journey ep1341-1350

บทที่ 1341: ชาชินไปแล้วจริงๆ


   "ไม่สิ พวกปรมาจารย์ยันต์อย่างพวกเจ้า ไม่ใช่ว่าวันๆเอาแต่เขียนยันต์วางค่ายกล ศึกษา..."


   "ดังนั้นในภพบนนี้จึงมีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นไม่ใช่หรือ? บังเอิญให้พวกท่านมาเจอเข้าพอดีมิใช่รึ?" ประมุขสำนักแปรเมฆาตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม


.....


   ในขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในความเงียบ ประมุขสำนักอัคคีแดงจ้องประมุขสำนักแปรเมฆาอย่างดุดัน


   "ยิ้ม! ยิ้ม? นี่ท่านยังยิ้มออกอีกหรือ?ไม่สังเกตหรือว่านางมีรากวิญญาณลมเพิ่มขึ้นมาอีก"


   ประมุขสำนักแปรเมฆาหยุดยิ้ม แม้แต่เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตก็พลอยหน้าขรึมไปด้วย


   คนกลุ่มนี้ช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว พวกเขาก้าวหน้าได้อย่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?


   "อมิตาพุทธ ตามหลักการแล้ว นี่มันไม่สมเหตุสมผล" เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนเอ่ย "หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ผู้มีพรสวรรค์เหนือปุถุชนก็มีอยู่ไม่น้อย แต่การที่พวกเขาปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาเดียว อีกทั้งยังรวมตัวกันอยู่ในสำนักที่มีคนเพียงสิบสามคน นับว่าไม่สมเหตุสมผล"


   นี่มันไม่สมเหตุสมผลจริงๆ การปรากฏตัวของสำนักชิงเสวียน ทำให้ดูเหมือนว่าอัจฉริยะระดับสุดยอดเหล่านี้มีอยู่ทั่วไป ไม่มีค่าอะไรเป็นพิเศษ เพราะการปรากฏตัวของพวกเขาแต่ละคนล้วนมีความเป็นไปได้ที่จะนำพายุคสมัยหนึ่ง


   แต่พวกเขากลับปรากฏตัวพร้อมกัน และยังถูกพวกเขาเจอเข้าอีก


   คำพูดนี้ลึกซึ้งเกินไป ไม่มีผู้ใดสามารถตอบได้ บทสนทนาจึงเงียบหายไป


   ในลานประลอง เยี่ยหลิงหลงยังคงง่วนอยู่กับการวางค่ายกล ความเร็วของนางไม่ช้า แต่ทำอย่างพิถีพิถันมาก เพราะควันเหล่านี้แทรกซึมได้ดีมากจริงๆ ต้องทำอย่างละเอียดจึงจะมั่นใจได้ว่าสุดท้ายแล้วจะกักพวกมันไว้ได้ทั้งหมด


   ในที่สุด ค่ายอาคมก็วางเสร็จสมบูรณ์ นางปล่อยลมหมุนวนจากภูเขาควันออกมา ควันกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอภายในค่ายอาคม หมุนเวียนหลายครั้ง แต่ไม่มีส่วนใดเล็ดลอดออกมาเลย


   เสียงระฆังดังมาจากเบื้องบน การทดสอบของเยี่ยหลิงหลงสิ้นสุดลง ตัวเลขที่น่าตกตะลึงปรากฏขึ้นบนแผ่นศิลาลอยฟ้าเบื้องบน ทำให้ทุกคนตกตะลึง


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กได้คะแนนสูงกว่าศิษย์พี่หญิงสามและศิษย์พี่หญิงสี่เสียอีก! จากข้อมูลปีก่อนๆ คะแนนของศิษย์น้องหญิงเล็กเพียงคนเดียวเทียบเท่ากับคะแนนรวมของทุกคนในการทดสอบค่ายกลยันต์ทั้งสนามรวมกัน!" ลู่ไป๋เวยอุทาน "สมแล้วที่เป็นศิษย์น้องหญิงเล็กของข้า!"


   แม้แต่หลัวเหยียนจงก็ยังตะลึง ตัวเลขนี้ช่างยาวเหลือเกิน เขาจึงนับอย่างละเอียด การนับนี้ทำให้เขาลืมสนิทว่าต้องสร้างบรรยากาศให้พี่สาวเยี่ย ทำให้ตอนที่เยี่ยหลิงหลงปรากฏตัวในเขตเตรียมตัว บริเวณนั้นจึงเงียบกริบ


   หลัวเหยียนจงรู้สึกใจหายวาบ แย่แล้ว!


   ขณะที่เขากำลังจะแก้ไขสถานการณ์ ก็เห็นเยี่ยหลิงหลงเผยรอยยิ้มสดใส


   "ทุกคนตั้งสติหน่อย ได้เวลาปรบมือแล้ว!"


   ทันทีที่นางพูดจบ เสียงปรบมือดุจฟ้าร้องก็ดังขึ้นในเขตเตรียมตัว หลัวเหยียนจงไม่ต้องเสียแรงปลุกเร้าบรรยากาศเลยด้วยซ้ำ นางใช้คะแนนที่น่าตกตะลึงพิชิตใจผู้คนในเขตเตรียมตัวได้โดยตรง!


   "ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุน ตะโกนคำขวัญกันเลย ซื้อกระดาษยันต์ลดราคา ไม่ต้องรอให้จบงาน มาซื้อได้เลยตอนนี้"


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงยกมือทั้งสองข้างขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจโบกขึ้นไปข้างบน สร้างบรรยากาศทั่วทั้งงานได้ทันที ผู้คนมากมายเข้าใจความหมายและพากันตะโกนตาม


   "สำนักชิงเสวียนปรากฏกาย ต้องครองอันดับหนึ่งแน่นอน"


   หลัวเหยียนจงชูนิ้วโป้งให้เยี่ยหลิงหลงเงียบๆ สมแล้วที่เป็นพี่สาวเยี่ย เรื่องนี้ท่านเชี่ยวชาญจริงๆ


   ส่วนนอกเขาเติงเทียน เหล่าเจ้าสำนักที่เห็นภาพนี้ต่างรู้สึกชาชินไปแล้ว พวกเขายอมรับได้อย่างสมบูรณ์ที่ศิษย์ของตนโห่ร้องยินดีให้สำนักชิงเสวียน กระทั่งพวกเขาก็รู้สึกว่าสำนักชิงเสวียนสมควรได้รับการโห่ร้องเช่นนี้


   เพียงแต่... ในปีก่อนๆ ตอนที่สำนักชั้นนำเหล่านั้นครองอันดับหนึ่ง กลับไม่เคยมีบรรยากาศเช่นนี้เลย


   บนแท่นวิญญาณเงียบกว่าบนแท่นเมฆามาก แต่ดังที่เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตกล่าวไว้ หลังจากผ่านการทดสอบของเยี่ยหลิงหลง ความสามารถในการยอมรับของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกระทั่งในการทดสอบครั้งต่อๆไป ในที่สุดหัวใจของพวกเขาก็ได้พักผ่อนเสียที


   ชาชินไปแล้วจริงๆ


   หลังจากการทดสอบค่ายกลยันต์สิ้นสุดลง ก็เป็นการทดสอบศาสตร์มายา เมื่อเทียบกับสามรายการก่อนหน้า จำนวนผู้ฝึกฝนศาสตร์มายามีน้อยกว่ามาก ทำให้สำนักที่เชี่ยวชาญด้านศาสตร์มายาไม่สามารถรวบรวมคะแนนได้เพียงพอที่จะทำให้อันดับของตนสูงขึ้นมากนัก


   แต่สำนักชิงเสวียนก็ยังมีคนเข้าร่วม ไม่เพียงเข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังเหมือนกับศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆ คือคว้าอันดับหนึ่งมาได้


   การที่สำนักชิงเสวียนคว้าอันดับหนึ่งได้อีกครั้ง ทุกคนยอมรับได้แล้ว แต่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือศาสตร์มายาที่นางใช้เพื่อคว้าชัยชนะ


   เดิมทีการดูการประลองของปรมาจารย์ศาสตร์มายาเป็นเรื่องน่าเพลิดเพลิน แต่ปรมาจารย์ศาสตร์มายาผู้นี้ของสำนักชิงเสวียน... เป็นปรมาจารย์ศาสตร์มายาคนแรกที่พวกเขาเคยเห็นว่ามาพร้อมกับเสียงประกอบของตัวเอง


   พวกเขาเคยเห็นการสร้างภาพมายาภูเขามีดทะเลเพลิง ภาพมายานรกเก้าขุม ภาพมายาสวรรค์เก้าชั้นฟ้า แต่ยังเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นการสร้างภาพมายาในรูปแบบที่... พวกเขาไม่ค่อยเข้าใจนัก


   ณ ลานประลองในขณะนี้ ธงแดงปลิวไสว เสียงฆ้องกลองดังสนั่น ทุกคนกำลังเต้นรำและร้องเพลงอย่างมีความสุข บรรยากาศแห่งความเจริญรุ่งเรืองแผ่ซ่านไปทั่ว ประกอบกับบทเพลงที่แทรกซึมเข้าสู่จิตวิญญาณ เรียกได้ว่าเป็นการล้างสมอง ทำให้ศีรษะของพวกเขาดังหึ่งๆ


   "ศาสตร์มายานี้ช่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ ข้าดูเหมือนจะได้รับผลกระทบไปด้วย เพลงนี้มันเข้ามาในหัวข้าแล้ว สลัดออกไปไม่ได้เลย" ประมุขเขาเต๋าเสวียนถอนหายใจ


   "อย่าพูดเลย ข้าฟังครั้งเดียวก็ร้องได้แล้ว พวกท่านฟังนะ..."


   ประมุขหอเฟยซิงกำลังจะร้องตาม ประมุขวังวิญญาณเหมันต์รีบห้ามเขาไว้


   "ข้ารู้ว่าท่านร้องได้ ข้าก็ร้องได้ แต่หยุดแค่นี้เถอะ จะได้ไม่ต้องขายหน้า!"


   แม้แต่ประมุขตำหนักหลัวฝูที่ก่อนหน้านี้ตื่นเต้นที่สุด ก็.อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและถอนหายใจ


   "ให้ตายสิ เสียงปีศาจนี่มันร้ายกาจจริงๆ"


   ดังนั้น หลังจากการทดสอบของปรมาจารย์ศาสตร์มายาสิ้นสุดลง ทุกคนก็มีเพลงที่ติดหูอยู่ในสมองเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเพลง


   ในที่สุด ภายใต้การรอคอยของทุกคน การทดสอบการควบคุมอสูรก็มาถึง ในที่สุดก็สามารถเบี่ยงเบนความสนใจได้เสียที จะได้ไม่ต้องคิดวนเวียนซ้ำๆอยู่ในหัวตลอดคืนอันเงียบสงัด


   ไม่น่าแปลกใจเลย สำนักชิงเสวียนมีผู้ควบคุมอสูรอยู่จริงๆ การฝึกฝนยังอยู่ในขอบเขตมหายานขั้นปลายเสียด้วย


   การฝึกฝนที่แข็งแกร่งเช่นนี้สังหารผู้ควบคุมอสูรคนอื่นๆทั้งหมดทันทีที่ปรากฏตัว


   เพราะบางครั้งการควบคุมอสูร นอกจากจะอาศัยความรู้สึกและเทคนิคแล้ว การใช้กำลังกดข่มก็นิยมใช้กันบ่อยครั้ง ดังนั้น หากผู้ควบคุมอสูรมีการฝึกฝนสูงมาก เขาก็จะมีความมั่นใจและวิธีการที่เพียงพอในการฝึกอสูรและสัตว์ภูต


   ดังนั้นมู่เซียวหรานจึงคว้าอันดับหนึ่งของผู้ควบคุมอสูรโดยไม่มีอะไรผิดคาด สำเร็จในการเพิ่มคะแนนที่สูงลิบลิ่วอยู่แล้วให้กับสำนักชิงเสวียนอีกครั้ง


   คะแนนที่น่าเหลือเชื่อเช่นนี้ ทำให้เจ้าสำนักหลายคนบนแท่นวิญญาณกลัดกลุ้ม พวกเขารวมตัวกันพยายามนึกถึงการประลองครั้งก่อนๆ และหาข้อมูลมากมายมาคำนวณซ้ำๆ


   โชคยังดี คะแนนของสำนักชิงเสวียนนี้ ในการประลองตัดสินรอบสุดท้าย ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสแซงได้


   ขอเพียงแค่พวกเขาเอาชนะมารเงามายาได้


   ทว่ามารเงามายานี้ เพียงแค่นึกถึงก็ทำให้ผู้คนอดหนาวสะท้านไปถึงสันหลังไม่ได้ นั่นคืออสูรกายที่แข็งแกร่งที่สุดในการประลองตัดสินรอบสุดท้าย


   ย้อนกลับไปหลายพันปี ไม่เคยมีสำนักใดโค่นมารเงามายาลงได้เลย


   "แต่ย้อนกลับไปหลายพันปี ก็ไม่เคยมีศิษย์ขอบเขตพ้นพิบัติเข้าร่วมการทดสอบของเขาเติงเทียนเช่นกันนี่นา"


   คำพูดของประมุขวังวิญญาณเหมันต์ทำให้ผู้คนจุดประกายความหวังขึ้นมา


   "ถูกต้อง การประลองครั้งนี้เป็นการทำลายประวัติศาสตร์ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ขนาดขอบเขตพ้นพิบัติยังปรากฏตัวออกมา แค่มารเงามายา ใช่ว่าจะโค่นลงไม่ได้เสียเมื่อไร"


   "พอพวกท่านพูดแบบนี้ ข้าชักจะเริ่มตั้งตารอแล้วสิ หากมารเงามายาล้มลง คะแนนคงพุ่งกระฉูดเลยใช่หรือไม่"


   บรรยากาศบนแท่นวิญญาณผ่อนคลายขึ้น ดวงตาของทุกคนกลับมามีประกายอีกครั้ง เพราะหลังจากผ่านการทดสอบวิชารองมาสิบวัน ในที่สุดการประลองตัดสินรอบสุดท้ายก็กำลังจะมาถึง และศิษย์ขอบเขตพ้นพิบัติของพวกเขา ก็ได้พักฟื้นอาการบาดเจ็บเป็นอย่างดีในช่วงสิบวันนี้เช่นกัน


   หลังจากอัดอั้นมานาน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะได้แสดงพลังเสียที!


   ขณะนั้น ณ เขตเตรียมตัว มู่เซียวหรานเห็นเยี่ยหลิงหลงกำลังหยิบจับสิ่งของชิ้นหนึ่งอยู่ในมือ เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เหตุใดเจ้าจึงมีของสิ่งนี้อยู่ในมือ”



บทที่ 1342: พวกเจ้ายังหัวเราะออกมาได้อีกหรือ?



   เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ยกหยกในมือขึ้นมา


   "ท่านหมายถึงสิ่งนี้หรือ? รางวัลที่ได้รับตอนทดสอบค่ายกลยันต์เมื่อครู่นี้ อืม พอการทดสอบจบลงและยืนยันว่าข้าได้คะแนนอันดับหนึ่ง มันก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือข้าทันที"


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็พลิกไปมาและลูบคลำอย่างละเอียดอีกรอบ


   "ข้าคิดว่ามันน่าจะเป็นรางวัล แต่ว่าข้าศึกษาซ้ำไปซ้ำมาครึ่งค่อนวัน ก็ยังไม่พบว่ามันพิเศษตรงไหน มันดูเหมือนเป็นเพียงหยกธรรมดา.ธรรมดาก้อนหนึ่ง กระทั่งไม่มีปราณวิญญาณอยู่ข้างในเลยแม้แต่น้อย"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนก็เผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นก็มารวมตัวกันในเวลาเดียวกัน ล้อมรอบเยี่ยหลิงหลงไว้ตรงกลาง


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าก็เหมือนกับเจ้า หลังการทดสอบการควบคุมอสูรสิ้นสุดลง เมื่อผลคะแนนออกมาแน่นอนแล้ว ในมือข้าก็มีหยกเพิ่มขึ้นมาหนึ่งชิ้นเช่นกัน"


   มู่เซียวหรานยื่นหยกในมือให้เยี่ยหลิงหลง วัสดุเหมือนกัน ธรรมดาเหมือนกัน เพียงแต่ลวดลายบนหยกต่างกัน


   "แต่หยกสองชิ้นนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ" มู่เซียวหรานกล่าว


   "ถ้าหยกสองชิ้นมองไม่เห็นเบาะแส เช่นนั้นเพิ่มชิ้นของข้าเข้าไปอีกชิ้นเล่า"


   เคอซินหลานรีบนำหยกในมือของตนออกมาวางไว้ในฝ่ามือของเยี่ยหลิงหลงด้วยกัน


   หยกสามชิ้นก็ยังมองไม่ออกว่าคืออะไร แต่ในตอนนี้ ฮวาซือฉิงและโม่รั่วหลินที่เข้ามาล้อมวงก็รีบนำหยกในมือของตนออกมาวางไว้บนมือของเยี่ยหลิงหลงด้วยเช่นกัน


   ด้วยเหตุนี้ ในมือของเยี่ยหลิงหลงจึงมีหยกห้าชิ้น


   "เช่นนั้น การทดสอบวิชารองในด่านที่สาม ขอเพียงคว้าอันดับหนึ่งได้ ก็จะได้รับหยกหนึ่งชิ้นหรือ?"


   นางถือหยกพลางพยายามนำมาประกอบกัน แต่ดูเหมือนจะยังประกอบเป็นรูปร่างไม่ได้เสียที


   "ไม่ใช่เช่นนั้น" ซืออวี้เฉินยิ้มพลางยื่นหยกชิ้นหนึ่งให้เยี่ยหลิงหลงเช่นกัน


    "นี่คือหยกที่ปรากฏขึ้นในมือข้าตอนที่ข้าได้อันดับหนึ่งในด่านสองบุกแท่นศิลา ข้าเคยลองศึกษาอยู่พักหนึ่ง แต่ก็มองไม่ออกจริงๆว่าคืออะไร แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะมีคำตอบแล้ว"


   ในมือของซืออวี้เฉินก็มีอยู่ชิ้นหนึ่งเช่นกัน ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้พวกเขาก็มีหยกหกชิ้นแล้ว!


