journey ep1241-1250

บทที่ 1241: เขาช่างสมควรตายเสียจริง!


   ทันใดนั้น ไอชั่วร้ายอันเข้มข้นก็พวยพุ่งขึ้นจากทิศทางของเขาด้านหลังสู่ท้องฟ้า สาดส่องจวนเจ้าเมืองที่จมอยู่ในความมืดมิดยามค่ำคืนจนสว่างไสว


   ฮวาซือฉิงมองภาพตรงหน้าอย่างงุนงง ปากอ้าค้างด้วยความตกใจอยู่พักใหญ่


   “เหตุใดจึงร้ายแรงถึงเพียงนี้? ศิษย์น้องเล็ก เจ้ามองเห็นสิ่งใดออกใช่หรือไม่?”


   “ศิษย์พี่หญิง เจ้าเมืองผู้นั้นหลอกลวงท่าน และยังหลอกลวงท่านอาจารย์ของท่านด้วย บุตรชายของเขามิได้ต่อสู้กับไอชั่วร้ายเพื่อปกป้องชาวเมืองฉี่หยางจนถูกมันเข้าครอบงำเลยแม้แต่น้อย


   บ่อน้ำโบราณใต้ร่างของเขาดูทั้งลึกล้ำและมืดมิด แม้มันจะไม่ได้ปล่อยไอชั่วร้ายออกมา แต่มันต้องเป็นแหล่งกำเนิดของไอชั่วร้ายอย่างแน่นอน กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่มิใช่ไอชั่วร้ายจากภายนอก แต่เป็นสิ่งที่อยู่ใต้ดินของจวนเจ้าเมืองนี่เอง”


   “ท่านเจ้าเมืองต้องการให้พลังฝีมือของบุตรชายก้าวกระโดด จึงคิดเพ้อฝันที่จะดูดซับพลังงานชั่วร้ายเบื้องล่าง พวกเขาคงคิดว่าสิ่งที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ย่อมต้องควบคุมได้อย่างแน่นอน”


   “แต่ใครจะรู้ พวกเขาเองก็ไม่ได้มีพลังฝีมือมากมายอะไรนัก แต่กลับยังโลภโมโทสันอยากได้มากขึ้น ผลคือควบคุมไม่ได้จนถูกพลังตีกลับ แต่ก็ไม่กล้าพูดความจริง จึงได้แต่งเรื่องโกหกขึ้นมาหลอกลวงให้เกาะเผิงไหลยื่นมือเข้าช่วย”


   “เพื่อไม่ให้ความแตกตอนแรกจึงบอกว่าเพียงแค่ติดไอชั่วร้ายเล็กน้อย กดมันไว้ก็พอ รอจนกระทั่งท่านมาถึง จึงค่อยบอกท่านว่า ไม่ต้องกดมันไว้ แต่ให้ช่วยเขาชำระล้าง”


   “หากเขาบอกตั้งแต่แรกว่าต้องการให้ชำระล้าง เจตนาของเขาก็จะชัดแจ้ง เกินไป เกาะเผิงไหลย่อมไม่มีทางยื่นมือเข้าช่วยเขาเป็นแน่ ดังนั้น คนตระกูลนี้ก็เป็นเพียงแค่นักต้มตุ๋นที่ทั้งโลภโมโทสันและไร้ความสามารถตั้งแต่ต้นจนจบ เท่านั้นเอง”


   เมื่อได้ฟังคำพูดเหล่านี้ ฮวาซือฉิงก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง


   “อ้อ ใช่ ยังมีอีกเรื่องที่ลืมบอกไป นั่นคือความขี้ขลาดตาขาว เพราะกลัวจนไม่กล้าที่จะยั่วยุหอซีชวน ดังนั้นจึงไม่กล้าแม้แต่จะส่งคนออกไปรับท่าน คำขอความช่วยเหลืออันหลอกลวงจากไอ้ตัวแสบเช่นนี้ หากท่านทำไม่สำเร็จ ท่านอาจารย์ก็คงไม่ตำหนิท่านกระมัง?”


   หลังจากได้ฟังคำพูดนี้ ฮวาซือฉิงรู้สึกตกใจอย่างมาก


   “ท่านอาจารย์ย่อมไม่ตำหนิข้า เพียงแต่…” ฮวาซือฉิงถอนหายใจ “ข้าอยากจะทำภารกิจสุดท้ายที่ท่านอาจารย์มอบให้สำเร็จลุล่วง สั่งเสียให้เรียบร้อยก่อนจากไป บัดนี้ดูเหมือนว่าจะต้องทิ้งความเสียดายไว้เล็กน้อยเสียแล้ว”


   พอฮวาซือฉิงพูดจบ พลังชั่วร้ายในจวนเจ้าเมืองก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น เปลวพลังพุ่งสูงขึ้นฟ้าและมีเสียงผู้คนหนีตายอย่างลนลานดังออกมาจากด้านในเป็นจำนวนมาก พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนและเสียงอาคารพังทลายต่างๆนานา


   เห็นได้ชัดว่าบุตรชายของเจ้าเมืองไม่อาจถูกควบคุมด้วยโซ่เหล็กเพียงไม่กี่เส้นนั้นได้อีกต่อไปแล้ว เขาหลุดออกมาได้ กำลังสังหารหมู่อยู่ข้างใน สถานการณ์ภายในปั่นป่วนวุ่นวาย กลายเป็นนรกบนดินไปแล้ว


   ขณะนั้น มีคนวิ่งหนีออกมาจากจวนเจ้าเมือง เมื่อวิ่งผ่านไปก็เหลือบมองพวกนางแวบหนึ่ง แต่ก็มิได้เอ่ยคำใด รีบวิ่งหนีเอาชีวิตรอดต่อไป


   "โฮก!"


   เสียงคำรามดังออกมาจากภายในจวนเจ้าเมือง ฟังดูก็รู้ว่าเขาได้สังหารมาจนถึงประตูจวนเจ้าเมืองแล้ว กำลังจะพุ่งออกมาในไม่ช้า อันตรายอยู่เบื้องหลังพวกเขาแล้ว!


   “เมื่อครู่ก็มองออกแล้วว่าเขาไม่อาจช่วยให้กลับคืนมาได้อีก ลักษณะของความเป็นมนุษย์แทบจะหายไปหมดสิ้น การรักษาชีวิตไว้ได้ถือเป็นจุดจบที่ดีที่สุดแล้ว อันที่จริง วิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดควรจะเป็นการสังหาร ณ ตรงนั้นเลย” เสิ่นหลีเสียนถอนหายใจ


   “น่าเสียดายที่เจ้าเมืองผู้นั้นช่างละโมบ ทั้งยังสายตาสั้นและโง่เขลาที่สุดถึงขั้นนี้แล้วยังคิดว่าพวกเขาสามารถดูดซับไอชั่วร้ายได้สำเร็จและแข็งแกร่งขึ้น” มู่เซียวหรานกล่าว


   “บัดนี้เป็นอย่างไรเล่า ไม่เพียงแต่บุตรชายจะช่วยกลับมาไม่ได้ แม้แต่ชีวิตของตนเองก็ยังต้องสังเวยไปด้วย”


   “ไปเถอะ หากไม่ไปอีก แม้แต่พวกเราก็…” เยี่ยหลิงหลงยังกล่าวไม่ทันจบ ร่างที่คุ้นตาซึ่งอาบไปด้วยโลหิตร่างหนึ่งก็คลานหนีหัวซุกหัวซุนออกมาจากด้านใน


   ทว่า เพิ่งจะคลานออกมาได้ครึ่งทาง ก็ถูกบุตรชายที่ถูกไอชั่วร้ายครอบงำโดยสมบูรณ์ตวัดฝ่ามือใส่ กระแทกเข้ากับกำแพงจนกำแพงของจวนเจ้าเมืองพังทลายลง ร่างนั้นร่วงหล่นลงไปท่ามกลางเศษหินที่แตกกระจาย


   เขายกศีรษะขึ้นก็เห็นพวกเยี่ยหลิงหลงยังอยู่ข้างนอกไม่ได้จากไป เขาพลันยื่นมือออกไป ร้องไห้คร่ำครวญ “ท่านปรมาจารย์! ท่านปรมาจารย์ โปรดช่วยข้าด้วย! ข้ารู้แล้วว่าข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรไม่ฟังคำพูดของพวกท่าน ทั้งยังกล่าววาจาชั่วร้ายใส่พวกท่านอีก ข้าไม่อยากตาย ช่วยข้าด้วย!”


   ขณะที่เขากำลังร้องตะโกน อสูรร้ายตนนั้นก็ยังคงสังหารโหดอยู่ในจวนเจ้าเมือง


   หลังจากกำแพงพังทลายลง พวกเยี่ยหลิงหลงก็สามารถมองเห็นสถานการณ์ภายในจวนเจ้าเมืองได้อย่างชัดเจน ข้างในนั้นมีเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว มีแขนขาขาดกระเด็นนับไม่ถ้วน และศพอันน่าเวทนาอีกมากมาย


   ภาพอันโหดเหี้ยมนั้นทำให้พวกเยี่ยหลิงหลงตกตะลึง


   สถานการณ์ของบุตรชายเจ้าเมือง ร้ายแรงกว่าที่พวกนางเห็นและคาดเดาไว้มากนัก!


   ในสถานการณ์ที่ใกล้จะควบคุมไม่ได้ถึงเพียงนี้ เขายังจะหาคนจากเกาะเผิงไหลมาปรุงโอสถเพื่อชำระล้างไอชั่วร้ายอีกหรือ?


   หากศิษย์พี่สี่ตกลงไปจริงๆ ชีวิตของนางอาจจะต้องมาทิ้งไว้ที่นี่


   เจ้าเมืองผู้นี้ เขาช่างสมควรตายเสียจริง!


   “ไป!”


   เยี่ยหลิงหลงดึงฮวาซือฉิงจากไปโดยไม่ลังเล สถานการณ์เช่นนี้ เพียงแค่พวกนางไม่กี่คนย่อมควบคุมไม่ได้อย่างแน่.นอน


   ยิ่งไปกว่านั้น ในเมืองฉี่หยางแห่งนี้ยังมีคนของหอซีชวนและวังตงวั่งอยู่ หากพวกนางทุ่มกำลังทั้งหมดเข้าต่อสู้กับอสูรร้ายที่นี่ หากกองกำลังอื่นเกิดมีความคิดบางอย่างขึ้นมา พวกนางก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ศึกขนาบหน้าหลัง มีแต่ตายสถานเดียว


   อีกทั้งนางเพิ่งจะถูกเยี่ยอิงทำร้ายบาดเจ็บสาหัส บัดนี้ไม่เหมาะที่จะต่อสู้เต็มกำลังเป็นอย่างยิ่ง การทำเช่นนั้นจะเปิดเผยสถานการณ์ทั้งหมดของพวกนางในตอนนี้


   ณ แถบทะเลตะวันออกอันแสนวุ่นวายนี้ พวกนางไม่อาจทุ่มกำลังทั้งหมดไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน ได้เป็นอันขาด และอสูรร้ายตนนี้ก็แข็งแกร่งถึงขั้นที่ว่า ต่อให้พวกนางทุ่มกำลังทั้งหมดก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถเอาชนะได้สำเร็จ


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงตัดสินใจแล้ว คนอื่นๆก็พยักหน้าและตามนางจากไปอย่างรวดเร็ว


   เจ้าเมืองผู้นั้นเมื่อเห็นว่าพวกนางไม่สนใจตนเองจริงๆ เขาก็ลากร่างอันบอบช้ำลุกขึ้นคลานหนีหัวซุกหัวซุน พุ่งเข้าใส่ฮวาซือฉิงอย่างรวดเร็ว


   “ห้ามไป! พวกท่านต้องพาข้าไปด้วย! ข้าไม่อยากตาย ข้าไม่เป็นเจ้าเมืองแล้ว ข้าไม่ต้องการพลังเหล่านั้นแล้ว ข้าเพียงต้องการมีชีวิตอยู่! ข้าขอร้องพวกท่าน ข้ารู้แล้วว่าข้าผิดไปจริงๆ!”


   เจ้าเมืองร้องไห้ไปพลาง กอดขาของฮวาซือฉิงไว้แน่น ฮวาซือฉิงเตะอยู่สองทีก็ไม่หลุด ขณะนั้น อสูรร้ายเบื้องหลังก็พุ่งตรงเข้ามาหาพวกนางแล้ว ในไม่ช้าก็จะมาถึงตรงหน้าพวกนาง สถานการณ์คับขันอย่างยิ่ง


   “ต่อให้พวกเจ้าจะสังหารบุตรชายของข้าก็ได้ ข้าจะไม่ขวางพวกเจ้าอีกแล้ว จริงๆนะ ข้ารับประกัน! เพียงแต่ จะเหลือศพให้เขาสมบูรณ์ได้หรือไม่? อย่างน้อยตอนนำไปฝังในสุสานบรรพบุรุษ ก็จะได้ดูดีหน่อย ข้าปกครองเมืองฉี่หยางมาหลายปี แม้ไม่มีคุณงามความดี ก็ยังมีความเหนื่อยยากลำบากอยู่บ้าง พวกท่านคงไม่ปฏิเสธแม้แต่คำขอเพียงเท่านี้กระมัง?”


   เจ้าเมืองกล่าวไปพลาง ร้องไห้ไปพลาง งัดเอาวิธีการกดดันทางศีลธรรมทั้งน้ำตาและเสียงร่ำไห้แบบเดิมๆออกมาใช้อีกครั้ง


   นิสัยทแก้ง่ายแต่สันดานย่อมแก้ไขได้ยาก


   เยี่ยหลิงหลงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ถีบเข้าไปที่ร่างของเจ้าเมืองเต็มแรง ถีบเขากระเด็นออกจากเท้าของศิษย์พี่สี่


   ทันทีที่เขาถูกถีบออกไป อสูรร้ายก็มาถึงพอดี สิ่งแรกที่มันปะทะคือเจ้าเมืองที่นอนอยู่บนพื้น เมื่อเห็นเจ้าเมืองนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น มันก็คว้าตัวเจ้าเมืองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สองมือวางลงบนไหล่ทั้งสองข้างของเขา


   “อย่า อย่าทำ ข้าคือพ่อของเจ้านะ! ลูกเอ๋ย เจ้าลืมตาดูสิ ข้าคือ… พ่อ… ของเจ้า… อ๊า…”


   พร้อมกับเสียงกรีดร้องอันโหยหวน พวกเยี่ยหลิงหลงที่วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วก็ได้ยินเสียงฉีกขาดดังขึ้น พวกนางหันกลับไปมอง ก็เห็นเจ้าเมืองถูกอสูรร้ายตนนั้นใช้มือเปล่าฉีกร่างออกเป็นสองซีกอย่างน่าสยดสยอง


   ก่อนตายเขายังคิดจะเหลือศพที่สมบูรณ์ไว้ให้บุตรชายของตน ผลสุดท้าย ตัวเขาเองกลับไม่มีแม้แต่ศพที่สมบูรณ์!


   หลังจากฉีกร่างเจ้าเมืองแล้ว อสูรร้ายตนนั้นก็หันขวับ สายตาจับจ้องไปที่ร่างของฮวาซือฉิง หรือจะให้ถูกต้องกว่านั้นคือจับจ้องไปที่ขาของนางซึ่งเปื้อนเลือดของเจ้าเมืองอยู่



บทที่ 1242: ตาท่านไม่ได้ฝ้าฟาง! ข้ากำลังฝันไปต่างหาก!



   บัดซบ!


   เจ้าเมืองผู้นี้ แม้ตายไปแล้วก็ยังจะแว้งกัดพวกเขาอีกหรือ!


   เยี่ยหลิงหลงรีบชำระเลือดบนขาของฮวาซือฉิงอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไร้ประโยชน์ พลังอาถรรพ์นั้นได้จับจ้องพวกเขาเข้าเสียแล้ว


   มู่เซียวหรานเรียกวิหควิญญาณออกมาตัวหนึ่ง ให้ทุกคนขึ้นไปบนวิหควิญญาณเพื่อเตรียมจะบินหนี


   อย่างไรก็ตาม พลังอาถรรพ์นั้นแข็งแกร่งเกินไป เพราะในขณะที่วิหควิญญาณกำลังจะบินขึ้น มันก็พุ่งมาอยู่ด้านหลังของพวกเขาเสียแล้ว ทั้งยังฟาดฝ่ามือลงมาที่วิหควิญญาณ


   หางวิหควิญญาณถูกโจมตี ร่างทั้งร่างของมัน ร่วงลงมาในพริบตา


   พร้อมกับพวกเขาที่ตกลงมาด้วย


   จวนเจ้าเมืองฉี่หยางถูกทำลาย ทั้งเมืองฉี่หยางได้ถูกพลังอาถรรพ์นี้ ปลุกให้ตื่นจากความฝัน ผู้คนที่เห็น ต่างหันหลังวิ่งหนี ไม่มีใครกล้าออกมาขวางทางเลยแม้แต่คนเดียว


   ในชั่วขณะนั้น ทั้งเมืองฉี่หยางตกอยู่ในความโกลาหลไปโดยพลัน ส่วนพวกเขาทั้งหมด ถูกพลังอาถรรพ์จับจ้อง


   กลายเป็นเป้าหมายถัดไปเสียแล้ว


   "ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ได้แน่" เสิ่นหลีเสียนกล่าว "ศิษย์น้องห้า เจ้ามาสกัดเขาพร้อมข้า ศิษย์น้องหญิงเล็กเจ้าพาแม่นางผู้นี้หนีไปก่อนเถิด"


   "ได้เจ้าค่ะ!"


