ตอนที่ 71: ต๋งหู่
ภายในป่าอันกว้างใหญ่ ซึ่งไม่ไกลจากภูเขาต้าชิงมากนัก เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ในถ้ำแห่งเซียน ร่างกายสั่นสะท้าน เหงื่อรินไหลท่วมตัว เปียกโชกราวกับว่า เขาได้เปล่งความร้อนอันรุนแรงออกมา จากนั้นก็กลายเป็นหมอกหนา วนอยู่รอบๆถ้ำ ทำให้ในถ้ำนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อ
ตลอดทั้งร่างของเมิ่งฮ่าวกลายเป็นสีแดงสด และให้ความรู้สึกราวกับว่า มีกองไฟขนาดใหญ่ กำลังเผาไหม้อย่างบ้าคลั่ง อยู่ภายในร่างของเขา ซึ่งทำให้ผิวเนื้อ และโลหิตของเขาแห้งเหี่ยว และทำให้เขากลายเป็นขี้เถ้าในไม่ช้า ณ ตอนนี้ ร่างกายของเขาแข็งกระด้างโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้แม้แต่น้อย
จริงๆแล้ว นี่เป็นหนึ่งในความเสียหาย ซี่งเป็นผลมาจาก การกินเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ หลังจากที่กลืนมันลงไป ร่างกายก็จะเริ่มขยับไม่ได้ จนกระทั่งพลังของเม็ดยา ได้กระจายออกไป
มันไม่สำคัญว่า จะมีอุทกภัย หรือวาตะภัย หรือมีคนที่ยืนตรงหน้าถือกระบี่ พร้อมที่จะแทงมา คนที่กินยาเม็ดนี้ ไม่สามารถที่จะขยับร่างกายได้ จึงเป็นเหตุที่ว่า ทำไมผู้ฝึกตนถึงได้ระมัดระวังอย่างที่สุด ในการเลือกสถานที่ เมื่อได้กินเม็ดยาพื้นฐานลมปราณเข้าไป
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าใครได้เผชิญกับศัตรู ในขณะที่กำลังทรมานกับผลข้างเคียง ของการกินยานี้ ความตายก็เป็นผลลัพธ์ที่ตามมาอย่างแน่นอน
เมิ่งฮ่าวเป็นคนแรก ที่ได้กินเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ ในขณะที่อยู่ในระดับขั้นแปด ของการรวบรวมลมปราณ ยิ่งไปกว่านั้น เม็ดยานี้ก็ได้ถูกปรุงขึ้นโดยจ้าวโอสถจอมปีศาจ
แต่เขาก็ไม่มีทางเลือก เนื่องจากมันยากมาก ที่จะทะลวงจุดตีบตัน ในระดับขั้นแปด ของการรวบรวมลมปราณ โดยที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากโชคชะตา หรือเม็ดยาที่พิเศษเฉพาะ
ชงไถตาน (เม็ดยาประจุไต้ฝุ่น) ก็ไม่ให้ผลเพียงพอ ดังนั้นจึงมีเพียงสิ่งเดียวที่เขาเหลืออยู่ ก็คือ เม็ดยาพื้นฐานลมปราณ แน่นอนว่า เขาไม่กล้าที่จะใช้หลายเม็ดในคราเดียว ยาชนิดนี้มันมีพลังอันน่าเหลือเชื่อ แต่ร่างกายของเขาไม่ใช่ การกินพวกมันเข้าไป ก็เหมือนกับการเล่นพนัน กับชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริง
ตอนนี้ เมิ่งฮ่าวค่อนข้างจะรู้แล้วว่า ทำไมจุดตีบตันของระดับขั้นแปดนี้ ถึงได้ยากจะทะลวงให้ผ่านได้ มันต้องเป็นเพราะว่า ในหลายปีมานี้ เขาได้กลืนแกนอสูรเข้าไปมากเกินไป ถึงแม้ว่าเขาได้เกิดใหม่ในทะเลเหนือ แต่พลังอสูรภายในกระดูกของเขา ก็ไม่สามารถที่จะหายไปได้อย่างง่ายดาย
เนื่องจากเหตุผลนี้ ทำให้การอุดตันนี้ หนาแน่นกว่าบุคคลอื่นทั่วไป แน่นอนว่า ยังมีประโยชน์ของสถานการณ์นี้อยู่ด้วยเช่นกัน เมื่อไหร่ที่เขาทะลวงผ่านจุดตีบตันได้ เขาก็จะระเบิดเข้าไปในขั้นกลาง ของระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณในทันที
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของเขา แม้ว่าจะดูเหมือนอ่อนแอ แต่ตอนนี้ ก็มีความแข็งแรงมากกว่า ช่วงที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ การเปลี่ยนแปลงนี้ ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ แต่ว่ามั่นคงแน่นอน
การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้เกิดจากพลังการฝึกตนของเขา แต่เป็นเพราะพลังอสูร ภายในร่างของเขา รวมถึงพลังจากแกนอสูร ในแกนทะเลลมปราณของเขาด้วย
หลายวัน และหลายวันได้ผ่านไป ในไม่ช้า สองเดือนก็จากไป ช่วงเวลาที่เมิ่งฮ่าวได้กิน เม็ดยาพื้นฐานลมปราณเข้าไป จนถึงตอนนี้ เขาก็ได้ดูดซับพลังจากเม็ดยาอย่างเต็มที่
ในทันใดนั้น เขาก็ลืมตาขึ้น สามารถเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง! รู้สึกถึงเสียงกระหึ่มภายในร่าง ตามมาด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ราวกับว่าชิ้นส่วนต่างๆในร่างกาย กำลังถูกตัดแยกออกเป็นส่วนๆ กระอักโลหิตออกมาเป็นสีดำ
เมื่อโลหิตกระจายออกมา ดวงตาของเขาก็เริ่มมืดสลัวลง ราวกับว่าเขากำลังจะหมดสติไปในไม่ช้า แต่เขาก็รีบกัดลิ้นเล็กน้อย เพื่อบังคับตัวเองให้รู้สึกตัว ควบคุมลมปราณให้โคจรไปทั่วร่าง เพื่อพุ่งตรงไปที่ระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ
ความมุ่งมั่นปรากฎอยู่เต็มในดวงตา รวบรวมลมปราณที่กระจายอยู่ทั่วร่างพุ่งตรงไป
ในทันทีนั้น พลังลมปราณอันมหาศาลก็พุ่งออกไป ทำให้มีเสียงกระหึ่มอยู่ในศีรษะราวกับเสียงฟ้าผ่า รู้สึกราวกับว่า ร่างของเขากำลังจะระเบิดออกมา
จากนั้น ก็รู้สึกราวกับว่าพลังลมปราณ ได้เปิดเขตแดนขึ้นมาใหม่ภายในร่าง รู้สึกถึงสัมผัสอันน่ามหัศจรรย์ใจ จนยากที่จะอธิบาย รู้สึกถึงความซาบซ่า ราวกับว่ามีใครเอาขนนกมากมาย มาลูบไล้ไปทั่วร่าง
เขาตกอยู่ในความรู้สึกนั้นเป็นเวลานาน ก่อนจะลืมตาที่สาดประกายอันเจิดจ้าขึ้นมา ราวกับว่าความมืดมิดของถ้ำ กำลังถูกแยกออกไปด้วย ประกายสายฟ้าอันสุกใสสว่างเรืองรอง
เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และพลังลมปราณที่อยู่บริเวณรอบๆถ้ำ ก็ดูเหมือนว่าจะถูกดูดเข้าไปในร่าง ทีละเส้น ทีละเส้น
แกนทะเลลมปราณอันไร้ขอบเขตในร่างของเขา ก็ขยายขนาดเป็นสองเท่าของก่อนหน้านี้ ราวกับว่าไม่อาจจะมองเห็นอีกฝั่งหนึ่งได้ ลมปราณสีทองสั่นกระเพื่อมเป็นคลื่น ส่งเสียงกระหึ่มออกมา
ลึกลงไปด้านใน มีแกนอสูรนอนนิ่งไม่ขยับ ส่งพลังลมปราณอันมากมายมหาศาลออกมา ทำให้มีแสงสีทองกระจายเต็มไปทั่วร่างกายของเมิ่งฮ่าว ทำให้เขารู้สึกว่า กำลังเงยหน้าขึ้น และส่งเสียงดังยาวนานออกมา
"ระดับเก้าของการ รวบรวมลมปราณ! ข้า เมิ่งฮ่าว ในที่สุด ก็บรรลุถึงระดับเก้า! ขั้นต่อไปของข้าต้องเป็น พื้นฐานลมปราณ!" ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยพลัง และความตื่นเต้น สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆหลายครั้ง
"ด้วยตำรารวบรวมลมปราณ ข้าก็สามารถสร้างพื้นฐานไร้ตำหนิได้ ซึ่งเหนือกว่ารอยร้าวขั้นพื้นฐาน หรือแตกหักขั้นพื้นฐานมากนัก" เขายืนขึ้น เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น และความมุ่งหวังต่ออนาคต
เขาตั้งตารอคอยการเดินทางไปยังดินแดนด้านใต้ และดูความเจริญรุ่งเรืองที่นั่น ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรอคอยวันที่เขาจะบรรลุถึงขั้น พื้นฐานลมปราณ และสงสัยว่ามันจะเป็นเช่นไร ถ้าเขาบรรลุถึงขั้นพื้นฐานไร้ตำหนิ ผู้ฝึกตนคนอื่นๆจะคิดอย่างไร เมื่อพวกมันรู้เรื่องนี้?
แน่นอนว่า ถ้ายังไม่บรรลุถึงขั้น พื้นฐานลมปราณ เขาก็ไม่มีทางเข้าใจว่า ขั้นพื้นฐานไร้ตำหนิ บรรลุได้ยากมากแค่ไหน ถึงแม้เขาจะไม่รู้เรื่องนี้ เขาก็ยังคงตั้งตารอคอย ด้วยความคาดหวังอย่างกระตือรือล้น
เขาสะบัดแขนเสื้อ และน้ำลูกทรงกลม ขนาดเท่ากำปั้นก็ปรากฎขึ้น จากนั้นมันก็ยืดออกมา กลายเป็นแผ่นน้ำบางๆขนาดเท่าร่างของเขา เขาเดินไปข้างหน้า ผ่านแผ่นน้ำนั้นไป เมื่อเขาเดินออกมายังอีกด้านหนึ่งของแผ่นน้ำ สิ่งปฎิกูลสกปรกที่ปกคลุมทั่วร่างของเขาก็หายไป และกลิ่นหอมก็ลอยออกมาจากร่าง
"เมื่อข้าบรรลุถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ ข้าก็จะสามารถเหาะได้จริงๆสักที" เขาขึ้นไปยังท้องฟ้า และรอยยิ้มก็ขยายกว้างขึ้น และกว้างขึ้น เดินไปข้างหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็กระโดดขึ้นไป บนพัดหยินเหอ และพุ่งตรงออกไป
เขากำลังบินไปตามทาง ที่ห่างไกลออกมาจากภูเขาต้าชิง ทันใดนั้น เขาก็ได้เห็นใครบางคน กำลังวิ่งมาตามทิศทางเดียวกับเขา คนผู้นี้เคลื่อนไหวเร็วที่สุด เท่าที่จะเร็วได้ และกำลังถูกไล่ล่าจากบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ และหน้าตาดุร้าย
บุคคลที่ถูกไล่ล่า มีสีหน้าซีดขาว แต่มีดวงตาที่ทรหดไม่ยอมแพ้ รูปร่างไม่ได้สูงมาก และผอมแห้ง ดูแล้วมีอายุประมาณสิบสามถึงสิบสี่ปี แต่ถึงจะมีอายุน้อย แต่พลังการฝึกตนของมันก็อยู่ที่ ระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ
มันถูกไล่ล่าโดยผู้ฝึกตนที่อยู่ ระดับหกของการรวบรวมลมปราณ บุรุษที่สวมใส่ชุดขาดรุ่งริ่ง สีน้ำทะเล และดูเหมือนว่ามันได้รับบาดเจ็บ ความอาฆาตแค้นปรากฎอยู่ในดวงตาที่ดุร้ายของมัน
"มันไม่สำคัญว่าเจ้าจะวิ่งไปที่ไหน ตงหู่ ถ้าเจ้ายอมส่งไข่มุกนั้นมาให้ข้า ด้วยฐานะของข้าในสำนักฟางเยี่ย (ราตรีเที่ยงธรรม) ข้าสามารถปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดต่อไปได้ มิเช่นนั้น เจ้าต้องตาย!"
บุรุษร่างใหญ่ยกมือขวาขึ้น ความหนาวเย็นก็กระจายออกมา และรวมตัวกันเป็นดาบหยวนเยี่ย (จันทร์เต็มดวง) มันขว้างดาบ ลอยหมุนคว้าง ตรงไปที่เด็กหนุ่มคนนั้น
เด็กหนุ่มผู้นั้น ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ ศิษย์พี่หญิงสวี่ ได้จับตัวไปที่สำนักเอกะเทวะ เสี่ยวหู่ (พยัคฆ์น้อย เสี่ยวหู่เป็นชื่อเล่น ชื่อจริงว่า ตงหู่)
หลังจากที่สำนักได้ล่มสลาย มันก็ถูกกวาดออกไป หลังจากนั้นก็ไม่เห็นอีกเลย เมิ่งฮ่าวลอยอยู่ด้านบน มองลงมายังเสี่ยวหู่
ใบหน้าของเสี่ยวหู่ซีดขาว แต่รังสีสังหารอันเข้มข้น ก็สาดประกายออกมาจากดวงตาที่ทรหดของมัน มันโบกสะบัดแขนเสื้อ ครั้นแล้ว ลำแสงอันเยือกเย็นหลายสาย ก็พุ่งออกไป มันคือลูกธนูแสง เมื่อดูจากแสงที่เปล่งประกายออกมา ก็เหมือนว่าลูกธนูพวกนี้ได้เคลือบยาพิษไว้ พวกมันพุ่งตรงไปที่บุรุษร่างใหญ่นั้น
บุรุษร่างใหญ่หัวเราะออกมา โบกสะบัดแขนเสื้อ ทำให้เกิดเป็นสายลมพุ่งออกมา และปัดลูกธนูออกไป มันขยับมือในรูปแบบการสร้างเวทอาคม ทำให้ดาบหยวนเยี่ย พุ่งตรงไปที่เสี่ยวหู่ในช่วงกระพริบตา เสี่ยวหู่รีบถลันหลบด้วยตาแดงก่ำ ทันใดนั้น ไข่มุกสีน้ำทะเลก็ปรากฎขึ้นในมือ
ไข่มุกลูกนี้โปร่งใสบางส่วน และเต็มไปด้วยชั้นของเมฆที่ม้วนตัวไปมา กระแสธารของก้อนเมฆ ปะทุขึ้นมาจากภายในของไข่มุก หลอมรวมกันเป็นรูปร่างที่เลือนลาง พุ่งตรงเข้าไปที่ดาบหยวนเยี่ย
เมื่อพวกมันปะทะกัน เสียงระเบิดก็ดังขึ้น และดาบหยวนเยี่ยก็แตกกระจายกลายเป็นชิ้นๆ เช่นเดียวกับรูปร่างที่เลือนลางนั้น
บุรุษร่างใหญ่กระอักโลหิตออกมา และความโลภในดวงตาของมัน ก็เข้มข้นขึ้น มันไล่ตามต่อไป
ใบหน้าของเสี่ยวหู่ซีดขาวจนไร้สีเลือด ดูเหมือนว่าการโจมตีเมื่อครู่นี้ ค่อนข้างยากที่จะถอนตัวออกมาได้ มันเดินโซเซไปข้างหน้า วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ก่อนที่จะล้มลงไปที่พื้น
"เจ้าหนีไม่พ้นแล้ว!" บุรุษร่างใหญ่หัวเราะอย่างชั่วร้าย รีบเดินตรงไปที่เสี่ยวหู่ ซึ่งมีดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง อย่างรวดเร็ว ในที่ห่างไกลออกไป เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ มองกลับไปยังฉากที่อยู่ด้านหลังนั้น
ในที่สุด เขาก็ยกนิ้วบนมือขวาขึ้นมา ทำให้เกิดเป็นสายลมอันกราดเกรี้ยวรุนแรง ทะยานขึ้นมาจากในป่า แรงกดดันอันมหาศาลของระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ ก็ห้อมล้อมอยู่รอบๆ บุรุษร่างใหญ่ในทันที ร่างกายมันสั่นระรัว เมื่อมองอย่างตกใจ ขึ้นไปเห็นเมิ่งฮ่าว กำลังลอยลงมาหามัน
เวลาเดียวกันนั้น เสี่ยวหู่ที่ยังคงอยู่บนพื้น ได้หยิบเอา มีดสั้นที่เคลือบยาพิษไว้ ออกมาจากแขนเสื้อของมัน มันกระโดดขึ้นมาด้วยความเร็วอันน่าตกใจ และประกายของมีดสั้นก็แวบขึ้น ในชั่วขณะที่บุรุษร่างใหญ่ กำลังตกใจกับการปรากฎตัวของเมิ่งฮ่าว มีดสั้นก็ปักเข้าไปในลำคอของมัน
มันส่งเสียงร้องอันน่าอนาถใจออกมา ขณะที่โลหิตพุ่งกระจายออกไปทุกทิศทาง ครอบคลุมไปที่ร่างของเสี่ยวหู่ ซึ่งยังคงอ่อนแอ และเหนือยหอบอยู่ แต่การล้มลงไปที่พื้นเมื่อครู่นี้ ความจริงแล้วก็เป็นกลยุทธ์ของมัน เมื่อบุรุษร่างใหญ่เดินเข้ามาถึงด้วยความไม่ระวังตัว มันก็ตั้งใจว่าจะโจมตีกลับไป
บุรุษร่างใหญ่ ล้มลงไปนอนที่พื้น บิดร่างไปมา มันพยายามที่จะรักษาบาดแผลที่คอของมัน แต่โลหิตก็ไหลออกมาเป็นจำนวนมาก ไม่นาน มันก็ตายไป ดวงตาอันว่างเปล่า จ้องออกไปในที่ห่างไกล
เสี่ยวหู่ถอยหลังไปสองสามก้าว มองกลับไปที่เมิ่งฮ่าว ดูเหมือนพร้อมที่จะหนีไปได้ทุกเมื่อ จากนั้นมันก็รู้สึกถึงพลังการฝึกตนของเมิ่งฮ่าว และร่างของมันก็เริ่มสั่นสะท้าน
เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา เขาเดินไปยืนอยู่เหนือซากศพ ตรวจสอบดู จากนั้นก็มองไปที่เสี่ยวหู่ ซึ่งดูมีท่าทางกังวลอย่างเห็นได้ชัด จ้องไปที่มันเงียบๆ
เสี่ยวหู่ก็ไม่พูดอะไรเช่นกัน มันแค่มองมาที่เมิ่งฮ่าว แววตาอันซับซ้อนปรากฎขึ้นในดวงตาของมัน
ผ่านไปนานสักพัก เมิ่งฮ่าวก็เปิดปากขึ้น "มันเป็นเพราะไข่มุกลูกนี้ เจ้าถึงได้สังหารหวังโหย่วฉาย" เขาพูดอย่างใจเย็น แววโกหกหลอกลวงปรากฎขึ้นในดวงตาของเขา แต่ยากที่จะสังเกตเห็นได้ และเสี่ยวหู่ก็มองไม่เห็นมัน
เสี่ยวหู่ยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบงัน ไม่ยอมโต้ตอบ ร่างมันผอมแห้งเล็ก และผิวคล้ำ เสื้อผ้าของมันเก่าขาด และเห็นได้ชัดว่า มันกำลังตกอยู่ในสถานะที่ลำบาก ดูแล้วคล้ายกับขอทานเป็นอย่างยิ่ง แต่ความเย็นชาไร้น้ำใจของมัน ที่เพิ่งจะแสดงให้เห็น ตอนที่มันได้สังหารบุรุษผู้นั้นเมื่อครู่นี้ ทำให้ทุกอย่างกระจ่างชัดมากขึ้น
เมิ่งฮ่าวมองไปที่มันสักพัก ก่อนที่จะส่ายศีรษะ ถอนหายใจออกมา และหันหลังกลับ เตรียมจะจากไป
ขณะที่เขาทำเช่นนี้ ความลังเลก็ปรากฎขึ้นในดวงตาของเสี่ยวหู่ ทันใดนั้น มันก็พูดขึ้นมา เสียงของมันแหบแห้ง และเต็มไปด้วยความกังวลใจ
"ศิษย์… ศิษย์พี่เมิ่ง ท่านกำลังจะไปที่ภูเขาต้าชิง เพื่อช่วยเหลือทุกคน ใช่หรือไม่?"
เมิ่งฮ่าวหยุดชะงักลง และมองกลับไปที่เสี่ยวหู่ "เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร?" เขากล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
ตอนที่ 72: บุรุษที่แท้จริง
เสี่ยวหู่มองไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยความระมัดระวัง มันเคยเป็นคนที่ใสซื่อบริสุทธิ์ราวเด็กทารก แต่หลังจากที่เข้าสังกัด สำนักเอกะเทวะ ก็ได้พบเจอกับประสบการณ์อันเลวร้าย ที่ยากจะคาดคิดได้มากมาย ทำให้จิตใจของมัน ได้เปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างราวเหล็กไหล ไม่มีใครรู้ได้ว่า มีผู้ฝึกตนกี่คน ที่มันได้สังหารไป
มันจ้องไปที่เมิ่งฮ่าว และค่อยๆตระหนักได้ว่า เขาไม่รู้เรื่องที่ได้เกิดขึ้น เมื่อไม่นานมานี้จริงๆ
"ศิษย์พี่เมิ่ง ไม่กี่วันมานี้ ทั่วทั้งโลกแห่งการฝึกตน ในแคว้นจ้าว กำลังตามหาท่าน สามสำนักใหญ่ได้มีคำสั่ง ประกาศจับท่าน ผู้ฝึกตนมากมาย ได้กระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง เพื่อตามล่าท่าน" มันลังเลชั่วครู่ ก่อนที่จะพูดต่อ
สีหน้าของเมิ่งฮ่าว ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เขาลอยอยู่ในอากาศ มองลงไปยังเสี่ยวหู่โดยไม่พูดจา
"สามสำนักใหญ่สั่งว่า ห้ามสังหารท่าน" มันกล่าวช้าๆ "ท่านบาดเจ็บ หรือพิการได้ แต่ห้ามสังหาร" ตลอดเวลาที่พูด มันมองไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างต่อเนื่อง ไม่อาจบอกได้ว่า มันกำลังคิดอะไรอยู่
"ถ้าสิ่งที่เจ้าพูดมามันไม่จริง" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา สีหน้าเรียบเฉยเหมือนเช่นเคย "ก็อย่าได้ตำหนิข้าว่าไม่คิดถึงความสัมพันธ์ในอดีตของพวกเรา"
เมื่อได้ยินดังนี้ เสี่ยวหู่ต้องถอยหลังออกไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าของมันสั่นไหว
"ศิษย์พี่เมิ่ง ท่านน่าจะจำท่านลุงซ่างกวน จากสำนักสายในได้อย่างแน่นอน เมื่อสองเดือนที่แล้ว มันได้สร้างเวทสะกดอันน่ากลัวขึ้น ครอบคลุมไปทั่วทั้งสามเมือง ที่อยู่ใกล้กับภูเขาต้าชิง"
มันพูดพร้อมกับกัดฟันไปด้วย "ซ่างกวนซิว วางแผนที่จะใช้โลหิตของคนธรรมดาที่อยู่ที่นั่น ปรุงเป็นเม็ดยาโลหิต เพื่อจะบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ มันดำเนินการมาสองเดือนแล้ว ด้วยพลังการฝึกตนของข้า ย่อมไม่อาจจะสู้กับมันได้ แต่ข้าก็มาเพื่อพยายามจะช่วยท่านพ่อ และท่านแม่ของข้า!"
เมิ่งฮ่าวจ้องไปที่มันด้วยความตกใจ ศีรษะหมุนติ้ว ความโกรธปะทุขึ้นมาภายใน และรังสีสังหารอันเข้มข้นรุนแรง ก็เริ่มกระจายออกมา เขารู้ดีว่า เป้าหมายจริงๆของซ่างกวนซิว ไม่ใช่การปรุงเม็ดยาโลหิต แต่เพื่อล่อให้เขาออกไป
สีหน้าของเขาดุร้ายขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
"ซ่างกวนซิวไปยุ่งกับคนธรรมดาในสามเมืองนี้ โลกแห่งผู้ฝึกตนในแคว้นจ้าว ไม่ทำอะไรเพื่อจะหยุดมัน?" เสียงของเมิ่งฮ่าวเย็นเยียบราวน้ำแข็งเมื่อเขาพูด "ทุกคนเชื่อว่าเป้าหมายของมันคือบรรลุขั้นพื้นฐานจริงๆ?"
