทั่วทั้งห้องโถงนั้น ในท้องฟ้า เครื่องหมายแปลกๆที่เกิดขึ้นก็เริ่มจางหายไป และแน่นอนว่าไม่มีใครหาเบาะแสเจอแม้แต่ชิ้นเดียว


คนพวกนั้นได้ค้นหาแม้แต่ใต้พื้นดิน และเช่นเดียวกันพวกมันก็กลับขึ้นมาพร้อมมือเปล่า


พวกมันมองไปที่เครื่องหมายที่ค่อยๆจางลง เปลี่ยนรูปเป็นแสงผลึกและในที่สุดก็หายไป รังสีของคัมภีร์สุดยอดวิญญาณก็หายไปด้วย ราวกับว่ามันได้เกิดขึ้นมา และจากไปพร้อมกับครื่องหมายนั้น


สำนักเอกะเทวะ เริ่มค่อยๆเงียบเสียงลง ไม่มีของวิเศษที่มีค่าพอถูกพบเจอ แม้แต่ถ้ำมังกรในภูเขาสีดำก็ถูกค้นหา ศพของมังกรได้ถูกหวังเถิงเฟยเคลื่อนย้ายออกไปนานมาแล้ว เหลือไว้แต่ถ้ำที่ว่างเปล่า


เมื่อความมืดมาเยือน พวกที่ค้นหาก็ได้ข้อสรุป กลุ่มคนที่มาจากสามสำนักใหญ่ของดินแดนด้านใต้ดูค่อนข้างจะกระอักกระอ่วน พวกมันได้ใช้หินลมปราณมากมายเพื่อที่จะหายตัวมาที่นี่ แต่ผลที่ได้ก็คือสองมือที่ว่างเปล่า พวกมันต้องจากไปด้วยความรู้สึกได้ไม่คุ้มเสีย


"เด็กคนนี้ไม่เลวเลย" โจวเหยียนอวิ๋นกล่าว ยืนอยู่บนกระบี่ใหญ่ยักษ์เล่มนั้น ลอยอยู่กลางอากาศ สายตาของมันกวาดไปทั่วพื้นบริเวณนั้น ตกกระทบไปที่เฉินฝาน "ถ้าเจ้ายินดีที่จะเข้าเป็นศิษย์ของสำนักกูตู๋เจี้ยน ก็มากับข้าไปที่ดินแดนด้านใต้"


ระหว่างที่มันได้ค้นหาคัมภีร์สุดยอดวิญญาณนั้น มันได้สังเกตเห็นถึงพรสวรรค์ของเฉินฝาน และก็ตรงกับความต้องการของมัน มันยังได้สังเกตเห็นถึงบุคลิกอันชอบธรรมของเฉินฝานเป็นพิเศษ ซึ่งตรงกับวิธีการฝึกตนของสำนักกูตู๋เจี้ยนด้วยเช่นเดียวกัน


เมื่อมันพูด มันก็ยกนิ้วขึ้น และเฉินฝานก็ลอยขึ้นไปในอากาศ ท่ามกลางสายตาของเมิ่งฮ่าว สวี่ชิง และศิษยสายนอกทั้งหมด ลอยตรงไปที่โจวเหยียนอวิ๋น


ผู้ฝึกตนที่มาจากแคว้นจ้าวมองดูด้วยความริษยา รู้ดีว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ช่างโชคดีเพียงไร เหอลั่วฮว่า และผู้อาวุโสโอวหยาง มองดูอย่างเงียบๆ ความรู้สึกของพวกท่านค่อนข้างจะสับสน ท้ายที่สุด พวกท่านก็ทราบว่าสำนักเอกะเทวะเล็กเกินไป พวกท่านจะยินดีเป็นอย่างยิ่งถ้าศิษย์สายในมีโอกาสที่จะเดินไปบนเส้นทางที่ดีกว่า


"ศิษย์เฉินฝาน…" เฉินฝานเริ่ม ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความรู้สึกอันสับสน มองลงไปยังสำนักเอกะเทวะ มองไปที่เหอลั่วฮว่า และผู้อาวุโสโอวหยาง ขณะที่ทั้งสองก็ได้พยักหน้าอย่างเงียบๆ แสดงถึงการอนุญาต มันมองไปที่เมิ่งฮ่าว และสวี่ชิง จากนั้นความมุ่งมั่นก็ปรากฎอยู่เต็มสีหน้า


"ข้าขอขอบคุณสำหรับโอกาสที่ท่านผู้อาวุโสได้ประทานให้" มันกล่าว เงยหน้ามองไปที่โจวเหยียนอวิ๋น "แต่ศิษย์เป็นคนของสำนักเอกะเทวะ ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่สามารถสังกัดสำนักอื่นได้อีก" มันรู้ดีว่าถ้ามันตกลง มันจะมีโอกาสอันดีมากมายรออยู่ในอนาคต แต่ก็มีบางสิ่งที่บุรุษไม่สามารถทำได้ สำหรับมัน มีเพียงสำนักเดียวเท่านั้นในชั่วชีวิตของมัน


คำพูดของมันดูเหมือนว่าจะทำให้ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าวขยับตัวเล็กน้อย ศิษย์เยี่ยงนี้คือของวิเศษสำหรับทุกๆสำนัก! และความรู้สึกเสียดายก็แสดงอยู่บนใบหน้าของพวกมัน การปฏิเสธสำนักกูตู๋เจี้ยนด้วยกิริยาเช่นนี้ ช่างเป็นการรนหาที่ตายอย่างแท้จริง


เหอลั่วฮว่าไม่พูดอะไร มองดูเฉินฝาน ด้วยความรู้สึกสับสนมากกว่าเดิม ถอนหายใจลึกๆอยู่ภายในใจ แปลกใจที่เด็กผู้นี้ช่างดื้อรั้นโดยไม่จำเป็น


สองตาโจวเหยียนอวิ๋นสาดประกาย มันจ้องไปที่เฉินฝานสักพัก จากนั้นก็พูดอย่างแห้งแล้ง "เจ้ารู้หรือไม่คำว่า 'สำนักกูตู๋เจี้ยน' มีความหมายต่อดินแดนด้านใต้ถึงเพียงไหน?"


เฉินฝานเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นก็พยักหน้า มันได้ศึกษาบันทึกโบราณมา ดังนั้นแน่นอนว่ามันได้รู้เกี่ยวกับสำนักกูตู๋เจี้ยน สำนักอันดับหนึ่งในดินแดนด้านใต้


"ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ต้องรู้สถานะของข้าในสำนัก" สีหน้าของโจวเหยียนอวิ๋นเคร่งขรึม และดวงตาของมันส่งรังสีสังหารออกมา แม้แต่ท้องฟ้าที่อยู่รอบๆตัวมันก็เริ่มมืดลง ราวกับว่ามันได้ฉีกขาดจากพลังรังสีสังหารของโจวเหยียนอวิ๋น


"ข้ารู้จักสำนักกูตู๋เจี้ยนดีเช่นเดียวกับรู้จักท่าน ผู้อาวุโสโจว" เฉินฝานกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "ทุกคนรู้จักท่าน ท่านเป็นผู้พิทักษ์เต๋ารุ่นปัจจุบันนี้ พลังการฝึกตนของท่านลึกล้ำยิ่ง และชื่อเสียงของท่านก็สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งดินแดนด้านใต้"


"ถ้าเจ้ารู้จักข้า เจ้าก็ควรจะรู้ว่าเจ้าได้พลาดอะไรไป หากเจ้ายกเลิกโอกาสนี้ไป" เสียงของโจวเหยียนอวิ๋นเริ่มเย็นชาขึ้น เช่นเดียวกับบรรยากาศรอบบริเวณในตอนนี้


"สำนักกูตู๋เจี้ยนมีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาถึงหมื่นปี ทั้งอาคารสถานที่ฝึกตน ทั้งศิษย์ในสำนักที่แข็งแกร่ง ทั้งความรุ่งโรจน์ที่มาจากศิษย์ของสำนัก ผู้เยาว์เฉินฝานทราบถึงเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี" มันเงยหน้าขึ้น ไม่ยอมก้มศีรษะลง สองตาของมันสาดประกายไม่มีเครื่องหมายของการเสียใจ


โจวเหยียนอวิ๋นมองไปที่มัน ทันใดนั้นก็เริ่มส่งเสียงหัวเราะดังขึ้นมา


"เดิมที ข้าตั้งใจจะให้เจ้าเป็นศิษย์สายนอกธรรมดาคนหนึ่ง แต่ด้วยนิสัยเช่นนี้… ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม! เจ้าจะต้องเป็นศิษย์ส่วนตัวของข้า!" รอยยิ้มของโจวเหยียนอวิ๋นเต็มไปด้วยการยอมรับ ด้วยการโบกสะบัดชายแขนเสื้อ มันก็ดึงเฉินฝานขึ้นมายืนบนกระบี่ใหญ่ยักษ์เล่มนั้น และเตรียมตัวจะจากไป


เมื่อได้เห็นการกระทำของสำนักกูตู๋เจี้ยน สตรีวัยกลางคนผู้สวยงามก็คิดได้ว่า การนำศิษย์ที่มีคุณสมบัติเพียงพอกลับไปด้วย เป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้การเดินทางมาครั้งนี้ ต้องกลับไปด้วยการสูญเสียโดยสิ้นเชิง


"เด็กผู้หญิงนั้นไม่เลวเลย สำนักเฮยเซ่อไช ต้องการนาง"


นางได้สังเกตดูสวี่ชิงมาเป็นเวลานานพอสมควร และรู้สึกพอใจกับความสวยงามและความเย็นชาของสวี่ชิง โดยไม่รอให้สวี่ชิงพูดจา นางก็งอนิ้วดึงสวี่ชิงขึ้นมาบนหลัวผาน (เข็มทิศจีน) ทุกคนมองไปด้วยความอิจฉา เมื่อหญิงสาวทั้งหมดรวมทั้งหลัวผานได้กลายเป็นแสงคดเคี้ยวเตรียมจะจากไป


เจ้าอ้วนยืนอยู่ที่นั่น กำลังถูตะไบฟันของมันอยู่ ในสายตาของมัน การสลายสำนักก็หมายความว่าตอนนี้มันเป็นอิสระแล้ว ความรู้สึกของมันเต็มไปด้วยความสับสนปนความสุข มันได้จากบ้านมาเพียงไม่กี่ปี ซึ่งก็หมายถึง เมื่อมันกลับไปที่เมืองหยุนเจี๋ย บ้านเรือนและเจ้าสาวที่บิดาของมันได้เตรียมไว้ให้มันก็ยังคงรอมันอยู่ ในไม่ช้า มันก็จะสามารถมีความสุขกับชีวิตของคนรวย


"แย่มาก ที่ข้าอาจจะไม่ได้เจอเมิ่งฮ่าวอีก โอ พวกเราเป็นพี่น้อง ข้าต้องช่วยมันจ่ายเงินที่เป็นหนี้ลุงโจวคืนไป ในที่สุด ข้าก็จะได้ดูดซับความมั่งคั่งจากหมู่บ้านที่อยู่รอบๆ และจากนั้น ก็ทั่วทั้งแคว้นจ้าว ฮา ฮา ฮา! ข้า หลี่ฟู่กุ้ย ก็จะกลายเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก!"


ยิ่งมันได้คิดเกี่ยวกับแผนการของมันมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น มันยืนอยู่ที่นั่น ถูตะไบฟันของมันไปและรู้สึกถึงความมุ่งหวังในอนาคตข้างหน้าไปด้วย


ในตอนนั้นเอง เจ้าตัวใหญ่จ้าวซานหลิง แห่งสำนักจินหาน มันแสดงออกช้าไปเล็กน้อย หลังจากที่ได้เห็นศิษย์สายในของสำนักเล็กๆนี้ ถูกพาตัวไป มันก็จ้องมองไปที่เมิ่งฮ่าว มันถึงกับผงะไปเล็กน้อย เมื่อมันสังเกตเห็นเงาลางๆของรังสีอสูรแผ่กระจายอยู่ในตัวของเมิ่งฮ่าว


มันบ่นอุบอิบกับตัวเอง จากนั้นก็มองกวาดไปยังศิษย์ที่เหลืออยู่ เมื่อมันมองเห็นเจ้าอ้วนยืนอยู่ในกลุ่มของศิษย์สายนอก มันจ้องด้วยความประหลาดใจ เมื่อเจ้อ้วนกำลังถูตะไบฟันของมันด้วยกระบี่บิน ตาของมันเปล่งประกาย และมันก็ลืมเมิ่งฮ่าวและรังสีอสูรไปโดยสิ้นเชิง


"เจ้าอ้วนผู้นี้ฝึกฝนตนเองได้อย่างไร? มันได้สร้างกลุ่มฟันลมปราณขึ้นมา ในสำนักของข้า วิชา การสร้างฟันลมปราณได้หายสาปสูญไปเมื่อแปดร้อยปีมาแล้ว ด้วยฟันลมปราณ ก็จะสามารถกัดหินลมปราณด้วยปากของตัวเองได้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกฝนวิชานี้ ดูเหมือนว่าการมาเที่ยวนี้ไม่ได้สูญเสียไปทั้งหมด ถ้าข้านำเจ้าเด็กน้อยนี่ไปกับพวกเรา มันก็จะเป็นของวิเศษของสำนักพวกเรา"


สองตาของมันลุกโชนปานเปลวเพลิง จ้าวซานหลิง ยกมือขวาขึ้นและคว้าจับไปที่เจ้าอ้วนซึ่งมีสีหน้ามึนงงอยู่ "เด็กน้อย จากนี้ไป เจ้าเป็นศิษย์สายในของสำนักจินหาน ในดินแดนด้านใต้" มันโยนเจ้าอ้วนที่เบิกตาจนกว้างเข้าไปในถุงผ้าสีเทา เสียงกรีดร้องของเจ้าอ้วนได้ยินอย่างเลือนรางเมื่อมันหายเข้าไปในถุงผ้า


จ้าวซานหลิงหันหลังกลับ ตามติดไปด้วยผู้ติดตาม มุ่งหน้าตรงไปที่รอยแยกกลางอากาศ เตรียมตัวจะจากไป เช่นเดียวกับโจวเหยียนอวิ๋น และสตรีวัยกลางคนผู้สวยงาม


แต่ทันใดนั้น จ้าวซานหลิงดูเหมือนว่าจะนึกอะไรขึ้นมาได้ มันหันหลังกลับมองไปที่สำนักเอกะเทวะ และสายตาของมันก็จ้องไปที่เมิ่งฮ่าว


เมื่อมันทำเช่นนี้ มันก็หยุดการเตรียมที่จะจากไปลง สตรีวัยกลางคนผู้สวยงามแห่งสำนักเฮยเซ่อไช และโจวเหยียนอวิ๋นก็หยุดด้วยเช่นกัน


เมิ่งฮ่าวเริ่มตัวสั่น เมื่อบุรุษร่างสูงใหญ่มองมาที่เขา ราวกับว่ามันสามารถมองทะลุผ่านตัวเขาได้หมด ราวกับว่าสายตาของมันสามารถเจาะทะลุเข้าไปถึงส่วนลึกสุดในร่างกายของเขาได้ แม้แต่แกนอสูรซึ่งลอยอยู่ในทะเลสาบลมปราณของเขา


"นี่…" ดวงตาของบุรุษร่างสูงใหญ่หดแคบลง จากนั้นก็เริ่มส่องประกายออกมา เมื่อช่วงที่แล้ว มันไม่ได้สนใจศิษย์ที่ดูอ่อนแอคนนี้เลย และสนใจเพียงเจ้าอ้วนเท่านั้น แต่มีบางสิ่งที่ดึงดูดสายตาของมันเกี่ยวกับเมิ่งฮ่าว มันหันกลับมา และเริ่มเดินตรงไปที่เขา


"ข้าต้องการเด็กผู้นี้ด้วย!" มันพูดด้วยเสียงดังราวฟ้าผ่า สีหน้าของเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก และรู้สึกราวกับว่าร่างของเขาได้ถูกป่นกลายเป็นชิ้นๆ ทะเลสาบลมปราณของเขาเริ่มเดือดพล่าน และก็รู้สึกราวกับว่าแกนอสูรต้องการจะฉีกร่างของเขาพุ่งออกมาโดยพลังที่มองไม่เห็น


ความเจ็บปวดกระจายไปทั่วร่าง และต้องหลั่งเหงื่ออันเย็นเยียบออกมา เขารู้สึกอีกครั้งหนึ่งราวกับว่าร่างกายของเขากำลังจะถูกบดขยี้ และเขาก็กำหมัดจนแน่น เขาไม่สามารถจะต่อต้านอะไรได้


ผ่านไปชั่วครู่ เสียงระเบิดก็ดังกึกก้องออกมาจากข้างในของสำนักเอกะเทวะ มันเป็นเสียงที่มีพลังอันแข็งแกร่งซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสวรรค์และพื้นปฐพี ในท่ามกลางของการเคลื่อนไปที่เมิ่งฮ่าว โจวเหยียนอวิ๋นและสตรีวัยกลางคนผู้สวยงาม รวมถึงบุรุษร่างสูงใหญ่ ทันใดนั้นก็แสดงสีหน้าตกใจ พวกมันหันหน้าไป ดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ


"ข้ามีทายาทเหลืออยู่ในสำนักเอกะเทวะเพียงแค่คนเดียว ใครกล้าแตะต้องมัน!?"


ตอนที่ 43: ทายาทเพียงคนเดียว


ปรมาจารย์เอกะเทวะนั่งอยู่ในห้องลับใต้สุสานของสำนักเอกะเทวะ ผมของมันยุ่งกระเซิง สองตาแดงก่ำ ดูราวกับว่ามันกำลังใกล้บ้า แผนการของมันเป๋ผิดทางไปหมด ในเวลานั้น ทุกคนกำลังจะจากไป และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆก็จะไม่มีใครกลับมาอีก มันมองดูด้วยความเศร้าโศกขมขื่นใจ


เมื่อผู้ฝึกตนสำนักจินหาน (เกล็ดน้ำค้างทองคำ) เริ่มเคลื่อนตรงที่ศิษย์สายในที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวของมัน ความโกรธเกรี้ยวพุ่งขึ้นมาในตัวมัน และโดยการไม่ยอมหลงเหลืออะไรอีกจากพลังการฝึกตนของมัน มันจึงส่งเสียงราวสายฟ้าออกไป


เสียงนั้นสั่นสะเทือนไปทั้งสวรรค์ และเกิดลมพายุขยับขึ้นลงม้วนตัวกวาดไปมา ในป่าบนภูเขาที่อยู่รายรอบสำนักเอกะเทวะ ต้นไม้ถูกถอนออกมาทั้งราก เมื่อพายุได้กระหน่ำพัดผ่านไป ต้นไม้หลายต้นถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ จนกระทั่งพายุได้กลายเป็นสีเขียวเข้ม เต็มไปด้วยประกายสายฟ้าอยู่ภายใน ผู้ฝึกตนของแคว้นจ้าวลอยขึ้นไปกลางอากาศมองมา ต่างก็นิ่งเงียบไปด้วยความประหลาดใจ


แม้แต่โจวเหยียนอวิ๋นแห่งสำนักกูตู๋เจี้ยน (กระบี่เดียวดาย) ก็มีสีหน้าสับสน โอบเฉินฝานที่หมดสติไปด้วยแขนของมัน และถอยหลังไป กระบี่เล่มใหญ่ยักษ์เริ่มส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำ จากนั้นมันก็ถูกโอบล้อมไว้ด้วยรังสีกระบี่มากมาย


สตรีสาวสวยจากสำนักเฮยเซ่อไช (กระชอนดำ) ก็มีสีหน้าประหลาดใจด้วยเช่นกัน ถอยหลังเอื้อมมือลงไปตบที่พื้นผิวของหลัวผาน (เข็มทิศจีน) ทันใดนั้น มันก็ขยายใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่าของขนาดเดิม


สำหรับจ้าวซานหลิงแห่งสำนักจินหาน (เกล็ดน้ำค้างทองคำ) มันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และถอยไปด้านหลัง มันขยับนิ้วเป็นรูปแบบของเวทอาคม กระบี่สีทองก็ลอยออกมาจากด้านหลังของมัน และตลอดร่างของมันก็เปล่งประกายสีทองออกมา ทำให้ดูเหมือนเป็นแม่ทัพแห่งสวรรค์


บุคคลทั้งสามจ้องไปรอบๆสำนักเอกะเทวะ ราวกับว่าพวกมันกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ


เมิ่งฮ่าว ซึ่งยังคงยืนอยู่บนภูเขาตะวันออก มองดูเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปนี้ ตรงจุดที่มีพายุสีเขียวเข้มซึ่งกระจายอยู่เต็มท้องฟ้าด้วยเสียงกระหึ่มดังกึกก้องโดยพลังอันไร้ผู้ต่อต้าน เขาพบว่ามีแรงกดดันจนยากที่จะหายใจได้ สายตาของเขาเบิกกว้าง ถอยออกไปด้านหลัง เสื้อผ้าของเขากระพือพัดไปมาในสายลมที่บ้าคลั่งนี้ เขาเอื้อมมือจับไปที่ก้อนหินใหญ่และยึดไว้แน่น เพื่อไม่ให้โดนกระแสลมดูดขึ้นไป


และขณะนี้สองตาของเขาก็เปล่งประกาย เสียงของปรมาจารย์เอกะเทวะเมื่อครู่นี้ ได้เตือนให้เขานึกไปถึงสิ่งที่ได้อ่านบนหน้าแรกของตำราเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเขาได้มาที่สำนักเอกะเทวะเป็นครั้งแรก


เหอลั่วฮว่าและผู้อาวุโสโอวหยางก็มีสีหน้าแปลกใจเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ครั้งนี้มันช่างกระทันหันยิ่งนัก สร้างความตกตะลึงให้พวกท่านจนเกินขอบเขต ซึ่งเกือบจะดูเหมือนว่าพลังการฝึกตนของทั้งสองอาจจะแหลกสลายลงไปด้วยอำนาจของพายุนี้ได้อย่างง่ายดาย


"ปล่อยให้พวกมันรู้ว่า ท่านปรมาจารย์ยังคงอยู่ที่นี่!" ปรมาจารย์เอกะเทวะร้องคำราม ลึกลงไปในสุสาน "ห้ามใครแตะต้องเด็กแซ่เมิ่ง! มันเป็นศิษย์สายในเพียงคนเดียวของข้าที่ยังเหลืออยู่ ถ้ามันตาย ข้าก็จะไม่มีความหวังอะไรอีกเลย!!" มันกัดฟัน เอามือตบลงไปที่ศีรษะของตัวเอง และร่างของมันก็สั่นสะท้าน พ่นโลหิตมากมายออกมา จากนั้นก็ตบไปที่ตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า พ่นโลหิตออกมามากขึ้น และมากขึ้น ร่างกายของมันก็เริ่มหมุนคว้าง


ความเกลียดชังปรากฎขึ้นในดวงตาของมัน หลังจากที่ตบตัวเองไปเจ็ดหรือแปดครั้ง โลหิตจำนวนมากมายก็พ่นกระจายออกมา รวมตัวเข้าด้วยกัน จากนั้นก็พุ่งตรงไปที่ผนังศิลาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้อง กระแทกไปที่ผนัง และผนังศิลาเกือบครึ่งก็หายไปจากการกระแทกนี้


เมื่อสำเร็จถึงขั้นนี้ ศีรษะของปรมาจารย์เอกะเทวะก็เอียงไปด้านข้าง และหมดสติไป ดูเหมือนมันใกล้จะตายไปแล้ว มีเพียงโลหิตอันบริสุทธิ์ของมันเท่านั้นที่ยังรักษาความตั้งใจของมันไว้


โลหิตอันบริสุทธิ์ของมันระเบิดออกมาจากห้องลับ และทะลุผ่านสุสานออกไปยังด้านนอก ในมุมมองธรรมดาของพวกที่ยืนดูด้วยความตกใจ มันเร่งความเร็วขึ้นจนปกคลุมไปทั่วทั้งสำนักเอกะเทวะ กลายเป็นหมอกสีแดงลอยกระเพื่อมไปมา


ด้านในของละอองหมอกมีเสียงราวฟ้าผ่าดังกึกก้องเมื่อหมอกเริ่มขยายตัวมากขึ้น ในทันใดนั้น มันก็ครอบคลุมไปทั้งเขตภูเขา ที่อยู่รายรอบสำนักมองไปเหมือนไร้จุดสิ้นสุด ถ้ามองจากด้านนอก มันก็ดูเหมือนว่าพื้นที่ทั้งหมดได้กลายเป็นทะเลหมอกสีแดงไปแล้ว!