   มู่เซียวหรานรับคำแล้วชักกระบี่ในมือขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาหันกลับไปต่อสู้กับพลังอาภรรพ์ที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างนั่น ในขณะเดียวกัน เสิ่นหลีเสียนก็เข้าร่วมการต่อสู้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน


   แต่พลังอาถรรรพ์นั่น ไม่รู้ว่าฝีกฝนมากี่ปีแล้ว มันแข็งแกร่งมากจริงๆ แม้พวกเขาสองคนจะร่วมมือกันก็ไม่สามารถทำอะไรมันได้เลย ตั้งแต่เริ่มต้น พวกเขาก็ตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบ ได้แต่พยายามถ่วงเวลาเท่านั้น


   พลังอาถรรรพ์ระดับนี้ คนไร้ค่าที่คิดจะเพิ่มพลังตนเอง กลับกล้าไปยุ่งเกี่ยว


   ไม่รู้จักประมาณตนถึงขั้นนี้ ยังทำให้คนทั้งเมืองเดือดร้อนอีก ต่อให้ตายหมื่นครั้ง ก็ไม่พอไถ่บาปของพวกมัน!


   เยี่ยหลิงหลงเห็นดังนั้น จึงกัดฟันและตัดสินใจพาศิษย์พี่หญิงสี่ไปหาที่ปลอดภัยก่อนแล้วค่อยกลับมา ถึงอย่างไรศิษย์พี่ทั้งหลายก็ต้องมีวิธีหลบหนี แต่ศิษย์พี่หญิงนั้น นางไม่สามารถต่อกรหรือรับมือกับสถานการร์คับขันได้แน่


   ดังนั้น นางจึงพาฮวาซือฉิงปะปนไปกับฝูงชนที่กำลังหนี


   ทั้งวิ่ง ทั้งคิดไปด้วยว่าควรพาศิษย์พี่หญิงไปไว้ที่ใดจึงจะเหมาะสมที่สุด


   อย่างไรก็ตาม พวกนางเพิ่งวิ่งไปได้ไม่ไกล ก็เห็นเยี่ยอิงที่ยืนรออยู่ตรงมุม โดยไม่รู้ว่าเขามาอยู่ที่นั่นตั้งแต่เมื่อไหร่


   เขาสวมชุดดำทั้งตัว แววตาเย็นชา ร่างคนทั้งร่างดูราวกับเป็นคมกระบี่สังหาร ที่พร้อมจะตัดเส้นทางหนีของพวกนางทุกเมื่อ


   เยี่ยหลิงหลงรีบก้าวมาบังหน้าฮวาซือฉิงทันที


   "ภารกิจของเจ้าที่ได้รับจากหอซีชวนคือการแย่งชิงโอสถวิญญาณจิ่วชวี เมื่อได้โอสถวิญญาณมาแล้ว ภารกิจของเจ้าก็สำเร็จ ไม่จำเป็นต้องตามรังควานพวกข้าอีก"


   เยี่ยอิงเงยหน้ามองพวกนาง แต่ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น


   เยี่ยหลิงหลงเห็นดังนั้น ก็ไม่ได้แสดงท่าทีหวั่นเกรงออกมาเลย แต่นางกลับพูดเสียงเย็นว่า


   "หากไม่มีเหตุผลอื่นที่จำเป็น ข้าว่าเจ้าไปเสียเถิด หากเจ้าไม่ไป ก็อย่าหาว่าข้าไร้ปราณีเลย"


   หลังจากที่นางพูดจบ ไม่เพียงแต่เยี่ยอิงเท่านั้น แม้แต่ฮวาซือฉิง ก็ยังเผยความประหลาดใจออกมาเล็กน้อย


   หากดูผิวเผิน นางคงทำไม่ได้ แต่ท่าทีของนาง ก็ไม่ได้ดูเหมือนกำลังล้อเล่นแม้แต่น้อย!


   เยี่ยอิงขมวดคิ้ว ยังคงไม่พูดอะไร


   แต่เยี่ยหลิงหลงไม่อยากเสียเวลากับเขาอีกต่อไปแล้ว


   ศิษย์พี่รองและศิษย์พี่ห้ายังอยู่ในอันตราย นางไม่สามารถเสียเวลามากไปกว่านี้ได้แล้ว


   "ในเมื่อเจ้าไม่ไป ข้าก็จะแก้แค้นเสีย!"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็ยกมือขึ้น หงเยี่ยนปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนางทันที แสงหมอกสีแดงส่องสว่าง


   เมื่อเห็นภาพนี้ ดวงตาของเยี่ยอิงเผยความตกใจออกมา


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังจะเรียกเจาไฉ ไท่จื่อ และเสี่ยวไป๋ออกมาต่อสู้ จู่ๆนางก็ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะจากชายคาบ้าน บริเวณที่ไม่ไกลออกไป


   นางรีบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นไป่ลู่ยืนอยู่บนหลังคามองพวกเขา ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่นั่นนานแค่ไหนแล้ว


   สมแล้วที่เป็นยอดฝีมือขอบเขตมหายานขั้นปลาย เยี่ยหลิงหลงถึงกับไม่ทันรู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ ว่าเขาปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่


   ตอนนี้มีคนเพิ่มขึ้นอีกคน สามฝ่ายสามพลัง ขณะที่นางกำลังคิดว่าจะรับมืออย่างไร เยี่ยอิงที่อยู่ตรงข้ามก็เคลื่อนไหวเป็นคนแรก


   เขาไม่ได้โจมตีตัวเอง และศิษย์พี่หญิงสี่


   แต่กลับบินขึ้นอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังทิศทางของพลังอาถรรรพ์ ขณะที่บิน เขายังชักกระบี่ประจำตัวออกมา


   ดูเหมือนว่าเขากำลังจะไป...


   ‘ช่วยเหลือ?’


   เยี่ยหลิงหลงไม่รู้จริงๆ ว่าเหตุใดนางจึงถึงมีความคิดประหลาดเช่นนี้ผุดขึ้นมา


   แต่สิ่งที่ประหลาดยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น เมื่อเยี่ยอิงบินไปทางพลังอาถรรรพ์


   ไป๋ลู่ที่อยู่บนชายคาข้างๆ ก็บินตามไปด้วยทันที!


   เขาเหมือนกับเยี่ยอิง ไม่เพียงแค่บิน แต่ยังชักกระบี่ประจำตัวออกมาด้วย


   ขณะบิน ดูเหมือนว่าเขาก็กำลังจะไป...


   ‘ช่วยเหลือ?!’


   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่ามันช่างไร้สาระ ฮวาซือฉิงก็เช่นกัน พวกนางไม่เข้าใจสถานการณ์เอาเสียเลย


   แต่ไม่นาน ทั้งสองก็เข้าร่วมในการต่อสู้กับพลังอาถรรรพ์นั้น


   เมื่อมีพวกเขาทั้งสองเข้าร่วม ความกดดันของศิษย์พี่รองและศิษย์พี่ห้าก็ลดลงอย่างฉับพลัน


   ไม่เพียงแค่ลดลงเท่านั้น แต่การที่มียอดฝีมือขอบเขตมหายานขั้นปลายร่วมมือกัน ดูแล้วเหมือนพลังของพวกเขาจะเพียงพอที่จะเอาชนะพลังอาถรรรพ์ตนนี้ได้


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก...ข้า...ข้าตาฝาดไปหรือ?" ฮวาซือฉิงไม่เข้าใจว่านี่หมายความว่าอย่างไร


   "ข้าไม่ได้จ่ายเงินว่าจ้างพวกเขานะ! และก็คงไม่มีใครสามารถสั่งคนจากหอซีชวน และวังตงวั่งได้พร้อมกันเช่นนี้แน่!"


   "ท่านไม่ได้ตาฝาด! เป็นข้าต่างหากที่กำลังฝันอยู่!" เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันได้ตอบ คนที่กำลังหนีตายและบังเอิญผ่านมาข้างๆ พวกเขาก็อุทานขึ้นมา


   "ไป๋ลู่และเยี่ยอิงร่วมมือกัน! เป็นไปไม่ได้!"


   ยิ่งกว่าเขา คืออีกคนที่เดินผ่านมา


   "ชายฝั่งทะเลตะวันออกกำลังจะเกิดเรื่องใหญ่หรือ? วังตงวั่งและหอซีชวนกินยาผิดสำแดงหรืออย่างไร? ไป๋ลู่และเยี่ยอิงเจอกันแล้ว ไม่ต่อสู้กัน! แต่ดันมา…. อ๊าๆๆ อย่านะ ข้ายังอยากมีชีวิตอยู่!"


......


   ปฏิกิริยาของคนเหล่านี้ช่างเกินจริงเหลือเกิน ทำให้เยี่ยหลิงหลงอยากหัวเราะออกมาจริงๆ


   แต่ก็ไม่จำเป็นต้อง...เกินจริงขนาดนั้น


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก พวกเขาร่วมมือกันจริงๆหรือ?" ฮวาซือฉิงถามอย่างงงงัน


   "พวกเขาร่วมมือกันต่อสู้กับพลังอาถรรรพ์ และยังปกป้องคนอื่นอีกด้วย? บ้าไปแล้ว!! พวกเขามีแต่จะรับเงินฆ่าคน และค่าจ้างก็แพงมากด้วยนะ!!"


   เยี่ยหลิงหลงตบไหล่ของฮวาซือฉิง


   "ท่านไม่ได้มองผิด ข้าเคยบอกแล้วว่าพวกเขามีปัญหากัน แต่ท่านกลับไม่เชื่อ" เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ


   "ท่านเองก็เพิ่งเห็นไปไม่ใช่หรือ? ตอนที่เยี่ยอิงกำลังขัดขวางพวกเรา ไป๋ลู่กำลังหัวเราะเยาะเขา ท่านคิดว่าบรรยากาศแบบนี้ เหมือนคนที่เป็นศัตรูกันหรือ?"


   ฮวาซือฉิงมองพวกเขาจัดการกับพลังอาถรรรพ์ พลางเอียงศีรษะพยายามคิดอย่างหนัก


   "ไปกันเถอะ พวกเรากลับกันดีกว่า"


   เยี่ยหลิงหลงพาฮวาซือฉิงเดินกลับไป พลังอาถรรรพ์นั้นตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง


   พวกเขาใช้เวลาประมาณหนึ่งเค่อ สุดท้ายมันก็ถูกโค่นลงอย่างราบคาบในทันที


   หลังจากที่มันล้มลง เยี่ยอิงหันมามองพวกเยี่ยหลิงหลงหนึ่งครั้ง แล้วบินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก ครานี้เขาไม่ทิ้งคำพูดใดๆไว้เลย


   แตกต่างจากไป๋ลู่ที่ตอนหันมามองพวกนาง เขาได้ส่งเสียงหัวเราะเยาะออกมาหนึ่งครั้ง ซึ่งนับว่ามากกว่าเยี่ยอิง


   หลังจากหัวเราะเสร็จก็บินจากไปโดยไม่หันกลับมาเช่นกัน


   ทั้งสองคนเหมือนกับคนที่ทำความดีโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน


   เพียงแต่จากไปอย่างสง่างาม


   แต่ด้วยการแต่งกายแบบนี้ ใครจะไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร?


   เว้นแต่วันหนึ่ง พวกเขาจะถอดหน้ากากและเปลี่ยนเป็นชุดธรรมดาปะปนอยู่ในฝูงชน


   จึงจะเป็นความจริงที่ไม่มีใครสามารถจำพวกเขาได้


   พวกเขาจากไปแล้ว พลังอาถรรรพ์ล้มลงบนพื้นยังไม่หายไปอย่างสิ้นซาก


   เยี่ยหลิงหลงเรียกเจาไฉและไท่จื่อออกมา ให้พวกมันทั้งสองจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย


   ดังนั้น เจาไฉจึงฉีกร่างของพลังอาถรรรพ์นั้น


   ไท่จื่อกินร่างของพลังอาถรรรพ์ พวกมันกินส่วนที่ตัวเองชอบได้สำเร็จ เมื่อพึงพอใจก็กลับไปยังพื้นที่มิติของเยี่ยหลิงหลงตามเดิม


   การต่อสู้อันน่าขบขันครั้งนี้ สิ้นสุดลงแล้ว


   ในเวลานี้ แสงอาทิตย์สายแรก ตกลงมาจากขอบฟ้า


   ดูเหมือนว่าฟ้ากำลังจะสว่างแล้วสินะ!!!



บทที่ 1243: นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือไม่?



   เนื่องจากเมื่อคืนก่อน พวกเขาได้จัดการพลังอาถรรพ์อันชั่วร้ายที่นอกจวนท่านเจ้าเมืองอย่างเปิดเผย


   หลังจากที่ทั้งสี่คนจากไป พวกเขาได้หาสถานที่ที่ไม่มีคนและเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนที่จะเดินกลับไปยังโรงเตี๊ยมตามเดิม


   เนื่องจากทั้งสี่คนสวมหน้ากากและเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อพวกเขาเดินกลับโรงเตี๊ยม จึงไม่มีใครจำพวกเขาได้เลย


   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกสนุกเป็นอย่างยิ่ง นางได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่


   ซึ่งในสถานที่ที่มีคนสวมหน้ากากมากมาย นั่นก็เท่ากับการเปลี่ยนตัวตนแล้ว


   น่าเสียดาย ที่มีเพียงแถบชายฝั่งตะวันออกเท่านั้นที่มีคนสวมหน้าหาก ถ้าเป็นที่อื่น นางคงไม่สามารถเล่นอะไรเช่นนี้ได้แน่


   ระหว่างทางกลับโรงเตี๊ยม พวกเขาได้ยินผู้คนพูดคุยกันเกี่ยวกับหอซีชวนและวังตงวั่ง


   เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยม มีคนจำนวนมาก มานั่งดื่มชาและพูดคุยกันในห้องโถง เนื้อหาที่พูดคุยยังคงเกี่ยวกับกลุ่มนักฆ่าทั้งสองกลุ่มนี้


   หรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือ ไป๋ลู่และเยี่ยอิง


   "เห็นหรือไม่? เมื่อคืนไป๋ลู่และเยี่ยอิงร่วมมือกับคนแปลกหน้าจัดการพลังอาถรรพ์ที่ออกมาจากคฤหาสน์ท่านเจ้าเมือง!"


   "เห็นสิ! เสียงอึกทึกเมื่อคืนนี้ใช่หรือไม่? พลังอาถรรพ์ที่แข็งแกร่งขนาดนั้น ใครจะนอนหลับลงได้?! พวกท่านว่าจะเกิดเรื่องใหญ่หรือไม่? ชายฝั่งตะวันออกนี้ กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กระนั้นหรือ?"


   "ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าก็กำลังร้อนใจเช่นกัน! หากเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริง พวกเราที่เป็นผู้ฝึกตนต่ำต้อยอาจต้องเผชิญความทุกข์! วันนี้ข้ากำลังพิจารณา ว่าควรออกจากทะเลตะวันออกไปยังจงหยวนหรือไม่ รอให้ที่นี่มั่นคงแล้วค่อยกลับมา!"


   "นี่! เจ้าคิดเหมือนข้าเลย หรือว่าพวกเราจับคู่กัน แล้วหนีไปก่อนดีหรือไม่? มิเช่นนั้นเมื่อมีคนต่อสู้กัน พวกเราที่เป็นปลาในบ่อ จะต้องโชคร้ายเป็นแน่!"


   เมื่อได้ยินการสนทนาเหล่านี้ เยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก


   นางจึงชวนฮวาซือฉิงไปที่ห้องของตน จะได้ให้ศิษย์พี่หญิงสี่ได้พบกับศิษย์พี่รองและศิษย์พี่ห้าด้วย


   ไม่นาน ทั้งสี่คนก็มารวมตัวกันในห้องของเยี่ยหลิงหลง


   เยี่ยหลิงหลงเป็นคนแรกที่ถอดหน้ากากบนใบหน้าออก


   เมื่อเห็นเช่นนั้น ฮวาซือฉิงก็ยิ้มและถอดผ้าคลุมหน้าของตนเองออกเช่นกัน


   "ศิษย์พี่รอง ศิษย์น้องห้า ไม่ได้พบกันนานเลยนะ"


   เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานตกตะลึงไปทันที พวกเขามองดูฮวาซือฉิงอย่างงงงัน พร้อมกับถอดหน้ากากของตนเองออก


   "ศิษย์น้องหญิงสี่! ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง!" เสิ่นหลีเสียนอุทานด้วยความตกใจ


   "ไม่แปลกเลยที่เจ้าเรียกศิษย์น้องหญิงเล็กเช่นกัน ที่แท้ก็ไม่ได้เรียกเล่นๆ ข้าควรสังเกตตั้งแต่ก่อนเข้าจวนเจ้าเมืองแล้ว ว่าความสัมพันธ์ของพวกเจ้าทั้งสอง มีการเปลี่ยนแปลงไป ในที่สุดก็ได้กลับมาเจอกันแล้วนะ…"


   "ศิษย์พี่หญิงสี่ ตอนที่ข้าเห็นท่านครั้งแรก ข้ารู้สึกว่าท่านดูคุ้นตา แต่ที่นี่มีคนปิดหน้ามากเกินไป พวกเขาไม่เพียงแต่ปิดหน้า แต่ยังเปลี่ยนเสียงอีก ทำให้ข้าไม่กล้าทักใครมั่วซั่วเลย ไม่คิดเลยนะขอรับว่าจะเป็นท่าน!"


