journey ep1201-1210

บทที่ 1201: กระดูกที่แข็งแกร่งจริงๆ


   บนเขาอู่หวาง


   การโจมตีอย่างกะทันหันของจักรพรรดิผีทิศบูรพาทำให้จักรพรรดิปรภพ ขมวดคิ้วทันที สีหน้าพลันดูไม่ดีขึ้นมา


   เมื่อเผชิญหน้ากับเขาอู่หวางที่เดิมทีเคยมีผู้คนมากมาย แต่ตอนนี้ไม่มีศิษย์คนใดเหลืออยู่เลย จักพรรดิปรภพถามอย่างเคร่งเครียด "ตงฟาง เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"


   "ข้าคิดว่าท่านจักรพรรดิได้เข้าใจแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่คาดไม่ถึงว่าจนถึงบัดนี้ก็ยังคงดื้อรั้น ทำให้ข้ารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก"


   เมื่อจักรพรรดิผีทิศบูรพาเห็นว่าด้านล่างไม่มีแม้แต่คนเดียว เหลือเพียงพวกเขาที่นั่งอยู่แถวบนสุดห้าคนเท่านั้น เขาจึงไม่ปิดบังอีกต่อไป กลับกล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมายิ่งกว่าเดิม


   "ข้าคิดว่าเมื่อเทียบกับการประลองบน เขาอู่หวาง ในตอนนี้มีเรื่องที่สำคัญกว่านั้น มันเกี่ยวข้องกับอนาคตของปรภพ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับอนาคตของทุกคน ท่านจักรพรรดิคิดเห็นเช่นไร?"


   เมื่อจักรพรรดิปรภพได้ยินคำพูดเหล่านี้ ทั้งยังเห็นว่าจักรพรรดิผีอีกสี่ตนที่อยู่ด้านข้างต่างเงียบฟังโดยมิได้กล่าวสิ่งใด ราวกับได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว เขาก็ขมวดคิ้วเป็นปม


   "ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการจะกล่าวถึงสิ่งใด แต่เมื่อหลายปีก่อนข้าได้กล่าวไว้แล้วว่า หากประมาทเพียงเล็กน้อย สิ่งที่จะตกอยู่บนศีรษะของ ปรภพ ของพวกเราก็คือมหันตภัยร้ายแรง!"


   "มหันตภัยร้ายแรง มหันตภัยร้ายแรง พูดออกมาก็คือเจ้าขี้ขลาด ตาขาว กลัวตาย! ดังนั้น ภพเซียน จึงกดขี่พวกเราเช่นนี้ ทำให้พวกเรามิอาจเลื่อนขั้นขึ้นไปได้ชั่วนิรันดร์ หยุดอยู่ที่หน้าประตูแห่งความเป็นอมตะตลอดกาล เจ้าก็คือผู้สมรู้ร่วมคิดของพวกเขา!"


   จักรพรรดิผีทิศบูรพา ลุกขึ้นยืนในทันที โยนถ้วยบนโต๊ะลงพื้น อารมณ์พลุ่งพล่านยิ่งนัก ท่าทีแข็งกร้าวเป็นอย่างยิ่ง


   "พวกมันต้องการอยู่เหนือผู้อื่น จึงกดพวกเราไว้แน่นหนา ให้พวกเราทำงานสกปรกและหนักที่สุด เพื่อรักษาการหมุนเวียนของหกภพ ดังนั้นพวกเราจึงต้องทำงานหนักโดยไม่บ่น ต้องยอมอยู่ต่ำต้อยอย่างน่าสมเพช ไม่มีวันต่อต้าน อย่างนั้นหรือ?"


   ราชาผีแห่งทิศตะวันออกสูดลมหายใจลึก จัดการควบคุมอารมณ์ตัวเอง


   "ท่านจักรพรรดิ ท่านลองดูเถิด ลองดูขุนเขาและแม่น้ำของปรภพของพวกเรา


   ท่านรู้หรือไม่ว่ามีคนจากปรภพของพวกเราแอบหนีไปมาเพียงใด? พวกเขาไปภพปีศาจ ไปภพมนุษย์ ไปภพมารแต่ไม่ยอมอยู่ในปรภพ! ท่านไม่รู้หรอก สิ่งที่ท่านเห็นมีเพียงกระบี่ทองที่แขวนอยู่บนศีรษะของพวกเราจากภพเซียนและสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว!


   คนเก่งของปรภพพวกเรายิ่งน้อยลงทุกที นอกจากการเจริญเติบโตภายในภพของเราเอง พวกเราแทบจะไม่สามารถดึงดูดคนจากภายนอกได้เลย


   อัจฉริยะของเผ่าปีศาจและมนุษย์ ผู้ที่มีความสามารถจริงๆ ล้วนเหาะขึ้นไปยังภพเซียนเพิ่มพลังให้กับภพเซียนมีเพียงผู้ที่ไร้ความสามารถและตายระหว่างการฝึกฝนเท่านั้นที่จะมาถึงปรภพ


   แม้ว่าปรภพจะเปิดช่องทางให้วิญญาณจากต่างภพกลายเป็นผี แต่ผู้ที่หลงเหลืออยู่ล้วนเป็นผู้ที่มีพลังไม่เพียงพอ พรสวรรค์ไม่แข็งแกร่งพอที่จะไปภพเซียน!


   เมื่อเวลาผ่านไป ปรภพจะยิ่งอ่อนแอ.ลง ขณะที่ภพเซียนจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น การกดขี่ของพวกเขาที่มีต่อพวกเราจะยิ่งมั่นคง และพวกเราจะไม่มีวันได้พลิกฟื้นตัวเอง!


   คุกเข่าต่อหน้าภพเซียนตลอดกาล ไม่ได้รับอนาคตหรือการเลื่อนขั้นใดๆ นี่คือสิ่งที่ท่านต้องการหรือ?


   ภพมนุษย์และภพปีศาจยังสามารถเหาะขึ้นไปได้ ยังมีคุณสมบัติที่จะแสวงหาชีวิตนิรันดร์ แต่ปรภพของพวกเราสิ้นสุดเพียงแค่มองเห็น!"


   จักพรรดิปรภพสูดลมหายใจลึกๆ แล้วหลับตาลง


   "แม้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการ แต่ท่านวางแผนจะทำอย่างไร? ด้วยพลังปัจจุบันของปรภพพวกเราไม่มีทางต่อกรกับภพเซียนได้! พวกเขาก็จะไม่ยอมปล่อยข้อจำกัดที่มีต่อพวกเรา"


   "ข้าไม่ได้ต้องการต่อกรกับพวกเขา แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่สามารถกดขี่พวกเราแบบนี้ตลอดไป! ข้าต้องการให้พวกเขามอบโอกาสให้พวกเรา ช่องทางหนึ่ง เพื่อก้าวขึ้นไป!" จักรพรรดิผีทิศบูรพากล่าว


   "เจ้าจะเอาอย่างไร?"


   เมื่อจักรพรรดิปรภพถามจบ จักรพรรดิผีทิศบูรพาก็มิได้ตอบแต่กลับเปลี่ยนหัวข้อสนทนา


   "นี่คือเรื่องของข้าแล้ว ข้าไม่ขอให้ท่านช่วยข้า แต่ข้าต้องการให้ท่านอย่างน้อยอย่าทำลายแผนการของข้า"


   กล่าวจบจักรพรรดิผีทิศบูรพาก็ยื่นมือออกไปยังจักรพรรดิปรภพ "คืนดวงตาของร่างแยกทั้งสองของอสูรผีสามตาทำลายโลกให้ข้า"


   "ท่านอย่าได้ทำเป็นไม่รู้เรื่อง คืนลูกตา ให้ ข้า!"


   ภายใต้การบีบบังคับของจักรพรรดิผีทิศบูรพา สีหน้าของจักรพรรดิปรภพก็ยิ่งสับสนมากยิ่งขึ้น


   "ข้ามิได้เอาไป ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังกล่าวถึงสิ่งใด"


   "ท่านมิได้เอาไป?" จักรพรรดิผีทิศบูรพาหัวเราะออกมาดังๆ "ในปรภพแห่งนี้ นอกจากท่านแล้ว จะยังมีผู้ใดกล้าแตะต้องสิ่งของของข้า? จะยังมีผู้ใดสามารถแตะต้องสิ่งของของข้าได้? จะยังมีผู้ใดที่สามารถซ่อนพวกมันไว้ได้มิดชิดเช่นนี้?"


   "ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับข้า"


   เมื่อเห็นว่าเขาดื้อแพ่งเช่นนี้ จักรพรรดิผีทิศบูรพาก็หัวเราะเยาะ เขาเดินไปข้างหน้าสองก้าว เดินไปยังด้านหน้าของจักรพรรดิปรภพ เขายันมือทั้งสองข้างไว้บนที่เท้าแขนของเก้าอี้ของจักรพรรดิปรภพ ในท่าทางที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง มองลงไปยังจักรพรรดิปรภพจากที่สูง


   "ไม่เกี่ยวข้องกับท่าน ช่างเป็นคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับท่านที่ดีเสียนี่กระไร ในเมื่อท่านดื้อรั้นเช่นนี้ ก็อย่าโทษว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน"


   กล่าวจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อยาวขึ้นไป บนเวทีประลองของเขาอู่หวางก็ปรากฏภาพมายาขึ้น


   ภายในภามายา ศิษย์ของวังจักรพรรดิปรภพ กำลังหลบหนีอย่างบ้าคลั่งภายใต้การโอบล้อมและการล่าสังหารของอสูรผี พวกเขากำลังร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ในแต่ละวินาทีก็มีผู้คนได้รับบาดเจ็บ


   "เห็นหรือไม่? เหล่าศิษย์ของท่านกำลังอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมาน หากท่านไม่คืนสิ่งของของข้ามาให้ เช่นนั้นชีวิตของพวกเขา ข้าก็คงไม่สามารถรับประกันได้"


   "ตงฟาง เจ้า..."


   จักรพรรดิปรภพเบิกตากว้าง จ้องมองจักรพรรดิผีทิศบูรพาด้วยความโกรธ


   "เจ้ามันบ้าไปแล้ว? เจ้ากลับใช้วิธีการเช่นนี้ในการรับมือกับเหล่าศิษย์!"


   "ข้ามันบ้าไปแล้ว นี่มิใช่เพราะท่านบีบบังคับข้าจนบ้าหรอกหรือ? ทุกสิ่งไม่ราบรื่น แผนการลำบาก ผู้ที่อยู่ภายนอกทำให้ข้าโกรธเคือง ผู้ที่อยู่ในปรภพก็ยังมีท่านที่ทำลายเรื่องใหญ่ของข้า ข้ารู้สึกหงุดหงิดมากจริงๆ


   ข้าพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสร้างอนาคตให้กับปรภพ แต่ท่านกลับจงใจปล่อยตัวตามสบาย ไม่คิดที่จะก้าวหน้า แถมยังรั้งขาข้าเอาไว ท่านจะให้ข้าไม่บ้าได้อย่างไร?"


   จักรพรรดิผีทิศบูรพาส่ายศีรษะถอนหายใจออกมา


   "ท่าน จักรพรรดิ พวกเขาเห็นท่าน ท่านก็เห็นพวกเขา เหล่าศิษย์ที่มีพรสวรรค์ ของท่าน ได้สร้างชื่อเสียงให้กับท่านมากมาย ท่านคงจะไม่ยอมปฏิเสธที่จะช่วยพวกเขาในเวลาที่สำคัญหรอกกระมัง?"


   ในเวลานั้นเอง จักรพรรดิปรภพก็มองไปยังภายในภาพมายา มองดูเหล่าศิษย์ที่ยังคงอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมานเหล่านั้น คิ้วก็ยิ่งขมวดแน่นมากยิ่งขึ้น


   ณ เชิงเขาอู่หวาง บรรดาศิษย์ที่กำลังต่อสู้อย่างยากลำบากกับอสูรผีทันใดนั้นก็เห็นร่างของจักพรรดิปรภพและราชาผีแห่งทิศตะวันออกปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า พร้อมได้ยินเสียงของพวกท่าน สีหน้าของพวกเขาสดชื่นขึ้นทันที


   เมื่อเห็นว่าจักรพรรดิปรภพถูกเขาบีบบังคับ พวกเขาโกรธแค้นจากใจ พลางดุด่า จักรพรรดิผีทิศบูรพาพลางตะโกนว่าอย่าได้สนใจพวกเขา


   ศิษย์หัวหน้าของสำนักจักพรรดิปรภพผู้เป็นคนเดียวที่บรรลุถึงขอบเขตพ้นพิบัติตั้งแต่ยังเป็นศิษย์ และเอาชนะอัจฉริยะทั้งหมดจากสำนักจักพรรดิผีห้าทิศอย่างอวี้ฉางเฟิง ตะโกนไปทางเงาร่างนั้น


   "ท่าน จักรพรรดิปรภพ ท่านจงดูแลตนเองให้ดี ข้าจะดูแลศิษย์ทั้งหมดเอง อย่าได้ถูกเขาบีบบังคับ พวกเราสามารถทานทนได้!"


   หลังจากที่เขาตะโกนจบ เฮยจิ่วที่อยู่ไม่ไกลก็ตะโกนไปทางเงาร่างนั้นเช่นกัน


   "พวกข้าต้องมีวิธีหลุดพ้นจากสถานการณ์นี้แน่นอน! ท่านจักพรรดิปรภพ ท่าน เชื่อใจพวกข้าเถิด ขอให้ท่านดูแลตัวเองให้ดี!"


   บนเขาอู่หวาง จักรพรรดิผีทิศบูรพามองไปยังกระดูกที่แข็งแกร่งเหล่านั้นก็หัวเราะเยาะ เขาบีบมือลงอย่างแรง ดึงที่เท้าแขนของเก้าอี้ของจักรพรรดิปรภพออกมาแล้วบีบให้แหลกเป็นผุยผงโดยตรง


   "ช่างเป็นกระดูกที่แข็งแกร่งยิ่งนัก ท่านจักรพรรดิได้เลี้ยงดูศิษย์ที่ดีกลุ่มหนึ่ง ข้าหวังว่าเมื่อถึงเวลาที่พวกเขากำลังจะตายกันเจ็ดวันเจ็ดคืน พวกเขายังคงสามารถปากแข็งเช่นนี้ได้ ข้ารอคอยเป็นอย่างยิ่ง ท่านจักรพรรดิ ท่านเองก็จะรอคอยด้วยใช่หรือไม่?"



บทที่ 1202: การช่วยเหลือคนในสำนักเป็นความรับผิดชอบของข้า!



   จักพรรดิปรภพไม่ได้ตอบ สายตามองไปยังภาพเงาเบื้องบน มองไปยังเหล่าศิษย์ที่กำลังดิ้นรนอย่างทุกข์ทรมานถูกอสูรผีล้อมจับอยู่ในค่ายอาคมดูเหมือนเขากำลังมองหาบางสิ่ง


   ในที่สุด หลังจากที่ได้พบร่างเล็กๆร่างหนึ่งแล้ว สายตาของเขาก็กลับมาจับจ้องอยู่ที่จักรพรรดิผีทิศบูรพา


   "ตงฟาง เจ้าอย่าได้มากเกินไปเจ้ารู้ดีว่าสิ่งที่ข้าทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อปรภพ การที่เจ้าบีบบังคับข้าเช่นนี้ เจ้าคิดจริงๆหรือว่าจะสามารถได้รับสิ่งที่ต้องการ?"


   พูดจบ จักพรรดิปรภพที่นั่งเงียบอยู่บนที่นั่งก็จู่โจมทันที พลังสายหนึ่งทำลายภาพมายานั้นแตกกระจายทันที


   จักรพรรดิผีทิศบูรพา หันกลับไปมองภาพมายาที่ถูกทำลายไป จากนั้นก็หันกลับมามองจักรพรรดิปรภพอีกครั้ง


   "เช่นนั้นก็คอยดูกันต่อไปเถิด"


   ใต้เขาอู่หวาง เหล่าศิษย์ที่อยู่โดยรอบกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด เยี่ยหลิงหลงและศิษย์พี่ทั้งสองอาศัยการปกปิดของยันต์ แอบหมอบอยู่บนกิ่งไม้โดยมิได้เคลื่อนไหว พวกเขาจึงไม่ถูกอสูรผีพบเห็นและโจมตี


   เยี่ยหลิงหลงดูภาพมายาจบแล้ว เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ


   "แท้จริงแล้วผู้บงการเบื้องหลังก็คือจักรพรรดิผีทิศบูรพา เขากล่าวเมื่อครู่ว่าจะเอาอะไรคืนมา สิ่งที่เขาพูดถึงน่าจะเป็นลูกตาของอสูรผีสามตาทำลายโลก ใช่หรือไม่?" มู่เซียวหรานกล่าว


   "ใช่แล้ว เขาต้องมีแผนการใหม่ที่ต้องการสิ่งของเหล่านี้ไปดำเนินการ แต่พวกเราดันขโมยมันมา แผนการของเขาจึงหยุดชะงัก เขาจึงมิอาจทำสิ่งใดได้ จึงยอมแลกทุกสิ่งในการก่อเรื่องบนเขาอู่หวาง " เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   "ดังนั้นเขาจึงสงสัยว่า จักรพรรดิปรภพได้แย่งชิงร่างแยกอสูรผีสามตาทำลายโลกของเขาไป?" เสิ่นหลีเสียนกล่าว


   "แน่นอนอยู่แล้ว ในปรภพนอกจากท่านจักรพรรดิแล้วผู้ใดจะกล้าแตะต้องสิ่งของของเขา ทั้งยังถูกซ่อนไว้อย่างดีจนหาร่องรอยไม่พบ?" เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ "สงสัยได้ดี เช่นนี้พวกเราก็จะปลอดภัยไปด้วย"


   พูดจบ สีหน้าของเยี่ยหลิงหลงก็เคร่งขรึมลงอีกครั้ง "ไอ้ชั่วนี่ แผนใหม่ที่ว่าของมันต้องเหมือนกับครั้งก่อนแน่ๆ ใช้วิธีส่งวิญญาณร้ายไปทำลายภพเซียนชั้นล่าง ตอนนั้นที่พวกเราอยู่ก็เกือบถูกทำลายด้วยวิธีนี้!"


