บทที่ 1081: เจ้าช่างกล้านัก!
การคาดเดาของนางได้รับการพิสูจน์อย่างรวดเร็ว เพราะนางเห็นตัวอักษรสามตัวที่เขียนว่า "เมืองลั่วเสวี่ย" อยู่บนก้อนหินที่พังครึ่งหนึ่ง
มันวางอยู่ที่ด้านหน้าหุบเขา
แต่ทว่า พวกเขาร้องไห้คร่ำครวญอยู่ที่นี่มานานขนาดนั้นแล้ว ไม่เห็นปี้เหลียน มังกรดำและพี่เยี่ยเลยหรือไร?
ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะสามารถพบกันได้ที่ห้วงอเวจีที่แปดหรอกหรือ? ทำไมนางถึงไม่เจอใครสักคนเลยเล่า?
พวกเขายังไม่ลงมาอีกหรือ ?
เยี่ยหลิงหลงตัดสินใจรอต่อไปอีกสักพัก ไม่นานนางก็นำปราณวิญญาณที่เข้มข้นและมากมายที่ตนเองได้รับจากเมืองลั่วรื่อออกมา.ยส
ตั้งใจว่าจะดูดซับปราณวิญญาณเหล่านี้ให้หมดก่อน
แม้ว่าห้วงอเวจีที่เจ็ดจะผ่านมาอย่างยากลำบาก แต่นางก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่ารางวัลที่ได้รับนั้นมากมายมหาศาล
ในการต่อสู้เอาชีวิตรอดทั้งแปดครั้งในห้วงอเวจีที่เจ็ด นางได้ใช้วิชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนนี้วิชาสูงสุดทั้งหมดของนางได้ก้าวขึ้นสู่ระดับสี่แล้ว
หลังจากชนะการต่อสู้ ปราณวิญญาณทุกกลุ่มที่ได้รับ ล้วนเป็นรางวัลที่มีคุณภาพสูง นับว่าล้ำค่าเป็นอย่างยิ่ง และมีปริมาณมากจนน่าตกใจเลยด้วยซ้ำ
นางดูดซับปราณวิญญาณเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายทีละอย่าง แปรเปลี่ยนให้กลายเป็นการฝึกฝนของตน
หลังจากดูดซับปราณวิญญาณสายที่แปดเสร็จสิ้น
นางก็ลืมตาขึ้น
ความเย็นเยียบหยดลงบนปลายจมูกของนาง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นหิมะกำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า
ขณะนี้เมืองลั่วเสวี่ยได้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาหนึ่งชั้น หิมะเหล่านั้นได้ฝังกลบเศษหินทั้งหมดในเมืองลั่วเสวี่ย จนมองไม่เห็นอะไรเลยสักอย่าง
นางหันกลับไปมองด้านหลัง ไม่มีผู้ใดมาถึง ไม่มีแม้แต่เสียงความเคลื่อนไหวใดใดทั้งสิ้น
บนพื้นหิมะที่ขาวโพลนนั้น ไม่มีร่องรอยการผ่านมาของผู้ใดแม้แต่น้อย
นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดพวกเขาถึงไม่ปรากฏตัว
แม้ว่าปี้เหลียนจะมีพลังไม่มากพอที่จะผ่านห้วงเวจีที่เจ็ดได้ แต่การฝึกฝนของมังกรดำต้องผ่านได้อย่างแน่นอน
แม้ว่ามังกรดำจะติดอยู่ในการต่อสู้ที่ยังไม่จบ
แต่พี่เยี่ยเล่า?
เขารู้ว่าจะต้องเผชิญอะไรในเมื่องลั่วรื่อ เขาไม่เคยแสดงความกังวลว่าจะไม่สามารถผ่านด่านได้ แล้วเหตุใดจึงยังมาไม่ถึงเสียที?
นางนอนหลับอยู่ที่นี่มานานแล้ว หลังจากตื่นขึ้นมาก็ได้ฝึกฝนมาอีกนานโข แล้วเหตุใด คนพวกนั้นจึงไม่มีใครปรากฏตัวออกมาเลยสักคนเล่า?
เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นยืน จนดอกเสี่ยวไป๋บนพื้นถูกฝังอยู่ใต้หิมะ
สายลมอันเยือกเย็นของห้วงอเวจีที่แปด พัดโชยมาปะทะกับร่างอันบอบบางของนาง จนนางรู้สึกหนาวเป็นอย่างยิ่ง
นางหยิบเสื้อคลุมสีแดงออกมาจากแหวน เอามันมาคลุมร่าง หลังจากทิ้งจดหมายไว้ในที่เดิม นางก็ก้าวเดินเข้าไปในเมืองลั่วเสวี่ยทันที
เพราะนับตั้งแต่เข้ามาในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา ต้องบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางเข้าเมืองมาเพียงลำพัง
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมานั้น มีเพื่อนร่วมทางคอยช่วยเหลือมากมาย แต่พอเดินมาถึงตอนท้าย กลับเหลือเพียงนางเพียงคนเดียวเท่านั้น นี่เป็นสิ่งที่นางไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อนเลย
เมื่อเดินผ่านป้ายหินของเมืองลั่วเสวี่ย ทุกอย่างตรงหน้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น เพราะบนท้องฟ้ายังคงมีหิมะตกลงมา บรรยากาศในตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิมมากนัก
นางหันกลับไปมอง สิ่งที่สายตามองเห็นนอกจากความขาวโพลนของหิมะ มีเพียงหลุมที่เคยฝังร่างนางอยู่เท่านั้น
ภาพเบื้องหลังของนางนั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
นางหันกลับไปทางด้านนอกเมืองลั่วเสวี่ยด้วยความสงสัย และพยายามที่จะเดินออกไปในทิศทางที่นางเพิ่งเดินเข้ามา
สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจคือ นางสามารถเดินออกไปได้!
เพราะก่อนหน้านี้ทั้งเจ็ดห้วงอเวจีนั้น หลังจากเข้าเมืองแล้วไม่สามารถออกมาได้ แต่ห้วงอเวจีที่แปดนี้ นางกลับสามารถเดินเข้าออกได้อย่างอิสระ?
และหินศิลาที่มีการฝังอักขระเอาไว้นี้ ก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงการแจ้งให้ผู้มาเยือนทราบอย่างง่ายๆ ว่าที่นี่คือเมืองลั่วเสวี่ยเท่านั้น
เยี่ยหลิงหลงยังคงสามารถเดินกลับเข้าไปในเมืองลั่วเสวี่ยได้เช่นเดิม ตอนนี้หิมะใต้เท้าของนางหนาเป็นอย่างมาก แต่ทุกย่างก้าวของนางจะละลายหิมะใต้ฝ่าเท้าไปพร้อมๆกันด้วย
หลังจากหิมะละลาย แผ่นศิลาที่แตกหักที่ถูกปกคลุมไว้ก็ปรากฏขึ้นมา
บนแผ่นศิลาเขียนด้วยอักษรโบราณ นางพอจะอ่านออกบ้าง
หลังจากอ่านดูรอบหนึ่ง นางก็รู้ว่าข้อความบนศิลาเหล่านี้ มันเกี่ยวข้องกับการบูชายัญ แต่เป็นเพียงการบูชายัญธรรมดาธรรมดาเท่านั้น
ราวกับว่า เมื่อนานมาแล้ว ผู้คนในห้วงอเวจีที่แปดนี้ จะอยู่กันอย่างสงบสุข และที่ที่นางเดินผ่านคือเมืองๆหนึ่ง ที่มีแท่นบูชาสำหรับประกอบพิธีกรรมเท่านั้น
นางเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในภายหลัง เมืองถูกทำลาย ผู้คนสูญหาย ทุกสิ่งถูกกวาดล้างจนราบเรียบ ตอนนี้จึงเหลือเพียงแท่นบูชาที่มีค่ายกลมากที่สุดเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีแผ่นศิลาที่แตกหักทิ้งไว้อยู่ด้วย
และที่นางรู้สึกเช่นนี้ ก็เพราะนอกจากเยี่ยหลิงหลงจะพบแผ่นศิลาแล้ว นางยังพบเศษซากกำแพงบางส่วนด้วย
แต่เมื่อหิมะปกคลุม ร่องรอยทั้งหมดก็หายไป ราวกับว่าทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เยี่ยหลิงหลงไม่รู้เลยจริงๆ ว่าความลับของเมืองลั่วเสวี่ยนี้ อยู่ที่ใดกันแน่ และหลังจากที่นางเดินสำรวจพื้นที่นี้เสร็จ นางก็มุ่งหน้าไปยังด้านหลังของหุบเขา ซึ่งที่นั่นเป็นป่าทึบที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
นางไม่สามารถเดินทีละก้าวได้ นางจึงเรียกเก้าหางออกมา แล้วขึ้นนั่งบนหลังเก้าหางให้มันพานางบินเข้าไปข้างในทันที
และหลังจากที่นางบินผ่านป่าทึบนี้ไป ในที่สุดนางก็พบซากเมืองถัดไป พบว่าที่นั่นยังไม่ถูกหิมะปกคลุมไป นางจึงยังพอมองเห็นร่องรอยบางอย่างได้อยู่บ้าง
นางลงไปสำรวจรอบหนึ่ง แต่ข้อมูลที่ได้ก็ไม่ต่างจากที่ผ่านมาเท่าไหร่นัก
ดังนั้น นางจึงนั่งบนเก้าหาง และขึ้นบินอีกครั้ง มุ่งหน้าเข้าไปในที่ที่ลึกยิ่งขึ้น
ทว่าในขณะที่กำลังจะบินข้ามผืนป่าผืนใหม่ ไม่ทันไรนางก็ได้ยินเสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหวดังมาจากหลังภูเขา
เสียงคำรามนั้น ราวกัยว่ามันจะดังก้องไปทั่วฟ้าดิน แม้แต่พื้นดินบริเวณที่นางอยู่ ก็ยังสั่นสะเทือนเพราะเสียงที่กึกก้องนั้น พลังกดดันในเสียงคำรามทำให้นางรู้สึกถึงแรงกดดันอันทรงพลัง
ตอนนี้นางไม่รู้แล้ว ว่าสัตว์อะไรอยู่เบื้องหน้า แต่มันต้องแข็งแกร่งมากแน่นอน ความรู้สึกที่นางได้รับ มานั้น นางรู้สึกว่ามันแข็งแกร่งกว่าอสูรเทพทั้งสี่ และสัตว์ร้ายทั้งสี่ในชั้นที่เจ็ดเสียอีก
และด้วยสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาอย่างกระทันหันนี้ มันจึงทำให้นางรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างยิ่ง นางทนรับแรงกดดันอันทรงพลัง และสั่งให้เก้าหางบินไปข้างหน้า พยายามข้ามภูเขาลูกนี้เพื่อดูให้เห็นโฉมหน้าของสัตว์ประหลาดตัวมหึมาที่อยู่หลังภูเขานั่น
ทว่าในขณะที่กำลังเหินเวหาอยู่นั้น นางพบว่าร่างทั้งร่างของเก้าหางกำลังสั่นเทา
มันไม่กล้าบินต่อไปอีกแล้ว
เห็นทีนี่คงเป็นการกดข่มจากสายเลือดที่แข็งแกร่งกว่ากระมัง ?
แต่มันไม่ถูกต้องเอาเสียเลย เก้าหางเป็นนก จากเสียงคำรามนั้น สิ่งที่อยู่หลังภูเขาน่าจะเป็นสัตว์ร้าย
ไม่ควรมีการกดข่มทางสายเลือดมิใช่หรือ?
และในขณะที่ความสงสัยผุดขึ้นในสมอง เสียงคำรามของสัตว์ร้ายก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ถึงกับทำให้ภูเขาตรงหน้านางแตกออกทันที
นางบินเข้าไปใกล้มาก ดังนั้นเมื่อก้อนหินบนยอดเขาร่วงหล่นลงมา นางและเก้าหางจึงได้รับผลกระทบไปด้วยทันที
"ระวังนะ อย่าให้หินที่ร่วงหล่นโดนตัวเจ้า!"
เยี่ยหลิงหลงเพิ่งพูดจบ เรื่องที่ร้ายแรงกว่าก็เกิดขึ้น ภูเขาทั้งลูกตรงหน้าพวกเขานั้น พลันถล่มลงมา จุดที่หินถล่มลงมานั้นครอบคลุมพื้นที่ที่เยี่ยหลิงหลงอยู่ทั้งหมดทันที!
และเมื่อนางเห็นภูเขาลูกใหญ่ถล่มลงมาทางศีรษะ เยี่ยหลิงหลงจึงตะโกนว่า
"รีบบินหนีเร็วเข้า!"
แม้ว่าเก้าหางจะบินได้เร็ว แต่ความเร็วของภูเขาที่ถล่มลงมาด้านหลังนั้น เร็วกว่านางหลายเท่านัก
นางและเก้าหางพยายามบินออกจากพื้นที่ที่ภูเขาถล่ม แต่พวกเขาบินหนีไปไม่ทัน ตอนนี้ภูเขาที่แตกออกนั้น จึงได้ร่วงลงมาถึงตำแหน่งที่พวกเขาอยู่แล้ว
ในตอนที่ภูเขากำลังจะถล่มทับร่างพวกเขา ทันใดนั้น พลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่ง ก็พุ่งขึ้นมาจากด้านข้างล่างของนาง
มันพุ่งตรงไปยังภูเขาที่อยู่ด้านหลังนางในทันที
เสียง "โครม" ดังขึ้นอย่างกึกก้องกัมปนาท
มันพุ่งชนมุมหนึ่งของภูเขาที่กำลังจะถล่มลงมาทางเยี่ยหลิงหลงพอดี
ด้วยความช่วยเหลือนี้ ทำให้เยี่ยหลิงหลงรอดพ้นจากหายนะได้สำเร็จ
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมอง เห็นมังกรดำแปลงร่างกลับคืนสู่ร่างเดิม
หลังจากพุ่งชนเขา จนแตกออกเป็นมุมหนึ่ง มังกรดำก็ดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว พุ่งเข้าไปข้างๆเยี่ยหลิงหลงม้วนร่างนางและนกขึ้นมาบนร่างของตน จากนั้นก็พานางบินจากไปอย่างรวดเร็ว
"มังกรดำ !"
"เจ้าช่างกล้าหาญนัก! กล้าพุ่งเข้าไปขนาดนี้เชียวรึ!"
"ทางนั้นเกิดอะไรขึ้นหรือ?"
"เจ้าลองหันไปดูเองสิ"
เยี่ยหลิงหลงนั่งอยู่บนร่างของมังกรดำพอหันกลับไปมองภาพเบื้องหลัง ทั้งร่างก็ตกตะลึงจนชาไปหมดทันที
บทที่ 1082: คำโกหกเยี่ยงนี้ เก็บเอาไว้หลอกตนเองเถิด
เบื้องหลังบนท้องฟ้า เสียงคำรามของสัตว์ร้ายตนนั้นดังก้องขึ้น มังกรขาวตัวมหึมาพุ่งทะยานขึ้นสู่เมฆา
ด้วยท่วงท่าอันน่าเกรงขาม ช่างยิ่งใหญ่อลังการเสียเหลือเกิน
เกล็ดงดงามบนร่างของมัน เปล่งประกายวับวาวใต้แสงอาทิตย์ หางยาวของมันมีเส้นสายงดงาม อีกทั้งกรงเล็บอันแหลมคมของมันก็เป็นประกายเย็นเยียบ เขาคู่บนหัวของมันโดดเด่นเป็นพิเศษยากจะบรรยาย
เยี่ยหลิงหลงไม่ลังเลที่จะยืนยันทันทีที่เห็น มันคือมังกร
มังกรที่มีสายเลือดบริสุทธิ์และสูงศักดิ์เป็นอย่างยิ่ง!!
ไม่แปลกเลยที่มังกรดำวิ่งหนีเร็วและดูตื่นตระหนกไม่น้อย เพราะต่อหน้ามังกรขาวตัวนี้ มังกรดำเองก็ถูกข่มด้วยสายเลือดอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน
แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะไม่นานนางก็ได้ยินเสียงร้องก้องกังวานของหงส์ดังไปทั่วทั้งเก้าชั้นฟ้า
พร้อมกับเสียงนั้น เปลวเพลิงร้อนแรงก็พุ่งออกมาจากภูเขาลูกนั้น
และท่ามกลางเปลวเพลิงอันเจิดจ้าและสง่างามนั้น หงส์เพลิงตัวหนึ่งได้หมุนตัว บินสูงขึ้น พุ่งทะยานขึ้นสู่เมฆาสีคราม!
นั่นคือหงส์ หงส์ที่มีสายเลือดบริสุทธิ์และสูงศักดิ์เป็นที่สุด!
