บทที่ 1001: บ้าเอ๊ย! โดนมันต้มจนเปื่อยเลย!
"หากว่านายท่านไม่สามารถต่อสู้ได้ ข้าจะช่วยเขาต่อสู้แทนเอง" มังกรดำกล่าว
"ท่านเพียงแค่ยืนอยู่บนเวทีประลอง ส่วนคู่ต่อสู้ของเจ้า ข้าจะทำให้บาดเจ็บสาหัสแล้วส่งขึ้นไปให้เอง เจ้าแค่แกล้งทำท่าสองสามที แล้วผลักเขาลงจากเวทีก็พอแล้ว"
"วิธีของเจ้าไม่ปลอดภัย ผู้คนที่นี่ล้วนเจ้าเล่ห์ และมีกลอุบายมากมาย อีกทั้งวิธีเอาตัวรอดที่พวกเขาจะนำออกมาใช้ก็มีไม่จบสิ้น เจ้าคิดว่าทำให้เขาบาดเจ็บ แล้วจะไม่เป็นไรอย่างนั้นหรือ? พอขึ้นเวทีประลอง หากเขาใช้ไม้ตายออกมา แล้วลงมือสังหารเจ้านายของเจ้าจะทำอย่างไร?"
ปี้เหลียนหยุดครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ
"แผนนี้ไม่เหมาะเท่าไหร่ ข้ามีวิธีหนึ่ง เมื่อสู้ไม่ได้ก็ใช้เงินซื้อ ข้าสามารถโน้มน้าวให้พวกเขาขายใบไม้ได้ เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขารับเงินแล้ว ก็แค่ต้องยอมแพ้บนเวทีประลองเท่านั้นเองขอรับ"
"การใช้เงินซื้อมาก็ไม่ปลอดภัยนะ หากคนบนเวทีประลองไม่รักษาสัจจะจะทำอย่างไร? เขาอาจจะไม่ฆ่า แต่ว่าใช้พิษแทน เพื่อเรียกร้องทรัพย์สินให้มากขึ้น และยังหลีกเลี่ยงการถูกฆ่าได้อีกด้วย"
เยี่ยหลิงหลงปฏิเสธความคิดของปี้เหลียน แล้วเสนอความคิดของตัวเอง "พี่เยี่ย การที่ท่านอยู่ในภพบนโดยไม่มีความสามารถในการต่อสู้เลย แบบนี้มีแต่จะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมา ข้าว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า ข้าจะให้ปืนเวอร์ชั่นบำเพ็ญเซียนกับท่านสักกระบอกดีหรือไม่?? วิธีใช้ง่ายเรียนรู้ได้เร็ว แม้แต่ศิษย์พี่หญิงห้าของข้ายังใช้เป็น นี่เป็นอาวุธใหม่สุดร้ายกาจในภพบนตอนนี้เลยก็ว่าได้"
หลังจากทั้งสามคนพูดจบ เยี่ยชิงเสวียนยิ้มพลางส่ายหน้า
"ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากถึงเพียงนั้นหรอก"
กล่าวจบ เขาก็หมุนตัวเดินออกจากประตูใหญ่ของสนามประลอง พอออกมา แสงสว่างก็ลดลงอย่างรวดเร็ว สายลมรอบๆเย็นพัดแรงขึ้น
เห็นเพียงเยี่ยชิงเสวียนเดินเข้าสู่ความมืดโดยไม่หันกลับมามองสิ่งใดทั้งสิ้น เยี่ยหลิงหลงและอีกสองคนรีบตามไปติดๆ
ไม่นานนัก บนเนินเขาเล็กๆที่รกร้างและมีลมหนาวพัดเป็นระลอก เยี่ยชิงเสวียนหยุดลง เยี่ยชิงเสวียนยกมือขึ้น หงายฝ่ามือไว้ตรงหน้าอก ในไม่ช้าเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆ ก็รู้สึกได้ถึงพลังงานที่หมุนวนอยู่รอบตัว
การหมุนวนนี้ เร็วขึ้นและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่นาน ภายใต้แสงจันทร์สลัว พวกเขาก็เห็นปราณชั่วร้ายกำลังไหลเวียนอย่างรวดเร็ว
มันก่อตัวเป็นวังวนขนาดยักษ์ ปละพลังปราณชั่วร้ายก็ถูกดูดเข้าสู่ฝ่ามือของเยี่ยชิงเสวียนอย่างต่อเนื่องและเป็นจำนวนมาก
ภาพตรงหน้าทำให้ทั้งสามคนตะลึงงัน
"เขาดูดพลังได้เก่งเกินไปแล้ว!"
ไม่เพียงแต่ปราณชั่วร้ายเท่านั้นที่ถูกดูดเข้ามา แม้แต่สัตว์อสูรก็เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ถูกดูดเข้ามาด้วย
โชคดีที่มังกรดำมีปฏิกิริยาว่องไว จนสามารถสังหารพวกปีศาจที่บินมาได้ทันที ทั้งยังมีสัตว์ที่อาบปราณปีศาจมานานปีด้วย
ไม่เช่นนั้น มันคงจะกระโจนเข้าใส่เยี่ยชิงเสวียนแล้วแน่นอน
เยี่ยหลิงหลงเห็นดังนั้น จึงเก็บซากสัตว์ทั้งหลายขึ้นมา แล้วเก็บเข้าไปในพื้นที่มิติ พลางมองต่อว่ามังกรดำ
‘เจ้านี่มันตัวล้างผลาญจริงๆ’
เพิ่งจะจ้องมังกรดำจบ ไท่จื่อก็วิ่งออกมาจากพื้นที่มิติของนาง ดวงตาทั้งสองเปล่งประกายมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นเต้น
ไม่นานก็มีสัตว์อาบพลังปีศาจอีกตัวที่ถูกดึงมา ไท่จื่อรีบพุ่งเข้าไปกลืนกินมันอย่างใจร้อน หลังจากกลืนกินเสร็จยังไม่ทันจะแสดงแววตาอยากกินอีก ตัวต่อไปก็ปรากฏขึ้นแล้ว!
ไท่จื่อพุ่งเข้าไปอย่างตื่นเต้น กลืนกินอีกตัวในคำเดียว ตามด้วยตัวที่สาม ตัวที่สี่ พวกมันมาเรื่อยๆ และถี่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ในฐานะนักกิน ไท่จื่อไม่ปล่อยให้มีสิ่งใดหลุดรอดไปแม้แต่ตัวเดียว เขากินทุกอย่างจนหมดเกลี้ยง
ขณะที่ปี้เหลียนยังตกตะลึงกับความน่าสะพรึงกลัวในการกินสัตว์อาบพลังปีศาจของไท่จื่อ
สิ่งใหม่ก็ลอยมาจากที่ไกลๆนั่นคือ…
อสูร!
เป็นอสูรขอบเขตหลอมสุญตา ไม่ใช่แค่ตัวเดียว แต่มีมากขึ้นเรื่อยๆ!
เมื่อเห็นอสูรเหล่านั้นถูกดึงเข้ามา ปี้เหลียนก็ชักดาบของตนออกมา กำลังเตรียมป้องกันตัวด้วยความตึงเครียด ในตอนนั้นเยี่ยหลิงหลงก็พุ่งเข้าไปหาอสูรเหล่านั้นก่อนแล้ว!
นางไม่เพียงแต่สังหารด้วยตนเอง แต่ยังให้มังกรดำช่วยสังหารด้วย
ทั้งสองเคลื่อนไหวรวดเร็ว พวกอสูรที่บินเข้ามาไม่มีโอกาสแม้แต่จะแตะต้องเยี่ยชิงเสวียน ไม่ทันไรพวกมันก็ถูกจัดการ
พวกมันไม่เพียงแต่สิ้นชีพ แม้แต่ร่างก็ถูกเยี่ยหลิงหลงเก็บกวาดจนหมดไปในชั่วพริบตา
วังวนปราณชั่วร้ายยังคงหมุนไม่หยุด แรงดูดยังคงอยู่และเริ่มกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนี้แม้แต่วิญญาณก็ถูกดึงดูดเข้ามา ขณะที่ปี้เหลียนกำลังกังวลว่าจะทำอย่างไร เยี่ยหลิงหลงก็ปล่อยราชาผี ออกมาจากพื้นที่มิติของนาง!
ราชาผีนั้น เมื่อเห็นวิญญาณก็แปรร่างเป็นผีหิวโซ พุ่งเข้าไปกินอย่างบ้าคลั่ง กินอย่างโหดเหี้ยม ไร้ซึ่งการรักษาภาพลักษณ์ใดๆ!
ภาพนี้ทำให้ปี้เหลียนตะลึงงันไปทันที
อยู่ที่นี่มาหลายปี เขาเคยเห็นผู้คนและเรื่องราวประหลาดมามากมาย แต่ภาพเช่นนี้เขายังไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริงๆ!
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ เขาอยากเข้าร่วมด้วยนี่สิ!
"มีส่วนของข้าบ้างหรือไม่? แบบที่ฆ่าแล้วนับเป็นของข้าเอง ไม่ใช่ทำงานให้เยี่ยหลิงหลงเปล่าๆน่ะ!"
"ปี้เหลียน เจ้าก็มาช่วยสังหารอสูรด้วยกันสิ ไม่ต้องเก็บของหรอก เสี่ยวไป๋จัดการไหวแน่นอน"
......
ข่าวดีคือเขาได้เข้าร่วมแล้ว
ข่าวร้ายคือทำงานเปล่า ไม่ได้รับค่าตอบแทน
ปี้เหลียนถอนหายใจ แต่ในเมื่อแม่นางเยี่ยสั่งมาแล้ว เขาจะทำอย่างไรได้เล่า ?
แต่โชคดีที่เวลานี้ไม่ได้ยืดเยื้อนานนัก ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม เยี่ยชิงเสวียนก็หยุดลง พอเขาหยุด พวกปีศาจร้ายทั้งหลายก็ไม่ได้ย่างกรายเข้ามาอีกเลย
เสี่ยวไป๋ลูบท้องป่องของตัวเองด้วยความยังอิ่มหนำ ทว่าสีหน้าของมันดูเหมือนว่าจะยังไม่จุใจ มันกลิ้งไปมาในอ้อมกอดของเยี่ยหลิงหลงพลางถามว่ายังมีอีกไหม?
ที่จริงแล้ว นางก็รู้สึกว่าอสูรพวกนี้ยังไม่พอ ตัวนางเองก็ยังไม่จุใจ
นางเงยหน้าขึ้นมองเห็นแววตาอันเต็มไปด้วยความคาดหวังของเจาไฉ
ดังนั้น นางจึงนำพาความคาดหวังของทุกคนมองไปที่เยี่ยชิงเสวียนเห็นเขากำลังก้มหน้ามองข้อมือตัวเอง
"เป็นอย่างนี้ ข้าว่าคงสำเร็จแล้วกระมัง?"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทั้งสามคนก็รีบพุ่งเข้าไปพร้อมกัน ก้มหน้าลงมองข้อมือของเขา เห็นใบไม้ทั้งสิบใบปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน !
สำเร็จแล้ว !
เยี่ยหลิงหลงและมังกรดำเห็นเช่นนั้นก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง มีเพียงปี้เหลียนที่ตกตะลึงจนเบิกตาโพลง ดูท่าทางราวกับถูกกระแทกอย่างหนักเท่านั้นเอง
"ข้าใช้วิธีดูดซับ และแปรเปลี่ยนปราณชั่วร้ายเพื่อสะสมใบไม้ ใช้เวลาหลายร้อยปีถึงได้แปดใบ แต่เจ้าใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วยามก็ครบแล้ว ?"
"แค่เรื่องเล็กน้อย"
เยี่ยชิงเสวียนพูดด้วยท่าทีเรียบเฉย จนปี้เหลียนถึงกับอึ้งไปทันที ผ่านไปหลายวินาทีเขาถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมา
น่าโมโห! โดนเขาทำท่าใส่เสียได้!
เมื่อครู่นี้ใครกันนะที่กำลังกังวลว่าจะสู้ไม่ได้? พริบตาเดียวก็มาทำท่าเท่เสียแล้วหรือ!
"ตอนนี้ พวกเราทั้งสี่คนรวบรวมใบไม้ครบแล้ว ถึงเวลาที่จะไปยังห้วงอวจีที่สองแล้ว"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็เรียกปี้เหลียนให้นำทาง
ปี้เหลียนเดินนำหน้า เมื่อมาถึงจุดที่จะใช้เคลื่อนย้าย เขาก็ลังเลและหยุดลงชั่วขณะ
เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นก็พูดอย่างขบขันว่า
"เป็นอะไรไป? ไม่อยากจากไปขนาดนั้นเลยหรือ? ข้าได้ยินมาว่าโล่ป้องกันของใบไม้สิบใบมีกำหนดเวลามิใช่หรือ? เจ้าที่เมาเละเทะวันนี้ อยู่ที่นี่ไม่กลัวถูกซ้อมตายหรืออย่างไร?"
"ข้าแค่ไม่คิดว่าจะมีวันที่ต้องจากที่นี่ไป ข้ายังไม่ได้เตรียมใจก็เท่านั้น"
"หืม? เจ้าอยากอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตจริงๆหรือ?"
"ข้าหนีออกจากอเวจีห้วงแรกได้ แต่จะหนีออกจากอเวห้วงที่เก้าได้หรือไม่ ไม่มีใครรู้ได้" ปี้เหลียนยิ้มอย่างจนใจ
"ทำไมจะหนีไม่ได้เล่า? ข้าไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิตเสียหน่อย"
เยี่ยหลิงหลงพูดอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่าหากนางไม่อยากอยู่ ก็สามารถจากไปได้ ทำให้ปี้เหลียนถึงกับอึ้งไป
"เจ้าไม่คิดจะออกจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาบ้างหรือ?"
ปี้เหลียนเบิกตากว้าง ออกจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา? เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดเลยด้วยซ้ำ!
แต่วินาถัดมาเขาก็ไม่มีโอกาสได้คิดอีกแล้ว เพราะถูกเยี่ยหลิงหลงเตะเข้าไปในช่องทางลำเลียง
มังกรดำเห็นดังนั้น จึงรีบกระโดดตามลงไปทันที เยี่ยหลิงหลงกำลังจะกระโดดตามลงไปด้วย
แต่เยี่ยชิงเสวียนที่อยู่ด้านหลัง กลับคว้าข้อมือนางไว้อย่างกะทันหันแล้ว!
บทที่ 1002: เจ้าเป็นสาวแล้ว
เยี่ยหลิงหลงหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง
"มีอะไรหรือ ?"
"ข้ามีของจะมอบให้เจ้า"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงได้ยินว่าอีกฝ่ายมีของดีจะมอบให้นาง นางก็รีบหมุนตัวกลับมาทันที ดวงตาทั้งสองเป็นประกายจ้องมองเยี่ยชิงเสวียนไม่วางตา
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อใดที่พี่เยี่ยบอกว่ามีของจะให้ นั่นต้องเป็นของดีอย่างแน่นอน!
แต่เยี่ยชิงเสวียนเพียงแค่พูดประโยคนั้นออกมา กลับไม่มีท่าทีจะทำอะไรต่อ เยี่ยหลิงหลงมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นของที่เขาจะมอบให้นางอยู่ที่ใด นางเห็นเพียงแค่สายตาเขาที่จ้องมองนางอย่างเร่าร้อนเท่านั้น
คืนนี้เยี่ยชิงเสวียนดูแปลกไปเล็กน้อย ราวกับว่าเขากำลังเกริ่นนำ ก่อนจะทำเรื่องใหญ่
"รีบเอาออกมาให้ข้าดูสิ ท่านทำท่าลึกลับไม่ให้พวกเขาดู แล้วทำไมก็ไม่ให้ข้าดูด้วยล่ะ?"
หลังจากพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็พลิกแขนเสื้อของเยี่ยชิงเสวียน และหมุนตัวค้นตามร่างกายของเขา แต่ก็ไม่พบสิ่งใดเลย
เมื่อเห็นนางสนใจของล้ำค่าถึงเพียงนี้ สายตาคอยมองหาอยู่ตลอด แต่กลับไม่เหลือบมองสายตาที่ชัดเจนของเขาแม้แต่น้อย เยี่ยชิงเสวียนก็อดที่จะยิ้มไม่ได้
"มีคำถามหนึ่ง ที่ข้าคิดมานานแล้ว แต่ยังคิดไม่ออกเสียที"
เยี่ยหลิงหลงยืดตัวขึ้น นางรู้ว่าเขากำลังจะทำท่าทำทางลึกลับอีกแล้ว นางจึงมองเขาด้วยสีหน้าขบขัน
"เช่นนั้นท่านก็พูดมาสิ ข้าจะช่วยไขข้อข้องใจให้เอง"
เมื่อนางยิ้ม ดวงตาของนางก็โค้งงอเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ทำให้ผู้คนอดใจไม่ได้ ต้องจดจ้องมองไปที่นางตลอด
แก้มป่องเล็กๆบนใบหน้าของนางได้จางหายไปมากแล้ว ในการฝึกฝนหลายปีที่ผ่านมา นางที่ค่อยๆเติบโตขึ้น ได้สลัดความเยาว์วัยทิ้งไป ความมีชีวิตชีวาก็ยังไม่ลดลงไปเลย
แม้ว่าเยี่ยชิงเสวียนจะเคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งที่ได้เห็น เขาก็ยังอดใจไม่ได้ที่จะละสายตาไป
แม้ว่าที่นี่จะเป็นห้วงลึกที่มืดมิด ไร้แสงสว่าง ไม่มีแสงแดด น้ำค้าง เสียงนกร้อง หรือกลิ่นหอมของดอกไม้ แต่เมื่อนางยิ้ม สถานที่อันมืดมนนี้ก็ราวกับมีสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านมาอย่างไรอย่างนั้น
"เมื่อครู่เจ้าบอกมังกรดำว่า ข้ากับเจ้าไม่มีความเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย เจ้าพูดเช่นนั้นจริงหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงชะงัก นางไม่คิดว่าเขาจะติดใจเรื่องนี้
"เขาพูดจาเหลวไหลอยู่ทุกวัน ข้าก็ต้องโต้แย้งเขาบ้าง ข้าไม่ได้มีเจตนาจะต่อต้านท่านหรอก"
"แล้วพวกเราสองคน แท้จริงแล้วมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่?"
