journey ep1261-1270

บทที่ 1261: พวกเจ้าเก่งกันจริงๆ


   หลังจากจัดการเรื่องเซี่ยงเจียงเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ออกจากลานบ้านนั้น แล้วหาที่นั่งในโรงน้ำชา


   "คืนนี้ พวกเจ้ามีแผนอย่างไรบ้าง?" เผยลั่วไป๋ถาม


   "การฝึกฝนของเยว่เมิ่งเหนียงเหนียงไม่สูงนัก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครจับตัวนางได้เลย ข้ารู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับต้นเซียงซือที่อยู่เบื้องหลังนาง" เสิ่นหลีเสียนกล่าว


   "ข้าเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน และพวกเราเองก็ไม่สามารถใช้กำลังได้ เพราะมีคนอยู่ใต้ต้นเซียงซือมากเกินไป เมื่อวานศิษย์พี่ใหญ่ยังไม่ทันได้ประมือกับเยว่เมิ่งเหนียงเหนียง ก็ถูกผู้คนมากมายเฝ้าระวังแล้ว หากต้องเผชิญหน้ากันจริงๆ คนพวกนั้นจะต้องขัดขวางพวกเราแน่.นอน" มู่เซียวหรานกล่าว


   ฮวาซือฉิงไม่ค่อยมีความคิดเห็นมากนัก นางจึงเพียงแค่นั่งฟังทุกคนพูดอย่างเงียบๆ คอยหาโอกาสดูว่าตนเองจะช่วยอะไรได้บ้างหรือไม่?


   "เวลาที่คนอื่นนั่งสมาธิและเข้าสู่ความฝัน พวกเขาจะไม่รู้ความเคลื่อนไหวภายนอก ใช้เราสามารถประโยชน์จากจุดนี้ ศึกษาสถานการณ์ใต้ต้นเซียงซือก่อนได้"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็หยิบกระดาษและพู่กันออกมาจากแหวนมิติของนาง จากนั้นก็วาดแผนผังออกมาอย่างรวดเร็ว แสดงสภาพใต้ต้นเซียงซือ


   "ข้าเห็นด้วยกับความเห็นของศิษย์พี่รอง การที่จับตัวนางไม่ได้ พื้นฐานแล้วเป็นเพราะต้นเซียงซือนั่นจริงๆ นางมีความเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดกับต้นเซียงซือมาก แม้กระทั่งตัวนางเอง ก็อาจซ่อนอยู่ในต้นเซียงซือนี้ก็เป็นได้"


   เยี่ยหลิงหลงชี้ไปที่ตำแหน่งของที่นั่ง และต้นเซียงซือบนแผนผัง


   "พวกท่านดูตำแหน่งที่นั่งของนางสิ นกสีฟ้าแปดตัวบนที่นั่งของนาง กับตำแหน่งนี้บนต้นเซียงซือ มันเข้ากันได้พอดีใช่หรือไม่? ตรงนี้มีร่องบุ๋มพอดี ถ้าตรงนี้มีทางเข้า นางก็สามารถเข้าไปได้ไม่ใช่หรือ?"


   คนอื่นๆเห็นดังนั้น ก็พยักหน้า


   สมกับเป็นศิษย์น้องหญิงเล็ก นางสามารถจำได้ทุกอย่างที่เห็น แม้แต่ลำต้นของต้นเซียงซือ นางก็ยังจำได้อย่างชัดเจน และวาดได้อย่างละเอียด


   "ดังนั้นคืนนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดีเล่า?"


   "อย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่นเลยเจ้าค่ะ พวกเราเข้าไปสังเกตการณ์ก่อน จากนั้นข้าจะหาจุดวางค่ายกลเพื่อเตรียมพร้อมอีกที หลังจากที่พวกเราได้ข้อมูลมากขึ้น พรุ่งนี้ค่อยวางแผนละเอียดอีกครั้ง แล้วค่อยลงมือก็ยังไม่สาย จะได้จับตัวนางในคราวเดียวเลย" เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ คนอื่นๆต่างพยักหน้า นี่เป็นวิธีที่มั่นคงที่สุดจริงๆ


   พวกเขาต่างรอกันมาหลายปี รออีกสักคืนคงไม่เป็นไร


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้ามีคำถาม"


   ระหว่างที่ทุกคนปรึกษากัน ฮวาซือฉิงแทบไม่เคยเอ่ยปาก ทุกคนจึงหันไปมองนางทันที


   "พวกเจ้าเห็นคนในรถม้าเมื่อคืนเป็นศิษย์พี่หญิงรองจริงๆหรือ?"


   "ข้ามั่นใจว่าคนที่ข้าเห็นคือนาง แต่จะเป็นภาพลวงตาหรือไม่ ข้าไม่อาจยืนยันได้" เยี่ยหลิงหลงตอบ


   "ข้าก็เช่นกัน" เผยลั่วไป๋กล่าว


   "ถ้าอย่างนั้น นางก็ควรจะเห็นพวกเจ้าด้วยมิใช่หรือ? พวกเจ้าไม่ได้สวมหน้ากากแล้วนี่ แล้วทำไมนางถึงจำพวกเจ้าไม่ได้?" หลังจากฮวาซือฉิงถาม เผยลั่วไป๋และเยี่ยหลิงหลงต่างอึ้งไปชั่วขณะ


   ทั้งสองคนนึกย้อนถึงเหตุการณ์ตอนนั้นอย่างละเอียด


   "ตอนที่นางเห็นข้ากับศิษย์พี่ใหญ่ สีหน้าของนางดูตึงเครียดไม่น้อย นอกจากนั้น ก็ไม่มีความประหลาดใจ ไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีความรู้สึกคุ้นเคยแม้แต่น้อย ราวกับว่านางไม่รู้จักพวกเราเลยเจ้าค่ะ" เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   คราวนี้ทุกคนต่างเงียบลงอีกครั้ง


   หากเป็นเคอซินหลานจริง นางไม่มีทางไม่จำพวกเขา แม้จะแกล้งทำเป็นไม่รู้จัก แต่ปฏิกิริยาแรกของนางก็ไม่ควรเป็นเช่นนี้


   ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูง ว่านี่เป็นเพียงภาพลวงตา


   โอกาสที่การกระทำของพวกเขาจะไม่เกิดผลนั้น สูงมากทีเดียว


   เผยลั่วไป๋กล่าวว่า "ไม่เป็นไร คืนนี้ยืนยันก่อน หากไม่ใช่ พวกเราก็จากไป ก็ไม่เสียหายอะไรหรอก"


   คนอื่นๆพยักหน้า ลดความคาดหวังสำหรับการปฏิบัติการคืนนี้ลง หากไม่ใช่ก็ไม่จำเป็นต้องผิดหวัง แต่ถ้าหากใช่ ก็ดำเนินการตามแผนของศิษย์น้องหญิงเล็ก


   หลังจากตัดสินใจแล้ว พวกเขาก็เดินเที่ยวในเมืองอวี่ซาอีกวัน


   เมืองอวี่ซามีของแปลกประหลาดมากมาย แต่ไม่สามารถทำการค้าขนาดใหญ่ใดใดได้


   ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงและฮวาซือฉิงนั้น แม้จะมีทรัพยากรมากมาย แต่ก็ไม่มีทางขายได้ราคาดี เพื่อซื้อสิ่งที่พวกนางต้องการ


   พวกนางจึงหันไปมองเผยลั่วไป๋ ผู้เป็นมือสังหารมาหลายปี เขามีทรัพย์สินมากที่สุด รวยที่สุด พวกนางจึงรีดเงินก้อนใหญ่จากเขา และเริ่มเปิดโหมดซื้อของกันอย่างบ้าคลั่ง


   หลังจากซื้อของทั้งวัน งานเลี้ยงรอบกองไฟคืนใหม่ ก็เริ่มขึ้นในที่สุด


   เผยลั่วไป๋พาเซียงเจียงออกมาจากกระท่อมเก่าๆ แบกเขาไปร่วมงานเลี้ยงกองไฟ


   เหมือนเมื่อคืน งานเลี้ยงกองไฟคราวนี้คึกคักมาก ทุกคนต่างกระตือรือร้น ไม่นานนกสีฟ้าแปดตัว ก็แบกยานพาหนะออกมา


   บนยานพาหนะมีหญิงสาวนอนอยู่ เมื่อนางผ่านมา ทุกคนยังคงมองไม่เห็นใบหน้าของนางชัดเจน แต่สามารถมองเห็นดวงตาทั้งสองของนางได้


   หลังจากสบตากันครั้งนี้ พวกเขาก็เข้าสู่สภาวะภาพลวงตารอบใหม่


   ในตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงได้ยินเสียงหายใจ ดังมาจากทางฝั่งของเผยลั่วไป๋


   "เกิดอะไรขึ้นหรือศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเห็นใครหรือ" เยี่ยหลิงหลงถามอย่างสงสัย


   "เจ้าอาจจะไม่เชื่อ ข้าเห็นเจ้าสำนักคุนอู๋เฉิง" เผยลั่วไป๋ตอบ


   "ข้าก็..." ฮวาซือฉิงเอ่ยอย่างตกใจ "ข้าก็เห็นเจ้าสำนักเจ็ดดาราเช่นกัน!"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า


   "ข้าว่าแล้ว ว่าเหตุใดข้าถึงเห็นอาจารย์เหลวไหลของข้า ที่แท้เมื่อคืนข้าเห็นคนรุ่นเดียวกัน คืนนี้เปลี่ยนเป็นคนรุ่นเก่าแล้ว ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ"


   "แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ประมุขพันธมิตรคงไม่นับว่าเป็นคนแก่หรอกนะ" มู่เซียวหรานกล่าว


   "เขาเล่นกับพวกคนแก่ทุกวัน ต้องนับเป็นรุ่นคนแก่พวกนั้นสิ" เยี่ยหลิงหลงพูดจบแล้วก็ถาม


   "แล้วศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่ห้าล่ะ พวกท่านสองคนเห็นใครหรือไม่?"


   พวกเขาเห็นได้ชัด ว่าเสิ่นหลีเสียนหัวเราะเบาๆ


   "ข้าไม่เห็นใครเลย"


   มู่เซียวหรานก้าวไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิใจ


   "ข้าก็เช่นกัน พวกเราเพิ่งหลบการสบตากับนาง ประสบความสำเร็จในการหลีกเลี่ยงการเข้าสู่สภาวะภาพลวงตา"


   เยี่ยหลิงหลงเลิกคิ้ว


   "พวกท่านนี่เก่งจริงๆ"


   "ข้าคิดว่า หากพวกเราไม่ได้อยู่ในสภาวะภาพลวงตา เมื่อเข้าใกล้ยานพาหนะแล้วมองดู พวกเราก็จะไม่เห็นอะไรผิดพลาดไป" เสิ่นหลีเสียนกล่าว


   "แล้วทำไมพวกเจ้าไม่บอกล่วงหน้าสักคำ?" เผยลั่วไป๋ถาม


   "คิดได้กะทันหัน ข้าแจ้งทันแค่ศิษย์พี่รองเท่านั้น" มู่เซียวหรานกล่าว


   "ก็ได้ เช่นนั้นพวกเราไปต้นเซียงซือกันเถอะ"


   เผยลั่วไป๋พูดจบ ก็แบกเซี่ยงเจียงเดินนำหน้าไปก่อน ส่วนคนอื่นๆรีบตามไปอย่างรวดเร็ว


   เส้นทางเหมือนกับเมื่อวานไม่มีผิด พวกเขาเดินมาถึงทางเข้าที่รากไม้เปิดช่องไว้อย่างรวดเร็ว


   เผยลั่วไป๋กำลังจะเดินเข้าไป จู่ๆแขนเสื้อก็ถูกคว้าไว้ เขาหันกลับไปมองเห็นเสิ่นหลีเสียนที่มีสีหน้าตกใจ


   "เป็นอะไร?"


   "ศิษย์พี่ใหญ่ ตรงนี้ไม่มีทางนี่"


   เมื่อเขาพูดจบ เยี่ยหลิงหลงและฮวาซือฉิงหันกลับมามองเขาทันที


   "ศิษย์พี่รอง ถ้าที่นี่ไม่มีทาง แล้วคนพวกนั้นเข้าไปได้อย่างไร?"


   เสิ่นหลีเสียนมองอย่างจริงจัง พวกเขาเดินไปเรื่อยๆแล้วก็หายไป


   หมายความว่าที่นี่คือทางเข้าโพรงไม้ใช่หรือไม่?


   "ข้าก็… ไม่เห็นทางเหมือนกัน" มู่เซียวหรานกล่าว "ข้าเห็นแค่พวกเขาหายไปทีละคน"


   ตอนนี้พวกเขาเข้าใจแล้ว คนที่ไม่ได้อยู่ในสภาวะภาพลวงตา จะมองไม่เห็นทางเข้าโพรงไม้นี้


   "เช่นนั้นพวกเจ้าก็แค่เดินตามไปก็พอ" เยี่ยหลิงหลงชี้ไป


   "นั่นไง ตำแหน่งนั้น เดินเข้าไปสิเจ้าคะ"



บทที่ 1262: เป็นเทพผู้พิทักษ์ประตูก็ต้องทำหน้าที่ให้สมกับตำแหน่ง



   เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานก้าวไปข้างหน้า กำลังจะเดินเข้าไป ทว่าพลันได้ยินเสียง "ตึง!" พวกเขากระแทกเข้ากับรากไม้ที่หนาแน่นอย่างจัง รีบถอยกลับออกมาทันที


   “ศิษย์น้องหญิงเล็กที่นี่ไม่มีทางไปนี่นา”


   “ตรงนั้นย่อมไม่มีทางสิ ทางนี้ต่างหาก” เยี่ยหลิงหลงชี้ไปอีกทิศทางหนึ่ง


   ทิศทางที่เยี่ยหลิงหลงชี้แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง


   นี่มันอะไรกัน ศิษย์น้องหญิงเล็กมาล้อเล่นอะไรกับพวกเขาในเวลาเช่นนี้?


   “เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นทางนี้?”


   “ใช่แล้ว”


   “เจ้าคงไม่ได้หลอกข้าอีกนะ?”


   “ข้าไม่ได้หลอกท่านสักหน่อย เมื่อครู่ข้าก็ชี้แล้ว เป็นท่านเองที่เดินไปผิดทาง”


...…


   เสิ่นหลีเสียนไม่โต้เถียงกับนาง เขาเพียงเงียบๆเดินไปอีกครั้ง ผลลัพธ์ยังคงเหมือนครั้งแรก ชนเข้ากับรากไม้อีกจนได้


   “ศิษย์พี่รองท่านชนรากไม้อีกแล้วหรือ? อยู่ตรงนี้ต่างหาก ตรงนี้! มองไม่เห็นโพรงไม้หรือว่า…ท่านมองไม่เห็นนิ้วข้า?”


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงชี้ไปอีกทิศทางหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิม เสิ่นหลีเสียนถึงกับงุนงงไปหมด


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าแต่ละครั้งที่เจ้าชี้ ทิศทางมันไม่เหมือนกันเลย?”


   “ไม่รู้สิ”


...


   ผ่านเรื่องวุ่นวายนี้ไป เยี่ยหลิงหลงก็เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น


   “เช่นนั้น โพรงไม้นี้มีเพียงคนที่อยู่ในสภาวะภาพมายาเท่านั้นจึงจะมองเห็น? และตำแหน่งของมันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่แต่ละคนมองเห็นด้วยหรือ?”


   เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานตกอยู่ในความเงียบ


   “ถ้าเช่นนั้นก็จบกันแล้ว พวกท่านเข้าไปไม่ได้แล้ว”


   เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานนิ่งอึ้งไปโดยสิ้นเชิง


   “เฝ้าประตูอยู่ข้างนอกเถิด ลำบากเทพพิทักษ์ประตูทั้งสองท่านแล้ว”


   เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง


   “แล้วก็ ขอบคุณศิษย์พี่ห้าที่ไม่คิดจะเตือน ข้าขอเข้าไปก่อนล่ะ”


..…


   สมกับเป็นศิษย์น้องหญิงเล็ก ก่อนไปยังไม่วายปั่นหัวคนอื่น


   และนางก็ทำลายสมาธิของพวกเขาทั้งสองได้สำเร็จ


   มองตามแผ่นหลังของทั้งสามคนที่หายลับไป เสิ่นหลีเสียนถอนหายใจเฮือกหนึ่ง หาที่นั่งลง อดไม่ได้ที่จะเลียนแบบท่าทีประชดประชันของเยี่ยหลิงหลงขึ้นมาประโยคหนึ่ง


   “ศิษย์น้องห้า เสนอความคิดได้ดีจริงๆ”


   “นั่นก็เพราะได้รับความเห็นชอบจากศิษย์พี่รองก่อน ข้าถึงได้วางใจลงมือทำ”


   อยู่กับศิษย์น้องหญิงเล็กทุกวัน ก็แค่พูดจาประชดประชันมิใช่หรือ? ใครบ้างจะทำไม่เป็น?


