journey ep1401-1410

บทที่ 1401: ปล้นสะดมสมบัติ


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ จี้จื่อจั๋วก็ขมวดคิ้วพลางถามว่า "ข้าไม่เข้าใจ ในเมื่อเป็นเผ่ามารที่ต้องการก่อเรื่อง เผ่าเซียนก็จัดการกับเผ่ามารโดยตรงก็พอแล้วมิใช่หรือ? ทำไมต้องให้พวกเราเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเล่า?"


   "น่าจะเป็นเพราะเผ่าเซียนเอง ก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก พวกเขาคงไม่แน่ใจว่าเผ่ามารตอนนี้อยู่ในสถานการณ์อะไร และลงมือ ดำเนินการไปถึงขั้นไหนแล้ว พวกมันจะลงมือเมื่อไหร่


   ดังนั้นการทำเช่นนี้ หนึ่ง เผ่าเซียนสามารถใช้โอกาสนี้สังเกตสถานการณ์เผ่ามารได้ สอง คือหวังว่าเผ่าอื่นๆ ใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจสถานการณ์ของอีกฝ่าย เพราะเมื่อสงครามใหญ่ระเบิดขึ้น ทุกคนจะได้ไม่มืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร?


   สาม หากเผ่ามารจะโจมตีกลับจริงๆ แม้ว่าคนที่ลงมือปราบจะเป็นกองกำลังหลักของเผ่าเซียน แต่เผ่าอื่นๆ ก็ไม่สามารถอยู่นอกวงได้แน่นอน และพวกเขาก็ไม่หวังให้เผ่าอื่นๆอยู่นอก.วง พวกเขาหวังว่าทุกเผ่า จะสามารถร่วมมือกันต่อต้านเผ่ามารเพื่อลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็ถอนหายใจ


   "เรื่องนี้แม้ว่าเผ่าเซียนจะมีความคิดมากมาย แต่จริงๆแล้วก็เป็นประโยชน์ต่อผู้บำเพ็ญเซียนในภพบน เผ่ามารได้ยื่นมือเข้ามาตั้งแต่เมื่อสองพันปีก่อนแล้ว แต่ทุกคนไม่รู้ตัวเลย นี่จึงทำให้เกิดศึกสำนักหยวนอู่หลังจากนั้นสองพันปี


   หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป หากสงครามใหญ่ระเบิดขึ้น พวกเราก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ ไม่เพียงแต่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเผ่ามาร แต่การไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเผ่าปีศาจ เผ่าวิญญาณ ก็จะทำให้พวกเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบเช่นกัน


   และนอกจากนี้ การเปิดสนามรบโบราณ ก็จำต้องใช้พลังมหาศาล ดังนั้นหลายปีมานี้จึงไม่มีใครเข้าไป สมบัติที่ทิ้งไว้ในนั้น จะต้องมีไม่น้อยแน่นอน


   หากเข้าไปแล้ว ต้องได้รับประโยชน์มหาศาล ยกระดับให้ตัวเองได้แน่.นอน


   จากสองจุดนี้ การเปิดเขาต้วนหุนเป็นเรื่องดีสำหรับผู้บำเพ็ญในภพบนแน่นอน น่าเสียดายที่โอกาสครั้งนี้ ถือว่ามาไม่ถูกเวลา ผู้ฝึกตนในภพบนเพิ่งบาดเจ็บสาหัส เกรงว่าเข้าไปแล้วก็จะแข่งขันกับเผ่าอื่นๆได้ยาก และยังจะทำให้พวกเขาเห็นสถานะปัจจุบันของพวกเราด้วย"


   "แล้วถ้าไม่ไปล่ะ?" ลู่ไป๋เวยถาม


   "ไม่ไปไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะ" เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ "ทรัพยากรที่ทิ้งไว้ในสนามรบโบราณมีมาก ใครเอาได้มาก ก็จะเป็นการยกระดับครั้งใหญ่สำหรับเผ่านั้น ไม่ไปก็ได้แต่รอโดนตีทีหลังเท่านั้น"


   "แล้วเผ่ามารจะไปด้วยหรือไม่? พวกเขาไม่ได้กำลังเตรียมการเรื่องใหญ่หรอกหรือ? ข้าว่าพวกเขาคงไม่ให้ความร่วมมือกับภพเซียน ถึงขนาดทำให้แผนของตัวเองวุ่นวาย แล้วยังให้เผ่าอื่นๆ เห็นกำลังของพวกเขาด้วยหรอก ใช่ไหม?" มู่เซียวหรานถาม


   "แค่เพื่อทรัพยากรในสนามรบโบราณ ดูเหมือนจะไม่คุ้มค่าเอาเสียเลยนะ ในเมื่อพวกเขาต้องการกลืนหกภพ ทรัพยากรเล็กน้อยแบบนั้น อาจมีประโยชน์มากสำหรับเผ่าอื่นๆ แต่สำหรับพวกเขาอาจจะไม่เพียงพอก็ได้"


   "พวกเขาไปแน่นอน" เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้วกล่าวว่า "ศิษย์พี่ห้าพูดได้มีเหตุผลมาก พวกเขานั้น จริง ๆ แล้วไม่อยากไปที่สุด แต่พวกเขาจะต้องไปแน่นอนเจ้าค่ะ หากเผ่าเซียนไม่มีความมั่นใจ ก็คงไม่เปิดทาง มิเช่นนั้นนี่ก็เท่ากับปล่อยให้เผ่ามารได้ประโยชน์มิใช่หรือ? ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเผ่ามารถึงจะไป ข้ายังไม่ทราบในตอนนี้"


   "แล้วพวกเราควรทำอย่างไรดีล่ะ?"


   "พวกเราจะอยู่เฉยๆไม่ได้หรอก เราต้องไปแน่.นอน ศิษย์พี่หญิงใหญ่และพี่เขยใหญ่ยังอยู่ข้างใน หากพวกเราไม่ไป พวกเขาก็จะยิ่งตกอยู่ในอันตราย ส่วนคนอื่นๆในภพบน..."


   เยี่ยหลิงหลงแตะป้ายหยกของนางเบาๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงเร่งร้อนของหลัวเหยียนจงดังออกมา


   "แม่นางเยี่ย หากได้รับสารกรุณาตอบกลับด้วย! พวกเขามาถามข้าเกี่ยวกับร่องรอยของพวกท่านแล้ว แต่ตอนนี้ข้ายังไม่ได้บอก"


   "อ้อ! จริงด้วย! พูดออกมาท่านอาจจะไม่เชื่อ ข้าถูกพวกเขาจับไปประชุมด้วยนะ! ข้าก็เป็นเพียงแค่หลัวเหยียนจงคนหนึ่งเท่านั้น ตอนอยู่ในภพล่าง ไม่มีใครสนใจ แต่พอมาถึงภพบน ข้ากลับได้ประชุมร่วมกับเหล่าผู้ยิ่งใหญ่! ให้ตายสิ!"


   "แม่นางเยี่ย ข้ากังวลมาก เหตุใดท่านไม่ตอบกลับเลยล่ะ ส่งข่าวมาให้ข้าหน่อยสิ! ที่พวกเขาจับข้าไปประชุม จริงๆแล้วก็เพราะพวกท่านนั่นแหละ!"


   "ประชุมเสร็จแล้ว ทำไมท่านยังไม่สนใจข้าอีกล่ะ? พวกเขาตัดสินใจจัดคนไปยังเขาต้วนหุนแล้วนะ พวกเขาอยากให้พวกท่านนำหน้า ข้าจำใจต้องบอกพวกเขาว่า พวกท่านไปที่เขาต้วนหุนล่วงหน้าแล้ว ข้าบอกไปแล้ว พวกท่านคงไม่เป็นไรใช่ไหม?"


   "แม่นางเยี่ย ท่านอยู่ที่ไหนกันแน่? ข้าเริ่มจะกลัวแล้วนะ พวกเรากำลังมุ่งหน้าไปเขาต้วนหุนแล้ว จะเป็นไปได้ไหมว่าในเขาต้วนหุนนั้น รับสาส์นไม่ได้? แย่แล้ว! ถ้าข้าหาท่านไม่เจอจะทำอย่างไร? ข้าไม่มีพลังอะไรเลย ข้าไม่อยากตายนะ!"


   "สุดท้ายก็มาถึงจนได้ ตอนนี้ห่างจากเขาต้วนหุนประมาณสามชั่วยามเท่านั้น แม่นางเยี่ย ไม่สิ!! ข้าขอเรียกท่านว่าพี่หญิงเยี่ยเลยแล้วกัน ข้าหวังว่าท่านจะคุ้มครองข้านะ..."


   "เฮอะ คุ้มครองอะไรกัน เจ้ายังไม่ตาย คนแบบเจ้ายังไม่ตายง่ายๆหรอก พูดเหลวไหลเสียจริง!!"


   "ใช่ เจ้าจะร้องโวยวายไปเรื่อยๆทำไม? ถ้ากลัวนัก เจ้าก็แทงตัวเองสักทีก็ได้ พิการแล้วก็ไม่ต้องไป"


   "เขาจะไม่ไปได้อย่างไร? เขาเตรียมของมาสองชุดเลยนะ ชุดหนึ่งให้แม่นางเยี่ย อีกชุดหนึ่งให้อืมๆๆ"


   "พี่หญิงเยี่ย อีกหนึ่งชั่วยามพวกข้าก็จะไปถึงแล้ว ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้รับข้าความ หรือสาส์นที่ข้าส่งไป แต่ข้าก็ยังอยากจะบอกท่าน หวังว่าพวกท่านทุกคนจะปลอดภัย หวังว่าพวกเราจะได้พบกันนะขอรับ"


   หลังจากเห็นข้อความทั้งหมดที่หลัวเหยียนจงส่งมา เยี่ยหลิงหลงยิ้มน้อยๆให้กับคนอื่นๆ


   "พวกเขาน่าจะมาถึงในอีกไม่นานแล้วล่ะเจ้าค่ะ"


   "เช่นนั้นพวกเราก็รอพวกเขาที่นี่กันเถอะ" เผยลั่วไป๋กล่าว "พวกเราเดินทางด้วยกัน น่าจะปลอดภัยกว่า"


   เมื่อเผยลั่วไป๋พูดออกมา คนอื่นๆก็ไม่มีใครคัดค้าน


   จริงๆแล้วมันปลอดภัยกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว สำนักชิงเสวียนไม่ค่อยกลัวอะไร แต่ในอีกมุมหนึ่ง คนอื่นๆในภพบนก็ไม่อาจละเลยได้ หากสามารถดูแลได้ ก็ควรดูแลพวกเขาบ้าง ถึงอย่างไรทุกคนก็เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน ในยามนี้ควรสามัคคีกัน จึงจะผ่านพ้นวิกฤตไปได้


   ศิษย์สำนักชิงเสวียนหยุดลงที่ปากทางเจ้าภูเขา บริเวณข้างๆศิลาแผ่นหนึ่ง


   พวกเขานั่งลงบนก้อนหิน ในใจมีทั้งความกังวลและความคาดหวัง


   การปะทะกับเผ่าพันธุ์อื่น นี่นับเป็นประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ในภพบนนั้นพวกเขาไร้เทียมทาน ไม่รู้ว่าในเผ่าพันธุ์อื่นพวกเขาจะอยู่ในระดับไหน


   เยี่ยหลิงหลงเองก็นั่งลงอย่างเงียบๆ และครุ่นคิด ถัดจากเขาต้วนหุนคือเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา ทั้งสองที่สามารถเชื่อมต่อกับหกภพได้


   ดูเหมือนว่าบริเวณนี้ คือจุดเชื่อมต่อระหว่างมิติทั้งหลายแล้ว


   ‘เราอยู่ใกล้กันขนาดนี้ เขาจะมาดูสักหน่อยไหมนะ?’


   นางกำลังคิดอยู่ จู่ๆก็ได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นดังขึ้นข้างหู


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก หลัวเหยียนจงเตรียมมาสองส่วน ส่วนหนึ่งให้เจ้า อีกส่วนหนึ่งให้ใครหรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองไปทางลู่ไป๋เวยที่อยู่ด้านหลัง นางกล่าวด้วยสีหน้าขบขัน


   "ไม่รู้สิเจ้าคะ"


   "เขาชอบศิษย์พี่หญิงของพวกเราหรือเปล่า?" ลู่ไป๋เวยขมวดคิ้ว "คนผู้นี้มีเจตนาไม่ดี ต้องระวังไว้เจ้าค่ะ"


   "แล้วท่านรู้สึกว่าเขาสนิทกับศิษย์พี่หญิงคนไหนหรือไม่?" เยี่ยหลิงหลงย้อนถาม


   "ข้าไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับเขา ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน"


   "ท่านไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเขาหรือ?"


   "ใช่สิ! ทุกครั้งที่ข้าต้องการอะไร ข้าก็แย่งมาแล้วก็ไป จะให้ข้าอยู่ดูเขาโมโหด้วยหรือ? ดังนั้นข้าจึงไม่สนิทกับเขา"


   "อย่างนั้นก็ไม่ค่อยสนิทจริงๆนะเจ้าคะ"


   "แต่คราวนี้ ข้าคงไม่แย่งแล้วล่ะนะ"


   "เหตุใดล่ะ?"


   "สิ่งที่เขาเตรียมมา ล้วนเป็นของที่เตรียมให้คนของพวกเรา ถ้าข้าไปแย่ง ก็เท่ากับแย่งของคนของตัวเองไม่ใช่หรือ? แบบนั้นคงไม่ดี"


   "ศิษย์พี่หญิงห้าใส่ใจอยู่เสมอ"


   "แน่นอนอยู่แล้ว" ลู่ไป๋เวยยิ้มและกอดเยี่ยหลิงหลง"ศิษย์น้องหญิงเล็ก คราวนี้พวกเราจะกลับมาอย่างปลอดภัยใช่หรือไม่?"


   "ปลอดภัยสิเจ้าคะ เราจะพาศิษย์พี่หญิงใหญ่มาด้วย นางจะต้องปกป้องพวกเราได้แน่.นอน"


   "ดีจริงๆ ถ้าอย่างนั้นข้าก็วางใจ ข้าจะเข้าไปกวาดเอาสมบัติให้หมดเลย!"



บทที่ 1402: กลับมาอย่างมีชีวิต



   คำพูดของลู่ไป๋เวยเพิ่งจะจบลง พวกนางก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหว ดังมาจากที่ไม่ไกลนัก


   ในขณะที่พวกนางหันไปมองทางนั้น คนทางนั้นก็เห็นพวกนางเช่นกัน


   "พี่หญิงเยี่ย! พี่หญิงเยี่ย!"


   เสียงตื่นเต้นของหลัวเหยียนจงดังมาจากระยะหลายลี้ เสียงตะโกนก้องนี้ได้ทำลายความเงียบสงบหน้าเขาต้วนหุนลงอย่างสิ้นเชิง


   สิ่งที่มาพร้อมกับหลัวเหยียนจงยังมีเรือเหาะอีกหลายลำ เมื่อผู้คนบนเรือเหาะนี้เห็นพวกเขารออยู่นอกเขาต้วนหุน ใบหน้าทุกคนต่างเผยรอยยิ้มตื่นเต้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่


   ไม่นานเรือเหาะก็บินมาถึงตำแหน่งที่พวกเขาอยู่และลงจอด ผู้คนบนเรือเหาะทยอยลงมา เดินมารวมตัวกับพวกเขาที่สำนักชิงเสวียน


   เมื่อมองเห็นใบหน้าคุ้นเคยที่เดินเข้ามาหาตนทีละคน เยี่ยหลิงหลงอดรู้สึกทอดถอนใจไม่ได้


   สถานการณ์เปลี่ยนไปเร็วจริงๆ


   ไม่นานมานี้พวกเขายังเป็นศัตรูกันอยู่เลย พริบตาเดียวก็กลายเป็นพันธมิตรไปเสียแล้ว


   "พี่หญิงเยี่ย ท่านไม่ตอบข้อความข้าเลย ข้านึกว่าท่านเข้าไปแล้วเสียอีก ไม่คิดว่าท่านจะรอพวกเราอยู่ข้างนอกนะ!"


   เยี่ยหลิงหลงได้ยินคำพูดนี้แล้วก็รู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก อุตส่าห์ล่วงหน้ามาก่อนทุกคน แต่สุดท้ายก็มาถึงพร้อมกันอยู่ดี แทบจะไม่ต่างกันเลยสักนิด


   "เช่นนั้นทั้งหมดคือคนที่จะเข้าเขาต้วนหุนใช่หรือไม่?"


