journey ep1011-1020

บทที่ 1011: โหดเหี้ยมเกินมนุษย์ ไร้ซึ่งคุณธรรม!


   เมื่อเห็นเคียวเล่มนั้น ทุกคนต่างตื่นตระหนกวุ่นวายไปหมด


   แต่วิญญาณร้ายด้านบนไม่ได้ให้โอกาสพวกเขาหายใจหายคอแม้แต่น้อย หลังจากที่เคียวตกลงมา พวกมันก็ฉวยโอกาสนั้นขยายรอยแยกให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ


   ไม่นานพื้นที่ทั้งหมดก็ถูกฉีกเป็นรอยแยกมากมาย ไม่สามารถปกป้องผู้คนทั้งหลายได้อีกต่อไป


   ในตอนนี้มิติพื้นที่แคบๆนี้มีผู้คนรวมตัวกันอยู่มากมาย หากว่าตอนนี้ทุกคนไม่หนีออกไป ก็จะยิ่งตายเร็วขึ้น


   ดังนั้นปีศาจอินทรีจึงตัดสินใจทันที เปิดทางเข้าของพื้นที่นี้ พร้อมกับยกดาบใหญ่ของตนฟันตามรอยแยกอย่างรุนแรง


   ทำให้พื้นที่แตกละเอียดยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกคนมีเส้นทางหนีที่กว้างขวางมากขึ้น


   "อย่าลังเล! จงวิ่งไป! ทุกคนวิ่งออกไปข้างนอก! ที่นี่ไม่สามารถปกป้องพวกเราได้อีกแล้ว หากไม่หนีก็จะยิ่งตายเร็วขึ้น !"


   เมื่อเขาออกคำสั่ง เหล่าพี่น้องจากเผ่าปีศาจก็ไม่กล้าชักช้า ไม่มีใครลังเล รีบวิ่งหนีออกไปตามทางออกต่างๆอย่างรวดเร็วทันที


   ในขณะเดียวกันนั้น ตัวเขาเองก็ถือดาบใหญ่บินขึ้นไปข้างบน


   ตั้งใจจะใช้กำลังเพียงคนเดียวต้านทานวิญญาณร้ายที่บุกเข้ามาจากด้านบน เพื่อช่วยถ่วงเวลาให้ทุกคนมากขึ้น


   และตอนนี้เหล่าผู้อยู่ใต้บัญชา ที่ก่อนหน้านี้ยืนอยู่ข้างเขา ก็บินตามขึ้นไปด้วย เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาจึงพูดว่า


   "หัวหน้าใต้ปัญชาข้าทั้งหมดจงฟังคำสั่ง คุ้มครองพี่น้องหนีออกไปด้วยกัน ไม่ต้องสนใจข้า!"


   "นายท่าน! ท่านไม่สามารถต้านทานเพียงลำพังได้หรอกขอรับ!"


   "ใช่แล้ว ท่านเคยช่วยชีวิตข้าไว้ครั้งหนึ่งข้ายังไม่ทันได้ตอบแทน จะหนีตายไปอีกครั้งได้อย่างไร?! ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน!"


   "ยามนี้วิกฤติหนักหนายิ่ง จะพูดเรื่องพวกนี้ไปทำไม? ยิ่งมีผู้แข็งแกร่งที่หนีรอดออกไปได้มากเท่าไร พวกเราชาวเผ่าปีศาจในเมืองลั่วฮวา ก็จะยิ่งมีโอกาสกลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้งมากเท่านั้น!


   เผ่ามารทำให้พวกเราประสบภัยร้ายแรงถึงขั้นนี้ พวกเราต้องไม่ยอมตายเปล่าๆตามความต้องการของพวกมัน!"


   "แต่ว่า..."


   "อย่ามาแต่ว่า รีบหนีไปเดี๋ยวนี้! ข้าจะคอยสกัดไว้ให้พวกเจ้าเอง!"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหล่าปีศาจทั้งหลายกลับลังเลใจ ส่วนใหญ่หันกลับมายืนเคียงข้างปีศาจอินทรี


   ในตอนนี้ วิญญาณร้ายด้านบนได้เปิดมิติพื้นที่ส่วนบนออกจนหมดแล้ว พวกมันเริ่มพุ่งลงมาจากเบื้องบน


   ปีศาจอินทรีโบกดาบใหญ่ ต่อสู้กับพวกมันอย่างดุเดือด พลางตะโกนบอกให้พี่น้องที่อยู่ข้างกายรีบหนีไป


   พลังของวิญญาณร้ายเหล่านี้ไม่อ่อนแอเลยแม้แต่น้อย แต่ละตนมีพลังอยู่ในขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายโดยประมาณ


   หากมีเพียงตนเดียว ก็ไม่น่ากลัวเท่าใด แต่จำนวนของพวกมันมากเกินไป แม้แต่ปีศาจอินทรีที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการ ก็ยังรู้สึกว่าการรับมือกับวิญญาณร้ายที่มีมากมายเช่นนี้ ช่างยากเย็นยิ่งนัก


   และเมื่อถูกมันกัด บาดแผลจะกลายเป็นสีดำในทันที แผลจะลุกลามเน่าเปื่อย ส่งกลิ่นเหม็นเน่า ดูน่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง


   พวกมันราวกับวิญญาณร้ายที่มาจากนรกภูมิ นำพาความชั่วร้ายมา และจะลากทุกคนลงนรกไปกับมันให้จงได้


   ในยามคับขัน ปี้เหลียนหันไปมองเยี่ยหลิงหลงด้วยความร้อนใจ


   "มีวิธีช่วยทุกคนหรือไม่? ถึงแม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะพยายามฆ่าท่าน แต่นั่นก็เป็นเพราะเผ่ามาร..."


   "มังกรดำเจ้าไปช่วยต้านทานพวกเขาหน่อยเถิด"


   "เจ้าต้องปกป้องนายท่านของข้าให้ดีล่ะ!"


   หลังจากมังกรดำสั่งเสร็จ มันก็พุ่งเข้าไป และพอมันไป แรงกดดันด้านหน้าก็ลดลงไปมากทีเดียว


   ในเวลาเดียวกันนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ปล่อยไท่จื่อและเจาไฉออกมา


   แม้ทั้งสองจะไม่เก่งกาจเท่ามังกรดำ แต่วิญญาณชั่วร้ายพวกนี้มีปราณชั่วร้าย และพลังแห่งความตายที่รุนแรงยิ่งนัก


   ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกมันชอบกินพอดี


   ในตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงได้หยิบยันต์เร่งความเร็วจำนวนมากออกมาจากแหวนมิติ


   "ข้ามียันต์ที่สามารถเพิ่มความเร็วได้ พวกเจ้าเก็บไปแปะที่ตัวเอง มันจะช่วยเพิ่มความเร็วในการหนีของพวกเจ้า


   ใครที่ได้กระดาษยันต์แล้วก็รีบวิ่งไป อย่าอยู่ที่นี่ให้เป็นภาระนนายท่านของพวกเจ้าเลย ข้าสัญญาว่าจะพานายท่านของพวกเจ้าไปยังที่ปลอดภัย จากนั้นเราค่อยไปรวมตัวกับพวกเจ้า"


   "ได้ยินหรือไม่? ใครที่ได้กระดาษยันต์ก็รีบวิ่งไป! พวกเจ้ายิ่งวิ่งเร็วเท่าไหร่ ข้าก็จะเสียเวลาน้อยลงเท่านั้น ด้วยความสามารถของข้า หากไม่มีพวกเจ้าถ่วง ข้าย่อมไม่มีทางถูกวิญญาณร้ายกลืนกินแน่นอน!" ปีศาจอินทรีกล่าว


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหล่าปีศาจที่ยังลังเลอยู่ เมื่อเห็นหัวหน้าของตนหยิบกระดาษยันต์ไปแปะ พวกเขาก็รีบแปะมันบนตัวเองเช่นกัน


   และพอพวกเขาแปะลงไป พวกเขาก็พบว่าความเร็วของตนเพิ่มขึ้นมากจริงๆ กระดาษยันต์ของมนุษย์ช่างใช้งานได้ดีเช่นนี้เองหรือ? !


   "ขออภัยแม่นางเยว่ ที่ก่อนหน้านี้พวกข้าเข้าใจท่านผิดไป! พวกข้าหุนหันพลันแล่น โง่เขลา และไร้เดียงสา พวกข้าพี่น้อง คงต้องขอโทษท่านแล้ว!"


   "ขอโทษ! แม่นางเยว่!"


   "ขออภัย!"


   เสียงขอโทษดังก้องไปทั่ว แม้จะยังคงอยู่ในสถานการณ์อันตราย แต่ปีศาจทุกตนเปล่งเสียงออกมาอย่างสุดความสามารถ


   เสียงเหล่านั้น เข้าสู่โสตประสาทของเยี่ยหลิงหลงแม้นางจะเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย แต่ก็อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้จริงๆ


   ต้องยอมรับว่า ผู้นำเป็นเช่นไร ผู้ใต้บังคับบัญชาก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ


   พี่น้องของปีศาจนกอินทรีเหล่านี้ แตกต่างจากพี่น้องของหัวหน้าเผ่าปีศาจแห่งเมืองลั่วเยี่ยอย่างสิ้นเชิง


   แต่ตอนนี้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ วิญญาณร้ายทั้งหลายเริ่มหลั่งไหลมาจากทุกทิศทุกทาง


   แม้เผ่าปีศาจจะวิ่งหนีออกไป แต่ก็ง่ายที่จะถูกล้อมจับ


   ยันต์เร่งความเร็วอาจช่วยให้พวกเขาคล่องแคล่วขึ้น แต่ก็ไม่อาจช่วยชีวิตพวกเขาได้ทั้งหมด


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังขบคิดหาวิธีอย่างหนัก เยี่ยชิงเสวียนที่อยู่ด้านหลังก็ตบไหล่นาง


   เมื่อนางหันกลับไป พบว่าไม่ไกลจากหลังเยี่ยชิงเสวียนดันมีวิญญาณร้ายอยู่


   แต่พวกมันกลับทำราวกับมองไม่เห็นเขา ไม่มีวิญญาณร้ายตนใดพุ่งเข้ามาโจมตีเขาเลย


   "พวกมันจะไม่แตะต้องข้า ข้าปลอดภัยดี เจ้าไม่ต้องกังวลใดๆ หากว่าอยากทำอะไรก็ทำไปเถิด วิญญาณร้ายมีมากมายเช่นนี้ หากไม่ทำอะไรใหญ่โต ข้าว่านี่คงไม่ใช่เจ้าแล้วล่ะ!"


   เยี่ยชิงเสวียนพูดจบก็หัวเราะเบาๆ


   "หรือถ้าหากทนไม่ไหวจริงๆ เจ้าก็มายืนข้างข้าได้ แสงของข้าน่าจะช่วยปกป้องเจ้าได้"


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะออกมาเพราะคำพูดของเขา


   "ใครจะต้องการให้ท่านปกป้องกัน? ได้! ในเมื่อท่านจะไม่เป็นตัวถ่วง งั้นเรื่องนี้ก็ง่ายแล้ว เจ้าเตาหลอมน้อยของข้า จงยืนรออยู่ตรงนี้จนกว่าข้าจะกลับมานะ"


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ชักกระบี่ออกมา แล้วบินออกไปจากช่องว่างที่แตกร้าว นางบินไปพลางต่อสู้ไปพลาง


   จนกระทั่งบินขึ้นไปถึงหลังคาด้านนอกลานเรือนนั้น


   จากนั้นก็ตะโกนไปยังช่องว่างที่แตกร้าว


   "มังกรดำ เจาไฉ ไท่จื่อ พวกเจ้ารีบมาคุ้มกันข้าเร็ว!"


   พวกเขาได้ยินเสียงตะโกนของเยี่ยหลิงหลงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง


   คุ้มกัน? คุ้มกันอะไร? นางก็ยังอยู่ดีมิใช่หรือ?


   แต่ไม่นานพวกเขาก็รู้ เมื่อเห็นท่าทางของเยี่ยหลิงหลง พวกเขาต่างตกใจกันหมด!


   มังกรดำเบิกตากว้าง นางบ้าไปแล้วหรืออย่างไร? นางต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ! นางกำลังคลุ้มคลั่งอีกครั้งจริงๆ!


   ไท่จื่อตื่นเต้นจนต้องโบกอุ้งเท้า


   "จะทำอะไรน่ะ! นั่นมันของอร่อยของข้านะ! อย่าแย่งสิ!"


   แม้แต่เจาไฉที่เพิ่งมีสติปัญญา และยังดูเซ่อๆอยู่ก็ยัง.อดไม่ไหวตื่นเต้นขึ้นมา


   "จะกินวิญญาณร้ายพวกนี้ก่อนดี หรือจะกินหัวไชเท้าอ้วนก่อนดี? น้ำหัวไชเท้าอ้วนมีกลิ่นหอมจริงๆเลย งั้นกินมันก่อนดีกว่า! ในฐานะผี ข้าควรสูญเสียสติได้ทุกที่ทุกเวลาถึงจะถูก!"


   "เยี่ยหลิงหลง เจ้าเรียกข้าออกมามีเรื่องดีอะไรหรือ?"


   หัวไชเท้าอ้วนถูกเยี่ยหลิงหลงชูขึ้นเหนือศีรษะ


   เขาเพิ่งพูดจบประโยค ก็เห็นวิญญาณร้ายมากมายจ้องตาเขม็งมองหาทิศทางของมัน


   "นี่! เยี่ยหลิงหลง! เจ้าจะทำอะไร? เจ้าจะเอาข้าไปทำอะไรอีก? ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยข้าที ใครช่วยข้าได้ จะได้เป็นผู้ติดตามคนใหม่ของข้า ไอ้ตัวน่ารำคาญนี่อยู่ด้วยไม่ได้แล้ว!"


   เมื่อเข็มทองถูกปักเข้าที่ก้น หัวไชเท้าอ้วนก็กรีดร้องอย่างสุดหัวใจ


   "อ๊าก! โหดร้ายเหลือเกิน เจ้ามันไร้ซึ่งคุณธรรม!"



บทที่ 1012: เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?



   เมื่อเข็มทองคำแทงลงไป น้ำใสๆไหลลงมาตามเข็ม ส่งกลิ่นหอมหวานพิเศษกระจายออกมา


   กลิ่นนี้ไม่เพียงแต่วิญญาณร้ายเท่านั้น แม้แต่เผ่าปีศาจหรือมนุษย์ก็ยังอดใจไม่ไหว


   และก็เป็นไปตามคาด วิญญาณร้ายที่กำลังต่อสู้กับเผ่าปีศาจอยู่นั้น เมื่อได้กลิ่นก็พากันบ้าคลั่งพุ่งเข้าหาเยี่ยหลิงหลงทันที


   เมื่อเห็นภาพนั้น มังกรดำถึงกับตาเหลือกจนแทบถลน !


   "เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า! ถ้าจะแกล้งทำ ก็รอให้ข้าเข้าที่ก่อน แล้วค่อยทำไม่ได้หรือ? ข้ายังอยู่กลางทางอยู่เลย! เจ้านี่มันอยากตายชัดๆ"


   "ไม่จริงหรอกกระมัง ? ผู้ครองอำนาจแห่งบึงมังกรดำอย่างท่านมังกรดำ จะวิ่งไม่ทันวิญญาณร้ายพวกนี้ได้อย่างไร?"


   ‘บัดซบเอ๊ย ขอบใจที่ยืนยัน!!’


   มังกรดำร้องตะโกน พลางเร่งความเร็วพุ่งไปข้างหน้า ทั้งวิ่งทั้งปล่อยพลังออกไปด้านข้าง ล้วนแล้วก็เพื่อขับไล่วิญญาณร้ายที่กำลังกรูกันเข้ามา


   ให้พวกมันถอยออกไปบางส่วน


   "รีบหน่อยสิ! ถ้าข้าถูกพวกมันกินจนหมด เจ้าต้องเปลี่ยนเจ้านายไปเป็นปี้เหลียนแทนแล้ว!"


   นางเป็นบ้าหรือไร? ในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ยังพูดจาทำให้จิตใจปั่นป่วนได้ นางคงเป็นบ้าจริงๆแน่ๆ


   มังกรดำพลันเร่งความเร็วขึ้นอีก


   มังกรดำเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เจาไฉและไท่จื่อก็เคลื่อนไหวเร็วด้วยเช่นกัน


   พวกมันทนไม่ได้จริงๆ ที่จะของอร่อยต้องตกไปอยู่ในมือของพวกไร้ค่าพวกนี้ พวกมันยังไม่เคยได้ลิ้มลองเลยนะ!


   พวกเขาพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว เบื้องหลังมีวิญญาณร้ายจำนวนมาก พวกมันเริ่มไล่ตามมุ่งหน้าไปที่เยี่ยหลิงหลง


   ในวินาทีที่พวกเขายืนอยู่ข้างกายเยี่ยหลิงหลง


   วิญญาณร้ายที่ห้อมล้อมเข้ามาก็ได้ล้อมพวกเขาไว้ทั้งหมด!


   เมื่อเห็นภาพที่สะเทือนใจเช่นนี้ พวกเผ่าปีศาจทั้งหมดต่างตะลึงงันไปตามๆกัน


   เคยเห็นคนบ้าระห่ำมามากมาย แต่ไม่เคยเห็นใครบ้าคลั่งขนาดนี้มาก่อน!