   "ดังนั้น หยกน่าจะมีทั้งหมดเจ็ดชิ้น" เผยลั่วไป๋พูดจบก็หยิบหยกของตนออกมาให้เยี่ยหลิงหลง "นี่คือหยกที่ได้รับตอนข้าได้อันดับหนึ่งในด่านแรกเส้นทางสู่เซียน"


   "เส้นทางสู่เซียนมีอันดับหนึ่งส่วนบุคคล บุกแท่นศิลาก็มีอันดับหนึ่งส่วนบุคคล การทดสอบอีกห้าอย่างหลังจากนั้นก็มีอันดับหนึ่งส่วนบุคคล เมื่อเป็นเช่นนี้ หยกทั้งเจ็ดชิ้นที่มอบให้แก่ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งแต่ละรายการก่อนการประลองตัดสินรอบสุดท้ายของด่านที่สามก็อยู่ที่นี่แล้ว" เสียงของเสิ่นหลีเสียนเพิ่งขาดหายไป ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของเยี่ยหลิงหลงดังขึ้น


   "ข้าประกอบเสร็จแล้ว!"


   เห็นได้ชัดว่าหยกเจ็ดชิ้นในมือของเยี่ยหลิงหลงถูกนางประกอบเข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียว หลังจากประกอบเสร็จแล้ว หยกเหล่านั้นกลับหลอมรวมเข้าด้วยกัน ชั่วขณะนั้นทำให้ผู้คนนึกไม่ออกว่าเมื่อก่อนมันเคยเป็นหยกเจ็ดชิ้นแยกกันอยู่!


   "แต่หยกเจ็ดชิ้นนี้นอกจากจะต่อเข้าด้วยกันได้แล้ว ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อื่นใด ยังคงเป็นหยกธรรมดา ยังคงไม่มีปราณวิญญาณแม้แต่น้อย"


   พูดจบ ซืออวี้เฉินก็หยิบหยกจากมือของเยี่ยหลิงหลงมาพิจารณาสักครู่ แล้วลองใส่พลังวิญญาณเข้าไปข้างใน แต่ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ดังนั้นเขาจึงยัดหยกให้กับเผยลั่วไป๋


   เผยลั่วไป๋มองดูแล้ว มองไม่ออกว่าคืออะไรจึงส่งต่อให้เสิ่นหลีเสียน


   ทุกคนในสำนักชิงเสวียนส่งต่อกันดูรอบหนึ่ง ศิษย์หุบเขาหลิวกวงที่อยู่ข้างๆ ก็มองดูอยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีใครมองออกว่ามีกลเม็ดอะไรซ่อนอยู่


   เยี่ยหลิงหลงจึงหยิบหยกกลับมา นางกล่าวว่า "ที่มองไม่ออกว่ามีประโยชน์อะไรน่าจะเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะใช้มัน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ไม่ต้องคิดก็จะรู้เองว่ามันมีประโยชน์อะไร"


   "แต่ข้อกำหนดนี้ก็สูงเกินไปแล้ว ทุกอันดับหนึ่งของแต่ละรายการจะได้หยกหนึ่งชิ้น ต้องรวบรวมให้ครบเจ็ดชิ้นจึงจะต่อเป็นชิ้นเดียวได้ ขาดไปชิ้นเดียวก็ไม่ได้ แต่การจะรวบรวมหยกให้ครบเจ็ดชิ้น สำนักนั้นต้องแข็งแกร่งเพียงใดกัน ดูเหมือนว่าก่อนหน้าพวกเจ้า ในการประชุมใหญ่เติงเทียนหลายครั้งที่ผ่านมา ยังไม่มีสำนักใดทำได้เลยมิใช่หรือ? การตั้งเงื่อนไขเช่นนี้มีความหมายใดกัน" หลัวเหยียนจงเกาหัวถาม


   คำถามของเขาเตือนสติเยี่ยหลิงหลงอย่างมาก ทำให้ความคิดในหัวนางพลันสว่างวาบ เข้าใจขึ้นมาทันที "ก่อนหน้าพวกเรา แน่นอนว่าเคยมีคนทำได้"


   "ไม่น่าเป็นไปได้นะ? ข้าเคยตรวจสอบข้อมูล ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"


   หลัวเหยียนจงยังคงงุนงง แต่ศิษย์สำนักชิงเสวียนเข้าใจความหมายของศิษย์น้องหญิงเล็กในทันที


   ลู่ไป๋เวยเขกหัวหลัวเหยียนจงไปหนึ่งที "สำนักชิงเสวียนอย่างไรเล่า"


   "หา? ข้าหมายถึงในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา..." เขายังพูดไม่ทันจบ ท่ามกลางรอยยิ้มของเหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียน เขาก็พลันนึกขึ้นได้ "พวกเจ้าหมายถึงสำนักอันดับหนึ่งแห่งโลกภพล่างเมื่อหมื่นปีก่อน สำนักชิงเสวียนหรือ?"


   "เจ้าหลัวน้อย เจ้าลองคิดดูดีๆ เขาเติงเทียนเดิมทีเป็นอาณาเขตของผู้ใดกัน" เยี่ยหลิงหลงกล่าวด้วยสีหน้าขบขัน


   หลัวเหยียนจงตบหน้าผากตัวเอง


   "จริงด้วย! เขาเติงเทียนเดิมทีเป็นของสำนักชิงเสวียน อันดับหนึ่งแบบทิ้งห่างในตอนนั้นก็คือสำนักชิงเสวียน ดังนั้นการตั้งรางวัลเช่นนี้จะไม่มีความหมายได้อย่างไร"


   ในตอนนี้ ถังอี้ฝานที่ฟังอยู่ข้างๆ มาครึ่งค่อนวันก็ยื่นศีรษะเข้ามาถามอย่างจริงจัง "เช่นนั้น สำนักชิงเสวียนของพวกเจ้า กับสำนักชิงเสวียนเมื่อหมื่นปีก่อน มีความเกี่ยวข้องกันหรือ?"


   เขาเพิ่งถามจบ เหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนก็หัวเราะออกมา พวกเขาหัวเราะ แต่ไม่มีใครตอบ ทำให้ถังอี้ฝานมีสีหน้างุนงง


   "ไม่สิ ข้าถามผิดไปหรือ ข้าแค่ถามคำถามที่ทุกคนสงสัยเท่านั้นเองนะ!" เขาหันไปถามเจียงอวี๋เจิง


   เห็นเจียงอวี๋เจิงงครุ่นคิดอย่างจริงจัง เขาก็ตอบว่า "ไม่ต้องรีบร้อน รอข้าเข้าสำนักชิงเสวียนได้ก่อน แล้วข้าจะบอกคำตอบแก่เจ้า"


..…


   ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เสียงเต็มไปด้วยความเกลียดชังและการเยาะเย้ยก็ดังมาจากอีกด้านหนึ่ง


   "ไม่จริงน่า? เหตุใดบางคนยังมีอารมณ์หัวเราะออกมาได้!"


   "ผู้ใดจะไปรู้เล่า อดกลั้นมาครึ่งเดือนก็ยังไม่มีผู้ใดเข้าสู่ขอบเขตพ้นพิบัติได้สักคน คาดว่าตอนนี้ไม่หัวเราะ อีกประเดี๋ยวคงหัวเราะไม่ออกแล้วกระมัง"


   "การประลองตัดสินรอบสุดท้ายกำลังจะเริ่มแล้ว พวกสำนักชิงเสวียนกับหุบเขาหลิวกวงทางที่ดีอย่าแยกจากกัน ถ้าหากแยกกัน ข้าเกรงว่าพวกเจ้าไปคุยกันในเขตตกรอบคงไม่ครึกครื้นเท่านี้"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ศิษย์ของสำนักชิงเสวียนและหุบเขาหลิวกวงต่างหันกลับไปมอง เห็นว่าฝั่งของตำหนักหลัวฝูทั้งหมดได้ลุกขึ้นยืนและเดินไปข้างหน้าแล้ว


   ในตอนนี้ หัวหน้าศิษย์เอกตำหนักหลัวฝู เฉอจ้งเวยที่ยืนอยู่ตรงกลางมีสีหน้าดีมาก บาดแผลจากอัสนีสวรรค์หายดีหมดแล้ว และในฐานะผู้ฝึกตนขอบเขตพ้นพิบัติ บรรยากาศกดดันอันแข็งแกร่งของเขาท่ามกลางฝูงชนนั้นยากที่จะปิดบัง


   เขาไม่ได้เอ่ยปาก เพียงแต่จ้องมองเหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนอย่างเย็นชา ราวกับกำลังจ้องมองกลุ่มคนตาย


   นอกจากการฝึกฝนที่เหนือกว่าสำนักชิงเสวียนอย่างเห็นได้ชัดแล้ว จำนวนคนของตำหนักหลัวฝูก็มากกว่าสำนักชิงเสวียนอย่างท่วมท้นเช่นกัน


   ไม่เหมือนกับตอนท้ายของด่านที่สองที่ถูกกำจัดยกกลุ่มจนเหลือคนน้อยนิด ในตอนนี้ตำหนักหลัวฝูมีคนอยู่ราวสามสิบคน มากกว่าจำนวนศิษย์สำนักชิงเสวียนถึงสองเท่า


   ตอนที่พวกเขาเดินมาจากทางนั้น ไอสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างทำให้เหล่าศิษย์สำนักเล็กๆต่างถอยหลีก ไม่มีใครกล้าปริปากพูดแม้แต่คำเดียว


   หากกล่าวว่าในด่านที่สองพวกเขายังสามารถพูดได้ว่าสำนักชิงเสวียนแข็งแกร่ง แต่เมื่อมาถึงด่านที่สามในตอนนี้ ตำหนักหลัวฝูมีผู้ฝึกตนขอบเขตพ้นพิบัติปรากฏตัวขึ้นมาหนึ่งคน เมื่อเทียบกับสำนักที่ไม่มีผู้ฝึกตนขอบเขตพ้นพิบัติแล้ว ถือว่าอยู่คนละระดับกันโดยสิ้นเชิง


   สำนักชิงเสวียนนั้นความสามารถส่วนบุคคลแข็งแกร่งมากจริงๆ แต่หากสองสำนักรุมต่อสู้กัน พวกเขาที่มีข้อเสียเปรียบอย่างมากทั้งด้านจำนวนคนและการฝึกฝน เกรงว่าในด่านที่สามนี้คงยากที่จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้


   ขนาดสำนักชิงเสวียนยังไม่อาจล่วงเกินตำหนักหลัวฝูได้ พวกสำนักเล็กๆที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในช่องว่างเหล่านี้ยิ่งไม่อาจตอแยพวกเขาได้



บทที่ 1343: การประลองตัดสินรอบสุดท้าย



   เห็นเพียงเฉอจ้งเวยเดินมาหยุดตรงหน้าสำนักชิงเสวียน สายตาเหยียดหยามกวาดมองจากสำนักชิงเสวียนไปยังหุบเขาหลิวกวงที่มีจำนวนคนมากกว่าสำนักชิงเสวียนเพียงเล็กน้อย


   “พวกเจ้าไสหัวไปเสียตอนนี้ยังทัน หากไม่ไป เช่นนั้นก็จัดการพร้อมกันเสียเลย”


   พูดจบ เฉอจ้งเวยไม่เพียงไม่เปิดโอกาสให้สำนักชิงเสวียนโต้ตอบ แม้แต่หุบเขาหลิวกวงก็ไม่เหลือบแลสักนิด ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ท่าทางของผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตพ้นพิบัติวางมาดเต็มที่


   พอเฉอจ้งเวยจากไป สายตาของเหล่าสำนักเล็กๆที่มองศิษย์สำนักชิงเสวียนและหุบเขาหลิวกวงก็แฝงแววสงสาร เป็นสำนักที่ดี กระดาษยันต์บอกว่าจะขายก็ขายจริงๆ เพียงแต่ไร้ผู้หนุนหลัง ถูกตำหนักหลัวฝูหมายหัวเข้าให้ ช่วยไม่ได้จริงๆ


   หลังจากเฉอจ้งเวยนำศิษย์ตำหนักหลัวฝูจากไปแล้ว ศิษย์วังวิญญาณเหมันต์ภายใต้การนำของหัวหน้าศิษย์เอก ฉีเหวยตวน ก็เดินผ่านข้างสำนักชิงเสวียนไป


   แม้พวกเขาจะไม่ได้พูดอะไร แต่แววตาก็บ่งบอกความคิดชัดเจนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ทางฝั่งพวกเขาก็มิใช่ไม่มีทางเดิน การที่จงใจเดินผ่านมาทางสำนักชิงเสวียนก็อธิบายปัญหาได้แล้ว


   หลังจากศิษย์วังวิญญาณเหมันต์เดินผ่านสำนักชิงเสวียนไปด้วยท่าทีหยิ่งผยองแล้ว ศิษย์ฟ่านอินเทียนภายใต้การนำของหมิงเจวี๋ยก็เดินเข้ามา


   เทียบกับท่าทีหยิ่งผยองของสองคนนั้น หมิงเจวี๋ยกลับประสานมือคารวะกู้หลินเยวียน พยักหน้าทักทายเล็กน้อย


   "อมิตาพุทธ ศิษย์น้องกู้ ขอโปรดรักษาตัว"


   กู้หลินเยวียนคารวะตอบ “ศิษย์พี่หมิงเจวี๋ยก็เช่นกัน”


   หลังจากศิษย์ฟ่านอินเทียนจากไป หนทางเบื้องหน้าสำนักชิงเสวียนก็ปลอดโปร่งขึ้นในที่สุด


   “พวกเขาจะหยิ่งผยองอะไรนักหนา! ก็แค่มีคนเข้าสู่ขอบเขตพ้นพิบัติเพิ่มมาสามคนมิใช่รึ แล้วอย่างไรเล่า!” หลัวเหยียนจงตะโกนอย่างเดือดดาลอยู่ด้านหลัง “ยังจะให้พวกเราไสหัวไปอีก พวกเขานับเป็นตัวอะไรกัน! พี่เยี่ยจื่อ ท่านว่ามาเลยว่าจะให้ทำอย่างไร!”


   เยี่ยหลิงหลงเห็นหลัวเหยียนจงเดือดดาลเช่นนี้ นางก็ยิ้มกล่าว “เจ้าไม่กลัวตำหนักหลัวฝูหมายหัวหรือ พวกเขาไม่ใช่คนดีอะไร พูดว่าจะล้างสำนักก็ล้างสำนัก ถึงตอนนั้นหุบเขาหลิวกวงของเจ้าจะอันตรายมากนะ”


   “ลำพังเขาคิดจะล้างสำนักหุบเขาหลิวกวงของข้างั้นรึ ฝันไปเถอะ!” หลัวเหยียนจงกล่าวเสียงเย็นชา “หากตำหนักหลัวฝูกล้าบุกมาถึงหุบเขาหลิวกวงจริงๆ ก่อนที่เขาจะออกเดินทาง ข้าก็จะยุบหุบเขาหลิวกวงทิ้งเสีย! ข้าอยากจะเห็นนักว่าเขาจะล้างได้อย่างไร!”


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น จี้จื่อจั๋วอดไม่ได้ที่จะชูนิ้วโป้งให้หลัวเหยียนจง สุดยอด


   “ข้าพูดจริงนะ หุบเขาหลิวกวงหนึ่งไม่มีเจ้าหุบเขา สองไม่มีผู้อาวุโส บอกยุบก็ยุบได้เลย พวกเราแยกย้ายกันแล้วก็ไปเป็นลูกจ้างในร้านค้าของข้าที่กระจายอยู่ทั่วทุกแห่งก็ได้มิใช่รึ เรื่องใหญ่โตอะไรกันนักหนา!”


   พอฟังเช่นนี้ หุบเขาหลิวกวงช่างไร้เทียมทานจริงๆ


   ขอเพียงพวกเขาไม่ยึดติดกับการรวมตัวกัน ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำให้กระจัดกระจาย


   “เช่นนั้น ด่านที่สามพวกเราจะทำอย่างไรดี” อวี่ซิงโจวเอ่ยถาม “พวกเราแม้ไม่กลัว แต่ก็ไม่อยากให้พวกเขาได้ประโยชน์ มีแผนการอะไรหรือไม่”


   “ในเมื่อพวกเจ้าไม่มีแผนการ เช่นนั้นก็ทำตามที่เฉอจ้งเวยบอก หุบเขาหลิวกวงจงอยู่ห่างจากสำนักชิงเสวียนหน่อย”


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ศิษย์หุบเขาหลิวกวงทุกคนเบิกตากว้าง เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจอย่างยิ่ง


   “เหตุใดเล่า?”


   “โดยรวมแล้วความแข็งแกร่งของหุบเขาหลิวกวงแต่เดิมก็ไม่มาก พวกเจ้ามีเพียงถังอี้ฝาน เจียงอวี๋เจิง อวี่ซิงโจว สามคนที่เป็นขอบเขตมหายานขั้นกลาง ที่สามารถผ่านด่านหนึ่งและด่านสองมาได้อย่างราบรื่นก็เพราะสำนักชิงเสวียนดึงดูดความสนใจทั้งหมดไป พวกเจ้าตามอยู่ข้างหลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทั้งหมดมิใช่รึ?”


