journey ep11-20

  บทที่ 11: ต่อสู้กับฟ้าดินและโชคชะตา

   

   เยี่ยหลิงหลงร่อนลงอย่างนุ่มนวล กระบี่ดำเล่มนั้นก็บินมาอยู่ตรงหน้านางอย่างเอาใจ

   

   "ข้าไม่ต้องการเจ้าแล้ว ไปได้แล้ว!"

   

   กระบี่ดำส่ายไปมา ถึงแม้มันจะไม่ได้พูด แต่เยี่ยหลิงหลงก็เข้าใจความหมายทั้งหมด

   

   มันกำลังตั้งคำถามว่าทำไมนางถึงได้กลับคำ เมื่อครู่นี้เพิ่งตกลงว่าจะยอมรับมันแท้ๆ

   

   "ข้าก็แค่เด็กคนหนึ่ง เจ้าเชื่อคำพูดของเด็กด้วยหรือ เจ้าโง่หรือเปล่า?"

   

   กระบี่ดำโมโห นางไม่รักษาคำพูดแล้วยังเชิดหน้ายืดอกพูดอย่างภาคภูมิอีก มันโกรธจัดจนตวัดฉวัดเฉวียนในอากาศ เพื่อเตือนเยี่ยหลิงหลงว่ามันไม่ใช่ตัวตนที่จะมายั่วโมโหได้ง่ายๆ

   

   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะ นางเคยเห็นคำเตือนของมันมาแล้ว ก็แค่ขู่เท่านั้น สุดท้ายเดี๋ยวก็ยอมแพ้ไปเอง ไม่น่ากลัวสักนิด

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้มันต้องการนาง มันยิ่งไม่มีทางทำอะไรนางแน่

   

   ถึงแม้นางจะไม่เข้าใจ แต่เหมือนเลือดของนางจะต้องให้ด้วยความเต็มใจถึงจะใช้ได้ การฆ่าคนเอาเลือดจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง ดังนั้นมันจึงไม่มีทางเลือก ได้แต่เอาใจนางเพื่อขอเลือด

   

   หรือบางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ในต้นฉบับ เยี่ยหรงเยว่ฉวยเลือดจากนางไปเก็บ แต่ไม่สามารถใช้ได้

   

   แต่นางมีความรู้สึกว่าเยี่ยหรงเยว่ต้องหาวิธีใช้เลือดของนางได้แน่ในภายหลัง

   

   พอคิดแบบนี้ นางก็ยิ่งเกลียดเยี่ยหรงเยว่มากขึ้น อย่างน้อยกระบี่ดำเล่มนี้ยังรู้จักเอาใจนางเพื่อแลกเปลี่ยน แต่คนที่พ่อแม่ของนางเลี้ยงดูมากลับรอให้สุนัขรับใช้ของตัวเองฆ่านางแล้วฉกฉวยเอาเลือดไป ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจะใช้ได้หรือไม่ ขอแค่เอาไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน

   

   ถ้าคิดแบบนี้ การหลอกลวงของกระบี่ดำก็ไม่ได้น่ารังเกียจนัก ช่างมันเถอะ ไม่จำเป็นต้องคิดถึงจุดประสงค์ของมัน หาข้ออ้างอะไรสักอย่างไล่มันไปก็พอ

   

   "เจ้าอย่ามาส่ายไปมานะ ข้าไม่ยอมรับเจ้าหรอก เจ้าสีดำน่าเกลียดเกินไป ไม่เข้ากับสาวน้อยน่ารักอย่างข้าเลย"

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น กระบี่ดำที่เดิมทีกำลังเอาใจก็หยุดชะงักทันที

   

   ฝักกระบี่ถูกชักออกมาอย่างรวดเร็ว แสงกระบี่เจิดจ้าพร้อมกับปราณกระบี่คมกริบปะทุออกมาจากตัวกระบี่ ดูท่าทางจะโกรธจริงๆแล้ว

   

   เยี่ยหลิงหลงคิดไม่ถึงเลยว่า กระบี่ดื้อด้านเอาแต่ใจนี่ที่แท้แล้วกลับเกลียดที่สุดเวลามีคนบอกว่ามันน่าเกลียด ช่างไร้สาระเสียจริง

   

   เมื่อเห็นปราณกระบี่นี้ เผยลั่วไป๋และหนิงหมิงเฉิงต่างตกใจ พวกเขารีบวิ่งมาขว้างหน้าเยี่ยหลิงหลงเพื่อปกป้องนาง

   

   พวกเขาใช้โคจรพลังวิญญาณไปทั่วร่าง เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่กำลังจะเกิด ในขณะเดียวกันหนิงหมิงเฉิงก็เรียกวิหคสีรุ้งออกมา ส่งสัญญาณให้เยี่ยหลิงหลงปีนขึ้นไปแล้วรีบออกจากที่นี่ก่อน

   

   ส่วนกระบี่ดำก็ไม่ยอมแพ้ มันปล่อยปราณกระบี่ออกมาครอบคลุมพื้นที่ที่พวกเขาอยู่ทั้งหมด ตั้งใจจะไม่ให้ใครหนีรอดไปได้สักคน

   

   ทั้งสองฝ่ายต่างเผชิญหน้ากัน บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน

   

   ในตอนนั้นเอง นางรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างขยับเล็กน้อย นางรีบก้มหน้าลงมองก็เห็นอสรพิษดำตัวเล็กตัวหนึ่งพันอยู่ที่ข้อมือขาวของนางตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

   

   ไม่แปลกใจเลยที่กระบี่ดำเล่มนี้จะตามนางไปทุกที่ ที่แท้เพราะอสรพิษดำตัวนี้อยู่กับตัวนางนี่เอง

   

   ทันใดนั้น กระบี่ดำก็พุ่งผ่านศิษย์พี่ทั้งสองมาอยู่ข้างหน้านางในพริบตา มันส่องแสงวาบขึ้นพร้อมกับจิตสังหารเข้มข้น ทำเอาศิษย์พี่ทั้งสองตกใจจนตัวสั่น

   

   อสรพิษดำตัวเล็กบนข้อมือของนางพลันลืมตาขึ้นมองกระบี่ดำเล่มนั้นเพียงแวบหนึ่ง

   

   อึดใจถัดมา กระบี่ดำที่เคยส่องประกายก็สลายพลังลงในพริบตา จากนั้นก็กลายร่างเป็นกระบี่สีสันสดใสแวววาวจนแสบตา ขาดก็แต่เพลง ‘ดาวดวงน้อย’ เป็นเพลงประกอบเท่านั้น

   

   เยี่ยหลิงหลงที่ตกใจกับรสนิยมของกระบี่ดำ: มันยอมทิ้งศักดิ์ศรีไปแล้ว

   

   ศิษย์พี่ที่เตรียมพร้อมสละชีวิตต่อสู้กับกระบี่ดำ: แม้แต่ศักดิ์ศรีก็ไม่เอาแล้ว ความรักลึกซึ้งขนาดนี้ช่างหาได้ยากยิ่งนัก

   

   กระบี่สีสันสดใสระยิบระยับ: อี๋ๆๆ ทำไมข้าต้องมาทำเรื่องน่าอัปยศเช่นนี้ด้วย!

   

   เยี่ยหลิงหลงก้มหน้าลงมองอสรพิษดำตัวน้อยบนข้อมือของตน หลังจากที่ถูกแสงจากกระบี่สีสันสดใสจนตาพร่า ข้อมือพลันว่างเปล่า ไม่เห็นอสรพิษดำตัวน้อยเสียแล้ว

   

   ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจนาง บางทีที่มันปรากฏตัวเมื่อครู่เพราะรู้สึกถึงอันตรายที่จะเกิดกับนางก็เป็นได้

   

   ชั่วขณะหนึ่ง นางคิดว่าหากอสรพิษดำตัวน้อยนี้ต้องการเลือดของนางเพื่อฟื้นฟูร่างกาย นางก็ไม่ขัดข้องที่จะเลี้ยงดูมันเอาไว้

   

   และกระบี่ดำคงต้องการปกป้องอสรพิษดำตัวน้อย มันจึงไม่จากไปไหน อีกอย่าง ด้วยความสามารถของนางในตอนนี้ยังไม่สามารถปกป้องอสรพิษดำตัวน้อยได้ ดังนั้นจึงจำใจต้องให้ที่พักพิงแก่เจ้าตัวแสบตานี่ไปก่อน

   

   "พอเถอะ ข้าแสบตาไปหมดแล้ว"

   

   กระบี่สีสันสดใสนั้นก็หยุดเปล่งประกายทันที ว่านอนสอนง่ายจนน่าทุบเสียจริง

   

   "รสนิยมของเจ้านี่ประหลาดจริงแท้ ยิ่งทำให้คนอยากจับเจ้าทุบเข้าไปทุกที ลองเปลี่ยนเป็นสีขาวธรรมดาธรรมดาดูสิ"

   

   กระบี่สีสันแสบตาเปลี่ยนเป็นสีขาวทั้งเล่ม ดูดีใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา ดูเหมือนรูปลักษณ์สีสันระยิบระยับเมื่อครู่จะทำให้มันทุกข์ทรมานไม่ต่างกัน

   

   "ก็ได้ ข้าจะจำใจให้เจ้าติดตามข้าไปด้วยก็ได้ แต่ต่อไปเจ้าห้ามทำตัวดุร้ายอีก"

   

   กระบี่ขาวพยักหน้ารัวเร็ว บ่งบอกว่ามันทำได้

   

   "เมื่อครู่เจ้าคิดจะฆ่าศิษย์พี่ของข้าใช่หรือไม่? ขอโทษพวกเขาเดี๋ยวนี้"

   

   เยี่ยหลิงหลงจงใจจะข่มขู่กระบี่ขาวเล่มนี้สักหน่อย ไม่อย่างนั้นต่อไปเมื่อใดที่มันไม่พอใจก็จะทำร้ายคนไปทั่ว แถมยังเป็นคนที่นางใส่ใจอีกต่างหาก นางจะกล้าพาเจ้านี่ติดตามไปได้อย่างไร?

   

   นางเพิ่งจะเข้าใจว่า ท่าทางของมันเป็นเพียงการข่มขู่นางเท่านั้น แท้จริงแล้วมันไม่ได้ต้องการฆ่านาง แต่เมื่อศิษย์พี่เข้ามาขวาง มันกลับต้องการฆ่าพวกเขาเพื่อลงโทษนางจริงๆ

   

   ภายใต้สีหน้าประหลาดใจของเผยลั่วไป๋และหนิงหมิงเฉิง กระบี่เล่มนั้นก็บินมาแล้วยกด้ามกระบี่ขึ้นลงเพื่อแสดงความขอโทษ

   

   ใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย หนึ่งคือกระบี่ที่แข็งแกร่งเช่นนี้กลับเชื่อฟังคำพูดของศิษย์น้องหญิงเล็กอย่างยิ่ง สองคือศิษย์น้องหญิงเล็กของพวกเขาปกป้องพวกเขา

   

   ถึงแม้พวกเขาจะไม่อยากให้อันตรายอยู่ข้างกายศิษย์น้องหญิงเล็ก แต่ตอนนี้ศิษย์น้องหญิงเล็กได้ตัดสินใจยอมรับมันแล้ว พวกเขาก็ไม่มีทางขัดขวางได้อีก

   

   "ในเมื่อได้กระบี่แล้ว ก็ออกไปจากที่นี่กันเถอะ ที่นี่อันตรายเกินไป"

   

   ความหวาดกลัวที่ศิษย์น้องหญิงเล็กหายตัวไปต่อหน้าพวกเขาเมื่อครู่ยังคงฝังอยู่ในใจ พวกเขาไม่อาจปล่อยให้ศิษย์น้องหญิงเล็กเสี่ยงกับอันตรายที่ไม่สามารถควบคุมได้เช่นนี้

   

   "อื้ม!"

   

   เยี่ยหลิงหลงเก็บกระบี่ขาวเข้าแหวน จากนั้นก็ปีนขึ้นวิหคสีรุ้งอย่างว่าง่าย ตามพี่ๆกลับไปที่ลานบ้านของตัวเอง

   

   หลังจากส่งนางกลับอย่างปลอดภัย ศิษย์พี่ทั้งสองก็ยังกำชับอีกหลายคำว่าอย่าไปยุ่งกับกระบี่ขาวถ้าไม่จำเป็น ถ้ามีเรื่องก็ให้เรียกพวกเขา แล้วจึงจากไป

   

   ลับหลังพวกเขา เยี่ยหลิงหลงก็หยิบกระบี่ขาวออกมา

   

   "อธิบายมาซะดีๆ เรื่องมันเป็นยังไง!"

   

   กระบี่ขาวพูดเสียยืดยาว สิ่งที่พูดล้วนเป็นสิ่งที่นางเดาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่เรื่องเกี่ยวกับเจ้าของมัน มันกลับไม่พูดสักคำ

   

   เยี่ยหลิงหลงกลอกตาทีหนึ่ง สั่งให้มันไปเก็บผลเพลิงสีชาดสองสามลูกจากดินแดนลับของสำนักชิงเสวียนมา

   

   หลังจากมันจากไป เยี่ยหลิงหลงก็ยื่นมือไปสัมผัสข้อมือขาวสะอาดของตน แล้วก็สัมผัสได้ถึงอสรพิษดำตัวจ้อย อสรพิษดำตัวเล็กค่อยๆปรากฏกาย แต่มันยังคงหลับตาคล้ายหลับใหล ท่าทางสงบว่าง่ายช่างงดงามอย่างยิ่ง

   

   นับจากนี้ นางมีอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องปกป้อง

   

   ปกป้องตัวนางเอง ปกป้องพี่น้องร่วมสำนัก ปกป้องอสรพิษดำตัวน้อยที่ติดตามนางมา ต่อกรกับเยี่ยหรงเยว่ ต่อกรกับโชคชะตา ต่อสู้กับฟ้าดินและโชคชะตา!

   

   ดังนั้น ตั้งแต่นี้ไปนางจะต้องทำงานให้หนักขึ้น และเริ่มฝึกฝนอย่างจริงจัง!



บทที่ 12: ถั่วงอกน้อยทำไมข่มขู่เก่งนัก?


   

   เยี่ยหลิงหลงบอกว่าจะฝึกฝน ก็ฝึกฝน หลังจากกัดผลไม้วิญญาณแล้วก็เริ่มนั่งสมาธิฝึกฝนอย่างรวดเร็ว

   

   กระบี่ขาวหายไปครึ่งวันถึงกลับมา ตอนกลับมาก็นำผลเพลิงสีชาดสามผลกลับมาด้วย

   

   เห็นผลเพลิงสีชาดสามผลใหญ่ ทำเอาเยี่ยหลิงหลงน้ำลายไหล นางเพิ่งกินไปเมื่อวันก่อน พวกมันเต็มไปด้วยปราณวิญญาณและอร่อยมาก

   

   "กระบี่น้อย ทำได้ดีมาก!"

   

   เยี่ยหลิงหลงยื่นมือไปหยิบผลเพลิงสีชาด กำลังจะยัดใส่ปาก ตอนนี้เสียงเย็นชาของกระบี่ขาวก็ดังขึ้น

   

   "ถ้าเจ้าอยากตาย ก็รีบกินพวกมันให้หมดเลยสิ"

   

   มือของเยี่ยหลิงหลงที่ถือผลไม้ชะงัก ปากหุบลง จ้องกระบี่ขาวด้วยสีหน้าไม่พอใจ

   

   "เจ้าเพิ่งกินไปหนึ่งผลไม่นานมานี้นี่? ด้วยวรยุทธ์ต่ำเตี้ยเรี่ยดินของเจ้า ยังกล้ากินตรงๆ ข้าขอชื่นชมความกล้าหาญของเจ้า กินแล้วก็ช่างเถอะ แต่ครั้งที่แล้วกินผลเพลิงสีชาดแล้วพลังวิญญาณพุ่งพรวดจนเส้นลมปราณขยายตัวอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันฟื้นตัวดี เจ้าก็คิดจะกินผลที่สองอีก เจ้าไม่ได้คิดว่าชีวิตยืนยาวเกินไปหรือ?"

   

   "พูดดีๆ เจ้าจะตายหรือไง?"

   

   "ใช่สิ"

   

   ……

   

   เยี่ยหลิงหลงยกมือขวาขึ้นวางบนข้อมือซ้าย ดูเหมือนกำลังจะปลุกอสรพิษดำตัวน้อยบนข้อมือ กระบี่ขาวตกใจรีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

   

   "ขอโทษ ข้าผิดไปแล้ว เมื่อครู่นี้ข้าตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้ข้าเป็นข้าที่เกิดใหม่ เป็นกระบี่ที่สุภาพเรียบร้อย"

   

   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเสียงเย็น เจ้านายของเจ้ายังอยู่ในมือข้า คิดว่าข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้หรือ?

   

   อย่างไรก็ตาม นางก็แค่ขู่กระบี่โง่เง่านี่เท่านั้น นางไม่มีทางปลุกอสรพิษน้อยที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมาเพียงเพราะการทะเลาะเล็กๆนี้หรอก มันไม่ได้เป็นห่วงนาง แต่เป็นห่วงตัวเองมากกว่า

   

   "จำไว้ จะไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้ว"

   

   ……

   

   นี่มันจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ*[1]ชัดๆ ถั่วงอกน้อยนี่ทำไมถึงได้ข่มขู่เก่งนักนะ?

   

   "ข้าขอปรึกษาเจ้าเรื่องหนึ่งได้หรือไม่?"