   มนุษย์ไม่ได้ขึ้นชื่อว่าขี้ขลาด หวาดกลัว พละกำลังอ่อนแอ และชอบพูดถึงแต่เรื่องสันติภาพหรอกหรือ?


   แล้วเหตุใดเยี่ยหลิงหลงถึงได้เป็นเหมือนคนบ้าเช่นนี้เล่า?


   นางช่างบ้าระห่ำยิ่งกว่าเผ่ามาร โหดร้ายยิ่งกว่าเผ่าวิญญาณ และเหี้ยมโหดยิ่งกว่าพวกเผ่าปีศาจด้วยซ้ำ!


   "พวกเจ้ายืนงงอยู่ทำไม? รีบหนีเร็วเข้า! จะปล่อยให้พวกเขาต้องเสียสละไปเปล่าๆอีกรอบหรือ?"


   ปี้เหลียนตะโกนเสียงดัง พวกเผ่าปีศาจที่ยังคงยืนตะลึงอยู่นั้น เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็รีบหันหลังวิ่งหนี ตามหัวหน้าใต้บัญชาของพวกตนไปทันที พวกมันมุ่งหน้าไปยังที่ปลอดภัยอย่างเป็นระเบียบ


   "เหลียนเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงไม่หนีไป?" ปีศาจอินทรีร้องถามอย่างร้อนรน


   "เจ้าเพิ่งอยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย แค่การฝึกฝนเพียงเท่านี้ของเจ้า เจ้าคงทนไม่ไหวหรอก รีบหนีไปเร็วเข้า!"


   "พวกเขาเป็นคนที่ข้าพามา การช่วยพวกเจ้าก็เป็นข้าที่ขอร้อง ข้าขี้ขลาด กลัวตายมาหลายปี จู่ๆก็อยากทำเรื่องโง่ๆสักครั้ง ข้าไม่อยากทิ้งพวกเขาไป"


   "เจ้า..."


   "ท่านรีบไปเถิด ยามนี้พี่น้องของท่านไร้ผู้นำ พวกเขาต้องการท่านมากจริงๆ"


   "ในเมื่อพี่น้องของข้าต้องมาเจอเคราะห์กรรมเพราะข้า ข้าไปไม่ได้หรอก ข้าจะไม่มีวันยอมอ่อนข้อให้ผู้ใดทั้งสิ้น" ปีศาจอินทรีกล่าว


   "ข้าจะบุกเข้าไป!"


   พูดจบ ปีศาจอินทรีก็พุ่งเข้าไปหาเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆที่กำลังถูกวิญญาณร้ายล้อมอยู่


   วิญญาณร้ายมีมากมายเหลือเกิน พวกเขาถูกล้อมอยู่ตรงกลาง ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่คงไม่ดีแน่


   ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็คงไม่ดีอยู่ดี


   ดังนั้นสิ่งที่ปีศาจอินทรีทำได้ ก็คือพยายามสังหารวิญญาณร้ายพวกนี้ให้ได้มากที่สุด ล้วนแล้วก็เพื่อช่วยลดแรงกดดันให้พวกเขา


   ในขณะที่เขากำลังต่อสู้อย่างสุดกำลัง จู่ๆวิญญาณร้ายที่ซ้อนทับกันหนาแน่นเป็นชั้นๆอยู่เบื้องหน้าก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง และเป็นทิศทางเดียวกันทั้งหมด !


   เขารีบหันไปมองทิศทางที่พวกมันบินไป เห็นเพียงร่างในเสื้อคลุมสีแดงยืนอยู่บนหลังคา นางเริ่มถอยกายห่างออกไปหลายลานบ้าน ภายใต้แสงสลัวนั้น เสื้อคลุมสีแดงดูโดดเด่นเป็นพิเศษ


   แต่ที่โดดเด่นยิ่งกว่านั้น คือเข็มทองในมือของนาง


   นางเพียงแค่สะบัดข้อมือเบาๆ กลิ่นนั้นก็ทำให้วิญญาณร้ายทั้งหลายคลั่งไคล้


   "มังกรดำ! เร็วเข้าสิ! ข้ากำลังจะถูกล้อมแล้วนะ!"


......


   มังกรดำไม่อยากจะรีบแล้ว


   แต่สติสัมปชัญญะบอกว่าเขาต้องรีบ เพราะร่างเล็กๆของเยี่ยหลิงหลงนั้น ไม่พอให้พวกมันแทะกินอย่างแน่นอน


   ในตอนที่เขายังไม่ทันได้หายใจ และกำลังจะบินไปหาเยี่ยหลิงหลง นางก็คลุมผ้าคลุม แล้วหายวับไปในพริบตา


   แม้นางจะหายตัวไป แต่วิญญาณร้ายเหล่านั้นก็ยังคงพุ่งเข้าไปยังตำแหน่งเดิมที่นางเคยอยู่ โดยไม่ได้มองหาทิศทางใหม่เลยสักนิด


   มังกรดำเหลือบมองไปทางนั้น เห็นเยี่ยหลิงหลงทิ้งเข็มทองไว้ตรงนั้น


   "เฮ้! เจ้าเหม่ออะไรอยู่ รีบหนีเร็วเข้า!"


   เสียงตะโกนของเยี่ยหลิงหลงดังมา มังกรดำรีบหันกลับไปมอง เห็นนางปรากฏตัวอยู่ข้างกายเจ้านายของเขา


   นางกำลังกระชากข้อมือ พาเขาลอยขึ้นไป


   ในตอนนี้ เจาไฉและไท่จื่อก็กลับมาอยู่ข้างกายเยี่ยหลิงหลง


   ตอนที่มังกรดำกลับไป ปี้เหลียนและปีศาจอินทรีก็มารวมตัวกันด้วย


   ดังนั้น พวกเขาหลายคนจึงรีบบินหนีออกจากเมืองลั่วฮวาทันที


   ขณะที่บินหนี มังกรดำเหลียวมองกลับไปอีกครั้ง พบว่าวิญญาณร้ายจำนวนมากยังคงเบียดเสียดกันอย่างบ้าคลั่ง พวกมันเบียดกันอยู่บนหลังคาบ้านหลังนั้น


   ดูเหมือนเยี่ยหลิงหลงจะวางค่ายกลไว้รอบเข็มทอง ทำให้แม้เข็มทองจะอยู่ตรงหน้า และส่งกลิ่นหอมฟุ้ง แต่วิญญาณร้ายทั้งหลายก็ไม่สามารถแตะต้องได้


   เยี่ยหลิงหลง นางช่างเจ้าเล่ห์จริงๆ หากวิญญาณร้ายพวกนี้มีสติปัญญา พวกมันคงไม่ปล่อยนางไปง่ายๆแน่!


   ในระหว่างทางที่พวกเขาบินไป ยังพบวิญญาณร้ายอีกไม่น้อย แต่ไม่ได้มีจำนวนมากและหนาแน่นเท่ากับในอาณาเขตของเผ่าปีศาจ


   อย่างน้อยวิญญาณร้ายที่พบระหว่างทาง พวกเขาทั้งห้าคนก็ยังสามารถช้วยกันต่อสู้ และผ่านไปได้


   เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถามขึ้นมาว่า


   "ข้าเคยได้ยินว่าที่นี่มีพื้นที่ปลอดภัย อยู่ที่ใดหรือ?"


   "ชั้นที่สี่จากสิบแปดชั้น" ปี้เหลียนตอบว่า "เหมือนกับชั้นที่หนึ่ง ชั้นเลขคี่มีวิญญาณร้าย แต่ว่าชั้นเลขคู่จะไม่มี ดังนั้นลงไปถึงชั้นที่สี่ เราก็จะหลุดพ้นจากวิญญาณร้ายพวกนี้ได้อย่างแน่นอน"


   มังกรดำถามว่า "แล้วทำไมทุกคนไม่ย้ายไปอยู่ชั้นเลขคู่เลยเล่า?"


   "วิญญาณร้ายไม่ได้ปรากฏตัวบ่อยนัก หนึ่งปีมีแค่ห้าหกครั้ง บางทีอาจมีแค่ครั้งเดียว ค่อนข้างปลอดภัย อีกทั้งภูมิประเทศก็ราบเรียบ"


   "แต่ในชั้นเลขคู่ แม้จะไม่มีวิญญาณร้าย แต่ก็มีอันตรายอยู่ทุกหนแห่ง สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทั้งยังมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งออกมาล่าเหยื่ออยู่บ่อยๆ ภูมิประเทศซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงบ่อย พวกเราจึงไม่สามารถสร้างที่อยู่อาศัยได้ เมื่อเทียบกับชั้นเลขคี่แล้ว ยิ่งไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยเข้าไปใหญ่เลย" ปี้เหลียนตอบ


   "ถ้าอย่างนั้น เมื่อขึ้นไปชั้นเลขคู่ ก็สามารถหลบวิญญาณร้ายได้ แล้วทำไมทุกคนไม่วิ่งไปทางนั้นตั้งแต่แรก"


   "เพราะที่นั่นคือจุดที่วิญญาณร้ายปรากฏตัวเป็นที่แรก หากทุกคนวิ่งไปทางนั้นก็เท่ากับวิ่งไปหาความตายมิใช่หรือ? ดังนั้นโดยทั่วไป พวกเขาจึงเลือกที่จะหลบซ่อนก่อน รอให้กองกำลังใหญ่ผ่านไป แล้วค่อยพิจารณาว่าจะลงไปหลบภัยหรือไม่?"


   เมื่อปี้เหลียนพูดจบ ปีศาจอินทรีก็เสริมว่า "ครั้งนี้พวกเราเผ่าปีศาจประสบภัยพิบัติ เพราะถูกพบตัวตอนที่วิญญาณร้ายกำลังเคลื่อนย้ายกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหลังจากพวกมันผ่านไปแล้วเราค่อยมุ่งหน้าไปยังชั้นที่ คิดว่าน่าจะปลอดภัยกว่า"


   "เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ ช่างโหดร้ายเหลือเกิน มันดูเหมือนจะให้เส้นทางหนีทีไล่แก่ผู้คนที่หมดหนทาง แต่ความจริงแล้ว มันเป็นเหมือนนรก สังหารผู้คนที่อยู่ในนี้ไม่หยุดหย่อน" ปี้เหลียนถอนหายใจ


   "ไม่มีใครสามารถมีชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัย"


   "ใช่ พวกเราตั้งหลักอยู่บนถนนกลางเพราะในถนนมีข้อจำกัด มันจะลดพลังต่อสู้ของวิญญาณร้าย อีกทั้งยังมีพื้นที่ให้หลบหนี ส่วนผู้ที่ไม่สามารถอาศัยอยู่บนถนนกลางได้ เมื่อวิญญาณร้ายมาครั้งหนึ่ง ก็จะมีผู้เสียชีวิตมากมาย มันคือการชำระล้างครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้" ปีศาจอินทรีกล่าว



บทที่ 1013: เจ้าอยากไปก็รีบไปซะ!



   ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน ทั้งห้าคนก็บินมาถึงทางไปชั้นที่สี่


   ตลอดเส้นทาง พวกเขาแทบไม่เจอผู้คนที่กำลังเดินทางเลย ดูเหมือนว่าผู้ที่หลบหนีกองกำลังใหญ่ในเมืองลั่วฮวาได้ทัน ต่างก็เลือกที่จะซ่อนตัวต่อไป


   เพราะทันทีที่ออกมา พวกเขาจะถูกวิญญาณร้ายพบเจอ หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่มีใครอยากออกมา


   หรือไม่ก็เป็นคนที่ไม่ทันได้ซ่อนตัว แต่คนพวกนั้นก็จะถูกวิญญาณร้ายฉีกร่างกินจนไม่เหลือแม้แต่ศพ


   หลังจากกระโดดลงไป พวกเขาก็พบกับเหล่าปีศาจที่รออยู่แถวทางเข้าอย่างรวดเร็ว


   "นายท่าน!"


   "พวกท่านหนีออกมาได้อย่างปลอดภัยจริงๆด้วย!"


   "ดีจังเลย! ที่ท่านไม่เป็นอะไร ดีจริงๆ !"


   เมื่อเหล่าเผ่าปีศาจเห็นปีศาจอินทรี พวกมันก็รีบวิ่งเข้ามาล้อมรอบทันที


   "ข้าไม่เป็นไร"


   ปีศาจอินทรีกำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก แต่เมื่อเห็นเหล่าพี่น้องที่ได้รับบาดเจ็บเหล่านี้ เขาก็ไม่อาจผ่อนคลายลงได้


   ไม่ต้องพูดถึงว่าระหว่างทางสูญเสียพี่น้องไปเกือบครึ่ง เพราะแม้แต่พี่น้องที่เหลืออยู่ก็ไม่มีใครที่ไม่บาดเจ็บเลยสักคน


   บาดแผลที่ถูกวิญญาณร้ายกัดนั้น ไม่สามารถรักษาให้หายได้ง่ายๆ วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือการตัดเนื้อและผิวหนังส่วนที่ตายรอบๆออกเพื่อป้องกันการลุกลามเท่านั้น


   พวกที่อาการดีหน่อย ก็มีแผลถูกเฉือนเนื้อเต็มตัว ส่วนพวกที่แย่กว่านั้น จะถูกตัดอวัยวะทิ้ง บางคนบาดเจ็บหนักจนการฝึกฝนถดถอยเลยด้วยซ้ำ


   และที่แย่ไปกว่านั้นคือ บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าจะรอดชีวิตได้ได้หรือไม่?


   เมื่อเห็นผู้บาดเจ็บมีมากมายเช่นนี้ ปีศาจอินทรีก็ไม่อาจผ่อนคลายหรือกลืนความรู้สึกนี้ลงคอได้เลย!


   เขาสูดหายใจเข้าลึก กลั้นน้ำตาที่คลอดวงตาเอาไว้


   "พวกเจ้าไปพักผ่อนตรงนั้นก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะตามไปเดี๋ยวนี้"


   หลังจากส่งพวกเขาไปแล้ว ปีศาจอินทรีก็เดินมาหน้าเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆ แล้วค้อมตัวคำนับอย่างลึกซึ้งทันที


   "ขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างมาก ที่ช่วยชีวิตข้าไว้ บุญคุณนี้ยิ่งใหญ่นัก หากมีโอกาสในภายภาคหน้า ข้าจะต้องตอบแทนบุญคุณนี้อย่างแน่นอน"


   เยี่ยหลิงหลงได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าพลางกล่าวว่า "ท่านไม่ต้องมากพิธีไปหรอก พวกข้าต่างหากที่ได้รับความช่วยเหลือจากท่านก่อน"


   "แม่นางเยี่ย ข้ายังมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอร้อง"


   "ว่ามาเถิด ไม่ต้องเกรงใจไป"


   "ขอร้องเถิดขอรับ ท่านช่วยดูแลเหลียนเอ๋อร์ด้วยได้หรือไม่?"


   ปีศาจอินทรีหันสายตาไปทางปี้เหลียน ทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมาก


   "นี่ท่านกำลังพูดอะไรอยู่?"


   ปีศาจอินทรีไม่ตอบคำถามของเขา แต่หันกลับไปมองเยี่ยหลิงหลง


   "เมื่อครู่เขาพูดไว้ว่า พวกเจ้ามาด้วยกัน ต้องไปด้วยกัน เขาจะไม่ทิ้งพวกเจ้า ข้าขอร้องพวกเจ้าให้คำนึงถึงน้ำใจของเขา และพาเขาไปด้วยกันในเส้นทางข้างหน้าเถิด"


   เยี่ยหลิงหลงชายตามองปี้เหลียน แต่เดิมนั้น นางคิดจะจับตัวมา เพื่อนำทางให้พวกเขาอยู่แล้ว และดูเหมือนว่าตอนนี้ ทุกอย่างจะได้ผลดีทีเดียว


   ปี้เหลียนอยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธามานานเกินไป และในช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมานี้ เกือบทุกคนที่เดินลงไป ล้วนเห็นหน้าค่าตาของเขามาแล้วทั้งสิ้น เขาจึงรู้จักผู้คนมากมาย


   "ข้าจะพาเขาไปด้วย ย่อมไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน"


   "ขอบคุณแม่นางเยี่ย ขอบคุณทั้งสามท่าน" ปีศาจอินทรีค้อมตัวคำนับอีกครั้ง


   ปี้เหลียนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วผลักเขาออกทันที


   "นี่เจ้ากำลังพูดอะไรของเจ้า?"


   "เหลียนเอ๋อร์ เจ้าเดินหน้าต่อไปเถิด อย่าได้หยุดยั้งตนเองไว้อีกเลย แม้เจ้าจะซ่อนตัวมานานหลายปี แต่ข้ารู้ว่าพรสวรรค์ของเจ้านั้นสูงส่ง เจ้ามีโอกาสที่จะออกไปจากที่นี่ได้แน่นอน"


   "ข้าจะออกไปหรือไม่ มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยเล่า?"


   "จงเดินหน้าต่อไป อย่าได้หันกลับมา ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเจ้า บางทีสักวันหนึ่ง เจ้าอาจได้กลับบ้าน ครอบครัวของเจ้าก็อาจจะ..."


   ปี้เหลียนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือทั้งสองกำคอเสื้อของปีศาจอินทรีไว้แน่น


   เขาผู้ขลาดกลัวอยู่เสมอ กลับโกรธจัดเป็นครั้งแรก


   "เจ้ากำลังพูดเหลวไหลอะไร? ข้าไม่มีบ้าน! เจ้าได้ยินอะไรมาจากข้างบนใช่หรือไม่?"