   มู่เซียวหรานที่รู้ตัวทีหลัง รู้สึกว่าความสัมพันธ์ช่วงนี้ เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเหลือเกิน กระทันหันจนบางทีเขาก็ปรับตัวไม่ทัน


   "นั่นน่ะสิ? เดินทางมาตลอด จู่ๆก็พบว่าคนที่ข้ากำลังตามหา อยู่ข้างกายมาตลอด ตอนนั้นข้ารู้สึกเหมือนอยู่ในความฝันเลย"


   แม้ว่าจะได้รับแจ้งจากศิษย์น้องหญิงเล็กแต่เช้าแล้ว ว่าศิษย์พี่รองและศิษย์น้องห้าจะมาด้วย


   แต่เมื่อพวกเขาได้พบกันจริงๆ ความรู้สึกมันกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


   นางตื่นเต้นและดีใจมาก ในที่สุด นางก็ได้พบศิษย์ร่วมสำนักถึงสามคน


   ตอนนี้นางไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว


   "วันนี้เป็นวันดี ข้าได้พบกับพวกเจ้าอีกครั้ง และภารกิจที่อาจารย์ของข้ามอบหมาย ก็ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว ข้าจะเขียนจดหมายกลับไปรายงานนางก่อน แล้วจากนั้น ข้าจะออกเดินทางไปกับพวกเจ้าเอง"


   ฮวาซือฉิงตื่นเต้น จนรอยยิ้มบนใบหน้าไม่อาจหุบลงได้


   "ทุกอย่างสมบูรณ์แล้ว พลังอาถรรพ์บ้านั่นสลายไปหมดแล้ว เรื่องราวจบลง และข้าไม่มีอะไรในชายฝั่งทะเลตะวันออกให้กังวลอีกต่อไป ทุกอย่างจึงนับว่าสมบูรณ์แล้ว"


   พูดจบ นางก็นึกอะไรขึ้นได้ รีบล้วงกล่องออกมาจากแหวนมิติ


   "อ้อใช่ ข้าเตรียมของขวัญไว้ให้พวกเจ้าทุกคน พวกเจ้าต้องชอบแน่นอน!"


   "สมแล้วที่เป็นศิษย์น้องหญิงสี่ ทุกครั้งที่พบกัน เจ้าใจกว้างเสมอ" เสิ่นหลีเสียนชม "ข้าก็มีของขวัญจะมอบให้เจ้าเช่นกัน"


   "วันนี้ ตอนที่อยู่นอกจวนเจ้าเมือง ข้าเห็นแสงอาทิตย์ลอดผ่านกลุ่มเมฆที่ขอบฟ้า ข้าก็รู้ว่าวันนี้ต้องมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นแน่.นอน และก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ศิษย์พี่หญิงสี่ข้าคิดถึงท่านมากเลย!"


   ตอนนี้ มู่เซียวหรานไม่มีความดุร้ายเหมือนตอนอยู่ในปรภพแล้ว เขากลับมาอยู่ในสภาพอ่อนโยนเหมือนตอนอยู่ที่สำนักชิงเสวียนในอดีต


   "ศิษย์พี่หญิงสี่ ข้าจับสัตว์ภูตตัวใหม่มา ท่านเลือกเอาสักตัวสิขอรับ"


   ศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักทั้งสี่คน สนุกสนานอยู่ในห้อง ทั้งแลกของขวัญกัน ทั้งพูดคุยเล่าเรื่องราวในอดีตอย่างเรียบง่าย บรรยากาศเปลี่ยนเป็นสบาย และเต็มไปด้วยความสุขในทันที


   หลังจากที่ทุกคนได้ทำความรู้จักกันพอสมควรแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็หาโอกาส ถามความสงสัยที่เก็บไว้ในใจออกมา


   "ศิษย์พี่หญิงสี่ เมื่อคืนก็แค่ไป๋ลู่กับเยี่ยอิงร่วมมือกันสังหารพลังอาถรรรพ์ที่คฤหาสน์ท่านเจ้าเมืองไม่ใช่หรือ? ทำไมทุกคนถึงมีปฏิกิริยารุนแรงนักเล่า?


   ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ ว่าท่านเจ้าเมืองตายหรือไม่ เขาทำเรื่องเลวร้ายอะไรไว้หรือ? เหตุใดทุกคนสนใจแต่เพียงประเด็นที่นักฆ่าทั้งสองร่วมมือกันเท่านั้นล่ะ?"


   ฮวาซือฉิงรินน้ำชาให้ทุกคนไปด้วย พลางอธิบายไปด้วย


   "เพราะว่าที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก เมืองฉี่หยางเป็นเพียงสถานีเปลี่ยนถ่ายเท่านั้น ใครจะมาก็ได้ ใครจะไปก็ได้ เจ้าเมืองฉี่หยาง ฟังผิวเผินอาจดูดี แต่ความจริงแล้วเขาไม่มีอำนาจใดใดเลย


   และวังตงวั่งกับหอซีชวนก็เป็นสองขั้วอำนาจที่แข็งแกร่ง และใหญ่ที่สุดในชายฝั่งทะเลตะวันออกทั้งหมด


   พวกเขาไม่เพียงแต่อาละวาดในชายฝั่งทะเลตะวันออกเท่านั้น แต่พวกเขายังกล้าไปรับงานที่จงหยวนด้วย


   ว่ากันว่าคนที่พวกเขาต้องการฆ่า ไม่มีใครที่ฆ่าไม่ได้


   ดังนั้นความเป็นความตายของเจ้าเมืองจึงไม่สำคัญ


   พลังอาถรรรพ์นั้นก็ถูกปราบแล้ว ต่อหน้าวังตงวั่งและหอซีชวน ท่านเจ้าเมืองไม่มีค่าอะไรเลย จึงไม่มีใครพูดถึงเขา"


   "แต่เยี่ยอิงกับไป๋ลู่ก็แค่ร่วมมือกันฆ่าพลังอาถรรรพ์ตนหนึ่งเองไม่ใช่หรือ? พลังอาถรรรพ์ในเมืองฉี่หยางได้คุกคามความปลอดภัยของทุกคน และยังส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของพวกเขา


   พวกเขาผ่านมา และลงมือ ก็แค่นั้นเอง จำเป็นต้องกังวลว่าชายฝั่งทะเลตะวันออกจะเกิดภัยร้ายขึ้นด้วยหรือ?" เยี่ยหลิงหลงยังคงไม่เข้าใจ


   "จำเป็น" คำตอบของฮวาซือฉิงแน่วแน่มาก


   "ทำไมหรือ?"


   "ไป๋ลู่และเยี่ยอิงเป็นมือสังหารที่มีชื่อเสียงและเก่งกาจที่สุดของวังตงวั่งและหอซีชวน ปัจจุบันชื่อเสียงของพวกเขาอยู่รองจากประมุขวังตงวั่งและประมุขหอซีชวนเท่านั้น พวกเขาแทบจะเป็นตัวแทนของทั้งวังตงวั่งและหอซีชวนเลยทีเดียว


   แต่เนื่องจากประมุขวังตงวั่งและประมุขหอซีชวน มีการฝึกฝนถึงขอบเขตพ้นพิบัติแล้ว พวกเจ้าควรรู้ไว้ด้วยว่า ผู้ทรงพลังระดับขอบเขตพ้นพิบัตินั้น ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเก็บตัวฝึกฝน เพื่อบรรลุขั้นสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถรับงานอื่นได้


   รวมถึงมือสังหารที่เคยมีชื่อเสียงมาก่อนด้วย พอพวกเขามีการฝึกฝนถึงขอบเขตพ้นพิบัติแล้ว พวกเขาก็ไม่ปรากฏตัวอีกต่อไป


   หากไม่ใช่เพราะประมุขวังตงวั่งและประมุขหอซีชวนยังคงมีชื่อเสียงอยู่ ชื่อเสียงของไป๋ลู่และเยี่ยอิงก็คงเหนือกว่าพวกเขาไปแล้ว"


   พูดถึงตรงนี้ ฮวาซือฉิงหยุดไปครู่หนึ่ง ครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที


   "พูดให้ถูกต้องก็คือ ชื่อเสียงของพวกเขาทั้งสองคนตอนนี้ เหนือกว่าประมุขวังและประมุขหอแล้ว เพราะพวกเขามีอิทธิพลมาก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาได้ทำลายขีดจำกัดของคนรุ่นก่อนไปมากมาย ทำให้ผู้คนหวาดกลัวเมื่อได้ยินชื่อ และพวกนั้นก็จะไม่กล้าหาเรื่องพวกเขาโดยง่าย"


   เมื่อพูดเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงก็เข้าใจในที่สุด…



บทที่ 1244: ไม่รู้จักประมาณตน



   "พวกเขาคือสองกลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจมากที่สุดแห่งชายฝั่งทะเลตะวันออก เจอกันทีไรก็ต้องต่อสู้กัน เผชิญหน้ากันอย่างดุเดือด ทั้งยังต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน เรียกได้ว่าพวกเขาเป็นผู้กำหนดสถานการณ์ทั้งหมดของชายฝั่งทะเลตะวันออก ทว่าตัวแทนของพวกเขาทั้งสองกลับปรากฏตัว และร่วมมือกันอย่างกะทันหันเมื่อคืนนี้ จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร?"


   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่า พวกเขาทำเหมือนว่าผู้นำของสองประเทศที่กำลังสู้รบกันอย่างดุเดือดจู่ๆก็มาจับมือกัน พฤติกรรมแบบนี้มันช่างชวนให้คิดจริงๆ


   เสิ่นหลีเสียนกล่าวว่า "ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงสงสัยว่า หอซีชวนกับวังตงวั่งกำลังจะร่วมมือกัน? หรือไม่ก็อาจจะกำลังเตรียมตัวกำจัดอีกฝ่ายหนึ่ง อีกไม่นานอาจมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงไม่ร่วมมือกันอย่างเปิดเผยต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนั้นแน่"


   มู่เซียวหรานถอนหายใจพลางกล่าวว่า "ชายฝั่งทะเลตะวันออกก็วุ่นวายมากอยู่แล้ว ถ้าสองกลุ่มอิทธิพลที่ใหญ่ที่สุดจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็จะส่งผลกระทบต่อคนบริสุทธิ์มากมาย ไม่แปลกที่ทุกคนจะกังวล เพราะไม่มีใครอยากเอาชีวิตไปเป็นเครื่องบูชายัญให้ใคร"


   เมื่อพูดถึงตรงนี้ เยี่ยหลิงหลงก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไมสองคนนี้ไม่เคยต่อสู้กันต่อหน้าผู้คน เพียงแค่มีลมพัดหญ้าไหวนิดหน่อย ก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาใหญ่โตขนาดนี้แล้วสินะ


   เยี่ยหลิงหลงอุทานด้วยความทึ่ง "อิทธิพลของพวกเขาทั้งสอง ช่างยิ่งใหญ่จริงๆ"


   "ยิ่งใหญ่มากๆ" ฮวาซือฉิงกล่าว "พวกเจ้ารู้หรือไม่? จริงๆแล้วในช่วงหลายปีมานี้ อิทธิพลของหอซีชวนและวังตงวั่งในชายฝั่งทะเลตะวันออก ค่อยๆลดลง แต่อิทธิพลของไป๋ลู่กับเยี่ยอิงกลับเพิ่มขึ้น"


   เมื่อได้ยินเรื่องนี้เยี่ยหลิงหลงก็ขมวดคิ้วขึ้นมา


   "ถึงขั้นนั้นแล้วเชียวหรือ? แบบนั้นจะไม่เป็นการมีอำนาจมาก จนท้าทายผู้เป็นนายหรือ?"


   "ไม่หรอก ประมุขหอและประมุขวังต่างก็เป็นขอบเขตพ้นพิบัติ ในกลุ่มอิทธิพลของพวกเขายังมีผู้ทรงพลังระดับขอบเขตพ้นพิบัติอีกมากมาย ได้ยินว่าพวกมือสังหารเหล่านี้ ตอนที่เข้าไปในกลุ่มอิทธิพลของพวกเขาจะต้องกินยาด้วย ดังนั้น ในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา วังตงวั่งและหอซีชวนไม่เคยมีเหตุการณ์ที่ถูกมือสังหารในใต้บังคับบัญชาโค่นล้มมาก่อนเลย"


   ฮวาซือฉิงจิบชาหนึ่งอึก


   "สถานการณ์ที่แน่ชัดนั้น ข้าเองก็ไม่ค่อยรู้เท่าไร แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะยังอยู่ในขอบเขตการควบคุม ไม่เช่นนั้นหัวหน้าวังตงวั่งและหัวหน้าหอซีชวนจะนั่งอยู่บนตำแหน่งได้อย่างไร? แต่ว่าพวกเราจะต้องติดตามทุกคนออกจากที่นี่โดยเร็วหรือไม่?"


   "ไปกันเถอะ" เสิ่นหลีเสียนกล่าว "อย่างไรพวกเราก็ได้พบศิษย์น้องหญิงสี่แล้ว ควรรีบออกจากสถานที่แห่งความวุ่นวายนี้โดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงการพัวพันกับความขัดแย้ง พวกเราเองก็ยังมีเรื่องที่ต้องทำ"


   "ข้าก็เห็นด้วยว่าควรออกไปโดยเร็ว" มู่เซียวหรานกล่าว "ถึงแม้จะไม่รู้ว่าสองกลุ่มอิทธิพลนี้ต้องการทำอะไร แต่แน่นอนว่าจะก่อให้เกิดปัญหา มีเรื่องน้อยดีกว่ามีเรื่องมาก"


   "เช่นนั้นข้าจะรีบไปเขียนจดหมายถึงท่านอาจารย์ของข้าเดี๋ยวนี้เลย ข้าไม่มีอะไรต้องเก็บ ข้าสามารถไปกับพวกเจ้าได้เลย" ฮวาซือฉิงกล่าว


   หลังจากที่ทุกคนแสดงความคิดเห็นเสร็จแล้ว พวกเขาก็มองไปที่คนสุดท้ายที่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย


   นางไม่ส่งเสียงใดใด ทำให้รู้สึกว่านางอาจกำลังจะพูดคัดค้านหรือเปล่า?


   "รออีกสักพักเถิดเจ้าค่ะ"


   เป็นไปตามคาด ความเข้าใจกันที่เกิดจากการร่วมงานกันมาหลายปี ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกประหลาดใจกับปฏิกิริยาของเยี่ยหลิงหลงเลยแม้แต่น้อย


   "เหตุใดเล่า?"


   "อยู่ดูความสนุกก่อนสิเจ้าคะ" เยี่ยหลิงหลงเท้าคางพลางกล่าวว่า "ข้ามีความรู้สึกว่า กำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในไม่ช้า และมันก็น่าจะข้องกับพวกเราด้วย"


   "เกี่ยวข้องอย่างไร?"


   เสิ่นหลีเสียนเพิ่งถามจบ พวกเขาก็ได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากด้านนอก เป็นเสียงของคนจำนวนมากที่กำลังรีบล้อมเข้ามาที่นี่อย่างรวดเร็ว


   มีคนมากมาย เสียงดังไม่น้อย และการฝึกฝนของพวกเขาก็ไม่ต่ำ และพวกเขาก็อยู่ใกล้มากแล้ว


   หากก่อนหน้านี้พวกเขาสงสัยว่ามีคนจะมาก่อเรื่องใหญ่ที่โรงเตี๊ยมหรือไม่


   ตอนนี้คำตอบได้มาเยือนถึงหน้าประตูแล้ว


   เพราะเป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่โรงเตี๊ยม แต่เป็นห้องพัก


   ห้องที่พวกเขากำลังอยู่นี่เอง!


   พอรู้สึกตัวว่ามีคนจะมาโจมตีพวกเขา ไม่นานก็ได้ยินเสียง "ตูม" ดังสนั่นขึ้นมาจากด้านล่าง


   ห้องของศิษย์น้องหญิงเล็กถูกระเบิดทะลุทันที พลังอันแข็งแกร่งพุ่งเข้ามาปะทะโต๊ะของพวกเขา


   ทั้งสี่คนรีบหาที่หลบอย่างรวดเร็ว เยี่ยหลิงหลงคว้าตัวฮวาซือฉิงไว้ทันที แล้วพานางลอยขึ้นไปด้วยกัน


   ทั้งห้องถูกถล่มจนพังทลาย พวกเขารีบลอยขึ้นไปบนอากาศ เมื่อขึ้นไปแล้ว ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่ารอบๆ มีคนชุดดำล้อมอยู่เต็มไปหมด นอกจากขอบเขตมหายานแล้ว ยังมีถึงสี่คนที่อยู่ในขอบเขตพ้นพิบัติ


   กำลังพลของพวกเขายิ่งใหญ่มาก


   เมื่อเห็นหอซีชวนออกมาจัดการคน คนเดินถนนอื่นๆก็รีบถอยห่างออกไปไกล


   ไกลพอที่จะดูเรื่องวุ่นวายแต่ไม่ถูกลูกหลงแน่.นอน


   "ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ! หอซีชวนกับวังตงวั่งกำลังจะมีเรื่องใหญ่! ถึงกับส่งคนระดับขอบเขตพ้นพิบัติที่เก็บตัวฝึกฝนออกมาเลย!"


   "แย่แล้วๆ เอ๊ะ? เดี๋ยวก่อนนะ พวกเขามีพลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ทำไมถึงล้อมแค่คนสี่คนในโรงเตี๊ยมเท่านั้นเล่า?"


