journey ep1431-1440

บทที่ 1431: แม้ล่มจมก็ไม่ใช่บ้านของนาง


   ทุกคนถอยออกมาเป็นระยะห่างที่ไกลพอสมควร จนกระทั่งเห็นว่าด้านหน้าตำหนักรองนั้นไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จึงหยุด.ลง


   ตอนนี้ควันดำยังไม่ได้สลายไปหมด แต่ก็ไม่ได้หนาแน่นเหมือนตอนแรกแล้ว


   ลู่ซายืนนิ่งอยู่ในกลุ่มควันดำ เยี่ยหลิงหลงกำลังจะถาม ทันใดนั้นก็มีเสียง ‘ตึง’ ดังขึ้น ลู่ซาที่ยืนตัวตรงล้มลงไปนอนแน่นิ่ง


   "เร็วเข้า! ท่านลู่ซาถูกพิษแล้ว! สลายไอพิษก่อนแล้วค่อยหามเขาออกมา!"


   ทหารมารเหล่านี้ดูเหมือนจะมีประสบการณ์อย่างมาก รีบวิ่งเข้าไปใช้พลังมารขับไล่ควันดำเหล่านั้นออกไปอย่างระมัดระวัง แล้วหยิบของเหลวแก้พิษออกมาอย่างประณีต หยด.ลงบนพื้นดิน


   ของเหลวบนพื้นแผ่ขยายออกอย่างรวดเร็วกลายเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ควันดำที่เหลือถูกดูดเข้าไปในแอ่งน้ำนั้น


   ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นทหารมารก็ยังไม่รีบร้อนที่จะช่วยลู่ซา แต่หยิบถุงมือไหมเงินและเสื้อคลุมไหมสีดำออกมาจากแหวนมิติ แล้วนำมาพันผิวหนังส่วนที่เปิดเผยให้มิดชิดก่อน จากนั้นค่อยเริ่มเคลื่อนย้ายลู่ซา


   หลังจากหามออกมาแล้ว พวกเขาก็ทำการช่วยเหลือต่อเป็นลำดับขั้นตอน


   การเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วและขั้นตอนการช่วยเหลือชัดเจนของกลุ่มนี้ ดูก็รู้ว่าเคยทำมาหลายครั้งแล้ว


   เห็นพวกเขาบางส่วนกำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดการลู่ซา และอีกส่วนหนึ่งวิ่งเข้าไปทำความสะอาดห้อง เยี่ยหลิงหลงจึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย


   "พวกเจ้าดูเหมือนจะคุ้นเคยกับสถานการณ์เช่นนี้ดี?"


   "ใช่ พวกข้าน้อยคุ้นเคยจริงๆขอรับ" ทหารมารที่ตอบนางทำหน้าจนปัญญา "วังเหล่านี้มีมากมายนับไม่ถ้วน ตำหนักเล็ก ตำหนักรองยิ่งมีมากมายเหลือเกิน แต่ตอนที่พวกข้าเข้ามา ประตูวังทุกแห่งล้วนปิดอยู่ ทุกครั้งที่เปิดออกก็จะมีเรื่องน่าประหลาดใจแตกต่างกันไป"


   บางห้องก็เป็นเช่นนี้ บางห้องก็อันตรายยิ่งกว่า เมื่อเปิดเข้าไปแล้วแทบไม่มีห้องใดที่ปลอดภัย ดังนั้นทุกครั้งที่เราเปิดห้องใหม่ พวกเราจึงต้องเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่และระมัดระวังอย่างยิ่ง


   "พวกข้าคิดไม่ถึงว่าท่านลู่ซาจะให้ท่านเยี่ยหลิงหลงเข้าไปเช่นนั้น และเขาก็เข้าไปโดยไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย"


   เยี่ยหลิงหลงทำหน้าไร้เดียงสาพลางลูบจมูกตัวเอง


   นางก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดลู่ซาจึงพลันเชื่อฟังขึ้นมาเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ข้างนอกยังคอยขัดคอทุกฝีก้าว บัดนี้บอกให้เขาฆ่าคนเขาก็ฆ่า บอกให้เขาเปิดประตูเขาก็ไม่ลังเล


   “แล้วเขาจะเป็นอะไรหรือไม่?”