   นางเพิ่งถามจบ ประมุขวังวิญญาณเหมันต์ก็เดินออกมาจากกลุ่มของวังวิญญาณเหมันต์


   "แม่นางเยี่ย คนที่จะเข้าไปในภูเขาต้วนหุน มีเพียงหนึ่งร้อยคนเท่านั้น เมื่อวานตอนที่พวกเราปรึกษากัน พวกเราได้นับรวมพวกเจ้าเข้าไปด้วย และได้จัดทำรายชื่อหนึ่งร้อยคนเรียบร้อยแล้ว"


   เมื่อพูดจบประมุขวังวิญญาณเหมันต์ก็ส่งรายชื่อให้กับเยี่ยหลิงหลง


   เยี่ยหลิงหลงเปิดดู ในรายชื่อนั้นนอกจากพวกเขาสิบสองคนจากสำนักชิงเสวียนแล้ว ยังมีถังอี้ฝาน เจียงอวี๋เจิง และอวี่ซิงโจวจากหุบเขาหลิวกวงด้วย


   ถัดไปก็เป็นวังวิญญาณเหมันต์ ฟ่านอินเทียนและศิษย์จากหกสำนักใหญ่ พวกเขาครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของรายชื่อ


   ในทั่วทั้งภพบน สำนักเหล่านี้มีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด การจัดการเช่นนี้ไม่มีปัญหาอะไรเลย


   ที่ท้ายรายชื่อยังมีศิษย์จากเกาะเผิงไหลหนึ่งคน


   ศิษย์จากหอเฟยซิงหนึ่งคน


   และศิษย์จากภูเขาเต๋าเสวียนอีกหนึ่งคน


   การที่สำนักวิชาสายรองที่แข็งแกร่งที่สุดเหล่านี้ ส่งศิษย์มาคนละหนึ่งคนเพื่อดูสถานการณ์และช่วยเหลือ การจัดการเช่นนี้นับว่าสมเหตุสมผลมาก


   "แม่นางเยี่ย คิดว่ารายชื่อนี้มีปัญหาหรือไม่?"


   "ไม่มี จัดการได้อย่างสมเหตุสมผลมาก"


   ในตอนนี้เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนเดินขึ้นมาจากด้านหลัง


   "อมิตาพุทธ รบกวนทุกท่านจากสำนักชิงเสวียน นำพวกเราเข้าไปในภูเขาต้วนหุนด้วยเถิด พวกเราได้ปรึกษากันเมื่อวานแล้วว่าตราบใดที่มีศิษย์จากสำนักชิงเสวียนอยู่ ก็ให้ฟังคำสั่งจากศิษย์สำนักชิงเสวียน จากนี้จะไม่มีผู้ใดไม่เชื่อฟังแน่.นอน"


   เยี่ยหลิงหลงกวาดตามองไปด้านหลัง ส่วนใหญ่เป็นใบหน้าที่คุ้นเคย และไม่มีศิษย์จากตำหนักหลัวฝู และสำนักหยวนอู่


   ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกแทงข้างหลัง การร่วมมือและเชื่อฟังไม่ใช่ปัญหา เรื่องนี้นางจึงวางใจได้เต็มที่เสียที


   "ท่านเจ้าอาวาสเกรงใจกันเกิดไปแล้ว การไปครั้งนี้อันตราย ภาระหนักตกมาที่พวกเรา สำนักชิงเสวียนจะทำสุดความสามารถแน่.นอน"


   "พวกข้าเชื่อมั่นในตัวของศิษย์สำนักชิงเสวียน" อวี๋ฉงม่านเดินออกมาจากกลุ่มของสำนักจันทราพิฆาต นางยิ้มอย่างอ่อนโยน


   "ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็ออกเดินทางกันเถิด"


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ศิษย์จากสำนักต่างๆ ก็เดินออกมาจากด้านหลังของเจ้าสำนักและผู้อาวุโสของตน พวกเขาต่างก็เดินตามหลังสำนักชิงเสวียนไป


   เมื่อเห็นว่าพวกเขารวมตัวกันเสร็จเรียบร้อย และกำลังจะออกเดินทางไปยังเขาต้วนหุน


   บรรดาผู้อาวุโสที่มาส่งพวกเขา ก็อดไม่ได้ที่จะกำชับ


   "พวกเจ้าคือความหวังและอนาคตของภพเซียนเบื้องบนของเรา ขอให้ระวังตัวให้มาก ได้โชคลาภ ประสบวาสนามากน้อยเพียงใดก็เท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือกลับมาอย่างปลอดภัย"


   "จงเชื่อฟังในทุกเรื่อง อย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่ามเป็นอันขาด สามัคคีกันไว้จึงจะต่อกรกับศัตรูได้ ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ในเขาต้วนหุนมีสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อยู่มากมาย จงระวังตัวในทุกเรื่องนะ"


   "โอสถวิเศษและอาวุธวิเศษที่นำไปด้วย อย่าได้คิดเสียดาย การออกเดินทางครั้งนี้ของพวกเจ้า เป็นไปเพื่อต่อสู้เพื่อภพบน ด้านหลังยังมีพวกข้าอยู่ พวกข้าจะรออยู่ข้างนอกเพื่อพวกเจ้าเอง"


   เมื่อได้ยินคำกำชับทีละประโยค บรรดาศิษย์ที่อยู่ด้านหลังเยี่ยหลิงหลงก็พากันน้ำตาไหลไปตามๆกัน


   การเดินทางครั้งนี้ อันตรายยิ่งกว่าครั้งใดๆ แต่ก็จำเป็นต้องไป


   ไม่ใช่เพื่อพวกเขาเองเท่านั้น แต่เพื่อทั้งภพเซี้ยนเบื้องบน พวกเขาแบกรับภาระอันหนักอึ้ง พวกเขาจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังอย่างแน่.นอน


   "พวกข้าจะกลับมาอย่างปลอดภัย!"


   เมื่อเห็นว่าพวกเขาแต่ละคน ล้วนมีผู้อาวุโสอยู่เบื้องหลัง เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจด้วยความอิจฉา


   ช่างดีจริงๆ


   "ไปกันเถอะ"


   เพียงแค่คำสั้นๆ สำนักชิงเสวียนก็นำทุกคน ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เขาต้วนหุน


   เมื่อผ่านหน้าศิลาหินที่วางอยู่ด้านหน้าเขาต้วนหุน เยี่ยหลิงหลงเห็นว่าบนหลักศิลานั้น แต่เดิมไม่มีตัวอักษรใดๆ ดูแล้วเหมือนเป็นเพียงหินก้อนหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เพราะจู่ๆมันก็ปรากฏตัวอักษรสีแดงเลือดสามตัวที่เขียนว่า


   "เขาต้วนหุน" แต่ละขีดเส้นล้วนแข็งแกร่งทรงพลัง ทั้งยังชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดอีกด้วย


   ราวกับกำลังเล่าเรื่องราวในอดีตเมื่อหลายปีก่อน


   พวกเขาเข้าไปในเขาต้วนหุน จากจุดที่ถูกผ่าแยกออกเป็นรอยแตก


   หลังจากเดินเข้าไปแล้ว ราวกับพวกเขาได้เข้าสู่อีกมิติหนึ่งที่แตกต่างออกไป แม้จะห่างกันเพียงรอยแตก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ด้านหลัง พวกเขากลับมองไม่เห็นเสียแล้ว


   มีคำกล่าวว่าเขาต้วนหุนมีแต่คนเข้า ไม่มีคนออก


   ดูเหมือนว่า ไม่เพียงแต่หมอกเท่านั้นที่ทำให้คนหาทางไม่เจอ แต่ที่นี่ยังมีกฏเกณฑ์และข้อจำกัดพิเศษด้วย


   พวกเขาเดินตามรอยแตกเข้าไปข้างใน เพียงไม่กี่ก้าวก็เห็นโครงกระดูกขาวอยู่ใต้หน้าผา ราวกับกำลังต้อนรับทุกคนให้เข้าสู่โลกแห่งการฆ่าฟัน


   "โครงกระดูกนี้อายุยังไม่ถึงหมื่นปี น่าจะไม่เกี่ยวกับสงครามใหญ่ครั้งนั้น ข้าว่านี่น่าจะเป็นซากศพของผู้ที่เข้ามาบุกรุกที่นี่" ศิษย์จากเกาะเผิงไหลกล่าว


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก


   อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันได้ผ่อนคลายเต็มที่ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากดังมาจากด้านหน้า และเสียงฝีเท้าเหล่านั้น กำลังวิ่งพุ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว จากไกลร่นระยะมาเป็นใกล้


   ทำให้ทุกคนเครียดขึ้นมาอีกครั้งทันที


   เพิ่งเข้ามา ก็เจอกับเผ่าพันธุ์อื่นแล้วหรือ?


   ยังไม่ทันได้เข้าไป ก็จะต้องเผชิญกับการต่อสู้อันดุเดือดก่อนเลยหรือ?


   ในตอนนี้ ทุกคนรีบหยิบอาวุธของตนเองออกมาถือไว้ในมือ เตรียมพร้อมรับมือการต่อสู้ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน


   อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้น ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวกลับมืดลงทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง พวกเขาพบว่าเหนือศีรษะของพวกเขา มีเมฆดำทะมึนรวมตัวกัน ลมเย็นพัดมา พร้อมกับความรู้สึกกดดันอย่างรุนแรงที่ตามมา


   จากนั้นเสียงคำรามของสัตว์ร้ายก็ดังมาจากด้านหน้า สายตาของทุกคนจึงเบนจากท้องฟ้ากลับมามองด้านหน้า


   พวกเขาเห็นเพียงฝูงสัตว์ป่าจำนวนมาก พวกมันแผ่รังสีปราณมารอย่างเข้มข้นและกำลังวิ่งบุกเข้ามาหาพวกเขา


   "อสูรมาร! ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือ!"


   ไม่นานพวกเขาก็ปะทะกับอสูรมารเหล่านั้น พวกมันดุร้ายและป่าเถื่อน มีพละกำลังมหาศาลและโหดเหี้ยม ยากที่จะรับมืออย่างยิ่ง


   ลู่ไป๋เวยรีบกางสนามเสริมพลังทันที


   ศิษย์จากเกาะเผิงไหล หอเฟยซิง และภูเขาเต๋าเสวียน รวมถึงศิษย์พี่หญิงของนางสามคนจากสำนักชิงเสวียน พวกเขารีบเข้ามาล้อมรอบลู่ไป๋เวยในทันที เพื่อปกป้องนาง


   เรื่องนี้ทางสำนักชิงเสวียนได้กำชับพวกเขาไว้ตั้งแต่ตอนเข้ามาแล้ว


   หากเกิดการต่อสู้ขึ้น ผู้ฝึกกระบี่จะออกไปต่อสู้ ส่วนสายสนับสนุนจะอยู่ด้านหลังเพื่อปกป้องลู่ไป๋เวย


   เมื่อสนามเสริมพลังถูกเปิดใช้ บรรดาศิษย์ผู้บำเพ็ญภพเซียน ที่เดิมทีรู้สึกหวาดกลัวและไม่มั่นใจ ก็กลับมามีความมั่นใจขึ้นมาทันที


   กระบี่ยาวของพวกเขา ฟันไปในฝูงอสูรมาร พวกเขารู้สึกราวกับเป็นเทพเจ้าที่ลงมาจากสวรรค์ ไร้ซึ่งความพ่ายแพ้


   "ที่แท้การต่อสู้ในสนามเสริมพลัง ก็ให้ความรู้สึกแบบนี้นี่เอง มันช่างสุดยอดเหลือเกิน! ข้ารู้สึกว่าข้าสามารถสู้กับศัตรูสิบคนเลย!"


   "นั่นน่ะสิ? ตอนที่อยู่ที่เขาเติงเทียน ข้าอิจฉาพวกเขามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้ในที่สุดก็ถึงคราวของข้า ที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์นี้แล้ว!"



บทที่ 1403: พวกเราเพิ่งเข้ามาเท่านั้น!



   “ระวัง! อสูรมารพวกนี้พลังแข็งแกร่งยิ่งนัก! หากประมาทแม้เพียงนิด อาจถูกกรงเล็บของมันฉีกกระชากเป็นชิ้นๆได้!”


   “อสูรมารพวกนี้ช่างแตกต่างกับอสูรเหลือเกิน รับมือยากกว่าด้วย ทุกคนอย่าได้ประมาทเด็ดขาด”


   “ไม่คิดเลยว่าเพิ่งเข้ามาจะเจอกับเผ่ามารเข้าแล้ว พวกมันช่างมีจิตมุ่งร้ายและเหี้ยมโหดนัก เวลาต่อสู้ต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้เผ่ามารลอบโจมตีได้”


   เหล่าศิษย์ต่างเตือนกันและกัน ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังพุ่งทะยานไปมาระหว่างกลุ่มอสูรมารเพื่อสังเกตการณ์


   นางพบว่ารูปลักษณ์และชนิดของอสูรมารเหล่านี้ช่างแปลกประหลาด แตกต่างจากที่นางเคยพบเจอในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาอยู่มาก


   ทันใดนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นมองกลุ่มเมฆาหนาทึบที่ปกคลุมอยู่เหนือศีรษะ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ


   อสูรมารกลุ่มนี้มีจำนวนราว200กว่าตัว แม้ทุกคนจะต่อสู้อย่างยากลำบากบาดเจ็บกันไม่น้อย แต่ผู้ที่เข้ามาล้วนเป็นศิษย์ชั้นยอด มีพลังต่อสู้สูงส่งจึงผ่านพ้นวิกฤตมาได้อย่างหวุดหวิด


   การต่อสู้ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย “อสูรมารพวกนี้ตายหมดแล้ว เหตุใดเผ่ามารยังไม่ปรากฏตัว? พวกมันคงไม่คิดจะส่งมาให้เราฆ่าเปล่าๆหรอกกระมัง?”


   “ข้าก็รู้สึกแปลกๆเหมือนกัน อสูรมารพวกนี้ถูกฝึกฝนมาอย่างดี ไม่น่าจะเป็นอสูรมารไร้นายไปได้นะ”


   “เคยได้ยินมาว่าเผ่ามารชอบฝึกสัตว์อสูรมาช่วยรบ จริงอย่างที่เขาว่าจริงๆ วิธีฝึกสัตว์ของพวกมันช่างแตกต่างจากพวกเรา พวกเราจับสัตว์ภูตมาเลี้ยงเองเพื่อใช้งาน แต่พวกมันฝึกอสูรมารให้ต่อสู้เป็นกองทัพ”


   “อสูรมารกลุ่มนี้ต้องผ่านการฝึกฝนเป็นกลุ่มมาแน่ๆ พวกมันต่อสู้อย่างเป็นระเบียบ โจมตีพร้อมเพรียง อีกทั้งยังรู้จักการตั้งขบวนรบอีกด้วย”


   ในเวลานั้นเอง มีศิษย์คนหนึ่งเข้าไปตรวจสอบซากอสูรมาร แต่ยังไม่ทันได้พบสิ่งผิดปกติใดๆ ทันทีที่อสูรมารตัวสุดท้ายถูกสังหาร ซากอสูรมารทั้งหมดก็พลันกลายเป็นเถ้าธุลีปลิวหายไปกับสายลมเย็นยะเยือกในหุบเขา


   ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ทุกคนตกตะลึง


   “พวกมัน… ไม่ใช่ของจริงเช่นนั้นหรือ? แต่ตอนต่อสู้เมื่อครู่นี้ ความรู้สึกสมจริงช่างรุนแรงเหลือเกิน!”


   ขณะที่ทุกคนยังคงตกตะลึงกับการหายไปของอสูรมาร ทันใดนั้นเถ้าธุลีที่ปลิวไปกับสายลมก็เปลี่ยนทิศทาง พุ่งตรงไปยังก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างๆพวกเขา


   สายตาของทุกคนหันไปมองเยี่ยหลิงหลงที่ยืนอยู่บนยอดหิน


   นางกำลังประสานมือทั้งสองข้างไว้ตรงหน้าอก ดูดซับเถ้าธุลีทั้งหมดเข้าไปในฝ่ามือ


   “นั่นคือ...”


   “พลังจิตวิญญาณ!”


   “พลังจิตวิญญาณของศิษย์น้องหญิงเยี่ยนับว่าแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็น!”


   “พวกเจ้า… ปรมาจารย์ยันต์มีพลังจิตวิญญาณแข็งแกร่งเช่นนี้กันทุกคนหรือ?”


   “ไม่เลย” ศิษย์ผู้โดดเดี่ยวจากภูเขาเต๋าเสวียนถอนหายใจ “มีเพียงศิษย์น้องหญิงเยี่ยเท่านั้นที่แข็งแกร่งเช่นนี้”


   “ข้าจำได้ว่านางเป็นผู้ฝึกกระบี่และเป็นปรมาจารย์ยันต์อีกด้วย หากข้าจำไม่ผิดนางมีเจ็ดรากวิญญาณมิใช่หรือ เหตุใดถึงฝึกฝนพลังจิตวิญญาณด้วย? นางเรียนรู้สิ่งต่างๆมากเพียงใดกันแน่?”


   “คนธรรมดาเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เชี่ยวชาญก็ยากแล้ว แต่นางกลับเก่งกาจไปเสียทุกอย่างเลยหรือ?”