หมอกปั่นป่วนไปมา และเสียงกระหึ่มกึกก้องของมันก็ลอยชึ้นไปจนถึงท้องฟ้า ผู้ฝึกตนทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างก็ตกตะลึงงงงันไปตามๆกัน และความตกใจก็เห็นได้ชัดบนใบหน้าของพวกมัน แม้แต่โจวเหยียนอวิ๋น และบุคคลอื่นๆ


ภายในหมอกสีแดง ศิษย์สายนอกของสำนักเอกะเทวะทั้งหมดก็ได้หมดสติลงไปนอนกับพื้น แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด ในทางกลับกัน เจ้าสำนักเหอลั่วฮว่า และผู้อาวุโสโอวหยางก็ถูกผลักออกไปอยู่ด้านนอกของกลุ่มหมอก ทั้งสองสีหน้าซีดขาวเมื่อมองมาที่กลุ่มหมอกด้วยความตกใจ


กลุ่มหมอกกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา และเสียงกระหึ่มของฟ้าร้องก็ยังดังอยู่ตลอดด้วยเช่นกัน จนกระทั่งดูเหมือนว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรอีกแล้ว ยกเว้นเสียงกึกก้องกังวานของมัน พื้นดินราวกับเป็นมหาสมุทรแห่งสายหมอก ท้องฟ้าไร้สีสัน จากนั้นหมอกก็เริ่มขยับตัว รวมกลุ่มเข้าด้วยกันกลายเป็นใบหน้าขนาดใหญ่มหึมา


ขนาดของใบหน้านี้ทำให้ทุกคนเต็มไปด้วยความเกรงกลัว


เป็นใบหน้าของชายชรา สีหน้าเยือกเย็น แข็งแกร่ง และทรงอำนาจ ตาของมันปิดอยู่ แต่เมื่อเหอลั่วฮว่า และผู้อาวุโสโอวหยาง เห็นมัน ศีรษะของทั้งสองก็เริ่มปั่นป่วน จากการที่จำได้ว่านี่ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก… ปรมาจารย์เอกะเทวะ


"ท่านปรมาจารย์…" เหอลั่วฮว่ากล่าวขึ้น สองตาเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความตื่นเต้น


"มัน… มันยังไม่ตาย!!!" ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าวร้องออกมาด้วยความตกใจกลัว ใบหน้าของพวกมันมีโลหิตไหลลงมา จากหนึ่งไปสองไปเรื่อยๆ พวกมันก็หนีไปด้วยจิตใจที่เต้นจนสั่นระรัว


ทันใดนั้น ใบหน้าหมอกสีแดงที่ใหญ่โตมหึมาของปรมาจารย์เอกะเทวะก็ลืมตาขึ้น เปล่งประกายสีเงินและพลังที่น่ากลัวออกมา ราวกับว่ามันสามารถแยกผืนปฐพี


ดวงตาทั้งคู่จ้องมองขึ้นไปบนสวรรค์ และดูเหมือนว่ามีรอยเส้นเลือดเต็มอยู่ในดวงตา เมื่อมันมองกวาดไปรอบๆพายุสีเขียวเข้มก็พุ่งเข้าในกลุ่มหมอกสีแดง และรวมตัวกันเป็นผมของปรมาจารย์เอกะเทวะ ซึงมีเส้นผมสีดำยาว


เมื่อได้เห็นดังนั้น ใบหน้าของโจวเหยียนอวิ๋นก็ซีดขาวลง และพ่นโลหิตออกมาจากปาก เมื่อมันถอยออกไปด้านหลัง กระบี่ยักษ์ใหญ่เล่มนั้นก็แยกออกเป็นสองเล่ม เหลือไว้เพียงแต่ด้ามจับ ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความกลัว และจิตใจก็เหมือนมีแรงกดทับ


พลังการฝึกตนของมันอยู่ที่ขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง แต่เมื่อตกอยู่ภายใต้การจ้องมองนี้ วิญญาณที่เพิ่งจะเริ่มสร้างใหม่ของมัน ก็เริ่มเหี่ยวแห้งลงไป มันถอยออกไปเร็วยิ่งขึ้น ดึงยันต์อาคมสีฟ้าออกมาส่งพลังกระตุ้นให้มันทำงาน ยันต์อาคมก็ปกคลุมไปทั่วร่างของมันรวมถึงเฉินฝานที่ยังสลบอยู่


เมื่อมันเร่งความเร็วพุ่งออกไปยังที่ห่างไกล เสียงอันทรงพลังก็ดูเหมือนว่าจะดังก้องอยู่ในจิตใจของมัน บอกมันว่าศัตรูผู้นี้ไม่ได้อยู่ในขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง แต่เป็นขั้นตัดวิญญาณอันยิ่งใหญ่


เมื่อสตรีสาวหน้าตาสวยงามจากสำนักเฮยเซ่อไช เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทันใดนั้น หลัวผานที่อยู่ข้างล่างของนางก็เริ่มส่งเสียงแตกปะทุออกมา และมันก็เริ่มพรุนเต็มไปด้วยรอยแตก จากนั้นก็ระเบิดออกมาเป็นชิ้นๆ นางไม่เคยกลัวเช่นนี้มาก่อน ต้องพ่นโลหิตออกจากปาก ล่าถอยออกไปพร้อมกับสวี่ชิงที่หมดสติไป มีเพียงสิ่งเดียวที่อยู่ในความคิดของนางตอนนี้ หนี!


สำหรับเจ้าตัวใหญ่จ้าวซานหลิง ร่างกายของมันเหมือนจะโดนโจมตีด้วยการกดทับของภูเขา มันถอยออกไปด้านหลัง ไอออกมาเป็นเลือด กระบี่สีทองที่เบื้องหน้าของมันแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สีหน้ามันซีดขาว มันหันหลังกลับและเผ่นไปไกล หนีตรงไปที่รอยแยกกลางอากาศที่ซึ่งมันโผล่มาในครั้งแรกก่อนหน้านี้


ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าวทั้งหมดพ่นโลหิตออกจากปาก ผู้ฝึกตนที่อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณรู้สึกว่า พลังลมปราณในร่างของมันขาดสะบั้น และก็รับรู้ว่าอายุอันยาวนานของมันได้ถูกทำลายไป ใบหน้าของพวกมันซีดขาว


บนยอดเขาของภูเขาตะวันออก หมอกสีแดงหุ้มอยู่รอบตัวสูงระดับเอวของเมิ่งฮ่าวที่มีใบหน้าซีดขาว เขายังคงจับก้อนหินใหญ่ไว้แน่น ในสายตาของผู้ที่มองมา อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งของเมิ่งฮ่าวเป็นจุดที่อยู่ตรงกลางหน้าผากของปรมาจารย์เอกะเทวะพอดี


"พวกเจ้าบังคับให้สำนักเอกะเทวะของข้าต้องล่มสลาย และเจ้ายังพยายามที่จะสังหารทายาทเพียงคนเดียวของข้า! เจ้าคนโอหัง!" เสียงที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งปฐพี ดังออกมากระจายไปทั่วทุกทิศทาง และลำแสงสีแดงสามลำก็พุ่งออกมา ยิงพุ่งตรงไปที่โจวเหยียนอวิ๋น สตรีสาวผู้สวยงาม และบุรุษร่างสูงใหญ่จากสำนักจินหาน


"ข้าโจว เป็นผู้อาวุโสของสำนักกูตู๋เจี้ยน ผู้พิทักษ์เต๋า ถ้าท่านปรมาจารย์เอกะเทวะสังหารข้า สำนักกูตู๋เจี้ยนจะต้องทำลายท่านแน่นอน!"


"ท่านปรมาจารย์เอกะเทวะ โปรดระงับโทสะ ผู้เยาว์เป็นศิษย์ของสำนักเฮยเซ่อไช ท่านปู่ของข้าคือ ผิงซานเตา ผู้เป็นสหายของท่าน!"


"ผู้เยาว์สำนึกผิดแล้ว ท่านปรมาจารย์ ได้โปรดระงับโทสะ"


คำพูดดังออกมาจากบุคคลทั้งสาม เมื่อลำแสงสีแดงไล่ตามพวกมันไป ปรมาจารย์เอกะเทวะแค่นเสียงอย่างเย็นชา


"ไสหัวไป เจ้าทั้งสาม!" ลำแสงสีแดงทั้งสามลำหายไป "กลับไปและบอกต่อผู้อาวุโสของพวกเจ้าว่า อย่าได้ลืมสัญญาโลหิตที่ทั้งหมดได้ทำขึ้นเมื่อหลายปีก่อน แคว้นจ้าวคืออาณาเขตของข้า ใครก็ตามที่บังอาจก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ ไม่สามารถทีจะตำหนิได้ว่าข้าเป็นคนโหดร้ายทำลายมันไป สำหรับศิษย์สามคนนั้น เอามันไปด้วย ข้าไม่ต้องการพวกมัน" บุคคลทั้งสามจากดินแดนด้านใต้หายจากไปพร้อมใบหน้าที่ซีดขาว


เมื่อเห็นดังนี้ ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าวได้แต่ยืนตัวแข็งอยู่กับที่ ร่างกายสั่นสะท้านไปมา การที่ได้เห็นผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง แสดงท่าทีเยี่ยงนั้นทำให้พวกมันต้องแข็งทื่อกลายเป็นหินไป บุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มของพวกมันอยู่เพียงแค่ขั้นพื้นฐานลมปราณ


เมื่อเสียงทรงพลังและอำนาจระเบิดออกมา ละอองหมอกก็เริ่มกระเพื่อมและหมุนคว้าง ด้วยเมิ่งฮ่าวเป็นจุดศูนย์กลาง กลุ่มหมอกก็รวมตัวกันที่เบื้องหน้าเขากลายเป็นหอกเล่มยาว


มันไม่ได้มีสีแดง แต่เคลือบไว้ด้วยเวทอาคมที่สลักไว้ทั้งสีขาว สีเงิน และสีทอง ดูแล้วเป็นอาวุธเวทที่ไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง


"สำนักเอกะเทวะได้ถูกลบชื่อไปแล้ว ก็ปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้นไป แต่เด็กผู้นี้คือทายาทสายในเพียงคนเดียวของข้า ถ้าใครก็ตามบังอาจแตะต้องมัน…" มันมุ่งความสนใจไปที่เมิ่งฮ่าว "ถ้าเกิดเรื่องเช่นนั้น เมิ่งฮ่าว ใช้หอกเล่มนี้สังหารมันผู้นั้น! พวกเจ้าทั้งหมด ไสหัวไป!"


เสียงของมันดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น ผู้ฝึกตนของแคว้นจ้าวทั้งหมดก็หนีไป โดยไม่ได้สังเกตเห็นว่าเสียงของปรมาจารย์เอกะเทวะได้เริ่มอ่อนแอลง ซึ่งยากที่จะสังเกตพบได้ง่ายๆ แต่ถ้ามีบางคนตั้งใจสังเกตอย่างจริงจังก็จะพบว่า มันเป็นเสียงที่อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด


ทันใดนั้น ศิษย์สายนอกที่หมดสติอยู่ก็ถูกยกขึ้นไปในอากาศและลอยออกไปทั่วทุกทิศทาง จากนั้น สีแดงของโลหิตก็เปล่งประกายพลุ่งพล่านห่อหุ้มสำนักเอกะเทวะทั้งหมดไว้ภายใน ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ ยกเว้นเมิ่งฮ่าว


เหอลั่วฮว่าและผู้อาวุโสโอวหยางมองดูด้วยความงุนงง ในที่สุด ความละอายใจก็ปรากฎบนใบหน้าของเหอลั่วฮว่า ท่านก้มหน้าลงและทำความเคารพไปที่เกราะป้องกันสีแดงราวโลหิตนั้น ทอดถอนใจเบาๆออกมา หันหลังกลับ และหายไปยังจุดที่ห่างไกล


ผู้อาวุโสโอวหยางตกอยู่ในความเงียบ ท่านนำศิษย์สายนอกออกไปวางที่ป่าในภูเขาทีละคน จากนั้นก็มองสำนักเอกะเทวะจากที่ไกลตาเป็นครั้งสุดท้าย จากไปพร้อมเสียงถอนหายใจ


ท่านและเหอลั่วฮว่ารู้ดีว่า ด้วยการยอมรับการสลายสำนักของท่านปรมาจารย์เอกะเทวะ ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นสำนักเอกะเทวะอีกต่อไปแล้ว


เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ในแสงสีแดงราวโลหิต ด้วยสีหน้าตื่นเต้น เขามองไปที่หอกซึ่งส่องประกายสีขาว เงิน และทองออกมา ทันใดนั้นหอกเล่มนั้นก็มีจิตวิญญาณของมันเอง พุ่งออกไปอย่างลึกลับ รวมตัวเข้าด้วยกันกับกลุ่มหมอก กลายร่างเป็นภาพของชายชราในชุดยาวสีแดง มันคือปรมาจารย์เอกะเทวะ นั่นเอง


ด้วยการประสานมือคารวะ เมิ่งฮ่าวกล่าวว่า "ศิษย์เมิ่งฮ่าวขอแสดงความคารวะท่านปรมาจารย์" โดยไม่ต้องคิด เขาก็เริ่มพูดออกมาอย่างยืดยาว "การแสดงออกของท่านสร้างความกลัวอยู่ในจิตใจของทุกผู้คนในแคว้นจ้าว และแม้แต่ดินแดนด้านใต้ก็ยังรู้จักชื่อเสียงของท่าน ข้าเคารพนับถือท่านเสมอมาตั้งแต่ที่ข้าเข้าสังกัดสำนัก ทุกวันข้าคำนับคำพูดของท่านที่อยู่ในหน้าแรกของตำรา ข้าได้ผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องจาก…"


"พอ พอแล้ว เจ้าทำได้ไม่ดีพอ ให้ข้าบอกกับเจ้าเถอะ เด็กน้อย เมื่อข้ามีอายุเท่ากับเจ้า ข้ากล่าวประจบสอพลอได้มากกว่า ดีกว่า และเป็นธรรมชาติกว่าเจ้า อย่าได้พยายามทำเช่นนี้กับข้า" ปรมาจารย์เอกะเทวะ จ้องไปที่เขารู้สึกพอใจอยู่ลึกๆข้างใน


เมิ่งฮ่าวมองไปที่มันด้วยรอยยิ้มเหนียมอาย


"ถึงแม้ว่ามันจะไร้ประโยชน์ที่จะมาสอพลอข้า อืม ข้า… ไม่เป็นไร ฟังให้ดีนะ ตอนนี้ข้าเพียงแต่สามารถใช้สติที่ยังมีอยู่เพียงเล็กน้อยนี้ ดังนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะทำให้ผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งบัดซบเหล่านั้น เกรงกลัวจนหนีหายไป ข้ามีเวลาไม่มากก่อนที่ร่างนี้จะหายไป" เมื่อมันพูด ร่างของมันก็เริ่มไม่ชัดขึ้นเรื่อยๆ


"ข้าต้องใช้เวลาหนึ่งปีในการฟื้นฟู เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าต้องทำทุกอย่างเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ฝึกตนทุกคนที่อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ หรือสูงกว่านั้น ในแคว้นจ้าวแห่งนี้มาที่เขตกัมมัฏฐานของข้า ถ้าเจ้าทำมันได้สำเร็จ ข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างเต็มที่!" มันยกมือขึ้น และชี้นิ้วไปที่เมิ่งฮ่าว


ทันใดนั้น ข้อมูลมากมายก็ไหลเข้าสู่จิตใจของเมิ่งฮ่าว และตอนนี้เขาก็รู้วิธีการเปิดประตูทางเข้าไปยังเขตนั่งกัมมัฏฐาน


"เด็กน้อย เจ้าเป็นทายาทเพียงคนเดียวของสำนักเอกะเทวะของข้า ถ้าได้ตายไปง่ายๆนะ ถ้าเจ้าตายไป ข้าก็จะหาคนที่เจ้ารักฝังไปพร้อมกับเจ้า… ข้า… ข้าว่ามันน่ารำคาญที่จะต้อง…" เสียงของมันดังก้องอย่างต่อเนื่อง แต่ร่างของมันได้กระจายหายไป ไม่มีแม้แต่เงาที่ยังหลงเหลืออยู่


เมิ่งฮ่าวจ้องไปด้วยสมองที่ว่างเปล่า ต้องใช้เวลาสักพักก่อนที่จะฟื้นสติกลับคืนมา มาถึงจุดนี้เขาจึงตระหนักได้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นความพยายามของปรมาจารย์เอกะเทวะที่จะขู่ขวัญให้พวกนั้นตกใจกลัวและหนีไปเอง


"ดังนั้นท่านไม่ได้สังหารบุคคลทั้งสาม… แต่ เกิดอะไรขึ้นกับหอกที่ท่านกำลังจะมอบให้ข้า?"


ตอนที่ 44: ทะเลเหนือแสดงเต๋า


ในอาณาเขตที่กว้างใหญ่ของสำนักเอกะเทวะ เหลือเพียงเมิ่งฮ่าวเพียงคนเดียว ยืนอย่างโดดเดี่ยวบนภูเขาทิศตะวันออก มองดูแสงสีแดงที่ค่อยๆจางหายไป จากนั้นก็ก้มหน้า เขตสำนักสายนอกที่ก่อนหน้านี้เคยคึกคักจอแจ ตอนนี้มีแต่ความว่างเปล่า


ศิษย์พี่หญิงสวี่ได้ถูกนำจากไป ศิษย์พี่เฉินก็ไปที่ดินแดนด้านใต้ แม้แต่เจ้าอ้วนก็ไปด้วย เขาไม่ทราบว่าจะได้พบกับพวกมันได้อีกเมื่อไหร่ อาจจะหลายเดือน? หลายปี?


สถานะศิษย์สายในของเขา สามปีในสำนักเอกะเทวะ ทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นเพียงความทรงจำ สายลมแห่งฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยใบหน้า และกระพือเส้นผมของเขาปลิวไปพร้อมกับฝุ่นที่อยู่แถวนั้น


เขานั่งลงบนก้อนหินใหญ่อย่างเงียบๆ เวลาผ่านไปนาน จนในที่สุดดวงดาวก็แอบมองมาทีละดวง จากนั้นรุ่งอรุณก็มาเยือน เมิ่งฮ่าวถอนหายใจและเงยหน้าขึ้น


"พวกมันไปกันหมดแล้ว… และที่นี่ข้า… ยังคงอยู่ในแคว้นจ้าว" ทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวก็คิดถึงบ้านขึ้นมา ถึงแม้ว่าเขาได้ขายบ้านเก่าแก่ของบรรพบุรุษในเมืองหยุนเจี๋ยไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงคิดถึงเตียงเก่าและชามกระเบื้องที่แตกบิ่นของเขา ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้คิดถึงภูเขาต้าชิง เขาคิดถึง… คิดถึงความอบอุ่น รอยยิ้มอันอ่อนโยนของมารดา และบิดาผู้ซึ่งดูเหมือนว่ามักจะเกรงกลัวมารดาของเขาอยู่ตลอดเวลา


ความทรงจำทั้งหมดนี้ค่อนข้างเลือนลาง เมิ่งฮ่าวส่ายศีรษะ และเมื่อลำแสงแรกของรุ่งอรุณเล็ดลอดมา เขาก็ยืนขึ้น ไร้ประโยชน์ที่จะค้นหาสิ่งของในสำนักเอกะเทวะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีค่าได้ถูกนำไปหมดแล้ว ถูกปล้นโดยผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าว ทั้งหมดทึ่เคยมีล้วนว่างเปล่า


เมิ่งฮ่าวปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า จากนั้นก็เปลี่ยนชุดยาวสีเงินของสำนักเอกะเทวะ กลับไปสวมชุดนักศึกษาที่เขาเคยใส่เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ มันเคยเป็นชุดยาวตัวใหญ่ แต่เมื่อเขาสวมมันตอนนี้ ก็รู้สึกว่าคับไปเล็กน้อย เขาจ้องมองไปที่ดวงตะวันที่กำลังลอยสูงขึ้น และถอนหายใจออกมา ลึกลงไปภายในร่างของเขา แกนทะเลสาบสีทองดูเหมือนจะเดือดพล่านอยู่ และด้านในของมัน แกนอสูรก็ส่องประกายพลังลมปราณออกมา กระจายเติมเต็มไปทั่วร่างกายของเขา


"ข้าใกล้จะถึงระดับขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณในไม่ช้านี้แล้ว ข้าสัมผัสได้ถึงจุดตีบตันของมัน" เขาเดินไปข้างหน้า ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ กระบี่บินสองเล่มก็โผล่ออกมาและลอยไปอยู่ใต้เท้าของเขา เขาเหินลงมาจากภูเขาและจากสำนักเอกะเทวะไป


ด้วยการใช้วิธีนี้พร้อมกระบี่บิน ก็ทำให้เขาสามารถที่จะเหาะได้ แต่ก็เช่นเดียวกับศิษย์พี่หญิงสวี่ที่ใช้ธวัชสายลม มันเป็นเพียงการเหาะได้แบบชั่วคราว ไม่สามารถใช้ในช่วงเวลายาวนานได้


เมิ่งฮ่าวเคลื่อนที่ไปด้วยความคล่องแคล่วปราดเปรียวมากยิ่งขึ้น เพิ่มความเร็วผ่านแนวป่าบนภูเขา ในที่สุดเขาก็ออกพ้นเขตพื้นที่ของสำนักเอกะเทวะ สถานที่ ที่เขาไม่เคยจากไปเลยตลอดสามปีที่ผ่านมา เขาเหาะผ่านแนวป่าบนภูเขาที่ดูเหมือนจะไร้จุดสิ้นสุด แต่ในที่สุดทั้งป่าและภูเขานั้นก็หายไปในเส้นขอบฟ้า


เวลาผ่านไป ด้วยการรักษาระดับความเร็วอย่างคงที่ ในที่สุดเมิ่งฮ่าวก็โผล่ออกมาจากเขตเทือกเขาหลังจากสองวันผ่านไป


"ข้าไม่แน่ใจว่าศิษย์พี่หญิงสวี่ใช้เวลานำข้าไปที่สำนักนานแค่ไหน" เขาพึมพำกับตัวเอง มองกลับยังเทือกเขาอันยาวเหยียด "มันคงไม่กี่วัน แต่ตอนนั้นข้าหมดสติไป ยังไงก็ตาม ข้าคิดว่าความเร็วของนางในตอนนั้น ก็คงเท่ากับของข้าในตอนนี้"


สำหรับผู้ฝึกตน แคว้นจ้าวไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก แต่สำหรับปุถุชนคนธรรมดา มันมีอาณาเขตที่ค่อนข้างกว้างไพศาลเลยทีเดียว จากการศึกษาของเขา เขาได้อ่านเกี่ยวกับแผนที่ภูมิประเทศ และถึงแม้ว่าเขาไม่เคยเดินทางไปด้วยตัวเอง แต่กระนั้นเขาก็ค่อนข้างคุ้นเคยกับพื้นที่ต่างๆเหล่านี้


"ขณะนี้ข้าอยู่ในเขตทางเหนือของแคว้นจ้าว ข้าควรอยู่ไม่ไกลจากเมืองหยุนเจี๋ย" ไกลออกไป เขามองเห็นถึงบางอย่างที่คล้ายกับกระจกที่วางอยู่บนพื้นเรียบ นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ทะเลเหนือ


"ตอนนี้เมื่อข้าคิดย้อนกลับไป ด้วยธวัชสายลม และระดับขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ ศิษย์พี่หญิงสวี่สามารถเหาะได้ชั่วคราว แต่มันก็ทำให้ต้องสิ้นเปลืองพลังลมปราณไปอย่างรวดเร็ว นางต้องไม่สามารถเหาะไปได้ไกลมากนัก"


สายตาของเมิ่งฮ่าวเปล่งประกายด้วยความปรารถนา เขาไปจากเมืองหยุนเจี๋ยเป็นเวลานานสามปี และความปรารถนาที่จะกลับบ้านเกิดก็เข้มข้นขึ้น เขารู้ว่าหลังจากที่ข้ามทะเลเหนือ เขาก็จะห่างจากภูเขาต้าชิงประมาณครึ่งวันของการเดินทางด้วยเท้า


สูดลมหายใจลึกๆ เขามุ่งไปข้างหน้าต่อไป ในที่สุดก็มาถึงริมฝั่งของทะเลเหนือ เขามองลงไป บนพื้นผิวที่เงียบสงบของทะเลสาบ เขาสามารถมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำ เขาไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มอีกต่อไป เขาดูอายุประมาณยี่สิบปี ใบหน้าฉายแววเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่มั่นคง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเมิ่งฮ่าวในอดีตที่มีแต่ความโง่เขลาและยังเป็นวัยแรกรุ่นอยู่ในตอนนั้น


ท่ามกลางความเงียบ ก็มึเสียงหัวเราะอันอบอุ่นและใจดีดังขึ้นมา หยุดความนึกคิดของเมิ่งฮ่าวไว้


"นายน้อยท่านนี้ ต้องการข้ามทะเลสาบหรือไม่?" เรือแจวลำเล็ก ค่อยๆเลื่อนผ่านผิวน้ำ ตรงเข้ามาหาเมิ่งฮ่าว โดยมีชายชราซึ่งสวมเสื้อกันฝนที่สานจากต้นกกถือไม้พายแจวเรืออยู่ ใบหน้าของมันปกคลุมไปด้วยริ้วรอยแห่งชีวิตอันยากลำบาก แต่มันก็ยังพูดด้วยรอยยิ้มอันจริงใจ


"ข้าไม่อยากจะสร้างความลำบากให้แก่ท่าน ท่านผู้เฒ่า" เมิ่งฮ่าวพูดด้วยสีหน้าแปลกใจ เขาไม่ได้ถูกเรียกว่า 'นายน้อย' มานานสามปีแล้ว


"ไม่ลำบากเลย" ชายชราพูด "ข้าได้รับส่งคนข้ามทะเลสาบนี้มานานหลายปีแล้ว ข้ารู้สึกชื่นชมคนหนุ่มที่เป็นนักศึกษาเช่นท่านจริงๆ" มันผลักเรือให้มาที่ข้างกายของเมิ่งฮ่าว ช่วยให้เขากระโดดไปบนเรือได้ง่ายขึ้น เมิ่งฮ่าวขึ้นไปได้ก็ประสานมือขอบคุณ


ข้างในลำเรือมีเด็กผู้หญิงนั่งอยู่ อายุประมาณเจ็ดถึงแปดปี ผมของนางทำเป็นรูปหางหมูสองข้าง นั่งพับเพียบอยู่หน้าเตาถ่านเล็กๆ กำลังพัดเปลวไฟให้น้ำที่อยู่ในหม้อต้มน้ำเดือดไปมา ไอน้ำลอยขึ้น


ข้างในของหม้อต้มน้ำเป็นขวดสุรา


"นี่เป็นหลานสาวของข้า" ชายชรากล่าวขณะที่กำลังหันหัวเรือกลับ "โชคร้ายที่นางเป็นเด็กผู้หญิง ถ้าเป็นเด็กผู้ชาย ข้าก็จะส่งนางไปเป็นนักศึกษา นายน้อย" มันกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "ท่านมาจากไหนหรือ?" เรือพุ่งตรงออกไปยังใจกลางทะเลสาบ เมื่อมีลมพัดมา ชายชราก็นั่งลงข้างเตาใบนั้น


เด็กผู้หญิงเงยหน้าขึ้นมองเมิ่งฮ่าว ดวงตาที่กลมโตของนางดูไร้เดียงสาและสวยงาม


"ข้าเป็นนักศึกษาหนุ่มจากเมืองหยุนเจี๋ย" เมิ่งฮ่าวพูดพร้อมรอยยิ้ม "ด้านล่างของภูเขาต้าชิง" รูปแบบของชีวิตปุถุชนคนธรรมดา ทำให้เขาคิดถึงชีวิตของเขาเมื่อในอดีต สามปีที่แล้ว


"เมืองหยุนเจี๋ย นั่นเป็นสถานที่น่าอยู่! เคยมีบุรุษที่ยิ่งใหญ่นำชื่อเสียงมาให้ที่นี่ หลายปีมาแล้ว มีลางดีปรากฎขึ้นที่นั่น จนสร้างความสนใจให้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง" ชายชราหยิบขวดสุราขึ้นมา "อากาศตอนนี้กำลังเริ่มหนาว และร่างกายของข้าก็ทนไม่ค่อยได้ มา มาดื่มกัน" มันยื่นขวดไปที่เมิ่งฮ่าว "ท่านดื่มได้หรือไม่?"


