heaven ep51-60

 ตอนที่ 51: ภูเขาสมบัติของข้า…


"ถึงแม้ว่าเจ้าเด็กนั่น จะไม่ใช่ศิษย์สำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) และเจ้าก็บอกว่าใครก็ตามสามารถเข้าไปในพื้นที่นั่นได้ เมื่อข้าเห็นมันวิ่งเข้าไปในป่าตรงเชิงเขาบ้าๆของเจ้า ก็ทำให้ข้ารู้สึกดี ข้ามีความสุข แล้วยังไง?" อู๋ติงชิวหัวเราะ ด้วยความรู้สึกที่พอใจอย่างเห็นได้ชัดเจน มันถูกสะกดข่มมาตลอดทั้งคืน และตอนนี้มันก็รู้ดีว่า ถึงแม้ซ่งเหล่าไกว้จะพูดจาตามปกติธรรมดา แต่มันก็คงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่เป็นแน่ จึงทำให้อู๋ติงชิวเกิดความรู้สึกค่อนข้างพอใจ และมันก็มองไปยังเมิ่งฮ่าวที่อยู่เบื้องล่าง


"อาวุธเวทของมันมีอานุภาพเหนือสัตว์อสูร" ซ่งเหล่าไกว้กล่าว "พลังการฝึกตนของมันต่ำมาก เมื่อคิดดูแล้ว มันไม่สามารถที่จะออกมาจากป่าสัตว์อสูรนั่นได้อย่างแน่นอน ป่าแห่งนั้นปลูกด้วยต้นไม้ที่ข้านำมาจากดินแดนแห่งสวรรค์ด้านเหนือ รดน้ำด้วยน้ำลมปราณจากทะเลหยินเหอ ต้นไม้พวกนั้นไม่เพียงแต่จะทั้งสูงและแข็งแกร่งเท่านั้น มันยังได้ปล่อยพลังลมปราณออกมา ซึ่งทำให้สัตว์อสูรสามารถดูดซับผ่านการหายใจ ในป่าสัตว์อสูรของข้าก็ยังมี…" ทันใดนั้นเสียงของมันก็ถูกเสียงแผดร้องทำให้ต้องหยุดไป


เมิ่งฮ่าวพุ่งไปข้างหน้า ตกเป็นเป้าสายตาของสัตว์อสูรที่อยู่รอบบริเวณนั้น เขาอยู่ห่างจากตีนเขาของภูเขาสมบัติอีกไม่ไกล เพียงแค่ไม่กี่ร้อยฉื่อเท่านั้น เขากำลังจะเข้าไปในพื้นที่ซึงไม่มีศิษย์คนไหนของสำนักจื่อยิ่นสามารถผ่านเข้าไปได้


ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวไม่ทราบว่า ทำไมพื้นที่แถวนี้ถึงมีกลุ่มคนชุดขาวอยู่มากมาย เขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างแปลกๆเกิดขึ้น แต่ด้วยที่มีซ่างกวนซิวตามหลังเขามา จึงไม่มีเวลาให้ขบคิดมากนัก เขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องผ่านผืนป่าไป ทันใดนั้น สัตว์อสูรตัวใหญ่มหึมา สูงเกือบหกสิบฉื่อ ก็พุ่งกระโจนมาอยู่เบื้องหน้าเขา


มันคือช้างยุคดึกดำบรรพ์ที่มีขนปกคลุมไปทั่วร่าง มีดวงตาสีแดงและคมกล้า งาที่ยาวใหญ่และแวววาว ร่างกายของมันราวกับภูเขาลูกย่อมๆ ผืนดินสั่นสะเทือนเมื่อมันพุ่งเข้ามาด้วยพลังที่น่าตกใจ


"เจ้าเด็กนั่นคงต้องตายอย่างแน่นอนในครั้งนี้" ซ่งเหล่าไกว้พูดตามปกติ


"นี่เป็นช้างกลายพันธุ์ ซึ่งข้าจับได้ในถ้ำชีวาวาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ ที่อันตรายที่สุดในดินแดนด้านใต้ ข้าเลี้ยงมันด้วยเม็ดยา และมันก็เป็นหนึ่งในสามของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งคอยปกป้องพื้นที่บริเวณนั้น พลังของมันไร้ขีดจำกัด และมีผิวหนังที่หนาอย่างน่าเหลือเชื่อ กระบี่บินธรรมดาทั่วไปไม่สามารถแม้แต่จะสร้างรอยขีดข่วนให้มันได้ มันยังมีความเชี่ยวชาญในวิชาเวทอันหลากหลาย แม้แต่คนที่มีระดับการฝึกต้นระดับขั้นเก้าก็ต้องมีความยุ่งยากถ้าไปยุ่งกับมัน มันสามารถจัดการทุกคนที่มีระดับต่ำกว่าขั้นพื้นฐานลมปราณ"


ดวงตาของซ่งเหล่าไกว้เกือบจะถลนออกมาจากเบ้าตา เมื่อมันเห็นเมิ่งฮ่าวกำลังจะออกไปจากป่าสัตว์อสูร แต่ตอนนี้มันก็ได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก


อู๋ติงชิวหยุดยิ้มไปชั่วครู่ มันก็เห็นว่าช้างดึกดำบรรพ์ตัวนี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไป สำนักจื่อยิ่นไม่ได้มีสัตว์กลายพันธุ้เช่นนี้มากนัก แต่หลังจากที่ได้ยินซ่งเหล่าไกว้พูดเกี่ยวกับช้างตัวนั้นมากมาย มันก็ต้องขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว และพึมพำกับตัวเองว่าเด็กผู้นั้นช่างแปลกนัก มันไม่มีความสนใจต่อผู้ฝึกตนทีพบเจอทั้งหมด แต่ชอบที่จะตามหาสัตว์อสูรเพื่อยั่วโทสะของพวกมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวที่แปลกมากเช่นตัวนี้


จากนั้นดวงตาของอู๋ติงชิวก็เริ่มส่องประกาย สีหน้าของซ่งเหล่าไกว้ก็เปลี่ยนไปในทันใด และกระโดดขึ้นมายืน ด้วยสีหน้าที่ดูน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง


ภายในป่าสัตว์อสูร ช้างอสูรพุ่งตรงเข้าใส่เมิ่งฮ่าว เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และหลบออกไปเล็กน้อย ส่งเสียงพึมพำในใจว่า สถานที่นี้มีสัตว์อสูรมากมายเท่าไหร่กันนะ เขายกหอกเหล็กขึ้นมาและชี้ไปที่มัน ช้างอสูรที่กำลังพุ่งเข้ามาก็หยุดลงและตัวเริ่มสั่น ทันใดนั้น งวงของมันก็ระเบิดเป็นเสียงดังออกมา งวงครึ่งท่อนลอยขึ้นไปในอากาศและตกลงมาบนพื้นใกล้ๆต้นไม้ ซึ่งหักลงมาด้วยน้ำหนักที่มากมายของมัน


ช้างอสูรเจ็บปวดจนโกรธเกรี้ยวกราดพุ่งไปข้างหน้าต่อไป เมิ่งฮ่าวสะบัดหอกเล่มนั้น และเสียงระเบิดก็ดังกึกก้อง หลังของช้างอสูรระเบิดออกมา จากนั้นก็ปากของมัน ในที่สุด ขาหน้าด้านขวาของมันก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ และมันก็ล้มลงไปบนพื้น ลื่นไถลไปหยุดอยู่ตรงที่ห่างออกไป


เสียงร้องอย่างน่ากลัวกระจายออกไปทั่วป่าสัตว์อสูร เมิ่งฮ่าวดูมีสีหน้าซีดขาวเล็กน้อย เขามองไปรอบๆ จากนั้นก็พุ่งออกไปข้างหน้า ทิ้งป่าสัตว์อสูรอยู่เบื้องหลัง และเข้าไปในภูเขาสมบัติ


ด้านหลังที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ซ่างกวนซิวกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ไม่สามารถที่จะหลบหนีออกมาจากกลุ่มสัตว์อสูรดวงตาสีแดงที่อยู่รายรอบมันได้ มันได้แต่มองในขณะที่เมิ่งฮ่าวหายลับไป ความโกรธของมันพุ่งกระจายขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้า


เมิ่งฮ่าวออกจากผืนป่า ทิ้งรอยโลหิตไว้เป็นทางยาวยังเบื้องหลัง ตลอดจนเสียงร้องโหยหวนของสัตว์อสูรนานาชนิด ดูราวกับว่าวันแห่งการตัดสินเพิ่งผ่านไป กลุ่มศิษย์ชุดขาวจ้องมองมาด้วยความตกตะลึง สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัวและพึมพำถึงความโหดร้ายที่ได้เห็น


เมิ่งฮ่าวมุ่งไปที่ทางขึ้นของภูเขาสมบัติอย่างต่อเนื่อง ด้วยความหวังว่าจะสามารถเดินข้ามภูเขาลูกนี้ไปได้ ซึ่งทำให้เขาหนีรอดจากซ่างกวนซิวไปได้ในที่สุด เขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด และในที่สุดก็มาถึงบริเวณตีนเขา เมื่อเขาก้าวเท้าขึ้นไปบนภูเขา ทันใดนั้นก็ต้องหยุดลง และจ้องไปด้วยความประหลาดใจ ด้านหน้าของเขาขึ้นไป ด้านล่างของหินก้อนใหญ่วางไว้ด้วยขวดเม็ดยา


ประกายแสงหลากสีกระจายออกมาจากขวดนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นของที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เมิ่งฮ่าวหยิบมันขึ้นมาและเปิดออก ทันใดนั้น กลิ่นหอมของยาก็กระจายออกมา ด้านในเป็นเม็ดยาที่มีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ!


เมิ่งฮ่าวมองด้วยความตกใจ จากนั้นก็วางขวดลงไปในถุงเก็บสมบัติ ตอนนี้เขารู้แล้วว่ากลุ่มคนชุดยาวพวกนั้นมาทำอะไรในพื้นที่บริเวณนั้น พวกมันพยายามที่จะมาให้ถึงภูเขาลูกนี้นั่นเอง


"นี่เป็นยาลมปราณแห่งจักรวาล มีประโยชน์อย่างยิ่งยวดกับทุกคนที่อยู่ในระดับขั้นรวบรวมลมปราณ" อู๋ติงชิวหัวเราะเมื่อมันมองไปที่รอยโลหิต ที่เมิ่งฮ่าวทิ้งไว้จากการจัดการพวกสัตว์อสูรในป่าแห่งนั้น


ถัดจากมัน ซ่งเหล่าไกว้สีหน้าดูน่าเกลียดน่ากลัวอย่างมากมาย และมันก็ส่งเสียงหัวเราะอันเย็นชาออกมา "ภูเขาสมบัติของข้ามีเม็ดยาและหินลมปราณอยู่มากมาย เจ้าเด็กผู้นั้น อย่างมากก็เอาไปได้แค่เม็ดยา ถ้ามันคิดว่าจะขึ้นไปถึงด้านบนสุดได้ มันกำลังเพ้อฝันไป สัตว์อสูรลนภูเขาสมบัติของข้าแต่ละตัวล้วนคัดเลือกมาจากหนึ่งในล้าน มีเพียงตัวที่ยอดเยี่ยมที่สุด ในกลุ่มของตัวที่มีพรสวรรค์มากที่สุดเท่านั้น ถึงจะมาอยู่บนเข้าลูกนั้นได้ด้วยตัวของมันเอง" มันกล่าวด้วยเสียงราบเรียบเช่นเคย แต่ความเจ็บปวดในใจของมัน ยิ่งเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น และมากขึ้น


"ดูนั่น" ซ่งเหล่าไกว้เอ่ย ชี้ไปที่สัตว์อสูรซึ่งโผล่ออกมาที่เบื้องหน้าของเมิ่งฮ่าว


"นั่นเป็นอสูรที่ดุร้ายซึ่งข้าได้เลี้ยงเองกับมือ ร่างของมันเป็นกวางและมีหัวเป็นงูเหลือม มีความว่องไวเป็นอย่างยิ่ง และถ้ามันบาดเจ็บ ก็จะยิ่งดุร้ายมากขึ้นไปอีก มันจะสู้ไม่หยุดจนกว่ามันจะตายไป และเมื่อไหร่ที่มันได้เห็นโลหิต มันก็เริ่มบ้าคลั่ง ผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณที่เผชิญหน้ากับมันต้องตายอย่างแน่นอน"


หลังจากที่เวลาผ่านไปราวธูปไหม้หมดไปครึ่งดอก เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังกะจายออกมาจากด้านข้างของภูเขา เมื่อได้เห็นโลหิตทั้งหมดนั้น ซ่งเหล่าไกว้ก็แสดงท่าทางราวกับว่ามันเริ่มใกล้จะบ้าคลั่งขึ้นมา สัตว์อสูรที่ไม่เคยยอมแพ้จนกว่ามันจะตายไป อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็วิ่งหนีจากไปด้วยความเร็วสูงสุด หางของมันถูกทำลายไป และตาข้างหนึ่งของมันก็แหลกเหลวไม่มีชิ้นดี ที่เลวร้ายกว่านั้น มันมีขาแค่สองข้างที่ยังเหลืออยู่ แต่มันก็ยังคงเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกับที่ซ่งเหล่าไกว้เพิ่งพูดไป มันหนีไปด้วยความรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง


เมิ่งฮ่าวตรงไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ทะลุผ่านอาณาเขตของสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ตอนนี้เขาได้รับหินลมปราณหลายร้อยก้อน ดูท่าทางมีความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เขาตั้งใจจะไปให้ถึงจุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้ให้ได้


เสียงหัวเราะด้วยความพึงพอใจดังออกมาจากปากของอู๋ติงชิว ในความเป็นจริง สามารถกล่าวได้ว่า ตั้งแต่การปรากฎตัวของเมิ่งฮ่าว มันไม่เคยหยุดหัวเราะเลย


"อืม มันช่างเคลื่อนที่ได้รวดเร็วจริงๆ ไม่เคยยอมแพ้จนกว่ามันจะตาย!"


"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ยังมีสมบัติอีกมากมายบนภูเขาลูกนั้น เด็กผู้นั้นเอาไปได้แค่บางส่วนเท่านั้น และมันก็ไม่สามารถที่จะจากไปพร้อมกับสมบัติพวกนั้นได้" เมื่อคำว่า 'ไม่เป็นไร' หลุดออกมาจากปากของมัน มันก็ดูสงบนิ่ง แต่ก็หยิบเอาเม็ดยาตั้งสติ ออกมาจากถุงเก็บสมบัติและเอาเข้าไปในปาก ความบ้าคลั่งปรากฎขึ้นในดวงตาของมัน และรู้สึกมีลางสังหรณ์อันเลวร้ายขึ้นในใจ


ครึ่งชั่วยามผ่านไป… (1ชั่วยาม = 2ชั่วโมง)


เมิ่งฮ่าวขึ้นไปถึงจุดครึ่งทางของภูเขาเรียบร้อยแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าสัตว์อสูรจะมาขวางเขาไว้ยังไงก็ตาม เขาก็จะทำให้มันหนีไปพร้อมเสียงกรีดร้อง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นดูแล้วเพียงเป็นอันตรายแค่เล็กน้อยสำหรับเมิ่งฮ่าวเท่านั้น ด้วยการสะบัดและยกหอกเหล็กขึ้นชี้ไป อันตรายก็จะละลายหายไป จากนั้น หัวใจของเขาก็ต้องเต้นด้วยความดีใจ เมื่อได้เก็บรวบรวมหินลมปราณ เม็ดยา และอาวุธเวทได้มากมาย


สำหรับเมิ่งฮ่าว ทั้งภูเขาลูกนี้เหมือนเป็นขุมทรัพย์สำหรับเขา ขณะนี้ เขาได้รับม้วนภาพวาดจากด้านหลังของหินก้อนใหญ่ ม้วนภาพนั้นเปล่งแสงอันอ่อนโยนซึ่งเต็มไปด้วยพลังลมปราณออกมา มันไม่ใช่ม้วนภาพธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด


ด้วยความตื่นเต้น เขาเอามันใส่เข้าไปในถุงเก็บสมบัติ


ด้านล่างของเขาภายในป่าสัตว์อสูร ศิษย์สำนักจื่อยิ่นมากมาย เงยหน้าขึ้นมองมาที่เขาด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด


เมื่อซ่งเหล่าไกว้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทั้งหมด ใบหน้าของมันก็เริ่มหมองคล้ำ และหมองคล้ำลงไปเรื่อยๆ ร่างกายของมันก็เริ่มสั่น มันจ้องไปที่ถุงเก็บสมบัติของเมิ่งฮ่าว ด้านในซึ่งมีหินลมปราณ เม็ดยา และอาวุธเวทของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งม้วนภาพวาดนั่น หัวใจของมันปวดร้าว


ม้วนภาพนั่นเป็นของวิเศษที่มันได้มาเมื่อหลายปีมาแล้ว มีวิญญาณของสัตว์อสูรหลายตัวถูกผนึกอยู่ข้างในนั้น เมื่อสัตว์อสูรที่มันรักมากที่สุดได้ตายไปเมื่อหลายปีก่อน มันก็จะผนึกพวกมันไว้ในม้วนภาพนั้น และตอนนี้ เมิ่งฮ่าวก็เอามันไป ร่างของซ่งเหล่าไกว้สั่นมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นมันจึงหยิบเอาเม็ดยาตั้งสติอีกสองเม็ดใส่เข้าปากและกลืนลงไป


มันยังคงต่อสู้กับการรัษาภาพลักษณ์ที่เฉยเมยไม่แยแสของมันไว้ แต่เสียงหัวเราะของอู๋ติงชิวก็ดังออกมาอย่างต่อเนื่อง มาเสียดแทงแก้วหูของมัน


"ภูเขาสมบัติของข้ามีสมบัติอยู่มากมาย" มันบังคับตัวเองให้พูดจา "แล้วยังไงถ้าพวกมันถูกเอาไปบ้างเล็กน้อย? เจ้าเด็กนั่นต้องไม่สามารถหนีออกไปจากภูเขาลูกนั้นได้ ข้าได้รวบรวมสัตว์อสูรพวกนี้จากทุกสถานที่ในโลกนี้อย่างตั้งใจ พวกมันมีมากมาย เจ้าเด็กนั่นต้องไม่สามารถหนีจากพวกมันได้ง่ายนัก"


หนึ่งชั่วยามผ่านไป…


เมิ่งฮ่าวเกือบจะไปถึงเขตที่เป็นหิมะ ซึ่งผ่านจุดครึ่งทางของภูเขาขึ้นไป เขามีใบหน้าตื่นเต้น เมื่อเพิ่มความเร็วตรงขึ้นไปอย่างเต็มที่ ด้านล่างในป่าสัตว์อสูร มากกว่าครึ่งของศิษย์สำนักจื่อยิ่น ที่ติดอยู่กับสัตว์อสูร ก็สามารถมองเห็นเขาบนภูเขาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ความแปลกใจและอิจฉาก็ปรากฎบนสีหน้าของพวกมัน โดยเฉพาะเมื่อเมิ่งฮ่าวหยุดลงและก้มหยิบสิ่งของจากบนพื้น ทุกคนในกลุ่มศิษย์ก็ได้แต่ฝันว่าตัวเองจะไปอยู่ในที่จุดนั้นบ้าง


ซ่างกวนซิวยืนขึ้น กำหมัดและกัดฟันจนแน่น ไร้หนทางโดยสิ้นเชิง มันไม่กล้าที่จะไปบนภูเขาลูกนั้น มันได้รับอันตรายมามากพอแล้วในป่าสัตว์อสูร ยิ่งไปกว่านั้น มันยังได้ยินคำพูดของศิษย์ชุดขาวบางคน และก็รู้ว่านี่เป็นการทดสอบของศิษย์ในสำนักจื่อยิ่นจากดินแดนด้านใต้ มันรู้สึกขัดแย้งกันเองในจิตใจ และดูเหมือนว่ามันจะมีทางเลือกอื่นแทนทีจะยอมแพ้ มีเพียงความเกลียดชังอย่างรุนแรงของมันต่อเมิ่งฮ่าวเท่านั้น ที่ทำให้มันต้องคิดทบทวนใหม่


เมื่อซ่งเหล่าไกว้ได้เห็นเมิ่งฮ่าว ทำให้หัวของสัตว์อสูรอันล้ำค่าตัวอื่นของมันต้องบาดเจ็บ มันก็ต้องหยิบเอาเม็ดยาตั้งสติอีกสามเม็ดส่งเข้าปากและกลืนลงไป ยังคงแสร้งทำท่าว่าไม่สนใจต่อไป


"ข้าได้รวบรวมหิมะนั่นมาจากด้านบนสุดของเมฆมงคลอย่างพิถีพิถัน" มันกล่าวช้าๆผ่านร่องฟัน "มันเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมมากที่สุด สำหรับสัตว์อสูรที่ล้ำค่ามากที่สุดของข้า หนึ่งในพวกมัน ก็คือ แร้งแยกนภา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า กรงเล็บของมันสามารถที่จะป่นหินทะลายเหล็กได้อย่างง่ายดาย ปีกของมันก็สามารถสร้างสายลมอันรุนแรงขึ้นมาได้ มันดุร้ายอย่างยิ่งยวด บางทีมันอาจจะเป็นสัตว์อสูรที่อันตรายมากที่สุดบนภูเขาลูกนั้นก็ได้ เพียงแค่หอกผุๆเล่มนั้น เจ้าเด็กนั่นต้องตายอย่างแน่นอนเมื่อมันเข้าไปในอาณาเขตของแร้งแยกนภา"


หนึ่งชั่วยามครึ่งผ่านไป…


แร้งหนึ่งตัวได้ถูกแยกส่วน ปีกข้างหนึ่งของมันหายไป และแร้งยักษ์นั่นก็ไอออกมาเป็นเลือด ส่งเสียงร้องอย่างน่าเวทนา มันซ่อนตัวเองอยู่ในหิมะ ส่งเสียงร้องออกมาอย่างไม่ยอมหยุด


เมิ่งฮ่าวเกือบจะไปถึงจุดสูงสุดของภูเขา ศิษย์ทุกคนของสำนักจื่อยิ่นจ้องไปที่เขา พวกมันไม่ได้สนใจนักกับการต่อสู้กับสัตว์อสูร พวกมันมองไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัวต่อหอกเหล็กที่ส่องประกายเจิดจ้า และดวงตาของพวกมันก็ลุกโชนขึ้นมา


"คนผู้นี้คือใคร…"


"มันบุกรุกเข้ามาในการทดสอบ และเอารางวัลของพวกเราไปทั้งหมด… มันช่างโหดร้ายนัก"


"หอกเหล็กนั่นต้องเป็นของวิเศษจากสวรรค์เป็นแน่! มันช่างน่ากลัวนัก!"


ร่างของซ่งเหล่าไกว้สั่นระริกด้วยความเจ็บช้ำใจ เมื่อมันมองไปเห็นเมิ่งฮ่าว ซึ่งกำลังใกล้จะขึ้นไปถึงยอดสูงสุดของภูเขา หยิบเอาแหสีดำขึ้นมา มันไม่สามารถเสแสร้งเป็นเยือกเย็นได้อีกต่อไป มันยืนขึ้นและก้าวออกไปข้างหน้า พร้อมที่จะไปสอนบทเรียนให้กับเมิ่งฮ่าว


ตอนที่ 52: เก็บเกี่ยวความมั่งคั่ง


หนึ่งครั้ง มันทนได้ สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้ง หรือแม้แต่ห้าครั้ง มันก็ยังคงอดทนอย่างต่อเนื่อง พอถึงครั้งที่หก มันก็อับอายจนกลายเป็นความโกรธ และไม่สามารถจะทนได้อีกต่อไป แหพันสวรรค์ เป็นสิ่งของที่ล้ำค่าสำหรับมัน มากกว่าม้วนภาพวาดนั่น มันสามารถรัดพันห่อหุ้มศัตรู และเป็นอาวุธเวทของมันมาหลายปี ยิ่งผู้ใช้มีพลังการฝึกตนสูงขึ้นเท่าไหร่ ประสิทธิภาพของมันก็ยิ่งสูงตามขึ้นไปด้วยเท่านั้น


มันได้วางแหพันสวรรค์ไว้บนภูเขาสมบัติเพื่อที่จะแสดงถึงความสง่างามของมัน เพื่อให้คนเห็นและอยากได้ มันคิดว่าแหพันสวรรค์คงจะปลอดภัยเมื่อวางไว้ที่นั่น และไม่เคยคิดว่าจะมีใครสามารถที่จะเอามันไปได้ ซึ่งตอนนี้ มันได้เริ่มคลุ้มคลั่งไปเรียบร้อยแล้ว และไม่คาดหวังสิ่งอื่นใด นอกจากคิดจะบดขยี้เมิ่งฮ่าวให้แหลกเละคามือ เอาม้วนภาพวาดและแหพันสวรรค์กลับมา


แต่ทันใดนั้น อู๋ติงชิวก็หัวเราะเยาะเย้ยออกมา โบกสะบัดชายแขนเสื้อของมัน และไปยืนอยู่เบื้องหน้าของซ่งเหล่าไกว้ ขวางทางมันไว้


"สหายเต๋าซ่ง เป็นผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วในดินแดนด้านใต้ ท่านกำลังจะทำอะไร? ก่อนหน้านี้ ท่านบอกว่ามีเวลาเจ็ดวัน ใครก็ตามสามารถที่จะมาที่นี่ และของวิเศษของภูเขาสมบัติทั้งหมดก็พร้อมที่จะให้เอาไปได้ อย่าบอกข้านะว่าท่านกำลังจะกลับคำพูด?"


