journey ep1071-1080

บทที่ 1071: ขอให้เส้นทางเบื้องหน้าราบรื่น


   นางกล้าท้าทายพวกเขาทั้งกลุ่มเพียงลำพังหรือ?


   นางคงเสียสติไปแล้วกระมัง ?


   เยี่ยหลิงหลงไม่ได้เสียสติแต่อย่างใด เพราะในวินาทีแรกที่นางโยนระเบิด นางก็ได้วิ่งหนีออกจากจุดนั้นไปแล้ว


   "พวกเจ้ารีบไล่ตามนางกลับมา อย่าให้นางหนีรอดไปได้เด็ดขาด!"


   เมื่อมารตนนั้นตะโกนสั่งการ มารสามตนก็วิ่งไล่ตามเยี่ยหลิงหลง


   ส่วนมารที่เหลืออีกสี่ตน ยังคงสอบสวนและควบคุมตัวสองคนที่ถูกมัดติดกับต้นไม้


   ขณะที่พวกมันกำลังจะสอบถามต่อ เสียงระเบิดก็ดังขึ้นจากป่าเขาเบื้องหลัง และครั้งนี้ก็ไม่ได้มีเพียงแค่เสียงระเบิด แต่ยังมีเสียงร้องโหยหวนของพวกมันร้องดังตามมาด้วย !


   นางเป็นฝ่ายถูกไล่ล่า แต่กลับกล้าหันกลับมาลงมือทำร้ายพวกพ้องของพวกมัน ?


   และยังทำสำเร็จอีกงั้นหรือ ?


   หากว่าครานี้พวกมารปล่อยให้นางหนีไป พวกมันจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดได้เล่า ?


   อีกอย่าง หากนางหนีรอดไปได้ ที่ซ่อนของพวกมันก็จะถูกเปิดเผย ! ไม่ได้! จะต้องจับตัวคนผู้นี้ให้จงได้ !!


   "เจ้าอยู่เฝ้าพวกมันไว้ที่นี่ ส่วนพวกเจ้าตามข้าไปจับตัวนางมา !"


   "ขอรับหัวหน้า !"


   ดังนั้น ตอนนี้จึงมีเผ่ามารเพิ่มขึ้นอีกสามคน พวกมันต่างก็ออกไล่ล่าเยี่ยหลิงหลง


   หลังจากที่พวกมันไล่ตามไปในทิศทางที่เยี่ยหลิงหลงหลบหนีไป แม่นางน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืด ก็พุ่งออกมาอย่างไม่ลังเล


   กระบี่ในมือแทงเข้าใส่เผ่ามารที่ถูกทิ้งไว้ตรงนั้น


   เผ่ามารเจ็ดคน นางสู้ไม่ไหวอย่างแน่นอน!


   แต่ถ้าเหลือเพียงคนเดียว! ถึงต้องแลกด้วยชีวิต นางก็จะต้องสังหารมันให้ได้ !


   ภายใต้ความเกลียดชังที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุด แม่นางน้อยระเบิดพลังออกมาอย่างเต็มที่ทันที


   และหลังจากที่ต่อสู้กันได้สักพัก ด้วยความดุดันและความแค้นที่เก็บกดมานาน นางได้ระบายความโหดร้ายทั้งหมด ลงบนร่างของศัตรู จนสามารถฟันหัวมันขาดกระเด็นออกไปได้สำเร็จ !


   ศีรษะของเผ่ามารกลิ้งลงบนพื้น ประกาศชัยชนะในการต่อสู้ครั้งนี้อย่าง.องอาจ


   แม่นางน้อยผู้นั้น รีบวิ่งไปหาพี่ชายที่มีลมหายใจรวยริน นางแก้เชือกที่มัดเขาไว้กับต้นไม้


   "ท่านพี่..."


   "เจ้า… ไม่ควร..."


   "ข้าจะไม่ทำพลาด เผ่ามารถูกล่อไปแล้ว ข้าจะรีบไปแจ้งข่าว รอข้านะ ท่านต้องรอข้านะเจ้าคะ !"


   "ได้"


   บัดนี้ เยี่ยหลิงหลงเพียงคนเดียวล่อเผ่ามารทั้งหกคนไป


   พวกมันมีการฝึกฝนไม่ต่ำเลย ทั้งหมดอยู่ในขอบเขตบูรณาการขึ้นไป เรียกได้ว่าสูงกว่านางถึงหนึ่งขั้น


   แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ในด้านการหลบหนีนางมีวิธีนับหมื่นนับพัน อีกทั้งพวกมันยังอยู่ห่างออกไป


   และป่าแห่งนี้ก็เปิดโล่ง ไม่มีสิ่งใดจำกัดความสามารถของนางได้เลย


   ดังนั้นนางจึงรักษาระยะห่างจากพวกมันไว้ พลางหันกลับไปขว้างยันต์ไปรอบๆด้วย


   หลายครั้งที่นางจงใจชะลอความเร็ว.ลง เพื่อให้พวกมันคิดว่ามีโอกาสไล่ทัน


   จนทำให้ความเกลียดชังของพวกมันที่มีต่อนางพุ่งสูงถึงขีดสุด จนสุดท้ายพวกมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้เลยแม้แต่น้อย


   เยี่ยหลิงหลงวิ่งกระโดดไปมาในป่า ประมาณครึ่งชั่วยาม เมื่อรู้สึกว่าเวลาน่าจะพอดีแล้ว นางก็ใช้วิชาย้ายมิติ จนร่างหายตัวไปต่อหน้าพวกมันทันที


   ที่จริงแล้วนางต้องการล่อพวกมันเข้ามาในเขตของค่ายกลที่นางวางไว้


   และหลังจากสลัดพวกมันทิ้งแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ออกจากป่ามุ่งหน้าไปทางหมู่บ้านปราบมาร พอวิ่งมาถึงเขตป่าใกล้หมู่บ้าน นางก็เห็นผู้คนจากหมู่บ้านปราบมารทยอยกันมาเป็นขบวน


   มีจำนวนมากกว่าพวกเผ่ามารหลายเท่า


   "นางนั่นเอง! นางนั่นแหละที่ล่อพวกเผ่ามารไป นี่เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?"


   แม่นางน้อยวิ่งมาหาเยี่ยหลิงหลงดวงตาของนางยังคงมีหยดน้ำตาคลอ


   "ข้าไม่เป็นไร" เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปชี้ไปทางหนึ่งในป่า


   "พวกมันอยู่แถวนั้น หากพวกท่านเข้าไปจากสองทิศทางนี้ จะสามารถล้อมพวกมันได้ ไม่มีตัวไหนหนีรอดไปได้แน่นอน ข้ารับประกัน"


   "ขอบคุณแม่นางยิ่ง หลังจากจับพวกเผ่ามารได้แล้ว พวกเราจะนับความดีความชอบให้เจ้าด้วย" พูดจบคนผู้นั้นก็หันไปสั่ง


   "พวกเจ้าตามข้ามา ที่เหลือไปอีกทาง พวกเราจะบีบโจมตีจากสองด้าน !"


   พวกเขาวิ่งผ่านไป ที่ชายป่าเหลือเพียงเยี่ยหลิงหลงกับแม่นางน้อยที่มีน้ำตาคลออยู่


   เยี่ยหลิงหลงยื่นผ้าเช็ดหน้าให้นาง นางรับไปเช็ดน้ำตาที่หัวตาพลางเอ่ยขอบคุณ


   "พี่ชายของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"


   คำถามนี้ทำให้น้ำตาที่นางเพิ่งเช็ดออกไป ไหลรินขึ้นมาใหม่อีกรอบ


   "เขาจากไปแล้วเจ้าค่ะ"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไป ไม่คิดว่าจะช่วยไว้ไม่ได้ แต่ก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เพราะอาการบาดเจ็บของเขาหนักเกินไปจริงๆ


   ยังไม่ทันที่จะพูดคำปลอบใจ แม่นางน้อยก็ก้าวเข้ามาจับมือของเยี่ยหลิงหลง ดวงตาทั้งคู่เปี่ยมด้วยความตื่นเต้น


   "แต่ข้าได้อยู่เคียงข้างเขาจนวาระสุดท้าย เขาจากไปอย่างไม่ทรมาน


   เขาได้สั่งเสียทุกอย่างที่ต้องการ เขาได้พูดกับข้ามากมาย และหลังจากที่เขาจากไป ข้ายังได้นำร่างของเขากลับหมู่บ้านปราบมารอย่างครบถ้วน


   ขอบคุณท่านมาก ขอบคุณท่านจริงๆ หากว่าคราวนี้ไม่มีท่าน เขาคงถูกเผ่ามารทรมานจนตายและถูกทำลายร่างจนไม่เหลือซากไปแล้ว หากไม่มีท่าน ข้าก็คงไม่ได้อยู่เคียงข้างเขาในช่วงสุดท้าย ข้าซาบซึ้งใจมาก เขาเองก็คงเป็นเช่นเดียวกัน"


   เยี่ยหลิงหลงตบมือที่หลังมือของนางเบาๆ


   "เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น"


   "นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย" แม่นางน้อยคัดค้านคำพูดของนาง


   "หากไม่ใช่เพราะท่านเข้ามาช่วยข้าตัดสินใจ ข้าคงต้องเสียใจไปชั่วชีวิต ในอนาคต ข้าคงจะคอยตั้งคำถามกับการตัดสินใจของตัวเอง ข้าจะคิดบ้าคลั่งว่าถ้าข้าหันกลับไป ข้าคงจะบ้าไปเอง"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไป เพียงแค่ได้ยินก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกผิดและความสิ้นหวังเช่นนั้น


   นางเข้าใจความรู้สึกผิดและความสิ้นหวังเช่นนี้ดี


   หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับศิษย์พี่และศิษย์น้องของนาง


   และนางมาไม่ทัน นางก็คงจะบ้า จะบ้ายิ่งกว่าแม่นางน้อยพวกนี้เสียอีก ดังนั้นนางถึงได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญในขณะนั้น


   ในหมู่บ้านปราบมารที่ "ห้ามทำผิดพลาด" แห่งนี้ นางได้ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงอดีต


   "แต่เจ้าปรากฏตัวขึ้น เจ้าช่วยให้พวกเราได้เวลาสุดท้าย นี่คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่พวกเราจะทำได้แล้ว"


   แม่นางน้อยพูดพลางน้ำตาไหลอาบแก้ม


   "ขอบคุณเจ้า ดังนั้น..."


   นางกล่าวจบ แล้ววางฝ่ามือของตนทาบลงบนฝ่ามือของเยี่ยหลิงหลง จากนั้นมีแสงสว่างปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือของนาง


   ไม่นานร่างของนางก็กลายเป็นเงาร่าง พลังทั้งหมดรวมตัวกันอยู่ในแสงสว่างนั้น และรวมกันอยู่ที่ฝ่ามือของนาง


   "เจ้าได้ชดเชยความเสียใจของข้า ความเสียใจของพี่ชายข้า รวมถึงความเสียใจของเพื่อนร่วมทางที่จากไป และความเสียใจของหน่วยปราบมาร


   ข้าขอมอบพลังของพวกข้าให้แก่เจ้า ขอให้เส้นทางเบื้องหน้าของเจ้าราบรื่น"


   ปราณวิญญาณที่เข้มข้น และทรงพลังได้รวมตัวกันอยู่ในแสงสว่าง


   มันรวมตัวกัน วิ่งวนในฝ่ามือของนาง จนในที่สุดก็ตกลงในฝ่ามือของนาง


   ในตอนนี้ นางเห็นใบไม้บนเถาวัลย์บนข้อมือนาง จากที่เคยมีหนึ่งใบกลายเป็นสี่ใบ และตอนนี้กลับมีถึงห้าใบ !


   ดังนั้น นี่คือกฎเกณฑ์การผ่านห้วงอเวจีที่หกใช่หรือไม่?


   "เจ้าทำสำเร็จแล้ว"


   เสียงสตรีที่คุ้นเคยแผ่วเบาดังมาจากเบื้องหน้าของนาง


   นางเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มองเห็นดวงวิญญาณที่อ่อนแรงลอยอยู่เบื้องหน้า ดวงวิญญาณนั้นโปร่งใสมาก


   ดูเหมือนว่านางคงจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว


   "เป็นเจ้าหรือนี่!"


   ใช่แล้ว นางคือวิญญาณนักพรตจากภพเซียน ที่สิงสถิตอยู่ในร่างของแม่นางน้อยแห่งหมู่บ้านปราบมารผู้นี้


   สตรีที่คอยชี้แนะนางมาตลอดนั่นเอง!


   "ใช่! เป็นข้าเอง เจ้าได้ช่วยแก้ไขความเสียใจของนาง นางสลัดความยึดติดได้สำเร็จแล้ว ข้าจึงสามารถออกจากร่างของนางได้แล้ว"


   "เช่นนั้น เจ้าก็จะไปกับข้าได้แล้วใช่หรือไม่?"


   หญิงสาวส่ายหน้า


   "เมื่อนางจากไป นั่นก็คือเวลาที่ข้าต้องตายอย่างสมบูรณ์เช่นกัน"


   "อะไรนะ ?!"


   "แต่ตอนนี้ ข้ารู้สึกมีความสุขมากจริงๆ"



บทที่ 1072: เธอเป็นเด็กดี



   เยี่ยหลิงหลงชะงักไป นางยังไม่ได้เอ่ยคำใด เพราะนางเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวผู้นี้อย่างชัดเจน มันเป็นรอยยิ้มที่แสดงถึงการหลุดพ้น


   ที่จริงแล้วดวงวิญญาณของนางที่สิงสถิตอยู่ในร่างของแม่นางน้อยแห่งหมู่บ้านปราบมารนั้น ไม่มีอิสระอันใดเลย แม้แต่การแสดงความคิดก็ยังทำได้ยาก บัดนี้ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว จะไม่ใช่การหลุดพ้นได้อย่างไร


   “ในที่สุดข้าก็สามารถจากที่นี่ไปได้เสียที หลังจากตายไป ดวงวิญญาณก็สามารถกลับคืนสู่ยมโลกได้ แต่ข้าที่ตายมานานแล้ว กลับต้องวนเวียนอยู่ในที่แห่งนี้ ข้าจะไปไหนก็ไม่ได้ ทั้งยังไม่มีทางไปเกิดใหม่ได้ด้วย


   การไร้ที่ไปเช่นนี้ ต่างอะไรกับวิญญาณเร่ร่อนกระนั้นหรือ?


   ขอบคุณเจ้าเป็นอย่างยิ่ง เจ้าเก่งมาก ทั้งพละกำลังและการตัดสินใจล้วนยอดเยี่ยม


   ในตอนที่ข้าพบกับแม่นางน้อยผู้นั้น ข้าก็ไม่ได้ทำตามการตัดสินใจของนาง ข้าพยายามขัดขวางไม่ให้นางกลับไปแจ้งข่าวที่หมู่บ้านปราบมาร และพานางไปสังหารเผ่ามารกลุ่มนั้นด้วยกัน ล้วนแล้วก็หวังจะช่วยพี่ชายของนางกลับมาโดยตรง"


   หญิงสาวถอนหายใจ


   "แต่พวกเราไม่สามารถช่วยพวกเขากลับมาได้ และในการต่อสู้กับเผ่ามาร พวกเขาถูกกระบี่ฟันตายอย่างทารุณ ส่วนข้ากับแม่นางน้อยนั้น หลังจากที่ทำแผนการทุกอย่างล้มเหลว เราไม่เพียงไม่สามารถเอาชนะเผ่ามารเหล่านั้นได้ ซ้ำยังถูกจับตัวไปด้วย


   พวกเผ่ามารใช้พวกข้าเป็นตัวประกัน บีบบังคับให้หมู่บ้านปราบมารปล่อยให้พวกมันเข้าไปในภพเซียน ผู้คนในหมู่บ้านปราบมารไม่ยอม พวกเผ่ามารจึงทรมานสังหารพวกข้าตาย


   หลังจากข้าตายในมือพวกมัน วิญญาณที่มีความแค้นของข้า ก็ติดตามแม่นางน้อยผู้นั้น เข้าไปในร่างของนาง และแอบแฝงอยู่ข้างในตลอดมา


   และตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ข้าก็ได้เห็นผู้คนมากมายที่ได้พบนาง เพราะพวกเขาไม่สามารถ "ทำผิด" ในที่แห่งนี้ได้ ดังนั้นทางเลือกของพวกเขาคือไม่เปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของนาง


   ผลลัพธ์ของการไม่เปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของนางก็คือ แม้เผ่ามารจะถูกปราบ แต่พี่ชายของนางและสหายของเขาก็ถูกทำลายร่าง ไม่เหลืออะไรไว้เลย ยามดึกในความฝัน


   นางจะสงสัย จะพังทลาย จะเสียใจ จนสุดท้ายก็บีบคั้นตัวเองจนเสียสติไป


   นางที่เสียสติแล้ว ก็ลงมือกับพวกู้ฝึกตนที่หลงเข้ามาและไม่ได้ห้ามปรามนาง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเขาก็ถือว่า "ทำผิด" เช่นกัน


   ตลอดหลายปีมานี้ ข้ารอคอยและมองดูมาตลอด หวังจะรอคนที่สามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ได้


   ไม่คิดว่า ข้าจะต้องรอเกือบสองพันปีเต็ม กว่าจะได้พบเจ้า แต่โชคดีที่เจ้าปรากฏตัวขึ้น เสียที”


   "ข้าดีใจจริงๆ"


   เยี่ยหลิงหลงนั่งฟังนางเงียบๆ ฟังนางเล่าถึงความทรมานตลอดสองพันปีที่ผ่านมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


   "แม่นางน้อย เจ้ามีนามว่าอันใดหรือ?"