   "เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรตอนนี้?"


   เยี่ยหลิงหลง.มองไปยังภาพมายาที่หายไปบนศีรษะ นั่นหมายความว่าไม่มีผู้ใดจับจ้องพวกเขาอีกต่อไปแล้ว


   "ถึงเวลาลงมือแล้ว ในขณะที่จักรพรรดิผีทิศบูรพากำลังเผชิญหน้ากับท่านจักรพรรดิก็เป็นเวลาที่พวกเราจะลงมือ ไปบุกรังของมัน"


   กล่าวจบ นางก็มองไปยังเหล่าศิษย์ของวังจักรพรรดิปรภพที่กำลังถูกอสูรผี ไล่ล่าอย่างทุกข์ทรมาน


   "แต่ก่อนที่พวกเราจะจากไป พวกเราต้องช่วยเหลือศิษย์ของสำนักจักพรรดิปรภพสักหน่อย พวกเขายิ่งต้านทานได้นาน เวลาที่เหลือให้พวกเราก็จะยิ่งมากขึ้น กลับคืนสู่ร่างจริงของพวกเจ้าเถิด พวกเราจะไม่เป็นคนไร้ประโยชน์อีกต่อไป ไปกันเถิด!"


   หลังจากที่เยี่ยหลิงหลงพูดจบ เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานก็ไม่สงสัยอะไรอีก พวกเขานำร่างกายของตนออกมาโดยตรง จากนั้นก็กลับคืนสู่ร่างในเวลาอันสั้น


   เมื่อกลับคืนสู่ร่างเดิม พลังของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่าในขณะที่ถือกระบี่ในมือก็รู้สึกว่ามีความมั่นใจที่ไม่เหมือนเดิม


   พวกเขาในสถานะวิญญาณอาจจะถูกอสูรผีไล่ตาม แต่จากการซุ่มซ่อนและความพยายามในการฝึกฝนมาเป็นเวลานาน เมื่อพวกเขาเห็นอสูรผี ในตอนนี้กลับสามารถไล่ตามพวกมันได้แล้ว


   ดังนั้น พวกเขาทั้งสามคน หนึ่งเผ่าวิญญาณ หนึ่งเผ่ามนุษย์ หนึ่งเผ่าปีศาจ จึงกระโดดลงมาจากต้นไม้ที่พวกเขาหลบซ่อนอยู่อย่างโจ่งแจ้ง


   เยี่ยหลิงหลงเรียกเจาไฉออกมาโดยตรง นั่งบนบ่าของมัน ให้มันพานางบินออกไป


   ในตอนนี้อสูรผีตัวหนึ่งกำลังไล่ล่าศิษย์สองสามคนและกัดกินอย่างบ้าคลั่งอยู่เบื้องหน้าพวกเขา ทันทีที่ทั้งสามปรากฏตัว พวกเขาก็ลงมือโจมตีอสูรผีที่โหดร้ายตัวนั้นโดยไม่รอช้า


   ทั้งสามคนแต่เดิมก็มีพลังการต่อสู้ที่เหนือกว่าปกติอยู่แล้ว เมื่อรวมกับความแค้นที่สะสมมาตลอดระยะเวลาที่อดทนอยู่ในปรภพทำให้พวกเขาราวกับเทพเจ้าแห่งสงครามที่ลงมาจากสวรรค์ พวกเขาซัดเอาอสูรผีตัวนั้นอย่างรุนแรงและทรงพลัง


   ภายใต้การประสานงานอย่างลงตัวของทั้งสามคน อสูรผีตัวนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสในเวลาอันสั้น หลังจากที่มันบาดเจ็บ เจาไฉก็เริ่มไล่กัดมันอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น


   สถานการณ์ช่วงหนึ่งรุนแรงมาก แต่กลับน่ายินดีอย่างยิ่ง


   บรรดาศิษย์วังของจักพรรดิปรภพที่ถูกไล่ล่าจนดูอเนจอนาถ มองดูเยี่ยหลิงหลงและอีกสองคนด้วยความตกตะลึงและตื่นเต้น พวกเขาพูดอะไรไม่ออกเป็นเวลานาน


   นี่คือสามคนไร้ประโยชน์ที่พวกเขาดูถูกมากว่าปีหรือ? พวกเขาช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน!


   โชคดีที่พวกเขาปรากฏตัวมาช่วยได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นวันนี้พวกตนอาจต้องจบชีวิตลงที่นี่แล้ว


   เพียงแต่…เหตุใด…วิชาของพวกเขาจึงมิใช่ของเผ่าวิญญาณ ?


   ความตกตะลึงที่ทั้งสามคนนำมาให้ ทำให้บรรดาศิษย์เหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในชั่วขณะ พวกเขาตั้งตัวไม่ทัน มีคำถามมากมายที่ยังคิดไม่ตก แต่มุมปากที่ยกขึ้นก็เผยให้เห็นถึงความยินดีในใจของพวกเขา


   "พวกท่าน...ขอบคุณพวกท่าน!"


   เมื่อได้ยินคำขอบคุณนี้ เยี่ยหลิงหลงหยุดการทุบตีอย่างรุนแรงต่ออสูรผีตัวนั้น นางหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก ยิ้มให้พวกเขาเบาๆ


   "ในฐานะศิษย์ของวังจักรพรรดิปรภพ การปกป้องศิษย์ร่วมสำนัก การกำจัดความชั่วร้าย การช่วยเหลือผู้คน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว!"


   เมื่อได้ฟังคำพูดของ เยี่ยหลิงหลง ได้เห็นท่าทางที่กล้าหาญอย่างเที่ยงธรรม เหล่าศิษย์เหล่านั้นก็ถูกอารมณ์ของนางครอบงำอย่างรวดเร็ว


   แม้จะรู้สึกแปลกๆ แต่คำพูดของนางก็ไม่ผิด นางเป็นศิษย์ของสำนักจักพรรดิปรภพที่เข้ามาอย่างถูกต้องตามช่องทางปกติจริงๆ


   ส่วนสถานการณ์ตอนนี้ คิดไม่ออก แต่ไม่ต้องสนใจก่อน


   "ตามพวกข้ามา ไปรวมตัวกับเพื่อนร่วมสำนักคนอื่นๆไปหาพี่ใหญ่กัน"


   "ดี!"


   ดังนั้น หลังจากจัดการอสูรผีตัวนั้นเสร็จแล้ว พวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่ศิษย์พี่ใหญ่อวี้ฉางเฟิงอยู่


   แต่ตำแหน่งของพวกเขาอยู่ห่างจากอีกฝั่งมากเกินไป ดังนั้นระหว่างทางพวกเขาจึงพบกับอสูรผีมากมาย รวมถึงเพื่อนร่วมสำนักหลายคนที่กำลังวุ่นวายกับการต่อสู้กับอสูรผีจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง


   ทุกครั้งที่พบกับเพื่อนร่วมสำนักคนใหม่ เยี่ยหลิงหลงจะพูดประโยคที่เต็มไปด้วยอารมณ์ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ตั้งตัว "ในฐานะศิษย์แห่งสำนักจักพรรดิปรภพการช่วยเหลือเพื่อนร่วมสำนักเป็นหน้าที่ของข้า!"


   ขณะที่พวกเขายังสับสนอยู่ เขาจะล้างสมองพวกเขาก่อน ไม่จำเป็นต้องหลอกนานๆ แค่ทำให้พวกเขาเชื่อในตอนนี้ก็พอ


   ด้วยวิธีนี้ กลุ่มของพวกเขาก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานก็รวบรวมศิษย์จำนวนมากมุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่ตำแหน่งของอวี้ฉางเฟิง


   แม้จะบอกว่ากำลังหาอวี้ฉางเฟิงเพื่อรวมกลุ่ม แต่ความจริงแล้วเป้าหมายของเยี่ยหลิงหลงคือเฮยจิ๋ว แต่เพราะเฮยจิ่วอยู่กับอวี้ฉางเฟิง การใช้ชื่อของอวี๋ฉางเฟิงจึงได้ผลกว่า


   ในที่สุด หลังจากฝ่าฟันเส้นทางเลือดมาด้วยกัน พวกเขาก็ได้รวมกลุ่มกับทีมของอวี้ฉางเฟิงและเฮยจิ่ว


   เมื่อเห็นพวกเขามารวมกลุ่ม อวี้ฉางเฟิงก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง


   มีเพียงการรวมตัวของศิษย์ให้มากขึ้นเท่านั้น โอกาสในการฝ่าวงล้อมของพวกเขาก็จะยิ่งมากขึ้น และจำนวนศิษย์ที่รอดชีวิตก็จะมีมากขึ้นด้วย


   แต่เมื่อเยี่ยหลิงหลงและอีกสองคนปรากฏในสายตาของเขา เขาก็.อดขมวดคิ้วไม่ได้


   "พวกเขา..."


   "ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเขาเป็นศิษย์ของวังจักรพรรดิปรภพ " เฮยจิ่ รีบช่วยพวกเขาพูด "เพียงแต่พวกเขาอ่อนแอเกินไป ใช้อาวุธวิเศษพิเศษบางอย่าง จึงยังคงใช้วิธีการของเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจเดิม"


   "เจ้าคิดว่าข้าหลอกง่ายนักหรือ?"


   "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเคยคิดหรือไม่ว่า ถ้าพวกเขามีปัญหาจริง แล้วพวกเขาจะอยู่ได้อย่างปลอดภัยจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไรภายใต้สายตาของท่านจักรพรรดิปรภพหรือ?"


   เฮยจิ่วที่ถูกหลอกมานาน ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางการหลอกลวงผู้อื่น และทำได้อย่างคล่องแคล่ว ช่างอหังการยิ่งนัก


   อวี้ฉางเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง


   "ลองดูราชาผีของนางนั่นสิ มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีสายเลือดสูงศักดิ์…"


   อวี้ชางเฟิงสะดุ้งตกใจ


   "ดังนั้น ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเขาไม่ใช่ศิษย์ร่วมสำนักของพวกเราหรอกหรือ?"


   เฮยจิ่วเพิ่งถามจบ ก็ได้ยินเสียงเยี่ยหลิงหลงที่มาบรรจบกันพูดประโยคแรกว่า "ในฐานะศิษย์แห่งวังจักรพรรดิปรภพ การช่วยเหลือคนร่วมสำนักเป็นความรับผิดชอบของข้า!"


   ดังนั้น อวี้ชางเฟิงจึงพยักหน้าตอบเฮยจิ่วว่า "พวกเขาเป็น"



บทที่ 1203: โลกนี้ช่างประหลาดเหลือเกิน



   หลังจากที่เยี่ยหลิงหลงเรียกรวมพลและนำทีมมารวมตัวกัน พวกศิษย์ส่วนใหญ่ของวังจักพรรดิปรภพก็มารวมตัวกันได้ในที่สุด ส่วนที่ยังไม่ได้มารวมตัวก็กำลังพยายามเดินทางมา


   แม้ว่าฝ่ายอวี้ฉางเฟิงจะเป็นทีมหลัก แต่ทางฝั่งเยี่ยหลิงหลงกลับมีกระแสและจังหวะที่โดดเด่นกว่าเขามาก ทำให้นางเรียกรวมศิษย์ได้มากกว่าที่อวี้ฉางเฟิงมีอยู่เดิมเสียอีก


   เมื่อรวมตัวกันได้ เยี่ยหลิงหลงก็รีบวิ่งไปหาอวี้ฉางเฟิงทันที ไม่ให้เวลาเขาได้เอ่ยปากถามถึงตัวตนของนางแม้แต่น้อย นางเข้าเรื่องทันที


   "ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าทราบถึงหนทางที่จะนำพาพวกเราออกจากกรงขังนี้ รับประกันความปลอดภัยของเหล่าศิษย์ได้มากกว่า"


   พูดจบ นางก็หันสายตาไปที่เฮยจิ่ว


   "คราก่อนที่พวกเราออกปฏิบัติภารกิจ ถูกค่ายกลขังไว้ใต้เขาอู่หวางท่านยังจำได้หรือไม่?"


   "จำได้ ค่ายกลนี้เป็นค่ายกลเดียวกับที่กักพวกเราครั้งก่อนใช่หรือไม่?"


   "ถูกต้องแล้ว ถึงแม้จะมีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็มิใช่ปัญหาใหญ่ร่องรอยที่ข้าทำไว้ในค่ายกลเมื่อครานั้นยังคงอยู่"


   ดวงตาของเฮยจิ่วเปล่งประกาย เขาจำได้อย่างแม่นมั่นว่าเยี่ยหลิงหลงเคยก้มลงวาดยันต์เอาไว้


   "นับว่าดี!"


   "ตอนนี้ทุกคนตามข้ามา ข้าจะพาพวกท่านไปยังจุดที่ข้าทำเครื่องหมายไว้ พวกเราร่วมแรงร่วมใจ พวกเราสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว พวกเรามุ่งมั่นเป็นกำแพงเดียวกัน แน่นอนว่าพวกเราจะต้องเอาชนะความชั่วร้าย ปกป้องความยุติธรรม คุ้มครองจักพรรดิปรภพของพวกเรา ปกป้องบ้านเกิดของพวกเรา!"


   เยี่ยหลิงหลงพูดคำขวัญที่ปลุกเร้าอารมณ์และกระตุ้นความรู้สึกเหล่านี้ออกมาได้อย่างคล่องแคล่ว


   ทุกครั้งที่ได้ยินนางพูดเช่นนี้ บรรดาศิษย์เหล่านั้นต่างก็รู้สึกเลือดเดือดพล่านโดยไม่รู้ตัว เพราะภายใต้คำขวัญเช่นนี้ พวกเขารู้สึกว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพียงแค่ยืนหยัดต่อไป พวกเขาก็จะเอาชนะความชั่วร้ายและคว้าชัยชนะได้!


   "เอาชนะความชั่วร้าย ปกป้องความยุติธรรม คุ้มครองจักพรรดิปรภพของพวกเรา ปกป้องบ้านเกิดของพวกเรา!"


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงตะโกนจบ เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานทั้งสองคนก็รีบพูดซ้ำตามนาง พอพูดซ้ำเช่นนี้จังหวะก็ถูกนำขึ้นมาอีกครั้ง


   ทุกคนเลือดเดือดพล่านตะโกนตามไปด้วยกัน ขณะที่ตะโกนอยู่นั้น พวกเขาก็ไม่มีโอกาสและเวลาที่จะหยุดถามถึงตัวตนของทั้งสามคนเลย


   เพราะว่าตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่าที่พวกเขาต้องทำ!


   พร้อมกับเสียงตะโกนว่า "ปกป้องจักพรรดิปรภพคุ้มครองบ้านเกิดของพวกเรา" เยี่ยหลิงหลงนำกองกำลังใหญ่มาถึงสถานที่ที่นางทำสัญญาลักษณ์เอาไว้ครั้งก่อน ทั้งหมดมีสองสัญญาลักษณ์ นางซ่อนไว้อย่างดี สัญญาลักษณ์ทั้งหมดยังคงอยู่ครบ


   หลังจากยืนยันว่าสัญลักษณ์ยังสมบูรณ์ นางสั่งให้ทุกคนถอยหลังไปเล็กน้อย นางหยิบพู่กันเขียนยันต์ออกมา เชื่อมสัญลักษณ์ทั้งสองเข้าด้วยกันด้วยอักขระจากนั้นก็สร้างจุดศูนย์กลางขึ้นมา


   นางชี้ไปที่บริเวณนั้นและพูดกับคนที่อยู่ด้านหลังว่า "ศิษย์พี่ใหญ่ ตำแหน่งที่พวกเราอยู่นี้คือขอบของค่ายกล ด้านหลังคือค่ายกลที่สกัดกั้นพวกเรา ดังนั้นอสูรผีจะไม่ปรากฏที่ด้านหลังนี้ พวกเราสามารถหันหลังพิงตำแหน่งนี้และต้านทานอสูรผีที่จะมาโจมตีจากด้านหน้าได้"


   อวี้ฉางเฟิงมองไปรอบๆพื้นที่อื่นๆ พื้นดินเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหาย แต่จากตำแหน่งนี้ไปด้านหน้า พื้นดินยังคงสมบูรณ์ ดังนั้นที่นี่จึงเป็นขอบของค่ายกลที่กักขังพวกเขาจริงๆ


   จากนั้นเยี่ยหลิงหลงก็ระดมพลังและบังคับให้ไหลเข้าไปในจุดศูนย์กลางที่นางวาดไว้บนค่ายกล


   เสียงเบาๆดังออกมาจากจุดศูนย์กลางที่นางวาด ราวกับมีบางสิ่งหลวมคลอน เสียงเช่นนี้ทำให้ทุกคนที่ได้ยินรู้สึกเปี่ยมด้วยความหวังทันที


   เยี่ยหลิงหลงชี้ไปที่จุดนั้นแล้วกล่าวว่า "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านจัดคนส่วนหนึ่งให้เฝ้าบริเวณนี้ไว้ อีกส่วนหนึ่งให้โจมตีจุดนี้ ทำลายจุดนี้ให้แตก พวกเราก็จะมีช่องทางหลบหนีออกจากที่นี่ได้"


   "ได้ ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้"


   หลังจากที่อวี่ฉางเฟิงได้ฟังแล้ว ก็รีบพาเฮยจิ่วไปมอบหมายงานให้กับเหล่าศิษย์


   หากพวกเขาแบ่งงานกันอย่างชัดเจน แล้วใช้ประโยชน์จากจุดที่สามารถทะลุทะลวงได้นี้ พวกเขาก็จะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องกลายเป็นจุดอ่อนของจักรพรรดิปรภพ ให้จักรพรรดิผีทิศบูรพาใช้ข่มขู่


   เมื่อคิดว่าจุดที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายอยู่ตรงหน้าแล้ว ศิษย์วังของจักรพรรดิปรภพทุกคนที่อยู่ในที่นี้ ไม่มีผู้ใดที่ไม่รู้สึกตื่นเต้นในใจ


   ในขณะที่ทุกคนกำลังแบ่งงานกันตามแผนอย่างคึกคัก โดยไม่มีใครสังเกตเห็นพวกเขา เยี่ยหลิงหลงทั้งสามคนแอบวิ่งไปที่มุมหนึ่ง


   ในมุมนั้นเองเยี่ยหลิงหลงหยิบลูกตาของอสูรผีสามตาทำลายโลกที่ศิษย์พี่ห้าได้มาจากเขาคืนวิญญาณออกมาจากแหวนเก็บของ


   "พวกเจ้าสามคนกำลังทำอะไร?"