"ท่านนำเอายอดที่สูงสุดของภูเขาเทียนซานมาที่นี่ด้วยตัวเอง พื้นดินก็เพาะขึ้นมาจากดินที่ลึกที่สุดของทะเลตะวันออก ซึ่งไม่เคยได้รับแสงแดดมาเป็นเวลาหมื่นปี ข้าจำได้ว่ามีใครบางคนบอกว่า ผู้ฝึกตนคนไหนก็ตาม ที่อยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณไม่มีทางที่จะเอาชนะสัตว์อสูรที่อยู่ในป่านั่นได้ ซ่งเหล่าไกว้การแสดงออกเช่นนี้ ช่างเป็นการขาดการวางตัวที่ดีเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป ท่านต้องเสียหน้าอย่างแน่นอน"


อู๋ติงชิวหัวเราะต่อไป เห็นได้ชัดว่าจะไม่ยอมให้ซ่งเหล่าไกว้ไปที่แห่งใดทั้งสิ้น


สีหน้าของซ่งเหล่าไกว้ดูบิดเบี้ยวขึ้นมากกว่าเดิม เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอันขมขื่น ก่อนหน้านี้ มันได้พูดด้วยความอิ่มอกอิ่มใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ขณะนี้ ทุกสิ่งที่มันได้พูดไปก็ย้อนกลับมาเข้าตัวมันทั้งสิ้น หลังจากผ่านไปสักพัก มันก็ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ หยิบเอาเม็ดยาสงบใจออกมาสองเม็ดใหญ่และกลืนลงไป จากนั้นมันก็ถอนหายใจยาวออกมา


ทันใดนั้น สายตาของมันก็ส่องประกาย และก็เพ่งจิตสำนึกของมันไปที่เมิ่งฮ่าว ตั้งใจที่จะหาข้อมูลของหอกเหล็กเพิ่มเติม ในตอนแรก มันไม่ได้สนใจเมิ่งฮ่าวแม้แต่น้อย เพ่งจิตสำนึกไปดูว่าหอกเหล็กทำงานอย่างไร เมื่อมันแสดงจิตสำนึกออกไปเช่นนั้น อู๋ติงชิวก็หัวเราะและโบกสะบัดแขนเสื้อ เกราะเรืองแสงก็ปรากฎออกมาปกคลุมทั่วลานที่ราบนั้นในทันที ขวางกั้นการเพ่งจิตสำนึกของซ่งเหล่าไกว้ไปจนหมดสิ้น


"การใช้จิตสำนึกไปตรวจสอบผู้ฝึกตน ระดับการรวบรวมลมปราณรุ่นที่ต่ำกว่า? ซ่งเหล่าไกว้ ท่านยินยอมที่จะเสียหน้า?" เห็นได้ชัดว่าอู๋ติงชิวไม่ยอมให้ซ่งเหล่าไกว้ทำอะไรได้ทั้งสิ้น มันหัวเราะขึ้นมาอย่างมีความสุข ซ่งเหล่าไกว้ดูท้อแท้มากกว่าเดิม ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ยกเว้นโบกสะบัดชายแขนเสื้อของมัน เกราะป้องกันอีกอันก็ปรากฎขึ้นครอบอยู่เหนือเกราะอันแรก


"หอกเหล็กของเจ้าเด็กนั่นช่างไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง" มันกล่าว "ถ้าท่านไม่ยอมให้ข้าตรวจสอบมันด้วยการเพ่งจิตสำนึกของข้า ข้าก็จะไม่ยอมให้ท่านทำได้เช่นเดียวกัน"


สองชั่วยามผ่านไป เมิ่งฮ่าวก็มาถึงจุดสูงสุดของยอดเขา เขาเดินขึ้นไปพร้อมหอกเหล็กในมือ ในที่สุดก็สังเกตเห็นธงผืนใหญ่ที่ปักอยู่บนพื้น ใต้ธงผืนนั้นมีถุงอยู่ใบหนึ่ง พื้นผิวของมันเต็มไปด้วยสีสันที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ดูแล้วทำให้รู้สึกเหมือนกับว่ามันสามารถดึงดูดจิตใจของคนดูออกมาได้ ทุกสิ่งที่อยู่รอบๆมัน ดูเหมือนว่าจะเป็นระลอกคลื่นสั่นไหวไปมาและเลือนลางพร่ามัว เมื่อเมิ่งฮ่าวมองไปที่มัน ก็สัมผัสได้ถึงความกระหายอยากได้และเริ่มหายใจแรงขึ้น เขาหยิบถุงหลากสีนั้นขึ้นมา และเวลาเดียวกันนั้นเอง ธงก็ตกลงมาสู่พื้น


เสียงพูดคุยดังกระหึ่มท่ามกลางพวกที่มุงดูอยู่ในป่าสัตว์อสูร เมื่อพวกมันเห็นเมิ่งฮ่าวเดินขึ้นไปบนภูเขาอย่างใจเย็น เก็บรวบรวมหินลมปราณและเม็ดยาได้จำนวนมาก เมื่อธงล้มลงมา เสียงพูดคุยก็ดังมากขึ้นกว่าเดิม


พวกมันจ้องไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยความตกใจและอิจฉา จากนั้นก็เห็นเขาหายไปในอีกด้านของภูเขา


ซ่างกวนซิวจ้องไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างอาฆาตแค้นเมื่อเขาหายไป มันไม่กล้าจะไล่ตามเขาไป มีมากมายหลายสิ่งเกี่ยวกับเมิ่งฮ่าวที่มันไม่รู้ ถึงแม้ว่ามันมีความตั้งใจจะสังหารเขารุนแรงมากกว่าที่แล้วมาก็ตามที มันยังรู้อีกว่าเกือบจะสายมากไปแล้ว ที่จะไปให้ถึงต้นไม้ยาของมัน มันกัดฟัน กระทืบเท้าไปบนพื้น ดูมีความขมขื่นมากมายอยู่ลึกๆข้างใน แต่โทสะของมันก็ปัดความหดหู่ออกไป มันอาจจะสังหารเมิ่งฮ่าวได้สักวันหนึ่ง ถ้ามันสามารถคิดหาวิธีการได้


เมื่อได้เห็นเมิ่งฮ่าวหายไปจากอีกด้านของภูเขา เสียงหัวเราะของอู๋ติงชิวก็ดังออกมา กระจายไปทั่วลานกว้างแห่งนั้น ซ่งเหล่าไกว้จ้องจนตาถลนเมื่อเห็นเมิ่งฮ่าวเอาถุงแห่งจักรวาลของมันไป ใบหน้าของมันซีดขาวไร้สีเลือด และดูเหมือนว่าหัวใจของมันได้แตกสลายไป ตอนนี้มันเสียใจมากขึ้นกว่าเดิมที่ได้วางถุงแห่งจักรวาลไว้บนภูเขานั่น มันไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น เวลานี้ มันไม่สามารถทนต่อไปได้อีกอย่างแท้จริง มันสะบัดชายแขนเสื้อ และเตรียมตัวที่จะไล่ตามเจ้าเด็กบัดซบนั่นไป แต่ก่อนที่มันจะไปได้ อู๋ติงชิวก็ขวางกั้นมันไว้อีกครั้ง


"อู๋ติงชิว ท่านยังกล้าที่จะขวางข้าอีก!" ซ่งเหล่าไกว้ตะโกนด้วยหัวใจที่แหลกสลาย "ธงได้ตกลงมาแล้ว ท่านไม่ใช่ผู้ชนะในการพนันครั้งนี้ และข้าก็ไม่ได้แพ้ การทดสอบครั้งนี้จบลงแล้ว ถ้าท่านยังขืนขวางทางข้าต่อไป ท่านอย่าได้ตำหนิว่าข้าโจมตีท่าน!"


"สหายเต๋าซ่ง พวกเราตกลงกันมาก่อนหน้านี้ว่า พวกเราทั้งสองไม่อาจจากไปก่อนที่การเล่นโกะจะจบลง ท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วดินแดนด้านใต้ อย่าบอกข้านะว่าท่านกำลังจะกลับคำพูด? เมื่อข้ากำลังจะจากไปก่อนหน้านี้ ท่านก็ไม่ยอมให้ข้าไป ตอนนี้ท่านตั้งใจจะจากไปก่อนที่การเล่นโกะของพวกเราจะจบลง?"


อู๋ติงชิวหัวเราะออกมาเมื่อมันใช้คำพูดของซ่งเหล่าไกว้โจมตีกลับไป ไร้ร่องรอยของการขมวดคิ้วเหลืออยู่บนใบหน้าของมัน ซึ่งตอนนี้ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เบิกกว้าง เห็นได้ชัดว่ามันไม่ต้องการให้ซ่งเหล่าไกว้จากไป เมื่อได้เห็นถุงแห่งจักรวาลถูกหยิบฉวยไป ก็ยิ่งทำให้จิตใจของมันเต็มไปด้วยความสุข ซ่งเหล่าไกว้เคยเอาถุงแห่งจักรวาลนั้นมากวัดแกว่งเยาะเย้ยมันเกือบร้อยปี เมื่อได้เห็นซ่งเหล่าไกว้ทุ่มหินใส่เท้าตัวเองเช่นนี้ ก็ทำให้มันมีความสุขมากยิ่งขึ้น


"เจ้า…" ซ่งเหล่าไกว้จ้องอย่าอาฆาตไปที่อู๋ติงชิว และไม่พูดจาอยู่สักพัก จากนั้นมันก็กัดฟันแน่น และกระทืบเท้าลงไป สร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งภูเขาจนดูเหมือนว่ามันจะพังทะลายลงไป แต่เมื่อพิจารณาถึงสถานะและศักดิ์ศรี มันก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านั่งกลับลงไปและเริ่มเล่นโกะอีกครั้งนึง


แน่นอนว่า อู๋ติงชิวไม่ยอมให้ซ่งเหล่าไกว้อยู่สุขสบายโดยง่ายดายเช่นนี้ มันลูบเคราไปมองดูสีหน้าอันบิดเบี้ยวน่าเกลียดของซ่งเหล่าไกว้ไปด้วย หัวเราะขึ้นมา มันค่อยๆหยิบเม็ดโกะขึ้นมาอย่างช้าๆ และพยายามทำท่าคิดมากไปบนสีหน้าของมัน หลังจากที่เวลาผ่านไปนาน นานมาก มันก็ค่อยๆวางเม็ดโกะไปบนกระดานอย่างช้าๆ สีหน้าของมันเคร่งขรึมจริงจัง ราวกับว่ามันพยายามที่จะทำให้การเล่นโกะครั้งนี้ยืดออกไปอีกหลายเดือน


"ออกไปจากภูเขานั่น" อู๋ติงชิวกล่าว ส่งกระแสเสียงจนได้ยินไปทั่วศิษย์ชุดขาวของมัน "หลังจากที่ข้าจบการเล่นโกะนี้ ข้าจะนำพวกเจ้ากลับไปที่สำนัก ในตอนนี้ การทดสอบขั้นต่อไปของพวกเจ้าก็คือ ตามหาบุรุษที่เจ้าได้เห็นบนยอดเขานั่น ข้าชอบหอกวิเศษของมัน นำหอกนั่นกลับมาให้ข้า และใครที่ทำได้ก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน!" ศิษย์ทุกคนที่ได้ยินเช่นนี้ก็กระตือรือร้นขึ้นมาในทันใด


"สำนักจื่อยิ่นอันสง่างามของดินแดนด้านใต้กำลังจะสังหารผู้คนเพื่อเอาของวิเศษจริงๆ?" ซ่งเหล่าไกว้กล่าวขึ้น มันรู้สึกหดหู่เศร้าซึมเป็นอย่างยิ่ง ติดอยู่ในสถานที่นี้ก็เพราะคำพูดของมันเอง แต่ถึงแม้ว่ามันจะเกลียดเมิ่งฮ่าวอย่างไรก็ตาม มันก็จะไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะสร้างความลำบากให้กับอู๋ติงชิว


จ้องไปที่ซ่งเหล่าไกว้ อู๋ติงชิวกล่าวว่า "ฟังให้ดี พวกเจ้าต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้บุคคลผู้นั้น พวกเจ้าต้องแลกเปลี่ยนกับมัน ไม่ใช่ปล้นมัน ใครก็ตามที่ฝ่าฝืนคำสั่งนี้ต้องถูกขับออกจากสำนัก!" การเคลื่อนไหวในการเล่นโกะตาต่อไปของมัน ก็ยิ่งช้ากว่าก่อนหน้านี้ขึ้นไปอีก


ศิษย์สำนักจื่อยิ่นกระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง บางคนก็วนไปรอบๆภูเขาสมบัติเพื่อตามหาเมิ่งฮ่าว บางคนก็วิ่งไปด้วยความเร็วเท่าที่จะเร็วได้ในทิศทางอื่น ด้วยความหวังว่าจะสกัดกั้นเขาได้ทัน


การทดสอบของพวกมันก่อนหน้านี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง มีบางสิ่งที่พวกมันยอมรับไม่ได้ อย่างไรก็ตาม พวกมันก็ไม่ได้ตำหนิเมิ่งฮ่าว แต่ยอมรับเขามากกว่า โดยเฉพาะพวกมันทั้งหมดก็ได้เป็นสักขีพยานในเหตุการณ์อันโชกเลือดก่อนหน้านี้


พวกมันทั้งหมดตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะได้หอกเหล็กมาจากเมิ่งฮ่าว พวกมันยินดีจะแลกเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อให้ได้หอกนั้นมา ถ้าเขาไม่ยินดีที่จะแลกเปลี่ยน ก็จะต้องคิดวิธีการบางอย่างเพื่อเอามาให้ได้


ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกมันทั้งหมดก็ได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสอู๋อย่างชัดเจน พวกมันต้องแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ปล้น แต่… ผู้อาวุโสอู๋ ก็ไม่เคยพูดว่าห้ามใช้กำลัง


ขณะที่ศิษย์ชุดขาวกระจายกันออกไป เมิ่งฮ่าวก็มาถึงด้านล่างของภูเขาสมบัติ เก็บรวบรวมหินลมปราณและเม็ดยาได้เพิ่มขึ่นเมื่อเขาจากไป ถึงแม้ว่าเขาไม่เคยเห็นซ่งเหล่าไกว้และอู๋ติงชิว เขาก็คาดคิดว่าสถานที่นี้ต้องเป็นสถานที่ทดสอบซึ่งก่อตั้งขึ้นมาของบางสำนัก


ถึงแม้ว่าซ่างกวนซิวไม่ได้ไล่ตามเขามาอีก เขาก็รู้ว่าคนที่ทำการทดสอบครั้งนี้ต้องไปยินดีเป็นแน่ ในการที่เขาสอดแทรกเข้าไป ดังนั้นเขาก็ยังคงใช้ความเร็วสูงสุดพุ่งตรงไปข้างหน้า หัวใจของเขาเต้นระรัวและสีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น


ถุงเก็บสมบัติของเขาเต็มทั้งหมด สิ่งที่เขาได้มาในครั้งนี้มากกว่าครั้งไหนๆที่ผ่านมา ตั้งแต่เข้ามาในโลกของผู้ฝึกตนแห่งนี้ แต่ก็ต้องยกเว้นที่ได้จากในถ้ำของมังกรปีกวารี เขาเก็บหินลมปราณและเม็ดยาได้เรื่อยๆตลอดทาง


แน่นอนว่า ยิ่งเขาเก็บสิ่งของได้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งพยายามเคลื่อนที่ไปให้เร็วมากขึ้นเท่านั้น กัดฟันแน่นและกลืนแกนอสูรลงไปอย่างต่อเนื่อง เขาเคลื่อนที่ไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ สามวันผ่านไป จนกระทั่งเขาได้ออกมาจากเขตของเทือกเขานั้นในที่สุด เขาดูทั้งเหนื่อยล้าและฮึกเหิมในเวลาเดียวกัน และตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำก็คือ หาสถานที่ ที่เขาจะสามารถตรวจสอบทุกสิ่งที่ได้มาอย่างปลอดภัย เมื่อเขามุ่งไปข้างหน้า ก็สังเกตเห็นในที่ห่างไกลออกไป ปรากฎเป็นกำแพงเมืองอยู่


เขาอยู่ทางตะวันออกของแคว้นจ้าว และเมืองนี้ก็ดูโอ่อ่างดงามอย่างไม่ธรรมดา ล้อมรอบด้วยประกายแสงอันอ่อนโยน เป็นเกราะป้องกันซึ่งคนธรรมดาไม่อาจจะมองเห็นได้ มีแต่ผู้ฝึกตนเท่านั้นที่จะสัมผัสได้


"สถานที่นี้… ดูไม่เหมือนเมืองของคนธรรมดา มันเป็นเมืองของผู้ฝึกตนหรือไม่?" เขาจ้องไปด้วยความประหลาดใจ นึกไปถึงแผนที่ของแคว้นจ้าวที่เขาเคยเห็น ในแผนที่นั้นไม่ได้แสดงเมืองอะไรในสถานที่นี้ ที่ประตูเมือง มีผู้คนเข้าและออกอยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ฝึกตนที่อยู่นะดับขั้นรวบรวมลมปราณ


เขาตัดสินใจจะไม่เข้าไปในเมือง แต่เขาเจอถ้ำที่อยู่ในภูเขาใกล้เมืองนั้นแทน ด้วยการปกปิดตัวเองอยู่ข้างใน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็เริ่มเอาทุกสิ่งทุกอย่างออกมาจากถุงเก็บสมบัติและจัดเรียงมัน


"นี่เป็นเม็ดยาอะไร? มันมีกลิ่นหอมอย่างน่าเหลือเชื่อ ยังรุนแรงกว่าเม็ดยาลมปราณเกราะอีก… และขวดใบนี้ มียาอยู่สามเม็ดข้างใน ทุกเม็ดก็โปร่งใสราวผลึก พวกมันต้องเป็นเม็ดยาวิเศษอย่างแน่นอน" เขาเลียริมฝีปาก เอาสิ่งของทั้งหมดออกมาจากถุงเก็บสมบัติอีกสองใบ และหลังจากนับทุกสิ่งเสร็จสิ้น ก็พบว่ามีเม็ดยาเจ็ดสิบแปดเม็ด ซึ่งมีอยู่หลากหลายชนิด แต่ละเม็ดก็ดูเหมือนว่าจะเข้มข้นกว่าเม็ดยาลมปราณเกราะ มือของเมิ่งฮ่าวเริ่มสั่น


เขาต้องใช้เวลานานในการรวบรวมสติของตัวเอง เพื่อระงับความตื่นเต้นลง เขาดึงถุงเก็บสมบัติอีกสิบใบออกมา


"มีหินลมปราณมากมายบนภูเขาสมบัตินั่น ข้าแค่หยิบชิ้นที่ข้าสังเกตเห็น และไม่ได้ตั้งใจดูอย่างจริงจัง แต่ก็ยังได้มามากมาย…" เขาเริ่มหายใจลำบากขึ้นอีกครั้งเมื่อมองไปที่หินลมปราณทั้งหมด เมื่อเขานับมัน ก็พบว่ามีถึงแปดพันเจ็ดร้อยหกสิบสี่ก้อน!


"ข้ารวยแล้ว! รวย!" เขาพึมพำ จากนั้นดึงถุงเก็บสมบัติใบอื่นออกมา ข้างในก็เป็นกระบี่บิน หอก ธงสองผืน ม้วนภาพวาด แหสีดำ พวกมันเป็นอาวุธเวททั้งหมด


เขายิ้มจนหน้าเกือบจะแยกออกจากกันเมื่อเอาของวิเศษออกมา นี่เป็นของที่พิเศษเป็นอย่างยิ่งเมื่อเขาเอาม้วนภาพและแหสีดำออกมา พวกมันเปล่งประกายความแข็งแกร่งของพลังลมปราณออกมา ทำให้หัวใจของเขาเต้นถี่เร็ว เขาค่อยๆกางม้วนภาพออกมา และแสงสว่างจ้าก็ส่องประกายออกมา ทำให้ทั่วทั้งถ้ำเต็มไปด้วยแสงสว่าง และส่องไปที่ใบหน้าของเมิ่งฮ่าวด้วย


ด้านใน เขาได้เห็นภาพวาดของภูเขาและแม่น้ำ ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตที่น่ามหัศจรรย์อยู่มากมาย พวกมันถูกวาดขึ้นมา แต่ดูเหมือนมีชีวิต เมื่อเขาเปิดม้วนภาพออกมา ก็เหมือนกับจะได้ยินเสียงร้องคำรามของสัตว์อสูรนับหมื่นตัวดังก้องรำไรอยู่ในหูของเขา ทำให้ใจของเขาสั่นและปล่อยมือออกจนภาพหล่นลงไปบนพื้น


หลังจากเวลาผ่านไปสักครู่ เขาจึงฟื้นคืนมาจากความตกใจ ตาของเขาส่องประกาย เขาทำตัวให้เยือกเย็นและหยิบภาพนั้นขึ้นมาอีกครั้งเพื่อตรวจสอบมัน เห็นได้ชัดว่ามันเป็นของวิเศษที่มีค่าอย่างน่าเหลือเชื่อ หัวใจของเมิ่งฮ่าวก็เต้นรัวเร็วขึ้นกว่าเดิม


"ของวิเศษ! ช่างเป็นของวิเศษอะไรเช่นนี้!" เขากล่าว สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ดึงแหสีดำออกมา เดินออกไปนอกถ้ำ เขาแผ่พุ่งพลังลมปราณบางส่วนเข้าไป จากนั้นก็โยนมันไปในอากาศ


แหสีดำก็ยืดขยายออกมาในทันที ขนาดใหญ่ขึ้นและใหญ่มากขึ้น และบินสูงขึ้นไปในท้องฟ้า ดูเหมือนว่ามันใหญ่พอที่จะเอาภูเขาใส่เข้าไปได้ทั้งลูก เหมือนกับเมฆสีดำอันทรงอานุภาพ ภูเขาเริ่มสั่นสะเทือน และรอยแตกก็ปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของมัน ราวกับว่าจะถล่มลงมาในทันใดนั้น พลังของรแหสีดำเพิ่มมากขึ้น ทำให้จิตใจของเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้านด้วยความประหลาดใจ เขายกมือขึ้น ส่งพลังลมปราณออกไป ทำให้เมฆสีดำค่อยๆหดตัวลง กลายเป็นลำแสงสีดำพุ่งกลับเข้ามาหาเขา จากนั้นก็กลายเป็นแหสีดำเล็กๆหลังหนึ่ง


เขาคว้าจับแหดำไว้ รู้สึกแห้งไปทั้งปาก สูดลมหายใจเข้าชั่วครู่ สำรวมจิตใจ ดวงตาเปล่งประกาย


"ของชิ้นนี้ดีกว่าของวิเศษที่ดีที่สุดของสำนักเอกะเทวะซะอีก" เขาคิด หัวใจสั่นระรัว จากนั้นเขาก็หยิบของชิ้นสุดท้ายออกมา ถุงหลากสี


ตอนที่ 53: ท่านจะตอบแทนข้าอย่างไร?


"นี่… ดูแล้วคล้ายกับถุงเก็บสมบัติ แต่ใหญ่กว่าเล็กน้อย" เมิ่งฮ่าวย้ายมันกลับมาอยู่ในของเขา จากนั้นก็แผ่พุ่งพลังลมปราณเข้าไปเล็กน้อย ทันใดนั้น ร่างของเขาก็เริ่มสั่น ราวกับว่ามันได้โดนกระแทกจากสายฟ้าที่มองไม่เห็น ดวงตาของเขาเบิกกว้าง แสดงให้เห็นถึงความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่เวลาผ่านไปนาน เขาก็ก้มหน้าลงและมองเข้าไปในถุง


"มันใหญ่มาก…" เขาพึมพำ มันก็คือถุงเก็บสมบัติ แต่ข้างในมีขนาดใหญ่มากจนดูเหมือนว่ามันสามารถเก็บได้ทั้งสวรรค์และปฐพี ด้านในมีหมอกอยู่เลือนลางและไร้ขอบเขต ซึ่งทำให้หัวใจของเมิ่งฮ่าวสั่นระรัวขึ้นในทันใด


ดูเหมือนว่าทั้งภูเขาและแม่น้ำก็สามารถที่จะเก็บอยู่ด้านในของมันได้ ถึงแม้ว่ามันจะว่างเปล่า แต่ความจุที่ใหญ่โตเช่นนี้ก็เพียงพอที่จะเรียกมันว่าของวิเศษอันล้ำค่า


ลิ้นและปากของเมิ่งฮ่าวแห้งขึ้นกว่าเดิม หินลมปราณทำให้เขามีความสุข เม็ดยาทำให้เขาตัวสั่นด้วยความกระตือรือล้น และจากนั้นก็เป็นอาวุธเวท ม้วนภาพวาดได้สร้างความตกตะลึงให้กับเขา และอานุภาพของแหสีดำก็ทำให้เขาตัวสั่นสะท้าน แต่ถุงใบนี้ทำให้หัวของเขาต้องหมุนติ้ว ต้องใช้เวลานานกว่าจะดึงตัวเองออกมาจากภวังค์นั้นได้


"ข้ารวยแล้ว นี่เป็นความมั่งคั่งที่แท้จริง…" เมิ่งฮ่าวพึมพำกับตัวเอง จับถุงหลากสีไว้แน่น แต่หลังจากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในทันที


"ถ้านั่นเป็นการทดสอบของสำนักใหญ่จริงๆ มันต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ที่ข้าสอดแทรกเข้าไป พวกมันต้องไม่ยอมให้ข้าหนีไปพร้อมกับสมบัติมากมายเช่นนี้เป็นแน่" หัวใจของเขาเริ่มเต้นรัว และความขัดแย้งก็ปรากฎขึ้นในหัว อย่างไรก็ตาม เขาก็มุ่งมั่นที่จะไม่ยอมยกเลิกสมบัติที่เขาได้มา


เขาจัดทุกอย่างให้เป็นระเบียบด้วยความระมัดระวัง จากนั้นก็หายใจเข้าลึกๆ และมองออกไปที่บรรยากาศยามเย็น เขาออกมาจากถ้ำและไปจากภูเขา มองอย่างครุ่นคิดไปที่กำแพงเมืองที่อยู่ห่างออกไปไกล


"ข้ามีเม็ดยามากมาย" เขาพึมพำกับตัวเองเมื่อจ้องไปที่เมืองด้วยสายตาที่เปล่งประกาย "แต่ข้าไม่สามารถแยกแยะชนิดของพวกมันได้ ดังนั้นข้าอาจจะไม่ปลอดภัยถ้ากินมันเข้าไป" เขาเริ่มต้นเดินตรงไปที่เมืองนั้น


เขาเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว และไม่ช้าก็มาถึงประตูเมือง ซึ่งด้านบนมีอักษรสามตัวเขียนไว้ว่า


ตง เซี่ยว เฉิง (เมืองแห่งความประณีตทิศตะวันออก)


ตัวอักษรพวกนี้ให้ความรู้สึกเก่าแก่โบราณ และเห็นได้ชัดว่าผ่านแดดลมฝนมานานหลายปี พื้นผิวสีจางๆของพวกมัน ก็ทำให้รู้สึกว่าตัวอักษรพวกนี้ได้เห็นคนผ่านมาและผ่านไปมากมายนับไม่ถ้วน


"ความประณีตก็คล้ายกับการฝึกตน และที่นี่ก็เป็นทิศตะวันออก ความหมายของชื่อเมืองนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมาดีแท้" เมิ่งฮ่าวคิดอยู่ภายในใจ


เมื่อเมิ่งฮ่าวย่างเท้าเข้าไปในประตูเมือง ก็มองเห็นบุคคลสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่ที่นั่น พวกมันมองมาที่เมิ่งฮ่าว


"สหายเต๋า ช่วยจ่ายภาษีก่อนที่จะเข้าเมืองด้วย" รอยยิ้มของมันหายไปเมื่อมันรู้สึกถึงแรงกดดันจากพลังการฝึกตนของเมิ่งฮ่าว


"สหายเต๋า ข้าสามารถบอกได้จากการมองว่าท่านมาจากสำนักใหญ่ ส่วนตัวข้ามาจากสำนักเล็กๆ และเพิ่งจะลงมาจากภูเขา ข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรก ขอให้สหายเต๋าทั้งสองท่านได้โปรดชี้แนะเกี่ยวกับถสานที่นี้ให้ข้าสักหน่อย?" เมิ่งฮ่าวมีความเป็นนักศึกษาอยู่ในสายเลือด และพูดจาด้วยความสุภาพเรียบร้อย ผู้ฝึกตนสองคนที่อยู่ในระดับขั้นต่ำนั้นก็รู้สึกประทับใจขึ้นในทันที และบุรุษหนุ่มที่เพิ่งจะได้พูดไปก่อนหน้านี้ก็หัวเราะขึ้นมา


"พูดได้ดี พูดได้ดี! สหายเต๋า พลังการฝึกตนของท่านค่อนข้างดี ถ้านี่เป็นครั้งแรกที่ท่านออกจากสำนักมา ข้าก็คิดว่าชื่อของท่านคงจะเป็นที่รู้จักในอนาคตนี้เป็นแน่" บุรุษหนุ่มผู้นั้นยิ้มไปด้วยขณะที่พูด ใครบางคนที่มีพลังการฝึกตนเช่นนี้ แต่ก็มาปฏิบัติกับมันด้วยความสุภาพก็ทำให้มันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง


"ที่นี่คือเมืองตงเซี่ยว ค้นพบโดยสามพันธมิตรสำนักใหญ่ของแคว้นจ้าว และเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่สำหรับผู้ฝึกตนในแคว้นจ้าวด้วยเช่นกัน การที่จะเข้าไปในเมือง ท่านต้องจ่ายภาษีด้วยหินลมปราณหนึ่งก้อน"


"จริงๆแล้วต้องจ่ายเป็นหินลมปราณสามก้อน แต่สำหรับท่าน แค่ก้อนเดียวก็พอ ได้โปรดจำไว้ว่า ห้ามมีการต่อสู้กันในเมืองนี้ ผู้ฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงโดยสามสำนักใหญ่ ท่านอย่าได้ลืมเรื่องนี้นะ" มันยื่นส่งแผ่นไม้ให้เมิ่งฮ่าว


เมิ่งฮ่าวรีบขอบคุณมันและจ่ายหินลมปราณไปหนึ่งก้อน จากนั้นเขาก็คารวะด้วยการประสานมือ และผ่านประตูเมืองเข้าไป


เขารู้สึกเสียดายหินลมปราณอยู่เล็กน้อย ถึงมันจะเพียงแค่ก้อนเดียว แต่มันก็ยังคงเป็นเงินในความคิดของเมิ่งฮ่าว เขาอาจจะมีมากกว่าแปดพันก้อนในถุงเก็บสมบัติ แต่เขาก็มีความคุ้นเคยถึงความกระหายของกระจกทองแดงเกี่ยวกับหินลมปราณ และรู้ดีว่าจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้มากมายนัก


