บทที่ 1331: เขาทุ่มสุดชีวิตจริงๆ
ยามเมื่อเจ็ดสำนักใหญ่จากไปในครั้งก่อน ยังมีเสียงถกเถียงกันอยู่ แต่ครั้งนี้พวกเขาจากไปโดยไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว แม้แต่คำว่าจะกลับไปประชุม ก็ไม่มีใครพูด
เพียงแค่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเท่านั้น
ส่วนสำนักจันทราพิฆาตและสำนักหทัยคราม สองเจ้าสำนักยังอารมณ์ดีอยู่บ้าง เดินอยู่ท้ายสุดและพูดคุยกันสองสามประโยค พอคุยไปได้ครึ่งทาง เจ้าสำนักวายุเหินก็บังคับตัวเอง เข้าร่วมวงสนทนา เผยรอยยิ้มที่ไม่ควรแสดงออกต่อหน้าสามบุคคลนั้น
รอยยิ้มนี้ ทั้งสามคนต่างรู้กันดีโดยไม่ต้องพูดสิ่งใด
แม้ดูเหมือนการประชุมใหญ่เติงเทียนครั้งนี้จะยุ่งเหยิงไปหมด แต่เมื่อดูจากอันดับแล้ว พวกเขายังเลื่อนขึ้นอยู่เรื่อยๆ
หากยังคงรักษาสภาพเช่นนี้ต่อไป อีกร้อยปีข้างหน้า คนที่จะได้ขึ้นไปบนแท่นวิญญาณ ก็คือพวกเขา
หากในด่านที่สาม พวกเขาไม่ไปหาเรื่องสำนักชิงเสวียนอีกก็คงดี แต่เรื่องอันดับก็ยังคงต้องลุ้นกันต่อไป
เวลาเจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เดิมทีคิดว่าด่านที่สามเป็นสนามรบที่แท้จริง ความสงบจะคงอยู่จนกว่าด่านที่สามจะมาถึง แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า ก่อนที่ด่านที่สามจะเริ่ม ควันปืนได้แผ่กระจายขึ้นมาก่อนแล้ว
เพราะเมื่อช่วงเตรียมพร้อมเจ็ดวันสิ้นสุดลง
มีคนดึงดูดทัณฑ์สวรรค์มา
ในเวลานั้น ทุกคนนอกภูเขาเติงเทียนได้กลับไปยังตำแหน่งชมการต่อสู้ ขณะที่ด่านที่สามกำลังจะเปิด เมฆาทัณฑ์สวรรค์อันหนาทึบก็มาปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เมฆภัยพิบัติรวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง มันถูกเห็นได้อย่างชัดเจนเหนือภูเขาเติงเทียน
"เมฆของทัณฑ์สวรรค์ครานี้หนาขนาดนี้ นี่คือ..." ประมุขวังวิญญาณเหมันต์อุทานด้วยความตกใจ "นี่คือทัณฑ์สวรรค์ของการทะลวงจากขอบเขตมหายานขั้นปลาย ไปสู่ขอบเขตพ้นพิบัติ! มีศิษย์ในภูเขาเติงเทียนกำลังจะทะลวงสู่ขอบเขตพ้นพิบัติ!"
"อมิตาพุทธ นอกจากเจ้าวังวิญญาณเหมันต์แล้ว พวกเราเจ้าสำนักทั้งหลายยังอยู่ในขอบเขตมหายานขั้นปลาย แต่บัดนี้กลับมีศิษย์ที่กำลังจะทะลวงสู่ขอบเขตพ้นพิบัติ ศิษย์ผู้นี้เป็นอัจฉริยะที่สวรรค์ประทานมา ทำให้ผู้คนต่างต้องตกตะลังโดยแท้" เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนชมเชย
ในตอนนี้ ทุกคนมองไปไกลเพื่อค้นหาศิษย์ที่กำลังจะทะลวงขั้น ส่วนใหญ่มองไปทางสำนักชิงเสวียน เพราะสำนักชิงเสวียนได้รับรางวัลที่ดีที่สุดในด่านที่สอง มีปราณวิญญาณที่เข้มข้นที่สุด พวกเขามีผู้อยู่ในขอบเขตมหายานขั้นปลายถึงหกคน จึงมีโอกาสทะลวงขั้นมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ศิษย์ของสำนักชิงเสวียนได้ลุกขึ้นยืนทั้งหมดเมื่อเวลาเตรียมพร้อมสิ้นสุดลง ไม่มีใครฝึกฝนอีกต่อไป
เมื่อกวาดสายตามองไป ในที่สุดพวกเขาก็พบศิษย์ที่ยังคงอยู่ในสภาวะฝึกฝนต่อเนื่อง
"นั่นคือเฉอจ้งเวย ศิษย์เอกของตำหนักหลัวฝู!" ประมุขของสำนักสวรรค์ลิขิตอุทานด้วยความตกใจ
"เขากำลังจะทะลวงสู่ขอบเขตพ้นพิบัติ!"
ประมุขตำหนักหลัวฝู ได้มองไปที่ศิษย์ของตนตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม ดังนั้นเขาจึงรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นแล้ว
ในเวลานี้ เมื่อถูกผู้คนมากมายล้อมรอบและชื่นชม ใบหน้าที่เคร่งขรึมมานานของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างเต็มภาคภูมิใจ
"เด็กคนนี้จะทะลวงขอบเขตเมื่อไหร่ก็ได้ แต่กลับเลือกเวลานี้ ไม่รู้ว่าจะสร้างความวุ่นวายให้ผู้อื่นหรือไม่?"
ประมุขตำหนักหลัวฝู เอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจ แต่ทั้งภายในและภายนอกเขาเติงเทียนเทียนกลับเกิดความโกลาหลเพราะเรื่องนี้
"การทะลวงจากขอบเขตมหายาน ไปสู่ขอบเขตพ้นพิบัติเชียวนะ! ทุกปีมีคนทะลวงขอบเขตย่อยมากมาย แม้แต่การทะลวงจากขอบเขตบูรณาการ สู่ขอบเขตมหายานก็เคยเห็น แต่การทะลวงจากขอบเขตมหายานไปสู่ขอบเขตพ้นพิบัตินั้น ยังไม่เคยมีมาก่อนเลย! เขาช่างบ้าคลั่งเหลือเกิน!"
"ฮึ่ม! ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนแรกที่ทะลวงสู่ขอบเขตพ้นพิบัติในฐานะศิษย์ใช่หรือไม่? ขอบเขตพ้นพิบัติอายุพันปี เขาช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน! เขาจะต้องถูกบันทึกลงในตำราประวัติศาสตร์เป็นแน่แท้!"
"แต่เขาต้องทำสำเร็จก่อน หากล้มเหลว ไม่เพียงจะกลายเป็นตัวตลกของทุกคน แต่ยังไม่รู้ว่าจะรักษาชีวิตไว้ได้หรือไม่?"
"แต่ถ้าหากเขาสำเร็จ ตำหนักหลัวฝูก็จะสามารถพลิกสถานการณ์ได้ สำนักชิงเสวียนจะเป็นกลุ่มแรกที่ถูกกำจัด เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้คะแนนในรอบที่สองจะสูง ก็ไร้ประโยชน์มิใช่หรือ?! ในทางกลับกัน หากตำหนักหลัวฝูกวาดล้างทุกคนในด่านที่สาม แม้พวกเขาจะไม่มีคะแนนในด่านที่สอง พวกเขาก็ยังสามารถคว้าอันดับหนึ่งได้!"
"แบบนี้ช่างเสี่ยงเหลือเกิน! ปีนี้มีเรื่องพลิกผันมากมาย การประชุมเขาเติงเทียนครั้งนี้ ทุกคนบ้าไปหมดแล้วหรือไร?"
"ข้าเองก็มีความรู้สึกว่า เขาจะต้องทะลวงขอบเขตสำเร็จอย่างแน่นอน!"
ในขณะที่เมฆาสีทมิฬแห่งภัยพิบัติทัณฑ์สวรรค์เริ่มก่อตัวหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ และทัณฑ์สวรรค์กำลังจะลงมา ท่านอาวุโสจงเซิงก็โบกมือ ย้ายเฉอจ้งเวยออกจากภูเขาเติงเทียน ไปยังตำแหน่งที่ปลอดภัย
ทันทีที่เขาออกมา ประมุขตำหนักหลัวฝูก็รีบนำเหล่าผู้อาวุโส วิ่งไปหาเฉอจ้งเวยเพื่อปกป้องเขา และช่วยให้เขาทะลวงสู่ขอบเขตพ้นพิบัติสำเร็จลุล่วง
ตามกฎเกณฑ์ที่ผ่านมา หากมีศิษย์คนใดดึงดูดทัณฑ์สวรรค์เพื่อทะลวงขั้นในภูเขาเติงเทียน การประชุมเติงเทียนจะถูกเลื่อนออกไปสามวัน
ภายในสามวัน หากเขาทะลวงขั้นสำเร็จ ก็จะสามารถกลับมาร่วมการทดสอบต่อได้ หากไม่สามารถทะลวงขั้นให้สำเร็จ การทดสอบจะเริ่มตามกำหนดการเดิม และเขายังมีโอกาสเข้าร่วมได้ตราบใดที่การทดสอบยังไม่สิ้นสุด
เมื่อการทดสอบสิ้นสุดลง จะถือว่าเขาสละสิทธิ์ในการทดสอบ และจะไม่มีโอกาสอื่นใดอีก
ในช่วงสามวันที่เลื่อนออกไปนี้ ศิษย์คนอื่นๆสามารถฝึกฝนต่อไปในพื้นที่เตรียมพร้อมการได้ และดอกปราณวิญญาณ ก็จะยังคงเบ่งบานอยู่ใต้เท้าพวกเขา
กล่าวอีกนัยหนึ่งนั้นก็คือ ศิษย์ที่พยายามทะลวงขั้นจะได้เวลาเพิ่ม ส่วนศิษย์ที่รอเขาก็จะได้ทรัพยากรเพิ่ม
ซึ่งถือว่ายุติธรรมสำหรับทุกคนแล้ว
ไม่นานนัก ทัณฑ์สวรรค์สายอสนีแรกของเฉอจ้งเวยก็ฟันฟาดลงมา เสียงจากขอบฟ้าดังมาก แต่ภายในภูเขาเติงเทียนกลับไม่ได้ยินสิ่งใดแม้เพียงน้อย
ในตอนนี้ บางคนนั่งลงฝึกฝนต่อ บางคนหยุดฝึกฝนและยืนดูความครึกครื้นอยู่ข้างใน
หลัวเหยียนจงเอ่ยถามว่า "พวกเจ้าคิดว่าเขาจะประสบความสำเร็จหรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงกล่าว "เขาน่าจะประสบความสำเร็จแน่.นอน"
"หากเป็นเช่นนั้นไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะจบสิ้นหรอกหรือ? ถ้าเขาสำเร็จ สำนักชิงเสวียนจะเป็นที่แรกที่ถูกทำลาย! แล้วหุบเขาหลิวกวงของพวกเราก็จะเป็นที่สอง! อ๊า! จบแล้ว!" หลัวเหยียนจงตื่นเต้นดึงแขนเสื้อของเยี่ยหลิงหลง
"แม่นางเยี่ย ท่านต้องมีวิธีแน่ๆใช่หรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงทำหน้าขบขัน
"ข้าจะมีวิธีอะไร? ข้าเพียงแค่ขอบเขตบูรณาการ จะไปสู้กับคนที่อยู่ในขอบเขตพ้นพิบัติได้อย่างไร?"
"แล้วจะทำอย่างไรกันดีเล่า?"
"ถามผู้อยู่ขอบเขตมหายานขั้นปลายพวกนี้สิ ขอบเขตพ้นพิบัติกำลังจะมา พวกเขาไม่ควรเป็นคนที่ยืนอยู่แถวหน้าหรอกหรือ?"
.....
ทุกคนเงียบไปพักใหญ่
"เขาช่างทุ่มเทจริงๆ" ซืออวี้เฉินยิ้มพลางถอนหายใจ "เผยลั่วไป๋ถ้าเป็นเจ้า เจ้าจะทำเรื่องแบบนี้หรือไม่?"
ทุกคนรู้ว่า "เรื่องแบบนี้" ที่ซืออวี้เฉินพูดถึงหมายถึงการที่ยังไม่ถึงจุดที่จะก้าวข้ามไปได้ตามธรรมชาติ แต่กลับพยายามฝืนก้าวข้ามจนเรียกทัณฑ์สวรรค์มา เฉอจ้งเวยเองก็เป็นเช่นนั้น
เพราะตำหนักหลัวฝูไม่ได้คะแนนในด่านที่สอง ดอกปราณวิญญาณใต้เท้าจึงนับว่าอ่อนแอมาก ไม่มีพลังขับเคลื่อนและส่งเสริมเขาได้มากนัก แต่เขากลับเป็นคนแรกในกลุ่ม ที่ก้าวจากขอบเขตมหายานไปสู่ขอบเขตพ้นพิบัติ
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเขาต้องใช้วิธีบางอย่างบังคับตัวเองให้ทะลวงขอบเขตขึ้นไปแน่นอน
เพื่อตำหนักหลัวฝู เพื่อแก้แค้น เพื่อพลิกสถานการณ์ เขาทุ่มเทชีวิตจริงๆ
แต่การที่เขากล้าฝืนก้าวข้ามในเวลานี้ แสดงว่าเขามีความมั่นใจ อีกทั้งประมุขตำหนักหลัวฝูและผู้อาวุโสก็อยู่ด้วย เพื่อตำหนักหลัวฝู พวกเขาก็จะไม่เสียดายอะไรทั้งสิ้นที่จะช่วยให้เขาสำเร็จ
แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง ถ้าเป็นการทะลวงขอบเขตตามธรรมชาติในยามปกติ ทั้งตำหนักหลัวฝูก็อาจไม่ทุ่มเทช่วยเหลือเขาถึงเพียงนี้ ถึงอย่างไรผู้แข็งแกร่งระดับขอบเขตพ้นพิบัติในตำหนักหลัวฝู ก็มิใช่ว่าจะไม่มี
จึงไม่จำเป็นต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อเขา
แต่สถานการณ์ตอนนี้แตกต่างออกไป ตำหนักหลัวฝูไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทุ่มเทเพื่อเขา
"ใช่"
คำตอบของเผยลั่วไป๋ทำให้ซืออวี้เฉินรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่พอคิดอีกที สำนักชิงเสวียนล้วนเป็นพวกบ้าคลั่ง การทำเรื่องเช่นนี้ จึงเข้ากับแนวทางของพวกเขาอยู่แล้ว
ในตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ
"แต่เมื่อตอนนี้พวกข้าอยู่ที่นี่ ศิษย์พี่ใหญ่ของข้าไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้เสี่ยงอันตรายเช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ"
บทที่ 1332: การแข่งขันนี้ช่างดุเดือดเสียเหลือเกิน!
"ถูกต้อง แม้ไม่ต้องบังคับตัวเองใก้ทะลวงสู่ขอบเขตพ้นพิบัติ พวกเราก็สามารถเอาชนะได้" ลู่ไป๋เวยเห็นด้วย
"เมื่อเขาให้เวลาพวกเราอีกสามวัน พวกเราก็ควรใช้เวลาสามวันนี้ให้คุ้มค่า ทุกคนนั่งลงใหม่ แล้วฝึกฝนต่อไปดีกว่านะเจ้าคะ"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ก็นั่งลงก่อนเป็นคนแรก คนอื่นๆเห็นดังนั้นก็ทยอยนั่งลงด้วยสีหน้าสงบ โล่ป้องกันและค่ายกลถูกตั้งขึ้นใหม่ ดอกปราณวิญญาณที่หายไป ก็หวนกลับมาผลิดอกอีกครั้ง พวกเขาดูดซับทรัพยากรทุกอย่างที่สามารถดูดซับได้อย่างรวดเร็ว แล้วเปลี่ยนให้มันเป็นประโยชน์ต่อตนเอง
ในเวลานี้ ผู้คนมากมายที่มาดูความคึกคัก เห็นสำนักชิงเสวียนนั่งลงฝึกฝนพร้อมกัน ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์
"ดูสิ! พวกชิงเสวียนกลับมาอยู่ในสภาวะฝึกฝนอีกแล้ว! ในกลุ่มของพวกเขามีคนขอบเขตมหายานขั้นปลายถึงหกคน จะไม่ใช่ว่าพวกเขาเองก็อยากทะลวงสู่ขอบเขตพ้นพิบัติก่อนที่ด่านที่สามจะมาถึงหรอกหรือ?"
"ข้ารู้สึกว่าใช่ ไม่เช่นนั้นทำไมพวกเขาถึงไม่ดูความคึกคักแล้วนั่งลงฝึกฝนเลยล่ะ? ตอนด่านที่สอง สำนักชิงเสวียนทำลายตำหนักหลัวฝูจนหมดสิ้น ถือเป็นการจองเวรกันแล้ว ตอนนี้ตำหนักหลัวฝูพยายามเพิ่มพลังอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาจะกล้าประมาทได้อย่างไรกัน!"
"การประชุมเติงเทียนในครั้งนี้ ทุกฝ่ายต่างก็ทุ่มเทเหลือเกิน ถ้าเป็นในปีก่อนๆ สถานการณ์แบบนี้ สำนักชิงเสวียน ตำหนักหลัวฝู วังวิญญาณเหมันต์ และฟ่านอินเทียน พวกเขาจะได้อันดับหนึ่งอย่างง่ายดาย แต่ผลลัพธ์คือความพยายามทั้งหมดกลับดิ่งลงเหวในปีนี้ เลยพลอยทำให้พวกเขาแข่งขันกันอย่างดุเดือด!"
