heaven ep81-90

 ตอนที่ 81: ถ้ำแห่งเซียนของท่านปรมาจารย์


ในเขตกัมมัฏฐานของท่านปรมาจารย์เอกะเทวะ ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าวทุกคน จ้องไปที่ศิลาตัวอักษร ซึ่งถูกทิ้งไว้โดยเฉินฝาน ด้วยความตื่นเต้น พวกมันคัดลอกตัวอักษรบนศิลาลงไปบนแผ่นหยก


"ศิลาอักษรนี้ก็คือคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ!"


"ข้าไม่เคยคิดเลยว่า มันจะได้มาอย่างง่ายดายเช่นนี้! ฮา ฮา ฮา! ถึงแม้ข้าจะบรรลุขั้นพื้นฐานแล้ว แต่ด้วยคัมภีร์เล่มนี้ ข้าก็สามารถสร้างแกนทะเลลมปราณแห่งที่สองได้ ด้วยตำรารวบรวมลมปราณนี้ ข้าก็จะยกระดับเสาแห่งเต๋าจากแตกร้าวขั้นพื้นฐาน ให้กลายเป็นรอยร้าวขั้นพื้นฐาน และมันอาจจะกลายเป็นพื้นฐานไร้ตำหนิเลยก็เป็นไปได้!"


เทียนจีซ่างเหริน เข้ามาถึง ตามด้วยหญิงชราท่าทางสง่างาม "ไม่ใช่" นางกล่าว "ที่นี่มีแค่คัมภีร์เพียงครึ่งเล่ม…" นางสามารถบอกความจริงได้จากการมองเพียงแค่แวบเดียว


เทียนจีซ่างเหริน ยังคงเดินตรงไปสองสามก้าว ดวงตาของมันส่องประกายด้วยแสงแปลกๆ


ทันใดนั้น ราวกับว่าศิลาอักษรนี้ ไม่อาจทนต่อการจ้องมองจากผู้คนมากมาย มันเริ่มมีรอยร้าวเกิดขึ้น เสียงปะทุดังออกมา เมื่อมีรอยร้าวกระจายออกไปทั่ว ทุกคนมองดูด้วยความตกใจ


ขณะที่รอยร้าวกระจายออกไป ตัวอักษรสีทองก็จางหายไป แทนที่ด้วยกลุ่มตัวอักษรอื่น ซึ่งมืดสลัวและยากที่จะอ่านได้ ตัวอักษรพวกนี้ เป็นส่วนครึ่งหลังของตำรารวบรวมลมปราณ ในคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ


ก่อนที่ทุกคนจะอ่านจบ เสียงระเบิดก็ดังออกมา และศิลาอักษรนี้ก็ระเบิดขึ้น แตกกระจายออกเป็นแปดชิ้น


มองเห็นเป็นลำแสงหลากสีแปดลำ เมื่อชิ้นส่วนเหล่านั้นลอยออกไปในทิศทางที่แตกต่างกัน


พวกที่มุงดูอยู่ต่างก็ตกใจ แต่ก็รีบแตกกระจายกันไปในทันที เจ็ดผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ต่างก็พุ่งไล่ตามหนึ่งในชิ้นส่วนนั้นไป เทียนจีซ่างเหรินก็ตามไปด้วย ชิ้นที่แปดตามไปด้วยผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณสิบคน หรือมากกว่านั้น


ในทันใดนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็สับสนวุ่นวายขึ้นมา ขณะที่พวกมันแยกย้ายกันออกไป กลุ่มที่มาใหม่พวกนี้ พบว่าเขตนั่งกัมมัฏฐานของปรมาจารย์เอกะเทวะ เต็มไปด้วยอาวุธเวท และเม็ดยามากมาย แน่นอนว่าเป็นเหตุให้พวกมันเกิดความสนใจ


แต่โชคร้ายที่ของทุกชิ้น ได้ถูกคุ้มครองด้วยขอบเขตของเวทอาคม จนกว่าพวกมันจะคลายเวทป้องกันนี้ จึงจะจับต้องสิ่งของเหล่านั้นได้


ทันใดนั้น เสียงกระหึ่มก็ดังก้องออกมา จากภายในเขตนั่งกัมมัฏฐาน แสงสีเทาปรากฎขึ้นเป็นเงาร่างหลายร่าง ด้วยท่าทางคลุ้มคลั่ง พวกมันพุ่งตรงไปที่ผู้บุกรุกทั้งหลายเหล่านั้น


สำหรับเมิ่งฮ่าว ทันทีที่ความโกลาหลวุ่นวายเกิดขึ้น เขาก็หยิบเอากุญแจหยกผลึกโลหิตออกมา และก้าวออกไปด้านข้าง ครั้งที่แล้วเขาได้ใช้ผลึกโลหิตไปค่อนข้างมาก


แต่สุดท้ายก็ยังมีเหลืออีกสองชิ้น ซึ่งเขาได้เก็บไว้ในถุงเก็บสมบัติ หลังจากที่หยิบพวกมันออกมา ทันใดนั้น เหล่ามนุษย์กลผู้บ้าคลั่งก็ไม่เข้ามาใกล้เขาอีกเลย


"ข้าได้นำทุกคนมาที่นี่ คราวนี้ก็เพียงแต่คอยดูว่า ท่านปรมาจารย์จะจัดการพวกมันอย่างไร"


ดวงตาของเมิ่งฮ่าวสาดประกายเย็นเยียบ เขาไม่มีความรู้สึกที่ดีกับบุคคลกลุ่มนี้ เขามองไปขณะที่พวกมันวิ่งไล่ตาม ชิ้นส่วนของศิลาอักษร รอยยิ้มอันเย็นชา ปรากฎบนใบหน้า เขาเกือบจะทนรอไม่ไหวที่จะเห็นพวกมันตกตายไป


แน่นอนว่า ศิลาอักษรนั้นเป็นของปลอม เขารู้ในทันทีที่มันปรากฎขึ้น เมื่อปีที่แล้ว เขาเดินตรงไปข้างหน้าอย่างช้าๆด้วยความระมัดระวัง พยายามหลีกเลี่ยงผู้ฝึกตนคนอื่นๆ


เขาไม่รู้ตำแหน่งที่ปรมาจารย์เอกะเทวะนั่งกัมมัฏฐานอย่างแน่ชัด รู้แต่เพียงว่า เขาจะไม่ออกจากสถานที่แห่งนี้ จนกว่าท่านปรมาจารย์จะช่วยเขาขจัดพิษออกไปจากร่างเขาจนหมดก่อน


รวมถึงรางวัลที่ท่านปรมาจารย์ได้พูดไว้อีกด้วย


หลังจากนั้นไม่นาน เมิ่งฮ่าวก็หยุดเดิน และมองไปรอบๆ เสียงระเบิดดังก้องในอากาศ พื้นดินสั่นสะเทือนจาการระเบิดนี้ ห่างออกไปไกล เขามองเห็นหญิงชราผู้สูงส่ง เส้นผมของนางลอยขึ้นอย่างยุ่งเหยิง ขณะที่กำลังใช้เวทอาคมโจมตีไปที่เกราะป้องกัน ตรงหน้านางครั้งแล้วครั้งเล่า


ภายในเกราะป้องกันนั้น เป็นศิลาอักษรที่แตกออกมาหนึ่งชิ้น


หญิงชราผู้นี้อยู่ในขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ การโจมตีของนาง ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง รอบๆบริเวณนั้นสั่นสะเทือนไปทั่ว วิชาเวทที่พุ่งออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับเป็นแม่น้ำสีเงิน ส่งความหนาวเย็นที่เสียดลึกไปถึงกระดูกออกมา ทำให้ทุกสิ่งรอบตัวนางกลายเป็นน้ำแข็ง


ภายในแม่น้ำสีเงินนั้น ก็ได้ยินเสียงที่คล้ายวิญญาณจากนรกโลกันต์ มากมายนับไม่ถ้วนกรีดร้องอย่างโหยหวนออกมา ราวกับว่าแม่น้ำนี้เกิดขึ้นมาจากนรกขุมที่เก้า


นางโบกสะบัดแขนเสื้อ และภาพดำมืดของภูเขาก็ปรากฎขึ้น กดทับลงไปยังเกราะป้องกันนั้น ภูเขาซึ่งดูเหมือนว่าจะประกอบด้วยดวงดาวมากมาย ที่ถูกเผาไหม้จับตัวรวมกันกลายเป็นสีดำ ถึงแม้มันจะมีสีดำ แต่ก็ยังคงส่งแสงสว่างเจิดจ้าออกมา


ในฉากที่น่าตื่นเต้นนี้ แม่น้ำ และภูเขา ก็เริ่มเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน


เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เส้นสีเงินซึ่งอยู่รอบๆหญิงชรานี้ ดูเหมือนว่าจะมีพลังที่สามารถทำลายสวรรค์ สั่นพื้นปฐพีได้ แน่นอนว่า นางสามารถสังหารเขา เหมือนตบมดตายได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้วิชาเวท แม่น้ำจากนรก หรือภูเขาจากดวงดาว แต่อย่างใด


"นี่คือขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ…" เมิ่งฮ่าวจับตาดูอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็ถอยห่างออกไปมากขึ้น เขาไม่กล้าจะเข้าใกล้มากเกินไป


นางส่งเสียงกู่ร้อง และเสียงระเบิดก็ดังกึกก้อง สั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณรอบๆนั้น ถึงแม้จะอยู่ห่างออกไป แต่ร่างของเมิ่งฮ่าวก็สั่นไปด้วย เขาพ่นโลหิตออกมาเล็กน้อย เคลื่อนที่ไปด้านหลังมากขึ้น มองไปเห็นหญิงชราพ่นยาเม็ดกลมๆออกมาจากปาก


เป็นยาที่ประกอบไปด้วยสี สามสีประสานกัน เมื่อมันปรากฎขึ้น เมิ่งฮ่าวรู้สึกราวกับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ กำลังจะแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆในสายตาของเขา เม็ดยาสามสีนี้ คือ จุดเริ่มต้น และจุดจบของทุกสิ่ง


เม็ดยาส่งประกายเจิดจ้า พุ่งตรงไปยังเกราะป้องกัน ครั้นแล้ว เสียงระเบิดขนาดใหญ่ก็ดังออกมา เมิ่งฮ่าวต้องถอยหลังออกไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยสีหน้าซีดขาว


"ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ สามารถกำจัดข้าได้ในชั่วพริบตา!" ขณะที่เขาถอยหลังไป เขาก็คิดย้อนกลับไปถึงผู้คุ้มครองเต๋า หวังซีฟ่าน แห่งตระกูลหวัง


"ข้าอยู่ระดับเก้าขั้นรวบรวมลมปราณ แต่ถึงแม้จะบรรลุถึงระดับสิบ… ข้าก็ยังอ่อนแออยู่ดี ไม่สามารถต่อต้าน วิชาเวทของผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณได้แม้แต่น้อย!" เขาจ้องไปยังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ถอยไปด้านหลังอย่างต่อเนื่อง


"คนกลุ่มนี้ทุกคนต่างก็มีอายุเกินหนึ่งร้อยปี ในแง่ของความรอบรู้ และประสบการณ์ ข้าสู้พวกมันไม่ได้เลย… แต่ก็ดีที่อุบายเมื่อครู่นี้ของข้าได้ผล ไม่เช่นนั้น…" เมื่อเขาคิดถึงเรื่องนี้ จิตใจก็กระตุกด้วยความหวาดกลัว


"หลังจากขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ก็เป็นขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง ข้าอยากรู้นักว่า ผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง จะมีความแข็งแกร่งสักเพียงไร…" เมื่อเขาคิดถึงเรื่องนี้ จิตใจก็เริ่มเต้นรัว และเขาก็คิดไปถึงซ่งเหล่าไกว้ ผู้ซึ่งเขาไม่เคยเจอมาก่อน


"ท่านปรมาจารย์เอกะเทวะ มีระดับการฝึกตนอยู่ในขั้นไหน? ข้าจำได้ว่า ท่านเจ้าสำนักได้เคยพูดถึงมาก่อน น่าจะอยู่ที่ขั้นตัดวิญญาณ… ซึ่งเหนือกว่าขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง!" เมิ่งฮ่าวเริ่มหายใจแรงขึ้น และความอิจฉาก็ปรากฎขึ้นในแววตา ความดื้อรั้นยืนกรานเติมเต็มอยู่ในจิตใจ


เขาตัดสินใจว่าต้องเป็นผู้แข็งแกร่ง ต้องแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะหลีกเลี่ยง จากการเป็นแมลง ที่ใครก็สามารถเหยียบย่ำ และบดขยี้ได้ มีแต่กลายเป็นผู้แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะบรรลุเป้าหมาย และเติมเต็มความฝันของเขาได้


ต้องฝึกฝนในระดับสูงขึ้นไป จนกลายเป็นผู้แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะมีชีวิตรอด ในโลกแห่งการฝึกตนนี้ได้


เมิ่งฮ่าวมองไปด้วยความหวาดกลัว ขณะที่พลังของผู้ฝึกตน ขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ถูกปลดปล่อยออกมา ระเบิดขนาดใหญ่ครอบคลุมไปทั่วเขตนั่งกัมมัฏฐาน ของปรมาจารย์เอกะเทวะ


เสียงระเบิดไม่ได้ดังออกมาจากที่แห่งเดียว แต่จากเจ็ดแห่ง ทั่วทั้งบริเวณนี้เต็มไปด้วยเสียงกระหึ่มกึกก้อง และเกราะป้องกันมากมาย ก็เริ่มเกิดเป็นระลอกคลื่น


การระเบิดครั้งนี้ เกิดจากผู้ฝึกตนเจ็ดคน ขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ดูเหมือนว่าพวกมันอาจเป็นสาเหตุให้สถานที่แห่งนี้ต้องพังทะลายลง


"ท่านปรมาจารย์แค่บอกว่า ให้นำผู้ฝึกตนระดับสูงจากแคว้นจ้าวมาที่นี่ แต่ไม่บอกว่าต้องทำอะไรหลังจากนั้น…" เมิ่งฮ่าวลังเล และกำลังคิดว่าจะหนีออกไป แต่ในตอนนั้นเอง เสียงหัวเราะก็ดังออกมา ไกลออกไปยังที่ห่างไกล ลำแสงพุ่งขึ้นไป


จากตำแหน่งที่ห่างไกลนี้ ลำแสงที่เห็นไม่ได้หนามากนัก อย่างไรก็ตาม เมิ่งฮ่าวก็บอกได้ว่า มันต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลางเก้าสิบฉื่อโดยประมาณ ปรากฎขึ้นเต็มท้องฟ้าในถ้ำแห่งเซียนนี้ด้วยพลังของมัน


เสียงหัวเราะดังก้องออกมาจากทิศทางเดียวกับลำแสง และเมิ่งฮ่าวก็จำได้ว่า เป็นเสียงของเทียนจีซ่างเหริน เห็นได้ชัดว่า มันได้ทำลายเกราะป้องกัน และได้ครอบครองหนึ่งในชิ้นส่วน ของศิลาอักษรเรียบร้อยแล้ว


หลังจากนั้นไม่นาน เสียงระเบิดจากจุดอื่นก็ดังออกมา และลำแสงก็พุ่งขึ้นไป แสงนี้พุ่งขึ้นมาจากทิศทางของหญิงชราท่าทางสูงสง่านางนั้น เส้นผมของนางลอยกระจัดกระจายขึ้นไป ขณะที่เกราะป้องกันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ นางเดินไปข้างหน้า และหยิบศิลาอักษรขึ้นมา


ในเวลาเดียวกันนั้น ภายในเขตนั่งกัมมัฏฐาน ดวงตาของปรมาจารย์เอกะเทวะส่องประกาย และมันก็หายใจเร็วขึ้น ร่างกายผอมแห้งร่วงโรย มันจ้องนิ่งไปที่ตะเกียงน้ำมันเจ็ดดวง ซึ่งกระจายอยู่ตรงเบื้องหน้า


ครั้งแรกที่จ้องไป พวกมันดูเหมือนว่าจะกระจายเคว้งคว้างออกไป แต่เมื่อได้ตรวจดูอย่างใกล้ชิด ก็เห็นได้ชัดว่า พวกมันได้ถูกจัดวางอยู่ในรูปแบบอันลี้ลับ


เมื่อครู่นี้ ตะเกียงสองดวงได้ดับไป อีกห้าดวงที่เหลือก็เริ่มส่องแสงริบหรี่


"เจ้าเด็กนั่นมาสายไปตั้งสองสามเดือน ข้ากำลังเริ่มกังวลมากขึ้น และมากขึ้น แต่ในที่สุด มันก็นำคนมาถึงที่นี่!" ความตื่นเต้นเติมเต็มอยู่ในดวงตา เมื่อมันมองไปที่ตะเกียงน้ำมัน


"ดับสิ บัดซบ! คนพวกนี้ช่างอ่อนแอนัก พวกมันเพิ่งจะดับตะเกียงผนึกไปแค่สองดวง ข้ากำลังใช้พลังการฝึกตนของข้า ทำให้ตะเกียงผนึกอ่อนกำลังลง เพื่อให้ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณจัดการตะเกียงพวกนี้ได้ แต่พวกมันก็ยังคงทำไม่สำเร็จ"


"บัดซบ! ไม่มีข้าช่วยสอน เจ้าเด็กสารเลวแคว้นจ้าวเหล่านี้ ก็ไม่รู้ว่าต้องฝึกฝนกันอย่างไร เมื่อในอดีต ข้าน่าจะทุบตีพวกมันบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อช่วยให้การฝึกตนของพวกมันดีขึ้นกว่านี้บ้าง"


เมื่อคิดย้อนกลับไปในวันเก่าๆ ปรมาจารย์เอกะเทวะก็ต้องถอนหายใจออกมา ความต้องการที่จะทำลายเขตนั่งกัมมัฏฐานของมัน ก็รุนแรงมากขึ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา


"หลังจากที่ข้าดูดซับพลังฝึกตน และกำจัดความทรงจำของคนพวกนี้ ข้าก็สามารถจะบรรลุถึงการรู้แจ้ง และสำเร็จการตัดวิญญาณครั้งที่สอง จากนั้นข้าก็จะสามารถบรรลุถึงแผนการใหญ่! บัดซบ! การตัดวิญญาณทุกครั้ง ข้าต้องบรรลุถึงการรู้แจ้งแห่งเต๋า เมื่อสำเร็จ การตัดวิญญาณถึงจะดำเนินต่อไปได้ แต่หลังจากนั้น ข้าก็จะอ่อนแอลงอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าไม่มีโชคชะตาช่วยข้าฟื้นฟู การตัดวิญญาณก็จะทำให้ตาย และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าได้"


ปรมาจารย์เอกะเทวะกัดฟันแน่น แต่เมื่อคิดไปถึงแผนการใหญ่ ความหวังก็สาดประกายอยู่ในดวงตา ดูเหมือนว่าความหวังนี้ได้คงอยู่มานานหลายปี… หลายปีมาแล้ว


เวลานี้ เสียงระเบิดราวฟ้าผ่าก็ดังออกมา และตะเกียงอีกดวง ตรงหน้ามันก็ดับลง ความมุ่งหวังในดวงตาก็เพิ่มมากขึ้น


สำหรับเมิ่งฮ่าว เขายืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว อยู่นอกเขตกัมมัฏฐาน ไม่เดินพล่านไปทั่วอีกแล้ว แต่แอบหลบซ่อนอยู่ในมุมที่ห่างไกลออกไป ด้วยสีหน้าระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก


เขากำลังรอให้ปรมาจารย์เอกะเทวะปรากฎตัว จัดการจบชีวิตกลุ่มคนพวกนี้ จากนั้นก็ช่วยขจัดพิษในร่างของเขา และให้รางวัลแก่เขา


หลังจากผ่านไปไม่นาน เสียงกระหึ่มกึกก้องราวฟ้าฟาดก็ดังขึ้นอีกหนึ่งเสียง เทียนจีซ่างเหริน และหญิงชราผู้สูงสง่า ก็ได้ร่วมกับคนอื่นๆเพื่อช่วยโจมตี เกราะป้องกันที่เหลืออยู่ ก็พังทะลายลงในไม่ช้า เกราะป้องกันที่สาม สี่ และห้า แตกกระจายไป…


ในช่วงเวลาธูปไหม้หมดไปหนี่งดอก เสียงระเบิดดังก้องราวฟ้าผ่าก็ดังอย่างต่อเนื่อง ในไม่ช้า เสาแห่งแสงเจ็ดต้นก็พุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า


ในที่สุด เจ็ดผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ก็กลายเป็นลำแสง ขณะที่พวกมันพุ่งไปรวมกันยังเกราะป้องกันสุดท้าย ซึ่งขณะนี้ถูกรายล้อมไปด้วยผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ


พวกมันรวมพลังเข้าด้วยกัน และภายในช่วงเวลาหายใจเข้าออกสิบครั้ง เสียงระเบิดก็สั่นสะเทือนไปทั่ว และเสาแห่งแสง เสาที่แปดก็พุ่งขึ้นไปด้านบน ทั่วทั้งถ้ำแห่งเซียนดูเหมือนเกือบจะพังถล่มลงมา


ณ เวลานี้ ท่ามกลางเสียงกระหึ่มกึกก้อง และแรงสั่นสะเทือน รอยร้าวขนาดใหญ่ก็ปรากฎขึ้นที่พื้น เสียงกระหึ่มดังมากยิ่งขึ้น พื้นดินดูเหมือนจะกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น ราวกับว่ามันกำลังจะยุบลงไป


ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าว มองไปยังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นด้วยความตกใจ พวกมันเหาะขึ้นไปในอากาศ และมองลงมายังพื้นดินที่กำลังยุบตัวลง ในขณะนั้นเอง การสั่นสะเทือนก็หยุดลง จากนั้นพวกมันก็สังเกตเห็นเศษหินเศษอิฐ และรอยร้าวทั้งหมด ได้ก่อตัวเป็น… ใบหน้าขนาดใหญ่!


ใบหน้านี้ไม่ใช่ของใครอื่น นอกจากปรมาจารย์เอกะเทวะ!


ตอนที่ 82: ยอดวิชาชีพอสูร


บนหน้าผากของใบหน้าขนาดใหญ่ ปรากฎเป็นตะเกียงโบราณซึ่งดับหมดแล้วเจ็ดดวง ด้วยขนาดที่ใหญ่โต และดูโบราณ ส่องประกายความประณีตสวยงามออกมาทุกทิศทาง เหมือนจะประกอบไปด้วยความงามของสวรรค์ และปฐพี


เมื่อใบหน้าขนาดใหญ่ปรากฎขึ้น ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าว ก็ดูเหมือนจะตกใจไปทุกคน และบางคนก็พยายามจะหลบหนี


"อย่าแตกตื่น" เทียนจีซ่างเหรินกล่าว เสียงของมันดังก้องไปทั่ว "ข้ารู้ตั้งแต่แรกว่า ปรมาจารย์เอกะเทวะยังไม่ตาย แต่ก็อ่อนแออย่างมากในตอนนี้ พวกเราอยู่ในขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ถ้าร่วมมือกัน พวกเราก็สามารถกำจัดมันได้อย่างง่ายดาย" ทุกคนจากแคว้นจ้าวหยุดการเคลื่อนไหว


เสียงหัวเราะดังออกมาจากใบหน้าขนาดใหญ่ยักษ์นั้น เสียงแหบแห้งแต่มีพลัง เต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่ง แทงเข้าไปในหู และจิตใจของทุกคนที่อยู่บริเวณนั้น


เมื่อเสียงหัวเราะดังออกมา ใบหน้าของผู้ฝึกตนที่ลอยอยู่ในอากาศก็เปลี่ยนไป โดยไม่มีการพูดจา หญิงชราท่าทางสูงส่ง ก็หันหลังกลับ และพุ่งตรงไปยังทางออก ด้วยความรีบร้อน


ถึงแม้ว่านางพยายามจะเหาะหนีไป แต่เงาของมือขนาดใหญ่ก็ปะทุขึ้นมาที่ข้างกาย และห่อหุ้มร่างของนางไว้ เสียงระเบิดดังกึกก้อง ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างน่าตกใจ เมื่อมือขนาดใหญ่นั้น บดขยี้นางจนตาย ทุกสิ่งทุกอย่างบริเวณนั้นสั่นสะเทือน เมิ่งฮ่าวมองดูด้วยความตกใจ


มือขนาดใหญ่แบออก เห็นเป็นแกนลมปราณสามสีวางอยู่ มือนั้นขยับอย่างรวดเร็ว แกนลมปราณก็พุ่งตรงไปที่ตะเกียงดวงแรก ที่อยู่บนพื้นด้านล่าง


ทำให้ตะเกียงดวงนั้นส่องแสงสว่างขึ้น เผาไหม้แกนลมปราณราวกับเป็นเชื้อเพลิง และเปลวไฟที่ประกอบขึ้นมาจาก พลังแห่งชีวิตก็สาดประกาย


แสงไฟอันริบหรี่ส่องประกายออกมา เติมเต็มความมืดมิดด้วยแสงของมัน


"พวกเราต้องไม่หนี!" เทียนจีซ่างเหรินร้องตะโกนขึ้น ด้วยสีหน้าซีดขาว "สังหารอะไรก็ตาม ที่เหลืออยู่ของปรมาจารย์เอกะเทวะ และเอาของทุกอย่างมาเป็นของพวกเรา!"