"ช่างเป็นค่าภาษีที่แพงอะไรเช่นนี้! ถ้าข้าไม่มีความจำเป็นต้องมาที่นี่ ข้าจะไม่จ่ายมัน" เขาเดินผ่านเข้าเมืองไปอย่างรวดเร็ว มองไปรอบๆเป็นช่วงเวลาพลบค่ำพอดี แต่ในเมืองก็ยังคงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่เดินไปมาอยู่ทุกที่ ท้องถนนก็เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านส่วนใหญ่ก็จะมีจุดเรืองแสงเปล่งประกายออกมาด้วยสีสันที่สดใส ด้วยการมองแค่ครั้งเดียวก็แน่ใจได้ว่านี่ไม่ใช่สถานที่ธรรมดาอย่างแน่นอน


ทุกคนเป็นผู้ฝึกตน เมื่อเขาเดินผ่านเข้าไปในเมือง เขาไม่เห็นคนธรรมดาแม้แต่คนเดียว อย่างไรก็ตาม ผู้ฝึกตนทั้งหมดนี่ก็อยู่ในขั้นการรวบรวมลมปราณกันทั้งสิ้น เมื่อกวาดมองไปในฝูงชน เมิ่งฮ่าวก็เห็นมีเพียงแค่สามคนที่เหมือนเขา ซึ่งอยู่ในระดับขั้นเจ็ด ส่วนใหญ่อยู่แค่ระดับหกหรือต่ำว่า


เมิ่งฮ่าวเดินไปตามถนนที่กว้างใหญ่สายหนึ่ง เพื่อมองหาร้านค้าที่ขายเม็ดยา เขาไม่ได้ต้องการที่จะซื้อมัน แต่อยากจะถามข้อมูลมากกว่า สามวันผ่านไป ช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น เมิ่งฮ่าวได้เดินสำรวจไปทั่วเมือง เข้าร้านขายเม็ดยาไปมากกว่าสามสิบร้าน


แต่เขาก็ได้แค่ข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของเม็ดยาไปแค่ แปดสิบหรือเก้าสิบชนิดในถุงเก็บสมบัติของเขาเท่านั้น และเมิ่งฮ่าวก็ตื่นเต้นมากเกี่ยวกับเม็ดยาที่เขาได้เรียนรู้ ทุกเม็ดล้วนแต่มีราคาแพงมาก หนึ่งในนั้นเป็นเม็ดยาก่อตั้งลมปราณ ซึ่งมีค่าเท่ากับหินลมปราณห้าสิบก้อน ใช้ได้กับระดับเจ็ดของการรวบรวมลมปราณเท่านั้น


ในถุงเก็บสมบัติของเขา มีอยู่ทั้งหมดแปดเม็ด


"แย่มาก ยังมีเม็ดยาอีกมากมายหลายชนิด ที่ข้ายังคงไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมัน" ในวันที่สาม เมิ่งฮ่าวลังเลสักพัก แต่ในที่สุดก็เดินเข้าไปในอาคารที่ดูหรูหราเป็นอย่างยิ่ง ในเขตตะวันตกของเมือง


มันเป็นอาคารสูงสามชั้นและจุดเรืองแสงก็เปล่งประกายออกมาอย่างสวยงาม แม้จะอยู่ในที่ห่างไกล ก็สามารถเห็นแสงสว่างของมันได้ ก่อนหน้านี้ เมิ่งฮ่าวสังเกตเห็นว่าคนที่เข้าไปส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับหกของการรวบรวมลมปราณ แต่ก็มีบางคนอยู่ระดับแปดหรือเก้า และดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นอาคารเดียวที่พวกมันยินดีจะเข้าไป


เมื่อเขาเห็นชื่อของอาคารหลังนี้ ก็ทำให้เขาอยากจะเข้าไปข้างในมากยิ่งขึ้น


ไป่เจินเก๋อ (ศาลาร้อยสมบัติ)


ด้านในเต็มไปด้วยรั้วที่แกะสลักอย่างสวยงาม และพื้นหินอ่อน ทุกสิ่งดูเหมือนว่าจะทำขึ้นมาจากหยก และเมื่อเขาเดินเข้าไปด้านใน เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกถึงพลังลมปราณที่หนาแน่นพุ่งเข้ามาปะทะใบหน้า สิ่งของมากมายหลายชิ้นที่จัดวางเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ ก็ส่องประกายวาววับกระทบสายตาของเขา ขวดเม็ดยา กระบี่บิน ไข่มุก ธง และสิ่งของอื่นๆอีกมากมาย มองเห็นได้อยู่ในทุกที่


ไม่ค่อยมีผู้ฝึกตนอยู่ด้านในมากมายนัก ดังนั้นมันจึงค่อนข้างเงียบ พวกมันเดินไปรอบๆ แบ่งเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละสี่หรือห้าคน ทุกกลุ่มก็จะมีหญิงสาววัยเยาว์สวมใส่ชุดยาวสีชมพูเดินเป็นเพื่อน เสียงของหญิงสาวเหล่านั้นแผ่วเบาและฟังแล้วสบายใจ และพวกนางก็ตอบได้ทุกคำถามที่เกี่ยวกับสิ่งของหลายหลายเหล่านั้น


แต่ก็ไม่มีสิ่งของชิ้นใดเลยที่สร้างความสนใจให้เมิ่งฮ่าว ที่เป็นจุดสนใจของเขาจริงๆ แล้วอยู่ที่ชั้นสองที่ไกลออกไป ใกล้กับบันไดมีกระถางปรุงยาใบใหญ่มหึมาตั้งอยู่ กลุ่มควันรอยวนเวียนอยู่รอบๆกระถางใบนั้น และมีบุรุษวัยกลางคนในชุดยาวสีดำนั่งอยู่ข้างๆ มันนั่งขัดสมาธิ หลังตั้งตรง สีหน้าไร้ความรู้สึก หลับตาและฝึกสูดลมหายใจอยู่


พลังมากมายกระจายออกมาจากร่างของมัน แต่ยากที่จะรู้สึกได้ ถ้ามันต้องการปกปิด แต่ถ้าไม่ อาคารทั้งหลังนี้อาจจะพังทะลายลงมาก็เป็นได้


"ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ…" ม่านตาของเมิ่งฮ่าวหดแคบลง บุรุษวัยกลางคนผู้นี้แผ่กระจายรังสีชนิดเดียวกับของท่านผู้อาวุโสโอวหยางออกมา ทำให้เมิ่งฮ่าวสังเกตเห็นได้ในทันทีว่า มันเป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับขั้นพื้นฐานลมปราณ ซึ่งสูงกว่าทุกคนที่อยู่ในที่นี้


"ข้าอยากจะรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ข้าจะมีโอกาสได้เป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับขั้นพื้นฐานลมปราณ" หลังจากที่เขามีประสบการณ์ในสำนักเอกะเทวะในตอนนั้น จิตใจของเขาก็เต็มไปด้วยความตั้งใจที่จะกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง ตอนนี้ เขาก้มหน้าลงต่ำ แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความยืนกรานดื้อรั้น ความตั้งใจของเขารุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม


"ด้วยการใช้วิธีการของคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ เมื่อก้าวถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ ก็จะเป็นขั้นพื้นฐานไร้ตำหนิ ซึ่งมีความแข็งแกร่งยิ่งกว่ารอยร้าวลมปราณ หรือ แยกส่วนลมปราณมากนัก ข้าจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดท่ามกลางผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ"


เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆและเงยหน้าขึ้น หญิงสาวในชุดยาวสีชมพูเดินเข้ามาหาเขา หน้าตาสวยงาม และมีรอยยิ้มที่ผ่อนคลายบนใบหน้า นางต้อนรับเมิ่งฮ่าวด้วยการก้มตัวลงเล็กน้อย ทำให้ด้านหน้าของชุดยาวตกลงมา เผยให้เห็นถึงความอ่อนนุ่มสีขาวอันอุดมสมบูรณ์ปรากฎออกมา


"พี่ท่านเต๋า ต้องการให้ช่วยหรือไม่?" นางกล่าว


ใบหน้าของเมิ่งฮ่าวก็เปลี่ยนเป็นสีแดงในทันที และเขาก็พึมพำกับตัวเองว่า ไม่ควรที่จะไปมองสิ่งที่ไม่ควรมองเลย แม้จะมีความมุ่งมั่นเช่นนี้ แต่สายตาของเขาก็มองต่ำลงไปอย่างช่วยไม่ได้ และจิตใจของเขาก็เริ่มเต้นรัว ถึงแม้ว่าเขาได้อยู่ในสำนักเอกะเทวะมาสามปี แต่เขาก็ไม่เคยใช้เวลากับศิษย์สตรีคนไหนนอกจากศิษย์พี่หญิงสวี่ สำหรับสิ่งที่เขาได้เห็นในตอนนี้ เขาก็ไม่เคยได้เห็นแบบนี้มาก่อนในชีวิต ปกติสีผิวบนใบหน้าของเขาค่อนข้างคล้ำเล็กน้อย แต่ในตอนนี้ก็ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าเป็นสีอะไรกันแน่


"ท่านมีแผ่นหยกที่สามารถอธิบายเกี่ยวกับรายละเอียดของเม็ดยาหรือไม่?" เขาถามพร้อมกับส่งเสียงกระแอมไอแห้งๆออกมา พยายามที่จะปกปิดความเอียงอายของเขาเอาไว้


ถึงหญิงสาวผู้นี้จะอายุยังเยาว์ แต่ด้วยหน้าที่การงานก็ทำให้นางค่อนข้างจะมีประสบการณ์ ทำให้รู้สึกได้ในทันทีถึงความประหม่าเขินอายของเมิ่งฮ่าว และรู้สึกว่ามันตลกนิดหน่อย ในตลอดสายตาของนาง ก็ได้เห็นลูกค้ามากมายหลายหลาก แต่มีส่วนน้อยที่เป็นเช่นเมิ่งฮ่าว นางถอยหลังและส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มและโน้มตัวเข้าไปใกล้เขามากยิ่งขึ้น ทำให้เขาสูดได้กลิ่นหอมจากตัวนาง


เมื่อกลิ่นหอมโชยมาแตะจมูก ใบหน้าของเมิ่งฮ่าวก็ยิ่งแดงมากขึ้น ดวงตาของเขาไม่มีวี่แววของความใคร่ แต่เบิกกว้างและใสกระจ่างมากกว่า พื้นฐานของเขาเป็นคนที่ไม่มีความต้องการในเรื่องของชู้สาวอยู่แล้ว เขาแค่ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับหญิงสาวเท่านั้น จึงทำให้ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเช่นนี้


"แน่นอน เรามีแผ่นหยกที่เกี่ยวกับเม็ดยา" หญิงสาวกล่าวพร้อมกับขยิบตาให้ "โปรดตามผู้น้อยมา พี่ท่านเต๋า" นางพบว่าอาการประหม่าเขินอายที่เพิ่มขึ้นของเขา ช่างน่ารักเป็นอย่างยิ่ง นางหันหลังกลับ เอวบิดพลิ้วไหว รูปร่างโค้งเว้าของนางน่าดูยิ่ง เมิ่งฮ่าวจำต้องดูอย่างช่วยไม่ได้ และจิตใจของเขาก็เริ่มเต้นรัวขึ้นอีกครั้ง ด้วยรอยยิ้มอันขมขื่นเขาถอนหายใจออกมาเบาๆ และรีบเดินตามไป


หญิงสาวนำเขาไปยังชั้นที่ขัดกันเป็นตารางตาข่าย ซึ่งวางเต็มไปด้วยชิ้นหยกมากมายหลายชนิด ท่ามกลางชิ้นหยกพวกนั้น บนชั้นสีขาว มีแผ่นหยกสามชิ้น จารึกด้วยตัวอักษร ซานเหมยอวี้ (สามแผ่นหยก) "นี่เป็นแผ่นหยกที่ใช้แนะนำถึงเม็ดยาเกือบทุกชนิดที่หาได้ในแคว้นจ้าวแห่งนี้ แต่ก็เป็นแผ่นที่คัดลอกมา ดังนั้นเนื้อหาด้านในค่อนข้างจะไม่ค่อยชัด"


เมื่อนางเห็นเมิ่งฮ่าวยกมือขึ้นมาจะหยิบแผ่นหยกนั้น หญิงสาวก็ยิ้มและเอ่ยขึ้น "ท่านไม่สามารถดูมันได้จนกว่าจะซื้อมันไป ซานเหมยอวี้ ราคาหนึ่งร้อยหินลมปราณ" เมื่อนางยิ้ม ลักยิ้มอันสวยงามก็ปรากฎขึ้นสองข้างแก้ม เมื่อนางมองไปที่เมิ่งฮ่าว ก็คิดไปว่า ถึงแม้ว่าใบหน้าของเขาค่อนข้างคล้ำไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีเสน่ห์ของความเป็นนักศึกษาและความอ่อนเยาว์อยู่


เมื่อกลิ่นหอมในตัวหญิงสาวกระจายไปรอบๆตัวเมิ่งฮ่าว เขาก็ดึงมือกลับมาและบังคับตัวเองให้มองไปที่แผ่นหยกสามชิ้นนั้น ดูเหมือนว่ามันจะแพงมากไปหน่อย และเขาก็ลังเลที่จะจ่ายหินลมปราณมากมายปานนั้นไป


"มีสิ่งอื่นที่ให้ข้อมูลได้มากกว่านี้อีกหรือไม่?" เขาถามหลังจากผ่านไปสักพัก กัดฟันแน่น จุดประสงค์หลักที่เขามาที่นี่ก็เพื่อที่จะซื้อแผ่นหยกแบบนี้


"มีแน่นอน!" หญิงสาวตอบพร้อมกับขยิบตาให้เขาอีกครั้ง "โปรดตามผู้น้อยมา" นางนำเมิ่งฮ่าวไปอีกมุมหนึ่ง จากนั้นก็ชี้ไปที่แผ่นหยกบนชั้นวางของ มันมีรอยร้าวเล็กๆอยู่ด้วย


"นี่ไม่ใช่แผ่นคัดลอก มันเป็นแผ่นหยกโบราณซึ่งบันทึกข้อมูลของเม็ดยามากมายหลายชนิดของดินแดนด้านใต้ ทั้งมีข้อมูลเกี่ยวกับเม็ดยาพิษและวิธีการขจัดไว้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีภาพที่เด่นชัดของเม็ดยาจริงอยู่อีกด้วย แต่เสียดายที่มันมีรอยร้าว และอาจจะแตกหักไปในไม่ช้า ท่านสามารถอ่านมันได้แค่สี่หรือห้าครั้งเท่านั้น"


เมื่อได้ยินคำพูดของนาง จิตใจของเมิ่งฮ่าวก็สั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น เขาต้องการมัน ไม่ใช่สำหรับการใช้ในระยะยาว แต่เพื่อที่จะแก้ปัญหาสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ของเขา


"พี่ท่านเต๋า ผู้น้อยหวังว่าท่านคงไม่ถือสา" หญิงสาวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม โน้มตัวเข้ามาใกล้ และพูดเสียงแผ่วเบา "ราคาของชิ้นนี้คือสองร้อยหินลมปราณ ท่านคงเข้าใจได้ว่าถ้ามันไม่มีรอยร้าว มันก็จะมีค่ามากกว่าหนึ่งพัน ถ้าท่านต้องการมันจริงๆ ผู้น้อยสามารถช่วยลดราคาให้ท่านได้ แต่… ท่านจะตอบแทนข้าอย่างไร?"


ตอนที่ 54: สหายเก่าจากสำนัก


"ข้า… ข้าเป็นเพียงนักศึกษา…" เมิ่งฮ่าวอ้าปากค้าง ไม่แน่ใจว่าจะตอบอย่างไรดี เมื่อเขาได้ไปซื้อสิ่งของในเมืองหยุนเจี๋ย เขาไม่เคยได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์เช่นนี้ ที่จะมีหญิงสาวหน้าตาสวยงามส่งยิ้มอันหวานหยดย้อยมาให้เขา ทันใดนั้นสีแดงก็กระจายไปทั่วใบหน้าของเขาอีกครั้ง ทำให้เขาดูมีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง


เมื่อได้เห็นท่าทีประหม่าเขินอายของเมิ่งฮ่าว หญิงสาวนางนั้นก็เอามือปิดปากและส่งเสียงหัวเราะอันแผ่วเบาออกมา นางหันหลังกลับ เอวของนางก็บิดส่ายอย่างน่าดู เมื่อนางเดินไปที่กระถางปรุงยา นางก้มหน้าลงไปพูดกับบุรุษวัยกลางคนซึ่งนั่งเข้าฌาณอยู่ตรงนั้น


เมื่อนางเดินกลับมา ก็ขยิบตาให้เมิ่งฮ่าว "หนึ่งร้อยเจ็ดสิบหินลมปราณเป็นอย่างไร?"


"ขอบคุณท่านมาก สหายเต๋า" เมิ่งฮ่าวกล่าว สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดูมีความพอใจที่ประหยัดหินลมปราณได้บ้าง เขารีบคารวะด้วยการประสานมือ


"ท่านสามารถเรียกข้าว่าเจี่ยเจี่ย (พี่สาว)" หญิงสาวกล่าว ยื่นแผ่นหยกส่งให้เมิ่งฮ่าว


เขารับมันไว้ จากนั้นก็แผ่พลังลมปราณเข้าไปเล็กน้อย ทันใดนั้นรูปมากมายก็ปรากฎขึ้นในจิตใจ เขามองมันด้วยความกระหาย สังเกตเห็นว่ามีรูปของสามเม็ดยาที่อยู่ในถุงเก็บสมบัติของเขาด้วย เขาหยิบหินลมปราณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบก้อนออกมา และยื่นส่งให้นาง จากนั้นก็ประสานมือคารวะเตรียมตัวจะจากไป หญิงสาวก็ถอนหายใจออกมา และเดินตามเขาไปตลอดทางจนถึงประตู


"เจี่ยเจี่ยเรียกว่าเฉี่ยวหลิง" นางกล่าว ดวงตาเต็มไปด้วยความน่าสนใจ "จำไว้ว่าให้ถามหาเจี่ยเจี่ยครั้งต่อไปถ้าท่านมาอีกนะ" นางมองไปที่เขาจากบนลงล่างขณะที่พูด ดวงตาของนางมีเสน่ห์และเต็มไปด้วยความหมาย เมิ่งฮ่าว ใบหน้าแดงเรื่อ คารวะนางและล่าถอยออกไปเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้


หัวใจของเขาเต้นเป็นรัวกลองเมื่อจากไป และกว่าจะระงับสติอารมณ์ได้ก็ต้องใช้เวลาเป็นนาน เขามองกลับไปที่ไป่เจินเก๋อ (ศาลาร้อยสมบัติ) ก็ได้เห็นเฉี่ยวหลิงยืนอยู่ที่นั่นส่งรอยยิ้มอันอ่อนโยนมาให้เขา


เขารู้สึกประหม่าเขินอายมากยิ่งขึ้น นางกำลังลวนลามเขา! (ทางสายตา)


เขาไม่เคยมีประสบการณ์ความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เลวร้ายนัก และจริงๆแล้วเขาก็มีความสุขกับมันเล็กน้อย กระแอมไออีกครั้ง เขาก้มหน้าและเดินต่อไป


ในตอนนี้ มีกลุ่มบุคคลโผล่ออกมาจากชั้นสองของไป่เจินเก๋อ มีทั้งหมดเจ็ดหรือแปดคน รวมทั้งบุรุษและสตรี ขณะที่พวกมันเดินก็พูดคุยกันไปด้วย ท่ามกลางกลุ่มของพวกมัน มีบุรุษหนุ่มสวมใส่ชุดยาวสีฟ้าอ่อน เดินอยู่ด้านหลัง มันดูเหมือนจะไม่ใช่คนในกลุ่ม แต่เป็นผู้ติดตามมากกว่า


เมื่อบุคคลกลุ่มนั้นเดินออกจากไป่เจินเก๋อ บุรุษหนุ่มผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้น และบังเอิญมองไปเห็นเมิ่งฮ่าวพอดี


"เมิ่งฮ่าว!" มันแผดเสียงออกมา ทำให้บุรุษและสตรีกลุ่มนั้นเกิดความสนใจขึ้นมา เช่นเดียวกับเมิ่งฮ่าว ซึ่งได้หยุดเดินและมองกลับไป ก็ได้เห็นพวกมันทั้งหมดมองมาที่เขา


สีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยน แต่เกิดความรู้สึกขัดแย้งอยู่ในใจ บุรุษหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก โจวข่าย นั่นเอง อดีตศิษย์ของสำนักเอกะเทวะ พลังการฝึกตนของมันอยู่ที่ระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ ในวันที่สำนักล่มสลาย มันได้ถูกกลุ่มหมอกสีแดงม้วนกวาดออกไป และก็ได้เห็นมันในวันนี้


มันดูเหมือนว่าค่อนข้างจะแย่ คอยติดตากลุ่มบุคคลที่สวมใส่เสื้อผ้าลายปักราคาแพง พวกมันทั้งหมดมีบุคลิกคุกคามคน และหนึ่งในนั้นก็อยู่ในระดับเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ ที่เหลืออยู่ในระดับหก เห็นได้ชัดว่าพวกมันเป็นศิษย์ของสำนักใหญ่ในแคว้นจ้าวแห่งนี้


เห็นได้ชัดว่า โจวข่ายได้เข้าร่วมกับพวกมันหลังจากที่สำนักเอกะเทวะล่มสลายไป สำหรับมันที่มาเข้าร่วมกับกลุ่มบุคคลเช่นนี้ ก็แน่นอนว่ามันต้องมีสถานะเพียงแค่เป็นผู้ติดตามเท่านั้น


เมิ่งฮ่าวพยักหน้าให้มัน แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาหันหลังกลับและเตรียมตัวจากไป


"มันเป็นใคร?" บุรุษหนุ่มที่ยืนข้างโจวข่ายถามขึ้น มันกล่าวเสียงเบา แต่สำเนียงของมันเต็มไปด้วยความอวดดีและหยิ่งยโส มันสวมใส่ชุดยาวที่งามอร่ามและถือพัดอยู่ในมือ มันอยู่ในระดับเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ และพวกที่ยืนอยู่รอบๆพวกมัน ก็เริ่มกระซิบกันและมองมา


"ท่านพี่ซุน นี่เป็นศิษย์ของอดีตสำนักของข้า" โจวข่ายกล่าว รีรอไม่ยอมเอ่ยชื่อของเมิ่งฮ่าว หรือสถานะของเขาในสำนักออกมา


"เมิ่งฮ่าว… ชื่อนั้นช่างคุ้นหูนัก"


"ข้าจำได้แล้ว" หนึ่งในหญิงสาวในกลุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับหัวเราะออกมา "มันเป็นศิษย์เพียงคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ของสำนักเอกะเทวะ มันดูคล้ายกับภาพเหมือนที่วาดมาก"


สายตาของพวกที่มุงดูอยู่รอบๆ ทันใดนั้นก็ส่องประกายออกมา บุคคลสองคนโถมออกไปขวางทางเมิ่งฮ่าวไว้ ไม่กี่วันมานี้ในโลกแห่งผู้ฝึกตนของแคว้นจ้าว ได้เกิดข่าวลือที่สร้างความตกตะลึงให้กับทุกผู้คนไปทั่ว


สำนักเอกะเทวะได้ล่มสลาย ปรมาจารย์เอกะเทวะยังไม่ตาย และได้แสดงพลังทั้งหมด เพื่อปกป้องศิษย์สายในของสำนักที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว สร้างความขวัญหนีดีฝ่อให้กับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นจ้าว ทำให้เกิดความรู้สึกกลัวในส่วนลึก หลังจากที่พวกมันกลับมาจากเหตุการณ์นั้น ข่าวลือนี้ได้กระจายไปทั่วทั้งโลกแห่งการฝึกตนของแคว้นจ้าว


ข่าวลือนั้นยังบอกอีกว่า ท่านปรมาจารย์ได้ให้ของวิเศษอันล้ำค่า แก่ศิษย์สายในเพียงคนเดียวของท่าน เป็นสิ่งของที่มีพลังอำนาจมากจนสามารถเขย่าสวรรค์และสั่นพื้นปฐพี สังหารผู้ฝึกตนได้ทุกคน ข่าวลือนี้กระจายไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว และเมื่อได้ถามไปถึงศิษย์ของอดีตสำนักเอกะเทวะผู้นั้น ก็ทำให้ชื่อของมันถูกเปิดเผยขึ้นในที่สุด เมิ่งฮ่าว


ถ้าทุกสิ่งได้จบลงแค่นั้น เรื่องนี้ก็คงจะหายไปจากความทรงจำของทุกคนในไม่ช้า แต่หลังจากที่กลับมาจากสำนักเอกะเทวะ ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งพวกนั้นก็ตระหนักได้ถึงบางอย่าง ในตอนท้าย ดูเหมือนว่าพลังของปรมาจารย์เอกะเทวะได้เริ่มจางหายไป ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาถึงอารมณ์ที่เลื่องลือไปทั่วของปรมาจารย์เอกะเทวะ พวกมันทั้งหมดสามารถหนีจากมาได้อย่างไร โดยที่ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวถูกสังหาร?