   "หากเป็นสิบปีก่อน ตอนนี้คงช่วยเขาไม่ได้แล้ว ในอดีตพวกเราสูญเสียคนไปไม่น้อยด้วยเหตุนี้ แต่ยามนี้ไม่เหมือนกันแล้ว พวกเรามีประสบการณ์ ทั้งยังปรุงยาแก้พิษขึ้นมาได้ ชีวิตของท่านลู่ซาไม่น่าเป็นอันตราย"


   “แล้วเขาจะหายดีเมื่อใด?”


   “อย่างน้อยก็หนึ่งเดือนเศษ”


   “แล้วมีวิธีที่เร็วกว่านี้หรือไม่?”


   “ไม่มีแล้วขอรับ”


   เยี่ยหลิงหลงครุ่นคิดสักครู่ แล้วหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากแหวน เมื่อเปิดกล่องออก โอสถที่แผ่ปราณมารเข้มข้นก็ปรากฏต่อหน้าทุกคน


   “สิ่งนี้ช่วยเขาได้หรือไม่?”


   เยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะถามจบ ทุกคนยกเว้นนางต่างก็สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด


   เห็นได้ว่าเป็นโอสถชั้นดี ดูแล้วน่าจะมีค่ามาก


   “สิ่งนี้ย่อมได้แน่.นอน หลังจากกินเข้าไปไม่ถึงครึ่งเค่อก็จะฟื้นคืนสติ เพียงแต่โอสถวิญญาณมารเม็ดนี้ล้ำค่าอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่นายท่านมอบให้ท่าน องค์หญิงจะมอบให้ท่านลู่ซาเช่นนี้หรือขอรับ?”


   “ก็แค่โอสถวิญญาณมารเม็ดเดียวมิใช่หรือ? เขาเป็นคนของข้า ทั้งยังบาดเจ็บเพื่อข้า ให้เขารับประทานเถิด”


   เยี่ยหลิงหลงส่งกล่องให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ด้านหลัง ผู้ใต้บังคับบัญชารับกล่องไปมือยังสั่นไปหนึ่งที


   ล้ำค่าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?


   ทันใดนั้นกู้หลินเยวียนก็ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเยี่ยหลิงหลง


   “โอสถเม็ดนี้ในภพมาร หนึ่งเม็ดสามารถซื้อเรือเหาะได้สิบลำ”


   มีค่าถึงเพียงนี้!


   ในชั่วขณะนั้นหัวใจของเยี่ยหลิงหลงก็สั่นไหวตามไปด้วย


   แต่ก็แค่นั้นยังไม่ทันถึงขั้นเสียดาย นางก็กลับมาเป็นปกติ


   ล่มจมก็ไม่ใช่บ้านของนาง ใช้จ่ายก็ไม่ใช่เงินของนาง นางจะไปเสียดายอะไรกัน?


   อีกประการหนึ่ง โอสถนี้เป็นของเผ่ามารใช้ นางนำกลับไปก็ใช่ว่าจะใช้ได้เสียเมื่อใด


   ที่สำคัญคือหากลู่ซาไม่ฟื้นคืนสติ ผู้ใดจะคอยสังหารผู้คนตามอำเภอใจแทนนาง สร้างบารมีให้นางได้โอหังวางโตเช่นนี้เล่า?