เมิ่งฮ่าวรู้เรื่องลางดีที่ชายชราได้พูดถึง มันเกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อนหน้านี้ หนึ่งวันก่อนที่บิดามารดาของเขาจะหายตัวไป เมื่อเขาคิดถึงเรื่องนี้ทีไร ก็จะรู้สึกหดหู่เศร้าใจเล็กน้อย เขาลังเลชั่วขณะ มองไปที่ขวดนั้น เขาไม่เคยดื่มสุรามาก่อน ย้อนกลับไปที่เมืองหยุนเจี๋ย เขาอาศัยอยู่อย่างยากจนเข็ญใจ และมันก็ไม่มีสุราในสำนักเอกะเทวะ เขายกจอกขึ้นมาและปล่อยให้ชายชรารินสุราไปจนเต็ม จากนั้นก็ยกจอกขึ้นดื่ม


ทันใดนั้น ความรู้สึกเผ็ดร้อนก็เติมเต็มอยู่ในจิตใจของเขา จากนั้นก็ค่อยๆกระจายออกไปทั่วร่างกาย


"ท่านผู้เฒ่า หัวข้อสนทนาของท่านค่อนข้างจะไม่ค่อยธรรมดา ท่านได้พายเรือรับส่งมานานแล้วหรือไม่?" เมิ่งฮ่าวมองไปที่ระลอกคลื่นสีเขียว จากนั้นก็ดื่มสุราไปอีกคำ รู้สึกแผดร้อนเป็นทางลงไป และเขาก็คิดถึงสำนักเอกะเทวะ คิดถึงศิษย์พี่หญิงสวี่ ศิษย์พี่เฉิน และเจ้าอ้วน


"ยี่สิบปี" ชายชราตอบพร้อมเสียงหัวเราะ "ในชีวิตของข้า ข้าได้พายเรือรับส่งผู้คนมากมายข้ามทะเลเหนือนี้ ข้าได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง และแน่นอน ข้าได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับแน้วโน้มของผู้คนในการสนทนา ได้โปรด อย่าได้หัวเราะเยาะข้า ใครจะรู้ได้ว่าทะเลสาบนี้จะอยู่ที่นี่ได้อีกกี่ปี? มันได้เห็นผู้คนมากมายด้วยเช่นกัน ผู้คนจดจำมัน และมันก็จดจำผู้คน" ชายชรายกจอกเหล้าของมันขึ้นมาและดื่มลงไป


เมิ่งฮ่าวจ้องไปที่มันสักพัก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินใครบางคนพูดเช่นนี้ เขามองกลับไปยังทะเลสาบ พึมพำกับตัวเอง ครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้ม


"เห็นได้ชัดว่าที่นี่คือทะเลสาบ" ทันใดนั้น เขาก็พูดขึ้น "ทำไมผู้คนถึงเรียกมันว่า ทะเลเหนือ?"


ชายชราคิดไปสักพัก จากนั้นก็ยิ้ม "ทะเลสาบสามารถแห้งหายไป ขยายตัวอย่างเงียบๆ และสงบนิ่ง ถ้ามันเหือดแห้งไป ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่ แต่ทะเลคงอยู่ตลอดไป และสามารถรองรับน้ำจากแม่น้ำและทะเลสาบนับไม่ถ้วน บางทีผู้คนไม่ต้องการให้ทะเลสาบนี้หายไป จึงเรียกมันเช่นนั้น ถ้าท่านเชื่อว่ามันคือทะเลสาบ มันก็เป็นทะเลสาบ ถ้าท่านเชื่อว่ามันคือทะเล มันก็เป็นทะเล"


เมื่อเมิ่งฮ่าวได้ยินคำพูดของชายชรา จิตใจของเขาก็สั่นสะท้าน มือที่ถือจอกสุราก็เริ่มสั่น และเขาก็จ้องมองออกไปที่น้ำในทะเลสาบ ตกอยู่ในความเคลิบเคลิ้มมึนงง โดยไม่รับรู้ถึงกาลเวลา


เวลาผ่านไป และเรือแจวก็มาถึงริมฝั่ง เมิ่งฮ่าวหยิบแท่งเงินที่ได้จากศิษย์สายนอกบางคนในสำนักเอกะเทวะออกมา และชำระเป็นค่าโดยสาร เขาคารวะโดยการก้มตัวโค้งลงต่ำ เพื่อแสดงความนับถือชายชรา จากนั้นก็มองจนเรือลอยจากไป สองตาของเขาส่องประกายด้วยแสงแปลกๆ


เขาไม่ได้จากไป แต่นั่งลงขัดสมาธิอยู่ที่ริมทะเลสาบ มองไปที่น้ำและเรือที่กำลังหายไปในที่ห่างไกล มันเหมือนได้ยินเสียงชายชรากำลังหัวเราะ


"ถ้าท่านเชื่อว่ามันคือทะเลสาบ มันก็เป็นทะเลสาบ ถ้าท่านเชื่อว่ามันคือทะเล มันก็เป็นทะเล…" เสียงของชายชราดังก้องข้ามมาจากที่ห่างไกล ดูเหมือนราวกับว่า… ชายชราไม่ได้หายไปในที่ห่างไกล แต่… รวมเข้ากับน้ำในทะเลสาบแห่งนี้…


เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ที่นั่นด้วยความเคลิบเคลิ้ม นั่งติดต่อกันเป็นเวลาสามวัน


เขาไม่ได้ขยับแม้แต่น้อยตลอดช่วงเวลานั้น เอาแต่จ้องมองไปที่ทะเลสาบอย่างเงียบๆ เสียงของชายชราดังก้องอยู่ในจิตใจของเขา


"ทะเลสาบสามารถแห้งหายไป ขยายตัวอย่างเงียบๆและสงบนิ่ง ถ้ามันเหือดแห้งไป ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่ แต่ทะเลคงอยู่ตลอดไป และสามารถรองรับน้ำจากแม่น้ำและทะเลสาบนับไม่ถ้วน…" ทันใดนั้นสองตาของเมิ่งฮ่าวก็สว่างวาบขึ้น แกนทะเลสาบสีทองในร่างของเขาดูเหมือนว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด แต่ในสายตาของเขามันยังคงเป็นทะเลสาบ


"ถ้าข้าเชื่อว่ามันคือทะเลสาบ มันก็เป็นทะเลสาบ ถ้าข้าเชื่อว่ามันคือทะเล จากนี้เป็นต้นไป… ก็ให้มันเป็นทะเล!" เสียงราวสายฟ้าดังก้องอยู่ข้างในตัวเขา และแกนทะเลสาบก็เริ่มพลุ่งพล่านและปั่นป่วนไปมา โดยที่ปราศจากการช่วยเหลือของเม็ดยาใดๆทั้งสิ้น ทันใดนั้นมันก็ขยายตัวออกไป


เมิ่งฮ่าวไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เขาหลับตาแน่น เขาได้ผ่านเข้าไปยังระดับขั้นที่แปลกไปจากเดิม คำพูดของชายชราดังก้องอยู่ในหัวของเขา เขาไม่ได้สังเกตมัน แต่รอบๆตัวเขา พลังลมปราณที่ไร้ขอบเขตแห่งฟากฟ้าและผืนดินได้เริ่มไหลอย่างรวดเร็ว ล้อมรอบร่างของเขาไว้ จากนั้นก็ผ่านเข้าไปในร่างของเขา กระแสคลื่นเดือดพล่านอยู่ในทะเลเหนือ และภายในของกระแสคลื่นก็มีพลังลมปราณอันมากมายมหาศาลปั่นป่วนไปมา และก็พุ่งออกมาล้อมรอบตัวของเมิ่งฮ่าว


ทะเลเหนือกำลังแสดงเต๋า!


ณ ตอนนี้ ถ้ามีผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณมาเห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ มันคงต้องตกตะลึงเป็นแน่ รูปแบบของการรู้แจ้งแห่งเต๋าเช่นนี้ เกิดขึ้นได้เฉพาะกับบางคนที่อยู่ในขั้นตัดวิญญาณเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ปรากฏการณ์เช่นนี้ยังต้องอาศัยบุญเสริมวาสนาส่งและโชคอันยิ่งใหญ่ถึงจะเกิดขึ้นได้ แต่ตอนนี้เมิ่งฮ่าวได้ก้าวข้ามกฎเกณฑ์นี้ไปเรียบร้อยแล้ว


เหตุผลที่เขาสามารถประสบความสำเร็จเช่นนี้ได้ ส่วนใหญ่เนื่องมาจากแกนอสูรที่อยู่ในร่างของเขา มันเป็นแกนของมังกรปีกวารี สัตว์อสูรโบราณซึ่งหางของมัน สามารถที่จะกลายมาเป็นอสูรได้ ในความเป็นจริง ตอนที่เขาได้ฝันถึงมังกรปีกวารี เมิ่งฮ่าวก็ได้ก้าวถึงการรู้แจ้งแห่งเต๋าไปเรียบร้อยแล้ว


สามวันผ่านไป และในที่สุดเมิ่งฮ่าวก็ลืมตาขึ้น สองตาของเขาเปล่งประกายด้วยแสงสีทอง ภายในร่างของเขา แกนทะเลสาบลมปราณได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอย่างน่าตกใจ เมื่อเขาตรวจสอบดู เมิ่งฮ่าวก็ตระหนักได้ว่า มันไม่ใช่ทะเลสาบลมปราณอีกต่อไป มันเป็นแกนทะเลลมปราณ!


เขาเชื่อว่ามันเป็นทะเล ดังนั้น… มันก็คือทะเล!


ทะเลลมปราณคำรามเสียงกระหึ่ม และคลื่นลมปราณก็สาดไปมา แกนอสูร ยังคงลอยนิ่งอยู่ในส่วนลึกสุดของทะเลลมปราณ ปล่อยพลังลมปราณกระจายออกไปทั่วร่างของเมิ่งฮ่าว ด้วยการใช้วิธีที่เขาได้เรียนรู้มาจากตำรารวบรวมลมปราณ เขาโคจรพลังให้หมุนเวียนไปทั่วร่าง ร่างกายของเขาก็เริ่มส่องประกายแสงสีทองออกมา ราวกับว่ามีบางสิ่ง ทันใดนั้น ก็ได้แตกออกมาจากข้างในตัวเขา แสงสีทองกระจายอยู่รอบๆตัวเขาราวเก้าฉื่อในทุกทิศทาง


ท่ามกลางเสียงกระหึ่มของทะเลลมปราณ ทันใดนั้น พลังการฝึกตนของเมิ่งฮ่าวก็ไต่ขึ้นไป ทะลุจุดปิดกั้นของระดับหก ตรงขึ้นไปในระดับขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ


ถึงแม้ว่าเขาเพิ่งจะก้าวข้ามไปถึงระดับเจ็ด แต่พลังของเขาก็เหมือนราวกับว่า เขาได้อยู่ที่ขั้นสูงสุดของระดับเจ็ดไปเรียบร้อยแล้ว นี่เป็นเพราะว่าในเขตตันเถียนของเขา ไม่ใช่แกนทะเลสาบ แต่เป็น แกนทะเล!


ก่อนหน้านี้ พลังลมปราณซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นมาในทะเลเหนือ ด้วยเวลาหลายร้อยปีจนนับไม่ถ้วน ทันใดนั้น ก็พุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าว ราวกับว่าพลังลมปราณกลุ่มนี้ได้ช่วยให้เขาฝ่าอุปสรรคไปได้


ค่อยๆ พลังลมปราณจากฟากฟ้าและผืนดินซึ่งรายล้อมอยู่รอบตัวเขาก็ค่อยๆจางหายไป เช่นเดียวกับ พลังลมปราณของทะเลเหนือ


ช้าๆ แสงสีทองซึ่งกระจายออกมาจากเมิ่งฮ่าว ก็เริ่มที่จะจางลงเช่นเดียวกัน และเขาก็เริ่มกลับคืนสู่รูปลักษณ์ปกติอย่างช้าๆ เขานั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น ในที่สุดแสงสีทองก็หายไปจากดวงตาของเขา แม้ว่ามันจะยังคงส่องแสงระยิบแพรวพราว


เขาค่อยๆ ยืนขึ้น และมองออกไปยังทะเลเหนือ ด้วยการประสานมือ เขาคารวะทะเลด้วยความเคารพ จิตใจของเขาเต็มไปด้วยรายละเอียดที่เขาเคยอ่านในศาลาเวทของสำนักเอกะเทวะ ซึ่งเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอสูรชนิดต่างๆของดินแดนหนานซาน ที่ไหนก็ตามที่มีอสูรอยู่ ก็จะมีอสูรซึ่งมีรูปร่างเป็นภูเขา อสูรซึ่งมีรูปร่างเป็นแม่น้ำ และอสูรที่มีรูปร่างเป็นต้นไม้และสัตว์


"วันนี้ ทะเลเหนือแสดงเต๋า สักวันหนึ่งเมื่อพลังการฝึกตนของข้าสูงพอ ข้าขะกลับมาที่นี่ และช่วยเจ้าให้กลายเป็นทะเล!" เขามองออกไปยังทะเลเหนือ เขาไม่แน่ใจว่าทะเลสาบนี้ ต้องการจะกลายเป็นทะเลหรือไม่ มันอาจจะเหมือนรายละเอียดที่เขาเคยอ่านมา เป็นบางสิ่งที่มีชีวิต ชีวิตอสูร


เมื่อคำนึงถึงมันได้ช่วยให้เขาฟันฝ่าอุปสรรคในการฝึกตนของเขา ช่วยให้เขาเปลี่ยนแกนทะเลสาบเป็นแกนทะเล เขาก็ต้องตอบแทนความมีน้ำใจนี้ มีเพียงวิธีเดียว คือช่วยให้ทะเลสาบนี้กลายเป็นทะเล!


หลังจากเวลาผ่านไป เมิ่งฮ่าวหันหลังกลับ และเดินตรงไปที่ภูเขาต้าชิง


ตอนที่ 45: ย้อนกลับยังโลกมนุษย์หลังสามปีผ่านไป


สายลมแห่งฤดูใบไม้ร่วง หมุนตัวเป็นเกลียวพัดไปมารอบๆภูเขาต้าชิง ในทางเหนือของแคว้นจ้าว เถาวัลย์จำพวกหวายส่วนใหญ่แห้งเหี่ยวตายไป และใบไม้แห้งก็ลอยจากภูเขาตกลงไปยังแม่น้ำเบื้องล่าง บางทีพวกมันก็อาจจะเหมือนขวดน้ำเต้าเมื่อหลายปีมาแล้ว ในที่สุดก็จะไปถึงทะเลหยินเหอ และจากนั้นก็ลอยไปยังอาณาจักรต้าถังอันยิ่งใหญ่ในดินแดนตะวันออก


ตรงเชิงเขาด้านล่างรอบภูเขาต้าชิงประกอบไปด้วยสามเมือง เมืองหยุนเจี๋ยเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในทั้งสามเมืองนี้ มันไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็เนืองแน่นเต็มไปด้วยผู้คน เมื่อตลาดเปิดการค้าขาย ผู้คนจากเขตภูเขาทั้งหมดก็จะไปที่นั่น และเสียงจอแจของผู้คนก็ดังไปทั่วในอากาศ


ในวันนี้ บุรุษหนุ่มสวมใส่ชุดยาวนักศึกษาสีฟ้าซักจนสะอาดเดินเข้ามาในเมืองหยุนเจี๋ย ดูท่าทางกระสับกระส่าย แม้ว่าเขาจะเป็นคนแปลกหน้า แต่ใบหน้าของเขาก็ดูคุ้นตา แน่นอนว่าเขาก็คือ เมิ่งฮ่าว


เขาเดินไปบนถนนที่คุ้นเคย ผ่านร้านค้าและบ้านเรือน เมื่อเขาเดินเตร่อยู่ในโลกของมนุษย์คนธรรมดา เขาก็นึกขึ้นได้ถึงหลายสิ่งหลายอย่างในอดีต สถานที่นี้เต็มไปด้วยความทรงจำของเขาในวัยเด็ก ความขมขื่นโดดเดี่ยวในวัยเยาว์ และความดื้อรั้นยืนหยัดในความต้องการศึกษาใฝ่รู้ของเขา มีเหตุการณ์ที่ยากลืมเลือนมากมายอยู่ในสถานที่แห่งนี้


เมื่อเดินผ่านลานกว้างใหญ่ เขาเอ่ยขึ้น "นั่นต้องเป็นบ้านของเสี่ยวเจี่ยหยาง (หญิงสาวแซ่หยาง) …" รั้วบ้านที่เคยดูเหมือนว่าสูงมากในอดีต ตอนนี้ดูค่อนข้างจะเตี้ยไปแล้ว ผ่านรั้วเข้าไปก็จะเป็นห้องนอนของเสี่ยวเจี่ยหยาง สถานที่ซึ่งมีเรื่องราวอันเพ้อฝันมากมายของเขาในอดีต


เขามักจะเคยคิดไปว่าท่านลุงหยางอาจจะพอใจเขา และยอมให้เขาแต่งงานกับเสี่ยวเจี่ยหยาง นางได้ถูกโจษจันไปทั่วถึงความงามที่เลิศล้ำจนคล้ายเทพธิดาของนาง


สามปีได้ผ่านไป ถึงจะไม่ใช่เวลาที่นานนัก แต่สำหรับเมิ่งฮ่าว มันดูเหมือนว่าชีวิตของคนผู้หนึ่งได้เกิดขึ้นมา และตายจากไปในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้


ขณะที่เขาส่ายศีรษะด้วยความสะเทือนใจ และกำลังจะเดินต่อไป ทันใดนั้นประตูรั้วบ้านของตระกูลหยางก็เปิดขึ้น และเกี้ยวหลังหนึ่งก็โผล่ออกมา เมิ่งฮ่าวหยุดเดิน เขามักจะมองเข้าไปยังลานบ้านหลังนี้บ่อยๆ ในอดีต หวังว่าจะมองเข้าไปให้ถึงห้องของเสียวเจี่ยหยาง


สองตาของเขาเป็นประกายเมื่อมองไปที่เกี้ยวหลังนั้น ทันใดนั้นสายลมก็พัดผ้าม่านสีเขียวให้ปลิวลอยขึ้นมา และเขาก็มองเห็นหญิงสาวอายุเยาว์ที่อ้วนเป็นอย่างมากนั่งอยู่ด้านใน ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยจุดด่างดำ กรามของเมิ่งฮ่าวก็ขยับลง


ถ้าเขาจดจำหญิงรับใช้ที่อยู่ข้างกายนางไม่ได้ เขาก็จะไม่เชื่อเลยว่าหญิงสาวอายุเยาว์ผู้นี้ จริงๆแล้วก็คือ เสี่ยวเจี่ยหยาง


เกี้ยวหายลับตาไป และเมิ่งฮ่าวก็เดินต่อไป ด้วยความรู้สึกเสียใจเล็กน้อย


"ข้าเพิ่งจะทำลายภาพของคนรักในความฝันของข้าไป…" เขากล่าวพร้อมกับส่ายหน้า "อืม ท่านปราชญ์โบราณกล่าวไว้ถูกต้องนัก จงหลีกเลี่ยงจากการจ้องมองอันไม่เหมาะสม ข้าไม่ควรมองไปเลย ไม่ควรจริงๆ" สีหน้าอันขมขื่นปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเขาเมื่อเขาเดินจากไป


ประมาณยามเที่ยง เมิ่งฮ่าวก็พบว่าเขาได้มายืนจ้องไปที่บ้านหลังใหญ่ที่อยู่ห่างไปด้วยสายตาที่ว่างเปล่า มันเป็นบ้านที่ชำรุดทรุดโทรม แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามีผู้คนอยู่ภายใน เขาได้ยินเสียงลอยออกมาจากด้านใน มันเป็นเสียงที่เหมือนกับว่าเจ้าของบ้านกำลังโต้เถียงกันอยู่


นี่เป็นบ้านที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเมิ่งฮ่าว หลายปีก่อน เขายากจนสิ้นเนื้อประดาตัว และถูกบังคับให้ขายบ้านหลังนี้ไป ด้านในของบ้านนี้มีความทรงจำที่สวยงามและความสุขอันมากมายของในอดีตอยู่ เช่นเดียวกับความขมขื่นเศร้าใจ ตรอกย้ำความทรงจำในช่วงเวลาหลังจากที่บิดามารดาของเขาได้หายไป


ภาพแล้ว ภาพเล่า ปรากฎขึ้นในจิตใจของเมิ่งฮ่าว เขายืนอยู่ที่นั่นจนกระทั่งถึงเวลาโพล้เพล้


ในความเงียบ เขาเดินมาถึงประตู ยกมือขึ้น และเคาะไป


เสียงเคาะ ทำให้การโต้เถียงที่เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องไม่รู้จบตั้งแต่ช่วงบ่ายเงียบลงไป หลังจากนั้นสักพักประตูก็เปิดออก บุรุษวัยกลางคนยืนขมวดคิ้วอยู่หน้าประตู ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยลายเส้นจากช่วงเวลาของชีวิตอันยากลำบาก


"เจ้าเป็นใคร? ต้องการอะไร?"


"ท่านลุงหลี่… ?" เมิ่งฮ่าวพูดอย่างเงียบๆ มองไปที่บุรุษตรงหน้าของเขา


"เจ้า…" บุรุษวัยกลางคนจ้องมองมาด้วยความแปลกใจ มันมองใกล้เข้าไปที่เมิ่งฮ่าว และจากนั้นความไม่อยากเชื่อก็เต็มอยู่ในดวงตา "เมิ่งฮ่าว? เจ้า… ไปอยู่ที่ไหนมา? เข้ามาสิ!" ด้วยสีหน้ายินดีแกมแปลกใจ บุรุษผู้นั้นก็ฉุดดึงเมิ่งฮ่าวเข้าไปในบ้าน


"เหล่าโผจื่อ (อีแก่) มาดูว่านี่เป็นใคร!"


