journey ep1151-1160

บทที่ 1151: หากเราพาพวกเขากลับบ้านล่ะ ?


   กระทั่งพลังนั้นพุ่งเข้าใส่ร่างเสิ่นหลีเสียนอย่างจัง ทำให้เขาลอยกระเด็นขึ้นไป ก่อนจะกระแทกลงพื้นอย่างรุนแรง เสิ่นหลีเสียนยังไม่ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย คราวนี้เขายอมรับการโจมตีนั้นอย่างไม่มีการป้องกัน


   เมื่อเห็นเสิ่นหลีเสียนล้มลงกับพื้น มีเลือดไหลออกจากปาก ใบหน้าซีดขาว ดูท่าแล้วน่าจะบาดเจ็บสาหัส ราชาปี่อั้นฮวารู้สึกสะท้านในใจ เขากำมือแน่น


   "เหตุใดเจ้าถึงไม่หลบ!"


   "ท่านตาต้องการจะทำร้ายข้า แต่ในใจกลับหวังให้ข้าหลบใช่หรือไม่?"


   "เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไร?"


   "หากไม่มีท่านตา ก็คงไม่มีชีวิตของเสิ่นหลีเสียนในวันนี้ ข้าจะไม่มีวันลงมือกับท่านตา ท่านแม่ของข้าก็คงไม่อยากให้ข้าทำร้ายท่านเช่นกัน"


   เสิ่นหลีเสียนนอนคว่ำอยู่บนพื้นพูดจบ หน้าอกของเขาเจ็บแปลบ ไอเป็นเลือดออกมาอีกไม่น้อย จนตอนนี้เขาก็ยังไม่สามารถลุกขึ้นมาได้


   "ท่านบอกว่าเผ่าปี่อั้นฮวา มีแต่การคำนวณผลประโยชน์ แต่ข้าอยู่กับท่านแม่มาเก้าปี ข้ารู้ว่านางมักจะเหม่อมองแผ่นหยกชิ้นหนึ่งบ่อยๆแผ่นหยกนั้น ดูก็รู้ว่าเป็นของผู้ชายแน่นอน”


   "ท่านบอกว่าข้าเป็นเพียงหนูทดลองของนาง แต่สิ่งที่ท่านไม่รู้คือ ตอนข้ายังเด็ก ร่างกายอ่อนแอเจ็บป่วยบ่อย เพื่อให้ข้าที่ป่วยรู้สึกดีขึ้น นางไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเอง ถึงขั้นทดลองยาพิษกับตัวเองด้วยซ้ำ"


   "ท่านบอกว่าม่านซูฉี่อยากให้ท่านตาย แต่ถ้านางต้องการฆ่าท่านจริงๆ นางครองอำนาจเผ่าปี่อั้นฮวามานาน นางย่อมมีโอกาสมากมายมิใช่หรือ?"


   "ท่านบอกว่าม่านซูฉีตายเพราะความล้มเหลวของนางเอง ผู้ชนะคือราชา ผู้แพ้คือโจร แต่ตอนที่นางพ่ายแพ้ในหอคอยใต้พิภพ ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นแสงป้องกันที่ปรากฏบนร่างของนาง มีเพียงมือของขอบเขตพ้นพิบัติเท่านั้นที่จะยื่นยาวได้ขนาดนั้น"


   "ข้ารู้ว่าอำนาจและผลประโยชน์ อาจมีน้ำหนักไม่น้อยในใจของทุกคน แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดนะขอรับ"


   "ดังนั้น แม้ความผูกพันจะเหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่ข้าก็จะไม่ลงมือกับท่านตาได้ ท่านตาก็ไม่ได้ลงมือสังหารข้าเช่นกันไม่ใช่หรือ?"


   "เจ้า..."


   ราชาปี่อั้นฮวาสูดหายใจลึกหลายครั้ง ถอยหลังก้าวหนึ่ง แล้วทรุดตัวลงนั่ง


   บางทีอาจเป็นเพราะอายุมากแล้ว หรืออาจเพราะได้เห็นญาติพี่น้องทำร้ายกัน และความตายที่มาเยือนนั้น มักหอบเอาความเศร้าโศกมาด้วยเสมอ


   ด้วยเหตุนี้เขาจึงเกิดความสงสารและเห็นใจผู้อื่นได้ง่าย


   "แต่หากเจ้าจากไปเช่นนี้ แล้วอนาคตของเผ่าปี่อั้นฮวาจะเป็นเช่นไร?"


   "ท่านตา ก่อนที่ข้าจะกลับมา เผ่าปี่อั้นฮวาก็ไม่ได้สูญสิ้นไปไม่ใช่หรือ?"


   "แต่ทุกคนต่างมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความทุกข์ทรมาน ความทุกข์ทรมานอันไม่มีที่สิ้นสุดนี้จะถูกส่งต่อไปรุ่นแล้วรุ่นเล่านะ"


   "แล้วถ้าหากพวกท่านกลับบ้านล่ะ?"


   ราชาปี่อั้นฮวาชะงักไป


   ‘กลับบ้าน’


   คำนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก


   "ท่านตา ไม่ใช่ว่าทุกคนในเผ่าปี่อั้นฮวาจะต้องการผ่านความเจ็บปวดเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อได้รับโอกาสแห่งอิสรภาพและการเลื่อนขั้น แต่มีบางคนที่อ่อนแอในเผ่าปี่อั้นฮวา พวกเขาแค่ต้องการมีชีวิตอยู่เท่านั้นขอรับ


   คนที่หนีออกมาพร้อมกับบรรพบุรุษในตอนนั้น เพราะพวกเขามีความใฝ่ฝันอยู่ในใจ พวกเขาจึงเลือกเช่นนั้น แต่พวกที่เกิดใหม่ในภพปีศาจ พวกเราได้ให้โอกาสในการเลือกแก่พวกเขาหรือขอรับ?


   ท่านไม่เคยเห็นหรือว่าม่านซูโหรวร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด นางด่าว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่า นางยอมตายดีกว่าจะดิ้นรนต่อไป


   ท่านไม่เคยเห็นหรือว่าคนในเผ่าปี่อั้นฮวาที่ฆ่าตัวตาย พวกเขาต่างก็ทรมานจนคลุ้มคลั่ง จิตใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสนเพียงใด


   ท่านตา แม้ข้าจะเป็นทายาทคนแรกของเผ่าปี่อั้นฮวาที่มีจิตเพียงดวงเดียว แต่ข้าก็อาจไม่ได้เป็นคนเดียวนะขอรับ ท่านคิดว่าการผสมพันธุ์กับมนุษย์คือทางออกจริงหรือ?


   หลายพันปีที่ผ่านมา ข้าเป็นคนเดียว แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่ใช่ความบังเอิญ?


   และถึงแม้ข้าจะไม่ใช่ความบังเอิญ การผสมพันธุ์กับมนุษย์จะทำให้เกิดปี่อั้นฮวาที่มีจิตดวงเดียว แล้วท่านตาจะทำอย่างไร? ท่านจะไปปล้นคนจากภพเซียนหรือขอรับ?


   แล้วภพเซียนจะยอมหรือ เผ่าอื่นในภพปีศาจจะอนุญาตหรือ? และหากเรื่องนี้เปิดเผยออกไป มันจะนำไปสู่สงครามระหว่างสองภพมิใช่หรือ?


   เมื่อถึงตอนนั้น เผ่าปีศาจย่อมเกิดหายนะครั้งใหญ่เป็นแน่


   และที่ยิ่งไปกว่านั้น เผ่าปี่อั้นฮวาล้วนเป็นปัจเจกชนที่มีชีวิต มีความคิด มีจิตใจ ไม่ใช่เครื่องมือในการสืบพันธุ์เพื่อให้ได้ทายาทที่ดีนะขอรับ


   เหตุใดจึงต้องไปผสมพันธุ์กับมนุษย์ ท่านเคยคำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่นหรือไม่ ท่านไม่กลัวหรือว่าวิธีการที่ไร้เหตุผลเช่นนี้จะนำไปสู่ความวุ่นวายในภายหลัง"


   "ท่านตา บางทีข้าอาจเป็นโอกาสของเผ่าปี่อั้นฮวา แต่ข้าไม่ใช่ผู้ไถ่บาปขอรับ!"


   เสิ่นหลีเสียนนอนคว่ำพูดอยู่บนพื้น ราชาปี่อั้นฮวานั่งอยู่บนเก้าอี้ มือข้างหนึ่งเท้าศีรษะ ใบหน้าขมวดคิ้วแน่น ดูแล้วท่านเองก็คงเจ็บปวดยิ่ง


   "ท่านตา หากข้าได้ครอบครองเผ่าปี่อั้นฮวาจริง ข้าจะส่งผู้ที่ต้องการกลับบ้าน ให้พวกเขากลับไป"


   "พอแล้ว" ราชาปี่อั้นฮวาถอนหายใจหนักๆแล้วโบกมือ


   "เจ้าออกไปได้แล้ว"


   "ขอรับ ท่านตา"


   เสิ่นหลีเสียนรวบรวมกำลัง ลุกขึ้นจากพื้น ค้อมกายคำนับราชาปี่อั้นฮวา ขณะกำลังจะกล่าวลา หางตาเหลือบเห็นสีขาวโพลน


   เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ พบว่าท่านตาผู้มีรูปโฉมเยาว์วัยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นั้น ไม่รู้ว่าเส้นผมสีดำกลายเป็นสีขาวโพลนไปทั้งศีรษะตั้งแต่เมื่อใด


   ท่านตาหลับตา นวดขมับ ดูแล้วช่างทรมานอย่างที่สุด


   เสิ่นหลีเสียนถอนหายใจ สุดท้ายไม่ได้พูดอะไร แล้วหมุนตัวเดินจากไป


   เขาเดินโซเซออกไป พอถึงประตูก็เกือบจะล้มลง


   ฟางเกาเฟยที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกรีบยื่นมือไปประคองเอาไว้ทันที จึงช่วยป้องกันไม่ให้เขาล้มลงกับพื้นได้


   "เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่? เหตุใดถึงได้บาดเจ็บสาหัสอีกแล้ว?" ฟางเกาเฟยถาม


   "เขาลงมือกับเจ้าในนั้นใช่หรือไม่?" ฮั่วจือเหยียนก็ตามมาด้วย


   "เหตุใดเจ้าจึงไม่ส่งสัญญาณเตือนข้า? ข้าอาจจะหาทางหยุดเขาได้นะ!"


   เสิ่นหลีเสียนโบกมือ เขากำลังจะอธิบาย


   แต่จู่ๆก็อาเจียนเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก แล้วก็หมดสติไปทันที


   "หลีเสียน! หลีเสียน!"


   เยี่ยหลิงหลงไม่คิดว่าตนเองยังบาดเจ็บสาหัสนอนอยู่บนเตียง ยังไม่ทันลุกขึ้นมาได้ ห้องข้างๆก็มีคนบาดเจ็บสาหัสเพิ่มมาอีกคนแล้ว


   "ศิษย์พี่รองของข้าโดนทำร้ายในตำหนักใหญ่หรือ?"


   "น่าจะใช่ บาดแผลของเขาน่าจะมาจากฝีมือของขอบเขตพ้นพิบัติ"


   "เยี่ยหลิงหลงอุทานด้วยความตื่นตะลึง"


   ซูอวิ่นซิวไม่เข้าใจความหมาย


   เยี่ยหลิงหลงพูดต่อ "นั่นมันฝ่ามือจากขอบเขตพ้นพิบัติเชียวนะ เขากลับรับมือได้เชียวรึ! สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่รอง ถ้าเป็นข้าน่ะ..."


   "พอเลย! เจ้าเพิ่งจะถึงขอบเขตบูรณาการ อย่าได้คิดจะไปหาเรื่องคนที่เจ้าไม่มีทางสู้เชียว!"


   "อ้อ! ใช่! ข้าเพิ่งถึงขอบเขตบูรณาการเองนี่นา!"


.......


   ซูอวิ่นซิวอยากจะต่อยนาง แต่ไม่กล้า


   ไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น เผ่าปี่อั้นฮวานี้อันตรายหรือไม่? แต่เสิ่นหลีเสียนเดินออกมาจากตำหนักใหญ่ ไม่ใช่การหนีออกมา ดังนั้น ราชาปี่อั้นฮวาคงไม่ได้ตามเอาเรื่องพวกเขาแล้วกระมัง?


   หลังจากเสิ่นหลีเสียนเข้าพักในห้องเยียวยาข้างๆเยี่ยหลิงหลง


   ทุกคนก็ไม่ได้คิดจะจากไปในทันที แต่ตัดสินใจอยู่ดูแลศิษย์พี่และศิษย์น้องที่ชอบหาเรื่องใส่ตัวสองคนนี้ก่อน


   แม้ว่าอาการบาดเจ็บจะพอๆกับเสิ่นหลีเสียนแต่เยี่ยหลิงหลงอาศัยว่าตนเองได้รักษาตัวก่อนเขาหนึ่งชั่วยาม จึงแอบย่องเข้าไปเยี่ยมเขาในห้องตอนดึกดื่น


   เมื่อนางเข้าไป เสิ่นหลีเสียนยังไม่ได้หลับ ดวงตายังคงลืมอยู่ ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เหตุใดเจ้าถึงลงจากเตียงตามใจชอบเช่นนี้?"


   "ข้ามาเยี่ยมไข้น่ะเจ้าค่ะ"


........


   เสิ่นหลีเสียนถึงกับหัวเราะด้วยความโมโห


   นางช่างไม่รู้สถานการณ์ของตัวเองเอาเสียเลย!


   "ช่างเถอะ ในเมื่อเจ้ามาแล้ว ก็อยู่คุยกับข้าสักครู่เถิด"


   เยี่ยหลิงหลงนั้น พอได้ยินว่ามีเรื่องซุบซิบนินทา นางก็รีบขยับเข้าไปใกล้ แล้วนั่งลงข้างเตียงของเขาทันที



บทที่ 1152: มีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็ง ตายอย่างภาคภูมิ



   บนเตียงที่ไม่ได้ใหญ่โตอันใดนัก เยี่ยหลิงหลงและเสิ่นหลีเสียน ผู้บาดเจ็บทั้งสองนั่งอยู่คนละฝั่ง


   เสิ่นหลีเสียนนั่งขัดสมาธิอยู่ที่หัวเตียง เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับท่านตาของเขาในตำหนักใหญ่วันนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ


   เยี่ยหลิงหลงกอดเข่านั่งอยู่ที่ปลายเตียง ตั้งใจฟังทุกรายละเอียดที่เขาเล่า


   ก่อนจะเล่า เยี่ยหลิงหลงหยิบโอสถรักษาอาการบาดเจ็บออกมาสองขวด แบ่งให้เขาคนละขวด ดื่มไป พลางเล่าไป


   ราวกับพวกเขากำลังดื่มสุราอย่างมีความสุข


   หลังจากเสิ่นหลีเสียนเล่าจบ ทั้งสองคนก็ดื่มโอสถนั่นหมดขวด


   โอสถไหลผ่านลำคอ รสขมแผ่ซ่านในปาก รสขอมในปากทำให้ทั้งสองคนอดขมวดคิ้วไม่ได้


   "เสิ่นหลีเสียน ท่านนี่ช่างเก่งกาจเหลือเกิน!!"


   "เก่งกาจตรงไหนหรือ? เพราะข้าดื่มยาขมๆนี่ก่อนเจ้าหรือ?"


   "ไม่ใช่" เยี่ยหลิงหลงโยนขวดเปล่าทิ้งไปด้วยท่าทางรังเกียจ


   "แต่ก่อน ความงามและพลังของศิษย์พี่รองโดดเด่นเกินไป จนบดบังคุณสมบัติอื่นๆของท่าน แต่วันนี้เมื่อได้เห็น ศิษย์พี่รองของข้าไม่เพียงมีทั้งความงามและพลัง ท่านยังกล้าหาญและเฉลียวฉลาด รู้จักวางตัว มีสติปัญญาแจ่มชัด ทำให้ข้าต้องมองท่านใหม่เสียแล้ว"


   เสิ่นหลีเสียนหัวเราะเบาๆ


   "ข้าพูดจริงนะเจ้าคะ ท่านตาของท่านพยายามล้างสมองท่านตั้งแต่พริบตาแรกที่ท่านเข้าไป ใช้ข้อเท็จจริงผสมกับคำพูดของเขา คอยป้อนความคิดว่าเผ่าปี่อั้นฮวามองแต่ผลประโยชน์ ไม่สนใจความผูกพันทางสายเลือด พยายามทำให้ท่านตัดขาดจากญาติพี่น้อง


   แต่ท่านกลับเลือกรับเฉพาะสิ่งที่ท่านต้องการ ตัดสิ่งที่เขาพยายามล้างสมองออกไป ท่านนี่มีสติดีจริงๆ


   อีกอย่าง วิธีแก้ปัญหาสถานการณ์ปัจจุบันของเผ่าปี่อั้นฮวาที่ท่านเสนอก็น่าทึ่งมาก พวกเขาคิดจนหัวแทบแตก แต่ไม่เคยคิดว่าสามารถย้อนกลับไปใช้ชีวิตในเส้นทางเดิมได้"


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าเองก็คิดว่าความคิดข้าเป็นไปได้ใช่หรือไม่?" เสิ่นหลีเสียนถาม


   "เหตุใดจะเป็นไปไม่ได้ล่าเจ้าคะ? ใบไม้ร่วงยังกลับคืนสู่ราก ผู้หลงทางจะกลับตัวไม่ได้เชียวหรือ? อีกอย่าง คนที่จากไปในตอนนั้นคงไม่กลับมาแล้ว คนที่จะกลับมาล้วนเป็นลูกหลานทั้งสิ้น โดยปกติแล้วใครจะไปทำร้ายลูกหลานได้ลงคอลล่ะเจ้าคะ? สายเลือดก็ยังเป็นสายเลือดเดียวกันนั่นแหละ" เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   "แล้วเจ้าคิดว่าพวกเขาจะยอมรับได้หรือไม่?"