"ทุกคนพูดว่า อีกนานกว่าที่ซ่างกวนซิวจะบรรลุถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ" เสี่ยวหู่กล่าว
"และที่มันจงใจเลือกสามเมือง ที่อยู่รายรอบภูเขาต้าชิง ก็เนื่องจากได้มีลางดีเกิดขึ้นที่นี่ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ด้วยเม็ดยาโลหิต ก็ทำให้มันบรรลุถึงขั้นพื้นฐานลมปราณได้อย่างง่ายดาย ในอดีต สามสำนักใหญ่ ไม่ยอมให้มันทำเรื่องเช่นนี้ แต่ตอนนี้ พวกมันกำลังตามหาสถานที่นั่งกัมมัฏฐาน ของท่านปรมาจารย์เอกะเทวะ ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมพวกมันถึงได้สั่งให้ทุกคน ค้นหาท่าน และไม่สนใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่นี่ พวกมันไม่ต้องการยุ่งกับปัญหาอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ซ่างกวนซิวก็ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป ข้าพยายามค้นหาข้อมูล และก็พบว่า มันมาจากเมืองเทียนเหอ เห็นได้ชัดว่า ในตอนแรก สามสำนักใหญ่ก็พยายามเข้ามายุ่งเรื่องนี้ แต่หลังจากนั้นก็ถอยออกไปด้วยเหตุผลบางอย่าง"
เมิ่งฮ่าวรับฟังอย่างเงียบๆ จากนั้นก็เริ่มยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ถมึงทึงและเย็นชา ความตั้งใจสังหารที่ปรากฎอยู่ในจิตใจของเขาตอนนี้ มากเกินกว่าความตั้งใจสังหาร ที่เขาเคยรู้สึกกับหวังเถิงเฟย หรือแม้แต่ติงซิ่น เมื่อในอดีตที่ผ่านมา
ความรุนแรงของความตั้งใจที่จะสังหารนี้ ส่งผลให้แกนทะเลลมปราณพลุ่งเดือดพล่าน มันดุร้ายมากกว่าสิ่งใดๆที่เขาเคยรู้สึกมา ในตลอดช่วงชีวิตยี่สิบเอ็ดปีของเขา
"ซ่างกวนซิว…" เมิ่งฮ่าวหมุนตัว และมองตรงไปที่ภูเขาต้าชิง เขาโบกสะบัดชายแขนเสื้อ และเสี่ยวหู่ก็ลอยขึ้นมายืนบนพัดหยินเหอ ด้วยสีหน้าตกใจ
"ศิษย์พี่เมิ่ง เกิดอะไรขึ้น?" เสี่ยวหู่โพล่งถามขึ้น หายใจอย่างรุนแรง
"พวกเรากำลังจะไปที่ภูเขาต้าชิง ถ้าสิ่งที่เจ้าพูดถูกต้อง ก็ดี แต่ถ้าเจ้าโกหกข้า เจ้าก็ไม่ต้องกลัวว่า จะมีใครไล่ตาม เพื่อแย่งชิงของวิเศษจากเจ้าอีกต่อไป" พัดหยินเหอส่องประกาย และพวกเขาก็พุ่งออกไป
เสี่ยวหู่นิ่งเงียบ ไม่มีอะไรให้พูดมากไปกว่านี้อีกแล้ว มันยืนบนพัดหยินเหอ ข้างกายเมิ่งฮ่าว ความขัดแย้งปรากฎขึ้นในดวงตาของมัน แต่ไม่ช้าก็หายไป แทนที่ด้วยความมุ่งมั่น
ใช้เวลาไม่นาน ก่อนที่ภูเขาต้าชิงจะปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าของพวกเขา เมิ่งฮ่าวไม่ได้พุ่งเข้าไปตรงๆ พัดหยินเหอแวบแสงขึ้น และพวกเขาก็ร่อนลงไปที่พื้น ตรงด้านหน้าขึ้นไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยแสงที่ส่องประกายสีแดง ดูเหมือนว่าด้านนอกของประกายแสงนี้ ทุกๆ หนึ่งพันหลี่ (1หลี่ = 0.5กิโลเมตรโดยประมาณ) จะมีผู้ฝึกตนในชุดยาวสีดำ นั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่
พวกมันมีประมาณสิบสองคน และเห็นได้ชัดว่า พวกมันกำลังช่วยส่งพลังไปให้ เวทสะกดที่ล้อมรอบสามเมืองนี้อยู่
ไกลออกไป ที่ด้านบนของภูเขา ใครบางคนนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่
ในเมืองที่อยู่ด้านล่างเชิงเขา ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบ เส้นใยเล็กๆของปราณโลหิต ลอยขึ้นมาจากเมืองทั้งสาม
ความต้องการสังหารของเมิ่งฮ่าวเข้มข้นขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาคลายเส้นใยที่ได้ผูกมัดเสี่ยวหู่ไว้
"เมื่อข้าเรียกชื่อเจ้า เจ้าต้องรีบมา" เมิ่งฮ่าวกล่าวช้าๆ จากนั้นก็เดินตรงไปข้างหน้า ร่างของเขาส่งเสียงหวีดหวือในสายลม และกระจายบรรยากาศ อันเย็นเยียบราวน้ำแข็งออกมา
"หวังโหย่วฉาย ยังไม่ตาย" เสี่ยวหู่พูดโพล่งออกมา เมิ่งฮ่าวไม่สนใจมัน ขณะที่เขาก้าวเท้าตรงไปข้างหน้า
เสี่ยวหู่มองจนเขาหายลับตาไป จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา และนั่งลงเข้าสมาธิอย่างเงียบๆ นอกจากที่มันได้เคยค้นหาข้อมูลของซ่างกวนซิวแล้ว มันยังได้ค้นหาข้อมูลของเมิ่งฮ่าวด้วย
มันรู้ว่าครอบครัวของเมิ่งฮ่าว ไม่ได้อยู่ที่เมืองหยุนเจี๋ยอีกต่อไปแล้ว และสิ่งที่ซ่างกวนซิวต้องการมากที่สุด ในการใช้เวทโลหิตนี้ ก็เพื่อต้องการล่อให้เมิ่งฮ่าว ปรากฎตัวออกมาโดยเฉพาะ
"ศิษย์พี่เมิ่ง ข้าเพียงแค่ต้องการช่วยบิดามารดาของข้า ถ้าท่านมีชีวิตรอดกลับมาได้ ข้าจะติดค้างหนี้อันยิ่งใหญ่นี้กับท่าน" มันมองขึ้นไป อารมณ์อันซับซ้อนส่องประกายอยู่ในดวงตาของมัน
เมิ่งฮ่าวพุ่งตรงเข้าไปที่ประกายแสงสีแดงโลหิตนั้น เสี่ยวหู่ ถึงแม้อายุยังเยาว์ แต่ก็ฉลาด และคาดคะเนได้อย่างถูกต้อง สำหรับเมิ่งฮ่าว เขาเป็นคนที่ฉลาดเสมอมา หลังจากที่ล้มเหลวในการเป็นนักศึกษา เขาก็ได้ผ่านพบกับความเลวร้ายต่างๆในสำนักเอกะเทวะมามากมาย
หลังจากที่ได้ผ่านประสบการณ์จากในสำนัก และเหตุการณ์หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทำไมเขาถึงมองไม่ทะลุถึงความต้องการที่แท้จริงของศัตรู?
ซ่างกวนซิวได้วางกับดักเขาไว้ แต่เขาจะไม่ไปได้อย่างไร? ถึงแม้ว่าครอบครัวเขาจะไม่อยู่ในเมืองหยุนเจี๋ยอีกแล้ว แต่มันก็ยังเป็นบ้านของเขา ความทรงจำในวัยเด็กของเขาก็อยู่ที่นั่น และมันก็สวยงามตลอดไป
ซ่างกวนซิวไร้มโนธรรมสำนึกโดยสิ้นเชิง และการกระทำครั้งนี้ของมัน ก็ทำให้เมิ่งฮ่าวเคียดแค้นมันลึกลงไปถึงกระดูก ความต้องการสังหารของเขา กระจายพุ่งออกไป จนยากที่จะบอกได้ว่า มันสูงขึ้นไปถึงขนาดไหน
ถึงแม้ว่าจะกำลังเสี่ยงต่อความตาย ถึงแม้ว่าเขากำลังเป็นของเล่น อยู่ในมือของซ่างกวนซิว เมิ่งฮ่าวก็รู้ว่าในชีวิตของคนผู้หนึ่ง มีบางสิ่งบางอย่างที่บุรุษต้องกระทำ… ถึงแม้ว่ามันจะอันตรายมากเพียงไหนก็ตาม ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องไป
ความกลัว และความลังเลสงสัย ไม่มีปรากฎอยู่ในตัวของบุรุษที่แท้จริง
รังสีสังหาร และความต้องการสังหารของเขา ไม่เคยเข้มข้นรุนแรง เท่านี้มาก่อน มันไม่อาจจะหายไปด้วยการตายของคนเพียงคนเดียว แต่ต้องเป็นทุกๆคน ที่เกี่ยวข้องกับเวทโลหิตในครั้งนี้
"ในชีวิตการเป็นผู้ฝึกตนของข้า มีบางคนที่ข้าไม่ได้สังหาร ไม่ใช่เพราะว่า ข้าไม่สามารถสังหารได้ แต่เป็นเพราะว่า ข้าไม่ต้องการสังหาร"
เขาเพิ่มความเร็วขึ้น ดวงตาส่องประกายแห่งความตายออกมา แต่จิตใจของเขาเยือกเย็น ตอนนี้เขาได้มาถึงพื้นที่ของเวทโลหิต เขาพุ่งตรงไปที่ผู้ฝึกตนระดับหก ของการรวบรวมลมปราณ ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น
มันสวมใส่ชุดยาวสีดำ และอายุประมาณยี่สิบหก ถึงยี่สิบเจ็ดปี เมื่อเมิ่งฮ่าวพุ่งเข้ามาหามัน มันลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ ยกมือขึ้น แต่ในทันใดนั้น เมิ่งฮ่าว ซึ่งมีสีหน้าที่เย็นชา และเต็มไปด้วยความตาย ก็พุ่งผ่านมันไป
มีกระบี่อยู่ในมือของเมิ่งฮ่าว ด้านหลังของเขา ศีรษะลอยขึ้นไปในท้องฟ้า สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความสับสน ร่างของมันตกลงไปบนพื้น
กลิ่นคาวของโลหิต กระจายเต็มไปทั่วในอากาศ ซากศพร่างนั้น กระตุกไม่กี่ครั้ง จากนั้นก็แน่นิ่งไป
ไม่มีเสียงตะโกนด้วยความเจ็บปวด ไม่มีการต่อสู้ สำหรับเมิ่งฮ่าว มันง่ายดายยิ่งกว่าการฆ่าไก่สักตัว เช่นเดียวกับที่เขาได้กล่าวไว้ มันไม่ใช่เพราะว่า เขาไม่สามารถสังหาร เขาเพียงแค่ ไม่ต้องการสังหาร เท่านั้น
"เมื่อใครก็ตาม ที่พยายามจะตัดหัวไก่" เมิ่งฮ่าวกล่าวกับตัวเอง "มันมักจะดิ้นรนขัดขืนเล็กน้อย ผู้คนก็เช่นกันมักจะดิ้นรนขัดขืนมากยิ่งขึ้น แต่เมื่อไร้ศีรษะ มันก็เทียบไม่ได้ แม้แต่ไก่เพียงตัวเดียว" ไม่แม้แต่จะเหลือบมองซากศพที่ด้านหลัง เขาพุ่งต่อไปข้างหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความตั้งใจสังหาร
เขาเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็ว และไม่นาน เงาร่างที่นั่งสมาธิอยู่ ก็ปรากฎขึ้นเบื้องหน้าเขา เห็นได้ชัดว่า บุคคลผู้นี้ไม่รับรู้ถึงการตายของสหาย มันนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น ส่งพลังไปยังเวทสะกด
มันไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะลืมตาขึ้น ก่อนที่ศีรษะของมันลอยออกไปจากร่าง
"ซ่างกวนซิว เจ้าบังคับให้ข้าต้องสังหาร ดีมาก… วันนี้ ข้าจะสังหารทุกอย่างที่ขวางทางข้า" เขาสะบัดกระบี่ไม้ในมือ ทำให้หยดโลหิตลอยออกไปในทุกที่ จากนั้นก็หายไป
เนื่องจากการตายของสองผู้ฝึกตน ระลอกคลื่นก็ได้ปรากฎขึ้น ในเขตเวทสะกดสีแดงนั้น ทำให้ผู้ฝึกตนที่กำลังส่งพลังไปเกิดการตกใจไปทั่ว จากหนึ่งไปสอง จากสองไปสาม ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ พวกมันลืมตา และยืนขึ้น มองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง
เวลาเดียวกันนั้น ด้านบนของภูเขา ดวงตาของซ่างกวนซิวก็ลืมขึ้น มันส่องประกายออกมา เมื่อมองลงไปค้นหาว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นยังเบื้องล่าง
ปราณโลหิตดูเหมือนว่าจะหนามากขึ้น แต่มันไม่สามารถเห็นได้ชัดเจนว่า อะไรกำลังเกิดขึ้น มันขมวดคิ้วและแค่นเสียงออกมา ยกมือขวาขึ้น และโลหิตทรงกลมก็ปรากฎขึ้น ขนาดประมาณศีรษะคน ปราณโลหิตหมุนวนไปมาอยู่ด้านใน
ด้วยการโบกสะบัดแขนเสื้อ โลหิตลูกกลมๆก็พุ่งลงไปจากภูเขาต้าชิง กระแทกผ่านเข้าไปในอาณาเขตของเวทสะกดสีแดงเลือด ด้วยเสียงดังกระหึ่มกึกก้อง
เวทสะกดสีแดงเลือดกำลังอ่อนแอลง ทันใดนั้น เสียงร้องอย่างโหยหวนก็ดังออกมา ดังสะท้อนออกมาจากภายในของเวทสะกด ดูเหมือนว่า เสียงนั้นจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด จนยากจะบรรยาย
หลังจากนั้น เสียงกรีดร้องอื่นก็ดังออกมา เสียงกรีดร้องนี้ ดังออกมาจากปากใครบางคน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเกิดจากความตกใจกลัวถึงขีดสุด ซ่างกวนซิวขมวดคิ้ว มองลงไปยังเวทสะกดสีแดงเลือด ซึ่งปรากฎว่า มันได้หดตัวลงไปเกือบครึ่ง และค่อนข้างจะมืดมัว
คนที่สามกรีดร้องออกมา จากนั้นก็คนที่สี่ ร้องออกมาเกือบจะเป็นเวลาเดียวกัน เสียงร้องดังก้องออกมามากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุด เวทสะกดสีแดงเลือด ก็โปร่งใสโดยสิ้นเชิง ซ่างกวนซิวมองลงไปเห็น… ซากศพที่ไร้ศีรษะสิบสองซาก
ดวงตามันหดแคบลง และร่างของมันก็หันหลังกลับ ที่นั่น บนเส้นทางเล็กๆบนภูเขา เมิ่งฮ่าว ในชุดยาวนักศึกษาสีน้ำเงินเปื้อนโลหิต และดูท่าทางอ่อนแอ เดินช้าๆขึ้นมาบนยอดเขา สีหน้าไร้ความรู้สึก
ในมือของเขาหิ้วศีรษะสิบสองหัว ซ่างกวนซิวมองไป ขณะที่เขาเดินใกล้เข้ามา เมิ่งฮ่าวโยนศีรษะออกไป และพวกมันก็กระแทกลงไปบนพื้น เบื้องหน้าซ่างกวนซิว ซึ่งมันก็โบกสะบัดแขนเสื้อ ส่งผลให้ศีรษะพวกนั้นกระจัดกระจายออกไป
"ถึงตาเจ้า" เมิ่งฮ่าวกล่าว เสียงของเขาแหบแห้ง เขามักจะไม่ต้องการสังหารใคร แต่วันนี้ เขาต้องทำ
ตอนที่ 73: การต่อสู้อันดุเดือด
"ระดับเก้าของการรวบรวมลมปราณ!" เมื่อมองไปที่เมิ่งฮ่าว ซ่างกวนซิวก็ต้องสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ มันได้สร้างเวทสะกด ณ ที่แห่งนี้ มานานสองเดือน ผู้ฝึกตนจากเมืองเทียนเหอ ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงของเรื่องนี้ และมันก็ไม่ต้องการให้ ผู้ฝึกตนระดับสูงของพวกนั้น มาอยู่บริเวณนี้ด้วย มันมาที่นี่เพื่อพบกับเมิ่งฮ่าวโดยเฉพาะ
จากทุกสิ่งที่มันได้เห็น และได้ยินมาเมื่อเร็วๆนี้ มันค่อนข้างจะมั่นใจถึงหกในสิบส่วนว่า เมิ่งฮ่าวได้ครอบครองของวิเศษบางอย่าง ที่สามารถลอกเลียนแบบสิ่งของได้อย่างไม่รู้จบ
มิเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวจะมีเม็ดยา และกระบี่บินมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร? เช่นเดียวกับที่ เมิ่งฮ่าวไม่เคยสังเกตเห็นว่า กระบี่บินสิบเล่มได้หายไป ในวันที่ต่อสู้กับหวังเถิงเฟยได้อย่างไร?
กระบี่บินเหมือนจะแตกหักไป แต่ในความเป็นจริง มันได้ถูกซ่างกวนซิวแอบเอาไป และได้ศึกษาอย่างละเอียด สุดท้ายมันก็พบว่า กระบี่ทั้งสิบเล่มนั้น เหมือนกันหมดทุกอย่าง ทั้งรูปลักษณ์ภายนอก และวัตถุดิบที่ใช้ผลิต
ถึงแม้ว่ากระบี่บินทั้งหมด จะดูเหมือนกันโดยปกติทั่วไป แต่ก็มักจะมีจุดเล็กๆที่แตกต่างกันเหลือทิ้งไว้ ในกระบวนการผลิต ซึ่งทำให้เกิดรอยด่างดำในภายหลัง ยกเว้น กระบี่ของเมิ่งฮ่าว ที่มีรายละเอียดทุกอย่างเหมือนกันหมด แน่นอนว่า นี่เป็นข้อสงสัยของซ่างกวนซิว
และมันก็ยังคงไม่ปักใจเชื่อในหลักฐานนั้น แต่ตอนนี้ เมื่อได้เห็นพลังการฝึกตนของเมิ่งฮ่าว ได้บรรลุถึงระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณเรียบร้อยแล้ว มันก็มั่นใจมากยิ่งขึ้น แปดในสิบส่วน
"เจ้าอาจจะก้าวถึงระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ แต่ก็เห็นได้ชัดว่า เจ้าเพิ่งจะทะลวงผ่านมาได้ไม่นาน" ซ่างกวนซิวกล่าว ดวงตามันสายประกายเย็นเยียบ "ถ้าเจ้ายังกล้าที่จะหนีไปอีกในวันนี้ ข้าก็จะระเบิด เซี่ยฉิว (โลหิตลูกกลมๆ) ที่ข้าเพิ่งจะส่งลงจากภูเขานี้ไป ถ้ามันระเบิดขึ้น ผู้คนที่อยู่ในสามเมืองนี้ ก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตา"
มันกังวลมาก ว่าเมิ่งฮ่าวอาจจะหนีไป ดังนั้นก่อนที่จะต่อสู้ มันจึงได้เตรียมการป้องกัน ไม่ให้เขากระทำเช่นนั้นได้
"ข้าจะไม่หนีอีกแล้ว ในวันนี้" เมื่อเมิ่งฮ่าวมองไปที่ซ่างกวนซิว ความทรงจำเกือบห้าปี ก็ไหลบ่ามาท่วมท้นจิตใจของเขา ปัญหาของคนทั้งสอง เกิดขึ้นก่อนที่สำนักจะล่มสลายไป การไล่ล่าหลังจากที่สำนักปิดตัวลง เรื่องทั้งหมดนี้ผุดขึ้นมาในความคิดอย่างรวดเร็ว ความต้องการสังหารของเขาก็แวบขึ้นมา
เขายกมือขึ้น เปลวไฟแห่งงูขนาดใหญ่ก็ปรากฎขึ้น ยาวมากกว่าเก้าสิบฉื่อ (1ฉื่อ ประมาณ 23เซนติเมตร) ไม่เพียงแค่ขนาดเท่านั้นที่ดูน่าประทับใจ แต่ที่หัวของมัน ก็มีเขาขนาดใหญ่ยื่นออกมา เปลวไฟพุ่งออกมาจากลำตัวของมัน ขณะที่มันพุ่งตรงไปที่ซ่างกวนซิว แผ่ความร้อนอันรุนแรงออกมา
ศีรษะที่ถูกตัด ซึ่งอยู่รายรอบซ่างกวนซิว ประทุและลุกไหม้ขึ้นจากความร้อนนี้ บางศีรษะก็เริ่มหมุนกลิ้งไปตามทางของมัน ซ่างกวนซิวหัวเราะขึ้น ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ และธงห้าสีก็ปรากฎขึ้น ธงขนาดใหญ่ถูกคลี่สะบัดออก และหมอกห้าสี ก็ลอยออกมาจากด้านในของธง จากนั้นหมอกก็กลายเป็นปีศาจหมอกห้าตัว แต่ละตัวสูงเกือบสามสิบหกฉื่อ ด้วยรอยยิ้มอันน่าเกลียด พวกมันพุ่งตรงมาที่เปลวไฟแห่งงู
เสียงระเบิดดังกึกก้อง พุ่งชนก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ละแวกนั้น แตกกระจายกลายเป็นฝุ่นธุลี หักโค่นต้นไม้รอบๆ และต้นเถาวัลย์ของภูเขาต้าชิง จนกลายเป็นฝุ่นผง ฝุ่นและขี้เถ้าหมุนวนอยู่ในอากาศ ทำให้ภาพเบื้องหน้าค่อนข้างเลือนลาง
ท่ามกลางความมืดสลัวนั้น เมิ่งฮ่าวพุ่งออกไปข้างหน้า ด้วยความรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ศีรษะที่ถูกตัดซึ่งยังเหลืออยู่บริเวณนั้น ที่ยังไม่ถูกเผาให้เป็นเถ้าถ่าน ก็เริ่มเกลือกกลิ้งตรงไปที่ซ่างกวนซิว ดวงตาของมันสาดประกาย และนิ้วของมันก็ขยับเป็นรูปแบบการสร้างเวทอาคม จากนั้นมันก็ผลักสองมือออกไปยังเบื้องหน้า
"อู่เซ่อชา! (ห้าสีสังหาร)" มันตะโกนออกมา และเสียงกรีดร้องอันโหยหวน ก็ดังอยู่รอบๆตัวมันในทันที เมิ่งฮ่าวตบลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ ม้วนภาพวาดก็ปรากฎขึ้นในมือ เขาคลี่ม้วนภาพออก และสัตว์อสูรหกตัวก็กระโจนออกมา ส่งเสียงร้องคำรามดังไปทั่วบริเวณนั้น
เสียงฟ้าผ่าดังก้องอยู่รอบๆพวกมัน เมิ่งฮ่าวพุ่งตรงไปที่ซ่างกวนซิว ซึ่งสายตาอันเย็นชาของมันได้ส่องประกายออกมา ซ่างกวนซิวพุ่งมาเบื้องหน้าเช่นเดียวกัน ศีรษะที่ถูกตัดก็ถูกบดเป็นฝุ่นผงมากขึ้น
"เจ้ารู้หรือไม่ว่า สำนักเอกะเทวะ ถูกเรียกว่าอะไร ก่อนที่ปรมาจารย์เอกะเทวะจะปรากฎขึ้น?" ซ่างกวนซิวพูดเสียงเย็นชา "มันเรียกว่า สำนักผนึกอสูร!" ทันใดนั้น มันก็มองตรงไปที่จุดสูงสุดของภูเขาต้าชิง และกระทืบเท้าลงไป ภูเขาต้าชิงก็เริ่มส่งเสียงดังกึกก้อง
และทันใดนั้นรังสีอันยากที่จะอธิบาย ก็พุ่งออกมาจากภูเขา มันเป็นเพียงเส้นใย แต่เป็นเส้นใยที่ดูเหมือนว่า จะมีพลังที่สร้างความสะเทือนให้กับสวรรค์สั่นพื้นปฐพี ซึ่งยากจะรับรู้ได้ แต่ภายใต้การควบคุมของซ่างกวนซิว มันก็ลอยขึ้นมาจากพื้นใต้เท้าของเมิ่งฮ่าว
ซ่างกวนซิว ก็ดูเหมือนว่าจะชราลงมากไปกว่าเดิมในทันที ราวกับว่าอายุของมันเพิ่มขึ้นอีกสิบปี มันดูคล้ายกับซากศพซึ่งได้คลานออกมาจากหลุมฝังศพ
เห็นได้ชัดว่าวิชาเวท ที่มันเพิ่งจะใช้ไป คงจะยากอย่างเหลือแสน และต้องใช้อายุอันยาวนานของมันเป็นตัวสร้าง เดิมทีมันไม่เคยคิดว่าจะใช้วิชานี้ แต่เมื่อได้เห็นพลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าว มันก็ไม่มีทางเลือกอื่น เพื่อที่จะจบการต่อสู้นี้ให้เร็วที่สุด เนื่องจากตอนนี้ผู้ฝึกตนทุกคนในแคว้นจ้าว กำลังไล่ล่าเมิ่งฮ่าวอยู่
แน่นอนว่าการต่อสู้ครั้งนี้ ต้องสร้างความสนใจให้ผู้ฝึกตนพวกนั้น ถ้ามันสามารถจบการต่อสู้นี้ได้อย่างรวดเร็ว มันก็จะมีเวลาในการเอาของวิเศษที่มันต้องการจากเมิ่งฮ่าวได้
"สำนักผนึกอสูร ค้นหาอสูรอันยิ่งใหญ่ในโลกนี้ ผนึกพวกมันไว้ ปลดปล่อยวิญญาณของพวกมัน และเอาพลังที่สามารถเหยียบย่ำไปทั่วทั้งสวรรค์ของพวกมันมา! เจ้าเพิ่งจะบรรลุระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ เจ้าจะเอาอะไรมาสู้กับข้า? ถ้าข้าต้องการ ข้าก็สามารถบรรลุพื้นฐานลมปราณได้ ตั้งแต่เมื่อห้าสิบปีที่แล้ว!"