ที่ไกลออกไป เฉอจ้งเวย ศิษย์เอกตำหนักหลัวฝูยังคงเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์เพื่อทะลวงขอบเขต แต่ละสายอสนีบาตของทัณฑ์สวรรค์ แม้จะไม่ได้ยินเสียง แต่เพียงแค่มองก็นับว่าน่ากลัวเป็นอันมาก
แม้จะมีประมุขวิหารและผู้อาวุโสคอยปกป้อง แต่เฉอจ้งเวยก็ถูกโจมตีจนเลือดเนื้อเละเทะตั้งแต่เนิ่นๆ และอาจจะทนไม่ไหวได้ทุกเมื่อ
ไม่แปลกที่ผู้ทรงพลังระดับขอบเขตพ้นพิบัติจะหายากและแทบไม่ออกจากที่พำนัก การที่พวกเขาต้องผ่านด่านนี้ เป็นเรื่องเสี่ยงตาย ในเก้าส่วน รอดหนึ่งส่วนจริงๆ!
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งวัน มีผู้ทรงพลังระดับขอบเขตพ้นพิบัติสามคนบินมาจากทิศทางเดียวกันที่ขอบฟ้า พวกเขาบินตรงไปยังตำแหน่งที่เฉอจ้งเวยอยู่อย่างรวดเร็ว และเริ่มปกป้องเขาทันที
"ดูนั่น! ผู้ทรงพลังระดับขอบเขตพ้นพิบัติสามคนของตำหนักหลัวฝู พวกเขาออกจากการปิดด่านแล้ว! พวกเขาออกมาเพื่อปกป้องเฉอจ้งเวยโดยเฉพาะเลยสินะ!"
"ฮึ่ย! ผู้ทรงพลังขอบเขตพ้นพิบัติสามท่านมาปรากฏตัวพร้อมกันเลยนะ ดูเหมือนพวกเขาจะทุ่มสุดตัวแล้ว แน่นอนว่าต้องการช่วยให้เฉอจ้งเวยก้าวขึ้นสู่ขอบเขตพ้นพิบัติได้แน่!"
"ตายแล้ว! ข้ายังไม่เคยเห็นผู้ทรงพลังขอบเขตพ้นพิบัติของสำนักพวกข้าเลย แต่ตำหนักหลัวฝูกลับมีให้เห็นตั้งสามคนเลยหรือนี่!"
เมื่อเห็นว่าตำหนักหลัวฝูมีความมุ่งมั่นมากเพียงนี้ เหล่าประมุขบนแท่นวิญญาณต่างสีหน้าเคร่งขรึมและถอนหายใจ
การประชุมเติงเทียนครั้งนี้ คงจะก่อให้เกิดคลื่นลมใหญ่ และคลื่นลมนี้อาจไม่สงบลงแม้การประชุมจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม
"ผู้คนของตำหนักหลัวฝู มีนิสัยโอหัง ทำอะไรตามใจชอบ แม้แต่การฆ่าล้างตระกูลคนอื่นก็เคยทำมาแล้ว ครั้งนี้ชัดเจนว่าพวกเขาถูกสำนักชิงเสวียนบีบคั้นจนต้องลงมืออย่างเด็ดขาด ไม่เพียงแต่จะทำลายพวกนั้นในการทดสอบ แต่หลังจากการประชุมสิ้นสุด ผู้ทรงพลังขอบเขตพ้นพิบัติทั้งสาม คงไม่จากไปง่ายๆอย่างแน่.นอน เมื่อถึงเวลานั้น..."
ประมุขวังวิญญาณเหมันต์ไม่ได้พูดต่อ แต่ทุกคนเข้าใจความหมายของเขาดี
"อมิตาพุทธ น่ากลัวว่าเมื่อถึงเวลานั้น ตำหนักหลัวฝูคงจะเปิดฉากสังหาร ก่อกรรมทำเข็ญจนทะเทือนฟ้าดินเป็นแน่แท้" เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนถอนหายใจ
ในตอนนี้ ทุกคนต่างเงียบลง มองดูการประชุมเติงเทียนที่การแข่งขันรุนแรงจนเกินการควบคุมของทุกคน มองดูศิษย์ตำหนักหลัวฝูที่กำลังจะทะลวงขอบเขตพ้นพิบัติอยู่ในที่ไกลๆ และผู้ทรงพลังขอบเขตพ้นพิบัติทั้งสามที่ถูกเชิญออกมาจากการปิดด่าน
ในใจของพวกเขาต่างก็รู้สึกซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ความคาดหวังและความตึงเครียดต่อด่านที่สาม ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ หลังจากที่เฉอจ้งเวยเริ่มการทะลวงขอบเขตพ้นพิบัติไปได้หนึ่งวัน
เมฆาสีทมิฬก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าอีกครั้ง เมฆวิบัติรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว กดท้องฟ้าที่มืดมัวอยู่แล้วให้ต่ำลงและมืดมัวยิ่งขึ้น ราวกับวันสิ้นโลกกำลังมาถึงอย่างไรอย่างนั้น
"เกิดอะไรขึ้น? เมฆวิบัติปรากฏอีกแล้ว มีคนกำลังจะทะลวงขอบเขตอีกแล้วหรือ?"
"เมฆาวิบัตินี้ ยิ่งกว่าของเฉอจ้งเวยเมื่อวาน ดูก็รู้ว่าไม่ใช่เมฆวิบัติของการทะลวงจากขอบเขตบูรณาการไปสู่ขอบเขตมหายานแน่นอน!"
"สวรรค์! มีคนขอบเขตมหายานขั้นปลาย กำลังจะทะลวงขีดจำกัดอีกคนหรือนี่? นี่น่าจะเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียน เพราะพวกเขามีผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานขั้นปลายมากที่สุด ดังนั้นด่านที่สามยังไม่เริ่ม แต่การแข่งขันก็ดุเดือดขนาดนี้แล้วหรือ?"
ในตอนนี้ สายตาของทุกคนต่างมองไปยังทิศทางที่เหล่าศิษย์สำนักชิงเซวียนอยู่ เห็นพวกเขาทั้งหมดนั่งสมาธิอยู่ในโล่ป้องกัน ไม่ได้ยินสถานการณ์ภายนอกเลย ขณะนี้ทุกคนยังคงนั่งสมาธิอย่างสงบ
ในขณะที่สายตาของพวกเขากำลังสังเกตการณ์ไปมา
บนร่างของผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานขั้นปลายเหล่านั้น ที่ภายนอกเขาเติงเทียน ท่านอาวุโสจงเซิงก็โบกมือ ย้ายคนที่กำลังจะขอบเขตพ้นพิบัติออกจากพื้นที่เตรียมรบ
ในตอนนี้ ทุกคนหันกลับไปมอง ตกตะลึงกับคนที่อยู่ด้านหลัง
คนผู้นี้ไม่ได้มาจากสำนักชิงเสวียนหรอกหรือ?
"ศิษย์เอกของฟ่านอินเทียน หมิงเจวี๋ย!"
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนที่อยู่ภายนอกเขาเติงเทียน ต่างหันไปมองเจ้าอาวาสฟ่านอินเทียน เห็นเขาถอนหายใจแล้วกล่าวว่า
"อมิตาพุทธ เด็กคนนี้ยังคง... เฮ้อ..."
"ข้าเห็นแล้ว หมิงเจวี๋ยน่าจะฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์ก่อนการประชุมเติงเทียนใช่หรือไม่?" ประมุขวังวิญญาณเหมันต์เอ่ยถาม
"ใช่! แต่การประชุมเติงเทียนใกล้เข้ามาแล้ว ตอนนี้การทะลวงขั้นมีความเสี่ยงสูงเกินไป ข้าจึงให้เขารอจนกว่าการประชุมเติงเทียนจะจบ แล้วค่อยเตรียมตัวให้ดี เขาเคยรับปากข้าไว้แล้ว แต่ว่า..."
"แต่ว่าเขาก็ยังอดไม่ได้ ทั้งที่ตัวเองสามารถนำพาเพื่อนร่วมสำนักได้ผลงานที่ดีกว่า แต่กลับยอมสละตนเองเพื่อให้ตัวเองทะลวงขอบเขตได้อย่างสมบูรณ์ เขาข้ามด่านในใจตัวเองไม่ได้ ใช่หรือไม่?" ประมุขวังวิญญาณเหมันต์กล่าว
"ก็ใช่ แต่ก็ไม่ใช่ด้วยเหมือนกัน" เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนกล่าว "นอกจากจะทำไปเพื่อสหายร่วมสำนักแล้ว เขาก็เพื่อตัวเองด้วย เขาคงคิดว่าในเมื่อเฉอจ้งเวยยังทะลวงขั้นได้ แล้วทำไมเขาจะทำไม่ได้? ภายใต้สภาพแวดล้อมการแข่งขันในการประชุมเติงเทียนนี้ เขาไม่สามารถเอาชนะจิตใจที่ชอบเอาชนะของตัวเองได้"
"เจ้าอาวาสไม่ต้องกังวล เขาไม่เหมือนกับเฉอจ้งเวย เขาทะลวงขั้นสมบูรณ์ด้วยตัวเอง แม้ว่าจะเลือกจังหวะไม่ดี แต่โดยรวมแล้ว เขาก็จะแข็งแกร่งกว่าเฉอจ้งเวยมากนัก เขาถูกท่านอาวุโสจงเซิงพาออกมาแล้ว เจ้าอาวาสควรไปคุ้มครองเขาก่อนดีกว่า"
"ข้าขอตัวก่อน"
เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนลุกขึ้นจากที่นั่ง หลังจากถอนหายใจแล้วก็บินไปยังที่ที่หมิงเจวี๋ยถูกจัดวางไว้ ในขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสและศิษย์ทั้งหมดของฟ่านอินเทียนก็บินตามไปด้วย พวกเขาต่างก็พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยคุ้มครองเขาในขอบเขตพ้นพิบัติ
บนแท่นวิญญาณ ประมุขตำหนักหลัวฝูและสำนักฟ่านอินเทียนต่างก็จากไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงประมุขวังวิญญาณเหมันต์ที่ได้อันดับหนึ่งในรอบที่แล้ว
สีหน้าของเขาดูสงบนิ่ง แต่นิ้วมือกลับเคาะเข่าอย่างกระวนกระวาย
"ประมุขวังวิญญาณเหมันต์หวังให้ศิษย์ของตนพยายามอย่างเต็มที่ หรือว่าต้องการความมั่นคงปลอดภัยกันแน่?" เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตถามอย่างสงสัย เขาสังเกตเห็นแล้วว่าสายตาของประมุขวังวิญญาณเหมันต์จับจ้องอยู่ที่ศิษย์เอกของเขาตลอดเวลา
"ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ" ประมุขวังวิญญาณเหมันต์กล่าว "ไม่ว่าเขาจะเลือกอย่างไร ข้าก็เชื่อมั่นในตัวเขาอยู่ดี"
เมื่อเขาพูดจบ เมฆาวิบัติก็ม้วนตัวขึ้นอีกครั้งที่ขอบฟ้า เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตเบนสายตากลับมาที่ประมุขวังวิญญาณเหมันต์อีกครั้ง
"เขาได้ตัดสินใจเลือกแล้ว ท่านประมุขไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไป ท่านไปเถิด"
ประมุขวังวิญญาณเหมันต์ลุกขึ้นยืน สีหน้าของเขาซับซ้อนเช่นเดียวกับจิตใจ แต่ไม่นานเขาก็พาผู้อาวุโสของสำนักไปปกป้องศิษย์ของตนในทันที
บทที่ 1333: พวกเขาไม่กังวลเลยหรือ?
หลังจากที่เขาจากไป เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตถอนหายใจเบาๆ "ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การที่วังวิญญาณเหมันต์ ตำหนักหลัวฝู และฟ่านอินเทียนเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นมิใช่เรื่องไร้เหตุผล ศิษย์ของพวกเขาสามารถบีบตัวเองให้สู้ในสถานการณ์ที่เลวร้าย ส่วนศิษย์ของพวกเรา... ยังขาดความเด็ดเดี่ยวอยู่มาก"
"จนตอนนี้ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ศิษย์เปลี่ยนไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า ทำไมจงหยวนถึงไม่มีอัจฉริยะแบบพวกเขาบ้างนะ?" เจ้าสำนักอัคคีแดงส่ายหน้าด้วยความเสียดาย
"เรื่องพวกนี้ ย่อมมีวาสนาของมันเอง พวกท่านอย่าได้กังวลมากนักเลย ข้ากลับรู้สึกว่าการที่ศิษย์ของพวกเราไม่ทะลวงขั้น นั่นนับเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว" เจ้าสำนักแปรเมฆากล่าว
"อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าในสภาพแวดล้อมที่เร่งรีบเช่นนี้ พวกเขาจะตกอยู่ในอันตรายหรือไม่ เพราะเมื่อเทียบกับการทุ่มเทจนถึงตาย ข้าหวังให้พวกเขาก้าวหน้าอย่างมั่นคงมากกว่า"
เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตและประมุขสำนักอัคคีแดงหันไปมองประมุขสำนักแปรเมฆาแวบหนึ่ง ส่งสายตาไม่เห็นด้วยไปให้เขา
สำนักของตนถูกรังแกมาขนาดไหน เขาไม่รู้เลยหรือไร? ยังมีหน้ามาพูดว่าทุกอย่างล้วนมีวาสนาของตัวมันเองอีก มีใครบ้างที่อยากอยู่ใต้ฝ่าเท้าผู้อื่นตลอดไป?
หัวข้อสนทนานี้ได้จบลงอย่างรวดเร็ว เพราะศิษย์ทั้งสามคนกำลังเผชิญวิกฤตพร้อมกัน และยังเป็นภาพอันยิ่งใหญ่ของการทวะลวงขอบเขตอีกด้วย จากขอบเขตมหายานสู่ขอบเขตพ้นพิบัติ
นับล้านปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรก
ช่างน่าตื่นเต้นเหลือเกิน!
บรรดาศิษย์ทั้งหลาย มีหลายส่วนที่ยังควบคุมจิตใจให้ฝึกฝนต่อไปได้ แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่ละทิ้งการฝึกฝนเพื่อชมภาพอันหาดูได้ยากนี้
ต้องยอมรับว่า ภาพของวิกฤตสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่ฟาดลงมานั้น ช่างยิ่งใหญ่จริงๆ!
"บ้าไปแล้ว พวกเขาบ้าไปกันหมดแล้ว!"
"สมแล้วที่เป็นสามสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในภพเซียน แต่ละคนล้วนแข็งแกร่งยิ่งนัก!"
"ในชั่วชีวิตนี้ ข้าได้เห็นผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานสามคน ก้าวสู่ขอบเขตพ้นพิบัติพร้อมกัน ช่างน่าตื่นเต้นเหลือเกิน!"
"ทุกคนต่างทุ่มเท และเตรียมตัวสำหรับด่านที่สาม ด่านที่สามนี้จะน่าตื่นเต้นขนาดไหนกันนะ! ข้าแทบรอไม่ไหวแล้ว!"
"ทำไม? เจ้าจะส่งตัวเองไปอยู่ในปากเสือกระนั้นหรือ? อย่างเจ้าเป็นได้แค่เหยื่อเท่านั้นแหละ ไม่เห็นหรือว่าพวกเขาแต่ละคน ล้วนเป็นพวกวิปริต ตอนนี้เจ้ากำลังจะถูกตีอยู่รอมร่อแล้วนะ จะตื่นเต้นไปทำไมกัน?"
ในตอนนี้ ศิษย์ผู้นั้นไม่ตื่นเต้นอีกต่อไป เขาเบนสายตาไปทางอื่น
"สำนักชิงเสวียนเงียบเกินไปแล้วกระมัง"
"จะไม่เงียบได้อย่างไร? ตอนนี้พวกเขาคงกำลังร้อนใจมากเป็นแน่ หากในกลุ่มของพวกเขา ไม่มีคนทะลวงสู่ขอบเขตพ้นพิบัติ พวกเขาก็ได้แต่รอถูกฉีกทึ้งเท่านั้น!!"
"ตอนนี้คนสุดท้ายที่เริ่มทะลวงขีดจำกัดคือศิษย์เอกฉีเหวยตวนจากสำนักสวรรค์ลิขิตหากนับจากเวลาที่เขาทะลวงขอบเขตไปอีกสามวัน ถ้าในช่วงสามวันนี้ไม่มีใครทะลวงขีดจำกัดต่อ ด่านที่สามก็จะเริ่มขึ้นจริงๆแล้วล่ะ"
"ต้องดูชะตากรรมของสำนักชิงเสวียนแล้ว ใครใช้ให้พวกเขาไปล่วงเกินตำหนักหลัวฝูล่ะ แม้แต่สำนักหยวนอู่ที่ต่ำช้าไร้ยางอายก็ยังไม่กล้าเลยด้วยซ้ำ"
ทัณฑ์สวรรค์ตกลงมาไม่หยุด เวลาล่วงเลยและผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว สามวันผ่านไปในพริบตา
หลังจากฉีเหวยตวนทะลวงขอบเขตได้สำเร็จ ก็ไม่มีใครสามารถเรียกทัณฑ์สวรรค์ลงมาได้อีก
ผลลัพธ์นี้ทำให้ผู้คนรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่พอคิดอีกที นี่ก็เป็นเรื่องปกติ ในโลกนี้จะมีอัจฉริยะระดับโลกมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร?