ผู้ฝึกตนคนอื่นๆดูวิตกกังวล หลังจากที่เห็นชะตากรรมอันน่าสังเวช ของหญิงชราผู้นั้น พวกมันกัดฟันแน่น


ทันใดนั้น เสียงระเบิดก็ดังออกมา บริเวณรอบๆปากของใบหน้าใหญ่ยักษ์นั้น ก็ยุบตัวลงในทันที และเงาร่างสีดำก็โผล่ขึ้นมา


เสียงหัวเราะมาพร้อมกับเงาร่างนั้น ดังก้องออกมาจากถ้ำแห่งเซียน


"ปรมาจารย์เอกะเทวะ!" เสียงหัวเราะดังก้องราวสายฟ้า และถ้ำแห่งเซียนก็สั่นสะเทือน ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆต่างก็ตกใจ กระอักโลหิตออกมา


ท่ามกลางความมืด พอจะมองเห็นเป็นปรมาจารย์เอกะเทวะ ร่างของมันผอมแห้ง มีแต่ผิวหนังติดกระดูก ราวกับว่ามันเพิ่งคลานออกมาจากหลุมฝังศพ ดวงตาของมันเลือนสลัว และดำมืด แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วยความดุร้าย และพลัง


ปรมาจารย์เอกะเทวะ ลอยตัวอยู่ด้านบนของคนทั้งหมด เมฆม้วนตัวไปมา และวนรอบๆร่างของมัน เกิดเป็นระลอกคลื่นกระจายออกมา ทำให้ดูเหมือนว่า มันกำลังยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลก


พลัง ความหยิ่งผยอง และความกระหายเลือดของมัน สร้างความหวาดกลัว ขึ้นในจิตใจของผู้ฝึกตนที่อยู่ในบริเวณนั้น


"ปรมาจารย์เอกะเทวะ…" ชายชราใบหน้าสีแดงจากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) สีหน้าซีดเผือดลงในทันที และร่างกายก็สั่นสะท้านไปด้วย มันเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ เมื่อมาเผชิญหน้ากับปรมาจารย์เอกะเทวะ มันก็อ่อนแอราวกับจิ้งหรีดตัวเล็กๆ


เหตุผลเดียว ที่มันกล้ามาที่นี่ เพื่อค้นหาคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ ก็คือ เทียนจีซ่างเหริน ได้มองเห็นว่า ปรมาจารย์อ่อนแอลงจนถึงจุดใกล้จะตายแล้ว แต่ตอนนี้ ปรมาจารย์เอกะเทวะก็ดูเหมือนจะไม่มีความอ่อนแอเหลืออยู่เลย


"เทียนจี เรื่องระหว่างเรา ต้องไม่จบกันแค่นี้!" มันกล่าว ร่างหมุนคว้าง พุ่งตรงไปที่ทางออกอย่างรวดเร็ว คนอื่นๆที่มากับมัน ก็เคลื่อนที่ตามไปทีละคน ร่างของพวกมันกลายเป็นลำแสง ขณะที่พุ่งออกไป


เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ด้านล่าง จ้องขึ้นไปที่พวกมัน กำหมัดจนแน่น


ปรมาจารย์เอกะเทวะหัวเราะออกมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และกระหายเลือด ร่างของมันเคลื่อนไหว และทันใดนั้นมันก็ขยับมือลงต่ำ เสียงระเบิดดังไปทั่วในอากาศ


แรงกดดันขนาดใหญ่ก็กดลงไปยังเบื้องล่าง ชายชราใบหน้าสีแดง และผู้ติดตามของมัน ก็กระอักโลหิตออกมา ตกลงไปที่พื้น ร่างกายของพวกมัน ไม่อยู่ในการควบคุมของตัวเองอีกต่อไป


ร่างของปรมาจารย์เอกะเทวะขยับอีกครั้ง จากนั้นมันก็มายืนอยู่ตรงเบื้องหน้า ของชายชราใบหน้าสีแดงผู้นั้น ม่านตาของชายชราก็หดตัวลงด้วยความตกใจกลัว ขณะที่ทันใดนั้น ก็ร่างของปรมาจารย์เอกะเทวะก็หลอมรวมเข้ากับร่างของมัน


เสียงกรีดร้องอย่างน่ากลัวก็ดังออกมา ทำให้ขนตามร่างของพวกที่มุงดูอยู่รอบๆลุกขึ้นชี้ชัน


ร่างของชายชราใบหน้าสีแดงเริ่มเหี่ยวแห้งลง เส้นผมของมันร่วงลงบนพื้น ขณะที่เลือดเนื้อของมันเหือดแห้งหายไป ความดำมืดปรากฎขึ้น เหมือนกับจะสามารถกลืนกินชีวิต และโลหิตทั้งหมดไป เพียงชั่วพริบตา มันก็กลืนกินร่างของชายชราไปจนหมดสิ้น


ผิวของชายชราบางราวกระดาษ และกระดูกก็เริ่มละลายไป ในไม่ช้า ทั่วทั้งร่างกายก็กลายเป็นหมอกแห่งโลหิต จากนั้นก็รวมตัวกันเป็นร่างของ ปรมาจารย์เอกะเทวะ ซึ่งตอนนี้ มันไม่ได้ผอมแห้ง เหมือนเมื่อครู่นี้ ร่างของมันมีเลือดเนื้อมากขึ้น และกลิ่นอายแห่งความตายก็กระจายออกมาเล็กน้อย


ดูราวกับว่า พลังแห่งชีวิตของมันได้ฟื้นฟูกลับมาบางส่วนแล้ว ในมือของมัน มีแกนลมปราณสามสีของชายชราใบหน้าสีแดงผู้นั้น มันโบกสะบัดแขนเสื้อ แกนลมปราณสามสีก็พุ่งไปที่ตะเกียงดวงที่สอง


"เยาเซิงต้าฝ่า (ยอดวิชาชีพอสูร) !!"


"มันเป็นยอดวิชาชีพอสูรในตำนาน! มีชีวิตไร้ที่สิ้นสุด! เป็นวิชาที่สามารถยืมร่างและวิญญาณ!" เสียงโหวกเหวกดังออกมา เมื่อผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณที่เหลืออยู่ และขั้นพื้นฐานลมปราณที่ยืนตัวสั่นอยู่ มองเห็นฉากเบื้องหน้า ความสิ้นหวังก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของพวกมัน


"นี่คือเวทปีศาจของสำนักผนึกอสูร ก่อนที่ชื่อสำนักจะถูกเปลี่ยนไป!" ประกายแปลกๆแวบผ่านดวงตาของเทียนจีซ่างเหริน


เมิ่งฮ่าวมองดูด้วยความประหลาดใจ นี่เป็นครั้งที่สอง ที่เขาได้ยินชื่อสำนักผนึกอสูร ครั้งแรกได้ยินจากปากของซ่างกวนซิว ณ เวลานั้น เมิ่งฮ่าวไม่ได้สนใจมากนัก


เขาจะเชื่อในสิ่งที่ซ่างกวนซิวพูดได้อย่างไร? ถ้าเมิ่งฮ่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับชื่ออันยิ่งใหญ่เช่นนั้นจริงๆ ทำไมเขาถึงยังมีศัตรูอีกมากมายในแคว้นจ้าวแห่งนี้?


ในตอนนั้น เมิ่งฮ่าวแค่บันทึกชื่อนั้นไว้ในความทรงจำ ด้วยความตั้งใจว่าจะทำการยืนยันในภายหลัง


ตอนนี้ เมื่อได้เห็นเหตุการณ์อันน่าตกใจเมื่อครู่นี้ เขาก็ได้ยินชื่อนั้นขึ้นอีกครั้ง ขณะนี้ สามคำ "เฟิงเยาจง (สำนักผนึกอสูร)" ดูเหมือนว่าจะลอยอยู่ในศีรษะของเขา


เขาย้อนคิดกลับไปถึงข่าวลือ ที่เคยได้ยินสมัยเมื่ออยู่ในสำนัก ข่าวลือนั้นกล่าวว่า เมื่อหนึ่งพันปีก่อน ไม่มีสำนักเอกะเทวะ มีแต่ชื่ออื่น แต่ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าเป็นชื่ออะไร ตอนนี้ เมื่อเขาได้คิดถึงเรื่องนี้ ก็ดูเหมือนคำว่า ผนึกอสูร เป็นข้อห้ามภายในสำนัก


เขาคิดไปถึงสัตว์อสูรในภูเขาสีดำ ด้านนอกของสำนัก จากนั้นก็คิดไปถึงทะเลเหนือ และเริ่มสับสนมากขึ้น เมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับทะเลเหนือในครั้งแรก ทำไมมันถึงได้ช่วยเหลือเขา?


ถึงแม้ว่า เขายังไม่เข้าใจทุกสิ่งอย่างถ่องแท้ แต่อย่างน้อยในตอนนี้ เขาก็ได้เข้าใจมากขึ้นอีกเล็กน้อย


"สำนักผนึกอสูร…" เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นึกไปถึงเวทปีศาจ ที่ซ่างกวนซิวได้ใช้ไป และพลังอันแปลกๆ ซึ่งได้พุ่งออกมาจากภูเขาต้าชิง


"ถ้าซ่างกวนซิวบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ พลังเวทปีศาจของมัน ก็คงจะน่ากลัวเป็นอย่างมาก…" จิตใจของเมิ่งฮ่าวเริ่มเต้นรัว ขณะที่เขาตระหนักว่า การเป็นศิษย์ของสำนักเอกะเทวะ เขายังได้เป็น… ศิษย์สายในของสำนักผนึกอสูรสมัยโบราณอีกด้วย!


คำถามใหม่ ก็ปรากฎขึ้นในความคิดของเมิ่งฮ่าว "ทำไมปรมาจารย์เอกะเทวะ ถึงได้เปลี่ยนชื่อสำนัก?"


ขณะที่เมิ่งฮ่าวพิจารณาถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ การสังหารตรงด้านบนของเขาก็ยังดำเนินต่อไป ร่างของปรมาจารย์เอกะเทวะ ได้กลายเป็นสายหมอกอันคึกคะนอง แวบไปมาอยู่ในอากาศ จากเสียงแผดร้องที่ดังออกมา เห็นได้ชัดว่าผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ไม่สามารถหนีรอดได้อย่างสิ้นเชิง


ร่างของพวกมันกระตุก และแห้งเหี่ยวไปทีละคน พลังชีวิตถูกดูดออกไป จนกระทั่งกลายเป็นกระดูก และถูกบดขยี้จนกลายเป็นเถ้าธุลี เส้นใยแห่งพลังชีวิตทั้งหมด พุ่งตรงไปที่ปรมาจารย์เอกะเทวะ


ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณที่เหลืออยู่ห้าคน ไม่สามารถหนีออกไปได้เช่นกัน ภายใต้คำสั่งของเทียนจีซ่างเหริน พวกมันก็หยิบเอาอาวุธเวทที่แตกต่างกันออกมา และเตรียมใช้วิชาเวท เพื่อกระตุ้นอาวุธเวทเหล่านั้น พุ่งตรงไปยังปรมาจารย์เอกะเทวะ ในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย เพื่อจะเอาชนะมันให้ได้


สี่ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) ตายด้วยความอนาถใจ ร่างของพวกมันถูกทำลายจนเล็กยิ่งกว่าฝุ่นละออง ผู้ฝึกตนจากสำนักฉือสุ่ย (สายน้ำหมุน) และ สำนักฟางเยี่ย (ราตรีเที่ยงธรรม) ก็ประสบกับชะตากรรมเช่นเดียวกัน


กลุ่มคนพวกนี้ สามารถสร้างความสั่นสะท้านให้กับ โลกแห่งผู้ฝึกตนในแคว้นจ้าว ด้วยการกระทืบเท้าลงไปแค่หนึ่งครั้ง แต่ที่นี่ พวกมันช่างอ่อนแอราวกับเด็กทารก


ส่วนศีรษะที่ยังเหมือนเดิมบางส่วน กลิ้งมาหยุดอยู่ตรงเท้าด้านหน้าของเมิ่งฮ่าว ใบหน้าของเขาซีดขาว โลหิตจากการสังหารครั้งนี้ ทำให้จิตใจของเขาสั่นระรัว เมื่อมองลงไปยังศีรษะนั้น


เขาก็จำได้ว่า นี่เป็นใบหน้าของผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ที่พยายามจะสังหารเขาเมื่อปีที่แล้ว ในสำนักเอกะเทวะ ละอองสีขาวกระจายออกมาจากศีรษะนั้น ภายในชั่วพริบตา ศีรษะก็ละลายกลายเป็นโลหิต ซึมลงไปในพื้นดิน


จากนั้น เสียงกรีดร้องอย่างน่ากลัวก็ดังออกมาจาก ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ แห่งสำนักฉือสุ่ย (สายน้ำหมุน) ร่างของมันเริ่มเน่าเปื่อย แต่ยังคงกรีดร้องอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มันกำลังแห้งเหี่ยวลง


ก่อนที่มันจะตาย แกนลมปราณสามสี ก็ลอยลงไปในตะเกียงดวงที่สาม หลังจากนั้นตะเกียงก็เริ่มเผาไหม้ ส่องแสงสว่างออกมา


ณ ตอนนี้ ร่างของปรมาจารย์เอกะเทวะ ไม่ได้แห้งเหี่ยวมีแต่หนังติดกระดูก อีกต่อไปแล้ว มันกลายเป็นบุรุษวัยกลางคน


เส้นผมดำยาวของมัน กวาดไปมาทั่วแผ่นหลัง ทำให้มันดูภูมิฐานสง่างาม แข็งแกร่งทรงพลังอย่างที่สุด และที่ฝังลึกอยู่ภายในพลังของมัน ก็คือ ประกายแห่งอสูร


อย่างไรก็ตาม บริเวณหน้าอกของมัน ก็ยังคงลีบแห้งอยู่ เช่นเดียวกับใบหน้าบางส่วน และส่วนที่เหลือตามร่างกายบริเวณอื่นๆบริเวณพื้นที่พวกนั้น ส่วนเนื้อผิวหนัง ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวกระตุกอยู่ไปมา เห็นได้ชัดว่า การฟื้นฟูร่างกายของมันยังไม่สมบูรณ์เต็มที่


"ตอนนี้ข้าใช้พลังขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งได้แล้ว" มันพูดพร้อมยิ้มออกมา เมื่อรวมกับการฟื้นตัวบางส่วนของมัน ผิวหนังที่บิดเบี้ยว ทำให้รอยยิ้มนั้นดูน่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง


เหลืออยู่สี่คน ที่ได้เห็นรอยยิ้มอันน่าเกลียดนี้ ใบหน้าของพวกมันซีดขาวไร้สีเลือด ยกเว้นเทียนจีซ่างเหริน หนึ่งในพวกมัน ยกมืออันสั่นเทาขึ้นมา ในมือคือแผ่นหยก ที่มันจับไว้แน่น ทันใดนั้น ร่างของมันก็เริ่มเลือนลางลง ดูเหมือนว่า มันพยายามที่จะล่องหนหายตัวไป


ในเวลาเดียวกันนั้น หนึ่งในผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ แห่งสำนักฉือสุ่ย (สายน้ำหมุน) ก็ล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น เปลวไฟก็พุ่งออกมาจากเท้าของมัน จากนั้นก็ห่อหุ้มไปทั่วร่าง จนดูเหมือนว่า มันได้กลายเป็นเสาแห่งแสงที่ลุกไหม้ ขณะที่มันพุ่งหนีไป


ผู้อาวุโสจากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) ทันใดนั้นก็ดูเหมือนว่าอายุจะน้อยลงไป เดิมทีใบหน้าของมันเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น แต่ตอนนี้ก็กลายเป็นบุรุษวัยกลางคน ส่องประกายเป็นระลอกคลื่นออกมา มันเดินไปสามก้าว ในช่วงเวลานั้น มันก็กลายเป็นลำแสงพุ่งออกไป


ตอนที่ 83: ท่านปรมาจารย์ แล้วพิษในร่างศิษย์… ?


เมื่อมันเดินไปก้าวแรก โลหิตและลมปราณก็เดือดพล่าน และมันก็ไม่ได้อยู่ในวัยกลางคนอีกต่อไป แต่กลายเป็นวัยรุ่น ซึ่งเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นเป็นสามเท่าจากก่อนหน้านี้


มันย่างไปก้าวที่สอง ร่างของมันก็สั่นสะท้าน ชุดยาวของมันตกลงไป เมื่อมันได้กลายเป็นทารก และความเร็วก็เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าอีกครั้ง ณ ตอนนี้ ตลอดทั้งร่างของมันก็เกือบจะโปร่งใส และแสงสามสีก็เริ่มห่อหุ้มตัวมันไว้


ด้วยการเดินไปก้าวที่สาม ร่างทารกของมัน ก็หดตัวลงกลายเป็นแกนลมปราณที่หมุนคว้าง อีกครั้งที่ความเร็วของมันเพิ่มเป็นสามเท่า ขณะที่มันพุ่งตรงไปที่ทางออก ซึ่งเป็นสายน้ำหมุนวนนั้น


ทั้งสามคนนี้ เป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ เห็นได้ชัดว่า พวกมันจะไม่มายังที่อันตรายเช่นนี้ โดยที่ไม่ได้เตรียมการป้องกันล่วงหน้าไว้ก่อน สำหรับคนที่ตายไปก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป จนไม่สามารถทำอะไรได้ทันท่วงที


สำหรับสามคนนี้ ถ้าหนีออกไปได้แม้เพียงคนเดียว มันก็สามารถไปแจ้งข่าวต่อสำนักใหญ่ในดินแดนด้านใต้ และพวกมันก็จะมาสังหารปรมาจารย์เอกะเทวะในภายหลัง


ทุกอย่างนี้ ต้องใช้เวลาในการอธิบาย แต่มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ขณะที่คนทั้งสามพยายามหลบหนี เทียนจีซ่างเหรินเลือกที่จะอยู่ต่อ ดวงตาของมันสาดประกาย มือขวาขยับในรูปแบบการสร้างเวทอาคม


ดวงตาขนาดใหญ่บนชุดยาวของมัน ทันใดนั้นก็ดูเหมือนว่าจะมีชีวิตขึ้นมา แสงสว่างผุดออกมาจากดวงตาข้างนั้น สาดออกไปยังเป้าหมาย ไม่ใช่ปรมาจารย์เอกะเทวะ แต่เป็นผู้ฝึกตนสามคน ขั้นก่อตั้งแกนลมปราณที่กำลังหลบหนีนั้น


"เจ้าทำเกินขอบเขตมากไปแล้ว" ปรมาจารย์เอกะเทวะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่น่ากลัว มันกระทืบเท้าลงไปบนพื้น เกิดเป็นระลอกคลื่นกระจายออกไปทั่ว เสียงร้องอย่างน่ากลัวก็ดังก้องในบริเวณนั้น เมื่อผู้ฝึกตนจากสำนักฉือสุ่ย (สายน้ำหมุน) ผู้ซึ่งกำลังจะหลบหนีไป ทันใดนั้น ก็ถูกผลักให้ล้มเข้าไปในตะเกียงดวงที่สี่


ในเวลาเดียวกัน มือขวาของปรมาจารย์เอกะเทวะ ก็ตบลงไปที่พื้น อากาศก็สั่นไหว เมื่อเวทขอบเขตปรากฎขึ้น ลำแสงสีดำจางๆ พุ่งออกมากลายเป็นหัวกระโหลกสีดำ หมุนวนไปรอบๆปรมาจารย์เอกะเทวะ จากนั้นก็พุ่งตรงไปที่ผู้ฝึกตน ซึ่งพยายามจะหลบหนี ด้วยการล่องหนหายตัวไปด้วยแผ่นหยก


ขณะที่ระลอกคลื่นของการเคลื่อนย้ายทางไกล กระจายออกมา หัวกระโหลกสีดำก็ส่งเสียงอันชั่วร้ายออกมา จากนั้นก็หายแวบไป


ต่อมา ปรมาจารย์เอกะเทวะก็ยกมือซ้ายขึ้นไปทางแกนลมปราณ ซึ่งกำลังพุ่งตรงไปยังสายน้ำหมุนวน เพียงชั่วขณะที่มันกำลังจะเข้าไปในสายน้ำนั้น เสียงร้องอันโหยหวนก็ดังออกมา และแกนลมปราณก็ระเบิดขึ้น แต่พลังของมันก็ยังคงอยู่ กลายเป็นแสงสีขาว ขณะที่มันลอยตรงมาที่ปรมาจารย์เอกะเทวะ


ปรมาจารย์เอกะเทวะคว้าจับมันได้กลางอากาศ และภายในแสงสีขาวนั้น ก็เห็นเป็นรูปร่างของผู้ฝึกตน กำลังดิ้นรนไปมาอย่างดุเดือด ปรมาจารย์เอกะเทวะบีบเค้นแสงสีขาว และมันก็ค่อยๆรวมตัวกันเป็นแกนลมปราณสามสี มันโบกสะบัดแขนเสื้อ ส่งแกนลมปราณนี้ไปที่ตะเกียงดวงที่ห้า


ในเวลาเดียวกันนั้น มันก็โบกสะบัดมือซ้าย กระแทกไปที่แสงซึ่งพุ่งออกมาจากดวงตาบนชุดยาวของเทียนจีซ่างเหริน


เสียงระเบิดดังก้องอยู่ในอากาศ และรอยร้าวขนาดใหญ่มากมาย ก็ปรากฎขึ้นบนเวทขอบเขต ซึ่งปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้น โลหิตไหลออกมาจากมุมปากของเทียนจีซ่างเหริน


และใบหน้าของมันก็เริ่มซีดขาว ดวงตาของมันไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แต่กลับส่องประกายด้วยแสงแปลกๆ ขณะที่มันถอยไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว


พลังแห่งชีวิตจำนวนมากมาย รวมเป็นกระแสพุ่งตรงไปที่ปรมาจารย์เอกะเทวะ ผสมผสานเข้ากับร่างของมัน ทำให้ใบหน้าฟื้นฟูกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ มันยืนไพล่หลังมองไปยังเทียนจีซ่างเหริน


"ร่างจำแลงขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งนี้ เป็นของใคร? เจ้าบังอาจมารวมตัวกับเจ้าเด็กก่อตั้งแกนลมปราณเหล่านี้มาจัดการข้า?"


"ท่านไม่ได้มีชื่อเสียงอันจอมปลอมอย่างแท้จริง ปรมาจารย์เอกะเทวะ" เทียนจีซ่างเหรินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เสียงของมันแหบแห้ง


"สามารถบอกได้เพียงแค่เห็นในแวบแรกว่า ข้าคือร่างจำแลง อย่างไรก็ตาม ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อจัดการเจ้า ถ้าไม่มีข้า ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณพวกนี้ คงไม่กล้าที่จะมาที่นี่ จริงๆแล้ว มีเรื่องเกี่ยวกับโชคลาภจากสวรรค์ ที่ข้าอยากจะพูดคุยกับท่าน" ริมฝีปากของมัน สั่นเล็กน้อยเมื่อมันพูดจบ


ปรมาจารย์เอกะเทวะขมวดคิ้ว แววครุ่นคิดอยู่ในดวงตาของมัน


ทันใดนั้น บางสิ่งบางอย่างสีดำก็แวบขึ้นมาด้านบนของพวกมัน กระโหลกสีดำปรากฎขึ้นอีกครั้ง ในปากของมันมีแกนลมปราณสามสีวางอยู่ มันลอยตรงไปที่ด้านข้างของปรมาจารย์เอกะเทวะ ซึ่งโบกสะบัดแขนเสื้อ และแกนลมปราณก็ลอยไปที่ตะเกียงดวงที่หก กลายเป็นแสงไฟลุกไหม้ขึ้นมา


เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ หัวใจเมิ่งฮ่าวก็เต้นราวรัวกลอง เขามองไปที่เทียนจีซ่างเหริน ซึ่งกลายเป็นว่า จริงๆแล้ว มันก็เป็นแค่ร่างจำแลง และอยู่ในขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง! เมื่อได้ยินสิ่งที่มันพูด เมิ่งฮ่าวก็ตระหนักว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ ช่างซับซ้อนเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก


"ถ้าร่างจำแลงนี้ อยู่ในขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง แล้ว… ร่างจริงของมันจะอยู่ที่ขั้นไหน?" เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นึกไปถึงยาพิษสามสีเม็ดนั้นด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว


"ปรมาจารย์เอกะเทวะ" เทียนจีซ่างเหรินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "ดินแดนด้านใต้กำลังจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่วุ่นวาย ท่านคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?"


"ท่านหมายถึงเซียนแห่งรุ่งอรุณ? ข้าไม่สนใจแม้แต่น้อย แต่เมื่อท่านมาที่นี่ ด้วยพลังของวิญญาณแรกก่อตั้ง ข้าก็จะถือโอกาสเสริมกำลังให้ตัวเองอีกสักเล็กน้อย" ดวงตาของมันส่องประกาย เมื่อมันก้าวเท้าไปข้างหน้า และยกมือตรงไปยังเทียนจีซ่างเหริน


"ปรมาจารย์เอกะเทวะ ท่านน่าจะคิดให้รอบคอบกว่านี้นะ ท่านเป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นตัดวิญญาณ ท่านกล้าที่จะต่อต้านเซียนแห่งรุ่งอรุณจริงๆ?" ใบหน้าของเทียนจีซ่างเหรินหมองคล้ำลง เมื่อมันมองเห็นปรมาจารย์เอกะเทวะยกนิ้วขึ้นมา


เสียงระเบิดดังก้องออกมา เมื่อกลุ่มหมอกอันแข็งแกร่ง เริ่มกระจายออกมาล้อมรอบตัวมันไว้ ปรมาจารย์เอกะเทวะส่งเสียงแค่นอย่างเย็นชา


กลุ่มหมอกเดือดพล่าน และเสียงกระหึ่มกึกก้องผสานเข้าด้วยกัน กับเสียงกู่ร้องของเทียนจีซ่างเหริน จนดูเหมือนว่าถ้ำแห่งเซียนกำลังจะถล่มลงมา ตอนแรก ดูราวกับว่าเวทขอบเขตที่อยู่รอบๆ กำลังจะสลายตัว แต่พวกมันก็เริ่มซ่อมแซมตัวเอง ให้กลับเป็นเหมือนเดิม


เมิ่งฮ่าวมองดูด้วยความตกใจ ขณะที่เวทขอบเขตกำลังเปลี่ยนไปมา ระหว่างสลายตัว และซ่อมแซม กลุ่มหมอกยกร่างของเทียนจีซ่างเหรินสูงขึ้นไปในอากาศ


มันส่งเสียงร้องอย่างน่ากลัวออกมา เมื่อถูกกลุ่มหมอกบีบรัด ทำให้โลหิตกระจายออกมาจากร่าง และชโลมย้อมเสื้อผ้าของมัน ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง


"เยาชู่ หลางเยียน! (คาถาควันสุนัขป่า)" เสียงอันน่ากลัวของปรมาจารย์เอกะเทวะ ดังเข้าไปในกลุ่มหมอก ซึ่งดูเหมือนว่ากำลังกลืนร่างของเทียนจีซ่างเหรินอยู่


ลึกลงไปด้านใน แสงสว่างเจิดจ้าบาดตาพุ่งออกมา และเห็นเป็นเงาเลือนลางของเปลวไฟและควัน ทุกอย่างมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ได้ยินแต่เสียงร้องอย่างน่ากลัวเท่านั้น


"ปรมาจารย์เอกะเทวะ ข้าไม่สามารถทำอะไร ถ้าไม่มีร่างจำแลงนี้ แต่อย่าคิดว่า จะกลืนกินข้าได้อย่างง่ายดาย!"


ภาพและความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ ดูเหมือนว่ากำลังจะกระแทกไปที่เมิ่งฮ่าว การต่อสู้นี้ไม่สามารถอธิบายในแง่ของวิชาเวทได้ เขาไม่สามารถแม้แต่จะคิดคำพูดให้สอดคล้องกับมันได้


เสียงอันทรงพลังของปรมาจารย์เอกะเทวะ และเสียงกู่ร้องของเทียนจีซ่างเหริน ทำให้เมิ่งฮ่าวตระหนักได้ดีว่า การต่อสู้ครั้งนี้ร้ายกาจเกินกว่าขั้นก่อตั้งแกนลมปราณไปอีกมากนัก


เขาจ้องมองไปด้วยสายตาอันว่างเปล่า จิตใจหมุนเคว้งคว้าง ราวกับว่าประตูใหม่แห่งเส้นทางเดินของชีวิตได้เปิดออก นี่คือสิ่งที่ผู้ฝึกตนอย่างแท้จริงเป็น นี่คือเส้นทางที่แท้จริงของการต่อต้านสวรรค์ นี่คือความแข็งแกร่งที่แท้จริงของผู้ฝึกตน


เวลาสั้นๆผ่านไป ระหว่างนั้นเสียงระเบิดยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นกลุ่มหมอกก็เริ่มแคบลง จากนั้นก็กลับมาล้อมอยู่รอบตัวปรมาจารย์เอกะเทวะ เมื่อเขามองเข้าไปดูใกล้ๆ เมิ่งฮ่าวก็ต้องตกใจ เมื่อตอนนี้ ได้เห็นรูปร่างหน้าตาของปรมาจารย์เอกะเทวะ ดูคล้ายคลึงกับเทียนจีซ่างเหรินเป็นอย่างยิ่ง


มันดูราวกับว่า ปรมาจารย์เอกะเทวะได้ยึดครองร่างของเทียนจีซ่างเหรินไปเรียบร้อยแล้ว จากนั้นรูปร่างหน้าตานั้นก็เริ่มละลายไป จนกระทั่งเทียนจีซ่างเหรินได้หายไปโดยสิ้นเชิง ถูกดูดซับอย่างสมบูรณ์แบบ


เครื่องหมายผนึกสีดำจำนวนมากมาย หมุนไปรอบๆตัวปรมาจารย์เอกะเทวะ ขณะที่ตัวมันลอยขึ้นไปในอากาศ ปลดปล่อยบรรยากาศอันแปลกประหลาดออกมา


ในมือของมันได้ถือร่างคนตัวเล็กๆเอาไว้ ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง แต่ดวงตาปิดลง มันดูเหมือน… เทียนจีซ่างเหริน


นี่คือวิญญาณแรกก่อตั้งของมัน!


กลุ่มหมอกกระจายหายไป และทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบสงบ ไม่มีรอยแตกปรากฎให้เห็นบนเวทขอบเขตอีก ดูเหมือนว่า มันอยู่ในขั้นตอนการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานในการฟื้นฟูตัวเองจนกลับมาเป็นเหมือนเดิม


ปรมาจารย์เอกะเทวะโบกสะบัดแขนเสื้อ วิญญาณแรกก่อตั้งของเทียนจีซ่างเหริน ก็พุ่งลงไปในตะเกียงดวงที่เจ็ด วิญญาณแรกก่อตั้งเป็นเหมือนเช่นน้ำมัน และพลังชีวิตของเทียนจีซ่างเหริน ก็กลายเป็นเปลวไฟ ขณะที่ตะเกียงลุกไหม้ขึ้น


แสงของตะเกียง กระจายไปทั่วถ้ำแห่งเซียน ส่องสว่างทุกสิ่งทุกอย่างด้วยแสงอันริบหรี่ ให้ความรู้สึกทั้งน่าหวาดหวั่น และน่ากลัว


ปรมาจารย์เอกะเทวะมองไปรอบๆ และสายตาของมันก็จ้องไปที่เมิ่งฮ่าว มันพยักหน้าเล็กน้อยให้เขา จากนั้นก็หมุนตัว กำลังจะกลับเข้าไปในรอยแยกกว้างใหญ่บนพื้น


เมิ่งฮ่าวก้าวไปข้างหน้าช้าๆ สองสามก้าวด้วยความกังวล ประสานมือ โค้งคำนับ พูดเสียงดังออกมาว่า "ท่านปรมาจารย์ เพื่อที่จะนำคนเหล่านี้มาที่นี่ ศิษย์ได้กลืนยาพิษไปหลายเม็ด ท่านปรมาจารย์ ได้โปรดช่วยขจัดพิษให้ด้วย?"


"มันก็แค่พิษอันเล็กน้อย ข้าสามารถขจัดมันได้ง่ายเหมือนกับการหายใจ แค่รออีกไม่นาน ข้าจำเป็นต้องดูดซับวิญญาณแรกก่อตั้งนี้ รวมถึงร่างจริงของคนผู้นี้ด้วย จากนั้นข้าค่อยขจัดพิษให้เจ้า ไม่ต้องกังวลไป อืม เจ้าทำได้ดีมาก ข้ามีของจะให้เจ้า เอานี่ไป นี่คือค่าตอบแทนของเจ้า"


ด้วยการไม่หันกลับมามอง ปรมาจารย์เอกะเทวะโบกสะบัดชายแขนเสื้อ ส่งหินลมปราณระดับต่ำพุ่งตรงมาที่เมิ่งฮ่าว มันกำลังจะเริ่มก้าวเท้าเข้าไปในรอยแยกนั้น


เมิ่งฮ่าวจ้องไปที่หินลมปราณธรรมดาระดับต่ำ ด้วยสายตาอันว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง เขากัดฟัน และพูดขึ้นอีกครั้ง


"ของตอบแทนคือ หินลมปราณระดับต่ำนี้?"


"หินลมปราณระดับต่ำ?" มันพูดเสียงเย็นชา "นั่นก็ใช่แล้ว มันคือหินลมปราณระดับต่ำ แต่ถ้าเจ้ามองดูใกล้ๆ มันใช่หินลมปราณระดับต่ำจริงๆ?" มันกระโดดลงไปในรอยแยก


เมิ่งฮ่าวอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ มองกลับไปยังหินลมปราณในมืออีกครั้ง ขณะที่เขาเห็นปรมาจารย์เอกะเทวะหายเข้าไปในรอยแยก เขาก็พูดขึ้นอีกครั้ง "ท่านปรมาจารย์ ท่าน… อีกนานแค่ไหน ก่อนที่ท่านจะขจัดพิษให้ศิษย์?"


"ไม่นาน คงในเร็วๆนี้ ข้าคงใช้เวลาแค่สาม บางทีก็คงห้าร้อยปี อืม ข้าจำเป็นต้องกลับไปนั่งกัมมัฏฐานเพียงลำพังในตอนนี้แล้ว" มันพึมพำกับตัวเอง เกี่ยวกับความยากลำบากในการขจัดพิษ


และความจริงที่ว่า พลังฝึกตนของมันยังไม่กลับคืนมาสมบูรณ์พร้อมเหมือนเดิม มันไม่คุ้มที่จะช่วยขจัดพิษให้เขา ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีแผนการใหญ่ที่ต้องขบคิดอีกมาก


สำหรับหินลมปราณ… จริงๆแล้ว มันก็เป็นแค่หินลมปราณระดับต่ำธรรมดาทั่วไป มันไม่เคยเจอศิษย์รุ่นเยาว์ที่ถูกหลอกลวง แล้วปริปากบ่นมาก่อน มันเคยทำเช่นนี้มาหลายครั้งแล้วในอดีต มันได้หลอกลวงผู้ฝึกตนมากมาย เมื่อย้อนกลับไปในวันที่ยังเป็นสำนักผนึกอสูร


มันส่งเสียงกระแอมไอแห้งๆ เพื่อปัดทุกสิ่งทุกอย่างออกให้พ้นไปราวปัดสวะ มันก้มหัวลง และหายเข้าไปในรอยแตกนั้น ทันทีที่มันเข้าไป รอยแตกนั้นก็ปิดลงในทันที


ตอนที่ 84: เมิ่งฮ่าว เจ้ากำลังทำอะไร?


"ท่านปรมาจารย์ ศิษย์ต้องลำบากมากมายอย่างนับไม่ถ้วน กว่าที่จะนำกลุ่มคนพวกนี้มาที่นี่ได้ ไม่เป็นไรถ้าไม่มีสิ่งตอบแทน แต่พิษพวกนี้…" ความไม่พอใจปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเมิ่งฮ่าว แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ รอยแตกบนพื้นก็ปิดไปเรียบร้อยแล้ว


ราบเรียบสนิท ไร้ร่องรอยว่ามันเคยเป็นรอยแยกมาก่อน มองไม่เห็นปรมาจารย์เอกะเทวะ และสุ้มเสียงใดๆอีก สิ่งที่ยังเหลืออยู่ก็คือ ตะเกียงที่กำลังลุกไหม้อยู่เจ็ดดวง และแสงริบหรี่ที่มันส่องออกมา


แกนลมปราณทั้งเจ็ด และหนึ่งวิญญาณแรกก่อตั้ง ส่งกระแสลมปราณบางๆออกมา แต่ไม่ได้กระจายขึ้นไป เมื่อกระแสลมปราณพวกนี้ไหลออกมาจากตะเกียง พวกมันก็ถูกดูดลงไปในพื้นดิน


"ปรมาจารย์เอกะเทวะ ข้ายอมให้ตัวเองถูกพิษก็เพราะท่าน ท่านเป็นผู้อาวุโส และมีความแข็งแกร่ง ผู้ที่มีพลังอำนาจเช่นท่าน กระทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร?!"


"ข้าไม่ใช่ทั้งผู้แข็งแกร่ง หรือผู้มีพลังอำนาจ" ปรมาจารย์ตอบพร้อมเสียงกระแอมไอเบาๆ "ข้าก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่เยาว์วัย และนั่นก็ไม่ใช่แค่หินลมปราณธรรมดา เด็กน้อย พลังฝึกตนของเจ้ายังไม่สูงพอที่จะแยกแยะได้ รอจนเจ้าอยู่ในขั้นตัดวิญญาณ เจ้าก็จะรู้เองว่าของวิเศษนี้มันมหัศจรรย์เพียงใด"


"ท่าน… ปรมาจารย์ เกิดอะไรขึ้น? ข้าต้องพบเจอกับปัญหามากมาย! ทำไมท่านถึงทำกับข้าเช่นนี้!?" เมิ่งฮ่าวเริ่มมีโทสะ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัวเขาก็มีแต่ความเงียบโดยสิ้นเชิง ปรมาจารย์เอกะเทวะไม่พูดอะไรออกมา จริงๆแล้ว ก็ดูเหมือนว่ามันไม่สนใจเมิ่งฮ่าวอีกต่อไป


"ท่านปรมาจารย์ ข้าไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ ข้าแค่ต้องการให้ท่านช่วยขจัดพิษเท่านั้น ท่าน… ปรมาจารย์ ศิษย์พยายามที่จะหาทาง นำกลุ่มคนพวกนี้มาที่นี่อยู่ตลอดเวลา เพื่อช่วยให้ท่านฟื้นฟูพลังฝึกตน ท่านกระทำเช่นนี้กับข้าได้อย่างไร?!?!"


เมิ่งฮ่าวตะโกนออกไปอีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากปรมาจารย์เอกะเทวะ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่นักศึกษาธรรมดา เขาก็รู้สึกเดือดดาลอย่างที่สุดในขณะนี้ เขาถูกหลอกลวง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงเริ่มด่าทอออกมา


"ปรมาจารย์เอกะเทวะ เจ้ามันตัวสารเลว!" สำหรับเมิ่งฮ่าว การพูดจาอะไรเช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าเขากำลังมีโทสะอย่างมากมาย


ทันใดนั้น เสียงของปรมาจารย์เอกะเทวะก็ดังออกมา "เด็กน้อย เจ้าคิดว่ากำลังด่าใครอยู่? เจ้าบังอาจด่าทอข้าจริงๆ? ข้าจะบดขยี้เจ้าให้ตาย!"


"ข้ากำลังด่าเจ้า!" เมิ่งฮ่าวกล่าวตอบอย่างมีโทสะ "ถ้าเจ้าจะบดขยี้ข้า ก็เอาเลย ข้าถูกพิษอยู่ ยังไงก็ต้องตายในไม่ช้า ไสหัวเข้ามาเลย!"


ปรมาจารย์เอกะเทวะ กระแอมไอแห้งๆสองครั้ง


"อา ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ข้ามักจะอารมณ์ดีอยู่เสมอ อืม เจ้าเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของสำนักเอกะเทวะ ในตอนนี้ ทั้งสำนักมีแค่พวกเราเท่านั้น! ข้าจะไม่มีโทสะต่อเจ้า จริงๆแล้ว มีผู้คนมากมายด่าทอข้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มันไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตอันใด"


"ลองคิดดู เจ้าไม่น่าจะตำหนิข้าได้ แม้แต่จะออกไปข้าก็ยังทำไม่ได้! เขตนั่งกัมมัฏฐานของข้าถูกปิดผนึกไปแล้ว ข้าจะออกไปได้ก็ต่อเมื่อเจ้าชักนำคนกลุ่มอื่นมา ข้าไม่สามารถช่วยเจ้าได้ในตอนนี้ ถึงข้าอยากจะช่วยก็ตามที"


คำพูดของมันเริ่มน่าเชื่อถือมากขึ้น และมากขึ้นไปอีกขณะที่มันกล่าว มันเพิ่งจะทำการปิดผนึกใหม่อีกครั้งจริงๆ และถ้ามันต้องการทำลายผนึกนี้ ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะทำได้


"เจ้าสารเลว!" เมิ่งฮ่าวด่า ในที่สุดก็เข้าใจถึงความจริงของสถานการณ์นี้ เขาทำได้เพียงแค่กัดฟันแน่น และด่าทอต่อไป แต่ไม่ว่าเขาจะด่าว่าอย่างไร ปรมาจารย์เอกะเทวะก็ไม่ตอบกลับมา สุดท้าย มันก็เริ่มส่งเสียงฮึมฮำในลำคอด้วยเสียงเพลงเบาๆ น้ำเสียงดูมีความสุขดังออกมา


ในที่สุด เมิ่งฮ่าวก็ตระหนักว่า ไม่ว่าเขาจะทำอะไร ปรมาจารย์เอกะเทวะผู้ไร้ยางอาย ก็จะไม่ปรากฎกายออกมา


ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยโทสะอันชั่วร้าย เขามองไปรอบๆ ไม่มีถุงเก็บสมบัติเหลือทิ้งไว้ จากผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ เห็นได้ชัดว่า ปรมาจารย์เอกะเทวะช่างตระหนี่อย่างน่าเหลือเชื่อ มันได้เอาของทั้งหมดไปเรียบร้อยแล้ว


เมิ่งฮ่าวจ้องลงไปที่ตะเกียงอสูรเจ็ดดวงนั้น กัดฟันแน่น ตบลงไปยังถุงเก็บสมบัติ กระบี่บินสิบเล่มก็ปรากฎขึ้น และพุ่งตรงไปยังตะเกียงเหล่านั้น


ก่อนที่กระบี่บินจะเข้าไปใกล้ตะเกียง พวกมันก็เริ่มสั่น และส่องแสงเจิดจ้าขึ้นมา จากนั้นก็แตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ


เมิ่งฮ่าวหน้าซีด มองไปที่ลมปราณจากตะเกียงน้ำมัน กำลังซึมลงไปในพื้นดิน เขาตบที่ถุงเก็บสมบัติอีกครั้ง และกระบี่ไม้สองเล่มก็ลอยออกมา พวกมันไม่พบเจอกับแรงต้านทานแม้แต่น้อย แต่เมื่อพุ่งไปถึงตะเกียงน้ำมัน พวกมันก็พุ่งผ่านไป ราวกับว่าตะเกียงไม่ได้อยู่ที่นั่น ไม่มีปฏิกิริยาใดๆทั้งสิ้นจากตะเกียงเหล่านั้น


"หนึ่งผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกปรากฎ และหกผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ" ปรมาจารย์เอกะเทวะกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริง


"พลังลมปราณของพวกมันค่อนข้างสมบูรณ์มากมาย สำหรับกระบี่เส็งเคร็งของเจ้า ตะเกียงอสูรทั้งเจ็ดดวงของข้า ได้ตัดขาดจากอาวุธเวททั้งหมด ของวิเศษใดๆก็ทำอะไรมันไม่ได้ บางทีถ้าเจ้าแข็งแกร่งกว่านี้ เจ้าอาจจะมีทางทำได้ แต่เสียใจด้วย เจ้าไม่มีทางขโมยสิ่งของใดๆไปจากข้าได้!"


มันครวญเพลงด้วยเสียงแผ่วเบาอย่างมีความสุขต่อไป ณ ตอนนี้ มันนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้า หลัวผาน (เข็มทิศจีน) ขนาดเท่าฝ่ามือ เส้นใยของลมปราณซึ่งไหลลงมาจากด้านบน กลายเป็นสีแดงเจิดจ้า และจากนั้นก็ถูกดูดซับโดยหลัวผานนั้น


สีหน้าของเมิ่งฮ่าวดุร้ายมากขึ้น และมากขึ้นไปอีก ขณะที่เขาเรียกกระบี่ไม้กลับมา เขาไม่เคยคิดว่าปรมาจารย์เอกะเทวะ ซึ่งเป็นรุ่นผู้อาวุโสมีพลังฝึกตนที่สูงส่ง จะปฏิบัติต่อผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณด้วยความไร้ยางอายเช่นนี้


ค่าตอบแทนด้วยหินลมปราณระดับต่ำธรรมดาทั่วไป? ไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปกว่า มันได้อ้างว่าหินลมปราณก้อนนี้เป็นสิ่งของที่พิเศษเหนือธรรมดาอีกแล้ว


ไม่ว่าเมิ่งฮ่าวจะมองหินก้อนนี้ในมุมไหน มันก็ยังคงเป็นหินธรรมดาอย่างสิ้นเชิง ไม่มีอะไรมากไปกว่าหินลมปราณระดับต่ำ


ก่อนหน้านี้ เมิ่งฮ่าวคิดว่าเขาเป็นผู้ที่ตระหนี่เกี่ยวกับหินลมปราณอย่างมากมาย แต่กลายเป็นว่าปรมาจารย์เอกะเทวะ ตระหนี่ถี่เหนียว ราวกับไก่เหล็กที่ไม่ยอมให้ขนของมัน ถูกดึงออกมาได้อย่างง่ายดาย! มันช่างเป็นคนที่ตระหนี่ถี่เหนียวอย่างแท้จริง!


"หินลมปราณระดับต่ำหนึ่งก้อน เจ้าสารเลว เจ้าต้องการเช่นนี้ใช่หรือไม่!" เมิ่งฮ่าวกำหมัดแน่น รู้สึกราวกับว่าใกล้จะคลุ้มคลั่ง ไม่เพียงแต่จะพูดจาไม่สุภาพ แต่ในจิตใจของเขา ความรู้สึกดีทั้งหมดที่เขามีต่อปรมาจารย์เอกะเทวะ ได้ถูกกวาดล้างออกไปจนหมดสิ้น


ผ่านไปสักพัก เขากัดฟันแน่น หันหลังกลับ อยากจะโยนหินลมปราณระดับต่ำก้อนนั้นทิ้งไป แต่ในที่สุด เขาก็ใส่มันลงไปในถุงเก็บสมบัติ จากนั้นก็เดินออกไปอย่างมีโทสะ


"ไอ้หยา เจ้ากำลังจะไปแล้ว? ก็ได้ ก็ได้ อย่าลืมกลับมาเยี่ยมข้าบ้างนะ! เจ้าเป็นศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของข้า และตอนนี้ทั้งสำนักก็มีเพียงแค่เราสองคน นี่เป็นบ้านของเจ้า เจ้าจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ บางครั้งข้าก็รู้สึกเหงา ดังนั้นเจ้าต้องกลับมาเป็นเพื่อนข้านะ" มันร้องเพลงแผ่วเบา อยู่ในลำคอ อย่างมีความสุขต่อไป


เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา เขาเดินจากไปด้วยโทสะ เสียงเพลงแผ่วเบา ของปรมาจารย์เอกะเทวะ ดังก้องอยู่ในหูของเขา


"อ้าย โชคร้ายจริงๆ ที่ข้าต้องถูกผนึกอยู่ในนี้ มิเช่นนั้น ข้าจะไปส่งเจ้าด้วยตัวเอง" เสียงของปรมาจารย์เอกะเทวะ มีความสุขขึ้นอย่างมากมาย เมื่อมันเห็นเมิ่งฮ่าวจากภายในห้องนั่งกัมมัฏฐานของมัน


"เมิ่งฮ่าว เจ้าเป็นเด็กดีเกินไปนะ ควรจะตื่นจากความฝันได้แล้ว หวังว่าในวันข้างหน้า เจ้าจะเรียนรู้เพิ่มขึ้นอีกสักเล็กน้อยเช่นเดียวกับข้า"


"เจ้าจะไม่ออกมาจริงๆ?" เมิ่งฮ่าวพูดอย่างเกรี้ยวกราด ในตอนนี้ เขากำลังเดินผ่านบริเวณที่ถูกปกคลุมด้วยเวทป้องกันสีเทา ทันใดนั้น เขาก็หยุดเดิน


"แน่นอน ฟังนะ ข้าไม่เคยพูดโกหก ถ้าข้าบอกว่า ข้าไม่สามารถออกไป ข้าก็ออกไปไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะช่วยเจ้า มันแค่ หือ… เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?" ขณะที่มันกำลังพูดอย่างอิ่มเอมใจ ทันใดนั้นมันก็หยุดพูดในทันที พร้อมดวงตาที่เบิกกว้าง


เมิ่งฮ่าวได้หันหลังกลับ และมองไปใกล้ๆ ยังเวทป้องกันสีเทานั้น ช่วงการต่อสู้ระหว่างเทียนจีซ่างเหริน และปรมาจารย์เอกะเทวะ เวทป้องกันในพื้นที่ทั้งหมดนี้ได้ถูกทำลายลง มันกำลังฟื้นฟูใหม่อย่างช้าๆ แต่ในตอนนี้ ยังคงมีรอยแตกให้เห็น บางรอยแตกก็เหมือนเป็นรูขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่ามันกำลังจะปิดกลับไปอย่างช้าๆ


ภายในเวทป้องกันนั้น ก็เป็นภูเขาของหินลมปราณอย่างแท้จริง ซึ่งถูกรวบรวมโดยปรมาจารย์เอกะเทวะ ตลอดเวลาชั่วชีวิตของมัน ส่วนใหญ่จะเป็นหินลมปราณระดับต่ำ แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นระดับกลาง ซึ่งมีค่ามากขึ้นไปอีก


เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงเก็บสมบัติโดยไม่พูดจา กระบี่ไม้ก็ปรากฎออกมา และแทงตรงเข้าไปในรูตรงรอยแตก ทันใดนั้น ความสามารถในการดูดซับลมปราณก็ประจักษ์ออกมา เวทป้องกันสั่นสะท้าน พยายามที่จะฟื้นฟูตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถทำได้


กระบี่ไม้เล่มที่สองปรากฎขึ้น และแทงเข้าไปในรูโหว่นั้นเช่นเดียวกัน ทำให้รูนั้นขยายใหญ่ขึ้น จนในที่สุดก็มีขนาดกว้างเท่าแขนเด็ก


ปกติ เมิ่งฮ่าวไม่เคยทำอะไรเช่นนี้มาก่อน แต่เนื่องจากรอยแตก และรูโหว่ในเวทป้องกัน เขาจึงมีโอกาสเช่นนี้


"เจ้ากำลังทำอะไร?" เสียงของปรมาจารย์เอกะเทวะดังก้อง ออกมาจากพื้นดิน มันมองดูด้วยความตกใจ มันเป็นคนที่ตระหนี่ถี่เหนียวเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็มีความสุขกับการใช้ชีวิต เก็บสะสมทรัพย์สมบัติต่างๆมาวางอวด


มันชอบเห็นดวงตาของผู้คนเปลี่ยนเป็นสีแดง เมื่อพวกมันได้แต่มองดู แต่ไม่สามารถแตะต้องสมบัติพวกนี้ได้ มันยังเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก ในเวทป้องกันของมัน ซึ่งได้เชื่อมต่อกับพลังชีวิตของมัน ดังนั้นถ้ามันยังไม่ตาย ก็จะไม่มีใครสามารถทำลายเวทป้องกันนี้ได้


อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีบางสิ่งบางอย่างที่แปลกๆอยู่ในพลังของเทียนจีซ่างเหริน ทำให้เกิดปัญหาบางอย่างเมื่อปรมาจารย์เอกะเทวะได้ดูดซับมันเข้าไป เพราะเหตุนี้ เวทป้องกันจึงค่อนข้างฟื้นฟูได้ช้าลง ซึ่งเป็นข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อยของมัน


"เมิ่งฮ่าว ถึงจะมีรูอยู่ที่นั่น เจ้าก็ไม่มีทางเอาหินลมปราณนั่นไปได้ทั้งหมดหรอกนะ" ปรมาจารย์เอกะเทวะหัวเราะขึ้นมา "พวกมันมีเยอะมาก เจ้าไม่สามารถที่จะเก็บใส่ถุงเก็บสมบัติได้หมด อืม ไม่เป็นไร ข้าเป็นคนใจกว้างเสมอ เอาเลย เอาไปเถอะ ข้าไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่"


เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงอย่างเย็นชาออกมา ตอนนี้กระบี่ไม้ขยายรูให้กว้างขึ้น เขาสอดมือเข้าไปในชุดยาว และดึงถุงแห่งจักรวาลออกมา และจ่อไปที่รูเล็กๆนั้น


พลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าว พุ่งเข้าไปราวกับม้าป่า ภูเขาของหินลมปราณเริ่มสั่นไปมา และจากนั้น ทีละก้อน ทีละก้อน เริ่มลอยออกมาจากรูเล็กๆนั้น ถูกดูดเข้าไปในถุงแห่งจักรวาล


เร็วขึ้น และเร็วยิ่งขึ้น หินลมปราณลอยเข้าไปในหลุมดำซึ่งก็คือ ถุงแห่งจักรวาล ปรมาจารย์เอกะเทวะมองเห็นประกายระยิบระยับที่เกิดขึ้นนี้ และเสียงร้องอย่างตกใจ ก็ดังออกมาจากปากของมัน


"ถุงแห่งจักรวาล… บัดซบ เจ้ามีสิ่งนั้นได้อย่างไร! มันสามารถหลุดรอดจากจิตสัมผัส ใส่ได้ทั้งภูเขาและแม่น้ำ เจ้า เจ้า เจ้า… หินลมปราณของข้า! ข้าต้องลำบากมากมายอย่างนับไม่ถ้วนทั้งชีวิต กว่าที่จะเก็บสะสมมันได้มากมายขนาดนี้ เมิ่งฮ่าว เหลือให้ข้าบ้าง!"