   ทว่าขณะที่เถ้าธุลีทั้งหมดกำลังรวมตัวกันในมือของเยี่ยหลิงหลง พายุเย็นยะเยือกก็พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ พัดจนเถ้าธุลีในมือของนางปลิวว่อนออกไปราวกับกำลังต่อต้านการควบคุมของนาง


   ยิ่งมันต่อต้านเยี่ยหลิงหลงก็ยิ่งควบคุมมันรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ในการต่อสู้และยื้อแย่งกัน ผู้คนเบื้องล่างสัมผัสได้ถึงพลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งที่ปะทะกัน


   มันคือการปะทะที่ทำให้จิตวิญญาณสั่นสะท้าน ปราศจากคมกระบี่ที่แหลมคม ปราศจากแรงระเบิดอันรุนแรง แต่กลับสร้างแรงกดดันอย่างมหาศาล ความตึงเครียดก็ไม่ได้ลดน้อยลงแม้แต่น้อย


   พลังจิตวิญญาณทั้งสองนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งบ้าคลั่งและเกรี้ยวกราด ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งกลับสงบนิ่งดุจขุนเขา


   ท้ายที่สุดเยี่ยหลิงหลงผู้สงบนิ่งก็ได้เปรียบ นางควบคุมเศษธุลีทั้งหมดไว้ในฝ่ามือ ก่อนจะเก็บมันเข้าไปอย่างรวดเร็ว


   ทันทีที่นางเก็บเศษธุลีทั้งหมดจนจบสิ้น เมฆหมอกเหนือศีรษะก็สลายตัว แสงอาทิตย์อันอบอุ่นสาดส่องลงมาในหุบเขาอีกครั้ง


   “สรุปแล้ว อสูรมารพวกนั้นมิใช่ของจริงหรือ?” มีคนเอ่ยถาม


   “พวกนั้นเป็นเศษความอาลัยที่หลงเหลือจากสนามรบโบราณ” เยี่ยหลิงหลงตอบ


   “มิน่าล่ะ เผ่ามารถึงไม่มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหลัง เพราะพวกมันไม่ใช่ของจริง โชคยังดี โชคยังดี”


   “โชคดีอย่างไร? เพียงเศษอาลัยก็ร้ายกาจขนาดนี้แล้ว พวกเราเพิ่งเข้ามาเท่านั้น!”


   เยี่ยหลิงหลงหันกลับมามองพวกเขา


   "พักรักษาอาการบาดเจ็บตรงนี้ หลังจากผ่านไปหนึ่งเค่อค่อยเดินทางต่อ"


   ได้ยินดังนั้นเหล่าศิษย์เบื้องหลังก็ชะงักไปเล็กน้อย มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากมายขนาดนี้ แต่กลับให้พักรักษาตัวเพียงครึ่งเค่อเท่านั้นหรือ?


   แต่พวกเขาก็เพียงชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่มีผู้ใดกล้าแสดงความคิดเห็นคัดค้านแต่อย่างใด


   ที่นี่อันตรายกว่าที่ใดๆ สำนักชิงเสวียนแข็งแกร่งกว่าพวกเขาทั้งหมด การทำตามจังหวะของพวกเขาหากใครปรับตัวไม่ได้ก็ต้องฝืนปรับตัว หากใครตามไม่ทันก็กัดฟันตามให้ทัน


   ทุกคนนั่งลงและดูแลตัวเองเงียบๆ ครึ่งเค่อผ่านไปพวกเขาก็ออกเดินทางอีกครั้ง


   คราวนี้ผู้นำทางเบื้องหน้าเปลี่ยนจากเผยลั่วไป๋เป็นเยี่ยหลิงหลง ร่างของนางพลิ้วไหวไปมาในหุบเขาราวกับผีเสื้อที่โบยบิน งดงามสะกดจนสายตาผู้คน


   เหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนล้วนแข็งแกร่ง ไม่มีผู้ใดไม่ยอมศิษย์สำนักชิงเสวียน อีกทั้งพวกนางยังงดงามยิ่ง พวกเขาจึงอดมองไม่ได้


   ไม่นานเยี่ยหลิงหลงก็เลี้ยวไปหยุดอยู่หน้าเนินเขาแห่งหนึ่ง


   บนเนินเขานั้นปกคลุมไปด้วยพืชพรรณ แต่ในบางจุดก็เผยให้เห็นกระดูกสีขาวจำนวนมาก


   เยี่ยหลิงหลงเดินนำหน้าไป ใช้กระบี่ขุดลงไปในพื้นดินสองสามครั้งก่อนจะหยิบกระดูกชิ้นหนึ่งขึ้นมา


   “ที่นี่แหละ”


   “ที่นี่คือสุสานของอสูรมารกลุ่มนั้นหรือ?” เผยลั่วไป๋เอ่ยถาม


   “เจ้าค่ะ รีบขุดกันเถิด กระดูกสัตว์อสูรที่หลงเหลือจากยุคโบราณ แต่ละชิ้นล้วนมีมูลค่ามหาศาล ใต้พื้นดินอาจมีสมบัติอื่นๆฝังอยู่ด้วยก็ได้”


   พูดจบเยี่ยหลิงหลงก็ลงมือขุดก่อน เมื่อเห็นนางเริ่มขุด คนอื่นๆก็รีบตามไปขุดคุ้ยบนเนินดินเล็กๆนี้ทันที


   ดังเช่นที่เยี่ยหลิงหลงกล่าวไว้ ที่แห่งนี้มีกระดูกอสูรมารฝังอยู่มากมาย เมื่อดูจากรูปร่างกระดูกแล้วพวกมันคืออสูรมารกลุ่มที่โจมตีพวกเขาก่อนหน้านี้จริงๆ


   กระดูกเหล่านี้มีพลังของเผ่ามารโบราณแฝงอยู่ แม้จะจางหายไปมากตามกาลเวลาแต่พลังที่หลงเหลืออยู่นั้นก็ล้ำค่ามาก


   พวกเขาโชคดีจริงๆ!


   ลู่ไป๋เวยที่ก่อนหน้านี้ยังดูสง่างามขณะเปิดสนามเสริมพลัง บัดนี้กลับถือกระสอบป่านวิ่งขึ้นมา


   “ข้ารู้แล้วว่าต้องเตรียมกระสอบใบใหญ่มาด้วยเวลาตามศิษย์น้องหญิงเล็กของข้า เอาล่ะเอาล่ะ เก็บของที่ขุดได้มาไว้ที่ข้านี่”


   นางพูดพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ขณะรวบรวมกระดูกที่ศิษย์สำนักชิงเสวียนขุดได้ และเหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนก็มอบกระดูกทั้งหมดให้นางจริงๆ


   นอกจากสำนักชิงเสวียนแล้ว ศิษย์คนอื่นๆก็เก็บกระดูกที่ขุดได้ไว้กับตัว


   ไม่นานพื้นที่บริเวณนี้ก็ถูกพวกเขาขุดคุ้ยจนเกือบหมด


   “ศิษย์น้องหญิงเยี่ย ข้าขุดเจอสิ่งนี้ เจ้าดูสิว่ามันคืออะไร?”


   ถังอี้ฝานยกกระดูกสีขาวขนาดเท่าปลายนิ้วขึ้นให้เยี่ยหลิงหลงดู


   ทว่าทันทีที่กระดูกชิ้นนั้นถูกยกขึ้น สายตาทุกคนที่เพิ่งจะเหลือบไปเห็น ท้องฟ้าอันสดใสก็พลันแปรเปลี่ยน ครานี้ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มลงยิ่งกว่าเดิม มวลเมฆทะมึนยิ่งหนาทึบและลมอันเย็นยะเยือกก็ยิ่งพัดกระหน่ำเสียดแทงผิวกาย


   ที่สะพรึงยิ่งกว่านั้นคือต้นไม้ทุกต้นบนเนินเขาเล็กๆที่พวกเขาอยู่ ล้วนแปรเปลี่ยนเป็นมือโลหิตที่ยื่นขึ้นมาจากใต้ดินทีละข้างๆ และในขณะนี้มือเหล่านั้นก็กำลังมีเลือดไหลรินไม่หยุด



บทที่ 1404: เสียงหัวเราะดุจกระดิ่งเงิน



   ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน ถังอี้ฝานเอ่ยถามอย่างระมัดระวังและหวาดกลัวสุดขีด “ข้าหยิบของผิดหรือไม่? หากเอาไปวางคืนยังทันอยู่หรือไม่?”


   พูดจบเขาก็ก้มลงเตรียมวางกระดูกหยกสีขาวลงที่เดิม


   ทันใดนั้นกู้หลินเยวียนก็พุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว แย่งชิงกระดูกหยกสีขาวไป


   “วางคืนก็ไม่มีประโยชน์แล้ว นี่คือขลุ่ยปีศาจใช้ควบคุมกองทัพอสูรมาร เป็นของดี”


   กู้หลินเยวียนพูดจบ มือเปื้อนเลือดเหล่านั้นก็พุ่งเข้ามาหาพวกเขา ทุกคนรีบชักอาวุธออกมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า ส่วนลู่ไป๋เวยรีบกอดกระสอบป่านขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะเก็บกระสอบและเปิดสนามเสริมพลัง


   การต่อสู้อันดุเดือดเริ่มต้นขึ้นอย่างกะทันหัน ครั้งนี้ยากกว่าครั้งก่อนมากนัก มือเปื้อนเลือดเหล่านั้นราวกับไม่มีที่สิ้นสุด แม้จะฟันมันขาดไปแล้วก็ยังงอกขึ้นมาใหม่แม้จะตัดแขนขาขาดก็ยังคงต่อสู้ต่อไปได้


   กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แมลงวันมากมายถูกดึงดูดเข้ามาด้วยกลิ่นเลือด หางของแมลงวันเหล่านี้มีพิษ หากถูกสัมผัสเพียงนิดเดียวก็จะสูญเสียพลังต่อสู้หรืออาจถึงแก่ชีวิตได้


   ดังนั้นทุกคนจึงต้องป้องกันการสัมผัสของแมลงวันเหล่านี้ไปพร้อมกับต่อสู้กับมือเปื้อนเลือด ความยากลำบากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เพื่อเอาชีวิตรอด ไม่มีใครกล้าละเลย


   พวกเขาทนต่อสู้มาเป็นเวลาห้าชั่วยาม ตั้งแต่ฟ้าสางจนถึงพลบค่ำ ในที่สุดการต่อสู้อันแสนสาหัสก็สิ้นสุดลงเมื่อความมืดโรยตัวปกคลุมทั่วขุนเขาต้วนหุน


   พวกเขาเหนื่อยล้าจนอยากล้มตัวลงนอนแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้านอนจริงๆ เกรงว่าหากนอนลงไปแล้วจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น กลายเป็นหนึ่งในกองกระดูกเหล่านี้


   ในเวลานั้นเยี่ยหลิงหลงกำลังเก็บกวาดสนามรบ นางรวบรวมเศษความอาลัยที่กลายเป็นมือเลือด


   เศษความอาลัยในมือนางมีมากขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆรวมตัวกันเป็นก้อน เมื่อใกล้จะรวมตัวเสร็จสมบูรณ์ ทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะดุจกระดิ่งเงินดังมาจากที่ใดสักแห่ง


   เศษความอาลัยในมือนางพลันดิ้นรนพยายามหลุดออกจากมือ นางรีบรวบรวมพลังจิตวิญญาณเพื่อต่อต้านการแย่งชิง


   เดิมทีคิดว่าจะได้เห็นการปะทะกันของพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งอีกครั้ง แต่คราวนี้เยี่ยหลิงหลงกลับสูญเสียการควบคุมเศษความอาลัยทั้งหมด พวกมันหลุดลอดออกไปจากช่องว่างระหว่างนิ้วมือ


   ยิ่งกว่านั้นเมื่อเศษความอาลัยเหล่านั้นหลุดออกไปก็กลายเป็นมือขนาดใหญ่ ลากเยี่ยหลิงหลงหายไปด้วย


   ขณะที่นางถูกดึงตัวไปก็มีเสียงหัวเราะดุจกระดิ่งเงินดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับกำลังหัวเราะเยาะที่ตนเองทำสำเร็จ


   แม้เยี่ยหลิงหลงจะพยายามต่อต้านสุดกำลัง แต่นางก็ยังถูกพาตัวไป เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้เกิดขึ้นรวดเร็วจนคนอื่นๆไม่ทันได้ตั้งตัว


   เผยลั่วไป๋และคนอื่นๆที่อยู่ในขอบเขตพ้นพิบัติรีบพุ่งเข้าหาเยี่ยหลิงหลงทันทีที่รู้สึกตัว แต่ก็ไม่ทันแม้แต่จะแตะชายเสื้อของศิษย์น้องตนเอง นางก็ถูกพาตัวไปแล้ว


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก!”


   “ทำอย่างไรดี?”


   “ตามไป! ทุกคนตามไปด้วยกัน ห้ามผู้ใดล้าหลังเด็ดขาด!”


   ได้ยินดังนั้นทุกคนที่เหนื่อยล้าก็รีบหยิบโอสถใส่ปาก ใช้โอสถวิเศษเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าและฟื้นฟูพลังวิญญาณก่อนจะไล่ตามต่อไป


   โชคดีที่แม้เยี่ยหลิงหลงจะถูกจับตัวไป แต่พลังที่จับตัวนางดูเหมือนจะมีความเร็วไม่มากนัก พวกเขาจึงยังมองเห็นร่างของนางได้ขณะไล่ตาม


   พวกเขาไล่ตามไปจนถึงป่าทึบเยี่ยหลิงหลงถูกพลังนั้นพาเข้าไปในป่า พริบตาเดียวก็หายวับไปกับตา


   ในตอนนั้นเองทุกคนที่ไล่ตามมาถึงต้นไม้ต้นนี้จึงเพิ่งรู้ว่านี่ไม่ใช่ป่า แต่เป็นเพียงต้นไม้ต้นเดียว!


   ต้นไม้ต้นนี้มีขนาดมหึมาจนไม่อาจคาดเดาอายุได้ ลำต้นใหญ่โต กิ่งก้านสาขาแผ่กว้างขวาง เพียงต้นไม้ต้นเดียวก็ใหญ่โตราวกับป่าทั้งผืน


   ทันใดนั้นเสียงหัวเราะดุจกระดิ่งเงินก็ดังมาจากส่วนลึกของต้นไม้ ปรากฏชายเสื้อที่คุ้นเคยให้ทุกคนเห็น


   “ทางนั้น! รีบตามไป!”


   ทุกคนจึงรีบวิ่งไปยังตำแหน่งที่เห็นชายเสื้อของเยี่ยหลิงหลง


   แต่ขณะที่ไล่ตามไป เหล่าศิษย์วังวิญญาณเหมันต์ก็พบว่าคนที่วิ่งนำหน้าพวกเขาหายไปในกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ พวกเขาตกตะลึงและหันกลับไปมอง ก็พบว่าศิษย์จากวัดต้าฝานอินและหกสำนักใหญ่ที่ตามหลังมาทั้งหมดหายไปแล้ว


   “นี่...นี่เกิดอะไรขึ้น? พวกเขาหายไปได้อย่างไร?”


   “ไม่รู้สิ วิ่งๆอยู่ก็หายไปทั้งหน้าทั้งหลัง เช่นนี้… จะเกิดเรื่องไม่ดีหรือไม่?”


   เหล่าศิษย์วังวิญญาณเหมันต์หยุดเดิน หันไปสำรวจรอบๆ แต่ยิ่งสำรวจก็ยิ่งงุนงง เพราะเมื่อพวกเขามองไปรอบๆ แล้วกลับหาทิศทางเดิมไม่เจอ!


   กล่าวคือพวกเขาหลงทางในต้นไม้ใหญ่ที่กิ่งก้านสาขาแผ่กว้างขวางต้นนี้ หาทางออกไม่เจอ ไม่รู้ว่ามาจากไหน จะไปทางไหน ทุกทิศทางล้วนไม่คุ้นเคยแม้แต่น้อย


   “ศิษย์พี่ใหญ่ ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรดี? พวกเราหลงทางแล้ว”


   “ต้นไม้นี้มีสิ่งผิดปกติ พวกเรามุ่งหน้าไปทางใดทางหนึ่งก่อน เผื่อจะเจอพวกเขาหรือพบร่องรอยบางอย่าง คราวนี้พวกเราอย่าวิ่งเร็วเกินไปรักษาแถวหน้ากระดานให้ดี อย่าได้พลัดหลงกันอีก”


   “ขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่”


   แม้เหล่าศิษย์วังวิญญาณเหมันต์สิบกว่าคนจะรู้สึกหวั่นวิตกที่พลัดหลงกับกลุ่มใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หวาดกลัวจนเกินไปเพราะยังมีศิษย์พี่ใหญ่ที่บรรลุขอบเขตพ้นพิบัติอยู่กับพวกเขา


   พวกเขาจึงเลือกทิศทางหนึ่งและเดินต่อไป หลังจากเดินไปได้ไม่ไกลนัก ก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาจากทางซ้ายมือ


   ศิษย์พี่ใหญ่แห่งวังวิญญาณเหมันต์ได้ยินเสียงนั้นทันที เขารีบยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดเดินและเงียบเสียง


   เหล่าศิษย์วังวิญญาณเหมันต์ต่างหยุดเดินและตั้งใจฟังเสียงรอบข้าง


   แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบายใจคือเสียงแผ่วเบาที่ได้ยินเมื่อครู่กลับเงียบหายไปราวกับอีกฝ่ายจงใจซ่อนตัว


   ในเวลานั้นภายในต้นไม้ใหญ่ที่ปราศจากสายลม พวกเขารู้สึกประหม่าจนหัวใจเต้นรัว แม้จะพยายามหายใจเบาๆ แต่ความวิตกกังวลและหวาดกลัวก็ทำให้เหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผาก


   พวกเขาไม่กล้าขยับตัวเกรงว่าจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ที่ตั้ง แต่ก็ไม่สามารถอยู่นิ่งๆได้ เพราะสถานการณ์ในตอนนี้ก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน


   เวลาผ่านไปทีละน้อย ขณะที่พวกเขากำลังลังเลว่าจะทำอย่างไรต่อไป ทันใดนั้นก็มีพลังโจมตีอันรุนแรงพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง พวกเขารีบหันกลับไปมอง แต่ก็ช้ากว่าฝ่ายตรงข้ามไปก้าวหนึ่ง


   พลังอันแข็งแกร่งหลายสายพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง เฉียดร่างของพวกเขาไปขณะที่กำลังหันหลังหลบ


   ในพริบตานั้นเลือดสีแดงสดก็พุ่งกระฉูด ดูโดดเด่นท่ามกลางใบไม้สีเขียวขจีภายในต้นไม้ใหญ่


   หลังจากถูกโจมตีพวกเขารีบถอยหลังและชักกระบี่ออกมาเพื่อป้องกันการโจมตีที่ตามมาอย่างต่อเนื่อง


   หลังจากป้องกันและถอยหลังไปเกือบสิบจั้ง พวกเขาก็หยุดลงได้ในที่สุด ภายใต้การคุ้มครองของศิษย์พี่ใหญ่ขอบเขตพ้นพิบัติแล้วหันไปมองอีกฝ่าย


   พอเห็นหน้าอีกฝ่าย ความตึงเครียดในใจก็ยิ่งทวีคูณ มือที่กำด้ามกระบี่แน่นพลันขาวซีดเพราะออกแรงบีบมากเกินไป



บทที่ 1405: อยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้าเถิด



   “พวกมันเป็นเผ่าปีศาจหรือ?”