อย่าได้คิดว่าครั้งนี้เห็นคนทำสำเร็จสามคน แล้วมันจะเป็นเรื่องง่าย ทัณฑ์สวรรค์จากขอบเขตมหายานไปสู่ขอบเขตพ้นพิบัตินั้นน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง หากไม่มีการเตรียมตัวอย่างเต็มที่ คนทั่วไปย่อมไม่กล้าลองดีอย่างแน่.นอน
"คนจากตำหนักหลัวฝูทนรับทัณฑ์สวรรค์แปดสิบเอ็ดสายได้สำเร็จ สุดท้ายก็ทะลวงขีดจำกัดได้ แต่สำนักชิงเสวียนจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆเลยนะ"
"แม้ว่าการผ่านวิกฤตทัณฑ์สวรรค์ของหมิงเจวี๋ยและฉีเหวยตวนจะยังไม่จบ แต่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่อะไร เพราะมีคนมากมายคอยปกป้องพวกเขา และพวกเขาก็กำลังจะผ่านมันไปได้ อต่ตอนนี้มีสามขอบเขตพ้นพิบัติเชียวนะ ข้าได้เป็นพยานการทะลวงขอบเขตของสามขอบเขตพ้นพิบัติ!"
"แล้วข้าจะต้องเป็นพยานการที่สำนักชิงเสวียนถูกฉีกทึ้งด้วยมือของสามขอบเขตพ้นพิบัติหรือ? จบแล้วกระมัง ครานี้สำนักชิงเสวียนต้องพินาศแน่ สำนักชิงเสวียนคงรับมือไม่ไหวแน่ คนเดียวก็ว่ายากแล้ว แล้วจะรับมือสามคนได้อย่างไร!"
ในขณะที่ด่านที่สามกำลังจะเริ่มต้น สายตาของผู้คนมากมายหันไปมองศิษย์ของสำนักชิงเสวียน
เห็นได้ชัดว่าปราณวิญญาณดอกไม้ใต้เท้าพวกเขาหายไป แต่ละคนจบสภาวะฝึกฝนและลุกขึ้นยืน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
ตอนนี้เวลาได้หมดแล้ว ไม่มีใครในพวกเขาจะทะลวงขั้น หรือขอบเขตเลย
นี่เป็นการตัดสินชี้ขาดแล้ว
"ไม่จริงใช่หรือไม่? พวกเขาเจอกับสถานการณ์ย่ำแย่ขนาดนี้ ทำไมบนใบหน้าไม่มีความรู้สึกกังวลอะไรเลยล่ะ? พวกเขาไม่รู้หรือ ว่านี่หมายความว่าอย่างไร?"
"ใครจะไปรู้ได้ล่ะ? พวกเขาสามารถฝึกฝนอย่างสงบใจได้ถึงสี่วัน พวกเขาทำได้อย่างไรกัน!"
พวกเขาเห็นเพียงว่าเยี่ยหลิงหลงยืดตัวอย่างสบายๆ แล้วโบกมือเบาๆ ยันต์สปาหลายแผ่นลอยออกไป แต่ละคนได้รับหนึ่งแผ่น
ตอนนี้นางอารมณ์ดี เพราะอาศัยบุญคุณของพวกเขาทั้งสาม พวกนางได้อาศัยปราณวิญญาณเพิ่มอีกมากมายbandol.lonn7777v6nLgmail.com
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ากำลังจะทะลวงขั้นใช่หรือไม่?" เสิ่นหลีเสียนถามด้วยความห่วงใย
เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่นางอยู่ในปรภพ นางก็ได้บรรลุถึงขอบเขตบูรณาการขั้นปลายโดยสมบูรณ์แล้ว ทว่าตอนนี้นางก็ยังเลือกที่จะรออีกพักหนึ่ง จนถึงตอนนี้ นางได้ดูดซับปราณวิญญาณมากมายแล้ว น่าจะสามารถทะลวงขั้นได้ทุกเมื่อ
เพียงแต่ตอนนี้ยังกดไว้อยู่
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่รีบร้อนหรอก เพราะตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา รอให้การประชุมเติงเทียนจบก่อนเถอะ" เยี่ยหลิงหลงเผยรอยยิ้มผ่อนคลาย
"ตอนนี้ด่านที่สามกำลังจะเริ่มแล้ว"
พูดจบ นางยื่นมือไปตรงกลางที่ทุกคนอยู่
คนอื่นๆ ต่างวางมือทับบนหลังมือของนางอย่างเข้าใจกัน แล้วเผยรอยยิ้มที่เด็ดเดี่ยวมั่นคง
"เริ่มกันเลย!"
เสียงที่ทรงพลังนี้ ได้ดึงดูดความสนใจจากทุกคน แต่ทุกคนต่างมองมาด้วยสายตาที่สับสน
พวกเขาไม่รู้จริงๆ หรือว่าตัวเองกำลังจะพินาศ!
ศิษย์ทั้งสามคนนั้นไม่อาจดูแคลนได้เลย แม้พวกเขาเพิ่งจะทะลวงขอบเขต การฝึกฝนยังไม่มั่นคง และร่างกายก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่พวกเขายังมีเวลาอีกมากในการปรับตัว
เพราะด่านที่สามมีความพิเศษ
ในการประชุมเติงเทียนครานี้จะมีทั้งหมดสามด่าน
และด่านที่สามเป็นด่านสุดท้าย แตกต่างจากสองด่านแรก ด่านนี้มีการแบ่งเส้นทางการแข่งขันอย่างชัดเจน
การแบ่งเส้นทางการแข่งขัน ทำให้สำนักที่ไม่เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ มีโอกาสมากทำคะแนนมากยิ่งขึ้น นี่คือเหตุผลที่เกาะเผิงไหล หอเฟยซิง และภูเขาเต๋าเสวียนสามารถขึ้นไปบนแท่นวิญญาณได้
ในการแข่งขันเมื่อร้อยปีก่อน ตอนที่มีการแบ่งเส้นทางการแข่งขันนี้ ทั้งสามสำนักนี้ได้คะแนนสูงสุดในด่านที่สาม ทำให้คะแนนรวมของพวกเขาสูงมาก จึงสามารถขึ้นไปอยู่บนแท่นวิญญาณได้
ช่วงแรกของด่านที่สาม คือการแข่งขันของผู้ฝึกตนที่ร่ำเรียนวิชาเสริม
แบ่งเป็นประเภทวิชาเสริมหลักๆ ได้แก่ การปรุงโอสถ หลอมศาสตรา เครื่องรางและยันต์ ศาสตร์มายา และการควบคุมสัตว์วิเศษ การแข่งขันเหล่านี้ทำให้ทุกคนสามารถรับคะแนนเพิ่มให้กับสำนักของตนเองได้
แต่ละการแข่งขันจะใช้เวลาสองวัน ดังนั้นทั้งห้ารายการเหล่านี้จะใช้เวลารวมทั้งหมดสิบวัน
ในช่วงสิบวันนี้ ศิษย์ที่ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันเหล่านี้ก็ยังคงนั่งสมาธิฝึกฝนหรือชมการแข่งขันในพื้นที่เตรียมพร้อม แม้ว่าจะไม่มีดอกปราณวิญญาณแล้ว แต่ปราณวิญญาณในพื้นที่เตรียมพร้อม ก็ยังนับว่าเข้มข้นมาก เป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถหาได้จากภายนอก
ดังนั้นศิษย์ทั้งสามคนที่เพิ่งจะทะลวงผ่านขอบเขตพ้นพิบัติ จึงสามารถใช้เวลาสิบวันนี้รักษาอาการบาดเจ็บและปรับสภาพร่างกายได้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งสุดท้ายในด่านที่สาม
ไม่นานนัก เสียงระฆังจากยอดเขาเติงเทียนก็ดังมา ด่านที่สามได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
การแข่งขันรายการแรก
ก็คือการปรุงโอสถ
ในเวลานั้น ศิษย์ของสำนักชิงเสวียนและหุบเขาหลิวกวงต่างนั่งลงกันหมดแล้ว เตรียมพร้อมที่จะชมการแข่งขันของฮวาซือฉิง
ฮวาซือฉิงยืนขึ้นเพียงคนเดียว เตรียมตัวเดินไปยังสนามทดสอบ
ในตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงยื่นฝ่ามือของตนเองไปทางนาง
ฮวาซือฉิงหัวเราะเบาๆ แล้วตบมือกับเขาอย่างเข้าใจกัน จากนั้นทุกคนก็ยกมือขึ้น นางตบมือกับพวกเขาทีละคน แล้วเดินเข้าไปในสนามทดสอบอย่างมั่นใจท่ามกลางเสียงตบมือตลอดทาง
บทที่ 1334 เหมือนโจรบุกหมู่บ้านเสียจริง!!
ในขณะนี้ ภายในสนามทดสอบ ปรมาจารย์ปรุงโอสถทั้งหมดได้รวมตัวกันครบถ้วนแล้ว
ปรมาจารย์ปรุงโอสถเหล่านี้ ล้วนผ่านการคัดเลือกจากด่านแรก นั่นก็คือด่านก้าวสู่เส้นทางเซียน และด่านที่สอง การแสวงหาโชคลาภ
ต้องบอกว่าปรมาจารย์ปรุงโอสถที่มีการฝึกฝนต่ำ พลังต่อสู้อ่อนแอ และความอดทนไม่ดี ได้ถูกคัดออกไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นผู้ที่เข้าสู่สนามทดสอบในขั้นสุดท้ายได้ จึงมีไม่ถึงห้าสิบคน
เห็นได้ชัดว่าตรงหน้า ปรมาจารย์ปรุงโอสถทุกคนมีตะกร้าสมุนไพรขนาดใหญ่ของตนเอง กล่องปริศนาที่เปล่งแสง และหีบที่ปิดอยู่วางไว้
เสียงระฆังดัง "ตุ้ม" จากเบื้องบน การทดสอบด่านที่สามได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
ยามนี้จะเห็นได้ว่าบนแผ่นศิลาที่ลอยอยู่เหนือสนามทดสอบ ปรากฏตัวอักษรห้าตัว
‘โอสถสงบจิต ระดับเจ็ด’
ดังนั้น ปรมาจารย์ปรุงโอสถทุกคนที่เข้าร่วมการทดสอบ จึงรีบค้นหาวัตถุดิบที่พวกเขาต้องใช้ในการปรุงโอสถ จากตะกร้าที่เต็มไปด้วยสมุนไพร และจากนั้นพวกเขาก็นำเตาปรุงยาของตนออกมา และเริ่มปรุงอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าหยุดแม้แต่ครู่เดียวเดียว
เยี่ยหลิงหลงเคยได้ยินกฎการทดสอบนี้มาก่อน นั่นคือภายในเวลาสองวัน พวกเขาจะต้องปรุงโอสถให้สำเร็จสิบชนิด หลังจากปรุงโอสถแต่ละชนิดสำเร็จแล้ว ก็ให้ใส่ลงในกล่องเพื่อตรวจสอบ หากว่าสำเร็จก็สามารถปรุงโอสถชนิดต่อไปได้
ในกระบวนการนี้ ยิ่งเร็วยิ่งได้เปรียบ เพราะหลังจากปรุงโอสถครบทั้งสิบชนิดแล้ว พวกเขาก็จะสามารถเปิดหีบที่อยู่ข้างๆ เพื่อดูโจทย์สุดท้ายของการทดสอบครั้งนี้
ในหีบใบเล็กบรรจุสมุนไพรวิญญาณที่กำลังจะตายอยู่ แต่สาเหตุที่ทำให้มันเหี่ยวเฉานั้นแตกต่างกันไปในแต่ละปี พวกเขาจะรู้ได้ ก็ต่อเมื่อเปิดหีบเท่านั้น
ดังนั้นจึงต้องกำหนดตำรับยาเฉพาะกิจ ผ่านการปรุงโอสถหรือหยาดวิญญาณจึงจะสามารถช่วยชีวิตมันได้สำเร็จ
จากประสบการณ์ในปีก่อนๆ การช่วยชีวิตสมุนไพรวิญญาณนั้น เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก หลายคนไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำให้สำเร็จ ดังนั้นการปรุงโอสถในช่วงแรก จึงต้องแข่งกับเวลา และไม่สามารถเสียเวลาได้แม้แต่น้อย ต้องทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เยี่ยหลิงหลงนั่งขัดสมาธิ มองศิษย์พี่หญิงของนางหยิบสมุนไพรจากตะกร้าเป็นกำๆ ท่าทางอันห้าวหาญนั้น เหมือนโจรบุกหมู่บ้านอย่างไรอย่างนั้น ทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นใจอย่างยิ่ง
สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่หญิงของนาง นางรู้ว่าวัตถุดิบในตะกร้านั้นได้มาอย่างเปล่าๆ คนอื่นหยิบทีละต้น แต่นางกลับกอบทีละกำๆ ปรุงโอสถอย่างเดียวแต่กลับให้ความรู้สึกห้าวหาญเหลือล้น
แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เห็นผลลัพธ์ แต่หากจะพูดถึงเรื่องความยิ่งใหญ่ เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่าศิษย์พี่หญิงสี่ของนาง ชนะคนอื่นไปอย่างไม่เห็นฝุ่น
ในขณะที่นางกำลังมีความสุขกับการชื่นชมศิษย์พี่หญิงสี่ เสียงอุทานจากด้านข้างก็ดังขึ้น
"เกิดอะไรขึ้นกับคนของสำนักชิงเสวียน? นี่นางเสียสติไปแล้วหรือ? หรือเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เข้าร่วมงานประชุมเติงเทียน นางจึงไม่เคยเห็นวัตถุดิบดีๆมากมายขนาดนี้ใช่หรือไม่? นางใส่ส่วนผสมทีเดียวมากมายขนาดนั้น นางไม่สนใจผลงานแล้วหรือไร?"
"ใครจะไปรู้ล่ะ? คนอื่นปรุงโอสถ ปรุงโอสถล้วนแล้วก็เพื่อรับประกันคุณภาพ ต้องปรุงทีละเม็ด แต่นางกลับเอาของใส่ไปทีละกำทีละกำ นางคิดว่าถ้าปรุงทีละมากๆ อาจจะมีเม็ดที่ผ่านเกณฑ์บ้างกระมัง?"
"ศิษย์ของเกาะเผิงไหล ตอนปรุง ก็จะลองปรุงสองส่วนเท่านั้น เพราะโอสถที่ปรุงสำเร็จในตอนท้าย พวกเขาสามารถนำกลับไปได้ แต่ปริมาณที่นางปรุงนั้นไม่ใช่แค่สองส่วนแล้ว มีถึงสิบกว่าส่วนเลยนะ!"
"ก่อนมาที่นี่ นางไม่ได้สอบถามกฎเกณฑ์ของการปรุงโอสถหรือไร? แค่มีโอสถหนึ่งเม็ดที่ตรงตามข้อกำหนด ก็สามารถปรุงเม็ดต่อไปได้แล้ว ปรุงชนิดเดียวกันมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์!"
"ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์นะ โอสถชนิดเดียวกันใส่เข้าไป ก็สามารถคิดคะแนนเพิ่มได้มิใช่หรือ?"
"เฮ้อ คะแนนนิดหน่อยนั่นมันจะมีค่าอะไร? เม็ดแรกที่ใส่ลงไปจะได้คะแนนของโอสถชนิดนี้ เม็ดที่สองที่เหมือนกันใส่ลงไป จะได้แค่หนึ่งในสิบของคะแนน คะแนนเท่านี้ไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปด้วยซ้ำ!"
"เดี๋ยวก่อน! มีความเป็นไปได้ไหมว่า นางคาดการณ์ไว้แล้วว่าตัวเองจะผ่านด่านสุดท้ายไม่ได้ นางก็เลยไม่เสียเวลาให้กับมัน และปรุงโอสถสิบชนิดแรกให้เสร็จเลย พยายามเก็บคะแนนให้ได้มากที่สุดจะคุ้มกว่าน่ะ!"
"ฮึ่ม! ความคิดของเจ้ามีเหตุผลมากเลยนะ! บางทีนางอาจจะคิดแบบนั้นจริงๆก็ได้!"
ในขณะที่ทุกคนยังคงวิพากษ์วิจารณ์ฮวาซือฉิงกันอยู่นั้น พวกเขาก็เห็นศิษย์คนหนึ่งของสำนักหทัยครามปรุงโอสถสงบจิตระดับเจ็ดสำเร็จหนึ่งเม็ด
เขาค่อยๆวางโอสถลงในกล่องอย่างระมัดระวัง เห็นแสงวาบขึ้นจากกล่อง โดยที่กล่องไม่ได้คืนโอสถให้เขา แสดงว่าโอสถของเขาผ่านเกณฑ์แล้ว!
"ไม่คิดว่าปีนี้จะเป็นสำนักหทัยครามที่ปรุงโอสถเม็ดแรกได้สำเร็จ ในรอบที่สองคะแนนของสำนักหทัยครามก็ไม่ต่ำ ดูเหมือนครั้งนี้พวกเขาจะมีโอกาสลุกขึ้นมาแล้วนะ!"