ขณะที่ซ่างกวนซิวพูดจา เมิ่งฮ่าวก็โบกสะบัดม้วนภาพวาด ใช้มันต้านทานรังสีเส้นใยที่ได้โผล่ออกมารอบๆเท้าของเขา
แต่ในทันทีที่ม้วนภาพวาดสัมผัสกับรังสีนั้น เสียงระเบิดอันรุนแรงก็ดังออกมา และมีรอยร้าวปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของม้วนภาพวาด ขณะที่มันถูกกระแทกออกไปอย่างรุนแรง รังสีเส้นใยพุ่งตรงมาที่เมิ่งฮ่าว
เสียงปังดังขึ้น และเมิ่งฮ่าวก็กระอักโลหิตออกมา พัดขนนกปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าของเขาในชั่วพริบตา เพื่อปกป้องคุ้มกันเขา ขณะที่เมิ่งฮ่าวรีบหลบเลี่ยงออกไปในทันที แต่เขาก็ยังคงกระอักโลหิตออกมาอีกสามครั้ง
เพียงการโจมตีแค่ครั้งเดียว เมิ่งฮ่าวก็บาดเจ็บไปเรียบร้อย เห็นได้ชัดว่าซ่างกวนซิว มีวิชาลับซ่อนไว้อยู่มากมาย มันหัวเราะเสียงเย็นชา ด้วยการใช้อายุอันยาวนานของมัน เพื่อสร้างการโจมตีนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สังหารเมิ่งฮ่าวในทันที ซ่างกวนซิวก็คิดว่ามันต้องชนะอย่างแน่นอน มันเดินไปข้างหน้า เหยียบลงไปบนศีรษะที่ถูกตัดซึ่งยังคงเหลืออยู่ จนแหลกละเอียด
ปากของเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยโลหิต แต่ดวงตาของเขาสาดประกายความดุร้ายออกมา ขณะเดียวกับที่ซ่างกวนซิวได้เริ่มเดินตรงเข้ามา เมิ่งฮ่าวก็ยกมือขึ้น และภายในศีรษะที่ถูกตัดออกมานั้น ก็มีควันสีดำพุ่งขึ้นมา และรวมตัวกันเป็นแมงป่องสีดำในทันที
มันเคลื่อนไหวราวสายฟ้า รวดเร็วจนซ่างกวนซิวไม่มีเวลาที่จะดึงเท้ามันกลับ หรือกระโดดหนีออกไป เหล็กในก็จมลงไปในเนื้อตรงเท้าของซ่างกวนซิวเพียงชั่วพริบตา
เมื่อเหล็กในของมันจมลงไป แมงป่องก็กลายเป็นเส้นใยสีดำ ไหลเข้าไปในเท้าของซ่างกวนซิวอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าของมันบิดเบี้ยว เหตุการณ์ที่กลับกลายเป็นเช่นนี้ ช่างรวดเร็วและคาดไม่ถึง แมงป่องนี้ แน่นอนว่า มาจากเม็ดยาเวทที่หาได้ยาก ซึ่งเมิ่งฮ่าวได้มาจาก วันที่มีการแลกเปลี่ยนหอกเหล็ก กับเชียนสุ่ยเหิน และหลู่ซ่ง แห่งสำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) แมงป่องเวทตัวนี้มีพิษอันร้ายแรงยิ่งนัก
เส้นใยสีดำไหลเข้าไปในเท้าของซ่างกวนซิว จากนั้นก็รวมเข้าไปในเส้นลมปราณของมัน กระจายเต็มไปทั่วร่างในทันที ใบหน้าของมันเปลี่ยนเป็นสีดำ และกระอักโลหิตสีดำออกมา มีกลิ่นเหม็นเหมือนปลาเน่า
"นี่คือพิษอะไร!?" ซ่างกวนซิวกล่าว สีหน้าตกใจขณะที่ล่าถอยกลับไป ความรู้สึกอ่อนแรง กระจายไปทั่วร่างของมันราวอุทกภัยไหลบ่า มันรู้ว่ามีเวลาให้คิดเพียงน้อยนิด มันตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ หยิบเม็ดยาขึ้นมา เตรียมจะกลืนลงไป
เมิ่งฮ่าวได้วางแผนมาเป็นอย่างดี เพื่อที่จะโจมตีเช่นนี้ได้ แม้แต่การกระอักโลหิต สามครั้งเมื่อครู่นี้ ก็เป็นการจงใจทำ เพื่อให้ซ่างกวนซิวคิดว่ามันกำลังได้เปรียบ เมื่อเห็นมันถอยไป และหยิบเม็ดยาขึ้นมา เมิ่งฮ่าวก็พุ่งตรงเข้าไป ตบลงที่ถุงเก็บสมบัติ และร่างแหสีดำก็พุ่งออกมา เตรียมจะครอบลงไปที่ซ่างกวนซิว
ต้องใช้เวลาในการอธิบาย สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น นานมากกว่าเวลาที่เกิดขึ้นจริงมากนัก ใบหน้าของซ่างกวนซิวส่องประกายเมื่อมันกำลังจะกลืนเม็ดยาลงไป นิ้วของมันเริ่มขยับเป็นรูปแบบเวทอาคม
ในขณะที่แหได้เริ่มครอบคลุมมัน เมิ่งฮ่าวพุ่งตรงไปโดยไม่มีการหยุดชะงัก ธนูไม้สีดำปรากฎขึ้นในมือ และเขาก็ง้างคันธนูขึ้น จากนั้นก็ส่งลูกธนู ส่งเสียงแหวกฝ่าอากาศตรงไปที่ซ่างกวนซิว
ซ่างกวนซิวเคลื่อนไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว เม็ดยา แหสีดำ ลูกธนู และเวทอาคม มันไม่มีเวลาจัดการทุกอย่าง ทำได้เพียงแค่สองอย่างเท่านั้น
เสียงระเบิดดังออกมา ซ่างกวนซิวกลืนเม็ดยาลงไป แต่ยกเลิกการสร้างเวทอาคม มันเตรียมที่หลบแหสีดำ แต่ไม่สามารถเลี่ยงลูกธนูได้ มันถูกยิงเข้าไปที่ไหล่ด้านขวา โลหิตสีดำพุ่งกระจายออกมา
ความเจ็บปวดรุนแรงแวบขึ้นมาในความรู้สึกของมัน แต่ซ่างกวนซิวก็แค่นเสียงเบาๆออกมา เมิ่งฮ่าวไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย ลูกธนูดอกที่สองก็ส่งเสียงหวีดหวิวตรงเข้ามา ตามด้วยดอกที่สามและสี่ เมิ่งฮ่าวเคลื่อนตรงไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ ทุกก้าวที่เขาย่างไป ก็ยิงลูกธนูออกไป เจ็ดก้าว เจ็ดดอก
ลูกธนูทั้งเจ็ด พุ่งตรงไป ส่งเสียงแหลมเล็กแหวกฝ่าอากาศ ด้วยรังสีสังหารอันน่าตกใจ!
ซ่างกวนซิวถอยหนีอย่างต่อเนื่อง พยายามดิ้นรนเพื่อควบคุม ความเร็วของเส้นใยสีดำภายในร่าง และหลบหลีกลูกธนูที่พุ่งเข้ามาด้วย แต่การอยู่ที่ระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ มันก็ทำอะไรได้ไม่มากนัก มันอาจจะอยู่ในขั้นสูงสุดของระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ อีกนิดเดียวก็จะถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่มันก็ยังคงไม่ใช่ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ
ไม่ มันยังคงอยู่ห่างไกลจากขั้นพื้นฐานลมปราณมากนัก เช่นเดียวกับเมิ่งฮ่าว เขายังคงอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ ความแตกต่างในระดับพลัง ระหว่างทั้งสองขั้นนี้ เหมือนกับความแตกต่าง ระหว่างท้องฟ้า และผืนดิน
มันไม่สามารถทำทุกอย่างให้สมบูรณ์พร้อม ในเวลาเดียวกัน เสียงระเบิดดังออกมา กระหึ่มก้องไปทั่วบริเวณนั้น เมื่อลูกธนูทั้งเจ็ดดอก แทงเข้าไปในแขนขวาของมัน ทำให้แขนข้างนั้นถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง นี่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่มันทำได้ เพื่อป้องกันลูกธนูเหล่านั้น และเพื่อควบคุมพิษในร่างได้ชั่วคราว มันต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยแขนขวา
ถึงแม้ว่ามันจะทำเช่นนั้น แต่ลูกธนูดอกที่แปด ก็พุ่งตรงมาที่มัน จากนั้นก็ดอกที่เก้า มันแหงนหน้าขึ้นไปในท้องฟ้า ส่งเสียงกู่ร้องออกมา
จากวันที่มันได้เริ่ม เดินเข้ามาในเส้นทางแห่งการฝึกตน จนกระทั่งถึงวันนี้ มันไม่เคยได้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ ตรึงเครียดและอันตรายเช่นนี้มาก่อน มันสูญเสียแขนขวาไป! ราคาที่มันต้องจ่าย ความเจ็บปวดที่มันรู้สึก ผลักดันให้ความต้องการสังหารเมิ่งฮ่าวของมัน เข้มข้นสูงขึ้นมากกว่าเดิม
ดวงตาของมันแดงก่ำ พิษอยู่ในความควบคุม แต่ก็ไม่ง่ายที่จะขจัดให้หายไป ความจริงแล้ว ณ ขณะนี้ มันก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะขจัดพิษนี้ ถ้ามันยังอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ มีเพียงขั้นพื้นฐานลมปราณเท่านั้น ที่จะทำได้
"เทียนเหอไห่! (ทะเลทางช้างเผือก)" มันตะโกนออกมา เส้นผมลอยขึ้นไปอย่างบ้าคลั่ง มันกัดลิ้นเล็กน้อย และพ่นโลหิตออกมา ไข่มุกสีม่วงลอยออกมาจากกลุ่มโลหิต ภายในไข่มุก สามารถเห็นสายลมอันรุนแรงบ้าคลั่งอยู่ด้านใน เมื่อไข่มุกปรากฎขึ้น สายลมอันดุร้ายรุนแรงก็พุ่งออกมา ส่งผลให้ลูกธนูสามดอกสุดท้ายของเมิ่งฮ่าวหมุนคว้างออกไป จากนั้นก็หักกระจายออกเป็นชิ้นๆอย่างง่ายดาย
ตอนที่ 74: ไม่ผ่านหนึ่งร้อยปี
ไข่มุกหมุนควงกลับเข้าไปในปากของซ่างกวนซิว จากนั้นมันก็ใช้มือข้างที่ยังเหลืออยู่ ตบลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ กระบี่บิน ธงและของวิเศษอีกมากมาย ก็ปรากฎขึ้น ทั้งหมดพุ่งตรงออกไปในเวลาเดียวกัน จากนั้นของวิเศษแต่ละชิ้นพวกนั้น ก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ซ่างกวนซิวยกมือขึ้น และชิ้นส่วนของวิเศษหลากชนิดนั้น ก็รวมตัวกันกลายเป็นบางสิ่งที่คล้ายทะเล
เมื่อมองจากที่ห่างไกล ก็เห็นชิ้นส่วนอันมากมายพวกนั้น ส่องแสงเจิดจ้าบาดตา ทำให้ดูเหมือนราวกับว่า มีทะเลจริงๆกำลังลอยขึ้นไปในท้องฟ้า ทะเลเริ่มหมุนคว้าง จากนั้นก็ส่งเสียงหวีดหวิวแหวกฝ่าอากาศ พุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าว
นี่คือ เทียนเหอไห่ (ทะเลทางช้างเผือก) วิชาเวทซึ่งมันได้เรียนรู้มาจาก ปรมาจารย์เทียนเหอ เมื่อหลายปีมาแล้ว วิชานี้ได้มีการแบ่งออกเป็นหลายระดับ ระดับที่ต่ำสุด สามารถใช้ได้กับบางคน ที่อยู่ระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ
แน่นอนว่า ใครก็ตามที่เป็นผู้ฝึกตนระดับพื้นฐานลมปราณ สามารถที่จะโบกสะบัดแขนเสื้อ และสร้างเทียนเหอไห่นี้ จากชิ้นส่วนของสิ่งต่างๆได้ อย่างไรก็ตาม ในขั้นรวบรวมลมปราณ มันก็เป็นวิชาที่ทรงพลังอย่างแท้จริง
เมื่อเป็นเช่นนี้ มันก็ไม่ใช่วิชาที่จะสร้างขึ้นมาได้โดยง่ายดาย มีเพียงบางคนที่อยู่ในขั้นสูงสุด ของระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ และต้องเป็นผู้ที่มีพลังลมปราณ อันมากมายมหาศาลเท่านั้นถึงจะทำได้ ในเมืองเทียนเหอทั้งหมด มีเพียงซ่างกวนซิวคนเดียว ที่อยู่ในระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ ที่สามารถทำได้
ณ ตอนนี้ มันต้องการที่จะยุติการต่อสู้ครั้งนี้ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ไม่เพียงแต่จะต้องการของวิเศษจากเมิ่งฮ่าวเท่านั้น มันยังต้องกลับไปยังเมืองเทียนเหอ เพื่อขจัดพิษในร่างของมัน ดังนั้นมันจึงโจมตีด้วยวิชาที่ทรงพลังของมันมากที่สุด ส่งผลให้ก้อนเมฆของชิ้นส่วนของวิเศษ พุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างรวดเร็ว เมื่อมันเข้ามาใกล้ เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจลึกๆและตบลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ
กระบี่บินเล่มแล้ว เล่มเล่าปรากฎออกมา กระบี่สิบเล่ม ห้าสิบ หนึ่งร้อย จนกระทั่งมีกระบี่บินสามร้อยเล่ม หมุนคว้างลอยไปมารอบตัวเขา เมิ่งฮ่าวยกมือขึ้น จากนั้นก็ผลักกระบี่บินพวกนั้นออกไปด้านหน้า
เมื่อเขาทำเช่นนี้ กระบี่บินสามร้อยเล่ม ก็กลายเป็นพิรุณกระบี่อันมากมาย จากนั้นก็รวมกันเป็นร่างของมังกรปีกวารี เขาเดินไปข้างหน้า และเส้นใยของแสงสีทองสองเส้น ก็ปรากฎขึ้นในมือ กระบี่ไม้สองเล่ม ร่างของเขากลายเป็นลำแสง เมื่อเขาบินเข้าไปในพิรุณกระบี่ของมังกรปีกวารี
มันเหมือนราวกับว่า เขาได้กลายเป็นจิตวิญญาณของ กระบี่บินมังกรปีกวารี มันชูศีรษะขึ้นไปในท้องฟ้า และส่งเสียงคำรามออกมา จากนั้นก็พุ่งตรงไปที่เทียนเหอไห่ (ทะเลทางช้างเผือก)
เสียงระเบิด ดังกระหึ่มก้องออกมา สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี ทะเลทางช้างเผือก ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนของวิเศษ ปะทะกับกระบี่บินของเมิ่งฮ่าว เสียงปะทุดังออกมา เมื่อกระบี่เล่มแล้วเล่มเล่า แตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ แต่เมื่อเทียนเหอไห่ ปะทะกับกระบี่สิบเล่ม เมิ่งฮ่าวก็ผลักดันอีกสิบเล่มเข้าไปแทนที่
ตอนนี้ กระบี่บินที่เขาสามารถควบคุมได้พร้อมกัน มากที่สุดก็คือสามร้อยเล่ม ภายในถุงเก็บสมบัติของเขาตอนนี้ มีอยู่ทั้งหมดเจ็ดร้อยเล่ม ซึ่งเขาได้ค่อยๆผลิตมันขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปีก่อน หลังจากการต่อสู้อันดุร้ายกับติงซิ่น และระหว่างช่วงการทะลวงผ่านระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ เขาได้เตรียมตัวอย่างเต็มที่
เมื่อได้เห็นกระบี่บินมามายปานนี้ สีหน้าของซ่างกวนซิวเปลี่ยนไป มือซ้ายของมันขยับเป็นรูปแบบ การสร้างเวทอาคม จากนั้นก็มีอาวุธเวทอีกมากมาย รวมเข้าไปในเทียนเหอไห่ (ทะเลทางช้างเผือก)
กระบี่บินของเมิ่งฮ่าว ส่งเสียงกรีดร้อง เมื่อพวกมันพุ่งเข้าไปปะทะกับเทียนเหอไห่ อย่างต่อเนื่อง เสียงของมันดังกระหึ่มออกมาในทุกทิศทาง และพลังของเทียนเหอไห่ก็ช่างน่ากลัวเป็นยิ่งนัก ณ ขณะนี้ เขาไม่สามารุถจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างง่ายดาย
ทันใดนั้น เขาก็หมุนตัว ทำให้กระบี่บินที่วนอยู่รอบๆตัวเขา ก็เริ่มหมุนตาม พวกมันหมุนวนเร็วขึ้น และเร็วยิ่งขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นลมหมุน ซึ่งมีเมิ่งฮ่าวเป็นจุดศูนย์กลาง เขาหยุดการเคลื่อนไหว แต่กระบี่บินลมหมุน ก็ยังคงหมุนวนเร็วขึ้น และเร็วขึ้นต่อไป
จากที่ห่างไกล มันดูราวกับว่า กำลังมีพายุที่หมุนวนอย่างรวดเร็ว ได้พุ่งตัดเข้าไปยังตรงกลางของเทียนเหอไห่ (ทะเลทางช้างเผือก) ชิ้นส่วนของวิเศษในเทียนเหอไห่ ก็ชนปะทะกับกระบี่บินอย่างต่อเนื่อง หลังจากหายใจผ่านไปไม่กี่ครั้ง กระบี่บินก็เคลื่อนไปข้างหน้า ตัดผ่านทะเลเทียนเหอออกไป
สีหน้าซ่างกวนซิวบิดเบี้ยว พลังการฝึกตนของเมิ่งฮ่าว และจำนวนของวิเศษที่เขามี ช่างน่าตกใจเป็นยิ่งนัก สิ่งที่น่าตกใจมากที่สุด ก็คือ ประสบการณ์การต่อสู้ของเขา ความสามารถในการเปลี่ยนวิธีต่อสู้ด้วยเวทอาคมอย่างรวดเร็ว ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ซ่างกวนซิวยากจะเชื่อเป็นที่สุด
ท่ามกลางเสียงร้องคำรามดังกระหึ่ม เมิ่งฮ่าวและพิรุณกระบี่ของเขาก็ ทะลวงผ่านเทียนเหอไห่ (ทะเลทางช้างเผือก) ส่งผลให้ชิ้นส่วนของมันกระจัดกระจายออกไป
ทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวก็กระโดดไปข้างหน้า เส้นใยสีทองสองเส้น ซึ่งคือสองกระบี่ไม้ ก็ส่งเสียงหวีดร้องแหลมเล็ก เมื่อพวกมันพุ่งผ่านอากาศออกไปพร้อมกับเขา ความตกใจปกคลุมใบหน้าของซ่างกวนซิว
"เมิ่งฮ่าว!" มันร้องออกมา พุ่งหลบไปด้านหลัง ด้วยความรวดเร็วเท่าที่จะทำได้ ด้วยสีหน้าตกใจกลัวอย่างที่สุด ในทางตรงข้ามกัน เมื่อเมิ่งฮ่าวโจมตี เขาจะไม่พูดแม้แต่คำเดียว สีหน้าของเขาสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย เขาเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก เล็งกระบี่ไม้ทั้งสองเล่ม หนึ่งแทงตรงไปที่หัวใจ และอีกเล่ม ที่หน้าผาก
ซ่างกวนซิวตกอยู่ในสถานการณ์ที่เดือดร้อนเป็นอย่างมาก ในตอนแรกมันเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่หลังจากถูกพิษ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ตกต่ำลง มันไม่สามารถขจัดพิษออกไปได้ ซึ่งก็หมายความว่า มันไม่สามารถใช้พลังการฝึกตนของมันได้อย่างเต็มที่ มันจำเป็นต้องใช้พลังบางส่วนมาสะกดพิษไม่ให้กำเริบ ตอนนี้มันถูกบังคับให้ต้องถอยหลังไป หนึ่งก้าวในเวลานี้
ซ่างกวนซิวยกมือขึ้นมา ทุบไปที่หน้าอกของมันอย่างรวดเร็ว กระอักโลหิตออกมา ท่ามกลางละอองโลหิต ไข่มุกที่เคยปรากฎขึ้นเมื่อครู่นี้ ก็แวบเป็นแสงโค้งพุ่งตรงไปป้องกันกระบี่ไม้ทั้งสองเล่มไว้ เกราะป้องกันก็เริ่มสั่นในทันที และจากนั้นก็เริ่มแตกร้าวออกมา ผลักดันให้ซ่างกวนซิวถอยไปด้านหลังรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
เมื่อได้เห็นเกราะป้องกันเริ่มแตกร้าว ซ่างกวนซิวก็รีบพูดขึ้นมา
"เมิ่งฮ่าว พวกเราหยุดกันแค่นี้เถอะ สามสำนักใหญ่กำลังค้นหาเจ้า และการต่อสู้ครั้งนี้ ต้องกระตุ้นความสนใจของพวกมันเป็นแน่ พวกมันอาจจะมาถึงได้ทุกเมื่อ ข้าไม่ต้องการทำอันตรายชาวบ้านในสามเมืองนี้ เรามาเลิกเป็นศัตรูต่อกัน เจ้าคิดว่าอย่างไร?"
เมิ่งฮ่าวไม่ตอบ พลังลมปราณของเขาเพิ่มสูงขึ้น และกระบี่ไม้ก็ส่องประกายออกมา เคลื่อนผ่านเกราะป้องกันไป ตอนนี้ ซ่างกวนซิวตกใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมเสียงกู่ร้อง มันโบกสะบัดมือ ชี้ลงไปที่ด้านล่างของภูเขา
"ถ้าเจ้ายังขืนโจมตีต่อ ข้าจะกำจัดผู้คนทั้งสามเมืองนี้ให้หมด!"
"เสี่ยวหู่! (พยัคฆ์น้อย)" เมิ่งฮ่าวตะโกน นี่เป็นครั้งที่สอง ที่เขาได้พูดระหว่างการต่อสู้
เมื่อเสียงตะโกนของเขาดังออกมา แสงระยิบระยับสีแดงเลือด ก็มองเห็นได้ ที่ด้านล่างของภูเขา โลหิตรูปทรงกลมปรากฎขึ้น มันเริ่มขยายตัวออก ราวกับว่ามันกำลังจะระเบิดออกมา เงาร่างผอมแห้งก็ปรากฎขึ้น มันไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก เสี่ยวหู่ มันกัดฟันแน่น ไข่มุกในมือยื่นออกไปข้างหน้า
ไข่มุกพุ่งตรงไปยังเซี่ยฉิว (โลหิตลูกกลมๆ) หมุนวนอยู่รอบๆมัน ก่อตัวเป็นม่านกั้น ครอบไปที่เซี่ยฉิวอย่างรวดเร็ว ทำให้โลหิตลูกกลมๆนั้นหยุดการขยายตัวในทันที
"เมิ่งฮ่าว ข้าควบคุมมันได้แค่ชั่วธูปไหม้หมดหนึ่งดอกเท่านั้น!" ขณะที่พูด เสี่ยวหู่ก็กระอักโลหิตออกมา จากนั้นก็นั่งลงขัดสมาธิเข้าฌาณไป
เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ทำให้ใบหน้าของซ่างกวนซิวเปลี่ยนไปหลายรูปแบบ แต่มันก็ไม่มีเวลาที่จะทำอะไรไปมากกว่านี้ ด้วยเสียงระเบิดที่ดังออกมา เกราะป้องกันก็แตกออกเป็นชิ้นๆ และไข่มุกของมันก็แหลกสลายเป็นเสี่ยงๆ กระบี่ไม้สองเล่มพุ่งไปข้างหน้าอีกครั้ง เมิ่งฮ่าวอยู่ด้านหลัง รังสีสังหารของเขา พุ่งขึ้นไปจนถึงสวรรค์
โลหิตพ่นกระจายออกมาจากปากของซ่างกวนซิว และมันก็ไม่สามารถควบคุมพิษในร่างได้อีกต่อไป มันระเบิดออกมา ส่งผลให้ร่างกายมันชาด้านไร้ความรู้สึก มันล่าถอยอย่างต่อเนื่อง รอยยิ้มเศร้าโศกปรากฎขึ้นบนใบหน้าของมัน
"สวรรค์ไม่ยอมช่วยข้า…" มันกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะอันขมขื่น "เมิ่งฮ่าว ข้าจะไม่แพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้ และเจ้า… ข้าขอสาบานว่า ข้าจะทำลายเส้นลมปราณของเจ้า!" รอยยิ้มของมันดูเหมือนว่าจะมี ความไม่พอใจอย่างรุนแรง ตามมาด้วยความรู้สึก ที่ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ไม่มีความสิ้นหวังรวมอยู่ในนั้น
มือซ้ายของมัน ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ ไม่สนใจกระบี่ไม้ที่พุ่งเข้ามา มันถือเม็ดยาขึ้นมา เมื่อเม็ดยาปรากฎขึ้น พลังลมปราณที่อยู่บริเวณนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะพลุ่งพล่านขึ้นมา และกลิ่นหอมของตัวยาก็เต็มอยู่ในอากาศ ด้วยเสียงหัวเราะอันขมขื่น มันกลืนเม็ดยาลงไป
เมื่อเมิ่งฮ่าวได้เห็นยาเม็ดนี้ ดวงตาของเขาก็หดแคบลง มันมีสีเหลืองอำพัน และไม่ใช่เม็ดยาไหนอื่น แต่เป็นเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ บนผิวของมันจารึกไว้ด้วยเครื่องหมาย นี่เป็นเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ ซึ่งเป็นเม็ดเดียวกับที่เขาได้ขายไปที่เมืองเทียนเหอ
"ข้า ซ่างกวนซิว บรรลุระดับแรก ของการรวบรวมลมปราณ เมื่ออายุสิบเจ็ดปี" มันพึมพำกับตัวเอง "ตอนอายุสามสิบ ข้าก็อยู่ระดับหก สามสิบเก้า ข้าอยู่ระดับเก้า วันนี้ ข้าอายุ เก้าสิบเก้าปี…"
มันไม่มองเมิ่งฮ่าวแม้แต่น้อย แต่จ้องมองไปบนท้องฟ้าแทน ในทันใดนั้น พลังลมปราณในร่างกายของมันก็ประดังพรั่งพรูขึ้นมา มันไม่ขยับตัว แน่นอนว่า มันไม่สามารถขยับได้ จนกระทั่งเม็ดยาพื้นฐานลมปราณได้ถูกดูดซับเข้าไปจนหมดสิ้น
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ในช่วงอ่อนแอ แต่พลังลมปราณในร่างของมันก็มากมายมหาศาล มากกว่าระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณอีกมากนัก เมื่อลมปราณของมันทะยานตรงไปที่ขั้นพื้นฐานลมปราณ กระบี่ไม้สองเล่ม ก็ตรงเข้ามาช้าๆ หยุดห่างจากร่างของมันประมาณหนึ่งคืบ
สีหน้าของเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนไป เขาสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณในร่างของซ่างกวนซิว เข้มข้นมากขึ้น และมากขึ้น มันกำลังจะบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณในตอนนี้บนภูเขาต้าชิง ถ้าสีหน้าของเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนไป สีหน้าของเสี่ยวหู่ก็ยิ่งเปลี่ยนไปมากกว่า
"ข้าสามารถที่จะบรรลุถึงขั้นพื้นฐาน เมื่อห้าสิบปีที่แล้ว" ซ่างกวนซิวกล่าว สีหน้ามันหมองคล้ำลง ดูป่าเถื่อนมากขึ้น
"แต่ข้าไม่ต้องการ ข้าไม่ต้องการพื้นฐานไร้ตำหนิ ข้าวางแผนมาห้าสิบปี เพื่อบรรลุขั้นพื้นฐานที่สร้างความสั่นสะเทือนให้โลกนี้ได้ มันเป็นขั้นที่ดีกว่าพื้นฐานไร้ตำหนิ! ข้าต้องการบรรลุขั้นพื้นฐานสมบูรณ์แบบ แต่วันนี้… โชคร้าย ที่วันนี้ข้าได้รับบาดเจ็บ และถูกพิษ ถ้าข้าไม่บรรลุถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ ข้าก็ต้องตายอย่างแน่นอน ห้าสิบปีของการเตรียมตัว และในขั้นตอนสุดท้าย… ถูกทำลายโดยเจ้า! เมิ่งฮ่าว รู้หรือไม่ว่าข้าเกลียดเจ้ามากเท่าไหร่!?"