   "ข้าไม่รู้เลย หอซีชวนทำอะไรยิ่งน่าสงสัยขึ้นทุกที"


   เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆยืนอยู่กลางอากาศ มองดูคนที่ล้อมพวกเขาอยู่


   เมื่อเห็นเช่นนั้น ในใจของพวกเขาก็พลันรู้สึกสับสนขึ้นมา


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก สัญชาติญาณของเจ้าไวเกินไปแล้ว เกิดเรื่องใหญ่จริงๆ และมันเกี่ยวข้องกับพวกเราเสียด้วย" เสิ่นหลีเสียนเอ่ยด้วยความทึ่ง


   "เมื่อครู่ยังคุยกันอยู่ ครู่ต่อมาก็ถูกหอซีชวนล้อมจับแล้ว" มู่เซียวหรานพูดอย่างงุนงง "แต่ปัญหาคือ เหตุใดพวกเขาถึงต้องล้อมจับพวกเรา? หรือว่าเป็นเพราะศิษย์พี่หญิงสี่?"


   "อย่าพูดเช่นนั้นสิ! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้านะ!" ฮวาซือฉิงพูด "ข้าส่งโอสถวิญญาณจิ่วชวีไปแล้ว จวนเจ้าเมืองก็ไม่มีแล้ว งานของหอซีชวนก็เสร็จนานแล้ว เขาจะจับข้าไปทำไมอีก? อีกอย่าง ข้าเป็นแค่คนตัวเล็กๆ จะต้องรบกวนถึงขอบเขตพ้นพิบัติทั้งสี่คนด้วยหรือ!"


   ดังนั้น สายตาของทุกคนจึงมองไปที่เยี่ยหลิงหลง


   นางพูดได้แม่นยำขนาดนี้ ต้องรู้แน่ว่าทำไม?


   เยี่ยหลิงหลงพบว่าตัวเองถูกทั้งสามคนจ้องมอง นางจึงยกมือทั้งสองข้างขึ้น แสดงสีหน้าไร้เดียงสา


   "ข้าก็แค่พูดไปตามอารมณ์ ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไมความวุ่นวายถึงได้มาตกอยู่กับพวกเราเช่นนี้!"


   เยี่ยหลิงหลงเพียงแค่รู้สึกว่าเมื่อคืน ตอนที่เยี่ยอิงและไป๋ลู่ขวางทางพวกนาง พฤติกรรมของพวกเขาดูผิดปกติไปหน่อย นางจึงอยู่ต่อเพื่อดูความวุ่นวาย เผื่อว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับพวกเขา แค่นั้นเอง!


   แต่ไม่ทันไรก็ส่งคนมามากมายขนาดนี้


   "พวกข้าไม่เคยล่วงเกินหอซีชวนมาก่อนนี่ พวกท่านมาทำอะไรกัน?"


   แทนที่จะเดาเอาไปเอง สู้ถามฝ่ายตรงข้ามไปเลยดีกว่า ว่าทำไมพวกเขาถึงมา อย่างน้อยพวกเขาก็น่าจะรู้เหตุผลอยู่แล้ว


   เห็นหนึ่งในขอบเขตพ้นพิบัติแค่นหัวเราะเย็นชาแล้วกล่าวว่า


   "พวกเจ้าทำอะไรลงไป ในใจพวกเจ้าก็รู้ดี วันนี้ต่อให้เทพเจ้ามาเอง ก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้!"


   ‘ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?’


   "แปลว่าพวกเจ้าต้องการจะฆ่าพวกข้าหรือ?"


   "ฆ่าพวกเจ้าหรือ?" ขอบเขตพ้นพิบัติอีกคนหัวเราะเย็นชา "สามารถทำให้หอซีชวนระดมกำลังมากมายขนาดนี้ ฆ่าพวกเจ้าก็ถือว่าง่ายเกินไป! จับพวกมันทั้งหมดให้ได้! หากมีคนคิดฆ่าตัวตาย ถึงจะทำให้พิการก็ต้องห้ามเอาไว้ให้ได้!"


   ‘จะพูดยังไงดี?’


   ความกังวลของเขาช่างเกินจำเป็นจริงๆ พวกเขาไม่มีทางฆ่าตัวตายหรอก


   "ขอรับ!"


   มือสังหารคนอื่นๆรับคำอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ถือวุธบุกเข้าโจมตีเยี่ยหลิงหลงและอีกสามคน


   ในขณะที่กำลังจะต่อสู้กัน เสียงตะโกนดังขึ้นหนึ่งครั้ง หยุดทุกคนไว้


   "ช้าก่อน!"


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงตะโกนออกไป สายตาของทุกคนก็หันมามองที่นางทันที


   "ยามเช้าตรู่เช่นนี้ อย่าเพิ่งชักดาบชักทวน ฆ่าฟันกันเลย ก็แค่ไปที่หอซีชวนเท่านั้นไม่ใช่หรือ? พวกข้าจะไปกับพวกเจ้าก็ได้"


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ เหล่ามือสังหารจากหอซีชวนต่างก็ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง


   "มีคนมากมายที่ยอมตายอยู่ข้างนอก แต่ไม่เคยเห็นใครเต็มใจไปหอซีชวนด้วยตัวเองมาก่อน สมแล้วที่ต้องใช้กำลังมากมายเช่นนี้ พวกเจ้าช่างไม่ธรรมดาจริงๆ!"


........


   แม้เยี่ยหลิงหลงจะไม่รู้ว่านางไม่ธรรมดาตรงไหน แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคำชม ต้องรับไว้ก่อน


   เยี่ยหลิงหลงประสานมือคำนับ ใบหน้าเผยรอยยิ้ม "ขอบคุณสำหรับคำชม รบกวนนำทางเจ้าค่ะ!"



บทที่ 1245: เหตุใดไม่พินาศไปด้วยกันเลยล่ะ?



   เหล่ามือสังหารจากหอซีชวนยังคงลังเลสงสัย แต่หากไม่ต้องลงมือ ก็ไม่มีใครอยากให้เกิดการนองเลือด พวกเขาจึงจ่อดาบไว้ที่ลำคอของเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆ แล้วใช้เชือกพันธนาการ มัดมือพวกเขาไว้ ก่อนจะพาพวกเขาไปยังหอซีชวน


   ผลลัพธ์ของเหตุการณ์นี้ทำให้เหล่ามือสังหารจากหอซีชวนโล่ง.อก แต่กลับทำให้ผู้คนที่ตื่นแต่เช้ามาดูเหตุการณ์อดถอนหายใจไม่ได้


   "คนพวกนี้ช่างไร้ความกล้าเสียจริง!"


   "จะบ้ารึ? เมื่อเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย ความกล้าจะเอามากินแทนข้าวได้หรือไร?"


   "แต่การยอมตายย่อมดีกว่าการเข้าไปในหอซีชวนแน่นอน ใครๆต่างก็รู้ เข้าไปแล้วคงมีชีวิตที่แย่กว่าความตายเป็นแน่?"


   "นั่นก็เป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกเอง แยกย้ายกันเถอะ ไปๆๆ"


   ในเวลานั้น ที่มุมตรงข้ามกับที่ตั้งของโรงเตี๊ยม ในร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง ไป๋ลู่กำลังนั่งอยู่ที่ชั้นสองของร้านน้ำชา เขาดื่มน้ำชาไปพลางมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไปพลาง


   ตรงข้ามกับเขามีชายผู้หนึ่งสวมชุดขาวนั่งอยู่ รูปแบบเสื้อผ้าของทั้งสองเหมือนกัน แต่ชุดของเขาดูมีค่า และหรูหรากว่ามาก


   ชายคนนั้นวางถ้วยชาในมือลง มองไปทางไป๋ลู่ด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม


   "เจ้าเองก็คงเห็นทั้งหมดแล้วสินะ? หอซีชวนเริ่มลงมือสืบสวนแล้ว อีกไม่นานคงจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นเป็นแน่"


   ไป๋ลู่ที่นั่งอยู่ตรงข้ามยังคงเงียบไม่พูดจา


   "เรื่องเมื่อคืน เจ้าเองก็มีส่วนร่วมด้วย เจ้าไม่คิดจะให้คำอธิบายกับข้าหรือ? เหตุใดถึงไปยุ่งเรื่องของคนอื่น แล้วเหตุใดถึงร่วมมือกับเยี่ยอิง?"


   ไป๋ลู่ยังคงเงียบอยู่ จนคนที่นั่งตรงข้ามขมวดคิ้ว น้ำเสียงค่อยๆเปลี่ยนไป


   "หลายปีมานี้ ข้าเชื่อใจเจ้า ยอมปล่อยเจ้า อบรมเจ้าอย่างดี ทั้งยังให้อิสระและความเคารพแก่เจ้ามากกว่าที่หอซีชวนให้กับเยี่ยอิงมากนัก เมื่อคืนเกิดเรื่องแบบนั้น ข้าก็ไม่ได้สืบสวนอย่างเอิกเกริก หรือฆ่าคนโดยไม่คิดเฉกเช่นที่หอซีซวนทำ


   ข้าพาเจ้ามาดูวิธีจัดการของหอซีชวนด้วยตัวเอง ถามเจ้าด้วยน้ำเสียงดีๆว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าแค่ไม่อยากให้เรื่องบานปลาย อยากให้โอกาสเจ้า เจ้าคงไม่คิดที่จะปฏิเสธใช่หรือไม่?"


   "ท่านประมุข ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ท่านปฏิบัติต่อข้าอย่างไร ข้าจดจำไว้ในใจทั้งหมด ไม่มีวันลืม ท่านให้โอกาสข้า ข้าขอบคุณท่านมาก"


   ประมุขวังตงวั่งขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น


   "เช่นนั้นก็จงอธิบายมาตามความจริง เหตุใดเมื่อคืนเจ้าจึงทำเช่นนั้น! เจ้ารู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย จะก่อให้เกิดความวุ่นวายใหญ่หลวง และจะส่งผลต่อชื่อเสียงระหว่างวังตงวั่งและหอซีชวน อย่าบอกข้าเชียวนะ ว่าเจ้าเพียงแค่อยากทำตามอำเภอใจ ยุ่งเรื่องไม่เป็นเรื่อง เจ้าไม่ใช่คนเช่นนั้นแน่ ข้ารู้ดี!"


   "ข้าจะให้คำอธิบายแก่ท่าน แต่ก่อนหน้านั้น พวกเราลองดูชะตากรรมของเยี่ยอิงกันก่อนดีหรือไม่?"


   ประมุขวังตงวั่งได้ยินคำพูดนี้แล้ว สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความสงสัย เขาพลันตระหนักถึงบางสิ่งขึ้นมาได้


   "เจ้าตั้งใจทำเช่นนี้รึ?"


   ไป๋ลู่ยิ้มโดยไม่ตอบคำ


   "เจ้ารู้ว่าประมุขหอซีชวนมีนิสัยระแวงสงสัย ไม่ยอมให้มีสิ่งใดขัดหูขัดตาแม้แต่น้อย เจ้าจงใจทำเรื่องนี้ เพื่อให้เขาลงมือกับเยี่ยอิง แล้วหลังจากนั้น..." ประมุขวังตงวั่งพูดไม่จบประโยค แต่สีหน้าของเขาดีขึ้นกว่าเดิมมาก


   "ท่านประมุข ข้าว่าพวกเรารอดูความสนุกกันก่อนเถอะขอรับ"


   ประมุขวังตงวั่งพยักหน้า แล้วลุกขึ้นยืน


   เมื่อเขายืนขึ้น มือสังหารของวังตงวั่งที่อยู่ด้านหลังโต๊ะก็ลุกขึ้นยืนตาม มีมือสังหารสองคนอยู่ในขอบเขตพ้นพิบัติและอีกสี่คนอยู่ในขอบเขตมหายาน


   ไป๋ลู่ที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม กวาดตามองพวกเขาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ เขาเป็นคนสุดท้ายที่ลุกขึ้น แต่กลับเป็นคนแรกที่ก้าวเท้าเดินออกไป


   เมื่อเขาเดินออกไป ประมุขวังตงวั่งก็ส่งสัญญาณผ่านสายตาให้กับพวกมือสังหารที่ติดตามอยู่ด้านหลัง พวกเขาเข้าใจความหมายและพยักหน้าให้กันโดยพลัน จากนั้นพวกเขาก็ออกจากโรงเตี๊ยมและบินไปยังทิศทางที่ตั้งของหอซีชวน


   บนเรือเหาะของหอซีชวน


   เยี่ยหลิงหลงและอีกสามคนถูกกักตัวไว้บนดาดฟ้าของเรือเหาะ โดยมีคนของหอซีชวนทั้งหมดล้อมพวกเขาไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่มีทางหนีรอดไปได้


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ามีวิธีอะไรแล้วใช่หรือไม่?" เสิ่นหลีเสียนถามผ่านการส่งเสียง ทว่าเสียงนี้มีเพียงทั้งสี่คนเท่านั้นที่ได้ยิน


   "ไม่มี" เยี่ยหลิงหลงตอบ


   คำตอบของนางทำให้คนทั้งสามคนตกใจเป็นอย่างยิ่ง


   "ไม่มีทางเลือกแล้วเจ้ายังจะไปกับพวกมันอีกหรือ?" มู่เซียวหรานถามด้วยความตกใจ


   "หากไม่ไปกับพวกเขา ก็ต้องต่อสู้กัน ข้ามีบาดแผลอยู่ ศิษย์พี่หญิงสี่ไม่ถนัดการต่อสู้ หากพึ่งแค่ศิษย์พี่ชายทั้งสองคน สถานการณ์ของพวกเราคงลำบาก" เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   "ดังนั้นข้าจึงตกลงไปก่อนเพื่อถ่วงเวลา แล้วค่อยๆคิดหาวิธีทีหลังเจ้าค่ะ"


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กเจ้าไม่รู้หรือว่าหอซีชวนน่ากลัวแค่ไหน" ฮวาซือฉิงร้องอย่างตกใจ "คนที่เข้าไป ไม่มีใครได้ออกมาแบบมีชีวิตเลยนะ อีกทั้งวิธีการทรมานของพวกเขาก็โหดร้ายมากด้วย"


   "ข้าไม่รู้จริงๆ หากรู้ล่วงหน้า บางทีข้าอาจจะไม่ไปกับพวกเขาก็ได้" เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   "มาแล้วก็ต้องทำใจ ก่อนลงเรือ ข้าจะวางแผนเองเจ้าค่ะ"


   เมื่อศิษย์น้องหญิงเล็กพูดเช่นนี้แล้ว คนอื่นๆจึงเลือกที่จะเชื่อนาง และรอคอยแผนการของนางอย่างสบายใจ


   เยี่ยหลิงหลงไม่ได้หุนหันพลันแล่น เมื่อคืนนางเพิ่งร่วมมือกับเยี่ยอิงสังหารปีศาจชั่วร้าย วันนี้ก็ถูกคนของหอซีชวนล้อมจับอีก และเป็นการจับเป็นด้วย คงเป็นเพราะเจ้าสำนักซีชวนสงสัยว่าพวกนางมีความลับบางอย่างเกี่ยวกับเยี่ยอิงและไป๋ลู่เป็นแน่


   ดังนั้นเขาจึงลงมือก่อนเพื่อความได้เปรียบ ควบคุมพวกเขาไว้ แล้วค่อยสอบสวนเยี่ยอิง


   หากว่ามีปัญหาจริง ยังสามารถใช้ชีวิตของพวกเขาไปข่มขู่เยี่ยอิงได้


   ดังนั้น ก่อนที่จะได้พบกับเยี่ยอิง อย่างน้อยพวกเขาก็ยังปลอดภัย ระหว่างทางนี้เพียงพอให้นางคิดแผนการที่รอบคอบแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงสูดลมหายใจลึก สมองเริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว


   บนภูเขาสูงตระหง่าน มีเมฆหมอกลอยอยู่มากมาย เมฆาเหล่านั้นปกคลุมส่วนยอดเขาไว้


   ใต้ชั้นเมฆาขาว มีคฤหาสน์อันยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนไหล่เขา นอกจากนี้ ด้านหลังคฤหาสน์ยังมีกลุ่มอาคารขนาดใหญ่อีกด้วย


   สิ่งก่อสร้างทั้งหมดตั้งอยู่บนภูเขาสูงและอันตราย ด้านล่างไม่มีบันไดหิน มีเพียงหน้าผาสูงชัน คนธรรมดาที่ยืนอยู่บนนั้น หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็จะตกลงไปที่เชิงเขาและแหลกเป็นชิ้นๆ


   บนป้ายทางเข้า มีตัวอักษรใหญ่สามตัวเขียนอย่างโอ่อ่าว่า "หอซีชวน"


   บนยอดเขามีตำหนักใหญ่ ภายในห้องโถงกว้างใหญ่ ท่านประมุขหอซีชวนผู้สวมใส่อาภรณ์หรูหรา นั่งอยู่บนที่นั่งในห้องโถง มือถือถ้วยสุรา มองเยี่ยอิงที่ยืนอยู่ใต้ที่นั่งของเขาด้วยสีหน้าเย็นชา


   "เรื่องเมื่อคืน เจ้าไม่คิดจะให้คำอธิบายแก่ข้าเลยหรือไร?"


