บทที่ 1291: ศิษย์สำนักชิงเสวียนผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
เมื่อได้ยินคำประกาศนี้ดังขึ้น คนแรกที่ลุกขึ้นปรบมือก็คือเจ้าสำนักสวรรค์ลิขิต และตามด้วยเจ้าสำนักอีกหกคนที่ทยอยลุกขึ้นยืน
ในยามที่พวกเขาถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอก จิตใจหม่นหมอง และกังวลจนมิรู้ทิศ กลับเป็นศิษย์ของพวกเขาเองที่ก้าวออกมา ปลุกขวัญกำลังใจ และสร้างความฮึกเหิมให้ทุกคน
พวกศิษย์ไม่หวั่นเกรงต่ออุปสรรคและความยากลำบาก ในฐานะผู้อาวุโส พวกเขาจะมัวลังเลได้อย่างไร?
เมื่อมาถึงเมืองเติงเทียนแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ล้วนไม่สำคัญ เพราะตอนนี้พวกเขาควรทุ่มเทสุดกำลัง เพื่อแย่งชิงทุกสิ่งที่เป็นของพวกเขากลับคืนมา!
หลังจากได้รับการปลุกใจ เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตได้เสนอให้รวมทุกคนจากเจ็ดสำนักเข้าด้วยกัน ภายใต้การนำของเจ้าสำนักทั้งเจ็ด มุ่งไปยังภูเขาเติงเทียนอย่างยิ่งใหญ่!
ข้อเสนอนี้ได้รับการเห็นชอบจากเจ้าสำนักทุกคน พวกเขาต้องการการกระทำที่จะช่วยปัดเป่าความท้อแท้จากการสูญเสียบุปผาคืนชีวา ฟื้นฟูกำลังใจ และเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่
วันนั้น เจ้าสำนักทั้งเจ็ดนำศิษย์ของพวกเขาเดินผ่านถนนในเมืองเติงเทียนอย่างยิ่งใหญ่ล้วนแล้วก็เพื่อไปยังเขาเติงเทียน พร้อมกันนั้นพวกเขาก็เงยหน้ามองสถานที่ที่พวกเขาจะต้องพิชิตต่อไป
เจ็ดสำนักจะต้องสร้างความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ข่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ไม่นานเยี่ยหลิงหลงและสหายของนางก็ได้รับข่าวนี้
ในเวลานั้น พวกเขากำลังดื่มสุราอยู่ในโรงเหล้าของเมืองเติงเทียน ไม่มีใครสวมหน้ากากเลยแม้แต่คนเดียว
เมืองเติงเทียนแตกต่างจากที่อื่น มันไม่ใช่เมืองเดียว แต่เป็นสิบเมืองที่ล้อมรอบภูเขาเติงเทียน
เพราะการประชุมเติงเทียนเป็นงานใหญ่ที่ทั้งภพเซียนชั้นสูงร่วมกันจัดขึ้น จัดทุกร้อยปี อย่างยิ่งใหญ่
ผู้เข้าร่วมการประชุมเติงเทียนมีจำนวนมาก ทั้งยังมัคนจากหลากหลายกลุ่มอำนาจ นับว่ารวมเอาทุกกลุ่มอำนาจมาอย่างกว้างขวาง หากมีเพียงเมืองเดียวคงไม่เพียงพอ จึงมีทั้งหมดสิบเมืองด้วยกัน
และจุดประสงค์ของการตั้งเมืองสิบแห่ง ก็เพื่อให้กลุ่มอำนาจใหญ่ต่างๆ ไม่เกิดความขัดแย้งหรือกระทบกระทั่งกันก่อนที่การประชุมใหญ่จะเริ่มขึ้น
ผู้ที่ไม่ถูกกัน ย่อมไม่มาอยู่ในเมืองเดียวกัน
ดังนั้น เมื่อเยี่ยหลิงหลงและคณะของนางเลือกเมือง พวกเขาเลือกเมืองทางทิศตะวันตก เพราะพวกเขามาจากทิศตะวันออก โดยพื้นฐานแล้วทางทิศตะวันออกแทบไม่มีคนของพวกเขาเหลืออยู่แล้ว
พวกเขาจึงตัดสินใจไปยังเมืองทางทิศตะวันตก หวังว่าอาจจะได้พบกับเพื่อนร่วมสำนักที่ยังไม่ได้รวมตัวกันก่อนการประชุมใหญ่
ภายใต้การประชาสัมพันธ์ของเจ็ดสำนักใหญ่ ภาพวาดของศิษย์พี่ใหญ่ได้ถูกติดอยู่ทั่วทุกเมืองในจงหยวน แม้กระทั่งนอกเขตจงหยวนก็ยังมีการติดประกาศบ้าง
การประชาสัมพันธ์ในวงกว้างเช่นนี้ ศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิงที่เหลือ ย่อมต้องเห็นแน่.นอน
ในขณะเดียวกัน การที่พวกเขาเลือกตั้งหลักอยู่ในเมืองทางทิศตะวันตก ก็เพื่อตอบแทนความช่วยเหลืออย่างใจกว้างของเจ็ดสำนักใหญ่ ไม่ไปยั่วยุพวกเขาก่อนการประชุมใหญ่เติงเทียน และให้ความหวังและความกระตือรือร้นแก่พวกเขาบ้าง
ดังนั้น ตอนนี้เมื่อพวกเขาปรากฏตัวในโรงเหล้าเล็กๆ ตอนนี้จึงไม่มีใครสวมหน้ากากเลย
เมืองเติงเทียนไม่ได้มีเมืองเดียว และภูเขาเติงเทียนก็ไม่ได้มีลูกเดียวเช่นกัน
แม่จะบอกว่าเป็นการประชุมใหญ่ แต่หากจะพูดให้ถูกต้อง มันก็คือสนามทดสอบขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นตามแนวภูเขา โดยจะมีกลุ่มอำนาจมากมายมาร่วมชุมนุมกันนั่นเอง
แต่ภูเขานี้ แท้จริงแล้วมีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง บนภูเขามีปราณวิญญาณเข้มข้น และยอดเขานั้นก็สูงจนมองแทบจะไม่เห็น ตามตำนานกล่าวว่า ยอดของภูเขานี้คือภพของผู้ที่บรรลุเป็นเซียนแล้ว
ผู้ที่สามารถขึ้นไปถึงยอดเขาได้ จะสามารถล่องลอยขึ้นสู่สวรรค์ได้ จึงเรียกว่าภูเขาเติงเทียนหรืออีกชื่อหนึ่งก็คือภูเขาพิชิตสวรรค์นั่นเอง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีคนที่ปีนป่ายขึ้นไปมากมาย ทว่ากลับไม่มีใครสักคน ที่ขึ้นไปถึงยอดเขาได้
การขึ้นไปถึงยอดของภูเขาลูกนี้จึงกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
เมื่อเทียบกับดินแดนลับต้นอู๋โยวที่ไม่มีใครรู้ ว่าสร้างขึ้นจากมือใคร ภูเขาเติงเทียนที่ทั้งภพเซียนใช้ร่วมกันนี้ กลับสร้างโดยสำนักชิงเสวียนเมื่อหมื่นปีก่อน เรื่องนี้กลับเป็นที่รู้กันทั่ว
พูดให้ถูกต้องคือ สนามทดสอบเหล่านี้สร้างขึ้นโดยฝีมือของคนจากสำนักชิงเสวียน
มีข่าวลือว่าในอดีตสำนักชิงเสวียนกลายเป็นสำนักอันดับหนึ่งของภพเซียน ไม่ใช่เพียงเปรียบเทียบกับเจ็ดสำนักใหญ่เท่านั้น แต่เป็นอันดับหนึ่งที่ไม่มีใครเทียบได้ในทั่วทั้งภพเซียน
มีข่าวลือว่าในยุครุ่งเรืองของสำนักชิงเสวียน จากผู้ที่ขึ้นสวรรค์ได้สิบคน
เก้าคนล้วนมาจากสำนักชิงเสวียนทั้งสิ้น
ยังมีข่าวลืออีกว่า เมื่อมีการจัดงานการประชุมใหญ่เติงเทียน นอกจากเจ้าสำนัก ผู้อาวุโส และผู้ที่ปิดด่านเพื่อขึ้นสวรรค์แล้ว
สมาชิกทั้งหมดของสำนักชิงเสวียนจะมาเข้าร่วม ไม่ใช่ว่าสำนักอื่นไม่อยากให้สมาชิกทั้งหมดเข้าร่วม แต่เพราะงานการประชุมใหญ่เติงเทียนนี้ มีเงื่อนไข นั่นก็คือต้องมีอายุไม่เกินพันปีจึงจะเข้าร่วมได้
พวกเขานั่งอยู่ในโรงเหล้า มองภูเขาเติงเทียนนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย
"ก่อนหน้านี้ ข้าไม่รู้ว่าต้นอู๋โยวเป็นของสำนักชิงเสวียน พอรู้ตัว มันก็หายไปเสียแล้ว ตอนที่ศิษย์น้องหญิงเล็กพูดถึง ข้ายังรู้สึกเสียดายอยู่เลย สิ่งที่เป็นของสำนักชิงเสวียนข้ากลับไม่มีโอกาสได้เห็น"
เผยลั่วไป๋หัวเราะเบาๆ "ยังดีที่ตอนนี้มีภูเขาเติงเทียน อย่างน้อยก็ได้เห็นพลังของสำนักชิงเสวียนในอดีต ว่าพวกเขาแข็งแกร่งแค่ไหน"
"ต้นอู๋โยวนั้น เป็นของสำนักชิงเสวียน ภูเขาเติงเทียนก็เป็นของสำนักชิงเสวียน สำนักชิงเสวียนในอดีตช่างแข็งแกร่งจริงๆ" เสิ่นหลีเสียนก็ถอนหายใจตาม
"ถ้ารู้อย่างนี้ ข้าคงกลับไปดูสำนักบ่อยๆ ดูว่าทำไมมันถึงแข็งแกร่งขนาดนั้น?"
"ศิษย์พี่รอง พอท่านพูดเรื่องนี้ ข้าก็รู้สึกเศร้าขึ้นมา ข้าคิดถึงลานบ้านของข้า ข้าปลูกพืชวิญญาณไว้มากมาย หลายปีมานี้ไม่มีใครดูแล ไม่รู้ว่าจะเหลือรอดสักกี่ต้น" ฮวาซือฉิงถอนหายใจ
"แล้วสำนักชิงเสวียนในอดีตอยู่ที่ใดกันแน่? เหตุใดถึงหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย?" มู่เซียวหรานรู้สึกงุนงง
"ข้าเคยเห็นสภาพของสำนักชิงเสวียนก่อนที่มันจะหายไป" เยี่ยหลิงหลงพูดจบ สายตาทุกคนก็หันไปมองนาง
ดังนั้น นางจึงเล่าสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินเกี่ยวกับสำนักชิงเสวียนในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาให้ทุกคนฟัง
"หมายความว่า เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา เกิดขึ้นหลังจากสำนักชิงเสวียนหายไปกระนั้นหรือ??"
"ข้าคาดว่าใช่เจ้าค่ะ แต่ไม่มีเบาะแสเพิ่มเติมอีกแล้ว" เยี่ยหลิงหลงมองไปยังภูเขาเติงเทียนนอกหน้าต่าง "ข้ามีลางสังหรณ์ว่า หากพวกเราสามารถปีนขึ้นไปถึงยอดเขาได้ บางทีพวกเราอาจจะได้คำตอบใหม่ๆก็ได้ "
"ยอดเขาหรือ?" เคอซินหลานอุทานขึ้นมา "นั่นไม่ใช่ที่ที่ไม่เคยมีใครขึ้นไปถึงหรอกหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงยิ้ม
"แล้วพวกเราจะเป็นคนแรกไม่ได้หรือ?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างยืดหลังตรงขึ้นในทันที
เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นยืน น้ำเสียงฟังดูเร่าร้อนเป็นพิเศษ
"คนอื่นทำไม่ได้ พวกเราก็ต้องทำไม่ได้หรือ? คนอื่นเข้าร่วมการประชุมเติงเทียนล้วนมีเป้าหมายเพื่อเอาชนะคนอื่น แต่ศิษย์สำนักชิงเสวียนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป้าหมายของพวกเราคือเอาชนะภูเขาลูกนี้ต่างหาก!"
ในขณะนั้น ทุกคนต่างมีความรู้สึกอยากให้การประชุมเติงเทียนเริ่มขึ้นทันที
หลายปีผ่านไป สุนทรพจน์ก่อนการประชุมของศิษย์น้องหญิงเล็ก ยังคงรักษามาตรฐานสูงเอาไว้ เพียงไม่กี่คำก็ทำให้ผู้คนอยากจะทุ่มเทชีวิตในทันที
ไม่ทันไร วันแห่งการทุ่มเทชีวิตก็มาถึงอย่างรวดเร็ว
การรอคอยเป็นเวลาร้อยปีของภูเขาเติงเทียนนั้น ในที่สุดก็เปิดในวันนี้
ขบวนคนที่ขึ้นเขามีมากมายนับไม่ถ้วน ศิษย์ที่เข้าร่วมมีมากมายดั่งขนวัว แต่ถึงกระนั้น ณ เชิงเขาเติงเทียนอันสูงตระหง่านนี้ พวกเขาก็ยังดูเล็กจิ๋วยิ่ง ราวกับฝุ่นทรายบนเสื้อผ้า เพียงเป่าเบาๆก็ร่วงหล่นไปหมด
หลังจากเดินขึ้นภูเขาเติงเทียนไปได้ระยะหนึ่ง ทุกคนก็หยุดลงบนลานโล่งขนาดใหญ่ เพราะถ้าเดินไปข้างหน้าอีก ก็จะถูกกั้นด้วยกำแพง ที่เปล่งประกายเจ็ดสีออกมา
ในตอนนั้น นกเสียงใส ดังกังวานมาจากท้องฟ้า
ทุกคนเงยหน้ามองขึ้นไป เห็นเพียงวิหควิญญาณสีเขียวแถวหนึ่ง วาดเป็นเส้นโค้งอันงดงามในอากาศ ก่อนจะบินลงมาจากกลางภูเขาในบัดนั้น
บทที่ 1292: วิหควิญญาณเก้าตัวส่งขึ้นแท่นวิญญาณ
"มาแล้ว!! มาแล้ว!! วิหควิญญาณที่มารับเหล่าเจ้าสำนักบินมาแล้ว!"
"น่าอิจฉาจริงๆ เมื่อไหร่ข้าจะได้นั่งวิหควิญญาณในการประชุมใหญ่เติงเทียน และบินขึ้นแท่นวิญญาณต่อหน้าทั้งภพเซียนบ้าง?"
"เจ้านี่กล้าคิดจริงๆ ถึงแม้เจ้าจะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ไร้ผู้เทียบในใต้หล้า ก็ไม่แน่หรอกว่าเจ้าจะได้ขึ้นแท่นวิญญาณ เพราะการจะขึ้นแท่นวิญญาณได้นั้น อาศัยแค่ความพยายามของตัวเองไม่พอ ต้องมีศิษย์อัจฉริยะในสำนักมากพอด้วย!"
"ใช่แล้ว วิหควิญญาณเก้าตัวนี้ มารับเจ้าสำนักทั้งเก้าท่าน ต้องเป็นสำนักที่ติดอันดับเก้าอันดับแรกในการประชุมใหญ่เติงเทียนครั้งที่แล้วด้วย ดงนั้นแค่ตัวเองมีพลังไม่พอหรอก"
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันไปมา วิหควิญญาณตัวแรกที่บินอยู่กลางอากาศก็ร่อนลงมา ลงมาตรงหน้าคนผู้หนึ่งในฝูงชน
ชายผู้นั้นสวมเสื้อผ้าหรูหราสีฟ้าน้ำแข็ง การฝึกฝนของเขาถึงขั้นขอบเขตพ้นพิบัติแล้ว!
การขึ้นสวรรค์นั้นมิใช่เรื่องยากนัก ดังนั้นผู้ทรงพลังที่ถึงขั้นขอบเขตพ้นพิบัติทุกคนล้วนไปปิดด่าน เพื่อหาทางทะลวงขีดจำกัดต่อไป
แต่การขึ้นสวรรค์ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน กระบวนการนี้เต็มไปด้วยอันตรายนับหมื่น ต้องการสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่ดีที่สุด ใช้พลังงานทั้งหมดโดยไม่มีสิ่งรบกวนจิตใจ ดังนั้นการปิดด่านจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ในภพเซียนนั้น การได้เห็นผู้ทรงพลังในขอบเขตพ้นพิบัติเดินอยู่ภายนอกเป็นเรื่องแปลกมาก
"สมแล้วที่เป็นประมุขแห่งวังวิญญาณเหมันต์ ร้อยปีไม่พบ บารมียังคงเหมือนเดิม! ดูท่าแล้ว การประชุมใหญ่เติงเทียนปีนี้ วังวิญญาณเหมันต์อาจจะเป็นอันดับหนึ่งอีกก็ได้ ถ้าได้เข้าวังวิญญาณเหมันต์ก็คงดีนะ"
"คิดอะไรของเจ้า? วังวิญญาณเหมันต์ตั้งอยู่บนยอดเขาน้ำแข็งที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี สภาพแวดล้อมเลวร้ายมาก แต่ก็เพราะสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายนี้เอง ที่หล่อหลอมให้ศิษย์ของพวกเขาทุกคนมีพลังไม่ธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้น กฏเกณฑ์ในการรับศิษย์ของพวกเขาเข้มงวดมาก ยอมขาดแต่ไม่ยอมเลว จุดนี้สำนักอื่นเทียบไม่ได้เลย!"