   

   "ว่ามา"

   

   "อย่าตั้งชื่อเพี้ยนๆให้ข้าเลย กระบี่น้อย? ข้าอายุมากกว่าบรรพบุรุษหลายร้อยรุ่นของเจ้าเสียอีก แล้วข้าก็มีชื่ออยู่แล้ว!"

   

   "โอ้ งั้นท่านผู้เฒ่าชื่ออะไรหรือ?"

   

   ……

   

   ช่างน่าโมโหจริงๆ ถั่วงอกน้อยนี่ทำไมถึงปากคอเราะรายนัก?

   

   "เสวียนอิ่ง"

   

   "โอ้! เสวียนอิ่ง?"

   

   "อะไร?"

   

   "ไม่เคยได้ยิน"

   

   ……

   

   นายท่าน ข้าจะฆ่านางเดี๋ยวนี้ แล้วหาถุงเลือดที่เหมาะสมให้ท่านใหม่ ข้าทนไม่ไหวแล้ว!

   

   เมื่อเห็นว่าเสวียนอิ่งกำลังจะโมโหอีกครั้ง เยี่ยหลิงหลงก็แตะเบาๆที่ข้อมือซ้ายของตน

   

   ในชั่วพริบตา โลกพลันเงียบสงบ มันล้มลงนอนนิ่งบนโต๊ะ

   

   เยี่ยหลิงหลงเก็บมือด้วยความพึงพอใจ กระบี่เล่มหนึ่งนอนนิ่งอย่างว่าง่าย ไม่โหวกเหวกโวยวายอีก

   

   นางเก็บผลเพลิงสีชาดทั้งหมดใส่ในแหวนมิติ จากนั้นก็นั่งสมาธิฝึกฝนต่อ

   

   แต่พูดตามตรง ปราณวิญญาณในสำนักชิงเสวียนเบาบางเกินไป นอกจากวันนั้นที่นางกินผลเพลิงสีชาดแล้วรู้สึกถึงความสบายจากการรวมตัวของปราณวิญญาณ เวลาอื่นๆ นางแทบจะไม่รู้สึกถึงปราณวิญญาณเลย

   

   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ

   

   "เสวียนอิ่ง"

   

   เสวียนอิ่งนอนนิ่งไม่ขยับ

   

   "ถ้าเจ้ายังแกล้งตายอยู่ ข้าจะ..."

   

   "ถ้าเก่งก็อย่าเอานายท่านของข้ามาขู่สิ พูดจาขู่อะไรกับข้าไม่เลิก นับว่าเป็นคนมีคุณธรรมที่ไหนกัน!"

   

   "ข้าไม่ใช่คนมีคุณธรรมสักหน่อย ข้าเป็นแค่เด็กน้อยเท่านั้น เจ้าจะมาสอนเด็กเรื่องคุณธรรมทำไม ข้าไม่เข้าใจหรอก"

   

   ......

   

   มันสัญญาว่า วันที่นายท่านตื่นขึ้นมา มันจะสับถั่วงอกให้เป็นโจ๊กถั่วงอกให้นายท่านได้ลิ้มลอง!

   

   "มีอะไรก็ว่ามา!"

   

   "ที่นี่ปราณวิญญาณเบาบางเกินไป เจ้าพาข้าไปยังดินแดนลับที่มีปราณวิญญาณหนาแน่นหน่อยสิ ข้าจะฝึกวิชา"

   

   "ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า..."

   

   ยังไม่ทันที่เสวียนอิ่งจะพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ส่งสายตาเตือนใส่

   

   "อย่างไร?"

   

   "ก็ไม่ใช่ว่าฝึกไม่ได้"

   

   "หืม?"

   

   "อย่างน้อยการเอาชนะพวกปลาเล็กในโลกแห่งการฝึกตนก็ไม่น่าจะมีปัญหา"

   

   "หือ?"

   

   "เจ้ามองข้าแบบนั้นทำไม? ข้าพูดจริงๆนะ ถึงแม้ตอนนี้เจ้าจะมีเพียงสามรากวิญญาณ แต่ด้วยร่างกายพิเศษของเจ้า การเข้าใจรากวิญญาณมากขึ้นย่อมไม่เป็นปัญหา หากเจ้าขยันและโชคดีพบโอกาส การฝึกรากวิญญาณทั้งเก้าก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้"

   

   เยี่ยหลิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง มันกำลังพูดอะไรอยู่?

   

   "รากวิญญาณยิ่งน้อยยิ่งดีไม่ใช่หรือ? ยิ่งบริสุทธิ์ยิ่งล้ำค่า?"

   

   "เจ้ากำลังเพ้อเจ้ออะไร? หนึ่งรากวิญญาณฝึกจนบรรลุขั้นสูงสุดก็ยังเป็นแค่หนึ่งรากวิญญาณอยู่ดี จะไปเทียบกับคนที่ฝึกรากวิญญาณทั้งเก้าจนถึงจุดสูงสุดได้อย่างไร? พวกเจ้าแมลงเม่าเหล่านี้ถึงได้คิดว่ารากวิญญาณยิ่งบริสุทธิ์ยิ่งดี นั่นก็เพราะพวกเจ้าฝึกแม้แต่หนึ่งรากวิญญาณยังทำได้ไม่ดี ยิ่งไม่มีทางฝึกเก้ารากวิญญาณพร้อมกันได้"

   

   เสวียนอิ่งหัวเราะเยาะ

   

   "ฝึกไม่ดีก็บอกว่ามีรากวิญญาณมากไม่ดี นี่มันหลอกตัวเองชัดๆ สุดท้ายยังมีคนโง่หลงเชื่อมากมาย ถือเอามันเป็นความจริงเสียด้วย"

   

   เยี่ยหลิงหลงเท้าคางครุ่นคิด ตามทฤษฎีของเสวียนอิ่ง นั่นหมายความว่านางมีรากวิญญาณที่ได้เปรียบกว่าเยี่ยหรงเยว่หรือไม่?

   

   เยี่ยหรงเยว่มีรากวิญญาณเดี่ยว สามารถฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว และก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

   

   ในขณะที่นางมีรากวิญญาณถึงสามราก หากต้องดูแลรากวิญญาณทั้งสามพร้อมกัน ความเร็วย่อมช้ากว่า และยากลำบากกว่า แต่หากนางสามารถฝึกฝนรากวิญญาณทั้งสามได้พร้อมกัน การเอาชนะเยี่ยหรงเยว่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

   

   เมื่อคิดได้เช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที นางลุกขึ้นยืนทันที

   

   "ไปเถอะ! พวกเราไปฝึกฝนกันเดี๋ยวนี้เลย!"

   

   เสวียนอิ่งตกใจกับท่าทางที่เปลี่ยนไปกะทันหันของถั่วงอกน้อย เมื่อได้สติก็ลอบขบขันในใจ นางช่างเป็นเด็กที่ไร้เดียงสาจริงๆ

   

   ภายใต้การนำทางของเสวียนอิ่ง เยี่ยหลิงหลงกลับไปยังสระบัวมรกตที่นางพบเสี่ยวเฮยหรืออสรพิษดำตัวนั้น เมื่อปราณวิญญาณที่เข้มข้นไหลบ่าเข้ามา ทุกอณูในร่างกายของนางต่างกรีดร้อง

   

   นางรีบนั่งลงและหลับตาฝึกฝน

   

   เสวียนอิ่งเดินวนไปมาอยู่ข้างๆ เห็นว่าเด็กน้อยคนนี้ทุ่มเทกับการฝึกฝนอย่างเต็มที่ เขาอดชื่นชมนางไม่ได้

   

   แม้ว่านางจะไร้เดียงสาและน่าหงุดหงิด ใจแคบและปากร้าย แต่ความมุ่งมั่นในการฝึกฝนนั้นน่าทึ่งจริงๆ หากสามารถยืนหยัดต่อไปได้ ไม่แน่ว่าในอนาคตนางอาจจะก้าวขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้า สร้างชื่อในประวัติศาสตร์ได้เลยทีเดียว

   

   ดังนั้น ในวันต่อๆมา เยี่ยหลิงหลงจะออกไปเรียนรู้วิชากระบี่กับศิษย์พี่ใหญ่ตอนกลางวัน และมาฝึกฝนในดินแดนลับตอนกลางคืน

   

   เดิมทีนางฝึกฝนรากวิญญาณไม้เป็นหลัก ครั้งก่อนด้วยผลเพลิงสีชาดหนึ่งผล นางฝึกฝนรากวิญญาณไม้จนถึงขอบเขตก่อปราณขั้นกลาง หลังจากฟังคำพูดของเสวียนอิ่ง นางดูดซับปราณวิญญาณในดินแดนลับ ใช้เวลาหนึ่งเดือนในการฝึกฝนรากวิญญาณวารีและอัคคีจนถึงขอบเขตก่อปราณขั้นกลางเช่นกัน

   

   หลังจากรากวิญญาณทั้งสามถึงขอบเขตก่อปราณขั้นกลาง แม้ว่าการฝึกฝนของนางจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ารากฐานของนางแข็งแกร่งขึ้น ทั้งตัวนางมั่นคงและสงบนิ่งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังวิญญาณหรือการฝึกฝนวิชากระบี่ แม้แต่จังหวะการหายใจก็เปลี่ยนไป

   

   นางกล้ารับประกันว่า หากมีคนที่มีระดับการฝึกฝนเท่ากับนางยืนอยู่ตรงนี้ นางจะสามารถใช้กระบี่เดียวปัดคนคนนั้นให้ลอยไปได้อย่างแน่นอน

   

   หลังจากได้รับประโยชน์มากมาย นางใช้เวลาอีกสามเดือนในการฝึกฝนรากวิญญาณทั้งสามจนถึงขอบเขตก่อปราณขั้นปลาย

   

   นางไม่เพียงฝึกฝน แต่ยังคอยตามติดอยู่ข้างกายศิษย์พี่ใหญ่ทุกวัน บ่นให้เขาขยันฝึกฝนด้วย บ่นจนพอศิษย์พี่ใหญ่เห็นนางก็จะรายงานความคืบหน้าในการฝึกฝนของตนโดยไม่รู้ตัว

   

   ดอกบัวสีเขียวยังคงส่องประกายในสระน้ำภายในดินแดนลับ ขนตายาวของเยี่ยหลิงหลงปัดแผ่วเบาราวกับปีกผีเสื้อ นางลืมตาขึ้น แล้วลุกพรวดขึ้นจากพื้น

   

   "แย่แล้ว!"

   

   เสียงของนางปลุกเสวียนอิ่งตื่น กระบี่ทั้งเล่มตกอยู่ในความโกรธทันที

   

   "เจ้าเสียงดังทำไม!"

   

   "ในต้นฉบับบอกว่าอีกสี่เดือน เยี่ยหรงเยว่จะติดตามศิษย์พี่ใหญ่ของนางออกเดินทางจากสำนักเจ็ดดาราไปยังดินแดนลับหุบเขาประจิมเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมสำนักที่ถูกหัวหน้าปีศาจน้อยล้อม"

   

   "เยี่ยหรงเยว่คืออะไร?"

   

   "นั่นไม่สำคัญหรอก สำคัญตรงที่หัวหน้าปีศาจนั่นดูเหมือนจะชื่อ จี้จื่อจั๋ว!"

   

   "จี้จื่อจั๋ว เป็นตัวอะไรอีกล่ะนั่น?"

   

   เสวียนอิ่งถามจบก็ถูกดึงด้ามกระบี่ จากนั้นเยี่ยหลิงหลงก็กระโดดขึ้นไปนั่งบนตัวกระบี่อย่างสง่างาม

   

   "รีบกลับไปหาศิษย์พี่ใหญ่ของข้าเร็วเข้า!"

   

   

   [1] จิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ หมายถึงใช้บารมีของผู้อื่นในการรังแกคน



 บทที่ 13: ศิษย์น้องหญิงเล็กคนนี้น่ากลัวนิดหน่อย


   

   เยี่ยหลิงหลงร่อนลงพื้นแล้วเก็บเสวียนอิ่งเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว ก้าวเข้าไปในลานของเผยลั่วไป๋สองสามก้าว

   

   ยามนั้น ฟ้าเพิ่งสาง แสงอาทิตย์ยามเช้ายังไม่ทันส่องแสงกระทบพื้นดินด้วยซ้ำ

   

   นางกำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตู ประตูห้องของเผยลั่วไป๋ก็เปิดออกจากด้านในเสียก่อน

   

   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลง สีหน้าของเผยลั่วไป๋ก็ฉายแววกังวลวูบหนึ่ง ศิษย์น้องหญิงเล็กคนนี้น่ากลัวนิดหน่อย

   

   สี่เดือนมานี้ ศิษย์น้องหญิงเล็กจะวิ่งมาหาเขาทุกวันเพื่อเรียนวิชากระบี่ ตอนที่นางฝึกฝนวิชากระบี่อยู่ข้างๆ นางจะหยิบผลไม้วิญญาณที่เก็บไว้ทั้งหมดออกมาให้เขากินจนหมด

   

   หลังจากให้เขากิน ก็จะให้ขอให้เขาฝึกฝนโดยใช้พลังวิญญาณในผลไม้วิญญาณ เขาต้องฝึกฝนนานเท่าที่นางฝึกฝนโดยไม่หยุดพักแม้เพียงชั่วครู่เดียว

   

   อ้างว่า นางทำให้เขาเสียเวลาฝึกฝน จำเป็นต้องชดเชยให้ นางถึงจะสบายใจได้บ้าง ยิ่งไปกว่านั้น นางยังถือว่าเขาเป็นแบบอย่างและเป้าหมายของนาง ตัวเขาเองก็ต้องพยายามอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ทำให้นางผิดหวังและย่อท้อ

   

   ไม่เพียงเท่านั้น ทุกเช้า นางจะถามความคืบหน้าในการฝึกฝนของเขาทุกครั้ง ให้เขาแสดงพลังขอบเขตปัจจุบันของตัวเองให้ดู

   

   หากนางรู้สึกว่าช้าไป วันนั้นนางจะหยิบผลไม้วิญญาณออกมาให้เขามากกว่าเมื่อวานถึงสามเท่า ยัดให้เขากินแล้วฝึกฝนต่อ

   

   เผยลั่วไป๋กินผลไม้วิญญาณจนแทบจะอ้วกออกมาแล้ว เพื่อจะได้กินน้อยลงหน่อย หลังจากศิษย์น้องหญิงเล็กจากไป เขาจะวิ่งไปที่ดินแดนลับ ใช้ปราณวิญญาณข้างในบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ได้ความเร็วตามที่ศิษย์น้องหญิงเล็กต้องการ หลีกเลี่ยงการถูกบังคับให้กินผลไม้วิญญาณมากกว่าเมื่อวานถึงสามเท่า

   

   แต่หากวันไหนผลการฝึกฝนของเขาดีกว่าที่นางคาดไว้บ้าง นางก็จะลดปริมาณผลไม้วิญญาณที่ให้เขากินลง

   

   ภายใต้ความขยันหมั่นเพียรของเขา ตอนนี้เขากินแค่วันละสามลูกก็พอ ถ้าคำนวณไม่ผิดพลาด อีกไม่กี่วันก็จะได้กินแค่วันละสองลูกแล้ว คิดแล้วก็ซาบซึ้งใจยิ่งนัก

   

   ภายใต้แรงกดดันจากศิษย์น้องหญิงเล็กที่เหมือนฉีดยากระตุ้น วิชาของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มาถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลางแล้ว อีกนิดเดียวก็จะก้าวสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลาย

   

   แม้ในใจเขาจะซาบซึ้งใจศิษย์น้องหญิงเล็กที่เหมือนฉีดยากระตุ้นให้เขา แต่ตอนนี้พอเห็นนางก็ยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง

   

   สุดท้ายแล้ว ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าก็เก่งกาจเกินไปจริงๆ นางไม่เพียงแต่เข้มงวดกับตัวเองเท่านั้น แต่ยังเข้มงวดกับข้าอีกด้วย หากข้ามีความเกียจคร้านแม้เพียงนิดเดียว นางก็สามารถนั่งร้องไห้อยู่หน้าประตูห้องของข้าได้ทั้งวัน

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก? วันนี้เจ้ามาเช้าจังเลย?"

   

   ปกติแล้วนางจะรอจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นบนท้องฟ้าแล้วจึงจะมา วันนี้มาเช้าเกินไปแล้ว!

   

   "ศิษย์พี่ใหญ่ ไม่ดีแล้ว! ศิษย์พี่เจ็ดเกิดเรื่องแล้ว!"

   

   "จื่อจั๋ว? เขาเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?"

   

   "เขาเพิ่งส่งนกกระดาษตัวหนึ่งกลับมาที่สำนัก บอกว่าเขาประสบอันตรายที่ดินแดนลับหุบเขาประจิม และขอให้สำนักช่วยเหลือ!"

   

   เผยลั่วไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ปกติศิษย์น้องเจ็ดของพวกเขาจะออกไปต่อสู้และฝึกฝนอยู่ข้างนอกเสมอ สำนักต่างๆ ในรัศมีหลายพันลี้รอบๆสำนักชิงเสวียน ล้วนถูกเขาไปท้าทายมาแล้วทั้งสิ้น

   

   แต่เขายึดมั่นในหลักการที่ว่า คนทำอะไรคนนั้นต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าเขาจะชนะอย่างยิ่งใหญ่หรือถูกคนอื่นตีจนฟันหัก เขาก็ไม่ปริปากพูดสักคำ ไม่อวดอ้างหรืออ้างชื่อของสำนักชิงเสวียน และยิ่งไม่เคยขอความช่วยเหลือเพราะตัวเองตกอยู่ในอันตราย

   

   ดังนั้น ปฏิกิริยาแรกของเขาคือ ศิษย์น้องหญิงเล็กอาจจะมองผิดไป หรือไม่ก็มีคนภายนอกที่มีเจตนาไม่ดีต้องการวางกับดักพวกเขา

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก แล้วนกกระดาษขอความช่วยเหลือล่ะ?"

