journey ep1351-1360

บทที่ 1351: ถล่มทีละกลุ่ม


   น้ำในบ่อนี้แผ่กลิ่นหอมอย่างแปลกประหลาดทันที พร้อมกันนั้น ปราณมารในบ่อลอยฟุ้งออกไป แพร่กระจายด้วยความเร็วสูงสุด


   เมื่อเทของเหลวเสร็จ ก็มีปีศาจมารมากมาย พวกนั้นเหมือนผีหิวโหยที่ได้กลิ่นอาหาร


   พลันพุ่งเข้าหาบ่อน้ำนี้อย่างบ้าคลั่ง ส่วนกู้หลินเยวียนนั้น เขารีบถอยออกมาในทันที


   เขาถอยกลับไปรวมกับเพื่อนร่วมสำนัก ขณะที่เขาไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ ก็พบว่าพวกนั้นกำลังติดกระดาษยันต์บนตัวเอง เขาจึงลังเลเล็กน้อย


   "พวกเราล้วนเป็นมนุษย์ ยันต์กลิ่นมารทุกคนต้องใช้นะเจ้าคะศิษย์พี่"


   กู้หลินเยวียนพยักหน้าเบาๆ เผยรอยยิ้มอ่อนโยน


   หลังจากติดเสร็จ ปีศาจมารจำนวนมากบินผ่านพวกเขาไป และพุ่งเข้าหาปากบ่อนั้น พวกมันแทบไม่หยุดแม้แต่ครู่เดียว


   พวกเขาฉวยโอกาสนี้ รีบถอยไปที่เขตไร้มารและเริ่มเตรียมการ


   เยี่ยหลิงหลงไปวางกับดัก ฮวาซือฉิงเตรียมดินปืน โม่รั่วหลินเตรียมอาวุธ


   พวกเขายุ่งกับงานของตน ปีศาจมารก็พุ่งเข้าหาปีศาจมาร


   ทุกคนต่างไม่ยุ่งเกี่ยวกันในช่วงเวลานี้ จนกระทั่งหนึ่งเค่อหลังจากนั้น


   "เขาเทอะไรลงไปในบ่อน้ำ? พวกปีศาจมารเหล่านั้นเหมือนเป็นบ้ากันหมดเลย! มีปีศาจมารรวมตัวกันมากมาย! แน่นขนัดไปหมด ดูแล้วขนหัวลุกยิ่งนัก!"


   "พวกเขากำลังทำอะไรกัน? พวกเขาไม่กลัวตายหรือ? เดี๋ยวก่อน ทำไมพวกปีศาจมารไม่โจมตีพวกเขาแล้วล่ะ?"


   "ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังเตรียมอะไรบางอย่าง! ดูเหมือนว่าพวกเขาจะตั้งใจเดินมาที่เขตไร้มาร? ดูสิ! เยี่ยหลิงหลงเริ่มวางกับดักแล้ว วาดวงกลมใหญ่มาก พวกเขาคงไม่ได้คิดจะ..."


   ความคิดบ้าๆ พลันผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจพวกเขา สำนักชิงเสวียนนี่ดูเหมือนจะกำลังวางแผนใหญ่เสียแล้ว!


   ไม่จริงใช่หรือไม่? เขตไร้มารที่ใครเห็นก็ต้องหลบหนี พวกเขากลับใช้มันเป็นกับดัก? พวกเขากล้าทำเรื่องบ้าบิ่นเช่นนี้ได้อย่างไร?


   ภายในเขาเติงเทียน ทางทิศตะวันออกในเขตไร้มาร


   เยี่ยหลิงหลงได้เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว


   ในเวลานี้ ภายในเขตไร้มาร มีปีศาจมารมากมายนับไม่ถ้วน นางมองดูคะแนนที่ล้นหลามของสำนักตนเองด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง


   นางยกปืนในมือขึ้น แล้วตะโกนด้วยความรู้สึกเบิกบานใจว่า


   "เพื่อชัยชนะ เราจะยิงมันซะ!"


   ทันทีที่นางตะโกน คนอื่นๆที่ยืนอยู่บนค่ายกลก็เริ่มยิงปืนใส่ปีศาจมารทั้งหมดทันที


   ผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญการต่อสู้ ก็ยิงปืนเปรี้ยงๆ ส่วนผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งกว่าก็โยนยันต์เข้าไป จากนั้นทุกอย่างก็ระเบิดเป็นพื้นที่กว้าง


   การโจมตีถาโถมมาจากด้านหลัง พวกปีศาจมารที่แทบจะเบียดเสียดกันลงไปในบ่อน้ำ รีบหันกลับมามองหาเผ่าอื่นทันที


   อย่างไรก็ตาม เมื่อหันกลับมา พวกมันกลับไม่ได้กลิ่นของเผ่าอื่นเลย แต่พวกมันกลับเห็นว่ามีพวกเดียวกัน กำลังสังหารพวกมันอย่างบ้าคลั่ง


   เนื่องจากพวกมันอยู่กันอย่างหนาแน่น ทำให้ปีศาจมารหลายตัว ถูกกำจัดด้วยการถล่มอย่างบ้าคลั่ง จนตอนนี้ก็ยังไม่ทันได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่


   แต่ก็มีบางตัว ที่รู้งานและพุ่งเข้าไปฆ่าพวกที่อยู่ด้านหลังอย่างทารุณ แต่ไม่ใช่แค่ปีศาจมารตัวเดียวที่ลงมือ ทุกตัวที่ลงมือ ล้วนเป็นพวกเดียวกัน


   ปีศาจมารหลายตัวจึงแยกไม่ออก และงงเป็นอย่างยิ่งว่าทำไมถึงต่อสู้กัน


   และทำไมถึงฆ่ากันเอง


   แต่ยังไงก็ฆ่าแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ฆ่าทุกอย่างนอกจากตัวเองไปเลย


   ดังนั้น ปีศาจมารในค่ายกลจึงวุ่นวาย ถล่มกันเละเหมือนโจ๊กหม้อใหญ่ ส่วนพวกที่อยู่ริมค่ายกลและพยายามจะพุ่งออกมา ก็ถูกค่ายกลกั้นไว้ทั้งหมด


   พวกมันมีจำนวนมากเกินไป จนทำให้ค่ายกลที่เยี่ยหลิงหลงวางไว้อย่างง่ายๆ เริ่มไม่มั่นคงอย่างรวดเร็ว


   "เร็วขึ้นอีก ค่ายกลกำลังจะรับไม่ไหวแล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ เหล่าสหายร่วมสำนักของนางก็ยิ่งทุ่มแรงมากขึ้น วิชาโจมตีหมู่หลากหลายรูปแบบ ถูกงัดออกมาทั้งหมด


   ระเบิดทีละกลุ่มใหญ่ ถล่มทีละฝูง


   ฟันด้วยปราณกระบี่ และใช้ยันต์โยนถล่มเข้าไป ทำให้เหล่าปีศาจมารแตกกระเจิงไปทั่ว จนแทบจำไม่ได้


   ภาพนั้นช่างสะใจเหลือเกิน พวกเขาเองก็รู้สึกสะใจ คนที่อยู่ด้านนอกเขาเติงเทียนก็รู้สึกสะใจมากเช่นกัน


   นี่มันสะใจกว่าการสังหารทีละตัวมาก ภาพนี้ช่างน่าเหลือเชื่อเหลือเกิน!


   ในขณะที่คนด้านนอกกำลังตะลึง การสังหารภายในก็ยังคงดำเนินต่อไป


   ยิ่งพวกปีศาจมารบุกเข้ามาหนักเท่าไร การกดดันด้วยกำลังโจมตี ก็ยิ่งหนักมากขึ้นเท่านั้น สุดท้ายเมื่อพวกมันทะลุค่ายกลออกมาได้ ปีศาจมารที่ติดอยู่ข้างในก็เหลือน้อยมากแล้ว


   ที่เหลืออยู่ ไม่จำเป็นต้องเสียแรงทำค่ายกลล้อมสังหารอีก เพราะการกวาดล้างทีละตัวก็สามารถจัดการได้อย่างรวดเร็วแล้ว


   เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สำนักชิงเสวียนใช้เวลาถึงสองชั่วยามเต็มๆ ในการจัดการปีศาจมารเหล่านี้


   ขณะที่พวกเขากำลังพักฟื้นอยู่กับที่ เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นมองแผ่นศิลาลอยฟ้า ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะ แล้วเผยรอยยิ้มที่พอใจอย่างมากออกมา


   ในตอนนี้เอง คนด้านนอกถึงได้สติกลับมาและเงยหน้าไปมองแผ่นศิลาที่ลอยอยู่


   ไม่ดูก็ไม่รู้ พอได้ดูทุกคนก็ตกตะลึง!


   คะแนนที่พวกเขาได้รับในสองชั่วยามนี้ เกินกว่าคะแนนที่สำนักอื่นๆได้รับไปไกลแล้ว


   บนพื้นฐานที่นำห่างอยู่แล้ว ก็ยิ่งทิ้งห่างไปอีก!


   กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คะแนนครึ่งชั่วยามที่พวกเขาเสียไป ได้รับคืนมาหลายเท่า!


   ช่างเป็นพลังการต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัว การประสานงานและการวางแผนช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก คนอื่นใช้พละกำลังในการทดสอบ แต่พวกเขาใช้สติปัญญาในการทดสอบ!


   "เมื่อไหร่สำนักของพวกข้า จะสามารถทำได้แบบนี้บ้างนะ! สวรรค์! เขตไร้มารที่ทุกคนเดินเลี่ยง พวกเขากลับเข้าไปวางกับดัก! การทดสอบนี้มีมาหลายรอบแล้ว ทำไมก่อนหน้านี้ไม่มีใครคิดที่จะเล่นแบบนี้เลยล่ะ!"


   "เจ้ากำลังพูดเล่นอะไรอยู่? ผ่านมาหลายรอบแล้ว เจ้าเคยเห็นสำนักไหนที่มีคนเก่งรอบด้านมากขนาดนี้บ้าง?"


   "ใช่ ว่าแต่พวกเขาใช้ยาอะไรดึงดูดปีศาจมารพวกนั้นมา? พวกเขามียาแบบนั้นได้อย่างไร?"


   "เมื่อเทียบกับยา ข้าสงสัยมากกว่าว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ถูกปีศาจมารและมารโจมตี? ถ้าไม่ใช่เพราะไม่ถูกทำร้าย พวกเขาจะมีเวลาและช่องว่างทำกับดักนี้ได้อย่างไร!"


   "ไม่รู้สิ พวกเขามีวิธีที่ข้าไม่เข้าใจทุกครั้งไป แต่คราวนี้ สำนักชิงเสวียนคงได้อันดับหนึ่งอย่างแน่นอนแล้วใช่ไหม?"


   "ไม่แน่นอนหรอก เว้นแต่พวกเขาจะระเบิดเขตไร้มารทั้งสี่ทิศ"


   พอคำพูดนี้หลุดออกมา คนข้างๆก็หันมามองเขาด้วยความตกตะลึง


   และคนที่ได้ยินก็สะดุ้งไปตามๆกันทันที เขามองไปที่เขาเติงเทียนอีกครั้ง แล้วตัวพวกเขาเองก็อึ้งไป


   "ข้า… ข้าแค่พูดเล่นๆ พวกเขาจะไปจริงๆหรือ!"


   "พวกเขาไปจริงๆ ดูทิศทางที่พวกเขาวิ่งไปสิ นั่นไม่ใช่เขตไร้มารทางทิศใต้หรอกหรือ?"


......


   ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง


   "ปัญหาก็คือ พวกเขารู้ได้อย่างไรว่าเขตไร้มารอยู่ตรงไหน?"


......


   ทุกคนเงียบกันอีกครั้ง


   ใครจะไปรู้ล่ะ!


   สำนักชิงเสวียนนี่ช่างเหลือเชื่อจริงๆ


   ดังนั้น คนภายนอกที่อยากดูก็ดู ส่วนคนที่ไม่อยากดูก็รู้ผลลัพธ์สุดท้ายได้ พวกเขาระเบิดเขตไร้มารไปสี่แห่งจริงๆ และใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้น


   คะแนนของพวกเขาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง จนทุกคนต้องเงยหน้ามอง


   ตอนนี้หากสำนักใดอยากจะแซงหน้าพวกเขา เว้นแต่จะเอาชนะมารเงามายาได้


   แต่ถึงแม้จะเอาชนะได้ ก็แค่มีโอกาสแซงหน้าเท่านั้น สถานการณ์ตอนนี้ไม่สามารถรับประกันได้เลยว่าสำนักอื่นจะแซงหน้าสำนักชิงเสวียนได้


   อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทุกคนยังคงมีความหวังเล็กๆนี้อยู่ สำนักชิงเสวียนที่ระเบิดเขตไร้มารไปสี่แห่งแล้ว กลับไม่ได้อยู่ในเมืองเพื่อสังหารปีศาจมารต่อ แต่คราวนี้พวกเขามุ่งตรงไปยังหอเจิ้งอี้กลางเมืองแทน


   พวกเขากำลังจะมุ่งหน้าไปหามารเงามายาแล้ว!!!



บทที่ 1352: นางถูกลมพัดไปจริงๆหรือ?



   เมื่อเห็นแผนการของพวกเขา ผู้คนที่ยังคงมีความหวังเล็กๆ รู้สึกหมดหวังลงครึ่งหนึ่งทันที


   ตั้งแต่การประชุมใหญ่เติงเทียนเริ่มต้นจนถึงตอนนี้ สำนักชิงเสวียนไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จ ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาต้องการแล้วไม่ได้มา


   ดังนั้น หากเป้าหมายของพวกเขาคือมารเงามายาแล้วละก็ ทุกอย่างก็จบเห่


   สิ่งนี้เท่ากับเป็นของพวกเขาแล้วโดยพื้นฐาน


   เห็นได้ชัดว่าพวกเขาฝ่าด่านไปทีละด่าน จัดการปีศาจมารระดับสูงที่ล้อมรอบมารเงามายาไปทีละตัว เปิดเส้นทางเลือด และบุกเข้าไปในจวนเจ้าเมือง พวกเขาเดินเข้าไปอีกนิดก็จะสามารถต่อสู้กับมารเงามายาได้แล้ว แต่ในเวลานี้ คนจากสำนักอื่นๆยังไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย


   สำนักที่อยู่ใกล้จวนเจ้าเมืองที่สุด คือวังวิญญาณเหมันต์ที่เข้าไปลึกที่สุด และฟ่านอินเทียน


   แต่ในตอนนั้นพวกเขายังคงต่อสู้กับปีศาจมารระดับสูงอยู่ จึงไม่ได้สังเกตเห็นว่าสำนักชิงเสวียนได้บุกเข้าไปก่อนแล้ว


   จากประสบการณ์ในครั้งก่อนๆ มารเงามายานั้นจะถูกเก็บไว้สู้ในวันสุดท้าย เพราะมารเงามายานั้นมักจะเอาชนะได้ยากมาก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่มีบันทึกว่ามันเคยถูกเอาชนะเสียด้วยซ้ำ


   หากไม่สามารถเอาชนะมันได้ หลังจากใช้เวลาและกำลังคนมากมาย สุดท้ายก็จะได้รับเพียงคะแนนปลอบใจเท่านั้น


   คะแนนปลอบใจนี้ มีจำนวนคงที่ แม่จะไม่มากนัก แต่ก็ไม่น้อยจนเกินไป


   หากตั้งแต่วันที่สอง พวกเขาละทิ้งการสังหารปีศาจมารตัวอื่นๆ แล้วทุ่มเทกำลังทั้งหมดไปท้าทายมารเงามายา


   คะแนนนี้ ก็จะน้อยกว่าคะแนนที่ได้จากการพยายามสังหารปีศาจมารในสองวันนี้อย่างสิ้นเชิง


   แต่ถ้าเริ่มสังหารในวันที่สาม คะแนนปลอบใจนี้ก็จะเพียงพอที่จะทดแทนคะแนนที่ได้จากการพยายามสังหารปีศาจมารในวันสุดท้าย


   ดังนั้นทุกคนจึงทำเช่นนี้ ยกเว้นสำนักชิงเสวียน


   การกระทำของพวกเขา ถือเป็นการกระทำที่โง่เขลามากตามประสบการณ์ในครั้งก่อนๆ แต่... พวกเขาคือสำนักชิงเสวียน ไม่มีใครรู้ ว่าขีดจำกัดของพวกเขาอยู่ที่ไหน พวกเขาสามารถทำได้ถึงขั้นไหนยิ่งไม่มีใครรู้


   ไม่มีใครกล้าพูดด้วยซ้ำ ว่าพวกเขาจะทำได้จริงหรือไม่?


   แต่ตอนนี้สิ่งที่พวกเขาไม่ควรไปต่อกรมากที่สุดก็คือขอบเขตพ้นพิบัติของวังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียน เพราะสองสำนักนี้มีศิษย์ระดับขอบเขตพ้นพิบัติสองคน แต่หากต่อสู้กันขึ้นมาจริงๆก็อาจจะเดาได้ไม่ยาก


   น่าเสียดาย ไม่ว่าภายนอกจะตึงเครียดแทนข้างในแค่ไหน ก็ไม่อาจหยุดยั้งสำนักชิงเสวียนที่มุ่งหน้าไปข้างหน้าได้


   อย่างไรก็ตาม ในขณะที่พวกเขาคิดว่าสำนักชิงเสวียนกำลังจะเคลื่อนไหวต่อหน้ามารเงามายา พวกเขาก็หยุดลงที่จวนเจ้าเมือง


   เห็นเพียงเยี่ยหลิงหลงกระโดดออกมาจากกลุ่มของพวกเขา ปลายเท้าแตะเบาๆ แล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังคาห้องโถงใหญ่ของจวนเจ้าเมือง


   "นางจะทำอะไร? ไม่ใช่ว่าจะไปสังหารมารเงามายาหรอกหรือ?"