   “แต่อาจเป็นภาพลวงตาที่เศษความอาลัยสร้างขึ้นก็ได้ อย่าประมาท”


   “ข้ารู้สึกว่าน่าจะเป็นเผ่าปีศาจจริงๆ พลังปราณปีศาจของพวกมันเข้มข้นมาก ในกลุ่มมีทั้งขอบเขตพ้นพิบัติและขอบเขตมหายานด้วย การจัดกำลังแบบนี้ไม่น่าใช่เศษความอาลัยที่หลงเหลือจากยุคโบราณ ยิ่งไปกว่านั้น สงครามเทพมารในยุคโบราณเกี่ยวข้องอะไรกับเผ่าปีศาจด้วย?”


   “จริงด้วย แล้วศิษย์พี่ใหญ่ ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรดี?”


   หัวหน้าศิษย์วังวิญญาณเหมันต์ขมวดคิ้วมุ่น เผ่าปีศาจเหล่านี้ต้องเป็นต้นตอของเสียงเมื่อครู่แน่ๆ


   ตอนที่ทุกคนเงียบลง ต่างฝ่ายต่างก็กำลังค้นหากันและกันนั้น สุดท้ายเผ่าปีศาจก็หาพวกเขาเจอก่อนและลอบโจมตีสำเร็จ ทำให้พวกเขาบาดเจ็บและตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ดีเลย!


   เหตุใดพวกเขาถึงโชคร้ายเช่นนี้ถึงได้มาเจอกับเผ่าปีศาจที่นี่!


   “ที่แท้ก็เป็นเผ่ามนุษย์ที่อ่อนแอ”  ปีศาจที่เป็นหัวหน้าหัวเราะเยาะ  “ช่างบังเอิญจริงๆ พวกเราเข้ามาในป่านี้ ไม่ได้เจอปีศาจตัวอื่นๆ กลับมาเจอพวกเจ้าเผ่ามนุษย์นี่ น่าจะเป็น...”


   มันลากเสียงยาว “สวรรค์คงไม่อยากเห็นพวกเจ้ามาเสียเวลาที่นี่กระมัง? ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็จะยอมลำบากช่วยจัดการให้ก็แล้วกัน”


   “ปีศาจพวกนี้มีปีกอยู่ด้านหลัง หัวหน้ามีระดับพลังถึงขอบเขตพ้นพิบัติแล้ว ดูท่าจะเป็นเผ่าอินทรี หนึ่งในสี่เผ่าใหญ่ของภพปีศาจ” หัวหน้าศิษย์วังวิญญาณเหมันต์ขมวดคิ้ว “พวกมันต้องการฆ่าคนชิงสมบัติ แค่หาข้ออ้างมาพูดเท่านั้น สู้ตายกันไปข้างหนึ่ง!”


   “ขอรับ! ศิษย์พี่ใหญ่!”


   ดังนั้นเมื่อเผ่าอินทรีเข้าโจมตีเหล่าศิษย์วังวิญญาณเหมันต์ก็รับมือทันที ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือด


   “คิกคิกๆ...”


   เสียงหัวเราะดุจกระดิ่งเงินดังขึ้นข้างหูเยี่ยหลิงหลงเป็นเสียงของสิ่งที่จับตัวนางไป แต่มันอยู่ด้านหลังนางและนางมองเห็นเพียงร่องรอยจางๆในอากาศขณะที่มันเคลื่อนไหวเท่านั้น มองไม่เห็นรูปร่างและไม่รู้สึกถึงพลังปราณของเผ่าใดๆเลย เยี่ยหลิงหลงจึงยังไม่รู้ว่าสิ่งที่จับตัวนางไปคือตัวอะไรกันแน่


   ตอนนี้นางถูกสิ่งนั้นจับมายืนอยู่บนที่สูงของต้นไม้ใหญ่ มองลงไปเห็นการต่อสู้มากมายที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องล่าง


   “เจ้าดูสิ พวกมันสู้กันแล้ว นี่เรียกว่าหมางับหมาหรือไม่? คิกคิกๆ...”


   “ต้องขอบคุณเจ้าด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า พวกเผ่ามนุษย์จะยอมมาเป็นแขกที่นี่หรือ? แม่นางน้อย การต่อสู้ครั้งนี้ เจ้าคิดว่าเผ่ามนุษย์หรือเผ่าปีศาจจะตายมากกว่ากัน?”


   “เจ้าเป็นผู้วางแผนให้อีกสองเผ่ามาที่นี่เพื่อฆ่ากันเองเช่นนั้นหรือ?” เยี่ยหลิงหลงถาม


   “ใช่แล้ว พวกมันก็สมควรจะฆ่ากันเองอยู่แล้ว พวกต่างเผ่าพันธุ์ ควรกำจัดทิ้ง”


   “แล้วเผ่ามารกับเผ่าวิญญาณเล่า? เจ้าจะหาทางให้พวกมันฆ่ากันเองด้วยหรือไม่?”


   “เจ้ากำลังสืบข่าวจากข้าหรือ? เจ้าฉลาดนัก ข้าไม่หลงกลเจ้าง่ายๆหรอก”


   “ในเมื่อเจ้าระแวงข้าเช่นนี้ เหตุใดจึงยังเก็บข้าไว้? ไม่กลัวข้าจะโต้กลับ ทำให้แผนการของเจ้าพังทลายหรือ?”


   “โอ้ เจ้าพูดตรงเกินไปแล้ว ข้าก็กลัวอยู่นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้กลัวมาก เพราะพลังอันน้อยนิดของเจ้าน่ะ สู้ข้าไม่ได้หรอก แม้เจ้าจะสู้ข้าได้ เจ้าก็หยุดยั้งการต่อสู้ระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจไม่ได้อยู่ดี เพราะพวกต่างเผ่าพันธุ์ เมื่อเริ่มต่อสู้กันแล้วก็ไม่มีทางเจรจาด้วยเหตุผลได้”


   สิ่งนั้นหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “แต่ถ้าเจ้าสามารถหลุดพ้นจากการควบคุมของข้าและทำให้เผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจหยุดต่อสู้กันได้ ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันเพราะหลายปีมานี้ไม่มีแม่นางน้อยที่งดงามและน่าสนใจเข้ามาเล่นเป็นเพื่อนข้าเลย”


   “เช่นนั้นเจ้าก็ตั้งตารอได้เลย”


   “โอ้ เจ้าช่างน่ารักยิ่งนัก ข้ายิ่งไม่อยากฆ่าเจ้า แต่ข้าชอบร่างกายของเจ้าจริงๆ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะแยกร่างและวิญญาณของเจ้าออกจากกัน แล้วใช้วิธีรักษาวิญญาณของเจ้าไว้ เจ้าจะได้อยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้า”


   "อยู่เป็นเพื่อนเจ้าคงไม่จำเป็น แต่ว่า..."


   เยี่ยหลิงหลงพลันหันกลับไป ในชั่วขณะนั้นนางใช้วิชาวิญญาณสวรรค์เก้าชั้นที่เตรียมการมานานโดยใช้การสนทนาถ่วงเวลา


   นางเข้าใจแล้วว่าในสนามรบโบราณแห่งนี้ นอกจากพลังจิตวิญญาณแล้ว นางไม่มีข้อได้เปรียบอื่นใดเลย


   เพราะระดับพลังของนางต่ำเกินไป และที่นี่เต็มไปด้วยเศษความอาลัยและวิญญาณพยาบาท การโจมตีด้วยพลังจิตวิญญาณจึงแม่นยำที่สุด


   ในขณะนั้นพลังจิตวิญญาณพุ่งออกมาจากดวงตานางทันที และพุ่งตรงไปยังตำแหน่งของสิ่งนั้นอย่างแม่นยำ


   แม้จะมองไม่เห็นมันแต่มันพูดมากเกินไป ทำให้นางมีเวลาพอที่จะตัดสินตำแหน่งที่แน่นอนของมันและตำแหน่งสมุทรวิญญาณของมัน


   พลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งโจมตีสิ่งที่อยู่ด้านหลังในทันที ใช้วิชาวิญญาณสวรรค์เก้าชั้นขั้นสูงสุดที่นางฝึกฝนมา ซึ่งเป็นกระบวนท่าที่อันตรายแต่ร้ายกาจมาก นั่นคือการใช้จิตปราบจิต


   กล่าวคือนางใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่มันไม่ทันระวังตัว ใช้จิตวิญญาณของนางปราบปรามจิตวิญญาณของมัน ทำให้มันไม่สามารถตอบสนองใดๆได้ในช่วงเวลาที่ถูกปราบแต่ในขณะเดียวกัน จิตวิญญาณที่ใช้นั้นเป็นของนางเอง ดังนั้นหากถูกโต้กลับก็จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งเช่นกัน


   บางทีมันอาจจะไม่คาดคิดว่านางจะโต้กลับ หรือบางทีวิชาวิญญาณสวรรค์เก้าชั้นอาจจะทรงพลังเกินไปนางจึงทำสำเร็จ!


   ในช่วงเวลาสั้นๆที่นางประสบความสำเร็จ นางพบว่าอาคมในต้นไม้นี้หายไป ทุกคนหาทิศทางเจอและมองเห็นกันและกันได้อีกครั้ง


   ดังนั้นนางจึงรีบใช้วิชาระบำวาโยพันฤดู ทำให้ต้นไม้ทั้งต้นสั่นสะเทือน ทุกคนในต้นไม้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถมองเห็นตำแหน่งของนางได้


   “หยุดสู้กันได้แล้ว! ข้าควบคุมตัวการที่อยู่เบื้องหลังได้แล้ว! มองหาตำแหน่งข้าแล้วบินมาหาข้า!”


   ในเวลานั้นทุกคนที่ได้ยินเสียงนางต่างเงยหน้าขึ้นมอง พวกเขามองเห็นเยี่ยหลิงหลงที่ยืนอยู่บนที่สูงท่ามกลางกิ่งก้านที่สั่นไหว


   ทันใดนั้นเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจก็หยุดต่อสู้พร้อมกันและบินตรงไปยังตำแหน่งของเยี่ยหลิงหลง


   ทว่าก่อนที่พวกเขาจะบินไปถึง สิ่งนั้นก็หลุดพ้นจากการควบคุมของเยี่ยหลิงหลงก่อน


   เยี่ยหลิงหลงกลัวว่าวิญญาณของตนเองจะได้รับความเสียหาย จึงรีบถอนการกดทับวิญญาณกลับมา และในเวลาเดียวกันก็รีบถอยหลังเพื่อเพิ่มระยะห่างอย่างรวดเร็ว


   สิ่งนั้นมองเยี่ยหลิงหลงแวบหนึ่งแล้วมองเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจที่กำลังบินมารวมตัวกันที่นี่ มันหัวเราะออกมา


   “ดี ดีมาก ข้าคิดว่าเจ้าพูดเหลวไหลก่อนตาย ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะทำได้ ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ แต่ไม่เป็นไร พวกเจ้าเข้ามาที่นี่แล้ว พวกเรายังมีโอกาสได้เจอกันอีกมาก”


   เสียงของสิ่งนั้นค่อยๆห่างออกไป ดูเหมือนมันจะบินจากไปแล้ว


   “แม่นางน้อย ข้าชอบเจ้าจริงๆ เจ้าต้องอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้าตลอดไป คิกคิกๆ...”


   เมื่อเสียงหัวเราะดุจกระดิ่งเงินค่อยๆจางหายไป มันที่หาตำแหน่งของนางเจอก็บินมาถึงข้างๆนาง


   แต่ก่อนที่พวกเขาจะตั้งหลักได้ พวกเขาก็ชักอาวุธออกมาเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับอีกฝ่ายที่บินขึ้นมาพร้อมกันราวกับจะหาเรื่อง



บทที่ 1406: ศิษย์น้องหญิงเล็ก!



   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ระวัง! รีบกลับมาเร็วเข้า! เผ่าปีศาจกำลังจะบุกเข้ามาแล้ว!"


   "น้องหญิง! รีบมาทางนี้เร็วเข้า! ระวังพวกมนุษย์อ่อนแอพวกนั้น หากพวกมันไม่ควบคุมตนเอง อาจจะทำร้ายเจ้าได้นะ!"


   "ศิษย์น้องหญิงเยี่ย เจ้าอย่าเหม่อเช่นนั้นสิ! นั่นมันอันตรายมากนะ!"


   "ท่านบรรพชนเยี่ย เกิดอะไรขึ้นหรือ?"


   ทั้งสองฝ่ายต่างตะโกนกันให้วุ่นวาย แต่กลับไม่ได้ทำให้เยี่ยหลิงหลงตกใจเลยแม้แต่น้อย เพราะนั่นกลับทำให้อีกฝ่ายตกใจแทน


   แต่ยามนั้น เผ่าปีศาจก็รู้ตัวอย่างรวดเร็ว เยี่ยหลิงหลงนั้น เดิมทีนางเป็นมนุษย์ไม่ใช่เผ่าปีศาจมิใช่หรือ? เมื่อครู่พวกเขาไม่ได้คิดให้ละเอียดถี่ถ้วน โดยสัญชาตญาณก็ถือว่านางเป็นพวกเดียวกับตน ดังนั้นเมื่อพบว่านางตกอยู่ในอันตราย พวกเขาจึงละทิ้งการต่อสู้ด้านล่างและพุ่งขึ้นมาช่วยนางในทันที


   เผ่าปีศาจในตอนนี้ ในที่สุดก็เข้าใจแล้ว แต่กลับเป็นฝ่ายมนุษย์เองที่ยังงุนงงไม่หาย


   "พวกเขาเรียกใครว่าน้องหญิง?"


   "ไม่รู้ว่าน้องหญิงหมายถึงใคร แต่ท่านบรรพชนเยี่ย นางเองก็แซ่เยี่ย ดังนั้นโอกาสที่จะเป็นน้องหญิงเยี่ยก็มีสูงไม่น้อยนะ"


   "อะไรกัน? ศิษย์น้องหญิงเยี่ยเป็นมนุษย์นะ!"


   "ทำอะไรของเจ้า? ไม่มีใครบอกว่านางไม่ใช่มนุษย์เสียหน่อย!"


   "แล้วบัดนี้เกิดสิ่งใดขึ้น? ดูเหมือนเผ่าปีศาจจะไม่บุกเข้ามาแล้ว เอาอย่างไรดี พวกเราบุกไปก่อนดีหรือไม่?"


   ในขณะที่ทุกคนมีสีหน้าท่าทางแตกต่าง ทั้งยังตกอยู่ในสภาวะงุนงงสับสน เยี่ยหลิงหลงก็เผยรอยยิ้มกว้างสดใสขึ้นมาอย่างฉับพลัน จากนั้นก็หมุนตัวหันหลังให้มนุษย์และหันหน้าไปทางเผ่าปีศาจ


   "ไม่พบกันนานเลยนะเจ้าคะ"


   "ไม่พบกันนานจริงๆ น้องหญิงเล็กของข้า ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน!"


   ฟางเกาเฟยตะโกนอย่างตื่นเต้น พลางกางแขนออก หมายจะวิ่งพุ่งเข้าหาเยี่ยหลิงหลง ทั้งยังเตรียมจะกอดนางเอาไว้ให้แน่น


   เมื่อคิดเช่นนั้น ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความสุขอย่างอดใจไม่ไหว


   และเมื่อเห็นเช่นนั้น ฝั่งมนุษย์ก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน "เช่นนั้นก็หมายความว่า เผ่าอินทรีคนนี้ รู้จักกับศิษย์น้องหญิงเยี่ยกระนั้นหรือ? ดูเหมือนความสัมพันธ์จะไม่เลวเสียด้วย?"


   อย่างไรก็ตาม ฟางเกาเฟยเพิ่งก้าวออกไปได้ไม่กี่ก้าว ฮั่วจือเหยียนก็เคลื่อนย้ายร่างในชั่วพริบตาไปด้านข้าง มายืนขวางหน้าเขาไว้ สกัดเขาไว้ทันที


   "คนผู้นี้มากจากเผ่าเจียวใช่หรือไม่? ได้ยินว่าเป็นคนที่เก่งกาจไม่น้อย ดวงตาคู่ที่อยู่หลังผ้าพันของเขาช่างลึกลับจริงๆ!"