   "ท่านประมุขต้องการคำอธิบายเช่นไร?" เยี่ยอิงที่ยืนอยู่ด้านล่างตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นกัน


   มือที่กำแก้วเหล้าของประมุขหอซีชวนสั่นไหว แก้วทั้งใบถูกบีบจนแตกเป็นผงในทันที


   "เหตุใดเจ้าจึงยุ่งเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของเจ้า? แล้วเหตุใดในสถานการณ์ที่มีไป๋ลู่อยู่ด้วย เจ้าถึงร่วมมือกับเขา ? สถานะและตัวตนของเจ้ากับเขาเป็นเหมือนน้ำกับไฟที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ แต่เจ้ากลับร่วมมือกับเขาต่อหน้าผู้คนมากมาย นี่เป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนเห็นว่าหอซีชวนกับวังตงวั่งกำลังจะจับมือปรองดองกัน หรือแม้กระทั่งรวมเป็นหนึ่งเดียวกันนะ"


   เยี่ยอิงมองหัวหน้าหอซีชวนผู้อยู่ในตำแหน่งสูงมานานอย่างเงียบๆ


   "เหตุใดต้องเป็นการจับมือปรองดอง หรือรวมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยเล่าขอรับ?"


   "ไม่เช่นนั้นเจ้าต้องการสื่อถึงอะไร?"


   "เป็นไปไม่ได้หรือว่า..." เยี่ยอิงหยุดชั่วครู่ "เป็นการพินาศไปพร้อมๆกัน?"


   "โครม" เสียงดังสนั่น หัวหน้าหอซีชวนทุบโต๊ะข้างตัวแตกกระจายทันที แล้วลุกพรวดขึ้นยืน


   "เจ้าพูดว่าอะไรนะ? พูดอีกครั้งซิ!"


   "ก็เป็นการพินาศไปพร้อมๆกันอย่างไรเล่า ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครเป็นคนดีอยู่แล้ว อยู่ร่วมโลกนี้ก็ทำให้ภพเซียนและปราณวิญญาณอันบริสุทธิ์ต้องมัวหมองเปล่าๆ"


   ประมุขหอซีชวนแทบไม่อยากเชื่อว่าคำพูดเหล่านี้จะหลุดออกมาจากปากของเยี่ยอิง


   นี่เป็นคนที่เขาอบรมสั่งสอนมากับมือ เป็นศิษย์ที่เขาให้ความสำคัญที่สุด และยังเป็นผู้ที่จะสืบทอดหอซีชวนในอนาคตอีกด้วย!



บทที่ 1246: พรสวรรค์นี้ ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!



   แม้ว่าเหตุการณ์เมื่อคืน จะทำให้เขาสงสัยว่าเยี่ยอิงมีใจคิดคด และทำให้เขาโกรธมาก แต่เขาก็ไม่ได้อยากถือโทษอะไรมาก


   ท่านประมุขเพียงแค่ตั้งใจจะให้เขาลงมือสังหารคนที่เคยร่วมมือกับเขาด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการเตือนและขู่เข็ญเล็กน้อย จากนั้นท่านประมุขก็จะถือว่าเรื่องนี้จบไป


   แต่เขาไม่เคยคิดเลย ว่าเยี่ยอิงจะกล้าพูดจาเหลวไหลเช่นนี้ และยังพูดตรงๆกับเขาโดยไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย!


   "เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? เจ้าคิดหรือเปล่า ว่าตนเองกำลังพูดอะไรอยู่!"


   ประมุขหอซีซวนโกรธจัด ฟาดฝ่ามือใส่เยี่ยอิงทันที แต่เยี่ยอิงกระโดดหลบในทันทีทันใด หลีกเลี่ยงการโจมตีจากฝ่ามือนั้นได้


   ก่อนที่จะลงมือ ประมุขหอซีซวนยังคงมีความหวัง ว่าเยี่ยอิงอาจจะแค่ล้อเล่นกับเขา หรืออาจจะสมองพังไปชั่วขณะ แต่หลังจากที่เขาออกฝ่ามือนี้ไป เขาแน่ใจแล้วว่าเยี่ยอิงต้องการก่อกบฏในหอซีซวนของเขาจริงๆ!


   เพราะตามกฎของหอซีชวน เมื่อประมุขหอลงมือ ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้หลบหรือต่อต้านทั้งนั้น พวกเขาต้องยอมสละชีวิต มิเช่นนั้นจะถูกส่งไปยังคุกมืดและถูกทรมานจนเหมือนจะตายทั้งเป็น


   ดังนั้น ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของหอซีชวน ยังไม่เคยมีใครกล้าหลบการโจมตีของประมุขหอเลยแม้แต่คนเดียว


   หากไม่หลบ และประมุขหอมีใจเมตตา อย่างมากก็แค่ถูกลงโทษเล็กน้อย พักฟื้นสักระยะก็หายดี แต่การหลบครั้งนี้ มีเพียงเส้นทางเดียวที่รออยู่ นั่นก็คือความทุกข์ทรมานที่แทบอยากตายเท่านั้น!


   ตอนนี้เยี่ยอิงหลบหนีไปได้ และระว่างที่หลบไป เขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้เห็นประมุขหอซีซวนคนนี้อยู่ในสายตาอีกต่อไป


   "เยี่ยอิง เจ้าคิดจะก่อกบฏหรือ?!"


   "ตั้งแต่ก้าวเข้าประตูมา ข้าก็คิดอยู่แล้ว"


   เยี่ยอิงไม่ได้ปิดบังอะไรเลย เขาถามอะไร เขาก็ตอบอย่างนั้น ไม่มีการหลบเลี่ยง


   ความตรงไปตรงมาทำให้ประมุขหอซีซวนโกรธจนเส้นเลือดปูดโปน โทสะพลุ่งพล่าน กัดฟันกรามดังกรอดๆ


   "เจ้ารู้ถึงผลลัพธ์ของการทรยศหอซีซวนดี รสชาติของการตายทั้งเป็นนั้น เจ้าอาจจะยังไม่เคยลิ้มลอง แต่เจ้าเห็นมาแล้วนับร้อยนับพันครั้ง!"


   "เคยเห็น แต่คนที่จะจบลงเช่นนั้น มิใช่ข้าแน่นอน"


   "ดี! ดี! ดีเหลือเกิน!"


   ประมุขหอซีชวนแค่นเสียงหัวเราะด้วยความโกรธ


   "ในเมื่อเจ้ามั่นใจนัก ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าการกระทำของเจ้าวันนี้ โง่เขลาเพียงใด!"


   พูดจบ เขาก็ชักกระบี่ยาวของตนออกมา ฟันเข้าใส่เยี่ยอิงอย่างรวดเร็วทันที


   พลังอันมหาศาลของผู้ฝึกตนขอบเขตพ้นพิบัตินั้น แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง เขากดดันอีกฝ่ายด้วยการฝึกฝนอันแกร่งกล้า


   ฟันกระบี่เข้าใส่เยี่ยอิง


   ช่วงเวลานี้ นับว่าอันตรายเป็นที่สุดแล้ว !


   เยี่ยอิงเองก็มิยอม เขาชักกระบี่ของตนออกมาในทันที ในชั่วขณะที่ประมุขหอซีซวนโจมตีเข้ามา กระบี่ทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง


   ปราณกระบี่อันทรงพลังของประมุขหอซีซวน ปะทะกับกระบี่ยาวของเยี่ยอิงที่เปล่งประกายแสงธาตุโลหะ พลังอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองฝ่ายระเบิดออกในชั่วขณะนั้น


   แม้การฝึกฝนของเยี่ยอิงจะด้อยกว่าประมุขหอซีซวน แต่เมื่อเขารับกระบี่ในทันทีก็ไม่ได้พ่ายแพ้ทันที แม้จะเสียเปรียบอยู่บ้าง แต่เขาก็รับมือได้


   เมื่อเห็นว่าเยี่ยอิงรับกระบี่ของตนไว้ได้ ประมุขหอซีซวนก็มีแววตาตื่นตระหนกวูบหนึ่ง


   เขารู้มาตลอดว่าศิษย์ที่ตนพร่ำสอนมานั้น มีพรสวรรค์มากเพียงใด แข็งแกร่งถึงขนาดที่เขาเคยคิดว่าหากมีเยี่ยอิงอยู่ การโค่นล้มและผนวกรวมกับวังตงวั่งภายในร้อยปีคงไม่ใช่ปัญหาเป็นแน่


   ใครจะรู้ว่าเมื่อหอซีชวนมีเยี่ยอิง วังตงวั่งก็มีไป๋ลู่เช่นกัน


   ทั้งสองคนมีความสามารถทัดเทียมกัน ทำให้สถานการณ์ที่หอซีชวนและวังตงวั่งเป็นศัตรูถึงตาย และเป็นสองอิทธิพลที่ใหญ่ ยังไม่สามารถผนวกรวมกันได้สักที


   แต่เขาไม่คิด ว่าในเวลาเพียงร้อยกว่าปี


   ไม่เพียงแต่การฝึกฝนของอีกฝ่ายจะก้าวกระโดด พลังในการต่อสู้ยังแข็งแกร่งขึ้นถึงเพียงนี้


   แข็งแกร่งถึงขนาดที่เมื่อเผชิญหน้ากับเขาผู้เป็นอาจารย์ การต่อสู้ข้ามขั้นกลับไม่ใช่เรื่องยากเย็นหรือ มีท่าทีว่าจะล้มเหลวเลยแม้แต่น้อย!


   ดังนั้น หมายความว่าตลอดหลายปีมานี้เขาซ่อนตัว ซ่อนพลังของตัวเอง หลอกลวงอาจารย์ของเขามาโดยตลอดกระนั้นหรือ!


   "ดี ดีมาก หลายปีมานี้เจ้าพัฒนาไปมากจริงๆ" ประมุขหอซีซวนหัวเราะเยาะ "เช่นนั้นข้าจะดูสักหน่อยว่าหมาป่าที่ข้าเลี้ยงดูมากับมือ จะกระโดดไปได้ไกลแค่ไหน!"


   เมื่อพูดจบ เขาก็ซ่อนความตื่นตระหนกในดวงตาเอาไว้ ความเกลียดชังและเจตนาฆ่าเต็มเปี่ยม แล้วโจมตีเข้าใส่เยี่ยอิงทันที


   แม้จะแข็งแกร่งเพียงใด แต่นี่ก็เป็นเพียงการต่อสู้ขอบเขตมหายานกับขอบเขตพ้นพิบัติเขามีความได้เปรียบอย่างสมบูรณ์ในด้านการฝึกฝน อีกทั้งอายุของเขาก็มากกว่าอีกฝ่ายมาก


   ประสบการณ์การต่อสู้ของเขา วิธีการสังหารของเขา ไม่มีทางด้อยกว่าคนหนุ่มคนหนึ่งได้แน่!


   เยี่ยอิงไม่ลังเล ในดวงตาของเขาไม่มีความกลัวแม้แต่น้อย ตั้งแต่เขาตัดสินใจลงมือจัดการเจ้าพลังอาถรรพ์นั่น เขาก็เตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับช่วงเวลานี้แล้ว


   กระบี่ของเขาทั้งเร็ว แม่นยำ และโหดเหี้ยม ทุกกระบวนท่าดุดัน ทุกคมกระบี่รุนแรง


   เมื่อเทียบกับประมุขหอซีซวนผู้สูงส่ง เขากลับดูเหมือนเครื่องจักรสังหารที่ไร้ความรู้สึกมากกว่า


   เพราะไม่ว่าประมุขหอซีซวนจะสร้างบาดแผลมากเพียงใดบนร่างของเขา เขาก็เหมือนไม่รู้สึกอะไร ไม่เพียงแต่การเคลื่อนไหวไม่ช้าลง แต่เขาไม่มองดูบาดแผลเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย


   ท่าทางของเขา ทำให้ความตื่นตระหนกในใจของประมุขหอซีซวนยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพราะเยี่ยอิงไม่สนใจบาดแผลเหล่านั้นเลย


   แต่ท่านประมุขหอกลับรู้สึกเจ็บ


   เจ็บมาก ทั้งเนื้อหนัง กระดูก ร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทุกส่วนล้วนเจ็บปวดไปหมด


   เขาครอบครองหอซีชวนมาหลายปี เขาไม่ได้ลงมือต่อสู้มานานแล้ว เพราะไม่มีใครสามารถคุกคามตำแหน่งของเขาได้


   แต่วันนี้เมื่อต้องลงมือต่อสู้อีกครั้ง เขาไม่คิดว่าตัวเองจะตกอยู่ในสภาพที่ลำบากเช่นนี้


   เขากำลังอดทนอย่างสุดความสามารถ แต่เยี่ยอิงอดทนได้มากกว่าเขา


   อาการบาดเจ็บของเขาเพิ่มขึ้น แต่ของเยี่ยอิงมีมากกว่า จากตอนแรกที่เขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ มาถึงตอนหลังสถานการณ์ค่อยๆเท่าเทียมกันมากขึ้น


   เมื่อขอบเขตพ้นพิบัติและขอบเขตมหายานต่อสู้กันจนสูสี เขาก็รู้สึกได้อย่างฉับไวว่าสถานการณ์ของเขาเริ่มจะไม่สู้ดีแล้ว


   ดังนั้น เขาจึงถอยหลังอย่างรวดเร็วพยายามจะผลักประตูตำหนักใหญ่ที่ปิดอยู่ เพื่อเรียกคนเข้ามา


   "เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการเรียกคน? หากเรียก แล้วคนในหอเห็นว่าเจ้าสู้ข้าไม่ได้ พวกเขาจะยังคิดว่าเจ้าเป็นประมุขหอผู้ทรงพลังและน่าเกรงขามที่สุดอยู่หรือไม่?"


   หากกระบี่ของเยี่ยอิงเปรียบเสมือนการทะลวงทะลายกำแพงไผ่ คำพูดของเขาก็เหมือนการโจมตีจุดอ่อนอย่างตรงเป้า


   ประมุขหอซีชวนลังเล ในฐานะประมุขแห่งหอซีชวน เขาคือราชาแห่งนักฆ่า เขาไม่อาจปล่อยให้บารมีของตนเองตกต่ำ ไม่อาจให้ผู้อื่นเห็นว่าเขาพ่ายแพ้ต่อผู้อื่นได้เด็ดขาด


   ในช่วงเวลาที่เขากำลังลังเล เยี่ยอิงคว้าโอกาสนี้ แทงกระบี่เข้าใส่ประมุขหอซีชวน ในเวลาอันสั้นมาก กระบี่ได้แทงเข้าไปที่หน้าอกของเขาโดยตรง


   ประมุขหอซีชวนตอบสนองอย่างรวดเร็ว ในขณะที่หน้าอกเพิ่งถูกแทงทะลุ เขาถอยหลังอย่างบ้าคลั่ง แม้จะได้รับบาดเจ็บ แต่ก็สามารถหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บสาหัสที่ไม่อาจแก้ไขได้


   เขาก้มมองหน้าอกของตัวเอง เขาเองก็ไม่เคยคิดเลย ว่าจะมีวันที่เขาจะถูกแทง และยิ่งไปกว่านั้น คนที่แทงเขาคือศิษย์ของเขาเอง


   เพียงเพราะความเผลอเรอเพียงครั้งเดียว ความลังเลเพียงหนึ่งครั้ง เขาได้ทำผิดกฏข้อห้ามใหญ่ของวิถีแห่งมือสังหาร!


   เขาเสียใจกับการตัดสินใจของตน ในขณะเดียวกัน เขาก็ค้นพบว่า เยี่ยอิงในตอนนี้


   ไม่ว่าจะเป็นพละกำลัง วิธีในการเป็นมือสังหาร หรือสภาพจิตใจ ล้วนเหนือกว่าเขาไปมากโขแล้ว


   ท่านประมุขหอตอบสนองในทันที และเขาก็พยายามจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ แต่เยี่ยอิงไม่ได้ให้เวลาเขา เยียอิงในตอนนี้เหมือนยมทูตที่มาเร่งพรากชีวิต ไล่ตามมาทันทีที่เขาถอยหลัง และยกมือขึ้นเพื่อโจมตีอย่างหนักหน่วง


   หลังจากการโจมตีครั้งแรก ก็ตามมาด้วยการโจมตีครั้งที่สอง แล้วก็การโจมตีครั้งที่สาม


   ตอนนี้เขาจึงไม่มีช่องว่างให้หลบ และการโจมตีครั้งที่สี่ก็ตามมาอย่างรวดเร็ว


   การโจมตีแล้วโจมตีอีก ต่อเนื่องและรวดเร็วจนทำให้เขาหายใจไม่ทัน


   ในตอนนี้ เขาถึงได้รู้ว่า เยี่ยอิงได้ก้าวข้ามเขาไปแล้ว


   ข้ามทุกสิ่งที่เขาเคยสอน และเข้าใจถึงสิ่งที่อยู่ในระดับที่สูงกว่า


   นี่คือตัวตนที่เขาเลือกจะเป็นเอง!


   พรสวรรค์นี้ ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน!


   แต่ท่านประมุขรู้ตัวช้าเกินไปเสียแล้ว


   "อ๊าก..."



บทที่ 1247: โลกนี้จะมีคนใจเหี้ยมขนาดนั้นได้อย่างไร?



   เมื่อประมุขหอซีซวนถูกแทงด้วยกระบี่เจ็ดครั้งติดต่อกัน ร่างทั้งร่างของเขาก็ถูกเหวี่ยงไปกระแทกกำแพงแล้วร่วงลงมาราวกับตุ๊กตาที่แตกสลาย


   เขาก็รู้ว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเยี่ยอิงอีกต่อไปแล้ว วันนี้จึงต้องมีใครคนใดคนหนึ่งตายไปอย่างแน่.นอน


   ประมุขหอซีซวนคลานลุกขึ้นจากพื้น เขาเช็ดเลือดที่มุมปาก จ้องมองเยี่ยอิงด้วยสายตาอำมหิตและเคียดแค้น


   "เจ้าคงไม่ได้คิดจริงๆหรอกนะ ว่าแค่พละกำลังเจ้าเหนือกว่าข้า เจ้าจะหลุดพ้นจากการควบคุมของข้าไปได้? เจ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าในร่างของเจ้ายังมีกู่พิษ ซึ่งเป็นวิชาลับของหอซีชวนอยู่? และแม่ของกู่พิษพวกนั้นก็อยู่กับข้า! การต่อสู้ครั้งนี้จบลงแล้ว ต่อจากนี้ เจ้าจะต้องร้องขอความตายจากข้า!"