   "ใครจะรู้เล่า ความคิดของนาง มีคนปกติคนไหนเดาได้บ้าง?"


   เยี่ยหลิงหลงนั่งลงบนหลังคาด้วยท่าทางคล้ายคุณลุงใหญ่ สายตาของนางมองออกไปรอบหนึ่ง จากนั้นก็รีบหาตำแหน่งของขอบเขตพ้นพิบัติอย่างรวดเร็ว


   พอดีว่าสองสำนักนี้อยู่ในทิศทางเดียวกัน ทำให้นางไม่ต้องพูดประโยคเดียวกันสองครั้ง


   ดังนั้น นางจึงหันไปทางวังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียน ใช้พลังวิญญาณของตัวเองตะโกนว่า "สำนักชิงเสวียนจะเคลื่อนไหวต่อมารเงามายา ขอถามทุกท่านว่ามีความเห็นอื่นหรือไม่? หากมีความเห็นก็เชิญมา พวกเราจะปรึกษากันดีๆ หากไม่มีความเห็น พวกเราก็จะลงมือทันที"


   เมื่อนางตะโกนเช่นนี้ ศิษย์ของวังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียนก็หันหน้ามาทันที พวกเขาเห็นเยี่ยหลิงหลงบนหลังคาสูง และได้ยินคำพูดของนางอย่างชัดเจน


   พวกเขาตกตะลึงไปในจังหวะนั้น


   "ก่อนหน้านี้ สำนักเล็กๆบอกว่าสำนักชิงเสวียนและตำหนักหลัวฝูสู้กันที่นอกประตูเมืองมิใช่หรือ? และก่อนที่พวกเขาจะเดินห่างออกไป ทั้งสองก็เริ่มต่อสู้กันแล้ว แล้วตอนนี้ สำนักชิงเสวียนปรากฏในเมือง เช่นนั้นก็หมายความว่าตำหนักหลัวฝูพ่ายแพ้แล้วใช่หรือไม่?"


   "เป็นไปไม่ได้! ตำหนักหลัวฝูมีขอบเขตพ้นพิบัติคนหนึ่ง จะพ่ายแพ้ได้อย่างไร? และพวกเจ้าดูสิ นางตัวคนเดียว ไม่ได้มาเป็นกลุ่ม นางกำลังขู่อยู่หรือเปล่า?"


   "ใช่แล้ว ใครจะไปสังหารมารเงามายาในวันพรุ่งนี้กัน? พวกเขาต้องวางกับดักอีกแน่ๆ คนพวกนี้เจ้าเล่ห์นัก! ไม่อาจไว้ใจพวกเขาได้!"


   "เช่นนั้นพวกเราจะไปดูหรือไม่..."


   พูดยังไม่ทันจบ ก็เห็นลมพัดแรงผ่านมา ลมนั้นพัดเยี่ยหลิงหลงหายไปเลย


   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ศิษย์วังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียนตกตะลึงอีกครั้ง


   "ข้าบอกแล้วไง ว่านางกำลังวางกลอุบายอะไรสักอย่าง! นั่นเป็นกับดักแน่นอน ฉะนั้นห้ามไปเด็ดขาด!"


   "ใช่ แม้ว่าพวกเรามีกำลังเหนือกว่าสำนักชิงเสวียน แต่หากพวกเขาใช้กลอุบาย พวกเราก็คงลำบากเช่นกันนะ"


   "ใช่ไหมล่ะ พูดจบก็เผ่นไป ไม่เห็นนางเดินเข้าไปจริงๆเสียหน่อย! อย่าไปสนใจนาง ทำตามแผนเดิมของพวกเราเถอะ!"


   ที่นอกเขาเติงเทียน เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงหายไปจากหลังคาอย่างกะทันหัน ทุกคนต่างตกตะลึงไปชั่วขณะ


   ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็เห็นศิษย์สำนักชิงเสวียนในจวนเจ้าเมือง พวกนั้นรีบวิ่งออกมาจากจวน เพื่อตามหาเยี่ยหลิงหลง


   นี่หมายความว่านางถูกลมพัดไปจริงๆหรือ? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?


   ในขณะที่ทุกคนกำลังงุนงง ประมุขเขาเต๋าเสวียนบนแท่นวิญญาณก็หัวเราะออกมาดังๆอย่างกะทันหัน


   "ข้ารู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น! นางได้ขุดหลุมฝังตัวเองเสียที!"


   "ท่านประมุขเขาเต๋าเสวียน ท่านอย่าได้ปิดบังไว้เลย!"


   "พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าในเมืองนี้ มีกฎอีกข้อหนึ่ง?"


   เมื่อคำพูดนี้เพียงเอ่ยออกมา ทุกคนที่เหลือก็พลันเข้าใจทันที แล้วต่างก็หัวเราะออกมาทีละคน


   ส่วนประมุขวังวิญญาณเหมันต์และเจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก แม้จะไม่ได้คาดคิดมาก่อน แต่อย่างน้อยก็ได้ยับยั้งสำนักชิงเซียน ไม่ให้ท้าทายมารเงามายาในทันที ช่างเป็นเรื่องดี ช่างเป็นเรื่องดีจริงๆ!


   "น่าสนใจจริงๆ" ประมุขหอเฟยซิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากพร้อมรอยยิ้ม "หลายปีมานี้ไม่เคยมีใครละเมิดกฎข้อนี้ ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่า ผลของการละเมิดกฎคือการถูกลมพัดพาไป เด็กโชคร้ายคนนี้ ทำให้พวกเราได้เห็นกับตาเสียทีนะ!"


   เสียง "ตึง" ดังขึ้น


   เยี่ยหลิงหลงถูกเหวี่ยงลงพื้น ศีรษะของนางจมลงไปในดินอย่างแรง


   นางได้อาละวาดอยู่บนเขาเติงเทียนมาหลายวัน ทำให้ทั้งคนและปีศาจมารทั้งหลายต่างหวาดกลัว นางไม่เคยคิดเลยว่าสุดท้ายนางจะพลาดท่าเพราะปากตัวเอง!


   นางแงะใบหน้าตนเองออกจากดิน แล้วพิงต้นไม้ข้างๆด้วยความอ่อนแรง นางกรอกตาไปมา


   หมดคำจะพูดจริงๆ!!


   ตอนแรกเมื่อนางถูกลมพัดพา นางยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอถูกพัดขึ้นไปแล้ว นางก็เข้าใจทันทีว่านางได้ละเมิดกฎของเมืองนี้


   เมืองนี้มีกฎอยู่ข้อหนึ่ง คือห้ามแอบดูโฉมหน้าของเมือง


   พูดง่ายๆก็คือไม่อนุญาตให้ใช้วิธีการใดๆ สอดแนมสถานการณ์ทั่วทั้งเมือง รวมถึงภูมิประเทศของเมือง ความเคลื่อนไหวของเหล่าศิษย์ที่เข้าร่วมการทดสอบ และการกระจายตัวของปีศาจมารด้วย


   กฎข้อนี้เมื่อแรกฟังดูเหมือนจะตั้งขึ้นอย่างสมเหตุสมผลและชอบธรรม การป้องกันไม่ให้ผู้คนโกงนั้นควรทำจริงๆ


   แต่นางไม่เคยคิดเลยว่า นางจะไปละเมิดกฎในรูปแบบเช่นนี้!


   แค่ปีนขึ้นไปบนหลังคาเท่านั้นเองเนี่ยนะ? แล้วตัดสินว่านางกำลังสอดแนมเมืองอย่างนั้นหรือ?


   ความสูงของนางก็มีอยู่แค่นั้น


   หากไม่ใช่เพราะว่าวังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียนอยู่แถวนั้น นางจะมองเห็นอะไรได้!



บทที่ 1353: จำนวนคนน้อย การฝึกฝนต่ำ



   สิ่งที่น่าโมโหที่สุดคือ ลมแรงนี้ไม่เพียงแต่พัดนางปลิวไป แต่ยังดูดพลังทั้งหมดออกจากร่างของนางไปด้วย ทำให้นางไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้เลย จนกระทั่งเมื่อร่างตกลงมา นางก็ฟาดหน้าลงกับพื้น


   ตอนนี้แม้ว่านางจะขุดหน้าตัวเองออกมาได้แล้ว แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมาต่อสู้กับอสูรมาร ไม่ต้องพูดถึงการไปตามหาเพื่อนร่วมสำนักของนาง


   สภาพที่มีพลังแต่ใช้ไม่ได้เช่นนี้ ขออย่าให้มีใครมาเจอเข้าเลย ไม่เช่นนั้นนางก็เหมือนอาหารที่ถูกส่งมาให้เขา


   นางยอมถูกคัดออกอย่างเปิดเผยได้ แต่การตายในสภาพเช่นนี้ ช่างน่าอึดอัดเกินไป


   ดังนั้น นางจึงรีบล้วงเอาผ้าคลุมสีแดงออกมาจากแหวนมิติเพื่อปิดบังพลังของตัวเอง จากนั้นก็แปะยันต์ล่องหนลงไป


   เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีข้อผิดพลาด นางยังจับไท่จื่อออกมาจากพื้นที่มิติหากมีใครกล้าเข้ามา นางจะเปิดผ้าคลุมและปล่อยไท่จื่อออกมา!


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจเบาๆ นางเพียงแค่ต้องการกำจัดมารเงามายาโดยไม่ให้ผู้อื่นมารบกวน จึงคิดจะจัดการกับวังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียนล่วงหน้าให้เรียบร้อยก่อน


   แต่ผลคือนางไม่ได้จัดการพวกเขา กลับเป็นนางที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสียเอง


   ยิ่งไปกว่านั้น นางยังพ่ายแพ้ต่อหน้าผู้คนมากมายเพราะละเมิดกฎ ช่างน่าอับอายจริงๆ


   อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว นางจึงเข้าไปในพื้นที่มิติและขโมยผลวิญญาณหลายลูกจากหัวไชเท้าอ้วนมากินอย่างเอร็ดอร่อย หวังว่าพละกำลังของนางจะฟื้นคืนมาโดยเร็ว และหวังว่าในช่วงเวลานี้ จะไม่มีใครมาที่สถานที่เลวร้ายแห่งนี้


   แต่สวรรค์ไม่เป็นใจ ขณะที่นางกำลังกินผลวิญญาณลูกที่สามอยู่นั้น ก็มีเสียงดังมาจากที่ไม่ไกลนัก และเสียงนั้นก็ไม่ใช่เสียงเล็กๆน้อยๆ


   ดูเหมือนว่ามีคนกำลังไล่ล่าคนอื่นอยู่ และการไล่ล่านั้นก็ดุเดือดมาก มีลักษณะเหมือนจะไม่หยุดจนกว่าอีกฝ่ายจะตาย


   ในไม่ช้า คนเหล่านั้นก็วิ่งมาจากที่ไกลๆ คนที่วิ่งนำหน้านางยังจำได้ ก็คือหัวหน้าศิษย์เอกคนใหม่ของสำนักหยวนอู่นั่นเอง


   ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาไปแย่งชิงบุปผาคืนชีวานางยังเจอพวกเขากำลังรังแกศิษย์พี่หญิงห้าอยู่เลย


   คิดไม่ถึงจริงๆ นางนึกว่าหลังจากที่สำนักหยวนอู่ทำเรื่องชั่วร้ายสารพัดในด่านแรก แล้วในด่านที่สองยังหักหลังพวกเดียวกันเอง ในด่านที่สามพวกเขาจะต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวแล้วเสียอีก ไม่คิดว่ายังจะกล้าก่อเรื่องอีก


   แต่ทำเช่นนี้แหละถึงถูกต้องแล้ว เพราะสำนักหยวนอู่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ เรื่องเมื่อสองพันกว่าปีก่อน คนอื่นอาจไม่รู้ความจริง แต่นางรู้


   พฤติกรรมแปลกๆทั้งหมดของสำนักหยวนอู่ในครั้งนี้ ล้วนเป็นการกระทำโดยเจตนา พวกเขาต้องกำลังจะก่อเรื่องใหญ่แน่ๆ


   แล้วก็เป็นไปตามที่นางคาด นางเห็นศิษย์ของสำนักหยวนอู่ประมาณสิบกว่าคนกำลังหนีอย่างอลหม่าน ส่วนคนที่ไล่ตามพวกเขาคือสำนักอัคคีแดง ศิษย์ของสำนักอัคคีแดงมีจำนวนเกือบสามสิบคน มากกว่าพวกเขาหลายคน


   อีกทั้งหัวหน้าศิษย์เอกของสำนักอัคคีแดงมีการฝึกฝนอยู่ในขอบเขตมหายานขั้นปลาย ส่วนศิษย์สำนักหยวนอู่มีการฝึกฝนเพียงขอบเขตมหายานขั้นกลาง


   จำนวนคนน้อย การฝึกฝนต่ำ คราวนี้สำนักอัคคีแดงคงมุ่งมั่นที่จะเอาชนะให้ได้สินะ


   แต่ว่า...


   เยี่ยหลิงหลงกลืนผลไม้วิญญาณในปากเงียบๆ การจัดวางที่มีจำนวนน้อยและการฝึกฝนต่ำนี้ช่างคุ้นเคยจริงๆ


   ดีที่นางซ่อนตัวและกลั้นลมหายใจไว้ตั้งแต่แรก ไม่เช่นนั้นนางคงต้องไปอยู่ในเขตคัดออกและถูกศาลาหลัวฝูอุ้มไว้ในอ้อมมือแล้ว


   ไม่นานนัก ศิษย์ของสำนักหยวนอู่ก็เลี้ยวเข้ามาในลานเรือนฝั่งตรงข้ามของนาง มองผ่านกำแพงที่พังของลานบ้านนี้ไป เห็นว่าเป็นประตูตรงข้ามกันพอดี ช่างบังเอิญเหลือเกิน


   ภายนอกเขาเติงเทียน บนแท่นวิญญาณ เจ้าสำนักอัคคีแดงเห็นศิษย์ของตนบีบให้สำนักหยวนอู่ไม่มีที่หนี จนต้องจำใจเข้าไปในลานบ้าน เขาหัวเราะเยาะเบาๆ


   "ไอ้สำนักหยวนอู่น่าตายนี่ รอพวกข้าจัดการพวกมันให้หมดเสี้ยน การทดสอบในงานประชุมใหญ่เติงเทียนครั้งนี้ก็จะสงบสุขเสียที! ไอ้พวกน่ารังเกียจชอบใช้กลอุบาย!"


   "พวกมันสมควรตายจริงๆ" เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตกล่าว "หากพวกมันกล้าท้าทายพวกเรา สำนักสวรรค์ลิขิตก็จะกำจัดพวกมันทั้งหมดเช่นกัน น่าเสียดายที่พวกมันไปเจอพวกเจ้าสำนักอัคคีแดงก่อน จึงต้องตายในมือพวกเจ้าแล้ว"


   "เห้อ…" เจ้าสำนักแปรเมฆาถอนหายใจหนักๆ "สำนักหยวนอู่นี่ต้องการทำสิ่งใดกันแน่? ด่านแรกลากพวกเราหกสำนักลงน้ำ ด่านที่สองเริ่มโจมตีพวกเราหกสำนักอย่างบ้าคลั่ง ด่านที่สามก็ยังไม่หยุด และทุกครั้งยังใช้วิธีการที่เหี้ยมโหดอีกด้วย"


   "ผู้ใดจะไปรู้เล่า? ยังไงคราวนี้ก็ฆ่าพวกมันให้หมดก่อน พอการทดสอบจบ ต้องไปเอาคำตอบจากสำนักหยวนอู่ให้ได้ เจ้าสำนักหยวนอู่อาจหนีไปได้ แต่สำนักหนีไม่พ้น พาคนไปล้อมสำนักหยวนอู่เขาจะไม่ปรากฏตัวไปตลอดชีวิตหรือไง?" เจ้าสำนักอัคคีแดงกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว


   "หากเขาไม่กลับมาจริงๆเล่า?" เจ้าสำนักแปรเมฆาถาม


   "ถ้าเขาไม่กลับมา แล้วความหมายของการกระทำเรื่องพวกนี้คืออะไร? ใช้ทุกอย่างของสำนักหยวนอู่ทั้งหมด เพื่อมาทำให้พวกเราหงุดหงิดในงานประชุมใหญ่เติงเทียนเพียงครั้งเดียว? พวกเราให้ความสำคัญกับงานประชุมใหญ่เติงเทียน แต่มันไม่ใช่งานเดียว และพวกเราก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร แค่ทำให้หงุดหงิดครั้งเดียว มีความหมายอะไร?" เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตกล่าว


    เจ้าสำนักแปรเมฆาพยักหน้า เป็นเช่นนั้นจริงๆ


   แต่พอคิดอีกที ก็รู้สึกห่อเหี่ยวใจยิ่งนัก


   เดิมทีการประชุมใหญ่เติงเทียนครั้งนี้ เป้าหมายของพวกเขาคือการมีชื่อเสียงทัดเทียมกับวังวิญญาณเหมันต์ ฟ่านอินเทียน และตำหนักหลัวฝู กระทั่งเหนือกว่า


   แต่ใครเลยจะคาดคิด อย่าว่าแต่จะทัดเทียมกับวังวิญญาณเหมันต์ ฟ่านอินเทียน และตำหนักหลัวฝู หรือไปต่อกรกับสำนักชิงเสวียนเลย


   ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาก็เอาตัวเองไม่รอด ถูกสำนักหยวนอู่ที่เหมือนผีน้ำคอยฉุดรั้งจนไปไหนไม่ได้ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปเกือบทั้งหมด และถูกกันออกจากสายตาของสาธารณชนโดยสิ้นเชิงและถูกกีดกันออกจากสายตาของผู้คนอย่างสิ้นเชิง


   เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ


   ในเวลานั้นเอง พวกเขาเห็นศิษย์ของสำนักอัคคีแดงขวางศิษย์ของสำนักหยวนอู่ไว้ในลานเรือน


   เมื่อศิษย์สำนักอัคคีแดงยกกระบี่ในมือขึ้นกำลังจะลงมือ ศิษย์สำนักหยวนอู่ทั้งสิบกว่าคนก็หันกลับมายกกระบี่ในมือขึ้นเช่นกัน


   พวกเขาไม่หนีแล้ว ไม่เพียงไม่หนี บนใบหน้ายังปรากฏรอยยิ้มที่สมใจอีกด้วย


   ในขณะนั้น หัวหน้าศิษย์สำนักอัคคีแดงรู้สึกใจหายวาบ เริ่มรู้สึกไม่ดี "ลานเรือนนี้มีปัญหา! ถอยเร็ว! ออกไปจากที่นี่!"