   "ข้าเองก็ไม่รู้ แต่นี่คงเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากมาก เพราะมันหมายความว่าพวกท่านต้องสละตำแหน่งในเผ่าปีศาจ และทุกอย่างที่สะสมมาเจ้าค่ะ"


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ


   "เผ่าปี่อั้นฮวาของพวกท่าน อยู่ในภพปีศาจก็มีสมาชิกน้อยอยู่แล้ว หากสามารถหลีกเลี่ยงการฆ่าตัวตายและกลับไปยังปรภพได้ สมาชิกเผ่าปี่อั้นฮวาที่เหลืออยู่ที่นี่ ก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก


   แต่เดิมการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสี่เผ่าใหญ่ของภพปีศาจ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายอันใดอยู่แล้ว หากว่าครานี้จำนวนคนยิ่งลดลง เกียรติยศในอดีตก็จะไม่สามารถรักษาไว้ได้อีกต่อไปเป็นแน่


   ดังนั้น หากว่าจะมองในแง่ผลประโยชน์ ท่านตาของศิษย์พราก็คงไม่ยินยอม แต่หากมองในแง่ความรู้สึก ผู้อาวุโสทั่วไปก็คงไม่อยากให้คนรุ่นหลังของตน มีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน


   ยิ่งไปกว่านั้น บางคนก็ไม่สามารถฆ่าดวงจิตอีกดวงของตัวเองได้จริงๆ


   ข้าไม่รู้จักท่านตาของท่าน ข้าจึงไม่รู้ว่าเขาจะยินยอมหรือไม่?


   แต่เมื่อเห็นท่านผมขาวในพริบตา โอกาสก็อาจจะมีอยู่บ้างก็ได้"


   เสิ่นหลีเสียนได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยถามว่า "แล้วเจ้าคิดว่าการตัดสินใจกลับสู่ปรภพนั้นถูกต้องหรือไม่?"


   "บางคนไม่ยอมจำนนต่อความธรรมดา แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากดิ้นรนต่อสู้ หากการยืนหยัดเดินต่อไปเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เหตุใดหนทางของเผ่าปี่อั้นฮวาจึงยิ่งเดินยิ่งยากลำบากเล่าเจ้าคะ? แต่หากว่าจะทำจริงๆ มันก็จะทำให้ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงต้องสูญเสียทุกสิ่งที่พวกเขาสร้างมาเป็นเวลานานไป"


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ เสิ่นหลีเสียนก็หยิบขวดโอสถข้างตัวขึ้นมาเทใส่ปากโดยไม่รู้ตัว


   แต่พอเทไม่ออก ถึงได้รู้ว่าโอสถนั่นหมดแล้ว


   "ศิษย์พี่รอง วันนี้ท่านแสดงท่าทีมั่นคงต่อหน้าท่านตา แต่ตอนนี้ท่านกลับถามมากมายเช่นนี้ แสดงว่าท่านก็ไม่แน่ใจเหมือนกันใช่หรือไม่?"


   เสิ่นหลีเสียนพยักหน้า


   "เพราะข้าไม่ได้เติบโตในเผ่าปี่อั้นฮวา และข้าเองก็ไม่เคยผ่านความทุกข์ทรมานเหมือนพวกเขา วิธีที่ข้าเสนอไป อาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพวกเขาก็เป็นได้"


   เยี่ยหลิงหลงยื่นมือตบบ่าเสิ่นหลีเสียนเบาๆ


   "ศิษย์พี่รอง ท่านทำได้ดีมากแล้วเจ้าค่ะ ฟังก่อนค่อยโต้แย้ง ใช้ความรู้สึกแล้วค่อยยอมแพ้ แสดงความอ่อนแอ ใช้เหตุผล ท่านทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดแล้วค่อยฟังชะตาฟ้าลิขิต พวกเราไม่สามารถทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบได้หรอกเจ้าค่ะ"


   "ขอบคุณศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าพูดถูก ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แล้วค่อยฟังชะตาฟ้าลิขิต เรื่องราวในโลกนี้ ย่อมไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ขอเพียงไม่ละอายต่อใจตนเองก็พอแล้ว" เสิ่นหลีเสียนกล่าวพลางยิ้ม


   พูดจบ เขาก็ยื่นมือไปหยิบขวดที่อยู่ข้างๆโดยไม่รู้ตัว แต่ครั้งนี้ยังไม่ทันได้หยิบก็รู้ตัวว่ามันชักจะแปลกๆเสียแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงพูดอย่างขบขัน "ศิษย์พี่รอง บาดเจ็บขนาดนี้ท่านคงดื่มสุราไม่ได้แล้ว หรือจะให้ข้าหาโอสถมาให้ท่านดื่มอีกขวดดี?"


   "ไม่! ไม่ต้องแล้ว!"


   เสิ่นหลีเสียนส่ายหน้า จากนั้นก็รู้สึกว่าตนเองช่างน่าขันเสียเหลือเกิน เขาจึงหัวเราะออกมาเบาๆ


   "ที่จริงมีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากถามศิษย์น้องหญิงเล็กมาตลอด


   แต่ก่อนหน้านี้มีคนนอกอยู่ด้วยจึงไม่สะดวก อีกทั้งเรื่องพวกนี้ก็คงยาวเหยียด ข้าจึงยังไม่ได้ถาม ตอนนี้พอดีมีเวลาว่าง เจ้าเล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดเถิด"


   "ศิษย์พี่รองอยากถามว่าเหตุใดข้าถึงได้กระโดดลงเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาใช่หรือไม่?"


   "อืม"


   "เรื่องนั้นต้องเล่ายาวจริงๆนะเจ้าคะ"


   ราตรีนี้ถักทอย่างยาวนาน ในช่วงเวลาที่ไร้ผู้ใดมารบกวน พี่น้องร่วมสำนักทั้งสองพูดคุยกันนานยิ่งนัก แสงไปริบหรี่ส่องสว่างอยู่บนเชิงเทียนอย่างเงียบงัน ราวกับกำลังรับฟังเรื่องราวในอดีตอันน่าตื่นเต้นระทึกใจของนางอยู่เช่นกัน


   เยี่ยหลิงหลงกลับห้องในยามดึกดื่น นางง่วงนอนมาก พอศีรษะแตะหมอนก็หลับใหลไปทันที จนกระทั่งรุ่งสายวันรุ่งขึ้น เสียงอึกทึกภายนอกจึงได้ปลุกนางให้ตื่นขึ้น


   พวกเขายังคงอยู่ในอาณาเขตของเผ่าปี่อั้นฮวา นางจึงไม่กล้าหลับสนิท


   ขณะที่นางสวมใส่อาภรณ์ แล้วเดินออกจากห้อง นางก็เห็นม่านซูโหรวยืนอยู่ในลานเรือนกำลังสนทนากับเสิ่นหลีเสียน


   ดวงตาทั้งสองข้างของนางบวมแดง เสียงพูดแผ่วเบาพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้เบาๆ


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงเปิดประตูห้อง นางมองมาที่เยี่ยหลิงหลงหนึ่งครั้ง


   สีหน้านั้นดูซับซ้อนยิ่งนัก


   "แม่นางเยี่ยตื่นแล้ว ข้าจะไม่พูดเรื่องเหล่านั้นซ้ำอีก พวกเจ้าเล่าให้นางฟังเถอะ ข้ายังมีธุระต้องไปจัดการ" พูดจบม่านซูโหรวก็รีบร้อนจากไปทันที


   หลังจากนางจากไป เสิ่นหลีเสียนและคนอื่นๆก็หันกลับมา และเดินไปหาเยี่ยหลิงหลงทันที


   เสิ่นหลีเสียนกล่าวว่า "นางอารมณ์ไม่ค่อยดี เจ้าอย่าได้คิดมาก นางไม่ได้มีความเห็นอะไรกับเจ้าหรอก"


   "เกิดอะไรขึ้นหรือ?"


   "ม่านซูฉี่ฆ่าตัวตายเสียแล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไป


   การตัดสินใจที่ฟังดูบ้าคลั่ง แต่กลับเข้ากับนิสัยของม่านซูฉี่อย่างยิ่ง


   เพราะความแข็งแกร่งของนาง นางจึงสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านพ่อ


   หลังจากที่ท่านพ่อของนางเสียชีวิต และนางได้กุมอำนาจเผ่าปี่อั้นฮวา นางก็ส่งคนไล่ล่าเสิ่นหลีเสียนไม่ให้โอกาสเขากลับมาผงาดอีกครั้ง


   เพราะความแข็งแกร่งของนางมีมาก แต่ตอนนี้กำลังจะถูกแย่งชิงอำนาจไป ทั้งควบคุมในวังใต้พิภพ ทั้งที่ตัวนางถูกคนที่มีระดับการฝึกฝนต่ำกว่าหนึ่งขั้นใหญ่จัดการ


   นางจึงไม่ลังเลที่จะเผาแก่นปีศาจ เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังมหาศาลที่จะระเบิดออก


   เพราะความแข็งแกร่งของนาง นางจึงไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ของตัวเอง ยิ่งทนไม่ได้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างไร้ค่า จึงเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองเช่นนั้น


   มีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็ง ตายอย่างสง่างาม ไม่มีวันยอมมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจเบาๆ ไม่แปลกที่ม่านซูโหรวจะมีปฏิกิริยาเช่นนั้นเมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลง


   นางคงจะกำลังตำหนิตัวเองที่ทรยศต่อพี่สาวเพื่อความเป็นอิสระของตนเอง และเลือกที่จะช่วยเหลือพวกเขาทุกคน



บทที่ 1153: น้องหญิงช่างน่าสงสารเหลือเกิน!

   

   แม้ว่าในตอนนั้น ม่านซูฉี่จะเคยบีบบังคับนาง ให้นางรีบจบเรื่องจิตสองดวงในร่างตนเอง และถึงแม้ม่านซูฉี่จะแสดงอำนาจ และออกคำสั่งกับนางเป็นส่วนใหญ่


   แต่ถึงอย่างไร พวกนางก็เป็นญาติร่วมสายเลือดกัน ไม่มีทางที่จะไม่มีความรู้สึกใดใดต่อกันเลย


   เสิ่นหลีเสียนกล่าวว่า "เจ้าอย่าคิดมากไป เรื่องนี้เจ้าไม่ได้ทำผิดอะไรเลย"


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ พลางกล่าวว่า "ข้ารู้เจ้าค่ะว่าข้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด ม่านซูฉี่ต้องการฆ่าพวกเราทุกคน ข้าขัดขวางนางก็เพื่อเอาชีวิตรอด ข้าจะผิดตรงไหน แต่ช่างเถอะ ทุกคนต่างมีเส้นทางของตัวเอง หากเลือกแล้วย่อมต้องยอมรับให้ได้"


   "อีกอย่าง ม่านซูโหรวก็บอกว่า ท่านตาของข้ากลับไปเมืองปี่อั้นฮวาเพื่อปรึกษากับบรรดาผู้อาวุโสที่กำลังเก็บตัวฝึกฝนอยู่ ท่านสั่งให้พวกเราพักรักษาตัวที่นี่ รอผลลัพธ์อย่างสบายใจ และในระหว่างนี้ เผ่าปี่อั้นฮวาจะให้พี่สาวคนรองของนางดูแลต่อ นางเองก็จะไม่ทำอะไรให้พวกเราลำบากใจด้วยเหมือนกัน" เมื่อเสิ่นหลีเสียนพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็พยักหน้าออกมาทันที


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวว่า "เช่นนั้นเราก็พักรักษาตัวอย่างสงบ รอผลลัพธ์อย่างสบายใจเถิดเจ้าค่ะ" พูดจบก็หันไปมองซูอวิ่นซิว


   "แล้วเจ้าล่ะ?"


   ซูอวิ่นซิวยิ้มพลางกล่าวว่า "ข้าน่ะหรือ? ข้าไม่กลับเผ่าจิ้งจอกอยู่แล้ว ข้าจะไปเมืองราชันย์ปีศาจ ไปเร็วไปช้าก็ไม่ต่างกัน ข้ากลัวพวกเจ้าสองคนจะหาวิธีข้าตัวตายอีก เลยอยู่ดูแลพวกเจ้าสักหน่อย บุญคุณอันยิ่งใหญ่นี้..."


   "บุญคุณอันยิ่งใหญ่ที่ไหนกัน บุญคุณของเจ้าไม่ได้ตอบแทนจนครบแล้วหรอกหรือ?" สีหน้ายิ้มแย้มของซูอวิ่นซิวหายวับไปในทันที


   เมื่อคิดดูให้ดีแล้ว เขายังตอบแทนบุญคุณไม่หมดเสียด้วยซ้ำ


   ตอนนี้ เขายังอยู่ในขั้นตอนของการตอบแทนบุญคุณ ยังไม่ได้ทำคุณอันใหญ่หลวงให้ใครเลย


   และหลังจากที่ม่านซูโหรวจากไป บรรยากาศในเผ่าปี่อั้นฮวาก็เริ่มเปลี่ยนไปไม่น้อย แต่ไม่ว่าภายนอกจะคึกคักเพียงใด ลานเรือนทั้งสามของพวกเขา ก็ยังคงเงียบสงบเงียงดังเดิม


   ไม่มีผู้ใดมารบกวนพวกเขาทั้งสิ้น


   อาการบาดเจ็บของเยี่ยหลิงหลงและเสิ่นหลีเสียนดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ฟางเกาเฟยจึงเชิญทุกคนมาร่วมกินอาหารมื้อใหญ่ เขาอ้างว่าจะจัดเลี้ยงให้ผู้บาดเจ็บทั้งสองได้กินของอร่อย


   "ชั่วพริบตา พวกเราก็รู้จักกันมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว ในช่วงเวลาที่ไม่นานแต่ก็ไม่สั้นนี้ พวกเราได้ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ความผูกพันของพวกเราได้ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆแล้วนะ!"


   ฟางเกาเฟยชูถ้วยในมือขึ้น เนื่องจากมีผู้บาดเจ็บสองคนอยู่ด้วย ในถ้วยของเขาจึงเป็นน้ำชา ไม่ใช่สุรา


   แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศการดื่มสุราของเขาลดลงแต่อย่างใดเลย


   "ข้าอยู่ในเผ่าปี่อั้นฮวามานานแล้ว ที่บ้านเร่งให้ข้ากลับหลายครั้ง แต่เพื่อพวกเจ้า เพื่อน้ำใจและมิตรภาพ ข้าก็ยังไม่ยอมกลับไปเสียที การเสียสละเช่นนี้ พวกเจ้าไม่ต้องซาบซึ้งใจมากนัก นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว!"


   ในขณะที่เขากำลังพูดคุยอย่างออกรสออกชาติ คนอื่นๆที่อยู่ข้างๆ ต่างจิบชาเงียบๆหลายอึก


   ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายแอบหัวเราะไปด้วย ไม่รู้ว่าหัวเราะเรื่องอะไร


   "ได้ยินว่าพรุ่งนี้ เผ่าปี่อั้นฮวาจะให้คำตอบกับท่านเสิ่นกระนั้นรึ? เช่นนั้นก็หมายความว่าพรุ่งนี้พวกเราก็จะได้ออกจากที่นี่แล้วสินะ"


   เมื่อนึกถึงการได้ออกจากสถานที่มืดมิดแห่งนี้ ฟางเกาเฟยก็อดไม่ได้ที่จะดีใจ


   รอยยิ้มบนใบหน้าของเขา กดไว้ไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว


   "หลังจากออกไปแล้ว พวกเจ้าไปเผ่าอินทรีกับข้าดีหรือไม่ ข้าจะต้อนรับพวกเจ้าอย่างดี ให้พวกเจ้าได้รู้ว่าท้องฟ้ากว้างไกล แผ่นดินไพศาล ภูเขาสูง แม่น้ำทอดสายยาวนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร เจ้าจะว่าอย่างไร?"


   เมื่อฟางเกาเฟยถามเช่นนี้ ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นมา


   "น้องหญิง เจ้าว่าอย่างไร?"


   "ข้าต้องกลับไปภพเซียนกับศิษย์พี่รองของข้าเจ้าค่ะ"


   "พวกเจ้าจะกลับไป ข้าจะห้ามได้อย่างไร? แต่ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ไปวันหรือสิบวันก็ไม่ต่าง ไปเที่ยวสักสองสามวันเถอะนะ เดี๋ยวข้าจะส่งพวกเจ้าไปเอง!"


   ฟางเกาเฟยพูดจบก็มองไปที่เสิ่นหลีเสียน


   "เจ้าคงไม่ใจร้ายถึงขนาดไม่ให้น้องหญิงไปเที่ยวสักสองสามวันหรอกกระมัง? นางน่าสงสารยิ่งนัก!"


   ‘นางน่าสงสารตรงไหน?’


   คนอื่นๆไม่เข้าใจเหตุผลนี้ แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางฟางเกาเฟยที่กำลังพูดต่อ


   "เชื่อข้าเถอะ การไปเยือนเผ่าอินทรีจะมีประโยชน์เกินกว่าที่พวกเจ้าคาดคิดแน่นอน! เพราะเมื่อไปแล้ว พวกเจ้าก็จะกลายเป็นแขกผู้มีเกียรติของเผ่าอินทรี ต่อไปในอนาคต ในภพปีศาจจะไม่มีผู้ใดกล้ารังแกพวกเจ้าอย่างแน่นอน!"


   ในตอนนั้นเองฮั่วจือเหยียนก็หัวเราะขึ้นมา


   "ด้วยการฝึกฝนและสถานะของพวกข้า ไม่มีใครกล้ารังแกพวกข้าในภพปีศาจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัชทายาทเผ่าจิ้งจอก รัชทายาทเผ่าปี่อั้นฮวา และน้องหญิงผู้เป็นที่รักของพวกเจ้า"


......


   แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ว่า...