   

   "ส่งมาถึงก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว"

   

   เยี่ยหลิงหลงรู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนละเอียดรอบคอบ ถ้าไม่มีความมั่นใจอย่างแท้จริง เขาจะไม่ลงมือแน่นอน

   

   แต่ไม่เป็นไรหรอก นางเป็นเด็กนี่นา การงอแงโดยไม่มีเหตุผลก็เป็นเรื่องปกติใช่ไหมล่ะ?

   

   ดังนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงวิ่งเข้าไปกอดแขนของศิษย์พี่ใหญ่ แล้วลากเขาออกไปข้างนอก

   

   "ศิษย์พี่ใหญ่ ไปเร็วเข้า ท่านรีบไปช่วยศิษย์พี่เจ็ดเถอะ ถ้าไม่รีบไป เขาจะถูกคนอื่นรังแกจนตายแน่!"

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าอย่าใจร้อน เรื่องนี้มีเงื่อนงำแน่นอน"

   

   ไม่เป็นไรหรอก นางเป็นเด็กนี่นา ใจร้อนเสี่ยงภัยก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?

   

   "ไม่มีเงื่อนงำอะไรทั้งนั้น! ถ้าท่านไม่ไป ข้าจะไปเอง ข้าจะไปตอนนี้เลย ข้าต้องช่วยศิษย์พี่เจ็ดให้ได้! เสวียนอิ่ง!"

   

   เสวียนอิ่งบินออกมาจากแหวนอย่างรวดเร็ว พาเยี่ยหลิงหลงทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว เผยลั่วไป๋ยังตั้งตัวไม่ทัน นางก็หายลับไปแล้ว

   

   เผยลั่วไป๋ร้อนใจ จึงรีบตามไปเพื่อป้องกันไม่ให้นางเจออันตราย

   

   ช่างเถอะ นางมีใจที่จะปกป้องศิษย์พี่ซึ่งหาได้ยาก ต่อให้เป็นกับดักก็ไม่เป็นไร เขาจะอยู่เคียงข้างนางเอง

   

   อย่างน้อยในโลกแห่งการฝึกตนระดับล่าง ด้วยขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลางของเขา คนทั่วไปไม่มีทางทำร้ายศิษย์น้องหญิงเล็กใต้จมูกของเขาได้แน่

   

   เผยลั่วไป๋ตามเยี่ยหลิงหลงบินไปยังหุบเขาประจิม ดินแดนลับหุบเขาประจิมเป็นดินแดนลับเล็กๆที่มั่นคง ภายในมีอสูรส่วนใหญ่เป็นระดับหนึ่ง ส่วนน้อยเป็นระดับสอง แทบไม่เห็นอสูรระดับสามเลย

   

   หลังจากที่ดินแดนลับหุบเขาประจิมถูกค้นพบ สำนักในโลกแห่งการฝึกตนระดับล่างก็ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมา ดินแดนลับหุบเขาประจิมจะเปิดปีละครั้ง แต่ละครั้งเปิดห้าวัน อนุญาตให้ศิษย์ที่มีการฝึกฝนระดับต่ำทุกคนเข้าไปฝึกฝน

   

   หลังจากห้าวัน หุบเขาประจิมจะปิดเพื่อฟื้นฟูเป็นเวลาหนึ่งปี รอต้อนรับศิษย์ที่จะมาฝึกฝนในปีหน้า

   

   ดังนั้นดินแดนลับหุบเขาประจิมจึงเป็นดินแดนลับที่ปลอดภัยมาก ศิษย์ที่เข้าไปฝึกฝนไม่จำเป็นต้องมีผู้อาวุโสนำทาง มีหัวหน้าศิษย์ก็พอ เพราะหลายปีมานี้ไม่เคยเกิดเหตุร้ายอะไรเลย 

   

   แต่เมื่อเผยลั่วไป๋และเยี่ยหลิงหลงร่อนลงบนหุบเขาประจิม เผยลั่วไป๋เห็นว่าในดินแดนลับหุบเขาประจิมมีคลื่นพลังประหลาดจริงๆ ดูเหมือนข้างในจะเกิดเรื่อง หรือว่านกกระดาษขอความช่วยเหลือที่ศิษย์น้องหญิงเล็กได้รับจะเป็นเรื่องจริง?

   

   แต่ศิษย์น้องเจ็ดเป็นถึงผู้ฝึกตนของเขตจินตาน ที่มีนิสัยดุร้ายจะเข้าไปในดินแดนลับหุบเขาประจิมที่เป็นดินแดนลับระดับต่ำได้อย่างไร?

   

   ด้วยความสงสัย เผยลั่วไป๋พาเยี่ยหลิงหลงเดินเข้าไปในดินแดนลับ

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ตามข้ามาใกล้ๆ ที่นี่เป็นที่ฝึกฝนของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน ข้างในมีอสูรระดับหนึ่งและสองไม่น้อย อันตรายมากสำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณอย่างเจ้า"

   

   ความกังวลของเผยลั่วไป๋ไม่ใช่ไร้เหตุผล ในโลกแห่งการฝึกตนระดับล่าง อสูรระดับหนึ่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณ ส่วนระดับสองเทียบเท่าขอบเขตสร้างรากฐาน แต่เพราะอสูรเกิดมาพร้อมพลัง อีกทั้งมีนิสัยดุร้ายชป่าเถื่อน ดังนั้นพวกมันจึงแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ในขอบเขตเดียวกันอยู่บ้าง

   

   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าอย่างขยันขันแข็ง

   

   จากนั้น ในขณะที่เผยลั่วไป๋เผลอ นางก็หันยิงพลังวิญญาณไปยังกิ่งไม้ด้านหลัง

   

   กิ่งไม้สั่นไหว นกสีเทาระดับหนึ่งที่เกาะอยู่บนนั้นร่วงลงมา

   

   ฆ่าได้ในครั้งเดียว เฮอะ การฝึกฝนรากวิญญาณทั้งสามพร้อมกันแข็งแกร่งกว่าจริงๆด้วย

   

   นางเคาะแหวนบรรพตเทพของนาง

   

   "เสวียนอิ่ง รีบไปเก็บของของข้าเร็ว"

   

   "เก็บขยะนั่นไปทำไม?"

   

   "เจ้าไม่เข้าใจหรอก นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าจัดการกับอสูรร้าย มันมีความหมายมาก!"

   

   "เพ้ย! เจ้าแค่มองว่าข้าว่างเกินไป เลยหาเรื่องให้ข้าทำมากกว่า!"

   

   "อ้า หลังจากอยู่กับข้าสี่เดือน เจ้าก็เริ่มมีสมองแล้วสินะ"

   

   ......

   

   ในที่สุด เสวียนอิ่งก็วิ่งไปเก็บของให้ มันปลอบใจตัวเองไม่หยุด อย่าไปสนเด็ก เด็กๆก็เป็นตัวแสบทั้งนั้น เด็กๆน่ารำคาญมาก

   

   เผยลั่วไป๋พาเยี่ยหลิงหลงเดินไปเรื่อยๆ เยี่ยหลิงหลงแอบยิงอสูรไปตลอดทาง ส่วนเสวียนอิ่งก็คอยวิ่งเก็บขยะให้นางไปตลอดทาง

   

   จนกระทั่งพวกเขาเดินไปถึงบริเวณทะเลสาบขนาดใหญ่ในดินแดนลับ

   

   ที่นั่นมีศิษย์ของสำนักมากมายมารวมตัวกัน มองจากเครื่องแต่งกายแล้วมีอย่างน้อยสิบกว่าสำนัก

   

   ขณะนั้น ผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางคือชายผู้หนึ่งที่สวมชุดอันประณีตสีน้ำเงินปักลายดาวเจ็ดดวง ส่วนหญิงสาวที่สวมชุดสีชมพูปักลายดาวเจ็ดดวงที่ยืนอยู่ข้างกายเขานั้น ก็คือ เยี่ยหรงเยว่

   

   ไม่ดีแล้ว! พวกเขามาถึงก่อนหนึ่งก้าว กำลังจะเกิดเรื่อง! 

   

   เยี่ยหลิงหลงตัดสินใจในทันที หยิบเสวียนอิ่งออกมาจากแหวน แล้วเหวี่ยงมันออกไปอย่างแรง



   บทที่ 14: นางกำลังหงุดหงิด ดังนั้นนางไม่มีทางปล่อยให้พวกนี้ได้ใจแน่


   

   เสวียนอิ่งที่ถูกเหวี่ยงออกไปโดยไม่ทันตั้งตัวได้แต่ด่าทอสารพัดคำหยาบคายเท่าที่คิดออก

   

   มันสาบานเลยว่าเมื่อถุงเลือดนี่ไร้ประโยชน์แล้ว มันจะต้องฆ่านางให้ได้!

   

   เยี่ยหลิงหลงเหวี่ยงมันออกไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ไม่มีทักษะใดๆ เสวียนอิ่งเห็นตัวเองกำลังจะกระแทกพื้นด้วยท่วงท่าน่าเกลียด มันจึงรีบอาศัยแรงเหวี่ยงพลิกตัวปักลงบนพื้นดินตรงกลางฝูงชนอย่างงดงาม

   

   เมื่อเห็นกระบี่เล่มหนึ่งปักลงพื้น ศิษย์ของสำนักต่างๆตกใจพร้อมกัน เงยหน้ามองไปทางที่มาของกระบี่ ก็เห็นเผยลั่วไป๋และเยี่ยหลิงหลงเดินเข้ามาในทันที

   

   เมื่อเทียบกับศิษย์ที่สวมชุดของสำนักตัวเองอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เยี่ยหลิงหลงและเผยลั่วไป๋ที่สวมเสื้อผ้าของตัวเองดูโดดเด่นและสะดุดตาเป็นพิเศษ

   

   "ศิษย์ของสำนักทั้งหมดอยู่ที่นี่ ข้าเซี่ยหลินอี้จากสำนักเจ็ดดาราขอถาม ท่านเป็นใครกัน? ทำไมถึงได้เขวี้ยงกระบี่มาทางพวกเรา?"

   

   เซี่ยหลินอี้ขมวดคิ้วมองเผยลั่วไป๋ ส่วนคนอื่นๆก็มองด้วยสายตาระแวดระวัง พวกเขาไม่ได้สวมเสื้อผ้าของสำนัก แสดงว่าไม่ใช่ศิษย์ของสำนักในพันธมิตร แต่ดูเหมือนจะเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่หรือผู้ฝึกตนทั่วไปมากกว่า

   

   โดยทั่วไปแล้ว ลูกหลานตระกูลใหญ่ในโลกแห่งการฝึกตนไม่จำเป็นต้องเข้าสำนักก็สามารถฝึกฝนด้วยตัวเองได้ ตระกูลใหญ่มีชื่อเสียงโด่งดัง มองข้ามศิษย์สำนักทั่วไป และมีท่าทีหยิ่งยโส

   

   ส่วนผู้ฝึกตนทั่วไปไม่สังกัดฝ่ายใด เดินทางไปทั่วโลกแห่งการฝึกตน มักก่อเรื่องท้าทายขโมยสมบัติอยู่บ่อยครั้ง เพราะไม่มีใครควบคุม การใช้วิธีสกปรกจึงทำให้อยู่รอดได้ง่ายกว่า

   

   ดูจากการแต่งกาย ทั้งสองคนนี้ไม่เหมือนผู้ฝึกตนทั่วไป แต่ดูเหมือนลูกหลานตระกูลใหญ่ร่ำรวยมากกว่า แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน การเขวี้ยงกระบี่ใส่ฝูงชนทันทีที่มาถึง ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็นการท้าทาย ผู้มาเยือนไม่ได้มาด้วยเจตนาดีแน่นอน

   

   ดังนั้นพวกเขาจึงต้องระมัดระวังคนทั้งสองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเผยลั่วไป๋

   

   เห็นเผยลั่วไป๋หันไปมองเยี่ยหลิงหลง

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าเหวี่ยงกระบี่ทำไมกัน?"

   

   "หือ? ข้าแค่เหวี่ยงไปเฉยๆนะ ข้าก็ไม่คิดว่ามันจะไปไกลขนาดนี้ ใครจะคิดว่ามันจะปักอยู่บนพื้นได้ ดูเหมือนอยากจะต่อสู้เลย"

   

   เยี่ยหลิงหลงไม่ได้โกหก นางเพียงแค่ใจร้อนอยากจะขัดขวางการกระทำต่อไปของเยี่ยหรงเยว่และศิษย์พี่ใหญ่ของนางเท่านั้น ใครจะไปรู้ว่าเสวียนอิ่งจะหน้าบางขนาดนี้ ถึงกับต้องทำจัดท่าเท่ๆ ทำเอานางดูเหมือนจงใจมาหาเรื่องเลยทีเดียว

   

   เมื่อได้ยินบทสนทนานี้ ศิษย์ของสำนักฝ่ายตรงข้ามต่างตะลึงงัน ศิษย์น้องหญิงเล็ก? คำเรียกนี้ หรือว่าพวกเขาก็เป็นคนของสำนักเดียวกัน?

   

   ขณะนั้นเอง เยี่ยหรงเยว่ที่อยู่ข้างกายเซี่ยหลินอี้ก็อุทานเสียงดัง

   

   "หลิงหลง เจ้ามาทำอะไรที่นี่?"

   

   เสียงร้องตกใจนี้ทำให้เยี่ยหลิงหลงหันไปมองเยี่ยหรงเยว่

   

   ในต้นฉบับบรรยายว่าเยี่ยหรงเยว่เป็นคนที่มีระดับการฝึกฝนต่ำที่สุดในบรรดาผู้ที่เข้าไปในดินแดนลับหุบเขาประจิม แต่สุดท้ายนางกลับทำให้ทุกคนตกตะลึง ได้รับความอิจฉาและความชื่นชมจากทุกคนอีกครั้ง

   

   ที่เยี่ยหรงเยว่ตกใจขนาดนี้ อาจเป็นเพราะเยี่ยหลิงหลงที่ปรากฏตัวในดินแดนลับหุบเขาประจิม ไม่ว่าจะเป็นอายุหรือระดับการฝึกฝน นางจะไม่ใช่คนที่ต่ำที่สุดอีกต่อไป ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะโด่งดังเป็นพลุแตก แต่ก็ยังไม่เด่นที่สุด

   

   เยี่ยหลิงหลงเดาความคิดของเยี่ยหรงเยว่ออก จึงยิ้มเยาะหยัน

   

   "เจ้าก็อยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ ทำไมข้าจะมาไม่ได้เล่า พี่สาวที่รักของข้า"

   

   คำว่าพี่สาวนี้ทำให้หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์เดาได้ทันทีว่าเยี่ยหลิงหลงเป็นใคร

   

   สี่เดือนก่อนในงานรับศิษย์ใหญ่ของโลกหล้าผู้ฝึกเซียน ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่นทำให้หลายสำนักแย่งตัวเยี่ยหรงเยว่กันจ้าละหวั่น แต่ในวันนั้นน้องสาวของนางกลับเปิดโปงว่าพ่อแม่บุญธรรมทารุณนาง

   

   ที่แท้สาวน้อยตรงหน้าก็คือน้องสาวของเยี่ยหรงเยว่นี่เอง

   

   ได้ยินว่าพี่น้องสองคนนี้ต่างกันราวฟ้ากับเหว พี่สาวไปอยู่สำนักที่ดีที่สุด ส่วนน้องสาวดูเหมือนจะไปอยู่สำนักที่แย่ที่สุด?

   

   หากไม่ใช่เพราะน้องสาวออกหน้าแก้ต่างให้เยี่ยหรงเยว่ต่อหน้าทุกคน คงไม่มีใครจดจำนางได้ เพราะเยี่ยหรงเยว่โดดเด่นเกินไป ทุกการกระทำของนางล้วนถูกจับตามองจากผู้คนมากมาย

   

   เมื่อถูกเยี่ยหลิงหลงย้อนถามแบบนี้ เยี่ยหรงเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าแสดงสีหน้าเจ็บปวด

   

   "ขอโทษนะ ข้ารีบร้อนเกินไป ข้าแค่เป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้า เจ้าเพิ่งอยู่ในขอบเขตก่อปราณขั้นต้นเท่านั้น ส่วนดินแดนลับหุบเขาประจิมเป็นสถานที่ฝึกฝนของศิษย์ขอบเขตสร้างรากฐาน มันอันตรายเกินไป"

   

   ทุกคนเคยได้ยินมาว่าเยี่ยหรงเยว่มีพรสวรรค์เหนือผู้อื่น แต่มีนิสัยอ่อนโยนและใจกว้าง ไม่เคยวางท่าอวดดีใส่ใคร ตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ความประทับใจของทุกคนที่มีต่อเยี่ยหรงเยว่จึงดีขึ้นไปอีกหลายส่วน

   

   "ศิษย์น้องหญิง เจ้าไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวเช่นนี้ เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ตรงกันข้าม คนที่ควรสำนึกผิดคือพวกเขาต่างหาก" เซี่ยหลินอี้มองเยี่ยหรงเยว่ด้วยสายตาเห็นใจ

   

   ตอนที่อ่านนิยายเรื่องนี้ในตอนแรก เยี่ยหลิงหลงก็รู้อยู่แล้วว่า เซี่ยหลินอี้เป็นสุนัขอันดับหนึ่งของเยี่ยหรงเยว่ แถมยังเลียจนสุดท้ายไม่เหลืออะไรเลย ตอนนั้นนางยังเคยคร่ำครวญว่าคนคนนี้ช่างโง่เง่าเสียจริง

   

   ไม่คิดเลยว่าเมื่อได้พบคนคนนี้ เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่าการใช้คำว่าโง่มาอธิบายเขายังถือเป็นการดูถูกตัวอักษรจีนด้วยซ้ำ

   

   แต่นางกำลังหงุดหงิด ดังนั้นนางไม่มีทางปล่อยให้พวกนี้ได้ใจแน่

   

   "เจ้าก็อยู่ในขอบเขตก่อปราณเหมือนข้ามิใช่หรือ? ทำไมข้ามาถึงอันตราย แต่เจ้ามากลับไม่เป็นไร เจ้ากำลังดูถูกใครอยู่กันแน่?"