เสียงร้องอย่างเจ็บปวดใจของมัน ดังออกมาอย่างต่อเนื่อง และพื้นดินเริ่มสั่นสะเทือน เห็นได้ชัดว่า มันได้ปลดปล่อยพลังบางส่วนออกมา แต่ผนึกปิดกั้น ก็ยังคงทำงานได้ดีเหมือนเดิม


เมิ่งฮ่าวหัวเราะอย่างเย็นชา ขณะที่ได้ยินเสียงร้องอย่างน่าสังเวชของปรมาจารย์เอกะเทวะ ไม่ช้าภูเขาหินลมปราณก็หดตัวลง กลายเป็นเนินเขาเล็กๆ เมิ่งฮ่าวกำลังระบายความโกรธอย่างจริงจัง


"เจ้าบังอาจฉ้อโกงข้า?" เมิ่งฮ่าวคิดในใจ กัดฟันแน่น "ข้าก็จะโกงเจ้าให้มากกว่า! ข้าจะกวาดทรัพย์สมบัติของเจ้าไปให้หมด!"


"เมิ่งฮ่าว เจ้าคนทรยศ! นี่มันมากเกินไปแล้ว!" ปรมาจารย์เอกะเทวะ รู้สึกราวกับว่า ร่างกายของมันกำลังจะระเบิดออกมา มันต้องการทำลายผนึกที่ปิดกั้นนี้ ซึ่งเพิ่งจะเริ่มปิดผนึกไป มันคงต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่มันจะทำลายลงได้


มันไม่เคยคิดเลยว่าเมิ่งฮ่าว จะมีถุงแห่งจักรวาล และสามารถฉกฉวยหินลมปราณ ที่มันใช้เวลาสะสมมาชั่วชีวิตของมันไปได้ ในเวลานั้น ปรมาจารย์เอกะเทวะ รู้สึกราวกับว่ามีใบมีดขนาดยักษ์ กำลังหมุนวนอยู่รอบๆร่าง เฉือนมันทุกครั้งที่หินลมปราณถูกดูดออกไป


ราวกับว่ามันกำลังถูกสับเป็นชิ้นๆ จิตใจของมันเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง


มันมักเป็นคนที่มีบุคลิกแปลกๆ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ฝึกตนอื่นๆในรุ่นของมัน มันเป็นคนที่ประหลาดอย่างแท้จริง ความโลภและความตระหนี่ถี่เหนียว เติบโตขึ้นไปพร้อมกับพลังการฝึกตน และอายุที่มากขึ้นของมัน มันไม่ได้ดูดีมีสง่าราศรีของผู้แข็งแกร่งแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับที่มันดูเหมือนจะไม่มีข้อสรุปของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต


หลายร้อยปีมาแล้ว ตั้งแต่ช่วงการตัดวิญญาณครั้งแรกของมัน การรู้แจ้งแห่งเต๋าของมันก็เกี่ยวข้องกับความโลภ ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า ความละโมบโลภมากนี้ ได้ถูกฝังลึกลงไปในจิตวิญญาณของมัน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกตนของมัน


ตอนที่ 85: หยกผนึกอสูรโบราณ


ความโลภ และความตระหนี่ ฝังลึกอยู่ในกมลสันดานของมัน แม้แต่ในแง่ของการฝึกตน นี่ก็เป็นเต๋าของมัน ในการรู้แจ้งของมัน ทรัพย์สมบัติเป็นของที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่นำมันไปสู่การตัดวิญญาณในครั้งแรก


นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมในเขตกัมมัฏฐานของมัน ถึงได้มีพื้นที่มากมายถูกปกป้องไว้ด้วยเวทป้องกัน เพื่อเป็นการรักษาชีวิตของมันไว้ การสะสมสิ่งของทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เป็นแค่งานอดิเรกของมัน แต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเต๋าของมัน


การที่ได้เห็นหินลมปราณทั้งหมด หายไปต่อหน้าต่อตา ทำให้มันเต็มไปด้วยความเศร้าโศก และเดือดดาลใจเป็นอย่างยิ่ง


ช่วงเวลาหายใจเข้าออกเพียงสิบครั้ง ภูเขาของหินลมปราณก็หายไป แม้แต่หยกหลายชิ้น ที่อยู่ใต้สุดของภูเขาหินลมปราณ ก็ถูกดูดเข้าไปในถุงแห่งจักรวาล


"นั่นเป็นเครื่องรางนำโชคของข้า บัดซบ เมิ่งฮ่าว ทิ้งเครื่องรางนำโชคของข้าไว้ เจ้า…" ก่อนที่มันจะพูดจบ ดวงตาของมันก็ต้องเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เอาหินลมปราณทั้งหมดไป เมิ่งฮ่าวก็ กวาดมองไปรอบๆดวงตาของเขาส่องประกาย ปรมาจารย์เอกะเทวะเริ่มตัวสั่น


ดวงตาของเมิ่งฮ่าว ราวกับดวงตาของมหาโจร


เขาจ้องลงไปที่ลานเล็กๆแห่งหนึ่ง ด้านหลังของรอยแตกเวทป้องกัน เห็นเป็นต้นสมุนไพรมากมายหลายชนิด หลากสีสัน เห็นได้ชัดว่าต้นไม้เหล่านี้ไม่ใช่เป็นแค่ต้นไม้ธรรมดา


เมิ่งฮ่าวจำได้ว่า สมุนไพรบางต้นนี้ มีอยู่ในคำอธิบายของกระดองเต่า ที่ได้จากซ่างกวนซิว เมื่อเขาเดินตรงไป นิ้วก็ขยับไปด้วย และกระบี่ไม้สองเล่มก็ปรากฎ แทงเข้าไปในรอยแตกของเกราะป้องกัน ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากเวทอาคม รอยแตกนั้นค่อยๆกว้างขึ้น


"เมิ่งฮ่าว เจ้ากำลังจะขโมยสิ่งของที่ข้ารักไปด้วย? ข้าเป็นปรมาจารย์ของเจ้านะ! ข้าต้องจ่ายค่าตอบแทนมากมาย กว่าที่จะขโมยสมุนไพรพวกนี้มาได้ เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว…" ปรมาจารย์เอกะเทวะ กระวนกระวายใจมากยิ่งขึ้น เสียงกึกก้องจากใต้พื้นดินก็ดังรุนแรงมากขึ้น


แต่เมิ่งฮ่าวไม่แม้แต่จะกระพริบตา เขากำลังมีความสุข ในที่สุดเขาก็สามารถระบายโทสะออกมาได้บ้าง


"เฉินหลิงเฉ่า (หญ้าวิญญาณเทพ) ของข้า… เจ้า เจ้า… เจ้ากำลังถอนมันออกไปทั้งหมด!" โทสะของปรมาจารย์เอกะเทวะ ทะยานสูงขึ้นไปจนถึงสวรรค์


"นั่นเป็นต้นไม้จากดินแดนอันห่างไกล ข้าดูแลมันมาหลายร้อยปี กว่าที่มันจะแตกหน่อ เจ้าเอาไปไม่ได้นะ…" ท่ามกลางเสียงคัดค้านแหลมสูง ของปรมาจารย์เอกะเทวะ เมิ่งฮ่าวก็จัดการกวาดต้นไม้ในลานนั้นจนสะอาดราบเรียบ ราวกับใช้ใบมีดตัดมันออกมา


เขาดูดทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปในถุงแห่งจักรวาล เมื่อเขาดึงกระบี่ไม้ทั้งสองเล่มออก ลานแห่งนั้นก็ดูเหมือนกับว่า ได้ถูกกวาดไปโดยพายุขนาดใหญ่


"พอ พอได้แล้ว" ปรมาจารย์ตาลีตาเหลือกพูดขึ้นมา ขณะมองไปที่ความว่างเปล่านั้น


"ฟังนะ ท่านปรมาจารย์น้อย ทิ้งบางสิ่งบางอย่างไว้ให้กับปรมาจารย์ชราผู้นี้บ้าง อย่าได้เอาสิ่งอื่นอีก… เจ้าไม่อาจแตะต้องสิ่งของอื่นๆของข้าอีก เมิ่งฮ่าว เจ้าฟังปรมาจารย์นะ ในฐานะผู้เยาว์ เจ้าควรจะต้องเคารพนับถือ เจ้า…"


"ข้าก็เป็นเช่นนี้ตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว" เมิ่งฮ่าวพูดพร้อมแค่นเสียงเย็นชาออกมา โยนคำพูดของปรมาจารย์เอกะเทวะกลับคืนไปให้มัน มองไปรอบๆ เขาก็เห็นเกราะป้องกันจากเวทอาคมที่อยู่โดดเดี่ยว ด้านล่างของมันมีต้นไม้เล็กๆแห้งเหี่ยวอยู่สามต้น


อย่างไรก็ตาม แต่ละต้นก็มีใบซึ่งส่องประกาย ระยิบระยับเต็มไปด้วยพลังแวบขึ้นเป็นครั้งคราว ทำให้พวกมันดูเป็นต้นไม้ที่พิเศษไม่ธรรมดา


เมิ่งฮ่าวไม่เคยเห็นอะไรที่เหมือนเช่นต้นไม้พวกนี้มาก่อน แต่เมื่อคิดว่านี่เป็นเขตนั่งกัมมัฏฐาน ของปรมาจารย์เอกะเทวะ และก็ถูกปกป้องไว้ด้วยเวทป้องกัน เขาจึงคิดว่ามันต้องมีค่าเป็นอย่างมาก ดวงตาของเขาส่องประกาย เดินตรงไป และแทงกระบี่ไม้เข้าในไปรอยแตก ซึ่งกำลังคืนสภาพอยู่อย่างช้าๆ


"ต้นไม้พวกนั้นคือ เหลยเถิงเยี่ย (ใบเถาวัลย์สายฟ้า) ของข้า มันเป็นสมุนไพรพันธุ์สายฟ้า ซึ่งหาได้ยากในดินแดนด้านใต้!" ปรมาจารย์เอกะเทวะแผดเสียงร้อง อย่างดุร้ายออกมาอีกครั้ง


เมิ่งฮ่าวไม่สนใจมันโดยสิ้นเชิง ยกถุงแห่งจักรวาลขึ้นมา จ่อไปที่รูในเวทป้องกัน ต้นไม้พวกนั้นก็เริ่มสั่นไปมา จากนั้นใบของมันก็หลุดออกมาจากต้น กลายเป็นสายฟ้าสีดำสามสาย พุ่งเข้าไปในถุงแห่งจักรวาล


ถึงแม้ปรมาจารย์เอกะเทวะจะเดือดดาลมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ใบไม้พวกนั้นเข้าไปในถุง เมิ่งฮ่าวก็ยังไม่ยอมหยุด ลำต้นของมันก็แกว่งไปมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งลอยขึ้นมาจากพื้น ทั้งรากและลำต้นทั้งหมด ถูกดูดเข้าไปในถุงแห่งจักรวาล


ด้านข้างของต้นไม้พวกนั้น ก็เป็นธงสีม่วงผืนเล็กๆปักอยู่บนพื้น ซึ่งก็ถูกดูดเข้าไปในถุงด้วยเช่นกัน


"เจ้าแม้แต่… เจ้าถอนต้นเหลยเถิง (เถาวัลย์สายฟ้า) ขึ้นมาทั้งราก แล้วก็เอาพวกมันไปด้วย! เจ้าทำให้ข้ามีโทสะขึ้นมาแล้วจริงๆนะ!! เมิ่งฮ่าว เจ้าสารเลวน้อย เจ้ายังเอาธวัชสายฟ้าไปด้วย? มันไม่มีพลังมากเท่าไหร่ แค่ต่อต้านการโจมตีจากพื้นฐานลมปราณได้เท่านั้น แต่มันก็สามารถดูดซับสายฟ้าได้! มันช่วยให้ต้นเหลยเถิง แตกใบออกมา!!"


จิตใจของปรมาจารย์เอกะเทวะ มีโลหิตหยดลงมา ขณะที่มันส่งเสียงแผดร้อง และด่าทอเมิ่งฮ่าวอยู่ในห้องใต้ดินของมัน


"ข้ามักจะมีอารมณ์ดีอยู่เสมอ" เมิ่งฮ่าวแค่นเสียง โยนคำพูดของปรมาจารย์เอกะเทวะ ใส่หน้ามันเพิ่มกลับไปอีกครั้ง "เจ้าเป็นปรมาจารย์ของสำนักเอกะเทวะ ในตอนนี้ ทั้งสำนักก็มีแค่พวกเรา! ข้า ผู้เยาว์รุ่นหลัง จะไม่มีโทสะต่อเจ้า จริงๆแล้ว ในหลายปีที่ผ่านมานี้ ก็มีผู้คนมากมายมักจะมีโทสะกับข้าอยู่เสมอ แต่จริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด" อีกครั้งหนึ่ง ที่เขากวาดมองไปรอบๆ


นี่เป็นเหตุให้จิตใจของปรมาจารย์เอกะเทวะดีขึ้นเล็กน้อย เมื่อมันได้เห็นเมิ่งฮ่าวจ้องไปยังพื้นที่ปลูกต้นสมุนไพรจุดอื่น มันส่งเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมาเบาๆ ถึงแม้เขตนั่งกัมมัฏฐานนี้ จะเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติทั้งชีวิตของมัน แต่ก็สามารถแบ่งแยกออกเป็นของที่ล้ำค่า และราคาต่ำ


"แค่ไม่แตะต้องของสำคัญของข้าก็พอ" ปรมาจารย์เอกะเทวะคิดในใจ "สิ่งของอื่นๆ… พวกมันก็เป็นแค่ทรัพย์สมบัติอันเล็กน้อย ข้าสามารถรวบรวมพวกมันได้มากกว่าเดิม ถ้าข้าต้องการในภายหลัง"


ฟันของปรมาจารย์เอกะเทวะขบกันแน่น แต่ในใจของมันก็ยังคงมีโลหิตไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ในความเป็นจริง คำว่า "เล็กน้อย" เหมือนเป็นการฝืนพูดเป็นอย่างยิ่ง


ภายในเวลาไม่นาน เมิ่งฮ่าวก็จัดการกวาดลานปลูกต้นสมุนไพรอีกหลายแห่ง ไปจนสะอาดเกลี้ยงเกลา จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปยังพื้นที่อื่นต่อไป ปรมาจารย์เอกะเทวะได้แต่กัดฟันจนแน่น ทำอะไรไม่ได้นอกจากด่าทอเมิ่งฮ่าวราวฟ้ารั่ว มันด่าทอ และสาปแช่ง โดยใช้คำที่ไม่เคยซ้ำกันเลยแม้แต่ครึ่งประโยค


ขณะที่มันด่าทอสาปแช่งอยู่นั้น เมิ่งฮ่าวก็เริ่มครวญเพลงอยู่ในลำคอออกมา มันเป็นเสียงเพลงที่มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง และเป็นทำนองเดียวกับเพลง ที่ปรมาจารย์เอกะเทวะ เพิ่งจะร้องออกมาก่อนหน้านี้ เมื่อมันได้ยิน ก็ยิ่งทำให้มันคลุ้มคลั่งมากขึ้น จนเกือบจะกระอักโลหิตออกมา


สิ่งที่มันประสบพบเจอในครั้งนี้ เป็นอะไรที่ยากจะอธิบายออกมาได้ แต่ก็พอจะกล่าวได้ว่า ตอนนี้มันกำลังได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ กับโทสะที่กำลังลุกโชนของเมิ่งฮ่าว


ปรมาจารย์เอกะเทวะจ้องเขม็ง ขณะที่เมิ่งฮ่าวมองดูไปรอบๆ เมื่อสายตาของเขาตกไปบนผนังเตี้ยๆ ที่เรียงรายยืดยาวออกไป จิตใจของมันก็เริ่มเต้นรัว และพูดขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด


"เจ้าสารเลวน้อย เจ้ามันช่างโหดร้ายนัก! ถึงข้าจะไม่ได้ขจัดพิษให้ แต่ข้าก็ให้ของตอบแทนเจ้าไปแล้ว ถึงมันจะเป็นหินลมปราณระดับต่ำ แต่มันก็ยังคงเป็นหินลมปราณ"


เมิ่งฮ่าวพบว่ารอยแตกเกือบทั้งหมดของเวทป้องกันในบริเวณนี้ ส่วนใหญ่มีการคืนสภาพกลับเป็นเหมือนเดิมอย่างสมบูรณ์


เขาเดินวนเป็นวงกลมอยู่ในบริเวณนั้น ดวงตาสาดประกายไปมา ทันใดนั้น เขาก็ตระหนักว่าปรมาจารย์เอกะเทวะ ได้หยุดพูดไป เขาได้เอาทรัพย์สมบัติในเขตบริเวณนี้ไปแค่สามในสิบส่วน และส่วนใหญ่ก็เป็นพวกพืชสมุนไพร


เขายังคงต้องการระบายโทสะออกมาอีก ดังนั้นจึงตั้งใจเดินวนไปรอบบริเวณนี้ เพื่อจะตรวจหารอยแตกของเวทป้องกัน


เมื่อเขากลับมาถึงจุดที่เขาเริ่มต้นเดินตรวจสอบ ก็ต้องขมวดคิ้ว ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่พิเศษในที่นี้ เขามองไปรอบๆ และสังเกตไปที่ผนังเตี้ยๆนั้น เมื่อเขาเริ่มเดินตรงไปหามัน ปรมาจารย์เอกะเทวะก็เริ่มพูดขึ้นอีกครั้ง


"ตกลง ตกลง เมิ่งฮ่าว เจ้าเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของข้า" ขณะที่มันเห็นเมิ่งฮ่าวเดินตรงไปยังผนังเตี้ยๆนั้น มันก็เริ่มกระวนกระวายใจมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถจับได้จากน้ำเสียงของมัน ซึ่งค่อนข้างจะมีอารมณ์เล็กน้อยเมื่อมันพูด


"ข้าจะขจัดพิษให้เจ้า แค่รออีกสามเดือน ข้าจะทำลายผนึก และจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี จากนั้นเจ้าก็เอาสิ่งของคืนให้ข้า เจ้าว่าอะไรนะ? ไม่ต้องกังวล ข้ารักษาคำพูดเสมอ ครั้งนี้ ข้าขอสาบานในนามของสำนัก ข้าไม่หลอกลวงเจ้าอย่างแน่นอน"


เมิ่งฮ่าวหยุดเดิน และมองลงไปยังพื้น ดวงตาสาดประกาย และไม่พูดอันใด เขาเดินไปรอบๆ ดูเหมือนจะครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้ม ในที่สุดเขาก็เดินเข้าไปใกล้ยังผนังเตี้ยๆนั้น


"ข้าไม่เคยบอกว่า ข้าจะไม่ขจัดพิษให้เจ้า" ปรมาจารย์เอกะเทวะพูดขึ้น ถอนหายใจออกมา


"คือการขจัดพิษ มันต้องใช้พลังการฝึกตนของข้าค่อนข้างมาก ต้องใช้พลังลมปราณ ที่ข้าเพิ่งจะดูดซับเข้าไปอีกมากมาย" เสียงของมันดูเหมือนจะลึกซึ้งกินใจ แต่ในความเป็นจริง ขณะที่มันเห็นเมิ่งฮ่าวเข้าไปใกล้ผนังเตี้ย จิตใจของมันก็เต็มไปด้วยความกังวลอย่างฉับพลัน


เมิ่งฮ่าวนิ่งเงียบ หลังจากหายใจเข้าออกสองสามครั้ง ทันใดนั้นเขาก็พูดขึ้น


"ทำไมเจ้าเริ่มพูด เมื่อข้าเดินตรงมาที่ผนังนี้ ปรมาจารย์? และทำไมเจ้าถึงพูดเกี่ยวกับการขจัดพิษในร่างข้าขึ้นมาในทันที? มีของพิเศษบางอย่างถูกซ่อนไว้ที่นี่?"


เมื่อคำพูดพวกนี้ดังออกมาจากปาก ดวงตาของปรมาจารย์เอกะเทวะก็เบิกกว้าง มันรู้ในทันทีว่า มันได้พูดอะไรผิดออกไป มันจึงแอบด่าถึงความเจ้าเล่ห์ของเมิ่งฮ่าวไปหลายคำ


"ข้าก็แค่อยากจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง" ปรมาจารย์เอกะเทวะพูด พร้อมแค่นเสียงอย่างเย็นชา "ฟังนะ เด็กน้อย เจ้า…" ก่อนที่มันจะพูดจบ เมิ่งฮ่าวก็กระโดดข้ามผนังนั้นไป


ทำให้ปรมาจารย์เอกะเทวะ เต็มไปด้วยความกลัว และกังวลใจเป็นอย่างมาก จิตใจของมันเริ่มหนักอึ้ง และใบหน้าก็หมองคล้ำลง หลังจากที่ข้ามผ่านผนังเตี้ยๆนั้น เมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆ ก็เห็นมีเวทป้องกันอยู่ในบริเวณนี้ด้วย


มันดูไม่มีอะไรพิเศษมากนัก ภายในเขตผนึกเป็นแผ่นหยก ขณะที่เวทป้องกัน ยังไม่คืนสภาพเดิมอย่างสมบูรณ์ มันยังคงมีรอยแตกอยู่บ้าง เมิ่งฮ่าวไม่รู้ว่านี่เป็นแผ่นหยกอะไร แต่ไม่มีการลังเล


เขาโบกสะบัดแขนเสื้อ แทงกระบี่ไม้สองเล่มเข้าไปในรอยแตกของเวทป้องกัน งัดให้เป็นรูกว้างขึ้น จากนั้นก็ใช้ถุงแห่งจักรวาลดูดแผ่นหยกนั้นเข้ามา


เมื่อได้เห็นแผ่นหยกหายเข้าไปในถุงของเมิ่งฮ่าว ปรมาจารย์เอกะเทวะก็ส่งเสียงร้องอย่างโหยหวนออกมา พื้นดินสั่นไหวอย่างรุนแรง จนดูเหมือนว่ามันกำลังจะแยกออกมา ก่อนหน้านี้ มันรู้สึกเสียใจที่เห็นเมิ่งฮ่าวเอาสมบัติของมันไป แต่ความโกรธเกรี้ยวครั้งนี้มันรุนแรงกว่ามากนัก


"เมิ่งฮ่าว เจ้าเอาแผ่นหยกนั้นไปไม่ได้นะ! แม้แต่ข้าก็ยังไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้มัน มันเป็นของสหายข้า ซึ่งทิ้งมันไว้ที่นี่เพื่อความปลอดภัย เจ้าไม่มีพรสวรรค์ หรือโชคชะตาที่จะแตะต้องมัน! อย่าเคลื่อนย้ายมันไป!"