   ครั้นเมื่อโอสถวิญญาณถูกป้อนให้ลู่ซากลืนลงไป เขาก็ลุกขึ้นจากพื้นมานั่ง เมื่อทอดสายตาไปยังเยี่ยหลิงหลง ดวงตาทั้งคู่ของเขาเอ่อล้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย หยาดน้ำตาคลอหน่วยเปี่ยมด้วยความรักอันลึกซึ้งเป็นพิเศษ


   เยี่ยหลิงหลงเป็นคนที่มีจิตใจดีงามแต่กำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นสายตาอันซื่อตรงและน่าประทับใจเช่นนี้ได้ นางล้วงหยิบโอสถบำรุงกายขวดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติอีกครั้งและมอบให้แก่ลู่ซา


   คนอื่นๆ พอเห็นเข้าก็พลันเกิดความอิจฉา ส่วนลู่ซาเมื่อเห็นดวงตายิ่งแดงก่ำขึ้นไปอีก


   “ตลอดเส้นทางที่ผ่านมานี้ ผู้ใดคอยปกป้องข้า ข้าย่อมรู้ดีแก่ใจ”


   ครานี้เหล่าลูกสมุนประจบสอพลอที่องค์หญิงเก้าพามาก็พลันแสดงท่าทีประจบสอพลอยิ่งกว่าเดิมเสียอีก


   ระหว่างรอให้ลู่ซาฟื้นกำลัง เยี่ยหลิงหลงก็นั่งลงบนเก้าอี้อันโอ่อ่าหรูหราของนางอีกครั้ง ข้างกายมีกู้หลินเยวียนกำลังเอาอกเอาใจคอยพัดวีให้นางอย่างแผ่วเบา


   “เช่นนั้นสิบปีมานี้ งานของพวกเจ้าในแต่ละวันก็คือเปิดห้องหับ แล้วก็จัดการกับสิ่งของในห้องหรือ?”


   “หากกล่าวโดยสรุป ก็เป็นเช่นนั้นขอรับ”


   “สิบปีแล้ว ตำหนักนี้ยังจัดการไม่เสร็จสิ้นอีกหรือ?”


   “ยังไม่เสร็จสิ้นขอรับ แต่ก็ใกล้แล้ว ยิ่งเข้าไปลึกก็ยิ่งอันตราย บางครั้งเปิดตำหนักใหญ่ขึ้นมา ของข้างในอาจต้องใช้เวลาจัดการนานกว่าหนึ่งเดือน เรื่องไอพิษโจมตีเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย ข้าจำได้ว่าบันทึกที่นานที่สุดคือมีตำหนักหนึ่งใช้เวลาจัดการนานถึงสามเดือนเต็ม”


   “เช่นนั้นเหตุใดยังมีส่วนที่ตกหล่นอีก?”


   “เพราะตำหนักบางแห่งเมื่อเปิดออก นอกจากสิ่งของอันตรายเหล่านี้แล้ว ก็มิได้มีเบาะแสอันใดจึงไม่อยากสิ้นเปลืองแรงไปจัดการกับมันขอรับ”


   “เช่นนั้นตามความคิดนี้ พวกเจ้าไม่อาจเดินตรงไปยังตำหนักสุดท้ายได้เลยหรือ?”


   “มิได้ขอรับ ต้องเปิดทีละแห่งไปตามลำดับ เปิดตำหนักก่อนหน้าแล้วจึงจะไปยังตำหนักถัดไปได้ ไม่มีเส้นทางอื่นใดที่ลัดไปยังตำหนักสุดท้ายได้โดยตรง”


   “เหาะข้ามไปมิได้หรือ?”


   “ที่นี่ห้ามเหาะขอรับ”


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้ารับ มิน่าเล่าเผ่ามารจึงใช้เวลานานถึงสิบปี จวบจนบัดนี้จึงค่อยๆใกล้จะถึงบทสรุปเสียที


   เช่นนั้นแล้ว พวกเขาเข้ามาค้นหาสิ่งใดกันแน่?


   แม้จะค้นวังทั้งหลังจนทั่วจะสามารถหาสิ่งนั้นเจอแน่หรือ?