   

   เยี่ยหรงเยว่เบิกตาโต นางเติบโตมากับเยี่ยหลิงหลง ตอนเด็กๆ น้องสาวคนนี้ก็ดื้อรั้น เอาแต่ใจ อวดดี และพูดจาไม่ค่อยมีหัวคิดสักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ทั้งดุทั้งเถียงนางได้อย่างมีหลักการขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

   

   "ข้ามากับศิษย์พี่ใหญ่ ดังนั้นข้าจึงไม่มีอันตราย ข้าแค่เป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้าเท่านั้น ทำไมเจ้าถึงพูดแบบนั้นเล่า? เพราะข้าไปอยู่สำนักเจ็ดดารา ส่วนเจ้าไปอยู่สำนักที่ไม่มีชื่อเสียงงั้นหรือ?"

   

   เยี่ยหรงเยว่ไม่ใช่คนไร้อารมณ์ การถูกเยี่ยหลิงหลงเถียงก็ทำให้นางโมโหเช่นกัน

   

   "ข้าก็เข้ามากับศิษย์พี่ใหญ่เหมือนกัน เขาตัวใหญ่ขนาดนี้ เจ้ามองไม่เห็นหรือไง? เจ้าบอกว่าข้าเหน็บแนมเจ้า? แล้วตอนที่งานรับศิษย์ ใครกันที่ออกหน้าพูดแทนเจ้าและเรียกร้องของขวัญต้อนรับเป็นสองเท่า? บุญคุณที่ข้ามีต่อเจ้า เจ้าไม่เคยนึกถึงเลยสักนิด จำได้แต่ว่าข้าเพิ่งเถียงเจ้า?"

   

   เยี่ยหรงเยว่พูดไม่ออก ตาเบิกโพลงค้างอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน หาคำพูดต่อไม่ถูก

   

   เยี่ยหลิงหลงมองด้วยสายตาขบขัน ในเรื่องการเถียงคน นางไม่เคยแพ้ใคร ก็นางเคยสอบได้ที่หนึ่งวิชาภาษาจีนตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี่นา ความสามารถไม่ธรรมดาหรอก

   

   "แล้วก็ เจ้าบอกว่าพวกเราเป็นสำนักที่ไม่มีชื่อเสียง คำพูดนี้อาจารย์ของเจ้าสอนมาหรือ? หรือว่าเจ้าดูถูกสำนักของพวกเราจากใจจริง? พี่หญิง เจ้าเป็นแค่ขอบเขตก่อปราณเท่านั้น มีสิทธิ์อะไรถึงได้หยิ่งผยองขนาดนั้น?"

   

   ตอนนี้ ศิษย์สำนักต่างๆที่ยืนอยู่ใกล้เคียง ซึ่งได้ยินทุกอย่างชัดเจนก็อดกระซิบกระซาบกันไม่ได้

   

   "เยี่ยหรงเยว่อ่อนโยนขนาดนี้ แต่น้องสาวของนางดูดุร้ายจริงๆ! พรสวรรค์ก็ไม่ดี แต่ยังดุร้ายขนาดนี้ ช่างเป็นพี่น้องที่ต่างกันสุดขั้วจริงๆ"

   

   "ถึงจะดุร้าย แต่สิ่งที่นางพูดก็ไม่ผิดนี่นา คำพูดของเยี่ยหรงเยว่ที่ฟังดูใจกว้างและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นนั้น มีประโยคไหนบ้างที่ไม่ได้ดูถูกน้องสาวของนางทั้งทางตรงและทางอ้อม? ดูถูกแล้วยังโต้กลับไม่ได้ นี่คืออัจฉริยะงั้นหรือ? ช่างน่าอับอายจริงๆ"

   

   "แค่อยู่ในขอบเขตก่อปราณเท่านั้น ทั้งวันทั้งคืนก็คุยโวว่าเป็นอัจฉริยะ มีพรสวรรค์เหนือผู้อื่น ข้าฟังจนแทบอ้วกแล้ว ไม่พูดถึงเรื่องอื่น แค่ประโยคที่ว่าเป็นสำนักที่ไม่มีชื่อเสียงนั่นก็บ่งบอกได้แล้วว่าเยี่ยหรงเยว่ดูถูกน้องสาวของนางมากแค่ไหน ถ้าเป็นข้า ข้าคงไม่แค่เถียงนางหรอก ข้าต้องด่านางจนกว่านางจะก้มหัวยอมรับผิดเลยล่ะ!"

   

   "ศิษย์พี่ใหญ่ของนางยืนปกป้องและตามใจนางอยู่ข้างๆ เจ้ากล้าด่านางหรือ เจ้าอยากตายหรือ? ศิษย์พี่ใหญ่ของนางนั้นอยู่ขอบเขตจินตานแล้วนะ! ที่นี่มีแต่คนในขอบเขตสร้างรากฐาน ใครจะสู้เขาได้!"

   

   แน่นอน เมื่อเห็นเยี่ยหรงเยว่ถูกรังแกจนกัดริมฝีปากด้วยความทุกข์ใจ เซี่ยหลินอี้ก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับหัวใจถูกบีบรัด คนที่เคยใจเย็นพลันร้อนรนขึ้นมาทันที



   บทที่ 15: การต่อสู้ระหว่างพวกคลั่งปกป้องศิษย์น้องหญิง


   

   "เด็กสาวปากร้ายอย่างเจ้า อย่ามารังแกหรงเยว่นะ นางพูดกับเจ้าดีๆ แต่เจ้ากลับพูดจาเสียดสีทุกประโยค ชัดเจนว่ากำลังอิจฉา ข้าเคยเห็นคนอย่างเจ้ามามากแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครมีจุดจบที่ดีทั้งนั้น!"

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงก็หัวเราะออกมา

   

   "ข้าจะไปอิจฉานางทำไม นางอยู่ขอบเขตก่อปราณ ข้าก็อยู่ขอบเขตก่อปราณ นางเก่งกว่าข้าตรงไหน"

   

   "เจ้า!"

   

   เซี่ยหลินอี้โกรธจนควันออกหู เขายกมือขึ้นควบแน่นพลังวิญญาณ ใบหน้าดูน่ากลัวอย่างยิ่ง

   

   เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ ศิษย์จากสำนักอื่นๆ ต่างถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ศิษย์ที่นี่ส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน ในขณะที่เซี่ยหลินอี้อยู่ขอบเขตจินตาน ทั้งยังเป็นขอบเขตจินตานขั้นปลายที่แข็งแกร่งอีกด้วย การฆ่าคนย่อมง่ายเหมือนบี้แมลงตัวหนึ่ง

   

   ใครๆก็พูดว่าคนของสำนักเจ็ดดารา ปกป้องคนของตัวเองที่สุด ดูเหมือนจะเป็นความจริง เขากล้าทำทุกอย่างเพื่อเยี่ยหรงเยว่

   

   ด้วยการเตือนนี้ ดูเหมือนว่าน้องสาวของเยี่ยหรงเยว่คงต้องยอมแพ้แล้ว

   

   "ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักเจ็ดดารา ข้าไม่อาจยอมให้คนนอกมารังแกศิษย์น้องหญิงของข้าได้ หากเจ้ายังพูดจาหยาบคายอีก ข้าก็จะ..."

   

   เขาพูดคำขู่ยังไม่ทันจบ ก็เห็นเผยลั่วไป๋โบกมือส่งพลังวิญญาณออกไปทันที เขาลงมือโดยไม่พูดสักคำ แม้แต่คำเตือนก็ไม่มี ทำให้ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นตกใจเป็นอย่างมาก

   

   เซี่ยหลินอี้เห็นพลังวิญญาณอันทรงพลังพุ่งเข้ามา เขารีบเปลี่ยนพลังวิญญาณบนฝ่ามือให้กลายเป็นโล่ป้องกันและกันการโจมตีของเผยลั่วไป๋ทันที

   

   ในชั่วพริบตานั้น ไม่มีใครคิดว่าโล่ป้องกันที่ก่อตัวขึ้นโดยผู้ฝึกตนขอบเขตจินตานขั้นปลายจะแตกละเอียดราวกับกระดาษเมื่อถูกชนเข้าอย่างจัง

   

   พลังวิญญาณของเผยลั่วไป๋ทำลายโล่ป้องกันของเซี่ยหลินอี้แล้วพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของเขา เพื่อไม่ให้เยี่ยหรงเยว่ถูกลูกหลง จึงใช้ร่างกายของตัวเองรับการโจมตีนั้นไว้เต็มๆ

   

   พลังวิญญาณกระแทกหน้าอก เซี่ยหลินอี้ถอยหลังก้าวหนึ่ง กระอักเลือดคำโต

   

   "พรวด..."

   

   เมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่ของตนไม่มีแรงต่อกรศิษย์พี่ใหญ่ของเยี่ยหลิงหลงแม้แต่น้อย ซ้ำยังถูกตีจนน่วมขนาดนี้ เยี่ยหรงเยว่เบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ

   

   เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ไปอยู่สำนักที่แย่ที่สุดหรอกหรือ นางจะมีศิษย์พี่ใหญ่ที่เก่งกาจขนาดนี้ได้อย่างไร

   

   ต้องรู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักเจ็ดดาราเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตจินตานอันดับหนึ่งในยุทธภพ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์และความสามารถดีที่สุดในสำนักเจ็ดดารา เป็นตัวตนที่สามารถมองข้ามศิษย์รุ่นเดียวกันจากสำนักอื่นในยุทธภพได้

   

   "แค่กๆ..."

   

   ได้ยินเสียงกระอักไอรุนแรงของเซี่ยหลินอี้ เยี่ยหรงเยว่จึงได้สติกลับมา

   

   "ศิษย์พี่ใหญ่! ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่"

   

   "ไม่ถึงตายหรอก ข้าใช้กำลังแค่สามในสิบส่วนเพื่อเตือนเขาเท่านั้น"

   

   เผยลั่วไป๋ที่ไม่เคยพูดอะไรก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว ยืนขวางหน้าเยี่ยหลิงหลงอย่างมั่นคง

   

   "แต่เดิมข้าไม่ได้ตั้งใจจะยุ่งเรื่องของพวกนางสองพี่น้อง เด็กๆทะเลาะกัน ก็ให้พวกนางจัดการกันเอง แต่เจ้าอายุมากกว่าพวกนางมากขนาดนั้นยังจะเสนอหน้าเข้าไปยุ่ง เจ้าไม่อาย ข้าก็ต้องทำให้เจ้าอับอายยิ่งกว่านี้"

   

   ได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ยืดอกเชิดคางทันที ท่าทางภูมิใจขึ้นมาก

   

   อะไรคือความต่างชั้น ศิษย์พี่ใหญ่ของนางนี่แหละคือความต่างชั้น! ไม่ต้องพูดถึงว่าระดับการฝึกฝนของทั้งสองต่างกันราวฟ้ากับเหว ตอนนี้คุณธรรมของทั้งสองก็ต่างกันชัดเจนแล้ว!

   

   มองเยี่ยหรงเยว่หน้าซีดปากสั่น เยี่ยหลิงหลงก็ยิ่งรู้สึกสะใจ

   

   "ข้าเพียงแค่เตือนนางเท่านั้น เจ้ากลับลงมือทำร้ายคน จะเกินไปแล้ว!" เซี่ยหลินอี้ไม่ยอมแพ้

   

   "เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเตือนศิษย์น้องข้า เจ้าเป็นใครกัน"

   

   เยี่ยหลิงหลงได้ยินคำพูดนี้แล้วอดตกใจไม่ได้ ปกติแล้วศิษย์พี่ใหญ่ไม่ค่อยพูด แต่พูดแล้วไม่เคยแพ้เลยสักครั้ง! โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทางมองเหยียดคนอื่นอย่างนี้ เท่สุดๆไปเลย!

   

   "เจ้า..."

   

   "อีกอย่าง ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าเพิ่งอายุสิบเอ็ด ยังเด็กและขี้กลัว คำเตือนที่เจ้าว่ามาทำให้นางตกใจจนตัวสั่น แค่นี้ข้าก็มีสิทธิ์ที่จะตีเจ้าแล้ว"

   

   เสียงของเผยลั่วไป๋ดังก้อง ทุกคนจึงหันไปมองเยี่ยหลิงหลง ทว่าใบหน้าของเยี่ยหลิงหลงกลับไม่แสดงสีหน้าใดๆ ท่าทีตกใจตัวสั่นอยู่ที่ไหนกัน?

   

   แต่เผยลั่วไป๋ พูดจริงจังเสียขนาดนั้น จนทำให้คนคิดว่าเยี่ยหลิงหลงอาจตกใจจนตัวแข็งทื่อไปแล้ว

   

   "ข้าจะคอยดูอาการของนางอย่างใกล้ชิด หากคำเตือนของเจ้าทำให้จิตใจของนางได้รับบาดแผลที่ยากลบเลือน ข้าจะไปหาเจ้าที่สำนักเจ็ดดาราด้วยตัวเอง เพื่อขอคำอธิบายจากเจ้า"

   

   พอประโยคนี้หลุดออกมา แม้แต่เยี่ยหลิงหลงก็ยังอึ้งไปด้วย

   

   เดี๋ยวนะ ศิษย์พี่ใหญ่ก่อนหน้านี้ยังพูดได้ยุติธรรมอยู่เลย? เด็กๆทะเลาะกันพวกท่านที่เป็นผู้อาวุโสกว่าไม่ควรเข้าไปยุ่ง แต่ทำไมยิ่งพูดยิ่งดูไม่ถูกต้อง? ถ้านางได้รับบาดแผลทางใจ เขาจะไปขอคำอธิบาย? 

   

   นี่มันก็คือการปกป้องอย่างไร้เหตุผลชัดๆเลยนี่นา? นี่มันเกินกว่าที่เซี่ยหลินอี้ทำอีกนะ?

   

   อ่า นี่...

   

   นางเกือบจะถูก ‘ความยุติธรรมอันเที่ยงตรง’ ของศิษย์พี่ใหญ่หลอกแล้ว!

   

   ไม่ใช่แค่เยี่ยหลิงหลง แม้แต่คนจากสำนักอื่นก็รู้ตัวแล้ว พวกเขาเกือบจะถูกท่าทางจริงจังของเผยลั่วไป๋หลอกแล้ว!

   

   ทั้งคู่เป็นพวกคลั่งปกป้องศิษย์น้องหญิงนี่เอง เทียบกับเซี่ยหลินอี้ที่เอาแต่พูดจาเสียดสี เผยลั่วไป๋ชนะขาดลอยไปเลย!