สตรีวัยกลางคนนั่งอยู่ด้านใน ดวงตามีหยดน้ำคลออยู่ เมื่อนางได้ยินคำพูดของสามี และเห็นเมิ่งฮ่าว นางเพ่งมองไปชั่วครู่ จากนั้นก็เดินออกมา สายตาเต็มไปด้วยความดีใจ


"มันคือเมิ่งฮ่าวจริงๆ…" บุรุษพูด


"เด็กน้อย ทุกคนต่างก็บอกว่าเจ้าจากไปโดยไม่ได้บอกกล่าวในปีนั้น มาให้ป้าดูเจ้า" นางมายืนตรงหน้าเมิ่งฮ่าว มองมาที่เขาตั้งแต่บนลงล่าง สายตาเต็มไปด้วยความสุข ดูเหมือนว่านางได้ลืมการโต้เถียงตั้งแต่ช่วงบ่ายไปจนหมดสิ้น "ข้าไม่ได้เห็นเจ้ามาหลายปี เจ้าเติบใหญ่จนสูงขึ้นกว่าเดิม แต่… อ้าย ผิวของเจ้าคล้ำมาก เจ้าคงต้องลำบากตรากตรำอย่างมากมายตลอดหลายปีมานี้"


"มา มานั่งก่อน ป้าจะทำอาหารให้เจ้ากิน เจ้าเพิ่งจะกลับมา อยู่ต่ออีกหน่อยเถอะ ถึงเจ้าได้ขายบ้านนี้ให้กับลุงหลี่ไปแล้ว แต่มันก็ยังคงเป็นบ้านของเจ้า" นางยิ้มอย่างเมตตาและมีความสุขไปที่เมิ่งฮ่าว จากนั้นก็จ้องไปที่บุรุษผู้นั้น และเดินเข้าไปในห้องครัว


ไม่ช้า บนโต๊ะก็เต็มไปด้วยอาหาร เมิ่งฮ่าวมองไปที่บุคคลทั้งสองตรงหน้าของเขา และความเมตตาอ่อนโยนในดวงตาของพวกเขา ก็ทำให้เขานึกขึ้นได้ถึงเวลาหลังจากที่บิดาและมารดาของเขาได้หายไป ถ้าไม่ใช่เพราะการช่วยเหลือของท่านลุงและท่านป้าหลี่ ชีวิตของเขาก็คงยุ่งยากมากกว่านี้


"ปีนี้การเก็บเกี่ยวไม่ค่อยดีนัก" ท่านป้าหลี่กล่าว ตักอาหารเพิ่มให้เมิ่งฮ่าว "พวกเราให้บ้านหลังเดิมกับบุตรชายไป เพื่อที่มันจะได้แต่งงาน ตั้งแต่ที่บ้านหลังนี้ว่างลง พวกเราก็เลยย้ายมาที่นี่" นางมองมาที่เขาด้วยสีหน้าเมตตา "เจ้าไปอยู่ที่ไหนมาในหลายปีมานี้? พวกเราตามหาเจ้าอยู่เป็นนาน แต่ก็ไม่สามารถจะหาเจ้าพบ"


เมิ่งฮ่าวนั่งฟังคนทั้งสองพูดจา และรู้สึกถึงความเมตตาของคนทั้งสองในจิตใจของเขา เขาเล่าเรื่องอย่างคลุมเครือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อไปศึกษาเล่าเรียนให้ทั้งสองฟัง หลังจากอาหารมื้อนี้ผ่านไป เขาก็ค้อมกายต่ำคารวะคนทั้งสอง


"ท่านลุงหลี่ ท่านป้าหลี่ ข้าอยากจะขอซื้อบ้านที่เป็นมรดกจากบรรพบุรุษของข้าหลังนี้คืน หลังจากที่บิดาและมารดาของข้าจากไป ก็ได้ทิ้งแท่งเงินไว้ให้ข้าบางส่วน ท่านทั้งสองสามารถที่จะอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ได้ต่อไป และช่วยข้าดูแลบ้านนี้" เขาดึงแท่งเงินออกมาจากเสื้อยาว และวางมันลง


"นี่…" ท่านลุงหลี่ลังเล มองไปที่ภรรยาของเขา ท่านป้าหลี่ไม่พูดอะไร แต่หลังจากที่ผ่านไปได้ชั่วครู่ ก็พยักหน้า


"ถูกต้อง" นางกล่าวอย่างเฉียบขาด "นี่เป็นบ้านของเจ้า บิดาและมารดาของเจ้าได้มอบให้ไว้ ลุงหลี่ของเจ้าและป้าก็อายุมากแล้ว เมื่อเจ้ากล่าวเช่นนี้ พวกเราก็จะอยู่ที่นี่ แต่พวกเราไม่ต้องการแท่งเงิน พวกเราดูแลเจ้ามาตั้งแต่เจ้ายังเยาว์วัย เจ้าก็เหมือนกับบุตรของพวกเรา! แล้วพวกเราจะเอาเงินของเจ้าไปได้ยังไง?" นางเอาแท่งเงินวางกลับลงไปในมือของเมิ่งฮ่าว


เมิ่งฮ่าวไม่พูดอะไร นอกจากประสานมือ และโค้งตัวลงต่ำ ให้คนทั้งสองอีกครั้ง


เขาไม่ได้พูดอะไรตลอดทั้งคืน นอกจากรวบรวมบางสิ่งซึ่งยังคงมีความทรงจำเหลืออยู่ในบ้านหลังนี้ จากนั้นก็กล่าวคำอำลา และลอบอออกไปในความมืดของยามราตรี เขาไม่ได้นำแท่งเงินไปด้วย เขาทิ้งไว้บนเตียงนอน


หลังจากนั้น เขาก็นั่งขัดสมาธิบนเตียงในโรงเตี๊ยม มองออกไปยังท้องฟ้ายามราตรี ถอนหายใจออกมา


"ข้าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโลกมนุษย์อีกต่อไปแล้ว แต่มันก็ยากที่จะตัดขาดจากความสัมพันธ์ทั้งหมดนี้" เขาหลับตาลง "อืม ถ้ามันไม่สามารถตัดออกไปได้ ข้าก็จะปล่อยให้มันคงอยู่ต่อไป"


รุ่งอรุณของเช้าวันใหม่ เมิ่งฮ่าวก็เจอร้านค้าไม้ของตระกูลหวัง ที่นั่น เขาได้เห็นท่านลุงหวังที่อายุมากแล้ว ใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยริ้วรอย นั่งอยู่ในร้านจ้องมองไปอย่างเลื่อนลอย ตรงหน้าของท่านเป็นไม้แกะสลักซึ่งดูแล้วคล้ายหวังโหย่วฉาย ใบหน้าของท่านลุงหวังดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่ยากจะลบเลือน


เมิ่งฮ่าวหยุดคิดสักพัก เขาไม่มั่นใจว่าหวังโหย่วฉายได้ตายแล้วไปจริงหรือไม่ หลังจากที่ได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน เขาก็ได้ไปหาเสี่ยวหู่ (เสือน้อย) จากนั้นก็ไปสำรวจพื้นที่ซึ่งหวังโหย่วฉายได้ตกลงไปจากหน้าผา เขาก็ไม่พบเบาะแสใดๆที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่เสี่ยวหู่เคยเล่าให้ฟัง


เมิ่งฮ่าวเดินเข้าไปยังร้านค้าไม้พร้อมถอนหายใจ


เมื่อรับรู้ได้ว่ามีบางคนเดินเข้ามา ท่านลุงหวังก็เงยหน้าขึ้น เมื่อท่านได้เห็นเมิ่งฮ่าว ท่านก็จ้องมองมาด้วยความแปลกใจ ยกมือขยี้ตา ยืนขึ้นมา ตัวเริ่มสั่น


"เจ้า… เจ้าคือ… เมิ่งฮ่าว?"


"ท่านลุงหวัง เป็นข้าเอง" เมิ่งฮ่าวเดินเข้าไปพยุงชายชรา


"โหย่วฉายอยู่ที่ไหน?" ท่านถาม ดูเหมือนว่าท่านไม่ได้ลืมรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนั้น มองไปที่เมิ่งฮ่าว ทันใดนั้นก็ดูเหมือนว่าท่านจะตื่นเต้นเป็นอย่างมาก "เจ้าทั้งสองหายไปในเวลาเดียวกันของปีนั้น โหย่วฉายอยู่ไหน… ?"


"โหย่วฉายกลับมาไม่ได้ ดังนั้นจึงขอให้ข้าช่วยส่งข่าวมาให้ท่าน" เมิ่งฮ่าวพูดพร้อมกับยิ้มไปด้วย "มันจะกลับมาในอีกไม่กี่ปีนี้ ท่านอย่าได้เป็นห่วงไปเลย โหย่วฉายมีความสุขสบายดี" เขาช่วยพยุงท่านลุงหวังให้ไปนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นก็นั่งพูดคุยด้วยกันสักพัก เขาบอกไปว่าพวกเขาทั้งสองจากไปเพื่อศึกษาเล่าเรียน และโหย่วฉายก็มีพรสวรรค์ในเรื่องนี้ ทำให้มันต้องการที่จะใช้เวลาศึกษาต่อก่อนที่จะกลับมาบ้าน


น้ำตาแห่งความตื่นเต้นดีใจ กลิ้งลงมาจากใบหน้าของท่านลุงหวัง ท่านนั่งฟังเรื่องราวจากเมิ่งฮ่าวไป ก็พยักหน้าไปด้วย และดูราวกับว่าริ้วรอยบนใบหน้าของท่านได้หายไป เมิ่งฮ่าวยังได้เล่าเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยรายละเอียดอื่นๆที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง และชายชราก็ยิ้มออกมา


"เด็กผู้นั้นฉลาดอยู่เสมอมา มันไม่ต้องการจะเรียนรู้วิชาช่างไม้จากข้า มันมักจะใช้เวลาทั้งวันคิดถึงเรื่องราวอย่างอื่น ดี ดี ถ้ามันออกไปศึกษาเล่าเรียนได้ มันก็เป็นเรื่องดี" ท่านลุงหวังยิ้มกว้างมากขึ้น ประมาณยามบ่าย เมิ่งฮ่าวก็จากไป โดยมีท่านลุงหวังเดินมาส่งถึงหน้าประตู


เสี่ยวหู่ และเจ้าอ้วนไม่ได้มาจากเมืองหยุนเจี๋ย แต่มาจากสองเมืองที่อยู่รอบๆเมืองหยุนเจี๋ย เมิ่งฮ่าวไม่ค่อยคุ้นเคยกับเสี่ยวหู่มากนัก แต่ก็มีความเชื่อมั่นว่า เสี่ยวหู่สามารถดูแลตัวเองได้ ในทางกลับกัน เขาต้องไปเยี่ยมบ้านของเจ้าอ้วน เพื่อแจ้งให้ทราบว่ามันกำลังไปได้ดี


เจ้าอ้วนต้องไปได้ดีในดินแดนด้านใต้อย่างแน่นอน เมิ่งฮ่าวถอนหายใจอยู่ลึกๆข้างใน


บ่ายวันนั้น เขาไปหาท่านลุงโจว แต่ก็ไม่พบ หลังจากที่ถามคนแถวนั้น ก็ทราบว่า ท่านลุงโจวได้ย้ายบ้านออกไปเมื่อครึ่งปีที่แล้ว ผู้คนต่างก็บอกว่าท่านได้ย้ายไปอยู่ยังเมืองหลวงของแคว้นจ้าว เมื่อรับรู้เช่นนี้ เมิ่งฮ่าวก็ไม่ถามอะไรเพิ่มอีก และออกจากเมืองหยุนเจี๋ยไป


มีความทรงจำมากมายอยู่ที่นี่ แต่เมิ่งฮ่าวก็รู้ว่าเมื่อเขาได้เข้าสังกัดสำนักเอกะเทวะ เส้นทางเดินของเขาก็ทอดตรงไปสู่แคว้นจ้าว และดินแดนด้านใต้


เขาจากไปด้วยความเงียบ ที่นำไปกับเขาด้วยมีเพียงของบางชิ้นซึ่งเก็บไว้ในถุงเก็บสมบัติ หม้อ ชามกระเบื้อง และผ้าห่มนวม หม้อและชามกระเบื้องเป็นของขวัญที่บิดาของเขามอบให้ และผ้าห่มนวมก็เป็นมารดาของเขาช่วยเย็บให้ สำหรับเมิ่งฮ่าวสิ่งของพวกนี้ล้ำค่าจนไม่สามารถประเมินได้


มีเมืองสามเมืองอยู่ที่เชิงเขาต้าชิง นอกจากเมืองหยุนเจี๋ย ก็เป็นเมืองหยุนไห่ และเมืองหยุนไค บ้านของเจ้าอ้วนอยู่ในเมืองหยุนไค


มันเป็นเมืองที่เล็กกว่าเมืองหยุนเจี๋ย และมันไม่ค่อยคึกคักจอแจ มีแต่ที่นาและพื้นที่กว้างใหญ่อยู่รอบๆเต็มไปหมด และแน่นอนว่ามันเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างจะอุดมสมบูรณ์ และร่ำรวย มันเป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะกับตระกูลที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของที่อันกว้างใหญ่ไพศาลนี้


บิดาของเจ้าอ้วน หลี่เฉียนไต้ เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในเมืองหยุนไค จากที่เจ้าอ้วนได้บอกเขาในอดีตที่ผ่านมา ตระกูลของมันได้จ้างคนงานนับร้อย และอาจจะต้องใช้เวลาทั้งวันในการเดินผ่านตึกรามบ้านช่องของตระกูลมัน ซึ่งเต็มไปด้วยผู้รับใช้ทั้งบุรุษและสตรี


เจ้าอ้วนบอกว่าแม้แต่กระโถนปัสสาวะของมัน ก็ยังสร้างขึ้นมาจากเงิน ผ้าห่มนวมของมันก็ซื้อมาจากเมืองหลวงของแคว้นจ้าว และตอนที่มันยังเยาว์ สาวใช้ก็ต้องอุ่นเตียงให้มัน ก่อนที่มันจะเข้านอน และยังคงทำอย่างต่อเนื่องเมื่อมันโตขึ้น มันบอกว่ามันจำไม่ได้ว่ามีสาวใช้มากมายแค่ไหนที่มันเคยแตะต้องสัมผัสในชีวิตของมัน


มันไม่เคยขาดแคลนสิ่งใดที่มันต้องการแม้แต่น้อย ทุกอย่างดำเนินไปตามวิถีทางของมัน จนกระทั่งเวลาที่การแต่งงานของมันได้ถูกจัดเตรียมขึ้น คู่หมั้นของมันเป็นหญิงสาวที่มีความสวยงามอย่างยิ่งยวด มาจากตระกูลนักศึกษาที่มีชื่อเสียงในเมืองหยุนไค บิดาของมันต้องใช้ความคิด และเงินทองมากมาย เพื่อที่จะจัดเตรียมงานแต่งงานของมันให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี


เมื่อเขาได้คิดกลับไปถึงสีหน้าของเจ้าอ้วนเมื่อมันได้พูดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ เมิ่งฮ่าวก็ยิ้มออกมา และเดินเข้าไปในเมืองหยุนไค


ตอนที่ 46: หอกยาวสามเล่ม


เมิ่งฮ่าวเคยมาที่เมืองหยุนไคไม่กี่ครั้งก่อนหน้านี้ มักจะเป็นตอนที่เขาต้องการซื้อพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่งฝนหมึก บางทีอาจจะเป็นเพราะความมั่งคั่งในเมืองนี้ ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการอันจุกจิกของนักศึกษาได้ ราคาเครื่องเขียนของที่นี่ถูกกว่าร้านค้าจากเมืองอื่นพอสมควร


ถึงแม้ว่าสามปีได้ผ่านไป สถานที่แห่งนี้ก็ยังดูเหมือนก่อนหน้านี้ เมื่อเมิ่งฮ่าวเดินไปตามถนน ก็ช่วยไม่ได้ที่จะสังเกตเห็นด้านนอกของร้านค้ามากมาย แขวนโคมไฟซึ่งมีอักษร "หลี่" เขียนไว้ด้วยลายพู่กันแขวนอยู่เต็มไปหมด


จากที่เจ้าอ้วนได้พูดถึง บิดาของมันเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในเมืองหยุนไค และในความเป็นจริง ก็เป็นเจ้าของที่ดินถึงเกือบครึ่งเมือง และไม่ใช่แค่ที่ดินเท่านั้นที่พวกมันเป็นเจ้าของ แต่รวมถึงร้านค้าด้วย ทุกร้านจะถูกทำเครื่องหมายด้วยตัวอักษร "หลี่"


หลังจากที่ได้สอบถามไปรอบๆ เขาก็ทราบถึงตำแหน่งที่แน่นอนของบ้านเจ้าอ้วน และก็มุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางนั้น ตะวันเริ่มที่จะจมลงไปในเส้นขอบฟ้า เปลี่ยนสีของท้องฟ้าให้กลายเป็นมืดลง และเคลือบผืนดินด้วยลำแสงอันอ่อนโยน


เขาใช้เวลาไม่นานในการไปยังด้านตะวันออกของขอบเมืองหยุนไค เมื่อไปถึงเขาก็เห็นพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องมากมาย บนหน้าประตูใหญ่ซึ่งยืนไว้ด้วยผู้คุ้มกัน มีป้ายแผ่นใหญ่แกะสลักเป็นตัวอักษรว่า "คฤหาสน์ตระกูลหลี่" มีเสียงร้องรำทำเพลงดังออกมาจากด้านใน


ร่างของเมิ่งฮ่าวแวบผ่านไป และเขาก็อยู่ด้านใน


เป็นคฤหาสน์ที่ใหญ่โตมากมาย ด้านในล้อมรอบไปด้วยลานกว้าง ซี่งมีนักร้องและนางรำกำลังทำการแสดงอยู่ เมิ่งฮ่าวมองไปเห็นบุรุษวัยกลางคนร่างอ้วนใหญ่ สวมใส่ชุดยาวหรูหรา ดูค่อนข้างคล้ายเจ้าอ้วน นี่ต้องเป็นบิดาของเจ้าอ้วนอย่างแน่นอน ที่นั่งอยู่ด้านข้างของท่านก็เป็นบุรุษหนุ่มซึ่งมีใบหน้าที่แสดงถึงความฉลาดรอบคอบผู้หนึ่ง


บุรุษผู้นี้ดูท่าทางหยิ่งลำพอง และสวมใส่เสื้อผ้าราคาแพง ร่างกายของมันดูค่อนข้างอ่อนแอ ราวกับว่ามันได้ทุ่มเทแรงกายของมัน หมดไปกับสุราและสตรีมากเกินไป มันถือจอกสุราอยู่ในมือ และมีหน้าตาค่อนข้างหื่นอยู่ตลอดเวลาเมื่อมันมองไปที่นักร้องและนางรำเหล่านั้น


"ยังไม่มาอีกหรือ?" บุรุษหนุ่มพูดขึ้น ขมวดคิ้ว น้ำเสียงของมันแสดงถึงความเย็นชาและเบื่อหน่าย


"อีกสักครู่ อีกสักครู่" บิดาของเจ้าอ้วนกล่าว หน้าตาดูอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็พยายามบังคับให้ตัวเองยิ้มประจบออกมา "ท่านนายน้อยจ้าว ได้โปรดรอสักครู่ บุตรีสะใภ้ของข้าค่อนข้างจะทำอะไรด้วยความเชื่องช้า"


เมื่อคำพูดออกมาจากปากของท่าน คนรับใช้กลุ่มหนึ่งก็ปรากฎขึ้นยังที่ห่างออกไป ที่เดินอยู่เบื้องหลังของพวกมันเป็นหญิงสาวอายุเยาว์ สวมใส่ชุดยาวโปร่งบาง และผมของนางก็ถูกรวบไว้ด้วยปิ่นปักผมรูปนกเฟิ่ง (นกฟินิกซ์) หน้าตาบริสุทธิ์สวยงาม และแน่นอนว่ามีความหวาดกลัวอยู่บนใบหน้าของนาง เมื่อมาถึงนางก็ตัวสั่นราวกับว่ากำลังหนาวเย็นเป็นอย่างยิ่ง


"ท่านพ่อ…" นางกล่าวเมื่อมาถึง แสดงความคารวะ


"เซียงเอ๋อ ท่านนี้คือนายน้อยจากตระกูลจ้าวในเมืองหยุนไห่" บิดาของเจ้าอ้วนพูดอย่างอ่อนโยน "เจ้าก็มาดื่มอวยพรให้นายน้อยจ้าวสักหน่อย" ท่านมองไปที่บุตรีสะใภ้ด้วยสีหน้าต้องการจะขอโทษ ถึงแม้ว่าบุตรชายของท่านได้หายไปหลายปี แต่นางก็ยังคงรอคอยด้วยความหวังว่ามันจะกลับมาโดยไม่เคยบ่นแม้สักคำ และนางก็ปฏิบัติต่อบิดาของเจ้าอ้วนด้วยความกตัญญูเป็นอย่างยิ่ง


"ขอคารวะท่านนายน้อยจ้าว" นางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา ก้มหน้าลงด้วยความหวาดหวั่น แต่นางก็รู้ว่าตอนนี้ครอบครัวของนางกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก นางยกกาสุราและรินลงไปในจอก จากนั้นก็ยื่นส่งให้บุรุษผู้นั้นด้วยสองมือ


มันมองไปที่นาง สองตาส่องแสงเป็นประกาย กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น หญิงสาวเป็นผู้ที่มีความงามอย่างน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง และในจิตใจของมัน ก็พร้อมที่จะสร้างปัญหาอย่างเต็มที่ รอยยิ้มกระลิ้มกระเลี่ยก็ปรากฎบนใบหน้าของมัน มันรับจอกสุราไป และพยายามจะจับมือของนาง หญิงสาวถอยไปด้านหลังด้วยความตกใจ ทำให้จอกสุรากลิ้งลงไปบนพื้น


"กล้าดียังไง!" นายน้อยจ้าวตระโกนออกมา ดวงตาสว่างโชน มันเตะไปที่โต๊ะ ส่งผลให้สุราและอาหารกระจัดกระจายออกไป มันชี้ไปที่บิดาของเจ้าอ้วน "เจ้าฟังข้านะ หลี่ต้าฟู่ น้องชายของข้ากลับมาแล้ว และตอนนี้เขาก็เป็นเซียนแล้ว เขาต้องการทรัพย์สมบัติของเจ้า ไม่ใช่ชีวิตของเจ้า! ข้ารู้สึกว่าเจ้าน่าสงสาร จึงได้ช่วยพูดถึงความใจดีมีเมตตาของเจ้าต่อเขา แต่เจ้ากลับตอบแทนข้าเช่นนี้?"


"นายน้อยจ้าว นี่…" บิดาของเจ้าอ้วนรีบพูด


"หุบปากไปเลย! ให้ข้าบอกเจ้านะ เรื่องนี้ยังไม่จบ! ถ้าเจ้ารู้ว่าอะไรดีสำหรับเจ้า เจ้าก็ต้องให้บุตรีสะใภ้ของเจ้าอยู่กับข้าหนึ่งคืน ถ้านางทำให้ข้าพึงพอใจ ข้าก็จะพูดสิ่งที่ดีต่างๆของเจ้าต่อน้องชายของข้ามากขึ้นอีกหน่อย…" มันหัวเราะเสียงเย็นชา สายตาจ้องนิ่งไปที่หญิงสาว ซี่งสีหน้าได้เปลี่ยนเป็นซีดขาวไปแล้ว สีหน้าหื่นกระหายก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของมันอีกครั้งหนึ่ง


ใบหน้าของบิดาเจ้าอ้วนเริ่มขาวซีด ในตอนแรก บุรุษหนุ่มเพียงบอกให้ดื่มอวยพร ซึ่งท่านก็เห็นด้วย แต่นี่มันมากเกินไป ท่านกัดฟัน บุตรชายของท่านได้หายตัวไป และท่านก็ไม่สามารถที่จะปกป้องแม้แต่บุตรีสะใภ้ แล้วการมีชีวิตอยู่จะมีความหมายได้อย่างไร?


"ไสหัวไป!" บิดาเจ้าอ้วนคำราม "ไสหัวไปจากที่นี่! ทุกคน เตะเจ้าผู้นี้ออกไป! ต่อให้ตระกูลหลี่ต้องล่มสลาย ข้าก็จะไม่ยอมทนต่อการดูหมิ่นเหยียดหยามของบ้านสกุลจ้าว!"