   "เหลียนเอ๋อร์ ข้าดีใจที่เจ้าลงมาถึงห้วงอเวจีที่สองได้"


   "หุบปากเสีย!"


   "แต่ว่า ตอนนี้ข้าไม่อาจเดินทางต่อไปกับเจ้าได้แล้ว แค้นนี้หากข้าไม่แก้ พี่น้องที่ตายไปของข้าก็ไม่อาจตายตาหลับได้ พี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่มีทางยอมรับได้เช่นกัน"


   "เจ้าจะกลับไปหรือ?"


   "ใช่! ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะกลับไป ข้าจะทำให้พวกเผ่ามารต้องชดใช้! ข้าไม่อาจปล่อยพวกมันไปเช่นนี้ได้! แต่นี่คือความแค้นของข้า ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าก็ไม่ควรปล่อยให้พวกเขารอเจ้าต่อไป"


   ปี้เหลียนได้ยินเช่นนั้นก็อ้าปากค้าง ชั่วขณะนั้น เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าตวรจะโต้แย้งอย่างไร


   "ต้องกลับไปจริงๆหรือ?"


   "ใช่"


   ปี้เหลียนถอนหายใจหนักๆ


   "แล้วข้า..."


   "เจ้าจงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญเถิด ไม่ต้องหันกลับมามอง เพราะหากมีโอกาส ข้าจะพยายามไล่ตามเจ้าให้ทันอย่างแน่นอน"


   ปี้เหลียนชะงักไป ร่างบอบบางของเขา สั่นเทาจนเห็นได้ชัด


   "ข้าขอให้เจ้าแก้แค้นสำเร็จนะ"


   "อื้ม" ปีศาจอินทรียิ้มพลางกล่าวว่า


   "ให้ข้าส่งพวกเจ้าจนสุดสายตาเถิด"


   ปี้เหลียนมองไปทางเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆ และหลังจากที่พวกเขาสบตากันแล้ว พวกเขาก็พากันหันหลังจากไปทันที


   ปีศาจอินทรีมองแผ่นหลังของพวกเขา พลางพึมพำเสียงเบาว่า


   "ตอนที่รู้ว่าเจ้าเป็นบุรุษ ข้าข้ามกำแพงในใจไปไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องจากเจ้ามา หลังจากจากมาแล้ว ข้าก็ตัดใจจากเจ้าไม่ขาด เลยรอเจ้าที่เมืองลั่วฮวา


   ข้ารู้ว่าเจ้าจะไม่จากเมืองลั่วเย่ไป แต่ก็ยังอยากลองเสี่ยงชะตาอีกครั้ง ไม่คิดว่า...


   ข้าจะรอ จนได้พบเจ้าอีก แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องมาจบลงเช่นนี้ ข้าควรจะก้าวต่อไปแต่กลับก้าวไปไหนไม่ได้ ส่วนเจ้าที่ไม่เคยคิดจะไปไหน กลับเป็นฝ่ายก้าวออกไปก่อนเสียแล้ว"


   ความหวัง...


   ปี้เหลียนหยุดฝีเท้าอย่างกะทันหัน สีหน้าของเขาแสดงความตกใจและดีใจในเวลาเดียวกัน


   ปี้เหลียนหันกลับมา และตะโกนใส่เขาว่า "หากเจ้าอยากจะบอกอะไรข้าก็พูดมาตรงๆเลยสิ!! จะมาทำเสียงแผ่วเบา และพึมพำอยู่เช่นนั้นทำไม เจ้าก็ไม่ได้ปิดกั้นเสียง ข้าไม่ได้หูหนวก จะได้ยินไม่ได้เชียวหรือ?"


   "เจ้า..."


   "อีกอย่าง ข้าเป็นบุรุษ! หากเจ้าจะไปก็รีบไปเสียที!"


   ปีศาจอินทรีถูกด่าจนหน้าหงาย เขาหัวเราะเบาๆยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูด ก็เห็นปี้เหลียนลากตัวมังกรดำ วิ่งจากไปอย่างรวดเร็วทันที


   รอยยิ้มของปีศาจอินทรีหายไป สีหน้าของเขากลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง เขาหมุนตัวเดินกลับไปหาพี่น้องที่บาดเจ็บของเขาอีกครั้ง


   "รองหัวหน้า เจ้าพาพวกเขาไปหาที่พักรักษาตัว และดูแลความปลอดภัยของพวกเขาให้ดีเถิด"


   "นายท่าน ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ท่านจะ..."


   "ข้าต้องกลับไป พวกเราเผ่าปีศาจสูญเสียมากมายเพียงนี้ พี่น้องต้องพลีชีพไปมากเท่าไหร่ ไอ้พวกเผ่ามารนั่นก็อย่าหวังจะอยู่ดีมีสุข! การจะเอาชนะพวกมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเปิดโปงพวกมันไม่ใช่เรื่องยากอันใดเลย!"


   ปีศาจอินทรีพูดไม่ผิด หากเผ่ามารและเผ่าปีศาจทำสงครามอย่างเปิดเผยต่อกัน


   ใครแพ้ใครชนะก็ยากจะคาดเดา


   อีกทั้งถึงแม้จะชนะ พวกเขาก็ต้องสูญเสียอย่างหนักอยู่ดี


   แต่พวกมันใช้วิธีการเช่นนี้ทำร้ายเผ่าปีศาจ อาจกล่าวได้ว่าแทบไม่ต้องออกแรงเลยด้วยซ้ำ


   ดังนั้น ทำไมพวกเขาจะไม่ใช้วิธีการเดียวกัน ตอบแทนพวกมันไปบ้างเล่า ?


   "นายท่าน! วิญญาณร้ายข้างบนยังคงอยู่อีกหลายวันกว่าจะจากไป การไปครั้งนี้อันตราย ไปคนเดียวคงไม่เหมาะ ให้ข้าไปด้วยดีกว่า! พวกเผ่ามารหลบซ่อนตัวกันหมด อาณาเขตของเผ่ามารก็กว้างใหญ่ราวกับไร้ผู้คน ท่านไปคนเดียวยากที่จะค้นหา มีข้าอีกคนจะช่วยเพิ่มกำลังของท่านได้แน่"


   "ถูกต้อง ต้องเปิดโปงพวกมันก่อนที่วิญญาณร้ายจะจากไป ดังนั้นยิ่งพวกเรามีคนมากยิ่งค้นหาได้ง่าย อีกทั้งยังทำอะไรได้มากขึ้น! ข้าก็จะไปกับพี่ใหญ่ด้วย!"


   "ข้าเองก็จะไป! ข้าอยากจัดการพวกเลวๆพวกนี้มานานแล้ว! ไม่กล้าสู้อย่างเปิดเผย ยังมาใช้วิธีต่ำช้าพรรค์นี้ ถุย!"


   "ดีมาก" ปีศาจอินทรีพยักหน้าพลางกล่าวว่า


   "สมแล้วที่เป็นพี่น้องร่วมเผ่าปีศาจของข้า พวกเจ้าไปกับข้า แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เจ้าเจ็ด


   เจ้าอยู่ที่นี่พาพี่น้องไปรักษาบาดแผลเถิด"


   "แต่ว่า..."



บทที่ 1014: ปล่อยให้พวกมันกลายเป็นวิญญาณร้าย!



   "แต่อะไรกัน? แม้เจ้าจะอยู่ในขอบเขตบูรณาการ แต่เจ้าอายุน้อยที่สุด และพลังก็อ่อนที่สุดในบรรดาผู้ใต้บัญชาทั้งหมด ถ้าเจ้าไม่ไป แล้วใครจะไป?" รองหัวหน้าผู้นั้นกล่าว


   "ใช่! ชั้นที่สี่นี้ก็ไม่ปลอดภัย อาจเกิดเรื่องขึ้นได้ทุกเมื่อ พวกเขาไม่อาจขาดผู้นำได้ เรื่องนี้ไม่ง่ายเหมือนตอนที่พวกเราจะขึ้นไปหรอก เจ้าต้องจัดการให้ดี! อย่าให้เกิดเรื่องกับพวกเจ้าหลังจากที่เราจัดการพวกลูกหลานเผ่ามารพวกนั้นแล้ว!"


   "เจ้าพูดเหลวไหลอะไรกัน? พวกเรารอดตายมาได้ จะไม่มีเรื่องอะไรอีกแล้ว!"


   "ถูกต้องแล้ว! น้องเจ็ด เจ้ารีบพาพี่น้องของเจ้าไปได้แล้ว พวกเราจะคอยดูอยู่ตรงนี้"


   "ถ้าเจ้าไม่ไป ก็เท่ากับถ่วงเวลาแก้แค้นของพวกเรา ความรับผิดชอบนี้ เจ้าจะรับไหวหรือ?"


   ลูกน้องใต้บัญชาที่ถูกเรียกว่าน้องเจ็ด ถอนหายใจติดต่อกัน เขากระทืบเท้าอย่างแรง ก่อนจะหันหลังเดินไปหาพี่น้องที่บาดเจ็บ


   หลังจัดการเรื่องพี่น้องเสร็จ ปีศาจอินทรีก็นำหัวหน้าที่ใต้บัญชาที่เหลือทั้งหกคนมุ่งหน้าไปยังทางเข้าเมืองลั่วฮวาทันที


   ก่อนจะบินไปยังทางเข้า ปีศาจอินทรีก็อดไม่ได้ เขาหันกลับไป มองทางที่เงาอันเลือนลางของใครคนนั้นที่ค่อยๆจากไป


   "หากพวกเรามีโอกาสรอดชีวิตกลับไปในครั้งนี้ พวกเราออกไปด้วยกันเถิด"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหล่าผู้อยู้ใต้บัญชาต่างตะลึงงันไปตามๆกัน


   "นายท่าน ท่านต้องการไล่ตามเขาหรือ?"


   "ข้าต้องการไล่ตามตัวข้าในอดีตต่างหาก"


   คำพูดที่ทั้งมีศิลปะและลึกซึ้งเช่นนี้ พวกเขาทั้งหลายฟังไม่ค่อยเข้าใจ สีหน้าพวกเขายิ่งดูงุนงงมากขึ้นไปอีก


   ปีศาจอินทรีเห็นท่าทางของพวกเขาเป็นเช่นนั้น เขาก็หัวเราะออกมาโดยพลัน


   "ตอนที่ข้าตกลงมาในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ เป้าหมายเดียวของข้าก็คือการออกไปจากที่นี่ พวกเจ้าไม่ได้คิดเช่นนั้นหรอกหรือ?"


   เมื่อเอ่ยวาจาของตนจบ ปีศาจอินทรีก็บินไปที่ประตูของเมืองลั่วฮวา ทิ้งให้เหล่าผู้อยู่ใต้บัญชาที่เหลือ ยังคงครุ่นคิดถึงคำพูดของเขา


   เป้าหมายในตอนนั้น ก็คือการออกไปจากที่นี่


   เยี่ยหลิงหลง และคณะแยกจากปีศาจอินทรี พวกเขาต่างก็มุ่งหน้าไปยังสนามประลองที่ตั้งตระหง่านอยู่ในชั้นที่สี่


   วิญญาณร้ายจากชั้นที่สามไม่ได้ตามมา ทำให้สถานการณ์ในชั้นที่สี่ไม่ค่อยดีนัก


   สายลมหวีดหวิวพัดอยู่ข้างหู เสียงดังจนทำให้คนรู้สึกหงุดหงิด อีกทั้งยังรบกวนการรับรู้สถานการณ์รอบข้างอีกด้วย


   พระจันทร์สีเลือดที่ลอยอยู่เหนือศีรษะ ทำให้แสงสว่างโดยรอบนั้น มืดลงและขุ่นมัวกว่าเดิมมากนัก


   ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าชั้นพสุธาที่สี่อันแปรปรวนนี้ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ดังนั้นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้คือสนามประลองนั่นเอง


   การไปที่นั่นตอนนี้ ก็เป็นเวลาที่เหมาะเจาะพอดี จะได้ดูว่าคู่ต่อสู้จากห้วงอวเจีที่สองมีฝีมือระดับไหน


   อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาเดินมาถึงประตูสนามประลอง กลับพบว่าถูกข้อจำกัดของสนามประลองกั้นไว้ เข้าไปไม่ได้


   ขณะยืนอยู่ด้านนอก พวกเขายังได้ยินเสียงกรีดร้อง และตะโกนดังมาจากในสนามประลอง แทรกไปด้วยด้วยเสียงสาปแช่งมากมาย


   "เหตุใดจึงเข้าไปไม่ได้เล่า?"


   "น่าจะเป็นเพราะคนเต็มแล้วกระมัง" ปี้เหลียนกล่าว


   "คนเต็มอย่างนั้นหรือ?"


   "ใช่ สนามประลองมีการจำกัดจำนวนคน เมื่อเต็มแล้วก็เข้าไปไม่ได้ คงเป็นเพราะต้องการป้องกันไม่ให้ทุกคนวิ่งเข้าไปหลบภัยในสนามประลองเป็นแน่"


   ปี้เหลียนกล่าวต่อด้วยสีหน้าจนปัญญา


   "ยิ่งพวกท่านอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งพบว่ากฎทุกข้อที่นี่ล้วนเหมือนกันหมด เหลือเพียงหนทางแคบๆให้มีชีวิตรอดเท่านั้น พวกเขาจะอนุญาตให้เพียงคนจำนวนน้อยนิดผ่านไปได้ ส่วนที่เหลือ ล้วนต้องตายทั้งหมด"


   "ในเมื่อสนามประลองปลอดภัยมาโดยตลอด เช่นนั้นก็แค่เข้าไปแล้วไม่ออกมาอีก แบบนั้นก็น่าจะดีแล้วไม่ใช่หรือ?" มังกรดำกล่าว


   "เจ้าคิดว่าเจ้าคิดได้ แต่คนที่ตั้งกฎพวกนี้จะคิดไม่ได้หรือ? แต่ละคนมีเวลาจำกัดในการอยู่ในสนามประลอง และแต่ละคนเข้าไปได้เพียงหนึ่งวัน เพื่อร่วมการประลอง หากว่าชนะหนึ่งศึก ก็จะได้อยู่เพิ่มอีกหนึ่งวัน เมื่อหมดเวลา และออกจากสนามประลองแล้ว ครั้งต่อไปจะต้องรออีกเจ็ดวันถึงจะเข้าได้อีกครั้ง"


   มังกรดำได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ


   "ช่างโหดร้ายเหลือเกิน! ปิดกั้นทุกเส้นทางการรอดชีวิต ไม่เปิดโอกาสให้ใครได้หาช่องโหว่เลยอย่างนั้นหรือ?!"


   "นั่นแหละที่ข้าบอก กฎเกณฑ์ที่นี่อนุญาตให้มีผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คน ที่เหลือต้องตายหมด" ปี้เหลียนยักไหล่พลางกล่าว


   "แต่พวกท่านก็ไม่ต้องรู้สึกกดดันมากเกินไปหรอก คนที่หมดหนทางจนต้องมาที่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ มีใครบ้างเล่าที่ไม่สมควรตาย ?"


   "ช่างเถอะ ในเมื่อเราเข้าสนามประลองไม่ได้ พวกเราก็ไปหาที่อื่นฝึกฝนกันก่อน" เยี่ยหลิงหลงจ้องมองปี้เหลียน


   "เจ้าไม่คิดจะพัฒนาการฝึกฝนของเจ้าก่อนหรือ? ด้วยการฝึกฝนระดับขอบเขตแปรเทวะของเจ้า เจ้าคิดว่าในสนามประลองชั้นที่สอง เจ้าจะสู้ใครได้?"


   "เช่นนั้นก็ไปหาที่ฝึกฝนกันก่อนดีกว่า"


   หลังจากปี้เหลียนพูดจบ เขาก็หยิบแผนที่แผ่นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ จากนั้นก็ชี้นิ้วลงบนแผนที่


   "ข้าว่าตำแหน่งนี้ไม่เลวทีเดียว ภูมิประเทศโดยรอบอันตราย สภาพแวดล้อมโหดร้าย ใต้ดินมีลาวาเดือดพล่าน บนพื้นดินยังมีสัตว์อสูรเต็มไปหมด เป็นที่ที่แม้แต่ผีก็ไม่อยากไป รับรองว่าไม่มีใครมารบกวนแน่นอน"


   "ดี เช่นนั้นเราก็ไปที่นี่แหละ"


   วิญญาณชั่วร้ายจากชั้นที่สาม กำลังบุกผ่าน


   ผู้คนที่หมดหนทางมากมายต่างกระโดดลงมายังชั้นที่สี่ เพื่อหลบภัยชั่วคราว แต่ทว่าทุกคนที่ลงมา ต่างมุ่งหน้าไปยังสนามประลองด้วยกันทั้งสิ้น เพราะยิ่งเข้าใกล้สนามประลองเท่าไหร่ ระดับความปลอดภัยของพวกเขาก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น


   แม้จะไม่สามารถเข้าไปได้ แต่บริเวณโดยรอบก็ยังปลอดภัยกว่าพื้นที่อันตรายอื่นๆมากนัก


   ยามนี้มีเพียงเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆไม่กี่คนเท่านั้น ที่ออกจากสนามประลองเลือดที่จะเดินทางไปยังสถานที่ห่างไกล และอันตรายแห่งหนึ่งในชั้นที่สี่


   อาจเป็นเพราะอิทธิพลของจันทร์สีเลือด ที่ทำให้อสูร ปีศาจ ผีและ สัตว์อาบปราณปีศาจต่างๆในชั้นที่สี่อยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่งอย่างมาก


   ตลอดเส้นทางที่พวกเขาผ่านไป ไม่มีช่วงใดที่สงบสุขเลย มีแต่การเผชิญหน้ากับการซุ่มโจมตี หรือไม่ก็ถูกรุมล้อมทำร้าย


   โชคดีที่พวกเขามีพละกำลังแข็งแกร่งพอ แม้จะต้องต่อสู้อย่างยากลำบากตลอดทาง แต่ก็มาถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย


   เมื่อพวกเขามาถึง เยี่ยหลิงหลงรีบวางค่ายกลอย่างง่ายๆเพื่อกั้นอาณาเขตให้พวกเขา


   ทันทีที่จัดการค่ายกลเสร็จสิ้น ปี้เหลียนก็รีบนั่งลงไปทันที เขาพยายามที่จะทะลวงขีดจำกัดให้เร็วที่สุด


   "ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยคุ้มกันข้า ข้าทนเป็นปีศาจขอบเขตแปรเทวะไม่ไหวแล้ว! ตลอดทางมานี้ ข้าโดนรุมทำร้ายหนักที่สุด! ทนไม่ไหวแล้ว ทนไม่ไหวจริงๆ!"