   

   เยี่ยหรงเยว่มองเยี่ยหลิงหลง และเผยลั่วไป๋ นางกัดริมฝีปาก กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว

   

   ตั้งแต่เด็กจนโต นางไม่เคยใส่ใจน้องสาวคนนี้ และไม่เคยคิดจะแข่งขันอะไรด้วย อย่างไรเสียพวกนางก็ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่มีอะไรต้องแข่งขัน

   

   แต่นางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ต้องเสียหน้าต่อหน้าเยี่ยหลิงหลง

   

   ศิษย์พี่ใหญ่ของเยี่ยหลิงหลงมีที่มาอย่างไรกันแน่ ทำไมถึงได้แข็งแกร่งและดีต่อน้องสาวนางขนาดนี้ นางคงเอาผลไม้วิญญาณ และหินวิญญาณ ที่ท่านพ่อท่านแม่เตรียมไว้ไปเอาใจศิษย์พี่ใหญ่หมดแล้วกระมัง

   

   เยี่ยหรงเยว่คิดแบบนี้แล้วรู้สึกดีขึ้นบ้าง อย่างน้อยศิษย์พี่ใหญ่ที่ปกป้องนางก็ทำด้วยใจจริง นางไม่จำเป็นต้องเอาใจใคร

   

   ในอนาคตนางจะต้องพึ่งพาความสามารถของตนเองเดินบนเส้นทางสู่จุดสูงสุด ไม่จำเป็นต้องให้ใครปกป้อง

   

   "พวกเจ้า..." เซี่ยหลินอี้กำลังจะพูด แต่ถูกเยี่ยหรงเยว่ดึงแขนเสื้อไว้ นางส่ายหน้า

   

   "ศิษย์พี่ใหญ่ ช่างเถิด พวกเราศิษย์สำนักเจ็ดดารามีใจกว้างขวาง ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็เป็นศิษย์ของสำนักเช่นกัน ควรจะอยู่ร่วมกันฉันมิตรมากกว่านะ"

   

   "ก็ยังเป็นศิษย์น้องหญิงที่ใจกว้างที่สุด ก็ได้ ครั้งนี้ข้าจะปล่อยพวกเขาไป"

   

   "ใช่แล้ว อย่าลืมเรื่องสำคัญของพวกเรา พวกเรามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือศิษย์ร่วมสำนัก ห้ามปล่อยให้เรื่องไร้สาระมาทำให้การช่วยเหลือล่าช้า"

   

   ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา เยี่ยหลิงหลงที่ตอนแรกไม่อยากยุ่งกับพวกเขา เมื่อได้ยินคำว่าช่วยเหลือ นางก็นึกถึงเรื่องสำคัญของตัวเองขึ้นมาได้

   

   ในต้นฉบับบอกว่า ที่เยี่ยหรงเยว่ออกจากสำนักมาที่ดินแดนลับหุบเขาประจิม สาเหตุเพราะพี่น้องร่วมสำนักของนางค้นพบดินแดนลับที่ซ่อนอยู่ในดินแดนลับอีกที

   

   พวกเขาเข้าไปข้างในแล้วพบว่ามีโลกอีกใบ ไม่ว่าจะเป็นความอันตรายหรือผลตอบแทนล้วนมากกว่าด้านนอก

   

   หลังจากพวกเขาเข้าไป ก็ได้พบกับจี้จื่อจั๋ว หัวหน้าปีศาจน้อยที่บังเอิญเข้ามาในดินแดนลับนี้พอดี

   

   ต่อมาดินแดนลับถูกปิดผนึก พวกเขาทุกคนรวมทั้งจี้จื่อจั๋วจึงติดอยู่ข้างใน

   

   เยี่ยหรงเยว่และเซี่ยหลินอี้ทำลายดินแดนลับและช่วยพี่น้องร่วมสำนักของพวกเขาออกมา หลังจากนั้นคนของสำนักเจ็ดดาราก็กล่าวหาว่า จี้จื่อจั๋วว่าเป็นคนปิดผนึกดินแดนลับเพื่อฆ่าคนและแย่งชิงสมบัติ ดังนั้นเยี่ยหรงเยว่จึงร่วมมือกับสำนักเจ็ดดาราและคนจากสำนักอื่นๆ ทำร้ายจี้จื่อจั๋วและยึดสมบัติที่เขาฉกฉวยมาได้กลับคืน"

   

   หลังจากนั้น ชื่อเสียงอันชั่วร้ายของจี้จื่อจั๋วที่ปิดผนึกดินแดนลับ ทำร้ายศิษย์สำนักอื่น ปล้นสมบัติ ไม่มีความชั่วใดที่ไม่ทำ ก็แพร่สะพัดไปตามสำนักต่างๆ

   

   ต่อมา หลายสำนักร่วมกันกล่าวหาว่า จี้จื่อจั๋วเคยก่ออาชญากรรมมากมายต่อสำนักของพวกเขา ยิ่งตอกย้ำชื่อเสียงอันชั่วร้ายในฐานะหัวหน้าปีศาจน้อยของเขาอย่างถึงขีดสุด และข่าวลือก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาตายด้วยน้ำมือของเยี่ยหรงเยว่ โดยไม่มีโอกาสได้แก้ตัวแม้แต่น้อย

   


  บทที่ 16: ข้าหมายถึงฝีมือท่านไม่ได้เรื่องต่างหาก


   

   ตอนที่เยี่ยหลิงหลงอ่านนิยายเรื่องนี้ นางก็คิดว่าจี้จื่อจั๋วเป็นคนเลว

   

   แต่เมื่อไม่นานมานี้ ศิษย์พี่หกได้แนะนำพี่น้องร่วมสำนักทีละคน ซึ่งรวมถึงถึงศิษย์พี่เจ็ดจี้จื่อจั๋วด้วย เขาเป็นคนอารมณ์ร้อน และชอบท้าทาย สำนักใกล้เคียงล้วนถูกเขาท้าทายกันถ้วนหน้า

   

   ตอนที่ไปท้าทายสำนักอื่น เมื่อเห็นเขามาคนเดียว และยังเป็นเพียงขอบเขตจินตาน ก็คิดจะสั่งสอนให้เขารู้ว่าการหยิ่งผยองในสำนักของพวกเขานั้นไม่มีทางมีจุดจบที่ดี

   

   แต่ใครจะรู้ว่าทุกครั้งที่สำนักเหล่านั้นตอบรับการท้า จะถูกศิษย์พี่เจ็ดตีจนหน้ายู่อยู่ร่ำไป

   

   ถึงแม้จะมีคนในสำนักที่สามารถทำให้เขาบาดเจ็บได้หกเจ็ดส่วน แต่เขาก็จะต้องทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บถึงแปดเก้าส่วน จนเหลือลมหายใจสุดท้ายเท่านั้น

   

   ในการต่อสู้กับสำนักใกล้เคียง เขาคือผู้ไร้พ่าย ยิ่งต่อสู้ยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งต่อสู้ยิ่งหาญกล้า ถึงแม้พลังของเขาจะไม่ได้สูงที่สุด แต่เขากลับกลายเป็นคนที่ต่อสู้ได้ดีที่สุดในสำนักชิงเสวียน

   

   ศิษย์พี่เจ็ดถึงแม้จะชอบท้าทาย แต่เขากลับไม่เคยอ้างชื่อสำนักชิงเสวียน หรือทำให้คนในสำนักเดือดร้อนเลยสักครั้ง

   

   และทุกครั้งที่เขาไปท้าทายสำนักอื่น เขาจะส่งจดหมายไป หากอีกฝ่ายไม่ตอบรับ เขาก็จะไม่บังคับ

   

   ก่อนหน้านี้ตอนที่เขายังไม่แข็งแกร่ง เขาก็เคยถูกคนอื่นทุบตีจนน่วมมาแล้ว บาดเจ็บจนลมหายใจรวยรินกลับมาที่สำนัก แต่เขาก็ไม่ยอมบอกเด็ดขาดว่าใครเป็นคนทำร้าย เขาพูดแค่ว่าตัวเองท้าทายล้มเหลว ไม่โทษใคร

   

   หลังจากได้ฟังศิษย์พี่หก เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่าศิษย์พี่เจ็ดเป็นคนที่ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ไม่มีทางทำเรื่องชั่วร้ายอย่างปิดผนึกดินแดนลับฆ่าคนชิงสมบัติแน่นอน

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยพลังและความสามารถของเขา ถ้าจะฆ่าคนจริงๆ พวกศิษย์ขอบเขตสร้างรากฐานของสำนักเจ็ดดาราจะมีชีวิตรอดมาชี้หน้าด่าศิษย์พี่เจ็ดได้อย่างไร

   

   รวมถึงสำนักต่างๆที่ออกมาชี้หน้าด่าศิษย์พี่เจ็ดว่าทำชั่วมานานในนิยาย ก็คงจะเป็นสำนักที่เคยถูกเขาท้าทายและพ่ายแพ้กระมัง ตัวเองฝีมือด้อยกว่าแต่ผูกใจเจ็บ จึงใช้วิธีใส่ร้ายศิษย์พี่เจ็ด คิดแล้วช่างน่ารังเกียจนัก

   

   หากไม่ใช่เพราะศิษย์พี่เจ็ดไม่เคยเอ่ยถึงสำนักชิงเสวียนเลยสักครั้ง ก็มีเพียงศิษย์พี่หกเท่านั้นที่เอ่ยถึงชื่อจริงของเขาว่าจี้จื่อจั๋ว นางก็เกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว จนเกือบไม่ทันกาล

   

   นางเชื่อว่าศิษย์พี่หกจะไม่โกหกนาง ดังนั้นนางจึงเชื่อมั่นในตัวศิษย์พี่เจ็ด นางจะไม่ยอมให้ศิษย์พี่เจ็ดต้องทนรับความอยุติธรรมหลังจากเรื่องดินแดนลับหุบเขาประจิมในครั้งนี้!

   

   "ใช่ การช่วยเหลือเป็นเรื่องเร่งด่วน ชีวิตของศิษย์สำนักเจ็ดดาราสำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น" เซี่ยหลินอี้เผยสีหน้าจริงจัง "ขอทุกท่านหลีกทางให้หน่อย ข้าจะใช้พลังวิญญาณทำลายทางเข้าดินแดนลับนี้"

   

   ได้ยินคำพูดนี้ คนจากสำนักอื่นต่างถอยหลัง กลั้นหายใจรอผล

   

   หากไม่ใช่ศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราติดอยู่ข้างใน พวกเขาคงไม่รู้เลยว่าในดินแดนลับหุบเขาประจิมยังมีดินแดนลับซ่อนอยู่อีกแห่ง

   

   ดินแดนลับแห่งนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ มิเช่นนั้นจะขังคนไว้ข้างในได้อย่างไร

   

   เซี่ยหลินอี้ยกมือขึ้นกำลังจะใช้พลังวิญญาณ ทันใดนั้น เยี่ยหลิงหลงที่อยู่ด้านหลังก็วิ่งมาขวางไว้

   

   "ช้าก่อน!"

   

   "เจ้าคิดจะทำอะไรอีก ก่อเรื่องครั้งเดียวยังมิพอหรือ คิดว่าทุกคนจะตามใจเจ้ากี่ครั้งกัน"

   

   เซี่ยหลินอี้พอเห็นเยี่ยหลิงหลง หัวก็คุกรุ่นอีกครั้ง เด็กอายุเท่านี้ ความคิดก็ชั่วร้ายเช่นนี้ พูดจาไม่ยั้งคิดต่อหน้าผู้คนมากมาย ทำให้พี่สาวของนางอับอาย

   

   "ข้ากำลังก่อเรื่องหรือท่านโง่กันแน่ ท่านรู้ว่านี่คือทางเข้า คนข้างในก็รู้ ท่านคิดจะทำลายมันจากด้านนอก คนข้างในก็คงไม่ยอมนั่งรอความตายหรอก ตอนนี้พวกเขาอาจจะกำลังพยายามอยู่หลังทางเข้าก็ได้ หากท่านใช้กำลังทำลายทางเข้า หากคนที่อยู่อีกฝั่งได้รับบาดเจ็บจะทำอย่างไร"

   

   เซี่ยหลินอี้ชะงัก คำเตือนของเยี่ยหลิงหลงถูกต้อง แต่เขาไม่อาจเสียหน้าได้

   

   "ไม่ต้องให้เจ้ามาบอกหรอก เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ข้าก็รู้ ข้าจะระวังตอนทำลายทางเข้า รับรองว่าจะไม่ทำให้คนที่อยู่อีกฝั่งได้รับบาดเจ็บแน่นอน ไปให้พ้น!"

   

   ทว่าเยี่ยหลิงหลงก็ยังคงยืนปักหลักอยู่ที่เดิม ไม่มีท่าทีจะถอยสักนิด

   

   "การทำลายทางเข้าที่ปิดตาย แต่ไม่ทำร้ายคนอีกฝั่ง เรื่องยากเช่นนี้ท่านทำได้หรือ ท่านเชื่อมั่นในตัวเอง แต่ข้าไม่ ท่านรับการโจมตีของศิษย์พี่ใหญ่ข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าฝีมือไม่ได้เรื่อง มีดีแค่ลิ้นคมคายเท่านั้น"

   

   เซี่ยหลินอี้ถูกแทงใจดำ ใบหน้าดำคล้ำเป็นก้นหม้อ เขาโกรธจนตัวสั่น ยกฝ่ามือขึ้นหมายจะฟาดใส่เยี่ยหลิงหลง

   

   "ศิษย์น้อย เจ้าช่างไร้มารยาทยิ่งนัก เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าลงมือกับเจ้างั้นหรือ"

   

   ทันใดนั้น เผยลั่วไป๋ก็กระโดดเข้ามาขวางไว้ตรงหน้าเยี่ยหลิงหลง สีหน้ายังคงเย็นชาเช่นเคย

   

   "งั้นเจ้าลองขยับมันเองละกัน!"

   

   เซี่ยหลินอี้โกรธจนควันออกหู ชาตินี้เขายังไม่เคยโดนใครทำให้โมโหขนาดนี้มาก่อน เขาคิดไม่ออกว่าเหตุใดสำนักไร้นามถึงมีฝีมือระดับนี้ได้ คนที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ หากอยู่ในยุทธภพ ไม่ใช่ว่าทุกสำนักจะต้องแย่งตัวกันหรอกหรือ

   

   "พวกเจ้ามาจากสำนักใด ถึงได้สอนศิษย์ให้ไร้มารยาทเช่นนี้ ขัดขวางข้าช่วยศิษย์ร่วมสำนักหลายต่อหลายครั้ง อย่าบอกนะว่าพวกเจ้าจงใจกลั่นแกล้งสำนักเจ็ดดารา"

   

   "ท่านเลิกหาเรื่องได้หรือไม่ พูดอะไรก็อ้างแต่สำนักเจ็ดดารา ข้าหมายถึงฝีมือท่านไม่ได้เรื่องต่างหาก"

   

   "เจ้า..."

   

   "ท่านบอกว่าจะระวัง แต่ข้าไม่เชื่อเลยสักนิด ข้าจะไม่ยอมให้ท่านทำลายทางเข้าแล้วทำร้ายคนข้างในเด็ดขาด"

   

   "หลิงหลง จะเกินไปแล้วนะ เจ้าจะดื้อรั้นหรือโกรธเกลียดข้าก็ได้ แต่เจ้าอย่าเอาชีวิตศิษย์สำนักเจ็ดดารามาล้อเล่นเลย ยังไงศิษย์พี่ใหญ่ก็เป็นศิษย์สำนักเจ็ดดารา เขาไม่มีทางทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักตัวเองหรอก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า ได้โปรดหลีกทางเถอะ!"

   

   เยี่ยหรงเยว่ที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ทนไม่ไหวจึงก้าวออกมาตำหนิเยี่ยหลิงหลง ตอนนี้คนจากสำนักอื่นๆก็เริ่มตำหนิเยี่ยหลิงหลงว่ากระทำเกินไป ความดื้อรั้นพวกเขายอมรับได้ แต่การเอาชีวิตคนอื่นมาล้อเล่นนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้

   

   "ใครบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกข้า? ศิษย์พี่เจ็ดของข้าก็อยู่ข้างในเช่นกัน ข้าเห็นศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าไม่น่าไว้ใจ ข้าจะไม่ร้อนใจได้อย่างไร?"

   

   พอพูดออกไป คนที่เพิ่งจะตำหนิเยี่ยหลิงหลงก็เปลี่ยนคำพูดทันที

   

   "ที่แท้ศิษย์พี่ของนางก็อยู่ข้างใน ไม่แปลกใจเลยที่จะร้อนใจขนาดนั้น"

   

   "ศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักเจ็ดดาราดูไม่ค่อยน่าไว้ใจจริงๆนั่นแหละ ถ้าเป็นข้าก็คงกังวลเหมือนกัน ศิษย์พี่ของตัวเองอยู่ข้างใน ต้องฝากความหวังไว้กับเซี่ยหลินอี้ที่ไม่น่าไว้ใจ ใครจะวางใจได้"

   

   เยี่ยหลิงหลงยืนขวางอย่างแน่วแน่

   

   "ข้าจะไม่ยอมให้พวกท่านทำลายทางเข้าเด็ดขาด"

   

   เซี่ยหลินอี้โกรธจนคล้ายมีควันลอยออกมาจากหัว ตอนนี้ไม่ใช่แค่เด็กคนนี้ที่ต่อต้านเขาเท่านั้น แต่คนจากสำนักอื่นๆก็พากันเห็นด้วยกับนาง ทำให้แรงกดดันมหาศาลโถมลงบนบ่าเขา

   

   "แล้วเจ้าต้องการอะไร?"

   

   เยี่ยหลิงหลงชี้นิ้วไปยังตำแหน่งที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งจั้ง

   

   "ทำลายมันจากตำแหน่งนี้"

   

   สิ้นคำ ทั้งสถานที่ก็เกิดความโกลาหลขึ้น ทุกคนต่างมองไปที่เยี่ยหลิงหลงด้วยความตกตะลึง

   

   "เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?"



 บทที่ 17: ดูละครลิง


   

   เซี่ยหลินอี้ร้องอุทานออกมาเป็นคนแรก ตามมาด้วยผู้คนจำนวนมากที่เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมา ไม่มีใครเห็นด้วยกับการกระทำของเยี่ยหลิงหลง

   

   ประตูทางเข้าเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดของดินแดนลับ เพราะมันสามารถเปิดปิดได้และเป็นตำแหน่งที่ง่ายต่อการทำลายที่สุด

   

   ทว่าเยี่ยหลิงหลงกลับบอกให้ทำลายผนังของดินแดนลับ? นี่หมายความว่าไม่โจมตีจุดที่บางที่สุด แต่ให้ทำลายจุดที่หนาที่สุดงั้นหรือ!

   

   นี่มันผนังด้านนอกดินแดนลับนะ ไม่ใช่ประตูห้องในเรือนที่อยากทำลายก็ทำลายได้!

   

   "หลิงหลง ข้ารู้ว่าเจ้าเกลียดข้า โกรธข้า แต่เจ้าช่วยเลิกทำตัวไร้เหตุผลในเวลาแบบนี้ได้หรือไม่ ชีวิตคนกำลังตกอยู่ในอันตราย พวกเราต้องรีบไปช่วยศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิงก่อน!"

