journey ep1251-1260

บทที่ 1251: ไม่เห็นจะเหมาะกับท่านเลยสักนิด


   อาการบาดเจ็บของเผยลั่วไป๋ไม่เบาเลย แต่ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ เขาไม่เต็มใจที่จะนอนพักฟื้นอยู่ในห้องหลังจากจัดการบาดแผลเสร็จแล้ว ปล่อยให้ศิษย์น้องชายหญิงที่เพิ่งได้พบกันอยู่กันเองในลานบ้าน


   ดังนั้น หลังจากจัดการบาดแผลเสร็จ เขาก็เดินออกมายังลานบ้านพร้อมกับเยี่ยหลิงหลงและพวกพ้อง


   ทันทีที่เข้าสู่ลานบ้าน ก็เห็นเสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานกำลังเล่นหมากล้อมอยู่ในลาน หมากกระดานที่ค้างอยู่ บนกระดานนั้นหายไปแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเขาตัดสินใจไม่เล่นต่อ หรือว่าเล่นตามกระดานนั้นจนจบไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่ากระดานนั้นใครแพ้ใครชนะ


   “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านบาดเจ็บหนักขนาดนี้ ไม่พักผ่อนอีกสักหน่อยหรือขอรับ?” มู่เซียวหรานเอ่ยถาม


   “ตราบใดที่ไม่ตาย ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ถึงกับนั่งไม่ไหวหรอก”


   เผยลั่วไป๋กล่าวพลาง หยิบสุราออกมาจากแหวนหลายขวด ยื่นให้แต่ละคนคนละขวด


   ยามได้พบกันอีกครั้ง เหมาะที่สุดสำหรับการรำลึกความหลัง


   เมื่อเห็นว่าเขาวางเหล้าให้ตนเองขวดหนึ่งด้วย เสิ่นหลีเสียนก็หยิบขวดนั้นของเขาไป เปลี่ยนเป็นน้ำค้างหยกขวดหนึ่งแทน


   เผยลั่วไป๋เห็นดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ ยอมรับน้ำค้างหยกขวดใหม่ที่เปลี่ยนมานี้


   เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็หาน้ำค้างหยกขวดหนึ่งออกมาจากแหวน เปลี่ยนขวดที่อยู่ตรงหน้าเยี่ยหลิงหลงด้วยเช่นกัน


   เยี่ยหลิงหลงเห็นดังนั้น อดไม่ได้ที่จะทำหน้าขบขัน พลางหัวเราะออกมา ทุกคนก็พลันหัวเราะตามไปด้วย


   ในชั่วขณะนั้น พวกเขาคล้ายกับได้ย้อนกลับไปยังสำนักชิงเสวียน ช่วงเวลาที่ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ห่วงใยซึ่งกันและกัน


   แสงแดดสาดส่องลงมาในลานบ้าน สายลมอ่อนๆพัดผ่านรั้วไม้ไผ่เบาๆ หลังจากเปิดขวดออก กลิ่นหอมของสุราก็ค่อยๆแผ่กระจายไปทั่วลาน หัวใจของทุกคนพลันสงบลงในทันที


   “ขอโทษนะศิษย์น้องหญิงเล็ก เมื่อคืนข้าลงมือหนักเกินไป” แม้จะผ่านไปแล้วหนึ่งคืน หัวใจของเผยลั่วไป๋ก็ยังคงหวาดหวั่นไม่หาย แม้แต่น้ำเสียงก็ยังหนักอึ้งเป็นพิเศษ


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานต่างก็หันไปมองพวกเขาด้วยความประหลาดใจ


   “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น?”


   “เมื่อคืนศิษย์พี่ทั้งสองไม่อยู่ ศิษย์พี่ใหญ่ซ้อมข้า”


   เยี่ยหลิงหลงใช้น้ำเสียงสบายๆ เพื่อคลี่คลายความหนักอึ้งของเผยลั่วไป๋


   “เขาคิดว่าเขาเกือบจะฆ่าข้าตายแล้ว แต่ความจริงข้าแค่ไม่ได้ตอบโต้เท่านั้นเอง หากตอบโต้จริงๆ คนที่พวกท่านไม่ได้เห็นในวันนี้อาจจะเป็นเขาก็ได้”


   ศิษย์น้องหญิงเล็กพูดอย่างสบายๆ แต่เมื่อดูจากสีหน้าของศิษย์พี่ใหญ่ก็รู้ว่าเรื่องราวมันไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น สายตาของพวกเขาก็หันไปทางศิษย์พี่สี่ แต่นางเลือกที่จะนิ่งเงียบ ทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะซักถามต่อไป


   เรื่องราวผ่านไปแล้ว ศิษย์น้องหญิงเล็กปลอดภัยดี ก็ไม่มีอะไรต้องสืบสาวราวเรื่องอีก


   “เช่นนั้นก็น่าเสียดายจริงๆ ที่ไม่ได้ให้ศิษย์พี่ใหญ่ได้ประจักษ์ถึงความเก่งกาจของเจ้า” เสิ่นหลีเสียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม


   “ต่อมาก็มีโอกาสครั้งที่สอง ที่นอกจวนเจ้าเมือง ตอนที่ข้าพาศิษย์พี่หญิงสี่หนี เขาก็มาขวางพวกเราไว้”


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างหยิ่งผยองพลางกล่าวต่อ


   “ตอนนั้นข้าก็ตั้งใจจะสั่งสอนเขาแล้ว ใครจะรู้ว่าเขาจำข้าได้เสียก่อน ยอมถอยไปทันเวลา ทำให้ข้าไม่ได้ให้บทเรียนเขา”


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เผยลั่วไป๋เองก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้


   นึกถึงสีหน้าของศิษย์น้องหญิงเล็กในตอนนั้น ดูเหมือนจะคิดฆ่าคนจริงๆ


   ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดอะไรมาก บัดนี้กลับรู้สึกสงสัยอยู่บ้างว่า ศิษย์น้องหญิงเล็กซ่อนไพ่ตาย อะไรไว้กันแน่ ถึงได้กล้าคิดจะสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานขั้นปลายซึ่งมีระดับพลังสูงกว่านางทั้งขอบเขต


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก หากตอนนั้นข้าจำเจ้าไม่ได้ เจ้าคิดจะรับมือข้าอย่างไร?” เผยลั่วไป๋เอ่ยถาม


   “คิดจะล้วงความลับของข้าหรือ?”


   “ไม่ได้หรือ?”


   “ไม่ได้” เยี่ยหลิงหลงแค่นเสียงหัวเราะ “ทำร้ายข้าบาดเจ็บ คนก็ยังไม่ได้ง้อดี ทรัพย์สินก็ยังไม่ถึงที่ ท่านยังคิดจะล้วงความลับข้าอีกหรือ? อย่าได้คิดเลย”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ทุกคนก็หัวเราะออกมา บรรยากาศที่แต่เดิมยังค่อนข้างเกร็งๆ ก็พลันผ่อนคลายลงอย่างหาที่เปรียบมิได้


   “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าไม่ได้ง้อง่ายๆนะ เรื่องนี้ยังมีเวลาอีกนาน ท่านค่อยๆคิดหาวิธีไปเถอะ”


   เผยลั่วไป๋ยิ้มพลางพยักหน้า


   “ได้”


   “ศิษย์พี่ใหญ่ หลายปีมานี้ท่านใช้ชีวิตมาอย่างไร? ท่านกับศิษย์พี่หญิงสี่เห็นได้ชัดว่าอยู่แถบทะเลตะวันออกทั้งคู่ แถมยังเป็นบุคคลที่รู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมืองเหตุใดผ่านมาตั้งร้อยกว่าปีแล้ว ถึงไม่เคยจำกันได้เลย?”


   เผยลั่วไป๋ยิ้มอย่างจนใจ ยกน้ำค้างหยกขึ้นดื่มเล็กน้อย สงบจิตใจ อยู่ครู่หนึ่ง


   "จุดที่ข้าไปถึงภพเซียนอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในทะเลตะวันออก พอลงมาถึงก็ถูกตระกูลซีชวนสังหารทั้งหมู่บ้าน ข้าเกือบตายในมือของหอซีชวนแล้ว"


   “แล้วหลังจากนั้นเล่า?”


   “หลังจากนั้น ก่อนที่ข้าจะถูกสังหาร ข้าก็ได้สังหารคนหนึ่งกลับไปพอดีคนผู้นั้นก็มีระดับพลังขอบเขตแปรเทวะเช่นกัน เพื่อเอาชีวิตรอด ข้าจึงสวมเสื้อผ้า ของคนที่ถูกข้าสังหาร แล้วกลายเป็นเขา”


   “เดิมทีข้าคิดจะตบตาไปก่อน แล้วค่อยหาโอกาสจากไป แต่ใครจะรู้ ทันทีที่ข้าตามพวกเขากลับไปถึงหอซีชวน ก็ถูกประมุขหอซีชวนมองทะลุเสียแล้ว”


   “เขาไม่ได้เข้าร่วมการสังหารหมู่ครั้งนั้น แต่เขาก็มองออกได้อย่างง่ายดายว่าภายใต้หน้ากากนั้น มิใช่ตัวข้าที่เป็นนักฆ่าของหอซีชวน”


   “เขาไม่ได้สังหารข้าทันที แต่กลับสอบสวนข้า หลังจากสอบสวนแล้วไม่พบว่าข้ามีเจตนาอันใด เขาเห็นว่าข้ามีพรสวรรค์ไม่เลว จึงเก็บข้าไว้ รับเป็นศิษย์”


   เผยลั่วไป๋กล่าวอย่างสบายๆ แต่ฮวาซือฉิงเมื่อได้ยินคำว่า ‘สอบสวน’ สีหน้าก็ซีดขาวไปชั่วขณะ เห็นได้ชัดว่ากระบวนการสอบสวนของหอซีชวนนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด


   อีกสามคนที่เหลือเห็นภาพนี้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดพูดเปิดโปงออกมา


   “เรื่องแรกของการเป็นศิษย์ก็คือต้องฝังกู่ลูกลงในร่าง เมื่อฝังกู่ลูกแล้วก็ทำได้เพียงอยู่ใต้อาณัติของหอซีชวน ไม่อาจหลบหนีได้”


   เผยลั่วไป๋หัวเราะเบาๆ “จากคนที่เพิ่งเข้าสำนัก กลายเป็นนักฆ่าที่ได้มาตรฐาน ของหอซีชวน แล้วกลายเป็นนักฆ่าที่สามารถรับภารกิจเดี่ยวได้ ข้าใช้เวลาถึงสิบปีเต็ม”


   “เมื่อข้าสามารถรับภารกิจเดี่ยวได้ในที่สุด สามารถมีอิสระได้บ้างเล็กน้อย ไปสืบข่าวที่จงหยวน ข่าวที่ข้าสืบมาได้ กลับเป็นข่าวที่พวกเจ้าถูกเจ็ดสำนักใหญ่ร่วมมือกันบีบคั้น”


   “ศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆ ไม่ทราบที่อยู่แต่ยังพอมีความหวัง มีเพียงศิษย์น้องหญิงเล็กที่จนตรอกกระโดดลงเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา เป็นตายร้ายดีไม่ทราบ”


   “ตอนนั้นข้าทั้งร่างมึนงงไปหมด ตามมาด้วยความรู้สึกโทษตนเองและพังทลายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”


   “ข้าโทษตนเองที่มาช้าเกินไป ข้าเกลียดตนเองที่ไม่อาจก้าวไปข้างหน้าและถอยหลังร่วมกับพวกเจ้าได้ข้าถึงกับเคยคิดว่า หรือจะกระโดดลงเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาไปเลย ไม่แน่อาจจะหาศิษย์น้องหญิงเล็กพบ”


   “ข้าเคยคิดทุกอย่าง แต่สุดท้ายข้าก็ไม่ได้ทำอะไรเลย”


   น้ำเสียงของเผยลั่วไป๋ยิ่งทุ้มต่ำลงเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าตลอดหลายปีมานี้ จิตใจของเขาต้องทนทุกข์ทรมานเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส


   เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องต้นอู๋โยวในปีนั้น แต่ข่าวร้ายทั้งหมดสุดท้ายก็ยังคงมาถึงเขาอยู่ดี


   เขาทำได้เพียงบังคับตนเองให้ยอมรับผลลัพธ์เหล่านี้ ใช้ชีวิตต่อไปอย่างหมดหนทางค้นหาโอกาสและความหวังเพียงน้อยนิด


   “ก็มิใช่ว่าไม่ได้ทำอะไรเลยนี่นา” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “อย่างน้อยในทันทีแรกที่ได้พบพวกเรา ท่านก็ตัดขาดพันธะทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังท่าน แสดงว่าท่านเตรียมพร้อมสำหรับการพบกันใหม่ มาโดยตลอด และท่านก็ทำได้ดีมากด้วย”


   “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านรู้หรือไม่? ท่าทางตอนที่ท่านโยนประมุขหอซีชวนลงไปนั้น ท่านช่างเท่ระเบิดยิ่งนัก!”


   เผยลั่วไป๋ยิ้มขื่น ศิษย์น้องหญิงเล็กมักจะพูดจาได้ไพเราะน่าฟังเป็นพิเศษเสมอ


   “ส่วนศิษย์น้องหญิงสี่…”


   เผยลั่วไป๋หันไปมองฮวาซือฉิง ฮวาซือฉิงก็หันมามองเขาเช่นกัน ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้มออกมา


   “ชื่อม่านเทียนฮวานี้ไพเราะจริงๆ ทำให้ข้าไม่อาจเชื่อมโยงไปถึงเจ้าได้เลย”


   "ชื่อเยี่ยอิงก็ไม่เลวนะ แต่ไม่เห็นจะเหมาะกับท่านเลยสักนิด"



บทที่ 1252: พ่ายแพ้เพราะเป็นคนมีมโนธรรม



   เมื่อเห็นภาพทั้งสองคนหยอกล้อ กัน ประกอบกับประสบการณ์ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องก็พอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดคนทั้งสองนี้แม้จะอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่กลับจำกันไม่ได้มากว่าร้อยปี


   ณ แถบทะเลตะวันออกแห่งนี้ ทุกคนไม่ค่อยเปิดเผยใบหน้า เสียงก็สามารถปลอมแปลง ได้ตลอดเวลา หากไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดเช่น หงเยี่ยนอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของเยี่ยหลิงหลงแล้ว โดยทั่วไปก็มักจะไม่ระบุตัวตน ของอีกฝ่ายได้ง่ายๆ


   “อันที่จริง การได้พบกันเร็วกว่านี้ก็มิได้มีประโยชน์อันใด ศิษย์น้องหญิงสี่อยู่ที่เผิงไหลก็ใช้ชีวิตได้ดี หากอยู่กับข้า เกรงว่าจะต้องลำบากยากเข็ญยิ่งนัก” เผยลั่วไป๋กล่าว


   ฮวาซือฉิงพยักหน้าโดยไม่ลังเล


   “ถึงแม้ว่าข้าจะถูกฆ่าถูกจับได้ง่าย ออกนอกบ้านต้องระมัดระวังตัว แต่ตลอดหลายปีมานี้ข้าอยู่ที่เผิงไหลก็ใช้ชีวิตได้ดีจริงๆ ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ท่านอาจารย์และศิษย์ร่วมสำนักก็ปฏิบัติต่อข้าเป็นอย่างดี เมื่อเทียบกับฐานะเยี่ยอิงแล้ว ม่านเทียนฮวาช่างมีความสุขกว่ามากจริงๆ”


   ฮวาซือฉิงกล่าวจบ พลันนึกอะไรขึ้นมาได้


   “อ๊ะ! ตกลงกันไว้ว่าจะส่งสาส์น กราบลาท่านอาจารย์ บัดนี้ข้ายังไม่ได้ลงมือเขียนเลย!”


   “เช่นนั้นเจ้าก็ไปเขียนเถอะ เขียนเสร็จแล้วข้าจะวานคนส่งให้เจ้า รับรองว่าส่งถึงแน่.นอน”


   “เจ้าค่ะ…”


   ฮวาซือฉิงยังกล่าวไม่ทันจบ พลันมีเสียงเคลื่อนไหวที่ไม่เบานักดังมาจากเหนือศีรษะ


   ทุกคนเงยหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นร่างหนึ่งอาบไปด้วยโลหิต แต่ยังพอจะระบุได้ว่าสวมใส่อาภรณ์สีขาว ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ทิศทางที่เขาร่วงลงมานั้น ไม่เอนเอียงไปทางใด ตรงดิ่งลงมายังเหนือศีรษะของเผยลั่วไป๋พอดี แม่นยำราวกับจงใจ


   เผยลั่วไป๋ขมวดคิ้ว ควบรวมพลังวิญญาณ สายหนึ่งประคองร่างนั้นให้มั่นคง แล้วจึงขยับหลบไปด้านข้าง วางร่างนั้นลงบนเก้าอี้ที่ตนเองเคยนั่งอยู่ จากนั้นเขาก็รีบลุกขึ้นหลบเลี่ยงทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดของคนผู้นี้เปื้อนร่างกายตนเอง


   เพิ่งจะเปลี่ยนเสื้อผ้เสร็จ เขาไม่อยากให้ตัวสกปรก


   เยี่ยหลิงหลงและอีกสองคนเห็นร่างในชุดขาวร่วงลงมาดัง ‘ตุ้บ’ ตรงตำแหน่งของศิษย์พี่ใหญ่ ท่าทางทุลักทุเลแต่ก็ลงพื้นได้อย่างแม่นยำ จากนั้นทั้งร่างก็ฟุบลงบนโต๊ะ ดูท่าทางบาดเจ็บไม่เบา


   ทั้งสามคนกำลังพิจารณาเขาด้วยความสงสัย ขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงก็เผยรอยยิ้มบางเบา เอ่ยถามขึ้น “ศิษย์พี่ใหญ่ นี่คือผู้ที่เคยพ่ายแพ้แก่ท่านที่ท่านพูดถึงหรือ?”