   หลังจากพูดจบ เขาก็นำโอสถและวัตถุดิบที่สะสมมาหลายปีออกมา จากนั้นก็รีบเข้าสู่การปิดด่านฝึกฝนทันที


   ปี้เหลียนกำลังจะทะลวงขั้น และเพื่อไม่ให้เขาถูกรบกวน คนอื่นๆจึงได้แต่ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆชั่วคราวเท่านั้น


   เยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะหาที่สบายๆนั่งพักผ่อน นางก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางอย่างน่าเวทนา ร้องไห้ราวกับยายแก่


   "ไท่จื่อที่น่าสงสารของข้า! เยี่ยหลิงหลง นางคนชั่วช้านั่นทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้หรือ ช่างน่าไม่อายยิ่งนัก! เจ้าต้องอดทนนะ หากเจ้าทนไม่ไหวจริงๆจนต้องจากไป เมื่อพบบิดามารดาของเจ้าใต้พิภพ อย่าลืมให้พวกท่านกลายเป็นวิญญาณร้ายมาแก้แค้นนางด้วยล่ะ!"


   เยี่ยหลิงหลงล้วงมือเข้าไปในพื้นที่มิติ คว้าตัวหัวไชเท้าอ้วนที่พูดจาเหลวไหลออกมา


   "เจ้ากำลังพูดอะไรของเจ้า?"


   "หา? ไม่มีอะไรนี่ ไม่จริงหรอกกระมัง นี่เจ้าได้ยินด้วยหรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงยกนิ้วขึ้น ดีดก้นของหัวไชเท้าอ้วนอย่างแรง


   "พูดดีๆนะ ไม่เช่นนั้น ข้าจะหั่นเจ้าเป็นชิ้นๆ แล้วโยนออกไปให้สัตว์อสูรกิน"


   "รู้จักแต่รังแกคนอ่อนแอ ทำร้ายผักผลไม้ตัวน้อยที่น่าสงสาร ข้าไร้ที่พึ่ง อ่อนแอ แต่ฉลาดเฉลียว ทั้งยังงดงามชวนหลงใหลและน่ากินด้วย"


   เยี่ยหลิงหลงรวบรวมพลังวิญญาณที่ปลายนิ้ว


   พลังอันแหลมคมทำเอาหัวไชเท้าอ้วนเปลี่ยนสีหน้าด้วยความตกใจอย่างรวดเร็วทันที!!



บทที่ 1015: การโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว?



   "ก็ช่วงนี้ไท่จื่อกินมากเกินไป พลังของมันจึงได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผนึกที่เจ้าใส่ให้มันทะลวงไปได้แค่ขอบเขตแปรเทวะเท่านั้น มันย่อยไม่ได้และรู้สึกทรมานเป็นอย่างยิ่ง มันขอร้องให้เจ้ารีบปลดผนึกทั้งหมด เพราะมันต้องการขึ้นไปกินอาหารมื้อใหญ่!"


   พูดจบ หัวไชเท้าอ้วนก็มุดเข้าไปในพื้นที่มิติ แล้วหายไปทันที


   มันไม่อยู่บนยอดเขาของตัวเอง ไม่รู้ว่าไปรังแกใครอีก!


   เยี่ยหลิงหลงอุ้มไท่จื่อออกมาจากพื้นที่มิติ ไท่จื่อนอนหมดแรงอยู่บนฝ่ามือของนาง ดูเหมือนจะหมดลมหายใจอยู่รอมร่อแล้ว ช่างน่าสงสารยิ่งนัก


   นางตรวจดูไท่จื่ออย่างละเอียด บาดแผลที่ถูกวิญญาณร้ายทำร้ายหายดีแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเท่าไหร่


   ทว่าสิ่งเดียวที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้คือ ท้องที่แบนราบของมันตอนนี้ดูจะนูนขึ้นมาเล็กน้อย


   "มันส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเจ้า แต่ไม่ถึงขั้นตายหรอก ต่อไปอย่าไปเรียนรู้สิ่งบ้าๆบอๆพวกนี้จากหัวไชเท้าอ้วนเลย การเป็นสัตว์ภูตนั้น ต้องจริงใจถึงจะน่ารักกว่านะ"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ไท่จื่อก็ลุกขึ้นยืนทันที แล้วแยกเขี้ยวที่ทั้งยาวและแหลมคมใส่นาง มันดูดุร้ายมาก ราวกับจะบอกว่า


   ‘เจ้าพูดมากไปแล้ว รีบปลดผนึกเดี๋ยวนี้นะ’


   นางเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะเบาๆ แล้วถอดลูกปัดที่แขวนอยู่ที่คอมันออกทันที


   พอถอดลูกปัดออก สีหน้าของไท่จื่อก็ยิ่งดูดุร้ายขึ้น ราวกับมันจะบอกว่า


   ‘นี่เจ้ากำลังเล่นบ้าอะไรอยู่? ทำไมถอดแค่เม็ดเดียว ถอดให้หมดเลยสิ!’


   เยี่ยหลิงหลงเห็นดังนั้น จึงถอดลูกปัดออกอีก จากเดิมที่มีสิบแปดเม็ด ตอนนี้เหลือเพียงแปดเม็ดเท่านั้น


   "ด้วยสภาพผนึกในตอนนี้ น่าจะเพียงพอให้เจ้าเพิ่มพลังถึงขอบเขตบูรณาการได้แล้ว แต่ที่เหลือข้าไม่สามารถถอดให้เจ้าได้หรอกนะ"


   ไท่จื่อยังคงจ้องเยี่ยหลิงหลงด้วยสีหน้าไม่ชอบใจ พลางแยกเขี้ยวไปด้วย มันต้องการให้เยี่ยหลิงหลงถอดออกทั้งหมด!


   "แม้เจ้าจะดุข้าไป ก็ไร้ประโยชน์ ข้าจะไม่ถอดให้เจ้าหรอก ถ้าปลดผนึกให้เจ้าที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการ พอเจ้าปรับพลังขึ้นไปแล้วย่อมสามารถฆ่าข้าได้อย่างแน่นอน"


   เยี่ยหลิงหลงลูบหัวของไท่จื่อ


   "ข้าเคยอ่านในตำราว่า สัตว์อสูรมีนิสัยดุร้ายและคลั่ง หลังจากออกมาสู่โลกก็จะทำตามสัญชาตญาณทำลายล้างทุกสิ่ง ดังนั้นที่ใดมีสัตว์อสูรปรากฏ ที่นั่นย่อมเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ และเมื่อมีภัยพิบัติก็ต้องมีคนมาปราบสัตว์อสูรเพื่อยุติภัยพิบัตินั้น


   ข้าไม่อยากให้เจ้าฟื้นพลังทั้งหมดในตอนที่เจ้าควบคุมตัวเองไม่ได้ พอพลังของเจ้ากลับมา ความอำมหิตก็จะกลับมาด้วย ถึงตอนนั้นหากเจ้าไร้สติ ก่อเรื่องใหญ่ จนมีคนมาปราบ ด้วยความสามารถของข้าในตอนนี้ ข้าคงปกป้องเจ้าไม่ได้หรอก"


   "ดังนั้น ตราผนึกของเจ้า ข้าจำเป็นต้องค่อยๆปลดออก รอให้เจ้าค่อยๆปรับตัวขึ้นไป จนสามารถควบคุมพลังเหล่านี้ได้ เมื่อใดที่เจ้าไม่ถูกพลังความอำมหิตครอบงำ และไม่สูญเสียสติสัมปชัญญะ ตอนนั้นข้าจึงจะปลดให้เจ้า?"


   ไท่จื่อส่ายหัวอย่างบ้าคลั่ง


   "ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรข้าก็จะไม่ปลดผนึกให้เจ้าอยู่ดี"


   แต่ครั้งนี้ ไท่จื่อไม่ได้แยกเขี้ยวใส่นางอีกแล้ว แต่กลับเชิดหน้าหันไปอีกทาง แล้วส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ


   ราวกับจะบอกว่า ‘พวกเจ้ากลัวข้า พวกไร้ประโยชน์เอ๊ย!!’


   "ตอนนี้ ระดับของตราผนึกไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการกินจุของเจ้าแล้ว ดูสิ ท้องที่เพิ่งป่องออกมาตอนนี้ก็ยุบกลับไปแล้ว เจ้าพาเจาไฉไปด้วยเถอะ ถือเสียว่าไปไปกินบุฟเฟ่ต์ด้วยกัน แต่ทุกวันต้องกลับมารายงานตัวให้ตรงเวลาด้วยนะ"


   ไท่จื่อส่งเสียงร้องโหยหวน แล้วกระโดดกลับเข้าไปในพื้นที่มิติ เพื่อเรียกเจาไฉออกมา จากนั้นวิญญาณกับสัตว์ภูติก็พากันออกไปหาอาหารอย่างมีความสุข


   พวกมันก้าวเดินด้วยฝีเท้าเล็กๆอย่างตื่นเต้น เห็นได้ชัดว่าพวกมันมีความสุขมากทีเดียว


   เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า พวกมันไม่ได้กินอาหารอย่างสบายใจแบบนี้มานานแล้ว


   พื้นที่มิติของนางเต็มไปด้วยปราณวิญญาณ เหมาะสำหรับหัวไชเท้าอ้วนและหยวนกุนกุ่นอยู่อาศัย แต่ไม่ใช่สิ่งที่ไท่จื่อและเจาไฉชื่นชอบ


   ดังนั้น นางจึงเกิดความคิดอันกล้าหาญขึ้นมา


   ถ้าอย่างนั้น จะแบ่งพื้นที่ให้พวกมันสักส่วน สร้างเป็นดินแดนมืดเสียเลยดีหรือไม่?


   ยิ่งคิด นางก็ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งนี้น่าสนใจมากทีเดียว จึงรีบหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาจดแผนการทันที


   อันดับแรกต้องขยายพื้นที่ออกไป และต้องเลือกทำเลที่ขอบด้านตะวันตก ขุดเหวลึกคล้ายกับเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา


   จากนั้นนางจะใช้วิชาธาตุดิน ขุดดินบริเวณนี้ออกไป


   หลังจากออกแบบหุบเหวแล้ว จะนำพวกสัตว์อสูร วิญญาณ สัตว์วิเศษ และอื่นๆเข้าไป ปล่อยให้พวกมันอยู่อาศัยและขยายพันธุ์กันเอง


   ฮึ... สมบูรณ์แบบ !


   หลังจากวางแผนเสร็จ นางก็ไปตรวจดูสถานที่เลี้ยงอสูรที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ แม้ว่าตอนอยู่ที่ดินแดนลับต้นอู๋โยว นางจะใช้อสูรไปไม่น้อย แต่ก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว


   อสูรที่อยู่ข้างในนั้น มีจำนวนลดลงไปมาก แต่พวกมันก็เริ่มขยายพันธุ์ขึ้นมาใหม่แล้ว


   ดีๆ ในเมื่อเลี้ยงอสูรได้ สิ่งอื่นๆก็น่าจะเลี้ยงได้เช่นกัน


   หลังจากวางแผนอย่างละเอียดแล้ว นางก็ไปค้นหาวิชาเคลื่อนย้ายดินที่เกี่ยวกับธาตุดินในหอตำรา และก็พบตำราเล่มหนึ่งจริงๆ


   หลังจากที่อ่านคร่าวๆ นางก็พบว่าคาถานี้ค่อนข้างง่าย เพราะแค่งัดดินขึ้นมาเท่านั้น


   ไม่ได้มีพลัง หรืออานุภาพอะไรมากมายนัก


   หลังจากเรียนรู้เสร็จ นางก็นำไปใช้ทันที เยี่ยหลิงหลงเริ่มออกไปขุดดิน


   ขณะที่นางกำลังจะเดินจากไป เสียงฟ้าร้อง "เปรี้ยง" ก็ดังมาจากด้านหลัง


   นางหันไปมองยังทิศทางของเสียง จึงเห็นเมฆดำทะมึนรวมตัวกันอยู่เหนือศีรษะของปี้เหลียน เขากำลังจะทะลวงขอบเขต จากขอบเขตแปรเทวะไปสู่ขอบเขตหลอมสุญตา


   ปีศาจอินทรีบอกว่าพรสวรรค์ของเขาดีมาก อีกทั้งยังมีมังกรดำคอยควบคุมดูแล คงไม่มีอันตรายใดๆเกิดขึ้นอย่างแน่นอน


   ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงถือแผนที่ของปี้เหลียนแล้วออกไปขุดดินอย่างไร้กังวล


   การขุดดินครั้งนี้ไม่ค่อยราบรื่นเท่าใดนัก อาจเป็นเพราะวิญญาณชั่วร้ายของชั้นที่สามผ่านมาประปราย จึงทำให้ไม่สงบ


   หรืออาจเป็นเพราะสถานที่ที่นางเลือกเป็นพื้นที่ฮวงจุ้ยเลวร้ายสุดๆ นางยังไม่ทันเข้าใกล้ก็เจออสูรทมิฬมาก่อกวนเสียแล้ว


   อสูรทมิฬพวกนี้เป็นพวกอสูรที่คลั่ง และมักจะมีนิสัยดุร้ายกว่าอสูรทั่วไป อาจเป็นเพราะพวกมันได้อาบปราณปีศาจมาอย่างยาวนาน


   และเพื่อแย่งชิงอาณาเขต นางจำต้องต่อสู้ก่อน


   เมื่อต้องต่อสู้ นางจึงนำวิชาที่เคยฝึกมาใช้ ฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า


   ตอนแรก นางรับมือกับอสูรทมิฬในขอบเขตหลอมสุญตาได้เพียงห้าตัว นางต้องล่อพวกมันแยกออกมาแล้วสังหารทีละตัว


   จนกระทั่งภายหลัง เมื่อนางฝึกวิชาทั้งหมดจนแตกฉาน นางสามารถรับมืออสูรทมิฬขอบเขตหลอมสุญตาได้ถึงสิบตัวในคราวเดียว


   นางคิดว่าประสิทธิภาพในการต่อสู้นี้ยังไม่เพียงพอเสียด้วยซ้ำ ถึงขั้นไปยั่วโมโหอสูรทมิฬที่มีพลังถึงขอบเขตบูรณาการ


   ขณะที่กำลังต่อสู้กับพวกขอบเขตหลอมสุญตาและถูกอสูรทมิฬขอบเขตบูรณาการตัวนั้นไล่ตีจนต้องวิ่งหนีหลายรอบ


   นางพยายามปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และต่อสู้อย่างหนักถึงสี่ครั้ง ในที่สุดก็สามารถสังหารสอสูรทมิฬขอบเขตบูรณาการและ ลูกน้องขอบเขตหลอมสุญตาอีกเจ็ดแปดตัวได้สำเร็จในครั้งที่ห้า


   ด้วยแนวคิดที่ว่าการลับมีด ย่อมไม่เสียเวลาในการตัดฟืน


   เยี่ยหลิงหลงจึงพยายามอย่างไม่ย่อท้อจนสามารถเพิ่มพลังการต่อสู้ของตนเองได้


   หลังจากผ่านไปห้าวัน นางก็สามารถแย่งชิงดินแดนหยินโยว อันเป็นดินแดนมืดมิดแห่งแรกในชีวิตมาได้


   นางขุดพื้นดินทั้งหมดในรัศมีหนึ่งลี้ รวมถึงทุกสิ่งที่อยู่บนนั้นแล้วยัดเข้าไปในแหวนมิติของตน


   หลังจากยัดเสร็จ พื้นที่เก็บของในแหวนก็เต็ม


   นางจำต้องกลับไปจัดการพื้นที่เหล่านั้น แล้วย้ายไปเก็บไว้ในพื้นที่มิติของนางก่อน


   เมื่อนางเพิ่งกลับมาถึงที่พักเดิม ยังไม่ทันได้พบกับพวกเขา จู่ๆก็มีพลังอันแข็งแกร่งโจมตีมาจากด้านข้างด้านหน้า


   พลังนั้นแข็งแกร่งมาก ระดับการฝึกฝนสูงกว่านาง


   เยี่ยหลิงหลงรีบชักกระบี่หงเยี่ยนออกมาป้องกันการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว แล้วพุ่งตัวไปยังทิศทางที่การโจมตีนั้นมา


   การโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว?