   

   เยี่ยหรงเยว่พูดด้วยสีหน้าอ่อนโยนเพื่อเกลี้ยกล่อมเยี่ยหลิงหลง

   

   "เจ้าหลีกไปเถอะ แม้เจ้าไม่เชื่อใจข้า เจ้าก็ยังสามารถให้ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้ามาทำลายประตูก็ได้นี่ ทำไมเจ้าต้องเลือกตำแหน่งนี้ด้วย? ถ้าหากการช่วยเหลือล่าช้า เจ้าจะรับผิดชอบผลที่ตามมาได้หรือ?"

   

   คำพูดของเยี่ยหรงเยว่มีเหตุผล ทุกคนที่ได้ยินต่างพยักหน้าเห็นด้วย การช่วยชีวิตคนเป็นเรื่องเร่งด่วนจริงๆ!

   

   เยี่ยหลิงหลงทั้งฉิวทั้งขัน ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นการกระทำเช่นนี้เลยนะ พูดอะไรก็โยงการกระทำของนางไปเป็นเรื่องส่วนตัวหมด บอกว่านางทำเรื่องพวกนี้ไปเพราะอิจฉาริษยาอย่างนั้นหรือ! 

   

   นางกำลังจะเอ่ยปากโต้แย้ง เผยลั่วไป๋ที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับเดินไปยังตำแหน่งที่นางชี้

   

   "ถอยไปหน่อย ข้าจะเริ่มทำลายดินแดนลับแล้ว"

   

   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ปวงชนสูดหายใจเฮือกใหญ่ เขาจะลองทำลายจากตรงนั้นจริงๆหรือ! เขาจะทำได้จริงๆหรือ? หรือว่าเยี่ยหลิงหลงไม่ได้พูดเกินจริง?

   

   การกระทำที่ตรงไปตรงมาของเผยลั่วไป๋ทำให้เยี่ยหรงเยว่และเซี่ยหลินอี้ปิดปากเงียบสนิท และทำให้ปวงชนหันมองเผยลั่วไป๋ด้วยสายตาคาดหวังและตื่นเต้น

   

   บังคับทำลายผนังด้านนอกดินแดนลับ ถ้าข่าวนี้แพร่ออกไปต้องทำให้โลกหล้าตกตะลึงแน่!

   

   ในเวลาที่ปวงชนกำลังตื่นเต้น เยี่ยหลิงหลงกลับเป็นคนที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าใคร เพราะเรื่องนี้แม้แต่นางก็ไม่ได้มั่นใจเต็มร้อย ตอนที่นางเสนอไปนั้น นางคิดจะให้ศิษย์พี่ใหญ่ใช้เสวียนอิ่งด้วยซ้ำ

   

   ยังไงเสีย เสวียนอิ่งก็ยังมีพลังอยู่บ้าง ถ้าพลังของทั้งสองรวมกัน โอกาสสำเร็จจะเพิ่มขึ้นมาก

   

   แต่ดูจากพลังของศิษย์พี่ใหญ่ตอนนี้ บางทีอาจจะทำสำเร็จจริงๆก็ได้? ศิษย์พี่ใหญ่ของนางใช้การกระทำมากกว่าคำพูด เขาต้องทำได้แน่นอน!

   

   ภายใต้สายตาที่คาดหวังของทุกคน เผยลั่วไป๋ชักกระบี่ของตนออกมา แล้วค่อยๆจ่ายพลังวิญญาณเข้าไปอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็ฟาดกระบี่ลงไปเต็มแรง

   

   เสียงตู้มดังสนั่น ผนังด้านนอกของดินแดนลับถูกผ่าเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ พอให้คนสองคนเข้าออกได้พร้อมกัน

   

   เมื่อเห็นว่า เผยลั่วไป๋ผ่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ เยี่ยหลิงหลงก็ตื่นเต้นจนกระโดดขึ้นจากพื้น ในขณะที่ทุกคนยังคงตกตะลึงอ้าปากค้าง นางก็ตะโกนเสียงดัง "ศิษย์พี่ใหญ่ของข้าเท่สุดๆไปเลย!"

   

   เสียงตะโกนนี้ ปลุกทุกคนให้ตื่นจากภวังค์ ทุกสายตามองเผยลั่วไป๋ด้วยสายตาชื่นชม

   

   พลังขนาดนี้แข็งแกร่งกว่าเซี่ยหลินอี้มากโขเลยนะ? ในหมู่ศิษย์รุ่นเดียวกัน ถ้ามีคนที่แข็งแกร่งขนาดนี้สักคน ต่อไปในอนาคตจะต้อลือนามในโลกหล้าเป็นแน่ ขนาดเซี่ยหลินอี้ยังมีชื่อเสียงโด่งดังขนาดนี้ แล้วเขาจะไร้นามได้อย่างไร

   

   บัดนี้ แม้แต่เยี่ยหรงเยว่ก็ก้าวไปหาเผยลั่วไป๋ ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความเคารพ

   

   "ไม่ทราบว่าพี่ชายท่านนี้มีระดับการฝึกฝนเท่าไร มาจากสำนักใด ถึงได้มีพลังแข็งแกร่งมากพอทำลายผนังด้านนอกดินแดนลับที่หนาขนาดนี้ได้?"

   

   เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เซี่ยหลินอี้ก็รู้สึกคุกรุ่นในอก เขาอ้าและหุบปากซ้ำสองสามครั้ง ก่อนสุดท้ายจะกลืนคำพูดกลับลงท้องไปเพื่อเยี่ยหรงเยว่

   

   เผยลั่วไป๋เก็บกระบี่ของตน ไม่แม้แต่จะเหลือบมองเยี่ยหรงเยว่แม้เพียงหางตา เพียงเอ่ยเสียงเรียบ "เกี่ยวอะไรกับเจ้า?"

   

   เยี่ยหรงเยว่ยืนนิ่ง หน้าแตกกระจาย นางไม่เคยถูกใครปฏิเสธเช่นนี้มาก่อน นางก้มหน้าลง กัดริมฝีปากแน่น ดวงตาแดงก่ำ

   

   แต่เผยลั่วไป๋หาได้ใส่ใจ ไม่แยแสสภาพน่าสงสารของนาง ส่วนเซี่ยหลินอี้รีบวิ่งเข้าไปปลอบใจนางทันที

   

   "บางคนหน้าไม่อาย เกิดมาไม่รู้จักดีชั่ว หรงเยวี่ยพวกเราไม่ต้องไปสนใจคนพวกนี้หรอก"

   

   เยี่ยหรงเยว่สูดหายใจเข้าลึก แล้วพยักหน้า "ใช่แล้ว ความปลอดภัยของศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิงสำคัญกว่า เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญหรอก"

   

   เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่ข้างๆ มองสองนักแสดงที่ส่งบทกันอย่างลื่นไหล ในใจอดอุทานด้วยความประหลาดใจไม่ได้ นางเคยเห็นการเล่นละครตบตามานักต่อนักแล้ว แต่การแสดงฝืดเฝื่อนเพื่อรักษาศักดิ์ศรีแบบนี้ นางเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก"

   

   เผยลั่วไป๋เรียกนางแล้วจับหัวนางหมุนไปทางช่องที่ถูกผ่าเมื่อครู่

   

   "แบบนี้ใช้ได้หรือไม่"

   

   "ได้ ดีมากเลย!"

   

   เผยลั่วไป๋พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ศิษย์พี่ใหญ่ของนางเก่งกาจถึงเพียงนี้ จะไปมองศิษย์พี่ใหญ่ของคนอื่นทำไม

   

   ถ้าเยี่ยหลิงหลงได้ยินประโยคนี้ นางต้องตอบกลับไปว่า แน่นอนว่าเพื่อดูพวกเขาเล่นละครลิงอย่างไรเล่า น่าสนใจไม่น้อยเลยนะ

   

   ทันใดนั้น ก็มีเสียงร้องตกใจดังมาจากในรอยแยก "มาดูนี่เร็ว! ผนังถูกทำลายแล้ว! พวกเราปลอดภัยแล้ว!"

   

   ได้ยินเสียงของศิษย์สำนักเจ็ดดารา เซี่ยหลินอี้และเยี่ยหรงเยว่จึงรีบวิ่งเข้าไป

   

   ทว่ายังไม่ทันเข้าไป เสียงจากด้านในก็ดังขึ้นเสียก่อน

   

   "แต่ทำไมเป็นผนังไม่ใช่ทางเข้าล่ะ คนที่มาไม่ใช่ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเราหรอกหรือ ระดับเขาสามารถทำลายผนังได้แล้วหรือ"

   

   ใบหน้าของเซี่ยหลินอี้แข็งทื่อฉับพลัน เท้าก้าวช้าลงเล็กน้อย ทำให้เยี่ยหรงเยว่นำไปก่อน

   

   "ศิษย์พี่ชาย! ศิษย์พี่หญิง! พวกท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่"

   

   "ไม่เป็นไร พวกข้าทุกคนถูกปีศาจน้อยทำร้ายบาดเจ็บ แต่โชคดีที่ยังมีชีวิตรอด ศิษย์พี่ใหญ่มาถึงแล้วหรือยัง? รีบไปจับปีศาจน้อยตนนั้นเถิด เขาเป็นคนผนึกดินแดนลับ ขโมยวิหคเมฆาเพลิง และทำร้ายพวกข้าอีก!"

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงก็รีบวิ่งเข้าไปข้างใน เผยลั่วไป๋รีบตามเข้าไปติด ๆ ศิษย์จากสำนักอื่นจึงค่อยเดินตามเข้าไป

   

   "ปีศาจน้อยอะไร? ข้างในยังมีปีศาจอีกหรือ?"

   

   "ใช่ เขาอยู่ทางโน้น ชื่อจี้จื่อจั๋ว!"

   

   ศิษย์สำนักเจ็ดดาราชี้มือไปทางหนึ่ง ทุกสายตามองตามไป พบเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นอู๋ถง*[1]ขนาดใหญ่ กำลังส่งพลังวิญญาณเข้าไปซ่อมแซมลูกแก้ววิญญาณตรงหน้าอย่างต่อเนื่อง

   

   ภายในลูกแก้ววิญญาณมีวิหคเมฆาเพลิงขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง มันกำลังกระพือปีกดิ้นรนอย่างรุนแรง พยายามทำลายลูกแก้ววิญญาณที่กักขังมันเอาไว้

   

   เมื่อเยี่ยหลิงหลงมองตามสายตาของทุกคนไป นางก็เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงเรียกจี้จื่อจั๋วว่าปีศาจน้อย เพราะใบหน้าของเขายังอ้วนกลมเหมือนเด็กทารก ดูผิวเผินแล้วอายุน่าจะใกล้เคียงกับนาง

   

   แต่ความจริง จี้จื่อจั๋วอายุสิบหกปีแล้ว มากกว่านางถึงห้าปีเต็มๆ

   

   "ปีศาจน้อยกล้าดีอย่างไร! วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้า เพื่อแก้แค้นให้พี่น้องร่วมสำนักของข้า!" เซี่ยหลินอี้พูดจบก็ชักกระบี่เข้าไปประชิดจี้จื่อจั๋ว เยี่ยหรงเยว่ก็ชักกระบี่ทะยานตามไป

   

   "ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าจะช่วยท่าน!"

   

   เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ คนทั้งสำนักเจ็ดดาราต่างฮึกเหิม ความกล้าพลุ่งพล่าน ชักกระบี่ออกมา

   

   "พวกเราก็ไปกันเถอะ วันนี้ต้องจับปีศาจน้อยให้ได้ เพื่อแก้แค้นให้พี่น้องร่วมสำนัก!"

   

   เมื่อเห็นพวกเขาลงมือ เยี่ยหลิงหลงอุทานด้วยความตกใจ "หยุดก่อน!"

   

   แต่คนของสำนักเจ็ดดาราไม่ติดสนใจนางเลยสักนิด

   

   นางจึงหยิบเสวียนอิ่งออกมาจากแหวนอีกครั้ง แล้วขว้างออกไปเต็มแรง พร้อมตะโกนว่า "คืนนี้ให้เลือด!"

   

   ในชั่วพริบตา ปราณของเสวียนอิ่งพลันระเบิดออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้รอบกายของนางเปล่งประกายหลากสีสัน


   [1] ต้นอู๋ถง คือต้นไม้มงคลของจีน เป็นไม้หายาก นิยมนำมาทำเป็นเครื่องดนตรี



   บทที่ 18: ไม่จริงน่า? ข้าเก่งขนาดนั้นเลยหรือ?


   

   ท่วงท่าของเสวียนอิ่งครั้งนี้ดูดีกว่าครั้งก่อนมาก พลังก็แข็งแกร่งกว่าเช่นกัน

   

   ความเร็วของมันแซงผ่านศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราที่กำลังพุ่งเข้าไป ผ่านเยี่ยหรงเยว่ ไล่ตามเซี่ยหลินอี้ที่วิ่งนำอยู่ข้างหน้าสุด

   

   เมื่อเห็นกระบี่เล่มนี้บินมาขวาง มุมปากของเซี่ยหลินอี้ก็เหยียดยิ้มเย็น

   

   ถ้าจำไม่ผิด กระบี่เล่มนี้เป็นของเด็กน่าตายเยี่ยหลิงหลง?

   

   ถ้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของนางมาขวางอาจจะยังพอหยุดเขาได้ แต่ด้วยกำลังแค่ขอบเขตก่อปราณของนางก็คิดจะมาขวางทางเขางั้นหรือ? ในเมื่อนางอยากอับอายนัก เขาก็จะสนองให้!

   

   ดังนั้นเซี่ยหลินอี้จึงโบกกระบี่และฟาดไปข้างหน้าอย่างแรง ตั้งใจจะฟันกระบี่ของเยี่ยหลิงหลงให้ขาดสะบั้น ทำให้นางต้องสูญเสียกระบี่วิญญาณของตัวเอง จนต้องกอดกระบี่หักๆของตัวเองร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้าผู้คนมากมาย

   

   แค่คิดถึงภาพนั้นเขาก็รู้สึกสะใจแล้ว ดังนั้นตอนที่ฟันกระบี่ออกไป เขาจึงใช้กำลังเต็มที่ ไม่คิดเมตตาแม้แต่น้อย!

   

   เสียงเคร้งดังสนั่น แรงมหาศาลปะทะทำให้มือของเซี่ยหลินอี้ตื้อชา พร้อมกับกระบี่วิญญาณในมือเขาที่หักเป็นสองท่อน!

   

   รอยยิ้มที่มุมปากของเขาชะงักค้าง

   

   แต่เรื่องราวยังไม่จบ เพราะตอนที่เขาฟันกระบี่นั้นใช้แรงมากเกินไป ทำให้ตัวกระบี่ของเยี่ยหลิงหลงสะท้อนกลับ ด้ามกระบี่กระแทกเข้าหน้าของเขาอย่างแรง เลือดกำเดาสีแดงสดพุ่งกระเซ็นออกมาเป็นสาย

   

   ส่วนตัวเซี่ยหลินอี้ล้มหงาย ท้ายทอยกระแทกพื้นดังตึง สั่นสะเทือนจิตใจของทุกคน

   

   เยี่ยหลิงหลงเองก็ตกตะลึง ความสุขมาเร็วเกินไปหรือเปล่านะ!

   

   ถึงแม้นางจะอยากตั๊นหน้าเซี่ยหลินอี้ แต่ผลลัพธ์เช่นนี้ ค่อนข้างเหนือความคาดหมายของนางไปไกลโข สาแก่ใจนัก!

   

   ท่ามกลางเสียงร้องตกใจ เยี่ยหรงเยว่เป็นคนแรกที่ตอบสนอง

   

   "ศิษย์พี่ใหญ่!"

   

   "ศิษย์พี่ใหญ่! ท่านเป็นอะไรหรือไม่? เกิดอะไรขึ้น นี่มันช่างไร้มนุษยธรรมเกินไปแล้ว! ถึงกับลอบทำร้ายศิษย์พี่ใหญ่ของพวกข้า!"

   

   เยี่ยหรงเยวี่ยวิ่งไปหาเซี่ยหลินอี้ คุกเข่าลงเพื่อตรวจดูอาการของเขา เห็นอีกฝ่ายกำลังอุดจมูก ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด มือยังกำด้ามกระบี่หักอยู่ ดูน่าสงสารเหลือแสน

   

   ศิษย์ของสำนักเจ็ดดารารีบเข้ามาล้อมรอบตัวเขาอย่างรวดเร็ว นั่นคือศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขา! คนที่มาช่วยพวกเขาและช่วยพวกเขาเอาชนะปีศาจร้ายนั่น!

   

   ผลคือยังไม่ทันได้เริ่มสู้ ศิษย์พี่ใหญ่ก็ล้มหัวคะมำแล้ว พวกเขาจะทำอย่างไรดี? ไม่มีผู้ใดคอยหนุนหลังแล้ว พวกเขารู้สึกตื่นตระหนกทันที

   

   ประโยคที่ว่า ‘ลอบทำร้ายศิษย์พี่ใหญ่’ ยังไม่จบ เยี่ยหลิงหลงก็ร้องอุทาน เบิกตากลมโต ทำสีหน้าเว่อร์วังพร้อมยกกระโปรงสีแดงวิ่งเข้ามา

   

   "ไม่น่าเป็นไปได้นะ? ข้าแค่ปาไปเฉยๆเอง ไม่มีใครคิดจริงๆหรอกว่าข้าที่เป็นแค่ขอบเขตก่อปราณขั้นต้นจะลอบทำร้ายศิษย์พี่ใหญ่ขอบเขตจินตานของสำนักเจ็ดดาราต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ได้ เขาบาดเจ็บขนาดนี้เป็นเพราะข้าหรือ? จริงหรือ? นี่ข้าเก่งขนาดนั้นเชียวหรือ?"