   นางเพิ่งถามจบ คนตรงหน้าก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ลวดลายบนหน้ากากดูน่าสะพรึงกลัวกว่าปกติยิ่งนัก


   ได้ยินเพียงเสียงเขาแค่นหัวเราะเย็นชา แล้วตอบเยี่ยหลิงหลงว่า “ศิษย์น้องหญิงเยี่ย ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าคงไม่ได้บอกเจ้ากระมังว่า เยี่ยอิงผู้นี้ นอกจากจะใจเหี้ยมมืออำมหิต ฆ่าคนเป็นผักปลาแล้ว สมองก็ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก”


   เผยลั่วไป๋ได้ยินดังนั้น สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมลง ดูท่าทางอยากจะซัดคนเต็มแก่


   “เขาคงลืมไปแล้วกระมังว่า ครั้งแรกที่เขามายังลานบ้านแห่งนี้ ถูกคนไล่ฆ่าจนเหลือลมหายใจเพียงเฮือกเดียวกำลังจะเหลือกตาเห็นพญายมอยู่รอมร่อ หากมิใช่เพราะข้ายุ่งไม่เข้าเรื่องโยนเขามาทิ้งไว้ที่นี่ บัดนี้ก็คงไม่ต้องมาเป็นผู้ที่เคยพ่ายแพ้แก่ข้าเช่นนี้”


   ไป๋ลู่หัวเราะ “ว่าไปแล้ว ข้าก็พ่ายแพ้จริงๆ พ่ายแพ้เพราะเป็นคนมีมโนธรรม”


   ครั้งนี้ตอนที่เขาพูด เขาใช้เสียงเดิมของตนเอง ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงพอได้ยินก็จำฐานะของเขาได้ทันที


   ถึงกระนั้น ตอนที่นิ้วมือของเขาวางลงบนหน้ากาก ก็ยังคงมองไปยังใบหน้าของเขาด้วยความคาดหวัง


   ในไม่ช้า นิ้วมือเรียวยาวก็ปลดออก หน้ากากบนใบหน้าของไป๋ลู่ถูกเขาโยนลงบนโต๊ะ เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา


   “ศิษย์พี่ซือ ไม่ได้พบกันนานนะเจ้าคะ”


   ซืออวี้เฉินยิ้มพลางพยักหน้า


   “จะบอกอะไรเจ้าอีกอย่าง คนแรกที่สงสัย ฐานะของพวกเจ้าก็คือข้า เผยลั่วไป๋เกือบจะฆ่าเจ้าตายอยู่แล้วยังจำเจ้าไม่ได้ ข้าแค่ร่วมเดินทางในเรือลำเดียวกับเจ้าก็สงสัยแล้ว เจ้าว่า ศิษย์พี่ใหญ่เช่นนี้ ไม่ต้องมีก็ได้กระมัง?”


   น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป


   “มิสู้พวกเจ้าย้ายมาสังกัดสำนักคุนอู๋เฉิงของข้า ข้ารับประกันว่าสิทธิประโยชน์ ของทุกท่านจะต้องเหนือกว่าสำนักชิงเสวียนอย่างแน่นอน”


   ซืออวี้เฉินกล่าวถึงตรงนี้ เผยลั่วไป๋ก็ไม่อยากจะทนอีกต่อไป เขาใช้ฝ่ามือกดลงบนศีรษะของซืออวี้เฉิน กดร่างทั้งร่างของเขาลงบนโต๊ะ การกระทำนั้นรุนแรง และเหี้ยมโหดท่าทางนั้นทำให้เยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องต่างตกตะลึงไป


   กลับเป็นใบหน้าของซืออวี้เฉินที่แม้จะทุลักทุเลแต่ก็หล่อเหลา และแนบอยู่กับโต๊ะหินนั้นยังคงยิ้มอยู่


   “เผยลั่วไป๋ นี่เจ้าถูกเปิดโปงแล้วเลยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟหรือไร? หากมิใช่เพราะข้าเตือน ตอนนี้เจ้าก็ยังหาศิษย์ร่วมสำนักของเจ้าไม่พบหรอกนะ รู้ว่าเจ้าเป็นคนเนรคุณ แต่เจ้าทำเช่นนี้ต่อหน้าพวกเขา ไม่กลัวจะสอนเด็กเสียคนหรือไร?”


…...


   พูดตามตรงแล้ว ซืออวี้เฉินในความทรงจำ ไม่ใช่คนพูดมากและชอบเยาะเย้ยเช่นนี้


   แน่นอน ศิษย์พี่ใหญ่ก็ไม่ได้ดุร้าย ขนาดนั้น ไม่สิ เมื่อก่อนเขากับคำว่าดุร้ายไม่เคยเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย


   หนึ่งร้อยกว่าปีผ่านไป ทุกคนต่างก็เปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย


   เผยลั่วไป๋ปล่อยมือจากซืออวี้เฉิน มองดูเลือดบนฝ่ามือ เช็ดมันอย่างรังเกียจลงบนบริเวณเสื้อผ้าสีขาวที่ยังไม่เปื้อนแดงของเขา แล้วหันกายกลับเข้าห้องไป


   หลังจากเขาไปแล้ว ซืออวี้เฉินก็เงยหน้าขึ้นมองเยี่ยหลิงหลงด้วยใบหน้าขบขัน


   “ศิษย์น้องหญิงเยี่ย ข้าเป็นถึงขนาดนี้แล้ว เจ้าไม่คิดจะยื่นมือช่วยเหลือบ้างหรือ?”


...…


   เขาบาดเจ็บหนักจริงๆ ไม่ได้ดีไปกว่าศิษย์พี่ใหญ่เท่าใดนัก มิเช่นนั้นเมื่อครู่ตอนที่ศิษย์พี่ใหญ่กดศีรษะเขา เขาคงไม่ไร้เรี่ยวแรงต่อต้านเช่นนั้น เขาหมดแรแล้วจริงๆ


   “ศิษย์พี่ซือ ท่านทำลายล้างวังตงวั่งแล้วหรือ?”


   “สมกับเป็นศิษย์น้องหญิงเยี่ย บาดแผลทั้งร่างนี้ก็ได้มาเช่นนี้แหละ” ซืออวี้เฉินหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรือเหาะของวังตงวั่งตามหลังพวกเจ้ามาตลอด?”


   “รู้สิเจ้าคะ” เยี่ยหลิงหลงยิ้ม “ข้ายังรู้อีกว่าบนนั้นอย่างมากก็มีสิบกว่าคน ต่อให้ท่านสังหารทั้งหมด ก็ยังมิอาจนับว่าทำลายล้างวังตงวั่งทั้งสำนักได้กระมัง? วังตงวั่งของพวกท่านมีคนน้อยนิด ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”


   ซืออวี้เฉินยังคงยิ้มอยู่ เยี่ยหลิงหลงผู้นี้ช่างสังเกตละเอียดปากคอเราะรายไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ


   “อีกอย่าง ข้าคาดเดาว่า ท่านอย่างมากก็แค่สังหารประมุขวังตงวั่ง ส่วนคนที่เหลือ ท่านน่าจะส่งพวกเขาไปที่อื่นใช่หรือไม่?”


   “ศิษย์น้องหญิงเยี่ยฉลาดมาก แต่นั่นสำคัญหรือ?”


   “สำคัญสิ ท่านเพิ่งจะรังแกศิษย์พี่ใหญ่ของข้า ข้าต้องเอาคืนให้เขา”


...…


   ซืออวี้เฉินไม่ยิ้มแล้ว


   “ไม่รู้ว่าเจียงอวี๋เจิงหายหัวไปตายที่ไหนแล้ว แม้แต่คนที่จะช่วยข้าเอาคืนก็ยังไม่มีสักคน พวกเจ้าหากได้พบเขา จำไว้ว่าช่วยตบเขาสักฉาดให้ข้า ถามเขาหน่อยว่าเขาลืมศิษย์พี่ใหญ่ที่เขาเคารพ ที่สุดไปแล้วหรือไร”


   “ศิษย์พี่ซือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าต่อให้ตอนนี้เขาอยู่ที่นี่ เขาก็มิมีความสามารถพอที่จะช่วยท่านเอาคืนได้?”


...…


   ซืออวี้เฉินถอนหายใจหนักหน่วง


   ก็จริง ไอ้เด็กเหลือขอคนนี้พึ่งพาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น คนที่เขาต้องเผชิญหน้าคือเยี่ยหลิงหลง เกรงว่าแม้แต่จิตต่อสู้ก็คงจะไม่มีกระมัง


   เมื่อเห็นเขาไม่พูดอะไรแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ยิ้มกว้างขึ้น นางชี้ไปทางห้องอีกห้องหนึ่งด้านหลัง


   “นั่นคือห้องของศิษย์พี่ซือใช่หรือไม่เจ้าคะ? ไปเถอะ ช่วยท่านรักษาอาการบาดเจ็บ”


   “ขอบใจนะศิษย์น้องหญิงเยี่ย”


   “เรื่องนี้ท่านขอบคุณถูกคนแล้ว ค่ารักษาข้าลดให้ท่านเป็นพิเศษ ราคาเพื่อนฝูง พอใจหรือไม่เจ้าคะ?”


…...


   ซืออวี้เฉินลุกขึ้นด้วยใบหน้าขบขัน เกือบจะยืนไม่ไหว เสิ่นหลีเสียนประคองเขาไว้ แล้วถือโอกาสส่งเขาเข้าห้องไป


   ไม่คิดว่าคนผู้นี้เมื่อครู่ยังพูดจาดูมีเรี่ยวมีแรงดีอยู่ ผลคือเขาบาดเจ็บจนแม้แต่ยืนก็ยังยืนไม่มั่นคง ร้ายแรงถึงเพียงนี้


   เยี่ยหลิงหลงเห็นแล้วก็ประหลาดใจเล็กน้อย เช่นนั้นแล้ว ซืออวี้เฉินกำลังใช้วิธีนี้เพื่อบรรเทาบรรยากาศหดหู่จากอาการบาดเจ็บทั้งร่างนี้อยู่หรือ?


   ถึงแม้ว่าพวกเขาจะรู้จักกันทุกคน แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่ได้พบศิษย์ร่วมสำนัก ส่วนเขายังคงตัวคนเดียว


   ถึงแม้ว่าพวกนางจะไม่ทอดทิ้งเขา แต่ท้ายที่สุดแล้วความรู้สึกย่อมแตกต่างกัน


   หลังจากซืออวี้เฉินถูกวางลงบนเตียง เขาก็นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนนั้น ดวงตาทั้งสองมองเพดานเงียบสงัดไม่พูดไม่จาไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่


   ขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงที่กำลังช่วยเขารักษาอาการบาดเจ็บก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที “ศิษย์พี่ซือ ท่านจะไปกับพวกเราหรือไม่?”



บทที่ 1253: หากมีวาสนาคงได้พบกันอีก



   เมื่อได้ยินคำถามนี้ ความคิดของซืออวี้เฉินก็ดึงความคิดออกจากโลกส่วนตัวของตัวเอง


   เขาส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "ไม่ไปด้วยหรอก ไปกับพวกเจ้าทำไม? ข้าไม่เหมือนพวกเจ้า พวกเจ้าสำนักชิงเสวียนมีเป้าหมายร่วมกัน ส่วนสำนักคุนอู๋เฉิงของข้าไม่เคยถูกทำร้าย อาจารย์ของข้าท่านบริสุทธิ์ไร้มลทิน ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงอะไร


   ข้ามาที่ภพเซียนชั้นบนมีเป้าหมายเดียวคือการเลื่อนขั้น ไปกับพวกเจ้าที่มีเรื่องวุ่นวายมากมาย จะทำให้ความก้าวหน้าในการเลื่อนขั้นของข้าล่าช้าลง ไม่มีความจำเป็น ฝึกฝนที่ไหนก็คือการฝึกฝนภพเซียนชั้นบนนี้ใหญ่โตมาก ข้ายังอยากไปดูที่อื่นๆอีก"


   “ในเมื่อท่านตัวคนเดียวไร้ซึ่งพันธะ อีกทั้งท่านก็มีความสามารถที่จะสังหารประมุขวังตงวั่งและได้รับอิสรภาพกลับคืนมานานแล้ว เหตุใดจึงต้องรอให้ศิษย์พี่ใหญ่ของข้าลงมือก่อน ท่านถึงค่อยลงมือเล่า?” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถาม


   “เพราะข้าเห็นว่าเขาน่าสงสารอย่างไรเล่า ตลอดหลายปีมานี้เอาแต่คิดอยู่ทุกวันว่าเหตุใดจึงไม่อาจไปหาพวกเจ้าได้เร็วกว่านี้ เหตุใดได้แต่รับข่าวว่าพวกเจ้าประสบเรื่องร้ายแต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย เอาแต่จมอยู่ในวังวนอารมณ์แห่งการโทษตนเองเช่นนี้ไม่หยุด หากไม่มีใครดึงเขาสักหน่อย ข้าเกรงว่าเขาคงจะหาเส้นบะหมี่มาผูกคอตายไปแล้วกระมัง”


   ซืออวี้เฉินหัวเราะเบาๆ “บัดนี้เขาได้พบพวกเจ้าแล้ว กลับกลายเป็นว่าข้าต่างหากที่เป็นคนน่าสงสาร ตอนนี้ข้าไม่ไป แล้วจะอยู่ดูพวกเจ้าพี่น้องร่วมสำนักรักใคร่ผูกพันลึกซึ้งกันหรือไร? ยิ่งไปกว่านั้น ข้าดึงเขาสักหน่อยก็นับว่าทำหน้าที่อย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว หรือยังจะต้องอยู่ช่วยเขาดูแล พวกเจ้าเด็กๆกลุ่มนี้ต่อไปอีก?”


...…


   ตอนต้นพูดมาก็มีเหตุผลอยู่ แต่ประโยคสุดท้ายที่ว่าดูแลเด็กนี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?


   "พี่ศิษย์ซือ ท่านก็ไม่ได้โตกว่าข้ามากนัก"


   "แม้จะโตกว่าเพียงหนึ่งลมหายใจก็ถือว่าโตกว่า พวกเจ้าเด็กๆพวกนี้ช่างยุ่งยากเหลือเกิน ส่งเสียงดังวุ่นวาย ข้าไม่อยากดูแล" เสียงของซืออวี้เฉินเพิ่งจะจบลง จู่ๆน้ำเสียงก็เปลี่ยนไปทันที


   “อ๊า… เจ็บจริง ทำอะไรของเจ้า?”


   “อ้อ เด็กน้อยก็ชอบซุ่มซ่ามเช่นนี้แหละ ไม่รอบคอบเป็นเรื่องปกติยิ่งนัก บาดแผลถูกกระทบเข้าท่านเจ็บมากเลยหรือ?” เยี่ยหลิงหลงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย“ข้านึกว่าพวกผู้ใหญ่ต่อให้ลำบาก เหนื่อยล้าหรือเจ็บปวดเพียงใดก็จะไม่ร้องออกมาเสียอีก”


..…


   สมกับเป็นเยี่ยหลิงหลง


   ซืออวี้เฉินจากไปจริงๆแล้ว


   ในเช้าตรู่วันที่สองหลังจากที่พวกเขามาถึงเรือนเล็กแห่งนี้ ตอนที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น เขาก็จากไปเพียงลำพัง พาบาดแผลทั้งร่างไปด้วย ไม่รู้ว่าไปที่ใด ทิ้งไว้เพียงกระดาษแผ่นหนึ่งไม่ได้ลงชื่อว่าให้ใคร เขียนตัวอักษรใหญ่สี่ตัว


   ‘มีวาสนาคงได้พบกันอีก’


   เดิมที ด้วยบาดแผลทั้งร่างของเขา ควรจะอยู่พักฟื้นอีกสักหน่อย หากจะจากไป ก็ควรจะเป็นพวกนางที่จากไปก่อน


   แต่เขาคงจะเลือกจากไปตอนที่ไม่มีผู้ใดเห็น เพื่อไม่ให้ทุกคนต้องรั้งหรือลำบากใจกระมัง


   เผยลั่วไป๋เมื่อรู้เรื่องนี้ ใบหน้าก็ปราศจากสีหน้าใดๆ เพียงแค่ตอบรับคำหนึ่ง “อ้อ”


   หลังจากซืออวี้เฉินจากไปแล้ว พวกเขาทั้งห้าคนก็ออกจากเรือนเล็กแห่งนั้นในเช้าวันเดียวกัน


   ก่อนที่จะโดยสารเรือเหาะออกจากแถบทะเลตะวันออก เผยลั่วไป๋ก็แวะไปช่วยฮวาซือฉิงส่งจดหมายและสิ่งของเป็นพิเศษ ทั้งยังนำหงจิ่นกลับไปคืนด้วย


   อันที่จริง พวกเขาก็อยู่ไม่ไกลจากเผิงไหลเท่าใดนัก หากเดินทางกลับไปด้วยตนเองก็ใช้เวลาเพียงวันเดียว


   แต่ฮวาซือฉิงก็ยังคงเลือกที่จะส่งสาส์นเพื่อกล่าวลา บางทีนางอาจจะกลัวฉากการร่ำลา กับท่านอาจารย์ที่เลี้ยงดูนางมาหลายปีก็เป็นได้กระมัง?