"ช่างน่าประทับใจนัก!" นายน้อยจ้าวหัวเราะ มันรีบวิ่งจากไป ดวงตาเต็มไปด้วยความต้องการฆ่าฟัน


เมื่อมองดูงานเลี้ยงฉลองจบลงเช่นนี้ หญิงสาวก็กัดริมฝีปาก น้ำตาไหลเป็นสายลงจากใบหน้า นางก้มหน้าลงต่ำ และดูเหมือนว่านางต้องการจะกล่าวบางอย่าง


"อย่าได้กังวลเรื่องนี้ไปเลย" บิดาเจ้าอ้วนพูดอย่างเยือกเย็น "โลกนี้ยังมีกฎหมายบ้านเมืองอยู่ ช่วยนำนายหญิงน้อยกลับไปด้วย" เหล่าคนรับใช้ปรากฎขึ้น คุ้มกันหญิงสาวเดินจากไป ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบ บิดาเจ้าอ้วนเริ่มตัวสั่น เดินโซเซ ทันใดนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะชราลงไปมาก


จากนั้นท่านก็ส่ายศีรษะและเริ่มจะเดินจากไป ไม่นานนัก ก็ไปถึงบ้านหลังหนึ่ง ท่านผลักประตูให้เปิดออกและเดินเข้าไป มันเป็นห้องที่ดูหรูหรา แต่ดูเหมือนว่ามันน่าจะดูดีกว่านี้ ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้มีรอยกัด


"ฟู่กุ้ย เจ้าอยู่ที่ไหน?" บิดาเจ้าอ้วนพูดพึมพำ ขณะที่นั่งลงไปบนเก้าอี้ "ทำไมเจ้ายังไม่กลับมา… ?" ท่านดูจะชราลงไปกว่าเดิม ค่อยๆลูบไปที่รอยกัดที่อยู่บนโต๊ะอย่างอ่อนโยน


"มันกำลังไปได้ดี" เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำลายความเงียบลง บิดาเจ้าอ้วนเงยหน้าขึ้น และดวงตาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เมื่อท่านตระหนักได้ว่า บุคคลที่ยืนอยู่ในห้อง ข้างหน้าต่าง ได้เข้ามายืนอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ และเข้ามาได้อย่างไร


เขาใส่ชุดยาวสีน้ำเงิน และดูคล้ายนักศึกษา มันไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน นอกจาก เมิ่งฮ่าว


"เจ้า…" หลี่ต้าฟู่ ยืนขึ้น ดูมีความตื่นกลัว ท่านถอยหลังไปหลายก้าว


"ข้าคือสหายในสำนักของหลี่ฟู่กุ้ย เมิ่งฮ่าว จากเมืองหยุนเจี๋ย" เมิ่งฮ่าวหันหน้ามา สายตาเลื่อนจากรอยกัดบนขอบหน้าต่างมาหยุดอยู่ที่หลี่ต้าฟู่


"เมิ่งฮ่าว!" หลี่ต้าฟู่กล่าวด้วยความตกใจ ท่านจำชื่อนี้ได้ ครั้งที่ได้ตรวจสอบการหายตัวไปของบุตรชายเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ท่านได้พบว่ามีเด็กหนุ่มอีกสามคนได้หายไปในเวลาเดียวกัน หนึ่งในนั้นก็มีชื่อว่า เมิ่งฮ่าว


"ฟู่กุ้ย มัน…" ร่างของหลี่ต้าฟู่เริ่มสั่น ท่านรู้สึกลังเลอยู่ภายในใจ


"มันไม่ได้อยู่ในแคว้นจ้าวตอนนี้ แต่คิดว่าคงอีกไม่นาน มันก็จะกลับมา" เมิ่งฮ่าวเดินตรงไปและนั่งลงไปที่เก้าอี้ "ข้าได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในลานบ้านแล้ว" เขากล่าวเสียงเย็นชา "ข้าจะอยู่ที่นี่สักหลายวันเพื่อดูแลเรื่องนี้เอง" เขาดึงเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมา และวางลงไปบนโต๊ะ "โปรดช่วยสร้างหอกสามเล่มให้ข้าด้วย ตามรายละเอียดในกระดาษแผ่นนี้ หนึ่งทำจากเหล็ก หนึ่งทำจากเงิน และอีกเล่มก็เป็นหอกทองคำ" พูดจบ เขาก็ปิดตาลง


หลี่ต้าฟู่ลังเลครู่หนึ่ง แต่จากนั้นก็พยักหน้า ถ้าไม่คำนึงถึงสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะน่าเหลือเชื่อนี้ ท่านก็ค่อนข้างจะเชื่อในสิ่งที่เมิ่งฮ่าวได้พูดมา ท่านหยิบกระดาษขึ้นมาและรีบจากไปโดยไม่พูดจา


ส่วนนายน้อยจ้าว มันได้ออกจากบ้านตระกูลหลี่ และเมืองหยุนไค ด้วยสีหน้าที่น่ากลัว พร้อมด้วยผู้ติดตาม กลับไปถึงเมืองหยุนไห่ในความมืดของยามราตรี มันกัดฟัน ขณะที่เดินไป มันก็ตบไปบนใบหน้าของมันอย่างรุนแรง จนปรากฎเป็นรอยนิ้วมือที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน ในไม่ช้า มันก็มาถึงลานบ้านที่กว้างใหญ่ และสีหน้าของมันก็เปลี่ยนเป็นหน้าของคนที่เต็มไปด้วยความเคารพและหวาดกลัว มันพูดด้วยเสียงแผ่วเบา


"น้องท่าน ยังตื่นอยู่หรือไม่?"


"มีเรื่องอะไร!?" เสียงเย็นชาถามออกมา น้ำเสียงค่อนข้างแหลมเล็ก ราวกับว่าเจ้าของเสียงเป็นเด็กชายที่เพิ่งจะเริ่มโตเป็นวัยรุ่น


"บ้านตระกูลหลี่ไม่เพียงแต่จะปฏิเสธข้อเสนอของท่าน พวกมันยังเหยียดหยามข้า พวกมันตบหน้าข้า" นายน้อยจ้าวพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึง การถูกเหยียดหยามของมันมากที่สุด


ประตูค่อยๆเปิดออก และเด็กหนุ่มก็เดินออกมา อายุประมาณสิบสองถึงสิบสามปี และใส่เสื้อคลุมยาวที่มีลายปักอยู่เต็มตัว มันมีรูปลักษณ์ที่ค่อนข้างสวยงามปราณีต ถ้าเมิ่งฮ่าวอยู่ที่นี่ เด็กหนุ่มผู้นี้ก็คงต้องแสดงท่าทางนอบน้อมเป็นแน่ มันเป็นหนึ่งในศิษย์ที่ถูกช่วยไว้โดยผู้อาวุโสโอวหยาง ในวันที่สำนักเอกะเทวะได้ล่มสลายไป มันคือเด็กรับใช้ของเมิ่งฮ่าว จ้าวไห่


มันเป็นผู้ที่มีความคิดเหมือนเจ้าอ้วน ที่จะกลายเป็นเจ้าของที่ดินอันยิ่งใหญ่ เมื่อเจ้าอ้วนจากไป มันได้กลับมาที่นี่ และเริ่มแย่งชิงทรัพย์สินของตระกูลในพื้นที่ซึ่งร่ำรวย จริงๆแล้ว มันได้เริ่มวางแผนที่จะติดต่อกับหลี่ต้าฟู่ตั้งแต่ตอนที่มันยังอยู่ในสำนักเอกะเทวะ แต่โชคร้าย หลังจากกลับมา มันก็พบว่าตระกูลหลี่ห้ามไม่ให้คนข้างใน เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ของตระกูลทั้งหมดต่อคนนอก


"เจ้าดีแต่ทำเรื่องโง่ๆ" จ้าวไห่พูดพร้อมกับแค่นเสียงเย็นชา "เจ้าคิดว่าข้าจะโง่เช่นเดียวกับเจ้า? มุมของรอยมือบนใบหน้าเจ้า เห็นได้ชัดเจนว่าเจ้าตบหน้าตัวเอง" ท่าทีรังเกียจแสดงออกบนสีหน้าของมัน แต่คนผู้นี้ก็เป็นพี่ชายของมันเอง มันขมวดคิ้ว "ไม่เป็นไร ข้าใกล้จะก้าวผ่านอุปสรรคในการฝึกตนของข้า อีกเจ็ดวัน ข้าจะไปที่บ้านตระกูลพร้อมกับเจ้า"


มันหมุนตัว และกลับเข้าไปในห้อง ปิดประตูด้านหลังมันเสียงดัง นายน้อยจ้าวดูด้วยความพอใจ หัวใจของมันลุกโชน เมื่อมันจินตนาการไปว่าหญิงสาวที่สวยงามนั้นกำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่ใต้ร่างของมัน อีกเจ็ดวันนับจากนี้ไป


เจ็ดวันผ่านไป จ้าวไห่เดินออกมาจากบ้านตระกูลจ้าว ในเมืองหยุนไห่ สองมือประสานอยู่ด้านหลัง ตามมาด้วยนายน้อยจ้าว พวกมันนำกลุ่มของผู้คุ้มกันของตระกูลมาด้วย สายตาของพวกมันเต็มไปด้วยรังสีสังหาร เมื่อพวกมันมุ่งหน้าตรงไปที่เมืองหยุนไค


ในเมืองหยุนไค เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิในห้องของเจ้าอ้วน นั่งเข้าฌาณอย่างเงียบๆ ประมาณยามเที่ยง เสียงเคาะอย่างแผ่วเบาได้ยินบนประตู เมิ่งฮ่าวค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ เห็นหลี่ต้าฟู่กำลังเดินเข้าห้องมา ด้านหลังของท่านมีผู้รับใช้ประมาณสิบคน แบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มละสามคน แต่ละกลุ่มก็แบกหอกอยู่ หนึ่งเหล็ก หนึ่งเงิน และอีกหนึ่งทองคำ


ลายเล้นมากมายถูกแกะสลักอยู่บนพื้นผิวของหอกเหล่านั้น ทำให้ดูทั้งโบราณและหรูหราในเวลาเดียวกัน เมิ่งฮ่าวยกมือขึ้น และหอกเหล็กก็ลอยผ่านอากาศตรงเข้ามาที่เขา หลี่ต้าฟู่และเหล่าผู้รับใช้ก็อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจและตกใจ


หอกเหล็กมีน้ำหนักมากเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเห็นเมิ่งฮ่าวฉกฉวยมันจากที่ห่างไกลเช่นนี้ ก็สร้างความตกใจให้กับพวกมัน


ร่างของหลี่ต้าฟู่สั่น และดวงตาก็สาดประกายออกมา ก่อนหน้านี้ ท่านก็คาดคิดไว้แล้วว่า เมิ่งฮ่าว ไม่ใช่คนธรรมดา แม้จะมีความเชื่อถือเขาเพียงครึ่งหนึ่ง ท่านก็ยังยอมทำตามข้อร้องขอให้ช่วยสร้างหอกทั้งสามเล่มนี้ขึ้นมา แต่ตอนนี้ ท่านได้เชื่อถือคำพูดก่อนหน้านี้ของเขาอย่างเต็มเปี่ยม บุคคลผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด


เมิ่งฮ่าวพยักหน้า เรียกหอกเงินและหอกทองคำกลับไป เขาลองทดสอบมันดู จากนั้นก็ใส่ลงยังถุงเก็บสมบัติด้วยการโบกสะบัดชายแขนเสื้อ เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เสียงเข่ากระแทกพื้นก็ดังขึ้น เมื่อเหล่าผู้รับใช้คุกเข่าลงและน้อมคำนับมาที่เขา สีหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความตกใจ


ตอนที่ 47: เผชิญหน้าซ่างกวนซิวอีกครั้ง


"เซียนอมตะ!"


หลี่ต้าฟู่ดูเหมือนว่าถูกแช่แข็งในที่นั้น ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ท่านดูราวกับว่าจะคุกเข่าลงไปด้วยเช่นกัน ก่อนหน้านี้ท่านคิดว่าบุคคลผู้นี้มีบางอย่างที่พิเศษกว่าคนธรรมดา แต่ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะเป็นถึงเซียนผู้วิเศษ ทันใดนั้นท่านก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก เมื่อนึกถึงบุรุษผู้นี้เคยกล่าวไว้ว่าบุตรชายของท่านเป็นสหายในสำหนักของเขา


"อย่าบอกนะว่า… อย่าบอกนะว่าเจ้าเด็กไร้ประโยชน์นั่น ตอนนี้ได้กลายเป็นเซียนไปแล้ว!?"


ท่านกำลังจะถามเมื่อเมิ่งฮ่าวได้เงยหน้าขึ้น และมองออกไปที่หน้าต่าง เสียงของความปั่นป่วนวุ่นวายลอยเข้ามาจากด้านนอก จากนั้นก็มีเสียงแตกหักต่อเนื่องตามมา เมื่อประตูใหญ่ถูกทำลายให้เปิดออก


"หลี่ต้าฟู่ ออกมาเดี๋ยวนี้! น้องชายของข้าเป็นเซียนวิเศษ และเขาก็ได้มาที่นี่เพื่อเยี่ยมเจ้าแล้ว ออกมาที่นี่ แล้วก็น้อมคำนับเขาด้วย!"


หลี่ต้าฟู่มองออกไป เมิ่งฮ่าวยืนขึ้นและเดินตรงไปที่ประตู หลี่ต้าฟู่ตามไปอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงลานบ้านด้านนอกของคฤหาสน์ เศษชิ้นส่วนของประตูวางกระจัดกระจายเกลื่อนทั่วพี้นไปทุกที่ พร้อมทั้งเสียงร้องครวญครางของกลุ่มคนรับใช้ในตระกูล


คุณชายจ้าวผู้อวดดียืนอยู่ที่นั่น และด้านหลังของมัน ก็เป็นเด็กหนุ่ม มือข้างหนึ่งของมันยกไปไว้ด้านหลัง และอีกข้างก็ยกขึ้นมาเบื้องหน้า ล้อมรอบมือของมันก็คือเปลวไฟแห่งงูที่มีขนาดเท่านิ้วมือ


เด็กหนุ่มดูท่าทางมีความภาคภูมิใจและแข็งกร้าว เปลวไฟแห่งงูทำให้ผู้ที่มุงดูอยู่รอบๆตัวมัน ค่อยๆเคลื่อนที่ห่างออกไปจากตัวมัน ปากอ้าตาค้างด้วยความกลัวและความประหลาดใจ


"น้องท่าน นี่คือ หลี่ต้าฟู่" คุณชายจ้าวกล่าว ไม่สนใจเมิ่งฮ่าวซึ่งยืนอยู่ด้านหลังมัน


"อืม เจ้าคือ… หือ?" จ้าวไห่กำลังอ้าปากจะเริ่มพูด จากนั้น ทันใดนั้นก็มองไปเห็นเมิ่งฮ่าว ร่างของมันก็เริ่มสั่นขึ้นมาในทันที และดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยไม่อยากเชื่อ เปลวไฟแห่งงูก็หายไปในชั่วอึดใจ และโลหิตก็ไหลลงมาจากใบหน้าที่แสดงความหวาดกลัวของมัน โดยสัญชาติญาณใบหน้าของมันก็ปรากฎท่าทีของความนอบน้อม ประจบสอพลอขึ้น


"หลี่ต้าฟู่" คุณชายจ้าวตะโกนออกมาด้วยความหยิ่งผยอง โดยไม่รู้ว่าสีหน้าของจ้าวไห่ได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างชัดเจน "เจ้ากล้าที่จะไม่ยอมคุกเข่าต่อหน้าน้องชายของข้า? ข้าบอกเจ้าแล้วว่า เขาเป็นเซียนผู้วิเศษ เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่ามันหมายความว่าอย่างไร? เขาสามารถที่จะทำลายทั้งตระกูลของเจ้าด้วยการโบกสะบัดมือแค่ครั้งเดียว!"


"เจ้ายังไม่ยอมนำหญิงสาวคนนั้นออกมา? เตรียมห้องอย่างดีในตอนนี้ด้วย ถ้านางดูแลข้าดี และข้ามีความสุข บางทีถ้าเจ้าอ้อนวอนขอร้อง ข้าก็จะมีทายาทให้เจ้า มิฉะนั้นตระกูลของเจ้าก็จะไม่เหลือแม้แต่คนเดียว!" ยิ่งมันพูดมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น ด้านหลังของมัน สีหน้าของจ้าวไห่ซีดขาวราวคนตาย ตัวของมันสั่นระริกเมื่อมองไปที่เมิ่งฮ่าว ศีรษะของมันหมุนคว้างไปมา และเมื่อคำพูดของพี่ชายมากระทบหูของมัน หัวใจของมันก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว


"ถ้าเจ้าไม่ยอม" คุณชายจ้าวพูดต่อไป "เหอ เหอ เหอ เจ้าตาย ตามไปด้วยนักศึกษาที่ยืนอยู่ข้างเจ้า… เฮ มันเป็นใคร? บุตรบุญธรรมของเจ้า? เจ้ากล้าจ้องมาที่ข้า? เจ้ากำลังมองหาที่ตาย? น้องชายของข้าเป็นเซียน…" ก่อนที่มันจะพูดจบ คำพูดของมันมาถึงหูของจ้าวไห่เหมือนกับเสียงฟ้าผ่า ทำให้จ้าวไห่ต้องกระโจนขึ้นไปบนอากาศ สองตาของมันเต็มไปด้วยความโกรธ ยื่นมือตบไปที่ใบหน้าของพี่ชายมัน


"หุบปาก!!" จ้าวไห่กรีดร้อง ส่งเสียงออกมาราวกับว่ามันกำลังจะร้องไห้ มันรู้จักเมิ่งฮ่าวเป็นอย่างดี มันจำได้ถึงสถานะของเขา เมื่อเขาอยู่ในสำนักสายใน ชัยชนะที่มีต่อหวังเถิงเฟย ไม่มีใครในสำนักสายนอกที่ไม่รู้จักเมิ่งฮ่าว รวมถึงพลังการฝึกตนที่อยู่ในระดับขั้นหก เมิ่งฮ่าวเหมือนภูเขาอันสูงส่งที่สามารถบดขยี้จ้าวไห่จนถึงแก่ความตาย ด้วยการใช้ความพยายามเพียงน้อยนิด


ในขณะที่พี่ชายของมันร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด จ้าวไห่ก็คุกเข่าลง ร่างกายสั่นสะท้าน "เด็กรับใช้ จ้าวไห่ ขอคารวะ… คารวะศิษย์พี่เมิ่ง…"


พี่ชายที่ยืนอยู่ข้างกายมัน อ้าปากค้างด้วยความแปลกใจ ยกมือขึ้นปิดหน้าโพล่งออกมา "น้องท่าน เจ้าเรียกมันว่าอะไร? ศิษย์พี่เมิ่ง? ฮา ฮา ฮา! ถ้างั้นมันก็เป็นพวกเดียวกับเรานะ! อา หญิงสาวนางนั้นมันก็คงถูกใจด้วย อืม ก็ให้เมิ่ง…"


"หุบปาก!!" จ้าวไห่ตะโกนเสียงแหลมสูงออกมา เหมือนว่ามันกำลังกลัวมาก ว่ามันกำลังจะตกตายไป ร่างกายของมันสั่นอย่างรุนแรง เมื่อมันได้นึกย้อนกลับไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเคยได้ยิน เกี่ยวกับเมิ่งฮ่าวจากปากของศิษย์สายนอก ด้วยความพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง มันกระโดดขึ้นและตบไปที่ใบหน้าของพี่ชายมันอีกครั้ง


หลี่ต้าฟู่มองดูด้วยความประหลาดใจ ท่านสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็มองไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างมึนงง ท่านได้คาดเดาว่าเมิ่งฮ่าวเป็นเซียนผู้วิเศษ แต่ไม่เคยคิดเลยว่า แค่ได้เห็นเมิ่งฮ่าว เซียนผู้ยิ่งใหญ่จากบ้านตระกูลจ้าว ก็ต้องหวาดกลัวอย่างมากมายจนถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งตัว


ไม่เพียงแต่หลี่ต้าฟู่ ผู้รับใช้ที่ยืนอยู่รอบๆ ทั้งหมดก็มองมาด้วยความงุนงงด้วยเช่นกัน สายตาของพวกมันเต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใสเมื่อมองมาที่เมิ่งฮ่าว


"ศิษย์พี่เมิ่ง…" จ้าวไห่กล่าว คุกเขาลงไปอีกครั้ง ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว


สีหน้าของมันเศร้าสลด เมิ่งฮ่าวมองไปที่จ้าวไห่ด้วยความเย็นชา ไม่พูดอะไรออกมา


หัวใจของจ้าวไห่เต้นรัวรุนแรง และมันก็ต้องกัดฟันจนแน่น มันเห็นพี่ชายยืนอยู่ข้างมัน ดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยความโกรธ มันไม่กล้าที่จะทำอะไรกับเมิ่งฮ่าว ดังนั้นมันจึงตัดสินใจที่จะระบายความโกรธของมันลงไปที่พี่ชาย


มันโบกสะบัดมือขวา และเปลวไฟแห่งงูที่มีขนาดเท่านิ้วมือก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง มันพุ่งกระแทกไปที่คุณชายจ้าว จนล้มลงไปที่พื้น ร่างกายเกลือกลิ้งไปมา และกรีดร้องเสียงโหยหวนชวนน่าเวทนา ไม่นานคุณชายจ้าวก็ชักกระตุกกลายเป็นศพย่างเกรียมไป


"ข้าขอวิงวอนต่อศิษย์พี่เมิ่งช่วยไว้ชีวิตข้าด้วย" จ้าวไห่กล่าว ไม่สนใจพี่ชายของมัน คุกเข่าอยู่ต่อหน้าเมิ่งฮ่าว และโขกศีรษะครั้งแล้วครั้งเล่า


"ดูเหมือนว่า เจ้าไม่เต็มใจที่จะละทิ้งโลกมนุษย์แห่งนี้ไป" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา "ดังนั้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าสามารถสบายใจได้ และจงอยู่เยี่ยงมนุษย์ธรรมดาไปเถอะ" เขายกนิ้วขึ้นมา และในทันใดนั้น สีหน้าของจ้าวไห่ก็ซีดขาว และกระอักโลหิตออกมา จุดตันเถียนของมันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และพลังการฝึกตนระดับขั้นสองของมันก็ถูกทำลายลง มันไม่ใช่ผู้ฝึกตนอีกต่อไป แต่เป็นมนุษย์ธรรมดา


มันลุกขึ้นคารวะเมิ่งฮ่าวด้วยการประสานมือ เดินโซเซจากไปด้วยความปวดร้าว คนของมันรีบมาพยุงพามันเดินจนหายลับตาไป


"ข้าไม่ได้อบรมสั่งสอนมันมาดีพอ" เมิ่งฮ่าวกล่าว ไม่ได้มองดูเมื่อจ้าวไห่จากไป "มันเป็นเด็กรับใช้ของข้า ซึ่งหนีออกมาจากสำนัก มันเป็นผู้ที่สร้างความลำบากให้กับท่าน ท่านลุงหลี่" เขาโน้มตัวให้กับหลี่ต้าฟู่ ด้วยการประสานมือคารวะ


"ไม่มีอะไรเสียหายร้ายแรง ก็ดีมากแล้ว" หลี่ต้าฟู่กล่าว ส่ายศีรษะ "ขอบคุณมาก ท่านเซียน" ท่านโค้งตัวลงต่ำเป็นรูปคันธนู หัวของท่านยังคงหมุนติ้ว เมื่อคิดไปถึงเซียนที่มาจากบ้านสกุลจ้าว แต่กลายมาเป็นเด็กรับใช้ของเมิ่งฮ่าว


"ไม่จำเป็นที่จะทำเช่นนี้ ท่านลุงหลี่" เมิ่งฮ่าวยิ้ม "พ่างจื่อ (เจ้าอ้วน) … หลี่ฟู่กุ้ย เป็นสหายสนิทในสำนัก ข้ามาที่นี่เพื่อจะมาเยี่ยมเยือน ดังนั้นแน่นอนว่าข้าไม่สามารถที่ปิดตาทำเป็นมองไม่เห็นกับเหตุการณ์เช่นนี้" เขาถอยหลังออกไป ประสานมือคารวะอีกครั้ง "ข้าต้องไปแล้ว"


เมิ่งฮ่าวจากไปราวแสงฟ้าแล่บ ไม่กี่ก้าว เขาก็หายไป ทิ้งให้หลี่ต้าฟู่มองดูด้วยความโศกเศร้าเสียใจเล็กน้อย ท่านกำลังคิดถึงบุตรชาย หลังจากนั้น ท่านก็เผยรอยยิ้มออกมา สายตาเต็มไปด้วยความภูมิใจและความมุ่งหวัง


"บุตรชายของข้าทำได้ดี มันเป็นเซียนแล้ว! ข้าจะไปจุดธูปในห้องโถงของบรรพบุรุษ เรื่องนี้ต้องนำชื่อเสียงมาให้กับตระกูลและบรรพบุรุษของพวกเราอย่างแน่นอน"


เมิ่งฮ่าวออกจากเมืองหยุนไค ในช่วงยามบ่าย และชุดยาวของเขาก็พลิ้วสะบัดอยู่ในสายลมของฤดูใบไม้ร่วง ลมแห่งขุนเขาพัดแรงขึ้น และแรงขึ้น เมื่อเขาเดินทางไปถึงภูเขาต้าชิง


เขาไปยืนอยู่ยังสถานที่เดิมบนยอดเขา ที่ซึ่งเขาได้ยืนอยู่ในความสับสนมึนงงเมื่อสามปีก่อน อารมณ์ความรู้สึกแสดงออกอยู่บนใบหน้าของเขา สามปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขาไม่ได้ดูอ่อนเยาว์และไร้เดียงสาอีกแล้ว เขาได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์ แต่ภูเขาต้าชิงก็ยังคงเป็นเช่นเดิมตลอดไป มันไม่เคยเปลี่ยนไปเลย เช่นเดียวกับแม่น้ำสายใหญ่ซึ่งไหลอย่างไร้ที่สิ้นสุดอยู่เบื้องล่างของมัน


เมื่อมองลงไปที่แม่น้ำ เมิ่งฮ่าวก็คิดไปถึงขวดน้ำเต้าที่เขาได้โยนลงไปในปีนั้น เขายังได้คิดเกี่ยวกับการที่เขาได้เผชิญหน้ากับศิษย์พี่หญิงสวี่ เจ้าอ้วน หวังโหย่วฉาย และ เสี่ยวหู่ อย่างไรด้วย


ในความเงียบงัน เขากระโดดขึ้นไปในอากาศและยืนบนกระบี่บิน ลอยลงจากภูเขาไปที่รอยแยกตรงหน้าผานั้น และเขาก็เข้าไป


รอยแยกก็ยังคงเหมือนเช่นเดิมกับที่มันเคยเป็นมาก่อน เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ข้างใน มองไปรอบๆในปีนั้น ศิษย์พี่หญิงสวี่ ได้อยู่ในระดับขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ และตอนนี้ เขาก็เป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับขั้นเจ็ดเช่นเดียวกัน ราวกับว่าเวลาสามปีได้กลายเป็นวงกลมวงใหญ่ สถานที่นี้คือจุดเริ่มต้น และก็เป็นจุดสิ้นสุดด้วยเช่นเดียวกัน


"แต่ถ้าเวลาสามปีเป็นวงกลมจริงๆ บางทีการที่ข้ากลับมาที่นี่ ก็อาจจะหมายถึงข้าได้มาถึงจุดเริ่มต้นใหม่… เช่นเดียวกับที่ท่านนักปราชญ์ได้กล่าวไว้ว่า เจ้าไม่อาจรู้ได้ว่าหนทางใดนำเจ้าไปสู่ทิศทางไหน" เขาหลับตาลงชั่วครู่ จากนั้นก็ลืมตาขึ้นใหม่


"ข้าได้ย่างเข้าสู่ก้าวใหม่เรียบร้อยแล้ว ในปีนั้น ข้าไม่มีเงิน และตอนนี้ข้าก็ขาดแคลนหินลมปราณ มันดูเหมือนว่าไม่ได้แตกต่างกันมากสักเท่าไหร่" เมิ่งฮ่าวสั่นศีรษะ คิดไปถึงจำนวนหินลมปราณอันน้อยนิดในถุงเก็บสมบัติ เขาก็รู้สึกเจ็บปวดใจอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเขาออกจากรอยแยกที่หน้าผาไป ก็ยืนอยู่บนกระบี่บิน พุ่งลงไปยังทิศทางของแม่น้ำ


ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็หดเล็กลง และเงยหน้าขึ้น บนภูเขาต้าชิง ณ จุดเดียวกับที่เขาได้ยืนอยู่ก่อนหน้านี้ ก็ได้มีบุรุษสวมใส่ชุดยาวสีทองยืนแทนที่ มันจ้องลงมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยสายตาที่เย็นชา


"เจ้าไม่ได้กลับมาที่นี่" มันกล่าวด้วยเสียงอันน่ากลัว ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำให้ท้องฟ้าที่ดวงตะวันกำลังตกจากขอบฟ้าได้เปลี่ยนเป็นมืดลงยิ่งขึ้นกว่าเดิม มองเห็นแต่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตและความโลภ


มันก็คือ ซ่างกวนซิว!