   ตำหนักนี้เป็นของผู้ใด? แล้วสิ่งที่หลงเหลืออยู่นี้เล่าเป็นของผู้ใดกัน?


   “ตอบได้ดี” เยี่ยหลิงหลงล้วงหยิบไข่มุกอาบปราณมารเม็ดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติอย่างไม่ใส่ใจ โยนไปให้ทหารมารผู้นั้น “รางวัลของเจ้า”


   ครั้นทหารมารผู้นั้นเห็นไข่มุกเม็ดดังกล่าว ดวงตาของเขาก็แทบจะเบิกโพลงจนถลนออกมา


   มิต้องถามเลยว่าของสิ่งนี้ย่อมต้องล้ำค่าหาใดเปรียบเป็นแน่


   ในชั่วขณะนั้นเอง ทหารมารที่กำลังจัดการตำหนักนั้นอยู่ก็ส่งเสียงร้องตะโกนขึ้น


   “ท่านผู้บัญชาการสาม! ที่นี่มีสิ่งค้นพบใหม่ขอรับ!”


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทหารมารที่ตอบคำถามนางเมื่อครู่ก็ลุกพรวดพราดวิ่งเข้าไปในห้องทันที เยี่ยหลิงหลงจึงส่งสายตาให้กู้หลินเยวียนเป็นสัญญาณให้เขาตามเข้าไป


   ไม่นานกู้หลินเยวียนก็กลับออกมาจากด้านนอกห้องนั้น เขากระซิบที่ข้างหูนางด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า “เป็นกุญแจดอกหนึ่ง ใช้ทำสิ่งใดยังไม่รู้แน่ชัด แต่เป็นของที่เหล่าซื่อแห่งเผ่ามารรับสั่งให้ค้นหาให้ได้ สำคัญอย่างยิ่ง ค้นหากันมาครึ่งปีแล้ว”


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าน่าจะเป็นตอนที่พวกเขาเปิดตำหนักใหญ่ข้างหน้า แล้วพบช่องลับหรือกลไกบางอย่างที่ต้องใช้กุญแจเปิด แต่หาไม่เจอมาตลอด


   นางลุกจากเก้าอี้ของตน เดินอย่างสง่าผ่าเผยไปอยู่เบื้องหลังเหล่าทหารมารเหล่านั้น จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้กู้หลินเยวียนไปแย่งชิงกุญแจที่พวกเขาเพิ่งจัดการเสร็จสิ้นมา


   เมื่อถูกแย่งชิงไปเช่นนั้น พวกเขาก็พลันตื่นตระหนก


   “องค์หญิงเก้า ของสิ่งนี้สำคัญยิ่ง ท่าน…”


   “ตำหนักรองนี้เป็นข้าที่ต้องการให้เปิด คนของข้าเป็นผู้เปิด เมื่อเปิดแล้ว สิ่งของที่ได้มาย่อมสมควรเป็นของข้ามิใช่หรือ?”


   “แต่ว่านี่เป็นของสำคัญที่องค์ชายสี่ทรงให้ค้นหาอยู่นะขอรับ”


   “วางใจเถิด เรื่องของท่านพ่อข้าไม่ทำให้ล่าช้าหรอก ข้าจะเป็นผู้มอบให้ท่านพ่อเอง”


   เยี่ยหลิงหลงเพิ่งกล่าวจบพลันบังเกิดเสียงประหลาดพิกลดังมาจากทิศทางของตำหนักหลัก ตามติดด้วยเสียงอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงมาจากฟากฟ้าผ่าลงไปยังตำหนักด้านหลัง


   “เกิดเรื่องขึ้นอีกแล้ว!”