ไม่แปลกเลยที่เก้าหางไม่สามารถบินผ่านไปได้ ที่แท้อีกฟากของภูเขา นอกจากมังกรแล้วยังมีหงส์ ซึ่งเป็นอสูรเทพทั้งสองชนิด ที่มีจิตวิญญาณและสายเลือดสูงศักดิ์เป็นอย่างยิ่ง
หลังจากที่พวกมันบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่กลับส่งเสียงดังกึกก้อง อยู่ในชั้นเมฆที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ และเมื่อมองดูอย่างละเอียดถึงได้พบว่าพวกมันกำลังต่อสู้กันอยู่
มังกรและหงส์ ทั้งสองกำลังต่อสู้กัน ทั้งกระแสพลัง แรงกดดัน และท่วงท่า ทำให้เยี่ยหลิงหลงตะลึงงันไปทั้งตัวในทันที
ดวงตาคู่งามของนางจ้องมองอย่างไม่วางตา นางเองก็ไม่อยากพลาดการต่อสู้ครั้งนี้แม้แต่ฉากเดียว
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ นับว่ามีค่ายิ่งกว่าการได้เห็นอสูรเทพต่อสู้กับสัตว์อสูรในห้วงอเวจีที่เจ็ดเสียอีก
แต่นางไม่ได้ดูนานนัก เพราะมังกรดำพานางบินออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว
พวกมันจึงหายไปจากสายตาของเยี่ยหลิงหลงในทันที
จริงๆแล้วที่นี่อยู่นานไม่ได้ การต่อสู้ของพวกมันทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน และภูเขาถล่มทลาย ด้วยการฝึกฝนเพียงน้อยนิดของนาง หากไม่ระวังอาจเอาชีวิตเข้าไปแลกได้ !
มังกรดำบินไกลออกไปเรื่อยๆ และจากเทือกเขาไปจนถึงริมทะเลแห่งหนึ่ง มันจึงได้หยุดลง
ระยะทางเช่นนี้ รับประกันได้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้ของมังกรและหงส์อีกแล้ว
บนภูเขาเซียนที่อยู่ริมทะเล มังกรดำลงจอดอย่างนิ่มนวล ปล่อยเยี่ยหลิงหลงลง ส่วนตัวเขาเองก็นอนหมอบอยู่บนพื้นหอบหายใจ ยังคงไม่ขยับเขยื้อนไปที่ใดทั้งสิ้น เห็นได้ชัดว่าได้รับผลกระทบไม่น้อย
เยี่ยหลิงหลงเก็บเก้าหางเข้าที่ แล้วเดินไปตามร่างอันยาวเหยียดของมังกรดำจนถึงริมหน้าผา
จากนั้นนางก็ปรายตามองไปด้านนอก
แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนผิวน้ำทะเล ทำให้ผิวน้ำระยิบระยับงดงามเป็นอย่างยิ่ง
สายลมพัดเอื่อยๆอย่างอ่อนโยน พลังวิญญาณล้อมรอบเต็มไปหมด อีกทั้งบริเวณนี้ราวกับดินแดนเซียนที่ชวนให้หลงใหล
เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมอง จึงได้เห็นว่ามังกรดำกลับร่างเป็นมนุษย์แล้วเดินมาหานาง
ดูเหมือนเขาจะพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว
มังกรดำเห็นทิวทัศน์โดยรอบแล้ว กล่าวชื่นชมออกมาอย่างร่าเริงในทันที
"ที่นี่.งดงามจริงๆ"
"เจ้าพาข้ามาที่นี่ แต่เจ้าไม่เคยมาที่นี่ก่อนเลยหรือ?" เยี่ยหลิงหลงถามอย่างประหลาดใจ
"ไม่เคยมาเลย ข้าแค่บินไปตามทิศทางที่เลือกมาเรื่อยๆ จนมาถึงที่นี่ สมแล้วที่เป็นภพเทพจริงๆ"
"ภพเทพ?" เยี่ยหลิงหลงตกใจ
"ข้าเดาเอา" มังกรดำยักไหล่พลางกล่าว
"สัญชาตญาณบอกข้าว่า สถานที่ที่มีอสูรเทพอยู่มากมายเช่นนี้ ไม่น่าจะใช่ภพเซียนอย่างแน่นอน"
ราวกับว่าจะยืนยันคำพูดของมังกรดำ ทะเลเบื้องหน้าพลันมีคลื่นยักษ์ซัดสาดขึ้นมาทันตาเห็น
แม้จุดที่คลื่นซัดจะอยู่ไกลจากพวกเขามาก แต่น้ำทะเลที่อยู่ตรงหน้าภูเขา ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขายืนอยู่ก็ยังปั่นป่วนไปด้วย
จู่ๆก็มีมัจฉาสีดำทมิฬตัวมหึมาโผล่ขึ้นมาจากคลื่น เมื่อมันอ้าปากกว้าง ่างดูน่าหวาดกลัวเสียหลือเกิน ดูราวกับมันจะกลืนกินทะเลทั้งผืนเข้าไปได้
เยี่ยหลิงหลงเคยเห็นในตำรา คำบรรยายทั้งหมดตรงกับมัจฉาตัวมหึมาตรงหน้านี้
มันคือคุน !
ความตื่นตะลึงในยามที่ได้เห็นมัจฉาคุนนี้ ไม่ต่างจากตอนที่นางได้เห็นมังกรและหงส์ต่อสู้กันเลย
ในขณะนั้นเอง นางก็เชื่อคำพูดของมังกรดำโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เพราะภพเซียนไม่อาจรองรับอสูรเทพโบราณมากมายเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน
มัจฉาคุนตัวนี้โผล่ขึ้นมา เพียงแค่มันอ้าปากครั้งเดียวก็จากไปอีกรอบ หลังจากที่มันหายไปสักพัก คลื่นทะเลที่อยู่ไกลออกไปก็ยังคงปั่นป่วนไม่หยุด
แต่น้ำทะเลหน้าภูเขาเซียนที่อยู่ใต้เท้าพวกเขานั้นค่อยๆสงบลง
เยี่ยหลิงหลงเห็นทุดอย่างจบลง นางจึงถามว่า "นี่คือสภาพของห้วงเวจีที่แปดหรือ? จำลองภาพของภพเพทขึ้นมาอย่างนั้นหรือ ?"
มังกรดำตอบว่า "ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีภาพที่มหัศจรรย์กว่านี้ที่เจ้ายังไม่ได้เห็น เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปดูเอง"
"แล้วข้าจะข้ามผ่านห้วงอเวจีที่แปดไปได้อย่างไร?"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ก็ก้มลงมองข้อมือของตัวเอง
เพื่อยืนยันว่าเถาวัลย์ของห้วงอเวจีที่แปด ยังไม่มีใบใหม่งอกออกมาแม้แต่ใบเดียว
มังกรดำยื่นข้อมือของตนให้เยี่ยหลิงหลงดู บนนั้นมีใบไม้เหมือนกับของนางทุกประการเลย
"แม้แต่เจ้ายังมองไม่ออก ข้าก็ยิ่งมองไม่ออกใหญ่ ถึงแม้ว่าข้าจะอยู่ที่นี่มาพักใหญ่แล้ว แต่ข้ายังไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่างเลย"
เยี่ยหลิงหลงชะงักไป
ดูไม่ออกหรือ ?
ดูเหมือนจะดูไม่ออกจริงๆ ก่อนหน้านี้ ห้วง.อเวจีทั้งเจ็ด ล้วนมีเงื่อนไขในการผ่านด่านที่ชัดเจน แต่ห้วงอเวจีที่แปดนี้กลับไม่มีอะไรเลย
ไม่มีอันตราย ไม่มีภารกิจ ไม่มีข้อกำหนด ราวกับเพียงแค่เชิญพวกเขามาดูสถานที่ที่พวกเขาไม่สามารถแตะต้องได้ในขั้นนี้
"เจ้าอยู่ที่นี่มาสักพักแล้วหรือ ? แล้วทำไมข้าถึงไม่เห็นเจ้า ? แล้วทำไมเจ้าไม่รอพวกข้าเลยเล่า ?"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงถามขึ้นมาเช่นนี้ มังกรดำก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
"ใครบอกว่าข้าไม่ได้รอ ? ข้ารอมานานมากแล้ว ! ข้าไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าถูกทิ้งหรือไม่? ข้าลังเลอยู่นานก่อนจะเข้ามาคนเดียว!"
"เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่าถูกทิ้ง?"bandol.lonn7777YLksgmail.com
"ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ห้วงอเวจีที่เจ็ด..."
มังกรดำพูดได้ครึ่งทาง ก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าไม่ใช่เยี่ยหลิงหลงที่ไม่ให้รอ แต่เป็นเจ้านายต่างหาก
และตอนนี้ที่เยี่ยหลิงหลงถามเช่นนี้ แสดงว่านางไม่รู้เรื่องอะไรเลยแน่นอน
ยังดีที่เขาพูดไม่จบ จึงยังถือว่าพอมีทางแก้ไขได้อยู่บ้าง เขาไม่ได้ทรยศเจ้านาย
"พูดต่อสิ ทำไมพูดแค่ครึ่งเดียวล่ะ?"
"ข้าจำผิดไปน่ะ"
เยี่ยหลิงหลงได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเยาะออกมาทันที
"คำโกหกแบบนี้ เจ้าเก็บเอาไว้หลอกตัวเองเถอะ"
.........
แค่โกหกเท่านั้น ทำไมมันถึงยากนักนะ ?
มังกรดำเงียบไป เยี่ยหลิงหลงก็ไม่อยากจะรังแกเขาอีก เขาก็แค่คนโง่คนหนึ่งเท่านั้น คนที่ควรสืบสวนจริงๆ คือคนที่มีความคิดชั่วร้ายต่างหาก
"ในเมื่อเจ้ารออยู่ที่ห้วงอเวจีที่แปดมานาน ทำไมถึงไม่เห็นข้าเลยเล่า? ข้ารออยู่ที่ประตูเมืองลั่วเสวี่ยนานมากแล้วนะ"
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน" มังกรดำเกาศีรษะ
"พูดถึงเมืองลั่วเสวี่ยนี่ ข้าว่ามันแปลกอยู่ไม่น้อยเลยนะ ไม่มีแม้แต่กำแพงเมือง มีแค่หินจารึกตั้งอยู่นอกหนองน้ำ เพียงเท่านี้ก็นับว่าเป็นเมืองลั่วเสวี่ยแล้วหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงชะงัก หนองน้ำหรือ?
แต่ที่นางเห็นจุดลงจอด มันอยู่ในหุบเขามิใช่หรือ?
ดังนั้นจุดลงจอดที่ห้วงอเวจีที่แปดนี้ คงไม่เหมือนกันสินะ?
"เจ้าเห็นปี้เหลียนหรือไม่?"
"ไม่เห็น ข้าเห็นแค่เจ้าคนเดียว แม้แต่เจ้านายข้าก็ยังไม่เจอเลยด้วยซ้ำ"
ดูเหมือนว่าจุดลงจอดที่ปราการที่แปดจะแตกต่างกันจริงๆนะ
"พวกเราควรทำอย่างไรดี?"
แม้ว่าปกติแล้ว เขาจะไม่ค่อยชอบเยี่ยหลิงหลงเท่าไร แต่ต้องยอมรับว่าเมื่อได้เห็นนางในตอนนี้ จิตใจของเขาก็สงบลงมากจริงๆ
"ลองสังเกตสถานการณ์ดูก่อน" เยี่ยหลิงหลงหยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อว่า
"เมื่อครู่นี้ เจ้าบอกว่ามีเหตุการณ์ที่เหนือจริงกว่านี้ มันหมายถึงอะไรกันแน่?"
"อ๋อ! ใช่! ข้าจะพาเจ้าไปดู บางทีอาจจะพบเบาะแสก็เป็นได้!"
บทที่ 1083: พวกเจ้าจะไปที่ใด?
ครั้งนี้มีมังกรดำนำทาง เยี่ยหลิงหลงจึงไม่จำเป็นต้องเรียกสัตว์อาชาของตนเองอกมา เพราะมังกรดำแปลงร่างกลับเป็นร่างดั้งเดิม และพานางบินไป
อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่นี่ เยี่ยหลิงหลงรู้สึกได้ชัดเจน ว่าหลังจากมาถึงที่นี่ มังกรดำใช้เวลาอยู่ในร่างดั้งเดิมนานขึ้นกว่าเดิม
ดูเหมือนมันจะเพลิดเพลินกับการโบยบินอย่างอิสระในผืนฟ้าแห่งนี้
มังกรดำพานางบินไปอย่างรวดเร็ว นางเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพื้นที่ที่นี่จำกัดหรือไม่? แต่นางรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตเท่าใดนัก
และถ้าหากที่นี่เป็นภพเทพที่แท้จริง มันควรจะกว้างใหญ่ไพศาลมากกว่านี้มิใช่หรือ?
อย่างน้อยก็ต้องบินเป็นเวลานานกว่าจะข้ามภูเขาและแม่น้ำได้
ทว่าระหว่างที่บินอยู่นั้น นางก็สังเกตพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด เพื่อหาร่องรอยของปี้เหลียนและพี่เยี่ย
ที่นี่มีทั้งสัตว์แปลกและนกที่หายาก พืชวิญญาณล้ำค่าก็งอกงามอยู่ทั่วไป แต่กลับไม่เห็นผู้คนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
พวกเขาบินไปเรื่อยๆเป็นเวลานาน ในที่สุดก็มาถึงสถานที่มหัศจรรย์ ที่มังกรดำเคยกล่าวถึง
และเมื่อพวกเขามาถึง แม้ว่าคราวนี้มังกรดำจะไม่ได้บอก แต่เยี่ยหลิงหลงก็มองเห็นได้ทันที มันเป็นสถานที่ที่มหัศจรรย์โดยแท้
เบื้องหน้าของนาง เป็นขุนเขาที่เต็มไปด้วยพืชพรรณเขียวขจี ทั่วทั้งบริเวณมีเสียงนกร้องและกลิ่นหอมของดอกไม้กรุ่นมาตามสายลม
สายลมพัดโชยอ่อนๆ ปราณวิญญาณเข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง
แต่เมื่อมองไปด้านหน้าอีกนิด นางจึงได้พบว่า
ภพแห่งนี้ ได้ถูกตัดขาดออกจากหัน มันมีเส้นแบ่งเขตแดนชัดเจน และฝั่งตรงข้ามของภพเทพกลับเป็นภพมารที่เต็มไปด้วยปราณมารสีดำที่ลอยล่องอยู่เต็มท้องฟ้า !
ตรงกลางไม่มีการเชื่อมต่อใดๆทั้งสิ้น ไม่มีทางเข้าออก ราวกับว่าปริศนาของภพเทพและปริศนาของภพมารนั้น ถูกบังคับให้แยกขาดออกจากกัน พื้นดินที่สูงต่ำนั้น ไม่อาจเชื่อมต่อกันได้
ขุนเขาและทะเลสาบ ต้องหยุดลงทันทีเมื่อถึงเส้นแบ่ง
และเมื่อนางมองจากระยะไกล นางจึงเห็นเพียงเส้นบางๆกั้น สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
นางพบว่าขาวกับดำตัดกันอย่างชัดเจน แล้วนี่จะไม่นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ได้อย่างไร ?
นี่คือภาพที่แปลกประหลาดที่สุดที่เยี่ยหลิงหลงเคยเห็นมา !
มังกรดำบินมา และหยุดลอยอยู่กลางอากาศเหนือเส้นแบ่งเขตแดนเล็กน้อย
เยี่ยหลิงหลงมองเห็นจุดปะทะระหว่างภพเทพและภพมารได้อย่างชัดเจน
นางดูดีว่าที่นี่ไม่มีค่ายกล ทั้งยังไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ ดูเหมือนจะข้ามไปได้อย่างง่ายดาย
เยี่ยหลิงหลงจึงเอ่ยถามว่า "เจ้าเคยไปฝั่งตรงข้ามหรือไม่?"
"ข้าไม่เคยไป ข้ากลัวว่าถ้าไปแล้วจะกลับมาไม่ได้ และเมื่อพวกเจ้าไม่อยู่ ข้าเองก็ไม่กล้าทำอะไรตามใจชอบ"
มังกรดำพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ลอยขึ้นจากตัวเขา บินตรงไปยังเขตแดนระหว่างภพเทพและภพมารทันที
เมื่อบินมาถึงเส้นแบ่งพรมแดน ทุกคนก็เห็นนางมองไปทางนั้นด้วยความใฝ่ฝัน
มังกรดำร้องเตือนด้วยความกังวล "เจ้าต้องระวังตัวให้ดีนะ!"
เยี่ยหลิงหลงระมัดระวังตัว นางพยายามรวบรวมพลังวิญญาณแล้วปล่อยไปทางภพมาร
นางเห็นพลังวิญญาณทะลุผ่านเส้นแบ่งเขตแดนทั้งสองภพ เข้าไปในภพมารและพุ่งชนก้อนหินจนแตกละเอียด
พลังไม่ได้อ่อน.ลง ไม่ได้เปลี่ยนทิศทาง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ สิ่งนี้ทำให้เยี่ยหลิงหลงมีความกล้ามากขึ้น
นางกระโดดเบาๆ บินข้ามไปยังอีกฝั่งเข้าสู่ภพมารในทันที
ปราณมารเข้มข้นพุ่งเข้ามา เยี่ยหลิงหลงรู้สึกราวกับว่าตนเองได้มาถึงภพมารจริงๆ
"มังกรดำ ตรงนี้สามารถบินข้ามมาได้เลย! เจ้าลองข้ามมาสิ!"