   เจ้าต้องการจะต่อสู้งั้นรึ?


   มาเลย!



บทที่ 1016: อัจฉริยะไร้เทียมทาน!



   อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่คาดคิดว่าเยี่ยหลิงหลงจะดุดันถึงเพียงนี้


   เมื่อนางพบว่าตนเองถูกโจมตี แทนที่จะป้องกันตัวแล้วถอยหลังเพื่อสังเกตสถานการณ์ นางกลับพุ่งเข้าไปข้างหน้าและโต้กลับทันที !


   แต่อีกฝ่ายก็แข็งแกร่งจริงๆ เมื่อรู้ตัวว่าเยี่ยหลิงหลงจะบุกอย่างหนัก เขาก็ปรับท่าทางการต่อสู้อย่างรวดเร็ว


   เขาไม่ได้แสดงความหวาดกลัวหรือหนีไป แต่ชักกระบี่ขึ้นมาต่อสู้กับเยี่ยหลิงหลง


   เมื่อทั้งสองปะทะกัน อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในความมืดอีกต่อไป ภายใต้แสงจันทร์สีเลือดที่สลัว เยี่ยหลิงหลงเห็นใบหน้าของคนที่โจมตีนางอย่างชัดเจนแล้ว


   บุคคลผู้นี้อยู่ในการคาดการณ์ของนาง แต่การฝึกฝนกลับอยู่นอกเหนือความคาดหมายไปไกลโข


   "ปี้เหลียน การฝึกฝนของเจ้าเป็นของจริงหรือ? เจ้าใช้วิธีการใดปลอมแปลงหรือไม่?"


   ปี้เหลียนยิ้มอย่างมั่นใจซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้น


   "ท่านลองเดาดูสิ?"


   ดูเหมือนว่าการฝึกฝนของเขาจะเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก


   ปี้เหลียนที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย หลังจากที่ทะลวงถึงขอบเขตหลอมสุญตาแล้ว เขาก็ไม่ได้หยุดพัก


   แต่กลับฝึกฝนอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา และเมื่อนางกลับมาพบเขาอีกครั้ง เขากลับก้าวไปถึงขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายเสียแล้ว !


   ความเร็วนี้ ดูแล้วช่างน่าเหลือเชื่อเหลือเกิน!


   ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขากล้าลงมือกับนาง ที่แท้ก็เพราะเขาไปถึงขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายแล้วนี่เอง


   เพราะแบบนี้เขาจึงต้องการทดสอบพลังของตัวเองอย่างเร่งด่วน


   เขาสู้มังกรดำไม่ได้ และยิ่งไม่อาจสู้กับเยี่ยชิงเสวียน


   ดังนั้นคนเดียวที่จะสร้างความมั่นใจให้เขาได้ก็มีแต่เยี่ยหลิงหลงเท่านั้น


   แม้จะไม่รู้ว่าปี้เหลียนกดข่มการฝึกฝนไว้อย่างไรตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเขามีพรสวรรค์ และบัดนี้ได้ปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์


   การที่สั่งสมพลังมานับหลายร้อยปี จึงทำให้เขายกระดับขึ้นครั้งละขั้นใหญ่ นี่นับว่าสมเหตุสมผลไม่น้อยเลย


   แต่ทว่า เขากลับใช้นางเป็นเครื่องมือเพิ่มความมั่นใจและพิสูจน์ตัวเองอย่างนั้นหรือ?


   พอดีเลย นางเองก็ฝึกฝนพลังการต่อสู้มานานภายนอก อยากจะลองดูว่าถึงระดับไหนแล้วเช่นกัน?


   ในตอนแรกปี้เหลียนเพียงแค่ต้องการขู่ให้เยี่ยหลิงหลงกลัวเล่นๆเท่านั้น ไม่คิดว่าแม่นางน้อยผู้นี้จะจริงจังกับเขา


   เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ลองดูสักตั้งแล้วกระมัง


   ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย ต่อสู้กับขอบเขตหลอมสุญตาขั้นต้น


   ปี้เหลียนเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ว่าตนเองจะสามารถจัดการเยี่ยหลิงหลงได้อย่างแน่นอน


   แต่หลังจากแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากระบี่ไปไม่กี่กระบวนท่า เขาก็พบว่าเพลงกระบี่ของเยี่ยหลิงหลงนั้นวิเศษจริงๆ ไม่เพียงแค่เพลงกระบี่และท่วงท่าที่วิเศษ


   การใช้งานของนางยังแยบยล เก็บรายระเอียดในการต่อสู้และมีความดุดันที่ยอดเยี่ยมมาก


   นางไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เขาจะสามารถเอาชนะได้ง่ายๆ


   ครั้งนี้ สีหน้าของปี้เหลียนจึงเคร่งขรึมกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่านัก


   เยี่ยหลิงหลงเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่า ที่ปีศาจอินทรีบอกว่าปี้เหลียนมีพรสวรรค์นั้น ไม่ใช่แค่คำยกยอของผู้ที่หลงรักปี้เหลียน พอเขาปลดปล่อยตัวตนออกมา เขาเก่งกาจมากจริงๆ


   หลังจากที่พวกเขาแลกกระบี่กันมามากมายหลายกระบวนท่า ปี้เหลียนก็ยังไม่เสียเปรียบแต่อย่างใด


   เยี่ยหลิงหลงปรับเปลี่ยนวิชากระบี่ของนางอย่างรวดเร็ว ผสานคุณสมบัติของตนเข้ากับวิชากระบี่ ภายใต้แสงจันทร์สีแดงสลัว ทำให้ดวงตาของปี้เหลียนแทบระเบิด


   แสงเพลิงสีแดงและแสงของอสนีสีม่วงถักทอเข้าด้วยกัน


   เปลวไฟและสายฟ้าพันรอบหงเยี่ยน ปี้เหลียนเห็นเช่นนั้นก็ถึงกับเบิกตากว้าง


   เยี่ยหลิงหลงรวบรวมพลัง กระโดดสูงขึ้นไป จากนั้นหมุนตัวอย่างงดงามฟันลงมาที่ศีรษะของปี้เหลียนอย่างรุนแรง


   ภายใต้การโจมตีอันรุนแรงราวกับพายุถล่ม ปี้เหลียนถอยหลังไปหลายก้าว แล้วรีบหมุนตัวหลบไปด้านหลังโขดหินใหญ่อย่างลนลานทันที


   ทว่าเขายังหลบไม่ทันดี เสียง "ตูม" ก็พลันดังสนั่นขึ้นมา


   พลังของสายฟ้าและเพลิงไฟที่ถักทอกัน พร้อมกับท่วงท่ากระบี่ ได้ฟาดลงบนจุดที่เขาเพิ่งจะหลบออกไป ทำให้บริเวณนั้นเกิดหลุมขนาดใหญ่ แม้แต่หินบนพื้นยังแตกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี


   เยี่ยหลิงหลงโจมตีพลาด และกำลังจะลงมือต่อ ปี้เหลียนรีบชูกระบี่ขึ้นจากด้านหลังก้อนหินทันที


   "ข้าไม่สู้แล้ว ข้าสู้ไม่ไหวจริงๆ"


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ พลางเก็บกระบี่กลับไป ตอนนี้ปี้เหลียนเดินออกมาจากหลังโขดหินด้วยสภาพมอมแมม


   แขนเสื้อยังมีเปลวไฟและสายฟ้าติดอยู่เสียด้วยซ้ำ


   "ข้าแค่อยากประลองกับท่านเท่านั้น ท่านต้องโหดเหี้ยมกับข้าขนาดนี้เลยหรือ?"


   "เจ้าไม่ได้สู้กับข้าจนถึงที่สุด แล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าใช้ความรุนแรง?"


   ‘น่าโมโหยิ่งนัก นางทำให้ข้าต้องเสียท่า!’


   "พวกเราไม่ได้เป็นศัตรูกัน หากบาดเจ็บจริงๆก็ไม่คุ้มค่า"


   ปี้เหลียนจัดแต่งอาภรณ์ของตน หูกระต่ายบนศีรษะห้อยลงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าตอนนี้อารมณ์ของเขากำลังหดหู่เป็นอย่างยิ่ง


   "ไม่คิดเลยว่า ข้ามีการฝึกฝนสูงกว่าท่านถึงสองขั้น อายุก็มากกว่าเจ้าตั้งเยอะ แต่กลับสู้ท่านไม่ได้"


   ปี้เหลียนเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่


   "อยู่ที่นี่มาหลายปี ข้าเป็นกบในกะลาจริงๆ โลกภายนอกทุกวันนี้ คงจะน่าตื่นตาตื่นใจมากสินะ? อัจฉริยะผุดขึ้นมามากมาย ต่างก็เปล่งประกายความสามารถ มีแต่ข้า… ถ้าไม่ก้าวหน้าก็ต้องถอยหลัง แม้แต่ท่านก็ยังสู้ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ"


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะออกมา เมื่อเห็นสีหน้าอันหดหู่ของปี้เหลียน


   "สู้กับข้าไม่ได้แล้วอย่างไรเล่า? คนที่สู้กับข้าไม่ได้มีมากมายนัก"


   ปี้เหลียนเงยหน้าขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ


   "ใช่ๆ ท่านบรรพชนเยี่ยเก่งกาจที่สุด แม้จะถูกคนไล่ล่าจนต้องมาอยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ท่านหมดความเป็นอัจฉริยะไป"


   ‘ท่านบรรพชนเยี่ย? เจ้าต้องยกย่องข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’


   เยี่ยหลิงหลงแค่นหัวเราะเย็นชา


   "ก่อนหน้านี้เจ้าคิดว่าข้าถูกคนไล่ล่าจนหมดหนทาง จึงต้องกระโดดลงมาที่นี่ เพราะพละกำลังไม่เพียงพอสินะ"


   "ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้นเลยนะขอรับ และก็ไม่ได้มีความหมายเช่นนั้นด้วย ข้าพูดถึงตัวข้าเอง ข้าต่างหากที่กระโดดลงมาเพราะพละกำลังไม่พอ อย่างไรเสียฝ่ายที่ชนะก็คงไม่มีทางกระโดดลงมาที่นี่อย่างแน่นอน"


   "เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ ว่าคนที่บีบให้ข้าต้องกระโดดลงมาเป็นผู้ใดกัน?"


   "ผู้ใดหรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงสะบัดแขนเสื้อเบาๆ นางเก็บหงเยี่ยนเข้าไป แล้วหมุนตัวกลับไปอย่างสง่างาม พูดด้วยน้ำเสียงเบาสบาย


   "เจ้าพวกนั้นก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนักหรอก แค่ผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานสิบกว่าคนเท่านั้นเอง"


   "...ขอบเขตมหายานสิบกว่าคน?"


   ปี้เหลียนถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความตกใจกับการคุยโวของเยี่ยหลิงหลง


   แค่พวกเขาสามคนเท่านั้นหรือ ถ้าโดนผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานสิบกว่าคนไล่ล่า จะรอดชีวิตได้อย่างไรเล่า?


   แม่นางน้อยผู้นี้ ดีไปหมดทุกอย่าง เพียงแต่จองหองเกินไปหน่อยเท่านั้นเอง


   "ก็ไม่เก่งจริงๆนั่นแหละ ไม่ใช่ผู้ฝึกตนขอบเขตพ้นพิบัติสิบกว่าคนเสียหน่อย"


   นางรู้อยู่แล้วว่าปี้เหลียนต้องไม่เชื่อ เยี่ยหลิงหลงจึงทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเดินต่อไปข้างหน้า


   เมื่อเดินมาถึงบริเวณที่นางเคยวางค่ายกลกั้นอาณาเขตไว้ก่อนหน้านี้ นางเห็นเยี่ยชิงเสวียนหาก้อนหินก้อนหนึ่ง แล้วเอนกายลงนอน


   หัวล้มลงที่ใดก็นอนตรงนั้นจริงๆ นี่เขาไม่คิดจะนั่งบ้างเลยหรือ?


   แม้ร่างของเขาจะนอนอยู่และหลับตาลง แต่นิ้วเรียวยาวกลับลากวนเป็นวงกลมเล็กๆบนก้อนหินเบาๆ


   ตรงตำแหน่งที่นิ้วของเขาวนอยู่นั้น พลังปราณได้ก่อตัวเป็นกระแสน้ำวนขนาดเล็ก


   เขากำลังดูดซับพลังปราณรอบข้าง แต่อาจเป็นเพราะไม่มีนางคอยช่วยเหลือ เขาจึงไม่ได้ดูดซับพลังอย่างบ้าคลั่งเหมือนเคย แต่ค่อยๆสะสมอย่างช้าๆ ราวกับสายน้ำที่ค่อยๆไหลไปเรื่อยๆ


   แม้จะดูเกียจคร้านอยู่บ้าง แต่ก็เห็นได้ว่าพี่เยี่ยผู้นี้กำลังพยายาม เพื่อจะได้ลงไปชั้นล่างได้อย่างราบรื่น


   ส่วนมังกรดำที่คอยเฝ้าอยู่ข้างๆนั้นก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เขานั่งสมาธิหลับตา ดูเหมือนกำลังทำความเข้าใจบางสิ่ง ท่าทางจริงจังมากทีเดียว


   ในตอนนี้ ปี้เหลียนที่อยู่ด้านหลังนาง ไม่ได้ตามมาด้วย หากตั้งใจฟังจะได้ยินเสียงต่อสู้ดังมาจากที่ไม่ไกล


   คงเป็นเพราะเมื่อครู่สู้ไม่ชนะ ตอนนี้จึงไประบายอารมณ์กับพวกสัตว์อสูรแทนเป็นแน่


   เยี่ยหลิงหลงหาที่นั่งที่เงียบสงบ แล้วเริ่มจัดการกับมิติพื้นที่ของนาง


   นางขยายพื้นที่ของตัวเองออกไปก่อน เปิดพื้นที่ใหม่ขึ้นมา จากนั้นจึงจัดวางค่ายกลไว้ทั่วทุกมุม เพื่อป้องกันไม่ให้พลังงานอันมืดมิดในที่แห่งนี้รั่วไหลออกไปกระทบผู้อื่น


   หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นางก็นำผืนดินที่ได้มาอย่างยากลำบากวางลงไป


   เมื่อวางผืนดินชิ้นแรกลงไป เยี่ยหลิงหลงรู้สึกซาบซึ้ง จนอยากจะชมเชยตัวเองครั้งใหญ่


   ‘ข้านี่ช่างเป็นอัจฉริยะไร้เทียมทานจริงๆ!’



บทที่ 1017: เจ้าลืมบางสิ่งไปหรือไม่?



   แต่ที่ดินเพียงแปลงเดียวนั้นไม่เพียงพอ ถึงเวลาที่ต้องไปไล่ล่าอีกแปลงแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงมองแผนที่แวบหนึ่ง แล้วหาที่ดินที่มีฮวงจุ้ยยอดแย่อีกแห่ง นางแบกอุปกรณ์ทั้งหลาย แล้วย่องไปทางนั้น


   ขณะเดินอยู่บนถนน นางพลันสังเกตเห็นว่าแสงสว่างดูเจิดจ้าขึ้น นางเงยหน้ามองขึ้นไป เห็นสีเลือดบนดวงจันทร์เต็มดวงได้จางหายไปแล้ว บัดนี้ดวงจันทร์ได้กลับคืนสู่สีเดิมแล้ว


   ดูเหมือนว่าวิญญาณชั่วร้ายเบื้องบน ได้ถอยร่นไปแล้ว


   ในตอนนี้ แม้แต่บรรยากาศรอบด้านก็สงบลงมาก ไม่มีความวุ่นวายและคลั่งคลุ้มเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป


   ‘ทุกคนไม่บ้าคลั่งแล้วใช่ไหม?’


   แต่ตอนนี้ถึงคราวของนางแล้ว


   ดังนั้น นางจึงถือกระบี่ พุ่งเข้าไปในดินแดนที่คิดถึงมาตลอด แล้วเริ่มฆ่าฟันไปทั่วทุกทิศทันที


   ในขณะที่สังหาร นางก็เริ่มทดลองวิชาใหม่ๆตามไปด้วย


   ครั้งนี้ อาณาเขตที่ต้องการยึดครองใหญ่กว่าครั้งแรกมากนัก ทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าเดิม


   ระหว่างทาง นางพบปีศาจอีกหลายตน แต่เยี่ยหลิงหลงรู้สึกถึงการมาของพวกมันตั้งแต่แรกแล้ว


   พวกมันแอบซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ คอยแอบมองอย่างลับๆ คงคิดว่านางไม่รู้ตัวกระมัง


   "ดูเร็ว! ข้างหน้านั่น มีมนุษย์เดินมาคนเดียว! พวกเราจะไปจับตัวนางดีหรือไม่?"


   "สังเกตการณ์ก่อน บางทีอาจมีพรรคพวกอยู่แถวนี้ก็เป็นได้"


   ดังนั้นพวกมันจึงคอยสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่


   "นางมาคนเดียวจริงๆ! ดูเหมือนว่าจะไม่มีคนอื่นอยู่แถวนี้เลย ศัตรูมีจำนวนน้อยกว่าพวกเรามากนัก จะลงมือตอนนี้เลยดีหรือไม่?"