ซ่างกวนซิวก้มหน้าลง จ้องไปที่เมิ่งฮ่าว มันไม่ได้กัดฟันหรือกู่ร้อง ใบหน้าของมันเยือกเย็น และดวงตาของมัน ก็เต็มไปด้วยความเกลียดชังอันรุนแรง ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ได้สลักลึกลงไปถึงกระดูก และจิตใจของมัน
หัวใจของเมิ่งฮ่าวเริ่มเต้นแรงขึ้น และรู้สึกถึงเงาแห่งความตายได้ปกคลุมลงมา แต่เขาไม่ยอมถอย ประกายตาวาบขึ้น เขาคิดย้อนกลับไป ช่วงที่เขาได้กลืนเม็ดยาพื้นฐานลมปราณลงไป เขาไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้นานถึงสองเดือน
"ตอนนั้นข้าอยู่ระดับแปดของการรวบรวมลมปราณ ดังนั้นมันจึงใช้เวลาสองเดือน" เมิ่งฮ่าวคิด
"ซ่างกวนซิวอยู่ในขั้นสูงสุดของระดับเก้ามาห้าสิบปี มันอาจจะดูดซับพลังของเม็ดยาได้เร็วขึ้น แต่มันต้องมีวิธี!"
ดวงตาของเขาส่องประกาย เขาหยิบชงไถตาน (เม็ดยาประจุไต้ฝุ่น) ออกมา และใส่เข้าไปในปากกลืนลงไป เมื่อพลังลมปราณกระจายออกไปทั่วร่าง เขาก็โบกมือไปที่กระบี่ไม้ทั้งสองเล่ม
ด้วยเสียงดังก้อง กระบี่ไม้สองเล่มสั่นไปมา จากนั้นก็เริ่มเปล่งอานุภาพออกมา มันค่อยๆเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ ใกล้เข้าไปยังซ่างกวนซิวเรื่อยๆ เมื่อกระบี่ไม้ทั้งสองเล่มห่างจากมันสามชุ่น (1ชุ่น = 2.3เซนติเมตร) กระบี่ไม้ทั้งสองก็เริ่มหยุดลง นี่เป็นข้อจำกัดของเมิ่งฮ่าว เขามีพลังลมปราณไม่เพียงพอ และไม่สามารถทำให้กระบี่ขยับเคลื่อนออกไปได้อีกแม้แต่น้อย
"เจ้าช่างไม่ประมาณตนนัก" ซ่างกวนซิวพูดพร้อมหัวเราะอย่างเย็นชา
"ข้าสามารถที่จะบรรลุถึงขั้นพื้นฐานลมปราณได้ ตั้งแต่เมื่อห้าสิบปีที่แล้ว ด้วยความลึกซึ้งของพลังการฝึกตนของข้า ข้าสามารถที่จะดูดซับเม็ดยาพื้นฐานลมปราณในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เจ้าน่าจะรีบหนีไปในตอนนี้ แต่ถึงเจ้าจะหนีไปถึงสุดขอบโลก ข้าก็บอกได้เลยว่า เจ้าต้องตายแน่นอน"
มันจ้องไปที่เมิ่งฮ่าว ด้วยความเกลียดชังที่สามารถปลุกความคิดได้เป็นร้อยวิธี ที่จะสังหารเมิ่งฮ่าว
ตอนที่ 75: เส้นทางโบราณปรากฎขึ้นอีกครั้ง!
สีหน้าของเมิ่งฮ่าวเคร่งขรึม เขามองไปที่กระบี่ไม้สองเล่ม ซึ่งลอยห่างจากซ่างกวนซิวสามชุ่น (1ชุ่น = 2.3เซนติเมตร) เป็นสามชุ่นที่คล้ายกับหุบเหวอันกว้างใหญ่ ซึ่งเมิ่งฮ่าวไม่สามารถข้ามมันไปได้ ด้วยพลังการฝึกตนของเขาในตอนนี้
ซ่างกวนซิว ณ เวลานี้ ไม่สามารถเรียกว่า ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่ามันยังคงอยู่อีกไกลจากขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่เสาแห่งเต๋าก็ได้ก่อตัวขึ้นภายในแกนทะเลสาบลมปราณของมัน ณ ตอนนี้ ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าว จะอยู่ทีระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ แต่เขาก็อ่อนแอมาก เมื่อเทียบกับซ่างกวนซิว ซึ่งเขาไม่สามารถจะต้านทานได้ แม้แค่การโบกมือเพียงครั้งเดียวของมัน
ช่องว่างระหว่างขั้นพื้นฐานลมปราณ และขั้นรวบรวมลมปราณ ราวกับช่องว่างระหว่างท้องฟ้าและผืนดิน และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถึงแม้จะมีข้อยกเว้นของเหตุการณ์ ที่ไม่คาดคิดบางอย่างซึ่งสามารถต่อต้านสวรรค์ มันก็เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลขั้นรวบรวมลมปราณ จะสังหารผู้ที่อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณได้
การต่อสู้ของคนทั้งสอง ก็เหมือนกับการต่อสู้ระหว่างทารก และบุรุษที่แข็งแรง ถึงแม้ว่าบุรุษผู้นั้นจะอ่อนแอก็ตามที มันก็ยังคงสามารถสังหารทารกด้วยการขยับมือแค่ครั้งเดียว
ตอนนี้ เมิ่งฮ่าวมีเวลาน้อยกว่าครึ่งชั่วยาม ก่อนที่ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จะปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้า โอกาสของเขามีเพียงน้อยนิด แต่ถ้าถึงเวลานั้น เขาก็จะไม่มีโอกาสอีกเลย
เวลาเลื่อนผ่านไป และเงาแห่งความตายก็ใกล้เข้ามา ถึงแม้ว่าเขาจะบินหนีไป แต่ก็หนีไปได้ในเวลาแค่ช่วงสั้นๆ ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน แม้จะเป็นมุมที่ไกลสุดของทะเลเทียนหยา (สุดขอบโลก) เขาก็ยังคงไม่อาจหลบหนีความตายไปได้
"ข้าควรจะทำอย่างไร…" ดวงตาของเมิ่งฮ่าวแดงก่ำ เขาไม่ใช่เป็นผู้ที่มีความกังวลใจเพียงคนเดียว ตรงเชิงเขาด้านล่าง สีหน้าของเสี่ยวหู่ซีดขาว มันได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ จนต้องกัดฟันแน่น
"เมิ่งฮ่าว!" มันตะโกนขึ้น ขยับนิ้วเป็นรูปแบบการสร้างเวทอาคม จากนั้นก็ตบลงไปที่หน้าอก พ่นโลหิตมากมายออกมา กระจายตรงออกไปเบื้องหน้า และกลายเป็นเมฆสีแดง รูปร่างเหมือนมือที่กำไว้อยู่ "ไข่มุกนี้คือชีวิตของข้า ให้ข้าได้ช่วยเจ้าบ้าง"
เมื่อคำพูดออกมาจากปากของมัน มันก็หมดสติล้มลงไป ไข่มุกดูดเมฆโลหิตของเสี่ยวหู่เข้าไป จากนั้นก็เริ่มส่องแสงเป็นประกายสีแดงออกมา หมุนวนไปหลายรอบ รอบๆเซี่ยฉิว (โลหิตลูกกลมๆ)
แต่ในทันใดนั้น ไข่มุกก็พุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าว เมื่อมันไปถึง แสงสีแดงก็ทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ห่อหุ้มเมิ่งฮ่าวด้วยแสงของมันไว้
ณ เวลานั้น ความรู้สึกแปลกๆ ก็เติมเต็มอยู่ในจิตใจของเมิ่งฮ่าว รู้สึกราวกับว่า พลังการฝึกตนของเขา ได้พุ่งสูงมากขึ้นไปในทันใด!
แกนทะเลลมปราณสีทองของเขา ก็เริ่มส่งเสียงกระหึ่ม เมื่อมันขยายตัวออกไป ภายในทันทีนั้นเอง มันก็มีขนาดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทันใด ขอบเขตอันไม่มีที่สิ้นสุดของมัน เพิ่มมากขึ้นจนเหมือนกับว่ามันกำลังจะระเบิดออกมา ภายในร่างของเขา
ทันใดนั้น ร่างของเมิ่งฮ่าวก็ส่องประกายแสงสีทองออกมา ทำให้เขาดูไม่ธรรมดาโดยสิ้นเชิง
แกนอสูรภายในร่างของเขาไม่ได้กระเพื่อมขึ้นลง แต่เริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็วแทน เมื่อเป็นเช่นนี้ พลังลมปราณอันเข้มข้น ก็ไหลบ่าออกมาจากร่างของเมิ่งฮ่าว เติมเต็มจิตใจของเขาด้วยเสียงกระหึ่มของสายฟ้า และ… เส้นใยของลมปราณ!
ลมปราณอันอ่อนแอ เหมือนกับเส้นใย ที่เขารู้สึกได้ ตอนที่บรรลุระดับแรก ของการรวบรวมลมปราณ
สิ่งที่เมิ่งฮ่าวไม่รู้ ก็คือ เส้นใยลมปราณในจิตใจของเขานี้ จริงๆแล้วเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตน ขั้นพื้นฐานลมปราณ มีอยู่ในครอบครอง มันก็คือ จิตสัมผัส!
แม้แต่ซ่างกวนซิวก็ยังไม่มี เนื่องจากมันยังไม่บรรลุถึงขั้น พื้นฐานลมปราณ โดยสมบูรณ์
ถึงแม้เมิ่งฮ่าว ยังไม่ผ่านไปถึงขั้น พื้นฐานลมปราณด้วยเช่นกัน แต่เขาก็บรรลุถึงระดับสิบ ของการรวบรวมลมปราณ! เสียงปะทุดังออกมาจากภายในร่างของเขา
สิ่งสกปรกจำนวนมากมาย ผุดขึ้นมาจากรูขุมขน เมื่อเขาผ่านขั้นตอนการชำระล้างร่างกาย ไปสู่ระดับที่สูงของ การรวบรวมลมปราณ กว่าทุกๆคนในโลกแห่งผู้ฝึกตนนี้
ระดับขั้นสิบ ของการรวบรวมลมปราณ!
ศีรษะของเมิ่งฮ่าวหมุนมึนงง เพียงชั่วพริบตา ร่างของเขาก็เหนียวแน่นและแข็งแรงมากขึ้น ไม่เพียงแต่จะมีจิตสัมผัสเพิ่มขึ้นมา แต่ร่างของเขาก็มีความแข็งแกร่งมากขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ในโลกแห่งผู้ฝึกตน ระดับขั้นสิบ ของการรวบรวมลมปราณ เป็นสิ่งที่ยากจะพบเห็น ในความเป็นจริง ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ มีผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งมากมาย ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับขั้น รวบรวมลมปราณ… เพื่อเป้าหมายในการบรรลุถึงระดับขั้นสิบ สิบเอ็ด และ สิบสอง
ถ้าพูดตามหลักเหตุผลมันก็เป็นไปได้ ในบางส่วนของตำราโบราณ ได้มีการพูดถึงระดับขั้นเหล่านี้ จากการคาดคะเน เมื่อโบราณนานมาแล้ว ขั้นรวบรวมลมปราณ มีทั้งหมดสิบสามระดับ!
ในตำนาน แม้จะเป็นช่วงเวลาโบราณนั้น มันก็ยากที่จะมีใครบรรลุถึงระดับสิบ และหายากมากยิ่งขึ้นสำหรับระดับสิบเอ็ด ใครก็ตามที่บรรลุถึงระดับนั้น ย่อมสามารถเขย่าโลกให้สั่นสะเทือนได้
ในโลกแห่งการฝึกตนยุคใหม่ ระดับขั้นสิบ ของการรวบรวมลมปราณ ไม่มีอะไรมากไปกว่า การเป็นตำนาน
นานนับปี จากรุ่นสู่รุ่นของผู้ฝึกตนได้บรรลุถึงแค่ระดับขั้นเก้า ของการรวบรวมลมปราณ และในที่สุด ทุกคนก็คิดว่าขั้นรวบรวมลมปราณ สูงสุดอยู่ที่ระดับเก้า
เมื่อโบราณกาล ได้มีถึงระดับสิบสาม ของการรวบรวมลมปราณ แต่ได้ถูกกำหนดให้จำกัดอยู่ที่ระดับเก้า สำหรับระดับสิบ และสูงกว่านั้น ได้ถูกทำลายลงด้วยความต้องการแห่งสวรรค์ จากนั้นเป็นต้นมา จึงมีเพียงแค่ระดับเก้า!
ยังมีความคิดเห็นอื่นอีก แต่ก็ถูกปฏิเสธจากคนส่วนใหญ่ ซึ่งเห็นว่ามันไร้สาระ นั่นก็คือ ความต้องการแห่งสวรรค์ครั้งโบราณกาลได้ตายลง และความต้องการใหม่ของสวรรค์ได้เกิดขึ้น
ซึ่งมันยอมรับแค่ระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ และได้ทำลายวิถีทางที่จะบรรลุไปสู่ระดับสิบทิ้งไป เนื่องจากใครก็ตามที่เดินตามวิถีทางของระดับสิบ คนผู้นั้นสามารถที่จะต่อต้านสวรรค์ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องห้าม
ถ้าผู้ฝึกตนใด สามารถที่จะรวบรวมลมปราณ ของสวรรค์และปฐพีได้มากพอ ก็สามารถที่จะเดินไปบนเส้นทาง ที่จะบรรลุถึงระดับสิบ ของการรวบรวมลมปราณ ที่เล่าขานกันมาตั้งแต่ครั้งสมัยโบราณได้!
เส้นทางนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่โชคร้าย ที่มันได้ถูกทำลายลง ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และถึงแม้ว่ามันจะยังคงมีอยู่ แต่ก็ถูกทำลายลงจนเกินกว่าจะซ่อมแซมได้
แต่วันนี้ มันได้ปรากฎขึ้นในร่างกายของเมิ่งฮ่าว ผู้ที่มองเห็นได้ ไม่ใช่แค่เขาเพียงคนเดียว แต่ซ่างกวนซิวที่ตะลึงอยู่ ก็มองเห็นด้วยเช่นกัน มันจะเชื่อได้อย่างไรว่า ตรงเบื้องหน้ามัน เมิ่งฮ่าว… ได้เข้าไปสู่ระดับสิบ ของการรวบรวมลมปราณ ในตำนาน?
"เป็นไปไม่ได้… ระดับสิบของการรวบรวมลมปราณ เป็นเพียงแค่ในตำนาน" สีหน้าของซ่างกวนซิวเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"จากเรื่องที่เล่าต่อกันมา ระดับสิบของการรวบรวมลมปราณ เป็นขั้นเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย… มันมีอยู่แต่ในทฤษฎีเท่านั้น แม้แต่ในสมัยโบราณ ก็ยากที่จะบรรลุได้… เป็นไปไม่ได้!"
ถ้าเสี่ยวหู่ไม่ได้หมดสติไป มันก็คงตกตะลึงด้วยเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าไข่มุกเป็นของมัน จะประกอบด้วยพลังแห่งชีวิตของมัน ไข่มุกเม็ดนั้นก็ไม่เคยส่งผลอันน่าตกใจเช่นนี้กับมันมาก่อน
ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ระดับไหน ไข่มุกก็ทำให้มันมีระดับพลังลมปราณสูงขึ้นไปแค่ครึ่งหนึ่งอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้มันอยู่ที่ระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ แต่ในเรื่องของพลังลมปราณ มันอยู่ในจุดครึ่งทางของระดับหก
เส้นผมของเมิ่งฮ่าวลอยขึ้นไปอย่างพลุ่งพล่าน และดวงตาก็ส่องประกายเจิดจ้า เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกถึงพลังลมปราณอันมหาศาล พรั่งพรูอยู่ในร่าง
เขารู้สึกถึงเส้นใยของลมปราณอยู่ภายในจิตใจ เช่นเดียวกับความแข็งแกร่ง ที่กำลังกระเพื่อมอยู่ภายในกล้ามเนื้อ และโลหิต เขารู้ว่า ณ ตอนนี้ เขาไม่ได้อ่อนแออีกแม้แต่น้อย
แต่มันก็ยังมีผลข้างเคียง เมื่อเขาได้บรรลุถึงระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณ มันก็ดูเหมือนว่า สวรรค์ได้ตัดการเชื่อมต่อทุกอย่างกับเขาในทันที เขาไม่สามารถรู้สึกถึงพลังใดๆของสวรรค์และปฐพีได้อีก
ราวกับว่ามันได้ถูกแยกออกไปโดยสิ้นเชิง เขารู้สึกถึงการดูดซับอย่างรุนแรงภายในร่างกาย ราวกับว่าเขาได้เกิดใหม่เป็นเด็กทารก ซึ่งต้องการสารอาหาร… แต่ก็ถูกปฏิเสธ
ณ ตอนนี้ ร่างกายของเขาก็ยังคงดูเหมือนนักศึกษาที่อ่อนแอ แต่ในความเป็นจริง เนื้อหนังของเขา ได้เต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง ซึ่งเขารู้สึกราวกับว่า สามารถที่จะฉีกกำแพงเมืองออกเป็นสองส่วนได้อย่างง่ายดาย
ตอนนี้ไม่มีเวลาพอที่จะพิจารณาถึงสิ่งทั้งหมดเหล่านี้ ดวงตาของเขาสาดประกาย เมื่อเขามองไปที่ซ่างกวนซิว และความไม่อยากเชื่อซึ่งได้เขียนอยู่บนใบหน้าของมัน เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นมา ชี้นิ้วตรงไปที่กระบี่ไม้
ดรรชนีนี้ประกอบด้วยพลังทั้งหมดของเมิ่งฮ่าว ซึ่งอยู่ในระดับสิบ ขั้นรวบรวมลมปราณ ลมปราณทั้งหมดของเขา ความแข็งแกร่งทั้งหมดของร่างกาย
นี่เป็นการโจมตีของเมิ่งฮ่าวที่มีพลังมากที่สุด ในความจริง นี่อาจจะเป็นพลังโจมตีมากที่สุด มากกว่าผู้ฝึกตน ในขั้นรวบรวมลมปราณ ของแคว้นจ้าวทุกคนรวมกัน
เมื่อเขาแตะเบาๆไปที่กระบี่ไม้ เสียงระเบิดก็ดังปะทุขึ้น ด้วยพลังแห่งกระบี่ แทงทะลุผ่านช่องว่างสามชุ่น (1ชุ่น = 2.3เซนติเมตร) และปักลึกเข้าไปในหน้าอกของซ่างกวนซิว เสียงปังดังออกมา เมื่อกระบี่ไม้แทงผ่านหน้าอกของมันไป ทะลุไปด้านหลังโลหิตสาดกระจายราวสายน้ำ
ร่างของซ่างกวนซิวสั่นสะท้าน และมันยังคงไม่อาจขยับตัว ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความกลัว เมื่อมันรู้สึกได้ถึง พลังลมปราณอันมากมายมหาศาล ได้ไหลบ่าออกไปจากบาดแผล
ในชั่วพริบตาเดียว พลังลมปราณที่รวมกันในขั้นพื้นฐานลมปราณของมัน ก็ได้รั่วไหลออกไป ทำให้การที่จะบรรลุถึงขั้นนี้ของมันนานมากขึ้น และมากขึ้นไปอีก
เวลานี้ มือของเมิ่งฮ่าวก็ยกขึ้นมาอีกครั้ง และแตะไปที่กระบี่ไม้อีกเล่ม มันส่งเสียงกระหึ่ม เมื่อพุ่งตรงไปที่ลำคอของซ่างกวนซิว
"เมิ่งฮ่าว เจ้าไม่กล้าสังหารข้า…" ตอนนี้ซ่างกวนซิวหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ความหยิ่งเย็นชาก่อนหน้านั้นของมัน และรังสีสังหารได้หายไปหมดสิ้น แทนที่ด้วยการกระเสือกกระสนดิ้นรนเพื่อหลีกเลี่ยงความตาย
เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา ดวงตาของเขาส่องประกายอำมหิต เมื่อกระบี่ไม้ที่เขาเพิ่งจะแตะสัมผัส ได้ทะลุผ่านช่องว่างสามชุ่น และแทงเข้าไปในลำคอของซ่างกวนซิว ทันทีที่กระบี่ไม้ทะลุเข้าไปในลำคอของมัน
ซ่างกวนซิวก็พยายามเบี่ยงศีรษะของมันไปอีกด้านในทันใด เท่าที่มันจะทำได้ กระบี่ไม้ก็เฉือนเนื้อของมันเปิดเป็นแผลกว้างใหญ่ โลหิตสาดกระจายออกมา และยังไม่ได้สังหารมัน
ซ่างกวนซิวเต็มไปด้วยความกลัว มันรู้สึกถึงพลังแห่งชีวิตของมันเริ่มจางลง และพลังลมปราณของมันกำลังกระจายออกไป เมื่อพลังลมปราณรั่วไหลออกมา ร่างของมันก็เริ่มขยับได้มากยิ่งขึ้น
"เมิ่งฮ่าว ระหว่างพวกเรา ไม่มีความโกรธที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ถ้าเจ้าปล่อยข้าไป ข้าจะให้คัมภีร์สุดยอดวิญญาณแก่เจ้า…" ซ่างกวนซิวไม่ต้องหวาดกลัวมากอีกต่อไป ก่อนที่มันจะพูดจบ
กระบี่ไม้สองเล่มก็หมุนวนกลับมา แทงกลับเข้าไปในหน้าอกของมัน โลหิตสาดกระจายไปทุกที่ มันส่งเสียงกรีดร้องอย่างน่ากลัวออกมา เต็มไปด้วยความอ่อนแอและความสิ้นหวัง
เมิ่งฮ่าวไม่สนใจแม้แต่น้อย เมื่อมันพูดถึงคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ ดวงตาของเขาแข็งกร้าวเหมือนเช่นเคย ไม่ว่าซ่างกวนซิวจะกล่าวอันใด เขาก็จะไม่หยุดจนกว่ามันจะตายไป
นี่คือเมิ่งฮ่าว เมื่อใดที่เขาตัดสินใจแล้ว เขาก็จะไม่มีวันเปลี่ยนใจโดยง่ายดาย
ตอนที่ 76: เกินกว่าไร้ตำหนิ
กระบี่ไม้ทั้งสองเล่มหมุนวนเป็นวงกลมไปรอบๆ ส่งประกายรังสีกระบี่อันน่าตกใจออกมา พุ่งตรงไปที่ศีรษะของซ่างกวนซิวอย่างรวดเร็ว หนึ่งอยู่ด้านขวา หนึ่งอยู่ทางซ้าย นำพารังสีสังหารของเมิ่งฮ่าวไปกับพวกมันด้วย ครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าซ่างกวนซิวไม่มีทางที่จะหลบเลี่ยง
"มีบางอย่างที่ล้ำค่ากว่าพื้นฐานไร้ตำหนิ" ซ่างกวนซิวกรีดร้องเสียงแหลมเล็ก "เป็นบางอย่างที่ในดินแดนด้านใต้ จริงๆแล้ว ทั่วทั้งหมดในสี่ทวีป หายากยิ่งกว่าระดับสิบ ขั้นรวบรวมลมปราณของเจ้าเป็นแสนเท่า ข้ากำลังพูดถึงพื้นฐานสมบูรณ์แบบ!! เมิ่งฮ่าว เจ้า…"
จากนั้นกระบี่ไม้ทั้งสองเล่มก็แทงเข้าไปในศีรษะของมัน ส่งผลให้น้ำพุโลหิตกระจายออกไปทุกทิศทาง
ซ่างกวนซิวตายในทันที มันไม่สามารถมีชีวิตถึงหนึ่งร้อยปี แต่ตายด้วยความรู้สึกที่คับข้องใจ อย่างไร้ที่สิ้นสุด
มันไม่เคยคิดว่าจะตายอย่างง่ายดายเช่นนี้ เนื่องจากแผนการใหญ่ของมัน และเนื่องจากความจริงที่ว่า มันได้อยู่ในระหว่างการสร้างขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่ศีรษะของมันก็ได้ระเบิดออก และร่างก็ตกลงไปจากภูเขาต้าชิง และกระแทกลงไปในแม่น้ำด้านล่าง ความทะเยอทะยาน และร่างของมัน ลอยออกไปยังที่ห่างไกล
เมิ่งฮ่าวคว้าจับถุงเก็บสมบัติสีเขียวเข้ม ขณะที่ร่างของมันกำลังตกลงไป เขาไม่มองไปที่ถุงใบนั้น แต่เก็บเข้าไปในชุดยาวแทน
เขาหอบหายใจ ถึงแม้ว่าเพิ่งจะบรรลุระดับสิบ ขั้นรวบรวมลมปราณ เพิ่งจะควงกระบี่ไม้สองเล่ม สังหารบุคคลที่เกือบจะบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ ตอนนี้เขาก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง
เขามองร่างของซ่างกวนซิวหายลับตาไป จากนั้นก็หันหลังกลับ และกระโดดขึ้นไปยืนบนกระบี่ไม้ ร่างกลายเป็นลำแสง พุ่งลงจากภูเขาตรงไปที่เสี่ยวหู่ซึ่งกำลังนอนหมดสติอยู่
สีหน้าของเด็กหนุ่มซีดขาวราวคนตาย และดวงตาของมันก็ปิดสนิทแน่น พลังลมปราณราวกับเส้นใยบัว และพลังแห่งชีวิตก็ส่องประกายเหมือนเปลวไฟเล็กๆที่สามารถจะดับลงไปได้ทุกเมื่อ
เมิ่งฮ่าวมองไปที่เสี่ยวหู่อย่างครุ่นคิด จากนั้นก็จ้องไปที่ไข่มุกซึ่งลอยอยู่ในอากาศข้างกายมัน พลังของไข่มุกลูกนี้ช่างน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง และเป็นของวิเศษอย่างแท้จริง พลังของมันน่าจะเทียบได้กับกระจกทองแดงเป็นอย่างน้อย
"การจะคัดลอกมัน คงต้องใช้หินลมปราณจำนวนมากมายมหาศาล… เฮ้อ" เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ และมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
เขารู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไข่มุกลูกนี้ได้เชื่อมต่อกับพลังแห่งชีวิตของเสี่ยวหู่ ถ้าเขาขโมยมันไป เสี่ยวหู่ต้องตายอย่างแน่นอน