   “นั่น… นั่นเป็นเพราะยังไม่ได้รวมกลุ่มกับพวกท่านจึงใช้กลยุทธ์เช่นนั้น ตอนนี้รวมกลุ่มกันแล้ว…”


   “ก็เหมือนเดิม นี่เป็นวิธีที่จะทำให้พวกเจ้าได้ประโยชน์สูงสุด” เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   “แล้วสำนักชิงเสวียนของพวกท่านเล่า”


   “วางใจเถอะ หยกของบรรพบุรุษตกอยู่ในมือพวกเราแล้ว จะทำให้ท่านเสียหน้าได้อย่างไร” นางตบไหล่หลัวเหยียนจง “อยู่ห่างจากพวกเรา เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทุกอย่างที่พวกเจ้าเก็บได้ พวกเจ้าได้คะแนนมาเท่าใด พวกเขาก็จะเสียคะแนนไปเท่านั้น แค่นี้ก็พอแล้ว ส่วนที่เหลือ…” เยี่ยหลิงหลงเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและเจิดจรัสยิ่ง


   “ส่วนที่เหลือ เจ้าคอยดูไปเถอะ แล้วเจ้าจะรู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นหมื่นปีก่อนหรือปัจจุบัน เขาเติงเทียนคือเขตปกครองของสำนักชิงเสวียนมาโดยตลอด”


   เวลาใกล้จะเริ่มการประลองตัดสินรอบสุดท้ายแล้ว เหล่าศิษย์ที่เดินไปถึงเขตเตรียมพร้อมแล้วเห็นว่าสำนักชิงเสวียนและหุบเขาหลิวกวงที่อยู่ด้านหลังไม่รู้กำลังพูดคุยอะไรกัน แต่สุดท้าย หุบเขาหลิวกวงก็เลือกที่จะแยกทางกับสำนักชิงเสวียน เดินไปยังมุมอื่น ความหมายของการตัดสัมพันธ์นี้ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด


   เหล่าศิษย์สำนักเล็กๆ เห็นดังนั้นก็.อดถอนหายใจไม่ได้ มิตรภาพที่ดีงามเพียงใดสุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานความจริงได้ ความจริงนี้ช่างโหดร้ายอยู่บ้าง ไม่ว่าใครก็คงเลือกเช่นนี้


   ส่วนพวกตำหนักหลัวฝูเมื่อเห็นเข้า ก็อดไม่ได้ที่จะส่งรอยยิ้มเยาะเย้ยไปให้ ฝ่ายหนึ่งไร้ประโยชน์ อีกฝ่ายขี้ขลาดตาขาว สุดท้ายก็แยกทางกัน ช่างน่าสมเพชเสียจริง


   พวกเขากระทั่งหัวเราะออกมาเสียงดัง กล่าววาจาดูถูกเหยียดหยามไม่หยุด ราวกับเหยียบย่ำสำนักชิงเสวียนจมโคลนไปแล้วก่อนที่การประลองตัดสินรอบสุดท้ายจะเริ่มขึ้นเสียอีก


   ในไม่ช้า แสงสว่างเบื้องหน้าก็ส่องประกาย การประลองตัดสินรอบสุดท้ายเตรียมพร้อมแล้ว กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า


   ด่านที่สาม มีชื่อว่า 'พิฆาตอสูรสังหารมาร'


   เมื่อการทดสอบเริ่มขึ้น ทุกคนจะถูกส่งไปยังพื้นที่ทดสอบพิฆาตอสูรสังหารมาร ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ทรุดโทรม


   ภายในเมือง อสูรมารอาละวาด ปราณชั่วร้ายหนาแน่น


   ผู้ฝึกตนต้องเดินจากนอกเมืองเข้าไปในเมือง ตลอดเส้นทางต้องพิฆาตอสูรสังหารมาร มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองไปเรื่อยๆ


   ใจกลางเมืองที่สุดคือจวนเจ้าเมือง อสูรมารในจวนเจ้าเมืองแข็งแกร่งและดุร้ายกว่าภายนอก และมารเงามายาที่ไม่มีผู้ใดสามารถโค่น.ลงได้ในการประลองหลายครั้งที่ผ่านมานั้น อยู่เบื้องหน้าหอเจิ้งอี้ซึ่งอยู่ใจกลางจวนเจ้าเมืองที่สุด


   มันยืนอยู่หน้าประตูหอเจิ้งอี้ ราวกับเล่นความยุติธรรมอยู่ในอุ้งมือ เยาะเย้ยความไร้ความสามารถของผู้บำเพ็ญเพียร


   ผู้เข้าร่วมการประชุมใหญ่เติงเทียนทุกคน ถือการเอาชนะมารเงามายานี้เป็นหน้าที่ของตน เป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นของผู้ฝึกเซียนในการผดุงคุณธรรม


   ณ จุดนี้ ด่านทดสอบทั้งหมดของการประชุมใหญ่เติงเทียนก็สิ้นสุดลง


   ด่านแรกเส้นทางสู่เซียน เพื่อเตือนผู้ฝึกเซียนว่า เส้นทางเซียนนั้นยาวไกล ทุกย่างก้าวล้วนยากลำบาก


   ด่านสองแสวงหาโชคลาภ เพื่อเตือนผู้ฝึกเซียนว่า โอกาสและความท้าทายอยู่คู่กัน ต้องมีความกล้าหาญและปัญญาจึงจะได้รับมากขึ้นและไปได้ไกลขึ้น


   ด่านสามพิฆาตอสูรสังหารมาร เพื่อเตือนผู้ฝึกเซียนว่า การกำจัดมารพิทักษ์ธรรม ผดุงคุณธรรม คือความรับผิดชอบที่ผู้ฝึกเซียนไม่ควรลืมเลือนตลอดไป


   ทุกด่านล้วนมีความหมายแฝงและคำอวยพร หวังว่าผู้ที่ปีนเขา ปีนสวรรค์ทุกคน จะจดจำสามข้อนี้ไว้เสมอ


   บัดนี้ ทุกคนได้ผ่านสองด่านแรกมาแล้ว มาถึงการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนี้ พิฆาตอสูรสังหารมาร


   กฎกติกาง่ายมาก อสูรมารล้วนมีระดับแตกต่างกัน ทุกครั้งที่กำจัดอสูรมารได้หนึ่งตนก็จะได้รับคะแนนตามลำดับ


   ระยะเวลาพิฆาตอสูรสังหารมารคือสามวัน หลังจากสามวัน คะแนนที่สามารถกำจัดได้คือคะแนนสุดท้ายของสำนัก


   เช่นเดียวกับด่านที่สอง ภายในพื้นที่พิฆาตอสูรสังหารมาร ศิษย์สามารถต่อสู้กันเองได้ ผู้ที่ถูกอสูรมารสังหาร หรือถูกศิษย์ต่างสำนักสังหาร จะถูกส่งไปยังเขตตกรอบ สูญเสียโอกาสในการทดสอบต่อไป


   ในตอนนี้ เสียงระฆังดังจากเบื้อง.บน พิฆาตอสูรสังหารมาร เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ


   ก่อนที่ศิษย์ทุกคนจะถูกส่งเข้าไปในเมือง เฉอจ้งเวยก็หันกลับมาทันที เผยรอยยิ้มเยาะเย้ย แววตาเต็มไปด้วยไอสังหารและความเกลียดชังอย่างไม่ปิดบัง


   จากนั้น เขาก็ยกมือขึ้นทำท่าปาดคอ


   ในพริบตา ร่างของเขาก็หายไปจากจุดเดิม ถูกส่งตัวเข้าไปแล้ว



บทที่ 1344: ไม่ใช่ความแตกต่างเล็กน้อย แต่เป็นเหวลึก



   ในชั่วพริบตาที่ศิษย์ทุกคนถูกส่งตัวไปยังเมืองและปรากฏกายขึ้น ผู้คนที่เฝ้าดูอยู่ด้านนอกเขาเติงเทียนต่างอุทานออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เสียงอุทานนั้นไม่เบา แสดงถึงความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวง


   หลังจากเสียงอุทานดังขึ้น การวิพากษ์วิจารณ์ก็แพร่กระจายออกไปทันที ราวกับฝาหม้อน้ำเดือดที่ถูกเปิดออกโดยพลัน เสียงจอแจดังขึ้นในทันใด


   แม้แต่เหล่าเจ้าสำนักบนแท่นวิญญาณก็อดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงอุทานออกมา กระทั่งสายตายังมองไปยังประมุขตำหนักหลัวฝูใบหน้าของเขาไร้ซึ่งความรู้สึก หากไม่ใช่นิ้วมือที่วางอยู่บนที่เท้าแขนของเก้าอี้บีบแน่นจนขาวซีดแล้วล่ะก็ ผู้อื่นคงนึกว่าเขาไม่ตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย


   หลังจากศิษย์ทุกสำนักถูกส่งเข้ามาในเมือง จุดที่ปรากฏตัวนั้นสุ่มกระจายตามแต่ละสำนัก และล้วนอยู่บริเวณนอกประตูเมือง


   แต่ใครเลยจะคาดคิดว่า สำนักชิงเสวียนและตำหนักหลัวฝูที่อยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดมาหลายวัน กระทั่งก่อนเข้าเมืองยังกล่าววาจาข่มขู่ยั่วยุใส่กัน จุดที่ปรากฏตัวนอกเมืองของทั้งสองสำนักจะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน!


   ตำแหน่งใกล้กันมากเสียจนทันทีที่พวกเขาปรากฏกายก็เห็นกันและกันในทันที


   ระหว่างสำนักชิงเสวียนและตำหนักหลัวฝู ยังมีสำนักเล็กๆแห่งหนึ่งปรากฏตัวอยู่ จำนวนคนไม่ถึงสิบคน ทันทีที่ปรากฏกายและพบว่าสำนักทั้งสองฝั่งคือสำนักชิงเสวียนและตำหนักหลัวฝู พวกเขาไม่ต้องรอให้ศิษย์พี่สั่งการ ก็ตกใจกลัวจนวิ่งหนีสุดชีวิตเข้าไปในเมืองทันที


   เมื่อพวกเขาหนีไป ระหว่างสำนักชิงเสวียนและตำหนักหลัวฝูก็ไม่มีผู้อื่นอีก กล่าวได้ว่าเป็นการเผชิญหน้ากันโดยตรง


   ทุกคนรู้ดีว่าการประลองตัดสินรอบสุดท้ายของด่านที่สามต้องน่าตื่นเต้นมากแน่ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะน่าตื่นเต้นถึงเพียงนี้ เพิ่งเข้ามาถึง สองสำนักที่ต้องมีเพียงฝ่ายเดียวที่จะอยู่รอดกลับมาเผชิญหน้ากันโดยไม่มีการปูทางใดๆเลย


   "น่าตื่นเต้นจริงๆ เพิ่งมาถึงก็เจอศัตรูคู่อาฆาตเสียแล้ว การจะเข้าเมืองอย่างสันติคงเป็นไปไม่ได้แล้วกระมัง"


   น้ำเสียงของประมุขวังวิญญาณเหมันต์ค่อนข้างตื่นเต้น เพราะหากสองสำนักนี้ลงมือกันจะต้องสูญเสียซึ่งกันและกันอย่างแน่นอน สูญเสียกำลังคน สูญเสียเวลา ขอเพียงพวกเขาสูญเสีย นี่ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวังวิญญาณเหมันต์ เขายินดีอย่างยิ่งที่จะได้เห็นภาพเช่นนี้


   "อมิตาพุทธ ข้าเห็นไอสังหารแล้ว" เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนในตอนนี้ก็แทบจะกลั้นยิ้มไม่อยู่เช่นกัน


   นอกจากพวกเขาแล้ว ผู้อื่นก็ทั้งตื่นเต้นและประหม่า เพราะยังไม่ได้เข้าเมือง ยังไม่ได้เจออสูรมารสักตัว แต่ศึกใหญ่กลับเปิดฉากขึ้นเสียก่อนแล้ว


   นี่หากฝ่ายใดแพ้ ก็จะไม่ได้เจออสูรมารเลยแม้แต่ตัวเดียว ไม่ได้เข้าเมืองแม้แต่ก้าวเดียว ไม่ได้รับคะแนนแม้แต่แต้มเดียว การประลองก็จะจบสิ้นลง น่าตื่นเต้นเสียจริง


   ในตอนนี้ ประมุขตำหนักหลัวฝูแค่นเสียงหัวเราะเยาะออกมา สีหน้าที่ตึงเครียดผ่อนคลายลง


   "ก็ดีเหมือนกัน จัดการให้จบเร็ว เรื่องจะได้จบเร็ว เวลาที่เหลือจะได้ปรับสภาพเตรียมพร้อมสำหรับการประลองพิฆาตอสูรสังหารมาร นี่ดีกว่าไปเจอตอนที่การแข่งขันเข้มข้นถึงขีดสุดในภายหลังมาก อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เสียการเสียงานเท่าใดนัก"


   จริงอยู่ หากมองจากอีกมุมหนึ่ง การต่อสู้ให้จบเร็วจะทำให้มีเวลามากขึ้นในการเข้าเมืองเพื่อแข่งขันในภายหลัง


   แต่ด่านที่สองจบลงด้วยการที่สำนักชิงเสวียนทำลายตำหนักหลัวฝูยับเยิน และด่านที่สามก็เริ่มต้นด้วยการที่สองสำนักนี้มาเจอกันอีก ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ


   ณ เขาเติงเทียน ศิษย์ตำหนักหลัวฝู ในขณะที่ศิษย์สำนักชิงเสวียนยังไม่มีความเคลื่อนไหว ก็เป็นฝ่ายเคลื่อนไหวก่อนโดยมุ่งหน้าไปยังทิศทางของประตูเมือง ปิดกั้นประตูเมืองอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมให้พวกเขาเข้าเมือง ไม่ยอมให้พวกเขาหนีไป


   หลังจากยึดตำแหน่งที่ดีและปิดกั้นเส้นทางของสำนักชิงเสวียนแล้ว ศิษย์ตำหนักหลัวฝูก็จัดรูปขบวนอย่างรวดเร็ว หยิบอาวุธออกมา เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ทุกอย่าง


   ในขณะนี้ ตำหนักหลัวฝูมีท่าทีหยิ่งผยองโอหัง บรรยากาศกดข่มผู้อื่น ไม่เพียงแต่มีจำนวนคนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ระดับการฝึกฝนสูงสุดและต่ำสุดก็ยังเหนือกว่าสำนักชิงเสวียน ทำให้สำนักชิงเสวียนที่อยู่ตรงข้ามดูเหมือนลูกเจี๊ยบต่อหน้าเหยี่ยว ดูอ่อนแอและน่าสงสารอยู่บ้าง


   เฉอจ้งเวยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เชิดคางขึ้น ชี้นิ้วไปที่ทุกคนของสำนักชิงเสวียน แล้วทำท่าเยาะเย้ยด้วยการชูนิ้วหัวแม่มือลง แสดงความเกลียดชังและดูถู


   เทียบกับความโอหังอวดดีของฝ่ายตำหนักหลัวฝูแล้ว ทางฝั่งสำนักชิงเสวียนกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ราวกับยังไม่ตื่นนอนดี ไม่ประหลาดใจ ไม่หวาดกลัว ไม่รีบร้อน และไม่โกรธเคือง


   ส่วนเยี่ยหลิงหลงที่ยืนอยู่ในแถวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ในขณะเดียวกันศิษย์สำนักชิงเสวียนคนอื่นๆก็เคลื่อนย้ายตำแหน่งของตนอย่างรวดเร็ว ทำให้การยืนที่ดูเหมือนกระจัดกระจายและไม่เป็นระเบียบในตอนแรก กลายเป็นรูปขบวนค่ายกลในชั่วพริบตา


   ด้านหน้าสุดของค่ายกลคือ เผยลั่วไป๋ ซืออวี้เฉิน และเสิ่นหลีเสียน ชั้นที่สองและตำแหน่งปีกคือ กู้หลินเยวียน หยางจิ่นโจว และมู่เซียวหราน ตำแหน่งกลางค่อนไปทางหลังด้านนอกคือ หนิงหมิงเฉิง และจี้จื่อจั๋ว


   ส่วนเหล่าศิษย์หญิงที่นำโดยเยี่ยหลิงหลงยืนอยู่ท้ายสุด ตำแหน่งหลังสุดคือลู่ไป๋เวย


   หลังจากยืนเข้าตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนก็หยิบอาวุธของตนออกมา ในชั่วพริบตาที่อาวุธถูกชักออกมา จิตสังหารของพวกเขาก็พลุ่งพล่านถึงขีดสุด


   ในชั่วขณะนั้น บรรยากาศตึงเครียดราวกับสายป่านที่ขึงจนสุด ศึกใหญ่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ


   "ค่ายกลของสำนักชิงเสวียนนี้ช่างพิถีพิถันนัก ดูท่าจะออกแบบมาอย่างประณีต" ประมุขเขาเต๋าเสวียนกล่าว


   "ชิ มีรูปขบวนใช่ว่าจะมีแต่สำนักชิงเสวียนเสียเมื่อไร รูปขบวนที่มีลูกเล่นแต่ไร้สาระจะช่วยกอบกู้พลังที่บกพร่องของศิษย์พวกเขาได้หรือ?" ประมุขตำหนักหลัวฝูแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "อีกอย่าง รูปขบวนนี้ก็ไม่ได้มีความคิดสร้างสรรค์อะไรนัก ก็แค่เอาคนที่แข็งแกร่งที่สุดไปยืนข้างหน้า เอาคนที่อ่อนแอที่สุดไปซ่อนไว้ข้างหลังมิใช่รึ?"