   เมื่อได้ยินเสียง เยี่ยหลิงหลงและอีกสองคนหันกลับไปมอง เห็นเพียงเฮยจิ่วและสิบหกกำลังเดินมาทางพวกเขา


   "ข้ารู้อยู่แล้ว ในวังทั้งจักรพรรดิปรภพนี้ ถ้ายังมีคนที่สนใจข้าอยู่ ก็ต้องเป็นพวกเจ้าแน่นอน"


   ไม่ใช่สิ แอบทำเรื่องอะไรบางอย่างแล้วถูกจับได้ นางยังกล้าพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกัน?


   นางไม่รู้สึกอึดอัดใจเลยหรือที่ถูกจับได้?


   นางช่างไร้ความยับยั้งชั่งใจจริงๆ


   "ข้าตั้งใจขอสิทธิ์ในการมอบหมายภารกิจของพวกเจ้ามา พวกเจ้าทั้งสามคนต่อไปนี้อยู่ภายใต้การดูแลของข้า ข้าย่อมต้องดูแลพวกเจ้าให้ดี!" เฮยจิ่วพูดด้วยความรู้สึกทั้งโกรธทั้งขบขัน


   "ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ดูให้ดีๆล่ะ พวกข้ากำลังจะเผ่นแล้ว"


   ไม่ใช่! เขามาเพื่อสะกดรอยนางนี่นา ไม่ได้มาเพื่อดูนางก่อเรื่องเสียหน่อย แล้วนางยังกล้าบอกให้เขาดูให้ดีๆอีก? จะหนีแบบโจ่งแจ้งขนาดนี้เชียวหรือ?


   ที่สำคัญกว่านั้น พวกเขาทั้งสามคนจะวิ่งหนีไปกันเอง โดยไม่พาเขาไปเล่นด้วย!


   ใบหน้าของเฮยจิ่วพลันย่นเหมือนกระดาษที่ถูกขยำในพริบตา


   "พวกเจ้าจะไปที่ใด?" เฮยจิ่วถาม


   "เห็นลูกตาดวงนี้หรือไม่? พวกข้าจะไปบุกรังของฝ่ายนั้น ท่านเฮยจิ่ว ขออวยพรให้ข้าโชคดีด้วย!"


.......


   พวกเขาช่างกล้าคิดกล้าทำกล้าเอาชีวิตเข้าเสี่ยงจริงๆ!


   ถึงกับเลือกในเวลาเช่นนี้ ใช้ความสามารถในการเคลื่อนย้ายของลูกตาดวงนั้น เพื่อบุกตรงไปยังฐานที่มั่นของอีกฝ่าย!


   ช่างเล่นอะไรที่ตื่นเต้นเร้าใจเช่นนี้!


   ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขากล้าเปิดเผยตัวตน ใช้วิธีการที่เหลือเชื่อหลอกทุกคน ที่แท้ก็วางแผนหนีไปนานแล้ว ไม่เคยคิดจะเผชิญหน้ากับคำถามของทุกคนหลังจากที่พวกเขาตั้งสติได้ และไม่เคยคิดจะให้คำอธิบายหรือรับผิดชอบต่อใครเลย!


   ดังนั้น คำพูดที่เร่าร้อนของพวกเขาเหล่านั้น เพียงหลอกคนอื่นได้ชั่วครู่ เพียงแค่รวมพลังกันครั้งเดียว สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากทุกคนใจเย็นลงก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเลย


   เพราะตอนนี้ เมื่อเทียบกับการสืบค้นตัวตนของพวกเขา การมีชีวิตรอดและหลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง


   เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ละเรื่องดูเหมือนจะไร้เหตุผล แต่เมื่อเชื่อมโยงกันในยามคับขัน มันกลับสามารถทำให้สำเร็จได้อย่างน่าอัศจรรย์


   โลกนี้ช่างเหลือเชื่อจริงๆ


   สิ่งที่เหลือเชื่อยิ่งกว่าคือ พวกเขาเล่นใหญ่ขนาดนี้ แต่ไม่เคยคิดจะพาเขาไปด้วยกันเลย


   เฮยจิ่วไม่ยอมรับ เขากำลังจะอ้าปากพูดแต่สิบหกที่อยู่ข้างๆ ก็พูดก่อนเขาหนึ่งก้าว


   "รีบไปเถิด พวกข้าจะช่วยถ่วงเวลาให้พวกท่านเอง"


   หา???


   เฮยจิ่วไม่คิดว่าสิบหกที่อยู่ข้างๆ จะประหลาดเช่นนี้


   ตัวเขาอย่างน้อยก็รู้แล้วว่าเยี่ยหลิงหลงเป็นมนุษย์ ตามหลักการแล้วการยอมรับอย่างง่ายดายในตอนนี้ถือเป็นเรื่องปกติ แต่สิบหกนี่ไม่ใช่เพิ่งรู้เป็นครั้งแรกหรอกหรือ?


   เหตุใดเขาดูเหมือนในใจไม่มีความลังเลเลยสักนิด?


   เขาจะไม่ถามสักคำเลยหรือ?


   เขาไม่ถามแม้แต่คำเดียว หลังจากพูดจบก็ดึงตัวเขาวิ่งกลับไปด้วยกัน เพื่อไปสกัดกั้นศิษย์เหล่านั้นที่กำลังเตรียมจะเดินมาทางนี้


   ยามที่เฮยจิ่วถูกสิบหกลากตัวไป เขาได้เห็นกับตาตนเองว่าเยี่ยหลิงหลงได้ปลดผนึกบนลูกตาดวงนั้น


   จากนั้นก็มองทั้งสามคนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ความตื่นเต้น และความปิติ ถูกดวงตาดวงนั้นส่งตัวจากไป



บทที่ 1204: เรื่องนี้ข้าเชี่ยวชาญมาก



   ดวงตาที่พบในทะเลปรภพ ส่งพวกเขามายังเทือกเขาคืนวิญญาณ และลูกแก้วดวงตาที่พบในเทือกเขาคืนวิญญาณนี้ ก็เป็นดังที่คาดการณ์ไว้ ส่งพวกเขามายังหน้าประตูวังใต้พิภพ


   นับว่าโชคดีที่พวกเขาอยู่ภายในประตูวัง ไม่ใช่อยู่ภายนอก


   จากประสบการณ์ที่เทือกเขาคืนวิญญาณคราวก่อน การส่งผ่านของมันครอบคลุมเป็นบริเวณกว้าง ไม่ได้เจาะจงตำแหน่งที่แน่นอนของร่างแยก


   ดังนั้นร่างแยกอสูรผีสามตานี้ ต้องอยู่ในวังใต้พิภพแห่งนี้เป็นแน่


   เยี่ยหลิงหลงและสหายทั้งสาม นำไข่มุกราตรีออกมา ส่องสว่างพื้นที่โดยรอบ


   ประตูวังใต้พิภพเบื้องหลังพวกเขา โอ่อ่าตระการตา เบื้องหน้าคือตำหนักใหญ่กว้างใหญ่ สองข้างทางของตำหนักใหญ่ มีรูปปั้นอสูรผีรวมสิบสองตน สูงตระหง่าน ดวงตาจับจ้องไปยังเส้นทางกลางตำหนักใหญ่ ราวกับกำลังมองผู้ที่เดินเข้ามา สร้างแรงกดดันอย่างมาก


   เมื่อมองขึ้นไป พวกเขาเห็นบัลลังก์


   บนบัลลังก์มีการแกะสลักสัญลักษณ์ของเผ่าวิญญาณและอสูรผีมากมาย ผู้ที่นั่งอยู่ตรงกลางได้รับการห้อมล้อมจากปีศาจนับหมื่น เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของปรภพ


   "จักรพรรดิผีทิศบูรพาผู้นี้พูดอย่างชอบธรรมบนเขาอู่หวง ราวกับว่าไม่เคยคิดจะแทนที่จักพรรดิปรภพในการปกครองปรภพมีแต่ความตั้งใจที่จะหาอนาคตให้ปรภพแต่บัลลังก์นี้เผยให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของเขา" เสิ่นหลีเสียนกล่าว


   "มิใช่เพียงแค่ปกครองปรภพ ลองดูด้านล่างบัลลังก์นั้นอีกทีสิ"


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานก็มองไปที่ใต้บัลลังก์ เห็นว่าใต้บัลลังก์นั้นสลักเป็นลวดลายเมฆมงคล ทุกคนต่างรู้ว่าเมฆมงคลเป็นสัญลักษณ์ของที่ใด


   นั่นหมายความว่า เขาไม่เพียงต้องการควบคุมปรภพเท่านั้น แต่ยังต้องการอยู่เหนือภพเซียนหรือแม้กระทั่งต้องการควบคุมทั้งหกภพด้วย


   "ความทะเยอทะยานของเขาช่างยิ่งใหญ่นัก"


   "แต่ตอนนี้เขาเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เขาจำเป็นต้องได้รับคุณสมบัติในการเลื่อนขั้น ทะลุขอบเขตพ้นพิบัติเพื่อขึ้นไปสู่ขั้นต่อไป ได้รับอายุขัยที่ยาวนานขึ้น จึงจะสามารถสานต่อความทะเยอทะยานของเขาได้"


   ในขณะที่พวกเขาสนทนากันเกี่ยวกับบัลลังก์ของจักรพรรดิผีทิศบูรพา พวกเขาก็ค้นหาทางเดินไปทั่ว


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กที่นี่นอกจากประตูหน้านี้แล้ว ไม่มีทางเดินอื่นอีกแล้ว หรือว่าพวกเราจะต้องเดินออกไปทางประตูใหญ่?" มู่เซียวหรานถามขึ้น


   "ลองดูก่อนว่ายังมีกลไกอื่นใดอีกหรือไม่"


   เยี่ยหลิงหลงพูดพลางเดินไปที่ข้างบัลลังก์ แล้วหมุนตัวนั่งลงบนนั้น


   จากตำแหน่งที่นางนั่งมองลงไป รูปปั้นอสูรผีสูงใหญ่ที่แต่เดิมดูสูงใหญ่ ก้มหน้าจ้องมองผู้คนและสร้างความกดดันอย่างมาก กลับกลายเป็นว่าพวกมันกำลังก้มหน้าอยู่


   นั่นหมายความว่า มีเพียงผู้ที่ขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์เท่านั้นที่จะเห็นท่าทางยอมสยบของพวกมัน


   ช่างเป็นการออกแบบที่ดี


   "จักรพรรดิผีทิศบูรพาผู้นี้ช่างรู้จักเชิดหน้าชูตาตัวเองเสียจริง ความรู้สึกเมื่อได้นั่งบนบัลลังก์นี้ช่างรู้สึก..."


   เยี่ยหลิงหลงยังกล่าวไม่ทันจบ จู่ๆบัลลังก์ที่นางนั่งอยู่ก็หมุนไป จากเดิมที่หันหน้าไปทางตำหนักใหญ่ กลับถูกหมุนให้หันหลังให้ตำหนักใหญ่


   และหลังจากที่หมุนไปแล้ว นางก็ถูกย้ายไปยังสถานที่ใหม่พร้อมกับบัลลังก์ ตรงหน้านางเป็นภาพที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง!


   นางเข้ามาสู่ภายในวังใต้พิภพแล้ว!


   ดังนั้นกลไกจึงอยู่บนบัลลังก์สินะ?


   ก็ถูกแล้ว สร้างบัลลังก์ขึ้นมาแล้วจะไม่นั่งได้อย่างไร?


   ถ้าไม่ใช่ตัวเขาเองแต่เป็นคนนอก คงจะเหมือนกับศิษย์พี่รองและศิษย์พี่ห้าที่ค้นหากลไกไปทั่วสินะ?


   จะมีใครไม่เกรงใจเหมือนนาง นั่งลงบนบัลลังก์นี้โดยตรง แถมยังนั่งนานเสียด้วย


   เยี่ยหลิงหลงมองไปด้านหลังหนึ่งครั้ง ศิษย์พี่รองและศิษย์พี่ห้ายังไม่ได้เข้ามา


   ดังนั้น นางจึงนั่งต่อบนบัลลังก์นี้ รอให้มันหมุนกลับไป อย่างไรก็ตาม รอเป็นเวลานานมันก็ไม่หมุนกลับไป


   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ตามความคิดของจักรพรรดิผีทิศบูรพา ก่อนที่จะมาคือการขึ้นไปบนบัลลังก์ การออกไปก็ควรจะเป็นเช่นเดียวกัน


   หรือว่าท่านั่งไม่ถูกต้อง?


   เยี่ยหลิงหลงทบทวนอย่างละเอียดถึงท่าทางตอนที่นางกระตุ้นกลไกเมื่อครู่ สองมือวางบนที่วางแขนของบัลลังก์ หลังพิงบัลลังก์ ไขว่ห้างแบบสบายๆในท่าทางที่บ่งบอกว่า ‘ข้าคือราชา’


   ดังนั้น นางจึงกลับมาทำท่านั้นอีกครั้ง และแน่นอน บัลลังก์ก็ขยับอีกครั้ง!


   ยังเล่นแบบนี้ได้ด้วยหรือ? สนุกจริงๆ


   แม้ว่าจะมีคนเดาว่าบัลลังก์อาจเป็นกลไก หรือบังเอิญได้นั่งบนมัน พวกเขาก็คงไม่นั่งแบบราชาด้วยท่าทางที่เหิมเกริมและยโสโอหังเช่นนั้น


   เพราะคนอื่นๆไม่ได้มาที่นี่เพื่อเล่นสนุกแน่.นอน


   นางชอบการออกแบบนี้ มันน่าสนใจกว่าปุ่มกลไกอะไรก็ตามมากนัก!


   ในเวลานั้น เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานที่พบว่าศิษย์น้องหญิงเล็กหายไป กำลังวุ่นวายค้นหาบัลลังก์ที่หายไป รวมถึงกลไกที่จะกระตุ้นบัลลังก์


   ผลปรากฏว่าไม่นาน ศิษย์น้องเล็กของพวกเขาพร้อมบัลลังก์ ก็กลับมาปรากฏตัวในตำหนักใหญ่อีกครั้ง ท่าทางของนางช่างโอหัง ราวกับถูกจักรพรรดิผีทิศบูรพาเข้าสิง บนใบหน้าเหมือนเขียนตัวอักษรสี่ตัวไว้ว่า ‘ข้าคือราชา’


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก?"


   เยี่ยหลิงหลงยกมุมปากขึ้น แล้วกระดิกนิ้วเรียกพวกเขา


   "ขุนนางทั้งสอง มาอยู่ข้างกายข้าสิ"


......


   ศิษย์น้องหญิงเล็กที่แสดงได้สมจริงและเป็นธรรมชาติ หาความขัดแย้งใดๆมิได้เลย จะต้องเป็นตัวนางเองอย่างแน่.นอน


   ดังนั้นมู่เซียวหรานและเสิ่นหลีเสียนทั้งสองคนจึงเดินขึ้นบันไดไปยังข้างเยี่ยหลิงหลง


   เห็นนางชี้ไปที่ด้านข้างทั้งสองของตัวเอง


   "ซ้ายคนขวาคน ยืนให้ดีข้างกายข้า"


   เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานยืนเรียบร้อยข้างเยี่ยหลิงหลงเห็นมือเล็กของนางโบกไปมาแล้วกลับไปวางบนที่วางแขนของบังลังก์ พร้อมกับไขว่ห้างแบบไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น


   ไม่นาน พวกเขารู้สึกว่าพื้นใต้เท้าของตนกำลังหมุน เมื่อสายตากลับมาชัดเจนอีกครั้ง พวกเขาก็ปรากฏตัวอยู่ภายในวังใต้พิภพแล้ว


   "บัลลังก์นี้เล่นได้เช่นนี้ได้ด้วยหรือ?"


   "แน่นอน ข้าไปที่ใดจะไม่นำองครักษ์ไปด้วยได้อย่างไร? จะให้คนที่เข้ามาเป็นราชาไปทั้งหมดได้อย่างไร?"