"มีสิ พวกเราเป็นสหายกันนะ"
"สหายจับมือกันได้ตามใจชอบหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงชะงักไป
เยี่ยชิงเสวียนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืนอยู่ตรงหน้าเยี่ยหลิงหลง
"สหายทั่วไป สามารถพิงไหล่นอนได้ตามใจชอบด้วยหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงเบิกตากว้าง
เยี่ยชิงเสวียนก้มหน้าลง โน้มตัวเข้าใกล้นางมากขึ้น
"สหายทั่วไป สามารถใช้ร่างกายของเจ้าได้ตามใจชอบหรือ?"
หัวใจของเยี่ยหลิงหลงเต้นพลาดไปหนึ่งจังหวะ
ทั้งร่างของนางเริ่มชะงักงันไปในทันที
เห็นเพียงเยี่ยชิงเสวียนยกมือขึ้นช้าๆ โน้มตัวเข้าหานาง ปลายนิ้วของเขากำลังจะแตะต้องแก้มนวลของนาง เยี่ยหลิงหลงถึงกับกลั้นหายใจเอาไว้
สถานการณ์เช่นนี้ นางไม่เคยเจอมาก่อน ในหนังสือที่นางอ่าน ก็ไม่เคยมีการบรรยายฉากที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้ นางจึงไม่รู้จะรับมืออย่างไร และรู้สึกตื่นตระหนกอย่างบอกไม่ถูก
หากว่านางขยัยตัว จะสามารถหลบเลี่ยงสถานการณ์นี้ไปได้หรือไม่ ?
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังยืนแข็งทื่อด้วยความประหม่า เยี่ยชิงเสวียนเบี่ยงมือออกไปด้านข้าง เกี่ยวเส้นผมที่ยุ่งเหยิงของนางขึ้นมา แทนที่จะลูบใบหน้าของนาง
นี่หมายความว่า นางคงหลบเลี่ยงสถานการณ์นี้ได้สำเร็จแล้วกระมัง ?
ต่อไปหากเจอสถานการณ์เช่นนี้อีก เพียงแค่ยืนตัวตรง ทำตาเหม่อลอย ไม่พูดไม่จา ไม่ขยับตัว ก็จะสามารถหลบเลี่ยงไปได้แล้วสินะ?
นางรู้สึกราวกับได้เปิดประตูสู่โลกใบใหม่
"เสี่ยวเยี่ย เจ้าโตเป็นสาวแล้วนะ"
"อืม ข้าผ่านพิธีปักปิ่นมาหลายปีแล้ว"
"เมื่อโตเป็นสาวแล้ว ก็ต้องเริ่มเรียนรู้เรื่องของผู้ใหญ่บ้างแล้ว"
ความคิดมากมาย วุ่นวายผุดขึ้นในสมองของเยี่ยหลิงหลงในชั่วพริบตา
"เรื่องของผู้ใหญ่อะไรหรือ?"
"เมื่อโตแล้ว ก็ต้องเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบการกระทำของตนด้วย"
‘หา? เขาข้ามคำถามแรกไปเลยหรือ?’
"บางเรื่องเมื่อทำไปแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนทำ"
"เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?"
เยี่ยชิงเสวียนถอนหายใจ
"ข้าไม่อาจปล่อยให้เจ้าได้เปรียบไปตลอดชีวิตได้หรอก"
เยี่ยหลิงหลงเบิกตากว้าง
"ข้าไม่ได้เอาเปรียบท่านเสียหน่อย!"
ทันทีที่นางเอ่ยจบ ในฝ่ามือของเยี่ยชิงเสวียนก็ปรากฏลูกแก้วขึ้นมา แสงสวยงามลอยล่อง ภายในลูกแก้วเต็มไปด้วยปราณวิญญาณเข้มข้นจนกลายเป็นหยาดวิญญาณหยดลงมาภายในลูกแก้วกลมนั้น
‘ของดีจริงๆด้วย!’
ลูกแก้วที่มีความเข้มข้นของปราณวิญญาณสูงเช่นนี้ แม้อยู่ภายนอกก็ถือเป็นของดี
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาที่นี่มีปราณชั่วร้ายเข้มข้นและปราณวิญญาณเบาบางยิ่งนัก!
ดวงตานางเป็นประกาย รีบยื่นมือไปคว้าทันที เขาเห็นได้ชัดว่านางหยิบไป เยี่ยชิงเสวียนก็ไม่ได้ห้าม เพียงแต่ถอนหายใจเบาๆอยู่ข้างๆเท่านั้น
"ฮ่า... ข้าโดนเอาเปรียบอีกแล้ว"
เยี่ยหลิงหลงชะงักมือที่ถือลูกแก้วเอาไว้ จากนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"งั้น... ข้าจ่ายเงินให้ท่านเอง?"
"เจ้าคิดว่าข้าต้องการเงินหรือ ?"
"ถ้าเช่นนั้นเจ้าต้องการอะไร?"
"ไม่มีอะไรที่อยากได้หรอก ติดค้างไว้ก่อนก็แล้วกัน"
เยี่ยหลิงหลงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคืนลูกแก้วพลังวิญญาณให้เขา
"หรือว่าข้าไม่ควรรับผลประโยชน์นี้ดี?"
"ถ้าไม่รับครั้งนี้ แล้วครั้งหน้าเล่า?"
"ครั้งหน้า?" เยี่ยหลิงหลงเบิกตากว้าง
"ยังมีอีกหรือ?"
"มีสิ แม้ว่าในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้จะมีปราณชั่วร้ายอยู่มาก แต่ก็มีปราณวิญญาณอยู่ด้วย ทุกครั้งที่ข้าดูดซับปราณชั่วร้าย ข้าก็จะดูดสิ่งอื่นๆมาด้วย ยังต้องลงไปอีกเก้าชั้น ยังมีให้ดูดซับอีกมาก เมื่อถึงเวลานั้นต้องมีปราณวิญญาณอีกแน่นอน"
พอเยี่ยชิงเสวียนพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็แย่งลูกแก้วพลังวิญญาณกลับคืนมาทันที
หากเป็นลูกเดียว นางอาจจะยอมสละได้ แต่ทั้งเก้าลูกนั้น เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!!
เพราะนางยังต้องออกจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ หากว่านางไม่มีปราณวิญญาณไว้ฝึกฝนจะทำอย่างไร?
"ก็ได้ ข้าติดค้างท่านครั้งหนึ่ง อีกแปดลูกก็ติดค้างด้วย"
"อืม"
เยี่ยชิงเสวียนตอบรับเสียงหนึ่ง ไม่พูดอะไรอีก
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงซ่อนลูกแก้วพลังวิญญาณ
นางยังแอบมองเขาแวบหนึ่งด้วย
แค่นี้ก็พอแล้วหรือ ? แค่ต้องการให้นางรู้ว่านางติดหนี้บุญคุณเขาเท่านั้นหรือ ?
แล้วถ้าต่อไปเขาจะใช้เรื่องหนี้บุญคุณก้อนนี้มาสร้างเรื่องอีกเล่า?
ช่างเถอะ ปล่อยให้เขาทำไป อย่างไรเสียทุกวันเขาก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว
เยี่ยหลิงหลงถามอย่างจริงจัง "พวกเราจะไปยังห้วงอวเจีที่สองได้แล้วใช่หรือไม่?"
เยี่ยชิงเสวียนหัวเราะเบาๆ พลางกล่าวออกมาว่า "ได้"
นอกเมืองในห้วงอเวจีที่สอง
มังกรดำยืนอยู่กับที่ เหยียดคอมองไปรอบๆ ส่วนปีศาจกระต่ายที่อยู่ข้างๆนั้น เดินไปเดินมาด้วยความกระวนกระวายใจ
"คงไม่จริงหรอกกระมัง พวกเขาคงไม่โหดร้ายถึงขนาดหลอกลวงกระต่ายน่าสงสาร และไร้เดียงสาอย่างข้าหรอกนะ? หลอกให้ข้าลงมาแล้วตัวเองอยู่ข้างบนครองอำนาจ? ปล่อยให้ข้าอยู่ข้างล่างคนเดียว สุดท้ายข้าก็จะถูกแทงตาย?"
ปี้เหลียนพูดจบ มังกรดำก็ตบหัวมันไปทีหนึ่ง ทำให้หูกระต่ายทั้งสองข้างสั่นไหวไปมาหลายที
"พูดเหลวไหลอะไรกัน? เจ้าว่าข้าหลอกเจ้าได้อย่างไร? ข้าก็กระโดดลงมาเหมือนกันไม่ใช่หรือไร?"
"ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า พวกเขาหลอกพวกเราทั้งหมดสินะ?"
หลังจากปี้เหลียนพูดจบ มังกรดำก็ตบเขาอีกครั้ง จนเขาเซถลาไปข้างหน้าหลายก้าว
"พวกเขา พวกเราอะไรกัน? ข้ากับเจ้าจะเป็นพวกเดียวกันได้อย่างไร? ข้ากับเจ้านายของข้าต่างหากที่เป็นพวกเดียวกัน เจ้าจะไปอยู่ที่ไหนก็ไปเถอะ!"
"จริงหรือ? แต่ข้าไม่เห็นเลยนะ ถึงแม้เจ้านายของเจ้าจะไม่ค่อยพูดจา แต่ยามว่างเขาก็มักจะจ้องมองแม่นางเยี่ยอยู่ตลอดเลน ไม่เคยมองเจ้าแม้แต่แวบเดียว เจ้าคิดว่าเจ้ากับเขาเป็นพวกเดียวกัน แต่เขาคิดเช่นนั้นด้วยหรือไม่?"
"แน่นอนอยู่แล้ว!"
"แล้วทำไมเขาถึงอยู่ข้างบนกับแม่นางเยี่ยสองคน ไม่ยอมลงมาเล่า?"
"นั่นต้องเป็นเพราะเยี่ยหลิงหลงบังคับให้เขาอยู่ข้างบนแน่ๆ!"
"แล้วเขาต่อต้านหรือไม่ฒ"
"เขาไม่มีพลังวิญญาณสู้เยี่ยหลิงหลงไม่ได้หรอก!"
"อ้อ งั้นก็ยอมสินะ"
......
"แต่พูดไปพูดมา เขาก็สู้เจ้าไม่ได้เหมือนกัน แล้วทำไมเจ้าไม่บังคับให้เขายอมเจ้าเสียล่ะ จะได้ไม่ต้องมาคร่ำครวญรักข้างเดียวอยู่ทุกวันเช่นนี้!"
บทที่ 1003: อยากลิ้มลองรสชาติของเจ้าจริงๆ
ปี้เหลียนเองก็ไม่เข้าใจ แค่เสนอความคิดเห็นดีๆ ทำไมถึงต้องโดนชกอีกรอบด้วย
ยังดีที่ตอนมังกรดำโกรธจัด พวกเขายังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ถึงจะเจ็บตอนโดนต่อย แต่ก็ไม่ถึงกับบาดเจ็บแทบตาย
"ดูท่าทางพวกเขาจะทิ้งพวกเราจริงๆแล้วกระมัง ถ้าเช่นนั้นพวกเราคงต้องพึ่งพาอาศัยกันไปตลอดชีวิตเลยสินะ ?"
เมื่อได้ยินคำว่าพึ่งพาอาศัยกันไปตลอดชีวิตจากปากของปี้เหลียน หัวใจของมังกรดำรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที เขาไม่มีวันยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด!
แต่ในใจเขากลับไม่มั่นใจเลย...
ถึงแม้เยี่ยหลิงหลงจะน่ารังเกียจ แต่นางก็มีเสน่ห์จริงๆ
เมื่อเห็นมังกรดำแสดงความผิดหวังออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน ปี้เหลียนจึงกลัวว่าตัวเองจะโดนต่อยอีก เขารีบเข้าไปเสนอความคิดของตนเองทันที
"เช่นนั้นเราทำแบบนี้ดีไหม รอให้พวกเขาลงมาแล้ว ท่านก็อย่าไปขัดแย้งกับแม่นางเยี่ยอีกเลย"
"เหตุใดกัน! ทั้งหมดเป็นความผิดของนางมิใช่รึ!"
"เจ้าโทษนางมานานแล้ว มันเปลี่ยนสิ่งใดได้บ้างเล่า? เจ้านายของเจ้า ห่างจากนางบ้างหรือไม่?"
"ไม่เลย" มังกรดำถอนหายใจ เยี่ยหลิงหลงผู้นี้ช่างเลวร้ายยิ่งนัก แต่น่าแปลกที่เจ้านายของเขากลับชื่นชอบนางเป็นอย่างยิ่ง
"เช่นนั้นพวกเราลองเปลี่ยนวิธีดูดีหรือไม่ ถึงอย่างไรนางก็ต้องกลายเป็นนายหญิงของเจ้าอยู่แล้วมิใช่หรือ? เจ้าควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนาง ไปที่ใดนางก็จะพาเจ้าไปด้วย!"
มังกรดำได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึกว่าสิ่งที่ปี้เหลียนพุดม่นั้น มีเหตุผลมากทีเดียว
"แต่ข้ารู้สึกว่าพวกเขาทั้งสองแปลกๆอยู่บ้างนะ ดูไม่ใช่ทั้งความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ และก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือแต่อย่างใดเลย จะว่าอย่างไรดีล่ะ?"
"แต่ไม่ต้องสนใจหรอก ในเมื่อเจ้าแยกพวกเขาไม่ได้ ก็ลองจับคู่ให้พวกเขาดูสิ"
มังกรดำรู้สึกว่าเป็นความคิดที่มีเหตุผลยิ่งนัก
"ในเมื่อตอนนี้มีเวลา เจ้าจงครุ่นคิดให้ดีๆเถิด"
ปี้เหลียนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากแหวนมิติแล้วยัดใส่มือมังกรดำทันที
"หากว่าคิดไม่ออกจริงๆ ก็ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู ข้างในมีคำตอบที่เจ้าต้องการมากมายทีเดียว"
มังกรดำพยักหน้าเบาๆ แล้วนั่งลงอ่านหนังสืออย่างเงียบๆ เมื่อปี้เหลียนเห็นว่าเขามีอะไรทำแล้ว จิตใจจึงได้ผ่อนคลายลงทันที
ขณะที่กำลังอารมณ์ดี คิดจะผิวปากร้องเพลง
มังกรดำก็เรียกเขาขึ้นมาอีกครั้ง
"ปี้เหลียน มานี่ซิ!"
อารมณ์ดีๆของปี้เหลียนมลายหายไปในทันที
เขาค่อยๆหันหน้ากลับไปอย่างระมัดระวัง
"พี่ใหญ่มังกรดำ มีเหตุอันใดหรือ..."
เขายังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นหนังสือในมือของมังกรดำถือกลับด้านอยู่
"ข้าอ่านหนังสือไม่ออก เจ้าอ่านให้ข้าฟังทีซิ!"
.......
ปีเหลียนผู้เป็นปีศาจถึงกับชาไปทั้งตัว
เขานั่งลงด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง อ้าปากอ่านออกมาอย่างยากลำบาก
เยี่ยหลิงหลงและเยี่ยชิงเสวียนลงมาจากห้วงอวเจีชั้นบน พร้อมกัน และแทบจะในเวลาเดียวกัน
ทันทีที่ลงถึงพื้น นางก็ได้ยินเสียงอ่อนหวานของปี้เหลียน
"ดวงตาของข้ามองเพียงแต่ท่าน หัวใจของข้าผูกรักเพียงแต่ท่าน ความฝันของข้ามีแต่ท่านที่ปรากดในห้วงคะนึงอันไร้ขอบเขตนี้ ท่านจุมพิตข้าสักครั้งได้หรือไม่? ข้าอยากลิ้มรสท่านเหลือเกิน"
เมื่อได้ยินบทสนทนาที่น่าตื่นเต้นนี้ ปฏิกิริยาแรกของเยี่ยหลิงหลงคือต้องการวิ่งไปดูให้ชัดๆ
จะจูบกันจริงๆหรือ? จูบตรงไหน? นางยังไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อนเลย !