   ใช่แล้ว ไม่อาจกอบกู้ได้ ดังนั้นคนที่เหลือจึงไม่ได้กล่าวอะไรอีก เพียงหวังว่าสำนักชิงเสวียนจะสามารถยืนหยัดได้นานสักหน่อย เพื่อช่วงชิงเวลาให้ผู้อื่นได้พิฆาตอสูรสังหารมารเก็บคะแนนมากขึ้น


   ณ เขาเติงเทียน ศิษย์ตำหนักหลัวฝูเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ภายใต้การนำของเฉอจ้งเวย พวกเขาพุ่งเข้าใส่สำนักชิงเสวียนด้วยท่าทีอันแข็งกร้าว


   เฉอจ้งเวยถือดาบใหญ่ กระบวนท่าแรกของเขาคือการยกดาบใหญ่ขึ้น ไม่ได้เล็งไปที่ผู้ใดผู้หนึ่ง ต้องการจะกวาดล้างเป็นวงกว้างตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อแสดงอำนาจข่มขวัญสำนักชิงเสวียนอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันก็ต้องการใช้พลังกดดันอันแข็งแกร่งของขอบเขตพ้นพิบัติทำให้ศิษย์แถวหลังที่อ่อนแอเหล่านั้นบาดเจ็บ


   ขณะที่ดาบใหญ่ในมือกำลังจะฟาดฟันไปยังสำนักชิงเสวียน ในตอนนี้เผยลั่วไป๋ก็ถือกระบี่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เตรียมที่จะขวางเขาไว้เบื้องหน้า


   มุมปากของเฉอจ้งเวยยกขึ้น เผยสีหน้าเยาะเย้ย ดูแคลนเผยลั่วไป๋ที่มีพลังเพียงขอบเขตมหายานขั้นปลายอย่างสิ้นเชิง


   ระหว่างพวกเขามีขอบเขตพลังที่ต่างกันถึงขั้นใหญ่ นี่ไม่ใช่ความแตกต่างเล็กน้อย แต่เป็นเหวลึกที่ไม่อาจข้ามผ่าน


   คิดจะขวางเขาคนเดียวใช่หรือไม่? เช่นนั้นก็ลองดู


   อย่าว่าแต่เผยลั่วไป๋จะขวางเขาไม่ได้เลย แม้แต่ศิษย์สำนักชิงเสวียนที่อยู่เบื้องหลังเผยลั่วไป๋ ก็จะถูกคลื่นพลังที่เหลือจากการโจมตีของเขาทำให้บาดเจ็บไปด้วย


   ไม่แน่ว่าเมื่อถึงตอนที่เขาจัดการเผยลั่วไป๋ได้แล้ว เหล่าลูกแกะน้อยที่อยู่ข้างหลังคงถูกพลังของขอบเขตพ้นพิบัติกวาดล้างจนยับเยินไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ศิษย์ตำหนักหลัวฝูทั้งหมดร่วมมือกันเลยด้วยซ้ำ


   ในขณะที่เขากำลังฟาดดาบใส่เผยลั่วไป๋ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมนั้น ด้านหลังรูปขบวนของสำนักชิงเสวียน เคอซินหลาน เยี่ยหลิงหลง และลู่ไป๋เวย ก็ร่ายคาถาพร้อมกันส่งไปยังเฉอจ้งเวย


   เฉอจ้งเวยดูถูกแม่นางทั้งสามคนที่อ่อนแอเหมือนไก่ เขาไม่แม้แต่จะป้องกันและยังคงโจมตีเผยลั่วไป๋ต่อไป เพราะพลังเล็กน้อยของพวกนางที่ตกลงบนตัวเขา อย่างมากก็แค่ทำให้ผิวถลอกเท่านั้น


   เขายังคงโจมตีต่อไปอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม ทว่าพลังทั้งสามสายที่เยี่ยหลิงหลงและพวกนางซัดออกไปนั้นไม่เหมือนกัน แต่เมื่อตกกระทบลงใกล้ๆร่างของเฉอจ้งเวย มันก็หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว


   ก่อนที่เขาจะทันได้รู้ตัว พลังทั้งสามสายก็แผ่ออกไปอย่างรวดเร็ว แสงสว่างวาบขึ้น ร่างของเฉอจ้งเวยและเผยลั่วไป๋ทั้งสองคนก็หายไปจากจุดเดิมในทันที



บทที่ 1345: พวกนางช่างลำเอียงจริงๆ!



   ภาพนี้ไม่เพียงทำให้เหล่าศิษย์ตำหนักหลัวฝูที่กำลังพุ่งไปข้างหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง แม้แต่ผู้คนที่เฝ้าดูอยู่ด้านนอกเขาเติงเทียนก็ล้วนตกตะลึง!


   "ดูทางนั้น บริเวณใกล้ประตูเมืองมีต้นเซียงซือเพิ่มขึ้นมาต้นหนึ่ง! เผยลั่วไป๋และเฉอจ้งเวยถูกย้ายมิติไปอยู่ใต้ต้นเซียงซือ! ไม่เพียงเท่านั้น ใต้ต้นเซียงซือนี้ยังมีสนามเสริมพลังอีกด้วย!"


   "สวรรค์! ศาสตร์มายาข้าเคยเห็น วิชาคุมมิติข้าก็เคยเห็น สนามเสริมพลังแม้จะหายากแต่ก็เคยได้ยินมาบ้าง แต่ข้าเพิ่งเคยเห็นการใช้ทั้งสามอย่างร่วมกันและก่อให้เกิดผลเช่นนี้เป็นครั้งแรก กระบวนท่านี้ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก!"


   "นี่มิใช่เป็นการเปิดมิติแยกต่างหากให้เผยลั่วไป๋และเฉอจ้งเวยโดยเฉพาะ เพื่อให้พวกเขาต่อสู้กันตัวต่อตัวในนั้นหรอกหรือ? หากเป็นเช่นนี้ ผู้ฝึกตนขอบเขตพ้นพิบัติที่แข็งแกร่งที่สุดของตำหนักหลัวฝูก็หมดไปแล้ว! แนวคิดนี้ ช่างยอดเยี่ยม!"


   "แนวคิดนั้นยอดเยี่ยม แต่ก็ไร้ประโยชน์! ส่งเผยลั่วไป๋เข้าไปคนเดียว เขาที่เป็นเพียงขอบเขตมหายานขั้นปลายจะเอาชนะเฉอจ้งเวยได้อย่างไร? รอให้เผยลั่วไป๋ตาย เฉอจ้งเวยออกมาจากข้างใน สำนักชิงเสวียนก็ต้องพบจุดจบที่ไม่ดีอยู่ดี!"


   เมื่อได้ยินการสนทนาเบื้องล่าง ประมุขตำหนักหลัวฝูก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง


   "จำเป็นต้องรอเขาออกมาด้วยหรือ? สำนักชิงเสวียนเหลือคนเพียงสิบสองคน ส่วนตำหนักหลัวฝูยังมีศิษย์อีกสามสิบกว่าคน บางทีอาจไม่ต้องรอให้เขาออกมา สำนักชิงเสวียนก็อาจถูกฆ่าล้างบางไปหมดแล้วก็ได้"


   "นั่นก็จริง แม้จะพาตัวคนที่แข็งแกร่งที่สุดไปได้หนึ่งคน พลังที่เหลืออยู่ก็ยังเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด สำนักชิงเสวียนยังคงไม่มีโอกาส"


   "ช่วยไม่ได้ ความแตกต่างด้านพลังมันมากเกินไป แต่กลยุทธ์เฉพาะหน้าของพวกเขานั้นน่าทึ่งจริงๆ ก็ต้องดูว่าพวกเขาจะยืนหยัดได้นานแค่ไหน"


   ในตอนนี้ ประมุขตำหนักหลัวฝูเอ่ยขึ้นอีกครั้งโดยไม่หันกลับไปมอง "ยังคาดหวังให้สำนักชิงเสวียนยืนหยัดได้นานกว่านี้อีกหรือ? เกรงว่าจะต้องทำให้ทุกท่านผิดหวังแล้ว ในชั่วขณะที่พวกเขาเลือกที่จะย้ายเฉอจ้งเวยออกไป ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาก็รู้ดีว่าผู้ฝึกตนขอบเขตพ้นพิบัตินี้คือสิ่งที่พวกเขาไม่อาจแตะต้องได้อย่างแน่นอน ในด้านจิตใจ พ่ายแพ้ไปแล้ว"


   เจ้าสำนักคนอื่นๆไม่ได้เอ่ยอะไร แต่เห็นได้ชัดว่าลมหายใจของพวกเขาหนักขึ้นเล็กน้อย ประมุขตำหนักหลัวฝูพูดความจริง เพียงหวังว่าในช่วงเวลาสั้นๆนี้ ศิษย์ของพวกเขาจะช่วงชิงคะแนนได้มากขึ้น


   ณ เขาเติงเทียน นอกประตูเมือง ใต้ต้นเซียงซือ


   เฉอจ้งเวยเห็นสิ่งนี้ที่กักแยกเขาออกมา ก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะออกมา


   "ลูกไม้ตื้นๆในเมื่อเจ้าอยากตายเป็นคนแรก เช่นนั้นข้าก็จะสนองให้เจ้า"


   สิ้นเสียง ดาบใหญ่ของเขาก็ฟันเข้าใส่เผยลั่วไป๋ แต่สิ่งที่ต่างไปจากที่เขาคาดคิดคือ เผยลั่วไป๋กลับไม่หลบไม่หลีก ไม่ถ่วงเวลา ชูกระบี่ยาวในมือของตนพุ่งเข้าใส่


   เฉอจ้งเวยเห็นดังนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะอีกครั้ง "ไม่เลว กล้าหาญน่าชมเชย"


   เขาอยากจะเยาะเย้ยและดูถูกพวกมันให้มากขึ้นก่อนที่พวกมันจะถูกกำจัดทั้งหมด เพื่อระบายความคับแค้นและความเกลียดชังที่ถูกกำจัดยกกลุ่มกลับคืนไปให้หมด และเพื่อกดข่มความผยองลำพองที่พวกมันได้รับคะแนนสูงลิ่วในการทดสอบวิชารอง


   ทว่า เสียงของเขาเพิ่งขาดหายไป ดาบใหญ่ของเขาก็ปะทะเข้ากับกระบี่ของเผยลั่วไป๋ ในชั่วขณะที่ดาบและกระบี่ปะทะกัน พลังที่ทั้งสองฝ่ายอัดแน่นไว้ในดาบและกระบี่ก็ปะทะกันอย่างรุนแรง


   แต่การปะทะครั้งนี้ เผยลั่วไป๋ไม่ได้พ่ายแพ้และถอยกลับไปอย่างที่เขาคาดคิดแต่ตรงกันข้าม กลับต้านทานการโจมตีครั้งนี้ของเขาได้อย่างมั่นคง!


   ส่วนเขากลับสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณอันมหาศาลและบรรยากาศกดดันอันแข็งแกร่งของเผยลั่วไป๋ในการปะทะครั้งนี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย!


   รอยยิ้มเยาะเย้ยบนมุมปากของเฉอจ้งเวยแข็งค้างไปครู่หนึ่ง แววตาก็เปลี่ยนไปในทันที


   "เจ้ากล้า…"


   เขาคิดคำพูดเยาะเย้ยไว้มากมาย แต่ในชั่วขณะนี้ เขากลับหาคำพูดที่จะกล่าวต่อไปไม่เจอ


   เขาไม่พูด เผยลั่วไป๋ที่เงียบมานานก็เอ่ยปากกับเขาเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเขาไม่เร่งรีบไม่เชื่องช้า ไม่อวดโอ้ ราวกับเพียงแค่กำลังกล่าวความจริง


   "เจ้าเพิ่งจะเข้าสู่ขอบเขตพ้นพิบัติ การฝึกฝนยังไม่มั่นคง เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาอวดดีกับข้า เจ้าทราบหรือไม่ว่าคนสุดท้ายที่ตายด้วยคมกระบี่ของข้าคือผู้ใด"


   ดวงตาของเฉอจ้งเวยหรี่ลง เขาไม่อยากถาม ไม่อยากเสียท่าทาง แต่เผยลั่วไป๋กลับต้องการให้เขารู้


   "ประมุขหอซีชวน เขาเข้าสู่ขอบเขตพ้นพิบัติมานานกว่าเจ้า การฝึกฝนมั่นคงกว่าเจ้า พลังก็แข็งแกร่งกว่าเจ้ามากนัก"


   เฉอจ้งเวยชะงักไป ไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็นประมุขหอซีชวน!


   สององค์กรนักฆ่าใหญ่แห่งทะเลตะวันออก หอซีชวนและวังตงวั่ง เป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งโลกหล้าผู้ฝึกเซียน แม้พวกเขาจะไม่เข้าร่วมการทดสอบ ไม่เดินตามเส้นทางการฝึกเซียนตามปกติ แต่การที่พวกเขาฆ่าคนเป็นผักปลาและมีฝีมือเหี้ยมโหดนั้นเป็นที่รู้กันดี


   ประมุขหอซีชวนยิ่งเหยียบย่ำซากศพนับไม่ถ้วนขึ้นสู่ตำแหน่งนั้น เขาที่บรรลุขอบเขตพ้นพิบัติมานานแล้ว กระทั่งกำลังปิดด่านเตรียมทะยานขึ้นสู่ภพเซียนแล้ว


   แต่ใครเลยจะคาดคิดว่าเขาตายแล้ว


   ตายด้วยน้ำมือของลูกน้องที่เขาไว้วางใจที่สุด นักฆ่ารุ่นใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุดของหอซีชวน เยี่ยอิง


   "ประมุขหอซีชวนเป็นเจ้าที่ฆ่ารึ? เจ้าคือ…"


   "ทำดีไม่เปลี่ยนชื่อ ทำชั่วไม่เปลี่ยนแซ่ สำนักชิงเสวียน เผยลั่วไป๋ แต่มีนามแฝงว่า เยี่ยอิง"


   เฉอจ้งเวยได้ยินคำพูดนี้ก็ตัวสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกกว้างยิ่งกว่าระฆังทองแดง


   เยี่ยอิง! เขาคือเยี่ยอิงผู้โด่งดัง!


   เขาก็บอกแล้วว่าเหตุใดจึงมีสำนักชิงเสวียนโผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน เหตุใดจึงมีผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานขั้นปลายที่แข็งแกร่งเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ผู้ที่มีความสำเร็จเช่นนี้ไม่ควรจะไร้ชื่อเสียงเรียงนามเช่นนี้!


   เป็นไปตามคาด เขาไม่ใช่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนามจริงๆ เขาคือเยี่ยอิง!


   เดิมทีแม้จะเป็นเยี่ยอิง เขาก็ไม่ได้หวาดกลัวมากนัก เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็นเพียงขอบเขตมหายานขั้นปลาย แต่จนกระทั่ง เขาสังหารประมุขหอซีชวน สังหารประมุขหอซีชวนด้วยตัวคนเดียว


   ต่อหน้าผู้คนทั้งหมดของหอซีชวน โยนศพของประมุขหอซีชวนให้คนทั้งหมดของหอซีชวนดู นับแต่นั้นหอซีชวนก็ล่มสลาย


   เรื่องนี้ ในตอนนั้นยังเป็นที่ฮือฮากันอยู่พักใหญ่ เพียงแต่เยี่ยอิงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนับแต่นั้น จึงไม่ถูกผู้คนกล่าวถึงอีก ในชั่วขณะที่เขากำลังตกตะลึงอยู่นี้ เผยลั่วไป๋ก็เปิดฉากโจมตีครั้งต่อไป


   อีกด้านหนึ่ง นอกต้นเซียงซือ


   การหายตัวไปอย่างกะทันหันของเฉอจ้งเวยทำให้เหล่าศิษย์ตำหนักหลัวฝูชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น เพราะเผยลั่วไป๋ก็หายตัวไปด้วยเช่นกัน พวกเขาคนอื่นๆไม่ได้รับผลกระทบอะไร ดังนั้นการโจมตีของพวกเขาจึงไม่ได้หยุดลง พุ่งเข้าใส่เบื้องหน้าสำนักชิงเสวียนในทันที


   ในชั่วขณะที่พวกเขาเข้ามานั้น ลู่ไป๋เวยที่อยู่ด้านหลังก็แผ่ขยายสนามเสริมพลังออกไปครอบคลุมพื้นที่อย่างรวดเร็ว


   นางที่เป็นขอบเขตมหายานขั้นปลาย ขอบเขตของสนามเสริมพลังของนางสามารถแผ่ขยายได้กว้างมากแล้ว ไม่เพียงแต่กว้างเท่านั้น นอกจากจะมีวงแหวนแสงต่างๆบนพื้นแล้ว รอบๆสนามยังมีลำแสงสีต่างๆปรากฏขึ้น และเหนือศีรษะของพวกเขาก็ปรากฏวงแหวนแสงขนาดยักษ์ขึ้นทีละวง


   กล่าวอีกนัยหนึ่ง สนามเสริมพลังที่เดิมทีนางทำได้เพียงแผ่บนพื้น ตอนนี้ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ทั้งสี่ทิศแปดทาง บนฟ้าใต้ดินล้วนเป็นสนามของนาง


   เมื่อเข้ามาในสนามของนาง ราวกับเข้ามาสู่โลกใบใหม่ และนางคือผู้ครอบครองในสนามแห่งนี้


   ผู้ฝึกตนสายสนามเสริมพลังนั้นหายากอย่างยิ่ง ผู้ที่ฝึกฝนจนถึงขั้นเชี่ยวชาญชำนาญเช่นนี้ยิ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน ดังนั้นในชั่วขณะที่พวกเขาพุ่งเข้ามาในสนามเสริมพลังของลู่ไป๋เวย เหล่าศิษย์ตำหนักหลัวฝูก็ชะงักไปครู่หนึ่ง


   แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น เพราะพวกเขายังคงคิดอยู่เสมอว่าสำนักชิงเสวียนเป็นเพียงการดิ้นรนเฮือกสุดท้าย ไม่มีทางพลิกสถานการณ์อะไรได้แน่.นอน


   ต่อหน้าพลังที่แข็งแกร่ง การเสริมพลังจะมีประโยชน์อันใดกัน


   "หึ เล่นลูกเล่นไร้สาระ มารับความตายซะ!"


   หลังจากเฉอจ้งเวยหายไป ศิษย์ขอบเขตมหายานขั้นปลายที่อยู่หน้าสุดก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะออกมา ชูกระบี่ฟันเข้าใส่ซืออวี้เฉินที่อยู่หน้าสุด


   ซืออวี้เฉินยืนอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับการเสริมพลังจากทั้งค่ายกล สนามเสริมพลัง และศาสตร์มายา มองดูคู่ต่อสู้ขอบเขตมหายานขั้นปลายที่กำลังชูกระบี่ยาวเข้าใส่ตนอย่างมั่นใจอย่างเงียบๆ แล้วถอนหายใจออกมา


   "การจัดวางที่ดีขนาดนี้ของสำนักชิงเสวียน ข้าเพิ่งได้ลิ้มรสเป็นครั้งแรก น่าเสียดาย เพียงแค่จัดการกับของเล่นแบบนี้ ไม่สะใจเลย"


   เขาหันศีรษะไปมองตำแหน่งที่เผยลั่วไป๋อยู่ แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา พวกนางช่างลำเอียงจริงๆ!



บทที่ 1346: ฝันไปเถอะ?



   ซืออวี้เฉินฟันกระบี่เดียว ก็สะบัดศิษย์ตำหนักหลัวฝูที่เต็มไปด้วยความมั่นใจออกไปได้ จากนั้นเขาก็หันกลับมา ชี้นิ้วไปที่อีกสองคนที่อยู่ข้างๆ


   "พวกเจ้าสามคนมาพร้อมกันเลย จะได้ประหยัดเวลาหน่อย ข้ายังต้องเข้าไปในเมืองเพื่อสะสมคะแนนอีก"


   ศิษย์ตำหนักหลัวฝูทั้งสามคน มีการฝึกฝนอยู่ในขอบเขตมหายานขั้นปลาย พวกเขาพากันอึ้งไป คนพวกนี้ช่างหยิ่งผยองเหลือเกิน!