ในวันที่สำนักได้ล่มสลายลง มันเป็นบุคคลแรกที่หนีจากไป หลังจากผ่านไปไม่กี่วัน มันก็ปรากฎตัวขึ้นใหม่ เมื่อได้สอบถามศิษย์รอบๆบริเวณนั้น มันก็ทราบเกี่ยวกับเรื่องการล้มเลิกสำนัก เช่นเดียวกับทราบว่าปรมาจารย์เอกะเทวะได้แสดงความน่ากลัวออกมาอย่างไร และได้ฝังความทรงจำอันลึกล้ำนี้ลงไปภายในจิตใจของผู้ฝึกตนทุกคนที่อยู่ในแคว้นจ้าว ดังนั้นมันจึงจากไป ด้วยความตั้งใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะไปเก็บเกี่ยวต้นไม้ยา ที่มันได้ปลูกอย่างลับๆเมื่อนานมาแล้ว


ระหว่างการเดินทาง มันก็ได้ผ่านภูเขาต้าชิง ซึ่งทำให้คิดถึงเรื่องที่มันได้ตรวจสอบเมิ่งฮ่าวในตอนนั้น มันรู้ว่านี่เป็นสถานที่ซึ่งสวี่ชิงได้พบกับเมิ่งฮ่าว ดังนั้นมันจึงตัดสินใจที่จะอยู่รอรอบๆบริเวณสักหลายวัน ด้วยความหวังว่าจะได้พบกับเมิ่งฮ่าว


รังสีสังหารส่องประกายออกมาจากดวงตาของเมิ่งฮ่าว ตอนนี้เขาอยู่ในระดับขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ ดังนั้นเขาจึงมีความสามารถที่จะรับรู้ระดับขั้นของผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ซ่างกวนซิวอยู่ที่ระดับเก้า ถึงแม้ว่าพลังการฝึกตนของมันยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ แต่ก็ใกล้จะก้าวข้ามระดับนี้ไปอีกไม่นาน ถ้าโชคดี มันก็อาจจะก้าวถึงระดับพื้นฐานลมปราณในเร็วๆนี้ ซึ่งทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในแคว้นจ้าวแห่งนี้


เมิ่งฮ่าวรู้ดีว่า ถึงแม้ว่าเขาจะมีอาวุธเวทอยู่ในมือมากมาย แต่เขาก็ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้นในสายตาของซ่างกวนซิว ขณะนี้ถุงเก็บสมบัติของเขาก็ว่างเปล่า และเขาก็มีหินลมปราณเพียงน้อยนิด มันไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการต่อสู้กับซ่างกวนซิว


โดยไม่พูดจา เขาก็พุ่งออกไปยังที่ห่างไกล ร่างของเขากลายเป็นเงาเลือนลาง เมื่อเร่งความเร็วขึ้น ซ่างกวนซิวเปล่งเสียงหัวเราะอันเย็นชาออกมา อยู่ในสำนักมันเกรงกลัวผู้อาวุโสโอวหยาง และไม่กล้าที่จะแตะต้องศิษย์สายใน แต่นั่นเป็นอดีตไปแล้ว มันตั้งใจจะสังหารเมิ่งฮ่าว และแย่งชิงของวิเศษที่สร้างความตื่นกลัวแก่สัตว์อสูรมาให้ได้ ร่างของมันขยับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว ยันต์อาคมก็ปรากฎที่เบื้องหน้าของมัน รับมันขึ้นและพุ่งไล่ตามเมิ่งฮ่าวไป


"ตอนนี้ ไม่มีการคัดเลือกศิษย์สายในอีกแล้ว! เจ้าจะหลบนีจากเงื้อมมือข้าไปได้อย่างไร?!" รอยยิ้มอันน่ากลัวเผยขึ้นมาที่ใบหน้าของซ่างกวนซิว มันมั่นใจว่าต้องสำเร็จแน่นอน!


ตอนที่ 48: ซ่งเหล่าไกว้ และ อู๋ติงชิว


เสียงฟ้าร้องดังออกมาในท้องฟ้ายามเย็น เมฆสีดอกกุหลาบก็ม้วนตัวไปมา และสายลมแห่งฤดูใบไม่ร่วงก็พลิ้วไหว หอบเอาใบไม้แห้งที่หล่นอยู่ตามพื้นดินให้ลอยขึ้นไป มันควรจะเป็นภาพที่สวยงาม เมื่อมีฝนตกในตอนเย็นของฤดูใบไม่ร่วง แต่ความสงบสุขเช่นนี้ได้ถูกทำลายลงโดยเงาร่างสองสาย ซึ่งได้ตกลงสู่พื้นเป็นครั้งคราว จากนั้นก็พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าในทันใด เกิดเสียงดังกระหึ่มตามมา เป็นการไล่ตามที่เกี่ยวพันถึงชีวิตและความตาย


เมิ่งฮ่าวซึ่งอยู่ด้านหน้า สองตาของเขาเปล่งประกาย หลังจากที่ก้าวถึงระดับขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ เขาสามารถที่จะรักษาความเร็วสูงสุดบนกระบี่บินได้นานราวธูปไหม้หมดไปครึ่งดอก ด้วยความเร็วระดับนี้ เขาไม่สามารถที่จะทิ้งซ่างกวนซิวให้ห่างออกไปได้


หลังจากเวลาผ่านไป เขาก็ถูกบังคับให้ร่อนลงไปบนพื้น เขาต้องวิ่งออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ไปสักพัก และจากนั้นก็เริ่มเหินบินขึ้นไปใหม่


ซ่างกวนซิวไล่ติดตามเขามาอย่างไม่ลดละ มันรู้ดีว่ามันจะปล่อยให้เมิ่งฮ่าวหนีไปไม่ได้ ถ้ามันปล่อยไป เมิ่งฮ่าวก็จะไปหลบซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในแคว้นจ้าวที่กว้างใหญ่นี้ และคงยากที่มันจะตามหาเจอได้อีกครั้ง


ในขณะนั้น มันก็มีความมั่นใจมากขึ้น จุดวิกฤตก็มาถึง มันรู้ว่าเมิ่งฮ่าวได้ครอบครองของวิเศษบางชิ้น มันไม่มั่นใจว่าของวิเศษนั้นคืออะไร แต่ก็มุ่งมั่นที่อยากจะได้มาเป็นของมัน


"เมิ่งฮ่าว เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก! เป้าหมายของข้าอยู่ที่ดินแดนด้านใต้ตลอดเวลา เหตุผลเดียวที่ข้ายังไม่บรรลุถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ ก็เพราะว่าข้ายังไม่อยากจะไปถึงขั้นนั้น เจ้าก็เป็นเหมือนมดในสายตาของข้า! เจ้าจะเป็นหินรองรับเท้าให้ข้าก้าวไปสู่ขั้นพื้นฐานลมปราณ!"


ซ่างกวนซิวอยู่ในระดับขั้นเก้าของการรวบรวมลมปราณ ถึงแม้ว่ามันใกล้จะผ่านเข้าไปยังขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่ระดับพลังลมปราณของมันก็ยังห่างไกลจากระดับขั้นนั้นมาก ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า ถึงแม้เมิ่งฮ่าวจะอยู่ในขั้นเดียวกับมัน พลังการฝึกตนของทั้งสองก็ยังคงแบ่งเป็นสองระดับอยู่ดี ซึ่งก็หมายความว่า ไม่ใช่ซ่างกวนซิวเร็วกว่าเท่านั้น แต่เป็นเพราะว่าจากสถานะการเป็นผู้อาวุโสในสำนักเอกะเทวะ ทำให้มันได้รับของวิเศษระดับสูงได้มากกว่า


ยันต์อาคมส่งเสียงหวีดหวิวแหวกฝ่าอากาศ พาซ่างกวนซิวเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยพลังไม่ธรรมดา มือของมันจับแผ่นหยกโบกสะบัดชายแขนเสื้อที่กว้างใหญ่ หมอกสีเขียวก็พุ่งออกมารวมตัวกันเป็นขวดสีเขียว สูงประมาณครึ่งตัวคน พุ่งตรงเข้าไปที่ตัวเมิ่งฮ่าว


ดวงตาของเมิ่งฮ่าวสาดประกายจ้า และเขาก็ตบลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ กระบี่บินสิบเล่มก็ปรากฎขึ้น พุ่งตรงไปที่ขวดเวท เมื่อพวกมันปะทะกัน กระบี่บินทั้งสิบเล่มก็ระเบิดกลายเป็นผุยผง คล้ายดอกเห็ดแตกออกไปในทุกทิศทาง ขวดเวทก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆด้วยเช่นกัน แต่ซ่างกวนซิวก็เพิ่มความเร็วมากขึ้น และกระโดดลอยขึ้นไปในก้อนเมฆ พยายามที่จะลดระยะห่างระหว่างมันและเมิ่งฮ่าว


ในขณะนั้นเอง เมิ่งฮ่าวก็หันกลับมาในทันใด มือของเขาก็ขยับเป็นรูปแบบของการร่ายอาคม ดาบสายลมก็ปรากฎขึ้นสามเล่ม พวกมันไม่ได้พุ่งตรงไปที่ซ่างกวนซิว แต่บินเป็นรุปแบบรูปวงกลมอยู่ด้านหลังของมัน เร็วขึ้นและเร็วมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดเป็นแรงดึงดูดซึ่งดูดเอาเศษกระบี่บินที่แตกกระจัดกระจายอยู่ภายใน กลายเป็นกระแสน้ำวนของเศษกระบี่บินหมุนวนไปมาอย่างรวดเร็ว


ทันใดนั้นกระแสน้ำวนของเศษกระบี่บินก็ระเบิดออกมา เสียงระเบิดดังกึกก้อง แต่เมิ่งฮ่าวไม่ได้หันกลับไป เศษกระบี่บินอันแหลมคมพุ่งออกมา ซ่างกวนซิวถูกกระแทกจนพุ่งไปข้างหน้า เศษเสื้อผ้าของมันปลิวว่อน สายตาของมันลุกโชนไปด้วยความโกรธ


"เจ้าได้ก้าวถึงระดับขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณแล้ว!" ซ่างกวนซิวจ้องมองไป ขณะที่เมิ่งฮ่าวเร่งความเร็วจนห่างไกลออกไป มันยังคงไล่ตามต่อไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น มันรู้ดีว่าเมิ่งฮ่าวเป็นคนเจ้าเล่ห์อย่างยิ่ง และไม่สามารถดูแคลนได้ มันต้องใช้พลังทั้งหมดของมัน


เมื่อมันได้คิดไปถึงวิธีที่เมิ่งฮ่าวเพิ่งใช้ไป ด้วยการรวบรวมเศษชิ้นส่วนของกระบี่เข้าด้วยกัน ซ่างกวนซิวต้องถึงกับผงะไปเล็กน้อย ถ้าพลังการฝึกตนของเมิ่งฮ่าวสูงกว่านี้ จากการโจมตีเมื่อครู่นี้ ถึงจะไม่สามารถสังหารมันได้ แต่ก็อาจจะทำให้มันบาดเจ็บสาหัสได้


"มันอายุยังน้อย แต่ก็น่ากลัวนัก การระเบิดกระบี่ก็แค่ทำให้ไขว้เขว บัดซบ!" มันเร่งความเร็วเพิ่มขึ้น ร่างกลายเป็นลำแสงพุ่งไล่ตามเมิ่งฮ่าวไป


บุคคลทั้งสองพุ่งผ่านยามเย็นในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มมืดลง จนกระทั่งจันทร์สกาวมองลงมา จ้องไปที่ร่างอันสลัวเรือนรางของพวกมัน


สีหน้าของเมิ่งฮ่าวเคร่งเครียด เขากินแกนอสูรเข้าไปเล็กน้อย ถึงแม้ว่าทะเลเหนือได้แสดงเต๋าต่อเขา และเขาก็ได้ก้าวข้ามไปอีกระดับ แต่สถานการณ์ตอนนี้ของเขาไม่ดีสักเท่าไหร่ เขาอยู่ระดับขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ แต่ก็ไร้หนทางที่จะหนีจากการตามล่าครั้งนี้ได้ เขาตกอยู่ในสถานการณ์ค่อนข้างจะวิกฤตอย่างแท้จริง


"ต้องมีสักวันที่ข้าจะสังหารเจ้าผู้นี้!" เมิ่งฮ่าวคิด เมื่อเขาพิจารณาถึงการเป็นศัตรูกันระหว่างคนทั้งสอง เขาก็เริ่มคิดได้ว่าทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเพราะความโลภของซ่างกวนซิว ครั้งแล้วครั้งเล่า มันช่างกวนใจเป็นอย่างยิ่ง


มองกลับไปที่ซ่างกวนซิว เมิ่งฮ่าวกัดฟันแน่น เมื่อพลังของกระบี่บินเริ่มหายไป เขาก็ร่อนลงไปที่พื้น วิ่งตรงเข้าไปในป่าบนภูเขา เขามุ่งไปข้างหน้า ไม่ได้ตรงไปที่สำนักเอกะเทวะ แต่ไปทางตะวันออกของภูเขาต้าชิง ซึ่งมีภูเขาขึ้นต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่และไปเชื่อมต่อกับพื้นที่ราบและเมืองหลวงของแคว้นจ้าว


ภูเขาที่บริเวณนี้มีอยู่มากมาย มากกว่าอาณาเขตที่อยู่รายรอบของสำนักเอกะเทวะมากนัก โซ่แห่งภูเขานี้กว้างใหญ่ที่สุดในแคว้นจ้าว และเป็นที่รู้จักกันในนามของ เกราะแห่งจ้าว ต่อให้มองจากที่ห่างไกล ก็ไม่สามารถมองเห็นส่วนที่เหลือของมันได้ และเมื่อมองในยามราตรี พวกมันก็สูงขึ้นมาจนเหมือนส่วนหลังของมังกรที่นอนหลับอยู่ ยาวเป็นลูกคลื่นต่อเนื่องกันไปไร้ที่สิ้นสุด


เมิ่งฮ่าวก้มหน้าลง เร่งความเร็วลึกเข้าไปในเทือกเขาเกราะแห่งจ้าว นี่ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่เขาได้บินเพื่อชีวิตของตัวเองในช่วงสามปีที่ผ่านมานี้ จากประสบการณ์ของเขาในปีนั้นบนภูเขาสีดำ เมิ่งฮ่าวรู้ดีว่าจะไขว่คว้าหาโอกาสให้ตัวเองได้อย่างไร เขาบินไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้ มุ่งหน้าลึกเข้าไป และลึกมากขึ้น เข้าไปในเขตเทือกเขา


ซ่างกวนซิวไม่ได้ช้าแม้แต่น้อย ไม่ว่าเมิ่งฮ่าวจะไปที่ไหน มันก็ไล่ตามไป จิตใจของมันถูกกำหนดไว้ มันจะสังหารเมิ่งฮ่าว และเอาของวิเศษไป และมันก็รู้ว่ามันไม่ได้มีเวลามากนัก ต้นไม้ยาที่มันได้ปลูกไว้ ตอนนี้ก็เติบโตจนได้ที่และพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวแล้ว ถ้ามันไปไม่ทัน ต้นไม้ยาก็จะเหี่ยวเฉา ซึ่งก็จะทำลายแผนการในอนาคตของมัน


ในการประเมินของมัน คงต้องใช้เวลาหนึ่งหรือสองวันในการไล่ตามเมิ่งฮ่าว ซึ่งเป็นการล่าช้ามากที่สุดเท่าที่จะยอมรับได้ ดังนั้น มันจึงไล่ตามเข้าไปในภูเขาต่อไปโดยไม่ลังเล


ประมาณหนึ่งพันหลี่ห่างจากจุดที่เมิ่งฮ่าวและซ่างกวนซิวเข้าไปในเทือกเขาเกราะแห่งจ้าว ของแคว้นจ้าว มีภูเขาอันสูงเด่นเป็นสง่าอยู่ลูกหนึ่ง


ยอดบนสุดของภูเขาลูกนี้แทงทะลุไปถึงก้อนเมฆ และสามารถมองเห็นได้จากที่อันห่างไกลแสนไกล ครึ่งทางขึ้นไปจนถึงยอดของภูเขานี้ทุกสิ่งทุกอย่างปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว มันมีขนาดใหญ่มหึมา ใหญ่กว่าภูเขาทุกลูกที่อยู่รอบๆมัน และบนยอดสูงสุดของมันก็ดูเหมือนมีประกายของลำแสงพุ่งออกมาปกคลุมภูเขาลูกนี้ไว้ราวกับสายน้ำที่ไหลลงมา


ด้านข้างของภูเขาลูกนี้ ก็เป็นภูเขาอีกลูกหนึ่ง ซึ่งด้านบนสุดของมันเหมือนจะถูกหั่นออกไป ทำให้เกิดเป็นลานเรียบอันกว้างใหญ่ บนลานแห่งนั้นมีผู้ฝึกตนเกือบร้อยคนสวมใส่ชุดยาวสีขาวยืนอยู่


พวกมันทั้งหมดเป็นคนหนุ่มสาว ที่อายุน้อยสุดก็ประมาณสิบเอ็ด หรือสิบสองปี อายุมากสุดก็สิบเจ็ด หรือสิบแปดปี สีหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความหวังและกระตือรือล้น บางคนในกลุ่มของพวกมันดูเหมือนว่าจะปกปิดพลังการฝึกตนของมันไว้ และสีหน้าของพวกมันก็ดูภาคภูมิใจและแข็งกร้าว


บางคนในกลุ่มนั้น อยู่ในระดับขั้นเจ็ดหรือแปดของการรวบรวมลมปราณ และมีส่วนน้อยที่อยู่ถึงระดับเก้า ที่อ่อนแอสุดก็อยู่ที่ระดับห้าหรือหก ไม่มีสำนักไหนในแคว้นจ้าวที่จะมีศิษย์เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่า ใครก็ตามที่รวบรวมกลุ่มของผู้เยาว์เช่นนี้ได้ ต้องเป็นสำนักใหญ่ที่มาจากดินแดนด้านใต้เท่านั้น


เสื้อผ้าของพวกมันทั้งหมดอยู่ในรูปแบบเดียวกัน และพวกมันก็เปล่งประกายของความมีสง่าราศรีออกมา ราวกับว่าพลังของพวกมันมีผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวมัน บางคนก็มีพรสวรรค์ที่โดดเด่น และพวกมันทั้งหมดก็เต็มไปด้วยพละกำลัง เห็นได้ชัดว่าพวกมันเป็นคนในดินแดนแห่งผู้ฝึกตน


"นี่คือศิษย์สายนอกบางส่วนของข้า" เสียงที่แสดงความพึงพอใจกล่าวขึ้นพร้อมหัวเราะ "ท่านคิดว่าอย่างไร ซ่งเหล่าไกว้?" ที่เบื้องหน้าของกลุ่มบุคคลพวกนี้ ใกล้กับขอบของลานกว้าง ชายชราสองคนนั่งขัดสมาธิอยู่ กระดานโกะวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง บุคคลที่หัวเราะก็เป็นหนึ่งในชายชราทั้งสองนี้ ผมของมันขาวทั้งศีรษะ สวมใส่ชุดยาวสีขาว ท่าทางราวกับเซียนผู้หลุดพ้น


สองตาของมันส่องประกายราวสายฟ้า และเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ มันยังคงหัวเราะอย่างต่อเนื่อง


ผู้ที่นั่งอยู่ด้านตรงข้ามของมันก็คือ ซ่งเหล่าไกว้ สวมใส่ชุดยาวสีดำเลื่อมพรายดูมันระยับ เส้นผมยาวสีเทาของมันกระจายไม่เป็นระเบียบ และมีรอยยิ้มอันลึกลับอยู่บนใบหน้าของมัน


"ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม สำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) ของท่าน คู่ควรกับการถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งในห้าสำนักที่ยิ่งใหญ่ในดินแดนด้านใต้อย่างแท้จริง มีแววเห็นได้ชัดท่ามกลางศิษย์สายนอกของท่านอู๋ติงชิว" ซ่งเหล่าไกว้ยิ่ม และสายลมอันหนาวเย็นราวกับฤดูใบไม้ผลิก็กระจายออกไป จิตใจของกลุ่มศิษย์ที่มองดูอยู่ก็เหมือนว่าจะสั่นสะท้านกันทุกคนไป


"ดี ดี พวกเรามาเดิมพันกัน" ชายชราในชุดยาวสีขาวกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ตาของมันส่องประกาย มือของมันขยับไปมา ทันใดนั้นก้อนหินขนาดใหญ่ก็ปรากฎขึ้น ขนาดประมาณศีรษะคน กระแทกลงไปยังพื้นข้างกายมัน


หินก้อนนี้มีสีดำและทึบแสง แต่ก็มีแสงเรืองรองสีดำที่สามารถมองเห็นได้ส่องประกายอยู่ด้านใน แสงระยิบระยับส่องประกายแปลบปลาบอยู่มากมายในนั้น ราวกับว่ามันประกอบขึ้นมาจากอัญมณีมากมาย


"นี่เป็นเดิมพันของข้า ผลึกแห่งสวรรค์!" สายตาของชายชราชุดยาวมีขาวเปล่งประกายเมื่อมองไปที่ซ่งเหล่าไกว้


"ไม่มีปัญหา" ซ่งเหล่าไกว้กล่าว สะบัดชายแขนเสื้อ "นี่คือสะเก็ดดาว ที่ท่านอยากได้" เหล็กก้อนใหญ่ก็ปรากฎขึ้น ขนาดเท่ากำปั้น มันส่งประกายสีดำออกมา ราวกับว่ามันสามารถกลืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็น เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่สิ่งของธรรมดา


"เห็นธงบนยอดเขานั่นหรือไม่? ถ้าศิษย์ของท่านสามารถหยิบธงนั่นมาได้ ท่านก็ชนะ แต่ถ้าศิษย์สำนักจื่อยิ่นด้อยฝีมือไม่สามารถไปถึงยอดเขาได้ ผลึกแห่งสวรรค์ ก็จะเป็นของข้า" มันหัวเราะอย่างสบายใจ


"ไม่ต้องกังวล" ชายชุดยาวสีขาวกล่าวด้วยความมั่นใจและการเยาะเย้ย "ศิษย์ของข้าต้องเอาธงเล็กๆผืนนั้นมาได้อย่างแน่นอน พวกมันจะเก็บเอาของวิเศษบนภูเขานั้นมาให้หมด และสังหารสัตว์อสูรที่ท่านได้สร้างไว้ให้เรียบสิ้น อย่าได้กลับคำเมื่อถึงเวลานั้นนะ!"