   ฟางเกาเฟยคิดอยู่นาน ก็ยังคิดคำโต้แย้งไม่ออก


   ดังนั้นเขาจึงหันไปพูดชักจูงซูอวิ่นซิวแทน "อวิ่นซิว เจ้ามาอยู่เผ่าอินทรีของข้าเถอะ เมื่อถึงเวลาข้าจะเชิญพี่ชายของเจ้ามาด้วย ให้ครอบครัวของพวกเจ้าได้อยู่พร้อมหน้ากันอย่างไรเล่า"


   ซูอวิ่นซิวไม่เคยคิดจะกลับไปเผ่าจิ้งจอกอยู่แล้ว


   "จือเหยียน เจ้ามาอยู่เผ่าอินทรีของข้าเถอะ ในเผ่าของข้ามีผู้เยียวยาที่มีฝือมือสุดยอด ไม่แน่เขาอาจจะรักษาดวงตาของเจ้าให้หายได้! เจ้าลองมาดูก่อนก็ได้ ลองดูสักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรนะ!"


   ฮั่วจือเหยียนไม่เคยพูดว่าตนเองต้องการรักษาดวงตา


   ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังเงียบกันอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าลานบ้าน


   ฟางเกาเฟยเห็นเช่นนั้นก็วางถ้วยชาลง แล้วเดินไปเปิดประตู


   จากนั้นก็กลับมาบอกว่า "ท่านเสิ่น ท่านตาของเจ้า ส่งคนมาเชิญเจ้าไปพบน่ะ"


   และเมื่อได้ยินคำพูดนี้ สายตาของทุกคนก็จับจ้องมาที่เสิ่นหลีเสียน จากนั้นก็เห็นเพียงว่าเขาวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นยืน


   "เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะ"


   เมื่อเขาจากไป คนอื่นๆก็ไม่มีอารมณ์จะกินดื่มกันอีก่อไป ด้วยเรื่องที่ฟางเกาเฟยพูดไว้นั้น พวกเขาก็แค่หัวเราะแล้วผ่านเลยไปเท่านั้น


   เมื่อมื้ออาหารนี้จบลง ต่างคนต่างแยกย้ายกลับห้องของตนเองไป โคมไฟในห้องของเยี่ยหลิงหลงยังคงเปิดสว่างอยู่


   จนกระทั่งดึกดื่น มีเสียงเคาะประตูห้องของนาง


   เยี่ยหลิงหลงเปิดประตูออกมาก็เห็นเสิ่นหลีเสียนที่กลับมาแล้ว


   "ศิษย์พี่รอง"


   "ท่านตาของข้า ไม่ได้เรียกพบข้า"


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเยี่ยหลิงหลงก็พลันแสดงความประหลาดใจออกมาเล็กน้อย


   "ผู้อาวุโสในเผ่าที่กำลังปิดตนฝึกฝนอยู่ มาพบข้าแทน"


   "ศิษย์พี่รองเข้ามาก่อนเถิดเจ้าค่ะ"


   "อืม"


   เสิ่นหลีเสียนรับคำ พลางเดินเข้าไปในห้องของเยี่ยหลิงหลง เขานั่งลงข้างโต๊ะของนาง ลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยปาก


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าไม่สามารถกลับภพเซียนพร้อมเจ้าได้แล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงที่กำลังรินชาอยู่ เงยหน้าขึ้นมาด้วยความประหลาดใจทันที


   คืนหนึ่ง ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว


   เช้าตรู่หวนหลับมาเยือนอีกครา


   คนแรกที่มาหาคือฟางเกาเฟย ที่เมื่อวานเอะอะจะเชิญทุกคนไปเยือนเผ่าอินทรี


   เขายังคงจมอยู่กับความคาดหวังอันงดงามของตนเอง และพอเข้าประตูมา เขาก็ถามทันทีเยี่ยหลิงหลงที่นั่งอยู่ในลานบ้านทันที


   "น้องหญิง เจ้าเตรียมพร้อมจะไปเผ่าอินทรีกับข้าแล้วหรือ?"


   "ไปกับเจ้าที่ไหนล่ะ?" ซูอวิ่นซิวทำลายความฝันของฟางเกาเฟย โดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย


   "นางต้องกลับไปภพเซียน ส่วนข้าต้องไปเมืองท่านราชันย์ปีศาจ ส่วนฮั่วจือเหยียน..."


   เขามองไปที่ฮั่วจือเหยียน ซึ่งเดินเข้ามาที่ประตูพอดิบพอดี


   "เจ้าจะไปที่ใด? กลับเผ่าเจียวหรือจะไปเมืองราชันย์ปีศาจ?"


   ฮั่วจือเหยียนยิ้มบางๆ


   "ร่องรอยการเดินทางของข้า เจ้าอย่าได้คาดเดาเลย"


   "เช่นนั้น วันนี้เราก็จะออกจากเมืองปี่อั้นฮวา แล้วก็แยกย้ายกันไปสินะ" เมื่อเขาไม่พูด


   ซูอวิ่นซิวก็ไม่อยากถาม เรื่องของคนอื่นเขาเองก็ไม่อยากยุ่ง


   แม้ว่าทุกคนจะมีความคิดที่แตกต่างกัน แต่พอนึกถึงว่า วันนี้จะได้ออกจากเผ่าปี่อั้นฮวา พวกเขาต่างก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง


   ในตอนนั้นเอง มีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากนอกประตู ทุกคนในลานบ้านหันไปมอง เห็นม่านซูโหรวยืนอยู่ที่ประตูด้วยสีหน้าซับซ้อน


   "คงไม่ใช่ว่าเผ่าปี่อั้นฮวาจะมาก่อเรื่องอะไรอีกใช่หรือไม่? เจ้ามาส่งพวกข้าสินะ?" ฟางเกาเฟยถามด้วยท่าทางระแวง


   ม่านซูโหรวมองไปที่เสิ่นหลีเสียนแล้วส่ายหน้า


   "เผ่าปี่อั้นฮวาไม่ได้ขัดขวางการจากไปของพวกเจ้า ข้ามาเพื่อร่วมทางกับเขา"


   ทุกคนในลานบ้านต่างมีสีหน้างุนงง


   อะไรอีกล่ะเนี่ย??



บทที่ 1154: เจาไฉอยากกลับบ้าน



   ตอนนี้ ทุกคนในลานเรือนต่างมองไปที่เสิ่นหลีเสียน เขาจึงอธิบายว่า


   "ข้าจะยังไม่กลับภพเซียน ตอนนี้ข้าจะต้องพาซูโหรวไปยังปรภพก่อน"


   ทุกคนที่ได้ยินเช่นนั้นต่างตกใจ เผ่าปี่อั้นฮวาไม่ยอมปล่อยคนกลับหรือ?


   พวกเขาจะไปทำอะไรที่ปรภพ?


   แม้ในใจจะมีคำถามมากมาย แต่พวกเขาก็รู้ว่าปรภพนั้น คือถิ่นกำเนิดของเผ่าปี่อั้นฮวา


   การที่พวกเขาจะไปจากที่นี่ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ความลับของผู้อื่น ถึงอย่างไรก็ไม่ควรถามมาก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ติดใจในเรื่องนี้อีก


   "เช่นนั้นน้องหญิงจะกลับภพเซียนคนเดียวหรือ?"


   ซูอวิ่นซิวไม่สนใจเรื่องของเผ่าปี่อั้นฮวา แต่เรื่องที่เกี่ยวกับท่านบรรพชนเยี่ย เขาต้องถามให้รู้เรื่อง


   "หากว่าเจ้าแยกกันแล้ว เหตุใดไม่มาเที่ยวที่เผ่าอินทรีกับข้าก่อนล่ะ ข้ารับรองว่า..."


   ฟางเกาเฟยยังพูดด้วยความตื่นเต้น ทว่ายังไม่ทันจบประโยค ฮั่วจือเหยียนก็ก้าวมาขวางเขาไว้ทั้งตัว คนผู้นี้ช่างน่ารำคาญเหลือเกิน


   เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นก็ตอบพร้อมรอยยิ้ม "ข้าจะไปปรภพกับศิษย์พี่รองของข้า"


   ทุกคนรวมถึงม่านซูโหรวต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดนั้น


   ที่นั่นคือปรภพ สถานที่ที่แตกต่างจากโลกมนุษย์ และภพปีศาจอย่างสิ้นเชิง


   ที่นั่นทั้งลึกลับและอันตราย ไม่ใช่ที่ที่ใครจะไปได้ตามใจชอบ!


   ก่อนที่จะบรรลุเป็นเซียน และหลุดพ้นจากร่างกายที่เป็นเพียงเนื้อหนังมังสา ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเผ่าปีศาจเมื่อตายไป ทุกคนล้วนต้องเป็นวิญญาณ สุดท้ายก็ต้องไปเวียนว่ายในปรภพทั้งสิ้น


   ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความตาย มีผู้ใดบ้างที่ได้ยินแล้วจะไม่รู้สึกหวาดกลัว?


   "อันตรายเกินไปแล้วกระมัง" ฮั่วจือเหยียนเอ่ยขึ้น


   "ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงยิ่งไม่อาจทิ้งศิษย์พี่รองของข้าได้เจ้าค่ะ อีกอย่าง..."


   ภาพเหตุการณ์ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เริ่มแวบผ่านในความคิดของเยี่ยหลิงหลง


   "เกี่ยวกับปรภพ ข้าก็มีความสงสัยเล็กๆน้อยๆอยู่เหมือนกัน บางทีคำตอบที่หาไม่พบในภพเซียน ไม่แน่ว่าข้าอาจจะพบในปรภพก็เป็นได้"


   "เจ้าตัดสินใจดีแล้วหรือ?" ซูอวิ่นซิวถาม


   เยี่ยหลิงหลงเอ่ยเสียงไม่ดัง แต่ไม่มีทีท่าลังเลแฝงอยู่ในเสียเลยแม้แต่น้อย "ข้าตัดสินใจดีแล้ว"


   "เช่นนั้น ข้าขอให้เจ้าเดินทางราบรื่น กลับบ้านอย่างปลอดภัยนะ"


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มพลางพยักหน้า


   "แล้วท่านพี่ฮั่วกับท่านพี่ฟางเล่า? พวกเราเป็นพี่น้องกัน ไม่คิดจะอวยพรข้าก่อนจากไปหรือ?"


   "เมื่อทั้งหลีเสียนและอวิ่นซิวยังห้ามเจ้าไม่อยู่ ข้าก็คงห้ามไม่อยู่เช่นกันสินะ" ฮั่วจือเหยียนกล่าวพลางยิ้ม


   "คำอวยพรก่อนลาจากนั้น ข้าเองก็คิดไม่ออก เช่นนั้นก็ขอเพียงหวังว่าในอนาคตพวกเราจะได้พบกันอีกนะ"


   "คำพูดของท่านพี่ฮั่วนี้ไม่ใช่คำอวยพร แต่ยิ่งกว่าคำอวยพรเสียอีก น้ำใจของท่าน ข้ารับไว้แล้ว ขอบคุณนะเจ้าคะ"


   "น้องหญิง เจ้า… เจ้าจะไม่ไปกับข้าจริงๆหรือ?"


   และหลังจากที่ฟางเกาเฟยพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ยังคงยิ้ม ใบหน้าของนางเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เห็นได้ชัดว่าไม่มีทางอื่นใดแล้ว


   เขาจึงถอนหายใจอย่างผิดหวัง แต่แล้วก็กลับมากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอีกครั้ง


   "ไม่เป็นไร ถึงครั้งนี้ไม่ได้ไป ครั้งหน้าต้องมีโอกาสได้ไปกับข้าแน่ ประตูเมืองของเผ่าอินทรี จะเปิดต้อนรับเจ้าเสมอ! วันหนึ่งในอนาคต ข้าจะต้องพาเจ้าโบยบิน ไปท่องนภาอันกว้างใหญ่ด้วยกันให้จงได้!"


   "ขอบคุณท่านพี่ฟาง หากมีโอกาส ข้าจะต้องไปโบยบินบนท้องฟ้ากับท่านแน่นอนเจ้าค่ะ"


   เมื่อเห็นพวกเขาบอกลาเยี่ยหลิงหลงเสร็จแล้ว เสิ่นหลีเสียนก็พูดว่า "ถึงเวลาแล้ว พวกเราไปกันเถอะ"


   เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกคนจึงออกจากลานเรือนของเผ่าปี่อั้นฮวาภายใต้การนำทางของม่านซูโรว


   พวกเขาก็ออกจากเมืองหลวงของเผ่าปี่อั้นฮวา


   และเมื่อถึงนอกประตูเมือง ซูอวิ่นซิว ฮั่วจือเหยียน และฟางเกาเฟย ต่างก็ขึ้นเรือเหาะของตัวเอง


   เยี่ยหลิงหลงมองส่งพวกเขาจากไป ก่อนจะขึ้นเรือเหาะที่ม่านซูโรวเตรียมเอาไว้ให้


   บนเรือเหาะ เสิ่นหลีเสียนนั่งอยู่ข้างโต๊ะ มือของเขารินน้ำชาร้อนให้เยี่ยหลิงหลง


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ายังอาลัยอาวรณ์พวกเขามากหรือ?"


   "ข้าแค่รู้สึกสงสัยน่ะเจ้าค่ะ"


   "สงสัยเรื่องอะไรหรือ?"


   "เรือเหาะของท่านพี่ฟางมุ่งหน้าไปทางเผ่าอินทรี เรือเหาะของท่านพี่ซูมุ่งหน้าไปทางเมืองราชันย์ปีศาจ แต่เรือเหาะของท่านพี่ฮั่วไม่ได้มุ่งหน้าไปทางเผ่าเจียว เขาไม่ได้บอกท่านหรือว่าเขาจะไปที่ใด?"


   "ไม่ได้บอก แม้ข้ากับเขาจะเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตาย แต่ระหว่างเราก็ยังมีความลับต่อกัน พวกเราต่างรักษาระยะห่างที่เหมาะสม ไม่ล่วงล้ำกันจนเกินไป"


   เสิ่นหลีเสียนส่งถ้วยชาในมือให้เยี่ยหลิงหลง


   "เจ้าเองก็ไม่ต้องเป็นห่วงเขาหรอก ทุกคนอาจเข้าใจว่าเขาเป็นเพียงทายาทที่ถูกเผ่าเจียวทอดทิ้งเพราะตาบอด แต่เขาไม่ได้เป็นอย่างที่คนภายนอกรู้จัก"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า รับถ้วยชาจากมือของเสิ่นหลีเสียนแล้วดื่มชาหมดถ้วย ตัดขาดจากทุกความผูกพันที่มีในที่แห่งนี้


   "อีกอย่าง เจ้าเองก็เคยเห็นดวงตาของเขามาแล้วไม่ใช่หรือ? ความลับของเขา เจ้าเองก็คงรู้มากกว่าข้าเสียอีก"


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ


   "ศิษย์พี่รอง ท่านไม่ต้องเป็นห่วงผู้อื่นหรอก เมื่อแยกทางกันแล้ว ต่างคนต่างอยู่ดีมีสุขก็เป็นอันพอเจ้าค่ะ"


   "นี่ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้า เริ่มจะเข้าข้างคนนอกแล้วหรือนี่?"


   "ท่านไม่รู้หรือว่าข้าเป็นคนอย่างไร?"


   เสิ่นหลีเสียนหัวเราะขึ้นมา เมื่อได้ยินเช่นนั้น


   บรรยากาศภายในห้องโดยสารผ่อนคลายและอบอุ่น การปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสอง ทำให้ม่านซูโหรวที่อยู่ในห้องควบคุมมีสีหน้าซับซ้อนขึ้นมา


   แม้ที่นี่จะมีเผ่าปี่อั้นฮวาอยู่สองคน แต่ดูเหมือนนางจะเป็นส่วนเกิน


   หากว่าในเผ่าปี่อั้นฮวา พี่น้องทั้งสามของนางสามารถอยู่ร่วมกันได้เช่นนี้ ตอนนี้นางก็คงไม่ต้องอิจฉาผู้อื่นแล้ว


   แต่เมื่อเดินมาถึงจุดนี้แล้ว นางรู้ว่าตนเองไม่อาจย้อนกลับไปสู่อดีตได้อีก ถึงแม้จะสามารถย้อนกลับไปได้ พี่หญิงใหญ่ผู้แข็งแกร่ง และพี่รองผู้โดดเดี่ยวก็คงไม่มีวันอยู่ร่วมกับนางที่เป็นคนเช่นนี้ได้


   ข้อเสนอของเสิ่นหลีเสียนเกี่ยวกับการกลับบ้าน ท่านปู่ผู้เป็นราชาแห่งเผ่าปีอั้นฮวา ได้หารือกับเหล่าผู้อาวุโสขอบเขตพ้นพิบัติเป็นเวลานาน


   เหล่าผู้อาวุโสส่วนใหญ่ต่างคัดค้าน แต่เมื่อรวบรวมความคิดเห็นจากทั้งเผ่า ส่วนใหญ่กลับสนับสนุนและมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า


   ในที่สุดราชาปี่อั้นฮวาจึงตัดสินใจให้ลองดูก่อน


   เมื่อเป็นการลองดู ก็จำเป็นต้องมีคนก้าวออกมา


   ม่านซูโหรวหลบซ่อนตัวอยู่ในโลกอันเปราะบางของตนเองมาทั้งชีวิต นางที่อ่อนแอ ไม่เคยคิดว่าหลังจากจัดงานศพให้พี่หญิงใหญ่ด้วยตนเองแล้ว นางจะกล้าหาญขึ้นมา


   นางอาสาก้าวออกมาเอง ตัดสินใจเป็นดอกปี่อั้นดอกแรกที่จะกลับคืนสู่ปรภพ


   แต่พลังของนางยังไม่เพียงพอ หากไปปรภพเพียงลำพัง คงมีอันตรายมากกว่าโชคดี และไม่อาจกลับมาส่งข่าวได้อีกแน่นอน


   ดังนั้นท่านปู่จึงให้เสิ่นหลีเสียนเป็นผู้พานางไป ถือว่าใครเสนอคนนั้นก็ต้องเป็นคนจัดการ


   หากเขาทำภารกิจนี้สำเร็จ เผ่าปี่อั้นฮวาก็จะปล่อยเขาเป็นอิสระ ไม่ก้าวก่ายการไปมาของเขาอีก


   เสิ่นหลีเสียนตกลง


   ม่านซูโหรวถอนหายใจ ขณะที่ดึงตัวเองออกจากภวังค์ความคิด เพียงแต่นางไม่คิดว่าเยี่ยหลิงหลงจะไปด้วย


   ดูเหมือนนางจะไม่กลัวอันตรายที่ไม่รู้เหล่านั้นเลย นางถึงกับรู้สึกตื่นเต้นเสียด้วยซ้ำ


   แต่ก่อนนี้ นางเคยคิดว่าพี่สาวคนโตของนาง เป็นสตรีที่มีความกล้าหาญมากคนหนึ่งแล้ว แต่เยี่ยหลิงหลงที่อยู่ตรงหน้านี้ นางไม่ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวอะไรด้วยซ้ำ แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกว่านางแข็งแกร่งด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าคิดดีแล้วหรือที่จะไปยังปรภพ? ที่นั่นอันตรายมากนะ" เสิ่นหลีเสียนไม่อยากให้นางไป


   "ที่นั่นอันตรายขนาดนั้น ศิษย์พี่รองคิดดีแล้วหรือที่จะไป?" เยี่ยหลิงหลงย้อนถาม


   "ข้าต้องไปอยู่แล้ว แม้ท่านแม่จะไม่ได้ใช้ข้าเป็นเครื่องมือ แต่นางคงหวังให้ข้าแก้ไขปัญหาของเผ่าปี่อั้นฮวา และเมื่อข้าทำเรื่องนี้สำเร็จ ก็ถือว่าได้ให้คำตอบกับทุกคนแล้ว ดังนั้นข้าจึงจำเป็นต้องไป"


   "ถ้าเช่นนั้นข้าก็เหมือนกัน"


   "เหมือนกันตรงไหน?"