"ข้าเดาว่าเจ้ากำลังพูดเป็นนัยถึงสำนักหยวนอู่สินะ"
"ข้าไม่ได้พูดถึงใครเสียหน่อย อย่าพูดเหลวไหลเช่นนั้นสิ!"
ประมุขวังวิญญาณเหมันต์ค่อยๆเดินขึ้นไปยืนบนหลังของวิหควิญญาณ จากนั้นเขาก็ถูกมันพาบินขึ้นไปบนที่สูง ในเวลาเดียวกัน แท่นวิญญาณที่แกะสลักจากหินอย่างประณีต และยิ่งใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
เขาก้าวเดินไปข้างหน้า แล้วนั่งลงบนเก้าอี้บนแท่นวิญญาณนั้นทันที
เขาไม่ได้พูดแม้แต่คำเดียว แต่การปฏิบัติและตำแหน่งที่เขาอยู่นั้น บ่งบอกว่าเขาอยู่สูงส่ง มองลงมายังสรรพชีวิตเบื้องล่าง
ความรู้สึกเช่นนี้ ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะเกิดความเคารพยำเกรงและอิจฉา
ในขณะที่ทุกคนยังคงเงยหน้ามองประมุขวังวิญญาณเหมันต์ วิหควิญญาณตัวที่สองก็ลงมา มันลงมาในตำแหน่งที่สะดุดตามาก แม้แต่เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆก็ยังตื่นเต้นหันไปมอง สายตาของพวกเขามองหาไปมาไม่หยุด
วิหควิญญาณลงมาตรงหน้าหลวงจีนชั้นสูงรูปหนึ่ง เขาถือไม้เท้า พนมมือให้กับวิหควิญญาณที่อยู่ตรงหน้า กล่าวว่า "อมิตาพุทธ" จากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้า ยืนบนหลังของวิหควิญญาณ
"แม้ว่าฟ่านอินเทียนจะได้อันดับสองในการประชุมใหญ่เติงเทียนเมื่อร้อยปีก่อน แต่ตอนนั้นก็ขาดอีกนิดเดียวเท่านั้น อันดับหนึ่งและสองไม่แน่ปีนี้อาจสลับกันก็ได้!"
"เขาว่ากันว่าผู้ออกบวช มักมีความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง พวกเขาอาจจะไม่ก่อเรื่องไปทั่ว แต่พลังในการต่อสู้ของพวกเขานั้น แข็งแกร่งมากจริงๆ!"
"เจ้าจะไปรู้อะไรได้? ฟ่านอินเทียนตั้งอยู่ทางตะวันตกของภพเซียน ที่นั่นมีปีศาจและมารร้ายแฝงตัวมาก่อกวนอยู่เสมอ พวกเขาเฝ้าด่านใหญ่ทางตะวันตก ทำให้ภพเซียนไม่ถูกรุกราน พระอาจารย์ทั้งหลายล้วนน่าเคารพนับถือ อย่าพูดจาไร้สาระเช่นนั้นสิ!"
ขณะนี้ เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนได้ขึ้นไปบนแท่นวิญญาณแล้ว แต่เยี่ยหลิงหลงและสหายของนาง ยังคงหาคนที่พวกเขาต้องการ ในหมู่คณะของฟ่านอินเทียนไม่พบ
"เกิดอะไรขึ้น? ในกลุ่มหัวโล้นพวกนั้น ไม่มีใครไว้ผมยาวเลยสักคน" มู่เซียวหรานเกาศีรษะอย่างสงสัย
"คิดอะไรอยู่? เมื่อเข้าฟ่านอินเทียนแล้ว ย่อมต้องทำตามกฎของพวกเขา เจ้าต้องหาในกลุ่มคนหัวโล้นพวกนั้น" เคอซินหลานกล่าว
"ด้วยรูปโฉมของศิษย์พี่สาม หากโกนหัวจริงๆ ต้องเป็นหลวงจีนรูปงามอันดับหนึ่งของฟ่านอินเทียนแน่นอน หญิงคนไหนเห็นแล้วไม่หลงใหลบ้างล่ะ!" โม่รั่วหลินพยายามหันหน้าไปมองหา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็หาหลวงจีนรูปนั้นไม่พบ
"มีความเป็นไปได้ไหมว่า ในช่วงร้อยปีนี้ เกิดเรื่องราวมากมาย?" เสิ่นหลีเสียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำลง คิ้วที่งดงามขมวดเข้าหากัน
"ถึงอย่างไรเขาก็คือ..."
เผยลั่วไป๋ตบฝ่ามือลงบนไหล่ของเสิ่นหลีเสียนกว้างและอบอุ่น
"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเราก็จะตามหาเขากลับมา ศิษย์น้องในตระกูลเดียวกัน ยังคงต้องดูแลกันเองสิ"
คำพูดของเผยลั่วไป๋ เหมือนยาระงับความกังวล ทำให้พวกเขาหลายคนที่ไม่ได้พบกู้หลินเยวียนและกังวลใจอย่างมากรู้สึกสงบลง
หลังจากเจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนขึ้นเวที วิหควิญญาณตัวที่สามก็บินลงมา ครั้งนี้มันลงมาตรงหน้าคนที่สวมเสื้อคลุมสีดำ
สำนักนี้โดดเด่นท่ามกลางฝูงชนที่แน่นขนัด เพราะศิษย์ชายของพวกเขาล้วนสวมเสื้อคลุมสีดำกันหมด ส่วนศิษย์หญิงสวมเสื้อคลุมสีแดง สีแดงสลับดำดูโดดเด่นมาก
"นี่คือตำหนักหลัวฝู พวกเขาอยู่ชายขอบของภพเซียนเบื้องบน พวกเขามีพลังมาก แต่วิธีการทำงานของพวกเขา ทำให้ผู้คนไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก" คราวนี้คนพูดคือศิษย์พี่หญิงสาม โม่รั่วหลิน นางขมวดคิ้ว สีหน้าดูหนักอึ้งเป็นที่สุด
"เกิดอะไรขึ้นรึ?"
"พวกเขาไม่ได้อ้างตัวเองว่าเป็นสำนักที่ถูกต้อง ทำตัวตามอำเภอใจ ประมุขตำหนักรวมถึงศิษย์ที่เก่งกาจหลายคน ล้วนมีนิสัยประหลาด พวกเขาไม่รักษาระเบียบ ทำอะไรตามอารมณ์" โม่รั่วหลินถอนหายใจ
"เมืองหัวอิ๋งถูกปล้นครั้งล่าสุด ก็เป็นฝีมือของพวกเขานี่แหละ"
พูดจบ ดวงตาของนางก็วาบไปด้วยความเกลียดชัง
"เหตุผลช่างไร้สาระเสียเหลือเกิน ผู้อาวุโสคนหนึ่งจากตำหนักหลัวฝูเห็นนิมิตรจากเมืองหัวอิ๋งตอนบำเพ็ญเพียร แล้วก็ตื่นขึ้นมา จากนั้นเขาก็บอกว่าเมืองหัวอิ๋งเป็นภัยร้ายแรง ในอนาคตจะคุกคามตำหนักหลัวฝู ดังนั้นเขาจึงนำศิษย์เดินทางไกลพันลี้มาโจมตีเมือง"
คนอื่นๆที่ได้ยินต่างแสดงสีหน้าไม่อยากเชื่อ
นี่มันเหตุผลบ้าบออะไรกัน?
"แล้วต่อมาเป็นอย่างไร?"
"เมืองหัวอิ๋งเกือบแตก เป็นข้าที่ช่วยประวิงเวลาให้เมืองหัวอิ๋งในช่วงวิกฤต ประกอบกับพวกเขาเดินทางมาไกล ผู้อาวุโสคนนั้นพาแค่ศิษย์ของตัวเองมา ไม่ได้พาทั้งตำหนักหลัวฝูมา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถบุกเข้ามาได้ แต่ท่านอาจารย์ก็สละชีพในครั้งนั้น"
เสียงของโม่รั่วหลินค่อยๆเบาลง จนแทบจะสะอื้นไห้
ในตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงโอบกอดแขนของโม่รั่วหลิน
"ศิษย์พี่หญิงสามอย่าเศร้าไปเลย คราวนี้พวกเราจะจัดการพวกมันก่อนเป็นอันดับแรก"
โม่รั่วหลินเงยหน้าขึ้นมองเห็นสีหน้าที่มุ่งมั่นและไม่หวั่นต่ออุปสรรคของคนอื่นๆ นางพยักหน้า
"ดี คราวนี้ข้าจะทวงความยุติธรรมคืนให้ท่านอาจารย์เอง!"
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น วิหควิญญาณตัวที่สี่ก็ลงจอด คราวนี้ไม่จำเป็นต้องให้ใครแนะนำ เพราะคนที่เดินขึ้นวิหควิญญาณคือคนคุ้นเคยเก่าของพวกเขา
"ดังนั้นในการประชุมใหญ่เติงเทียนเมื่อร้อยปีก่อน สำนักสวรรค์ลิขิตได้อันดับสี่หรือ?"
"ดูเหมือนว่าเจ็ดสำนักใหญ่ในตอนนั้น ถูกถล่มอย่างหนักจริงๆ ครอบครองพื้นที่ดีอย่างจงหยวนซึ่งอยู่ตรงกลาง แต่สำนักที่แข็งแกร่งที่สุดกลับได้แค่อันดับสี่"
"ไม่ใช่แค่นั้นหรอก สำนักใหญ่ทั้งเจ็ดมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกัน พวกเขาถึงขั้นไปเก็บบุปผาคืนชีวาด้วยกัน การประชุมใหญ่เติงเทียนครั้งที่แล้ว พวกเขาก็ต้องร่วมมือกันแน่นอน หากไม่ร่วมมือกัน ไม่รู้ว่าสำนักสวรรค์ลิขิตจะยังรักษาอันดับที่สี่ไว้ได้หรือไม่?"
บทที่ 1293: พวกเขาต้องการเวทีที่ใหญ่กว่านี้
ไม่นานวิหควิญญาณตัวที่ห้าและหกก็ลงมาตามลำดับ ผู้ที่เดินขึ้นไปบนวิหควิญญาณคือเจ้าสำนักสำนักแปรเมฆาและเจ้าสำนักสำนักอัคคีแดง
เมื่อทั้งสามคนนั่งลงบนแท่นวิญญาณ สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือหันไปมองซึ่งกันและกันแล้วยิ้มบางๆ ดูก็รู้ว่าครั้งนี้พวกเขาจะร่วมมือกันอีกแล้ว
ต่อมาวิหควิญญาณตัวที่เจ็ดก็บินลงมา ครั้งนี้ไม่ได้ลงมาหน้าเจ้าสำนักของเจ็ดสำนักใหญ่ แต่ลงมาตรงหน้าชายคนหนึ่ง เขาสวมเครื่องยศที่เป็นอาวุธวิญญาณซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต
"ในที่สุดก็ถึงคราวของหอเฟยซิงแล้ว!"
"พูดตามตรง ครั้งนี้ข้าตั้งตารอพวกเขามากที่สุด! หอเฟยซิงเชี่ยวชาญการหลอมอาวุธ อาวุธที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการต่อสู้ ทุกชิ้นล้วนเหนือความคาดหมาย ให้ความประหลาดใจ ครั้งนี้ข้าอยากเห็นจริงๆ ว่าจะมีของแปลกใหม่อะไรอีก?"
"นั่นน่ะสิ? ฉากที่พวกเขาถล่มยับเมื่อร้อยปีก่อน ข้ายังจำได้ชัดเจนเลย!"
คนรอบข้างพูดคุยกันอย่างคึกคัก ทำให้เยี่ยหลิงหลงรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย พวกนางก็นำอาวุธมาไม่น้อยเช่นกัน และนางก็ตั้งใจจะถล่มทั้งสนามเช่นเดียวกัน ถ้ามีโอกาส ก็อาจจะได้แลกเปลี่ยนกัน ให้แรงบันดาลใจใหม่ๆซึ่งกันและกัน
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว นางก็หันไปมองศิษย์พี่หญิงสามโม่รั่วหลินหนึ่งที นางเห็นว่าดวงตาของอีกฝ่ายเบิกกว้างจนแทบจะถลน
นางตื่นเต้นมากกว่าเยี่ยหลิงหลงเสียอีก
ไม่นาน หลังจากที่ประมุขหอเฟยซิงขึ้นไปบนแท่นวิญญาณวิหควิญญาณตัวที่แปดก็บินไปหน้าหญิงสาวที่อ่อนโยนคนหนึ่ง
พอลงมา เยี่ยหลิงหลงก็ได้ยินเสียงประหลาดใจจากศิษย์พี่หญิงสี่ ฮวาซือฉิงที่อยู่ข้างๆ แต่นางรีบเอามือปิดปากไว้ กลั้นเสียงที่เหลือไว้
"ศิษย์พี่หญิงสี่ นั่นคือเกาะเผิงไหลหรือ?"
ฮวาซือฉิงจ้องมองไปยังทิศทางของเกาะเผิงไหลแล้วเบนสายตากลับมา นางพยักหน้าเบาๆ
"ผู้ที่ขึ้นไปบนแท่นวิญญาณคืออาจารย์ของข้า แต่ว่าในตอนที่ข้าเพิ่งเข้าสำนัก การฝึกฝนของข้ายังต่ำ ข้าไม่ได้เข้าร่วมงานพวกนี้ อยู่บนเกาะเผิงไหลทำแค่สองอย่างคือ ฝึกฝนและปรุงยา"
ฮวาซือฉิงถอนหายใจเมื่อนึกถึงอดีต
"ดังนั้น ข้าจึงไม่รู้ว่าเกาะเผิงไหลก็เข้าร่วมการประชุมใหญ่เติงเทียนด้วย ไม่คิดว่าเกาะเผิงไหลจะได้อันดับที่แปดในงานครั้งที่แล้ว"
เคอซินหลานไม่เข้าใจ "เรื่องใหญ่ขนาดนี้ แม้ว่าตอนนั้นเจ้าจะยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะไป แต่ไม่มีใครบนเกาะพูดถึงเรื่องนี้เลยหรือ"
ฮวาซือฉิงส่ายหน้า
"ไม่มีเจ้าค่ะ ทุกคนไม่ได้กระตือรือร้นกับเรื่องพวกนี้มากนัก มีงานประชุมก็จะเข้าร่วม เพราะสามารถรับรางวัลได้ แต่ส่งคนไปก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องส่งคนทั้งเกาะไป แม้ว่าจะได้รับรางวัล ก็ไม่มีการยกย่อง ที่นั่นทุกคนไม่แย่งชิงกัน รางวัลที่ได้จากงานประชุมก็จะถูกนำไปเป็นของส่วนรวมทันที เพื่อให้ศิษย์บนเกาะได้ใช้ร่วมกัน"
โม่รั่วหลินกล่าวอย่างอิจฉา "ฟังเจ้าบรรยายแล้วรู้สึกเหมือนเป็นสวรรค์นอกโลกเลย สภาพแวดล้อมเยี่ยงนั้น ดีแค่ไหนกันนะ!"
เผยลั่วไป๋กล่าว "บรรยากาศของเกาะเผิงไหลนั้น เป็นเอกลักษณ์ในหมู่ผู้ฝึกฝนในภพเซียนจริงๆ แม้แต่กลุ่มอิทธิพลที่ฆ่าคนแบบไม่กระพริบตาอย่างหอซีชวน และวังตงวั่งก็ยอมรับว่าจะไม่ฆ่าศิษย์ของเผิงไหลหากไม่จำเป็น"
มู่เซียวหรานถาม "อะไรคือไม่ฆ่า หากไม่จำเป็น"
"หากคำสั่งที่คนอื่นส่งมา ไม่ได้ต้องการให้สังหารศิษย์เผิงไหล แต่เพียงแค่ต้องการแย่งยา พวกเขาก็จะไม่ฆ่า แต่หากมีคำสั่งให้ฆ่าศิษย์เผิงไหลจริงๆ ราคาก็จะสูงมากๆ ดังนั้นในช่วงร้อยปีที่ข้าอยู่ในหอซีชวน ข้าจึงไม่เคยเห็นใครฆ่าศิษย์ของเกาะเผิงไหลเลย"
เมื่อเผยลั่วไป๋พูดจบ ฮวาซือฉิงก็เบิกตากว้าง
"ทำไมพวกข้าถึงไม่รู้เรื่องนี้เลยล่ะ"
"จะให้พวกเจ้ารู้ได้อย่างไร? หากรู้หางไม่ชี้ฟ้าแล้วหรือ?"
......
ฮวาซือฉิงดึงแขนเสื้อของตัวเองด้วยความโกรธ จนยับย่นเป็นก้อน
ไม่บอกแต่แรก ทำให้พวกนางต้องหวาดกลัวมาหลายปี เหมือนลูกไก่ที่ออกจากบ้านก็สั่นเทิ้มไปหมด
ตอนนี้รู้แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว หอซีชวนและวังตงวั่งก็ถูกทำลายไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ฮวาซือฉิงยังคงภูมิใจในเกาะเผิงไหล พวกศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิงเหล่านี้ ปกติไม่เคยโอ้อวด เรียบง่ายและเข้าถึงง่าย
ไม่คิดว่าจะสามารถนำพาเกาะเผิงไหลได้อันดับที่แปดในการประชุมใหญ่เติงเทียน
ต้องบอกก่อนว่าเกาะเผิงไหลเชี่ยวชาญแค่การปรุงยา ไม่เก่งเรื่องการต่อสู้นะ!