เมิ่งฮ่าวไม่สนใจมัน เขากระโดดขึ้นไปบนกระบี่บิน และพุ่งตรงไปยังกระแสน้ำวนที่เป็นทางออก ในเวลาเดียวกันนั้น ก็ตบไปที่ถุงแห่งจักรวาล และดึงเอาแผ่นหยกออกมา กดลงไปบนหน้าผาก แผ่พุ่งพลังลมปราณเข้าไปยังแผ่นหยก สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อสามตัวอักษรปรากฎขึ้นในจิตใจ เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งอสูร


"เฟิงเยาจง (สำนักผนึกอสูร) …"


"เมิ่งฮ่าว เจ้าสารเลวน้อย กลับมาก่อน! รอให้ข้าทำลายผนึกนี้ได้ก่อนเถอะ เจ้าต้องจบสิ้นแน่!" ปรมาจารย์เอกะเทวะ ส่งเสียงแผดร้องด้วยโทสะออกมา


ขณะที่เสียงแผดร้องของมันดังออกมา ดวงตาของเมิ่งฮ่าวก็สาดประกาย เขาหยุดตรงปากทางเข้ากระแสน้ำวน จากนั้นก็มองกลับไปยังด้านล่าง


ดวงตาของเขาเริ่มส่องแสงลุกวาว เมื่อปรมาจารย์เอกะเทวะเห็นเช่นนั้น จิตใจของมันก็เริ่มเต้นรัวขึ้นอีกครั้ง และลางสังหรณ์ใจแปลกๆ ก็เติมเต็มอยู่ในจิตใจ ในความคิดของมัน เมิ่งฮ่าวมองดูไม่เหมือนสิ่งอื่นใด นอกจาก หัวขโมยอย่างสมบูรณ์แบบ


ตอนที่ 86: ตะเกียงอสูร ซึ่งแบ่งแยกสวรรค์และปฐพี


"ทำลายผนึก?" ดวงตาของเมิ่งฮ่าวส่องประกาย ขณะที่จ้องลงไปยังตะเกียงน้ำมันเจ็ดดวงบนพื้น มองไปที่พวกมันสักพัก จากนั้นก็พุ่งตรงเข้าไปหาตะเกียงเหล่านั้น


เขาไม่สนใจเสียงแผดร้องของปรมาจารย์เอกะเทวะ หลังจากที่ปล้นชิงสมบัติก่อนหน้านี้มาทั้งหมด เขาก็แน่ใจว่าปรมาจารย์ไม่มีทางออกมาได้


"เจ้ากำลังจะทำอะไร!?" ในห้องลับใต้ดิน โทสะของปรมาจารย์เอกะเทวะพุ่งขึ้นไปยังจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง เมื่อมันมองเห็นความตระหนักบนใบหน้าของเมิ่งฮ่าว ความกลัวก็เบ่งบานขึ้นมาภายในจิตใจ


มันเริ่มเสียใจที่เรียกให้เมิ่งฮ่าวกลับมา แววตาของเมิ่งฮ่าวดูเข้มข้นกว่าแววตาที่ปรากฎขึ้น ขณะที่เขาเริ่มขโมยสมบัติของมันมากนัก


โดยไม่สนใจปรมาจารย์เอกะเทวะ ผู้ซึ่งเขารู้ว่าไม่อาจเชื่อถือได้อย่างสิ้นเชิง เมิ่งฮ่าวจ้องไปที่ตะเกียงทั้งเจ็ดดวงนั้น เขาเดินช้าๆไปรอบๆพวกมัน ด้วยท่าทางครุ่นคิด


ทุกย่างก้าวที่เขาเดิน ก็เหมือนกับเหยียบลงไป บนจิตใจของปรมาจารย์เอกะเทวะโดยตรง


"ไม่เป็นไร" ปรมาจารย์เอกะเทวะ พูดเพื่อพยายามปลอบใจตนเอง "เจ้าสารเลวน้อยนี้ ก็แค่อยู่ในระดับเก้าของขั้นรวบรวมลมปราณ มันไม่อาจเอาพลังลมปราณใดๆ จากตะเกียงอสูรไปได้…"


ดวงตาของมันเบิกกว้าง เมื่อเห็นเมิ่งฮ่าว หลังจากที่เดินไปรอบๆตะเกียงเหล่านั้นสองสามรอบ ก็นั่งลงขัดสมาธิเพื่อไตร่ตรอง


เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ที่นั่น ดวงตาสาดประกายจ้า ดูเหมือนจะลังเลเล็กน้อย แต่ไม่นาน ความมุ่งมั่นก็เต็มอยู่ในดวงตา


"ปรมาจารย์เอกะเทวะโกหกข้า การเอาของล้ำค่าเพียงเล็กน้อยของมัน ไม่เพียงพอที่จะทำให้ข้าสบายใจขึ้น ข้าต้องยึดเอาพลังลมปราณพวกนี้ด้วย ถึงจะทำให้ข้าระบายความโกรธลงได้บ้าง"


เมิ่งฮ่าวกัดฟันแน่น เมื่อคิดไปถึงหินลมปราณระดับต่ำ ที่ปรมาจารย์ให้เขามา จากนั้นก็คิดไปถึงเรื่องยาพิษ เท่าที่เขากังวล การที่ไม่อาจขจัดพิษ ได้ผลักให้เขาก้าวไปสู่เส้นทาง แห่งความสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง


"อาวุธเวทไม่อาจดูดซับพลังลมปราณจากตะเกียงทั้งเจ็ดดวง เนื่องเพราะพวกมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต… ก็ดี ข้าจะดูดซับมันด้วยตัวเอง!" ทันใดนั้น เขาก็ปิดตาลง และเริ่มโคจรพลังลมปราณ พยายามที่จะสูดหายใจเอาพลังลมปราณ ซึ่งไหลออกมาจากตะเกียงที่ลุกไหม้อยู่เข้าไปในร่าง


แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามดูดซับพลังลมปราณนั้นอย่างไร เมื่อมันไหลออกมาจากตะเกียง มันก็ซึมลงไปในพื้นดิน ลึกลงไปในห้องลับใต้ดิน ปรมาจารย์เอกะเทวะ ถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก


"เมิ่งฮ่าว เจ้าเด็กสารเลว ไม่ว่าเจ้าจะพยายามอย่างไร มันก็ไม่มีประโยชน์ เจ้ายังจะกล้ามาขโมยพลังลมปราณของข้า?" ปรมาจารย์เอกะเทวะส่งเสียงออกมาอย่างสบายใจ ถึงแม้ว่าจะค่อนข้างขมขื่นอยู่บ้าง มันก็ยังหัวเราะขึ้นมา เมื่อเมิ่งฮ่าวได้ยิน เขาก็ขมวดคิ้วชั่วครู่ จากนั้นสีหน้าก็กลายเป็นสงบเรียบขึ้นอีกครั้ง


"ไม่จำเป็นต้องวิตกไป ท่านปรมาจารย์" เขากล่าวเสียงเย็นชา "นี่แค่การเริ่มต้นเท่านั้น"


ปรมาจารย์เอกะเทวะจ้องมองด้วยความตกใจ


ดวงตาของเมิ่งฮ่าว ที่เพิ่งจะปิดลง ขยับไปมาเมื่อเขานึกไปถึงภาพการต่อสู้กับซ่างกวนซิว และไข่มุกของเสี่ยวหู่ ซึ่งทำให้เขาก้าวไปถึงระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณ


นี่เป็นวิธีที่เขาต้องการใช้ เขาอยากจะกลับไปอยู่ที่ ระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ได้ถูกปฏิเสธจากสวรรค์ ถูกตัดขาดไป แต่เมิ่งฮ่าว… เคยก้าวถึงระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณมาก่อน… เขาเคยก้าวเดินไปตามเส้นทางที่ถูกตัดขาดนี้มาแล้ว


ขณะที่เขารวบรวมความคิด และลมหายใจ ร่างกายก็ดูเหมือนว่าจะค่อยๆแห้งเหี่ยวลง สายใยบางๆของจิตสัมผัส ที่อยู่ในศีรษะของเขา ดูเหมือนว่าจะเติมความคิดเขาจนเต็ม ทำให้เขาตกลงไปอยู่ในขั้นที่แปลกๆ และผิดปกติ ในช่วงขณะที่เขากำลังระลึกถึงการก้าวไปสู่ ระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณ


เวลาผ่านไป หนึ่งวัน สองวัน จากนั้นก็สามวัน ปรมาจารย์เอกะเทวะกังวลใจมากยิ่งขึ้น มันไม่แน่ใจว่าเมิ่งฮ่าวกำลังทำอะไร แต่ก็เห็นร่างกายของเขา กำลังเปลี่ยนไปในทางที่แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก


"นี่… เจ้าทำอะไรอยู่?" มันถามอย่างไม่แน่ใจ เมื่อมันเริ่มตระหนักว่า มันไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่เมิ่งฮ่าวกำลังทำอยู่นี้


ยามราตรีของคืนที่สาม ร่างกายของเมิ่งฮ่าวก็สั่นสะท้านขึ้นมา เขาลืมตาขึ้น และร่างก็เริ่มสั่นอย่างรุนแรง อีกครั้งที่เขารู้สึกถึงพลังที่เต็มเปี่ยมอยู่ในร่าง เป็นพลังที่แข็งแกร่งจนสามารถถล่มภูเขา ให้ทะลายราบเป็นหน้ากลองได้


ในเวลาเดียวกันนั้น พลังที่แข็งแกร่งของแรงดึงดูด ก็ปรากฎขึ้นอีกครั้งภายในร่าง และเขาก็ถูกตัดขาดจากสวรรค์และปฐพี


ในตอนนี้ เขาไม่สามารถดูดซับพลังลมปราณใดๆ ทั้งสิ้นของสวรรค์และปฐพีได้อีก ดวงตาส่องประกาย เขาลุกยืนขึ้นช้าๆ กำลังต่อสู้กับการรักษาระดับนี้ไว้ เขารู้ว่าถ้าไม่มีไข่มุกของเสี่ยวหู่ เขาก็จะอยู่ในระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณ ได้เพียงแค่สูดลสมหายใจเข้าออกเพียงสิบครั้ง จากนั้นก็จะกลับไปอยู่ที่ระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณเหมือนเดิม


เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้า เมื่อเท้าเหยียบลงไป พลังลมปราณที่ไหลออกมาจากตะเกียงก็สั่นไปมา จากนั้น เส้นใยบางๆ ของพลังลมปราณหนึ่งเส้น แทนที่จะถูกดูดลงไปในพื้นดิน ก็ลอยตรงมาที่เมิ่งฮ่าว และซึมเข้าไปในร่างของเขา


เมื่อเห็นเช่นนี้ ดวงตาของเมิ่งฮ่าวก็ส่องประกายเจิดจ้าขึ้น ขณะที่ร่างของปรมาจารย์เอกะเทวะ สั่นสะท้าน และความแปลกใจก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของมัน


"ท่านย่ามันเถอะ!" มันร้องออกมา "เป็นไปไม่ได้!! นั่น… ระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณ! บัดซบ เส้นทางไปสู่ระดับสิบ ไม่ใช่ถูกตัดขาดโดยความต้องการจากสวรรค์ในยุคปัจจุบันนี้แล้ว? เจ้า เจ้า เจ้า… เจ้าได้บรรลุระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณ?!?!"


ปรมาจารย์เอกะเทวะ ส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสารออกมา ขณะที่มันเห็นเมิ่งฮ่าว ก้าวเดินไปอีกสามก้าว พลังลมปราณสิบในร้อยส่วน จากตะเกียงก็ไหลตรงไปที่เขา เมื่อเมิ่งฮ่าวดูดซับมันเข้าไป ปรมาจารย์เอกะเทวะก็แผดเสียงดังขึ้นกว่าเดิม


"มันเป็นไปได้อย่างไร? ระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณอันบัดซบนี้ มันไม่ได้น่ากลัว แต่เป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากมันมีพลังที่สามารถขโมยโชคชะตาจากสวรรค์ได้ ถ้ามันแข็งแกร่งพอที่จะทำได้เช่นนั้นจริงๆ พลังลมปราณของข้าก็… บัดซบ แล้วหยกผนึกอสูรของข้าจะเป็นอย่างไร? ในตอนนั้น เจ้าพวกบัดซบชราเหล่านั้นบอกว่า มีแต่คนที่บรรลุระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณ เท่านั้นถึงจะนำมันไปใช้ได้ นี่ นี่…"


หลังจากเดินไปสามก้าว ร่างของเมิ่งฮ่าวก็เริ่มสั่นสะท้าน และไม่สามารถก้าวเดินออกไปได้อีก พลังลมปราณอันไร้ขอบเขตจากตะเกียง ไหลเข้าไปในร่างเขาอย่างรวดเร็ว จนเขาเหนื่อยหอบ จึงต้องนั่งลง และเริ่มเข้าสมาธิ ดูดซับพลังลมปราณอันมากมายมหาศาลนี้ ปรมาจารย์เอกะเทวะทำได้เพียงส่งเสียงแผดร้องอย่างมีโทสะออกมา


พลังดึงดูดในร่างของเมิ่งฮ่าวแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก ราวกับสุนัขป่าอันหิวโหยที่ไม่มีอะไรกินมาหลายปี พลังลมปราณจำนวนมากมายมหาศาลถูกดูดเข้าไปในร่าง ขณะที่ร่างของเขาก็เริ่มสั่นอย่างรุนแรงมากขึ้น และมากขึ้นไปเรื่อยๆ เขารู้สึกว่าร่างกายกำลังแข็งแรง และมีพลังเพิ่มมากขึ้น จนดูเหมือนราวกับว่า กระดูกของเขากำลังดูดซับพลังลมปราณ และเริ่มแข็งแกร่งมากขึ้น


ระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณอันโบราณนี้ เป็นขั้นตอนการปรับแต่งร่างกาย ณ ตอนนี้ ในถ้ำแห่งเซียนของปรมาจารย์เอกะเทวะ เมิ่งฮ่าวกำลังไขว่คว้าโชคชะตาให้กับตัวเอง และกำลังก้าวเข้าไปสู่ขั้นฝึกตนที่ถูกตัดขาดไปตั้งแต่สมัยโบราณ


ระดับขั้นนี้ จำเป็นต้องใช้พลังลมปราณมากมาย ซึ่งสวรรค์และปฐพีไม่ยอมให้มา แต่ปรมาจารย์เอกะเทวะได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว หนึ่งวิญญาณแรกก่อตั้ง รวมกับหกก่อตั้งแกนลมปราณ เป็นเหมือนเชื้อเพลิง และพลังชีวิตของคนทั้งเจ็ด เป็นเหมือนเปลวไฟ พลังลมปราณที่ไหลออกมาจากตะเกียงอสูร ก็คือ อาหารที่จำเป็นสำหรับเมิ่งฮ่าว


"เมิ่งฮ่าว!!! หยุด! หยุด! เรามาคุยกันสักเล็กน้อย ข้าต้องการพลังลมปราณนั่น ข้าจำเป็น จำเป็นต้องใช้มัน อย่าได้ดูดซับมัน! บัดซบ อย่าทำเช่นนั้น เมิ่งฮ่าว นั่นเป็นพลังลมปราณของข้า กว่าจะได้มันมา ข้าต้องเจอปัญหามากมายในการสังหารกลุ่มคนพวกนี้ ผนึกของข้า! เมิ่งฮ่าว ถ้าเจ้ายังไม่ยอมหยุด ข้าจะขับไล่เจ้าออกจากสำนัก!!"


ปรมาจารย์เอกะเทวะ เอะอะโวยวายด้วยความลนลานและความโกรธ จนลืมเรื่องสมบัติที่เมิ่งฮ่าวเอาไปเรียบร้อยแล้ว รวมถึงหยกผนึกอสูรด้วย กล่าวได้ว่า สิ่งของทั้งหมดที่เมิ่งฮ่าวเอาไปก่อนหน้านี้ ไม่อาจเทียบได้กับตอนนี้ได้เลยแม้แต่น้อย


เมิ่งฮ่าวไม่สนใจมัน ดูดซับพลังลมปราณต่อไปราวบ้าคลั่ง ร่างกายแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงปะทุดังออกมา เมื่อผิวหนังเริ่มขยายออก เนื้อเยื่อและโลหิตใหม่ก็เกิดขึ้น


ผิวหนังขยายการกะเทาะออกไปมากขึ้น และมากขึ้นไปเรื่อยๆ จากนั้นผิวหนังเก่าก็หลุดลอกออกไป เส้นผมของเมิ่งฮ่าวก็ยาวมากขึ้น และดวงตาก็สว่างเจิดจ้า ตอนนี้ ระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณ ก็รวมกันอยู่ภายในร่างกายของเขา อย่างเหนียวแน่นมั่นคง!


เขาจะไม่มีทางสูญเสียระดับสิบไปอีกแล้ว มันอยู่ในร่างเขาอย่างถาวร นอกจากพลังของระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณ เมิ่งฮ่าวก็ยังได้ตระหนักถึงความสามารถใหม่ ถ้าเขาต้องการ เขาก็จะสามารถย้อนกลับไปที่ระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ เพื่อดูดซับพลังลมปราณของสวรรค์และปฐพี และจากนั้นก็กลับไปที่อยู่ระดับสิบได้อีกครั้ง


เวลาผ่านไป จิตใจของเมิ่งฮ่าวก็หมุนเคว้งคว้าง เศษหนังแห้งๆ ซึ่งยังคงอยู่บนร่างของเขา กลายเป็นผงธุลี และลอยออกไป ดวงตาสว่างเจิดจ้า และความรู้สึกถึงพลังอันมากมาย อย่างน่าเหลือเชื่อก็เต็มอยู่ในจิตใจ


เขาเชื่อมั่นว่าด้วยพลังของ ระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณ สามารถใช้เพียงแค่หมัดเดียว… ก็บดขยี้ใครก็ตามที่อยู่ใน ระดับเก้าขั้นรวบรวมลมปราณ ได้อย่างง่ายดาย


พลังนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่า พลังที่เขาเคยมีประสบการณ์ จากการใช้ไข่มุกของเสี่ยวหู่เป็นอย่างมาก


เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ลุกขึ้นยืน ไม่จากไป แต่เดินตรงไป ตอนนี้เขาห่างจากตะเกียงทั้งเจ็ดดวงแค่ห้าก้าว


ปรมาจารย์เอกะเทวะหายใจหอบอย่างเกรี้ยวกราด ส่งเสียงด่าทอสาปแช่งเมิ่งฮ่าวราวฟ้ารั่ว ขณะที่เห็นเขาดูดซับพลังลมปราณจำนวนมากมายมหาศาลเพิ่มขึ้น เขาได้บรรลุระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณเรียบร้อยแล้ว แต่แทนที่จะจากไป เขาก็ยังคงดำเนินการต่อ ทำให้จิตใจของปรมาจารย์เอกะเทวะหนักอึ้งมากยิ่งขึ้น


ตอนนี้ สิบสามในร้อยส่วน ของพลังลมปราณที่ไหลออกมาจากตะเกียง กำลังตรงไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ลมปราณมากมายมหาศาลไร้ขอบเขต เข้าไปในร่างของเขา เสียงกระหึ่มกึกก้องก็ดังเต็มอยู่ภายใน ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขาเดินตรงไปอีกก้าว ทำให้ห่างจากตะเกียงแค่สี่ก้าว


เปลวไฟส่องประกาย ขณะที่พลังลมปราณไหลตรงไปที่เมิ่งฮ่าวมากขึ้น ณ ตอนนี้ เขาดูดซับไปแล้วถึงสิบหกในร้อยส่วน!


"แรงดึงดูดภายในร่างของข้า ไม่ได้กระจายหายไป จริงๆแล้วมันแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม เป็นไปได้หรือไม่ว่า… หลังจากระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณ ก็เป็นระดับสิบเอ็ด?"


กัดฟันแน่น เขาใช้พลังของระดับสิบขั้นรวบรวมลมปราณ เพื่อก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว ทำให้ตอนนี้ห่างจากตะเกียงทั้งเจ็ดดวงเพียงแค่สามก้าว เปลวไฟภายในตะเกียงสั่นไหวไปมาอย่างรุนแรง ขณะที่พลังลมปราณยี่สิบในร้อยส่วน ที่ตะเกียงสร้างขึ้นมา ถูกดูดออกไปโดยเมิ่งฮ่าว


เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็นั่งลงเข้าสมาธิ


ตอนที่ 87: ข้าจะบรรลุจุดสูงสุดของระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณ


"เมิ่งฮ่าว…" ปรมาจารย์เอกะเทวะขบฟันแน่น มันรู้สึกเศร้าใจ และเสียใจมากยิ่งขึ้น ถ้ามันรู้ว่าเหตุการณ์จะกลับกลายเป็นเช่นนี้ มันก็จะพูดดีๆกับเมิ่งฮ่าวให้มากกว่านี้


มันจะรู้ได้อย่างไรว่าเมิ่งฮ่าวโหดร้ายเช่นนี้? ถ้าไม่พูดถึงความโหดร้ายของเขา เขาก็ยังมีถุงแห่งจักรวาล! ถ้าลืมเรื่องถุงแห่งจักรวาล เขาก็ได้ก้าวไปถึงระดับสิบ ขั้นรวบรวมลมปราณ!


ภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า ทำให้มันอยากจะร้องไห้ แต่ก็ไร้น้ำตา มันกัดฟันแน่น ขณะที่รู้สึกกังวลใจมากยิ่งขึ้น มันจำได้ถึงข้อกำหนดของหยกผนึกอสูร ที่สามารถถูกนำไปใช้ได้ โดยใครก็ตาม ที่อยู่ในระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณ ซึ่งพวกบัดซบชราเหล่านั้นได้พูดไว้ในวันนั้น ขณะที่จิตใจของมันเต็มไปด้วยการดูแคลนในตอนนั้น


มันเคยเชื่อว่า มันสามารถป้องกันสำนักผนึกอสูร ไม่ให้มีทายาทรุ่นหลังสืบต่อไปในอนาคต แต่… ตอนนี้ เมื่อมันเห็นเมิ่งฮ่าวกำลังผ่านเข้าไปในระดับสิบเอ็ด จิตใจของมันก็สั่นสะท้านเต็มไปด้วยความกังวลเป็นอย่างยิ่ง


แต่มันก็โชคร้าย ที่ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากกัดฟันแน่น และดูดซับพลังลมปราณให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ต่อไป มันจำเป็นต้องได้มากกว่าที่เมิ่งฮ่าวได้ไป และต้องเร็วกว่าด้วย มันจำเป็นต้องซ่อมแซมหลัวผาน (เข็มทิศจีน) ที่อยู่ตรงหน้าให้เรียบร้อยสมบูรณ์ และป้องกันไม่ให้เมิ่งฮ่าวประสบความสำเร็จ ก้าวหน้าไปมากกว่านี้


พลังลมปราณถูกดูดลงไปในพื้นดิน และซึมซับเข้าไปในหลัวผาน กลายเป็นสีแดงจ้า จนดูเหมือนว่า มันกำลังดูดบางสิ่งที่ผ่านลงมาจากพื้นดิน


"บัดซบ เมิ่งฮ่าว สิ่งที่ข้าทำทั้งหมด ก็แค่ให้หินลมปราณระดับต่ำกับเจ้า และไม่ได้ขจัดพิษให้ เจ้าจะพอได้แล้วหรือไม่? ว่าอย่างไร? ยังไงข้าก็ยังคงเป็นปรมาจารย์ของเจ้านะ" ปรมาจารย์เอกะเทวะ พูดด้วยความรู้สึกที่ ไม่ได้รับความเป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง


สำหรับเมิ่งฮ่าว เสียงกระหึ่มกึกก้องดังเต็มอยู่ภายในร่าง ด้วยพลังลมปราณของตะเกียง ยี่สิบในร้อยส่วน ถูกดูดซับเข้าไป ร่างของเขากำลังสั่นสะท้าน และรู้สึกว่าตัวเองมีการเปลี่ยนแปลง


การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นกับแกนทะเลลมปราณของเขา มันขยายกว้างใหญ่มากขึ้น และขณะที่ขยายอยู่นั้น เส้นลมปราณก็หนามากยิ่งขึ้น เสียงปังดังขึ้นมาในศีรษะ และเขาก็รู้สึกถึงการทะลวงผ่านเข้าไปยังระดับอื่น


ระดับสิบเอ็ด ขั้นรวบรวมลมปราณ!


แกนทะเลลมปราณ กระจายออกเติมเต็มไปทั่วร่างกาย แกนทะเลลมปราณเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นกับขั้นรวบรวมลมปราณ พลังอำนาจของมันประกันถึงอนาคตอันไร้ขอบเขต และพลังการต่อสู้อันไร้ที่สิ้นสุด


เมิ่งฮ่าวจะบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณยากขึ้นกว่าเดิม ด้วยแกนทะเลลมปราณเช่นนี้ แต่… ถ้าเขาบรรลุได้ เขาก็จะมีความแข็งแกร่งเป็นสองเท่า ของผู้ที่อยู่ในขั้นเดียวกัน!


ระดับสิบเอ็ด ขั้นรวบรวมลมปราณ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนร่างกาย แต่ปรับแต่งแกนทะเลลมปราณ!


การขยายของแกนทะเลลมปราณ ทำให้ร่างกายของเมิ่งฮ่าว เต็มไปด้วยเสียงกระหึ่มกึกก้องราว เสียงฟ้าผ่า พลังลมปราณไร้ขอบเขต ราวกับทะเลเต็มอยู่ภายใน คลื่นของแกนทะเลลมปราณ สาดกระแทก และปั่นป่วนเดือดพล่านโดยไร้ข้อจำกัด


เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น และสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ เกิดเป็นเสียงดังราวสายฟ้าฟาด เขายืนขึ้น ดวงตาสาดประกายความดื้อรั้นยืนกราน เดินไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว สองก้าว สามเก้า!


ตอนนี้เขายืนอยู่ตรงหน้าตะเกียงน้ำมันทั้งเจ็ดดวงนั้น ใกล้พอที่จะเอื้อมมือไปแตะสัมผัสมันได้ เขาได้ดูดซับพลังลมปราณจากตะเกียงไปสามสิบในร้อยส่วนแล้วตอนนี้


สามสิบในร้อยส่วน อาจจะฟังดูแล้วไม่มากเท่าไหร่ แต่มันก็อาจจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเมิ่งฮ่าว ที่จะดูดซับลมปราณได้มากขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะความสามารถของระดับสิบ ขั้นรวบรวมลมปราณ ซึ่งเป็นขั้นที่สามารถขโมยโชคชะตาจากสวรรค์มาได้


"เมิ่งฮ่าว เจ้ายังไม่เลิกอีก…" ปรมาจารย์เอกะเทวะ เห็นเมิ่งฮ่าวก้าวตรงไปข้างหน้าสามก้าว ความกระวนกระวายของมันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ถ้าเมิ่งฮ่าวบรรลุระดับสิบสอง เขาก็จะเหลือเพียงแค่ระดับเดียว ที่จะสามารถใช้หยกผนึกอสูรได้


"ขอบคุณมากสำหรับการช่วยเหลือ ท่านปรมาจารย์" เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงราบเรียบ "ข้าใกล้จะเสร็จอีกในไม่ช้า" เขาปิดตา และเริ่มดูดซับพลังลมปราณเข้าไปในร่างมากยิ่งขึ้น ร่างของเขาสั่นสะท้าน เมื่อก้าวเข้าไปยังระดับสิบสอง ขั้นรวบรวมลมปราณ


ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ไม่มีใครเคยผ่านเข้าไปยัง… ระดับสิบสอง ขั้นรวบรวมลมปราณ


ทันทีที่เขาบรรลุระดับสิบสอง เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส อยู่ภายในจิตใจ จิตสัมผัสของเขาไม่ได้หายไปไหน แต่เขาก็รู้สึกราวกับว่า จิตใจของเขากำลังแยกออกเป็นสองส่วน ตอนนี้เขารู้สึกว่า… มีบางอย่างที่คล้ายกระแสลมปราณอยู่ภายในจิตใจ


นี่คือ… การรับรู้แห่งทะเลลมปราณ!


ในยุคใหม่นี้ ผู้ฝึกตนที่ทะลวงจากขั้นรวบรวมลมปราณ เข้าไปในขั้น พื้นฐานลมปราณ จะสร้างการรับรู้แห่งทะเลลมปราณจากความว่างเปล่า ปกติแล้ว การรับรู้แห่งทะเลลมปราณเช่นนี้มักจะไม่กว้างใหญ่มากนัก ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ แต่เกี่ยวกับวิธีการที่ใช้สร้าง


เห็นได้ชัดว่าการรับรู้แห่งทะเลลมปราณ ยิ่งกว้างใหญ่มาก พลังที่ปลดปล่อยออกมาก็ยิ่งมีมากขึ้น และทำให้ผู้ฝึกตนนั้นมีจิตสัมผัสอันไร้ขอบเขตมากยิ่งขึ้น


ครั้งสมัยโบราณกาล ผู้ฝึกตนมักจะพอใจ ที่จะทะลวงขั้นพื้นฐานลมปราณ เมื่ออยู่ในระดับสิบสอง ขั้นรวบรวมลมปราณ นี่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก การรับรู้แห่งทะเลลมปราณที่เปิดขึ้นมา ของระดับสิบสอง จะมีความแข็งแกร่งมากยิ่งกว่าใคร ที่อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ


ในโลกแห่งการฝึกตนยุคใหม่ เมิ่งฮ่าวเป็นผู้ฝึกตนคนแรก ที่บรรลุถึงระดับสิบสอง ขั้นรวบรวมลมปราณ ถ้าข่าวนี้แพร่กระจายออกไป มันคงสร้างความสั่นสะเทือน ไปทั่วทั้งโลกแห่งการฝึกตนนี้อย่างแน่นอน


ณ ตอนนี้ ปรมาจารย์เอกะเทวะสั่นสะท้านไปทั้งร่าง มันจ้องไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างซึมเซา เมื่อเห็นความสำเร็จอันไร้ขีดจำกัดของเขา ตั้งแต่ระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณในก่อนหน้านี้ จนกระทั่งตอนนี้ได้ทะยานขึ้นไปถึงระดับสิบสอง มันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาดี


"… ในสมัยโบราณ" มันพึมพำ "ตำนานกล่าวว่า ขั้นรวบรวมลมปราณอันยิ่งใหญ่ จะครบถ้วนสมบูรณ์ที่ระดับสิบสาม แต่ถึงจะอยู่ในช่วงเวลานั้น เรื่องเช่นนี้ก็ยากที่จะพบเห็น มันยังบอกอีกว่าระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณ เป็นระดับที่เกี่ยวข้องกับโชคชะตาแห่งสวรรค์"


"และ… สามารถเปลี่ยนแปลงความสามารถซ่อนเร้น ของผู้ฝึกตนที่บรรลุถึงระดับนี้ได้! มันอาจจะเปลี่ยนไปไม่มาก เนื่องจากความสามารถซ่อนเร้น เป็นสิ่งที่กำเนิดมาจากสวรรค์ ดังนั้นแม้แต่การเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อย ก็จะเป็นการต่อต้านสวรรค์อย่างแน่นอน"


"ข้าจำไม่ได้ว่ากี่ปีมาแล้ว ที่เหล่าตัวบัดซบชรา จากสำนักผนึกอสูร โอ้อวดว่า ข้าเป็นผู้ที่มีโชคอย่างน่าเหลือเชื่อ… แต่เมื่อเปรียบเทียบกับข้าแล้ว เจ้าเด็กผู้นี้ก็เป็นผู้ที่มีโชคเช่นกัน บัดซบ มันโชคดีเกินไป! ข้าจะไปคิดถึงเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาทำไมกัน!"