..…


   ทั้งสองสบตากัน


   ช่างเถอะ


   เป็นเทพพิทักษ์ประตูก็เป็นเทพพิทักษ์ประตู ชายแดนเสียม้า หรือจักมิใช่เรื่องดี


   โชคดีที่เยี่ยหลิงหลงไม่ได้วางแผนจะจับคนในคืนนี้ มิฉะนั้นหากขาดไปสองคน นางคงต้องปรับเปลี่ยนแผนกะทันหัน


   คิดๆดูแล้วก็น่าขัน ศิษย์พี่รองและศิษย์พี่ห้าได้รับการ ‘อบรม’ จากนาง นานๆทีจะคิดหาช่องโหว่หาทางลัดกลับกลายเป็นพุ่งชนเข้ากับทางตัน เสียอย่างนั้น


   ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ข้างนอกได้ตั้งใจเฝ้าประตูดีหรือไม่


   หลังจากหัวเราะแล้ว พวกเขาก็เดินเข้าไปข้างในต่อ


   เมื่อเดินมาถึงใต้ต้นเซียงซือแถวหน้าก็มีคนนั่งอยู่มากมายแล้ว พวกเขาแทบจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เข้ามา


   เผยลั่วไป๋วางเซี่ยงเจียงลงก่อน จัดให้เขาอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างสบาย ช่วยจัดท่าทางให้ เพื่อให้เขาสะดวกในการเข้าสู่สภาวะทำสมาธิ


   ขณะที่เผยลั่วไป๋จัดแจงให้เขาเรียบร้อยและกำลังจะจากไป เขาก็คว้าแขนของเผยลั่วไป๋ไว้ทันที


   “ครั้งนี้เมื่อเข้าสู่ความฝันอีกครั้ง ข้าไม่รู้ว่าจะยังสามารถตื่นขึ้นมาพบเจ้าได้อีกหรือไม่”


   เผยลั่วไป๋ไม่รู้จะทำเช่นไร ได้แต่ตบหลังมือเขาเบาๆ เป็นเชิงให้วางใจ


   “เยี่ยอิงข้ายินดีอย่างยิ่งที่ได้รู้จักเจ้า เจ้าและข้าเคยตกอยู่ในหล่มโคลนเหมือนกัน แต่พวกเราเดินออกมาบนเส้นทางที่แตกต่างกัน”


   เซี่ยงเจียงหัวเราะอย่างขมขื่น “ในอนาคตยังจะมีอุปสรรคอีกมากมายรออยู่เบื้องหน้าเจ้า แต่เจ้าจะต้องผ่านมันไปได้อย่างแน่.นอน พี่น้องเช่นข้าไม่อาจอยู่เป็นเพื่อนได้ ขอลาไปก่อนแล้ว”


   “ปรภพ มีการเวียนว่ายตายเกิด ชาติหน้า…” เผยลั่วไป๋ถอนหายใจ เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร


   “เรื่องของชาติหน้า ก็เอาไว้พูดกันชาติหน้าเถิด บางทีข้าอาจจะไม่กลับมาเหยียบย่างบนเส้นทางฝึกเซียนอีกแล้วก็เป็นได้”


   เซี่ยงเจียงถอดแหวนมิติของตนเองออกมายัดใส่มือของเผยลั่วไป๋


   “เมื่อเทียบกับเจ้าแล้ว ทรัพย์สินในถุงของข้าไม่นับว่ามากมายอะไร แต่นี่คือสมบัติพัสถานทั้งหมดที่ข้าสะสมมาตลอดชีวิตนี้ เจ้าจงนำมันไปด้วย ถือเสียว่านำข้าไปด้วย ข้าเองก็อยากจะขึ้นไปสู่จุดสูงสุดพื่อชมทิวทัศน์ที่นั่นเช่นกัน เจ้าจะต้องไปถึงได้อย่างแน่นอน ใช่หรือไม่?”


   เผยลั่วไป๋กำฝ่ามือแน่น จากนั้นเงยหน้าขึ้นตอบเซี่ยงเจียงอย่างหนักแน่น


   “ใช่”


   “ดี ดี ดี สมกับเป็นเจ้า สมกับเป็นนักฆ่าอันดับหนึ่งของหอซีชวน เยี่ยอิงผู้ไม่เคยพลาดท่า ข้าไม่มีสิ่งใดค้างคาใจอีกแล้ว”


   เซี่ยงเจียงพูดจบก็เข้าสู่สภาวะทำสมาธิทันที ขณะที่หลับตาลง น้ำตาก็ไหลรินจากใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของเขา


   น้ำตายังไม่ทันไหลลงจากแก้มจนหมด ใบหน้าที่เคยด้านชาของเซี่ยงเจียงก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆขึ้นมา


   เผยลั่วไป๋มองดูเขาเช่นนั้น ในใจก็รู้สึกสับสนปนเปเขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง


   การตายเช่นนี้ เขายอมรับไม่ได้จริงๆ แม้แต่น้อยก็ยอมรับไม่ได้ ยอมตายในสมรภูมิก็ยังดีกว่ารอความตายอย่างแน่.นอน


   แต่ศิษย์น้องหญิงเล็กพูดถูก คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในเมื่อเขาเลือกแล้ว ก็จงเคารพการตัดสินใจของเขา


   ขณะที่เผยลั่วไป๋กำลังกล่าวคำอำลาครั้งสุดท้ายกับเซี่ยงเจียง เยี่ยหลิงหลงก็ได้พาฮวาซือฉิงวิ่งไปสำรวจพื้นที่สังเกตการณ์สถานการณ์แล้ว


   ใต้ต้นเซียงซือมีผู้คนล้อมวงอยู่ชั้นแล้วชั้นเล่า แถวหน้าไม่มีที่นั่งว่าง โดยเฉพาะด้านหน้าของเยว่เมิ่งยิ่งนั่งกันอย่างหนาแน่น การจะแสร้งทำเป็นนั่งสมาธิแล้วเดินเข้าไปอยู่ตรงหน้านางนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย


   แต่หากไม่ใช่ตำแหน่งด้านหน้าตรงๆของนางแล้ว การจะเปิดม่านเพื่อมองเห็นนาง หรือจับตัวนางนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้


   โชคดีที่หลังจากทุกคนเข้ามาก็เริ่มนั่งสมาธิเข้าสู่ความฝันกันแล้ว พวกนางสองคนเดินไปเดินมา จึงไม่มีใครสนใจพวกนาง


   ดังนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงตัดสินใจหาจุดตำแหน่งดีๆสักสองสามจุดใต้ต้นเซียงซือก่อน


   ทันทีที่นางล้มเลิกความคิดที่จะมองเยว่เมิ่งจากด้านหน้าเพื่อสืบดูรูปลักษณ์ของนาง และหันไปหาจุดตำแหน่งบนบุษบกภายในม่านแพรบาง เยว่เมิ่งก็ลืมตาขึ้น


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงกำหนดจุดตำแหน่งได้แล้ว ก็เริ่มฝังกระดาษยันต์ลงไป กระดาษยันต์ถูกฝังเรียงกันจากไกลเข้ามาใกล้ ในลักษณะแผ่ออกเป็นรูปทรงปากว้าจากด้านนอกเข้าสู่ด้านใน


   ไม่นาน พวกนางก็ฝังยันต์จากแถวหลังมาถึงแถวหน้า เหลือระยะห่างอีกประมาณสามแถว ก็จะถึงเบื้องหน้าของเยว่เมิ่งแล้ว


   ตอนนี้พื้นที่แคบมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดนผู้อื่น เยี่ยหลิงหลงจึงแปะยันต์ย่อส่วนให้ตัวเอง หลังจากย่อส่วนแล้วก็ฝังกระดาษยันต์เข้าไปข้างในต่อ


   ฝังแถวที่สามเสร็จ ก็ฝังต่อไปยังแถวที่สอง แม้จะมีฮวาซือฉิงคอยดูต้นทางให้อยู่ข้างๆ แต่นางก็ยิ่งระมัดระวังมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้ เคลื่อนไหวเบาลง


   แถวที่สองยังนับว่าปลอดภัย พอถึงตำแหน่งแถวแรกจึงจะถูกสังเกตได้ง่าย เพราะเมื่อวานศิษย์พี่ใหญ่ก็พุ่งเข้าไปลงมือเหนือน่านฟ้าตำแหน่งแถวแรกนี่เอง


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังฝังกระดาษยันต์ในแถวที่สองอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้น มือเรียวงามขาวผ่องขนาดใหญ่ข้างหนึ่งก็ยื่นลงมาจากเบื้องบน ปรากฏอยู่ตรงหน้านาง พลิกมือเพียงครั้งเดียวก็คว้าจับนางไว้ในอุ้งมือ


   เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นทันที นางเห็นใบหน้าของศิษย์พี่หญิงรองเคอซินหลาน เวลานี้นางกำลังมองมาที่ตนอย่างเย็นชา ในแววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร


   หัวใจของเยี่ยหลิงหลงเต้นระรัว นางตะโกนออกไปทันทีในวินาทีแรก “ศิษย์พี่หญิงสี่! ศิษย์พี่ใหญ่!”


   ทว่า นางยังตะโกนไม่ทันจบ ตรงหน้าก็พลันปรากฏดอกเซียงซือ ขนาดมหึมาดอกหนึ่งขึ้น พลังอันมหาศาลดูดนางเข้าไปในใจกลางดอกไม้ของดอกเซียงซือ กลืนกินนางเข้าไปทั้งร่างภายในชั่วพริบตา


   ใต้ต้นเซียงซือ


   ฮวาซือฉิงที่กำลังดูต้นทางอยู่หันกลับมามองอย่างสงสัย มองไปยังศิษย์น้องหญิงเล็กที่ควรจะกำลังฝังกระดาษยันต์อยู่บนพื้น


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เมื่อครู่เจ้าเรียกข้าหรือ?”



บทที่ 1263: นางกลายเป็นของมีตำหนิไปแล้วหรือ?



   เห็นเพียงศิษย์น้องหญิงเล็กที่นั่งยองๆอยู่บนพื้นมิได้เอ่ยคำใด ดูเหมือนจะทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้กับการวางค่ายกล ไม่อาจถูกรบกวนได้


   ดังนั้น ฮวาซือฉิงจึงมิได้เอ่ยคำใดอีก เฝ้ารออยู่ข้างๆอย่างเงียบๆต่อไป


   หลังจากถูกดูดเข้าไปในใจกลางดอกของดอกเซียงซือนั้นแล้ว รอบกายของเยี่ยหลิงหลงก็ถูกห้อมล้อมด้วยของเหลวสีเหลืองอ่อนชั้นหนึ่ง กลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว


   นางพลิกตัวมองไปรอบๆ ถึงได้พบว่าตนเองถูกห่อหุ้มอยู่ภายในหยาดน้ำหวานหยดหนึ่ง กำลังล่องลอยไปยังทิศทางเดียวกันพร้อมกับหยาดน้ำหวานหยดอื่นๆ


   พร้อมกันนั้น นางยังพบว่าหยาดน้ำหวานหยดอื่นๆก็มีบางสิ่งห่อหุ้มอยู่ภายใน เพียงแต่ข้างในนั้นมิใช่คน แต่เป็นพลังชีวิตของมนุษย์


   ต้นเซียงซือดูดกลืนพลังชีวิตของผู้คนที่อยู่ใต้ต้นไปทีละน้อยๆเช่นนี้เอง แล้วจึงส่งทั้งหมดมายังที่นี่ ส่งไปยังใจกลาง


   ขณะนั้น ตำแหน่งใจกลางกำลังส่องแสงระยิบระยับ มองไม่เห็นรูปร่างที่แท้จริงว่าเป็นเช่นไร มีเพียงต้องเหินเข้าไปใกล้กว่านี้จึงจะมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมันได้


   ดังนั้น ในตอนแรกเยี่ยหลิงหลงจึงมิได้ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากหยาดน้ำหวานหยดนี้ นางอยากจะเห็นว่าพลังชีวิตเหล่านี้ถูกนำไปบำรุงเลี้ยงสิ่งใดกันแน่


   ทว่า ในขณะที่หยาดน้ำหวานจำนวนมากกำลังล่องลอยไปยังตำแหน่งใจกลาง หยาดน้ำหวานหยดที่นางอยู่นี้พลันเปลี่ยนทิศทางในตอนที่เข้าใกล้ใจกลาง


   เยี่ยหลิงหลงไม่เข้าใจว่าเหตุใดมันจึงเปลี่ยนทิศทาง


   และในตอนนี้ หลังจากเปลี่ยนทิศทางแล้ว หยาดน้ำหวานที่นางอยู่ก็ยังคงลอยต่อไป แต่มิได้ลอยไปอย่างโดดเดี่ยว


   เพราะในทิศทางเดียวกัน ยังมีหยาดน้ำหวานหยดอื่นๆที่ถูกคัดแยกออกมา ไม่สามารถลอยไปยังใจกลางได้เช่นเดียวกับนาง แต่ต้องลอยไปยังอีกทิศทางหนึ่งแทน


   เยี่ยหลิงหลงสังเกตหยาดน้ำหวานเหล่านี้ที่ถูกเปลี่ยนทิศทางไปพร้อมกันอย่างละเอียด พบว่าข้างในนั้นไม่ว่างเปล่า ก็มีพลังชีวิตที่ถูกปนเปื้อน สรุปแล้ว หยาดน้ำหวานที่ลอยมาทางทิศของนาง ล้วนจัดอยู่ในประเภทของเสีย


..…


   ให้ตายเถอะ ตนเองกลับกลายเป็นของเสียถูกส่งไปจัดการยังอีกที่หนึ่งเสียแล้ว


   ถ้าเป็นเช่นนี้ นางก็ไม่อาจนั่งอยู่ในหยาดน้ำหวานนี้ต่อไปได้แล้ว นางต้องหาทางดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการของหยาดน้ำหวานหยดนี้ให้ได้


   เยี่ยหลิงหลงหยิบหงเยี่ยนออกมาเป็นอันดับแรก สองมือกุมกระบี่ ฟันเข้าใส่หยาดน้ำหวานตรงหน้าอย่างแรง


   การฟันอันดุร้ายนี้ทำให้หยาดน้ำหวานทั้งหยดสั่นสะเทือนขึ้นมา แต่ก็เป็นเพียงแค่การสั่นสะเทือน เพราะหยาดน้ำหวานเป็นของเหลว ส่วนที่ถูกฟันขาดก็สามารถกลับมารวมกันใหม่ได้ตลอดเวลา


   พลังอันแข็งแกร่งทั้งหมดของนาง ล้วนถูกหยาดน้ำหวานอันเหนียวหนืดที่ใช้ความอ่อนสยบความแข็งนี้สลายไปจนหมดสิ้น


   แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ฟันหยาดน้ำหวานให้ขาดไม่ได้ เช่นนั้นก็กินมันเสียเลยมิดีกว่าหรือ?


   รสชาติหอมหวานเช่นนี้ เจาไฉย่อมไม่ชอบเป็นแน่ แต่ไท่จื่อต้องชอบอย่างแน่.นอน ดังนั้นนางจึงเรียกไท่จื่อออกมา


   เป็นไปตามคาด ทันทีที่ไท่จื่อออกมา ได้กลิ่นหอมหวานนี้ก็พลันอ้าปากกว้างอย่างดีใจ ดูดเข้าไปคำใหญ่อย่างแรง คำเดียวไม่พอ ตามด้วยคำที่สอง คำที่สาม


   ไท่จื่อกลืนกินหยาดน้ำหวานทั้งหยดลงท้องไปด้วยท่าทางรวดเร็วปานลมกรด


   หลังจากกลืนกินเสร็จ ยังทำปากขมุบขมิบ แสดงว่ายังอยากกินอีก


   ดังนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงชี้ไปยังทิศทางที่ลำเลียงของเสีย


   “เจ้ากินตามเส้นทางนี้ไปก่อน กินทางนั้นให้หมดก่อนแล้วค่อยมาหาข้า”


   ไท่จื่อพยักหน้ารับ แล้วเหินไปทางนั้น ไล่ตามหยดหนึ่งก็ดูดหยดหนึ่ง เสียงดังซู้ดซ้าด พริบตาเดียวก็กินไปหลายหยด


   เมื่อเห็นไท่จื่อกินอย่างมีความสุข เยี่ยหลิงหลงก็ทำหน้าขบขัน หากเยว่เมิ่งรู้ว่าการกระทำของตนเองไม่ต่างอะไรกับการปล่อยมอดลงในถังข้าวสาร นางคงต้องโมโหจนตายแน่


   แต่เมื่อนึกถึงว่านางมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเป็นศิษย์พี่หญิงรองของตนเอง เยี่ยหลิงหลงก็ยังคงไว้หน้า ไม่ได้ให้ไท่จื่อกินของที่ดีที่สุดโดยตรง


   หลังจากจัดการเรื่องไท่จื่อเรียบร้อยแล้ว นางก็เหินกลับไปยังตำแหน่งใจกลางอีกครั้ง


   ใต้ต้นเซียงซือ


   เยว่เมิ่งขมวดคิ้วแน่น รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง สังหรณ์ใจว่ากำลังจะมีเรื่องเกิดขึ้น


   แต่คนที่เล่นตุกติกคนนั้นก็ถูกนางส่งเข้าไปในต้นเซียงซือแล้ว หยาดน้ำหวานใช้ความอ่อนสยบความแข็ง นอกจากผู้ฝึกตนจะบรรลุถึงขอบเขตพ้นพิบัติแล้ว โดยทั่วไปแม้แต่ผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานก็ยังทำลายไม่ได้ อย่าว่าแต่นางที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการเล็กๆเลย


   ดังนั้น เยว่เมิ่งจึงหลับตาลงอีกครั้ง นอนอยู่บนที่นั่งของนางต่อไป


   นางไม่มีเวลามากนักแล้ว เมื่อคืนถูกขัดจังหวะอย่างจำใจ วันนี้จะเกิดเรื่องวุ่นวายอีกไม่ได้


   นี่ก็เป็นเหตุผลที่นางเพียงแค่จับคน แต่ไม่กลับไปจัดการคน เพราะนางต้องการเร่งเวลารวบรวมพลังชีวิต ไม่อาจหยุดชะงักได้อีกแล้ว


   ขณะนั้น ฮวาซือฉิงที่กำลังดูต้นทางให้เยี่ยหลิงหลงรู้สึกถึงความผิดปกติ นางหันกลับไปมอง พบว่าศิษย์น้องหญิงเล็กยังคงฝังกระดาษยันต์อยู่บนพื้น


   ไม่น่าจะเป็นไปได้ ความเร็วในการฝังกระดาษยันต์ของศิษย์น้องหญิงเล็กรวดเร็วขึ้นทุกครั้ง ครั้งนี้ใช้เวลาเกินกว่าครั้งก่อนไปแล้ว แต่นางกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จสิ้นเลยแม้แต่น้อย


   ดังนั้น นางจึงรีบเดินเข้าไปหาเยี่ยหลิงหลง


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก? เจ้าเสร็จหรือยัง?”