การคาดเดาก็ได้เบ่งบานขึ้นตามธรรมชาติของมัน และผู้คนมากมายก็เริ่มมุ่งความสนใจไปที่ศิษย์สายในเมิ่งฮ่าวมากขึ้น สำนักใหญ่ทั้งสามได้มีคำสั่งไปว่าให้ศิษย์ทุกคนที่อยู่ภายนอกสำนัก พยายามค้นหาเมิ่งฮ่าวให้พบ ภาพเหมือนของเขาได้ถูกแจกจ่ายไปพร้อมกับคำสั่งนี้


ตอนนี้ ทุกคนไม่แน่ใจว่า ถึงแม้ปรมาจารย์เอกะเทวะยังคงมีชีวิตอยู่ แต่พลังการฝึกตนของท่านจะแข็งแกร่งเช่นเดิมหรือไม่? เมื่อเต็มไปด้วยความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามสำนักใหญ่ก็ได้ประกาศให้รางวัลกับศิษย์คนไหนก็ได้ ที่เมื่อได้เผชิญหน้ากับเมิ่งฮ่าวแล้ว สามารถที่จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับอานุภาพของ ของวิเศษที่เขาได้รับมา


เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่นั่น มองอย่างเย็นชาไปที่บุคคลสองคนที่ได้ขวางทางเขาอยู่ ได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลังขณะที่ยังมีอีกสี่คนได้มาขวางทางถอยของเขาไว้ ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ก็มีคนยืนขวางด้วยเช่นกัน ดูเหมือนว่าเขาถูกล้อมเรียบร้อยแล้ว


ด้านในของไป่เจินเก๋อ เฉี่ยวหลิงขมวดคิ้ว มองลงมา


"พวกท่านมีอะไรให้ข้าช่วย?" เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงเย็นชา เขาจ้องมองไปรอบๆ สีหน้าของเขาเฉยเมย สงบเงียบราวน้ำนิ่ง เขาดูมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม และระมัดระวังตัวอย่างเต็มที่


"ไม่มี" บุรุษหนุ่มในชุดหรูหราฟุ่มเฟือยกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม โบกพัดในมือไปด้วย "พวกเราเพียงแค่ได้ข่าวว่า เมิ่งฮ่าวได้ของขวัญมาจากปรมาจารย์เอกะเทวะ เมื่อได้มีโอกาสมาพบท่านในที่นี้ พวกเราก็หวังว่าจะได้เห็นมัน" ภายใต้รอยยิ้มของมันก็ส่องประกายความเย็นเยียบราวน้ำแข็งออกมา และจิตใจของมันก็เต็มไปด้วยความรอบคอบ ของวิเศษใดก็ตามที่มาจากปรมาจารย์เอกะเทวะ ควรที่จะปฏิบัติด้วยความความระมัดระวังตัวอย่างสูงสุด


แต่ พวกมันเป็นศิษย์ของสามสำนักใหญ่ ซึ่งอยู่ในสถานะอันสูงส่ง ดังนั้นถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวจะอยู่ในระดับเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ แต่พวกมันก็ยังคงรู้สึกว่าตัวเองอยู่เหนือเขา


"ถูกต้อง" บุคคลอื่นในกลุ่มที่อยู่รายรอบเขาพูดออกมา มันหัวเราะ "สหายเต๋าเมิ่ง เมื่อมีของวิเศษ ทำไมถึงไม่เอาออกมาให้พวกเราชมดู?" ในมุมมองของมัน เห็นได้ชัดว่าเมิ่งฮ่าวถูกโอบล้อมอย่างแน่นหนา ไม่มีทางที่จะหนีออกไปได้


เมิ่งฮ่าวยังคงดูสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย สองตาของเขาส่องประกายด้วยแสงเย็นเยียบ ปากของเขาแสดงถึงความเย้ยหยัน และทันใดนั้นเขาก็ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ ทำให้ผู้คนที่ล้อมเขาอยู่ต้องหลบออกไปด้านข้าง บางคนในกลุ่มพวกมันยังได้ดึงเอาอาวุธเวทออกมา


ลำแสงแวบออกมา และทันใดนั้น หอกเหล็กของเมิ่งฮ่าวก็ปรากฎขึ้นในมือ เขาปักมันลงไปบนพื้น แผ่พลังลมปราณบางส่วนเข้าไป ทำให้มันดูเหมือนว่าเป็นอาวุธที่มีอานุภาพอันเกรียงไกร เกิดเสียงดังกระหึ่มออกมา สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ว ทำให้กลุ่มคนที่ล้อมอยู่รอบๆ ต้องถอยหลังออกไปโดยไม่รู้ตัว พวกมันจ้องไปที่หอกเล่มนั้น


"ใครที่ต้องการตาย ก็เข้ามาดูใกล้ๆ" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา ถอยหลังไปสองก้าว และโบกสะบัดชายแขนเสื้อ เขาดูเหมือนว่าจะมีความเชื่อมั่นอย่างเหลือล้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาและริมฝีปากที่แสดงท่าทีเยาะเย้ยออกมา ราวกับว่าเขารู้ดีว่าใครก็ตามที่พยายามจะเข้าไปดูใกล้ๆ ต้องตายด้วยหอกนั่นอย่างแน่นอน


จริงๆแล้วที่เมิ่งฮ่าวถอยหลังไปสองเก้า ก็เพราะว่ามันทำให้เขาเข้าใกล้ประตูเมืองมากขึ้นกว่าเดิม ทันทีที่กลุ่มคนที่อยู่รอบๆ เดินตรงเข้าไปดูหอกใกล้ๆ เขาก็จะโจมตี จากนั้นก็รีบหนีไป อย่างไรก็ตาม เมืองนี้ได้ถูกควบคุมโดยสามสำนักใหญ่ ทำให้เขาคิดว่าไม่ควรจะสร้างปัญหาในที่นี้


ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ เมื่อพวกที่รายล้อมอยู่จ้องไปที่หอกเหล็กเล่มนั้น ในการมองครั้งแรก ก็ดูเหมือนว่าจะเหนือกว่าหอกทั่วไปเล็กน้อย พื้นผิวของมันปกคลุมไปด้วยรูปแบบการตกแต่งที่ดูซับซ้อน และส่องประกายแพรวพราวเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งมองดูมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกมหัศจรรย์ใจมากขึ้นเท่านั้น


มันส่องประกาย ส่วนปลายแหลมก็ส่องลำแสงออกมาทิ่มแทงดวงตาราวกับสายฟ้า


แม้แต่เฉี่ยวหลิง ที่ยืนอยู่บนไป่เจินเก๋อ ก็จ้องไปที่หอกเล่มนั้นอย่างช่วยไม่ได้ มีหญิงสาวปรากฎตัวรอบๆนางมากขึ้น ทั้งหมดจ้องลงไปยังเบื้องล่าง


หลังจากที่มองไปที่หอกเล่มนั้นได้สักพัก ศิษย์หลายคนจากสำนักใหญ่ก็ขมวดคิ้ว


"มันดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษพิสดาร มีแค่เครื่องหมายแปลกๆบนผิวมัน ดูเหมือนว่าไม่มีรูปแบบเวทอาคมกำกับมันอยู่เลย…"


บุรุษหนุ่มชุดยาวหรูหราพร้อมพัดก็ขมวดคิ้วด้วยเช่นกัน "นั่นเป็นของวิเศษที่ถูกให้มาโดยปรมาจารย์เอกะเทวะ?" หลังจากที่ตรวจสอบหอกเล่มนั้น มันก็หัวเราะออกมา จากนั้นก็กวักมือเรียกโจวข่ายให้ก้าวเท้าออกไป


ในตอนนี้ เสียงฝีเท้ามากมายก็ได้ยินมาจากด้านนอกของประตูด้านตะวันออก สร้างความสนใจให้กับกลุ่มคนที่ล้อมรอบบริเวณนั้น ดวงตาของเมิ่งฮ่าวสาดประกายออกมา จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว กลุ่มที่อยู่ด้านนอกประตูด้านตะวันออก เป็นกลุ่มผู้ฝึกตนในชุดขาวประมาณสิบคนหรือมากกว่านั้น บางคนก็ดูคุ้นตา และเมื่อเขาเห็นสีของชุดยาวของพวกมัน เขาก็รู้ว่าพวกนี้เป็นศิษย์ของสำนักใหญ่ที่ได้อยู่ในการทดสอบของวันนั้น


เมื่อเขามองเห็นพวกมันผ่านประตูตะวันออกเข้ามา ก็ตระหนักได้ว่าเส้นทางหนีของเขาได้ถูกปิดกั้นเรียบร้อยแล้ว เขาขมวดคิ้วลึกลงไปอีก และมือของเขาก็ค่อยๆวางต่ำลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ


บุรุษหนุ่มชุดหรูหราและมีพัดในมือ ก็มองไปที่กลุ่มผู้ฝึกตนชุดขาวเหล่านั้น และดวงตาของมันก็ส่องประกาย สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความนับถือ มันประสานมือในท่าคารวะ และกล่าว "ท่านพี่จากสำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) ผู้ต่ำต้อย ซุนหัว จากสำนักฉือสุ่ย (สายน้ำหมุน) ขอคารวะ สหายเต๋า"


เมื่อได้ยินดังนี้ ความหวาดกลัวก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของกลุ่มผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ พวกมันปฏิบัติตามบุรุษหนุ่มชุดหรูหราเมื่อเห็นมันคารวะผู้ฝึกตนในชุดขาว พวกมันเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงจากสำนักอื่นๆ และปกติแล้วก็มีสถานะที่สูงส่งในแคว้นจ้าว แต่เมื่อมาพบกับศิษย์ที่มาจากสำนักที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงจากดินแดนด้านใต้ ก็ต้องยอมก้มหัวลงในทันที สีหน้าของพวกมันก็เปลี่ยนเป็นนอมน้อมและมีมารยาทในทันใด


ในเร็วๆนี้ พวกมันได้รับแผ่นหยกจากสำนักของพวกมัน ตักเตือนว่าถ้าพวกมันได้พบเจอศิษย์ชุดขาวจากสำนักจื่อยิ่นแห่งดินแดนด้านใต้ ก็ห้ามไม่ให้ไปตอแยหาเรื่องด้วย


เมื่อกลุ่มผู้ฝึกตนชุดขาวเข้ามาภายในเมือง พวกมันเห็นศิษย์ของแคว้นจ้าว แต่ไม่สนใจพวกนั้นโดยสิ้นเชิง เมื่อได้ยินเสียงบอกว่าพวกมันเป็นใคร ก็ทำให้สองคนในกลุ่มนั้นต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ สายตาของมันสองคนมองกวาดไปรอบๆ จากนั้นก็ตรงมาที่หอกเหล็กที่ปักอยู่บนพื้น มันทั้งสองหยุดเคลื่อนไหวในทันที


ศิษย์คนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังได้เห็นฉากนี้ก็มองดูด้วยความประหลาดใจ สายตาตื่นเต้นของพวกมันก็ส่องประกายจ้องไปที่ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าวทั้งหมดนั้น


ตอนที่ 55: ก้าวร้าวเอาแต่ใจ


ความสลดใจแวบผ่านดวงตาของเมิ่งฮ่าว เขาถูกโอบล้อมไว้ด้วยศิษย์จากหลายสำนักของแคว้นจ้าว และผู้ฝึกตนในชุดขาวซี่งเพิ่งจะมาถึงจากทางประตูตะวันออก ถ้าเขาไปกระตุ้นความสนใจของพวกที่มาจากสามสำนักใหญ่ภายในเมืองนี้ โอกาสที่เขาจะหนีไปได้ก็คงจะมีน้อยมาก


เมื่อศิษย์ของสำนักในแคว้นจ้าว เห็นศิษย์ของสำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) เดินเข้ามา ความตื่นเต้นก็ปรากฎบนใบหน้าของพวกมัน ถ้ามีโอกาสเป็นสหายกับศิษย์สำนักจื่อยิ่น ก็จะช่วยเพิ่มชื่อเสียงในสำนักของพวกมันแต่ละคนได้ และจะช่วยเอื้อประโยชน์อย่างใหญ่หลวงในความก้าวหน้าต่อไป


พวกมันทั้งหมดกำลังคิดว่าศิษย์สำนักจื่อยิ่นไม่สนใจพวกมัน แต่กลับกลายเป็นว่าจริงๆ แล้วศิษย์สำนักจื่อยิ่นกำลังเข้ามาใกล้พวกมันมากยิ่งขึ้น


"ท่านพี่ซุน เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่ว นั่นต้องเป็นเหตุผลที่ทำไมพวกมันถึงได้เปลี่ยนท่าที"


"ใช่แล้ว เขาเป็นญาติกับผู้อาวุโสในสำนักฉือสุ่ย (สายน้ำหมุน) พลังการฝึกตนของเขาก็ไม่ธรรมดา ศิษย์สำนักจื่อยิ่นคงต้องเปลี่ยนท่าทีเพื่อรักษาหน้าเขาไว้บ้าง"


ศิษย์สำนักจื่อยิ่นเดินเข้ามาทีละคน รอยยิ้มประจบสอพลอก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของศิษย์สำนักในแคว้นจ้าวที่ยืนอยู่รอบๆบริเวณนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุรุษหนุ่มในชุดหรูหรา มันรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นและมากขึ้น เมื่อได้ยินเสียงกระซิบของพวกที่มุงดูอยู่รอบๆนั้น


มันเต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ ดูเหมือนว่าในที่สุดมันก็เป็นที่รู้จักพอสมควร พอที่จะเป็นสาเหตุให้ศิษย์สำนักจื่อยิ่นต้องเดินเข้ามาหา เรื่องนี้ต้องมีการถูกพูดถึงในเร็วๆนี้ และแพร่หลายออกไปไกลอย่างแน่นอน และชื่อเสียงในสำนักของมันก็ต้องเปลี่ยนไปในทันที นามของมันต้องเป็นที่รู้จักกันไปทั่วทั้งโลกแห่งการฝึกตนในแคว้นจ้าวนี้เป็นแน่


สำหรับเมิ่งฮ่าว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้เหมือนกับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด เขายิ้มราวกับว่าไม่ได้สนใจอะไรเลย เมื่อบุรุษหนุ่มในชุดหรูหราขยับตัวไปข้างหน้าคารวะกลุ่มศิษย์ชุดขาว ศิษย์สำนักในแคว้นจ้าวทั้งหมดก็ทำตาม และศิษย์สตรีในกลุ่มของพวกมันก็ดูจะตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ


ดวงตาของเมิ่งฮ่าวเปล่งประกาย เขาดึงหอกเหล็กออกมาจากพื้น และหมุนตัวจะจากไป


"ท่านพี่เต๋าจากสำนักจื่อยิ่น ข้า ซุน ขอถือโอกาสเลี้ยงต้อนรับทุกท่านที่ เฟิ่งเทียนโหลว (เหลาวิหคเพลิงสวรรค์)" ซุนหัวกล่าว สีหน้าของมันดูตื่นเต้นและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง "สหายศิษย์จากแคว้นจ้าว กรุณาให้เกียรติข้ามาร่วมเลี้ยงต้อนรับเหล่าท่านพี่จากสำนักจื่อยิ่นด้วย" กลุ่มผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านหลังมันนึกภาพในใจได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับท่าทางตื่นเต้นของมัน ก็เห็นได้ชัดว่ามันเป็นผู้นำของกลุ่มศิษย์จากแคว้นจ้าวเหล่านี้


ถึงแม้ว่าขณะที่คำพูดได้ออกมาจากปากของมัน และมันกำลังโค้งตัวคารวะด้วยการประสานมือ กลุ่มศิษย์สำนักจื่อยิ่นก็ได้เดินผ่านมันไป ไม่แม้แต่จะชายตาเหลือบแลมัน พวกศิษย์สำนักจื่อยิ่นทั้งหมดเดินผ่านกลุ่มศิษย์จากแคว้นจ้าวไปโดยไม่มองมาแม้แต่น้อย รีบเร่งเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว


ปากของซุนหัวปิดลงเมื่อมันได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เช่นเดียวกับศิษย์คนอื่นๆของแคว้นจ้าวซึ่งได้ปฏิบัติตามมัน


ในเวลาเดียวกันนั้น บุคคลที่เป็นหัวหน้ากลุ่มของศิษย์สำนักจื่อยิ่น ก็ได้ส่งเสียงหัวเราะอย่างเป็นมิตรออกมา


"สหายเต๋า กรุณารอสักครู่" มันกล่าว "ท่านพี่ ท่านเพิ่งจะมาจากภูเขาสมบัติใช่หรือไม่? ท่านมีบุคลิกที่โดดเด่น พวกเราทุกคนที่ได้เห็นการกระทำของท่านบนภูเขานั้น รู้สึกนับถือเป็นอย่างยิ่ง ข้านามว่า เชียนสุ่ยเหิน จากสำนักจื่อยิ่น ขอคารวะสหายเต๋า ข้าขอบังอาจถามนามของท่านที่นับถือ?"


"สหายเต๋า พวกเรากำลังตามหาท่าน" อีกคนกล่าว "พวกเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า จะได้พบกับท่านในที่นี้ ฮา ฮา ฮา! ถ้าสหายเต๋ายังพอมีเวลา ข้าจะส่งใครสักคนไปจัดเตรียมโต๊ะอาหาร ข้านามว่า หลู่ซ่ง จากสำนักจื่อยิ่น ได้โปรดให้เกียรติข้าเป็นเจ้ามือเลี้ยงท่านสักมื้อ"


ท่ามกลางกลุ่มศิษย์สำนักจื่อยิ่นทั้งสิบคนหรือมากกว่านั้น ทั้งสองคนนี้เป็นผู้ที่มีพลังการฝึกตนสูงสุด พวกมันอยู่ที่ระดับขั้นแปดของการรวมรวมลมปราณ พวกมันรีบเดินไปอยู่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าวขวางทางไว้พร้อมด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม พูดจาด้วยความสุภาพอย่างสูงสุด และเมื่อพวกมันเดินเข้ามาใกล้ ก็คารวะด้วยการประสานมือ เมื่อศิษย์ของแคว้นจ้าวได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สีหน้าของพวกมันก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเลื่อมใส


ร่องรอยการขมวดคิ้วเกือบจะมองไม่เห็นปรากฎอยู่บนใบหน้าของเมิ่งฮ่าว แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว เขายิ้มและคารวะด้วยความสุภาพกลับไป เขาพึมพำชื่อของตัวเองออกมาอย่างแผ่วเบา ซึ่งเขารู้ว่าถึงแม้เขาจะไม่ได้พูดให้ได้ยินโดยชัดเจน กลุ่มบุคคลพวกนี้ก็สามารถที่จะค้นหาเขาได้อย่างง่ายดาย ถ้าพวกมันต้องการ


กลุ่มศิษย์จากแคว้นเจ้ามองดูด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ศีรษะของพวกมันหมุนงุนงง เมื่อได้เห็นกลุ่มศิษย์สำนักจื่อยิ่นพูดคุยกับเมิ่งฮ่าวเช่นนี้


โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับซุนหัว ซึ่งมีใบหน้าที่เปลี่ยนไปตามความรู้สึกที่หลากหลาย มันถูกเหยียดหยาม และแน่นอนว่ามันก็ได้มองไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อด้วยเช่นกัน


มันรู้ว่าผู้ฝึกตนชุดขาวกลุ่มนี้มาจากสำนักจื่อยิ่นในดินแดนด้านใต้ ซึ่งมักจะอวดดีและหยิ่งยโส คิดว่าตัวพวกมันเองดีเลิศไร้ที่เปรียบในโลกแห่งนี้ แต่ถึงกระนั้น พวกมันก็ยังแสดงท่าทีสุภาพเป็นอย่างยิ่งต่อเมิ่งฮ่าว และดวงตาของพวกมันก็เต็มไปด้วยความเลื่อมใส


ถึงแม้ว่ามันไม่ค่อยมั่นใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เหงื่อเย็นๆก็ไหลลงจากหน้าผากของมัน เมื่อมันเห็นคนกลุ่มนั้นแสดงท่าทีอันสุภาพเช่นนั้น มันตระหนักได้ว่าถ้ามันพยายามที่จะไปทดสอบหอกเล่มนั้นก่อนหน้านี้ มันก็คงต้องเสียหน้าเป็นอย่างมาก


มันไม่ใช่เป็นคนเดียวที่ตกใจ โจวข่ายที่มองดูอยู่ก็ต้องตกตะลึงเช่นเดียวกัน เดิมที มันรู้สึกเสียใจที่เรียกชื่อเมิ่งฮ่าวออกไป แต่เมื่อได้เห็นฉากที่ค่อยๆเกิดขึ้นนี้ ดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยความชื่นชมและยอมรับในตัวของเมิ่งฮ่าว


"ศิษย์พี่เมิ่งคู่ควรกับการเป็นศิษย์สายในจริงๆ มันเป็นเรื่องดีที่ข้าให้หินลมปราณเขาไปในตอนนั้น เมื่อสำนักล่มสลายลง พวกเราก็ถูกเตะออกมาราวสุนัขจรจัด แต่เขาก็ยังคงอยู่ดีมีสุขไร้ปัญหาใดๆทั้งสิ้น ซ้ำยังได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดีจากศิษย์ของ หนึ่งในสำนักที่ยิ่งใหญ่จากดินแดนด้านใต้อีกด้วย" โจวข่ายแอบถอนหายใจอย่างเงียบๆ


ด้านบนใน ไป่เจินเก๋อ (ศาลาร้อยสมบัติ) เฉี่ยวหลิงกระพริบตาไปมาอยู่ชั่วครู่ มองไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อศิษย์สำนักจื่อยิ่นรายล้อมเมิ่งฮ่าว และเห็นเขาพูดอย่างใจเย็นกับพวกมัน หญิงสาวยังไม่ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ระหว่างนางกับเมิ่งฮ่าว เมื่อได้เห็นเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกสนใจในตัวเขามากขึ้นกว่าเดิม


"ท่านพี่เมิ่ง" เชียนสุ่ยเหินกล่าว เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปที่หอกในมือของเมิ่งฮ่าว "นี่เป็นหอกวิเศษที่ท่านใช้จัดการพวกสัตว์อสูรบนภูเขาสมบัติใช่หรือไม่?" มันเพิ่งจะได้มองไปที่หอกในตอนนี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีคุณสมบัติที่พิเศษอะไรเลย แต่มันก็จำได้อย่างแม่นยำถึงการที่เมิ่งฮ่าวกวัดแกว่งหอกนี้ จนทำให้พวกสัตว์อสูรต้องหลั่งโลหิตออกมามากมายเพียงใด


"ใช่มันแน่นอน" หลู่ซ่งกล่าว หัวเราะขึ้นมา "ท่าทางอันองอาจของท่านบนภูเขาในวันนั้น สร้างความเคารพเลื่อมใสให้กับข้าอยางสุดซึ้ง ท่านพี่เมิ่ง ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธมัน"


ดวงตาของเมิ่งฮ่าวปรากฎประกายแปลกๆออกมา แต่เกิดขึ้นเพียงแวบเดียว เขายิ้มและพยักหน้า


"ใช่แล้ว นี่คือหอกที่ข้าใช้วันนั้นบนภูเขา" เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา


"มีเพียงหอกเล่มนี้ถึงจะเรียกได้ว่า ของวิเศษที่ทรงอานุภาพ" หลู่ซ่งกล่าว "ข้าเห็นท่านใช้มันสร้างบาดแผลให้กับสัตว์อสูรมากมาย จริงๆแล้วก็นับไม่ถ้วน ท่าทางอันองอาจของท่านได้วนเวียนอยู่ในจิตใจของข้าอยู่ตลอดเวลา" มันจ้องไปที่หอกด้วยสายตาอันลุกโชน จากนั้นมันก็มองอย่างเย็นชาไปที่เชียนสุ่ยเหิน และคนทั้งสองก็ถลึงตาใส่กัน เห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่ชอบซึ่งกันและกัน คนทั้งสองรู้ดีว่าต่างคนต่างก็ต้องการที่จะอยู่เหนือกว่าอีกฝ่าย


เมื่อศิษย์ของแคว้นจ้าวได้ยินเรื่องทั้งหมดนี้ พวกมันก็จ้องมองลงไปที่หอกเหล็ก ความตั้งใจเดิมของพวกมันก็คือการตรวจสอบอาวุธชิ้นนี้ของเมิ่งฮ่าว แต่ในตอนนี้ พวกมันไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอีกแล้ว ถ้าศิษย์สำนักจื่อยิ่นมั่นใจในอานุภาพของหอกเล่นนั้น มันก็ต้องเป็นของวิเศษอย่างแน่นอน


ดวงตาของซุนหัวเปล่งประกาย และมันก็ก้าวออกไปข้างหน้าสองสามก้าว จ้องไปที่หอกเหล็กเล่มนั้น


"อย่างไรก็ตาม ข้าจำเป็นต้อบอกกล่าว" หลู่ซ่งหัวเราะพร้อมกับส่ายหน้าไปมา "ท่านพี่เมิ่ง จริงๆแล้ว ท่านก็ได้สร้างความวุ่นวายให้กับการทดสอบของพวกเรา ท่านเอาเม็ดยา หินลมปราณ และของวิเศษจากภูเขาสมบัติไปมากมาย…" จากสีหน้าของมัน ดูเหมือนว่ามันไม่ได้สนใจมากนัก


"โอ นั่น…" เมิ่งฮ่าวหัวเราะ ถอยหลังไปสองสามก้าว


"ไม่เป็นไร" เชียนสุ่ยเหินพูด ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว สายตาจ้องไปที่หอก


"ภูเขาสมบัตินั่นเป็นของซ่งเหล่าไกว้ และท่านได้พูดไว้ว่า ใครก็ตามที่มีความสามารถ จะเอาอะไรไปก็ได้ตามที่ต้องการ จริงๆแล้ว ท่าทีอันองอาจของท่าน ก็ได้สร้างความรู้สึกประทับใจให้ข้าอย่างสุดซึ้งด้วยเช่นกัน แต่… ท่านพี่เมิ่ง สำหรับหอกเล่มนี้ ท่านยินดีที่จะขายมันหรือไม่? สำนักจื่อยิ่น ยินดีที่จะเสนอราคาอันยุติธรรมให้แก่ท่านอย่างแน่นอน!"


เนื่องจากเมิ่งฮ่าวถือหอกอยู่ในมือ ทำให้เชียนสุ่ยเหินไม่มีโอกาสที่จะตรวจสอบมัน และเพราะว่าเชียนสุ่ยเหินไม่ได้อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ มันจึงไม่มีจิตสัมผัส ดังนั้นมันจึงไม่มีทางที่จะสัมผัสถึงรายละเอียดของหอกเล่มนั้นได้


"อืม…" เมิ่งฮ่าวดูท่าทางลังเล


"ท่านพี่เมิ่ง" หลู่ซ่งเอ่ยขึ้น สองตาของมันเปล่งประกาย "หอกเล่มนี้สำคัญสำหรับพวกเราเป็นอย่างยิ่ง ได้โปรดตัดใจจากมันซะเถอะ!" มันรู้ว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ต้องบังคับให้เมิ่งฮ่าวเห็นด้วย หลังจากนั้นมันและเชียนสุ่ยเหินค่อยต่อสู้แย่งกันทีหลัง มันพูดไปก็ก้าวเท้าไปข้างหน้าสองสามก้าวด้วย ความก้าวร้าวเอาแต่ใจก็เต็มอยู่ในดวงตาของมัน


"ซ่งเหล่าไกว้ ปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความชั่วร้ายและไร้ความปราณีตลอดมา ท่านเอาสมบัติที่มีค่าอย่างมากของมันไปมากมาย ถ้าไม่ใช่เพราะว่าผู้อาวุโสอู๋ สำนักจื่อยิ่นของพวกเราฉุดดึงซ่งเหล่าไกว้ไว้ ท่านพี่เมิ่งก็อาจจะได้รับอันตรายแล้วในตอนนี้" เชียนสุ่ยเหินพูดสำทับไปอีกขั้น ท่าทางของมันก้าวร้าวเป็นอย่างยิ่ง ณ จุดนี้ มันไม่ได้ปกปิดพลังของมันอีกต่อไป และแสดงมันออกมาขณะที่พูดจาไปด้วย


ศิษย์สำนักจื่อยิ่นคนอื่นๆค่อยๆเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เกิดเป็นรูปวงกลมล้อมเมิ่งฮ่าวไว้ ดวงตาของพวกมันส่องประกายด้วยการตัดสินใจที่จะหยิบฉวยหอกเล่มนั้นมาให้ได้


"หอกเล่มนี้เป็นแค่อาวุธธรรมดาเท่านั้น" เมิ่งฮ่าวกล่าว มองไปรอบๆยังบุคคลที่รายล้อมเป็นรูปวงกลม จากนั้นก็หันกลับมาที่หลู่ซ่ง และเชียนสุ่ยเหิน พร้อมคิ้วที่ขมวดเป็นปม


"ท่านพี่เมิ่ง ไม่จำเป็นต้องกล่าวล้อเล่นเช่นนี้" หลู่ซ่งพูดพร้อมหัวเราะ สายตาของมันมองไปที่หอก "ข้ารู้ว่าข้าไม่ได้จำผิด นี่เป็นหอกที่ท่านเคยใช้ รอยบากที่ด้านนั้น ข้าเห็นมันอย่างชัดเจนในวันนั้น"


เมิ่งฮ่าวจ้องมองด้วยสีหน้าเหวอหวา ดูเหมือนว่าเจ้าผู้นี้ได้มองหอกเล่มนี้ได้อย่างละเอียดใกล้ชิดมากกว่าเขาซะอีก เขาไม่เคยได้สังเกตรอยบากใดๆทั้งสิ้นมาก่อน แต่เมื่อเขามองไปในตอนนี้ แน่นอนว่า มันมีอยู่จริงๆ


เมื่อหลู่ซ่งได้เห็นสีหน้าของเขา ก็ยิ่งทำให้มันมีความมั่นใจมากขึ้น ถึงแม้ว่าใบหน้ามันยิ้มแย้ม แต่ดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยความเย็นเยียบ มันถูกสั่งว่าห้ามสังหารเมิ่งฮ่าวเพื่อที่จะเข้าเป็นศิษย์สายใน แต่อาจใช้วิธีการอื่นๆได้ ดังนั้นมันจึงไม่ได้ยับยั้งชั่งใจ


"ถึงแม้มันจะเป็นแค่วัตถุธรรมดา พวกเราก็ยังต้องการที่จะซื้อมัน" เชียนสุ่ยเหินพูดอย่างน่ากลัว เสียงของมันเย็นชากว่าก่อนหน้านี้


"พวกเรามุ่งมั่นที่จะเอาหอกเล่มนี้มาครอบครองให้จงได้ ท่านพี่เมิ่ง ได้โปรดอย่าทำให้เรื่องมันยุ่งยากมากไปกว่านี้ มิฉะนั้น พวกเราจะไม่สบายใจ แช่นเดียวกับท่าน ท่านอาจจะมีหอกอยู่ในมือ แต่สำนักจื่อยิ่นก็เป็นหนึ่งในห้าของสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของดินแดนตะวันออก ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลจากที่นี่ แต่ความพลังอำนาจของพวกเรา ก็ยิ่งใหญ่กว่าที่ท่านจะคาดคิดได้ สหายเต๋า ยิ่งไปกว่านั้น… มันไม่ใช่พวกเราที่ต้องการหอกเล่มนี้ แต่เป็นผู้อาวุโสอู๋"


เมื่อได้ยินดังนี้ ศิษย์ของแคว้นจ้าวทั้งหมดก็มองหน้ากันไปมา สีหน้าของพวกมันแสดงถึงการเยาะเย้ยเมิ่งฮ่าว แต่พวกมันก็ยังคงรักษาความสงบเงียบต่อไป


ซุนหัวยิ้มกว้างเป็นพิเศษ การที่เชียนสุ่ยเหินช่วยพูดแบบนี้เป็นสิ่งที่ดี มันจะฉวยโอกาสเคลื่อนไหวในตอนท้ายเอง ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวจะมีหอกวิเศษ แต่เขาก็คงไม่กล้าที่จะต่อต้านสำนักใหญ่จากดินแดนด้านใต้อย่างแน่นอน


"ถ้าข้าไม่ตกลง ท่านจะบังคับข้าหรือไม่?" เมิ่งฮ่าวถาม จ้องไปด้วยสายตาที่เคร่งขรึมมากขึ้น


"สำนักของพวกเรา จะไม่แย่งชิงสิ่งของไปจากใคร" หลู่ซ่งกล่าวพร้อมหัวเราะไปด้วย "แต่ขอให้ท่านพี่เมิ่งช่วยพิจารณาให้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ท่านขัดใจพวกเราแล้วจะได้อะไรดีขึ้นมา? ยิ่งไปกว่านั้น… ถ้าพวกเราต้องการแย่งชิงหอกเล่มนี้จริงๆ พวกเราก็แค่ให้บุคคลอื่นช่วยทำให้ โดยที่พวกเราไม่ต้องทำอะไรเลย" มันมองไปที่ศิษย์ของแคว้นจ้าวที่ยืนอยู่ไม่ไกลและพยักหน้า ซุนหัวและคนอื่นๆก็ดูตื่นเต้นขึ้นมาในทันที


"ศิษย์พี่เมิ่ง ข้า… เชียน มีความเลื่อมใสในความสามารถของท่านบนภูเขาสมบัติเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้ากันอีกแล้ว ไม่ว่าท่านต้องการจะขายหรือไม่ขายหอกเล่มนี้ ท่านก็ต้องขาย!" ดวงตาของมันแฝงแววดุร้าย และพูดด้วยความเย็นชา


เมิ่งฮ่าวร้องคร่ำครวญอยู่ภายในใจ ถ้าคนกลุ่มนี้ต้องการจะสร้างปัญหาให้กับตัวเอง เขาก็จะไม่ห้ามมัน สีหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงไปมา และเขาก็ถอยไปด้านหลังอีกหลายก้าว พูดพึมกับตัวเอง จากนั้นก็กัดฟันจนแน่น เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ


"ศิษย์สำนักจื่อยิ่นที่นับถือ ถ้าพวกท่านต้องการที่จะซื้อหอกของข้าเล่มนี้จริงๆ ก็แจ้งราคามา" เมิ่งฮ่าวสะบัดชาแขนเสื้อ ปักหอกลงไปบนพื้น สีหน้าของดูเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด


ตอนที่ 56: ไม่ว่าท่านยินดีจะแลกหรือไม่ ท่านก็ต้องแลก!