ในตอนนั้นเอง วิหควิญญาณตัวที่เก้าบินลงมา ครั้งนี้มันลงมาตรงหน้าของชายชราผมขาวที่มีเคราที่ยาว เขาสะบัดพู่ขนสัตว์ในมือ ก้าวขึ้นไปบนวิหควิญญาณด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
ในภพเซียนชั้นสูง ทุกคนมีการฝึกฝนสูง การรักษาความอ่อนเยาว์เป็นเรื่องง่ายดายที่ทุกคนทำกัน
ทว่าชราผู้นี้มีรูปลักษณ์เช่นนี้ ดูก็รู้ว่าไม่ได้รักษาความอ่อนเยาว์ให้ตัวเอง แต่ปล่อยให้ใบหน้าของตน ได้รับการชะล้างของกาลเวลา เปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ที่ควรจะเป็น
จุดนี้ ถือว่าพิเศษมากจริงๆ
"ข้ารู้จักคนนี้ นี่คือประมุขเขาเต๋าเสวียน" เผยลั่วไป๋หันไปยิ้มพูดกับเยี่ยหลิงหลงว่า
"ศิษย์น้องหญิงเล็กเขาเต้าเสวียนเชี่ยวชาญการทำเครื่องรางและการวางค่ายกลมาก ในภพเซียนเบื้องบนนี้ไม่มีใครสู้ได้ หากเจ้าอยากเดินทางสายนี้ ไปเขาเต้าเสวียนเพื่อขอเป็นศิษย์และเป็นนักพรตหญิงก็ไม่เลวนะ"
เมื่อทุกคนหันไปมองเยี่ยหลิงหลง แต่เยี่ยหลิงหลงกลับจ้องมองไปที่ขบวนของเขาเต๋าเสวียนอย่างฉับพลัน
"เป็นอะไรไป?"
"เต๋าเสวียน เต๋าเสวียน มีความเป็นไปได้ไหมว่าเคยเป็นลัทธิเต๋าและสำนักเสวียนเหมิน?" เยี่ยหลิงหลงพูดว่า "บางทีอาจจะมีศิษย์พี่หกปะปนอยู่ในนั้นก็ได้นะเจ้าคะ!"
"จริงหรือ?"
"จริงสิ! พวกท่านไม่เคยเห็นนักพรตแล้วเต้นรำ ภาพนั้นมันสุดยอดมากเลยนะเจ้าคะ!"
พวกเขารู้แค่ว่าศิษย์น้องหกไปกับคนจากสำนักเสวียนเหมิน แต่ไม่รู้ว่าเขาเคยสวมชุดนักพรตแล้วเต้นรำด้วย?
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันแน่?
ทุกคนต่างจินตนาการ แต่พอจินตนาการแล้ว พวกเขายิ่งอยากเห็นตัวจริงเต้นรำสดๆมากกว่า
"รีบหาเร็วเข้า ถ้าศิษย์น้องหกอยู่ในขบวนของเขาเต๋าเสวียน ข้าจะไปจับตัวเขามาทันที!" มู่เซียวหรานพูดอย่างตื่นเต้น
น่าเสียดายที่พวกเขามองอย่างตั้งใจเป็นเวลานาน ทว่าในขบวนของเขาเต้าเสวียนมีแต่คนแก่และคนแก่ บางครั้งก็มีคนหนุ่มอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับหน้าตาดี พวกเขาไม่สามารถหานักพรตน้อยที่เหมือนศิษย์พี่หกได้เลย
ในขณะที่ทุกคนกำลังผิดหวัง เยี่ยหลิงหลงก็พูดอีกว่า
"บางที...ศิษย์พี่หกอาจจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและปล่อยให้ตัวเองแก่ไปตามธรรมชาติก็ได้นะเจ้าคะ?"
เสียงของเยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะจบลง คนอื่นๆก็พร้อมใจกันสูดลมหายใจเฮือกในทันที
ภาพนี้ยิ่งประหลาดขึ้นไปอีก
จินตนาการอันไร้ขอบเขตรอบใหม่นี้ทำให้พวกเขาก็เริ่มคาดหวังขึ้นมาว่า หนิงหมิงเฉิงที่อายุกว่าร้อยปีจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร?
‘อยากเห็นจริงๆ!!’
ในตอนนั้น เสียงระฆังที่ไพเราะเสียงหนึ่งก็ได้ดังมาจากเขาเติงเทียน
พวกเขาดึงความคิดกลับมาและมองไปรอบๆเขาเติงเทียน
เก้าแท่นวิญญาณได้เตรียมไว้พร้อมแล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในการประชุมใหญ่เติงเทียนเมื่อร้อยปีก่อน
เจ็ดสำนักใหญ่มีเพียงสามสำนักที่ติดเก้าอันดับแรก ส่วนอีกสี่สำนักที่เหลือไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมเลย
ในขณะนั้น หัวใจของพวกเขาก็บีบรัดแน่นขึ้น
คู่แข่งในครั้งนี้แข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา
แต่ในขณะเดียวกัน เลือดในกายของพวกเขาก็เริ่มเดือดพล่านขึ้นมา หลังจากซุ่มซ่อนมานานร้อยปี เป้าหมายของพวกเขาไม่ได้มีเพียงแค่เจ็ดสำนักใหญ่เท่านั้น พวกเขาต้องการเวทีที่ใหญ่กว่านี้!
ในตอนนั้นเอง มีความเคลื่อนไหวใหม่ดังมาจากด้านหน้า!
บทที่ 1294: บางทีเขาอาจเกิดมาเพื่อเหนื่อยยากก็เป็นได้
เห็นเพียงเมฆหมอกบนเขาเติงเทียนเท่านั้นที่เริ่มรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว มันก่อตัวเป็นก้อนเมฆหนา ทับซ้อนกันเป็นกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ก้อนเมฆเหล่านั้นผสานรวมกันในเวลาอันสั้น กลายเป็นแถบเมฆาสีขาวที่ยาวเรียว
แถบเมฆานั้นได้หมุนวนในอากาศ ราวกับผ้าแพรบางที่โบกสะพัดลู่ลม ก่อนจะลงมาบนพื้นด้านหน้า
เหล่าประมุข และเจ้าสำนักใหญ่ต่างๆพากันก้าวขึ้นบนแถบเมฆานี้ รวมถึงสี่สำนักที่เหลือจากเจ็ดสำนักใหญ่ด้วย นอกจากนี้ยังมีประมุขสำนักที่มีชื่อเสียงมากมายจากภพเซียนขึ้นไปด้วย หากดูอย่างละเอียดแล้วมีถึงเก้าสิบเอ็ดคนด้วยกัน
แถบเมฆยาวเรียวนี้ ได้พาคนทั้งเก้าสิบเอ็ดลอยขึ้นสู่อากาศอย่างรวดเร็ว ไม่นานมันก็มาหยุดอยู่ที่ตำแหน่งที่ต่ำกว่ายอดเขาเล็กน้อย แต่สำหรับคนที่อยู่บนพื้นดินแล้ว นั่นคงเป็นตำแหน่งชมที่ดีเยี่ยมอย่างแน่.นอน
พวกเขาคือประมุข และเจ้าสำนักที่ติดอันดับ ร้อยอันดับแรกในการประชุมใหญ่เติงเทียนเมื่อร้อยปีก่อน เก้าอันดับแรกนั้น ได้อยู่บนแท่นวิญญาณชั้นสูงสุด
หนึ่งคนหนึ่งที่นั่ง สง่างามอย่างยิ่ง
ส่วนอันดับที่เหลือจากร้อยอันดับแรกก็ขึ้นไปบนแท่นเมฆา ต่ำกว่าเก้าอันดับแรกหนึ่งระดับ
ต้องยอมรับว่า สำนักชิงเสวียนในอดีตนั้น เก่งเรื่องการออกแบบจริงๆ
การประชุมที่แบ่งระดับตามผลงานเช่นนี้ ดึงดูดความปรารถนาในใจผู้คนได้อย่างง่ายดาย พวกเขาอยากเป็นผู้ที่อยู่เหนือคนอื่น อยากให้คนอื่นเงยหน้ามองตนด้วยความชื่นชม พวกเขาอยากให้สำนักของตน อยู่สูงเหนือผู้อื่น
แขวนอยู่ ณ จุดสูงสุด ร่วมรับเกียรติยศไปด้วยกัน
เยี่ยหลิงหลงเห็นสิ่งเหล่านี้แล้ว นางนึกขึ้นมาทันใดว่า หากร้อยปีก่อนตาแก่หัวซิวเยวี่ยนไม่ก่อเรื่องต้นอู๋โยว บางทีวันนี้พวกเขาอาจมีที่นั่งบนแท่นเมฆาหรือแม้แต่บนแท่นวิญญาณก็เป็นได้
ความคิดนี้มาเร็วและจากไปเร็วเช่นกัน
เพราะความคิดนี้ช่างไร้สาระเหลือเกิน สำนักชิงเสวียนไม่มีวันเหมือนกับสำนักอื่นๆไปได้หรอก
บนแท่นเมฆานั้นไม่มีที่นั่ง แต่คนทั้งเก้าสิบเอ็ดคนกลับไม่ได้รู้สึกแออัด ประมุขหลายคนนำเก้าอี้ของตนออกมา และนั่งรวมกับประมุขที่มีตนมีความสัมพันธ์ดี
เพื่อความสะดวกในการชมการประชุมใหญ่เติงเทียนด้วยกัน
ในเวลาอันสั้น ประมุขทั้งหมดบนแท่นเมฆาก็นั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว
ตรงกลางของแท่นเมฆา คือตำแหน่งที่ดีที่สุด เยี่ยหลิงหลงมองเห็นเจ้าสำนักทั้งเจ็ดที่เหลืออีกสี่คน บนใบหน้าของพวกเขาไม่มีรอยยิ้ม ราวกับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ
ก็ถูก! แม้จะเป็นเจ้าสำนักทั้งเจ็ด! แต่บางคนก็อยู่สูงส่ง บางคนก็ต่ำต้อยกว่า การต้องนั่งร่วมแท่นเมฆากับเจ้าสำนักอีกกว่าแปดสิบคนที่อยู่อันดับท้ายๆ พวกเขาคงรู้สึกว่าตัวเองถูกลดค่าลงมาจริงๆ
การได้นั่งบนแท่นวิญญาณต่างหากที่เป็นการปฏิบัติที่พวกเขาควรได้รับ
สายตาของเยี่ยหลิงหลงไม่ได้หยุดอยู่ที่พวกเขานานนัก เพราะไม่นานก็มีเสียงระฆังดังมาจากกลางอากาศอีกครั้ง เสียงนี้แตกต่างจากเสียงก่อนหน้า มันทั้งไกลและยาวนาน
มีความรู้สึกโปร่งเบา ราวกับเดินทางมาจากอดีตอันไกลโพ้น
ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นมอง ไม่เว้นแม้แต่เจ้าสำนักผู้สูงศักดิ์บนแท่นวิญญาณและแท่นเมฆา
ทว่าพวกเขาเห็นเพียงบนยอดเขาเติงเทียนนั้น มีชายชราผู้หนึ่งยืนอยู่บนก้อนเมฆาสีขาวเรียบ ในมือของพวกเขาได้ถือไม้เท้า บินลงมาจากด้านบนของเขาเติงเทียน เขาไม่ได้แต่งตัวหรูหรา รูปลักษณ์ของเขาก็ไม่ได้โดดเด่น เขาแทบไม่มีบรรยากาศของผู้แข็งแกร่งเลยด้วยซ้ำ
เขาเพียงแค่บินลงมาจากภูเขา ราวกับออกมาต้อนรับแขกที่มาจากแดนไกล
แต่ทุกคนต่างมองเขาด้วยสายตาเคารพยำเกรง แม้แต่เจ้าสำนักบนแท่นวิญญาณและแท่นเมฆา ก็ต้องลุกขึ้นยืน ไม่มีใครกล้านั่งต่อหน้าเขา
เขาบินลงมาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า มองดูผู้คนเบื้องล่างแล้วโบกมือเบาๆ
"ข้าแก่แล้ว ไม่ได้ออกไปต้อนรับแต่ไกล ขอให้แขกผู้มีเกียรติทั้งหลายอภัยให้ข้าด้วย พวกท่านนั่งลงเถิด นั่งลงเถิด ไม่ต้องมีพิธีรีตองเช่นนี้ งานครึกครื้นที่มีแค่ร้อยปีครั้ง คนแก่ๆอย่างข้าดีใจยิ่งนัก แต่ถึงกระนั้นข้าก็อายุมากแล้ว ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะได้เห็นอีกหรือไม่?"
"ท่านจงเซิงจ่างซานพูดเล่นแล้ว ท่านยังแข็งแรงดี ยังจะได้เห็นความครึกครื้นนี้อีกหลายปีแน่นอนขอรับ"
เจ้าสำนักบนแท่นวิญญาณต่างตอบกลับคำพูดของเขาอย่างเคารพ
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองชายชราผู้ซึ่งอยู่ ณ จุดสูงสุด
ท่านผู้อาวุโสจงเซิง!
นางได้ยินมานานแล้ว ว่าเขาเฝ้าดูแลภูเขาเติงเทียนมาหลายปี รับผิดชอบการเปิดและปิดภูเขาเติงเทียน การฝึกฝนของเขาได้ถึงขอบเขตพ้นพิบัติขั้นปลายแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงยังไม่ได้ขึ้นสู่สวรรค์บรรลุการเป็นเซียนอย่างเต็มตัว แต่เขากลับต้องเฝ้าดูแลที่นี่มาหลายปีเช่นนี้
สำนักชิงเสวียนได้หายไปตั้งแต่หมื่นปีก่อนแล้ว และท่านผู้อาวุโสจงเซิงที่ยังไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ก็เป็นไปไม่ได้ที่ท่านผู้อาวุดสจะมีอายุถึงหมื่นปี ดังนั้นเขาจึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับสำนักชิงเสวียนโดยตรง
แต่เขายังคงอยู่ที่นี่เฝ้าดูแลภูเขาเติงเทียนลูกนี้ ทำให้เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่าเขาอาจจะรู้เรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับสำนักชิงเสวียนในอดีตก็เป็นได้
นอกจากนี้ เยี่ยหลิงหลงยังมีความรู้สึกว่า ต้นอู๋โยวนั้น ไม่มีใครรู้แล้วว่ามาจากสำนักชิงเสวียน แต่ภูเขาเติงเทียนนี้ ไม่มีใครไม่รู้ว่ามาจากสำนักชิงเสวียน
ดังนั้นเรื่องเหล่านี้จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับท่านผู้อาวุโสจงเซิงอย่างแน่.นอน
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในการประชุมเติงเทียนครั้งนี้นางจะต้องทำผลงานให้ดี เพื่อที่จะได้พบหน้าและพูดคุยกับเขา นางจะไม่ปล่อยให้เบาะแสใดๆหลุดลอยไปได้แน่
เห็นเพียงท่านผู้อาวุโสจงเซิงที่อยู่กลางอากาศยิ้มอย่างใจดีมีเมตตา เขาโบกมือแรงๆ
"ร่างกายของข้า ข้าย่อมรู้ดี แต่ทุกคนวางใจได้ แม้ข้าจะจากไป ภูเขาเติงเทียนนี้ก็จะไม่ขาดคนดูแลอย่างแน่.นอน"
พูดจบ เขาหันหลังกลับไป โบกมือไปทางกลุ่มเมฆเหนือภูเขาเติงเทียน
"รออะไรอยู่? รีบลงมาหาอาจารย์เร็วเข้า ช้าเหมือนเต่า เจ้าเป็นเด็กขี้โรคไร้เรี่ยวแรงบ้านใดกัน? แค่ลงจากภูเขายังทำไม่ได้ อาจารย์จะเอาเจ้าไว้ทำอะไร? มานี่เร็วเข้า!"
หลังจากที่เขาพูดจบ ทุกคนต่างประหลาดใจ รีบเงยหน้ามองไปที่กลุ่มเมฆเบื้องบน เห็นเพียงร่างหนึ่งรีบร้อนและเดินโซเซลงมาจากข้างบน เมื่อเขาลงมา ก็เห็นได้ชัดว่าคนผู้นั้นใบหน้าซีดขาว ทั้งร่างมีเหงื่อไหลโซม เห็นได้ชัดว่าทุกก้าวของเขาล้วนยากลำบาก
"มาแล้ว มาแล้ว..."
เมื่อศิษย์ของท่านผู้อาวุโสจงเซิงปรากฏตัว ทุกคนต่างเปล่งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจ
แม้ท่านผู้อาวุโสจงเซิงจะพูดเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ทุกคนรู้ดีว่าภูเขาเติงเทียนไม่ใช่ภูเขาธรรมดา ยิ่งขึ้นสูงยิ่งลำบาก
แต่เขากลับลงมาจากข้างบนได้!
แม้กระบวนการจะยากลำบาก แต่...นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรอกหรือ?
แต่พอคิดอีกที หากเขาไม่ใช่ศิษย์ของท่านผู้อาวุโสจงเซิง ใครจะเชื่อว่ามีคนสามารถลงมาจากภูเขาเติงเทียนได้?
แม้จะก้าวเดินอย่างยากลำบาก แต่ไม่มีใครดูแคลนเขา
เพราะแม้เขาจะดูหนุ่มมาก แต่การฝึกฝนของเขาก็ได้ถึงขอบเขตมหายานขั้นปลายแล้ว!
ไม่จำเป็นต้องพูดเลยว่า ในอนาคตเขาจะต้องได้รับช่วง ดูแลภูเขาเติงเทียนต่ออย่างแน่นอน แต่นั่นก็หมายความว่า ท่านผู้อาวุโสจงเซิงกำลังจะถึงวาระสุดท้ายจริงๆแล้วใช่หรือไม่?