   เขาเพิ่งตะโกนจบ ศิษย์สำนักอัคคีแดงคนสุดท้ายที่ไล่ตามมาก็ก้าวเข้ามาในลานเรือนเช่นกัน นับแต่นี้ สำนักอัคคีแดงทั้งหมดเข้ามาติดกับดักอย่างพร้อมเพรียง


   ศิษย์สำนักอัคคีแดงทั้งหมดไม่สามารถขยับตัวได้แล้ว ก้มหน้าลงไป พวกเขาพบว่าเท้าของตนถูกเถาวัลย์สีม่วงดำพันรัดไว้โดยไม่รู้ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร


   ขณะที่พวกเขารีบยกกระบี่ในมือขึ้นเพื่อจะฟันเถาวัลย์เหล่านี้ ลานเรือนที่แต่เดิมไม่มีอะไรแตกต่างจากลานเรือนทรุดโทรมอื่นๆก็พลันมีควันสีม่วงเข้มพวยพุ่งออกมา ดูก็รู้ว่ามีพิษ และเป็นพิษร้ายแรงอย่างยิ่ง


   "นี่คือพิษวิญญาณม่วง! อย่าใช้พลังวิญญาณมิเช่นนั้นพิษจะแทรกซึมเข้าร่างกาย!"


   หลังจากเสียงตะโกนดังขึ้น ศิษย์สำนักอัคคีแดงทั้งหมดก็รีบเก็บพลังวิญญาณที่รวบรวมไว้ทันที เพื่อป้องกันการรุกรานของไอพิษเหล่านี้


   แม้การทำเช่นนี้จะได้ผล แต่พวกเขาก็ไม่สามารถขยับตัวได้อีกแล้ว


   หากต้องการใช้พลังวิญญาณฟันเถาวัลย์เหล่านี้ พวกเขาก็จำเป็นต้องสูดไอพิษจำนวนมากเข้าไป หากไม่ต้องการสูดไอพิษ พวกเขาก็ต้องถูกเถาวัลย์เหล่านี้ขังไว้ตลอดไป


   พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที


   ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ ในตอนนี้ศิษย์สำนักหยวนอู่ยังคงอยู่ในลานเรือนไม่ได้จากไป พวกเขายืนอยู่นอกวงล้อมพิษและเผยรอยยิ้มอย่างน่าขนลุก


   พวกเขารักษาระยะห่าง ร่ายวิชาใส่เหล่าศิษย์สำนักอัคคีแดง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะหลบหลีก ต่อต้าน หรือใช้อาวุธวิเศษ ศิษย์สำนักหยวนอู่ก็ไม่สนใจ เพราะดูเหมือนพวกเขาเพียงแค่ต้องการจะหยามเกียรติเท่านั้น ไม่ได้รีบร้อนที่จะส่งพวกเขาไปยังเขตตกรอบ


   หรืออาจกล่าวได้ว่า หากพวกเขาต้องการฆ่าศิษย์สำนักอัคคีแดงจริงๆ พวกเขาก็จะต้องจ่ายค่าตอบแทนเช่นกัน พวกเขาไม่มีความคิดเช่นนั้น


   "พวกเจ้าต้องการอะไรกันแน่?" ศิษย์สำนักอัคคีแดงตะโกนด้วยความโกรธ



บทที่ 1354: ฝึกวิชามารกลางวันแสกๆ



   คำถามของสำนักอัคคีแดงไม่ได้รับคำตอบ มีเพียงเสียงหัวเราะเยาะดังลั่นเท่านั้นที่ตอบกลับมา


   หลังจากสิ้นเสียงหัวเราะเยาะ ศิษย์สำนักหยวนอู่ สิบกว่าคนกลับเดินจากไปอย่างง่ายดาย ทิ้งศิษย์ไว้เพียงคนเดียวเฝ้ามองกลุ่มศิษย์สำนักอัคคีแดงอยู่ตรงนั้น


   ศิษย์ผู้นั้นเหลือบมองเหล่าศิษย์สำนักอัคคีแดงแวบหนึ่ง ก่อนจะเริ่มหยิบของออกจากแหวนมิติ


   เมื่อเห็นว่าเหลือเพียงเขาผู้เดียว เหล่าศิษย์สำนักอัคคีแดงจึงส่งสัญญาณทางสายตากัน แม้จะต้องเสี่ยงอันตรายจากพิษ พวกเขาก็ต้องจัดการศิษย์ผู้นี้ให้จงได้ เพราะหากไม่มีใครคอยจับตาดู โอกาสที่พวกเขาจะหนีรอดออกไปได้ย่อมมีมากขึ้น!


   ครั้นแลกเปลี่ยนสัญญาณทางสายตากันเรียบร้อย ศิษย์สองคนที่อยู่ด้านหน้าสุดตัดสินใจยอมสละตน พวกเขาพลันชักอาวุธประจำกายออกมา โคจรพลังวิญญาณโจมตีใส่ศิษย์สำนักหยวนอู่ที่เหลืออยู่เพียงผู้เดียวในทันที


   ทว่า พลังวิญญาณอันแข็งแกร่งของทั้งสองเพิ่งจะถูกซัดออกไป ก็พลันบังเกิดเสียงดัง ‘ปัง’ สนั่นหวั่นไหว พลังวิญญาณที่พวกเขาโจมตีออกไปถูก ม่านพลังป้องกันขนาดใหญ่ที่ศิษย์ผู้นั้นเพิ่งหยิบออกมาจากแหวนมิติสกัดกั้นไว้ได้ทั้งหมด


   ศิษย์ผู้นั้นมองพวกเขาผ่านม่านพลังป้องกันพลางแสยะยิ้ม “เจ้าสิ่งนี้แข็งแกร่งทนทานดีจริงๆ ข้าเตรียมไว้ให้พวกเจ้าโดยเฉพาะ ชอบหรือไม่เล่า?”


   กล่าวจบ เขาก็ปล่อยม่านพลังป้องกันในมือออกไป ครอบคลุมบริเวณลานบ้าน ขังศิษย์สำนักอัคคีแดงทั้งหมดไว้ภายใน เมื่อถูกครอบไว้เช่นนี้ ไอพิษภายในยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น


   หลังจากครอบเสร็จ เขาก็นั่งลงด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ชี้ไปยังศิษย์สองคนที่ลงมือโจมตีเมื่อครู่ พลางหัวเราะอย่างหยิ่งผยอง


   “จริงอยู่ที่การฝึกฝนของพวกเจ้าสูงกว่าข้า แต่สำนักหยวนอู่เหลือข้าไว้เพียงคนเดียว จะคาดไม่ถึงหรือว่าพวกเจ้าจะรอจังหวะลงมือ? อย่าโง่ไปหน่อยเลย!”


   “เป็นอย่างไรบ้าง? สหายทั้งสองที่ลงมือกับข้าเมื่อครู่ รสชาติของไอพิษแทรกซึมเข้าร่างกายมันช่างสุขสบายดีหรือไม่? โอ๊ย ใบหน้ากลายเป็นสีม่วงคล้ำไปหมดแล้ว!”


   “หวังว่าพวกเจ้าจะทนได้นานหน่อยนะ มิเช่นนั้นคิดลอบโจมตีผู้อื่น แต่กลับฆ่าตัวเองตายเสียเอง มันช่างน่าขันสิ้นดี”


   ศิษย์ผู้นั้นกล่าวจบ ก็เริ่มหยิบของออกจากแหวนมิติอีกครั้ง ทว่าครานี้เขาหาที่นั่งสบายๆ ก่อนจะค่อยๆค้นหา


   เมื่อเห็นเช่นนั้น ศิษย์สำนักอัคคีแดงขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว


   “พวกเจ้าสำนักหยวนอู่ต้องการจะทำสิ่งใดกันแน่? เอาแต่ทำเรื่องที่ทั้งทำร้ายผู้อื่นและไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเช่นนี้ พวกเจ้าจะได้ประโยชน์อันใดกัน?”


   “เรื่องนี้เจ้าไม่เข้าใจหรอก พวกเจ้าเห็นแก่ผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง ย่อมไม่รู้ว่าเรื่องราวในโลกนี้ บางครั้งก็หาใช่ทำไปเพื่อผลประโยชน์เสมอไปไม่”


   “เช่นนั้นทำไปเพื่อสิ่งใด? หรือว่าเป็นเพราะความแค้น? หลายปีมานี้สำนักหยวนอู่ของพวกเจ้าตกต่ำถึงเพียงนี้ พวกข้าหกสำนักใหญ่ก็ไม่เคยทอดทิ้งพวกเจ้า เชื่อมั่นในตัวพวกเจ้าอย่างเต็มที่ แต่พวกเจ้ากลับเอาแต่เล่นตุกติกอยู่เบื้องหลัง พวกข้าอดทนให้พวกเจ้ามากี่ครั้งแล้ว ในใจพวกเจ้าไม่มีสำนึกบ้างหรือ?”


   เมื่อเขากล่าวจบ ศิษย์ผู้นั้นเพียงปรายตามอง ไม่ได้ตอบคำใด สีหน้าคล้ายไม่อยากจะเสวนากับคนโง่เขลา


   ขณะนั้นเอง เขาก็ได้หยิบของที่ต้องการออกมาแล้ว มันคือกระดาษยันต์สองแผ่น


   “พวกเจ้ามีคำพูดอันใดก็รีบกล่าวออกมาเสีย หากไม่กล่าวตอนนี้ ต่อไปคงได้แต่ร้องเรียกฟ้า ฟ้าไม่ขาน ร้องเรียกดิน ดินไม่ตอบแล้ว”


   "เจ้า..."


   ศิษย์ผู้นี้ช่างดื้อด้านไม่ยอมฟังเหตุผล พูดไปมากเท่าใดก็ไร้ประโยชน์ พวกเขาจะยังพูดอะไรได้อีก


   แต่ในขณะนั้นเอง ศิษย์สองคนที่ลงมือโจมตีเมื่อครู่ก็ถูกไอพิษแทรกซึมจนกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ ดูท่าทางอาการน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง


   หัวหน้าศิษย์สำนักอัคคีแดงทำได้เพียงนำโอสถ ออกมาป้อนให้พวกเขา ไม่สามารถโคจรพลังรักษาอาการบาดเจ็บได้เลยแม้แต่น้อย เพราะหากโคจรพลังวิญญาณเมื่อใด ไอพิษก็จะแทรกซึมเข้าร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผู้รักษาหรือผู้ถูกรักษา ต่างก็ต้องพบจุดจบอันเลวร้าย


   ขณะที่พวกเขากำลังเป็นห่วงสหายร่วมสำนัก ศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นก็ได้นำกระดาษยันต์ไปติดไว้บนม่านพลังป้องกันของพวกเขาแล้ว


   ทันทีที่กระดาษยันต์ถูกติดลงไป พวกเขาก็หายไปจากสายตาโดยสิ้นเชิง แม้แต่เสียงก็ไม่อาจเล็ดลอดออกไปได้อีก นับเป็นการร้องเรียกฟ้า ฟ้าไม่ขาน ร้องเรียกดิน ดินไม่ตอบอย่างแท้จริง เดิมทียังหวังว่าหากมีคนผ่านมาอาจจะช่วยพวกเขาได้ แต่บัดนี้ความหวังนั้นก็ดับสิ้นแล้ว


   “สำนักหยวนอู่นี่มันต้องการจะทำสิ่งใดกันแน่! ในการประชุมใหญ่เติงเทียนครั้งนี้ พวกมันเตรียมอะไรมาบ้าง ของที่ใช้เก็บแต้มสะสมไม่มีสักอย่าง แต่ของที่ใช้ก่อกวนผู้อื่นกลับมีครบชุด!”


   เจ้าสำนักอัคคีแดงเห็นศิษย์ทั้งสำนักถูกขัง ก็โกรธจนตบต้นขาผางลุกขึ้นยืน ศีรษะปวดจี๊ด


   “คนพวกนี้ยอมไม่ไปสังหารปีศาจมาร ไม่เก็บแต้มสะสม แต่กลับจะลากพวกเราสำนักอัคคีแดงให้ตายตกไปพร้อมกันอย่างนั้นหรือ? หากมีความสามารถจริงก็มาสู้กันซึ่งๆหน้าสิ เอาแต่ทำเรื่องไร้คุณธรรมเช่นนี้!”


   เมื่อเห็นเจ้าสำนักสำนักอัคคีแดงโกรธเกรี้ยวเช่นนั้น เจ้าสำนักอื่นๆที่อยู่ข้างๆ นอกจากสำนักหลัวฟูที่มีสีหน้าเคร่งขรึมแล้ว ต่างก็มองเขาด้วยความเห็นใจ


   “การกระทำของสำนักหยวนอู่ ช่างน่ารังเกียจถึงเพียงนี้ ตั้งแต่เจ้าสำนักลงไปจนถึงศิษย์ ไม่มีผู้ใดหนีพ้นความผิดไปได้ ครั้งนี้พอกลับไป ข้าจะต้องไปซักถามพวกเขาให้รู้เรื่อง หากไม่สามารถให้คำอธิบายที่น่าพอใจแก่ข้าได้ สำนักอัคคีแดงของข้าไม่ยอมเลิกราเป็นแน่! หวังว่าถึงเวลานั้น พวกท่านคงจะไม่เข้าข้างสำนักหยวนอู่หรอกนะ!”


   "วางใจเถิด การกระทำของสำนักหยวนอู่ในครั้งนี้ พวกเราย่อมไม่ลำเอียง..."


   เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตยังกล่าวไม่ทันจบคำพูดที่เหลือก็ติดอยู่ในลำคอ เพราะเขามองเห็นภาพเบื้องหน้าแล้วเบิกตากว้าง ชี้ไปยังตำแหน่งของศิษย์สำนักหยวนอู่ในเขาเติงเทียน โกรธจนนิ้วสั่นเทา


   “เป้าหมายต่อไปของสำนักหยวนอู่คือสำนักสวรรค์ลิขิต! พวกมันหาสำนักสวรรค์ลิขิตพบแล้ว และกำลังจะใช้แผนเดิมอีกครั้ง ศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิต หารู้ไม่ว่านี่คือกับดัก กำลังไล่ตามศิษย์สำนักหยวนอู่ที่แสร้งทำเป็น ‘ลอบโจมตี’ แต่ ‘ถูกจับได้’ ไปแล้ว”


   คำพูดที่เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตไม่อาจกล่าวออกมาได้ เจ้าสำนักแปรเมฆาที่อยู่ด้านข้างก็ช่วยกล่าวต่อให้


   “ประหลาดจริง ศิษย์สำนักหยวนอู่พวกนี้หาวิธีพบเจอศิษย์ของหกสำนักใหญ่ได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน?”


    ด้านล่าง เจ้าสำนักจันทราพิฆาตเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติแล้ว “พวกเขาคงไม่ได้ใช้วิธีการใดลอบสอดแนมการกระจายตัวของศิษย์ทั้งหมดในเมืองนี้หรอกนะ?”