   "ข้ามีนามว่าเยี่ยหลิงหลง"


   "เยี่ยหลิงหลงเป็นนามที่ไพเราะยิ่งนัก ข้ามีนามว่าเหยาจืออิน พวกเราคงมีวาสนาต่อกัน เช่นนั้นข้าจะมอบของสิ่งหนึ่งให้เจ้า หวังว่ามันจะช่วยให้เจ้าเดินทางได้ไกลกว่าเดิมนะ"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง นางยังไม่ทันได้พูดอะไร เหยาจืออินก็หันหลังเดินนำทางไปเสียแล้ว


   ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงเดินตามหลังนางไป ผู้อาวุโสท่านนี้ไม่มีเจตนาร้ายต่อนาง ในฐานะรุ่นน้อง การแสดงความเคารพนับถือเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ


   ไม่นานนัก เยี่ยหลิงหลงก็ถูกพาไปยังที่แห่งหนึ่ง


   ในป่าที่ห่างไกลผู้คน ที่นั่นมีหลุมลึกอยู่หลุมหนึ่ง


   "โครงกระดูกของข้าอยู่ด้านล่างนั่น เจ้าจงขุดมันขึ้นมา แหวนมิติของข้าอยู่ในนั้น"


   "ได้เจ้าค่ะท่านผู้อาวุโส ขอท่านรอข้าสักครู่เถิด"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ก็เริ่มใช้วิชามหาปฐพีเก้าทวีปผลักดันหลุมลึกให้กว้างขึ้นทั้งสองด้าน ล้วนแล้วก็เพื่อให้ปากหลุมกว้างขึ้น


   หลังจากจัดการเสร็จ นางใช้วิชายกก้อนดินขนาดใหญ่ด้านล่างขึ้นมาทั้งก้อน และตรงกลางก้อนดินนั้นก็มีโครงกระดูกอยู่จริงๆ


   เมื่อเหยาจืออินเห็นโครงกระดูกของตัวเอง สีหน้าที่เคยนิ่งสงบของนางก็แสดงความรู้สึกบางอย่างออกมา


   นางล่องลอยเข้าไปหาโครงกระดูก พยายามจะปัดดินออก แต่เมื่อวิญญาณสัมผัสกับดิน ร่างของนางก็ทะลุผ่านไป ไม่สามารถแตะต้องได้


   "ท่านผู้อาวุโส ให้ข้าทำเองเถิด"


   "อื้ม"


   แม้จะไม่จำเป็น แต่เหยาจืออินก็ขยับหลบให้


   เยี่ยหลิงหลงย่อตัวลงแล้วใช้พลังวิญญาณค่อยๆจัดการกับดินที่เกาะอยู่บนกระดูกขาวทีละน้อย การเคลื่อนไหวของนางนั้น เรียกได้ว่าละเอียดอ่อนมาก ใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะทำความสะอาดทั้งหมดเสร็จ


   เยี่ยหลิงหลงหยิบโลงศพออกมาจากแหวนมิติ แล้วจัดการวางร่างนั้นลงไปอย่างเรียบร้อย


   เหยาจื่ออินมองดูภาพตรงหน้าอย่างเงียบๆ ดวงตาของนางเป็นประกายวูบหนึ่ง


   "เจ้าเป็นผู้ฝึกตนธาตุดินหรือ?"


   "ใช่แล้วเจ้าค่ะ"


   "เจ้าช่างใส่ใจจริงๆ ข้าคิดว่าเมื่อนำร่างของข้าออกมา กระดูกคงแยกออกเป็นชิ้นๆ กระจัดกระจายจนหาไม่ครบแล้วเสียอีก แต่ตอนนี้เจ้าใช้วิชาธาตุดิน ทั้งยังลงแรงมากมายเช่นนี้ มันไม่เพียงไม่แตกหัก ยังมีที่พักพิงอีกด้วย"


   น้ำเสียงของเหยาจื่ออิน ยังคงสงบเช่นเคย แต่เยี่ยหลิงหลงได้ยินความซาบซึ้งและดีใจแฝงอยู่ในนั้นไม้น้อยเลย


   "ท่านเป็นผู้อาวุโส ก่อนหน้านี้ ท่านเองก็ได้ช่วยไขข้อข้องใจให้ข้า ตอนนี้ยังมอบสมบัติให้อีก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าควรทำเจ้าค่ะ"


   "เจ้าเป็นเด็กดียิ่งนัก"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไป ‘คำว่าเด็กดี’ ดูเหมือนจะไม่เคยมีใครพูดกับนางเช่นนี้มาก่อน


   เพราะผู้อาวุโสทั้งหลายนั้น เพียงแค่ได้พบนาง แต่ไม่มีใครคิดว่านางเป็นเด็กดีเลยสักคน


   เหยาจื่ออินจมดิ่งอยู่ในความรู้สึกของตัวเองอย่างสงบนิ่ง นางนอนคว่ำอยู่ข้างโลงศพ ยื่นมือออกไปสัมผัสร่างของตัวเอง แม้จะสัมผัสไม่ถึง


   แต่นางก็ไม่ได้ใส่ใจอันใด


   นิ้วมือของนางเลื่อนไปจนถึงตำแหน่งที่ตนเองสวมแหวนเอาไว้


   "แหวนวงนี้ ท่านอาจารย์มอบให้ข้าตอนที่เข้าสำนัก ท่านบอกว่าเพียงแค่.มองก็รู้ว่าท่านมีผู้สืบทอดแล้ว ในอนาคตเมื่อสำนักตกอยู่ในมือข้า ข้าจะต้องดูแลมันได้เป็นอย่างดีแน่นอน"


   นางกล่าวไปพลางหัวเราะขื่นๆ


   "แต่ข้ากลับทำให้ความหวังทั้งหมดของท่านต้องสูญเปล่าเสียแล้ว ข้ายังไม่ทันได้เป็นเจ้าสำนัก ก็ต้องมาจบชีวิตลงในที่แห่งนี้เสียแล้ว ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาข้าเคยคิดว่าด้วยพรสวรรค์ของข้านั้น..."


   เสียงของนางเริ่มสั่นเครือในที่สุด


   "ข้าไม่ยอมรับ แต่ความไม่ยอมรับในโลกนี้มีมากมายเหลือเกิน แล้วใครเล่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ ? แหวนวงนี้..."


   นางสูดหายใจลึก คำพูดที่เหลือถูกฝังอยู่ในความรู้สึก ไม่สามารถพูดต่อได้


   ในตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงก้มตัวลงนอนราบข้างกายนาง นางยื่นมือไปสัมผัสมือของเหยาจื่ออิน ในขณะนั้น นางได้ระดมพลังวิญญาณทั้งหมดที่มี


   นางยังไม่เคยลองมาก่อน แต่พลังวิญญาณของนางได้รับการเพิ่มพูนขึ้นมาก ในตอนที่อยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา


   นางจึงคิดว่านางจะต้องทำได้แน่นอน


   ความเชื่อมั่นและพลังวิญญาณทั้งหมด ถูกรวมอยู่ที่ฝ่ามือ ในที่สุด นางก็สัมผัสถูกมือเย็นเฉียบข้างหนึ่ง


   นางลืมตาขึ้น จับมือของเหยาจื่ออินกดลงบนแหวนวงที่สวมอยู่บนกระดูกขาวนั้น


   "ข้า...ข้าสัมผัสได้แล้ว! ข้าสัมผัสแหวนวงนั้นได้แล้ว!"


   ความเงียบทั้งหมดหายไป นางตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น


   "เจ้า… นี่เป็นพลังวิญญาณของเจ้าหรือ ?"


   "ใช่แล้วเจ้าค่ะ แต่ข้ายังด้อยความรู้ คงทำได้เพียงเท่านี้"


   "พอแล้ว เท่านี้ก็มากพอแล้ว!"


   นางถอดแหวนออกจากกระดูกขาวโพลน จากนั้นก็พลิกมือยัดมันเข้าไปในอุ้งมือของเยี่ยหลิงหลง


   "มอบให้เจ้า ข้างในมีโอสถเหลืออยู่ไม่มาก แต่กระบี่คู่กายของข้า วิชาและอาวุธวิเศษทั้งหมดอยู่ในนั้น เจ้าจงนำพวกมันออกไปเถิด"


   "ได้เจ้าค่ะ" เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าเบาๆแล้วถามต่อ "ท่านผู้อาวุโส ท่านสังกัดสำนักใด?"


   "สำนักสวรรค์ลิขิต"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไปทันที


   "แปลกใจมากสินะ? หากปีนั้นข้าไม่ได้เข้ามาที่นี่ ตอนนี้สำนักสวรรค์ลิขิตก็คงเป็นของข้า และข้าก็คงเป็นอันดับหนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่ไปแล้วแน่นอน"


   เมื่อพูดจบ เหยาจื่ออินก็หัวเราะออกมา


   "แต่มันไม่มีคำว่าถ้าในโลกอันกว้างใหญ่นี้ พวกเราไม่มีใครย้อนกลับไปได้ ยิ่งไปกว่านั้น ถึงจะได้ย้อนกลับไปอีกครั้ง ข้าก็ยังคงจะเลือกเช่นเดิมอย่างแน่นอน"



บทที่ 1073: ท่านได้รับรางวัลแล้วล่ะแม่นาง



   "ท่านผู้อาวุโสพูดถูกต้อง พวกเราไม่มีใครมีทางย้อนกลับไปทำสิ่งใด หรือเปลี่ยนอดีตได้ ดังนั้นพวกเราจึงต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ข้าจะเดินหน้าต่อไป ส่วนท่านก็จงไปเวียนว่ายตายเกิดในยมโลกเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่เถิด แม้จะสูญเสียความทรงจำไป แต่ท่านก็ยังคงเป็นตัวท่านเสมอ


   ท่านตกลงไปในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาไม่ใช่เพราะพลังของท่านไม่เพียงพอ แต่เป็นเพียงเพราะโชคร้ายของท่านเท่านั้น


   แต่ใครเล่า จะโชคร้ายไปทุกภพชาติ


   บางทีในตอนนั้น ท่านอาจจะไม่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่ไม่คาดฝันเหล่านี้อีกก็เป็นได้


   พวกเราต่างก็ต้องก้าวเดินไปข้างหน้า อย่าได้ไม่ยอมรับ อย่าติดอยู่กับอดีต จงก้าวเท้าเดินหน้าต่อไปเถิดเจ้าค่ะ"


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ดวงตาของนางก็เริ่มร้อนผ่าว และเมื่อนางหันไปมองเหยาจื่ออิน น้ำตาก็ไหลอาบใบหน้าของนางไปเสียแล้ว


   "เจ้าพูดถูก เมื่อไม่มีทางย้อนกลับ ก็ต้องเดินหน้าต่อไป เราต้องกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้า อุปสรรคและความยากลำบากก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอมาก่อน


   แม้แต่ความตายก็เคยผ่านมาแล้ว ยังจะมีอะไรให้กังวลอีก ก็แค่เดินหน้าต่อไปเท่านั้นเองมิใช่หรือ?"


   เหยาจื่ออินพูดจบก็กุมมือเยี่ยหลิงหลงแน่นขึ้น


   "เจ้าสามารถเดินทางมาถึงที่นี่ได้ คงจะมีบางอย่างที่ผู้อาวุโสตู้ แห่งสำนักแปรเมฆาได้บอกเจ้าไว้แล้วแน่นอน"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าเบาๆ


   "สิ่งที่เขาพูดไว้แล้ว ข้าจะไม่พูดซ้ำอีก


   หากเจ้าเต็มใจ ก็ส่งกระบี่คู่กายและวิชาของข้าคืนให้สำนักสวรรค์ลิขิต จำไว้ว่าต้องเป็นความเต็มใจของเจ้า


   เพราะข้ามอบมันให้เจ้า ไม่ได้มอบคืนให้สำนักสวรรค์ลิขิตแต่อย่างใด"


   "ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านผู้อาวุโส ขอบคุณในความเมตตาของท่านยิ่งนัก ท่านพูดเหมือนกับท่านผู้อาวุโสตู้เลย"


   เหยาจื่ออินยิ้มพลางกล่าว "เจ้าเป็นคนที่ควรค่าแก่การได้รับความรักนั่นเอง หากคนเดียวรักเจ้า อาจเป็นเรื่องของคนคนนั้น แต่หากทุกคนที่พบเจ้าล้วนรักเจ้า นั่นพิสูจน์ว่าเจ้าเป็นคนที่มีค่ามากมายนัก"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักอีกครั้ง


   นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ยินคนนอก บอกว่านางสมควรได้รับความรัก


   ตลอดมา ในสายตาคนนอก นางเป็นคนที่ทำตัวนอกลู่นอกทางที่สุด นางจำเป็นต้องระวังตัว ไม่อาจปล่อยปละละเลย เพราะนางเป็นคนเลว และเป็นคนเลวที่เฉลียวฉลาดเสียด้วย


   ขณะที่นางกำลังอึ้งงัน เยี่ยหลิงหลงรู้สึกถึงความเย็นเยือกในมือที่ค่อยๆจางหายไป


   นางเหลือบมองไปรอบๆ เห็นมือที่กำลังจับอยู่นั้นเริ่มจางหายไปจนแทบมองไม่เห็นแล้ว เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เหยาจื่ออินที่อยู่ตรงหน้าก็กำลังจะหายไปเช่นกัน


   "ท่านผู้อาวุโส!"


   เหยาจื่ออินยิ้มพลางกล่าว "เมื่อครู่เจ้าไม่ได้บอกว่าจะเดินหน้าต่อไปหรอกหรือ? ข้าจะขอไปก่อนเจ้าหนึ่งก้าวก็แล้วกันนะ"


   ขณะที่มองร่างของนางค่อยๆจางหายไป เสียงของนางก็ดังขึ้นอีกครั้ง


   "เจ้าไม่ต้องกังวลถึงพวกพ้องของเจ้า พวกเขามีด่านที่ต้องผ่านด้วยตัวเอง ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือใครได้ ทั้งหมดล้วนเป็นเคราะห์กรรมของพวกเขาเอง หลิงหลง… ขอบคุณที่เจ้าส่งข้ามาถึงตรงนี้ แล้วพบกันใหม่นะ"


   ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหยาจื่ออินหายไปเร็วเกินไป หรือสายตาของนางพร่ามัวจนมองไม่ชัด


   เมื่อนางหมายจะยกมือขึ้นเพื่อจะกล่าวคำว่าแล้วพบกันใหม่ เหยาจื่ออินก็หายไปก่อนนางเสียแล้ว


   "แล้วพบกันใหม่เจ้าค่ะ"


   เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจลึก เก็บแหวนและโลงศพของนางให้เรียบร้อย


   หลังจากเก็บเสร็จ นางเดินไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อสงบจิตใจ รอจนกระทั่งอารมณ์สงบลงทั้งหมด นางก็บินขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ นั่งลงบนกิ่งไม้ที่แข็งแรงนั้น


   ตอนนี้นางมีใบไม้ห้าใบแล้ว ยังขาดอีกสี่ใบจึงจะสามารถเดินทางต่อไปได้


   นางเองก็ยังไม่แน่ใจว่าตนเองจะสามารถทำให้ผู้คนในหมู่บ้านปราบมารนี้ สมปรารถนาได้ทุกครั้งได้หรือไม่? หากว่ามีครั้งใดที่นางพลาดพลั้ง "ทำผิดพลาด" ขึ้นมาเล่า?


   อย่างน้อยนางก็ยังสามารถใช้การต่อสู้เพื่อผ่านด่านนี้ไปได้


   ดังนั้นนางจึงตัดสินใจดูดซับปราณวิญญาณทั้งหมดที่เพิ่งได้มาเพื่อฝึกฝน และตลอดเส้นทางที่ผ่านมา นางก็ได้รวบรวมปราณวิญญาณมาไม่น้อย


   ตอนนี้นางต้องการลองทะลวงพลัง เพื่อให้ตนเองขึ้นสู่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย


   หากว่านางทะลวงถึงขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายได้ โอกาสที่นางจะผ่านด่านนี้ไปได้ก็จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น


   หลังจากกำหนดเป้าหมายแล้ว นางก็ไม่ลังเลอีกต่อไป นางนำปราณวิญญาณออกมาและเข้าสู่สภาวะฝึกฝนอย่างรวดเร็ว


   โดยไม่รู้ตัว เวลาก็ผ่านไปเนิ่นนาน นางไม่รู้ว่าตนเองฝึกฝนมานานเท่าไหร่ ตอนนี้นางมีรากวิญญาณหกรากแล้ว ดังนั้นการทะลวงขั้นจึงยากกว่าครั้งก่อนๆอยู่บ้าง


   หลังจากดูดซับปราณวิญญาณที่ได้รับมาจนหมด นางก็ยังไม่สามารถทะลวงขั้นได้สำเร็จ ขาดอีกนิดเดียวเท่านั้น !