เมื่อได้ยินว่าท่านผู้อาวุโสจงเซิงมีศิษย์ ปฏิกิริยาแรกของเยี่ยหลิงหลงก็คือ
ยังดีที่นางมาทัน ยังดีที่ครั้งนี้นางได้มา เพราะหากครั้งหน้านางมาอีก ท่านผู้อาวุโสจงเซิงอาจล่วงลับไปแล้ว แล้วนางจะไปถามใครเกี่ยวกับเรื่องของสำนักชิงเสวียนล่ะ?
แต่ไม่นาน ความโล่งใจของนางก็ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึง
เพราะว่า คนที่กลิ้งตกลงมาอย่างทุลักทุเลและยากลำบากจากข้างบนนั้น
นางรู้จัก!
ในตอนนี้ เพื่อนร่วมสำนักชิงเสวียนทั้งหมดที่อยู่ข้างๆ ต่างหันมามองที่นาง ทำให้นางรู้สึกสับสนอย่างมากในชั่วขณะนั้น
"จะว่าอย่างไรดี เขาดูเหมือนจะชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นมาก ที่ไหนมีการประชุมใหญ่ เขาก็จะปรากฏตัวที่นั่น เขาอายุยังน้อย แต่ชอบพูดมาก
ก่อนหน้านี้ เขาสัญญากับคนอื่นว่าจะดูแลสำนัก ไม่ให้ใครขึ้นไปยังภพเซียนได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้เขากลับถูกอาจารย์จับตัวไปดูแลบนภูเขาเติงเทียนเสียเอง ไม่แน่หรอก บางทีเขาอาจเกิดมาเพื่อเหนื่อยยากก็เป็นได้"
บทที่ 1295: มีเงินไม่หา นั่นคือคนโง่
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ถึงอย่างไรเขาก็เป็นอาจารย์ของเจ้า เจ้าในฐานะศิษย์น้องเล็กเมื่อพบเขา..."
เคอซินหลานพูดได้ครึ่งทาง ก็พูดต่อไม่ออก
เมื่อพบเขาแล้วจะทำอย่างไร? ตอนนี้จะวิ่งเข้าไปเรียกเขาว่าอาจารย์เลยหรือ?
ในขณะที่เขากำลังกลิ้งไปกลิ้งมา เหงื่อท่วมศีรษะ ใบหน้าซีดขาว และถูกอาจารย์ของตัวเองด่าจนดูอเนจอนาถเช่นนี้
พวกเขาควรจะเข้าไปแนะนำตัวเลยหรือไม่?
คาดว่าตอนนี้ถังเหลียนคงไม่อยากรับรู้การมีอยู่ของเยี่ยหลิงหลงเป็นแน่ ใครบ้างที่ไม่ต้องการรักษาหน้าของตนเอง?
"เช่นนี้แล้ว ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าก็นับเป็นศิษย์หลานของท่านผู้อาวุโสจงเซิงใช่หรือไม่?" มู่เซียวหรานพูดขึ้นอย่างกะทันหัน
"ถ้าเช่นนั้น หากพวกเรามีข้อสงสัย เขาจะช่วยตอบคำถามให้พวกเราได้หรือไม่?"
เมื่อมู่เซียวหรานพูดเช่นนี้ ทุกคนจึงมองไปที่เยี่ยหลิงหลงด้วยความคาดหวัง
ดูเหมือนว่า เมื่อครู่ตอนที่ท่านผู้อาวุโสจงเซิงปรากฏตัว ความคิดของเหล่าศิษย์พี่ทั้งหมดจะตรงกับนาง
พวกเขาเห็นเพียงเยี่ยหลิงหลงมุมปากยกขึ้น เผยรอยยิ้มอันภาคภูมิใจ
"แน่นอน เรื่องนี้ฝากไว้กับข้าได้เลยเจ้าค่ะ!"
"แม้จะพูดเช่นนั้น พวกเราก็ยังต้องทำผลงานให้โดดเด่นในการประชุมใหญ่เติงเทียนด้วย มิเช่นนั้นหากอาศัยแต่เส้นสายเพียงอย่างเดียว ย่อมทำให้ผู้อื่นดูแคลนได้" เผยลั่วไป๋กล่าว
"ถูกต้อง ในฐานะที่แบกชื่อสำนักชิงเสวียนอยู่ บนภูเขาที่เป็นของสำนักเรา พวกเราต้องไม่ทำให้บรรพบุรุษเสียหน้า" เสิ่นหลีเสียนกล่าว
"ถูกต้อง! ศิษย์สำนักชิงเสวียนต้องมีความสามารถที่ศิษย์สำนักชิงเสวียนพึงมี! หมื่นปีก่อน สำนักชิงเสวียนไร้ผู้ใดต้านทาน ดังนั้นหมื่นปีหลัง สำนักชิงเสวียนยังคงแข็งแกร่งเช่นเดิม!" มู่เซียวหรานกล่าว
หลังจากพูดไม่กี่คำเหล่านี้ ความตื่นเต้นและความกระตือรือร้นในใจของพวกเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ในเวลานี้ ท่านผู้อาวุโสจงเซิงได้หยุดอยู่กลางอากาศแล้ว ตำแหน่งที่หยุดอยู่นั้นสูงกว่าเก้าแท่นวิญญาณเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้สูงมากนัก อีกทั้งตำแหน่งของเขายังค่อนข้างเบี่ยงออกไป ไม่ใช่ตำแหน่งกลางที่ทุกคนจับตามอง
เขาดูเหมือนไม่สนใจสายตาและเกียรติยศเหล่านั้นเลยสักนิด
เขาเพียงแค่หาตำแหน่งที่มีทัศนวิสัยดีเยี่ยมเท่านั้น
เขาไม่มีแท่นวิญญาณหรือแท่นเมฆาเช่นประมุขหรือเจ้าสำนักคนอื่นๆ เขาเพียงแค่นั่งขัดสมาธิลงบนก้อนเมฆเล็กๆของเขา แม้แต่เก้าอี้สักตัว ก็ไม่ได้เตรียมให้ตัวเอง
เมื่อเขานั่งลงแล้ว ก็เงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า และพบว่าศิษย์ของเขายังคงพยายามปีนลงมาจากข้างบนอย่างยากลำบาก ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะปีนลงมาถึงระดับความสูงที่เขาอยู่
เมื่อเห็นท่าทางของศิษย์ที่ทั้งเหนื่อยทั้งลำบากและดูทุลักทุเล เขาก็พยักหน้าอย่างพอใจ ยังมิวายหยิบกระบอกเหล้าเล็กๆที่แขวนอยู่ที่เอวออกมา แล้วดื่มอย่างพึงพอใจหนึ่งอึก
"เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว ก็เริ่มกันเลย"
พูดจบ เขาก็โบกมือ รัศมีวิญญาณเจ็ดสีพุ่งออกจากปลายนิ้วของเขา มันมุ่งลงไปด้านล่าง และตกลงไปยังตำแหน่งที่ทุกคนยืนอยู่ที่เชิงเขาเติงเทียน ทำให้กำแพงค่ายกลที่เคยขวางพวกเขาอยู่ถูกเอาออกไป
"การประชุมใหญ่เติงเทียนที่จัดขึ้นทุกร้อยปี ตอนนี้ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเจ้าคนหนุ่มสาวจงไปแย่งชิงเกียรติยศและทรัพยากรของพวกเจ้าเถิด! ด่านแรกคือการขึ้นสู่เส้นทางเซียน ข้าตะรออยู่บนเส้นทางเซียนอันยาวไกลนี้ รอพวกเจ้ามาหาข้า"
หลังจากที่ท่านผู้อาวุโสจงเซิงพูดจบ กำแพงด้านล่างก็ถูกเอาออกไปทันที
ทุกคนรีบพุ่งขึ้นไปบนเขาเติงเทียนอย่างรวดเร็ว
ด่านแรก คือขึ้นสู่เส้นทางเซียน
ที่เชิงเขาของภูเติงเทียน มีพื้นที่แห่งหนึ่งที่ไม่สามารถบินผ่านไปได้ และการเดินเท้าก็ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง พื้นที่นี้ ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก ทั้งยังมีความสูงเพียงร้อยจั้งเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น ระยะความสูงที่ปกติแล้วผู้ฝึกตนคนใดก็สามารถบินขึ้นไปได้ กลับกลายเป็นเรื่องยากลำบากอย่างมาก ที่จะขึ้นไปบนเขาเติงเทียน
เกณฑ์การเข้าร่วมการประชุมใหญ่เติงเทียนนั้น ไม่ได้สูงเท่าใดนัก เพียงแค่มีอายุไม่เกินพันปีก็สามารถเข้าร่วมได้แล้ว แต่นั่นหมายความว่า ทั่วทั้งภพเซียนชั้นบน ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนัก หรือผู้ฝึกตนไร้สังกัด
ตราบใดที่อายุเข้าเกณฑ์ก็สามารถเข้าร่วมได้
แม้ว่าจะดูเหมือนไม่มีกฏเกณฑ์ แต่ความยากของด่านแรกนี้ สามารถคัดคนออกไปได้เกือบเจ็ดส่วนเลยทีเดียว
ภายในหนึ่งชั่วยาม พวกเขาจำต้องปีนขึ้นไปให้ถึงพื้นที่สูงร้อยจั้ง และผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตบูรณาการก็แทบจะไม่มีโอกาสนั้นเลย แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการก็ขึ้นไปได้ไม่มากนัก
ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว หลังจากผ่านด่านแรกไปได้ ผู้ที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ จะเป็นศิษย์ที่อยู่ในขอบเขตมหายาน
จะเห็นได้ชัดว่าเกณฑ์ที่แท้จริงของการประชุมใหญ่เติงเทียนนั้นสูงมาก สมกับการเป็นงานประชุมใหญ่อันดับหนึ่งของภพเซียนที่จัดขึ้นทุกร้อยปี
แต่ถึงกระนั้น แต่ละสำนักก็ยังพาศิษย์ทั้งหมดที่มีอายุไม่เกินพันปีมาร่วมงาน แม้จะขึ้นไปไม่ถึงด่านแรก การได้เห็นโลกกว้างและได้รับประสบการณ์ก็เป็นสิ่งที่ดีไม่น้อย
ด้วยเหตุนี้ ศิษย์ทั้งหมดจากทั่วทั้งภพบน จึงได้มาฝึกฝนบนยอดเขาเดียวกัน โอกาสเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง
เขาเติงเทียนนั้น ทั้งใหญ่และกว้าง มีเพียงพื้นที่ด้านหน้าเท่านั้นที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการฝึกฝน ดังนั้นเมื่อปีนขึ้นเขาเติงเทียน ทุกคนจึงแทบจะปีนขึ้นไปบนพื้นผิวเดียวกัน
ทำให้ผู้คนที่รออยู่บนแท่นวิญญาณและแท่นเมฆา สามารถสังเกตสถานการณ์สถานะของศิษย์ตนเองได้อย่างทั่วถึง
ในชั่วขณะที่เขตกั้นถูกยกออก ทุกคนก็พุ่งขึ้นไปอย่างไม่เป็นระเบียบ ไม่นานที่เชิงเขาเติงเทียนก็เหลือเพียงศิษย์ของแต่ละสำนัก ที่มีอายุเกินพันปีและผู้อาวุโสที่ไม่มีคุณสมบัติพอจะขึ้นไปบนแท่นวิญญาณและแท่นเมฆา
พวกเขามีจำนวนไม่น้อย แต่ก็รีบจัดการพื้นที่ของตนเองอย่างรวดเร็ว ก่อตั้งเป็นที่นั่งชมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆก็พุ่งขึ้นไปในทันที พอถึงพื้นที่ของด่านแรก ความเร็วของพวกเขาก็ลดลงอย่างฉับพลันทันที
แม้จะลดลงอย่างฉับพลัน แต่ความเร็วของเผยลั่วไป๋ เสิ่นหลีเสียน และมู่เซียวหรานที่อยู่ข้างหน้า ก็ยังนับว่าเร็วมาก เนื่องจากพื้นที่ที่พวกเขาอยู่นี้ ค่อนข้างห่างไกล
รอบๆด้านของพวกเขาไม่มีสำนักใหญ่ และมีผู้ฝึกตนไร้สังกัดปะปนอยู่มาก พวกเขาจึงพุ่งนำหน้าผู้คนในพื้นที่นี้ตั้งแต่แรกเริ่ม
ส่วนเยี่ยหลิงหลงและศิษย์พี่หญิงอีกไม่กี่คน แม้ว่าพวกนางจะเคลื่อนที่ได้เร็ว แต่ก็ไม่ได้เร็วอย่างเห็นได้ชัดเหมือนพวกเขา
ถึงจะยากลำบากแต่ก็ยังตามทันได้อยู่
ด่านแรกสู่เส้นทางเซียนนี้ นอกจากจะเปรียบเทียบความเร็วแล้ว ยังต้องเปรียบเทียบความอดทนด้วย
การใช้กำลังทั้งหมดพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วตั้งแต่เริ่มต้น จะนับว่าเป็นการใช้พลังงานมากเกินไป จนทำให้ไม่สามารถทนได้ในภายหลัง และสุดท้ายพวกเขาก็จะไม่ผ่านด่าน
เป็นสถานการณ์ที่พบเห็นได้บ่อยยิ่งนัก
ดังนั้น การควบคุมความเร็ว และเก็บแรงไว้สำหรับช่วงหลัง เป็นวิธีการผ่านด่านของคนส่วนใหญ่
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นเผยลั่วไป๋และคนอื่นๆพุ่งไปข้างหน้าเป็นคนแรก
คนที่อยู่ข้างหลังก็ไม่ได้ประหลาดใจมากนัก ยังแอบหัวเราะเยาะ เพราะทุกครั้งจะมีคนหัวร้อนที่ใช้กำลังทั้งหมดอยู่ข้างหน้ามากมายนับไม่ถ้วน
"คนพวกนั้นมาจากสำนักไหน? พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ความเร็วนั้นถือว่าเร็วจริงๆ"
"เร็วแล้วมีประโยชน์อะไร ดูก็รู้ว่าเป็นครั้งแรกที่เข้าร่วม พวกเขาไม่รู้วิธีสมดุลความเร็วและความอดทน ข้าขอพนันเลยว่า อย่าว่าแต่หนึ่งชั่วยามจะขึ้นไปข้างบนได้ พวกเขาแม้แต่หนึ่งเค่อก็ทนไม่ได้แล้ว"
"จะต้องพนันด้วยหรือ? ตลอดหลายปีมานี้ คนที่พุ่งเร็วขนาดนั้นไม่มีใครทนได้จนถึงตอนสุดท้ายเลยสักคน"
"ทำไมจะพนันไม่ได้เล่า? เขาไม่พนันกับเจ้า ข้าพนันกับเจ้าเอง หนึ่งหมื่นหินวิญญาณ เจ้าจะลองดูหรือไม่?"
เมื่อได้ยินเสียงนี้ พวกเขาตกตะลึงและหันหน้าไปอย่างรวดเร็ว
เห็นศิษย์หญิงคนหนึ่ง สวมชุดเหมือนกับศิษย์ชายสามคนที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้นางกำลังยิ้มกว้างและต้องการพนันกับพวกเขา
"ไม่ใช่ว่าขึ้นไปไม่ได้หรอกหรือ? ชนะแน่ ไม่มีแพ้ มีแต่ได้ ไม่มีเสีย มาเถอะ พนันกันเถอะ มีเงินแล้วไม่หา นั่นคือคนโง่มิใช่หรือ?!"
จะว่าไปแล้ว การพนันครั้งนี้ก็ถือว่าชนะแน่นอน ไม่มีทางแพ้ มีแต่ได้ไม่มีเสีย แต่ว่า...
แต่ว่าเมื่อเห็นนางตื่นเต้นเช่นนี้ พวกเขาก็รู้สึกว่านางต่างหากที่เป็นฝ่ายได้กำไรแน่.นอน
ทำให้พวกเขารู้สึกลังเลที่จะเดิมพัน
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในภาวะชะงักงัน เสียงร้องตกใจก็ดังมาจากที่ไม่ไกลนัก
บทที่ 1296: พวกเจ้าแพ้ไม่เป็นหรือไร?
พวกเขาเห็นศิษย์คนหนึ่งตกลงมาจากภูเขา และขณะที่เขาตกลงมา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น จ้องมองไปยังศิษย์ที่อยู่ตรงตำแหน่งที่เขาตกลงมา
ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะเกิดความขัดแย้งกัน คนหนึ่งจึงผลักอีกคนหนึ่งลงไป
การตกลงไป ไม่ได้หมายถึงการถูกคัดออกโดยตรง เพราะพวกเขายังสามารถอาศัยความสามารถของตนเองปีนกลับขึ้นมาใหม่ได้ แต่เวลาที่เสียไปก่อนหน้านี้และแรงที่ใช้ไป
ไม่มีหนทางใดแก้ไข หรือทดแทนส่วนนั้นได้
บังเอิญเหลือเกิน เพราะศิษย์ที่ผลักคนลงไปนั้น เยี่ยหลิงหลงรู้จัก
หากจะพูดให้ถูกต้องคือ สำนักของศิษย์คนนั้น เยี่ยหลิงหลงรู้จัก
นี่มิใช่สำนักที่มีความสามารถแย่ที่สุด อย่างสำนักหยวนอู่หรอกหรือ?
หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนอื่น อาจจะมีสาเหตุอื่น แต่ถ้าเกิดขึ้นกับศิษย์สำนักหยวนอู่นั่นแน่.นอนว่าต้องเป็นความตั้งใจแน่ ซึ่งเป็นความตั้งใจที่เอียงไปในทางร้ายเสียด้วย
เพราะว่าพวกสำนักหยวนอู่นั้น หัวไม่ดี หางก็ไม่ดี
ทั้งสำนักได้รับการหล่อหลอมมาเช่นนี้
แต่ว่า เหตุใดศิษย์สำนักหยวนอู่ถึงปรากฏตัวในที่แห่งนี้ได้เล่า?