   ดังนั้น ในวันนั้นพวกเขาก็โดยสารเรือเหาะออกจากแถบทะเลตะวันออก มุ่งหน้าไปยังจงหยวนอันแสนห่างไกล


   เผยลั่วไป๋ในช่วงร้อยปีนี้ เดินทางไปมาระหว่างจงหยวนและทะเลตะวันออกอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่เขาฝึกฝนไปด้วยและตามหาคนไปด้วย ดังนั้นเขาจึงรู้อย่างชัดเจนว่าจะเดินทางจากทะเลตะวันออกไปถึงจงหยวนได้อย่างไร


   ด้วยเหตุนี้ เรือเหาะลำนี้จึงให้เผยลั่วไป๋เป็นผู้ควบคุมหางเสือพาพวกเขาเหินไปด้วยความเร็วสูงสุด เนื่องจากการเดินทางจากทะเลตะวันออกไปยังจงหยวนนั้นยาวไกล พวกเขาจึงต้องแวะพักตามจุดพักต่างๆกลางทางเป็นเวลาหนึ่งถึงสองวัน ไม่นานนัก พวกเขาก็ได้ร่อนลงสู่พื้น ณ จุดพักแห่งแรก


   นั่นเป็นนครที่แปลกประหลาดยิ่ง อาณาเขตของเมืองนี้ครึ่งหนึ่งเป็นป่าฝนส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นทะเลทราย


   นี่เป็นครั้งแรกที่เยี่ยหลิงหลงได้เห็นทัศนียภาพอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้รวมอยู่ในเมืองเดียวกัน เขตแดนที่เชื่อมต่อระหว่างป่าฝนและทะเลทรายนั้นเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็วฉับพลัน ไม่มียืดเยื้อแม้แต่น้อย


   ส่วนชาวเมืองที่อาศัยอยู่เป็นหลัก ครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในเขตทะเลทราย อีกครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในเขตป่าฝน ทว่าประชากรส่วนใหญ่ล้วนอาศัยอยู่ทางฝั่งทะเลทรายมากกว่า


   เหตุเพราะป่าฝน ณ ที่แห่งนี้ช่างอุดมสมบูรณ์และหนาทึบเสียจนผู้คนมิอาจสัญจรผ่านไปได้โดยตรง ทั้งภายในป่าฝนยังเต็มไปด้วยอสูรมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งขนาดใหญ่และเล็ก มีจำนวนดุจขนวัว และที่สำคัญคือส่วนใหญ่ล้วนมีพิษร้าย


   ดังนั้น เมื่อเทียบกับป่าฝนแล้ว ทะเลทรายจึงเหมาะสมกับการดำรงชีวิตมากกว่า


   ทว่า ด้วยความที่มีทั้งป่าฝนและทะเลทราย ผู้คนจึงสามารถแลกเปลี่ยนสิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการได้ ชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองจึงนับว่าค่อนข้างสงบสุขราบรื่น


   ที่นี่คือเส้นทางสำคัญที่ผู้เดินทางระหว่างทะเลตะวันออกและจงหยวนจำเป็นต้องผ่าน มีผู้คนสัญจรไปมาไม่ขาดสาย ส่งผลให้เมืองนี้ค่อนข้างคึกคัก ผู้คนขวักไขว่ มีการค้าขายแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ จึงก่อเกิดเป็นตลาดนัดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งขึ้นมา


   เมื่อมีตลาดนัด ย่อมสามารถแสวงหาสมบัติได้ ดังนั้น ในวันที่ได้หยุดพักที่เมืองอวี่ซานี้ เยี่ยหลิงหลงผู้เปี่ยมด้วยความใคร่รู้และความเบิกบานใจ จึงได้ชักชวนเหล่าศิษย์พี่ และศิษย์พี่หญิงไปเดินเที่ยวชมตลาด


   เมื่อเทียบกับร้านค้าในจงหยวนแล้ว สินค้าในตลาดนัดแห่งนี้มีประเภทไม่หลากหลายนัก ทั้งยังไม่ครบครันเท่าใด แม้กระทั่งวัตถุดิบปรุงโอสถที่ฮวาซือฉิงต้องการก็ยังหาไม่พบ


   ทว่า สินค้าที่นี่กลับเต็มไปด้วยของแปลกประหลาดพิสดาร ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ไม่อาจหาได้ในร้านค้าของจงหยวน เป็นของนอกแบบแผน ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้มันมีคุณค่าควรแก่การเสาะหายิ่งนัก


   พวกเขาใช้เวลาตลอดทั้งวันเดินชมดูโน่นทีนี่ที เยี่ยหลิงหลงใช้หินวิญญาณซื้อของไปไม่น้อย


   ของแปลกๆเหล่านี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำไปประดิษฐ์คิดค้น พอเห็นพวกมัน ในหัวของนางก็บังเกิดประกายความคิดขึ้นมาทันที อยากจะลงมือทำการทดลองเสียเดี๋ยวนั้น


   หลังจากซื้อของกันมาตลอดทั้งวัน พอสิ้นสุดลง ท้องฟ้าก็มืดค่ำแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจพักค้างแรมที่เมืองอวี่ซาแห่งนี้หนึ่งคืน


   ยามค่ำคืนของเมืองอวี่ซาก็ยังคงคึกคัก ผู้คนดูจะกระตือรือร้นและมีชีวิตชีวายิ่งกว่าตอนกลางวันเสียอีก เขตทะเลทรายที่เมืองทรายพวกเขายังมีการจัดงานกองไฟขึ้นด้วย


   เยี่ยหลิงหลงไม่เคยเห็นการละเล่นเช่นนี้มาก่อน ฮวาซือฉิงเองก็รู้สึกใคร่รู้อย่างยิ่ง ดังนั้น พวกเขาทั้งห้าคนจึงพากันไปยังงานกองไฟทางฝั่งเมืองทรายเพื่อร่วมชมความครึกครื้นในยามค่ำคืน


   เปลวเพลิงจากกองไฟลุกโชติช่วง สาดแสงอาบไล้ท้องฟ้าราวครึ่งเมือง ภายใต้แสงไฟอันเจิดจ้า ผู้คนต่างเริงระบำกันอย่างสนุกสนานอารมณ์เบิกบาน


   แม้เยี่ยหลิงหลงจะไม่ได้เข้าร่วมเต้นรำด้วย แต่นางก็มองสำรวจไปรอบๆด้วยความสนใจใคร่รู้ จนกระทั่งได้ยินเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังกึกก้องมาจากทิศทางของเขตเมืองฝนซึ่งอยู่ส่วนที่เป็นเขตป่าฝนอย่างรวดเร็ว


   นางหันไปมอง พลันเห็นนกชิงเชว่ แปดตัวกำลังแบกหามบุษบก ที่หรูหราโอ่อ่าอย่างที่สุด ประดับประดาไปด้วยอัญมณี ล้ำค่า บนบุษบกนั้นมีม่านผ้าแพรบางโปร่งเบาปลิวไสวอยู่ ภายในม่านแพรนั้นปรากฏสตรีนางหนึ่งนอนเอนกายอยู่


   นางสวมใส่อาภรณ์ผ้าแพรที่งามงดชวนฝัน แลดูยั่วยวนใจยิ่งนัก เรือนร่างอรชรเย้ายวนของนางปรากฏให้เห็นวับๆแวมๆอยู่ภายใต้นม่านแพรที่พัดพลิ้ว ชวนให้ผู้ที่พบเห็นอดไม่ได้ที่จะต้องเหลียวมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า


   เป็นที่ประจักษ์ว่านางมิได้สวมผ้าคลุมหน้าทว่ารูปโฉมของนางกลับพร่าเลือนจนมิอาจมองให้เห็นชัดเจนได้ รู้เพียงแต่ว่านางเป็นสตรีที่งดงามอย่างยิ่งผู้หนึ่ง


   เยี่ยหลิงหลงเผลอมองตามนางไปหลายครา พยายามเพ่งมองอยู่หลายครั้งหลายหนก็ยังมิอาจเห็นใบหน้าของนางได้อย่างชัดเจน มีเพียงดวงตาคู่หนึ่งของนางเท่านั้นที่มองเห็นได้อย่างแจ่มชัด และสลักลึกลงในความทรงจำ


   ทว่าเพียงแค่จดจำได้คราเดียว รูปลักษณ์ของดวงตาคู่นั้นก็ราวกับจะมิอาจลบเลือนไปจากห้วงความคิดได้อีกเลย


   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางหันกลับไปเอ่ยถามศิษย์พี่ใหญ่ ที่อยู่เบื้องหลัง


   “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านมองเห็นใบหน้าของนางหรือไม่ เหตุใดข้าจึงมองเห็นได้ชัดเพียงดวงตาของนางเล่า?”


   ยามนั้น เผยลั่วไป๋หันกลับมามองเยี่ยหลิงหลงด้วยสีหน้าเหม่อลอย


   "อะไรนะ?"


   “ศิษย์พี่ใหญ่ เมื่อครู่ท่านมองอันใดอยู่ เหตุใดจึงเหม่อลอยใจจดจ่อเพียงนั้น?”


   "ข้าเห็นซืออวี้เฉินเขากำลังตามพวกเรามา"



บทที่ 1254: หรือว่าเลิกดิ้นรนไปเลยดี?



   "หา?"


   เยี่ยหลิงหลงมองตามทิศทางที่เขาเพิ่งมองไป พยายามสอดสายตามองหาในฝูงชนเป็นเวลานาน ไม่ต้องพูดถึงการหาซืออวี้เฉินแม้แต่คนที่มีรูปร่างเหมือนซืออวี้เฉินก็ยังไม่มี


   "อยู่ที่ไหน...เอ๊ะ?"


   เยี่ยหลิงหลงยังถามไม่ทันจบ ก็เบิกตากว้างทันที


   เพราะนางกลับเห็นเยี่ยชิงเสวียนอยู่ในฝูงชนฝั่งนั้น!


   เขามาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร?


   ในชั่วขณะนั้น หัวใจของเยี่ยหลิงหลงเต้นรัวเหมือนกลอง


   นางก้าวเท้าไปทางตำแหน่งที่พี่เยี่ยปรากฏตัวโดยไม่รู้ตัว นางเพิ่งจะเดิน จู่ๆเผยลั่วไป๋ที่อยู่ด้านหลังก็คว้าแขนนางไว้


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าจะไปที่ใด?"


   "ข้าเห็นคนคุ้นหน้า ข้าอยากไปดูสักหน่อยเจ้าค่ะ"


   เยี่ยหลิงหลงเพิ่งพูดจบ ก็ได้ยินเสียงฮวาซือฉิงที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อยตะโกนว่า


   "ศิษย์พี่หญิงรอง" แล้วรีบวิ่งไปทางนั้น


   ในชั่วขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงพลันนึกบางอย่างได้ นางรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อขวางฮวาซือฉิงไว้


   เมื่อฮวาซือฉิงหันกลับมา นางก็คว้ามือของเยี่ยหลิงหลงอย่างตื่นเต้น


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าเห็นแล้ว ศิษย์พี่หญิงรองอยู่ตรงโน้น พวกเรารีบไปหานางกันเถอะนะ!"


   "บังเอิญจริงๆ? ข้าเห็นศิษย์น้องหญิงห้าอยู่ตรงโน้นด้วย" มู่เซียวหรานเอ่ยอย่างประหลาดใจ ขณะที่เดินผ่านพวกเขา


   "ข้าไม่เหมือนพวกเจ้า ข้าเก่งกว่าพวกเจ้าทั้งหมด" เสิ่นหลีเสียนหัวเราะเบาๆ


   "แต่ข้าเห็นท่านอาจารย์อยู่ทางนั้น"


……


   ในขณะนั้น ทุกคนเข้าใจทันทีว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล


   พวกเขาเห็นคนที่คุ้นเคยในทิศทางเดียวกันพร้อมกัน และโดยสัญชาตญาณ พวกเขาวิ่งตามไปในทิศทางนั้น


   ตอนนี้ พวกเขาเห็นฝูงชนกำลังรีบเร่งไปทางนั้น ทางนี้


   ทำให้พวกเขาที่หยุดอยู่กับที่ดูโดดเด่นมาก


   เยี่ยหลิงหลงถามว่า "พวกท่านเพิ่งเห็นนกสีฟ้าแปดตัวหามหญิงงามที่มีเสน่ห์คนหนึ่งใช่หรือไม่?"


   "เห็นแล้ว"


   "เห็นเพียงดวงตาของนางเท่านั้นที่โดเด่น แต่มองไม่เห็นใบหน้าชัดเจนใช่หรือไม่?"


   เผยลั่วไป๋กล่าวว่า


   "ใช่ และข้าเห็นนางก่อน แล้วจึงเห็นซืออวี้เฉิน"


   "ปัญหาอยู่ที่ดวงตาคู่นี้ของนาง ทุกคนที่เคยเห็น ล้วนถูกดึงดูดไปในทิศทางเดียวกัน"


   เยี่ยหลิงหลงมองไปยังทิศทางนั้น


   ที่นั่น ตรงข้ามกับแสงสว่างของกองไฟบนทรายสีเหลือง คือป่าฝนที่หนาทึบ ซึ่งแสงของที่แห่งนั้นแทบจะไม่มีเลย


   คนที่เดินเข้าไป ถูกใบไม้หนาทึบบดบัง แล้วต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร พวกเขาก็มองไม่เห็นแล้ว


   "ข้าเคยมาเมืองอวี่ซาหลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพักค้างคืนที่นี่ จึงไม่รู้ว่าตอนกลางคืนจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้" เผยลั่วไป๋กล่าว


   "แต่คนพวกนี้น่าจะไม่เป็นอะไรหรอกกระมัง เพราะพ่อค้าที่ตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ข้าคุ้นหน้าอยู่ ทุกครั้งที่มาก็ยังอยู่เหมือนเดิม"


   แม้จะสงสัยว่านี่คือสถานการณ์อะไร แต่เยี่ยหลิงหลงไม่อยากหาเรื่องยุ่งยาก นางเก็บความอยากรู้อยากเห็นของตนเอาไว้


   "พวกเราออกไปจากที่นี่กันเถอะเจ้าค่ะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเรา ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องหาเรื่องยุ่งยากให้ตัวเอง ไปถึงจงหยวนก่อนค่อยว่ากัน" เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   "อื้ม"


   คนอื่นๆเห็นด้วยกับความเห็นของเยี่ยหลิงหลง ทุกคนรีบหันหลังจากไป เตรียมเดินทางต่อทั้งคืน


   ทั้งห้าคนออกห่างจากกองไฟ หาพื้นที่ว่างได้แห่งหนึ่ง ตอนที่เผยลั่วไป๋นำเรือเหาะออกมาเตรียมจะบินขึ้น ทันใดนั้น ทุกคนต่างตะลึงงัน


   เพราะว่า เยี่ยหลิงหลงได้เห็นกับตาตัวเองว่าเผยลั่วไป๋หยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากแหวน และทำสัญญาณให้พวกเขานั่งลงบนนั้น


   เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม ฮวาซือฉิงก็ทนไม่ไหวเสียก่อน "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเอาถังเหล้านั่นออกมาทำไมเจ้าคะ? ไม่ใช่ว่าจะขึ้นเรือเหาะหรอกหรือ? หรือต้องดื่มเหล่าก่อน?"


   เยี่ยหลิงหลงหันไปมองที่ฮวาซือฉิงอย่างรวดเร็ว ฮวาซือฉิงเห็นสีหน้าของเยี่ยหลิงหลงนางจึงถามอย่างสงสัย "หรือว่า สิ่งที่พวกเจ้าเห็น ไม่ใช่ถังเหล้าหรอกหรือ?"


   "หินวิเศษ"


   "กระบี่วิญญาณ"


   "เรือเหาะ"


   ทุกคนหันไปมองที่เผยลั่วไป๋ ที่แท้ก็มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่เห็นว่าสิ่งที่ตัวเองหยิบออกมาคือเรือเหาะ!


   ในตอนนี้ ทุกคนต่างเริ่มมองหน้ากันไปมาอีกครั้ง


   "พวกเราเพียงแค่มองนางแวบเดียว ตาเราก็พังไปเลยหรือ?" มู่เซียวหรานกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ


   "นี่มันความสามารถอะไรกันแน่? ร้ายกาจจริงๆเพียงแค่ปรากฏตัวครั้งเดียว หว่านตาข่ายกว้างๆก็มีคนติดกับดักมากมายขนาดนี้!" ฮวาซือฉิงรีบนำโอสถออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วแบ่งให้ทุกคนคนละเม็ด


   "กินยาชำระจิตดูก่อน ดูว่าจะแก้ได้หรือไม่?"