   

   ด้วยระดับเสียงที่ดังกว่าปกติและสีหน้าไร้เดียงสาของเยี่ยหลิงหลงทำให้ศิษย์สำนักเจ็ดดารามึนงง แม้แต่เยี่ยหรงเยวี่ยก็ยังต้องอ้าปากค้าง

   

   คิดดูอีกทีการบอกว่านางลอบทำร้ายศิษย์พี่ใหญ่ก็ดูจะเป็นการยกย่องนางเกินไปหน่อย? ยิ่งท่าทางภูมิใจของนาง ราวกับกำลังรอให้พวกเขายอมรับว่าศิษย์พี่ใหญ่ได้รับอันตรายเพราะนาง

   

   ได้ยินคำพูดของเยี่ยหลิงหลง เซี่ยหลินอี้ที่นอนอยู่บนพื้นก็กระอักเลือดออกมาอีกคำหนึ่ง

   

   วันนี้เขาออกจากบ้านโดยไม่ได้ดูปฏิทินหวงลี่หรือ?*[1] ทำไมถึงได้เจอเด็กที่น่ารำคาญขนาดนี้นะ?

   

   ศิษย์สำนักเจ็ดดารามองตาพูดอะไรไม่ออก ส่วนศิษย์จากสำนักอื่นที่มุงดูอยู่เริ่มซุบซิบกันแล้ว บางคนถึงกับลอบหัวเราะคิกคัก

   

   ทว่าจู่ๆ เยี่ยหลิงหลงก็ตะโกนเสียงดังอีกครั้ง คราวนี้ดังยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก

   

   "ว้าว! กระบี่วิญญาณเล่มนี้สำนักเจ็ดดาราเป็นคนตีขึ้นมาหรือ? มันหักไปแล้ว แต่ที่รอยหักยังมีพลังวิญญาณไหลออกมาอยู่เลย เห็นได้ชัดว่ากระบี่วิญญาณเล่มนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ! สมบัติของสำนักเจ็ดดารานี่ไม่เหมือนใครจริงๆ ถ้ากระบี่ของข้าหักคงจะกลายเป็นเศษเหล็กไร้ค่า ไม่มีทางปล่อยพลังวิญญาณออกมาอีกแน่นอน"

   

   ได้ยินดังนั้น ศิษย์จากสำนักอื่นจึงมองตามด้วยความสงสัย จริงอย่างว่า มีพลังวิญญาณแผ่ออกมาจากรอยหัก กระบี่เล่มนี้เป็นกระบี่ดี แต่แตกหักเช่นนี้ ยังสู้กระบี่ขาวธรรมดาธรรมดาในมือเยี่ยหลิงหลงไม่ได้เลย

   

   ศิษย์ของสำนักเจ็ดดารารวมถึงเยี่ยหรงเยว่ต่างปิกปากเงียบสนิท พวกเขาไม่อาจกล่าวว่ากระบี่ของพวกเขาคุณภาพไม่ดี อย่าพูดยกยอเกินจริงนัก แต่หากบอกเช่นนั้นก็เหมือนเป็นการยอมรับว่ากระบี่ในมือเยี่ยหลิงหลงนั้นยอดเยี่ยมกว่า

   

   หรือนางจงใจให้พวกเขาเปิดปากชมกระบี่ของนาง?

   

   เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ ศิษย์สำนักเจ็ดดาราก็ยิ่งเงียบกริบ ส่วนเซี่ยหลินอี้ที่นอนอยู่บนพื้นก็กระอักเลือดออกมาอีกโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

   

   โชคดีที่เยี่ยหรงเยว่ฉลาดพอ นางตอบสนองรวดเร็ว กระโดดหลบหลุมพรางของเยี่ยหลิงหลงแล้วถามอีกฝ่ายตรงๆ

   

   "ทำไมเจ้าต้องเขวี้ยงกระบี่ด้วย วันนี้เจ้าทำเป็นครั้งที่สองแล้ว เจ้ากำลังจงใจหาเรื่องสำนักเจ็ดดาราใช่หรือไม่ ข้ารู้ว่าเจ้าโกรธแค้นข้า แต่เจ้าจะเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับสถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้นะ เจ้าไม่เพียงทำร้ายศิษย์พี่ใหญ่ข้า แต่ยังปล่อยให้หัวหน้าปีศาจนั่นหนีไปด้วย!"

   

   เยี่ยหลิงหลงชี้ไปที่จี้จื่อจั๋วที่เดินมาข้างหลังนางตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

   

   "เจ้าหมายถึงเขาหรือ เขาไม่ได้หนีไปไหนนี่ จะพูดอะไรช่วยลืมตาดูให้ดีก่อนได้หรือไม่ แบบนี้ข้ายิ่งคุยกับเจ้ายากนะ"

   

   .......

   

   เยี่ยหรงเยว่โมโหจนอยากจะกรีดร้อง นางมัวแต่จ้องจับผิดเยี่ยหลิงหลงจนไม่ทันสังเกตว่าจี้จื่อจั๋วมาอยู่ข้างหลังนางแล้ว อย่างไรเสียจี้จื่อจั๋วก็ตัวเล็ก ยิ่งยืนท่ามกลางฝูงชนก็ยิ่งง่ายที่จะถูกมองข้าม

   

   "แต่นั่นก็ไม่อาจเปลี่ยนข้อเท็จจริงที่เจ้าตั้งใจยั่วยุสำนักเจ็ดดาราของข้า!"

   

   "นั่นเพราะพวกเจ้าไม่แยกแยะดำขาวก่อน ต้องการทำร้ายศิษย์พี่เจ็ดของข้า ข้าเลยต้องขัดขวางพวกเจ้า ข้าเตือนพวกเจ้าแล้วให้หยุดมือ แต่ไม่มีใครสนใจ ข้าเลยต้องลงมือเอง!"

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างอุทานด้วยความประหลาดใจ ปีศาจน้อยจี้จื่อจั๋วนี่ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นศิษย์พี่เจ็ดของเยี่ยหลิงหลงนี่เอง!

   

   "เจ้าบอกว่าปีศาจตัวน้อยนี่เป็นศิษย์พี่เจ็ดของเจ้างั้นหรือ"

   

   เยี่ยหลิงหลงเก็บกระบี่เสวียนอิ่งขึ้นมากอดไว้

   

   "พี่สาว พูดให้ดีๆหน่อย ถ้าเจ้ายังดูถูกศิษย์พี่ของข้าอีก กระบี่ของข้าอาจจะหลุดมืออีกนะ มันสู้กระบี่ชั้นดีของสำนักเจ็ดดาราพวกเจ้าไม่ได้หรอก กระบี่เก่าๆของข้าควบคุมไม่ค่อยอยู่น่ะ"

   

   "เจ้า..." เยี่ยหรงเยว่กัดฟันกรอด

   

   นางไม่กลัวเยี่ยหลิงหลง แต่กระบี่เก่าๆนั่นทำให้ศิษย์พี่ใหญ่บาดเจ็บขนาดนี้ นางไม่ได้โง่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ แต่นางไม่อาจหาคำตอบได้ ทางที่ดีอย่าลงมือบุ่มบ่ามจะดีกว่า

   

   อีกทั้งศิษย์พี่ใหญ่ของเยี่ยหลิงหลงยังอยู่ ส่วนศิษย์พี่ใหญ่ของนางสิ้นท่าล้มไม่ลุก นางคงเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ หากลงมือกับเยี่ยหลิงหลงในเวลาเช่นนี้

      

   [1] หวงลี่ คือปฏิทินจีนโหราศาสตร์ที่แพร่หลายในอดีต ก่อนออกจากบ้านคนสมัยก่อนจึงดูปฏิทินนี้ ถ้าโชคไม่ดีจะพูดว่า ‘วันนี้ออกจากบ้านโดยไม่ได้ดูปฏิทินหวงลี่’ หมายความว่า ดวงซวย



  บทที่ 19: เจ้าสารเลว รับกระบี่ของข้าไปซะ


   

   "ในเมื่อเจ้าบอกว่าเขาเป็นศิษย์พี่เจ็ดของเจ้า เช่นนั้นเขาก็ถือเป็นคนในสำนักพันธมิตร ดังนั้นโปรดอธิบายหน่อยเถิดว่า เหตุใดจึงต้องผนึกดินแดนลับ ทำร้ายศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราของข้า แล้วยังแย่งชิงวิหคเมฆาเพลิงจากพวกข้าไปอีก!"

   

   ศิษย์พี่ใหญ่ได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้เยี่ยหรงเยวี่ยจึงต้องออกมาเป็นตัวแทนของสำนักเจ็ดดารา มิเช่นนั้นสำนักเจ็ดดาราที่ไร้ผู้นำก็จะถูกคนที่มีเจตนาร้ายรังแกจนตาย!

   

   "ศิษย์พี่เจ็ด เมื่อครู่พวกเราได้ฟังคำให้การด้านเดียวของพวกเขาไปแล้ว ตอนนี้ถึงตาท่านบอกมาบ้างว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่" เยี่ยหลิงหลงหันไปถามจี้จื่อจั๋ว

   

   ปรากฏว่าจี้จื่อจั๋วไม่ได้รีบแก้ต่างให้ตัวเอง แต่กลับชี้ไปที่เยี่ยหลิงหลงแล้วถามเผยลั่วไป๋ด้วยความดีใจ "ศิษย์พี่ใหญ่ นางคือศิษย์น้องหญิงคนใหม่ของพวกเราหรือ"

   

   "ใช่แล้ว"

   

   "นางน่ารักมากเลย แถมยังฉลาดและกล้าหาญอีกต่างหาก เมื่อครู่นางคอยปกป้องข้าด้วย"

   

   "พูดให้ถูกคือ นางลากข้ามาจากสำนักเพื่อมาช่วยเจ้า"

   

   ดวงตาของจี้จื่อจั๋วเป็นประกาย รอยยิ้มบนใบหน้าตุ๊กตายิ่งสดใสมากขึ้น

   

   "ถึงอาจารย์จะเป็นคนที่ทำอะไรไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่ศิษย์ที่เขาพากลับมาทุกคนล้วนเป็นคนเก่ง ศิษย์น้องหญิง เจ้าสบายดีนะ"

   

   "ศิษย์พี่เจ็ด เรื่องทักทายเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังเถิด ท่านเล่าเรื่องเมื่อครู่ให้ฟังได้หรือไม่"

   

   "ได้ ข้าจะฟังเจ้า"

   

   เยี่ยหลิงหลงแทบจะหัวเราะออกมา ศิษย์พี่คนนี้ถูกใส่ร้ายไม่ร้อนใจ คนอื่นชักกระบี่ล้อมโจมตีก็ไม่สนใจ สายตาและความสนใจจดจ่ออยู่ที่นางซึ่งเป็นศิษย์น้องหญิงเล็กทั้งหมด

   

   ราวกับว่าการได้ศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งคือเรื่องสำคัญที่สุดในโลก ส่วนคนและเรื่องวุ่นวายอื่นๆ เขาไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

   

   "เมื่อเดือนก่อน ข้าได้ยินอาจารย์บอกว่าเขาจะไปเข้าร่วมการประชุมรับศิษย์ครั้งนี้ และจะพาศิษย์ใหม่กลับมา ตอนนั้นข้าก็คิดว่าถ้ามีศิษย์ใหม่เข้ามาต้องให้ของขวัญต้อนรับหน่อย แต่คิดไม่ออกว่าจะให้อะไรดีก็เลยเดินเที่ยวไปเรื่อย จนกระทั่งเมื่อวานข้าพบว่าดินแดนลับหุบเขาประจิมมีความเคลื่อนไหว"

   

   "หลังจากข้าเข้ามาในดินแดนลับก็พบวิหคเมฆาเพลิงตัวนั้น ขนของนกตัวนี้แข็งแกร่งมากมีพลังป้องกันสูงมาก เป็นวัตถุดิบที่หายากในการทำอาวุธวิญญาณประเภทป้องกัน ข้าก็เลยคิดว่าจะจับมันมาให้ศิษย์พี่หญิงสามช่วยทำอาวุธวิญญาณเพื่อมอบให้ศิษย์ใหม่"

   

   "ตอนที่ข้ากำลังจัดการกับวิหคเมฆาเพลิง พวกเจ้าลอบโจมตีข้าจากด้านหลัง พวกเจ้าต้องการแย่งชิงวิหคเมฆาเพลิงของข้า แต่ข้าไม่ยอมจึงต่อสู้กับพวกเจ้า"

   

   "ข้าคำนึงถึงเรื่องที่ว่าพวกเจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้น ถึงแม้จะเลวทรามแต่พลังก็อ่อนด้อยเกินไป ข้าขี้เกียจลงมือ จึงสั่งสอนเล็กๆน้อยๆ แล้วไล่ไปเท่านั้น"

   

   "แต่ใครจะรู้ว่าดินแดนลับนี้กลับสั่นคลอนเหมือนกำลังจะพังทลายในไม่ช้า ข้าตั้งใจจะเอาวิหคเมฆาเพลิงแล้วจากไป แต่ปรากฏว่าตอนที่ข้ามาถึงทางเข้า ทางเข้ากลับถูกพวกเจ้าผนึกเอาไว้ ข้าเดาว่าพวกเจ้าคงกลัวคนอื่นจะมาแย่งผลประโยชน์ ดังนั้นจึงผนึกทางเข้าทันทีที่มาถึง แต่ใครจะรู้ว่าสุดท้ายกลับทำร้ายตัวเอง"

   

   "พอออกไปไม่ได้ จึงได้แต่พยายามทำให้ดินแดนลับเสถียรที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นข้าจึงใช้พลังไม่น้อยในการซ่อมแซมดินแดนลับที่กำลังพังทลายนี้ นี่ถึงทำให้มันหยุดการพังทลายลง รักษาชีวิตของทุกคนเอาไว้"

   

   จี้จื่อจั๋วแค่นหัวเราะ

   

   "แล้วดูสิ พอเห็นว่าคนของตัวเองมาช่วย ก็รีบใส่ร้ายว่าข้าทำร้ายพวกเจ้าและผนึกดินแดนลับเพื่อแย่งชิงวิหคเมฆาเพลิง ตอนนี้ยังพาคนมารุมโจมตีข้าอีก"

   

   "หากวันนี้ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์น้องหญิงเล็กไม่มา ข้าที่ใช้พลังจนหมดไปกับการซ่อมแซมดินแดนลับ คงสู้พวกเจ้าไม่ได้แน่ ได้แต่หนีอย่างอับจนหนทาง ปล่อยให้พวกเจ้าใส่ร้าย"

   

   เรื่องราวที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงของจี้จื่อจั๋ว ทำให้ศิษย์ของสำนักอื่นต่างตกใจอย่างยิ่ง

   

   หากเยี่ยหลิงหลงไม่ได้พยายามขวางเอาไว้ เกรงว่าตอนนี้ทุกคนคงจะเชื่อคนของสำนักเจ็ดดารา และลงโทษจี้จื่อจั๋วแล้วกระมัง

   

   แต่ว่า ทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันคำพูดของตัวเอง ใครพูดจริงกันแน่

   

   คำพูดของจี้จื่อจั๋วพิสูจน์การคาดเดาทั้งหมดในใจเยี่ยหลิงหลงแล้ว

   

   ทางเข้าดินแดนลับถูกศิษย์สำนักเจ็ดดาราผนึกเอง และเขาผู้อยู่ในขอบเขตจินตานมาที่ดินแดนลับหุบเขาประจิมซึ่งมีแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสร้างรากฐาน ก็เพียงเพื่อเตรียมของขวัญชิ้นหนึ่งให้ศิษย์ใหม่เท่านั้น

   

   แต่น่าเสียดายที่ในต้นฉบับ นางไม่ได้ไปสำนักชิงเสวียน แต่กลับตามเยี่ยหรงเยว่ไปสำนักเจ็ดดาราอย่างดื้อรั้น ปีนั้นสำนักชิงเสวียนไม่มีศิษย์ใหม่เข้ามา และจี้จื่อจั๋วที่ออกจากสำนักไปนานก็ไม่รู้เรื่องนี้ ของขวัญที่เขาหามาอย่างยากลำบาก สุดท้ายถึงแม้จะได้มาก็ไม่มีใครรับ

   

   นี่ยังแสดงให้เห็นอีกว่า จี้จื่อจั๋วเป็นคนที่มีความคิดเรียบง่ายตรงไปตรงมา ไม่อย่างนั้นทำไมถึงไม่ถามให้แน่ใจก่อนว่ามีศิษย์ใหม่เข้ามาหรือไม่ แต่กลับรีบไปเตรียมของขวัญล่วงหน้าแบบนี้

   

   ดังนั้น ที่ว่าเขาวางแผนอย่างละเอียดเพื่อทำร้ายศิษย์ขอบเขตสร้างรากฐานของสำนักเจ็ดดาราจนทำให้ตัวเองเสื่อมเสียชื่อเสียง เยี่ยหลิงหลงไม่เชื่อเลยสักนิด

   

   โชคดีที่ครั้งนี้นางมาทันเวลา ไม่ได้ทำให้ศิษย์พี่เจ็ดที่ตั้งใจเตรียมของขวัญให้ต้องผิดหวัง

   

   "เจ้ากล่าวหาข้าอย่างไม่มีหลักฐาน! พวกข้าศิษย์ของสำนักเจ็ดดารา เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์และมีเกียรติ จะทำสิ่งต่ำช้าน่ารังเกียจได้อย่างไร! มีแต่สำนักต่ำต้อยอย่างพวกเจ้าเท่านั้นที่จะทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้น!" 