แต่ก่อนที่นางจะวิ่งไป มังกรดำและปี้เหลียนก็พบว่าพวกเขากลับมาแล้ว ทั้งสองคนชะงักไปหนึ่งวินาที นึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังอ่านหนังสืออะไรอยู่ จึงรีบเก็บอย่างลนลานเก็บไปทันที
"นายท่าน!"
ขณะที่มังกรดำกำลังจะวิ่งเข้าไปอธิบายอะไรบางอย่าง เยี่ยชิงเสวียนก็ยกมือห้ามเอาไว้
"ไม่ต้องอธิบายแล้ว ข้าเข้าใจทุกอย่าง"
พูดจบเขาก็เดินผ่านมังกรดำไปทางประตูเมืองทันที
ในขณะที่มังกรดำกำลังพยายามแก้ต่างอย่างสับสน เยี่ยหลิงหลงก็เดินผ่านมาหยุดข้างกายเขา จ้องมองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย
"ท่านพี่อาจจะเข้าใจ แต่ข้าไม่เข้าใจ พวกเจ้าแสดงให้ข้าดูอีกรอบสิ"
เยี่ยชิงเสวียนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เขาคว้ามือของเยี่ยหลิงหลง แล้วก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว
จากนั้นเขาก็กดมือนางลงบนอักขระที่ประตูเมือง
ไม่นานนางก็หายตัวไปนอกเมือง เข้าไปในประตูเมืองทันที
ภาพที่ปรากฏต่อหน้านางคือถนนที่คึกคักในเมือง นางถึงนึกขึ้นได้ ว่ายังไม่ทันได้ดูป้ายที่แขวนอยู่เหนือประตูเมืองเลย !
เยี่ยชิงเสวียนตามหลังนางเข้ามาเป็นคนที่สอง หลังจากเขาเข้ามาแล้ว ปี้เหลียนและมังกรดำก็ทยอยเข้ามาตาลำดับ
เมื่อเห็นพวกเขาสองคนเดินเข้ามา เยี่ยชิงเสวียนจูงมือเยี่ยหลิงหลง พานางขยับไปด้านข้างเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็พูดกับนางอย่างจริงจัง "แม้เจ้าจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกเรื่องหรอก"
เมืองในห้วงแวเจีที่สองนี้ และดูเจริญรุ่งเรืองกว่าเมืองลั่วเยี่ยในชั้นที่หนึ่งมากนัก
แม้จะมีถนนสายหลักเพียงเส้นเดียว แต่นอกเหนือจากถนนสายหลักยังมีตรอกซอยเล็กๆที่คึกคักอีกหลายสายทีเดียว
"พวกท่านเพิ่งขึ้นมาจากห้วงอเวจีที่หนึ่งใช่หรือไม่? ขอแสดงความยินดี ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่เมืองลั่วฮวาของพวกข้า!"
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ทุกคนหันไปมอง เห็นปีศาจพังพอนตัวหนึ่งกำลังส่ายหางใหญ่ของมัน บิดร่างกาย ท่าทางยั่วยวนเป็นอย่างยิ่ง
หน้าตาของมันดูแย่กว่าปี้เหลียนอยู่มาก
อีกทั้งเสียงก็ไม่ได้ปรับให้น่ารัก ดูยังไงก็เหมือนตัววิปริต
"พวกท่านมาใหม่ใช่หรือไม่? คงไม่รู้ว่าเมืองลั่วฮวาดีกว่าเมืองลั่วเยี่ยมากแค่ไหน! พวกท่านดูบ้านเรือนพวกนั้นสิ ทุกหลังยังอยู่ในสภาพดี นั่นหมายความว่าอะไร ? หมายความว่าพวกมันมีกฏเกณฑ์คอยคุ้มครอง สามารถช่วยผู้คนหลบหนีการล่าของวิญญาณร้ายได้!"
ปีศาจพังพอนยิ้มอย่างสดใส
"พวกเจ้า ห้องพักเหล่านี้หาได้ยากยิ่งนัก พอดีข้ามีห้องว่างให้เช่าอยู่หนึ่งห้อง พวกเจ้าจะ..."
เขายังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นปี้เหลียนยืนมองเขาด้วยสีหน้าขบขัน ทำให้คำพูดที่เหลือต้องกลืนกลับไปทันที
"เจ้าคิดว่าที่อื่นไม่มีอุบายเช่นนี้หรืออย่างไร?"
ปีศาจพังพอนตัวนั้นชะงัก รีบหันตัวแล้ววิ่งหนีไปทันที
"หยุดนะ อย่าหนี!"
"อะไรกัน? สู้ไม่ได้ก็จะไปตามคนมาอีกหรือไร?" ปี้เหลียนหันไปพูดว่า
"พี่ใหญ่มังกรดำ มันไปตามคนมาแล้ว ท่านรับมือไหวหรือไม่? ถ้าไม่ไหวพวกเราก็หนีตอนนี้เลย แต่ถ้าไหวพวกเราก็เปิดทำการวันนี้เลย!"
"ปล่อยให้มันมา" มังกรดำพูดพร้อมเสียงหัวเราะเยาะ
พอได้ยินว่าปล่อยให้พวกมันมา เยี่ยหลิงหลงก็ตื่นเต้นขึ้นมา หงเยี่ยนก็หยิบอาวุธออกมาเตรียมพร้อมรบ
ไม่นานนัก ปีศาจพังพอนก็พาคนมาจริงๆ และไม่ได้พามาแค่คนเดียว แต่เป็นกลุ่มใหญ่!
ในกลุ่มคนเหล่านี้ ผู้ที่มีการฝึกฝนสูงสุดคือผู้นำที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการส่วนคนที่อยู่ด้านหลังเขาล้วนเป็นขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายทั้งสิ้น
กำลังพลของพวกเขามีมากมายมหาศาล
"อยู่ตรงนั้น เขามาแล้ว เขาขึ้นมาจริงๆด้วย!"
เห็นเพียงว่าผู้นำคนนั้น มีปีกใหญ่อยู่ด้านหลัง ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
เมื่อเขาเห็นเป้าหมาย เขาก็วิ่งสองก้าวพุ่งเข้ามา กางแขนออก หมายจะฉกเป้าหมายสู่อ้อมกอด
"เหลียนเอ๋อร์ของข้า ในที่สุดเจ้าก็มาแล้วหรือ?!"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ปี้เหลียนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง รีบหลบไปอยู่ด้านหลังมังกรดำ เพื่อหลีกเลี่ยงปีศาจอินทรีขาวทันที
"ร้องเสียงดังไปทำไม หากเจ้าเข้ามาใกล้อีก ข้าจะไม่ไว้หน้าเจ้าแล้วนะ!"
"ข้าไม่ได้ร้องเสียงดัง ข้าจำสัญญาที่ให้ไว้กับท่านได้ทุกอย่าง! ดูสิ นี่คือครึ่งถนนที่ข้าเช่าไว้ให้ท่าน!"
ปี้เหลียนโผล่ออกมาจากด้านหลังมังกรดำอย่างรวดเร็ว
"ที่แท้ก็พี่ชายอินทรีนี่เอง! ข้าคิดถึงท่านมากเช่นกัน! ข้านึกถึงท่านทุกวัน อาศัยความคิดถึงนี้ข้าพยายามฝึกฝนจนในที่สุดก็มาถึงที่นี่ได้สำเร็จ ได้พบท่านเสียทีนะ!"
เขาพูด พลางก็กางแขนออกกอดอินทรีหัวขาวอย่างสนิทสนม
"จริงหรือ?"
"จริงที่สุด!"
"ดีๆๆ ข้าจะพาเจ้าไปดูร้านของข้าเดี๋ยวนี้! ทั้งสุราอาหารและห้องฝึกฝน เจ้าอยากได้อะไร ข้าจัดให้ทั้งหมด!"
ปี้เหลียนได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกาย รีบเดินตามปีศาจอินทรีไปทันที เดินไปได้สองก้าวนึกขึ้นได้ว่ายาแก้พิษยังอยู่ข้างหลัง จึงหันกลับไป
"สามคนนั้นเป็นสหายของข้า"
"พาพวกเขาไปด้วย พาไปทั้งหมด ในอาณาเขตของข้า พวกเจ้าสนุกได้เต็มที่เลย!"
บทที่ 1004: นางมีเจ้าของแล้ว!
การเริ่มต้นในห้วงอเวจีที่สองช่างดูเหมือนความฝัน
เพราะเยี่ยหลิงหลงและอีกสองคนได้ตามปี้เหลียนไปกินดื่มอย่างสุขสำราญ
เมื่อเทียบกับห้วงอวเจีที่หนึ่ง ห้วงอเวจีที่สองมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์กว่ามากนัก สิ่งของมากมายที่พวกเขาไม่เคยเห็นในห้วงอเวจีที่หนึ่ง ที่นี่มีครบครันทุกอย่าง
เห็นได้ชัดว่าปีศาจอินทรีไม่ได้โกหกแต่อย่างใดเลย เขาครอบครองอาณาเขตที่นี่อย่างกว้างขวาง มีอิทธิพลมากกว่าหัวหน้าปีศาจในห้วงอเวจีที่หนึ่งเสียอีก
หลังจากจัดเตรียมห้องพักให้พวกเขาทั้งสี่คนแล้ว เขาก็เรียกทุกคนออกไปรับประทานอาหาร
ห้องรับรองในโรงเตี๊ยม ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดบนถนนสายกลาง เมื่อมองออกไปก็จะสามารถเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนนทั้งสายได้
พระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า ด้านบนดูมืดกว่าด้านล่างเล็กน้อย และดูเหมือนจะอยู่ต่ำลงมาหน่อย
แต่ในทางกลับกันนั้น เมืองที่อยู่ใต้พระจันทร์เต็มดวง กลับสว่างไสวและเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก
เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่ข้างหน้าต่างสักครู่ มองเห็นร้านค้ามากมายเรียงรายอยู่ด้านล่าง
ผู้คนเดินขวักไขว่ มีแผงลอยตั้งขายอยู่มากมาย
บนแผงลอยแห่งหนึ่ง มีโถวางอยู่สิบกว่าใบ แต่ละใบกำลังส่ายไปมา ดูเหมือนจะมีบางสิ่งกำลังดิ้นรนอยู่ข้างใน
บรรดาผู้คนที่เดินผ่านมา ต่างก็เหลือบมองโถเพียงแวบเดียว ไม่นานพวกเขาก็เบนสายตาไปที่อื่น ไม่มีท่าทีสนใจใดๆ ราวกับว่ามันเป็นเพียงของธรรมดาทั่วไปเท่านั้น
ในตอนนั้น ปี้เหลียนมาที่ข้างหน้าต่างด้วย เขากำลังชะโงกหน้ามองออกไปข้างนอก ดูท่าทางเหมือนขโมยอย่างไรอย่างนั้น
"แม่นางเยี่ย เจ้ากำลังมองอะไรอยู่หรือ?"
"ข้าแค่มองดูเฉยๆ"
เยี่ยหลิงหลงมองเขาด้วยสีหน้าขบขัน
"เจ้าอินทรีผมขาวตนนั้นดีกับเจ้ามากไม่ใช่หรือ ทำไมเจ้าไม่มาใช้ชีวิตที่เมืองลั่วฮวาตั้งแต่แรกเล่า นี่มันดีกว่าอยู่ที่เมืองลั่วเยี่ยหลายเท่าเลยมิใช่หรือ?"
"แม่นางเยี่ย ข้าว่าท่านควรระวังตัวให้มากกว่านี้นะขอรับ" ปี้เหลียนกล่าวเสียงเบาลง
"เกิดอะไรขึ้น? มีกลอุบายอะไรซ่อนอยู่หรือ?"
"ข้าก็ยังมองไม่ออกหรอก ว่าแท้จริงแล้วที่นี่มีกลอุบายอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ ดังนั้นถึงบอกให้ท่านระวังตัวไว้อย่างไรเล่า"
"จริงหรือ? ข้าจำได้ว่าตอนที่เจ้าอยู่ข้างบนนั้น เจ้าเคยบอกว่าในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานั้น แทบไม่มีผู้ใดที่เจ้าไม่รู้จัก แล้วเจ้าจะมองไม่ออกหรือว่าเขาจริงใจกับเจ้าหรือไม่?"
ปี้เหลียนได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจ
"เรื่องมันยาว ข้ากับเขามี... ความขัดแย้งบางอย่างอยู่น่ะ"
พอได้ยินคำว่าความขัดแย้ง เยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เรื่องซุบซิบนินทาแบบนี้นางชอบนักหนา
ตอนนี้ตัวละครหลักมาเล่าด้วยตัวเอง ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่เลยมิใช่หรือ?
"เจ้าเล่ามาสิ"
ปี้เหลียนมองออกว่า เยี่ยหลิงหลงกำลังคิดอะไรอยู่
"เรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่ท่านคิดหรอก"
"ถ้าเจ้าไม่เล่า ข้าก็ได้แต่จินตนาการเอาเองน่ะสิ เร็วเข้า! รีบๆเล่ามา"
"ท่านเองก็น่าจะรู้ว่าข้าจะคอยดักรอคนใหม่ที่ประตูเมืองลั่วเยี่ย วิธีการที่ข้าใช้เจ้าก็เห็นมาแล้ว ตอนนั้นปีศาจอินทรีผู้นี้ ก็แค่หนึ่งในเหยื่อมากมายของข้าเท่านั้นเอง"
ดวงตาของเยี่ยหลิงหลงเป็นประกายวาบ เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคิดไปในทางเดียวกัน!
"ตอนนั้นข้าหลอกเขาเข้าไปได้สำเร็จ คิดว่าจะได้ลงมือแล้ว แต่ผลคือเขาเป็นคนแข็งแกร่งเกินคาด"
เขาใช้ความสามารถของตัวเอง บีบบังคับจนทำให้หัวหน้าเผ่าปีศาจในตอนนั้นพ่ายแพ้ไป แล้วตัวเองก็ขึ้นเป็นหัวหน้าแทน!"
แน่นอนว่าเป็นคนที่แข็งแกร่ง มีความสง่างามคล้ายมังกรดำอยู่หลายส่วน
จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน
"หลังจากขึ้นเป็นหัวหน้า เขาก็รวบรวมทุกคนเข้ามาอยู่ใต้อาณัติ รวมถึงข้าด้วย และในคืนแรกที่รวบรวมทุกคนแล้ว สิ่งแรกที่เขาทำคือเรียกข้าไปปรนนิบัติในห้องนอน!"
เยี่ยหลิงหลงตื่นเต้นจนเบิกตาโพลง
มาแล้ว! เรื่องสนุกมาแล้ว!
"แม่นางเยี่ย ท่านจะเก็บสีหน้าแบบนั้นไว้หน่อยได้หรือไม่? ท่านทำหน้าแบบนี้ ทำให้ข้าเล่าต่อลำบากยิ่งนัก!"
"หากเจ้าไม่เล่า ข้าก็จะไปถามเขาเอง"
"ใจเย็นๆเถิดขอรับ….”
“...”
“เดี๋ยวข้าเล่าเองขอรับ!" ปี้เหลียนกัดฟันพูด "ตอนนั้นพอข้าได้ยินเช่นนั้น ก็รีบหลบซ่อนตัวทันที จากนั้นเขาก็ประกาศตามหาข้าไปทั่วเลย!
การหลบซ่อนไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว ข้าจึงต้องคิดหาวิธี ค่อยๆปล่อยข่าวว่าข้าเป็นปีศาจเพศชาย"
"อื้อ... หลังจากนั้นเขาก็ยอมแพ้ไปหรือ?"
"ไม่เลยขอรับ เพราะเขาไม่ยอมเชื่อ จนสุดท้ายก็ตามหาข้าจนเจอ ตอนนั้นข้าซ่อนตัวอยู่ในบ้านร้างหลังหนึ่ง รอบด้านมีแต่ซากปรักหักพัง และในสถานที่สกปรกเย็นยะเยือกนั่นเอง เขาก็จับข้าถอดเสื้อผ้าจนหมด"
‘หา!! เรื่องแบบนี้ก็มีด้วยหรือนี่??! ช่างน่าตื่นเต้นเหลือเกิน!’
"แล้วต่อมาเป็นอย่างไร?"
"เบาเสียงหน่อยขอรับ!"
ปี้เหลียนรีบกระตุกแขนเสื้อของเยี่ยหลิงหลงด้วยความตื่นตระหนก หันไปมองปีศาจอินทรี
แต่โชคดีที่เขากำลังสั่งการอะไรบางอย่างกับผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ได้สนใจทางนี้เลยสักนิด
"หลังจากที่เขารู้ว่าข้าเป็นปีศาจชายจริงๆ เขาก็ใช้ฝ่ามือทำลายบ้านที่พังอยู่แล้วให้แตกละเอียด แล้วก็จากไปด้วยความโกรธเลยขอรับ"
เมื่อได้ยินผลลัพธ์เช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงแสดงสีหน้าผิดหวังอย่างที่สุด
......