   หลังจากฮวาซือฉิงพูดจบนางก็กำลังจะกลืนยาชำระจิตในมือ แต่เมื่อยาเม็ดนั้นเข้าใกล้ปลายจมูก นางได้กลิ่นที่ไม่ใช่กลิ่นของยาชำระจิต


   "หยุดก่อน! ทุกคนอย่าเพิ่งกินเจ้าค่ะ! ดวงตาของข้ามีปัญหา โอสถที่หยิบมาไม่ใช่ตัวที่ถูกต้อง! นี่คือ..."


   ฮวาซือฉิงยังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียง "ตึง" ดังขึ้น


   มู่เซียวหรานล้มลงกับพื้น


   เมื่อเห็นภาพนี้ เผยลั่วไป๋และเสิ่นหลีเสียนรีบหันหลังไป และใช้พลังวิญญาณบังคับให้ตัวเองอาเจียนออกมาเท่านั้น


   มีเพียงเยี่ยหลิงหลงที่เพิ่งใส่ยาเข้าปาก แต่นางยังไม่ทันได้กลืน


.......


   ฮวาซือฉิงรีบค้นหาโอสถถอนพิษจากแหวนมิติ แล้วยัดเข้าปากของมู่เซียวหราน


   เห็นได้ชัดว่ามู่เซียวหรานที่ล้มลงแต่ยังไม่หมดสติ ทันใดนั้นก็เบิกตากว้าง ร่างกายขยับไม่ได้ แต่ลูกตากลอกไปมาอย่างบ้าคลั่ง


   "อย่าฆ่าข้า ข้ายังไม่ตาย ข้าขอร้องล่ะ!"


   "ศิษย์พี่ หากข้าเคยล่วงเกินท่านตรงไหน ขอท่านโปรดบอกข้าก่อน ข้าจะแก้ไข ข้าจะแก้ไขอย่างแน่นอน!"


......


   มือของฮวาซือฉิงชะงักค้างอยู่ตรงนั้น หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ถูกเยี่ยหลิงหลงห้ามไว้


   "ศิษย์พี่หญิงสี่ ไว้ชีวิตเขาไว้เถิด ตอนนี้เขายังมีประโยชน์อยู่นะเจ้าคะ"


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าได้ดมกลิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า น่าจะ..."


   เยี่ยหลิงหลงกดมือของฮวาซือฉิงไว้อีกครั้ง


   "ช่างเถอะ ช่างเถอะ ข้าจะช่วยถอนพิษให้เขาเองเจ้าค่ะ"


   เยี่ยหลิงหลงย่อตัวลงไป รวบรวมพลังวิญญาณสายหนึ่งแล้วส่งเข้าไปในร่างของมู่เซียวหรานทันที


   จากนั้นมู่เซียวหรานที่เดิมทีร่างกายเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ยังมีสติรู้ตัวและกลอกตาได้อย่างอิสระ


   ก็กลอกตาขึ้นไปและสลบไป


   เยี่ยหลิงหลงไม่เข้าใจ


   "ศิษย์พี่หญิงสี่ ข้าช่วยถอนพิษให้เขาแล้ว เหตุใดเขาจึงสลบไปล่ะเจ้าคะ?"


   ฮวาซือฉิงตกในเป็นอย่างยิ่ง นางจับมือของเยี่ยหลิงหลงไว้ แล้วช่วยดึงพลังของนางกลับมา


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าเพิ่งปล่อยพลังวิญญาณเข้าไปในดวงตาของเขา ทำให้ตาของเขาบอดไปแล้ว ใช่หรือไม่?"


   "เอ๊ะ? ศิษย์น้องหญิงเล็กไม่ได้ปล่อยพลังวิญญาณเข้าไปในปากของศิษย์น้องที่ห้าหรอกหรือ? พอดีปิดปากเขาไว้ เขาก็หมดสติไปเลยไม่ใช่หรือ?" เสิ่นหลีเสียนถาม


   ในตอนนี้ สายตาของทุกคนมองไปที่เผยลั่วไป๋


   "ข้าเห็นศิษย์น้องหญิงเล็กปล่อยพลังวิญญาณเข้าไปในสมองของเขา ทำให้สมองของเขาเสียหายโดยตรงต่างหาก"


......


   มองผิดคนก็ช่างเถอะ กินยาผิดก็ยอมรับได้


   แต่… ใช้พลังวิญญาณผิดที่ แบบนี้คงจะแย่แน่นอน!


   "แล้วจะทำอย่างไรดี" เยี่ยหลิงหลงสอบถาม


   "เจ้าเป็นคนทำให้เขาสลบ แล้วเจ้ามาถามพวกข้าว่าจะทำอย่างไรเนี่ยนะ?" ฮวาซือฉิงถาม


   "ก็ท่านวางยาพิษเขาก่อนมิใช่หรือ?" เยี่ยหลิงหลงย้อนถาม


   "เช่นนั้นก็ต้องถามพี่ใหญ่สิ ว่าทำไมถึงพาพวกข้ามาที่นี่ แล้วไม่พาพวกข้าออกไป" ฮวาซือฉิงกล่าว


   ในตอนนี้ สายตาของทุกคนหันไปมองที่เผยลั่วไป๋


   เผยลั่วไป๋สีหน้าไม่สู้ดีนัก เขานวดขมับตัวเอง


   เขาก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน


   "หรือว่า พวกเราพอแค่นี้ดี? ไม่ต้องดิ้นรนแล้วล่ะ"


   อะไรคือไม่ต้องดิ้นรนแล้ว?



บทที่ 1255: สิ่งที่คิดถึงมาเนิ่นนาน



   เมื่อเผชิญกับคำถามจากศิษย์น้องและศิษย์น้องหญิงทั้งหลาย เผยลั่วไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงอธิบายออกมา…


   "ความหมายของข้าก็คือ เมื่อพวกเราไม่มีวิธีแก้ไขที่ดีกว่า พวกเราตามกองกำลังใหญ่ไปดูก่อนดีหรือไม่?


   อย่างไรเสีย คนที่ข้าเคยเห็นก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็ยังเห็นอยู่ แสดงว่าเรื่องนี้อาจจะไม่มีอันตรายมากนัก เมื่อไปถึง แล้วเข้าใจสถานการณ์ พวกเราค่อยคิดหาวิธีแก้ไขเรื่องนี้ด็ยังได้


   ไม่เช่นนั้น หากพวกเราอยู่ที่นี่ ลองผิดลองถูกอย่างสับสน บางทีพวกเราอาจจะฆ่ากันเองก่อนก็ได้"


   "ข้าเห็นด้วย"


   "ข้าไม่เห็นด้วย"


   ทั้งสามคนพูดสองคำตอบ ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงออกมา


   เยี่ยหลิงหลงและฮวาซือฉิงไม่ค่อยอยากยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ยังคงอยากจะลองอีกครั้ง แต่พอเสิ่นหลีเสียนมองดูศิษย์น้องห้าที่อยู่ที่เท้า เขาก็รู้สึกว่าตนเองทนแรงกดดันนี้ไม่ไหวจริงๆ


   เขาจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอของศิษย์พี่ใหญ่


   เยี่ยหลิงหลงถามว่า "ตอนนี้มีสองเสียงเห็นด้วย สองเสียงคัดค้าน หรือว่าพวกเราจะปรึกษากันอีกสักหน่อย?"


   "ไม่...ต้องปรึกษา ข้าเห็นด้วย ข้า...ข้าจะไปกับพวกเขาเดี๋ยวนี้!"


   คนที่พูดประโยคนี้ หาใช่ใครอื่น


   แต่เป็นมู่เซียวหรานที่นอนอยู่บนพื้น ไม่รู้ว่าให้เขากินโอสถ หรือยาอะไรเข้าไป และไม่แน่ใจว่าพลังวิญญาณนี้ ถูกเติมเข้าไปที่ส่วนไหนของร่างกายเขา


   แต่ตอนนี้ทุกคนได้ยินเขาพูด แสดงว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ไม่มีปัญหาใหญ่ใดใดแน่.นอน


   มู่เซียวหรานพยายามลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก อาศัยความเชื่อมั่นทั้งหมดในตัวเอง ดิ้นรนเพื่อแสดงความคิดเห็นออกมา


   "ข้าเห็นด้วยกับคำพูดของศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่หญิงสี่ ศิษย์น้องหญิงเล็ก พวกเจ้าทั้งสองพักสักหน่อย หากเจอกับอันตราย พวกข้าที่เป็นศิษย์พี่ จะเปิดทางให้พวกเจ้า และจะคุ้มครองพวกเจ้าเดินหน้าต่อไปเอง"


......


   ในที่สุด ภายใต้สถานการณ์สามต่อสอง พวกเขาจึงหันหลังเดินตามทิศทางของกระแสคน ฝ่าเข้าไปในป่าฝนที่รกทึบและดูน่าพิศวงนั้น


   เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลากลางคืน แสงสว่างจึงสลัวมาก หลังจากเข้าไปในป่าฝนแล้ว พวกเขายิ่งมอง ก็ยิ่งไม่เห็นสิ่งต่างๆชัดเจน ได้แต่อาศัยแสงสว่างอันริบหรี่ที่ลอดผ่านลงมาจากด้านบน เพื่อแยกแยะทิศทางที่กองกำลังหลักเดินไปเท่านั้น


   เหตุใดต้องอาศัยแสงสว่างอันริบหรี่ เพราะพวกเขาพบว่า หลังจากเข้าไปในป่าฝนแล้ว ประสาทสัมผัสทั้งห้าของพวกเขาล้วนมีปัญหา


   ไม่มากก็น้อย


   ตัวอย่างเช่น มีคนเดินเข้าไปมากมายเช่นนี้ แต่พวกเขากลับไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเลย


   อีกอย่างหนึ่งคือ ที่นี่มีต้นไม้หนาทึบ ทั้งยังดูลึกลับ แต่นอกจากกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้แล้ว พวกเขากลับไม่ได้กลิ่นของสิ่งอื่นเลย


   ไม่นาน พวกเขาก็เดินจากริมป่าฝนนั้น เข้าไปสู่ภายในป่าฝน


   ถึงแม้ป่าฝนนี้จะหนาทึบมาก แต่ใต้เท้าของพวกเขา มีเส้นทางอยู่จริงๆ


   เมื่อเดินตามเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ พวกเขาก็เห็นต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง


   ลำต้นของมันหนามาก อย่างน้อยต้องใช้คนสี่สิบถึงห้าสิบคนโอบจึงจะโอบได้รอบ


   ใต้ต้นไทรต้นนี้ รากของมันเจริญงอกงามเป็นอย่างมาก และใต้รากก็มีช่องทางเข้า ที่สามารถให้คนเพียงคนเดียวผ่านไปได้


   ช่องทางนั้น ดูเหมือนเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพราะไม่มีร่องรอยการขุดเจาะโดยมนุษย์


   มีเพียงช่องเล็กๆนี้เท่านั้น ที่ดูไม่รก เผยให้เห็นช่องว่างอย่างชัดเจน


   ในตอนนี้ กองกำลังใหญ่กำลังเข้าแถวเดินเข้าไปในช่อง นอกจากพวกเขาทั้งห้าคนที่กำลังมองไปรอบๆ และคิดว่าตนเองถูกหลอกหรือเปล่า?


   คนอื่นๆล้วนเงียบและเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ เงียบจนไม่เหมือนคนมีชีวิต


   ทำให้ภาพนี้ดูประหลาดตายิ่งนัก


   ในไม่ช้า ก็ถึงคราวของพวกเขาทั้งห้า ที่จะผ่านโพรงต้นไม้ต้นนี้


   เมื่อเดินเข้าไป เหมือนพวกเขาเดินเข้าไปในพื้นที่มิติสีดำ ที่ไม่มีอะไรเลย


   แต่เมื่อเดินต่อไปข้างหน้าก็พบกับแสงสว่างจ้าสีขาว พวกเขาเดินตามฝูงชนเข้าไปในแสงสว่างนั้น


   เมื่อผ่านแสงสว่าง และเดินออกจากปากถ้ำได้ ภพาตรงหน้าก็ทำให้ทั้งห้าคนตะลึงงัน


   ป่าฝนที่หนาทึบได้หายไป สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าพวกเขาคือหุบเขาอันกว้างใหญ่ ตรงกลางหุบเขามีต้นเซียงซือขนาดมหึมาต้นหนึ่ง


   ต้นเซียงซือออกดอกสีเหลืองเต็มต้น ดอกไม้และกลีบดอกร่วงหล่นไม่หยุดตามแรงลมอ่อนๆ ราวกับฝนดอกเซียงซือที่กำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า


   ในโลกที่เต็มไปด้วยดอกเซียงซือสีเหลืองอ่อนนี้ มันให้ความรู้สึกสว่างไสวและเปี่ยมด้วยความหวัง


   เหมือนที่นี่ได้ถูกเติมเต็มไปด้วยความฝัน แต่ก็ดูเหมือนจริงมากทีเดียว


   ใต้ต้นเซียงซือ พวกเขาเห็นยานพาหนะที่เคยปรากฏในงานเลี้ยงกองไฟก่อนหน้านี้


   ขณะนี้ นกสีฟ้าทั้งแปดตัวที่ต่างก็พักผ่อนอยู่ใต้ต้นเซียงซือ ส่วนหญิงสาวที่นอนเอนอยู่ในยานพาหนะนั้น ก็ยังคงอยู่ที่เดิม


   เพียงแต่ตอนนี้ ใบหน้าของนางถูกผ้าโปร่งบางปิดบังเอาไว้ รวมถึงดวงตาทั้งสองข้างของนางก็มองไม่เห็น ไม่มีใครรู้ว่านางหลับหรือตื่นอยู่กันแน่


   ภายนอกรถม้า ผู้คนที่เข้าแถวเดินตรงเข้ามา ต่างนั่งขัดสมาธิรอบต้นเซียงซือโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขานั่งเป็นวงหลายชั้น ทุกคนหลับตาและนั่งสมาธิอย่างเคร่งครัด


   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกเหมือนตนเองเข้ามาในโบสถ์แห่งหนึ่ง ราวกับว่าทุกคนกำลังสักการะนักบวชหญิงที่อยู่ในรถม้าอย่างไรอย่างนัก


   นางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินตรงไปที่ใต้ต้นเซียงซือ ตามคนอื่นๆนั่งขัดสมาธิลง จากนั้นก็หลับตา


   เมื่อเห็นการกระทำของเยี่ยหลิงหลงคนอื่นๆต่างก็ตกใจ


   พวกเขาไม่ได้เข้ามาเพื่อหาทางแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าหรอกหรือ? ทำไมถึงเข้าร่วมโดยไม่พูดอะไรสักคำ?


   ศิษย์น้องหญิงเล็กคงไม่ได้ถูกครอบงำไปแล้วกระมัง?


   พวกเขาทั้งสี่คนยืนมองหน้ากันอยู่พักใหญ่ ไม่มีใครสังเกตเห็นหรือขัดขวางพวกเขา


   แม้แต่หญิงสาวในรถม้าก็ไม่แม้แต่จะมองพวกเขาเสียด้วยซ้ำ


   เหมือนกับว่าในสถานที่แห่งนี้ ใครอยากทำอะไรก็ทำได้ตามใจ ไม่มีใครบังคับใครทั้งสิ้น


   "พวกเราจะยืนลังเลอยู่แบบนี้ก็ไม่ได้" เสิ่นหลีเสียนเอ่ยขึ้น


   "ศิษย์พี่ใหญ่ จิตใจท่านมั่นคงที่สุด ไม่เช่นนั้นท่านอยู่เฝ้าที่นี่ดีหรือไม่ เดี๋ยวข้าจะไปนั่งดู ดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างขอรับ?"


   "ข้าเห็นด้วย" มู่เซียวหรานกล่าว


   เผยลั่วไป๋มองดูมู่เซียวหรานแวบหนึ่ง ศิษย์น้องห้าคนนี้เป็นอะไรไป?


   ทำไมอะไรๆก็ต้องออกมาเห็นด้วยด้วยเสมอ?