ขณะที่ปรมาจารย์เอกะเทวะพึมพำกับตัวเอง เมิ่งฮ่าวก็ลืมตาขึ้น ส่องประกายด้วยแสงอันลึกล้ำ เขารู้สึกเจ็บปวดราวถูกแยกเป็นสองส่วน อยู่ภายในศีรษะ แต่ในความเจ็บปวดนั้น เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงความชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


โลกดูเหมือนจะแตกต่างไปจากเดิม เมื่อเขามองไปที่มัน ถึงแม้เขาจะไม่สามารถบอกได้ว่า อะไรที่ไม่เหมือนเดิม มันดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้ ได้ส่องประกายรังสีออกมา อย่างที่เขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน


ณ ตอนนี้ พลังดึงดูดอันมหาศาล ก็ดูเหมือนว่าเกือบจะหายไป เหมือนกับร่างของเขารู้ว่า เขาได้มาถึงข้อจำกัดของการดูดซับแล้ว


ในไม่ช้า จำนวนพลังลมปราณที่เขาได้ดูดซับ จากตะเกียงพวกนั้น ก็ลดลงจากสามสิบส่วน เป็นยี่สิบ และจากนั้นก็สิบส่วนในร้อยส่วน


ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องขมวดคิ้ว เขารู้ว่าพลังฝึกตนของเขาไม่ได้ไปถึงจุดสูงสุด… รู้สึกว่ายังมีระดับชั้นอื่นๆ นอกเหนือจากระดับชั้นปัจจุบันในตอนนี้ เขาสามารถรู้สึกได้ถึงวงจรอันยิ่งใหญ่ของขั้นรวบรวมลมปราณ


มันเป็นความรู้สึกอันแข็งแกร่ง แต่ขณะที่พลังดึงดูดเริ่มอ่อนลง และอ่อนลงไปเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนว่าระดับขั้นต่อไปของเขา กำลังจะปิดลงไปตลอดกาล


"ฮา ฮา มันก็เหมือนที่ข้าพูด" ปรมาจารย์เอกะเทวะหัวเราะขึ้นมา ดวงตาสาดประกาย "ระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณ แม้แต่ในสมัยโบราณก็ยังหายากยิ่ง มันเป็นเพียงแค่ในตำนาน ที่พูดได้เลยว่า ไม่มีอยู่จริง จำกัดอยู่แค่ระดับสิบสองเท่านั้น"


"เมิ่งฮ่าว ไม่จำเป็นต้องพยายามให้มากไปกว่านี้อีกแล้ว เร็วเข้า รีบออกไป อย่ามาขวางแผนการใหญ่ของข้า มิเช่นนั้น ถ้าข้าออกไปได้เมื่อไหร่ ข้าจะจัดการเจ้าให้สาสม เจ้าสารเลวน้อย!"


ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวจะดูดซับพลังลมปราณมาได้บางส่วน แต่จริงๆแล้ว ก็ไม่ได้มากมายนัก ยังคงมีเหลืออยู่อย่างเพียงพอ เพื่อให้มันสำเร็จแผนการใหญ่ และถ้าเมิ่งฮ่าวไม่บรรลุถึงระดับสิบสาม ก็ไม่มีทางที่เขาจะมีพรสวรรค์เพื่อจะใช้หยกผนึกอสูรนั้นได้


"ดูเหมือนว่า โชคของเจ้าเด็กผู้นี้ ไม่น่าตื่นเต้นมากเท่าไหร่" ปรมาจารย์เอกะเทวะ กล่าวด้วยความพึงพอใจ แต่หลังจากนั้น ดวงตาของเมิ่งฮ่าวก็สาดประกาย เขาเป็นคนที่ดื้อรั้นยืนกราน ตอนนี้ได้บรรลุระดับสิบสอง ขั้นรวบรวมลมปราณ และอีกนิดเดียวก็จะถึงระดับต่อไป เขาจะทำทุกอย่างที่เป็นไปได้ เพื่อทะลวงไปให้ถึง


"พลังดึงดูดกำลังอ่อนแรงลง… ข้าจะเพิ่มพลังลมปราณเข้าไปต่อได้อย่างไร…" สมองเมิ่งฮ่าวหมุนติ้วคิดถึงความเป็นไปได้ร้อยแปดพันอย่าง จนกระทั่งในที่สุดดวงตาของเขาก็เริ่มสาดประกายจ้า และตบลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ กระบี่ไม้สองเล่มก็ปรากฎออกมา


เขามองไปที่กระบี่ไม้นั้น กัดฟันแน่น และบังคับให้หนึ่งในสองเล่มนั้น บินตรงมาที่เขา ปรมาจารย์เอกะเทวะ มองด้วยความแปลกประหลาดใจ เมื่อกระบี่เฉือนไปที่เมิ่งฮ่าว ไม่นาน บาดแผลมากกว่าสิบแห่งก็เปิดกว้างอยู่บนร่างของเขา


เมิ่งฮ่าวกัดฟันแน่น ขณะที่กระบี่กรีดไปบนร่าง โลหิตไหลพุ่งออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เมื่อโลหิตพุ่งออกมาจากบาดแผล เขาก็รู้สึกว่า พลังลมปราณในร่างก็ไหลออกมาด้วยเช่นเดียวกัน


นี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริง!


เมื่อพลังลมปราณไหลออกมาจากร่าง พลังดึงดูดภายในก็สั่นสะท้านในทันที จากนั้นก็มีแรงดึงดูดเพิ่มมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตใจเมิ่งฮ่าวก็คงมั่น บังคับกระบี่บินเล่มที่สอง และเล่มแรก ให้บินไปมารอบๆตัว กรีดเฉือนร่างกายเกิดเป็นรอยแผลแล้วแผลเล่า เพียงชั่วพริบตา ก็มีรอยแผลเกือบร้อยบนร่างของเขา


รอยแผลพวกนี้ส่งผลให้พลังในร่างกายของเขาเกิดการทำงานขึ้น และในเวลาเดียวกันก็ทำให้พลังดึงดูดภายใน มีความแข็งแกร่งมากขึ้น และมากยิ่งๆขึ้น


ปรมาจารย์เอกะเทวะ ตกตะลึง มันไม่เคยนึกฝันเลยว่า เมิ่งฮ่าวจะใช้วิธีการเช่นนี้ เมื่อมันเห็นรอยแผลโลหิตมากมาย และความมุ่งมั่นในดวงตาของเมิ่งฮ่าว ก็ทำให้มันรู้สึกลึกๆถึงความเหี้ยมเกรียมของเขา ถ้าเมิ่งฮ่าวปฏิบัติต่อตัวเองด้วยความโหดร้ายเช่นนี้ เขาจะโหดร้ายต่อผู้อื่นถึงเพียงไหน?!


ยิ่งมีรอยแผลบนร่างมากเท่าไหร่ ความรุนแรงของพลังดึงดูดก็มากขึ้นเท่านั้น จำนวนพลังลมปราณที่เขาดูดมาจากตะเกียง กระโดดจากสิบเป็นสี่สิบในร้อยส่วน แต่ถึงแม้ว่าพลังลมปราณไหลเข้าไปในร่างเขามากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถทะลวงผ่านเข้าในระดับต่อไปได้


หลังจากเวลาผ่านไป เมิ่งฮ่าวก็หัวเราะออกมา ด้วยรอยยิ้มเย็นชา เขายกมือขวาขึ้นมา บังคับให้หนึ่งในกระบี่ไม้ ส่งเสียงร้องแหวกฝ่าอากาศไปรอบๆ จากนั้นก็ลอยตรงมาที่หน้าอก แทงเข้าไปจนทะลุร่างเขา ส่งผลให้น้ำพุโลหิตพุ่งกระจาย รวมถึงปากก็มีโลหิตพ่นออกมา ในทันใดนั้น พลังลมปราณในร่างก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้พลังดึงดูดไต่สูงขึ้นไปอีกหลายส่วน


ตอนนี้ เขากำลังดูดซับพลังลมปราณได้ถึงห้าสิบในร้อยส่วน จากตะเกียงทั้งเจ็ดดวงนั้น


เสียงระเบิดดังออกมา เต็มไปด้วยพลังลมปราณอันไร้ขอบเขต เมิ่งฮ่าวทำทุกอย่างเพื่อทำลายอุปสรรคระหว่างการเลื่อนระดับขั้นนี้ โลหิตพ่นกระจายออกมาจากปาก และกระบี่ไม้ก็กรีดไปบนร่างอีกครั้ง พลังลมปราณจากตะเกียงทั้งเจ็ดดวงก็พรั่งพรูออกมา ณ ตอนนี้ เมิ่งฮ่าวกำลังดูดพวกมันเข้าไปถึงเจ็ดสิบส่วน


เวลาลื่นไหลไป บาดแผลปรากฎมากขึ่นบนร่างของเขา ซึ่งเป็นผลมาจากความโหดเหี้ยมของเมิ่งฮ่าว ในไม่ช้า ร่างกายก็เริ่มสั่นสะท้าน และม่านตาก็พล่าเลือน ตอนนี้เขาดูดซับพลังลมปราณ จากตะเกียงทั้งเจ็ด ได้มากถึงเก้าสิบส่วน ราวกับว่าเขากำลังอาบน้ำจากพลังลมปราณ ที่หนาแน่นและบริสุทธิ์อยู่


"เจ้ากำลังจะสังหารตัวเอง…" ปรมาจารย์เอกะเทวะ มองฉากตรงหน้า หายใจด้วยความตื่นเต้น ความดื้อรั้นยืนกรานของเมิ่งฮ่าว ทำให้มันหน้ามืดมึนงง


"ข้าจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่ง! ไม่ต้องมีเหตุผล ข้าต้องเป็นผู้แข็งแกร่งเท่านั้น!" เมิ่งฮ่าวเริ่มสูญเสียสติสัมปชัญญะ แต่ความดื้อรั้นไม่ยอมให้เขาหมดสติไป ถึงแม้ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาก็ไม่แม้แต่จะคิดยอมแพ้ ยังคงพึมพำกับตัวเองต่อไป ซึ่งก็คือ เขา ต้อง กลายเป็น ผู้แข็งแกร่ง!


เมิ่งฮ่าวต้องทะลวงผ่านไปให้ถึงระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณ


"นี่คือเต๋าของมัน…" ปรมาจารย์เอกะเทวะ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดก็เข้าใจ


ตอนที่ 88 ร่างจริงของเทียนจีซ่างเหริน

ตูม!


กระบี่ไม้สองเล่มแทงเข้าไปในร่างของเมิ่งฮ่าวโดยพร้อมเพรียงกัน ส่งผลให้พิรุณโลหิตสาดกระจายออกมา เปลวไฟแห่งพลังชีวิตของเมิ่งฮ่าวเริ่มริบหรี่ลง แต่พลังดึงดูดภายในร่างกลับสูงมากขึ้น อย่างไม่เคยมีมาก่อน


มันรุนแรงมากจนดูเหมือนว่า จะสามารถดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวเขาเข้าไปได้หมด ไม่ว่าจะมีอะไรมากีดขวางอยู่เบื้องหน้า หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เขาตกอยู่ในอันตราย ไม่มีอะไรจะสามารถมาขวางกั้นวิถีทาง ในการกลายเป็นผู้แข็งแกร่งของเขาได้


พลังดึงดูดนี้ ดูเหมือนจะมีผลกระทบกับการไม่รู้สึกตัวของเมิ่งฮ่าว จิตใจของเขาขยายขอบเขตออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด


ปรมาจารย์เอกะเทวะ มองไปที่เขาและพึมพำออกมา "นี่คือ… การฝืนลิขิตแห่งสวรรค์!"


ณ เวลานั้น ความตั้งใจที่จะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งของเมิ่งฮ่าว ได้หลอมรวมเข้ากับพลังการฝึกตนของเขา ความดื้อรั้นยืนกราน ซึ่งเป็นของระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณ เขาจะขโมยมันมาจากสวรรค์ เขาจะต่อต้านสวรรค์ เพื่อเปลี่ยนแปลงพลังชีวิตของเขาเอง


เสียงระเบิดดังกึกก้องออกมา เมื่อพลังลมปราณทั้งหมดจากตะเกียงทั้งเจ็ดดวง ไหลเข้าไปในตัวของเมิ่งฮ่าว ขณะที่มันเข้าไปในร่าง พลังลมปราณเหล่านั้นก็กลายเป็นคมมีด ที่โจมตีและทะลวงฝ่าช่องว่างของระดับขั้น


มันเป็นการรวมพลังของหกผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ และหนึ่งผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง แต่นี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมันเท่านั้น สิ่งที่เป็นส่วนสำคัญมากที่สุดของการโจมตีครั้งนี้ ก็คือ ความดื้อรั้นยืนกรานที่จะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งของเมิ่งฮ่าว จึงเป็นส่วนที่แท้จริง


ความตั้งใจนี้ได้สอดคล้องกับระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นส่วนที่ถูกปฏิเสธจากสวรรค์ นี่คือการสร้างระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณของเขา!


ท่ามกลางเสียงกระหึ่มกึกก้อง ช่องว่างของระดับขั้นก็สลายหายไป ทันทีที่มันเกิดขึ้น เมิ่งฮ่าว ซึ่งกำลังอาบพลังลมปราณที่เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด รู้สึกได้ว่าพลังฝึกตนของเขากำลังทะยานขึ้น


จากระดับสิบสอง ไปที่ระดับสิบสาม ตอนนี้เขาได้กลายเป็นผู้ฝึกตนคนแรก ตั้งแต่โบราณกาล ที่บรรลุถึงวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณอย่างสมบูรณ์


ในทันใดนั้น พรสวรรค์ของเมิ่งฮ่าว ซึ่งทำให้เขาสามารถฝึกฝนวิถีแห่งเซียน ก็เปลี่ยนไปในทันที ไม่มีเสียงหรือจุดบ่งชี้ใดๆ ว่ามันได้เกิดขึ้นแล้ว แม้แต่เมิ่งฮ่าวก็รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างเลือนลาง


แต่ถ้าบุคคลภายนอกมาเห็นพรสวรรค์ของเขา ก็จะพบว่ามันไม่ธรรมดาเหมือนในอดีตอีกต่อไป ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่ผู้ถูกเลือก แต่พรสวรรค์ของเขาในตอนนี้ก็สูงกว่าบุคคลทั่วไป


จากโบราณกาลนานมาแล้ว ไม่มีบุคคลใดสามารถเปลี่ยนแปลงพรสวรรค์ของตัวเองได้ ไม่มีสิ่งของจากสวรรค์ หรือของวิเศษบนพื้นปฐพีใดๆที่จะมีพลังในการเปลี่ยนแปลงลิขิตจากสวรรค์ได้ แต่ในวันนี้ เมิ่งฮ่าวก็ทำไปแล้ว!


เขาเป็นบุคคลแรก ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ที่บรรลุถึงวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณอย่างสมบูรณ์ และเป็นบุคคลแรก ที่เปลี่ยนแปลงพรสวรรค์ของตัวเองได้ นี่เป็นการเริ่มต้นใหม่ การเริ่มเดินไปบนวิถีทาง ที่จะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง


ทันทีที่เขาบรรลุถึงวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณอย่างสมบูรณ์ บาดแผลทั้งหมดบนร่างก็หายเป็นปกติในทันที ร่างกายที่แช่อยู่ในพลังลมปราณ ก็ทำให้มีการเกิดใหม่ขึ้นอีกครั้งอย่างชัดเจน


สามารถกล่าวได้ว่า เมิ่งฮ่าว ได้กำเนิดเป็นคนใหม่ขึ้นอีกครั้ง


หลังจากเวลาผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก ดวงตาของเมิ่งฮ่าวก็ลืมขึ้น พลังลมปราณที่ลอยอยู่รอบๆร่าง ก็เริ่มพรั่งพรูเข้าไปในพื้นดินอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้เขาได้บรรลุถึงวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณอย่างสมบูรณ์ พลังดึงดูดภายในร่างก็หายไปโดยสิ้นเชิง


เมื่อได้ร่วมรู้เห็นเป็นพยาน ในการเปลี่ยนแปลงของเมิ่งฮ่าวด้วยสองตาของตัวเอง ปรมาจารย์เอกะเทวะก็กลายเป็นใบ้ไป


มันยิ่งประหลาดใจมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็น เมิ่งฮ่าวที่ลืมตาขึ้นมา ยื่นมือขวาไปหยิบตะเกียงดวงหนึ่ง จากตะเกียงทั้งเจ็ดดวงนั้น นี่เป็นตะเกียงที่มีวิญญาณแรกก่อตั้ง ของเทียนจีซ่างเหรินอยู่ข้างใน หลังจากหยิบขึ้นมา เขาก็หันหลังกลับ และร่างก็กลายเป็นลำแสง เมื่อเขาพุ่งตรงไปยังกระแสน้ำวนที่เป็นทางออก


"เจ้า เจ้า เจ้า… เจ้าไม่กลัวว่าจะโดนเผาไหม้จนตาย!?" ปรมาจารย์เอกะเทวะ นั่งอย่างงุนงงไปชั่วครู่ จากนั้นก็เริ่มด่าทอสาปแช่งขึ้นอีกครั้ง เมื่อมันเห็นเมิ่งฮ่าวหายเข้าไปในกระแสน้ำวนนั้น


"เจ้าสารเลวน้อย! เจ้าตัวไร้ยางอาย!! พวกเจ้าจากสำนักผนึกอสูร ต่างก็เป็นตัวบัดซบทั้งสิ้น! หน้าด้านอย่างที่สุด!!" มันเดินไปมาด้วยความเกรี้ยวกราด ส่งเสียงแผดร้องออกมาราวฝนสาดซัด


เมื่อเมิ่งฮ่าว ออกมาจากกระแสน้ำวน ถ้ำแห่งเซียนที่ด้านหลังก็เริ่มลงผนึก เหลือแต่เพียงกลิ่นคาวแห่งความตาย แผ่กระจายออกมาจาก รอยแยกที่กำลังปิดลงอย่างรวดเร็ว


∗∗∗


ภายในดินแดนด้านใต้ นอกอาณาเขตของแคว้นจ้าว มีเมืองที่อยู่ติดกันเรียกว่า แคว้นเทียนจี อาณาเขตพื้นที่ไม่ได้แตกต่างจาก แคว้นจ้าวมากนัก แต่มีประชากรที่ค่อนข้างแปลกประหลาด


ขณะที่แคว้นจ้าว ให้การยกย่องนับถือดินแดนตะวันออก แต่แคว้นเทียนจีไม่ พวกมันไม่ยอมก้มศีรษะให้กับต้าถัง แต่นับถือความลี้ลับแห่งสวรรค์แทน ดังนั้น ทุกสำนักในแคว้นเทียนจี ต่างก็เป็นสาขาของสำนักเทียนจี


ในดินแดนลึกลับทิศตะวันออก ของแคว้นเทียนจี มีเทือกเขาสามลูก ซึ่งม้วนวนไปมาราวกับมังกรขดตัวอยู่ โดยเฉพาะบนจุดสูงสุดของภูเขาลูกหนึ่ง มองดูเหมือนศีรษะของมังกรสองตัว กำลังต่อสู้กันอยู่ นี่เป็นยอดเจดีย์ของแคว้นเทียนจี


สายหมอกลอยคลอเคล้าอยู่รอบๆจุดสูงสุดนั้น ซึ่งบนสุดเป็นระฆังใบหนึ่ง หนึ่งครั้งต่อปี ระฆังจะถูกตี และเสียงสะท้อนที่ดังออกมา ก็กระหึ่มกึกก้องไปเป็นเวลาถึงสามวัน


ด้านล่างของระฆังเป็นแนวตึกอันหรูรา นี่ไม่ใช่ที่ไหน นอกจาก… สำนักที่แข็งแกร่งที่สุดของแคว้นนี้ สำนักเทียนจี!


ด้านบนสุดของประตูหลักสำนักเทียนจี นั่งไว้ด้วยผู้ฝึกตนสวมใส่ชุดยาวสีดำ เป็นชายชราที่มีบุคลิกท่าทางราวเซียนผู้หลุดพ้น ในความทรงจำของศิษย์ในสำนักเทียนจี เป็นเวลาที่นานมาก มากเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่ที่มันได้นั่งเข้าฌาณอยู่ที่นั้น


ไม่ว่าจะมีพายุ หรือสายฝนกระหน่ำลงมามากมายเพียงใด ไม่ว่าจะผ่านไปเนิ่นนานปีเพียงไหน มันก็ยังคงนั่งอยู่ที่นั่นราวกับเป็นก้อนหิน ตราบชั่วนิจนิรันดร์


ศิษย์ในสำนักมากมาย ไม่รู้แม้แต่ว่ามันเป็นใคร เมื่อดูจากการที่มันนั่งเข้าฌาณ อยู่ใต้ระฆังเทียนจี ก็เห็นได้ชัดว่า มันต้องเป็นผู้อาวุโสของสำนัก เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ผู้แข็งแกร่งของสำนักมองไปที่มัน ดวงตาของคนพวกนั้น ก็จะเต็มไปด้วยความนับถือเลื่อมใส


ในตอนนี้ สำนักเทียนจี เต็มไปด้วยเสียงสวดพระคัมภีร์ของศิษย์ในสำนัก ดังออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เสียงเหล่านี้ก่อตัวกันเป็นพลังที่มองไม่เห็น ค่อยๆลอยออกไปอย่างช้าๆ ไปรวมตัวกันบนจุดสูงสุดของภูเขา ที่ซึ่งดูเหมือนจะมีกระแสน้ำวนปรากฎอยู่ กระแสน้ำวนนั้นค่อยๆดูดกลืนพลังของเสียงสวดมนต์นั้นเข้าไป


นี่เป็นสิ่งที่มีเพียงแต่ผู้ฝึกตนเท่านั้นที่จะมองเห็นได้ เสียงสวดมนต์ของศิษย์สำนักเทียนจี พุ่งขึ้นไปด้านบน และรวมตัวกันในระฆังเทียนจี จริงๆแล้ว ดูเหมือนว่าระฆังกำลังดูดกืนเสียงเหล่านี้เข้าไปมากกว่า ไม่ใช่แต่เสียงสวดมนต์ของเหล่าผู้ฝึกตน แต่เสียงอธิษฐานอ้อนวอนของทุกๆคนในแคว้นแห่งนี้ ก็ถูกดูดกลืนเข้าไปด้วย


ณ ตอนนี้ ชายชราซึ่งดูเหมือนจะนั่งอยู่ใต้ระฆังเทียนจีตราบชั่วนิรันดร์ ก็เริ่มสั่นสะท้านไปทั้งตัว จากนั้นก็กระอักโลหิตออกมา ทันใดนั้น ระฆังก็ถูกตี ส่งเสียงดังก้องขึ้นไปในท้องฟ้า และกระจายออกไปทั่วทั้งสำนักเทียนจี


เหล่าศิษย์ภายในสำนักต่างก็ตกใจ ผู้อาวุโส และผู้แข็งแกร่ง ก็ลืมตาขึ้นมาจากการนั่งเข้าฌาณในทันที ทีละคน ทีละคน พวกมันกลายเป็นลำแสง พุ่งตรงไปยังระฆังเทียนจี


เมื่อพวกมันไปถึง ก็เห็นชายชราชุดดำ นั่งอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว ด้วยดวงตาเบิกกว้าง


"ขอคารวะ ท่านปรมาจารย์!"


"ท่านปรมาจารย์ คงมีสุขภาพแข็งแรงดี?" ผู้ฝึกตนหลายสิบคน อยู่รายรอบมัน โค้งตัวประสานมือคารวะ ด้วยความเคารพนับถือ


ดวงตาของชายชราชุดดำ สาดประกายราวสายฟ้า ม่านตาข้างซ้ายส่องแสงเจิดจ้า จนดูเหมือนดวงตะวัน ขณะที่ม่านตาข้างขวามีแต่ความดำมืด และปรากฎจันทร์เสี้ยวขึ้นอยู่ภายใน ม่านตาทั้งสองข้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ใครก็ตามที่มองไปที่ชายชราผู้นี้ จะไม่มีทางลืมมันไปได้เลย


เมื่อมันลืมตาขึ้น ดูเหมือนราวกับว่าหน้าผากของมันได้แยกออก และดวงตาอีกข้างก็ปรากฎขึ้น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นดวงตาที่บุคคลอื่นไม่สามารถมองเห็นได้ มีเพียงสิ่งเดียวที่เห็นได้ก็คือ จุดเรืองแสงสีโลหิต ด้านบนของมัน พายุเมฆเริ่มรวมตัวกัน และสายลมอันรุนแรงก็เริ่มพัดมา


"ปรมาจารย์เอกะเทวะ! เจ้าทำลายร่างจำแลงของข้า และปฎิเสธความหวังดีจากข้า เจ้า… เจ้าต้องตาย! ไม่ใช่ข้าคนเดียวที่มีไม้ตายซ่อนไว้ เจ้ามีสิ่งใดให้พึ่งพา ตัดวิญญาณอันน้อยนิด? เจ้าบังอาจสร้างความโกรธแค้นให้แก่เซียนแห่งรุ่งอรุณ!?!"