   

   หนึ่งในศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราชี้หน้าสาปแช่งจี้จื่อจั๋ว

   

   "เจ้าจะใส่ร้ายข้าก็แล้วไป แต่ยังกล้าดูถูกสำนักของข้าอีกหรือ?" จี้จื่อจั๋วโกรธจัด เขายกมือขึ้นรวบรวมพลังวิญญาณเตรียมจะตบหน้าคนผู้นี้ให้หนักๆสักที

   

   แต่ก่อนที่เขาจะได้ลงมือ เขาก็เห็นศิษย์น้องหญิงเล็กหยิบกระบี่สีขาวเล่มหนึ่งออกมา แล้วยกขึ้นฟาดใส่หน้าศิษย์คนนั้นทันที

   

   เมื่อฉากที่คุ้นเคยนี้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง...

   

   ศิษย์จากสำนักอื่นๆ: อีกแล้ว นางเขวี้ยงกระบี่เล่มนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว สองครั้งก่อนตบหน้าสำนักเจ็ดดารา ครั้งนี้จะทำได้อีกครั้งหรือไม่? ไม่น่าเป็นไปได้หรอก? นางอยู่แค่ขอบเขตก่อปราณเท่านั้นเอง!

   

   ศิษย์สำนักเจ็ดดารา: คิดจะใช้วิธีเดิมหรือ? เขาเตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว ด้วยการโจมตีอันไร้แบบแผนและการฝึกฝนอันต่ำต้อยเช่นนี้ จะสำเร็จได้อย่างไร ดูสิว่าเขาจะจัดการนางอย่างไร!

   

   ศิษย์พี่เจ็ดจี้จื่อจั๋ว: แย่แล้ว ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าไม่เพียงพลังต่ำเตี้ย ฝีมือการต่อสู้ก็ไม่ค่อยดี ท่าทางการเหวี่ยงกระบี่นี่เหมือนโยนขยะเลย ต้องไม่โดนแน่ๆ อีกทั้งจะกลายเป็นตัวตลกในสายตาผู้อื่นอีก ต้องรีบหาทางช่วยรักษาหน้านาง

   

   เยี่ยหรงเยว่จากสำนักเจ็ดดารา: ข้าไม่เชื่อหรอก ข้าไม่เชื่อว่าด้วยทักษะของนางจะทำสำเร็จ! นางเป็นแค่ขยะที่มีพรสวรรค์ต่ำต้อยเท่านั้น ไม่ได้ ไม่นะ ไม่!

   

   ศิษย์พี่ใหญ่เผยลั่วไป๋: ศิษย์น้องหญิงเล็กยังต้องฝึกอีกเยอะ ไม่ว่าท่าทางการเหวี่ยงกระบี่ของนางจะดูน่าเกลียดแค่ไหน กระบี่เล่มนั้นก็จะพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อช่วยรักษาหน้าให้นางเอง ช่างน่ายินดีจริงๆ

   

   แม้ในขณะนี้ทุกคนจะมีความคิดที่แตกต่างกัน แต่สายตาทุกคู่ก็จ้องมองไปที่เส้นทางของกระบี่ขาวอย่างใจจดใจจ่อ

   

   เห็นศิษย์ของสำนักเจ็ดดารา ผู้นั้นเตรียมพร้อมตั้งรับ ตั้งใจจะกู้หน้าตาที่ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขาเสียไป

   

   "เจ้าสารเลว กล้าดูหมิ่นสำนักของข้า จงรับกระบี่ของข้าไปซะ!"

   

   เมื่อเสวียนอิ่งพุ่งออกไป เยี่ยหลิงหลงก็ตะโกนเสียงดังเพื่อเสริมกำลังใจให้ตัวเองอีกด้วย



  บทที่ 20: ศิษย์น้องหญิงเล็กช่างถูกใจเขาเหลือเกิน


   

   ท่าทางอาจจะดูยิ่งใหญ่ แต่ทักษะกลับห่วยแตกไม่น้อย กระบี่พุ่งเฉออกนอกทิศทาง แล้วยังหวังจะทำให้เกิดผลที่น่าตกตะลึงอีกหรือ?

   

   ในตอนที่ทุกคนกำลังรอดูเรื่องตลกของเยี่ยหลิงหลง นางก็ประกบมือเข้าด้วยกันแล้วตะโกนว่า "หมุน!"

   

   กระบี่ขาวเล่มนั้นหมุนกลับเข้าสู่ทิศทางเดิมกลางอากาศ ในขณะที่ทุกคนไม่ทันตั้งตัว มันก็พุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของศิษย์จากสำนักเจ็ดดาราคนนั้นราวกับจับวาง

   

   น่าเสียดายที่เขาเตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้ว เขาโบกกระบี่ยาวตั้งใจจะฟันกระบี่เล่มนั้นเพื่อตบหน้าเยี่ยหลิงหลง จากนั้นก็หมุนคมกระบี่โจมตีตัวนาง ต้องยอมรับว่าแผนของเขาช่างวิเศษยิ่งนัก

   

   เสียงเคร้งดังสนั่น ศิษย์จากสำนักเจ็ดดาราดวงตาเบิกโพลง มองกระบี่ยาวที่หักคามือ ร่างนิ่งค้าง สิ่งที่เลวร้ายกว่าเซี่ยหลินอี้คือ เขาลืมแม้กระทั่งการหลบหลีก ถูกกระบี่ขาวของเยี่ยหลิงหลงฟาดเข้าที่หน้าผากอย่างจัง

   

   เสียงร้องโหยหวนพร้อมเลือดไหลทะลักออกมาจากหน้าผาก สภาพดูย่ำแย่กว่าเซี่ยหลินอี้หลายส่วน ศิษย์สำนักเจ็ดดาราที่ยืนอยู่ข้างๆ ตกใจรีบเข้าไปประคองตัวเขาไว้

   

   เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนตะลึงงัน

   

   เยี่ยหลิงหลงเก่งขนาดนี้เชียวเหรอ? นางถึงขั้นควบคุมกระบี่จากระยะไกลได้? การควบคุมพลังวิญญาณของนางลื่นไหลถึงเพียงนี้เชียวเหรอ? นี่เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณทำได้หรือ?

   

   ปวงชนยังไม่อยากเชื่อ เยี่ยหลิงหลงก็ตะโกนอีกครั้ง "กลับมา"

   

   กระบี่ขาวทะยานกลับสู่ฝ่ามือของนาง ถึงแม้นางจะมีใบหน้าน่ารักเหมือนซาลาเปา แต่ท่วงท่ากลับเท่เกินห้ามใจ

   

   นางควบคุมกระบี่จากระยะไกลได้จริงๆ! นี่เป็นสิ่งที่ศิษย์ขอบเขตสร้างรากฐานหลายคนยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้ แต่นางที่เป็นแค่ศิษย์ขอบเขตก่อปราณ กลับทำได้อย่างคล่องแคล่ว! นางเป็นคนที่ไม่มีใครเลือกในการรับศิษย์จริงๆหรือ?

   

   เยี่ยหลิงหลงเก็บเสวียนอิ่งด้วยความพึงพอใจ ยอดเยี่ยม คราวหน้ามาเล่นกันอีกนะ

   

   "ข้าขอย้ำอีกครั้ง ใครก็ตามที่กล้าดูหมิ่นสำนักของข้า ดูหมิ่นศิษย์พี่ของข้า ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้ารอดไปได้ง่ายๆอีก! แม้แต่ศิษย์ผู้ทรงธรรมจากสำนักเจ็ดดาราก็ตาม"

   

   เยี่ยหรงเยว่รู้สึกอึดอัดมากที่ถูกเยี่ยหลิงหลงเยาะเย้ยเช่นนี้

   

   "แต่เจ้าไม่สามารถกระทำโดยไร้เหตุผลได้!" 

   

   "งั้นข้าจะพูดเหตุผลกับเจ้า พี่น้องร่วมสำนักของเจ้าบอกว่าศิษย์พี่ของข้าผนึกดินแดนลับและทำร้ายพวกเขา แย่งวิหคเมฆาเพลิง แล้วไหนหลักฐาน?"

   

   "ศิษย์สำนักเจ็ดดารา ทุกคนสามารถเป็นพยานได้ พวกเราเห็นกับตาตัวเอง จะใส่ร้ายเจ้าได้อย่างไร?" เยี่ยหรงเยว่ถามกลับ

   

   ในขณะนี้ศิษย์สำนักเจ็ดดารา ทำเพียงพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ด้านหลังเท่านั้น ไม่มีใครกล้าก้าวออกมาอีก กระบี่ในมือของเยี่ยหลิงหลงน่ากลัวเกินไป

   

   โดนตีไม่เป็นไร ผู้ฝึกเซียนใครบ้างไม่เคยได้รับบาดเจ็บ? 

   

   แต่สิ่งสำคัญคือกระบี่วิญญาณจะหักเอา! กระบี่วิญญาณของใครบ้างที่ไม่ได้ผ่านการทำภารกิจสะสมคะแนนอย่างยากลำบากมา กระบี่หัก เจ็บปวดยิ่งกว่าฆ่าพวกเขาให้ตายเสียอีก!

   

   "คนเยอะแล้วจะพิสูจน์ได้ว่าคำพูดของพวกเจ้าเป็นความจริงงั้นหรือ? เยี่ยหรงเยว่ อย่าหน้าด้านไปหน่อยเลย พวกเจ้ามีคนมากแล้วจะมีประโยชน์อะไร? แม้แต่ข้ายังสู้ไม่ได้เลย"

   

   "เจ้า..."

   

   "พวกเราควรพูดถึงหลักฐานซี่ เอาแต่พูดว่าพวกเราศิษย์สำนักเจ็ดดารา ซื่อสัตย์ เปี่ยมคุณธรรม พวกเราสำนักเจ็ดดารามีคนมากมีอำนาจ ข้าอายแทนพวกเจ้าเลย"

   

   เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็ส่ายหน้าอย่างหน่ายใจ หันไปมองศิษย์สำนักอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์

   

   "ศิษย์พี่เจ็ดของข้าและศิษย์สำนักเจ็ดดารา ต่างก็บอกว่าอีกฝ่ายเป็นคนผนึกทางเข้าดินแดนลับ งั้นก็ง่ายสิ ตอนนี้ไปดูที่ทางเข้าดินแดนลับกันเลยว่าเป็นคาถาของใคร เท่านี้ความจริงก็จะประจักษ์แจ้งเอง"

   

   พอเยี่ยหลิงหลงพูดแบบนี้ ทุกคนถึงนึกได้ ดีที่ตอนบุกเข้ามาในดินแดนลับไม่ได้ระเบิดทางเข้าจนหลักฐานถูกทำลาย ดังนั้นตำแหน่งทางเข้ายังสมบูรณ์อยู่ ใครทำอะไรไว้ก็จะเห็นชัดเจน

   

   เห็นเยี่ยหลิงหลงเดินตรงไปที่ทางเข้าดินแดนลับ ศิษย์สำนักเจ็ดดาราก็หน้าซีดเผือด ตื่นตระหนกทำตัวไม่ถูกกันหมด

   

   พวกเขามองหน้ากันไปมา แต่ด้วยบทเรียนจากศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์น้องของพวกเขา จึงไม่มีใครกล้าลงมือบุ่มบ่าม ได้แต่มองตามนางไปยื่นมือแตะทางเข้าที่ยังคงถูกผนึกอยู่

   

   เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้นส่งพลังวิญญาณเข้าไป ต้องการบังคับเปิดทางเข้า แต่กลับเห็นแสงหลากสีวูบไหว อักขระที่ซับซ้อนปรากฏขึ้น สะท้อนตัวนางและพลังวิญญาณของนางกลับมาทันที

   

   จี้จื่อจั๋วทะยานไปประคองศิษย์น้องหญิงในพริบตา จากนั้นส่งพลังวิญญาณเข้าไปแทน พลังวิญญาณที่ส่งเข้าไปอย่างต่อเนื่องทำให้แสงและอักขระที่ปรากฏขึ้นค่อยๆเด่นชัด

   

   เมื่อเห็นอักขระนี้ ปวงชนตกตะลึงเบิกตากว้าง อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจโดยไม่รู้ตัว

   

   วิชาของสำนักเจ็ดดารานั้นทรงพลังและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง เพียงแค่เห็นแสงหลากสีก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นของพวกเขาอย่างแน่นอน!

   

   นั่นก็หมายความว่า คนที่โกหกคือสำนักเจ็ดดารา!

   

   "นี่คือค่ายกลกักขังของสำนักเจ็ดดารา ข้าได้ยินมาว่าเป็นสิ่งที่เหล่าผู้อาวุโสในตระกูล สร้างขึ้นเพื่อปกป้องความปลอดภัยของศิษย์ที่ออกไปฝึกฝนข้างนอกเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อกางค่ายอาคม คนด้านนอกจะไม่สามารถเข้าไปได้ มีแต่ต้องทำลายจากด้านในเท่านั้น"

   

   "นั่นก็หมายความว่า หากเมื่อครู่คนของสำนักเจ็ดดาราใช้กำลังทำลายเข้าไป ค่ายอาคมนี้ก็จะถูกทำลาย แล้วตอนนั้นพวกเขาก็จะใส่ร้ายท่านได้โดยไม่เหลือหลักฐานใดๆเลยสินะ?"

   

   จี้จื่อจั๋วรู้สึกประหลาดใจกับวิเคราะห์ที่รวดเร็วของศิษย์น้องหญิงคนนี้

   

   "ใช่แล้ว"

   

   "ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อครู่ศิษย์พี่ใหญ่เซี่ยหลินอี้ของสำนักเจ็ดดาราจะพยายามทำลายเข้าไปจากตรงนี้ให้ได้ หากข้าไม่ขัดขวางไว้ หลักฐานก็คงถูกพวกเจ้าทำลายไปแล้ว ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะกลับผิดเป็นถูกหรือทำเรื่องไร้ยางอายอย่างไรก็ได้!"

   

   เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็หันกลับไปมองเหล่าศิษย์ของสำนักเจ็ดดารา ถามด้วยเสียงที่ดังขึ้น "ตอนนี้หลักฐานชัดเจนแล้ว พวกเจ้ายังจะมีอะไรให้แก้ตัวอีกหรือไม่?"

   

   ศิษย์สำนักเจ็ดดาราต่างหน้าซีดเผือด พูดไม่ออก ยืนนิ่งค้างอยู่กับที่

   

   เยี่ยหรงเยว่งุนงงไปหมด ที่แท้ก็เป็นศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราที่โกหก!

   

   เป็นไปได้อย่างไร? เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนางเลยสักนิด แต่ในฐานะศิษย์ของสำนักเจ็ดดารา กลับต้องถูกดูถูกเหยียดหยามไปพร้อมกับพวกเขา นางจะทำอย่างไรดี?

   

   คิดว่าเมื่อเผชิญกับหลักฐานที่ชัดเจนเช่นนี้ คนของสำนักเจ็ดดาราคงไม่สามารถโต้แย้งได้อีกแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่ายังมีคนกล้าก้าวออกมาพูดจาหน้าด้านๆ อีกทั้งยังไม่ใช่แค่คนเดียวด้วย

   

   "แม้พวกข้าจะใช้ค่ายกลกักขังของสำนักเจ็ดดาราแล้วอย่างไร นั่นก็เป็นเพราะเขาอาศัยการฝึกฝนขอบเขตจินตาน แย่งชิงวิหคเมฆาเพลิงของพวกข้า พวกข้าจึงต้องใช้วิธีนี้!"

   

   "ถูกต้อง! เขาเป็นคนแย่งมันจากพวกข้า! หากไม่ใช่เพื่อการต่อสู้ ใครจะยอมขังตัวเองไว้ในดินแดนลับ!"

   

   "ถูกต้อง! คนที่ผิดคือเขานั่นแหละ! การกระทำของเขาแย่กว่ามิใช่หรือ? พวกข้าไม่ได้ทำร้ายเขา แต่เขากลับทำร้ายพวกข้า!"

   

   เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ เยี่ยหลิงหลงทั้งฉิวทั้งขัน ความสามารถในการโยนความผิดให้ผู้อื่นนั้นยอดเยี่ยมมาก แต่ไม่ต้องกังวล สำหรับการจัดการกับคนที่มีแต่ปากแข็งเช่นนี้ นางเก่งมาก!

   

   "ศิษย์พี่เจ็ด ในเมื่อพวกเขายืนยันว่าพวกเขาจับวิหคเมฆาเพลิงได้ก่อน ท่านก็ควรจะใจกว้างหน่อย และคืนวิหคเมฆาเพลิงให้พวกเขา"

   

   จี้จื่อจั๋วสับสน แต่หลังจากคิดอย่างรวดเร็ว เขาก็ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มตื่นเต้น

   

   ศิษย์น้องหญิงเล็กช่างถูกใจเขาเหลือเกิน!

   

   ปากแข็งงั้นหรือ? เช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกเขาแข็งเสียให้พอ!

   

   "ได้ งั้นข้าจะคืนให้ รับไปซะ!"



จบตอน

Comments