   “เช่นนั้นแล้ว หรือว่าสำนักหยวนอู่นี้ ตั้งแต่แรกก็ไม่ได้คิดจะเข้าร่วมการประชุมใหญ่เติงเทียนอย่างจริงจัง เป้าหมายของพวกเขาคือหกสำนักใหญ่ที่เหลืออยู่ของพวกเราอย่างนั้นหรือ?” เจ้าสำนัก วายุเหินมองเห็นศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตเดินเข้าสู่กับดักเช่นกัน พลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง


   เพราะถึงแม้ในด่านที่สอง พวกเขาจะลอบโจมตีพื้นที่ด้านหลังของหกสำนักใหญ่ แต่หลังจากที่หกสำนักใหญ่ส่งคนกลับไปกวาดล้าง ก็ยังสามารถกำจัดพวกเขาออกไปได้อยู่ดี


   ดังนั้นในด่านที่สาม พวกเขาจึงเคยชินคิดไปว่าสำนักหยวนอู่ก็คงรับมือได้ง่ายเช่นเคย ด้วยเหตุนี้ เพื่อกำจัดปัญหาให้สิ้นซาก พวกเขาจึงไล่ตามไปโดยไม่ลังเล และนั่นทำให้แต่ละคนตกลงไปในกับดัก


   “หรือว่าจะไม่มีวิธีแก้ไขแล้วจริงๆ?” เจ้าสำนักหทัยครามถอนหายใจ


   ไม่รู้ว่ามีหรือไม่ แต่พวกเขาก็ได้แต่เฝ้ามองหกสำนักใหญ่เดินเข้าสู่กับดักของสำนักหยวนอู่ทีละสำนัก ไม่มีใครรอดพ้นไปได้


   ไม่มีใครคาดคิดว่า การต่อสู้ครั้งสุดท้ายจะใช้เวลาสามวัน ในเช้าวันที่สอง แม้ว่าหกสำนักใหญ่จะยังไม่ถูกคัดออก แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นก็เท่ากับพ่ายแพ้ทั้งกองทัพ


   เมื่อเวลาผ่านไป สำนักอื่นๆต่างก็กำลังเร่งเก็บแต้มสะสมกันอย่างบ้าคลั่ง ยกเว้นเพียงสำนักชิงเสวียนและเจ็ดสำนักใหญ่


   ภายในเมืองที่ปรักหักพัง ศิษย์สำนักหยวนอู่คนหนึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างพิงกำแพงที่พังทลาย ในมือกำลังพลิกตำราเล่มหนึ่งอ่านอย่างเพลิดเพลิน


   เขาไม่เพียงแค่อ่าน แต่ยังทำท่าทางประกอบไปด้วย ดูคล้ายกำลังฝึกฝนวิชาประหลาดบางอย่าง


   “หึ กลางวันแสกๆกลับมานั่งฝึกวิชามารหรือนี่ พวกเจ้าสำนักหยวนอู่ไม่คิดจะเป็นสำนักฝ่ายธรรมะแล้วหรือไร?”


   เสียงนี้ดังขึ้น ทำให้ศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นสะดุ้งสุดตัว แผ่นหลังชาวาบ รีบหันขวับกลับไปมอง ดวงตาเบิกกว้าง


   “ผู้ใดกัน?! ไสหัวออกมาซะ!”



บทที่ 1355: พวกเจ้าเป็นใครกัน



   เมื่อได้ยินเสียงนี้ ภายในม่านพลังป้องกัน เหล่าศิษย์สำนักอัคคีแดงที่กำลังนั่งอยู่บนพื้นเพื่อรักษาพละกำลังและคิดหาทางออกจากสถานการณ์อันยากลำบาก ดวงตาของแต่ละคนพลันสว่างวาบขึ้น พวกเขาตื่นเต้นมองไปยังทิศทางที่ศิษย์สำนักหยวนอู่อยู่ ทว่ากลับไม่เห็นผู้ใดเลย


   "เสียงนี้ช่างคุ้นหูจริงๆ!"


   “พวกเราจะรอดแล้วใช่หรือไม่?”


   "ช่วยพวกข้าด้วย! พวกข้าถูกขังอยู่ข้างใน!"


   ทว่า ไม่ว่าความเคลื่อนไหวข้างในจะดังเพียงใด ภายนอกก็มิอาจรับรู้ได้เลยแม้แต่น้อย


   ศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นรีบเก็บตำราลับในมือและชักอาวุธออกมาทันที หันกลับไปมองหาผู้ที่กล่าววาจาเมื่อครู่


   แต่เขากลับมองไม่เห็นผู้ใด ทั้งยังสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอาย หรือว่าจะเจอภูตผีเข้าแล้ว?


   หัวใจเขาเต้นแรงไม่ได้ เขาต้องรีบออกจากที่นี่โดยเร็ว


   คนผู้นี้เพิ่งมาถึง นางย่อมมองเห็นเพียงตนเอง ย่อมมองไม่เห็นว่าในลานเรือนแห่งนี้ยังมีศิษย์สำนักอัคคีแดงทั้งหมดซ่อนอยู่ ต่อให้ตนเองถูกคัดออก ก็จะปล่อยให้สำนักอัคคีแดงถูกพบเจอไม่ได้


   “เสแสร้งเป็นภูตผีคิดจะหลอกผู้ใดกัน? ข้าไม่ขออยู่เล่นด้วยแล้ว ลาก่อน!”


   กล่าวจบ เขาก็เลือกทิศทางหนึ่งอย่างสุ่มๆ แล้วออกตัววิ่งทันที เขาต้องหนีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด หากสลัดคนผู้นั้นหลุดได้ก็เป็นการดีที่สุด จากนั้นค่อย…


    ปัง!


   เขาเพิ่งเร่งความเร็วก็พุ่งชนกำแพงดินที่หนาและแข็งแกร่ง กำแพงนี้ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน เขาไม่มีเวลาตั้งตัวและชนเข้าไปเต็มๆ ศีรษะแตกเลือดไหล ร่างกระเด็นกลับมาอย่างรุนแรง


   “โอ้ย…”


   เพราะด้านหลังกำแพงดินนั้นมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ เนื่องจากการใช้พลังวิญญาณทำให้ยันต์ล่องหนหมดฤทธิ์!


   ศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นตื่นเต้นขึ้นมาทันที ข่าวดีคือ มันปรากฏตัวแล้ว!


   แต่ในวินาทีถัดมาสีหน้าของเขาก็แตกสลาย ข่าวร้ายคือ นางคือเยี่ยหลิงหลง!


   เยี่ยหลิงหลงโผล่ศีรษะออกมาจากด้านหลังกำแพงดินพร้อมกับเผยรอยยิ้มสดใส


   “ประหลาดใจหรือไม่? คาดไม่ถึงสินะ?”


......


   เป็นดังเช่นที่เล่าลือกันจริงๆ ทั้งร้ายกาจทั้งชอบปั่นหัวผู้อื่น!


   “เจ้าต้องการทำสิ่งใด? ครั้งนี้สำนักหยวนอู่ของพวกเราไม่ได้ล่วงเกินสำนักชิงเสวียนของเจ้าเลยนะ!”


   “ข้านึกว่าเจ้าจะถามว่าเหตุใดข้าถึงอยู่เพียงลำพังเสียอีก” เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจกล่าว “เจ้าคงไม่ได้ถูกชนจนโง่ไปแล้วกระมัง? ข้าอยู่ขอบเขตบูรณาการขั้นปลาย เจ้าอยู่ขอบเขตมหายานขั้นกลาง พวกเราต่างก็เป็นผู้โดดเดี่ยวร่วมชะตากรรมในโลกนี้ เจ้าไม่ควรชักกระบี่ออกมาเพื่อชนะข้าหรอกหรือ?”


...…


   ไม่สิ สตรีนางนี้เหตุใดจึงชอบแสดงละครนัก! น่ารำคาญจริง!


   ศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นไม่พูดพร่ำทำเพลง หมุนตัวแล้ววิ่งหนีไปทันที


   เขาเพิ่งจะวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกไท่จื่อที่แอบย่องมาหมอบอยู่ด้านหลังเขาอย่างเงียบกริบ อ้าปากงับกลืนเขาเข้าไป


   เยี่ยหลิงหลงเห็นดังนั้นก็รีบพุ่งเข้าไป ง้างปากของไท่จื่อออก ดึงคนออกมาได้ก่อนที่มันจะกลืนลงไปทั้งตัว


   ตอนที่ถูกดึงออกมา ทั้งน้ำลาย และเมือกเหนียวก็ติดมาด้วย ทั้งร่างเหม็นหึ่ง เหนียวเหนอะหนะ น่าขยะแขยงยิ่งนัก


   เยี่ยหลิงหลงทนกลิ่นเหม็นไม่ได้ จึงโยนยันต์ตรึงกายใส่ร่างเขาหนึ่งแผ่น จากนั้นก็เตะคนผู้นั้นกระเด็นไปยังมุมกำแพงฝั่งตรงข้าม จะได้ไม่มาทำให้นางรู้สึกขยะแขยงอยู่ตรงนี้


   “ไท่จื่อ อย่าเอาของสกปรกอะไรก็ไม่รู้เข้าปากไปเสียหมด เหตุใดเจ้าถึงไม่เลือกกินเช่นนี้?”


   ไท่จื่อส่งเสียงฮึ่มฮั่มอย่างไม่พอใจ แล้วกลับไปหมอบอยู่บนกำแพงคอยดูต้นทางต่อ


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงหันกลับมา นางเห็นศิษย์สำนักหยวนอู่ที่ไม่สามารถขยับตัวได้กำลังกลอกตาขาวอยู่ที่มุมกำแพง ดูเหมือนว่าเขาจะโกรธมาก


   “เฮ้ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่? เกือบจะถูกมันกินเข้าไปแล้ว โชคดีที่เจ้ามาพบข้า ข้าอุตส่าห์ใจดีช่วยเจ้าไว้นะ”


   ศิษย์ผู้นั้นทนไม่ไหวอีกต่อไป โกรธจัดจนหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย


   “พอได้แล้ว! ข้าต้องการให้เจ้าช่วยหรือไร? กลืนเข้าไปแล้วยังจะงัดออกมาอีก เจ้าไม่รู้สึกขยะแขยงบ้างหรือ! ข้ายอมตายเสียดีกว่า!”


   “ข้าไม่ขยะแขยงนี่ เจ้าต่างหากที่น่าขยะแขยง ไม่เชื่อลองดมดูสิ?”


   ‘ปล่อยให้ข้าตายไปเถอะ!’


   ในยามนี้เขารู้สึกเสียใจจริงๆ เขาไม่ควรวิ่งหนีเลย เขาควรจะปลิดชีพตนเองตั้งแต่แรกที่เห็นเยี่ยหลิงหลง!


   “อย่าเพิ่งรีบร้อนไป ข้าจะฆ่าเจ้าแน่ วางใจเถิด”


   นั่นหมายความว่า ก่อนจะฆ่าก็ต้องเล่นสนุกก่อนสินะ?


   ก่อนหน้านี้ศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นหยิ่งผยองเพียงใด บัดนี้ก็ตกต่ำสิ้นท่าเพียงนั้น ถูกคนอื่นมองเป็นของเล่นหยอกล้อ ช่างน่าเวทนาเสียจริง


   ทว่า เหล่าศิษย์สำนักอัคคีแดงที่เห็นจุดจบของศิษย์สำนักหยวนอู่จากในม่านพลังป้องกันต่างก็รู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง


   ก่อนหน้านี้สำนักหยวนอู่หยามเกียรติพวกเขาอย่างไรบ้าง?


   คนพวกนั้นต่างก็พากันซัดวิชาออกมาเป็นกลุ่ม เพียงเล่นสนุกกับพวกเขาแต่ไม่ทำให้ถึงตาย


   พวกเขาไร้อิสรภาพ เป็นดั่งปลาบนเขียงของศิษย์สำนักหยวนอู่ ถูกเยาะเย้ยหยอกล้อ ใครจะรู้ว่าเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วยาม ศิษย์สำนักหยวนอู่กลับกลายเป็นปลาเสียเอง ถูกเยาะเย้ยหยอกล้อเช่นกัน


   เวรกรรมตามสนองช่างรวดเร็วนัก


   “ก่อนหน้านี้ตอนที่สำนักชิงเสวียนถูกหมายหัว ข้ายังคิดอยู่เลยว่าคนกลุ่มนี้ชั่วช้าเลวทรามเพียงใด ต่อมาศิษย์น้องต้วน ออกหน้าพูดแทนพวกเขาหลายครั้ง ข้ายังคิดว่าเจ้าถูกล่อลวงไปแล้วหรือไม่ บัดนี้เมื่อได้เห็นสำนักชิงเสวียน ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายอันใด แต่สำนักหยวนอู่ กลับทำเรื่องชั่วช้าสารพัด เยี่ยหลิงหลงจัดการเรื่องนี้ได้ยอดเยี่ยม สะใจผู้คนยิ่งนัก!”


   “ใช่แล้ว เมื่อครู่ศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นดีใจเพียงใด บัดนี้ข้าก็ดีใจเพียงนั้น! ในที่สุดก็ถูกจัดการเสียที หากเยี่ยหลิงหลงสามารถสังเกตเห็น และช่วยพวกเราได้ก็คงจะดี”


   เมื่อได้ยินคำพูดของสหายร่วมสำนัก ต้วนซิงเหอที่อยู่มุมก็หัวเราะเบาๆ


   “ในด่านที่สอง ตอนที่พวกท่านคิดจะร่วมมือกับวังวิญญาณเหมันต์ ไปล้อมปราบสำนักชิงเสวียน เคยคิดหรือไม่ว่าจะมีวันที่ต้องมาร้องขอให้ผู้อื่นช่วย?”


   บรรยากาศที่เคยหดหู่กลับคึกคักขึ้นเพราะศิษย์สำนักหยวนอู่ถูกจัดการ แต่แล้วก็ตกลงสู่จุดเยือกเย็นอีกครั้งเพราะประโยคเดียวของต้วนซิงเหอ


   แต่ต้วนซิงเหอดูจะไม่สนใจความคิดของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ยังคงกล่าวตามใจตนเองต่อไป “ยืนหยัดในจุดยืนของตนเองให้มั่นคงหน่อย อย่าเป็นไม้หลักปักเลน ในเมื่อคิดจะเป็นศัตรูก็เป็นให้ถึงที่สุด ร้องเรียกให้คนอื่นมาช่วยนี่มันนับเป็นอะไรกัน?”


   ไม่เป็นไร เขาเป็นศิษย์ใต้สังกัดท่านอาจารย์ลุง ปกติก็ไม่ค่อยได้อยู่ร่วมกับพวกเขาอยู่แล้ว พวกเขาจะพอใจหรือไม่พอใจ เกี่ยวอันใดกับเขาด้วย?


   เขาไม่เคยลืม ตลอดร้อยปีนี้ทุกครั้งที่เขาช่วยพูดแทนสำนักชิงเสวียน ก็มักจะถูกทุกคนเยาะเย้ยถากถางเสมอ


   “แล้วเจ้าเล่า? เจ้าไม่หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรือ? เจ้าปกป้องนางถึงเพียงนี้ หากนางไม่สนใจเจ้า เจ้าจะไม่รู้สึกเสียใจบ้างหรือ?”


   “ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกท่านเยาะเย้ยข้า ก็ไม่เคยสนใจเลยว่าข้าจะเสียใจหรือไม่”


   “เจ้า… ต้วนซิงเหอ อย่าทำเกินไปนัก!”


   “ใช่แล้ว หลายปีมานี้เหตุใดเจ้าถึงถูกโดดเดี่ยวอยู่เสมอ ในใจเจ้าไม่รู้ตัวบ้างหรือ? อาศัยว่าเป็นศิษย์คนสุดท้ายของท่านปรมาจารย์อาก็ไม่เคยเห็นพวกเราอยู่ในสายตา!”


   ต้วนซิงเหอ หัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง “ใช่แล้ว พวกท่านเป็นหัวหอมต้นไหนกันเชียว เหตุใดข้าต้องเห็นพวกท่านอยู่ในสายตาด้วย?”


   “เจ้า…”


   “ศิษย์พี่ทุกท่านอย่าได้โกรธเคืองเลย ใจเย็นๆก่อน แผนการในตอนนี้คือคิดหาทางหนีออกไป ไม่ใช่มาทะเลาะกันอย่างไร้ประโยชน์ที่นี่” เซียวเจิ้งหยาง รีบออกมาไกล่เกลี่ย “ถือว่าเห็นแก่หน้าศิษย์น้องเช่นข้า อย่าได้ถือสาเขาเลย ข้าขออภัยแทนเขาต่อพวกท่าน”


   “ช่างเถอะ เจ้าไม่ได้ทำผิด พวกเราไม่โทษเจ้าหรอก และก็ขี้เกียจจะไปถือสาเขาแล้ว”


   “ชิ เจ้าก็ไม่ใช่หัวหอมต้นไหนเหมือนกันนั่นแหละ? อาศัยเหตุใดมาขออภัยแทนข้า”


   แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่รับไมตรี แต่คำพูดของเซียวเจิ้งหยางก็เป็นเหมือนบันไดให้ก้าวลง ทุกคนจึงหยุดทะเลาะกัน ภายในสำนักกลับสู่ความสงบสุขชั่วคราว


   ดังนั้น ทุกคนจึงหันกลับไปมองสถานการณ์ภายนอกม่านพลังป้องกัน อีกครั้ง ทว่าอึดใจต่อมา ทุกคนต่างก็ตกใจจนแทบหยุดหายใจ ลมหายใจจุกอยู่ที่ลำคอ!



บทที่ 1356: ข้าใช่คนดีเสียเมื่อไร?



   พลันเห็นเยี่ยหลิงหลงหันกลับมา เดินตรงไปยังทิศทางที่มีม่านพลังป้องกันอยู่


   นางเพียงเดินไปข้างหน้าอีกเล็กน้อย อีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะสัมผัสกับม่านพลังป้องกันที่มองไม่เห็นนี้ได้ ก็จะรู้ว่าข้างในมีบางสิ่งอยู่ และก็จะมีโอกาสเปิดมันออก ช่วยพวกเขาออกมาได้!


   ทว่าในขณะนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงกลับหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน จากนั้นก็หันกลับมายืนนิ่งอยู่ไม่ไกลจากด้านหน้าม่านพลังป้องกันของพวกเขา แล้วจึงนั่งลง ณ ที่นั้น


   การกระทำนี้ทำให้เหล่าศิษย์สำนักอัคคีแดงที่อยู่ในม่านพลังป้องกันร้อนใจจนแทบคลั่ง ขาดอีกเพียงนิดเดียว เพียงนิดเดียวจริงๆ พวกเขาก็จะถูกพบเจอแล้ว เหตุใดนางถึงไม่เดินไปข้างหน้าอีกเพียงก้าวเดียว!