   "ลองสังเกตดูอีกครั้งเถิด ในช่วงเวลาสั้นๆ นางสังหารอสูรทมิฬไปถึงสองตัวแล้ว ดูเหมือนนางจะมีฝีมือไม่น้อยเลยนะ"


   พวกเขาจึงสังเกตการณ์อย่างจริงจังต่อไปอีกพักใหญ่


   "นางมีฝีมือมาก แต่นางต่อสู้อยู่ที่นี่มานานแล้ว ข้าว่านางคงจะเหนื่อยล้าไม่น้อยเลย พวกเราจะลงมือตอนนี้เลยดีหรือไม่?"


   "สังเกตดูอีกหน่อยเถิด ดูเหมือนนางยังไม่แสดงท่าทีเหนื่อยล้าเลย รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งมิใช่หรือ?"


   จากนั้นพวกเขาก็สังเกตการณ์ต่อไป


   "นางเป็นผู้ฝึกตนธาตุไฟนี่! หากว่าเราจับจุดนี้ได้ พวกเราต้องเอาชนะนางได้แน่!"


   "เอ๊ะ? แต่เหตุใดนางถึงใช้น้ำได้ด้วยเล่า? หรือว่าเราควรจะโจมตีจุดนี้ดี"


   "ข้าตาฝาดไปหรือเปล่านี่ ข้าเห็นนางใช้วิชาธาตุดินด้วย!"


   "แล้วยังมีวิชาย้ายร้างอีก นางคงไม่ได้ควบคุมมิติได้หรอกกระมัง?"


   "เดี๋ยวก่อนนะ กระบี่ในมือนางดูทรงพลังเป็นอย่างยิ่งด้วย!"


   พวกเขาพูดจาพล่ามไปมากมาย สุดท้ายมีเสียงแผ่วเบาดังขึ้น


   "ข้าเห็นกับตาว่านางสังหารพวกอสูรทมิฬไปสิบกว่าตัวแล้ว แต่นางไม่มีทีท่าเหนื่อยเลย หรือว่าพวกเราจะลงมือเลย?"


   ทันทีที่คำถามนี้ดังขึ้น จู่ๆก็มีเสียงระเบิดดังสนั่น มาจากบริเวณใกล้ๆ ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากพวกเขาถูกระเบิดแหลกเป็นชิ้นๆ


   วินาทีถัดมา เหล่าปีศาจที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ก็วิ่งออกมาอย่างตื่นตระหนก หนีกระเจิดกระเจิงไปอย่างไม่คิดชีวิต


   นางช่างน่าเกรงขามเหลือเกิน สยองจริงๆ!


   น่าขนลุกยิ่งนัก !


   เยี่ยหลิงหลงมองดูเงาร่างที่วิ่งหนีไปด้วยสีหน้าขบขัน


   น่าเสียดายจริงๆ


   สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้มาให้ความอบอุ่นแก่นาง


   ช่างเถอะ การขุดดินเพื่อแย่งชิงดินแดนชั่วร้ายย่อมสำคัญที่สุด เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ไล่ตามพวกเขาไป แต่มุ่งมั่นทำภารกิจของนางต่อไป


   ทว่าสิ่งที่นางไม่รู้ก็คือ นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ในชั้นที่สี่นี้เริ่มมีตำนานเกี่ยวกับคนในชุดแดง ที่คลุ้มคลั่งออกไปสังหารอสูรทมิฬในชานเมือง และยังมีการเตือนให้ทุกคนพยายามหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่นางปรากฏตัวอีกด้วย


   ด้วยความขยันและความพยายาม นางใช้เวลาเจ็ดวันในการยึดครองดินแดนผืนที่สองได้สำเร็จ ซึ่งผืนนี้ใหญ่กว่าผืนก่อนหน้ามาก


   และหลังจากที่นางกระทำการจนพึงพอใจแล้ว นางก็ใช้เวลาถึงครึ่งเดือน กว่าจะยัดครองดินแดนใหม่ได้ทั้งหมดลงไปพื้นที่เก็บของของนางได้


   เยี่ยหลิงหลงจมดิ่งอยู่ในความสุขจากการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา นางไม่รู้เลยว่ามีตำนานใหม่เกี่ยวกับการหายไปของผืนดินขนาดใหญ่ในชั้นที่สี่


   ตำนานทั้งสองเรื่องนี้ได้สร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน ทุกคนกังวลว่าชั้นพสุธาที่สี่นี้กำลังจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่หรือไม่? ขณะที่ภายนอกอลหม่านวุ่นวาย เยี่ยหลิงหลงยังคงฮัมเพลง พลางสร้างดินแดนหยินโยว ซึ่งเป็นดินแดนมืดมิดในพื้นที่พื้นที่มิติของนางต่อไป


   ในตอนนั้น ปี้เหลียนก็โผล่หัวเข้ามาอย่างกะทันหัน


   "ท่านบรรพชนเยี่ย ท่านลืมบางอย่างไปหรือเปล่าขอรับ?"


   เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองปี้เหลียนแวบหนึ่ง แรกเริ่มดูสับสนเล็กน้อย จากนั้นก็แสดงสีหน้าเหมือนนึกขึ้นได้และตกใจ


   "ใช่ ! ข้าลืมแสดงความยินดีกับเจ้า! ที่ทะลวงถึงขอบเขตได้! กระต่ายน้อย เจ้านี่เป็นอัจฉริยะจริงๆนะ!!"


   ปี้เหลียนอ้าปากค้าง ชั่วขณะนั้นไม่รู้จะตอบอย่างไรดี


   นางจากไปครึ่งเดือน เมื่อกลับมาก็ยังทักทายเขา และพูดคุยกันหลายประโยค


   แต่กลับเพิ่งรู้เอาตอนนี้หรือ ว่าเขาได้ก้าวข้ามไปถึงขอบเขตบูรณาการแล้ว!!?


   แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นคือเขาไม่ได้คิดจะพูดเรื่องนี้!


   "เจ้าลองคิดดูอีกครั้งดีหรือไม่?"


   เยี่ยหลิงหลงครุ่นคิดอย่างจริงจังอีกครั้ง


   "ข้านึกออกแล้ว! เจาไฉกับไท่จื่อหายไปครึ่งเดือนแล้วใช่หรือไม่? พวกมันคงหาข้าไม่เจอ หรือว่ามันหลงทางไปเองอย่างนั้นหรือ?"


   ปี้เหลียนถอนหายใจพลางนวดขมับตัวเอง


   นางคงไม่รู้ว่าเจาไฉและไท่จื่อหายตัวไปเกือบหนึ่งเดือนแล้ว นางเองก็ไม่ได้กลับมา


   จึงไม่ทันสังเกตว่าพวกมันก็ไม่ได้กลับมาเช่นกัน !


   แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญแต่อย่างใด!


   "ท่านบรรพชนเยี่ย ท่านไม่รู้สึกว่ามือร้อนบ้างเลยหรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงชะงัก นางก้มลงมองมือตัวเองอย่างรวดเร็ว ตรงตำแหน่งที่มีตราท้าประลองอยู่นั้น ดูเหมือนจะเริ่มร้อนขึ้นมาจริงๆ! หากจะนับเวลาดูแล้ว วันนี้น่าจะเป็นวันสุดท้ายแล้วกระมัง!


   "เหตุใดเจ้าไม่บอกข้าแต่แรกเล่า!"


   เยี่ยหลิงหลงกระโดดลุกขึ้นทันที แล้วพุ่งตัวไปยังสนามประลอง


   ปี้เหลียนทำหน้าระอาใจ


   นางจากไปตั้งครึ่งเดือน ไม่ได้ให้โอกาสเขาได้พูดอะไรเลย


   อีกอย่างนี่เป็นเรื่องเป็นตายของนางเอง จำเป็นด้วยหรือที่เขาต้องมาเตือน ?


   เยี่ยหลิงหลงรีบวิ่งมาถึงลานประลองด้วยสภาพเสื้อผ้าสกปรกมอมแมม


   ขณะที่นางกำลังสร้างดินแดนหยินโยว นางต้องใช้วัสดุนานาชนิดจัดการกับผืนดิน ดังนั้นมือของนางจึงยังเปื้อนดินอยู่


   โชคดีที่พอนางเพิ่งเข้ามา ก็เห็นมารที่ให้ตราท้าประลองกับนางยืนอยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดที่สุดใต้เวทีประลอง


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจด้วยความโล่งอก


   ขอเพียงคนอยู่ก็ดีแล้ว ตอนนี้ถือว่านางยังมาทันเวลา


   เมื่อเห็นนางวิ่งเข้ามาด้วยสภาพหน้ามอมแมม มารที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เสื้อคลุมขมวดคิ้ว ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วยทันที


   "เจ้ามาในสภาพแบบนี้เลยรึ?"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไป นางมองสำรวจตัวเองแวบหนึ่ง ยอมรับว่าดูมอมแมมไปหน่อย


   แต่นางมาที่นี่เพื่อต่อสู้ ไม่ได้มาดูตัวเสียหน่อย จะต้องแต่งตัวให้ดูดีไปทำไมเล่า ?


   แต่ไม่นาน นางก็ได้คำตอบ และเมื่อพบว่ารอบๆมารตนนี้เต็มไปด้วยสายตาชื่นชม


   แม้ที่นี่จะไม่มีแสงไฟใดใดเพิ่มเข้ามา แต่เขาก็ดูเหมือนยืนอยู่ใต้แสงสว่าง ดูแล้วเปล่งประกายอย่างยิ่ง


   มานตนนี้คงคิดว่าคู่บำเพ็ญในอนาคตของเขา ไม่รักษาภาพลักษณ์ที่ดี


   จึงดูไม่คู่ควรกับเขาแล้วกระมัง


   "เจ้าตั้งใจจะสร้างความแตกต่างอย่างนั้นหรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกขบขัน พี่ชายผู้นี้ทำตัวราวกับตนเองเป็นสุภาพบุรุษเย็นชาผู้เย่อหยิ่งจริงๆ


   "ไม่ใช่หรอก ข้าเพิ่งขุดดินอยู่ จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่ามีคนท้าประลอง เลยรีบมาที่นี่ พวกเรารีบจัดการให้เสร็จเร็วๆเถอะ ชนะแล้วข้ายังต้องกลับไปขุดดินต่อ"


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ เสียงอุทานดังขึ้นรอบด้าน เห็นได้ชัดว่าทุกคนตกใจกับน้ำเสียงของนาง


   เยี่ยหลิงหลงไม่แปลกใจกับสถานการณ์เช่นนี้ จนกระทั่งนางเหลือบไปเห็นปี้เหลียนที่เพิ่งมาถึงลานประลอง ก็แสดงสีหน้าตกตะลึงเช่นกัน



บทที่ 1018: อย่าเพิ่งรีบร้อน



   เยี่ยหลิงหลงเห็นมังกรดำและเยี่ยชิงเสวียนรีบวิ่งมาหา นางจึงรีบวิ่งเหยาะๆไปหาพวกเขาทันที


   "มังกรดำ เจ้าเป็นอะไรไป?"


   "เขาคือคนที่ท้าประลองกับเจ้าหรือ?"


   "ใช่แล้ว มีปัญหาอะไรหรือ?"


   สีหน้าของมังกรดำยิ่งดูก็ยิ่งไม่สู้ดีนัก เขาลังเลอยู่หลายวินาทีก่อนจะพูดว่า


   "เขาเก่งมากเลยล่ะ!"


   เมื่อเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงยังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา เขาจึงพูดต่อไปว่า


   "เขาเก่งจริงๆนะ ที่จริงเขาอยู่ที่ชั้นสี่มายี่สิบกว่าปีแล้ว และทุกคนที่ขึ้นเวทีประลองของชั้นสี่ไม่มีใครสู้เขาได้เลย"


   "แล้วเหตุใดเขาจึงยังอยู่ที่นี่ล่ะ? เขาน่าจะเก็บใบไม้ครบแล้วไม่ใช่หรือ?"


   "ดูเหมือนว่าเขากำลังตามหาบางสิ่งจากที่นี่ เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเขา เขาจึงยังไม่ไป ดังนั้นทุกครั้งที่เขาชนะการประลอง เขาจะสุ่มเลือกใครสักคนเพื่อมอบใบไม้ให้ เพื่อรักษาจำนวนใบไม้ของตัวเองให้อยู่ที่แปดใบเสมอ"


   เยี่ยหลิงหลงไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลบ้าๆนี่เท่าไหร่นัก


   "หากว่าเขาไม่อยากไป แล้วทำไมต้องขึ้นเวทีประลองด้วยเล่า?"


   "เพื่อเอาชนะอัจฉริยะทั้งหมดน่ะสิ แม้พวกนั้นจะจากไป ก็ล้วนแพ้ให้กับเขาก่อนแล้ว จากนั้นก็ค่อยสะสมพลังจนเต็มเพื่อออกเดินทาง"


   เยี่ยหลิงหลงกระตุกมุมปาก อะไรกัน ?


   แค่เพราะตัวเองมีความสามารถนิดหน่อย ก็จะประกาศตนว่าตนเองยิ่งใหญ่หรืออย่างไร? ทุกคนที่จะออกจากชั้นที่สี่แพ้ให้เขา และให้จดจำว่าตัวเองเป็นผู้อยู่ใต้เท้าเขาหรืออย่างไร ?


   แต่เรื่องแบบนี้พอจะเข้าใจได้เมื่อเป็นเขา ในเมื่อเป็นคนที่พูดได้ว่า "ข้ารอเจ้ามานานแล้ว"


   "พรสวรรค์เจ้าไม่เลว ลองพิจารณามาร่วมบำเพ็ญกับข้าดูดีหรือไม่?"


   ความมั่นใจของเขาดูเหมือนจะแผ่ซ่านออกมาจากกระดูกอย่างไรอย่างนั้น มันกระจายออกจากทุกรูขุมขนบนร่างกาย จากนั้นก็ล่องลอยไปทั่ว


   ใครที่เดินผ่านไปมาคงอดไม่ไหวต้องสูดเข้าไปเป็นแน่!


   "คนที่ตกลงมาในเก้าอเวจีสิบแปดชั้นสชพสุธามีมากมายขนาดนั้น เหตุใดถึงไม่มีใครสามารถจัดการเขาได้เลยเล่า? ไม่ใช่ว่าคนที่ตกลงมาล้วนเป็นพวกกระจอกงอกง่อยหรอกกระมัง?"


   "ส่วนใหญ่เป็นเพราะพวกอัจริยะทั้งหลายอยู่ที่นี่ไม่นานนัก และในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ไม่มีใครสามารถเอาชนะเขาได้เลย แต่ถ้าหากเขามาเร็วกว่านี้ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นอย่างไร แม้ว่าเขาจะมีการฝึกฝนแค่ขอบเขตบูรณาการขั้นต้น แต่เคยมีผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการขั้นปลายพ่ายแพ้ให้กับเขามาแล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไป ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นอัจฉริยะระดับสุดยอดที่สามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้สินะ


   "ดังนั้น ผู้คนที่นี่จึงพูดกันว่า คงต้องมีผู้ฝึกฝนขั้นสูงสุดลงมา ถึงจะมีโอกาสเอาชนะเขาได้"


   ไม่คิดว่าคนผู้นี้ แม้จะไร้ยางอาย แต่เขาแข็งแกร่งจริงๆ!


   การท้าทายครั้งนี้ คงจะเป็นเรื่องยากลำบากมากทีเดียว


   นางมาอยู่ที่ห้วงอเวจีที่สองไม่นาน ไม่เคยขึ้นเวทีประลองเลย และยังไม่ได้สะสมปราณชั่วร้ายเพื่อเปลี่ยนเป็นใบไม้


   บนกิ่งไม้ที่สองบนข้อมือของนางมีใบไม้เพียงใบเดียวเท่านั้น


   หากนางแพ้ให้กับเขาบนเวทีประลองนี้ นางก็จะไม่เหลือใบไม้อีกเลย


   หากไม่มีใบไม้ นางก็จะถูกลบล้างไป


   วันนี้นางจำเป็นต้องรับมือกับความท้าทายนี้ เพราะเป็นวันสุดท้ายแล้ว


   หากไม่ทำ นางก็ต้องตายอยู่ดี


   ไม่ว่าจะทางซ้ายหรือทางขวาก็ล้วนแต่เป็นความตายทั้งสิ้น!


   เยี่ยหลิงหลงเงียบไปครู่หนึ่ง มองดูว่าจะมีหนทางอื่นหรือไม่ จึงถามว่า "เขาต้องการหาสิ่งใด?"


   "เรื่องนั้นข้า..." ปี้เหลียนยังพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงของพี่ชายผู้นั้นดังมาจากด้านหลัง


   "สิ่งที่ข้าต้องการหา ข้าพบแล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงหันหน้าไปมอง


   "นั่นก็คือเจ้า"


   พอได้ยินคำพูดนั้นแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็อดไม่ได้ที่จะพับแขนเสื้อขึ้น เตรียมต่อยตีกับเขาเสียเดี๋ยวนั้น


   นี่มันเรื่องบ้าบออันใดกันนี่?!


