ตอนที่ 91: กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง
ลูกไฟลูกแล้วลูกเล่า ตกลงไปบนซากศพ กลิ่นความโลหิตยังคงลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ แต่ไม่ช้ากลิ่นเนื้อไหม้เกรียมก็กระจายมาแทนที่ กลิ่นเหม็นอันน่ารังเกียจ ลอยออกไปในทุกทิศทาง
เมิ่งฮ่าวรวบรวมถุงเก็บสมบัติ สูดดมกลิ่นของอากาศ จากนั้นก็มองไปที่ทะเลเหนืออย่างเงียบๆเป็นครั้งสุดท้าย หันหลังกลับ และจากไป
"ข้าอยู่ในแคว้นจ้าวไม่ได้อีกแล้ว… ข้าต้องจากไป" เมิ่งฮ่าวรู้ว่าถ้าสำนักฉือสุ่ย (สายน้ำหมุน) มีการเตรียมตัวเช่นนี้ สองสำนักใหญ่ที่เหลือ ก็ต้องรับรู้ถึงความตายของ ผู้คุมกฎ และผู้อาวุโสของพวกมันด้วยเช่นกัน
ในไม่ช้า ทั่วทั้งเทือกเขาก็จะเต็มไปด้วยผู้ฝึกตน ขั้นรวบรวมลมปราณ ทำการค้นหาเพื่อตรวจสอบว่าพวกมันตายได้อย่างไร
เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว มองออกไปยังที่ห่างไกล ปรากฎภาพขึ้นในจิตใจ เป็นภาพแผนที่ของดินแดนด้านใต้ อีกด้านหนึ่งของเทือกเขานี้ เป็นที่ราบอันกว้างใหญ่ ซึ่งติดกับชายแดนของแคว้นจ้าว
"อีกไม่นาน ก็จะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นที่นี่ ข้าคงอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว" เมิ่งฮ่าวเปลี่ยนทิศทาง เทือกเขานี้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตสำนักเอกะเทวะ เขาต้องไปจากแคว้นจ้าวโดยใช้เส้นทางอื่น
ด้วยการตัดสินใจที่แน่วแน่ เมิ่งฮ่าวพุ่งตรงไป แต่โชคร้าย ก่อนที่เขาจะไปได้ไกล ม่านตาก็หดแคบลง รีบร่อนลงไปที่พื้น เขาขมวดคิ้ว มองออกไปยังที่ห่างไกลด้วยสายตาที่เย็นชา
ไม่เกินห้าสิบหลี่ข้างหน้าเขา เกราะป้องกันเรืองแสงขนาดใหญ่มหาศาล กำลังตกลงมาจากท้องฟ้า กลายเป็นเกล็ดหิมะมากมายจนนับไม่ถ้วน ลอยไปมาปกคลุมสำนักเอกะเทวะ ตัดขาดออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
บุรุษวัยกลางสวมใส่ชุดยาวสีดำ ลอยอยู่บนท้องฟ้าที่ห่างออกไป พลังการฝึกตนของมันอยู่ในขั้น พื้นฐานลมปราณ ในมือของมันถือชิ้นแผ่นหยกที่เย็นยะเยือก มีลำแสงหมุนรอบตัวมันอย่างช้าๆ
นี่เป็นอาวุธเวท ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของเกราะป้องกันหิมะเหิน ที่ปกคลุมรายล้อมทุกสิ่งทุกอย่าง ปิดผนึกทั้งหมดไว้ภายใน
รอบๆ บุรุษผู้นั้น มีผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณ เจ็ดถึงแปดคน ด้วยสีหน้าที่ดูภูมิฐานสง่างาม จากเสื้อผ้าของพวกมัน เมิ่งฮ่าวก็รู้ว่าพวกมันมาจากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก)
"ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมพวกมันถึงถูกเรียกว่าสามสำนักใหญ่ ถึงแม้จะมีผู้อาวุโสขั้นพื้นฐานลมปราณมากมายตายไป แต่ก็ยังมีคนระดับนั้นปรากฎตัวมามากยิ่งขึ้น"
เมิ่งฮ่าวรู้สึกใจหาย เมื่อตระหนักว่า เกราะป้องกันนี้ได้ตัดทางหนีของเขาไปโดยสิ้นเชิง เขาไม่มีทางจากไปได้อีกแล้วในตอนนี้ ก่อนที่เขาจะมีเวลาตรวจสอบสถานการณ์ไปมากกว่านี้ เขาก็รีบพุ่งไปยังด้านหลังในทันที ทันใดนั้น เกราะป้องกันหิมะเหิน ก็เริ่มกระจายตัวออกอย่างรวดเร็ว
ขณะที่มันกระจายออกไป ก็ได้แช่แข็งพื้นดิน และต้นไม้ที่มันเคลื่อนผ่านไป ด้วยความรวดเร็ว พุ่งตรงไปข้างหน้ายังทิศทางของเมิ่งฮ่าว แน่นอนว่ามันไม่ได้มีเป้าหมายที่เมิ่งฮ่าว
นี่เป็นเพียงหน้าที่หลักของคาถาผนึก การกระจายตัวของมัน เกิดขึ้นไม่นานมากนัก เคลื่อนที่เข้าไปไม่กี่ร้อยหลี่ จากนั้นก็ค่อยๆหยุดลง
เมิ่งฮ่าวอยู่ไม่ไกลจากมัน เมื่อเขาล่าถอย ก็ไม่มีเวลาในการปกปิดการเคลื่อนไหว ขณะที่มันเข้ามาใกล้ เขาก็กระโดดขึ้นไปบนกระบี่บิน กลายเป็นลำแสงพุ่งออกไป ทำให้ศิษย์สำนักเฟิงหานจ้องมองมา
"คนผู้นั้น…"
"มันคือเมิ่งฮ่าว! ข้าเคยเห็นรูปของมัน!"
"มันคือเมิ่งฮ่าว ที่ผู้คุมกฎ และคนอื่นๆกำลังค้นหาอยู่ จับมันไว้! พวกเราจะได้เข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้นที่นี่!" ดวงตาของศิษย์สำนักเฟิงหาน ส่องประกายด้วยเจตนาร้าย
"พวกเจ้าทั้งหมด ไปจับตัวมัน" ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณสั่ง "ข้ากำลังร่ายเวทผนึก คงต้องใช้เวลาอีกชั่วครู่" มันเพิ่งจะร่ายอาคมส่งพลัง ให้เวทผนึกกระจายตัวออกไป ไม่สามารถที่จะผละออกไปได้ อย่างไรก็ตาม มันคิดว่า เมิ่งฮ่าว ไม่มีทางที่จะหนีรอดไปได้
เมื่อคำพูดหลุดออกมาจากปากของมัน ศิษย์สำนักเฟิงหาน เจ็ดถึงแปดคนก็พุ่งไล่ตามเมิ่งฮ่าวไป
ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายจ้า พุ่งตรงไป ผนึกกำลังกระจายอยู่ด้านหลังของเขา ศิษย์สำนักเฟิงหาน อยู่ด้านหลังผนึก ไล่ตามมาอย่างรีบเร่ง
ขณะที่เขาพุ่งตรงไป เกราะป้องกันของสำนักเฟิงหาน ก็ใกล้เข้ามา และใกล้มามากขึ้น จนกระทั่งห่างออกไปประมาณเก้าสิบฉื่อ ในที่สุด มันก็เริ่มช้าลง และหยุดการกระจายตัวลง กลายเป็นเกราะน้ำแข็งที่หนามาก ปกคลุมทั่วทั้งเขตเทือกเขาของสำนักเอกะเทวะ
จริงๆแล้ว ผนึกนี้ยังจับตัวกันเป็นน้ำแข็งได้ไม่สมบูรณ์พอ ถ้าเมิ่งฮ่าวอยู่แค่ระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ เขาก็ไม่สามารถรับรู้ แต่เขาบรรลุวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณ เมื่อมองไปที่ผนึกนี้ เขาก็รู้ว่ามันจะคงอยู่ได้ในเวลาอีกไม่นานนัก
"ข้าออกไปไม่ได้ และไม่อาจเข่นฆ่าเพื่อสร้างทางหลบหนี ข้าจำเป็นต้องไปที่เทือกเขาให้เร็วที่สุด ผนึกนี้คงจะเริ่มหายไปในไม่ช้า ถึงตอนนั้น ข้าก็จะหนีจากไป"
เมิ่งฮ่าวกัดฟันแน่น แผนการหลบหนีของเขาต้องยืดออกไปอีก แต่ก็ไม่มีทางเลือก ต้องหาที่หลบซ่อนตัวสักระยะหนึ่ง แต่ต้องหาทางสลัดหลุดจากสถานการณ์ในตอนนี้ให้ได้ก่อน
ดวงตาสาดประกาย เขาหยุดการหลบหนี แต่ยืนอยู่ที่นั่นแทน มองไปยังศิษย์สำนักเฟิงหาน แปดคนที่ใกล้เข้ามาด้วยสายตาที่เย็นชา
"ทั้งหมดแปดคน สองเป็นระดับเก้าขั้นรวบรวมลมปราณ สี่อยู่ในระดับแปด และระดับเจ็ดสองคน พวกมันทั้งหมดมีอาวุธเวท ดูเหมือนว่าสามสำนักใหญ่ค่อนข้างจะร้อนใจ พวกมันส่งคนมาที่นี่อย่างรวดเร็ว"
เมิ่งฮ่าวชำเลืองมองกลับไปยังผู้ฝึกตน ขั้นพื้นฐานลมปราณ มันยังคงส่งพลังร่ายเวทผนึก และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ก็ยังคงมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง มันลอยตัวอยู่ที่นั่น มองลงมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยสายตาที่เย็นชา
เมื่อคนทั้งสองสบตากัน ผู้ฝึกตนแปดคน ก็พุ่งทะลุผ่านเข้ามาในเกราะป้องกันหิมะเหิน นี่เป็นหนึ่งในคุณสมบัติแปลกๆโดยเฉพาะ ของเกราะป้องกันนี้ ผู้ที่อยู่ด้านนอก สามารถเข้ามาข้างในได้ แต่ผู้ที่อยู่ด้านใน ไม่สามารถออกไป
คนทั้งแปด ร่อนลงมาที่เมิ่งฮ่าว ใบหน้าของพวกมันบิดเบี้ยว ด้วยรอยยิ้มอันโหดเหี้ยม
เมิ่งฮ่าว มือขวากำหมัดจนแน่น ก้าวเท้าไปข้างหน้า ต่อยลงไปบนพื้น พลังของวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณก็ระเบิดออกมา ราวกับลมพายุอันรุนแรง กระแทกตรงไปยังแปดผู้ฝึกตนนั้น พวกมันรีบหยุดลง ความตกใจเขียนอยู่บนใบหน้า
ในเวลาเดียวกันนั้น กระบี่ไม้สองเล่มก็ปรากฎขึ้น ในมือของเมิ่งฮ่าว มันส่งเสียงแหลมเล็ก แหวกฝ่าอากาศ และศีรษะของสองศิษย์สำนักเฟิงหาน ระดับเจ็ดขั้นรวบรวมลมปราณ ก็ลอยขึ้นไปในอากาศ
"หนึ่งลมหายใจ" เมิ่งฮ่าวพูดกับตัวเอง ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ได้บอกไว้ว่ามันต้องการเวลาชั่วครู่ เมิ่งฮ่าวไม่แน่ใจว่ามันพูดจริงหรือไม่ ไม่ว่ายังไง เขาก็ต้องจัดการคนทั้งแปดนี้ให้ได้ ภายในชั่วระยะเวลา สูดลมหายใจเข้าออกเพียงสิบครั้ง
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องแหลมเล็กของกระบี่ไม้ ผู้ที่เหลืออยู่ทั้งหกคน รีบดึงอาวุธเวทออกมา แต่ก่อนที่มันจะทำได้ เมิ่งฮ่าวก็หมุนตัวกระแทกเข้าไปที่หนึ่งในสี่ ของผู้ฝึกตนระดับแปด เขาไม่ได้ใช้อาวุธเวท แต่ใช้หัวไหล่แทน
ตูม! เมิ่งฮ่าวกระแทกเข้าไป โลหิตพุ่งออกมาจากปากของคนผู้นั้น ร่างยุบเข้าไป ขณะที่มันลอยไปด้านหลัง เมิ่งฮ่าวก็ขยับมือขวา เปลวไฟแห่งงูขนาดใหญ่ ก็ปรากฎขึ้น ยาวร้อยแปดสิบฉื่อ แผดเสียงดังก้องกระหึ่ม พุ่งตรงไปยังผู้ฝึกตนระดับแปดอีกผู้หนึ่ง เสียงแผดร้องโหยหวนดังออกมา เมื่อเปลวไฟแห่งงูกลืนกินมันเข้าไปทั้งตัว
"สี่ลมหายใจ" ในการหายใจเข้าออกสี่ครั้ง เมิ่งฮ่าวก็สังหารไปสี่คน คนที่เหลืออยู่อีกสี่คนมองมาด้วยความตกใจ เมิ่งฮ่าวโจมตีด้วยความโหดร้าย อย่างที่พวกมันไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนนี้เขาได้เปิดเผยพลังการฝึกตนของตัวเองออกมา สี่คนที่เหลืออยู่ ร่างกายสั่นระริก ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
จุดที่ห่างออกไป ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ มองมาด้วยความตกใจ ก่อนหน้านี้ มันเห็นเมิ่งฮ่าวอยู่ที่ระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ แต่ในช่วงเวลาหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง พลังการฝึกตนของเขาก็ทะยานสูงขึ้นไปอย่างไม่น่าเชื่อในทันที
"หกลมหายใจ" มือของเมิ่งฮ่าวขยับเป็นรูปแบบ การสร้างเวทอาคม รังสีของกระบี่ไม้สองเล่ม ก็กระจายออกมา ผู้ฝึกตนระดับแปดสองคนที่ยังเหลืออยู่ พยายามต่อต้านด้วยอาวุธเวท ขณะที่กระบี่ไม้พุ่งตรงไป เสียงร้องอย่างน่ากลัวก็ดังออกมา เมื่อหัวใจของพวกมันถูกแทงจนทะลุเข้าไป ร่างล่วงลงไปบนพื้น
ตอนนี้ ยังเหลือแค่สองคน ซึ่งอยู่ในระดับเก้า ขั้นรวลรวมลมปราณ ใบหน้าของพวกมันซีดขาว พวกมันเริ่มถอยไปยังด้านหลัง เมื่อสายตาอันเย็นชาของเมิ่งฮ่าวจ้องไป พวกมันก็กระจายออกจากกัน ต่างคนต่างก็หนีไป คนละทิศคนละทาง
ด้วยใบหน้าอันเย็นชา เมิ่งฮ่าวยกมือขวาขึ้น ขยับเป็นรูปแบบสร้างเวทอาคม มีดสายลมขนาดใหญ่ปรากฎ ยาวประมาณสี่สิบห้าถึงหกสิบฉื่อ พุ่งออกไปพร้อมเสียงแหลมเล็ก ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ คันธนูสีดำก็ปรากฎขึ้นในมือ เขาง้างสาย และยิงลูกธนูไปยังอีกคนหนึ่ง
"แปดลมหายใจ" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเบาๆ เสียงระเบิดสองครั้งดังออกมา มีดสายลมกรีดผ่านผู้ฝึกตนระดับเก้า คนแรก แยกร่างของมันออกเป็นสองส่วน โลหิตและร่าง กระจายออกไปทุกที่
พร้อมกันนั้น ลูกธนูสีดำก็เจาะเข้าไปในศีรษะของผู้ฝึกตนอีกคน ทำให้เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง
แปดลมหายใจ แปดสังหาร!
เมิ่งฮ่าว สีหน้าไร้ความรู้สึก มองทะลุผ่านเกราะป้องกันหิมะเหิน ออกไปยังผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณชั่วครู่ จากนั้นร่างก็กลายเป็นประกายลำแสง พุ่งหายลับตาไป
เขาเคลื่อนที่ต่อไป พยายามหลีกเลี่ยงผู้ฝึกตนอื่นๆ แต่พื้นที่ซึ่งถูกปกคลุมโดยเวทผนึก ไม่กว้างใหญ่มากนัก ด้วยการที่มีผู้ฝึกตนระดับแปด และเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณอยู่มากมาย ทำให้พวกมันไม่ต้องใช้เวลานาน เพื่อค้นหาในทุกๆที่ และฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ก็สามารถเหาะได้ จึงทำให้การค้นหาเร็วยิ่งขึ้น
เมิ่งฮ่าวพยายามหลบเลี่ยงการตรวจจับ จนในที่สุด เขาก็มาถึงสำนักเอกะเทวะ จากนั้นลำแสงสิบลำ ก็ปรากฎขึ้นในท้องฟ้า พุ่งทะยานตรงมาด้วยความเร็วสูงสุด ผู้นำของคนกลุ่มนี้ เป็นชายชราสีหน้าดุร้าย ไม่เหมือนกับคนอื่นๆที่อยู่รายรอบ มันไม่ได้เหินร่อนมา แต่เหาะมาจริงๆ
ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณ ไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ ต้องเป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ!
"สำนักฟางเยี่ย… (ราตรีเที่ยงธรรม)" เมื่อเห็นพวกมัน เมิ่งฮ่าวถอนหายใจออกมา ในที่สุดเขาก็ยอมรับว่า ไม่สามารถหลบหนีไปได้ในวันนี้ ถึงเขาจะพยายามหลบซ่อน แต่ในที่สุดก็จะถูกพบเจออยู่ดี
"เมิ่งฮ่าว!" เมื่อมองเห็นเขา ใบหน้าของศิษย์สำนักฟางเยี่ยก็บิดเบี้ยว ชายชราขั้นพื้นฐานลมปราณ พุ่งตรงมาที่เมิ่งฮ่าว ดวงตาของมันสาดประกายเจิดจ้า
ประกายตาของเมิ่งฮ่าวมืดสลัวลง เมื่อเขาเห็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณใกล้เข้ามา พลังอันมากมายมหาศาล ขั้นพื้นฐานลมปราณ แผ่กระจายออกมาจากชายชราผู้นั้น พลังอันไร้ขอบเขตนี้ ทำให้ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณที่อยู่รอบๆต้องถอยหลังออกไป พลังฝึกตนของพวกมันโอนเอนไปมา
นี่เป็นพลังอำนาจของพื้นฐานลมปราณ มันเหาะผ่านอากาศเข้ามา จนดูเหมือนว่าไม่ต้องใช้พลังอะไรเลย แลดูสง่างามเป็นอย่างยิ่ง โดยไม่ต้องพยายามทำอันใด ก็ทำให้ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณตัวสั่นสะท้านได้
แต่เมิ่งฮ่าวไม่ใช่ผู้ฝึกตน ขั้นรวบรวมลมปราณธรรมดาทั่วไป เป็นผู้ฝึกตนระดับสิบสาม ของวงจรอันยิ่งใหญ่ ขั้นรวบรวมลมปราณ ซึ่งไม่เคยปรากฎขึ้นมาก่อน ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล เขามีจิตสัมผัส ถึงแม้ว่าจะไม่แข็งแกร่งมาก แต่มันก็มีอยู่ พลังฝึกตนของเขา ไม่ได้ปั่นป่วนวุ่นวายเหมือนกับคนอื่นๆ
ร่างกายภายนอกของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นมาก เส้นลมปราณก็หนามากขึ้น แม้แต่กระดูกทั่วร่างก็แข็งแรงขึ้น ถึงแม้จะเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณอันทรงพลัง เขาก็ไม่ยอมถอยแม้แต่ครึ่งก้าว
"ผู้ที่สร้างความวุ่นวายไปทั่วทั้งแคว้นจ้าว ก็คือผู้ฝึกตน ที่เหลืออีกครึ่งทาง ก็จะไปถึงขั้นพื้นฐานลมปราณเจ้าผู้นี้" ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณพูดเสียงเย็นชา "วันนี้ ไม่ว่าอย่างไร ถ้าข้าบอกว่าเจ้าสมควรตาย เจ้าก็ต้องตาย"
จากนั้น ลำแสงอื่นก็ปรากฎขึ้นที่ด้านหลังของเมิ่งฮ่าว ส่งเสียงแหวกฝ่าอากาศพุ่งตรงเข้ามา ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเป็น ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ แห่งสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) รังสีสังหารกระจายออกมาจากร่างของมัน
"เมื่อข้าเดินไปบนวิถีทางแห่งการฝึกตน ข้าก็ทราบกฎแห่งชีวิตและความตายเป็นอย่างดี" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา
"ข้าสังหารผู้อื่น ผู้อื่นก็สังหารข้าได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่ข้าขอถามสักคำ พวกท่านสามสำนัก ยอมให้ซ่างกวนซิวดูดกลืนพลังชีวิตของชาวบ้านทั้งสามเมือง ทำลายอายุขัยของชาวบ้านเหล่านั้น ผู้ซึ่งไม่เคยฝึกพลังแห่งเซียน ถ้ามันทำร้ายผู้ฝึกตนก็เป็นอีกเรื่อง แต่พวกท่าน เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว กลับยอมให้เรื่องน่ากลัวเช่นนั้นเกิดขึ้น นี่เป็นการละเมิดกฎแห่งกรรม กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง!" เขาต้องการกล่าวคำพูดเช่นนี้ มานานมากแล้ว
"กฎแห่งกรรม? ทั่วทั้งสวรรค์ชั้นฟ้า และพื้นปฐพี มีแต่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะสร้างกฎขึ้นมาได้ และถ้ากรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง เจ้าก็กำลังจะได้รับผลกรรมที่เจ้าทำไว้แล้ว เจ้าจะว่าอย่างไร?"
เมิ่งฮ่าวไม่พูด แต่มองขึ้นไปบนท้องฟ้า
ตอนที่ 92: กำจัดพื้นฐานลมปราณ!
ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว เป็นผู้ฝึกตนชรา ขั้นพื้นฐานลมปราณ จากสำนักฟางเยี่ย (ราตรีเที่ยงธรรม) ด้านหลังเป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ที่กำลังเดือดดาล จากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) ณ ตอนนี้ ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จากสองของสามสำนักใหญ่ ในแคว้นจ้าว ได้ปรากฎตัวขึ้น
ภายในจิตใจของเมิ่งฮ่าวรู้ว่า เขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์หนีเสือปะจรเข้ จนยากที่จะหลบหนีไปได้ ตามหลักแล้ว เขาควรจะชักจูงพวกมันเข้าไปในเขตนั่งกัมมัฏฐาน ของปรมาจารย์เอกะเทวะ แต่การที่จะทำเช่นนั้นได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากปรจารย์เอกะเทวะเอง
เมื่อพิจารณาถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เป็นไปได้ระหว่างทั้งสองเรื่องนี้ และเมื่อคิดไปถึงอารมณ์ของปรมาจารย์เอกะเทวะด้วยแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะยอมช่วยเขาจริงหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น เมิ่งฮ่าวก็ใช้อุบายนี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง
โอกาสที่จะหลอกลวงผู้คนมากมาย ด้วยวิธีการเดียวกันได้สำเร็จ คงไม่สูงมากนัก สุดท้าย เมื่อคิดแล้ว เขามีทางเลือกเหลืออยู่น้อยมาก แต่ก็ต้องลองดู
"ผู้คุมกฎ และผู้อาวุโสของสามสำนักใหญ่ ยังไม่ตาย!" เขาพูดขึ้นมาในทันใด ขณะที่ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จากสำนักฟางเยี่ย ใกล้เข้ามาพร้อมกับยกมือขึ้น
เมื่อคำพูดหลุดออกมาจากปากเขา ดวงตาของชายชราส่องประกาย ใบหน้าของบุรุษจากสำนักเฟิงหาน ก็เป็นประกายขึ้นมาด้วยเช่นกัน
"พวกมันติดอยู่ในกับดัก ถ้ำแห่งเซียนของปรมาจารย์เอกะเทวะ ด้านบนนั้น" เขายกมือชี้ไปยังภูเขาตะวันออก
ดวงตาของผู้ฝึกตน ขั้นพื้นฐานลมปราณ จากสำนักเฟิงหาน สาดประกายคล้ายสายฟ้า เมื่อมันจ้องขึ้นไปยังยอดเขา กลุ่มผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณ จากสำนักเฟิงหานก็มองไปที่ภูเขาตะวันออกด้วยเช่นกัน
แต่ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จากสำนักฟางเยี่ยยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่น่ากลัว เต็มไปด้วยการเยาะเย้ย
"ข้าสงสัยว่า เจ้ารู้ได้อย่างไรว่า ผู้คุมกฎ และผู้อาวุโสยังไม่ตาย" เมื่อได้ยินเช่นนี้ จิตใจของเมิ่งฮ่าวก็เปลี่ยนแปลงไปมา ถึงแม้ว่าสีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปก็ตาม
"จริงๆแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะพูดยังไง เมื่อข้าถามเจ้า เจ้าก็ต้องตอบทุกคำถามของข้า" มันยกมือขวาขึ้น ยื่นตรงมายังเมิ่งฮ่าว พลังของผู้ฝึกตน ขั้นพื้นฐานลมปราณก็ระเบิดออกมา และมือขนาดใหญ่มหึมา ก็ปรากฎขึ้นในอากาศตรงหน้ามัน ส่งเสียงแหวกฝ่าอากาศ พุ่งมายังเมิ่งฮ่าว
เมิ่งฮ่าวรีบหลบไปในทันที แต่ในขณะที่กำลังหลบ ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จากสำนักเฟิงหาน ก็โบกชายแขนเสื้อ และส่งเสียงหัวเราะอันเย็นชาออกมา สายลมดุร้ายรุนแรง ก็พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว
ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณทั้งคู่ โจมตีมาในเวลาเดียวกัน เมิ่งฮ่าวกัดฟันแน่น ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ แผ่นผืนของสายฟ้าก็ปรากฎขึ้น รวมตัวกันเป็นธวัชสายฟ้า
ธงผืนนี้เป็นหนึ่งในสิ่งของที่ เขาได้มาจากปรมาจารย์เอกาะเทวะ และมีพลังที่จะต่อต้านการโจมตีจาก ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ เมื่อมันปรากฎขึ้น ก็เรืองแสงกลายเป็นแผ่นหมอก ด้านในมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ กลุ่มหมอกขยายตัวออก ปกคลุมเมิ่งฮ่าวอยู่ภายใน
เสียงระเบิดดังออกมา ภายในกลุ่มหมอก เมิ่งฮ่าวกระอักโลหิตออกมา กระเด็นออกไปด้านหลัง ดวงตาของผู้ฝึกตนชรา ขั้นพื้นฐานลมปราณเบิกกว้าง มันจ้องไปที่หมอกนั้นด้วยความตกใจ
บุรุษจากจากสำนักเฟิงหาน ปากอ้าตาค้าง
กลุ่มหมอกที่อยู่รอบตัวเมิ่งฮ่าว มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสี่สิบหน้าถึงหกสิบฉื่อ ใบหน้าของเขาซีดขาว และปากก็มีคราบโลหิต อวัยวะภายในเจ็บปวด และมีโลหิตไหลซึมออกมา เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายมหาศาล เพื่อที่จะควบคุมธงผืนนี้
การจะใช้ธวัชสายฟ้าอย่างเต็มพลัง ต้องมีการปรับแต่งมาเป็นอย่างดี และเมิ่งฮ่าวก็ไม่มีเวลาฝึกฝนมันมากนัก เช่นในตอนนี้ เขาสามารถใช้พลังของมัน ได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น มันหมุนวนไปมารอบๆตัวเขาอย่างเคว้งคว้างไปมา
"นี่เป็นของวิเศษที่เยี่ยมยอด" ชายชราจากสำนักฟางเยี่ยกล่าว "โชคร้ายที่เจ้าใช้มันไม่ถูกต้อง มาดูกันว่าเจ้าจะต้านทาน เวทอาคมของข้าได้มากแค่ไหน!"