   เมื่อพูดจบ ประมุขหอซีซวนก็หยิบนกหวีดออกมา และเมื่อเป่านกหวีดนั้น มันก็เกิดเสียงประหลาดดังขึ้นมา และเมื่อเสียงนี้ดังขึ้น เยี่ยอิงที่กำลังโจมตีเขาอยู่ ก็สะดุ้งโหยงไปโดยพลัน เขาหยุดการโจมตีแล้วถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษในทันที


   ในพริบตา เสียงนกหวีดนั้นก็ยิ่งดังขึ้นดังขึ้น พร้อมกับความเจ็บปวดบนใบหน้าของเยี่ยอิงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เขากุมหน้าอกของตนเองแน่น พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจนี้อย่างสุดกำลัง


   "เมื่อกู่พิษตัวลูกถูกปลุกให้ตื่น มันก็จะกัดกินหัวใจของเจ้าบ้าน หากหัวใจของเจ้าถูกกัดทะลุ ย่อมไม่มีใครช่วยเจ้าได้อีก"


   ในขณะที่เยี่ยอิงกำลังทุกข์ทรมานจากกู่พิษลูกจนแทบจะขาดใจตาย ประมุขหอซีซวนก็ลุกขึ้นยืนจากพื้น


   เขายืดตัวตรง จับกระบี่ในมือขึ้นมาใหม่อีกครั้ง


   "เยี่ยอิง เจ้าจบแล้ว เจ้าจะต้องเสียใจกับการกระทำของเจ้าในวันนี้! พิษนี้ไม่มียาแก้ แม้แต่เกาะเผิงไหลก็ไม่มีทางหาวิธีแก้ให้เจ้าได้แน่ เจ้าจงรอความตายไปเถอะ!"


   เมื่อเขาพูดจบ ก็แทงกระบี่ไปที่เยี่ยอิง ด้วยพลังอันแข็งแกร่งทำให้ร่างทั้งร่างของเยี่ยอิงลอยกระเด็นออกไป ขณะที่ลอยออกไป เลือดที่ไหลออกมาจากร่าง ก็กระเซ็นออกมาพร้อมกัน


   ชุดสีดำที่เขาสวมใส่ กับสีแดงฉูดฉาดของเลือดปะทะกัน เป็นความขัดแย้งที่ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก


   คราวนี้ถึงคราวที่เยี่ยอิงถูกโยนออกไปเหมือนตุ๊กตาแล้ว เขาดิ้นอย่างทุลักทุเลและเจ็บปวด ร่างของเขาชนกำแพงก่อนที่จะล้มลงมา โลหิตสีแดงฉานพุ่งออกมาจากปากเป็นกระจุกใหญ่ หยดย้อยลงบนพื้น


   "ฮ่าๆๆ... เยี่ยอิงเอ๋ยเยี่ยอิง ข้านึกว่าเจ้าจะแน่เสียอีก สุดท้ายก็ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของกู่พิษ เจ้าจะต้อวตายอยู่ใต้การควบคุมของข้านี่แหละ?"


   เมื่อประมุขหอซีซวนพูดจบ ก็ฟาดกระบี่ลงบนร่างของเขาอีกครั้ง ทำให้ร่างที่ขดตัวอยู่ลอยกระเด็นออกไปอีกครั้ง ร่างกระแทกกำแพงแล้วร่วงลงมาอีกครั้ง


   เสียง "ตึง" ดังขึ้น


   เลือดย้อมกำแพงสีขาวซีด ให้เป็นสีแดง โลหิตเหล่านั้นไหลลงบนพื้นกลายเป็นแอ่งเลือดเล็กๆ


   "โกรธข้าหรือ? ทั้งที่มีพลังแข็งแกร่งและพรสวรรค์ดีเยี่ยม แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ เจ็บปวดหรือ? คิดว่าจะกางปีกบินได้แล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายปีกของเจ้ากลับถูกหัก ความหวังถูกดับสิ้น! จงจดจำความอัปยศในวันนี้ไว้ ข้าสามารถมอบเกียรติยศร้อยปีให้เจ้าได้ และก็สามารถทำให้เจ้าตกลงสู่ห้วงเหวอันไร้ที่สิ้นสุดได้เช่นกัน!"


   เมื่อประมุขหอซีซวนพูดจบ ก็จับกระบี่ในมือขึ้นมาและเริ่มสะสมพลัง ก่อนหน้านี้เป็นเพียงการสั่งสอน แต่คราวนี้เขาจะลงมือจริงๆแล้ว


   "เจ้า… ไม่มีวันหนีพ้นจากฝ่ามือของข้าได้หรอก เจ้าจะต้องตายอยู่ที่นี่แหละ!"


   เมื่อพูดจบ เขาก็จับกระบี่ด้วยสองมือ จากนั้นก็ฟันเข้าใส่เยี่ยอิง แต่ในฐานะประมุขหอ หัวหน้ากลุ่มมือสังหาร เขารู้จักการควบคุมกระบี่เป็นอย่างดี เพียงกระบี่ฟันลงไปคนก็จะพิการ แต่ไม่ถึงกับพรากชีวิตไป


   เพราะลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่เหลือไว้นี้ จะทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานไม่สิ้นสุด จะตายก็ไม่ได้ เขาต้องการใช้เลือดของเยี่ยอิง เตือนทุกคนในหอซีชวนที่ไม่สงบเสงี่ยม


   ประมุขหอซีซวนนั้น ชาตินี้เขาถูกกำหนดให้เป็นผู้ควบคุม อย่าได้คิดจะต่อต้านเป็นอันขาด!


   เขาจับกระบี่ด้วยสองมือ สีหน้าโหดเหี้ยม ฟันกระบี่ลงไปที่เยี่ยอิงอย่างแรง


   "เพล้ง"


   สีหน้าโหดร้ายของเขายังไม่ทันจางหาย กระบี่ของเขาก็ถูกสกัดไว้เสียก่อน เขามองภาพตรงหน้าด้วยความตกใจและงุนงง


   เยี่ยอิงถูกกู่พิษกัดกินหัวใจจนไม่มีแรงต่อต้านแล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดเขาถึงมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอีก? ทำไมเขาถึงสามารถสกัดกระบี่ได้อีก?


   กระบี่ของเขาครั้งนี้ สะสมพลังมาแล้วนะ!


   ในขณะที่เขากำลังสงสัย เขาก็ได้เห็นภาพที่น่าตกใจอย่างมาก!


   เยี่ยอิงที่นอนคว่ำอยู่บนพื้น ป้องกันกระบี่ของเขาเอาไว้ได้


   ยามนี้มืออีกข้างหนึ่งของเขากลับล้วงเข้าไปในอกของตัวเอง ตรงตำแหน่งหัวใจ


   ไม่นานเขาก็ดึงมือออกมาช้าๆ บนมือมีกู่พิษตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนอยู่!


   เขากรีดอกตัวเองโดยตรง ยื่นมือไปที่ตำแหน่งหัวใจ และคว้ากู่พิษตัวลูกที่กำลังกัดกินหัวใจของเขาออกมา!


   ต้องเป็นคนใจกล้าแค่ไหนถึงจะทำอะไรแบบนี้ได้ เขากรีดอกตัวเองเพื่อคว้ากู่พิษที่อยู่ข้างหัวใจออกมา!


   และเขาก็ทำสำเร็จ! ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!


   เห็นได้ชัดว่ามุมปากใต้หน้ากากของเยี่ยอิง ยกขึ้นเป็นรอยเยาะเย้ย


   ต่อหน้าประมุขหอซีซวน เขาใช้มือของตนเองบีบกู่พิษในมือของท่านประมุขจนตาย!


   "ต้องขอบคุณท่านประมุข ที่ช่วยให้ข้าสำเร็จ ปกติแล้วกู่พิษตัวนี้ซ่อนตัวอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย ไม่มีทางใช้พลังวิญญาณบีบบังคับให้มันออกมาได้ และก็เป็นไปไม่ได้ที่จะผ่าทั้งร่างเพื่อจับมันออกมา!"


   เยี่ยอิงหัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง


   "แต่ท่านประมุขหอเรียกใช้แม่กู่ ทำให้ลูกกู่กัดกินหัวใจของข้า ตอนนี้ตำแหน่งของมันจึงจะหาได้ง่ายเป็นที่สุด"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ประมุขหอซีซวนรู้สึกราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็น จากศีรษะล่างมาจนถึงฝ่าเท้า


   ทั่วร่างของเขาเย็นเฉียบไปหมด รวมถึงหัวใจที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังเมื่อครู่นี้ด้วย


   โลกนี้จะมีคนกล้าขนาดนี้ได้อย่างไร?


   เมื่อลูกกู่ออกฤทธิ์ นี่คือเวลาที่ต้องตายอย่างแน่นอนแล้วมิใช่หรือ?!


   ตอนนี้หากมีความผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว ชีวิตก็จะจบสิ้นไป แต่ในช่วงเวลาวิกฤตที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เขากลับพบจุดพลิกผัน และทำในสิ่งที่คนธรรมดาทำไม่ได้ ต่อหน้าต่อตาท่านประมุข!


   ในขณะนั้น ประมุขหอซีซวนถึงได้พบว่า ความเข้าใจของเขาที่มีต่อเยี่ยอิงนั้นตื้นเขินเกินไป


   ตื้นเสียจนเขาไม่กล้าเชื่อว่าอีกฝ่ายจะใจถึง ทำได้ขนาดนี้ ทั้งใจร้ายกับผู้อื่นและใจร้ายกับตัวเองด้วยเช่นกัน!


   เมื่อมองดูเช่นนี้ เยี่ยอิงไม่เพียงแต่มีพลังเหนือกว่าตนเองเท่านั้น แม้แต่ความโหดเหี้ยมและสภาพจิตใจก็ยังเหนือกว่าประมุขอย่างเขาอีกด้วย!


   เมื่อสูญเสียการควบคุมจากกู่พิษ


   ประมุขหอซีซวนก็เสียไพ่ตายใบสุดท้ายไป เขาถอยหลังอย่างตื่นตระหนกสองก้าว แล้วรีบวิ่งออกจากหอคอยไปทันที


   เยี่ยอิงไม่ยอมอยู่ภายใต้การควบคุมอีกแล้ว แต่ไม่เป็นไร มือสังหารในหอซีชวนยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา ตอนนี้ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องหน้าตาแล้ว


   เขาต้องไปหาผู้ช่วย เพียงแค่หาผู้ช่วยได้ เขาก็จะชนะ!


   อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เขาหันหลังวิ่งออกไป เยี่ยอิงก็เคลื่อนไหวเช่นกัน


   นอกทางเข้าเขาของหอซีชวน เรือเหาะลำหนึ่งกำลังลำเลียงผู้คน


   คนบนเรือกำลังรีบมุ่งหน้าไปยังหอซีชวน


   ทันใดนั้น เรือเหาะก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง


   จู่ๆก็มีปราณวิญญาณร้ายหนาทึบและดำมืดปรากฏขึ้นบนเรือเหาะ


   ในชั่วขณะนั้น ปราณวิญญาณร้ายได้ปกคลุมเรือเหาะทั้งลำ


   บนเรือเหาะของวังตงวั่งที่ตามมาด้านหลัง เมื่อเห็นภาพนี้ ประมุขวังตงวั่งขมวดคิ้วขึ้นมาทันที เขาโบกมือไปด้านหลัง ส่งสัญญาณให้เรือเหาะหยุดเดี๋ยวนั้น


   สายตาของไป๋ลู่ก็ละจากหอซีชวนเบื้องหน้า หันไปมองเรือเหาะลำนั้นที่อยู่ข้างหน้า



บทที่ 1248: หอซีชวนเปลี่ยนไปแล้ว!



   เมื่อเทียบกับความตกใจและความระแวดระวังของประมุขวังตงวั่ง


   ไป๋ลู่เพียงแค่มองดูแวบเดียว แล้วก็เบนสายตาออกไป


   ราวกับว่าเขาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกับสถานการณ์เช่นนี้เลยแม้แต่น้อย


   ไม่นานนัก ปราณวิญญาณร้ายบนเรือเหาะก็ค่อยๆจางหายไป พร้อมกันนั้น คนก็ถูกโยนลงมาจากเรือเหาะทีละคนทีละคน


   พูดให้ถูกต้องคือ คนที่ถูกโยนลงมาล้วนแต่เป็นคนชุดดำทั้งสิ้น ทั้งหมดเป็นมือสังหารของหอซีชวน


   "เกิดอะไรขึ้น?"


   ประมุขวังตงวั่งมองไปที่เรือเหาะด้านหน้าด้วยความตกใจ พวกเขาติดตามมาตลอดทาง เขารู้ว่าบนนั้น มีผู้ฝึกตนขอบเขตพ้นพิบัติสี่คนจากหอซีชวน และมือสังหารในขอบเขตมหายานอีกหลายคน


   แต่คนที่พวกเขาพาไป มีเพียงสี่คนเท่านั้น และสามคนอยู่ในระดับขอบเขตมหายานหนึ่งในนั้นเป็นคนไร้ประโยชน์ และอีกคนเป็นเพียงระดับขอบเขตบูรณาการเท่านั้น


   แต่คนทั้งสี่ ที่ดูเหมือนแกะรอเชือดนี้ กลับสามารถสังหารศัตรูได้ก่อนที่จะไปถึงหอซีชวนกระนั้นหรือ!


   พวกเขาทำได้อย่างไร? แล้วปราณวิญญาณร้ายบนเรือเกิดขึ้นได้อย่างไร? ในกลุ่มพวกเขามีคนจากเผ่าวิญญาณหรือ?


   ในขณะที่ประมุขวังตงวั่งกำลังตกตะลึง มือสังหารขอบเขตพ้นพิบัติคนที่สี่ก็ถูกโยนลงไป ราวกับเป็นการโยนศพ


   มือสังหารหอซีชวนทั้งหมดถูกโยนลงไป เรือเหาะนั้นหยุดบิน ก่อนที่จะเข้าสู่หอซีชวน


   ไม่ทันไรเรือเหาะนั้นก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง พวกเขากำลังจะหนี!


   "ท่านประมุข ท่านต้องการจะสกัดพวกเขาไว้หรือไม่? ตั๊กแตนจับจักจั่น นกกระจอกคอยอยู่ข้างหลัง พวกเขาคงไม่คิดว่าพวกเราอยู่ข้างหลังแน่ขอรับ!" มือสังหารขอบเขตพ้นพิบัติคนหนึ่งเอ่ยถาม


   ประมุขวังตงวั่งขมวดคิ้ว ในใจของเขากำลังคิด ว่าควรจะลงมือจับคนพวกนี้ไว้หรือไม่?


   คนพวกนี้เป็นภัยอย่างแท้จริง แต่ตอนนี้เรือเหาะลำนั้นยังอยู่ในอาณาเขตของหอซีชวน เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกเปิดเผย พวกเขาจึงยังห่างจากอาณาเขตของหอซีชวนอยู่ระยะหนึ่ง


   หากว่าพวกเขาเข้าไปในอาณาเขตของหอซีชวนและดึงความสนใจของหอซีชวน แบบนั้นคงเกิดเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน


   อีกอย่าง เป้าหมายของพวกเขาคือมาดูความวุ่นวายของหอซีชวน หากเข้าไปยุ่งเกี่ยว ตัวพวกเขาเองก็ต้องมีการสูญเสียบ้างเป็นแน่


   ในขณะที่เขากำลังลังเล และยังไม่ได้ตัดสินใจ


   ตอนนั้นเอง ด้านหน้าของตำหนักใหญ่ของหอซีชวน ก็มีความเคลื่อนไหวขึ้นมา


   เห็นได้ว่ามือสังหารหอซีชวนทั้งหมดต่างก็เงยหน้ามองไปยังทิศทางของชั้นบนสุดของตำหนักใหญ่


   ในตอนนี้ ผู้คนของวังตงวั่งต่างเงยหน้ามองไปยังยอดตำหนักของหอซีชวน


   ภายในคฤหาสน์อันโออ่า ที่ก่อตัวสูงขึ้นไปหลายชั้น ตำหนักใหญ่ชั้นบนเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและความโอหังของหอซีชวน


   แม้พวกเขาจะไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าใกล้ แต่มันถูกสร้างในตำแหน่งที่คนนอกสามารถมองเห็นได้


   นั่นก็เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นถึงพลังและความอหังการของพวกเขา


   ทันใดนั้น ที่ยอดหอคอย ประตูใหญ่ของตำหนักได้ส่งเสียงดังสนั่นออกมา


   "ปัง!!!" คนจากด้านในพังทลายประตูตำหนักออกมาอย่างรุนแรง


   ประตูใหญ่ถล่มลงมาอย่างกึกก้อง เผยให้เห็นคนที่ยืนอยู่หลังประตู


   ในขณะนั้น สายตาทุกคู่ที่จับจ้องไปที่คนบนตำหนักใหญ่ของหอซีชวน ยามนี้พวกเขาต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ และอดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงร้องออกมา


   แม้แต่ประมุขวังตงวั่งก็ยังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง


   เพราะคนที่ยืนอยู่หลังประตูใหญ่ ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเยี่ยอิงที่ร่างทั้งร่างเปื้อนไปด้วยเลือด พลังของเขาพุ่งพล่านราวกับทะเลที่บ้าคลั่ง


   ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเยือกเย็นของจิตสังหาร ราวกับเขาเดินออกมาจากนรก


   แต่ดูเหมือนเขาจะเดินออกมาจากนรกจริงๆ!