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กไปแล้ว ข้าก็จะลองดูบ้าง ศิษย์พี่ใหญ่ ถ้าหากมีปัญหาอะไรจริงๆ ท่านต้องช่วยพวกข้าด้วยนะ"


   ฮวาซือฉิงพูดจบก็เดินไปข้างๆเยี่ยหลิงหลงแล้วนั่งลงเงียบๆ พร้อมกับทุกคน จากนั้นก็หลับตาลง


   เมื่อหลับตาลง เรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น


   ตอนแรก เยี่ยหลิงหลงเพียงแค่รู้สึกอยากรู้อยากเห็น


   ในใจมีการคาดเดาต่างๆนานา เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยของนาง นางจึงนั่งลงพร้อมกับทุกคน แต่ในขณะที่หลับตาลง นางรู้สึกว่าความคิดของนางยังไม่กล้าพอ


   เพราะเพียงแค่หลับตาลง ความสุขอันบอกไม่ถูก ก็พลันผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในใจ


   นางสามารถรู้สึกได้ว่า ตนเองอยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลาย เปี่ยมด้วยความสุข และมีความคาดหวังเล็กๆราวกับว่ากำลังจะมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น


   ในสภาวะแห่งความสุขนี้ นางเห็นประตูแห่งหนึ่ง มันดูคุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง


   และในตอนนี้ นางกำลังยืนอยู่ที่เชิงบันไดยาวหน้าประตู ได้เงยหน้ามองขึ้นไป ตัวอักษรที่เขียนว่า "สำนักชิงเสวียน" ตระหง่านอยู่บนป้ายประตู


   ทำให้ความรู้สึกของนางพลันปั่นป่วนขึ้นมาในทันที


   "เหม่ออะไรอยู่? กลับมาแล้วยังไม่เข้าไปอีกรึ? ศิษย์พี่ และศิษย์พี่หญิงร่วมสำนักของเจ้ากำลังรออยู่ข้างในนะ"


   เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง เยี่ยหลิงหลงหันไปมองก็เห็นหัวซิวเยวี่ยนกำลังคุยกับนางอยู่ เขามีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า



บทที่ 1256: ความสุขที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว



   นางกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าหัวซิวเยวี่ยนที่นั่งอยู่บนวิหควิญญาณก็บินเข้าไปในประตูภูเขาอย่างรวดเร็ว


   เยี่ยหลิงหลงรีบปีนขึ้นบันไดไปทันที นางไม่ยอมบิน แต่กลับวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วทีละสามขั้น จนกระทั่งถึงประตูเขา จึงได้หยุดหอบหายใจ


   เมื่อนางหยุดฝีเท้า นางก็เห็นศิษย์พี่หญิงใหญ่เดินออกมาจากประตู ศิษย์พี่หญิงใหญ่มีรอยยิ้มสดใสประดับอยู่บนใบหน้า ขณะเดินก็สนทนากับพี่เขยใหญ่ไปด้วย


   "หืม? ศิษย์น้องหญิงเล็ก เหตุใดเจ้าจึงอยู่ที่นี่? ศิษย์น้องหญิงห้ากำลังตามหาเจ้าอยู่ นางเพิ่งกลับมาจากบ้าน บอกว่านำของดีมาให้เจ้ามากมายเลยนะ"


   ศิษย์พี่หญิงใหญ่พูดจบก็ลงเขาไปกับพี่เขยใหญ่ ทั้งสองคนดูเหมือนจะไปทำภารกิจของสำนักกัน


   เยี่ยหลิงหลงเดินเข้าไปข้างในต่อ นางจึงได้เห็นศิษย์พี่ชายเจ็ดคน และยังเห็นศิษย์พี่หญิงสามคนอยู่ในลานข้างๆนาง


   นางเห็นศิษย์พี่หญิงห้าที่กำลังรอมอบของขวัญให้นางอยู่


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที!"


   ลู่ไป๋เวยมอบเมืองสามแห่ง และเกาะหนึ่งเกาะให้กับนาง จากนั้นก็เดินต่อไปข้างในด้วยความรู้สึกเบิกบาน


   ตลอดเส้นทางนี้ นางได้พบกับเหล่าศิษย์พี่ร่วมสำนักที่ไม่ได้เจอกันมานาน นางได้รับของขวัญจากศิษย์พี่หญิงห้า ที่นางชื่นชอบมากที่สุด


   ไม่ทันไรนางก็กลายเป็นเถ้าแก่เนี้ยตัวน้อยไปเสียแล้ว นางจึงไม่ลังเลที่จะเดินหน้าต่อไป


   นางเดินต่อไปด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง


   เมื่อเดินมาถึงเขาด้านหลังของสำนักชิงเสวียน นางถูกกระบี่ที่น่ารำคาญเล่มหนึ่งขวางทางเอาไว้


   เมื่อถูกขวางเช่นนี้ หงเยี่ยนที่อยู่ในแหวนมิติของนาง ก็ทนนิสัยอารมณ์ร้อนของมันไม่ไหว พุ่งออกมาและตรงไปต่อสู้กับเสวียนอิ่งทันที


   ในขณะที่พวกมันทั้งสองไปต่อสู้กัน เยี่ยหลิงหลงก็เดินขึ้นเขาต่อไป เมื่อเดินไปถึงยอดเขาสูงด้านหลังเขา ในสมองของนางก็แวบผ่านความคิดหนึ่ง


   นางกำลังจะได้พบกับบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักชิงเสวียนแล้วหรือ?


   แต่ในขณะนั้น ความรู้สึกของนางไม่ใช่ความเคารพ แต่เป็นความคาดหวัง


   จนในที่สุด หลังจากที่นางเดินเข้าประตูเขาไปแล้ว นางก็เห็นร่างคุ้นเคยอยู่ริมสระที่เต็มไปด้วยบัวมรกต


   เขานอนตะแคงอยู่บนดอกบัวมรกตดอกหนึ่ง หันหลังให้นาง ไม่ขยับเขยื้อนไปที่ใด ราวกับว่าเขากำลังหลับอยู่


   เยี่ยหลิงหลงมีความรู้สึกบางอย่างโดยไม่ทราบสาเหตุ นั่นคือหากนางเดินไปปลุกเขา


   นางจะได้รับทุกสิ่งที่นางต้องการ คำตอบจากอดีตและทุกสิ่งที่นางเฝ้าตามหามาโดยตลอด


   ภายใต้ความคาดหวังอันยิ่งใหญ่นี้ เยี่ยหลิงหลงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ขณะที่นางกำลังจะเหยียบเข้าไปในสระบัวเขียว นางก็ชะงักฝีเท้าอย่างกะทันหัน


   นางหันกลับไปมองเส้นทางที่นางเดินผ่านมา


   นางไม่รู้ว่าตนเองเดินมานานเท่าไรแล้ว แต่ดูเหมือนว่านางจะได้รับทุกสิ่งที่ต้องการแล้ว


   หากนางก้าวต่อไปข้างหน้า สิ่งที่นางเสียดายและสิ่งที่นางปรารถนาแต่ไม่เคยได้รับ ทั้งหมดนั้น จะกลายเป็นของนาง


   และนางจะได้มันมาอย่างง่ายดาย


   ภายใต้บรรยากาศแห่งความสุข ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังเช่นนี้


   นางคาดหวังไม่หยุด หลังจากคาดหวังแล้ว ก็ได้รับไม่หยุด หลังจากได้รับแล้ว นางก็รู้สึกยินดีและพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งนางไม่ทันระวังตัว และเดินมาไกลถึงจุดนี้


   นางเกือบลืมไปแล้วว่า แรกเริ่มนั้น นางเพียงแค่อยากรู้อยากเห็นว่าการนั่งลงเพื่อนั่งสมาธิจะเป็นอย่างไร?


   นางเกือบจะลืมไปแล้ว ว่านี่ไม่ใช่โลกแห่งความจริง ทุกสิ่งในที่แห่งนี้ เป็นเพียงความคาดหวังในใจของนางเท่านั้น ทุกอย่างเป็นเพียงความฝันอันสมบูรณ์แบบที่นางถักทอให้ตัวเองเท่านั้น


   โชคดีที่นางไม่ได้เดินตามความฝันต่อไป โชคดีที่นางหยุดได้ทันเวลา มิเช่นนั้นหากเดินต่อไป นางเองก็ไม่รู้ ว่าตนเองจะต้องเดินไปอีกนานเพียงใด


   และเมื่อเดินไปถึงจุดสุดท้าย นางจะลืมไปหรือไม่ ว่านี่เป็นเพียงความฝัน?


   เยี่ยหลิงหลงสะดุ้งตื่นอย่างแรง สมองของนางค่อยๆกลับมาชัดเจนขึ้นอีกครั้ง


   แต่ความชัดเจนเช่นนี้ กลับถูกกัดกร่อนด้วยความรู้สึกเปี่ยมสุขและความคาดหวังอย่างรวดเร็ว


   ราวกับว่านางกำลังถูกล่อลวง เพียงแค่เดินไปข้างหน้า ทุกสิ่งที่ต้องการก็จะได้มา แล้วหากทุกอย่างเป็นเช่นนั้น ทำไมนางจะต้องหยุดด้วยเล่า?


   ‘ไม่! ข้าต้องหยุด!’


   ความฝันที่หลอกตัวเอง มีแต่จะทำลายตัวเองเท่านั้น ทำลายความหวังและความคาดหวังที่แท้จริงของตัวเอง


   ความพึงพอใจที่เป็นความเท็จและเวลาชั่ววูบชั่วคราวนั้น จะทำให้คนสูญเสียตัวตนที่แท้จริงและกลายเป็นเหยื่อของผู้อื่น


   หนทางของนางจะง่ายดายได้อย่างไร? สิ่งที่ต้องการ หากไม่หลั่งเลือด ไม่เจ็บปวด ก็ไม่มีทางได้มาแน่.นอน!


   นางสัญญาไว้แล้ว ว่าจะตามหาศิษย์พี่ร่วมสำนักที่หายไปทั้งหมดกลับมา นางจะจมอยู่ในความฝันเช่นนี้ได้อย่างไร ? ความเชื่อมั่นอันแรงกล้านี้ พุ่งทะลุออกมาจากใจ


   เยี่ยหลิงหลงลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว


   เมื่อลืมตาขึ้น ต้นเซียงซือที่ออกดอกเต็มต้นสีเหลืองทองก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า นางหัวเราะเบาๆ พลางส่ายหน้า


   นางเคยอ่านในหนังสือว่า ต้นไม้เซียงซือมีอีกนามหนึ่งว่ากระถินทอง เป็นสัญลักษณ์ของความสุขที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว


   ‘คงจริงดังที่ว่า มันผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ?’


   เยี่ยหลิงหลงขยี้ศีรษะของตัวเอง แล้วปัดไปที่ไหล่ตัวเอง หลังจากที่ฝืนดึงตัวเองออกมาจากความฝัน ตอนนี้นางรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก นี่น่าจะเป็นเพราะมีบางสิ่งถูกต้นไม้ต้นนี้ดูดไป


   หากนางจมอยู่ในนั้นนานกว่านี้อีกนิด ชีวิตนี้อาจจะต้องทิ้งไว้ที่นี่เลยก็ได้


   ความสุขนี้ช่างสั้นจริงๆ ทั้งยังต้องแลกมาด้วยชีวิต ความคุ้มค่าดูจะต่ำเกินไปเสียแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงโยกตัวไปมา ภาพลวงตาแบบนี้นางเคยประสบมามากเกินไปแล้ว โดยทั่วไป ไม่นานก็จะตื่นได้ นี่ก็เป็นเหตุผลที่นางกล้านั่งลงมา


   นางปรับสภาพร่างกายเล็กน้อยแล้วตั้งใจจะลุกขึ้นมาดู


   ใครจะรู้ว่าเมื่อนางเพิ่งลุกขึ้น ยังไม่ทันได้หันหน้า ก็มีศีรษะหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังนาง


   ทำให้นางตกใจ นางตวัดฝ่ามือไปด้านหลัง แต่ถูกอีกฝ่ายจับข้อมือไว้อย่างรวดเร็ว


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กตื่นเถอะ! ข้าคือศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้า!"


   เยี่ยหลิงหลงมองดูเผยลั่วไป๋ที่อยู่ด้านหลังนางแวบหนึ่ง แล้วมองดูศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆที่นั่งสมาธิอยู่ข้างๆนาง


   จากนั้นความชั่วร้ายก็ผุดขึ้นในใจของนาง


   นางหันหน้าไปทางเผยลั่วไป๋ แต่จุดโฟกัสของดวงตากลับไม่ได้อยู่ที่เขา


   "ท่าน...คือ...ใคร?"


   เผยลั่วไป๋เบิกตากว้าง กระชับแขนทั้งสองข้างของเยี่ยหลิงหลงอย่างตื่นเต้น แล้วเขย่านางเบาๆ


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กข้าคือศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้านะ เจ้าจำข้าไม่ได้แล้วหรือ?"


   "เจ้าคือคนที่ต้องการทำลายท่านนักบวชหญิงใช่หรือไม่?" เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้ว คว้าตัวเผยลั่วไป๋เอาไว้


   "ไม่ได้นะ! ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้!"


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงตื่นเต้นเช่นนี้ เผยลั่วไป๋ก็เข้าใจประเด็นสำคัญของปัญหาในทันที


   เขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว และมองไปยังหญิงสาวในยานพาหนะใต้ต้นเซียงซือ สีหน้าของเขาเย็นชาลง ชักกระบี่ยาวของตนออกมาแล้วฟันเข้าใส่นางด้วยกระบี่เดียว



   เยี่ยหลิงหลงไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะใช้วิธีการที่รุนแรงและตรงไปตรงมาเช่นนี้ในการแก้ปัญหา


   นางรีบเก็บรอยยิ้ม และหันตัวตามไป เพราะนางรู้สึกได้ทันทีว่า ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ดี ปัญหาที่แก้ได้ด้วยกระบี่เดียว ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคิดครึ่งวันแล้วเกือบเอาตัวเองเข้าไปพัวพัน


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงวิ่งตามเผยลั่วไป๋ไป นางได้วิ่งผ่านผู้คนมากมายที่นั่งอยู่ใต้ต้นเซียงซือ และได้เห็นรูปลักษณ์ของพวกเขา ที่นางมองไม่เห็นจากแถวหลัง


   ในชั่วขณะนั้น หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นทันที


   คนเหล่านั้นไม่ได้ตาย แต่ยิ่งอยู่แถวหน้า สีหน้าของพวกเขาก็ยิ่งซีดขาวราวกระดาษ รูปร่างผอมแห้งเหมือนกิ่งไม้ ดูคล้ายศพแห้งเลย!


   เมื่อเห็นลักษณะของพวกเขา เผยลั่วไป๋ก็ฟันลงที่ด้านหน้าของยานพาหนะทันที


   "ตูม" เสียงดังสนั่นขึ้นมา ยานพาหนะถูกเขาฟันแตกกระจาย


   ขณะที่ชิ้นส่วนของยานพาหนะที่แตกกระจายลอยละล่องไปทั่ว เผยลั่วไป๋และเยี่ยหลิงหลงก็เห็นคนที่อยู่ข้างใน


   ในชั่วขณะนั้น มือของเผยลั่วไป๋ชะงักไปครู่หนึ่ง


   และเพียงความลังเลเพียงเสี้ยววินาทีนี้ คนที่อยู่ข้างในก็หายวับไปในพริบตา


   เมื่อนางหายไป ต้นเซียงซือทั้งต้นก็หยุดโปรยดอกลงมาทันที



บทที่ 1257: การแสดงที่ยอดเยี่ยม น่าทึ่งจริงๆ



   เผยลั่วไป๋และเยี่ยหลิงหลงนั้น ทั้งสองคนมองยานพาหนะที่ไร้คนนั่งอย่างงุนงง จากนั้นเผยลั่วไป๋ก็หันกลับมาสบตากับเยี่ยหลิงหลง


   ขณะที่ทั้งสองกำลังจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ใต้ต้นเซียงซือที่เงียบสงบเริ่มมีเสียงดังขึ้นมากมาย เสียงกรอบแกรบดังมาจากทุกทิศทาง


   พวกเขารีบหันกลับไปมอง เห็นผู้คน ที่เดิมนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ต่างตื่นขึ้นจากความฝันทั้งหมด


   บางคนยังคงรู้สึกไม่อิ่มเอม บางคนเกาหัวงุนงง บางคนถอนหายใจอย่างเสียดาย บางคนยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ไม่ยอมลุกขึ้นและจากไปที่ใด บางคนจัดการตัวเองแล้วหันหลังเดินออกไปจากใต้ต้นเซียงซือแล้ว


   สภาพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่า จะไม่มีใครรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติเลย


   พวกเขาทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ ลุกขึ้นและเดินออกจากใต้ต้นเซียงซืออย่างเป็นระเบียบเหมือนตอนที่มา


   ปฏิกิริยาและสถานการณ์ของพวกเขา ทำให้เยี่ยหลิงหลงและเผยลั่วไป๋ดูแปลกประหลาดไปในทันที สิ่งที่พวกเขาทำก่อนหน้านี้ ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยสักคน


   "ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์น้องหญิงเล็ก เหตุใดพวกเจ้าถึงอยู่ที่นี่เล่า?"


   เสิ่นหลีเสียนและคนอื่นๆเดินเข้ามา พอเห็นตำแหน่งที่คนทั้งสองอยู่ก็รู้ทันทีว่า พวกเขาต้องทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ความฝันนี้จบลงแน่ๆ


   แต่สิ่งที่แปลกคือ นอกจากพวกเขาเองแล้ว คนอื่นๆดูเหมือนจะไม่รู้สึกเลย ว่าความฝันของพวกเขาถูกขัดจังหวะ


   นี่มันไม่ถูกต้องแล้ว! ตอนที่ความฝันถูกขัดจังหวะ มันเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่มีการเปลี่ยนผ่านเลยสักนิด เพียงแต่จบลงอย่างฉับพลันทันที


   เผยลั่วไป๋หันไปมองยานพาหนะที่ว่างเปล่านั้น แล้วหันกลับมา


   "ออกไปข้างนอกก่อนค่อยว่ากัน"


   พวกเขาทั้งห้าคนเดินตามฝูงชนออกไปจากใต้ต้นเซียงซือ ตอนนี้กลุ่มผู้คนได้จากไปแล้ว พวกเขาถึงได้สังเกตเห็นว่า ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ลุกไปไหน


   คนที่ไม่ได้ไปเหล่านี้ ล้วนเป็นคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ต้นเซียงซือที่สุด และคนเหล่านี้ มีสีหน้าซีดขาวกันทุกคน ร่างกายเหี่ยวแห้ง ดูเหมือนกำลังจะหมดเรี่ยวแรงตายอยู่แล้ว


   "พวกเขาลุกไม่ขึ้นแล้วหรือ?" มู่เซียวหรานถาม


   "น่าจะใช่" เผยลั่วไป๋พยักหน้า


   "แล้วจะทำอย่างไรดี? จะช่วยพวกเขาหรือไม่?" ฮวาซือฉิงถาม


   ขณะที่ทั้งห้าคนกำลังพิจารณาว่าจะลงมือช่วยหรือไม่ จู่ๆก็มีเสียงแหบต่ำดังขึ้นข้างกาย ราวกับเสียงที่เกิดจากไม้ผุพัง ใกล้ดับสิ้นสูญสลาย


   "อย่ายุ่งกับเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของพวกเจ้า รีบไปให้พ้นเดี๋ยวนี้"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทั้งห้าคนตกใจเป็นอย่างยิ่ง ‘อย่ายุ่งกับเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของพวกเจ้าหรือ?’