มันขยับมาข้างหน้า ยกมือขึ้นอีกครั้ง ละอองฝุ่นสีดำกระจายออกมาที่เบื้องหน้าของมัน กระพริบแสงกลายเป็น เส้นใยสีดำจำนวนมากมาย พุ่งตรงไปยังกลุ่มหมอก
เสียงระเบิดดังออกมา จากนั้นชายชราก็เข้าไปใกล้กลุ่มหมอก ทุกครั้งที่มันโบกมือไปมา เส้นใยแห่งละอองฝุ่นสีดำ ก็ปะทะเข้าไปในกลุ่มหมอก ทำให้เกิดเสียงระเบิดดังออกมา
ด้วยรอยยิ้มอันเย็นชา ผู้ฝึกตนจากสำนักเฟิงหาน ขยับรูปแบบการร่ายเวทอาคมอย่างรวดเร็ว มือของมันก็เปลี่ยนเป็นน้ำแข็งในทันที จากนั้นก็แตกกระจายออก กลายเป็นมือขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้ามัน หัตถ์น้ำแข็งพุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว
เพียงชั่วกระพริบตา มันก็พุ่งมาถึง เสียงคำรามดังสนั่นอยู่ในบริเวณนั้น เมื่อเส้นใยสีดำ และหัตถ์น้ำแข็ง ทำให้กลุ่มหมอกที่อยู่รายรอบเมิ่งฮ่าวหดตัวลง โลหิตพ่นออกมาจากปากของเขา และร่างกายก็รู้สึกราวกับว่า กำลังจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ
จิตใจของเขาสับสนวุ่นวาย ใบหน้าซีดขาวราวคนตาย ความรู้สึกถึงภัยอันตราย ถึงชีวิตและความตายครอบคลุมลงมา สายใยที่เชื่อมต่อระหว่างเขา และธวัชสายฟ้า ใกล้จะขาดออกจากกันไปทุกขณะจิต
เมื่อเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น มันก็ไม่สำคัญว่าพลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าว ได้บรรลุถึงวงจรอันยิ่งใหญ่ของการรวบรวมลมปราณอย่างสมบูรณ์แล้ว ถึงอย่างไรเขาก็ยังคงอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ และกำลังเผชิญหน้ากับขั้นพื้นฐานลมปราณถึงสองคน ช่องว่างระหว่างพลังของทั้งสองขั้นนี้ กว้างใหญ่มากเกินไป
ณ จุดวิกฤตนี้ เมิ่งฮ่าว ดวงตาแดงก่ำ ตบลงไปที่ถุงเก็บสมบัติในทันที ตะเกียงน้ำมันก็ปรากฎขึ้นในมือ ด้านในของมันส่งประกายของลมปราณโบราณออกมา
ไส้ของตะเกียงเป็นวิญญาณแรกก่อตั้ง นั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่ มันไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก… เทียนจีซ่างเหริน!
วิญญาณแรกก่อตั้งเป็นเชื้อเพลิง และพลังชีวิตคือเปลวไฟ แสงไฟส่องสว่างไปบนใบหน้าของเมิ่งฮ่าว ความดุร้ายปรากฎอยู่เต็มสีหน้า ดวงตาสาดประกายรังสีสังหารออกมา เขาได้คิดถึงหนทางที่เป็นไปได้ เพื่อจะหลุดพ้นจากสถานการณ์นี้
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทันใดนั้นเสียงประทุก็ดังออกมาจากร่างกาย พลังลมปราณของเขาเริ่มโคจรหมุนวน ด้วยพลังของวงจรอันยิ่งใหญ่ของการรวบรวมลมปราณ แกนทะเลลมปราณพุ่งเดือดพล่าน และพลังลมปราณก็พุ่งผ่านเส้นลมปราณออกมาอย่างรวดเร็ว มาเก็บกักอยู่ในปากของเขา
เขามองผ่านกลุ่มหมอกออกไป
เนื่องจากมีกลุ่มหมอกปกคลุมเขาไว้ จึงไม่มีใครสามารถเห็นตะเกียง ที่อยู่ในมือของเขา ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีลมปราณไหลออกมาจากตะเกียงแม้แต่น้อย
เสียงระเบิดดังออกมา ขณะที่กลุ่มหมอกยังคงหดตัวลงต่อไป ในตอนนี้ มันมีขนาดกว้างเพียงแค่เก้าฉื่อ ละอองฝุ่นสีดำปรากฎขึ้นในมือของ ผู้ฝึกตนชราขั้นพื้นฐานลมปราณมากยิ่งขึ้น
"เปิด!" มันคำราม โบกมือตรงไปยังกลุ่มหมอก ทันใดนั้น เสียงระเบิดก็ดังออกมา ขณะที่กลุ่มหมอกแตกกระจายหายไป กลายเป็นธวัชสายฟ้าลอยกลับไปยังเมิ่งฮ่าว
"ถ้าข้าบอกว่า เจ้าต้องตายในวันนี้ เจ้าก็ต้องตาย!" ชายชราโบกมือขึ้นอีกครั้ง และละอองฝุ่นสีดำก็ตกลงไปที่เมิ่งฮ่าว
ในตอนนั้นเองที่ชายชรา สังเกตเห็นตะเกียงที่อยู่ในมือของเมิ่งฮ่าว ซึ่งมีใบหน้าซีดขาว สีหน้าของมันเปลี่ยนไปในทันที
"นั่นคือ… ?"
ความต้องการสังหารของเมิ่งฮ่าวทะยานขึ้น โดยไม่เปิดโอกาสให้ชายชราผู้นั้นครุ่นคิด เขาอ้าปาก พ่นพลังลมปราณออกไป
ลมปราณพุ่งผ่านเปลวไฟของตะเกียง ระเบิดออกไปกลายเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ ผู้ฝึกตนชรา ขั้นพื้นฐานลมปราณ รีบล่าถอยออกไปด้วยความตกใจ แต่เปลวไฟที่ขยายออกมา รวดเร็วเกินไป พุ่งตรงไปที่มันในทันที
เสียงแผดร้องโหยหวน ดังออกไปทั่วพื้นที่แถบนั้น เมื่อไฟกำลังกลืนกินมัน ละอองฝุ่นสีดำในมือก็กลายเป็นไอไปเรียบร้อย ภายในชั่วพริบตา เสื้อผ้า จากนั้นก็เนื้อหนังร่างกาย หดตัวลงกลายเป็นเถ้าธุลี
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กลุ่มผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆบริเวณนั้น ยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาใด ขณะที่เสียงแผดร้องที่น่ากลัวดังออกมา ผู้ฝึกตนชรานั้นก็ถูกเผาไหม้จนไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย แม้แต่ถุงเก็บสมบัติ
ใบหน้าของเมิ่งฮ่าวซีดขาว มือก็สั่นทั้งสองข้าง ลมปราณที่เขาเพิ่งจะยิงออกไป เป็นพลังลมปราณของเขาเกือบทั้งหมด เช่นเดียวกับเปลวไฟของตะเกียงอันน่ากลัวนี้
ทั้งหมดตกอยู่ในความเงียบราวความตาย… กลุ่มควันของเปลวไฟอสูร ยังคงลอยขึ้นมาจากจุดที่ ผู้ฝึกตนชรา ขั้นพื้นฐานลมปราณถูกเผาไป
เสียงแผดร้องก่อนตายของมัน ยังคงดังก้องอยู่ในอากาศ ผู้ฝึกตนเก้าคนหรือมากกว่านั้น ที่ยังคงเหลืออยู่ของสำนักฟางเยี่ย มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"ผู้อาวุโสจางเพิ่งจะ…"
"นั่น… นั่นคือไฟอะไร?"
"นี่เป็นไปไม่ได้… ผู้อาวุโสจางเป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ท่านจะตายในเงื้อมมือของเมิ่งฮ่าวได้อย่างไร…"
พวกมันไม่กล้าที่จะเชื่อ ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณอันทรงพลัง กลับถูกเผาจนตายด้วยเปลวไฟ จากผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณ… อย่างคาดไม่ถึง ในจิตใจของพวกมัน นี่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ไม่มีทางจะถูกสังหารโดยผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณ ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณที่อ่อนแอ ก็ไม่มีทางตายด้วยเงื้อมมือของ ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณอย่างแน่นอน
สิ่งที่พวกมันเพิ่งจะได้เห็น ทำให้จิตใจหมุนคว้างปั่นป่วนวุ่นวาย พวกมันจ้องไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยความประหลาดใจ
สิ่งที่พวกมันไม่รู้ก็คือ ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จากสำนักเฟิงหานกำลังตกตะลึงยิ่งกว่าพวกมัน มันจ้องไปยังจุดที่ ผู้ฝึกตนชราขั้นพื้นฐานลมปราณเพิ่งจะยืนอยู่ที่นั่น ดวงตาของมันเบิกกว้าง สีหน้าซึดขาว จิตใจเต้นรัว และความหวาดกลัวอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ ก็เกาะติดอยู่ในใจ
สำหรับผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ มันได้ถูกจัดอยู่ในระดับสูงของแคว้นจ้าว และยากที่จะมีสิ่งใดมาทำให้มันกลัวได้ แต่ตอนนี้ มันกำลังหวาดกลัว แต่จริงๆแล้ว "หวาดกลัว" อาจจะเป็นคำที่ไม่ค่อยจะเหมาะสมมากนัก มันกำลังกลัวจนตัวแข็งไม่กล้าที่จะขยับตัวแม้แต่น้อย
มันจ้องไปที่ตะเกียงในมือของเมิ่งฮ่าว จิตใจหมุนเคว้ง ความหวาดกลัวในจิตใจของมันรุนแรงมากขึ้น มันไม่รู้ว่าอาวุธที่เมิ่งฮ่าวเพิ่งจะใช้ไปคือไฟอะไรกันแน่ แต่มันก็พอจะเดาได้บ้าง
"มันต้องเป็นไฟของวิญญาณแรกก่อตั้ง ไฟนั้นลุกไหม้ด้วยพลังชีวิตของวิญญาณแรกก่อตั้ง ทำให้มันกลายเป็นไฟแห่งวิญญาณแรกก่อตั้ง ไม่เพียงแต่จะเผาไหม้ ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ให้ถึงแก่ความตายได้เท่านั้น แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณก็ได้เช่นเดียวกัน!"
มันหายใจด้วยความตื่นเต้น จ้องไปที่เมิ่งฮ่าว ด้วยความมึนงง และถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว มันไม่กล้าเข้าไปใกล้เขาอีก ณ ตอนนี้ มันได้ลืมไปอย่างสิ้นเชิงว่า มันอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณอันทรงพลัง
เมิ่งฮ่าวยืนอยู่บนกระบี่บิน ถือตะเกียงอยู่ในมือ เขาใช้มือซ้ายกวักมือเรียก ธวัชสายฟ้าก็ลอยกลับเข้าไปในถุงเก็บสมบัติ โคจรพลังลมปราณ จ้องอย่างเย็นชาไปที่ศิษย์สำนักเฟิงหาน
ในตอนนี้ แสงเลือนลางสามลำ ก็ปรากฎขึ้นในอากาศ ด้านบนของสำนักเอกะเทวะ แต่ละลำแสงกว้างมากกว่าเก้าสิบฉื่อ เกิดเป็นระลอกคลื่นกระจายออกมา ขณะที่พวกมันพุ่งตรงเข้ามาที่เมิ่งฮ่าว และคนอื่นๆ
ภายในลำแสงทั้งสามนั้น เป็นชายชรา ซึ่งดูเหมือนราวกับว่า พวกมันเพิ่งจะคลานออกมาจากหลุมฝังศพ ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น และลมปราณแห่งความตาย ก็กระจายออกมาจากร่างของพวกมันอย่างเข้มข้น
และพร้อมด้วยลมปราณแห่งความตาย ที่รายล้อมร่างของพวกมัน ก็เป็นลมปราณจากพลังการฝึกตน ซึ่งมีพลังอันแข็งแกร่งที่รู้สึกได้เด่นชัด มันไม่ใช่ขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง แต่เป็นขั้นวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการก่อตั้งแกนลมปราณอย่างสมบูรณ์
จิตใจของเมิ่งฮ่าวห่อเหี่ยวลง และจับตะเกียงไว้จนแน่น เขาเพิ่งจะใช้พลังลมปราณไปแปดถึงเก้าในสิบส่วน เพื่อสร้างไฟอันน่ากลัวนั้นออกมา
ความเร็วของพวกมันเพิ่มขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ ขณะที่กำลังใกล้เข้ามา ความโล่งใจปรากฎขึ้น ในดวงตาของผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จากสำนักเฟิงหาน รวมถึงศิษย์ที่เหลือของสำนักฟางเยี่ย ชายชราทั้งสามก็คือ ปรมาจารย์ขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งเทียม ของสามสำนักใหญ่นั่นเอง
แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง ก็ปรากฎลมปราณที่มีพลังเกินกว่า ปรมาจารย์ขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งเทียม ขึ้นในทันที เป็นลมปราณอันทรงพลังที่ปกคลุมไปทั่วทั้งแคว้นจ้าว
ระฆังขนาดใหญ่มหึมา ปรากฎขึ้นเหนือสำนักเอกะเทวะ และเสียงอันน่ากลัวก็ดังไปทั่วในอากาศ
"ปรมาจารย์เอกะเทวะ ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!"
เสียงที่ประทุออกมานี้ ดังสนั่นราวสายฟ้าแลบ พลังของมันปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า กระจายเป็นระลอกคลื่น กระแทกไปยังเกราะป้องกันหิมะเหินจนแหลกละเอียด
ขณะที่ศิษย์ขั้นรวบรวมลมปราณ เก้าคนหรือมากกว่านั้น ของสำนักฟางเยี่ย พ่นโลหิตออกมาจากปากราวน้ำพุ จากนั้น ทีละคน ทีละคน พวกมันก็ระเบิดออก ไม่สามารถต้านทานพลังเสียงนี้ได้
ร่างของเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน และกระอักโลหิตออกมา มองขึ้นไปยังท้องฟ้า ดวงตาหดแคบลง
ใบหน้าของศิษย์สำนักเฟิงหาน ขั้นพื้นฐานลมปราณ บิดเบี้ยว และปรมาจารย์ที่กำลังใกล้เข้ามา ของสามสำนักใหญ่ก็ดูประหลาดใจ พวกมันหยุดการเหาะ ประสานมือ และโค้งคำนับไปยังชายชราในชุดยาวสีดำ ซึ่งยืนอยู่ข้างๆระฆังในท้องฟ้า
ชุดยาวของมันพลิ้วไปมาในสายลม ด้านหลังมัน กลุ่มเมฆม้วนตัวอย่างรุนแรง ม่านตาข้างซ้ายของมันดูเหมือนดวงตะวัน และสาดประกายเจิดจ้าบาดตา ดวงตาข้างขวามืดสลัว ม่านตาดูเหมือนจันทร์เสี้ยว
บนหน้าผากดูแปลกๆคล้ายรอยกรีด ด้านในปรากฎเป็นดวงตาอีกข้าง ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ส่องประกายเรืองแสงราวโลหิตออกมา
มันคือ เทียนจีซ่างเหริน!
ตอนที่ 93: ตัดเต๋า เปลี่ยนสวรรค์และปฐพี สะกดอสูร!
ทันทีที่ได้เห็นเทียนจีซ่างเหริน ร่างกายของเมิ่งฮ่าวก็นิ่งแข็ง ในมือมีวิญญาณแรกก่อตั้งของร่างจำแลง ของเทียนจีซ่างเหรินลุกไหม้อยู่ในตะเกียงอสูร
เสียงตะโกนของเทียนจีซ่างเหริน ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนไกลออกไป หลายล้านหลี่ในทุกทิศทาง ภูเขาสั่นสะเทือน และท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยความมืดมืด เมฆม้วนตัวไปมา
จิตใจของเมิ่งฮ่าวสั่นระรัว โลหิตไหลซึมออกมาจากปาก ร่างถูกแรงกดดันอันมหาศาล ผลักออกไปด้านหลังตลอดเวลา จนต้องกระอักโลหิตกองโตออกมา
ทุกคนในเขตสำนักเอกะเทวะ รวมถึงปรมาจารย์ขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งเทียม และผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) ต่างก็ขวัญหนีดีฝ่อ ราวกับจั๊กจั่นในช่วงฤดูหนาว
พวกมันไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงเพียงแค่เล็กน้อย จ้องมองไปบนท้องฟ้าด้วยความประหลาดใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
แต่ถึงแม้ว่าพื้นดินจะสั่นสะเทือน เขตนั่งกัมมัฏฐานของปรมาจารย์เอกะเทวะ ก็ยังคงตกอยู่ในความเงียบโดยสิ้นเชิง ไม่มีแม้แต่เสียงใดๆตอบกลับมาจากปรมาจารย์เอกะเทวะ
เทียนจีซ่างเหริน ลอยอยู่ในอากาศข้างระฆังยักษ์ ดวงตาส่องประกาย ด้วยความงดงามของดวงตะวัน และจันทรา ความมืดมิด และแสงสว่างดูเหมือนจะประสานเชื่อมต่อ รวมกันเป็นประกายแสงโลหิตสีแดงเข้ม กระจายออกมาจากรอยกรีดบนหน้าผากของมัน มันยกมือขวาขึ้นมา จากนั้นก็โบกสะบัดลงไปด้านล่าง
ขณะที่มันทำเช่นนี้ แสงสลัวของความมืด ความสว่างเจิดจ้า และแก่นของโลหิต ก็หลอมรวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นหัตถ์ขนาดใหญ่ ตบลงไปบนพื้นดิน
ต้องใช้เวลาในการอธิบาย แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในทันที เสียงกระหึ่มดังกึกก้อง ขณะที่หัตถ์ยักษ์ตกลงไปยังภูเขาตะวันออก ของสำนักเอกะเทวะ ทำให้มันเริ่มแหลกสลายไป
พื้นดินพื้นหิน ชั้นแล้วชั้นเล่าพังทลายลงมา แตกสลายกลายเป็นละอองฝุ่น เมื่อหัตถ์ยักษ์ตบลงมาเรียบร้อย ภูเขาตะวันออก… ก็หายเรียบ!
พื้นดินสั่นสะเทือน และสายลมอันดุร้ายรุนแรงก็กรรโชกขึ้น หลังจากทำลายภูเขาตะวันออก หัตถ์ยักษ์ก็ยังไม่หยุด มันกดลงบนพื้นดินต่อไป ราวกับว่าเทียนจีซ่างเหริน รู้อย่างแน่ชัดว่า ห้องลับที่นั่งกัมมัฏฐานของปรมาจารย์เอกะเทวะ อยู่ที่ไหน
เสียงระเบิดดังออกมา กระจายไปเกือบครึ่งของแคว้นจ้าว พื้นดินกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น ดูเหมือนว่าหัตถ์ยักษ์ได้เจาะลงไป แต่จริงๆแล้ว มันได้ทำลายเขตนั่งกัมมัฏฐาน ของปรมาจารย์เอกะเทวะลงไปเรียบร้อย!
หลังจากในที่สุดหัตถ์ยักษ์ก็หายไป พวกที่อยู่รอบๆบริเวณนั้น ก็เห็นเป็นโพรงขนาดใหญ่โตมโหฬาร ด้านในมีเกราะป้องกันที่ไม่สมบูรณ์อยู่มากมาย
ที่นี่จริงๆ แล้วก็คือ… เขตนั่งกัมมัฏฐาน ของปรมาจารย์เอกะเทวะ ศิลาตัวอักษร และแท่นบูชา วางอยู่ในซากสลักหักพังนั้น ภาพใบหน้าขนาดใหญ่ของปรมาจารย์เอกะเทวะ แตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และห้องลับก็ถูกเปิดออก
แต่… มองไม่เห็นปรมาจารย์เอกะเทวะ!
"ปรมาจารย์เอกะเทวะ ไสหัวออกมา!" เมื่อเทียนจีซ่างเหริน เห็นปรมาจารย์เอกะเทวะ ไม่อยู่ในห้องลับ มันเงยหน้าขึ้นไปบนฟ้า และส่งเสียงกู่ร้องออกมา
เสียงกู่ร้องนี้ สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสวรรค์ เกิดเป็นระลอกคลื่นกระจายออกไปทั่วทั้งแคว้นจ้าว
"ไสหัวออกมา!"
"หัวออกมา!"
"ออกมา…"
"มา…" เสียงสะท้อนดังก้องออกมาอย่างนับไม่ถ้วน หมุนวนรวมเข้าด้วยกัน กลายเสียงอันทรงพลังที่ไร้ขอบเขต
ร่างของเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน ขณะที่มองไปยังฉากเบื้องหน้านี้ ในจุดที่เคยมีภูเขาตะวันออกตั้งอยู่ ตอนนี้กลายเป็นหลุมขนาดยักษ์ ปรมาจารย์เอกะเทวะเคยอยู่ในนั้นเมื่อหลายชั่วยามก่อน แต่ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว
"มันไปอยู่ที่ไหน…" เมิ่งฮ่าวคิดอยู่ในใจ ด้วยใบหน้าซีดขาว ณ ตอนนี้ เขาไม่สามารถขยับตัวได้อย่างแท้จริง พลังเสียงของเทียนจีซ่างเหรินกดดันทุกสิ่งทุกอย่างไว้ ใครก็ตามที่มีพลังฝึกตน ต่ำกว่าเทียนจีซ่างเหริน ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากพยายามที่จะต่อสู้กับพลังเสียงนี้
พลังของมันดูเหมือนว่าจะประกอบไปด้วยพลังแห่งสวรรค์ ราวกับว่าเทียนจีซ่างเหรินสามารถควบคุมได้ทุกอย่าง
"นี่ไม่ใช่ขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง แต่เป็นขั้นตัดวิญญาณ!!"
"มันเป็นขั้นตัดวิญญาณอย่างแน่นอน มิเช่นนั้น จะไม่มีทางเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น!" ปรมาจารย์ขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งเทียมทั้งสาม จากสามสำนักใหญ่ รู้สึกตกใจมากยิ่งขึ้น
"ปรมาจารย์เอกะเทวะ เจ้าไม่ยอมไสหัวออกมา? ข้าจะทำลายศิษย์สายในเพียงคนเดียวของเจ้า และจะกวาดล้างศิษย์สำนักเจ้าให้หมดทุกคน! ข้าจะทะลายภูเขาทุกลูกนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง และหลอมละลายทั่วทั้งแคว้นจ้าวนี้ จนกว่าเจ้าจะออกมา!"
มันเพิ่งใช้จิตสัมผัสกวาดไปทั่วแคว้นจ้าว แต่ไม่ว่ามันจะค้นหาอย่างไร ก็ไม่สามารถหาปรมาจารย์เอกะเทวะได้
และเมื่อมันได้เดินทางมาที่นี่ มันก็รู้อย่างชัดแจ้งว่าปรมาจารย์เอกะเทวะ… อยู่ข้างในแคว้นจ้าว
ความเย็นเยียบปรากฎขึ้น ในดวงตาของเทียนจีซ่างเหริน นี่เป็นร่างจริงของมัน มาที่นี่เพื่อต่อสู้กับปรมาจารย์เอกะเทวะ ซึ่งกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ รังสีสังหารอันแข็งแกร่ง กระจายออกมาจากร่างเทียนจีซ่างเหริน
นี่เป็นเพียงวิธีการเดียว ที่มันสามารถใช้เพื่อบังคับให้ ปรมาจารย์เอกะเทวะปรากฎตัวออกมา รวมถึงการสังหารศิษย์สายใน และทลายภูเขาให้ราบ ถ้าการกำจัดแคว้นจ้าว ไม่ทำให้ปรมาจารย์เอกะเทวะออกมา มันก็จะหลอมละลายแคว้นจ้าวไปอย่างแท้จริง
เทียนจีซ่างเหริน ได้เห็นตะเกียงในมือของเมิ่งฮ่าวมานานแล้ว มันมองลงมา จ้องกวาดไปทั่วพื้นดินอีกครั้ง ยกมือขึ้น จากนั้นก็โบกสะบัดลงมาด้านล่างเป็นครั้งที่สอง
ครั้งนี้แสงสว่างสาดประกายออกมาจากดวงตาของมัน และรอยกรีดตรงหน้าผากก็เปิดขึ้น ขนาดกว้างเท่านิ้วมือ แสงสีแดงโลหิตพุ่งออกมา เมื่อแขนของมันตกลงมา ภูเขาที่อยู่ในรัศมีสองหมื่นหลี่ ทุกทิศทางก็เริ่มสั่นสะเทือน และโยกไปมา ในท้องฟ้าเหนือภูเขาเหล่านั้น ปรากฎเป็น… หัตถ์ยักษ์!
ในตอนแรกมันไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่ท่ามกลางเสียงกึกก้องสนั่นหวั่นไหว มันก็เริ่มใหญ่ขึ้น และใหญ่มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งมันดูเหมือนจะปกคลุมภูเขาไว้ทั้งหมด ในรัศมีสองหมื่นหลี่ทุกทิศทาง พื้นดินสั่นสะเทือน และสีหน้าของสามปรมาจารย์ ขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งเทียมก็เต็มไปด้วยความตกใจ พวกมันเหาะออกไปด้วยความเร็วมากที่สุด เท่าที่จะทำได้
ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จากสำนักเฟิงหาน สีหน้าซีดขาว มันกัดลิ้นตัวเองเล็กน้อย ยอมเสียสละพลังฝึกตนบางส่วนของมัน กลายเป็นลำแสงพุ่งจนหายลับตาไป
สำหรับเมิ่งฮ่าว พลังฝึกตนของเขาอ่อนแอมากที่สุด ทำอะไรไม่ได้แม้แต่จะขยับตัว ตะเกียงลอยออกไปจากมือ พุ่งตรงไปยังหัตถ์ยักษ์ วิญญาณแรกก่อตั้งที่อยู่ด้านในตะเกียงลืมตาขึ้น จากนั้นก็เปล่งประกายแสงที่เหมือนกับ ประกายที่เปล่งออกมาจากร่างของเทียนจีซ่างเหริน
เมิ่งฮ่าวทำได้แต่เพียงมองไปด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ยังหัตถ์ยักษ์ที่กำลังขยายใหญ่ขึ้น และใหญ่มากขึ้น มันครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง จนกระทั่งกลายเป็นสิ่งเดียวที่พอจะมองเห็นได้ในท้องฟ้า
ทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีสองหมื่นหลี่มืดมิด หัตถ์ยักษ์ปกคลุมไว้ทั้งหมด จากนั้นก็เริ่มลดต่ำลงมา พื้นดินเริ่มสั่นไหว ภูเขาทรุดตัว และพังทลายลง ขณะที่มือยักษ์ตกลงมายังเขา เมิ่งฮ่าวรู้สึกราวกับว่าวาระสุดท้ายของโลกได้มาถึง
ความขมขื่นปรากฎขึ้นบนใบหน้า ขณะที่เขายืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆไม่มีความกลัว หรือหวาดหวั่นอยู่ในดวงตา ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา
"ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะจบแล้ว? ข้าแค่… ข้าไม่อาจยอมรับมัน" ความดื้อรั้นเต็มอยู่ในดวงตา ขยับมือกลายเป็นเปลวไฟส่งเสียงดังกระหึ่ม
"ในโลกแห่งการฝึกตน ผู้อ่อนแอเป็นเหยื่อของผู้เข้มแข็ง พลังการฝึกตนคือทุกสิ่ง มีเพียงแต่กลายเป็นผู้แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะมีชีวิตรอดอยู่ได้ เพียงแค่เพิ่มความแข็งแกร่ง ก็จะป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้าได้ เพียงนี้เท่านั้นถึงจะยืนอย่างทรนงอยู่ในท้องฟ้าได้"
ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความตั้งใจของเขานำมาซึ่งความต้องการเป็นผู้แข็งแกร่งอยู่ลึกๆภายใน ตอนนี้ ในการเผชิญหน้ากับอันตรายที่จวนตัวเช่นนี้ เขาก็ได้เข้าใจในตัวเองอย่างแท้จริง
"ท่านนักปราชญ์กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต แต่ในโลกแห่งการฝึกตน มีเพียงแต่ความแข็งแกร่งเท่านั้น ที่จะทำให้ไม่ต้องพ่ายแพ้!" เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไปยังหัตถ์ยักษ์ที่กำลังลดต่ำลงมา เขาจะมอง ขณะที่มันกดทับลงมาบนตัว บดขยี้เขาลงไปบนพื้น
เขาจะไม่ปิดตาลง เขาจะมองทุกสิ่งทุกอย่าง เขาจะประทับภาพนี้ลงไปในวิญญาณ เมื่อเขาไปเกิดใหม่ มันก็จะคงอยู่ที่นั่น ถ้าชาติหน้ามีอยู่จริง… เขาจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่ง และไม่ยอมให้สิ่งใดมาทำลายได้!
ขณะที่หัตถ์ยักษ์ลดต่ำลงมาเรื่อยๆ ภูเขารอบๆตัวเขาก็พังทลายลง ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเลือนลางลง และความมืดมิดก็เต็มอยู่ในดวงตา ราวกับว่าในตอนนี้ สวรรค์และปฐพี เห็นเขาเป็นเพียงแค่แมลงตัวหนึ่ง เขาไม่สามารถต่อต้านได้เลยแม้แต่น้อย
"ถ้าชาติหน้ามีจริง ข้าจะไม่ยอมให้ เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง!"
ท่ามกลางเสียงคำรามดังอึกทึกครึกโครม เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่นั่น ตัวสั่นสะท้าน โลหิตซึมออกมาจากทวารบนใบหน้า กระดูกเริ่มมีเสียงแตกหัก เพียงชั่วพริบตา เขาก็จะกลายเป็นแอ่งน้ำแห่งโลหิต
ในช่วงเวลานี้ แสงสีแดงเข้ม ก็ปรากฎขึ้นในทันที ส่องสว่างเจิดจ้า พุ่งตรงไปที่หัตถ์ยักษ์นั้นด้วยความเร็วสูงสุด ออกมาจากตำแหน่งที่ห่างไกล จนเมิ่งฮ่าวไม่สามารถมองเห็นได้
ประกายสีแดงโลหิต ดูเหมือนจะเกิดมาจาก กากโลหิตที่กลั่นมานานหลายปีจนไม่อาจนับได้ กลิ่นอายอสูรอันแข็งแกร่งกระจายออกมา เติมเต็มไปทั่วทั้งสวรรค์ชั้นฟ้า
กลิ่นอายอสูรเข้มข้นรุนแรง จนดูเหมือนว่าจะสามารถเปลี่ยนสีของสวรรค์และปฐพี ในชั่วเพียงแค่กระพริบตา ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนเป็นสีของโลหิต!
ประกายแสงสีแดงเลือดใกล้เข้ามา กระจายตรงไปยังหัตถ์ยักษ์ ซึ่งเทียนจีซ่างเหรินได้เรียกออกมา จากนั้นก็ตัดมันทิ้งไป
การตัดครั้งนี้ ส่งผลให้แสงสีแดงราวโลหิต พุ่งสูงขึ้นไปจนถึงสวรรค์!
การตัดครั้งนี้ แข็งแกร่งเพียงพอที่จะตัดสิ่งที่เทพสร้างไว้ได้ทุกอย่าง
การตัดครั้งนี้ ดูเหมือนจะแข็งแกร่งพอที่จะแบ่งแยกสวรรค์ และพื้นปฐพีออกจากกันเป็นสอง ถึงแม้มันจะไม่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง แต่ก็มีความตั้งใจที่จะทำให้จงได้!
ตัดเต๋า เปลี่ยนสวรรค์และปฐพี สะกดอสูร!
บุคคลผู้นี้… อาจจะไม่ใช่ ปรมาจารย์เอกะเทวะ!
ตอนที่ 94: เจ้าอยากให้ข้าออกไปจริงๆ ?
เสียงระเบิดกระหึ่มกึกก้องดังออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ จากหัตถ์ยักษ์ซึ่งถูกลำแสงสีแดงตัดผ่านไป เริ่มผ่าจากตรงกลางระหว่างนิ้วกลาง และนิ้วนาง แผลขนาดลึกปรากฎขึ้น ตัดผ่าหัตถ์ยักษ์แยกออกเป็นสองส่วน
เฉือนเพียงครั้งเดียว หัตถ์ยักษ์ก็ถูกตัดขาด
"เจ้า!!!" เทียนจีซ่างเหรินร้องออกมา ใบหน้าของมันสาดประกาย และเงยหน้าขึ้น ดวงตาของมันแวบแสงวาบขึ้น
เสียงตูมดังสนั่นม้วนออกไปทั่วพื้นปฐพี หัตถ์ยักษ์ที่มีความกว้างสองหมื่นหลี่ ที่เคยบดบังสายตาของเมิ่งฮ่าว ปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นดินก่อนหน้านี้ เพียงชั่วพริบตา ช่องว่างก็ปรากฎขึ้น เมิ่งฮ่าวสามารถมองเห็นท้องฟ้าได้อีกครั้งในทันที
หัตถ์ยักษ์ถูกผ่าออกเป็นสองส่วน แต่ละส่วนก็ตกลงไปบนพื้นด้านข้างของเมิ่งฮ่าว
พื้นดินสั่นสะเทือน และเริ่มจมลงไป ภูเขาถูกบดขยี้ สัตว์ป่าทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณนั้น ไม่สามารถหนีจากไปได้ กลายเป็นซากศพในทันที
ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จากสำนักเฟิงหาน (สายลมยะเยือก) ถึงแม้จะพยายามที่จะหลบหนีอย่างสุดชีวิต แต่ไม่สามารถจากไปได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ถูกบดขยี้ลงไปบนพื้นจนถึงแก่ความตาย
พลังฝึกตนของสามปรมาจารย์ ขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งเทียม ก็มีแต่พื้นเพธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้น เทียนจีซ่างเหรินก็ไม่ได้มุ่งเป้าการโจมตีไปที่พวกมัน แต่พวกมันก็ยังยอมเสียสละพลังฝึกตนเพื่อหลบหนี แต่ละคนกระอักโลหิตออกมาเจ็ดถึงแปดครั้ง พวกมันเพิ่งจะเหาะไปถึงชายขอบของหัตถ์ยักษ์
ด้านหลังพวกมัน พื้นดินดูเหมือนว่าจะกลายเป็นทะเล ที่กำลังเดือดพล่านอย่างรุนแรง เมื่อหัตถ์ยักษ์หายไป พวกมันก็มองกลับไปยังภาพเบื้องหลังด้วยความเงียบงัน
อย่างไรก็ตาม หายนะจากหัตถ์ยักษ์ก็ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ สองส่วนที่ตกลงไปบนพื้น ก็ทำให้พื้นดินบางส่วนยุบลงไป บางส่วนก็ยื่นขึ้นไปในท้องฟ้าราวกับภูเขา
บนจุดสูงสุดของภูเขายืนไว้ด้วยเมิ่งฮ่าว ด้านล่างเป็นพื้นดินที่ถูกดันจนสูงขึ้น กว้างประมาณเก้าร้อยฉื่อ เต็มไปด้วยความขรุขระ รอบด้านมีแต่หลุมขนาดใหญ่ ที่จมลึกลงไปจากพื้นดิน
เดิมที ภูเขาลูกนี้ไม่ควรจะมีอยู่ที่นี่ แต่เมื่อมันปรากฎขึ้น… ก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่
ประกายแปลกๆปรากฎขึ้นในดวงตาของเมิ่งฮ่าว ขณะที่มองขึ้นไปในท้องฟ้า เขาไม่รู้ว่าใครได้ช่วยเขาไว้ และคงต้องหาคำตอบให้ได้ในวันข้างหน้า ทันใดนั้น กระบี่บินก็ปรากฎขึ้นใต้เท้า และเขาก็พุ่งออกไปยังที่ห่างไกล ร่างกลายเป็นลำแสงหลากสี ขณะที่พุ่งตรงไปยังริมขอบของหัตถ์ยักษ์นั้น
"ข้าไม่เคยคิดเลยว่า เทพปีศาจผู้มีชื่อเสียงจากดินแดนด้านใต้อันยิ่งใหญ่ จะมาปรากฎตัวในแคว้นจ้าวเล็กๆแห่งนี้ได้" สีหน้าของเทียนจีซ่างเหรินถมึงทึง เมื่อมันโบกสะบัดชายแขนเสื้อ เสียงของมันดังก้องออกไป ราวกับเสียงฟ้าร้องในทุกทิศทาง
"แต่เจ้าก็เป็นเพียงแค่ร่างจำแลง! ร่างจริงของเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ จึงไม่มีทางที่จะยับยั้งข้า ไม่ให้กำจัดปรมาจารย์เอกะเทวะได้!"
ไม่มีเสียงตอบใดๆจนเกือบจะดูเหมือนว่า ประกายแสงสีแดงโลหิตนั้น จะไม่ปรากฎขึ้นมาอีกแล้ว
"ปรมาจารย์เอกะเทวะ ไสหัวออกมา!"
"ไสหัวออกมา!"
"ไสหัวออกมา!" เมื่อเสียงของมันระเบิดออกมา เทียนจีซ่างเหรินยกมือขวาขึ้น และตบลงไปยังระฆังเทียนจี เสียงกระหึ่มดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า กระจายออกไปทั่วปฐพี กวาดเสียงของเทียนจีซ่างเหรินออกไปพร้อมกับเสียงระฆังนี้ด้วย
ภูเขาสูงมากมายนับไม่ถ้วนของแคว้นจ้าว ก็เริ่มแตกร้าว และพังทลายลง เมื่อเสียงที่เต็มไปด้วยพลังอันแข็งแกร่ง ตั้งแต่ครั้งโบราณกระจายออกไปทั่วในอากาศ ยากที่จะบอกว่าเสียงนี้มาจากไหน แต่ก็กระจายเต็มไปทั่วแคว้นจ้าวแห่งนี้
"เจ้า… อยากให้ข้าออกไปจริง?" ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ ดวงตาของเมิ่งฮ่าวก็หดเล็กลง มันเป็นเสียงของปรมาจารย์เอกะเทวะ แต่ก็มีบางอย่างที่ดูจะแตกต่างกัน ดูเหมือนว่าเสียงนี้จะไม่ค่อยมีเหตุผล และชราลงกว่าเดิม เก่าแก่มากกว่าเดิม
"ในที่สุด เจ้าก็พูด" เทียนจีซ่างเหรินกล่าว ดวงตาสาดประกาย "ปรมาจารย์เอกะเทวะ เลิกหลบซ่อนได้แล้ว พวกเรามีหนี้ที่ต้องสะสาง ตั้งแต่พันปีมาแล้ว ถึงเจ้าจะบรรลุขั้นตัดวิญญาณ แต่เจ้าก็ไม่ควรจะเอาวิญญาณแรกก่อตั้ง จากร่างจำแลงของข้าไป วันนี้ เราต้องสู้กัน และจบลงด้วยเจ้าตาย ข้ารอด!"
มันตบลงไปบนระฆังเทียนจี เสียงระเบิดก็ดังออกมา และกระจายเป็นแสงเจิดจ้าบาดตา ห่อหุ้มเทียนจีซ่างเหรินอยู่ภายใน และมันก็เริ่มเปล่งแสงเจิดจ้าด้วยเช่นกัน
การต่อสู้ครั้งนี้ มันต้องเป็นผู้ชนะ มันได้เห็นระดับขั้นที่แท้จริงของ ปรมาจารย์เอกะเทวะเรียบร้อยแล้ว เทียนจีซ่างเหรินอยู่ในขั้นตัดวิญญาณครั้งที่สองโดยสมบูรณ์ ด้วยพลังนี้ มันสามารถกำจัดปรมาจารย์เอกะเทวะได้
การต่อสู้ครั้งนี้ มันมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง มันได้โยนความระแวงหวาดกลัวทิ้งไปกับสายลม มาที่นี่ด้วยตัวจริงของมันเอง ถึงแม้เทพปีศาจจะปรากฎขึ้น และใช้เวทอาคมอันยอดเยี่ยมออกมา แต่ก็ไม่ได้ทำให้มันตกใจกลัวแม้แต่น้อย
การต่อสู้ครั้งนี้ ไม่มีแม้แต่โอกาสเพียงน้อยนิดที่มันจะพ่ายแพ้ มันได้นำระฆังเทียนจี ซึ่งดูดกลืนเสียงสวดมนต์และคำอ้อนวอนนับไม่ถ้วน จากแคว้นเทียนจีมาด้วย ระฆังนี้มีจิตวิญญาณ จนกลายเป็นของวิเศษที่มีค่ามากที่สุดของมันไปเรียบร้อยแล้ว
ด้วยระฆังนี้ ถึงแม้มันจะเผชิญหน้ากับใครบางคน ที่อยู่ในขั้นตัดวิญญาณระดับสาม มันก็ยังคงสามารถเอาชนะได้ นอกจากนี้ท่านเซียนแห่งรุ่งอรุณ ยังได้มอบจิตสัมผัสบางส่วนของท่านมาให้มันด้วย
ผ่านไปนานพักใหญ่ เสียงของปรมาจารย์เอกะเทวะ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง เต็มไปด้วยความโบราณเก่าแก่อย่างลึกซึ้ง
"ในตอนนั้น… ข้าสนใจแต่เรื่องทะเลเทียนเหอ" น้ำเสียงเต็มไปด้วยสำเนียงแปลกๆ มันดังออกมา จนดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วย ความสามารถที่จะอยู่ผ่านวันเวลาสุดท้ายไปได้ มันดังกระจายออกไปทั่วทั้งแคว้นจ้าว จนพื้นดินเริ่มสั่นสะเทือน
ทั้งแคว้นจ้าวเต็มไปด้วยแรงสั่นไหว จนแม้แต่มนุษย์ธรรมดาก็ยังรู้สึกได้ เมิ่งฮ่าวก้มหน้าลง พุ่งตรงไปด้วยความเร็วกว่าเดิม
"ข้าไม่รู้ว่าได้ผ่านไปนานกี่ปีมาแล้ว ไม่รู้ว่าข้าหลับและตื่นไปกี่ครั้ง ในที่สุด วันที่ข้าได้ตื่นขึ้นก็มาถึง และพบว่ากำลังเผชิญหน้ากับเจ้าตัวสารเลวที่น่าจะตายไปถึงพัน ไม่ หมื่นครั้งแล้ว!" จากสุ้มเสียงของมัน ดูเหมือนว่ามันกำลังเสียใจเป็นอย่างมาก คำพูดท้ายๆที่พูดออกมา ราวกับว่าได้ผ่านช่องฟันที่กัดจนแน่นออกมา
ขณะที่มันพูด แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นทั่วแคว้นจ้าว ก็ยิ่งรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ภูเขาสั่นสะเทือน อาคารสูงเอนไหวไปมา ภายในสามสำนักใหญ่ ศิษย์ที่ยังเหลืออยู่มองไปรอบๆด้วยความตกใจ
สถานการณ์นี้ เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน กับเมืองเทียนเหอ
จิตใจของเมิ่งฮ่าวหมุนคว้างมึนงง เขากำลังสงสัยว่า เจ้าสารเลวที่ปรมาจารย์เอกะเทวะ กำลังพูดถึงคือใคร
"เจ้าสารเลวบัดซบนั้น ไม่อาจเอาชนะข้าได้ มันก็นำตัวบัดซบอื่นมาอีกหลายคน และพวกเราก็ต่อสู้กันไปมาอีกหลายปี สุดท้าย พวกมันก็หลอกลวงข้า พวกมันให้สัญญาไว้กับข้ามากมาย ชักจูงให้ข้าออกจากทะเลเทียนเหอ และมายังดินแดนด้านใต้…"
ปรมาจารย์เอกะเทวะ ดูเหมือนจะโกรธมากขึ้น และมากยิ่งขึ้น ขณะที่มันพูด พื้นดินของแคว้นจ้าวก็สั่นสะเทือนหนักขึ้นมากกว่าเดิม ในทิศเหนือของแคว้นจ้าว เกิดเสียงแผดร้องดังสนั่นหวั่นไหว พุ่งขึ้นไปถึงสวรรค์ รอยแตกขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นในพื้นดิน ยาวหลายล้านหลี่ และขยายยาวมากขึ้นไปเรื่อยๆ!
ถ้ายืนอยู่ในท้องฟ้าที่สูงขึ้นไป และมองลงมา ก็จะเห็นรอยแยกขนาดใหญ่นี้ไม่ได้แตกเป็นเส้นตรง แต่เป็นเส้นโค้ง
"เมื่อข้าไปถึงดินแดนด้านใต้ เจ้าสารเลวกลุ่มนั้นก็หลอกข้า พวกมันเลี้ยงอาหารข้ามากมาย จนจบลงที่ขังข้าไว้ในใต้ผนึกที่มองไม่เห็น!! พวกมันสัญญาว่า หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี พวกมันก็จะปล่อยข้าออกไป แต่หลังจากนั้น พวกสารเลวบัดซบกลุ่มนั้นก็ตาย หรือหายไปจนหมดสิ้น"
"ในที่สุด ก็มีเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ เมื่อข้าหลับไป มันก็แอบหนีออกไปยังที่อื่น มันทิ้งหยกผนึกอสูรไว้ให้ข้า บอกข้าให้ส่งมอบแก่ผู้สืบทอด จริงๆแล้ว เจ้าสารเลวนั่น ก็แค่เกรงกลัวต่อทัณฑ์แห่งสวรรค์ และหลอกให้ข้าต่อสู้กับทัณฑ์สวรรค์นั้น!"
ปรมาจารย์เอกะเทวะ ดูเหมือนว่ากำลังกัดฟันจนแน่น เสียงของมันดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วปฐพี รอยแตกขนาดใหญ่มหึมาปรากฎขึ้นในเขตทิศตะวันออก ของแคว้นจ้าว ตามมาด้วยเสียงแผดร้องที่ดังสนั่นหวั่นไหว รูปร่างของรอยแตกนี้เป็นรูปครึ่งวงกลมขนาดใหญ่โตมโหฬาร
เมื่อได้เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ สีหน้าของเทียนจีซ่างเหรินเปลี่ยนไป มันเริ่มแสดงท่าทีเกรงกลัวอยู่เล็กน้อย
เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ คิดไปถึงหยกผนึกอสูรที่เขามีอยู่
"เจ้าสารเลวพวกนั้นไม่รักษาคำสัญญา พวกมันหลอกลวงข้า! ทำให้ข้ามีโทสะเป็นอย่างยิ่ง แม้ข้าจะหลับไป แต่ข้าก็ยังรีดความปรารถนาแห่งจิตวิญญาณออกไปเล็กน้อย มันอ่อนแอ และถูกจำกัดโดยกฎแห่งเต๋าของสวรรค์"
"ดังนั้นมันจึงมาเกิดใหม่เป็นร่างของมนุษย์ธรรมดา เริ่มฝึกฝนพลังแห่งเซียนตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจากพวกมันหลอกลวงข้า ข้าจึงสาบานที่จะกำจัดผู้สืบทอดของพวกมัน! ข้าเปลี่ยนชื่อของสำนักผนึกอสูร เป็นสำนักเอกะเทวะ หลังจากนั้นเป็นต้นมา วิญญาณของข้าก็เรียกตัวเองว่า ปรมาจารย์เอกะเทวะ!"
ขณะที่เสียงของมันดังกึกก้องออกมา ทันใดนั้น ดวงตาของเมิ่งฮ่าวก็ต้องเบิกกว้าง เขามองกลับไปยังพื้นดินของแคว้นจ้าวทางด้านหลัง มันดูเหมือนเป็นทะเล ภายใต้คำพูดที่ดังสนั่นหวั่นไหวของปรมาจารย์เอกะเทวะ
เมื่อเทียนจีซ่างเหรินได้ยินคำพูดพวกนั้น สีหน้าของมันก็เปลี่ยนเป็นความตกใจ โดยไม่ต้องแม้แต่จะคิด มันก็เริ่มเคลื่อนที่ออกไปยังด้านหลัง เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวอีกเสียง ก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งแคว้นจ้าว รอยแตกขนาดใหญ่มหึมา ก็ปรากฎขึ้นในทิศใต้
ในเวลาเดียวกัน ที่ทิศตะวันออก รอยแตกรอยที่สี่ก็ปรากฎขึ้น ตามมาด้วยเสียงระเบิดราวฟ้าผ่า รอยแตกขนาดใหญ่ทั้งสี่ กระจายออกไป จนมาบรรจบเข้าด้วยกัน รายล้อมทั่วทั้งแคว้นจ้าว ให้อยู่ภายในวงกลมขนาดใหญ่มโหฬารนี้
ทั่วทั้งแคว้นจ้าว ตกอยู่ในวงกลมขนาดใหญ่ซึ่ง ทันใดนั้น… ก็เริ่มลอยขึ้นไปในอากาศ เผยให้เห็นดินสีดำด้านล่าง และลมพายุอันรุนแรงก็พัดออกไปในทุกทิศทาง ดินจำนวนมากมายมหาศาลล่วงลงไปจากริมขอบของแคว้นจ้าว
ขณะที่มันลอยขึ้นไป พื้นดินก็สั่นสะเทือน และเมฆก็ม้วนตัวไปมาในท้องฟ้า สีหน้าของเทียนจีซ่างเหรินซีดขาว ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความตกใจ
พื้นดินเกิดเสียงดังกึกก้อง ขณะที่มันพุ่งสูงขึ้นไป และสูงขึ้นไปในอากาศ หกพันหลี่ สามหมื่นหลี่ หกหมื่นหลี่ มันทะยานสูงขึ้นไปมาก จนไม่สามารถที่จะอธิบายได้
พื้นดินพุ่งขึ้นไป และเมิ่งฮ่าวก็ยังคงอยู่บนนั้น เขารู้สึกราวกับว่า กำลังจะเข้าไปใกล้ถึงสวรรค์
พื้นดินนี้ประกอบไปด้วยเมืองของมนุษย์ธรรมดา สามสำนักใหญ่ เมืองเทียนเหอ และชีวิตของผู้คนนับไม่ถ้วน!
ทั่วทั้งแคว้นจ้าวกำลังถูกยกขึ้นไป สูงขึ้นไปจากพื้นโลก ไกลออกไปจากดินแดนด้านใต้ ด้านล่างของมันเป็นหลุมขนาดใหญ่โตมโหฬาร!
หลุมนี้ แน่นอนว่า มีขนาดเท่ากับแคว้นจ้าว!
ที่ลอยอยู่ด้านบนของหลุม เป็นเต่าที่ดูท่าทางดุร้าย ซึ่งมีขนาดใหญ่เท่ากับแคว้นจ้าวทั้งแคว้น ร่างของมันปกคลุมเต็มไปด้วยของแหลมคมสีดำนับไม่ถ้วน ดูคล้ายคลึงกับเต่าดำในตำนาน!!
พื้นดินปกคลุมไปทั่วทั้งกระดองขนาดใหญ่ของเต่าตัวนี้ ราวกับว่ากระดองได้ถูกจัดให้กลายเป็นพื้นดิน ซึ่งเป็นพื้นดินของ… แคว้นจ้าว
หัวขนาดใหญ่โต ก็ค่อยๆยื่นออกมาจากกระดองเต่าอย่างช้าๆ มีขนาดใหญ่ประมาณหนึ่งในสิบ ของขนาดทั้งแคว้นจ้าว ผิวของมันสีดำ และปกคลุมไปด้วยรอยย่น ดินร่วงหล่นออกมาจากหัวของมัน ขณะที่ยกขึ้นมา
ดวงตาขนาดใหญ่มองลงไปยัง เทียนจีซ่างเหริน ซึ่งยืนตัวสั่นระริกอยู่ที่นั่น บอบบางราวกับแมลง ร่างของมันสั่นสะท้านไปมา ความไม่อยากเชื่อปรากฎขึ้นบนใบหน้าของมัน
"เจ้าเรียกข้าออกมา ต่อสู้กัน?"