เยี่ยหลิงหลงร้องอย่างตกใจ นางชี้นิ้วไปยังทิศทางหนึ่งในภพมาร
มังกรดำมองตามที่นางชี้ไป เห็นเพียงว่าหลังภูเขาหินในทิศทางนั้น ดูเหมือนจะมีคนกำลังต่อสู้กันอยู่ แม้ว่าเขาจะมองได้ไม่ชัดนัก แต่หูกระต่ายที่โผล่ขึ้นมาเป็นระยะระยะนั้น พวกเขาจำได้ในแวบเดียว
"เป็นปี้เหลียนนี่!"
มังกรดำร้องออกมา รีบบินจากภพเทพมายังภพมาร จากนั้นก็พาเยี่ยหลิงหลงพุ่งตรงไปยังจุดที่ปี้เหลียนกำลังต่อสู้อยู่อย่างรวดเร็ว
ขณะที่คนกับมังกรบินเข้าไป พวกเขาเห็นปี้เหลียน เจ้ากระต่ายตัวเดียวกำลังโบกดาบในมือฟันไปมาอย่างบ้าคลั่งในปราณมารที่เข้มข้น
แต่ตรงหน้าเขากลับไม่มีเผ่ามารแม้แต่ตนเดียว
เขาเสียสติไปแล้วหรือไร?
"ปี้เหลียน ? ปี้เหลียน !"
เยี่ยหลิงหลงและมังกรดำต่างเรียกเขาหลายครั้ง แต่เดิมคิดว่าปี้เหลียนคงไม่ตอบสนอง พวกเขาจึงเตรียมพร้อมที่จะทำให้กระต่ายสลบ และพาตัวไปด้วยกำลังเสียเลย
ใครจะรู้ว่าเพียงแค่เรียก ปี้เหลียนก็กลับหันหลังมาทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"บรรพบชนเยี่ย! มังกรดำ! ในที่สุดข้าก็พบพวกเจ้าเสียที!"
เขาตะโกนด้วยความตื่นเต้น ละทิ้งการต่อสู้กับพวกปราณมารที่อยู่ตรงหน้า แล้วหันหลังวิ่งพุ่งตรงมาทางพวกเขาทันที
หากปี้เหลียนไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดใด เยี่ยหลิงหลงคงไม่ตื่นตระหนกถึงเพียงนี้
แต่ตอนนี้ปี้เหลียนกลับวิ่งมาหา ด้วยท่าทีกระตือรือร้นเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงจึงรู้สึกไม่แน่ใจขึ้นมาเสียแล้ว
นางยังไม่ทันได้พูดอะไร มังกรดำก็ถอยหลังไปก่อนแล้ว
มันเว้นระยะห่างจากปี้เหลียนในทันที
"พวกเจ้าทำอะไรกัน ?" ปี้เหลียนตกตะลึง
"เจ้าทำอะไรของเจ้า?" มังกรดำถามตรงๆ
"เจ้าฟันพวกปราณมารไปทั่วทำไมกัน?"
"พูดไปพวกเจ้าอาจจะไม่เชื่อ ในภพมารนี้ มีสัตว์อสูรโบราณมากมายเลยนะ แต่ละตัวน่ากลัวยิ่งนัก ทำเอาข้าต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปทั่วเลย"
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่เจ้าฟันปราณมารไปทั่วด้วยเล่า?"
"ข้าสู้พวกมันไม่ได้ ก็เลยมาฟันปราณมารระบายอารมณ์แทนน่ะสิ ไม่งั้นข้าก็ต้องเดินวนเปล่าๆ อยู่ที่นี่" ปี้เหลียนถอนหายใจพลางกล่าว
"ที่น่าโมโหคือ แม้แต่ปราณมารที่นี่ข้ายังไม่อาจทำลายได้เลยด้วยซ้ำ! ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนระดับข้าควรอยู่เลยจริงๆ!"
เยี่ยหลิงหลงได้ฟังแล้วก็เงียบไปพักใหญ่
เห็นทีคงจะเสียสติไปแล้ว ปี้เหลียนถูกเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ บีบคั้นจนเสียสติไปแล้ว
"ถ้าเจ้าไม่มีอะไรทำ เหตุใดไม่มาหาพวกข้า?" มังกรดำย้อนถาม
"ก็หาอยู่ตลอดนั่นแหละ แต่หาไม่เจอน่ะสิ" ปี้เหลียนทำหน้าไร้เดียงสา
"ข้าค้นทั่วภพมารแล้ว แต่ไม่เห็นพวกเจ้าเลย"
"เจ้าจะค้นหาที่ภพมารไปทำไม? ไม่ไปหาที่ภพเทพเล่า?"
ปี้เหลียนชะงักไปครู่หนึ่ง
"ภพเทพรึ?"
มังกรดำเบิกตากว้าง ไอ้กระต่ายนี่คงไม่รู้จักภพเทพกระมัง?
เยี่ยหลิงหลงชี้นิ้วไปยังเขตแดนระหว่างภพเทพและภพมาร
ปี้เหลียนมองตามไป ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลน
"ข้าไม่เคยเห็นที่นี่มาก่อนเลยนะ ก่อนหน้านี้ข้าเที่ยวอยู่แต่ในภพมารเท่านั้น"
ปี้เหลียนถามว่า "หมายความว่าพวกเจ้าตกลงมาที่นั่น ตอนที่มาถึงห้วงอเวจีที่แปดใช่หรือไม่?"
"ใช่แล้ว"
"ปี้เหลียน เจ้าได้พบกับพี่เยี่ยแล้วหรือไม่?" เยี่ยหลิงหลงถาม
"ข้ายังไม่ได้พบเลย"
คำตอบนี้ไม่ได้ทำให้เยี่ยหลิงหลงรู้สึกประหลาดใจเท่าใด เพราะในเมื่อเขาสามารถปิดบัง และคอยทำอะไรลับหลังนางได้
การที่เขาจะปรากฏตัวให้เห็น คงเป็นเรื่องแปลกไม่น้อยเลย
"แล้วเจ้าเห็นสิ่งผิดปกติอะไรในภพมารบ้างหรือไม่ ตั้งแต่ข้ามาที่นี่ ข้ายังไม่พบวิธีที่จะทำให้เราผ่านห้วงอเวจีที่แปดไปได้เลย" เยี่ยหลิงหลงกล่าว
"สิ่งผิดปกติหรือ?" ปี้เหลียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ในเมื่อเจ้าถามเช่นนี้ ข้าก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ข้าเห็นจะนับว่าผิดปกติหรือไม่?"
"เช่นนั้นเราไปดูด้วยกันเถอะ อย่างไรเสียตอนนี้พวกเราก็ไม่มีเบาะแสอื่นอยู่แล้ว"
"ได้"
หลังจากปี้เหลียนตอบตกลง เขาก็ปีนขึ้นไปบนหลังมังกรดำแล้วนั่งลงข้างๆเยี่ยหลิงหลงทันที
"เห้อ! ไม่ได้พบกันเลยนะปี้เหลียน เจ้าฝึกฝนไปถึงขอบเขตบูรณาการขั้นปลายแล้วหรือ?"
ปี้เหลียนส่ายหูกระต่ายอย่างเขินอาย
"ท่านบรรพชนเยี่ย เจ้าก็ถึงขั้นขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายแล้วไม่ใช่หรือ? พวกเราก็ฝึกได้เร็วพอๆกันนั่นแหละ ที่นี่เป็นสถานที่ดีในการฝึกฝน แต่ทุกที่ล้วนอันตรายถึงชีวิต ข้าเกือบไม่รอดจากห้วงอเวจีที่เจ็ดแล้ว โชคดีที่ข้ามีอาวุธวิเศษ จึงรอดมาได้อย่างหุดหวิด"
"เดี๋ยวค่อยคุยกันก็ได้ จะไปที่ใด บอกทางมา!" มังกรดำเร่งถาม
"อ้อ! เจ้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ถูกแล้ว ทางนั้นแหละ!"
ปี้เหลียนชี้ทางให้ มังกรดำรีบทะยานขึ้นไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ยังบินไปไม่ไกลนัก จู่ๆก็มีเสียงคุ้นหูดังมาจากด้านหลัง
"พวกเจ้าจะไปไหนกัน?"
บทที่ 1084: หากฟ้าขวางข้า ข้าก็จะฉีกมันทิ้งเสีย!!
เมื่อได้ยินเสียงนั้น มังกรดำหันกลับไปทันทีโดยไม่ต้องคิด
เมื่อหันไป พวกเขาทั้งสามก็เห็น เยี่ยชิงเสวียนยืนอยู่ที่ระหว่างภพเทพและภพมาร
เขาไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม ยังคงสวมชุดผ้าไหมสีดำ ใบหน้าก็ไม่ได้แสดงอารมณ์พิเศษใดๆออกมาเช่นเดิม
เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันได้พูดอะไร มังกรดำก็อดใจไม่ไหวร้องตะโกนขึ้นมาก่อน
"นายท่าน! ในที่สุดข้าก็หาท่านเจอแล้ว! ตอนที่ข้าเข้ามาแล้วไม่พบท่าน ข้าเกือบจะเสียสติอยู่แล้ว!"
ในขณะที่ มังกรดำกำลังตะโกนอยู่ตรงนี้ เยี่ยชิงเสวียนก็ยืนฟังอย่างเงียบๆอยู่ตรงนั้น แต่ทว่าสายตาของเขา กลับจับจ้องอยู่ที่เยี่ยหลิงหลงตลอดเวลา
ในตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงก็กำลังมองเขาเช่นกัน
นางมีลางสังหรณ์ไม่ดี การปรากฏตัวของเขาในครั้งนี้ นับว่าแปลกประหลาดเกินไป
ด้านข้าง ปี้เหลียนทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว คนทั้งสองกำลังสบตากันอย่างหวานซึ้ง แต่ไม่มีโอกาสได้พูดอะไรสักคำ
ทั้งหมดนี้ก็เพราะไอ้โง่มังกรดำนี่ยังคงส่งเสียงร้องโวยวายไม่หยุดนี่แหละ! ไอ้บ้านี่ช่างไม่มีความเกรงใจเอาเสียเลย!
ดังนั้นเขาจึงดึงเกล็ดของมังกรดำออกมาหนึ่งแผ่น จนทำให้มันร้องด้วยความเจ็บปวด
"ใครกล้ามาทำร้ายข้า?"
"ข้าเอง!" ปี้เหลียนยอมรับอย่างกล้าหาญ
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือไร?"
"ใช่! ช่วงนี้ข้าบ้าไปหน่อย!"
"ลงมาเดี๋ยวนี้นะ!"
"ก็ได้ เจ้าคิดว่าข้ากลัวเจ้าหรือไร?"
ปี้เหลียนลงมาจากตัวของมังกรดำจริงๆ แต่ก่อนจะลงมา มันหันไปดึงแขนเสื้อของเยี่ยหลิงหลงให้ลงไปด้วย
"ขอรบกวนท่านบรรพบุรุษเยี่ยหลีกทางให้ข้าด้วย ข้ามีเรื่องต้องไปจัดการกับมังกรดำสักหน่อยขอรับ"
มังกรดำถึงกับงุนงงกับความกล้าหาญของปี้เหลียน
เขาช่างกล้าหาญเหลือเกิน แค่ผู้ฝึกบำเพ็ญขอบเขตบูรณาการขั้นปลาย กลับกล้าท้าทายเขาอย่างนั้นหรือ?! เขาคิดจะทำอะไรกันแน่?
หลังจากเยี่ยหลิงหลงลงมาแล้วเรียบร้อย ปี้เหลียนก็พามังกรดำไปคุยกันที่มุมหนึ่ง ตอนนี้ จุดนั้นจึงเหลือเพียงเยี่ยหลิงหลงและเยี่ยชิงเสวียนสองคนเท่านั้น
"ท่านไปที่ใดมา?"
"ไปตามหาวิธีแก้ไขมา"
"เหตุใดถึงต้องหลอกข้า? ที่ประตูเมืองลั่วรื่อ ท่านหลอกข้าว่า พวกเขายังไม่ได้เข้าไปในเมือง แต่ความจริงท่านปล่อยให้พวกเขาจากไป ตอนที่ข้ากำลังฝึกฝนอยู่"
"หากข้าบอกว่าข้าแค่อยากอยู่กับเจ้าตามลำพังอย่างสงบ ไม่อยากให้พวกเขามารบกวน เจ้าจะเชื่อหรือไม่ ?"
เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้ว นางรู้สึกว่าเขากำลังล้อเล่นกับคำพูดของนาง
เยี่ยชิงเสวียนเห็นนางกำลังจะมีน้ำโห เขาก็หัวเราะเบาๆ เดินเข้าไปหาเยี่ยหลิงหลงแล้วลูบศีรษะนาง
"ข้าพูดจริง ไม่ได้หลอกเจ้าเสียหน่อย เจ้าโกรธหรือ?"
"ใช่น่ะสิ!!!"
"อย่าโกรธเลย เดี๋ยวข้าจะชดใช้ให้เจ้าเอง"
"ตอนนี้ชดใช้ไม่ได้หรืออย่างไร?"
"ตอนนี้ต้องแก้ไขสถานการณ์ในห้วงอเวจีที่แปดก่อน"
เยี่ยหลิงหลงชะงักค้างไปทันที นางก้มลงตรวจสอบข้อมือของตนเองอีกครั้ง นางจึงได้พบว่าเถาวััลย?ของนางไม่มีใบไม้ใหม่งอกออกมาเลย
"เจ้ารู้วิธีทำลายมันหรือ ?"
"ข้าพบวิธีแล้ว มันอยู่ที่รอยต่อระหว่างภพเทพและภพมารนี่เอง"
เยี่ยชิงเสวียนพูดจบก็จูงมือเยี่ยหลิงหลงไป เขาพานางเดินไปยังรอยต่อระหว่างภพเทพและภพมาร
จากนั้นก็ชี้นิ้วขึ้นไปด้าน.บน
"เจ้าลองมองดูรอยต่อนี้ให้ดีๆเถิด"
เยี่ยหลิงหลงจ้องมองอย่างจริงจัง พบว่าแม้ภพเทพและภพมารจะประกบติดกัน แต่ทว่ากลับไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเลย
นั่นหมายความว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ มันเป็นเพียงการบังคับให้สองสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน มาอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่องค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบแต่อย่างใดเลย
ในตอนนั้นเอง ความคิดที่ทั้งเหลวไหลและกล้าหาญ ก็ผุดขึ้นในสมองของเยี่ยหลิงหลง
"ข้าเห็นแล้ว พวกมันไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่..."
"สมแล้วที่เป็นเสี่ยวเยี่ยผู้ชาญฉลาด สิ่งที่เจ้าคิดนั้น ถูกต้องแล้ว"
เยี่ยหลิงหลงเบิกตากว้าง นิ้วชี้ไปยังจุดบรรจบกันเบื้อง.บน
ทว่ายามนี้มือของนางยังคงสั่นเล็กน้อย
"ท่านหมายความว่า พวกเราต้องฉีกมันออกอย่างนั้นหรือ ?"
"ถูกต้อง ทางออกอยู่ตรงนี้ การจะออกจากห้วงอเวจีที่แปดได้นั้น มีเพียงวิธีนี้!!"
แม้ว่านางได้รับการยืนยันจากเยี่ยชิงเสวียนแต่เยี่ยหลิงหลงยังคงรู้สึกว่าการฉีกท้องฟ้าระหว่างสองภพนั้น เป็นเรื่องบ้าคลั่งอย่างยิ่ง!
วิธีแก้ไขสถานการณ์ในห้วงอเวจีที่แปด กลับเป็นการฉีกช่องว่างตรงจุดบรรจบกัน ระหว่างภพเทพและภพมาร !
สวรรค์จะขวางข้า ข้าก็จะฉีกสวรรค์ทิ้ง
หากไม่มีช่องทาง ข้าก็จะสร้างช่องทางขึ้นมาเอง!
ช่างโอหัง ช่างยิ่งใหญ่
สิ่งที่นางกำลังจะทำนี้ ช่างทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นเต้นและเร้าใจยิ่งนัก!
"ไม่เช่นนั้น เจ้าคิดว่าเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ เป็นที่ที่อยากออกเมื่อไหร่ก็ออกได้หรือ?"
"แต่ว่าพวกเรา..."
"พวกเราทำได้อย่างแน่นอน"
เสียงของเยี่ยชิงเสวียนราบเรียบ ราวกับกำลังบรรยายความจริงที่มันเป็นอยู่
"เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่ ?"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"ข้าจำได้ว่า บนชั้นหนังสือของเจ้า มีตำราเกี่ยวกับค่ายกลอยู่เล่มหนึ่ง ในนั้นมีกล่าวถึงค่ายกลที่เรียกว่า ค่ายกลแยกฟ้าผ่าดิน เจ้าลองหยิบออกมาดูสักหน่อยเถิด"
หลังจากที่เยี่ยชิงเสวียนพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็รีบค้นหาในแหวนเก็บของของนางทันที นางเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน จึงรีบค้นหาคำอธิบายเกี่ยวกับค่ายกลนี้ ในตำราค่ายกลโบราณเล่มหนึ่งที่อยู่ด้านหลังสุด
"เจอแล้ว!"