   พวกเขาถูกทำร้ายขนาดนี้แล้ว ชีวิตเกือบจะหาไม่ กลับบอกว่าพวกเขาไม่ควรยุงเรื่องบ้าบอนี่กระนั้นหรือ??


   บ้าไปแล้วหรือ?


   ฮวาซือฉิงยังอยากถาม แต่เยี่ยหลิงหลงดึงแขนเสื้อของนางพลางส่ายหน้า


   "พวกเราไปกันเถอะ"


   พวกเขาทั้งห้าคนหันหลังเดินออกจากใต้ต้นเซียงซือ กลับไปตามเส้นทางเดิม


   พวกเขาเดินเร็วมาก สุดท้ายจึงไล่ตามกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่ออกไปก่อนหน้าได้อย่างรวดเร็ว และพวกเขาก็แทรกตัวเข้าไปอยู่ท้ายแถว เดินออกไปด้วยกัน


   จากโพรงต้นไม้เดินกลับเข้าไปในป่าฝน หลังจากออกจากป่าฝนแล้ว พวกเขาก็เดินออกมาถึงทะเลทราย ตลอดเส้นทางนี้ ราบรื่นอย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนตอนที่พวกเขาเดินเข้ามาเลย


   ราวกับว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ ไม่มีใครบังคับให้เข้ามา และไม่มีใครบังคับให้อยู่ต่อ ทุกอย่างล้วนเป็นการตัดสินใจของตัวพวกเขาเอง


   แต่ว่า ที่รอยต่อระหว่างป่าฝนกับทะเลทราย มีคนจำนวนมากยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ได้เดินต่อไปข้างหน้า พวกเขาหยุดอยู่กับที่และเริ่มถกเถียงกัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ สีหน้าดูสับสนเป็นอันมาก


   เยี่ยหลิงหลงและคณะ ตามมาทันและได้ยินการสนทนาของคนเหล่านั้น


   "เกิดอะไรขึ้น? ฟ้ายังไม่สว่าง แต่ความฝันจบแล้วหรือ? ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นได้นะ!"


   "ใช่แล้ว ไม่ใช่ว่ามีปัญหาอะไร เกิดขึ้นระหว่างทางหรอกหรือ?" เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา


   ที่แท้การเดินมานั่งสมาธิใต้ต้นเซียงซือนี้ ก็จะทำให้พวกเขาเข้าสู่ความฝันอันงดงาม พวกเขาเหล่านี้ รู้เรื่องนี้อย่างชัดเจน และพวกเขาก็มาที่นี่ เพื่อจุดประสงค์นี้โดยเฉพาะ!


   ไม่มีใครบังคับ ไม่ใช่กับดักที่ใครวางไว้ ทั้งหมดล้วนเป็นความเต็มใจของพวกเขาเอง


   ไม่แปลกเลย ที่คนข้างในตะโกนบอกพวกเขา ว่าไม่ให้ยุ่งเรื่องนี้


   ที่แท้คนพวกนี้ก็รู้เรื่องดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาช่วยเลย!


   "เมื่อครู่ข้าเหมือนเห็นคนต้องสงสัยสองคนวิ่งนำหน้าไป อยู่ตรงหน้าเยว่เมิ่งเหนียงเหนียง เป็นไปได้หรือไม่ ว่าพวกเขาทำร้ายเยว่เมิ่งเหนียงเหนียง จนทำให้ความฝันของทุกคนถูกขัดจังหวะไป?"


   "จริงหรือ? ข้านึกว่าถึงเวลาแล้ว ไม่คิดว่าจะถูกขัดจังหวะโดยคนอื่น! ผู้ใดกัน?"


   เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ พวกเขาหลายคนก็ตกใจอีกครั้ง


   เมื่อเห็นคนข้างหน้ากำลังมองกลับมาข้างหลัง พยายามค้นหาคนชั่วที่ขัดจังหวะความฝันอันงดงามของพวกเขา เยี่ยหลิงหลงก็อุทานออกมาทันที


   "เป็นเรื่องจริง! ความฝันของพวกเราถูกขัดจังหวะ ข้าเป็นคนค้นพบเจตนาชั่วของคนผู้นั้น และรีบพุ่งเข้าไปขัดขวางในทันที แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายวิ่งเร็วเกินไป! ทั้งข้าและศิษย์พี่ใหญ่ของข้า จึงไม่สามารถจับตัวได้!"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนอื่นๆต่างพากันถามพวกเขาว่า "ผู้ใดเป็นคนทำ?"


   "ไม่รู้สิ ข้าเห็นแค่เงาด้านหลัง แต่คนผู้นี้ แน่นอนว่ามีการเตรียมตัวมาอย่างดี เราจะจับเขาได้ง่ายๆได้อย่างไร?" เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ


   "เป็นความผิดพวกเราที่ไร้ความสามารถ หากมีพลังแข็งแกร่งกว่านี้อีกหน่อย บางทีอาจจะกักตัวเขาไว้ได้"


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังร้องอุทาน เพื่อนร่วมสำนักทั้งสี่ที่อยู่ข้างๆ ก็เฝ้ามองนางแสดงอย่างเงียบๆ


   สมกับที่เป็นศิษย์น้องหญิงเล็ก ฝีมือการแสดงยอดเยี่ยมและน่าทึ่งเช่นเคย จังหวะของพวกเขาถูกนางนำพาไปในทันที


   "เจ้าไม่จำเป็นต้องตำหนิตัวเอง เจ้าเพิ่งบรรลุขอบเขตบูรณาการ การที่เจ้าไล่ตามไม่ทันก็เป็นเรื่องปกติ"


   "ไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว พรุ่งนี้ตอนกลางคืน พวกเราต้องระมัดระวังให้มากขึ้น อย่าให้ใครมาทำร้ายเยว่เมิ่งเหนียงเหนียงได้"


   "ถูกต้อง หลังจากคืนนี้ ทุกคนต้องระวังตัวมากขึ้น เมื่อเห็นคนมาใหม่ ก็ให้ระมัดระวังไว้สักหน่อย"


   พวกเขาพูดกันไป เยี่ยหลิงหลงก็พยักหน้าอย่างแรงตามไปด้วย


   "ถูกต้อง ไม่ผิดแน่นอน!"


   "เดี๋ยวนะ? พวกเจ้าไม่ใช่คนมาใหม่หรอกหรือ?"


   เสียงสงสัยดังมา มีคนชี้ไปที่เยี่ยหลิงหลง


   ในตอนนี้ ผู้คนมากมายต่างหันมามองนาง


   "ข้าไม่ใช่คนมาใหม่อย่างแน่นอน เพียงแต่ข้ามาที่นี่น้อย ครั้งก่อนๆที่ข้ามา ข้ายังสวมหน้ากากอยู่เลย"


   พูดจบเยี่ยหลิงหลงก็จิ้มเผยลั่วไป๋


   "พี่ใหญ่ ครั้งนี้ข้าไม่ได้สวมหน้ากาก หน้ากากของท่านล่ะ? เอาออกมาให้พวกเขาดูหน่อยสิเจ้าคะ"


   เผยลั่วไป๋ร่วมมือ โดยนำหน้ากากของตนออกมาวางบนใบหน้า และพอวางลงไป หลายคนก็จำเขาได้ เขาเคยมาที่นี่มากกว่าหนึ่งครั้งจริงๆ


   ความเข้าใจผิดนั้นจึงได้คลี่คลายลง ทุกคนแยกย้ายกลับไป ขณะเดินกลับก็ยังอดไม่ได้ที่จะพูดคุยถึงเหตุการณ์ในคืนนี้


   เรื่องราวจบลงอย่างสมบูรณ์ ทุกคนยกเว้นเยี่ยหลิงหลงต่างถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก


   แม้ว่าคนเหล่านี้จะมีการฝึกฝนไม่ถึงขอบเขตพ้นพิบัติ แต่พวกเขาสามารถสังหารและเปิดเส้นทางเลือดได้ แน่นอนว่าฝีมือไม่ธรรมดา


   "ไปกันเถอะ"


   หลังจากเผยลั่วไป๋พูดจบ ทุกคนก็ออกจากสถานที่นั้นพร้อมกัน แม้จะยังเป็นเวลากลางคืน แต่พวกเขาตั้งใจจะออกจากเมืองในคืนนี้


   เผยลั่วไป๋เดินไป พลางนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เขาวิ่งไปที่หน้ารถม้า


   ศิษย์น้องและศิษย์น้องหญิงที่อยู่ข้างหลัง ไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย


   เขาไม่ได้ยินสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว


   จนกระทั่งเดินออกมาถึงนอกเมือง เขาหยิบผลไม้วิญญาณออกมาจากแหวน เขาถือผลไม้วิญญาณนั้นไว้ แล้วพูดอย่างลองเชิงว่า "พวกเราออกเดินทางด้วยเรือเหาะเลยดีหรือไม่?"



บทที่ 1258: ศิษย์พี่ใหญ่สมองพังเสียแล้ว



   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนอีกสี่คนจ้องผลไม้วิญญาณในมือของศิษย์พี่ใหญ่หลายครั้ง แล้วมองกลับไปที่เผยลั่วไป๋อีกหลายรอบ


   "ดวงตาของศิษย์พี่ใหญ่ ยังไม่หายดีอีกหรือ?" เสิ่นหลีเสียนถาม


   "มีความเป็นไปได้หรือไม่ ว่าสมองเขาพังไปแล้ว?" มู่เซียวหรานกล่าว


   "ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรหรอก ให้ข้าจัดการเถอะ! ข้ามีโอสถหลายขนาน ทั้งแบบอ่อนโยน แบบรุนแรง และแบบใช้พิษรักษาพิษ ข้ารับรองว่าครั้งนี้จะไม่ทำให้ศิษย์พี่ใหญ่เป็นอันตรายแน่นอน" ฮวาซือฉิงก้าวออกมา


   "ศิษย์พี่หญิงสี่ ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจสิขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่พลังแข็งแกร่ง เขาอาจไม่ยอมให้ความร่วมมือ พวกเราสามคนจับเขาไว้ก่อน แล้วท่านค่อยป้อนโอสถเขาก็ยังได้"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานก็ก้าวเข้ามาข้างหน้าพร้อมกัน เตรียมพร้อมที่จะลงมือ


   เผยลั่วไป๋ตกใจ รีบถอยหลังทันที


   "อย่านะ นี่คือผลไม้วิญญาณ ข้าแค่อยากดูว่าพวกเจ้ากลับมาเป็นปกติหรือยัง!"


   "พี่ใหญ่ คำโกหกของท่านช่างเชยเหลือเกิน"


   "ใช่แล้ว พวกเราเพิ่งยืนยันกันไปไม่ใช่หรือ? ทุกคนฟื้นคืนสติกันหมดแล้วเจ้าค่ะ"


   "แย่แล้ว หรือว่าศิษย์พี่ใหญ่จะถูกกลอุบายอื่นเข้า?"


   "ช่างเถอะ จับตัวไว้ก่อนดีกว่า!"


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงและพวกเขาทั้งสามคนก็พุ่งเข้าไปจริงๆ เผยลั่วไป๋เมื่อครู่ไม่ได้ฟังพวกเขาสนทนากัน จึงไม่คิดว่าจะเกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้ขึ้นมา


   เขาตกใจรีบหันหลังวิ่งหนีทันที


   "ข้าไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ!"


   "ปกติของคนป่วยคนไข้นั่นแหละ คนป่วยมักพูดว่าตัวเองไม่ได้ป่วย โดยเฉพาะคนที่สมองไม่ดี"


   "ก่อนหน้านี้ข้าแค่ไม่ได้ฟังพวกเจ้าคุยกันเท่านั้นเอง!"


   "ถูกต้อง ถูกต้อง พี่ใหญ่พูดถูกแล้ว พวกข้าเชื่อท่าน ท่านอย่าวิ่งหนีอีกเลยนะขอรับ"


.......


   เผยลั่วไป๋ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งวิ่งเร็วขึ้นอีก


   คนหนึ่งวิ่ง สามคนไล่ตาม หลังจากวิ่งวนรอบเมืองอวี่ซาไปเกือบครบหนึ่งรอบ เผยลั่วไป๋ก็ถูกพวกเขาทั้งสามคนกดลงกับพื้นได้ในที่สุด


   ก่อนจะล้มลง เผยลั่วไป๋กล่าวว่า "ไม่ใช่ว่าข้าวิ่งไม่ชนะพวกเจ้านะ แต่ที่ข้ายอมเพราะเราไม่จำเป็นต้องเสียพลังไปเปล่าๆต่างหาก มันก็แค่โอสถเท่านั้น เอามาเดี๋ยวข้ากินเอง"


   "สมแล้วที่เป็นพี่ใหญ่ คนล้มแล้ว แต่หน้าตาก็ยังถือว่ารักษาไว้ได้"


   "แน่นอน พี่ใหญ่ต้องมีความน่าเกรงขาม ถึงจะกดข่มศิษย์น้อง และศิษย์น้องหญิงได้ เรื่องแบบนี้รู้กันในใจก็พอแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องเปิดโปงเขาเช่นนี้หรอก"


   "ตั้งใจหน่อย กดให้แน่น ไม่แน่เขาอาจจะกำลังหลอกพวกเราอยู่ก็ได้"


   "อย่าคิดเช่นนั้นสิ ศิษย์พี่ใหญ่แค่รักษาหน้าตา แต่ไม่ใช่คนที่ชอบเล่นงานคนอื่นลับหลังเสียหน่อย สมองเล็กๆที่เต็มไปด้วยความรุนแรงของเขา ไม่มีที่ว่างให้ความคิดเล็กๆน้อยๆพวกนั้นหรอก"


......


   เผยลั่วไป๋ชาไปทั้งตัวทันที


   เพราะทุกคำที่เขาพูด ล้วนเป็นความจริง แต่ไม่มีใครเชื่อเขา ซ้ำร้ายยังใส่ร้ายเขาอีก!!!


   ‘เจ้าพวกเด็กเลวร้ายพวกนี้ เดี๋ยวข้าจะต้องจัดการให้หนักแน่ ให้พวกมันรู้ว่าอะไรคือการเคารพผู้อาวุโส!’


   ในที่สุด โอสถของฮวาซือฉิงก็ไม่ได้ถูกป้อนเข้าปากของเผยลั่วไป๋


   เพราะดูเหมือนเขาจะไม่มีปัญหาอะไรเลยจริงๆ


   สถานการณ์ทุกอย่างในตอนนี้ ช่างน่าอึดอัดเสียเหลือเกิน


   เพื่อบรรเทาความอึดอัด เยี่ยหลิงหลงหยิบโอสถเสริมวิญญาณออกมาหนึ่งเม็ด ยัดเข้าไปในปากของเผยลั่วไป๋


   เรื่องนี้จึงได้ถือว่าจบลงในที่สุด


   เรื่องจบลงแล้ว แต่ตอนที่จบลง เยี่ยหลิงหลงได้รับสายตาแปลกๆจากเผยลั่วไป๋ ราวกับว่าเขากำลังจะบอกนางว่า ‘แค้นนี้ต้องชำระ! คอยดูเถอะ!’


   "ในเมื่อทุกอย่างไม่มีปัญหา ก็ออกไปจากที่นี่กันเถอะ"


   เผยลั่วไป๋พูดเสียงเย็นจบ แล้วหยิบเรือเหาะออกมาอีกครั้ง คนที่เหลือขึ้นเรือเหาะอย่างว่าง่าย ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ


   หลังจากขึ้นไป เรือเหาะก็ลอยขึ้น เผยลั่วไป๋อยู่ในห้องควบคุม คอยขับเคลื่อนเรือเหาะ


   ส่วนคนอื่นๆอยู่เงียบๆนอกเรือเหาะ ไม่กล้าเข้าไปดูเขา


   ในตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงเดินเข้าไปในห้องควบคุมคนเดียว เผยลั่วไป๋กำลังจะจ้องนางด้วยสายตาเย็นชา แต่ใครจะรู้ว่าพอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นภาพของนาง ที่มีน้ำตาคลอเบ้า


   ท่าทางน้อยอกน้อยใจ ภาพนั้นทำให้เผยลั่วไป๋หายโกรธในทันที รู้สึกเจ็บปวดใจอย่างบอกไม่ถูก


   "เป็นอะไรไปศิษย์น้องหญิงเล็ก มีใครรังแกเจ้าหรือ?"