   นางค้นหาแหวนมิติของตัวเองและแหวนที่ได้รับจากผู้อาวุโสทั้งสอง แต่ไม่พบสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับปราณวิญญาณอีกเลย


   ด้วยความจนใจ นางจึงต้องวิ่งกลับไปที่หมู่บ้านปราบปีศาจ


   นางคิดว่าจะจัดการให้เร็วที่สุดเพื่อหาปราณวิญญาณเพิ่ม ตนเองจะได้ไม่ต้องวนเวียนให้มากความ


   ทันทีที่นางเข้าไปในหมู่บ้านปราบปีศาจ นางก็มองหาเป้าหมายบนถนนใหญ่ และพบแม่เฒ่าใจดีคนหนึ่งที่กำลังเดินโซเซอยู่


   นางเดินช้ามาก ผู้คนที่เดินผ่านต่างเงยหน้าทักทายนาง เรียกนางว่าพี่สะใภ้จาง


   ดูก็รู้ว่าเป็นชาวบ้านดั้งเดิมของหมู่บ้านปราบปีศาจ เป็นผู้มีเกียรติและเป็นคนดีอย่างยิ่ง


   เยี่ยหลิงหลงเห็นนาง ตอนที่นางเผลอเตะก้อนหินข้างทาง นางจึงทรงตัวไม่อยู่ ล้มลงกับพื้นทันที


   เมื่อนางล้ม ผู้คนรอบข้างต่างรีบลุกขึ้นเพื่อจะไปช่วยพยุง


   เยี่ยหลิงหลงรู้ว่าช่วงเวลาที่นางรอคอยมาถึงแล้ว นางจึงรีบพุ่งเข้าไปก่อนคนอื่น แกล้งสะดุดล้มทับลงบนร่างของแม่เฒ่าผู้นั้นอย่างแรง จนร่างทั้งร่างทับลงบนตัวนางอย่างจัง


   ไม่เพียงแต่กดทับร่างของแม่เฒ่าเท่านั้น แต่ยังไม่ยอมลุกขึ้นมา ดูแล้วช่างหยิ่งผยองเหลือเกิน


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงพุ่งเข้าไป แต่ไม่ได้ช่วยพยุงคนขึ้นมา กลับผลักจนล้มลงแล้วยังทับร่างอีก


   ผู้คนรอบข้างก็เดือดดาลขึ้นมาทันที


   "เจ้ากำลังทำอะไร? หมู่บ้านปราบมารไม่เคยมีคนหยาบคายไร้มารยาทเช่นนี้ เจ้าคงไม่ใช่เผ่ามารปลอมตัวมาหรอกนะ?"


   ทุกคนกำลังจะยกมือขึ้นเตรียมจัดการนาง และนางก็เตรียมพร้อมที่จะถูกลากตัวไปต่อยตีเพราะ "ทำผิด" แต่ทันใดนั้น ทุกคนก็หยุดชะงัก


   จากนั้นเสียงร้องตกใจก็ดังขึ้น


   "นี่...นี่เป็นเผ่ามารปลอมตัวมาจริงๆ!"


   "ปราณมารของนางรั่วไหลออกมาแล้ว! เร็ว! จับตัวนางไว้เร็ว!"


   เยี่ยหลิงหลงอึ้งไปครู่หนึ่ง นางก็แค่เดินผ่านมาแล้วไม่ได้ช่วยแม่เฒ่า ทั้งยังผลักนางล้มลงเท่านั้น


   ทำไมถึงกลายเป็นพวกมารไปได้...


   ปราณมารสีดำพวยพุ่งออกมาจากใต้ร่างของนาง นางก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว ยายแก่ที่ถูกนางผลักล้มได้เผยร่างที่แท้จริงออกมา !


   เยี่ยหลิงหลงไม่เข้าใจสถานการณ์


   แต่คนอื่นๆไม่รอให้นางเข้าใจ ชาวบ้านของหมู่บ้านปราบมาร มีความไวต่อการรับรู้พลังมารอย่างมาก


   ดังนั้นเมื่อมารที่อยู่ใต้ร่างเยี่ยหลิงหลงแสดงร่างที่แท้จริงของมันออกมา พวกเขาก็พุ่งเข้าไปจับตัวเยี่ยหลิงหลง แล้วโยนไปด้านข้างทันที


   จากนั้นทุกคนก็รุมจับมารตนนั้นไป


   เยี่ยหลิงหลงถูกโยนทิ้งไว้ข้างทาง โดยที่ไม่มีใครสนใจอีกต่อไป


.......


   หมายความว่าแผนการของนางล้มเหลวแล้วสินะ ?


    กว่าจะยอมรับความจริงข้อนี้ได้


   แต่ถึงอย่างไร นางก็ได้แต่ยอมรับชะตากรรมเท่านั้น


   นางถอนหายใจแล้วตัดสินใจเปลี่ยนไปถนนอีกสาย เพื่อหาเป้าหมายใหม่และจัดการให้เสร็จโดยเร็ว


   และหลังจากเปลี่ยนมาที่ถนนข้างๆ เยี่ยหลิงหลงก็กวาดสายตา.มองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่เด็กน้อยคนหนึ่ง ที่กำลังเล่นหินในมืออยู่


   นางแย้มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ และอารมณ์ดี เชิดหน้าเดินอย่างองอาจไปรังแกเด็กน้อยคนนั้น


   อย่างไรก็ตาม เมื่อนางเพิ่งเดินไปถึงและย่อตัวลง กำลังจะรังแกเด็ก จู่ๆก็มีมือที่แข็งแรคู่หนึ่งกดลงบนไหล่ของนาง


   ‘หืม?’


   นางหันกลับไปอย่างรวดเร็ว เห็นชายร่างใหญ่คนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังนาง ดูท่าทางไม่ใช่คนที่จะยุ่งด้วยได้ง่ายๆ


   "อย่างไร? อยากต่อยกันหรือ?"


   ชายร่างใหญ่ผู้นั้นชะงักไปครู่หนึ่ง


   "ท่านได้รับรางวัลแล้วล่ะแม่นาง"



บทที่ 1074: นางแอบทำเรื่องใหญ่เสียแล้ว



   เยี่ยหลิงหลงไม่รู้ว่าการได้รับรางวัลคืออะไร จนกระทั่งถูกชายร่างใหญ่พาเดินกลับไป ยังถนนเส้นเดิมด้วยสีหน้างุนงง


   ในตอนนั้น ชายร่างใหญ่อีกคนถือของที่ห่อด้วยผ้า พลางเดินยิ้มแย้ม เข้ามาหานาง


   "แม่นาง นี่คือรางวัลของเจ้า"


   เยี่ยหลิงหลงรับของจากมือเขามาด้วยความสงสัยใคร่รู้ พอนางมาเปิดออกดู กลิ่นปราณมารอันเข้มข้นปะปนกับกลิ่นคาวเลือดก็โชยมาจนแทบจะทำให้นางอาเจียนออกมาเสียเดี๋ยวนั้น


   หลังจากสำลักไปครั้งหนึ่ง นางก็มองเห็นสิ่งที่ห่อไว้ในผ้าชัดเจน


   หัวของเผ่ามารที่ยังสดใหม่ เลือดไหลนองและมีรูปร่างประหลาดตายิ่งนัก!


   มือที่ถือของสิ่งนี้อยู่ สั่นขึ้นมาทันที ยังไม่ทันที่นางจะพูดอะไร เสียงปรบมือดังขึ้นจากรอบข้าง


   นางเงยหน้าขึ้นมอง นางจึงพบว่าผู้คนที่ยืนล้อมรอบต่างปรบมือให้นาง พร้อมทั้งส่งคำอวยพรจากใจด้วยรอยยิ้ม


   เยี่ยหลิงหลงเงียบไปหลายวินาที


   นางพอจะเข้าใจเรื่องราวแล้ว แต่ว่าสิ่งนี้...


   "แม้เผ่ามารนี้ ข้าเป็นคนพบ แต่ข้าไม่ได้เป็นคนสังหารมัน ความดีความชอบนี้ ข้าไม่ควรจะรับไว้"


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงเอ่ยจบ ชายร่างใหญ่ผู้นั้นก็ตบบ่านางอย่างห้าวหาญ


   "แค่ประโยคนี้ของเจ้า พวกข้าก็เห็นสมควรแล้ว ว่าควรมอบรางวัลนี้ให้เจ้า !"


   แต่เยี่ยหลิงหลงไม่ได้อยากได้สิ่งนี้เลย


   "ใช่แล้วแม่นางน้อย มารตนนี้ก่อเหตุกลางถนน พวกข้าทุกคนร่วมกันล้อมสังหาร ไม่ได้มีใครเพียงคนเดียวที่ฆ่ามัน


   แต่หัวมันมีเพียงหัวเดียว จะแบ่งให้ใครก็ไม่เหมาะสม คิดไปคิดมาจึงตัดสินใจมอบให้เจ้า"


   "ถูกต้อง ! พวกเราในหมู่บ้านปราบมารมีการฝึกฝนตั้งแต่ขอบเขตบูรณาการขึ้นไป ขอบเขตมหายานก็มีไม่น้อย แต่คนที่มีขอบเขตหลอมสุญตาเช่นเจ้านั้น หาได้ยากยิ่งนัก แม้การฝึกฝนของเจ้าจะต่ำเกินไป แต่ความกล้าหาญของเจ้านั้น เหนือผู้คนจริงๆ เพียงแค่พวกเราเห็นจุดนี้ พวกเราก็คิดว่าควรสนับสนุนให้เจ้าอยู่ในหมู่บ้านปราบมาร และพยายามต่อไปแล้ว !"


   "หัวของมารตนนี้ สามารถนำไปเซ่นไหว้เทพธิดาในพิธีบูชาครั้งใหญ่ได้ นางจะประทานพลังให้แก่เจ้า"


........


   พูดตามตรง นางไม่อยากอยู่ในหมู่บ้านปราบมาร และไม่มีทางรออยู่ถึงหนึ่งปีด้วย


   ยิ่งไปกว่านั้น หมู่บ้านปราบมารนี้เป็นของปลอม หากส่งมอบไปจริงๆ ก็คงไม่ได้รับพลังอะไรอย่างแน่นอน


   แต่หากปฏิเสธในตอนนี้ ก็จะยิ่งนำมาซึ่งปัญหามากมาย ดังนั้นนางจึงตัดสินใจรับหัวของเผ่ามารนี้ไว้ด้วยความยินดี


   "ขอบคุณทุกท่านที่เมตตา ต่อไปข้าจะพยายามสุดความสามารถ สังหารเผ่ามารที่คิดร้ายทั้งหมด ปกป้องมนุษยชาติให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป!"


   คำพูดของเยี่ยหลิงหลงได้รับเสียงปรบมือดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง ท่ามกลางคำอวยพรของทุกคน นางได้อุ้มหัวของเผ่ามารวิ่งหนีไปทันที


   หลังจากหาที่ที่ไม่มีคนแล้ว นางก็โยนหัวนั้นทิ้งไว้ที่มุมหนึ่ง แต่เพื่อไม่ให้เสียเปล่า นางจึงโยนไว้ที่มุมตรอกเล็กๆ เมื่อมีคนเดินผ่านมาก็จะเห็น


   พอเห็นแล้วก็จะเก็บไป อย่างนี้ก็จะไม่เสียเปล่า


   และหลังจากที่นางทำทุกอย่างเสร็จแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ออกจากหมู่บ้านปราบมารไปชั่วคราว วิ่งไปที่ป่านอกหมู่บ้าน


   การกระทำอันกล้าหาญของนาง ที่สามารถเปิดโปงมารร้ายได้นั้น หากตอนนี้กลับไปก่อความเสียหาย ทำผิด ทุกอย่างก็จะยุ่งยากมาก ดังนั้นนางจึงตัดสินใจไปที่ป่าข้างนอกก่อน ลองดูว่าจะมีคนดีให้ปราณวิญญาณนางหรือไม่?


   พอนางเพิ่งเดินเข้าไปในป่า จู่ๆก็รู้สึกถึงความเย็นและสบายที่ฝ่ามือ นางยกฝ่ามือขึ้นดู เห็นมีปราณวิญญาณก้อนหนึ่งรวมตัวกันอยู่ ไม่รู้มาจากที่ไหน


   เยี่ยหลิงหลงสงสัยอยู่วินาทีหนึ่ง ไม่ทันไรนางก็รับมันไว้ทันที


   ช่างโชคดีเหลือเกิน !


   หลังจากรับมาแล้ว นางก็พลิกข้อมือขึ้นดู เห็นที่ข้อมือมีใบไม้สองใบงอกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ !


   ในขณะที่นางกำลังตกตะลึง จู่ๆที่ข้อมือก็.งอกใบไม้ขึ้นมาอีกสองใบ


   ‘หา???’


   ‘นี่ข้าทำอะไรลงไปอีกล่ะ? ทำไมถึงงอกใบไม้มากมายขนาดนี้?’


   งอกทีเดียวสี่ใบ จากห้าใบกลายเป็นเก้าใบในทันที


   นี่หมายความว่านางรวบรวมครบถ้วนแล้วสินะ!


   ขณะที่นางกำลังประหลาดใจ จู่ๆก็มีปราณวิญญาณรวมตัวขึ้นในฝ่ามือของนาง เหมือนกับที่ได้มาเปล่าๆ!


   นางจ้องมองปราณวิญญาณอันเข้มข้นสองกลุ่มที่ข้อมือ จมดิ่งอยู่ในภวังค์แห่งความสุข


   และหลังจากเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง สมองของนางก็เริ่มกลับมาคิดใหม่อีกครั้ง


   ปราณวิญญาณสองดวงนั่น หมายความว่านางได้ทำการช่วยเหลือผู้อื่นสำเร็จถึงสองเรื่อง


   แต่ละเรื่อง ได้เติมเต็มความปรารถนาของสองคน ดังนั้นจึงมีใบไม้สองใบใช่หรือไม่ ?


   อืม...


   ดูเหมือนว่านางจะไปก่อนเรื่องไว้สินะเนี่ย!


   ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่เร่งเร้า นางจึงรีบวิ่งกลับไปยังหมู่บ้านปราบมารทันที


   เมื่อกลับมาแล้ว นางได้ไปยังที่ที่ตนเองทิ้งศีรษะเผ่ามารไว้ก่อน ที่นั่นว่างเปล่า สมดังคาด !


   ดูเหมือนว่าจะมีคนที่ต้องการศีรษะนี้อย่างเร่งด่วนเพื่อทำบางสิ่งให้สำเร็จ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับมัน เขาจึงเกิดความเสียดายที่จะติดค้างในใจไปตลอดชีวิต ก่อให้เกิดความยึดติดอย่างรุนแรง


   ตอนนี้ การส่งมอบของนางได้เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของสองคน


   ความเสียดายหายไป ความยึดติดก็สลายไป


   จากนั้นนางก็วิ่งกลับไปยังถนนใหญ่ที่พบมารเมื่อครู่ ถนนยังคงคึกคักเหมือนเคย ทุกคนใช้ชีวิตตามปกติ ไม่อาจบอกได้ว่าใครคือผู้ที่มีความเสียดายในห้วงจิตสุดท้าย


   แต่นางก็พอเดาได้ว่า เผ่ามารที่ซ่อนตัวอยู่ที่นี่มานานขนาดนี้ จะต้องมีแผนการบางอย่างแน่นอน และเมื่อพวกมันลงมือ คงต้องก่อให้เกิดความเสียหายต่อมนุษย์อย่างแน่นอน


   ตอนนี้สมาชิกเผ่ามารคนนั้นถูกสังหารระหว่างเดินทางอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่ได้ก่อเรื่องร้าย ก็จะไม่มีใครต้องเดือดร้อนอีก


   หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เยี่ยหลิงหลงก็วิ่งกลับไปยังป่าด้วยความพึงพอใจ กลับไปยังจุดที่นางนั่งสมาธิฝึกฝนก่อนหน้านี้


   หลังจากปีนขึ้นต้นไม้ต้นนั้นอีกครั้ง เยี่ยหลิงหลงก็เริ่มดูดซับปราณวิญญาณสองก้อนนั้น เพื่อพยายามทะลวงขั้น


   เวลาค่อยๆผ่านไป นางรู้สึกได้ถึงปราณวิญญาณอันอุดมสมบูรณ์ที่เติมเต็มเส้นลมปราณทั่วร่าง ความรู้สึกสบายแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ร่างกายที่ขยายตัวราวกับดอกไม้ที่กำลังจะเบ่งบาน


   นางรอคอยที่จะอวดโฉมใหม่อย่างใจจดใจจ่อ


   ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย!


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงลืมตาขึ้น นางก็ทะลวงขีดจำกัดสู่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายได้สำเร็จแล้ว !