   "เจาไฉก็อยากกลับไปเยี่ยมบ้านเหมือนกัน ข้าจะพามันกลับไป นี่คือหน้าที่ที่ข้าต้องทำเจ้าค่ะ!"



บทที่ 1155: ไม่อยากแยกจากศิษย์พี่รอง



   เสิ่นหลีเสียนขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปบีบแก้มของเยี่ยหลิงหลง


   "เจ้าพูดดีๆนะ"


   "เจ็บๆๆ"


   "ข้ายังไม่ได้ออกแรงเลย"


   "แต่ข้าอ่อนแอนะเจ้าคะ!"


.......


   เสิ่นหลีเสียนถอนหายใจอย่างระอา เขาไม่มีวิธีรับมือกับนางเลยสักนิด


   "ที่จริงแล้ว เป็นเพราะข้าไม่อยากแยกจากศิษย์พี่รองต่างหาก"


   สีหน้าของเสิ่นหลีเสียนเปลี่ยนไป


   "ตอนที่อยู่ในภพเซียน เพราะความอ่อนแอและไร้ความสามารถของข้าเอง เลยทำให้ข้าต้องพลัดพรากจากศิษย์พี่หญิงใหญ่ ศิษย์พี่หญิงห้า ศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่สี่ ศิษย์พี่หกและศิษย์พี่เจ็ด ทั้งๆที่กว่าพวกเราจะได้อยู่พร้อมหน้ากัน มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน"


   น้ำเสียงของเยี่ยหลิงหลงแผ่วเบา แต่ดูจริงจังเป็นอย่างยิ่ง


   "และตอนนี้ ในที่สุดก็ได้ศิษย์พี่รองกลับคืนมา ข้าจะไม่ยอมให้ท่านหายไปอีกเด็ดขาด


   ข้าจะพาท่านกลับภพเซียนด้วยตัวเอง เพื่อไปรวมตัวกับทุกคนเจ้าค่ะ เส้นทางครั้งนี้ยาวไกล ไม่รู้ว่าจะพบเคราะห์หรือโชค แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านเผชิญหน้า และแบกรับมันเพียงลำพัง ถึงแม้ว่าคราวนี้ท่านจะทำได้ก็ตาม"


   เสิ่นหลีเสียนลูบศีรษะของเยี่ยหลิงหลงอย่างอ่อนโยน


   "อีกอย่าง..." ดวงตาทั้งสองของเยี่ยหลิงหลงเป็นประกาย


   "ที่ข้าบอกว่ามีข้อสงสัย ข้าไม่ได้พูดเพื่อไล่พวกเขานะเจ้าคะ ข้าพูดจริงๆเจ้าค่ะ"


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น มือของเสิ่นหลีเสียนก็หยุดชะงักแล้วดึงกลับจากศีรษะของเยี่ยหลิงหลง


   "แม้ว่าในอดีต เจ้าจะไม่เคยไปที่ดินแดนลับแห่งขุนเขาต้าจิน และไม่เคยไปที่เมืองเจออวิ๋นที่ซึ่งเต็มไปด้วยปราณวิญญาณร้าย แต่ท่านก็เคยผ่านเหตุการณ์ที่เกาะศักดิสิทธิ์กลายเป็นเกาะผีมาแล้วไม่ใช่หรือ?"


   เสิ่นหลีเสียนพยักหน้า เพราะเกาะศักดิ์สิทธิ์ได้กลายเป็นเกาะผีไปแล้ว และภพเซียนเกือบถูกทำลาย เขาไม่มีทางลืมเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน


   "ท่านไม่สงสัยบ้างหรือ ว่าเหตุใดท่านอาจารย์ถึงเปิดประตูปรภพขึ้นมา แทนที่จะเป็นประตูภพปีศาจหรือภพมาร หากว่าจะพูดถึงความทะเยอทะยาน ตลอดมาภพมารเป็นฝ่ายที่ต้องการกลืนกินหกภพมากที่สุดมิใช่หรือเจ้าคะ?"


   เสิ่นหลีเสียนแสดงสีหน้าตกใจออกมาโดยพลัน เขาเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่เป็นอย่างดี


   "แต่ปรภพนั้น ซับซ้อนและอันตรายเป็นอย่างยิ่ง การที่เจ้าจะไปหาคำตอบที่นั่น มันจะไม่บ้าเกินไปหรอกหรือ ข้าต้องพาม่านซูโหรวไปที่ริมแม่น้ำหลงลืม เพื่อเจรจากับเผ่าพันธุ์ดั้งเดิม แต่แม่น้ำหลงลืม อยู่บนเส้นทางสู่ปรภพนะ ทั้งยังอยู่แค่ชายขอบปรภพเท่านั้น คำตอบที่เจ้าต้องการ ไม่มีทางอยู่แค่ชายขอบแน่"


   "จะมีหรือไม่มี ไปถึงที่นั่นถึงจะรู้ได้เจ้าค่ะ ศิษย์พี่รอง ท่านวางใจเถอะ ข้าหาท่านเจอยากเย็นนัก ข้าจะไม่ทำให้ตัวเองหายไปง่ายๆหรอกเจ้าค่ะ"


   แม้เยี่ยหลิงหลงจะพูดเช่นนั้น แต่เสิ่นหลีเสียนก็ยังไม่วางใจ


   "วางใจเถิดศิษย์พี่รอง ต่อให้ข้าไม่สนใจความเป็นความตายของตัวเอง ข้าก็ไม่มีทางไม่สนใจความปลอดภัยของท่าน หากว่าข้าได้คำตอบก็ดีไป ถ้าไม่ได้ รอท่านส่งม่านซูโหรวเสร็จ พวกเราก็จะออกจากที่นี่กัน"


   เสิ่นหลีเสียนพยักหน้า


   "ข้าจะคอยจับตาดูเจ้า"


   เยี่ยหลิงหลงทำหน้าขบขันออกมา


   "อะไรกัน ข้าเปลี่ยนจากศิษย์น้องหญิงเล็กที่ว่านอนสอนง่ายที่สุด กลายเป็นคนที่ก่อเรื่องวุ่นวายที่สุดไปแล้วหรือนี่?"


   "อืม ! ข้าได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเจ้าแล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงถูกเสิ่นหลีเสียนทำให้หัวเราะออกมา


   ทั้งสองหัวเราะกันครู่หนึ่ง แล้วไม่ได้พูดอะไรอีกต่อไป ม่านซูโหรวที่อยู่ในห้องควบคุม ได้ยินเสียงจากภายนอกเงียบลง นางจึงเดินออกมาจากด้านใน


   แล้วคลี่แผนที่วางลงตรงหน้าทั้งสองคน


   "อีกสักพัก พวกเราจะไปถึงชายแดนระหว่างภพปีศาจและปรภพแล้ว ที่นั่นอันตราย พวกเราต้องวางแผนว่าจะเข้าไปอย่างไร จึงจะเร็วที่สุด"


   เยี่ยหลิงหลงเก็บแผนที่ที่ม่านซูโหรวคลี่ออกอย่างคล่องแคล่ว


   "พวกเราไม่ได้จะไปยังปรภพทางนี้"


   ขณะที่ม่านซูโหรวกำลังตกตะลึง เยี่ยหลิงหลงได้หยิบผังดาราซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของเผ่าปี่อั้นฮวาออกมา


   "พวกเราจะใช้ผังดาราเปิดทางเดินไปโดยตรง"


   ม่านซูโหรวเบิกตากว้างหนักกว่าเดิม


   "ผังดารานี้ มาอยู่ในมือท่านได้อย่างไร?"


   "เจ้าต้องไปถามพี่หญิงใหญ่ของเจ้าแล้วล่ะ เพื่อจะฆ่าศิษย์พี่รองของข้า นางถึงกับยอมทุ่มเทถึงเพียงนี้ ข้าเองก็ประหลาดใจเหมือนกัน"


   ม่านซูโหรวหุบปากในทันที เพราะนางเข้าใจแล้ว ว่าทำไมพวกเขาถึงได้คุยกันมาตลอดทาง


   จนกระทั่งห่างไกลจากเผ่าปี่อั้นฮวาแล้ว ถึงได้บอกว่าจะไม่เดินทางตามปกติ


   ที่แท้ก็เพราะพวกเขาซ่อนผังดาราไว้ ไม่อยากให้คนในเผ่าปี่อั้นฮวารู้นี่เอง


   แม้ว่าตอนนี้นางจะรู้แล้ว แต่หากการเดินทางไปปรภพครั้งนี้สำเร็จ มีแต่ไปไม่มีกลับ


   การรู้หรือไม่รู้ก็ไม่มีความหมายใดใดอีกต่อไป


   "เจ้าใช้เป็นหรือ?"


   "ใช้เป็นสิ เจ้าหาที่จอดแล้วเก็บเรือเหาะเถอะ"


   ม่านซูโหรวพยักหน้าทำตาม ไม่นาน พวกเขาก็ลงจอดที่เชิงเขารกร้างแห่งหนึ่ง เยี่ยหลิงหลงควบคุมผังดาราแล้วเริ่มเปิดประตูเชื่อมระหว่างภพปีศาจกับปรภพได้สำเร็จ


   ก่อนจะเข้าไป เยี่ยหลิงหลงพูดหยอกล้อกับพวกเขาก่อนว่า


   "ครั้งก่อนตอนที่ข้าใช้ผังดารา ข้าพาซูอวิ่นซิวไปที่หลังบ้านของเขาเอง ข้าจึงไม่รู้ว่าครั้งนี้ หากใช้ผังดาราแล้ว เราจะตกลงไปในนรกขุมที่สิบแปดหรือไม่?"


   แม้จะเป็นคำพูดหยอกล้อ แต่ม่านซูโหรวก็ถูกหลอกจนตกใจ


   ท่าทางของนางจึงไม่สู้ดีนัก ถึงขั้นลังเลว่าจะเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาไปอีกทางดีหรือไม่?


   แต่ทั้งสองไม่ให้โอกาสนาง รีบเดินเข้าไปในประตูที่เปิดไว้ทันที


   ม่านซูโหรวเองก็ไม่มีทางเลือก จึงกัดฟันเดินตามพวกเขาเข้าไป


   พอลงถึงพื้น สายลมอันเยียบเย็นก็พัดมา ความรู้สึกหนาวเหน็บจนถึงกระดูก แผ่ซ่านไปทั่วร่างในพริบตา


   ราวกับว่าพวกเขาถูกลมหนาวอันเย็นเฉียบในฤดูเหมันต์พัดให้ตกลงไปในบ่อน้ำเย็น อากาศทั้งเย็นทั้งชื้นแทรกซึมไปทั่วร่าง ทำให้รู้สึกทรมานเป็นอย่างยิ่ง


   นอกจากเยี่ยหลิงหลงที่สวมเสื้อคลุมสีแดงแล้ว เสิ่นหลีเสียนและม่านซูโหรว ทั้งสองคนรู้สึกไม่คุ้นชินตั้งแต่ก้าวแรก


   ทั้งสองคนรีบกลืนโอสถปราณวิญญาณร้ายที่ผู้อาวุโสมอบให้ทันที หลังจากกลืนโอสถลงไปแล้วทั้งสองคนก็รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย


   หลังจากฟื้นตัวด้วยโอสถแล้ว ทั้งสองคนก็ปรับตัวเข้ากับปราณวิญญาณร้ายอันน่าขนลุกนี้ได้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่า สายเลือดในร่างกายของพวกเขาถูกทำให้ชิน


   ในตอนนั้น วิญญาณร้ายดวงหนึ่งลอยผ่านข้างกายพวกเขา ตอนที่ลอยมายังมีกลิ่นอายของมนุษย์ติดตัวมาอย่างเข้มข้น ทำให้พวกเขาหันไปมองทันที


   "ดูจากการแต่งกายแล้ว น่าจะเป็นศิษย์สำนักใดสำนักหนึ่งจากภพเซียนของพวกเจ้าสินะ" ม่านซูโหรวกล่าว


   "ไม่ใช่แค่ตรงนี้ ยังมีตรงนั้น ตรงโน้น และข้างหลังด้วย..."


   หลังจากเสิ่นหลีเสียนพูดจบ ทั้งสามคนก็หมุนตัว และมองไปรอบๆตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่ จากนั้นก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา


   พวกเขาอยู่ในสถานที่ที่มืดมิด เบื้องหลังของพวกเขามีดวงวิญญาณมากมายบินผ่านไปผ่านมา บางดวงมาจากโลกมนุษย์ บางดวงมาจากภพปีศาจ และมีส่วนน้อยที่มาจากภพมาร


   พวกมันบินไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือด้านหน้าของเยี่ยหลิงหลงและอีกสองคน ซึ่งตรงนั้นมีประตูผีขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่


   ประตูผีบานนี้มีรูปแบบเหมือนกับประตูทางออกที่อยู่ในสวนหลังของวังใต้ดินเผ่าปี่อั้นฮวา แต่ว่าบานนี้ใหญ่กว่า ประณีตกว่า เก่าแก่กว่า และทรงพลังมากกว่า


   ประตูผีที่วังใต้ดินของเผ่าปี่อั้นฮวา เป็นเพียงของจำลอง จากนี้ เห็นได้ชัดว่านี่คงเป็นประตูผีที่แท้จริงของปรภพ เมื่อผ่านด่านประตูผีนี้ไป ข้างหน้าก็คงเป็นเส้นทางสู่แม่น้ำแห่งความตายแน่นอน


   เมื่อเทียบกับดวงวิญญาณที่ล่องลอยผ่านไป พวกเขาทั้งสามที่มีร่างกายเนื้อหนังกลับดูโดดเด่นสะดุดตา ดังนั้นวิญญาณร้ายเกือบทุกดวงที่ผ่านมา จึงอดไม่ได้ที่จะมองมายังพวกเขา


   นอกจากวิญญาณร้ายแล้ว ยังมียมทูตที่คุมตัววิญญาณร้ายอยู่บ้างเล็กน้อย


   ยมทูตเหล่านั้นก็หันมามองพวกเขาเช่นกัน แต่หลังจากมองแล้วก็หันหน้าไปอย่างเย็นชา


   ไม่คิดจะเข้ามาสอบถาม หรือขัดขวางแต่อย่างใดเลย


   "พวกเราเป็นคนเป็น จะเข้าไปในประตูผี แต่ยมทูตพวกนั้นกลับไม่มาสอบถามเลยหรือ" ม่านซูโหรวรู้สึกสงสัย


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวว่า "การที่ไม่มีใครมาสอบถาม แสดงว่าพวกเขาคิดว่า พวกเราสามคนไม่อาจก่อความวุ่นวายอะไรได้ อีกอย่าง การที่คนเป็นปรากฏตัวในปรภพก็ไม่ใช่เรื่องแปลก พวกเราเข้าไปดูข้างในกันก่อนเถอะ"


   เสิ่นหลีเสียนพยักหน้าอย่างอ่อนโยน เขาตามหลังเยี่ยหลิงหลงและดวงวิญญาณที่ล่องลอยไปยังประตูผีเป็นกลุ่ม


   สุดท้ายทั้งสามก็บินมุ่งหน้าสู่ประตูผีนั่นเอง



บทที่ 1156: ข้าจะช่วยจับมันกลับไปด้วย



   หลังจากผ่านประตูผีมาแล้ว พวกเขาก็มาถึงเส้นทางหวางเฉวียน


   เหมือนดังที่บรรยายไว้ในตำรา เส้นทางหวางเฉวียนนั้น ขรุขระเป็นอย่างยิ่ง มีดวงวิญญาณอาฆาตและภูตผีปีศาจมากมายวนเวียนอยู่บนเส้นทาง


   มีเพียงดวงวิญญาณที่มีจิตใจแน่วแน่เท่านั้นที่จะสามารถเดินผ่านเส้นทางอันยากลำบากไปจนถึงสะพานไร้อาลัยที่อยู่เบื้องหน้าได้


   เมื่อเห็นดวงวิญญาณอาฆาต และบรรดาภูตผีที่ล่องลอยอยู่ทั่วไปพร้อมจะพุ่งเข้าโจมตีได้ทุกเมื่อ เสิ่นหลีเสียนและม่านซูโหรวต่างชักกระบี่ยาวของตนเองออกมา มีเพียงเยี่ยหลิงหลงเท่านั้น ที่ปล่อยเจาไฉออกไปกินอาหารของมัน แล้วยังมิวายหยิบกรงสีทองออกมาหลายใบ