   "ไม่มีใครรังแกข้าหรอก แค่ข้ารู้สึกว่าการสื่อสารกับท่านด้วยวิธีนี้ ท่านจะสงสารข้าและคุยกับข้าดีๆก็เท่านั้น"


........


   สมกับเป็นศิษย์น้องหญิงเล็ก บทจะร้องไห้ก็ร้องไห้ บทจะแสดงก็แสดง เปลี่ยนได้อย่างคล่องแคล่ว ราบรื่นจริงๆ


   "ศิษย์พี่ใหญ่ ตอนนั้นท่านไม่ได้ฟันกระบี่ไปแล้วหรอกหรือ? ด้วยพลังของท่าน ท่านสามารถฟันโดนตัวนางได้อย่างแน่นอน ทำไมจู่ๆถึงได้หยุดไว้ล่ะเจ้าคะ?"


   "เพราะข้าเห็นโฉมหน้าของนางน่ะ" เผยลั่วไป๋ถอนหายใจ "ถึงแม้จะรู้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นของปลอม แต่เมื่อเห็นใบหน้าของศิษย์น้องหญิงรอง ข้าก็ลงมือไม่ลงจริงๆ"


   เมื่อเขาพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ชะงักไป น้ำตาในดวงตาหายไปในทันที


   "เป็นอะไรไป?"


   "ข้าก็เห็นโฉมหน้าของศิษย์พี่หญิงรองเช่นกัน ถึงแม้ว่าตอนนั้นดวงตาของพวกเราสองคนจะถูกพลังมายาอะไรนั่นหลอก แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมองภาพมายาเป็นภาพเดียวกันเลยนะเจ้าคะ"


   มือที่ควบคุมเรือเหาะของเผยลั่วไป๋ชะงักไป


   ไม่นาน เรือเหาะที่ออกจากเมืองอวี่ซาก็บินกลับไปอีกครั้ง


   เมื่อมาถึงเมืองอวี่ซา ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว


   "พวกเจ้าเห็นศิษย์พี่หญิงรองจริงๆหรือ?" ฮวาซือฉิงถามอย่างตื่นเต้น


   "แต่มันแปลกเป็นอย่างยิ่ง พวกเจ้าเห็นนาง นางก็ควรจะเห็นพวกเจ้าด้วย แต่ทำไมนางถึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย? นางหนีไปราวกับไม่รู้จักพวกเราเลย นางจะทำแบบนั้นทำไม?" มู่เซียวหรานกล่าว


   "ข้าก็รู้สึกว่ามันแปลกๆนะ หรือว่าพวกท่านมองผิด? อย่างไรเสีย ตอนนั้นดวงตาของทุกคนก็มีปัญหาอยู่แล้วมิใช่หรือ?" เสิ่นหลีเสียนกล่าว


   "จะเห็นผิดหรือไม่ แค่มีความเป็นไปได้เพียงนิดเดียว พวกเราก็ควรพยายามสืบให้กระจ่าง ไม่ใช่หรือ?"


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดเช่นนี้ ก็ไม่มีใครคัดค้านอีก


   ใช่! แม้ว่าอาจจะเป็นการจำผิด แต่ถ้าหากไม่ใช่ล่ะ?


   พวกเขาไม่อาจทิ้งเพื่อนร่วมสำนักคนใดไปได้!!!


   ดังนั้น พวกเขาที่บินออกไปแล้วจึงไม่ลังเลที่จะบินกลับมาอีกครั้ง


   เมื่อลงจอดอีกครั้ง พวกเขาเห็นเมืองอวี่ซาที่ยังคงมีสภาพเหมือนเมื่อวาน ผู้คนเดินขวักไขว่ คึกคักมาก


   ในตอนนี้ เผยลั่วไป๋ที่เดินนำหน้าอยู่ก็หยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน


   "ข้านึกออกแล้ว"


   "เรื่องอะไรหรือ?"


   "ไม่ใช่ทุกคนที่ข้าเคยพบจะยังอยู่ในเมืองอวี่ซาแห่งนี้ มีคนหนึ่งที่ข้าเคยมีปฏิสัมพันธ์ด้วยหลายครั้ง แต่เมื่อวานตอนที่มา ข้าไม่ได้เห็นเขา"


   เผยลั่วไป๋พูดจบก็หันหลังกลับมาพูดว่า "ในเมื่อพวกเราตัดสินใจแล้ว ว่าจะสืบให้รู้เรื่อง แทนที่จะลองค้นหาด้วยตัวเอง สู้ไปหาคนที่รู้สถานการณ์ก่อนไม่ดีกว่าหรือ? คนผู้นี้ข้าไว้ใจได้ พวกเราไปหาเขากันเถอะ"


   เมื่อเผยลั่วไป๋พูดจบ ทุกคนก็ตอบรับเป็นเสียงเดียวกันว่า "ได้"


   ดังนั้น พวกเขาทั้งห้าคนจึงตามเขาไปยังที่พักของคนผู้นั้น


   พวกเขาเดินมาถึงตรอกแคบและเก่าแก่แห่งหนึ่ง ตอนที่ผลักประตูรั้วเข้าไป ประตูแทบจะล้มลงมา บ้านหลังนี้ทรุดโทรม จนดูเหมือนไม่มีคนอาศัยอยู่


   แม้แต่เผยลั่วไป๋ยังขมวดคิ้วเมื่อเห็นสภาพเช่นนี้


   "ตอนที่ข้ามาที่นี่ แม้ว่าที่นี่จะดูเก่าแต่ก็สะอาดเรียบร้อย ไม่เหมือนตอนนี้ที่ไม่มีใครทำความสะอาด บางทีเขาอาจจะจากไปแล้ว หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกเราก็ต้องหาวิธีอื่น"


   เมื่อเผยลั่วไป๋พูดจบ ก็มีเสียงไอเบาๆดังมาจากในกระท่อม


   เป็น… เยี่ยอิงมาแล้วหรือ?"


   สีหน้าของเผยลั่วไป๋สว่างขึ้นทันที


   "ข้าเอง เจ้ายังอยู่ข้างในหรือไม่?"


   "เข้ามาเร็ว แค่ก แค่ก แค่ก..."


   หลังจากเสียงไออย่างรุนแรง ก็มีเสียง "ปัง" ดังมาจากในกระท่อม


   เผยลั่วไป๋ตึงเครียดขึ้นมาทันที รีบวิ่งเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว



บทที่ 1259: พวกเราจะช่วยเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย



   ภายในห้องที่มืดสลัว ฝุ่นลอยฟุ้งไปทั่ว หากไม่มีเสียงเคลื่อนไหวข้างเตียง คงไม่มีใครคิดว่าในบ้านที่ทรุดโทรมเช่นนี้ จะยังมีคนอาศัยอยู่


   เผยลั่วไป๋แสดงสีหน้าประหลาดใจ เมื่อเห็นคนที่นอนอยู่บนเตียง


   เขาจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่พบกัน แม้อีกฝ่ายจะตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ดี และจมอยู่ในหล่มโคลนไม่เห็นหนทางข้างหน้า แต่คนผู้นี้ก็ยังเต็มไปด้วยความหวังต่ออนาคต


   มีทัศนคติที่สดใสและเป็นคนกระตือรือร้นร่าเริง


   แต่ไม่คิดว่า เวลาผ่านไปไม่กี่ปี เมื่อได้พบกันอีกครั้ง เขากลับซูบผอมลงขนาดนี้ ใบหน้าซีดขาวเหมือนกระดาษ ร่างกายทั้งหมดของเขาดูทรุดโทรม ดวงตาขุ่นมัวเผยให้เห็นความสิ้นหวังและการดิ้นรน


   รวมถึงความไม่ยอมแพ้และความเสียใจ อารมณ์ที่ซับซ้อนทั้งหมดนั้นได้ถักทอเข้าด้วยกัน เผยลั่วไป๋เดินเข้าไปประคองร่างที่พยายามลุกขึ้นแต่ไม่สำเร็จ


   ช่วยให้เขาพิงอยู่ที่ขอบเตียง


   "เยี่ยอิง ได้พบเจ้าอีกแล้ว ช่างดีจริงๆ ข้าคิดว่าข้าจะต้องอยู่ในกระท่อมผุพังนี้ตลอดไปเสียอีก ข้านึกว่าข้าต้องมองดูชีวิตของตัวเองค่อยๆหายไปทีละนิด สุดท้ายก็ตายอย่างโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง"


   "เซี่ยงเจียง เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดเจ้าถึงกลายเป็นเช่นนี้?" เผยลั่วไป๋ถาม


   "ข้าเดินผิดทางเสียแล้วสหายเอ๋ย" เซี่ยงเจียงพูดถึงตรงนี้ ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น พลางจับแขนของเผยลั่วไป๋แน่น "ข้าเดินผิดทางเสียแล้ว!"


   เมื่อเขาตื่นเต้น เขาก็เริ่มไออย่างรุนแรง ดูเหมือนว่าเขากำลังจะไอจนหมดสติ


   เยี่ยหลิงหลงและฮวาซือฉิงรีบเข้าไปหา เพื่อให้โอสถ และส่งพลังวิญญาณช่วยให้เขาฟื้นตัว


   เสียงเฮือกหนึ่งดังขึ้น เซี่ยงเจียงมองไปที่เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆ เขาเบิกตากว้างและถามว่า "พวกเขาคือสหายร่วมสำนักที่เจ้าตามหามาตลอดใช่หรือไม่? เจ้า... เจ้าพบพวกเขาแล้วหรือ?"


   "ใช่ ข้าพบพวกเขาแล้ว" เผยลั่วไป๋ตอบ


   "ไม่แปลกเลยที่เจ้าถอดหน้ากากออกแล้ว ดีจริงๆ ดีมากเลย" เซี่ยงเจียงพยักหน้าพลางร้องไห้


   "เจ้าไม่ได้เดินผิดทางเหมือนข้า เจ้ายืนหยัดจนถึงที่สุด เจ้าได้สิ่งที่เจ้าต้องการ ดีมาก! สิ่งที่ข้าทำไม่สำเร็จ เจ้าทำสำเร็จแล้ว เจ้าทำได้แล้วสินะ!"


   เมื่อเขาพูดมาถึงตรงนี้ น้ำตาของเขาก็ไหลลงมาตามร่องริ้วรอยบนใบหน้า จนเต็มใบหน้าที่ซูบซีด แม้แต่เสียงพูดก็สะอื้นไปหมด


   "เกิดอะไรขึ้นกันแน่?" เผยลั่วไป๋ถาม


   "หากว่าเจ้าต้องการความช่วยเหลือ ข้าสามารถช่วยเจ้าได้"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เซี่ยงเจียงที่กำลังตื่นเต้น ก็พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง


   ดวงตาของเขามองไปที่ม่านเตียงที่สกปรก แล้วค่อยๆเล่าทุกอย่างออกมา


   "เจ้าก็รู้ ในตอนนั้นข้าก็เหมือนเจ้า ใจปรารถนา แต่ไม่ได้ดั่งใจ ด้วยเหตุนี้ข้าจึงทุกข์ทรมานมาก"


   เผยลั่วไป๋พยักหน้า ในช่วงปีที่เลยผ่านนั้น มีข่าวร้ายมาถึงอย่างต่อเนื่อง เขาจมอยู่ในความทุกข์และการตำหนิตัวเองอย่างแท้จริง


   "ข้าไม่สามารถทนต่อความเจ็บปวดนี้ได้อีกต่อไป ในความสับสนและความเกลียดชังตัวเอง ข้าเลือกที่จะไปที่ต้นเซียงซือ"


   เมื่อได้ยินคำว่าต้นเซียงซือสามคำนี้ คนอื่นๆก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที


   ดังนั้น เขาคือเหยื่อของต้นเซียงซือหรือ?


   "ที่นั่น ข้าได้รับความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ข้าเหมือนได้พบกับตัวเองที่เคยเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในอดีต ได้รับทุกสิ่งที่ข้าไม่สามารถได้รับในความเป็นจริง


   ครั้งแรกที่ข้าไป ข้าบอกกับตัวเองว่า ข้าจะลองดูสักครั้ง ขอลองแค่ครั้งเดียวแล้วกลับมา เพราะอย่างไรเสีย ตอนนั้นข้าก็แย่มากอยู่แล้ว ลองสักครั้งจะเป็นอะไรไป? บางทีอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็เป็นได้


   แต่หลังจากที่ข้ากลับมา ข้าเปลี่ยนไปจริงๆ ตอนนั้นข้าตกอยู่ในความหดหู่ ความตั้งใจของข้าค่อยๆเสื่อมถอยลง แต่หลังจากได้รับความสุขชั่วคราวครั้งนั้น ทัศนคติและความคิด จิตใจของข้าก็ค่อยๆดีขึ้น


   ข้าเหมือนได้เห็นความหวังของตนเองอีกครั้ง ข้าเริ่มฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง ข้าออกไปฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ข้าได้พลังกลับคืนมา ข้าดีขึ้นกว่าหน้านี้มากจริงๆ"


   เมื่อพูดถึงตรงนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยงเจียงค่อยๆหายไป เขายิ้มขมขื่นและส่ายหัว


   "แต่ความเป็นจริงนั้น มันช่างยากลำบากเหลือเกิน ตอนแรกข้าเต็มไปด้วยความมั่นใจว่าข้าจะทำได้อีกครั้ง แต่สุดท้ายข้าก็ได้รับความพ่ายแพ้อีก ความล้มเหลวครั้งนี้ทำให้ข้าตกอยู่ในสภาพที่แย่กว่าเดิม


   เพราะข้าเชื่อสุดหัวใจว่าข้าทำได้ แต่ความจริงกลับเป็นว่าข้ายังทำไม่ได้ ความล้มเหลวอันใหญ่หลวงนี้ เหมือนกำปั้นอันทรงพลัง ทุบทำลายความคาดหวังทั้งหมดของข้าจนแหลกละเอียด


   เพื่อหาความมุ่งมั่นกลับคืนมา ข้าจึงไปที่ต้นเซียงซืออีกครั้ง


   ทุกครั้งที่ไปที่ต้นเซียงซือ ข้าบอกตัวเองเสมอว่านั่นเป็นครั้งสุดท้าย ข้าเพียงต้องการหาความรู้สึกดีๆกลับคืนมา และข้าจำเป็นต้องจัดการกับอารมณ์ให้เรียบร้อย แล้วข้าจะจากไป ข้าจะไม่หมกมุ่นกับมัน”


   "ข้าเพียงใช้มันเพื่อทำให้ตัวเองดีขึ้น ข้าจะไม่มีวันกลายเป็นทาสของมัน"


   เมื่อพูดถึงตรงนี้ เซี่ยงเจียงก็หัวเราะอย่างขมขื่นอีกครั้ง หัวเราะไปหัวเราะมา เขาก็อดร้องไห้ออกมาไม่ได้


   "ข้ามั่นใจเต็มที่ ว่าข้าสามารถควบคุมตนเองได้ แต่ไม่คิดว่า ข้าควบคุมมันไม่ได้เลย! ทุกครั้งที่ข้าพบกับความผิดหวังในโลกแห่งความจริง ข้าก็ไปที่นั่นอีกทันที!


   แม้ว่าทุกครั้ง ข้าจะได้ความสุขและความมั่นใจกลับคืนมาจริงๆ แต่เมื่อพบกับความผิดหวังครั้งต่อไป ข้ากลับพังทลายหนักกว่าครั้งก่อนทุกที"


   "ดังนั้น ในช่วงไม่กี่ปีนี้ ข้าจึงวนเวียน เฝ้าครุ่นคิด และสงสัยในตัวเอง ข้าพยายามที่จะเรียกความมั่นใจกลับคืนมา ข้าเดินวนไปวนมา พยายามดิ้นรนหลุดพ้น และสุดท้าย..."


   เสียงร้องไห้ของเซี่ยงเจียงดังมาก ชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่ง สามารถร้องไห้ต่อหน้าผู้คนมากมายได้ขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ของเขาพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว เจตจำนงของเขา ถูกบดขยี้จนไม่เหลืออะไรเลย


   ราวกับเขาได้ย้อนกลับไปสู่วัยเด็ก ช่วงเวลาที่เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ เรื่องเล็กน้อยนี้ ทำให้ชีวิตเขาพังทลายและร้องไห้เหมือนเด็กน้อยคนหนึ่ง


   "สุดท้ายข้าก็มีสภาพน่าเกลียดเช่นนี้! ต้นเซียงซือดูดพลังปราณของข้าไป ทำลายร่างกายข้า และทำลายจิตใจข้าด้วย


   ตอนนี้ ข้าไม่มีแรงจะลุกขึ้นยืนแล้ว ข้าไม่เพียงแต่ทำสิ่งที่ต้องการในโลกความจริงไม่สำเร็จ แม้แต่พลังที่จะกลับไปหาต้นเซียงซืออีกครั้ง ข้าก็ไม่มีมันอีกแล้ว!


   ข้าได้แต่อยู่ในโลกแห่งความจริงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความเจ็บปวดนี้ และข้าต้องค่อยๆมองชีวิตของข้าเลือนหายไปทีละน้อย มองตัวเองที่ไร้ความสามารถและต่ำต้อย เสียใจกับการเลือกในอดีตของตนเอง


   ข้าเลือกผิดไปเสียแล้ว!