ตอนที่ 95: สายฝนในลมหนาว
เมิ่งฮ่าวจ้องมองไปด้วยความซึมเซา จิตใจหมุนคว้าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องแปลกประหลาด และมหัศจรรย์ที่เขาเคยเห็นมาในชีวิตนี้ ไม่สามารถจะเทียบได้กับสิ่งที่น่าตกใจ ซึ่งเขาได้เห็นตรงเบื้องหน้า
จิตใจของเขาว่างเปล่า ราวกับว่าเขาได้สูญเสียความสามารถในการคิดไป ทำได้เพียงแต่ยืนนิ่งอยู่ที่นั่น และมองไปด้วยความมึนงง
ปรมาจารย์เอกะเทวะ จริงๆแล้วก็คือ… เศษเสี้ยววิญญาณของเต่าดำตัวใหญ่มหึมานี้!
และแคว้นจ้าว ก็ตั้งอยู่บนพื้นดินที่อยู่บนหลังของมัน!!
ตัวเขาเอง ก็ได้อาศัยอยู่บนหลังของปรมาจารย์เอกะเทวะ มาเป็นเวลายี่สิบปี ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมมันถึงถูกเรียกว่า เอกะเทวะ การพึ่งพาเชื่อถือจนเป็นหนึ่งเดียว
ไม่ใช่มีเพียงแค่บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่คิดเช่นนี้ แต่เป็นกับผู้คนทั้งแคว้น! ผู้ฝึกตน และมนุษย์ธรรมดา ต่างก็เชื่อถือพึงพามันจนเป็นหนึ่งเดียวเช่นกัน!
หลังจากปรมาจารย์เอกะเทวะ ได้ถูกผนึกไว้ มันก็เริ่มจำศีล แต่ก็ยังคงแบ่งเศษเสี้ยววิญญาณของมัน ซึ่งตั้งใจที่จะทำลายทายาทรุ่นหลังของสำนักผนึกอสูรออกมา
ตอนนี้มันก็สมเหตุสมผลว่า ทำไมสำนักเอกะเทวะเคยมีชื่อเดิมว่าสำนักผนึกอสูร ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะมีผู้คนน้อยมากที่รู้เรื่องนี้ และทำไมสำนักเอกะเทวะ ถึงถูกเรียกว่าเป็นสำนักอันชั่วร้าย และต้องต่อสู้กันเองอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต
ร่างที่มาจากจิตวิญญาณความตั้งใจอันแรงกล้าของมัน สามารถฝึกพลังแห่งเซียนจนกระทั่ง ได้บรรลุถึงขั้นตัดวิญญาณ แล้วร่างจริงของมัน… จริงๆแล้ว จะมีความแข็งแกร่งถึงเพียงไหน?!
ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เมิ่งฮ่าวยังคงไม่เข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าปรมาจารย์เอกะเทวะ แข็งแกร่งมากขนาดนี้ ทำไมมันถึงไม่ช่วยตัวเองให้หลุดจากผนึกมาตั้งแต่ตอนแรก? ถ้าเขาไม่ปรากฎตัวขึ้น มันก็จะตายไป? เมื่อดูจากพลังความแข็งแกร่งจากร่างจริงของมัน ทำไมมันต้องดูดกลืนพลังของผู้ฝึกตนคนอื่นๆ?
ลอยขึ้นไปพร้อมด้วยพื้นดินที่เป็นอาณาเขตของแคว้นจ้าว ผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งเทียมทั้งสามคน ก็จ้องดูด้วยความตกใจในสิ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้น จิตใจของพวกมันหมุนคว้างมึนงง
และความประหลาดใจก็ปกคลุมไปบนใบหน้า พวกมันไม่ทันแม้แต่จะรู้สึกหวาดกลัว ทำได้เพียงแค่จ้องมองไปด้วยจิตใจอันว่างเปล่า พวกมันแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้เห็น
เทียนจีซ่างเหรินก็ตกอยู่ในความงุนงง จนพูดไม่ออกด้วยเช่นกัน เมื่อมันมองขึ้นไปเห็นศีรษะอันใหญ่โตมหึมานั้น ซึ่งใหญ่กว่าร่างของมันมากมายนัก ในความเป็นจริง ศีรษะนั้นใหญ่จนไม่สามารถมองจากด้านหนึ่งไปสิ้นสุดที่อีกด้านหนึ่งได้ ความกลัวเริ่มส่องประกายออกมาจากดวงตาของมัน
มันจะคาดคิดได้อย่างไรว่า ปรมาจารย์เอกะเทวะ ที่มันด่าทอสาปแช่ง และท้าทายให้ออกมาต่อสู้กันนั้น… จะกลายเป็นเช่นนี้?
ขณะที่เสียงของปรมาจารย์เอกะเทวะดังออกมา คำพูดของมันแทงเข้าไป ในหูของเทียนจีซ่างเหริน ทำให้ร่างของมันสั่นสะท้าน และหัวสมองมึนงง ความต้องการต่อสู้ของมันทั้งหมดก็ลดหายไป
ปรมาจารย์เอกะเทวะ ไม่มีความจำเป็นต้องโจมตีออกมา ตอนนี้มันได้ปรากฎตัวขึ้นอย่างแท้จริง และได้สร้างแรงกดดันไปบนตัวของเทียนจีซ่างเหริน ทำให้ร่างของมันสั่นสะท้านโดยไม่ได้ตั้งใจ โลหิตของเทียนจีซ่างเหริน ดูเหมือนราวกับว่าจะหยุดไหลเวียน
ความรู้แจ้งแห่งเต๋า ซึ่งได้มาพร้อมกับการตัดวิญญาณของมัน ได้พังทลายลง มันอ่อนแอราวกับตัวแมลง ปรมาจารย์เอกะเทวะสามารถบดขยี้มัน ด้วยการหายใจเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
แรงกดดันอันน่ากลัว กระจายออกมาจากหัวเต่า ซึ่งทำให้ปากของเทียนจีซ่างเหรินเริ่มแห้งไป ถึงแม้ว่ามันจะมีพลังฝึกตนที่ไม่ธรรมดา แต่เหงื่อเย็นเยียบก็ยังไหลออกมาทั่วร่างของมัน
ระฆังเทียนจีที่ด้านข้าง ไม่ได้ทำให้มันรู้สึกอุ่นใจขึ้นแม้แต่น้อย แม้แต่จิตสัมผัสที่ได้รับมาจากเซียนแห่งรุ่งอรุณ ก็ไม่ได้ทำให้มันรู้สึกปลอดภัยขึ้นแม้แต่นิดเดียว
ตอนนี้มันเข้าใจแล้วว่า ทำไมปรมาจารย์เอกะเทวะ ถึงไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย เมื่อมันกล่าวถึงเซียนแห่งรุ่งอรุณ แน่นอนว่าปรมาจารย์เอกะเทวะ ไม่ต้องสนใจ เมื่อมีร่างจริงที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้
และตอนนี้ มันก็รู้ว่าทำไมปรมาจารย์เอกะเทวะ ถึงไม่เกรงกลัวเซียนแห่งรุ่งอรุณ…
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีความประหลาดใจมากยิ่งขึ้น เมื่อนึกได้ถึงบันทึกโบราณทั้งหมดที่ได้ศึกษามา แคว้นจ้าวได้เกิดขึ้นมานานมาก นานเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้มันรู้สึกตกใจมากยิ่งขึ้นเมื่อคิดไปว่า สิ่งใดเกิดขึ้นก่อน… ปรมาจารย์เอกะเทวะ หรือแคว้นจ้าว?!
ถ้าแคว้นจ้าวเกิดขึ้นก่อน มันก็รู้สึกยอมรับได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าปรมาจารย์เอกะเทวะเกิดขึ้นก่อน… เมื่อคิดเช่นนี้ เทียนจีซ่างเหรินก็เริ่มสั่นรุนแรงมากขึ้น มันรู้สึกราวกับว่า ผิวหนังของมันกำลังจะระเบิดออกมา
"อืม เรามาสู้กัน?" เมื่อคำพูดดังออกมาจากปรมาจารย์เอกะเทวะ แต่ละคำก็ดังก้องราวเสียงฟ้าร้อง เสียงสนั่นกึกก้องนี้ ทำให้ร่างของเทียนจีซ่างเหริน ถูกเหวี่ยงไปด้านหลังหลายพันหลี่ โลหิตกระจายออกมาจากปากของมัน
ระฆังก็ดูเหมือนจะกลายเป็นระฆังธรรมดาไปในทันที เต็มไปด้วยรอยร้าว และแตกหักเป็นจำนวนมากมายหลายจุด
"ไม่… ไม่จำเป็นต้องสู้" เทียนจีซ่างเหรินตาลีตาเหลือกรีบพูดขึ้นมา ด้วยใบหน้าซีดขาว "ตอนนี้ ข้า ซึ่งเป็นผู้เยาว์รุ่นหลัง เพียงแค่ล้อเล่น ท่านปรมาจารย์… เหลาจู่ (บรรพบุรุษ) … โปรดอย่าได้ถือสา…" ดวงตาขนาดใหญ่มหึมาสองดวง ของปรมาจารย์เอกะเทวะจ้องไปที่เทียนจีซ่างเหริน และมันก็กลัวจนตัวสั่น
"ถ้าไม่ได้สองฝ่ามือที่โจมตีลงมาของเจ้า ข้าก็คงไม่สามารถออกมาได้ เจ้าสารเลวบัดซบกลุ่มนั้น ได้ผนึกข้าไว้นานหลายปี ผนึกเพิ่งจะอ่อนแอลงเมื่อไม่นานมานี้ แต่การที่จะทำลายมันได้ ข้าจำเป็นต้องฟื้นฟูพลังฝึกตนของข้าเพิ่มอีก แต่แล้วท่ามกลางเรื่องทั้งหมดนี้ มีบางคนได้ปลดปล่อยพลังของขั้นตัดวิญญาณออกมา ทำให้พลังของผนึกอ่อนแอลงมากขึ้น ในที่สุดข้าก็สามารถทำลายมันออกมาจนได้!"
เสียงของมันระเบิดออกมาในทุกทิศทาง เมื่อเมิ่งฮ่าวได้ยินคำพูดนี้ ร่างของเขาก็สั่นสะท้าน
"เดิมที ข้าวางแผนว่าจะใช้เศษเสี้ยววิญญาณของข้าทำลายผนึกนี้ไป แต่มันและข้ามีความเห็นไม่ค่อยตรงกัน ถึงข้าจะมีความรู้ของคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ ข้าก็ยังไม่สามารถทะลวงไปถึงระดับต่อไปของขั้นตัดวิญญาณ ขณะที่ข้ากำลังจะทะลวงผ่านในขั้นตอนสุดท้าย ข้าก็ถูกหลอกลวงจากเจ้าสารเลวน้อยที่น่ารังเกียจนั้น บัดซบ ทุกคนจากสำนักผนึกอสูร ล้วนแล้วแต่เป็นตัวสารเลวทั้งสิ้น! ขโมยพลังลมปราณที่ข้าจำเป็นต้องใช้ในการทำลายผนึก เอาตะเกียงอสูรของข้าไป…"
มันแผดเสียงคำรามออกมา จนเมิ่งฮ่าวอยากจะหนีไป เขารู้ว่าปรมาจารย์เอกะเทวะกำลังพูดถึงใครอยู่
"เจ้าทำได้ดีมาก ดีจริงๆ โชคดีที่เจ้าโจมตีลงมา ช่วยให้ข้าทำลายผนึกได้ ข้าต้องตอบแทนเจ้าเป็นอย่างดี"
เมื่อได้ยินคำพูดของปรมาจารย์เอกะเทวะ เทียนจีซ่างเหรินอ้าปากค้างด้วยความตกใจ จากนั้นสีหน้าของมันก็เปลี่ยนเป็นความดีใจอย่างที่สุด มันจะคาดคิดได้อย่างไรว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้? มันช่างเป็นผู้ที่โชคดีจริงๆ!
ขณะที่มันกำลังประสานมือด้วยความเคารพ ปรมาจารย์เอกะเทวะก็อ้าปากขึ้น ด้วยความรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน งับกัดไปที่ตัวมันในทันที
เทียนจีซ่างเหริน และระฆังเทียนจีของมัน ก็ถูกกลืนลงไปในทันที!
เสียงขบเคี้ยวดังออกมาจากปากของปรมาจารย์เอกะเทวะ แต่ไม่มีเสียงแผดร้องด้วยความหวาดกลัวออกมา เมื่อเมิ่งฮ่าวเห็นเช่นนั้น ก็เริ่มหายใจรุนแรงขึ้น ถอยหลังออกไปโดยไม่รู้ตัว เขาคุ้นเคยกับความไร้เหตุผลของปรมาจารย์เอกะเทวะเป็นอย่างยิ่ง
ทันใดนั้น ศีรษะของปรมาจารย์เอกะเทวะ ก็เหวี่ยงไปรอบๆเพื่อค้นหาเมิ่งฮ่าว มันหยุดลงหลายร้อยหลี่ตรงหน้าเขา จ้องมองมา
เมิ่งฮ่าวเค้นรอยยิ้มออกมา เขาไม่เคยเชื่อในสิ่งที่ปรมาจารย์เอกะเทวะ ได้พูดกับเทียนจีซ่างเหริน แต่ถึงแม้เขาจะไม่เชื่อ สีหน้าของเขาก็ไม่แสดงออกว่า สิ่งที่ปรมาจารย์ได้พูดไปไม่ใช่เรื่องจริง
"ยินดีด้วยกับการออกมาจากการนั่งกัมมัฏฐาน ท่านปรมาจารย์ พลังอำนาจของท่านครอบคลุมไปทั่ว ท่าน…"
"ตอนนี้เจ้ารู้ความจริงแล้ว เจ้าหวาดกลัวหรือไม่?" เสียงของปรมาจารย์เอกะเทวะ ดังออกมาราวฟ้าร้อง และมันจ้องไปที่เมิ่งฮ่าว เสียงของมันดังมากจนเกือบจะทำให้หูหนวกได้ จนเมิ่งฮ่าวต้องกระอักโลหิตออกมา
"พวกเจ้าทั้งหมดในสำนักผนึกอสูร ต่างก็เป็นตัวสารเลวกันทั้งสิ้น" ปรมาจารย์เอกะเทวะพูดขึ้นช้าๆ จ้องไปที่เมิ่งฮ่าว "เจ้าสารเลวพวกนั้นก็เป็นเช่นนี้ และเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกัน เด็กน้อย เจ้าหลอกลวงข้า อืม ลืมมันไปเถอะ ถึงอย่างไร เจ้าก็เป็นศิษย์ของสำนักเอกะเทวะ ให้ข้าอวยพรเจ้าด้วย…"
ขณะที่ปรมาจารย์เอกะเทวะพูดอยู่นั้น ศีรษะของเมิ่งฮ่าวก็เริ่มมึนงง เขาคิดไปถึงสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นกับเทียนจีซ่างเหริน และสมองของเขาก็เริ่มหมุนติ้ว เมื่อเขาพยายามคิดว่าต้องทำอะไรดี
ทันใดนั้น ประกายแห่งความคิดก็แวบขึ้นมา เมื่อเขาจำบางอย่างได้
เขาจำได้ถึงสิ่งที่เด็กผู้หญิง กู๋อี่ติงซานอวี่ ได้พูดกับเขาที่ทะเลเหนือ
"พี่ใหญ่ กลิ่นอายของมัน… ใต้เท้าของท่าน อย่าไปกระตุ้นตอแยมัน โปรดจำไว้… เส้นทางอันยิ่งใหญ่ของการผนึกอสูร เช่นเดียวกับคัมภีร์"
ในตอนนั้น เมิ่งฮ่าวไม่เข้าใจคำพูดของนาง แต่ตอนนี้ เขาก็เข้าใจในทันที "มัน" ที่อยู่ใต้เท้าของเขา… ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก ปรมาจารย์เอกะเทวะ!
อย่าไปกระตุ้นตอแยมัน โปรดจำไว้… เส้นทางอันยิ่งใหญ่ของการผนึกอสูร เช่นเดียวกับคัมภีร์
"เส้นทางอันยิ่งใหญ่ของการผนึกอสูร เช่นเดียวกับคัมภีร์ อย่าไปกระตุ้นตอแยมัน…" จิตใจของเมิ่งฮ่าวแวบขึ้นราวสายฟ้า เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ปรมาจารย์เอกะเทวะก็พูดจบลงพอดี
"… อวยพรเจ้าให้พบกับความโชคดี ข้าต้องตอบแทนเจ้าเป็นอย่างดี!"
ทันทีที่มันพูดจบ เมิ่งฮ่าวก็ยกมือขึ้น ตบลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ ทันใดนั้น หยกผนึกอสูรก็ปรากฎขึ้นอยู่ในมือ
เมื่อมันปรากฎขึ้น สายลมอันรุนแรงก็พัดกรรโชกมาที่ใบหน้าเขา เมื่อสายลมอ่อนจางลง ศีรษะของปรมาจารย์เอกะเทวะ ก็ห่างจากเขาไม่ถึงยี่สิบเจ็ดฉื่อ
ท้ายของศีรษะอันใหญ่โตนี้ ไม่สามารถมองเห็นได้ มีเพียงสิ่งเดียวที่เมิ่งฮ่าวพอจะเห็นได้ก็คือ ผิวหนังเหี่ยวย่นสีดำ และดวงตาที่ใหญ่โตราวกับเมืองขนาดใหญ่
ดวงตาที่ดูเหมือนว่ากำลังดิ้นรนอยู่
"เต๋าโบราณ" เมิ่งฮ่าวรีบพูด ท่องบรรทัดแรกจากแผ่นหยกผนึกอสูรออกมา
"ปรารถนาที่จะปิดผนึกสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง; สร้างคุณความดีเพื่อทั้งหมดในขุนเขา; ทัณฑ์แห่งเต๋าที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ของเก้าขุนเขาและทะเล; จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์!"
ขณะที่คำพูดหลุดออกมาจากปากของเมิ่งฮ่าว ปรมาจารย์เอกะเทวะก็ยกศีรษะอันใหญ่โตของมันขึ้น และแผดเสียงร้องดังกระหึ่มก้องออกมา เมื่อคลื่นเสียงกระจายออกไป อากาศในบริเวณนั้นก็ถูกกระแทกจนกลายเป็นระลอก
ทันใดนั้น เครื่องหมายลึกลับเก้าเหลี่ยม ก็ปรากฎขึ้นบนหน้าผากของ ปรมาจารย์เอกะเทวะ เครื่องหมายนี้ดูเก่าแก่โบราณและปรัมปราคร่ำคร่า ฝังลึกเข้าไปในหน้าผากของมัน กระพริบแสงริบหรี่ และร่างของปรมาจารย์เอกะเทวะก็สั่นสะท้าน
"หยุด! คัมภีร์ผนึกอสูร และสำนักผนึกอสูรอันบัดซบ!!" ความดุร้ายปรากฎขึ้นบนใบหน้าของมัน และส่งเสียงแผดร้องที่สั่นสะเทือนไปถึงสวรรค์ออกมาอีก จากนั้นก็จ้องไปที่เมิ่งฮ่าว ซึ่งกำลังมีจิตใจที่หนักอึ้ง เมื่อเขามองกลับไปยังปรมาจารย์เอกะเทวะ
"เจ้าสารเลวพวกนั้น ช่างชั่วร้ายนัก" ปรมาจารย์เอกะเทวะคิดอยู่ภายในใจ
"ถึงแม้ผนึกจะถูกทำลายไปแล้ว แต่เครื่องหมายผนึกนี้ ก็ยังคงฝังแน่นอยู่ในจิตวิญญาณของข้า บังคับให้ข้าต้องเป็นผู้คุ้มครองเต๋า แห่งผู้ผนึกอสูรรุ่นที่เก้า นี่ไม่มีทางเป็นไปได้! สำนักผนึกอสูรได้ทำการต่อต้านสวรรค์ และเกิดพิบัติภัยขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ พวกมันเข้าใจว่าเลขเก้า เป็นตัวเลขที่โดดเด่น และศักดิ์สิทธิ์ อันเนื่องมาจากเต๋าแห่งสวรรค์ พวกมันรู้ว่าผู้ต่อต้านอันยิ่งใหญ่ของสวรรค์ จะมาจากผู้ผนึกอสูรรุ่นที่เก้า ดังนั้น พวกมันจึงเตรียมการป้องกันไว้ก่อน โดยให้ข้ากลายเป็นผู้คุ้มครองเต๋า แห่งผู้ผนึกอสูรรุ่นที่เก้า แต่เจ้าเด็กน้อยนี้ อยู่แค่ขั้นรวบรวมลมปราณอันต่ำต้อย! มันจะกลายมาเป็นเจ้านายของข้าได้อย่างไร? เจ้าสารเลวบัดซบพวกนั้น! ที่ข้าต้องเปลี่ยนชื่อจากสำนักผนึกอสูร เป็นสำนักเอกะเทวะ และกำหนดกฎข้อบังคับ เพื่อให้ศิษย์ทั้งหมดของมันตกหลุมพราง ต่อสู้จนตายกันไปเอง ทั้งหมดนี้ ก็หวังว่าจะป้องกันใครบางคน เช่นเจ้าเมิ่งฮ่าวนี้ ปรากฎตัวขึ้น!"
สายหมอกเริ่มลอยขึ้นมาจากทะเลเหนือ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดินในแคว้นจ้าว ซึ่งตั้งอยู่บนหลังของปรมาจารย์เอกะเทวะ ด้านในของกลุ่มหมอกนั้น เรือลำหนึ่งก็ปรากฎขึ้นอย่างลี้ลับ ชายชรา และเด็กผู้หญิงยืนอยู่ที่หัวเรือ มองขึ้นไปยังปรมาจารย์เอกะเทวะ พวกมันประสานมือ และโค้งคำนับไปที่ปรมาจารย์เอกะเทวะ ด้วยความเคารพอย่างที่สุด
"กู๋อี่ติงซานอวี่ ขอคารวะท่านปรมาจารย์" เด็กผู้หญิงกล่าว ด้วยเสียงชัดเจน และไพเราะน่าฟัง ดังก้องออกมาพร้อมกับแสง และเสียงแห่งจิตวิญญาณ
"อา เจ้าคือจิตวิญญาณแห่งสายฝน ที่ตกลงมาในเดือนสามของปีอี่ติงสมัยโบราณนั้น เจ้าตกลงมาบนหลังของข้า… และกลายมาเป็นทะเลสาบ"
เด็กผู้หญิงยิ้ม และพยักหน้า จากนั้นก็มองไปที่เมิ่งฮ่าว และขยิบตาให้
เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุด เขาก็เข้าใจถึงความหมาย ชื่อแปลกๆของเด็กผู้หญิงนี้แล้วในตอนนี้
ปรมาจารย์เอกะเทวะ ส่งเสียงแค่นอย่างเย็นชาออกมา มองไปที่เด็กผู้หญิง จากนั้นก็จ้องขึ้นไปในท้องฟ้า เมิ่งฮ่าวมองตามขึ้นไป และก็เห็นมีบางสิ่งปรากฎขึ้นเป็นรูปร่างสีแดงโลหิตอันพล่าเลือน
ร่างนั้นประสานมือ และโค้งคารวะไปที่ปรมาจารย์เอกะเทวะ จากนั้นก็หายลับไป
ปรมาจารย์เอกะเทวะ ก้มศีรษะลงมา และมองไปที่เมิ่งฮ่าวอีกครั้ง "ดีมาก เมิ่งฮ่าว ในวันข้างหน้า เจ้าอยู่ให้ไกลจากข้า!"