   ทว่าที่มุมกำแพงอีกด้านหนึ่ง ศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นกลับลอบถอนหายใจโล่ง.อก ดีเหลือเกินที่นางไม่ได้สัมผัสโดน มิฉะนั้นความพยายามทั้งหมดคงสูญเปล่า


   แต่ทว่าลมหายใจนั้นเพิ่งผ่อนออกมาได้ครึ่งเดียวของเขาก็พลันเครียดเกร็งขึ้นมาอีกครั้ง เพราะคำพูดที่เยี่ยหลิงหลงเอ่ยออกมา


   “เอ๊ะ? เมื่อครู่เจ้าดูเหมือนจะถอนหายใจโล่ง.อกนะ? หรือว่ามีเรื่องใดที่เจ้าไม่อยากให้ข้าทำ แล้วข้าก็บังเอิญไม่ได้ทำพอดี?”


   “พูดจาเหลวไหล ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ข้าจะไม่อยากให้เจ้าทำเรื่องใดได้อย่างไร?”


   “เช่นนั้นเจ้ามาทำอะไรคนเดียวที่นี่?”


   “พักผ่อน ไม่ได้หรือ?”


   “แล้วสหายร่วมสำนักของเจ้าเล่า?”


   “พลัดหลงกันแล้ว”


   “พลัดหลงแล้วเจ้าไม่ไปตามหา กลับมานอนหลับอยู่ตรงนี้เนี่ยนะ?”


   “ใช่แล้ว ข้าตามหาอยู่นานก็ไม่พบ รอบๆมีปีศาจมารมากมาย หาจนเหนื่อยแล้ว เลยขี้เกียจหาต่ออย่างไรเล่า”


   “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ็ดสำนักใหญ่ของพวกเจ้าร่วมกันออกประกาศจับข้ามานานกว่าร้อยปีแล้ว?”


   ศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที พร้อมกับศิษย์สำนักอัคคีแดงที่อยู่ในม่านพลังป้องกันต่างก็พลอยเครียดไปด้วยเช่นกัน


   “ข้า… ย่อมต้องรู้ พวกเราเป็นศัตรูกัน ข้าสู้เจ้าไม่ได้ ดังนั้นจะฆ่าจะแกงก็แล้วแต่เจ้าเลย”


   “เจ็ดสำนักใหญ่ของพวกเจ้าร่วมมือกันบีบคั้นสำนักชิงเสวียนของพวกข้าจนถึงทางตันในปีนั้น ข้าถึงกับต้องกระโดดลงไปในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา เจ้าว่าความแค้นลึกล้ำดุจทะเลเช่นนี้ หากฆ่าเจ้าไปตรงๆ มันจะไม่คุ้มค่าเกินไปหน่อยหรือ?”


   “แต่ตอนนั้นข้าก็ไม่ได้เข้าร่วมดินแดนลับต้นอู๋โยว เรื่องเหล่านั้นหาใช่ข้าเป็นผู้กระทำไม่ เจ้าทรมานข้าไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด!”


   “เจ้าพูดถูก ดังนั้นข้าจะไม่ทรมานเจ้า”


   ศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นกำลังจะถอนหายใจโล่ง.อก ก็ได้ยินเยี่ยหลิงหลงพูดต่อว่า "ผู้ที่กลั่นแกล้งข้าคือสำนักหยวนอู่ ดังนั้นข้าต้องทรมานสำนักหยวนอู่ทำลายแผนการของพวกเจ้า ทำให้พวกเจ้าทุกคนรู้สึกแย่"


   “เจ้า… เจ้าจะทำอะไร?”


   เยี่ยหลิงหลงยื่นมือไปด้านหลัง คลำหาและทำลายยันต์ล่องหนที่เขาติดไว้บนม่านพลังป้องกันได้อย่างง่ายดาย


   ในชั่วขณะนั้น ไม่เพียงแต่ศิษย์สำนักหยวนอู่ที่นอนนิ่งขยับไม่ได้อยู่ตรงนั้น แม้แต่เหล่าศิษย์สำนักอัคคีแดงในม่านพลังป้องกันก็ตกตะลึงไปตามๆกัน!


   ที่แท้นางรู้เรื่องทั้งหมดนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว!


   “เจ้า… เจ้ารู้ได้อย่างไร!”


   “ข้ารู้สิ ข้ายังรู้ความลับอีกมากมายนัก” เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ “เรื่องที่เหลือเจ้าไม่ต้องมีส่วนร่วมแล้ว ไปตายอย่างสงบเถิด”


   กล่าวจบ เยี่ยหลิงหลงก็หยิบกระบี่มารเล่มนั้นออกมาจากแหวนมิติโยนมันออกไปปักเข้าที่กลางหัวใจของศิษย์สำนักหยวนอู่ส่งเขาไปยังเขตคัดออก


   หลังจากทำเรื่องเหล่านี้เสร็จ นางจึงหันกลับไปเผชิญหน้ากับศิษย์สำนักอัคคีแดงเกือบสามสิบคนที่อยู่ในม่านพลังป้องกัน


   “คำพูดที่ข้ากล่าวเมื่อครู่ พวกเจ้าได้ยินกันหมดแล้วใช่หรือไม่?”


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงถามจบ จึงค่อยฉีกกระดาษยันต์อีกแผ่นที่ใช้กั้นเสียง.ออก


   ทว่า หลังจากฉีกออกไปแล้ว นางกลับไม่ได้ยินเสียงพูดคุยจอแจแต่กลับเป็นความเงียบงันและสีหน้าซับซ้อนต่างๆนานา


   เยี่ยหลิงหลงพอใจกับปฏิกิริยาของพวกเขามาก ไม่เช่นนั้นคนพวกนี้อาจคิดว่านางควรช่วยพวกเขาเป็นเรื่องที่ถูกต้อง


   “เจ้าช่วยพวกเราได้หรือไม่?” ในที่สุด หัวหน้าศิษย์ของสำนักอัคคีแดงก็เอ่ยปากถามขึ้น


   “ไม่ได้ ข้ามองพวกเจ้าแล้วไม่ถูกชะตา ดังนั้นข้าจะไม่ช่วยพวกเจ้าออกมา แต่ข้าก็มองสำนักหยวนอู่ไม่ถูกชะตาด้วยเช่นกัน ดังนั้นแผนการของพวกมันข้าก็ต้องทำลาย จะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าถูกขังอยู่ข้างในโดยไม่สนใจ”


   เยี่ยหลิงหลงพูดไปพร้อมกับน้ำเสียงที่แฝงความเกียจคร้าน ราวกับเป็นเทพเจ้าที่ควบคุมชะตาชีวิตของพวกเขา ทั้งสูงส่งและไม่ใส่ใจ


   “เช่นนั้น เจ้าต้องการจะทำอย่างไรกันแน่?” หัวหน้าศิษย์ สำนักอัคคีแดง ฟังแล้วรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้ก็ไม่อาจแสดงความโกรธออกมาได้ตามอำเภอใจ เพราะบัดนี้ชะตาของสำนักอัคคีแดงอยู่ในกำมือของนางโดยสมบูรณ์


   “เอาเช่นนี้ ข้าจะปล่อยไปห้าคน พวกเจ้าไปปรึกษากันเองว่าจะปล่อยผู้ใด ส่วนที่เหลือก็จงปลิดชีพตนเองเสียเถิด”


   สิ้นเสียงนั้น สีหน้าของศิษย์สำนักอัคคีแดงทุกคนก็พลันอัปลักษณ์อย่างยิ่ง พวกเขากำหมัดแน่น ในใจรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวอย่างที่สุด


   เทียบกับการลอบแทงข้างหลังและวางแผนร้ายของสำนักหยวนอู่แล้ว การกระทำของเยี่ยหลิงหลงนี่จะไม่นับว่าเป็นการดูหมิ่นหยามเกียรติได้อย่างไรกัน?


   สหายร่วมสำนักทุกคนกำลังมองอยู่ตรงนี้ พวกเขาจะสามารถเสียสละสหายร่วมสำนักเพื่อรักษาชีวิตตัวเองได้หรือ?


   “ไม่ได้! ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเราจะร่วมเป็นร่วมตาย พวกเราไม่อาจยอมรับการจัดการเช่นนี้ได้!”


   “ใช่แล้ว ถูกต้อง! พวกเราไม่อาจเสียสละสหายร่วมสำนักเพื่อรักษาชีวิตตนเองไว้ได้อย่างเด็ดขาด”


   เมื่อเห็นสีหน้าของพวกเขา อารมณ์ของเยี่ยหลิงหลงก็ดีขึ้น มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา ทะลุมิติเข้ามาในหนังสือนานเพียงนี้ เข้ามาอยู่ในสำนักที่เต็มไปด้วยตัวร้ายทั้งหมด ในที่สุดนางก็เริ่มมีท่าทางเหมือนตัวร้ายขึ้นมาบ้างแล้ว


   “พูดได้ดี แน่นอนว่าพวกเจ้าสามารถปลิดชีพตนเองทั้งหมดได้ ไม่ต้องทนรับความอัปยศจากข้า แล้วแต่พวกเจ้าเลย”


   “พวกเราก็แค่ไม่ปลิดชีพตนเอง แล้วเจ้าจะทำอะไรได้?”


   “ข้าจัดการแทนพวกเจ้าได้ไงเล่า ก็แค่ฆ่าพวกเจ้ามิใช่หรือ? ง่ายดายเหมือนฆ่าไก่ พวกเจ้าคงไม่ได้คิดว่าสำนักหยวนอู่ไม่มีปัญญาฆ่าพวกเจ้า แล้วข้าก็จะไม่มีปัญญาด้วยหรอกนะ?”


   คราวนี้พวกที่ตะโกนอย่างดุร้ายก่อนหน้านี้พลันเงียบเสียงลงทันที พวกเขาเห็นกับตาว่าสำนักชิงเสวียนครองอันดับหนึ่งได้อย่างไร พวกเขาก็เห็นกับตาว่านางผู้ซึ่งอยู่เพียงขอบเขตบูรณาการจับคนขอบเขตมหายานขั้นปลายได้ง่ายดายราวกับหยอกเล่น


   ยิ่งไปกว่านั้นพวกยังรู้ดีว่าบุปผาคืนชีวาของพวกเขาถูกผู้ใดชิงไปอย่างง่ายดาย นางคือเยี่ยหลิงหลงที่สังหารทุกอย่างแล้วออกมาจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเชียวนะ!


   นอกจากนางแล้ว พวกเขายังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดสามารถสังหารออกมาจากที่นั่นได้


   ยิ่งไปกว่านั้น บัดนี้พวกเขาตกอยู่ในวงล้อมเป็นดั่งปลาบนเขียงม่มีกำลังจะต่อต้านได้เลยแม้แต่น้อย


   “ความอดทนของข้ามีจำกัด หากยังไม่รีบตัดสินใจ ข้าคงต้องลงมือส่งพวกเจ้าไปสักหน่อยแล้ว”


   เยี่ยหลิงหลงพูดว่าจะลงมือ ย่อมหมายความว่าจะลงมือจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่น!


   ดังนั้นศิษย์สำนักอัคคีแดงจึงพลันตึงเครียดขึ้นมา แบบนี้สู้ไม่ถูกนางพบเจอเสียยังดีกว่า อย่างน้อยสำนักหยวนอู่ก็ไม่สามารถฆ่าพวกเขาได้ พวกเขายังสามารถคิดหาหนทางอยู่ที่นี่ต่อไปได้


   "ข้าเลือกที่จะฟังการจัดการของเจ้า ให้เหลือห้าคน ส่วนคนอื่น..." หัวหน้าสำนักอัคคีแดงสีหน้าไม่ดีและลดน้ำเสียงลงพูดว่า "ฆ่าตัวตาย"


   “ศิษย์พี่ใหญ่! อย่ายอมให้นางทำสำเร็จนะ!”


   “ศิษย์พี่ใหญ่! พวกเราร่วมเป็นร่วมตาย!”


   "หยุดตะโกนกันได้แล้ว! ก็ไม่ได้ตายจริงๆเสียหน่อย แค่ถูกคัดออกเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกับการพรากจากกันระหว่างความเป็นความตาย! เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือต้องแสวงหาคะแนนให้สำนักอัคคีแดงให้มากที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่ การประชุมใหญ่เติงเทียนครั้งนี้พวกเราแย่พออยู่แล้ว ไม่สามารถไร้ประโยชน์ไปมากกว่านี้ได้อีก!"


   "แต่ว่า..."


   "หุบปาก! ข้าตัดสินใจแล้ว!" หัวหน้าศิษย์สำนักอัคคีแดงพูด "ดังนั้นห้าคนที่จะอยู่ต่อคือ..."


   เขายังพูดไม่ทันจบ เยี่ยหลิงหลงก็ขัดจังหวะเขา


   "ห้าคนที่เจ้าจะให้อยู่ต่อนี้ อย่าให้เป็นคนที่ข้าไม่ชอบ ไม่เช่นนั้นข้าอาจจะผิดคำพูดได้ทุกเมื่อนะ"


   “เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร! เมื่อครู่เจ้าไม่ได้บอกว่ามีเงื่อนไขนี้!”


   “ใช่แล้ว เยี่ยหลิงหลง! เจ้าอย่าทำเกินไปนัก!”


   “ข้าถึงกับมีชื่ออยู่ในป้ายประกาศจับของพวกเจ้าแล้ว ก็แสดงว่าข้าไม่ใช่คนดี แล้วข้าจะทำเกินไปหน่อยจะเป็นไรไป? เวลาเหลือน้อยแล้ว รีบคิดให้ดีเถิด”



บทที่ 1357: ความเชื่อใจเป็นสิ่งที่มีให้แก่กัน



   ขณะนั้น หัวหน้าศิษย์สำนักอัคคีแดงเม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าอัปลักษณ์ หันกลับไปมองต้วนซิงเหอ อีกทั้งกวาดตามองศิษย์ที่อยู่ด้านหลัง สุดท้ายสายตาก็จับจ้องไปที่เซียวเจิ้งหยาง


   “ศิษย์น้องเซียว เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจเลือกห้าคนนี้เถิด อย่างไรเสียในอดีตเจ้าก็เคยติดต่อกับนาง การตัดสินใจของเจ้าอาจจะถูกต้องมากกว่าข้า”


   “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่าน…” เซียวเจิ้งหยางถอนหายอย่างหนักหน่วง


   "คำนึงถึงภาพรวมเป็นสำคัญ อย่าได้ลังเลเลย"


   ดังนั้น ท่ามกลางเสียงคัดค้านของศิษย์คนอื่นๆ เซียวเจิ้งหยางก็ชี้เลือกคนทั้งห้า


   คนเหล่านี้คือศิษย์ที่เคยเข้าร่วมดินแดนลับต้นอู๋โยวในปีนั้น ก่อนที่ต้นอู๋โยวจะหายไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ยังนับว่าไม่เลว


   ตอนที่สำนักหยวนอู่ต่อต้านสำนักชิงเสวียนพวกเขาก็ไม่ได้ฉวยโอกาสซ้ำเติม ภายหลังยังได้รับบุญคุณจากสำนักชิงเสวียนช่วยชีวิตไว้อีกด้วย


   ครั้งนี้ในด่านที่สอง ทุกคนก็หันกลับไปกวาดล้างศิษย์สำนักหยวนอู่ด้วยกัน ไม่ได้เข้าร่วมในการล้อมโจมตีสำนักชิงเสวียน


   ห้าคนนี้เป็นศิษย์ที่เข้าเงื่อนไขเหล่านี้และมีพลังแข็งแกร่งที่สุดห้าคน รวมถึงต้วนซิงเหอด้วย


   “ดี ในเมื่อตัดสินใจแล้ว เช่นนั้นคนที่เหลือก็จงปลิดชีพตนเองเถิด” หัวหน้าศิษย์สำนักอัคคีแดง กล่าว “เริ่มจากข้าก่อน”


   “ศิษย์พี่ใหญ่ ไม่นะ!”


   "หวังว่าเจ้าจะรักษาสัญญา"


   หัวหน้าศิษย์สำนักอัคคีแดงกล่าวจบก็ยกอาวุธของตนเองขึ้นแทงเข้าที่กลางหัวใจ


   แม้ว่าเพราะเรื่องต้นอู๋โยวทำให้สำนักชิงเสวียน ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ชั่วช้าเลวทรามอย่างที่สุดในปีนั้น แต่เขาก็ยังคงยินดีที่จะเชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง ว่านางจะรักษาคำพูดหาใช่เหมือนสำนักหยวนอู่ที่ทรยศหักหลังเชื่อถือไม่ได้เลยแม้แต่น้อย


   กระบี่แทงทะลุหัวใจ หัวหน้าศิษย์สำนักอัคคีแดง ไม่มีทางรอดแล้ว เขาหันกลับไปกล่าวกับเหล่าศิษย์น้องว่า “หากมีผู้ใดไม่ยินยอม คนอื่นๆจงช่วยเขาสักหน่อย”


   เขาได้ทำเป็นตัวอย่างแล้ว คนอื่นๆก็ไม่พูดอะไรอีก ทีละคนยกอาวุธของตนขึ้นแทงเข้าไปที่จุดตายของตนเอง


   นอกเขาเติงเทียน เจ้าสำนักอัคคีแดงที่เห็นภาพนี้ ดวงตาเบิกกว้างราวกับจะปริแตก เขาลุกพรวดขึ้นยืน แต่แล้วก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใด กลับทรุดตัวนั่งลงไปอย่างหนักหน่วง มือที่อยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ


   ความเจ็บปวดแผ่ซ่านออกมาจากหัวใจ


   และความเจ็บปวดเช่นนี้ เป็นความเจ็บปวดที่มิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้


   หากมองที่ผลลัพธ์ อย่างน้อยศิษย์สำนักอัคคีแดง ของเขาก็ไม่ได้ถูกคัดออกทั้งหมด สถานการณ์ดีกว่าก่อนหน้านี้


   แต่หากมองที่กระบวนการ เขาเจ็บปวดกว่าก่อนหน้านี้เป็นพันหมื่นเท่า!


   แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา แต่ก็เดาความหมายได้ เยี่ยหลิงหลงนางทำเช่นนี้โดยเจตนา นางกำลังแก้แค้น แก้แค้นการกระทำของพวกเขาในอดีต!


   แม้ว่าจะรู้มาก่อนแล้วว่าพวกเขาจะแก้แค้น แต่เมื่อเห็นความผิดตกอยู่กับเหล่าศิษย์ เขาก็ยังรู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส


   การปลิดชีพตนเองเพื่อคัดออก มันน่าอัปยศกว่าการถูกลอบทำร้ายจนคัดออกมากมายนัก!


   ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ตัดสินใจเช่นนี้ ยังเป็นศิษย์ที่เขาภาคภูมิใจที่สุด หัวหน้าศิษย์ที่แข็งแกร่งและน่าภาคภูมิใจที่สุดของสำนักอัคคีแดงเพื่อผลงานของสำนัก เขาหันอาวุธเข้าหาหัวใจตัวเอง!


   เมื่อเห็นภาพนี้ เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตและเจ้าสำนัก แปรเมฆาที่อยู่ข้างๆ ในใจก็รู้สึกสับสนซับซ้อนอย่างยิ่ง พวกเขาไม่รู้ว่าจะกล่าวคำใดเพื่อปลอบใจเจ้าสำนักอัคคีแดง รู้สึกว่าพูดอะไรออกไปก็ไม่เหมาะสม


   ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็หวังว่าศิษย์ของตนจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคนี้ได้อย่างรวดเร็ว ดีกว่าต้องเผชิญหน้ากับเยี่ยหลิงหลงและต้องเลือกเช่นนี้


   การเลือกที่ทั้งอัปยศและเจ็บปวด แต่ต้องคำนึงถึงภาพรวม


   ภายในเขาเติงเทียน เมื่อเห็นศิษย์สำนักอัคคีแดง กว่ายี่สิบคนปลิดชีพตนเองไปหมดแล้ว ในม่านพลังป้องกันก็เหลือเพียงศิษย์สำนักอัคคีแดงห้าคน นำโดยศิษย์สายตรงเซียวเจิ้งหยางซึ่งในนั้นรวมถึงพี่ชายบุญธรรมของนางต้วนซิงเหอด้วย


   นางทำตามสัญญาของตน เปิดม่านพลังป้องกันที่สร้างขึ้นทางกายภาพออก


   นางยืนอยู่ด้านนอกหมอกควันสีม่วงโคจรพลังวิญญาณตัดเถาวัลย์ที่พันอยู่รอบเท้าของต้วนซิงเหออย่างแรง


   หลังจากเถาวัลย์ถูกตัดขาด เขาก็เดินออกมาจากขอบเขตไอพิษ จนกระทั่งเขาออกมาแล้วจึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยหลิงหลง


   และเยี่ยหลิงหลงก็เพิ่งจะหันกลับไปสบตากับเขาในจังหวะนั้นพอดี


   เพียงแค่สบตาครั้งเดียว ทั้งสองก็ไม่ได้กล่าววาจาใดออกมา


   เวลาผ่านไปร้อยปีและผ่านเรื่องราวมากมาย ต่างฝ่ายต่างยืนอยู่บนจุดยืนที่แตกต่างกัน ดูเหมือนว่าความคุ้นเคยและความใกล้ชิดในอดีต ในชั่วขณะนี้ได้กลายเป็นระยะห่างที่ไกลเกินเอื้อมไปเสียแล้ว


   มีหลายคำที่อยากจะพูด แต่กลับพูดอะไรออกมาไม่ได้เลย ทั้งยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร


   เยี่ยหลิงหลงหันกายกลับ กระโดดข้ามลานเรือนจากไปทันที


   ต้วนซิงเหอละสายตาของตนเอง หันไปตัดเถาวัลย์ที่พันอยู่รอบเท้าของสหายร่วมสำนักอีกสี่คนที่เหลือ


   เมื่อเห็นสภาพของพวกเขา เซียวเจิ้งหยางถอนหายใจ “เหตุใดเจ้าถึงไม่พูดกับนางเมื่อครู่? หลายปีไม่ได้พบกัน เจ้าไม่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบนางเลยหรือ? เห็นได้ชัดว่าเจ้าอยากจะถามมาก”


   “ข้าถามไม่ออก” ต้วนซิงเหอกล่าว “ตอนที่ถูกบีบให้กระโดดลงไปในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา นางเพิ่งจะทะลวงสู่ขอบเขตหลอมสุญตาหลายปีมานี้จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะสบายดี?”


   เซียวเจิ้งหยางถอนหายใจอีกครั้ง แต่เดิมเป็นสหายกัน เป็นสหายที่ร่วมเป็นร่วมตาย ไม่มีใครทรยศใคร แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป แม้แต่พบหน้ากันก็ไม่สามารถทักทายกันได้


   “เช่นนั้น เจ้าคิดว่าการที่ต้นอู๋โยวถูกทำลายในปีนั้น เป็นฝีมือของพวกเขาหรือไม่?” ต้วนซิงเหอ ถามเซียวเจิ้งหยาง


   “ข้าเพียงแต่คิดว่า มันสำคัญด้วยหรือ?”


   "สำคัญ ในใจเจ้าเชื่อหรือไม่เชื่อ สำหรับตัวเจ้าเองนั้นสำคัญมาก"


   "ไม่ใช่" เซียวเจิ้งหยางตอบอย่างจริงจัง "ข้าคิดว่าไม่ใช่พวกเขาทำ พวกเขาไม่ใช่คนเช่นนั้น"


   "ข้าก็คิดว่าไม่ใช่ ด้วยความสามารถและพรสวรรค์ของพวกเขา หากต้องการทำลายต้นอู๋โยวจริง พวกเขาย่อมมีแผนที่ดีกว่านี้อีกมาก ไม่จำเป็นต้องบีบตัวเองเข้าสู่ทางตัน ทรมานมาหลายปีเช่นนี้"


   “ข้าเห็นด้วย พูดถึงตอนที่ท่านเจ้าสำนักสั่งให้ไล่ล่าล้อมจับพวกเขาในปีนั้น ข้ายังจงใจชะลอความเร็วลง นี่คือการดิ้นรนครั้งสุดท้ายที่ข้าพอจะทำได้แล้ว พวกเจ้าอย่าได้แพร่งพรายออกไปเชียว”


   "เฮ้อ ผู้ใดบ้างในปีนั้นที่ไม่ได้ถ่วงเวลา? ข้าก็ทำเช่นกัน"


   เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้จากสหายร่วมสำนัก ใบหน้าที่เคร่งขรึมมานานของต้วนซิงเหอก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆ


   "ดังนั้น ความไว้วางใจเป็นเรื่องที่ต้องมีให้กันและกัน นั่นคือเหตุผลที่นางปล่อยพวกเจ้าออกมา"


   พวกเขาชะงักไปครู่หนึ่ง ใช่แล้ว ไม่เช่นนั้นคนที่ได้รับการปล่อยตัวเมื่อครู่คงเป็นพี่ใหญ่และคนอื่นๆแทน


   บัดนี้พวกเขาทั้งหมดได้รับอิสรภาพแล้ว แม้แต่โซ่ตรวนในใจก็ถูกปลดปล่อยไปพร้อมกัน


   “เอาล่ะ เรื่องนี้เก็บไว้ในใจก่อน สิ่งสำคัญเร่งด่วนคือไปเก็บแต้มสะสม ตั้งสติให้มั่น ใช้พลังร้อยเท่าเก็บแต้มให้ได้มากขึ้น เพื่อให้การเสียสละของเหล่าศิษย์พี่มีคุณค่า”


   เซียวเจิ้งหยางพูดจบก็สั่งการให้คนที่เหลือไปสังหารมารปีศาจร้ายด้วยกัน


   สำนักอัคคีแดงจากที่มีเกือบสามสิบคน บัดนี้เหลือเพียงห้าคน การจะบุกเข้าไปสังหารมารร้ายระดับสูง ย่อมเป็นไปไม่ได้แล้ว ตอนนี้ทำได้เพียงกวาดล้างในเขตกลาง


   โชคดีที่พวกเขาทั้งห้าคนคล่องแคล่วว่องไว เคลื่อนไหวรวดเร็ว เมื่อเจอเรื่องอะไรก็หลบหนีได้ง่าย หากรีบเร่ง พวกเขายังสามารถสะสมคะแนนได้ไม่น้อย


   หลังจากที่เยี่ยหลิงหลงออกจากลานที่ศิษย์สำนักอัคคีแดงอยู่แล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังจุดต่อไป


   นางหาได้มองข้ามไปไม่ ตอนที่ศิษย์สำนักหยวนอู่ เหลือไว้เพียงคนเดียว ส่วนที่เหลือทั้งหมดจากไปนั้น พวกมันมุ่งหน้าไปในทิศทางที่แน่นอน


   กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขารู้อย่างชัดเจนว่าเป้าหมายต่อไปอยู่ที่ใด


   เยี่ยมมาก จับคนที่โกงดูแผนที่ทั้งหมดไม่ได้ แต่กลับจับนางที่แค่ปีนหลังคาตะโกนนี่หรือ? ช่างน่าอนาถนัก!


   กฎเกณฑ์การตรวจสอบของเขาเติงเทียนนี้ช่างไม่น่าเชื่อถือเสียเลย เช่นนั้นก็ให้นางมาลงทัณฑ์แทนสวรรค์เองเถอะ!


   รีบเร่งเวลาเพื่อเลิกงานให้เร็ว หลังจากทำเสร็จแล้วยังต้องไปรวมตัวกับศิษย์พี่และศิษย์พี่หญิงอีก


   เมื่อคิดเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงก็วิ่งไปยังจุดต่อไปด้วยอารมณ์เบิกบาน นางกำลังจะไปห้ามทัพแล้ว!



บทที่ 1358: เจ้าอย่าเข้ามานะ

   

   เป็นไปตามคาด เยี่ยหลิงหลงวิ่งไปตามทิศทางที่พวกศิษย์สำนักหยวนอู่จากไปได้ระยะหนึ่ง นางก็พบศิษย์สำนักหยวนอู่ซึ่งกำลังซ่อนตัวอยู่ใต้กำแพงที่พัง ในลานเรือนอันมีโครงสร้างคล้ายๆกันจริงๆ

   

   นางเห็นเขานั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ หากไม่ใช่เพราะได้เห็นสิ่งที่พวกเขาทำกับตาตัวเอง เยี่ยหลิงหลงเดินผ่านไปก็คงคิดแค่ว่าเขาหาเพื่อนร่วมสำนักไม่เจอจึงมาแอบอู้อยู่


   ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงอ้อมไปด้านหลังของเขา แล้วพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว


   ศิษย์ผู้นั้นได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็กระโดดขึ้นจากพื้นทันที เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงชักอาวุธออกมาแล้วชี้ไปที่เยี่ยหลิงหลงทันที


   “นั่นผู้ใดกัน?"


   "ข้าเอง"


   "เยี่ยหลิงหลง? เจ้า… เจ้าอย่าเข้ามานะ!"


   เยี่ยหลิงหลงยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มสดใสออกมา


   "ข้าไม่เข้าไปหรอก แต่ข้าจะแสดงมายากลให้เจ้าดู"


   ศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นชะงัก "มายากล? มายากลอะไร?"


   "เดี๋ยวข้าจะเสกคนให้พวกเจ้าดู!"


   เยี่ยหลิงหลงเพิ่งพูดจบ ใจของศิษย์สำนักหยวนอู่ก็กระตุกวูบ เขายังไม่ทันคิดหาวิธีรับมือกับนาง ก็เห็นนางฉีกกระดาษยันต์บนโล่ป้องกันข้างกายนางออกอย่างไม่ลังเล


   ในพริบตา โล่ป้องกันก็ปรากฏขึ้นกลางแสงตะวัน แม้แต่คำพูดในโล่ป้องกันก็ดังออกมาอย่างชัดเจน


   ในชั่วขณะนั้น ศิษย์สำนักหยวนอู่ถึงกับตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตที่กำลังถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนอยู่ข้างใน ก็พลอยตกตะลึงตามไปด้วย


   เหตุการณ์จึงกลับกลายมาเป็นเช่นนี้


   ทั้งสามฝ่ายมาเผชิญหน้ากันโดยไม่ทันตั้งตัว ทุกคนต่างจ้องตากันไปมาบนลานเรือนที่เงียบสงบ


   "แต่นแต๊น! เจ้าดูสิ ข้าทำให้สำนักสวรรค์ลิขิตปรากฏขึ้นในลานนี้ได้ด้วย ข้าเก่งใช่ไหมล่ะ?"


   ศิษย์สำนักหยวนอู่จึงรู้ในตอนนั้นทันที ว่าตนเองถูกเยี่ยหลิงหลงหลอกเข้าเสียแล้ว


   ศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตซึ่งกลายเป็นคนที่ถูกเสกมา และรู้สึกสับสนในใจอดหันไปหันมาไม่ได้


   "เจ้า… เจ้า..." ศิษย์สำนักหยวนอู่โกรธจนตัวสั่น


   "เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังทำจะอะไรอยู่ที่นี่?"


   "เพราะว่า..." เยี่ยหลิงหลงลากเสียงยาว สีหน้าแสดงความลึกลับบางอย่าง


   "ข้าคือเทพเจ้า ที่ควบคุมความเป็นไปของพวกเจ้าทุกคนนั่นเอง"


   ศิษย์สำนักหยวนอู่รู้อีกครั้ง ว่ารอบนี้เขาก็ถูกเยี่ยหลิงหลงหลอกให้เป็นคนโง่อีกแล้ว!


   ศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตงง อยู่ดีๆก็มีเทพเจ้าผู้ควบคุมความเป็นไปโผล่มา?


   ต้องบอกว่าเยี่ยหลิงหลงทำให้ลานนี้เงียบยิ่งขึ้นด้วยกำลังของนางเพียงคนเดียว นางชักกระบี่หงเยี่ยนออกมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด ส่งศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นไปยังพื้นที่คัดออกทันที


   นางลงมือเร็วมาก แม้แต่ศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตก็ยังตั้งตัวไม่ทัน


   เดี๋ยวก่อนสิ เมื่อครู่นี้นางยังหัวเราะอยู่เลย เหตุใดพริบตาต่อมา นางถึงได้ฆ่าคนโดยไม่พูดอะไรสักคำเลยล่ะ?!


   ที่สำคัญคือ นางยังคงยิ้มในขณะที่ฆ่าคนไปด้วย!


   หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ นางใช้วิชาลับทำความสะอาดกระบี่ในมือ พร้อมกับหันไปถามศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตว่า


   "ศิษย์สำนักหยวนอู่ที่เหลือหนีไปทางไหน?"


   ศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตชี้นิ้ว บอกทิศทางให้นาง เยี่ยหลิงหลงไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่หมุนตัวเดินจากไปทันที


   เมื่อเห็นนางจากไป ศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตจึงรู้สึกตัว หากนางเดินจากไปเช่นนี้ พวกเขาจะทำอย่างไรได้เล่า?


   นางจะไม่ช่วยพวกเขาเลยหรือ?


   "แม่นางเยี่ย โปรดรอก่อน!"


   เยี่ยหลิงหลงหยุดเดิน และหันกลับมาตามคำขอ


   "มีอะไรหรือ?"


   "ช่วยพวกข้าสักครั้งได้หรือไม่?"


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างเป็นมิตร


   "ได้สิ เรื่องเล็กน้อย!"


   ศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตมีสีหน้าที่ดูดีขึ้นมาก


   "แต่ข้า... ดูเหมือนจะเป็นผู้ต้องหาที่พวกเจ้าตามล่ามิใช่หรือ?"


   ศิษย์ของสำนักสวรรค์ลิขิตกลับมามีสีหน้าราวกับจะแตกสลายอีกรอบ!


   ภายนอกเขาเติงเทียน เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตกำหมัดแน่น สายตาของเขาจ้องตรงไปยังทิศทางของศิษย์สวรรค์ลิขิต


   เขาได้เห็นกับตาตนเองแล้ว ว่าพวกเขาคงต้องเลือกทำเช่นเดียวกับศิษย์ของสำนักอัคคีแดง


   เหลือเพียงศิษย์ห้าคนที่เคยเข้าร่วมดินแดนลับต้นอู๋โยวเมื่อครั้งก่อน ส่วนที่เหลือล้วนปลิดชีพตัวเองอย่างไร้ศักดิ์ศรี


   ช่างน่าอัปยศเสียจริง น่าอัปยศอดสูเสียจริง!