"เจ้าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ในการสร้างค่ายกลเช่นนี้ได้?"
เยี่ยหลิงหลงก้มหน้าพลิกหนังสือโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง ตอนนี้นางรู้สึกตื่นเต้น การเล่นอะไรแบบนี้ ยังคงเป็นสิ่งที่นางชอบที่สุดจริงๆ
"ข้าไม่แน่ใจ แต่จะพยายามทำให้เร็วที่สุด"
"ดี! ข้าจะรอเจ้า!"
เยี่ยหลิงหลงตอบรับ แล้วนั่งลงบนพื้น
พร้อมกับหยิบสมุดบันทึกออกมาจากแหวนเก็บของอย่างคล่องแคล่ว
เยี่ยชิงเสวียนนั่งลงข้างกายนางอย่างเงียบๆ เหมือนตอนที่รอนางฝึกฝนอยู่ที่ห้วงอเวจีที่เจ็ดไม่มีผิด
ในเวลานั้น มังกรดำและปี้เหลียนที่อยู่อีกด้านหนึ่งเห็นพวกเขานั่งลง จึงรีบเข้ามาถามถึงสถานการณ์
แต่ยังไม่ทันที่จะเดินเข้ามาใกล้ ก็ถูกเยี่ยชิงเสวียนไล่ไปด้วยการโบกฝ่ามือเพียงครั้งเดียว
ทั้งสองคนรู้ความ จึงจากไปท่องเที่ยวในภพเทพและภพมารด้วยกัน
เวลาผ่านไป ดั่งม้าขาวควบผ่าน
สมุดตรงหน้าเยี่ยหลิงหลง เปลี่ยนจากหนึ่งเล่มเป็นสามสี่เล่ม กระดาษแผ่นใหญ่ที่เต็มไปด้วยอักขระและเส้นทางของค่ายกล เริ่มวางเกลื่อนพื้น
อย่างน้อยก็มีสิบกว่าแผ่นเห็นจะได้
เยี่ยหลิงหลงจดจ่ออย่างมาก นางไม่ได้จำเวลา แต่นางรู้ว่าหิมะในภพเทพและปีศาจนี้ ตกลงมาหลายครั้ง และละลายไปหลายครั้งเช่นกัน
เมื่อในที่สุดนางทำเสร็จ นางก็กระโดดขึ้นพร้อมกับต้นฉบับค่ายกลคร่าวๆของตัวเอง
"ข้าทำเสร็จแล้ว!"
เยี่ยชิงเสวียนพยักหน้าพลางยิ้มบาง
"ข้าก็ทำเสร็จเช่นกัน"
"ท่าน? ท่านก็ทำด้วยหรือ?"
"อืม ยื่นมือมา"
เยี่ยหลิงหลงไม่ยื่นมือให้ เยี่ยชิงเสวียนจึงต้องคว้ามือนางมาเอง แล้วกางฝ่ามือนางออก
จากนั้นเขาก็แตะมือเบาๆลงบนฝ่ามือของนาง ในชั่วพริบตาต่อมา เรือเหาะขนาดจิ๋วก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนาง
"เรือเหาะ !"
เยี่ยหลิงหลงร้องเสียงดังด้วยความตื่นเต้นดีใจ
"อืม! ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าอยากสร้างเรือเหาะเป็นของตัวเอง จึงได้เก็บเงินไว้มากมาย แต่เดิมตั้งใจจะให้หอการค้าจินถงสร้างให้เจ้า"
"ใช่แล้ว! หลังจากนั้นท่านบอกว่าจะสร้างให้ข้าเอง แล้วก็ให้รายการมา สั่งให้ข้าไปซื้อวัสดุ ข้าซื้อวัสดุมาเป็นมูลค่าถึงสี่สิบล้านหินวิญญาณเชียวนะ!"
"ตอนนี้ข้าสร้างเสร็จแล้ว ส่งมอบให้เจ้าอย่างเป็นทางการแล้วกัน"
เยี่ยหลิงหลงยกฝ่ามือขึ้น มองเรือเหาะขนาดเล็กด้วยความปลาบปลื้มและตื่นเต้น
ช่างงดงามประณีตเหลือเกิน !
ด้านนอกของเรือเหาะ สลักลวดลายเมฆอันวิจิตรมากมาย ราวกับว่าเรือเหาะนี้กำลังล่องลอยอยู่เหนือกลุ่มเมฆอย่างไรอย่างนั้น
ทั้งการเลือกใช้สี การออกแบบ ทุกสิ่งทุกอย่างตรงกับรสนิยมของนางทั้งหมด
มันจึงถูกใจนางเป็นอย่างยิ่ง!
เพียงแต่เรือเหาะนี้ ทุกอย่างดีหมด มีแค่ขนาดที่ค่อนข้างเล็กเท่านั้น
มันเป็นเรือเหาะชั้นเดียว ห้องเดียว ดูแล้วรองรับผู้โดยสารได้เพียงสี่คนเท่านั้น หากมากกว่านั้นก็จะรู้สึกแออัด
แต่ดูไปดูมา มันดูประณีตกว่าเรือเหาะของอาจารย์ที่อยู่ในโลกมนุษย์เสียอีก
บทที่ 1085: พี่เยี่ยเป็นอัจฉริยะที่สวรรค์สร้างมาหรืออย่างไร?
"เจ้ารู้สึกว่ามันเล็กไปหน่อยใช่หรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงชะงักไปทันที
"นี่เป็นโหมดประหยัดหินวิญญาณ เป็นเรือเหาะสำหรับการใช้งานคู่"
เป็นโหมดคู่อีกแล้วหรือ?
พี่เยี่ยเป็นอัจฉริยะที่สวรรค์สร้างมาหรืออย่างไร?
นางเห็นเพียงว่าเยี่ยชิงเสวียนแตะเบาๆบนเรือเหาะ ในพริบตา เรือเหาะในฝ่ามือของเยี่ยหลิงหลง ก็เปลี่ยนเป็นเรือเหาะขนาดใหญ่สองชั้นสี่ห้องโดยสารทันที!
หากว่ามันขยายได้เช่นนี้ หมายความว่าจะสามารถบรรจุคนได้เกือบยี่สิบคนโดยไม่รู้สึกแออัด นั่นหมายความว่าสำนักชิงเสวียนทั้งหมดนั่งบนนี้ก็ยังสบายๆเลยสินะ!
เรือเหาะลำนี้ ตอนนี้ไม่เพียงแต่ใหญ่กว่าของถังเหลียน แต่ยังใหญ่กว่าเรือเหาะของศิษย์พี่หญิงใหญ่อวี๋หงหลานเสียอีก !
สวรรค์!
นี่มันฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว !
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะเป็นบ้า!
"แน่นอนว่าถ้าวันใดเจ้าต้องขนส่งคนเป็นร้อย ขนาดนี้ก็ยังไม่พอ ต้องทำแบบนี้"
เยี่ยชิงเสวียนชี้นิ้วไปที่เรือเหาะในฝ่ามือของเยี่ยหลิงหลง ทันใดนั้นมันก็ขยายใหญ่ขึ้นสิบเท่าเห็นจะได้ จนฝ่ามือของนางไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป !
ตอนนี้ ดวงตาของเยี่ยหลิงหลงเบิกกว้าง ปากอ้าค้าง
นางเริ่มจะพูดไม่ออกเสียแล้ว !
ทำไมถึงมีโหมดสำหรับคนจำนวนมากด้วยเล่า ?
"สิ่งนี้ต้องใช้หินวิญญาณมากมายทีเดียว หากวันใดเจ้าจำเป็นต้องใช้มัน ก็อย่าลืมเก็บค่าโดยสารเป็นหินวิญญาณจากพวกเขาด้วย"
คำพูดนี้ นับว่าตรงใจเยี่ยหลิงหลงเป็นอย่างยิ่ง หากให้คนจำนวนมากขึ้นเรือ นางจำเป็นต้องเก็บค่าโดยสารอย่างแน่นอน !
แม้จะยังคงตกตะลึง แต่เยี่ยหลิงหลงก็เข้าใจแล้ว
เรือเหาะที่พี่เยี่ยสร้างขึ้นมานี้ มีเพียงส่วนหลักเดียวเท่านั้น นั่นก็ชคือส่วนที่นางนั่งคนเดียว
ส่วนการขยายสองครั้งหลังนั้น เป็นเพียงการขยายพื้นที่ตัวเรือออกไปเท่านั้น
เขาคงใช้วิธีพิเศษบางอย่าง เพราะเมื่อมันใหญ่เกินไป ก็จะมีส่วนที่ไม่ได้ใช้ ดังนั้นเขจึงเก็บส่วนที่ไม่ได้ใช้เข้าไปเสียเพื่อประหยัดพื้นที่
"พี่เยี่ย! ท่านถึงกับสร้างเรือเหาะที่มีสามโหมดให้ข้า!"
"สามโหมด?”
“สามรูปแบบน่ะ”
“ที่จริงไม่ใช่แค่สามรูปแบบหรอก"
"หืม ?"
เยี่ยชิงเสวียนหัวเราะเบาๆ แล้วแตะเรือเหาะอีกครั้ง ทันใดนั้น รอบตัวเรือก็ปรากฏรูเจาะมากมายทั่วทั้งลำ
"เจ้าชอบประดิษฐ์พวก ‘ปืน’ ไม่ใช่หรือ? เรื่องนี้ข้าไม่ถนัดนัก แต่ข้าได้เจาะรูเตรียมไว้ให้แล้ว รอเจ้าออกไปแล้วค่อยติดตั้งมันเข้าไป จากนี้นี่จะเป็นเรือรบของเจ้า"
เท่สุดๆไปเลย! พี่เยี่ย!
"ยังมีอีกอย่าง อันนี้ข้าถนัด ข้าจึงทำไว้ให้เจ้าก่อน"
เยี่ยชิงเสวียนพูดจบก็แตะเรือเหาะอีกครั้ง ทันใดนั้นทุกส่วนภายนอกของเรือเหาะ ก็ถูกห่อหุ้มด้วยทองเหลืองชั้นหนึ่ง
มันดูแข็งแกร่งราวกำแพงทองแดง กำแพงเหล็ก
ทั้งน้ำและไฟไม่อาจทะลวงผ่าน อาวุธใดก็ไม่อาจแทงทะลุได้โดยง่าย!
นางเองก็รู้อยู่แล้ว !
พี่เยี่ยชอบสร้างของ ไม่เพียงแต่ชอบเพิ่มการโจมตีเท่านั้น แต่ยังชอบเพิ่มการป้องกันด้วย
เหมือนกับหงเยี่ยนที่เขาสร้างให้นาง!
ตอนที่เยี่ยหลิงหลงกำลังจะหลงรักเรือเหาะลำนี้
เยี่ยชิงเสวียนก็แตะเรือเหาะอีกครั้ง
เขาเห็นทองเหลืองทั้งหมดบนเรือเหาะถูกเก็บเข้าไป ลวดลายรอบๆเรือเหาะทั้งหมดนั้นเริ่มพลิกเปิดออก เผยให้เห็นพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ด้านนอกตัวเรือขึ้นมา
"ข้ายังเหลือพื้นที่สำหรับวางค่ายกลให้เจ้าด้วย เมื่อถึงเวลาเจ้าสามารถวางค่ายกลพรางตัว ค่ายกลเร่งความเร็ว ค่ายกลป้องกันเสริมได้ แต่สิ่งเหล่านี้ปล่อยให้เจ้าคิดสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระเองจะดีกว่า"
เยี่ยหลิงหลงกอดเรือเหาะในมือไว้ ตัวนางเกือบจะร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจออกมาอยู่รอมร่อแล้ว
"พี่เยี่ย..."
"อืม อยากร้องไห้ก็ร้องเถอะ ข้าจะรับน้ำตาของเจ้าไว้เอง"
เพียงประโยคเดียวนี้ ทำให้เยี่ยหลิงหลงหยุดร้องไห้และจิตใจสงบลงทันที
นางลูบคลำเรือเหาะด้วยความรักใคร่อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเก็บมันไปอย่างไม่เต็มใจ
"เรื่องนี้ ข้าจะจดจำความดีของท่านเอาไว้ !"
"แล้วเจ้ามีรางวัลอะไรให้ข้าหรือไม่?"
"มีสิ รอดูเอาเอง"
เยี่ยหลิงหลงมองซ้ายมองขวา แอบตรวจสอบรอบๆอย่างลับๆ เมื่อแน่ใจว่ามังกรดำและปี้เหลียนอยู่ไกลออกไป และไม่มีทางจะปรากฏตัวได้ในเวลานี้
นางจึงสูดหายใจลึก ยกมือทั้งสองประคองใบหน้าของเยี่ยชิงเสวียน แล้วยืนเขย่งปลายเท้า
เยี่ยชิงเสวียนตกใจกับการกระทำของนางเป็นอย่างยิ่ง ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปทั้งร่าง ถึงขั้นไม่ทันได้ก้มหน้าลงมา เพื่อให้ความร่วมมือกับนางเสียด้วยซ้ำ
เยี่ยหลิงหลงฉวยโอกาสที่ไม่มีใครอยู่ รีบโน้มตัวเข้าหาเยี่ยชิงเสวียน
"บ้าไปแล้ว!"
เสียงร้องตกใจดังขึ้นจากที่ไม่ไกล ทำให้เยี่ยหลิงหลงตกใจจนไม่ได้แตะต้องอะไรและรีบชักมือกลับมาทันที
นางรีบหันไปมองทางที่มาของเสียงนั้น เห็นมังกรดำและปี้เหลียนสองคนกำลังรีบมาจากขอบฟ้าพอดี
คนที่เผลอร้องเสียงดังออกมาเมื่อครู่ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นมังกรดำนั่นเอง
ตอนนี้ ทั้งสี่คนต่างมองหน้ากันไปมา บรรยากาศตกอยู่ในความอึดอัดที่ยากจะบรรยายทันที
แต่เวลาผ่านไปไม่นาน ความอึดอัดก็เหลือแค่มังกรดำคนเดียว
เพราะปี้เหลียนรีบทิ้งมังกรดำแล้ววิ่งหนีไปทันที ส่วนสายตาของเยี่ยหลิงหลง ก็เปลี่ยนจากความอึดอัดเป็นจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมา
ตอนอยู่ที่ด้านบน ทำไมถึงไม่ระเบิดไอ้คนนี้ให้ตายไปซะนะ !
หายหน้าไปตั้งนาน พอโผล่มาก็เลือกมาในเวลาแบบนี้อย่างนั้นรึ !
"มังกรดำ รอบนี้เจ้าตายแน่ !!!"
"ขออภัยด้วย! ขออภัยด้วย! ข้าไม่ได้ตั้งใจ! ข้าตกใจจริงๆ! ในชีวิตข้าไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อนเลย..."
"มานี่เดี๋ยวนี้! ข้าจะถลกหนังเจ้าเสีย!"
"อ้า! นี่คือความโกรธเพราะความอับอายที่ถูกจับได้สินะ!? ทำไมข้าจำได้ว่าในนิยาย เมื่อพวกสตรีถูกจับได้ มักจะเอามือปิดหน้าวิ่งหนีไป แต่พอมาถึงท่าน ท่านกลับวิ่งไล่ตามข้าเช่นนี้เล่า ?"
.........
ครานี้เขาตายแน่นอน!!
เยี่ยหลิงหลงกำลังจะวิ่งไล่ตาม แต่มังกรดำยังไม่ทันได้วิ่งก็วิ่งไม่ไหวเสียแล้ว
"นายท่าน ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดปล่อยข้าไปเถิด!"
มังกรดำที่วิ่งหนีไม่พ้น ถูกเยี่ยหลิงหลงไล่ตามทันและซ้อมอย่างหนัก
ปี้เหลียนรีบเข้าไปช่วยเตะอีกหลายที เพื่อไถ่โทษและแสดงความจงรักภักดี
เมื่อซ้อมเสร็จและระบายความโกรธหมดแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็เริ่มทำงานอย่างจริงจัง
นางเก็บแผนผังที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาเรียงทีละแผ่น
ขณะเดินผ่านเยี่ยชิงเสวียน นางกระซิบบอกเขาว่า
"ขอติดค้างไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยชดใช้ทีหลังนะ"
เยี่ยชิงเสวียนพยักหน้าอย่างจริงจัง "อื้ม"
หลังจากบทสนทนาสั้นๆ เยี่ยหลิงหลงก็เริ่มลงมือทำงานทันที
การศึกษาค่ายกลนี้ ใช้เวลานานพอสมควรเลยทีเดียว การวางค่ายกล ต้องใช้พลังงานไม่น้อย
โชคดีที่มีคนช่วยนางสามคน แม้เยี่ยชิงเสวียนจะไม่เชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลมากนัก แต่เมื่ออธิบายให้เขาเข้าใจ เขาก็สามารถช่วยนางได้
ส่วนมังกรดำและปี้เหลียนแม้จะไม่รู้เรื่องค่ายกลเลย แต่งานที่ต้องใช้แรง พวกเขาทำได้ทั้งหมด
ดังนั้น หลังจากทั้งสี่คนร่วมมือกันวางค่ายกลหลายวัน ค่ายกลแยกฟ้าผ่าปฐพีของนางก็สำเร็จในที่สุด
นางยืนอยู่ตรงกลางใต้ค่ายกลที่นางวางเอาไว้ ตอนนี้นางเริ่มจะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว
ผลงานของนาง กำลังจะแสดงอานุภาพอันยิ่งใหญ่
การฉีกทำลายพรมแดนระหว่างภพเทพและภพมารนี้ ไม่เคยมีใครกล้าคิดจะทำมาก่อน
แต่ตอนนี้นางกำลังจะทำให้มันเป็นจริงในช่วงเวลานี้แล้ว!