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ ก่อนเดินลงมาจากบัลลังก์ เพิ่งก้าวลงมานางก็หยุดฝีเท้า หันกลับไปจ้องมองบัลลังก์นั้นต่อ


   "เกิดอะไรขึ้น ศิษย์น้องหญิงเล็ก?"


   "ศิษย์พี่รอง ข้าชอบบัลลังก์นี้มากเลย"


   "แล้วยังไงต่อ?"


   "เอาไปเถอะ"


   เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานหยุดฝีเท้า พลันหันกลับไปมองเยี่ยหลิงหลง


   "ข้าหมายความว่า ถ้าพวกเรายกบัลลังก์นี้ออกไป จักรพรรดิผีทิศบูรพาก็จะเข้ามาไม่ได้ใช่หรือไม่? เพื่อความปลอดภัยของพวกเรา พวกเราเอามันออกไปกันเถอะ"


   เยี่ยหลิงหลงพูดไปพลางลงมือไปพลาง ทั้งยังหาเหตุผลให้ตัวเองไปด้วย


   "ที่นี่เป็นที่ซ่อนความทะเยอทะยานของมัน แน่นอนว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่รู้ ดังนั้นเมื่อไม่มีบัลลังก์ ก็จะไม่มีใครบุกรุกเข้ามาตรวจสอบสถานการณ์ในทันที ยิ่งไปกว่านั้น ใครกันที่แอบเข้ามาแล้วสิ่งแรกที่ทำคือขนย้ายบัลลังก์? สรุปได้ว่า..."


   "พอได้แล้ว" เสิ่นหลีเสียนตัดบทคำพูดของเยี่ยหลิงหลงด้วยความจนใจและขบขัน "เจ้าอยากจะยกมันไปก็เอาเถอะ อย่างไรเสียพวกเราก็ไม่ใช่คนดีอะไร วังใต้พิภพอาจจะต้องยุบอยู่แล้ว ถ้าจะถือโอกาสยกมันไปด้วยจะเป็นอะไรไป?"


   สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่รอง!


   แต่ผู้ที่เอาจริงเอาจังยิ่งกว่าศิษย์พี่รองคือ ศิษย์พี่ห้าเพราะเขาได้ลงมือไปแล้ว


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กใต้บัลลังก์นี้ไม่มีอะไรที่ยึดติดแน่นหนา ข้าได้ถอดชิ้นส่วนออกไปบางส่วนแล้ว เจ้าเพียงแต่ปลดเปลื้องค่ายกลที่ฐานก็จะสามารถยกมันขึ้นได้"


   "ดีๆ ให้ข้าจัดการเถอะ เรื่องนี้ข้าเชี่ยวชาญมาก!"



บทที่ 1205: ให้เขาเจ็บปวด ให้มันคลั่ง!



   ดังนั้น ทั้งสามคนจึงร่วมมือกันรื้อบัลลังก์นี้ลงในเวลาอันสั้น


   เยี่ยหลิงหลงเก็บบัลลังก์เข้าไปในแหวนมิติของตน รอจนมีเวลาว่าง ค่อยหาพื้นที่เหมาะสมในมิติ นำมันมาใช้ประโยชน์


   หลังจัดการเรื่องนี้เสร็จ ทั้งสามคนก็เดินต่อไปข้างใน สถานที่แห่งนี้ในที่สุดก็ให้ความรู้สึกของวังใต้พิภพจริงๆ


   จากบัลลังก์เป็นทางเดินยาวเหยียด ทางเดินไม่กว้างขวางนัก สองข้างทางประดับด้วยไข่มุกราตรีเม็ดเล็ก ส่องแสงเรืองรอง พอให้แสงสว่างในการเดินหน้า


   เมื่อเดินมาถึงปลายทางเดิน พวกเขาก็เข้าไปในห้องลับ


   แต่มากกว่าจะเรียกว่าห้องลับ น่าจะเรียกว่าห้องตำรามากกว่า เพราะภายในมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ และชั้นวางตำรากับม้วนคัมภีร์เรียงรายเป็นแถว


   บนผนังด้านหน้าโต๊ะ แขวนภาพวาดขนาดใหญ่มาก ในภาพวาดเป็นภพเซียน


   ส่วนบนสุดคือภพเซียนเบื้องบนซึ่งมีพื้นที่ใหญ่ที่สุด ใต้ภพเซียนเบื้องบนคือภพเซียนเบื้องล่างที่กระจัดกระจายราวกับดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน


   ตอนนี้ภาพบนภพเซียนยังคงสะอาด แต่ภาพล่างภพเซียนมีจุดมากมาย


   ในบรรดาภพเซียนล่างที่มีมากมายนับไม่ถ้วนนั้น มีประมาณสิบแห่งที่มีจุดอยู่ด้านบน และอีกห้าแห่งที่มีจุดมากมาย


   จากห้าภพเซียนที่มีจุดมากมายนั้น มีหนึ่งแห่งที่ถูกขีดเครื่องหมายกากบาทขนาดใหญ่ และอีกหนึ่งแห่งถูกวงกลมสีแดงขนาดใหญ่


   เยี่ยหลิงหลงสังเกตอย่างละเอียดที่ภพเซียนล่างพิเศษสองแห่งที่ถูกทำเครื่องหมาย นางพบว่านางไม่รู้จักภพเซียนที่ถูกขีดกากบาท แต่ภพเซียนล่างที่ถูกวงกลมนั้น การกระจายตัวของเทือกเขาคล้ายกับที่ที่พวกเขาอยู่อย่างไม่มีผิดเพี้ยน!


   เมื่อเป็นเช่นนี้ นางก็เข้าใจแล้ว


   ความหมายของกากบาทคือภพเซียนล่างนั้นถูกทำลายด้วยวิธีการของเขาแล้ว ส่วนที่ถูกวงกลมนั้นยังไม่สามารถยึดครองได้


   ส่วนที่อื่นๆที่มีเพียงจุดแต่ไม่มีวงกลมหรือกากบาท แสดงว่าทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการ ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำอย่างเต็มที่


   ขณะที่นางกำลังสังเกตแผนที่นี้อย่างละเอียด พี่ศิษย์ทั้งสองที่อยู่ข้างๆ ก็กำลังดูอยู่เช่นกัน พวกเขาเข้าใจความหมายของสัญลักษณ์เหล่านี้พร้อมกัน


   ในชั่วขณะนั้น ทั้งสามคนมีความรู้สึกและสีหน้าที่หนักอึ้งมาก


   ที่แท้ ตอนนั้นมีผู้คนมากมายที่ต้องสูญเสียชีวิตอย่างไร้เหตุผล พี่น้องร่วมสำนักมากเท่าใดที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ผู้คนมากเท่าใดที่ต้องพลัดพรากจากกัน สำนักมากเท่าใดที่ถูกทำลายจนสิ้น เรื่องราวความทุกข์ทรมานมากมายเหล่านั้น สำหรับเขาแล้ว มันเป็นเพียงจุดสีแดงไม่กี่จุด วงกลมหนึ่งวง และเครื่องหมายกากบาทหนึ่งอันเท่านั้น


   ในขณะนั้น ไม่มีใครพูดอะไร แต่ทุกคนต่างเห็นความโกรธแค้นในดวงตาของกันและกัน


   การที่พวกเขาเอาชีวิตรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ที่แท้ในมือของคนอื่น มันเป็นเพียงแค่การขีดกากบาท ก่อนที่จะแข็งแกร่งพอ ชีวิตของแต่ละคนช่างไร้ค่ายิ่งกว่ามด


   "ข้าคิดมาตลอดว่าตัวเองไม่มีความสำคัญ แต่เมื่อวันหนึ่งพบว่าชีวิตของตนถูกผู้อื่นชักใยตามอำเภอใจเช่นนี้ ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย" เยี่ยหลิงหลงกล่าวพลางแสยะยิ้ม


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ในเมื่อพวกเราเดินมาถึงที่นี่แล้ว ได้เห็นการกระทำอันชั่วร้ายทั้งหมดของมัน หากมิได้ก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมาสักหน่อย ก็คงจะน่าเสียดายยิ่งนัก"


   ขณะที่เสิ่นหลีเสียนกล่าวเช่นนี้ จิตสังหารในดวงตาของเขาก็แผ่ขยายออก


   "ที่ดีที่สุดคือไม่เพียงแต่ให้เขาชดใช้หนี้เลือดด้วยเลือด แต่ยังต้องให้เขาได้เห็นกับตาว่าทุกสิ่งที่เขาเตรียมไว้อย่างพิถีพิถันนั้นพังทลายลงทั้งหมด ให้เขาเจ็บปวด ทำให้เขาคลั่ง ให้เขาตระหนักว่าตัวเขาเองก็เป็นเพียงมดตัวหนึ่งในหกภพนี้เท่านั้น"


   คำพูดของมู่เซียวหรานไม่มีแม้แต่คำเดียวที่แสดงความเกลียดชัง แต่ทุกคำกลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้น


   "เมื่อพวกเราทั้งสามคนมีความคิดตรงกัน ก็ให้พวกเราทุ่มเทไปด้วยกัน" เยี่ยหลิงหลงแสดงรอยยิ้มที่ปราศจากความสนุกสนาน "ให้เขาได้ลิ้มรสความเจ็บปวดอย่างที่สุดของการถูกมดเหยียบตายกันเถิด!"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบแล้ว ก็ฉีกแผนภาพขนาดใหญ่นี้ลงมาจากผนัง แล้วเก็บไว้ในแหวนมิติของตน


   บนเขาอู่หวาง


   จักรพรรดิผีทิศบูรพาเดินวนไปวนมา เขากำลังเงี่ยหูฟังเสียงจากระยะไกล การเข่นฆ่ายังคงดำเนินต่อไป พวกกระดูกสันหลังแข็งพวกนี้ ช่างอดทนยิ่งนัก เช่นเดียวกับจักรพรรดิปรภพที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง น่ารังเกียจ


   "ท่านจักรพรรดิ ท่านยังมิได้ตัดสินใจอีกหรือ?"


   "ข้ายังคงตอบเช่นเดิม ข้ามิได้นำดงตาทั้งสองของอสูรผีสามตาไป"


   "ดี ดี!" จักรพรรดิผีทิศบูรพายิ้มเย็น "ในเมื่อท่านยืนกรานที่จะเป็นศัตรูกับข้า เช่นนั้นข้าก็คงต้องใช้ไม้แข็ง"


   สิ้นเสียง จักรพรรดิผีทิศบูรพาก็ผิวปากไปยังทิศทางที่ศิษย์ตำหนักจักรพรรดิปรภพอยู่


   เมื่อเสียงผิวปากดังขึ้น ทันใดนั้นแผ่นดินทั้งหมดก็สั่นสะเทือน แม้กระทั่งเขาอู่หวางก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัว


   เมื่อจักรพรรดิปรภพได้ยินเสียงนั้น บนใบหน้าก็มิได้แสดงอารมณ์มากนัก เขากล่าวอย่างเฉยเมย


   "ข้ารู้มาตลอดว่าตงฟางเป็นผู้ที่เลี้ยงอสูรผีและวิญญาณร้ายได้ดีที่สุดในปรภพของพวกเรา สิ่งที่ผ่านมือท่านไป มิเคยมีสิ่งใดบกพร่อง แต่เมื่อได้ยินเสียงนี้ในวันนี้ จึงได้รู้ว่าความสามารถของท่าน เกินขอบเขตความรู้ของข้าไปแล้ว


   สิ่งที่ท่านอัญเชิญมานี้ พลังของมันคงอยู่เหนือขอบเขตพ้นพิบัติแล้วกระมัง? มันเป็นผลงานชิ้นเอกของท่านหรือ? ให้ข้าได้เห็นด้วยตาว่ามันร้ายกาจเพียงใด"


   กล่าวจบ จักรพรรดิปรภพก็โบกสะบัดแขนเสื้อ เหนือลานประลองด้านหน้า ปรากฏภาพลวงตาขึ้น ในภาพลวงตาเป็นอสูรผีผสมขนาดใหญ่


   มันมีสามหัวหกแขน หัวหมาป่าร่างเสือ และมีหางงูยาวเก้าเส้น เขี้ยวยาวของมันชุบด้วยพิษสีเขียว เพียงแค่มองก็รู้ว่าแตะต้องไม่ได้เลยแม้แต่น้อย


   เมื่อมันปรากฏตัว ภูเขาทั้งลูกก็ถูกมันพลิกคว่ำ มันยืนอยู่ตรงนั้น และมันกลายเป็นภูเขาลูกนั้น ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัวเมื่อได้เห็น


   "มาฝีมือจากตงฟาง ไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ เก่งกาจมาก แม้แต่ข้าเองหากต้องจัดการมันด้วยตัวเอง ก็ต้องใช้เวลา" จักพรรดิปรภพกล่าวอย่างทึ่ง


   "ท่านยังมีอารมณ์มาชมข้าตรงนี้อีกหรือ? ท่านไม่สนใจชีวิตของศิษย์เจ้าจริงๆแล้วใช่หรือไม่?"


   จักรพรรดิผีทิศบูรพาคาดไม่ถึงว่าเจ้าแก่ผู้นี้จะใจร้ายถึงเพียงนี้ แม้กระทั่งศิษย์ของตนเองก็มิสนใจ


   แต่ถ้าศิษย์หมดไป สำนักจักพรรดิปรภพของเขาก็จะว่างไปครึ่งหนึ่ง สำหรับเขาแล้วนั่นไม่ใช่การสูญเสียครั้งใหญ่หรอกหรือ?


   "ข้าย่อมใส่ใจอยู่แล้ว เพราะเช่นนั้นข้าจึงอยากจะดูว่า พวกศิษย์ของข้าหนีออกมาได้หมดหรือไม่"


   เมื่อจักพรรดิปรภพเอ่ยจบ จักก็หันไปมองภาพมายาอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงอสูรผีลูกผสมที่เขาสร้างขึ้นกำลังคลั่งทำลายภูเขาแม่น้ำและพืชพรรณ แต่ในขณะที่มันกำลังทำลายนั้น กลับไม่มีเงาร่างของศิษย์ที่กำลังร้องไห้และวิ่งหนีเลย


   มันดุร้ายมาก แต่กลับระบายพละกำลังทั้งหมดลงบนพื้นดิน มิได้แตะต้องผู้ใดเลยสักคน!


   จักรพรรดิผีทิศบูรพาจ้องมองภาพนี้ด้วยความตกตะลึง เขารีบโบกสะบัดแขนเสื้อ เลื่อนภาพลวงตาไปค้นหาร่างของพวกเศษสวะจากตำหนักจักรพรรดิปรภพ


   เลื่อนไปหลายครั้ง ในที่สุดเขาก็เห็นศิษย์ตำหนักจักรพรรดิปรภพกำลังวิ่งหนีอยู่ในมุมหนึ่ง!


   มุมนั้นอยู่ที่ขอบของค่ายกลที่กักขังพวกเขาไว้ ในเวลานี้ที่มุมค่ายกลมีรูที่ชำรุดเกิดขึ้น รูมิได้ใหญ่โต แต่มากพอที่จะให้คนหนึ่งลอดออกไปได้


   และสิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้คือ ศิษย์ตำหนักจักรพรรดิปรภพได้หนีไปเกือบหมดแล้ว ส่วนที่เหลือคืออวี้ฉางเฟิงและเฮยจิ่ว ทั้งสองนำศิษย์หัวกะทิที่สุดอยู่ด้านหลัง คอยสกัดกั้นอสูรผี เป็นแนวหลังให้ศิษย์ร่วมสำนัก


   และพวกเขายังสกัดกั้นอสูรผีด้วยอาวุธวิเศษจำนวนมาก สร้างเป็นเกราะกำบังไว้ด้านหน้า เกราะกำบังนี้มากพอที่จะให้คนที่เหลือมีเวลาพอที่จะลอดออกจากค่ายกล หนีเอาชีวิตรอด!



บทที่ 1206: พูดตามตรง ข้าเองก็กำลังเดิมพันอยู่เช่นกัน



   เมื่อจักรพรรดิผีทิศบูรพาเห็นภาพตรงหน้า เขาก็ตกตะลึงอย่างสุดขีด ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมาบนศีรษะของเขา ทำให้สมองของเขามึนงงไปทันที


   เขาจำได้อย่างชัดเจนว่า ในวังของจักรพรรดิปรภพไม่มีศิษย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องค่ายกล และถึงแม้จะมี ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหาวิธีทำลายค่ายกลได้ในเวลาอันสั้นเช่นนั้น


   เพราะค่ายกลของเขาแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก การทำลายลงนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้


   นอกเสียจาก...


   สายตาของเขาหันไปยังช่องโหว่ของค่ายกล ตอนนี้เขาสามารถเห็นแสงอักขระ ที่แผ่ออกมาจากช่องโหว่


   มันดูผิดปกติอยู่บ้าง ดูเหมือนว่าค่ายกลนี้ ถูกคนปั่นป่วนมาก่อนแล้ว!


   หัวใจของเขาเต้นรัวขึ้นมาทันที


   หรือว่าจะเป็นฝีมือของไอ้กระจอกสองคน ที่ตกลงไปในค่ายกลตอนที่เขากำลังสร้างมัน?


   จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่สามารถค้นหาตัวตนของคนทั้งสองได้ และยังทำให้ผู้อาวุโสที่สร้างค่ายสูญเสียโครงกระดูกวัวอันล้ำค่าไปหนึ่งตัวด้วย


   เดิมที เขาคิดว่าเรื่องนี้สามารถจัดการเงียบๆได้


   ขอแค่ไม่ทำลายแผนของเขาก็พอแล้ว แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า ไอ้เด็กเวรสองคนนี้ จะมีคนหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญค่ายกล ทั้งยังวางแผนล่วงหน้าไว้ ก่อนที่จะจัดวางค่ายกลเสร็จเสียอีก!