   "แม่นางเยี่ย เจ้าเอากรงพวกนี้มาทำไมหรือ?" ม่านซูโหรวถาม


   "เจาไฉไปกินบุฟเฟต์แล้ว ข้าถือโอกาสนี้ช่วยมันห่อกลับไปบ้างด้วยเจ้าค่ะ"


   แม้ว่าทั้งสองจะขมวดคิ้วจนแทบผูกปมได้ แต่เยี่ยหลิงหลงก็ไม่สน ซ้ำยังแจกกรงในมือให้ม่านซูโหรวและเสิ่นหลีเสียนคนละหนึ่งใบ


   "รบกวนศิษย์พี่รองและองค์หญิงสามช่วยห่อกลับด้วย บุญคุณอันยิ่งใหญ่นี้ รอเจาไฉกลับมา ข้าจะบอกให้มันตอบแทนพวกท่านเองเจ้าค่ะ"


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ตบปีศาจร้ายที่จะเข้ามาโจมตีนางด้วยฝ่ามือเดียว จากนั้นนางก็คว้าจับมันเข้าไปขังในกรงทันที


   "ต้องทำอย่างนี้นะเจ้าคะ แบบนี้จะง่ายและสะดวก ไม่ต้องกังวลว่าพวกมันจะหนี กรงนี้เป็นสิ่งที่ศิษย์พี่หญิงสามของข้าทำขึ้นมาโดยเฉพาะ วิญญาณร้ายเข้าได้ แต่ออกไม่ได้แน่นอนเจ้าค่ะ"


   ม่านซูโหรวจ้องกรงในมือด้วยความรู้สึกสับสน นางเองก็ยังคงเหม่อลอยอยู่


   ส่วนด้านข้าง เสิ่นหลีเสียนและเยี่ยหลิงหลงเริ่มจับวิญญาณร้ายใส่กรงกันแล้ว


   นางคิดว่าการที่ตนเองกล้าพูดถึงปรภพออกมาก็นับว่าเป็นความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับเยี่ยหลิงหลง ที่อาสามาเองเช่นนั้น ทั้งยังจับวิญญาณร้ายไปทั่ว ความกล้าหาญเล็กน้อยของนางก็ดูไม่มีค่าอะไรเลย


   เดี๋ยวก่อนนะ! นางเป็นเพียงแม่นางจากเผ่ามนุษย์ แต่ทำไมไม่ว่าจะไปภพปีศาจ หรือภพวิญญาณ นางก็ทำตัวเหมือนได้กลับบ้านเลยล่ะ


   ไปที่ไหนก็เหมือนปลาได้น้ำชียวหรือนี่หญิงผู้นี้?


   ไม่รู้ว่าถูกอะไรเข้าสิงหรือสมองมีปัญหา ม่านซูโหรวไม่พูดอะไร แต่ก็ร่วมจับผีไปกับพวกเขาทั้งสอง


   พวกวิญญาณร้ายบนเส้นทางสู่ปรภพนี้ มีมากมาย


   อย่างมากก็แค่รังแกมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีอะไรติดตัว หรือพวกเผ่าปีศาจที่ยังไม่ผ่านการฝึกฝน


   แต่สำหรับพวกเขาที่ผ่านการการฝึกฝนมาแล้ว สิ่งนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย


   พวกเขาเดินไปจับไป จนกระทั่งจับวิญญาณร้ายจนเต็มกรงในมือ พวกเขาก็เดินมาถึงปลายทางของเส้นทางหวางเฉวียน


   เมื่อมาถึงและมองออกไปไกลๆ จะพบว่าที่นี่มีแม่น้ำหลงลืม ริมๆจะเต็มไปด้วยดอกปี่อั้นที่บานสะพรั่งนับไม่ถ้วน พวกมันแกว่งไกว อ่อนช้อยตามสายลมอ่อน


   เป็นสีแดงเพลิงทั้งผืน งดงามจนแสบตา


   เมื่อได้เห็นพวกมันในแวบแรก เสิ่นหลีเสียนและม่านซูโหรวต่างหยุดฝีเท้าโดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งสองคนจ้องมองไปยังแม่น้ำหลงลืม ที่ตอนนี้ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ทุ่งดอกปี่อั้นที่กว้างไกลออกไป


   พวกเขาเองก็บอกไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกอะไร แต่สายเลือดในร่างกายของพวกเขา ราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในชั่วขณะนั้น


   จู่ๆพวกเขาก็อยากวิ่งไปที่นั่น ลงไปริมฝั่งแม่น้ำหลงลืม ยืดกายต้อนรับสายลมอ่อน เพิ่มสีสันให้กับสีแดงที่แสบตาท่ามกลางความมืดนี้


   ผ่านไปครู่หนึ่ง เสิ่นหลีเสียนยังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่ม่านซูโหรวทนไม่ไหว นางวิ่งไปแล้ว


   นางวิ่งไป อาภรณ์ค่อยๆปลิวตามแรงลม ไม่นานกลีบดอกไม้ก็ปรากฏรอบกาย ห่อหุ้มร่างของนางเอาไว้


   ในจังหวะที่นางมาถึงริมฝั่ง ร่างทั้งร่างของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นดอกปี่อั้นดอกหนึ่ง หลอมรวมเข้ากับทะเลปี่อั้น


   เมื่อลมพัดมา นางก็แกว่งไกวไปด้วย ราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชน จุดประกายแสงสีแดงแห่งชีวิตในดินแดนแห่งความตาย


   "ศิษย์พี่รอง ท่านจะไม่ไปดูสักหน่อยหรือ?"


   เสียงของเยี่ยหลิงหลงดังมาจากด้านหลัง ดึงความคิดที่กำลังล่องลอยของเสิ่นหลีเสียนให้กลับมาในทันที หัวใจที่กำลังกระสับกระส่ายจึงถูกกดข่มลงในทันใด


   "ไม่ละ ข้าเห็นนางอยู่ตรงนั้น นับว่าดีมากแล้ว เช่นนั้น เรื่องนี้ก็นับว่าสำเร็จแล้วใช่หรือไม่?"


   "หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นภายในหนึ่งเค่อ ก็น่าจะสำเร็จแล้วเจ้าค่ะ..."


   เยี่ยหลิงหลงยังพูดไม่ทันจบ เสียงกรีดร้องก็ดังมาจากด้านหน้า พร้อมกันนั้น กอปี่อั้นฮวาก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างวุ่นวาย


   กลีบดอกสั่นไหวราวกับมีบางอย่างเกิดขึ้น


   "นั่นเสียงของซูโหรว นางเกิดเรื่องแล้ว!"


   เยี่ยหลิงหลงและเสิ่นหลีเสียนรีบวิ่งไปยังที่ที่ม่านซูโหรวเพิ่งลงไป


   แต่พอวิ่งไปถึงข้างกายม่านซูโหรว เขาก็เห็นนางถูกเผ่าปี่อั้นฮวากลุ่มหนึ่งล้อมโจมตี


   พวกคนกลุ่มนั้นพลังไม่ได้แข็งแกร่งนัก แต่ได้เปรียบตรงที่มีจำนวนมาก อีกทั้งเมื่อครู่คงจะโจมตีม่านซูโหรวอย่างฉับพลันเป็นแน่


   ทำให้ด้านหลังของนางมีแผลยาว และเลือดของนางก็ยังไหลออกมาไม่หยุด


   "หยุดเดี๋ยวนี้! พวกเราล้วนเป็นเผ่าปี่อั้นฮวาด้วยกัน เหตุใดพวกเจ้าจึงรังแกนางเพียงคนเดียว?"


   "นางไม่ใช่ปี่อั้นฮวา นางมีปราณปีศาจ!!!"


   มีเสียงใครบางคนตอบออกมา จากนั้นสายตาของคนจากเผ่าปี่อั้นฮวาที่เหลือก็จ้องมองมาที่เยี่ยหลิงหลงและเสิ่นหลีเสียน


   "พวกเจ้าก็มาหาเรื่องเช่นกันหรือ? จับตัวพวกเขาไว้เดี๋ยวนี้!"


   เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น ไม่เพียงแต่กลุ่มเผ่าปี่อั้นฮวาที่ล้อมโจมตีม่านซูโหรวจะไม่ลดลง แต่ยังมีเผ่าปี่อั้นฮวาจำนวนมากบุกเข้าโจมตีเยี่ยหลิงหลงและเสิ่นหลีเสียน


   ทั้งสองคนจำต้องชักกระบี่ออกมาต่อสู้ แต่เพื่อไม่ให้แผนการ "กลับบ้าน" คราวนี้ล้มเหลว พวกเขาจึงเพียงแต่ต่อต้านโดยไม่สังหารปี่อั้นฮวาฝ่ายตรงข้าม ส่งผลให้มีดอกไม้หลั่งไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเขาถูกล้อมไว้อย่างแน่นหนา


   พวกเขาราวกับก้าวเข้าสู่โลกของปี่อั้นฮวา กลีบดอกไม้ที่ปลิวว่อนเต็มท้องฟ้าช่างงดงาม แต่น่าเสียดายที่ทุกกลีบนั้น ล้วนมุ่งหมายที่จะโจมตีพวกเขา


   เสิ่นหลีเสียนเอ่ยว่า "ข้าต้องการพบหัวหน้าเผ่าปี่อั้นฮวา!"


   "หัวหน้าเผ่าน่ะหรือ เจ้าคิดว่าอยากพบก็พบได้เลยหรือ?"


   คนที่ตอบเขาไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นเผ่าปี่อั้นฮวาที่มีพลังแก่กล้ากว่า ซึ่งได้ยินข่าวและรีบมาที่นี่โดยเร็ว


   เสิ่นหลีเสียนกล่าว


   "พวกข้ามาที่นี่ด้วยธุระสำคัญ พวกข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายพวกเจ้า ขอพวกเจ้าอย่าได้ทำให้พวกข้าลำบากใจเลย"


   "โอ้! เจ้านี่พูดจาไพเราะ ข้าอยากรู้นักว่าพวกเจ้าจะมีความสามารถสมกับคำพูดหรือไม่!"


   คนผู้นั้นดูอายุยังน้อย ด้านหลังเขามีคนหนุ่มอีกหลายคนที่อายุไล่เลี่ยกัน ดูเหมือนจะเป็นคนจากเผ่าปี่อั้นฮวาที่รุ่นราวคราวเดียวกับเสิ่นหลีเสียน


   การฝึกฝนของพวกเขาทั้งหมดอยู่ในขอบเขตมหายานทั้งสิ้น


   "ทุกคนหยุดมือไว้ก่อน พวกเจ้าสู้พวกเขาไม่ได้หรอก ให้พวกข้าจัดการเอง"


   เมื่อเขาเอ่ยปาก พวกเผ่าปี่อั้นฮวาที่กำลังโจมตีเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆก็หยุดมือทั้งหมด


   เมื่อเห็นเช่นนั้น ม่านซูโหรวรีบบินไปหลบอยู่หลังเสิ่นหลีเสียนทันที


   เมื่อเห็นว่านางได้รับบาดเจ็บค่อนข้างหนัก เยี่ยหลิงหลงจึงรีบรักษาบาดแผลให้นางทันที


   "พวกเจ้าจะพบกับหัวหน้าเผ่าก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ต้องผ่านด่านของพวกข้าก่อน"


   "ได้! บอกมาเถอะว่าต้องผ่านอย่างไร!?"


   เสิ่นหลีเสียนนั้น พอได้ยินว่าไม่ต้องถูกดอกไม้อ่อนนุ่มพวกนี้ไล่ล่ารุมโจมตี เขาก็อดถอนหายใจด้วยความโล่ง.อกไม่ได้


   เขากลัวว่าถ้าลงมือแรงเกินไป ปี่อั้นฮวาที่เปราะบางพวกนี้จะตายไป แต่ถ้าลงมือเบาเกินไป พวกเขาก็จะไม่ยอมปล่อย ช่างเป็นแผนการยุ่งยากเหลือเกิน


   "เจ้าอยู่ในขอบเขตมหายาน เพื่อความยุติธรรม ข้าจะเลือกคนในเผ่าที่อยู่ขอบเขตมหายานมาสิบคน


   เจ้าเลือกสู้กับสามคนในนั้น หากชนะทั้งหมด ก็ถือว่าผ่าน"


   "ตกลง" เสิ่นหลีเสียนตอบ


   ชายหนุ่มผู้นั้นเห็นดังนั้น ก็ยิ้มพลางเลิกคิ้วพูดว่า


   "ข้ารู้ว่าพละกำลังของเจ้าไม่ธรรมดา แต่อย่าเพิ่งรีบร้อน นอกจากเจ้าแล้ว พวกนางก็เช่นกัน แต่เพราะพวกนางเป็นสตรี ดังนั้นข้าจะเลือกสตรีที่อยู่ในขอบเขตมหายานสิบคน และสตรีที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการสิบคนให้พวกนางเลือก"


   เมื่อชายหนุ่มพูดจบ พวกเขาก็เห็นสีหน้าของม่านซูโหรวชะงักไป


   สีหน้าของนางในตอนนี้ไม่ค่อยดีนัก เมื่อเห็นเช่นนั้น รอยยิ้มของเขาก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้น


   "พวกเจ้าทั้งสามคน หากมีใครสักคนไม่ผ่าน ก็จะไปต่อไม่ได้"


   เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ หลังจากที่เขาพูดจบ ม่านซูโหรวก็ตัวสั่นด้วยความตกใจ


   เสิ่นหลีเสียนสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของม่านซูโหรว เขาจึงขมวดคิ้ว


   "นางได้รับบาดเจ็บ เช่นนี้ไม่ยุติธรรม ให้นางไม่ต้องลงมือได้หรือไม่?"


   *[1] เส้นทางหวางเฉวียน ความเชื่อของประเทศจีน เล่ากันว่าเมื่อเราตายไปแล้ว จะถูกยมทูตขาวและยมทูตดำพาไปยังปรโลกเพื่อตัดสินว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ กลับไปเกิดใหม่อีกครั้ง หรือไปทนทุกข์ทรมานอยู่ในนรก เมื่อวิญญาณของเราไปที่ปรโลกแล้ว ก็จะต้องเดินทางไปตามเส้นทางต่างๆ ซึ่งมีระยะทางที่ไกลมาก ชาวจีนจะเรียกเส้นทางนี้ว่า ‘ทางหวงเฉวียน หรือ ทางน้ำพุเหลือง’ นั่นเองครับ



บทที่ 1157: เขาเก่งมากในการเลือกคนที่อ่อนแอ!



   "ไม่ได้ พวกเจ้าเป็นฝ่ายมาท้าทายในเขตของพวกข้า จะมีสิทธิ์อะไรมาเจรจาเรื่องความยุติธรรม" ชายหนุ่มกล่าวต่อ "ยอมรับหรือไม่? หากไม่ยอมรับ ก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก"


   เมื่อชายหนุ่มพูดจบและกำลังจะเดินจากไป ม่านซูโหรวกัดฟันดึงแขนเสื้อของเสิ่นหลีเสียน


   "ตกลงกับเขาเถอะ ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่"


   เสิ่นหลีเสียนพยักหน้าแล้วหันไปมองเยี่ยหลิงหลงที่อยู่ข้างๆ


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กคิดเห็นอย่างไร?"


   "ตกลงสิ ชนะได้สบายๆ"


   เมื่อศิษย์น้องหญิงเล็กบอกว่าต้องชนะ เสิ่นหลีเสียนก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีก


   "เช่นนั้นก็ตามที่เจ้าว่า พวกข้าตกลง"


   "ได้"


   ชายหนุ่มยิ้มสดใส จากนั้นก็หันหลังกลับไปเรียกคนอื่น


   ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็รวบรวมผู้คนมาได้ครบ พวกเขามาถึงพร้อมแบ่งกลุ่มเป็นสามกลุ่มเรียบร้อยแล้ว กลุ่มละสิบคน รอเพียงแค่การประลองเริ่มขึ้นเท่านั้น


   นอกเหนือจากสามสิบคนที่รอการต่อสู้แล้ว เหล่าปี่อั้นฮวาที่เหลือก็ล้อมวงกว้างใหญ่ กั้นสนามรบเอาไว้


   เสียงเชียร์ก้องกังวานจากเหล่าปี่อั้นฮวานับไม่ถ้วน พวกเขาพูดคุยหัวเราะกัน ตื่นเต้นราวกับกำลังเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ บรรยากาศคึกคักเป็นอย่างยิ่ง


   ม่านซูโหรวมองภาพความคึกคักตรงหน้าแล้วอดไม่ได้ที่จะปล่อยความคิดล่องลอยไปไกล


   ในเผ่าปี่อั้นฮวาในภพปีศาจพวกเขาไม่เคยมีผู้คนมากมายขนาดนี้ แม้แต่เทศกาลประจำปีก็ยังไม่คึกคักถึงเพียงนี้


   ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาก็ไม่เคยยิ้มสดใสได้ขนาดนี้ เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้คนที่ไม่ได้ออกจากเมืองฮิกันบานะเหล่านี้ยังคงทุกข์ทรมานจากภาวะสองดวงจิต ไม่อาจดิ้นรนหลุดพ้นออกมาได้


   ทุกคนต่างเย็นชาต่อกัน ระแวดระวังซึ่งกันและกัน สรุปคือไม่มผู้ใดมีจิตใจที่จะดูเรื่องสนุกของคนอื่น จะไม่มีทางจัดงานเฉลิมฉลองเล็กๆขึ้นมาได้อย่างง่ายดายเช่นในตอนนี้หรือทุกคนมีความสุขร่วมกันเช่นนี้


   "ทุกคนมาพร้อมกันแล้ว พวกเจ้าเลือกทีละคนเถิด"


   เมื่อชายหนุ่มผู้นั้นกล่าวจบ เสิ่นหลีเสียนก็ก้าวไปข้างหน้า และเลือกปี่อั้นฮวาที่อยู่ในขอบเขตมหายานมาหนึ่งคน


   หลังจากเลือกเสร็จ บรรดาปี่อั้นฮวาที่อยู่ด้านล่างก็เริ่มถกเถียงกันอย่างดุเดือดทันที


   “เขาโชคดีเกินไปแล้ว! ในบรรดาปี่อั้นฮวาขอบเขตมหายานสิบคน เขาเลือกคนที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตมหายานได้ไม่นาน!”