พวกเขาทั้งสี่คน ยืนอยู่ในสี่ทิศ
มังกรดำผู้มีการฝึกฝนสูงสุดยืนอยู่ที่ตาค่ายกลเป็นผู้ควบคุมค่ายกล
เยี่ยหลิงหลงเอ่ยขึ้น "เตรียมพร้อมแล้ว เริ่มได้!"
ภายใต้สายตาที่เฝ้ามองอย่างคาดหวังของทุกคน มังกรดำเริ่มเปิดใช้งานค่ายกลแยกฟ้าผ่าปฐพี
ในขณะนั้น แสงสีทองได้ส่งผ่านไปมาระหว่างเสาหินสิบสองต้น เสาหยกแปดต้น และเสาเงินสี่ต้น
ไม่นานนัก ค่ายกลทั้งหมดก็ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสว่างจ้า สุดท้ายแสงทั้งหมดได้รวมตัวเข้าสู่เสาทองที่อยู่ตรงกลางทันที
แสงสีทองอันเจิดจ้าพุ่งขึ้นไปตามเสาทอง
ในชั่วขณะนั้นมันได้พุ่งทะลุขึ้นไปยังพรมแดนระหว่างภพเทพและมาร
ราวกับกระบี่คมกริบที่แทงทะลุเข้าไป !
บทที่ 1086: ทำไมเขายังหัวเราะได้!
เมื่อลำแสงสีทองแทงเข้าไปภายใน มันสามารถเจาะช่องแยกระหว่างพรมแดนของภพเทพและภพปีศาจได้จริงๆ !
ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาทุกคนตาค้าง ความรู้สึกตื่นเต้น กระวนกระวาย และความคาดหวังพลุ่งพล่านอยู่ในใจไม่หยุดหย่อน
มันทำได้จริงๆหรือนี่ !
แม้ว่านี่จะไม่ใช่ของจริง แต่ความยิ่งใหญ่และภาพที่เห็นตรงหน้านี้ ก็ทำให้พวกเขาตื่นตะลึงไปนานโข
แต่ไม่นาน รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาก็จางลง เพราะลำแสงที่พุ่งขึ้นไปนั้น เพียงแค่เจาะช่องเล็กๆเท่านั้น
ต้องบอกว่าช่องว่างนี้ ไม่พอให้คนผ่านไปได้เท่าไหร่
หากไม่มีวิธีฉีกมันให้เป็นช่องใหญ่ขึ้น พวกเขาก็ยังไม่มีทางออกไปจากที่นี่ได้อย่างแน่นอน
เยี่ยชิงเสวียนกล่าวว่า "พวกเราขึ้นไปดูกันเถิด บางทีอาจมีวิธีอื่นที่จะทำให้ช่องนี้กว้างขึ้นก็เป็นได้"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า นางหันไปจับมือเยี่ยชิงเสวียนแล้วพาเขาบินขึ้นไปยังค่ายกล ที่กั้นระหว่างภพเทพและภพปีศาจทันที
ณ จุดเชื่อมต่อนี้ นอกจากพวกเขาจะเห็นลำแสงพลังที่กำลังทำงานอย่างต่อเนื่องแล้ว พวกเขายังเห็นอักขระมากมายอยู่บนยอดของค่ายกล ซึ่งตั้งอยู่ระกว่างภพทั้งสองด้วย อักขระเหล่านี้รวมตัวกันเป็นเส้นเดียวที่เชื่อมต่อถึงกัน
พอเยี่ยหลิงหลงเห็นอักขระเหล่านี้แล้ว นางก็รู้สึกมั่นใจเต็มเปี่ยม เพราะนี่คือความเชี่ยวชาญของนาง
"เจ้าต้องใช้เวลานานเท่าไรในการถอดอักขระพวกนี้?" เยี่ยชิงเสวียนถาม
"ดูเหมือนจะซับซ้อนมากทีเดียว ถ้าเร็วก็สามถึงห้าวัน ถ้าช้าอาจต้องใช้เวลาราวๆครึ่งเดือน" เยี่ยหลิงหลงตอบ
"แต่เวลาผ่านไปนานขนาดนั้น มังกรดำทนไม่ไหวหรอก"
เยี่ยหลิงหลงชะงักไปทันที นางหันไปมองด้านล่าง ก็เห็นเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าของมังกรดำ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการควบคุมค่ายกลนี้ ทำให้เขาสูญเสียพลังมหาศาลเลยทีเดียว
"หรือว่าข้าจะคัดลอกมันเอาไว้ก่อน แล้วค่อย..."
"ไม่จำเป็น ข้ามีวิธีอยู่แล้ว" เยี่ยชิงเสวียนกล่าว "เจ้าไปเรียกปี้เหลียนขึ้นมา แล้วพวกเจ้าช่วยข้าเป็นอันพอ"
"ได้" เยี่ยหลิงหลงรับคำแล้วไปเรียกปี้เหลียนขึ้นมา
ทั้งสองคนยืนรออยู่ด้านข้าง รอรับคำสั่งจากเยี่ยชิงเสวียน
ทั้งสองเห็นเขายื่นมือทั้งสองข้าง แตะที่รอยต่อระหว่างสองด้าน จากนั้นรวบรวมพลังวิญญาณที่ฝ่ามือ แล้วส่งเข้าไปในนั้น
เยี่ยหลิงหลงไม่รู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ จะใช้พลังวิญญาณได้อย่างไร
แต่นางเห็นแล้วว่า เยี่ยชิงเสวียนใช้พลังวิญญาณอันทรงพลังของเขา สั่นสะเทือนค่ายกลที่ซับซ้อนและแข็งแกร่งนี้ได้จริงๆ!
ค่ายกลสั่นสะเทือนขึ้นมา มันกำลังสั่นไหว ดูเหมือนจะแตกได้ทุกเมื่อเลยจริงๆ !
ดวงตาของเยี่ยหลิงหลงสว่างวาบขึ้นมาทันที
"เร็ว! ตอนนี้แหละ! พวกเจ้ายืนอยู่ด้านหลังข้า แล้วจงออกแรงพร้อมกัน ส่งพลังของพวกเจ้าเข้ามาในร่างข้า ช่วยข้าฉีกช่องนี้ให้กว้างขึ้นอีก"
"อื้ม!"
เยี่ยหลิงหลงรับคำ แล้วรีบเคลื่อนตัวไปด้านหลังของเยี่ยชิงเสวียน นางส่งพลังผ่านฝ่ามือเข้าสู่ร่างของเยี่ยชิงเสวียนอย่างเต็มที่
เมื่อพลังถูกส่งผ่าน พลังในร่างของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นมาทันตาเห็น และนางก็เห็นรอยแยกที่เขาฉีกด้วยสองมือ มันกว้างขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว
ปี้เหลียนเห็นดังนั้น จึงรีบบินไปด้านหลังของเยี่ยหลิงหลง จากนั้นก็ส่งพลังทั้งหมดของตนผ่านร่างของนางไปข้างหน้า
ภายใต้พลังที่ซ้อนทับกันทั้งสามสาย เสียงสั่นสะเทือนจากขอบทั้งสองด้าน เริ่มจะดังขึ้นเรื่อยๆ
และความเคลื่อนไหวก็มากขึ้นเรื่อยๆด้วย
ไม่นานนัก หลังจากที่พวกเขาโจมตีอย่างสุดกำลัง เยี่ยชิงเสวียนก็สามารถฉีกอักขระบนรอยแยกจนแตกละเอียดได้
พวกเขาฉีกเปิดช่องได้สำเร็จแล้ว !
และยังเป็นช่องที่ไม่เล็กเลย กว้างพอให้คนสองคนลอดผ่านไปพร้อมกันได้เลยด้วยซ้ำ!
"สำเร็จแล้ว!" เยี่ยหลิงหลงตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
"สำเร็จแล้ว! พวกเราสามารถฉีกช่องว่างตรงจุดบรรจบของภพเทพและภพมารได้จริงๆ!" ปี้เหลียนตื่นเต้นสุดขีด
"ใครจะเข้าไปสำรวจสถานการณ์ก่อน ?"
เมื่อเทียบกับความตื่นเต้นของคนอื่น เยี่ยชิงเสวียนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด กลับมีอารมณ์ที่มั่นคงกว่ามาก
"ข้าอยู่ด้านหลังสุด สะดวกที่สุด ข้าจะไปเอง!"
ปี้เหลียนพูดจบก็บินออกมาจากด้านหลังเยี่ยหลิงหลง เมื่อเขาหยุดใช้พลัง ช่องว่างที่เยี่ยชิงเสวียนควบคุมอยู่ก็เล็กลงทันตาเห็น
แม้ว่าช่องจะเล็กลง แต่ก็กว้างพอสำหรับคนเดียวเดินผ่าน
ปี้เหลียนบินอ้อมไปด้านหน้าเยี่ยชิงเสวียน แล้วบินเข้าไปในช่องว่างที่ถูกฉีกด้วยสองมือทันที
และหลังจากบินเข้าไป เขาก็ตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า !
เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเขา คือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยลำแสงที่พันเกี่ยวกัน
แสงสว่างศักดิ์สิทธิ์และความมืดมนปะทะกันไม่หยุด
แสงวูบวาบเหล่านั้นพาให้สมองของเขาสับสน แต่ที่ปลายสุดของพื้นที่นี้
เขาเห็นแสงอาทิตย์อ่อนๆสายหนึ่ง !
ในขณะนั้น เขาถึงกับอึ้งไปทันที
แสงอาทิตย์อย่างนั้นหรือ?!
เขามั่นใจว่านี่คือแสงอาทิตย์อย่างแน่นอน แสงอาทิตย์ที่ไม่เคยปรากฏที่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธามาก่อน!
"ปี้เหลียน ทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ?"
เยี่ยหลิงหลงที่อยู่ด้านหลังเยี่ยชิงเสวียน มองไม่เห็นสถานการณ์ด้านบน นางจึงเอ่ยปากถามปี้เหลียน
"ใช่แล้ว ที่นี่สามารถออกไปได้ ไม่ผิดแน่ พวกเราสำเร็จแล้ว !"
เมื่อได้ยินเสียงตื่นเต้นของปี้เหลียนหัวใจที่กระวนกระวายของเยี่ยหลิงหลง ก็พลันเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น
เลือดในกายของนางจึงเดือดพล่านขึ้นมา
พวกเขากำลังจะไปถึงห้วงอเวจีที่เก้าแล้ว นั่นหมายความว่าพวกเขาเหลือเพียงก้าวเดียวก็จะออกจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาได้แล้ว!
เวลาผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่อาจรู้ได้
แต่ในขณะนี้ ในที่สุดพวกเขาก็กำลังจะไปถึงจุดหมายแล้ว !
"พวกเจ้ารีบเข้ามาเร็ว !"
ปี้เหลียนบินขึ้นไปกลางเวหา เพื่อเปิดทางให้คนอื่นบินเข้ามา
"พี่เยี่ย ท่านทนได้หรือไม่ หากทำไม่ไหว ให้ข้ามาแทน ท่านรีบเข้าไปก่อนเถอะ"
เยี่ยหลิงหลงโผล่ศีรษะออกมาจากด้านหลังเยี่ยชิงเสวียน
"ข้าทนได้ เจ้าเข้าไปก่อนเถอะ"
"แต่ว่า..."
"ข้ารู้วิธีออกแรงกับช่องแยกนี้ ข้ารู้จักมันดีกว่าเจ้า ตอนนี้หากเปลี่ยนคนอาจเกิดเรื่องได้ อย่าได้ลังเลอีกเลย ทุกวินาทีล้วนเป็นการสูญเสียพลังมหาศาลสำหรับพวกเรานะ"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลามาถกเถียงเรื่องนี้ ต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุด ลดการสูญเสียพลังให้น้อยที่สุดจึงจะดี!
นางจึงถอนพลังที่ช่วยเสริมเยี่ยชิงเสวียนออก แล้วบินไปด้านหน้าเขาทันที
เมื่อนางถอยออก ช่องว่างนั้นก็เล็กลงทันที แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แม้จะเล็กแต่ก็ยังพอให้คนบินผ่านเข้าไปได้
เห็นเช่นนั้น นางจึงไม่ลังเลอีก บินเข้าไปในช่องแยกนั้นทันที
หลังจากที่นางบินเข้าไปแล้ว นางก็บินไปข้างหน้าเล็กน้อยเหมือนปี้เหลียน
เพื่อเปิดทางให้พวกเขาเข้ามา
แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อนางเพิ่งบินไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วหันกลับมามอง นางก็เห็นช่องแยกนั้นกำลังปิดลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
และเยี่ยชิงเสวียนยังอยู่นอกช่องแยก เขายังไม่ได้เข้ามา !
ในขณะนั้น สมองของนางมีเสียง "อื้อ" ดังขึ้น
จนทำให้สมองของนางพลันว่างเปล่าไปชั่วขณะ
นางเกือบจะใช้รากวิญญาณสายลมโดยสัญชาตญาณ
บินกลับไปที่ช่องแยกด้วยความเร็วสูงสุด ก่อนที่ช่องแยกจะปิดสนิท นางยื่นมือออกไปคว้าข้อมือของเยี่ยชิงเสวียนเอาไว้
เยี่ยชิงเสวียนดูเหมือนจะไม่คิดเลย ว่านางจะมีปฏิกิริยาเร็วขนาดนั้น เขาจึงอึ้งไปชั่วขณะ
ความประหลาดใจเช่นนี้ ตกอยู่ในสายตาของเยี่ยหลิงหลงอย่างชัดเจนแล้ว!
ในตอนนั้น นางถึงได้รู้สึกตัว
ความรู้สึกไม่ดีบางอย่างได้แผ่ซ่านไปทั่วและครอบงำหัวใจของนางโดยสิ้นเชิง
"พี่เยี่ย นี่เจ้ากำลังทำอะไรกันแน่?"
คำพูดนี้ เกือบจะเป็นการซักถามอย่างดุดัน น้ำเสียงแข็งกร้าวของนางแฝงไว้ด้วยความสั่นเทาและความตื่นตระหนกที่ปิดบังไม่มิด
ในช่วงเวลาที่เร่งรีบอย่างที่สุดนี้ เยี่ยชิงเสวียนพลันยิ้มออกมา
รอยยิ้มของเขางดงามและสงบนิ่งเหมือนเช่นทุกครั้ง
แต่เมื่อตกอยู่ในสายตาของเยี่ยหลิงหลงกลับเหมือนคลื่นยักษ์ที่น่าสะพรึงกลัว นางไม่อาจสงบลงได้เลย
นางร้อนใจจนเกือบจะเสียสติไปทุกขณะ!
เหตุใดเขาถึงยิ้มได้? เหตุใดเขายังสามารถยิ้มได้อีก!
บทที่ 1087: นี่หรือคือการโจมตีด้วยความโกรธ ?
"เสี่ยวเยี่ย เจ้ารู้หรือไม่ว่าเงื่อนไขที่แท้จริงในการผ่านห้วงอเวจีที่แปดนี้คืออะไร?"
"ข้าไม่รู้ และตอนนี้ก็ไม่อยากรู้ด้วย รีบเข้ามาเร็วเข้า !"
"มันต้องมีคนเสียสละ"
"อย่าพูดเหลวไหล รีบเข้ามาเดี๋ยวนี้! ยังมีที่ว่างอยู่ ร่างของเจ้าบางขนาดนั้น เจ้าต้องเข้ามาได้แน่นอน!"
เยี่ยหลิงหลงกำข้อมือของเยี่ยชิงเสวียนแน่น นางจะไม่มีวันปล่อยมือเด็ดขาด !
"ช่องแยกนี้สามารถเปิดได้ แต่ถ้าไม่มีคนคอยค้ำไว้ มันก็จะปิดลง"
"ข้าไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ตอนนี้ยังมีโอกาส เจ้าต้องเข้ามาได้สิ !"