พวกเขาเลือกตำแหน่งที่ห่างไกลในการปีนเขา และจุดนี้ยังห่างจากตำแหน่งกลางที่สำนักใหญ่ๆอยู่ไกลมากด้วย
โดยปกติแล้ว ศิษย์จากสำนักเดียวกัน จะเลือกพื้นที่เดียวกันในการปีนป่าย ประการแรกเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ประการที่สองเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นคิดไม่ดีรังแกศิษย์ของตน
แต่ศิษย์สำนักหยวนอู่คนนี้ อยู่ห่างจากกลุ่มใหญ่ของพวกเขาจริงๆ
"มีคนถูกผลักลงมาแล้ว!"
"ปกติจะตายไป การปีนเขาเติงเทียนไม่ใช่ว่าจะใสสะอาดเสมอไปเสียหน่อย บางจุดไม่ว่าจะยืนหรือปีนป่าย ล้วนสบายกว่าที่อื่น และจุดเหล่านี้แหละที่กลายเป็นจุดที่ต้องแย่งชิงกัน เมื่อมีการแย่งชิง ก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีคนถูกผลักลงมามิใช่หรือ?"
"ใช่แล้ว หากว่าไม่อยากถูกผลัก ก็ต้องไม่แย่งชิง แล้วไปหาที่อื่นเสีย หรือไม่ก็ต้องแข็งแกร่งกว่าคนอื่นแล้วผลักพวกเขาลงไป"
"ศิษย์ที่ผลักคนอื่นลงไปนั่น เหตุใดจึงดูเหมือนเป็นศิษย์จากสำนักหยวนอู่หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่แห่งจงหยวนเลยล่ะ? พวกเขาไม่ควรอยู่ในพื้นที่นี้ไม่ใช่หรือ? ข้าดูผิดไปหรือนี่?"
"เจ้าไม่ได้ดูผิด ก็พวกเขานั่นแหละ ข้าได้ยินมาว่าเมื่อร้อยปีก่อนจงหยวนเกิดเรื่องบางอย่างทำให้พวกเขาเสียหายหนัก โดยเฉพาะสำนักหยวนอู่ที่สูญเสียมากที่สุด ดังนั้นในช่วงหลายปีมานี้ พวกเขาจึงขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง เพื่อชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทว่าพวกเขารับศิษย์มากเกินไป จนทำให้มีจำนวนคนมากกว่า"
"ข้าก็ได้ยินเช่นกัน ได้ยินว่าครั้งนี้ศิษย์ของพวกเขาที่เข้าร่วมการประชุมใหญ่เติงเทียนมีจำนวนมากกว่าสำนักอื่นเป็นสองเท่าเลยเชียวนะ"
"ถูกต้อง ดังนั้นถ้าทางนั้นปีนไม่ไหว และมาเบียดทางนี้ก็ไม่แปลก อย่าไปพูดถึงพวกเขาเลย ข้าว่าเรารีบปีนกันเถอะ ครั้งที่แล้วไม่ผ่านด่านแรก ร้อยปีแล้ว ร้อยปีเล่า ชีวิตคนเราจะมีสักกี่ร้อยปีกัน คราวนี้ต้องขึ้นไปให้ได้ สู้!"
"อื้ม! สู้!"
เสียงสนทนาข้างๆหายไป เยี่ยหลิงหลงดึงความคิดกลับมา
แม้ว่าคำอธิบายนี้ จะสมเหตุสมผล แต่เยี่ยหลิงหลงยังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา เพราะนางจะปกป้องพี่ศิษย์ทั้งสามให้ปีนขึ้นไปก่อน
ที่ตีนเขาเติงเทียน ศิษย์ทุกคนที่เข้าร่วมการประชุมใหญ่เติงเทียน ยังคงพยายามปีนป่ายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ความขัดแย้งและการโต้เถียงก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ตอนแรก ทุกคนไม่ได้สนใจ สายตาจับจ้องอยู่ที่สำนักของตัวเองหรือศิษย์อัจฉริยะไม่กี่คน จนกระทั่งความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันเกินกว่าสถานการณ์ปกติในปีก่อนๆ
"อีกแล้ว ศิษย์สำนักหยวนอู่อีกแล้วรึ!!!"
บนแท่นวิญญาณ ประมุขเขาเต๋าเสวียนลุกขึ้นยืน แล้วหันไปมองไปทางแท่นเมฆา ถามเจ้าสำนักหยวนอู่อย่างเดือดดาลว่า "สำนักหยวนอู่ต้องการทำอะไรกันแน่? ผลักศิษย์จากเขาเต๋าเสวียนของข้า คนแรกนั้น ข้ายังยอมรับได้ว่าเป็นอุบัติเหตุ คนที่สองข้าก็ไม่พูดอะไร ถือว่าศิษย์สำนักหยวนอู่มีความได้เปรียบ แต่จนถึงตอนนี้ คนที่สาม คนที่สี่ คนที่ห้าเข้าไปแล้ว!"
ชายชราผู้นี้ เมื่อตระหนกขึ้นมา เคราของเขาก็พลิ้วไหวไปตามอารมณ์
"จนถึงตอนนี้ ด่านแรกเพิ่งเริ่มไม่ถึงหนึ่งเค่อ ศิษย์ของสำนักหยวนอู่ผลักศิษย์ของเขาเต๋าเสวียนไปถึงห้าคนแล้ว! พวกเจ้ากำลังมุ่งเป้ามาที่เขาเต๋าเสวียนของข้าใช่หรือไม่?"
ในตอนนี้ เจ้าสำนักหยวนอู่ที่ยืนอยู่บนแท่นเมฆาพลางแย้มยิ้มเล็กน้อย เขามองดูประมุขเขาเต๋าเสวียนที่กำลังโกรธจัด ตอนนี้เขาไม่ได้ลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ แม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน แต่เขาไม่ได้แสดงความเคารพอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
"การผลักนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ต่างฝ่ายต่างทำหรอกหรือ? เมื่อศิษย์สำนักหยวนอู่ของข้าผลักศิษย์จากเขาเต๋าเสวียนของเจ้า ศิษย์เขาเต๋าเสวียนของเจ้า ไม่ได้ผลักศิษย์ข้าสำนักหยวนอู่คืนหรอกหรือ?"
"เจ้า… แต่พวกเจ้าตั้งใจทำเช่นนี้!"
"ท่านประมุขพูดเช่นนี้ไม่ถูกต้องแล้ว ใครบ้างไม่อยากได้ตำแหน่งที่ดีเพื่อไต่ขึ้นไป? ถ้าจะพูดว่าตั้งใจ ก็เพราะพวกข้ามีจิตใจที่มุ่งสู่เบื้องบน มันผิดตรงไหนกัน?"
เจ้าสำนักหยวนอู่ยักไหล่พลางพูดอย่างจนปัญญา
"ไม่ใช่ว่าพอมีคนถูกผลักลงไปเยอะ เพราะพละกำลังไม่พอ ก็มาบ่นว่าคนอื่นหรอกนะ? เมื่อครู่ศิษย์สำนักหยวนอู่ของข้าก็ถูกศิษย์เขาเต๋าเสวียนของพวกเจ้าผลักลงไปหนึ่งคนเหมือนกันไม่ใช่หรือ? หากว่าฝีมือสู้ไม่ได้ ข้าไม่มีหน้าไปถามหาความยุติธรรมหรอกนะ!"
"หึ! ประเสริฐจริงๆ! ชัดเจนว่าเจ้าตั้งใจมุ่งเป้ามาที่เขาเต๋าเสวียนของข้า แต่กลับพูดให้ความผิดของเจ้าเบาบางเสียเหลือเกิน ดูท่าทางแล้วทั้งหมดนี้คงเป็นคำสั่งจากเจ้าเองสินะ!"
ประมุขเขาเต๋าเสวียนโกรธจนแทบจะมีควันออกมาจากทวารทั้งเจ็ด ชัดเจนว่านี่เป็นความตั้งใจ หลังจากการปะทะกันเช่นนี้ เขาเต๋าเสวียนที่ไม่ได้เตรียมใจไว้ เสียศิษย์ไปห้าคนแล้ว
ส่วนสำนักหยวนอู่ที่วางแผนมาล่วงหน้า ตอนนี้เสียศิษย์ไปเพียงคนเดียว ในแง่ของจำนวน พวกเขาได้กำไรอย่างแน่นอน !
ที่น่าโมโหยิ่งกว่าคือ ใครบ้างไม่รู้ว่าสำนักหยวนอู่ขยายการรับศิษย์มาเป็นร้อยปี
สิ่งที่พวกเขาไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือศิษย์ การเสียศิษย์ไปหนึ่งคนมันต่างอะไรกับไม่เสียเลย!
"อย่าพูดอย่างนั้นสิ พวกข้าไม่กล้าหรอก ท่านอยู่สูงส่งบนแท่นวิญญาณ ส่วนข้าต่ำต้อยนั่งอยู่บนแท่นเมฆา เขาเต๋าเสวียนแข็งแกร่งกว่าสำนักหยวนอู่ ต่อให้พวกข้ามีความกล้าสิบเท่า ก็ไม่กล้ามุ่งเป้าพวกท่านหรอก" เจ้าสำนักหยวนอู่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา ดูแล้วช่างไร้เดียงสาอย่างยิ่ง
ประมุขเขาเต๋าเสวียนได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ่งโกรธมากขึ้น
เขาเข้าใจแล้ว เจ้าสำนักหยวนอู่คิดว่าเขาเต๋าเสวียนของเขาไม่คู่ควรกับตำแหน่งบนแท่นวิญญาณนี้ ครั้งนี้สำนักหยวนอู่จึงมาโดยที่มีการเตรียมพร้อมมากก่อน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะดึงเขาเต๋าเสวียนลงมาจากข้างบน!
โกรธก็โกรธ แต่ตอนนี้นอกจากหวังว่าศิษย์ทั้งหลายจะสู้อย่างเต็มที่แล้ว เขาก็ไม่มีวิธีอื่นใดอีก
กฎก็อนุญาตให้มีการแข่งขันแย่งชิงได้
เขาหันกลับไป และนั่งลง
เอาโทสะไปลงกับคนแบบนี้ ไม่มีประโยชน์ ยิ่งเขาโกรธ เจ้าสำนักหยวนอู่ก็ยิ่งพอใจ ดูท่าทางของเขาสิ อีกนิดเดียวก็จะลุกขึ้นมาปรบมือให้ตัวเองแล้ว !
การโต้เถียงระหว่างเขาเต๋าเสวียนและสำนักหยวนอู่นั้น แท่นวิญญาณหรือแท่นเมฆา แม้แต่บนพื้นดินก็ยังได้ยิน
ในตอนนี้ ประมุขหอเฟยซิงที่อยู่ข้างๆ อดไม่ไหวต้องเอ่ยปากขึ้นมาในที่สุด
"สำนักหยวนอู่นี่ ไม่ใช่แค่จะมาเป็นศัตรูกับเขาเต๋าเสวียน แต่เขาต้องการจะดึงพวกเราที่เป็นสามอันดับสุดท้ายบนแท่นวิญญาณนี้ลงไป เขาทำแบบนี้เพื่อให้เจ็ดสำนักใหญ่ของพวกเขาได้กลับมาทวงบัลลังก์ที่แท่นวิญญาณอีกครั้ง ศิษย์ของข้าที่หอเฟยซิงไม่เคยไปรังแกใคร ไม่คิดว่าครั้งนี้จะถูกหมาตามรังควานเช่นนี้เลย"
"ตำแหน่งบนแท่นวิญญาณนั้น ล้วนเป็นการแข่งขันที่ยุติธรรม ผู้มีความสามารถย่อมได้ครอบครอง ประมุขหอเฟยซิงสู้ไม่ได้ แต่กลับจะเอาชนะด้วยการด่าคนหรือ? เสียงของเจ้าทั้งข้างบน ข้างล่าง ล้วนได้ยินชัดเจนนะ เจ้าแน่ใจหรือว่าจะพูดพล่อยๆเพื่อให้หอเฟยซิงแบกรับชื่อเสียง ว่าเป็นพวกขี้แพ้ชวนตี?" เจ้าสำนักหยวนอู่เยาะเย้ย
ประมุขหอเฟยซิงโกรธ จนต้องตบลงบนที่วางแขนของเก้าอี้ตัวเอง แต่กลับกัดฟันไม่พูดอะไรอีก
เจ้าสำนักหยวนอู่นี่เป็นคนชั่วโดยแท้ ใช้วิธีการเลวทราม แต่กลับทำตัวหน้าซื่อใจคด ยังย้อนกลับมาด่าคนอื่นอีก
เขาไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการก่อกวนการปีนเขา
แต่ในเรื่องคำพูด เขาก็ชนะทุกศึกเช่นกัน
ทำตัวแบบนี้ช่างวอนฝ่าเท้าจริงๆ!
บทที่ 1297: จัดการคนต่ำช้า นางถนัดที่สุดแล้ว
ในเวลานี้ ประมุขของเกาะเผิงไหล ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงยาที่อยู่ข้างๆก็ถอนหายใจ
นางคิดอยู่ครึ่งค่อนวัน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหาคำตำหนิที่สมเหตุสมผลได้ จึงได้แต่กลั้นความโกรธเอาไว้ก่อน
สำนักหยวนอู่นั้น ครั้งนี้มาโดยที่มีการเตรียมพร้อมมาก่อน พวกเขาต้องการลากสามสำนักลงน้ำไป โดยใช้วิธีการที่เลวร้ายเหยียบหน้าพวกเขาเพื่อไต่เต้าขึ้นไป
ไม่ใช่ว่าทนรับความพ่ายแพ้ไม่ได้ แต่การพ่ายแพ้แบบนี้มันช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน!
ในขณะที่สามสำนักมีความโกรธ ตอนนี้พวกเขาได้แต่ฝืนอดทนอยู่นั้น ประมุขวังวิญญาณเหมันต์ที่อยู่ข้างๆ ได้เอ่ยปากขึ้นในที่สุด
"ข้าเห็นว่าเจ็ดสำนักใหญ่แห่งจงหยวนนี้ มีความโลภมากเหลือเกินนะ พวกท่านคงไม่ได้คิดแค่จะเอาตำแหน่งของสามสำนักง่ายๆแบบนี้กระมัง? ดูเอาเถิด พวกเจ้าเริ่มลงมือกับศิษย์วังวิญญาณเหมันต์ของข้าแล้วหรือ?"
วังวิญญาณเหมันต์เป็นอันดับหนึ่งในการประชุมใหญ่เติงเทียนครั้งที่แล้วนะ
แม้แต่พวกเขาก็ถูกสำนักหยวนอู่คอยจับตาดูด้วยหรือนี่?
ในตอนนี้ สามสำนักหลังที่ไม่เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ ต่างจ้องมองไป และก็เห็นว่ามีศิษย์สำนักหยวนอู่กำลังโจมตีศิษย์จากวังวิญญาณเหมันต์จริงๆ!
พวกเขาบ้าไปแล้วหรือไร? นี่พวกเขาต้องการทำอะไรกันแน่!
"พวกเขาลงมือแบบนี้ได้อย่างไร? แม้ว่าพละกำลังจะไม่เพียงพอ แต่พวกเขาก็มีจำนวนมาก ดังนั้นครานี้พวกเขาจึงอาศัยความได้เปรียบด้านจำนวน ใช้ศิษย์สองคนหรือมากกว่านั้นรุมโจมตีคนหนึ่งคน ล้วนแล้วก็เพื่อบีบให้ศิษย์จากสำนักอื่นลงจากภูเขาเติงเทียนใช่หรือไม่?"
ในตอนนี้ อีกด้านหนึ่งของแท่นวิญญาณ เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนซึ่งได้อันดับสองในการประชุมใหญ่เติงเทียนเมื่อร้อยปีก่อนก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุด
ศิษย์สำนักหยวนอู่เหล่านี้ไม่เพียงแต่จงใจโจมตีศิษย์ของสามสำนักหลังเท่านั้น แม้แต่อันดับหนึ่งและอันดับสองก็ไม่ได้ละเว้น!
ยกเว้นแต่...
ในตอนนี้ เจ้าสำนักทั้งเจ็ดที่นั่งอยู่บนแท่นเมฆาและแท่นวิญญาณต่างขมวดคิ้ว สีหน้าพวกเขาเปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีเท่าใดนัก
สำนักหยวนอู่ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ศิษย์ของพวกเขา และไม่ได้บอกพวกเขาล่วงหน้าว่าจะใช้วิธีการแบบนี้!
"อ้าว! เหตุใดเจ้าสำนักทั้งเจ็ดคนอื่นๆจึงไม่ส่งเสียงเลยล่ะ เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้แตะต้องศิษย์ของพวกเจ้าหรือ?" ประมุขวังวิญญาณเหมันต์หัวเราะเย็นชา
"โอ้ ข้าเกือบลืมไป ทั้งเจ็ดสำนักเป็นหนึ่งเดียวกัน จะมุ่งเป้าไปที่พวกเดียวกันได้อย่างไร? แน่นอนว่าต้องร่วมมือกันต่อต้านคนนอกสิ จึงจะถูก!!"