   "เผ่าอินทรีทักทายศิษย์น้องหญิงเยี่ย แต่เผ่าเจียวคนนี้ไม่พอใจที่เขาติดต่อกับศัตรู เป็นเยี่ยงนี้จะไม่ทะเลาะกันหรอกหรือ?"


   อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ฝั่งมนุษย์กำลังกระซิบกระซาบกันอยู่นั้น ฮั่วจือเหยียนก็หันไปทางเยี่ยหลิงหลงพร้อมรอยยิ้มซึ่งเปี่ยมไปด้วยความสุภาพ ทั้งยังมีกลิ่นอายของสุภาพบุรุษอยู่เต็มล้น


   "น้องหญิง ร้อยปีไม่พานพบ ข้าคิดถึงเจ้ายิ่งนัก หลายปีมานี้เจ้าสบายดีหรือไม่?"


   "ขอบคุณท่านพี่ที่เป็นห่วง ข้าสบายดี เรียกว่าสบายดีเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะเจ้าค่ะ!"


   เมื่อเห็นเช่นนี้ เผ่ามนุษย์ที่อยู่ด้านหลังเยี่ยหลิงหลงต่างพากันตกตะลึง


   "เช่นนั้น คนจากเผ่าเจียวคนนี้ก็เป็นพี่ชายของศิษย์น้องหญิงด้วยหรือ?"


   "ไม่จริงกระมัง? ข้าได้ยินว่าความสัมพันธ์ของสี่เผ่าใหญ่ไม่ค่อยดีนัก แต่กลับนับสตรีคนเดียวกันเป็นน้องสาวกระนั้นหรือ?"


   ซูอวิ่นซิวก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วโบกมือไปมาตรงหน้า พากผ่านดวงตาของเยี่ยหลิงหลงอย่างขบขัน


   "เจ้าทักทายสองคนนั้นแล้ว แต่กลับมองไม่เห็นข้า? ใครกันแน่ที่เป็นพี่ชายที่สนิทที่สุดของเจ้า?"


   "หากเจ้าเรียกข้าว่าบรรพชน แล้วข้าเรียกเจ้าว่าท่านพี่ ข้าว่าข้าขาดทุนมากเกินไปแล้ว?"


   "คำว่าบรรพชนเยี่ยถือเป็นการยกย่องให้เกียรติ แต่คำว่าน้องหญิงเล็กก็เหมาะกับเจ้าเช่นกันนะ" ซูอวิ่นซิวกล่าวพลางหัวเราะ "เห็นเจ้าแขนขาครบถ้วน สมองก็ปกติดี ข้าก็วางใจแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ได้ทำให้คำสั่งเสียคราสุดท้ายต้องสูญเปล่า"


   "ทำไมเจ้าไม่มาดูตอนที่ข้าเกือบถูกคนตีตายบ้าง?" เยี่ยหลิงหลงกล่าว "พอๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องไกลตัว เมื่อครู่ข้าถูกจับตัวไป เจ้าเห็นบ้างหรือไม่?"


   "นี่ก็รีบมาช่วยเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ?"


   "เจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจ ข้าต่างหากที่ช่วยพวกเจ้า" เยี่ยหลิงหลงเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ


   “อืมๆๆ ไม่มีเรื่องอะไรที่เจ้าจัดการไม่ได้หรอก"


   ซูอวิ่นซิวพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็เบนสายตาไปยังเผ่าปีศาจสี่เผ่าใหญ่ โดยมองไปที่เผ่าปี่อั้นฮวาซึ่งเป็นเผ่าเดียวที่ยังไม่ได้ทักทายนาง


   แม้ว่าจะไม่ใช่ม่านซูโหรว แต่คนผู้นี้นางก็รู้จัก เขาคือเหอชวนเหิง คนที่เคยหาคนมาต่อสู้กับนางที่ริมแม่น้ำหลงลืม แต่ก็สู้ไม่ชนะ


   นางยังจำได้ว่าตอนเจรจา เขาดูร้อนรนเป็นที่สุด ดูเหมือนตอนนี้เขาจะสมหวังแล้ว กลายเป็นปีศาจได้อย่างดีสินะ!


   "เจ้าจะไม่ทักทายข้าสักหน่อยหรือ?"


   "แม่นางเยี่ย" เหอชวนเหิงเดินเข้ามาข้างหน้า ประสานมือคำนับเยี่ยหลิงหลง "ตอนนั้นข้าไม่ได้ไว้หน้าเจ้า ข้ากังวลว่าเจ้าจะไม่อยากรู้จักข้า แต่เจ้าช่วยเผ่าของข้าไว้มาก เผ่าของข้าจดจำบุญคุณนั้นเสมอ"


   พูดจบ สายตาของเหอชวนเหิงก็ตกไปที่เสิ่นหลีเสียนที่อยู่ด้านหลังเยี่ยหลิงหลง


   เยี่ยหลิงหลงขยับไปก้าวหนึ่ง บังสายตาของเขาไว้


   "จดจำได้ก็ดีแล้ว ตอนนี้พวกเรามาที่สนามรบโบราณนี้ด้วยกัน และเจอกับสิ่งที่เป็นอุปสรรคอย่างเดียวกัน มนุษย์และเผ่าปีศาจนั้นไร้ซึ่งความขัดแย้งถึงตาย ดังนั้นข้าหวังว่าทุกคนจะเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร ไม่ต้องฆ่าล้างจนสูญเสียประชากรของกันและกันโดยเปล่าประโยชน์"


   เยี่ยหลิงหลงไม่อยากเปิดเผยตัวตนของเสิ่นหลีเสียน เหอชวนเหิงเองย่อมเข้าใจ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้มองไปที่เสิ่นหลีเสียนอีก


   "เฮ้อ! พวกข้าก็ไม่ได้อยากมีปัญหากับพวกมนุษย์อย่างเจ้าหรอก แต่พวกข้าถูกวางแผนให้ติดอยู่ในต้นไม้ใหญ่นี้ ไม่เพียงแต่ทั้งกลุ่มจะแตกกระจัดกระจาย พอหันหลังก็หาทางไม่เจอ มันน่าหงุดหงิดจริงๆ"


   ฟางเกาเฟยโผล่ออกมาจากด้านหลังของฮั่วจือเหยียนเขาเกาศีรษะ ดูไม่พอใจเป็นอันมาก


   "แล้วตอนนี้เจอพวกเจ้ามนุษย์อยู่ในนี้ด้วย ไม่ใช่เผ่าเดียวกัน ปฏิกิริยาแรกก็คือต้องเป็นพวกเจ้าที่ทำแน่ๆ"


   เขาพูดถึงตรงนี้ ฮั่วจือเหยียนก็เสริมว่า "แม้ว่าจะไม่ใช่พวกเจ้าที่ทำ แต่พวกเราอยู่ในสนามรบโบราณนี้ด้วยกัน เป็นคู่แข่งกัน ไม่ใช่เผ่าเดียวกัน พวกเจ้าก็คงไม่ปล่อยพวกข้าไปหรอก"


   ซูอวิ่นซิวยักไหล่ "ก็ถูกของเจ้า ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเจ้าวางแผนร้าย พวกข้าลงมือก่อนก็ไม่เกินไปสินะ? ถึงอย่างไรพวกข้าก็เป็นผู้เสียหาย!"


   เหอชวนเหิงเห็นทุกคนพูดตามลำดับอย่างพร้อมเพรียงกัน เขาจึงรู้สึกเกรงใจที่จะไม่พูดอะไร จึงกล่าวว่า


   "สถานการณ์เป็นไปตามที่พวกเขาพูดจริงๆ"


   "เหลวไหลสิ้นดี!" ศิษย์ของวังวิญญาณเหมันต์ไม่ยอมรับ พวกเขาพูดขึ้นมาว่า


   "ชัดเจนว่าพวกเจ้าต่างหากที่ต้องการลงมือฆ่าคนเพื่อชิงสมบัติ แล้วยังโยนความผิดมาให้พวกข้าอีก! พวกเจ้าต่างหากที่ลงมือก่อน พวกเจ้าต่างหากที่มีเจตนาไม่ดี พวกข้าต่างหากที่เป็นผู้เคราะห์ร้าย!"


   "ใช่แล้ว! พวกข้าเพิ่งเข้ามาพวกเจ้าก็ลงมือโจมตีทันที ชัดเจนว่าพวกเจ้าต่างหากที่ซุ่มรออยู่ที่นี่ก่อน! พวกข้ามนุษย์แบ่งเป็นหลายกลุ่มย่อย มีกลุ่มไหนบ้างที่ไม่ถูกพวกเจ้าทำร้าย?" ศิษย์ของฟ่านอินเทียนพูดขึ้นตาม


   เมื่อเห็นว่าบรรยากาศของทั้งสองฝ่ายตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เยี่ยหลิงหลงจึงกล่าวว่า


   "ดังนั้นนี่คงเป็นเหตุผลที่สิ่งนั้นล่อเผ่าปีศาจเข้ามาแล้วหลอกมนุษย์ให้ตามเข้ามาสินะ มันไม่สามารถจัดการพวกเจ้าทั้งหมดได้ จึงวางแผนให้พวกเราเข้ามาฆ่ากันเองที่นี่"


   พอคำพูดนี้ออกไป ทั้งสองฝ่ายก็สงบลงทันที


   ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดคือสิ่งลึกลับที่จับตัวเยี่ยหลิงหลงไว้ แม้ว่าระหว่างมนุษย์และเผ่าปีศาจจะมีความขัดแย้งกัน แต่หากปล่อยให้ความขัดแย้งเหล่านี้ขยายตัว ก็เท่ากับตกหลุมพรางของสิ่งนั้น


   ดังนั้นแม้แต่เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องไปเอาเรื่องกับอีกฝ่ายเลย


   เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความโกรธของทั้งสองฝ่ายก็หายไปเกือบหมดในทันที


   "ช่างเถอะ ปีศาจนั้นถึงอย่างไรก็ไม่ใช่มนุษย์ ไม่มีเหตุผลก็ไม่แปลก ไม่จำเป็นต้องไปถือสาพวกมัน"


   "เอาเถอะ มนุษย์อ่อนแอ ถ้าฆ่าพวกมันจริงๆ น้องหญิงของข้าคงจะเสียใจ แบบนั้นข้าทนไม่ได้หรอก"


   หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายพูดประชดประชันกันเสร็จ ต่างก็ไม่พอใจแต่ก็พร้อมใจกันส่งเสียง "ฮึ!" ให้อีกฝ่าย



บทที่ 1407: มาสิ มาร่วมสนุกกัน!



   เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้


   "ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมีน้ำใจกว้างขวาง ก็ถือเสียว่า ‘ไม่ตีกันไม่รู้จักกัน’ ข้าว่าเรื่องนี้ ให้ถือว่าจบๆกันไปเถิด ตอนนี้ที่นี่ไม่เหมาะจะอยู่นาน พวกเราควรออกจากที่นี่ก่อน สิ่งนั้นเลือกที่นี่เป็นกับดัก ต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่.นอน"


   "อื้ม!"


   ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงนำทางอยู่ข้างหน้า พาคนทั้งสองกลุ่มออกจากต้นไม้ใหญ่ที่ผิดปกตินี้


   เมื่อไม่มีการควบคุมจากสิ่งนั้นแล้ว พวกเขาก็ออกจากที่นี่ได้ง่ายขึ้นมาก ไม่นานก็บินออกจากต้นไม้ใหญ่นี้


   พวกเขามาถึงเชิงเขาอันโล่งแจ้ง ไร้ซึ่งสิ่งใดบดบัง ล้วนแล้วก็เพื่อรักษาบาดแผลด้วยกันทั้งสิ้น


   แม้เมื่อครู่จะไม่มีใครตาย แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ลงมือหนัก ดังนั้นตอนนี้สภาพของทุกคนจึงไม่ค่อยดีนัก ต้องการเวลาพักฟื้นสักหน่อย


   ที่เชิงเขา เผ่าปีศาจอยู่ทางซ้าย มนุษย์อยู่ทางขวา


   สองเผ่าพันธุ์ต่างไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แบ่งแยกชัดเจน เยี่ยหลิงหลงจึงเลือกนั่งตรงกลาง


   "น้องหญิงคนสวยของพี่ เมื่อครู่นี้เจ้าเก่งมากเลยนะ เจ้าหลุดพ้นจากการควบคุมของมันได้อย่างไรกัน?"


   ฟางเกาเฟยยังไม่ทันได้นั่ง ก็รีบวิ่งมาหาเยี่ยหลิงหลงทันที


   "หากว่าข้าเดาไม่ผิด น่าจะใช้พลังจิตวิญญาณนะ"


   เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันตอบ ฮั่วจือเหยียนก็ตามมากับฟางเกาเฟย และเพื่อป้องกันไม่ให้ฟางเกาเฟยเอาเปรียบ เขาจึงนั่งลง ทั้งยังเบียดฟางเกาเฟยให้ออกไปอีกนิดหนึ่งด้วย


   "เจ้าเดาไม่ผิดแน่นอน พลังจิตวิญญาณของท่านบรรพชนเยี่ยนั้น แข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยการสืบทอดจากอาจารย์ที่..."


   ซูอวิ่นซิวพูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกเยี่ยหลิงหลงชำเลืองมองมาทีหนึ่ง เขาจึงกลืนครึ่งประโยคหลังกลับไป แล้วนั่งยิ้มกว้างอยู่ข้างๆเยี่ยหลิงหลง


   ‘เข้าใจแล้ว ดูเหมือนว่าบางคนจะยังไม่กลับมาสินะ’


   ‘ร้อยกว่าปีแล้วนะ เรื่องคงใหญ่โตไม่น้อย!’


   เหอชวนเหิงไม่ได้สนิทกับเยี่ยหลิงหลงมากนัก แต่เขามองซ้ายมองขวา และเพื่อไม่ให้ดูเหมือนเผ่าปี่อั้นฮวาของพวกเขาแปลกแยก เขาจึงฝืนใจเข้าไปร่วมวงด้วย


   เพียงนั่งลงก็ได้รับสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยสามคู่ถ้วน เหอชวนเหิงจึงตั้งใจนั่งลงอย่างเด็ดเดี่ยวยิ่งขึ้น


   สามเผ่านี้ ตอนนี้แทบจะหายใจทางเดียวกัน หากเผ่าปี่อั้นฮวาถูกแยกออกไป จะเป็นอย่างไรเล่า?


   เขาอุตส่าห์มาถึงภพปีศาจ เผ่าปี่อั้นฮวาจะยอมมองมันเสื่อมถอยเพราะตัวเองได้อย่างไร?


   ไม่ได้ เรื่องสนุกนี้เขาต้องร่วมด้วย!


   เมื่อเห็นเหอชวนเหิงนั่งอย่างเด็ดเดี่ยวยิ่งขึ้น ซูอวิ่นซิวและอีกสองคนก็ขมวดคิ้วจนมันแทบจะชนกัน


   คนผู้นี้ ทำไมต้องมาร่วมวงด้วย?


   ไม่ใช่ว่าไม่พาเขาไปหาสมบัติที่เขาคืนวิญญาณ แต่ไอ้การพูดคุย นินทาเรื่องครอบครัว ก็ต้องตามมาด้วยหรือ?


   พวกเราไม่สนิทกันนะ!


   สำนักชิงเสวียนเห็นศิษย์น้องหญิงเล็กของตนถูกเผ่าปีศาจล้อมไว้ พวกเขาจึงไม่พอใจทันที


   ดังนั้นเผยลั่วไป๋ เสิ่นหลีเสียน กู้หลินเยวียนและมู่เซียวหรานจึงลุกขึ้นเดินไปข้างเยี่ยหลิงหลงทันที


   เผยลั่วไป๋ลังเลครู่หนึ่ง แล้วนั่งลงระหว่างฮั่วจือเหยียนกับฟางเกาเฟย เพราะสองคนนี้พูดมากที่สุด ไม่ว่าใครจะทักทายศิษย์น้องหญิงเล็ก เขาก็จะสามารถป้องกันเอาไว้ได้


   เสิ่นหลีเสียนเลื่อนตัวไปอย่างไม่ตั้งใจ จากนั้นเขาก็นั่งลงระหว่างเหอชวนเหิงกับฮั่วจือเหยียน


   เมื่อเขานั่งลง หลังของเหอชวนเหิงก็พลันตั้งตรงขึ้นทันที ร้อยปีก่อนยังไม่เคยต่อสู้กัน ไม่รู้ว่าร้อยปีหลัง จะสามารถเอาชนะเจ้าดอกปี่อั้นที่น่าอิจฉานี้ได้หรือไม่


   ‘ถึงอย่างไรเขาก็คือเผ่าปี่อั้นฮวาที่กลายเป็นปีศาจโดยธรรมชาติได้!’