   “ยัง รออีกสักครู่”


   เป็นคำตอบที่ธรรมดาอย่างยิ่ง แต่ฮวาซือฉิงก็ยังคงพบปัญหาในทันทีแรก


   ศิษย์น้องหญิงเล็กเวลาพูดกับนาง ไม่เคยเย็นชาเช่นนี้มาก่อน แม้แต่คำลงท้ายเสริมน้ำเสียงก็ยังไม่มี!


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก?”


   ฮวาซือฉิงกล่าวจบ ยกฝ่ามือขึ้น ตบเข้าไปที่แผ่นหลังของเยี่ยหลิงหลง ผลคือฝ่ามือของนางทะลุผ่านร่างของเยี่ยหลิงหลงไปโดยตรง หลังจากทะลุผ่านไปแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็พลันสลายกลายเป็นความว่างเปล่า หายไปต่อหน้านาง


   เกิดเรื่องแล้ว!


   ฮวาซือฉิงรีบหันกลับไปหาเผยลั่วไป๋ และในอีกด้านหนึ่ง เผยลั่วไป๋ก็กำลังตามหาเยี่ยหลิงหลงและฮวาซือฉิงอยู่เช่นกัน


   เพียงแค่ชั่วขณะที่จัดการเรื่องเซี่ยงเจียง เหตุใดคนทั้งสองจึงหายไปแล้ว?


   ขณะที่เขากำลังตามหาอยู่ พลันมีสิ่งของเล็กๆสิ่งหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาหาเขาด้วยความเร็วสูง และในทันทีแรกที่พุ่งมาถึงตรงหน้าเขาก็เปลี่ยนกลับเป็นขนาดปกติ


   “ศิษย์น้องสี่? ศิษย์น้องหญิงเล็กเล่า?”


   “นางหายไปแล้ว!”


   ฮวาซือฉิงร้อนใจแต่ก็ยังเรียบเรียงความคิดได้ชัดเจน เล่าสถานการณ์ให้เผยลั่วไป๋ฟังหนึ่งรอบ


   “ข้าเดาว่าตอนนั้นเองที่ศิษย์น้องหญิงเล็กถูกลอบทำร้าย นางเรียกข้าจริงๆ แต่เสียงเบาเกินไปข้าจึงไม่แน่ใจ”


   ขณะนั้น สายตาของเผยลั่วไป๋มองไปยังเยว่เมิ่งที่อยู่ใต้ต้นเซียงซือ


   “ตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไร?”


   “เดิมทีไม่ควรจะตีหญ้าให้งูตื่น แต่ตอนนี้ไม่มีวิธีอื่นแล้ว” เผยลั่วไป๋กล่าวกับฮวาซือฉิง “ศิษย์น้องสี่ วางยาพิษ ทำให้คนเหล่านี้สูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปก่อนทั้งหมด อีกสักครู่หากต้องลงมือกับเยว่เมิ่งจริงๆ จะต้องไม่ให้คนเหล่านี้เข้ามาช่วยได้เด็ดขาด”


   “เจ้าค่ะ!”


   ฮวาซือฉิงหยิบขวดสองใบออกมาจากแหวนอย่างรวดเร็ว ขวดหนึ่งเทยาออกมาสองเม็ด นางและเผยลั่วไป๋กลืนลงไปคนละเม็ด


   จากนั้นนางก็เปิดขวดอีกใบหนึ่ง ควันภายในขวดมีกลิ่นหอมเล็กน้อย แต่ภายใต้ต้นเซียงซือที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกลับถูกกลบเกลื่อนได้ง่าย


   ควันในขวดลอยออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เผยลั่วไป๋รู้สึกว่าความเร็วนี้ช้าเกินไป เขาจึงรับขวดมาโดยตรง โยนขวดขึ้นไปกลางอากาศ ทันใดนั้นก็ชักกระบี่คู่กายออกมา ใช้กระบี่เดียวฟันขวดที่อยู่กลางอากาศจนแหลกละเอียด


   ทันทีที่ขวดแตก กลิ่นอายภายในขวดก็พลันฟุ้งกระจายออกมาอย่างรวดเร็ว ภายใต้การแพร่กระจายของเจตจำนงกระบี่ของเขา ในชั่วพริบตาก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณใต้ต้นเซียงซือ รวดเร็วจนไม่มีผู้ใดทันได้ตั้งตัว


   “เจ้าตามหลังข้ามา”


   “เจ้าค่ะ ศิษย์พี่ใหญ่”


   กล่าวจบ เผยลั่วไป๋ก็พาฮวาซือฉิงทั้งสองคนพุ่งตรงไปยังทิศทางของเยว่เมิ่ง


   ในทันทีแรกที่ขวดแตก เยว่เมิ่งก็ได้ยินเสียงแล้ว เมื่อนางลืมตาขึ้น พิษก็ได้แพร่กระจายมาถึงแล้ว นางถึงกับไม่ทันได้ตอบสนองใดๆ


   เมื่อเผยลั่วไป๋ถือกระบี่พุ่งเข้ามาสังหาร สีหน้าของนางก็ตื่นตระหนก รีบมุดเข้าไปในต้นเซียงซือ


   ทว่า นางยังไม่ทันได้มุดเข้าไป เผยลั่วไป๋ที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็พุ่งมาถึงตรงหน้านางในทันทีแรก และใช้พลังวิญญาณอันแข็งแกร่งยิ่งกว่ากดทับลงบนร่างของนาง กดร่างของนางไว้ หยุดยั้งการเคลื่อนไหวของนาง



บทที่ 1264: นางคงกำลังก่อกวนอยู่เป็นแน่



   เมื่อเยว่เมิ่งวิ่งหนี ความฝันอัน.งดงามของทุกคนก็ถูกขัดจังหวะ พวกเขาต่างตื่นขึ้นจากความฝัน


   "ดูสิ! พวกมัน! พวกมันลงมือกับเยว่เมิ่งเหนียงเหนียงอีกแล้ว!"


   "เป็นพวกมันจริงๆด้วย เมื่อคืนยังโกหกอยู่เลยว่าไม่ใช่! เร็ว จับพวกมันเอาไว้!"


   "ถูกต้อง ต้องฆ่าพวกมันให้ได้ ไม่เช่นนั้น...อ๊ะ… เหตุใดข้าจึงขยับไม่ได้ล่ะ?"


   ใต้ต้นเซียงซือเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่ความโกลาหลเช่นนี้ไม่อาจส่งผลกระทบต่อเผยลั่วไป๋และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์การต่อสู้ได้เลยแม้แต่น้อย


   เยว่เมิ่งพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลัง นางเองก็หวังจะหลบหนีจากพันธนาการของเผยลั่วไป๋ก่อนที่เขาจะฆ่านางได้


   อย่างไรก็ตาม เผยลั่วไป๋นั้นนับว่าเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาเขาก็มาถึงตาใจหมายเสียแล้ว กระบี่ยาวจ่อที่ลำคอของเยว่เมิ่งเหนียงเหนียง จากนั้นเขาก็ถามว่า "ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าอยู่ที่ใด?"


   "นางอยู่ในมือข้า หากเจ้ากล้าทำร้ายข้าแม้เพียงนิด ข้าจะเอาคืนจากตัวนางเป็นร้อยเท่า!" เยว่เมิ่งกล่าวเสียงเย็น


   นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเยว่เมิ่งพูด ฮวาซือฉิงเมื่อได้ยินเสียงนี้ ก็ตื่นเต้นรีบก้าวไปข้างหน้าและตะโกน "ศิษย์พี่หญิงรอง! ท่านคือศิษย์พี่หญิงรองจริงๆด้วย! ท่านจำพวกเราไม่ได้แล้วหรือ?"


   เยว่เมิ่งเบนสายตาไปที่ฮวาซือฉิง มุมปากของนางพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา


   "ข้าจำได้แน่ แต่ว่า กระบี่ก็จ่อคอข้าอยู่นี้ เห็นทีพวกเจ้าเองมากกว่าที่ไม่เห็นค่าความผูกพันนี้ก่อน"


   พูดจบ เยว่เมิ่งก็เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กระบี่เล่มงามยาวบาดผิวอันนุ่มนิ่มของนาง ทิ้งรอยแผลเป็นทาง


   เห็นเช่นนี้ เผยลั่วไป๋ก็ผ่อนมือที่ถือกระบี่ลงโดยไม่รู้ตัว เขาดึงมันกลับมาเล็กน้อย


   จากนั้นนางก็ฉวยโอกาสตอนที่เผยลั่วไป๋เก็บกระบี่และผ่อนแรงลง เยว่เมิ่งหัวเราะเย็นชาแล้วใช้แรงทั้งหมดที่มี สลัดกายของตนเองออกมา จากนั้นก็รีบมุดกลับเข้าไปในต้นเซียงซือ


   ความตั้งใจของนางได้ถูกฮวาซือฉิงสังเกตเห็นตั้งแต่แรก


   "ศิษย์พี่ใหญ่ นางกำลังหลอกพวกเรา นางกำลังจะหนีเจ้าค่ะ!"


   เมื่อฮวาซือฉิงร้องเตือน เผยลั่วไป๋ก็รีบใช้มือเปล่าคว้าไปที่เยว่เมิ่ง ในที่สุด เขาก็คว้าขาของนางไว้ ก่อนที่นางจะหลบหนีไปได้สำเร็จ


   การคว้าครั้งนี้ ทำให้เยว่เมิ่งที่กำลังจะหนีเข้าไปในต้นเซียงซือ ได้ลากพวกเขาเข้าไปด้วย


   หลังจากเข้าไปแล้ว ความสามารถทั้งหมดของเยว่เมิ่งก็เพิ่มขึ้น นางหลุดพ้นจากการควบคุมของเผยลั่วไป๋อย่างง่ายดาย ร่างของนางหายไปต่อหน้าพวกเขาในทันที


   คนหายไปแล้ว แต่ยังทิ้งประโยคหนึ่งไว้ก่อนลาจาก


   "พวกเจ้าจงรอคอยความตายเถิด!"


   ภายในต้นเซียงซือที่มืดสนิท เผยลั่วไป๋และฮวาซือฉิงมองไปรอบๆอย่างงุนงง ที่นี่ไม่มีแสงสว่างใดๆเส้นทางเบื้องล่างขรุขระและเต็มไปด้วยหลุมบ่อ


   ดังนั้น พวกเขาจึงนำไข่มุกราตรีออกมาเพื่อส่องสว่าง ในเส้นทางเบื้องล่าง


   "ศิษย์พี่ใหญ่ ข้ามั่นใจว่าเมื่อครู่นี้คือเสียงของศิษย์พี่หญิงรองเป็นแน่ ลักษณะบางอย่างบนร่างกายของนาง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตรงกับศิษย์พี่หญิงรองทั้งสิ้นเลยเจ้าค่ะ"


   "อืม" เผยลั่วไป๋ตอบรับเสียงหนึ่ง


   "ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่บัดนี้ศิษย์พี่หญิงรองคงจำพวกเราไม่ได้แล้วกระมัง" ฮวาซือฉิงพูดอย่างกังวล "ข้าเข้าใจนาง หากนางจำได้จริง นางจะไม่ปฏิบัติกับพวกเราเช่นนี้แน่.นอน"


   เผยลั่วไป๋ตบไหล่ของฮวาซือฉิง


   "อย่ากังวลไปเลย ข้าจะพานางกลับมาอยู่กับพวกเราอย่างปลอดภัยแน่.นอน"


   "แล้วศิษย์น้องหญิงเล็กล่ะ..."


   "เจ้ายิ่งไม่ต้องกังวลเลย" เผยลั่วไป๋หัวเราะพูด "ข้ารู้จักนางดี ยามนี้คงกำลังก่อความวุ่นวายอยู่เป็นแน่"


   "อา..."


   ฮวาซือฉิงอึ้งไป นับว่าศิษย์พี่ใหญ่นั้นพูดถูกแล้ว นั่นคือศิษย์น้องหญิงเล็ก!


   หากมีเพียงศิษย์พี่หญิงรองคนเดียว นางคงทำอะไรศิษย์น้องหญิงเล็กไม่ได้แน่.นอน แต่ที่น่ากลัวก็คือ นางอาจจะไม่ได้อยู่คนเดียวนี่สิ


   "ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเรารีบไปหาศิษย์น้องหญิงเล็กกันเถอะ ต้นเซียงซือนี้ ไม่ใช่อาณาเขตของพวกเรา หากว่าที่นี่ยังมีคนอื่นอีก ศิษย์น้องหญิงเล็กอาจจะตกอยู่ในอันตรายได้เจ้าค่ะ"


   เผยลั่วไป๋พยักหน้า สามารถวางใจได้ แต่ไม่อาจไร้ความระแวดระวัง ถึงอย่างไรเขาก็ยังคงต้องตามหาศิษย์น้องหญิงเล็ก


   ภายใต้แสงของไข่มุกราตรี พวกเขาเริ่มเดินเข้าไปในส่วนลึกของต้นเซียงซือถึง หลังจากเดินไปได้ระยะหนึ่ง พวกเขาก็เห็นน้ำค้างบุปผาที่ลอยอยู่กลางอากาศ


   ทีละหยด ราวกับกำลังไหลรวมกันไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่งข้างหน้า


   แต่ตำแหน่งของพวกเขานั้น เรียกได้ว่าเบี่ยงเบนเกินไป มองไม่เห็นอะไรชัดเจน จำเป็นต้องเดินต่อไปข้างหน้า


   อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ ร่างอันเย้ายวนร่างหนึ่งได้ขวางทางพวกเขาไว้


   "ศิษย์พี่หญิงรอง!"


   "อย่าได้เรียกข้าเช่นนั้น ข้าไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกับพวกเจ้าทั้งสิ้น เมื่อครู่ก็เป็นเพียงวิธีการชั่วคราวเท่านั้น เจ้าอาจเชื่อ แต่อย่าำได้ปักใจจริงๆเลย" เยว่เมิ่งกล่าวเสียงเย็นชา


   "เจ้าต้องการทำอะไรกันแน่?" เผยลั่วไป๋ถาม


   "เจ้าไม่รู้ว่าข้าต้องการทำอะไร แต่กลับขัดขวางข้าครั้งแล้วครั้งเล่า?" เยว่เมิ่งกล่าวด้วยความไม่อยากเชื่อ


   "เพียงเพราะข้าหน้าตาเหมือนศิษย์พี่หญิงรองของพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?"


   "ไม่ใช่เหมือน ท่านคือนางเลยต่างหาก" ฮวาซือฉิงกล่าว


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยว่เมิ่งถึงกับหัวเราะด้วยความโกรธ


   "ไม่ต้องพูดถึงหรอก ว่าข้าไม่มีความสัมพันธ์กับพวกเจ้า แม้หากว่าจริงๆแล้วมีความสัมพันธ์ ในฐานะศิษย์ร่วมสำนัก พวกเจ้าไม่เพียงไม่ช่วยข้า แต่กลับทำลายเรื่องของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเจ้านับเป็นศิษย์ร่วมสำนักแบบใดกัน? การปรากฏตัวของพวกเจ้านั้น ล้วนเป็นไปเพื่อทำลายทุกสิ่งที่ข้ามีใช่หรือไม่?"


   คำถามนี้ ทำให้เผยลั่วไป๋และฮวาซือฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง


   "พวกข้าไม่ได้ต้องการทำลายทุกสิ่งของเจ้า พวกข้าเพียงต้องการรู้ว่า เจ้าคือคนที่พวกข้ากำลังตามหาใช่หรือไม่?"


   "เจ้าเห็นชัดแล้วหรือไม่? ข้าไม่ใช่อะไรของพวกเจ้าทั้งนั้น? ตอนนี้ไสหัวไปได้แล้วหรือยัง?"


   "แต่ท่านคือศิษย์พี่หญิงรองของข้านะ" ฮวาซือฉิงพูดอย่างตื่นเต้น


   "เพียงเพราะเจ้าคิดว่าข้าคือศิษย์พี่หญิงรองของเจ้า เจ้าก็เลยมาทำลายทุกสิ่งที่ข้าอุตส่าห์สร้างมา ทำลายความหวังทั้งหมดของข้าหรือ?" เยว่เมิ่งถามกลับอีกครั้ง


   "ไม่นะ! ที่จริงแล้วข้าไม่ได้ ข้า..."


   เยว่เมิ่งไม่ให้โอกาสนางพูดต่อ นางตัดบทฮวาซือฉิงไปในทันที


   "จะใช่หรือไม่ใช่ ยามนี้ก็ไม่สำคัญแล้ว เมื่อครู่ให้พวกเจ้าไสหัวไป แต่พวกเจ้าไม่ไป ดังนั้น พวกเจ้าก็ได้แต่ต้องตายอยู่ที่นี่แล้ว!"


   สีหน้าของเยว่เมิ่งเปลี่ยนไป นางชักกระบี่ยาวของตนออกมา แล้วฟันกระบี่ใส่เผยลั่วไป๋และคนอื่นๆพยายามโจมตีพวกเขาอย่างไม่หยุดหย่อน


   การฝึกฝนของเยว่เมิ่งนั้น อยู่แค่ขอบเขตมหายานขั้นต้นเท่านั้น ที่จริงก็ไม่สูงนัก แต่ในต้นเซียงซือนี้ พลังของเผยลั่วไป๋นั้นได้ถูกลดทอนลงอย่างรุนแรง ในขณะที่พลังของเยว่เมิ่ง กลับถูกเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง


   ทำให้นางมีกำลังพอที่จะต่อสู้กับเผยลั่วไป๋ได้


   ดังนั้นทั้งสอง จึงต่อสู้กันในชั่วพริบตา


   แม้จะมีการเพิ่มพลังและลดทอนพลังจะเกิดขึ้น แต่ทว่าเผยลั่วไป๋ก็ยังสามารถเอาชนะเยว่เมิ่งได้ไม่ยาก เยว่เมิ่งเห็นจุดนี้ นางจึงโกรธจนหน้าเขียว


   นางไม่คิดว่าเผยลั่วไป๋จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ !


   นางอาศัยเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่างๆภายในต้นเซียงซือ รวมถึงการเร่งให้ต้นเซียงซือส่งการรบกวนต่างๆไปยังเผยลั่วไป๋ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เยว่เมิ่งจึงพอจะสู้กับเผยลั่วไป๋ได้อย่างสูสี


   แต่การเสมอกันนี้ ไม่สามารถคงอยู่ได้นาน เพราะเผยลั่วไป๋ปรับตัวเข้ากับการรบกวนเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว และกลับมาได้เปรียบอีกครั้ง


   เยว่เมิ่งเก็บกระบี่ยาวกลับ ถอยออกไปเป็นระยะทางที่ไกลพอสมควรอย่างรวดเร็ว


   "พวกเจ้ามีความสามารถอยู่บ้าง แต่นี่คือดินแดนของข้า ข้าต้องการให้พวกเจ้าตาย พวกเจ้าจะมีชีวิตอยู่ไม่พ้นวันนี้!"


   เมื่อพูดจบ เยว่เมิ่งก็วางนิ้วไว้ที่ริมฝีปากและเป่านกหวีดยาวแต่เร่งรีบ ทันทีที่เป่านกหวีด น้ำค้างบุปผาสีเหลืองอ่อนจำนวนมากบินมาจากด้านหลังของนาง


   พร้อมกับน้ำค้างบุปผาที่บินมา ยังมีสัตว์เลี้ยงตัวใหญ่ที่นางเลี้ยงไว้ในต้นเซียงซือ


   นางยืนอยู่กลางอากาศ รู้สึกได้ว่าสัตว์เลี้ยงตัวใหญ่ของนางนี้ ได้ตามมาพร้อมกับน้ำค้างบุปผาเหล่านั้น


   และตอนนี้มันก็มาอยู่ด้านหลังของนางแล้ว ดังนั้น นางจึงเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น


   สิ่งที่ทำให้นางภูมิใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อเห็นสัตว์เลี้ยงตัวใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของนาง เผยลั่วไป๋และฮวาซือฉิงทั้งสองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามต่างตกตะลึง แข็งทื่อไปทันที


   ตอนนี้ถึงได้กลัวตาย? สายเกินไปแล้ว!


   "ต้าฮุย กินพวกเขาซะ!"



บทที่ 1265: เขาคือผู้ใดกัน?



   หลังจากที่เยว่เมิ่งออกคำสั่งไปแล้ว ต้าฮุยที่อยู่ด้านหลังนาง ไม่เพียงแต่ไม่ได้พุ่งเข้าไปจัดการกับคนพวกนั้น แต่กลับเรอออกมาอย่างน่าประหลาด


   ในขณะที่เรอ ขนนกสีเทาหนึ่งเส้น ก็ร่วงลงมาจากด้านหลังนาง ลอยมาอยู่ตรงหน้าพอดี


   เยว่เมิ่งหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว เห็นว่าสิ่งที่บินอยู่ด้านหลังนาง ไม่ใช่ต้าฮุย แต่เป็นสัตว์ตัวเล็กที่มีใบหน้าดุร้ายและท่าทีเย่อหยิ่งเป็นอย่างยิ่ง


   และในปากของสัตว์ตัวเล็กนั้น ยังมีปีกส่วนหนึ่งที่ยังกลืนไม่หมด ขนนกที่ร่วงลงมาเมื่อครู่นี้มาจากปี


   และปีกนั้นก็เป็นของต้าฮุย!


   "เจ้าเป็นตัวอะไร?"


   เยว่เมิ่งร้องออกมาด้วยความตกใจและรีบบินออกห่างไปเล็กน้อย เมื่อนางพบว่าสัตว์ตัวเล็กนั้นไม่ได้โจมตีเข้ามา นางก็ขมวดคิ้ว


   ความเกลียดชังพลุ่งขึ้นมาในใจ นางยกกระบี่ขึ้นทันที


   "ต้าฮุย เจ้ากินต้าฮุยของข้ากระนั้นรึ?!"


   เมื่อเห็นนางตื่นเต้นเช่นนั้น ทั้งด่า ทั้งโบกกระบี่ในมือ ไท่จื่อก็ขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ แต่เพราะเห็นแก่ที่นางเป็นศิษย์พี่หญิงรองของเยี่ยหลิงหลง เขาจึงคิดว่า ‘ช่างมันเถอะ!’


   ดังนั้น มันจึงอ้าปาก คายนกตัวใหญ่สีเทาที่ยังกลืนไม่หมดออกมา มันคืนให้เยว่เมิ่ง น่าจะยังมีลมหายใจอยู่


   ถ้ารักษาทันก็ยังพอมีโอกาสรอด


   เยว่เมิ่งเห็นก้อนเนื้อที่เปียกน้ำลาย ขนนกร่วงเกือบหมด เหลือแต่เนื้อขาวๆที่สัตว์ตัวเล็กนั้นคายออกมา


   สิ่งที่ปรากฏต่อสายตานี้ได้ทำให้นางโกรธจนตัวสั่นเลยก็ว่าได้!!


   นี่มันคือการดูถูก! นี่มันคือการดูถูกอย่างแท้จริงเลย!


   สัตว์ตัวเล็กนี้ ไม่เพียงแต่กินต้าฮุยของนาง แต่ยังกล้าคายเศษอาหารใส่นาง และยังทำเช่นนี้ในอาณาเขตของนางอีกด้วย นี่มันเป็นการดูหมิ่นอย่างร้ายแรงเลยมิใช่หรือ?!


   เยว่เมิ่งรับต้าฮุยมา แล้วส่งมันเข้าไปในหยดน้ำค้างบุปผาหยดหนึ่ง จากนั้นนางก็ผลักมันเข้าไปในส่วนลึกเพื่อฟื้นฟู จากนั้นก็ชักกระบี่ยาวชี้ไปที่ไท่จื่อ


   "ข้าจะสู้กับเจ้าจนถึงที่สุด!"


   ไท่จื่อเห็นเยว่เมิ่งถือกระบี่ฟันมาทางมัน มันมองไปที่เผยลั่วไป๋อย่างงุนงง สายตาถามว่า


   ‘พี่ชาย เจ้าจะไม่จัดการเรื่องนี้หรือ? ถ้าเจ้าไม่จัดการ ข้าจะลงมือแล้วนะ?’


   ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เผยลั่วไป๋กลับเข้าใจความหมายในสายตาของไท่จื่อในทันที และเมื่อมันยกอุ้งเท้าขึ้น เขาก็รีบชักกระบี่ขึ้นมาป้องกันอย่างรวดเร็ว


   และเมื่อป้องกันแล้ว ไท่จื่อก็เชิดคางขึ้น เบะปากตอบเขาด้วยสายตาที่เย่อหยิ่ง ‘ชิ! ถือว่าไว้หน้าเจ้าสักครั้งก็แล้วกัน!’


   หลังจากส่งสายตาตอบกลับ ไท่จื่อก็หมุนตัวแล้ววิ่งหนีไป


   "อย่าวิ่งสิไท่จื่อ เจ้ายังไม่ได้พาพวกเราไปหาศิษย์น้องหญิงเล็กเลยนะ..." ฮวาซือฉิงพูดยังไม่ทันจบ ไท่จื่อก็วิ่งหายไปแล้ว


   ตอนนี้เหลือเพียงเยว่เมิ่ง เผยลั่วไป๋ และฮวาซือฉิงสามคนเท่านั้น


   เยว่เมิ่งมองดูเผยลั่วไป๋ที่ขัดขวาง ไม่ให้นางฆ่าสัตว์ตัวเล็กนั้น


   นางเกลียดเขาถึงขีดสุด


   "ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ที่พวกเจ้าขัดขวางแผนของข้า ข้าจะให้พวกเจ้าตายอย่างไม่สงบ!"


   หลังจากที่เยว่เมิ่งตะโกนออกมา นางก็ฟันกระบี่ยาวออกไป ราวกับฟันทำลายม่านอาคมบางอย่าง ทันใดนั้น ก็มีแสงสว่างจ้าปรากฏขึ้นภายในต้นเซียงซือที่เดิมทีมืดสนิท


   แสงสว่างนั้น ได้ส่องเข้ามาจากภายนอก ทำให้ภายในสว่างไสว และทำให้คนภายนอกมองเห็นสถานการณ์ภายใน


   "เป็นพวกมัน พวกมันโจมตีเยว่เมิ่งเหนียงเหนียงอยู่ในนั้นจริงๆด้วย!"


   "เร็วเข้า! เราต้องหยุดพวกมันไว้ให้ได้ ห้ามให้พวกมันทำร้ายเยว่เมิ่งเหนียงเหนียงเด็ดขาด!"


   "ถูกต้อง ต้องกำจัดคนพวกนี้ให้หมด ไม่เช่นนั้นความสงบของเมืองอวี่ซา จะถูกพวกมันทำลายเป็นแน่แท้!"


   หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง คนภายนอกก็เริ่มสามารถควบคุมฤทธิ์ยาในร่างกายได้มากขึ้น อีกทั้งฮวาซือฉิงเองก็ไม่ต้องการทำร้ายผู้คน จึงใส่ยาในปริมาณที่ไม่มากนัก ทำให้หลายคนเริ่มฟื้นฟูพลังต่อสู้ได้หลายส่วน คนพวกนี้ แม้จะไม่แข็งแกร่ง แต่เมื่อรุมเข้ามาเหมือนฝูงผึ้ง ก็จะก่อให้เกิดปัญหาไม่น้อยเลย


   หากเผยลั่วไป๋อยู่คนเดียว ก็คงจะไม่เป็นไร แต่ข้างกายยังมีฮวาซือฉิงอยู่ด้วย


   เขาจึงไม่กล้าประมาท ได้แต่พาฮวาซือฉิงหนีไปก่อน


   ส่วนศิษย์น้องหญิงเล็ก ในตอนที่เห็นไท่จื่อ เขาก็รู้ว่าไม่จำเป็นต้องกังวลถึงความปลอดภัยของนางเลยแม้แต่น้อย


   ดังนั้น เผยลั่วไป๋จึงพาฮวาซือฉิงหนีไปทั่ว พวกเขาวิ่งไปทุกซอกทุกมุมที่สามารถไปได้ใต้ต้นเซียงซือ แต่สถานที่แห่งนี้มีขนาดเพียงเท่านี้ พวกเขาจึงได้แต่วิ่งไปวิ่งมาเท่านั้น


   บางครั้ง เผยลั่วไป๋เองก็รู้สึกรำคาญไม่น้อย เขาคิดจะเปิดฉากสังหารเสีย แต่พอคิดอีกที คนพวกนี้ต่างก็อยากมีชีวิตอย่างดี จึงได้มาที่ต้นเซียงซือนี้มิใช่หรือ?


   การต่อสู้ถึงตายกับคนที่ไม่กลัวตาย ศิษย์น้องหญิงสี่อาจบาดเจ็บได้ง่าย


   ตอนนี้ต้องอดทนไว้ แล้วหาโอกาสอีกครั้ง


   เผยลั่วไป๋และฮวาซือฉิง ทั้งสองคนถูกส่งไปที่อื่น เยว่เมิ่งรีบหันหลังกลับไปยังส่วนลึกของต้นเซียงซือ


   ก่อนหน้านี้ ผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการตัวน้อยที่นางส่งเข้ามา ควรจะถูกส่งไปให้ต้าฮุยกิน แต่ต้าฮุยกลับไม่ได้กินนาง


   ตรงกันข้าม เกือบจะถูกสัตว์ตัวน้อยของนางกินเสียด้วย ดูเหมือนว่านางคงจะหนีไปแล้วกระมัง


   เมื่อนางหนีไป คนที่อยู่ในส่วนลึกของต้นเซียงซือ...


   เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หัวใจของเยว่เมิ่งก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางวิ่งไปยังใจกลางด้วยความกังวลอย่างยิ่ง


   อย่างไรก็ตาม เมื่อวิ่งไปถึง หัวใจของนางก็บีบรัดอย่างรุนแรง พร้อมกับความเจ็บปวดที่ถามโถมมา จนร่างกายสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว


   ที่ตำแหน่งแกนกลางของต้นเซียงซือ สถานที่ที่เส้นลมปราณทั้งหมดส่งสารอาหาร นางได้ตั้งค่ายกลป้องกันไว้สามชั้น


   ชั้นแรกเป็นวงมายาสีทอง มันได้ถูกทำลายเป็นช่องใหญ่ ภาพลวงตาภายในจึงไม่มีอยู่อีกต่อไป เหลือเพียงแสงสีทองที่กระจัดกระจาย


   ชั้นที่สองเป็นชั้นป้องกัน เป็นพืชสีเขียว พืชเหล่านั้นจะพันคนและทำให้เกิดภาพหลอน เมื่อผิวหนังถูกทำลาย ก็พอจะเปิดเป็นเส้นทางที่กว้างพอ ให้คนเดินผ่านได้


   ชั้นที่สาม นางใช้แสงสีโลหิตห่อหุ้มทุกอย่างเอาไว้อย่างแข็งแกร่งที่สุด หากถูกทำลายจะทำให้เกิดการระเบิด ซึ่งตอนนี้มันก็ระเบิดออก เป็นหยดเลือดที่ไหลอยู่บนพื้น


   ดูเหมือนมายาจะไม่สามารถกักขังแม่นางน้อยเอาไว้ได้ พืชก็ไม่สามารถกักนางไว้ได้ แม้แต่ชั้นสุดท้ายอย่างแสงโลหิตที่จะระเบิดตัวเอง ก็ไม่สามารถกักนางไว้ได้


   นางยังคงสามารถทำลายการป้องกันทั้งหมด และพุ่งเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดได้


   ตำแหน่งนั้นคือตำแหน่งที่นางใส่ใจ ทะนุถนอม และอยากจะปกป้องมันมากที่สุด


   เยว่เมิ่งค่อยๆเดินเข้าไปข้างใน ขณะที่นางกำลังหวาดกลัวว่าข้างในคงถูกแม่นางน้อยทำลายจนแทบจำไม่ได้ และคนที่นางหวงแหนคงถูกทำร้ายจนตายไปแล้ว


   ฝีเท้าของนางก็หยุดชะงักลงทันที


   เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า ลมหายใจที่เกือบจะหยุดชะงักด้วยความทุกข์ทรมานของนางก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง


   การป้องกันทั้งหมดถูกทำลายไปแล้ว แต่คนที่นอนอยู่ข้างในยังคงปลอดภัยดี


   แม่นางน้อยคนนั้นกำลังยืนอยู่ข้างเตียงที่ทำจากน้ำค้างบุปผา นางมองสำรวจชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความอยากรู้อยากเห็น โดยไม่มีท่าทีว่าจะทำร้ายเขาแต่อย่างใด


   น้ำค้างบุปผาที่อยู่ข้างๆ ยังคงบินไปที่เตียงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มพลังชีวิต เพื่อบำรุงร่างกายและพลังของเขา


   หัวใจของเยว่เมิ่งบีบรัดแน่น นางกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว


   "ศิษย์พี่หญิงรอง นี่คือคนที่ท่านยอมสร้างต้นเซียงซือ ใช้กำลังทั้งหมด ดูดพลังชีวิตของผู้อื่นเพื่อช่วยเขาใช่หรือไม่? เขาคือผู้ใดกัน?"


   เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองเยว่เมิ่ง พบว่าในดวงตาของนางเต็มไปด้วยความตกใจและความรู้สึกแปลกประหลาด แต่เพื่อไม่ให้คนตรงหน้าถูกทำร้าย นางจึงพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ


   "เขาคือคนที่ข้ารักที่สุด ทุกสิ่งที่ข้าทำก็เพื่อช่วยเขา" เยว่เมิ่งกล่าว "ในเมื่อเจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่หญิงรองเจ้าก็อย่าทำร้ายเขาเลย!"


   "ข้าไม่ได้ต้องการทำร้ายเขา และข้าก็ไม่ได้ต้องการทำลายทุกสิ่งของท่านนะเจ้าคะ ข้ารู้ว่าท่านจำอะไรไม่ได้เลย แต่ท่านก็ไม่จำเป็นต้องระแวดระวังข้า ด้วยความรู้สึกเป็นศัตรูเช่นนี้มิใช่หรือ?"


   เยว่เมิ่งชะงัก นางไม่คิดว่าความอดทนและการปลอมแปลงทั้งหมดของนางจะไม่มีผลใดๆต่ออีกฝ่ายเลย แม่นางน้อยตรงหน้านี้ มองทะลุทุกอย่างได้ในชั่วพริบตาจริงๆ



บทที่ 1266: ข้าตัดสินใจเองโดยพลการ



   "เขาได้รับการเลี้ยงดูจากเจ้าเป็นอย่างดี แต่การจะฟื้นคืนสติ เพียงแค่ใช้พลังชีวิตหล่อเลี้ยงนั้น ย่อมไม่เพียงพอเป็นแน่ ยามนี้ศิษย์พี่หญิงสี่มียาอยู่ เมื่อรวมกับวิชาหวนกำเนิดของข้า บางทีอาจช่วยให้เขาฟื้นคืนสติได้นะเจ้าคะ" เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยว่เมิ่งตกใจจนเบิกตากว้าง นางใช้พลังชีวิตอขงผู้อื่น หล่อเลี้ยงร่างและพลังของเขามาตลอด แต่ไม่เคยมีวิธีทำให้เขาฟื้นคืนสติ นางถึงขั้นวางแผนจะทำอะไรสุดโต่ง แต่ไม่คิดว่าแม่นางน้อยที่อยู่แค่ขอบเขตบูรณาการตรงหน้านี้ จะบอกว่านางมีวิธี!