เมื่อเมิ่งฮ่าวพูดขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างบริเวณนั้นก็เงียบลง สายตาของทุกคนพุ่งไปยังหอกเหล็กที่ปักอยู่บนพื้น


เชียนสุ่ยเหิน หัวเราะออกมาเสียงดัง ประสานมือคารวะเมิ่งฮ่าว


"เมื่อท่านพี่เมิ่งยินดีที่จะตัดใจจากของวิเศษชิ้นนี้ ข้า… เชียน ก็จะไม่ให้ท่านทำการค้าที่ขาดทุน" มันหยิบเอาถุงเก็บสมบัติออกมาและโยนลงไปบนพื้น "นี่เป็นหินลมปราณห้าร้อยก้อน!" เสียงกระทบกันดังออกมาเมื่อห้าร้อยหินลมปราณปรากฎขึ้น ก่อตัวเป็นภูเขาน้อยๆ


กลุ่มศิษย์แคว้นจ้าวที่อยู่ด้านข้าง มองมาด้วยความเบิกบานใจที่เห็นเมิ่งฮ่าวเคราะห์ร้าย หินลมปราณห้าร้อยก้อนไม่ใช่จำนวนที่เล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่จำนวนที่มากเท่าไหร่นัก ถ้าเขายอมแลกของวิเศษด้วยหินลมปราณจำนวนเท่านี้ เขาต้องกลายเป็นตัวตลกอย่างแน่นอน


พวกมันไม่ใช่เป็นกลุ่มเดียวที่คิดถึงเรื่องนี้ เมิ่งฮ่าวก็ขมวดคิ้วด้วย แต่มีความแตกต่างกัน คือ เขาคิดแตกต่างจากกลุ่มศิษย์แคว้นจ้าว ในการประเมินของเขา หอกเหล็กน่าจะมีค่าเพียงเงินสองแท่ง การแลกเปลี่ยนหอกเหล็กกับหินลมปราณห้าร้อยก้อน ก็หมายความว่าเขาจะได้กำไรอย่างแน่อน


"ท่านกำลังล้อข้าเล่น?" หลู่ซ่งกล่าว "อย่าได้ข่มเหงท่านพี่เมิ่งเช่นนี้ ท่านคิดว่าจะซื้อของวิเศษเช่นนั้นด้วยหินลมปราณแค่ห้าร้อยก้อน? ช้าจะซื้อมันด้วยหินลมปราณหนึ่งพันห้าร้อยก้อน!" ด้วยการแค่นเสียงอย่างเย็นชา และโบกสะบัดแขนเสื้อ ถุงเก็บสมบัติก็ปรากฎขึ้น เสียงกระทบกันมากกว่าเดิมก็ดังออกมา เมื่อหินลมปราณหนึ่งพันห้าร้อยก้อนโผล่ออกมา สูงเป็นกองพะเนินกว่าของเชียนสุ่ยเหิน สิ่งที่เห็นมันใหญ่โตซะจนทำให้ทุกคนกังวลด้วยความคาดหวัง


ศิษย์แคว้นจ้าวใจสั่นระรัว สำหรับพวกมัน หินลมปราณหนึ่งพันห้าร้อยก้อนช่างมากมายยิ่งนัก ถึงแม้ว่าพวกมันเป็นศิษย์ของสามสำนักใหญ่ มันก็ยังคงเป็นการยากที่จะรวบรวมให้ได้มากมายเช่นนี้ พวกมันมองไปร่างก็สั่นระริกไปด้วย แม้แต่ซุนหัวก็ดูเหมือนว่าจะสั่นด้วยความอยากได้


โจวข่ายที่ยืนอยู่ด้านหลังมันก็มองด้วยความตะลึง ความชื่นชมยกย่องในตัวเมิ่งฮ่าวของมันก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น และมันก็รู้สึกเสียใจลึกๆอยู่ภายใน มันไม่น่าจะเรียกชื่อของเมิ่งฮ่าวเลยเมื่อครู่นี้ มันถอนหายใจ คิดไปว่านี่เป็นความผิดของมัน ที่ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องถูกบังคับให้ขายของวิเศษเช่นนั้น


"ศิษย์น้องหลู่ ช่างมีความเก่งกล้าจริงๆ" เชียนสุ่ยเหินกล่าว ส่งสายตาเย็นชาไปที่หลู่ซ่ง มันมุ่งมั่นที่จะได้ของวิเศษชิ้นนี้ ในความคิดของมัน นี่เป็นตั๋วที่จะทำให้มันกลายเป็นศิษย์สายใน และมันจะไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะต้องจ่ายด่วยราคาเท่าไหร่ก็ตาม ณ ตอนนี้ คู่แข่งจริงๆของมันก็คือหลู่ซ่ง เห็นได้ชัดว่าคนทั้งสองไม่สามารถตกลงกันได้ในการได้มาซึ่งหอกเล่มนี้


"พวกเจ้าทั้งหมด! เอาหินลมปราณของเจ้ามาให้ข้า" เชียนสุ่ยเหินพูด หันไปมองศิษย์ร่วมสำนักห้าหรือหกคนด้านหลังของมัน "เมื่อกลับไปสำนัก ข้าจะหาวิธีจ่ายคืนให้พวกเจ้า" โดยไม่ลังเล พวกมันก็เปิดถุงเก็บสมบัติ และเอาหินลมปราณทั้งหมดออกมา


"หินลมปราณสองพันหนึ่งร้อยก้อน" เชียนสุ่ยเหินพูดเสียงเย็นชา ดูราวกับว่ามันไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย "ท่านพี่เมิ่ง นี่เป็นของทั้งหมดที่ข้ามี" มันมองอย่างเย็นชาไปที่หลู่ซ่ง


ใบหน้าของหลู่ซ่งบิดเบี้ยว หินหนึ่งพันห้าร้อยก้อนที่มันได้เสนอไปนั้น มันได้ยืมมาจากศิษย์ร่วมสำนักที่ยืนอยู่ด้านหลังของมัน เมื่อได้เห็นเชียนสุ่ยเหินให้มากกว่านั้น รวมถึงท่าทีลังเลของเมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น มันก็ตบลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ


"ท่านพี่เมิ่ง ข้าไม่มีหินลมปราณอีกแล้ว แต่ข้ามีเม็ดยา" ขวดใบหนึ่งปรากฎในมือของมัน "นี่เป็น เทียนสุ่ยตาน (เม็ดยาวารีสวรรค์) สามเม็ด เหมาะสำหรับผู้ฝึกตนทุกคนที่อยู่ในระดับขั้นแปดของการรวบรวมลมปราณหรือต่ำกว่าลงมา นี่เป็นเม็ดยาที่ดีที่สุดจากร้านขายยาสำหรับผู้ฝึกตนของสำนักจื่อยิ่น แต่ละเม็ดมีค่าเท่ากับหินลมปราณห้าร้อยก้อน"


ความอิจฉาที่ปรากฎขึ้นในดวงตาของศิษย์แคว้นจ้าวก็เริ่มรุนแรงมากขึ้น พวกมันรู้ดีว่าสรรพคุณของเม็ดยาวารีสวรรค์เป็นอย่างไร


ลมหายใจของซุนหัวเริ่มหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น มันเคยได้ยินผู้อาวุโสของสำนักพูดเกี่ยวกับเม็ดยาเทียนสุ่ยนี้ และรู้ว่ามันเป็นหนึ่งในสามของเม็ดยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในดินแดนด้านใต้ สำหรับผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับขั้นแปดของการรวบรวมลมปราณ แม้จะเป็นภายในสำนักจื่อยิ่นเองก็ตาม ศิษย์ที่โดดเด่นของสำนักก็ยากที่จะได้มาสักหนึ่งเม็ด


เชียนสุ่ยเหินคิ้วขมวด ตาของมันจ้องนิ่งไปที่หลู่ซ่ง กัดฟันจนแน่น มันตบถุงเก็บสมบัติ และขวดยาของมันก็ปรากฎขึ้น


"ข้าไม่มีเม็ดยาเทียนสุ่ย" เชียนสุ่ยเหินกล่าวขึ้นอย่างรวดเร็ว "แต่… เมื่อเห็นท่านพี่เมิ่งอยู่ในระดับเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ ได้โปรดรับ ตี้หลิงตาน (เม็ดยาลมปราณปฐพี) เจ็ดเม็ดนี้ไว้ด้วย มันเป็นรางวัลยกย่องคุณความดีที่ข้าได้รับมาจากสำนัก เหมาะสำหรับระดับเจ็ดของการรวบรวมลมปราณเป็นอย่างยิ่ง"


"ข้าก็พอมีเม็ดยาตี้หลิงบ้างเล็กน้อย" หลู่ซ่งกล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงเย็นชา มันมองกลับไปยังศิษย์ร่วมสำนักด้านหลัง ศิษย์พวกนั้นกัดฟันแน่น ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติและยื่นเม็ดยาตี้หลิงสิบเม็ดส่งให้ พวกมันมองไปที่เชียนสุ่ยเหินและพรรคพวกด้วยดวงตาที่แดงก่ำ


"ท่านพี่เชียน ข้า…" เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยความลังเล ใจของเขาเต้นรัวอย่างรวดเร็ว


สีหน้าของเชียนสุ่ยเหินเปลี่ยนไป เมื่อมันตระหนักว่าข้อเสนอของมันสู้ของหลู่ซ่งไม่ได้ แต่นี่เป็นโอกาสที่มันจะได้เข้าเป็นศิษย์สายใน มันต้องไม่ยอมให้มันผ่านไปอย่างง่ายๆเช่นนี้


"ศิษย์น้องหลู่ เจ้าตั้งใจจะมีเรื่องกับข้าในวันนี้ให้ได้ ใช่หรือไม่? ดี!" ความดุร้ายแวบในดวงตา มันตบถุงเก็บสมบัติ และทันใดนั้นลำแสงสีดำก็พุ่งออกมา กลายร่างเป็นตะปูสีดำ ส่องประกายคล้ายสายฟ้า เกิดเป็นภาพลวงตาขึ้นมามากมาย ภาพเหล่านั้นทั้งหมดนิ่งอยู่บนมือของเชียนสุ่ยเหิน และทุกสิ่งรอบบริเวณนั้นก็เริ่มเงียบลง


สีของมันดำมืดและมีความคมกล้าอย่างสุดที่จะบรรยายได้


"ท่านพี่เมิ่ง นี่เป็นอาวุธเวทที่ข้าได้มาจากสำนัก มันเรียว่า ตั๋วหมิงติง (ตะปูทะลุนรก) เย็นเยียบและมืดมน ถ้ามันสร้างรอยแผลให้กับศัตรู รอยแผลนั้นก็จะถูกแช่แข็ง และความหนาวเย็นก็จะเข้าสู่ร่างกายของมัน" เชียนสุ่ยเหินพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้สนใจความเจ็บปวดในใจของมันขณะที่พูด


เมื่อตะปูปรากฎ สีหน้าของศิษย์ร่วมสำนักที่อยู่ด้านหลังของเชียนสุ่ยเหินก็เต็มไปด้วยความอิจฉา สีหน้าของหลู่ซ่งเปลี่ยนไป ดูท่าทางกระวนกระวายใจ มันไม่เคยคิดเลยว่าเชียนสุ่ยเหินจะเอาตะปูสีดำนี้ออกมา


ดวงตาของเมิ่งฮ่าวเบิกกว้าง และใจของเขาก็เต้นรัวเร็วขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น เสียงซุบซิบสนทนาก็ดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มศิษย์แคว้นจ้าว


"นั่นเป็นตะปูตั๋วหมิงจากสำนักจื่อยิ่น ข้าเคยได้ยินท่านผู้อาวุโสพูดเกี่ยวกับมัน แต่มีสำนักจื่อยิ่นเท่านั้นที่ได้ครอบครองตะปูเช่นนี้ กล่าวกันว่ามันมีอยู่เพียงหนึ่งร้อยแปดตัวเท่านั้น แต่ละตัวก็มีอานุภาพอันน่าตกใจ"


สีหน้าของหลู่ซ่งบิดเบี้ยวอย่างต่อเนื่อง กัดฟันแน่นด้วยความโกรธ มันคิดถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมเป็นศิษย์สายใน และมีเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้นที่ว่างอยู่ มันจะไม่ยอมล่าถอยจากโอกาสนี้ ยอมกล้ำกลืนฝืนทนต่อความผิดหวัง มันตบไปที่ถุงเก็บสมบัติและของวิเศษก็ปรากฏออกมา


มันเป็นพัดขนนก ประกอบขึ้นมาจากขนนกหลากสีจำนวนสิบหกชิ้น เมื่อมันปรากฏขึ้น พลังลมปราณอันน่าตกใจก็ได้สร้างความตื่นกลัวขึ้นในใจแก่ผู้พบเห็น


"ท่านพี่เมิ่ง นี่เป็นของวิเศษที่มีค่ามากที่สุดของข้า มันคือ เทียนเหอซ่าน (พัดหยินเหอ) ท่านไม่ต้องฝึกใช้มันเลย สามารถใช้ได้ในทันที มันช่วยให้ผู้ใช้เหินบินได้ และสามารถเปลี่ยนขนาดมันได้ ขนนกทั้งสิบหกชิ้นก็สามารถพุ่งออกไปจู่โจมได้อีกด้วย หรือหมุนอยู่รอบๆท่านเพื่อก่อตัวเป็นเกราะ มันสามารถใช้ได้ทั้งการโจมตีและป้องกัน มันไม่ใช่ของวิเศษจากสำนักของข้า แต่เป็นของที่ข้าได้มาจากความโชคดี ขอให้ข้าได้นำเสนอแก่ท่านเพื่อแลกเปลี่ยน สหายเต๋า"


ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความน่าเกลียด และในใจของมันก็มีโลหิตหยดออกมา แต่ในการต่อสู้กับเชียนสุ่ยเหินเพื่อเป็นศิษย์สายใน มันก็โจมตีออกมาโดยไม่คำนึงถึงเหตุผล


เมื่อพัดเล่มนั้นปรากฎขึ้น สีหน้าของเชียนสุ่ยเหินก็เปลี่ยนไป มันถอยหลังไปสองก้าวใหญ่ ดวงตาของมันเต็มไปด้วยเส้นโลหิต มันรู้ว่านี่เป็นของวิเศษที่มีค่าเป็นอย่างยิ่ง พลังลมปราณอันรุนแรงที่กระจายออกมาทำให้จิตใจของมันเต้นด้วยความตกตะลึง


ดวงตาของซุนหัวเบิกกว้าง และร่างของมันก็สั่นเทิ้มราวกับว่ามันเต็มไปด้วยความอิจฉาอย่างรุนแรง


เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ คิ้วขมวด และความดำมืดก็ปรากฏขึ้นในดวงตา ท่าทีทั้งหมดนี้ทำให้พวกที่มุงดูอยู่คิดไปว่า เขาไม่ได้เห็นของวิเศษที่อยู่ตรงหน้ามีค่าพอที่จะแลกเปลี่ยน


"ท่านพี่เมิ่ง ข้ายังมี ชงไถตาน (เม็ดยาประจุไต้ฝุ่น) หนึ่งเม็ดซึ่งมีประโยชน์ยิ่งสำหรับระดับเก้าของการรวบรวมลมปราณ" ด้วยการละเลยความเจ็บปวดภายในใจ เชียนสุ่ยเหินตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ และหยิบขวดยาออกมา "มันเป็นยาที่ล้ำค่ามาก ผู้ฝึกตนทุกคนที่อยู่ระดับเก้าของการรวบรวมลมปราณก็จะต้องบ้าคลั่งเมื่อได้เห็นยาเม็ดนี้ ถึงแม้ว่ามันไม่สามารถจะเทียบได้กับเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ แต่มันก็ยังคงมีค่าเป็นอย่างยิ่ง" เมื่อมันพูด มันไม่ได้มองมาที่เมิ่งฮ่าว แต่มองไปที่หลู่ซ่ง


"หอกเล่มนี้…" เมิ่งฮ่าวรู้สึกขัดแย้งอยู่ภายในใจมากยิ่งขึ้น และเมื่อเขาจะกล่าวต่อไป ทันใดนั้น หลู่ซ่งก็เงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า และหัวเราะเสียงดังออกมา มันยกมือขึ้นและดึงเอากระป๋าผ้าออกมาจากชุดยาว มันเปิดออกมา และกลิ่นยาอันเข้มข้นก็โชยออกมา มันเป็นยาเม็ดกลมๆสีดำ ไม่มีพลังลมปราณแม้แต่น้อยกระจายออกมา แต่เมื่อได้เห็นการดูแลเป็นอย่างดีต่อยาเม็ดนี้ของหลู่ซ่ง ก็เห็นได้ชัดว่ามันต้องเป็นของวิเศษอย่างหนึ่งแน่นอน


"ท่านพี่เมิ่ง ยาเม็ดนี้ไม่สามารถใช้ซ้ำได้ ในความเป็นจริง มันคือเม็ดยาเวทที่หาได้ยาก เมื่อท่านบดมัน มันก็จะกลายเป็นแมงป่องดำที่มีพิษร้ายแรง สามารถที่จะสร้างความบาดเจ็บให้กับผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับขั้นเก้าของการรวบรวมลมปราณ หรืออาจะสังหารเลยก็ได้ นี่เป็นเม็ดยาที่ข้าได้รับมาจากตระกูล ได้โปรดรับไว้!"


สองตาของหลู่ซ่งแดงก่ำ แต่ไม่ได้มองไปที่เมิ่งฮ่าว มันมองไปที่เชียนสุ่ยเหิน ถือเม็ดยาเวทรอแลกเปลี่ยน แต่โดยแท้จริงแล้วมันกำลังใช้เม็ดยานี้ ขู่คุกคามเชียนสุ่ยเหิน ราวกับว่านี่เป็นตัวตัดสินจุดเปลี่ยนในครั้งนี้


สีหน้าของเชียนสุ่ยเหินเปลี่ยนไป เต็มไปด้วยรังสีสังหาร แต่มันก็รีบควบคุมตัวเองอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พูดตามปกติว่า "บางทีพวกเราน่าจะแลกเปลี่ยนกับของวิเศษนั่นด้วยกัน แล้วค่อยนำกลับไปให้ผู้อาวุโสอู๋เป็นผู้ตัดสินอีกที"


หลู่ซ่งไม่ได้ตอบรับ มันไม่ได้คิดจะโจมตีจริงๆ ถ้าอยู่ในที่ห่างไกลซึ่งไม่มีใครเห็น มันก็อาจจะทำก็ได้ แต่ถ้ามีคนมากมายมองดูอยู่ก็จะทำให้เรื่องราวยุ่งยากมากขึ้น มันแค่เพียงอยากจะขู่เชียนสุ่ยเหินเท่านั้น เมื่อได้ยินคำเสนอแนะเช่นนั้น มันก็พยักหน้า ถึงแม้ว่ามันจะเจ็บปวดเล็กน้อยก็ตามที เมื่อมันมองไปที่เม็ดยาชงไถ ในมือของเชียนสุ่ยเหิน มันก็ได้แต่กัดฟันจนแน่นและวางเม็ดยาเวทลงไปยังพื้นเบื้องหน้าของมัน


เมื่อเห็นเช่นนี้ เชียนสุ่ยเหิน ก็รู้สึกผ่อนคลายไปมาก โดยไม่ถามความเห็นของเมิ่งฮ่าว มันคว้าจับหอกเหล็กและดึงขึ้นเดินจากไป หลู่ซ่งตามมันไป ถือหอกเหล็กด้วยเช่นกัน พวกมันพุ่งตรงไปที่ประตูเมือง ต่างคนต่างก็มองกันไปมาด้วยความหวาดระแวง


ศิษย์สำนักจื่อยิ่นที่เหลือก็รีบตามไปในทันที หายไปจากประตูเมืองไปยังที่ห่างไกลในทันใด พวกมันตรงไปในทิศทางของเทือกเขาเกราะแห่งจ้าว


จิตใจของเมิ่งฮ่าวเต้นรัว โดยไม่ลังเล เขาสะบัดชายแขนเสื้อ รวบรวมสิ่งของหลายหลากทุกชิ้น จากนั้นก็หันหลังวิ่งออกไปเร็วเท่าที่จะเร็วได้ ดวงตาของศิษย์แคว้นจ้าวส่องประกายเจิดจ้า โดยเฉพาะซุนหัว ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความอิจฉา มันก็เคลื่อนที่ไล่ตามและโจมตีไปที่เมิ่งฮ่าว แต่เมิ่งฮ่าวก็โบกมือขวา และพัดก็ลอยมาอยู่ใต้เท้าของเขา เขาเพิ่มความเร็วมากยิ่งขึ้น และพุ่งจนหายลับตาไป


ในเวลาเดียวกันนั้น บุรุษวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างกระถางปรุงยาในไป่เจินเก๋อ (ศาลาร้อยสมบัติ) ก็ลืมตาขึ้น ส่องประกายคล้ายสายฟ้าเมื่อมองไปที่เมิ่งฮ่าวที่เพิ่งจะหายลับตาไป


"ศิษย์สำนักจื่อยิ่นยิ่งมายิ่งใช้การไม่ได้ในแต่ละรุ่น" มันกล่าวเสียงเย็นชา "พวกมันช่างโง่เขลานัก ถึงมันจะไม่มีจิตสัมผัสของขั้นพื้นฐานลมปราณ พวกมันก็น่าจะบอกได้ว่าของชิ้นนั้นไร้ค่า"


เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฉี่ยวหลิงแลหญิงสาวคนอื่นๆที่ได้เห็นสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นนั้น ต่างก็มองมาด้วยความสงสัย


"มันก็แค่หอกเหล็กธรรมดา" บุรุษวัยกลางคนกล่าวเสียงเบาๆ "เจ้าเด็กหนุ่มแซ่เมิ่ง ก็ได้บอกไปแล้ว" มันปิดตาลงอีกครั้ง


ตอนที่ 57: มันคุ้มค่าหรือไม่…?


เมิ่งฮ่าวรู้สึกค่อนข้างขัดแย้งกันเองอยู่ภายในใจ เขายืนอยู่บนพัดวิเศษที่เพิ่งจะได้มา ใช้พลังลมปราณมากที่สุดเท่าที่จะรวบรวมได้แผ่พุ่งเข้าไปในตัวพัด เพื่อหนีไปด้วยความเร็วสูงสุด เขากลัวว่าถ้าเขาช้ากว่านี้แม้แต่นิดเดียว เขาก็จะถูกโจมตีและแย่งชิงของทั้งหมดไป


"ครั้งแรกข้าได้ล่วงเกินซ่งเหล่าไกว้" เมิ่งฮ่าวกล่าว "จากนั้นก็เป็นสำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง)… แต่มันไม่ใช่ความผิดของข้า พวกมันบังคับข้าให้แลกเปลี่ยนกันเอง" ภายในใจ เขาคิดว่าตัวเองไม่ผิด ในเวลานั้น เขาไม่มีทางเลือกยังไงก็ต้องแลกห้องนั่น… ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า เขาพยายามไปให้เร็วขึ้น ใกล้เข้าไปมากขึ้น และมากขึ้นกับเทือกเขาเกราะแห่งจ้าว


"ข้าต้องหาสถานที่เพื่อหลบซ่อนตัวสักพัก ถ้ามีใครบางคนไล่ตามมา ข้าก็จะตกอยู่ในอันตรายเป็นอย่างยิ่ง…" เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว พลังของพัดวิเศษได้จางหายไป และเขาก็ร่อนลงไปที่พื้น ซ่อนพัดไว้และเริ่มออกวิ่ง


"เมื่อไหร่นะข้าถึงจะก้าวถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ? ถึงตอนนั้นข้าก็จะเหาะได้อย่างแท้จริง!"


สองวันผ่านไป ช่วงเวลานั้นเมิ่งฮ่าวไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อย เขาวิ่งไปตลอดเวลา คิดไปว่าเขาไม่ได้พักเลยสักนิดได้อย่างไร ตอนที่ซ่างกวนซิวไล่ตามเขามาตั้งแต่ภูเขาต้าชิง แต่ตอนนั้นเขาไม่มีทางเลือก คิดไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาไม่ได้คิดไปในทางเลวร้ายที่สุดในตอนนั้น


ในขณะเดียวกันนั้นเอง ลึกเข้าไปในเทือกเขาเกราะแห่งจ้าว บนลานกว้างข้างๆภูเขาสมบัติ อู๋ติงชิวถือเม็ดโกะอยู่พร้อมยิ้มอย่างมีความสุข หลังจากที่ใช้ความคิดไปไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วยาม มันก็ค่อยๆวางเม็ดหมากไปบนกระดาน


ใบหน้าของซ่งเหล่าไกว้แข็งกระด้างราวแผ่นเหล็ก ด้วยการแค่นเสียงอย่างเย็นชา มันก็กระแทกเม็ดหมากไปบนกระดาน


"ซ่งเหล่าไกว้ พลังการฝึกตนของท่านสูงส่ง ไม่ควรที่จะปล่อยให้ตัวเองอยู่ในอารมณ์เช่นนี้" อู๋ติงชิวลูบเคราไป ก็หัวเราะไปด้วย มันดูนิ่งสงบเหมือนกับสายลมเย็น "ผู้ฝึกตนเช่นพวกเรา ควรจะระงับลมปราณและทำจิตใจให้เรียบสงบ ถึงแม้ว่าจะมีภูเขาจะถล่มอยู่รอบๆตัว สีหน้าของพวกเราก็ไม่ควรเปลี่ยน แต่ดูท่านสิ! ท่านไม่สบายใจเนื่องจากเด็กรุ่นหลังที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร?"