   แต่หลังจากตั้งตัวตรงแล้ว เขาก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงแกล้งทำเป็นกระซิบข้างหูเสิ่นหลีเสียนอย่างไม่ตั้งใจว่า


   "ม่านซูโหรวกลับคืนสู่บรรพบุรุษอย่างสมบูรณ์แล้ว บัดนี้นางอยู่ที่ปรภพแล้ว"


   ส่วนอีกด้านหนึ่ง ฮั่วจือเหยียนหัวเราะเบาๆ แล้วแอบยัดขวดเหล้าใส่อ้อมอกเสิ่นหลีเสียน


   เสิ่นหลีเสียนไม่ได้มองเขา แต่รับมันไว้อย่างไม่แสดงอาการใดๆ จากนั้นเขาก็เก็บมันไว้


   กู้หลินเยวียนนั่งลงระหว่างเหอชวนเหิงกับซูอวิ่นซิว เขาไม่รู้จักทั้งสองคน ไม่เข้าใจด้วย แต่เขานั่งตรงกลางด้วยใบหน้าเย็นชา


   หากทำเช่นนี้แล้วล่ะก็ เจ้าพวกนี้คงไม่สามารถพูดจาอย่างกระตือรือร้นกับศิษย์น้องหญิงเล็กได้อีกต่อไปเป็นแน่


   มู่เซียวหรานเห็นพวกเขานั่งลงกันหมดแล้ว จึงนั่งลงระหว่างซูอวิ่นซิวกับฟางเกาเฟย


   สองคนนี้พูดมาก หากจำเป็นเดี๋ยวเขาจะปล่อยสัตว์ภูตออกมาเพื่อช่วยสร้างบรรยากาศให้พวกเขา


   "ข้าอยู่นี่ ยังมีข้าอยู่ด้วยนะ!"


   ลู่ไป๋เวยนั้นแม้จะมาช้า แต่นางไม่เคยพลาดการร่วมสนุก ข้างๆไม่มีที่นั่งสำหรับนาง นางจึงเบียดเข้าไปนั่งข้างศิษย์น้องหญิงเล็กเสียเลย


   "นี่คือศิษย์น้องหญิงเล็กของข้า นิสัยของนางว่านอนสอนง่าย อารมณ์อ่อนโยน อย่าเห็นว่านางถูกรังแกง่ายดายเชียว ข้าเป็นศิษย์พี่หญิงผู้แข็งแกร่งของนาง หากพวกเจ้ากล้ารังแกนาง ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้รับผลกรรมแน่นอน!"


   พูดจบนางก็โอบไหล่ของเยี่ยหลิงหลง


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก หากเจ้ามีเรื่องอะไร บอกศิษย์พี่ได้เลยนะ!" เยี่ยหลิงหลงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มพลางพยักหน้า


   "ยังดีที่มีศิษย์พี่คอยคุ้มครองข้า ข้าสบายใจขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ"


   เมื่อเห็นทางโน้นคึกคักมาก จี้จื่อจั๋วกับหนิงหมิงเฉิง ทั้งสองคนก็เริ่มอยากไปร่วมสนุกด้วย แต่ทางนั้นเรียกได้ว่าแออัดไปหมดแล้ว


   และนอกจากศิษย์น้องหญิงเล็กกับศิษย์น้องหญิงห้าที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลาง คนอื่นๆล้วนเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตพ้นพิบัติ ผู้ที่มีระดับสูงส่งเยี่ยงนี้ หากพวกเขาบุกเข้าไปร่วมวงด้วย แล้วเกิดการต่อสู้ขึ้นมา ก็เท่ากับเอาหัวไปให้คนอื่นฟาด


   ล้มเลิกความคิดนี้เสียยังดีกว่า!


   ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่มองด้วยสายตาอิจฉา ทั้งยังจ้องมองอย่างใจจดใจจ่อ


   จี้จื่อจั๋วใช้ข้อศอกกระทุ้งหนิงหมิงเฉิง "ศิษย์พี่หกท่านช่วยทำนายดวงหน่อยได้ไหม ทำนายว่าพวกเขาจะตีกันเมื่อไร พวกเราจะได้ถอนตัวก่อนล่วงหน้า จะได้ไม่ต้องกลัวโดนตีอย่างไรเล่า"


   หนิงหมิงเฉิงตบหน้าผากจี้จื่อจั๋วด้วยฝ่ามือเต็มๆ


   "ข้าซ้อมเจ้า เจ้ายังไม่กลัวเลย! แต่เจ้ากลับกลัวขอบเขตพ้นพิบัติพวกนั้นหรือ?"


   จี้จื่อจั๋วเบิกตากว้าง


   "ที่แท้การทำนายดวง ไม่เพียงแต่ทำให้อายุขัยสั้นลง แต่ยังทำให้สมองเสื่อมด้วยหรือนี่?"


   หนิงหมิงเฉิงหัวเราะเย็นชา ยกมือขึ้นอีกครั้ง จี้จื่อจั๋วไม่ยอมแพ้ เพราะเพลานี้เขาก็ยกมือขึ้นเช่นกัน


   สองคนนี้ยังไม่ทันโดนขอบเขตพ้นพิบัติตี ก็โดนอีกฝ่ายซ้อมเสียก่อนแล้ว


   ทุกคนเบียดเสียดกัน ต่างก็แข่งขันกันอย่างไม่ลดละ ทำให้บรรยากาศตึงเครียดยิ่งขึ้น ฟางเกาเฟยจึงรู้สึกทนไม่ไหวในที่สุด


   "ถ้าเช่นนั้น เรามาทำตามกฎเก่าดีหรือไม่?"


   "ข้าเห็นด้วย" ฮั่วจือเหยียนตอบเป็นคนแรก


   "ได้เลย" ซูอวิ่นซิวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม


   ในขณะที่คนอื่นๆยังขมวดคิ้วกับพวกเผ่าปีศาจที่กำลังก่อเรื่องและพูดปริศนา เสิ่นหลีเสียนก็พูดว่า


   "เช่นนั้นก็อย่าได้รอช้าอีกเลย"


   เมื่อเห็นศิษย์น้องรองตอบรับอย่างเต็มใจ เผยลั่วไป๋ก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหา


   "เริ่มกันเลยเถอะ"


   กู้หลินเยวียนนั้นแม้ว่าเขาจะฟังไม่เข้าใจ แต่เขาทำหน้าเย็นชาจนไม่มีใครสังเกตเห็น เขาพูดต่อว่า


   "อย่าได้กลับคำเชียว"


   "ยังมีข้าด้วย" มู่เซียวหรานก็พูดขึ้นมาอีกประโยค


   เมื่อเห็นพวกเขาแต่ละคนต่างเข้าใจรหัสลับ เหอชวนเหิงก็รู้สึกร้อนใจ


   สามเผ่านี้จับกลุ่มกันก็แล้วไป แต่ทำไมแม้แต่มนุษย์ก็ยังเข้าใจรหัสลับของพวกเขาได้? หรือว่าทั้งโลกมีเพียงเขาเท่านั้นที่ถูกทอดทิ้ง?


   "เจ้าจะไม่เข้าร่วมใช่หรือไม่? ถ้าเช่นนั้นพวกข้าจะเริ่มแล้วนะ" เยี่ยหลิงหลงถามจบก็ล้วงของออกมาจากแหวนเก็บของทันที


......


   หากเยี่ยหลิงหลงหยุดพักระหว่างประโยคสักนิด ป่านนี้เขาคงมีจังหวะให้แทรกเข้าไปแล้ว


   ในที่สุดเหอชวนเหิงก็ถูกกีดกันออกไปในที่สุด กลายเป็นคนเดียวในกลุ่มนี้ ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการละเล่นครั้งนี้


   ฟางเกาเฟยหยิบกล่องสุราออกมาจากแหวนมิติและวางไว้ข้างๆ


   "นี่คือสุราของเผ่าปีศาจ รสแรงมาก พวกเจ้าคงดื่มไม่ได้ จงเตรียมของตัวเองมาเถอะ"


   เผยลั่วไป๋เห็นดังนั้นจึงหัวเราะเบาๆ แล้วหยิบกล่องสุราของตนเองออกมาจากแหวนมิติเช่นกัน


   "นี่คือเหล้าของมนุษย์ กลิ่นหอม พวกเจ้าเผ่าปีศาจไม่มีรสนิยม ก็ดื่มของตัวเองไปเสียเถอะ"


   การแข่งขันยังไม่ทันเริ่ม ประกายไฟก็พุ่งออกมาแล้ว


   ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายเยี่ยหลิงหลงหยิบลูกเต๋าหลายลูกออกมาจากแหวนเก็บของวางไว้ตรงกลาง


   "มาเถอะ วิธีเล่นรอบนี้ง่ายดายเป็นที่สุด"


   เมื่อเห็นพวกเขาถือลูกเต๋าคนละหนึ่งลูก เหอชวนเหิงที่นั่งอยู่ท่ามกลางพวกเขา


   สร้างบรรยากาศใหญ่โตขนาดนี้


   ‘แต่สุดท้ายก็แค่เล่นลูกเต๋าเท่านั้นเองหรือ?’



บทที่ 1408: ปีกของข้าแข็งแกร่งแล้วนะ!



   การเล่นลูกเต๋านั้น แท้จริงแล้วง่ายมาก เป็นเพียงการเปรียบเทียบแต้มใหญ่แต้มเล็ก ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ช่วงการถามคำถามหลังจากทอยลูกเต๋านั้นน่ากลัวเป็นอย่างมาก


   ทุกคนที่แพ้ ต่างระแวดระวังราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูที่ยิ่งใหญ่ ไม่เพียงแต่ตัวเองเท่านั้น แม้แต่คนในเผ่าเดียวกันก็พากันระวังตัว


   แต่เดิมคนอื่นๆก็สงสัยในความครึกครื้นทางนี้อยู่แล้ว หลังจากการละเล่นเริ่มต้น ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะมองมาทางนี้ จนในที่สุดพวกเขาก็พากันมารวมตัวกันที่นี่


   ในเวลาสั้นๆเพียงราวๆหนึ่งเค่อ มนุษย์และปีศาจทั้งสองเผ่าก็มาอยู่รวมกัน ทั้งหมดประมาณสองร้อยคน


   และตอนนี้พวกเขาต่างปะปนกันอยู่


   พวกเขาตื่นเต้นที่ได้รอคอยความพ่ายแพ้ของอีกฝ่าย และยังช่วยกันคิดคำถามยากๆ หลังจากได้รับคำตอบแล้ว ก็จะพากันส่งเสียงออกมาอย่างพร้อมเพรียง


   จากนั้นพวกเขาค่อยพูดจาเย้ยหยันอีกฝ่าย ก่อนที่จะเริ่มการละเล่นรอบต่อไป


   ด้วยเหตุนี้กิจกรรมง่ายๆ จึงสามารถรวมสองเผ่าที่แตกแยกเข้าด้วยกันได้ในที่สุด


   แม้จะมีการโต้เถียงกันอย่างดุเดือด แต่พวกเขาก็ค่อยๆเข้าใจกันและกันมากขึ้น บรรยากาศผ่อนคลายลงมาก การอยู่ร่วมกันก็กลมเกลียวขึ้น


   ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ได้เรียนรู้เรื่องที่ไม่มีประโยชน์และไร้สาระเกี่ยวกับอีกเผ่าหนึ่ง


   เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม ขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกันอยู่ เยี่ยหลิงหลงก็เก็บลูกเต๋าขึ้นมา


   ทุกคนมองไปที่นาง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง


   "พักผ่อนมาพอสมควรแล้ว ถึงเวลาออกเดินทางได้แล้ว ภูเขาเติงเทียนไม่ใช่สถานที่สำหรับการท่องเที่ยวหรือการชุมนุมนะ"


   เพียงคำพูดประโยคเดียวของเยี่ยหลิงหลง ได้ขับไล่ความครึกครื้นทั้งหมดออกไป ดึงให้ทุกคนกลับคืนสู่ความเป็นจริงทันที


   "พวกเจ้ามีแผนอะไรต่อไป?" ซูอวิ่นซิวถาม


   "เดินไปทางทิศตะวันออก" เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นยืน สายตาจับจ้องไปทางทิศตะวันออก


   "แต่ข้ามีความรู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นทิศทางไหน สุดท้ายพวกเราก็จะต้องมารวมตัวที่เดียวกันอีกแน่นอน ที่นั่นคือจุดศูนย์กลางของสนามรบโบราณ"


   หลังจากที่นางพูดจบ ฝั่งเผ่าปีศาจก็เงียบลง


   "เมื่อเจ้าบอกว่าจะได้พบกันอีก เช่นนั้นพวกข้าก็จะเดินไปทางทิศตะวันตก" ฮั่วจือเหยียนกล่าว


   "อื้ม" เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า ในเวลานี้ทั้งสองเผ่าไม่มีทางเดินทางไปด้วยกันได้อย่างแน่.นอน


   แม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายจะผ่อนคลายลง แต่ต่างเผ่าพันธุ์กัน ไม่มีทางที่จะอยู่ด้วยกันเพื่อค้นหาและแบ่งสมบัติกันได้อย่างแน่.นอน


   เพราะในเวลานี้ แม้แต่คนเผ่าเดียวกันก็อาจเกิดความขัดแย้งได้


   อีกทั้งหากพวกเขาเดินทางไปด้วยกัน เป้าหมายก็จะยิ่งใหญ่เกินไป ทำอะไรไม่สะดวกอย่างแน่.นอน


   ไม่คิดว่าจะต้องแยกทางกันเร็วขนาดนี้ การพบเจอกันชั่วครู่ ทำให้ทั้งสองเผ่ายังรู้สึกไม่อิ่มเอมใจ พวกเขาอดไม่ได้ที่จะมองอีกฝ่ายหลายครั้ง


   ตอนที่จากกัน ฟางเกาเฟยยังตะโกนใส่เยี่ยหลิงหลงว่า "น้องหญิงคนสวยของพี่ ปีกของข้าแข็งแรงแล้ว! เพราะเจ้าเลยจริงๆ ข้าจึงมีความกล้าที่จะต่อสู้กับเผ่าอินทรี ต่อสู้กับทั้งหกภพ!"


   พอคำพูดนี้หลุดออกมา ศิษย์พี่ชายทั้งเจ็ดคนของสำนักชิงเสวียนก็หันกลับมาพร้อมกัน


   ใบหน้าเต็มไปด้วยจิตสังหาร พร้อมลงมือได้ทุกเมื่อ


   "หากกล้าขนาดนั้น ทำไมไม่ลองเดินมาสักก้าวสองก้าวดูล่ะ?" เสิ่นหลีเสียนหัวเราะเสียงเย็นชา


......


   แม้จะเต็มใจต่อสู้กับทุกสิ่งเพื่อน้องหญิงคนสวย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องโดนตีโดยไม่มีเหตุผลนี่นา!


   ฟางเกาเฟยเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ฮั่วจือเหยียนที่อยู่ด้านหลังผลักเขาไปทีหนึ่ง


   "ไปสิ ยืนเหม่ออยู่ทำไมล่ะ?"


   "เวลามีค่านะ พวกข้าจะรอเก็บศพเจ้า จากนี้จะได้เดินทางต่อ" ซูอวิ่นซิวกล่าว


   "แบบนี้ก็ถือว่าเป็นการให้คำอธิบายกับเผ่าอินทรีได้แล้วสินะ" เหอชวนเหิงรีบตามมา ในที่สุดเขาก็สามารถตามกลุ่มทันเป็นครั้งแรก


......


   ฝ่ายตรงข้ามจะโหดร้ายก็ช่างเถอะ แต่ทำไมคนของตัวเองถึงได้ซ้ำเติมกันแบบนี้ล่ะ!


   ในใจฟางเกาเฟยโกรธอยู่ไม่น้อย แต่พอคิดอีกที พวกนี้ไม่ใช่คนของตัวเองสักหน่อย เจ้าเลวพวกนี้ แทบจะอยากให้เขาตายข้างนอกอยู่รอมร่อ!


   เขาลังเลอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้เดินไปแต่อย่างใด


   สุดท้ายเยี่ยหลิงหลงก็พากลุ่มของตนเองเดินไป เขายืนอยู่ที่เดิมด้วยความเสียใจ


   ไม่กล้ามองตาของเยี่ยหลิงหลงแม้แต่น้อย เพราะกลัวว่านางจะแสดงสีหน้าผิดหวังในตัวเขาออกมา


   ในตอนนั้นเอง เผ่าปีศาจที่อยู่ด้านหลังก็ออกเดินทางแล้ว


   ฟางเกาเฟยถอนหายใจทีหนึ่งแล้วหันตัวตามไป


   ไม่เป็นไร ความรักที่ยิ่งใหญ่มักจะเต็มไปด้วยอุปสรรคเสมอ กระบวนการอาจคดเคี้ยว ไม่อย่างนั้นจะสามารถทำให้คนจดจำได้อย่างไร?