"เจ้าไว้วางใจข้าด้วยชีวิตของเจ้า ข้า เมิ่งฮ่าว จะเป็นคนชั่วช้าได้อย่างไร? ถ้าข้าทำ มันก็จะกลายเป็นตราบาปติดตัวข้าไปตลอดชีวิต และวันเวลาแห่งการฝึกตนของข้าก็จะจบลง" ดวงตาของเขาสาดประกาย โบกสะบัดแขนเสื้อ และแตะลงไปที่หน้าผากของเสี่ยวหู่
ร่างของเสี่ยวหู่กระตุกเล็กน้อย จากนั้นดวงตาของมันก็ค่อยๆลืมขึ้น มันรีบป้องกันตัวในทันที ลุกขึ้นยืน และถอยหลังออกไปหลายก้าว มันจ้องไปที่ไข่มุกในมือของเมิ่งฮ่าว และร่างกายก็เริ่มสั่นเล็กน้อย ความรู้สึกสิ้นหวังพุ่งเข้าไปในดวงตาของมัน
เมิ่งฮ่าวใช้นิ้วจับไข่มุกขึ้น ทำให้มันพุ่งตรงไปที่เสี่ยวหู่ ซึ่งคว้าจับมันไว้ได้ในกลางอากาศ ความรู้สึกอันซับซ้อนเติมเต็มอยู๋ในสีหน้าของมัน และมันก็จ้องไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยสายตาอันว่างเปล่า
"ขอบคุณมากสำหรับการช่วยเหลือของเจ้า ของวิเศษนี้น่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง เจ้าต้องระวังให้มาก ดูแลตัวเองด้วย"
เมื่อไข่มุกลอยออกไปจากมือ ร่างของเมิ่งฮ่าวก็เริ่มอ่อนแอลง สัญญาณที่ปรากฎออกมาของ ระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณก็เริ่มหายไป เมื่อพลังฝึกตนของเขาตกลงไป พลังลมปราณแห่งสวรรค์และปฐพี ที่เพิ่งจะถูกตัดออกไปจากเขา ก็เริ่มกลับมาอย่างช้าๆ
พลังที่ต่อต้านพลังแห่งสวรรค์และปฐพีในร่างของเขา ก็ค่อยๆจางหายไป
เมิ่งฮ่าวไม่รู้สึกเสียใจต่อการตัดสินใจของเขาในครั้งนี้ มีบางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่อาจกระทำ เขาปฏิเสธที่จะต่อต้านมโนธรรมของเขาในลักษณะนี้
เซี่ยฉิว (โลหิตลูกกลมๆ) ซึ่งซ่างกวนซิวใช้เพื่อคุกคามชีวิตของชาวบ้านในสามเมืองนี้ ก็แตกกระจายในทันทีด้วยดรรชนีของเมิ่งฮ่าว มันกลายเป็นปราณโลหิตจำนวนมากมาย ลอยกลับไปยังสามเมืองนั้น
เท่าที่ผู้คนในสามเมืองนั้นรู้สึก ทุกคนรู้เพียงแต่ว่า ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา พวกมันรู้สึกค่อนข้างวิงเวียนศีรษะ และตอนนี้ ก็รู้สึกว่าหัวสมองโล่งขึ้นมากกว่าเดิม พวกมันรู้สึกเพลียบ้างเล็กน้อย นี่ก็เนื่องมาจาก พวกมันไม่รู้ว่าอายุขัยของพวกมัน ได้ถูกทำลายลง และหายไปเกือบห้าปี
เมิ่งฮ่าวรู้เรื่องพวกนี้ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากถอนหายใจกับตัวเอง เขาโบกสะบัดแขนเสื้อ และเตรียมจะจากไป
"ศิษย์พี่เมิ่ง" เสี่ยวหู่กล่าว "ซ่างกวนซิว…"
"ไม่มีบุคคลเช่นนั้นอีกแล้วในโลกนี้" เขาไม่หันกลับไปมอง แค่พุ่งออกไปยังที่ห่างไกล การต่อสู้ที่นี่ต้องสร้างความสนใจให้กับสามสำนักใหญ่อย่างแน่นอน และเมิ่งฮ่าวก็คาดเดาได้ว่า ทำไมพวกมันถึงยอมให้ซ่างกวนซิว สร้างเวทสะกดในที่นี้ได้ มันต้องเป็นเพราะเมิ่งฮ่าว
ซ่างกวนซิวต้องการถุงเก็บสมบัติของเขา และสามสำนักใหญ่ก็ต้องการตัวเขา ในตอนนี้ เขาไม่มีทางที่จะจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้ได้ มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำได้ ก็คือ ไปยังที่ห่างไกลเพื่อหลบซ่อน และคิดหาหนทางต่อไป
เสี่ยวหู่ไม่พูดอะไรอีก มันมองเมิ่งฮ่าวจากไป จากนั้นความมุ่งมั่นก็เติมเต็มอยู่ในดวงตา
"เมิ่งฮ่าว เจ้าไม่แย่งชิงของวิเศษที่มีค่ามากที่สุดของข้าไป ข้าตงหู่ ถึงจะไม่ใช่คนดี แต่เจ้าสามารถวางใจได้ ในชีวิตนี้ ข้าจะไม่ทำอะไรให้เจ้าต้องผิดหวัง" มันหันตัวกลับ มองไปยังเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไป มองเห็นบิดาและมารดา ความอ่อนโยนก็ปรากฎอยู่ในดวงตาของมัน จากนั้นความอบอุ่นก็หายไป ก้มศีรษะลง รีบขยับตัวพุ่งออกจนหายลับตาไป
ในเวลาเดียวกันนั้น ท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยลำแสงอันมากมายนับไม่ถ้วน ด้านหน้าสุดที่นำอยู่ ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก หลิวเต้าอวิ๋น จากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก)
"เมิ่งฮ่าว เจ้าไม่มีทางหนีพ้นในครั้งนี้!"
เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว กลายเป็นแสงแวบไป เมื่อเขาเร่งความเร็วพุ่งออกไปยังที่ห่างไกล เขาใช้พลังที่ยังเหลืออยู่ ของระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณ เพื่อยืดระยะห่างระหว่างตัวเขา และพวกที่ไล่ตามมาให้ไกลมากยิ่งขึ้น
เขาได้เห็นศิษย์มากมายของสามสำนักใหญ่ และท่ามกลางพวกมัน ก็มีผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ และขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ รวมอยู่ด้วย
เห็นได้ชัดว่า ก่อนหน้านี้พวกมันไม่ต้องการแสดงตัว จึงได้ส่งศิษย์ระดับต่ำกว่า มาตรวจดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อได้เห็นเมิ่งฮ่าวปรากฎตัวขึ้น พวกมันก็แสดงตัวขึ้นเช่นเดียวกัน
"ซ่างกวนซิว มีเมืองเทียนเหอหนุนหลัง ดูเหมือนว่าไม่ใช่พลังที่เล็กน้อย… สามสำนักใหญ่ต้องยอมวางมือ เพราะข้อตกลงของพวกมัน เมื่อพวกมันรับรู้ว่าเวทสะกดได้หายไป พวกมันก็เข้ามาใกล้ ซ่างกวนซิวมีความลับของมัน และไม่ต้องการให้ใครเห็นว่า กำลังเกิดอะไรขึ้น มันยังได้ระวังคนจากเมืองเทียนเหอ ไม่ยอมให้พวกนั้นรับรู้จุดประสงค์จริงๆของมัน"
เขาจากภูเขาต้าชิงไป พุ่งผ่านทะเลเหนือ และข้ามแนวป่าอันกว้างใหญ่ ตรงไปยังทิศทางของสำนักเอกะเทวะ
ประมาณครึ่งทางที่ผ่านเข้าไป ในแนวป่าอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ในเทือกเขาอันสลับซับซ้อน เมิ่งฮ่าววิ่งไปตามทางด้วยความเร็วสูงสุด สีหน้าคลุมเครือไม่ชัดเจนปรากฎบนใบหน้าของเขา ขณะที่เขาวิ่ง เขาก็มองลงไปยังกระดองเต่า ที่ถืออยู่ในมือเป็นครั้งคราว นี่เป็นสิ่งของที่เขาได้มาจากถุงเก็บสมบัติของซ่างกวนซิว
ขนาดของมันเท่ากับฝ่ามือ และขอบของมันขรุขระ เห็นได้ชัดว่า มันได้แตกออกมาจากกระดองเต่าอันที่ใหญ่กว่านี้
พื้นผิวของมันจารึกไว้ด้วยแถว และแถวขอตัวอักษรเล็กๆจนยากที่จะอ่านได้ ต้องแผ่พลังลมปราณเข้าไปในดวงตาเท่านั้น เขาถึงสามารถอ่านตัวอักษรพวกนี้ได้ชัดเจน
"ในโลกแห่งการฝึกตน เป็นไปได้ที่จะบรรลุถึงสิ่งที่เรียกว่า… พื้นฐานสมบูรณ์แบบ!" เมิ่งฮ่าวอ้าปากค้าง
บนพื้นผิวของกระดองเต่า เป็นสูตรของเม็ดยาอยู่สองชนิด หนึ่งเป็นสูตรสำหรับเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์แบบ อีกหนึ่งเป็นสูตรสำหรับเม็ดยาแกนสีทองสมบูรณ์แบบ
"ข้อความบนกระดองเต่าเห็นได้ชัดว่า พื้นฐานลมปราณ ไม่ได้มีเพียงแค่สามชนิด ไร้ตำหนิ รอยร้าว และแตกหัก แต่ยังมีชนิดที่สี่ ก็คือ พื้นฐานสมบูรณ์แบบ ซึ่งหายากเป็นอย่างยิ่ง พบเห็นได้แค่หนึ่งในหมื่นเท่านั้น…"
เมิ่งฮ่าวหายใจเร็วขึ้น จ้องมองไปที่กระดองเต่า และคิดกลับไปถึงตอนที่ซ่างกวนซิวได้พูดก่อนที่มันจะตาย ตอนนี้เขาก็เข้าใจถึงความเสียใจของซ่างกวนซิว ที่ถูกบังคับให้ต้องบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ หลังจากที่ถูกพิษ และตอนนี้เขาก็เข้าใจถึง ความเกลียดชังอย่างบ้าคลั่งในดวงตาของซ่างกวนซิว
เมิ่งฮ่าวครุ่นคิดอย่างเงียบๆ เขาเคยอ่านข้อมูลมากมาย เกี่ยวกับพื้นฐานลมปราณ ในศาลาเวทของสำนักเอกะเทวะ
ในขั้นพื้นฐานลมปราณ เสาแห่งเต๋าจะปรากฎขึ้นภายในแกนทะเลสาบลมปราณ เนื่องจากขั้นพื้นฐานลมปราณ จะเพิ่มอายุขัยให้ยืนยาวมากขึ้น มันจึงถูกจัดให้เป็นขั้นตอนของการ ขโมยโชคชะตาและต่อต้านสวรรค์ ด้วยเหตุนั้น เสาแห่งเต๋าจึงไม่มีทางสมบูรณ์ได้ แต่จะมีรอยร้าวปรากฎอยู่ตลอดเวลา
นี่เป็นข้อตกลงของเต๋าแห่งสวรรค์ มันสามารถสรุปได้ว่า "เมื่อได้สิ่งหนึ่งมา ก็ต้องสูญเสียอีกสิ่งไป" หรืออาจจะเป็น "เมื่อบางสิ่งเข้ามา บางอย่างก็ออกไป" นี่เป็นส่วนของวงจรแห่งสวรรค์และปฐพี และถูกยินยอมให้คงอยู่
พื้นฐานลมปราณ ประกอบด้วย เริ่มต้น ตรงกลาง และขั้นย่อยสุดท้าย เมื่อครบทั้งหมด เสาแห่งเต๋าเก้าต้น ก็จะปรากฎขึ้น ถ้าแต่ละต้นมีรอยร้าวหนึ่งแห่ง ก็หมายความว่า จะมีรอยร้าวทั้งหมดเก้าจุดปรากฎขึ้น นี่เรียกว่า พื้นฐานไร้ตำหนิ ซึ่งมีรอยร้าวเกิดขึ้นน้อยที่สุด
และพลังลมปราณที่รั่วไหลออกมา ก็น้อยที่สุดด้วยเช่นกัน หลังจากผ่านการสูดลมหายใจมาอย่างยาวนาน ร่างกายก็จะมีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ มากยิ่งกว่าพื้นฐานชนิดอื่นๆมากนัก
ในโลกแห่งผู้ฝึกตนสมัยใหม่ นี่เป็นพื้นฐานชนิดที่แข็งแกร่งมากที่สุด วิธีการพิเศษที่จะบรรลุได้ มีแต่หาพบได้จากท่ามกลางเบาะแสที่มีอยู่ในคัมภีร์โบราณ ยกตัวอย่างเช่น ตำรารวบรวมลมปราณของ คัมภีร์สุดยอดวิญญาณ ความลับของมันสามารถที่จะทำให้ โลหิตไหลนองเป็นท้องธาร ในความเป็นจริง… นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไม สำนักเอกะเทวะ ถึงได้ล่มสลายไป
ถ้าไม่มีคัมภีร์พวกนั้น วิธีเดียวที่จะมีโอกาสสำเร็จขั้น พื้นฐานไร้ตำหนิ ก็คือ ต้องเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์อย่างน่าเหลือเชื่อ หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้ที่มีโชคชะตาอันโดดเด่น ซึ่งส่วนมากก็เป็นผู้ถูกเลือก ซึ่งสามารถรวบรวมชิ้นส่วนของเบาะแสเหล่านั้นเข้าด้วยกัน
ถ้ามีรอยร้าวมากกว่านั้น ปรากฎขึ้นในแต่ละเสาแห่งเต๋า ก็จะถูกเรียกว่า พื้นฐานรอยร้าว ถึงแม้ว่าพื้นฐานชนิดนี้ จะอ่อนแอกว่า พื้นฐานไร้ตำหนิ แต่ก็ไม่สามารถที่จะดูถูกมันได้ ซึ่งมักจะมีแต่ศิษย์ของสำนักใหญ่เท่านั้น ที่จะสามารถบรรลุขั้นนี้ได้
สุดท้าย แน่นอนว่าเป็นพื้นฐานแตกหัก หลังจากบรรลุพื้นฐานลมปราณขั้นสุดท้าย ถ้ามีรอยร้าวเกิดขึ้นมากกว่าสิบแปดจุดบนเสาแห่งเต๋า ซึ่งถือว่ามาก พื้นฐานชนิดนี้ถือว่าใกล้จะแตกสลายไป ในแง่ของความเร็วของการฝึกตน และพลังของการต่อสู้ ทั้งสองอย่างนี้จะอ่อนแอมาก ด้วยชนิดของพื้นฐานลักษณะนี้ ก็มีโอกาสที่จะก่อตัวขึ้นเป็นแกน ซึ่งต่ำกว่าพื้นฐานมาก
เมิ่งฮ่าวครุ่นคิดเกี่ยวกับทุกสิ่งเหล่านี้ จากนั้นก็มองลงไปยังกระดองเต่า จากคำอธิบายในนี้ ด้วยการปรุง และกลืนเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ ก็มีโอกาสสูง ที่จะบรรลุขั้นพื้นฐานสมบูรณ์แบบ ในกรณีนี้ จะไม่มีรอยร้าวใดๆปรากฎขึ้น นี่เป็นชนิดของการฝึกตนที่ต่อต้านสวรรค์ และเป็นเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ
เนื่องจากพื้นฐานนี้ ไม่ถูกยินยอมโดยสวรรค์ มันอาจจะไปกระตุ้นทัณฑ์สายฟ้า การที่จะสำเร็จได้อย่างแท้จริงต้องต่อต้านสวรรค์ให้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ มันก็คล้ายคลึงกับระดับสิบขั้นพื้นฐานลมปราณ
"จากที่ซ่างกวนซิวพูดมา ดูเหมือนว่าระดับสิบขั้นพื้นฐานลมปราณ ก็เป็นการต่อต้านสวรรค์เช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดว่า การบรรลุขั้นพื้นฐานสมบูรณ์แบบ ก็เป็นเช่นเดียวกัน…"
"ถ้าอยู่ในขั้นพื้นฐานแตกหัก และได้กลืนเม็ดยานี้ ก็จะมีโอกาสหนึ่งในสิบส่วน ที่จะบรรลุขั้นพื้นฐานสมบูรณ์แบบ ถ้าอยู่ในขั้นพื้นฐานรอยร้าว ก็จะมีโอกาสสามในสิบส่วน และด้วยพื้นฐานไร้ตำหนิ โอกาสก็จะเป็นหกในสิบส่วน เม็ดยานี้ช่วยซ่อมแซมรอยร้าว ช่วยให้บรรลุถึงขั้นพื้นฐานสมบูรณ์แบบ แต่… ต้องดูช่วงระยะการกลืนเม็ดยา ยิ่งกลืนมันไปเร็วขึ้น หลังจากที่บรรลุพื้นฐานลมปราณ ก็ยิ่งดีมากขึ้น ถ้าเวลาผ่านไปนาน ประสิทธิภาพของเม็ดยาก็จะลดลง และต้องใช้เวลาสองเดือนในการปรุงเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์แบบ" หัวใจของเมิ่งฮ่าวเต้นถี่เร็ว เมื่อเขาอ่านคำอธิบายนี้
"ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ซ่างกวนซิว เข้าสังกัดสำนักเอกะเทวะ… ก็เหมือนกับหวังเถิงเฟย มันต้องการโอกาสที่จะได้ตำรารวบรวมลมปราณ ของคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ หลังจากที่บรรลุขั้นพื้นฐานไร้ตำหนิ โอกาสของมันก็จะสูงมากขึ้น… และไม่ต้องสงสัยเช่นกันว่า มันหายตัวไปในวันที่สำนักปิดตัวลง พร้อมกับความลับนี้ในตัวมัน มันไม่กล้าที่จะเสนอหน้า…" เมิ่งฮ่าวจับกระดองเต่าในมือแน่นขึ้น วิ่งตรงไปข้างหน้าต่อไป
นอกจากกระดองเต่า ถุงเก็บสมบัติของซ่างกวนซิว ยังมีกระถางปรุงยาขนาดเล็ก ซึ่งทำมาจากผลึกโปร่งใสสีเขียว ขนาดเท่ามือ และมันก็ยังมีสมุนไพรจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดก็วางอยู่กล่องหยก มีเป็นหลายร้อยชนิดที่แตกต่างกันไป
สมุนไพรหลายชนิดที่เมิ่งฮ่าวไม่คุ้นเคย แต่ก็ต้องขอบคุณ ที่มีแผ่นหยกในถุงเก็บสมบัติ ซึ่งมีคำอธิบายถึงรายละเอียดของสมุนไพรทุกชนิด เมื่อได้อ่าน เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น และมากยิ่งขึ้น
ตอนที่ 77: เทียนจีซ่างเหริน
ถึงแม้ว่าพืชสมุนไพรพวกนี้จะไม่ใช่วัตถุดิบจากสวรรค์ หรือของวิเศษจากพื้นปฐพี แต่พวกมันก็ยังคงเป็นสิ่งของที่หายาก ผู้ฝึกตนมากมายต้องใช้เวลาหลายสิบปี พยายามที่จะเก็บรวบรวมพวกมัน
และในถุงเก็บสมบัติของซ่างกวนซิว ก็มีอยู่หลายร้อยชนิด
ยังมีเม็ดยาอีกสองเม็ด วางอยู่ข้างในกล่องหยก หนึ่งสีส้ม และ หนึ่งสีน้ำเงิน เห็นได้ชัดว่า มันมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง
"สมุนไพรพวกนี้ทั้งหมด เป็นวัตถุดิบที่จำเป็น ในการปรุงเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์แบบ… สำหรับเม็ดยาสองเม็ดนี้…" หลังจากตรวจสอบมัน เขาก็ดูไปที่กระดองเต่าอีกครั้ง สองตาส่องประกาย
"การปรุงเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์แบบ ต้องใช้เม็ดยาอื่นๆอีกเจ็ดเม็ด ยาสองเม็ดนี้อยู่ในเจ็ดเม็ดยา ที่ซ่างกวนซิวปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว"
ตอนนี้เมิ่งฮ่าวเข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมด แต่ก็ยังคงตกใจอยู่เล็กน้อย ซ่างกวนซิวใช้เวลาห้าสิบปี เพื่อรวบรวมสิ่งของทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน แต่มันก็ยังคงมีเวลาไม่เพียงพอ ในขณะที่อยู่ในขั้นของรวบรวมลมปราณ
"และมันก็ยังมีเมืองเทียนเหอหนุนหลัง…"
เมิ่งฮ่าวรู้สึกว่ายังมีบางอย่างที่เขาไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก เมื่อคิดดูแล้ว เพื่อที่จะปรุงยาพื้นฐานสมบูรณ์แบบ ก็ดูเหมือนว่าซ่างกวนซิวได้แอบเอาของบางอย่าง มาจากร้านขายของวิเศษ ของปรมาจารย์เทียนเหอ
เช่นเดียวกับที่มันก็ได้เอาสิ่งของที่ถูกรวบรวมไว้ มากกว่าหนึ่งร้อยปี ของตระกูลมันมาด้วย นอกจากนั้น มันยังได้ตระเวณไปทั่วแผ่นดิน เพื่อรวบรวมสิ่งของทั้งหมดเข้าด้วยกัน
และสุดท้าย มันก็ยังคงมีวัตถุดิบที่ต้องใช้ปรุงยาไม่ครบถ้วน มันมีก้านดอกของพืชสมุนไพรที่หายากโดยเฉพาะเพียงแค่หนึ่งก้าน ซึ่งจริงๆแล้ว ต้องใช้ทั้งหมดสามก้าน
ในที่สุด เมิ่งฮ่าวก็เข้าใจ ในความบ้าของซ่างกวนซิวที่พยายามไล่ติดตามเขา ก็เพื่อที่จะได้กระจกทองแดงนั่นเอง
แต่ผลสุดท้าย มันก็ได้ยื่นส่งทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้ มาใส่ในมือของเมิ่งฮ่าวโดยตรง ถ้าซ่างกวนซิวรู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้ มันก็คงจะไม่ไปสร้างปัญหาให้กับเมิ่งฮ่าว แต่ก็มันก็ได้ทำไปแล้ว และการเตรียมตัวห้าสิบปีของมัน ก็สูญหายไปอย่างถาวร
เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เก็บกระดองเต่า และวัตถุดิบการสร้างเม็ดยาทั้งหมด ลงไปในถุงเก็บสมบัติถุงอื่น และเก็บลงไปในถุงแห่งจักรวาลอีกที
เขายืนอยู่ในป่า และมองขึ้นไปในท้องฟ้า ดวงตาของเขาค่อยๆส่องประกายขึ้นมาอย่างช้าๆ เมื่อเขาคิดเกี่ยวกับพื้นฐานสมบูรณ์แบบ จิตใจของเขาก็หนักอึ้ง
"หลังจากกลืนเม็ดยา ทัณฑ์สายฟ้าก็จะฟาดลงมา ข้าไม่ควรแม้แต่จะคิดเกี่ยวกับพื้นฐานสมบูรณ์แบบในตอนนี้ ข้าจะตัดสินใจเรื่องนี้อีกที หลังจากที่ข้าบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ สิ่งที่ต้องคิดในตอนนี้ก็คือ เรื่องระหว่างสามสำนักใหญ่ และปรมาจารย์เอกะเทวะ"
เขาหลับตาลง และหายใจเข้าออกหลายครั้ง ระงับความกระวนกระวายทั้งหลายลง เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง มันก็ส่องประกายเยือกเย็นเหมือนเช่นเคย
"หนึ่งปีผ่านไปเรียบร้อย และเวลาที่ท่านปรมาจารย์เอกะเทวะได้กำหนดไว้ก็มาถึง ท่านให้สัญญากับข้าว่า ถ้าข้าสามารถรวบรวมผู้ฝึกตนระดับสูงของแคว้นจ้าวมาได้ ท่านก็จะให้รางวัลข้าอย่างงาม…" ดวงตาของเมิ่งฮ่าวส่องประกาย
"แต่การกระทำเรื่องราวเช่นนี้ ช่างอันตรายนัก" เขาขมวดคิ้ว รู้สึกลังเล "พลังฝึกตนของข้า อยู่แค่ขั้นรวบรวมลมปราณ ข้าก็เหมือนกับไข่ที่ขว้างใส่ก้อนหิน"
"ข้าไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเรื่องนี้ ถึงอย่างไร ท่านปรมาจารย์ก็พูดตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้แจ้งวันที่แน่นอน หลังจากที่พลังฝึกตนของข้าสูงกว่านี้ บางทีก็หลังจากข้าบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ ข้าค่อยคิดถึงเรื่องนี้อีกที เมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็น่าจะปลอดภัยขึ้นอีกเล็กน้อย"
เขาเงยหน้าขึ้น ตั้งแต่ครั้งที่ปรมาจารย์เอกะเทวะ ทำให้หอกสามสีเล่มนั้นหายไป เขาก็รู้สึกไม่ค่อยไว้ใจปรมาจารย์เท่าไหร่นัก
"อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการประกาศจับของสามสำนักใหญ่ ทำให้ศิษย์ของพวกมัน ตามค้นหาข้าไปทุกที่ ถ้าข้าตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก ข้าก็จะเผชิญหน้ากับอันตราย และจะนำพวกมันไปในเขตกัมมัฏฐานของท่านปรมาจารย์" เมิ่งฮ่าววิ่งไปอย่างเงียบๆทะลุผ่านป่าไม้ในภูเขา เขาได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่
แต่ในขณะที่วิ่งไปข้างหน้า ทันใดนั้นก็รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างแปลกๆ จิตใจของเขาเอียงวูบ ราวกับว่ามีมือขนาดใหญ่ยักษ์ที่มองไม่เห็น เพิ่งจะผ่านเข้าไปในหน้าอก และบีบหัวใจของเขา
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกราวกับว่า ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบๆบริเวณนั้น มีดวงตาและจ้องมาที่เขาด้วยสายตาอันเย็นชา
ความรู้สึกนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่ามันจะหายไปแล้ว แต่สีหน้าของเมิ่งฮ่าวก็ซีดขาว เขามองไปรอบๆ ทุกอย่างเงียบสงบ และไม่มีสิ่งใดที่อยู่รอบกายสามารถให้เบาะแส บอกได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น เขาคิดไปเอง?