   "เจ้ายังคิดว่าตัวเองจะได้เข้าเมืองได้อีกหรือ? ฝันไปเถอะ?"


   "อืม ก็ให้ข้าฝันไปแล้วกัน"


   ซืออวี้เฉินพูดจบก็โบกกระบี่ยาวในมือ พุ่งเข้าไปสังหารทั้งสามคน กระบี่ของเขาเปรียบดั่งดาวตก มันคมกริบและดุดันเป็นอย่างมาก ทุกกระบวนท่าของเขานั้น ล้วนเป็นอันตรายถึงชีวิต สิ่งนี้ได้สร้างความกดดันอย่างรุนแรง จนทำให้ทั้งสามคนเสียเปรียบไปไม่น้อย


   ดังนั้นพวกเขาทั้งสามจึงไม่เกรงใจ ที่จะรวมกำลังกันเพื่อจัดการกับซืออวี้เฉินคนเดียว


   ขณะกำลังจะพูดข่มขู่ พวกเขาเห็นซืออวี้เฉินจ้องมองกระบี่ของตัวเองแล้วยิ้มออกมาอย่างกะทันหัน


   พลังของสนามเสริมพลังนี้ ช่างแข็งแกร่งจริงๆ!


   ดังนั้นในปีนั้น ศึกยอดเขาสำนักคุนอู่ของพวกเขาพ่ายแพ้ ตอนนั้นพวกเขาไม่ได้ถูกเอาเปรียบแต่อย่างใด


   ตอนนี้เขามีโอกาสที่จะสนุก สังหารคนโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลที่ตามมา แล้วจะรออะไรอีก


   เช่นนั้นก็เปิดฉากสังหารกันเลย


   เมื่อทั้งสามคนเห็นซืออวี้เฉินยิ้มอย่างประหลาด ก็พลันกำลังสงสัยว่าเขาจะคลั่งอะไรอีก เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังฝ่ายตรงข้ามอย่างกะทันหัน


   สายตาที่มองมานี้เต็มไปด้วยจิตสังหาร ไร้ซึ่งรอยยิ้มใดๆราวกับเทพแห่งความตายที่โผล่มาจากปรภพ ทำให้หัวใจของพวกเขาสั่นสะท้านไปตามๆกัน


   ลูกศิษย์จำนวนมากของตำหนักหลัวฝู พุ่งเข้าหาสำนักชิงเสวียน


   ซืออวี้เฉินและเสิ่นหลีเสียนที่ยืนเรียงกันอยู่ ได้ปะทะเข้ากับลูกศิษย์ตำหนักหลัวฝู


   ในภพปีศาจ เสิ่นหลีเสียนเคยถูกท่านตาที่เป็นขอบเขตพ้นพิบัติขั้นปลายฟาดฝ่ามือใส่ และในปรภพ เขาก็เคยสกัดกั้นขอบเขตพ้นพิบัติที่จักรพรรดิปรภพส่งมาเฝ้าพวกเขา


   หากฝ่ายตรงข้ามเป็นขอบเขตพ้นพิบัติ เขาอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่เมื่อเฉอจ้งเวยจากไป ที่เหลือมีผู้ฝึกตนที่การฝึกฝนสูงสุดไม่เกินขอบเขตมหายานขั้นปลายเท่านั้น และคนพวกนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย


   เขาผู้มีสายเลือดของสองสายพันธุ์ อีกทั้งในตอนนี้ยังได้รับพลังเสริมจากศิษย์น้องหญิงห้า ภายใต้เงื่อนไขที่เหนือกว่าเช่นนี้ เขาก็เริ่มฟันฝ่ายตรงข้ามราวกับหั่นผัก หั่นแตง


   ลูกศิษย์ตำหนักหลัวฝูที่ถูกเขาฟันเบิกตากว้าง เขาไม่คิดว่าคนผู้นี้จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าเพียงสองสามกระบวนท่า พวกที่ถูกโจมตีก็รับมือไม่ไหวแล้ว พวกเขาจึงรีบตะโกนเรียกพี่น้องร่วมสำนักที่อยู่ข้างๆให้มาช่วยกัน


   ไม่นาน พี่น้องร่วมสำนักของเขาก็ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือ คนพวกนั้นจึงไม่รอช้ารีบวิ่งเข้ามา ทว่าเสิ่นหลีเสียนและซืออวี้เฉินได้ร่วมแรงร่วมใจกัน สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ เปลี่ยนให้ฝ่ายตรงข้ามพวกเขาดูอนาถมากยิ่งขึ้น


   ศิษย์ตำหนักหลัวฝูซาบซึ้งจนตาแดงก่ำ จึงเรียกพี่น้องร่วมสำนักอีกคนมาร่วมทุกข์ร่วมสุขอีก


   ในเวลานี้ กู้หลินเยวียนที่อยู่ด้านข้าง และด้านหลังของพวกเขา ก็ปะทะกับลูกศิษย์ตำหนักหลัวฝูเช่นกัน การกลับมาครั้งนี้ นอกจากศิษย์น้องทั้งสี่ และหยางจิ่นโจวแล้ว


   เขาถือได้ว่าเป็นคนที่เก็บตัวที่สุด พูดน้อย และมักจะเงียบขรึม


   แต่ในช่วงหลายปีที่อยู่ในฟ่านอินเทียน ความงดงามเหนือโลกของเขา ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย เขายังดูสวยงามและอ่อนโยน ดังนั้นจึงมีคนมากมายโจมตีเขา ด้วยคิดว่าจะรังแกคนอ่อนแอได้ แต่เมื่อกู้หลินเยวียนชักกระบี่ขึ้นและฟัน.ลง กระบวนท่ารุนแรงและดุดันของเขา กลับไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของเขาเลย คนที่คิดจะรังแกเขาต้องพ่ายแพ้ไป


   กระบี่เดียวของเขา ได้ระเบิดศีรษะของลูกศิษย์ตำหนักหลัวฝู และหลังจากที่เลือดและสมองกระเด็นใส่หน้าเขาแล้ว พวกลูกศิษย์ตำหนักหลัวฝูที่กำลังจะเข้าร่วมการต่อสู้ ต่างก็ตกใจจนหน้าซีดไปในทันที


   "บ้าไปแล้ว! เขาคิดว่าตำหนักหลัวฝูของพวกเราอ่อนแอ อยากทำอะไรตามใจชอบก็ได้หรือ? เขาฆ่าคนโดยไม่กะพริบตาเสียด้วยซ้ำ เขาเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ!"


   "เดี๋ยวก่อน ถ้าข้าจำไม่ผิด เขาเคยฝึกฝนอยู่ที่ฟ่านอินเทียนใช่หรือไม่? นี่คือกระบวนท่าที่แท้จริงของฟ่านอินเทียนกระนั้นหรือ?"


   เสียงพูดเพิ่งจบลง กระบี่ของกู้หลินเยวียนก็มาอยู่ตรงหน้าเขาเสียแล้ว และอยู่ตรงหน้าผากพอดี ทำให้เขาตกใจ และต้องรีบป้องกันตัวทันที


   เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มแผ่นหลังทันที


   เขาหลบการโจมตีของกู้หลินเยวียนพ้นอย่างยากลำบาก ขณะที่เขากำลังจะถอนหายใจโล่ง.อก เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นเขาใช้มือบีบคอศิษย์น้องของตนจนหักคามือ


   ศิษย์น้องของเขานั้น แม้ว่าการฝึกฝนจะไม่เท่ากู้หลินเยวียนคนนี้ แต่นั่นก็เป็นขอบเขตมหายานขั้นกลางนะ ไม่ใช่หุ่นกระดาษเล็กๆ ทำไมเขาถึงฆ่าคนได้ง่ายดายเช่นนี้!


   ฝั่งนี้สังหารกันอย่างน่าสะพรึงกลัว ส่วนฝั่งนั้นหยางจิ่นโจวนั้นก็สังหารอย่างสะใจมิแพ้กัน


   เรื่องต้นอู๋โยวในปีนั้น หลังจากที่เขาถูกศิษย์น้องหญิงเล็กพาออกไปอย่างปลอดภัยแล้ว เขาก็ทบทวนตัวเองมาตลอด ว่าที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตสบายเกินไปหรือไม่?


   ภายใต้ความรู้สึกตำหนิตัวเองและความเสียใจที่ถักทอเข้าด้วยกัน เขาละทิ้งการทำอาหารที่ตนเองชอบมาหลายปี จากนั้นเขาก็ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง


   เขาไม่ได้ขอให้ตัวเองเปล่งประกายหรือแผ่ความร้อนได้ เขาเพียงแค่หวังว่าเมื่อมีโอกาสอีกครั้ง จะไม่เป็นภาระให้กับคนร่วมสำนักเท่านั้น


   โชคดีที่ความพยายามทั้งหมดได้รับผลตอบแทน เมื่อพวกนั้นคิดจะรุมโจมตีเหมือนครั้งก่อน เขาก็สามารถใช้กระบี่ในมือ ฟันทำลายความโลภและความฝันของพวกมันได้ทีละกระบี่ๆ


   เขาต้องการจบการต่อสู้และเข้าเมืองให้เร็วขึ้น มู่เซียวหรานไม่ได้ค่อยๆเล่นกับพวกมัน แต่เรียกสัตว์ภูตที่เขาเลี้ยงไว้ออกมาตั้งแต่เริ่มต้น


   ภายใต้การโจมตีและการถ่วงเวลาของสัตว์ภูต มู่เซียวหรานเก็บเกี่ยวชีวิตของศิษย์เหล่านั้นอย่างรวดเร็ว ท่าเก็บกระบี่และลงจากที่สูงราวกับเทพเจ้าแห่งสงคราม


   หากไม่ใช่เพราะที่นี่เป็นภพเซียน เขาคงเรียกอสูรผีออกมาแล้ว ถึงตอนนั้นก็จะสามารถฆ่าได้เร็วกว่านี้อีก


   ศิษย์ของตำหนักหลัวฝูนั้น มีจำนวนมากมาย แม้ว่าหลายคนจะถูกสกัดไว้ข้างหน้า แต่ก็ยังมีอีกมากที่พุ่งมาถึงด้านหลังของเขา


   จี้จื่อจั๋ววิ่งเข้ามา ตื่นเต้นจนตาแดงก่ำ เขามาที่เขาเติงเทียนหลายวันแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่สามารถต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลอะไร


   ก่อนหน้านี้ ในด่านที่สอง เขาอยากจะลงมือตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่น่าเสียดายที่คนอื่นเลือกที่จะถอยไป


   แต่ไม่เป็นไร สิ่งที่ควรมาก็มาถึงแล้ว เขาอดทนมานานแล้ว ถึงเวลาที่จะได้ฆ่าอย่างสะใจเสียที!


   "ศิษย์พี่หก พวกเราลองแข่งกันดูไหมขอรับ ว่าใครจะฆ่าได้มากกว่ากัน?"


   หนิงหมิงเฉิงเพิ่งปล่อยลูกไฟในมือออกไปเผาคู่ต่อสู้ เขาก็ได้ยินคำเชิญชวนอันโอหังของจี้จื่อจั๋ว


   "ได้เลย ข้าจะแสดงให้เจ้ารู้ ว่าทำไมเจ้าถึงอยู่อันดับเจ็ด"


   พูดจบ หนิงหมิงเฉิงก็ถือกระบี่ยาวไว้ในมือ มังกรไฟสายหนึ่งก่อตัวขึ้นในทันที มังกรตัวนั้นพุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้ที่ถูกเขาเผา ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังใช้พลังวิญญาณดับไฟอยู่นั้น


   หนิงหมิงเฉิงก็พุ่งเข้าไป ใช้กระบี่แทงจนทะลุหน้าอกของอีกฝ่ายโดยตรง ส่งให้อีกฝ่ายไปยังพื้นที่คัดออก


   เมื่อเห็นหนิงหมิงเฉิงดุดันและโหดเหี้ยมเช่นนั้น จี้จื่อจั๋วก็อึ้งไปชั่วขณะ


   จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่พบกัน เขายังเป็นนักพรตเต๋าที่เต้นระบำได้อยู่เลย


   ไม่ใช่สิ เป็นศิษย์พี่หกต่างหาก แค่ชอบเต้นรำโบกมือไปมา และทำนายโชคชะตาก็เท่านั้น


   เมื่อเห็นหนิงหมิงเฉิงกำลังจะไปจัดการคนต่อไปแล้ว เขาก็ตะโกนในใจว่า "แย่แล้ว" ชื่อเสียงของเขา ที่เคยเป็นอันดับหนึ่งในการก่อเรื่องของสำนักชิงเสวียนกำลังจะหายไป


   จี้จื่อจั๋วรีบรวบรวมสมาธิแล้วหันไปฆ่าศิษย์ของตำหนักหลัวฝูทันที


   แค่ตีกันเท่านั้นเอง เขาไม่มีทางแพ้อย่างแน่.นอน!


   ในขณะที่สองคนนี้ กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด อีกด้านหนึ่ง ฮวาซือฉิง โม่รั่วหลินและเคอซินหลาน


   สามคนที่อ่อนแอที่สุดถือปืนรุ่นใหม่ล่าสุด ยืนขวางอยู่ด้านหน้าของลู่ไป๋เวย


   เพื่อรับประกันความปลอดภัยของนาง


   โชคดีที่สหายร่วมสำนักด้านหน้า สกัดคนไว้มากมาย ทำให้มีไม่กี่คนที่สามารถบุกมาถึงด้านหลังสุดที่พวกนางอยู่


   มาหนึ่งคน ก็ยิงหนึ่งนัด ทั้งสามคนมีความแม่นยำในการยิงสูง ภายในสนามเสริมพลัง


   ร่างกายของพวกนางยิ่งเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วว่องไว ดังนั้นพวกนางจึงยิงไปพร้อมกับปรับมุมไป หากยิงนัดเดียวไม่ตาย สามนัดก็ต้องระเบิดสมองอีกฝ่ายได้แน่.นอน


   ด้วยวิธีนี้ พวกนางสามารถสังหารศัตรูได้สองคนในเวลาอันรวดเร็ว และคอยระวังศัตรูที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง



บทที่ 1347: ข้าสัญญา ว่าจะต้องฆ่ามันให้ได้!



   หลังจากที่สำนักชิงเสวียนและตำหนักหลัวฝูเปิดศึกกัน สายตาทุกคู่ที่อยู่ภายนอกเขาเติงเทียน ก็จับจ้องมาที่พวกเขา และผู้ที่ถูกจับจ้องมากที่สุดก็คือเฉอจ้งเวยที่เพิ่งจะยกระดับขึ้นสู่ขอบเขตพ้นพิบัติ


   อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาเห็นว่าเฉอจ้งเวยที่ต่อสู้อยู่ใต้ต้นเซียงซือ ไม่สามารถจัดการกับเผยลั่วไป๋ได้ในทันที แต่กลับปล่อยให้อีกฝ่ายรับมือกับการโจมตีของตนได้ทีละกระบี่ทีละกระบี่ และยังสามารถต่อสู้ จนเสมอกันในเวลาอันสั้น


   ทุกคนจึงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงทันที!!


   "ไม่จริงหรอกกระมัง? เผยลั่วไป๋เป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานขั้นปลาย แต่การฝึกฝนของเฉอจ้งเวยนั้น เหนือกว่าเขาอย่างชัดเจนมิใช่หรือ!"


   "ยังไม่แน่หรอก ข้าว่าดูต่อไปก่อนเถิด บางทีอาจเป็นเพราะเฉอจ้งเวยเพิ่งทะลวงขอบเขตพ้นพิบัติ แล้วอาการบาดเจ็บยังไม่หายดีก็ได้ ตอนนี้รากฐานของเขายังไม่มั่นคง ตอนนี้อาจจะยังปรับตัวไม่ได้ จึงยังไม่เข้าสู่สภาวะที่เหมาะสม"


   "ให้เวลาเขาอีกสักหน่อยเถิด หลังจากปรับตัวได้แล้ว เขาก็น่าจะสามารถเอาชนะเผยลั่วไป๋ได้ ไม่เช่นนั้น ขอบเขตพ้นพิบัติของเขาก็ถือว่าขึ้นมาเปล่าๆ สิ้นเปลืองทรัพยากรของตำหนักหลัวฝูไปเฉยๆ ทั้งยังรบกวนบรรพบุรุษขอบเขตพ้นพิบัติถึงสามท่านโดยใช่เหตุอีก!"


   "แต่ข้ารู้สึกว่าสถานการณ์นี้ ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่นะ เผยลั่วไป๋ยังคงมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ในขณะที่เฉอจ้งเวยดูเหมือนจะ... สับสนอยู่บ้าง"


   และในตอนที่เฉอจ้งเวยไม่สามารถทำร้าย หรือแม้แต่จะผลักไสเผยลั่วไป๋ได้ในการโจมตีครั้งแรก รอยยิ้มบนใบหน้าของประมุขตำหนักหลัวฝู ก็แตกสลายไปพร้อมกับความมั่นใจของเขา


   เมื่อสถานการณ์พัฒนาไป สีหน้าของเขาก็ยิ่งหนักอึ้งและดูแย่ลงเรื่อยๆ มือทั้งสองที่เคยวางอยู่บนเก้าอี้ กลับกำเข้าหากัน คิ้วขมวดแน่นจนแทบจะหนีบยุงตายได้หลายตัว


   เมื่อเวลาผ่านไป ภาพเหตุการณ์เหล่านี้ได้ปรากฏต่อสายตา เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้เข้าสู่โสตประสาท ความตกตะลึงและความสับสนของเขาค่อยๆกัดกร่อนตัวเขาเอง อีกทั้งเหตุการณ์นี้ก็ยังรบกวน และกระทบกระเทือนจิตใจของเขาไม่น้อย


   "ทั้งสองคนยังไม่ได้ตัดสินแพ้ชนะ แต่บางทีศิษย์ข้างนอกอาจจะ..."


   คำพูดนี้เพิ่งจะพูดได้ครึ่งเดียว ส่วนที่เหลือก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงหายใจเฮือก!