   ‘ไม่! ใจเย็น! นางต้องกำลังหลอกข้าแน่ๆ!’


   "ศิษย์พี่หญิงรอง ท่านไม่ต้องมองข้าเช่นนั้น ข้าไม่มีความจำเป็นต้องหลอกท่านหรอกเจ้าค่ะ บนตัวท่านแทบจะไม่มีอะไรที่ข้าต้องการ อีกทั้งข้าก็ไม่กลัวการข่มขู่ของท่านด้วย ถึงแม้การฝึกฝนของท่านจะไปถึงขอบเขตมหายานแล้ว แต่ท่านก็ไม่เก่งเรื่องการต่อสู้ ดังนั้นท่านจึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าเจ้าค่ะ"


   มือที่กำหมัดของเยว่เมิ่ง ยิ่งแน่นขึ้น แน่ขึ้นมากเรื่อยๆ นางไม่มีวิธีรับมือกับแม่นางน้อยขอบเขตบูรณาการผู้นี้เลยจริงๆ และที่ยิ่งไปกว่านั้น เขายังอยู่ในมือนาง


   นางไม่กล้าทำอะไรโดยพลการเลยสักนิด!


   "เจ้าต้องการอะไร?"


   "ข้าไม่ต้องการอะไร ก็ท่านคือศิษย์พี่หญิงรองของข้า การที่ข้าช่วยท่าน ล้วนเป็นสิ่งที่ควรทำแล้วมิใช่หรือ?"


   "แต่ข้าไม่ใช่ศิษย์พี่หญิงรองของเจ้า!"


   "นี่ท่านมั่นใจขนาดนั้นเลยหรือ?"


   "ข้ามั่นใจ! ข้ารู้ที่มาของข้า ข้ารู้ว่าข้ามาจากไหน และเจ้ากับข้าก็ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกันทั้งสิ้น!" อารมณ์ของเยว่เมิ่งเดือดดาลมาก


   เยี่ยหลิงหลงเบือนสายตาไปพลางถอนหายใจเบาๆ


   "ข้าไม่รู้ว่าท่านไปผ่านเรื่องอะไรมา แต่ถ้าหากว่าท่านจะไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร ขอเพียงข้ายอมรับก็พอแล้วเจ้าค่ะ"


   เยว่เมิ่งสูดหายใจเข้าลึก


   "เจ้าต้องการอะไรกัน? บอกข้ามาตรงๆเถอะ!"


   "ข้าบอกแล้ว ข้าไม่ต้องการอะไรจากท่านทั้งนั้น ท่านต่างหากที่ต้องการข้า และข้าก็จะช่วยท่านอย่างแน่นอน"


   "เลิกแสร้งทำเป็นใจดีได้แล้ว พวกเจ้าทำให้ต้นเซียงซือของข้าเป็นเช่นนี้ ทั้งยังเกือบจะกินต้าฮุยของข้า พวกเจ้ากำลังทำลายแผนการของข้า ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของข้า แต่กลับมาพูดว่าไม่ต้องการอะไร แค่อยากช่วยข้ากระนั้นรึ?"


   เยว่เมิ่งหัวเราะเยาะ "พวกเจ้าไม่รู้สึกว่าตัวเองน่าขันหรืออย่างไร?"


   "ไม่"


   เยี่ยหลิงหลงโต้กลับโดยไม่อ้อมค้อม


   "ที่ท่านรู้สึกเช่นนั้น ก็เพราะท่านไม่เคยให้โอกาสพวกข้าได้อธิบาย ครั้งแรกที่พี่ใหญ่ชักกระบี่ใส่ท่าน เป็นเพราะตอนนั้น เขาไม่รู้ว่าท่านคือใคร แต่เขาเก็บกระบี่ทันทีที่เห็นท่าน มิเช่นนั้น คราวที่แล้ว ท่านคงหนีไม่พ้นเป็นแน่


   ท่านเองก็อาจไม่รู้ ศิษย์พี่ใหญ่มีนามว่าเยี่ยอิง


   เยี่ยอิงเป็นบุคคลเช่นไร ไม่เพียงแค่ในทะเลตะวันออก แม้แต่ไกลถึงจงหยวนก็ยังมีชื่อเสียงโด่งดังมิใช่หรือ?"


   เมื่อได้ยินชื่อเยี่ยอิง ดวงตาของเยว่เมิ่งก็วาบขึ้นมาทันที เห็นได้ชัดว่านางเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน นางรู้ว่าเยี่ยอิงมีความสามารถระดับใด


   "ครั้งนี้ ข้ายังไม่ทันได้เข้าใกล้ท่าน ท่านก็จับข้าเข้ามาแล้ว ข้าไม่ได้ทำลายทุกสิ่งของท่านเลยแม้แต่น้อย ส่วนเรื่องกินต้าฮุยของท่าน นั่นเป็นการกระทำของไท่จื่อ เรื่องอะไรที่ท่านต้องมาโทษข้า ท่านไปหามันสิเจ้าคะ"


   เยว่เมิ่งชะงักไป


   "มันไม่ใช่สัตว์ภูตของเจ้าหรือ?"


   "ท่านดูสิเจ้าคะ ว่าตัวมันมีส่วนไหนที่แผ่ปราณวิญญาณออกมาบ้าง? มันคือสัตว์ร้ายโบราณเทาเที่ย ท่านรู้จักเทาเที่ยไหมเจ้าคะ? มันชอบกินมาก การที่ข้าสามารถแคะต้าฮุยที่ยังมีชีวิต ออกมาจากปากมันได้ นี่นับเป็นการแสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่ง ว่าความรู้สึกของข้าที่มีต่อท่านนั้น ลึกซึ้งเพียงใด"


.....


   เยว่เมิ่งขมวดคิ้ว คำพูดนี้ ฟังดูราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง


   แต่เมื่อคิดอย่างละเอียดแล้ว นางกลับรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่สมเหตุสมผลเท่าใดนัก


   แต่นางยังคิดไม่ทันออกว่าส่วนไหนที่ไม่ถูกต้อง เยี่ยหลิงหลงก็เอ่ยปากต่อแล้ว


   "เมื่อครู่ ท่านเองก็ต่อสู้กับศิษย์พี่ใหญ่ข้างนอกใช่หรือไม่? เขาไม่ได้ทำร้ายท่านอีกแล้วใช่ไหม? เรื่องราวมากมายเหล่านี้ ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์หรือ? หากพวกข้าต้องการจับตัวท่าน ย่อมง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือเท่านั้น"


   "หากพวกเจ้าต้องการใช้ประโยชน์จากข้า จึงไม่ทำร้ายข้าล่ะ?"


   "ถ้าอย่างนั้นข้าก็แค่เอากระบี่จ่อคอเขาไม่ใช่หรือ? แล้วจะพูดกับท่านมากมายไปทำไม?"


   เยว่เมิ่งอึ้งไป สีหน้าของนางดูผ่อนคลายลง เห็นได้ชัดว่านางเกือบจะถูกเยี่ยหลิงหลงโน้มน้าวแล้ว


   "แต่ข้าไม่ใช่ศิษย์พี่หญิงรองของพวกเจ้าแน่นอน"


   "ข้าบอกแล้วไงเจ้าคะ ท่านจะไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร ขอเพียงพวกข้ายอมรับก็พอ" เยี่ยหลิงหลงมองเยว่เมิ่งอย่างจริงจัง


   "แต่หากตอนนี้ท่านมีเรื่องของตัวเองที่ต้องทำ ไม่อยากถูกเปลี่ยนแปลง พวกข้าก็จะช่วยท่านครั้งนี้ แล้วจากไป หลังจากนี้ พวกข้าจะไม่กลับมารบกวนอีก"


   "เจ้า… พูดจริงหรือ?"


   ดูเหมือนว่าเยว่เมิ่งไม่เชื่อ คนพวกนี้ลงแรงไปมากมาย ทำอะไรต่อมิอะไรมากมาย แต่สุดท้ายกลับไม่ต้องการอะไรเลย ก่อนจะจากไป ยังจะช่วยนางอีก?


   ในโลกนี้มีเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยหรือ?


   "จริงๆสิเจ้าคะ"


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ ลุกขึ้นเดินไปหาเยว่เมิ่ง


   นางจากไปอย่างสบายๆ ราวกับไม่มีความคิดที่จะจับชายผู้นี้เป็นตัวประกันเลยแม้แต่น้อย


   แต่สำหรับเยว่เมิ่งแล้ว มันไม่เหมือนกัน ในขณะที่เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้น เยว่เมิ่งก็รีบพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว ปกป้องคนบนเตียงไว้ข้างหลังนาง


   "ศิษย์พี่หญิงรอง พวกข้าพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งแรกทางด้านซ้ายของประตูเมืองอวี่ซา พวกข้าจะรออยู่ที่นั่นสามวัน หากผ่านไปสามวันแล้ว ท่านยังไม่อยากมาหาพวกข้า และไม่ต้องการความช่วยเหลือใดๆจากพวกข้า พวกข้าก็จะจากไปเจ้าค่ะ"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็หยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ


   "นี่คือโอสถที่ศิษย์พี่หญิงสี่ปรุงขึ้น มันมีผลในการรักษาอาการบาดเจ็บของเขา ท่านลองเอาไปเถิด แต่การที่จะทำให้เขาฟื้นขึ้นมา สิ่งนี้ยังไม่เพียงพอแน่นอนเจ้าค่ะ"


   พูดจบ นางก็ค่อยๆผลักกล่องใบเล็กนั้นออกไป ใช้พลังวิญญาณส่งออกไป ส่งไปตรงหน้าเยว่เมิ่ง จากนั้นก็หันหลังจากไป


   ขณะเดินไป นางก็ตะโกนเข้าไปในต้นเซียงซือ "ไท่จื่อ เจ้ากลับมาได้แล้ว ไม่เช่นนั้นข้าจะไป..."


   เยี่ยหลิงหลงยังพูดไม่ทันจบ สิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่ทั้งหนักและดุร้ายก็กระโดดมาบนศีรษะของนางในทันที จากนั้นก็ส่งเสียงร้องอย่างโอหังเพื่อแสดงว่าของกินที่นี่รสชาติไม่เลว


   นับว่ายังพอกินได้


   เยี่ยหลิงหลงดึงไท่จื่อบนศีรษะของนาง แต่มันเกาะแน่นด้วยกรงเล็บ ดึงไม่ออก


   ‘ช่างเถอะ!’


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ แล้วแบกไท่จื่อออกไปจากตรงนั้นทันที


   นางเพิ่งบินออกจากต้นเซียงซือ ก็เห็นศิษย์พี่ใหญ่พาศิษย์พี่หญิงสี่วิ่งหนีไปทั่วใต้ต้นไม้ ดูเหมือนกำลังเล่นซ่อนหากันอยู่


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ แล้วแบกไท่จื่อเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย


   เมื่อเห็นนางจากไป เผยลั่วไป๋และฮวาซือฉิงรีบเรียกนางเสียงดัง


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก!"


   เยี่ยหลิงหลงโบกมือโดยไม่หันกลับมามอง


   "ไปแล้วนะ ข้าต้องกลับไปทำสปาเจ้าค่ะ"


   ดังนั้น เผยลั่วไป๋จึงรีบพาฮวาซือฉิงตามหลังเยี่ยหลิงหลงออกไปจากใต้ต้นเซียงซืออย่างรวดเร็ว


   ทั้งสามคนเพิ่งวิ่งออกไป ยังไม่ทันที่คนเฝ้าประตูทั้งสองจะได้สอบถามสถานการณ์ ก็เห็นกลุ่มคนแก่ คนอ่อนแอ คนป่วย และคนพิการไล่ตามมาด้านหลัง


   ‘ไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจเลยจริงๆ’


   แม้จะงุนงงไปบ้าง แต่สัญชาตญาณบอกพวกเขาให้วิ่งหนีไปก่อนค่อยว่ากัน


   ดังนั้น พวกเขาจึงถูกไล่ล่าตลอดทาง จนกระทั่งออกจากเมืองอวี่ซา ขึ้นไปบนเรือเหาะ


   คนพวกนั้นถึงได้เลิกตามรังควานพวกเขา


   ทั้งห้าคนนั่งอยู่บนดาดฟ้า หอบหายใจด้วยความเหนื่อย


   "เกิดอะไรขึ้น? พวกเจ้าวิ่งหนีอะไรกัน?" เสิ่นหลีเสียนหันไปถามเผยลั่วไป๋


   "ใช่แล้ว เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดพวกเราถึงวิ่งออกมาได้?" เผยลั่วไป๋หันไปถามเยี่ยหลิงหลง


   การที่คนหนึ่งถามอีกคนหนึ่งเช่นนี้ สถานการณ์จึงนับว่าไม่ชัดเจนมากขึ้นไปอีก


   แต่ทุกคนวิ่งตามกันมา ทำให้ทั้งห้าคนมองหน้ากัน แล้วหัวเราะออกมาพร้อมกัน


   หลังจากหัวเราะกันครู่หนึ่ง เยี่ยหลิงหลงนอนลงบนดาดฟ้า พอนางนอนลง พระจันทร์ที่เดิมอยู่เหนือศีรษะ ก็มาอยู่ตรงหน้านาง


   "ศิษย์พี่ชาย ศิษย์พี่หญิง ข้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างโดยพลการไปแล้วเจ้าค่ะ!"



บทที่ 1267: พวกท่านเห็นด้วยกับวิธีการของข้าหรือไม่?



   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนทั้งสี่ต่างมองไปที่เยี่ยหลิงหลงด้วยความประหลาดใจทันที


   "การตัดสินใจอะไรหรือ?"


   "ศิษย์พี่หญิงรอง จำเรื่องในอดีตไม่ได้แล้ว ดังนั้นข้าจึงบอกศิษย์พี่หญิงรองว่า พวกเราจะรอนางสามวัน และในช่วงเวลาสามวันนี้ นางสามารถมาหาพวกเราได้ทุกเมื่อ พวกเราสามารถช่วยรักษาคนที่นางรักได้เจ้าค่ะ


   และในขณะเดียวกันนั้น แม้ว่านางจะมา หากนางตัดสินใจที่จะไปกับคนที่นางรัก พวกเราก็จะปล่อยให้นางไป และไม่รบกวนชีวิตของนางอีก"


   หลังจากที่เยี่ยหลิงหลงพูดจบ สีหน้าของคนอื่นๆก็ยิ่งเต็มไปด้วยความประหลาดใจมากขึ้นเรื่อยๆ


   "นางจำเรื่องในอดีตของพวกเราไม่ได้แล้ว หากคนที่นางรักได้รับการรักษาจนหาย นางคงจะไม่มีทางมากับพวกเราแน่.นอนเจ้าค่ะ"


   มู่เซียวหรานไม่เข้าใจ และคนอื่นๆเองก็คิดเช่นเดียวกัน


   "แต่นางจำเป็นต้องมากับพวกเราด้วยหรือเจ้าคะ?" เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ "เส้นทางที่อยู่ตรงหน้าพวกเราเป็นเช่นไร ทุกคนล้วนรู้ดีอยู่แล้วมิใช่หรือ? แทนที่จะบังคับให้นางฟื้นความทรงจำ และจมดิ่งไปกับพวกเรา สู้...ปล่อยให้นางมีชีวิตที่สงบสุขในชาตินี้ไม่ดีกว่าหรือ?"


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดเช่นนี้ คนอื่นๆก็เงียบลงทันที ทุกคนต่างก็จมอยู่ในห้วงความคิด


   ฮวาซือฉิงถอนหายใจ แล้วนอนลงบนดาดฟ้าเรือพร้อมกับเยี่ยหลิงหลง


   นางจ้องมองดวงจันทร์บนท้องฟ้า


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก หากว่าศิษย์พี่หญิงรองฟื้นความทรงจำได้ นางจะต้องมากับพวกเราแน่นอน ข้ารู้จักนางดี"


   "นั่นเป็นเพราะในใจของนางมีมิตรภาพในอดีตของพวกเราอยู่ ศิษย์พี่หญิงสี่ หากว่าไม่นับมิตรภาพในอดีตของพวกเรา การที่ท่านติดอยู่ที่เกาะเผิงไหล ท่านมีความสุขหรือไม่?"


   ฮวาซือฉิงชะงักไป


   "มีความสุขดี วันเวลาผ่านไปอย่างสงบ ไม่ต้องระหกระเหินไปที่ใด"


   "ใช่ไหมล่ะ? ที่จริงท่านเองก็สามารถใช้ชีวิตแบบนั้นได้ หากท่านมีความสุขกว่า ทำไมต้องฝืนดึงท่านเข้ามาในวังวนที่เต็มไปด้วยอันตรายนี้ด้วย การที่จะให้ท่านต้องมาทนทุกข์ทรมานไปกับพวกข้า โดยไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? สู้ปล่อยให้ท่านมีความสุขต่อไปไม่ดีกว่าหรือ?"


   ดวงตาของฮวาซือฉิงร้อนผ่าว นางเงียบไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะหาคำพูดมาโต้แย้งศิษย์น้องหญิงเล็กไม่ได้เลยจริงๆ


   หากไม่มีทุกสิ่งในอดีต ทั้งความรับผิดชอบและมิตรภาพ รวมถึงเพื่อนร่วมสำนักทุกคนที่นางห่วงใย การอยู่ที่เผิงไหลก็ดีแน่.นอน


   แต่ทุกสิ่งนั้นมีอยู่จริง มันดำรงอยู่ และนางก็ตัดใจจากมันไม่ลงจริงๆ


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเจ้า เมื่อศิษย์พี่หญิงรองลืมทุกอย่างไปแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องทำลายชีวิตปัจจุบันของนาง เพื่อมาสานต่อมิตรภาพของพวกเรา ปล่อยให้นางใช้ชีวิตอย่างสงบราบรื่นต่อไปเถิด แต่ว่า..."