"ข้าเข้าไปได้ แต่จุดที่สองด้านมาบรรจบกันไม่ใช่แค่ช่องบางๆ แต่เป็นอุโมงค์ยาวที่เจ้าอยู่ตรงนั้น ซึ่งถักทอด้วยแสงสว่างแห่งเทพและความมืดแห่งมาร หากว่าไม่มีข้าอยู่ เมื่ออุโมงค์นี้ปิดลง พวกเราทั้งหมดก็จะต้องตายอยู่ข้างในนั้น"
เยี่ยหลิงหลงส่ายหน้าอย่างสุดกำลัง นางไม่อยากฟังเหตุผลพวกนี้ นางไม่อาจรับฟังสิ่งเหล่านั้นได้เลย
"ถ้าเช่นนั้นข้าจะออกไปเอง! พวกเราต้องมีหนทางอื่นแน่นอน!"
"เจ้าออกมาไม่ได้แล้วล่ะ"
"เหตุใดกัน?"
"เพราะข้าจะไม่ยอมให้เจ้ากลับมาอีก"
เยี่ยหลิงหลงเบิกตากว้าง ดวงตางดงามของนางเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาใสที่อุ่นร้อน
"เจ้าพูดว่าอะไรนะ ?"
"ข้าบอกว่า ข้าพาเจ้ามาได้เพียงแค่นี้ เส้นทางที่เหลือ เจ้าต้องเดินด้วยตัวเจ้าเองแล้วนะ"
"ข้าไม่อยากเดินไปคนเดียว! เจ้ากำลังพูดอะไร! ข้าฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด ปล่อยให้ข้ากลับไปเดี๋ยวนี้นะ!"
"เสี่ยวเยี่ย หนทางที่อยู่เบื้องหน้าพวกเรานั้นยากเย็นยิ่งนัก ยากยิ่งกว่าที่เจ้ารู้ในตอนนี้เสียอีก หากว่าพวกเราเดินเคียงข้างกันเช่นนี้ พวกเราจะไม่มีวันไปถึงจุดหมายได้นะ"
"พี่เยี่ย หมายความว่าเจ้าคงรู้แล้วสินะ ว่าเส้นทางที่อยู่เบื้องหน้าพวกเราเป็นเช่นไร ?"
"ใช่"
พร้อมกับคำตอบยืนยัน น้ำตาสายหนึ่งก็ไหลลงมาจากเบ้าตาของเยี่ยหลิงหลง
"ดังนั้น ตลอดเส้นทางนี้ เจ้าโกหกข้ามาตลอดเลยหรือ?"
"ข้าไม่ได้โกหกเจ้าหรอก ทุกคำพูดที่ข้าบอกกับเจ้าล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น"
และหลังจากที่เยี่ยชิงเสวียนพูดจบ มือของเยี่ยหลิงหลงที่กำข้อมือเขาไว้ ก็ยิ่งออกแรงมากขึ้น แรงจนเล็บจิกลงไปในเนื้อ
จนเลือดซึมออกมา
"ทุกคำพูดของเจ้าไม่ได้โกหกข้าเลย แต่เจ้ากลับพยายามหลบเลี่ยงประเด็นสำคัญมาตลอด เศษชิ้นส่วนความทรงจำจากปราณกระบี่ที่เจ้าเก็บรวบรวมมา จริงๆแล้วก็เหมือนกับของข้าที่ไม่มีเบาะแสสำคัญอะไร แต่นอกเหนือจากสิ่งเหล่านั้น เจ้าได้เห็นอะไรมากกว่านั้น แต่เจ้าไม่ยอมพูด ใช่หรือไม่?"
"เสี่ยวเยี่ย ข้าขอโทษนะ"
"ทั้งๆที่รู้ว่าข้าไว้ใจเจ้ามากเพียงใด เจ้ายังเลือกที่จะหลอกลวงข้า ใช่หรือไม่?"
"ใช่!"
"เยี่ยชิงเสวียน ไอ้คนเลว!"
เยี่ยหลิงหลงตะโกนออกมา น้ำตาของนางในตอนนี้ ทะลักออกมาราวกับสายน้ำที่เขื่อนมิอาจกั้น
มันไหลลงมาไม่หยุด ราวกับเป็นเพียงของไร้ค่า
"ปล่อยมือข้าเถอะ"
"เหตุใดเจ้าถึงทำกับข้าเช่นนี้?"
"ข้าขอโทษ"
"ข้าไม่อยากฟังคำพูดนี้ เจ้าให้ข้าเข้าไป หรือไม่ก็ออกมาเผชิญหน้ากับข้า เจ้าต้องให้คำอธิบายกับข้าเดี๋ยวนี้!"
"แต่ข้าให้คำอธิบายกับเจ้าไม่ได้"
เยี่ยชิงเสวียนพูด พลางค่อยๆลดแรงที่ฝ่ามือ.ลง
ไม่นานช่องว่างระหว่างพวกเขาจึงได้ค่อยๆแคบ.ลงเรื่อยๆ
"อย่าให้ข้าต้องเกลียดเจ้านะ เยี่ยชิงเสวียน!"
"เสี่ยวเยี่ย เจ้าเกลียดข้าเสียเถิด" เยี่ยชิงเสวียนมักรู้เสมอว่าจะพูดอย่างไรให้ความหวังทั้งหมดของนางมอดดับ
รู้เสมอว่าจะปิดกั้นทุกหนทาง ไม่ให้โอกาสนางได้อย่างไร
"เหตุใดกัน ?"
ตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงร้องไห้ จนน้ำตานองหน้า
นางไม่ดิ้นรนอีกต่อไปแล้ว นางรู้ว่าตนไม่มีทางเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เยี่ยชิงเสวียนตัดสินใจไว้แล้วได้แน่นอน
"เช่นนั้นเจ้าบอกข้าสิ ว่าเพราะอะไรกันแน่?"
"ยามที่ข้าตื่นขึ้นมา ฟ้าดินสงบนิ่ง วันเวลาผ่านไปอย่างสงบสุข ข้าคิดว่าชาตินี้คงไม่ต้องไล่ตามเรื่องราวในอดีต ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างเรื่อยเปื่อย แต่ว่า… ทุกอย่างมันเป็นไปไม่ได้เลย"
เยี่ยชิงเสวียนสูดหายใจลึก กลั้นน้ำตาที่คลออยู่ในดวงตาเอาไว้
"ชาติกำเนิดของพวกเรา ได้กำหนดเราสองเอาไว้แล้ว พวกเราไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่อย่างสงบสุข แทนที่จะต้องตกลงไปในความมืดมิดอันไร้ขอบเขตด้วยกัน ข้าขอเป็นผู้เข้าไปสำรวจความมืดนั้นเองก่อนดีกว่า" เยี่ยชิงเสวียนยกมือขึ้น ยื่นผ่านช่องแคบเล็กๆ เพื่อเช็ดน้ำตาบนแก้มของเยี่ยหลิงหลง
"เสี่ยวเยี่ย การตัดสินใจของข้า อาจไม่ถูกต้องเสมอไป เส้นทางที่ข้าเลือกเดิน ก็อาจไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด ดังนั้น
เจ้าไม่ต้องคิดว่าข้ามีความจำเป็นอันใด หากเจ้าจะเกลียดก็จงเกลียด
หากจะลืมก็จงลืม
นับจากนี้เจ้าไม่จำเป็นต้อง… แบกรับความรู้สึกใดๆไว้อีกต่อไปแล้วนะ"
"ข้าไม่มีวันแบกรับความรู้สึกใดๆหรอก เจ้าหลอกลวงข้าเช่นนี้ เจ้าคิดว่าข้าจะยังสนใจเจ้าอยู่อีกหรือ?"
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงเอ่ยประโยคนั้นออกมา น้ำตาที่เพิ่งถูกเช็ดออก ก็ไหลพรั่งพรูออกมาอีกครั้ง
ไม่เพียงทำให้ใบหน้าของตนเองเปียกชื้น แต่ยังทำให้นิ้วมือของเยี่ยชิงเสวียนเปียกชุ่มไปด้วย
"ไม่สนใจก็ดีแล้ว"
เยี่ยชิงเสวียนดึงมือออกจากแก้มของนาง แล้ววาง.ลงบนมือที่กำข้อมือของเขาแน่น
"ปล่อยมือข้าเถิดเสี่ยวเยี่ย ให้ข้าส่งเจ้าไปเถิด"
เยี่ยหลิงหลงยังคงกำมือแน่น ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยเขาไปแม้แต่น้อย
นางไม่ส่งเสียงร้องไห้ แต่น้ำตาไม่หยุดไหล นางจ้องมองเยี่ยชิงเสวียน
ดวงตาของนางจับจ้องเขาอย่างแน่วแน่
จู่ๆนางก็เข้าใจความหมายในคำพูดก่อนหน้าของเยี่ยชิงเสวียน
ที่เขาบอกว่าการให้ปี้เหลียนและมังกรดำไปก่อน
คำพูดนั้น ไม่มีเหตุผลอื่นใดเลย เพียงแค่ต้องการอยู่กับนางตามลำพังอีกสักพักเท่านั้นเอง
แม้ว่าตอนนั้น นางจะอยู่ในช่วงฝึกฝน แม้ว่าจะไม่มีการสนทนาใดใดเกิดขึ้นระกว่างนั้น แต่ไม่เป็นไร แค่ได้อยู่เคียงข้างก็พอแล้ว
ดังนั้น ตั้งแต่ห้วงอเวจีที่เจ็ด หรือแม้แต่ก่อนหน้านั้น
เขาคงได้ตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ไว้แล้วกระมัง ?
บทที่ 1088: ไปหาที่เหมาะสมแล้วไสหัวไป
"เสี่ยวเยี่ย ข้าใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว ถึงเวลาที่เจ้าต้องไปแล้ว" เยี่ยชิงเสวียนกล่าว
"ได้… ถ้าเช่นนั้นข้าจะไป หวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ท่านต้องการ"
เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจลึกหลังจากพูดประโยคนั้นจบ นางปล่อยมือของเยี่ยชิงเสวียนและในขณะที่ดึงมือกลับ นางได้ใช้เล็บข่วนข้อมือของเขา จนเป็นรอยหลายรอย
และหลังจากที่ทั้งสองปล่อยมือกันแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ปาดน้ำตาทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็หันหลังบินจากไปโดยไม่หันกลับมามองสิ่งใดอีกเลย
ในระหว่างที่นางกำลังบินอยู่ในอุโมงค์ นางพบว่าแสงสว่างศักดิ์สิทธิ์ และความมืดมิดของปีศาจได้ถักทอเข้าด้วยกัน ภาพเบื้องหน้านั้นราวกับนางได้เห็นเส้นทางที่แตกต่างกันสองสายระหว่างพวกเขา
ไม่ใช่ว่านางไม่เคยแยกจากคนที่นางรักและใส่ใจมาก่อน แม้แต่ตอนที่แยกจากพี่ร่วมสำนักชายหญิงในอดีต นางก็ยังเชื่อมั่นว่าสักวันพวกเขาจะได้พบกันอีก และหลังจากนั้น พวกเขาจะต้องได้ยืนเคียงข้างกันอีกครั้งอย่างแน่นอน
แต่การแยกจากเยี่ยชิงเสวียนครั้งนี้ นางไม่อาจมั่นใจได้เลย ว่าเส้นทางในอนาคตของพวกเขาจะเป็นเส้นทางเดียวกันอีกหรือไม่?
เยี่ยหลิงหลงพุ่งตัวไปกลางห้วงสุญญะอย่างรวดเร็ว ปี้เหลียนที่ติดตามอยู่ข้างกายก็บินเร็วเช่นกัน
ทั้งสองบินผ่านอุโมงค์ที่ถูกเปิดขึ้นนี้ในเวลาอันสั้น ออกจากห้วงอเวจีที่แปดก้าวสู่ห้วงอเวจีที่เก้า
เมื่อร่างของเยี่ยหลิงหลงหายลับไปจากสายตา เยี่ยชิงเสวียนจึงผ่อนแรงที่ฝ่ามือทั้งสองลง
เขาก้มลงมองข้อมือตัวเอง จึงพบว่ารอยข่วนนั้นลึกมาก แต่ละรอยมีเลือดซึมออกมา
ไม่นานนัก เขาก็ร่วงลงมาจากกลางอากาศ มังกรดำเห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้าไปรับร่างเขาไว้ทันที
"นายท่าน นางจะไม่เป็นไรใช่หรือไม่?"
"นางจะไม่เป็นไรหรอก"
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างสงบลงแล้ว มังกรดำจึงเอ่ยถามความสงสัยในใจออกมา
"ที่จริงแล้ว ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก ว่าเหตุใดท่านถึงไม่บอกความจริงทั้งหมดให้นางรู้ ถึงแม้ปกติข้าจะชอบตำหนินาง แต่ข้าก็รู้ว่านางเป็นคนฉลาดและไว้ใจได้นะ"
"เพราะตัวข้าเองก็ยังไม่เข้าใจทุกอย่างกระจ่างชัดน่ะสิ ก่อนที่จะรู้ความจริงทั้งหมดในอดีต ข้าไม่อาจบอกข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ให้นางรู้ได้ เพราะข้าไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้จะเป็นผลดีต่อนางหรือไม่? และอย่างไรเสีย นางก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนการเหล่านี้" เยี่ยชิงเสวียนถอนหายใจ
"ไปกันเถอะ ข้าอยากรู้ยิ่งนักว่าพวกเขาต้องการทำอะไรกันแน่?"
เยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะบินออกมาจากทางเดิน ยังไม่ทันได้ลงจอดก็ถูกแสงสว่างจ้าส่องจนลืมตาไม่ขึ้น นางจึงยกมือขึ้น บังตาขจองตนเองไปโดยสัญชาตญาณ
เมื่อแสงนั้นตกกระทบหลังมือ นำความอบอุ่นมาสู่นาง นางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
แสงสว่างทั้งหมดในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ ล้วนมาจากดวงจันทร์เต็มดวง
แต่แสงจันทร์นั้นมืดสลัวและเย็นเยียบสะท้านใจ
ทว่าแสงที่ตกกระทบนี้ ช่างอบอุ่นและสว่างจ้าเหลือเกิน เหตุใดมันจึงอบอุ่นคล้ายแสงอาทิตย์เช่นนี้เล่า?
เมื่อชินกับแสงแล้ว นางก็ลดมือลง เงยหน้าขึ้นมอง นางเห็นดวงอาทิตย์ดวงสว่างจ้าลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า!
"นั่นคือดวงอาทิตย์หรือ?"
"ถูกต้อง! ท่านบรรพชนเยี่ย นั่นคือดวงอาทิตย์ขอรับ!" ปี้เหลียนตอบนางด้วยความตื่นเต้น เขาอยากจะพูดอะไรที่แสดงความดีใจอีก
แต่พอมาคำนึงถึงว่า ตอนนี้นางคงอารมณ์ไม่ดี จึงเงียบและยืนอยู่ข้างๆแทน
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกได้ว่าปี้เหลียนกำลังกดความรู้สึกของตัวเองอยู่ นางจึงหัวเราะออกมาอย่างจนใจ
นางหันกลับไปมอง จึงได้พบว่าเบื้องหลังเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี บนพื้นไม่มีร่องรอยการแยกออกแม้แต่น้อย แสดงว่าช่องทางนี้ ปิดสนิทลงแล้วจริงๆ
และปิดอย่างสมบูรณ์แล้วเสียด้วย
ดังนั้น ในเวลาอันสั้น นางจึงจัดการความรู้สึกทั้งหมดให้เรียบร้อย และเก็บอารมณ์ในอดีตเหล่านั้นไว้ในใจ พยายามที่จะไม่เปิดออกมาอีก
หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้ว นางก็เงยหน้าสำรวจรอบด้าน
พบว่าที่ที่นางอยู่นี้ คือยอดเขาแห่งหนึ่ง
ยามเมื่อยืนอยู่บนยอดเขา จะพบว่าทัศนวิสัยดีมาก สามารถมองเห็นภาพรวมของบริเวณที่พวกเขาอยู่ได้ทั้งหมด
นอกยอดเขานี้จะมีหน้าผาสูง และมีเทือกเขาสลับซับซ้อน ที่ไกลออกไปจากสายตามีทะเลสาบ และใกล้ๆนั้นก็ยังมีหนองน้ำ
ทิวทัศน์ที่นี่เรียกได้ว่างดงามตระการตาเป็นอย่างยิ่ง ท้องฟ้านั้นกว้างใหญ่ แสงอาทิตย์อบอุ่น ฟ้าสีครามสดใส แต่นอกจากพืชวิญญาณที่มีนับไม่ถ้วนแล้ว นางกลับไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีกเลย แม้แต่ร่อยรอยที่ควรจะมีก็ยังหาไม่เจอ
ราวกับว่าในโลกใบนี้ นอกจากพวกเขาสองคนที่บุกรุกเข้ามา ก็มีแต่พืชพรรณเท่านั้นที่ดำรงอยู่ได้
"ที่นี่คือห้วงอเวจีที่เก้าหรือ ?"