   แต่จะทำอย่างไรได้เล่า? นี่เป็นการเลือกทางเดินของลูกศิษย์พวกนั้นเอง และนี่ก็คือการเสียสละเพื่อเกียรติยศของสำนักของพวกเขา


   ท่านผู้นั้นก็ราวกับเป็นประมุขของสำนักอัคคีแดง ไม่เอ่ยวาจาใดออกมา เอาแต่ขดตัวอยู่บนเก้าอี้ สีหน้าหม่นหมองลงมาก ซ้ำระหว่างคิ้วยังแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้า


   การประชุมเขาเติงเทียนที่ฝากความหวังไว้มากมายนี้ คงต้องพังพินาศลงไปทั้งหมดแล้ว


   ต่อมา สายตาของพวกเขาก็มองไปตามทิศทางของเยี่ยหลิงหลง พวกเขามองนางใช้วิธีเดียวกันนั้น ทำให้อับอายแต่ก็สามารถช่วยเหลือสำนักใหญ่ทั้งหกที่เหลือได้


   ในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย สำนักใหญ่ทั้งหกแต่ละสำนักเหลือคนเพียงห้าคน นอกจากจะสะสมคะแนนได้เล็กน้อยเพื่อรับประกันว่าจะไม่สูญหายไปในอีกร้อยปีข้างหน้าแล้ว ก็สูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปโดยสิ้นเชิง


   ในเวลานี้กล่าวได้ว่า บางคนบนแท่นวิญญาณอาจยินดี แต่บางคนกำลังเป็นทุกข์


   ผู้ที่ยินดีที่สุดคงต้องเป็นเกาะเผิงไหล หอเฟยซิง และภูเขาเต๋าเสวียน


   ความจริงแล้วพลังของพวกเขาไม่ได้แตกต่างไปจากร้อยปีที่แล้วมากนัก กระนั้นตั้งแต่รอบที่สองเป็นต้นมา พวกเขาถูกบังคับให้เพิ่มอันดับขึ้น เพราะคะแนนในตอนนี้ต่ำกว่าคนอื่นอยู่มาก มันรู้สึกราวกับฝันไป


   ในตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงเพิ่งช่วยเหลือสำนักสุดท้ายได้ นั่นคือสำนักหทัยคราม เสร็จแล้ว นางยังไม่ทันเดินไปไกลก็ถูกศิษย์ของสำนักหยวนอู่ที่เพิ่งจากไปไม่นานพบเข้า


   ในขณะที่เยี่ยหลิงหลงหันหลังให้พวกเขา พวกเขาเลือกที่จะโจมตีแบบไม่ให้โอกาสตั้งตัวในทันที พวกเขาถูกเยี่ยหลิงหลงทำลายแผนการ จึงชักดาบยาวออกมาด้วยความแค้นและโจมตีเยี่ยหลิงหลงโดยไม่รีรอสิ่งใด


   ไม่เหมือนกับพวกศิษย์ที่แยกตัวออกมา พวกนี้คือศิษย์ที่เก่งที่สุดของสำนักหยวนอู่ รวมถึงหัวหน้าของพวกเขาด้วย


   แต่เขาก็ไม่ได้ประมาท เมื่อเขาต้องการสังหารเยี่ยหลิงหลง เขานำพาศิษย์ร่วมสำนักที่เหลือทั้งหมดเข้าโจมตีพร้อมกัน ตั้งใจจะไม่ให้นางมีโอกาสรอดชีวิตเลยแม้แต่น้อย


   ศิษย์สำนักหยวนอู่ที่เหลืออีกแปดคน สามคนอยู่ในระดับมหายานขั้นปลาย ที่เหลือทั้งหมดอยู่ในระดับมหายานขั้นกลาง พวกเขาล้อมเยี่ยหลิงหลงไว้รอบด้านในทันที


   "จงฟันนางให้ตายด้วยดาบของพวกเจ้าซะ!"


   หลังจากที่หัวหน้าสำนักหยวนอู่กล่าวจบ คนอื่นๆก็พากันโจมตีเยี่ยหลิงหลงพร้อมกับเขา ดาบแล้วดาบเล่า ทุกดาบล้วนดุดัน


   นอกเขาเติงเทียน ผู้คนมากมายได้เห็นภาพนี้ เมื่อสำนักหยวนอู่โจมตีเยี่ยหลิงหลง หลายคนกลับรู้สึกตื่นเต้นและเฝ้ารอด้วยความคาดหวัง


   หากเยี่ยหลิงหลงตาย สถานการณ์จะพลิกกลับมาได้หรือไม่!


   พวกเขาคิดถึงความเป็นไปได้มากมายในการรับมือกับสำนักชิงเสวียน แต่ไม่คิดว่านางจะพลาดท่าในท่อระบายน้ำที่สกปรกอย่างสำนักหยวนอู่นี้


   อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นดาบยาวทั้งแปดเล่มพุ่งเข้าหาเยี่ยหลิงหลง ในขณะที่นางไม่มีทางหนี ทันใดนั้น รอยยิ้มประหลาดก็ปรากฏบนใบหน้าของนาง จากนั้นนางก็หายตัวไปจากที่เดิม


   หลังจากที่เยี่ยหลิงหลงหายตัวไป พวกศิษย์สำนักหยวนอู่งุนงงไปชั่วครู่ แต่ไม่นานก็พบตำแหน่งของนางอีกครั้ง พวกเขาหันไปมอง และเห็นเยี่ยหลิงหลงปรากฏตัวอยู่ไม่ไกลจากพวกเขา


   "ไล่ตามไป! อย่าให้นางหนีรอดเด็ดขาด!"


   หัวหน้าสำนักหยวนอู่นำลูกศิษย์ที่เหลือไล่ตามไป เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงหันหลังวิ่งหนี พวกเขาก็ยิ่งไล่ตามอย่างดุเดือด แต่ไม่มีใครคาดคิดว่านางจะหันกลับมาอย่างกะทันหันหลังจากวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว


   การหันกลับมาอย่างไม่ทันตั้งตัวของนาง และการวิ่งพุ่งเข้าหาพวกเขา ทำให้ศิษย์สำนักหยวนอู่ทั้งหมดตะลึงงัน ไม่มีใครตอบสนองทัน


   นางกลับมาได้อย่างไร...


   ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมา พวกเขาก็เบิกตากว้างในทันที เพราะว่า...


   ตอนนี้เยี่ยหลิงหลงไม่ได้วิ่งกลับมาคนเดียว แต่นางนำศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งหมดบุกเข้ามาด้วย!


   "หันหลังกลับ! วิ่งหนีเร็ว!"


   แต่เนื่องจากพวกเขาวิ่งสวนทางกันมาได้ระยะหนึ่งก่อนจะรู้ตัว ตอนนี้จึงหนีไม่ทันเสียแล้ว ศิษย์สำนักหยวนอู่ถูกศิษย์สำนักชิงเสวียนไล่ตามและสกัดกั้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้สถานการณ์ที่ถูกบดขยี้ทั้งด้านจำนวนคนและการฝึกฝน ศิษย์สำนักหยวนอู่ไม่มีโอกาสดิ้นรนเลยแม้แต่น้อย จึงถูกส่งไปยังพื้นที่คัดออกทั้งหมด



บทที่ 1359: กล้าก่อกวน ก็ต้องฆ่าทิ้งให้หมด



   เมื่อเห็นภาพนี้ คนที่เพิ่งจะมีความหวังเล็กๆ นอกเขาเติงเทียน พลันจมดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังในทันที


   ถ้ามีการเตรียมพร้อม ก็บอกแต่แรกสิ ทำให้คนดีใจเปล่าๆ แล้วก็ต้องมาผิดหวังอีกทำไม?


   พวกเขารู้ตั้งแต่สำนักชิงเสวียนนี้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว ตอนนั้นหัวใจของพวกเขาก็ขึ้นๆลงๆ ขึ้นๆลงๆ ไม่เคยรู้สึกดีเลยสักครั้ง


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กเจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?" เผยลั่วไป๋ถาม


   "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แค่ล้มหัวคะมำไปหน่อย"


   ดูจากท่าทางของนางก็ไม่เหมือนจะเป็นอะไร ทุกคนจึงวางใจ


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กเจ้าถูกลมแรงพัดไปเพราะอะไรกัน?"


   "เพราะว่าการทดสอบนี้ ตัดสินว่าข้าละเมิดกฎน่ะสิเจ้าคะ ข้าขึ้นไปตะโกนบนหลังคา กฏเกณฑ์ของที่แห่งนี้เลยคิดว่าข้าพยายามแอบดูภาพรวมทั้งหมด" พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็พูดต่อ


   "ถึงแม้จะเป็นฝีมือของสำนักชิงเสวียน แต่ข้าก็ต้องบอกว่าของเล่นนี้ทำได้ไม่ดีเลยจริงๆ เพราะสำนักหยวนอู่โกง แอบดูภาพรวมทั้งหมด แต่มันกลับตรวจไม่พบ"


   "เจ้าไปเจอศิษย์สำนักหยวนอู่ได้อย่างไร?"


   "พูดไปก็บังเอิญเจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าล้มหน้าคะมำไม่นาน ข้าก็ไปเจอพวกเขากำลังทำเรื่องไม่ดีเข้า"


   เยี่ยหลิงหลงเล่าสิ่งที่นางเห็นและได้ยิน รวมถึงวิธีที่นางจัดการออกมาทีละอย่าง


   "สำนักหยวนอู่นี่ ต้องการทำอะไรกันแน่?"


   "คงจะคิดก่อกบฏแล้วกระมัง" เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ "รอดูเถอะ พอการประชุมเติงเทียนจบลง นับจากนี้ก็จะมีละครสนุกให้ดู เมื่อครั้งที่แล้วเจ็ดสำนักใหญ่ปฏิบัติกับพวกข้าเช่นไร ละครใหญ่แห่งการล่มสลายรอบนี้ ข้าจะไปปรบมือให้พวกเขาถึงที่เลย?"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็ถามต่อ "อ้อใช่ หลังจากข้าตะโกนประกาศไปแล้ว วังวิญญาณเหมันต์กับฟ่านอินเทียนมาหาท่านหรือไม่?"


   "ไม่มีนะ พวกเขาทำเป็นไม่ได้ยินกระมัง"


   "ก็ดี ในเมื่อพวกเขาไม่มาแย่งมารเงามายา พวกเราคงต้องจำใจเก็บเข้ากระเป๋าเองแล้ว จนตอนนี้ก็ผ่านไปครึ่งวันแล้ว พวกข้าจัดการให้เสร็จเร็วเท่าไร ก็จะได้เลิกงานเร็วมากขึ้นเท่านั้น"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ก็ตามพี่น้องร่วมสำนักกลับไปที่จวนเจ้าเมืองอีกครั้ง คราวนี้นางไม่ได้ขึ้นไปตะโกนประกาศ แต่ติดประกาศไว้ที่หน้าประตูจวนเจ้าเมืองโดยตรง


   ‘แจ้งแล้วแต่ไม่มา ดังนั้นข้าจะโจมตีก่อน


   ถ้าใครกล้ามาก่อกวน จะถูกสังหารทั้งหมด


   สำนักชิงเสวียน เยี่ยหลิงหลง’


   เมื่อติดประกาศอันนี้เรียบร้อยแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็เดินเข้าไปในจวนเจ้าเมืองอย่างพึงพอใจ และหลังจากฝ่าด่านไปตลอดทาง พวกนางก็ได้พบกับมารเงามายาที่เล่าลือกันว่าไม่มีใครเคยเอาชนะได้


   มานตัวนี้ ตัวใหญ่มาก แม้จะไม่ได้มีการก้าวกระโดดทางคุณภาพ แต่การฝึกฝนของมันอยู่เหนือขอบเขตพ้นพิบัติ ไม่แปลกเลยที่ไม่มีใครสามารถเอาชนะมันได้ใน


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆเข้าไป มารเงามายาก็เริ่มโจมตีพวกเขา และในชั่วขณะนั้น ค่ายกลและสนามเสริมพลังของสำนักชิงเสวียนก็แผ่ขยายออกอย่างรวดเร็ว เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้อย่างเต็มที่


   ด้านนอกภูเขาเติงเทียน เมื่อเห็นว่าสำนักชิงเสวียนเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีมารเงามายาก่อน สายตาของทุกคนก็กลับมาจับจ้องที่สำนักชิงเสวียนอีกครั้ง


   สำนักชิงเสวียนที่สามารถทำลายล้างตำหนักหลัวฝูได้ทั้งหมด กำลังเผชิญหน้ากับมารเงามายา หากแม้แต่สำนักชิงเสวียนก็ไม่สามารถเอาชนะมารเงามายาได้ ตำหนักหลัวฝูก็คงไม่มีทางชนะได้แน่นอน หากพิจารณาจากพลัง วังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียนก็คงไม่มีโอกาสชนะมากนัก


   ดังนั้นสำนักชิงเสวียนจะชนะได้หรือไม่ ก็อยู่ในช่วงเวลาสำคัญนี้แล้ว


   ปกติสำนักอื่นๆจะต่อสู้กับมารเงามายาที่นี่หนึ่งวัน แต่ตอนนี้สำนักชิงเสวียนเริ่มก่อนหนึ่งวัน พวกเขามีเวลาเกือบสองวันเต็มๆ เวลาที่มีอยู่นี้ถือว่าเพียงพอ บางทีอาจจะสร้างสถิติใหม่ได้จริงๆก็ได้


   สำนักชิงเสวียนและมารเงามายาเริ่มต่อสู้กันในที่สุด เมื่อเริ่มต่อสู้ แรงกดดันอันทรงพลังจากการฝึกฝนแบบบดขยี้ของมารเงามายาทำให้รูปแบบการจัดทัพของสำนักชิงเสวียนแตกกระจายเกือบทั้งหมดในทันที


   ภายในเวลาสิบห้านาทีแรกของการต่อสู้ ศิษย์ทั้งหมดของสำนักชิงเสวียนล้วนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ของสำนักอื่นๆในอดีต


   นั่นก็คือ แม้แต่สำนักชิงเสวียนที่แข็งแกร่ง ก็ไม่มีความสามารถที่จะกดดันมารเงามายาได้ มันช่างแข็งแกร่งเกินไป!


   หรือว่า มารเงามายานี้จะไม่มีทางพ่ายแพ้จริงๆหรือ?


   ไม่นาน การต่อสู้ระหว่างสำนักชิงเสวียนและมารเงามายาก็ดำเนินมาถึงหนึ่งชั่วยามแล้ว


   ตอนนี้ สถานการณ์ของพวกเขาแย่กว่าเดิมมาก ปรมาจารย์ศาสตร์มายา เคอซินหลาน ปรมาจารย์หลอมศาสตราโม่รั่วหลิน ปรมาจารย์ปรุงโอสถ.ฮวาซือฉิง


   หลังจากได้รับบาดเจ็บก็ถอนตัวออกจากการต่อสู้ คอยดูอยู่ด้านข้างและรอคอยพวกเขาเท่านั้น


   "ข้าไม่เข้าใจวิธีการของพวกเขาเลยจริงๆ การที่ผู้ฝึกตนสตรีทั้งสามคนนี้ถอนตัวออกจากการต่อสู้ มีความหมายอะไรด้วยหรือ?"


   "ข้าก็ไม่เข้าใจเช่นกัน รุ่นก่อนๆนั้น คนอื่นต่อสู้กับมารเงามายา พวกเขาไม่ได้เตรียมที่จะต่อสู้ที่อื่นใดอีกแล้ว ดังนั้นศิษย์ทั้งหลายจึงยอมสู้จนตัวตาย เพื่อใช้ลมหายใจสุดท้าย สร้างความเสียหายให้มารเงามายา ด้วยวิธีนี้ จึงทำให้การเสียสละของทุกคนเกิดประโยชน์สูงสุด"


   "ใช่ หลังจากถอนตัวแล้ว แม้พวกนางจะไม่ถูกคัดออก แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้วมิใช่หรือ? ไม่มีประโยชน์แล้วจะต่างอะไรกับการถูกคัดออก ไม่เห็นหรือว่าศิษย์ที่เหลืออยู่ตอนนี้ ทนทุกข์ทรมานแค่ไหน"


   จริงๆแล้ว ศิษย์ที่เหลือของสำนักชิงเสวียน ก็กำลังทนทุกข์ทรมานกับบาดแผลทั่วร่าง


   ตอนนี้ทุกคนมีเลือดย้อมร่างจนแดงฉาน แต่กลับไม่มีใครคิดที่จะถอยเลย


   มารเงามายายังคงกดดันพวกเขาไม่หยุด ทำให้พวกเขาบาดเจ็บสาหัส พวกเขาเหมือนเส้นเชือกที่ถูกดึงจนสุด ราวกับว่าอีกเพียงพริบตาเดียว พวกเขาก็จะทนไม่ไหวและลมหายใจขาดสะบั้นลงแล้ว


   แต่เส้นด้ายเส้นสุดท้ายนี้ เหมือนจะถูกดึงจนตึงถึงขีดสุดแล้ว แต่ก็ยังคงทน ไม่ขาดผึงไปเสียที


   เยี่ยหลิงหลงยังคงใช้วิชาหวนกำเนิด ปั้นดอกไม้เล็กๆที่แผ่รัศมีสีเขียวมรกตออกมาไม่หยุด จากนั้นนางก็โปรยลงบนตัวของศิษย์พี่ร่วมสำนักทุกคน


   ลู่ไป๋เวยดูเหมือนจะดึงสนามเสริมพลังไปจนถึงขีดสุดแล้ว แต่หลังจากที่เพื่อนร่วมสำนักถูกกดดัน นางยังคงสามารถกัดฟันปลดปล่อยพลังได้มากขึ้นอีก


   ในสถานการณ์ที่ทุกคนต่างถึงขีดสุดแล้วขีดสุดเล่า


   ผ่านไปสักพัก คนที่ยืนดูอยู่นอกเขาเติงเทียน จึงตระหนักว่า พวกเขาทนได้จริงๆ!