"เจ้าพูดเร็วเกินไปแล้วกระมัง เกาะเผิงไหลก็มีศิษย์ปรุงโอสถสำเร็จเช่นกัน และพวกเขาปรุงได้ถึงสองเม็ดเชียวนะ"
ในตอนนี้ สายตาของทุกคนมองไปเห็นศิษย์ของเกาะเผิงไหล เขาวางโอสถสงบจิตระดับเจ็ดสองเม็ดลงในกล่อง กล่องเปล่งแสงวาบหนึ่ง ทั้งสองเม็ดไม่ถูกส่งกลับมา
สำเร็จแล้ว!
"เห็นไหม? แม้ว่าสำนักหทัยครามจะเร็วกว่า แต่เกาะเผิงไหลมีสองเม็ดที่ผ่านเกณฑ์ คะแนนจึงมากกว่าสำนักหทัยครามนิดหน่อย แม้จะนิดหน่อยแต่ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบนะ!"
"นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าเข้าร่วมการประชุมใหญ่เติงเทียนหรือ? ไม่รู้หรือว่านี่เป็นนิสัยเก่าของเกาะเผิงไหล? พวกเขาชอบมาเก็บเกี่ยววัตถุดิบในการประชุมใหญ่เติงเทียน ดังนั้นพวกเขาจึงมักไม่ค่อยสนใจความเร็ว แต่ทุกครั้งก็สามารถทำรายการสุดท้ายเสร็จทันเวลาตลอด"
ไม่นาน มีศิษย์อีกหลายคนจากสำนักหทัยคราม และเกาะเผิงไหลปรุงโอสถสำเร็จ พวกเขารีบปรุงโอสถชนิดต่อไปทันที
ในขณะนั้น ฮวาซือฉิงที่ทุกคนจับตามองก็ปรุงโอสถสำเร็จเช่นกัน!
เห็นนางนำโอสถออกมาจากเตาหลอมยา ทีละเม็ด.ทีละเม็ด แต่ละเม็ดกลมมนและเปล่งประกาย ขณะที่นางนำออกมา คนด้านนอกก็ช่วยนับ
"หนึ่ง สอง สาม สี่... ทำไมมีมากขนาดนี้?"
"เจ็ด แปด เก้า สิบ ยังมีอีกหรือ? นี่มันเกินไปแล้วนะ?"
"สิบสอง สิบสาม หมดแล้วใช่หรือไม่? จบแล้วสินะ? นางปรุงได้ถึงสิบสามเม็ดเต็มๆ! การควบคุมหนึ่งเม็ดก็ยากแล้ว นางกลับควบคุมพร้อมกันถึงสิบสามเม็ด! นางคิดจะอาศัยโชคผ่านหรือ? ก็อย่างว่า นางคงคิดว่าในสิบสามเม็ดต้องมีหนึ่งเม็ดที่สำเร็จ?"
ในขณะที่สายตาทุกคนจับจ้องที่ฮวาซือฉิง นางวางโอสถสงบจิตทั้งสิบสามเม็ดลงในกล่อง เห็นกล่องเปล่งแสงวาบหนึ่ง และหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
ทุกคนตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะตั้งสติได้
"สิบสามเม็ด ผ่านหมดทุกเม็ด! จริงหรือเปล่านี่? มีโอสถที่ไม่ผ่าน แต่ข้าไม่เห็นหรือเปล่า?"
"เจ้าคงไม่เห็นแน่ๆ สิบสามเม็ดผ่านหมด มันเกินจริงเกินไปกระมัง ข้าไม่เชื่อ ข้าไม่อาจเชื่อได้เด็ดขาด!"
ในขณะนั้นเอง คะแนนของฮวาซือฉิงก็ปรากฏบนแผ่นศิลาลอยฟ้า คะแนนของนางมากกว่าศิษย์ทั่วไปเกือบสองเท่า!
ไม่ผิดแน่ ทั้งสิบสามเม็ดผ่านหมดจริงๆ!
เมื่อเห็นคะแนนนี้ ทุกคนต่างตกตะลึง นางไม่ได้ต้องการชนะด้วยโชคช่วย นางกำลังสะสมคะแนนด้วยความสามารถจริงๆ!
หากการปรุงโอสถหนึ่งเม็ดให้ความคุ้มค่าสูงสุด สองเม็ดเสียเวลา เสียแรง แต่ได้คะแนนไม่มาก การปรุงสิบสามเม็ดนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง นางได้คะแนนมากกว่าคนอื่นเกือบสองเท่า!
ในขณะที่ทุกคนยังจมอยู่ในความตกตะลึง ฮวาซือฉิงได้เริ่มปรุงโอสถชนิดต่อไปแล้ว
เหมือนเดิม นางหยิบสมุนไพรมาใช้อย่างไม่ตระหนี่ เหมือนเดิมที่นางปรุงหลายเม็ดในเตาเดียว
รอบนี้เมื่อโอสถออกมา ความตกตะลึงของทุกคนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีกระดับ
บทที่ 1335: พวกเขาไปถูกวิชาอะไรเข้า?
พวกเขาตื่นเต้น และกระตือรือร้น พยายามจะช่วยนางนับจำนวนโอสถ
หนึ่ง สอง สาม เจ็ด แปด เก้า สิบเอ็ด สิบสอง สิบสาม!
อีกครั้งที่นางปรุงโอสถได้สิบสามเม็ด!
โอสถใหม่ถูกปรุงเสร็จ ทั้งสิบสามเม็ดถูกวางลงในกล่อง อีกครั้งที่ผ่านไปอย่างสมบูรณ์!
ต่อมา การปรุงโอสถชนิดที่สามเริ่มขึ้น
และตามด้วยการปรุงโอสถชนิดที่สี่
สิ่งที่ไม่มีข้อยกเว้นคือ ฮวาซือฉิงไม่เคยเป็นคนที่เร็วที่สุด แต่เป็นคนที่ปรุงได้จำนวนมากที่สุดเสมอ นางปรุงโอสถได้สิบสามเม็ดทุกครั้ง และไม่มีเม็ดใดล้มเหลวเลย
ความสำเร็จของนางเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า สร้างความตื่นตะลึงให้ผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายทุกคนมองด้วยความชินชา
นางคงเป็นผู้ชนะ ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดในการประชุมใหญ่เติงเทียนสินะ?
โอสถคุณภาพสูงมากมายขนาดนั้น พวกเขาแทบจะร้องไห้ด้วยความอยากได้
"เหตุใดนางถึงปรุงโอสถสิบสามเม็ดทุกครั้งเลยเล่า? และทำไมทุกครั้งที่ปรุงสิบสามเม็ดถึงสำเร็จทุกครั้ง? แม้แต่ปรมาจารย์ปรุงโอสถที่มีพลังแข็งแกร่ง ก็ไม่สามารถปรุงโอสถได้แบบนี้หรอก ข้าว่าโชคช่วยมากกว่ากระมัง นางจะเก่งแค่ไหนก็ตาม ถึงอย่างไรก็ต้องมีจุดที่ควบคุมได้ไม่ดี ทำไมไม่เป็นสิบสองเม็ดบ้าง สิบสี่เม็ดบ้าง?"
คำถามนี้ถามได้ดี หลายคนจมอยู่ในความคิด จนกระทั่งมีคนหนึ่งหันไปมองสำนักชิงเสวียน
"ข้าเข้าใจแล้ว!"
คนผู้นั้นพูดว่า "นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น...ผลจากความชำนาญต่างหาก!"
เรื่องนี้ ศิษย์สำนักชิงเสวียนรู้มาตั้งแต่แรก นี่เป็นนิสัยที่ฮวาซือฉิงสั่งสมมาหลายปี ตราบใดที่วัตถุดิบหรือวิธีการมีไม่จำกัด นางจะปรุงสิบสามเม็ดต่อเตาเสมอ
ไม่ขาดไม่เกิน
กล่าวอีกนัยหนึ่งโอสถที่ต้องปรุงในตอนนี้ ไม่มีสักชนิดใดที่นางไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์
เยี่ยหลิงหลงเท้าคางมองนางศิษย์พี่หญิงสี่ด้วยความชื่นชมและทอดถอนใจ
นางรู้มาตลอดว่าความสามารถในการปรุงยาของศิษย์พี่หญิงสี่นั้น แข็งแกร่งมาก แต่ก่อนที่จะได้แข่งขันกับปรมาจารย์ปรุงโอสถระดับสุดยอด นางไม่เคยจินตนาการเลยว่าศิษย์พี่หญิงสี่จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
แต่มีอะไรน่าแปลกใจด้วยหรือ?
นางยังจำได้ ถึงคำบรรยายที่เกี่ยวกับศิษย์พี่หญิงสี่ในต้นฉบับ หากว่าเนื้อเรื่องไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงโดยตัวนางเอง ศิษย์พี่หญิงสี่ก็คงจะใช้พลังของตนเองเพียงคนเดียวสังหารทั้งเมืองไปเสียแล้ว
ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงรู้สึกเบิกบานใจที่ได้ฟังคำชมเชยไม่ขาดปากจากผู้คนรอบข้าง ทุกคนต่างก็ชมเชยศิษย์พี่หญิงสี่กันถ้วนทั่ว นางชอบฟังและอยากฟังให้มากกว่านี้
ไม่เพียงแต่ผู้คนในเขาเติงเทียนเท่านั้น แม้แต่คนนอกเขาเติงเทียนที่ได้เห็น ก็ยังรู้สึกทึ่งในความสามารถของนางอย่างยิ่ง
"ประมุขเกาะเผิงไหล ท่านรู้มาตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่ ว่านางมีความสามารถเช่นนี้?" ประมุขเขาเต๋าเสวียนถาม
"การที่ม่านเทียนฮวาปรุงโอสถได้สิบสามเม็ดในหนึ่งเตา เป็นเรื่องที่ทุกคนบนเกาะเผิงไหลรู้กันทั่ว" ประมุขเกาะเผิงไหลยิ้มพลางส่ายหน้า "ข้าเคยโต้เถียงกับนางเรื่องนี้มาก่อน แต่ในที่สุดนางก็ใช้ความสามารถของตัวเองสืบทอดความดื้อรั้นของนางต่อไป"
"ดังนั้น ท่านคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วใช่หรือไม่ ว่าหากนางปรากฏตัวในการประชุมเติงเทียน นางจะต้องเปล่งประกายในการทดสอบครานี้ และความเจิดจ้าของนางจะบดบังทุกคน" ประมุขหอเฟยซิงกล่าว
"ก่อนที่นางจะออกจากเผิงไหล นางก็เป็นศิษย์ที่สามารถโต้เถียงกับข้าเรื่องตำรับยาได้แล้ว พวกท่านลองจินตนาการดูเองเถิด ครั้งนี้ข้าไปแข่งขันกับศิษย์ของข้าเอง ข้าจะยังไม่รู้เลยว่าจะชนะนางได้หรือไม่?" ประมุขเกาะเผิงไหลกล่าว
"แล้วเจ้าก็ยังปล่อยให้นางจากไปอีกหรือ?"
"หากข้าไม่ปล่อย นางจะไม่ไปหรือ? นางเกือบตายข้างนอกมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ที่จะจากไป นางดื้อรั้นเสมอ บางทีนี่อาจเป็นหนทางสู่ความสำเร็จก็ได้ ในขณะที่ศิษย์คนอื่นพักผ่อนเล่นสนุกพูดคุยกัน นางก็มัวแต่หมกมุ่นกับการปรุงยา ปรุงโอสถหรือไม่ก็ศึกษาวัตถุดิบ นางมีพรสวรรค์สูง แต่ขยันยิ่งกว่าใครทั้งหมด"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนอื่นๆต่างรู้สึกประหลาดใจ หญิงสาวตัวน้อยๆคนหนึ่ง กลับมีความมุ่งมั่นอันแข็งแกร่งเช่นนี้
"เกาะเผิงไหลได้รับนางเป็นศิษย์ นับเป็นโชคของสำนักเกาะเผิงไหลจริงๆ" ประมุขเขาเต๋าเสวียนถอนหายใจกล่าว
"จริงหรือ?" ประมุขเกาะเผิงไหลยิ้มพลางกล่าว "ข้าเคยได้ยินนางพูดว่า หากนางไม่ขยัน ก็จะตามสหายร่วมสำนักไม่ทัน นางไม่อยากล้าหลัง เท่านั้นเอง"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เจ้าสำนักและประมุขคนอื่นๆ ต่างอึ้งไปชั่วขณะ พวกเขาต่างรู้ว่าพวกเขามีพรสวรรค์ดี แต่ไม่คิดว่าศิษย์ของเกาะเผิงไหลจะทุ่มเทขนาดนี้
ส่วนบรรดาเจ้าสำนักทั้งหกสำนักใหญ่ ต่างมีสีหน้าซับซ้อน พวกเขาได้เห็นมากับตาแล้วว่าเกาะเผิงไหลทุ่มเทให้กับการฝึกฝนแค่ไหน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในวันที่สองของการทดสอบ มีศิษย์ในสนามทดสอบที่หลอมโอสถสำเร็จครบสิบชนิดเป็นคนแรก
และตอนนี้เขาก็เปิดหีบที่อยู่ข้างตัว
ฮวาซือฉิงยังคงไม่ใช่คนแรกเช่นเดิม แต่ความเร็วของนางก็ไม่เคยล้าหลังมากนัก ไม่นานนางก็เปิดหีบของตัวเองเช่นกัน
โจทย์สุดท้ายนี้ เป็นการแข่งขันด้านความเร็ว คะแนนจะได้ตามความเร็วในการทำเสร็จ
แต่ตอนนี้คะแนนของฮวาซือฉิงนำหน้าทุกคนไปไกลแล้ว สูงกว่าอันดับสองเป็นสองเท่าเต็มๆ
ดังนั้น หากนางทำด่านสุดท้ายสำเร็จ แม้ว่าความเร็วจะช้าไปบ้าง นางก็ยังมีโอกาสได้อันดับหนึ่งอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็คือ ฮวาซือฉิงที่หลอมโอสถอย่างไม่เร่งรีบในตอนแรก ทว่าตอนนี้ความเร็วของนางกลับทำให้ทุกคนอ้าปากค้างไปตามๆกัน
นางไม่ใช่คนแรกที่เริ่มทำข้อสุดท้าย แต่นางกลับเป็นคนแรกที่ทำข้อสุดท้ายสำเร็จ!
เมื่อสมุนไพรที่เหี่ยวเฉาในมือของนางกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แสงสีทองสาดส่องลงบนร่างของนาง แผ่นศิลาลอยที่อยู่เหนือศีรษะ ได้เพิ่มคะแนนให้นางมากที่สุด ทุกคนต่างมองด้วยความตะลึง
ปรมาจารย์ปรุงโอสถผู้อ่อนโยนคนนี้ นางช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน!
"ฮวาซือฉิงคว้าชัยชนะแล้ว!"
หลัวเหยียนจงตะโกนเสียงดังและกระโดดขึ้นจากพื้น จากนั้นก็เริ่มปรบมือเสียงดังโดยไม่สนใจสายตาตกตะลึงของทุกคน
"พวกเจ้ายืนงงกันทำไม? ปรบมือสิ! พวกที่ไม่ปรบมือนี่ ไม่มีมือหรือไง? หนึ่งเตาปรุงโอสถได้สิบสามเม็ด คว้าอันดับหนึ่งมาได้ แบบนี้ยังไม่ปรบมืออีกหรือ?"
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหลัวเหยียนจง หรือว่าฮวาซือฉิงที่ทำให้พวกเขาตะลึงจริงๆ แต่ละคนเริ่มปรบมือขึ้นมา เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วพื้นที่เตรียมการรบ
เมื่อฮวาซือฉิงออกมาจากสนามทดสอบ นางก็ถูกห้อมล้อมไปด้วยเสียงปรบมืออย่างล้นหลาม นางรู้สึกงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ปรับตัวเข้ากับบรรยากาศนี้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะนางเคยประสบกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อน!
ในปีนั้น ศึกยอดเขาก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ? ตอนนั้นสำนักชิงเสวียนมีคนน้อยที่สุด แต่บรรยากาศคึกคักที่สุด สำนักชิงเสวียนออกศึก ต้องครองอันดับอย่างแน่นอน!
ดังนั้นฮวาซือฉิงจึงยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับทุกคนและกล่าวว่า "ขอบคุณทุกคน"
จากนั้นนางก็เปลี่ยนน้ำเสียงให้ดังกังวาน
"สำนักชิงเสวียนออกศึก ต้องครองอันดับได้อย่างแน่.นอน!"
หลัวเหยียนจงเห็นดังนั้นจึงรีบตะโกนขึ้นมา "สำนักชิงเสวียนออกศึก ต้องครองอันดับได้อย่างแน่.นอน!"
ตามมาด้วยศิษย์จากหุบเขาหลิวกวง ที่ไม่พูดอะไรมาก เขาตะโกนตามศิษย์เอกของพวกเขา
"สำนักชิงเสวียนออกศึก ต้องครองอันดับได้อย่างแน่.นอน!"
คำนั้นถูกตะโกนดังขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศเข้มข้นขึ้นทุกที ประกอบกับหลัวเหยียนจงที่โบกมือโบกเท้าอย่างกระตือรือร้น ส่งสัญญาณทางสายตาและให้คำใบ้ต่างๆ ทำให้คนที่ไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึงปรบมือตาม และอดไม่ไหวต้องตะโกนตามไปด้วยสองสามครั้ง
ทันใดนั้นทั้งงานก็เต็มไปด้วยเสียงตะโกน เสียงของประโยคนั้นดังกึกก้อง จนทำให้คนที่อยู่นอกเขาเติงเทียนถึงกับงุนงงไปหมด
เดี๋ยวก่อน อะไรนะ
สำนักชิงเสวียนออกโรง ต้องครองอันดับได้แน่.นอน?