   หลังจากแยกกับเผ่าปีศาจ เยี่ยหลิงหลงนำกลุ่มมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ระหว่างทางได้สังหารสิ่งที่เกิดจากเศษความอาลัยซึ่งหลงเหลืออยู่ไปไม่น้อย และภายใต้การชี้นำของเศษความอาลัยที่หลงเหลืออยู่นี้ พวกเขาได้พบสุสานที่เก็บของดีเอาไว้ไม่น้อย


   ทุกคนค่อยๆปรับตัวเข้ากับจังหวะของสำนักชิงเสวียน จากตอนแรกที่ต้องพักหลังจากต่อสู้ครั้งใหญ่ จนถึงตอนหลังที่สู้เสร็จแล้วพวกเขาก็ยังไม่ได้พักอีก ตอนนี้ต้องออกเดินทางต่อ แถมยังสามารถปรับตัว รักษาบาดแผลระหว่างการเดินทางได้อีกด้วย


   ภายใต้จังหวะอันรวดเร็วนี้ พวกเขาจำเป็นต้องเดินทางด้วยความตึงเครียดและรักษาสมาธิให้มั่นคงสูงสุด จนกระทั่งพวกเขายิ่งสู้ ก็ยิ่งกล้า ยิ่งต่อสู้ ยิ่งดุดัน เดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ค้นพบความรู้สึกและสร้างความมั่นใจ


   "ตอนงานการประชุมใหญ่เติงเทียน ข้ารู้สึกแค่ว่าสำนักชิงเสวียนแข็งแกร่งมาก แต่ไม่รู้ว่าแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ตอนนี้ข้าคิดว่าข้ารู้แล้ว พวกเขาไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่าแม้แต่พริบตาเดียว เดินตามหลังพวกเขามานานขนาดนี้ ข้ารู้สึกว่าข้าก็น่าจะทำได้แล้ว!"


   "จริงด้วย พวกเขาไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์สูงส่งแต่ยังขยันเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่มีเคล็ดลับอะไร ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวพวกเขาเองล้วนๆ"


   "แต่จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังสงสัยอยู่ ว่าศิษย์น้องหญิงเยี่ยคนนั้นไปรู้จักคนในภพปีศาจมากมายได้อย่างไร คนจากสี่ตระกูลใหญ่ล้วนคุ้นเคยกับนางกันหมดเลย!"


   "ใครจะไม่สงสัยล่ะ? บางทีนางอาจเคยไปที่ภพปีศาจมาก่อนกระมัง?"


   "มนุษย์คนเดียวไปภพปีศาจเนี่ยนะ? นั่นมันเหมือนขนมหอมหวานเข้าไปในรังขอทานเลยไม่ใช่หรือ? เป็นไปไม่ได้หรอก? หากวันไหนมีเผ่าปีศาจปรากฏตัวขึ้นมาในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน พวกเราก็คงไม่ปล่อยให้มันเดินไปมาได้อย่างอิสระแน่.นอน"


   "พูดได้ดีมาก แต่นี่ไม่ใช่คนอื่นนะ นี่คือเยี่ยหลิงหลงแห่งสำนักชิงเสวียน!"


.....


   พูดได้มีเหตุผลมาก ข้อนี้ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้


   เสียงพูดเพิ่งจะจบลง ขบวนด้านหน้าก็หยุดลงทันที ตำแหน่งที่พวกเขาอยู่ตอนนี้เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยทรายเหลืองและเศษหินที่ปลิวว่อน


   ไม่มีต้นไม้บดบัง ทัศนวิสัยเปิดกว้างจนสามารถมองเห็นได้ไกลสุดสายตา


   แต่สาเหตุที่หยุดลงไม่ใช่เพราะมีอะไรปรากฏขึ้นข้างหน้า แต่เป็นเพราะมีปรากฏการณ์แปลกประหลาดบนท้องฟ้าต่างหาก


   ในตอนนี้เหนือทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ท้องฟ้าที่เดิมทีเต็มไปด้วยความขุ่นมัวกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นไม่หยุด เมฆบนท้องฟ้าเหมือนถูกพลังบางอย่างดึงออกไป เมฆจากทุกทิศกำลังเคลื่อนไปในทางเดียวกัน


   และตามทิศทางนี้ พวกเขามองลงไปที่พื้นดิน


   แต่ ณ ขณะนั้นพวกเขากลับไม่เห็นอะไรเลย


   ในตอนนี้เยี่ยหลิงหลงหันไปพูดกับคนที่อยู่ด้านหลังว่า


   "พวกเราต้องไปที่จุดศูนย์กลางทางด้านนั้น ทุกคนจงรวมสมาธิและคอยสังเกตให้ดี อย่าได้ประมาทเด็ดขาด"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนที่อยู่ด้านหลังพยักหน้าอย่างเข้าใจกัน ในดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้น เพราะเมื่อศิษย์น้องหญิงพูดเช่นนี้ เป็นไปได้มากว่าครั้งนี้พวกเขาอาจจะได้พบกับสิ่งที่ใหญ่โตแล้ว!


   หลังจากเตือนเสร็จ เยี่ยหลิงหลงนำกลุ่มคนเหล่านั้นเดินต่อไปข้างหน้า ตามทิศทางที่ริ้วเมฆามารวมตัวกัน พวกเขาเดินเข้าไปใกล้จุดนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จู่ๆพวกเขาก็ไม่สามารถมองเห็นปรากฏการณ์แปลกประหลาดบนท้องฟ้าได้อีกต่อไปแล้ว


   ความรู้สึกตึงเครียดพุ่งขึ้นมาจากฝ่าเท้า แล่นไปทั่วสรรพางค์กายอย่างรวดเร็ว พวกเขาเริ่มรวมสมาธิอย่างเต็มที่


   ในตอนนั้นเอง จู่ๆก็มีพลังมหาศาลส่งมาจากด้านหลัง ราวกับภูเขาถล่ม ทะเลเดือดกำลังพุ่งเข้าใส่พวกเขา ทั้งหมดหันกลับไปมอง แต่ยังไม่ทันได้ตอบโต้ก็เห็นมือยักษ์ใหญ่กำลังมุ่งหน้าเข้ามา


   เมื่อพวกเขาเริ่มใช้พลังวิญญาณต่อต้าน มือนั้นก็เคลื่อนมาถึงตัวแล้ว


   มือนั้นได้ผลักทั้งหมดตกลงไป


   พวกเขาไม่เคยเห็นว่ามีหลุมใหญ่หรือเหวลึกอยู่ใต้เท้า แต่เมื่อมือนั้นดันเข้ามา พวกเขากลับตกลงไปข้างล่างในทันที



บทที่ 1409: จิ๋นหลี่ตัวน้อย ต้องเลี้ยงในบ้านจึงจะดี



   ในระหว่างที่ตกลงไป พวกเขาพยายามทรงตัวเพื่อควบคุมร่างกายของตนเอง แต่การร่วงนี้เหมือนหล่นลงไปในน้ำตก แรงที่ซัดจากบนลงล่างมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกเขาควบคุมตัวเองได้ยากลำบากมาก และตอนนี้ร่างกายของทั้งหมดก็ถูกพัดไปตามทิศทางของแรงนั้นจนถึงด้านล่างสุด


   ตูม!


   มีเสียงดังขึ้นหลายครั้ง พวกเขาถูกซัดลงไปในน้ำ ความรู้สึกเย็นเฉียบไปถึงกระดูกแทรกซึมเข้ามา ราวกับมีใบมีดนับไม่ถ้วนแทงเข้าไปในร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อต้องหดเกร็งเพราะความเจ็บปวด


   เยี่ยหลิงหลงไม่คิดว่าใต้ทะเลทรายอันกว้างใหญ่จะมีน้ำมากมายขนาดนี้!


   นางรู้สึกถึงพลังที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้สระน้ำ นางเร่งว่ายขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ตั้งใจจะออกจากบริเวณนี้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน


   ไม่นาน นางก็ว่ายออกมาจากผิวน้ำ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองภาพตรงหน้าก็ตกตะลึงไปในทันที


   พวกเขาตกลงไปในน้ำตกจริงๆ และใต้ทะเลทรายอันกว้างใหญ่นี้ กลับมีป่าฝนที่อุดมสมบูรณ์ซ่อนอยู่


   เบื้องหลังคือเสียงซู่ซ่าของสายน้ำที่ไหลหล่น เบื้องหน้ามีเสียงของนกร้องและแมลงขับขาน เยี่ยหลิงหลงบินขึ้นฝั่ง พลันนางก็ได้ยินเสียงร้องตกใจดังมาจากด้านหลัง


   เมื่อนางหันกลับไปมองก็เห็นว่าผิวน้ำด้านหลังมีคลื่นสีเลือดปรากฏขึ้น แต่มันกลับหายไปอย่างรวดเร็วในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก


   ใต้น้ำนี้มีอะไรบางอย่างแฝงอยู่จริงๆสินะ!


   นางหยิบหงเยี่ยนออกมา และกำลังจะหันกลับลงไปในน้ำ ทว่าศิษย์พี่รองและศิษย์พี่หญิงร่วมสำนักของนางได้โผล่ศีรษะขึ้นมาจากผิวน้ำเสียก่อน


   "ทุกคนขึ้นไปรวมตัวกับศิษย์น้องหญิงเล็กก่อน สิ่งที่อยู่ในน้ำนั้นศิษย์พี่ใหญ่ได้พาศิษย์น้องทั้งหลายลงไปจัดการแล้ว พวกเขาจะช่วยคนเอง รีบขึ้นฝั่งกันเถอะ" เสิ่นหลีเสียนพูดจบก็ดำกลับลงไปในน้ำอีกครั้ง


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงคอยช่วยศิษย์พี่หญิงร่วมสำนักขึ้นฝั่ง คนจากสำนักอื่นๆก็ว่ายขึ้นมาทีละคน และมารวมตัวกับเยี่ยหลิงหลงในที่เดียวกัน


   หนึ่งในศิษย์ของสำนักอัคคีแดงมีร่างกายที่สั่นเทาเล็กน้อย ขาของเขาเปื้อนคราบเลือดเป็นบริเวณกว้าง


   "ถ้าไม่ใช่เพื่อช่วยข้า ศิษย์น้องตวนคงไม่ถูกสิ่งนั้นลากลงไป หวังว่าเขาจะไม่เป็นอะไร เขาต้องไม่เป็นอะไรแน่ๆ"


   เยี่ยหลิงหลงเดินไปข้างๆ และให้เขานั่งลง แล้วใช้วิชาหวนกำเนิดรักษาบาดแผลให้เขา


   "มีอะไรอยู่ใต้น้ำกัน?"


   "จิ๋นหลี่"


   ไม่เพียงแค่เยี่ยหลิงหลงที่ชะงักไป คนอื่นๆที่อยู่ข้างๆ ซึ่งไม่ได้เห็นสิ่งมีชีวิตใต้น้ำก็พลอยชะงักไปด้วย


   "จิ๋นหลี่?"


   "ใช่ ข้าเป็นคนแรกที่ถูกลาก ข้าจึงเห็นมันอย่างชัดเจน ข้างล่างมีฝูงจิ๋นหลี่ ไม่ใช่แค่ตัวเดียวด้วย และคนที่ถูกลากลงไปก็ไม่ใช่แค่พวกเรา"


   หลังจากศิษย์คนนั้นพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็กวาดตามองรอบๆ จริงๆแล้วจำนวนคนที่ขึ้นฝั่งมีน้อยกว่าหนึ่งร้อยคนมาก


   นอกจากศิษย์พี่ร่วมสำนักของนางที่ไม่อยู่แล้ว ศิษย์ขอบเขตพ้นพิบัติ2คนของวังวิญญาณเหมันต์ ฟ่านอินเทียน รวมถึงฉีเหวยตวนและหมิงเจวี๋ยก็ไม่อยู่ด้วย


   ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งหมดจะลงไปช่วยคนแล้ว


   แต่ใต้น้ำตกนี้จะมีจิ๋นหลี่ได้อย่างไร?


   แม้ว่าจะมีปลาชนิดนี้ตามธรรมชาติ แต่ส่วนใหญ่แล้วมันคือปลาจิ๋นหลี่ซึ่งควรจะเป็นสัตว์เลี้ยงมิใช่หรือ?


   "ข้าก็เห็นเช่นกัน จิ๋นหลี่พวกนั้นไม่ได้ตัวเล็ก แต่ก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมาก แต่ละตัวมีขนาดพอๆกับคน สีสันสวยงามมาก ถ้าไม่ใช่เพราะที่นี่เป็นสนามรบโบราณ ข้าคงคิดว่ามันเป็นจิ๋นหลี่ที่ใครสักคนเลี้ยงไว้แน่นอน แต่ละตัวดูสวยงามแปลกตาเป็นอย่างยิ่ง"


   ในระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน มีคนอีกกลุ่มหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ เป็นจี้ฮ่าวคงและหรงซิวจู๋ที่ช่วยพยุงกันขึ้นมา ตอนที่พวกเขาขึ้นมานั้นมีเลือดสีแดงติดมาด้วย


   เห็นได้ชัดว่าแขนของพวกเขาได้รับบาดเจ็บ


   คนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บรีบเข้าไปช่วยดึงทั้งสองขึ้นมาทันที


   "พวกข้าไม่เป็นไร คนข้างล่างก็กำลังช่วยเหลือกันอยู่ มีคนถูกจับลงไปค่อนข้างมาก สถานการณ์ตอนนี้ถือว่ายังไม่หนักหนานัก"


   "เดิมทีจิ๋นหลี่ก็ไม่ได้ดุร้ายเท่าไหร่ ยังมีความเชื่องอยู่บ้าง พวกมันจับพวกข้าลงไปเพราะแค่คิดว่าพวกข้าเป็นอาหารเท่านั้น"


   คำพูดของพวกเขาทำให้ทุกคนรู้สึกโล่งใจขึ้นบ้าง หลังจากนั้นก็มีคนทยอยขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกคนล้วนได้รับบาดเจ็บ เยี่ยหลิงหลงและคนอีกไม่กี่คนจึงรับหน้าที่รักษาบาดแผลให้กับคนที่บาดเจ็บบนชายฝั่ง


   ไม่นานนัก ศิษย์พี่หกของนางก็พยุงต้วนซิงเหอขึ้นมาจากในน้ำ เขาถูกกัดที่หลัง บาดแผลเป็นรอยแดงกว้างใหญ่ เป็นคนที่บาดเจ็บหนักที่สุดในบรรดาทุกคน ณ ตอนนี้


   "พี่ใหญ่!"


   "ไม่ต้องเป็นห่วง" ต้วนซิงเหอยิ้มพลางกล่าว "ดูน่ากลัวแต่ไม่เป็นไรมาก เจ้านำคนของเราเดินหน้าต่อไปได้เลย ข้าที่เป็นพี่ใหญ่จะถ่วงเจ้าไว้ได้อย่างไร?"


   เยี่ยหลิงหลงรับตัวต้วนซิงเหอมาดูแลต่อ ตรวจดูบาดแผลที่หลังของเขาและพบว่ามันเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ แต่ไม่มีพิษและไม่ได้ถูกฉีกกระชากรุนแรง ดูเหมือนจิ๋นหลี่พวกนี้จะเชื่องอย่างที่พวกเขาพูดจริงๆ


   นอกจากนั้นเยี่ยหลิงหลงยังสังเกตเห็นอีกว่าศิษย์พี่หกของนางไม่ได้ลงน้ำไปอีก นั่นหมายความว่าสถานการณ์ข้างล่างถูกจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว


   ในขณะที่นางรักษาบาดแผลของต้วนซิงเหอจนเกือบเสร็จ คนที่อยู่ใต้น้ำก็ขึ้นมากันหมดแล้ว


   ลู่ไป๋เวยที่อยู่ข้างๆ กล่าวว่า "ยังดีที่คนครบหนึ่งร้อยคน ไม่ขาดไปแม้แต่คนเดียว"


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก แต่ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ค่อยถูกต้อง


   พวกเขาเคยเห็นสิ่งดุร้ายมากมายในสนามรบโบราณ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นสิ่งที่อ่อนโยนและเป็นมิตรเช่นนี้ เพียงเพราะทั้งหมดบังเอิญบุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของพวกมัน พวกมันจึงถือว่าพวกเขาเป็นอาหารเท่านั้นเอง


   พวกมันไม่ได้มีเจตนาร้ายที่จะต้องสู้กันจนถึงตาย


   สิ่งนี้ทำให้เยี่ยหลิงหลงรู้สึกแปลกๆในใจอย่างรุนแรง คือสิ่งที่ดูอ่อนโยนยิ่งทำให้คนรู้สึกผ่อนคลาย แต่ความจริงกลับเต็มไปด้วยอันตรายที่คาดเดาไม่ได้


   จี้จื่อจั๋วที่ว่ายน้ำเก่งที่สุดส่งกระปุกเล็กๆให้นาง


   เยี่ยหลิงหลงก้มลงมอง เห็นจิ๋นหลี่ตัวหนึ่งกำลังว่ายอยู่ในกระปุก ลำตัวสีแดงสดงดงามมาก แต่ตอนนี้ครีบของมันฉีกขาด ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย


   "เป็นตัวนี้แหละ แต่มันถูกข้าใส่ไว้ในกระปุกเล็กๆนี้ ร่างกายของมันถูกบีบให้เล็กลง ความจริงแล้วมันใหญ่เท่าคนหนึ่งคนเลยนะ"


   เยี่ยหลิงหลงตกใจ "ท่านจับมันขึ้นมาได้ด้วยหรือ?"


   "แค่จับจิ๋นหลี่เท่านั้น พวกมันไม่ดุร้ายจริงๆเสียหน่อย"


   "แล้วที่นี่คือที่ไหนกัน?" มู่เซียวหรานถาม "ที่นี่มีเสียงนกร้องและดอกไม้หอม ดูเหมือนสวรรค์บนดิน แต่ก็แปลกมาก ใต้ทะเลทรายอันกว้างใหญ่จะมีดินแดนแบบนี้ได้อย่างไร?"