ในเวลาเดียวกันนั้น ในสถานที่ซึ่งไกลออกไปจากที่เมิ่งฮ่าวอยู่ แต่ก็ยังคงอยู่ในแคว้นจ้าว ชายชราในชุดยาวสีน้ำเงินแกมม่วง นั่งขัดสมาธิอยู่บนภูเขา ดวงตาของมันปิดลง แต่มือขวาขยับเป็นรูปแบบการสร้างเวทอาคม จากนั้นดวงตาของมันก็ค่อยๆลืมขึ้น และมองออกไปยังที่ห่างไกล
"เจ้าอยู่ที่นั่น" มันพูดเสียงเย็นเยียบ "สามสำนักใหญ่ต้องการซ่อนเจ้า ไม่ให้ข้ารู้ ช่างน่าหัวเราะนัก" มันยืนขึ้นก้าวเท้าออกไปข้างหน้า จากนั้นก็หายแวบไป
ในขณะเดียวกัน หลิวเต้าอวิ๋น กำลังไล่ตามมา ถึงเมิ่งฮ่าวจะหายตัวไป แต่มันก็ได้เห็นจุดที่เมิ่งฮ่าวได้เข้าไปในภูเขา มันไล่ติดตามไป สีหน้าเต็มไปด้วยความเกลียดชัง และอาฆาตแค้น
ความเกลียดชังของมันที่มีต่อเมิ่งฮ่าว ลึกลงไปถึงกระดูก เหตุการณ์นองเลือด อันเนื่องมาจากหอกเงิน ได้ทำให้มันกลายเป็นตัวตลกในแคว้นจ้าว และเกือบจะทำให้เกิดสงครามขึ้น ระหว่างสองสำนักใหญ่ ถึงแม้ว่าจะหลีกเลี่ยงสงครามครั้งนี้ไปได้ แต่มันก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างมากมายต่อการกระทำของมัน
เกือบจะทำให้มันเป็นบ้า เมื่อคิดไปถึงวันที่มัน ถูกนำไปแขวนไว้ที่เสา ต่อหน้าผู้อาวุโสของสำนัก และถูกเฆี่ยนด้วยแส้เปลวไฟ มากกว่าหนึ่งร้อยครั้ง โอ มันช่างเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสนัก!
แส้นั้นได้ฉีกผิวหนังของมัน และทิ้งเนื้อที่ถูกเปิดออกมาไว้ ความเจ็บปวดนั้นแทงลึกลงไปจนถึงกระดูก จวบจนทุกวันนี้ มันก็มักจะตื่นขึ้นมาในช่วงกลางดึก และทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้ ความต้องการสังหารเมิ่งฮ่าวของมัน ก็รุนแรงแรงขึ้น และมากยิ่งขึ้น
ไม่เหมือนกับคนอื่นๆที่ไล่ตามเมิ่งฮ่าวมา มันไม่ได้วางแผนที่จะจับเขา มันต้องการสังหารเขา!
ถ้าทำเช่นนี้ก็อาจจะสร้างความไม่พอใจให้กับสำนักของมัน แต่มันก็ตัดสินใจที่จะทอดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเลวร้ายที่สุด มันก็จะหนีออกไปจากแคว้นจ้าว หลังจากที่สังหารเมิ่งฮ่าว ดินแดนด้านใต้กว้างใหญ่ และเต็มไปด้วยเมืองของผู้ฝึกตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงจุดศูนย์กลาง
ด้วยการเป็นผู้ฝึกตนระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ มันมั่นใจว่าต้องสามารถหาสถานที่ ที่ยินดีจะรับมันไว้ จากนั้นสักวันหนึ่ง มันก็อาจจะกลับมาที่แคว้นจ้าว และกวาดล้างสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) มันจะล้างความเจ็บปวดจากรอยแส้ครั้งนี้ด้วยโลหิต
ณ ตอนนี้ มันเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วสูงสุด ด้วยพลังที่มันสามารถรวบรวมได้ทั้งหมด มันมุ่งมั่นที่จะค้นหาเมิ่งฮ่าว และสังหารเขา ก่อนที่ผู้ฝึกตนของสำนัก ขั้นพื้นฐานลมปราณ และก่อตั้งแกนลมปราณมาถึง
"เมิ่งฮ่าว เจ้าจะวิ่งหนีก็ได้ แต่ก็ไม่มีที่ให้เจ้าไป!" รังสีสังหารของหลิวเต้าอวิ๋นพุ่งทะยานขึ้น มันเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถสังหารเมิ่งฮ่าวได้ เมื่อมันคิดไปถึงของวิเศษแปลกๆที่มันได้ยืมมาใช้
มันยืนบนกระบี่แก้วผลึก เมื่อพุ่งเข้าไปในภูเขา จ้องกวาดไปทั้งเบื้องหน้าและด้านหลัง เนื่องจากมันอยู่ในระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ และเป็นศิษย์สายใน มันจึงมีแผ่นหยกถ่ายทอดเสียง ซึ่งใช้สำหรับให้ศิษย์ทุกคนในบริเวณนั้น แจ้งให้มันทราบโดยทันทีที่พบเห็นเมิ่งฮ่าว
เวลาผ่านไปไม่นาน เมื่อพุ่งทะยานไปในอากาศ ทันใดนั้น หลิวเต้าอวิ๋นก็ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ และแผ่นหยกก็ปรากฎขึ้นในมือ มันเอาวางกดลงไปที่หน้าผาก จากนั้นก็หัวเราะออกมา มันเปลี่ยนเส้นทาง พุ่งตรงไปยังศิษย์ร่วมสำนักอีกคน ที่เพิ่งจะติดต่อกับมันมา
เวลาผ่านชั่วธูปไหม้หมดไปครึ่งดอก หลิวเต้าอวิ๋นก็มองเห็นเมิ่งฮ่าว กำลังพุ่งไปข้างหน้าด้วยพัดวิเศษ ใช่แล้ว นี่เป็นบุรุษที่ได้สังหารศิษย์สำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) ด้วยการขยับแค่ครั้งเดียว ก็เจาะทะลุศีรษะของคนผู้นั้นไป
ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็มองไปยังด้านหลัง และดวงตาอันเย็นชาของเขาก็มองไปเห็นหลิวเต้าอวิ๋น เขาขมวดคิ้ว ตั้งแต่ที่เขารู้สึกถึงมือที่มองไม่เห็น มาบีบหัวใจของเขา เขาก็รู้ว่ากำลังถูกมองดูอยู่ ด้วยความแน่ใจอย่างที่สุด หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็สังเกตเห็นว่า มีผู้ฝึกตนจากสามสำนักใหญ่บางคนอยู่บริเวณแถวนั้น
ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงพวกมัน ถึงแม้ว่าเขาจะโจมตี และสังหารพวกมันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ คำพูดก็คงต้องแพร่กระจายผ่านแผ่นหยกไปอย่างแน่นอน
"เมิ่งฮ่าว!" หลิวเต้าอวิ๋นตะโกนออกมา มือขวาของมันขยับเป็นรูปแบบการสร้างเวทอาคม และทันใดนั้น กระบี่บินภายใต้เท้าของมันก็เริ่มส่งเสียงดังกระหึ่ม และพุ่งตรงมาที่เมิ่งฮ่าว
"ดูว่าครั้งนี้เจ้าจะหนีไปยังไง! ข้า หลิว จะสับเจ้าให้เป็นชิ้นๆในวันนี้! มันเป็นเพียงวิธีเดียว ที่ข้าจะลบล้างความเกลียดชังในจิตใจของข้าได้!" ดวงตาของหลิวเต้าอวิ๋นแดงก่ำ ทันทีที่มันมองเห็นเมิ่งฮ่าว และรังสีสังหารของมันก็เพิ่มความดุร้ายมากยิ่งขึ้น
ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายจ้า และเขากำลังจะพุ่งไปข้างหน้าต่อไป ทันใดนั้น จิตใจก็สั่นสะท้าน จิตสัมผัสอันน้อยนิด ที่ยังคงมีเหลืออยู่ ซึ่งทำให้เมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น ก็เคลื่อนที่ไปด้านหลัง ถึงแม้ว่ากระบี่บินกำลังเข้ามาใกล้ สายลมอันดุร้ายก็ก่อตัวขึ้น ส่งผลให้กระบี่แก้วผลึกหมุนคว้างออกไป
ในเวลาเดียวกันนั้น ชายชราก็ปรากฎตัวขึ้นในทันใด มันสวมใส่ชุดยาวสีน้ำเงินแกมม่วง และมีจุดแก่หลายจุดอยู่บนใบหน้า แต่ดวงตาของมันก็ส่องประกาย ด้วยความน่าหวาดกลัว ซึ่งทำให้จิตวิญญาณของคนที่พบเห็น ต้องสั่นสะท้าน
ดวงตาของมันดูเหมือนจะประกอบไปด้วย ดวงตะวัน จันทรา และดวงดาว ทำให้ดูราวกับว่า ผู้ที่มองดูดวงตาคู่นี้ อาจจะหายไปในทันที รูปแบบแปลกๆที่ปักอยู่บนชุดยาวสีน้ำเงินแกมม่วงของมัน ก็ปรากฎเป็นแท่นบูชา ที่มีดวงตาหนึ่งข้างอยู่ตรงกลาง ดวงตาข้างนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วยความน่ากลัว มากกว่าดวงตาของชายชราผู้นี้
"ช่างเป็นความคับข้องใจที่รุนแรงนัก" มันกล่าวเสียงเย็นชา มองไปที่หลิวเต้าอวิ๋น เมื่อชายชราพูดขึ้น พลังลมปราณที่อยู่รอบๆเมิ่งฮ่าว ก็ดูเหมือนว่าจะพลุ่งพล่านปั่นป่วนขึ้นมา และทันใดนั้น เขาก็รู้สึกราวกับว่าเขาถูกจับตรึงอยู่กับที่ อีกครั้ง ที่เขารู้สึกว่า มีมือที่มองไม่เห็นกำลังตะปบไปที่หัวใจ ใบหน้าของเขากระตุก และจิตใจก็หนักอึ้ง
เมื่อหลิวเต้าอวิ๋นมองเห็นชายชรา ใบหน้าของมันก็หมองคล้ำลง และมันก็รีบถอยกายไปด้านหลัง ยกมือขึ้นในท่าคารวะ
"ผู้เยาว์ หลิวเต้าอวิ๋น ขอคารวะ ท่านเทียนจีซ่างเหริน"
ในเวลาเดียวกับที่หลิวเต้าอวิ๋นประสานมือคารวะ เงาร่างหกสายก็ปรากฎขึ้นในท้องฟ้า พวกมันค่อนข้างจะอยู่ห่างไกล แต่ในช่วงเวลาหายใจเข้าออกแค่หนึ่งครั้ง ก็มาอยู่ตรงเบื้องหน้าในทันที
เมื่อเขาเห็นบุคคลทั้งหก หัวใจของเมิ่งฮ่าวก็จมดิ่งลง เขาคุ้นเคยกับพวกมันดี นี่เป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ของแคว้นจ้าว ซึ่งได้ปรากฎขึ้นในวันที่สำนักเอกะเทวะได้ปิดตัวลง หนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิง ซึ่งได้สร้างความทรงจำอันลึกล้ำให้กับเมิ่งฮ่าว
ไม่นานหลังจากที่พวกมันมาถึง ท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยเสียงหึ่ง หึ่ง ของลำแสง เมื่อบุคคลมากกว่าสิบคนได้ใกล้เข้ามา พวกมันไม่ได้พุ่งทะยานมา แต่เหาะมา ส่งผลให้อากาศบริเวณนั้นดังก้องกระหึ่มราวสายฟ้า ปักษาและสัตว์ป่าที่อยู่บริเวณนั้นสั่นสะท้านไปทั่ว เมื่อบุคคลกลุ่มนั้นมาถึง สายตาของพวกมันก็จ้องไปที่เมิ่งฮ่าว
ใบหน้าของเขาเริ่มเคร่งเครียด เมื่อมองไปรอบๆ เขาก็เห็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ที่ฉุนเฉียวง่าย ซึ่งได้พยายามจะโจมตีเขาในวันนั้น
แรงกดดันอันทรงพลัง กระจายไปทั่วทั้งบริเวณนั้น ใบหน้าของหลิวเต้าอวิ๋นซีดขาว และมันก็ถอยหลังไปอีกหลายก้าว จ้องมองไปที่เมิ่งฮ่าว รังสีสังหารของมันถูกซ่อนไว้ชั่วคราว แต่ความอาฆาตแค้นบนใบหน้าของมัน ก็ยังคงเห็นได้ชัดเจน
จิตใจของเมิ่งฮ่าวห่อเหี่ยวลง วันนี้ไม่มีสถานที่ให้หลบซ่อนตัวอีกต่อไป ผ่านไปสักครู่ สีหน้าของเขาก็กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และมองไปรอบๆ ยังเหล่าผู้ฝึกตนของแคว้นจ้าว ไม่พูดอะไรออกมา
ตอนที่ 78: ไร้ทางเลือก ต้องเชื่อเท่านั้น!
"สหายเต๋าเทียนจี ช่างคู่ควรกับกิตติศัพท์ที่สามารถหยั่งรู้ฟ้าดินเป็นยิ่งนัก" หนี่งในผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ จากสามสำนักใหญ่กล่าว พร้อมกับหัวเราะขึ้นมา
"ท่านมาถึงที่นี่เร็วกว่าพวกเราซะอีก"
"พวกเจ้าสามสำนัก ไม่ยอมแจ้งข่าวให้ข้ารู้ ดังนั้นข้าจึงถูกบังคับให้ต้องค้นหาด้วยตัวเอง" เทียนจีซ่างเหรินพูดด้วยเสียงเย็นชา
"ก็ดี" หนึ่งในผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ จากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) กล่าว มันสวมใส่ชุดยาวสีดำ "ตอนนี้ เมื่อพบเจ้าเด็กนี่แล้ว คงอีกไม่นานพวกเราก็จะเข้าไปในเขตกัมมัฏฐาน ของปรมาจารย์เอกะเทวะ เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว แม้แต่สำนักใหญ่ในดินแดนด้านใต้ ก็รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น" มันจ้องมาที่เมิ่งฮ่าว ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ราวกับว่าเขาเป็นจิ้งหรีดตัวหนึ่ง
พวกมันส่วนใหญ่ไม่ได้แยแสสนใจเขา ขณะที่พูดออกมา ราวกับว่า สิ่งที่พวกมันพูดสามารถตัดสินความเป็นตายของเขาได้ ในความเป็นจริง คำพูดของพวกมัน ก็สามารถกำหนดชะตาของเขาได้จริงๆ
เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา เขารู้ว่า ถ้าเขาต้องการที่จะสู้กลับไป เขาก็ต้องคิดหาวิธี จิตใจของเขาหมุนคว้าง ขณะที่กำลังคิดวิเคราะห์สถานการณ์อยู่
"ท่านปรมาจารย์" หลิวเต้าอวิ๋น โค้งตัวคารวะไปที่ หนึ่งในผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณของสำนักมัน "คนผู้นี้มีหอกวิเศษซุกซ่อนอยู่ในตัวของมัน" มันเงยหน้าขึ้น มองไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยสีหน้าเยาะเย้ย ความอาฆาตแค้นเขียนไว้ บนใบหน้าของมันอย่างชัดเจน
"ดังนั้น ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณอันน้อยนิด ก็กลายเป็นระดับเก้า…" ผู้ฝึกตนชุดยาวสีดำพูดเสียงเย็นชา ใบหน้าของมันดูเหมือนว่า จะเป็นสีแดงอยู่ตลอดเวลา
"ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันสามารถสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ให้กับโลกของผู้ฝึกตนในแคว้นจ้าว ด้วยของสิ่งนั้น" มันยกมือขึ้นมา ตรงไปที่เมิ่งฮ่าว ราวกับว่า กำลังจะจับเขา
"ข้าอยู่นี่แล้ว และมีหอกนั้นด้วย" เมิ่งฮ่าวพูดในทันที ดวงตาของเขาส่องประกาย เสียงของเขาหนักแน่นราวกับว่าจะสามารถตัดตะปู เฉือนเหล็กออกเป็นแผ่นๆ ความป่าเถื่อนปรากฎขึ้นในดวงตา ดูเหมือนจะบอกว่า เขารู้ว่าเขาไม่มีพลังเพียงพอที่จะป้องกัน ไม่ให้พวกมันมาแย่งชิงของวิเศษจากเขาไปได้ แต่ถ้าพวกมันทำ เขาก็จะจบชีวิตของตัวเองลงในทันที
เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฮ่าว ชายชราที่กำลังจะขยับตัวมาที่เขา ก็หยุดลงและขมวดคิ้ว พวกที่มุงดูอยู่รอบๆ ก็ขมวดคิ้วด้วยเช่นเดียวกัน
"พลังการฝึกตนของข้าต่ำต้อยและอ่อนแอ" เมิ่งฮ่าวกล่าว
"ถ้าชนชั้นผู้อาวุโสเช่นพวกท่าน ต้องการที่จะแย่งชิงของวิเศษของข้าไป ก็ทำได้เลย แต่ถ้าข้าสูญเสียของไปแม้แต่ชิ้นเดียว ข้าก็จะจบชีวิตของข้าลง และถ้าข้าตายไป ข้าก็ไม่สามารถจะพาพวกท่านไปยังเขตนั่งกัมมัฏฐาน ของท่านปรมาจารย์เอกะเทวะได้ ข้ายอมตาย ดีกว่ายอมให้พวกท่านมาแย่งชิง!" ขณะที่พูด ใบหน้าของเขาก็ส่องประกายแห่งความมุ่งมั่นออกมา
"ข้าก็แค่สังหารเจ้า" หนึ่งในหกผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณกล่าวขึ้น "จากนั้นก็ใช้ ค้นหาวิญญาณต่อต้านสวรรค์ ก็สามารถดึงที่อยู่ของปรมาจารย์เอกะเทวะออกมาจากเจ้าได้"
เมื่อเมิ่งฮ่าวได้ยินดังนี้ เขาก็หัวเราะเสียงดังออกมา ไม่มีความกลัวปรากฎให้เห็น อยู่ในดวงตาของเขาแม้แต่น้อย เสียงหัวเราะของเขาดังก้องผ่านขุนเขา แทงทะลุเข้าไปในหูของผู้ฝึกตนเหล่านั้น
"ถ้าท่านวางแผนที่จะค้นหาเช่นนั้นก็ทำได้เลย มีเพียงศิษย์สายในเท่านั้น ที่จะรู้ตำแหน่งเขตกัมมัฏฐานของท่านปรมาจารย์ แต่ถึงท่านจะทราบที่อยู่นั้น ถ้าไม่มีข้าที่ยังมีชีวิต มีสติครบถ้วนสมบูรณ์ และไร้อันตรายใดๆแล้ว ท่านก็ไม่มีทางที่จะเข้าไปด้านในได้"
เมื่อพวกมันได้ยินเช่นนี้ ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ก็จ้องไปที่เขาด้วยสายตาที่เย็นเยียบราวน้ำแข็ง
"พวกท่านเหล่าผู้อาวุโส ซึ่งมีพลังฝึกตนอันลึกซึ้ง แน่นอนว่า ต้องรู้จักวิชาวิญญาณหุ่นกระบอก แต่ถ้าข้าไม่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน หรือ ได้รับบาดเจ็บด้วยเหตุอันใดก็แล้วแต่ อยู่ที่นั่นด้วย พวกท่านก็ไม่มีทางเข้าไปได้ ต้องได้รับการช่วยเหลือจากข้าเพียงเท่านั้น!"
ความแน่วแน่เด็ดขาดเติมเต็มอยู่ในน้ำเสียงของเมิ่งฮ่าว ทำให้พวกมันรู้สึกว่า เขาได้โยนความกลัวทั้งหมดทิ้งไปกับสายลม ซึ่งก็ทำให้พวกมันต้องขมวดคิ้วกันทุกคนไป
ในความเป็นจริง เมื่อพวกมันได้พบเจอเมิ่งฮ่าว พวกมันก็ไม่สนใจอะไรมากนักเกี่ยวกับตัวเขา สิ่งที่พวกมันสนใจอย่างแท้จริงก็คือ คัมภีร์สุดยอดวิญญาณ ของปรมาจารย์เอกะเทวะ ผู้ฝึกตนพวกนั้นขมวดคิ้ว จากนั้นก็มองไปที่เทียนจีซ่างเหริน
เทียนจีซ่างเหรินจ้องไปที่เมิ่งฮ่าว ดวงตาของมันสาดประกายจ้า ถึงแม้ว่ามันจะสามารถมองเห็นได้หลายสิ่งหลายอย่าง แต่มันก็ไม่สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะได้เลย ดวงตาทุกคู่มองไปที่มัน ขณะที่มันพูดขึ้น
"ข้าไม่สามารถมองเห็นรายละเอียด แต่ถึงแม้ว่าเจ้าเด็กผู้นี้โกหกถึงเก้าในสิบส่วน พวกเราก็ยังคงไม่อาจจะเสี่ยงไปกับมัน" เสียงของมันดังก้องผ่านพวกที่มุงดูอยู่รอบๆนั้น มันเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และความฉลาด รวมถึงเจ้าเล่ห์เป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ความเจ้าเล่ห์ของมันทั้งหมดนี้ ก็ไม่สามารถที่จะรับประกันชัยชนะ ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ นี่เป็นเพราะ… พวกมันไม่สามารถที่จะวางเดิมพันได้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่เมิ่งฮ่าวพูดไป ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องโกหกก็ตามที มันก็น่าจะมีบางส่วนที่เป็นเรื่องจริง
ถ้าพวกมันแพ้ พวกมันก็จะสูญเสียโอกาสที่จะเข้าไปในถ้ำแห่งเซียน ของปรมาจารย์เอกะเทวะ ซึ่งก็หมายความว่า พวกมันสูญเสียโอกาสในคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ
ใครก็ตาม ที่อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ หรือ ก่อตั้งแกนลมปราณ ก็สามารถที่จะใช้ตำรารวบรวมลมปราณ ของคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ เพื่อสร้างแกนทะลสาบลมปราณแหล่งที่สอง ภายในร่างของพวกมัน ทั้งยังสามารถซ่อมแซมเสาแห่งเต๋า ที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงของพื้นฐานลมปราณได้อีกด้วย ถ้าสำเร็จ ก็จะเปลี่ยนพื้นฐานรอยร้าว ให้กลายเป็นพื้นฐานไร้ตำหนิ
สำหรับผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ นี่ก็มีผลกระทบเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน กับระดับแกนลมปราณของพวกมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกมันโหยหากันเป็นอย่างยิ่ง
มีคัมภีร์อันยิ่งใหญ่เพียงสามเล่มในโลกนี้เท่านั้น ที่สอนถึงวิธีอันเป็นความลับ ของการสร้างแกนทะเลสาบลมปราณแห่งใหม่ขึ้นมา ซึ่งเกินกว่าขั้นรวบรวมลมปราณจะเรียนรู้ได้
"ก็ดี" หญิงชราที่ดูท่าทางสง่างามพูดขึ้น ด้วยเสียงอันแหบแห้ง เมื่อเสียงของนางดังขึ้น ทุกคนก็เงียบลง
"พวกเรามาที่นี่ ก็เพื่อคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ ไม่จำเป็นที่จะทำเรื่องให้มันซับซ้อนยุ่งยาก เด็กน้อย พวกเราจะไม่แย่งชิงของวิเศษของเจ้า และไม่ใช้วิชาค้นหาวิญญาณกับเจ้า หรือทำให้เจ้ากลายเป็นหุ่นกระบอก แต่เจ้าต้องช่วยเหลือพวกเรา มิเช่นนั้น เจ้าต้องระวังผลที่จะตามมา อะไรที่สำคัญมากกว่า ชีวิตของเจ้า? หรือปรมาจารย์? อะไรคือการตัดสินใจที่ดีที่สุด ข้ามั่นใจว่า เจ้าไม่จำเป็นต้องรอคำชี้แนะจากพวกเราเป็นแน่"
เมิ่งฮ่าวเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นก็กล่าวขึ้นในทันที "นำหินลมปราณมาให้ข้า หนึ่งล้านก้อน! และ ข้าต้องการสิทธิ์ในการสังหารคนผู้นี้!" ดวงตาของเขาสาดประกายจ้า ขณะที่ชี้นิ้วไปที่หลิวเต้าอวิ๋น
ใบหน้าของหลิวเต้าอวิ๋นเริ่มหมองคล้ำลง และประกายความอาฆาตแค้น ก็ปรากฎขึ้นในดวงตา มันเพิ่งจะครุ่นคิดใคร่ครวญหาวิธีอันหลากหลายที่จะสังหารเมิ่งฮ่าว แต่ในทันใดนั้นก็ถูกหมายหัวจากเมิ่งฮ่าว ทำให้มันต้องก้าวถอยหลังออกไปโดยลืมตัวในทันที
หัวใจของมันเต้นถี่รัว และเหงื่อเย็นเยียบ ก็ไหลลงมาจากหน้าผาก มันรู้ว่าเหล่าปรมาจารย์พวกนี้ ต้องยอมรับในข้อเรียกร้องของเมิ่งฮ่าวค่อนข้างมาก เพื่อจะได้ในสิ่งที่พวกมันต้องการ
"ท่านปรมาจารย์…" หลิวเต้าอวิ๋นกล่าว ใบหน้าของมันซีดขาว เมื่อมันมองไปที่ปรมาจารย์ขั้นก่อตั้งแกนลมปราณจากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก)
ชายชราใบหน้าสีแดง ส่งเสียงแค่นอันเย็นชาออกมา มันสะบัดชายแขนเสื้อ และมองไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยสายตาเย็นชา
"นั่นไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้! ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณอันน้อยนิด ช่างพูดจาโอ้อวดเกินตัว เจ้าบังอาจเรียกร้องจากพวกข้า?!"