"ถ้าพวกเราสับเปลี่ยนกัน ท่านก็จะเป็นเช่นเดียวกัน" ซ่งเหล่าไกว้กล่าวด้วยความขุ่นเคือง


"ไม่มีทาง! ถ้าข้า อู๋ อยู่ในสถานการณ์เช่นท่าน ข้าก็จะยอย่องชมเชยมัน และจะไม่รู้สึกโกรธอย่างเด็ดขาด ในสำนักจื่อยิ่น พวกเราฝึกการควบคุมอารมณ์ และจะไม่ยอมให้บางสิ่งบางอย่างเช่นนี้มากระตุ้นโทสะของพวกเราได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องโมโห ซ่งเหล่าไกว้ แต่ถ้าท่านยังเป็นเช่นนี้อยู่ต่อไป ท่านก็ต้องมาเรียนรู้จากสำนักจื่อยิ่นบ้างแล้ว" อู๋ติงชิว หัวเราะ เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างมีความสุขกับตัวของมันเอง


"เช่นนี้เป็นอย่างไร" มันกล่าวต่อ "หลังจากที่พวกเราจบการเล่นโกะครั้งนี้ ท่านก็ไปที่สำนักจื่อยิ่นพร้อมข้า ข้าจะยอมให้ท่านอ่านตำราคุณธรรมแห่งการฝึกตนของสำนัก ท่านจะได้เข้าใจความหมายของคำว่า ระงับลมปราณและทำจิตใจให้เรียบสงบ" รอยยิ้มของอู๋ติงชิวกว้างซะจน รอยย่นปรากฎบนใบหน้าของมันมากมาย


ซ่งเหล่าไกว้แค่นเสียงต่ำอยู่ในลำคอ ไม่ยอมที่จะตอบคำ และมองอย่างเรียบๆไปยังที่ห่างไกล รอยยิ้มของอู๋ติงชิวเข้มข้นขึ้น และมันก็มองไปยังที่ไกลออกไปเช่นเดียวกัน อย่างรวดเร็ว เงาร่างสองสายก็มองเห็นได้วิ่งทะลุป่าตรงเข้ามาหาพวกมัน มันก็คือ เชียนสุ่ยเหิน และหลู่ซ่ง พวกมันจับหอกเหล็กอยู่ระหว่างกลาง มุ่งหน้าเป็นเส้นตรงมาที่ลานกว้างนี้ ตามมาด้วยกลุ่มศิษย์สำนักจื่อยิ่นคนอื่นๆ


เชียนสุ่ยเหิน และหลู่ซ่งย่างเท้าก้าวขึ้นไปบนลานกว้าง และทั้งสองก็เริ่มพูดขึ้นมาพร้อมกันว่า


"คารวะผู้อาวุโสอู๋ ศิษย์ทำงานสำเร็จลุล่วง ข้าได้ของวิเศษจากการแลกเปลี่ยนมาแล้ว"


"คารวะผู้อาวุโสอู๋ โชคดี ที่ข้าทำหน้าที่ได้ไม่พลาด ข้าแลกหอกมาได้"


ซ่งเหล่าไกว้มีสีหน้าดุร้ายน่ากลัว ในขณะที่อู๋ติงชิวส่งเสียงหัวเราะดังออกมา


"ยอดเยี่ยม ทำได้ดีมาก เจ้าทั้งสอง" มันหัวเราะ "ข้าจะนำมันไปด้วยตัวเอง เพื่อเลื่อนขั้นเจ้าทั้งสองคนให้เป็นศิษย์สายใน พวกเจ้าไม่ได้สร้างความลำบากใจให้กับเจ้าเด็กนั่น ใช่หรือไม่?"


"ศิษย์ขอรายงานว่า พวกเราทำการแลกเปลี่ยนกันอย่างยุติธรรม" เชียนสุ่ยเหินรีบเอ่ยขึ้น ข้างกายมัน หลู่ซ่งก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น ดูท่าทางตื่นเต้น "พวกเราไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้มันเลย"


"ซ่งเหล่าไกว้ มา มาดูของวิเศษนี้ด้วยกัน หอกศักดิ์สิทธิ์" อู๋ติงชิวหัวเราะ มันสะบัดแขนเสื้อ และหอกเหล็กก็ลอยเข้าไปหามัน


ทันทีที่หอกเหล็กสัมผัสกับมือของมัน สีหน้าของอู๋ติงชิวก็เปลี่ยนไป ดวงตาของมันแวบขึ้นเมื่อมันตรวจสอบเข้าไปใกล้ๆ ซ่งเหล่าไกว้ที่มีสีหน้าน่ากลัวก็มองใกล้เข้าไปเช่นเดียวกัน ครั้นแล้ว ดวงตาของมันก็เริ่มเปล่งประกาย มันค่อยๆเปิดปากออก จากนั้นก็ยิ้มขึ้นในทันที


ใบหน้าของอู๋ติงชิวเริ่มน่าเกลียดมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่ามันจะดูในแง่มุมไหน หอกเล่มนี้ก็ยังคงเป็นหอกธรรมดาอยู่นั่นเอง แต่มันก็ยังไม่ยอมรับว่าในความเป็นจริง มันชี้หอกสุ่มไปที่สัตว์อสูรที่อยู่ไกลออกไปด้านล่างของภูเขา เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนั้นไม่ได้รู้สึกหรือสังเกตเห็นแม้แต่น้อย


สีหน้าของมันน่าเกลียดจนถึงที่สุด มันค่อยๆเงยหน้าขึ้น มองอย่างเย็นชาไปที่เชียนสุ่ยเหิน และหลู่ซ่ง


เมื่อพวกมันเห็นสายตาของอู๋ติงชิวที่มองมา ความตื่นเต้นของพวกมันก็หายไป และร่างก็เริ่มสั่น ดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยความว่างเปล่า


"พวกเจ้าได้แลกเปลี่ยนอะไรกับหอกเล่มนี้?" อู๋ติงชิวถามรวดเดียวจบ


เชียนสุ่ยเหินดูท่าทางกังวล กล่าวว่า "ศิษย์ให้หินลมปราณไปสองพันก้อน ตี้หลิงตาน (เม็ดยาลมปราณปฐพี) เจ็ดเม็ด ตั๋วหมิงติง (ตะปูทะลุนรก) ของสำนักหนึ่งตัว และ… และชงไถตาน (เม็ดยาประจุไต้ฝุ่น) อีกหนึ่งเม็ด"


สีหน้าของอู๋ติงชิวถมึงทึงขึ้นเรื่อยๆ


จากนั้น หลู่ซ่งก็กล่าวขึ้น "ศิษย์ให้หินลมปราณไปหนึ่งพันก้อนห้าร้อยก้อน เทียนสุ่ยตาน (เม็ดยาวารีสวรรค์) สามเม็ด เทียนเหอซ่าน (พัดหยินเหอ) และหนึ่งเม็ดยาเวท"


ซ่งเหล่าไกว้ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา มันเป็นเสียงหัวเราะของการปลดปล่อย ราวกับว่าสภาวะเศร้าซึมที่ถูกกักเก็บไว้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาของมัน ทันใดนั้นก็หายไปในทันที


อู๋ติงชิวเริ่มใกล้จะคลุ้มคลั่ง แต่เมื่อมันได้ยินราคาที่ศิษย์ทั้งสองได้จ่ายไป ตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของซ่งเหล่าไกว้ โทสะของมันก็ระเบิดออกมา มันส่งเสียงคำรามอย่างดุร้ายออกมาในทันที "ดีแต่ทำเรื่องโง่ๆ! หอกเหล็กนี้เป็นของปลอม!"


เสียงที่ดังก้องออกมาราวกับเสียงฟ้าร้อง ทำให้กระดานโกะป่นเป็นผุยผง รอยร้าวปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของภูเขาใต้เท้าของมัน เชียนสุ่ยเหิน และหลู่ซ่ง ล่วงลงไปกองที่พื้น โลหิตพุ่งกระจายออกจากปากของพวกมัน สมองของพวกมันหมุนติ้ว เมื่อคำหนึ่งคำของอู๋ติงชิวดังก้องอยู่ในใจของพวกมัน


"ปลอม…" พวกมันตะลึงอ้าปากค้าง


คำพูดราวสายฟ้านี้พุ่งออกไปทุกทิศทางตามไปด้วยเสียงคำรามของมัน กระจายออกไปทั่วเกือบครึ่งของเทือกเขาเกราะแห่งจ้าว และดังไปถึงเมืองตงเซี่ยว (เมืองแห่งความประณีตทิศตะวันออก)


ในที่สุดมันก็มาถึงหูของซุนหัว ทำให้มันเต็มไปด้วยความสับสน หลังจากผ่านไปชั่วครู่ สีหน้าของมันก็เปลี่ยนไป และความตกตะลึงก็ปรากฎอยู่เต็มใบหน้าของมัน


"หอกเล่มนั้นเป็นของปลอม?" มันมองไปที่เพื่อนๆ และก็เห็นถึงความตระหนักในข้อเท็จจริงปรากฎขึ้นบนใบหน้าของพวกมันเช่นเดียวกัน


"มันไม่น่าเป็นไปได้ที่หอกเหล็กเล่มนั้นจะเป็นของปลอม มันจะ… ?"


ภายในไป่เจินเก๋อ (ศาลาร้อยสมบัติ) เฉี่ยวหลิงอยู่ระหว่างการแนะนำอาวุธเวทให้กับผู้ฝึกตนที่มาซื้อ เมื่อนางได้ยินเสียงด้านนอกนั้น มหัศจรรย์ นางคิดกลับไปยังหอกเหล็กของเมิ่งฮ่าว และใบหน้าของนางก็แสดงท่าทีแปลกๆออกมา


ด้านข้างของกระถางปรุงยา บุรุษวัยกลางคนลืมตาขึ้น และมันก็ส่องประกายแห่งการเยาะเย้ยออกมา ไม่มีการพูดจา มันปิดตาลงอีกครั้ง


ไกลออกไปจากลานกว้างในเทือกเขาเกราะแห่งจ้าว เมิ่งฮ่าวก้มหน้าลง และวิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม


เสียงหัวเราะของซ่งเหล่าไกว้แยกออกเป็นลูกคลื่นตลอดแนวเทือกเขา สีหน้าของอู๋ติงชิวดูไม่ได้น่ากลัวขึ้นมากเท่าไหร่ มันเป็นผู้อาวุโสของสำนักจื่อยิ่น ได้ถูกหลอกลวงโดยผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับการรวบรวมลมปราณ ถึงแม้ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับมันโดยตรง มันก็ต้องเสียหน้าอย่างแน่นอนถ้าเรื่องนี้ถูกแพร่กระจายออกไป


มันอยากจะกระชากเมิ่งฮ่าวลงมาในทันที มองกลับไปที่เชียนสุ่ยเหิน และหลู่ซ่ง ซึ่งยืนด้วยความกลัวอยู่ที่นั่น มันรู้สึกรังเกียจสองคนนี้ แต่ก็แอบถอนหายใจอยู่ข้างใน ศิษย์พวกนี้อยู่ในสำนักตลอดเวลา และไม่เคยมีประสบการณ์ในการติดต่อกับคนนอก พวกมันเป็นดอกไม้ที่ถูกเลี้ยงไว้ในบ้าน ไร้ประสบการณ์และไม่สามารถจัดการกับกลอุบายใดๆได้


ด้วยเสียงทุ้มต่ำในลำคอที่เย็นชา ในโยนหอกเหล็กลงไปบนพื้น และก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว ส่งจิตสัมผัสออกไปค้นหาเมิ่งฮ่าว แต่ในตอนนั้นเอง ซ่งเหล่าไกว้ก็เดินไปด้านหน้าเพื่อขวางทางมันไว้ หัวเราะด้วยความอิ่มเอมใจ


"สหายเต๋าอู๋ ได้โปรดอย่าได้อารมณ์เสีย" มันกล่าว "สำนักจื่อยิ่นของท่านเน้นที่การระงับลมปราณและทำจิตใจให้เรียบสงบ เพื่อควบคุมอารมณ์ อย่าให้เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้มากระตุ้นโทสะของท่านได้ เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ท่านควรที่จะไปศึกษาตำราคุณธรรมแห่งการฝึกตนของสำนักให้มากกว่านี้อีกสักเล็กน้อย"


ซ่งเหล่าไกว้หัวเราะอย่างมีความสุข ก่อนหน้านี้ ไม่ว่ามันจะกล่าวยังไงมันก็ถูกกันไม่ให้จากไป ดังนั้นแน่นอนว่าตอนนี้ มันก็จะทำสิ่งเดียวกันนี้กับอู๋ติงชิว


"ท่าน…" สีหน้าของอู๋ติงชิวขมึงทึงขึ้นเรื่อยๆ และจ้องนิ่งไปที่ซ่งเหล่าไกว้ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา


"ท่านทำลายกระดานโกะไป ทำให้พวกเราไม่สามารถเล่นจนจบได้ในตอนนี้" ซ่งเหล่าไกว้พูดพร้อมรอยยิ้ม "เช่นนี้เป็นอย่างไร ท่านจะพาข้าไปที่สำนักจื่อยิ่นด้วย ใช่หรือไม่? ดี ไปกันเถอะ! พวกเราจะได้สนทนาและเล่นโกะกันไปด้วยสักสองสามเดือน"


ความหดหู่เศร้าใจได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยจากจิตใจของมัน เมื่อมองเห็นอู๋ติงชิวเป็นเช่นนี้ ก็ทำให้มันยิ่งมีความสุขมากขึ้น สำหรับของวิเศษที่เมิ่งฮ่าวเอาไป มันไม่ได้ใส่ใจมากเท่าไหร่ สิ่งที่สำคัญสำหรับมันมากที่สุดก็คือ การได้เห็นโทสะอย่างรุนแรงและการถูกฉีกหน้าหยามหยันบนใบหน้าของอู๋ติงชิว


มันฉุดดึงอู๋ติงชิวไว้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันตั้งใจที่จะไม่ยอมให้ขัดขืน


จิตใจของอู๋ติงชิวเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มันจ้องไปที่ซ่งเหล่าไกว้ จากนั้นก็ถอนหายใจยาวออกมา มันรู้ดีว่าซ่งเหล่าไกว้ต้องไม่ยอมให้มันไล่ตามเมิ่งฮ่าวไปแน่ มันกระทืบเท้าด้วยโทสะ จากนั้นก็ยอมให้ซ่งเหล่าไกว้ดึงมันขี้นไปในอากาศ


"เจ้าพวกโง่ไร้ประโยชน์ ไม่ทันคน" อู๋ติงชิวพูด มองลงไปยังเชียนสุ่ยเหิน และหลู่ซ่งที่ยืนตัวสั่นอยู่ที่พื้น "การเลื่อนขั้นศิษย์สายในล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ให้กลับไปยังสำนัก และไปนั่งเข้าฌาณตามลำพังโดยทันที!" ศิษย์คนอื่นๆมองมาด้วยสีหน้าซีดขาว


"บัดซบ เมิ่งฮ่าว" หลู่ซ่งพูด ก้มหน้าลง ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยโทสะ "ข้าจะไม่มีวันลืมเรื่องนี้ เจ้าสารเลวไร้ยางอาย!" มันกัดฟันแน่นเมื่อนึกไปถึงสีหน้าประหม่าเหนียมอายของเมิ่งฮ่าว และดูเหมือนว่าดวงตาของมันเกือบจะปะทุออกมาด้วยเปลวเพลิง


มันไม่เคยพบเห็นใครที่หน้าด้านไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อนในชั่วชีวิตของมัน เห็นได้ชัดว่าหอกเล่มนั้นเป็นของปลอม ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เมื่อมันนึกถึงสิ่งที่มันต้องจ่ายออกไป เมื่อมันนึกไปถึงโอกาสที่ต้องสูญเสียไปในการเข้าเป็นศิษย์สายใน มันมีโทสะมากจนเกือบจะกระอักออกมาเป็นโลหิต


"ไร้ยางอาย! น่ารังเกียจ!" เชียนสุ่ยเหินพูด เมื่อคิดถึงสิ่งของล้ำค่าของมัน มันเก็บหอกเหล็กขึ้นมา "เมิ่งฮ่าว เจ้ามันคนขี้โกงอย่างแท้จริง!" เมื่อมันคิดไปถึงการล้มเหลวในการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน มันก็ดูเหมือนจะใกล้คลุ้มคลั่ง จากนั้นมันก็คิดเกี่ยวกับหินลมปราณ เม็ดยาทั้งหมด และอาวุธเวท ทำให้ความเกลียดชังของมันต่อเมิ่งฮ่าวพุ่งขึ้นไปจนถึงท้องฟ้า


มันทั้งสอง จ้องมองซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนสีหน้าความเจ็บปวดกัน


"พวกเราจะวางหอกเล่มนี้ไว้ด้านบนในสำนัก เพื่อเตือนใจว่าพวกเราต้องสังหารเมิ่งฮ่าวให้จงได้!"


รังสีสังหารอันดุร้ายเข้มข้นอยู่ดวงตาของพวกมัน และเมื่อการทดสอบจบลง พวกมันก็ต้องกลับสำนัก ความเคียดแค้นและแรงอาฆาตซุกซ่อนอยู่ภายในจิตใจของพวกมัน ไม่อาจที่จะลบเลือนได้


ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวทั้งหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง และรู้สึกว่าเขาได้ถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ จนต้องถอนหายใจออกมา และเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก วิ่งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ติดต่อกันเจ็ดวัน ในที่สุด เขาก็ค้นพบถ้ำแห่งเซียนในภูเขาลึก ด้วยความเหนื่อยล้า เขานั่งขัดสมาธิ และเริ่มเข้าฌาณกำหนดลมหายใจ


"มันคุ้มค่าหรือไม่… ?" เขาถอนหายใจให้กับตัวเอง รู้สึกเหนื่อยกับการวิ่งมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา แต่ก็กลัวที่จะถูกจับมากกว่า ตอนนี้เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยจนแทบขาดใจตาย


สองวันหลังจากนั้นตอนรุ่งอรุณ เขาลืมตาขึ้น และเริ่มต้นการวิ่งหนีอีกครั้ง ผ่านไปครึ่งเดือน เขาไม่กล้าที่จะให้ใครเห็น ในที่สุด ลึกเข้าไปยังภูเขาที่ห่างไกล เมื่อเขารู้สึกปลอดภัย เขาใช้กระบี่บินเพื่อเจาะเป็นถ้ำ จากนั้นก็ขังตัวอยู่ด้านในเพื่อเข้าฌาณ


ตอนที่ 58: นี่ไม่ใช่โลกของมัน


สองเดือนผ่านไป เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่ในถ้ำแห่งเซียนในส่วนลึกของภูเขา ทันใดนั้นเสียงฟ้าผ่าก็ดังขึ้น ส่งผลให้พวกสัตว์ป่าที่อยู่ในบริเวณนั้นแตกกระเจิงกันออกไป แผ่นหินขนาดใหญ่ที่เขาได้ตัดมาเพื่อปิดปากถ้ำ ทันใดนั้นก็แตกกระจายกลายเป็นชิ้นๆ


เศษหินสาดกระจายออกไปในทุกทิศทางเมื่อเมิ่งฮ่าวได้โผล่ออกมาจากถ้ำแห่งเซียน ผมของเขาห้อยลงมาราวกับเสื้อคลุมรอบๆชุดยาวนักศึกษา ดวงตาของเขาส่องประกายคล้ายสายฟ้า รังสีที่สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ที่พบเห็น และกลิ่นหอมอันน่ารื่นรมย์ ก็แผ่กระจายออกมาจากร่างของเขา


ความปิติยินดีปรากฎเต็มอยู่บนใบหน้า หลังจากที่ได้นั่งเข้าฌาณเพียงลำพังเป็นเวลานาน เขาก็ส่งเสียงหัวเราะซึ่งดังก้องไปทั่วและส่งผลให้สัตว์ป่าวิ่งกันกระเจิงออกไปไกล


"ระดับแปดของการรวบรวมลมปราณ!" เขากล่าว กำหมัดจนแน่น ดวงตาสาดแสงจ้า ซึ่งจะมองเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นถ้าเป็นเวลากลางคืน


เวลาสองเดือนแห่งการเข้าฌาณ เริ่มขึ้นจากความวิตกกังลและอันตรายที่ใกล้เข้ามา ความรู้สึกนั้นค่อยๆหายไปอย่างช้าๆ เมื่อเขาได้ฝึกฝนตนเอง และใช้หินลมปราณมากกว่าหนึ่งหมื่นก้อน เพื่อสร้างเม็ดยาเพิ่มขึ้น ซึ่งเขาได้เอาไปใช้ในการเข้าฌาณ


เขาไม่ต้องการที่จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายอีกครั้ง เขาจำเป็นต้องกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง ถึงจะก้าวข้ามบุคคลที่มาคุกคามเขาได้


"ข้าต้องเป็นผู้แข็งแกร่ง ไม่มีอย่างอื่นนอกจาก ต้องแข็งแกร่งเท่านั้น!"


เขายืนอยู่ด้านนอกของถ้ำแห่งเซียน หายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ของภูเขาเข้าไป ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น


เขาเคยเป็นนักศึกษาธรรมดา เป็นศิษย์ของลัทธิขงจื๊อ แต่สามปีที่ผ่านมาทำให้เขาต้องมุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนภายในร่างกายของตัวเอง หลังจากที่เขาได้พบเจอเหตุการณ์ต่างๆมากมาย บุคลิกของเขาก็ได้แตกต่างไปจากเดิมเป็นอย่างมาก ความยืนกรานดื้อรั้นในตอนนี้เห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น


เขาเคยยืนกรานที่จะปฏิเสธการยอมแพ้ หลังจากสอบตกในการแข่งขันคัดเลือกขุนนาง เขาเคยยืนกรานที่จะต่อสู้ในสำนักเอกะเทวะ เขาเคยยืนกรานเมื่อยืนต่อหน้าหวังเถิงเฟย และตอนนี้เขายืนกรานในความหวังสำหรับอนาคต


กลายเป็นผู้แข็งแกร่ง ก็เช่นเดียวกับการกลายเป็นผู้ร่ำรวย มันเป็นความฝันที่ไม่ต้องการเหตุผล ถ้าเหตุผลเป็นสิ่งที่จำเป็น บางทีมันก็จะเกิดความกลัวต่อการเป็นคนยากจนหรืออ่อนแอ นั่นคือสิ่งที่เมิ่งฮ่าวศรัทธาเชื่อถือ


"ชีวิตก็คือเปลวไฟที่เผาไหม้อยู่ตลอดไป เต็มไปด้วยความเจริญงอกงาม ในการมีชีวิตอยู่ คนผู้นั้นต้องเข้มแข็ง และต้องไม่ยอมก้มหัวให้ใครหรือสิ่งใด" เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า คิดถึงเกี่ยวกับสำนักเอกะเทวะ เขาคิดไปถึงความหยิ่งผยองของผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าว เขาคิดไปถึงความเย็นเยียบของบุคคลที่พยายามจะสังหารเขา เขาคิดไปถึงการจ้องมองของผู้พิทักษ์เต๋าวัยกลางคน ซึ่งยืนอยู่ข้างหวังเถิงเฟยในคืนนั้น


"มารดาและบิดาของข้า หายตัวไปเมื่อข้ายังเยาว์วัย ถ้าข้าไม่ยืนกรานที่จะพัฒนาตัวเอง ข้าก็คงจะไม่มีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ แต่ข้าอาจจะฆ่าตัวตายเพราะความสิ้นหวังไปแล้ว ถ้าข้าไม่ยืนกรานที่จะแข็งแกร่งขึ้นตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในสำนักเอกะเทวะ ข้าก็ไม่มีวันที่จะได้กลายเป็นศิษย์สายในของสำนัก ความดื้อรั้นยืนกรานเรียกร้องให้ต้องปรับปรุงพัฒนาตัวเอง นี่เป็นหนทางที่จะมุ่งไปสู่อนาคตของข้า"


เขาปล่อยลมหายใจยาวออกมา จากนั้นก็ยกมือขึ้นและสะบัดชายแขนเสื้อ ลำแสงสีดำก็ปรากฎขึ้นรวมตัวกันเป็นตะปูสีดำ เปล่งประกายสีดำออกมา พุ่งตรงไปที่หินใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆบริเวณนั้น


เสียงระเบิดดังออกมา และหินก้อนใหญ่ซึ่งสูงมากกว่าห้าสิบสี่ฉื่อ ก็ทรุดตัวลงมาเป็นชิ้นๆ กระจายไปด้วยชิ้นส่วนของน้ำแข็งสีดำ พวกมันตกลงไปบนพื้น ปรากฎเป็นความหนาวเย็นอันรุนแรงแผ่ออกมา


ด้วยการดูอย่างพึงพอใจ เมิ่งฮ่าวโบกสะบัดมือ ตะปูสีดำก็ลอยกลับมาหาเขา เขาโบกสะบัดมืออีกครั้ง และครั้งนี้ลำแสงหลากสีก็หมุนวนอยู่รอบๆร่างของเขา พัดขนนกก็ปรากฎขึ้น ลอยกลับด้านหลัง ตรงไปด้านหน้าตามการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ ทันใดนั้น เกิดสังดังขึ้นเมื่อพัดขนนกแยกกระจายออกมา


ลำแสงสิบหกลำหมุนเป็นวงกลมอยู่รอบตัว ขนนกทั้งสิบหกชิ้นก็คล้ายเป็นกระบี่บิน หมุนวนอย่างรวดเร็วและรุนแรง พวกมันขยับตามการเคลื่อนไหวของมือเขา หมุนปั่นอย่างรวดเร็วรอบๆร่างของเมิ่งฮ่าว สร้างเป็นเกราะคุ้มกันอันแข็งแกร่ง จากพลังลมปราณของเขาที่แผ่พุ่งเข้าไป


จากนั้นขนนกก็กลับมาเป็นพัดเหมือนเดิม และตกลงมาวางนิ่งบนมือของเขา


"โชคร้ายที่ข้ามีหินลมปราณไม่พอ เจ้ากระจกทองแดงกินพวกมันไปหมด การคัดลอก ตี้หลิงตาน (เม็ดยาลมปราณปฐพี) หนึ่งเม็ด ใช้หินลมปราณหนึ่งร้อยก้อน ก็ไม่เลวนัก เทียนสุ่ยตาน (เม็ดยาวารีสวรรค์) ยาชนิดนี้ช่วยได้มากเมื่อบรรลุถึงระดับแปดของการรวบรวมลมปราณ แต่ก็ใช้หินลมปราณตั้ห้าร้อยก้อน ค่อนข้างแพงยิ่งนัก…"


เมื่อคิดถึงหินลมปราณ เขาก็ขมวดคิ้ว ด้วยจำนวนหนึ่งหมื่นก้อนที่เขามี ตอนนี้ยังมีเหลืออยู่ไม่มากนัก ช่วงเวลาสองเดือนที่เขาใช้ในการก้าวข้ามระดับเจ็ดจนไปถึงระดับแปด ก็ได้กินเม็ดยาตี้หลิงไปมากกว่าแปดสิบเม็ด ซึ่งเกือบจะเป็นการกินสองเม็ดต่อหนึ่งวัน ก่อนที่เขาจะบรรลุถึงระดับแปดของการรวบรวมลมปราณ


"ในวันข้างหน้า" เขาพึมพำกับตัวเอง "ข้าก็ต้องใช้พลังลมปราณมากขึ้นเพื่อก้าวข้ามระดับสูงๆขึ้นไป" เมื่อมองเข้าไปด้านในของถุงเก็บสมบัติ ก็ยืนยันได้ว่าเขามีเม็ดยาเทียนสุ่ยเหลือแค่ห้าเม็ด เขาได้กินไปหนึ่งเม็ด และจากการคำนวณคร่าวๆว่า ถ้าจะบรรลุถึงระดับเก้าของการรวบรวมลมปราณ ก็ต้องใช้เม็ดยาเทียนสุ่ยถึงหนึ่งร้อยห้าสิบเม็ด


"ข้ารู้ว่าข้าต้องการพลังลมปราณที่มากมายยิ่งนัก แต่เป็นเพราะว่าข้าได้กินแกนอสูรเข้าไปมากเกินไป จึงทำให้ร่างกายของข้าไม่ยอมรับเม็ดยาหรือไม่?" เขาลังเล ไม่แน่ใจว่าจะยืนยันความคิดนี้ได้อย่างไร ถ้ามันเป็นเรื่องจริง เขาก็อาจจะต้องใช้เม็ดยาเทียนสุ่ยมากกว่าที่คำนวณไว้ หรือบางทีอาจจะต้องใช้เม็ดยาชนิดอื่นแทน