   ฮวาซือฉิงสูดจมูกที่แดงเล็กน้อย ทำให้เสียงที่แหบพร่าเล็กน้อยมั่นคงขึ้น


   "โชคดีที่ข้าไม่ได้สูญเสียความทรงจำไป ไม่ว่าจะลำบากยากเข็ญหรือเจ็บปวดเพียงใด ข้าก็จะเดินไปพร้อมกับพวกเจ้าทุกคน เพราะแม้ว่าชีวิตที่เผิงไหลจะมีความสุข แต่มิตรภาพที่ผ่านเป็นผ่านตายในอดีตเหล่านั้น ข้าวางไม่ลงจริงๆ


   ข้าไม่มีวันวางมันลงได้ตลอดชีวิต หากไม่มีพวกเจ้า ข้าไม่อาจรู้ได้เลย ว่าตัวเองจะตายไปกี่ครั้งแล้ว


   หากไม่มีพวกเจ้า ข้าจะมีชีวิตรอดไปถึงเผิงไหล เพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้อย่างไร?


   มิตรภาพอันล้ำค่าเหล่านั้น ต่อให้เอาอะไรมาให้ข้า ข้าก็จะไม่ยอมแลกเปลี่ยนเด็ดขาด"


   ขณะที่ฮวาซือฉิงพูดไปเรื่อยๆ นางก็ไม่อาจควบคุมน้ำตาของตัวเองได้อีกต่อไป มันไหลลงมาหยดแล้วหยดเล่า


   นางพลิกตัวหันหลังให้ทุกคนอย่างไม่ลังเล แต่ไม่ได้จากไปที่ไหน


   เมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกนาง เผยลั่วไป๋ก็ถอนหายใจออกมาทันที


   "คนที่อยู่เบื้องหลัง ต้องการใช้ประโยชน์จากพวกเรา ข้าในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ย่อมเป็นเป้าหมายแรก หนีไปที่ไหนก็ไร้ประโยชน์ ยิ่งเรื่องสูญเสียความทรงจำ ยิ่งเป็นเรื่องเหลวไหล ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะไม่ไปที่ไหน"


   หลังจากที่เขาพูดจบเสิ่นหลีเสียนหัวเราะเบาๆ


   "ถึงอย่างไรตัวข้าเองก็เป็นหายนะเดินได้อยู่แล้ว อยู่ด้วยกันกับทุกคน ใครจะทำร้ายใครก็ยังบอกได้ไม่แน่ชัด ดังนั้น เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะให้ข้าลืมพวกเจ้า"


   "ถ้าเช่นนั้น ข้ายิ่งไม่ต้องคิดแล้ว ข้าตกลงไปในปรภพ ผู้ใดจะน่าสงสารเท่าข้าล่ะ? ข้าเป็นขนาดนี้แล้ว จะน่าสงสารกว่าตอนที่อยู่กับพวกเจ้าได้อีกหรือ? ตรงกันข้าม พวกเจ้ามาที่นั่นและช่วยข้าทำภารกิจสำเร็จ สุดท้ายพวกเราก็ออกจากปรภพมาได้" มู่เซียวหรานพูดพลางหัวเราะตาม


   "เช่นนั้น พวกท่านเห็นด้วยกับวิธีของข้าหรือไม่?" เยี่ยหลิงหลงถาม


   "เห็นด้วย" เผยลั่วไป๋ เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานตอบพร้อมกันแทบจะเป็นเสียงเดียว


   เคอซินหลานไม่ได้โดดเด่นในหมู่พวกเขา หากขาดนางไปคนหนึ่ง ผู้อยู่เบื้องหลังก็คงไม่ตามหาทั่วภพเซียน เพื่อจับนางที่หลุดรอดไปหรอก


   เพียงแค่พวกเขาทุกคนยืนอยู่ด้านหน้า ทำในสิ่งที่ต้องทำ นางก็จะสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบต่อไปได้แล้วมิใช่หรือ?


   และที่ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางมีคนที่อยู่ในใจแล้ว คนที่ไม่อาจตัดขาดและทุ่มเทสุดกำลังให้เขา


   ในตอนนี้เอง เยี่ยหลิงหลงหันกลับมาตบไหล่ฮวาซือฉิง


   "ขออภัยศิษย์พี่หญิงสี่ ข้ารู้ว่าพวกท่านทั้งสองสนิทกันมากที่สุด ท่าน..."


   ฮวาซือฉิงหันกลับมา เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา


   "นั่นแหละ เหตุผลที่ข้าควรทำให้นางสมปรารถนา ส่วนของนาง ต่อไปข้าจะทำแทนเอง แม้นางจะไม่อยู่ แต่นางก็จะเป็นศิษย์พี่หญิงรองของสำนักชิงเซวียนของข้าตลอดไป"


   เยี่ยหลิงหลงมองน้ำตาของนาง ที่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งรินไหลออกมามากกขึ้น นางจึงยื่นมือไปช่วยเช็ดให้


   "ส่วนของนาง พวกเราทุกคนจะช่วยกันทำแทน นางไม่ได้หายไปไหน นางเพียงแค่ไปรอพวกเราที่จุดหมายแห่งความสุขก่อนเท่านั้น รอให้พวกเราจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น พวกเราก็จะได้พบกันอีกแน่นอน"


   ฮวาซือฉิงพยักหน้าอย่างแรง


   "ใช่ รอให้พวกเรากำจัดอุปสรรคทั้งหมดแล้ว ตอนนั้นอยากพบใครก็พบ อยากไปที่ไหนก็ไป ฟ้ากว้างทะเลลึก แผ่นดินนี้ใหญ่ไพศาล ขอเพียงเดินหน้าอย่างอิสระ เมื่อนั้นก็จะไม่มีใครมาใส่ร้ายพวกเราอีก"


   เยี่ยหลิงหลงยื่นมือไปตรงกลางระหว่างทุกคน


   "มาเถิด"


   ฮวาซือฉิงเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมา วางมือลงบนหลังมือของเยี่ยหลิงหลงศิษย์พี่ชายอีกสามคนที่เหลือก็ทยอยวางมือลงไปเช่นกัน


   "กำจัดอุปสรรคเบื้องหน้า เดินหน้าอย่างอิสระ!"


   หลังจากที่ทั้งห้าคนตกลงกันเป็นเอกฉันท์แล้ว ก็ตัดสินใจทำตามแผนของเยี่ยหลิงหลง


   รอเคอซินหลานที่เมืองอวี่ซาเป็นเวลาสามวัน


   แต่ทว่า เมื่อแผนการนี้ถูกนำไปปฏิบัติกลับเกิดปัญหาขึ้น เพราะเมื่อพวกเขากลับมาที่เมืองอวิ่นซาอีกครั้ง เพียงก้าวเท้าเข้าประตูเมือง ก็ถูกผู้คนภายในไล่ออกมาทันที


.....


   ดังนั้น พวกเขาจึงกลับไปที่เรือเหาะอีกครั้ง ทั้งห้าคนปลอมตัวเปลี่ยนโฉม แล้วเดินกลับเข้าไปใหม่


   อย่างไรก็ตาม จำนวนห้าคนนั้น ดูเหมือนจะเด่นชัดเกินไป พวกเขาถูกจับได้และถูกไล่ออกมาอีกครั้ง


......


   "ถ้ารู้แต่แรก ข้าคงบอกศิษย์พี่หญิงรองไปแล้ว ว่าพวกเรารออยู่บนเรือเหาะนอกเมือง การรอบนเรือเหาะ ประหยัดค่าที่พักไปได้เยอะกว่าอีก!" เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจอย่างหนัก


   "ในเมื่อพวกเราทั้งห้าคนเข้าไปไม่ได้ ก็ส่งคนเดียวเข้าไปรอสิ"


   เผยลั่วไป๋พูดจบกำลังจะบอกว่าตัวเองจะเข้าไป แต่เยี่ยหลิงหลงรับภารกิจนี้ไปก่อนแล้ว


   "ข้าเหมาะที่สุดที่จะเข้าไป ขอบเขตบูรณาการเป็นเด็กสาวตัวน้อยย่ารัก เข้าไปคนเดียว พวกเขาจะไม่ระแวงอย่างแน่.นอน และด้วยความสามารถในการหลบหนีของข้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็สามารถวางใจได้"


   เหตุผลที่ว่ามานั้น ฟังดูดีมาก เงื่อนไขเหล่านี้เหมาะสมที่สุดสำหรับการเข้าไป


   ดังนั้น ภารกิจอันทรงเกียรตินี้จึงตกเป็นของเยี่ยหลิงหลง


   ส่วนคนอื่นๆก็รออยู่บนเรือเหาะนอกเมือง


   เยี่ยหลิงหลงรอในเมืองเป็นเวลาสามวัน จนกระทั่งช่วงเย็นของวันที่สาม ตอนที่เยี่ยหลิงหลงกำลังเตรียมออกจากเมือง นางจึงได้พบกับเคอซินหลานที่มาหานางด้วยความกังวลใจ


   ถอดหน้ากากออกจากใบหน้า เยี่ยหลิงหลงยิ้มพลางกล่าวว่า


   "ศิษย์พี่หญิงรอง ในที่สุดท่านก็มาเสียที"


   เนื่องจากในเมืองไม่มีที่ให้พวกนางพักอาศัยอีกแล้ว เยี่ยหลิงหลงจึงพาเคอซินหลานออกมานอกเมือง เมื่อนางกำลังจะพาเคอซินหลานขึ้นเรือเหาะ เคอซินหลานกลับไม่ยอมขึ้นไปกับนาง


   "เป็นอะไรไปเจ้าคะ?"



บทที่ 1268: ศิษย์พี่หญิงรองกลับมาอีกครั้ง



   "ข้าจะไม่ไปยังเรือเหาะของพวกเจ้า นอกเมืองอวี่ซา มีลานโล่งแห่งหนึ่ง พวกเราไปที่นั่นกันเถอะ" เคอซินหลานกล่าว


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า เรียกคนอื่นๆออกมาจากเรือเหาะ แล้วพากันตามหลังเคอซินหลานไปยังลานโล่งที่นางกล่าวถึง


   "พวกเจ้าสามารถช่วยรักษาเขาได้จริงหรือ?"


   "ได้สิเจ้าคะ"


   เยี่ยหลิงหลงตอบอย่างหนักแน่น


   "อื้ม ข้าเชื่อพวกเจ้า"


   เคอซินหลานที่ยืนอยู่บนลานโล่ง หยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ เมื่อเปิดกล่องออก ดอกเซียงซือสีเหลืองก็บินออกมาจากกล่องไม่ขาดสาย


   นางยืนอยู่กับที่ สองมือร่ายเคล็ดวิชาไม่หยุด


   ไม่นานนัก ต้นเซียงซือที่ออกดอกเต็มต้น ก็ปรากฏขึ้นบนลานโล่งนี้ เป็นต้นเซียงซือต้นเดียวกับที่อยู่ในเมืองอวี่ซา


   ที่แท้ ต้นเซียงซือนั้นก็ถูกศิษย์พี่หญิงรองเนรมิตขึ้นมา นี่ต้องใช้วิชาภาพมายาระดับสูงแน่ๆ


   ศิษย์พี่หญิงรองช่างเก่งกาจเหลือเกิน !


   เมื่อก่อนตอนอยู่ในภพล่าง นางสามารถใช้วิชามายาได้เพียงแบบเดียว แต่ตอนนี้นางสามารถสร้างต้นไม้ขึ้นมาต้นหนึ่ง และสามารถสร้างความฝันมากมาย และใช้วิชากับทุกคนพร้อมกันได้


   หลังจากต้นเซียงซือก่อตัวขึ้น เคอซินหลานก็เปิดช่องที่ลำต้น และนำพวกเขาเข้าไปข้างในทันที


   ร่องรอยความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ได้หายไปแล้ว ตอนนี้ต้นเซียงซือได้กลับคืนสู่สภาพที่สมบูรณ์ดังเดิม


   ส่วนเตียงน้ำค้างบุปผาที่ชายผู้นั้นนอนอยู่ ไม่มีอะไรแตกต่างจากก่อนหน้านี้ เพียงแต่แนวค่ายกลป้องกันสามชั้น ที่ตั้งไว้รอบเตียงได้ถูกถอดออกไปหมดแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงและฮวาซือฉิงเดินไปที่ข้างกายชายผู้นั้น เนื่องจากเยี่ยหลิงหลงเคยตรวจดูอาการของเขามาก่อนแล้ว นางจึงอธิบายสถานการณ์อย่างคร่าวๆให้ฮวาซือฉิงฟัง


   "ศิษย์พี่หญิงสี่ เขาใช้พลังจนหมดสิ้น แล้วได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นเส้นลมปราณในร่างกายของเขาจึงต้องได้รับการซ่อมแซม บาดแผลร้ายแรงอยู่ที่หน้าอก หลายปีมานี้เขาได้ดูดซับพลังชีวิต ซึ่งบำรุงเลี้ยงชีวิตของเขาได้เป็นอย่างดี ตอนนี้เพียงแค่จัดการขั้นตอนสุดท้าย จุดประกายเพื่อให้เขาตื่นขึ้นมาเท่านั้น"


   ฮวาซือฉิงฟังไป พร้อมกับตรวจสอบสถานการณ์ไปด้วย ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงๆ เรื่องนี้จัดการได้ไม่ยากนัก


   นางกับศิษย์น้องหญิงเล็ก


   คนหนึ่งให้ยา อีกคนหนึ่งรักษา เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว


   "ข้าสามารถปรุงยาได้ นอกจากการบำรุงเส้นลมปราณและรักษาบาดแผลที่หัวใจแล้ว เจ้าต้องการยาช่วยรักษาอื่นๆอีกหรือไม่?"


   เยี่ยหลิงหลงครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วถามว่า "ศิษย์พี่หญิงรอง เขาได้รับบาดเจ็บอย่างไรหรือเจ้าคะ? ข้าต้องการรู้สาเหตุและผลลัพธ์เพื่อตรวจดูเจ้าค่ะ"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฮวาซือฉิงแสดงความประหลาดใจออกมาบนใบหน้า แต่ไม่ได้พูดอะไร


   "ท่านอาจารย์… เขาได้รับบาดเจ็บเพราะช่วยข้า" เคอซินหลานนึกถึงอดีต สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความเศร้า


   "ท่านอาจารย์?"


   ตอนนี้เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆต่างก็ตก.อกตกใจกันหมด ชายคนนี้เป็นอาจารย์ของศิษย์พี่หญิงรองกระนั้นหรือ?


   "เรื่องในอดีต ข้าจำไม่ได้จริงๆ ความทรงจำทั้งหมดของข้า เริ่มต้นตั้งแต่เขาช่วยข้า ตอนนั้นข้าบาดเจ็บสาหัส แต่เขาบาดเจ็บหนักกว่าข้าอีก เขาพาข้าหนีออกมาตลอดทาง จนกระทั่งคนที่ไล่ตามมา ไม่สามารถตามทัน แต่ตอนนั้นเขาหนีต่อไปไม่ไหวแล้ว สุดท้ายก็ล้มลงอย่างสิ้นเรี่ยวแรง


   ก่อนที่เขาจะหมดสติไป เขามอบตำราลับต้นเซียงซือให้ข้า ข้างในบันทึกวิชาของต้นเซียงซือนี้ และเขาบอกว่าต้นเซียงซือนี้สามารถช่วยชีวิตเขาได้


   เขาได้รับบาดเจ็บมาได้อย่างไร และใครเป็นคนทำร้ายเขา ข้าจำไม่ได้จริงๆ" เคอซินหลานส่ายหน้าอย่างเจ็บปวด


   "ในเมื่อท่านจำไม่ได้แล้ว แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นอาจารย์ของท่าน? มีความเป็นไปได้หรือไม่ ว่าเขาอาจจะหลอกท่านมาตั้งแต่แรก?" เยี่ยหลิงหลงย้อนถาม


   "เป็นไปไม่ได้!" เคอซินหลานโต้แย้งทันที "ถึงข้าจะจำไม่ได้ แต่ข้าพบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งจากตัวเขา ในสมุดบันทึกนั้น เขาได้บันทึกเรื่องราวในอดีตของพวกเรา..."


   เคอซินหลานก้มหน้าลง เสียงของนางค่อยๆหายไปในลำคอ บนใบหน้ามีความลำบากใจแฝงอยู่บ้าง


   "หลังจากที่ข้าได้อ่านมัน ข้าก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ พวกเราเป็นศิษย์และอาจารย์จริงๆ เขาดีกับข้ามาก และข้าก็ชอบเขามาก"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นไปอีก


   "ดังนั้น ที่ท่านบอกว่าเขาเป็นคนที่ท่านรัก ไม่ใช่เพราะท่านชอบเขา แต่เป็นเพราะท่านเห็นจากสมุดบันทึกของเขา ว่าในอดีตท่านชอบเขากระนั้นรึ?"


   "มีปัญหาอะไรหรือ?"


   "แล้วถ้าสมุดบันทึกของเขาเป็นของปลอมล่ะเจ้าคะ?"


   "เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด หลังจากที่ข้าอ่านสมุดบันทึกแล้ว ข้าก็พบภาพที่สอดคล้องกันในความทรงจำของข้า ข้ามั่นใจว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแน่.นอน"


   เคอซินหลานขมวดคิ้ว


   "พวกเจ้าถามมากมายเช่นนี้ คงไม่อยากรักษาแล้วกระมัง? คำถามที่เจ้าถาม ดูเหมือนจะเกินขอบเขตของสิ่งที่เจ้าต้องการรักษาไปแล้วนะ?"