   เยี่ยหลิงหลงเบนสายตาไปที่หนิงหมิงเฉิงซึ่งกำลังเหม่อลอย


   "ศิษย์พี่หก ท่านลองทำนายดวงสักครั้งไหมเจ้าคะ?"


   เมื่อหนิงหมิงเฉิงหันกลับมา บนใบหน้าของเขาไม่มีการแสดงออกใดๆ แต่นิ้วมือของเขาบีบเข้าหากัน หลังจากโยนเหรียญทองแดงลงบนพื้นดินอีกสองสามเหรียญ คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันทันที


   "ที่นี่อัปมงคลอย่างยิ่ง ศิษย์น้องหญิงเล็ก พวกเราควรออกไปจากที่นี่โดยเร็ว"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างรู้สึกไม่ปลอดภัย ใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นี่มันอัปมงคลอย่างยิ่งหรือ? พวกเขาคิดว่าจิ๋นหลี่ที่ดูอ่อนโยนนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเสียอีก


   แต่พอคิดอีกที ยิ่งอ่อนโยนและดูดีเท่าไร สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังก็จะยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเท่านั้น


   เขาต้วนหุนแห่งนี้ไม่มีทางมีสถานที่ที่อ่อนโยนได้แน่.นอน เพราะที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายการเข่นฆ่า ความแค้นฝังลึก วิญญาณผู้คนที่ล้มตายมากมาย เป็นไปได้หรือที่จะมีผู้คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในสถานที่เช่นนี้


   "ดี ถ้าอย่างนั้นเราก็ออกไปจากที่นี่กันเถอะ"


   เยี่ยหลิงหลงไม่ลังเล เพราะสนามรบโบราณคือสนามรบของเทพและปีศาจโบราณ


   ไม่ใช่สนามรบของพวกเขาที่ยังไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นเซียน ที่นี่มีสิ่งที่อยู่เหนือความสามารถของพวกเขามากมาย


   นี่คือการค้นหาสมบัติ ไม่ใช่การไปตาย


   ดังนั้นในช่วงเวลาสำคัญต้องมีสติให้มาก


   เยี่ยหลิงหลงหันไปมองน้ำตก มองย้อนขึ้นไปตามทิศทางของน้ำตก พวกเขาพุ่งลงมาจากด้านบน หากต้องการออกไปก็ต้องไปทางต้นน้ำของน้ำตก


   "ข้าจะไปสำรวจเส้นทางเอง"


   เผยลั่วไป๋พูดจบ ฉีเหวยตวนและหมิงเจวี๋ยก็เดินเข้ามา


   "พวกข้าจะไปด้วย"


   ดังนั้นพวกเขาทั้งสามคนจึงบินไปยังยอดน้ำตกและหายลับไปอย่างรวดเร็ว


   เดิมทีคิดว่าจะต้องรออีกสักพัก แต่ไม่คาดคิดว่าร่างของพวกเขาเพิ่งหายไปหยกๆ กลับปรากฏขึ้นอีกครั้งในทันที พวกเขาถูกน้ำตกซัดลงมา ไหลตามกระแสร่วงไปในน้ำ


   ด้วยประสบการณ์ที่มีมาก่อนหน้านี้ พวกเขาจึงรีบโผล่หัวขึ้นมาและขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว


   "เป็นอย่างไรบ้าง?"


   "กลับไปไม่ได้" เผยลั่วไป๋กล่าว


   "ด้านบนของน้ำตกไม่มีอะไรเลย มีเพียงแรงมหาศาลที่ผลักพวกเราลงมา" ฉีเหวยตวนกล่าว


   "อมิตาพุทธ" หมิงเจวี๋ยสะบัดน้ำออกจากศีรษะอย่างจนปัญญา


   "แรงนี้แม้แต่พวกเราที่อยู่ในขอบเขตพ้นพิบัติก็ยังต่อต้านมันไม่ได้"



บทที่ 1410: พวกเราเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงนะ



   เมื่อได้ยินผลลัพธ์นี้ เยี่ยหลิงหลงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจเท่าไหร่นัก แต่นางกลับขมวดคิ้วแน่นโดยไม่รู้ตัว


   นางมองดูจิ๋นหลี่ที่แหวกว่ายอยู่ในกระปุกเล็กในมือ แล้วนางก็ใช้วิชาหวนกำเนิดรักษาครีบปลาที่ฉีกขาด บดเม็ดโอสถวิญญาณให้มันกิน


   นางทำสิ่งไร้สาระเหล่านี้เพื่อฆ่าเวลา แต่ก็ยังคิดหาวิธีที่ดีไม่ได้จึงถอนหายใจ


   "เมื่อกลับทางเดิมไม่ได้ พวกเราก็เดินเข้าไปข้างใน บางทีอาจมีโอกาสรอดก็ได้"


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็หยิบกระปุกเล็กขึ้นมา ทำใจให้เข้มแข็งแล้วนำทุกคนเดินต่อไปข้างใน


   ในช่วงเวลาเช่นนี้ ยิ่งไม่ควรปล่อยให้ความหดหู่และความสิ้นหวังแพร่กระจายออกไป


   เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปในป่าฝนที่หนาทึบ พวกเขาก็ได้ยินเสียงแมลงและนกร้องดังอยู่ข้างหู ถ้าไม่รู้ว่าตนเองอยู่ในสนามรบโบราณ พวกเขาคงรู้สึกว่าที่นี่ปลอดภัยอย่างแน่.นอน


   เพราะอากาศที่นี่สดชื่น ทั้งยังไม่มีความสกปรกแม้แต่น้อย ซ้ำในอากาศก็ไม่มีวิญญาณที่ร้องไห้คร่ำครวญลอยอยู่ ที่นี่เงียบสงบราวกับเป็นดินแดนที่ปลีกวิเวกจากความวุ่นวาย


   หลังจากเดินเข้าไปได้สักพัก ต้นไม้ก็เริ่มไม่หนาทึบเท่าเดิม ใต้เท้าของพวกเขาเริ่มปรากฏทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหิน สองข้างทางมีแปลงดอกไม้ซึ่งมีคนปลูกไว้


   ดอกไม้นานาพันธุ์กำลังเบ่งบานอยู่ใต้แสงอาทิตย์


   ใช่แล้ว ที่นี่มีแสงอาทิตย์อบอุ่นและสายลมอ่อนๆโชยมาเป็นระยะ


   สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นคนละโลกกับเขาต้วนหุน แต่สัญชาตญาณบอกพวกเขาว่านี่คือสถานที่เดียวกัน


   หลังจากเดินไปได้สักพัก ด้านหน้าปรากฏสระบัวแห่งหนึ่ง และเมื่อสายลมพัดมา กลิ่นหอมของดอกบัวก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งบริเวณในทันที


   ในตอนนั้นเยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดทันที จากนั้นนางค่อยแจกยันต์ย่อส่วนให้ทุกคน เมื่อย่อร่างตัวเองลงแล้ว นางก็กระโดดขึ้นไปบนต้นท้อที่อยู่ด้านหน้าอย่างรวดเร็ว


   นางซ่อนตัวอยู่ใต้ใบท้อ ทำตัวเองให้เหมือนผลไม้ลูกหนึ่ง


   พวกมนุษย์ทั้งหมดที่อยู่ด้านหลังเห็นดังนั้นก็เลียนแบบนาง แขวนตัวเองไว้บนต้นผลไม้ต้นนั้น ทำให้ตัวเองกลายเป็นผลไม้ที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้มาเนิ่นนาน


   หลังจากกลายเป็นผลไม้ปลอมแล้ว พวกเขาก็มองไปทางสระบัวจากมุมมองของต้นท้อนี้ พวกเขาจึงได้เห็นสถานการณ์ทางนั้นอย่างชัดเจน


   ตรงกลางสระบัวมีศาลาอยู่หลังหนึ่ง รอบศาลามีผ้าโปร่งสีขาวปลิวไสว


   ภายในผ้าโปร่งสีขาวมีพิณโบราณอยู่หนึ่งตัว ทั้งยังมีเตียงนอนอยู่หนึ่งเตียง บนเตียงดูเหมือนจะมีคนนอนอยู่


   คนผู้นั้นสวมชุดสีขาว ดูงดงามดุจดั่งหิมะ เรือนผมสีดำพลิ้วสยายอยู่ด้านหลังอย่างไม่เป็นระเบียบ เขานอนนิ่งไม่ขยับ ราวกับตอนนี้ผล็อยหลับไปแล้ว


   ระยะทางค่อนข้างไกล พวกเขาไม่สามารถรู้ได้ในทันทีว่าชายผู้นี้เป็นคนอย่างไร ทั้งการฝึกฝนพลังและเผ่าพันธุ์ พวกเขาไม่สามารถตัดสินได้ รู้เพียงแค่เขายังมีชีวิตอยู่จากลมหายใจของเขา


   เขาอาจเป็นเพียงวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ หรืออาจเป็นเพียงภาพลวงตา


   และแน่นอนว่าพวกเขาก็ไม่ได้ตัดทิ้งความเป็นไปได้ ที่ว่าที่นี่อาจจะมีคนจริงๆอยู่


   ในสถานการณ์ที่ไม่รู้อะไรเลยเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงเลือกที่จะซ่อนตัวบนต้นไม้ก่อน แทนที่จะเดินหน้าไปตรวจสอบทันที เหตุผลก็เพราะที่นี่ยังมีคนอื่นอยู่


   เยี่ยหลิงหลงที่เดินนำหน้ามองเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าฝั่งตรงข้ามของพวกเขา ซึ่งก็คือด้านหน้าของชายที่นอนอยู่ผู้นั้น มีคนสวมเสื้อผ้าสีเข้มหลายคนกำลังเดินไปทางศาลาน้ำ


   หลังจากที่พวกเขาขึ้นต้นไม้ไปแล้ว คนกลุ่มนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นทีละคนสองคน มีมากขึ้นเรื่อยๆ และมีลักษณะเด่นชัดมาก


   "เผ่ามาร!"


   "พวกเผ่ามารเหล่านี้ดูเหมือนจะมีพลังใกล้เคียงกับพวกเรานะ"


   "อืม ไม่ต้องสงสัยหรอก ดูท่าทางลับๆล่อๆ และการระมัดระวังของพวกมันก็รู้แล้วว่าพวกมันหลงเข้ามาที่นี่เหมือนกัน ดังนั้นพวกมันน่าจะเป็นเผ่ามารตัวจริง ดูเหมือนว่าพวกมันเข้ามาจากอีกทิศทางหนึ่ง และเข้ามาก่อนพวกเราด้วย"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก


   "ยังดีที่พวกมันเข้ามาก่อน แบบนี้พวกมันไม่เพียงแต่จะช่วยบุกเบิกทางให้พวกเรา พวกเรายังสามารถหลีกเลี่ยงการถูกพวกมันซุ่มโจมตีได้ด้วย ถ้าพวกเราเป็นฝ่ายไปก่อน ตอนนี้สถานการณ์อาจจะย่ำแย่ก็ได้"


   คนที่เหลือพยักหน้า ครั้งนี้นับว่าโชคดีจริงๆ


   "แปลกยิ่งนัก เหตุใดพวกมันดูเหมือนมีจำนวนไม่พอเลยล่ะ?"


   "ใช่ ข้านับดูแล้ว พวกมันมีแค่เจ็ดสิบกว่าคนเท่านั้น ไม่ถึงร้อยคนเสียด้วยซ้ำ"


   "มีความเป็นไปได้หรือไม่ ว่าพวกมันตายไปบางส่วนตอนเจอกับพวกวิญญาณร้ายเหล่านั้น? หรือไม่ก็สูญเสียไปที่ไหนสักแห่ง?"


   "เป็นไปได้นะ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีมากมิใช่หรือ? ศัตรูอันดับหนึ่งของพวกเราคือเผ่ามาร หากพวกมันอ่อนแอลงก็เท่ากับพวกเราแข็งแกร่งขึ้น"


   "ชู่... " เยี่ยหลิงหลงให้พวกเขาเงียบลง กันไม่ให้คนของตนเองประมาทแม้แต่น้อย


   พวกเขาพูดถูก มีเผ่ามารบุกเบิกทาง สถานการณ์อันตรายของพวกเขาอาจจะดีขึ้นบ้าง


   ดังนั้นคนร้อยคนบนต้นไม้จึง.จดจ่อ มองไปยังพวกพี่น้องเผ่ามารที่กำลังเดินข้ามสะพานเล็กๆ และเข้าไปในศาลาริมน้ำ


   การเคลื่อนไหวของพวกมันเรียกได้ว่าเบามาก ราวกับว่าพวกเขาไม่กล้ารบกวนคนในศาลาริมน้ำ แต่นอกจากการเคลื่อนไหวที่เบาและเงียบเชียบแล้ว ด้านอื่นๆของพวกมันไม่ได้สุภาพเลยแม้แต่น้อย


   พอขึ้นไปบนศาลาริมน้ำ พวกเขาก็เริ่มลงมือจัดการข้าวของภายในศาลาริมน้ำนั้น ภาพนั้นดูเหมือนโจรกลุ่มเล็กๆที่ฉวยโอกาสตอนเจ้านายหลับ แล้วขนของในบ้านไปจนหมด


   แต่พวกเขาไม่เพียงแต่เอาของไปเท่านั้น บางส่วนยังวิ่งไปที่สระบัวเพื่อเด็ดดอกบัว


   แม้แต่ใบบัวก็ไม่ปล่อยผ่าน ทั้งหมดถูกเก็บอย่างระมัดระวังและใส่ลงในแหวนมิติของพวกเขาเอง


   ภาพตรงหน้าทำให้เผ่ามนุษย์บนต้นไม้ต่างพากันตะลึงตาค้าง


   เมื่อเทียบกับพฤติกรรมของเผ่ามารที่ไปที่ไหนก็ถอนหญ้าทุกต้นแล้ว ตลอดทางที่ผ่านมานี้ พวกเขาช่างสงวนท่าทีกันเหลือเกิน!


   แม้พวกเขาจะเก็บทุกอย่าง แต่ของเล็กๆน้อยๆที่พวกเขาคิดว่าไม่จำเป็น พวกเขาก็ไม่ได้เก็บ


   ตามมาตรฐานของเผ่ามารแล้ว พวกเขาพลาดของมากมายไปแล้วตั้งแต่ตอนแรก!


   "จะปล่อยให้พวกเขาขนของไปหมด แล้วจากไปอย่างราบรื่นจริงๆหรือ?" คนในกลุ่มเริ่มร้อนใจขึ้นมา


   "ไม่หรอก ยังมีพวกเราซุ่มอยู่นะ" เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ


   "ปล่อยให้พวกเขาขนไป เดี๋ยวพอพวกเขาหาทางออกเจอ พวกเราก็แค่ตามออกไป แล้วไปดักปล้นพวกเขาก็ได้ไม่ใช่หรือ?"


   "หา? อย่างนี้มันจะไม่แย่เกินไปหรือ? พวกเราก็เป็นสำนักที่มีชื่อเสียง ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคย..."


   เขาพูดได้ครึ่งทางก็หยุดลงอย่างกะทันหัน เพราะตอนนี้สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่เขา


   เส้าจ่างคุนที่อยู่ข้างๆ ตบไหล่เขา


   "ก่อนหน้านี้ข้าเองก็ไม่เคยได้สัมผัสประสบการณ์เหมือนกัน ข้าว่านี่เป็นโอกาสให้เจ้าได้สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่อย่างเต็มที่นะ?"


   อีกด้านหนึ่ง ต้วนซิงเหอหัวเราะขึ้นมา


   "พี่น้องทั้งหลาย จะมาพูดเรื่องศีลธรรมไปทำไม? มีให้ปล้นก็รีบๆปล้นไปเถอะ"


   ในเวลานี้อีกด้านหนึ่ง ศิษย์เอกวังวิญญาณเหมันต์ ฉีเหวยตวนหัวเราะพลางกล่าวว่า "แม้จะเป็นสำนักใหญ่ฝ่ายธรรมะ แต่ก็ไม่ได้มีกฏข้อไหนบอกว่าห้ามปล้นนี่"


   หมิงเจวี๋ยถอนหายใจเฮือกหนึ่ง "อมิตาพุทธ ข้าไม่ได้เห็นอะไรทั้งนั้น"


......


   ดังนั้นทุกคนต่างบรรลุข้อตกลงร่วมกันในทันที


   เพียงแค่ทุกคนทิ้งศีลธรรม พวกเขาก็จะไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป


   ตอนนี้พวกเขาจึงได้รับอิสระในการปล้นสะดมมา


   อย่างไรก็ตามในเวลานี้ ศาลาริมน้ำด้านหน้าที่เงียบ.สงบมาก จู่ๆก็มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น


   พวกเผ่ามารที่ระมัดระวังและแอบๆซ่อนๆเหล่านั้น จู่ๆก็ละทิ้งวิถีการขโมยเล็กขโมยน้อย รีบหันหลังวิ่งหนีไปโดยไม่ลังเลทันที แม้กระทั่งบางคนที่ของล้ำค่าอยู่ใกล้มือ เพียงแค่คว้าก็จะฉวยได้ แต่พวกเขากลับยังละทิ้ง วิ่งหนีไปทันทีอย่างไม่ลังเล


   ดูเด็ดขาดและแน่วแน่เป็นอย่างยิ่ง


   ภาพที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ทุกคนบนต้นไม้รู้สึกใจหายวาบ


   นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!?



จบตอน

Comments