ปี้เหลียนนั้น พอเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็โมโหจนอยากจะทุบกำแพงตรงนั้นเสีย
"แล้วหลังจากนั้นเล่า?" นางถามต่อ
"หลังจากนั้นเขาก็ออกจากห้วงอเวจีที่หนึ่งไป ดังนั้นหัวหน้าปีศาจก็เปลี่ยนคนใหม่ขอรับ"
เยี่ยหลิงหลงฟังจบก็ขมวดคิ้ว
"เดี๋ยวนะ นี่เจ้ากำลังหลอกข้าใช่หรือไม่?"
"ขอฟ้าดินเป็นพยาน ข้าไม่มีทางหลอกท่านอย่างแน่นอน!"
"หากเป็นเช่นนั้นจริง เมื่อเจ้าพบเขา เจ้าควรจะหลบซ่อนตัวไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดจึงกลับเข้าไปทักทายเขาเช่นนั้นเล่า ?"
ใบหน้าของปี้เหลียนแสดงความตกใจ จากนั้นก็เผยสีหน้าเก้อเขินเมื่อถูกจับได้
"ก่อนที่เขาจะจากไป เขาทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่ง บอกว่าเขาไม่โทษข้า หากวันหน้ามีโอกาสได้พบกันอีก ก็อย่าหลบหน้าเขาอีก"
เยี่ยหลิงหลงได้ฟังดังนั้นก็อุทานด้วยความประหลาดใจ
"เขารักเจ้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
"ท่านก็อย่าพูดเหลวไหลไปหน่อยเลย เขาก็แค่มีนิสัยเช่นนี้เท่านั้นเอง เขาไม่ชอบการฆ่าฟัน อีกทั้งยังมีจิตใจที่กว้างขวาง"
"จิ๊! จิ๊! คนที่มีจิตใจกว้างขวางและไม่ชอบการฆ่าฟันอย่างที่เจ้าว่า กลับฆ่าหัวหน้าคนก่อนของเจ้า แล้วยังกวาดล้างเมืองลั่วฮวา ปกครองครึ่งถนนด้วยตนเองอีก ปี้เหลียน เจ้าจะหลอกข้าก็ได้ แต่อย่าหลอกตัวเองเลย"
"ท่าน… ท่านอย่าพูดเหลวไหลเช่นนั้นสิขอรับ ข้ากับเขาไม่มีอะไรกันทั้งนั้น!"
หลังจากที่ปี้เหลียนพูดจบ เสียงของปีศาจอินทรีก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "แม่นางยืนมองที่ริมหน้าต่างมานานแล้ว มีสิ่งใดถูกใจกระนั้นหรือ? หากเจ้าชอบสิ่งใด ข้าจะให้คนไปซื้อมาให้ประเดี๋ยวนี้"
เมื่อได้ยินเสียงของปีศาจอินทรี เยี่ยหลิงหลงจึงละสายตากลับมาทันที
บัดนี้นางตั้งใจว่าจะหาเวลามาเดินเที่ยวถนนที่คึกคักสายนี้ นางไม่ได้คิดจะขอสิ่งใดจากปีศาจอินทรี เพราะเขาเป็นเส้นสายของปี้เหลียน ไม่ใช่ของนาง
ยิ่งไปกว่านั้น เส้นสายนี้ก็ไม่ใช่เส้นสายที่สะอาดบริสุทธิ์แต่อย่างใด
และที่เขาพูดกับนางในตอนนี้ คงเป็นเพราะนางกับปี้เหลียนกระซิบกระซาบกันที่ริมหน้าต่างนานเกินไปต่างหาก
"ไม่มีอะไรถูกใจหรอก แค่อยากดูเท่านั้นเจ้าค่ะ"
เยี่ยหลิงหลงเดินจากริมหน้าต่างกลับไปยังที่นั่งของตนเองทันที
นางเพิ่งจะนั่งลง ปีศาจอินทรีก็เอ่ยขึ้นอีกว่า "แม่นางงดงามถึงเพียงนี้ ข้ายังไม่ทราบนามของแม่นางเลย?"
"เยี่ยหลิงหลง"
"ชื่อนี้ช่างไพเราะ เหมาะสมกับตัวคนจริงๆ เหลียนเอ๋อร์ชอบคนที่มีรูปโฉม.งดงามที่สุด คงจะต้องชื่นชอบเจ้ามากทีเดียว"
ก่อนหน้านี้เยี่ยหลิงหลงก็สังเกตเห็นสายตาประหลาดของเขา และตอนนี้คำพูดของเขาก็ยิ่งแฝงความนัยที่ชวนให้อึดอัด ทำให้นางรู้สึกร้อนรนขึ้นมาแปลกๆ
เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันได้พูดอะไร ปี้เหลียนที่อยู่ริมหน้าต่างก็รีบกลับมานั่งที่เดิมอย่างรวดเร็ว
"พี่ใหญ่ ท่านก็อย่าได้พูดเหลวไหลไปเลย แม่นางเยี่ยนางมีเจ้าของหัวใจแล้ว!" พูดจบ เขาก็เหลือบตามองไปทางเยี่ยชิงเสวียน
เยี่ยหลิงหลงเพิ่งได้ยินและกำลังจะโต้แย้ง แต่ในตอนนั้นมังกรดำก็พูดสนับสนุนว่า
"ถูกต้อง อย่าได้จับคู่มั่วซั่วเชียว นางคือนายหญิงของข้า"
พูดจบ สายตาของเขาก็เหลือบมองไปทางเยี่ยชิงเสวียน เป็นการส่งสัญญาณบางอย่างให้
พอปีศาจอินทรีได้ยินดังนั้น รอยยิ้มของเขาก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที
"ขออภัยด้วย แม่นางเยี่ย ขอท่านอย่าได้โกรธเลย ข้าเป็นคนไม่ดูตาม้าตาเรือ ข้าพูดจาเหลวไหลไปเรื่อย ดังนั้นข้าจะลงโทษตัวเองด้วยการดื่มสามจอกเอง!"
บทที่ 1005: ละครสามชายหนึ่งฉาก
เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นก็ยังอยากจะดิ้นรนอธิบายต่อ แต่ปีศาจอินทรีก็เริ่มลงโทษตัวเองด้วยการดื่มสุราสามจอกอย่างรวดเร็วทันที
ในตอนนั้น เยี่ยชิงเสวียนได้กระตุกแขนเสื้อของเยี่ยหลิงหลง แล้วกระซิบข้างหูนางทันที
"เจ้าเป็นสตรีที่ออกมาเตร็ดเตร่ข้างน้อย หากมีที่พึ่งคงจะดีกว่าแน่นอน หากเจ้าไม่เต็มใจรับสถานะเป็นฮูหยินของข้า เจ้าอยากพิจารณาข้อแลกเปลี่ยนหรือไม่?"
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงก็สะดุ้งทั้งตัว นางไม่กล้าคิดต่อเลยจริงๆ
"ข้าว่าแบบนี้ก็ดีที่สุดแล้วนะ"
เยี่ยหลิงหลงกำลังจะถอนหายใจ จู่ๆก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เดี๋ยวก่อน ใครบอกว่านางเตร็ดเตร่ออกมาข้างนอก? ใครบอกว่านางไร้ที่พึ่งพิง? แล้วทำไมนางจะต้องจับคู่กับใครเพื่ออยู่รอดด้วย?
ขณะที่นางกำลังจะหันไปโต้แย้งกับเยี่ยชิงเสวียน นางก็เห็นว่าในฝ่ามือใต้แขนเสื้อของเขามีลูกแก้วพลังวิญญาณทรงกลมขนาดใหญ่ จากนั้นก็แอบยัดใส่ฝ่ามือของเยี่ยหลิงหลงอย่างเงียบๆ
"ของขวัญสำหรับฮูหยินของข้า"
ในตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงกำลังรู้สึกถึงความสบายและความอบอุ่นของลูกแก้วพลังวิญญาณในมือ นางไม่ได้ใส่ใจฟังสิ่งที่เยี่ยชิงเสวียนพูดมากนัก จึงเพียงแค่ตอบรับเบาๆเท่านั้น
เยี่ยหลิงหลงยิ่งสัมผัสลูกแก้วพลังวิญญาณก็ยิ่งชอบ เพราะที่นี่เต็มไปด้วยปราณชั่วร้ายทำให้ร่างกายของนางรู้สึกไม่สบายเท่าใดนัก สำหรับผู้ฝึกตนมนุษย์อย่างนาง ปราณวิญญาณเหมาะสมกับนางที่สุด
ในขณะที่นางกำลังหลงใหลไปกับลูกแก้วพลังวิญญาณนั้น ปีศาจอินทรี มังกรดำและปี้เหลียนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็กำลังดื่มกันอย่างเอิกเกริก
ส่วนอีกด้านของโต๊ะ เยี่ยหลิงหลงและเยี่ยชิงเสวียนกำลังนั่งรับประทานอาหารวิญญาณอย่างเงียบๆ ราวกับอยู่คนละโลกกับสามคนที่เหลืออย่างไรอย่างนั้น
เยี่ยหลิงหลงฟังไป พลางกินไปด้วย สุดท้ายนางจึงได้รู้ว่าทำไมทั้งสามถึงมารวมตัวกันในที่แบบนี้
ปีศาจอินทรีนั้นคิดถึงปี้เหลียน แต่เพราะทั้งสองต่างก็เป็นปีศาจชาย เขาจึงข้ามกำแพงในใจตัวเองไม่ได้ อีกทั้งยังกลัวว่าปี้เหลียนจะไม่ยอมรับเขา เพราะแบบนี้เขาจึงไม่กล้าล่วงเกิน
เพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัด และเพื่อซ่อนความในใจเล็กๆของตน เขาจึงจงใจดึงมังกรดำเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย
ส่วนปี้เหลียนนั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปีศาจอินทรีก็ทั้งรู้สึกผิดและระมัดระวังตัว เพราะเขาเองก็กลัวว่าปีศาจอินทรีกำลังวางแผนการใหญ่เพื่อแก้แค้นที่ตนเองเคยหลอกลวงความรู้สึกของเขา
เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และเพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากับปีศาจอินทรีตามลำพัง เขาจึงพยายามลากตัวมังกรดำมาดื่มด้วยกัน
ส่วนมังกรดำไอ้โง่คนนั้น ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย กับกระแสใต้น้ำระหว่างปีศาจทั้งสอง เขาคิดไปด้วยความที่มีจิตใจบริสุทธิ์ คิดว่าทั้งสองคนนี้เป็นคนร่าเริงและชอบดื่ม เลยจริงใจที่จะถือว่าพวกเขาเป็นพี่น้องกัน จึงร่วมดื่มกับพวกเขาอย่างสนุกสนาน
ในวงเหล้าสามคนนี้ เขาเป็นคนที่เสียงดังที่สุด และมีความกระตือรือร้นมากที่สุด มีความสุขจนยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด
เยี่ยหลิงหลงกินไป พลางมองการแสดงของชายทั้งสามคนไปพลาง
ดูแล้วก็ช่างเพลิดเพลิน นับว่าเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมและแปลกประหลาดเสียจริง
มื้ออาหารนี้ กินกันนานมากทีเดียว แต่ในที่สุดก็จบลง
ปี้เหลียนเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืน เขาดื่มมากไปหน่อย หน้าแดงก่ำ พอลุกขึ้นยืนก็เสียการทรงตัวเกือบจะล้มลงไป
ปีศาจอินทรีที่คอยจับตาดูเขาอยู่รีบลุกขึ้นมาพยุงทันที ในจังหวะที่ร่างกายสัมผัสกันนั้น ทั้งสองคนต่างชะงักค้างไปทันที
ปีศาจอินทรีจึงแกล้งเซเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เกิดความเก้อเขิน จากนั้นเขาก็อธิบายว่า
"ขออภัย ข้าก็ยืนไม่มั่นคงเหมือนกัน ชนเจ้าเข้าแล้วหรือนี่?"
ปี้เหลียนได้จังหวะก็รีบกลับมาตั้งหลัก แต่พูดคำว่า "ไม่" ยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงดังลั่นดังขึ้นจากด้านหลังของพวกเขา
"แค่เหล้านิดหน่อยก็ไม่ไหวแล้วหรือ พวกเจ้าช่างไร้ประโยชน์จริงๆ! มาๆๆ ให้พี่ชายช่วยพวกเจ้าดีกว่า"
มังกรดำที่เมาสุราหัวเราะคิกคัก จากนั้นก็แบกปี้เหลียนไว้บนบ่าซ้าย มือขวาแบกปีศาจอินทรี
แบกทั้งสองคนเดินจากไปทันที
ส่วนสองคนที่ถูกแบกไปนั้น ตอนนี้ถูกแขวนอยู่บนร่างของคนคนเดียวกัน พอหันหน้ามา ก็เห็นหน้ากันอีก บรรยากาศจึงกลับมาอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
สองคนด้านหลังยังคงไม่พูดอะไร ส่วนมังกรดำด้านหน้าพูดคุยเรื่อยเปื่อย ภาพนั้นช่างน่าขันเสียจนไม่รู้จะว่าอย่างไรจริงๆ
และหลังจากที่พวกเขากินข้าวเสร็จ เยี่ยหลิงหลงกลับห้องไปพักผ่อน นางนอนพักไปได้ครู่หนึ่ง ก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ ผู้จัดการที่ปีศาจอินทรีส่งมาก่อนหน้า เคยบอกว่าที่นี่มีห้องฝึกฝน
ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา ปราณชั่วร้ายเข้มข้น พลังปราณอื่นๆมีน้อยยิ่งนัก ดังนั้นการบำเพ็ญเพียรจึงยากลำบากมากทีเดียว
ดังนั้น ในทุกเมืองจะต้องมีห้องฝึกฝนเอาไว้
ตามความแตกต่างของแต่ละเผ่าพันธุ์ สามารถเลือกห้องฝึกฝนที่แตกต่างกันได้
และภายในห้องฝึกฝนจะมีพลังงานบริสุทธิ์ ที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝน
เป็นสถานที่ที่สามารถเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว
แต่เนื่องจากพลังงานเหล่านี้มีค่าอย่างยิ่ง ทำให้ห้องฝึกฝนมีราคาแพงมาก คนทั่วไปแทบจะไม่สามารถจ่ายได้อย่างแน่นอน
แต่ปีศาจอินทรีย์ร่ำรวยมาก นางจะไม่ใช้ก็เสียเปล่า อีกอย่างก็ไม่ได้เสียหน้าอะไรด้วย
ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงออกจากห้องพักของตนเอง เพื่อไปยังห้องฝึกฝน
นางยังไม่เคยฝึกฝนอย่างจริงจังในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้เลย
ใครจะรู้ว่าพอออกมา นางก็เจอปี้เหลียนที่กำลังจะไปยังห้องฝึกฝนเช่นกัน ไม่เพียงแต่เขาจะไป แต่ยังลากมังกรดำไปด้วย
ทั้งสองคนกำลังจะไปด้วยกัน
เมื่อถูกเยี่ยหลิงหลงเจอเข้า ทั้งสองคนแสดงสีหน้าตกใจ ในดวงตามีแววลับๆล่อๆแฝงอยู่มิน้อยเลย
"พวกเจ้าสองคนแอบทำอะไรกัน?"
"ไม่ได้ทำอะไร พวกข้าจะไปห้องฝึกฝน" ปี้เหลียนตอบ
"ปี้เหลียน ข้าจำได้ว่าแต่ก่อน เจ้าไม่เคยสนใจการเรียนรู้เลย ทำไมตอนนี้ถึงขยันฝึกฝนนักเล่า?"
"เรื่องนี้ข้ารู้ เขาบอกว่าอยากจะเดินหน้าไปพร้อมกับพวกเรา เพื่อไม่ให้เป็นภาระ เขาจะตั้งใจฝึกฝนทุ่มเทกับการต่อสู้ ไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าน่ะสิ" มังกรดำตอบ
เยี่ยหลิงหลงมองปี้เหลียนด้วยสายตากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม
อยากอยู่กับพวกเขาที่ไหนเล่า? เขาก็แค่กลัวว่าปีศาจอินทรีจะเลิกแสร้งเข้าสักวัน เพราะแบบนั้นถึงได้อยากรีบหนีไป
เขาไม่อยากอยู่ที่นี่แม้แต่วินาทีเดียว
ที่ลากเอามังกรดำมาด้วย ก็เพราะเด็กโง่คนนี้ไม่มีความคิดเกินเลยต่อตนอื่น ทั้งยังมีพลังความสามารถที่แข็งแกร่ง แม้จะเจอปีศาจอินทรีก็ไม่ต้องกระอักกระอ่วนหรือหวาดกลัว
"แล้วเมื่อครู่พวกเจ้าแอบดูอะไรกันอยู่?"
คราวนี้สีหน้ามังกรดำแข็งค้าง เขาพูดไม่ออก แต่คำว่า 'กำลังดูหนังสือลามก' เขียนอยู่เต็มหน้าเขาเสียแล้ว
ดูท่าคงเป็นเล่มที่พวกเขาสองคนนั่งยองๆ อ่านไม่จบที่หน้าประตูเมืองกระมัง
"ไม่ได้ดูอะไรหรอก..."