   "แน่นอนว่าข้าต้องรักษาเจ้าค่ะ ข้าแค่อยากรู้ จึงถามดูเท่านั้นเอง"


   "ข้ารู้ว่าการตกหลุมรักอาจารย์นั้นผิดจารีต นั่นจึงเป็นเหตุให้สำนักไม่ยอมรับพวกเรา และถูกคนทั้งโลกหัวเราะเยาะ แต่พวกเราทั้งสองก็แทบเอาชีวิตไม่รอด ถือว่าได้จ่ายหนีแค้นไปแล้ว ข้าเกือบตาย ส่วนเขายังไม่ฟื้นจนถึงตอนนี้ นั่นยังไม่พอหรือ? พวกเราไม่ได้ทำร้ายใครเลยนะ!" เคอซินหลานพูดอย่างร้อนรน


   "ศิษย์พี่หญิงรองอย่าได้ตระหนกไปเลยเจ้าค่ะ พวกเราไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น ศิษย์น้องหญิงเล็กแค่ถามเท่านั้นจริงๆ" ฮวาซือฉิงเกลี้ยกล่อม


   "ศิษย์พี่หญิงรองไม่ต้องตื่นตระหนกไปนะเจ้าคะ ข้าไม่ได้ดูถูกพวกท่าน และไม่มีเจตนาจะแทรกแซงความรักของพวกท่านด้วย เพียงแต่ข้ายังมีคำถามอีกข้อที่ต้องการให้ท่านตอบ"


   เคอซินหลานมองไปที่นาง


   "หลังจากที่เขาตื่นขึ้นมา ท่านทั้งสองมีแผนจะทำอย่างไร?"


   เคอซินหลานขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง


   "พวกเราคงจะออกจากโลกนี้ ไปใช้ชีวิตอย่างสันโดษ อยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่ต้องถูกใครชี้นำอีก"


   "อื้ม" เยี่ยหลิงหลงตอบอย่างรวดเร็ว "ศิษย์พี่หญิงสี่ ขอแค่โอสถสองชนิดนี้ ข้าไม่ต้องการอย่างอื่นแล้วเจ้าค่ะ"


   ฮวาซือฉิงพยักหน้า "ให้เวลาข้าสักสามชั่วยามเถิด ข้าจะออกไปปรุงเดี๋ยวนี้"


   ปากพูดว่าสามชั่วยาม และฮวาซือฉิงก็ปรุงยาออกมาได้จริงๆ นางคำนวณเวลาได้แม่นยำอย่างยิ่ง


   หลังจากผ่านไปสามชั่วยาม โอสถก็พร้อมแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงเริ่มใช้วิชาหวนกำเนิดกระตุ้นพลังธาตุไม้เพื่อบดละลายโอสถผสมกับพลังรักษา ส่งไปตามเส้นลมปราณต่างๆทั่วร่าง


   บาดแผลนี้พูดว่าง่ายก็ง่าย นางกับศิษย์พี่หญิงสี่ร่วมมือกันก็ไม่ยาก แต่ถ้าให้ศิษย์พี่หญิงรองไปตามหาหมอ แล้วยังต้องหาปรมาจารย์ปรุงโอสถที่เก่งกาจ กระบวนการนี้คงไม่ง่ายอย่างแน่.นอน


   ไม่นาน โอสถสองเม็ดก็ถูกใช้หมด การรักษาของเยี่ยหลิงหลงใกล้จะเสร็จสิ้น นางเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วดึงพลังวิญญาณที่มือกลับมา


   เมื่อเห็นดังนั้น ฮวาซือฉิงจึงรีบส่งโอสถเสริมวิญญาณให้นางทันที


   ในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ขนตาของเขากระตุกเล็กน้อย การเคลื่อนไหวเล็กๆนี้ถูกสังเกตเห็นโดยเคอซินหลานที่คอยจับตาดูเขาอยู่ตลอดเวลา


   นางตื่นเต้นวิ่งเข้าไปหาทันที


   "ท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์! ท่านตื่นแล้ว!"


   เมื่อเห็นเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงและฮวาซือฉิงจึงออกจากต้นเซียงซือ ไปรวมตัวกับศิษย์พี่ชายทั้งสามที่รออยู่ข้างนอก


   "สำเร็จแล้วหรือ?"


   "อืม"


   "เช่นนั้นพวกเราควรจะออกเดินทางตอนนี้เลยใช่หรือไม่?"


   เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมองต้นเซียงซือต้นนั้นอีกครั้ง


   "รออีกสักครู่เถิดเจ้าค่ะ รอศิษย์พี่หญิงรองออกมาบอกลาก่อน"


   "ได้"


   ดังนั้น พวกเขาทั้งห้าคนจึงรออยู่ด้านนอกต้นเซียงซือ รอประมาณหนึ่งชั่วยาม เดิมทีคิดว่าเคอซินหลานจะออกมาเอง แต่ไม่คิดว่านางจะพยุงอาจารย์ของนางออกมาด้วยกัน


   แม้แต่การบอกลา ทั้งสองคนก็ยังต้องอยู่ด้วยกัน เห็นได้ชัดว่าความรู้สึกของทั้งสองคนดีจริงๆ ไม่อยากแยกจากกันแม้แต่ชั่วขณะเดียว


   "ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยเหลือ บุญคุณอันยิ่งใหญ่นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ข้าสามารถตอบแทนได้ หากภายหลังมีเรื่องใดที่พวกข้าจะช่วยได้ ขอเพียงบอกมา" อาจารย์ของเคอซินหลานโค้งคำนับให้พวกเขา


   "ซินหลาน เจ้าจงขอบคุณพวกเขาให้ดี แล้วบอกลาเขาเถิด"


   "ก่อนหน้านี้ ข้าขออภัยสำหรับความหุนหันของข้า ขอบคุณพวกท่าน" เคอซินหลานก็โค้งคำนับให้พวกเขาเช่นกัน


   "หวังว่าการจากลาครั้งนี้ วันหน้าจะได้พบกันอีก"


   "ศิษย์พี่หญิงรอง ระหว่างพวกเรา ไม่ต้องกล่าวคำขอบคุณ เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกข้าขอลานะเจ้าคะ" เยี่ยหลิงหลงกล่าว "ศิษย์พี่หญิงรอง ลาก่อน"


   ฮวาซือฉิงเอามือปิดปาก กลั้นน้ำตาพลางกล่าวว่า "ศิษย์พี่หญิงรอง ลาก่อนเจ้าค่ะ"


   "ศิษย์น้องหญิงรอง ลาก่อน"


   เมื่อมองดูพวกเขาหันหลังจากไป เคอซินหลานบอกไม่ถูกว่าในใจรู้สึกอย่างไร ราวกับมีความอึดอัด มีความติดขัด รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก


   แต่ท้ายที่สุดเพราะไม่รู้จักกัน นางจึงไม่ได้ไปขัดขวาง


   จนกระทั่งนางเห็นลูกปัดเม็ดหนึ่งตกลงมาจากตัวของเยี่ยหลิงหลง



บทที่ 1269: ความหวาดหวั่นในใจ



   แม้จะอยู่ในสถานที่อันห่างไกล แสงสลัวที่สาดส่องมานั้นทำให้สายตาที่เคยชัดพร่ามัว ทว่าเคอซินหลานก็ยังจำลูกปัดเม็ดนั้นได้ในแวบแรกที่เห็น


   ขณะที่เคอซินหลานกำลังจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อเก็บมันขึ้นมา เยี่ยหลิงหลงที่ได้ยินเสียงของลูกปัดก่อน นางหันกลับมาและเก็บลูกปัดเม็ดนั้นขึ้นมาจากพื้น


   เยี่ยหลิงหลงถือลูกปัดและเงยหน้าขึ้นมา เผชิญหน้ากับเคอซินหลานที่วิ่งเข้ามา


   ก่อนที่เยี่ยหลิงหลงจะได้พูดอะไร เคอซินหลานก็คว้าข้อมือที่ถือลูกปัดของนาง และถามออกมาว่า


   "ลูกปัดนี้มาอยู่กับเจ้าได้อย่างไร?"


   เยี่ยหลิงหลงยกข้อมือของตนขึ้น ชี้ไปที่เชือกแดงที่ขาดคาอยู่บนข้อมือของนาง


   "ศิษย์พี่หญิงรอง ลูกปัดนี้เป็นของข้า ข้าผูกมันไว้ที่ข้อมือและพกติดตัวตลอดเวลาเจ้าค่ะ"


   เคอซินหลานขมวดคิ้วแน่น จากนั้นก็ส่ายหน้าแรงๆ "เป็นไปไม่ได้ ลูกปัดนี้เป็นของข้า แม้ว่าข้าจะจำอะไรหลายอย่างไม่ได้ แต่ลูกปัดนี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับข้า ข้าจะไม่มีวันจำผิดอย่างแน่.นอน"


   ก่อนที่เยี่ยหลิงหลงจะได้พูดอะไร อาจารย์ของเคอซินหลานผู้มีนามว่าตู้จวิ้นเฟิง ก็พยุงร่างที่อ่อนแอเพราะความเจ็บป่วย ก้าวมาข้างหน้าสองก้าวและคว้าข้อมือของเคอซินหลานไว้


   "ซินหลาน ลูกปัดนี้หาได้พิเศษอะไร ในโลกนี้มีลูกปัดที่คล้ายกันมากมาย ข้าจำได้ว่าเจ้าเก็บมันไว้แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่แม่นางน้อยผู้นี้จะขโมยไป คืนให้นางเถิด นางกำลังจะจากไปแล้วนะ"


   หลังจากตู้จวิ้นเฟิงพูดจบ เขาก็ไอออกมาอย่างรุนแรง และอาการไอก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เสียงไอนั้นบังคับให้เคอซินหลานต้องเบนความสนใจจากลูกปัดไปที่เขา


   "ท่านอาจารย์ท่านเป็นอะไรหรือไม่?"


   "ข้าไม่ไหวแล้ว ข้างนอกหนาวเกินไป เจ้าพาข้ากลับไปที่ต้นเซียงซือทีเถิด ข้ารู้สึกแย่ยิ่งนัก ข้า... แค่ก… แค่ก.."


   ตู้จวิ้นเฟิงไอรุนแรง เคอซินหลานกลัวว่าเขาจะไอเป็นเลือด จึงรีบพยุงเขาเดินกลับไป แต่ก่อนจะจากไป นางอดไม่ได้จริงๆ ที่จะหันกลับไปมองลูกปัดในมือของเยี่ยหลิงหลง


   เมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังจะจากไป เยี่ยหลิงหลงก็ยกมือขึ้น ใช้พลังวิญญาณสร้างค่ายกลป้องกันขนาดใหญ่ ครอบคลุมทุกคนที่อยู่ในที่นั้นทันที


   เส้นทางข้างหน้าถูกขวางเอาไว้ ตู้จวิ้นเฟิงและเคอซินหลานหันกลับไปมองเยี่ยหลิงหลงด้วยความประหลาดใจ


   "เหตุใดเจ้าถึงขวางทางพวกข้า? เรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องถือสาหาความเช่นนี้เลย?" ตู้จวิ้นเฟิงชี้นิ้วไปที่นางก่อนที่เยี่ยหลิงหลงจะได้เอ่ยปาก


   เยี่ยหลิงหลงยิ้ม


   "ขออภัยเจ้าค่ะ แต่เมื่อครู่ท่านบอกกับศิษย์พี่หญิงรองของข้าว่า ที่นี่ลมแรง รู้สึกไม่สบาย ดังนั้นเพื่อให้ท่านรู้สึกดีขึ้น ข้าถึงได้สร้างค่ายกลป้องกันนี้ขึ้นมา แล้วเหตุใดจึงกลายเป็นว่าข้าถือสาหาความได้เล่า?


   ข้าคือหมอที่มีใจเมตตา ทั้งยังเป็นคนที่รักษาท่านให้หาย ดังนั้นข้าย่อมไม่อาจปล่อยให้ท่านทำร่างกายเสียหายอีกได้ แต่อะไรกัน? ท่านบอกว่าข้าปองร้ายท่านกระนั้นหรือ?"


   ตู้จวิ้นเฟิงขมวดคิ้วแน่น เหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผาก ริมฝีปากซีดขาวยิ่งกว่าเดิม มือของเขาสั่นเทาออกมาเล็กน้อย


   "ขออภัย ข้าใจร้อนเกินไป ข้าเพียงแค่ต้องการกลับไปที่ต้นเซียงซือเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องรบกวนให้ท่านวางค่ายกลไว้ตลอดเช่นนี้"


   "ไม่เป็นไร ข้าแค่เห็นว่าร่างกายท่านอ่อนแอเกินไปเท่านั้น เพื่อศิษย์พี่หญิงรอง และเพื่อตัวท่านเอง และที่สำคัญคือเพื่ออนาคตของพวกท่านทั้งสอง ข้าอยากจะเพิ่มตัวยาให้ท่านอีกเล็กน้อย เพื่อช่วยให้ท่านฟื้นตัวได้เร็วขึ้น"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ นางก็เห็นสีหน้าของตู้จวิ้นเฟิงยิ่งดูไม่ดีขึ้นไปอีก


   นางจึงเสริมอีกประโยคหนึ่งขึ้นมา "เจ้าคงไม่ปฏิเสธความหวังดีของข้าหรอกกระมัง?"


   "ข้าไม่อยากจะรบกวนพวกเจ้าอีกแล้ว เพราะฉะนั้น..." ตู้จวิ้นเฟิงยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกฮวาซือฉิงแย่งพูดเสียก่อน


   "ฉะนั้นอะไรกัน? ด้วยความสามารถของข้า การปรุงยาใหม่ให้เจ้า จะใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วยามแน่.นอน"


   นางยืนดูอยู่ด้านหลังสักพัก ดูเหมือนจะเข้าใจความหมายของศิษย์น้องหญิงเล็ก เมื่อเห็นว่าสถานการณ์มีทางออก นางก็ดีใจและเข้าไปช่วยเหลือในทันที


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าคิดว่าเราควรจะจ่ายยาอะไรให้เขาดีล่ะ?"


   ฮวาซือฉิงพูดจบก็หยิบหีบยาของนางออกมาทันที พอหยิบออกมาแล้วก็พับแขนเสื้อ เตรียมค้นหาสมุนไพรในนั้นทันที


   ในตอนที่นางพับแขนเสื้อนั้น ลูกปัดที่ผูกติดอยู่กับเชือกบนข้อมือของนาง ก็ปรากฏเข้าสู่สายตาของทุกคน เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งว่านางตั้งใจ


   เยี่ยหลิงหลงเห็นความเข้าใจกันของศิษย์พี่หญิงสี่ นางก็.อดไม่ได้ที่จะยิ้ม แต่ก็พยายามกดมุมปากเอาไว้


   "สหายเต๋า บัดนี้หน้าผากของท่านมีเหงื่อซึม ริมฝีปากซีด กำมือแน่น ร่างกายสั่นเล็กน้อย ดูเหมือนจะตื่นเต้นมากสินะเจ้าคะ น่าจะเป็นความกังวลในใจที่ทำให้อารมณ์ตึงเครียด วิตกกังวล ต้องการยาที่ช่วยให้จิตใจสงบกรือไม่? มิเช่นนั้นทุกวันต่อจากนี้ ท่านจะนอนไม่หลับเอานะเจ้าคะ"


   "ได้เลย! เรื่องนี้ง่ายดายยิ่งนัก ข้าจะปรุงให้เดี๋ยวนี้" ฮวาซือฉิงพูดจบ คิดสักครู่แล้วถามต่อ


   "แต่ศิษย์น้องหญิงเล็ก เขากังวลใจเพราะอะไรกัน? หากว่าข้ารู้สาเหตุ จะได้รักษาได้ตรงจุด"


   "ก็ต้องถามเขาสิเจ้าคะ มิทราบว่าสหายเต๋ากำลังกลัวอะไรอยู่หรือ?" เยี่ยหลิงหลงถามตู้จวิ้นเฟิงตรงๆ


   ตู้จวิ้นเฟิงขมวดคิ้วแน่น สีหน้าหม่นลงไปเล็กน้อย


   "ข้าไม่ได้เป็นอะไร พวกเจ้าอย่าได้นำเรื่องไร้สาระพวกนี้มาใส่ร้ายข้า! พวกเจ้าต้องการทำอะไรกันแน่?"


   "อ้าว! นี่ท่านไม่ได้เป็นหรือ?" เยี่ยหลิงหลงมองไปที่เคอซินหลาน


   "ศิษย์พี่หญิงรองท่านลองดูสิเจ้าคะ อาการที่ข้าพูดเมื่อครู่ ข้าพูดผิดตรงไหนกัน?"


   เคอซินหลานรู้สึกเกร็งไปทั้งตัว คราวนี้นางไม่ได้พูดผิด อาจารย์ขิงนางดูเหมือนว่ากำลังซ่อนบางสิ่งไว้ในใจ รู้สึกกระวนกระวายและกระสับกระส่ายอย่างมาก จึงต้องการจะออกไปจากที่นี่โดยเร็ว


   นางตกอยู่ในความลังเลใจ เห็นได้ชัดว่าคนตรงหน้ากำลังมุ่งเป้าไปที่อาจารย์ของนาง


   ในฐานะศิษย์และในฐานะคนรัก นางควรจะปกป้องอาจารย์และพยายามโน้มน้าวให้พวกเขาถอยไป


   แต่...


   เคอซินหลานมองไปที่ลูกปัดสองเม็ดบนข้อมือของสตรีทั้งสอง เมื่อครู่นางต้องการจะถาม และนางก็สนใจลูกปัดนั้นจริงๆ แต่ท่านอาจารย์กลับไม่ให้นางถามสิ่งใดเลย


   ใช่! เรื่องของลูกปัด! ท่านอาจารย์ไม่ต้องการให้นางรู้กระนั้นหรือ?