   นางรวบรวมพลังในฝ่ามือ ค่อยๆรับรู้ถึงระดับความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น ความรู้สึกนั้นช่างเบาสบายยิ่งนัก


   นางเก็บปราณวิญญาณในมือกลับคืน แล้วมองใบไม้บนข้อมือ นางควรจะหาทางลงไปยังห้วงอเวจีที่เจ็ดแล้วสินะ


   แต่นางยังเป็นห่วงคนอื่นอยู่บ้าง จึงกลั้นหายใจ เร่งวิชาระบำวาโยพันฤดู อาศัยความเร็วของสายลม ใช้พลังขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย พุ่งเข้าไปในหมู่บ้านปราบมาร


   นางวิ่งอย่างบ้าคลั่งไปตามถนนในหมู่บ้านปราบมาร นางวิ่งผ่านไปหลายซอย แต่สุดท้ายก็ไม่พบคนคุ้นเคยสักคน


   หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ นางตัดสินใจที่จะลงไปชั้นเจ็ดเพื่อรอพวกเขา


   ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกในห้วงอเวตจีที่หกเล่า อีกอย่างตอนนี้นางไม่อยากพัวพันกับปัญหาที่นี่อีก


   ดังนั้น นางจึงวิ่งอย่างบ้าคลั่งมุ่งหน้าไปยังทางเข้าของห้วงอเวจีที่เจ็ด


   โชคดีที่ท่านอาจารย์เหยาจื่ออินได้ชี้แนะไว้ นางจึงพอรู้ทิศทาง ทำให้แทบไม่ต้องเสียเวลามากก็พบทางเข้าแล้ว


   นางกำลังจะกระโดดลงไป จู่ๆก็มีเสียงตะโกนดังมาจากด้านหลัง


   "แม่นางเยี่ยหลิงหลงรอก่อน!"


   เยี่ยหลิงหลงหยุดฝีเท้า หันกลับไปมอง เห็นคนที่ตะโกนให้นางหยุดเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง


   "ท่านมีธุระอันใดหรือ?"


   "เจ้ากำลังจะออกจากหมู่บ้านปราบมารใช่หรือไม่? เจ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าตอนที่เข้ามาเจ้าได้พูดอะไรไว้?"


   เมื่อเห็นสีหน้าและน้ำเสียงที่คุ้นเคยของเขา เยี่ยหลิงหลงยิ้มมุมปาก


   "ไม่ใช่ธุระของท่าน ลาก่อนเจ้าค่ะ!"


   หลังจากพูดจบ นางก็ไม่รอให้กฎเกณฑ์ที่นี่ลากนางไป นางกระโดดเข้าไปในทางเข้าของห้วงอเวจีที่เจ็ดเสียก่อน



บทที่ 1075: ไม่จำเป็นต้องรอ



   เยี่ยหลิงหลงเป็นคนแรกที่ลงมาถึงห้วงอเวจีที่เจ็ด


   นางพบว่าตั้งแต่ห้วงอเวจีที่ห้าเป็นต้นมา แต่ละชั้นไม่ได้แบ่งเป็นสองส่วนบนล่าง ที่สามารถเดินทางได้อย่างอิสระอีกต่อไป แต่กลับรวมเป็นหนึ่งเดียวแทบจะทั้งหมด


   มาถึงห้วงอเวจีที่เจ็ดนี้ ก็คงเป็นเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อมาถึงนางจึงไม่รีบเข้าไปข้างใน เพราะทันทีที่เข้าไป หมายความว่าการทดสอบจะเริ่มขึ้นแล้ว


   ทุกอย่างแตกต่างจากชั้นก่อนหน้าทั้งหมด ประตูใหญ่ของห้วงอเวจีที่เจ็ดเป็นประตูหิน มีเพียงกรอบประตู


   ไม่มีบานประตูปิดแต่อย่างใด ดังนั้นนางจึงสามารถมองเห็นสภาพภายในได้จากภายนอกทันที


   เยี่ยหลิงหลงหาที่นั่งที่สบายแล้วเริ่มสังเกตสถานการณ์ภายในทันที


   เหนือประตูเมืองห้วงอเวจีที่เจ็ดมีตัวอักษรสามตัว


   เมืองลั่วรื่อ


   ภายในเมืองลั่วรื่อว่างเปล่า ไม่มีแสงไฟจากบ้านเรือน ไม่มีแสงสว่างอื่นใด มีเพียงดวงจันทร์เต็มดวง ที่ส่องประกายประดับอยู่ที่ท้องฟ้าเท่านั้น


   แสงจันทร์อันเย็นยะเยือกส่องลงมาบนพื้น


   นางพอจะมองเห็นรูปปั้นขนาดมหึมาสองรูป ที่ตั้งอยู่ซ้ายขวาของเมืองลั่วรื่อ


   รูปปั้นนั้นสูงมาก หากต้องการมองเห็นใบหน้าต้องแหงนมอง และจากมุมมองของนาง เมื่อแหงนมองขึ้นไป ใบหน้าของรูปปั้นนั้น เหมือนจมอยู่ในความมืดจนมองไม่เห็น


   รูปปั้นนั้นใหญ่มาก คงต้องใช้คนอย่างน้อยสิบคนจับมือกันถึงจะล้อมได้หนึ่งรอบ


   รูปปั้นดูเย็นชา มันดูขึงขังและสง่างาม ไม่มีที่ว่างให้กับเรื่องตลกขบขันใดๆ


   และนอกจากรูปปั้นแล้ว เยี่ยหลิงหลงไม่เห็นสิ่งอื่นใดในเมืองลั่วรื่อเลย ไม่แน่อาจจะมีสิ่งอื่นอยู่ก็เป็นได้ แต่ทั้งหมดนั้น จมอยู่ในความมืดมิดไปเสียแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่า ห้วงอเวจีที่เจ็ดนี้ คงผ่านไปไม่ง่ายอย่างแน่นอน


   ขณะที่นางกำลังคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากด้านหลัง


   นางหันไปมองเห็นเยี่ยชิงเสวียนกำลังลงมาจากข้างบน


   "พี่เยี่ย ท่านลงมาแล้วหรือ?"


   "เจ้าลงมาเร็วจังยิ่งนัก หรือว่าไม่ได้ต่อสู้เลยหรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงตกตะลึง นางไม่คิดว่าเขาจะเดาได้?!


   "แล้วท่านล่ะ?"


   "ข้าก็ไม่ได้ลงมือเหมือนกัน"


   "แล้วมังกรดำกับปี้เหลียนเล่า ? ท่านเห็นพวกเขาบ้างหรือไม่?"


   "เห็นแล้ว พวกเขายังต่อสู้กันอยู่ ข้าว่าคงไม่ถึงตายหรอก แต่ก็ ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าจะจบเมื่อไหร่?"


   เยี่ยชิงเสวียนนั่งลงข้างกายเยี่ยหลิงหลงอย่างสบายๆ พลางส่งของบางอย่างให้นาง


   เยี่ยหลิงหลงก้มลงมอง สิ่งนั้นคือก้อนปราณวิญญาณที่หลอมรวมเข้าด้วยกัน นางคุ้นเคยกับก้อนปราณวิญญาณนี้ดี


   เพราะตอนอยู่ที่ห้วง.อเวจีที่หก นางเคยได้รับมาสองก้อน และสองก้อนนั้น ทำให้นางก้าวขึ้นสู่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายได้สำเร็จ!


   "ท่านจะไม่เอาไว้เลยรึ?"


   "มอบให้ข้าก็เหมือนหยดน้ำในทะเลทราย ไม่มีประโยชน์มากนักหรอก" เยี่ยชิงเสวียนชี้ไปด้านหน้าพลางกล่าว


   "เมืองลั่วรื่อแห่งนี้คงบุกเข้าไปไม่ง่ายนัก เจ้าเอาไว้ฝึกฝนจะช่วยเพิ่มโอกาสในการผ่านด่านได้มากกว่าข้า"


   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่าคำพูดของเขามีเหตุผล จึงวิ่งไปที่พื้นที่มิติของตน ในเขตของหัวไชเท้าอ้วน จากนั้นนางก็เด็ดผลไม้สดส่งให้เยี่ยชิงเสวียน


   "นี่! เป็นการแลกเปลี่ยน เชิญท่านทานผลไม้นี่ได้เลย!"


   เยี่ยชิงเสวียนรับผลไม้มาถือไว้ในมือ แต่ไม่ได้กิน


   "ข้าจะเล่าเรื่องขำขันให้เจ้าฟัง"


   "หืม?"


   เยี่ยหลิงหลงจ้องมองเยี่ยชิงเสวียนอย่างสงสัย


   ‘เขาเล่าเรื่องตลกเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่?’


   "ปี้เหลียนถูกพวกเราทำร้ายเข้าแล้ว"


   "หมายความว่าอย่างไร?"


   "ที่ห้วงอเวจีที่หก ไม่ได้มีแค่หมู่บ้านปราบมารหรอก เผ่าพันธุ์ต่างกันเมื่อเข้าไปจะเห็นสิ่งที่แตกต่างกัน


   เผ่าปีศาจควรจะเห็นหมู่บ้านที่อยู่สุดปลายภพปีศาจ


   แต่เพราะเขาเข้ามาพร้อมกับพวกเรา ห้วงอเวจีที่หกจึงส่งพวกเราไปยังหมู่บ้านปราบมาร"


   เยี่ยชิงเสวียนพูดจบแล้วหัวเราะเบาๆ "ปี้เหลียนเป็นเผ่าปีศาจแต่กลับเข้าไปในหมู่บ้านมนุษย์ โดนซ้อมจนน่าสงสารเชียวล่ะ"


   เยี่ยหลิงหลงได้ยินแล้ว รู้สึกทั้งประหลาดใจ ทั้งขบขัน แต่ก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลไม่น้อยเลย


   ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ มีสี่เผ่าพันธุ์ หากทุกคนเข้าไปในหมู่บ้านปราบปีศาจ


   นั่นคงไม่สมเหตุสมผลสำหรับเผ่าปีศาจ เผ่าวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเผ่ามาร


   การส่งไปยังสถานที่ต่างกันตามเผ่าพันธุ์ จึงเป็นสถานการณ์ที่สมเหตุสมผลกว่า


   แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า ปี้เหลียนที่เป็นเผ่าปีศาจจะปะปนเข้าไปกับมนุษย์นี่สิ


   ไม่เป็นไร ยิ่งโดนตีมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น


   เยี่ยหลิงหลงกำลังยิ้ม เยี่ยชิงเสวียนก็รีบพูดต่อว่า


   "ในขณะที่พวกเขายังไม่ลงมา เจ้าใช้ปราณวิญญาณพวกนี้ไปก่อนเถอะ เตรียมพร้อมก่อนที่จะเข้าเมืองลั่วรื่อไว้จะเป็นการดีที่สุด"


   เวลามีค่า พวกเขาไม่อาจเสียเปล่า เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า วางลูกแก้วพลังวิญญาณไว้บนฝ่ามือ


   หลับตาลงเข้าสู่สภาวะฝึกฝน


   เมื่อมังกรดำลงมา เยี่ยหลิงหลงยังไม่สิ้นสุดการฝึกฝน ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากทักทาย เยี่ยชิงเสวียนหันมาทำสัญญาณมือ เป็นเชิงบอกว่าห้ามพูด


   มังกรดำเห็นดังนั้นจึงย่องเบาๆ เดินมาข้างๆพวกเขา


   "นายท่านข้ามาแล้ว!"


   "อืม ข้าไม่ได้ตาบอด"


   "นายท่านทำไมนางถึงเร็วนัก? คนในห้วงอเวจีที่หกนั่น แข็งแกร่งมากเลยนะ ข้าเกือบจะผ่านไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!"


   "เจ้าผ่านไม่ได้มันแปลกตรงไหนกัน ?"


   มังกรดำที่เพิ่งจะอ้าปากพูด ต้องปิดปากลงทันที กลืนคำพูดที่อยากจะพูดกลับเข้าไปทั้งหมด


   อย่างไรเสีย นายท่านของเขาก็ไม่เคยยืนอยู่ข้างเขาอยู่แล้ว แล้วความน้อยใจของเขาจะมีความสำคัญอะไรได้เล่า?


   "ปี้เหลียนยังไม่ลงมาเลย เขาจะลงมาไม่ได้แล้วหรือ?"


   "ข้าไม่รู้"


   ดวงตาของนายท่าน คอยจ้องมองแต่เยี่ยหลิงหลง


   แล้วเขาจะไปรู้ได้อย่างไรกัน!


   มังกรดำรู้สึกไม่พอใจ แต่พอคิดดูอีกที ก็ไม่มีอะไรให้ต้องไม่พอใจ เพราะมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นวันแรกเสียหน่อย


   ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไรอีก แล้วนั่งลงข้างเยี่ยชิงเสวียน รอปี้เหลียนอย่างว่าง่าย


   แต่พอก้นของเขาแตะพื้น สายตาเย็นชาของเยี่ยชิงเสวียนก็จ้องมาที่เขาทันที


   "อะ...อะไร? ข้านั่งไม่ได้หรือ?"


   "ไม่ได้"


   "หา? แต่นี่ต้องรอ..."


   "ไม่ต้องรอ เจ้าเข้าไปได้เลย! ไม่ต้องรอ!"


   "หา? ข้า… ให้ข้าเข้าไปเลยหรือ?"


   "ใช่!"


   "ถ้าเช่นนั้นท่านล่ะ?"


   "เจ้าเข้าไปคนเดียว"


   "เหตุใดกัน ?"


   "ไม่มีอะไรต่างกัน ถึงอย่างไรเมื่อเข้าไปแล้วก็ไม่อาจมองเห็นกันและกันได้อยู่ดี เส้นทางนี้ต้องเดินด้วยตัวเองจึงจะผ่านพ้นไปได้"


   "เช่นนั้นหรือ..." มังกรดำมองไปยังเมืองลั่วรื่อ แล้วหันไปมองเยี่ยชิงเสวียน


   "ไม่ต้องรอให้ทุกคนมาพร้อมกันหรือ? พวกเราเคยรอกันทุกครั้งนี่"


   "คราวนี้ไม่จำเป็นต้องรอแล้ว"


   "เพราะเหตุใดเล่า?"


   เยี่ยชิงเสวียนขมวดคิ้ว


   "ไม่ต้องถามให้มากความ คราวนี้เจ้าเข้าไปเอง!!!"


   "หา?"


   มังกรดำยังคงไม่ค่อยแน่ใจเท่าใดนัก


   "หากเจ้ายังไม่ยอมเข้าไป ข้าจะลงมือแล้วนะ!!"


.........


   มังกรดำสูดลมหายใจเข้าลึก หันกลับไปจ้องมองเยี่ยหลิงหลง ที่กำลังฝึกฝนอยู่อย่างดุดัน


   ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเพราะนางจิ้งจอกยั่วยวนตัวนี้นี่แหละ!


   หลังจากจ้องเสร็จแล้ว เขาก็ยังคงงุนงง ทั้งที่เคยเดินด้วยกันมาตั้งหลายครั้ง มันมีปัญหาอะไรกัน?


   ทำไมคราวนี้ถึงเดินด้วยกันไม่ได้แล้วเล่า?


   ทำไมต้องให้เขาเข้าไปคนเดียวก่อน ให้เขาไปก่อนแบบนี้ เขาจะไม่กลัวได้อย่างไร?


   แม้ในใจจะมีคำถามมากมายนับหมื่น แต่มังกรดำก็ไม่กล้าถามแม้แต่คำเดียว


   จะเข้าก็เข้าเถอะ เป็นลูกผู้ชายตัวโตขนาดนี้ เดินนำหน้าไปก่อนจะเป็นไรไป


   ดังนั้น มังกรดำจึงก้าวเข้าไปในเมืองลั่วรื่อ ทันทีที่เขาเข้าไป ร่างของเขาก็หายวับไปทันที


   ส่วนรูปปั้นทั้งสองยังคงยืนตระหง่านอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อนราวกับภูเขาที่ตั้งตระหง่าน ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้แต่น้อย


   หลังจากมังกรดำเดินไปได้สักพัก ปี้เหลียนก็ลงมาจากทางเข้าสู่แดนที่เจ็ด


   เขาเพิ่งลงถึงพื้น กำลังจะตะโกนทักทายอย่างสนิทสนมว่า


   "ท่านบรรพชนเยี่ย" แต่เยี่ยชิงเสวียนหันมาทำสัญญาณให้เงียบเสียก่อน


   ปี้เหลียนรีบปิดปากทันที เขาค่อยๆเดินไปหาเยี่ยชิงเสวียนอย่างระมัดระวัง เขายังไม่ทันได้เอ่ยปาก ก็เห็นเยี่ยชิงเสวียนชี้ไปที่เมืองลั่วรื่อเบื้องหน้า


   "เข้าไป"


   "หา ?"


   "มังกรดำเข้าไปแล้ว เขากำลังรออยู่ข้างใน"


   "แล้วพวกท่าน..."


   "ไม่จำเป็นต้องรอพวกข้า"



บทที่ 1076: ข้าชอบกินกับเจ้า



   เมื่อเทียบกับมังกรดำ ปี้เหลียนนั้นรู้จักกาลเทศะมากกว่า เขาเป็นคนที่รู้จักสังเกตสีหน้าและท่าทางของผู้คน


   แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าทำไม และรู้สึกว่าเยี่ยชิงเสวียนในครั้งนี้ดูแปลกไปบ้าง แต่เขาก็ไม่กล้าถามความคิดของผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ เขาทำตัวเป็นกระต่ายขาวตัวน้อยที่ว่านอนสอนง่ายเป็นอย่างยิ่ง


   แต่การไม่ถาม ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่อยากรู้


   ดังนั้นในขณะที่เขาเดินไปยังเมืองลั่วรื่อ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปดู ว่าทั้งสองคนแอบทำอะไรกันอยู่


   แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่เห็นอะไรเลย


   เยี่ยหลิงหลงยังคงฝึกฝนอยู่เช่นเดิม ส่วนเยี่ยชิงเสวียนก็นั่งเงียบๆ อยู่ข้างๆเป็นเพื่อน


   ต้องบอกว่าทั้งสองคนเงียบมาก ราวกับว่าสิ่งที่พวกเขาทั้งสองคนต้องการ ก็คือช่วงเวลาที่เงียบสงบเช่นนี้


   ในขณะที่ปี้เหลียนคิดเดาไปต่างๆนานา เขาก็ก้าวเข้าประตูเมืองลั่วรื่อ


   และพอเท้าเพิ่งก้าวเข้าไป เขาก็นึกขึ้นได้ ว่าตอนที่เขาถูกซ้อมจนมึนที่เมืองลั่วเสียนั้น เขาต้องไปหาท่านบรรพชนเยี่ย เพื่อให้นางช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้เขานี่นา!