"ทำไมจะไม่ได้ดู? ข้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พี่เยี่ยก็บอกให้ข้าเรียนรู้เรื่องของผู้ใหญ่บ้าง" เยี่ยหลิงหลงยื่นมือออกไป
"เอามาให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะเรียกปีศาจอินทรีมาเล่นกับพวกเจ้าซะ"
เมื่อได้ยินชื่อปีศาจอินทรี ปี้เหลียนก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบแย่งหนังสือจากมังกรดำคืนมา แล้วยัดใส่อ้อมอกเยี่ยหลิงหลงทันที
เยี่ยหลิงหลงได้หนังสือมาแล้ว กำลังจะเปิดดู แต่หางตาเหลือบเห็นสีหน้าของมังกรดำที่ดูไม่ค่อยปกติ
นางจึงเก็บหนังสือเอาไว้อย่างมิดชิด แล้วนางก็หันไปตบไหล่ปี้เหลียน
"เด๊่ยวก็สร่างเมาแล้ว ข้าไม่มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนพวกเจ้าแล้ว ข้าจะไปฝึกฝนก่อน"
พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็วิ่งจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
นางเพิ่งจะไป เยี่ยชิงเสวียนก็เดินมาจากระเบียงทางเดิน เห็นพวกเขาทั้งสองยืนตัวตรงอยู่ตรงนั้น
"พวกเจ้าสองคนทำอะไรผิดมาหรือ?"
"ไม่มี" ปี้เหลียนตอบ
ทว่าในขณะนั้น บนใบหน้าของมังกรดำกลับแสดงแววตาของความวิงวอน ราวกับเขากำลังจะกล่าวว่า
"ข้าผิดไปแล้ว ข้ามีความผิดใหญ่หลวงนัก!!"
บทที่ 1006: เราเป็นสามีภรรยากัน?
มังกรดำรีบผลักปี้เหลียนทันทีที่เห็น
"พี่ใหญ่มังกรดำ พวกเราไม่ได้ตกลงกันไว้แล้วหรือ? เรื่องจับคู่ให้ ถึงท่านจะโกหกไปนิดหน่อย แต่มันก็ช่วยให้เรื่องคืบหน้าไปได้ไม่ใช่หรือ? ท่านไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วทำไมสีหน้าท่านถึงดูแปลกๆเช่นนี้เล่า?"
มังกรดำคิดดู
‘ก็จริง!’
การให้หนังสือลามกกับเยี่ยหลิงหลง รอให้นางเรียนรู้แล้ว ไม่แน่อาจจะเอาไปใช้กับเจ้านายของเขาเองก็ได้ แบบนี้ก็จะจับคู่สำเร็จ
ถือเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ?
สีหน้าของมังกรดำเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เยี่ยชิงเสวียนไม่เห็นพิรุธอื่นใด เขาคิดว่าทั้งสองกำลังพูดถึงเรื่องที่แต่งขึ้นมา เกี่ยวกับสถานะของนางบนโต๊ะสุราเมื่อครู่
ดังนั้น เขาจึงพลิกข้อมือ หยิบลูกแก้วปราณปีศาจออกมาโยนให้ปี้เหลียน
"ทำได้ดี"
เมื่อปี้เหลียนเห็นลูกแห้วปราณปีศาจ ตาของมันก็โตขึ้นทันที ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาที่ปราณชั่วร้ายมีมากขนาดนี้ ปราณปีศาจแท้ๆ เป็นของดียิ่งนัก!
มังกรดำเห็นว่าทุกคนได้รับรางวัล แต่เขากลับไม่ได้อะไรเลย จึงเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายด้วยสีหน้าน้อยใจ
เยี่ยชิงเสวียนยกมือขึ้น นิ้วเรียวยาวแตะลงบนกลางหน้าผากของเขา แสงสีทองไหลเข้าสู่จุดกึ่งกลางดวงตาที่สาม
ในชั่วขณะนั้น สายตาของมังกรดำพร่าเลือนอย่างรวดเร็ว มันได้ยินเสียงระฆังดังแว่วมาจากที่ไกล ราวกับเป็นเสียงสะท้อนจากยุคโบราณอย่างไรอย่างนั้น
จากนั้น เขาก็เห็นภาพมังกรยักษ์โผบิน และไม่ใช่แค่ตัวเดียวเสียด้วย!
พวกมันทุกตัวมีเขาบนหัว พวกมันคือเหล่ามังกรเทพ ในตำนานโบราณ!
ภาพเหล่านั้น มาอย่างรวดเร็วและจากไปอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน เพียงไม่กี่ลมหายใจ ภาพตรงหน้าก็กลับคืนสู่ปัจจุบันขณะ
ตอนนี้ นิ้วมือของเยี่ยชิงเสวียนได้ละออกจากหน้าผากของเขาแล้ว แต่ภาพที่เขาเพิ่งเห็นยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำไม่จางหายไปไหน
ด้านข้างนั้น ปี้เหลียนกำลังมองเขาด้วยความสงสัย เขาถึงขั้นยื่นนิ้วทั้งห้าไปตรงหน้ามังกรดำ แล้วโบกไปมาอย่างแรง
"นี่! เจ้าตื่นแล้วหรือ? เจ้าเห็นอะไรมา? ทำไมถึงทำหน้าตกใจขนาดนั้นเล่า?"
มังกรดำไม่พูดพร่ำทำเพลง หมุนตัวคว้าแขนปี้เหลียนแล้ววิ่งออกไปทันที
"ไปกันเถอะ ไปห้องฝึกฝนกัน!"
ปี้เหลียนถูกลาก และถูกดึงให้วิ่งตามไปด้วย ทั้งสองจึงต้องทิ้งให้เยี่ยชิงเสวียนยืนอยู่ที่เดิมเพียงลำพัง
เขายกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาตามขมับ เปิดเปลือกตาที่อ่อนล้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆเดินกลับไปยังห้องของตัวเอง
ณ ห้องฝึกฝน
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู เยี่ยหลิงหลงไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากพูด ผู้จัดการพานางไปยังห้องฝึกฝนที่มีปราณวิญญาณดีที่สุดทันที
หลังจากเดินเข้าไปแล้ว นางก็เปล่งเสียงถอนหายใจด้วยความสบาย เมื่อถูกปราณวิญญาณโอบล้อมทั่วร่าง นี่ทำให้นางรู้สึกสบายที่สุด
นางเก็บหนังสือปกเหลืองที่ยึดมาได้เอาไว้ กะว่าเมื่อมีเวลาว่างค่อยกลับมาดู นางจะไม่ปล่อยให้ปราณวิญญาณที่ดีนี้สูญเปล่าอย่างแน่นอน
นางรีบไปเก็บหญ้าหงส์เซียนผงาดสามต้นจากพื้นที่มิติของตน หญ้าหงส์เซียนผงาดในพื้นที่มิติของนางนั้น เรียกได้ว่าเติบโตได้ดี มันมีมากภายใต้การดูแลของหัวไชเท้าอ้วน
แม้จะไม่ได้ใหญ่เท่าต้นที่เก็บมาจากต้นอู๋โยว แต่นางก็ไม่มีเวลามากพอจะรอให้พวกมันเติบโต
ไม่เป็นไร ต่อให้เป็นต้นเล็ก อต่ขอแค่มีปริมาณมากก็พอแล้ว
หลังจากเก็บและกินหญ้าหงส์เซียนผงาดไปแล้ว นางก็รู้สึกขึ้นมาว่าเส้นลมปราณทั่วร่างเปิดออกทั้งหมด นางเริ่มดูดซับปราณวิญญาณในห้องฝึกฝนทันที
ตั้งแต่ทะลวงถึงขอบเขตหลอมสุญตา นางยังไม่เคยฝึกฝนอย่างจริงจังเลยสักครั้ง
หลังจากที่นางทะลวงถึงขอบเขตหลอมสุญตานางรู้สึกว่าสมุทรวิญญาณของนางก็ขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่านัก
ในการฝึกฝนระดับที่สูงขึ้น พาให้ความเข้าใจของนางในแต่ละวิชานั้น ก้าวหน้าขึ้นตามไปด้วย
นางเริ่มตั้งใจดูดซับปราณวิญญาณในห้องฝึกฝนอย่างจดจ่อ การเข้าสู่สมาธิครั้งนี้ใช้เวลายาวนาน จนกระทั่งนางรู้สึกว่ารอบข้างไม่มีปราณวิญญาณเหลืออยู่แล้ว จึงจำต้องหยุดฝึกฝนและลืมตาขึ้นในที่สุด
นางลุกขึ้นผลักประตูห้องฝึกฝนออก เรียกผู้จัดการมาสอบถาม
เมื่อถาม จึงได้รู้ว่าปราณวิญญาณที่สำรองไว้ในห้องฝึกฝนนั้น ถูกนางใช้จนหมดสิ้น การจะเติมปราณวิญญาณในห้องฝึกฝนให้เต็ม ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนเห็นจะได้
สีหน้าตกตะลึงและจนใจของผู้จัดการยากจะปิดบังต่อสายตาอันคมกริบของนางได้
"แม่นางเยี่ย ที่นี่ปราณวิญญาณเบาบาง การรวบรวมปราณวิญญาณเหล่านี้มาเติมห้องฝึกฝนจึงยากยิ่งนัก ท่านดูดซับเร็วเกินไปแล้ว..."
"เร็วหรือ?"
"เพิ่งผ่านไปแค่สามวันเท่านั้น ปกติปราณวิญญาณในห้องฝึกฝนเพียงพอให้ขอบเขตหลอมสุญตาใช้ได้อย่างน้อยสิบกว่าวัน
และตอนนี้ก็ไม่มีใครร่ำรวยพอที่จะให้เช่าห้องฝึกฝนปราณวิญญาณติดต่อกันสิบกว่าวัน เพราะโดยทั่วไปแล้ว คนหนึ่งเช่าได้แค่วันเดียวเท่านั้น ต้องใช้เวลาสิบกว่าวัน ถึงจะใช้หมด"
เห็นได้ชัดว่าผู้จัดการคนนี้เจ็บปวดใจจริงๆ
ปราณวิญญาณมากมายขนาดนั้น เงินก้อนใหญ่ขนาดนั้น!
แค่สามวันนางก็ใช้หมดแล้วหรือนี่!
เยี่ยหลิงหลงได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน นางรู้มาตลอดว่าปราณวิญญาณในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานั้นเบาบาง แต่ไม่คิดว่าจะเบาบางถึงขนาดนี้
"ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณเจ้ามากนะ"
พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ปิดประตูห้องฝึกฝนอีกครั้ง ทิ้งผู้จัดการที่มีใบหน้าเศร้าหมองไว้นอกห้องฝึกฝน
ก่อนหน้านี้ นางรำคาญจึงกินหญ้าหงส์เซียนผงาดไปสามต้นในคราวเดียว หนึ่งต้นใช้ได้สองวัน นั่นก็คือมีผลหกวัน ตอนนี้ปราณวิญญาณในห้องฝึกฝนหมดแล้ว หญ้าหงส์เซียนผงาดที่เหลือของนาง จึงยังใช้ได้อีกสามวัน
ถ้าปล่อยให้สามวันนี้สูญเปล่าไป หัวไชเท้าอ้วนต้องโมโหนางแน่นอน
เยี่ยหลิงหลงจึงไม่มีทางเลือก นางจำต้องนำลูกแก้วพลังวิญญาณสองเม็ดที่เยี่ยชิงเสวียนให้ออกมา หลังจากดูดซึมเข้าร่างกายแล้ว ก็เข้าสู่สภาวะฝึกฝนอีกครั้ง
เวลาผ่านไปสองวัน ลูกแก้วพลังวิญญาณสองเม็ดก็ถูกนางใช้จนหมด
นางมองดูห้องฝึกฝนที่ว่างเปล่า และสองมือที่ว่างเปล่า นางรู้สึกอึดอัดจนต้องเกาศีรษะ
ตอนอยู่ข้างนอกไม่รู้จักถนอม บ้าคลั่งฝึกฝนพอมาถึงที่นี่ พอไม่มีปราณวิญญาณถึงได้เริ่มเสียใจขึ้นมาแล้ว
อา... ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งวัน ที่ฤทธิ์ของหญ้าหงส์เซียนผงาดจะยังอยู่ นางไม่อาจปล่อยให้มันสูญเปล่าได้!
ในขณะที่กำลังจะคลั่ง ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมองของนาง
เยี่ยหลิงหลงจึงลุกพรวดขึ้นยืน วิ่งออกจากประตูใหญ่ของห้องฝึกฝนรีบเร่งไปเคาะประตูห้องของเยี่ยชิงเสวียนทันที
ในเวลานั้น เยี่ยชิงเสวียนเพิ่งตื่นจากความฝัน พอลืมตาขึ้นก็เห็นตนเองถูกเยี่ยหลิงหลงลาก และดึงให้เขาวิ่งไปตลอดทาง ราวกับว่ามีเรื่องรีบร้อนอะไรบางอย่าง
ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม เขาก็เห็นนางพาเขาวิ่งไปที่ปากทางเข้าห้วงอวเจีที่สาม และไปยังสี่ห้วงเหว แล้วพานางกระโดดลงไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
หลังจากกระโดดลงมา นางมองไปยังตำแหน่งของลานประลองหนึ่งครั้ง จากนั้นก็วิ่งห่างออกไปสิบกว่าลี้ก่อนจะหยุด
เมื่อหยุดลง นางก็วาดวงกลมบนพื้น จัดวางค่ายกลอย่างง่ายสำหรับเป็นยามเฝ้า แล้วกดตัวเองนั่งลงตรงกลาง
"พี่เยี่ย ท่านเคยบอกว่าพวกเราเป็นสามีภรรยากันไม่ใช่หรือ?"
"ใช่..."
"ข้าจำได้ว่าในภพบนของพวกเจ้า สามีภรรยาสามารถฝึกฝนร่วมกันได้ใช่หรือไม่?"
เยี่ยชิงเสวียนผู้มักสงบนิ่ง ตกใจจนเบิกตากว้าง
เขาตั้งใจจะค่อยๆเปลี่ยนความคิดของนาง ให้ค่อยๆค้นพบและตระหนักว่าความรู้สึกระหว่างพวกเขานั้นแตกต่างจากความรักระหว่างชายหญิงทั่วไป
เริ่มจากการติดสินบนนางก่อน ทำทีละเล็กละน้อยทุกวัน สะสมไปเรื่อยๆ สักวันนางก็จะเข้าใจเอง
แต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า นางจะเหมือนถูกงัดสมองออกมา ความคืบหน้าเร็วเกินไป เร็วจนเขาไม่ทันตั้งตัว ถึงขั้นที่เขาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
"เจ้า..."
เยี่ยหลิงหลงคว้ามือของเยี่ยชิงเสวียนเอาไว้
"เราไม่ควรรอช้านะเจ้าคะ พวกเราต้องรีบจัดการ ต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้ ห้ามหยุดแม้แต่พริบตาเดียว!"
นี่นางรู้หรือไม่ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่?
บทที่ 1007: ข้าทำให้ท่านหมดแรงหรือ?
เยี่ยชิงเสวียนได้ยินแล้วถึงกับตะลึงงันไปทันที
แต่เยี่ยหลิงหลงกลับไม่สนใจปฏิกิริยาของเขา นางรู้แค่ว่าทุกวินาทีที่นางเสียไปนั้น ทำให้นางเจ็บปวดใจเป็นอย่างยิ่ง
นางนั่งลงตรงข้ามเยี่ยชิงเสวียนทันที จากนั้นก็คว้ามือข้างหนึ่งของเขาไว้ นางกำลังจะเริ่มหมุนเวียนพลัง แต่จู่ๆก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"เกือบลืมไป พวกมันก็ต้องมีส่วนร่วมด้วย"
พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ปล่อยหัวไชเท้าอ้วน เสี่ยวไป๋ ไท่จื่อ เจาไฉ เก้าหาง หยวนกุนกุ่น ออกมาจากพื้นที่มิติทั้งหมด ให้พวกมันล้อมรอบนางและล้อมเยี่ยชิงเสวียนเป็นวงกลม
ภายใต้สายตาจับจ้องมากมายเหล่านั้น เยี่ยชิงเสวียนถึงกับงงงวยไปทั้งตัว
เขากำลังนอนหลับสบาย แต่กลับถูกเยี่ยหลิงหลงขุดขึ้นมาจากเตียง ทั้งยังบังคับพามาที่ป่าเปลี่ยวที่แทบไม่มีผู้คนผ่านไปมา
จากนั้นก็ปล่อยสัตว์ภูตของนางออกมาทั้งหมด ให้มาดู…
พวกเขาฝึกฝนร่วมกันเนี่ยนะ!!