   แต่นางรู้ว่า ลูกปัดนี้สำคัญมากสำหรับนาง ไม่เช่นนั้น นางคงไม่ใช้วิชาลับเก็บมันไว้อย่างดี


   ในเมื่อมันสำคัญมาก ทำไมนางถึงถามไม่ได้เล่า?


   ขณะที่เคอซินหลานกำลังจมอยู่กับสงครามภายในใจ มู่เซียวหรานก็นำเก้าอี้ออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วพับแขนเสื้อขึ้น ยกเก้าอี้ไปวางข้างตู้จวิ้นเฟิงด้วยตัวเอง


   "ในเมื่อร่างกายอ่อนแอ ก็ควรนั่งรอเห็นจะดีกว่า สหายเต๋า เชิญนั่งก่อนเถิด อย่าได้เกรงใจอีกเลย"


   ขณะที่มู่เซียวหรานพูด เขายังทำท่าเชื้อเชิญ และขณะที่ทำเช่นนั้น ลูกปัดบนข้อมือของนางก็แวบเข้าตาเคอซินหลานอีกครั้ง


   ในตอนนี้ เสิ่นหลีเสียนและเผยลั่วไป๋ต่างก็นำลูกปัดของตนออกมา พวกเขาไม่ได้แสดงละครอีกต่อไป แต่วางลูกปัดไว้บนฝ่ามือเลย


   "ลูกปัดเม็ดนี้ เป็นสิ่งที่พวกเราสร้างขึ้นมาก่อนที่จะแยกย้ายกันจากภพล่างไปยังภพบน โดยศิษย์น้องหญิงสาม เป็นคนสร้างตัวลูกปัด ศิษย์น้องหญิงรองเจ้าเป็นผู้ใส่ภาพลวงตาลงไปด้วยตัวเอง และศิษย์น้องหญิงเล็กเป็นคนที่วางแผนเกี่ยวกับลูกปัดเม็ดนี้ทั้งหมด"


   เสียงของเผยลั่วไป๋ฟังดูสงบนิ่ง "มันไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว เพราะมันมีทั้งหมดสิบสามเม็ด สำนักชิงเสวียนคนละหนึ่งเม็ด นอกเหนือจากนี้ ในโลกนี้ ย่อมไม่มีสิ่งที่คล้ายคลึงกันอีก"


   "ศิษย์น้องหญิงรอง เจ้าเองก็มีหนึ่งเม็ดเช่นกัน" เสิ่นหลีเสียนกล่าว "เม็ดของเจ้าถูกผนึกเก็บไว้ เจ้าลองหามันดูสิ ว่าเหมือนกับของพวกเราหรือไม่?"


   เคอซินหลานมองดูลูกปัดเม็ดแล้วเม็ดเล่า หัวใจที่กดข่มไว้ และความไม่แน่ใจของนาง ในที่สุดก็ตัดสินใจได้


   นางก้มหน้าหยิบลูกปัดเม็ดของนางออกมาจากแหวนมิติ ลูกปัดเม็ดนั้นได้ถูกผนึกอยู่ในกล่องใบหนึ่ง นางกำลังจะเปิดมัน ตู้จวิ้นเฟิงที่อยู่ข้างๆ ก็กดมือนางไว้ทันที ห้ามการกระทำของนาง


   "เจ้าอย่าเปิดมันเลย!"


   "เหตุใดเล่า?" เคอซินหลานถามด้วยความไม่เข้าใจ "อดีตของข้า สิ่งที่เป็นของข้า เหตุใดข้าถึงเปิดไม่ได้?"



บทที่ 1270: เจ้ามีเจตนาไม่ดีนี่นา



   "เพราะเจ้าเคยบอกข้าว่าอดีตของเจ้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและบาดแผล เจ้าทนทรมานมาจนถึงวันนี้ได้อย่างยากลำบาก เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นอีกแล้ว ด้วยเหตุนี้เจ้าถึงได้ผนึกลูกปัดเม็ดนี้ไว้ เจ้าต้องการบอกลาอดีต เจ้าไม่ต้องการหวนกลับไปอีกแล้ว!"


   ตู้จวิ้นเฟิงพูดจบ ก็หันไปมองพวกเยี่ยหลิงหลงด้วยความโกรธ


   "พวกเจ้ารู้ดีมิใช่หรือ? ว่าอดีตของนางเป็นอย่างไร นางลืมมันไปแล้ว เหตุใดไม่ปล่อยนางไป? เหตุใดไม่ปล่อยให้นางใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบ? พวกเจ้าจะลากนางกลับเข้าสู่หล่มโคลนนั่นอีกทำไม พวกเจ้าจะสบายใจ ก็ต่อเมื่อได้ลากนางไปตายด้วยกันใช่หรือไม่?"


   เขาพูดไป พลางไออย่างหนักหน่วง


   "หากข้ารู้แต่แรก ว่าพวกเจ้าจะเป็นเช่นนี้ ข้าคงไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากพวกเจ้าเด็ดขาด ข้ายอมตาย ดีกว่าให้นางต้องนึกถึงอดีตอันเจ็บปวดนั่น! หากวันนี้พวกเจ้าจะบังคับนางจริงๆ ข้าก็จะตายพร้อมกับพวกเจ้าไปเลย!"


   ตู้จวิ้นเฟิงตะโกนสุดเสียง จนแทบหมดแรงสิ้นชีพอยู่ตรงนั้น เขาระเบิดอารมณ์ทั้งหมดออกมา ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะถูกบีบจนถึงทางตันเสียแล้ว


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฮวาซือฉิงและคนอื่นๆต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อนึกถึงการตัดสินใจที่พวกเขาทำบนเรือเหาะ ทุกคนตกอยู่ในความลังเลชั่วขณะ


   มีเพียงเยี่ยหลิงหลงเท่านั้นที่หัวเราะเยาะแล้วก้าวออกมาข้างหน้า


   "เหตุใดถึงจะไม่สามารถจากไปได้เล่า!!? ก็ในเมื่อข้าพบว่าเจ้ามีเจตนาไม่ดีนี่


   ข้าไม่ได้จำเป็นต้องให้ศิษย์พี่หญิงรองกลับมาเดินทางกับพวกเรา แต่ข้าต้องมั่นใจว่าได้ว่าข้ามอบนางให้กับคนที่ไว้ใจ!!


   แต่เจ้า!! ทุกคำพูดของเจ้าล้วนเต็มไปด้วยคำโกหก แสร้งทำตัวเป็นคนดี ล้วนเป็นการหลอกลวงทั้งสิ้น ข้าจะมอบศิษย์พี่หญิงรองให้คนอย่างเจ้าได้อย่างไร?


   เจ้าบอกว่าศิษย์พี่หญิงรองเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเมื่ออยู่กับพวกเรา และนางก็ไม่อยากใช้ชีวิตแบบนั้นอีก"


   เยี่ยหลิงหลงมองไปที่เคอซินหลาน


   "ศิษย์พี่หญิงรอง ความทรงจำของท่านอาจจะไม่มีเหลือแล้ว แต่ความรู้สึกไม่ได้หายไปทั้งหมดหรอก ท่านลองถามตัวเองดูเถิด ในตอนที่ท่านเลือกที่จะเชื่อว่าพวกข้าสามารถช่วยเจ้าได้ เจ้ารู้สึกว่าพวกข้าจะทำร้ายเจ้า หรือจะนำความเจ็บปวดมาให้เจ้าหรือไม่?"


   เคอซินหลานชะงักไป แม้นางจะระแวดระวังมาก แต่ก็ไม่เคยรู้สึกถึงความเป็นศัตรูจากพวกเขาเลย ความจริงแล้วนางเชื่อใจพวกเขา ทั้งยังเชื่อใจมากเสียด้วย!


   "หากว่าอดีตเจ็บปวดมาก และท่านตั้งใจที่จะลืมมันไปเสีย แต่ทำไมท่านให้ความสำคัญกับลูกปัดเม็ดนั้นมาก? ท่านควรจะโยนทิ้งหรือทำลายมันไปแล้วมิใช่หรือ?"


   "ใช่แล้ว! ถึงแม้ว่าในอดีตของพวกเราจะไม่ได้ราบรื่นนัก แต่ข้ากล้ารับรองว่าศิษย์พี่หญิงรองนั้น เวลาอยู่กับพวกเราจะต้องมีความสุขแน่นอน! ท่านไม่มีวันเกลียดหรือระแวดระวังตัวเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเรา!" ฮวาซือฉิงพูดอย่างโกรธเกรี้ยว


   "เจ้านั่นแหละที่กำลังหลอกลวงศิษย์พี่หญิงรองของข้า!"


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ากำลังสงสัยว่า การสูญเสียความทรงจำของศิษย์น้องหญิงรองเป็นฝีมือของเขาใช่หรือไม่?" เผยลั่วไป๋ถาม


   คำถามนี้ทำให้เยี่ยหลิงหลงมองไปที่เผยลั่วไป๋ด้วยความประหลาดใจ


   "ศิษย์พี่ใหญ่ สัญชาติญาณของท่านช่างไวเหลือเกิน! ข้าไม่ได้แค่สงสัย ข้ามีหลักฐานแน่ชัดด้วยเจ้าค่ะ!"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ตู้จวิ้นเฟิงก็ตกใจจนแทบหมดสติ เขากุมเคอซินหลานไว้แน่น ถึงกับคิดในใจแล้วด้วยซ้ำ ว่าจะผ่านเรื่องบ้าบอตรงหน้านี้ไปได้อย่างไร


   ทว่าทันทีที่เขามีความคิดนี้ เสิ่นหลีเสียนก็พุ่งมาอยู่ข้างๆเขา วางมือเบาๆบนไหล่ของเขา


   "เจ้ากำลังคิดจะทำอะไร? เจ้าต้องการฆ่าปิดปากหรือ?"


   เสิ่นหลีเสียนกล่าวเยาะเย้ยว่า "หึ! เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ? หากข้าต้องการฆ่าเจ้า เพียงฝ่ามือเดียวข้าก็สามารถจัดการเจ้าได้แล้ว เพราะตอนนี้ เจ้าเป็นเพียงไก่อ่อนแอตรงหน้าข้าเท่านั้น ข้าเพียงแค่กลัวว่าเจ้าจะยืนไม่อยู่ จึงหวังดีช่วยพยุงเจ้าเท่านั้น เจ้าคิดอะไรอยู่ไม่ทราบ?"


   "เจ้า..."


   "ศิษย์พี่หญิงรอง บาดแผลของสหายเต๋าผู้นี้ มีร่องรอยการลงมือของเจ้าอยู่ด้วยเจ้าค่ะ"


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ เคอซินหลานก็ตกใจเบิกตากว้างทันที


   "เจ้าว่าอย่างไรนะ? ซินหลานจะทำร้ายข้าได้อย่างไร! เจ้าอย่าได้พูดจาส่งเดชเหลวไหลเช่นนี้นะ!"


   "ความทรงจำของนาง เริ่มต้นตั้งแต่เจ้าและนางบาดเจ็บพร้อมกัน หลังจากนั้นล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าจงใจจัดการให้นางรับรู้ แต่นางลืมไปแล้ว ว่านางได้รับบาดเจ็บอย่างไร หากแต่แรกเริ่ม เป็นเจ้าที่ต้องการผนึกความทรงจำของนาง และนางยอมตายไม่ยอมทำตาม จึงขั้นทำให้เจ้าบาดเจ็บล่ะ?"


   "เป็นไปไม่ได้! เหลวไหลสิ้นดี! เจ้าพูดเช่นนี้ เจ้าไม่กลัวฟ้าผ่าหรืออย่างไร!" ตู้จวิ้นเฟิงตะโกน


   "เจ้าใช้ข้ออ้างความรักระหว่างอาจารย์ศิษย์เป็นสิ่งที่ผู้คนไม่ยอมรับ เพื่อชักนำศิษย์พี่หญิงรองของข้า ให้นางเข้าใจว่าพวกเจ้าถูกกลั่นแกล้งจนเป็นเช่นนี้ ทำให้นางคิดตั้งแต่แรกว่าตนเองและเจ้าอยู่ฝ่ายเดียวกัน


   แต่ความจริงแล้ว ไม่มีใครไล่ล่าพวกเจ้าหรอก แต่เป็นเจ้าต่างหากที่บังคับ และพยายามที่จะผนึกความทรงจำของนาง ในระหว่างนั้น เจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะการต่อต้านของนาง


   ก่อนที่เจ้าจะบาดเจ็บสาหัสและหมดสติไป เจ้าบอกนางว่าความสัมพันธ์ของพวกเจ้าไม่เป็นที่ยอมรับ จึงไม่ควรติดต่อกับคนภายนอก แล้วเจ้าก็บอกวิธีช่วยเจ้า ทำให้นางทุ่มเททุกอย่างเพื่อเจ้าตลอดเวลาอันยาวนานนี้


   เจ้าจารึกเรื่องความรักของพวกเจ้าไว้ในใจของนาง รอเพียงเจ้าตื่นขึ้นมา


   ทั้งหมดนี้ ก็จะเป็นไปตามที่เจ้าวางแผนไว้"


   "ไม่! ไม่ใช่อย่างนั้นนะ! นี่เจ้ากำลังพูดเหลวไหล!" ตู้จวิ้นเฟิงจับมือของเคอซินหลานอย่างตื่นเต้น "ซินหลาน เจ้าอย่าเชื่อพวกเขา พวกเขาต้องการแย่งเจ้าไปจากข้า คนแบบนี้ย่อมไม่เลือกวิธีการ พวกเขาช่างต่ำช้าและไร้ยางอายเหลือเกิน! เจ้าอย่าเชื่อพวกเขานะ! อาจารย์เยี่ยงข้าจะทำเช่นนั้นกับเจ้าได้อย่างไร?"


   เคอซินหลานมองไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย ร่างกายของนางได้ถูกตู้จวิ้นเฟิงเขย่า แตยามนี้นางไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆเลย


   "หากต้องการรู้ความจริง เพียงแค่ปลดผนึกความทรงจำของศิษย์พี่หญิงรองก็พอแล้ว" เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   "เจ้าบอกว่าเจ้าไม่ได้โกหก เช่นนั้นเจ้ากล้าให้ข้าปลดผนึกความทรงจำของนางหรือไม่?"


   "พวกเจ้าห้ามแตะต้องนางเชียวนะ! ผนึกของนางห้ามแตะต้องเด็ดขาด!"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ตู้จวิ้นเฟิงยิ่งคลุ้มคลั่งมากขึ้นไปอีก น้ำเสียงที่ร้องห้ามนั้นฟังดูจริงจังกว่าเดิมเป็นร้อยเท่าพันเท่า ราวกับว่าเขากลัวจริงๆ


   "พวกเจ้าบังอาจแตะต้องตามใจชอบ เบาสุดก็ทำให้จิตวิญญาณของนางเสียหาย หนักสุดก็ทำให้จิตวิญญาณของนางแตกสลาย ดังนั้นพวกเจ้าห้ามแตะต้องผนึกของนางเด็ดขาด! ข้าไม่ได้ล้อเล่นนะ! พวกเจ้าห้ามทำให้นางตายเด็ดขาด!"


   หลังจากที่เขาพูดจบ เคอซินหลานก็หันมามองเขา สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากเชื่อ


   "ท่านรู้ว่าความทรงจำของข้าถูกผนึกไว้? และท่านก็ยังรู้อีกว่า ผนึกนี้ห้ามแตะต้อง เบาสุดก็ทำให้วิญญาณเสียหาย หนักสุดก็ทำให้วิญญาณแตกสลาย?"


   ตู้จวิ้นเฟิงชะงักไป


   "ข้า..."


   "แต่ตอนแรก ท่านบอกข้าว่า ที่ข้าจำไม่ได้ เป็นเพราะในระหว่างที่ถูกไล่ล่า ศีรษะของข้าได้รับบาดเจ็บสาหัส ท่านลืมไปแล้วหรือ?"


   "ซินหลาน..."


   "หมายความว่าที่ผ่านมา ท่านถักทอคำโกหกมากมาย จนในที่สุดแม้แต่ตัวท่านเองก็ลืมว่าเคยพูดอะไรไว้ ใช่หรือไม่?"


   "ข้าไม่ได้ตั้งใจจะหลอกเจ้านะ ทั้งหมดนี้ข้าทำเพื่อเจ้าทั้งนั้น! หากเจ้าจำอดีตได้ เจ้าจะต้องเจ็บปวดกว่าตอนนี้เป็นพันเป็นร้อยเท่า! จริงๆนะ จริงๆ!"


   ตู้จวิ้นเฟิงกอดเคอซินหลานแน่น ราวกับกลัวว่านางจะจากไปในตอนนี้


   "อะไรดีสำหรับข้า ข้าไม่สามารถตัดสินเองได้หรือ? การจะเอาหรือไม่เอาอดีตของข้า ข้าไม่สามารถตัดสินใจเองได้หรืออย่างไร? เหตุใดท่านบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้เล่า?" เคอซินหลานย้อนถาม


   "ข้า..."


   ในตอนนั้น เคอซินหลานจับข้อมือของเขา แล้วดึงมือของเขาออกจากร่างของนาง


   "หลายปีมานี้ ข้าคิดอยู่เสมอว่า ข้ารักท่านจริงหรือไม่? เหตุใดข้าได้แต่มองจดหมายที่ท่านทิ้งไว้ให้ข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ข้ากลับจำคำพูดของท่านไม่ได้เลย แม้แต่ความรัก ข้าก็ยังไม่รู้สึกถึงมันเลยแม้แต่น้อย?


   แต่ตอนนี้ ข้าคิดว่าข้ารู้คำตอบแล้ว"




จบตอน

Comments