   เขาตกใจ จนต้องรีบถอนเท้ากลับมา แต่ก็สายเกินไปแล้ว เขาถูกดูดเข้าไปอย่างไร้ความปรานี จนสุดท้ายร่างกายของเขาก็หายวับไปที่ประตูเมืองลั่วรื่อนั่นเอง


   เยี่ยหลิงหลงไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่คงนานมากอย่างแน่นอน


   เพราะปราณวิญญาณที่เยี่ยชิงเสวียนมอบให้นางนั้น เรียกได้ว่ามีมากกว่าที่นางเคยเก็บรวบรวมได้ในห้วงอเวจีที่หกมากนัก


   มากเสียจนนางคิดว่าตนเองคงดูดซับไม่หมดในเร็ววันแน่นอน


   แต่เมื่อคิดว่าปี้เหลียนและมังกรดำยังไม่ลงมา รอต่อไปก็คือการรอ ดังนั้นนางจึงสงบจิตใจลง อดทนดูดซับและพยายามฝึกฝนต่อไป


   จนกระทั่งลูกแก้วพลังวิญญาณลูกนั้นได้ถูกนางดูดซับพลังไปจนหมดสิ้น นางจึงออกจากสภาวะฝึกฝน


   พูดไปแล้ว ปราณวิญญาณมากมายขนาดนี้ นางต้องใช้หญ้าหงส์เซียนผงาดหลายต้นกว่าจะดูดซับได้ทั้งหมด


   แม้นางเพิ่งจะทะลวงถึงขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายไม่นาน แต่การฝึกฝนของนางก็มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก


   เมื่อนางลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่นางเห็น ก็คือเยี่ยชิงเสวียน


   และหลังจากที่นางมองไปรอบๆ คนที่มองเห็นได้ก็ยังคงมีแค่เยี่ยชิงเสวียนเท่านั้น


   "มังกรดำกับปี้เหลียนพวกเขายังไม่ลงมาอีกหรือ?"


   "ไม่"


   "นานขนาดนั้นเลยหรือ ?"


   "เจ้าผ่านห้วงอเวจีที่หกมาได้โดยไม่ต้องต่อสู้ ใช้แค่สติปัญญาเท่านั้น แต่พวกเขาไม่มีโชคช่วยเลยแม้แต่น้อย ข้าว่าพวกเขาคงต้องใช้กำลังกายล้วนๆ ทำให้ความยากของพวกเจ้าแตกต่างกัน"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าเบาๆ


   นั่นสิ อย่างไรเสียการที่บังเอิญได้ทุบแม่เฒ่าแก่ๆคนหนึ่ง และการที่สุ่มโยนหัวของเผ่ามารไปแล้วทำให้ใบไม้งอกได้นั้น คนธรรมดาทั่วไปคงไม่มีทางเจอเรื่องแบบนั้นอย่างแน่นอน


   "พวกเขาจะไม่สามารถลงมาได้หรือไม่?"


   "ใครจะไปรู้ล่ะ ?"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไป


   "ดังนั้น อย่ารออีกเลย พวกเราเข้าไปกันก่อนเถอะ"


   เยี่ยหลิงหลงเบิกตากว้าง


   ไม่ใช่ว่าเดินทางด้วยกันมาตลอดหรอกหรือ? ทำไมถึงไม่รอกันแล้วเล่า?


   "หรือว่าพวกเรารอพวกเขาอีกสักหน่อยดีหรือไม่?"


   "เจ้าไม่รู้หรอก ว่าพวกเขาจะใช้เวลาลงมานานเท่าไหร่ อาจเป็นหนึ่งปี สองปี หรืออาจจะสามถึงห้าปี หรือแม้กระทั่งสิบปี แล้วถ้าพวกเขาไม่ลงมาสักที เจ้าก็จะไม่ไปใช่หรือไม่?"


   เยี่ยหลิงหลงอ้าปากค้างไปทันที


   "แต่พวกเราเดินทางมาด้วยกันตลอดเลยมิใช่หรือ?"


   "แต่เส้นทางสู่เมืองลั่วรื่อนั้น ต้องเดินด้วยตัวเองเท่านั้น"


   เยี่ยหลิงหลงมองดูเมืองรั่วรื่อ แล้วหันไปมองทิศทางของประตูที่ห้วงอเวจีที่หกส่งพวกนางลงมา จู่ๆนางก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา


   หรือว่าพวกเขาไปกันแล้ว?


   เป็นไปไม่ได้ พวกเขาคงไม่จากไปเงียบๆ โดยไม่บอกกล่าวแน่นอน


   เว้นแต่ว่าเยี่ยชิงเสวียนจะให้พวกเขาไปก่อน แต่ถ้าเยี่ยชิงเสวียนทำเช่นนั้น ในใจเขาต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างแน่นอน!


   "เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องพวกเขาหรอก ถึงอย่างไร เรื่องระดับการฝึกฝนของพวกเขา ก็ถือว่าสูงกว่าเจ้ามากนัก ในเมืองลั่วรื่อนั้น พวกเขาย่อมเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าเจ้ามาก ข้าว่าเจ้าเข้าไปตอนนี้เลยเถิด พวกเขาจะได้ไม่ต้องรอเจ้านานเกินไป ถึงอย่างไรพวกเราก็จะได้พบกันที่นั่นอย่างแน่นอน"


   เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้ว นางรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็บอกไม่ถูกจริงๆ ว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง


   คำพูดของเยี่ยชิงเสวียนมีเหตุผลไม่น้อย การรอพวกเขาโดยไม่รู้ว่าจะต้องรอถึงเมื่อไหร่นั้น ดูเหมือนจะนานเกินไป การไปก่อนจึงเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง การรอพบกันที่จุดหมายถัดไปก็ไม่มีอะไรผิดเลยสักนิด


   เพราะถึงอย่างไร ในเมืองลั่วรื่อนั้นก็ไม่สามารถเดินทางด้วยกันได้อยู่ดี


   "ถ้าเจ้ายังอยากรอ พวกเรารอกันต่อไปก็ได้"


   เมื่อเยี่ยชิงเสวียนยอมประนีประนอมเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกว่าตนเองคิดมากเกินไป


   "พวกเราคงต้องรออีกสองวัน หากพวกเขายังไม่ลงมา พวกเราก็จะไปก่อน"


   "ได้"


   เยี่ยชิงเสวียนยื่นมือไปทางเยี่ยหลิงหลง


   "ขอผลไม้อีกลูกสิ ข้าจะใช้ปราณวิญญาณแลกกับเจ้า"


   เยี่ยหลิงหลงมองเขาด้วยสีหน้าขบขัน จากนั้นก็วิ่งไปยังพื้นที่มิติ อันเป็นเขตของหัวไชเท้าอ้วน


   ในตอนนั้น หัวไชเท้าอ้วนกำลังนั่งยองๆ เฝ้าอยู่หน้าป่าของมัน ล้วนแล้วคงเป็นเพราะครั้งก่อนที่นางไปเด็ดผลไม้ แล้วถูกหัวไชเท้าอ้วนจับได้


   เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินของมันถูกเก็บเกี่ยวอีก มันจึงตัดสินใจมาเฝ้าอยู่หน้าป่าเสียเลย


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงมา หัวไชเท้าอ้วนก็แค่นหัวเราะเย็นชา


   "ข้ารู้ว่าเจ้าต้องมาขโมยอีก ข้าจึงมารอเจ้าอยู่!"


   เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ


   "รอข้าทำไม? รอให้ข้ามาซ้อมเจ้าหรือ? เจ้าก็รู้ว่าถ้าของถูกขโมย เจ้าจะไม่โดนตี แต่ถ้าของถูกแย่งชิงก็ต่างกัน เจ้าต้องโดนตีก่อนนะ"


   หัวไชเท้าอ้วนได้ยินเช่นนั้นก็ตาเบิกโพลง ตกใจจนรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วทันที


   "เจามันนังโจรใจโฉด นังคนชั่ว นังคนเลว! เจ้าก็แค่อาศัยว่าข้าสู้เจ้าไม่ได้เท่านั้นแหละ! รอดูเถอะ!"


   "ชาตินี้เจ้าก็สู้ข้าไม่ได้หรอก สู้ยอมให้ข้ารังแกดีๆเสียเถอะ ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจ้าจะดิ้นรนต่อสู้ไปทำไม?"


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็เดินเข้าไปในป่าของหัวไชเท้าอ้วนอย่างโจ่งแจ้ง ต่อหน้าหัวไชเท้าอ้วนที่แอบซ่อนตัวอยู่ในที่มืด


   นางเด็ดผลไม้มาสองลูก


   เมื่อเห็นว่าความเสียหายครั้งนี้เป็นสองเท่าของครั้งที่แล้ว หัวไชเท้าอ้วนก็เจ็บปวดใจยิ่งนัก มันโกรธจนแทบจะควบคุมตนเองไม่ได้


   เยี่ยหลิงหลงหยิบผลไม้สองลูกออกมาจากพื้นที่มิติและแบ่งให้เยี่ยชิงเสวียนคนละลูก


   "เอ้า! อันนี้ข้าให้ท่าน"


   เยี่ยชิงเสวียนหยิบลูกแก้วพลังวิญญาณออกมาส่งให้นางตามที่สัญญาไว้


   "เจ้าจะดูดซับพลังไปพร้อมกับรอพวกเขาหรือไม่"


   ก่อนหน้านี้ก็ใช้เวลาไปมากแล้ว หากต้องดูดซับพลังอีกหนึ่งลูก ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใด


   เยี่ยหลิงหลงจึงเก็บลูกแก้วพลังวิญญาณเอาไว้


   "ไม่ต้องหรอก"


   เยี่ยชิงเสวียนไม่พูดอะไร กินผลไม้ของตนเองไปเงียบๆ


   เขากินอย่างตั้งใจ ท่าทางชวนมองอยู่ไม่น้อยทีเดียว


   "อร่อยหรือไม่?"


   "อร่อยมาก"


   "ปลูกโดยหัวไชเท้าอ้วน"


   เยี่ยชิงเสวียนหัวเราะเบาๆ "เจ้าฉลาดนัก หากเป็นคนอื่น คงกินหัวไชเท้าอ้วนไปแล้ว พวกนั้นคงจะไม่มีผลออกมามากมายเช่นนี้หรอก"


   "หากท่านชอบกิน ข้าจะหยิบให้ท่านเพิ่ม ถึงอย่างไรเสีย ก็ไม่ต้องจ่ายเงินอยู่แล้ว"


   "ข้าไม่ได้ชอบกินผลไม้วิเศษนี่หรอก แต่ข้าชอบที่ได้กินอาหารร่วมกับเจ้า"


   คำพูดที่ออกมาของเยี่ยชิงเสวียน ทำให้เยี่ยหลิงหลงชะงักงัน และไม่อาจควบคุมใบหน้าที่ร้อนผ่าวของตนเองได้


   "ข้ายังจำได้ว่าครั้งแรกที่ได้ลิ้มรสอาหาร คือตอนที่ข้าตื่นขึ้นมา ตอนที่ข้าแนบอยู่กับร่างของเจ้า ได้ลิ้มรสพร้อมกับเจ้า ในขณะที่รสชาติหอมหวานชัดเจนแผ่ซ่านในปาก ข้าพลันรู้สึกว่าข้าตื่นขึ้นมาจริงๆแล้ว ข้าได้ลิ้มรส รสชาติของโลกมนุษย์แล้วจริงๆ"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไป นางจ้องมองเยี่ยชิงเสวียนอย่างเหม่อลอย


   คำพูดเหล่านี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อน เขาซ่อนความรู้สึกทั้งหมดไว้อย่างดี จนทำให้นางมักคิดว่าเขาไม่ใส่ใจอะไรเลย


   และเป็นคนที่แทบไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดใดทั้งสิ้น


   แต่ตอนนี้ นางถึงได้รู้ว่า เขาแค่ไม่พูดออกมาเท่านั้น ไม่ใช่ว่าไม่มีความรู้สึก


   "ข้าจำช่วงเวลานั้นได้เสมอ ดังนั้นข้าจึงชอบกินอาหารกับเจ้า เหมือนกับหมู่บ้านร้างที่ถูกทิ้งมานาน จู่ๆก็มีควันจากการหุงหาลอยขึ้นมา"


   "พี่เยี่ย"


   "หืม?"



บทที่ 1077: อยากไปสวรรค์แล้วหรือ?



   เยี่ยชิงเสวียนรับคำ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นร่างเล็กๆร่างหนึ่งพุ่งเข้ามากอดเขาจากด้านหน้า สองแขนของนางโอบรอบแผ่นหลังของเขา


   ในชั่วขณะนั้น ความอบอุ่นที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่แผ่ซ่านผ่านเสื้อผ้า เยี่ยชิงเสวียนชะงักไปครู่หนึ่ง จนผลไม้วิเศษที่ถืออยู่หล่นลงพื้น


   "พี่เยี่ย เดี๋ยวข้าจะกอดท่านก่อน ให้ท่านได้สัมผัสไออุ่นของมนุษย์ ยินดีต้อนรับท่านกลับสู่โลกมนุษย์ ส่วนที่เหลือค่อยๆมอบให้เจ้าทีหลัง ถึงอย่างไร หนทางของพวกเราก็ยังอีกยาวไกลอยู่แล้ว"


   เสียงของเยี่ยหลิงหลงดังแว่วข้างหู ดวงตาลึกล้ำของเขาเป็นประกายระยับ เขาก้มมองเส้นผมที่สยายอยู่บนแผ่นหลังของนาง


   ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงยิ้มบางๆ


   "ดี"


   เยี่ยหลิงหลงปล่อยเยี่ยชิงเสวียน เมื่อเห็นผลไม้วิเศษของเขาตกอยู่บนพื้น นางจึงไปแย่งผลไม้วิเศษที่ใหญ่กว่าจากหัวไชเท้าอ้วนมา และยัดมันใส่มือเยี่ยชิงเสวียน


   "แค่กอดท่านเท่านั้นเอง ถึงกับถือผลไม้วิเศษไม่อยู่เชียวหรือ?" เยี่ยหลิงหลงแหย่อกเขาพลางเย้าว่า


   "จิตใจท่านช่างไม่มั่นคงเอาเสียเลย"


   เยี่ยชิงเสวียนยิ้มอย่างจนใจ ไม่สามารถหาคำมาโต้แย้งได้ นี่เป็นเรื่องที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้น เยี่ยหลิงหลงนั้น ในที่สุดก็ได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์สักครั้ง เมื่อเห็นเขาเก้อเขินไป อารมณ์ของนางจึงเบิกบานยิ่งนัก


   นางเงยหน้ามองไปทางทางลงของห้วงอเวจีที่หก แต่ก็ยังไม่เห็นมังกรดำและปี้เหลียน


   “ดูเหมือนว่าฝีมือของคนทั้งสอง ในรอบนี้คงจะบรรลุผลได้ยากยิ่งนัก ก็แค่บุกตะลุยไปเรื่อยๆเท่านั้นเอง มันจะยากอะไรกันนักหนา ?”


   เยี่ยหลิงหลงพูดพลางลุกขึ้น นางจัดชุดของตนเองให้เรียบร้อย หลังจากวางกระดาษทิ้งไว้บนพื้นแล้ว นางก็พาเยี่ยชิงเสวียนก้าวเดินอย่างมั่นใจ เข้าไปยังเมืองลั่วรื่อ ในห้วงอเวจีที่เจ็ด


   เมื่อเดินมาถึงประตูเมืองลั่วรื่อ นางก็ปล่อยมือเยี่ยชิงเสวียนแล้วก้าวนำเข้าไปก่อน


   "แล้วพบกันใหม่นะ!"


   เขามองร่างของนาง ที่เดินเข้าไปในเมืองลั่วรื่อและหายลับไปต่อหน้าทันที เยี่ยชิงเสวียนจึงค่อยๆตอบกลับไปว่า "แล้วพบกันใหม่"


   จากนั้นเขาก็หันหลังกลับ และเดินไปในทิศทางตรงข้ามกับเมืองลั่วรื่อ


   เขาเดินไปอย่างช้าๆ แต่ไม่นานก็หายเข้าไปในความมืดที่ไร้ผู้คนทันที


   ในตอนที่เยี่ยหลิงหลงก้าวเข้าสู่เมืองลั่วรื่อ จู่ๆความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของนาง


   ในที่สุดนางก็รู้แล้ว ว่าคำพูดของเยี่ยชิงเสวียนนั้นมีอะไรที่ผิดปกติ !