เรื่องพวกนี้ แต่ละเรื่องล้วนน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง แต่นางกลับรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเรื่องเดียวได้
"เร็วเข้าพี่เยี่ย ใช้มือขวาของท่านดูดซับพลังงานตรงนี้ แล้วส่งปราณวิญญาณที่แปรสภาพแล้วมาที่มือซ้าย ให้ข้าดูดซับมัน พวกเขาจะช่วยจัดการสิ่งที่ดูดมาเอง ท่านไม่ต้องกังวล"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยี่ยชิงเสวียนก็เข้าใจสิ่งที่นางต้องการทำ
แต่ว่า...
"เจ้าเรียกเรื่องนี้ว่าการร่วมฝึกฝนรึ?"
"ไม่ใช่หรือ? ท่านลองคิดดูสิ ข้าใช้ท่านดูดซับพลังงานจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ ใช้ร่างของท่านแปรสภาพมัน แล้วดูดซับปราณวิญญาณที่อยู่ในนั้น ท่านไม่รู้สึกว่าตัวเองเหมือนเตาหลอมเลยหรือ?"
เยี่ยชิงเสวียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
"ข้าเคยอ่านในตำราว่า สตรีบางคนเกิดมาพร้อมร่างบริสุทธิ์แห่งหยิน เหมาะที่จะเป็นเตาหลอมอย่างยิ่ง เพราะแบบนี้นางจึงถูกจับตัวไปเป็นร่วมฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง แต่ตอนนี้ข้าคิดว่า เมื่อเทียบกับร่างบริสุทธิ์แห่งหยิน ร่างของเจ้าเหมาะจะเป็นเตาหลอมมากกว่า เพื่อช่วยข้าหลอมพลังจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้!"
......
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็กุมมือของเยี่ยชิงเสวียนอย่างตื่นเต้น
"ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า ว่าข้าทิ้งท่านไปไม่ได้! ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเปิดโอกาสให้พวกคนแก่จากเจ็ดสำนักใหญ่! เดี๋ยวก่อนนะ หรือว่าอาจารย์ของข้าก็คิดแบบเดียวกันเลยหรือ?"
เยี่ยชิงเสวียนกระตุกมุมปากขึ้นมาทันที
เขาอยากจะดึงมือกลับ แต่สุดท้ายเขาก็ปล่อยให้นางกุมมือของเขาต่อไป
"มีความเป็นไปได้หรือไม่ ว่าด้วยสติปัญญาของพวกเขา เขาคงจะคิดไม่ถึงวิธีการใช้แบบเจ้าแน่นอน? อย่างไรเสียความฉลาดของเจ้าก็ไม่มีใครเทียบได้อยู่แล้ว"
"นั่นสิ" เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าเห็นด้วย
"ช่างเถอะ รีบดูดซับปราณวิญญาณให้ข้าเร็ว ฤทธิ์ของหญ้าหงส์เซียนผงาดบนตัวข้ากำลังจะหมดแล้ว! มีอะไรค่อยคุยกันอีกทีหลังเถิด!"
......
เยี่ยชิงเสวียนมองนางด้วยความขำปนหงุดหงิด เขาเผยสีหน้าจนใจออกมา แต่มือขวาก็ยังเคลื่อนไหว เขาเริ่มดูดซับพลังงานที่นี่ทันที
เมื่อเห็นเยี่ยชิงเสวียนให้ความร่วมมือเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงรีบหลับตาลงดูดซับปราณวิญญาณทันที
ในชั่วขณะที่หลับตาลง นางรู้สึกว่าเยี่ยชิงเสวียนช่างคล้ายกับต้นอู๋โยวเหลือเกิน รากดูดซับพลังงานที่ผสมปนเปกันมากมาย แต่เมื่อต้นไม้แปรเปลี่ยนแล้ว กิ่งก้านใบไม้กลับแผ่ปราณวิญญาณออกมาทั้งหมด
แต่นางไม่ได้คิดเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งมากนัก ไม่นานนางก็เริ่มดูดซับปราณวิญญาณจากร่างของเยี่ยชิงเสวียนได้
เมื่อได้ปราณวิญญาณเหล่านี้ นางก็เริ่มเข้าสู่สภาวะของการฝึกฝนอย่างรวดเร็ว
ต้องยอมรับว่าหญ้าหงส์เซียนผงาดใช้งานได้ดีมากทีเดียว เตาหลอมใหม่ของนางก็ใช้งานได้ดีเยี่ยม
นางรู้สึกได้ว่าปราณวิญญาณสะสมในร่างของนางอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นส่วนหนึ่งของสมุทรวิญญาณ ทำให้นางก้าวไปข้างหน้าได้ลึกและไกลมากยิ่งขึ้น
แม้ว่าจะยังห่างจากขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางอยู่บ้าง แต่นางก็กำลังพยายามก้าวไปอย่างเต็มที่
ในที่สุด เวลาก็ล่วงเลยไปหนึ่งวัน เยี่ยหลิงหลงลืมตาขึ้น
สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าอิดโรยซีดขาวของเยี่ยชิงเสวียน
เยี่ยหลิงหลงกลัวว่าเขาจะล้มลง จึงรีบเข้าไปประคองเขาไว้ทันที
"ข้าทำให้ท่านหมดแรงหรือ?"
"หากไม่เข้าใจความหมายของคำพวกนี้ ก็อย่าใช้มันส่งเดชเช่นนี้เลย"
"อ้อ..."
"ข้ารู้สึกง่วงแล้ว เจ้าจัดการให้เรียบร้อยแล้วค่อยพาข้ากลับเถิด"
เยี่ยชิงเสวียนพูดจบก็เอนตัวลงนอนตะแคง หลับไปในทันที
หลังจากที่เขาหลับไป เยี่ยหลิงหลงจึงเงยหน้ามองไปรอบๆ ถ้าไม่มองก็ไม่รู้
พอมองแล้วถึงกับตกใจขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
นางเลือกสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นทะเลทราย ภายใต้แสงจันทร์สลัว สามารถมองเห็นเม็ดทรายสีเหลืองที่กระจายอยู่ทั่วพื้น
นางเลือกสถานที่โล่งแจ้งเช่นนี้ ล้วนแล้วก็เพื่อให้เยี่ยชิงเสวียนดูดซับพลังได้ดี
แต่นางกลับไม่คาดคิดเลยว่า สถานที่ที่เคยโล่งแจ้งแห่งนี้ กลับกลายเป็นที่ที่คึกคักขึ้นมาเสียอย่างนั้น
อสูร ปีศาจ มาร วิญญาณร้าย มีอยู่เต็มไปหมด แม้แต่สัตว์ภูตที่น่าสงสารของนางสองตัว ก็ติดอยู่ท่ามกลางฝูงสัตว์เหล่านั้นด้วย
พวกมันถูกเยี่ยชิงเสวียนดึงดูดเข้ามา แต่ไท่จื่อสกัดพวกมันไว้นอกวงล้อม แต่ตอนนี้จำนวนของพวกมันมากเสียจนแทบจะสกัดไม่ไหวแล้ว
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงดูดซับปราณจนจบเสียที หัวไชเท้าอ้วนที่นั่งอยู่บนหัวของไท่จื่อก็ตะโกนออกมาทันทีว่า
"ดูพวกเจ้าสองคนสิ เจ้าทำอะไรกันอยู่! เสร็จแล้วก็รีบมาช่วยกันหน่อยสิ! ไม่อย่างนั้นเราได้ตายกันหมดนี่แน่นอน!"
ไอ้หัวไชเท้าอ้วนตายซาก ปากเสียอย่างนี้ได้อย่างไร? รอดูเถิดถ้าจะจัดการเจ้าให้น่วมเลย!
เยี่ยหลิงหลงรีบหยิบหงเยี่ยนออกมาเข้าร่วมต่อสู้ต้านทานพวกมัน
เยี่ยหลิงหลงที่เพิ่งฝึกฝนเสร็จ รู้สึกว่าร่างกายเต็มไปด้วยพลัง หลังจากที่นางได้รับการพัฒนาจากการฝึกฝนยังไม่เคยได้ลองพลังของขอบเขตหลอมสุญตาเลยสักครั้ง!
ตอนนี้ดีแล้ว มีของให้ลองมือมากมายตรงหน้า นางไม่ต้องกังวลแล้ว !
ดังนั้น นางจึงต่อสู้กับพวกมันอย่างดุเดือดในทุ่งร้างแถวชายแดนของเมืองลั่วฮวา
"วิชาเทพกระบี่พิชิตฟ้า!"
"วิชาเทพวิหคอัคคี!"
"วิชาธาราน้ำทิพย์!"
......
นางฝึกฝนวิชาทุกอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายรอบ
เมื่อได้รับบาดเจ็บ ก็กินโอสถ
เมื่อปราณวิญญาณไม่เพียงพอก็กินโอสถเสริมวิญญาณ
นางไม่ได้สังหารอย่างสะใจเช่นนี้มานานแล้ว
ข้างกายนาง เจาไฉกำลังฉีกร่างวิญญาณปีศาจและกลืนกินพวกมันเข้าไปอย่างตะกละ แต่เดิมเจาไฉอยู่ในขอบเขตหลอมสุญตา แต่หลังจากกินอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ พลังของมันดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
มีความหวังที่จะก้าวไปสู่ขอบเขตบูรณาการแล้ว
ส่วนไท่จื่อก็ได้กินอย่างเต็มที่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แม้ร่างกายของมันจะเล็กๆ แต่หลังจากที่กินแล้วมันก็ยังคงตัวเล็กอยู่เช่นเดิม แต่ท้องน้อยที่เคยแฟบ ก็เริ่มป่องขึ้นมาบ้างแล้ว
เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้เหมาะสมที่สุดสำหรับการฝึกฝนของไท่จื่อ
ไท่จื่อเป็นสัตว์อสูร ปราณชั่วร้ายคือสิ่งที่มันชื่นชอบที่สุด และพวกสัตว์ที่อาบปราณปีศาจก็เป็นยาบำรุงชั้นเลิศสำหรับมัน
เสี่ยวไป๋ไม่ถนัดการต่อสู้ แต่มันมีหุ่นกระบอกมากมาย คอยจัดการซากศพที่ไม่มีใครกิน
เก้าหางและหยวนกุนกุ่นได้ออกกำลังกายอย่างหาได้ยาก พลังการต่อสู้เพิ่มขึ้นไม่น้อย
ขณะที่เพิ่งจัดการสิ่งเหล่านี้เสร็จ จู่ๆก็มีลมพัดรุนแรงมาจากด้านหน้า มีบางสิ่งโจมตีเข้ามา มุ่งตรงไปที่เยี่ยหลิงหลง !
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกตัวได้ทัน รีบยกหงเยี่ยนขึ้นป้องกันทันที
แต่การป้องกันครั้งนี้ ทำให้แขนทั้งท่อนของนางสั่นสะท้าน
โคนนิ้วที่กำดาบถูกแรงกระแทกจนแตก เลือดไหลออกมา
พลังที่แข็งแกร่งเหลือเกิน!
กลิ่นอายนี้…
มารร้าย!
"มีมารร้ายโจมตีอยู่แถวนี้ ทุกคนรวมตัวกันมาประเดี๋ยวนี้!"
ในตอนนั้น เงาดำปรากฏขึ้นจากหลังโขดหินสูงที่อยู่ห่างออกไปเบื้องหน้าพวกเขา
ในชั่วพริบตา เงาดำนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้พวกเขา
พร้อมกันนั้นปราณมารจำนวนมหาศาลก็แผ่ซ่านออกมา แสดงให้เห็นถึงพลังอันทรงพลังของเขา
"ข้ารอเจ้ามานานแล้ว"
บทที่ 1008: เจ้าเป็นสตรีที่ฉลาด
เมื่อเขาพูดจบ ร่างของเขาก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเยี่ยหลิงหลงแล้ว
เยี่ยหลิงหลงมองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาสวมเสื้อคลุมสีดำ ร่างทั้งร่างซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมนั้น
ส่วนที่โผล่พ้นเสื้อคลุมออกมามีปราณมารสีดำลอยวนเวียน มีเพียงดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งที่เด่นชัดเป็นพิเศษ ใบหน้าของเขาในยามนี้ไม่สามารถมองเห็นได้เลยแม้แต่น้อย
รับรู้ได้เพียงคลับคล้ายคลับคลา ว่าระดับการฝึกฝนของปีศาจผู้นี้อยู่ในขอบเขตบูรณาการขั้นต้นและใกล้จะถึงขั้นกลางแล้ว
เยี่ยหลิงหลงไม่พบความคุ้นเคยใดๆจากตัวเขาเลยสักนิด
นางครุ่นคิดอย่างละเอียด คนจากเผ่ามารที่นางคุ้นเคย มีเพียงแค่ศิษย์พี่สามและเยว่หานอวี่เท่านั้น
เยว่หานอวี่มีปฏิสัมพันธ์กับนางน้อยมาก อีกทั้งนางก็ตายไปแล้ว ดังนั้นนี่จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ส่วนศิษย์พี่สามของนาง แม้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมารไป แต่ก็คอยปกป้องนางเป็นอย่างดี ไม่เคยให้ผู้ใดที่เกี่ยวข้องกับเผ่ามาร เข้าใกล้นางเลยแม้แต่น้อย
นางจึงคิดว่านี่ไม่เกี่ยวกับศิษย์พี่สามอย่างแน่นอน
เมื่อไม่รู้ว่าคนตรงหน้านี้มาด้วยเหตุผลอันใด นางจึงเลือกที่จะเงียบ ปล่อยให้เขาพูดต่อไป
"ข้าสังเกตเห็นพวกเจ้าตั้งแต่ตอนที่พวกเจ้าเริ่มดูดซับพลังในที่แห่งนี้แล้ว"
เยี่ยหลิงหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พี่ชายคนนี้ช่างพูดจาเลื่อนลอยไร้แก่นสารเสียจริง ก็แค่รอมาหนึ่งวันเท่านั้น แต่กลับพูดว่ารอมานานแล้ว หนึ่งวันจะนับว่านานได้อย่างไรกัน?
"ท่านรู้มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ไม่ได้ออกมาขัดขวางพวกข้า กลับเลือกที่จะรอจนทุกอย่างเสร็จสิ้นค่อยปรากฏตัว ท่านคงไม่มีเจตนาร้ายหรอกกระมัง หากเป็นเช่นนั้น ท่านมีอะไรก็พูดมาตรงๆเถิด"
"ข้าไม่ได้มองผิดไปจริงๆ เจ้าเป็นสตรีที่ฉลาดยิ่งนัก"
ประโยคนี้ ประเมินได้ยากจริงๆ
"เตาหลอมที่เจ้าเลือกใช้ ก็เป็นของชั้นดีเช่นกัน"
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกใจเต้นตึกตัก นางรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พลางส่งสัญญาณให้หยวนกุนกุ่นแบกเยี่ยชิงเสวียนขึ้นมา อีกสักครู่ ฝ่ายตรงข้ามจะมาแย่งชิงเตาหลอมของนาง
นางต้องพาคนหนีไปเสีย!
"แต่หากว่าเจ้าต้องการก้าวต่อไป การมีแค่เตาหลอมนี้คงไม่พอเป็นแน่"
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่า ตนเองตามความคิดของพี่ชายผู้นี้ไม่ทันเสียแล้ว!
นางคาดเดาไม่ออกเลย ว่าเขาจะพูดอะไรต่อไป !
"เตาหลอมเป็นเพียงตัวช่วยเสริมเท่านั้น พลังของเขาต่ำเกินไป หากไม่สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าได้ ผลประโยชน์ที่เจ้าได้รับก็จะยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ มีเพียงการบำเพ็ญคู่กับคนที่มีพลังเท่าเทียมกับเจ้า หรือแม้แต่แข็งแกร่งกว่าเจ้าเท่านั้น เจ้าถึงจะก้าวหน้าได้เร็วขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น"
‘นี่เขากำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่?’
"และผู้ที่แข็งแกร่งเทียมเจ้า ก็ได้ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว ข้าเห็นว่าเจ้ามีพรสวรรค์ไม่เลว จึงตั้งใจมาเชิญเจ้ามาร่วมบำเพ็ญเพียรกับข้า นี่เป็นโอกาสที่ดี เจ้าอย่าได้พลาดไปเลย"
......
เสียเวลาตั้งนาน ที่แท้เป้าหมายของพี่ชายผู้นี้ก็คือตัวนางเองหรือ?!
คำพูดของเขาช่างจริงจังเสียเหลือเกิน ไม่มีท่าทีลามกแม้แต่น้อย ราวกับกำลังเชิญชวนให้มาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจอย่างจริงจัง!