   “บางทีอาจจะไม่ใช่โชคดี แต่เขาอาจจะมีทักษะบางอย่างที่สามารถเลือกเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ เลือกแต่คนอ่อนแอ”


   “ฮึ่ม… ปี่อั้นฮวาคนนี้นี่มีเล่ห์เหลี่ยมลึกซึ้งจริงๆ! สมแล้วที่เป็นคนมาจากข้างนอก!”


   "คนนอกไม่มีความคิดที่ลึกซึ้ง มาทำไมกัน? มาส่งหัวให้ไปเป็นปุ๋ยหรือ?"


   เสิ่นหลีเสียนไม่คิดว่าการที่ตนเองชี้ไปแบบสุ่มๆ จะได้คนที่อ่อนแอที่สุดมา เขาก็ขี้เกียจที่จะอธิบาย ยกกระบี่ในมือขึ้นโดยตรง


   "มา"


   เมื่อกล่าวเชิญ ปี่อั้นฮวาขอบเขตมหายานที่อยู่ตรงข้ามก็เคลื่อนไหวทันที


   ต่างจากกระบี่ยาวในมือของเสิ่นหลีเสียนอาวุธในมือของฝ่ายตรงข้ามเป็นแส้ยาว สีของแส้นั้นเข้มดำ แฝงไปด้วยปราณวิญญาณร้ายอันน่าสะพรึงกลัว ราวกับแช่อยู่ในแม่น้ำหลงลืมมาเนิ่นนาน


   ทั้งสองเริ่มเปิดฉากต่อสู้ ปี่อั้นฮวาที่ล้อมเป็นวงกลมอยู่ด้านล่างก็ส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น


   อย่างไรก็ตาม เสียงโห่ร้องให้กำลังใจที่ตะโกนออกไปเพิ่งจะเริ่มขึ้นก็ต้องหยุดลงอย่างรวดเร็ว เพราะฝ่ายพวกเขาเสียเปรียบตั้งแต่เพียงไม่กี่กระบวนท่า


   เมื่อเสียเปรียบครั้งแรก สถานการณ์ก็ยากจะพลิกกลับ จนกระทั่งพ่ายแพ้ก็ไม่สามารถหาจังหวะได้เลยแม้แต่น้อย


   ตอนนี้เสียงร้องของผู้ชมหายไปหมด ทุกคนจ้องมองเสิ่นหลีเสียนทุกการเคลื่อนไหว คนผู้นี้มีฝีมือจริงๆ


   "ไม่เป็นไร คนต่อไป" ชายหนุ่มยิ้มพลางกล่าว "อาเฮ่อ เจ้าก็อย่าท้อใจไป เจ้ายังมีเวลาอีกยาวไกล เจ้าเพิ่งขึ้นสู่ขอบเขตมหายานเขาเพียงเลือกเป้าที่อ่อนแอมาเล่นงานเท่านั้น"


   "อืม"


   หลังจากปลอบใจกันแล้ว รอบต่อไปก็เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปี่อั้นฮวาที่เหี่ยวเฉาลงด้านล่างก็กลับมามีชีวิตชีวาราวกับได้รับเลือดไก่ เริ่มเปล่งเสียงให้กำลังใจอีกครั้ง


   เสิ่นหลีเสียนชี้มือไปอย่างไม่ใส่ใจ เลือกคนที่สอง "ดูสิ! ข้าบอกแล้วว่าไม่ใช่เรื่องของโชค! เขาต้องมีความสามารถพิเศษหรืออาวุธวิเศษอะไรสักอย่าง หรือไม่ก็สายตาดีเป็นพิเศษ! เขาเลือกเป้าที่อ่อนแอที่สุดมาเล่นงาน!"


   "รอบแรกเลือกคนที่เพิ่งขึ้นสู่ขอบเขตมหายาน รอบที่สองเลือกคนที่เพิ่งบาดเจ็บเมื่อเดือนก่อน ช่างน่าโมโหนัก!"


   "ถึงเขาจะชนะ ก็เป็นชัยชนะที่ไม่ยุติธรรม พวกข้าไม่มีวันยอมรับเขาเด็ดขาด!"


   "พอเถอะ บาดเจ็บก็เมื่อเดือนก่อนแล้ว ตอนนี้อาจหายดีแล้วก็ได้ พวกเราก็ยังไม่แน่ว่าจะแพ้ ยิ่งไปกว่านั้นคนผู้นี้ต้องต่อสู้สองรอบติดโดยไม่ได้พัก ผู้ใดจะได้เปรียบก็ยังไม่รู้"


   เมื่อได้รับการปลอบใจเช่นนี้ ความโกรธเคืองที่มีอยู่แต่เดิมก็หายไปจนหมด ปี่อั้นฮวาก็กลับมากรีดร้องและส่งเสียงโห่ร้องอีกครั้ง เสียงดังขึ้นๆลงๆ ทะเล.ดอกไม้พลิ้วไหวอย่างต่อเนื่อง


   เสิ่นหลีเสียนยังคงไม่พูดอะไรในครั้งนี้ เขาลงมือจัดการทันที


   เช่นเดียวกับครั้งก่อน เขาจบการต่อสู้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาแทบไม่ต่างจากรอบแรกเลย


   พูดตามตรง ความสามารถของพวกเขาแตกต่างจากม่านซูฉี่มาก แม้แต่จะเอาชนะเขายังทำไม่ได้เลย


   เขาก็เริ่มที่จะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดบรรพบุรุษถึงได้พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะพาผู้คนออกจากเผ่าปี่อั้นฮวาในปรภพ


   ที่นี่สงบสุขก็จริง แต่อยากจะก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ที่นี่กลับยากกว่าที่ไหนๆ


   ขณะที่เขากำลังเหม่อลอย เผ่าปี่อั้นฮวาก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง


   ในเวลานี้ ชายหนุ่มที่ขอให้พวกเขาต่อสู้ด้วยก็เดินมาอยู่ตรงหน้าของเสิ่นหลีเสียน เขากล่าวว่า “เจ้ากล้าที่จะเลือกข้าหรือไม่?”


   เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกว่าเสิ่นหลีเสียนเลือกเอาเปรียบคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอหลายครั้ง ทำให้พวกเขาแพ้สองรอบติด ช่างน่าอับอายยิ่งนัก


   "เลือกเขา! เลือกเขา! เลือกเขา!"


   เสียงตะโกนที่ดังอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ดังก้องไปทั่วริมแม่น้ำหลงลืมบรรยากาศถูกยกระดับให้สูงขึ้นอย่างมากในทันที


   เสิ่นหลีเสียนยิ้มเล็กน้อย


   “ได้ ข้าเลือกเจ้า”


   เมื่อเขาเลือกแล้ว ชายหนุ่มที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ยิ้มออกมาเช่นกัน


   ท่ามกลางรอยยิ้มของทุกคน การประลองรอบที่สามก็เริ่มขึ้น


   พลังของชายหนุ่มผู้นี้แข็งแกร่งกว่าสองคนก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อเทียบกับพวกเขาที่ต้องต่อสู้เอาชีวิตรอดอยู่ภายนอก ชายหนุ่มผู้นี้ก็ยังด้อยกว่าอยู่มาก


   ดังนั้นภายใต้ความคาดหวังอันสูงของเหล่าปี่อั้นฮวาทั้งหลาย เสิ่นหลีเสียนจึงแทงกระบี่เข้าไปใน.อกของชายหนุ่มผู้นั้น จากนั้นก็หมุนตัวถีบเขาให้ล้มลงกับพื้น ปลายกระบี่จ่อที่ลำคอ จบการต่อสู้


   ในชั่วขณะนั้น ปี่อั้นฮวาที่อยู่รอบข้างจมดิ่งลงสู่ความเงียบอันน่าพิศวง ราวกับว่าในพริบตาเดียว ปี่อั้นฮวาทั้งหมดได้หายไปอย่างไรอย่างนั้น


   พวกเขาไม่สามารถเอาชนะได้ แม้แต่เหอชวนเหิงที่มีความสามารถมากที่สุดก็ยังพ่ายแพ้!


   "ข้าชนะแล้ว"


   เหอชวนเหิงคลานลุกขึ้นจากพื้น สีหน้าและความคิดจมดิ่งลงเช่นเดียวกัน เขาจ้องมองเสิ่นหลีเสียนด้วยสายตาเหม่อลอย


   "เจ้าชนะแล้ว" พูดจบ เขาก็พึมพำซ้ำอีกครั้ง "เจ้าชนะแล้ว"


   "ถ้าเช่นนั้นต่อไป..."


   "ต่อจากนี้ก็ให้สหายทั้งสองของเจ้าเป็นผู้เลือกเถิด"


   เสิ่นหลีเสียนเก็บกระบี่แล้วถอยกลับไปอยู่ข้างๆ เยี่ยหลิงหลงและคนอื่ๆ ตอนนี้บาดแผลของม่านซูโหรวเพิ่งได้รับการรักษาเสร็จ สีหน้ายังคงซีดขาวอยู่บ้าง


   "พวกเจ้า ผู้ใดจะเป็นคนไป?"


   เสิ่นหลีเสียนถาม แต่สายตากลับจ้องมองไปที่เยี่ยหลิงหลง นางเหมาะสมที่จะไปมากกว่าม่านซูโหรว


   เห็นเยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ "แน่นอนว่าต้องเป็นองค์หญิงสามสิ"


   เสิ่นหลีเสียนชะงักไป เขาไม่เข้าใจว่าศิษย์น้องหญิงเล็กกำลังวางแผนอะไรอยู่ จนกระทั่งม่านซูโหรวเดินไปยืนตรงกลางวงล้อม ยกนิ้วขึ้นชี้ไปที่คู่ต่อสู้คนหนึ่ง


   ในชั่วขณะนั้น เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งลานประลอง



บทที่ 1158: พี่สาว โปรดปรานีข้าสักหน่อยเถิด



   แม้ทุกคนจะรู้ว่าม่านซูโหรวเพิ่งถูกลอบทำร้ายจนบาดเจ็บ ทว่าผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่านางซึ่งอยู่ในขอบเขตมหายาน จะเลือกคู่ต่อสู้จากฝั่งขอบเขตบูรณาการ


   แม้ว่าการประลองครั้งนี้จะไม่มีการลงนามในสัญญาชีวิตและความตาย แต่หากแพ้ก็อาจได้รับบาดเจ็บซ้ำสอง หรืออาจถึงขั้นพลาดท่าถูกสังหารได้


   การที่นางเลือกคู่ต่อสู้จากฝั่ง ขอบเขตบูรณาการนั้น นับว่าปลอดภัยต่อนางอย่างยิ่ง แทบจะเรียกได้ว่าชนะแน่นอน ทั้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของตนเอง


   แต่ปัญหาก็คือ เมื่อนางเลือกคู่ต่อสู้ในระดับขอบเขตบูรณาการไปแล้ว แล้วสตรีผู้นั้นในขอบเขตบูรณาการ จะมิต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานหรือ? นี่มิใช่การพ่ายแพ้อย่างแน่นอนหรอกหรือ?


   นี่เป็นการตัดสินใจที่ดูเหมือนขี้ขลาดและเห็นแก่ตัว จนผู้คนรู้สึกรังเกียจ


   แต่สำหรับ เผ่าปี่อั้นฮวา ที่พ่ายแพ้มาแล้วถึงหนึ่งยกนี่กลับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง


   เพราะเมื่อครู่เหอชวนเหิงได้ให้สัญญาไว้ว่า ผู้ท้าประลองทั้งสามจะต้องได้รับชัยชนะทั้งหมด การที่สตรีในขอบเขตบูรณาการต้องต่อสู้กับผู้ฝึกตน ขอบเขตมหายานนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะชนะ แต่การที่ผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานที่บาดเจ็บต้องปะทะกับผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานที่เหลืออยู่ก็ใช่ว่าจะพ่ายแพ้


   ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากมุมนี้ การที่นางเลือกกลุ่มขอบเขตบูรณาการถือเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อพวกเขาที่พ่ายแพ้มาแล้วถึงหนึ่งยก


   ในตอนนี้ นอกจากเสียงอุทานแล้ว คนอื่นๆต่างก็กระซิบกระซาบเบาๆ ไม่มีผู้ใดยืนขึ้นคัดค้าน ขณะที่สนทนากันพวกเขาก็จับจ้องไปทีเหอชวนเหิงผู้ริเริ่มการประลองครั้งนี้ เพื่อดูว่าเขาจะตัดสินใจเช่นไร


   เพราะนี่ไม่ใช่ทางเลือกปกติ หากเขาจะปฏิเสธก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่กฎก่อนหน้านี้ก็มิได้ระบุว่าจะต้องเลือกแบบเจาะจง ดังนั้นการยอมรับโดยปริยายก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้


   เหอชวนเหิงลังเลอยู่นาน นานจนทุกคนหยุดถกเถียงและรอฟังคำพูดของเขา


   เห็นได้ชัดว่าจิตใจของเขากำลังต่อสู้กันอย่างหนัก คุณธรรมบอกว่าไม่ควรทำเช่นนี้ เพราะเป็นชัยชนะที่ไม่ยุติธรรม แต่หากแพ้ทั้งสามรอบ ก็จะเป็นการกระทบกระเทือนจิตใจพวกเขามากเกินไป


   ในที่สุด ภายใต้สายตาของเหล่าเผ่าปี่อั้นฮวาส่วนใหญ่เหอชวนเหิงก็ถอนหายใจ


   "ในเมื่อเจ้าเลือกแล้ว เจ้าก็จงไปประลองกับนางเถิด"


   เมื่อการตัดสินใจถูกประกาศออกมา เผ่าปี่อั้นฮวาที่เงียบอยู่ก็พากันเปล่งเสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น ราวกับกำลังเฉลิมฉลองชัยชนะล่วงหน้า


   ม่านซูโหรวแม้จะได้รับบาดเจ็บ แต่อย่างไรก็เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตมหายาน การเอาชนะคู่ต่อสู้ระดับขอบเขตบูรณาการสามคนจึงไม่ต้องใช้พลังมากนัก


   นางถึงกับคิดว่า หากให้นางต่อสู้กับคู่ต่อสู้ระดับขอบเขตมหายานก็อาจจะไม่แพ้ก็ได้


   แม้ว่านางจะได้รับบาดเจ็บและเป็นคนไร้ประโยชน์ แต่ก็เป็นคนไร้ประโยชน์ที่เติบโตขึ้นมาในเผ่าปี่อั้นฮวาแห่งภพปีศาจ จากการแข่งขันที่เจ็บปวดและดุเดือด เมื่อเทียบกับปี่อั้นฮวาที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่สุขสบายเหล่านี้ นางรู้สึกว่าตนเองก็มิได้อ่อนแอมากนัก


   เมื่อม่านซูโหรวจบการต่อสู้และเดินกลับมาข้างเสิ่นหลีเสียนนางก็ครุ่นคิดถึงปัญหานี้อยู่ตลอด จนกระทั่งเยี่ยหลิงหลงตบบ่านางเบาๆ


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวว่า "หากเจ้าอยากลอง ในภายภาคหน้าเมื่อเจ้าได้อยู่ที่นี่แล้ว โอกาสยังมีอีกมาก ครั้งนี้เพื่อให้แผนการราบรื่น ต้องขอรบกวนเจ้าก่อน"


   ม่านซูโหรวเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ นางไม่คิดว่าเยี่ยหลิงหลงจะปลอบใจนาง และคำปลอบใจเช่นนี้ยังใช้ได้ผลอีกด้วย


   หากเป็นพี่สาวคนโตของนางในอดีต คงจะด่าว่านางไร้ประโยชน์ แล้วขังนางไว้ในลานเล็กๆในป่า กักขังนางไว้ในค่ายกลให้นางฝึกฝนไม่หยุดทั้งวันทั้งคืน


   "เพื่อชัยชนะ เพื่อปี่อั้นฮวาที่อ่อนแออื่นๆ ในเผ่าปีศาจและเพื่อตัวข้าเอง ข้าไม่รู้สึกลำบากใจเลย"


   แม้จริงๆแล้วไม่มีอะไรต้องน้อยใจ ถึงแม้ปี่อั้นฮวาเหล่านั้นจะคิดว่านางเลือกเช่นนี้เพราะกลัวตาย แต่ความจริงแล้ว นางเลือกเช่นนี้เพื่อชัยชนะทั้งหมด


   เพราะหากเรียงลำดับความแข็งแกร่งของพวกเขาทั้งสามคนแล้ว นางคือผู้ที่อ่อนแอที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย


   ม่านซูโหรวได้รับชัยชนะทั้งหมดอย่างง่ายดาย แต่เหล่าปี่อั้นฮวากลับไม่ได้รู้สึกผิดหวังมากนัก ตรงกันข้ามพวกเขากลับรอคอยการเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งสุดท้ายอย่างใจจดใจจ่อ


   ชนะมาแล้วสองครั้ง การต่อสู้ระหว่างขอบเขตบูรณาการกับขอบเขตมหายาน ตอนที่เยี่ยหลิงหลงเดินไปตรงกลาง เหล่าปี่อั้นฮวาต่างส่งเสียงให้กดกำลังใจพร้อมกับมองนางด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงเลือกคู่ต่อสู้อย่างไม่ใส่ใจ เหอชวนเหิงก็อดไม่ได้ที่จะเตือน


   "แค่พอเป็นพิธีเท่านั้น ห้ามฆ่าคน"


   "ข้ารู้แล้ว ข้าจะไม่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า"


   ปี่อั้นฮวาคนนั้นพูดจบก็ยิ้มพลางหยิบอาวุธของตนออกมา เป็นแส้สีดำที่แผ่กลิ่นอายของแม่น้ำหลงลืม


   "สาวน้อย หากเจ้ายอมแพ้ตอนนี้ พี่สาวจะไม่ลงมือทำร้ายเจ้า"


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มบางๆ ดึงหงเยี่ยนออกมา มีหมอกแสงสีแดงล้อมรอบใบกระบี่ เปล่งประกายจนแสบตา


   "หากไม่ลองสู้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะแพ้แน่นอน? พี่สาว โปรดปรานีข้าสักหน่อยเถิด"


   หลังจากประโยคสั้นๆสองประโยค ทั้งสองก็พุ่งเข้าหากันอย่างรวดเร็ว เริ่มการต่อสู้ที่ดูเหมือนจะไม่มีความลุ้นระทึกใดๆ


   ทว่า หลังจากกระบวนท่าแรก รอยยิ้มบนใบหน้าของเหล่าปี่อั้นฮวา ก็จางหายไปเล็กน้อย หลังจากกระบวนท่าที่สอ พวกเขาก็ไม่อาจยิ้มได้อีกต่อไป เมื่อถึงกระบวนท่าที่สาม พวกเขาก็เริ่มขมวดคิ้ว เมื่อเริ่มกระบวนท่าที่สี่ พวกเขาก็จ้องมองดูการต่อสู้ด้วยความตึงเครียด


   "เกิดอะไรขึ้น? นางเพิ่งอยู่ในขอบเขตบูรณาการมิใช่หรือ? เหตุใดจึงเก่งกาจถึงเพียงนี้?"