"เมิ่งฮ่าว" ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ชายชราในชุดยาวสีแดงกล่าว "อย่าได้พูดเรื่องสังหารขึ้นมาอีก และเรื่องหินลมปราณ พวกเราไม่มีทางให้กับเจ้า"
"ถ้าข้าไม่มีหินลมปราณ และคนผู้นี้ไม่ตาย ข้า เมิ่งฮ่าว ก็จะไม่นำพวกท่าน เหล่าผู้อาวุโส ไปยังเขตนั่งกัมมัฏฐานของท่านปรมาจารย์อย่างแน่นอน ถ้าปราศจากความยินยอมพร้อมใจจากข้า พวกท่านไม่มีทางที่จะเข้าไปในถ้ำแห่งเซียนของท่านปรมาจารย์ได้อย่างแน่นอน"
เสียงของเมิ่งฮ่าว เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ และใบหน้าก็แสดงให้เห็นว่า พร้อมที่จะเสี่ยงกับทุกสิ่งทุกอย่าง เขาพร้อมที่จะตายโดยไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย
"เมิ่งฮ่าว…" หลิวเต้าอวิ๋นจ้องไปที่เขาด้วยความอาฆาต ดวงตาของมันเต็มไปด้วยรังสีสังหาร
"ก็ดี" หญิงชราที่ดูสูงสง่าพูด ด้วยเสียงแหบแห้ง "สำหรับศิษย์สำนักเฟิงหานผู้นี้ ข้อเรียกร้องของเจ้าถูกปฏิเสธ แต่สำหรับหินลมปราณ ข้าจะรับผิดชอบเอง ข้าจะให้เจ้าหนึ่งแสนก้อนในตอนนี้ และที่เหลือก็หลังจากที่พวกเราเปิดถ้ำแห่งเซียนได้แล้ว"
ถ้าเมิ่งฮ่าวไม่เรียกร้องสิ่งใด ก็จะสร้างความสงสัยขึ้นมา นางโบกสะบัดแขนเสื้อ และถุงเก็บสมบัติก็ลอยตรงไปที่เมิ่งฮ่าว เขาไม่คว้าจับมัน แต่ถอยออกไปด้านหลังแทน และปล่อยให้ถุงใบนั้นหล่นลงไปที่พื้น
"ก็ดี" เมิ่งฮ่าวกล่าวช้าๆ "ข้อเรียกร้องเรื่องสังหารยกเลิกไป หลิวเต้าอวิ๋น หยิบถุงเก็บสมบัติขึ้นมา และเทหินลมปราณออกมา"
ดวงตาของหญิงชราส่องประกายที่แทบจะมองไม่เห็น ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณคนอื่นๆก็มองไปที่เขาด้วยประกายตาอันลุกวาวด้วยเช่นกัน
โทสะของหลิวเต้าอวิ๋นพุ่งถึงขีดสุด อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องของเมิ่งฮ่าวก็ไม่ได้มากจนเกินเลยไป แม้แต่ชายชราใบหน้าสีแดง ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่แสดงให้หลิวเต้าอวิ๋นทำตามข้อเรียกร้องนี้แทน
หลิวเต้าอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ สะกดข่มโทสะของมันลง จากนั้นก็เดินตรงไป หยิบถุงเก็บสมบัติขึ้นมา มันเขย่าถุง หินลมปราณมากมายก็หล่นลงมาที่พื้น พวกมันส่องแสงสว่างจ้า หลิวเต้าอวิ๋นมองไปที่หินลมปราณเหล่านั้นชั่วครู่ และเริ่มหายใจเร็วขึ้นเล็กน้อย
เมิ่งฮ่าวมองไปที่หินลมปราณ ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง จากนั้นก็เก็บรวบรวมพวกมัน เข้าไปในถุงเก็บสมบัติของเขาเอง เขาไม่มีทางเลือก แต่ต้องระมัดระวังตัวเอง บุคคลพวกนี้ไม่ใช่ผู้ฝึกต้นขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่เป็นขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ถ้าพวกมันต้องการจะสังหารเขา มันก็ง่ายดายยิ่งกว่าการตบลงไปที่ตัวพวกแมลง
ถ้าไม่ใช่ความจริงที่ว่า พวกมันไม่สามารถที่จะเสี่ยงกับเรื่องนี้ได้แม้แต่น้อย เขาก็ไม่สามารถที่จะยืนต่อหน้าพวกมันทั้งหมดได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงพลังการฝึกตน หรือความเจ้าเล่ห์เพทุบายใดๆ
ดังนั้น เมิ่งฮ่าวจึงไม่ได้พยายามที่จะหลอกลวง หรือวางแผนอุบาย เขาแสดงถึงความเปิดเผยจริงใจ เขากำลังเดิมพันว่า ถึงแม้บุคคลพวกนี้จะไม่เชื่อถือเขา แต่พวกมันก็ไม่มีทางเลือก ต้องเชื่อถือเขาเท่านั้น
"เจ้าได้หินลมปราณแล้ว แต่นี่เป็นเรื่องสำคัญ ช่วยกลืนเม็ดยานี้ด้วย" หญิงชรายกมือขวาขึ้นมา และเม็ดยาสีดำก็ปรากฎขึ้น
เมื่อมันปรากฎ สายลมก็พัดขึ้นมาในทันที ราวกับว่าได้มีพลังลมปราณอันมหาศาลกำลังรวมตัวกันอย่างช้าๆ ก็มีภาพของตะขาบอันชั่วร้าย โผล่ขึ้นมาให้เห็น บนผิวหน้าของเม็ดยานั้น
สีหน้าของเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนไป เขามองไปที่เม็ดยาด้วยความระมัดระวัง
เมื่อหลิวเต้าอวิ๋นเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ รอยยิ้มอันน่าเกลียดก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของมัน ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณที่ลอยอยู่ในอากาศ ได้มองเห็นเช่นนี้ ใบหน้าของพวกมันไร้ความรู้สึก แต่ดวงตาของพวกมันกำลังเยาะเย้ยไปที่เมิ่งฮ่าว
สำหรับผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ไม่มีใครกระพริบตา ถ้าหญิงชราไม่ได้เอาเม็ดยาออกมา พวกมันก็อาจจะกระพริบตา ดวงตาของมันส่องประกายขณะที่มองมา
ในแง่ของความเจ้าเล่ห์ เมิ่งฮ่าวก็เหมือนกับเด็กทารก เมื่อไปเปรียบเทียบกับพวกมัน ถ้าเรื่องที่เขาแต่งขึ้นมาสร้างความไม่พอใจให้กับพวกมัน ความคิดอื่นๆที่เขาคิดขึ้นมา ก็จะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
"ถ้าเจ้ากลืนยาเม็ดนี้ เจ้าก็สามารถนำทางไปได้ ถ้าเจ้าไม่ยอมกินมัน พวกเราก็จะต้องลองใช้วิชาค้นหาวิญญาณ และวิญญาณหุ่นกระบอกแล้ว" หญิงชรากล่าวเสียงเย็นชา สีหน้าไม่มีทั้งความยินดี หรือโทสะ นางสะบัดนิ้ว และเม็ดยาพิษก็พุ่งลอยไปตรงหน้าของเมิ่งฮ่าว
เมิ่งฮ่าวครุ่นคิดอย่างลังเลชั่วขณะ ไม่มั่นใจว่าเม็ดยานี้มีพิษจริงหรือไม่ บางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่เลวทรามต่ำช้ากว่านั้น แต่เขาก็ดูเหมือนว่าไม่มีทางเลือกอื่น ต้องกัดฟันแน่น ยื่นมือออกไปหยิบเม็ดยานั้นมา
"เมื่อพูดถึงยาพิษ ข้าก็มีเม็ดหนึ่งเช่นกัน" ชายชราชุดยาวสีแดงพูดพร้อมหัวเราะ มันโบกสะบัดแขนเสื้ออันกว้างใหญ่ของมัน และเม็ดยาสีแดงเรื่อก็ปรากฎขึ้นในมือ จากนั้นก็ลอยไปที่เมิ่งฮ่าว
"จริงๆแล้ว สำนักของพวกเรา ก็มีหนึ่งเม็ดเช่นเดียวกัน" กลายเป็นว่า ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ จากสามสำนักใหญ่ต่างก็มียาพิษกันหมดทุกคน เม็ดยากลายเป็นลำแสง ขณะที่พวกมันลอยตรงไปที่เมิ่งฮ่าว
สีหน้าของหญิงชราเรียบสงบ และยากที่จะบอกว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ นางมองไปรอบๆอย่างเย็นชา ยังผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณเหล่านั้นโดยไม่พูดจา
พวกมันทั้งหมดต่างก็ระมัดระวัง และมองการณ์ไกล ถ้าเมิ่งฮ่าวกลืนยาพิษหนึ่งเม็ด เขาก็อาจจะกลืนยาพิษอื่นเพิ่มได้อีก ด้วยวิธีนี้ เมิ่งฮ่าวก็ไม่ต้องอยู่ใต้การควบคุมของหญิงชราเพียงคนเดียว นี่เป็นวิธีการที่ยุติธรรมที่สุดแล้ว เท่าที่พวกมันคิดได้
"เมื่อได้เห็นการกระทำของพวกท่านเหล่าสหายเต๋า ข้าก็ต้องเจียมเนื้อเจียมตัวเพื่อรักษาหน้าตาของตัวเองไว้บ้าง" เทียนจีซ่างเหรินยิ้มออกมา และโบกมือข้างขวา เม็ดยาสามสีก็ปรากฎขึ้น และพุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าว
เมื่อเปรียบเทียบกับยาเม็ดอื่นๆ เม็ดยานี้ดูไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง เมิ่งฮ่าวไม่แน่ใจว่าทำไม แต่เมื่อเขาจ้องไปที่เม็ดยานี้ จิตใจก็รู้สึกกระวนกระวายเป็นอย่างยิ่ง
ตอนที่ 79: สังหาร!
"ยาพิษสี่เม็ด" เมิ่งฮ่าวกล่าว เสียงของเขาน่ากลัว และสีหน้าก็บิดเบี้ยว "ข้า ผู้เยาว์รุ่นหลัง กังวลว่าถ้าข้ากลืนกินเม็ดยาพวกนี้ ข้าก็คงไม่อาจนำพวกท่านไปได้ ถ้ายาพิษมีผลขึ้นมา ข้าก็จะตายไป ถ้ามันไม่มีผลในทันที ผู้อาวุโสจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ข้าจะสามารถถอนพิษมันได้ในภายหลัง? หรือว่าพวกท่านไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้?!"
"แน่นอนว่ามีวิธีขจัดพิษพวกนี้" ชายชราชุดยาวสีแดง จากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) กล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก "ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ มันก็ขึ้นกับเจ้า" ในตอนนี้ มันได้ใช้กลยุทธ์ของเมิ่งฮ่าวจู่โจมกลับไปที่เขา ข้อยุติของเรื่องราวทั้งหมด ตอนนี้ก็ตกไปอยู่ที่เมิ่งฮ่าว
เขายืนอย่างเงียบๆชั่วครู่ ดังที่ชายชราได้พูด การเลือกว่าจะเชื่อหรือไม่ ได้ตกอยู่ที่เขาเพียงคนเดียวแล้วตอนนี้ โชคร้าย ถ้าเขาเลือกที่จะไม่เชื่อ สถานการณ์ในตอนนี้ก็จะไม่มีทางแก้ได้
สายตาของเมิ่งฮ่าวจ้องไปที่เม็ดยาทั้งสี่ เขาจำได้สามเม็ดจากสี่เม็ดนั้น "นี่คือ… เม็ดยาตะขาบมังกร เม็ดนี้ก็คือเม็ดยาซากศพเยือกเย็น และนี่ก็เป็นเม็ดยาโลหิตเผาไหม้ สำหรับยาเม็ดนี้…"
เม็ดยาสามสีจากเทียนจีซ่างเหริน เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับมันเลยในแผ่นหยกโบราณนั้น
"พลังฝึกตนของท่านปรมาจารย์เอกะเทวะ สูงส่งเทียบเท่าสวรรค์" เมิ่งฮ่าวพึมพำกับตัวเอง "ท่านน่าจะรู้จักมัน" เขากัดฟันแน่น จากนั้นก็ยกมือขึ้น และใส่เม็ดยาเข้าไปในปากหนึ่งเม็ด ดูเหมือนมันจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ภายในเม็ดยานี้
และแน่ใจได้ว่า เมิ่งฮ่าวรู้สึกถึงความเจ็บปวดและถูกเผาไหม้เมื่อมันเลื่อนลงไปในลำคอ แต่ความเจ็บปวดนี้ก็ไม่ทำให้เขาลังเล บังคับตัวเองให้กลืนเม็ดยาทั้งหมดลงไปด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ขณะที่เขากำลังจะกลืนเม็ดยาที่ได้มาจากเทียนจีซ่างเหริน เขาก็มองไปที่ดวงตาของมัน
เทียนจีซ่างเหรินยิ้มอยู่ตลอดเวลา เมิ่งฮ่าวไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขารู้ว่าเขาจำเป็นต้องกลืนยาเม็ดนี้ลงไป เพื่อคลายข้อสงสัยของทุกคน
ทันทีที่เม็ดยาของเทียนจีซ่างเหรินเข้าไปในปาก มันก็ละลายกลายเป็นน้ำ ซึมลงไปในเลือดเนื้อของเขา เมื่อได้เห็นเมิ่งฮ่าวกลืนเม็ดยาทั้งสี่เม็ดนั้นลงไป ก็ทำให้หลิวเต้าอวิ๋นรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง
ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณสิบคน หรือมากกว่านั้น มองเมิ่งฮ่าวด้วยสายตาแปลกๆ เมื่อได้เห็นความเด็ดเดี่ยวของเขา ก็ทำให้พวกมันรู้สึกว่าต้องระมัดระวังเขาให้มากกว่านี้
เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆด้วยสีหน้าเคร่งขรึม มองไปที่เทียนจีซ่างเหรินโดยไม่พูดอะไร
"ไปกันเถอะ" หญิงชรากล่าวพร้อมกับพยักหน้า นางโบกนิ้วตรงไปที่เมิ่งฮ่าว จากนั้นร่างก็กลายเป็นลำแสงสายรุ้งพุ่งออกไป ผู้ฝึกตนคนอื่นๆก็ตามไปทีละคน
ดรรชนีที่นางโบกมา ทำให้ถุงเก็บสมบัติ ที่วางอยู่บนพื้น ตรงเท้าของเมิ่งฮ่าว ในทันใดนั้น ก็กลายเป็นวิญญาณแห่งสายหมอกอันน่าเกลียด ร่างของมันสั่นไหว ขณะที่พันไปรอบๆร่างของเมิ่งฮ่าว จากนั้นก็พาเขาพุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า
หลิวเต้าอวิ๋นติดตามไป มองมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
"เจ้าต้องตาย!" มันพูดอย่างโหดเหี้ยม
เมิ่งฮ่าวไม่ตอบโต้ เขาแค่มองอย่างเย็นชาไปที่ ใบหน้าซึ่งแสยะยิ้มอย่างน่าเกลียดของหลิวเต้าอวิ๋น
"หลังจากที่เจ้านำ เหล่าปรมาจารย์พวกนั้นไปที่ถ้ำแห่งเซียน ก็แค่รอจนเจ้ากลับออกมา เจ้าก็ต้องตายอย่างแน่นอน ถึงเจ้าจะขจัดพิษไปได้ ข้าก็จะไม่ให้เจ้าหนีรอดจากไป ไม่มีที่ใดในแคว้นจ้าวแห่งนี้ ที่เจ้าจะหนีไปได้ อีกอย่าง เจ้าเป็นถึงศิษย์สายในของสำนักเอกะเทวะ แต่เจ้าก็นำคนไปสังหารปรมาจารย์ของสำนักตัวเอง ความรู้สึกนี้เป็นอย่างไร?" คำพูดอาฆาตพยาบาทของหลิวเต้าอวิ๋น เต็มไปด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
"แล้วที่เจ้าสังหารซุนหัวเพราะหอกเงินเล่มนั้น รู้สึกอย่างไร?" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา มองลงไปยังหลิวเต้าอวิ๋นที่ตามมาด้านล่าง พื้นดินผ่านใต้เท้าเขาไปอย่างรวดเร็ว นี่เป็นความเร็วที่เมิ่งฮ่าวไม่เคยบรรลุถึงขั้นนี้มาก่อน
จากคำพูดของหลิวเต้าอวิ๋น เมิ่งฮ่าวไม่ได้สนใจกับมันแม้แต่น้อย แต่คำพูดของเมิ่งฮ่าวได้กระแทกไปที่มันราวกับแทงลงไปในบาดแผลสดๆ ดวงตาของมันแดงก่ำ และมองไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยความเกลียดชังอย่างรุนแรง มันอยากจะฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับซุนหัว เป็นความอัปยศมากที่สุดในชีวิตของมัน จริงๆแล้ว เหตุการณ์นี้ได้ทำลายอนาคตอันรุ่งโรจน์ภายในสำนักของมันไป ตอนนี้ ดวงตาของมันเหมือนกับว่า จะมีเปลวไฟลุกไหม้ขึ้นมา กำหมัดจนแน่นขณะที่จ้องอย่างอาฆาตไปที่เมิ่งฮ่าว
เมื่อได้เห็นสีหน้าอันเรียบสงบของเมิ่งฮ่าว ก็สร้างความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย จนทำให้มันเกือบบ้าคลั่ง กำหมัดแน่นชกไปในอากาศที่ว่างเปล่า
มันหายใจแรง กัดฟันแน่น นานสักพัก ก่อนที่จะพูด "เจ้ากลืนยาพิษไปสี่เม็ด ข้าจะรอจนกว่ามันจะกำเริบขึ้นมา จนร่างของเจ้าเน่าเฟะ หัวใจถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ"
"วันนี้ เจ้าต้องตายใต้คมกระบี่ของข้า" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา สุ้มเสียงไม่มีทั้งความยินดีหรือความโกรธ เขามองลงไปยังภูเขาอันแห้งแล้ง ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วด้านล่าง จากนั้นก็มองไปที่ยอดสูงสุดของสี่ภูเขา ของสำนักเอกะเทวะที่อยู่ห่างไกลออกไป
"เจ้าโอ้อวดไปเถอะ" หลิวเต้าอวิ๋นพูดพร้อมหัวเราะเสียงเย็นเยียบ และน่ากลัว ดูเหมือนมันไม่ได้คิดจริงจังกับคำพูดของเมิ่งฮ่าวมากเท่าไหร่ "เจ้าจะทำมันด้วยตัวเอง? ข้าชักจะรอไม่ไหว ที่จะเห็นพิษในร่างเจ้ากำเริบแล้ว!"
หลังจากมันพูดจบ เสียงระเบิดก็ดังออกมา กลุ่มคนทั้งหมดได้มาถึงลานสีเหลี่ยมจัตุรัส ของสำนักเอกะเทวะ ซึ่งถูกทิ้งให้รกร้างวังเวง มีแต่ใบไม้แห้ง มูลนกต่างๆและสัตว์อีกไม่มากนัก ซึ่งกระจายออกไปด้วยความหวาดกลัว
สายลมกรรโชกแรง ปรากฎขึ้นพร้อมกับการมาของบุคคลกลุ่มนี้ ม้วนกวาดพื้นของลานสีเหลี่ยมจัตุรัส ของสำนักสายนอกจนสะอาดเกลี้ยงเกลา เมื่อได้เห็นสถานที่นี้ สีหน้าของเมิ่งฮ่าวก็เปลี่ยนไปมาด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย
"รู้สึกอย่างไร ที่ได้เห็นสำนักตัวเองกลายเป็นเช่นนี้ เมิ่งฮ่าว?" หลิวเต้าอวิ๋นพูดเยาะเย้ย เมื่อมันพูด เมิ่งฮ่าวหันร่างมา และมองไปที่มัน รังสีสังหารพุ่งออกมาจากดวงตา เขาเริ่มขยับตัวได้แล้ว จึงยกมือขึ้น กระบี่บินห้าสิบเล่มก็ปรากฎ พุ่งตรงไปที่หลิวเต้าอวิ๋นในทันที
"ข้าคิดว่า สถานที่นี้ น่าจะเป็นหลุมฝังศพของเจ้า ได้เป็นอย่างดี"
ไม่มีลางบอกเหตุอะไรทั้งสิ้นว่าเมิ่งฮ่าวจะโจมตี แม้ในขณะที่คำพูดของเขากำลังดังออกมา กระบี่ก็ได้มาอยู่ตรงหน้าของหลิวเต้าอวิ๋นเรียบร้อยแล้ว สีหน้าของมันเปลี่ยนไป ไม่เคยคิดว่าเมิ่งฮ่าวจะกล้าโจมตีมัน ในขณะที่มีเหล่าปรมาจารย์อยู่รายรอบ
มันพุ่งออกไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว กัดลิ้น และพ่นโลหิตออกมา พร้อมกับไข่มุก เป็นไข่มุกที่แตกต่างจากของวิเศษ ที่มันเคยใช้มาก่อน เมื่อไข่มุกเม็ดนั้นลอยออกมาจากปากของมัน ก็เริ่มส่องแสงแห่งรังสีสังหารออกมา กลายเป็นใบหน้าปีศาจสีดำอันน่าเกลียดน่ากลัว กระแทกไปที่กระบี่บินห้าสิบเล่มของเมิ่งฮ่าว
เสียงระเบิดดังสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณนั้น เมื่อใบหน้าปีศาจป้องกันกระบิ่บินส่วนใหญ่ไว้ได้ แต่ก็มีกระบี่บินหนึ่งเล่ม ส่งเสียงอันดุร้ายขณะที่แหวกฝ่าอากาศ และยังคงพุ่งตรงไปที่หลิวเต้าอวิ๋น
ใบหน้าของหลิวเต้าอวิ๋นบิดเบี้ยว มันรู้ว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายขั้นชี้เป็นชี้ตาย มันส่งเสียงกู่ร้องออกมา ยกแขนขึ้นมากันกระบี่ไว้ กระบี่แทงทะลุเข้าไปในหัวไหล่ด้านขวาของมัน ส่งผลให้โลหิตพุ่งกระจาย เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวก็ดังไปทั่ว ทั้งสำนักเอกะเทวะที่รกร้างวังเวง
ขณะที่กระบี่ได้แทงเข้าไปในหัวไหล่ของมัน ทันใดนั้นก็ระเบิดออก ทำให้แขนขวาของหลิวเต้าอวิ๋นหายไปในกลุ่มเมฆโลหิต เลือดพ่นกระจายออกมาจากปากของมัน และมันก็รีบถอยไปด้านหลัง สีหน้าซีดขาว และสายตาก็ส่องประกายความกลัว และความประหลาดใจออกมา
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แค่ช่วงเวลาของประกายไฟเกิดขึ้น แขนขวาของมันก็ถูกทำลายไป และเสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวของมัน ก็ยังคงดังก้องไปทั่วในอากาศ ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณจากสามสำนักใหญ่ มองกลับมาทีละคน ดวงตาของพวกมันเย็นชา โดยเฉพาะคนที่มาจากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก)
หลิวเต้าอวิ๋น ถอยหลังไป ส่งเสียงร้องดังออกมา
"ท่านปรมาจารย์ เจ้าผู้นี้…"
เมิ่งฮ่าวเดินตรงไป ด้วยสีหน้าเย็นชา ในขณะที่หลิวเต้าอวิ๋นกำลังพูดไม่ทันจบ เขาก็โบกสะบัดมือขวา และกระบี่บินร้อยเล่ม ก็ปรากฎขึ้น ทำให้ทั่วทั้งลานสี่เหลี่ยมจัตุรัส เต็มไปด้วยพิรุณกระบี่จำนวนมากมาย ตกลงไปบนร่างหลิวเต้าอวิ๋น
ถึงมันจะอยู่ในระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ แต่เมิ่งฮ่าวก็เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น พลังการฝึกตนของเมิ่งฮ่าว ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ และก็มีแกนทะเลลมปราณสีทอง รวมถึงยังมีจิตสัมผัสอีกเล็กน้อยในจิตใจ เมื่อรวมกันแล้วก็มากพอที่จะบดขยี้หลิวเต้าอวิ๋น พิรุณกระบี่ส่งเสียงหวีดหวิวพุ่งผ่านอากาศลงมา หลิวเต้าอวิ๋นไม่มีแม้แต่เวลาที่จะพูด
เสียงระเบิดดังขึ้น และหลิวเต้าอวิ๋นก็พ่นโลหิตออกมาอีก แสงระยิบระยับส่องสว่างอยู่ตรงหน้ามัน ขณะที่มีดสั้นแก้วผลึกต่อต้านกระบี่บินทั้งร้อยเล่มของเมิ่งฮ่าว และแน่นอนว่า ได้ทำให้หลิวเต้าอวิ๋นบาดเจ็บมากขึ้น มันถอยออกไปไกลกว่าเดิม ร้องตะโกนออกมา
"ท่านปรมาจารย์ ช่วยข้าด้วย!"