เยี่ยหลิงหลงก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่องอะไรเสียทีเดียว แม้นางจะไม่เคยศึกษาขั้นตอนการร่วมบำเพ็ญเพียรในภพบนมาก่อน แต่ก็รู้ว่าจะต้องสนิทสนมกันมากแน่นอน
สิ่งที่นางทำกับเยี่ยชิงเสวียนวันนี้ไม่นับว่าเป็นการร่วมบำเพ็ญเพียร นางแค่แกล้งเล่นกับเขาเท่านั้น
เพราะนางอยากเห็นสีหน้าตกใจและเขินอายของเขา อีกอย่างคือนางต้องการแก้แค้น ที่วันนี้เขาประกาศว่านางเป็นฮูหยินของเขาโดยพลการ
แต่คนตรงหน้านี้ ดูจริงจังเอามากๆ ไม่มีท่าทีล้อเล่นแม้แต่น้อย
เยี่ยหลิงหลงฟังแล้วก็ถึงกับงงงันไปทันที
"ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลาคิด ไม่ต้องรีบร้อน ข้ารอเจ้าได้ เพราะคนที่มีพรสวรรค์อย่างเจ้าหายากยิ่งนัก"
"ข้าไม่จำเป็นต้องคิด เรื่องนี้ข้าจะไม่ตกลงเด็ดขาด"
"เหตุใดเล่า? เพราะเจ้าเป็นมนุษย์ส่วนข้าเป็นเผ่ามารกระนั้นรึ? แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เจ้าสามารถเข้าร่วมเผ่ามารกับข้าได้ เผ่ามารเป็นเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดในทุกเผ่าพันธุ์"
"ข้าไม่มีความคิดที่จะร่วมบำเพ็ญเพียรกับใครทั้งสิ้น"
"ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าคงเสียดายเตาหลอมผู้นี้สินะ เขามีใบหน้างดงามจริงๆ แต่ข้าก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ข้าจะให้เจ้าดูโฉมหน้าของข้าเอง"
พูดจบ ท่านพี่ผู้นั้นก็ยื่นมือไป ถอดผ้าคลุมของตนเองออก!
"อย่า! ข้าไม่อยากเห็น! พวกเราแยกจากกันตรงนี้เถิด จากนี้ก็ไม่ต้องมาพบกันอีก"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็ขึ้นขี่หลังหยวนกุนกุ่น แปะยันต์เร่งความเร็วแล้วพาสัตว์ภูตทั้งหลายรีบหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
ทว่า หยวนกุนกุ่นเพิ่งจะออกตัว พี่ใหญ่ผู้นั้นก็ลงมือเสียแล้ว
เขาปล่อยพลังสองสายจากด้านหลัง เป้าหมายคือนางกับเยี่ยชิงเสวียนนั่นเอง
หากตอนนี้นางเลือกที่จะป้องกันพลังที่โจมตีตัวเอง เยี่ยชิงเสวียนก็จะถูกโจมตีไปด้วย และหากนางเลือกช่วยเยี่ยชิงเสวียนป้องกัน นางก็จะถูกโจมตีแทน
ดังนั้นในช่วงเวลาสั้นๆนี้ เยี่ยหลิงหลงแทบไม่ลังเลเลย ที่จะยกหงเยี่ยนขึ้นช่วยป้องกันให้เยี่ยชิงเสวียน
การป้องกันครั้งนี้ ทำให้นางถูกโจมตีแทน
แต่ช่างน่าแปลกยิ้ง ทั้งที่นางถูกพี่ใหญ่ผู้นั้นโจมตี แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
และยังไม่ได้รับบาดเจ็บด้วย
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
"ข้าไม่คิดเลย ว่าเจ้าจะให้ความสำคัญกับเตาหลอมผู้นี้ถึงเพียงนี้ ดูท่าข้าคงรีบร้อนเกินไป แต่ไม่เป็นไร พวกเราจะได้พบกันอีกเร็วๆนี้ เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าจะเปลี่ยนใจเอง"
เสียงของชายผู้นั้นค่อยๆเบาลงตามระยะทางที่เยี่ยหลิงหลงวิ่งห่างออกมา แต่นางก็ยังได้ยินทุกคำที่เขาพูด
เขาไม่ได้ไล่ตามมาแต่อย่างใด แต่เยี่ยหลิงหลงก็ไม่กล้าหยุดวิ่ง นางยังคงวิ่งต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลับมาถึงเมืองลั่วฮวา กลับมาถึงอาณาเขตของปีศาจอินทรี นางจึงหยุดพัก
นางวิ่งเข้าไปในลานเรือน ยังไม่ทันได้หายใจหอบ จะเข้าไปในห้อง ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากด้านหลัง
"เยี่ยหลิงหลง! เจ้าไปที่ใดมา? พวกข้าตามหาเจ้าตั้งนาน! นายท่านของข้าล่ะ?"
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมอง เห็นมังกรดำและปี้เหลียนรีบวิ่งมาด้วยสีหน้าร้อนรน
"วางใจเถอะ เขาไม่หายไปไหนหรอก"
เยี่ยหลิงหลงชี้ไปที่เยี่ยชิงเสวียนบนหลังของ หยวนกุนกุ่น
"คราวหน้า เจ้าจะพานายท่านของข้าไปวิ่งเพ่นพ่านในที่อันตรายแบบนี้ไม่ได้นะ!"
มังกรดำรีบเดินเข้ามา แล้วช่วยประคองเยี่ยชิงเสวียนลงมาจากหลังของหยวนกุนกุ่น
ในตอนนั้นเยี่ยชิงเสวียนค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย
"เจ้าจำเป็นต้องตะโกนดังขนาดนั้นเชียวหรือ? เขาก็ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกน่า!"
ปี้เหลียนกล่าวว่า "แม่นางเยี่ย อย่าไปถือสาเขาเลยขอรับ เมื่อครู่ที่หาพวกท่านไม่เจอ เขาร้อนใจจริงๆนะขอรับ อีกอย่างตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกัน พวกเราไปกันเถิด"
เยี่ยหลิงหลงมองไม่ผิดจริงๆ ทั้งสองคนนี้มีท่าทางตื่นตระหนกเกินเหตุไปหน่อย
"เกิดอะไรขึ้นหรือ?"
"เจ้าไม่เห็นหรือ?"
"อะไร?"
ปี้เหลียนชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองขึ้นไป เห็นพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเลือดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ !
ไม่แปลกใจเลย ที่นางรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติตลอดทางที่วิ่งกลับมา ที่แท้ก็เป็นเพราะพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าเปลี่ยนไปนี่เอง!
หูฟางเคยพูดไว้ว่า เมื่อพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเลือด จะมีวิญญาณร้ายจำนวนมากปรากฏตัวขึ้น
ราวกับฝูงตั๊กแตนบุกไร่ข้าวโพด พวกมันจะฉีกกัดกินทุกคนที่เจอ!
"รีบไปกันเถอะ แม้ว่าถนนสายนี้จะมีข้อจำกัดในเรื่องของการเคลื่อนไหว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า พวกมันไม่สามารถกินคนที่นี่ได้นะ!"
ปี้เหลียนพูดพลางนำพวกเขาวิ่งไปข้างหน้า
หลังจากออกจากลานบ้านนี้แล้ว พวกเขาก็เดินเข้าไปในตรอกลึกด้านใน เมื่อถึงทางแยกที่สอง ก็พบกับปีศาจอินทรีที่กำลังรอคอยอย่างกระวนกระวายอยู่ที่นั่น
"หาทุกคนเจอแล้วหรือ? ครบทุกคนแล้วใช่หรือไม่? รีบเข้ามาเร็ว!"
ปีศาจอินทรีนำพวกเขาเข้าไปในลานบ้านด้วยตัวเอง ตรงกลางลานมีทางเข้าอยู่ ดูเหมือนจะเป็นพื้นที่คล้ายที่หลบภัยอย่างไรอย่างนั้น
ปีศาจอินทรีนำทางเข้าไปก่อน ปี้เหลียนตามติดมาด้านหลัง เยี่ยหลิงหลงและเยี่ยชิงเสวียนก็เดินตามเข้าไป
ส่วนมังกรดำที่อยู่ท้ายแถวก็เป็นคนสุดท้ายที่เข้าไป
หลังจากที่ทุกคนเข้าไปแล้ว ทางเข้าก็หายวับไป ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยมาที่นี่อย่างไรอย่างนั้น
บทที่ 1009: ตราประทับท้าทาย
ภายในที่หลบภัย มันคือมิติพื้นที่อันมืดมิดนั่นเอง ดูเหมือนว่าพื้นที่นี้ จะดูดกลืนแสงสว่างทั้งหมด แม้แสงที่สว่างจ้าก็ไม่อาจส่องไปได้ไกล
มีเพียงผู้คนภายใน ที่ใช้ไข่มุกราตรีส่องสว่างเป็นพื้นที่เล็กๆเท่านั้น
หลังจากเยี่ยหลิงหลงเข้ามา ก็มอบเยี่ยชิงเสวียนให้กับมังกรดำ ส่วนตัวนางเองก็เริ่มสำรวจรอบๆด้วยความสนใจทันที
โครงสร้างของมิติพื้นที่นี้ แตกต่างจากที่เมิ่งจ่านหลินเคยสร้างไว้ก่อนหน้านี้มากนัก และก็แตกต่างจากที่นางสร้างเองด้วย
มันเหมือนหลุมดำที่ดูดกลืนทุกสิ่ง
ทั้งพลัง แสงสว่าง เสียง และอื่นๆทั้งหมด
เยี่ยหลิงหลงเดาได้ว่านี่เป็นเพราะต้องการซ่อนผู้คนภายในเอาไว้อย่างมิดชิด มิฉะนั้นหากมีพลังวิญญารหรือสิ่งใดรั่วไหลออกไป วิญญาณร้ายคงจะหาเจอได้ง่ายแน่นอน
มิติพื้นที่แบบนี้ ไม่ว่าจะทั้งภายในและภายนอก ล้วนทำให้การรับรู้การมีอยู่ลดลงต่ำที่สุด
นับว่าน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงหยิบไข่มุกราตรีเดินสำรวจรอบๆ เพื่อศึกษามันอย่างจริงจัง
มิติพื้นที่นี้ไม่ใหญ่มาก มีขนาดประมาณสามลานบ้านรวมกัน แต่ภายในนี้อัดแน่นไปด้วยผู้คนครึ่งถนน พวกเขาล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของปีศาจอินทรี
"แม่นางเยี่ย ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือขอรับ?"
เมื่อได้ยินเสียงของปี้เหลียน เยี่ยหลิงหลงหันหลังกลับไป
"ข้าอยากรู้อยากเห็น จึงอยากดูโครงสร้างของพื้นที่นี้น่ะ"
"ข้าจะไปดูกับท่านเองขอรับ"
ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงถึงได้สังเกตเห็นว่า ขณะที่นางเดินไปมา มีปีศาจมากมายจ้องมองนางอยู่
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ด้วยความสัมพันธ์กับปี้เหลียนและการดูแลของปีศาจอินทรี พวกเขาทั้งสามคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนปีศาจได้รับสิทธิพิเศษมากมายเหลือเกิน
แต่ในสายตาของเผ่าปีศาจ พวกเขาก็ยังเป็นคนนอกเผ่าอยู่ดี ดังนั้นความระแวดระวังที่มีต่าเยี่ยงหลิงหลงปละพรรคพวก จึงไม่เคยลดลงเลย
โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้!
ดังนั้น เพื่อไม่ให้เผ่าพันธุ์เดียวกันสงสัยและระแวง เยี่ยหลิงหลงมากเกินไป ปี้เหลียนจึงตั้งใจวิ่งมาอยู่เป็นเพื่อนเยี่ยหลิงหลงทุกชั่วขณะ
"ได้"
เยี่ยหลิงหลงไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ การที่ปี้เหลียนจะติดตามมาด้วยก็ไม่ได้เป็นผลร้ายอันใด
นางเดินพลางสำรวจพื้นที่ไปพลาง แต่เพื่อไม่ให้ผู้ใดสงสัย นางจึงไม่ได้นำสมุดบันทึกออกมาจด อีกทั้งยังไม่ได้ใช้พลังวิญญาณในการสำรวจ
ดังนั้นสิ่งที่มองเห็น จึงมีจำกัดอย่างยิ่ง
ดูแล้วก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์เท่าไร ขณะที่นางกำลังคิดจะล้มเลิกกลับไปพักผ่อน ปี้เหลียนก็เอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยว่า
"แม่นางเยี่ย สิ่งที่อยู่บนมือของท่านคืออะไรหรือขอรับ?"
เยี่ยหลิงหลงก้มหน้าลงมอง นางเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนหลังมือของตนมีเครื่องหมายประหลาดปรากฏขึ้นมาอย่างเลือนราง
นางใช้ไข่มุกราตรีส่องดู เปลี่ยนมุมมองหลายครั้ง ในที่สุดก็มองเห็นสิ่งนั้นชัดเจน
มันดูเหมือนเอกสารโบราณในยุคที่นางจากมา ด้านบนเขียนด้วยอักขณะโบราณปรากฏอยู่ด้วย น่าประหลาดยิ่งนักที่นางกลับอ่านออก!
ก่อนที่นางจะได้อ่านอย่างละเอียด ปี้เหลียนก็อุทานด้วยความตกใจ
"นี่คือตราประทับท้าทาย เกิดอะไรขึ้น? มีคนท้าประลองกับท่านหรือขอรับ?"
ตราประทับท้าทาย?
หรือว่าจะเป็นเจ้ามารที่พบกันที่ชานเมือง?
"ตราประทับท้าทายที่ประทับลงบนร่างกายคนเช่นนี้ ข้าคงจะไม่ได้รับบาดเจ็บหรอกใช่ไหม?"
"ใช่ขอรับ"
นั่นหมายความว่า ตอนนั้นเขาได้ส่งคำท้าออกมาสองครั้ง
หนึ่งให้นาง อีกหนึ่งให้เยี่ยชิงเสวียน
ส่วนของเยี่ยชิงเสวียนนั้นนางได้ป้องกันไว้
แต่อันที่อยู่บนร่างของนางนั้น นางรับเอาไว้เอง
นางคิดว่า นางคงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จึงไม่ลังเลที่จะรับเอาไว้ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นตราประทับท้าทายกระนั้นหรือ?
"สิ่งนี้มีประโยชน์อะไรหรือ?"
"เมื่อท่านถูกตราประทับท้าทาย ท่านต้องรับคำท้าจากผู้ท้าตามเวลาที่กำหนด หากท่านไม่ยอมรับคำท้า เครื่องหมายนี้จะเผาร่างของท่านจนหมดสิ้นขอรับ"
เยี่ยหลิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง น่าแปลกใจไม่น้อยที่เขาบอกว่าจะพบกันเร็วๆนี้ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!
"แล้วจะดูเวลาที่นัดหมายได้อย่างไร?"
"เขาไม่ได้บอกท่านหรอกหรือ?"
"ไม่ได้บอก"
"ช่างเป็นคนเจ้าเล่ห์จริงๆ! ในเมื่อเขาไม่บอก ท่านก็ต้องดูเวลาเอง ต้องอ่านตัวอักขระที่เขียนไว้ข้างบนให้ออก เพราะในนั้นจะมีเวลาเขียนไว้ แต่ตัวอักขระที่ใช้บนตราประทับนี้ เป็นอักขระโบราณที่ซับซ้อนมาก แทบไม่มีใครอ่านออกเลยขอรับ
ข้าว่าท่านคงต้องคอยสังเกตตราประทับนี้ตลอดเวลา มันจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดง เมื่อท่านรู้สึกแสบร้อน นั่นคือใกล้ถึงเวลาแล้ว!"
ปี้เหลียนพูดจบก็ขมวดคิ้ว
"ท่านไปก่อเรื่องกับผู้ใดมาหรือ เหตุใดเขาถึงได้ทำกับท่านเยี่ยงนี้? เวลาท้าประลองเร็วที่สุดคือสามวัน
ถ้าเวลาที่เขียนไว้ข้างบนคือสามวัน ท่านคงต้องประสบกับอันตรายแล้ว ในเวลาสามวัน วิญญาณร้ายข้างบนอาจจะยังไปไม่หมดเสียด้วยซ้ำ
เพราะถ้าพวกมันยังไม่ไปหมด แล้วท่านบุ่มบ่ามขึ้นไป ท่านจะตกอยู่ในอันตราย และอาจจะเปิดเผยพวกเราด้วย กลอุบายนี้ช่างอันตรายเหลือเกิน!"
ปี้เหลียนพูดอย่างตื่นเต้น แต่กลับพบว่าเยี่ยหลิงหลงก้มหน้ามองตราประทับท้าทายของตัวเองตลอดเวลา
"ท่าน..."
"หนึ่งเดือน"
"อะไรนะ?"
"เวลาที่กำหนดไว้คือหนึ่งเดือน"
"ทำไมท่านถึงได้..."
ก่อนที่ปี้เหลียนจะพูดจบ จู่ๆทั้งพื้นที่ก็สั่นสะเทือนขึ้นมา แม้จะไม่รุนแรงและเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในมิติพื้นที่ที่มืดมิดและเงียบสงบนี้ ทุกคนกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจน !
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่ง นางพบว่าพื้นที่มิติ ที่เมื่อครู่ยังมีเสียงดังอยู่บ้าง ในตอนนี้ มันกลับเงียบกริบ ราวกับไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง
นางหันกลับไปมองและพบว่าเผ่าปีศาจเกือบทั้งหมดไม่มีใครพูดจาหรือขยับเขยื้อน
ราวกับรูปปั้นที่แข็งทื่อ บางคนถึงขั้นกลั้นหายใจเสียด้วยซ้ำ
ในตอนนั้นเอง ภาพที่ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจอย่างที่สุดก็ปรากฏขึ้น เหนือพื้นที่ที่พวกเขาอยู่ มีสิ่งประหลาดหลายอย่างปรากฏขึ้นมา !