   จักรพรรดิผีทิศบูรพาเห็นภาพนี้แล้วก็โกรธจนกำหมัดแน่น


   กัดฟันกรอดๆ ร่างกายสั่นไปทั้งตัว


   พวกมันหนีออกไปแล้ว เช่นนั้นก็หมายความว่า อสูรผีทั้งหมดที่เขาเตรียมไว้ กลายเป็นเรื่องตลกไปเสียแล้วหรือ?!


   แผนใหญ่ขนาดนี้ ความพยายามทั้งหมดของเขา จะปล่อยให้สูญเปล่าเช่นนี้ได้อย่างไร?!


   ไม่ได้ เขาไม่อาจปล่อยให้แผนล้มเหลวได้ ดังนั้นเขาจึงปล่อยวิหคสื่อสารออกไปตัวหนึ่ง ให้มันไปส่งข่าวถึงศิษย์ของจวนจักรพรรดิผีที่รออยู่โดยรอบ สั่งให้พวกเขาสกัดศิษย์ของวังจักรพรรดิปรภพให้ได้


   หลังจากปล่อยวิหคตัวนั้นไปแล้ว เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันกลับไปมองจักรพรรดิปรภพอย่างรวดเร็ว


   ในที่สุดเขาก็รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่รีบร้อนเลย ที่แท้เขารู้มาตั้งนานแล้วสินะ!


   ‘ไอ้แก่นี่!’


   "ท่านถ่วงเวลา คอยอยู่กับข้าที่นี่ตลอด ก็เพราะท่านมีการเตรียมการไว้แล้วสินะ? ท่านรู้ว่าพวกมันจะหนีไปได้ใช่หรือไม่?!"


   "พูดตามตรง ข้าก็แค่เดาเอา ตอนนี้ข้าเองก็กำลังเสี่ยงเช่นกัน" จักรพรรดิปรภพหัวเราะเบาๆ "แต่ดูเหมือนว่าข้าจะเดาถูกสินะ"


   เมื่อพูดจบ เขาก็หันไปมองยังจักรพรรดิผีอีกสี่คน ที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยมอง แล้วถามว่า


   "พวกท่านคิดเห็นอย่างไร?"


   จักรพรรดิผีทั้งสี่คนนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที


   จักรพรรดิผีทิศบูรพามองพวกเขา ทว่าพวกเขายังคงนั่งเงียบเหมือนขอนไม้อยู่ตรงนั้น แต่สีหน้าของพวกเขาไม่ได้สงบและเฉยเมยเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว


   จิตใจของพวกเขาเริ่มหวั่นไหวขึ้นมาแล้ว!


   "เจ้าคิดว่าพวกเขาจะหนีรอดไปได้หรือ?" จักรพรรดิผีทิศบูรพาตวาดด้วยความโกรธ


   "แล้วท่านเอาอะไรมารับประกันว่าพวกเขาจะถูกสกัดไว้ได้ทั้งหมด? อสูรผีของท่าน ถูกค่ายกลของท่านกักไว้จนออกมาไม่ได้ และการประลองที่เขาอู่หวาง ท่านก็เห็นแล้ว ศิษย์ของจวนจักรพรรดิผีทิศบูรพา สู้ศิษย์ของวังจักรพรรดิปรภพไม่ได้ ท่านจะให้พวกเขาสกัดหรือ จะสกัดได้อย่างไร?"


   จักรพรรดิปรภพยิ้มพลางย้อนถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ ราวกับว่าคนที่ตกใจและโกรธเมื่อแรกไม่ใช่เขา


   หากจะมองดู เขาเหมือนนักหมากรุกที่ควบคุมชัยชนะอยู่เบื้องหลัง บัดนี้เผยโฉมหน้าที่แท้จริงของตนออกมาแล้ว


   "เจ้าคิดว่ามีเพียงข้า จักรพรรดิผีทิศบูรพาที่ขวางเจ้าหรือ? ศิษย์ของสำนักจักรพรรดิผีห้าทิศ ก็ร่วมกันขัดขวาง ศิษย์ของวังจักรพรรดิปรภพ ต่อให้จะเก่งกาจเพียงใด ก็หนีไม่พ้นแน่นอน!" จักรพรรดิผีทิศบูรพากล่าวด้วยความโกรธ


   "บูรพาเอ๋ยบูรพา… เมื่อก่อนเจ้ารวมพลกับจักรพรรดิผีอีกสี่คน เจ้าให้ความมั่นใจกับพวกเขาอย่างเพียงพอ แต่บัดนี้ความมั่นใจนั้น กำลังถูกสั่นคลอนและกำลังจะพังทลายลงในไม่ช้า เจ้าคิดว่าพวกเขาจะเสียสละศิษย์ของตนเพื่ออะไร? เพื่อร่วมเดิมพันครั้งใหญ่กับเจ้ากระนั้นรึ?" จักรพรรดิปรภพกล่าวพร้อมรอยยิ้ม


   จักรพรรดิผีทิศบูรพาหันไปหาจักรพรรดิผีอีกสี่คน พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ


   "พวกเจ้าคงไม่ยอมละทิ้งแผนการทั้งหมด เพียงเพราะเหตุไม่คาดฝันเล็กน้อยนี้หรอกกระมัง? ที่ข้ายืนเผชิญหน้ากับเขาได้ตรงนี้ ก็เพราะการสนับสนุนของพวกเจ้าทั้งหมด หากว่าพวกเจ้าเปลี่ยนใจกลางคัน เจ้าคิดว่าเขาจะปล่อยพวกเจ้าไปหรือ?"


   เมื่อจักรพรรดิผีทิศบูรพาพูดจบ จักรพรรดิผีอีกสี่คนมองหน้ากัน จากนั้นจักรพรรดิผีทิศทักษิณก็กล่าวว่า


   "ท่านทำในสิ่งที่ท่านต้องทำเถิด"


   "ได้ยินคำตอบแล้วใช่หรือไม่?" จักรพรรดิผีทิศบูรพายิ้ม พลางหันไปมองจักรพรรดิปรภพ


   "ความร่วมมือของพวกเราไม่ได้พังทลายง่ายๆ นี่เป็นเพียงเหตุไม่คาดฝันเล็กน้อยเท่านั้น"


   "หากเจ้าว่ามันเป็นเหตุไม่คาดฝัน ก็ให้มันเป็นเช่นนั้นแล้วกัน"


   จักรพรรดิปรภพที่นั่งอยู่บนที่นั่ง ลุกขึ้นยืนโดยพลัน


   "ในเมื่อศิษย์ของข้า ได้หลุดพ้นจากอันตรายแล้ว ข้าก็ควรไปรับพวกเขา"


   เมื่อเห็นจักรพรรดิปรภพกำลังจะจากไป จักรพรรดิผีแห่งทิศบูรพาก็รีบก้าวไปข้างหน้าและยื่นมือออกไปขวางเขาไว้ทันที


   "ท่านคิดว่าข้าจะปล่อยให้ท่านไปช่วยพวกเขาง่ายๆหรือ?"


   "หมายความว่าเจ้าต้องการจะสู้กับข้า?"


   จักรพรรดิผีทิศบูรพาหน้าเครียด มองไปยังจักรพรรดิผีอีกสี่คนทันที


   "แทนที่จะรอให้ศิษย์ของพวกเราสกัดศิษย์ของวังจักรพรรดิปรภพ เหตุใดพวกเราจึงไม่ลงมือกันเลยเล่า เพียงแค่เขามอบลูกตาทั้งสองดวงนั้นให้ แผนการของพวกเราก็จะดำเนินต่อไปได้ ส่วนไอ้แก่นี่..."


   จักรพรรดิผีทิศบูรพาหันเหสายตาไปที่จักรพรรดิปรภพ ดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ไร้การปิดบัง


   "เขาอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ใช่ของเขามานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องกลิ้งลงมา และยอมให้คนที่คิดเพื่อปรภพอย่างแท้จริงขึ้นไปนั่งตำแหน่งนั้นแทน! หากเขาตาย พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังตัวอีกต่อไป"


   "ในที่สุด เจ้าก็เผยความทะเยอทะยานและเจตนาของเจ้าออกมาแล้วสินพ" จักรพรรดิปรภพหัวเราะ "เจ้าบอกว่าทำเพื่อปรภพแต่ตัวเจ้าเองก็โลภตำแหน่งนี้มานานแล้วมิใช่หรือ? ที่จริงแล้ว การฆ่าข้าก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนของเจ้า แต่เดิมที เจ้าต้องการรอให้ข้ามอบลูกตาคืนให้ก่อน แล้วค่อยฆ่า ถูกต้องหรือไม่?"


   "เจ้านั่งอยู่ในตำแหน่งนี้มานาน ย่อมเป็นคนมีความสามารถ นับว่าไอ้แก่เช่นเจ้ายังมีน้ำยาอยู่บ้าง!"


   จักรพรรดิผีทิศบูรพาพูดจบก็หัวเราะเยาะออกมา


   "ถูกต้องแล้ว!! ข้าต้องการฆ่าเจ้ามานานแล้ว มารู้เอาตอนนี้แล้วจะได้อะไร? ในเมื่อเจ้าไม่ยอมส่งมอบลูกตาทั้งสองดีๆ ข้าก็ต้องใช้กำลังแย่งชิงมา ตอนนั้นเจ้าจะตายอย่างมีศักดิ์ศรีหรือไม่ ข้าไม่รับประกัน!"


   พูดจบ จักรพรรดิผีทิศบูรพาก็หยิบอาวุธของตนออกมา เป็นเคียวยาวที่ชุ่มไปด้วยโลหิต


   ปราณหยินที่แผ่ซ่านออกมานั้น น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ดูราวกับมันเป็นเครื่องมือเก็บเกี่ยวชีวิต


   เขาชักอาวุธออกมา จักรพรรดิผีอีกสี่คนก็ลุกขึ้นยืนด้วย แม้ว่าพวกเขายังไม่ได้ชักอาวุธออกมา แต่เจตนาที่จะร่วมมือกันล้อมจักรพรรดิปรภพ ปรากฏชัดเจนแล้ว


   ในขณะนั้นเอง จักรพรรดิปรภพก็หัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน


   "ที่จริงแล้ว แม้ว่าเจ้าจะไม่ลงมือกับข้า ข้าก็ต้องลงมือกับเจ้าอยู่ดี ตอนนี้เจ้าเป็นฝ่ายเริ่มการต่อสู้นี้ ก็ดีเหมือนกัน ช่วยให้ข้าไม่ต้องเสียน้ำลายมากไปกว่านี้"


   จักรพรรดิผีทิศบูรพาได้ยินคำพูดนี้แล้ว ก็ขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจทันที


   หากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว เขาคงไม่อาจเอาชนะคนแก่คนนี้ได้ แต่เขามีผู้ช่วยสี่คน ถึงแม้อีกฝ่ายจะมีสามหัวหกแขน ก็ไม่สามารถสู้กับพวกเขาทั้งห้าคนได้แน่.นอน


   เมื่อเขาไม่มีทางชนะ เหตุใดเขาถึงรับคำท้าในการต่อสู้ครั้งนี้?


   ตามนิสัยของเขา เขาควรจะถ่วงเวลาให้ยาวออกไปมากกว่ามิใช่หรือ?


   มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอีกหรือ? แล้วปัญหาอยู่ที่ใด?


   จักรพรรดิผีทิศบูรพามีสีหน้าสงบนิ่ง แต่ในใจเริ่มรู้สึกตื่นตระหนกแล้ว เขาพยายามนึกทบทวนไม่หยุดว่าจุดไหนที่ไม่ถูกต้อง


   จุดไหนกันแน่...


   ในขณะนั้นเอง เขาพลันรู้สึกถึงบางสิ่ง หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว


   บัดนั้น ราวกับมีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในสมองของเขาอย่างบ้าคลั่ง


   ในวันที่จวนจักรพรรดิผีทิศบูรพาทุ่มกำลังทั้งหมดออกมา


   ในขณะที่กำลังดำเนินแผนการทั้งหมดอยู่นั้น


   เมื่อครู่นี้มีคนนั่งบนบัลลังก์ของเขา เปิดค่ายกลของเขา และเข้าไปในวังใต้พิภพของเขา!


   เขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็เห็นจักรพรรดิปรภพได้ชักอาวุธของตนเองออกมาแล้ว


   เคียวคู่ที่เคลือบไปด้วยปราณหยินและจิตสังหาร มันไม่ได้ยาวและใหญ่เหมือนเคียวของจักรพรรดิทิศบูรพา


   อาวุธของจักรพรรดิปรภพกะทัดรัดแต่กลับร้ายกาจยิ่งนัก !


   ในตอนนี้ จักรพรรดิปรภพยิ้มพลางยกอาวุธในมือขึ้น


   "บูรพา ตอนนี้ ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าหนีไปไหนแล้ว?"



บทที่ 1207: ควบคุมสัตว์อสูรได้แล้วคิดว่าเก่งนักหรือ?



   จักรพรรดิผีทิศบูรพาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาไม่คิดว่าแผนการจะมีข้อผิดพลาดมากมายเช่นนี้


   วังใต้พิภพของเขา ถูกซ่อนไว้อย่างดีในจวนจักรพรรดิผีทิศบูรพา แล้วเหตุใดคนอื่นถึงหาทางเข้าได้ง่ายดายเช่นนี้เล่า?


   แม้จะหาทางเข้าได้ แต่จวนจักรพรรดิผีทิศบูรพา ก็ไม่ได้ว่างเปล่าเสียหน่อย


   พวกเขาไม่มีทางค้นหาวังใต้พิภพำได้อย่างง่ายดายแน่.นอน


   เว้นแต่ว่า...


   จักรพรรดิผีทิศบูรพาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว


   เว้นแต่ว่าลูกตาของอสูรผีสามตาจะไม่ได้อยู่ในมือของจักรพรรดิปรภพ แต่อยู่ในมือของคนอื่น


   นี่พวกเขาใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่เขาทุ่มสุดกำลังและเดิมพันทุกอย่างที่ภูเขาอู่หวาง โดยใช้ลูกตาเคลื่อนย้ายไปยังวังใต้พิภพโดยตรง!


   ไม่นะ! ไม่ได้! เขาต้องรีบกลับไปกำจัดสิ่งที่อยู่ในวังใต้พิภพให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นทุกสิ่งทุกอย่างของเขาจะถูกทำลาย!


   "เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนที่เจ้าจะกักตัวไว้ได้ตามใจชอบหรือ?" สีหน้าของจักรพรรดิผีทิศบูรพาดูเคร่งเครียดมาก


   "พวสกเจ้าสี่คนช่วยสกัดเขาไว้ทีเถิด ข้าต้องกลับไปที่จวนสักครู่ มีธุระด่วนที่ต้องจัดการ"


   "พวกเราล้วนเป็นคนฉลาด ดูท่าตอนนี้จวนทิศบูรพาคงจะไฟไหม้จนดูแลตัวเองแทบไม่ไหวแล้วกระมัง ถ้าในเวลานี้ พวกเจ้าออกมาช่วยเขา แล้วเขาล้มเหลว พวกเจ้าทั้งหมดคงหนีข้อครหาไปมิพ้นแน่นอน" จักรพรรดิปรภพเหลือบมองไปยังจักรพรรดิผีคนอื่นๆ


   "หากข้าเป็นพวกเจ้า ตอนนี้ข้าจะไม่เคลื่อนไหวกองกำลังใดใด แล้วนั่งดูเสือสองตัวต่อสู้กันจากบนภูเขา ตราบใดที่ไม่เอนเอียงไปทางฝ่ายใด ไม่ว่าใครจะชนะในอนาคต ก็จะไม่มีใครมาเล่นงานพวกเจ้า พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร?"


   หลังจากจักรพรรดิปรภพพูดจบ จักรพรรดิผีอีกสี่คนก็มองหน้ากัน


   ในขณะที่จักรพรรดิผีทิศบูรพากำลังร้อนรน พวกที่เหลือก็แสดงสีหน้าเย็นชาเหมือนกับที่พวกเขาปฏิบัติต่อจักรพรรดิปรภพก่อนหน้านี้


   ไม่พูด ไม่ขยับ ไม่ทำอะไร เพียงแค่ยืนดูอยู่ข้างๆเฉยๆ


   เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ขยับเขยื้อนจริงๆ จักรพรรดิผีทิศบูรพาก็โกรธขึ้นมาทันที


   "พวกเจ้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร? ก่อนหน้านี้ข้าสัญญากับพวกเจ้าไว้อย่างไร ในช่วงเวลาสำคัญ พวกเจ้ากลับไม่ช่วยข้ากระนั้นรึ!"


   "คำสัญญาจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อเจ้าประสบความสำเร็จ ไม่ใช่หรือ?" จักรพรรดิผีทิศทักษิณกล่าว


   "ก่อนหน้านี้ เจ้าบอกว่าแผนของเจ้าไม่มีทางผิดพลาด พวกข้าถึงได้เสี่ยงที่จะทำให้จักรพรรดิปรภพไม่พอใจ แต่ความจริงแล้ว มันไม่มีทางผิดพลาดจริงหรือ?"