   "ข้าก็ไม่รู้ การต่อสู้ของนางช่างดุดัน แต่ละกระบวนท่าล้วนรุนแรง แต่กระบวนท่าถัดไปกลับรุนแรงยิ่งกว่าท่าก่อนหน้า ไม่เพียงแต่รุนแรงแต่ยังรวดเร็ว กระบวนกระบี่ของนางร้ายกาจเกินไปแล้ว!"


   "ข้ารู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก?"


   "ไม่ต้องใช้คำว่ารู้สึกหรอก พวกเราตั้งแต่เริ่มต้นก็มิได้ช่วงชิงความได้เปรียบใดๆมาได้ จนถึงตอนนี้กลับถูกเด็กสาวใน ขอบเขตบูรณาการผู้นั้นกดดันอยู่ตลอด หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะต้องพ่ายแพ้แน่!"


   "แปลกจริง สองคนก่อนหน้านี้ดูเหมือน เผ่าปีศาจ คนนี้เหตุใดดูเหมือน เผ่ามนุษย์ ?"


   "ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสนใจเรื่องนั้น ข้าใจจะขาดแล้ว จะชนะได้หรือไม่?”


   ท่ามกลางความคาดหวังอันร้อนรนของเหล่าปี่อั้นฮวา และการรอคอยอย่างไม่ตื่นเต้นของม่านซูโหรวกับเสิ่นหลีเสียน เยี่ยหลิงหลงก็คว้าชัยชนะในการประลองรอบแรกมาได้


   เสียงอุทานของเหล่าปี่อั้นฮวาดังไม่ขาดสาย พวกเขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ถกเถียงกันไม่หยุดว่าเหตุใดถึงแพ้ เป็นไปได้อย่างไรที่จะแพ้!


   เมื่อเห็นสีหน้าไม่อยากเชื่อของพวกเขา ม่านซูโหรวก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้


   ในที่สุดก็มีคนที่มีความรู้สึกเหมือนกับนางตอนที่ได้เห็นเยี่ยหลิงหลงต่อสู้กับพี่ใหญ่แล้ว


   เหตุใดจะแพ้ไม่ได้เล่า?


   เมื่อกระบวนท่าแรกถูกใช้ไป ตราบใดที่มิได้ฆ่า เยี่ยหลิงหลงนางก็อาจจะพลิกสถานการณ์ได้ทุกเมื่อ ยิ่งไปกว่านั้นปี่อั้นฮวาผู้นี้ก็ถูกเยี่ยหลิงหลงกดดันตั้งแต่กระบวนท่าแรก พ่ายแพ้อย่างแน่.นอน


   ทั้งสนามระเบิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เสียงดังมาก อารมณ์ตื่นเต้นมากมาย ราวกับหม้อน้ำเดือดที่ส่งเสียงปุดๆไม่หยุด


   ม่านซูโหรวชื่นชมความตื่นเต้นของพวกเขาอย่างสนใจ อดไม่ได้ที่จะเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศที่คึกคักและกลมเกลียวเช่นนี้ แม้จะแพ้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีความโกรธแค้นมากนัก มีแต่ความเสียดายและความตื่นเต้น


   นี่ดูเหมือนจะเป็นบรรยากาศปกติของสนามประลองในตระกูลใหญ่ ไม่เหมือนกับที่เผ่าปี่อั้นฮวาที่ภพปีศาจของพวกเขา เมื่อพ่ายแพ้แล้วจะต้องเผชิญหน้ากับการฝึกฝนและการลงโทษที่น่าสะพรึงกลัวต่างๆ ราวกับโลกทั้งใบถล่มทลาย


   บางทีอาจจะสามารถพัฒนาตนเองให้รวดเร็วยิ่งขึ้นได้ แต่การได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มคนได้เป็นปี่อั้นฮวาธรรมดาธรรมดา ได้ส่งเสียงอุทานพร้อมกับทุกคน ได้เสียดายพร้อมกับทุกคน ได้ส่งเสียงร้องอย่างอิสระนั้น นางชอบมากกว่า


   เสิ่นหลีเสียนที่อยู่ด้านข้างมิได้มองเหล่ปี่อั้นฮวา สายตาของเขาทั้งหมดจับจ้องอยู่ที่เยี่ยหลิงหลง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มที่อ่อนโยน ศิษย์น้องเล็กยังคงดุดันเช่นเคย


   พวกเขาคงต้องพ่ายแพ้แล้ว…



บทที่ 1159: พวกเจ้าน่ารัก



   ท่ามกลางเสียงจอแจ เยี่ยหลิงหลงชี้ไปที่คู่ต่อสู้คนที่สองของนาง


   การประลองรอบที่สองเริ่มขึ้น ผู้คนจากเผ่าปี่อั้นฮวาต่างหยุดการถกเถียงโดยพร้อมเพรียงกัน และเริ่มส่งเสียงให้กำลังใจ หวังว่าสมาชิกในเผ่าจะเอาชนะได้


   แต่ยิ่งความหวังสูงเท่าไหร่ ความผิดหวังก็ยิ่งมีมากเท่านั้น เผ่าปี่อั้นฮวาขอบเขตมหายานที่ขึ้นประลอง เป็นคนที่สองก็พ่ายแพ้


   ในชั่วขณะนั้น บรรยากาศหดหู่แผ่ขยายไปทั่วเผ่าปี่อั้นทันที


   พวกเขาเหี่ยวเฉาลง ไม่เหมือนดอกไม้ที่เปล่งแสงอยู่ริมแม่น้ำหลงลืมอีกต่อไป


   "จะทำอย่างไรดี? เหลือแค่รอบสุดท้ายแล้ว"


   "แม่นางน้อยผู้นี้ มีที่มาอย่างไรกันแน่? การที่พวกนางสลับกลุ่ม แท้จริงแล้วเป็นการจงใจอย่างนั้นหรือ? พวกเราคิดว่าตัวเองได้เปรียบ แต่ที่จริงพวกนางต่างหากที่ได้ประโยชน์ พวกเขาคงรู้มาก่อนแล้วเป็นแน่ ว่าแม่นางน้อยขอบเขตบูรณาการผู้นี้เก่งกาจเหนือผู้ใด!"


   "มาพูดเรื่องพวกนี้เอาตอนนี้ มีประโยชน์อันใด? หากว่าชนะไม่ได้อีก พวกเราก็จะแพ้ยับเยิน เยี่ยงนี้เราก็ต้องพาพวกเขาไปพบหัวหน้าเผ่าด้วยใช่หรือไม่? ให้ตายเถิด! หากว่าท่านหัวหน้าเผ่ารู้ ว่าพวกเราแอบทำเรื่องเช่นนี้ ท่านคงจะลงโทษพวกเราเป็นแน่!"


   "เจ้าอย่าเพิ่งคร่ำครวญไปเลย พวกเรายังมีความหวังที่จะชนะ นางเก่งจริง แต่ถ้าต้องเจอกับอวิ๋นเยียนล่ะ? อวิ๋นเยียนเป็นสตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตมหายาน แม้แต่บุรุษในขอบเขตมหายานที่สามารถเอาชนะนางได้ ก็มีไม่กี่คนเท่านั้นนะ!"


   "ใช่แล้ว ยังมีอวิ๋นเยียนอยู่ด้วย!"


   "แต่ว่าเลือกหนึ่งจากแปดคน โอกาสที่นางจะถูกเลือกนั้นต่ำเกินไปมิใช่หรือ?!"


   ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ในแถวของสตรีจากขอบเขตมหายาน มีคนจากเผ่าปี่อั้นฮวาก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว การเคลื่อนไหวของนางมิได้ใหญ่โต หากไม่สังเกตอย่างละเอียดก็จะไม่เห็นอย่างแน่นอน


   พวกเผ่าปี่อั้นฮวาที่อยู่ด้านล่าง เห็นเหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนั้น พวกเขาต่างอดไม่ได้ที่จะพูดคุยกันเสียงเบา


   "อวิ๋นเยียนออกมาแล้ว นางฉลาดยิ่งนัก! สองคนที่ถูกเลือกก่อนหน้านี้ล้วนยืนอยู่แถวหน้าสุด ตอนนี้นางยืนอยู่หน้าสุด ถึงอย่างไรนางก็คงถูกเลือกเป็นแน่?"


   "ใช่ๆๆ แม่นางน้อยผู้นั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ใดเก่งกาจ หากเป็นเช่นนี้ นางอาจจะเลือกอวิ๋นเยียนก็ได้!"


   ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงก็ชี้มือไปอย่างไม่ใส่ใจเหมือนเดิม ชี้ไปที่คนที่อยู่ด้านข้าง


   เมื่อชี้เสร็จ คนจากเผ่าปี่อั้นฮวาด้านล่างก็ถอนหายใจด้วยความผิดหวังทันที แต่ละคนร้อนใจจนไม่อาจปิดบังสีหน้าได้


   จากนั้นเยี่ยหลิงหลงก็เบี่ยงนิ้วมือไปชี้ยังอีกคนที่อยู่ข้างๆ


   "อ๊า!"


   "อวิ๋นเยียน!"


   "นางถูกเลือกแล้ว!"


   "พวกเรามีความหวังแล้ว!"


   เยี่ยหลิงหลงได้ยินเสียงพึมพำไม่หยุดหย่อนจากด้านข้าง จึงกดมุมปากที่กำลังจะยกยิ้มเอาไว้


   พวกเผ่าปี่อั้นฮวานี้ ช่างโง่เขลาเสียเหลือเกิน แค่ชี้นิ้วสุ่มๆก็สามารถจับอารมณ์ของพวกเขาได้หมดแล้ว


   นางพลันรู้สึกถึงความสดชื่นของสายลม เพราะเมื่อลมพัดมา ดอกปี่อั้นก็จะโบกสะบัด พัดไปทางไหนก็โบกสะบัดไปทางนั้น


   พวกเขาพลิ้วไหวไปมาพร้อมๆกัน


   เมื่อไม่มีสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและกดดันเหมือนในภพปีศาจ นางรู้สึกว่าเผ่าปี่อั้นฮวาดั้งเดิมในปรภพนี้ น่ารักกว่าที่นางเคยรู้จักมาก


   หากว่าศิษย์พี่รองของนางสามารถเข้าร่วมกับกลุ่มปี่อั้นฮวาน่ารักน่ารักเหล่านี้ และได้โยกกายไปตามลมด้วยกัน เริงร่าไปจนถึงรุ่งสางก็คงจะดี


   "เจ้าหัวเราะอะไร?"


   "หัวเราะที่พวกเจ้าน่ารักน่ะ"


   คนจากเผ่าปี่อั้นฮวาที่อยู่ตรงหน้าขมวดคิ้ว แสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างชัดเจน


   เห็นได้ชัดว่าการที่คู่ต่อสู้ชมว่านางน่ารัก เท่ากับการดูถูกว่านางไร้ประโยชน์


   นางไม่ชอบคนผู้นี้เอาเสียเลย!!!!


   "เจ้าอยากตายหรือ!"


   นางตะโกนด้วยความโกรธ หยิบแส้ของตนแล้วโจมตีใส่เยี่ยหลิงหลงทันที


   การโจมตีของนางเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เยี่ยหลิงหลงกลับไม่แปลกใจ นางเตรียมพร้อมรับมืออย่างรวดเร็ว


   ในขณะที่อีกฝ่ายเข้ามาประจัญบานอย่างไม่เกรงกลัว


   เผ่าปี่อั้นฮวาคนนี้ แข็งแกร่งกว่าคนก่อนๆมากนัก อาจกล่าวได้ว่าอยู่คนละระดับกันเลยก็ย่อมได้


   ด้วยพลังของนาง การเอาชนะม่านซูโหรวย่อมไม่ใช่เรื่องยาก เพราะตั้งแต่การโจมตีครั้งแรก นางก็สามารถทำให้เยี่ยหลิงหลงต้องถอยหลังติดๆกัน จนแทบไม่มีที่ให้ถอยอีก


   เยี่ยงหลิงหลงจึงจำเป็นต้องรับการโจมตีของนางเข้าเต็มๆ จนมีเลือดหยดออกมาที่มุมปาก


   เมื่อเห็นภาพนั้น คนจากเผ่าปี่อั้นฮวานับไม่ถ้วนก็เปล่งเสียงให้กำลังใจกันทั่วสนาม ราวกับเป็นเทศกาลปีใหม่อย่างไรอย่างนั้น พวกเขาทั้งตื่นเต้นและดีใจ ดูคึกคักจนราวกับกลับไปอยู่ในโลกมนุษย์


   ท่ามกลางเสียงให้กำลังใจที่เอนเอียงไปทางหนึ่งเช่นนี้ ม่านซูโหรวก็ทนไม่ไหวในที่สุด


   นางใช้การฝึกฝนจากขอบเขตมหายานตะโกนเสียงดังลั่น


   "แม่นางเยี่ย สู้ๆแม่นางเยี่ย เก่งมาก แม่นางเยี่ย ต้องชนะให้ได้นะ!"


   เสียงตะโกนนี้ดังก้องไปทั่วสนาม พวกเผ่าปี่อั้นฮวาที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ไม่ยอม พวกเขารีบรวมตัวกันตะโกนกลับ ใช้ความได้เปรียบด้านจำนวนกลบการฝึกฝนของม่านซูโหรวอย่างรุนแรง


   เยี่ยหลิงหลงได้ยินเสียงของม่านซูโหรว ได้ยินเสียงให้กำลังใจของพวกเขา


   จึงยิ้มพลางเช็ดเลือดที่มุมปาก


   ม่านซูโหรวเหมาะกับที่นี่ยิ่งนัก แล้วจะไม่ให้นางกลับบ้านเกิดที่แท้จริงของนางได้อย่างไร?


   เยี่ยหลิงหลงกำหงเยี่ยนในมือแน่น คราวนี้นางเริ่มการโจมตี


   สานต่อการต่อสู้ระหว่างสองสตรีโดยไร้ซึ่งความเกรงกลัว


   อวิ๋นเยียนแข็งแกร่งกว่าคู่ต่อสู้ก่อนหน้านี้จริงๆ แต่หากจะให้พูดตามตรง เมื่อเทียบกับม่านซูฉี่ นางยังห่างชั้นอยู่มาก


   ดังนั้น เยี่ยหลิงหลงจะไม่ชนะได้อย่างไร?


   นางต้องชนะอย่างแน่นอน!!


   ดังนั้น กระบวนท่าแรกนางอาจจะเสียเปรียบ


   กระบวนท่าที่สามไล่ตามมาได้ครึ่งทางแล้ว


   จนสุดท้านพอถึงกระบวนท่าที่สิบนางก็ตามทันจนไม่เสียเปรียบอีกต่อไป


   ผ่านไปสิบกระบวนท่า เยี่ยหลิงหลงยิ่งต่อสู้ยิ่งดุดัน


   ส่วนอวิ๋นเยียนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามค่อยๆหมดแรง เริ่มตกอยู่ในสถานะที่ถูกกดดันและเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด


   เสียงให้กำลังใจของพวกปี่อั้นฮวาไม่เคยหยุด แต่อารมณ์ของพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นอวิ๋นเยียนเสียเปรียบ พวกเขาแทบจะกระวนกระวายตายอยู่รอมร่อ


   เหตุใดผู้ฝึกฝนในขอบเขตบูรณาการคนนี้ ถึงได้ยิ่งสู้ ยิ่งดุดันเช่นนี้?


   บาดแผลที่นางได้รับก่อนหน้านี้ไม่นับเป็นอุปสรรคเลยหรือไร?


   ภายใต้เสียงร้องอันกระวนกระวาย อวิ๋นเยียนค่อยๆพ่ายแพ้


   จนในที่สุดนางก็ถูกบีบจนถอยไปถึงมุมที่ไม่อาจถอยต่อไปได้อีก เพราะกระบวนท่าต่อไป หากว่ารับไม่อยู่ก็จะพ่ายแพ้ในทันที


   ภายใต้สายตาตื่นเต้น และกังวลของเผ่าปี่อั้นฮวา เยี่ยหลิงหลงยกกระบี่ในมือขึ้นสูง ฟันลงมาที่ร่างของอวิ๋นเยียนอย่างรุนแรง


   "กรี๊ด!"