   เพราะเอาแต่สนใจที่ต้นเซียงซือ จึงยังไม่ได้มองออกไปข้างนอก ตอนนี้เขาจึงได้พบว่าในพื้นที่คัดออก มีคนเพิ่มขึ้นมากมายและยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย!


   ประมุขตำหนักหลัวฝู เดิมทียังคงติดตามการต่อสู้ของเฉอจ้งเวยอย่างใกล้ชิด เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สายตาของเขาก็เลื่อนไป มองยังพื้นที่คัดออกแวบหนึ่ง


   แค่มองเพียงแวบเดียว เขาก็เกือบจะเป็นลมไปเลย!


   คนในพื้นที่คัดออก มีคนของเขาอยู่ไม่น้อยจริงๆ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นศิษย์ของตำหนักหลัวฝู!


   เป็นไปได้อย่างไร? นี่มันเป็นไปไม่ได้! พวกเขามีจำนวนมากกว่า การฝึกฝนแข็งแกร่งกว่า


   ทำไมคนที่ถูกคัดออกทั้งหมดถึงเป็นคนของพวกเขาล่ะ?


   "ดูเหมือนว่าซืออวี้เฉินนี่ก็เก่งมากนะ! พวกขอบเขตมหายานขั้นปลายจากตำหนักหลัวฝูอยู่ต่อหน้าเขา เหมือนเป็นกระดาษเลย? ฮึ่ม... วิธีการสังหารของเขาช่างเฉียบคมจริงๆ! ถ้าไม่รู้ ข้าคงคิดว่าเขาเป็นนักฆ่ามืออาชีพไปแล้ว!"


   "ข้างๆเขา เสิ่นหลีเสียนก็ฆ่าอย่างบ้าคลั่งพอๆกันเลย แม้ว่าการฝึกฝนจะใกล้เคียงกันมาก แต่ทำไมเขาถึงดูเหมือนอยู่คนละระดับกับคู่ต่อสู้เลยเล่า? เขาสับคู่ต่อสู้เหมือนกับสับผักเลย!"


   "ดูคนๆนี้สิ คนนี้ยิ่งดุร้ายกว่าอีก! หน้าตาหล่อเหลา แต่ทำไมวิธีการฆ่าถึงได้รุนแรงนัก! แม้จะไม่ได้ตายจริง แต่ดูแล้วเจ็บปวดเหลือเกิน! ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ เขาฝึกฝนที่ฟ่านอินเทียน ไม่ใช่ว่าสวดมนต์มากเกินไปจนเสียสติหรอกนะ?"


   "เจ้าพูดแบบนี้ เจ้าอาวาสจะเห็นด้วยหรือ?"


   ในเวลานี้แม้แต่เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตบนแท่นวิญญาณ เมื่อเห็นแล้วก็อดถามไม่ได้


   "ท่านเจ้าอาวาส หลายปีมานี้ กู้หลินเยวียนไม่ได้ตั้งใจฝึกฝนในศาสตร์ธรรมมะเลยหรือ?"


   ต้องบอกว่านี่มันโหดเหี้ยมกว่าร้อยปีก่อนมากนัก เพียงแค่ภาพ ก็ทำให้คนทนไม่ไหวแล้ว


   ท่านเจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนถอนหายใจเบาๆ "อมิตาพุทธ ท่านลองไปดูคนอื่นก่อนไหม?"


   ในเวลานี้ เสียงโวยวายจากบนแท่นเมฆาดังมาอีก


   "คนพวกนี้บ้าไปแล้วหรืออย่างไร! พวกขอบเขตมหายานขั้นปลายแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งก็พอว่า แต่ทำไมพวกขอบเขตมหายานขั้นกลางก็เป็นบ้าตามไปด้วยล่ะ? พวกเขาเคยผ่านอะไรมา? ทำไมตอนนี้ถึงได้น่ากลัวนัก?"


   "ดูด้านหลังสุดสิ ศิษย์หญิงสามคนที่ไม่เก่งในการต่อสู้ ในมือของพวกนางถืออาวุธที่ปรมาจารย์หลอมศาสตราทำไว้ก่อนหน้านี้! อีกทั้งพวกนางยังยิงแม่นมากด้วย! ปืนคนละกระบอก สามนัดล้วนเข้าเป้าหมดเลย! พลังทำลายล้างนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน! ศิษย์ตำหนักหลัวฝูคนนั้น ไปรายงานตัวที่พื้นที่คัดออกแล้ว!"


   "ดูเหมือนว่า อาวุธที่นางรีบร้อนสร้างในวันทดสอบนั้น ที่แท้ก็เป็นแค่ของไร้ค่ากระนั้นรึ?" ประมุขหอเฟยซิงกล่าวอย่างตื่นเต้น "อาวุธที่นางทุ่มสร้างอย่างเต็มกำลังชิ้นนี้ ช่างทรงพลังเหลือเกิน!"


   "ถูกต้อง! หากศิษย์ที่ไม่เก่งด้านการต่อสู้ของพวกเรา มีอาวุธแบบนี้คนละหนึ่งชิ้น พลังการต่อสู้ของพวกเรา คงจะพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่.นอน!" ประมุขเกาะเผิงไหลตื่นเต้นจนดวงตาแดงก่ำ


   น่าแปลกที่ม่านเทียนฮวานั้น แม้จะไม่เก่งด้านการต่อสู้ แต่กลับผ่านด่านแล้วด่านเล่า ทั้งความเร็วและพลังของนางกลับไม่ได้ด้อยกว่าศิษย์ที่เชี่ยวชาญการต่อสู้เท่าไรเลย ที่แท้ก็เป็นเพราะอาวุธชิ้นนี้นี่เอง ดูเหมือนว่ามันจะเหมาะกับนางมากจริงๆ!


   "ศิษย์ตำหนักหลัวฝูดูแข็งแกร่งไม่น้อยเลย แต่ทำไมถึงพ่ายแพ้อย่างไม่เป็นท่าต่อหน้าสำนักชิงเสวียนเช่นนี้? พลังการต่อสู้ของพวกเขาลดลงหรืออย่างไร!"


   "ยังต้องถามอีกหรือ? เจ้าไม่เห็นสนามเสริมพลังนั่นหรือไร? ผู้ฝึกสนามเสริมพลังมีจำนวนน้อยยิ่งนัก เจ้าไม่เข้าใจความร้ายกาจของมัน! ในการต่อสู้หมู่เช่นนี้ เมื่อนางวางสนามเสริมพลังฝ่ายของนาง ทุกคนจะกลายเป็นดั่งเทพสงคราม ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ทั้งนั้น!"


   "นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นการต่อสู้ของผู้ฝึกสนามเสริมพลัง แต่ก่อนข้าไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับมันเลย แต่ตอนนี้ได้สัมผัสอย่างชัดเจนแล้ว มันช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน! หากข้ามีคนแบบนี้อยู่เบื้องหลัง ข้าคงตื่นเต้นจนเสียสติอย่างแน่.นอน!"


   "ดังนั้น กุญแจสำคัญอยู่ที่ลู่ไป๋เวยใช่หรือไม่? ไม่แปลกเลยที่มีคนสามคนคอยปกป้องนาง น่าแปลกที่นางยืนอยู่ท้ายสุดของกองทัพ หากว่าเราทะลวงไปจนถึงตัวนางได้ พลังของสำนักชิงเสวียนจะลดลงครึ่งหนึ่ง การต่อสู้ครั้งนี้ ก็อาจจะยังมีโอกาสชนะ"


   ทุกคนพูดคุยกันอย่างวุ่นวาย ประมุขตำหนักหลัวฝูกำมือแน่น และภาวนาให้พวกเขาใช้สมองสักหน่อย การกำจัดลู่ไป๋เวยคือกุญแจสำคัญ!!!


   อาจเป็นเพราะความจริงใจของประมุขตำหนักหลัวฝู และเพราะศิษย์ตำหนักหลัวฝูไม่ใช่คนโง่ พวกเขาจึงตระหนักได้อย่างรวดเร็ว ถึงข้อจำกัดที่สนามเสริมพลังมีต่อพวกเขา


   ดังนั้นพวกเขาจึงจับจ้องไปที่ลู่ไป๋เวยที่อยู่ท้ายสุดของสำนักชิงเสวียน


   ในเวลาอันสั้น พวกเขารวมกำลังศิษย์ และโจมตีไปที่ลู่ไป๋เวยอย่างรวดเร็ว


   แม้ว่าวิชาปืนของฮวาซือฉิง และอีกสองคนจะแม่นยำ แต่ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าทุกนัดจะถูกจุดสำคัญ แม้จะโดนก็ไม่แน่ว่าจะตายทันที


   ดังนั้นตอนนี้จึงมีคนมากมายหลั่งไหลเข้ามา ทำให้พวกนางวุ่นวายขึ้นมาทันที


   ไม่นาน ศิษย์ตำหนักหลัวฝูที่ฝ่าสมรภูมิกระสุนของพวกนางโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ก็ได้บุกมาถึงเบื้องหน้าพวกนางแล้ว


   ปืนในมือยิงได้ดีในระยะไกล แต่เมื่อถูกประชิดตัวก็ไร้ประโยชน์


   เมื่อเห็นกระบี่ยาวฟันลงมาจากเหนือศีรษะ และศิษย์ตำหนักหลัวฝูที่มีบาดแผลเต็มตัวตรงหน้ากำลังพยายามสุดชีวิตที่จะสังหารนาง หัวใจของฮวาซือฉิงแทบจะหลุดออกมาจากลำคอ


   แต่ในวินาทีถัดมา ร่างของศิษย์ผู้นั้นก็ชะงักกึก กระบี่ยาวไม่ได้ฟันลงมา เพราะหน้าอกของเขาถูกแทงทะลุเสียก่อน


   หลังจากที่เขาล้มลงและหายไป ด้านหลังก็ปรากฏใบหน้ายิ้มแย้มของเยี่ยหลิงหลง


   "ศิษย์พี่อย่าตกใจไป ข้ายังอยู่นี่นะเจ้าคะ"


   เมื่อนางพูดจบ ศิษย์ตำหนักหลัวฝูคนอื่นๆที่อยู่ด้านข้างก็พุ่งเข้ามาตรงหน้าเคอซินหลานและโม่รั่วหลิน แต่เยี่ยหลิงหลงยังคงอยู่ตรงหน้าฮวาซือฉิง และไม่สามารถแบ่งกำลังได้ สิ่งนี้ทำให้หัวใจของนางบีบรัดขึ้นมาทันที


   แต่ไม่นาน ศิษย์ตำหนักหลัวฝูที่อยู่ตรงหน้าเคอซินหลานและโม่รั่วหลินก็ไม่สามารถสังหารพวกนางได้สำเร็จ


   แต่กลับถูกกระบี่แทงทะลุร่างอย่างรุนแรง


   ในตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงยิ้ม พลางยกกระบี่สีเทาหม่น ที่ไม่มีประกายแสงแม้แต่น้อยในมือขึ้น


   "กระบี่สองเล่มนั้นเรียนรู้ที่จะต่อสู้ด้วยตัวเองแล้ว ส่วนเล่มนี้..."


   "ข้าก็สามารถต่อสู้ได้ด้วยตัวเองเหมือนกันนะ ข้าจะสลับกับพวกมันเอง! แค่.มนุษย์ธรรมดาเท่านั้น ข้าสัญญาว่าจะสังหารพวกมัน ให้ไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว!"



บทที่ 1348: จุดพลิกผันมาถึงแล้ว!



   เมื่อได้ยินกระบี่เล่มนี้พูด ฮวาซือฉิงถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ โม่รั่วหลินและเคอซินหลานก็หันหน้ามาในทันที


   นางมองกระบี่เล่มนี้ด้วยความตกตะลึง


   โดยเฉพาะโม่รั่วหลินที่มองมันจนตาแดงก่ำ นางเป็นถึงปรมาจารย์หลอมศาสตราระดับสูงสุดในภพเซียน แต่อาวุธที่นางหลอมหรือของวิเศษใดๆของนางก็ไม่เคยมีจิตวิญญาณมาก่อน


   แต่ศิษย์น้องหญิงเล็กกลับครอบครองกระบี่ที่มีจิตวิญญาณกระบี่ถึงสามเล่มในเวลาเดียวกัน!


   จิตวิญญาณกระบี่ที่หายากยิ่ง ทำไมเมื่อมาอยู่กับนาง


   ถึงได้มีมากมายราวกับขายส่งเช่นนี้!


   แล้วเมื่อครู่กระบี่เล่มนี้พูดว่าอะไรนะ?


   ไม่นาน ดวงตาที่แดงเรื่อของโม่รั่วหลิน ก็ยิ่งแดงขึ้นอีก


   แต่คราวนี้เป็นเพราะความโกรธ


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก กระบี่เล่มนี้ของเจ้า ดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อฟังนะ มันคงมีความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างมาก หากเจ้าไม่ว่าอะไร ข้าขอรับไปสั่งสอนสักหน่อย บางทีอาจจะช่วยแก้ไขความคิดที่ผิดๆ ของมันให้กลับมาถูกต้องได้"


   ในตอนนี้ แม้แต่ฮวาซือฉิงผู้มีนิสัยใจดี ก็ยังขมวดคิ้วพลางพยักหน้าอย่างแรง เคอซินหลานถึงกับอดไม่ไหวต้องเอ่ยปากเห็นด้วย


   "ถูกต้องแล้ว ศิษย์น้องหญิงเล็ก กระบี่เล่มนั้นดูเหมือนจะไม่รู้ ว่าตัวเองมีสถานะอะไร ไม่แน่ว่าสุดท้ายอาจจะทรยศเจ้า และก่อความผิดพลาดในช่วงเวลาสำคัญก็ได้นะ"


   เมื่อกระบี่มารได้ยินเช่นนั้น ก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที


   "พวก...พวกท่านอย่าพูดเหลวไหลสิ ความคิดข้าน่ะปกติดีมาก ความเข้าใจข้าก็ถูกต้องดีมากด้วย แต่เมื่อครู่ข้าแค่พูดผิดเท่านั้น ข้าหมายถึงพวกเรามนุษย์ พวกเราเป็นมนุษย์!"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทั้งสามคนก็อึ้งไปอีกครั้ง ไม่คิดว่ากระบี่เล่มนี้นอกจากจะไม่เชื่อฟังแล้ว จิตวิญญาณยังมีปัญหาใหญ่อีกด้วย


   โม่รั่วหลินถอนหายใจอย่างเสียดาย "ศิษย์น้องหญิงเล็กมันคงไม่สามารถช่วยได้แล้ว ได้แต่ต้องหลอมใหม่เท่านั้น"


.....


   กระบี่มารได้ยินเช่นนั้นก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที


   มันกำลังจะด่า แต่ใครจะรู้ว่าถูกเยี่ยหลิงหลงยิ้ม แล้วดีดที่ตัวกระบี่


   ทำให้มันสั่นหึ่งๆไปทันที


   "อย่าเพิ่งร้อนใจไปสิเจ้าคะ รอให้มันสู้จบรอบนี้ก่อน ข้าจะส่งมันไปให้ศิษย์พี่หญิงสี่ดูเอง ถ้ารอบนี้สู้ได้ดี ก็แค่เคาะๆ แต่ถ้าสู้ไม่ดี ก็ต้องทิ้งลงเตาหลอม"


   กระบี่มารสั่นทั้งตัว รีบเอ่ยปากแสดงจุดยืนทันที


   "ข้าสู้ได้สิบคน! ให้พวกเขาบุกมาเลย!"


   "ดี! งั้นก็สู้สิบคนนะ!"


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ แล้วพุ่งไปมาอย่างรวดเร็วที่ด้านหลังของสำนักชิงเสวียน


   นางจัดการกับเหล่าศิษย์ตำหนักหลั่วฝูที่บุกเข้ามาอย่างบ้าระห่ำทีละคน


   เคอซินหลานและอีกสองคนกลับมายืนรวมกันในทันที พวกนางเปลี่ยนกลยุทธ์ ไม่รุมโจมตีคนเดียวจนตายอีกต่อไป เพราะวิธีนั้นเสียเวลามากเกินไป


   พวกนางเห็นใครก็โจมตีคนนั้น หลังจากทำให้บาดเจ็บแล้ว ก็ส่งต่อให้ศิษย์น้องหญิงเล็กไปเก็บ


   แท้จริงแล้ว ศิษย์น้องหญิงเล็กฆ่าคนง่ายกว่าพวกนางมากนัก


   ภายใต้รูปแบบการทำงานนี้ พวกนางประสบความสำเร็จ ในการต้านทานการโจมตีเฮือกสุดท้ายของศิษย์ตำหนักหลัวฝู และพวกนางก็ปกป้องลู่ไป๋เวยไว้ได้ ไม่ให้นางได้รับผลกระทบใดใดเลยแม้แต่น้อย


   ในเวลานี้ ผู้ชมการต่อสู้ภายนอกเขาเติงเทียน ยังคงคึกคักอย่างมาก


   "สำนักชิงเสวียนต้านไว้ได้แล้ว! ศิษย์ตำหนักหลัวฝูได้เปิดฉากโจมตีเฮือกสุดท้ายเพื่อสังหารลู่ไป๋เวยถึงสองครั้ง แต่ทั้งหมดถูกศิษย์หญิงกลุ่มนั้นของสำนักชิงเสวียนขัดขวางไว้ได้!"


   "อาวุธเสริมทั้งสามชิ้นนั้น ใช้งานได้ดีจริงๆ แต่ก็มีข้อเสียไม่น้อย แต่ไม่เป็นไร พวกนางยังมีเยี่ยหลิงหลงอีกคน พลังการต่อสู้ของเยี่ยหลิงหลงแข็งแกร่งกว่าศิษย์หญิงคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัดเลยนะ"


   "จะทำอย่างไรดี? หากตำหนักหลัวฝูทำลายสถานการณ์นี้ไม่ได้ พวกเขาก็จะถูกสำนักชิงเสวียนกวาดล้างไปอีกรอบนะ"


   ประมุขตำหนักหลัวฝูจ้องมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าหม่นหมอง ริมฝีปากเม้มแน่นไม่เอ่ยวาจาใด มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่น ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้น


   "ดูเร็ว! ที่ด้านหลังสุดของสำนักชิงเสวียน! จุดพลิกสถานการณ์มาถึงแล้ว!"