   "ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะยอมรับตราประทับท้าทายแทนเขาเช่นนั้นเลย และข้าเองก็ไม่อยากทำร้ายเจ้า การต่อสู้ครั้งนี้ข้ายอมแพ้ให้เจ้าก็ได้ ขอเพียงแค่เจ้ายอมไปกับข้า และเป็นคนของข้าตั้งแต่นี้ต่อต้นไป"


   เขาหยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อว่า "ตอนนี้เจ้าสามารถรู้จักชื่อของว่าที่สามีในอนาคตของเจ้าได้แล้ว ข้ามีนามว่าอูเหลียนเทียน"


   ประโยคสุดท้ายเหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ถูกโยนเข้าไปในฝูงชน ทำให้เกิดเสียงอุทานดังขึ้นมากมายทันที


   "ท่านอูเลือกนางเป็นคู่ครองหรือ? หากเป็นเช่นนั้น นางก็จะได้พึ่งบารมีของท่านอู และได้ก้าวหน้าต่อไปด้วยกันสินะ?"


   "ไม่จริงหรอกกระมัง? นางมีดีตรงไหนกัน? ก็แค่มนุษย์อ่อนแอคนหนึ่ง อีกทั้งการฝึกฝนก็แค่อยู่ในขอบเขตหลอมสุญตาขั้นต้นเท่านั้น ตบทีเดียวก็ตายแล้ว"


   "ใช่แล้ว หากเลือกนางคงจะถ่วงท่านอูแน่ ท่านอูคิดอะไรอยู่กันปน่ หรือว่าท่านเข้าใจผิด?"


   "หากรู้ว่านางจะเป็นคนเช่นนี้ ข้าควรจะสังหารนางก่อนที่นางจะเข้ามา! มนุษย์อ่อนแอเช่นนาง มีคุณสมบัติอันใดที่จะได้รับเลือกจากท่านอู?"


   ในขณะที่ผู้คนรอบข้างต่างตกตะลึง ทางฝั่งของเยี่ยหลิงหลงก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง


   นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ?


   ว่าที่สามีของเยี่ยหลิงหลง ?


   มังกรดำและปี้เหลียนต่างตกตะลึง พร้อมกับหันกลับไปมองเยี่ยชิงเสวียนอย่างรวดเร็ว


   เยี่ยชิงเสวียนมีสีหน้าบึ้งตึง ดูแล้วไม่สู้ดีเอาเสียเลย


   คงเป็นเพราะนอนมากเกินไป เขาถึงไม่รู้ว่าคนผู้นี้โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ กล้าดีอย่างไรมาพูดจาเหลวไหลเช่นนี้!


   เยี่ยชิงเสวียนได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยเยาะเย้ยว่า "เจ้าเอาหน้าไปถูส้วมมาหรือไร เหตุใดถึงได้ทั้งเหม็น ทั้งสกปรกเช่นนี้"


   อูเหลียนเทียนไม่เคยถูกด่าเช่นนี้มาก่อน คำพูดนี้หยาบคายจนเขานึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าควรจะหาคำไหนมาด่ากลับให้หยาบคายกว่านี้ได้


   เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาจึงโกรธจัดในทันที


   "เจ้าเป็นแค่คนไร้ค่าที่ไม่มีการฝึกฝน กล้าพูดกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร ตายซะเถอะ ไอ้มนุษย์โง่เขลา!"


   เขายกมือขึ้นรวบรวมพลัง กำลังจะพุ่งใส่เยี่ยชิงเสวียน แต่เยี่ยหลิงหลงรีบเข้ามาขวางด้านหน้าเยี่ยชิงเสวียนไว้


   อูเหลียนเทียนเห็นนางจึงไม่ได้ปล่อยพลังออกไป


   "ไม่ช้าก็เร็ว ข้าต้องฆ่ามันให้ได้ เจ้าขวางข้าไปก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี"


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มหวานพลางกล่าวว่า


   "เจ้ายังไม่แน่เสียด้วยซ้ำว่าจะสู้ข้าได้ แล้วเหตุใดจึงคิดว่าการที่ข้าขวางไว้จะไร้ประโยชน์เล่า?"


   "ข้าน่ะรึ? ข้าน่ะรึสู้เจ้าไม่ชนะ?"


   เยี่ยหลิงหลงไม่ชักช้า เพียงขยับปลายเท้าเล็กน้อย นางก็กระโดดขึ้นไปบนลานประลอง ชักกระบี่หงเยี่ยนออกมา ยืนรอเขามาประจันหน้าทันที


   "เจ้าไม่ได้ท้าทายข้าหรอกหรือ? เช่นนั้นก็ขึ้นมาสิ!"


   การกระทำของเยี่ยหลิงหลงนี้ ทำให้ผู้ชมหลายคนตกตะลึง นางกล้าท้าทายท่านอูด้วยตัวเอง นางเสียสติไปแล้วหรือ?!


   ปี้เหลียนเห็นดังนั้น จึงมองไปที่มังกรดำด้วยความกังวล "เจ้าจะไม่ห้ามเอาไว้หรือ? อูเหลียนเทียนเก่งจริงๆนะ หากว่าทั้งสองอยู่ระดับเดียวกันอาจจะมีโอกาส แต่ท่านบรรพชนเยี่ยมีการฝึกฝนต่ำเกินไป!"


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น มังดำก็ขมวดคิ้ว ‘เจ้าเรียกนางว่าอะไรนะ?’


   "แล้วข้าจะไปห้ามได้อย่างไร? นางขึ้นไปแล้ว!"


   "ห้ามอูเหลียนเทียนสิ คนอื่นสู้ไม่ได้ แต่ท่านจัดการเขาได้ง่ายๆไม่ใช่หรือ?"


   หลังจากปี้เหลียนพูดจบ มังกรดำก็หันไปมองที่เยี่ยชิงเสวียน


   "ไม่ต้องห้าม"


   "นายท่าน?"


   "ศึกแห่งชีวิตและความตาย นางกล้าขึ้นประลอง นางย่อมไม่มีทางแพ้แน่นอน"


   เขาได้ยินเพียงเยี่ยชิงเสวียนหัวเราะเยาะเบาๆ


   "ก็ดี! ปล่อยให้สิ่งนี้มีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักพัก หากเสี่ยวเยี่ยอยากต่อสู้ ก็ให้นางสู้ไปเถิด!"


   อูเหลียนเทียนไม่คิดว่าเยี่ยหลิงหลงจะตัดสินใจได้เด็ดขาดเช่นนี้ นางไม่คิดจะรักษาชีวิตของตนเองแล้วหรือ?


   เขาหรี่ตาลง ขมวดคิ้ว แล้วกระโดดขึ้นไปบนลานประลอง


   เขายืนอยู่ตรงข้ามเยี่ยหลิงหลงเอ่ยเสียงทุ้มว่า "เจ้าคิดให้ดีเถิด ว่าจะยอมติดตามข้า หรือจะตายอยู่ที่นี่!"


   "อย่าเพิ่งร้อนใจไป ข้าจะเอาชัยชนะมาตบหน้าเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ"


   เยี่ยหลิงหลงเร่งพลังวิญญาณ ยกหงเยี่ยนในมือโจมตีใส่อูเหลียนเทียนทันที


   เปลวไฟสว่างจ้า พันรอบคมกระบี่ทันที


   มันแผ่พลังอำนาจน่าเกรงขามออกมา ในชั่วพริบตาพลังของนางก็พุ่งสูงถึงขีดสุดทันที!



บทที่ 1019: ข้าเองก็เล่นพอแล้ว ถึงเวลาที่ข้าจะเริ่มจริงจังเสียที!



   อูเหลียนเทียนยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความมั่นใจในชัยชนะ สายตาของเขาทอดมองเยี่ยหลิงหลง ที่กำลังแบกกระบี่มาฟาดเข้าใส่เขาอย่างเต็มแรง


   เขายกมุมปากข้างหนึ่งขึ้น รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความเยาะหยัน ราวกับกำลังมองว่าคนตรงหน้าเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น


   ในตอนที่กระบี่ของเยี่ยหลิงหลงฟาดมาถึงตรงหน้าเขา เขาก็รวบรวมพลังมารสายหนึ่งปะทะเข้ากับคมกระบี่ของเยี่ยหลิงหลง


   เสียง "เคร้ง" ดังขึ้น


   กระบี่ของเยี่ยหลิงหลงฟาดทำลายพลังมารที่เขาปล่อยมา ให้กระจายออกไป และพลังมารนั้นก็สลายกระบี่ของเยี่ยหลิงหลงจนหมดสิ้นไปด้วยเช่นกัน


   พลังมารแตกสลายหายไป แต่เปลวไฟของเยี่ยหลิงหลงกลับไม่ดับหาย แต่ทว่ามันกระจายลงพื้น กลายเป็นประกายไฟเล็กๆตกลงบนลานประลอง ทำให้ทั้งลานประลองถูกย้อมด้วยแสงไฟทันที


   การปะทะครั้งแรกของทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย


   อูเหลียนเทียนยิ้มพลางพยักหน้า ราวกับเห็นบางสิ่งที่น่าพึงพอใจอย่างยิ่ง


   "ข้าไม่ได้มองผิดไปจริงๆ เพียงแค่การฝึกฝนขอบเขตหลอมสุญตาขั้นต้นก็สามารถทำลายพลังของข้าได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ เจ้ามีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ"


   เยี่ยหลิงหลงไม่รู้สึกแปลกใจกับผลลัพธ์เช่นนี้ ปี้เหลียนเคยกล่าวไว้ว่า เขาที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการขั้นต้น สามารถเอาชนะผู้ที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการขั้นปลายได้


   พวกอัจฉริยะที่สามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้เช่นนี้ ไม่อาจมองว่าเป็นเพียงผู้ฝึกฝนขอบเขตบูรณาการขั้นต้นธรรมดาได้จริงๆ


   แต่เยี่ยหลิงหลงก็หาได้สนใจเขาไม่ หากว่าเขาอยากจะแสดง ก็ปล่อยให้แสดงไป เพราะเขาจะแสดงได้อีกไม่นานหรอก


   นางยกกระบี่ในมือขึ้นอีกครั้ง คราวนี้นางเริ่มหมุนเวียนพลังใหม่ แสงไฟสว่างจ้ายังคงพันรอบกระบี่อยู่เช่นเดิม


   นางใช้ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ กระโดดขึ้นสูงลายไปอยู่ในอากาศอีกครั้ง จากนั้นก็หมุนตัวกลางอากาศ สองมือจับกระบี่ฟันลงมาที่อูเหลียนเทียนอีกครั้ง


   แต่คราวนี้ เมื่อกระบี่ของนางฟันลงมา แสงสีม่วงวาบขึ้นบนใบกระบี่ ผสมผสานกับแสงไฟที่สว่างกว่าเดิม


   มันแรงกว่าเดิม และดุดันกว่าเดิมหลายเท่านัก!


   ในขณะนั้น อูเหลียนเทียนยังคงรักษาท่าทางเดิมไว้ เขาไม่เปลี่ยนแปลงท่าทีของตนไปแม้แต่น้อย ยังคงมีรอยยิ้มปรากฏที่มุมปากขณะมองดูเยี่ยหลิงหลงในจังหวะที่นางฟันลงมา


   เขายกมือขึ้นปล่อยพลังมารอีกระลอกออกไปทันที


   พลังมารระลอกนี้ เห็นได้ชัดว่ามีสีเข้มกว่าครั้งก่อน และมีพลังที่แรงกล้ากว่าครั้งก่อน


   เมื่อพลังสองสายปะทะกันก็เกิดเสียงดังสนั่น


   "โครม!" การระเบิดครั้งนี้ เรียกได้ว่ารุนแรงกว่าครั้งแรกหลายเท่า ทำให้ผู้ชมบนลานประลองอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา


   พลังมารของอูเหลียนเทียนถูกทำลายลงไปอีกครั้ง ขณะที่กระบวนท่ากระบี่ของเยี่ยหลิงหลงก็ถูกทำให้สลายไปเช่นกัน


   มีเพียงสายฟ้าสีม่วงที่ตกลงมาจากเปลวเพลิง มันกระจายไปทั่วพื้น ผสานรวมกับไฟที่มีอยู่เดิมบนลานประลอง


   จู่ๆ รอบๆก็กลายเป็นเปลวเพลิงสายฟ้าสีม่วง ล้อมรอบลานประลองทั้งหมด


   "เมื่อเทียบกับตอนที่พวกเราพบกันเมื่อหนึ่งเดือนก่อน วันนี้เจ้าพัฒนาขึ้นมาก สมแล้วที่มีเพียงเจ้าเท่านั้น ที่คู่ควรจะเดินเคียงข้างข้า"


   อูเหลียนเทียนยิ่งมอง ก็ยิ่งพอใจมากขึ้นไปอีก


   เยี่ยหลิงหลงไม่ได้กังวลหรือร้อนใจ ที่สำคัญคือนางไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย


   นางรีบยกหงเยี่ยนขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ท่าเริ่มต้นของนางมีทั้งแสงไฟและสายฟ้าสีม่วง


   ทั้งสองอย่างถักทอเข้าด้วยกัน พลังเพิ่มขึ้นจากเมื่อครู่หลายเท่าตัวนัก


   นางกระโดดขึ้นไปกลางอากาศอีกครั้ง สองมือถือกระบี่ฟันลงมา ส่วนอูเหลียนเทียนก็ยังคงรวบรวมพลังมาร เพื่อรับมือกับการโจมตีของนางเช่นเคย


   แต่ครั้งนี้ ขณะที่เขากำลังจะรวบรวมพลังมาร นิ้วมือของเขาพลันชะงักค้างไป


   น้ำแข็งหนาปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วและแผ่ขยายลงมาอย่างรวดเร็ว ราวกับจะห่อหุ้มร่างเขาให้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งอย่างไรอย่างนั้น


   ในตอนนี้ แววตาที่เคยนิ่งสงบของเขา เริ่มมีริ้วคลื่นวูบไหว เขารีบระดมพลังมารมาทำลายน้ำแข็งที่ห่อหุ้มอยู่ทั้งหมด จากนั้นเขาก็รวบรวมพลังที่ปลายนิ้ว


   จากนั้นเขาก็ยิงใส่เยี่ยหลิงหลงเพื่อต้านทานกระบี่ที่เต็มไปด้วยสายฟ้าและเพลิงไฟของนาง


   แต่เพราะต้องทำลายน้ำแข็งก่อน พวกเขาจึงเคลื่อนไหวช้าไปหนึ่งก้าว พอเขาปล่อยพลังมารออกไปต้านทาน พลังที่เยี่ยหลิงหลงส่งมาก็เข้ามาใกล้ตัวเขาเสียแล้ว


   และเมื่อพลังของนางระเบิดออก มันก็ไปปะทะร่างของเขา ทำให้เขาต้องถอยหลังไปหลายก้าว


   เมื่อเห็นเขาถูกโจมตีจนต้องถอยไป ด้านล่างก็เกิดเสียงฮือฮาอีกครั้ง


   "หญิงสาวมนุษย์ผู้นี้ ฝีมือไม่เบาทีเดียวนะ! มีรากวิญญาณถึงสามธาตุ พลังต่อสู้ก็แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง! แม้การฝึกฝนจะต่ำกว่าถึงหนึ่งขั้นใหญ่ แต่กลับสามารถบีบให้ท่านอูต้องถอยได้!"


   "ก็แค่ลูกไม้เล็กๆน้อยๆเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะท่านอูเกรงใจนาง คอยแต่ป้องกันไม่ยอมโจมตี เจ้าคิดว่านางจะทำอะไรวิจิตรพิสดารได้ขนาดนี้หรือ?"


   "ใช่! เขาชื่นชมนาง หลงใหลนาง เกรงใจนาง แต่นางกลับไม่รู้จักบุญคุณ ข้าว่าฆ่าทิ้งไปเลยดีกว่า สตรีงามๆมีตั้งมากมาย นางคนเดียวจะไปมีค่าอันใดได้! ให้ข้าขึ้นไปข้าก็ทำได้!"