"ศิษย์สำนักชิงเสวียนไม่ใช่มีแค่สิบสามคนหรอกหรือ? พวกนั้นเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียนหรือ? พวกเขาตะโกนตามทำไมกัน?"
"ใครจะไปรู้ล่ะ! ศิษย์บ้านข้าก็ตะโกนอยู่ พวกเขาถูกวิชาบ้าอะไรเข้า? ข้าดูแล้วกลัวจริงๆ!"
"ข้าเพิ่งเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก พวกเขารู้หรือไม่ว่าสำนักชิงเสวียนจะครองอันดับอะไร? มีใครจัดการเรื่องนี้ได้บ้างไหมเนี่ย?"
บทที่ 1336: จะรีบอะไร? แม้แต่ตำหนักหลัวฝูยังไม่รีบเลย
เสียงตะโดนนั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะหลายคนที่ถูกชักจูง ได้สติกลับมาแล้ว
พวกเขาไม่ได้ร่วมตะโกนอีกต่อไป เสียงจึงเงียบหายไปอย่างรวดเร็ว
แต่ไม่เป็นไร หลัวเหยียนจงไม่รู้สึกท้อแท้เลยแม้แต่น้อย
เพราะถึงอย่างไรเขาก็ได้โห่ร้อง และแสดงความตื่นเต้นไปแล้ว เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว!
อย่างน้อย ปรมาจารย์ปรุงโอสถอันดับหนึ่งแห่งภพเซียนก็ได้เดินออกจากสนามทดสอบท่ามกลางเสียงตะโกนเช่นนี้ นางได้รับเสียงชื่นชมและให้กำลังใจแบบที่นางสมควรได้รับแล้ว
ดังนั้นเขาจึงสั่งให้คนของตนเองเงียบลงด้วย เพราะอย่างไรคนที่เหลือก็ยังต้องทำการทดสอบ จะส่งเสียงอึกทึกตลอดเวลาไม่ได้
การทดสอบของฮวาซือฉิงสิ้นสุดลงแล้ว สำนักชิงเสวียนไม่มีธุระอะไรแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มเข้าสู่สภาวะฝึกฝนทีละคน แย่งชิงทุกเสี้ยวอึดใจ เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้อย่างจริงจัง
สำนักชิงเสวียนนำทาง หุบเขาหลิวกวงก็รีบตามมาฝึกฝนด้วยอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้ ศิษย์ที่อยู่ข้างๆ ซึ่งยังคงรู้สึกอึดอัดกับพฤติกรรมงงๆของตัวเองเมื่อครู่
แต่ไม่นานเขาก็พบว่าคนที่ตะโกนสร้างบรรยากาศอย่างเสียงดังเมื่อครู่นี้ เงียบไปแล้ว
หลายคนรีบหันไปมอง เห็นเพียงศิษย์ของสำนักชิงเสวียนและหุบเขาหลิวกวงนั้นกลับเข้าสู่สภาวะฝึกฝนแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
นี่มัน...
คนที่จะตะโกนคำขวัญปลุกใจก็คือพวกเจ้า
พวกเจ้าทำให้วุ่นวายไปหมด แล้วตอนนี้กลับพลิกมา แกล้งทำเป็นจริงจังกับการฝึกฝนกระนั้นหรือ? แล้วไอ้ที่ข้าตะโกนไป เจ้าสำนักข้าจะไม่มาเล่นงานเอาหรอกหรือ!
ช่างน่าตลกจริงๆ!
ฝั่งโน้นส่งเสียงดังมาก ฝั่งนี้ศิษย์ตำหนักหลัวฝูที่กำลังพักผ่อนก็ได้ยินเช่นกัน
พวกเขามองไปทางสำนักชิงเสวียนด้วยสายตาดูแคลน "ตอนนี้เพิ่งนึกได้ว่าต้องพยายาม พวกเขาจะแสดงให้ใครดูกัน?"
"ใช่แล้ว ฝึกหรือไม่ฝึกมันต่างกันตรงไหน? ถึงอย่างไรพอถึงการต่อสู้รอบสุดท้าย พวกเขาก็ต้องเป็นพวกแรกที่ถูกคัดออกแน่.นอน!"
"แค้นนี้ ตำหนักหลัวฝูของข้าต้องชำระแน่! ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะไม่รู้ว่าพวกเขาทำเรื่องโง่เขลาใหญ่หลวงเพียงใด!"
เฉอจ้งเวยที่กำลังพักอยู่ มองดูเหล่าศิษย์ที่กำลังเดือดดาลด้วยความแค้น เขาไม่ได้ส่งเสียงอะไร เพียงแค่หลับตาลงด้วยอารมณ์ที่ดี
เหล่าศิษย์ต่างอัดอั้นตันใจ อยากจะระบายออกมาใจจะขาด นี่แหละถูกต้องแล้ว เมื่อในใจมีความแค้น ก็จะยิ่งออกแรงได้มากขึ้น
ในตอนนั้นเอง เหล่าศิษย์จากสำนักเล็กๆข้างๆ ได้ยินคำพูดแข็งกร้าวของศิษย์ตำหนักหลัวฝู ก็พากันพึมพำเบาๆ
"สำนักชิงเสวียนน่าเสียดายจริงๆ ถึงแม้ว่าทุกคนจะแข็งแกร่งมาก แต่ไม่มีขอบเขตพ้นพิบัติมาเป็นผู้นำ พวกเขาไม่มีทางชนะได้แน่นอน"
"สถานการณ์ในด่านที่สาม กำลังจะพลิกกลับอีกครั้ง สำนักชิงเสวียนในตอนนี้แย่งชิงทุกช่วงเวลา ข้าว่าพวกเขาก็คงมีความกดดันไม่น้อยเลยล่ะ?"
"มีแค่ข้าคนเดียวหรือ ที่รู้สึกว่าคนที่มีความกดดันคือตำหนักหลัวฝู?"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา คนรอบข้างต่างหันไปมองด้วยความประหลาดใจทันที
พวกเขาเห็นศิษย์ผู้นั้น ชี้ไปที่แผ่นศิลาลอยฟ้าที่บันทึกคะแนนอยู่ด้านบนแล้วพูดว่า
"พวกเจ้าไม่เห็นหรือ? ตอนแรกสำนักชิงเสวียนมีคะแนนทิ้งห่างในด่านที่สอง หลังจากการทดสอบปรุงโอสถในด่านที่สามจบลง ตอนนี้ไม่ใช่แค่ทิ้งห่างธรรดาแล้ว นี่มันต่างราวฟ้ากับเหวเลยต่างหาก!"
ครานี้ คนจำนวนมากถึงได้ตระหนักขึ้น เพราะนี่เป็นจุดที่สำนักเน้นการต่อสู้ทั่วไป มักจะไม่ได้คะแนน
จนกระทั่งคะแนนออกมานานแล้ว พวกเขาก็ยังไม่ทันได้ตระหนักทันที
ต้องบอกว่าคะแนนของฮวาซือฉิงนั้น มีมากกว่าคนอื่นหลายเท่า สุดท้ายแล้วคะแนนของนางก็ต้องเอาไปบวกกับคะแนนของสำนักชิงเสวียนที่เป็นอันดับหนึ่งอยู่ดี!
เมื่อนำคะแนนของทั้งสองฝ่ายมารวมกัน ฝ่ายที่ได้รับแรงกดดันมากกว่าก็คือตำหนักหลัวฝูมิใช่หรือ
สำนักชิงเสวียนมีคะแนนมากมายขนาดนั้น แม้ว่าในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายพวกเขาจะถูกตำหนักหลัวฝูทำลาย แต่ตำหนักหลัวฝูที่มีคะแนนเป็นศูนย์ จะแซงหน้าสำนักชิงเสวียนได้จริงหรือ!
"ตอนนี้สำนักชิงเสวียนมีคะแนนมากขนาดนั้น เจ้าคิดว่าตำหนักหลัวฝูจะต้องแสดงผลงานที่ยอดเยี่ยมแค่ไหนในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย?"
"แต่ถ้าแซงหน้าสำนักชิงเสวียนไม่ได้ แม้จะทำลายสำนักชิงเสวียนได้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ในร้อยปีถัดไป สำนักชิงเสวียนก็ยังคงอยู่เหนือพวกเขาอยู่ดีมิใช่หรือ?!
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ขอบเขตพ้นพิบัติที่ทะลวงขอบเขตมาเพื่อเป็นทางออก ก็จะสูญเปล่าอยู่ดี??"
ขณะที่คนอื่นๆกำลังถกเถียงกัน ศิษย์ตำหนักหลัวฝูที่อยู่ข้างๆ ก็ได้ยินคำพูดเหล่านี้ทั้งหมด ทำให้สีหน้าของพวกเขาแต่ละคน ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แม้แต่เฉอจ้งเวยที่กำลังนั่งพัก ก็ยังต้องขมวดคิ้วขึ้นมา
สำนักปกติทั่วไป จะไปเอาคะแนนในวิชาสายรองแบบนั้นมาทำคะแนนได้อย่างไร! สำนักชิงเสวียนนี่เกินไปแล้ว!
หากการประชุมใหญ่เติงเทียนครั้งนี้ มีเพียงตำหนักหลัวฝูที่ทะลวงขอบเขตพ้นพิบัติได้ การกวาดคะแนนจากสำนักอื่นในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ก็คงไม่ใช่ปัญหา แต่ตอนนี้ยังมีวังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียนที่ต้องไปแย่งคะแนนด้วย
ดังนั้นคะแนนของสำนักชิงเสวียนในตอนนี้ จึงสร้างแรงกดดันให้กับพวกเขาไม่น้อย
เมื่อได้ยินเสียงกระวนกระวายจากเพื่อนร่วมสำนักข้างๆ เฉอจ้งเวยก็ตวาดออกมา
"จะร้อนใจไปไย? คะแนนพวกนี้ก็ไม่ได้มากมายอะไรเลย การต่อสู้ครั้งสุดท้ายต่างหากที่เป็นช่วงเวลาแห่งการประลองความสามารถที่แท้จริง คะแนนพวกนี้ในตอนท้ายก็ยังไล่ตามได้"
เมื่อเขาตำหนิเช่นนี้ บรรดาศิษย์ที่กระวนกระวายก็สงบลงทันที พวกเขาคำนวณดูแล้ว การที่จะได้คะแนนมากกว่าสำนักชิงเสวียน ในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนั้น
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ก็ไม่ถึงกับยากเย็นเกินไป
ในเมื่อพี่ใหญ่บอกเช่นนั้น พวกเขาก็สบายใจ เพราะการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนั้นเป็นช่วงที่ได้คะแนนมากที่สุด
ในไม่ช้า การทดสอบปรุงโอสถที่ใช้เวลาสองวัน ก็สิ้นสุดลง ฮวาซือฉิงได้คะแนนอันดับหนึ่งในการทดสอบ และคะแนนของนางก็ทิ้งห่างคนอื่นอย่างชัดเจน
แต่ในการทดสอบปรุงโอสถ สำนักอันดับหนึ่งก็ยังคงตกเป็นของเกาะเผิงไหลอยู่ดี เพราะสำนักชิงเสวียนมีเพียงฮวาซือฉิงคนเดียว ในขณะที่เกาะเผิงไหลมีศิษย์หลายคน
หลังจากการทดสอบปรมาจารย์ปรุงโอสถสิ้นสุดลง คะแนนของเกาะเผิงไหลแซงหน้าหุบเขาหลิวกวงไป แต่ยังไม่สามารถแซงหน้าสำนักชิงเสวียนได้
ดังนั้นเกาะเผิงไหลจึงอยู่ในอันดับที่สองชั่วคราว
เมื่อเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ เหล่าประมุขสำนักที่อยู่นอกเขาเติงเทียน ต่างขมวดคิ้วอย่างเงียบๆ
ต้องบอกก่อนว่าในปีก่อนๆ ช่วงเวลานี้ เกาะเผิงไหลสามารถทำคะแนนขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งได้
ในการทดสอบวิชาเสริมอื่นๆที่จะเริ่มต่อไป และในการตัดสินรอบสุดท้าย สำนักอื่นๆจึงจะแซงหน้ากลับมาได้
แต่ตอนนี้การทดสอบที่เกาะเผิงไหลมีความได้เปรียบมากที่สุด ได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถแซงหน้าสำนักชิงเสวียนได้
สำนักชิงเสวียนนี้เกินไปแล้วจริงๆ
อย่างไรก็ตาม การประชุมใหญ่เติงเทียนครั้งนี้ มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นมากมาย สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องพูดถึงการโจมตีจากตำหนักหลัวฝู ตอนนี้ยังมีวังวิญญาณเหมันต์และ ฟ่านอินเทียนอยู่อีก หลังจากการตัดสินรอบสุดท้ายมาถึง
ความได้เปรียบด้านคะแนนของสำนักชิงเสวียนอาจจะไม่สามารถรักษาไว้ได้
พวกเขาบอกกับตัวเองว่า ‘ไม่ต้องรีบ อย่าเร่งรีบ’
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากการทดสอบปรมาจารย์ปรุงโอสถสิ้นสุดลง
การทดสอบของปรมาจารย์หลอมศาสตราก็เริ่มขึ้นทันที
ในเช้าวันที่สามของการเริ่มด่านที่สาม โม่รั่วหลินลุกขึ้นยืน เช่นเดียวกับฮวาซือฉิง
นางได้ทำการตบมือกับเพื่อนร่วมสำนักทุกคน ก่อนเข้าสู่สนามทดสอบ หลังจากตบมือกับหุบเขาหลิวกวงแล้ว นางก็เดินเข้าไปในสนามทดสอบ
"ข้าดูไม่ผิดใช่หรือไม่? สำนักชิงเสวียนมีปรมาจารย์หลอมศาสตราด้วยหรือ?"
"สำนักที่มีคนทั้งหมดสิบสามคน เหตุใดพวกเขาจึงมีปรมาจารย์มากมายเช่นนั้น? พวกเขาคงไม่ได้คะแนนมากอีกใช่หรือไม่?"
"จะรีบร้อนไปทำไม? ตำหนักหลัวฝูยังไม่รีบร้อนเลย"
สีหน้าของศิษย์ตำหนักหลัวฝูดูไม่ดีไปอีกระดับ แต่ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่คนเดียว
บทที่ 1337: ทุกคนหลบไป!
ด้านนอกเขาเติงเทียน เมื่อเห็นโม่รั่วหลินเดินเข้าสู่สนามทดสอบ ประมุขหอเฟยซิงที่อยู่บนแท่นวิญญาณ ก็แสดงความตื่นเต้นออกมา เมื่อเห็นใบหน้าเปี่ยมด้วยความยินดีของเขา ประมุขตำหนักหลัวฝูที่เงียบมานาน ก็.อดไม่ไหวต้องเอ่ยปากถามประมุขหอเฟยซิงว่า
"หอเฟยซิงของพวกเจ้า ครองอันดับหนึ่งในการทดสอบหลอมอาวุธมาโดยตลอด ดูเหมือนครั้งนี้ เจ้าคงจะไม่พลาดอีกใช่หรือไม่?"
"ใครจะรู้ได้เล่า" ประมุขหอเฟยซิงตอบ
"ไม่รู้? ไม่รู้แล้วเจ้ายิ้มอะไร?" ประมุขตำหนักหลัวฝู โมโหจนเขาแทบจะหายใจไม่ออก
"ในที่สุดก็จะมีคู่แข่งแล้วไม่ใช่หรือ? ไร้คู่ต่อกรมาหลายปี เจ้าไม่รู้สึกเหงาบ้างหรือ?" ประมุขหอเฟยซิงยิ้มพลางกล่าว
"ข้าสงสัยมานานแล้วว่าอุปกรณ์ในมือของศิษย์หญิงสำนักชิงเสวียนคืออะไร พวกเจ้าก็สงสัยเช่นกันไม่ใช่หรือ? ตอนนี้จะได้เห็นแล้ว ไม่ดีใจหรืออย่างไร?"
พูดตามตรง พวกเขาไม่ดีใจเลยสักนิด!!
ก่อนหน้านี้อยากดู แต่ตอนนี้ไม่ค่อยอยากดูเท่าไหร่แล้ว
เพราะหากศิษย์สำนักชิงเสวียนคนนี้ เป็นอัจฉริยะขึ้นมาอีกคน แรงกดดันเรื่องคะแนนก็จะตกมาอยู่ที่พวกเขามากขึ้นอีก
แต่หอเฟยซิงนั้นกลับต่างออกไป แม้แต่เกาะเผิงไหลที่ได้คะแนนมากที่สุด ในการก็ยังไม่สามารถเอาชนะสำนักชิงเสวียนได้ ดังนั้นพวกเขาก็คงไม่มีทางเอาชนะสำนักชิงเสวียนได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่มีแรงกดดันใดๆเลย
ก็แค่มีสำนักชิงเสวียนอยู่ข้างหน้าหนึ่งก้าวเท่านั้นเอง ? ในเมื่อตอนนี้สำนักชิงเสวียนครองอันดับหนึ่งอย่างมั่นคง หอเฟยซิงของพวกเขาก็ยังสามารถก้าวขึ้นไปอีกหลายอันดับเลยมิใช่หรือ?
พวกเขาจะต้องมีแรงกดดันอะไรกัน?