   เขาบอกว่า ในเมืองลั่วรื่อแห่งห้วงอเวจีที่เจ็ดนั้น ทุกคนควรแยกย้ายกันไป ไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกคนมาพร้อมกันแล้วค่อยเข้าไป เพราะถึงอย่างไรก็ต้องได้พบกันอีกครั้งในห้วงอเวจีที่แปด


   พบกันอีกครั้งในห้วงอเวจีที่แปดอย่างนั้นหรือ!


   เขาอยู่ในห้วงอเวจีที่เจ็ด การที่เขาจะล่วงรู้เรื่องราวในชั้นที่เจ็ดนั้นไม่แปลก แต่เขารู้ได้อย่างไรว่าจะได้พบกันในห้วงอเวจีที่แปด?!


   ‘พี่เยี่ยกล้าหลอกแม้แต่นางเลยเชียวหรือ? เขาอยากจะขึ้นสวรรค์แล้วหรือไร?’


   หากเขามีเรื่องปิดบังนาง นั่นก็หมายความว่าปี้เหลียนกับมังกรดำไม่ได้ไม่ลงมา แต่ถูกเขาส่งไปแล้วต่างหาก!


   นี่แหละคือเหตุผลที่นางรอพวกเขาเสียนาน!


   คิดจะแอบทำเรื่องใหญ่สินะ? เยี่ยชิงเสวียน! รอดูเถอะ!!


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงยังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง สายลมที่พัดกระโชกมาจากเบื้องหน้านั้น ได้ซัดมาปะทะใบหน้าของนาง พร้อมกับกลิ่นอายแห่งความเคร่งขรึม และน่าเกรงขาม


   ทำให้นางต้องระงับความคิดอื่นๆทั้งหมดลงในทันที


   พี่เยี่ยบอกว่าเมืองลั่วรื่อไม่ใช่ที่ที่จะผ่านพ้นไปได้ง่ายๆ นางรู้สึกได้ทันทีที่ก้าวเข้ามา


   คราวนี้ คงเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอน


   นางเงยหน้ามองรูปปั้นสองรูปเบื้องหน้า พลางก้าวเดินไปข้างหน้า


   ยิ่งเดินเข้าใกล้ นางยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น จนกระทั่งเมื่อเข้าใกล้รูปปั้นในระยะไม่ไกลนัก นางก็มองเห็นรูปปั้นทั้งหมดได้อย่างชัดเจน


   สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจคือ สิ่งที่นางเห็นก่อนหน้านี้ จำเป็นจะต้องใช้คนสิบคน จับมือกันถึงจะโอบรอบได้นั้น


   ทว่านี่ไม่ใช่ตัวรูปปั้นหลัก แต่เป็นเสาที่อยู่ด้านล่างต่างหาก


   บนเสามีลวดลายและสัญลักษณ์มากมาย รวมถึงพวกอักขณะโบราณ เสาทั้งสองต้น มีลวดลายและโครงสร้างที่แตกต่างกันไม่น้อยเลยทีเดียว


   บนยอดเสาด้านซ้าย เป็นรูปปั้นสัตว์ร้ายที่มีลักษณะคล้ายเสือ มันมีขนยาว หน้าเป็นมนุษย์ เท้าเป็นเสือ มีเขี้ยวเป็นหมู และหางยาว มันคือ เถาอู้


   ส่วนรูปปั้นด้านขวานั้น เป็นการผสมผสานระหว่างเต่าและงู เป็นอสูรเทพที่เป็นสัญลักษณ์แห่งอายุยืนและปัญญา


   นั่นคือ เสวียนอู่!


   พวกมันยืนเผชิญหน้ากัน สายตาจับจ้องอยู่ที่ร่างของอีกฝ่าย ในแววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ ราวกับว่าจะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายให้จงได้


   น่าแปลกที่พอเข้ามา ก็รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และความขลังที่ยากจะอธิบายได้


   ที่แท้รูปปั้นที่นี่ ก็คือรูปอสูรเทพโบราณและสัตว์ร้ายโบราณที่ยืนเผชิญหน้ากันนั่นเอง เป็นสัญลักษณ์ของสองฝ่ายที่แตกต่างกัน


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังสังเกตรูปปั้นเถาอู้ที่อยู่ด้านซ้าย จู่ๆดวงตาของมันก็ขยับขึ้นมา!


   นางรู้สึกใจเต้นแรง เกิดความประหม่าขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ จากนั้นร่างทั้งร่างก็ถูกดึงเข้าไปในห้วงมิติพิเศษบางอย่าง


   นางรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ยอมรับได้อย่างรวดเร็ว เพราะตั้งแต่ห้วงอเวจีที่ห้าเป็นต้นมา ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างชั้นพสุธาชั้นบนหรือชั่นล่างอย่างชัดเจนอีกต่อไป แต่ก็ยังมีเมืองที่ชัดเจน


   ในเมืองจะถูกพาไปยังพื้นที่มิติอื่น ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ก็สามารถเทียบได้กับชั้นพสุธาบนและล่าง


   ดังนั้น ตอนนี้ นางคงถูกรูปสลักเถาอู้นี้พาเข้ามาในชั้นพสุธาที่สิบสี่เพื่อรับการทดสอบ


   เมื่อสายตาของนางกลับมาชัดเจนอีกครั้ง นางก็เห็นเทือกเขาทอดยาวสลับซับซ้อน บนยอดเขาสูงบางลูกยังมีหิมะปกคลุม ทั้งเทือกเขาดูยิ่งใหญ่อลังการ ทั้งงดงามและน่าเกรงขามเป็นที่สุด


   เทือกเขานี้ เยี่ยหลิงหลงเคยเห็นในตำรา คือเทือกเขาคุนหลุนในตำนานนั่นเอง


   ตามตำนานเล่า ว่าเผ่าเถาอู้ได้ถูกผนึกไว้ใต้เทือกเขาคุนหลุนนี่เอง ดังนั้นการที่นางมาปรากฏที่นี่จึงสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง


   ขณะที่นางกำลังชื่นชมความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคุนหลุนอยู่นั้น จู่ๆทั้งเทือกเขาก็สั่นสะเทือน ไม่นานหน้าผาก็แตกออก พร้อมกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ดังสนั่นฟ้า เถาอู้ร่างมหึมาตัวหนึ่งได้ทำลายผนึกและพุ่งออกมาจากภูเขา


   มันปรากฏตัวขึ้น และพุ่งตรงเข้าหาเยี่ยหลิงหลงพร้อมกับตวัดกรงเล็บใส่นางอย่างแรง!


   เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นก็รีบถอยหลังและชักหงเยี่ยนออกมาต้านรับกรงเล็บนั้นทันที


   กรงเล็บนี้ เ๖้มไปด้วยความดุร้ายและรุนแรงเกินกว่าที่นางจะรับมือได้อย่างง่ายดาย นางไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด ร่างทั้งร่างถูกพลังอันแข็งแกร่งนี้ปัดกระเด็นออกไป


   ขณะที่ลอยละลิ่ว นางได้ยินเสียงครางของหงเยี่ยนดังอยู่ข้างหู มือที่กำหงเยี่ยนไว้ชาและเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง หน้าอกก็ปั่นป่วนจากการกระแทก


   สัตว์ร้ายโบราณ ช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน !


   แม้พี่เยี่ยจะบอกว่าเมืองลั่วรื่อ ไม่ใช่ที่ที่ผ่านได้ง่ายๆ และนางก็เตรียมใจมาแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าจะยากถึงเพียงนี้ !


   เพียงแค่รูปปั้นแรก การโจมตีครั้งแรก นางก็บาดเจ็บเสียแล้ว !


   นางไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย รีบหยิบโอสถวิเศษขึ้นมา กลืนมันลงคอ แล้วให้ชิงหยาและไข่มุกพฤกษาเทวา ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บ พร้อมกับเร่งวิชาระบำวาโยพันฤดู เพิ่มความเร็วให้ถึงขีดสุด


   ใช้ความเร็ว หลบหางที่โจมตีเข้ามาเป็นครั้งที่สอง


   เสียง "ฟู้ว" ดังขึ้น หางของเถาอู้พาดผ่านใบหน้านางไป เกือบจะฟาดเข้าที่ศีรษะนางจนแหลกเป็นจุณ


   ความรู้สึกที่ทุกท่วงท่าล้วนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย ทำให้หัวใจของเยี่ยหลิงหลงเต้นรัวเร็วอย่างบ้าคลั่ง


   เลือดลมในกายของนาง พลันเดือดพล่าน ร่างกายและจิตใจทั้งหมด ถูกดึงขึ้นสู่จุดสูงสุดทันที


   แต่ในขณะเดียวกัน การโจมตีสองครั้งที่ผ่านมาก็ไม่สามารถสังหารนางได้ นั่นหมายความว่านางยังพอจะสู้ได้อยู่


   ไม่ว่าจะดุดัน หรือแข็งแกร่งเพียงใด ตราบใดที่ยังไม่สามารถสังหารนางได้ในท่วงท่าเดียว สำหรับนางแล้ว นางจะยังถือว่าตนเองสู้ได้


   ความคิดเช่นนี้จุดประกายความมุ่งมั่นในใจของเยี่ยหลิงหลงนางกำหงเยี่ยนในมือแน่น


   ‘เมื่อสู้ได้ ก็ต้องสู้!’



บทที่ 1078: นางเหนื่อยล้าเหลือเกิน



   การต่อสู้ครั้งนี้รุนแรงจนฟ้าดินแทบจะแหลกสลาย ยอดเขาในเทือกเขาคุนหลุนพังทลายไปหลายลูก


   แม้จะเป็นเพียงเงาที่หลงเหลือ แต่ในฐานะที่เป็นอสูรเทพโบราณ เถาอู้ก็ยังถือว่าทรงพลังเหนือกว่ากำลังของเยี่ยหลิงหลงมากนัก


   แต่ไม่เป็นไร หากว่านางสู้คนเดียวไม่ไหว นางก็เรียกเจาไฉและไท่จื่อออกมาช่วย นอกจากนั้นางยังมีเก้าหางและปีศาจมายาตัวน้อยก็คอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ


   ส่วนหยวนกุนกุ่นก็ยังสามารถฉวยโอกาสก่อกวนเป็นระยะได้


   ด้วยความพยายามของทุกคน พวกเขาค่อยๆสกัดเจ้าเถาอู้ที่มีร่างมหึมาตนนี้ได้ทีละน้อย


   พวกเขาใช้เวลามากมาย และอาศัยการโจมตีอย่างต่อเนื่อง เพื่อบั่นทอนพลัง ร่างกาย และความสามารถในการต่อสู้ของมันลงอย่างช้าๆ


   ด้วยวิชาระบำวาโยพันฤดูที่เพิ่งเรียนมาใหม่ เยี่ยหลิงหลงรอดพ้นจากความตายมานับครั้งไม่ถ้วน


   นางวางค่ายกลแบบฉุกเฉิน และใช้ทุกวิถีทางที่มีเพื่อรับมือกัยมัน


   กระบวนการยาวนาน นางเองก็บาดเจ็บสาหัส แต่ก็ได้รับประโยชน์มากมายทีเดียว


   ไม่เพียงแต่เทคนิคการต่อสู้จะพัฒนาขึ้นมาก แต่ยังหาช่องโหว่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ วิธีเอาตัวรอดก็เพิ่มขึ้นไม่น้อยเลย


   นางไม่รู้ว่าตนเองต่อสู้กับเถาอู้ตัวนี้มาทั้งวันทั้งคืน ไม่รู้ว่าตอนนี้เวลาผ่านพ้นมานานเท่าไหร่แล้ว จนในที่สุด นางก็ฟันมันลงได้ด้วยกระบี่เดียว


   นางรู้สึกราวกับว่าเวลาที่ผ่านพ้นนั้น พาให้นางได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่


   เมื่อร่างอันใหญ่โตและไม่สมบูรณ์ของสัตว์ร้ายเถาอู้ล้มลง เยี่ยหลิงหลงก็ปล่อยมือทั้งสองข้าง แล้วทิ้งตัวล้มลงไปด้านหลังทันที


   นางรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก


   และในขณะที่นางกำลังจะล้มลงไปนั้น หงเยี่ยนได้แปลงร่างเป็นร่ม เพื่อมารองรับนางไว้เบื้องล่าง ให้นางได้พักผ่อนสักครู่หนึ่ง


   เจาไฉและไท่จื่อนั้น ได้ถูกส่งกลับไปยังพื้นที่มิติเพื่อพักรักษาตัว และก่อนส่งกลับไป เยี่ยหลิงหลงยังสั่งการหัวไชเท้าอ้วน ให้ดูแลพวกมันให้ดีเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้นจะเอามันมาทำอาหารซะเลย


   เมื่อจัดการพวกมันเรียบร้อยแล้ว ร่างใหญ่โตของเถาอู้ที่ล้มลงนั้น ก็เปลี่ยนเป็นจุดแสงรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว แล้วลอยมาหานางในทันที


   เมื่อจุดแสงลอยเข้าสู่กลางหน้าผากของนาง นางก็เห็นภาพของสัตว์ร้ายโบราณมากมาย เห็นท่วงท่าของเผ่าพันธุ์เถาอู้ในอดีต และเห็นความลึกลับที่แอบแฝงอยู่ในพลังของมัน อีกทั้งนางเองก็ยังเข้าใจสิ่งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนมากมาย


   ยิ่งดู นางก็ยิ่งหลงใหลในภาพเหล่านั้น จนกระทั่งภาพทั้งหมดในจุดแสงได้เลือนหายไป จุดแสงเปลี่ยนเป็นปราณวิญญาณเข้มข้น ไหลเข้าสู่ร่างกายของนาง


   นางจึงลืมตาขึ้นในที่สุด


   ในตอนนั้น เบื้องหน้าของนางไม่ใช่เทือกเขาคุนหลุนที่พังทลายอีกต่อไป แต่กลายเป็นความว่างเปล่าอันเวิงว้างสีดำ


   นางล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่า ไม่รู้ว่าจะล่องลอยไปที่ใด นางต้องการดูดซึมปราณวิญญาณที่ได้รับมา


   และในขณะที่นางกำลังพยายามฝึกฝน จู่ๆก็มีบางสิ่งปรากฏขึ้นด้านหลัง


   ยามเมื่อนางหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว เห็นรูปปั้นเสวียนอู่ปรากฏขึ้นด้านหลัง มันโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้


   นางกลับมาถึงเมืองลั่วรื่อแล้วหรือ ?


   พอความคิดนี้ผุดขึ้น นางรีบหันไปมองอีกด้านเพื่อหารูปปั้นเถาอู้ที่อยู่ตรงข้ามทันที แต่ด้านนั้นกลับว่างเปล่าไปเสียแล้ว!


   แม้รูปปั้นเถาอู้จะหายไป แต่ระหว่างที่เยี่ยหลิงหลงกำลังหันมอง นางก็เห็นรูปปั้นอีกหกตัวตั้งตระหง่ายอยู่ทางด้านหน้า !


   อสูรเทพทั้งสี่ที่เหลือคือ ไป๋หู่พยัคฆ์ขาว จูเชว่หงส์แดง และชิงหลงมังกรเขียว ส่วนฝั่งตรงข้ามมีฉงฉี เถาเที่ยและฮุ่นตุ้น ยืนอยู่ตามลำดับ !


   กล่าวคือ ในเมืองลั่วรื่อที่ว่างเปล่าแห่งนี้ มีรูปปั้นทั้งหมดแปดตัว


   สัตว์ร้ายทั้งสี่และอสูรเทพทั้งสี่ กำลังจ้องมองกันด้วยความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้


   ในตอนนั้น เช่นเดียวกับตอนที่เริ่มการต่อสู้กับเถาอู้ นางเห็นว่าดวงตาของเสวียนอู่ที่อยู่ใกล้นางที่สุดเริ่มขยับแล้ว!


   เพียงชั่วพริบตา นางก็ถูกพาเข้าไปในโลกของมัน


   ที่นั่นคือดินแดนที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ตรงกลางมีทะเลสาบน้ำแข็ง ผิวน้ำสะท้อนท้องฟ้าสีครามสดใส


   ทันใดนั้น เสียงดังสนั่นก็ดังมาจากด้านหลัง ทะเลสาบแตกออก


   เสวียนอู่ร่างมหึมาโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ แล้วพุ่งเข้าชนนางทันที !


   นางรีบลอยขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้น นางก็เปลี่ยนหงเยี่ยนที่ลาก อยู่ให้กลายเป็นกระบี่ แม้ในตอนนั้น เสวียนอู่จะไม่ได้ชนโดนตัวนางโดยตรง แต่น้ำที่กระเซ็นจากศีรษะของมันกลับกลายเป็นแผ่นน้ำแข็ง พุ่งเข้ามาปักเต็มร่างของเยี่ยหลิงหลงในทันที


   ความหนาวเหน็บแทรกซึมเข้าถึงไขกระดูก บาดแผลทั่วร่างของนาง มีเลือดไหลซึมออกมา ร่างกายที่ยังไม่ทันได้เยียวยา กลับมาเต็มไปด้วยบาดแผลอีกครั้ง


   อีกครั้งที่การต่อสู้เริ่มต้นด้วยความรุนแรง เยี่ยหลิงหลงที่เพิ่งผ่อนคลายประสาทลง จึต้องเครียดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง คราวนี้นางต้องเริ่มการต่อสู้ครั้งใหม่แล้ว


   การต่อสู้ครั้งนี้ ยากลำบากและหนักหนากว่าครั้งแรก


   แต่นางไม่มีทางถอยหลัง ไม่กล้าประมาท ไม่กล้าหายใจหอบ


   เพราะเพียงแค่ความไม่ระวังเล็กน้อยก็อาจพลัดตกลงไปในหน้าผาแห่งความตายได้แล้ว


   การต่อสู้ครั้งนี้ นางยังคงใช้เวลานาน แต่นางไม่อาจรับรู้ได้ว่านานเท่าใด รู้เพียงแต่ว่าตนเองต้องกัดฟันอดทนในทุกวินาทีที่ผ่านไป


   นางกำลังพยายามอดทน และบรรดาสมบัติล้ำค่าของนางก็อยู่เคียงข้างร่วมอดทนไปด้วยกัน


   จนกระทั่งเอาชนะเงาสะท้อนของเสวียนอู่ได้ นางจึงพอจะผ่อนลมหายใจลงได้บ้าง


   จากจุดแสงของเสวียนอู่ นางได้เข้าใจถึงพลังของอสูรเทพโบราณ และสัมผัสได้ถึงแสงเทพของมัน นางได้เห็นเผ่าพันธุ์เสวียนอู่ในยุคโบราณ


   และหลังจากที่นางรับพลังของเสวียนอู่แล้ว จู่ๆก็มีความสงสัยมากมายผุดขึ้นมา


   เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ แท้จริงแล้วมันเป็นสถานที่แบบใดกันแน่?


   จากเบาะแสที่ได้จากห้วงอเวจีที่หก เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ทางตะวันตกของภพเซียนไม่มีเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา


   ตอนนั้นมีเพียงหมู่บ้านปราบมารที่คอยสกัดกั้นเผ่ามาร ที่แอบลักลอบเข้ามาจากชายแดนเท่านั้น


   และถ้าหากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาไม่ได้มีอยู่มา แล้วเหตุใดในนั้นจึงมีรูปสลักของอสูรเทพโบราณได้เล่า ?


   การนับย้อนหลังไปหนึ่งหมื่นปีจากตอนนี้ ยังไม่นับว่าเป็นยุคโบราณเลยด้วยซ้ำ


   เมื่อกว่าหนึ่งหมื่นปีก่อน สำนักชิงเสวียนหายไปได้อย่างไร แล้วเหตุใดศิษย์สำนักชิงเสวียนจึงปรากฏตัวในภพมาร เหตุใดฟากฟ้าจึงถล่ม และหลังจากถล่มลงมาแล้ว เหตุใดจึงอยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาได้ ?


   นางรู้ความลับมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในทางกลับกัน ความสงสัยก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน


   แต่รูปสลักในเมืองลั่วรื่อนี้ ไม่ได้ให้เวลานางมากนัก หลังจากรับพลังของเสวียนอู่เสร็จสิ้น พวกมันก็แทบจะไม่มีเวลาให้นางได้หายใจเลยสักนิด นางก็เห็นดวงตาของฉงฉีขยับต่อหน้านาง


   ในสภาพที่แทบไม่ได้พักผ่อน และรักษาอาการบาดเจ็บ


   นางก็เข้าสู่โลกของฉงฉีในทันที


   นางเหนื่อยล้ามาก แต่สวรรค์ก็ไม่ได้เมตตานางแม้แต่น้อย สิ่งที่รอต้อนรับนางคือการเริ่มต้นที่โหดร้ายประหนึ่งฟากฟ้าถล่มอีกครั้ง


   หลังจากเอาชนะฉงฉีในครั้งนี้ได้ นางไม่กล้าเสียเวลาคิดเรื่องอื่นใดอีก แต่ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการรักษาอาการบาดเจ็บ


   เวลาสั้นๆที่ใช้ในการรักษาอาการบาดเจ็บ ทำให้เยี่ยหลิงหลงรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเข้าสู่โลกของไป๋หู่ แม้จะยังคงหลีกเลี่ยงการเริ่มต้นที่ย่ำแย่ไม่ได้ เพราะความแตกต่างด้านพลังนั้นมีมากจริงๆ


   แต่ในการต่อสู้ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งที่นางฝ่าฝันขีดจำกัด นางก็จะฝ่าฝันขีดจำกัดของตนเองขึ้นไปอีกครั้ง


   ในระหว่างกระบวนการนี้ ไม่เพียงแต่นางที่บาดเจ็บและเหนื่อยล้า แม้แต่เจาไฉ ไท่จื่อ เก้าหาง ปีศาจมายาน้อย และแม้กระทั่งหยวนกุนกุ่นก็ไม่มีใครที่รู้สึกดีเลย


   โดยเฉพาะชิงหยา ที่อยู่เหนือศีรษะนาง การรักษาที่ต่อเนื่องยาวนานโดยไม่ได้พัก ทำให้ใบของมันห้อยลงมา มันแทบจะทนไม่ไหวแล้ว


   "เยี่ยหลิงหลง พอได้แล้ว ให้ทุกคนได้พักบ้างเถอะ พวกเขาทนไม่ไหวแล้ว !"


   แม้แต่หัวไชเท้าอ้วนที่ปกติสนใจแต่ความหลงตัวเอง ก็ยังเริ่มรู้สึกสงสารเพื่อนคนอื่นๆ


   มันกระโดดออกมาจากพื้นที่มิติเพื่อตะโกนบอกเยี่ยหลิงหลง


   "ขอโทษที ข้าไม่ทันสังเกตสภาพของพวกเขา ต่อจากนี้ให้พวกเขาพักผ่อนในพื้นที่มิติเถอะ ข้าจะไม่เรียกพวกเขาออกมาอีกแล้ว"


   เมื่อเสียงพูดเพิ่งจะจบลง เยี่ยหลิงหลงเห็นดวงตาของหงส์แดงอย่างจูเชว่ขยับ ภาพตรงหน้านางก็เปลี่ยนจากความมืดมิดกลายเป็นทะเลเพลิงที่ลุกโชน


   ครั้งนี้นางไม่ได้เรียกใครมาเลยสักคน นางยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง มองดูหงส์แดงที่ควบคุมทะเลเพลิงบินพุ่งเข้ามา


   นางยกกระบี่หงเยี่ยนในมือขึ้น


   "ชิงหยา เจ้าก็พักผ่อนเถอะ ข้าเองก็จะ..."


   นางยังพูดไม่ทันจบ จู่ๆก็มีเงาร่างคุ้นเคยหลายคนปรากฏขึ้นที่ด้านข้าง ในชั่วขณะนั้นนางเบิกตากว้างขึ้นมาทันที


   ความรู้สึกในใจพลุ่งพล่านยิ่งกว่าทะเลเพลิงตรงหน้าเสียอีก


   "พวกท่าน..."



บทที่ 1079: นางหลับไปเสียแล้ว



   "ระดับการฝึกฝนของเจ้าต่ำต้อยเช่นนี้ หากไม่มีพวกมัน เจ้าก็ต้องตายแน่ พวกมันคงไม่อยากเก็บศพเจ้าหรอก !"


   นอกจากบรรดาสหายคู่ใจที่เคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับนางมาก่อน หัวไชเท้าอ้วนก็โผล่ออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้


   มันพูดกับเยี่ยหลิงหลงด้วยเสียงที่เบาบางมาก


   "ขออภัยด้วย ข้าไม่เข้าใจสถานการณ์ของเจ้าในตอนนี้" เสียงแผ่วเบาราวกับกลัวว่านางจะได้ยิน


   เยี่ยหลิงหลงได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินหัวไชเท้าอ้วนยอมลดตัว และขอโทษอย่างจริงใจเป็นครั้งแรกเช่นนี้ นางเองก็ทำตัวไม่ถูกเช่นกัน


   ขณะที่นางกำลังจะกล่าวว่า ‘ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรสมองของผลไม้เช่นเจ้า มันก็เล็กจ้อยอยู่แล้ว!’


   หัวไชเท้าอ้วนก็รีบพูดแทรกขึ้นมาก่อน ราวกับมันกลัวว่าตนเองจะถูกด่า มันจึงไม่ให้นางมีโอกาสได้พูดแม้แต่น้อย


   "เจาไฉบอกว่า มันจะอยู่เคียงข้างเจ้าตลอดไปน่ะ!"


   "ไท่จื่อบอกว่า เจ้าคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้า คงขาดมันไม่ได้อย่างแน่นอน!"


   "ปีศาจมายาเองก็บอกว่า มันก็ไม่ได้เหนื่อยมากเท่าไหร่แล้ว มันจะพยายามต่อไป"


   "เก้าหางนั้น เข้าใจเจ้าดีเป็นที่สุด มันบอกว่าถ้าเจ้าตาย มันก็ออกไปไม่ได้อยู่ดี เมื่อเจ้าต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน มันจะไม่อยู่เคียงข้างเจ้าได้อย่างไร?"


   "อ้อ! นอกจากนี้ยังมีหยวนกุนกุ่นและบรรพชนแห่งเขาขวางวั่งนั่นอีก มันบอกว่า... เอ่อ.. ช่างเถอะ! ข้าลืมไปแล้ว! ส่วนเสี่ยวไป๋มันไม่มีประโยชน์อะไร ตอนนี้กำลังร้องไห้อยู่ในพื้นที่มิติล่ะ!"


   หลังพูดจบ หัวไชเท้าอ้วนกลัวจะโดนตี มันจึงรีบมุดเข้าไปในพื้นที่มิติทันที


   "ข้าจะไปรักษาอาการบาดเจ็บให้เสี่ยวไป๋เดี๋ยวนี้แหละ"


.......


   หัวไชเท้าอ้วนวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว แต่คำพูดของมันเหมือนขนนกที่อบอุ่นค่อยๆร่วงหล่นลงบนหัวใจที่กำลังเหนื่อยล้าของนาง


   นางไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง แม้พวกมันจะแสดงออกไม่เก่ง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครทอดทิ้งนางเลยสักคน


   แม้จะเหนื่อยล้า แต่พวกมันก็กัดฟันอดทน แม้จะเจ็บปวด แต่พวกมันก็ฝืนทนต่อไป


   นี่คือวิบากกรรมของตัวนางเอง พวกเขาไม่มีใครหนีไป แล้วนางจะมีสิทธิ์อะไรไม่สู้ต่อไปเล่า?


   นางคือหลักที่พวกเขายึดเหนี่ยว นางต้องออกไปให้ได้ พร้อมกับความเชื่อในใจ พร้อมกับความห่วงใยต่อเพื่อนร่วมสำนัก พร้อมกับเจตจำนงของบรรดาอาจารย์ และผู้อาวุโสที่ฝากฝังนางไว้


   ถึงอย่างไรนางก็จะต้องบุกฝ่าออกไปจากที่นี่ให้จงได้!


   การต่อสู้กับจูเชว่ดำเนินมาเป็นเวลานาน ในโลกที่เปลวเพลิงลุกโชน อากาศร้อนอบอ้าวจนแทบหายใจไม่ออกแล้วจริงๆ


   หางยาวของจูเชว่นั้น ราวกับอยู่ทุกหนแห่ง หางสีแดงเพลิงกวัดแกว่งไม่หยุดรอบตัวนาง


   นางพยายามหลบหลีกสุดชีวิตแต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด


   ในตอนที่นางกำลังจะหลบหนีออกจากวงล้อมของมัน หางของจูเชว่ก็ฟาดเข้าที่หน้าอกของนางในทันที


   นางได้ยินเสียงกระดูกซี่โครงหน้าอกของตัวเองหัก ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้ามาอย่างห้ามไม่อยู่ นางถูกฟาดกระเด็นออกไป ไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้เลยแม้แต่น้อย


   ในขณะนั้นเอง จูเชว่หันหัวมา อ้าปากพ่นเปลวเพลิงรุนแรงพุ่งตรงไปที่เยี่ยหลิงหลง


   "อ๊าก..."


   เยี่ยหลิงหลงถูกเปลวเพลิงพุ่งชนอย่างรุนแรง จนร่างของนางร่วงหล่นลงไป โลหิตสีแดงพุ่งออกมาจากปากเป็นสาย ร่างทั้งร่างตกลงไปในทะเลเพลิง ร่างกายอ่อนแรง สายตาพร่ามัว


   ในชั่วขณะนั้น นางรู้ว่าตนเองก้าวเท้าเข้าสู่ห้วงเหวแห่งความตายไปแล้วก้าวหนึ่ง


   สายตาของเยี่ยหลิงหลงในตอนนี้จึงเริ่มพร่าเลือน ก่อนที่นางจะมองไม่เห็นอะไรเลย


   นางเห็นภาพเจาไฉและไท่จื่อที่พยายามสุดชีวิตในการสกัดกั้นจูเชว่ที่กำลังจะสังหารนาง


   หากนางไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ นางก็จะนำพาพวกเขาไปสู่ความตาย


   เมื่อถึงตอนนั้น ก็จะไม่มีใครรอดชีวิตเลยสักคน


   หากนางไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ นางก็จะไม่มีวันได้ออกจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้


   หากนางไม่สามารถลุกขึ้นมาได้...


   ไม่! นางต้องลุกขึ้นมาให้จงได้ นางยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย นางจะล้มลงตรงนี้ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด !


   นางเร่งพลังไข่มุกพฤกษาเทวาในร่างกาย เร่งความเร็วในการหมุนเวียนถึงขีดสุด แต่ก็ยังไม่พอ


   นางจึงรีบกลืนกินโอสถวิเศษเข้าปากอย่างบ้าคลั่ง ให้มันการเยียวยาบาดแผลของตน แต่ก็ช้าเกินไปเสียแล้ว


   นางเร่งใช้วิชาหวนกำเนิด เพื่อรักษาบาดแผลร้ายแรงที่หน้าอก แต่ทว่าครานี้นางกลับไร้เรี่ยวแรง


   ไม่ได้นะ! ถึงไม่มีเรี่ยวแรงก็ต้องบีบคั้นเอาแรงออกมาให้จงได้!


   เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจลึก เตรียมบังคับใช้พลังทั่วทั้งร่าง ล้วนแล้วก็เพื่อเร่งวิชาหวนกำเนิดทนความเจ็บปวดและความอ่อนล้า


   นางเร่งวิชาหวนกำเนิดขึ้นมาได้ แต่ยังไม่พอ นางต้องการพลังมากกว่านี้


   และทันใดนั้น ในสายตาที่พร่ามัวของนางปรากฏแสงสีเขียวสว่างขึ้นมา


   นางกะพริบตา พยายามมองให้ชัดขึ้น นางเหมือนเห็นเงาร่างของชิงหยา


   ในตอนนั้นเอง พลังที่อบอุ่นสบาย เย็นฉ่ำและยาวนาน ได้ไหลเข้าสู่ร่างกายของนางผ่านทางกระหม่อม มันกำลังเพิ่มพลังให้กับนาง!


   ความรู้สึกแบบนี้ นางเคยสัมผัสมาก่อนแล้ว!


   ตอนที่จับวิญญาณธาตุดินเต่าน้อย และวิญญาณธาตุน้ำอสรพิษคำรามฟ้า ตอนที่นางหลอมรวมวิญญาณธาตุต่างๆเข้ากับรากวิญญาณ


   ก็เป็นความรู้สึกแบบนี้เช่นกัน!


   ชิงหยาไม่ใช่อสูรและไม่ใช่สัตว์ภูตแต่เป็นวิญญาณธาตุไม้!


   ในตอนนี้ ชิงหยาได้สละตัวตนของมัน หลอมรวมเข้ากับรากวิญญาณไม้ของนาง มอบพลังเพิ่มพูนอันยิ่งใหญ่ให้แก่นาง !


   ภายใต้พลังและการเสริมกำลังของวิญญาณไม้


   วิชาหวนกำเนิดราวกับเปลี่ยนจากการเดินเรื่อยๆ กลายเป็นการวิ่ง มันเริ่มหมุนเวียนอย่างรวดเร็วจนแทบจะบินขึ้นฟ้าไปได้


   สายตาของนางแจ่มชัดขึ้นในพริบตานั้น


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงมองเห็นด้านหน้าชัดเจน แสงสีเขียวยังไม่จางหายไปทั้งหมด แต่เมื่อนางยื่นมือไปสัมผัสที่ศีรษะ กลับไม่พบร่างของชิงหยาเสียแล้ว !


   "ชิงหยา!"


   เยี่ยหลิงหลงเรียกมันหนึ่งครั้ง แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงการขยับตอบสนองของหน่อไม้เล็กๆบนศีรษะอีกแล้ว


   ในขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงพูดไม่ออกว่าในใจรู้สึกอย่างไร


   แม้ว่านางจะเคยรวมวิญญาณเข้าสู่รากวิญญาณมาก่อน แต่ว่า...นั่นคือชิงหยาของนางนะ


   "ชิงหยา...ชิงหยา..."


   เสียงของเยี่ยหลิงหลงค่อยๆเบาลง ความขมขื่นผุดขึ้นในใจ ดวงตาที่เพิ่งจะแจ่มชัดกำลังจะพร่าเลือนอีกครั้ง


   ในตอนนั้นเอง นางพลันรู้สึกถึงพลังธาตุไม้ในร่างที่พลุ่งพล่านขึ้นมาราวกับคลื่นทะเลที่ซัดสาด


   ดวงตาของเยี่ยหลิงหลงจึงได้สว่างวาบ มันได้ยินแล้ว !