"เม็ดยาเทียนสุ่ยถึงหนึ่งร้อยห้าสิบเม็ด… นั่นเท่ากับหินลมปราณเจ็ดหมื่นก้อน… แต่ถ้าไม่มีเม็ดยาพวกนี้ ข้าก็ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะรวบรวมพลังลมปราณด้วยตัวเองได้ รวมถึงพรสวรรค์ที่อยู่ในระดับธรรมดาของข้า ซึ่งก็หมายความว่ามันต้องใช้เวลานานมากขึ้นไปอีก…" เขาถึงกับต้องถอนหายใจออกมา เมื่อคิดเกี่ยวกับถุงเก็บสมบัติที่ว่างเปล่า


เขามีหินลมปราณขนาดใหญ่พิเศษสามก้อนหรือมากกว่านั้น แต่เขาก็ไม่กล้าจะใช้มัน ยิ่งเขามีความก้าวหน้าในการฝึกตน เขาก็ยิ่งตระหนักถึงความใจร้อนไม่รอบคอบในการลอกเลียนแบบกระบี่ไม้เมื่อปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าหินลมปราณขนาดใหญ่นี้เป็นของที่พิเศษอย่างไม่ธรรมดา มิฉะนั้นเขาก็คงไม่สามารถลอกเลียนแบบกุญแจหยกผลึกโลหิตได้อย่างแน่นอน


"ข้าจะไม่ใช้หินลมปราณขนาดใหญ่นี้ จนกว่ามันจะถึงคราวจำเป็นจริงๆ" เขาพูดอย่างเฉียบขาด "บางทีพวกมันอาจจะมีประโยชน์อย่างอื่นในวันข้างหน้า" พัดที่อยู่ใต้เท้าของเขาเริ่มที่จะส่องแสงสว่างขึ้นมา และร่างของเขาก็กลายเป็นลำแสงพุ่งออกไปยังที่ห่างไกล


เขาออกเดินทางไปอย่างเงียบๆ โคจรพลังลมปราณให้หมุนเวียนไปทั่วร่าง ในที่สุด แสงของพัดวิเศษก็เริ่มจางลง และเริ่มเปลี่ยนเป็นพัดธรรมดามากขึ้น เมื่อเขาเคลื่อนที่ไปไกลขึ้น และไกลมากยิ่งขึ้น เขาก็เริ่มสบายใจมากขึ้นกว่าเดิม


"หลังจากผ่านมาหลายเดือน ศิษย์สำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) คงจากไปหมดแล้วอย่างแน่นอน" เขาเดินทางไปด้วยความระวังตัว ในที่สุดก็โผล่ออกมาจากเทือกเขา มองไปยังที่ห่างไกลออกไป ถ้าเขาจำไม่ผิด พื้นที่แถบนี้น่าอยู่จะใกล้เคียงกับเมืองหลวงของแคว้นจ้าว


เมื่อนานมาแล้ว เขามีความปรารถนาตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนที่จะไปที่เมืองหลวง ความต้องการนี้เป็นความฝันอันดับสองของเขา รองจากการไปท่องเที่ยวที่อาณาจักรต้าถังในดินแดนตะวันออก เขาถอนหายใจออกมาเมื่อคิดไปถึงการสอบในสามปีนั้น และเป็นช่วงเวลาสามปีแห่งการล้มเหลว ไม่เคยแม้แต่จะได้เข้าไปสอบในรอบสุดท้ายที่เมืองหลวง อีกสามปีต่อมาก็ได้ผ่านไป และในที่สุดเขาก็มาถึงแล้วในตอนนี้ ไม่ได้เป็นนักศึกษา แต่เป็นผู้ฝึกตน


เมื่อเขามาใกล้จะถึงเมืองหลวง เขาก็หยุดการเหินบิน และเริ่มเดินไปตามถนนใหญ่ เขามัดรวบผมให้เรียบร้อย และด้วยชุดนักศึกษา ก็ทำให้เขาดูเหมือนนักศึกษาคนเดิมที่เขาเคยเป็น ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนเขาค่อนข้างจะไม่สูงมาก หลังจากผ่านการฝึกตนมาหลายปี ทำให้ตอนนี้สูงและหุ่นดีสมส่วน ผิวก็ยังคงคล้ำอยู่เล็กน้อย แต่ก็ดูแข็งแรงให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงออกมา


เขาเดินไปด้วยความเหม่อลอย ขณะนี้เป็นช่วงเดือนสาม ซึ่งมักจะมีหิมะตกลงมาในแคว้นจ้าว เมื่อเมิ่งฮ่าวเดินไป ความมืดของยามเย็นก็เริ่มปกคลุมไปรอบๆบริเวณนั้น และเกล็ดหิมะก็เริ่มค่อยๆตกลงมาอย่างช้าๆ


ในที่สุด พื้นดินก็ปกคลุมเต็มไปด้วยสีขาว ราวกับผ้าห่มขนนก


สายลมพัดพาหิมะลอยมาอยู่บนศีรษะของเมิ่งฮ่าว มันไม่ได้ละลายไป แต่เริ่มรวมตัวเข้าด้วยกันมากขึ้น


ทุกที่ทางนิ่งเงียบและสงบ เมื่อเขาเดินเข้าใกล้ และใกล้มาเรื่อยๆที่กำแพงเมืองหลวง รถม้าคันหนึ่งแล่นใกล้เข้ามาทางด้านหลังของเขา เพิ่มความเร็วมากยิ่งขึ้น ราวกับว่าบุคคลที่อยู่ในรถม้าเกรงว่าประตูเมืองกำลังจะปิดในไม่ช้านี้


รถม้าผ่านเมิ่งฮ่าวไป เตะคลื่นของเกล็ดหิมะลอยขึ้นมาตามทางที่ผ่านไป เมื่อมันผ่านพ้น สายลมก็โชยพัดให้ผ้าม่านของประทุนรถให้ลอยขึ้น เผยให้เห็นนักศึกษาหนุ่มกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ภายใน


เมิ่งฮ่าวมองไปที่มันอย่างสงบเงียบ นึกถึงรูปลักษณ์ที่คล้ายกันนี้ของเขาเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ณ ขณะนี้ ดูจากภายนอกเมิ่งฮ่าวมีอายุยี่สิบแล้วอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ภายใน เขารู้สึกว่าแก่กว่านี้มาก


เขาถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา ด้านหน้า รถม้าหยุดลง และผ้าม่านก็เลิกขึ้น นักศึกษาหนุ่มน้อยผู้นั้นมองกลับมาที่เขา จากนั้นก็ก้าวลงมาจากรถม้า และคำนับเมิ่งฮ่าวด้วยการประสานมือ


"ท่านพี่ ท่านกำลังจะไปยังเมืองหลวงเพื่อสอบเป็นขุนนางใช่หรือไม่?"


เมิ่งฮ่าวรีบคำนับตอบกลับไป "หลายปีที่ผ่านมา ข้าฝันที่จะทำเช่นนั้น แต่ความฝันเหล่านั้นก็นานมาแล้วจนกระทั่งจางหายไป ข้าแค่ต้องการจะไปดูเจดีย์แห่งถังเท่านั้น"


"ช่างน่าเสียดายนัก ท่านพี่" มันกล่าว ดูท่าทางเสียใจ "กิริยาท่าทางของท่านดูสุภาพเรียบร้อย ข้าคิดว่าบางทีพวกเราจะเป็นสหายร่วมสมัครสอบกันได้ ท่านแน่ใจหรือว่าต้องการยกเลิกในการเป็นขุนนาง?" นักศึกหนุ่มดูแล้วก็น่าจะมีอายุเท่ากับเมิ่งฮ่าว


เมิ่งฮ่าวส่ายศีรษะอย่างเงียบงัน


"อืม ไม่เป็นไร" นักศึกหนุ่มกล่าว มันมองดูท่าทางแบบนักศึกษาของเมิ่งฮ่าว และยิ้มอย่างอบอุ่นออกมา "หิมะเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ และก็ทำให้ยากและยากมากขึ้นเรื่อยๆในการเดินทางไปตามถนน ถ้าสายมากไป ท่านก็ไม่สามารถเข้าเมืองได้ พี่ท่าน ทำไมไม่เข้ามานั่งในรถกับข้า? พวกเราน่าจะมีเวลาพอที่จะเข้าไปในเมืองได้"


เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไปบนท้องฟ้า จากนั้นก็มองกลับไปยังนักศึกษาผู้นั้น เขาโค้งคำนับแสดงถึงความนับถือเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นก็ก้าวขึ้นไปในประทุนรถ


เปลวไฟปะทุอยู่ในเตาถ่านเล็กๆด้านใน ขจัดความหนาวเย็นอันรุนแรงออกไป ควบคู่ไปกับความจริงที่ว่า มีคนรับใช้เก่าแก่ของตระกูลมาช่วยขับรถม้า ทำให้เห็นได้ชัดว่านักศึกษาผู้นี้มาจากตระกูลที่ร่ำรวย


สารถีชราสวมใส่หมวกที่สานจากไม้ไผ่ และมีมือที่หยาบใหญ่หนา ดูเหมือนว่าจะเป็นผู้ที่ได้ฝึกวรยุทธ์มาบ้าง


"ข้ามีนามว่าเจิ้งยง" นักศึกษากล่าวด้วยรอยยิ้ม ถูมือเพิ่มความอบอุ่นไปมา "ท่านพี่ไม่ต้องเกรงใจหรอก พวกเราต่างก็เป็นนักศึกษา และนักศึกษาก็ควรจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นไปได้"


"ข้านามว่าเมิ่งฮ่าว" เขากล่าวพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย "ขอบคุณท่านมาก ท่านพี่เจิ้ง" เขามองไปที่ตำราซึ่งวางอยู่ด้านข้างของเจิ้งยง มันคือตำราหลี่จี้ ซึ่งดูเก่าแก่เป็นอย่างมาก และเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ฉบับคัดลอก แต่น่าจะเป็นตำราฉบับโบราณดั้งเดิม


"ท่านแซ่เมิ่ง?" เจิ้งยงกล่าวด้วยสีหน้าที่สดใส ภายในประทุนรถค่อนข้างจะคับแคบ แต่มันก็ยังคงยืนขึ้น และคารวะเมิ่งฮ่าวด้วยความเคารพ "ด้วยแซ่ซึ่งมีเกียรติภูมิอันสูงส่งเช่นนี้ ท่านต้องเป็นลูกหลานของชิ่งฟู่เป็นแน่! การไร้ซึ่งมารยาทของข้าก่อนหน้านี้ ขอให้ท่านพี่เมิ่งโปรดให้ขภัยข้าด้วย"


เมิ่งฮ่าวยืนขึ้นและคารวะกลับคืนไป "ไม่มีความจำเป็นที่จะทำเช่นนี้ ท่านพี่เจิ้ง มันก็เป็นแค่แซ่ บรรพบุรุษของข้าอาจจะเป็นลูกหลาน และสำหรับข้า ข้าได้สอบตกครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ข้ารู้สึกละอายใจเป็นอย่างยิ่ง" ทั้งสองนั่งกลับลงไป


"ท่านพี่เมิ่ง เมื่อครู่นี้ท่านกล่าวผิดไปแล้ว" เจิ้งยงกล่าวอย่างเคร่งขรึม "แซ่ของท่าน จะนำท่านไปสู่ความโชคดี มันได้ส่งผ่านมาสู่ท่านจากครั้งโบราณกาล ด้วยการเป็นลูกหลานของชิ่งฟู่ ถึงแม้ว่าท่านไม่สามารถสอบผ่านได้ แต่ตราบเท่าที่ท่านยังมีความเมตตาและคุณธรรมอยู่ในใจ ท่านก็สามารถมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าตามหลักของท่านขงจื๊อ"


เมิ่งฮ่าวคิดอย่างเงียบๆไปชั่วครู่ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองไปที่นักศึกษาที่นั่งอยู่เบื้องหน้า "ท่านพี่เจิ้ง" เขากล่าวเสียงแผ่วเบา "อะไรคือความหมายที่แท้จริงของลัทธิขงจื๊อ?"


"มารยาท เมตตากรุณา ความจงรักภักดี และการรักษาจิตวิญญาณ" เขาตอบโดยไม่ลังเล "ทั้งหมดนี้คือลัทธิขงจื๊อ"


เมิ่งฮ่าวไม่ตอบ เขามองผ่านผ้าม่านออกไปยังเกล็ดหิมะซึ่งลอยอยู่เต็มในอากาศ หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็พูดขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงเย็นชา "แล้วความหมายของชีวิตคืออะไร?"


"ชีวิต?" เจิ้งยงกล่าว ดูแปลกใจ เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ ไม่กล่าวอะไรออกมาอีก


ด้านในประทุนรถม้าเริ่มเงียบลง ได้ยินแต่เสียงของหิมะที่ตกลงมา เมื่อลอยผ่านหน้าต่างเข้ามา เมิ่งฮ่าวก็ยกมือขึ้นและยื่นออกไปด้านนอก เกล็ดหิมะก็สะสมอยู่บนมือของเขา


"หิมะมีอยู่เพียงแค่ช่วงฤดูหนาว" เขากล่าวเสียงแผ่วเบา "และคงอยู่ได้เพียงแค่ในสายลมหนาว ดังนั้น ชีวิตของมันจะคงอยู่ได้เพียงแค่ช่วงฤดูหนาวเท่านั้น" เขาดึงมือกลับเข้ามาในประทุนรถ และยื่นมือเข้าไปใกล้เตาถ่านนั้น หิมะก็เริ่มละลาย กลายเป็นหยดน้ำ ซึ่งไหลผ่านร่องรอยบนฝ่ามือของเขา


"หิมะมีชีวิตอยู่แค่ในฤดูหนาวเท่านั้น เมื่อมันเข้าไปใกล้ไฟ มันก็ตาย นั่นก็คือชีวิตของมัน มันอาจจะใฝ่ฝันอยากจะอยู่ถึงฤดูร้อน แต่… มันก็ทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้น ในมือของข้า หิมะได้กลายเป็นน้ำ เพราะว่านี่ไม่ใช่โลกของมัน…" เขายกมือกลับมา และสะบัดน้ำออกไปด้านนอกหน้าต่าง ที่นั่น ด้วยสายตาที่มองอยู่ของนักศึกษาหนุ่ม มันก็กลายเป็นหิมะขึ้นอีกครั้ง


เจิ้งยงจ้องมองราวเป็นใบ้ ความลึกล้ำปรากฎอยู่ในดวงตาของมัน ในที่สุด รถม้าก็ผ่านเข้าเมืองไป


"ขอบคุณที่ให้ข้านั่งมาด้วย ท่านพี่เจิ้ง" เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงเย็นชา "ข้าต้องไปแล้ว" เขาคารวะอย่างสุภาพ และก้าวเท้าลงมาจากประทุนรถ จากนั้นก็ย่างเท้าข้ามถนนที่เต็มไปด้วยหิมะออกไป


"ใฝ่ฝันถึงฤดูร้อน" เจิ้งยงพึมพำกับตัวเอง "แต่คงอยู่ได้เพียงในความหนาวเหน็บของฤดูหนาว ทำได้เพียงแค่มองออกไปยังที่ห่างไกล… นั่นคือหิมะ" มันมองเมิ่งฮ่าวหายลับไปในที่ห่างไกล หลังจากนั้นสักพัก มันก็ลงจากประทุนรถและโค้งตัวลงต่ำคารวะไปยังทิศทางที่เมิ่งฮ่าวหายไป


หิมะเริ่มปกคลุมตัวมัน แต่มันก็รู้ว่าเมื่อไหร่ที่มันกลับเข้าไปในประทุนรถ หิมะก็จะตายไป มันไม่มีทางที่จะลืมสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ และสิ่งที่มันเพิ่งจะได้เห็นและได้ยิน หลายปีหลังจากนี้ หลังจากที่มันกลายเป็นสานุศิษย์ของขงจื๊อในแคว้นจ้าว มันก็คงคิดกลับไปถึงราตรีในฤดูหนาวที่มีสายลมแรง เมื่อมันได้เห็นหิมะที่ค่อยๆ ละลายกลายเป็นน้ำ และมันก็จะคิดถึงนักศึกษานามว่า เมิ่งฮ่าว


ตอนที่ 59: ไม่สามารถเห็นฉางอาน


แคว้นจ้าวอยู่ในทิศใต้ของดินแดนด้านใต้ ซึ่งเชื่อมต่อกับดินแดนด้านตะวันตก ซึ่งพื้นที่ทั้งสองนี้แยกออกจากกันกับดินแดนหนานซานโดยมีทะเลหยินเหอคั่นกลาง ถึงแม้ว่า เป็นไปได้ที่เมื่อนานมาแล้ว ดินแดนหนานซานไม่ได้ถูกแยกออกมาเช่นนี้


เพื่อขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แคว้นจ้าวอยู่ที่ขอบริมสุดของดินแดนด้านใต้ ไกลออกไปจากทะเล มีเพียงแต่ข้ามเทือกเขามากมายไปเท่านั้น ถึงจะได้เห็นทะเลหยินเหออันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต


อาณาเขตของแคว้นจ้าวไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก และไม่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่น อย่างไรก็ตามในเมืองหลวงก็ยังคงเป็นสถานที่อันจอแจพลุกพล่าน ถึงแม้ว่าจะเป็นยามพลบค่ำที่เต็มไปด้วยหิมะที่กำลังตกลงมา บ้านเรือนจุดโคมไฟสว่างไสว ทำให้ทุกคนที่อยู่ด้านในอบอุ่น


ใครก็ตามที่ไม่มีบ้านของตัวเอง ต้องเดินอยู่ในคืนที่หิมะตกหนักเช่นนี้ ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวเงียบเหงาอย่างสุดที่จะบรรยาย


เมิ่งฮ่าวเดินอยู่บนถนนใต้ท้องฟ้าอันมืดมิด ฝูงชนที่ปกติแล้วพบเห็นได้ทั่วไปตลอดทั้งวันก็มองไม่เห็นในทุกที่ ใครก็ตามที่กำลังเดินอยู่ ก็จะสวมใส่หมวกที่สานจากไม้ไผ่ปีกกว้าง ก้มหน้าลงเดินอย่างเร่งรีบไปตามถนน


มองออกไปยังที่ห่างไกล เมิ่งฮ่าวเพิ่งจะได้เห็นรูปร่างที่ใหญ่โต สิ่งปลูกสร้างที่โดดเด่น มันก็คือ


เจดีย์แห่งถัง


มันสูงเกือบจะถึงเก้าร้อยฉื่อ สูงจนเกือบจะคล้ายภูเขา สามารถที่จะดึงดูดความสนใจของทุกคนที่อยู่ในเมืองนี้ได้ หิมะอยู่รายรอบมัน แต่ไม่สามารถที่จะกลบหลักฐานที่ฮ่องเต้ของแคว้นจ้าว นักศึกษา และบุคคลอีกมากมาย ได้อุทิศเวลาก่อสร้างและดูแลมันได้


มันหันหน้าไปทางดินแดนตะวันออก ต้าถัง และ ฉางอาน


เมิ่งฮ่าวไม่เคยได้มายังเมืองหลวงมาก่อน รวมถึงเจดีย์แห่งถังด้วย เขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน แต่เมื่อเขาเดินตามถนนตรงไปที่มัน เขาก็รู้ว่านี่คือเจดีย์แห่งถังอย่างแน่นอน


เขามักจะจินตนาการไปว่าสักวันหนึ่งเขาจะกลายเป็นขุนนาง และเขาก็จะสามารถขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของมัน จ้องมองออกไปทั่วแผ่นดิน


เขามองไปที่เจดีย์แห่งถังที่ตั้งอยู่ที่นั่น ท่ามกลางฝนหิมะที่โปรยปรายลงมา เป็นเวลานาน


"ก่อนที่มารดาและบิดาได้หายตัวไป" เขาพึมพำกับตัวเอง "สายลมสีม่วงพัดอยู่ด้านนอก ผู้คนต่างก็กล่าวว่า มันเป็นลางดี และเซียนอมตะก็ปรากฎขึ้นในท้องฟ้า…" เขาเดินตรงไป จ้องไปที่เจดีย์แห่งถัง


เขาคิดเกี่ยวกับทุกอย่างที่ได้เกิดขึ้นในคืนนั้น เขาไม่เคยลืมมันเลย คืนนั้น เขาได้สูญเสียวัยเด็กไป จากคืนนั้นเป็นต้นมา เขาก็ไม่มีบิดาและมารดาให้พึ่งพิงอีกต่อไป นั่นเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความเข้มแข็งของเขา


แล้วมันก็เป็นจุดที่เขาเริ่มใฝ่ฝันที่จะเดินทางไปยังดินแดนตะวันออกอันห่างไกล ไปยังต้าถัง!


ข่าวลือกระจายออกไปว่าบิดามารดาของเขาได้ตายไปแล้ว แต่เมิ่งฮ่าวคิดว่าพวกเขาแค่หายตัวไป พวกเขายังอยู่ข้างนอกนั่น ที่ไหนสักแห่ง เขาไม่เคยลืมชุดยาวสีม่วงที่บิดาของเขาใส่ในคืนนั้น เมื่อเขายืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองออกไปที่ลมสีม่วง และไม่ลืมสายตาของบิดาที่ได้มองกลับมา เป็นสายตาแห่งความกระวนกระวายใจ


เขาไม่เคยลืมคืนนั้น และไม่เคยลืมมารดาที่ร้องไห้โดยไร้เสียงออกมา


เขาไม่เคยพูดเรื่องเหล่านี้ให้ใครฟัง แต่เก็บมันฝังลึกลงไปภายในจิตใจของเขา


เมื่อเจดีย์แห่งถังเริ่มใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามามากขึ้น เขาก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงได้คิดเกี่ยวกับเรื่องในอดีตนี้ขึ้นมาในทันที เขาถอนหายใจออกมา กระจายออกไปในสายลมหนาวของหิมะ ลมหายใจนี้ไม่เคยจะออกไปจากเมืองหลวงแห่งนี้ ไม่ไปจากแคว้นจ้าว หรือ ดินแดนด้านใต้ ไม่สามารถข้ามทะเลหยินเหอ และไม่ไปถึงฉางอาน


"บางทีเป็นเพราะว่ามารดามักจะพูดถึงอาณาจักรต้าถัง" เขาพึมพำ "นางบอกข้าว่าในเมืองหลวงของทุกประเทศ จะมีเจดีย์แห่งถังอยู่ และผู้คนก็บอกว่าด้วยการไปยังเจดีย์แห่งถังนั้น ก็เหมือนกับการไปยังฉางอาน โดยไม่ต้องไปที่อยู่นั่นจริงๆ"


เมื่อเขาเข้าไปถึงบริเวณที่อยู่รอบๆเจดีย์แห่งถัง ก็มองขึ้นไป


หิมะตกหนักมากขึ้น และสายลมแห่งฤดุหนาวก็ครวญครางอยู่รอบตัวเขา หิมะก่อตัวมากขึ้น และมากขึ้นบนหลังคาเจดีย์ จากจุดที่เขายืนอยู่ เขาสามารถมองได้อย่างชัดเจนว่า มันได้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ฐานด้านล่างมีแปดด้าน และมันสูงขึ้นไปเหมือนเจดีย์ขนาดใหญ่


มันถูกสร้างขึ้นมาจากวัสดุสีเขียว และมองดูคล้ายกับในจินตนาการของเขา


แม้หิมะจะตกหนัก แต่ก็มีทหารเดินลาดตระเวณอยู่รอบๆบริเวณนั้น เขตพื้นที่นี้… เป็นสถานที่เฉพาะสำหรับขุนนางระดับสูง และบุคคลที่มีอำนาจเท่านั้นที่จะเข้าไปได้ เพื่อสักการะและประกอบพิธี


แต่เหล่าทหารไม่เห็น เมื่อร่างของเมิ่งฮ่าวผ่านเข้าไปในเจดีย์


ด้านในมีบันไดแบบโบราณวนขึ้นไป ค่อยๆวนไปจนถึงชั้นบนสุด ผนังถูกแกะสลักด้วยลวดลายที่มีสีสันสวยงาม พรรณาถึงดินแดนตะวันออก ต้าถัง และฉางอาน


"ข้าจำได้ มารดาได้อธิบายเกี่ยวกับต้าถังให้ข้าฟัง แต่ตอนนั้นข้ายังเล็กมาก จึงไม่ค่อยเข้าใจมากนักในเรื่องที่นางได้พูดถึง แต่ตอนนี้เมื่อข้าคิดกลับไป วิธีการที่นางอธิบายถึงดินแดนตะวันออก ต้าถัง และฉางอาน… มันก็เหมือนกับว่านางได้เห็นมันด้วยตาของตัวเอง ถ้าไม่ เหตุใดนางถึงได้อธิบายทุกสิ่งได้อย่างละเอียดเช่นนั้น? มันก็เหมือนกับภาพแกะสลักพวกนี้"


เขาตรวจสอบมันตั้งแต่บันไดชั้นล่าง จนในที่สุดก็มาถึงชั้นบนสุดของเจดีย์ และในภาพแกะสลักชิ้นสุดท้าย ได้แสดงถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ทัศนียภาพที่สวยงาม สิ่งตื่นตานับไม่ถ้วน ตำนานเรื่องเล่ามากมาย ทั้งหมดนี้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้พบเห็นได้เป็นอย่างดี


ด้านนอก เสียงหวีดหวิวของหิมะดังอยู่ในอากาศ ฟันฝ่าสายลมที่รุนแรง มานอนแน่นิ่งแน่นหนาอยู่บนหลังคาชั้นบนสุดของเจดีย์ เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจลึกๆ และมองออกไปยังที่ห่างไกล มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาเห็นได้ก็คือ หิมะ เขาไม่สามารถเห็นดินแดนตะวันออก หรือต้าถัง หรือฉางอาน


"ไม่สามารถมองเห็นฉางอานจากที่นี่ได้" เขาพึมพำเสียงเบาๆยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ หมกมุ่นอยู่กับความคิดที่ผุดขึ้นมาอย่างนับไม่ถ้วน เขาไม่ใช่ขุนนางตำแหน่งสูง นี่เป็นจุดที่ใช้ประกอบพิธีสักการะต่อสวรรค์ เขาเป็นผู้ฝึกตน ผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับแปดของการรวบรวมลมปราณ


"ข้าเดินไปบนเส้นทางที่แตกต่างจากที่ผ่านมา แต่ทิศทางก็เป็นเช่นเดียวกัน" สายลมโชยพัดเส้นผมของเขาพลิ้วไปมา และหิมะก็เกาะติดบนร่างโดยไม่ละลาย ราวกับว่ามันได้ยืนยันชีวิตของเขา ราวกับว่าเขาก็เป็นหิมะด้วยเช่นกัน


ผ่านไปสักพัก เขานั่งขัดสมาธิและเริ่มเข้าฌาณอย่างเงียบๆ


ตลอดทั้งราตรีนั้น หิมะตกหนักมากขึ้น แสงไฟส่องอยู่ในบ้านที่อยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ จากจุดบนสุดของเจดีย์แห่งถัง ทุกสิ่งทุกอย่างดูดำมืดและเงียบสงบ ภายในความเงียบและมืดมิด เมิ่งฮ่าวมองเห็นตัวเองเมื่อหลายปีมาแล้ว ย้อนกลับไปยังเมืองหยุนเจี๋ย ท่ามกลางหิมะ


ราตรีแห่งหิมะค่อยๆผ่านไป


อรุณรุ่ง เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น มันยากที่จะบอกว่าเขาจ้องไปที่ดวงตะวันที่กำลังลอยขึ้นมา หรือเป็นดวงตะวันที่ลอยขึ้นมากำลังมองมาที่เขาก่อน


เมืองเริ่มกลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้งด้วยแสงแห่งรุ่งอรุณ ในไม่ช้า ถนนก็เต็มไปด้วยฝูงชน เมิ่งฮ่าวมองไปยังโลกมนุษย์ที่แผ่ออกไปตรงหน้า


เขาสังเกตอย่างเงียบๆ ดูวิถีแห่งคนธรรดาทั้งหมดนี้ไปจนกระทั่งราตรีมาเยือน จนแสงแห่งอรุณรุ่งพุ่งจับขอบฟ้า หนึ่งวัน สองวัน สามวัน