มันพ่นลมหายใจออกมาจากปาก ทำให้เมิ่งฮ่าวลอยขึ้นไปในท้องฟ้า เมื่อถูกกระแทกจากสายลมสีดำ เมิ่งฮ่าวก็ถูกโยนออกไปจากแคว้นจ้าว หล่นลงไปยังชายขอบของหลุมยักษ์ที่อยู่บนพื้นโลก
"ไอ้บ้า! ข้าไม่อยากจะเห็นหน้ามัน ชั่วชีวิตของข้า ข้าจะไม่มีวันถือว่ามันคือเจ้านายของข้า ข้าจะไปจากที่นี่ ยิ่งไกลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี มันจะไม่มีทางหาข้าพบ สำหรับสมบัติของข้าที่มันเอาไป ก็ดี ถือว่าเป็นค่าตอบแทนสำหรับพวกมัน หนี้ทั้งหมดของพวกเราถือว่าหายกัน เช่นนี้ก็ดี มันทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย และข้าก็สามารถฝึกพลังแห่งเซียนได้ต่อไป"
ดวงตาของปรมาจารย์เอกะเทวะสาดประกาย จากนั้นร่างของมันก็หันกลับ เมิ่งฮ่าวมองไปที่เต่ายักษ์ ที่มีแคว้นจ้าวอยู่บนหลัง กลายเป็นลำแสงขนาดใหญ่… จากนั้นก็หายลับไปในเส้นขอบฟ้า
มันกำลังมุ่งตรงไปยังทะเลเทียนเหอ บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเกาะแห่งเซียนถึงได้อุบัติขึ้นมาในตำนาน ถ้ามีใครพยายามค้นหามัน ก็จะไม่มีทางหาพบ แต่เมื่อมันปรากฎขึ้น ใครก็ตามที่ก้าวเท้าขึ้นไปบนเกาะนั้น ก็จะพบว่ามันเป็นเกาะที่มีมนุษย์ธรรมดาอาศัยอยู่
เกาะนั้น แน่นอนว่าเป็น แคว้นจ้าว
เวลาผ่านไป และในที่สุดท้องฟ้าก็เงียบสงบขึ้นอีกครั้ง เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่นั่น มองลงไปยังหลุมที่กว้างและลึกนั้น จากนั้นก็มองไปยังทิศทาง ที่ปรมาจารย์เอกะเทวะหายตัวไปอย่างเงียบๆ
เวลาผ่านไป และสายฝนก็เริ่มตกลงมาอย่างกระทันหัน ค่อยๆไหลลงไปในหลุมยักษ์ ที่เคยเป็นแคว้นจ้าวมาก่อนอย่างช้าๆ หลายปีหลังจากนั้น พื้นที่แห่งนี้ก็จะกลายเป็นทะเล
เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ท่ามกลางแผ่นผืน ของสายฝนที่กำลังตกลงมา ถอนหายใจยาวออกมา ภาพแห่งอดีตมากมายแวบผ่านจิตใจ ทุกอย่างดูเหมือนจะน่าเหลือเชื่ออย่างคิดไม่ถึง เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ก็เหมือนกับภาพในจินตนาการราวความฝัน
แคว้นจ้าวจากไปแล้ว… เมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆในสายฝน จากนั้นก็มองขึ้นไปยังท้องฟ้าอันมืดสลัว ครุ่นคิดถึงชีวิตตลอดช่วงสี่ปีที่ผ่านมา
"ข้าเริ่มต้นจากการเป็นนักศึกษา…" เขาพึมพำ "ชีวิตของข้าก็เหมือนกับหิมะ ข้าอยู่ได้เพียงแค่ในฤดูหนาว ถึงข้าจะใฝ่ฝันถึงฤดูร้อน ของโลกมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตของข้าอีกต่อไป…"
หลังจากเวลานานผ่านไป เขาหันหลังกลับ ล้อมรอบไปด้วยสายฝนที่กำลังตกลงมา อีกครั้งที่เขาเริ่มเดินไปบนเส้นทาง ซึ่งนำเขาห่างออกไปจากรากเหง้าดั้งเดิมของตัวเอง
เขาเดินไปอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสายฝน ในที่สุด ก็ดูเหมือนว่าได้หลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับสายฝนนั้น ถึงแม้ว่าจะมีลมร้อนพัดผ่านมา ก็ไม่อาจจะทำอะไรเขาได้ เพราะนี่คือชีวิตของเขาเอง
ชีวิตประกอบไปด้วยประสบการณ์หนึ่ง ต่อด้วยอีกประสบการณ์หนึ่งไปเรื่อยๆ หรืออาจจะพูดได้ว่า ชีวิตคือ ประสบการณ์อันมากมายที่หลอมรวมเข้าด้วยกัน ประสบการณ์ที่แตกต่าง ก็จะนำไปสู่ชีวิตที่ต่างกันออกไป ถ้าใครคนหนึ่งพบเจอกับสายลมแห่งความขมขื่นหนาวเหน็บ คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นหิมะ ถ้าใครคนหนึ่งถูกแผดเผาด้วยความร้อน คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นสายฝน…
ไม่ว่าประสบการณ์ที่ได้รับในชีวิตคืออะไร มันก็จะปั้นแต่งคนที่พบเจอให้กลายเป็นบุคคลเช่นนั้น นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก
"ดินแดนด้านใต้ ข้ามาแล้ว! แต่ก่อนที่ข้าจะไปที่นั่น ข้าต้องบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ!" ขณะที่เขาเดินผ่านในสายฝน เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า
เขาไม่เคยลืมความตั้งใจอันดื้อรั้นที่จะบรรลุถึงพลังอันแข็งแกร่ง ซึ่งเขาได้มีประสบการณ์ภายใต้หัตถ์ยักษ์ที่กำลังโจมตีลงมาของเทียนจีซ่างเหริน ในโลกแห่งนี้ มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะคงอยู่ได้ตลอดไป
"เดี๋ยวนะ แสงสีแดงโลหิตนั่น มาจากไหน… ?"
ด้วยคำถามที่ยังคงวนเวียนอยู่จิตใจ เมิ่งฮ่าวหายลับตาไปยังจุดที่ห่างไกล
ตอนที่ 96: หยกผนึกอสูรสั่นไหวในหุบเขา
ไม่จำเป็นที่จะต้องอธิบายว่า พื้นฐานลมปราณ มีความหมายอย่างไรต่อผู้ฝึกตน มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งปฐพี รวมถึงการขยายช่วงอายุให้ยืดยาวออกไป แน่นอนว่า อายุที่ยืนยาวก็หมายถึงชีวิต และชีวิตของผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ก็ยาวนานกว่าขั้นรวบรวมลมปราณมากนัก
ภัยอันตรายบางอย่าง อาจจะสังหารบางคนที่อยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณได้ แต่อาจจะเพียงแค่ทำให้ ผู้ที่แข็งแกร่งขั้นพื้นฐานลมปราณบาดเจ็บเท่านั้น
เมิ่งฮ่าวเดินผ่านภูเขาที่เขียวขจี ด้านนอกของชายขอบ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแคว้นจ้าว ออกจากดินแดนด้านหลัง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของเขา มุ่งหน้าตรงไปยังดินแดนด้านใต้
ถึงแม้ว่าโดยหลักการแล้ว แคว้นจ้าวจะเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนด้านใต้ แต่มันก็อยู่ห่างไกล ไกลมาก ไกลมากที่สุด จากจุดศูนย์กลางของดินแดนด้านใต้ ด้วยพลังฝึกตนของเขาในตอนนี้ ถ้าเขาเดินทางไปด้วยเท้า ก็คงต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อจะไปให้ถึงที่นั่น
อย่างไรก็ตาม เมิ่งฮ่าวไม่เร่งรีบ เมื่อคิดว่าเขาต้องมุ่งตรงไปยังดินแดนด้านใต้ สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดในตอนนี้ ก็คือ จะทะลวงผ่านไปยังขั้นพื้นฐานลมปราณได้อย่างไร เพื่อจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งให้ได้
"ไม่รู้ว่าข้าจะเผชิญกับอันตรายอะไรบ้างในดินแดนด้านใต้ แล้วข้าก็ยังต้องหาทางขจัดพิษในร่างอีกด้วย ข้าต้องมีพลังฝึกตนที่แข็งแกร่งกว่านี้เท่านั้นถึงจะทำได้…" ดวงตาของเมิ่งฮ่าวสาดประกาย
เขารู้ว่า ด้วยตำรารวบรวมลมปราณ ในคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ ทำให้เขาสามารถบรรลุขั้นพื้นฐานไร้ตำหนิได้ ซึ่งมันก็หายากมากแล้ว ในการที่จะมีใครสักคนบรรลุถึงขั้นนี้ได้ แต่เมิ่งฮ่าวก็ยังได้ครอบครองสูตรลับของซ่างกวนซิว ที่จะปรุงเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์อีกด้วย!
ตอนนี้เขามีส่วนผสมเกือบครบหมดแล้ว ด้วยสิ่งที่เขาได้มาจาก ถ้ำแห่งเซียนของปรมาจารย์เอกะเทวะ รวมทั้งกระจกทองแดง เขามั่นใจว่า เขาสามารถรวบรวมวัตถุดิบทั้งหมดที่จำเป็น เพื่อปรุงเป็นเม็ดยาได้ ถ้าทำได้สำเร็จ เขาก็จะมีพื้นฐานสมบูรณ์ ซึ่งตอนนี้มีอยู่แต่ในตำนานของโลกแห่งการฝึกตนเท่านั้น
"ข้าสงสัยนักว่า… พื้นฐานสมบูรณ์จะแข็งแกร่งสักเพียงใด?" ดวงตาของเขาสาดประกาย ขณะที่พุ่งตรงไปข้างหน้า
สามเดือนผ่านไป เมิ่งฮ่าวอยู่ห่างไกลจากแคว้นจ้าวซึ่งเคยตั้งอยู่ก่อนหน้านี้ เขาได้เดินทางผ่านแคว้นของมุนษย์ธรรมดาอื่นๆหลายแคว้น และตอนนี้ก็อยู่ภายในที่รกร้างว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ ไม่ค่อยได้เห็นวี่แววของสิ่งมีชีวิตเท่าไหร่นัก
เทือกเขาโดดเดี่ยว ยืดยาวออกไป ไกลมากสุดเท่าที่สายตาของเขาจะเห็นได้ จนดูเหมือนจะยาวจนไร้ที่สิ้นสุด ในช่วงกลางวัน ได้ยินเสียงของสัตว์ป่ามากมายดังออกมา ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มยาวเหยียดสุดสายตา
ตอนกลางคืน ท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยแสงอันนุ่มนวล ของดวงดาวมากมาย รายล้อมดวงจันทร์อันอ่อนโยน เป็นภาพที่มีเสน่ห์น่าลุ่มหลงเป็นอย่างยิ่ง
เมิ่งฮ่าวยืนอยู่บนจุดสูงสุดของภูเขา มองออกไปยังโลกด้านนอก ภาพอันสวยงามเติมเต็มอยู่ภายในทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจ เริ่มเดินลงมาจากภูเขาช้าๆ
"อ่านตำราหมื่นเล่ม ท่องเที่ยวไปหมื่นเส้นทาง ก็ยากที่จะบอกได้ว่า ข้าได้เดินทางไปไกลกี่หมื่นหลี่แล้ว เทือกเขามากมายอยู่ที่เส้นขอบฟ้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าได้เห็น และได้ยิน เติมเต็มจิตใจของข้าราวกับทะเลที่ขยายออกไปชั่วนิรันดร์" ดวงตาของเขาส่องประกายเจิดจ้า
"ในการเลือกสถานที่สำหรับทะลวงขั้น พื้นฐานลมปราณ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ เลือกสถานที่ซึ่งมีพลังลมปราณอยู่มากมาย ซึ่งจะช่วยให้ข้ามีโอกาสสำเร็จสูงขึ้น" เมิ่งฮ่าวรู้ว่าการสร้างพื้นฐานของเขา ต้องยากลำบากอย่างแน่นอน เขาพุ่งไปด้วยความพยายามที่จะหาสถานที่อันเหมาะสม
เวลาอีกสามเดือนก็ผ่านไป
ตอนนี้เมิ่งฮ่าวระหกระเหินไปนานถึงหกเดือน ในช่วงเวลานี้ เขาไม่ได้ฝึกพลังแห่งเซียนเลย เมื่อบรรลุถึงขั้นวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณ เขาก็ไม่จำเป็นต้องฝึกทุกวันอีก จิตใจของเขาสงบเย็น ลึกๆแล้ว เขารู้ว่า เขาจะเริ่มสร้างพื้นฐานลมปราณเมื่อไหร่ก็ได้ ตามที่เขาต้องการ
"เพื่อความเป็นไปได้สูงสุด ที่จะสำเร็จในการสร้างพื้นฐานลมปราณ ข้าต้องเลือกสถานที่ ซึ่งมีพลังลมปราณหนาแน่นอยู่ในบริเวณนั้น" เมิ่งฮ่าวพึมพำ "เพื่อช่วยลดความผิดพลาดใดๆที่จะเกิดขึ้น" ขณะที่ท่องเทียวไป เขาไม่ได้หลีกเลี่ยงจากสัตว์ป่าใดๆ และก็ไม่ได้เข่นฆ่าสัตว์ตัวใดเลย
พิษในร่างของเขาได้กำเริบขึ้นมาสองครั้ง ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา แต่ละครั้งที่มันกำเริบ ร่างของเขาก็จะทรมานจากความเจ็บปวดอันรุนแรง ราวกับว่ามีมดจำนวนมากมายนับไม่ถ้วย กำลังกัดแทะอวัยวะภายในของเขา ครั้งแรกที่มันเกิดขึ้น ทำให้เขาต้องร่วงลงมาจากท้องฟ้า
หมอกสามสีซึมออกมาจากร่าง เขาต้องนั่งกัดฟันถึงสามวัน กว่าที่ความเจ็บปวดนี้จะลดลง ทั้งสองครั้งขณะที่พิษกำเริบ ก็มีของเหลวสีดำกลิ่นเหม็นคาว โชยออกมาจากร่างกาย ต้นไม้ใบหญ้าใดๆก็ตาม ที่ของเหลวสีดำนี้ไปสัมผัสโดน ก็จะเหี่ยวเฉาเน่าตายไปในทันที
เมื่อทำการวิเคราะห์ต่อไป เขาก็มั่นใจว่าจริงๆแล้ว พิษส่วนใหญ่ ได้ถูกขับออกมาจากร่างของเขา ในช่วงที่พิษกำเริบไปเกือบหมด มีเพียงพิษจากเม็ดยาสามสีเท่านั้น ที่ยังเหลืออยู่
ในช่วงครึ่งปีนี้ เมิ่งฮ่าวได้ใช้เวลา ในการฝึกฝนใช้ของวิเศษ ที่เขาได้มาจากปรมาจารย์เอกะเทวะ ยกตัวอย่างเช่น ธวัชสายฟ้า ในตอนนี้ เขาสามารถใช้มันได้อย่างมี ประสิทธภาพมากกว่าหกเดือนก่อน ตอนนี้ เขาสามารถใช้มันสร้างหมอกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึงเก้าสิบฉื่อ
ถ้ามีสิ่งมีชีวิตใดเข้ามาใกล้ มันก็จะปล่อยสายฟ้า ซึ่งมีพลังมากกว่าขั้นพื้นฐานลมปราณออกไป เขาได้ใช้มันประจำจนติดเป็นนิสัย เพื่อป้องกันตัวแม้ในตอนที่เขานอนพัก
สำหรับหยกเครื่องรางนำโชค เมิ่งฮ่าวไม่สามารถหาวิธีใช้ของชิ้นนี้ได้
อีกหนึ่งเดือนได้ผ่านไป ที่เบื้องหน้าของเมิ่งฮ่าว มีหุบเขามากมายปรากฎขึ้น เป็นหุบเขาที่เต็มไปด้วยสะพานแขวน ผู้คนมากมายสวมใส่เสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบ และมีเครื่องประดับอยู่บนศีรษะ เดินไปมาบนสะพาน แบกตะกร้าจักสานขนาดใหญ่ไว้บนหลังพวกมัน
เมื่อได้เห็นเช่นนั้น ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็หดแคบลง สถานที่นี้มีแต่ผืนป่า ไม่มีร่องรอยของบ้านเรือนอยู่ในบริเวณนี้เลย มันใดนั้น ปุถุชนธรรมดาหลายคนก็ปรากฎขึ้น
เสื้อผ้าของพวกมันดูแตกต่างจากคนในแคว้นจ้าว เมิ่งฮ่าวมองพวกมันจากที่ห่างไกล พึมพำกับตัวเอง และกำลังจะจากไป แต่ทันใดนั้นดวงตาก็ส่องประกายขึ้นมา เขาหันหลังกลับ มองไปที่หนึ่งในเจ็ดของหุบเขา
ผ่านไปชั่วครู่ กระบี่บินที่เขายืนอยู่ก็แวบขึ้น พาเขาตรงไปที่หุบเขานั้น เมื่อเข้าไปใกล้ คลื่นพลังลมปราณอันเข้มข้น ก็กระจายออกมา และปะทะกับใบหน้า ดวงตาของเขาเปล่งประกาย นี่เป็นพลังลมปราณที่เข้มข้นมากที่สุด เท่าที่เขาได้เห็นในหกเดือนที่ผ่านมา
หุบเขานี้ยาว และลึกมาก เมื่อมองลงไปจากกลางอากาศ เมิ่งฮ่าวไม่สามารถที่จะเห็นก้นหุบเขานี้ได้ พลังลมปราณที่เข้มข้นเป็นเหตุให้ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในบริเวณนี้เติบโตขึ้นมา อย่างหนาแน่นเต็มไปหมด และทำให้ดูเหมือนเป็นสถานที่ ที่อยู่ในโลกอื่น
"พลังลมปราณของที่นี่ ยังหนาแน่นกว่าที่ภูเขาตะวันออก ของสำนักเอกะเทวะซะอีก" เมิ่งฮ่าวมองลงไปยังหุบเขาที่มีหมอกอยู่เลือนลาง ด้วยความประหลาดใจ
ในตอนนั้นเอง หมอกในหุบเขาก็ปั่นป่วนไปมาในทันใด ภายในถุงสมบัติของเมิ่งฮ่าว หยกผนึกอสูรสั่นระรัว เขาหยิบเอาแผ่นหยกออกมาด้วยดวงตาที่สาดประกาย
ทันทีที่เขาดึงมันออกมา เสียงกระหึ่มก็ดังก้องอยู่ในศีรษะ และตัวอักษรก็ปรากฎขึ้นในจิตใจ
"ความเข้าใจจากโบราณกาล การหลอมรวมแห่งอสูร ถูกตัดขาดโดยหัตถ์ของผู้ผนึกอสูร น่าเสียดาย; เถ้าธูปหนึ่งชุ่นที่ลูกหลานสักการะ"
จู่ๆ ตัวอักษรก็ปรากฎขึ้น และหายไปอย่างรวดเร็ว เลือนลางลงภายในจิตใจของเมิ่งฮ่าว ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม แต่ดวงตาของเมิ่งฮ่าวก็สาดประกายเจิดจ้า เขาจ้องลงไปยังหมอกภายในหุบเขา จากนั้นก็มองกลับไปที่หยกผนึกอสูร
"ถูกตัดขาดโดยหัตถ์ของผู้ผนึกอสูร… สำนักผนึกอสูร หยกโบราณ อสูร… หยกผนึกอสูรนี้มีความลับอะไรซุกซ่อนอยู่… ?" เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น
มองไปรอบๆก็เห็นว่า เหล่าชาวบ้านมากมาย ที่อยู่บนสะพานแขวน ได้มองเห็นเขา ความหวาดกลัวปรากฎขึ้นบนใบหน้าของพวกมัน แต่ละคน คุกเข่าลง และเริ่มโขกศีรษะมาที่เขา
ทันใดนั้น เสียงเสียดสีอากาศแหลมเล็ก ก็ดังออกมาจากหนึ่งในหุบเขาด้านอื่น สองลำแสงที่มีสีสันก็ปรากฎขึ้น คฤธรขนาดใหญ่สองตัวบินออกมา บนหลังของมันแต่ละตัว ยืนไว้ด้วยบุคคลหนึ่งคน
ทั้งสองคนมีอายุประมาณสี่สิบปี สวมใส่ชุดยาวสีน้ำเงิน และสีเขียวที่ถักทอกันอย่างซับซ้อน ใบหน้าของพวกมันค่อนข้างจะคล้ำ และผอมแห้ง หนึ่งในนั้นมีอสรพิษลายสีเขียวสลับน้ำเงินเข้ม พันอยู่รอบๆแขน ดวงตาของอสรพิษน้อยตัวนั้นดูน่ากลัว และเมื่อมันแลบลิ้นออกมา หมอกจางๆก็พ่นออกมาจากปากของมัน
บุรุษอีกคน มีตะขาบอยู่บนไหล่ ค่อยๆส่ายไปมาช้าๆ ยาวประมาณหนึ่งคืบ และมีสีสันมากมาย เห็นได้ชัดว่า มีพิษเป็นอย่างยิ่ง
บุรุษทั้งสองนั้น หนึ่งอยู่ที่ระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ อีกคนอยู่ที่ขั้นสูงสุดของระดับแปด พวกมันดูไม่มีความเป็นมิตรมากนัก มาหยุดอยู่ห่างจากเมิ่งฮ่าวประมาณ สามร้อยจ้าง (1จ้าง = 10ฟุต) จ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เย็นชา
สีหน้าของเมิ่งฮ่าวยังคงสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย เก็บหยกผนึกอสูร และมองไปที่พวกมัน เขาเคยพบกับผู้ฝึกตนมากมายในแคว้นจ้าว ที่มีพลังฝึกตนเท่ากับสองคนนี้
ขณะที่พวกมันมองมาที่เขา เสียงแหวกฝ่ากาศแหลมเล็กอื่น ก็ดังออกมา จากหุบเขาอีกด้าน คางคกที่มีปีกสีม่วง บินออกมา ตามด้วยกลุ่มหมอกเมื่อมันบินมา ดูเหมือนว่าคางคกตัวนี้ มีพลังฝึกตน ขั้นรวบรวมลมปราณ บนหลังของมัน มีชายชรานั่งขัดสมาธิอยู่
ชายชราสวมใส่ชุดที่ถักทอ เป็นลวดลายสีแดงและเหลือง ใบหน้าของมันวาดด้วยสี เป็นลวดลายของหน้ากากชนิดหนึ่ง ดูดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่มันบินออกมาสมทบกับ สองคนที่กำลังสำรวจดูเมิ่งฮ่าวอยู่
พลังฝึกตนของชายชราไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง มันอยู่ที่จุดสูงสุดของระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ เมื่อเห็นมัน สีหน้าของสองคนนั้นก็เปลี่ยนไป
ชายชราจ้องไปที่เมิ่งฮ่าว ขมวดคิ้วขณะที่มันพยายามจะประเมินพลังฝึกตนของเขา "ข้าเป็นหัวหน้าของหมู่บ้านหลิงฉาน (วิญญาณคางคก)" มันกล่าว "ถ้าท่านเพียงแค่ผ่านมา สหายเต๋าโปรดเดินทางต่อไป ที่นี่ไม่ยินดีต้อนรับผู้ฝึกตนจากที่อื่น"
สีหน้าของเมิ่งฮ่าวยังคงสงบนิ่งเหมือนเคย พลังลมปราณอันเข้มข้นของที่นี่ เป็นสิ่งที่เขาตามหามานานถึงครึ่งปี ถ้าเขาจากไป ก็ยากที่จะบอกได้ว่า เขาจะหาสถานที่อื่น ที่เหมือนกับที่นี่ได้อีกเมื่อไหร่
โดยปกติ เขาก็แค่ไม่สนใจ และเดินทางต่อไป แต่ด้วยปฏิกิริยาแปลกๆของหยกผนึกอสูร ได้ทำให้เขาเกิดความสนใจในสถานที่นี้ จึงตัดสินใจที่จะไม่จากไป
เขาไม่พูดจา มือขวาขยับในรูปแบบของการสร้างเวทอาคม และกระบี่บินก็ลอยออกมาเล่มแล้วเล่มเล่า รวมตัวกันเป็นพิรุณกระบี่ มากกว่าหนึ่งร้อยเล่มในทันที หมุนวนไปมาอยู่รอบๆบริเวณนั้น สร้างเป็นสายน้ำแห่งกระบี่หมุนวนไปมา จากนั้นก็เริ่มขยายตัวออกไปในทุกทิศทาง
สีหน้าของชายชราบนหลังคางคก และบุรุษทั้งสองคนก็เปลี่ยนไปในทันที เมิ่งฮ่าวชี้ลงไปยังหนึ่งในหุบเขานั้น กระบี่ก็พุ่งตรงไป เสียงระเบิดดังออกมา เมื่อพวกมันกระแทกไปยังหน้าผา และแกะสลักออกเป็นถ้ำที่เรียบง่าย
"โปรดให้ข้า อยู่ในถ้ำนั้นสักสองสามเดือน" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา ไม่มองไปที่พวกมันอีก เขาพุ่งตรงไปยังถ้ำแห่งนั้น
ภาพอันน่าตกใจของกระบี่บินมากกว่าร้อยเล่ม ทำให้เฒ่าคางคกนั้นขมวดคิ้ว สองผู้ฝึกตนที่เหลือก็ดูท่าทางลังเล
บุรุษที่มีอสรพิษพันรอบๆแขน จ้องไปที่เมิ่งฮ่าว ขณะที่เขาเข้าไปในถ้ำ มันยกแขนขึ้นมา และอสรพิษตัวนั้นก็กลายเป็นประกายเลือนลางสีดำ เมื่อมันพุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว
ขณะที่มันใกล้เข้ามา ความดำมืด และเย็นชาก็ปรากฎขึ้นในดวงตาของเมิ่งฮ่าว
ตอนที่ 97: ทะลวงพลังฝึกตนในหุบเขา
ก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะขยับตัว อสรพิษลายเขียวสลับน้ำเงินเข้ม ก็ห่างจากเขาประมาณสิบจ้าง (1จ้าง = 10ฟุต) ทันใดนั้น มันก็หยุดอยู่กลางอากาศ และส่งเสียงร้องแหลมเล็กออกมา ราวกับว่ามันรู้สึกได้ถึงบางสิ่งอันน่ากลัวบนร่างของเมิ่งฮ่าว มันเริ่มสั่นระรัว จากนั้นก็พุ่งถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าเข้ามาใกล้อีกแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น หมอกสามสีก็ลอยขึ้นมาจากด้านบนศีรษะของเมิ่งฮ่าว กลายเป็นใบหน้าปีศาจ ซึ่งมีสีหน้าอันลี้ลับทั้งหัวเราะ และร้องไห้ หมุนไปรอบๆศีรษะของเมิ่งฮ่าว จากนั้นก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมา และพุ่งตรงไปยังอสรพิษตัวน้อย
อสรพิษวิญญาณ ส่งเสียงร้องอย่างน่าสังเวชออกมา เมื่อเสียงกรีดร้องนั้นกระแทกเข้าไปที่มัน ร่างของอสรพิษนั้นเริ่มเน่าเปื่อยในทันที กลายเป็นก้อนโลหิตสาดลงไปบนพื้นดิน เมื่อได้เห็นดังนี้ สีหน้าของชายชราก็เปลี่ยนไป สองผู้ฝึกตนนั้นก็อ้าปากค้าง ความประหลาดใจปรากฎขึ้นบนใบหน้าของพวกมัน
เมิ่งฮ่าวก็มองดูด้วยความประหลาดใจเช่นเดียวกัน จิตใจของเขาเต้นรัว
หมอกสามสี เป็นพิษที่อยู่ในร่างของเขา มันกำเริบขึ้นมาสองครั้งในครึ่งปีที่ผ่านมา แต่นี่เป็นครั้งแรก ที่มันได้ดำเนินการ ในรูปแบบของเวทอาคม และโผล่ออกมาจากร่างของเขา ด้วยความตั้งใจของมันเอง
เห็นได้ชัดว่าพิษนี้ มีความลี้ลับอย่างไม่น่าเชื่อ มันสามารถรับรู้ถึงพิษอื่นๆ และไม่ยอมให้พิษพวกนั้นเข้ามาใกล้ ราวกับว่าร่างกายของเมิ่งฮ่าวนี้ เป็นของมันแต่เพียงผู้เดียว
หลายเดือนที่ผ่านมา เมิ่งฮ่าวเชื่อว่าในช่วงที่มีการกำเริบขึ้น ของพิษสองชนิดก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นพิษจากสามสำนักใหญ่ ก็ได้ถูกขจัดออกไปเรียบร้อยแล้ว
ดูเหมือนว่าพิษทั้งสองชนิดนั้น ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าพิษสามสี และถูกบังคับให้หายไปจากร่างของเขา เมื่อได้เห็นการตายของอสรพิษวิญญาณนั้น ก็ทำให้เมิ่งฮ่าว ในที่สุดก็เข้าใจว่าพิษสามสี ของเทียนจีซ่างเหริน จริงๆ แล้วมีความน่ากลัวมากเพียงไร
แน่นอนว่า บุคคลทั้งสามที่เขาได้เผชิญหน้าอยู่ในตอนนี้ ไม่รับรู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย พวกมันมองไปที่เมิ่งฮ่าว ความกลัวปรากฎขึ้นบนใบหน้าของพวกมัน
ผู้ฝึกตนซึ่งสูญเสียอสรพิษวิญญาณผู้นั้น พุ่งถอยไปด้านหลังด้วยความเร็วสูงสุด พ่นโลหิตออกมาจากปาก มันมองไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยความรู้สึกหวาดกลัวอย่างน่าประหลาดใจ
"ที่แท้ สหายเต๋าก็ฝึกพลังพิษด้วยเช่นกัน…" ชายชราบนหลังคางคก ซึ่งอยู่ระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณกล่าว มันยืนขึ้น และคารวะเมิ่งฮ่าวด้วยความนับถือ
"เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ได้โปรดอยู่ที่นี่ตามความพอใจ แต่ มีบางอย่างแปลกๆเกิดขึ้นในหุบเขานี้ มันมีพลังลมปราณอันเข้มข้น และทุกๆวันที่ดวงจันทร์เต็มดวง จะมีหมอกพุ่งออกมา และกระจายเต็มไปทั่วทั้งหุบเขา" ดวงตาของมันส่องประกายขณะที่พูด
"ขอบคุณสำหรับคำเตือน" เมิ่งฮ่าวกล่าว ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ร่างกายขยับเข้าไปในถ้ำ ก้อนหินขนาดใหญ่ที่เขาตัดออกมา ก็ตกลงไปที่ปากถ้ำ ผนึกถ้ำให้ปิดไป
ด้านนอก ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ดวงตาของเฒ่าคางคกสาดประกาย ขณะที่มันมองไปที่บุรุษสองคนนั้น พวกมันทั้งหมดเงียบไปสักพัก จากนั้นก็ตบไปที่สัตว์วิญญาณของตัวเอง และบินออกไปยังหุบเขาอีกแห่งหนึ่ง ที่นั่น มีผู้ฝึกตนอีกสี่คนรวมตัวกันอยู่
พวกมันทั้งหมด อยู่ที่ระดับแปดขั้นรวบรวมลมปราณ และสวมใส่ชุดยาวที่ถักทอเป็นลายสีเขียว และสีน้ำเงิน นั่งอยู่บนก้อนหินสีดำขนาดใหญ่ ซึ่งมีแสงสลัวกระพริบเป็นจังหวะ เมื่อแสงส่องสว่างขึ้นมา ก้อนหินนั้นก็ดูเหมือนว่า จะค่อนข้างโปร่งใส ด้านในของมันมองเห็นเป็นกระดูกของปักษาสองหัว
เมื่อเฒ่าคางคก และสองบุรุษนั้นมาถึง บุรุษทั้งสี่ก็ลืมตาขึ้น
"คนภายนอกนั้น เป็นผู้ฝึกตนที่ใช้พิษ" บุรุษผู้สูญเสียอสรพิษวิญญาณกล่าว เสียงของมันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความอาฆาตแค้นกระจายออกมาจากดวงตาของมัน "ข้าไม่แน่ใจว่า มันได้เห็นมากน้อยแค่ไหน แต่มันไม่ยอมจากไป"
"นี่เป็นเรื่องยุ่งยาก…" หนึ่งในสี่บุรุษที่นั่งขัดสมาธิกล่าวพร้อมขมวดคิ้ว มันเป็นบุรุษวัยกลางคน ใบหน้าซีดขาว "พลังฝึกตนของมันอยู่ที่ระดับใด?"
"จุดสูงสุดของระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ!" เฒ่าคางคกกล่าวเสียงเรียบเย็น มันไม่ได้พูดผิด ถึงแม้ว่า เมิ่งฮ่าวจะบรรลุถึงระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณ แต่เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็ถูกตัดขาดจากสวรรค์และปฐพี ดังนั้น เขาจึงมักจะคงอยู่ที่จุดสูงสุดของระดับเก้า
"พลังฝึกตนของมันลึกล้ำประณีตมาก แต่ถ้าพวกเราโจมตีไปพร้อมกัน มันต้องตายอย่างแน่นอน" ผู้ฝึกตนที่สูญเสียอสรพิษวิญญาณกล่าว
"ถ้าพวกเรายอมให้มันอยู่ที่นี่ มันก็จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันอาจจะไม่สงสัยในตอนนี้ แต่จันทราจะเต็มดวงครั้งหน้า ในอีกครึ่งเดือนนี้ เมื่อถึงเวลาที่จะดึงเชือกสีแดง มันก็จะต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นอย่างแน่นอน มันเป็นผู้ฝึกตนที่ใช้พิษ มันจะไม่สนใจได้อย่างไร? ข้าขอบอกว่า พวกเราไปโจมตี และกำจัดมันด้วยกันเถอะ"
บางคนดูเหมือนว่าจะลังเล เนื่องจากเมิ่งฮ่าวอยู่ที่จุดสูงสุดของระดับเก้า ในตอนนี้ มีเพียงเฒ่าคางคก ที่แข็งแกร่งพอที่จะต่อสู้กับเขาได้ ที่เหลือไม่มีใครแข็งแกร่งพอแม้แต่คนเดียว
ถ้าพวกมันทั้งหมดโจมตีพร้อมกัน พวกมันอาจจะชนะ แต่บางคนในพวกมันก็อาจจะต้องตายไป ด้วยความลังเล พวกมันมองไปที่เฒ่าคางคก
"พวกเราไม่จำเป็นต้องทำอันใดทั้งสิ้น ข้าบอกมันว่าจะมีสิ่งแปลกๆเกิดขึ้น ในหุบเขา ในวันที่จันทร์เต็มดวง มีแนวโน้มว่า มันอาจจะไปดูด้วยตาตัวเอง พวกเราไม่จำเป็นต้องโจมตี พิษที่มาพร้อมกับเชือกสีแดงนั้น ก็จะสังหารมันเอง ถ้ามันไม่ออกมา… ก็ดี พิษนั้นปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา ไม่ว่าอย่างไร มันก็ต้องตาย! ภูเขาวิญญาณของบรรพบุรุษพวกเราทั้งสามหมู่บ้าน ไม่อาจให้คนภายนอกมาเฝ้ามองได้ ใครก็ตามที่ทำเช่นนั้น… มันต้องตาย"
ดวงตาของมันแข็งกระด้างขณะที่พูด บุคคลทั้งหกพยักหน้าเห็นด้วย
ขณะเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิในถ้ำแห่งเซียน ความเข้มข้นของพลังลมปราณรอบๆตัว ทำให้พลังการฝึกตนของเขากระเพื่อมขึ้นลง ขณะที่กำลังสูดลมหายใจเข้าออก แกนทะเลลมปราณอันไร้ขอบเขตของเขา ดูเหมือนว่ากำลังจะรวมตัวเข้าด้วยกัน
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เงยหน้าขึ้น มองไปที่ก้อนหินใหญ่ ที่เขาใช้ปิดผนึกถ้ำแห่งเซียนนี้ ดวงตาสาดประกาย และกระบี่บินสองเล่มก็ปรากฎขึ้น ลอยอยู่ด้านข้าง เขายกมือขวาขึ้น และโบกไปในอากาศ ยันต์อาคมก็ปรากฎขึ้น ลอยอยู่เบื้องหน้า เขาส่งมันไปแขวนอยู่บนหินใหญ่ก้อนนั้น
ยันต์อาคมนี้ ได้มาจากหวังเถิงเฟย เขาไม่แน่ใจว่า มันจะแข็งแกร่งมากแค่ไหน และไม่เคยใช้มัน แต่เมื่อคิดว่าเขาได้มันมาจากหวังเถิงเฟย มันคงไม่ใช่สิ่งของธรรมดาเป็นแน่
"ดูเหมือนว่า คนกลุ่มนี้มีความลับซ่อนอยู่ พวกมันไม่ต้องการให้คนภายนอกรู้ความลับนี้ ถ้าพวกมันไม่มายุ่งกับข้า ข้าก็จะไม่ยุ่งกับพวกมัน แต่ถ้าพวกมันมารบกวนการฝึกตนของข้า…"
ดวงตาของเมิ่งฮ่าวแข็งกระด้าง ใบหน้าของเขานิ่งเรียบ ขณะที่ดึงกระดองเต่าของซ่างกวนซิว ออกมาจากถุงสมบัติ ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นฐานสมบูรณ์จารึกไว้ เขามองไปที่มัน ขมวดคิ้ว
"การที่จะปรุงเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ ข้าจำเป็นต้องมีเตาปรุงยา" เมิ่งฮ่าวพึมพำกับตัวเอง
"ข้าได้มันมาจากซ่างกวนซิว แต่จำเป็นต้องมีทักษะในการผสมตัวยาด้วย ถ้าไม่มีทักษะนั้น โอกาสที่จะผิดพลาดก็จะมากขึ้น สมุนไพรพวกนี้มีค่ามากเป็นอย่างยิ่ง ถึงข้าจะทำพลาด ข้าก็สามารถลอกเลียนแบบเพิ่มได้ แต่ต้องใช้หินลมปราณมากเกินไป"
เขาไม่มีทักษะในการผสมตัวยา ซึ่งค่อนข้างน่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากเวลาผ่านไป เมิ่งฮ่าวก็หยิบเอาสมุนไพรชนิดต่างๆที่ใช้ในการปรุงเม็ดยารองออกมา ซึ่งเป็นเพียงบางส่วน ของส่วนผสมรายการต่างๆ จากนั้นก็ดึงกระจกทองแดงออกมา และเริ่มลอกเลียนแบบ สมุนไพรบางส่วนนั้น
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เขาได้ใช้หินลมปราณไปจำนวนมากมาย ถึงแม้ว่าเขาจะมีภูเขาหินลมปราณก็ตามที แต่ถ้าเขายังคงทำเช่นนี้ เขาก็คงจะสิ้นเนื้อประดาตัวได้ในไม่ช้า
"นี่เป็นเพียงแค่เม็ดยารอง… การปรุงเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ มีสองขั้นตอนหลัก ขั้นตอนแรกคือการปรุงเม็ดยารองที่แตกต่างกันเจ็ดเม็ด แต่ละเม็ดก็มีหน้าที่แตกต่างกัน ขั้นตอนที่สองก็คือ นำเม็ดยาทั้งเจ็ดนั้นมาผสมรวมกัน เพื่อจะปรุงเป็นเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ ถ้าข้าทำพลาดแม้แต่เม็ดเดียว มันก็จะไม่มีทางสำเร็จ! จากเม็ดยารองทั้งเจ็ดนั้น ซ่างกวนซิวได้ปรุงไปแล้วสอง ตอนนี้ก็เหลืออีกห้าเม็ด… ข้าไม่เคยปรุงยามาก่อน จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าข้าพยายามนับสิบครั้งเพื่อที่จะสำเร็จให้ได้? ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าก็คงมีหินลมปราณไม่พอเป็นแน่ ซึ่งก็จะกระทบกับการบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณของข้า การผสมตัวยา… ถ้าข้าสามารถฝึกฝนทักษะการผสมตัวยาให้เพียงพอ ข้าก็จะหมดปัญหานี้"
เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว เขาเคยศึกษาการผสมตัวยาขั้นพื้นฐานจากเมืองเทียนเหอ แต่โชคร้าย การพยายามศึกษาวิธีการผสมตัวยาด้วยตัวเองนี้ มันไม่ง่ายนัก และต้องใช้เวลานานในการเรียนรู้
ยิ่งไปกว่านั้น บางวิธีก็พิเศษไม่ธรรมดา อาจารย์ปรุงยามากมาย มีวิธีการปรุงที่เป็นความลับ ซึ่งไม่มีทางบอกต่อคนภายนอก บางวิธีก็มักจะเป็นความลับของสำนัก
"วิธีที่ดีที่สุด คือ ปรุงเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ก่อน จากนั้นก็สร้างพื้นฐานลมปราณ ด้วยวิธีนี้ ก็ไม่ต้องรีบในการปรุงเม็ดยา ซึ่งซ่างกวนซิวเลือกใช้วิธีนี้ แต่…" ดวงตาของเขาส่องประกาย
"วิธีนี้ดูเหมือนจะเหมาะสม แต่ถ้าข้าไม่บรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ ข้าก็จะต้องเผชิญกับอันตรายมากมาย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมซ่างกวนซิวถึงจบลงด้วยความตาย มิเช่นนั้น ข้าก็ไม่มีทางจะสังหารมันได้ ดังนั้น วิธีนี้… ไม่อาจใช้!" เขาเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นดวงตาก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"ไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งใด ข้าต้องบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณก่อน ถ้าข้าสามารถปรุงเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ได้ทีหลัง มันก็คงไม่สายไป เม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ สามารถซ่อมแซมรอยร้าว ในเสาแห่งเต๋า ซึ่งถูกลิขิตมาจากสวรรค์ ดังนั้น… พื้นฐานไร้ตำหนิก็ไม่เลว!"
เมิ่งฮ่าวกัดฟันแน่น ถึงแม้เขาต้องการจะปรุงเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ แต่มันก็ไม่เหมาะที่จะทำในตอนนี้
"ข้าจะเข้าไปยังดินแดนด้านใต้ได้ ต้องบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณก่อนเท่านั้น จากนั้นค่อยหาทางขจัดพิษในร่าง ด้วยการเป็นผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณ มันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้"
เมื่อได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่ยอมเสียเวลาคิดอีกต่อไป เอากระดองเต่า และต้นสมุนไพรเก็บใส่ถุงสมบัติ จากนั้นก็หยิบเม็ดยาพื้นฐานลมปราณออกมา และเริ่มคัดลอกมัน
เขาอยู่ในวงจรอันยิ่งใหญ่ ขั้นรวบรวมลมปราณ และรู้สึกเชื่อมั่นในความสามารถ ที่จะทะลวงผ่านไปถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย เขาตัดสินใจที่จะใช้พลังของเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ
มองลงไปยังเม็ดยาพื้นฐานลมปราณห้าเม็ดตรงหน้า เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตบไปที่ถุงสมบัติ ธงเล็กๆก็ลอยออกมา สายฟ้าแลบไปมารอบๆมัน ขณะที่มันลอยผ่านอากาศออกไป เมิ่งฮ่าวขยับมือสร้างรูปแบบเวทอาคม และธงผืนนั้นก็ปักลงไปบนพื้น
โดยไม่ต้องใช้พลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าวช่วย ธงผืนนั้นก็ดูดพลังลมปราณบางส่วน ที่กระจายอยู่รอบๆบริเวณนั้นเข้าไป และกลายเป็นสายหมอก ปกคลุมไปทั่วทั้งถ้ำแห่งเซียนนั้น กระจายออกไปสิบจ้างในทุกทิศทาง ล้อมรอบเมิ่งฮ่าวไว้ภายใน
"หลังจากที่กลืนเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ ร่างของข้าก็จะนิ่งแข็ง ไม่สามารถขยับตัวได้" เขามองไปที่สายหมอกที่ถูกสร้างโดยธงผืนน้อย "ด้วยธวัชสายฟ้านี้ ข้าก็ถูกปกป้องไว้ ไม่มีใครสามารถมารบกวนข้าได้ เมื่อดูจากระดับฝึกตนของข้าในตอนนี้ ข้าจะกลายเป็นอัมพาตในไม่ช้า"
ด้วยของวิเศษที่เขาได้มาจากปรมาจารย์เอกะเทวะ หยกผนึกอสูร เป็นสิ่งของที่ลี้ลับมากที่สุด แต่สิ่งที่เขาชอบมากที่สุด นอกจากภูเขาหินลมปราณแล้ว ก็เป็นธงน้อยผืนนี้ สำหรับเครื่องรางนำโชค เขายังคงไม่สามารถบอกอะไรเกี่ยวกับมันได้ เขาคงต้องศึกษามันให้มากกว่านี้ หลังจากที่บรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาหยิบเม็ดยาใส่เข้าไปในปากหนึ่งเม็ด มันละลายไปในทันที และพลังลมปราณอันไร้ขอบเขตก็สั่นสะเทือนไปทั่วร่าง จนตัวสั่นสะท้าน มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขากลืนเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ แต่ทุกครั้งที่กลืนมันลงไป ก็รู้สึกราวกับว่า เขาเป็นเรือลำน้อย ที่ลอยอยู่ท่ามกลางคลื่นยักษ์ที่สาดซัดกระหน่ำมา เสียงกระหึ่มกึกก้องเต็มอยู่ในศีรษะ เขาโคจรพลังลมปราณต่อไป
พลังลมปราณอันไร้ขอบเขต ไหลเวียนไปทั่วร่างของเมิ่งฮ่าว ไหลเข้าไปในแกนทะเลลมปราณ ทำให้มันส่งเสียงดังกระหึ่ม และพลุ่งพล่านปั่นป่วนไปมา ทันใดนั้น แกนอสูรภายในร่างก็ดูเหมือนว่า กำลังจะกลายเป็นเสาแห่งเต๋า
เมื่อเสาแห่งเต๋าปรากฎขึ้น เมิ่งฮ่าวก็จะทะลวงผ่านจาก ขั้นรวบรวมลมปราณ และก้าวข้ามไปสู่การฝึกตนที่แท้จริง… พื้นฐานลมปราณ
เมื่อไหร่ที่อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ เขาก็จะไม่กลับไปเป็นมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป เขาจะเดินไปบนวิถีทางแห่งการฝึกตนอย่างแท้จริง และจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลกมนุษย์อีกต่อไป การตกกลับไป เป็นการบ่งชี้ว่า เขาไม่สมควรที่จะอยู่ในโลกแห่งการฝึกตนนี้!
เขาจะเป็นนาวาที่ล่องทวนสายนที
ซึ่งสามารถสรุปด้วยวลี "มุ่งหน้าต่อไป มิเช่นนั้นก็ตกอยู่ด้านหลัง"
ตอนที่ 98: หุบเขาแห่งเชือกสีแดง
เวลาเดินไปอย่างช้าๆ ในที่สุดครึ่งเดือนก็ผ่านไป ในคืนที่พิเศษคืนหนึ่ง จันทร์เต็มดวงทอแสงเจิดจ้าเป็นพิเศษ สุกสว่างกว่าดวงดาวเกือบทั้งหมด ลอยอยู่กลางท้องฟ้า สาดแสงปกคลุมพื้นปฐพี ด้วยแสงสีเงินอันอ่อนโยน
ดูเหมือนว่าแสงนี้จะเจิดจ้ามากเป็นพิเศษ เหนือท้องฟ้าของหุบเขาทั้งเจ็ด โดยเฉพาะหุบเขาที่เมิ่งฮ่าวอยู่ เมื่อมันส่องแสงลงมายังกลุ่มหมอก หมอกกลุ่มนั้นก็เริ่มเดือดพล่าน ค่อยๆม้วนตัวจนดูเหมือนกระแสน้ำวนอย่างช้าๆ
ด้านนอกของหุบเขา ผู้ฝึกตนเจ็ดคนกำลังรอบางสิ่งอยู่ ดวงตาของพวกมันส่องประกาย จ้องไปยังกลุ่มหมอกภายในหุบเขา ด้วยสีหน้าจดจ่อมุ่งหวัง
"เวลามาถึงแล้ว…" เฒ่าคางคกกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา ถึงแม้คำพูดจะดังออกมาจากปากของมัน แต่ก็ยังได้ยินเสียงเสียดสีดังออกมาจากภายในกลุ่มหมอก
เสียงนั้นได้ยินไม่ค่อยชัดนัก แต่เมื่อมันมากระทบหู ก็แทงเข้าไปในจิตใจ เสียงกรอบแกรบดังออกมา และกลุ่มหมอกภายในหุบเขาก็กระเพื่อมไปมา
เวลาผ่านไป เสียงเสียดสีก็ได้ยินชัดเจนมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางเสียงกรอบแกรบที่อยู่ห่างไกลออกไป กลุ่มหมอกที่ม้วนตัวไปมา ก็หมุนวนรวมตัวกัน จนกระทั่งปรากฎเป็นวังน้ำวนขนาดใหญ่
ริมขอบของกลุ่มน้ำวนแห่งหมอกนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะสามารถเจาะไชเข้าไป ในผนังของหน้าผาที่อยู่รอบๆบริเวณนั้น ทำให้หินดินทรายผสมรวมกัน ไหลลงมาจากผิวของหน้าผา
ในเวลานั้นเอง เชือกสีแดงก็ปรากฎขึ้นมาจากภายในกระแสน้ำวนนั้น มีความหนาเท่าแขนคน และมีสีแดงราวกับว่า ถูกย้อมด้วยโลหิตของผู้คนมากมายจนนับไม่ถ้วน
เสียงหึ่ง หึ่ง ดังกระจายไปทั่ว เมื่อทั้งกระแสน้ำวน และเชือกหมุนวนไปมา ทันทีที่เชือกปรากฎขึ้น บุรุษทั้งเจ็ดก็ดูเหมือนว่าจะกระตือรือล้นขึ้น
ดวงตาของเฒ่าคางคกเปล่งประกายขึ้นมา มันกัดลิ้นตัวเองเล็กน้อย และพ่นโลหิตออกมา ในเวลาเดียวกัน ก็ขยับมือในรูปแบบการสร้างเวทอาคม และหยิบชิ้นส่วนโลหะสีดำ ออกมาจากถุงสมบัติ
บุรุษอีกหกคนก็ทำเช่นเดียวกัน พ่นโลหิตออกมา และหยิบชิ้นส่วนโลหะสีดำออกมา ดูเหมือนว่าพวกมันจะคุ้นเคยกับขั้นตอนพวกนี้ ราวกับว่าพวกมันเคยทำเช่นนี้มาก่อน
โลหิตลอยเข้าไปในกระแสน้ำวน และทำให้กระแสน้ำวนนั้นหยุดการหมุนวนในทันที แต่เชือกยังคงหมุนต่อไป
เศษโลหะสีดำจากบุรุษทั้งเจ็ด หมุนวนขึ้นไปในอากาศ จากนั้นก็รวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นดาบใบกว้างสีดำ!
ดาบลอยอยู่ด้านบนของหุบเขา ชี้ลงมายังเชือกสีแดง ทำให้เชือกหยุดการหมุนวนในทันที
เฒ่าคางคกตะโกนออกมาเบาๆ ลอยตัวไปคว้าเชือกสีแดงด้วยสองมือ มันจับไว้โดยไม่ลังเล ถึงแม้ว่าจริงๆแล้ว เชือกนั้นมีเมือก ที่เหมือนกับเคลือบไว้ด้วยโลหิต บุรุษอีกหกคน ปรากฎขึ้นด้านหลังมัน รวมพลังเข้าด้วยกันเพื่อฉุดดึงเชือกเส้นนั้น
เสียงกระหึ่มกึกก้องดังสนั่นหวั่นไหว กระจายออกไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น เชือกค่อยๆโผล่ออกมาจากภายในกระแสน้ำวนนั้นเกือบสิบจ้าง (1จ้าง = 1เมตร) ลมปราณสีดำไหลออกมา กระจายเต็มอยู่ในอากาศ จนในที่สุด มันก็ปกคลุมไปทั่วทั้งถ้ำที่เมิ่งฮ่าวนั่งเข้าฌาณอยู่
"ร้อยจ้าง พวกเราได้หินวิญญาณหยก สองร้อยจ้าง ได้พิษในพิษ ครั้งที่แล้วพวกเราดึงได้ถึงสามร้อยจ้าง และก็ได้หินผนึกสัตว์อสูร วันนี้พวกเราออกมาทั้งหมด ต้องดึงให้ได้ถึงห้าร้อยจ้าง!"
"ถูกต้อง! จากบันทึกโบราณของชนเผ่าพวกเรา ถ้าดึงมาได้ห้าร้อยจ้าง มันก็จะเปิดผนึกแรกออกมา และวิญญาณบรรพบุรุษของชนเผ่า ก็จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้น กลายเป็นพื้นฐานพิษ และพลังฝึกตนของพวกเราก็จะขยับขึ้นไปอีกขั้น!" ดวงตาของคนทั้งเจ็ดสาดประกาย และช่วยกันดึงเชือกเส้นนั้น
ส่วนลึกสุดของกระแสน้ำวนไม่สามารถเห็นได้ ไม่มีสิ่งใดนอกจากความมืดมิด ทำให้เชือกสีแดงดูเหมือนจะยาวจนไร้ที่สิ้นสุด ทุกครั้งของการฉุดลากเชือกเส้นนั้น ก็ทำให้หุบเขารอบๆบริเวณนั้นสั่นสะเทือน พื้นดินกระเพื่อมไปมา ราวกับว่าปลายสุดของเชือก ได้ผูกติดไว้กับแกนกลางของโลก
เสียงระเบิดอย่างน่าตกใจดังออกมา ขณะที่พวกมันลากดึงต่อไป พิษในพิษกระจายออกมามากขึ้น เมื่อเชือกปรากฎออกมายาวถึงสามร้อยจ้าง ทันใดนั้น กลิ่นเหม็นราวปลาเน่า ก็กระจายออกมาจากส่วนลึกของกระแสน้ำวนนั้น
ดูเหมือนว่ากลิ่นเหม็นนี้ไม่เคยปรากฎขึ้นมาก่อน สีหน้าของบุรุษทั้งเจ็ดเปลี่ยนไป พื้นที่รอบๆเส้นเชือก ก็ดูเหมือนว่าจะถูกปกป้องจากกลิ่นเหม็น และพิษในทันที ใบหน้าของพวกมันซีดขาว บุรุษทั้งเจ็ดกัดฟันแน่น และช่วยกันลากดึงเส้นเชือกนั้นอีกครั้ง
สามร้อยห้าสิบจ้าง สามร้อยแปดสิบจ้าง สี่ร้อยจ้าง!