ดังนั้น คำถามที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของประมุขหอเฟยซิง จึงจบลงแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพราะไม่มีใครสนใจเขา หรือจะให้ถูกก็คือ เหล่าประมุขคนอื่นๆไม่เข้าใจเขานั่นเอง
ไม่นาน การทดสอบหลอมอาวุธก็เริ่มขึ้น
การหลอมอาวุธนั้นเหมือนกับการทดสอบการปรุงโอสถ ช่วงแรกจะต้องหลอมของวิเศษสิบชนิดตามที่กำหนด มีทั้งอาวุธ เกราะป้องกัน และของใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป
หลังจากหลอมของวิเศษทั้งสิบชนิดเสร็จแล้ว พวกเขาจะใช้เวลาที่เหลือหลอมของวิเศษที่เหมาะกับตัวเองหนึ่งชิ้น ของวิเศษนี้ ใช้สำหรับตัดโซ่เหล็กเสวียนเถี่ย
ตรงกลางสนามทดสอบ มีโซ่เหล็กเสวียนเถี่ยอยู่มากมาย ซึ่งโซ่เหล็กเสวียนเถี่ยนั้น ดูแข็งแกร่งและทนทานมาก ปลายอีกด้านของโซ่เหล็กเสวียนเถี่ย แขวนไว้กับกล่อง
ตัดได้หนึ่งเส้น ก็จะมีกล่องหนึ่งใบตกลงมา วัสดุล้ำค่าในกล่องนั้นจะเป็นของปรมาจารย์หลอมศาสตรานั่นเอง
สุดท้าย พวกเขาจะกำหนดคะแนนตามจำนวนโซ่เหล็กที่ปรมาจารย์หลอมศาสตราแต่ละคนตัดได้
นั่นหมายความว่า การทดสอบของปรมาจารย์หลอมศาสตรานี้ ก็เป็นการทดสอบความเร็วด้วย ยิ่งทำเสร็จเร็ว ก็จะมีเวลามากขึ้นในการตัดโซ่เหล็ก
เพื่อรับคะแนนและรางวัลที่มีมากขึ้น
ดังนั้นเมื่อเสียงระฆังบนเขาเทียนเติงดังขึ้น ปรมาจารย์หลอมศาสตราทุกคนต่างทุ่มเทเข้าสู่การหลอมของวิเศษในทันที
"การหลอมอาวุธและของวิเศษนี้ ไม่เหมือนกับการปรุงโอสถ การปรุงโอสถสามารถหลอมได้หลายเม็ดในคราวเดียว แต่การหลอมอาวุธนี้ คงไม่สามารถหลอมหลายชิ้นพร้อมกันได้อย่างแน่นอน ข้าว่าสำนักชิงเสวียนคงไม่มีกลเม็ดอะไรแล้วล่ะ"
"เจ้าเรียกนั่นว่ากลเม็ดรึ? พวกเขาไม่ได้ใช้ความสามารถจริงๆ เพื่อรับคะแนนหรอกหรือ?"
"แต่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อนเลยนะ!"
"นั่นเป็นเพราะก่อนหน้านี้ไม่มีใครมีความสามารถนี้ต่างหาก!"
"เช่นนั้นข้าก็อยากดูว่าปรมาจารย์หลอมศาสตราของสำนักชิงเสวียนจะมีความสามารถอะ..."
ศิษย์คนนั้นยังพูดไม่ทันจบ คำพูดที่เหลือก็ติดอยู่ในลำคอ เพราะโม่รั่วหลินได้หลอมของวิเศษชิ้นแรกไปแล้ว
เห็นนางวางของวิเศษชิ้นนั้นลงในกล่องตรวจสอบ กล่องเปล่งแสงและไม่ได้ส่งคืน แสดงว่าของวิเศษผ่านเกณฑ์
"เจ้ากำลังจะพูดอะไร? ทำไมพูดไม่จบประโยค?"
"นั่นมันเร็วเกินไปแล้ว? คราวนี้ไม่เล่นเรื่องปริมาณแต่เล่นเรื่องความเร็วสินะ? ข้าอยากจะดูว่านางจะสามารถ..."
คนนั้นยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นว่าของวิเศษชิ้นที่สองโผล่ออกมา แม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ก็มีรูปร่างเบื้องต้นในมือของโม่รั่วหลินแล้ว
นางหลอมของวิเศษได้เร็วจริงๆ! เร็วจนตาลายเลย!
ของวิเศษทุกชิ้นที่นางสร้าง ไม่ใช่ของชั้นเลิศ ไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ละชิ้นแค่พอผ่านเกณฑ์เท่านั้น
แต่ความเร็วของนางนั้นเร็วจริงๆ!
"เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว! พูดยังไม่ทันจบ หน้าก็โดนตบอีก ช่างน่าขันจริงๆ ฮ่าๆ..."
ศิษย์คนนั้นเหลือบตามองเขา แล้วหันหน้าไปทางอื่นอย่างโกรธเคือง
หลังจากที่ทุกคนเริ่มคุ้นเคยกับการสร้างของวิเศษ ที่เร็วแต่ธรรมดาของโม่รั่วหลิน
จิตใจของพวกเขาก็ค่อยๆด้านชา เหตุใดศิษย์ของสำนักชิงเสวียนทุกคนถึงได้ประหลาดเหลือเกิน?
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พวกเขาเห็นว่าประหลาดนั้น ได้ถูกทำให้ประหลาดยิ่งขึ้นในไม่ช้า
เพราะโม่รั่วหลินที่ทำของวิเศษเสร็จสิบชิ้นเสร็จสิ้นแล้ว นางนำหน้าคนอื่นไปไกล จนตอนนี้ก็เริ่มสร้างของวิเศษเพื่อตัดโซ่เหล็กเสวียนเถี่ยแล้ว
"ข้าเดาว่าเป็นดาบแน่เลย"
"ดาบอะไรกัน? นางเป็นสตรี แน่.นอนว่าต้องใช้กระบี่สิ!"
"กระบี่อะไรกัน? ไม่เห็นหรือว่าในมือนางมีท่อนกลมๆยาวๆ? นางกำลังจะสร้างของอะไรน่ะ?!"
"ข้าอยากเห็นจริงๆ ว่านางมีความสามารถแค่ไหน และนางจะตัดโซ่เหล็กได้กี่เส้นกัน?"
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างคึกคัก โม่รั่วหลินเริ่มสร้างชิ้นส่วนเล็กๆมากมาย ทั้งหลากหลายและรวดเร็ว
มันเร็วจนคนไม่อาจเห็นได้ชัด ว่านางกำลังทำอะไรอยู่
"ความเร็วของนาง เรียกได้ว่าเร็วเกินไป การเคลื่อนไหวนี้ ทำให้ตาข้าพร่าไปหมดแล้ว นางกำลังวุ่นวายกับอะไรกันน่ะ? ไอ้ของเล็กๆน้อยๆนั่นคืออะไร ตอนแรกข้านึกว่านางจะสร้างทวนเสียอีก แต่การสร้างทวนต้องใช้เครื่องประดับมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ?"
"ไม่รู้สิ นางอาจจะต้องการสร้างอาวุธวิญญาณชั้นเลิศกระมัง? จึงทุ่มเทความพยายามมากขนาดนี้ รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ นางก็ไม่ปล่อยผ่านเลย"
"แต่การเคลื่อนไหวของนางเร็วมาก การเคลื่อนไหวที่เร็วขนาดนี้จะสามารถทำให้ชิ้นส่วนเล็กๆออกมาดีได้จริงหรือ?"
ทุกคนต่างสงสัยว่าโม่รั่วหลินกำลังทำอะไรกันแน่ มีเพียงประมุขหอเฟยซิงที่อยู่นอกเขาเติงเทียนเท่านั้น ที่มองด้วยดวงตาเปล่งประกาย
"มาแล้ว มาแล้ว นางกำลังจะสร้างอาวุธวิญญาณจริงๆ!"
"ของเล็กๆพวกนี้กลับมีชิ้นส่วนและขั้นตอนที่ซับซ้อนมากมาย ข้าถึงกับมองไม่ออกในครั้งเดียว แม้แต่จะจำไว้ในครั้งเดียวก็ยังทำไม่ได้!"
"นางต้องสร้างมาแล้วกี่ครั้ง ถึงจะชำนาญและรวดเร็วได้ขนาดนี้? ทำให้ข้าอยากเรียนรู้แต่ก็ไม่รู้จะเรียนอย่างไร! มันไกลเกินเอื้อมไปแล้ว ให้ข้าได้ดูใกล้ๆได้หรือไม่?"
ไม่มีใครสนใจเขา แต่ประมุขหอเฟยซิงยังคงตื่นเต้นและพูดไม่หยุด จนกระทั่งประมุขตำหนักหลัวฝูทนไม่ไหว
"ประมุขหอเฟยซิง! ท่านจะเงียบสักหน่อยได้ไหม? การส่งเสียงดังบนแท่นวิญญาณเช่นนี้ไม่เหมาะสมนะ?"
"โอ้! ขออภัย! พอดีข้าอยากรู้จริงๆน่ะ"
"แต่ศิษย์ของท่านกำลังจะแพ้แล้วนะ!"
"มันแปลกตรงไหนหรือ?" ประมุขหอเฟยซิงหัวเราะพลางกล่าว "ตั้งแต่ข้าเห็นอาวุธในมือของนาง ข้าก็คาดการณ์ไว้แล้ว"
โลกนี้มีคนแบบนี้ได้อย่างไร! เขายังมีหน้าหัวเราะออกมาได้อีก!
"ดังนั้น ข้าว่าพวกท่านมาเป็นพยานในพลังของสิ่งนี้กันเถอะ อีกไม่นานก็จะรู้แล้วว่าทำไมพวกศิษย์เหล่านั้น ถึงสามารถผ่านแท่นหิน และยึดครองจุดทรัพยากรได้เร็วขนาดนั้น"
แม้จะโกรธ แต่ภายใต้การนำของประมุขหอเฟยซิง ทำให้พวกเขาเริ่มสงสัยขึ้นมาเสียแล้ว
เมื่อร้อยปีก่อน ในการทดสอบของต้นอู๋โยว ลู่ไป๋เวยผู้ไม่เก่งในการต่อสู้ก็ใช้ของหน้าตาแปลกๆนี้เหมือนกัน
ของที่มาจากมือของศิษย์สำนักชิงเสวียน ช่างประณีต ช่างร้ายกาจ ช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน
แม้ว่าโม่รั่วหลินจะเคลื่อนไหวเร็วมาก แต่การสร้างอาวุธวิญญาณของนางซับซ้อนเกินไป นางแย่งเวลาไว้มากมายตอนแรก แต่สุดท้ายก็ถูกคนอื่นตามทัน
มีศิษย์หอเฟยซิงสองคนที่สร้างของวิเศษเสร็จแล้ว และกำลังมุ่งหน้าไปยังโซ่เหล็กเสวียนเถี่ย
โซ่เหล็กเสวียนเถี่ยนี้มีจำนวนจำกัด ขาดไปหนึ่งเส้นก็เหลือน้อยลงหนึ่งเส้น คนที่มาที หลังอาจจะไม่มีโอกาสได้มันไปก็ได้
จากนั้น สาม สี่ ห้า
เวลาค่อยๆผ่านไปทีละนิด ตรงหน้า โซ่เหล็กเสวียนเถี่ยมีปรมาจารย์หลอมศาสตรายืนอยู่เจ็ดคนแล้ว
"ข้าบอกแล้ว ว่าศิษย์สำนักชิงเสวียนจะเก่งไปทุกเรื่องได้อย่างไร คราวนี้ก็พลิก..."
ศิษย์ผู้นั้นพูดครั้งที่สามได้ครึ่งประโยค ก็ติดอยู่ในลำคอ
เพราะในสนามทดสอบ โม่รั่วหลินจัดการอาวุธวิญญาณในมือเสร็จแล้ว เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ
นางก็แบกของชิ้นนั้น ด้วยท่วงท่าอันทรงพลัง แล้วตะโกนเสียงดังกึกก้อง
"ของวิเศษมาแล้ว หลบไปให้หมด!"
บทที่ 1338: พวกเจ้าก็จะบดขยี้สำนักชิงเสวียนด้วยหรือ?
ไม่มีใครคาดคิดว่าแม่นางร่างเล็กบอบบางคนนี้จะสามารถตะโกนออกมาด้วยท่วงท่าอันยิ่งใหญ่ ราวกับกลืนกินภูเขาและแม่น้ำได้
ดังนั้นเมื่อนางตะโกนออกมา บรรดาศิษย์ที่กำลังใช้อาวุธในมือตัดโซ่เหล็กเสวียนเถี่ยก็ชะงักไปครู่หนึ่ง พวกเขาต่างพากันหลบไปโดยสัญชาตญาณ
และเปิดทางให้โม่รั่วหลิน
เมื่อทางถูกเปิด โม่รั่วหลินก็แบกอาวุธวิญญาณชิ้นใหญ่ที่นางเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ตรงไปยังโซ่เหล็กเสวียนเถี่ยตรงหน้า แล้วเริ่มยิงถล่มอย่างบ้าคลั่ง
สมบัติชิ้นใหญ่นี้ ถูกทำขึ้นอย่างเร่งรีบ รายละเอียดหลายอย่างถูกลดทอนลง ทำให้ประสิทธิภาพไม่แข็งแกร่งเท่ากับสมบัติชิ้นใหญ่ที่พวกนางใช้ต่อสู้ในยามปกติ
ความแม่นยำของมันจึงต่ำมาก
แต่ไม่เป็นไร โซ่เหล็กเสวียนเถี่ยตรงหน้า มีจำนวนมากและไม่วิ่งหนีหรือเคลื่อนไหว เล็งแม่นหรือไม่แม่นก็ไม่สำคัญ นี่เป็นเหตุผลที่นางยอมสละความแม่นยำเพื่อเร่งความเร็วในการผลิตปืนราชันย์ผงาดนี้ออกมา!!!
เห็นได้ชัดว่าเมื่อสมบัติชิ้นใหญ่ในมือนางถูกใช้งาน กระสุนจำนวนมากก็พุ่งเข้าใส่โซ่เหล็กเสวียนเถี่ย
เสียง "ปัง ปัง ปัง" ดังถี่ยิบราวกับถั่วในตะแกรงร่อนหล่นลงพื้น
เพียงแค่ได้ยินก็รู้สึกสะใจมากแล้ว
การโจมตีอย่างดุเดือดและทรงพลังของกระสุน ทำให้บรรดาศิษย์ที่อยู่ข้างๆ โซ่เหล็กเสวียนเถี่ยรีบถอยหลังไปอีกหลายก้าวอย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ
อาวุธที่ดุดันและใช้งานได้สะดวกเช่นนี้ พวกเขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ในขณะที่ทึ่งกับพลังอันไร้ขีดจำกัดของมัน พวกเขาก็ยังรู้สึกทึ่งกับการออกแบบอันชาญฉลาดด้วย
ไม่แปลกเลยที่โม่รั่วหลิน แม้จะมีความเร็วมากขนาดนั้น กลับเสร็จช้ากว่าคนอื่นมาก
สิ่งนี้ซับซ้อนจริงๆ แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ดูเท่มากเลย!
เห็นได้ชัดว่ากระสุนจำนวนมากยิงใส่โซ่เหล็กเสวียนเถี่ย หนึ่งนัดอาจจะยิงไม่ขาด แต่นางยิงหลายนัดในคราวเดียว การกระแทกอย่างบ้าคลั่งและรุนแรง กระทบลงบนโซ่เหล็กเสวียนเถี่ย ทำให้โซ่ส่งเสียงดังกังวานไม่หยุด ทั้งยังทำให้เกิดประกายไฟขนาดใหญ่เสียด้วย
ในชั่วขณะนั้น กระสุนระเบิดถูกยิงใส่โซ่เหล็กเสวียนเถี่ยอย่างบ้าคลั่ง มันรัวและเร็ว มีมากมายดั่งสายฝน แต่ก็แข็งแกร่งดั่งสัตว์ร้าย พลังที่ระเบิดออกมาเหมือนดอกไม้อันงดงามกระทบตาของทุกคน นำมาซึ่งความดุดันแบบที่พวกเขาไม่เคยประสบมาก่อน
อาวุธชิ้นนี้ของโม่รั่วหลิน ช่างทรงพลังเหลือเกิน ทำให้ศิษย์คนอื่นๆที่ถืออาวุธอยู่ ไม่กล้าเข้าใกล้โซ่เหล็กเสวียนเถี่ยเลย ดังนั้น พวกเขาจึงได้แต่มองดูโซ่เหล็กเสวียนเถี่ยหลายเส้น ถูกตัดขาดภายใต้การกราดยิงอย่างบ้าคลั่งของนาง
ต้องรู้ไว้ว่า ในสนามทดสอบของปรมาจารย์หลอมศาสตรานี้ มีคนที่ของวิเศษสิบชิ้นก็ยังทำไม่ครบเสียด้วยซ้ำ บางคนหลอมครบแล้วแต่ไม่ทันเวลาที่จะทำอาวุธชิ้นสุดท้ายให้เสร็จ
ผู้ที่สามารถทำอาวุธเสร็จ และตัดโซ่เหล็กเสวียนเถี่ยได้ก็นับว่าเป็นปรมาจารย์หลอมศาสตราที่แข็งแกร่งมากแล้ว
เช่นเดียวกับโม่รั่วหลิน ที่กวาดล้างไปทีเดียวเป็นบริเวณกว้าง กล่องด้านบนร่วงลงมาเหมือนฝนตก เรื่องแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน
นางจัดการกับโซ่เหล็กเหมือนมันอ่อนนุ่มและถูกทำลายได้ง่าย
การเคลื่อนไหวของนางทั้งเร็วและดุดัน ทำให้คนมองแล้วต้องอิจฉาและชื่นชม แต่นอกจากมองด้วยความชื่นชมแล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นใด
ด้วยเหตุนี้ โม่รั่วหลินจึงบุกตะลุยอย่างบ้าคลั่งภายใต้สายตาที่ตกตะลึง ชื่นชม ตื่นเต้น และสงสัยของทุกคน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟสว่างเจิดจ้า
ทันใดนั้น เสียงก็หายไป
ประกายไฟมอดลง ความเคลื่อนไหวทั้งหมดหยุดลงในทันที
คนอื่นๆในตอนนี้ยังคงได้ยินเสียงดังก้องอยู่ในหู พวกเขายังไม่ทันได้ตอบสนองอย่างเต็มที่ ก็เห็นโม่รั่วหลินแบกอาวุธในมือกลับขึ้นไปบนบ่าอีกครั้ง จากนั้นก็โบกมือใหญ่ เก็บกล่องที่ตกลงมาทั้งหมดเข้าไปในแหวนมิติของตน
"ข้าประเมินเวลาผิดไปหน่อย ถ้ารู้ก่อนก็คงใช้เวลาทำกระสุนเพิ่มอีกหน่อย แต่ไม่เป็นไร กระสุนหมดแล้ว และข้าก็ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ข้าก็ยอมรับได้"
เมื่อนางพูดจบก็หันหลังกลับ นางทิ้งเงาร่างอันสง่างามไว้ แล้วเดินออกไปจากสนามทดสอบ
ทิ้งไว้เพียงกลุ่มคนที่ตกตะลึง งุนงง และตื่นเต้น
นางกำลังพูดถึงอะไร?