   "บูรพา สิ่งที่เจ้าต้องการ เจ้าต้องแสวงหาด้วยตัวเอง พวกข้าเพียงแค่สัญญาว่าจะพยายามให้ความร่วมมือเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่เคยสัญญาว่าจะยอมตายเพื่อเจ้า เรื่องนี้ เจ้าก็รู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?" จักรพรรดิผีทิศประจิมกล่าว


   "เช่นนั้นรึ! หึ! ดี! ดีเหลือเกิน"


   เสียงการต่อสู้ดังมาจากที่ไม่ไกล ก่อนที่จักรพรรดิผีทิศบูรพาจะพูดต่อได้ทัน


   จักรพรรดิปรภพหัวเราะขึ้นมา "ดูเหมือนว่าศิษย์ของข้าจะเก่งกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก บูรพา ศิษย์ของเจ้าไม่สามารถหยุดพวกเขาได้เลยสินะ ได้ยินหรือไม่? พวกเขากำลังจะบุกมาที่นี่แล้ว"


   เมื่อได้ยินเสียงการต่อสู้เหล่านี้ เขาก็มองเห็นเคียวคู่ในมือของจักรพรรดิปรภพ และนึกถึงวังใต้พิภพของตนเองที่ตอนนี้กำลังถูกบุกรุก จักรพรรดิผีทิศบูรพารู้สึกมึนงงขึ้นมาทันที


   ทั้งโกรธทั้งร้อนใจ


   ด้วยเหตุนี้เขาจึงโยนลูกกลมใส่จักรพรรดิปรภพ ลูกกลมนั้นกลายเป็นระเบิดและระเบิดออกมาตรงหน้าจักรพรรดิปรภพทันที


   หมอกควันที่บดบังสายตาแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว


   ฉวยโอกาสนี้ เขารีบหันหลังวิ่งหนี เขาต้องรีบกลับไปให้ได้!


   อย่างไรก็ตาม เขาเพิ่งหันหลังก็เห็นจักรพรรดิปรภพปรากฏตัวตรงหน้าเขาพร้อมเคียวคู่ในมือ


   "บูรพา เจ้าอย่าได้คิดจะหนีไปเช่นนี้เลย มาลงมือกันตรงๆเถอะ ถ้าเจ้าชนะข้า เจ้าก็ยังมีโอกาส"


   เมื่อพูดจบ จักรพรรดิปรภพไม่ให้เวลาเขาแม้แต่น้อย ยกเคียวคู่ของตนฟันใส่จักรพรรดิผีทิศบูรพา จักรพรรดิผีทิศบูรพาเห็นดังนั้น รีบยกเคียวใหญ่ของตนขึ้นมาป้องกัน


   การต่อสู้ที่เขาเป็นผู้ริเริ่มแต่ไม่อาจเป็นผู้จบ ได้เริ่มต้นขึ้นเสีย


   ในตอนนี้ จักรพรรดิปรภพเอ่ยปากด้วยเสียงที่ทุกคนสามารถได้ยิน เสียงเหล่านั้นได้ดังไปยังเหล่าศิษย์ที่กำลังสู้รบกันอยู่


   "ให้ศิษย์ทั้งหมดของวังจักรพรรดิปรภพ จงรออยู่ที่เชิงเขาอู่หวาง ไม่ต้องขึ้นเขา ข้าจะกำจัดพวกกบฏเอง!"


   ณ จวนจักรพรรดิผีทิศบูรพา วังใต้พิภพ


   หลังจากฉีกแผนที่ ที่แขวนอยู่บนผนังออกแล้ว เยี่ยหลิงหลงเริ่มค้นหาทุกสิ่งในห้องหนังสือของจักรพรรดิผีทิศบูรพา พวกนางค้นไป พลางเก็บของทั้งหมดใส่แหวนของเยี่ยหลิงหลงไปพลาง


   ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ นางต้องการนำไปทั้งหมด


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ามาดูนี่หน่อย ลิ้นชักนี้ถูกล็อกด้วยค่ายกบางอย่าง ข้าเปิดไม่ได้" เสิ่นหลีเสียนเรียกนางหนึ่งครั้ง


   เยี่ยหลิงหลงเดินไปตรวจดูลิ้นชักนั้น พบว่าลิ้นชักใช้ค่ายกลปิดไว้ อีกทั้งมันยังมีระบบทำลายตัวเอง หากฝืนเปิดมัน มันจะทำลายสิ่งที่อยู่ข้างในทันที


   กล่าวคือ สิ่งของภายในนี้ ยอมถูกทำลายดีกว่าจะปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือผู้อื่นโดยง่าย


   แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความลับของมัน


   บางที คำตอบที่พวกเขาต้องการอาจบรรจุอยู่ในลิ้นชักนี้ก็ได้


   แต่ขณะเดียวกันนั้น เยี่ยหลิงหลงยังไม่มีวิธีดีๆที่จะเปิดมันได้ และเวลาที่อยู่ในมือนางก็ค่อยข้างกระชั้นชิด นางจึงตัดสินใจทันที


   "ขนโต๊ะไปพร้อมกันเลยเจ้าค่ะ แล้วค่อยๆศึกษาทีหลัง"


   ไม่นาน พวกเขาทั้งสามก็ค้นห้องหนังสือจนทั่ว พร้อมกับขนของทุกอย่างในนั้นออกไปด้วย


   ในตอนนี้ ห้องหนังสือว่างเปล่า แม้แต่เก้าอี้ก็ไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว เนื่องจากไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ ค่ายกลสำหรับเปิดประตูหลังของห้องหนังสือจึงปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งสามคน โดยไม่มีอะไรปิดบังอีกต่อไป


   เยี่ยหลิงหลงเข้าไปศึกษาดู จึงพบว่าค่ายกลในจุดนี้ เปิดได้ค่อนข้างง่าย เพียงแค่บิดและหมุนก็สามารถเปิดได้แล้ว


   แต่การบิดหมุนนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


   เพราะถึงแม้จะไม่ต้องใช้กลเม็ดอะไรซับซ้อน แต่นางก็ต้องใช้พลังมหาศาล


   อย่างเช่นนางที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการขั้นต้น นางไม่มีทางบิดเปิดได้แน่นอน ขอบเขตมหายานก็ไม่ได้เช่นกัน อย่างน้อยต้องเป็นขอบเขตพ้นพิบัติ หรืออาจจะต้องเป็นระดับเหนือกว่าขอบเขตพ้นพิบัติอย่างจักรพรรดิผีทิศบูรพา


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ทำอย่างไรดี ?" มู่เซียวหรานถามอย่างสิ้นหวังหลังจากลองหลายครั้งแล้ว


   "อย่าเพิ่งร้อนใจไปเจ้าค่ะ ข้ามีวิธี"


   หลังจากพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็หยิบเอาอาวุธวิเศษออกมาจากแหวน นี่เป็นสิ่งที่เหยาจืออินมอบให้นางในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา


   อาวุธวิเศษนี้เป็นวงแหวน บนวงแหวนมีลูกกลมอยู่หนึ่งลูก


   เยี่ยหลิงหลงวางลูกกลมลงบนกลไก จากนั้นมือข้างหนึ่งก็จับห่วงกลมนั้น


   "ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่ห้า พวกท่านจับห่วงกลมเหมือนข้า แล้วพวกเราลองออกแรงพร้อมกันดูนะเจ้าคะ"


   "ได้"


   เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสามคนจึงจับห่วงกลมและออกแรงพร้อมกัน


   พลังไหลเข้าสู่ลูกกลม ลูกกลมผสานพลังของพวกเขาเข้าด้วยกัน แล้วส่งเข้าไปในค่ายกล


   ภายใต้พลังที่ซ้อนทับกันของทั้งสามคน กลไกของค่ายกลเริ่มทำงานในที่สุด


   แต่หลังจากหมุนไปได้ส่วนหนึ่ง มันก็หยุด.ลง


   ดูเหมือนว่าพลังนี้ จะยังไม่เพียงพอ!


   ค่ายกลที่เรียบง่าย ก็ไม่จำเป็นว่าจะง่ายต่อการทำลาย เพียงแค่ความง่ายดายที่ยุ่งยากนี้ ก็เพียงพอที่จะขัดขวางพวกเขาได้สักพักแล้ว


   "ไม่เป็นไร ดีที่พวกเรามีกำลังไม่ขาด"


   เยี่ยหลิงหลงพูดพลางเรียกเจาไฉและไท่จื่อ รวมถึงสัตว์ภูตทั้งหมดออกมา


   "ศิษย์พี่ห้า ศิษย์พี่รอง พวกท่านก็เรียกของพวกท่านออกมาด้วย ช่วยกันออกแรงเจ้าค่ะ"


   "ได้"


   ดังนั้น เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานจึงเริ่มเรียกสัตว์ภูตของตนเอง


   เสิ่นหลีเสียนเรียกทีละตัว เพิ่งเรียกถึงตัวที่สอง เขาก็พบว่าห้องหนังสือนี้ถูกเติมเต็มไปด้วยสัตว์ภูตแล้ว


   สัตว์ภูต อสูรผี ราชาผี วิญญาณร้ายหลากหลายประเภทนับไม่ถ้วน


   ชั่วขณะนั้น เสิ่นหลีเสียนรู้สึกว่าตัวเองและสัตว์ภูตที่น่าสงสารสองตัวของเขา ถูกกลืนหายไปในความวุ่นวายและเบียดเสียด


   ไม่เพียงแต่เขา แม้แต่สัตว์ภูตมากมายของศิษย์น้องหญิงเล็ก ก็ดูเหมือนจะไม่เพียงพอเสียแล้ว


   ในตอนนี้ เขาได้ยินเสียงศิษย์น้องห้าถามศิษย์น้องหญิงเล็กอยู่ข้างๆว่า


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เท่านี้พอหรือยัง? ถ้าไม่พอข้าจะเรียกต่อ ถ้าห้องหนังสือไม่พอ ก็ให้พวกมันเข้าแถวไปที่ทางเดินก็ได้"


......


   เก่งเรื่องควบคุมสัตว์ แล้วยอดเยี่ยมนักหรือ?


   เยี่ยหลิงหลงเห็นสภาพแบบนี้ก็เงียบไป


   "ศิษย์พี่ห้า พูดตามตรงนะเจ้าคะ”


   “อื้ม…”


   “ท่านทำเกินไปแล้ว!"


   นางเก็บสัตว์อื่นๆที่ตนเองเรียกมาเพิ่ม เข้าไปในพื้นที่มิติเงียบๆ ยกเว้นเจาไฉและไท่จื่อ



บทที่ 1208: ยังไม่ทันทำเรื่องใหญ่เลยนะ



   "พอแล้ว พวกเราลองดูก่อน"


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ นางก็ขยายวงแหวนให้ใหญ่เท่ากับห้องหนังสือทั้งห้อง นางเรียกเจาไฉและไท่จื่อให้จับวงแหวน เจาไฉเชื่อฟังอย่างว่าง่าย แต่ไท่จื่อกลับรู้สึกว่างานนี้ไร้ค่าสิ้นดี


   มันเชิดหน้าขึ้นและไม่ยอมร่วมมือเป็นเวลานาน


   อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ ศิษย์พี่ห้าที่อยู่ข้างๆ ได้ผิวปากออกมาเป็นทำนองเพลง จากนั้นสัตว์เลี้ยงของเขาที่มีมากมาย พวกมันพากันจับวงแหวนอย่างเรียบร้อย ไม่มีตัวไหนกบฏเลยสักนิด


   ‘โอ้วว…’


   ‘ทักษะการควบคุมสัตว์ของศิษย์พี่ห้าช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน!’


   "หากว่าทุกคนพร้อมแล้ว พวกเราร่วมกัน ปล่อยพลังเข้าไปในวงแหวนนะ สาม สอง หนึ่ง!"


   หลังจากที่คนและสัตว์ทั้งหมดร่วมกันปล่อยพลัง เสียง "ตูม" ก็พลันดังขึ้นมา ทำให้ห้องหนังสือทั้งห้องสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงทันที


   ในชั่วพริบตา ฝุ่นควันก็ลอยล่องมา ทั้งห้องหนังสือเต็มไปด้วยความมัวหมอง ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาจะเปิดค่ายกลนี้ได้หรือไม่ เพราะแม้แต่ประตูก็ถูกระเบิดออกไปเลย


   ว่ากันว่าคนมากพลังมาก สัตว์มากก็ระเบิดประตูใหญ่ได้เช่นกัน !


   ประตูถูกระเบิดออก


   มู่เซียวหรานรีบเก็บสัตว์เลี้ยงทั้งหมดกลับมาในทันที หลังจากที่ควันฝุ่นจางลง ภาพที่ปรากฏต่อหน้าพวกเขาทำให้พวกเขาตกใจจนอ้าปากค้างไปตามๆกันทันที!


   ทางออกจากวังใต้พิภพ กลับเป็นเพียงป่าแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ป่าแห่งนี้ไม่ใช่ป่าธรรมดา เพราะต้นไม้ในป่ามีเพียงกิ่งก้าน แต่ไม่มีใบไม้เลย


   ไม่เพียงเท่านั้น ลำต้นและกิ่งก้านของต้นไม้เหล่านั้น ยังมีสีแดง ราวกับว่ามีเลือดไหลเวียนอยู่ภายในอีกด้วย


   ในป่าอันน่าขนลุกนี้ เหมือนจะมีเลือดไหลเวียนอยู่จริงๆ


   แต่พวกเขาก็รู้ว่ามันไม่ใช่แค่ดูเหมือน


   แต่สิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในลำต้นนั้น เป็นเลือดจริงๆ


   ภายในลำต้นและกิ่งก้านมีเลือดไหลเวียนอยู่ทั้งหมด


   เมื่อมองอย่างนี้ ลำต้นและกิ่งก้านเหล่านี้ ไม่เหมือนต้นไม้สักเท่าไหร่ แต่กลับเหมือนท่อลำเลียงเลือด ที่ลำเลียงเลือดไปมาในป่าแห่งนี้


   กลิ่นคาวเลือดอันรุนแรง โชยมาปะทะใบหน้า ทำให้ทั้งสามรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย แต่พวกเขาก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว


   "ศิษย์พี่รอง ศิษย์น้องหญิงเล็ก อสูรผีและวิญญาณร้ายที่ข้าพกติดตัวมา เริ่มกระวนกระวายขึ้นมาแล้ว"


   มู่เซียวหรานพูด พลางหยิบใบไม้ออกมาจากแหวนมิติของตนเอง เขาวางไว้ที่ริมฝีปากแล้วเป่าเบาๆ


   เสียงนั้น มีผลในการทำให้จิตใจสงบลง ทำให้พวกอสูรผีและวิญญาณร้ายที่เขาเก็บรวบรวมไว้สงบลงไปได้มาก


   "ดังนั้น เลือดเหล่านี้ ก็มีไว้เพื่อใช้เลี้ยงอสูรผีหรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงพูด พลางก้าวเดินเข้าไป


   นางเคยได้ยินเจ็ดศูนย์สองห้าพูดมาก่อนว่า ว่าจักรพรรดิผีทิศบูรพาเป็นคนที่เชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยงวิญญาณร้าย และอสูรผี


   สิ่งที่เขาเลี้ยงไม่มีของเสีย ไม่เพียงแต่มีพลังต่อสู้ที่เหนือคาดหมาย แต่ยังดุร้ายมากทุกตัวด้วย


   ดังนั้น ที่นี่ก็คือสถานที่ที่จักรพรรดิผีทิศบูรพาใช้เลี้ยงวิญญาณร้ายและอสูรผีกระนั้นหรือ?


   เขาใช้เลือดในการเลี้ยงดูเจ้าพวกนั้น ไม่แปลกเลยที่พวกมันจะโหดร้ายและกระหายในการฆ่าฟันขนาดนั้น


   เมื่อปล่อยออกมา ก็สามารถสร้างความวุ่นวายได้ทั่วทุกที่


   ป่าแห่งนี้ เหมือนจะกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา นอกจากเลือดที่ไหลไปตามกิ่งก้าน ยังมีสระโลหิตอยูอีกมากมายนับไม่ถ้วน ดูเหมือนความทะเยอทะยานของเขาจะยิ่งใหญ่มากจริงๆ


   ในขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงรู้สึกได้ว่า เจาไฉเริ่มกระวนกระวายขึ้นมาแล้ว และความกระวนกระวายของมัน แม้แต่บทเพลงของศิษย์พี่ห้า ก็ไม่สามารถปลอบประโลมได้


   นางรีบหยุดฝีเท้า ไปดูเจาไฉในพื้นที่มิติ แต่นางยังไม่ทันได้เข้าไป ก็เห็นร่างใหญ่โตร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากข้างใน แล้วพุ่งตรงไปข้างหน้าทันที


   "เจาไฉ!"


   เยี่ยหลิงหลงตะโกนเรียกเสียงดัง แต่มันกลับทำเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลย วิ่งพุ่งไปข้างหน้าไม่หยุด พุ่งเข้าไปในพื้นที่นั้น ลึกมากยิ่งขึ้น


   เมื่อเห็นเจาไฉวิ่งออกมาเหมือนคนบ้า เยี่ยหลิงหลงและศิษย์พี่ทั้งสอง รีบไล่ตามหลังมันไป หวังจะตามมันกลับมาให้ได้


   "เจาไฉ เจ้าจะไปไหน? หยุดก่อน!"