   ทั้งหมดเป็นเพราะต้นเซียงซือนั่น! เยี่ยอิง เจ้าอย่าได้แตะต้องมันเด็ดขาด มันมีพิษจริงๆนะ มันร้ายกาจมาก!"


   เซี่ยงเจียงกุมมือของเยี่ยอิงแน่น นิ้วมือที่แห้งเหี่ยวพร้อมเล็บยาวๆข่วนผิวของเผยลั่วไป๋จนเป็นรอยแดง


   "เจ้าได้พบพี่น้องร่วมสำนักของเจ้าแล้ว เจ้ารีบพาพวกเขาออกไปจากที่นี่เสีย ต้องพาออกไปจากเมืองอวี่ซานี่! ตราบใดที่ยังมีต้นเซียงซือ เมืองอวี่ซาจะต้องพินาศในไม่ช้า! มันจะต้องพินาศอย่างแน่.นอน!"


   เสียงตะโกนของเซี่ยงเจียงนั้น ดังขึ้นอย่างสิ้นหวัง ทั้งร่างของเขาตื่นเต้นจนแทบจะหมดสติไป


   เยี่ยหลิงหลงและฮวาซือฉิงรีบเดินไปข้างกายเขาและลงมือช่วยเหลืออีกครั้ง


   พยุงร่างของเขาให้มั่นคง


   แต่พวกนางไม่อาจควบคุมอารมณ์ของเขาได้ เขายังคงร้องไห้อย่างสิ้นหวัง ทั้งร้องไห้ทั้งกระชากตัวศิษย์พี่ใหญ่


   เมื่อเห็นเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงต้องเลือกใช้พลังจิตวิญญาณบุกรุกเข้าไปในสมุทรวิญญาณของเขา บังคับให้เขาสงบลง


   โชคดีที่พลังจิตวิญญาณของเยี่ยหลิงหลง ได้รับการฝึกฝนมาหลายครั้ง ตั้งแต่อยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนาง


   แม้ว่าสมุทรวิญญาณของเซี่ยงเจียงจะสับสนวุ่นวาย แต่พลังจิตวิญญาณของเยี่ยหลิงหลงก็แข็งแกร่งเพียงพอ


   ไม่นาน อารมณ์ของเซี่ยงเจียงก็ค่อยๆสงบลง


   เสียงร้องไห้เบาลง จนในที่สุดก็หยุดร้องไห้ เหลือเพียงเสียงสะอื้นที่ควบคุมไม่ได้


   "เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกข้าจะช่วยเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย"



บทที่ 1260: นั่นคือทางเลือกที่เหมาะสมกับข้าที่สุด



   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ เซี่ยงเจียงเงยหน้าขึ้นมองนาง


   "เจ้าจะช่วยข้าได้อย่างไร?"


   "ข้าจะพาเจ้าไปใต้ต้นเซียงซือ ให้เจ้าได้เดินทางช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความสุข"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ เซี่ยงเจียงก็ชะงักไป สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยน ขณะที่คิ้วของเผยลั่วไป๋พลันขมวดเข้าหากัน


   ข้อเสนอแบบนี้ มันต่างอะไรกับการบอกให้คนไปตาย?


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เขายังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ได้ถูกต้นเซียงซือดูดเอาชีวิตไปจนหมด เขายังมีทางรอดอยู่นะ" เผยลั่วไป๋กล่าว


   หลังจากที่เขาพูดจบ เซี่ยงเจียงก็พยักหน้าตาม


   เขาเองก็ไม่ได้อยากตาย จริงๆแล้วเขาไม่ได้อยากตายเลย


   "ใช่! ข้ายังมีทางรอด! ข้าไม่อยากตาย! พวกท่านได้โปรดช่วยข้าด้วย!"


   "เจ้าต้องการให้พวกข้าช่วยเจ้าอย่างไร? ร่างกายของเจ้าเหมือนตะเกียงที่น้ำมันหมดแล้ว เจ้าถูกดูดพลังจนหมดสิ้นแล้ว เจ้าอาจไม่ได้บาดเจ็บสาหัส แต่ร่างกายที่เน่าเปื่อยเช่นนี้ จะให้ช่วยได้อย่างไร?"


   เซี่ยงเจียงเบิกตากว้าง อารมณ์ของเขาค่อยๆเริ่มปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้ง


   แม้แต่เผยลั่วไป๋ก็รู้สึกว่าศิษย์น้องหญิงเล็กทำเช่นนี้ ช่างดูโหดร้ายเกินไปหรือไม่? ถึงแม้นี่จะเป็นความจริง แต่การบังคับให้เขาเผชิญหน้ากับความจริงในเวลานี้


   มันไม่เท่ากับกระตุ้นให้เขาใจสลายไปมากกว่านี้หรอกหรือ?


   เป็นไปตามคาด เซี่ยงเจียงสั่นไปทั้งร่าง ดูเหมือนว่าเขากำลังจะมีอาการอีกครั้ง แต่เพียงแค่เขาเริ่มมีท่าทีเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ใช้พลังจิตวิญญาณ กดเขาไว้อย่างแรง และบังคับให้เขาฟังนางพูดต่อไป


   "ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากยอมรับความจริงนี้ เจ้าจึงรู้สึกทุกข์ทรมาน เจ้าหลงใหลในความงดงามของความฝันใต้ต้นเซียงซือ แต่เจ้าก็ไม่อยากสละชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ไป


   แต่ในโลกนี้ มีใครบ้างที่จะได้ทั้งสองอย่างมา? เจ้ารู้ดีว่าต้นเซียงซือจะดูดพลังวิญญาณของเจ้า และค่อยๆกัดกร่อนชีวิตของเจ้าไปทีละน้อย แต่เจ้าก็ยังไป นี่ไม่ใช่การเลือกของเจ้าเองหรอกหรือ?


   เส้นทางที่เจ้าเลือกเอง ไม่มีใครบังคับเจ้า เจ้าจะให้พวกข้าช่วยเจ้าอย่างไร?


   เจ้าไม่สามารถเผชิญหน้ากับความล้มเหลวในโลกแห่งความเป็นจริงได้ ด้วยเหตุนี้เจ้าจึงเลือกไปที่ต้นเซียงซือ


   เหมือนกับที่ตอนนี้ เจ้าไม่สามารถยอมรับได้ว่าตัวเองไม่มีทางรอดแล้ว เจ้าไม่เต็มใจที่จะไปใช้ช่วงเวลาสุดท้ายอย่างมีความสุขใต้ต้นเซียงซือ


   เจ้าหลบหนีมาตั้งแต่เริ่มต้น เจ้าหนีมาทั้งชีวิต ตอนนี้เจ้ากำลังจะเดินไปถึงจุดสิ้นสุดแล้ว เจ้ายังจะหนีอีกหรือ?"


   เซี่ยงเจียงเบิกตากว้าง มองที่เยี่ยหลิงหลง


   คราวนี้เขาไม่ได้ตื่นเต้น เขาไม่ได้แตกสลาย ประกายชีวิตและอารมณ์ในดวงตาของเขาเหมือนกับไฟ ที่เจอฝนห่าใหญ่ มันค่อยๆดับมอดลง


   ครั้งนี้ ไม่ใช่เยี่ยหลิงหลงที่กดอารมณ์ของเขาไว้ แต่เป็นตัวเขาเองที่ควบคุมมันไว้ได้ เพราะเขาไม่ได้หวังอะไรอีกแล้ว เขาไม่ดิ้นรนอีกต่อไป เขายอมรับมันแล้ว ดูเหมือนว่าหัวใจของเขาจะตายด้านไปแล้ว


   "ท่านพูดถูก ไม่ใช่ต้นเซียงซือที่ผิด แต่เป็นข้าเองที่เลือกผิด" เซี่ยงเจียงยิ้มขื่น "ไม่มีใครบังคับข้า ข้าเองที่อยากไป สถานการณ์ของต้นเซียงซือในเมืองอวี่ซา ไม่มีใครไม่รู้ มันไม่เคยบังคับใคร ทุกอย่างล้วนเป็นความสมัครใจทั้งสิ้น"


   หลังจากพูดจบ เซี่ยงเจียงก็เงียบไปพักใหญ่ ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง


   "ข้ารู้สึกว่าตัวเองดีขึ้นมาก ข้าเหมือนจะปล่อยวางได้แล้ว ยอมรับมันแล้ว และรู้สึกโล่งใจ"


   เซี่ยงเจียงส่ายหน้าพลางยิ้ม


   "การยอมรับความล้มเหลวของตัวเอง ช่างยากเย็นเหลือเกิน ยากถึงขนาดที่ข้าต้องใช้ชีวิตนี้เป็นเดิมพัน ข้าช่างอ่อนแอเหลือเกิน"


   "ขออภัย เมื่อครู่ข้าไม่สุภาพกับเจ้า แต่..." เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ


   "ก่อนที่จุดสิ้นสุดของชีวิตจะมาถึง ครั้งสุดท้าย จงปฏิบัติต่อตัวเองให้ดีเถิด ในเมื่อเจ้าใช้ชีวิตผิดพลาดมามากมายแล้ว ก็ผิดให้ถึงที่สุดเลย อย่างน้อยมันก็ทำให้เจ้ามีความสุขมากกว่าการดิ้นรนเช่นนี้"


   เซี่ยงเจียงห้มหน้าลง


   "เจ้าพูดถูก หากเมื่อครู่ข้าไม่ได้ฟังสิ่งที่เจ้าพูดอย่างใจเย็น ข้าคงคิดไม่ได้ เยี่ยอิง ศิษย์น้องหญิงเล็กของเจ้าช่างเป็นคนดีจริงๆ"


   "ข้าขอโทษด้วย ความหุนหันของนางเมื่อครู่นี้ไม่เหมาะสมเอาเสียเลย แต่ข้าก็ยังอยากเตือนให้เจ้าคิดให้ดี จริงๆแล้วเจ้าต้องการไปที่ต้นเซียงซือจริงๆหรือ ?"


   เยี่ยอิงขมวดคิ้ว ที่จริงเขาไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้


   ไม่ว่าเรื่องจะยากแค่ไหน ก็ย่อมมีทางออก หากว่ายอมแพ้ก็จะไม่เหลืออะไรเลย


   "เจ้าไม่เข้าใจการเลือกนี้ และไม่เห็นด้วย ใช่หรือไม่?"


   "ใช่"


   "เพราะเจ้ากับข้าเป็นคนที่แตกต่างกัน หากข้ามีจิตใจเช่นเจ้า ข้าก็คงไม่ไปที่ใต้ต้นเซียงซือแต่แรก และด้วยเหตุนี้ ความมุ่งมั่นและดื้อรั้นของเจ้า ทำให้เจ้าประสบความสำเร็จในการค้นหาเพื่อนร่วมสำนักของเจ้า ส่วนข้า..."


   เขาหัวเราะเยาะ


   "ข้าไม่มีทั้งความมุ่งมั่นและความสามารถ แล้วจะหวังให้สวรรค์ช่วยข้าประสบความสำเร็จได้อย่างไร? เยี่ยอิง ทุกคนล้วนแตกต่างกัน การเลือกที่ศิษย์น้องหญิงเล็กทำให้ข้า เจ้าอาจไม่เข้าใจ แต่นั่นคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับข้า


   ข้าไม่อยากดิ้นรนอีกแล้ว สิ่งที่ข้าเรียกว่าการดิ้นรน มันไม่ได้ทำให้ข้ามุ่งมั่น มีแต่จะทำให้ข้าจมอยู่ในความเหนื่อยล้าทางจิตใจไม่รู้จบ และสุดท้ายก็ทำให้ตัวเองแตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า


   ตอนนี้ เมื่อข้านึกย้อนกลับไป ข้ายังรู้สึกรังเกียจตัวเองอยู่เลย"


   เผยลั่วไป๋เงียบไป


   เยี่ยหลิงหลงก็ไม่พูดอะไร ในเมื่อเขาได้สติแล้ว ก็ปล่อยให้เขาพูดเองเถอะ


   "อ้อ! ข้ายังไม่ได้ถามเจ้าเลย อยู่ดีๆเจ้ามาหาข้าทำไมหรือ? มีอะไรที่ข้าจะช่วยเจ้าได้ก่อนตายหรือ?"


   "เมื่อคืนข้าไปที่ต้นเซียงซือ"


   เซี่ยงเจียงแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา


   "เจ้าไปได้อย่างไร? เจ้า...เจ้าหลงทางเข้าไปใช่หรือไม่?"


   "ใช่"


   "ข้าเข้าใจแล้ว ทุกครั้งที่เจ้ามาเมืองอวี่ซา เจ้าก็แค่พักเติมเสบียงแล้วก็จากไป ไม่เคยค้างคืนเลยสักครั้ง จึงไม่รู้จักต้นเซียงซือสินะ"


   "แต่เจ้ารู้แล้วมิใช่หรือ? ว่าสิ่งนั้นมีพิษ ทำไมเจ้าถึงกลับมาอีก?"


   "เพราะหญิงสาวที่อยู่ในรถม้า"


   "เจ้าหมายถึงเยว่เมิ่งเหนียงเหนียงรึ?"


   "ใช่! นางมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับศิษย์น้องหญิงของข้ามาก เมื่อคืนข้าเห็นนางแล้วคิดว่าเป็นภาพลวงตา แต่พอคิดอีกที บางทีอาจไม่ใช่ ข้าจึงอยากกลับมาตรวจสอบ ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับต้นเซียงซือเลย ด้วยเหตุนี้ข้าจึงคิดจะมาหาเจ้า"


   เมื่อได้ฟังสถานการณ์นี้ เซี่ยงเจียงก็พยักหน้า


   "เยว่เมิ่งเหนียงเหนียงอยู่ในเมืองอวี่ซามาหลายปีแล้ว ย้อนกลับไป น่าจะเป็นตอนที่..."


   เซี่ยงเจียงหยุดกะทันหัน เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดเป็นเวลานาน


   "ไม่รู้ว่าเป็นเพราะข้ากำลังจะไปไม่รอดแล้วหรือไม่ ข้าถึงไม่รู้ว่านางอยู่ที่นี่มานานเท่าใด ในความทรงจำ นางไม่ได้อยู่ตั้งแต่เมืองอวี่ซาก่อตั้งขึ้น แต่นางก็อยู่ที่นี่มานานมากจริงๆ"


   "ปกตินางเป็นอย่างไรรึ?"


   "ไม่มีใครรู้หรอก ว่าปกตินางเป็นอย่างไร นางไม่เคยปรากฏตัวที่อื่นเลย นางจะปรากฏตัวเฉพาะตอนกลางคืน ยามที่กองไฟลุกโชนเท่านั้น นางคอยชี้นำทุกคนไปยังต้นเซียงซือ


   ไม่มีใครรู้ว่านางชื่ออะไร แม้แต่เยว่เมิ่งเหนียงเหนียงนั้น ก็เป็นเพียงชื่อที่ทุกคนตั้งให้นางเท่านั้น


   นางไม่เคยพูดอะไร ไม่เคยทำอย่างอื่น


   นางแทบจะไม่เหมือนคนที่มีอยู่จริง ทุกวันนางเพียงแค่ชี้นำทุกคนไปยังต้นเซียงซือ และเมื่อทุกคนนั่งสมาธิ นางก็นอนอยู่บนพาหนะรอ


   หลังฟ้าสาง นางจะหายไป และเมื่อนางหายไป ต้นเซียงซือก็จะหยุดโปรยดอกไม้ ทุกคนก็จะจากไป เหลือเพียงคนที่ตั้งใจจะตายเท่านั้น ที่ยังคงอยู่ที่เดิม รอคอยความมืดครั้งต่อไป"


   "มีใครเคยปะทะกับนางหรือไม่?"


   "ไม่มีหรอก แต่เมื่อใดที่มีคนโจมตีนาง นางจะหายตัวไปในยานพาหนะ ไม่มีใครรู้ว่านางไปที่ใด หลายปีมานี้ ก็มีคนไม่น้อยที่มองว่านางเป็นปีศาจ แต่ไม่มีใครสักคนที่สามารถแตะต้องตัวนางได้จริงๆ


   นานวันเข้า ทุกคนก็เกิดความเข้าใจร่วมกันโดยไม่ต้องพูดสิ่งใด ไม่มีใครไปยุ่งกับนาง อยากไปต้นเซียงซือก็ไป ไม่อยากไปก็ไม่ไป ทุกอย่างล้วนเป็นทางเลือกของตัวเอง"


   "แล้วต้นเซียงซือนั้น อยู่ที่นั่นตลอดเวลาเลยหรือ?"


   "ข้าไม่ทราบ มีเพียงตอนที่นางออกมาชี้นำเท่านั้น ทุกคนจึงจะเข้าไปได้ หลังจากฟ้าสางแล้วออกมา ทุกคนก็หาทางเข้าไม่พบอีก"


   เมื่อเซี่ยงเจียงพูดมาถึงตรงนี้ เยี่ยหลิงหลงและอีกสี่คนต่างมองหน้ากันหลายครั้ง


   ดังนั้น เผยลั่วไป๋จึงส่งสัญญาณให้ทุกคนออกไปพูดคุยกัน




จบตอน

Comments