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก เพราะในห้วงอเวจีที่แปดก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ใด ล้วนมีเมืองที่ขึ้นต้นด้วยอักษร 'ลั่ว'
แม้ว่าจะไม่มีเมือง ก็ยังมีการตั้งป้ายหินเอาไว้ แต่ที่นี่กลับไม่มีแม้แต่ป้ายหิน รกร้างไร้ร่องรอยของผู้คนโดยสิ้นเชิง
แต่นางก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง เพราะนางไม่ได้คิด ว่าตนเองจะได้คำตอบจากปี้เหลียน
ดังนั้นหลังจากถามจบ นางจึงตั้งใจจะบินไปข้างหน้า เพื่อลองสำรวจดู
"ท่านบรรพชนเยี่ย คำถามนี้ข้ามีคำตอบขอรับ แต่ถ้าท่านไม่อยากรู้ ข้าก็จะไม่พูดสิ่งใดทั้งสิ้น"
เยี่ยหลิงหลงหยุดฝีเท้าที่กำลังจะก้าวออกไป นางหันกลับมาเลิกคิ้วมองปี้เหลียน
‘เหตุใดเจ้านี่ถึงเหมือนพี่เยี่ยเลยเล่า?’
‘หมายความว่า เขาคงจะยัดของอะไรให้ปี้เหลียนสินะ?’
"ไม่มีอะไรที่ข้าไม่อยากดูหรอก เขาให้อะไรเจ้ามา เอามาให้หมดเลย"
เยี่ยหลิงหลงยื่นมือตรงไปทางปี้เหลียน ปี้เหลียนทำหน้าเหมือนรู้ว่าปิดบังอะไรนางไม่ได้จริงๆ จึงหยิบสาส์นออกมาจากแหวนเก็บของ
"ท่านบรรพชนเยี่ย ข้าขอบอกท่านก่อนนะขอรับ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะทำอะไร ตอนที่กำลังจัดแถว เขายัดของนี่ใส่มือข้าทันที และสั่งให้ข้านำมาส่งให้ท่าน เมื่อข้าถามว่าทำไม เขาก็จ้องข้าเขม็ง ท่านก็รู้ว่าข้าขี้ขลาด ข้าจึงได้แต่ทำตามคำสั่งโดยไม่กล้าส่งเสียงใดๆ"
ปี้เหลียนพูดจบก็ส่งสาส์นให้เยี่ยหลิงหลงทันที
"ดังนั้น หากท่านมีความแค้น อย่าได้มาลงที่ข้าเลย ข้าไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเขา!"
เยี่ยหลิงหลงชายตามองเขาแวบหนึ่ง ไม่พูดอะไร แต่สีหน้าของนางไม่เป็นมิตรเท่าใดนัก
"หากท่านต้องการระบายความโกรธในใจ ข้ามีสิ่งที่เหมาะสมขอรับ"
พูดจบ ปี้เหลียนก็แอบหยิบกระบี่เล่มหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วส่งให้เยี่ยหลิงหลง
"นี่ ดูเหมือนจะเป็นกระบี่ที่ไม่ธรรมดาเลยนะ"
เยี่ยหลิงหลงมองเห็นเสวียนอิ่งที่ตัวดำปี๋ไปทั้งตัว มันนอนอยู่ในมือของปี้เหลียนตอนนี้
มันแกล้งทำเป็นกระบี่ไร้วิญญาณ นอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนเพื่อหวังจะรอดพ้นเคราะห์กรรม
เมื่อเห็นเช่นนั้น มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน
"ไปหาที่เหมาะๆ แล้วกลิ้งไปซะ"
เสวียนอิ่งนั้น พอได้ยินนางว่าก็ไม่รอช้า กระโดดลงพื้นแล้วกลิ้งไปหลายตลบ จากนั้นก็หายไปจากสายตาของเยี่ยหลิงหลง
แต่มันก็ไม่ได้กลิ้งไปไกล มันยังอยู่ในระยะที่นางเรียกเมื่อไหร่ก็จะปรากฏตัวได้ทันที
การที่มันนอบน้อมเชื่อฟังเช่นนี้ กลับทำให้เยี่ยหลิงหลงรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยเลย
แต่ก็นะ เจ้านายของมันทำให้นางโกรธ ตอนนี้มันก็ไร้ที่พึ่ง
ส่วนนางเองก็มีหงเยี่ยนแล้ว ถ้ามันไม่ยอมอ่อนข้อก็เหลือแค่ต้องรอความตายแล้ว
หลังจากเสวียนอิ่งกลิ้งจากไป เยี่ยหลิงหลงก็แกะสาส์นของเยี่ยชิงเสวียน
เนื้อหาในนั้นไม่มีมาก แต่ก็อธิบายวิธีออกจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาให้นางเข้าใจแจ่มแจ้ง
ที่แท้ ที่นี่ไม่ใช่อเวจีชั้นเก้าที่แท้จริง มันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาด้วยซ้ำ แต่เป็นเพียงพิภพหนึ่งเท่านั้น
ในโลกนี้ มีมหาภพหกแห่ง และอนุภพสามพัน
ที่นี่เป็นหนึ่งในอนุภพเหล่านั้นกระมัง
ในภพนี้ไม่มีอันตรายใดๆ แต่กลับมีพืชวิญญาณอยู่มากมาย ปราณวิญญาณก็เข้มข้น เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การฝึกฝนอย่างยิ่ง
ส่วนเหตุผลที่ไม่มีห้วงอเวจีที่เก้าแล้ว และเหตุใดการฉีกภพของห้วงอเวจีที่แปด
ถึงได้ส่งนางมาถึงพื้นที่นี้ เยี่ยชิงเสวียนไม่ได้พูดถึง
แต่ดูเหมือนเขาจะรู้ทุกอย่างในที่นี้เป็นอย่างดี
น่าแปลกที่เขาส่งนางมาที่นี่เพียงผู้เดียว เพราะที่นี่ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แล้ว
และหากนางต้องการออกจากพื้นที่นี้ ก็ทำได้ง่ายยิ่งนัก
เพราะนางมีอาวุธที่เหมาะสมอยู่กับตัวแล้ว
บทที่ 1089: ที่นี่แดดอุ่นแล้วมิใช่หรือ?
เยี่ยหลิงหลงมองสาส์นฉบับนั้นอย่างเงียบงัน
ปี้เหลียนที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ ในที่สุดก็ได้เห็นแสงอาทิตย์อีกครั้ง จะมายอมติดอยู่ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด !
แต่เขาก็ไม่กล้าแอบดูเนื้อหาในจดหมายของเยี่ยหลิงหลง จึงได้แต่เอ่ยปากถามเท่านั้น
"เป็นอย่างไรบ้างขอรับ ? เขาเขียนอะไรมาในจดหมายบ้าง? แล้วเขาได้บอกวิธีออกไปจากที่นี่หรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงหันไปมองปี้เหลียน
"เขาบอกวิธีออกไปจริงๆ"
"เช่นนั้นพวกเรายังรออะไรกันอยู่?"
"เจ้าเชื่อใจเขาถึงเพียงนี้เชียวรึ? อย่าลืมสิว่าเขาทิ้งพวกเราไว้กลางทางอย่างไร ใครจะรู้ได้เล่าว่าเขาวางแผนอะไรไว้? ถ้าเจ้าทำตามที่เขาบอกแล้วตาย เขาก็ไม่ได้ตายไปด้วยมิใช่หรือ?"
ปี้เหลียนชะงักไปทันที
"เป็นไปไม่ได้ เขาไม่ใช่คนแบบนั้น อีกอย่างต่อให้เขาไม่สนใจความเป็นความตายของข้า แต่ก็คงไม่ทิ้งท่านแน่นอน เขาไม่มีทางบอกทางตันให้ท่านเด็ดขาด"
เยี่ยหลิงหลงแค่นหัวเราะเยาะ
"ข้ายังไม่เชื่อใจเขาขนาดนั้นเลย แต่เจ้ากลับเชื่อมั่นในตัวเขายิ่งกว่าข้าเสียอีกหรือนี่?"
"ท่านบรรพชนเยี่ย แม้ว่าเขาจะหลอกลวงท่าน แต่หากพวกเราวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ก็จะพบว่าเขากับมังกรดำส่งพวกเรามาที่นี่ แล้วทำให้ตัวเองแบกรับทุกอย่างอยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานั้น เดิมทีเป็นสถานที่เช่นไร ท่านมิรู้หรือขอรับ?"
ปี้เหลียนรู้ว่าเยี่ยหลิงหลงยังไม่อาจปลงใจได้ และอาจจะไม่มีวันให้อภัยก็เป็นได้ แต่เขาก็ยังต้องพูดความจริงเหล่านี้ออกมา
"ไม่มีผู้ใดอยากอยู่ในความมืดมิด นอกเสียจากว่าพวกเขาจะไม่มีทางเลือกแล้ว บัดนี้เขายอมอยู่ในความมืดเอง ล้วนแล้วก็เพื่อส่งท่านกลับสู่แสงสว่าง แล้วทั้งหมดนี้จะเป็นทางตันได้อย่างไร? แสงอาทิตย์ของที่นี่อบอุ่นจนรู้สึกได้ บางทีท่านอาจจะยังสัมผัสไม่ได้ลึกซึ้ง แต่สำหรับข้า ข้าไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์มาแปดร้อยปีแล้ว"
เยี่ยหลิงหลงยกฝ่ามือขึ้น นางสัมผัสความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ที่ไม่ได้พบมานาน มันอบอุ่นจริงๆ
แม้นางจะไม่รู้เหตุผลทั้งหมด แต่เขาเคยบอกว่า
พวกเขาทั้งสองคนไม่สามารถเดินเคียงข้างกันใต้แสงอาทิตย์ได้ จำเป็นต้องมีคนหนึ่งไปสำรวจความมืดก่อน
คำพูดนั้น ดูเหมือนจะได้รับการพิสูจน์ในตอนนี้เสียแล้ว
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงกำลังจมอยู่กับความรู้สึกของตัวเอง ปี้เหลียนก็รู้กาลเทศะพอที่จะไม่พูดอะไรอีก
เขาเคารพความรู้สึกทั้งหมดของนาง และให้พื้นที่ส่วนตัวแก่นาง
‘ผู้ใดจะไม่รู้สึกเจ็บปวดกับสถานการณ์เช่นนี้เล่า?’
พวกเขาสามคนตกลงไปด้วยกัน แต่สุดท้ายมีเพียงนางคนเดียวที่เดินออกมาได้
ยิ่งปี้เหลียนคิด ก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองก็จมดิ่งลงตามนางไปด้วย
หากเยี่ยชิงเสวียนไม่มีภารกิจที่ต้องทำ พวกเขาสี่คนจำเป็นต้องมีคนหนึ่งอยู่ในค่ายกล เพื่อรักษาช่องทางนั้นให้เปิดอยู่ตลอด
แล้วใครจะเป็นคนที่อยู่เล่า?
เหลือแค่มังกรดำคนเดียวกระนั้นนั้นหรือ?
ด้วยสมองของเขา แม้จะมีพลังมากมาย แต่จะมีชีวิตอยู่ได้กี่วันก็ยังไม่อาจรู้!
และการเหลือเยี่ยชิงเสวียนไว้ก็ไร้ประโยชน์สิ้นดี เขาไม่มีพลังวิญญาณใดใดที่จะต่อกรกับพลังเหล่านั้นได้เลย
และการเหลือเยี่ยหลิงหลงไว้ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เพราะถึงอย่างไร พวกเขาจะไม่ยอมปล่อยนางไปอย่างแน่นอน
ปี้เหลียนในตอนนี้อยู่ในขอบเขตบูรณาการขั้นปลายแบล้ว เขาสามารถรับมือกับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นได้แน่ แต่ว่าเขาไม่ได้เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับคนอื่น และไม่ได้เดินไปในทางเดียวกัน การให้เขาพานางไปจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ดังนั้นตอนนี้ก็เหลือทางเลือกที่ดีที่สุดเพียงทางเดียว
นั่นก็คือการที่เยี่ยชิงเสวียนจะต้องติดอยู่ที่นี่
พอมานั่งคิดดูแล้ว หากไม่มีเรื่องอื่นใด ตัวเขาเองจะสามารถเสียสละตัวเองได้หรือไม่?
ตอนที่อยู่ในทางเดินเมื่อครู่ เขาไม่ทันได้คิดอะไรมากเสียด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้เมื่อคิดดูแล้ว ห้วงอเวจีที่แปดนี้ ช่างโหดร้ายยิ่งนัก มันกำลังทดสอบจิตใจของพวกเขา
ยิ่งคิด เขายิ่งรู้สึกอึดอัด จนกระทั่งเขาพบว่าตัวเองจมดิ่งอยู่ในความรู้สึกประหลาดนี้
เขาจึงรีบดึงตัวเองออกมาอย่างรวดเร็ว
เรื่องในอดีต ไม่ต้องคิดถึงมันอีก ตอนนี้ผลลัพธ์ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว แม้จะติดอยู่ในความมืด แต่โชคดีที่พวกเขายังมีกันและกัน
ในตอนที่ปี้เหลียนพยายามดึงตัวเองออกมาจากความคิดวนเวียนอยู่นั้น เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเยี่ยหลิงหลงกำลังมองเขาพร้อมรอยยิ้ม
คงจะเห็นว่าเขากำลังทรมานตัวเองอยู่กระมัง ?
นางในตอนนี้ดูเหมือนจะดีขึ้นแล้ว ความเร็วในการปรับตัวของนางช่างน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง
"ไปกันเถอะ!"
"ไปที่ใดหรือ!?"
"ส่งเจ้ากลับบ้าน"
"หา!?"
ปี้เหลียนชะงักไปครู่ เขาไม่เข้าใจความหมาย
"เจ้าคงไม่ได้คิดจะตามข้าไปภพเซียนหรอกกระมัง? ข้ามีศัตรูมากมายในภพเซียน หากเจ้าตามข้าไปก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งมิใช่หรือ?"
"แล้วท่านเล่า ?"
"วางใจเถิด หลังจากส่งเจ้ากลับไปแล้ว ข้าก็จะกลับไปยังภพเซียน นับจากนี้ไป พวกเราต่างแยกย้ายกันไป ขอให้ต่างคนต่างอยู่อย่างสุขสบายเถิด"
หลังจากที่เยี่ยหลิงหลงพูดจบ นางก็นำผังดาราที่แย่งชิงมาจากปีศาจกระเบนตอนบุกเข้าไปในดินแดนชิงอวิ๋นออกมา
ของสิ่งนี้ นางเข้าใจวิธีใช้มานานแล้ว แต่ตอนที่ได้มาครั้งแรก การฝึกฝนของนางยังไม่เพียงพอจึงใช้งานไม่ได้ แต่ตอนนี้น่าจะใช้ได้อย่างง่ายดายแล้ว
เมื่อนำผังดาราออกมา นางก็เริ่มเตรียมการเพื่อเปิดช่องทาง
ปี้เหลียนยังคงตกอยู่ในภวังค์กับคำว่า "กลับบ้าน" จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อาจตั้งสติได้
ก่อนหน้านี้เขาอยากออกจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาก็จริง แต่พอถึงเวลาที่สามารถออกไปได้จริงๆ จู่ๆเขากลับรู้สึกไร้จุดหมายขึ้นมาเสียอย่างนั้น
กลับบ้าน... เขามีบ้านด้วยหรือ ?
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เคยคิดเลย ว่าหลังจากออกไปแล้วจะทำอะไรต่อ?
เพราะในตอนนั้นที่เขากระโดดลงไป เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่กลับไปอีก
คิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันได้พบกับคนอื่นๆที่เคยรู้จักอีกแล้ว
แต่ตอนนี้ โอกาสอยู่ตรงหน้า เขาสามารถกลับไปยังภพที่ตนเองจากมาได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเขา… เขากลับพบว่าตัวเองยังไม่พร้อมเสียนี่?
ปี้เหลียนยืนกังวลอยู่ข้างๆเป็นเวลานาน ยังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี ทว่ายามนั้นเขาก็เห็นเยี่ยหลิงหลงจัดวางผังดาราเสร็จเรียบร้อยแล้ว การเตรียมการได้เริ่มขึ้นมาพักใหญ่แล้ว
ตอนนั้น เขาถึงได้ดึงตัวเองออกจากภวังค์ความคิดได้
"เอ๊ะ? ท่านบรรพชนเยี่ย ผังดารานี้อยู่ในมือท่านได้อย่างไร?"
เยี่ยหลิงหลงหยุดการเคลื่อนไหวในมือแล้วหันกลับมา
"เจ้ารู้จักผังดารานี้?"
หลังจากถามเยี่ยหลิงหลงแล้ว เขาก็รู้สึกว่าตนเองถามมากเกินไป เพราะปี้เหลียนเป็นเผ่าปีศาจ และผังดารานี้ นางก็แย่งมาจากเผ่าปีศาจ
จึงไม่แปลกที่เขาจะรู้เรื่องนี้
"ข้าเคยได้ยินมาก่อน นี่คือสมบัติล้ำค่าของตระกูลปี่อั้นฮวา ตอนแรกข้าไม่ค่อยแน่ใจ แต่พอได้เห็นอักขระเผ่าปีศาจที่สลักอยู่บนผังดารา ก็ยืนยันได้ว่าเป็นของตระกูลปี่อั้นฮวาจริงๆ"
เมื่อได้ยินคำว่าปี่อั้นฮวา เยี่ยหลิงหลงก็พลันจริงจังขึ้นมาทันที
นั่นไม่ใช่ตัวตนของศิษย์พี่รองในภพปีศาจหรอกหรือ ?