   เยี่ยหลิงหลงเพิ่งตะโกนจบ ก็ได้ยินเจาไฉส่งเสียงคำรามอันดังกึกก้องไปยังป่าเบื้องหน้า


   เสียงคำรามของมัน เหมือนก้อนหินที่ทำให้เกิดคลื่นนับพัน


   ทั่วทั้งป่าแห่งนี้ มีเสียงคำรามดังมาจากทุกทิศทุกทาง ทั้งของอสูรผีและวิญญาณร้าย


   เสียงเหล่านั้นดังสลับกันไปมา แต่ละเสียงล้วนดุร้ายและรุนแรง


   ในป่าที่เต็มไปด้วยสระโลหิตแห่งนี้ ดูแล้วช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก


   เยี่ยหลิงหลงและศิษย์พี่อีกสองคน รู้สึกว่าถ้าหากสิ่งที่อยู่ใต้สระโลหิตนี้ถูกปล่อยออกมา พวกเขาคงถูกกัดกินจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกอย่างแน่.นอน


   แม้ว่าพวกเขาจะผ่านสถานการณ์ต่างๆมามากมาย แต่ตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงควบคุมความหวาดหวั่นในใจไม่ได้จริงๆ


   นางรู้สึกว่า เรื่องราวกำลังจะพัฒนาไปในทิศทางที่เลวร้ายที่สุด


   เพราะเจาไฉได้กลับมายังสถานที่ที่มันถือกำเนิดขึ้น และตอนนี้มันกำลังจะสูญเสียการควบคุม!


   และเป็นไปตามคาด เจาไฉพุ่งเข้าหาสระโลหิตบ่อหนึ่งอย่างฉับพลัน จากนั้นมันก็กระโจนลงไปในสระโลหิต


   ละอองเลือดที่กระเซ็นขึ้นมายังไม่ทันสงบดี พวกเขาก็เห็นสระโลหิตนั้น สั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังดิ้นรนอยู่ข้างใน เพื่อทะลุพันธนาการและพยายามที่จะหลบหนีออกมา


   "โครม!" เยี่ยหลิงหลงได้ยินเสียงกรงเหล็ก จากนั้นในครู่ต่อมา กรงที่เต็มไปด้วยสนิมและยังมีเลือดไหลอยู่ก็ลอยขึ้นมาจากสระโลหิตนั้น


   กรงที่ลอยขึ้นมา มีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น อีกครึ่งยังคงจมอยู่ในสระโลหิต


   เช่นนั้นก็หมายความว่า สิ่งที่อยู่ข้างในถูกปล่อยออกมาแล้ว!


   และเป็นไปตามคาด ในวินาทีถัดมา อสูรผีที่ดุร้าย ทั้งยังมีรูปร่างผิดปกติ ก็พุ่งออกมาจากข้างใน ดูเหมือนว่ามันจะถูกดัดแปลงด้วยวิธีพิเศษ


   ตอนนี้มันคำรามด้วยความโกรธ และถอนต้นไม้เลือดที่อยู่ริมสระโลหิตทันที


   เมื่อเห็นดวงตาสีแดงเพลิง ร่างที่เต็มไปด้วยปราณชั่วร้ายอันใหญ่โต และมีหนามแหลมผุดขึ้นมาทั่วร่าง


   เยี่ยหลิงหลงและอีกสองคนก็รู้สึกขนหัวลุกชันทันที


   และในขณะนั้นเอง อสูรผีตัวนั้นก็หันสายตามามอง และตกลงบนร่างของพวกเขาทั้งสามคน


   เมื่อสบตากันใน ทั้งสามคนไม่เพียงแค่หยุดหายใจ เพราะแม้แต่หัวใจของพวกเขาก็หยุดเต้นไปชั่วขณะ


   น่ากลัวจนแทบตาย !


   หลังจากสบตากันแวบนั้น มันก็พุ่งตรงมาที่พวกเขาทันที ราวกับสัตว์ร้ายที่อดอาหารมานาน สูญเสียสติสัมปชัญญะและคลุ้มคลั่งไปโดยสิ้นแล้ว


   "วิ่งเร็วเข้า!"


   เยี่ยหลิงหลงตะโกนออกมา พร้อมกับโยนยันต์เร่งความเร็วให้ศิษย์พี่ทั้งสองคน


   จากนั้นทั้งสามคนก็วิ่งหนีอย่างบ้าคลั่ง


   อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น


   เพราะหลังจากเจาไฉปล่อยอสูรผีตัวแรกออกมาแล้ว มันก็รีบพุ่งไปทำลายสระโลหิตทีละบ่อ มันถึงกับทุบสองสามบ่อพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง


   เพียงชั่วพริบตา อสูรผีที่ถูกปล่อยออกมาก็มีมากกว่าสามตัว วิญญาณร้ายมีมากกว่าสี่ตน


   ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็เห็นสิ่งมีชีวิตอันน่ากลัวเหล่านี้ทั้งนั้น


   พวกเขาทั้งสามรีบวิ่งกลับไป แต่ประตูห้องหนังสือถูกระเบิดทำลายไปแล้ว แม้วิ่งกลับไปที่ห้องหนังสือก็ไม่มีทางต้านทานสิ่งเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน


   แต่หากพวกเขาวิ่งผ่านห้องหนังสือ กลับไปยังวังใต้พิภพและวิ่งออกไป


   บัลลังก์ก็ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว แม้จักรพรรดิผีทิศบูรพาจะเข้ามาไม่ได้ แต่พวกเขาก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน!


   เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน สมองของเยี่ยหลิงหลงแทบจะมึนงงไปกับเสียงคำรามของอสูรผีตัวนี้


   อสูรผีและวิญญาณร้ายเหล่านั้น ถูกปล่อยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาแทบไม่มีที่ให้หลบหนี เพราะพวกที่พุ่งเข้าไปทางห้องหนังสือ ก็มีไม่น้อยเช่นกัน


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรดี?"


   เยี่ยหลิงหลงวิ่งไป พลางหยิบกระดาษยันต์หนาๆออกมาจากแหวนมิติ


   จากนั้นก็แจกกระดาษยันต์ให้เสิ่นหลีเสียน และมู่เซียวหรานคนละกองใหญ่


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กนี่คือยันต์อะไร"


   "ยันต์คุ้มภัยเจ้าค่ะ"


   "หา?"


   "ต่างคนต่างเอาชีวิตรอดเจ้าค่ะ!"


   พี่น้องร่วมสำนักทั้งสามคน เพิ่งจะรวมตัวกันได้อย่างยากลำบากเพื่อเตรียมทำเรื่องใหญ่


   แต่เรื่องใหญ่ยังไม่ทันได้ทำ สิ่งแรกที่ต้องทำกลับกลายเป็นต่างคนต่างเอาชีวิตรอดกระนั้นหรือ?


   ในขณะที่เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานยังคงจมอยู่ในความตกใจ เยี่ยหลิงหลงได้ฉีกกระดาษยันต์ออกมาหนึ่งแผ่น และพึมพำออกมาอีกประโยคหนึ่ง


   “ขอเทพเซียนคุ้มครองข้าด้วยเถิด! เพี้ยง!”



บทที่ 1209: ความสามารถของเทพเซียนท่านนี้ไม่ค่อยดีหรือย่างไร?



   เยี่ยหลิงหลงอาศัยยันต์คุ้มภัย พาตนเองหายไปยังที่อื่น โชคดีที่จุดที่นางลงมา ไม่มีสระโลหิต นางจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วทรุดตัวลงนั่ง


   หลังจากนั่งลงแล้ว นางก็หยิบผลไม้วิเศษออกมายัดใส่ปาก เมื่อรสหวานหอมแผ่ซ่านในปากของนาง พละกำลังของนางก็ได้รับการเติมเต็ม จู่ๆนางก็รู้สึกว่าความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายไป


   เมื่อเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงรอดพ้นจากหายนะไปได้เรียบร้อยแล้ว เสิ่นหลีเสียนรีบหยิบยันต์คุ้มภัยออกมาแผ่นหนึ่ง แล้วฉีกมันทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย


   อย่างไรก็ตาม หลังจากฉีกกระดาษยันต์แผ่นนั้น เสิ่นหลีเสียนกลับหายตัวไป และไปปรากฏตัวอยู่ข้างอสูรผีตัวที่เพิ่งหนีรอดมาได้


   และในชั่วขณะนั้น เขาสบตากับมันปริบๆ


   ราวกับกำลังยืนยันกับมันว่า เขาคือคนที่มันสามารถกินได้


......


   ก่อนที่ปากของอสูรผีจะงับลงมา เสิ่นหลีเสียนรีบวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ขณะที่หนีก็ยังสลัดกลีบปี่อั้นฮวาตกไว้ตลอดทาง


   ภาพนั้นงดงามมาก แต่กลีบดอกไม้เหล่านั้นก็มีพิษในตัวไม่น้อยเลย


   กลีบดอดกปี่อั้นถูกอสูรผีตัวนั้นกินเข้าไป หลังจากกินแล้ว มันก็คลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที


   ไม่นานมันก็เริ่มเร่งความเร็ว พุ่งไปไล่ล่าเสิ่นหลีเสียนอย่างบ้าคลั่ง


   มู่เซียวหรานเห็นสภาพอันน่าเวทนาของศิษย์พี่รองแล้ว สายตาของเขาก็เบนไปยังศิษย์น้องหญิงเล็ก ที่กำลังกินผลไม้วิเศษลูกที่สามอย่างสบายๆเพื่อเติมพลัง


   ทันใดนั้น เขาก็เข้าใจแล้ว


   ดังนั้นเขาจึงหยิบยันต์คุ้มภัยออกมาฉีกทิ้ง ก่อนจะท่องว่า "ขอเทพเซียนคุ้มครองข้าด้วยเถิด!"


   อักขระในยันต์เริ่มทำงาน มู่เซียวหรานถูกเคลื่อนย้ายในพริบตา ทว่าเขาถูกส่งไปยังขอบของสระโลหิตที่ยังไม่ถูกเจาไฉรบกวน


   ทำให้เขาได้มีโอกาสหายใจหายคออยู่บ้าง


   เขาถอนหายใจอย่างโล่ง.อกด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็นั่งลงตรงนั้น


   รีบล้วงเอาหยาดวิญญาณออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วดื่มเข้าไปอึกใหญ่


   ขณะที่ดื่ม เขาก็ชื่นชมภาพของศิษย์พี่รอง ที่กำลังถูกอสูรผีไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง ในช่วงเวลานั้น เขากลับรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด


   ต้องบอกว่า ศิษย์พี่รองผู้ทะนงตนตลอดชีวิตของเขา แม้จะถูกอสูรผีไล่ล่าอย่างทุลักทุเล แต่ถึงเขาจะลำบาก เขาก็ไม่ยอมให้อสูรผีที่อยู่ข้างหลังสบายเช่นกัน


   ในระหว่างที่หนี เขาไม่หยุดปล่อยกลีบดอกปี่อั้นออกมา ส่งผลให้อสูรผีตัวนั้นยิ่งกินก็ยิ่งคลั่ง ยิ่งบ้ามากขึ้นเรื่อยๆ


   ในตอนที่มันคลุ้มคลั่งจนสูญเสียสติไปอย่างสิ้นเชิง ศิษย์พี่รองถือกระบี่ หันกลับไปฟันมันอย่างแรง


   อสูรผีตัวนั้นแม้จะดุร้าย แต่ศิษย์พี่รองยิ่งดุร้ายกว่า ในระหว่างการต่อสู้กับอสูรผีตัวนั้น เขากลับเป็นฝ่ายได้เปรียบ!


   สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่รอง


   ในขณะที่มู่เซียวหรานกำลังชื่นชมศิษย์พี่รอง เยี่ยหลิงหลงที่ยังกินผลไม้ลูกที่สามไม่หมด จู่ๆนางก็ถูกวิญญาณร้ายตัวหนึ่งจ้องมองไม่วางตา


   เสียงคำรามของอสูรผี และการโจมตีอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นกะทันหัน ทำให้นางตกใจรีบกระโดดลุกขึ้นแล้วหันหลังวิ่งหนีไปทันที


   หลังจากวิ่งไปได้ระยะหนึ่ง เยี่ยหลิงหลงรีบฉีกยันต์คุ้มภัยแผ่นหนึ่ง


   "ขอเทพเซียนคุ้มครองข้าด้วยเถิด!"


   การเคลื่อนย้ายเกิดขึ้นในพริบตา เยี่ยหลิงหลงมาถึงตำแหน่งที่ปลอดภัยอีกครั้ง


   นางถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก เมื่อนั่งลงพักอีกครั้ง นางพบว่าเจาไฉปรากฏตัวอยู่ด้านหลังศิษย์พี่ห้า และละเลงสระโลหิตที่อยู่ด้านหลังเขา!


   ศิษย์พี่ห้าที่ถูกเลือดกระเซ็นเต็มตัว กลายเป็นเป้าหมายที่อสูรผีในสระอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาตกใจรีบวิ่งหนีทันที


   ในขณะนั้น เสิ่นหลีเสียนเพิ่งจัดการกับอสูรผีตัวหนึ่งเสร็จ เขาเหนื่อยจนทนแทบไม่ไหว ดังนั้นเขาจึงเลียนแบบศิษย์น้องหญิงเล็กและศิษย์น้องห้า โดยหยิบยันต์คุ้มภัยออกมาแผ่นหนึ่ง ก่อนฉีก พึมพำประโยคหนึ่งว่า


   "ขอเทพเซียนคุ้มครองข้าด้วย"


   เมื่อร้องขอ เสิ่นหลีเสียนจึงได้รับการคุ้มครองจากเทพเซียนสำเร็จ


   เขาเพิ่งนั่งลงพัก ก็เห็นเยี่ยหลิงหลงเริ่มถูกไล่ล่าอีกครั้ง


   ในขณะนั้น ทั้งสามคนสบตากัน ‘เกิดอะไรขึ้น?’


   ดูเหมือนว่าความสามารถของเทพเซียนองค์นี้จะไม่ค่อยดีนะ คุ้มครองได้แค่คนเดียวหรืออย่างไร?


   ไม่รู้ว่าเป็นความเชื่องมงายหรือมีพลังในการคุ้มครองจริงๆ ทุกครั้งที่เทพเซียนคุ้มครองคนหนึ่ง อีกสองคนก็ต้องวิ่งหนีอย่างบ้าคลั่ง


   แต่ดีที่ยังมีโอกาสได้พัก และการหายตัวและปรากฏตัวอย่างฉับพลันหลังการเคลื่อนย้าย ทำให้พวกเขาไม่ต้องเป็นเป้าหมายที่ถูกไล่ล่าตลอดเวลา


   ดังนั้นทั้งสามคนจึงผลัดกันพักผ่อน โดยใช้วิธีอันลึกลับนี้


   สองคนที่ไม่ได้พักผ่อน ต้องวิ่งหนีหรือไม่ก็ต่อสู้อย่างสุดกำลัง


   อสูรผีและวิญญาณร้ายของที่นี่ ยังไม่ได้ก่อร่างสมบูรณ์ บางตัวแข็งแกร่ง บางตัวอ่อนแอ เมื่อเจอตัวที่แข็งแกร่งก็หนี เจอตัวที่อ่อนแอก็สู้


   ตลอดเส้นทางนี้ เสิ่นหลีเสียนฆ่าไปได้หลายตัวทีเดียว


   มู่เซียวหรานเองก็ไล่เก็บไปหลายตัว ส่วนเยี่ยหลิงหลงได้พัฒนาทักษะการหนีของตัวเอง ขณะเดียวกันนางก็ได้แกล้งอสูรผีไปหลายตัว จนพวกมันคลั่ง เกือบจะตีนางตายคาที่เสียตรงนั้น


   ทุกคนต่างได้รับผลประโยชน์ ทุกคนต่างมีอนาคตที่สดใส


   สิ่งสำคัญที่สุดคือ ภายใต้การทำลายล้างอย่างไร้ขีดจำกัดของเจาไฉ และการหนีอย่างอลวนของพวกเขา ป่าเลือดของจักรพรรดิผีทิศบูรพาได้ถูกทำลายจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม


   ความพยายามหลายปีของเขา สมบัติล้ำค่าเหล่านั้น ทั้งหมดได้พังพินาศไปแล้ว


   จู่ๆเยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกตื่นเต้น ที่จะได้เห็นสีหน้าของเขา เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้


   สีหน้าของเขาจะต้องน่าดูมากแน่นอน!!


   พอคิดถึงเรื่องนี้ ทั้งสามคนก็ยิ่งเหิมเกริมมากยิ่งขึ้น


   ตอนแรกมีเพียงเจาไฉเท่านั้นที่ไล่พลิกสระโลหิต แต่ต่อมาพวกเขาลงมือเอง ใช้ความรุนแรงทุบจนมันแตก ใช้กระดาษยันต์ระเบิดแหลกละเอียด จนท้ายที่สุด ถึงกับทำการระเบิดพร้อมกันเป็นกลุ่มเลยด้วย


   ทั้งป่าเลือดวุ่นวายไปหมด วิญญาณร้าย อสูรผี พวกมันฉีกกัดกันเอง เลือดและชิ้นส่วนร่างกายกระจัดกระจายเต็มพื้น ใครเห็นก็ต้องขนหัวลุกไปตามๆกันแน่นอน


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก พวกข้าอยู่ที่นี่มาพักหนึ่งแล้ว เหตุใดจักรพรรดิผีทิศบูรพายังไม่เข้ามาอีก?"


   "ใช่ ถึงบัลลังก์จะหายไป เขาก็ต้องคิดหาวิธีอื่นได้แน่ อย่างมากก็แค่ใช้เวลามากขึ้นเท่านั้น แต่ตอนนี้เหมือนจะนานเกินไปแล้วมิใช่หรือ? หากว่าเขาไม่มา วิญญาณร้าย และอสูรผีที่เขาเลี้ยงไว้ จะตกเป็นของข้าหมดนะ"


   เห็นเยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ


   "เพราะมีคนขวางเขาไว้ คนๆนั้นคงกำลังช่วยพวกเราประวิงเวลาน่ะเจ้าค่ะ"


   "มีคนขวางเขาไว้รึ? คนที่สามารถขวางเขาได้ คงจะไม่ใช่จักรพรรดิปรภพหรอกนะ?"