"ข้าได้ท่องเที่ยวไปทั่วทั้งสวรรค์และพื้นปฐพีมานานกว่าสี่ร้อยปี และไม่เคยที่จะกลับคำที่พูดไปแม้แต่ครั้งเดียว ข้าได้นำของวิเศษและหินลมปราณมาเก็บไว้จนเต็มภูเขานั่น เช่นเดียวกับสัตว์อสูรที่หายากมากมาย ที่ข้าได้สร้างขึ้นมา แต่จงจำคำพูดของข้าไว้ เมื่อไหร่ที่ภูเขานั่นถูกเปิด ใครก็ตามที่อยู่ใต้ระดับขั้นพื้นฐานลมปราณสามารถเข้าไปได้ทุกคน เป็นเวลาเจ็ดวัน นี่ก็รวมถึงศิษย์ของสำนักจื่อยิ่นของท่านด้วย เช่นเดียวกับศิษย์ของสำนักอื่นๆ ใครก็เข้าได้!"


"ใครก็ตามที่มีความสามารถ ก็จะได้รับของวิเศษ ถึงจะเอาออกมาได้ทั้งหมด ข้าก็จะไม่ขมวดคิ้วแม้แต่นิดเดียว หากข้ากลับคำพูดนี้ ข้าก็จะไม่ใช่คนแซ่ซ่ง!" ซ่งเหล่าไกว้พูดทุกคำพูดด้วยศีรษะที่ยกสูงขึ้น ดูแข็งกร้าว น้ำเสียงแน่วแน่ไม่แปรเปลี่ยน


"อย่างไรก็ดี ใครก็ตามที่ด้อยฝีมือ เอาของวิเศษไปไม่ได้ และไม่สามารถขึ้นไปจนถึงจุดสูงสูดของภูเขาลูกนั้น ก็จะกลายเป็นอาหารของสัตว์อสูร นี่เป็นโชคชะตาของพวกมัน" เมื่อได้พุดเช่นนี้ รอยยิ้มของมันก็เริ่มเย็นเยียบขึ้น และดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยการเยาะเย้ย


"ศิษย์สำนักจื่อยิ่นของข้าทั้งหมด โดดเด่นท่ามกลางพวกมันด้วยกันเอง" อู๋ติงชิวกล่าวพร้อมกับจ้องเขม็งไปที่ซ่งเหล่าไกว้ เสียงของมันดังออกมา "การกวาดล้างภูเขาของท่านมันง่ายสำหรับพวกมันเช่นเดียวกับการพลิกฝ่ามือ"


"สองร้อยหลี่รอบๆภูเขาของวิเศษนั้น มีสัตว์อสูรท่องเที่ยวไปอย่างอิสระอยู่ ข้าได้เพาะพื้นดินบริเวณนั้นด้วยดินจากส่วนลึกของทะเลตะวันออก ซึ่งไม่เคยได้รับแสงแดดมาเป็นเวลาถึงหนึ่งหมื่นปี ข้ายังได้ย้ายยอดของภูเขาเทียนซานจากดินแดนด้านใต้มาเป็นจุดสูงสุดของภูเขาลูกนั้น ใช้เวลาตลอดวงจรหกสิบปีสกัดมันขึ้นมา และหลอมรวมเข้าไปในภูเขานั่น ไม่มีที่ไหนในโลกนี้ที่จะเหมือนมันอีกแล้ว สัตว์อสูรแต่ละตัวของที่นี่ก็เป็นชนิดที่หายากซึ่งข้าได้รวบรวมมา พวกมันทั้งโหดเหี้ยมและไม่ธรรมดา ข้ายังได้รวบรวมสัตว์อสูรกลายพันธุ์จากทุกที่มาด้วย ข้าคิดว่าศิษย์นับร้อยของท่าน คงไม่เพียงพอที่จะเป็นอาหารให้กับสัตว์อสูรของข้า!" ซ่งเหล่าไกว้จ้องกลับไปที่อู๋ติงชิว ค่อยๆลูบเคราอย่างช้าๆ


ตอนที่ 49: การประลองบนภูเขาแห่งสมบัติ


"สำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) ของข้าเป็นหนึ่งในสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดนด้านใต้ บุคคลกลุ่มนี้อาจจะเป็นแค่ศิษย์สายนอก แต่เมื่อตอนที่เข้าสังกัดครั้งแรก ทุกคนก็ผ่านการทดสอบที่ยากทั้งเก้าด่านมาได้ ทุกเดือน พวกมันก็จะไปแช่ร่างในน้ำพุลมปราณ พวกมันได้รับสิ่งของจากสวรรค์ และวัตถุล้ำค่าจากพื้นปฐพีจำนวนมาก พวกมันทั้งหมดมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา ซึ่งหาได้ยากในสำนักอื่นๆ"


"ศิษย์เหล่านี้สามารถที่จะทะลายภูเขาบ้าๆ ของท่านให้ราบเป็นหน้ากลอง ด้วยการสะบัดมือเพียงแค่ครั้งเดียว สำหรับสัตว์อสูรของท่าน พวกมันไม่เหมาะที่จะมากินศิษย์ของข้า พวกมันไม่ใช่สัตว์กลายพันธุ์ เป็นเพียงแค่สัตว์หน้าโง่เท่านั้น!" อู๋ติงชิวจ้องไปด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง กลุ่มศิษย์ที่อยู่เบื้องหลังของมันก้มหน้าลงด้วยความอึดอัดใจ เหลือบตามองไปที่ซ่งเหล่าไกว้


ซ่งเหล่าไกว้จ้องเขม็งอยู่ชั่วครู่ ด้วยความประหลาดใจ มันสะบัดแขนเสื้อและกำลังจะพูดบางอย่าง ในขณะที่ทันใดนั้นอู๋ติงชิวก็ลุกขึ้นมา และหันไปมองกลุ่มศิษย์ของมัน


"ศิษย์สำนักจื่อยิ่น!" มันพูดเสียงดังกระหึ่ม "นี่เป็นครั้งแรกของพวกเจ้าที่ได้มาทดสอบนอกสำนัก แต่ภูเขาลูกนั้น เป็นสถานที่แห่งความเป็นและความตาย เป็นที่สำหรับคัดเลือกศิษ์สายในภาคพื้นดิน ใครก็ตามที่เข้าไปในภูเขา และไปถึงครึ่งทางจะได้รับการจารึกชื่อ และใครก็ตามที่ไปถึงยอดเขา และเอาธงบ้าๆนั่นมาได้ จะกลายเป็นศิษย์ใกล้ชิดของข้า และจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในของสำนักจื่อยิ่นในทันที! พวกเจ้าปากอ้าตาค้างทำอะไร?! ไปได้แล้ว!"


เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของกลุ่มศิษย์ชุดขาวก็เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ และดวงตาของพวกมันก็สาดประกายเจิดจ้า นี่เป็นครั้งแรกของพวกมันที่ได้ออกมาจากสำนัก บางคนก็กระหายที่อยากจะเป็นศิษย์สายใน บางคนก็อยากจะได้ของวิเศษ เนื่องจากพวกมันเคยได้ยินข่าวลือในสำนักว่า มีหินลมปราณ เม็ดยา และอาวุธเวท จำนวนมากมาย ถูกซ่อนอยู่ในภูเขาสมบัติของแคว้นจ้าว


ร่างเกือบร้อยพุ่งตรงไปยังภูเขาลูกนั้นด้วยความรวดเร็ว สร้างความตระหนกตกใจให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง


ยอดสูงสุดของภูเขาลูกนั้นสูงเป็นอย่างมาก และบนภูเขาก็เต็มไปด้วยต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น


เกือบจะในทันทีนั้น เสียงดังราวฟ้าผ่าก็ดังขึ้นจากในดงไม้ เสียงร้องกระหึ่มของสัตว์ป่าก็ทำลายความเงียบสงบของยามราตรีราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ


หนึ่งชั่วยามผ่านไปด้วยเสียงกรีดร้องอย่างน่าอนาถใจ ดังต่อเนื่องออกมาจากสัตว์อสูรในป่าแห่งนั้น โดยเฉพาะเขตพื้นที่บริเวณโดยรอบ ทันใดนั้น ศิษย์สำนักจื่อยิ่นเจ็ดถึงแปดคนก็หนีออกมาจากในป่า ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว


พวกมันถูกไล่ตามมาด้วยสัตว์ตัวใหญ่มหึมาสามตัว ซึ่งมีหัวเป็นมังกรและร่างเป็นพยัคฆ์ พื้นดินสั่นสะเทือนอยู่ใต้เท้าของพวกศิษย์สายนอกกลุ่มนั้น เมื่อสัตว์อสูรเหล่านี้พุ่งตรงเข้ามา


พลังชีวิตของสัตว์อสูรสามตัวนี้ดูเหมือนจะไร้ที่สิ้นสุด พวกมันมีแต่ความพิเศษไม่ธรรมดา ขนของมันทั้งยาวและหนาแน่น ทำให้พวกมันดูแตกต่างจากสัตว์อสูรทั่วๆไปโดยสิ้นเชิง ทั้งมีความอำมหิตโหดร้ายอย่างรุนแรง เมื่อพวกมันพ่นลมหายใจออกมา ลมพวกนั้นก็จะกลายเป็นอรพิษสายหมอกซึ่งม้วนพันอยู่รอบๆตัวมัน ทำให้ศิษย์ใหม่ที่ไร้ประสบการณ์การต่อสู้เหล่านี้ตกใจกลัวแทบตาย สีหน้าของพวกมันซีดขาว และวิ่งหนีไปด้วยความเร็วสูงสุด


ทันทีที่พวกมันก้าวเท้าออกมาจากราวป่า พวกสัตว์อสูรก็หยุดไล่ตาม จ้องอย่างดุร้ายไปที่ศิษย์เจ็ดถึงแปดคนนั้น และแล้วก็หันหลัง หายกลับเข้าไปในราวป่า


บนพื้นที่ราบบนภูเขาอีกลูก ซ่งเหล่าไกว้ หัวเราะอย่างเบิกบานใจ "ดูสิ อู๋ติงชิว นี่เป็นสัตว์อสูรที่ข้าสร้างขึ้นมา ท่านคิดว่าอย่างไร? แม้ว่าศิษย์ของท่านจะเติบโตขึ้นมาในน้ำพุลมปราณ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งอีกมากมายบนภูเขาสมบัตินั้น ศิษย์สำนักจื่อยิ่นของท่าน ไม่แม้แต่จะผ่านสัตว์อสูรพวกนี้ไปได้!"


อู๋ติงชิวนั่งอยู่ที่นั่นในชุดยาวสีขาวของมัน ความไม่พอใจฉายอยู่บนสีหน้าของมัน มันจ้องไปที่ศิษย์เจ็ดถึงแปดคนนั้นด้วยความโกรธเคือง แต่น้ำเสียงของมันก็ยังคงความหยิ่งยโสอยู่เช่นเดิม เมื่อมันพูดด้วยความเยือกเย็นว่า


"ศิษย์พวกนั้นก็อยู่แค่ระดับห้า หรือหกของการรวบรวมลมปราณ ผู้ถูกเลือกที่แท้จริงของสำนักข้าทั้งหมดยังคงอยู่ป่า อีกไม่นานพวกนั้นก็จะเข้าไปถึงภูเขาโง่ๆของท่าน และก็จะกวาดขยะที่ท่านได้ซ่อนไว้ให้หมดเกลี้ยง!"


เวลาผ่านไป อีกหนึ่งชั่วยามต่อมา…


จนบัดนี้ ก็ยังไม่มีใครที่จะผ่านสัตว์อสูรในป่า และก้าวเท้าเข้าไปบนภูเขาได้เลยสักคน ตอนนี้ เสียงร้องอย่างน่าอนาถใจและเสียงครวญครางก็ดังออกมาจากกลุ่มต้นไม้ และไม่นานนัก ความปั่นป่วนวุ่นวายก็ดังออกมาจากชายป่า เมื่อศิษย์สำนักจื่อยิ่นสิบหรือมากกว่านั้นหนีออกมาด้วยความหวาดกลัวสยองขวัญ ความหวาดหวั่นเต็มอยู่ในใบหน้าของพวกมัน และบางคนก็บาดเจ็บ


ที่เป็นครั้งแรกของพวกมันที่ออกมานอกสำนัก พวกมันเหมือนกับดอกไม้ที่ปลูกอยู่แต่ในบ้าน ไม่เคยเผชิญแม้พายุหรือลมฝน พวกมันถูกไล่ตามโดยกลุ่มสัตว์อสูรตัวใหญ่ห้าตัว หนึ่งในนั้นเป็นพยัคฆ์สีดำสนิทที่อำมหิตดุร้าย อีกหนึ่งตัวเป็นนกยูงยักษ์ ซึ่งสูงเกือบสิบแปดฉื่อ ที่เหลือยากที่จะอธิบายได้ แต่ดูแล้วก็ไม่ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด


บนลานกว้าง ซ่งเหล่าไกว้ก็หัวเราะด้วยความอิ่มอกอิ่มใจขึ้นมาอีกครั้ง ดูเหมือนว่ามันจะลิงโลดใจเป็นอย่างยิ่ง มันยิ่งมีความสุขมากขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของอู๋ติงชิวเริ่มหมองคล้ำขึ้นเรื่อยๆ


"อู๋ติงชิว พวกนี้เป็นศิษย์ที่โดดเด่นของสำนักจื่อยิ่นจริงๆ? ดูเหมือนว่าการโตขึ้นมาจากน้ำพุลมปราณไม่ได้ช่วยอะไรเลย ข้าเกรงว่าถึงแม้สัตว์อสูรพวกนี้ จะได้กินอาหารที่สร้างมาจากสิ่งของจากสวรรค์ และวัตถุล้ำค่าจากผืนปฐพี พวกมันก็คงจะไม่อิ่มเป็นแน่ ภูเขาสมบัติของข้าเต็มไปด้วยสิ่งของที่ไม่ธรรมดา ซึ่งยากจะพบเห็นในดินแดนด้านใต้ ข้าได้ใช้พลังของข้าทั้งหมดในหลายปีที่ผ่านมากับผลงานชิ้นนี้ หลังจากหลายปีที่ข้าปล่อยให้สัตว์อสูรพวกนี้เติบโตขึ้นด้วยความแข็งแกร่ง ข้าก็ได้รอเวลาที่จะได้เห็นสำนักจื่อยิ่นของท่านมาทดสอบความแข็งแกร่งนี้"


สีหน้าของอู๋ติงชิวเริ่มน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่ามันอาจจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ เหมือนภูเขาไฟ ในเสียงที่แข็งกระด้าง มันกล่าว "มันก็แค่ภูเขาโง่ๆไร้ค่าที่จะเอามาพูดโอ้อวด ข้าสามารถจัดอันดับของสิ่งทั้งหมดด้วยการสะบัดมือแค่ครั้งเดียว ศิษย์ที่กลับออกมาทั้งหมดเป็นพวกที่ไร้ประโยชน์ ผู้ถูกเลือกที่แท้จริงคือ…"


ในขณะที่คำพูดออกมาจากปากของมัน ทันใดนั้น ดวงตาของมันก็เบิกกว้าง ศิษย์อีกหลายคนเพิ่งจะวิ่งออกมาจากราวป่าสัตว์อสูร มันกระโดดขึ้นยืน พูดด้วยเสียงดังกระหึ่ม "กลับเข้าไป! ถ้าใครกล้าหลบหนี ข้าจะขับไล่มันออกจากสำนัก!"


เสียงคำรามของมันสั่นสะเทือนไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น แต่ดังออกไปไม่ไกลมากนัก มันได้จำกัดขอบเขตไว้ประมาณหนึ่งร้อยหลี่ เมื่อศิษย์ทิ่เพิ่งหนีออกมาจากราวป่าได้ยินดังนั้น สีหน้าของพวกมันก็ซีดขาว และร่างกายก็เริ่มสั่นสะท้าน พวกมันไม่กล้าที่จะหลบหนีไป กัดฟันแน่น หันหลังกลับเข้าไปใหม่ พวกสัตว์อสูรที่ไล่ตามพวกมันมาก็รู้สึกตกใจและไม่กล้าจู่โจมพวกมัน


สำหรับศิษย์ประมาณยี่สิบหรือมากกว่านั้น ซึ่งได้หนีออกมาจากป่าสัตว์อสูรก่อนหน้านี้ สีหน้าของพวกมันยิ่งซีดขาวมากขึ้น และรู้สึกลังเล ไม่แน่ใจว่าควรจะกลับเข้าไปดีหรือไม่


"จะเป็นศิษย์สำนักจื่อยิ่น หรือศิษย์สำนักอื่น ช่วงเวลาเจ็ดวันนี้ ใครก็สามารถเข้าไปในป่าสัตว์อสูรของข้าได้" ซ่งเหล่าไกว้พูดพร้อมหัวเราะอย่างเบิกบานใจ


"ใครก็ตามที่สามารถก้าวเข้าไปบนภูเขาสมบัติของข้า ก็จะมีโอกาสได้รับของวิเศษกลับไป ข้าจะไม่ห้ามพวกมัน หรือขมวดคิ้วแม้แต่น้อย นี่เป็นการละเล่นที่ยุติธรรม แม้แต่ธงบนยอดเขาข้าก็วางถุงแห่งจักรวาลไว้ที่นั่น มันเป็นถุงที่สามารถใส่ทั้งภูเขาและแม่น้ำไว้ด้านในของมันได้"


เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของมัน สีหน้าของอู๋ติงชิวก็ยิ่งดูน่าเกลียดมากขึ้น มันเริ่มรู้สึกว่าซ่งเหล่าไกว้ผู้นี้ช่างน่าเคียดแค้นยิ่งนัก มันเอาของวิเศษซ่อนไว้เต็มภูเขา และดูเหมือนว่ามันจะเต็มไปด้วยความมั่นใจว่าไม่มีใครแตะต้องของวิเศษพวกนั้นได้ อู๋ติงชิวสะบัดชายแขนเสื้อ และกำลังจะจากไป มันได้รับความอัปยศอดสูอย่างน่าเจ็บช้ำน้ำใจเป็นอย่างมาก และไม่อยากจะอยู่ที่นั่นอีกต่อไป แต่ก่อนที่มันจะจากไป ซ่งเหล่าไกว้ก็ยืนขึ้นและขวางมันไว้


"สหายเต๋าอู๋ พวกเราได้ตกลงกันแล้ว ก่อนที่พวกเราจะเล่นโกะจบ ห้ามใครจากไป ท่านเป็นผู้อาวุโสจากหนึ่งในสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดนด้านใต้ ท่านคงไม่พูดกลับกลอกคืนคำ ใช่หรือไม่?" เมื่อมันหัวเราะ เคราของมันก็ลอยขึ้นเล็กน้อย สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างที่สุด และดูเหมือนว่ามันไม่ต้องการให้อู๋ติงชิวจากไป


ในเวลานั้น เมิ่งฮ่าวอยู่ห่างออกไปราวสองพันหลี่ บินอย่างรวดเร็วเข้าไปในป่าบนภูเขา รอบๆตัวเขา ใบไม้ฤดูใบไม้ร่วงลอยขึ้นในอากาศ และด้านหลังของเขา ซ่างกวนซิวไล่ตามมาด้วยความรีบร้อน รังสีสังหารแผล่กระจายออกมาจากตัวมัน


"เกราะแห่งจ้าว ยืดยาวไร้ที่สิ้นสุด เมิ่งฮ่าว" ซ่างกวนซิวพูดด้วยเสียงน่ากลัว "ส่วนลึกสุดของมันก็เต็มไปด้วยไอพิษ! ไปยังทิศทางนี้ ก็เหมือนกับเลือกถนนไปสู่ความตาย!"


"หุบปาก!" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา เขาขมวดคิ้ว นี่เป็นคำแรกที่เขาพูดตลอดเวลาแห่งการไล่ล่านี้ เขารู้สึกรำคาญใจในตัวซ่างกวนซิวเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรถ้ามันต้องการจะไล่ตามเขา แต่ไม่จำเป็นที่จะพูดจาไร้สาระอย่างไม่สิ้นสุดเช่นนี้


ดวงตาซ่างกวนซิวสาดประกายจ้า และมันก็ยกสองมือมาที่เบื้องหน้าของมัน จากนั้นก็ตบไปพร้อมกัน


ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกแทงเข้าไปในหน้าอก ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เสียงตบมือดังขึ้น เขารู้สึกราวกับว่ากระบี่อันแหลมคมได้ทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจของเขา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และเขาก็ต้องกระอักโลหิตออกมาเป็นฟูฝอย


"ในที่สุดก็พุดแล้ว เจ้าเด็กน้อย! รสชาติเป็นยังไง? นั่นเป็นเวทพิเศษจากตระกูลของข้า มันจะเข้าไปทำลายหัวใจและเส้นโลหิตทั้งหมด" ด้วยรอยยิ้มที่ดูน่ากลัว มันเพิ่มความเร็วขึ้น ยกมือขวาขึ้นมา และมุกห้าสีก็ปรากฎ มันขว้างออกไปข้างหน้า และมุกห้าสีก็พุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าว ก่อนที่จะถึงตัวเขา ทันใดนั้น มันก็ระเบิดออกมา กลายเป็นกระแสของกลุ่มหมอกห้าสี ซึ่งรวมตัวเข้าด้วยกันเป็นรูปร่างของปีศาจที่น่าเกลียด มันแผดเสียงร้องออกมาขณะที่กระโจนเข้าใส่เมิ่งฮ่าว


เมิ่งฮ่าวมองกลับไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่มีเวลาแม้จะเช็ดโลหิตบนริมฝีปาก มือของเขาประสานเป็นรูปแบบของเวทอาคม และร่างของเขาก็พุ่งออกไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น เมื่อปีศาจแห่งหมอกห้าสีเข้ามาใกล้ กลุ่มน้ำรูปทรงกลมขนาดศีรษะคนก็ก่อตัวขึ้นในมือซ้ายของเมิ่งฮ่าว มือขวาก็ปรากฎเป็นเปลวไฟแห่งงูยาวประมาณเก้าสิบฉื่อส่งเสียงคำรามออกมา น้ำรูปทรงกลมพุ่งตรงออกไปก่อน ระเบิดออกมาเป็นพิรุณแห่งลูกศรน้ำ


เปลวไฟแห่งงูพุ่งตามออกไป จากนั้นก็ระเบิดในกลางอากาศ ส่งคลื่นความร้อนอันรุนแรงหมุนเป็นเกลียวออกไปในความมืด ทำให้พิรุณแห่งลูกศรน้ำสลายกลายเป็นละอองหมอก ชักนำโดยพลังจากการฝึกตนของเมิ่งฮ่าว ปกคลุมไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น ทำให้ปีศาจแห่งหมอกห้าสีเริ่มสับสน ไม่สามารถแยกแยะตำแหน่งของเมิ่งฮ่าวได้


แม้แต่การมองเห็นของซ่างกวนซิวก็ถูกปิดบัง สร้างความตื่นตระหนกให้แก่มัน เมื่อละอองหมอกปรากฎขึ้น ก่อนที่มันจะหายจากอาการตกตะลึง ลำแสงอันเย็นเย็บสองลำ แหวกฝ่าอากาศออกมาโดยไร้เสียงพุ่งตรงมาที่มัน


เสียงระเบิดดังกึกก้อง และเมิ่งฮ่าวก็ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา โดยไม่ลังเล เขาเปลี่ยนทิศทาง และมุ่งตรงไป กลืนแกนอสูรเพื่อฟื้นฟูตัวเองเข้าไป ด้านหลังของเขา เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวก็ดังมา และกลุ่มหมอกก็จางหายไปในทันทีโดยมีสายลมหมุนม้วนกวาดไป ซ่างกวนซิวพุ่งตรงไป ใบหน้าของมันมีแต่ความโกรธ โลหิตหยดลงมาจากบาดแผลที่มือขวาของมัน โดยไม่เห็นปีศาจแห่งสายหมอกอีก


เมื่อซ่างกวนซิวคิดกลับไปในสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อครู่ ดวงตาของมันก็หดแคบลง ถ้าไม่ใช่มันเกิดปฏิกิริยาที่รวดเร็วในการให้ปีศาจแห่งสายหมอก ขัดขวางกระบี่ไม้สองเล่มนั้น จนเกิดการระเบิดขึ้น มันอาจจะต้องสูญเสียมือขวาไป ถึงมันจะระมัดระวังตัวมากขึ้น แต่มือขวาของมันก็ยังถูกกรีดจนมีรอยแผลเปิดขึ้น และมันก็รู้สึกว่าพลังลมปราณในตัวมันเริ่มรั่วไหลออกไปจากบาดแผลอย่างช้าๆ ยิ่งไปกว่านั้น บาดแผลนี้ก็ไม่อาจรักษาให้หายเร็วได้เช่นตอนปกติ มันหยุดการไหลของโลหิตได้ แต่ไม่สามารถหยุดการรั่วไหลของพลังลมปราณได้


"เจ้าสุกรตัวนี้ช่างเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก มันมีแต่วิชาขั้นพื้นๆ แต่ก็สามารถใช้ออกด้วยวิธีการอันหลายหลาย ช่างยากจะจัดการซะจริงๆ!" ซ่างกวนซิวขมวดคิ้ว แต่ก็ยังคงไล่ตามไปด้วยความแน่วแน่


ทั้งสองเคลื่อนที่ต่อไป และเวลาก็ผ่านไป ไม่นานนักรุ่งอรุณก็มาเยือน หลังจากผ่านราตรีแห่งการไล่ล่าและหลบหนี บุคคลทั้งสองก็เริ่มเหน็ดเหนื่อย


สำหรับเมิ่งฮ่าว เขาดีกว่าเล็กน้อย ถึงแม้ว่าเขาไม่มีโอกาสได้พักผ่อนก็ตาม เขาเคยมีประสบการณ์ของการตามล่าเช่นนี้ในภูเขาสีดำ สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ น่าเสียดายที่ภูเขาแห่งนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีสัตว์อสูรอยู่เลย ถ้ามี เขาก็จะจัดการกับซ่างกวนซิวได้ง่ายขึ้น


สำหรับซ่างกวนซิว นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้จัดการกับผู้ฝึกตนเช่นเมิ่งฮ่าว ซึ่งได้ปล่อยวิธีการอันเจ้าเล่ห์ออกมาเป็นสายอย่างไร้ที่สิ้นสุด กระบี่ไม้ทั้งสองเล่มก็ยิ่งน่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เดิมทีมันวางแผนว่าจะไล่ตามเมิ่งฮ่าวจนกระทั่งพลังลมปราณของเขาหมดลง แต่กลับเป็นว่าเมิ่งฮ่าวดูเหมือนจะกระฉับกระเฉง และเต็มไปด้วยพลังราวกับมังกรหรือพยัคฆ์ ใช่ว่าเมิ่งฮ่าวจะมีเม็ดยาช่วยเสริมมากมายจนใช้ไม่หมดไม่สิ้นหรือไม่?