   ในตอนนี้ สีหน้าของอูเหลียนเทียนที่มีต่อเยี่ยหลิงหลงดูจริงจังกว่าก่อนหน้านี้ แต่ท่าทางยังคงผ่อนคลายอยู่


   "ไม่เลว เจ้ายังมีไม้เด็ดอะไรอีก? งัดออกมาใช้มาให้หมด! มาให้ข้าได้รู้จักเจ้ามากขึ้นอีก"


   พอเขาพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็โจมตีมาอีกครั้ง


   เช่นเดียวกับครั้งก่อน นางยกกระบี่ในมือขึ้น รวบรวมพลังสายฟ้าและไฟ แต่ครั้งนี้เมื่อโจมตีออกไป


   อูเหลียนเทียนเตรียมพร้อมที่จะทำลายการเกราะน้ำแข็งที่ห่อหุ้มตัวเขาแล้ว


   แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายของเขาคือ วิธีเช่นนี้กลับใช้ไม่ได้ผลกับเยี่ยหลิงหลง


   ขณะที่เขากำลังสงสัย ว่าทำไมเยี่ยหลิงหลงถึงยังไม่ส่งเกราะน้ำแข็งมาจู่โจมเขา จู่ๆเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่เท้าขึ้นมา เขาก้มลงมองอย่างรวดเร็ว พบว่าที่เท้ามีเถาวัลย์หนามอันแข็งแรงปรากฏขึ้นมาไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ มันเลื้อยพันรัดขาทั้งสองข้างของเขาแน่นหนา


   ไม่เพียงแค่พันรัดเท่านั้น ดูเหมือนในหนามของเถาวัลย์จะมีพิษ ทำให้ขาทั้งสองข้างของเขาเริ่มชาขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว


   ครั้งนี้เขาชักกระบี่ของตนออกมาในที่สุด ฟันเถาวัลย์ที่เท้าอย่างรุนแรง ในชั่วขณะที่ฟันขาด กระบี่ของเยี่ยหลิงหลงก็มาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ครั้งนี้ใกล้และอันตรายยิ่งกว่าครั้งที่แล้ว


   เขารีบยกกระบี่ขึ้นต้านกระบี่ของเยี่ยหลิงหลงอย่างลนลาน เสียง "เพล้ง" ดังขึ้น


   เมื่อกระบี่ทั้งสองปะทะกันก่อให้เกิดเสียงดังกึกก้อง ทั้งสองฝ่ายถูกแรงสั่นสะเทือนจนต้องถอยหลังไปหลายก้าว


   อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นเอง เขารู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังโจมตีเขาจากด้านหลัง


   เขาหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว พบว่าด้านหลังของตนมีภูเขาสูงใหญ่และทรงพลังปรากฏขึ้น มันกำลังจะเคลื่อนมา พุ่งเข้าชนร่างของเขาอย่างจัง


   เขาจึงรีบยกกระบี่ในมือขึ้นฟันภูเขาที่พุ่งชนหลังของตน ภูเขาแตกออกเป็นเศษหิน กระเด็นกระจายชนร่างของเขา ทำให้เขาต้องถอยหลังไปหลายก้าว


   ในขณะนี้ ฝ่าเท้ายังชา ผ้าคลุมข้างแก้มถูกอสนีและเพลิงไปแผดเผา ส่วนร่างกายก็เต็มไปด้วยเศษหินและดิน


   แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ตอนนี้เขาดูทุลักทุเลเป็นอย่างมาก ภาพลักษณ์เสียหายยับเยิน สีหน้าของเขาในที่สุดก็เปลี่ยนไปเป็นหม่นหมองลง


   เขาบินไปด้านข้างเพื่อถอยห่างระยะห่างระหว่างพวกเขา


   ในที่สุดก็ชูกระบี่ในมือขึ้นชี้ไปที่เยี่ยหลิงหลง


   "ข้าให้โอกาสเจ้ามามากพอแล้ว แต่เจ้าไม่รับไว้ ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะไม่สุภาพอีกต่อไป ข้าจะเอาจริงกับเจ้าแล้ว!"


   เขาไม่อาจปล่อยให้นางมีโอกาสอีกแล้ว นางเก่งกาจจริงๆ หากว่าเขายังคงปล่อยให้นางเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าตนเองจะรับมือไม่ไหว ตอนนั้นเขาคงจะเสียหน้าอย่างยับเยินแน่นอน


   แต่ในตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงที่โจมตีอย่างหนักหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำให้อูเหลียนเทียนบาดเจ็บสาหัสได้


   ทว่านางกลับไม่รู้สึกร้อนรนแต่อย่างใด เพียงแค่หัวเราะเบาๆเท่านั้น


   "ข้าเองก็เล่นพอแล้ว ถึงเวลาที่ข้าจะเริ่มจริงจังเสียที!"


   อูเหลียนเทียนสีหน้าเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม


   "เจ้าดีไปหมดทุกอย่าง แต่ปากเจ้านี่ชอบคุยโวเหลือเกิน พลังของเจ้าก็แค่นี้แหละ เจ้าจะมีกลเม็ดอะไรอีก ?"


   "เจ้าพูดถูก ข้าไม่มีกลเม็ดอะไรใหม่แล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ปฏิเสธ ความจริงแล้วความแตกต่างระหว่างพวกเขานั้นมีมาก การสู้ตัวต่อตัวนางไม่มีทางชนะได้แน่


   "แต่ว่า..."


   เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้นดีดนิ้วดังเปาะ


   "ข้าคนเดียวสู้ไม่ได้ แต่ข้าสามารถรุมได้นี่! รอมานานจนในที่สุดก็รอพวกเจ้าจนได้! เจาไฉ ไท่จื่อมาช่วยกันเร็ว! ชนะแล้วให้ รางวัลคือน้ำหัวไชเท้าอ้วนคั้นสดหนึ่งแก้ว!"



บทที่ 1020: การรวมพลังโจมตี



   เสียงพูดนี้เพิ่งจะจบลง ข้างกายเยี่ยหลิงหลงก็มีราชาผีปรากฏขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และบนไหล่ของนางก็มีสัตว์อสูรตัวเล็กๆที่ดูดุร้ายปรากฏขึ้นด้วย


   ราชาผีมีพลังที่แข็งแกร่งมาก ดวงตาสีแดงเข้มทั้งสองข้างดูน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง รอบกายแผ่ปราณวิญญาณร้ายเข้มข้นราวกับน้ำหมึกลอยอยู่ในอากาศ


   เมื่อผู้คนที่อยู่ใต้เวทีประลองเห็นราชาผีต่างก็ตกตะลึง!


   ราชาผีตนนี้คงเป็นตัวที่อาละวาดอยู่ในชั้นที่สองมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเลยไม่ใช่หรือ?


   ตอนที่วิญญาณร้ายอาละวาดในชั้นที่สาม มันก็วิ่งขึ้นไปกินวิญญาณร้าย หลังจากวิญญาณร้ายถอยไปแล้ว มันก็วิ่งไปที่ชั้นที่สี่ เพื่อกินอสูรทมิฬ


   ระหว่างที่ล่องลอยอยู่บนถนน พอเจอพวกเดียวกันเข้าก็จับกินไปด้วย


   ราชาผีตนนี้มีพลังถึงระดับขอบเขตบูรณาการมันแข็งแกร่งมาก และที่สำคัญมันชอบกินมาก ทั้งฉีกทั้งกิน ภาพที่เห็น ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก


   ไม่เพียงแต่โหดเหี้ยม มันยังไม่ฟังเหตุผลใดๆของคนอื่นอีกด้วย


   มีเผ่าวิญญาณบางคนพยายามจะชักชวนให้มันเข้าร่วมองค์กร แต่มันไม่ฟังแม้แต่ประโยคเดียว กระโจนเข้าไปจับพวกเดียวกันกินทันที ไม่ให้โอกาสในการสื่อสารใดๆเลย


   ดังนั้นในช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือนสั้นๆนี้ เจ้าราชาผีตนนี้จึงมีชื่อเสียงโด่งดังในห้วงอเวจีที่สอง ไม่ว่าจะเป็นเผ่าใดที่พบเจอต่างก็ต้องเลี่ยงออกห่าง


   แต่ใครจะคิดว่า ราชาผีตนนี้กลับเป็นสัตว์เลี้ยงของเยี่ยหลิงหลง!


   เรื่องนี้จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ?


   วิญญาณที่ฝึกฝนจนถึงขอบเขตบูรณาการแล้ว แม้ตอนแรกจะเป็นเพียงวิญญาณร้ายที่ยังไม่มีสติปัญญา แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีสติปัญญาเลย


   แต่หากมันมีสติปัญญาขึ้นมาจริงๆ เหตุใดจึงยอมอยู่ใต้อาณัติของแม่นางน้อยมนุษย์ผู้หนึ่งเล่า? อีกทั้งนางยังมีการฝึกฝนด้อยกว่ามันมากอีกด้วย เพียงแค่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นต้นเท่านั้นเอง!


   แต่หากจะคิดอีกแง่หนึ่ง ถ้ามันไม่มีสติปัญญาปกติอย่างวิญญาณทั่วไปล่ะ มันอาจเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงของเยี่ยหลิงหลงก็ได้มิใช่หรือ? นั่นอธิบายได้ว่าทำไมมันถึงไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย


   แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เรื่องนี้ก็ยังคงประหลาดเกินไปอยู่ดี


   วิญญาณขอบเขตบูรณาการที่ต้องมาอยู่ใต้อาณัติของมนุษย์ขอบเขตหลอมสุญตา


   เรื่องนี้ช่างยากที่จะยอมรับได้จริงๆ !!


   และนอกจากนี้ สัตว์ตัวน้อยบนบ่าของเยี่ยหลิงหลงก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน


   ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มันได้แสดงความโอหังในห้วงอเวจีที่สอง และประสบความสำเร็จในการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง


   ต่างจากราชาผีที่ไร้เหตุผล มันสร้างชื่อเสียงด้วยการกินอย่างเดียว


   แม้แต่ราชาผียังเลือกกิน แต่สัตว์ตัวน้อยนี้กลับไม่เลือกกินเลย


   ไม่เพียงไม่เลือกกิน แต่ยังกินไม่รู้จักอิ่มอีกด้วย


   หากไม่ใช่เพราะพวกอสูรทมิฬโบราณได้สูญพันธุ์ไปในสงครามใหญ่เมื่อหลายปีก่อน คงยากที่จะไม่สงสัย ว่ามันคือเทาเที่ยในตำนานหรือเปล่า


   เคยมีผู้พยายามปราบสัตว์ตัวน้อยที่ดุร้ายนี้ แต่พลังของมันก็แตะระดับขอบเขตบูรณาการ


   อีกทั้งยังมีนิสัยโหมเหี้ยมอำมหิต ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ทำให้มันแข็งแกร่งมากทีเดียว


   ไม่เพียงแค่แข็งแกร่ง มันยังกลืนกินทุกสิ่งอย่างได้อีกด้วย ไม่เพียงแค่กลืนกินอาวุธ บางครั้งมันถึงขั้นกลืนพลังที่โจมตีมันเข้าไปด้วย


   ทุกสิ่งที่ถูกกลืนเข้าไปนั้น ล้วนหายไปอย่างไร้ร่องรอย


   ในเมื่อไม่มีใครสามารถจัดการมันได้ จึงมีคนหวังว่าสัตว์ตัวน้อยนี้ จะได้เผชิญหน้ากับราชาผี


   และให้ทั้งสองต่อสู้กันเองเสียเลย ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบาดเจ็บแน่นอน


   ในที่สุดพวกมันก็ได้พบกัน แต่จินตนาการที่ว่าทั้งสองจะต่อสู้กันกลับพังทลายลงในที่สุด


   เพราะพวกมันกลับมีเจ้านายคนเดียวกัน และเจ้านายนั้นก็คือแม่นางร่างบอบบางจากเผ่ามนุษย์!


   ด้านล่างเวทีประลองยุทธ์ต่างตกตะลึงไปตามๆกัน ส่วนบนเวทีนั้น สีหน้าของอูเหลียนเทียนก็ดูไม่สู้ดีเท่าใดนัก


   เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ตอนที่ได้พบกับเยี่ยหลิงหลงเขารู้ว่านางพาวิญญาณร้ายและสัตว์ตัวน้อยมาด้วย เขาเองก็เคยได้ยินข่าวที่ทั้งสองอาละวาดอยู่ในห้วงอเวจีที่สองอยู่บ่อยๆ


   แต่ก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยเชื่อมโยงพวกมันกับเยี่ยหลิงหลงเลย จนกระทั่งถึงตอนนี้


   และหลังจากที่พวกมันได้กินอิ่มหนำมาตลอดหนึ่งเดือน เขาจึงได้พบว่าวันนี้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนมากทีเดียว


   แค่เยี่ยหลิงหลงคนเดียวก็ทำให้เขาดูอเนจอนาถแล้ว ตอนนี้ยังมีสัตว์ร้ายตัวน้อยและราชาผีที่โหดเหี้ยมอีกโผล่มาอีก


   ศึกครั้งนี้คงไม่ง่ายอย่างแน่นอน


   แต่เขาก็ไม่มีทางห้ามได้ เพราะพวกมันสามารถขึ้นเวทีประลองได้


   แสดงว่าตามกฎเกณฑ์ของการประลองนี้ พวกมันเป็นส่วนหนึ่งของเยี่ยหลิงหลงจริงๆ


   ดังนั้นเขาจึงได้แต่ยกกระบี่ในมือขึ้น


   "ข้าไม่อยากเป็นศัตรูกับเจ้า และข้าก็ไม่อยากให้เจ้าบาดเจ็บ ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย หวังว่าเจ้าจะ..."


   "มารตนนั้น เจ้ากินได้นะ"


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงเอ่ยจบ ไท่จื่อและเจาไฉก็พุ่งเข้าไปโจมตีเขาทันที


   เมื่อพวกมันเข้าโจมตี เยี่ยหลิงหลงก็ถือกระบี่ พุ่งตามไปด้วยทันที


   จากการต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่ง กลายเป็นหนึ่งต่อสามไปทันที


   การรุมโจมตีที่นำโดยเยี่ยหลิงหลงได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว !


   อูเหลียนเทียนถูกล้อมอยู่ตรงกลาง เขามัวแต่วุ่นวายกับการรับมือศัตรู


   มือขวาใช้กระบี่ป้องกันกรงเล็บปีศาจของเจาไฉ


   มือซ้ายรีบรวบรวมพลังมารเพื่อผลักไสไท่จื่อที่กำลังอ้าปากแยกเขี้ยว


   พร้อมกับถอยหลังหลายก้าว ปลดปล่อยพลังที่แผ่นหลัง เพื่อต้านการโจมตีของเยี่ยหลิงหลงไปด้วย


   เมื่อป้องกันเสร็จในรอบนี้ เขาก็ชักกระบี่ออกมาแทงใส่ไท่จื่อทันที แต่ใครจะรู้ว่าพอกระบี่แทงออกไป มือก็รู้สึกเบาวูบ และพอหันไปมอง มือของเขาเหลือเพียงด้ามกระบี่เท่านั้น!


   ส่วนอีกด้านหนึ่งที่กำลังใช้พลังมารต้านเจาไฉนั้น พลังมารที่เขายิงใส่ร่างของเจาไฉ ทำให้มันแยกออกเป็นสองส่วน


   ทำให้เจาไฉทั้งสองรุมโจมตีเขาต่อไป


   เขารู้สึกร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง มหายจะหาจุดพลิกสถานการณ์ จึงไม่สนใจการรุมเร้าของไท่จื่อและเจาไฉ


   เขาตัดสินใจว่าการจะจับโจรได้ ต้องจับหัวหน้าก่อน เขาจึงรวบรวมพลังมารในร่างออกมา เพื่อจะเอาชนะเยี่ยหลิงหลงให้ได้


   จะจับโจรได้ ต้องจับหัวหน้าก่อน


   และนางก็อ่อนแอที่สุดในบรรดาคนพวกนี้แล้ว


   อย่างไรก็ตาม ในตอนที่เขาโจมตีเยี่ยหลิงหลงสุดกำลัง กระบี่ในมือของเยี่ยหลิงหลงพลันเปลี่ยนร่างกลายเป็นร่มสีแดง


   ร่มแดงกางรับ ทำให้พลังของเขาถูกป้องกันไปเกือบหมด


   ไม่เพียงเท่านั้น พลังที่นางป้องกันไว้ยังสะท้อนกลับมาที่เขา


   ทำให้ลมปราณในร่างของเขาปั่นป่วน รู้สึกทรมานอย่างหาที่สุดมิได้


   แม้ว่าเยี่ยหลิงหลงจะได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีครั้งนี้ แต่บาดแผลก็ไม่ถึงกับเป็นอันตรายถึงชีวิต


   นางถอยไปด้านหลัง เพื่อฟื้นฟูลมหายใจ


   ราชาผีและสัตว์ภูตตัวน้อยก็พุ่งเข้าใส่ร่างของเขาอย่างสุดแรง ในจังหวะที่เขาโจมตีเยี่ยหลิงหลงนั่นเอง


   "อ๊า..."


   เขาได้ยินเสียงเนื้อของตัวเองถูกกัดฉีก รีบถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่างทันที และเขาก็เริ่มต้นรับมือการโจมตีของพวกมันอย่างลนลาน


   ในขณะที่เขาถูกราชาผีและสัตว์ตัวน้อยรุมทำร้าย เขายังต้องระวังไม่ให้พวกมันกัดเนื้อของเขาอีกด้วย


   เยี่ยหลิงหลงที่พักเสร็จแล้วก็เข้าร่วมการต่อสู้พร้อมกับกระบี่ในมืออีกครั้ง


......


   อูเหลียนเทียนเดาได้ถึงจุดเริ่มต้น แต่เขาไม่อาจเดาถึงจุดจบได้


   เขาวิ่งหนีลงจากเวทีประลองราวกับกำลังหนีเอาชีวิตรอด


   ขณะที่กลิ้งตกลงจากเวที เสื้อคลุมบนร่างของเขาถูกฉีกขาดยับเยิน หมวกคลุมที่ไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไปหล่นลงมาจนหมด เผยให้เห็นใบหน้าของเขา


   เขาไม่ได้มีหน้าตาที่ดูดี เป็นเพียงหนึ่งในสมาชิกธรรมดาทั่วไปของเผ่ามารเท่านั้น


   หากไม่สวมหมวกคลุมและไม่ทำตัวเหลิง เขาก็จะกลมกลืนไปกับฝูงชนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครจะเหลียวมองเขาเป็นครั้งที่สองแน่นอน


   "หา!! ที่แท้เจ้าก็หน้าตาแบบนี้เองหรือ! แล้วเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเทียบกับพี่เยี่ยล่ะ?"


   เยี่ยหลิงหลงมองเขาด้วยสีหน้าขบขัน


   อูเหลียนเทียนไม่พูดอะไร เขาโกรธจนตัวสั่น จากนั้นเขาก็ยันตนเองให้ลุกขึ้นอย่างกระเซอะกระเซิง


   เตรียมตัวที่จะจากไป แต่ในตอนนั้นเอง มีคนมาขวางทางเขาไว้




จบตอน

Comments