   "ใช่แล้ว ก็คือจักรพรรดิปรภพนั่นแหละเจ้าค่ะ"


   เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานสบตากันจากระยะไกล แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาอย่างชัดเจน


   "พวกท่านคิดว่า ข้าอยู่ในวังของจักรพรรดิปรภพมานานขนาดนั้น นอกจากถูกศิษย์คนอื่นดูถูกแล้ว เหตุใดข้าถึงไม่ได้รับแรงกดดันหรือการลงโทษใดๆเลย ท่านรู้หรือไม่?"


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างสดใส


   "เพราะข้ามีคนคุ้มครองอยู่ตลอดไงล่ะ! ไม่เช่นนั้น ด้วยสถานะพิเศษของพวกข้าทั้งสามคน คนที่มีการฝึกฝนต่ำอาจมองไม่ออก แต่คนที่มีการฝึกฝนสูง จะไม่สังเกตเห็นได้อย่างไรที่?"


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าได้พูดคุยกับจักรพรรดิปรภพแล้วหรือ?"


   "ยังไม่ได้พูดคุยหรอกเจ้าค่ะ พวกข้าเพียงแค่สบตากันเท่านั้น"


   เยี่ยหลิงหลงนึกย้อนความทรงจำขึ้นมา


   "ตอนที่เพิ่งเข้าวังของจักรพรรดิปรภพนั้น ขบวนเสด็จขององค์จักรพรรดิปรภพเคยผ่านหน้าลานฝึกวรยุทธ์ของศิษย์ แม้จะไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรชัดเจน แต่สายตาของเขา ตกอยู่ที่ข้าท่ามกลางฝูงชนเป็นเวลานาน


   ตอนนั้น ข้ารู้สึกตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับคิดวิธีหลบหนีไว้ร้อยวิธี แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


   ในตอนนั้น ข้าถึงได้รู้แล้วว่า องค์จักรพรรดิปรภพรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเราแล้ว และยังยอมรับพวกเราด้วย


   ข้าคิดว่าครั้งนั้น ท่านคงตั้งใจส่งสายตามาให้ข้า ด้วยเหตุนี้ข้อจำกัดบนตัวข้าจึงน้อยลง


   ดังนั้นภายหลัง ข้าจึงกล้าเปิดเผยว่าตนเองเป็นมนุษย์


   พอมาคิดดูตอนนี้... บางทีวังของจักรพรรดิปรภพที่ไม่เคยรับศิษย์มาร้อยปี แต่กลับเปิดรับตอนที่พวกเรามาถึง


   อาจเป็นเพราะต้องการให้พวกเราเข้ามาก็ได้


   ท่านเองก็อาจจะสังเกตเห็นพวกเราตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ความสงสัยมากมายในใจของเสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานก็ได้รับคำอธิบายไปโดยพลัน


   ตัวอย่างเช่น พวกเขาไม่ได้ทำการแปรสภาพดวงวิญญาณ เพื่อให้คนเองกลายเป็นเผ่าวิญญาณ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ถูกเร่งรัดหรือลงโทษ แถมยังสามารถไปถึงเขาอู่หวางได้อีกด้วย


   พึงรู้ไว้ว่าวิญญาณที่ยังไม่ได้ทำการแปรสภาพเสร็จสิ้นนั้น ไม่สามารถออกจากสถานที่ฝึกฝนได้


   ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ชนต่างเผ่า มีใจสองฝักสองฝ่าย อันจะนำภัยพิบัติมาสู่ปรภพ


   "แล้วเขารู้จุดประสงค์ของพวกเราหรือไม่?"



บทที่ 1210: ในที่สุดพวกเจ้าก็เดินมาถึงสักที



   "มนุษย์มาถึงปรภพและยังชิงเอาร่างแยกของอสูรผีสามตาไปด้วยได้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เหมือนมาเพื่อโค่นล้มจักรพรรดิผีทิศบูรพา


   ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร หลายเรื่องที่เขาทำไม่ได้ และไม่มีทางลงมือเองได้ มิเช่นนั้นจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น แต่ตอนนี้ ให้พวกเราเป็นคนลงมือนั้นดีที่สุดแล้ว


   ดังนั้น เขาถึงได้ปล่อยให้พวกเราเดินทางมาถึงที่นี่อย่างไรเล่า"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบแล้วก็กล่าวต่อ "เขาคือคนที่สามารถนั่งตำแหน่งจักรพรรดิปรภพได้ อย่างได้ดูแคลนเขาเลยเจ้าค่ะ"


   "แล้วพวกข้าควรทำอย่างไรต่อไป? ป่าแห่งนี้ถูกทำลายไปหมดแล้ว ห้องหนังสือของจักรพรรดิผีทิศบูรพาก็ถูกกวาดล้างจนสะอาดแล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงชี้นิ้วไปยังหนทางที่ทอดยาวลึกเข้าไป


   "ทางนั้น ร่างแยกที่สามของอสูรผีสามตา น่าจะอยู่ทางนั้นแน่.นอนเจ้าค่ะ"


   ต้องทำลายร่างแยกสุดท้ายให้สำเร็จ แผนการของจักรพรรดิผีทิศบูรพาถึงจะพังพินาศโดยสมบูรณ์


   ไม่เพียงแค่เขา แต่ใครที่มีความทะเยอทะยานอันสกปรก ก็จะพินาศไปด้วย จะไม่มีผู้ใดสามารถดำเนินแผนการอันเลวร้าย ที่ขัดต่อมนุษยธรรมนี้ได้อีกต่อไป


   ทั้งสามคนบรรลุข้อตกลงร่วมกันในทันที แม้จะอยู่คนละที่ แต่ทุกคนต่างวิ่งตรง มุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่ร่างแยกที่สามอยู่


   ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตำแหน่งที่ร่างแยกที่สามอยู่นี้ มีความสำคัญมากหรือไม่


   แต่ยิ่งวิ่งไปทางนั้น จำนวนสระโลหิตก็ยิ่งน้อยลง เจาไฉจึงไม่ค่อยได้มาก่อกวนแถวนี้ ทำให้การเดินทางของพวกเขาราบรื่นกว่าเดิมมาก


   พวกเขาไม่ต้องใช้ความพยายามมากเท่าไหร่ ก็กลับมารวมตัวกันได้สำเร็จ


   พวกเขาเดินเข้าไปด้านใน จึงพบว่าตรงจุดนั้นเป็นหุบเขา ยิ่งเดินยิ่งลึก และที่นี่ก็ไม่มีสระโลหิตแล้ว


   แต่กลิ่นคาวเลือดกลับไม่ได้จางลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับรุนแรงมากกว่าเดิมเสียอีก


   ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังสงสัย


   ณ ส่วนลึกของหุบเขา


   พวกเขาเดินมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยโลหิต


   พวกเขาเคยเห็นเลือดไหลนองเป็นแม่น้ำมาก่อน แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่จะเทียบได้ กับแม่น้ำโลหิตตรงหน้านี้


   มันคือแม่น้ำสายหนึ่ง ดูอย่างไรก็แม่น้ำอย่างแน่นอน!!


   "ต้องใช้เลือดมากแค่ไหน ต้องฆ่าสิ่งมีชีวิตมากเพียงใด ถึงจะสร้างแม่น้ำสายใหญ่เช่นนี้ได้!" มู่เซียวหรานอุทานด้วยความตกตะลึง


   ในสระโลหิต พวกเขาได้ตรวจสอบอย่างละเอียดมาก่อนหน้านี้แล้ว พบว่าแหล่งที่มาของเลือดนั้นซับซ้อนมาก


   มีทั้งเลือดของมนุษย์ เผ่าปีศาจ เผ่าวิญญาณ และแม้แต่เผ่ามารเองก็มี


   ดังนั้น เมื่อได้เห็นแม่น้ำโลหิตสายใหญ่เช่นนี้ พวกเขาจะไม่รู้สึกทึ่งได้อย่างไร!


   "จักรพรรดิผีทิศบูรพาผู้นี้ สมควรตายอย่างทรมานที่สุด" เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   เสียงของนางเพิ่งจะขาดคำ จู่ๆก็มีเสียงชราภาพเสียงหนึ่ง ดังมาจากริมแม่น้ำโลหิตเบื้องหน้า


   "ในที่สุดพวกเจ้าก็มาถึงที่นี่แล้ว"


   ทั้งสามคนรู้สึกตึงเครียดเป็นอย่างมาก สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังจุดนั้นทันที เห็นเพียงชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่บนแท่นตกปลา ริมแม่น้ำโลหิต


   เสื้อผ้าสีเทาหม่นที่เขาสวมใส่นั้น ขาดวิ่นไปหมดแล้ว คันเบ็ดในมือของเขา ก็ถูกกาลเวลากัดกร่อนจนเปราะบางมาก


   ราวกับว่า เพียงแค่.ลมพัด สิ่งนั้นก็จะแตกสลายเป็ยผุยผงได้ในพริบตา


   ผมของเขาหงอกขาว ร่างกายแห้งเหี่ยว ดวงตาดูว่างเปล่า ดูเหมือนว่าเขาได้เดินมาถึงจุดสิ้นสุดของชีวิตแล้ว


   แต่ชายชราที่เป็นคนของเผ่าวิญญาณนี้ กลับทำให้พวกเขารู้สึกถึงแรงกดดันที่ไม่เคยพบมาก่อน


   การฝึกฝนของเขา อยู่ในขอบเขตพ้นพิบัติ หากจะพูดให้ถูกต้องก็คือ เขาควรจะอยู่ในขั้นปลายหรืออาจจะเป็นขั้นสมบูรณ์แล้ว


   "ข้ารอพวกเจ้ามานานแล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงและอีกสองคนพินิจพิจารณาชายชราผู้นี้ แล้วหยุดฝีเท้าไม่ก้าวเข้าไปอีก


   "ไม่ทราบว่าท่านผู้อาวุโสรอพวกข้าด้วยเหตุใดหรือ?"


   "พวกเจ้าทำลายสระโลหิตและป่าผีของจักรพรรดิผีไป เจ้ายังหนุ่ม แต่ฝีมือดียิ่งนัก"


   ในชั่วขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงกลับมองไม่ออกว่าเขากำลังชมหรือกำลังประชดกันแน่?


   อย่างไรก็ตาม สายตาของนางตกอยู่ที่คันเบ็ดในมือของเขา คันเบ็ดนี้ ดูแล้วเปราะเหลือเกิน แต่ดูจากความโค้งของมัน มันเคยโค้งงอมาก่อนจริงๆ


   ความหมายของการโค้งงอ ก็คือเขาเคยตกปลาที่นี่จริงๆ


   ดังนั้น...


   "ความจริง และความลับที่พวกเจ้าต้องการ อยู่ในแม่น้ำโลหิตตรงหน้านี้ กระโดดลงไป หากว่าพวกเจ้าก็จะได้สิ่งที่ต้องการ"


   ชายชราชี้ไปที่แม่น้ำโลหิต


   "แต่ว่า พวกเจ้ากล้ากระโดดลงไปหรือไม่?"


   เมื่อเขาพูดจบ เยี่ยหลิงหลงและอีกสองคนมองหน้ากัน


   "กล้าแน่นอน ข้าต้องกระโดดอยู่แล้ว แต่ว่าพวกข้าไม่กระโดดที่นี่หรอก"


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงหันหลังวิ่งหนีไปทันที


   เมื่อนางวิ่ง เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานก็รีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว เพราะพวกเขาเพิ่งเห็นการตัดสินใจในสายตาของศิษย์น้องหญิงเล็ก


   ‘ชายชราผู้นี้ไม่ใช่คนดีแน่นอน!’


   เมื่อทั้งสามคนวิ่งหนี ดวงตาที่ว่างเปล่าของชายชราผู้นั้นก็หรี่ลงทันที


   ใบหน้าที่แห้งเหี่ยวเปลี่ยนเป็นน่ากลัวในพริบตา


   "ยังคิดจะหนีอีกรึ! พวกเจ้าสามคนไร้ค่า ทำลายความพยายามหลายปีของจักรพรรดิผี! พวกเจ้าไม่มีทางหนีไปได้แม้แต่คนเดียว ทุกคนจงอยู่ในแม่น้ำโลหิตนี้ กลายเป็นอสูรผีตัวใหม่ในที่นี้เถิด!"


   หลังจากที่เขาพูดจบ ร่างของเขาก็พุ่งไป ปรากฏขวางทางทั้งสามคนในพริบตา นิ้วที่แห้งเหี่ยวของเขามีเล็บงอกออกมา


   ทั้งแหลมและดำ มันยาวออกมาเรื่อยๆ พันรัดเข้าหาเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆอย่างไร้ความปราณี


   ความรู้สึกอึดอัดน่าขยะแขยง โจมตีพวกเขาในทันที ทั้งสามคนรีบชักกระบี่ยาวของตนออกมาต้านทานเล็บที่โจมตีเข้ามา


   "ติ๊ง" เสียงดังกังวานใสแว่วมา ความแข็งของเล็บนี้ เทียบเท่ากับกระบี่วิญญาณของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์


   ไม่เพียงแต่ไม่หัก แม้แต่รอยบิ่นเล็กๆก็ไม่มี


   ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน!


   โชคดีที่ทั้งสามคนเดินทางมาด้วยกัน ทั้งยังต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมานับครั้งไม่ถ้วน ความเข้าใจกันที่พวกเขาสร้างขึ้นระหว่างกัน ได้พัฒนาไปจนถึงระดับที่สูงมาก


   ดังนั้น ทันทีที่ชายชราโจมตีเข้ามา รูปแบบการต่อสู้ที่พวกเขาจัดวางขึ้น จึงนับว่าดีมาก


   ทำให้รับมือกับการโจมตีครั้งแรกได้ในทันที


   ไม่นาน การโจมตีครั้งที่สองของชายชราก็มาถึง


   การฝึกฝนของเขาสูงมากจริงๆ ความกดดันที่รุนแรง ทำให้เมื่อทั้งสามคนรับมือได้อย่างยากเย็น


   และโจมตีครั้งที่สองนี้เอง ที่ทำให้ทั้งสามคนได้รับบาดเจ็บในระดับที่แตกต่างกัน


   "ช่องว่างของการฝึกฝนใหญ่เกินไป เราสู้ไม่ได้!"


   "อย่าลังเล ข้าว่าหนีดีกว่า!"


   เยี่ยหลิงหลงเช็ดเลือดที่มุมปาก หยิบโอสถออกมากลืนลงคอ พร้อมกับวิ่งถอยหลังอย่างไม่คิดชีวิต


   แต่ยิ่งพวกเขาวิ่งได้เร็วเท่าไร ความเร็วในการไล่ตามของชายชราก็เร็วมากขึ้นเท่านั้น


   หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่ได้เดินไปข้างหน้า และรักษาระยะห่างกับชายชราไว้ ตอนนี้พวกเขาคงตายในมือของชายชราไปหมดแล้ว


   "คิดจะหนีหรือ? ไม่มีทาง!"


   เขาคำรามด้วยความโกรธ แล้วพุ่งเข้าใส่ทั้งสาม


   ไม่ทันไรค้างคาวเปื้อนเลือดนับไม่ถ้วนก็โบยบินอย่างไร้ทิศ กลิ่นอันน่าขยะแขยงพุ่งเข้าใส่พวกเขาไม่หยุด


   ทำให้ทั้งสามคนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างมาก


   เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหราน มีการฝึกฝนที่สูงส่งและพอจะทนได้บ้าง แต่การฝึกฝนของเยี่ยหลิงหลงต่ำเกินไป ทำให้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของนางเริ่มพร่าเลือนเพราะกลิ่นเหล่านี้


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"


   เสิ่นหลีเสียนพบว่าสภาพของนางไม่ดี จึงรีบคว้าแขนของนางทันที พยายามพานางขึ้นหลังของตน


   เยี่ยหลิงหลงผลักเขาออกไป สลัดมือของเขาออก แล้วส่ายหน้า


   "ท่านวิ่งไปเถอะ อย่าสนใจข้า ไม่อย่างนั้นพวกเราจะหนีไม่รอดกันทั้งหมด"


   "แต่เจ้าทนไม่ไหวแล้วนะ!"


   "อย่าสนใจข้า เอายันต์คุ้มภัยออกมา พวกเราฉีกมันพร้อมกันเถิดเจ้าค่ะ"


   "ไม่ได้! ตอนนี้สภาพร่างกายเจ้าไม่ดี ถ้าพวกข้าแยกจากเจ้า เจ้าจะต้อง..."


   คำพูดของเสิ่นหลีเสียนยังไม่ทันจบ เยี่ยหลิงหลงก็ฉีกกระดาษยันต์ในมือของตัวเองแล้ว


   ทันใดนั้นร่างของนางก็หายไปจากระหว่างพวกเขาทั้งสอง


   "ตูม" เสียงนั้นดังขึ้น


   น้ำในแม่น้ำโลหิตด้านหลังพวกเขากระเซ็นขึ้นมา พวกเขาหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว เห็นเยี่ยหลิงหลงตกลงไปในแม่น้ำโลหิตเสียแล้ว


   ในชั่วขณะที่เยี่ยหลิงหลงตกลงไปในแม่น้ำ


   ในหัวของนางมึนงงไปชั่วครู่


   ‘แย่แล้ว ข้าลืมอธิษฐานขอพรจากท่านเทพเซียนหรือนี่!’




จบตอน

Comments