   สถานการณ์ตอนนี้ ชัดเจนมากแล้ว แม้ว่าสำนักชิงเสวียนจะไม่ได้ได้เปรียบ แต่พวกเขาก็ไม่ได้เสียเปรียบมากเช่นกัน!


   ในขณะนั้น พวกเขาพลันรู้สึกว่า หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการระเบิดพลังทั้งหมดของสำนักชิงเสวียน!


   แต่ในตอนนี้ มีคนมาที่ด้านนอกจวนเจ้าเมือง


   ทุกคนรู้สึกใจหายวาบ ในช่วงเวลาสำคัญนี้ วังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียนที่รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มแรกๆได้มาถึงแล้ว!


   หากพวกเขาเข้ามาแทรกแซงการต่อสู้ระหว่างสำนักชิงเสวียน สถานการณ์ก็จะแตกต่างออกไปอย่างแน่.นอน!


   หากวังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียนเลือกที่จะร่วมมือกันกำจัดสำนักชิงเสวียนก่อน มารเงามายาที่กำลังต่อสู้อยู่ครึ่งทาง ก็จะไม่เกี่ยวกับสำนักชิงเสวียนอีกต่อไป


   ตอนนี้สำนักชิงเสวียนที่ต่อสู้กับมารเงามายาจนบาดเจ็บทั่วร่างแล้ว นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่ง่ายที่สุดที่จะกำจัดพวกเขา หากว่าพลาดโอกาสนี้ไป และรอให้พวกเขาฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็นวังวิญญาณเหมันต์หรือฟ่านอินเทียน ก็ไม่สามารถเอาชนะสำนักชิงเสวียนได้อีกแน่.นอน


   และพวกเขาก็ไม่มีทางที่จะแซงคะแนนปัจจุบันของสำนักชิงเสวียนได้


   แต่หากวังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียนเลือกที่จะโจมตีมารเงามายาร่วมกับสำนักชิงเสวียน แล้วแต่ละฝ่ายใช้ความสามารถของตนเอง เพื่อดูว่าใครจะแย่งชิงได้ในตอนท้าย


   แบบนั้นสำนักชิงเสวียนจะยอมหรือ?


   พวกเขาทนทุกข์ทรมานมาอย่างยาวนาน เมื่อเห็นว่าตนเองกำลังจะได้พบกับจุดเปลี่ยน


   สุดท้ายกลับยังต้องต้องมาแข่งขันกับวังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียน พวกเขาจะไม่เต็มใจได้อย่างไร?


   ในขณะที่คนภายนอกกำลังตึงเครียด ฟ่านอินเทียนซึ่งมาถึงหน้าจวนเจ้าเมืองเป็นกลุ่มแรก ได้หยุดฝีเท้าที่หน้าประตูทันที


   เพราะพวกเขาเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ติดอยู่ที่ประตู พร้อมกับลายมือลงนามอันโอหังของเยี่ยหลิงหลง


   ในขณะที่พวกเขากำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร วังวิญญาณเหมันต์ก็มาถึง


   หมิงเจวี๋ยยิ้ม พลางชี้ไปที่ประกาศบนประตู


   "ท่านพี่ฉี ท่านคิดว่าเรื่องนี้ เราควรทำอย่างไรดี?"



บทที่ 1360: จะไม่แย่งจริงหรือ?



   ศิษย์เอกวังวิญญาณเหมันต์ ฉีเหวยตวน อึ้งไปครู่หนึ่ง


   "เช่นนั้น ที่นางพูดก่อนหน้านี้ว่าจะจัดการมารเงามายา ก็เป็นเรื่องจริงกระนั้นหรือ? นางไม่ได้หลอกลวง และไม่ได้วางกับดักหรือ?"


   "ท่านพี่ฉีก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากจวนท่านเจ้าเมือง ถึงได้รีบมาดูไม่ใช่หรือ? มีการเคลื่อนไหวหรือไม่ ท่านคงรู้ดีอยู่แล้ว" หมิงเจวี๋ยกล่าว


   ดูเหมือนว่าสำนักชิงเสวียนจะเป็นฝ่ายลงมือกับมารเงามายาก่อนจริงๆ ฉีเหวยตวนสีหน้าหม่นลง เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมาก


   "ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่านางจริงจัง? คนผู้นี้เจ้าเล่ห์มาก กลอุบายก็เยอะแยะ ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด! ตอนนี้นางบอกว่านางได้แจ้งให้ทราบแล้ว แต่พวกเราเองที่ไม่มา นี่คือการแสดงจุดยืนทางศีลธรรมก่อนใช่ไหม?"


   "อมิตาพุทธ หากตอนนั้นท่านพี่ฉีเชื่อในคำถามของนาง ท่านจะพาศิษย์วังวิญญาณเหมันต์มาที่จวนเจ้าเมืองหรือไม่?"


   คำถามของหมิงเจวี๋ยทำให้ฉีเหวยตวนขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น


   "น้องหมิงเจวี๋ย คำถามนี้ ทำไมเจ้าไม่ถามตัวเองบ้างล่ะ? เยี่ยหลิงหลงขุดหลุมพรางให้พวกเรา แล้วเจ้าก็หันมาขุดหลุมพรางให้ข้าต่อกระนั้นหรือ?"


   หมิงเจวี๋ยยิ้มพลางส่ายหน้า "เช่นนั้นตอนนี้ ท่านพี่ฉีคิดว่าควรทำอย่างไร?"


   ฉีเหวยตวนขมวดคิ้วเงยหน้ามองขึ้นไป ความเคลื่อนไหวในจวนเจ้าเมืองมีแต่จะทวีความรุนแรง คงเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดมากทีเดียว


   "เข้าไปดูก่อนเถิด"


   "ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปกับท่านพี่ฉีด้วย"


   ด้วยเหตุนี้ วังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียนจึงเดินเข้าไปในจวนเจ้าเมือง ก่อนที่จะเข้าไป หมิงเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วฉีกประกาศที่เขียนด้วยลายมือของเยี่ยหลิงหลงทิ้ง


   วังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียนเดินเข้าไปในจวนเจ้าเมือง ไม่นานก็มาถึงด้านหน้าหอเจิ้งอี้ืที่อยู่ภายในนั้น


   พวกเขาเห็นศิษย์สำนักชิงเสวียนกำลังต่อสู้กับมารเงามายาอยู่


   ในเวลานั้น ศิษย์ทั้งหมดของสำนักชิงเสวียนต่างบาดเจ็บ เลือดไหลนองไปทั่วร่าง ศิษย์หญิงสามคนที่ฝึกวิชาเสริม ถึงกับถอนตัวออกจากการต่อสู้ และยืนเฝ้าอยู่ด้านข้าง เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้นั้น รุนแรงมากเพียงใด


   เมื่อเห็นพวกเขาเดินเข้ามา ศิษย์หญิงทั้งสามคน ก็มองมาที่พวกเขาด้วยความระแวดระวัง


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้า ได้ติดประกาศไว้ที่ประตู พวกเจ้าเห็นหรือไม่?" เคอซินหลานถาม


   หมิงเจวี๋ยชูประกาศที่สมบูรณ์ ให้เคอซินหลานและคนอื่นๆดู


   "เห็นแล้ว"


   "ดังนั้น หากพวกเจ้าเพียงแค่มาดู พวกข้าก็จะปล่อยให้พวกเจ้าทำตามใจ แต่หากพวกเจ้าต้องการแย่งชิง พวกข้าก็จะทำตามที่เขียนไว้ในประกาศ" เคอซินหลานกล่าว


   "ไม่มีทางเลือกที่สามเลยหรือ? มารเงามายานี้แข็งแกร่งเป็นอันมาก สำนักชิงเสวียนก็ไม่มั่นใจ ว่าจะเอาชนะมันได้ บางทีพวกข้าอาจจะร่วมมือกับสำนักชิงเสวียนก็ได้มิใช่หรือ?" ฉีเวยตวนกล่าว


   "ไม่ได้" เคอซินหลานตอบเขาอย่างหนักแน่น "หากพวกเจ้าลงมือ พวกข้าก็จะต่อสู้กับพวกเจ้าจนถึงที่สุด"


   "เจ้า..."


   "หรือพวกเจ้าจะรอล่ะ รอจนกว่าศิษย์สำนักชิงเสวียนของข้าจะถูกมารเงามายาเอาชนะทั้งหมด แล้วพวกเจ้าค่อยเข้ามาจัดการต่อ"


   "ไม่มีทางเจรจาเลยหรือ?" หมิงเจวี๋ยถาม


   "ไม่มี"


   "แต่หากสานสัมพันธ์กับวังวิญญาณเหมันต์และสำนักฟ่านอินเทียน ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายสำหรับพวกเจ้าเลยนะ บางทีในบางโอกาส พวกข้าอาจช่วยเหลือพวกเจ้าได้" ฉีเหวยตวนกล่าว


   "ไม่จำเป็นหรอก สำนักชิงเสวียนเกิดมาเพื่อเป็นเป้าของทุกคนอยู่แล้ว ผู้ที่จะปกป้องพวกข้าได้ มีเพียงพวกข้าเท่านั้น"


   เคอซินหลานมีน้ำเสียงและท่าทีที่เด็ดขาด นางไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายต่อรองแม้แต่น้อย


   ดังนั้น ทางเลือกจึงกลับมาอยู่ในมือของวังวิญญาณเหมันต์และสำนักฟ่านอินเทียน


   จะแย่งชิงหรือไม่แย่งชิง?


   หากพูดถึงการฝึกฝนพวก เขามีขอบเขตพ้นพิบัติสองคน ย่อมสามารถถล่มสำนักชิงเสวียนได้ราบคาบแน่.นอน


   หากพูดถึงจำนวนคน พวกเขารวมกันมีหกสิบคน ถล่มสำนักชิงเสวียนได้ราบคาบเเน่.นอน


   ในสถานการณ์ที่เหนือกว่าในทุกด้านเช่นนี้ พวกเขาจะไม่แย่งชิงจริงๆหรือ?


   "เจ้าคิดเห็นอย่างไร น้องหมิงเจวี๋ย?" คราวนี้ถึงคราวที่ฉีเหวยตวนเป็นฝ่ายถาม


   "อมิตาพุทธ สำนักฟ่านอินเทียนเลือกที่จะรอ แม่นางเยี่ยก็เคยถามไว้ก่อนแล้ว พวกข้าพลาดโอกาสในการแย่งชิงไปเอง บัดนี้หากฉวยโอกาสในยามที่ผู้อื่นตกอยู่ในอันตราย จะทำให้จิตใจเสื่อมถอย ไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้ออกบวช"


   พูดตรงๆคือพวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะเข้าไปแย่งชิงนั่นเอง


   เมื่อฉีเหวยตวนได้ยินคำพูดนี้ จิตใจที่กำลังคิดจะลงมือ ก็สงบ.ลงไปไม่น้อย


   แม้ว่าสำนักชิงเสวียนจะมีคนน้อย การฝึกฝนไม่สูง แต่นี่ก็เป็นช่วงเย็นของวันที่สอง


   เหลือเพียงวันสุดท้าย การต่อสู้ครั้งสุดท้ายนี้ก็จะจบ.ลง พวกเขายังไม่เคยเห็นเงาของคนจากตำหนักหลัวฝูแม้แต่คนเดียว แต่สำนักชิงเสวียนยังมีสมาชิกอยู่ครบทุกคน


   กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในการต่อสู้ครั้งแรกระหว่างสำนักชิงเสวียนกับตำหนักหลัวฝู


   สำนักชิงเสวียนไม่สูญเสียคนไปแม้แต่คนเดียว และตอนนี้พวกเขายังสามารถกวาดล้างสมาชิกตำหนักหลัวฝูไปได้ทั้งหมด


   นี่มันน่ากลัวมาก


   ตำหนักหลัวฝูสู้ไม่ได้ ฟ่านอินเทียนไม่อยากสู้ หากวังวิญญาณเหมันต์ลงมือในตอนนี้ อาจจะกลายเป็นแพะรับบาปได้


   ในที่สุด ฉีเหวยตวนก็ถอนหายใจ แม้จะไม่พอใจ แต่เขาก็ได้แต่รอไปพร้อมกับคนอื่น


   ดังนั้น ฟ่านอินเทียนและวังวิญญาณเหมันต์ จึงทิ้งศิษย์ไว้สำนักละหนึ่งคน ให้คอยเฝ้าดูสถานการณ์ในจวนเจ้าเมือง ส่วนศิษย์ที่เหลือนำโดยศิษย์เอก ได้ออกจากจวนเจ้าเมือง เพื่อไปกวาดล้างปีศาจมารในบริเวณใกล้เคียงต่อไป


   หลังจากสองสำนักจากไปไม่นาน การต่อสู้ระหว่างสำนักชิงเสวียนกับมารเงามายาก็เข้าสู่ช่วงใหม่ เป็นไปตามที่คนนอกคาดการณ์ไว้ ถึงเวลาที่สำนักชิงเสวียนระเบิดพลังออกมาเต็มที่


   หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ถูกกดดันจนถึงจุดต่ำสุด และมารเงามายาใช้พลังทั้งหมดแล้ว ก็ยังไม่สามารถฆ่าสำนักชิงเสวียนได้


   ตอนนี้สำนักชิงเสวียนจึงเริ่มโต้กลับอย่างเต็มที่


   กระบี่หลายเล่มฟันผ่านท้องฟ้า ส่งพลังอันแข็งแกร่งไปยังร่างของมารเงามายา


   ศิษย์ทั้งเก้าคนของสำนักชิงเสวียนที่รับผิดชอบด้านการต่อสู้ ต่างประสานกัน รับผิดชอบจุดโจมตีคนละจุด ด้วยวิชาที่แตกต่างกัน ธาตุที่แตกต่างกัน รูปแบบการต่อสู้ที่แตกต่างกัน พวกเขาต่างก็แสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่


   ทำเอาศิษย์สองคนที่เฝ้าอยู่ในจวนเจ้าเมือง ถึงกับตาค้างไปตามๆกัน


   "สำนักชิงเสวียนนี่เป็นตัวอะไร? สำนักเล็กๆที่มีแค่สิบสามคน แต่ละคนถนัดไม่เหมือนกันก็ช่างเถอะ แต่ทำไมกระบวนท่าของทุกคนถึงได้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงล่ะ? นี่...นี่มันมาจากอาจารย์คนเดียวกันแน่หรือ?"


   "ใครจะรู้ได้ล่ะ? นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นความหลากหลายเช่นนี้ เห็นหนึ่งคนแล้ว รับรองว่าเดาไม่ออกแน่ๆ ว่าคนอื่นๆเป็นคนจากสำนักเดียวกันหรือไม่ จริงๆแล้วพวกเขาไม่มีลักษณะเฉพาะ หรือกฎเกณฑ์อะไรเลย!"


   "การต่อสู้นี้ช่างน่าดูเหลือเกิน! สนามเสริมพลังนี้ก็ช่างแยบยล ค่ายกลก็มีความพิเศษ ทุกคนล้วนเก่งกาจ ท่าโจมตีก็ล้วนแยบยล ข้าตาลายไปหมดแล้ว!"


   "ทำไมข้ารู้สึกว่าสำนักชิงเสวียนมีโอกาสที่จะเอาชนะมารเงามายาได้จริงๆ! มารเงามายาเข้าสู่ช่วงเสียเปรียบแล้ว ตอนนี้มันกำลังจะถูกกดดันให้พ่ายแพ้!"


   "ให้ตายเถิด พวกเราถูกมารเงามายาตีมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นมารเงามายาถูกกดดัน!"


   พวกเขายิ่งดูยิ่งตื่นเต้น ยิ่งถกเถียงก็ยิ่งเสียงดัง ตอนแรกยังรู้สึกว่าตัวเองโชคร้ายที่ถูกทิ้งไว้ไม่ได้ไปสะสมคะแนนเหมือนคนอื่น


   แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าการถูกทิ้งไว้นั้นโชคดีเหลือเกิน การต่อสู้เป็นกลุ่มแบบนี้ พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน และดูแล้วรู้สึกสะใจมาก


   พวกเขาดูตั้งแต่ยามเย็น จนถึงเวลาที่พระจันทร์ขึ้นสู่ท้องฟ้า


   จนกระทั่งศิษย์สำนักชิงเสวียนไม่ได้โจมตีแยกกันอีกต่อไป แต่รวมพลังทั้งหมดเพื่อโจมตีศีรษะของมารเงามายาอย่างรุนแรง


   จนตอนนี้พวกเขาตื่นเต้นจนพูดไม่ออก การโจมตีครั้งสุดท้ายอย่างสุดกำลัง


   กำลังจะมาถึงแล้วหรือ?


   เห็นได้ชัดว่าลู่ไป๋เวยเป็นคนแรกที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสนามเสริมพลัง


   แต่เดิมใต้เท้าของทุกคนมีวงกลมหลายสีอยู่หลายวง ในชั่วขณะนั้น วงกลมทั้งหมดได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงขึ้นมา!



จบตอน

Comments