พวกมันมีใบหน้าอัปลักษณ์ ร่างผอมแห้งและหลังค่อมเหมือนลิง แต่ละตนมีดวงตาโหลลึก เล็บยาว และปากกว้างของมันก็เต็มไปด้วยเขี้ยวอาบเลือด
พวกมันแต่ละตนถือเคียวยาวสำหรับเก็บเกี่ยวชีวิต ทั้งยังมีปีกขาดวิ่นอยู่ด้านหลังอีกด้วย
พวกมันบินวนเวียนไปทั่ว ตรวจตราทุกพื้นที่อย่างละเอียด
พวกมันจะผ่านบางพื้นที่ไป แต่จะหยุดอยู่ในบางพื้นที่ จากนั้นพวกมันก็ใช้เคียวในมือฟันอย่างบ้าคลั่ง
และตามพื้นที่ที่พวกมันหยุดอยู่นั้น จากความทรงจำก่อนหน้านี้ของเยี่ยหลิงหลง ดูเหมือนว่าพวกมันจะเป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน
บริเวณนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก
คงเป็นวิญญาณร้ายในตำนานที่เล่าขานกันแน่ๆ
แต่นางเองก็ไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพของวิญญาณร้ายจากภายนอก
น่าแปลกที่เมื่อมีความเคลื่อนไหวเช่นนี้ เหล่าปีศาจด้านล่างต่างไม่กล้าส่งเสียงใดๆ แม้แต่ลมหายใจก็ยังกลั้นเอาไว้
จำนวนของพวกมันมีมากมายมหาศาล สิ่งที่หูฟางพูดไว้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยจริงๆ เหมือนกับฝูงตั๊กแตนที่บุกรุกไร้ข้าวโพด
ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงพลันสังเกตเห็นว่าเหนือฝูงวิญญาณร้าย มีดวงจันทร์เต็มดวงขนาดมหึมาลอยอยู่
ดวงจันทร์ในยามนี้เป็นสีเลือดแดงฉาน ดูเหมือนว่ามันจะมีเลือดหยดลงมาจากดวงจันทร์ ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน !
ภาพที่เห็นตรงหน้านี้ สร้างผลกระทบต่อผู้พบเห็นอย่างรุนแรง และความรู้สึกที่มันมอบให้ก็ยากจะบรรยายได้จริงๆ
สุดท้ายแล้ว แม้แต่เยี่ยหลิงหลงเองก็อดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจด้วยความตึงเครียด
เมื่อเห็นพวกมันกวาดตามองอยู่เบื้องบนเป็นเวลานาน นางก็ค่อยๆเคลื่อนตัวไปข้างหน้า กำลังจะออกจากพื้นที่บริเวณนี้
หัวใจของทุกคนเพิ่งจะค่อยๆกลับลงมาอยู่ที่เดิม
ทันใดนั้นวิญญาณร้ายตนหนึ่งก็หันกลับมามอง
ในชั่วขณะนั้น หัวใจของทุกคนแทบจะกระเด้งขึ้นมาติดคออีกครั้ง
บทที่ 1010: คนต่างเผ่าพันธุ์ย่อมมีใจคิดคด!
วิญญาณร้ายตนหนึ่งหันกลับมา นั่นหมายความว่ามันต้องค้นพบบางสิ่งเข้าอย่างแน่นอน!
หากเป็นเพียงวิญญาณร้ายตนเดียว อาจเป็นเพราะมันพบเจอบางสิ่งที่ไม่คาดคิด แต่หากมันชักนำให้วิญญาณร้ายอื่นๆตามมาด้วย ผลลัพธ์ที่ตามมาจะเลวร้ายเกินกว่าจะคาดเดาได้แน่นอน!
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่น่าหวาดหวั่น เพราะภายใต้สายตาที่จับจ้องด้วยความตึงเครียดของทุกคน วิญญาณร้ายตนที่สองก็หันกลับมา
ตามมาติดๆด้วยตนที่สาม ตนที่สี่ ตนที่ห้า...
วิญญาณร้ายที่หันกลับมามีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในขณะเดียวกัน วิญญาณร้ายตนแรกที่หันกลับมา มันบินกลับมาลงจอดที่จุดสูงสุดของมิติพื้นที่ของพวกเขา
มันยืนอยู่ตรงนั้น ก้มมองลงมา ดวงตาของมันเบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า
มันจ้องมองไม่หยุด ราวกับต้องการมองให้ทะลุไปถึงผู้คนที่หลบอยู่ด้านล่าง
และในขณะนั้นเอง ทุกคนที่ซ่อนตัวอยู่ในมิติพื้นที่ก็รู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาอก
"ไม่จริงหรอกกระมัง? พวกเราถูกค้นพบแล้วหรือ?"
ในตอนนั้นเอง วิญญาณร้ายที่หันกลับมาทั้งหมดก็มารวมตัวกันอยู่เหนือศีรษะพวกเขา รวมกลุ่มกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้คนด้านล่างหายใจติดขัดมากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากที่จ้องมองกันผ่านมิติอยู่ชั่วครู่ จู่ๆก็มีเสียงดังสนั่นดึงจึ้น
‘โครม!’ เสียงนั้นดังมาจากด้านบน
ภายใต้สายตาของทุกคน เหล่าวิญญาณร้ายได้ยกเคียวในมือขึ้น และฟันลงมายังมิติพื้นที่ของพวกเขา!
"พวกมันพบพวกเราแล้ว! มิติพื้นที่ที่พวกเราซ่อนตัวถูกค้นพบเสียแล้ว!"
เสียงร้องตกใจนี้ ทำให้ปีศาจที่เครียดอยู่ตลอดเวลา เริ่มแสดงอาการแตกตื่นในทันที พวกเขาเริ่มตระหนก ทำให้มิติพื้นที่ที่แออัดอยู่แล้ว ยิ่งวุ่นวายเข้าไปใหญ่
เสียงร้องไห้ดังมาไม่หยุดหย่อน
"เราจะทำอย่างไรดี? ทำอย่างไรดี? ข้าไม่อยากตาย!"
"หากว่าข้าออกไปตอนนี้ จะมีโอกาสรอดหรือไม่? แต่ถ้าข้าไม่ออกไป พวกเราก็จะถูกพวกมันจับได้ทั้งหมดมิใช่หรือ?"
"เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? มิติพื้นที่นี้ พวกเราใช้มาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง ไม่เคยมีปัญหาสักครั้ง แต่ทำไมครั้งนี้ถึงถูกค้นพบได้เช่นนี้เล่า?"
"ทุกคนอย่าตื่นตระหนกไป! จงรักษาความสงบ ฟังคำสั่งข้า พวกเจ้าหยิบอาวุธออกมา!"
เมื่อปีศาจอินทรีตะโกน กลับมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่หยิบอาวุธออกมา บางส่วนไม่ได้ยินเสียงท่ามกลางความวุ่นวาย และบางส่วนถึงกับไม่ฟังคำสั่งของเขาเลยด้วยซ้ำ !
เขาไม่เคยคิดมาก่อน ว่าเขาจะเสียการควบคุมไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ แม้แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเอง ก็ยังควบคุมไม่ได้!
"ต้องเป็นพวกมันแน่! คนทั้งสามคนนั่น! ไอ้พวกต่างเผ่าพันธุ์ย่อมมีใจคิดคด!"
"ใช่! ก่อนหน้าที่พวกมันจะมา พวกเราใช้พื้นที่นี้มาหลายครั้งก็ไม่เคยมีปัญหา แต่พอพวกมันมาถึง พวกเราก็ถูกเปิดโปงทันที! พวกมันต้องทำอะไรบางอย่างแน่นอน พวกมันกำลังจะฆ่าพวกเราทั้งหมดใช่หรือไม่?!"
"ถูกต้อง หญิงคนนั้น เมื่อครู่ยังถือไข่มุกราตรีเดินไปทั่ว เห็นได้ชัดว่ากำลังทำอะไรบางอย่างอยู่มิใช่หรือ?!"
ในตอนนี้ เสียงดังตึงตังจากด้านบนยังคงดังต่อเนื่อง ราวกับกำลังเคาะหัวใจของทุกคนเป็นระยะระยะ
"จงฆ่าทั้งสามคนนี้เสีย! พวกมันจะทำร้ายพวกเรา พวกเราต้องไม่ไว้ชีวิตพวกมัน!"
"ถูกต้อง! ผู้ใดที่ทำร้ายเผ่าปีศาจของพวกเรา สมควรต้องถูกประหารเสีย! ฆ่าพวกมันให้หมด! ฆ่าพวกมันให้หมด!"
ในตอนนี้ เหล่าปีศาจต่างพากันเดือดดาล พวกมันต่างชูอาวุธในมือขึ้น แล้วพุ่งเข้าไปจะสังหารเยี่ยหลิงหลงและคณะทันที
มังกรดำรีบพุ่งออกมาขวางไว้เบื้องหน้าพวกเขา
ไม่นานพลังงานหนึ่งถูกปล่อยออกมา ซัดเหล่าปีศาจที่อยู่แถวหน้าล้มคว่ำไปทันที
"หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้!" ปีศาจอินทรีตะโกนก้อง
"พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน? ข้าออกคำสั่งให้ฆ่าคนหรือ? พวกเจ้าจะกบฏต่อหน้าข้าหรืออย่างไร?"
เมื่อปีศาจอินทรีตะโกน ประกอบกับพลังของมังกรดำที่น่าสะพรึงกลัว ปีศาจหลายตนต่างก็หยุดมือและไม่กล้าบุกเข้าไปอีก
แต่ก็ยังมีปีศาจอีกมากที่ไม่ยอมรับ
"นายท่าน ไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่เชื่อฟังคำสั่งท่าน หรือจะก่อกบฏแต่อย่างใดเลยนะขอรับ แต่ตอนนี้คนพวกนี้ทำร้ายพวกเราทั้งหมด พวกข้าแม้แต่แก้แค้นก็ทำไม่ได้หรือ ?"
"ใช่แล้ว พวกนี้เป็นคนที่นายท่านหัพามา ให้ข้าวให้น้ำเลี้ยงดูอย่างดี มอบทรัพยากรที่ดีที่สุดให้อีก! แต่ตอนนี้กลับนำภัยพิบัติใหญ่หลวงมาสู่พวกเรา ท่านไม่คิดจะให้คำอธิบายกับพวกเราเลยหรือ?"
"ถูกต้อง! นายท่าน หากว่าท่านต้องการให้พวกข้าตาย พวกข้าก็ยินดีตายเพื่อท่านโดยไม่มีคำบ่น แต่การที่ท่านปล่อยให้พวกมนุษย์พวกนี้ทำร้ายพวกข้า แล้วยังไม่ให้พวกข้าแก้แค้น เรื่องนี้พวกข้ายอมรับไม่ได้!"
"พวกข้าไม่ยอมรับ!"
"ไม่ยอมรับ!"
"ฆ่าพวกมนุษย์! ทำลายพวกมันเสีย!"
"ฆ่าพวกมนุษย์!"
"ทำลายพวกมัน!"
"พวกเจ้าตะโกนอะไรกัน? พวกเจ้าตะโกนอะไรกัน!"
ปีศาจอินทรีมีพลังแข็งแกร่ง หลายคนยืนอยู่ข้างปีศาจอินทรี
พวกเขาตวาดใส่เหล่าปีศาจที่กำลังวุ่นวาย
"ดินแดนแถบนี้ ใครเป็นคนบุกเบิกมา พวกเจ้าคงไม่ลืมไปหรอกนะ? หากไม่มีนายท่าน พวกเจ้าคงตายไปหลายรอบแล้ว! หากท่านต้องการทำร้ายพวกเรา แต่แรกเริ่ม จะช่วยพวกเราทำไมกัน?"
"ใช่แล้ว! พวกเจ้าเป็นบ้าอะไรกันไป? จะสงสัยใครก็ได้ แต่ห้ามสงสัยนายท่านของพวกเราเด็ดขาด! ตอนนั้น เขาต่อสู้กับเผ่ามารเพื่อพวกเราสามวันสามคืน ร่างกายถูกแทงจนเป็นรู ปีกหักไปทั้งหมด พวกเจ้าลืมเรื่องนี้กันไปหมดแล้วหรือ?"
"ข้าอยากจะดูยิ่งนัก ว่าใครมันจะกล้าลืมบุญคุณและคิดก่อกบฏ ตอนนั้นข้าจะจัดการมันเป็นคนแรก!"
เมื่อถูกเหล่าปีศาจใต้บัญชาด่าทอใส่หน้า เหล่าปีศาจที่กำลังวุ่นวายก็สงบลงไปบ้าง แต่ดูจากสีหน้าแล้ว พวกมันยังคงอัดอั้นตันใจ
โดยเฉพาะกับเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
"พวกข้าไม่ได้คิดจะก่อกบฏ แต่นายท่านถูกพวกมันหลอกจริงๆนะขอรับ! พวกข้าแค่ต้องการความยุติธรรมและคำอธิบายเท่านั้นเอง!"
"ใช่... เรื่องของนายท่านพวกข้าจำได้ทุกอย่าง"
น้ำเสียงของเหล่าปีศาจทั้งหลายเริ่มอ่อนลง พวกปีศาจใต้บัญชาก็มีความคิดในใจ
พวกเขาต่างมองไปที่ปีศาจอินทรี หวังว่าเขาจะให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลแก่ปีศาจวุ่นวายทั้งหลายได้ มิเช่นนั้นคงยากที่จะทำให้ทุกคนยอมรับ
ปีศาจอินทรีกำลังลำบากใจ เขาไม่อยากให้ปี้เหลียนเป็นอันตราย แต่คนพวกนี้ก็เป็นคนที่ปี้เหลียนพามา หากจัดการพวกเขา ปี้เหลียนก็คงต้องตายตามไปด้วยเช่นกัน
"อยากได้ความยุติธรรมใช่หรือไม่? เช่นนั้นข้าจะให้ความยุติธรรมกับพวกเจ้า"
คำพูดของเยี่ยหลิงหลงดึงดูดสายตาของทุกคน
"พวกเจ้าทุกคนล้วนยืนอยู่ฝ่ายเดียวกัน แล้วเมื่อครู่ใครกันที่ยุยงให้ทุกคนก่อเรื่องวุ่นวาย?"
เยี่ยหลิงหลงชี้นิ้วไปที่คนสองคนในกลุ่ม
"ดูเหมือนจะเป็นพวกเจ้านะ พวกเจ้าคอยร้องรับกันไปมา จังหวะการเอ่ยวาจาสอดประสานกันยิ่งนัก"
สองคนนั้นสีหน้าตกใจ รีบชี้นิ้วไปที่เยี่ยหลิงหลงพลางตะโกนว่า
"นางกำลังจะกลับมาแว้งกัดพวกข้า! เพื่อรักษาตัวรอด นางเริ่มใส่ร้ายพวกข้าสองพี่น้องแล้ว! นายท่าน ท่านจะปล่อยให้มนุษย์ผู้นี้ข่มเหงรังแกพวกเราเผ่าปีศาจอย่างนี้หรือ?"
เมื่อเขาตะโกนเช่นนี้ อารมณ์ของเหล่าปีศาจที่เพิ่งสงบลงก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
"ถูกต้อง! ห้ามให้มนุษย์เหยียบย่ำพวกเราเผ่าปีศาจเด็ดขาด!"
"ฆ่าพวกมัน! ฆ่าพวกมันเดี๋ยวนี้เลย!"
เยี่ยหลิงหลงเห็นความวุ่นวายกำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้ง จึงสั่งว่า
"มังกรดำลงมือได้"
มังกรดำลงมือทันที ด้วยท่าทีเด็ดขาดและทรงพลัง
ไม่มีใครในที่นั้นสามารถขัดขวางได้ และไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะโจมตีก่อน
เขาจับตัวคนจากเผ่าปีศาจทั้งสองคนได้อย่างง่ายดาย หลังจากที่จับพวกเขาไว้คนละมือแล้ว เขาก็รีบส่งพลังเข้าสู่ร่างของพวกมัน
พวกมันร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังจะถูกพลังนั้นสังหาร เพื่อเอาชีวิตรอด พวกมันจึงต้องต่อสู้สุดชีวิต
และในตอนนั้นเอง ปราณมารสีดำมหึมาก็ระเบิดออกมาจากร่างของพวกมัน ทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึงไปตามๆกัน!
"เผ่ามาร ! พวกมันเป็นเผ่ามารที่ปลอมตัวมาเป็นเผ่าปีศาจ !"
ทันทีที่เสียงอุทานดังขึ้น ก็มีเสียง "แกรก" ดังมาจากเบื้องบน
ทุกคนเงยหน้ามอง เห็นว่ามิติพื้นที่ที่พวกเขาอยู่ถูกฉีกออกเป็นช่องเสียแล้ว
เคียวของวิญญาณร้าย ยื่นลงมาจากด้านบน!
จบตอน
Comments
Post a Comment