   เพราะในมือของเขายังถือคนอยู่อีกคนหนึ่งด้วย แม้ว่าร่างของคนผู้นั้นจะห้อยหัวลงอย่างไร้เรี่ยวแรง แต่พอเห็นชุดที่ร่างนั้นสวมใส่ ทุกคนก็ต้องจดจำเขาได้ในทันที!


   นั่นคือประมุขหอซีชวนมิใช่หรือ?!


   ภายใต้สายตาตกตะลึงของทุกคน เยี่ยอิงโยนประมุขหอซีชวนในมือลงจากหอคอยอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับกำลังทิ้งขยะ


   ท่าทางที่แสดงออกถึงความไม่เคารพนี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความหยิ่งยโสและพลังอันเกรียงไกรที่ไม่อาจต่อกรได้ของเขา


   เมื่อประมุขหอซีชวนถูกโยนลงมาบนพื้นราวกับขยะ เหล่ามือสังหารของหอซีชวนที่อยู่ใต้หอคอย รวมถึงพวกที่ได้ยินข่าวและรีบมาจากด้านหลัง ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน!


   หอซีชวนก่อตั้งมาหลายพันปี ไม่เคยมีผู้ใต้บังคับบัญชาก่อกบฏสำเร็จมาก่อน!


   แต่วันนี้ เยี่ยอิงกลับทำได้


   เขากลายเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของหอซีชวนอย่างไร้ข้อกังขา!


   ไม่มีใครไม่รู้ว่าเขาแข็งแกร่งมาก แต่การที่เขาสามารถสังหารประมุขผู้ถือครองกู่พิษตัวแม่ไว้ ทำให้ทุกคนไม่อาจจินตนาการได้ ว่าเขาแข็งแกร่งถึงระดับใดกันแน่!


   เห็นทีครานี้ หอซีชวนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้วเป็นแน่!


   ในขณะนั้น นอกจากมือสังหารของหอซีชวนและวังตงวั่ง ที่ต่างตกตะลึงอย่างที่สุดแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงและพรรคพวกที่อยู่บนเรือเหาะในเขตหอซีชวน ก็พากันอึ้งตามไปด้วย


   แม้จะไม่รู้ว่ากระบวนการนี้ยากลำบากเพียงใด แต่เยี่ยอิงที่โชคเลือดนั้น ได้กลายเป็นผู้ชนะคนสุดท้าย


   "เขา...ฆ่าประมุขหอตายแล้ว" ฮวาซือฉิงกล่าว


   "หลายพันปีมานี้ ไม่เคยมีผู้ใดสามารถลบหลู่ผู้อยู่เหนือกว่าได้ แต่เขากลับสังหารประมุขหอได้ นี่มัน…!"


   เยี่ยหลิงหลงจ้องมองเยี่ยอิงตรงหน้าอย่างงงงัน ไม่อาจบรรยายความรู้สึกในใจได้


   ก่อนหน้านี้ นางยังคิดว่าพวกคนในเมืองฉี่หยางนั้น ช่างน่าขบขันเหลือเกิน ผู้มีฝีมือสองคนก็แค่ร่วมมือกันจัดการพลังอาถรรพ์เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องร้อนรนกันขนาดนี้เลย


   แต่ในตอนนี้นางรู้แล้วว่า มันสมควรจะกังวลจริงๆ


   เรื่องเล็กๆที่นางคิดว่าไม่สำคัญเรื่องนี้ กลับทำให้หอซีชวนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อหอซีชวนเกิดเรื่อง วังตงวั่งย่อมต้องมีการเคลื่อนไหวแน่นอน


   เมื่อเป็นเช่นนี้ ชายฝั่งทะเลตะวันออกก็จะต้องปั่นป่วนตามไปด้วยแน่!


   และคนแรกที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในชายฝั่งทะเลตะวันออก ก็คือเยี่ยอิงที่อยู่ตรงหน้านี้!


   "เยี่ยอิงนี่น่ากลัวจริงๆ!" ฮวาซือฉิงกล่าว "ศิษย์น้องหญิงเล็กพวกเราไปกันเถิด?"


   "ศิษย์พี่หญิงสี่ พวกเราคงไปไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ" เยี่ยหลิงหลงพูดจบ คนอื่นๆก็พากันอึ้งไปตามกัน


   เพราะในขณะนั้น สายตาของเยี่ยอิงละจากร่างของเจ้าหอซีชวนที่เหมือนขยะ แล้วเงยขึ้น ตกลงบนร่างของพวกเขาทั้งสี่คนที่อยู่บนเรือเหาะ


   แม้ว่าเรือเหาะยังไม่ถึงตำหนักใหญ่ของหอซีชวน แต่ก็ได้เข้ามาในอาณาเขตของหอซีชวนแล้ว ที่นี่มีค่ายกลจัดวางไว้ เมื่อถูกเยี่ยอิงจับตามอง พวกเขาคงหนีไปไม่ได้ง่ายๆแน่.นอน


   ในขณะที่ทั้งสี่คนกำลังรู้สึกสับสน และสมองเริ่มคิดแผนการหลบหนีและโต้กลับร้อยแปดวิธี


   เยี่ยอิงที่ยืนอยู่บนหอคอยและจ้องมองพวกเขาอยู่นั้น ก็พลันแย้มยิ้มออกมา


   ในชั่วขณะนั้น หัวใจของทั้งสี่คนพร้อมใจกันเต้นแรงหนึ่งครั้ง


   หลังจากนั้น เยี่ยอิงค่อยๆยื่นมือไปที่หน้ากากบนใบหน้าของเขา


   เขาก็ถอดหน้ากากของตัวเองออก


   ในชั่วขณะนั้น ทั้งสี่คนบนเรือเหาะหยุดหายใจพร้อมกัน หัวใจเต้นตึกตักๆอย่างบ้าคลั่ง


   จากนั้น เลือดในกายพวกเขาก็พลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง มันเดือดพล่าน ส่งเสียงกรีดร้องเหมือนอยากจะพุ่งออกมาจากร่าง


   คนที่ตอบสนองเร็วที่สุดคือเยี่ยหลิงหลง นางกระโดดลงจากเรือเหาะทันที เร่งวิชาระบำวาโยพันฤดู วิ่งไปยังหอคอยด้วยความเร็วสูงสุด


   และเหมือนว่าการป้องกันทั้งหมดหน้าหอซีชวนได้หายไป ไม่มีสิ่งใดขัดขวางนางที่พุ่งไปถึงยอดหอคอย ปล่อยให้นาง


   นางโอบกอดร่างที่เต็มไปด้วยเลือดคนนั้น


   นางตื่นเต้น โถมตัวเข้าไปในอ้อมกอดของเขา แม้ว่านางจะเปื้อนเลือดที่ติดอยู่บนตัวเขา แต่นางก็กอดเขาไว้แน่น


   "ศิษย์พี่ใหญ่!"



บทที่ 1249: เกิดด้วยกัน ตายด้วยกัน



   ในเวลานั้น วังตงวั่งเห็นเยี่ยอิงถือร่างของประมุขหอซีซวนเดินออกมาจากตำหนักใหญ่ พวกเขามองดูทุกสิ่งตรงหน้าด้วยความตกตะลึง


   ในที่สุด หลังจากสูดลมหายใจเข้าไปหลายครั้ง และยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าคนที่ถูกโยนลงมานั้นคือคู่แข่งเก่าที่เขาต่อสู้มาหลายปี


   ความรู้สึกในใจของเขาก็ซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง


   เขารู้สึกหวาดกลัว เพราะการเติบโตของคนรุ่นใหม่ ทำให้หอซีชวนถูกโค่นล้ม คู่แข่งเก่าเสียชีวิต พวกอัจฉริยะที่เติบโตขึ้นมาใหม่เหล่านี้ มีพลังที่ประเมินค่าไม่ได้เลย


   และมีความเป็นไปได้ไม่จำกัดในอนาคตเสียด้วย


   แต่ในขณะเดียวกันนั้นเขาก็รู้สึกตื่นเต้น เขาได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว ว่าคู่แข่งเก่าของเขาตายในมือศิษย์ของตน เช่นนั้นก็หมายความว่า หอซีชวนเปลี่ยนนาย ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่


   มันเข้าสู่ช่วงความวุ่นวายแล้ว


   หลายปีมานี้ หอซีชวนและวังตงวั่งมีกำลังที่เท่าเทียมกัน บัดนี้หอซีชวนถูกลดทอนกำลังลงอย่างมาก นี่ไม่ใช่โอกาสที่ดีที่สุดสำหรับวังตงวั่ง ที่จะกดหอซีชวนลงจนถึงที่สุดหรอกหรือ?


   "เห็นหรือไม่? เขาตายแล้ว! เขาต่อสู้กับข้ามาหลายปี ในที่สุดเขาก็ตาย! โอกาสของวังตงวั่งมาถึงแล้ว! การได้ชมความวุ่นวายนี้คุ้มค่าจริงๆไม่ขาดทุนเลย!"


   คนในวังตงวั่งตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ผู้อาวุโสใหญ่และเหล่ามือสังหารที่อยู่เบื้องหลังเขาก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง


   "ไป๋ลู่ เจ้าทำเรื่องนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ เจ้าทำให้ประมุขหอซีซวนสงสัยในตัวเยี่ยอิง ทำให้พวกเขาทั้งสองทะเลาะกันเอง พวกเรายืนดูอยู่ฝั่งตรงข้าม นั่งรอรับผลประโยชน์ บัดนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุด พวกเราต้องรวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อยึดหอซีชวนให้จงได้!"


   ประมุขวังตงวั่งกางแขนทั้งสองข้าง ทำท่าจะโอบกอดไปทางหอซีชวน


   "อนาคตของชายฝั่งทะเลตะวันออก เป็นของวังตงวั่งแล้ว!"


   พอเขาพูดจบ ก็หันไปเห็นว่าบนเรือเหาะด้านหน้า มีแม่นางน้อยขอบเขตบูรณาการบินออกมาเป็นคนแรก


   นางบินออกมา และตรงไปยังยอดหอคอยของหอซีชวน


   ไปยังทิศทางที่เยี่ยอิงอยู่!


   ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากนางบินออกไปแล้ว อีกสามคนที่เหลือบนเรือเหาะก็บินตามออกไปด้วย


   เขามองตามทิศทางที่ทั้งสี่คนบินออกไป พวกเขาเห็นเยี่ยอิงถอดหน้ากากออกในตอนที่เขาไม่ทันสังเกต!


   เขากำลังทำอะไรอยู่?


   แล้วเจ้าสี่คนนี้เป็นใคร?


   เขายังไม่ทันได้เอ่ยความสงสัยออกมา ก็เห็นแม่นางน้อยคนนั้นกอดเยี่ยอิงเอาไว้


   ในชั่วขณะนั้น หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นมาทันที


   ดูเหมือนว่าเยี่ยอิงจะรู้จักคนเหล่านั้นจริงๆ การช่วยเหลือเมื่อคืนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาไปที่นั่นเพื่อช่วยเจ้าสี่คนนี้โดยเฉพาะ!


   ความรู้สึกตื่นตระหนกที่ยากจะบรรยาย พลันผุดขึ้นในใจของเขา


   เขาหันไปมองไปยังไป๋ลู่ที่อยู่ข้างๆอย่างรวดเร็ว


   และแน่นอน เขาพบว่าเมื่อครู่ ตอนที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นเกี่ยวกับการฉวยโอกาสกำจัดหอซีชวน


   ใบหน้าของไป๋ลู่กลับไม่มีอารมณ์ใดๆแสดงออกมาเลย!


   เขาหันไปมองไป๋ลู่อย่างระแวดระวัง พร้อมกับส่งสัญญาณทางสายตาให้คนที่อยู่ด้านหลัง เขาเพิ่มความระมัดระวัง และพร้อมลงมือได้ทุกเมื่อ


   "ไป๋ลู่ เจ้ารู้จักคนพวกนั้นหรือไม่?"


   "รู้จักสิขอรับ"


   ประมุขวังตงวั่งแสดงสีหน้าตกใจออกมาทันที


   "หมายความว่าเมื่อคืนที่เจ้าลงมือ ไม่ใช่เพื่อยุให้เยี่ยอิงกับประมุขหอซีซวนมีปัญหากันหรอกหรือ?"


   "ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ดีอยู่แล้ว ช้าเร็วก็ต้องมีคนตาย ข้าจำเป็นต้องยุด้วยหรือ?" ไป๋ลู่พูดด้วยสีหน้าขบขัน


   ลางสังหรณ์ไม่ดีในใจของประมุขวังตงวั่งยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ


   "เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าความสัมพันธ์ของเยี่ยอิงกับประมุขหอซีซวนไม่ดี? เมื่อคืนเจ้าลงมือเพราะอะไรกันแน่!"


   "เขาบอกข้าเองน่ะ"


   ประมุขวังตงวั่งเบิกตากว้าง


   "เจ้า… เจ้ากับเยี่ยอิง พวกเจ้า? หรือว่า… หรือว่าพวกเจ้า? แต่พวกเจ้าเจอกันทีไรก็ต่อสู้กันมิใช่หรือ? ยิ่งสู้ยิ่งดุเดือด ทุกครั้งที่ปะทะกันใหญ่โตก็ต้องมีเลือดไหลนองทุกทีไป!"


   เมื่อเผชิญกับความระแวดระวัง และความตกใจกลัวของประมุขวังตงวั่ง


   รอยยิ้มใต้หน้ากากของไป๋ลู่ยิ่งสดใสขึ้นอีกหลายส่วนทีเดียว


   "ท่านประมุข ทุกครั้งที่พวกเราพบกัน ก็ต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือดจนเลือดไหลนองเป็นแม่น้ำ แต่ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า ว่าเลือดที่ไหลนั้นเป็นเลือดของผู้ใด?"


   ในขณะนั้น ประมุขวังตงวั่งก็เริ่มครุ่นคิดถึงประเด็นสำคัญ มิทันไรสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที


   ใช่แล้ว ทุกครั้งที่พวกเขาพบกัน ก็ต้องต่อสู้กัน


   และทุกครั้งต้องมีคนตายมากมาย แต่คนที่ตาย ไม่เคยเป็นพวกเขาทั้งสองคนเลย!


   หลายปีมานี้ เพราะพวกเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทำให้หอซีชวนและวังตงวั่งต้องสูญเสียคนไปเรื่อยๆ จำนวนคนของทั้งสองฝ่ายนั้นลดลงไม่หยุด ส่งผลให้อิทธิพลและอำนาจของทั้งสองฝ่ายลดลงเป็นอย่างมาก


   พวกเขาเคยเตือนไป๋ลู่ แต่ทุกครั้งคำตอบที่ไป๋ลู่ให้คือ


   ‘หรือว่าท่านจะให้คนของเรา พอเจอคนจากหอซีชวนแล้วต้องหันหลังวิ่งหนีกระนั้นหรือ?’


   คำถามกลับนี้ ทำให้พวกเขาพูดไม่ออก แน่นอนว่าวิ่งหนีไม่ได้ ถ้าหนีไปก็เท่ากับวังตงวั่งยอมแพ้มิใช่หรือ?


   หากว่าเขายอมแพ้ ข่าวคงแพร่ไปทั่วชายฝั่งตะวันออก


   ถึงตอนนั้นวังตงวั่งจะมีเกียรติอะไรเหลืออยู่อีกเล่า?


   แน่.นอนว่าหนีไม่ได้ ถ้าหนีไม่ได้ก็ต้องสู้ต่อไปอย่างไม่มีทางเลือก


   และอีกฝ่ายก็ฆ่าคนของตน จะให้เขาอยู่เฉยได้อย่างไร?


   หากไม่ฆ่า อีกฝ่ายก็จะเติบโตแข็งแกร่งขึ้นมิใช่หรือ?


   ด้วยเหตุผลเหล่านี้ แม้ว่าหลายครั้ง พวกเขาไม่อยากต่อสู้กับหอซีชวน แต่ก็ยังคงต้องต่อสู้อยู่ดี


   แต่ความจริงก็คือ ยิ่งต่อสู้ ก็ยิ่งสูญเสีย และอำนาจก็ยิ่งอ่อนแอ.ลง


   โชคดีที่ไม่ได้มีเพียงฝ่ายเดียวที่อ่อนแอ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างอ่อนแอไปด้วยกัน


   ทั้งสองฝ่ายจึงยังพอยอมรับได้ ดังนั้นความสมดุลเช่นนี้ จึงดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน


   แต่พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่า สถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่เยี่ยอิงกับไป๋ลู่ตั้งใจสร้างขึ้นมา!


   พวกเขาอาศัยมือของอีกฝ่ายฆ่าคนของตัวเอง จากนั้นก็ช่วยกันลดทอนอำนาจของกแงกำลังตัวเอง ทำให้สองกลุ่มอิทธิพลอ่อนแอลงเรื่อยๆ


   ขณะที่พวกเขาทั้งสองก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ!


   กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาไม่ได้เต็มใจอยู่ในหอซีชวนและวังตงวั่งมาตั้งแต่แรก


   พวกเขาร่วมมือกันเพื่อทำลายอำนาจของทั้งสองฝ่ายมาตั้งแต่ต้นแล้ว พวกเขาตั้งใจทำเช่นนี้อย่างแน่นอน!