กระสุนหมดแล้วไม่ผิด นางพยายามอย่างเต็มที่แล้วไม่ผิด
แต่อะไรคือ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรนางก็ยอมรับได้?
นางจะมีผลลัพธ์เช่นไรอีก? นางได้ดูบ้างหรือไม่ ว่าตอนนี้ในสนามทดสอบเหลือโซ่เหล็กเสวียนเถี่ยกี่เส้น?
นางจะดูหรือไม่ว่าในแหวนมิติของตนมีกล่องอยู่มากเพียงใด?
เกินไปแล้วจริงๆ! การพูดจาของนางในครั้งนี้ ช่างรุนแรงไม่ต่างจากการโจมตีด้วยอาวุธเมื่อครู่
ค่าความเสียหายสูงสุด!
แต่ทุกคนไม่ได้อึ้งไปนาน เพราะเมื่อนางจากไป บริเวณโซ่เหล็กเสวียนเถี่ยก็ปลอดภัยอีกครั้ง ตอนนี้โซ่เหลือไม่มากแล้ว รีบตัดก่อนดีกว่า!
ภายนอกภูเขาเติงเทียน ผู้ที่ได้เห็นโม่รั่วหลินแสดงฝีมืออย่างสะใจ ต่างยังคงตื่นตะลึงไม่หาย
ยกเว้นประมุขหอเฟยซิงผู้ที่พูดไม่หยุดตั้งแต่ต้น
"ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ! เห็นหรือไม่? นี่ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นหรืออย่างไร? นี่ไม่ใช่เรื่องน่าดูหรือ? ตอนแรกเห็นท่อนกลมข้าก็นึกว่าจะสร้างทวนเสียอีก นี่สนุกกว่าการฟันด้วยกระบี่ยาว ดาบใหญ่ หรือหอกศึกเสียอีก ท่านไม่คิดเช่นนั้นหรอกหรือ?"
"นั่นเป็นสิ่งที่นางประดิษฐ์ขึ้นชั่วคราว แต่ก็สามารถสร้างผลลัพธ์เช่นนี้ได้! หากเป็นสิ่งที่นางตั้งใจหลอมอย่างพิถีพิถัน อาวุธในมือศิษย์สำนักชิงเสวียนของพวกนาง ข้าไม่กล้าคิดเลยว่าจะใช้งานได้ดีเพียงใด!"
"ไม่ได้การล่ะ!! เมื่อเรื่องนี้จบลง ข้าต้องตามหานาง เพื่อสอบถามว่าออกแบบของที่น่าทึ่งเช่นนี้ได้อย่างไร"
"สวรรค์!! นี่มันจบเร็วเหลือเกิน ข้ายังรู้สึกอยากดูอยู่เลย!"
ประมุขตำหนักหลัวฝูที่อยู่ข้างๆ ทนไม่ไหวแล้ว เขาหันหน้าไปพูดอย่างโกรธเกรี้ยว
"ดู ดู ดู เจ้าเห็นคะแนนของนางหรือไม่?"
ในตอนนี้ สายตาของทุกคนมองไปที่ศิลาลอยฟ้า คะแนนการทดสอบของปรมาจารย์หลอมศาสตรา เพียงแค่แวบเดียว ทุกคนก็พากันสูดลมหายใจเฮือกด้วยความตกใจ
ในการประชุมเติงเทียนหลายครั้งที่ผ่านมา หอเฟยซิงไม่เคยเอาชนะเกาะเผิงไหลได้เลยสักครั้ง
เนื่องจากปรมาจารย์หลอมศาสตราหายากกว่าปรมาจารย์ปรุงโอสถ อีกทั้งการหลอมอาวุธก็ต้องใช้เวลานานกว่า
ทำให้การทดสอบนี้มีความยากมากกว่า จำนวนศิษย์ของเกาะเผิงไหล ก็ไม่ใช่สิ่งที่หอเฟยซิงจะเทียบได้
แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป โม่รั่วหลินเพียงคนเดียวสามารถทำคะแนนได้เกินกว่าคะแนนรวมทั้งหมด ที่เกาะเผิงไหลทำได้ในด่านที่สาม
แม้จะเหนือกว่าไม่มากนัก และส่วนใหญ่คะแนนสูงๆ ถูกฮวาซือฉิงเก็บไปแล้ว แต่ความจริงก็คือ
นางเพียงคนเดียวเอาชนะทั้งสำนักได้!
นางตัดโซ่เหล็กเสวียนเถี่ยได้มากมายเหลือเกิน มากกว่าที่เคยมีมา
และที่น่าโมโหยิ่งกว่าคือ หลังจากตัดเสร็จแล้ว นางแทบไม่สูญเสียพลังกายเลย เดินออกจากสนามทดสอบอย่างสดชื่นและแจ่มใส
"คะแนนของนางสูงจริงๆ" ประมุขหอเฟยซิงมองดูพลางกล่าว
ในที่สุดคนผู้นี้ก็ตระหนักถึงความแตกต่าง ทำให้สีหน้าของประมุขตำหนักหลัวฝูดีขึ้นเล็กน้อย
แต่ใครจะรู้ ประมุขหอเฟยซิงกลับพูดต่อทันที
"แต่มันเกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ? ความกดดันไม่ได้อยู่ที่ข้า หอเฟยซิงของข้าก็ไม่เคยคิดจะบดขยี้สำนักชิงเสวียนเสียหน่อย!"
ประมุขตำหนักหลัวฝูรู้สึกเลือดพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที เขากำหมัดแน่น คนผู้นี้พูดไม่เป็นก็ควรจะปิดปากเสีย!
แต่นั่นยังไม่จบ เขายังหันไปถามประมุขเกาะเผิงไหล "พวกเจ้าเกาะเผิงไหลต้องการบดขยี้สำนักชิงเสวียนหรือ?"
ประมุขเกาะเผิงไหลยิ้มตอบ "ไม่มีหรอก"
จากนั้นเขายังถามประมุขเขาเต๋าเสวียนอีก "แล้วพวกเจ้าที่มาจากเขาเต๋าเสวียนล่ะ? พวกเจ้าก็ต้องการบดขยี้สำนักชิงเสวียนเหมือนกันหรือ?"
ท่านประมุขแห่งเขาเต๋าเสวียนชะงักไป คนผู้นี้ช่างไม่รู้จักพูดจาจริงๆ การทดสอบยันต์และค่ายกลยังไม่ได้เริ่มต้นเลย จะผ่านหรือไม่ผ่านก็ยังไม่รู้ แต่ไม่ควรทำลายความมั่นใจของตัวเองก่อนเช่นนี้สิ!
บทที่ 1339: นางโกง!
แต่เมื่อเผชิญกับสายตาเร่าร้อนของประมุขหอเฟยซิง ประมุขเขาเต๋าเสวียนได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ "พวกข้าก็ไม่มี พวกข้าเพียงต้องการเอาชนะตัวเองเท่านั้น"
"เช่นนั้นก็จบเรื่องแล้ว" ประมุขหอเฟยซิงยิ้มอย่างพอใจ "ลองคิดอีกมุมหนึ่ง ถ้าทุกคนถูกสำนักชิงเสวียนแย่งคะแนนไป ความจริงแล้วมันเท่ากับว่าทุกคนไม่ได้ถูกแย่งคะแนนมิใช่หรือ? นอกจากมีสำนักชิงเสวียนอยู่เหนือหัวแล้ว ที่เหลือก็ยังแข่งขันกันต่อไปสิ เหมือนที่ผ่านๆมาเท่านั้นเอง"
พอคำพูดนี้ออกไป บรรดาประมุขที่ตอนนี้คะแนนยังพอใช้ได้ ก็พลันยืดหลังตรงทันที
คำพูดนี้ ช่างเหมือนน้ำอมฤตชโลมสมอง มุมมองนี้แม้จะแปลกแต่ก็มีเหตุผลมากทีเดียว!
พวกเขาจะตื่นตระหนกไปทำไม ไม่ต้องตระหนกแล้ว!
ทว่าพวกสำนักที่คะแนนตกลงในรอบที่สอง กลับมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
ในตอนนี้ ประมุขหอเฟยซิงยิ้มปลอบใจอีกว่า "ยังมีโอกาสในการต่อสู้รอบสุดท้ายไม่ใช่หรือ? นี่ไม่ได้มีขอบเขตพ้นพิบัติสามออกมาแล้วหรือ? คะแนนในการต่อสู้รอบสุดท้ายไม่น้อยหรอก วางใจเถอะ"
ประมุขวังวิญญาณเหมันต์ได้ยินดังนั้น ก็เหลือบมองประมุขหอเฟยซิงอย่างเย็นชา เขาเป็นพวกชอบดูเรื่องวุ่นวาย ไม่กลัวความยุ่งยาก พูดคำไม่น่าฟังออกมาก่อน แล้วค่อยพูดปลอบใจทีหลัง นี่เขากำลังเล่นอะไร น่าขันเสียจริง?
ส่วนประมุขตำหนักหลัวฝู ก็ตรงไปตรงมากว่า เขาแค่แค่นเสียงเย็นชา เห็นได้ชัดว่าไม่สนใจคำพูดของประมุขหอเฟยซิงเลย ซ้ำยังมองว่าพวกคนเหล่านี้สายตาสั้นอีกด้วย
แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่เขาพูดถูก แรงกดดันด้านคะแนนของตำหนักหลัวฝู นับวันยิ่งมากขึ้น
คะแนนที่แย่งได้ในรอบที่สาม จำต้องมากกว่าก่อนหน้านี้
พอคิดถึงเรื่องนี้เขาก็รู้สึกหงุดหงิด สำนักชิงเสวียนไม่รู้จักพอบ้างเลยหรือไร? สำนักที่มีคนแค่สิบสามคน จะมีปรมาจารย์มากมายขนาดนั้นไปทำไม?
ได้ตำแหน่งที่หนึ่งด้านปรมาจารย์ปรุงโอสถและปรมาจารย์หลอมศาสตราไปแล้ว ควรจะหยุดได้แล้วไม่ใช่หรือ?
ภายในเขาเติงเทียน โม่รั่วหลินยังไม่ทันได้เดินออกมาจากสนามทดสอบ
หลัวเหยียนจงก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ตะโกนคำขวัญ
"แข็งแกร่งเกินไปแล้วนะ? ภาพเหตุการณ์แบบนี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย! พวกเจ้าเคยเห็นหรือไม่?"
ภายใต้การส่ายหัวโดยพร้อมเพรียงกันของเหล่าศิษย์หุบเขาหลิวกวง หลัวเหยียนจงจึงพูดได้คล่องปากยิ่งขึ้น
"ของวิเศษนี้ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ ฝีมือก็น่าตื่นตาตื่นใจ ผลลัพธ์ยิ่งสร้างความฮือฮาไปทั่ว! ให้พวกเราปรบมือพร้อมกัน ขอบคุณท่านปรมาจารย์โม่ ที่นำความตื่นตาตื่นใจมาสู่พวกเราขอรับ!"
ผู้คนที่ยังจมอยู่ในความตื่นตะลึงจากโซ่เหล็กเสวียนเถี่ยเริ่มปรบมือโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นเสียงปรบมือก็ดังสนั่นราวกับฟ้าร้องก็ดังขึ้นทั่วทั้งงาน
จากนั้น หลัวเหยียนจงก็รีบตอกย้ำทันที
"ทุกคนที่ปรบมือ และตะโกนคำขวัญ รวมถึงคนที่ให้การสนับสนุน หลังจากจบงานแล้ว สามารถมาสั่งซื้อที่ข้าได้ มีโอกาสได้รับการลงมือทำโดยท่านปรมาจารย์โม่เองเลยนา!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของเหล่าศิษย์ที่อยู่ในที่นั้นก็เปล่งประกายขึ้นทันที
ตะโกน! ตะโกนกี่ครั้งก็ได้! อย่างไรก็ไม่ต้องใช้แรงอะไรมากอยู่แล้ว! ต้องตะโกนให้สุดเสียง!!
อีกอย่าง ฝีมือของนางก็น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ การตะโกนก็ไม่ได้ฝืนใจ และสำนักชิงเสวียนก็ครองอันดับหนึ่งจริงๆ พวกเขาแค่กำลังบอกความจริง มีอะไรผิดด้วยหรือ?
"ปรบมือ!"
โม่รั่วหลินก้าวเข้ามาในพื้นที่เตรียมพร้อมพอดี เมื่อได้ยินเสียงปรบมือดังสนั่นราวกับฟ้าร้อง นางก็ประสานมือคำนับแสดงความเคารพต่อทุกคน
"ขอบคุณสหายเต๋าทั้งหลายที่ให้การสนับสนุน ขอบคุณทุกคนสำหรับความชื่นชอบและความรักที่มอบให้ ในอนาคตข้าจะต้องพยายามให้มากขึ้นแน่นอน!"
หลังจากที่นางพูดจบ ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดเสียงปรบมือดังกึกก้อง จากนั้นภายใต้สัญญาณมือของหลัวเหยียนจง ผู้คนมากมายก็พร้อมใจกันเปล่งเสียงร้องตะโกน
"สำนักชิงเสวียนออกโรง ต้องครองอันดับได้แน่.นอน!"
"สำนักชิงเสวียนออกโรง ต้องครองอันดับได้แน่นอน!"
คราวนี้เสียงดังกว่าครั้งก่อน ทุกคนยังตะโกนซ้ำอีกรอบด้วย
หลัวเหยียนจงมองดูภาพที่เกิดขึ้นตามความต้องการของตน แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ใบหน้าและหัวใจเบิกบานราวกับดอกไม้แย้มกลีบ
ถ้าเซี่ยหลินอี้อยู่ที่นี่ด้วยก็คงดี!!
เมื่อเห็นภาพนี้ ผู้คนภายนอกเขาเติงเทียนก็ตะลึงอีกครั้ง
"ถ้าบอกว่าครั้งก่อนพวกเขาเสียสติไป แล้วครั้งนี้เรียกว่าอะไร?"
"ไม่รู้สิ? ข้าเห็นความเต็มใจและความคาดหวังบนใบหน้าพวกเขาด้วยนะ"
"แย่แล้ว แย่แล้ว ศิษย์ในตระกูลข้าคงถูกแย่งร่างไปหมดแล้วกระมัง?"
เมื่อเห็นเช่นนี้ ประมุขตำหนักหลัวฟูบนแท่นวิญญาณก็เอ่ยออกมาว่า
"ไร้สาระเสียจริง พวกข้าบ้ากันไปหมดแล้ว!! ไอ้พวกไร้ประโยชน์!!!"
ประมุขหอเฟยซิงกล่าวว่า
"ก็ไม่ใช่ไร้สาระนะ อย่างน้อยก็ทำให้ท่านโกรธได้" โชคดีที่เขารู้สึกตัวทันเวลา จึงหุบปากในทันที
หลังจากการทดสอบหลอมอาวุธสิ้นสุดลง หอเฟยซิงได้อันดับสาม
ตามหลังสำนักชิงเสวียนและเกาะเผิงไหล
ส่วนคะแนนอันดับหนึ่งยังคงเป็นของสำนักชิงเสวียน และพวกเขาก็นำหน้าไปอีกมากในรอบนี้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว การทดสอบการวาดยันต์เริ่มขึ้นในเช้าวันที่ห้า
ในตอนนี้ ประมุขเขาเต๋าเสวียนยืดหลังตรงด้วยท่าทีสดชื่นแจ่มใส ในที่สุดก็มาถึงช่วงเวลาของพวกเขาแล้ว
"ประมุขเขาเต๋าเสวียน ครั้งนี้ท่านมีความมั่นใจหรือไม่..." ประมุขตำหนักหลัวฝูถามไม่ทันจบ ก็เห็นฝั่งสำนักชิงเสวียนมีคนหนึ่งลุกขึ้นยืน และเหมือนกับครั้งก่อน กำลังทำพิธีก่อนออกรบ ตบมือให้กำลังใจทีละคน
"พวกเขาจะไม่หยุดบ้างเลยหรือไน? สำนักที่มีแค่สิบสามคน ทำไมถึงมีอะไรเยอะแยะวุ่นวายนัก? การทดสอบยันต์และค่ายกลนี้ พวกเขาคงไม่คิดจะกวาดคะแนนอีกรอบหรอกนะ?" ประมุขตำหนักหลัวฝูทนไม่ไหวลุกขึ้นตะโกนด้วยความโกรธ
หลังจากตะโกนเสร็จ ก็รีบหันไปมองประมุขเขาเต๋าเสวียน "พวกท่านคงไม่ปล่อยให้นางเก็บคะแนนไปง่ายๆใช่หรือไม่?"