"เช่นนั้น เจ็ดสำนักแห่งจงหยวนอันยิ่งใหญ่ เมื่อร้อยปีก่อนแพ้ไม่เป็น ดังนั้นร้อยปีต่อมาจึงต้องใช้วิธีการสกปรกแบบนี้ เพื่อเอาชนะในครั้งนี้หรือ ? ช่างเป็นเจ็ดสำนักที่ยอดเยี่ยมเสียจริง นี่คือแนวทางของสำนักธรรมะอันเลื่องชื่อสินะ!" ประมุขเขาเต๋าเสวียนเย้ยหยัน
"อมิตาพุทธ อาตมาเคยถือว่าพวกเจ้าเป็นคู่แข่งที่น่าเคารพ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าทั้งเจ็ดสำนัก จะทำให้อาตมาผิดหวังเหลือเกิน" เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนถอนหายใจ
"อะไรกัน ทั้งเจ็ดสำนัก ก็แค่เจ็ดคนเลวๆรวมตัวกันเท่านั้นหรือ? ดีแต่ใช้วิธีการต่ำช้า!" ประมุขหอเฟยซิงไม่มีความอดทนขนาดนั้น เขาด่าออกมาตรงๆ
"เพื่อจะขึ้นแท่นวิญญาณ ถึงกับไม่รักษาหน้า ไม่กลัวคนทั้งใต้หล้าจะหัวเราะเยาะเอาเลยหรือ!"
ในตอนนี้ เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตที่ถูกสำนักหยวนอู่ลากไปเกี่ยวข้องด้วย จนทำให้คนอื่นชี้นิ้วด่าทอ ตอนนี้เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป
"นี่เป็นการตัดสินใจของเจ้าสำนักหยวนอู่เอง ไม่เกี่ยวกับสำนักสวรรค์ลิขิตของข้า เวลาด่า เจ้าอย่าเอาสำนักสวรรค์ลิขิตของข้ามาเกี่ยวข้องด้วยสิ!"
"ดังนั้น เจ้าสำนักหยวนอู่คิดเช่นนี้เองหรือ?" ประมุขวังวิญญาณเหมันต์ถาม
"ในเจ็ดสำนัก สำนักสวรรค์ลิขิตเป็นผู้นำ เจ้าสำนักพูดอะไร สำนักหยวนอู่ของข้าก็ยอมรับทั้งหมด" เจ้าสำนักหยวนอู่ยักไหล่อย่างจนใจ "ถูกต้อง เรื่องนี้ข้าทำคนเดียว ข้าก็รับผิดชอบคนเดียว อย่าใช้เรื่องนี้มาด่าสำนักอื่น พวกเขาล้วนบริสุทธิ์!"
ถ้าเขาไม่พูดก็ยังดี แต่พอเขาพูดออกมา ก็เท่ากับยอมรับว่าทั้งเจ็ดสำนักร่วมมือกันใช้วิธีการแบบนี้เพื่อกดดันสำนักอื่นๆ
และการรวมตัวของพวกเขา ยังคงให้สำนักหยวนอู่เป็นเหยื่อ สุดท้ายก็ให้สำนักหยวนอู่แบกรับชื่อเสียงเลวร้ายเพียงลำพัง ส่วนอีกหกสำนักก็สบายๆ นั่งรับผลประโยชน์!
แผนการนี้ช่างแยบยลเหลือเกิน!
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ ไม่เพียงแต่ประมุขและเจ้าสำนักบนแทนวิญญาณเท่านั้น แม้แต่พวกที่อยู่บนแท่นแมฆาก็ยังระเบิดความรู้สึกในใจออกมา
หรือแม้กระทั่งเจ้าสำนักอีกหกสำนักในเจ็ดสำนักใหญ่ก็ระเบิดอารมณ์ออกมาเช่นกัน
เจ้าสำนักคนอื่นๆรู้ดีว่าการพูดเหตุผลกับพวกเขาไม่มีประโยชน์ ด่าไปพวกเขาก็ยิ้มทำหน้าตาเฉย บางทีถึงกับภูมิใจเสียด้วยซ้ำ เห็นแล้วช่างน่าขยะแขยงเหลือเกิน
สำนักหยวนอู่นี้เรียกได้ว่าเป็นเนื้อร้ายของเจ็ดสำนักใหญ่เลยก็ว่าได้
เจ้าสำนักอีกหกแห่ง รู้สึกทั้งน้อยใจและโกรธแค้น เรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของสำนักหยวนอู่ แต่สุดท้าย กลับให้พวกเขาทั้งหกสำนักกลับต้องมาร่วมรับผิดชอบด้วย
ชื่อเสียงตองนี้จึงพังพินาศ ทั้งยังถูกโจมตีพร้อมกันอีก
แต่เมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว พวกเขาจะพูดอะไรได้อีก?
พูดอะไรไปก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะเจ้าสำนักหยวนอู่ตั้งใจจะลากพวกเขาทุกคนลงน้ำ
เขาคงวางแผนมานานแล้วเป็นแน่!
ตลอดมา ก็คิดว่าสำนักหยวนอู่ขลาดเขลาและไร้ความทะเยอทะยาน ดังนั้นเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆน้อยๆแบบนี้ ทุกคนจึงสามารถมองเห็นได้อย่างกระจ่างชัด
อย่างมากก็แค่เยาะเย้ยสองสามคำ แต่ไม่ได้ทำอะไรกับพวกเขาจริงๆ เพราะในใจลึกๆ ทุกคนต่างก็ดูถูกพวกเขา
แต่ไม่คิดเลยจริงๆว่า พวกเขาขลาดเขลามาหลายปี พอได้กลับมาก็ทำเรื่องใหญ่เข้าเสียแล้ว!
การประชุมใหญ่เติงเทียนครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยการยุแหย่ เพื่อให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้ทุกคนอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างยิ่ง
ในตอนนี้ มีคนถามขึ้นมาว่า
"ดูเหมือนศิษย์สำนักหยวนอู่ จะไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ตำหนักหลัวฝูเลยนี่ พวกเขาอาจมีข้อตกลงอะไรกันหรือเปล่า?"
ดังนั้น สายตาของทุกคนจึงมองไปที่ประมุขตำหนักหลัวฝู ทว่ากลับเห็นเพียงเขาหัวเราะเยาะออกมา
"ข้าจำเป็นจะต้องมีข้อตกลงอะไรกับพวกเขาด้วยหรือ? ที่สำนักหยวนอู่ไม่กล้ายุ่งกับตำหนักหลัวฝูของข้าก็เพราะกลัวเท่านั้นเอง พวกเราไม่ใช่สำนักที่ถือตัวว่าเป็นฝ่ายธรรมะ ถ้ามาทำเรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนี้กับเรา ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ข้าไม่จำเป็นต้องบอกกระมัง"
คำพูดนี้มีพลังโน้มน้าวมาก ทำให้คนอื่นๆกดความสงสัยที่มีต่อตำหนักหลัวฝูลงไปได้ แต่ก็เพียงแค่กดไว้เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเชื่อ
แต่ความจริงแล้ว เจ้าสำนักหยวนอู่ก็คิดเช่นนั้นจริงๆ
ตำหนักหลัวฝูนั้น ทำอะไรตามใจ ไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา
หากว่าไปทำให้พวกเขาโกรธจริงๆ อาจจะหันกลับมาสู้จนถึงที่สุดก็เป็นได้
หรือไม่หลังจากการประชุมใหญ่เติงเทียนสิ้นสุดลง สำนักของเขาอาจจะโดนโจมตีและทำลายจนสิ้นซากก็เป็นได้
คนอื่นๆล้วนรักหน้า แต่พวกคนบ้าเหล่านี้ไม่ฟังเหตุผล หากพวกเขาคลั่งขึ้นมาจริงๆ ก็คงรับมือไม่ไหวแน่.นอน
ดังนั้น สำนักหยวนอู่จึงไม่กล้ารบกวนตำหนักหลัวฝู
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เจ้าสำนักหยวนอู่ได้แสดงความโดดเด่นอย่างเต็มที่ ที่ใต้แท่นวิญญาณและบนแท่นเมฆา เขาทำให้ทุกคนรู้สึกไม่พอใจ ในขณะที่กำลังรู้สึกภูมิใจในใจ เขาก็ถูกประมุขตำหนักหลัวฝูเยาะเย้ยเช่นนี้ ทำให้เขามีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ด้วยเหตุนี้เขาจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
"ประมุขตำหนักหลัวฝูพูดถูกต้องยิ่ง ท่านนั่งบนแท่นวิญญาณ ข้าอยู่บนแท่นเมฆา ข้าไม่กล้ารบกวนพวกท่านจริงๆ ดังนั้นท่านพูดอะไร ข้าก็ยอมรับทั้งหมดนั่นแหละ"
ประมุขตำหนักหลัวฝูแค่นเสียงเย็นชาแล้วหันหน้าไปทางอื่น ตอนนี้การแข่งขันบนภูเขาเติงเทียน ได้มาถึงช่วงที่ดุเดือดมากแล้ว เพราะอีกไม่นาน ผู้ชนะอันดับหนึ่งที่ทุกคนจับตามองก็จะปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว
ในเวลาเช่นนี้ พวกเขาไม่อยากเสียเวลาไปวุ่นวายกับพวกคนเหล่านี้
ในเวลานั้น เยี่ยหลิงหลงยังคงปกป้องศิษย์พี่หญิงทั้งสามคน ขณะปีนขึ้นไปในพื้นที่ห่างไกลของตน นางไม่รู้เรื่องความวุ่นวายทางฝั่งสำนักใหญ่เลยแม้แต่น้อย นางจนกระทั่งฮวาซือฉิงที่อยู่ไม่ไกลตะโกนขึ้นว่า
"หยุดนะ!"
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามอง พบว่าฮวาซือฉิงกำลังจะเดินไปทางด้านข้าง
"ศิษย์พี่หญิงสี่ เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?"
"มีศิษย์ของสำนักหยวนอู่คนหนึ่งกำลังรุมทำร้ายศิษย์พี่หญิงจากเกาะเผิงไหล นางเคยดูแลข้ามาก่อน ศิษย์น้องหญิงเล็กข้าอยากช่วยนาง"
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองไปทางนั้น และเห็นศิษย์สำนักหยวนอู่คนหนึ่งกำลังพยายามดึงศิษย์เกาะเผิงไหลอย่างสุดกำลัง และดึงโดยที่ไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น ราวกับว่าจะยอมตกลงไปพร้อมกันเอง แต่เขาจะไม่ยอมให้ศิษย์เกาะเผิงไหลอยู่ข้างบนเด็ดขาด
เยี่ยหลิงหลงหรี่ตาลง มุมปากยกขึ้น เป็นรอยยิ้มเย็นชา
การจัดการกับคนต่ำช้านั้น นางถนัดที่สุดแล้ว
"ศิษย์พี่หญิงสี่ เจ้ารีบปีนขึ้นไปเถอะเจ้าค่ะ เรื่องนี้มอบให้ข้าจัดการเอง"
บทที่ 1298: ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็อย่าหันกลับไปเด็ดขาด
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก นี่จะส่งผลกระทบต่อเจ้า..."
ฮวาซือฉิงยังพูดไม่ทันจบ เยี่ยหลิงหลงก็เคลื่อนไหวไปเสียแล้ว
"มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อข้าหรอกเจ้าค่ะ ไม่ใช่ว่าข้าไม่มีความสามารถที่จะแข่งความเร็ว แต่พี่ศิษย์หญิงทั้งสาม ไม่ถนัดการต่อสู้ จึงอาจถูกผู้อื่นรังแกได้ง่าย ดังนั้นข้าถึงได้อยู่ข้างหลังไปพร้อมกับพวกท่านอย่างไรเล่า"
ในตอนนี้ เผยลั่วไป๋และอีกสองคนที่อยู่ข้างหน้าได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากด้านหลัง จึงรีบหันกลับไปมอง และก็เห็นว่าเยี่ยหลิงหลงไม่ได้ปีนขึ้นไปอีกแล้ว แต่เริ่มเดินออกไปทางด้านอื่นแทน
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก!"
"ศิษย์พี่ทั้งหลายอย่าเสียสมาธิ สำนักชิงเสวียนของพวกเราต้องมีคนแข่งความเร็วบ้าง พวกท่านเหมาะสมกว่าข้า อย่าหันกลับมาเลยเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากให้พวกท่านเห็นว่าศิษย์สำนักหยวนอู่ถูกทรมานอย่างไร และพวกท่านก็อย่าได้กังวลไปเลย พวกเขาจะต้องร้องไห้คร่ำครวญและเสียใจที่ทำเช่นนี้แน่.นอนเจ้าค่ะ"
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มอย่างยโส
"จำไว้นะเจ้าคะ ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็อย่าหันกลับมา ให้มุ่งหน้าไปข้างหน้าเท่านั้น"
......
จะพูดอย่างไรดีล่ะ?
หากคำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากของคนอื่น คนที่ได้ยินอาจจะต้องแบกความเจ็บปวดและความเศร้าพร้อมน้ำตาปีนขึ้นไปข้างหน้า
แต่เมื่อมันออกมาจากปากของศิษย์น้องหญิงเล็ก นี่กลับทำให้พวกเขาอดไม่ได้ที่จะอยากหันกลับไปดู ว่าศิษย์น้องหญิงเล็กกำลังเล่นอะไรสนุกๆ โดยไม่พาพวกเขาไปด้วยหรือเปล่า?
พวกเขาคิดอย่างนั้นก็จริง แต่ภายใต้สายตาที่ค่อยๆเย็นเยียบขึ้นของศิษย์น้องหญิงเล็ก พวกเขาทั้งสามรีบหันกลับไปทันที นางไม่กล้าหยุดแม้แต่วินาทีเดียว นางใช้แรงทั้งหมดที่มีวิ่งไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่งอีกระยะหนึ่ง
ศิษย์น้องหญิงเล็กบอกว่าห้ามหยุด เช่นนั้นก็หมายความว่า
ห้ามหยุดเด็ดขาด!
ไม่ไกลออกไป คนเดินทางที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเหล่านั้น เห็นสามคนที่นำหน้าไปไกลแล้ว ยิ่งพุ่งไปข้างหน้าอีกระยะหนึ่งอย่างกะทันหัน
เมื่อเห็ฯความเร็วนั้น พวกเขาก็ถึงกับตะลึงงันทันที
"พวกเขาบ้าไปแล้วหรือ? ถึงเวลานี้แล้ว ยังจะเร่งความเร็วอีกหรือไร ไม่อยากปีนต่อแล้วหรือ?"
"อาจจะบ้าจริงๆก็ได้! ถึงเวลานี้แล้ว พวกเขายังเร่งความเร็วได้ นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้หรืออย่างไร?"
"พวกเขาพยายามมากจริงๆ ตอนนี้ข้ายังเหนื่อยจนไม่อยากขยับแล้ว แต่พวกเขายังอัดแรงพุ่งไปข้างหน้าได้ มีพรสวรรค์และขยัน คนพวกนี้ไม่ใช่ศิษย์ของสำนักใหญ่หรอกหรือ?"
ศิษย์พี่ชายทั้งสาม ตั้งหน้าตั้งตา พยายามวิ่งไปอย่างสุดกำลัง ศิษย์พี่หญิงทั้งสามก็อยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยชั่วคราว ไม่มีอะไรที่นางต้องกังวล ตอนนี้เยี่ยหลิงหลงจึงสามารถทำสิ่งที่ชอบได้แล้ว
เมื่อคิดว่าจะได้ต่อกรกับพวกคนเลวของสำนักหยวนอู่อีก
นางก็รู้สึกดีขึ้นมาทันที
นางรีบหยิบกระดาษยันต์สองแผ่นออกมาจากแหวนมิติของตนเองแล้วโยนไปทางศิษย์สำนักหยวนอู่ที่กำลังปะทะกับศิษย์จากเกาะเผิงไหลอยู่
ในเรื่องการยิงปืน นางไม่แม่นเท่าศิษย์พี่หญิงห้า แต่ในเรื่องการโยนกระดาษยันต์นางไม่เคยพลาดเลย
ในฐานะปรมาจารย์ยันต์ นางมีมาตรฐานทางวิชาชีพอยู่สูงพอควร
‘หมับ! หมับ!’ เสียงสองเสียงดังขึ้นมา กระดาษยันต์ปะทะเข้าที่หัวเข่าทั้งสองข้างของศิษย์สำนักหยวนอู่อย่างแม่นยำ กระดาษยันต์ที่พุ่งมาอย่างไม่ทันตั้งตัวนี้ ได้ทำให้ศิษย์สำนักหยวนอู่ที่กำลังปะทะกับศิษย์เผิงไหลอย่างดุเดือด รู้สึกว่าหัวเข่าของพวกเขาหนักอึ้งขึ้นมาทันที
‘ตึง’ เสียงเหล่านั้นดังสนั่น เมื่อเข่าของเขาได้ทรุดลงกับพื้น
การทรุดลงครั้งนี้ ไม่เพียงทำให้ตัวเขาเองตกตะลึง แม้แต่ศิษย์จากเกาะเผิงไหลที่กำลังต่อสู้กับเขาก็พลอยตกตะลึงไปด้วย
คนผู้นี้เป็นอะไรไป? กำลังต่อสู้กันอยู่ดีๆ จู่ๆก็คุกเข่าลงเองเลยหรือ?
"ยืนงงอยู่ทำไม? เหยียบเขาสิ เขาทำให้เจ้าเสียเวลาไปมากแล้ว เหยียบเขาแล้วปีนขึ้นไปเลย จะได้ชิงเวลากลับคืนมาได้!"
เสียงของเยี่ยหลิงหลงดังมาจากด้านข้าง
ศิษย์เกาะเผิงไหลและศิษย์สำนักหยวนอู่พร้อมใจกันหันไปมองนางทันที
แต่ศิษย์เกาะเผิงไหลเพียงแค่มองแวบเดียว จากนั้นก็รีบฉวยโอกาสเหยียบร่างของศิษย์สำนักหยวนอู่ที่คุกเข่าอยู่บนภูเขาปีนขึ้นไปในทันที
ศิษย์สำนักหยวนอู่เห็นเช่นนั้นก็ไม่ยอมแพ้ แม้ว่าเข่าทั้งสองจะถูกทำให้คุกลง ขยับไปที่ใดไม่ได้ แต่เขายังมีมืออีกสองข้าง!