   เสียงร้องตกใจดังขึ้น เมื่อเห็นว่าอวิ๋นเยียนที่ถูกบีบให้จนมุม มีแววตาของความหวาดกลัวปรากฏขึ้น พวกเขาต่างก็ตกใจไปตามๆกัน


   นางใช้วิชากลเม็ดบางอย่าง เปลี่ยนกลับร่างเดิม กลายเป็นดอกปี่อั้น


   นางอาศัยความได้เปรียบของเจ้าถิ่น ปล่อยกลีบดอกไม้นับไม่ถ้วนออกมา พร้อมกับใช้กิ่งก้านพันรัดเยี่ยหลิงหลงเอาไว้ จากนั้นนางก็ลากตัวเยี่ยหลิงหลงกระโดดลงแม่น้ำต่อหน้าต่อตาผู้คนมากมาย


   เมื่อทั้งสองหายตัวไปต่อหน้าต่อตา เผ่าปี่อั้นฮวาทั้งหมด ต่างก็.อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา


   "ตกลงไปในแม่น้ำหลงลืมแล้ว!"


   "แม่นางน้อยชาวมนุษย์ผู้นั้น คงจบสิ้นแล้วกระมัง?"


   "ในแม่น้ำหลงลืมมีวิญญาณร้ายมากมาย ล้วนเป็นพวกที่คลุ้มคลั่งจนติดอยู่ในนั้น นางเป็นมนุษย์ที่มีกลิ่นอายของคนเป็น จะต้องถูกแทะจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกเป็นแน่!"


   "แม้จะชนะแบบนี้ แต่...ข้ารู้สึกว่า...มันไม่ค่อยดีนัก นี่คงเรียกว่าชัยชนะที่ไม่ยุติธรรมกระมัง?"


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก!"


   เสิ่นหลีเสียนนั้น แต่เดิมคิดว่าเผ่าปี่อั้นฮวาเหล่านี้ยังพอเป็นมิตร แต่ไม่คิดเลยว่านางจะกล้าลากตัวศิษย์น้องหญิงเล็กของเขาลงไปในแม่น้ำหลงลืม เพียงเพื่อจะเอาชนะ


   สายน้ำมีพลังกัดกร่อนอย่างรุนแรง อีกทั้งยังอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ศิษย์น้องหญิงเล็กเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา


   การตกลงไปครานี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับเหยื่อที่ตกลงไปในบ่อปลาเลย!


   เขาไม่สนใจสิ่งใดอีก วิ่งฝ่ากลุ่มคนของเผ่าปี่อั้นฮวาไป กระโจนลงไปในแม่น้ำหลงลืมโดยไม่ลังเล


   เหลือเพียงม่านซูโหรวที่ยังยืนงงงันอยู่บนฝั่ง


   ยามที่นางรู้สึกตัวและกำลังจะกระโดดลงไป เหอชวนเหิงก็ขวางนางไว้


   "เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร? พวกข้าไม่ได้มาหาเรื่อง แต่พวกเจ้ากลับรังแกทำร้ายพวกข้าครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วตอนนี้ยังจะฆ่าคนอีก! พวกข้าไม่อยากต่อสู้ แต่ก็ไม่เคยกลัวการต่อสู้ หากพวกเจ้ายังดื้อดึงเช่นนี้..."


   ม่านซูโหรวหันไปมองเผ่าปี่อั้นฮวา ที่ส่วนใหญ่มีการฝึกฝนอยู่ในขอบเขตแปรเทวะ


   "พวเจ้าอย่าได้โทษ ว่าพวกข้ารังแกผู้อ่อนแอเชียว!"



บทที่ 1160: ศิษย์พี่รองไม่ไว้ใจข้า



   คำพูดของม่านซูโหรวทำให้สีหน้าของเหอชวนเหิงเปลี่ยนไปในทันที


   หากต้องสู้กันจนถึงที่สุด เผ่าปี่อั้นฮวาของพวกเขามีผู้อ่อนแออยู่มากมาย ความสูญเสียย่อมมากกว่าพวกเขาสามคนหลายเท่า เขาเองก็ไม่กล้าจินตนาการถึงภาพเช่นนั้น


   "ข้าไม่ได้จะขัดขวางเจ้า แม้เจ้าจะเป็นเผ่าปี่อั้นฮวา แต่เจ้าคงไม่ใช่คนแถบนี้เป็นแน่ เจ้าไม่คุ้นเคยกับแม่น้ำหลงลืม หากลงไปก็จะเป็นอันตรายเปล่าๆ"


   เหอชวนเหิงพูดจบก็สั่งการออกมาว่า "พวกเจ้าทั้งหมด.ลงไปเดี๋ยวนี้ ถึงอย่างไรก็ต้องช่วยพวกเขาทั้งสองขึ้นมาให้ได้ ส่วนพวกเจ้าสองคน ไปนำตัวอวิ๋นเยียนขึ้นมา"


   "ขอรับ"


   หลังจากเหอชวนเหิงพูดจบ ผู้ฝึกฝนในขอบเขตมหายานกว่าสิบคน ก็กระโดด.ลงไปในแม่น้ำหลงลืมพร้อมกัน


   ในตอนนี้ เหล่าปี่อั้นฮวาที่เดิมทีกำลังยืนดูอยู่ ต่างพากันมารวมตัวที่ริมแม่น้ำหลงลืม เพื่อมอง.ลงไปด้านล่างอย่างใจจดใจจ่อ


   อาจเป็นเพราะมีคนในเผ่าปี่อั้นฮวาหลายคนกระโดดลงไป แม่น้ำหลงลืมจึงปั่นป่วนกว่าปกติ มองจากด้านบนลงไป น้ำในแม่น้ำเคลื่อนไหวไม่หยุด เสียงร้องของวิญญาณร้ายที่ดังขึ้นมาจากด้านล่าง ก็ดังกว่าเดิมหลายเท่านัก


   "วางใจเถิด คนในเผ่ามากมายเช่นนี้ สหายของเจ้าจะไม่เป็นไรแน่นอน"


   แม้เหอชวนเหิงจะกล่าวเช่นนั้น แต่ตราบใดที่นางยังไม่เห็นพวกเขาขึ้นมา ม่านซูโหรวก็ไม่อาจวางใจได้แม้แต่น้อย นางคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา


   นิ้วมือแตะอยู่บนแหวน หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา นางจะต้องรับมือกันทุกอย่างให้ได้


   เวลาผ่านไปทีละน้อย ใต้แม่น้ำหลงลืมยังคงเชี่ยวกราก แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ


   การช่วยคนขึ้นมา จะต้องใช้เวลานานขนาดนี้เชียวหรือ ?


   ม่านซูโหรวรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างยิ่ง


   "พวกเจ้าคงไม่ได้คิดจะฆ่าปิดปากพวกเขาในแม่น้ำหลงลืมหรอกนะ?"


   "พวกข้าคือเผ่าปี่อั้นฮวา อยู่ที่ริมแม่น้ำหลงลืมมานานปี ภารกิจของพวกข้าคือเฝ้าปกป้องแม่น้ำหลงลืม เรามีหน้าที่คอยปราบวิญญาณร้ายและพวกดวงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความแค้นในแม่น้ำ พวกข้าไม่ใช่คนชั่วช้า จะไม่ทำเรื่องเช่นที่เจ้าว่าแน่นอน" เหอชวนเหิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง


   "แล้วอวิ๋นเยียนเล่า? เหตุใดนางถึงได้ทำทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ ถึงขั้นลากแม่นางมนุษย์ลงไปในแม่น้ำหลงลืม? ไหนว่าเป็นคนดีมิใช่หรือ?"


   "เจ้า..." เหอชวนเหิงรู้ว่าพวกเขาผิด จึงไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ


   "เดี๋ยวข้าจะลงไปดูเอง"


   เขากำลังจะลงไป แต่ในตอนนั้น ผิวน้ำของแม่น้ำหลงลืมก็มีความเคลื่อนไหว


   พวกเขาเห็นเพียงอวิ๋นเยียนและเผ่าปี่อั้นฮวาที่รับหน้าที่พาอวิ๋นเยียนกลับมา


   คนพวกนั้นโผล่ขึ้นมาจากน้ำ


   "แม่นางน้อยอยู่ที่ใด?" เหอชวนเหิงถามอวิ๋นเยียนอย่างเข้ม.งวด


   อวิ๋นเยียนก้มหน้าลง นางรู้ว่าตนเองทำผิดไปแล้ว


   "หลังจากข้าลากนางลงไป นางก็สลัดหลุดไป"


   "หากนางหลุดจากการควบคุมของเจ้าทันทีที่ลงไป นางควรจะขึ้นมานานแล้วมิใช่หรือ? แต่จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่ขึ้นมาเลย" ม่านซูโหรวพูดอย่างร้อนใจ "เจ้าฆ่านางตอนอยู่ข้างล่างใช่หรือไม่?"


   "ข้าไม่ได้ทำ! ข้าแค่อยากชนะ ข้าไม่ได้อยากให้นางตายนะ!"


   "แต่นางเป็นมนุษย์ เจ้าลากนางลงไปในแม่น้ำหลงลืม นั่นเรียกว่าไม่ต้องการให้นางตายงั้นหรือ?"


   "ข้า...ข้าไม่ได้ทำจริงๆ!" อวิ๋นเยียนกัดฟันพูด "ข้าจะลงไปตามหานางอีกรอบเอง"


   "หยุดอยู่ตรงนั้น!" เหอชวนเหิงกล่าว "เจ้าขึ้นมา ให้คนอื่นลงไปตามหานาง"


   อวิ๋นเยียนยังอยากจะพูดบางสิ่งบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ขัดขืน เชื่อฟังแต่โดยดีและขึ้นมาจากแม่น้ำหลงลืม


   หลังจากนางขึ้นมา ก็มีเผ่าปี่อั้นฮวาหลายคนที่ทยอยขึ้นมา จนกระทั่งเสิ่นหลีเสียนก็ถูกพาขึ้นมา แต่กลับไม่มีใครพบเยี่ยหลิงหลง


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กเล่า? นางยังไม่ขึ้นมาอีกหรือ?" เสิ่นหลีเสียนถามด้วยความไม่อยากเชื่อ


   ม่านซูโหรวส่ายหน้า "ยังไม่มา"


   เสิ่นหลีเสียนขมวดคิ้ว จ้องมองเผ่าปี่อั้นฮวาบนฝั่งด้วยสีหน้าไม่สู้ดี


   "หากนางเป็นอันใดไปจริงๆ ข้าจะสู้กับพวกเจ้าจนถึงตายเลย คอยดู!"


   พูดจบ เขาก็กำลังจะดำลงไปในแม่น้ำหลงลืม เพื่อตามหาคนต่อ แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังสนั่นขึ้นมา มีบางสิ่งโผล่ขึ้นมาจากแม่น้ำหลงลืม ในตำแหน่งไม่ไกลข้างหน้า สิ่งนั้นดึงดูดสายตาทุกคน


   พวกเขาเห็นวิญญาณร้ายร่างมหึมาสูงเท่าคนห้าคน มันพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่งเสียงกรีดร้องแหลมเสียดแก้วหู ทำเอาผู้คนทนฟังแทบไม่ไหว


   มันสะบัดร่างของตนเองอย่างดุร้าย กางกรงเล็บขยุ้มข่วนอย่างบ้าคลั่ง แต่ทิศทางที่มันข่วนกลับไม่ใช่ที่อื่น


   หากแต่เป็นกลางกระหม่อมของตัวมันเอง


   ทุกคนมองตามขึ้นไปบนศีรษะของมัน เห็นแม่นางน้อยในเสื้อคลุมสีแดงอยู่บนนั้น มือหนึ่งถือกรง อีกมือหนึ่งใช้พลังวิญญาณควบคุมศีรษะของมัน


   ไม่ว่าวิญญาณร้ายจะพยายามข่วนอย่างไร นางก็สามารถใช้กรงสีทองป้องกันการโจมตีทั้งหมดได้ ทั้งยังใช้กรงฟาดลงบนหัวของวิญญาณร้ายจนเสียงดัง


   "ปัง ปัง"


   แค่ได้ยินก็รู้สึกเจ็บแทนแล้ว!


   เผ่าปี่อั้นฮวาทั้งหมดที่เห็นภาพนี้ ต่างตะลึงงันไปตามๆกัน


   วิญญาณร้ายตนนี้ตัวใหญ่มาก อายุขัยอย่างน้อยก็น่าจะสามสี่พันปีอย่างแน่นอน


   แม่นางน้อยผู้นั้นตัวเล็กยิ่งนัก นางยืนอยู่บนศีรษะของวิญญาณร้าย


   หากว่าไม่มองดีๆ คงคิดว่าชุดสีแดงของนางเป็นเลือดบนหัวมันแน่นอน


   แต่ถึงจะมีความแตกต่างด้านขนาดร่างกายมากมายเพียงนี้ แม่นางน้อยก็ยังสามารถกดข่มวิญญาณร้ายตนนั้นได้


   ทำเอาผู้คนขนลุกซู่ไปตามๆกัน


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก!" เสิ่นหลีเสียนถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางร้องเรียกนาง


   "ศิษย์พี่รอง ข้าพบสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ดูแล้วน่าจะมีคุณค่าทางโภชนาการมาก เจาไฉต้องชอบแน่ๆเจ้าค่ะ" เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้น พูดพร้อมรอยยิ้ม


   "รอข้าสักครู่ จับมันได้แล้วจะรีบไปเจ้าค่ะ"


   หลังพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ใช้กรงในมือทุบผีร้ายตัวนั้นต่อ


   "ปังๆๆ"


   ดูเหมือนว่านางจะไม่มีวิธีการพิเศษใดใดเลย ตอนนี้นางอาศัยแต่พละกำลังล้วนๆ แต่เผ่าปี่อั้นฮวาที่เติบโตมาที่ริมแม่น้ำหลงลืมแห่ง นี้รู้ดีว่าแม่นางน้อยผู้นี้เก่งกาจเพียงใด


   วิญญาณร้ายตัวนี้ ทั้งใหญ่ ทั้งดุร้าย อายุขัยก็ยาวนาน แม้แต่เหอชวนเหิงก็ยังไม่แน่ใจว่าจะควบคุมมันได้โดยลำพัง


   แต่แม่นางน้อยผู้นี้กลับใช้มือเพียงข้างเดียว ก็สามารถควบคุมมันไว้ได้ ด้วยเหตุนี้นางจึงสามารถใช้มืออีกข้างถือกรงทองคำทุบหัวมันได้อย่างสบายใจ


   เมื่อเห็นภาพนี้ ไม่เพียงแต่เผ่าปี่อั้นฮวาเท่านั้นที่พากันเงียบกริบ แต่อวิ๋นเยียนที่ก่อนหน้านี้ต้องการลากนางลงไปในแม่น้ำหลงลืมเพื่อเอาชนะ ก็ยังต้องอึ้งกับภาพตรงหน้าอยู่นาน


   พลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แม้แต่ผีร้ายอายุสามสี่พันปีในแม่น้ำหลงลืม ก็ยังต้องถอยหนี แล้วนางจะไปเอาชนะสตรีผู้นี้ได้อย่างไร?


   ผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการคนนี้ ช่างรุนแรงเหลือเกิน


   นางอยู่แค่ขอบเขตบูรณาการ ก็มีพรสวรรค์เหนือกว่าพวกเขามากมายขนาดนี้เชียวหรือ?


   ท่ามกลางเสียงทุบศีรษะ "ปังๆๆ" ที่น่าสะพรึงกลัว


   เยี่ยหลิงหลงรีบจับวิญญาณร้ายตนนี้เข้าไปในกรงอย่างรุนแรง เพื่อให้มันยังสดใหม่และน่ากิน


   นอกจากนี้ เยี่ยหลิงหลงยังใส่ใจ ใช้กระดาษยันต์ป้องกันไม่ให้มันดิ้นรนจนตายอีกด้วย


   หลังจากเก็บกรงเรียบร้อยแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็บินลงมาที่แม่น้ำหลงลืม


   ที่นั่น เสิ่นหลีเสียนและม่านซูโหรวกำลังรอนางอยู่


   "เยี่ยหลิงหลงกลับมาแล้วเจ้าค่ะ พวกท่านรอนานหรือไม่?" เยี่ยหลิงหลงกล่าว "หากรู้ว่าใต้แม่น้ำมีของอร่อยมากมายเช่นนี้ ข้าก็คงไม่ปล่อยให้เจาไฉเสียเวลาอยู่บนเส้นทางหวางเฉวียนแล้ว"


   "เจ้านี่นะ!" เสิ่นหลีเสียนอดไม่ได้ที่จะจิ้มศีรษะนาง "หายหน้าไปนานขนาดนี้ เจ้าจะให้ข้าขาดใจตายเลยหรือไร?"


   "เช่นนั้นก็แสดงว่าศิษย์พี่รองเชื่อใจข้าไม่พอ" เยี่ยหลิงหลงยิ้มพลางกล่าว "หากมีอันตราย ข้าจะวิ่งหนีเร็วกว่าใครทั้งหมด ที่ไม่รีบร้อนก็เพราะไม่มีอันตรายเจ้าค่ะ"


   "ห้ามมีครั้งหน้าเชียวนะ"


   "เจ้าค่ะ"


   เยี่ยหลิงหลงตอบอย่างขอไปที ทำให้เสิ่นหลีเสียน.อดไม่ได้ที่จะเอานิ้วจิ้มหัวนางอีกรอบ


   "ดีแล้วที่พวกเจ้าไม่เป็นอันใด" เหอชวนเหิงมองดูเยี่ยหลิงหลงและอีกสองคนด้วยสีหน้าซับซ้อน จากนั้นก็หันไปเรียกอวิ๋นเยี่ยน


   อวิ๋นเยี่ยนเดินเข้ามา สองมือวางไว้ด้านหน้าตัว


   นางบิดเสื้อแขนยาวไปมาอย่างลังเล แม้จะรู้ว่าตัวเองผิด แต่ก็ยังไม่อยากยอมรับ


   "ข้าขอโทษ เรื่องนี้เป็นความผิดของข้า ข้าไม่ควรลากเจ้าลงไปในแม่น้ำเพียงเพราะอยากชนะ หวังว่าเจ้าจะให้อภัยข้านะ"




จบตอน

Comments