ประมุขเขาเต๋าเสวียนครุ่นคิดอย่างจริงจัง แล้วตอบว่า "ท่านลืมไปแล้วหรือว่าในด่านที่สอง สำนักที่รวมตัวเป็นพันธมิตกัน ถูกกักอยู่ในค่ายกล?"
สีหน้าของประมุขตำหนักหลัวฝูแข็งค้าง เขานึกขึ้นได้ ในที่สุดเขาก็นึกออกหลังจากที่ความเกลียดชังทำให้สมองมืดบอดมาหลายวัน
ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่นึกออก ทุกคนก็นึกออกเช่นกัน ในด่านที่สอง กับดักที่พวกเขาวางไว้นั้น นอกจากยาพิษ กลไกธนู ในค่ายกลยังมีทั้งภาพมายาและผู้ควบคุมสัตว์วิเศษ
พวกเขามีคนเชี่ยวชาญเฉพาะทางอยู่ในสำนัก ไม่ขาดไปแม้แต่คนเดียว
......
ประมุขตำหนักหลัวฝูนั่งลง สีหน้าของเขาหมองคล้ำ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเค้นคำพูดออกมาเบาๆ
"แต่ก็คงไม่เก่งไปทุกอย่างหรอกนะ?"
จะเก่งหรือไม่เก่งไม่รู้ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ พวกเขายังสามารถเก็บคะแนนต่อไปได้
ก่อนที่การต่อสู้รอบสุดท้ายจะเริ่มขึ้น
แรงกดดันนี้...ไม่พูดยังดีเสียกว่า
ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ พวกเขามองดูเยี่ยหลิงหลงเดินเชิดหน้าอกผายเข้าไปในสนามทดสอบ
ทุกคนคิดว่าความเงียบจะดำเนินต่อไป แต่ใครจะรู้ว่าประมุขสำนักสวรรค์ลิขิตจะเอ่ยปากขึ้นในเวลานี้
"ไม่จำเป็นต้องมองในแง่ร้ายนักหรอก"
คนอื่นๆ หันไปมองอย่างตื่นเต้น
"ทำไม เยี่ยหลิงหลงคนนี้ไม่เก่งหรือ?"
"ไม่ใช่อย่างนั้น เยี่ยหลิงหลงคนนี้ เป็นคนที่เจ้าเล่ห์ที่สุดในบรรดาพวกเขาทั้งหมดเลย"
แล้วทำไมถึงไม่ต้องมองในแง่ร้ายล่ะ?
"ก็ถ้าพวกเราผ่านการทดสอบครั้งนี้ไปได้ ทุกสิ่งที่ตามมา พวกเราก็จะชาชินและยอมรับได้เอง"
นี่นับเป็นการปลอบใจแบบไหนกัน? ไม่พูดเสียยังจะดีกว่า!
แม้ว่าเจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตจะได้เตือนล่วงหน้าไว้แล้ว แม้ว่าพวกเขาจะได้เห็นการแสดงความสามารถเหนือธรรมชาติของศิษย์ชิงเสวียนในสองรอบแรกแล้ว แต่เมื่อได้เห็นการแสดงของเยี่ยหลิงหลง พวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะสติแตก
ตอนแรกต้องวาดยันต์ตามที่กำหนด นางวาดได้เร็ว พลังของยันต์แข็งแกร่ง
พวกเขาเข้าใจและยังพอรับได้ เพราะอย่างไรนางก็มีเพียงคนเดียว คะแนนสะสมต่อไปก็คงไม่มากนัก
แต่ในรายการสุดท้าย วิธีการของนางกลับทำให้ทุกคนตกตะลึง ยากที่จะเข้าใจได้
ในโลกนี้ มีคนที่รู้จักหาช่องโหว่เก่งขนาดนี้ด้วยหรือ?
ประมุขตำหนักหลัวฝูอดไม่ได้อีกครั้ง ลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนด้วยความโกรธ
"นาง! โกง! การแข่งขัน! นางโกง!!!!"
บทที่ 1340: นี่มันไม่สมเหตุสมผลนะ!
หากพูดว่าตอนทดสอบการปรุงโอสถ พวกเขาตื่นตะลึงกับการปรุงโอสถสิบสามเม็ดในหม้อเดียวของฮวาซือฉิง
ตอนทดสอบหลอมอาวุธ พวกเขาทึ่งกับการออกแบบอันแยบยลของโม่รั่วหลิน
แต่ครั้งนี้ พวกเขาโกรธจริงๆ การหาช่องโหว่ของเยี่ยหลิงหลงนั้นทำให้พวกเขาแทบจะอกแตกตายแล้ว
ช่วงแรกของการทดสอบคือการทำกระดาษยันต์สิบแผ่นตามที่กำหนด ทุกคนแย่งชิงเวลาเพื่อทำกระดาษยันต์สิบแผ่นแรกให้เสร็จสิ้น จากนั้นจะเปิดรายการสุดท้าย นั่นคือการวางค่ายกลนั่นเอง
ซึ่งโจทย์รอบนี้คือการวางค่ายกลผนึก
เมื่อทำกระดาษยันต์แผ่นที่สิบเสร็จ การทดสองสุดท้ายก็จะเริ่มขึ้น
ตรงหน้าทุกคน จะมีภูเขาหมอกหนึ่งลูก และเมื่อเปิดการทดสอบ ภูเขาหมอกจะค่อยๆกลายเป็นควันบางเบา และกระจายออกไปทีละน้อย
ในตอนนี้ ศิษย์ที่เข้าร่วมการทดสอบ จะต้องรีบวางค่ายกลเพื่อผนึกภูเขาหมอกนี้ไว้ และสุดท้าย จะคำนวณคะแนนตามปริมาณหมอกที่กักเอาไว้ได้
หากค่ายกลวางไม่รัดกุมพอ หมอกเหล่านี้ก็จะรั่วไหลออกจากค่ายกลได้ ดังนั้นนี่จึงเป็นการทดสอบที่ยากมาก
แต่ในช่วงเวลาที่เริ่มทดสอบรายการสุดท้าย สิ่งแรกที่เยี่ยหลิงหลงทำ ไม่ใช่รีบวิ่งไปวางค่ายกล แต่กลับใช้วิชาธาตุลมสร้างลมหมุนบนภูเขาหมอก
เมื่อลมพัด หมอกที่จะกระจายออกไป ยังไม่ทันได้ฟุ้งกระจายก็ถูกดูดเข้าไปในลมหมุนเสียแล้ว
ด้วยวิธีนี้ ไม่ว่าเยี่ยหลิงหลงจะวางค่ายกลด้วยความเร็วเท่าใด หมอกในภูเขาของนางก็แทบไม่มีการรั่วไหลเลย
เมื่อเห็นการกระทำของนาง ไม่เพียงแต่ศิษย์ในสนามทดสอบเท่านั้น แม้แต่คนที่ดูอยู่ข้างนอกก็ตกตะลึง
เพราะภูเขาหมอกนี้เคยปรากฏมาแล้วหลายปีก่อน เป็นที่ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ยากมากในการทดสอบนี้
เพราะการเคลื่อนไหวของพลังเพียงเล็กน้อย อาจทำให้หมอกกระจายเร็วขึ้น ดังนั้นตอนวางค่ายจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ วิธีการวางค่ายที่เลือกใช้ ก็จำต้องพิจารณาอย่างเข้มงวดด้วย
ดังนั้นจึงเป็นไปได้มาก ว่าแม้จะวางค่ายกลเสร็จแล้ว แต่หมอกในนั้นก็จะเหลือน้อยมาก
เพราะมันล่องลอยไปมาได้ง่ายเกินไป แค่มีความเคลื่อนไหวเล็กน้อย ก็ทำให้ควบคุมได้ยากแล้ว
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า เยี่ยหลิงหลงนั้น พอเริ่มต้น ยังไม่ทันได้วางค่ายกลก็สร้างลมหมุนวนขึ้นมาก่อน นางพยายามควบคุมหมอกที่ต้องสูญเสียไปให้อยู่ในกระแสลมหมุน
หากต่อไปนางวางค่ายกลสำเร็จ นางก็จะมีโอกาส ที่จะเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้คะแนนเต็มในการทดสอบยันต์และค่ายกลในรอบสุดท้าย และคะแนนเต็มนั้นมีเท่าไร ก็ไม่มีใครเคยเห็น และไม่กล้าคิดเสียด้วยซ้ำ!
ในพื้นที่เตรียมพร้อม ทุกคนมองการกระทำของเยี่ยหลิงหลงด้วยความประหลาดใจ
"สมแล้วที่เป็นศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าหาทางลัดและช่องโหว่ได้เสมอ ทำให้ทุกคนคาดไม่ถึง! ในขณะที่สายตาคนอื่นยังจดจ่ออยู่กับการวางค่ายกล นางกลับควบคุมหมอกบนภูเขานี้เอาไว้ก่อนแล้ว!" ลู่ไป๋เวยไม่อาจควบคุมความรู้สึกของตนเองได้ นางจึงเริ่มชมเชยศิษย์น้องหญิงเล็กอย่างบ้าคลั่ง
"แต่… นี่มันเอาเปรียบเกินไปหรือไเปล่า? การที่นางทำแบบนี้ ถึงจะไม่ใช่คนที่วางค่ายกลเร็วที่สุด แต่ใครจะเอาชนะนางได้?" ศิษย์คนที่อยู่ข้างๆ พูดด้วยความโกรธแค้น
"แต่การทดสอบไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าห้ามใช้วิชาที่ตนเองมี แม้แต่การทดสอบสองรอบแรก ทั้งเรื่องการปรุงยาและหลอมอาวุธก็มีคนใช้วิธีที่ไม่ใช่การปรุงยาและหลอมอาวุธ เพื่อช่วยให้ตัวเองได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในการทดสอบไม่ใช่หรือ?"
หลังจากหนิงหมิงเฉิงพูดจบ จี้จื่อจั๋วก็ยิ้มเขินให้คนข้างๆ
"ข้าว่า คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดในเรื่องนี้ไม่ใช่ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าหรอก! นางเป็นคนแรกที่เริ่มการทดสอบรอบสุดท้าย ศิษย์ทุกคนที่จะทดสอบต่อจากนี้ได้เห็นวิธีของนางแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องคิด แค่ลอกเลียนแบบก็พอ นี่ไม่ใช่กำไรครั้งใหญ่หรอกหรือ?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนข้างๆก็พยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
แต่พอคิดอีกที ไม่ถูกสิ มีปรมาจารย์ยันต์คนไหนบ้างที่มีธาตุลมติดตัว?
ไม่ต้องพูดถึงว่าธาตุลมไม่ได้อยู่ในห้าธาตุพื้นฐานที่พบบ่อย แต่มันเป็นธาตุที่หายากมากๆ แม้แต่ผู้ฝึกตนปกติก็ยากที่จะมีธาตุนี้ แล้วจะไปพบในตัวปรมาจารย์ยันต์ได้อย่างไร!
ดังนั้น ถึงคนที่มาทีหลังจะเห็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ก็ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้อยู่ดี!
"เป็นไปได้อย่างไร...ทำไมถึงมีปรมาจารย์ยันต์ที่ใช้วิชาลมได้? อีกทั้งนางยังชำนาญมากด้วย หมอกพวกนี้ไม่มีรั่วออกมาเลยสักนิด!"
"ทำไมจะไม่มีล่ะ? ศิษย์น้องหญิงเล็กก็เป็นคนไม่ใช่หรือ?"
"นาง… แต่นางทำตัวไม่สมเหตุสมผลเลยนะ!"
"ไม่สมเหตุสมผลแล้ว จะเป็นคนไม่ได้หรือ? นี่ก็เป็นความสามารถส่วนบุคคล ไม่ได้อาศัยอาวุธวิเศษอะไร ไม่นับว่าโกงหรอก"
ต้องบอกว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่มันช่างน่าตกใจเหลือเกิน!
นอกเขาเติงเทียน ประมุขตำหนักหลัวฝูที่ลุกขึ้นยืน และตะโกนกล่าวหาเยี่ยหลิงหลงว่าโกง เงยหน้าขึ้นมองไปทางท่านอาวุโสจงเซิง เห็นเพียงว่าเขายิ้มมองดูตลอด ไม่มีทีท่าว่าจะออกมาขัดขวางเลยแม้แต่น้อย
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แม้แต่ผู้อาวุโสก็ยังเห็นว่านี่อยู่ในกฎนั่นเอง
"ประมุขตำหนักหลัวฝูนั่งลงเถอะ" ประมุขวังวิญญาณเหมันต์ถอนหายใจเบาๆ "นางใช้วิชาของตัวเอง ไม่ได้ใช้อาวุธวิเศษอะไร ไม่นับว่าโกงหรอก"
"มันมันไม่สมเหตุสมผลเกินไปแล้วนะ!"
"ใช่… มันค่อนข้างไม่สมเหตุสมผล แต่กฎก็ไม่ได้บอกว่าทำไม่ได้นี่" เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนก็ถอนหายใจออกมาเช่นกัน
ประมุขเขาเต๋าเสวียนที่อยู่ข้างๆ เห็นเช่นนั้น ก็.อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างจนปัญญา พลางส่ายหน้าไปด้วย
"เรื่องนี้ไม่เพียงแต่ไม่นับว่านางโกง แต่กลับเป็นว่านางเข้าใจถึงวิธีผ่านการทดสอบนี้ดี"
ท่านประมุขเขาเต๋าเสวียนผู้เข้าใจการทดสอบแผนผังนี้มากที่สุดได้เอ่ยปาก ทุกคนหันไปมองเขา รอให้เขาอธิบายต่อ
"ทุกคนทราบกันดีว่า ภูเขาหมอกนี้ หมอกคือสิ่งที่ไม่มั่นคงที่สุด เวลาวางค่ายกลอยู่ข้างๆ แค่มีลมพัดหรือหญ้าไหว การเคลื่อนไหวเหล่านั้นก็จะส่งผลกระทบต่อมัน ทำให้มันสลายตัวเร็วขึ้น
แก่นแท้ของเรื่องนี้คือ การเคลื่อนไหวของคนเรานั้น สามารถส่งผลกระทบต่อภูเขาหมอกนั่นได้ แต่คนส่วนใหญ่มักจะตั้งรับ พยายามลดผลกระทบให้น้อยที่สุด
และสุดท้ายก็จะส่งผลกระทบในทางลบ
มีเพียงนางคนเดียวที่ในช่วงเวลาที่โจทย์ข้อสุดท้ายถูกเปิดเผย นางได้เข้าใจถึงวิธีการผ่านด่านอย่างถ่องแท้
ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าการที่เราเคลื่อนไหวจะส่งผลกระทบต่อมหอกเหล่านั้น แล้วเหตุใด ไม่สร้างผลกระทบที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเล่า?
ดังนั้นนางไม่เพียงไม่ได้โกง แต่กลับเป็นคนแรกในรอบหลายพันปี ที่ค้นพบกุญแจสำคัญ ความเข้าใจของนางสูงมากจริงๆ หากนางเติบโตขึ้น อนาคตย่อมไร้ขีดจำกัด
ในการแข่งขันครั้งนี้ เขาเต๋าเสวียนยอมรับความพ่ายแพ้อย่างสุดหัวใจแล้ว"
หลังจากฟังคำพูดของประมุขเขาเต๋าเสวียนจบ เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตก็หัวเราะออกมาเบาๆ "ข้าบอกแล้วว่านางเป็นคนที่เจ้าเล่ห์ที่สุด ดีละ! หลังจากที่ทุกคนยอมรับคะแนนอันเหลือเชื่อของนางแล้ว ต่อไปไม่ว่าจะเห็นอะไร ก็คงไม่โวยวายแล้ว หัวใจสามารถสงบลงได้แน่นอน"
......
แม้ว่าทุกคำพูดจะฟังมีเหตุผล แต่เขาไม่อยากฟังสักคำ
"เช่นนั้นก็หมายความว่า มีเพียงข้าคนเดียวหรือที่แปลกใจว่าทำไมปรมาจารย์ยันต์คนหนึ่งถึงมีรากวิญญาณลม? หากนางมีพรสวรรค์นี้ ทำไมนางไม่ไปเป็นผู้ฝึกกระบี่?" ประมุขวังวิญญาณเหมันต์ถามอย่างสงสัย
ในตอนนั้น ประมุขสำนักแปรเมฆาก็หัวเราะดังขึ้น "เจ้ารู้ได้อย่างไรว่านางไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่?"
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา บรรดาประมุขที่ไม่รู้เรื่องทั้งหลาย ต่างก็ตกตะลึงกันไปหมด
นางยังเป็นนักกระบี่อีกด้วยหรือ?
จบตอน
Comments
Post a Comment