ขณะที่เขากำลังจะใช้มือดึงศิษย์เกาะเผิงไหล เยี่ยหลิงหลงก็โยนกระดาษยันต์อีกสองแผ่นลงมา
‘หมับ!!’ นั่นยิ่งทำให้มือทั้งสองข้างของเขาเหมือนถูกน้ำหนักหลายหมื่นชั่งกดทับลงมาทันที เข่าของพวกเขาติดแน่นกับพื้น ยกขึ้นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย!
แต่เดิมนั้น เขาเพียงแค่คุกเข่าทั้งสองลงกับพื้น
แต่ตอนนี้ แม้แต่มือทั้งสองก็ถูกกดลงกับพื้นด้วย
ท่าทางที่แขนขาทั้งสี่แนบลงกับพื้น และหลังตั้งขึ้นแบบนี้ ช่างเหมาะกับการเหยียบเสียเหลือเกิน
ศิษย์เกาะเผิงไหลจึงรีบเหยียบบนร่างของเขา ปีนขึ้นไปต่อ
ทำให้เขา จากที่เคยเป็นอุปสรรค ดันกลายเป็นบันไดให้ผู้อื่นเหยียบอย่างไม่มีทางเลือก
เมื่อเห็นศิษย์เกาะเผิงไหลเหยียบบนร่างตนปีนขึ้นไปอย่างง่ายดาย ศิษย์สำนักหยวนอู่ก็หันหน้ามาอย่างรวดเร็ว จ้องมองเยี่ยหลิงหลงด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
"เจ้าทำอะไรกับข้า!"
"พอดีข้าโยนยันต์พันชั่งให้เจ้าสี่แผ่นอย่างไรเล่า เจ้ารู้สึกหนักไหมล่ะ?"
"เจ้าบ้าไปแล้วรึ? กล้าลงมือกับสำนักหยวนอู่ได้อย่างไร! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!"
เขาพูดพลางดิ้นรนอย่างแรง ต้องบอกว่าเขาสามารถยกตัวขึ้นมาได้เล็กน้อย แต่ก็เพียงนิดเดียวเท่านั้น เพราะเขาถูกเขาเติงเทียนนี้ดูดพลังไปหมดแล้ว ตอนนี้จึงไม่มีทางหลุดพ้นจากการควบคุมของยันต์พันชั่งทั้งสี่แผ่นได้เลย
"โอ้ เจ้าเตือนข้าได้ดีทีเดียวนะเนี่ย แค่ยันต์พันชั่งอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องเพิ่มยันต์ตรึงกายอีกสักแผ่น ถึงจะปลอดภัยแน่นอน"
พูดจบ กระดาษยันต์ของเยี่ยหลิงหลงก็มาถึงตัวเขาเสียแล้ว
พอยันต์ตรึงกายแปะลงไป เขาก็ขยับตัวไม่ได้เลยแม้แต้น้อย ทั้งร่างเหมือนรูปปั้นคุกเข่าสี่ขาอยู่บนเขาเติงเทียนนี้ ดูน่าขบขันเป็นที่สุด
"เจ้าคนต่ำช้า!" เขาตะโกนด้วยความโกรธ
"คำด่าของเจ้าไร้ความหมาย ข้าให้เวลาเจ้าครู่เดียวนะ เจ้าลองคิดคำพูดให้ดีๆ แล้วค่อยด่าใหม่" เยี่ยหลิงหลงพูดพลางหัวเราะ
เขาโกรธจนหน้าแดงก่ำ ลูกตาแทบจะถลนออกมา
แต่เขาในตอนนี้กลับไม่มีทางสู้เลย
ในตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงพูดกับคนที่อยู่ไม่ไกลจากเขาว่า
"พวกเจ้าดูความสนุกกันจบแล้วหรือ? ยืนงงอยู่ทำไม? บนเขาเติงเทียนนี้ แม้แต่จุดเหยียบเล็กๆ พวกเจ้าก็ยังแย่งกัน ตอนนี้มีคนให้เหยียบตัวใหญ่ขนาดนี้ พวกเจ้าจะไม่เหยียบหรือ?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนรอบข้างก็ตาโตด้วยความตกใจ
พวกเขาทำได้หรือ?
แต่เรื่องดีๆแบบนี้มิได้มีมาบ่อยๆ
เหยียบ! ทำไมจะไม่เหยียบล่ะ! ต้องเหยียบแน่นอน!
ดังนั้น หลายคนจึงเริ่มมุ่งหน้ามาทางนี้ เพื่อจะได้เหยียบศิษย์สำนักหยวนอู่ เป็นแรงส่งในการปีนขึ้นไปต่อ
"แต่ข้าขอบอกไว้ก่อนนะ พวกเจ้าต้องต่อแถวมาทีละคน อย่าแย่งกัน เขาจะอยู่ที่นี่คอยรับใช้พวกเจ้า จนกว่าด่านแรกจะจบลง"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ศิษย์ของสำนักหยวนอู่แทบจะกระอักเลือดออกมา
นี่นางกำลังใช้เขาเป็นสะพานสู่ความสำเร็จกระนั้นหรือ?
‘มีฝีมือก็ปล่อยข้าสิวะ!’
และยังไม่จบแค่นั้น เยี่ยหลิงหลงยังตบศีรษะเขาเบาๆ
"ใช่ไหมล่ะ? การฝึกฝนของเจ้าเพิ่งถึงขอบเขตบูรณาการ ถึงอย่างไรก็ไม่มีโอกาสปีนขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้สำเร็จหรอก ทำตัวเป็นไข่มุกเปล่งประกายไม่ได้ ก็เป็นได้แค่ที่เหยียบธรรมดาธรรมดานี่แหละ แต่เจ้าทำคุณยิ่งใหญ่นะ ใช้เหงื่อของตัวเองรดน้ำความสำเร็จของผู้อื่น อุทิศพลังของตัวเองเพื่อช่วยให้คนอื่นเปล่งแสงออกมา น่านับถือ น่านับถือ"
......
ศิษย์สำนักหยวนอู่จิตใจแตกสลาย
"ลองคิดในอีกมุมหนึ่งสิ ข้าดีกับเจ้ามากกว่าเจ้าสำนักของพวกเจ้าไม่ใช่หรือ? เขาทำให้เจ้าถูกด่าทอ ทุกคนหลีกหนี แต่ข้ากลับทำให้เจ้าได้รับความขอบคุณ ทุกคนต่างใฝ่ฝัน แต่เจ้าไม่ต้องคิดจะขอบคุณข้าหรอก จุดด้อยของข้าคนนี้ก็คือมีจิตใจที่เมตตาเกินไปนั่นเอง"
......
ศิษย์สำนักหยวนอู่แตกสลายอย่างสิ้นเชิงแล้ว
แม้ว่าเขาจะเป็นที่เหยียบ แต่อย่างน้อยคนพวกนี้ก็เคยเห็นศิษย์สำนักหยวนอู่รังแกคนอื่นมาแล้ว พวกเขารู้ว่าโอกาสนี้ แท้จริงแล้วเป็นเยี่ยหลิงหลงต่างหากที่มอบให้
ดังนั้นพวกเขาจึงฟังนาง แม้ว่าทุกคนจะแย่งชิงเวลากันอย่างเร่งรีบ แต่ก็ไม่ได้แข่งขันกันอย่างเลวร้าย ทำให้การเหยียบจุดนี้
แม้จะมีคนมาก แต่ก็ยังค่อนข้างกลมเกลียวมากทีเดียว
เจ้าเหยียบทีหนึ่ง ข้าเหยียบทีหนึ่ง เหยียบจนศิษย์สำนักหยวนอู่ที่อยู่ข้างล่าง ต้องออกมาด่าทออย่างไม่หยุดปาก
แต่เยี่ยหลิงหลงไม่สนใจเขา
นางเตรียมจะไปยังจุดต่อไป เพื่อรับใช้ประชาชนคนอื่นอีก
ในตอนนี้ ศิษย์สำนักหยวนอู่ที่ด่าไม่หยุดคนนั้น ก็ตระหนักถึงบางสิ่งขึ้นมาทันที
"เจ้า...เจ้าเป็นใคร? ข้าเคยเห็นเจ้ามาก่อนใช่หรือไม่?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยี่ยหลิงหลงหันหน้ามาอย่างร่วมมือ แล้วยิ้มอย่างสดใสให้เขา
"ยืนหยัดในนามและตัวตน ข้าคือเยี่ยหลิงหลงแห่งสำนักชิงเสวียน"
บทที่ 1299: คนเลวย่อมได้รับกรรม
ศิษย์สำนักหยวนอู่คนนั้นม่านตาสั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหว เขามองดูเยี่ยหลิงหลงด้วยความตกตะลึง
เขานึกออกแล้ว เขานึกออกแล้ว!
"ถูกต้อง!! แน่นอนว่าเจ้าเคยเห็นข้ามาก่อน บนประกาศจับของเจ็ดสำนักใหญ่ของพวกเจ้าอย่างไรเล่า ข้าเพิ่งไปดูเมื่อไม่นานมานี้ ผ่านไปกว่าร้อยปีแล้ว ข้าก็ยังเป็นอันดับหนึ่งอยู่นะ ฮ่าๆ พลังความสามารถมันอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ จริงๆก็อยากจะเก็บตัวเงียบๆอยู่หรอก แต่มันไม่ได้จริงๆ"
......
เรื่องนี้ทำให้ศิษย์สำนักหยวนอู่ที่กำลังจะเอ่ยปาก ต้องกลืนคำพูดกลับไปทันที
นางพูดจบหมดแล้ว เขาจะพูดอะไรได้อีกเล่า!
ในตอนนี้ ผู้ที่เพิ่งเดินผ่านมา ผู้ที่กำลังจะเดินผ่าน รวมถึงศิษย์เกาะเผิงไหลคนแรกที่มาพัวพันกับเขา
ต่างก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองเยี่ยหลิงหลง
คำพูดหลังจากนั้น ยาวเกินไป พวกเขาไม่ได้ยินทั้งหมด
แต่คำที่ดังกังวานนั้น ไม่มีใครไม่ได้ยิน
‘เยี่ยหลิงหลงแห่งสำนักชิงเสวียน’
แม่นางน้อยขอบเขตบูรณาการคนนี้ พวกเขาจำนางได้แล้ว
แม้ว่าขอบเขตบูรณาการจะผ่านด่านแรกได้ยาก แต่ขอบเขตบูรณาการบางคนก็เลือกที่จะเป็นตัวป่วน ทำให้คนอื่นไม่สามารถผ่านด่านได้ด้วย ในขณะที่ขอบเขตบูรณาการบางคนเต็มใจที่จะทำประโยชน์ให้ผู้อื่น
ไม่เพียงแต่สั่งสอนคนเลวเท่านั้น ยังช่วยให้พวกเขาก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นอีกด้วย
แม่นางที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น น้ำใจนี้ พวกเขาขอรับไว้แล้วกัน!
ในตอนนี้ ผู้ที่ต้องการปีนขึ้นไป ต่างก็เหยียบศิษย์สำนักหยวนอู่คนนั้น ส่วนเยี่ยหลิงหลงก็รีบไปยังตำแหน่งที่ศิษย์สำนักหยวนอู่คนต่อไปกำลังก่อกวนอยู่
เมื่อเห็นนางกำลังจะวิ่งหนีไปทำร้ายศิษย์ของสำนักตัวเองต่อ ศิษย์สำนักหยวนอู่ก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที
‘ไม่ ไม่ได้ จะปล่อยให้นางหยิ่งผยองเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด!!’
ดังนั้น เขาจึงตะโกนสุดเสียงไปยังจุดถัดไปที่เยี่ยหลิงหลงกำลังจะไปว่า
"ระวัง! เยี่ยหลิงหลงมาแล้ว! เยี่ยหลิงหลงแห่งสำนักชิงเสวียนกลับมาแล้ว นางกลับมาแล้วจริงๆ!"
เมื่อได้ยินเสียงเรียก เยี่ยหลิงหลงหันกลับมามองเขาพร้อมรอยยิ้มพึงพอใจ
"เสียงดังดี ข้าชอบมาก เจ้าอย่าหยุดนะ แหกปากต่อไปเลย!!"
พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ชักกระบี่หงเยี่ยนออกมาฟาดไปยังศิษย์คนนั้นที่อยู่ไม่ไกล
ซึ่งคนๆนั้นกำลังตกใจหันมามองเมื่อได้ยินเสียงตะโกน ทว่ากระบี่ฟาดเข้าที่ร่างของศิษย์สำนักหยวนอู่คนนั้นเสียก่อน ทำให้เขาร่วงลงมาทันที
ยิ่งขึ้นบนเขาเติงเทียนสูง ก็ยิ่งเดินยากขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนที่ลงจึงง่ายกว่ามาก และการเคลื่อนที่ในแนวระนาบ ก็ไม่ต้องใช้แรงมากนัก ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงที่ชินกับแรงดึงดูดของเขาเติงเทียนที่ระดับความสูงนี้แล้ว
นางจึงเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วที่ค่อนข้างสูงทันที
ในขณะที่ศิษย์สำนักหยวนอู่คนที่สองล้มลง มือทั้งสองแตะพื้น ยันต์พันชั่งสองแผ่นก็ถูกขว้างเข้าใส่ ตรึงร่างของเขาไว้ตรงนั้นทันที
หลังจากตรึงมือแล้ว นางก็สั่งให้หงเยี่ยนไปทำให้ขาของเขางอ แต่ครั้งนี้ศิษย์ของหอเฟยซิงที่ถูกรังควานอยู่ข้างๆ
เขาลงมือก่อนหงเยี่ยนหนึ่งก้าว ฉวยโอกาสนี้เหยียบศิษย์สำนักหยวนอู่คนนั้นให้แนบกับพื้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงขว้างยันต์พันชั่งอีกสองแผ่นที่เหลือ และยันต์ตรึงกายหนึ่งแผ่นไปอย่างง่ายดาย
ทำให้การสร้างที่เหยียบใหม่เสร็จสมบูรณ์ไปทันที
"ขอบคุณนะ" เยี่ยหลิงหลงยิ้มพูด
"ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณเจ้า แม่นางเยี่ยหลิงหลงแห่งสำนักชิงเสวียน" ศิษย์หอเฟยซิงพูดจบก็เหยียบบนร่างศิษย์สำนักหยวนอู่คนนั้น ปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็วทันที
เนื่องจากศิษย์คนแรกตะโกนเสียงดังเกินไป ทำให้ศิษย์คนที่สองยังไม่ทันได้ด่า ก็รู้แล้วว่าใครเป็นคนลอบทำร้ายเขา ในขณะเดียวกัน คนรอบข้างก็รู้ว่าใครเป็นคนกำจัดภัยให้พวกเขา
ดังนั้น การปฏิบัติการครั้งที่สองนี้ จึงราบรื่นกว่าครั้งแรกมากโข
คนอื่นๆที่อยู่ข้างๆ เริ่มใช้ที่เหยียบนี้กันมากขึ้น และเมื่อศิษย์คนที่สองของสำนักหยวนอู่เห็นเยี่ยหลิงหลงมุ่งหน้าไปทางศิษย์คนถัดไป เขาก็ตื่นเต้นและตะโกนออกมาดังๆทันที
"ระวัง! เยี่ยหลิงหลงมาแล้ว! สำนักชิงเสวียนกลับมาแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็กลับมาแล้ว นางกลับมาจริงๆ!"
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่เสียงแพร่กระจายไปเร็วยิ่งกว่า
เนื่องจากศิษย์ด้านล่างตะโกนอย่างสุดกำลัง เสียงแล้วเสียงเล่า และยังตะโกนจากคนละตำแหน่ง ทำให้เผยลั่วไป๋และอีกสองคนที่ปีนขึ้นไปถึงด้านบนแล้วก็ได้ยินเสียงเหล่านั้นทันที
ในขณะนั้น การเคลื่อนไหวของพวกเขาหยุดชะงักลง ขณะที่กำลังจะหันกลับไปดูว่าทำไมด้านหลังถึงได้คึกคักนัก พวกเขาก็นึกถึงคำพูดที่ศิษย์น้องหญิงเล็กพูดไว้ก่อนจากไป
"จำไว้ ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม อย่าหันหลังกลับไปมอง แค่มุ่งหน้าไปข้างหน้าเท่านั้น"
รวมถึงสายตาอันน่าขนลุกของนางด้วย
......
ศิษย์น้องหญิงเล็กไม่พาพวกเขาไปเล่นด้วยอีกแล้ว นางอยู่ข้างล่างอย่างมีความสุข ในขณะที่พวกเขาต้องทำเพื่อเกียรติยศของสำนักชิงเสวียน
ตอนนี้พวกเขาได้แต่กัดฟัน อดทน และพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง!