บุรุษทั้งหมดเหนื่อยหอบ พวกมันใช้พลังลมปราณไป เจ็ดถึงแปดในสิบส่วน โดยไม่ลังเล พวกมันหยิบเม็ดยาใส่เข้าไปในปาก และลากดึงเส้นเชือกนั้นอีกครั้ง ห้าในเจ็ดคนกระอักโลหิตออกมา
จนในที่สุด ก็เหลือเพียงเฒ่าคางคก และบุรุษอีกคน ที่อยู่ในระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ ช่วยกันฉุดดึง พวกมันกัดฟันจนแน่น ไม่สามารถหยุดการสั่นสะท้านของร่างกายได้
"ข้าถึงขีดจำกัดแล้ว…" เฒ่าคางคกพูดพร้อมส่งเสียงคำราม มันกัดปลายลิ้นเล็กน้อย พ่นโลหิตออกมาอีก ขณะที่มันทำเช่นนี้ ลำแสงสีดำ ก็พุ่งออกมาจากขอบด้านนอกของหุบเขา
กลายเป็นคางคกตัวใหญ่มหึมา อ้าปากลงไปคาบเส้นเชือกสีแดงไว้ ขณะที่มันกัดลงไป ร่างของมันก็เริ่มเหี่ยวแห้งลง แต่มันก็รีบลากดึงอย่างรวดเร็ว
จากนั้น ตะขาบก็พุ่งออกไป ติดตามด้วยแมงมุมขนาดเท่าร่างคนอีกหลายตัว รวมกำลังกับมนุษย์เพื่อฉุดลากเส้นเชือก แม้แต่ก้อนหินขนาดใหญ่ ที่มีโครงกระดูกของปักษาอยู่ด้านในก็ลอยออกมา ดูเหมือนว่าจะมาช่วยฉุดลากเส้นเชือกสีแดงนั้นด้วยเช่นกัน
สี่ร้อยสามสิบจ้าง สี่ร้อยหกสิบจ้าง สี่ร้อยเก้าสิบจ้าง!
กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงมากขึ้น จนดูเหมือนเป็นการนำกลิ่นเน่าเหม็นของซากศพ มากระจายเต็มอยู่ในหุบเขา ดูเหมือนว่าเส้นเชือกจะถูกลากดึงออกไปถึงห้าร้อยจ้างอีกในไม่ช้า เสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาจากกระแสน้ำวนนั้น เสียดแทงแก้วหูอย่างชั่วร้าย
เสียงกรีดร้องดังเข้มข้นมากขึ้น และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความหวัง ยกเว้น… ยังคงเหลืออีกสามจ้าง ก่อนที่จะถึงห้าร้อยจ้างที่กำหนดไว้ สัตว์พิษที่รวมกำลังกับมนุษย์เจ็ดคน ก็ระเบิดออกมาทีละตัว ไม่สามารถลากดึงต่อไปได้
เมื่อพวกมันตายลง ใบหน้าของบุรุษทั้งเจ็ดก็ซีดขาว ทันใดนั้น เส้นเชือกก็หลุดออกมาจากมือของพวกมัน และถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสน้ำวนนั้น ถ้าพวกมันไม่ยอมปล่อยเส้นเชือก ก็อาจจะถูกดึงเข้าไปในกระแสน้ำวนนั้นได้
พวกมันมองไปอย่างเงียบๆ ขณะที่เส้นเชือกถูกดึงกลับเข้าไปข้างใน
"ช่างมัน พวกเราค่อยพยายามกันใหม่เดือนหน้า"
"ใช่แล้ว ต้องมีสักวันที่พวกเรา สามารถลากดึงเชือกออกมาได้ถึงห้าร้อยจ้าง ข้าใกล้จะทะลวงพลังฝึกตนของข้าได้อีกในไม่ช้า เมื่อข้าบรรลุถึงระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ พวกเราต้องทำได้สำเร็จอย่างแน่นอน"
"เจ้าคนภายนอกนั้น อยู่ที่ระดับเก้า…" หนึ่งในเจ็ดบุรุษเอ่ยขึ้นในทันใดนั้น
"พวกเราไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องราวยุ่งยากมากขึ้น เจ้าคนนอกนั้นอาจจะตายไปเรียบร้อยแล้ว ถูกสังหารโดยพิษนั้น ถึงแม้มันจะอยู่ที่ขั้นพื้นฐานลมปราณ มันก็ไม่อาจต้านทานพิษนั้นได้ นอกจากมันจะเป็นสายเลือดเดียวกับพวกเรา"
บุคคลทั้งเจ็ด พูดคุยกันอีกเล็กน้อย จากนั้นก็แยกย้ายกันจากไป
กลุ่มหมอกยังคงปั่นป่วนไปมา อยู่ในหุบเขาติดต่อกันถึงสามวัน ก่อนที่จะสงบนิ่งลงในที่สุด พลังลมปราณที่อยู่ในบริเวณนั้น ก็เริ่มหนาแน่นขึ้นอีกครั้ง และพิษก็กระจายหายไป
ภายในถ้ำแห่งเซียน เต็มไปด้วยประกายสายฟ้า เมิ่งฮ่าวมองไปด้วยสายตาที่เย็นชา เขาได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในช่วงสามวันที่ผ่านมาอย่างชัดเจน สำหรับพิษที่กระจายเข้ามาในถ้ำ ธวัชสายฟ้าทำงานได้เป็นอย่างดี และเมิ่งฮ่าวก็ยังคงปลอดภัยจากพิษเหล่านั้น
"พวกมันคิดว่าข้าตายไปแล้ว ก็ดี" ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย
"ข้าไม่แน่ใจว่า มันเป็นเพราะคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ หรือ แกนอสูร… ถึงได้ทำให้การสร้างพื้นฐานของข้ายากเย็นยิ่งนัก" เขาก้มหน้าลง และหยิบเม็ดยาพื้นฐานลมปราณขึ้นมาอีกหนี่งเม็ด ขมวดคิ้ว ในตอนนี้เขาสงสัยว่าวิธีการฝึก ในคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ ใช่เป็นของจริงหรือไม่?
หรือปรมาจารย์เอกะเทวะได้เปลี่ยนแปลงแก้ไข ให้เข้ากับการฝึกพลังอสูรของมันไปแล้ว… ซึ่งเขาไม่มีทางที่จะรู้ได้ ดวงตาของเมิ่งฮ่าวส่องประกายด้วยความมุ่งมั่น ขณะที่เขาใส่เม็ดยาพื้นฐานลมปราณเข้าไปในปาก และหลับตาลงเข้าฌาณต่อไป
แกนทะเลลมปราณส่งเสียงดังกึกก้อง เดือดพล่านปั่นป่วนอย่างรุนแรง ขณะที่มันกำลังเริ่มแข็งตัว ดูเหมือนว่ามันกำลังจะก่อตัวเป็นเสาแห่งเต๋า แต่การทำเช่นนั้นมันช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก ถึงแม้ว่าจะใช้เม็ดยาพื้นฐานลมปราณช่วย เขาก็ยังไม่อาจทำได้สำเร็จ
สามารถกล่าวได้ว่า พื้นฐานลมปราณคืออุปสรรคแรก ที่ต้องก้าวผ่านให้จงได้ เพื่อบรรลุถึงวิถีทางแห่งการฝึกตนอย่างแท้จริง เม็ดยาพื้นฐานลมปราณแค่ช่วยเพิ่มโอกาส ที่จะสำเร็จได้เพียงหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น
ถึงแม้เขาจะบรรลุวงจรอันยิ่งใหญ่ ขั้นรวบรวมลมปราณ และมีพรสวรรค์เพิ่มขึ้น มันก็ยังคงไม่ใช่เรื่องง่าย
เวลาเลื่อนผ่านไป เพียงชั่วพริบตา อีกสามเดือนก็ผ่านพ้น แต่ละวันที่จันทร์เต็มดวงในช่วงนั้น บุรุษทั้งเจ็ดก็พยายามลากดึงเชือกสีแดงออกมาอีกครั้ง และมากกว่าหนึ่งครั้ง ที่พวกมันมาที่ถ้ำแห่งเซียนของเมิ่งฮ่าว พยายามที่จะมาเอาซากศพเขาออกไป
แต่ถ้ำนี้ถูกปกป้องไว้ด้วยธวัชสายฟ้า ของปรมาจารย์เอกะเทวะ ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณอันต่ำต้อย ไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปด้านในได้แม้แต่น้อย พวกมันจึงเริ่มสงสัยว่า เมิ่งฮ่าวได้ตายไปแล้วจริงๆหรือไม่
อีกสามเดือนผ่านไป ครึ่งปีแห่งการทำงานหนัก พวกมันไม่เห็นแม้แต่เงาของเมิ่งฮ่าว ณ ตอนนี้ พวกมันค่อนข้างมั่นใจว่าเขาได้ตายไปแล้ว
สำหรับเมิ่งฮ่าว เขาไม่แน่ใจว่า ได้กลืนเม็ดยาพื้นฐานลมปราณไปมากเท่าไหร่ ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ล้มเหลว เขาก็จะกลืนเม็ดยาลงไปอีก จนถึงตอนท้าย เขาได้กลืนเม็ดยาลงไปถึงสองเม็ดต่อหนึ่งครั้ง
พิษในร่างเขากำเริบขึ้นมาสองครั้งในช่วงครึ่งปี ดีที่เมิ่งฮ่าวเตรียมตัวก่อนล่วงหน้า หลังจากจัดการกับอาการของพิษกำเริบ เขาก็พยายามทะลวงพื้นฐานลมปราณต่อไป
ด้วยความทุกข์ทรมาณเช่นนี้ อีกหนึ่งเดือนก็ผ่านไป ในคืนหนึ่ง เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ที่นั่น เสียงกระหึ่มกึกก้องก็ดังขึ้นมาในจิตใจ มีเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้น ที่จะสัมผัสถึงเสียงกระหึ่มนี้ได้ เป็นเสียงที่คล้ายฟ้าร้องคำรามอยู่ภายในจิตใจของเขา
ภายในร่างกาย แกนทะเลสีทองส่งเสียงกึกก้องออกมา อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และแสงสีทองก็กระจายออกไปทั่วร่าง จนดูราวกับว่าตัวเขาถูกสร้างขึ้นมาจากทองคำ
เขานั่งเข้าฌาณอยู่ที่นั่น ดวงตาปิดลง ขณะที่แกนทะเลส่งเสียงราวฟ้าร้องออกมา เขาก็มุ่งเน้นทุกสิ่งไปที่การก่อตัวของเสาแห่งเต๋า และการทะลวงผ่านเข้าไปยังพื้นฐานลมปราณ ภายในแกนทะเล แกนอสูร หมุนวนอย่างรวดเร็ว จนดูเหมือนว่ามันกำลังจะละลายไป
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก เมิ่งฮ่าวเริ่มเข้าใจอย่างชัดแจ้งว่า ถ้าเขาไม่มีแกนอสูรอยู่ภายในร่าง ก็จะง่ายขึ้นในการบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ เป็นเพราะแกนอสูรที่ทำให้การทะลวงด่านนี้ยากมากขึ้น
รวมกับความจริงที่ว่า เขาได้อยู่ในวงจรอันยิ่งใหญ่ ของการรวบรวมลมปราณอย่างสมบูรณ์ ทำให้การบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณของเขา ยากกว่าทุกคนในโลกแห่งการฝึกตนนี้เป็นอย่างมาก
ทุกครั้งที่เสาแห่งเต๋ากำลังเริ่มก่อตัว ก็จะถูกรบกวนโดยแกนอสูร ทำให้ไม่สามารถรวมตัวเข้าด้วยกันได้ ในตอนนี้ แสงสีทองสาดส่องออกมาจาก แกนทะเลลมปราณของเมิ่งฮ่าว ลมปราณเริ่มรวมเข้าด้วยกัน ค่อยๆแข็งตัวเป็นเสาแห่งเต๋าอย่างช้าๆ
แต่จากนั้น แกนอสูรก็เริ่มหมุนติ้ว ทำให้แกนทะเลลมปราณ ซึ่งเพิ่งจะรวมตัวกัน ก่อนที่จะสงบลง ก็เริ่มเดือดพล่านขึ้นอีกครั้ง เสาแห่งเต๋าก็เริ่มกระจายออกอีกครั้ง
"อีกครั้ง!" ดวงตาของเมิ่งฮ่าวลุกไหม้ โดยไม่ลังเล เขายกมือขึ้น และกลืนเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ ลงไปรวดเดียวสามเม็ด
ตอนที่ 99: พื้นฐานลมปราณ!
"ถ้าแกนอสูรยังคงเคลื่อนไหวต่อไป ป้องกันไม่ให้แกนทะเล ผ่านเข้าไปยังพื้นฐานลมปราณ ข้าก็ไม่สามารถก่อตั้งเสาแห่งเต๋าได้… ข้าต้องสร้างเสาแห่งเต๋าให้ได้! ข้าต้องบรรลุพื้นฐานลมปราณ! ข้าต้องหยุดการเคลื่อนไหวของแกนอสูร ซึ่งต้องใช้พลังลมปราณมากกว่านี้!"
สามเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ ละลายอยู่ในปากของเขา และพลังลมปราณอันมากมายจนน่าตกใจ ก็ไหลเข้าไปในแกนทะเลของเมิ่งฮ่าว ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ในช่วงการรวมตัวกัน แต่ก็ถูกขัดจังหวะโดยแกนอสูร
พลังอันรุนแรง ทำให้แกนทะเลสาดประกายสีทองเจิดจ้า แกนอสูรซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่เคยหยุดหมุนมาก่อน ทันใดนั้นก็เริ่มหมุนช้าลง พลังลมปราณภายในแกนทะเล ก็ดูเหมือนว่าจะไร้ที่สิ้นสุด เสียงกระหึ่มกึกก้องดังออกมา เมื่อมันพยายามที่จะหยุดแกนอสูร ที่เริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็วขึ้นอีกครั้ง
จนกระทั่งแกนอสูรหยุดหมุน นิ่งไม่ขยับ เสียงปะทุดังออกมาจากภายในแกนทะเล และดังก้องไปทั่วร่างของเมิ่งฮ่าว ทั่วทั้งแกนทะเลดูเหมือนว่าจะแข็งตัวไป ในช่วงการหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง ทันใดนั้น มันก็เริ่มแข็งตัวอย่างสมบูรณ์
ณ ตอนนั้น ดูเหมือนว่าชีวิตของเมิ่งฮ่าวได้จบไป ลมหายใจของเขาช้าลง และร่างก็เริ่มสั่นสะท้าน ดวงตาสาดประกาย และเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ขณะที่ตำรารวบรวมลมปราณ แห่งคัมภีร์สุดยอดวิญญาณปรากฎขึ้นในจิตใจ และแกนทะเลที่รวมตัวกันแน่น ก็เริ่มหดตัวลงอย่างช้าๆ
ขนาดของมันเล็กลง และเล็กลงไปเรื่อยๆ เปลี่ยนเป็นก้อนหินผลึกที่รูปร่างคล้ายเพชร ซึ่งมีแกนอสูรอยู่ภายใน พลังลมปราณจากเม็ดยาพื้นฐานลมปราณไหลลงไปมากขึ้น และแกนทะเลก็ปรากฎตัวอย่างช้าๆขึ้นอีกครั้ง
ถึงแม้ว่ามันกำลังเติมเต็มตัวเอง แต่มันก็เริ่มหดตัวเองลงอีกครั้ง เพื่อก่อตัวเป็นหินผลึกรูปร่างคล้ายเพชรก้อนใหม่ จากนั้น พลังลมปราณก็ไหลลงมามากขึ้น และก็เริ่มขั้นตอนนี้อีกครั้ง
เมิ่งฮ่าวรู้ว่า ขั้นตอนพวกนี้ ต้องใช้เวลานาน และต้องการพลังลมปราณมากมายมหาศาล ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำไมเขาถึงเลือกหุบเขานี้ เขาตบไปที่ถุงสมบัติ และเริ่มกลืนเม็ดยาลงไปอีก
ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่แกนทะเลของเขาเติมเต็มพลังของตัวเอง และจากนั้นก็เริ่มรวมตัวกันเป็น หินผลึกรูปร่างคล้ายเพชร เมิ่งฮ่าวไม่รับรู้ถึงกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป
หนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือน… หกเดือน…
ฤดูใบไม้ผลิผ่านไป และฤดูใบไม้ร่วงก็มาถึง จากนั้นก็เป็นความหนาวเย็นแห่งฤดูหนาว หนึ่งปีผ่านไปขณะที่เมิ่งฮ่าวเข้าไปในถ้ำแห่งเซียน เพื่อนั่งเข้าฌาณเพียงลำพัง ทุกๆวันที่จันทร์เต็มดวง ในช่วงหนึ่งปีนั้น เจ็ดผู้ฝึกตนกลุ่มนั้น ก็จะมาเพื่อลากดึงเชือกสีแดงเส้นนั้น
ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการ พยายามลากดึงเชือกนั้นออกมา คือ สีร้อยเก้าสิบเก้าจ้าง พวกมันไม่สามารถฉุดดึงหนึ่งจ้างสุดท้ายออกมาได้เลย เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งเจ็ดคนก็สังเกตเห็นพลังลมปราณ แห่งสวรรค์และปฐพี ในพื้นที่บริเวณนั้น ดูเหมือนว่าจะลดลงไป
แน่นอนว่า มันเกิดจากการดูดซับโดยเมิ่งฮ่าว แต่พวกมันก็ไม่รู้เรื่องนี้ และไม่สามารถบอกได้ว่า ทำไมถึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พวกมันค้นหาบริเวณรอบๆ แต่ก็ไม่พบเห็นอะไร
พวกมันไม่แม้แต่จะคิดเกี่ยวโยงเรื่องประหลาดนี้ไปผูกกับเมิ่งฮ่าว หนึ่งปีผ่านไป ซึ่งเป็นหลักฐานให้พวกมันคิดว่าเขาได้ตายไปแล้ว
บุรุษผู้ซึ่งสูญเสียอสรพิษวิญญาณในปีนั้น มักจะมองไปที่ถ้ำแห่งเซียนของเมิ่งฮ่าว ด้วยสีหน้าเยาะเย้ยเย็นชา การตายของอสรพิษวิญญาณ ทำให้มันเกลียดชังเมิ่งฮ่าวอย่างลึกล้ำ
มันพยายามหลายครั้ง ที่จะเข้าไปในถ้ำ เพื่อเก็บรวบรวมสมบัติของเมิ่งฮ่าว จากซากศพของเขา แต่ก็ไม่มีทางทำได้สำเร็จ
อีกครึ่งปีผ่านไป ตอนนี้เมิ่งฮ่าวได้นั่งเข้าฌาณเพียงลำพัง เป็นเวลาถึงหนึ่งปีหกเดือน ในกลางดึกของคืนวันหนึ่ง แกนทะเลของเขาจับตัวกันเป็นหินผลึกรูปร่างคล้ายเพชรอีกครั้ง นี่เป็นชิ้นที่หนึ่งร้อยพอดี
เสียงกระหึ่มกึกก้องดังขึ้น และทันใดนั้น หินผลึกรูปร่างคล้ายเพชรทั้งร้อยชิ้น ก็เริ่มรวมตัวเข้าด้วยกัน อย่างช้าๆ พวกมันก่อตัวกันเป็นเสาผลึกแห่งเต๋าที่โปร่งใส!
เสาแห่งเต๋า พื้นฐานลมปราณ!
เมื่อเสาแห่งเต๋าปรากฎขึ้น ลมหายใจที่เร่งร้อนของเมิ่งฮ่าวก็เริ่มสงบลง ดวงตาส่องแสงริบหรี่ และการทำงานของอวัยวะภายในก็ช้าลง เขาไม่มีการเคลื่อนไหว แม้แต่โลหิต ก็ดูเหมือนจะหยุดการไหลเวียน ทั่วทั้งร่างกายของเขา ดูเหมือนจะอยู่ในสถานะหยุดการเคลื่อนไหว
ทุกสิ่งทุกอย่างสงบนิ่งอย่างสมบูรณ์
เมิ่งฮ่าวรู้ว่า นี่เป็นช่วงที่สองในกระบวนการบรรลุพื้นฐานลมปราณ นี่เป็นช่วงการฟื้นตัว
เขานั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น จิตใจสะท้อนเต็มไปด้วยตำรารวบรวมลมปราณ แห่งคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ เขาจมลงไปในขั้นที่แปลกอย่างมาก
ถึงแม้ว่าโลหิต และเนื้อหนัง ดูเหมือนจะไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันใด แต่จริงๆแล้ว มันเปลี่ยน พวกมันกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ การดูดซับพลังลมปราณทำได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม
เส้นลมปราณของเขาขยายใหญ่ขึ้น ไม่มีพลังลมปราณไหลเวียนผ่าน แต่พวกมันก็หนาขึ้น แข็งแรงขึ้น และราบเรียบมากกว่าเดิม กระดูกของเขาก็แตกต่างไปจากเดิมเช่นกัน ใสเป็นผลึกในบางจุด
เขากำลังเปลี่ยนไป กลายเป็นบางอย่างที่ยิ่งกว่ามนุษย์ธรรมดา การเปลี่ยนแปลงนี้ สั่นสะเทือนไปทั่วร่าง เส้นผมยาวมากขึ้น และเขาก็สูงขึ้นกว่าเดิม
ไม่มีแกนทะเลในร่างเขาอีกต่อไป นอกจากเสาแห่งเต๋าสีทอง ก็มีสิ่งที่แบนราบรูปวงกลม ซึ่งไม่ได้ส่องประกาย แต่ดูเหมือนจะมืดมิด และค่อนข้างโดดเดี่ยว ลอยอยู่ในที่ ที่เคยเป็นแกนทะเลมาก่อน ถ้ามองเข้าไปใกล้ๆก็จะเห็นแกนอสูร อยู่ด้านขวาในจุดตรงกลางของเสาแห่งเต๋า
มันอยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหวอยู่ที่นั่น หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเสาแห่งเต๋า อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
หัวใจของเขาไม่เต้น โลหิตไม่ไหลเวียน เส้นลมปราณของเขาหยุดนิ่ง และลมปราณของเขาหายไป เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ที่นั่นดูแห้งลีบ เสาแห่งเต๋าของเขาก็อยู่ในขั้นเดียวกัน ลมปราณทั้งหมดถูกดูดหายไป
เขานั่งอยู่เช่นนั้นอีกครึ่งปี การทะลวงผ่านเข้าไปยังพื้นฐานลมปราณ ทำให้เขาใช้เวลาถึงสองปีเต็มๆ คนอื่นๆอาจจะตกใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้าพวกมันรู้เรื่องนี้ กล่าวโดยทั่วไป เวลาที่ผู้ฝึกตนใช้นานที่สุด ในการบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ คือครึ่งปี ส่วนมากก็ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน
พลังลมปราณที่ต้องการ ก็ไม่มากมหาศาลด้วยเช่นกัน ไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงกับความจำเป็นของเมิ่งฮ่าว จำนวนเวลา และพลังลมปราณที่ใช้ไปโดยเมิ่งฮ่าว สูงกว่าปกติมากมายนัก
ในตอนสุดท้าย ของครึ่งปีหลัง เสาแห่งเต๋าของเมิ่งฮ่าว ก็เริ่มสั่นสะเทือน นี่คือสิ่งแรกที่เริ่มเคลื่อนไหวภายในร่าง ต่อมา หัวใจของเขาก็เริ่มเต้น ระบบภายในทั้งหมดของเขาก็เริ่มขยับอีกครั้ง
โลหิตเริ่มไหลเวียน เส้นลมปราณเริ่มทำงาน และลมปราณก็เต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิต เขาเริ่มรู้สึกตัวอย่างช้าๆ ราวกับว่า ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลอันยาวนาน
ในไม่ช้า เสาแห่งเต๋าก็เริ่มส่องประกายเจิดจ้าด้วยแสงสีทอง ซึ่งเริ่มเข้มขึ้นมากขึ้น และมากยิ่งขึ้น หัวใจเต้นรัวอย่างรุนแรง จนดูเหมือนว่า มันจะระเบิดออกมาจากร่างกาย
เสียงเต้นของหัวใจดังก้องอยู่ในถ้ำแห่งเซียน ทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ ส่งโลหิตให้ไหลเวียนไปทั่วร่าง ลมปราณเป็นคลื่นกระจายออกไป ราวกับว่าในไม่ช้านี้ เขาจะเต็มไปด้วยพลัง และสามารถลืมตาขึ้นมาได้ในทุกเวลา
พลังนี้ไม่เพียงแต่ใช้ในการเปิดดวงตาเท่านั้น แต่ใช้ในการปลุกเร้าร่างกายของเขาด้วย มันเคลื่อนที่อยู่ภายในร่างมากขึ้น และมากยิ่งขึ้น จนทำให้ร่างของเขาแข็งแกร่งขึ้น
ในตอนนี้เองที่เสาแห่งเต๋าภายในร่างเขา เริ่มส่งเสียงกระหึ่มกึกก้องออกมา พลังลมปราณอันแข็งแกร่งระเบิดออกมาจากมัน พุ่งเข้าไปในเส้นลมปราณของเมิ่งฮ่าว กล้ามเนื้อ โลหิต และกระดูก เหมือนกับชีวิตในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งทำให้ต้นไม้ที่เหี่ยวแห้งผลิดอกออกใบ
ร่างของเขาตื่นขึ้นมา ลมปราณของเขาแข็งแกร่งขึ้น และสิ่งปฏิกูลจำนวนมากมาย ก็ไหลซึมออกมาจากรูขุมขน แทนที่ด้วยกลิ่นหอมลอยออกมา เส้นผมยาวปลิวไปมา เขาดูแตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับครึ่งปีที่ผ่านมา
เมื่อพลังลมปราณไหลออกมา เส้นลมปราณของเขาก็เต็มไปด้วยพลัง และโลหิตก็ไหลเวียนเร็วขึ้น การเต้นของหัวใจ ก็ทำให้ถ้ำแห่งเซียนสั่นสะเทือน และดวงตาของเขา… ในตอนนี้เองที่ดวงตาของเขาแวบขึ้น
แสงเจิดจ้าบาดตา พุ่งออกมาจากดวงตาของเขา ถ้าผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณเห็นแสงเจิดจ้านี้ จิตใจของพวกมันก็จะหมุนเคว้งคว้าง และพลังฝึกตนก็จะถูกทำลายไป
ในตอนที่เขาลืมตาขึ้น พลังลมปราณภายในหุบเขาก็ถูกกวาดไป ราวกับว่าเมิ่งฮ่าวกลายเป็นหลุมดำ ที่ดูดกลืนพลังลมปราณทั้งหมดนี้ลงไป มันถูกดูดซับผ่านรูขุมขน และเข้าไปในเสาแห่งเต๋า ซึ่งเปล่งแสงเจิดจ้ามากขึ้น และมากยิ่งขึ้น ลมปราณของเมิ่งฮ่าวก็แข็งแกร่งมากขึ้น
หัวใจของเขาเต้นรัว เมื่อรู้สึกถึงพลังที่เบ่งบานอยู่ในจิตใจ เขาไม่สงสัยเลยว่า เพียงแค่เขายกมือขึ้นมา ก็จะทำให้ทั่วทั้งถ้ำแห่งนี้พังทะลายลงไปได้อย่างง่ายดาย นี่เป็นความเชื่อมั่นอันเนื่องมาจาก ร่างกาย จิตใจ และพลังฝึกตนของเขาเอง
จิตสัมผัสในจิตใจของเขาขยายใหญ่มากขึ้น เพราะเหตุที่เขามีประสบการณ์จากวงจรอันยิ่งใหญ่ ขั้นรวบรวมลมปราณอย่างสมบูรณ์ ทำให้จิตสัมผัสของเขากระโดดขึ้นไปยังระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม ในตอนนี้ จิตสัมผัสนี้มีความแข็งแกร่งมากกว่า ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณทั่วไปมากนัก
ในความเป็นจริง จิตสัมผัสของเขาแข็งแกร่งเกินกว่าที่ ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ระดับต้นๆควรจะมี จริงๆแล้ว มันแข็งแกร่งเท่ากับขั้นพื้นฐานลมปราณ ระดับกลาง
และสำหรับผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จิตสัมผัสก็คือทุกอย่าง!