นางยังจำได้ถึงรูปลักษณ์ของศิษย์พี่รอง ตอนที่แปลงร่างเป็นปี่อั้นฮวา หรือดอกพลับพลึงแดงที่โบกพลิ้วไหวตามสายลม
ช่างงดงามยั่วยวนเหลือเกิน
แต่ว่า มันไม่ถูกต้อง !
ผังดารานี้นางแย่งมาจากปีศาจกระเบนมิใช่หรือ? ตอนนั้นเขาถูกคนสั่งให้ไปภพเซียนเพื่อทำร้ายศิษย์พี่รอง เขาต้องการจะฆ่าศิษย์พี่รอง
แต่เมื่อนึกถึงนิยายต้นฉบับที่นางเคยอ่านก่อนข้ามมิติ
ปีศาจกระเบนไม่สามารถฆ่าศิษย์พี่รองได้ สุดท้ายเขาจึงต้องใช้วิธีก่อกวนให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อดึงดูดความสนใจ
จนสุดท้ายก็เปิดเผยตัวตนของศิษย์พี่รอง และนำความหายนะมาสู่เขา
และก่อนที่นางจะข้ามมิติ เขาประสบความสำเร็จจริงๆ เพราะหลังจากที่ศิษย์พี่รองถูกเปิดโปง ด้วยการมีส่วนร่วมของเยี่ยหรงเยว่
ศิษย์พี่รองก็ถูกสังหารสำเร็จ!
หลังจากข้ามมิติ เนื้อเรื่องช่วงนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไป นางคิดว่ามันจบแล้วเสียอีก
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนเรื่องราวจะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเอาไว้เลย
ผังดารานี้กลับเป็นสมบัติล้ำค่าของตระกูลปี่อั้นฮวา
นั่นหมายความว่าคนที่ทำร้ายเขาจริงๆ แล้วคือญาติจากเผ่าปีศาจกระนั้นหรือ?
"ตระกูลปี่อั้นฮวาในภพปีศาจ เก่งกาจมากเลยหรือ?"
"แน่นอนว่าเก่งกาจมาก ปัจจุบันในภพปีศาจมีสี่ตระกูลใหญ่
เผ่าเจียว เผ่าจิ้งจอก เผ่าอินทรี และเผ่าปี่อั้นฮวา เผ่าปี่อั้นฮวาเป็นเผ่าพืชเพียงเผ่าเดียว แต่สามารถติดอันดับหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ได้ ข้าว่าท่านคงพอจะเดาได้นะ ว่าพวกเขาเก่งกาจขนาดไหน !"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า สี่ตระกูลใหญ่ในภพปีศาจนี้ช่างครบเครื่องจริงๆ
ทั้งพวกที่ว่ายน้ำ บินบนฟ้า วิ่งบนพื้นดิน และงอกงามใต้ดิน
แต่ละเผ่าต่างก็ครอบครองพื้นที่ของตนเองจริงๆ
บทที่ 1090: นี่ข้าถูกหลอกอีกแล้วหรือนี่?!!
แม้ว่านางจะไม่รู้ ว่าศิษย์พี่รองตอนนี้อยู่ที่ใด แต่ตระกูลปี่อั้นฮวาเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเผ่าปีศาจ และผังดาราก็เป็นสมบัติล้ำค่าของพวกเขา
นางเองก็ไม่รู้ว่าการรังแกศิษย์พี่รองเป็นการกระทำของพวกเขาหรือไม่? แต่เมื่อสมบัติล้ำค่าหายไป พวกเขาย่อมไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปง่ายๆ ดังนั้นพวกเขาจะต้องไม่ยอมเลิกตามหาศิษย์พี่รองแน่นอน
ศิษย์พี่รองไม่ปรากฏตัวในภพเซียนมานานแล้ว จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาไปอยู่ที่ภพปีศาจ ?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา เยี่ยหลิงหลงพลันรู้สึกขึ้นมาได้ทันที ว่าการที่นางส่งปี้เหลียนกลับไปก่อนเป็นความคิดที่ดีอย่างยิ่ง
แม้ว่าศิษย์พี่รองจะไม่ได้อยู่ในภพปีศาจแต่หากนางสามารถสืบข่าวเกี่ยวกับตัวตนของศิษย์พี่รอง หรือหยั่งเชิงท่าทีของตระกูลปี่อั้นฮวาได้
นั่นก็นับว่าเป็นเรื่องดี
รอให้นางกลับมาจากภพปีศาจแล้ว ค่อยไปยังภพเซียนเพื่อส่งข่าวเรื่องเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาก็ยังไม่สาย
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้นั้นจากสำนักหยวนอู่ คงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามอย่างแน่นอน เพราะเรื่องของต้นอู๋โยวนั้น นับว่าเป็นเรื่องใหญ่พอที่จะทำให้เจ็ดสำนักใหญ่วุ่นวายไปพักใหญ่แล้ว
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงจมอยู่ในภวังค์ความคิด ปี้เหลียนก็รู้ว่านางต้องมีเรื่องปิดบังอยู่แน่
เขาจึงถามอย่างเจ้าเล่ห์ว่า "ท่านบรรพชนเยี่ย ผังดารานี้ท่านได้มาอย่างไร ? ท่านมีความเกี่ยวพันอะไรกับตระกูลปี่อั้นฮวาหรือ ?"
เยี่ยหลิงหลงได้ยินเช่นนั้นก็หัวไวเราะเบาๆ "ความเกี่ยวพันที่ใหญ่ที่สุดระหว่างข้ากับภพปีศาจก็คือเจ้า
เจ้าปีศาจกระต่ายเอ๋ย! ข้ากำลังคิดว่าถ้าส่งเจ้ากลับไป จะขอผลประโยชน์จากญาติพี่น้องของเจ้าได้หรือไม่?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของปี้เหลียนก็หม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
"ข้าไม่มีญาติพี่น้อง หากท่านต้องการผลประโยชน์อะไร ข้าสามารถให้ท่านได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายไปถึงผู้อื่นหรอก"
แต่เดิม เยี่ยหลิงหลงเพียงแค่พูดเบี่ยงเบนประเด็นไปเท่านั้น ใครจะรู้ได้เล่าว่าปี้เหลียนที่ปกติฉลาดหลักแหลม กลับไม่ได้คิดว่านี่เป็นกลอุบายเปลี่ยนเรื่อง
แต่เขากลับจริงจังกับคำพูดของนาง
ก่อนหน้านี้ เขาเคยได้ยินปีศาจอินทรีผมขาวพูดว่า ปี้เหลียนมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา ดูท่าคงมีชาติกำเนิดไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้เขาไม่เต็มใจที่จะพูดถึง คงมีเหตุผลบางอย่างเป็นแน่
"ดีเลย! ถ้าเช่นนั้นรบกวนเจ้าชำระค่าตอบแทนให้ข้าด้วย" เยี่ยหลิงหลงยื่นมือไปทางเขา
ปี้เหลียนชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อครู่ตอนที่อารมณ์พลุ่งพล่าน เขาจึงพูดออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย
แต่ตอนนี้ เมื่อเขาใจเย็นลงแล้ว เขากลับรู้สึกว่าตัวเองถูกหลอก นี่มันขาดทุนย่อยยับชัดๆเลยมิใช่หรือ?!
"ท่านบรรพชนเยี่ย ท่านก็รู้ว่าข้าไม่มีของล้ำค่าอะไรติดตัว ข้าวของที่มีก็หมดไปกับเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี่แล้ว ของเก่าๆที่เหลืออยู่พวกนี้ท่านคงไม่สนใจหรอก สู้ให้ข้าเขียนสาส์นตราหนี้ให้ท่านสักฉบับ รอให้ข้าประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดังในภายภาคหน้า ข้าค่อยตอบแทนบุญคุณท่านก็ยังมิสาย"
ปี้เหลียนพูดได้ไพเราะยิ่งกว่าร้องเพลงเสียอีก ตอนแรกนั้น เขาคิดว่าเยี่ยหลิงหลงจะปฏิเสธ แล้วตัวเองจะได้ฉวยโอกาสให้ของบางอย่าง เพื่อแสดงน้ำใจ
เผื่อว่าเขาจะสามารถหลบหนีเคราะห์กรรมครั้งนี้ไป แต่นางกลับยิ้มพลางกล่าวว่า
"ได้เลย"
‘หา? ได้อย่างนั้นหรือ?’
การกลับสู่ภพปีศาจครั้งนี้ ไม่รู้ว่าเขาจะมีโอกาสได้พบเจอนางหรือคนอื่นๆอีกหรือไม่?
แล้วนางจะเอาสาส์นตราหนี้ไปทำอันใด?
"เหม่ออะไรอยู่ ทำสาส์นตราหนี้สิ หรือจะให้ข้าหยิบกระดาษกับพู่กันมาให้ด้วย?"
.........
แย่แล้ว ปี้เหลียนรู้สึกว่าตนเองกำลังจะถูกหลอกอีกครั้งเสียแล้ว
"ท่านบรรพชนเยี่ย ท่านบำเพ็ญตนอยู่ในภพเซียนส่วนข้าอยู่ในภพปีศาจ ระยะห่างระหว่างพวกเรานั้นไกลลิบ ข้าว่าสาส์นตราหนี้นี้ ไม่คุ้มค่าสำหรับท่านหรอก"
"ใครบอกว่าข้าบำเพ็ญตนอยู่ในภพเซียน?"
"ท่านจะไปภพปีศาจหรือ?"
"แล้วจะเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร? ก่อนหน้านี้ข้าก็บอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ข้ามีศัตรูมากมายในภพเซียน ข้าต้องหาที่หลบซ่อนสักหน่อย ถือโอกาสไปดูบ้านเกิดของเจ้าด้วย บางทีอาจจะมีอะไรใหม่ๆ ให้ค้นพบก็เป็นได้"
นางเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง จะไปภพปีศาจด้วยเหตุใดกัน? แล้วนางพูดออกมาหน้าตาเฉยเยี่ยงนี้ได้อย่างไร?
กลับกันนั้น หากเขาไปฝึกฝนในภพเซียนแล้วถูกจับได้ จุดจบก็คงจะถูกฆ่าทันทีแน่นอน
"ท่านบรรพชนเยี่ย แม้ว่ามนุษย์และเผ่าปีศาจจะยังไม่ได้ทำสงครามกัน แต่ด้วยสถานะของท่านในตอนนี้ นับว่าละเอียดอ่อนยิ่งนัก การไปภพปีศาจจะเหมาะสมหรือขอรับ?"
"ไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โตหรอก ถึงอย่างไรก็มีเจ้าอยู่ไม่ใช่หรือ?"
"ข้าเป็นเพียงแค่..."
"ในเมื่อการฝึกฝนใช้ไม่ได้ผล ก็ใช้สมองเสียบ้างสิ!" เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
"อีกอย่าง หากข้าไปภพปีศาจ เจ้าถึงจะมีโอกาสได้ไถ่ถอนสาส์นตราหนี้
ทั้งหมดนี้เพราะข้าเป็นห่วงเจ้าต่างหาก ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องไปถูกคนรุมทำร้ายที่ภพเซียนเพื่อไถ่ถอนสาส์นตราหนี้ระหว่างเรา"
.........
ปี้เหลียนเงียบไปหลายอึดใจทีเดียว เขารู้ดีว่าเยี่ยหลิงหลงตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์อย่างแน่นอน
ในตอนนี้ ความรู้สึกตื่นเต้นที่เคยมีได้มลายหายไป
เหลือเพียงความกังวลใจ ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร
"เจ้าว่าเราควรจะเขียนสาส์นตราหนี้อย่างไรดี?"
ปี้เหลียนยิ่งฟังก็ยิ่งจนใจ เขาถอนหายใจอย่างหนักอึ้ง ด้วยความเศร้าโศกเสียใจนั้นมีมากมาย จนแทบขาดใจอยู่ตรงนั้น
เขาหยิบกระดาษและพู่กันออกมา
เขียนสาส์นตราหนี้ ที่ตนเองติดหนี้บุญคุณให้กับเยี่ยหลิงหลงที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้
ส่วนเรื่องที่จะไม่ทำผิดศีลธรรม ไม่ละเมิดหลักการ ให้นางเอ่ยปากขอได้ตามใจ เขาไม่ได้เขียนอะไรลงไปทั้งสิ้น
พวกคนประเภทนี้ ในสายตาพวกเขาไม่มีคำว่าศีลธรรมหรือหลักการอยู่แล้ว ต่อให้เขียนลงไปก็มีวิธีหาช่องโหว่ได้มากมาย
ไม่เขียนเสียยังดีกว่า
เยี่ยหลิงหลงสาส์นตราหนี้จากปี้เหลียนมา แล้วเก็บรักษาอย่างระมัดระวังต่อหน้าเขา
"แต่ว่า ข้ามีบางอย่างที่อยากตกลงกับท่าน"
"เจ้าต้องการอะไร?"
"เมื่อถึงภพปีศาจแล้ว พวกเราจะแยกทางกันเดินได้หรือไม่? หากท่านต้องการข้าเมื่อใด ค่อยมาตามหาข้า"
"ได้สิ!"
‘ปี้เหลียนถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก นางไม่จำเป็นต้องติดตามข้าตลอดทางก็ดีแล้ว’
‘เรื่องเล็กน้อยของข้า ข้าไม่อยากให้นางรู้!’
"ขอบคุณท่านบรรพชนเยี่ย พวกเราเตรียมตัวกันแล้วออกเดินทางกันเถอะ"
ปี้เหลียนพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็จัดการกับผังดาราของนางต่อ
ส่วนปี้เหลียนก็จัดเตรียมของใช้พื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้ในภพปีศาจ พยายามเตรียมไว้ให้เยี่ยหลิงหลงด้วยหนึ่งชุด
ไม่นานทั้งสองคนก็เตรียมพร้อมเรียบร้อย
ปี้เหลียนส่งของให้เยี่ยหลิงหลง
เยี่ยหลิงหลงเปิดใช้ผังดารา เปิดประตูมิติที่ไม่รู้จักเพื่อไปยังภพปีศาจ
เมื่อเห็นวงวนปรากฏขึ้นตรงหน้า ช่องทางถูกเปิดออก ปี้เหลียนถึงกับตาค้าง
"ไปกันเถอะ"
เยี่ยหลิงหลงและปี้เหลียนเดินเข้าไปในทางเดินพร้อมกัน
ทว่า เมื่อนางเพิ่งก้าวเข้าไปในทางเดิน ยังไม่ทันเดินผ่านไปจนสุด จู่ๆนางก็รู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่ข้อมือ ราวกับมีพลังบางอย่างกำลังพลุ่งพล่าน
นางฉวยจังหวะที่ยังไม่มีใครเดินผ่านไป รีบถอยกลับมาหนึ่งก้าว
ในเวลาเดียวกันนั้น ปี้เหลียนที่อยู่ข้างกายนางก็ทำท่าทางเดียวกัน เขาถอยหลังออกมาจากปากทางเดินหนึ่งก้าว แล้วกลับมายังพื้นที่เดิม จากนั้นเขาก็ก้มลงมองข้อมือของตน
เยี่ยหลิงหลงก้มมอง เห็นเถาวัลย์บนข้อมือของตนงอกกิ่งก้านออกมาเก้ากิ่งโดยไม่รู้ตัว และบนกิ่งทั้งเก้านั้นก็มีใบไม้งอกออกมากิ่งละเก้าใบ
เถาวัลย์นี้มีใบครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว !
นางยังคิดไม่ทันออกว่าตนเองผ่านด่านสุดท้ายมาได้อย่างไร ที่ปลายเถาวัลย์บนข้อมือก็ผลิดอกสีขาวเล็กๆออกมาดอกหนึ่งด้วย
ดอกไม้เล็กๆนั้นดูดซับเถาวัลย์ทั้งหมดเข้าไป จากนั้นก็หลุดร่วงลงจากข้อมือของนาง
ตอนนี้ข้อมือของนางขาวสะอาด ไม่มีอะไรเลย เหมือนตอนที่เข้าไปในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา
นี่หมายความว่าเรื่องราวทั้งหมดในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา จบสิ้นลงแล้วใช่หรือไม่ ?
เยี่ยหลิงหลงใช้มืออีกข้างรับดอกเสี่ยวไป๋ที่ร่วงหล่นลงมา เมื่อมันอยู่บนฝ่ามือของเยี่ยหลิงหลงนางรู้สึกได้ถึงปราณวิญญาณอันเข้มข้นที่บรรจุอยู่ภายใน
ราวกับว่ามันคือรางวัลสำหรับการเดินทางครั้งนี้
เป็นรางวัลสุดท้ายสำหรับนักรบผู้กล้า !
ในตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงและปี้เหลียนเงยหน้าขึ้นพร้อมกันด้วยความเข้าใจ
มองเห็นความคิดเดียวกันในดวงตาของกันและกัน!
จบตอน
Comments
Post a Comment