เจ็ดวันผ่านไป เมิ่งฮ่าวจ้องลงไปยังทุกสิ่ง ตอนแรก ดวงตาของเขาดูริบหรี่และอ่อนแอ แต่จากนั้นมันก็เริ่มสว่างสดใส และในที่สุดก็ สงบเยือกเย็น


มีบางอย่างได้เปลี่ยนไปในจิตใจของเขา เขาได้บรรลุถึงขั้นของการรู้แจ้งเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง ในยามเช้าตรู่ของวันที่แปด เขามองลงไปเห็นกลุ่มขุนนางและทหารมาถึงเจดีย์แห่งถังเพื่อที่จะประกอบพิธีสักการะบูชา บุรุษวัยกลางคนยืนอยู่ที่นั่นในชุดยาวสีทอง ด้านหลังของมันเป็นกลุ่มของผู้คนมากมาย ยืนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มันทำพิธีบวงสรวงต่อสวรรค์และพื้นปฐพี เช่นเดียวกับสามัญชนมากมายตลอดทั้งเมืองนี้


เมิ่งฮ่าวยืนขึ้น เมื่อพวกมันเริ่มโค้งคำนับต่อสวรรค์ เขาออกจากเจดีย์ไป หลบหลีกจากการโค้งคำนับจากพวกมัน ยืนไปบนพัดวิเศษ เตรียมทะยานออกไปข้างหน้า รู้ว่านี่เป็นเวลาของเขาที่ต้องจากไปแล้ว เมื่อเขาเตรียมตัวจะจากไป ก็เหลียวหลังมองกลับไปยังเจดีย์อีกครั้งหนึ่ง


ในตอนนั้นเอง ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง


เขามองไปเห็นผู้คนที่โขกศีรษะอยู่ด้านนอกของเจดีย์แห่งถังค่อยๆพร่าเลือน เกิดเป็นประกายแพรวพราวซึ่งคนธรรมดาไม่สามารถเห็นได้ มีแต่คนที่เต็มไปด้วยพลังลมปราณเท่านั้นถึงจะมองเห็น


แสงพุ่งขึ้นไป ส่งผลให้เมฆม้วนตัวไปมา ครั้นแล้วกระแสน้ำวนขนาดใหญ้ก็ปรากฎขึ้น นี่ก็เช่นกันที่สายตาของคนธรรมดาไม่สามารถเห็นได้ แต่ไม่ใช่เมิ่งฮ่าว เขาสามารถเห็นกระแสน้ำวนนี้ได้ชัดเจน และก็เป็นเหตุให้เขาต้องสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ เขาดูจะสั่นไปทั้งตัว


ข้างในของกระแสน้ำวน เขามองเห็น… ลานที่ไร้ขอบเขตของโครงกระดูกและซากปรักหักพัง เต็มไปด้วยรังสีที่น่ากลัว และหมอกสีดำที่บิดตัวงอไปมา เขามองไม่เห็นรายละเอียดมากเท่าไหร่ แต่สัมผัสได้ถึงความลึกลับและน่าสยดสยองของบรรยากาศที่ม้วนตัวออกมา


จิตใจของเขาสั่นสะท้าน โดยเฉพาะเมื่อเขาสังเกตเห็นในหมอกสีดำของกระแสน้ำวนนั้น มีโลงศพขนาดใหญ่อยู่ใบหนึ่ง ที่นั่น ท่ามกลางซากปรักหักพัง นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆโลงศพ เป็นซากศพที่แห้งเหี่ยว ซึ่งในทันใดนั้น มันก็ลืมตาขึ้นมา ดวงตาของมันสีเทาราวกับขี้เถ้า และภายในดวงตานั้นมีจุดสีทึมๆของแสงเจ็ดจุด หมุนวนไปมาราวกับดวงดาว สายตาของซากศพนั้นพุ่งออกมาจากด้านในของกระแสน้ำวนนั้น ตรงเข้ามาที่เมิ่งฮ่าว


จิตใจของเขาสั่นระรัว และเขาก็ปิดตาลงโดยไม่รู้ตัว เมื่อเขารู้สึกถึงความเจ็บปวดราวถูกแทงอยู่ในดวงตา เขารู้สึกราวกับว่าดาวเจ็ดดวงนั้นได้มาปรากฎอยู่ในม่านตาของเขาเอง เช่นเดียวกับที่อยู่ในดวงตาสีเทาเหมือนขี้เถ้านั้น


ทันใดนั้น ริ้วรอยความแห้งเหี่ยวก็เริ่มปรากฎขึ้นทั่วร่างกาย และกลุ่มหมอกสีดำที่น่ากลัวก็เริ่มซึมออกมาจากรูขุมขนของเขา


ด้วยความตกใจ เมิ่งฮ่าวถอยหนีออกไปด้วยความเร็วสูงสุด เวลาเดียวกันนั้น กระแสน้ำวนก็ถูกดูดขึ้นไปในก้อนเมฆในทันที ความรู้สึกที่ถูกบีบคั้นบดขยี้ก็หายไปด้วยเช่นกัน และทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม ราวกับว่าสิ่งที่เขาเพิ่งได้เห็นนั้น เกิดขึ้นจากอาการประสาทหลอน


แต่ตอนนี้ ร่างของเขาก็ยังคงแห้งลีบ และกลุ่มควันแห่งความตายก็ยังคงซึมออกมา สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปหลายครั้ง มองลงไปยังเจดีย์แห่งถัง แสงที่เปล่งประกายออกมาไม่มีอีกแล้ว แต่คนกลุ่มนั้นก็ยังคงทำพิธีกันต่อไป ใบหน้าของเขาหมองคล้ำลง และโดยไม่ลังเล เขาบังคับพัดวิเศษให้พุ่งออกไปเต็มกำลัง ร่างของเขากลายเป็นลำแสงและหายลับตาไป


เขาเพิ่มความสูงขึ้นไปจากเมืองหลวง มองกลับไปยังเจดีย์แห่งถังหลายครั้ง มองกวาดไปทั่วท้องฟ้า และความสงสัยก็เกิดขึ้นภายในใจ


"มันไม่น่าใช่อาการประสาทหลอน เจดีย์แห่งถัง… จริงๆแล้วมันเป็นสถานที่เยี่ยงไรกันแน่? เดิมทีข้าคิดว่ามันเป็นสถานที่ของมนุษย์ธรรมดา แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่! สถานที่ในกระแสน้ำวนคืออะไร… ? ซากปรักหักพัง รังสีแห่งความตาย โครงกระดูกทั้งหมดนั่น…" ศีรษะของเขาเริ่มมึนงงเมื่อคิดเกี่ยวกับซากศพกลางซากปรักหักพังที่เขาได้เห็น


ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความแข็งกระด้าง ดุร้าย และน่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดาวเจ็ดดวงข้างในม่านตาสีเทาของมัน เมื่อเขาคิดเรื่องนี้ ร่างของเขาก็หนาวสั่น และเริ่มมีเหงื่อซึมออกมา


"และโลงศพ… นั่น" เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว


"ใครอยู่ในโลงศพนั่น และทำไมถึงได้มาปรากฎขึ้นภายในกระแสน้ำวนนั่น ทำไม… ? มันมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเจดีย์แห่งถัง… ? มันมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับต้าถังในดินแดนตะวันออก?" เมิ่งฮ่าวเริ่มคิดมากขึ้น มองกลับไปที่เจดีย์แห่งถังอีกครั้ง


ความรู้สึกกลัวภายในจิตใจรุนแรงขึ้น เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆอีกครั้ง ร่อนไปข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนที่จะลงไปบนพื้นและวิ่งต่อไป


เขาเริ่มคิดไปถึงการถูกจ้องมาโดยซากศพที่อยู่ในกระแสน้ำวนนั้น… ช่างเป็นหายนะโดยแท้…


ตอนที่ 60: ไม่สามารถขจัดกลุ่มควันแห่งความตาย


เมืองหลวงอยู่ห่างไกลออกไปไกลและไกลมากยิ่งขึ้น เมิ่งฮ่าวใช้เวลาอยู่นานกว่าที่จะระงับความกลัวซึ่งทำให้จิตใจสั่นสะท้านไปได้ เขาขมวดคิ้ว ตรวจสอบร่างกายที่แห้งลีบ ปกติเขาก็ค่อนข้างจะผอมอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งผอมแห้งมากขึ้นไปอีก


นี่ยังเป็นปัญหารอง แต่สิ่งที่ทำให้เมิ่งฮ่าวตกใจจริงๆก็คือ ร่างของเขายังคงมีหมอกสีดำกระจายออกมาเป็นเส้นอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่ามันกำลังเผาไหม้อยู่ ไม่ว่าเขาจะพยายามโบกพัดมันออกไปมากแค่ไหน มันก็ยังคงลอยสูงขึ้นไปในท้องฟ้า ทำให้ทุกคนที่อยู่ใกล้บิรเวณนั้นสามารถที่จะรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของเขาได้


"ร่างของข้าหยุดการแห้งเหี่ยว แต่กลุ่มควันสีดำแปลกๆนี้ยังคงไม่ยอมหยุด มันทำให้ใครก็เห็นข้าได้ชัดเจน…" เขาโบยบินไปข้างหน้าเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ พยายามที่จะหาสถานที่สำหรับซ่อนตัวภายในเทือกเขา หลังจากที่หมอกสีดำนี้หายไป เขาก็จะออกมาอีกครั้ง


หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้น เขานั่งอยู่ในเขตเทือกเขาที่ห่างไกลอย่างมีโทสะ หลังจากที่ผนึกตัวเองอยู่ในถ้ำแห่งเซียน เขาก็พบว่าหมอกสีดำนี้สามารถที่จะลอดผ่านเข้าไปในวัตถุบางอย่างได้


"บัดซบ เจ้าหมอกนี่จะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน?" เขากัดฟันแน่น ไม่กล้าที่จะออกไปที่ไหน ถ้าออกไป หมอกนี้ก็จะรวมตัวกันเหนือร่างของเขา และจะทำให้เห็นได้อย่างง่ายดาย ใครก็ตามที่เห็นหมอกนี้ ก็จะคิดว่าต้องมีของวิเศษบางอย่างอยู่บริเวณใกล้ๆนั้นอย่างแน่นอน


เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว พาตัวเองลึกเข้าไปในเทือกเขา เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อพลังลมปราณเริ่มหมด เขาก็จะกินเม็ดยา มันเป็นเพียงวิธีเดียวที่เขาจะป้องกันไม่ให้หมอกดำพวกนี้รวมตัวกันได้ มันมองเห็นได้ยากถ้าหมอกนี้จางเบาบาง ถึงแม้ว่ามันยังคงลอยขึ้นไปในท้องฟ้า


เจ็ดวันผ่านไป เขาก็บอกได้ว่าจำนวนของหมอก ที่กระจายออกมาจากร่างของเขาเริ่มลดน้อยลง จากการคาดการณ์ในแง่ดีที่สุด มันน่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน ในการกระจายหายไปหมดโดยสิ้นเชิง


เขาไม่กล้าที่จะอยู่ในเทือกเขานานเกินไป ซึ่งอาจจะเป็นจุดสนใจได้ง่าย เขาไม่แน่ใจว่าศิษย์สำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) ได้จากไปจริงๆแล้วหรือไม่ เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเคลื่อนที่ไปข้างหน้าต่อไป


วันหนึ่ง ขณะที่เขานั่งขัดสมาธิบนพัดหยินเหอ (ทางช้างเผือก) โผบินผ่านป่าไป ทันใดนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสาดประกาย มองเห็นเงาร่างสี่สายพุ่งเข้ามาทางเขาอย่างรวดเร็วจากที่ห่างไกลออกไป


เขาขมวดคิ้ว หยุดบินและลงไปที่พื้น ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติและกระบี่บินก็ปรากฎขึ้น พุ่งตรงไปที่ต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ต้นหนึง ตัดเป็นช่องพอที่จะให้เมิ่งฮ่าวเข้าไปซ่อนตัวได้


เขาได้ทดลองวิธีนี้มาก่อนหน้าแล้ว และก็พบว่าหมอกสีดำไม่สามารถทะลุผ่านต้นไม้ออกมาได้ หลังจากผ่านช่วงเวลาหายใจเข้าออกสิบครั้ง ต้นไม้ก็จะเหี่ยวเฉาลง


เขาได้ทำเช่นนี้มาหลายครั้งในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ฝึกตนคนอื่นๆค้นหาเขาเจอ


เขานั่งลงอยู่ข้างในช่องของต้นไม้ รอคอยให้บุคคลทั้งสี่ผ่านจากไป แต่โชคร้าย แทนที่จะผ่านไป พวกมันกลับหยุดอยู่ใกล้บริเวณนั้น และเริ่มมองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง หนึ่งในนั้นเป็นบุรุษหนุ่มในชุดยาวสีม่วง สีหน้ามันไร้ความรู้สึกขณะที่กระโดดขึ้นไปด้านบนสุดของต้นไม้ พลังของการฝึกตนของมันแผ่กระจายออกมา ถือไข่มุกสีขาวอยู่ในมือ


กลุ่มหมอกสีดำที่กำลังไหลออกมาจากร่างของเมิ่งฮ่าว ก็ถูกดูดเข้าไปในไข่มุกสีขาวลูกนั้น จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีดำในทันที


จิตใจของเมิ่งฮ่าวก็เริ่มเต้นรัวเมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้


บุคคลกลุ่มนี้ ประกอบด้วยสามบุรุษ และ หนึ่งสตรี หญิงสาวสวมใส่กระโปรงยาวและหน้าตาค่อนข้างสวยงาม ประกายที่เปล่งออกมาจากสายตาของนางดูลึกลับ เหมือนนางจะคิดว่าสิ่งที่นางตามล่าอาจจะเป็นอสูรหรือปีศาจ "จะว่าไปแล้ว มันก็แปลกจริงๆ" นางกล่าว "กลุ่มควันแห่งความตายที่เข้มข้นนี้ได้ปรากฎขึ้นมามากมายเมื่อเร็วๆนี้ ในเทือกเขา"


บุรุษสองคนที่ยืนอยู่ข้างกายก็ขมวดคิ้ว เมื่อพวกมันจ้องมองไปรอบๆป่าบริเวณนั้น


"ไม่ว่ามันจะเกิดจากสาเหตุอะไร พวกเราก็ควรจะไปได้แล้วเมื่อเราดูดซับควันพวกนี้เรียบร้อย" หนึ่งในสองบุรุษนั้นกล่าว รู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย "อะไรก็ตามที่เป็นสาเหตุ มันก็เป็นบางสิ่งบางอย่างที่แปลกมาก มันอาจจะดีกว่านะ ถ้าพวกเราไม่ต้องค้นหาว่ามันคืออะไร"


"ท่านจะกลัวอะไร?" หญิงสาวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม นางมองอย่างมีเสน่ห์ไปที่บุรุษหนุ่มชุดสีม่วง ดวงตาของนางส่องประกายดึงดูดใจ "ศิษย์พี่เหยียนอยู่ที่นี่ พวกเราต้องปลอดภัยจากอันตรายใดๆทั้งสิ้น เขาเป็นศิษย์สายในซึ่งอยู่ระดับแปดของการรวบรวมลมปราณ เขาสามารถป้องกันภยันตรายใดๆที่จะเกิดขึ้นได้ และใครจะไปรู้ บางทีพวกเราอาจจะโชคดีบ้างเล็กน้อย"


บุรุษหนุ่มซึ่งถือไข่มุก อยู่ในระดับแปดของการรวบรวมลมปราณ และเห็นได้ชัดว่าเป็นผู้นำของกลุ่มนี้ บุคคลอื่นๆทั้งหมดอยู่ที่ระดับหก


ไข่มุกดูดซับกลุ่มควันสีดำทั้งหมดไปโดยใช้เวลาไม่นานนัก ตอนนี้ตัวไข่มุกกลายเป็นสีดำมืด และดูเหมือนว่ามันไม่อาจจะดูดซับเพิ่มเข้าไปได้อีกต่อไป เมิ่งฮ่าวนั่งดูอยู่ในโพรงต้นไม้ ครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้ม


"ไปกันเถอะ" บุรุษนามว่า เหยียน กล่าว มันโบกสะบัดแขนเสื้อ และบุคคลทั้งสี่ก็เริ่มจะจากไป เมื่อเห็นดังนี้ เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว พวกมันใช้เวลาอยู่บริเวณนี้นานมาก และเวลาของเขาก็ใกล้จะหมดลง ตอนนี้กลุ่มควันสีดำก็เริ่มที่จะรั่วซึมออกมาจากส่วนบนของต้นไม้


เมื่อกลุ่มควันปรากฎขึ้น บุรุษนาม เหยียน ก็หันหลังกลับ มองไปที่กลุ่มควันนั้น ดวงตาของมันสาดประกาย


เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ จากนั้นก็ออกมาจากภายในโพรงต้นไม้ โบกสะบัดชายแขนเสื้อ และพุ่งออกไปเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้


การปรากฎตัวของเขาสร้างความตื่นตะลึงให้กลับบุคคลทั้งสี่ เมื่อได้เห็นควันสีดำลอยออกมาจากร่างของเขา บุรุษนามเหยียน ก็จ้องไปที่เขา


"สหายเต๋า ได้โปรดอยู่อีกสักครู่" มันตะโกนออกมา มือของมันขยับอย่างรวดเร็วเป็นรูปแบบของเวทอาคม และทันใดนั้น สายลมสีดำก็ปรากฎขึ้น ก่อตัวเป็นหัวกระโหลกหน้ายิ้มที่น่าเกลียด มันขยับกรามอ้าขึ้น และพางตรงไปที่เมิ่งฮ่าว


มันขอให้เมิ่งฮ่าวหยุด แต่หัวกระโหลกนี้เต็มไปด้วยพลังของระดับแปดของการรวบรวมลมปราณ เคลื่อนที่ออกไปอย่างว่องไวราวสายฟ้าที่เต็มไปด้วยพลังอันน่าเหลือเชื่อ


ในเวลาเดียวกันนั้น สองบุรุษและหนึ่งสตรีที่เหลือ สายตาของพวกมันสาดประกายจ้า กระบี่บินสองเล่ม และกำไลหยก ก็กลายเป็นลำแสงพุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าว กำไลหยกของหญิงสาวส่งเสียงทุ้มต่ำเมื่อมันแหวกฝ่าอากาศออกไป ขยายขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อมันเตรียมกระแทกชนเขา


เมิ่งฮ่าวคิ้วขมวด เขาอารมณ์ไม่ดีมาก่อนหน้านี้ รู้สึกอึดอัดกับควันสีดำนี้เป็นอย่างยิ่ง บุคคลกลุ่มนี้ได้กระตุ้นจิตสังหารอันเข้มข้นของเขาขึ้นมา ทำให้ต้องแค่นเสียงอย่างเย็นชาออกมา


เขายกมือขวาขึ้น และเสียงกระหึ่มของเปลวไฟแห่งงูก็ปรากฎขึ้น ยาวประมาณหกสิบถึงเก้าสิบฉื่อ พุ่งตรงไปที่อาวุทเวธที่กำลังเข้ามาใกล้ทั้งสี่ชิ้นนั้น กระจายความร้อนอันรุนแรงออกมา


เสียงระเบิดดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น กำไลหยกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และกระบี่บินสองเล่มก็ละลายหายไป กระโหลกก็กระจายหายไปเนื่องจากการปะทะครั้งนี้ เปลวไฟแห่งงูส่งเสียงออกมาจากนั้นก็หายไป


"ระดับแปดของการรวบรวมลมปราณ!" หญิงสาวกล่าว สองบุรุษที่ยืนด้านข้างอ้าปากค้าง สีหน้าของพวกมันยังคงแน่วแน่ ผู้ฝึกตนแซ่เหยียน ก้าวไปข้างหน้าจ้องไปที่เมิ่งฮ่าว


"ข้านามว่า เหยียนจื่อกั๋ว ศิษย์ของสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก)" มันพูดเสียงเย็นชา ดวงตาของมันส่องประกายคล้ายสายฟ้า "สหายเต๋า ท่านไม่จำเป็นต้องรีบจากไปเช่นนี้ ได้โปรดช่วยอธิบายถึงหมอกควันแห่งความตายที่ไหลออกมาจากร่างของท่านได้หรือไม่?" ถึงเมิ่งฮ่าวจะอยู่ในระดับแปดของการรวบรวมลมปราณ แต่เหยียนจื่อกั๋วก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นมันจึงพูดด้วยเสียงอันเย็นชาเช่นเคย


เมิ่งฮ่าวหันกลับมาจ้องมองด้วยสายตาเย็นเยียบ และไม่พูดอะไรออกมา ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ และเมื่อแสงแวบขึ้น พัดหยินเหอก็ปรากฎ เขาพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูงสุด เหยียนจื่อกั๋วมองไปที่พัดเล่มนั้นด้วยความแปลกใจ


"อาวุธเวทที่บินได้ มันไม่ได้อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ จึงได้แต่เพียงเหินเท่านั้น มันต้องกลับลงมาที่พื้นในไม่ช้านี้แน่นอน" จิตใจของเหยียนจื่อกั๋วเริ่มเต้นเร็วขึ้น พัดเช่นนั้นเป็นอาวุธเวทที่มีแต่ศิษย์ที่อยู่ระดับเก้าของการรวบรวมลมปราณเท่านั้น ถึงจะมีได้ในสำนักของมัน ด้วยเสียงเย็นชาในลำคอ มันพุ่งไล่ตามไป บุคคลสามคนที่เหลือลังเลอยู่ชั่วครู่จากนั้นก็ตามมันไปด้วย


"บัดซบ!" เมิ่งฮ่าวพูด ดวงตาเริ่มเย็นเยียบมากขึ้น พวกนั้นก็ได้เห็นพลังการฝึกตนของเขาไปแล้ว เช่นเดียวกับเวทอาคมที่เขาใช้ไป ทั้งสองฝ่ายต่างก็เห็นคำเตือนนี้อย่างชัดเจน แต่ก็ยังคงที่จะไล่ตามมาอีก เมิ่งฮ่าวรู้สึกรำคาญเป็นอย่างมาก


เขาได้ขยับนิ้วในรูปแบบของการร่ายเวทอาคม จากนั้นก็ชี้กลับไปยังผู้ไล่ตามทั้งสี่ ทันใดนั้นลำแสงสี่สายก็พุ่งออกไป เป็นขนนกสี่ชิ้นจากตัวพัด พวกมันพุ่งตัดผ่านอากาศราวกับกระบี่บิน ตรงไปที่บุคคลทั้งสี่ด้านหลังเขา


ดวงตาของเหยียนจื่อกั๋วหดแคบลง และตีไปที่ถุงเก็บสมบัติของมัน เกราะไม้เล็กๆก็ปรากฎขึ้น ขนาดประมาณเท่าฝ่ามือ ยืดขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีขนาดเท่าศีรษะคน เมื่อมันลอยตรงไปข้างหน้าปะทะกับขนนก เสียงระเบิดอย่างรุนแรงดังออกมา ขณะที่พวกมันกระแทกเข้าหากัน


สำหรับอีกสามคนนั้น สีหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความตกใจ และรีบสร้างอาวุธเวทขึ้นมา ท่ามกลางการระเบิดที่ตามมา พวกมันพ่นโลหิตออกมาจากปาก และล่าถอยไป ท่าทางดูหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง


ขนนกทั้งสามชิ้นไม่ได้ถูกทำลายไป เมิ่งฮ่าวสะบัดนิ้ว และพวกมันก็พุ่งกลับตรงไปที่เหยียนจื่อกั๋ว


สีหน้าของเหยียนจื่อกั๋วบิดเบี้ยว และมันก็เปิดปากส่งเสียงคำราม ทันในนั้น หมอกสีเขียวก็ลอยออกมาจากรูขุมขน ก่อตัวเป็นหมอกหนาลอยวนอยู่รอบๆมัน กลายเป็นหัวกระโหลกสีเขียวขนาดใหญ่ ลอยตรงไปที่ขนนกสามชิ้นนั้นที่กำลังพุ่งเข้ามา


เสียงปังดังออกมา และหัวกระโหลกก็แตกกระจายเป็นชิ้นๆ ขนนกทั้งสามก็ไม่เรืองแสงอีกต่อไป พวกมันบิดโค้งงอ พุ่งกลับไปที่เมิ่งฮ่าว


"ข้าขอเตือนพวกเจ้า" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา สายตาสาดประกายจ้า "ถ้ายังมารบกวนข้า…" โดยไม่ทันพูดจบประโยค เขาหันหลังกลับ และหายลับตาไปในที่ห่างออกไป ร่างของเขากลายเป็นลำแสงพุ่งออกไป


เหยียนจื่อกั๋วไม่ได้ไล่ตาม มันจ้องไปที่รูปแบบการล่าถอยของเมิ่งฮ่าว มือของมันสั่นเล็กน้อยภายใต้ชายแขนเสื้อของมัน เมิ่งฮ่าวเป็นคนแปลกหน้าสำหรับมัน และคนแปลกหน้าผู้นี้ก็เพิ่งจะบังคับให้มันต้องใช้วิชาก้นหีบสำหรับช่วยชีวิตออกมา


"พัดเล่มนั้นไม่เพียงแต่ช่วยให้เหินบินได้ แต่ยังเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพอีกด้วย!" มันกล่าวกับตัวเองด้วยจิตใจที่หนักอึ้ง มันหันกลับไปมองสหายที่เปรอะเปื้อนทั้งสามคนนั้น "พวกท่านเคยได้ยินว่ามีใครจากแคว้นจ้าวที่อยู่ระดับแปดของการรวบรวมลมปราณและใช้พัดวิเศษเช่นนี้ บ้างหรือไม่?"


"ใครที่มีอายุน้อย อยู่ในระดับแปดของการรวบรวมลมปราณ ต้องมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในที่นี้อย่างแน่นอน" ศิษย์อีกคนของสำนักเฟิงหานกล่าว "แต่ข้านึกไม่ออกว่าจะเป็นใครในสามสำนักใหญ่ที่จะตรงกับลักษณะของมัน"


"มันเป็นใคร? มันต้องไม่ใช่ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าวเป็นแน่ ใช่หรือไม่?" เหยียนจื่อกั๋วขมวดคิ้ว มีความสนใจในพัดวิเศษของเมิ่งฮ่าวมากยิ่งขึ้น


"ศิษย์พี่เหยียน" หญิงสาวกล่าว น้ำเสียงลังเล "ข้าจำได้ว่า มีบางคนพูดถึงพัดวิเศษเมื่อหนึ่งเดือนมาแล้ว มันก็คือ ท่านพี่ซุนหัวจากสำนักฉือสุ่ย (สายน้ำหมุน) มันพูดว่าศิษย์บางคนจากสำนักจื่อยิ่น ในดินแดนด้านใต้ได้มีการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับศิษย์สำนักเอกะเทวะ นามว่า เมิ่งฮ่าว หนึ่งในสิ่งของพวกนั้นก็คือพัดขนนก"


เหยียนจื่อกั๋วดูท่าทางตกตะลึง มันตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ และแผ่นหยกก็ปรากฎขึ้นในมือ นี่เป็นสิ่งที่แจกจ่ายให้ศิษย์สายใน ด้านในเป็นภาพวาดของเมิ่งฮ่าว ผนึกด้วยคำสั่งว่า ใครก็ตามที่เผชิญหน้ากับเขา ให้พยายามค้นหาว่าเขามีความแข็งแกร่งมากเพียงใด


คำสั่งนี้นานมากว่าหลายเดือนมาแล้ว ดังนั้นเหยียนจื่อกั๋วเกือบจะลืมมันไปแล้ว มันพิจารณาแผ่นหยก มองเข้าไปใกล้ที่ใบหน้าของรูปวาดเมิ่งฮ่าว และแน่นอนที่สุด มันเป็นบุคคลเดียวกับที่เพิ่งจะเผชิญหน้ามา


"เป็นมัน!" เหยียนจื่อกั๋วพูด ดวงตาของมันเปล่งประกาย ปากของมันบิดเป็นรอยยิ้มอันเย็นชา ก่อนที่มันจะพูดอะไรออกมา ทันใดนั้น พื้นดินก็สั่นสะเทือน และท้องฟ้าด้านบนก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม บางสิ่งบางอย่างที่น่าตกใจได้เกิดขึ้นไม่ไกลจากดินแดนด้านใต้ และผลกระทบของมันก็กระจายออกไปครอบคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ



จบตอน

Comments