   "ดูศิษย์ตำหนักหลัวฝูนั่นสิ มีคนสองกลุ่มพุ่งเข้าโจมตีด้านหลัง ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าพวกเขาแอบอ้อมไปที่ด้านหลังสุดของสำนักชิงเสวียน! และคนผู้นี้ก็มีการฝึกฝนอยู่ในขอบเขตมหายานขั้นปลาย! นี่คือกลยุทธ์ที่แท้จริงของศิษย์ตำหนักหลัวฝูหรือ?"


   "ฮือ... ศิษย์ตำหนักหลัวฝูช่างฉลาดจริงๆ! หลังจากที่พวกเขาเสียเปรียบไปในด่านที่สอง พวกเขาก็ใช้กลยุทธ์เดียวกันนี้มาต่อกรกับสำนักชิงเสวียนในด่านที่สาม!"


   "มีหวังแล้ว! คราวนี้มีหวังจริงๆ! ศิษย์หญิงสนับสนุนทั้งสี่คนที่อยู่ด้านหลังของสำนักชิงเสวียน ล้วนอยู่ในขอบเขตมหายานขั้นต้น ส่วนเยี่ยหลิงหลงที่พอจะต่อสู้ได้ ก็เพียงแค่ขอบเขตบูรณาการขั้นปลาย แต่ศิษย์ตำหนักหลัวฝูที่อ้อมไปนั้นอยู่ในขอบเขตมหายานขั้นปลาย! เขาสามารถจัดการพวกนางได้ในเวลาอันสั้นอย่างแน่.นอน!"


   ในขณะผู้คนภายนอกเขาเติงเทียน กำลังตะโกนด้วยความตื่นเต้น ภายในเขาเติงเทียน


   ศิษย์ขอบเขตมหายานขั้นปลายที่อ้อมหลังมาสำเร็จ เขาได้ชูกระบี่ยาวในมือขึ้น หมายจะโจมตีพวกนางในจังหวะที่ไม่ทันตั้งตัว


   เขาฟันกระบี่ลงมา ฮวาซือฉิงที่อยู่ใกล้เขาที่สุด ถูกโจมตี


   นางถูกซัดกระเด็น จนร่างของนางกลิ้งไปกับพื้น


   แต่ศิษย์ผู้นั้นไม่ได้เข้าไปซ้ำอีก เพราะเขารู้ว่าเวลาของตนมีค่า หากจะสังหารพวกนางทีละคน ศิษย์สำนักชิงเสวียนที่กำลังต่อสู้อยู่ด้านหน้า จะตอบโต้ได้ทันแน่.นอน


   เป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียว


   นั่นก็คือ ลู่ไป๋เวย!!!


   หากนางตาย สถานการณ์ก็จะเปลี่ยนไป


   ส่วนคนอื่นๆค่อยๆจัดการทีหลังก็ยังได้


   ดังนั้น หลังจากที่เขาใช้กระบี่แทงฮวาซือฉิงจนบาดเจ็บแล้ว กระบี่ที่สองของเขาก็พุ่งเข้าโจมตีโม่รั่วหลินที่อยู่ใกล้นางที่สุด


   และยังแทงเคอซินหลานที่รู้ตัว และหันกลับมาเพื่อป้องกันลู่ไป๋เวยไปอีกกระบี่หนึ่ง


   สามกระบี่ถูกแทงออกไป


   ศิษย์หญิงสามคนที่ยืนขวางอยู่ข้างกายลู่ไป๋เวยได้รับบาดเจ็บ


   ดังนั้น เขาจึงแทงกระบี่ที่สี่ใส่ลู่ไป๋เวยด้วยความเร็วสูงสุด


   แต่เมื่อกระบี่ที่สี่ถูกแทงออกไป ยังไม่ทันได้แตะตัวลู่ไป๋เวยก็ถูกเยี่ยหลิงหลงที่อยู่ใกล้ที่สุดป้องกันไว้เสียก่อน


   เขาหัวเราะเย็นชา ตอนที่เขาฟันกระบี่ออกไปสี่ครั้ง เขาใช้เวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ เวลาเท่านี้ ไม่เพียงพอให้ศิษย์ชายด้านหน้าหันกลับมา ดังนั้นกระบี่ที่ห้าของเขาจึงฟันเข้าใส่เยี่ยหลิงหลง


   เขาเกลียดนางมานานแล้ว


   หลังจากที่เขาฆ่าลู่ไป๋เวย คนต่อไปที่ต้องตายก็คือเยี่ยหลิงหลงนั่นเอง!!


   อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาแทงกระบี่ที่ห้าใส่เยี่ยหลิงหลง ลู่ไป๋เวยก็ฉวยโอกาสนี้ เปลี่ยนตำแหน่งของตนเองไปอย่างรวดเร็ว เพื่อออกห่างจากเขา


   เมื่อระยะห่างถูกดึงออกไป ใบหน้าของศิษย์ผู้นั้นก็หม่นลงทันที กระบี่ที่แทงไปยังเยี่ยหลิงหลงจึงใช้แรงเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน


   เขาเคยคิดว่าเยี่ยหลิงหลงจะได้รับบาดเจ็บสาหัสทันที ภายใต้การโจมตีที่ใช้พลังแปดส่วนของเขา เยี่ยหลิงหลงถอยหลังและได้รับบาดเจ็บจริงๆ แต่นางถอยหลังเพียงห้าก้าวก็หยุดลง


   เลือดที่มุมปากของนางยังไม่ทันได้ยกมือขึ้นเช็ด ร่างของนางก็หายไปแล้ว


   เมื่อกลับมาปรากฏตัว นางยืนตัวตรง ราวกับไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน และนางยังคงยืนขวาง ระหว่างเขากับลู่ไป๋เวยเช่นเดิม


   ศิษย์จากตำหนักหลัวฝู ไม่คาดคิดว่าเยี่ยหลิงหลงจะรอดไปได้ นางไม่ได้บาดเจ็บสาหัสเสียด้วยซ้ำ นี่มันเป็นไปได้อย่างไร? นางเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการขั้นปลายเท่านั้นรี่!


   อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เขายังคงตกตะลึง เยี่ยหลิงหลงกลับถือกระบี่ในมือพุ่งเข้าหาเขา นางกำลังจะโจมตีก่อน! นางบ้าไปแล้วหรือ!


   เยี่ยหลิงหลงยกมุมปากขึ้น เป็นรอยยิ้มที่พอใจอย่างมาก นางชอบดูสีหน้าตกตะลึงจนและพูดไม่ออกของผู้อื่น


   มันน่ารักดี!


   พอความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้น นางก็ฟันกระบี่ใส่ศิษย์ขอบเขตมหายานขั้นปลายของตำหนักหลัวฝูไปแล้ว


   เขาตอบสนองอย่างรวดเร็ว รีบยกกระบี่ขึ้นรับ ดังนั้นทั้งสองจึงต่อสู้กัน


   ศิษย์คนนั้นอาศัยการกดดันด้วยการฝึกฝนอันทรงพลัง


   กระบวนท่ากระบี่ของเขาหนักหน่วงกว่ากระบี่ของนาง


   แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า เยี่ยหลิงหลงที่อยู่ต่ำกว่าเขาหนึ่งระดับ หลังจากได้รับบาดเจ็บไปแล้ว เมื่อนางโจมตีกลับมา กระบี่ของนางจะดุดันกว่ากระบี่ของเขา


   ดุดันราวกับว่าการฝึกฝนขอบเขตบูรณาการขั้นปลายของนาง เป็นเพียงภาพลวงตา


   วิชากระบี่ของนาง ไม่เพียงแต่ชำนาญทุกกระบวนท่า แต่ทุกกระบี่ยังปล่อยแสงสีทองออกมา เมื่อแสงสว่างเปล่งประกาย พลังกดดันก็ระเบิดออกมาพร้อมกัน


   ทุกกระบี่ล้วนแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ



บทที่ 1349: พ่ายแพ้อย่างราบคาบ!



   หากไม่ใช่เพราะการฝึกฝนของนางอยู่เพียงแค่ขอบเขตบูรณาการขั้นปลาย ด้วยกระบวนท่ากระบี่อันยอดเยี่ยม พลังธาตุทอง รวมถึงท่วงท่าอันดุดันของนาง เขาคงรับกระบี่ของนางไม่ถึงสามกระบวนท่าเสียด้วยซ้ำ


   ก่อนหน้านี้ ในด่านแรก ก้าวสู่เส้นทางเซียน เขาได้ยินว่านางเคยพลิกสถานการณ์ เอาชนะผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานขั้นต้นจากสำนักหยวนอู่ได้ ตอนนั้นเขายังเยาะเย้ยอยู่เลย ว่าสำนักหยวนอู่ล้วนเป็นพวกไร้ค่า แต่ตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่า สำนักหยวนอู่นั้นไร้ค่าจริงๆ แต่นางก็แข็งแกร่งจริงๆเหมือนกัน!


   ยิ่งต่อสู้เขายิ่งรู้สึกยากลำบาก ยิ่งต่อสู้ยิ่งต้องถอยหลัง เขากัดฟันแน่น เหงื่อผุดเต็มศีรษะ เขาพยายามอย่างหนักในการรับมือกับทุกกระบวนท่าของเยี่ยหลิงหลง


   และเขาก็คอยหาโอกาสโต้กลับอยู่ตลอดเวลา


   โชคดีที่โอกาสนั้นมาถึงจริงๆ เขาอาศัยการฝึกฝนอันแข็งแกร่งของตนเองกดดันนาง สุดท้ายก็หาโอกาส ฟันกระบี่ลงบนไหล่ของเยี่ยหลิงหลงได้


   ในขณะที่นางพยายามหลบหลีก เขาจึงรีบฉวยโอกาส เลื่อนกระบี่ลงอย่างรวดเร็ว คมกระบี่กรีดแขนของนาง เป็นแผลยาวอย่างรุนแรง


   เขาคิดว่าการกรีดครั้งนี้ อย่างน้อยก็น่าจะทำให้แขนของเยี่ยหลิงหลงพิการ แต่เมื่อกรีดลงไปจริงๆ เขากลับพบว่าแขนของเยี่ยหลิงหลง แข็งแกร่งกว่าปกติ หรืออาจจะเป็นเพราะชุดที่นางสวมใส่ มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งมากกระนั้นหรือ


   เขากรีดลงมาอย่างรุนแรง แม้จะทำให้แขนของเยี่ยหลิงหลงบาดเจ็บได้จริง แต่ก็ห่างไกลจากที่เขาคาดหวังว่าไว้ ว่าอีกฝ่ายจะต้องเป็นแผลลึกถึงกระดูก


   ในใจของเขาเริ่มร้อนรน เพราะเยี่ยหลิงหลงถ่วงเวลาไปมากแล้ว นานพอที่พวกศิษย์พี่ของนางจะกลับมาได้ แต่โชคดีที่ศิษย์พี่ของนางดูเหมือนจะถูกพวกร่วมสำนักของเขาขัดขวางไว้ ไม่มีใครสามารถมาถึงตรงนี้ได้เลย


   แต่การต่อสู้แบบนี้ ไม่ใช่วิธีที่ดี เพราะยิ่งถ่วงเวลานานเท่าไร แผนการก็ยิ่งยากที่จะสำเร็จ เขาต้องจัดการกับเยี่ยหลิงหลงให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้เข้าถึงลู่ไป๋เวยได้


   ภายนอกเขาเติงเทียน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเรื่อยๆ


   "ต่อสู้กันมานานขนาดนั้น ในที่สุดก็ทำให้เยี่ยหลิงหลงบาดเจ็บได้อีกครั้ง ช่างยากเหลือเกิน! เยี่ยหลิงหลงเก่งกาจเหลือเกิน! ข้ามขั้นไปหนึ่งระดับใหญ่เลยนะ! นางสามารถต้านผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานขั้นปลายจากตำหนักหลัวฝูได้จริงๆ!"


   "ไม่จริงใช่หรือไม่? นางเป็นนักวาดยันต์จริงๆหรือ? ไม่ใช่ใช่ไหม ไม่ใช่แน่นอน? ข้าไม่เห็นนางใช้กระดาษยันต์เลยนี่! นางต้องเป็นผู้ฝึกกระบี่แน่ๆ!"


   "แต่มันแปลกนะ นางถ่วงเวลาไปมากแล้ว ทำไมไม่มีใครมาช่วยนางเลย? พวกศิษย์พี่ของนางไม่มีใครว่างเลยหรือ?"


   "ไม่รู้สิ เยี่ยหลิงหลงบาดเจ็บแล้ว นางคงทนได้อีกไม่นานแล้วล่ะ..."


   คนผู้นั้นยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นเยี่ยหลิงหลงที่ถูกทำให้บาดเจ็บก้มลงมองแขนของตัวเองแวบหนึ่ง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น ยิ้มบางๆให้กับคู่ต่อสู้ของนาง


   จากนั้น แขนที่มีเลือดไหลของนาง ก็หยุดไหลทันที แสงสีเขียวอ่อนสายหนึ่งห่อหุ้มแขนของนางไว้ บาดแผลบนแขนของนาง เริ่มฟื้นฟูและสมานตัวอย่างเห็นได้ชัด!


   ภาพนี้ทำให้คู่ต่อสู้ของนางตกตะลึงไปทันที


   "เจ้า… เจ้ารู้วิธีรักษาตนเอง เจ้าเป็นฝึกตนธาตุไม้หรือ?! เจ้าไม่ใช่คนธาตุทอง แต่ก่อนหน้านี้ตอนการทดสอบปรมาจารย์ยันต์ เจ้าเป็นคนธาตุลม เจ้า...เป็นฝึกฝนสามธาตุหรือ?"


   "เจ้าว่าอย่างไรก็อย่างนั้นแหละ" เยี่ยหลิงหลงยิ้มพลางกล่าว "ข้าไม่เล่นกับเจ้าแล้วนะ"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ศิษย์ของตำหนักหลั่วฝูก็กำกระบี่ในมือแน่น สีหน้าเคร่งเครียด.ลง


   "เจ้าคิดจะหนีหรือ? เป็นไปไม่ได้หรอก!"


   "ไม่ใช่เสียหน่อย"


   เยี่ยหลิงหลงโยนกระบี่สีเทาหม่นในมือไปข้างหลังอย่างไม่ใส่ใจ


   "ทางนั้นแรงกดดันไม่มากแล้ว รีบไปเปลี่ยนกับหงเยี่ยนซะ"


   เสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ดีใจ ผสมกับความสุขอันไร้ขอบเขตดังขึ้น


   "ได้เลย!"


   หลังจากพูดจบ กระบี่มารก็วิ่งไปแทนที่หงเยี่ยนด้วยความตื่นเต้น


   เมื่อเห็นภาพนี้ ศิษย์ตำหนักหลัวฝูก็ตกตะลึงจนเบิกตากว้างอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขายังเยาะเย้ยนางอยู่เลย ว่าทำไมถึงถือกระบี่เก่าๆสกปรกอยู่ได้


   แต่ผลปรากฏว่ากระบี่เล่มนี้มีจิตวิญญาณกระบี่!


   นั่นคือจิตวิญญาณกระบี่เชียวนะ!


   ยังไม่ทันที่เขาจะยอมรับความจริงนี้ กระบี่อีกเล่มที่มีหมอกแสงสีแดงรายล้อมก็บินมาหาเยี่ยหลิงหลง


   กระบี่เล่มนี้ไม่ต้องพูดถึง แค่มองก็รู้ว่าเป็นของชั้นเยี่ยมแน่.นอน


   ใจของเขายังไม่ทันจะสั่นสะท้าน ก็ได้ยินเสียงใสๆจากกระบี่เล่มนั้น


   "ข้ามาแล้ว! รับข้าเร็ว!"


   กระบี่เล่มนี้ก็มีจิตวิญญาณกระบี่ด้วยรึ!


   เดี๋ยวสิ ทำไมนางถึงมีกระบี่ที่มีจิตวิญญาณกระบี่สองเล่มเลยล่ะ จิตวิญญาณกระบี่ไม่มีค่าเลยหรืออย่างไร?


   ยังไม่ทันที่เขาจะตั้งสติจากความตกตะลึงได้ เยี่ยหลิงหลงก็ชูกระบี่ชั้นเยี่ยมเล่มนั้น ฟันเข้าใส่เขา


   เขารีบยกกระบี่ขึ้นป้องกันอย่างรีบร้อนทันที


   การป้องกันครั้งนี้ พลังของเยี่ยหลิงหลงถ่ายทอดจากกระบี่ของนาง เข้าสู่กระบี่ของเขา


   ทำให้กระบี่ของเขาสั่นสะเทือน ทั้งโคนนิ้วปวดร้าวไปหมด แขนทั้งท่อนก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง


   กระบี่นี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!


   พลังการต่อสู้ของเยี่ยหลิงหลงยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น ภายใต้การเสริมพลังของกระบี่เล่มนี้


   ก่อนเปลี่ยนกระบี่ เขาต่อสู้อย่างยากลำบากอยู่แล้ว หลังจากเปลี่ยนกระบี่ เยี่ยหลิงหลงกดดันเขาและซัดเขาอย่างบ้าคลั่ง


   เขาถอยหลังไปเรื่อยๆขณะต่อสู้


   จนกระทั่งไม่มีที่ให้ถอยอีกต่อไป เขาถูกเยี่ยหลิงหลงบีบจนหมดทางหนี และสุดท้ายเขาก็ดิ้นรน ต่อสู้อย่างบ้าคลั่งอีกหลายครั้ง พยายามอย่างยากลำบากที่จะทำให้เยี่ยหลิงหลงมีรอยแผลเพิ่มอีกหลายแห่ง


   แต่ในที่สุดก็ทนไม่ไหว


   ในขณะที่กระของเยี่ยหลิงหลงกำลังจะแทงทะลุหัวใจของเขา และเขาไม่มีทางหลบเลี่ยงได้อีกแล้ว


   ทันใดนั้น กระบี่สีดำเล่มหนึ่งก็บินมาจากด้านหน้า


   เขากำลังจะดีใจ คิดว่ามีทางพลิกสถานการณ์ แต่คราวนี้กลับถูกกระบี่สีดำเล่มนั้นแทงทะลุหัวใจ จบการทดสอบทั้งหมดของเขาไปทันที


   "เจ้ามัวแต่อืดอาดอยู่ได้? ทางโน้นเกือบจะสู้เสร็จแล้ว แต่เจ้ายังฆ่าคนคนเดียวไม่ได้ น่าอับอายไหมเนี่ย?"