เสียงหายใจของเมิ่งฮ่าวดังก้องออกมา พลังลมปราณจากสวรรค์และปฐพี ไหลเข้าไปในตัวเขา เสาแห่งเต๋าเปล่งประกายเจิดจ้ามากขึ้น และมากยิ่งขึ้น ในไม่ช้า ทั่วทั้งร่างของเขาก็เปล่งประกายด้วยแสงสีทอง
พลังของผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ แข็งแกร่งกว่า ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณมากนัก ด้วยการขยับจิตใจ เขาก็สามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างภายในรัศมีห้าร้อยจ้าง ราวกับว่าสิ่งที่เห็นนั้น ได้อยู่ภายในใจของเขาเอง นี่คือ… จิตสัมผัส!
ปกติแล้ว ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณระดับเริ่มต้น มักจะใช้จิตสัมผัสได้แค่ไม่เกินสองร้อยจ้างเท่านั้น
"ขั้นพื้นฐานลมปราณระดับเริ่มต้น…" เมิ่งฮ่าวกล่าวช้าๆ เมื่อเสียงของเขาดังออกมา ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยพลัง ดวงตาส่องประกาย และเมื่อเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆก็รู้สึกถึงพลังของลมปราณที่กระจายออกมาจากเสาแห่งเต๋า
ซึ่งมีความแข็งแกร่งมากกว่าพลังเมื่อครึ่งปีก่อน ซึ่งอยู่ในจุดสูงสุดของระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณถึงร้อยเท่า
แน่นอนว่า ความแตกต่างร้อยเท่านี้ ไม่ได้เปรียบเทียบกับระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ แต่เปรียบเทียบกับระดับสิบสามเท่านั้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากสำหรับเมิ่งฮ่าว
นี่เป็นสาเหตุที่ทำไมผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ สามารถกวาดล้าง ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณได้อย่างง่ายดาย แกนทะเลของขั้นรวบรวมลมปราณ ต้องเข้มข้นถึงร้อยเท่า เพื่อที่จะก่อตัวเป็นเสาแห่งเต๋าของขั้นพื้นฐานลมปราณ
การเปลี่ยนแปลงที่เมิ่งฮ่าวได้ประสบมาในคืนนี้ ส่งผลให้พลังของเขากระโดดขึ้นไป อย่างที่พลังก่อนหน้านี้เทียบไม่ติด!
ตอนที่ 100: ใบมีดและไร้ที่ติ
เมื่อเมิ่งฮ่าวส่งจิตสัมผัสออกมา เขาเริ่มรู้สึกถูกตัดขาดจากสวรรค์และปฐพี เขาคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้ ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับที่เขาเคยรู้สึก เมื่ออยู่ในระดับสิบ ขั้นรวบรวมลมปราณ หรือระดับสิบสามก่อนหน้านี้
ถึงแม้ว่าตอนนี้ ความรู้สึกนี้จะรุนแรงมากขึ้น ราวกับว่าสวรรค์ไม่ยอมรับพลังการฝึกตนของเขาเลย แต่เขาก็ยังรู้สึกถึงความแข็งแกร่งของขั้นที่แตกต่างนี้ ดูเหมือนว่าถึงแม้สวรรค์จะไม่ยอมรับ… แต่มันก็ตอบโต้กลับ และเป็นเพราะสาเหตุนี้ มันจึงมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
การต่อต้านนี้ ไม่ได้มาจากเมิ่งฮ่าว แต่มาจากเสาแห่งเต๋า และพลังลมปราณภายในร่างของเขา!
หลังจากที่รู้สึกถึงการขัดขวางจากสวรรค์ เมิ่งฮ่าวก็รีบหาสาเหตุ… ไม่มีพลังลมปราณจากสวรรค์และปฐพี ที่เขาดูดซับเข้าไปในร่างหลุดรอดออกมาได้แม้แต่น้อย แต่เขาก็ไม่สามารถดูดซับเข้าไปได้อีกเลย วงจรนี้ถูกตัดขาดไปจากสวรรค์และปฐพี ไม่ยอมให้ทำเช่นนี้อีกต่อไป!
ในเวลาเดียวกันนั้น เนื่องจากเขาไม่อาจกระจายพลังลมปราณออกมา เขาจึงสามารถทำสิ่งที่แปลกๆได้อย่างคลุมเครือ เขาสามารถสัมผัสได้ถึงร่องรอยบางอย่างที่มองไม่เห็น เมื่อเขายึดจับมันไว้ได้ เขาก็เริ่มมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นในทันที
ร่องรอยนี้ไม่ถูกยินยอมจากสวรรค์ ดังนั้นมีแต่ผู้ฝึกตนที่ถูกปฏิเสธจากสวรรค์เท่านั้น ถึงจะสามารถมองเห็นมัน และได้รับการรู้แจ้งที่เกี่ยวกับมันได้
ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวไม่ได้ตระหนักถึงมัน แต่ในโลกแห่งการฝึกตน ร่องรอยนี้ถูกเรียกว่า ข้อห้ามแห่งเต๋า! ผู้ฝึกตนทุกคน ที่บรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ สามารถสัมผัสถึงมันได้
ในเวลาเดียวกับที่เมิ่งฮ่าวเริ่มสัมผัสได้ถึงข้อห้ามแห่งเต๋า ก็มีบางอย่างทำให้ร่างของเขาสั่นสะท้าน เสียงแตกหักดังออกมา เมื่อรอยร้าวปรากฎขึ้นบนเสาแห่งเต๋าของเขา เมื่อมันเกิดขึ้น เมิ่งฮ่าวก็กระอักโลหิตออกมา และเขาก็ถูกตัดขาดจากขั้นพิเศษนี้
พลังลมปราณจำนวนมากมายมหาศาล ไหลออกมาจากรอยร้าวของเสาแห่งเต๋า เมิ่งฮ่าวไม่มีพลังพอที่จะหยุดการเกิดขึ้นนี้ได้ ร่างของเขาก็เชื่อมต่อกับสวรรค์ และปฐพีอีกครั้งหนึ่ง
ถึงแม้ว่า พลังลมปราณที่ไหลออกมาอย่างรวดเร็วนี้ จริงๆแล้ว ก็ไม่อาจเปรียบเทียบได้กับจำนวนที่เขาได้ดูดซับเข้ามา แต่ในตอนนี้เขาก็กลับเข้าไปสู่วงจรแห่งสวรรค์และปฐพีอีกครั้ง
ร่องรอยแปลกๆที่เขาเพิ่งจะสามารถสัมผัสได้ ก็ไม่อาจรู้สึกได้อีกต่อไป เขาไม่ได้ถูกปฏิเสธจากสวรรค์และปฐพีอีกแล้ว แต่ถูกยอมรับ และในตอนนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของมัน
ความอ่อนแอแวบปรากฎขึ้นภายในจิตใจ เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น มองทะลุผ่านออกไปยัง ด้านนอกของถ้ำแห่งเซียน เมื่อเขามองไปยังท้องฟ้าด้านนอก ดวงตาก็ส่องประกายสว่างจ้า อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นี่คือพื้นฐานไร้ตำหนิ พร้อมรอยร้าวหนึ่งจุด ซึ่งจริงๆแล้ว ก็ดีที่สุดสำหรับเมิ่งฮ่า ถ้าเป็นพื้นฐานรอยร้าว เขาก็จะอ่อนแอลง และถ้าเป็นพื้นฐานแตกร้าว ซึ่งมีรอยแตกมากขึ้น ก็จะทำให้เขายิ่งอ่อนแอมากขึ้น
"ตราบเท่าที่มันมีรอยแตก" เมิ่งฮ่าวพึมพำ "มันก็ยังไม่สมบูรณ์ และทำให้สวรรค์ยอมรับมัน…" ดวงตาของเขาส่องประกายเจิดจ้า
"เนื่องจากเสาแห่งเต๋ามีรอยร้าว ไม่ว่าข้าจะบรรลุการฝึกตนขั้นไหน ข้าก็สามารถดูดซับ และปลดปล่อยได้ตลอดเวลา แล้วที่ข้าฝึกฝนในวิถีทางนี้ เพื่อตัวข้าเอง… หรือเพื่อสวรรค์กันแน่?" เมิ่งฮ่าวนิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ จริงๆแล้ว คำถามนี้ลึกซึ้งเกินกว่าผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จะสามารถครุ่นคิดใคร่ครวญได้
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ที่เมิ่งฮ่าวได้ศึกษาตำรารวบรวมลมปราณ จากคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ และรู้ถึงวิธีการบรรลุพื้นฐานสมบูรณ์ เขาก็คิดเองว่ามันคงเป็นเรื่องปกติ สำหรับคนที่อยู่ในขั้นตัดวิญญาณจะสามารถเข้าใจได้
ในขณะที่เมิ่งฮ่าวบรรลุขั้นพื้นฐานไร้ตำหนิ ก็เป็นช่วงเวลาดึกมากแล้ว ผู้ฝึกตนทั้งเจ็ดด้านนอก มองไปที่พลังลมปราณที่พลุ่งพล่านปั่นป้วนไปมา จากนั้นก็มองตรงไปที่ถ้ำของเมิ่งฮ่าวภายในหุบเขา
"เกิดอะไรขึ้น?"
"ทำไมพลังลมปราณทั้งหมดนี้ กำลังถูกดูดเข้าไปในทิศทางนั้น?" หลังจากบ่นเช่นนี้ คนทั้งเจ็ดก็รีบพุ่งตรงไป แต่เมื่อพวกมันเข้าไปใกล้ ก็ถูกบังคับให้หยุดลง
ร่างของพวกมันสั่นสะท้าน รู้สึกถึงพลังลมปราณที่ไม่คงที่ ราวกับว่ามันจะถูกกวาดออกไปจากร่างได้ทุกเมื่อ พวกมันยืนอยู่ที่นั่นด้วยความตกใจ ไม่แน่ใจว่า จริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้น
สำหรับบุคคลกลุ่มนี้ พื้นฐานลมปราณเป็นอะไรที่ห่างไกลมาก พวกมันไม่คิดว่า จะมีใครสามารถบรรลุถึงขั้นนี้ในหุบเขาแห่งนี้
ในความตกใจ พวกมันไม่กล้าคืบหน้าออกไปไกล ยื่นนิ่งอยู่ที่นั่น คาดเดาไปต่างๆนาๆ ในที่สุดก็สรุปว่า สิ่งแปลกๆที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะเกิดจากตัวของหุบเขาเอง
เนื่องจากพวกมันไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้ การคาดเดาจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่พวกมันสามารถทำได้ ไม่มีทางที่จะพิสูจน์ หรือไม่พิสูจน์สิ่งใดๆได้
"ข้าสัมผัสได้ถึงพลังอันมากมายมหาศาล อยู่ในหุบเขาแห่งนี้" เฒ่าคางคกกล่าว พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และดวงตาก็หดแคบลง "มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ไกล ไกลเกินพวกเรามากนัก"
"โชคร้ายที่พวกเราเข้าไปใกล้ไม่ได้ จริงๆแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ข้ารู้สึกว่า ยิ่งเข้าไปใกล้มากเท่าไหร่ พลังลมปราณภายในร่างของข้า ก็จะถูกดูดออกไป…"
"มีบางสิ่งที่แปลกๆเกิดขึ้นกับพลังลมปราณ ในสองปีที่ผ่านมานี้ ตอนนี้ก็มีสิ่งอื่นเกิดขึ้นอีก…" คนทั้งเจ็ดมองตากันไปมา จากนั้นก็เงียบลง จิตใจของพวกมันเต็มไปด้วยการคาดเดาต่างๆนาๆ
ในขณะเดียวกันนั้น ภายในถ้ำ เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น ดวงตาสาดประกาย ถ้าเขาไม่เคยสัมผัสขั้นพื้นฐานสมบูรณ์เลย ก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อเคยรู้สึกได้ในช่วงสั้นๆ จากนั้น ขั้นพื้นฐานสมบูรณ์ก็หายไป และพลังก็ลดลง จึงทำให้ความปรารถนาของเขารุนแรงมากยิ่งขึ้น
"พื้นฐานสมบูรณ์…" ดวงตาส่องประกาย และเขาก็ยืนขึ้น โบกสะบัดแขนเสื้อ กลุ่มหมอกที่เบื้องหน้าก็กระเพื่อมไปมา จากนั้นก็รวมตัวกันเป็นธงเล็กๆและลอยมาอยู่ในมือ
เขาจ้องไปที่มัน พ่นพลังลมปราณออกมาเล็กน้อย ไปปกคลุมที่ธงเล็กๆนั้น มันก็กลายเป็นลำแสงสีดำ ลอยเข้าไปในปากของเขา
ในช่วงของขั้นรวบรวมลมปราณ เมิ่งฮ่าวฝืนใช้ธงผืนนี้ด้วยความอดทน แต่ตอนนี้เขาอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ เขาสามารถปรับแต่งใช้มันได้หลายวิธีมากขึ้น
เมิ่งฮ่าวมองดูด้วยความพึงพอใจ ผ่านไปสักพัก ดวงตาของเขาก็ส่องประกาย
"ด้วยตำรารวบรวมลมปราณ ของคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ ช่วยให้สร้างแกนทะเลแห่งที่สองได้ เมื่อแกนทะเลแห่งที่สองขยับจากขั้นรวบรวมลมปราณ เป็นขั้นพื้นฐานลมปราณ มันก็จะช่วยทำให้พื้นฐานลมปราณของคนผู้นั้นดียิ่งขึ้น สำหรับข้า ถึงแม้มันจะไม่สร้างความแตกต่างมากนักก็ตาม แต่… ข้าก็ควรจะสร้างมันเพิ่ม"
ดวงตาสาดประกาย เขากลับลงไปนั่งขัดสมาธิ และนึกไปถึงตำรารวบรวมลมปราณ ของคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ หลายชั่วยามหลังจากนั้น เขาก็ลืมตาขึ้น
เสียงกระหึ่มกึกก้องดังอยู่ภายในร่าง เมื่อมองเข้าไป เขาก็เห็นด้านนอกของเสาแห่งเต๋า มีพื้นที่ใหม่เกิดขึ้น เป็นทะเลสีทองอันกว้างใหญ่ไพศาล นี่คือแกนทะเลแห่งที่สองของเมิ่งฮ่าว
เมื่อทำได้สำเร็จลุล่วง เขาก็ยกมือขึ้น หินก้อนใหญ่ที่เขาใช้ปิดผนึกถ้ำแห่งเซียน ก็ระเบิดกลายเป็นชิ้นๆ จากนั้นก็กลายเป็นเถ้าฝุ่น เมิ่งฮ่าวพุ่งออกไป กลายเป็นแสงเลือนลาง พุ่งขึ้นไปในอากาศ จากนั้นก็หยุดลง ลอยอยู่กลางอากาศ
เขามองกลับไปยังถ้ำแห่งเซียน พร้อมรอยยิ้ม ย้อนกลับไปเมื่อเขายังอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ ถ้าเขาขยับนิ้วด้วยวิธีที่เขาเพิ่งจะทำไปนั้น ก็ไม่มีทางที่จะสามารถป่นหินให้แหลกละเอียดได้ แต่ตอนนี้ เป็นเรื่องง่ายมากที่จะทำเช่นนั้น
"ช่องว่างระหว่าง รวบรวมลมปราณ และพื้นฐานลมปราณ ช่างแตกต่างกันราวท้องฟ้า และผืนดิน" เมิ่งฮ่าวพูดกับตัวเอง
"เป็นความจริงยิ่งนัก ข้าควรจะแข็งแกร่งมากกว่านี้ แต่โชคร้าย ที่เสาแห่งเต๋าของข้าแตกออกด้วยมีดที่มองไม่เห็น… ซึ่งก็เป็นวิถีชีวิตของผู้ฝึกตน ที่ไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ ถ้าข้าสามารถซ่อมแซมเสาแห่งเต๋า ข้าก็สามารถสร้างพื้นฐานสมบูรณ์ได้ การที่จะทำเช่นนั้น ข้าต้องปรุงเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ก่อน แต่คำถามที่สำคัญสุดของข้าในตอนนี้ก็คือ… นี่เป็นเครื่องหมายอะไร… ?"
เขาจ้องลงไปยังมือขวา ที่นั่น บนหลังมือของเขา มีเครื่องหมายเวทอาคมแปลกๆ ซึ่งกำลังจางหายไปอย่างช้าๆ มันไม่ได้มีอยู่บนผิวหนังของเขา แต่อยู่ภายในร่างเขา เมื่อมองไปที่มัน เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกว่า มันอยู่ที่นั่นมาเป็นเวลานานมากแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นมัน และเขาก็ไม่รู้ว่า ทำไมมันถึงปรากฎขึ้น เมื่อเขาบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ
เครื่องหมายนั้นจางหายไป และเมิ่งฮ่าวก็ขมวดคิ้ว มันไม่ทำให้เขารู้สึกถึงอันตรายใดๆ ในความเป็นจริง ดูเหมือนว่าเขาค่อนข้างจะคุ้นเคยกับมันมากกว่า หลังจากที่ครุ่นคิดเกี่ยวกับมันชั่วครู่ แต่ก็ไร้ร่องรอยเบาะแสใดๆ เขาก็เลิกสนใจมันชั่วคราว จากนั้นก็มองไปรอบๆ
เขาถูกห้อมล้อมไว้ด้วยกลุ่มหมอก ซึ่งปกคลุมไปทั่วร่าง และปกปิดเขาจากคนที่มองมาอย่างสมบูรณ์ ในตอนนี้ เขาลอยอยู่กลางอากาศ แต่ก็รู้ว่าถ้าเขาต้องการ เขาก็สามารถเหาะด้วยการเคลื่อนที่ตรงไปข้างหน้าได้อย่างง่ายดาย
เมื่อวางเรื่องเครื่องหมายแปลกๆไปอย่างสิ้นเชิง เมิ่งฮ่าวก็เริ่มคิดไปว่า ทำไมขั้นรวบรวมลมปราณถึงไม่สามารถเหาะได้
"การเหาะอย่างแท้จริง ไม่สามารถทำได้ในช่วงของการรวบรวมลมปราณ เนื่องจากร่างกายไม่มีพลังลมปราณอย่างเพียงพอ ดังนั้นร่างกายจึงไม่ได้รับการช่วยเหลือจากอากาศ ได้แต่รับการช่วยเหลือจากอาวุธเวทถึงจะบินได้ แต่พลังลมปราณในร่าง ขั้นพื้นฐานลมปราณมีมากกว่าร้อยเท่า ของขั้นรวบรวมลมปราณ จึงมีลมปรารณมากพอที่จะรวมตัวกันเป็นเสาแห่งเต๋า ร่างกายจึงได้รับการช่วยเหลือจากอากาศ และทำให้เหาะได้จริงๆ"
"มีเสาแห่งเต๋าทั้งหมดเก้าต้น ที่จะปรากฎขึ้นในขั้นพื้นฐานลมปราณ เสาสามต้น หมายถึง จุดสูงสุดของระดับเริ่มต้น เสาหกต้น หมายถึง จุดสูงสุดของระดับกลาง และเสาเก้าต้นคือการบรรลุวงจรอย่างสมบูรณ์ ตอนนี้ ข้ามีแค่เสาเดียว…"
เมิ่งฮ่าวมองไปที่กลุ่มหมอก ที่กระจายไปทั่วบริเวณนั้น ดวงตาส่องประกาย ร่างกลายเป็นลำแสง ขณะที่พุ่งลงไปในหุบเขา
"สถานที่นี้ ได้กระตุ้นปฏิกิริยาของหยกผนึกอสูรเมื่อสองปีก่อน ในตอนนั้น พลังฝึกตนของข้า ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะค้นหาคำตอบได้อย่างปลอดภัย แต่… ด้วยพรสวรรค์ และความแข็งแกร่งในตอนนี้ ก็คงเพียงพอที่จะ ค้นหาร่องรอยบางอย่างด้วยความระวังได้"
ดวงตาสาดประกาย เขาพุ่งผ่านกลุ่มหมอก กระบี่ไม้สองเล่มปรากฎขึ้น ส่งเสียงหวีดหวิว เมื่อมันหมุนวนไปรอบๆร่าง
ตอนนี้ เขาอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ กระบี่ทั้งสองเล่ม ก็ให้ความรู้สึกค่อนข้างจะแตกต่างไป แต่เขาก็ไม่มีเวลาที่จะตรวจสอบพวกมันอย่างละเอียด เขาพุ่งลงไปในกลุ่มหมอก ด้วยความตั้งใจจะตรวจสอบว่า สถานที่นี้จริงๆแล้วคืออะไรกันแน่
หลังจากที่เมิ่งฮ่าวรุดหน้าลงไปในหุบเขาประมาณร้อยจ้าง หยกผนึกอสูรภายในถุงสมบัติก็เริ่มเรืองแสง เขาหยิบมันออกมาถือไว้ในมือ ค่อยๆลงไปอย่างช้าๆ
ขณะที่เขาพุ่งลงไป กลุ่มหมอกก็หนาแน่น และหนาวเย็นมากยิ่งขึ้น จนดูค่อนข้างน่ากลัว แต่เมิ่งฮ่าวไม่อยู่ที่ขั้นรวบรวมลมปราณอีกต่อไปแล้ว ถ้าเขายังอยู่ในขั้นนั้น ร่างกายของเขาอาจจะไม่สามารถต้านทานความหนาวเย็นนี้ได้
หลังจากเคลื่อนที่ไปเป็นเวลาชั่วธูปไหม้หมดครึ่งดอก ก็ยิ่งรู้สึกหนาวเย็นจนเจ็บปวดมากขึ้น ราวกับว่ามีใบมีดมา กรีดเฉือนผิวหนัง ในที่สุด เขาก็มาถึงก้นหุบเขา
ไม่มีต้นไม้ใบหญ้าอยู่ที่นี่ มีแต่กลุ่มหมอกอันไร้ที่สิ้นสุด โครงกระดูกของนก และสัตว์ป่ามากมายหลายชนิด กระจายอยู่บนพื้นหุบเขา ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบ เมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆด้วยความระมัดระวัง เขาไม่ผลีผลาม แต่ใช้เวลาตรวจสอบไปรอบๆบริเวณนั้น ในที่สุด ดวงตาของเขาก็ส่องประกาย เมื่อมองไปเห็นมีเพียงส่วนเดียวของหุบเขา ที่ไม่เห็นมีกลุ่มหมอกอยู่เลย
มันคือ… ปากถ้ำ ที่กว้างประมาณสามจ้าง!
ขอบของปากถ้ำก่อขึ้นจากดินที่หนา ซึ่งดูเหมือนจะมีน้ำแข็งเกาะอยู่ ยากจะบอกได้ว่า ถ้ำนี้ลึกเข้าไปเท่าไหร่ มันยืดขยายออกไปในความมืดมิด ความหนาวเย็นเป็นน้ำแข็ง กระจายออกมาจากถ้ำ ซึ่งจากนั้นก็กลายเป็นหมอกลอยออกไป
ในถ้ำที่ยืดขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต มีเชือกสีแดงคล้ำอยู่เส้นหนึ่ง นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีอะไรอีก
ณ ตอนนี้ หยกผนึกอสูรในมือของเมิ่งฮ่าว ก็เปล่งแสงสว่างจ้ามากขึ้น ดูเหมือนว่า มีบางอย่างกำลังเรียกหามัน ให้เข้าไปในถ้ำลี้ลับ และไร้จุดสิ้นสุดนี้ ใครจะไปรู้ว่า มีอะไรซุกซ่อนอยู่ข้างใน?
เมิ่งฮ่าว มองไปที่ถ้ำลังเลอยู่สักพัก หลังจากนั้น เขาก็ตบไปที่ถุงสมบัติ กระบี่บินปรากฎขึ้น กลายเป็นลำแสง ขณะที่มันพุ่งตรงเข้าไปในถ้ำ และจากนั้นก็หายไปข้างใน เมิ่งฮ่าวเพ่งสมาธิ ตั้งใจฟัง ในที่สุด เสียงของโลหะกระทบก้อนหินก็ดังออกมา สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป
"ถ้ำโบราณนี้ลึกกว่าแปดร้อยจ้าง" เขาเดินตรงไป หยุดอยู่ตรงปากถ้ำ ลังเลชั่วครู่ จากนั้นก็มองไปที่หยกผนึกอสูร ที่กำลังเรืองแสงสว่างจ้าในมือ ความมุ่งมั่นปรากฎขึ้นบนใบหน้า
ตบไปที่ถุงสมบัติ อาวุธเวทหลายชิ้นก็ปรากฎขึ้น แหสีดำลอยออกมา ตามด้วยขนนกเจ็ดถึงแปดชิ้น พร้อมด้วยกระบี่ไม้ที่หมุนวนอยู่รอบๆตัว
เขากัดลิ้นด้วยความรู้สึกกังวลเล็กน้อย และธวัชสายฟ้าก็ลอยออกมา กลายเป็นหมอกที่เต็มไปด้วยประกายสายฟ้าส่องแสงอยู่รอบๆตัว ด้วยอาวุธเวทที่รายล้อมอยู่รอบตัว เมิ่งฮ่าวเดินเข้าไปในถ้ำ
จบตอน
Comments
Post a Comment