ไม่นาน คนในบริเวณด้านล่างนั้น ก็รู้จักเยี่ยหลิงหลงมากขึ้นเรื่อยๆ
อาศัยความพยายามของนาง และการช่วยประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่จากศิษย์ของสำนักหยวนอู่
ดังนั้น ท่ามกลางเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เยี่ยหลิงหลงกลายเป็นคนแรกที่โด่งดังในการประชุมใหญ่เติงเทียนแบบชั่วข้ามคืน และยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างภาคภูมิใจ นางเปลี่ยนศิษย์ของสำนักหยวนอู่ที่ตั้งใจกระจายตัวไปก่อเรื่องตามที่ต่างๆ ให้กลายเป็นเสาหลักที่รับใช้ประชาชนทีละคนทีละคน
เสียงให้กำลังใจเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ การแพร่กระจายของที่เหยียบก็ค่อยๆมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้ชื่อเสียงของเยี่ยหลิงหลงกระหึ่มไปทั่วเขาเติงเทียน แม้แต่ในพื้นที่ของสำนักใหญ่ก็ยังได้ยินกิตติศัพท์ของนาง
ในเวลานั้น เหล่าประมุขบนแท่นวิญญาณยังคงตำหนิการกระทำอันไร้ยางอายของเจ้าสำนักหยวนอู่
และการกระทำของสำนักหยวนอู่ ก็ส่งผลกระทบต่อวังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียน ถึงกระนั้นก็ยังพอควบคุมได้ แต่สามสำนักหลังที่ไม่เชี่ยวชาญการต่อสู้ เริ่มจะเอาไม่อยู่แล้ว
เสียงตำหนิของพวกเขาไม่เบา ท่านผู้อาวุโสจงเซิงที่นั่งอยู่ด้านบน ไม่มีทางไม่ได้ยิน แต่เขาก็ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดๆ เพียงแต่มองดูเงียบๆ ดูเหมือนว่าเขาไม่คิดที่จะลงมือเลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้ว่าพฤติกรรมเช่นนี้จะไม่มีจรรยาบรรณ แต่ก็ยังอยู่ภายในกฎของเขาเติงเทียน
ในขณะที่เหล่าประมุขกำลังถอนหายใจด้วยความเสียใจ เจ้าสำนักหยวนอู่ด้านล่างก็เอ่ยปากอีกครั้ง
"ข้ารู้ว่าพวกท่านรู้สึกจนปัญญา แต่ข้าก็จนปัญญาเช่นกัน แม้ว่าตอนนี้ข้าจะออกคำสั่งให้ศิษย์ของสำนักหยวนอู่หยุดมือก็ไร้ประโยชน์ เขาเติงเทียนมีข้อจำกัดข้างนอกได้ยินเสียงข้างใน แต่ข้างในไม่ได้รับผลกระทบจากข้างนอก ข้าเองก็ช่วยไม่ได้ ปล่อยให้ศิษย์แสดงฝีมืออย่างอิสระเถอะ"
พูดจบ เขาก็ไม่ปิดบังรอยยิ้มอีกต่อไป และหัวเราะออกมาตรงๆ "หากพวกท่านโกรธจริงๆ ก็ด่าข้าอีกสักสองสามประโยค ด่าข้าจนพอใจแล้ว ก็อย่าไปถือสาศิษย์น้อยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวของข้าเลย"
เจ้าสำนักหยวนอู่ไม่พูดก็ยังดี
พอพูดก็ทำให้คนโกรธจนแทบตายอยู่ตรงนั้น
เหล่าประมุข และเจ้าสำนักบนแท่นวิญญาณหันหน้าไปทางอื่น ไม่เต็มใจที่จะเปลืองน้ำลายไปกับคนผู้นี้และสำนักของเขาอีก
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ประมุขเกาะเผิงไหลเห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ นางอึ้งไปพักใหญ่ แล้วมุมปากก็ค่อยๆยกยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นนางยิ้ม ประมุขหอเฟยซิงก็ยังรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง คิดว่านางโกรธจนเป็นบ้าไปแล้ว แต่ไม่นาน เขาก็พบว่า บริเวณที่ศิษย์หอเฟยซิงอยู่นั้น มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นเช่นกัน
จากนั้นความกังวลของเขาก็ค่อยๆจางหายไป
ประมุขเขาเต๋าเสวียนยังคงอารมณ์เสียอยู่ เขายังอยากจะพูดอีกสองสามประโยค แต่เมื่อเขาหันกลับไปกลับพบว่าประมุขทั้งสองคนที่อยู่ข้างๆ ไม่มีท่าทีโกรธเคืองแล้ว เขารีบมองตามสายตาของพวกนั้นลงไป
จากนั้นก็ตบต้นขาของตัวเอง รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
"ทำได้ดี! นี่สิที่เรียกว่าคนเลวย่อมได้รับกรรม!"
"ละครที่มีฉากสวยงามเช่นนี้ เขาคงยังไม่ได้เห็นใช่หรือไม่?"
"ใช่แล้ว ข้าว่าเขายังคงลำพองอยู่ แต่อีกไม่นานเขาก็จะยิ้มไม่ออกแล้วล่ะ!!!"
บทที่ 1300: ทำไมไม่พูดอะไรแล้วล่ะ?
เจ้าสำนักหยวนอู่นั้น จริงๆแล้วไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านล่างเลยแม้แต่น้อย
เพราะสายตาของเขา ไม่ได้หยุดอยู่ที่ตำแหน่งห่างไกล อีกทั้งยังไม่สนใจที่จะดูสถานการณ์ของศิษย์จากสามสำนักนั้นด้วย
พวกเขาไม่เก่งในการต่อสู้อยู่แล้ว และการที่มีศิษย์มากมายผ่านด่านแรกไปได้ ก็นับว่าพอไปวัดไปว่า เพียงแค่มีการรบกวนเล็กน้อย ศิษย์จากสามสำนักก็จะพังทลายได้ง่ายๆแล้วมิใช่หรือ?
อีกทั้งสำนักหยวนอู่ในช่วงหลายปีนี้ ก็ได้ขยายการรับศิษย์ มีศิษย์มากมาย แม้ว่าพวกเขาจะโกรธ และร่วมมือกันต่อต้านก็ไม่เป็นไร ก็แค่เสียศิษย์ไปบ้างเท่านั้น แต่หากพวกเขาหันกลับมาต่อต้าน ก็จะเสียเวลาเปล่า และเมื่อเสียเวลาไป เป้าหมายของเขาก็บรรลุแล้ว
ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีอะไรน่าดูเลยแม้แต่น้อย
จุดสนใจทั้งหมดของเขายังคงอยู่ที่สามสำนักแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียน
แม้ว่าเขาจะไม่รบกวนตำหนักหลัวฝู แต่เขาก็ยังให้ความสำคัญกับสถานการณ์ของศิษย์พวกนั้นในปีนี้ เป้าหมายของเขาในครั้งนี้ ไม่ใช่สามสำนักหลังอย่างแน่.นอน
เขากำลังวางหมากใหญ่ และตอนนี้ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ในขณะนี้ ศิษย์สืบทอดของสามสำนัก ได้แก่ วังวิญญาณเหมันต์ ฟ่านอินเทียน และตำหนักหลัวฝู พวกเขายังคงนำหน้าทุกคน ด้วยความเร็วที่ทั้งรวดเร็วและมั่นคง
ส่วนศิษย์จากสำนักสวรรค์ลิขิต สำนักแปรเมฆา และสำนักอัคคีแดง
ก็ติดตามอย่างใกล้ชิด ระยะห่างไม่มากนัก เพียงแค่มีโอกาส ก็สามารถแซงได้อย่างแน่.นอน
ต้องบอกว่า เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ พลังของทุกคนในปีนี้ใกล้เคียงกันมาก และความเร็วโดยรวมของทุกคนก็เร็วกว่ารุ่นที่แล้ว ดูเหมือนว่าการแข่งขันในปีนี้ จะดุเดือดกว่าปีที่ผ่านมามาก จนกว่าจะถึงนาทีสุดท้าย จึงจะรู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
ตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อแล้ว นับตั้งแต่ด่านแรกเริ่มต้น
ตามประสบการณ์ในปีก่อนๆ หลังจากผ่านไปหนึ่งเค่อไม่นาน ก็จะมีศิษย์คนแรกที่พิชิตเส้นทางเซียนได้สำเร็จ
ในขณะที่ทุกคนกำลังจับตาดูว่าศิษย์ตัวเต็งจากสำนักใหญ่เหล่านี้ ใครจะเป็นผู้คว้าอันดับหนึ่ง จู่ๆก็มีความวุ่นวายเกิดขึ้นด้านล่าง หลายคนพร้อมใจกันมองไปทางด้านซ้าย
เนื่องจากศิษย์ที่ปีนด่านแรก ต่างก็หันหน้าเข้าหาเขาเติงเทียน คนที่ดูอยู่ด้านหลังจึงเห็นเพียงเงาด้านหลังจากระยะไกลเท่านั้น อีกทั้งยังต้องอาศัยชุดของสำนักที่พวกเขาสวมใส่ และลักษณะรูปร่างของพวกเขาเพื่อแยกแยะว่าใครเป็นใคร
ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ทุกคนควรจะหันหน้าเข้าหาเขาเติงเทียน ทว่าทุกคนกลับพร้อมใจกันหันไปทางซ้าย
เมื่อมองจากระยะไกลแล้ว นับว่าการหันไปโดยพร้อมเพรียงกันนี้ยิ่งใหญ่มาก และเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงเป็นเรื่องแปลกใหม่ยิ่ง
เมื่อเทียบกับความสงบนิ่งของคนจากแท่นวิญญาณด้านบน แท่นเมฆาด้านล่างเริ่มมีการพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันแล้ว
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
"ข้าเหมือนได้ยินเสียงบางอย่าง คล้ายกับศิษย์ด้านล่างกำลังตะโกนกัน"
"ข้าก็ได้ยินเช่นกัน กำลังตะโกนว่าอะไรนะ อะไรกลับมาแล้ว?"
"เสียงดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดข้าก็ได้ยินชัดเจนแล้ว! เยี่ยหลิงหลงแห่งสำนักชิงเสวียนกลับมาแล้ว!"
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดประโยคนี้ออกมา ทำให้ทุกคนที่ได้ยินเสียงต่างพากันอึ้งไปชั่วขณะ
ไม่นาน เสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ และแพร่กระจายไปถึงบริเวณใจกลางอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องมีใครพูดซ้ำอีกแล้ว เพราะทุกคนที่อยู่ด้านนอกต่างได้ยินกันหมด
เยี่ยหลิงหลงแห่งสำนักชิงเสวียนกลับมาแล้ว!
ในชั่วขณะนั้น เจ้าสำนักทั้งเจ็ดสำนักใหญ่ต่างตกตะลึง จิตใจที่เคยสงบนิ่งพลันเต้นรัวเหมือนกลองถูกตี ตึงตังๆอย่างบ้าคลั่ง
เยี่ยหลิงหลงแห่งสำนักชิงเสวียน
เป็นนางจริงหรือ? นางกลับมาได้จริงๆหรือ?
‘เป็นไปได้อย่างไร? นั่นคือเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา นั่นคือสถานที่อันตรายที่สุดนะ!’
‘จะมีคนออกมาจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาได้อย่างไร?’
ในขณะที่พวกเขากำลังเลือดสูบฉีด สมองอื้ออึง แต่ยังคงต้องนั่งอยู่ที่เดิมพยายามรักษาความสงบ ทว่าสายตาของพวกเขากลับค้นหาร่างของคนที่พวกเขาออกหมายจับมากว่าร้อยปีอย่างบ้าคลั่ง
พวกเขาไม่ต้องค้นหานาน เพราะไม่นานนางก็หันหน้ามา
ท่ามกลางกลุ่มคน นางหันกลับมาและยิ้มให้กับอากาศว่างเปล่าอย่างสดใส
ช่างเป็นภาพที่บาดตาบาดใจอย่างที่สุด!
ใบหน้าของนางไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อร้อยปีก่อนเลย รอยยิ้มของนางก็ยังสดใสงดงามเหมือนเดิม เพียงแต่สวมชุดประจำสำนักชุดใหม่เท่านั้น
แต่ทุกคนต่างก็รู้ดี ว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว นางกับแม่นางน้อยเมื่อร้อยปีก่อน
‘ไม่เหมือนกันอีกต่อไปแล้ว!’
ความมั่นใจระหว่างคิ้วของนาง บารมีที่แผ่ออกมาจากร่าง ในการตกตะกอนของเวลาที่เลยผ่านนับร้อยปีนั้น แสดงให้พวกเขาเห็นว่า ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
แม่นางน้อยที่กล้ากระโดดลงเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาต่อหน้าพวกเขาทั้งหมด
แม่นางน้อยที่ก่อนกระโดดลงไป บอกว่าจะต้องกลับมาแน่.นอน
ตอนนี้นางได้กลับมาจริงๆ!
ในขณะที่ทุกคนจากเจ็ดสำนักใหญ่ยังคงตกตะลึง ยากที่จะยอมรับในชั่วขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงรีบคว้าศิษย์สำนักหยวนอู่คนหนึ่งทันที
นางต่อหน้าเจ้าสำนักหยวนอู่ และต่อหน้าทุกคนจากเจ็ดสำนักใหญ่ นางกดศิษย์สำนักหยวนอู่คนนั้นลงกันพื้นทันที!!!
ศิษย์สำนักหยวนอู่ที่มีการฝึกฝนในขอบเขตบูรณาการขั้นปลาย ทว่านางกลับกดให้เขานอนคว่ำลงกับพื้นอย่างง่ายดาย!!!
จากนั้นนางก็แปะกระดาษยันต์ห้าแผ่นอย่างง่ายดาย หลังจากแปะเสร็จ นางก็หันไปเหยียบบนหลังของเขา และเลื่อนตนเองให้อยู่สูงขึ้นไปอีกเล็กน้อย
หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ นางก็หันกลับมายิ้มอย่างยโสให้พวกเขา ในรอยยิ้มเต็มไปด้วยความท้าทาย
ในตอนนี้ ศิษย์สำนักหยวนอู่ทุกคนส่งเสียงตะโกนดังชัดเจนและพร้อมเพรียง จนสุดท้ายเจ็ดสำนักใหญ่จึงค่อยๆยอมรับความจริงนี้
เยี่ยหลิงหลงกลับมาแล้ว สิ่งแรกที่ทำหลังกลับมาคือแย่งชิงบุปผาคืนชีวาภายใต้การปิดล้อมของเจ็ดสำนักใหญ่ และสิ่งที่สองที่นางทำ คือการเหยียบหน้าเจ็ดสำนักใหญ่ต่อหน้าทุกคน และก้าวเดินขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่า
ผู้คนทั้งหมดจากสำนักทั้งเจ็ด ต่างมองนางด้วยความตกตะลึง
ในใจของพวกเขา ตื่นตระหนกราวกับมีคลื่นยักษ์ที่ซัดสาดไม่หยุด แต่ภายนอกนั้น พวกเขากลับไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาได้
"สำนักชิงเสวียน? ผ่านมาหลายปีแล้ว ทำไมยังมีคนแอบอ้างชื่อสำนักชิงเสวียนมากมายเช่นนี้"
ประมุขตำหนักหลัวฝูขมวดคิ้วกล่าว "คนที่แอบอ้างชื่อเสียงมีมากมาย แต่คนที่โอหังเช่นนี้ ข้าเห็นเป็นครั้งแรก"
"เยี่ยหลิงหลงแห่งสำนักชิงเสวียน ช่างเป็นคนที่น่าสนใจยิ่งนัก วิธีการโอ่อ่า นิสัยหยิ่งยโส" ประมุขวังวิญญาณเหมันต์กล่าว
"นางมีปัญหาอะไรกับสำนักทั้งเจ็ดหรือ? นางยอมไม่ผ่านด่านแรกนี้ เพื่อจะเหยียบย่ำสำนักทั้งเจ็ดและท้าทายพวกเขา?"
"สิ่งที่สำนักทั้งเจ็ดทำนั้น ทำให้ทั้งคนและเทพต่างโกรธแค้น ทุกคนไม่อยากเสียเวลากับพวกเขา เพียงแต่ต้องการปีนผ่านด่านแรกให้สำเร็จ จึงถูกพวกเขาฉวยโอกาส"
ประมุขเขาเต๋าเสวียนเย็นชากล่าว "ตอนนี้มีคนยอมเสียสละตัวเองเพื่อกำจัดภัยให้ปวงประชา จะเรียกว่าเป็นตัวปัญหาได้อย่างไร? แล้วจะบอกว่าเป็นการท้าทายได้อย่างไร?"
"ช่างเป็นการกำจัดภัยที่ยอดเยี่ยม ประมุขเขาเต๋าเสวียนพูดได้ดีจริงๆ" ประมุขหอเฟยซิงยิ้มพลางกล่าว
"แต่ข้ารู้สึกว่านี่ไม่เพียงแค่เป็นการกำจัดภัย แต่ยังเป็นการสร้างประโยชน์ให้ปวงประชาอีกด้วย! ดูสิ ศิษย์ของสำนักทั้งเจ็ดที่ถูกนางจัดการ สุดท้ายล้วนกลายเป็นบันไดให้คนอื่นปีนขึ้นไปเร็วขึ้น"
"การอ้างชื่อสำนักชิงเสวียนก็เพียงเพราะไม่อยากให้สำนักเดือดร้อนเท่านั้น เด็กคนนี้มีนิสัยดี หวังว่านางและสำนักของนางจะไม่ถูกพวกเจ็ดสำนักแก้แค้นในอนาคต" ประมุขเกาะเผิงไหลหันไปถาม
"อย่างไรก็เป็นเจ็ดสำนักใหญ่แห่งจงหยวน พวกเจ้าคงไม่ไปคิดบัญชีกับแม่นางน้อยคนหนึ่งหรอกนะ?"
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่คนอื่นกำลังสนทนากันอย่างออกรส มีเพียงคนจากสำนักทั้งเจ็ดที่หน้าซีดไม่พูดอะไรสักคำ
เงียบจนดู…
แปลกไป
"เอ๊ะ เหตุใดพวกเจ้าไม่พูดอะไรเลยเล่า?"
จบตอน
Comments
Post a Comment