   ‘หา?’


   กระบี่เล่มนี้พูดได้ด้วยหรือ?


   เป็นเพียงภาพหลอนของเขาหรืออย่างไร?


   ใช่ มันต้องเป็นภาพหลอนก่อนตายอย่างแน่.นอน


   แม้ว่าจะไม่ได้ตายจริงๆ แต่มันต้องเป็นภาพหลอนแน่.นอน!!!


   เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้น และฟาดกระบี่ลงบนตัวเสวียนอิ่ง


   "คราวนี้เจ้าปากมากเกินไปแล้ว ทำสมองหายไปหรือไร ลืมไปแล้วหรือว่าตอนนี้เจ้ายังต้องพึ่งพาผู้อื่นอยู่?"


   เสวียนอิ่งสะดุ้งทั้งร่าง มันไม่ส่งเสียงอีกต่อไป


   ใช่แล้ว มันเพลินไปหน่อย เกือบลืมไปว่ามันเป็นเพียงสิ่งของที่น่าสงสารชิ้นเล็กๆที่ถูกเจ้านายทอดทิ้งเอาไว้


   แต่พอคิดอีกที


   ไม่ใช่เลย มันคือหูตาที่เจ้านายทิ้งไว้ข้างกายนางต่างหาก มันจะต้องคอยจับตาดูนางตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้นางมีใจคิดทรยศ!


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพาหงเยี่ยนกลับสู่สนามรบ นางเห็นกระบี่มารนั้นกำลังทั้งตีคน และโดนตี แต่โดนตีมากกว่าตีคนอื่นเสียอีก


   เห็นแล้วช่างน่าขบขันเหลือเกิน


   แต่นางจะไม่ช่วยมันหรอก แค่มนุษย์ธรรมดาเท่านั้น


   นั่นคือสิ่งที่มันสมควรได้รับแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงกลับเข้าสู่สนามรบอย่างไร้อารมณ์ แต่ภายนอกเขาเติงเทียนกลับเกิดความโกลาหลอย่างหนัก!


   "เยี่ยหลิงหลงชนะจริงๆด้วย! ขอบเขตบูรณาการสู้กับขอบเขตมหายาน นางชนะได้อย่างไร! พลังการต่อสู้ของนางน่าสะพรึงกลัวเพียงใดกัน แข็งแกร่งเหลือเกิน!"


   "มีแค่ข้าหรือที่ตกใจ? นางคุมกระบี่สามเล่มพร้อมกันได้จริงๆหรือ? ทำไมดูเหมือนกระบี่แต่ละเล่มมีความคิดเป็นของตัวเองเลยล่ะ! ข้าจะบ้าตาย พวกเขาพูดอะไรกันตอนต่อสู้นะ? ข้าไม่ได้ยินเลย!"


   "ให้ตายสิ!!! ทุกคนในสำนักชิงเสวียนล้วนแข็งแกร่ง ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นจริงๆ! ไม่แปลกเลยที่ไม่มีใครมาช่วยนาง เพราะนางไม่ต้องการความช่วยเหลือนี่เอง! นางเก่งเหลือเกิน ยอดเยี่ยมเหลือเกิน!"


   หลังจากเสียงอุทานนั้นจบลง เสียงร้องตกใจที่ดังกว่าก็ดังขึ้น!


   "การต่อสู้ใต้ต้นเซียงซือจบลงแล้ว! ขอบเขตมหายานสู้กับขอบเขตพ้นพิบัติ เผยลั่วไป๋ชนะเฉอจ้งเวยได้! น่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน!"


   "ไม่ใช่แค่นั้น! ดูทางนั้น! คนรอบซืออวี้เฉินและเสิ่นหลีเสียนถูกฆ่าหมดแล้ว!"


   "ทางฝั่งกู้หลินเยวียน หยางจิ่นโจว และมู่เซียวหรานเหลือแค่ผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานขั้นกลางไม่กี่คนเท่านั้น! แม้แต่จี้จื่อจั๋วและหนิงหมิงเฉิง ก็กำลังกำจัดศัตรูที่บาดเจ็บสาหัสอยู่"


   "สตรีสามคนนั้น ไม่สิ! แม้แต่ลู่ไป๋เวยก็ได้เก็บสนามเสริมพลังไปแล้ว! ตอนนี้นางเปลี่ยนไปใช้อาวุธ สังหารขอบเขตมหายานขั้นต้นไปแล้ว!"


   "จบแล้ว! ศิษย์ตำหนักหลัวฝูพ่ายแพ้ทั้งแนวรบ! พวกเขาพ่ายแพ้อย่างราบคาบแล้ว!"



บทที่ 1350: สำนักชิงเสวียนกำลังจะเกิดเรื่องแล้ว!



   ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงและพรรณนาถึงผลลัพธ์นี้ ประมุขตำหนักหลัวฝูนั่งอยู่บนที่นั่งด้วยใบหน้าซีดขาว


   ดวงตาของเขาจ้องมองไปที่ศิษย์กว่าสามสิบคนของตำหนักหลัวฝู ซึ่งตอนนี้ไปอยู่ในพื้นที่คัดออกด้วยสายตาอันโหดเหี้ยม


   ตั้งแต่ศิษย์เอกไปจนถึงศิษย์ทั่วไปในสำนัก ตั้งแต่ขอบเขตพ้นพิบัติจนถึงขอบเขตมหายาน ทุกคนล้วนมารวมตัวกันในพื้นที่คัดออกแล้ว


   ไม่ต้องกังวลเรื่องแพ้ชนะอีกต่อไป ไม่ต้องรู้สึกหวั่นไหวอีกต่อไป พวกเขาพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ด่านที่สองไม่มีคะแนนเลยสักคะแนน ด่านที่สามก็เช่นกัน


   ใครจะคิดว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้?


   ตัวเต็งที่จะคว้าชัยชนะก่อนการแข่งขัน สำนักที่ได้อันดับสองในการประชุมใหญ่เติงเทียนเมื่อร้อยปีก่อน ในการประชุมใหญ่เติงเทียนครั้งนี้กลับไม่ได้คะแนนแม้แต่คะแนนเดียว แม้แต่สำนักเล็กๆก็ยังทำผลงานได้ดีกว่า


   อีกร้อยปีข้างหน้าเมื่อตำหนักหลัวฝูกลับมาอีกครั้ง อย่าว่าแต่จะขึ้นไปบนแท่นวิญญาณเลย แม้แต่ที่แท่นเมฆาก็จะไม่มีที่สำหรับพวกเขา


   ล้มครืนอย่างราบคาบเช่นนี้ เป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาหลายปี เขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก เขายังคงไม่อาจเชื่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้


   ตอนเริ่มด่านที่สาม เขาเพียงต้องการแก้แค้นสำนักชิงเสวียน ที่ลอบโจมตีในด่านที่สองเท่านั้น เขาไม่เคยคิดว่าจะแพ้เลย!


   เขานั่งอยู่บนที่นั่งด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก ดวงตาทั้งสองหรี่ลงไม่พูดอะไรสักคำ ประมุขที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นเขาเป็นเช่นนี้ ก็ไม่กล้าซ้ำเติม


   เรื่องแบบนี้ ตัวพวกเขาเองก็เคยทำมาไม่น้อย แต่ก็ไม่ควรเลียนแบบตำหนักหลัวฝูที่เจ้าคิดเจ้าแค้นไม่เข้าเรื่อง ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์สิ้นดี


   ในเวลานี้ ประมุขวังวิญญาณเหมันต์และเจ้าอาวาสฟ่านอินเทียน มองดูด้วยความตกใจสุดขีด


   พลังของสำนักชิงเสวียนช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน ขอบเขตบูรณาการสามารถกดขอบเขตมหายานได้


   ขอบเขตมหายานสามารถส่งขอบเขตพ้นพิบัติไปยังพื้นที่คัดออกได้ และนอกจากนี้ยังมีผู้ฝึกสนามเสริมพลังที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ในสำนักด้วย พอเริ่มการต่อสู้ แม้แต่ตำหนักหลัวฝูก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้


   ไม่เพียงแต่เอาชนะไม่ได้ ตัวเองยังถูกทำลายยับเยิน ทั้งที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สูญเสียคนไปแม้แต่คนเดียว!


   สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ นับตั้งแต่ด่านที่สามเริ่มต้น ตอนนี้เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้นเอง!


   กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศิษย์ตำหนักหลัวฝูทั้งสามสิบคน อยู่ต่อหน้าสำนักชิงเสวียนสิบสามคน ได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ!


   ดังนั้น จากที่พวกเขาเคยหวังว่าสำนักชิงเสวียน จะสามารถถ่วงเวลาตำหนักหลัวฝูได้นานขึ้น มาถึงตอนนี้พวกเขาเพียงแค่หวังว่าเมื่ออยู่ในเมือง ศิษย์ของสำนักตนเองจะไม่เจอกับสำนักชิงเสวียนเร็วเกินไป


   แม้จะเจอก็ต้องคิดให้รอบคอบ อย่าไปยั่วยุพวกเขาโดยเด็ดขาด ยิ่งไม่ควรคิดจะเอาชนะพวกเขาตามลำพังด้วย


   น่าเสียดายที่การต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่างสำนักชิงเสวียนกับตำหนักหลัวฝูครั้งนี้ นอกจากคนที่อยู่ภายนอกเขาเติงเทียนจะเห็นชัดเจนแล้ว ศิษย์ที่กำลังเข้าร่วมการทดสอบในเขาเติงเทียน ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์นี้เลยสักคน


   เพราะพวกเขารีบเร่งเข้าไป เพื่อสะสมคะแนนกันหมดแล้ว


   ถ้ามีคนเห็นก็คงจะดี ถ้าข่าวแพร่กระจายออกไปก็คงจะดี


   ความน่ากลัวของสำนักชิงเสวียนในปัจจุบัน คนที่อยู่ข้างในจึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย ถ้าพลาดไปยั่วยุพวกเขาเข้า จะทำอย่างไรดีล่ะ?


   เมื่อเทียบกับความกังวลของวังวิญญาณเหมันต์และตำหนักหลัวฝู สีหน้าของคนจากหกสำนักใหญ่ก็ไม่ได้ดูดีเลย


   เมื่อร้อยปีก่อน สำนักชิงเสวียนเป็นตัวตนที่เหนือธรรมชาติอยู่แล้ว ตอนนั้นพวกเขามีขอบเขตมหายานมากมายจับตาดูอยู่ แต่พวกเขาก็ยังสามารถหลบหนีไปได้ทั้งหมด


   หนีไปต่อหน้าต่อตาเสียด้วย


   สำนักชิงเสวียนนั้น หลังจากผ่านไปร้อยปี ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นไปอีก พละกำลังที่สามารถทำลายตำหนักหลัวฝูได้อย่างง่ายดายนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกขนหัวลุก


   พวกเขายังไม่รู้เลย ว่าเมื่อศิษย์สำนักชิงเสวียนเหล่านี้ออกมาจากเขาเติงเทียนแล้ว จะจัดการกับเรื่องเมื่อร้อยปีก่อนอย่างไร?


   พวกเขามีความรู้สึกว่า สำนักชิงเสวียนมาเพื่อแก้แค้น และการประชุมเติงเทียนก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของพวกเขา


   ย้ำว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น!!


   ในเวลานี้ ศิษย์สำนักชิงเสวียนที่จัดการตำหนักหลัวฝูเรียบร้อยแล้ว หลังจากพักฟื้นอย่างง่ายๆ พวกเขาก็พากันเข้าไปในเมืองทั้งหมด


   ผู้นำที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดคือเผยลั่วไป๋ และทันทีที่เข้าเมือง ก็มีปีศาจมารจำนวนมากก็หลั่งไหลมาจากทุกทิศทาง


   พวกมันได้กลิ่นมนุษย์แล้วตื่นเต้น จนต้องแผ่กรงเล็บและอ้าปากกว้าง บรรดาศิษย์ทั้งหมดของสำนักชิงเสวียน ต่างก็ชักอาวุธออกมาสังหารพวกมัน


   พวกเขาสังหารไป พร้อมกับรีบมุ่งหน้าเข้าไปในส่วนลึกของเมือง


   พวกเขาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดสู้


   ในตอนนี้ กู้หลินเยวียนวิ่งไปอยู่ด้านหน้าสุด เขาหมุนตัวไปรอบๆ เพื่อรับรู้ถึงปราณมารของที่นี่ จากนั้นเขาก็หันกลับไปมองเพื่อนร่วมสำนักที่ยังคงต่อสู้อยู่ แล้วชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง


   "ไปทางตะวันออกอีกหนึ่งลี้ ตรงนั้นมีตำแหน่งที่เหมาะสม"


   หลังจากที่เขาพูดจบ สหายร่วมสำนักทั้งหมดก็รีบมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เขาชี้อย่างรวดเร็ว


   ในเวลานี้ การต่อสู้ครั้งใหญ่สิ้นสุดลง ผู้คนภายนอกภูเขาเติงเทียนไม่ได้จับตามองแค่สำนักชิงเสวียนอีกต่อไป จนกระทั่งได้ยินเสียงอุทานจากคนบนลานเมฆ


   "สำนักชิงเสวียนกำลังจะเกิดเรื่องแล้ว!"


   เมื่อได้ยินดังนั้นหลายคนจึงหันความสนใจกลับไปที่สำนักชิงเสวียนอีกครั้ง เห็นพวกเขากำลังมุ่งหน้าเข้าไปในส่วนลึกของเมืองอย่างรวดเร็ว


   พวกเขาเสียเวลาไปครึ่งชั่วยามที่นอกเมือง ตอนนี้จึงต้องการเร่งรีบเข้าไปยังใจกลางเมืองเพื่อสะสมคะแนนให้มากที่สุด


   นี่เป็นเรื่องปกติ แต่เส้นทางของพวกเขาดูเหมือนจะเบี่ยงไป ไม่ได้มุ่งตรงไปยังใจกลาง แต่กลับมุ่งไปยังตำแหน่งทางตะวันออกแทน!


   ตำแหน่งนั้นมองไม่ชัดจากในเมือง แต่มองเห็นได้ชัดเจนจากภายนอกภูเขาเติงเทียน นั่นคือเขตไร้มาร!


   เขตไร้มารไม่ได้ปราศจากปีศาจมารจริงๆ แต่ตรงกันข้าม เพราะรอบๆมันมีพวกปีศาจมารสูงรวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก ที่เรียกมันว่าเขตไร้มาร เพราะว่าภายในขอบเขตการควบคุมของมัน


   พวกปีศาจมารเหล่านี้จะมองไม่เห็น!


   พวกมันจะปรากฏตัวก็ต่อเมื่อปีศาจมารเหล่านี้ ลงมือโจมตีมนุษย์เท่านั้น


   ดังนั้นเมื่อหลงเข้าไปในเขตไร้มาร ก็จะถูกปีศาจมารที่มองไม่เห็นเหล่านี้ซุ่มโจมตีได้ง่าย พวกมันมีจำนวนมาก และมีระดับสูง หลายปีมานี้ไม่ว่าจะเป็นสำนักใหญ่หรือสำนักเล็กที่ผ่านมา ล้วนต้องสูญเสียคนของตนเองไป


   สำนักใหญ่มีกำลังแข็งแกร่งกว่า เมื่อพบว่าเข้าไปในเขตไร้มารแล้ว พวกเขาก็ยังมีโอกาสพาศิษย์บางส่วนหนีออกมาได้ แต่สำนักเล็กมีคนน้อยและกำลังไม่แข็งแกร่ง เมื่อเจอคนพวกนี้เข้า ก็แทบจะถูกทำลายยกกลุ่ม


   หลายปีมานี้ ทุกสำนัก ไม่ว่าจะเป็นผู้ชนะหรือผู้เข้าร่วมแข่งขัน ล้วนต้องระมัดระวังและหลีกเลี่ยงเขตไร้มาร เพื่อป้องกันเหตุร้าย


   ในเมืองบนเขาเติงเทียน มีเขตไร้มารทั้งหมดสี่แห่ง


   ตำแหน่งของเขตไร้มารนี้เป็นแบบสุ่ม และตอนนี้ทิศทางที่สำนักชิงเสวียนกำลังมุ่งหน้าไป เป็นเขตไร้มารที่อยู่ทางทิศตะวันออกพอดี!


   นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มีคนบอกว่าพวกเขากำลังจะเกิดเรื่อง


   "ไม่จริงกระมัง? เพิ่งเอาชนะตำหนักหลัวฝูด้วยพลังอันแข็งแกร่ง ยังสะสมคะแนนไม่ได้เท่าไหร่ ไม่ทันไรก็ถูกส่งไปยังเขตคัดออกแล้วหรือ?"


   "ใช่แล้ว ด้วยความเร็วที่พวกเขากำลังพุ่งไป เมื่อพบเขตไร้มารก็คงย้อนกลับไม่ทันแน่ ตอนนั้น แม้แต่เทพก็ช่วยยากแล้วล่ะ!"


   ภายใต้สายตาจำนวนมากที่จับจ้อง สำนักชิงเสวียนก็พุ่งเข้าไปในเขตไร้มารทางทิศตะวันออกโดยไม่หันหลังกลับ และในเวลาอันสั้นก็พุ่งเข้าไปถึงใจกลาง แล้วค่อยๆถูกปีศาจเหล่านั้นรับรู้ พวกมันก็ออกมารีบโจมตีพวกเขาอย่างรวดเร็ว


   ในตอนนี้กู้หลินเยวียนยังคงแยกจากกลุ่มคนเดียว เขาวิ่งไปข้างหน้า และในลานบ้านที่พังครึ่งหนึ่ง เขาพบบ่อน้ำแห่งหนึ่ง


   น้ำในบ่อเย็นเฉียบนี้ ปราณมารอันลึกลับแผ่ออกมาจากข้างในไม่หยุด นี่คือจุดศูนย์กลางของเขตไร้มาร และเป็นที่ที่แผ่ปราณมาร ดึงดูดให้ปีศาจมารมาเฝ้าอยู่โดยรอบ


   กู้หลินเยวียนหยิบขวดใบหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ เขารีบเทของเหลวในขวดลงไปในน้ำทันที




จบตอน

Comments