สีหน้าของชายชราดุร้ายน่ากลัว มันตบมือลงไปบนพื้น จุดบนสุดของภูเขาก็สั่นสะเทือน เกิดเป็นระลอกคลื่นขึ้นบนพื้นดิน ส่งผลให้ผู้ฝึกตนรอบบริเวณนั้น ถอยหลังออกไปด้วยความตกใจ


เวลาเดียวกับที่ภูเขาเริ่มสั่นสะเทือน ระฆังเทียนจีก็ดังออกมา จากนั้นก็พุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า รอบๆระฆังเป็นเครื่องหมายอาคมมากมายนับไม่ถ้วน ลอยและม้วนตัวไปมา ส่งแสงเจิดจ้าจนเกือบจะมองไม่เห็น และกระจายออกไปทั่วอาณาเขตของแคว้นเทียนจี


"กองกำลังอสูรกำลังตกลงไป! ซึ่งจริงๆแล้ว ก็คือวิญญาณบรรพบุรุษของพวกเรา! มันจะพิสูจน์ถึงความหายนะของสวรรค์และปฐพี แต่ก็เป็นโอกาสของสำนักเทียนจีที่จะโดดเด่นขึ้นมา! ข้าจะนำวิญญาณแรกก่อตั้งของร่างจำแลงข้ากลับมา จากนั้นก็ดูว่า ปรมาจารย์เอกะเทวะ ยังกล้าที่จะหยิ่งยโสอีกหรือไม่!"


แน่นอนว่า ชายชราชุดดำนี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเทียนจีซ่างเหริน ร่างจำแลงของมันได้ถูกทำลายโดยปรมาจารย์เอกะเทวะ และนี่ก็เป็นร่างจริงของมัน เมื่อพูดจบ มันก็ยืนขึ้น และลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า คว้าจับระฆังเทียนจีอันใหญ่โตไว้ และกลายเป็นสายรุ้งหลากสี พุ่งตรงไปยังแคว้นจ้าว รังสีสังหารส่องประกายออกมา


∗∗∗


ในเวลาเดียวกันนั้น ภายในแคว้นจ้าว เสียงพึมพำดังออกมาจากห้องโถงบรรพบุรุษ ของสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) ศิษย์ที่มีหน้าที่ดูแล เปิดประตูออกด้วยสีหน้าแปลกๆ เมื่อมันมองเข้าไปด้านใน ทั่วทั้งร่างก็เริ่มสั่นสะท้าน ดูประหลาดใจ และความกลัวอย่างรุนแรงก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้า


ภายในห้องโถงบรรพบุรุษ แผ่นป้ายชีวิตของศิษย์ในสำนักมากมาย ที่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ทันใดนั้น แผ่นป้ายชีวิตที่เป็นของผู้คุมกฎของสำนัก ขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ รวมถึงผู้อาวุโสไท่ซ่าง ก็เริ่มแตกสลายไป!


นี่หมายถึงผู้คุมกฎขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ และผู้อาวุโสไท่ซ่าง ได้เสียชีวิตไปแล้ว!


ยิ่งไปกว่านั้น แผ่นป้ายชีวิตที่เป็นของผู้อาวุโสขั้นพื้นฐานลมปราณก็ล้มลงไป เมื่อเห็นเช่นนี้ ศิษย์ที่มีหน้าที่ดูแลห้องโถงบรรพบุรุษก็ตกใจ ความไม่ยากจะเชื่อเต็มอยู่บนใบหน้า


ขณะที่ผู้คุมกฎขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ซึ่งจากไปพร้อมกับคนอื่นๆ ก็ได้ทิ้งผู้อาวุโสขั้นพื้นฐานลมปราณไว้ป้องกันสำนัก เมื่อผู้อาวุโสขั้นพื้นฐานลมปราณได้รู้เรื่องนี้ ใบหน้าของมันก็ซีดขาว และมันก็ออกคำสั่งในทันที โดยที่ไม่ต้องให้ใครมาบอก


มันรู้ว่าถ้ามีเหตุการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นในสำนัก ถ้าผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณถูกสังหารไป มันไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกไปจากความหายนะ ซึ่งจะนำความตกต่ำมาสู่สำนัก และผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณเกือบทั้งหมด ถูกกวาดล้างไป ก็ยิ่งทำให้สำนักตกต่ำเร็วมากขึ้นไปอีก


"เกิดอะไรขึ้นในเขตนั่งกัมมัฏฐาน ของปรามาจารย์เอกะเทวะ?!" ผู้อาวุโสขั้นพื้นฐานลมปราณ รีบรวบรวมกลุ่มของศิษย์ขั้น รวบรวมลมปราณขึ้นในทันที และส่งพวกมันไปยังสำนักเอกะเทวะเพื่อสืบค้นเรื่องนี้


จากนั้น ก็พยายามทำใจให้เยือกเย็นลง นำเอาหลอดเขาสัตว์ที่พิเศษเฉพาะออกมา เป็นหลอดเขาสัตว์ซึ่งไม่เคยถูกใช้งานมานานหลายร้อยปีมาแล้ว


หลอดเขาสัตว์นี้มีชื่อว่า หลอดเขาแห่งเต๋า


การเป่าหลอดเขาแห่งเต๋านี้ จะไปปลุก กองหนุนแห่งเต๋าของสำนักให้ตื่นขึ้นมา!


ทุกตระกูลและสำนัก มีกองหนุนแห่งเต๋า ซึ่งจะถูกส่งผ่านลงมาจากรุ่นสู่รุ่น สำหรับสามสำนักใหญ่ กองหนุนแห่งเต๋าของพวกมัน มักจะประกอบไปด้วย ปรมาจารย์ของสำนัก ซึ่งไม่สามารถบรรลุขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง แต่ก็สามารถเลื่อนความตายออกไป


ด้วยการตกอยู่ในสภาพของการสร้างวิญญาณปลอมขึ้นมาแทน มีเพียงพวกมันเท่านั้น ที่จะสามารถสะกดข่มความหวาดกลัว อันเนื่องมาจากหายนะที่ใกล้เข้ามาในครั้งนี้


เมื่อเสียงเป่าหลอดเขาสัตว์ดังกระจายออกไป ทั่วทั้งสำนักเฟิงหาน มันก็ลอยไปถึงหู ของชายชราร่างผอมแห้ง ซึ่งนั่งขัดสมาธิ อยู่ในถ้ำแห่งเซียนอันลับสุดยอดของสำนัก มันดูเหมือนจะตายไปแล้ว ร่างกายผอมแห้งเหลือแต่หนัง และกระดูก แต่เมื่อมันได้ยินเสียงเรียกจากหลอดเขาสัตว์นั้น ดวงตาของมันก็ลืมขึ้นมา


จิตวิญญาณของมันส่งเสียงกระหึ่มออกมาในทันที ปกคลุมไปทั่วทั้งสำนักเฟิงหาน เมื่อเสียงนี้ผ่านเข้าไปในร่างของผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณนั้น มันก็เริ่มสั่นสะท้าน และสีหน้าแสดงถึงความเจ็บปวด เต็มไปด้วยความรู้สึกอันรุนแรง ราวกับว่ามันจะตกตายไป นี่คือจิตสัมผัส ซึ่งถูกใช้มากระแทกเข้าไปในความทรงจำของมัน


ผ่านไปสักพัก จิตสัมผัสก็หายไป และผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณนั้น ก็ตกลงไปที่พื้นด้วยความเหนื่อยหอบ ร่างของมันอ่อนปวกเปียก และมีสีหน้าซีดขาว มันรู้ว่าถ้ามันไม่ได้อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ การค้นหาความทรงจำ ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นบนตัวมันนี้ ก็อาจจะสังหารมันให้ตายลงไปได้


เสียงทุ้มลึกดังไปทั่วสำนักเฟิงหาน "นำหยกเยือกแข็งของข้าไป และปิดผนึกภูเขาที่อยู่รายรอบสำนักเอกะเทวะให้หมด ห้ามทุกคนออกไปจากพื้นที่นั้น อีกไม่กี่ชั่วยามข้าจะตื่นขึ้นมา เวลานี้ เจ้าไปค้นหาเบาะแสในที่นั้นโดยทันที"


ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณนั้น ก็ลุกขึ้นมายืนในทันที จากนั้นก็ประสานมือ โค้งคำนับอย่างนอบน้อม


แผ่นหยกสีน้ำเงิน เยือกเย็นเหมือนน้ำแข็ง ลอยเข้าไปในมือของมัน


เหตุการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นกับสำนักฉือสุ่ย (สายน้ำหมุน) และ สำนักฟางเยี่ย (ราตรีเที่ยงธรรม) ด้วยเช่นกัน เมื่อแผ่นป้ายชีวิตซึ่งเป็นของผู้คุ้มกันสำนัก และผู้อาวุโสของพวกมันแตกสลาย พวกมันก็ปลุกเรียกกองหนุนแห่งเต๋าออกมา


ณ ตอนนี้ โลกแห่งการฝึกตนของแคว้นจ้าว ก็ถูกโยนเข้าไปในความโกลาหลวุ่นวาย


ตอนที่ 89: กู๋อี่ติงซานอวี่


ปรมาจารย์เอกะเทวะ นั่งอยู่ในเขตกัมมัฏฐานที่ถูกปิดผนึกของมัน เปลวไฟแห่งโทสะพุ่งขึ้นไปจนถึงสวรรค์ มันด่าทอสาปแช่งต่อไป ด้วยความโกรธและความเจ็บปวด เกี่ยวกับเมิ่งฮ่าว ในฐานะปรมาจารย์มันรู้สึกค่อนข้างจะหมดหนทาง ทำอะไรไม่ได้ ยังไงเมิ่งฮ่าวก็เป็นศิษย์สำนักเอกะเทวะ ทายาทเพียงคนเดียว…


"เจ้าสารเลวน้อยผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมนัก ข้าซึ่งเป็นปรมาจารย์ของมัน! ตอนแรกมันขโมยทรัพย์สมบัติของข้าไปครึ่งหนึ่ง แล้วยังเอาหยกผนึกอสูรของข้าไป จากนั้นก็แย่งชิงพลังลมปราณไปจากข้า สุดท้ายก็หยิบฉวยเอาตะเกียงอสูรของข้าไปอย่างไร้ยางอาย!!"


มันเกือบจะหายใจไม่ทันจากการด่าทอ เมื่อมันนึกไปถึงตะเกียงอสูรโบราณ ทันใดนั้นก็ดูกังวลขึ้นมาทันที


"ก็ใช่ ข้าไม่ได้ขจัดพิษให้ นั่นก็ถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เจ้าจะกระทำเช่นนี้ได้! บุคคลที่เที่ยงธรรม ควรจะเป็นผู้มีเหตุผล เมื่อข้าจะขโมยสมบัติจากบุคคลอื่น ข้าก็จะคุยกับพวกมันด้วยเหตุผลก่อนในตอนแรก"


"มันบรรลุระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณได้จริงๆ หลายปีก่อนโน้น เจ้าสารเลวพวกนั้นกล่าวว่า หยกผนึกอสูร จะไม่ถูกเอาไปโดยบุคคลที่ไม่บรรลุระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณ… ตอนแรก ข้าก็คิดว่าพวกมันพยายามที่จะทำให้ดูลึกลับ และรู้สึกมีความสุขอย่างแท้จริง"


"เห็นได้ชัดว่า เจ้าสารเลวชราเหล่านั้น โกหกข้า ถ้าไม่สามารถเอาหยกผนึกอสูรออกไปได้ ถึงแม้ว่าแผนการของข้าจะสำเร็จ ข้าก็ไม่มีทางที่จะทำลายผนึกนี้ได้ แต่… โอ! มันก้าวถึงระดับสิบสามได้จริงๆ!! และเจ้าสารเลวน้อยก็เอามันไป! ข้ารู้สึกได้ว่า… ผนึกกำลังอ่อนแออยู่!"


"ข้าอาจจะสูญเสียตะเกียงอสูรไปหนึ่งดวง ซึ่งทำให้โอกาสที่จะเปิดผนึกอสูรลดน้อยลง แต่ผนึกนี้ก็อ่อนกำลังลงมาหลายปีแล้ว และตอนนี้ มันก็แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอออกมาหลายอย่าง… ท่านย่ามันเถอะ เหตุใดผู้ฝึกตนจากสำนักผนึกอสูรถึงมักจะหลอกลวงข้าอยู่เสมอ!? เจ้าสารเลวชรากลุ่มนั้น ก็เหมือนกันเมื่อหลายปีมาแล้ว และตอนนี้เจ้าสารเลวน้อยก็เหมือนกันอีก…"


ปรมาจารย์เอกะเทวะ บดฟันของมัน แต่ขณะที่มันคิดเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้ มันก็จำได้ว่าเมิ่งฮ่าวได้โยนคำพูดของมันกลับคืนมาให้ จากนั้นมันก็คิดไปถึงความดื้อรั้น ในการบรรลุระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณของเขา มันก็ทำอันใดไม่ได้ นอกจากถอนหายใจออกมา


"เจ้าเด็กผู้นี้ จริงๆ แล้วก็ทำอะไรคล้ายคลึงกับข้า ข้าไม่ต้องการทำให้ตัวเอง ตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายในตอนนั้น เจ้าโกหกข้า ข้าหลอกลวงเจ้า พวกสารเลวชราจากสำนักผนึกอสูร ไม่ได้พูดความจริง พวกมันคิดว่า ถ้ามันหนีจากไป ข้าก็ไม่สามารถติดตามพวกมันได้ อืม บางทีมันก็จริง แต่อย่างน้อย ข้าก็สามารถเปลี่ยนชื่อจากสำนักผนึกอสูร เป็นสำนักเอกะเทวะ"


"ถึงข้าจะหลอกลวงพวกมันไม่ได้ แต่ข้าก็สามารถโกหกลูกศิษย์ หลานศิษย์ของพวกมัน… บัดซบ ถ้าข้ารู้ว่า เมิ่งฮ่าวจะก้าวไปถึงระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณ และได้รับพรสวรรค์ที่จะเอาหยกผนึกอสูรไปได้ ข้าก็น่าจะขจัดพิษให้มัน แล้วก็ส่งมันออกไปให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ มันก็จะไม่มีโอกาสที่จะบรรลุระดับสิบสาม แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น บางทีข้าก็อาจจะไม่มีโอกาสที่จะเปิดผนึกนี้ ใช่หรือไม่?"


ปรมาจารย์เอกะเทวะ ค่อนข้างจะสูญเสียไปมากมาย ถึงแม้ว่ามันจะเสียใจ ก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมา และรู้สึกเจ็บอยู่ลึกๆภายในใจ


ปรมาจารย์เอกะเทวะ เป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดา และไม่ใช่ผู้ที่จะเข้าหาได้โดยง่ายดาย เมิ่งฮ่าวไม่รู้เรื่องนี้อย่างแน่นอน ในความเป็นจริง ก่อนที่สำนักจะล่มสลายไป ก็ไม่มีใครรู้เรื่องเกี่ยวกับมัน มีเพียงผู้คนที่อยู่ในรุ่นเดียวกับ ปรมาจารย์เอกะเทวะ ถึงจะรู้เรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งกล่าวแต่เพียงว่า ปรมาจารย์เอกะเทวะ มักจะสร้างความเกลียดชังให้กับผู้อื่นอยู่เสมอ


แต่ก็ไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบธรรมดา มาวิเคราะห์บุคคลซึ่งผิดปกติ ไม่ธรรมดาเช่นนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้เมิ่งฮ่าวจะปล้นสมบัติไปจากมัน ขโมยพลังลมปราณของมัน เอาตะเกียงอสูรไปหนึ่งดวง และทำให้มันมีโทสะ จนถึงจุดที่ใกล้จะคลุ้มคลั่ง มันก็ยังรู้สึกยกย่องชมเชยเขาอย่างแท้จริง นี่ไม่ใช่สิ่งที่บุคคลธรรมดาทั่วไปจะสามารถเข้าใจได้


จริงๆ แล้ว ถ้าเมิ่งฮ่าวแค่จากไปอย่างเงียบๆ ปรมาจารย์เอกะเทวะ ก็จะลืมเรื่องเขาอย่างสิ้นเชิง ภายในเวลาไม่กี่ปี แต่การแสดงออกที่เขากระทำไว้ ได้สร้างความทรงจำให้แก่ ปรมาจารย์เอกะเทวะ ไว้อย่างลึกล้ำ มันไม่มีทางที่จะลืมความรู้สึกอันซับซ้อน และความเจ็บปวดใจเช่นนี้ไปอย่างง่ายดาย


ด้านนอกของสำนักเอกะเทวะ ในแคว้นจ้าว มันเป็นวันทิ่อบอุ่น และมีแสงแดดแผดจ้า แต่ก็มีพายุเมฆกำลังก่อตัวอยู่ที่เส้นขอบฟ้า ใบหน้าของเมิ่งฮ่าวสงบนิ่ง ขณะที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพัดหยินเหอ เขาทะยานตรงไปด้วยความเร็วสูงสุด


เขาได้ลดพลังการฝึกตนกลับมาที่ระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ เขาไม่ต้องการที่จะเปิดเผยวงจรอันยิ่งใหญ่ ของขั้นรวบรวมลมปราณ เว้นแต่จะถึงคราวจำเป็น ถึงแม้ว่าความสำเร็จของเขาจะสำคัญยิ่ง แต่พิษภายในร่าง ก็ยังไม่ได้ขจัดออกไป มันก็เหมือนกับมีก้างปลาติดอยู่ในลำคอ เขานั่งเข้าฌาณอย่างเงียบๆ พยายามที่จะคิดหาวิธีกำจัดพิษออกไป


"พิษทั้งสี่ชนิด ข้าสามารถกำจัดออกไปได้แค่หนึ่ง นอกจากพิษจากยาพิษสามสีแล้ว พิษอื่นๆก็ขจัดออกได้ง่าย… ข้าต้องคิดวิธี ในการหายาขจัดพิษพวกนี้ให้เร็วที่สุด" จากเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับปรมาจารย์เอกะเทวะ ความเกลียดชัง และโทสะของเมิ่งฮ่าวก็เบาบางลงไปเรียบร้อย


เขาเหินไปเรื่อยๆ และไม่ช้า ฟ้าร้องและฟ้าผ่าก็เต็มอยู่ในท้องฟ้า เม็ดฝนขนาดใหญ่เท่าเม็ดถั่วก็ตกลงมา พื้นดินปกคลุมไปด้วยแผ่นของสายฝน ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมืดสลัวดูเลือนลาง


ตอนนี้ฝนกำลังตกลงมา แต่อากาศโดยทั่วไปก็ยังร้อนเหมือนเช่นเคย ความร้อนถูกยับยั้งจนทำให้ยากที่จะหายใจ เพียงอยู่ท่ามกลางสายฝนเท่านั้น ถึงจะรู้สึกถึงความหนาวเย็นได้บ้าง


ขณะที่ฝนกำลังตกหนัก เมิ่งฮ่าวก็หยุดการเหินบิน และไปยืนอยู่บนยอดเขา มองออกไปในที่ห่างไกล เขากระจายพลังลมปราณครอบคลุมไปทั่วร่าง ทำให้สายฝนไม่สามารถตกลงมาบนตัวได้ เหมือนยืนอยู่บนเขตพื้นที่ของเขาเอง ซึ่งแยกออกมาจากโลกอันมืดสลัวในตอนนี้


เขามองออกไปยังโลกที่อยู่รายรอบตัว และคิดไปถึงประสบการณ์ทั้งหมดในหลายปีที่ผ่านมา เขาได้บรรลุถึงวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณโดยสมบูรณ์ ซึ่งดูคล้ายความฝัน หลังจากคิดถึงสิ่งต่างๆ ทั้งหมดเป็นเวลานาน เขาก็ถอนหายใจออกมา


"ข้าสงสัย… สงสัยว่าศิษย์พี่หญิงสวี่กำลังทำอะไรอยู่ในตอนนี้" เขากล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล ขณะที่ใบหน้าของนาง ปรากฎขึ้นอยู่ภายในจิตใจ มองออกไปยังทิศทาง ที่คิดว่าเป็นจุดศูนย์กลางของดินแดนด้านใต้


เขายกมือขวาขึ้นมา และแผ่นหยกก็ปรากฎขึ้น มันถูกแกะสลักเป็นรูปภูเขา และแม่น้ำ และมีรอยร้าวอยู่เต็มไปหมด จนดูราวกับว่ามันอาจจะแตกสลายไปได้ทุกเมื่อ


นี่เป็นสิ่งที่ปรมาจารย์เอกะเทวะ เรียกว่า เครื่องรางนำโชค ซึ่งเขาได้เจอที่ด้านล่างของภูเขาหินลมปราณ เขามองไปที่มันอย่างใกล้ชิด จากนั้นก็ส่งพลังลมปราณเข้าไปเล็กน้อย ไม่มีปฏิกิริยาใดๆเกิดขึ้น


เขาพึมพำกับตัวเอง เอาเครื่องรางนำโชคเก็บกลับไป จากนั้นก็ดึงธงสีดำขนาดเท่าฝ่ามือออกมา ปรากฎว่ามีประกายของพลัง เคลื่อนไหวไปมาอยู่ด้านใน พึมพำกับตัวเองอีกครั้ง เปิดปากพ่นลมปราณออกมา ส่งผลให้มันพุ่งไปปักอยู่ที่พื้น


"ธงผืนนี้ ไม่ได้ถูกผนึกโดยปรมาจารย์เอกะเทวะ ข้าจึงใช้มันได้ คงต้องปรับแต่งมันอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะใช้มันได้เต็มพลัง อย่างไรดี…" เขาเพิ่มลมปราณเข้าไปอีก ก่อนที่จะดึงมันกลับมา


ต่อมา เขาก็หยิบเอาตะเกียงที่กำลังลุกไหม้อยู่ ออกมาอย่างระมัดระวัง ภายในตะเกียงมีร่างขนาดเล็กนั่งขัดสมาธิอยู่ เมื่อเมิ่งฮ่าวดึงวิญญาณแรกก่อตั้งที่กำลังเผาไหม้อยู่ออกมา กระแสแห่งพลังลมปราณก็กระจายออกมาอีกครั้ง


เปลวไฟปรากฎอยู่ตรงหน้า แต่ก็ไม่รู้สึกถึงความร้อนใดๆอย่างไรก็ตาม เขาก็รู้ว่ามันมีพลังอันแข็งแกร่ง เปลวไฟ คือ พลังชีวิต และ วิญญาณแรกก่อตั้ง ก็คือ เชื้อเพลิง


"ของชิ้นนี้มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง ข้าสามารถใช้มันเป็นเหมือน ของวิเศษช่วยชีวิต!" ด้วยความกระตือรือล้นเป็นอย่างยิ่ง เมิ่งฮ่าวเก็บมันกลับเข้าไปในถุงแห่งจักรวาล


ท้ายสุด เขาดึงเอาชิ้นหยกโบราณออกมา มันให้ความรู้สึกถึงความโบราณอย่างลึกซึ้ง ราวกับว่ามันได้คงอยู่มานานหลายปีมากจนไม่อาจนับได้


เมิ่งฮ่าว มองไปที่มัน หัวใจเต้นรัว ส่งพลังลมปราณเข้าไปเล็กน้อย ในขณะนั้นเอง อักษรสามตัว ก็ปรากฎขึ้นในจิตใจ "เฟิงเยาจง…" (สำนักผนึกอสูร)


ความทรงจำบางอย่างก็ปรากฎขึ้นด้วย แต่เขาก็ไม่สามารถเห็นมันได้อย่างชัดเจน มีเพียงตัวอักษรสามตัวแรกเท่านั้น ที่เห็นได้อย่างชัดเจน


เขาส่งพลังลมปราณเข้าไปมากขึ้น ครั้นแล้ว เสียงกระหึ่มก็เต็มอยู่ในจิตใจ จนต้องถอยหลังออกไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว และหยุดการพุ่งพลังลมปราณเข้าไปในหยกชิ้นนั้นโดยทันที


เขารู้ว่าใครก็ตาม ที่ไม่บรรลุถึงวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณ ก็สามารถเห็นได้แค่ตัวอักษรสามตัวนี้เท่านั้น แต่ในขณะนี้ เขาสามารถอ่านได้เพียงบรรทัดแรก


"เต๋าโบราณ ปรารถนาที่จะปิดผนึกสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง สร้างคุณความดีเพื่อทั้งหมดในขุนเขา ทัณฑ์แห่งเต๋าที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ของเก้าขุนเขาและทะเล จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์"


ร่างของเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน และทันใดนั้นความมุ่งหวังของเขาก็ชัดแจ้ง ตอนนี้สายฝนกำลังตกลงมาบนร่างเขา จนเปียกโชกไปทั้งตัว


แสงแปลกๆเต็มอยู่ในดวงตา เขามองกลับลงไปยังแผ่นหยกอย่างเงียบๆในจิตใจของเขา ปรากฎภาพของวิชาอสูร ที่ถูกใช้โดยปรมาจารย์เอกะเทวะ และเวทอสูร ที่ซ่างกวนซิวใช้ควบคุมรังสีของภูเขาต้าชิง


หลังจากที่ใคร่ครวญเป็นเวลานาน เขาก็ยังคงไม่เข้าใจ จึงนั่งลงขัดสมาธิ และส่งพลังลมปราณเข้าไปในแผ่นหยกอีกครั้ง พิจารณาถึงความหมายลึกๆของคำพูดเหล่านั้นอีกครั้งหนึ่ง


เวลาชั่วธูปไหม้หมดหนึ่งดอกผ่านไป ฝนตกลงมาอย่างรวดเร็ว และก็ผ่านไปอย่างฉับไว ทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวก็ลืมตาขึ้น เมื่อครั้งยังเยาว์วัย เขาเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาดเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ประสบความสำเร็จ ในชีวิตของการเป็นนักศึกษาก็ตาม


แต่เมื่อเขาได้เข้าสังกัดสำนักเอกะเทวะ เขาก็เรียนรู้เข้าใจในวิชาเวทอย่างรวดเร็ว เขาไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานในการฝึกฝน ในความเป็นจริง นี่เป็นครั้งแรก ที่เขามีปัญหาในการขบคิดวิเคราะห์ความทรงจำนี้


ราวกับว่า ความทรงจำนี้เป็นบางสิ่งที่ ต้องใช้ความรู้แจ้งเพื่อที่จะเข้าใจได้ ถ้าปราศจากการรู้แจ้ง ก็ได้แต่มองดูอยู่ด้านนอก ไม่สามารถเข้าไปได้


"คำพูดพวกนี้ดูเหมือนจะซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ความหมายที่แท้จริงถูกปิดบังไว้ เหมือนกับการพยายามมองดูดอกไม้ในสายหมอก หรือ มองจันทราในสายน้ำที่กระเพื่อมไปมา…"


เขาครุ่นคิดอย่างเงียบๆสักพัก จนกระทั่งแสงเจิดจ้าปรากฎขึ้นในดวงตา เงยหน้าขึ้น และจ้องขึ้นไปในท้องฟ้า ดูท่าทางลังเลเล็กน้อย


เวลาผ่านไปมากขึ้น ในที่สุด ความมุ่งมั่นก็ปรากฎในดวงตา เขากระโดดขึ้น และกระบี่บินก็ปรากฎอยู่ใต้เท้า ขณะที่เขาพุ่งออกไปในที่ห่างไกล


"ถ้าข้าบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ ข้าก็จะบินได้เป็นเวลานาน มันน่าจะดีกว่าตอนนี้มาก" สายลมพัดมาปะทะใบหน้า เมื่อเขาเหินตรงไป จากนั้นสักพัก พลังของกระบี่บินก็เริ่มจางหายไป เมิ่งฮ่าวร่อนลงไปที่พื้น และวิ่งต่อไป


เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ครั้งแรกที่ออกจากเทือกเขานี้ เขายังอยู่ในระดับหก ขั้นรวบรวมลมปราณ และต้องใช้เวลาถึงสองวัน แต่ตอนนี้ เขาบรรลุวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณ และใช่เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วยาม ไม่ช้า เขาก็ออกจากเทือกเขานี้ และไปถึงทะเลเหนือ


เขายืนอยู่ที่ชายฝั่งอีกครั้งหนึ่ง มองออกไปยังทะเลสาบ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความจริงใจ ประสานมือ และโค้งตัวลงต่ำสองครั้ง


โค้งตัวครั้งแรก สำหรับความเมตตาของทะเลเหนือ ที่ได้แสดงเต๋า และช่วยให้เขาทะลวงผ่านจุดตีบตัน


โค้งตัวครั้งที่สอง เมื่อทะเลเหนือได้ช่วยเขา ในช่วงการต่อสู้กับติงซิ่น ได้ช่วยชีวิต และทำให้เขาเกิดใหม่อีกครั้ง


"ข้าได้ให้สัญญาไว้สองครั้งแล้ว ดังนั้นข้าจะไม่พูดอีก มันได้ประทับอยู่ภายในใจของข้าเรียบร้อยแล้ว" เขาเงยหน้าขึ้น มองออกไปยังใจกลางทะเลสาบ หลังจากผ่านไปชั่วครู่ เขาปิดตาลง และนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณ ความทรงจำจากแผ่นหยกก็ปรากฎขึ้นในจิตใจ


"เต๋าโบราณ ปรารถนาที่จะปิดผนึกสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง สร้างคุณความดีเพื่อทั้งหมดในขุนเขา ทัณฑ์แห่งเต๋าที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ของเก้าขุนเขาและทะเล จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์"


เวลานานผ่านไป และคำพูดเหล่านี้ ก็ยังคงดังก้องอยู่ในจิตใจ และเขาก็ยังคงไม่เข้าใจความหมายของมัน


เวลาผ่านไปมากขึ้น ขณะที่เมิ่งฮ่าวพยายามที่จะ ถอดความหมายของคำพูดเหล่านั้นต่อไป ทันใดนั้น เสียงหัวเราะอย่างจริงใจ ก็ดังก้องออกมาจากทั่วทะเลสาบ


"คุณชายท่านนี้ ต้องการจะข้ามทะเลหรือไม่?"


เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น และมองเห็นเรือกำลังใกล้เข้ามา บนเรือเป็นชายชราสวมใส่เสื้อกันฝนที่ถักทอจากต้นกก ด้านในเป็นเด็กผู้หญิง อายุแปดหรือเก้าขวบ มีดวงตากลมโต เมื่อนางมองมายังเมิ่งฮ่าว รอยยิ้มอันพิสุทธิ์สดใส ก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้า


เมิ่งฮ่าวหัวเราะ ประสานมือ และโค้งคำนับให้ชายชรา และเด็กผู้หญิงคนนั้น จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนกระบี่บิน พุ่งตรงไปที่พวกมัน ร่อนลงไปบนเรือ


เหมือนก่อนหน้านี้ มีขวดสุราที่กำลังอุ่นอยู่ เด็กผู้หญิงหยิบมันขึ้นมา และรินไปที่จอกสำหรับเมิ่งฮ่าว แต่ไม่ได้ยื่นส่งให้ เอาคางของนางวางลงไปบนมือ และมองไปที่เขา


"พี่ใหญ่ ท่านกลับมาทำไม?" นางกล่าวด้วยเสียงใสซื่อบริสุทธิ์ และชัดเจน "ท่านมาหา กู๋อี่ติงซานอวี่?"


เมิ่งฮ่าวจ้องไปที่นางอย่างมึนงง


"กู๋อี่ติงซานอวี่ คือนามของข้า แต่ห้ามท่านบอกใคร ตกลงนะ พี่ใหญ่?" นางหัวเราะ และกระพริบตาให้เมิ่งฮ่าว มองดูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง


เมิ่งฮ่าวยิ้ม และประสานมือโค้งคำนับอีกครั้ง จากนั้นก็รับจอกสุรามา


ชายชราหัวเราะ ขณะที่เรือลอยตรงไปยังใจกลางทะเลสาบ มันมองกลับมายังเมิ่งฮ่าว "พวกเราไม่ได้พบกันมานานหลายวัน คุณชาย ท่านมีมารยาทสุภาพเรียบร้อยกว่าในอดีต ที่ผ่านมามากนัก ครั้งนี้ท่านจะไปขึ้นที่ฝั่งที่ไหน?"


"ข้า ผู้เป็นผู้เยาว์รุ่นหลัง ไม่ได้มาที่นี่เพื่อข้ามทะเลสาบ" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเบา จิบสุราไปหนึ่งคำ "ข้ามาเพื่อขจัดความสับสนบางอย่าง"


ตอนที่ 90: เส้นทางอันยิ่งใหญ่ของการผนึกอสูร


ชายชราวางไม้พายลง และมองกลับมายังเมิ่งฮ่าว หัวเราะขึ้น เดินเข้ามา รินสุราให้กับตัวเอง จากนั้นก็ดื่มลงไป


"ขจัดความสับสนอะไร?"


เมิ่งฮ่าวถือจอกสุรา และกล่าวเสียงแผ่วเบา "ข้าสับสนเกี่ยวกับบางอย่างที่ได้อ่านมา มันเขียนว่า 'เต๋าโบราณ ปรารถนาที่จะปิดผนึกสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง…' "


ทันใดนั้นสีหน้าของชายชราก็เต็มไปด้วยความตกใจ เด็กผู้หญิงคนนั้นใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด คลื่นก็พล่านประดังขึ้นมาทั่วทะเลเหนือในทันที ทำให้เรือสั่นไหวไปมาอย่างรุนแรง


"หยุด!" ชายชราร้องขึ้นมา จอกสุราในมือของมัน ทันใดนั้นก็หายกลายเป็นหมอกสีดำ และมันจ้องไปที่เมิ่งฮ่าว


เมิ่งฮ่าวอ้าปากค้าง


"อย่าพูดคำนั้นออกมาอีก ข้าไม่สามารถอธิบายได้ รวมถึงใครก็ตามในสวรรค์ และปฐพีนี้ ถ้าท่านต้องการค้นหาความรู้แจ้งจริงๆ ก็ให้เข้าไปยังหัวใจแห่งท้องทะเล" มันปิดปากลง และมองไปที่เด็กผู้หญิง เวลาผ่านไป ในที่สุดสีหน้าของนางก็กลับมาเป็นปกติ นางพยักหน้าเล็กน้อย


เมิ่งฮ่าวเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะถามว่า "ท่านหมายถึงอะไร หัวใจแห่งท้องทะเล?"


ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก "มีบางอย่างถูกซ่อนไว้ ที่ก้นทะเลนานหลายพันปีมาแล้ว นั่นคือ หัวใจแห่งท้องทะเล ถ้าท่านต้องการคำตอบของคำถามนั้น บางทีท่านควรจะเพ่งดูหัวใจของท่านเองด้วย"


เมิ่งฮ่าวพบว่าตัวเอง กำลังจมอยู่ในความครุ่นคิดเป็นเวลานาน ในที่สุด เมื่อเขามองขึ้นไป ดวงตาก็ต้องเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความตกใจ ไร้วี่แววของชายชรา หรือเด็กผู้หญิงคนนั้น มีเขาเพียงผู้เดียวบนทะเลสาบ จริงๆแล้ว เรือก็หายไปด้วย


เขาจ้องไปด้วยความงุนงงอยู่ชั่วครู่ จนกระทั่งสายตาเพ่งไปยังจุดเล็กๆที่ห่างไกลออกไป ที่นั่น บนชายฝั่งที่ห่างไกล คนกลุ่มหนึ่งกำลังนำเรือใหม่เอี่ยมลำหนึ่งลงไปในน้ำ มันค่อยๆลอยเข้าไปสู่ทะเลสาบ จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังออกมา เสียงของคนกลุ่มนั้นร้องฉลองอยู่รอบๆเรือ


เรือค่อยๆลอยไปจนใกล้ถึงใจกลางทะเลสาบอย่างช้าๆ มีบุรุษวัยกลางคนเป็นผู้พายเรือ พร้อมด้วยผู้หญิง และเด็ก เมิ่งฮ่าวมองไป วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า บุรุษวัยกลางคนพายเรือไปกลับข้ามทะเลสาบ หลายปีผ่านไป บุรุษผู้นั้นก็แก่ชราลง บุตรของมันก็เติบโตขึ้น และเป็นผู้พายเรือแทน ปีสู่ปีผ่านไปจากรุ่นสู่รุ่น


เรือ ซึ่งเคยใหม่เอี่ยม ก็ค่อยๆชำรุดแตกร้าวอย่างช้าๆ และกลายเป็นเรือเก่าที่เริ่มมีอายุมากขึ้น


ในที่สุด มันก็ทรุดโทรมมาก จนไม่สามารถซ่อมแซมได้อีก เหมือนกับชีวิตที่เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด มันไม่สามารถจะบังคับให้ไปต่อได้อีก หลังจากรุ่นของกลุ่มบุคคลที่สร้างมันขึ้นมา นอกจากคนพวกนั้น ทะเลสาบก็คือ ชีวิตทั้งหมดของมัน


ในชีวิตของเรือลำนั้น ทะเลสาบก็คือ สหายของมัน ไม่มีผู้ใดสามารถได้ยินเสียงของทะเลสาบ แต่มันได้ยิน เมื่อมันจมลงไปใต้ก้นทะเล มันตายไป แต่ก็กำเนิดขึ้นมาใหม่


ณ ตอนนั้น มันได้ตื่นขึ้น


ในช่วงที่ตื่นขึ้นมานั้น มันก็ได้เห็นเด็กผู้หญิง กำลังยืนอยู่ที่ก้นทะเลสาบ ส่งยิ้มให้มัน


"ท่านจะ… อยู่กับข้าตลอดไป?"


"ข้าไม่รู้ว่าตลอดไปนานเท่าไหร่ แต่ในชีวิตที่ผ่านมา ข้าได้ยินเสียงของเจ้า ตอนนี้ข้าตายไปแล้ว… ข้าต้องการจะอยู่กับเจ้า ข้าต้องการให้เจ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหน้าของข้า"


ณ ตอนนี้ มันก็เริ่มเข้าใจว่า… มันคือวิญญาณของเรือ ที่รับฟังเสียงของทะเลสาบ มาหลายปีอย่างนับไม่ถ้วน จนทำให้วิญญาณของเรือกลายเป็นมีชีวิตขึ้นมา


ก่อนที่จะตายไป ชีวิตของมันคือ น้ำของทะเลสาบ หลังจากตายไป วิญญาณของมันก็จะคุ้มครองทะเลสาบตลอดไป ตราบชั่วนิจนิรันดร์


หลังจากนั้น เรือก็ปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของทะเลสาบอีกครั้งหนึ่ง ด้านในของเรือ มีเด็กผู้หญิงกำลังอุ่นขวดสุรา พวกมันลอยเรือไปมาข้ามทะเลสาบด้วยกัน


จิตใจของเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน ขณะที่เขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ อยู่ตรงเบื้องหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเลือนลางไปชั่วครู่ จากนั้นก็กลับมาเห็นชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เขาอยู่บนเรืออีกครั้งหนึ่ง ชายชราอยู่ที่นั่น ตรงเบื้องหน้าเขา ส่งยิ้มมาให้ และถือจอกสุราอยู่ในมือ เด็กผู้หญิงมองขึ้นมาที่เขา พร้อมรอยยิ้ม คางของนางวางอยู่บนมือ


ชายชราจิบสุราไปหนึ่งคำ "นี่คือหัวใจของข้า ท่านเข้าใจหรือไม่… ผู้สืบทอดของสำนักผนึกอสูร?"


เมิ่งฮ่าวนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ความขุ่นมัวส่องประกายในดวงตา เขา…ไม่เข้าใจ


"อย่าได้พยายามค้นหาคำตอบให้มากนัก มิเช่นนั้น คำตอบที่ท่านค้นหาอาจจะผิดก็ได้ บางทีท่านอาจจะหาคำตอบนี้ได้ ในบางช่วงชีวิตของท่าน อย่าได้ยอมแพ้" ชายชรามองไปที่เมิ่งฮ่าว ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


"พี่ใหญ่" เด็กผู้หญิงกล่าว "กลิ่นอายของมัน… ใต้เท้าของท่าน อย่าไปกระตุ้นตอแยมัน โปรดจำไว้… เส้นทางอันยิ่งใหญ่ของการผนึกอสูร…"


คลื่นพลันปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้ง ทั่วทั้งทะเลสาบ ในทุกทิศทาง เป็นคลื่นขนาดใหญ่ ที่สูงจนดูเหมือนเกือบจะสัมผัสถึงท้องฟ้า ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นความดำมืด ท่ามกลางเสียงกระหึ่มกึกก้อง เรือก็จมลงไปในน้ำ


เมิ่งฮ่าวไม่ได้กระโดดออกมาจากเรือ แต่เขาหลับตาลงแทน หลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน เขาก็ลืมตาขึ้นใหม่ และพบว่าตัวเองกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนชายฝั่ง ทะเลสาบสงบนิ่ง ไร้คลื่น ไร้เรือ สิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้น เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา


เด็กผู้หญิง และชายชราไม่ได้ปรากฎตัวขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในความฝัน


"กลิ่นอายของมันอยู่ด้านล่างเท้าของข้า…" ดวงตาของเมิ่งฮ่าวสาดประกายแห่งความสับสน มองลงไปที่เท้า แต่ก็ไม่เห็นอะไร นอกจากรองเท้าของเขา


"เส้นทางอันยิ่งใหญ่ของการผนึกอสูร แนวคิดนี้ช่างเหมือนกับคัมภีร์นัก" เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว ยังคงไม่เข้าใจความหมายของคำนี้ เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ จากนั้นก็ประสานมือ และโค้งคำนับไปที่ทะเลสาบสามครั้ง


เขามองออกไปที่น้ำ "วันนี้ข้าไม่เข้าใจ" เขากล่าวเสียงแผ่วเบา "แต่ข้าจะบรรลุการรู้แจ้งนี้สักวันหนึ่ง"


ทันใดนั้น ก็เกิดเป็นระลอกคลื่นขึ้นในทะเลสาบ ดูเหมือนว่ากำลังตอบกลับเมิ่งฮ่าว ขณะที่เขากำลังจะจากไป ทันใดนั้น ดวงตาก็สาดประกาย หันศีรษะไป มองเห็นตรงที่ห่างไกล ลำแสงหลายสายกำลังบินตรงมาที่เขา


"เมิ่งฮ่าว!"


"เจ้ามาอยู่ที่นี่ ผู้คุมกฎส่งพวกเรามาค้นหาเจ้า!"


"จับตัวมันไว้ ทุกอย่างก็จะชัดแจ้งเอง!"


สามลำแสง และสามผู้ฝึกตน หนึ่งในพวกมัน อยู่ที่ระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ อีกสองคนอยู่ที่ระดับแปด บุคคลทั้งสามยืนอยู่บนขลุ่ยหยกขนาดใหญ่ เมิ่งฮ่าวรู้จักสองคนที่อยู่ระดับแปด พวกมันคือโจว และฉี แห่งสำนักฉือสุ่ย (สายน้ำหมุน) ผู้ซึ่งเคยพยายามไล่ตามเพื่อสังหารเขามาก่อน


บุคคลที่อยู่ระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ เป็นบุรุษหนุ่มอายุประมาณสามสิบปี สีหน้าของมันเย็นชา และเฉยเมยไม่แยแส ขณะที่จ้องมาที่เมิ่งฮ่าว


ยังมีอีกห้าคน วิ่งบนพื้นติดตามพวกมันมา


สีหน้าเมิ่งฮ่าวเรียบสงบ เขาชายตามองกลุ่มคนพวกนั้น จากนั้นก็ไม่สนใจพวกมัน โค้งคำนับไปที่ทะเลเหนืออีกครั้งหนึ่ง ขณะที่เขาทำเช่นนี้ ดวงตาของโจว และฉีก็สาดประกาย มือของพวกมันขยับเพื่อสร้างเวทอาคม และเมฆสีดำก็เริ่มรวมตัวกันในท้องฟ้า ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องคำรามดังกึกก้อง


บุรุษหนุ่มที่อยู่ระดับเก้า ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ และกลองใบใหญ่มหึมาก็ปรากฎขึ้น มันตีกลองหนึ่งครั้ง เสียงฟ้าร้องก็ดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้ก้อนหิน และฝุ่นทรายที่อยู่บริเวณนั้น ลอยขึ้นไปในอากาศ และพุ่งตรงมาที่เมิ่งฮ่าว


เวลาเดียวกันนั้น สายฟ้าก็พุ่งลงมายังเมิ่งฮ่าว ขณะที่มันใกล้เข้ามา เขาก็กำหมัด ต่อยไปที่สายฟ้านั้นอย่างใจเย็น


เสียงระเบิดดังกึกก้อง เมื่อสายฟ้าแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นประกายไฟมากมาย จากนั้นก็หายไปในอากาศ ดวงตาของเมิ่งฮ่าวสาดประกายเจิดจ้า


"พวกเจ้ากำลังหาที่ตาย?!" เขาตะโกนออกไป ทะยานขึ้นไปข้างหน้า กระบี่บินก็แหวกฝ่าอากาศส่งเสียงแหลมเล็ก ลอยไปอยู่ใต้เท้า เขากลายเป็นลำแสงหลากสี ขณะที่พุ่งตรงไปยังสามคนที่กำลังบินอยู่ด้านบน ณ ตอนนี้ ก้อนหินและฝุ่นทรายมากมาย ก็พุ่งมาเกือบถึงตัว เขาต่อยหมัดตรงไป


พลังของระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณ วงจรอันยิ่งใหญ่ของการรวบรวมลมปราณ ปะทุขึ้นมาภายในร่างของเมิ่งฮ่าว ตอนนี้เขาได้ตัดขาดจากพลังลมปราณแห่งแผ่นฟ้า และผืนดินไปเรียบร้อยแล้ว


อย่างไรก็ตาม เมื่อกลุ่มเมฆแห่งหินและทรายพุ่งเข้ามา ก็ถูกกระแทกจนแหลกละเอียด ด้วยพลังหมัดของเขา สายลมอันรุนแรงพุ่งขึ้นไป ใบหน้าของบุคคลทั้งสาม เต็มไปด้วยความตกใจ เมื่อพวกมันรู้สึกถึงพลัง ที่คล้ายกับภูเขากำลังถล่มลงมา


พวกมันกระอักโลหิตออกมา โดยเฉพาะโจว และฉี ขลุ่ยหยกของพวกมันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และพวกมันก็ถอยหนี ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ


แต่ในขณะที่พวกมันถอยไปด้านหลัง รังสีของกระบี่ก็พุ่งผ่านไป ศีรษะสองหัวก็ลอยขึ้นไปในท้องฟ้า โลหิตสาดพุ่งออกไปในทุกที่ ผู้ฝึกตนสองคน ระดับแปดของการรวบรวมลมปราณ ก็ตายตกไปในทันที


เมิ่งฮ่าวหันกลับมา มองไปที่ศิษย์ระดับเก้าสำนักฉือสุ่ย ใบหน้าของมันซีดขาว และร่างก็สั่นสะท้านขณะที่มันถอยหนี กลุ่มคนที่อยู่บนพื้นหยุดนิ่งไม่ขยับ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ


"เจ้า… เจ้าอยู่ในระดับฝึกตนขั้นไหน!?" ศิษย์ระดับเก้าสำนักฉือสุ่ยถาม จิตใจของมันสั่นระรัว ความไม่อยากเชื่อปกคลุมอยู่บนใบหน้า ในใจของมัน คนที่อยู่ระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ ไม่สามารถสังหารผู้ฝึกตนระดับแปด ได้อย่างง่ายดายทันทีเช่นนี้ บางทีมันคือ… พื้นฐานลมปราณ?


อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เมิ่งฮ่าวจะกระจายพลังอันลึกลับออกมา มันก็ไม่ใช่พลังของพื้นฐานลมปราณ ดังนั้น ศิษย์สำนักฉือสุ่ยจึงประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง และรู้สึกสับสน


ขณะที่คำพูดดังออกมาจากปากของมัน เมิ่งฮ่าวก็พุ่งไปด้วยสีหน้าเยือกเย็น เมื่อเห็นเช่นนี้ จิตใจของศิษย์สำนักฉือสุ่ย ก็เต้นรัว มันหันหลังกลับ และหนีไป


โชคร้ายที่มันเพียงอยู่ในระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ ถึงแม้มันจะไปได้เร็วขึ้นเล็กน้อย ความเร็วของมันก็ไม่สามารถเทียบกับเมิ่งฮ่าว ซึ่งบรรลุวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณ ได้ ขณะที่มันกำลังจะเริ่มหลบหนีไป เมิ่งฮ่าวก็พุ่งมาถึงตัวมัน ต่อยหมัดออกไป


ม่านตาของศิษย์ระดับเก้าสำนักฉือสุ่ยหดแคบลง รู้สึกอันตรายถึงชีวิตและความตาย ห้อมล้อมมันไว้ ด้วยเสียงตะโกนเบาๆ มันตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ กระบี่บินหลายเล่มปรากฎขึ้น รวมถึงกลอง และแผ่นหยกที่ปกคลุมไปด้วยรอยแกะสลักอันลึกลับ


สีหน้าของเมิ่งฮ่าวไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย หมัดยังคงพุ่งตรงไป กระบี่บินแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ เกิดเสียงดังกึกก้องเมื่อกลองระเบิดออก ต่อมาเป็น… แผ่นหยก


แผ่นหยกนี้สามารถต้านทานการโจมตีจากคนที่อยู่ระดับเก้า ของการรวบรวมลมปราณ แต่เมิ่งฮ่าวอยู่ในวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณ ดังนั้นแผ่นหยกไม่สามารถปกป้องมันไว้ได้ แผ่นหยกแตกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กๆ


ไม่มีสิ่งใดในของพวกนี้ ที่จะสามารถป้องกันมันไว้ได้แม้แต่น้อย ตอนนี้ศิษย์ระดับเก้าสำนักฉือสุ่ย ไม่มีอาวุธเวทเหลืออยู่อีก มันมองด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ขณะที่หมัดของเมิ่งฮ่าว ใกล้เข้ามา และใกล้เข้ามา จนกระทั่งกระแทกไปที่หน้าอกของมัน


เสียงปังดังออกมา ศิษย์ระดับเก้าสำนักฉือสุ่ยนี้ เป็นผู้มีชื่อเสียงในสำนัก และเป็นที่รู้จักไปทั่วในแคว้นจ้าว แต่ตอนนี้ หน้าอกของมันยุบลงไป และน้ำพุโลหิตก็พุ่งกระจายออกมาจากปาก ราวกับว่าวที่ถูกตัดจากสายป่าน มันพุ่งไปด้านหลัง หกสิบถึงเก้าสิบฉื่อ ตาย


จากตอนเริ่มต้นจวบจนยุติ เป็นช่วงเวลาหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง เมิ่งฮ่าวก็สังหารไปสามคน!


ศิษย์สำนักฉือสุ่ยที่เหลืออยู่บนพื้น ความหวาดกลัวอย่างลึกล้ำ เขียนอยู่บนใบหน้าที่ซีดขาวของพวกมัน ยากที่จะบอกว่าใครคือผู้ที่หลบหนีไปเป็นคนแรก เนื่องจากพวกมันแตกกระจายกันออกไปเกือบจะในทันที มีเพียงความคิดเดียวที่หลงเหลืออยู่ในจิตใจของพวกมัน… วิ่ง!


สีหน้าของเมิ่งฮ่าวเรียบสงบเหมือนเช่นเคย แต่ข้างในเขาถอนหายใจออกมา เนื่องจากเหตุการณ์ของเหยียนจื่อกั๋ว เมิ่งฮ่าวได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการต้องกำจัดให้สิ้นซาก เขารู้ว่าต้องสังหารด้วยความเฉียบขาด ถึงแม้ว่าเขาไม่ต้องการก็ตาม แต่การโจมตี… ก็จำเป็น


เมิ่งฮ่าวคนเก่า ไม่เคยโจมตีบุคคลที่กำลังหลบหนี แต่วันนี้แตกต่างไปจากเดิม ดวงตาของเขาสาดประกาย กระบี่บินสิบเล่มบินออกมา ด้วยพลังของวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณ กระบี่พวกนี้ไม่แข็งแรงพอ ไม่สามารถที่จะรองรับพลังเช่นนี้ได้ ดังนั้นพวกมันจึงระเบิดออก กลายเป็นเศษชิ้นส่วนนับไม่ถ้วน แต่ก็ยังคงพุ่งตรงออกไปข้างหน้า


เสียงแผดร้องที่ชวนให้โลหิตแข็งตัวดังออกมา จากหนึ่งไปสอง จากสองไปสาม ศิษย์ทุกคนจากสำนักฉือสุ่ยที่กำลังหลบหนี ตกตายไป


จบตอน

Comments