"มันอยู่ในระดับขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ ยังจัดการได้ยากเย็นถึงเพียงนี้ ถ้ามันอยู่ในระดับขั้นที่สูงกว่านี้จะน่ากลัวสักเพียงไหน?" ซ่างกวนซิวกัดฟันแน่น กลืนเม็ดยาลงไป จากนั้นก็ไล่ตามต่อไป มันอยู่ในระดับขั้นเก้าของการรวบรวมลมปราณ ซึ่งใกล้เคียงกับขั้นของเมิ่งฮ่าว แม้ว่ามันจะมีความเร็วที่มากกว่าเล็กน้อย มันก็ทำได้แค่ไล่ตามไปเท่านั้น


แน่นอนว่า มันไม่ทราบว่าถึงแม้เมิ่งฮ่าวจะอยู่ที่ระดับเจ็ด แต่วิธีการฝึกตนของเขาก็ไม่เหมือนกับวิธีการทั่วไปที่ใช้ในสำนักเอกะเทวะ แต่มาจากตำรารวบรวมลมปราณฉบับสมบูรณ์ของคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวไม่ได้เรียนรู้ส่วนพิเศษอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการโจมตี แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับพลังลมปราณ ก็ช่วยเขาสามารถที่จะยืนหยัดได้ยาวนานกว่าผู้ฝึกตนทั่วไป


และด้วยความช่วยเหลือของแกนอสูร ดังนั้นจึงไม่มีทางที่ซ่างกวนซิวจะไล่ตามเขาทันในช่วงเวลาสั้นๆ


เมื่อถึงเวลารุ่งอรุณ คนทั้งสองก็ไล่ล่าหลบหนีด้วยหนทางที่ยาวไกล จนกระทั่งเบื้องหน้าของเมิ่งฮ่าวก็ปรากฎภูเขาที่สูงใหญ่มหึมาลูกหนึ่ง ยอดของมันพุ่งทะลุขึ้นไปในท้องฟ้า ครึ่งส่วนท่อนบนของมันก็ประดับไปด้วยหิมะ จากการมองครั้งแรกก็สามารถบอกได้ว่านี่ไม่ใช่สถานที่ธรรมดาอย่างแน่นอน


ตอนที่ 50: หอกเหล็ก


เมื่อมองเห็นภูเขาที่ตรงหน้าเขา สายตาของเมิ่งฮ่าวก็เริ่มส่องประกาย มันดูแล้วไม่ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด และบางทีก็อาจจะมีสัตว์อสูรบ้าง ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่มีเวลามาคิดเกี่ยวกับมัน ร่างของเขาพุ่งไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว ตรงเข้าไปในป่าที่อยู่ตรงตีนเขา


ด้านหลังของเขา สีหน้าของซ่างกวนซิวเปลี่ยนไป พลังการฝึกตนของมันสูงกว่าเมิ่งฮ่าว มันได้เหยียบย่างเข้าสู่โลกแห่งเซียนนี้มานานหลายปี และได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง มันสามารถบอกได้ว่ามีบางอย่างที่ส่งกลิ่นคาวอบอวลไปทั่วภูเขาแห่งนี้ แต่เมื่อเห็นเมิ่งฮ่าวพุ่งตรงเข้าไป มันก็เก็บความสงสัยไว้ข้างๆกัดฟันแน่นและตามเข้าไป


ในขณะเดียวกันบนลานกว้างแห่งนั้น ชุดยาวสีขาว อู๋ติงชิว และซ่งเหล่าไกว้ ดูเหมือนว่าจะนั่งเล่นโกะอยู่ด้วยกัน แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองก็มุ่งความสนใจไปที่การต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้นที่เบื้องล่างของพวกมัน จากจุดที่ได้เปรียบของพวกมัน เห็นได้ชัดว่าศิษย์สำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) ได้ติดอยู่ในป่าตรงเชิงเขา หลังจากผ่านไปตลอดทั้งคืน ไม่สามารถที่จะย่างเท้าเข้าไปบนภูเขาได้ พวกมันถูกกินไปโดยสัตว์อสูรทีละคน


"ศิษย์สำนักจื่อยิ่นไม่ธรรมดาจริงๆ" ซ่งเหล่าไกว้พูดพร้อมหัวเราะ "ความสามารถในการอยู่ในป่าสัตว์อสูรได้ตลอดทั้งคืนช่างยอดเยี่ยม อู๋ติงชิว ท่านควรจะภาคภูมิใจได้แล้วจริงๆ" มันดูจะอิ่มเอมใจเป็นอย่างยิ่ง และมีความสุขมากขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าที่หมองคล้ำของอู๋ติงชิว


ใบหน้าของอู๋ติงชิวจมลึกลงไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นสถานะอันเลวร้ายของศิษย์มันภายในป่า มันแค่นเสียงอันเย็นชาออกมา


"อู๋ติงชิว จริงๆ แล้วท่านควรจะภาคภูมิใจได้แล้วนะ ครั้งล่าสุด สำนักจินหาน (เกล็ดน้ำค้างทองคำ) มาหาข้าเพื่อขอทดสอบ พวกมันโดนสัตว์อสูรของข้ากินไปทั้งหมด ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะเข้าไปบนภูเขาสมบัติได้ จึงเห็นได้ชัดว่าสัตว์อสูรเหล่านั้นแข็งแกร่งเพียงใด ข้ารู้สึกเศร้าเสียใจในเรื่องนั้นเป็นอย่างยิ่ง ข้าหวังอย่างยิ่งว่าศิษย์สำนักจื่อยิ่นของท่านจะทำได้ดีกว่านั้น ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์อสูรซึ่งข้าได้คัดเลือกมาเป็นอย่างดี อย่างเช่น ตัวนั้น" ซ่งเหล่าไกว้ชี้นิ้วตรงไปที่ลิงสีขาวตัวหนึ่ง


ทั่วทั้งร่างกายของมัน แม้แต่ดวงตา ก็เป็นสีขาวราวหิมะ และท่าทางดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการตบกรงเล็บของมันลงไปเพียงแค่ครั้งเดียว มันก็เชือดแขนของศิษย์สำนักจื่อยิ่นไปหนึ่งคน ส่งผลให้โลหิตกระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง มันเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วราวกับสายลมสีขาว มันได้ทำร้ายศิษย์สำนักจื่อยิ่นที่อยู่รอบบริเวณนั้นไปแล้วไม่ต่ำกว่าเจ็ดหรือแปดคน


"นั่นเป็นสัตว์อสูรกลายพันธุ์สุดยอดหิมะ ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นในโลกนี้ ข้าได้มันมาเมื่อสิบปีที่แล้ว มันค่อนข้างหายากเป็นอย่างยิ่ง ดูที่ขนของมัน ช่างขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ และเรียบลื่นราวผ้าไหม สักวันหนึ่งข้าน่าจะขายมันได้ในราคาดี" ซ่งเหล่าไกว้หัวเราะ รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ชุดขาว อู๋ติงชิว ดูยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้นไปอีก มันไม่เคยคิดเลยว่าภูเขาสมบัติของซ่งเหล่าไกว้ จะมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากมายปานนี้


ขณะที่ซ่งเหล่าไกว้พูดจา ก็มีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฎขึ้นใกล้กับขอบชายป่าใกล้ลิงขาวตัวนั้น เขาก็คือ เมิ่งฮ่าว ตามมาด้วยซ่างกวนซิวที่คล้ายไฟรนก้น ซ่งเหล่าไกว้หัวเราะกล่าวขึ้น


"มีใครบางคนบุกรุกเข้ามาด้วย อู๋ติงชิว ได้โปรดสังเกตดูให้ดีว่า อะไรที่หมายถึง การรักษาคำมั่นสัญญา ข้าจะไม่ห้ามผู้ฝึกตนที่อยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณเข้าไปในเขตพื้นที่นี้ทั้งสิ้น ใครก็ตามสามารถเข้าไปได้ ถึงแม้ว่าพวกมันจะต้องตายอย่างแน่นอนก็ตาม ข้าก็จะไม่ขัดขวางมัน"


อู๋ติงชิวแค่นเสียงเย็นชาออกมา ไม่สนใจเมิ่งฮ่าวและซ่างกวนซิวแม้แต่น้อย แต่มันจ้องไปที่ลิงขาวตัวนั้น ซึ่งเพิ่งจะเผชิญหน้ากับศิษย์สำนักจื่อยิ่นคนอื่นอยู่ ซึ่งมีอายุประมาณสิบเจ็ดถึงสิบแปดปี มือของมันเคลื่อนไหวในรูปแบบของการสร้างเวทอาคม และทันใดนั้น ภาพของม้วนตำราโบราณก็คลี่กางออกอยู่ด้านหลังของมัน กดลงไปยังลิงขาวตัวนั้น ทำให้ลิงขาวต้องส่งเสียงร้องออกมา


"ลิงกลายพันธุ์ที่ดี" อู่ติงชิวกล่าว "ซ่งเหล่าไกว้ ไม่ว่าสัตว์พวกนี้จะแข็งแกร่งปานใด มันก็จะกลายเป็นแค่สัตว์เลี้ยงของศิษย์ข้าเท่านั้น ชื่อของมันก็คือ สือเหยียน เมื่อมันเข้าสังกัดสำนัก มันก็ได้รับม้วนตำราโบราณนั่นมา ด้วยพลังระดับเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ ทำให้มันจับสัตว์อสูรขังไว้ในม้วนตำรานั่นได้"


อู๋ติงชิวรู้สึกหนักใจ แต่สีหน้าของมันเย็นชาและเฉยเมย ค่อนข้างความภูมิใจเล็กน้อย เมื่อนึกถึงสถานะและพลังการฝึกตน มันก็ไม่ยอมให้ความหนักใจปรากฎอยู่บนสีหน้าของมัน แต่มันก็ไม่สามารถที่จะปิดบังซ่งเหล่าไกว้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากความอัปยศในคืนที่ผ่านมา


อย่างไรก็ตาม เมื่อคำพูดได้ออกจากปากมันไปแล้ว เสียงครวญครางอันน่าสังเวชก็ได้ยินมา ฝนโลหิตพุ่งออกมาจากหน้าอกของสือเหยียน และม้วนตำราโบราณของมันก็ฉีกขาดออกเป็นชิ้นๆ มันถอยหลังออกไป ความกลัวปรากฎขึ้นในดวงตาของมัน ร่างกายของลิงขาวตัวนั้นเริ่มขยายใหญ่ขึ้น จนกระทั่งสูงเกือบห้าสิบสี่ฉื่อ มันทุบไปที่หน้าอกของมัน ซึ่งดูเหมือนว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง


ซ่งเหล่าไกว้หัวเราะเสียงเย็นเยียบ อู๋ติงชิวจ้องไปทิ่ลิงขาวตัวนั้น สีหน้าของมันบิดเบี้ยว กำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่ต้องการพุ่งออกไปยังเบื้องหน้า และบดขยี้ทุกสิ่งให้กลายเป็นผุยผง


มันเป็นเวลาเดียวกับที่เมิ่งฮ่าวพุ่งมาถึงราวป่า เมื่อเขาได้เห็นลิงตัวนั้นส่งเสียงคำราม สายตาของเขาก็ส่องประกายเจิดจ้า เขายังได้เห็นเด็กหนุ่มที่มีสีหน้าตื่นกลัวอยู่ในที่ห่างออกไป แต่ก็ไม่มีเวลาที่จะพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้


เมื่อมีคนอยู่ เมิ่งฮ่าวก็ไม่สามารถนำกระจกทองแดงออกมาได้ ตาของเขาลุกวาบเมื่อลิงขาวได้สังเกตเห็นเขา สัตว์อสูรพุ่งเข้ามา ส่งเสียงร้องอย่างดุร้าย เมิ่งฮ่าวยกมือขวาขึ้นมา ทันใดนั้นหอกเหล็กก็ปรากฎขึ้น ซึ่งเป็นหอกที่บิดาของเจ้าอ้วนได้ให้ช่างช่วยสร้างขึ้น จากรายละเอียดที่เขาบอกไป ผู้ฝึกตนหนุ่มน้อยที่ชื่อ สือเหยียน ก็มองมา เมื่อหอกปรากฎขึ้น


แน่นอนว่า นอกเหนือจากหอกยาวแล้ว กระจกทองแดงก็โผล่ออกมาด้วย แต่ถูกปกปิดด้วยชายแขนเสื้อของเมิ่งฮ่าว แขนเสื้อกว้างจนคนที่ดูอยู่ไม่สามารถที่จะมองเห็นมันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสายตาของพวกมันถูกดึงดูดโดยหอกยาวเล่มนั้น


ตัวหอกสร้างจากเนื้อเหล็กทั่วไป แต่ผิวของมันเคลือบไว้ด้วยลวดลายที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นการออกแบบของเมิ่งฮ่าวเอง เมื่อจ้องมองมา ก็จะเห็นความไม่ธรรมดาของมัน ด้วยการควงหอกกวัดแกว่งไปมา เขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ชี้หอกไปที่ลิงขาวที่พุ่งเข้ามา


ทันใดนั้น ปากที่กว้างใหญ่ของลิงขาวก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง โลหิตและเศษเนื้อลอยกระจายไปทั่ว เสียงร้องอันน่าอนาถใจทันใดนั้นก็ดังออกมา ลิงขาวตกลงไปบนพื้น มองดูเมิ่งฮ่าวด้วยความประหลาดใจ


"บางทีเมื่อกระจกส่องไปที่สัตว์ที่มีขนดกหนา อาจทำให้เกิดความปั่นป่วนของพลังลมปราณในร่างของมันอีกแบบหนึ่ง ทำให้มันระเบิดขึ้นมา สัตว์อสูรที่ขนาดใหญ่และแข็งแกร่ง ก็พยายามที่จะหนีจากจุดอ่อนในร่างของมัน ซึ่งไม่ใช่ส่วนก้น จึงทำให้เกิดการระเบิดเช่นนี้ขึ้น" แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นการคาดเดา แต่เมิ่งฮ่าวก็ดูเหมือนว่าจะเข้าใจกระจกได้มากกว่าเดิมเล็กน้อย หลังจากที่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับลิงขาวตัวนั้น หลังจากที่ได้กระจกทองแดงมาครอบครองสามปี เขารู้สึกว่าการคาดเดาของเขานี้ค่อนข้างจะใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น


ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งครุ่นคิดไตร่ตรอง ดังนั้น โดยไม่ยอมให้เจ้าลิงขาวที่น่าอนาถตัวนี้จ้องนานไป เขาก็พุ่งออกไปพร้อมกับหอกเหล็กในมือ เขาจากไปในทันทีที่ซ่างกวนซิวมาถึง มันมองไปที่ลิงขาวตัวนั้นด้วยความตกใจ


ลิงขาวก็ประหลาดใจด้วยเช่นกัน จากนั้นมันก็สังเกตเห็นว่าซ่างกวนซิวก็เหมือนจะถือหอกด้วยเช่นกัน ความโกรธของมันก็ระเบิดขึ้น มันกระโจนเข้าใส่ซ่างกวนซิวในทันที


กลับไปบนลานกว้าง เสียงหัวเราะของซ่งเหล่าไกว้ได้หยุดลง ข้างกายมัน อู๋ติงชิวก็มองดูด้วยความประหลาดใจ พวกมันจ้องไปที่เมิ่งฮ่าวและหอกเหล็กของเขา ดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยความพิศวงงงงัน


เมิ่งฮ่าวผ่านเข้าไปในป่าสัตว์อสูรอย่างรวดเร็ว ฟังเสียงร้องคำรามของลิงขาวและเสียงร้องของซ่างกวนซิว สายตาของเขาเป็นประกายและแค่นเสียงเย็นชาออกมา เวลาผ่านไปไม่นานนัก ก่อนที่เขาจะมุ่งตรงไปที่ความปั่นป่วนอื่นที่มาจากด้านหน้าของเขา เขามองเห็นผู้ฝึกตนสี่ถึงห้าคนในชุดขาว กำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรสามตัวอยู่ แต่ละตัวสูงประมาณสิบแปดฉื่อ


หนึ่งเป็นพยัคฆ์ดำตัวใหญ่ อีกตัวเป็นนกยูงซึ่งร่างของมันเปล่งประกายสีม่วงออกมา สุดท้ายก็เป็นหนูยักษ์ ซึ่งมีท่าทีอำมหิตและดุร้าย ดูเหมือนว่าไม่อาจจะสังหารได้ง่ายๆ


เมื่อเมิ่งฮ่าวปรากฎขึ้นท่ามกลางการต่อสู้นั้น แสงอันชั่วร้ายก็ปรากฎขึ้นในดวงตาของนกยูง และมันก็พุ่งเข้ามาราวกับลมบ้าหมู ตรงมาที่เมิ่งฮ่าว


มองด้วยความเยือกเย็นเหมือนเช่นเคย เมิ่งฮ่าวยังคงเคลื่อนไปข้างหน้า ยกหอกเหล็กชี้ตรงไป ทันใดนั้น ร่างของนกยูงยักษ์ก็เริ่มสั่น และมันก็ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา จากนั้นหัวของมันก็ระเบิดขึ้น ร่างมันร่วงลงไปที่พื้น ตายในทันที ล้อมรอบไปด้วยโลหิตและเศษเนื้อ พยัคฆ์ดำและหนูยักษ์ต่างก็ตกใจ เมื่อมันจ้องมองมาด้วยความงุนงง ร่างของเมิ่งฮ่าวก็กลายเป็นแสงจางๆพุ่งออกไปยังที่ห่างไกล


พวกศิษย์ของสำนักจื่อยิ่นมองมาด้วยอาการปากอ้าตาค้าง เมื่อเมิ่งฮ่าวหายไป หอกเหล็กเล่มนั้นก็ทิ้งความหวาดกลัวไว้กับพวกมัน


โดยไม่หยุดลงแม้ชั่วครู่ เมิ่งฮ่าวยังคงมุ่งหน้าต่อไป ณ เวลานี้ ซ่างกวนซิวก็กลับมาแสวงหาความโกรธของมันใหม่


รอยยิ้มอันน่ากลัวปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเมิ่งฮ่าว เขาเพิ่มความเร็วขึ้น พุ่งตรงไปข้างหน้า ทุกครั้งที่เขาเผชิญหน้ากับสัตว์อสูร เขาก็จะกวัดแกว่งหอกไปที่มัน และมันก็จะถอยไป ร้องเสียงโหยหวนออกมา ไม่มีสัตว์อสูรแม้แต่ตัวเดียวที่จะขัดขวางเขาได้ ในทางกลับกัน ซ่างกวนซิวถูกขัดขวางทุกย่างก้าว เสียงร้องอย่างกราดเกรี้ยวของมันยิ่งห่างออกไปและออกไปจากเมิ่งฮ่าวมากยิ่งขึ้น


เมิ่งฮ่าวยังได้เผชิญกับผู้ฝึกตนเด็กหนุ่มในชุดขาวมากและมากขึ้นตลอดทางของเขา พวกมันทั้งหมดติดอยู่กับการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกับเหล่าสัตว์อสูร เมื่อเขาผ่านไป ก็แสดงถึงความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างการต่อสู้ก่อนหน้าและการต่อสู้ของเขาในตอนนี้ สัตว์อสูรที่ดุร้ายต้องผงะถอยหลังไป เนื่องจากเสียงร้องด้วยความตกใจและโลหิตที่สาดพุ่งกระจาย กลุ่มผู้ฝึกตนเหล่านั้นก็ต้องถอยไปด้วยความกลัวเมื่อมองไปที่เมิ่งฮ่าว


"นั่นเป็นใคร?"


"หอกยาวนั่นน่าจะเป็นอาวุธเวทอย่างหนึ่ง! มันช่างมีอานุภาพนัก!"


"เลวซะจริง! บัดซบ ถ้าข้ามีหอกเช่นนั้น ข้าก็จะวิ่งอาละวาดไปทั้วทั้งป่าสัตว์อสูรแห่งนี้ให้ดู"


เสียงพูดคุยดังกระหึ่มท่ามกลางกลุ่มศิษย์ของสำนักจื่อยิ่น เนื่องมาจากการปรากฎตัวอันน่าตกใจของเมิ่งฮ่าว ด้านบนของลานกว้าง สายตาของอู๋ติงชิวเปล่งประกาย และรอยยิ้มก็ดึงมุมปากของมันขึ้นมา เสียงหัวเราะของมันดังก้องออกมา เต็มไปด้วยความสุขเช่นเดียวกับการยินดีในความโกรธของซ่งเหล่าไกว้ก่อนหน้านี้


"นี่ก็เป็นสัตว์กลายพันธุ์เช่นกัน" มันกล่าว "ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม พวกมันช่างเป็นสัตว์ที่น่าอัศจรรย์ใจดีแท้ ให้ข้าดูสักเล็กน้อย อืม บางตัวตาก็หายไป บางตัวหัวของมันก็ฉีกขาด บางตัวก็มีร่างที่เต็มไปด้วยโลหิต บางตัวแม้แต่ก้นของมันก็ระเบิดออกมา ซ่งเหล่าไกว้ ท่านได้บอกว่าป่าสัตว์อสูรแห่งนี้ได้เพาะขึ้นจากดินในทะเลตะวันออกใช่หรือไม่? และท่านก็บอกด้วยว่าสัตว์กลายพันธุ์พวกนี้ทุกตัวล้วนน่ามหัศจรรย์ใช่หรือไม่? ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังอยู่ช่วงเวลาอันยุ่งยากเล็กน้อยในวันนี้นะ"


รูปลักษณ์อันน่าเกลียดเต็มอยู่บนใบหน้าของซ่งเหล่าไกว้ เมื่อมันเห็นเมิ่งฮ่าวสร้างเส้นทางผ่านทะลุป่าสัตว์อสูรเข้าไป มันมองเห็นสัตว์อสูรที่ดุร้ายของมันถอยออกไปด้วยเสียงร้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นโลหิตพุ่งกระจาย เมื่อมันเห็นนกยูงยักษ์ที่นอนตายอยู่ หัวใจของมันก็รู้สึกราวกับว่าได้ถูกแทงด้วยมีด นกยูงชนิดนี้ถูกเรียกว่าวิหคเพลิงหิมะ และหาได้ยากเย็นยิ่งนัก


มันได้จ่ายด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงลิบลิ่วเมื่อหลายปีมาแล้วกว่าที่จะได้มาครอบครอง และมันก็เลี้ยงดูนกยูงตัวนี้ราวกับเป็นอัญมณีอันล้ำค้า และเมื่อหอกเหล็กได้ระเบิดหัวของมันในทันทีนั้น แม้ว่าตัวมันจะตายไป แต่พลังชีวิตที่แข็งแกร่งของมันก็ทำให้ร่างที่กลายเป็นศพนั้นต้องชักดิ้นไปมาอยู่หลายรอบ ซ่งเหล่าไกว้รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ดวงตาของมันก็ยังฉายแสงแห่งความเฉยชาออกมา


"ใครจะไปสนใจ?" มันกล่าว "มีสัตว์อสูรอีกมากมายในป่าสัตว์อสูรของข้า ตายไปแค่ตัวเดียวไม่มีผลอันใด และเจ้าเด็กนั่นก็ไม่ใช่หนึ่งในศิษย์ของสำนักจื่อยิ่น แล้วท่านจะดูมีความสุขไปเพื่ออะไร?!" มันพูดด้วยเสียงแผ่วเบา จิตใจของมันเริ่มหนักอึ้ง



จบตอน

Comments