   นางรีบเก็บความรู้สึกทั้งหมดอย่างรวดเร็ว รับเอาพลังที่พลุ่งขึ้นมานี้ทันที แล้วใช้มันหมุนเวียนวิชาหวนกำเนิด เร่งรักษาบาดแผลสาหัสของตนเองอย่างรวดเร็ว


   เสียงต่อสู้ดังลงมาจากด้านบนไม่หยุด พวกเขาต้านทานอย่างยากลำบาก นางต้องรีบ ต้องเร็วกว่านี้ ต้องเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ !


   ในตอนที่เสียงปีของหงส์แดงแหวกผ่านเมฆา


   จูเชว่กำลังจะเปิดฉากโจมตีครั้งสุดท้ายเพื่อจบการต่อสู้ ร่มสีแดงดวงหนึ่งหมุนพุ่งขึ้นไป กระจายแสงเพลิงตรงหน้าจูเชว่ให้สลายไป


   จากนั้นหงเยี่ยนบินกลับมาเปลี่ยนร่างเป็นดาบกลับสู่มือของ เยี่ยหลิงหลง


   เมื่อไท่จื่อและเจาไฉหันกลับมามอง ก็เห็นเยี่ยหลิงหลงลอยกลับมายืนอยู่ด้านหลังพวกมัน


   ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายวาบขึ้นมา เด่นชัดบนร่างที่ถูกไฟเผาจนดูอเนจอนาถ


   "เยี่ยหลิงหลงยิ้มบางๆ "ข้ากลับมาแล้ว มันกำลังจะทนไม่ไหวแล้ว กำลังจะทุ่มสุดตัวเป็นครั้งสุดท้าย พวกเราจับมันให้ได้!"


   เมื่อเสียงพูดจบลง นางก็ขี่สายลมพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว มือกำหงเยี่ยนโจมตีใส่จูเชว่ ในเวลาเดียวกัน ไท่จื่อเจาไฉเก้าหางปีศาจมายาน้อย และหยวนกุนกุ่นก็เคลื่อนไหวพร้อมกันทั้งหมด!


   เวลาค่อยๆผ่านไปในการต่อสู้ ความเชื่อมั่นยิ่งเพิ่มพูนขึ้นท่ามกลางความพ่ายแพ้


   เมื่อนางเอาชนะรูปปั้นตัวสุดท้ายได้ เสียงทั้งหมดก็เงียบหายไป ทุกสิ่งตรงหน้ากลับคืนสู่ความมืด ตอนนั้นเยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่าตัวเองกำลังร่วงหล่นลงไป


   แต่การร่วงหล่นเช่นนี้กลับไม่ทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวหรือไม่สบายใจ ตรงกันข้าม กลับรู้สึกผ่อนคลายอยู่บ้าง


   นางถึงกับปล่อยหงเยี่ยนในมือ ยอมให้ตัวเองร่วงหล่นลงไป


   แต่การร่วงหล่นครั้งนี้ดูเหมือนไร้จุดสิ้นสุด ยาวนานจนนางผล็อยหลับไป


   นางจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองไม่ได้นอนหลับสนิทมานานเท่าใด ทุกวันมีแต่ฝึกฝนจนแทบขาดใจ หรือไม่ก็ต่อสู้จนเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ถ้าไม่ใช่ค้นหาอดีต ก็วางแผนอนาคต


   บัดนี้ ในที่สุดนางก็หลับใหลลง



บทที่ 1080: เจ้าเนรคุณ!



   การหลับใหลครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะยาวนานมากทีเดียว และนางก็ฝันยาวนานมากเช่นเดียวกัน


   ในความฝันนั้น นางเห็นโลกที่แตกต่างออกไป ทุกสิ่งที่รับรู้ ล้วนขัดแย้งกับปัจจุบัน แม้แต่ตัวนางก็ไม่ใช่นาง


   แต่ทว่าเมื่อนางหันกลับไปมองที่ปลายความฝัน นางกลับไม่เห็นสิ่งใดเลย ไม่เพียงแต่มองไม่เห็น นางยังนึกอะไรไม่อีกด้วย


   ทันใดนั้น เสียงร้องไห้ของใครบางคนก็ดังมาเข้าหู เป็นเสียงร้องไห้ที่แสนโศกเศร้าและยาวนาน ราวกับโลกทั้งใบของคนผู้นั้นกำลังพังทลายลงมา


   ไม่นาน ก็มีเสียงร้องไห้อีกเสียงดังตามมา ไม่ใช่ ไม่ใช่แค่หนึ่งเสียง แต่มีหลายเสียงทีเดียว


   แต่ละเสียงล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยังฟังดูจริงใจเป็นพิเศษอีกด้วย


   ราวกับว่าเสียงเหล่านั้นเป็นการร้องไห้คร่ำครวญในงานศพ


   เยี่ยหลิงหลงมีการคาดเดาที่ค่อนข้างแม่นยำทีเดียว ไม่นานนัก การคาดเดาของนางก็ได้รับการพิสูจน์ เมื่อนางลืมตาขึ้น


   สิ่งที่ปรากฏในสายตา คือท้องฟ้ามืดครึ้มเหนือศีรษะ บนท้องฟ้านั้น มีเมฆสีเหลืองทองลอยล่องอยู่


   นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสิ่งสำคัญคือนางขยับตัวไม่ได้ เพราะร่างกายของนางถูกห่อหุ้มไว้ทั้งหมดเสียแล้ว


   ในเวลาเดียวกัน นางได้กลิ่นดินผสมกับกลิ่นกระดาษไหว้


   และนางยังเห็นดอกเสี่ยวไป๋ วางล้อมรอบตัวนางอีกด้วย


   ในตอนนี้ นางเริ่มจะแน่ใจแล้วจริงๆ ว่าตัวเองถูกฝัง แต่ตอนนี้ยังฝังไม่เรียบร้อย เพราะยังเหลือใบหน้าโผล่พ้นดินขึ้นมา สามารถมองเห็นพวกลูกอกตัญญูเหล่านั้นยืนล้อมวงร้องไห้คร่ำครวญกันอยู่


.........


   นางไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกตอนนี้อย่างไร นางจึงตัดสินใจเปิดปากด่า


   "พวกเจ้าอยากให้ข้าตายถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ใครเป็นคนคิด? ใครอยากตายก่อน? บอกมาเดี๋ยวนี้! ข้าจะฉีกร่างมันให้แหลกเลย!"


   เยี่ยหลิงหลงคำรามออกมาครั้งหนึ่ง ทำให้พวกที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่รอบข้างนั้น ชะงักงันไปทันที พวกมันเงยหน้าขึ้นมาอย่างตกใจ มองดูเยี่ยหลิงหลงที่ถูกฝังอยู่ในดิน และมีเพียงแค่ใบหน้าโผล่ออกมา


   ตามด้วยเสียงกรีดร้องของหัวไชเท้าอ้วน "ผี! รีบหนีเร็วเข้า!"


   คนอื่นๆต่างวุ่นวายชุลมุน แล้วพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง ทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจายจนปลิวมาเกาะบนใบหน้าของเยี่ยหลิงหลงเท่านั้น


..........


   นางนิ่งเงียบไปราวๆหนึ่งอึดใจ รวบรวมอารมณ์เตรียมจะระเบิดออกมาทีเดียว


   แต่ในขณะนั้น นางรู้สึกว่าร่างกายและจิตใจของตนเองดีขึ้นมากโขทีเดียว ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายไป บาดแผลก็หายดีแล้ว และตอนนี้จิตใจของนางยังเบาสบายและรู้สึกเป็นสุขอีกด้วย


   ทั้งหมดนี้ ดูเหมือนจะเป็นผลมาจากการที่นางได้หลับไปนานมากๆ


   สภาวะที่แสนจะงดงามเช่นนี้ ทำให้นางเปลี่ยนใจไปในพริบตา


   ช่างเถอะ หลังจากนอนอิ่ม อารมณ์ก็ดีขึ้นทันตา


   ตอนนี้นางจึงยังไม่อยากทุบตีใคร


   นางขุดตัวเองออกมาจากดิน แล้วเก็บดอกเสี่ยวไป๋ที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมาดมที่ปลายจมูก กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย


   มันเป็นพืชวิญญาณหายากที่หัวไชเท้าอ้วนปลูกไว้เต็มภูเขา และเป็นชนิดเดียวที่ไม่มีสรรพคุณทางยาใดๆ มันเป็นเพียงดอกไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมเท่านั้น


   มันบอกว่าไม่เคยปลูกพืชวิญญาณที่ไร้ประโยชน์ แต่ดอกไม้ชนิดนี้เป็นข้อยกเว้น


   เพราะมันสวยงามและหายากมากทีเดียว


   พอย้อนคิดถึงที่มันยอมเด็ดดอกไม้ที่มันชอบที่สุดมาล้อมรอบนางไว้ นางยอมให้อภัยมันได้


   เยี่ยหลิงหลงกำลังนั่งอยู่ ตอนนี้พวกเหล่าสัตว์ภูติที่เพิ่งวิ่งหนีไป วิ่งกลับมากันหมด พวกมันต่างจ้องมองนางด้วยดวงตาที่กลอกไปมา


   "เจ้าไม่ตายหรือนี่?"


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ แล้วโยน.ดอกไม้ในมือไปที่หัวของหัวไชเท้าอ้วน จนสิ่งนั้นติดอยู่ระหว่างใบไม้ของมัน


   "พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าข้าตายหรือไม่ตาย? ลมหายใจ ชีพจร การเต้นของหัวใจ ลมปราณ มีเงื่อนไขมากมายให้ตัดสิน พวกเจ้าดูแค่เห็นหลับตา ก็ตัดสินใจกันเลยหรือ ?"


   หัวไชเท้าอ้วนเดินเข้ามาข้างหน้า พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด


   "เจ้ายังไม่ตายจริงๆด้วย !"


   "แล้วจะเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร ?"


   "แต่ก่อนหน้านี้ ทั้งลมหายใจ การเต้นของหัวใจ และสัญญาณชีพของเจ้าหายไปจนหมดเลยนะ"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไปทันที


   เป็นไปได้อย่างไร? นางเพียงแค่หลับไปเท่านั้นนะ!


   นางรู้แน่ชัดว่าตัวเองหลับและฝันไป แม้ว่าจะจำความฝันไม่ได้แล้วก็ตาม


   "ช่วงเวลานั้นยาวนานมากทีเดียว พวกข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะตายไปง่ายๆแบบนี้ พวกข้ารอคอยปาฏิหาริย์ แต่ก็ไม่มีวี่แววใดๆเลย"


   "ดังนั้นพวกเจ้าจึงฝังข้ารึ?"


   "ก็ไม่ใช่เสียทีเดียวหรอก แม้ว่าเจ้าจะไม่มีสัญญาณชีพใดๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่แปลกมาก บาดแผลของเจ้าไม่เน่าเปื่อย แต่กลับสมานตัว ดังนั้นพวกข้าจึงรออยู่นานมาก นานจนคิดว่าสวรรค์คงต้องการให้เจ้ามีร่างที่สมบูรณ์ พวกข้าถึงได้ฝังเจ้า"


   เรื่องนี้ช่างแปลกประหลาด


   เยี่ยหลิงหลงเท้าคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง คิดไม่ออกจึงล้มเลิกความคิดนั้นไป


   "ในเมื่อพวกเจ้าฝังข้าแล้ว แล้วทำไมต้องเปิดหน้าด้วยเล่า?"


   "เพื่อความสะดวกในการมากราบไหว้ร่างของเจ้าอย่างไรเล่า"


.........


   ‘ข้าขอบคุณพวกเจ้ามาก!!’


   เสี่ยวไป๋ที่เห็นว่านางยังมีชีวิตอยู่ มันรีบวิ่งเข้ามาอย่างดีใจทันที ปีนขึ้นไปบนบ่าของเยี่ยหลิงหลงแล้วซุกตัวเข้าหานางอย่างมีความสุข


   ส่วนเจาไฉเห็นเช่นนั้น มันก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบถอดหัวของตัวเองออกมายัดใส่อ้อมอกของเยี่ยหลิงหลง เรียกร้องขอให้นางกอดมันทันที


   ไท่จื่อชูคอสง่างามอย่างหยิ่งทะนง กระโดดขึ้นไปบนศีรษะของเยี่ยหลิงหลง แล้วนอนเอกเขนกอยู่บนนั้น


   ปีศาจมายาตัวน้อย วิ่งไปซบที่บ่าอีกข้างของเยี่ยหลิงหลง ขณะที่หยวนกุนกุ่นเดินไปนั่งเอนพิงอยู่ทางด้านซ้ายของนาง


   ส่วนเก้าหางยืนสงบเสงี่ยมอยู่ทางด้านขวามือ


   แม้แต่เจ้าหูยาว ก็ยังรวบรวมความกล้าพุ่งเข้าไปในอ้อมอกของเยี่ยหลิงหลง เพื่อแย่งพื้นที่กับหัวของเจาไฉคนละครึ่ง


   ตอนนี้เหลือเพียงหัวไชเท้าอ้วน ที่ยังยืนอยู่ตรงหน้านาง มองซ้ายมองขวาหาที่ว่างไม่เจอ มันโมโหจนต้องเตะดินกระจายไป


   "อายุปูนนี้แล้ว ยังจะมากอดกัน พวกเจ้าไม่อายบ้างหรือไร! ข้าไปละ ขี้เกียจมองพวกเจ้าแล้ว..."


   หัวไชเท้าอ้วนพูดยังไม่ทันจบ เยี่ยหลิงหลงก็ยกมันขึ้นมาวางไว้ข้างๆหูยาวทันที


   หัวไชเท้าอ้วนไม่ยอมแพ้ มันพยายามชูหัวขึ้น ราวกับทั้งตัวเต็มไปด้วยหนาม


   "ทำอะไรของเจ้า? ใครจะอยากได้ข้า!"


   "ข้าอยากได้เจ้านะ"


   หัวไชเท้าอ้วนร่างแข็งทื่อไป บนใบหน้ามีความอึดอัดใจอยู่บ้าง แต่ไม่นานหัวที่เคยดื้อดึงก็ก้มลงแนบกับแขนของเยี่ยหลิงหลงหนามทั้งหมดบนตัวหายไป รอยยิ้มของมันค่อยๆผุดขึ้นมาบนใบหน้าอย่างเงียบๆ


   "นับว่าเจ้าฉลาดพอ ข้าเป็นสมบัติล้ำค่า แน่นอนว่าเจ้าต้องอยากได้ข้าอย่างแน่นอน ด้วยคุณสมบัติของข้า ไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนทะนุถนอมดูแลทั้งนั้นแหละ"


   ในขณะที่หัวไชเท้าอ้วนยังคงพูดจ้อกแจ้ก เยี่ยหลิงหลงก็เริ่มตรวจดูบาดแผลบนตัวพวกมันแล้ว


   นางไม่รู้ว่าตนเองหลับไปนานเท่าไร แต่ดูเหมือนจะนานมาก เพราะบาดแผลตามร่างกายของพวกมันหายดีแล้ว แทบไม่เหลือร่องรอยใดๆ


   "ขอบคุณพวกเจ้ามากนะ ที่ยังอยู่เคียงข้างข้าตลอดเส้นทางนี้ พวกเราต้องออกจากที่นี่ได้แน่นอน"


   "แค่ขอบคุณเท่านั้นหรือ ? เราช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้นะ !"


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ นางเอื้อมมือไปคว้าใบไม้บนหัวของหัวไชเท้าอ้วน แล้วโยนมันเข้าไปในพื้นที่มิติ


   หลังจากโยนมันเข้าไปแล้ว นางยังเด็ดผลไม้ที่สวยที่สุดบนยอดเขาต่อหน้ามัน จนทำให้หัวไชเท้าอ้วนโมโหและเริ่มด่านางออกมาอีกครั้ง


   "ไอ้คนชั่ว! ไอ้คนไร้ยางอาย! ไอ้คนอกตัญญู!"


   "อืม! ถ้าเจ้าพูดอีกคำ! ข้าจะแสดงการกลืนผลบุญคุณสดๆให้เจ้าดู!"


..........


   หัวไชเท้าอ้วนเงียบกริบไปในทันที


   หลังจากจัดการหัวไชเท้าอ้วนเรียบร้อยแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ส่งของล้ำค่าอื่นๆกลับไปยังพื้นที่มิติ


   ตอนนี้ในพื้นที่มิติเหลือเพียงนางคนเดียวเท่านั้น


   ที่นี่ไม่เหมือนกับห้วงอเวจีที่เจ็ด ที่มีแต่ความมืดมิดไร้ขอบเขต เหนือศีรษะของนางมีท้องฟ้า ใต้เท้ามีผืนดิน เบื้องหน้าเป็นหุบเขาที่ทรุดโทรม ภายในหุบเขาดูเหมือนจะมีเศษหินแตกกระจายอยู่มากมายทีเดียว


   ดังนั้น นางจึงคาดเดาว่า ไม่แน่ที่นี่อาจจะเป็นห้วงอเวจีที่แปดก็ได้




จบตอน

Comments