"เมิ่งฮ่าว ยั้งมือด้วย!" เสียงดังมาจาก ท่ามกลางผู้ฝึกตนสี่คน ขั้นพื้นฐานลมปราณ แห่งสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) พวกมันขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่า ไม่ต้องการให้เมิ่งฮ่าวสังหารหลิวเต้าอวิ๋น ที่เบื้องหน้าของคนทั้งหมด ร่างของพวกมันกลายเป็นลำแสง ขณะที่พุ่งตรงมา
"นี่เป็นเรื่องของข้าและมัน" เมิ่งฮ่าวกล่าว ไม่แม้แต่จะมองไปที่กลุ่มผู้ฝึกตน ขั้นพื้นฐานลมปราณสี่คนนั้น "ถึงพิษจะกำเริบในร่างข้าตอนนี้ ข้าก็จะสังหารเจ้าผู้นี้!" สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความต้องการสังหารอย่างเด็ดเดี่ยว
ผู้ที่เขาต้องการสังหาร คือหลิวเต้าอวิ๋น แห่งสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) แต่ก็มีคนอื่นในที่นี้ ที่มาจากสำนักอื่น แน่นอนว่าพวกมัน ต้องไม่ยอมยืนนิ่งเฉย มองดูเมิ่งฮ่าวถูกพิษกำเริบจนตายไป ก่อนที่จะเปิดถ้ำแห่งเซียนได้ พวกมันต้องไม่ยอมให้เรื่องเล็กๆจากสำนักอื่น มาขัดเป้าหมายหลักของพวกมันเป็นแน่
คนอื่นๆเหาะไปข้างหน้า ขวางทางกลุ่มผู้ฝึกตน ขั้นพื้นฐานลมปราณทั้งสี่ จากสำนักเฟิงหาน
"สหายเต๋าจาง ไม่จำเป็นที่จะไปสนใจเรื่องเล็กน้อย ของผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณ มา มา พวกเราไม่ได้เจอกันมานานหลายปี ทำไมเราถึงไม่มาคุยกันสักเล็กน้อยเกี่ยวกับวันเก่าๆเหล่านั้น?"
"ใช่แล้ว ท่านพี่เฉิน พวกเราไม่ได้เจอกันเกือบสามปี ข้ามีคำถามบางอย่าง เกี่ยวกับการฝึกตน ซึ่งหวังว่าจะขอความคิดเห็นได้จากท่าน"
ใบหน้าของผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณทั้งสี่ จากสำนักเฟิงหาน ซีดขาวลง เมื่อพวกมันได้ยินคำพูดเหล่านี้ ขณะที่กำลังจะพูดออกมา ทันใดนั้น หลิวเต้าอวิ๋นก็กรีดร้องอย่างหวาดกลัวออกมาอีกครั้ง
นิ้วของเมิ่งฮ่าวขยับเป็นรูปแบบการสร้างเวทอาคม และกระบี่บินสองร้อยเล่มก็เต็มอยู่ในท้องฟ้า ตกลงมาบนร่างของหลิวเต้าอวิ๋น ด้วยเสียงหวีดหวิวแหลมเล็ก
เมิ่งฮ่าวเดินตรงเข้าไปอีกหนึ่งก้าว และขยับรูปแบบการร่ายเวทอย่างรวดเร็ว เปลวไฟแห่งงูก็ปรากฎ ยาวมากกว่าสามสิบหกฉื่อ ส่งเสียงกระหึ่ม ทำให้ลานสี่เหลี่ยมจัตุรัสสั่นสะเทือนไปทั่ว
โลหิตพุ่งออกมาจากปากของหลิวเต้าอวิ๋น ขณะที่มีดสั้นแก้วผลึกของมัน แตกกระจายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มันถอยหลังออกไปอย่างต่อเนื่อง ความสิ้นหวังเต็มอยู่ในดวงตา
อีกด้าน ดวงตาของเมิ่งฮ่าวส่องประกายแห่งรังสีสังหาร และความมุ่งมั่น เขาลอยตรงไป และกระบี่ก็ปรากฎขึ้นในมือขวา มันก็คือกระบี่ไม้ และพุ่งตรงไปที่หลิวเต้าอวิ๋น ด้วยพลังที่ไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งได้
"อย่ามาขวางทางข้า!" สีหน้าของผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณทั้งสี่เปลี่ยนไป พวกมันส่งเสียงกู่ร้อง และพยายามที่จะเข้าไปขวางกั้นเมิ่งฮ่าว
"เจ้าผู้นี้ พยายามที่จะสังหารข้ามาหลายครั้ง นี่เป็นความแค้นส่วนตัว ถ้าใครก็ตาม มาขวางทางข้า ข้าจะฆ่าตัวตาย ก่อนที่จะเปิดถ้ำแห่งเซียนของท่านปรมาจารย์!"
เมื่อเสียงของเขาดังออกมา เขาก็ไม่สนใจสี่ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณโดยสิ้นเชิง พุ่งตรงไปยังหลิวเต้าอวิ๋นโดยไม่ลังเลใดๆทั้งสิ้น กระบี่ไม้ยื่นออกไป เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะสังหารมัน
"ท่านปรมาจารย์ ช่วยด้วย!!" หลิวเต้าอวิ๋นกรีดร้องเสียงโหยหวน ดูเหมือนว่าผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณกำลังจะโจมตี แต่เมื่อได้ยินเสียงกระแอมไออันแหบแห้งดังขึ้น ซึ่งดังมาจากหญิงชราผู้นั้น
ความตกใจก็เต็มอยู่ในจิตใจของสี่ผู้ฝึกตนนั้น และพวกมันก็ยืนแน่นิ่งอยู่ในทันทีด้วยสีหน้าซีดขาว เสียงไอแห้งๆนี้ ได้เจาะทะลวงเข้าไปในจิตใจของพวกมัน เหมือนกับสายฟ้าจากสวรรค์ ทำให้จิตใจของพวกมันหมุนคว้างไปมา
"นี่มันมากเกินไปแล้ว!" ชายชราใบหน้าสีแดงจากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) กล่าวขึ้น มันแค่นเสียงเย็นชา และความเย็นเยียบก็ปรากฎขึ้นในดวงตา พุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าว
ขณะที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เทียนจีซ่างเหรินก็หัวเราะเสียงดังออกมา มันโบกสะบัดแขนเสื้อ ความเย็นเยียบที่กำลังพุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าว ก็แตกก็เป็นเสี่ยงๆในทันที
"เจ้า!" ชายชราใบหน้าสีแดงพูดขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะ
ตอนที่ 80: อุบายของเมิ่งฮ่าว
"สหายเต๋า ท่านไม่จำเป็นต้องอารมณ์เสีย" เทียนจีซ่างเหรินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "นี่เป็นเรื่องราวอันเล็กน้อยของพวกผู้เยาว์ ทำไมเราไม่เพียงแค่ดู?"
ขณะที่ทั้งสองพูดจากัน หลิวเต้าอวิ๋นก็ส่งเสียงร้องอย่างน่าอนาถใจออกมาอีก เมิ่งฮ่าวก้าวตรงไปข้างหน้า และด้วยการเฉือนของกระบี่ ทำให้แขนซ้ายของหลิวเต้าอวิ๋น ลอยออกไปจากร่างของมัน โลหิตกระจายออกไปทุกที่
กระบี่บินอีกมากมาย ลอยออกมาจากถุงเก็บสมบัติของเมิ่งฮ่าว ทีละเล่ม ทีละเล่ม ปักเข้าไปในร่างของหลิวเต้าอวิ๋น โลหิตไหลพุ่งออกมา ในชั่วพริบตาเดียว ร่างของมันก็ปักเต็มไปด้วยกระบี่สิบสองเล่ม
เมิ่งฮ่าวไปยืนตรงหน้ามัน กล่าวด้วยเสียงราบเรียบ "ถ้าข้าบอกว่า เจ้าต้องตายในวันนี้ เจ้าก็ต้องตาย"
ความสิ้นหวังเติมเต็มอยู่ในดวงตา ที่เบิกกว้างของหลิวเต้าอวิ๋น โลหิตไหลซึมออกมาจากปากของมัน
สี่ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ มองมายังฉากเบื้องหน้าด้วยความตกใจ พวกมันต่างก็ประหลาดใจ โดยเฉพาะกับการแสดงออกที่โหดร้ายของเมิ่งฮ่าว
"พอ!" หนึ่งในผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ จากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) กล่าวขึ้น ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียด มันโบกสะบัดนิ้ว ทันใดนั้นพลังลมปราณในบริเวณนั้น ก็เหมือนกับจะหมุนปั่นไปมา และพุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าว ห่อหุ้มอยู่รอบๆตัว ไม่แตะต้องพลังลมปราณในร่างของเขา แต่ดึงร่างเขาออกมาจากหลิวเต้าอวิ๋น
ขณะที่เมิ่งฮ่าวถูกลากออกไป ความหวังก็รวมอยู่ภายในดวงตาของหลิวเต้าอวิ๋น ถึงแม้ว่ามันจะบาดเจ็บสาหัส
"ตูม!" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา รังสีสังหารในดวงตาของเขาแวบขึ้นมา
เวลาเดียวกับที่คำพูด ดังออกมาจากปากของเขา กระบี่บินสิบสองเล่ม ที่เสียบอยู่ในร่างของหลิวเต้าอวิ๋นก็ระเบิดขึ้นในทันที เสียงกรีดร้องอันโหยหวนก็ดังก้องไปทั่วทุกทิศทาง ร่างกายของหลิวเต้าอวิ๋นถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ แม้แต่ศีรษะของมันก็กลายเป็นเศษเนื้อ กระจายออกไปในทุกทิศทาง
สำหรับสี่ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ม่านตาของพวกมันหดตัวลงจนกลายเป็นจุดดำเล็กๆจ้องไปที่เศษชิ้นเนื้อ จากนั้นก็จ้องมาที่เมิ่งฮ่าว ซึ่งมีสีหน้าไร้ความรู้สึก พวกมันคงไม่อาจลืมเหตุการณ์นี้ไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่อย่างแน่นอน
โดยเฉพาะความทรงจำเกี่ยวกับ ความรวดเร็วในการโจมตีของเมิ่งฮ่าว และความเด็ดขาดในสุ้มเสียงของเขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิธีการคิดของเขา ไม่มีอะไรที่พื้นๆธรรมดา เขาได้เปลี่ยนทุกคน ที่ไม่ใช่ศิษย์สำนักเฟิงหาน ให้กลายเป็นผู้ช่วยของเขา และผลลัพธ์อันน่าสยดสยองนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความดื้อรั้นยืนกรานอย่างแท้จริงของเขา
ไม่ว่าใครก็ตามสามารถที่จะคิดแผนการเช่นนี้ออกมาได้ แต่น้อยคนนักที่จะทำให้มันสำเร็จลงได้ ขณะที่ในวันนี้ พวกมันก็ได้เห็นการสังหารจริงครั้งแรกของเมิ่งฮ่าว!
"มันตายแล้ว ท่านปล่อยข้าได้แล้ว" เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา
ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ลอยอยู่ในอากาศ จ้องลงมาที่เมิ่งฮ่าว ความต้องการสังหารอย่างเด็ดเดี่ยวของเขา สร้างความทรงจำอันลึกล้ำอยู่ในจิตใจของพวกมัน
แม้แต่เทียนจีซ่างเหริน ก็มองไปที่เขาเป็นเวลานาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ทำให้มันต้องเหลือบมองไปที่ความอำมหิตโหดร้ายของเมิ่งฮ่าวอย่างช่วยไม่ได้
ปรมาจารย์ขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ จากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) ซึ่งกำลังจับกุมเมิ่งฮ่าวอยู่ ก็มีความดุร้ายน่ากลัวปรากฎอยู่บนใบหน้า แม้ว่ามันได้สอดมือเข้าไป เมิ่งฮ่าวก็ยังสามารถสังหารหลิวเต้าอวิ๋นตรงหน้ามันได้ มันรู้สึกเสียหน้าเพราะเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
แค่ความคิดนี้ มันก็สามารถฉีกเมิ่งฮ่าวออกเป็นชิ้นๆ ให้ตายเหมือนกับหลิวเต้าอวิ๋นได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อมันพิจารณาไปถึงสีหน้าของผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆบริเวณนี้ ก็คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
ด้วยเสียงแค่นอย่างเย็นชา มันสะบัดชายแขนเสื้อ และพันธนาการที่มองไม่เห็นรอบๆร่างของเมิ่งฮ่าวก็หายไป แต่มันก็ยังคงกระแทกไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยการโจมตีที่มองไม่เห็น ทำให้เขาต้องกระอักโลหิตออกมา เมิ่งฮ่าวมองไปที่มัน สีหน้าเขาซีดขาว แต่ดวงตาสาดประกายดำมืดออกมา
"หลิวเต้าอวิ๋นเยาะเย้ยข้าอยู่ตลอดเวลา และสาบานว่าจะสังหารข้า" เมิ่งฮ่าวกล่าว มองไปที่ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ที่เพิ่งจะทำร้ายเขาเมื่อครู่
"ข้า ซึ่งเป็นผู้เยาว์ ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องโจมตีก่อน ข้าร้องขอความเป็นธรรมจากท่านผู้อาวุโส ในตอนนี้ ข้าค่อนข้างกังวลว่าสำนักเฟิงหาน จะไม่ยอมให้ยาขจัดพิษแก่ข้า ท่านพอจะช่วยให้ยาถอนพิษกับข้า ซึ่งเป็นผู้เยาว์ ได้รู้สึกสบายใจขึ้นสักเล็กน้อย ก่อนที่ข้าจะเปิดถ้ำแห่งเซียนของท่านปรมาจารย์ จะได้หรือไม่?"
ดวงตาของสี่ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ส่องประกายออกมา ขณะที่ทันใดนั้น พวกมันก็ดูเหมือนจะเข้าใจถึงความโหดเหี้ยมและความเจ้าเล่ห์ของเมิ่งฮ่าว
ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ที่อยู่รอบๆบริเวณนั้น ซึ่งนิ่งเงียบเป็นเวลานาน ดวงตาของพวกมันส่องประกายเมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฮ่าว พวกมันเข้าใจว่าเขากำลังคิดถึงอะไรในทันที และพวกมันก็ขมวดคิ้ว ขณะที่มองไปที่ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณสองคน จากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก)
ใบหน้าของพวกมันเย็นเยียบราวน้ำแข็ง
"ด้วยจิตใจเจ้าเล่ห์ของเจ้า คงยากที่จะอยู่ในแคว้นจ้าว" เทียนจีซ่างเหรินกล่าว "ข้ากำลังอยากได้คนรับใช้ เมิ่งฮ่าว เจ้าลองคิดดูให้ดี" ดวงตาของมันส่องประกายเมื่อมองไปที่เมิ่งฮ่าว รอยยิ้มของมันดูน่ากลัว และลึกลับ เช่นเดียวกับลวดลายที่อยู่บนชุดยาวของมัน ดวงตาข้างเดียวที่อยู่ตรงกลางของพื้นที่สีเหลี่ยมอันลึกลับ
ชายชราใบหน้าสีแดง จากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) แค่นเสียงทุ้มต่ำอยู่ในลำคอ สามสำนักใหญ่มักเข้ากันไม่ค่อยได้ และในตอนนี้ มันได้เริ่มระแวง ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ ซึ่งจ้องมาที่มันด้วยสายตาอันคมกริบ
มันไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ซับซ้อนวุ่นวายไปมากกว่านี้ แต่ภายในใจของมัน ได้กำหนดให้เมิ่งฮ่าวต้องตายไปเรียบร้อยแล้ว มันโบกสะบัดมือขวา และเม็ดยาสีขาวก็ปรากฎขึ้น พุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าว
เม็ดยากระจายกลิ่นหอมออกมา จากการศึกษาของเขาในข้อมูลของแผ่นหยกโบราณ เมิ่งฮ่าวก็บอกได้จากการเห็นในแวบแรกว่า นี่เป็นยาขจัดพิษของเม็ดยาซากศพเยือกเย็น
เขาคว้าจับมันไว้ ไม่กลืนกินในทันที แต่เอาใส่เข้าไปในถุงเก็บสมบัติแทน จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และตรงไปยังจุดสูงสุดของภูเขาตะวันออก
สำหรับผู้ฝึกตนจากสามสำนักใหญ่ พวกมันจับตาดูเขาอย่างใกล้ชิด พร้อมที่จะเคลื่อนไหวในทันที ถ้าเขาพยายามจะทำอะไรที่ผิดปกติ เทียนจีซ่างเหรินลอยอยู่ข้างกายเขา ดวงตาส่องประกายเมื่อมันจ้องไปที่ภูเขาตะวันออก
เมิ่งฮ่าวไม่ได้ทะยานตรงไปที่ด้านบนของยอดเขา แต่เดินไปตามทางที่ทอดไปสู่ภูเขาตะวันออกแทน กลุ่มผู้ฝึกตนพวกนั้นก็ได้แต่ต้องอดทนตามเขาไป เดินผ่านถ้ำแห่งเซียนของหวังเถิงเฟย เดินไปเรื่อยๆก็เห็นถ้ำของศิษย์พี่เฉิน และศิษย์พี่หญิงสวี่ ภาพในอดีตก็เชื่อมต่อกันอยู่ในจิตใจ และเขาก็ถอนหายใจยาวออกมา
ในที่สุด เขาก็มาหยุดอยู่หน้าถ้ำแห่งเซียน ที่เป็นของเขา มองไปที่มันอย่างเงียบๆ จากนั้นก็เดินต่อไป จนกระทั่งมาถึงจุดสูงสุดของภูเขาตะวันออก และห้องโถงหลักของสำนักเอกะเทวะ
แสงตะวันยามบ่ายส่องเข้าไปในห้องโถง ทำให้ดูภูมิฐานสง่างาม เมิ่งฮ่าวก้าวเท้าเข้าไปข้างใน จ้องไปที่รูปปั้นด้านใน สายตาไปหยุดอยู่ที่รูปปั้นของปรมาจารย์เอกะเทวะ
วันที่ปรมาจารย์เอกะเทวะ ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ฝึกตนจากสำนักต่างๆ มันได้บอกวิธีลับเพื่อจะเปิดเส้นทางไปถึงถ้ำแห่งเซียนกับเมิ่งฮ่าวไว้ ตอนนี้ ผ่านไปหนึ่งปีกว่า ในที่สุดเมิ่งฮ่าวก็ได้กลับมา
อันที่จริง หนึ่งปีที่นัดไว้ ได้ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่เมิ่งฮ่าวได้มาถึงรูปปั้นของปรมาจารย์เอกะเทวะ ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าว ก็มองไปที่เขา จากด้านหลัง
เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นมา กดนิ้วลงไปที่จุดบนรูปปั้น ทุกๆช่วงเวลาสั้นๆ เขากดนิ้วย้ำลงไปบนจุดนั้น อีกครั้ง และอีกครั้งที่เขากดลงไป จนกระทั่งเขากดลงไปถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าครั้ง
ทันใดนั้น ห้องโถงหลักก็เริ่มสั่นสะเทือน รูปปั้นอื่นๆเขย่าไปมาอย่างรุนแรง จากนั้นก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทำให้รูปปั้นอื่นๆทั้งหมดสลายกลายเป็นชิ้นๆ จากนั้นแสงสว่างจ้าก็สาดออกมาจากรูปปั้นของปรมาจารย์เอกะเทวะ กวาดเศษหินเศษอิฐทั้งหมดออกไป เหลือไว้เพียงแต่รูปปั้นของมันเอง
ข้างใต้ของรูปปั้นเป็นแผ่นหิน เมื่อผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆเห็นดังนี้ ดวงตาของพวกมันก็สาดประกายด้วยความมุ่งหวัง
รูปปั้นเปล่งพลังอันน่าเหลือเชื่อออกมา และดวงตาของมันก็สาดประกายราวกับว่ามีชีวิต ทำให้ผู้ฝึกตนทั้งหมดตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่า ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปใกล้รูปปั้นนั้น
เมิ่งฮ่าวถอยหลังไปสองสามก้าว จากนั้นก็ประสานมือ และโค้งตัวคำนับต่ำลงไป "ศิษย์เมิ่งฮ่าว ขอรบกวนการนอนหลับของท่านปรมาจารย์ ท่านโปรดช่วยเปิดประตูไปที่ถ้ำแห่งเซียนได้หรือไม่?" เขาเงยหน้าขึ้น และดวงตาสาดประกาย เขาหันหลังให้กับผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าว ขยับริมฝีปาก ขณะที่พึมพำเสียงอันซับซ้อนบางอย่างออกมา
"รวม!"
ทันทีที่คำพูดหลุดออกมาจากปาก รูปปั้นก็เริ่มสั่น และแสงเจิดจ้าที่ส่องออกมาจากดวงตาของรูปปั้นก็ส่องสว่างมากยิ่งขึ้น แสงสว่างทวีความเข้มข้นมากขึ้น และเกิดลมกรรโชกแรงพัดม้วนมา ความประหลาดใจปกคลุมไปที่ใบหน้าของผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าวทั่วทุกคน
รอยร้าวปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของรูปปั้น มากขึ้น และมากยิ่งขึ้น ชั่วเวลาหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง มันก็ระเบิดเสียงดังออกมา ส่งผลให้ชิ้นส่วน ลอยกระจายไปทั่วทุกทิศทาง ตอนนี้ฐานของรูปปั้นที่เป็นแผ่นหิน ก็เริ่มส่องแสงสว่างเจิดจ้าออกมา
แสงเจิดจ้าบาดตาที่เกิดจากเวทอาคมที่หมุนวนไปมา ทำให้ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าวต้องหายใจแรงขึ้น ใครก็ตามที่คุ้นเคยกับเวทอาคมเช่นนี้ สามารถบอกได้ว่า มันคืออาคมผนึก ซึ่งกำลังจะคลายออก
เสียงสายฟ้าคำรามดังกระหึ่มกึกก้องสะท้อนออกมา และลำแสงกว้างใหญ่ก็พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า จากนั้นลำแสงก็เริ่มหมุนบิดไปรอบๆ จนกระทั่งกลายเป็นแหวนขนาดยักษ์
ภายในของแหวนส่องประกายเลือนลาง และจากนั้นก็กลายเป็นกระแสน้ำหมุน มันคือ ทางผ่านไปยังสถานที่อื่น
ขณะที่วงแหวนแห่งแสงเริ่มก่อตัว เมิ่งฮ่าวก็กระโจนขึ้นไปในอากาศ และพุ่งตรงไป เขาหายตัวไปภายในแหวนนั้น ด้านหลังเขา ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าวลังเล ใบหน้าของพวกมันบิดเบี้ยว
"ศิษย์ขั้นพื้นฐานลมปราณ เข้าไปก่อน" เทียนจีซ่างเหรินพูด ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณพยักหน้าเห็นด้วย และผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณสิบสองคน หรือมากกว่านั้น ก็กัดฟัน พุ่งออกไป หายเข้าไปในกระแสน้ำวนนั้น
หลังจากหายใจเข้าออกสิบครั้ง เทียนจีซ่างเหริน และผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ก็มองหน้ากัน ศิษย์หนึ่งคนจากแต่ละสามสำนักใหญ่ก็เข้าไปเป็นรายต่อไป หลังจากที่พวกมันเข้าไปจนหมด ก็เหลือแต่ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ และเทียนจีซ่างเหรินตามเข้าไป
เมื่อเข้าไปในกระแสน้ำวน จิตใจพวกมันก็หมุนคว้าง และเริ่มหายใจลำบากขึ้น มองไปรอบๆ สิ่งแรกที่พวกมันเห็นก็คือแผ่นศิลาขนาดใหญ่มหึมา ตัวอักษรสีทองถูกสลักลงไปบนแผ่นศิลานั้น ตัวอักษรที่อยู่บนสุดก็ส่งผลให้ดวงตาของพวกมันสาดประกายออกมาในทันที
"คัมภีร์สุดยอดวิญญาณ!!"
จบตอน
Comments
Post a Comment