   ในเวลาอันสั้น ประมุขวังตงวั่งคิดเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน เขาชี้นิ้วไปที่ไป๋ลู่อย่างรวดเร็ว


   "เจ้ากล้ายอมรับเรื่องนี้ต่อหน้าข้า เจ้าไม่กลัวหรือว่า..."


   เขาพูดยังไม่ทันจบ ก็เห็นว่าบนเรือเหาะนี้ เหลือเพียงตัวเขาคนเดียวเท่านั้น!


   พวกมือสังหารขอบเขตพ้นพิบัติและขอบเขตมหายานที่เขาพามาล้วนหายไปหมดแล้ว!


   เขาไม่รู้ว่าไป๋ลู่ใช้วิธีอะไร แต่แน่นอนว่าเขามีการเตรียมพร้อมเอาไว้ เขาวางแผนทั้งหมดนี้ไว้ล่วงหน้า


   ไป๋ลู่ตั้งใจจะลงมือในวันนี้!


   ถึงแม้ไป๋ลู่จะมีพรสวรรค์สูง แต่ประมุขวังตงวั่งจะไม่คิดว่าไป๋ลู่จะสามารถฆ่าเขาได้ เพราะการฝึกฝนของอีกฝ่ายยังต่ำกว่าเขาหนึ่งขอบเขตใหญ่


   แต่ด้วยบทเรียนของเยี่ยอิง เขาไม่อยากเสี่ยง และไม่อยากเอาชีวิตตัวเองมาเล่นสนุก!


   ดังนั้น เขาจึงไม่พูดอะไรและบินออกไปนอกเรือเหาะทันที แต่เมื่อบินออกไป เขากลับชนเข้ากับค่ายกลของเรือเหาะเข้าอย่างแรง ไม่สามารถบินออกไปได้!


   "ข้าบอกเจ้าชัดเจนแล้ว เจ้ายังคิดว่าตัวเองจะหนีรอดหรือ?"


   "เจ้า… เจ้าจะฆ่าข้ารึ? เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?"


   "ฆ่าเจ้าแล้วอย่างไร? หากฆ่าประมุขหอซีชวนได้ ทำไมประมุขวังตงวั่งอย่างเจ้าจะฆ่าไม่ได้? เจ้าดีกว่าเขาตรงไหน?" ไป๋ลู่หัวเราะเย็นชา


   "ในร่างเจ้ายังมีกู่พิษของวังตงวั่ง ถ้าเจ้ากล้าทำอะไรข้า ข้าจะทำให้เจ้าตายไม่มีที่ฝังศพ!" ประมุขวังตงวั่งตวาดด้วยความโกรธ


   "ในร่างของเยี่ยอิง ก็มีกู่พิษของหอซีชวนเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ที่จริงแล้ว หอซีชวนและวังตงวั่งก็มาจากต้นกำเนิดเดียวกันเมื่อหลายพันปีก่อน แม้แต่วิธีควบคุมคนก็เหมือนกันไม่มีผิด พวกเจ้ายังจะแบ่งแยกกันทำไม? เกิดด้วยกัน ตายด้วยกัน แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ?"



บทที่ 1250: ก็แค่ผู้ที่เคยพ่ายแพ้แก่ข้า



   “เจ้า… เจ้าคิดจริงๆหรือว่าเจ้าจะสำเร็จได้อย่างแน่นอน?”


   ฝ่ามือของไป๋ลู่ยกขึ้น ปรากฏกระบี่คู่กายเขาใช้บ่อยที่สุดอยู่ในฝ่ามือ เจตจำนงกระบี่เยียบเย็น ไอสังหารเข้มข้น เป็นรูปแบบเดียวกับตัวตนของเขาไม่มีผิดเพี้ยน


   “จะสำเร็จได้หรือไม่ ลองดูก็มิรู้แล้วหรือ? วันนี้เจ้าก็ตั้งใจจะลงมือกับข้าอยู่แล้วมิใช่หรือ? ก็พอดีเลยอย่างไรเล่า”


   “ไป๋ลู่ เจ้าคนทรยศ!”


....…


   บนยอดหลังคาหอสูงของหอซีชวน ในชั่วขณะที่เยี่ยหลิงหลงโผเข้ากอดเผยลั่วไป๋ นางรู้สึกถึงความรู้สึกอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน


   แม้ศิษย์พี่ใหญ่ตรงหน้าจะแข็งแกร่ง แต่ก็อ่อนแอยิ่งนัก อ่อนแอจนร่างกายของเขาในตอนนี้ไม่อาจรับฝ่ามือเดียวของนางได้


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ายังไม่ตาย เจ้ารอดกลับมา ข้าได้พบเจ้าแล้วในที่สุด!”


   เผยลั่วไป๋กอดเยี่ยหลิงหลงกลับแน่น สัมผัสถึงลมหายใจและอุณหภูมิของนาง ในสมองมีแต่ข่าวสารที่ได้ยินมาตลอดหลายปีนี้ฉายวาบไม่หยุด


   นางถูกเจ็ดสำนักใหญ่ร่วมมือกันบีบคั้นจนต้องกระโดดลงไปในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา นับแต่นั้น ก็ไม่มีหวังว่าจะได้กลับมาอีก


   ร่างของเผยลั่วไป๋สั่นเทาเล็กน้อย เสียงของเขาสะอื้นเครือ ตลอดหลายปีมานี้เขาเคยคาดหวัง และเคยสิ้นหวัง เคยเสียใจ และเคยโทษตนเอง


   หากเขาพยายามมากกว่านี้อีกสักหน่อย หากได้รับอิสรภาพและวิ่งไปยังจงหยวนได้เร็วกว่านี้อีกสักนิด ศิษย์น้องหญิงเล็กและพวกพ้องอาจจะไม่ต้องเผชิญกับเรื่องเหล่านั้น


   แม้ว่าจะไม่อาจเปลี่ยนแปลงอดีตได้ อย่างน้อยเขาก็ควรจะได้อยู่เคียงข้างนาง ไม่ปล่อยให้นางกระโดดลงไปในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายเช่นนั้น


   เขาชิงชังตนเองมากว่าร้อยปี คิดวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาว่า หากทั้งหมดนี้ไม่มีหนทางแก้ไขแล้วจริงๆ หากศิษย์น้องหญิงเล็กตายในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาจริงๆ เขาควรจะทำเช่นไร


   แต่ความชิงชังและความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ ในชั่วขณะที่ได้พบศิษย์น้องหญิงเล็ก ก็พลันมลายหายไปสิ้น


   เขามีเรื่องมากมายอยากจะพูด เขามีหลายสิ่งอยากจะทำ ความตื่นเต้นและพลุ่งพล่านในใจของเขาในยามนี้มีมากกว่าชั่วขณะที่จำนางได้เมื่อคืนเสียอีก แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม


   ในชั่วขณะที่เสิ่นหลีเสียนและคนอื่นๆอีกสองคนเหินกายเข้ามา เขาก็ควบคุมอารมณ์ทั้งหมดของตนเองได้


   เขาตบไหล่ของเยี่ยหลิงหลงเบาๆ


   “ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับพูดคุย พวกเราไปจากที่นี่กันก่อน”


   “แล้วหอซีชวนนี่เล่า…”


   “ไม่เกี่ยวกับข้า ที่ข้าลงมือเป็นเพราะในที่สุดข้าก็ได้รอจนพวกเจ้ามาถึง ในเมื่อพวกเจ้ามาแล้ว ข้าก็จะจัดการเรื่องเหล่านี้ด้วยมือของข้าเอง จะได้ไม่มีเรื่องกังวลใจอีกต่อไป”


   เผยลั่วไป๋ปล่อยเยี่ยหลิงหลง ตบไหล่ของเสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหราน


   “ไป”


   เผยลั่วไป๋พาเยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องกลับขึ้นไปบนเรือเหาะลำนั้นอีกครั้ง ซึ่งเดิมทีเป็นของหอซีชวน


   ก่อนที่เขาจะขับเคลื่อนเรือเหาะจากไป เขามองไปยังด้านหลังของเรือเหาะลำนี้ เมื่อแน่ใจว่าไม่เห็นเรือเหาะของวังตงวั่งแล้ว เขาก็ขับเคลื่อนเรือเหาะจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก


   ทันทีที่เผยลั่วไป๋จากไป เหล่านักฆ่าที่เห็นศพของประมุขหอ ถูกโยนลงมากับตา ต่างก็รู้สึกสับสนงุนงง


   “เยี่ยอิงไปแล้วหรือ? เขาไปที่ไหน? เหตุใดเขาจึงไม่พูดอะไรสักคำ?”


   “ใช่แล้ว สังหารประมุขหอไปแล้ว เขาก็คือประมุขหอมิใช่หรือ? เหตุใดเขาไม่ลงมาเก็บกวาดสถานการณ์ที่เหลือ แล้วเขาจะไปไหน?”


   “เขาเป็นคนรู้จักกับพวกคนแปลกหน้าเหล่านี้จริงๆ ประมุขหอไม่ได้ใส่ร้ายเขา!”


   “ใส่ร้ายหรือไม่ใส่ร้ายยังสำคัญอยู่อีกหรือ? ผลแพ้ชนะตัดสินแล้ว ประมุขหอไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเยี่ยอิงมานานแล้ว”


   “แล้วพวกเราจะทำอย่างไร? ในร่างยังมีกู่ลูกของหอซีชวนอยู่เลย! เป็นเช่นนี้แล้ว พวกเราก็ต้องจบสิ้นกันหมดมิใช่หรือ?”


   คำพูดนี้ดังขึ้น นักฆ่าหอซีชวนทุกคนที่เห็นเหตุการณ์นี้ต่างก็ตื่นตระหนก และในขณะนั้นเอง ก็มีคนไปค้นศพของประมุขหอ


   “กู่แม่ยังมีชีวิตอยู่! มันถูกเยี่ยอิงใช้กล่องกู่คุ้มครองเอาไว้!”


   “อะไรนะ?! เช่นนั้นพวกเรา… จะจัดการอย่างไร?”


   บัดนี้ นักฆ่าทั้งหอซีชวนต่างก็โกลาหลวุ่นวายในชั่วพริบตาความตื่นตระหนก ความตื่นเต้น ความสงสัย ความกังวล อารมณ์ทุกอย่างปะปนกันไปหมด


   หนทางในอนาคต จะไปทางไหนต่อ ณ ชั่วขณะนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากยิ่ง


   เผยลั่วไป๋ขับเคลื่อนเรือเหาะไปจอดบนภูเขาโดดเดี่ยวลูกหนึ่ง บนภูเขาลูกนี้มีน้ำตก แห่งหนึ่ง ใต้น้ำตกนั้นกลับมีเรือนเล็กๆหลังหนึ่งตั้งอยู่


   เรือนนั้นเรียบง่าย แต่ดูสะอาดและน่าสบายยิ่งนัก


   “ศิษย์พี่ใหญ่ นี่คงมิใช่บ้านของท่านกระมัง?”


   เยี่ยหลิงหลงผลักประตูรั้ว เข้าไป มองสำรวจซ้ายขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็น


   “มิอาจนับว่าเป็นบ้านได้ อย่างมากก็เป็นเพียงที่พักผ่อนหย่อนใจของข้าในยามปกติ เข้าไปเถอะ คาดว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่จะได้มาที่นี่แล้ว”


   “เอ๋? ศิษย์พี่ใหญ่ ในลานบ้านนี้เหตุใดยังมีกระดานหมากล้อมด้วยเล่า ท่านเล่นหมากล้อมกับผู้ใดหรือ?” มู่เซียวหรานเอ่ยถาม


   “ก็แค่ผู้ที่เคยพ่ายแพ้แก่ข้า”


   “โอ้?” เสิ่นหลีเสียนเอ่ยถามอย่างหยั่งรู้ความคิด


   เผยลั่วไป๋เดินเข้าไปในห้องหนึ่ง เขานั่งลง นำโอสถออกมาจากแหวน เตรียมจะรักษาอาการบาดเจ็บให้ตนเอง


   เมื่อเห็นว่าอาการบาดเจ็บของเขาร้ายแรงถึงเพียงนี้ เยี่ยหลิงหลงและฮวาซือฉิงก็รีบเดินเข้าไปทันที คนหนึ่งหยิบยา คนหนึ่งลงมือรักษา พวกนางทั้งสองวุ่นวายอยู่กับการรักษาอย่างรวดเร็ว


   ส่วนมู่เซียวหรานและเสิ่นหลีเสียนรออยู่ที่ลานด้านนอก ว่างงานไม่มีอะไรทำจึงเล่นหมากล้อมบนกระดานนั้นต่อ


   อาการบาดเจ็บของเผยลั่วไป๋หนักหนาสาหัสอย่างยิ่ง แต่เขาก็อดทนและควบคุมมันไว้ได้เป็นอย่างดี


   ทุกการกระทำและการตัดสินใจของเขาล้วนเดินอยู่บนจุดที่อันตรายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการถูกกู่ลูกกัดกินหัวใจ หรือการใช้มือเปล่าผ่าร่างจับแมลง ล้วนแล้วแต่หากพลาดพลั้งแม้เพียงเล็กน้อย ชีวิตน้อยๆก็จบสิ้น


   แต่เขากล้าหาญอย่างแท้จริง ไม่ได้พบกันหลายปี เขาได้กลายเป็นคนเหี้ยมโหดทั้งต่อตนเองและต่อศัตรู ลงมือโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย


   เยี่ยหลิงหลงและฮวาซือฉิงขณะกำลังจัดการกับบาดแผลอันน่าตกตะลึง เหล่านี้ ในใจก็รู้สึกหนักอึ้งอย่างยิ่ง เส้นทางที่ศิษย์พี่ใหญ่เดินผ่านมานี้ช่างไม่ง่ายดายเลยจริงๆ


   แต่เขาก็ผ่านมันมาได้ และในยามที่พวกนางมาถึง เขาก็จัดการเรื่องราวทั้งหมดของตนเองเรียบร้อยแล้ว ไม่ทำให้ผู้ใดต้องเป็นกังวลแม้แต่น้อย


   นี่แหละคือศิษย์พี่ใหญ่


   “พวกเจ้าสองคนอย่าทำหน้าเคร่งขรึม เช่นนั้นเลย ไม่ตายหรอกน่า” เผยลั่วไป๋กล่าวพร้อมรอยยิ้ม


   “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านทำเช่นนี้น่ากลัวจริงๆนะ”


   ฮวาซือฉิงไม่ได้เห็นกับตาว่าเขาทำได้อย่างไร แต่บาดแผล เหล่านี้โกหกไม่ได้ เพียงแค่นางจินตนาการถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ก็น่าสะพรึงกลัวเพียงพอแล้ว


   “ศิษย์น้องหญิงเล็กก็คิดว่าเช่นนี้น่ากลัวมากหรือ?”


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าโดยไม่ลังเล


   “ย่อมต้องน่ากลัวอยู่แล้ว”


   “มีเรื่องใดน่ากลัวไปกว่าการที่เจ้าส่งทุกคนจากไป แล้วตนเองเพียงลำพังกระโดดลงเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่อีกหรือ?”


   เยี่ยหลิงหลงสีหน้าชะงักไป ฮวาซือฉิงหันขวับทันที


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาอันใดกัน? เจ้ากระโดดลงไปหรือ? เจ้า… เจ้ามิได้บอกข้าเลย!”


   “ประการแรก ข้ามิได้กระโดดลงไปคนเดียว ถึงแม้พี่เยี่ยจะไม่มีพลังวิญญาณและมังกรดำจะไม่ใช่มนุษย์ แต่ท่านก็ไม่อาจเมินเฉยต่อพวกเขาทั้งสองได้โดยตรง”


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก!”


   เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองเผยลั่วไป๋


   “เรื่องนั้นมันผ่านไปแล้ว มิใช่หรือ?”


   เผยลั่วไป๋มองแววตาที่แน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมของนาง นึกถึงท่าทางเยือกเย็นของนางในตอนที่เขาทำร้ายนางบาดเจ็บสาหัสที่เมืองฉี่หยาง และไอสังหารอันแรงกล้าในตอนที่ถูกเขาขัดขวางอยู่นอกจวนเจ้าเมือง


   ศิษย์น้องหญิงเล็กเติบโตขึ้นกว่าเดิมมากจริงๆ


   กระบวนการนี้ยากลำบากยิ่งนัก แต่นางก็อดทนผ่านมาได้ ดังนั้นจึงสามารถพูดกับเขาได้อย่างสบายๆว่า มันผ่านไปแล้ว


   “ก็เหมือนกับศิษย์พี่ใหญ่ เห็นได้ชัดว่าจำพวกเราได้ตั้งแต่คืนนั้นแล้ว แต่กลับไม่ยอมแสดงตนกับพวกเราโดยตรง แต่หันกลับไปใช้กระบี่เดียวตัดขาดบุญคุณความแค้นที่พัวพันกันมากว่าร้อยปีนี้ ไม่ยอมให้พวกเราต้องเข้ามาพัวพันด้วย ถึงได้ยอมถอดหน้ากากบนใบหน้าของตนเองออก”


   เยี่ยหลิงหลงแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นสดใสอย่างยิ่ง


   “หนึ่งร้อยกว่าปีที่เป็นของท่าน มันผ่านไปแล้ว มิใช่หรือ?”


   เผยลั่วไป๋ยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกร้อยพันประดังเข้ามาในใจ


   “ศิษย์น้องหญิงเล็กบอกว่าใช่ มันก็ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น”




จบตอน

Comments