บทที่ 1432: พวกเขาจะทำสำเร็จในอีกไม่ช้า



   หลังจากทหารมารผู้นั้นตะโกนออกมาหนึ่งครั้ง เขาก็นำคนรีบวิ่งไปยังตำแหน่งที่ฟ้าผ่าลงมาอย่างรวดเร็ว เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นจึงพาคนวิ่งตามเข้าไปด้วย


   และตลอดทางที่วิ่ง พวกเขาได้วิ่งผ่านตำหนักใหญ่ซึ่งถูกทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วทีละห้อง ประตูหน้าต่างของตำหนักใหญ่เหล่านี้เปิดอยู่ ทำให้มองเห็นสภาพภายในได้อย่างชัดเจน


   กลุ่มคนเหล่านั้นยิ่งวิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ เยี่ยหลิงหลงก็ได้เห็นกับตาว่าพวกเขาวิ่งจากด้านหน้าสุดของวังอันใหญ่โตนี้มาถึงตรงกลาง และจากตรงกลางวิ่งไปจนถึงบริเวณที่ใกล้กับส่วนท้ายสุด


   ในทุกๆที่ที่ผ่านไป ถูกทำความสะอาดจนเกลี้ยงเกลา ไม่เพียงเท่านั้น ขณะที่วิ่งไปข้างหลัง ก็มีทหารมารซึ่งดันได้ยินเสียงเคลื่อนไหวรีบวิ่งมาจากทุกทิศทาง และมุ่งหน้าไปยังจุดเดียวกัน


   ขณะนั้นความรู้สึกอันรุนแรงหนึ่งผุดขึ้นในสมองของเยี่ยหลิงหลง


   เผ่ามารใช้เวลาสิบปี ทุ่มกำลังคนมหาศาลเข้ามาในวังแห่งนี้เพื่อค้นหาสิ่งที่ต้องการกระนั้นหรือ?


   เหมือนฝ่าด่านไปทีละด่าน บุกเข้าไปในตำหนักและวังทีละหลังๆ


   และหากมองจากอีกมุมหนึ่ง ตำหนักแห่งนี้อาจมีคนคอยปกป้องอยู่ก็เป็นได้


   ทุกคนเพิ่มความระมัดระวังทีละชั้น และนำเอาวิญญาณร้ายที่เก็บรวบรวมจากสนามรบโบราณเหล่านั้นมาขังไว้ในวังเหล่านี้ทีละแห่ง เพื่อเป็นการขัดขวางการก้าวเดินของเผ่ามารไม่ให้เข้าใกล้ตำหนักใหญ่ซึ่งจะเป็นจุดสุดท้ายที่ซุกซ่อนความลับเอาไว้


   และนี่ก็คือสาเหตุว่าทำไมบนท้องฟ้าและรอบๆวังแห่งนี้ไม่มีวิญญาณร้ายลอยอยู่เลย แต่พอเปิดวังเข้าไป ข้างในกลับมีอะไรบางอย่างออกมา?


   นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากสงครามใหญ่ระหว่างเทพกับมารในสมัยโบราณอย่างแน่.นอน แต่มันต้องเป็นฝีมือมนุษย์ และเป็นฝีมือของคนรุ่นหลังอีกด้วย!


   ยามเมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา หัวใจของเยี่ยหลิงหลงก็เต้นตึกตักตึกตัก อย่างห้ามไม่อยู่


   เพราะวังอันใหญ่โตนี้ กำลังจะถูกยึดครองไปทีละตำหนักๆ จนเกือบจะคลายความลับทั้งหมดออกมาแล้ว


   เหลือเพียงไม่กี่ตำหนักสุดท้ายเท่านั้น ซึ่งอีกไม่นานก็จะสามารถไปถึงส่วนลึกที่สุดของที่นี่ได้


   เมื่อไปถึงตำหนักอันลึกลับแห่งนั้น วังโบราณที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของกาลเวลาแห่งนี้ พร้อมด้วยความลับที่มันปกป้องไว้ ก็จะตกอยู่ในมือของเผ่ามารอย่างสมบูรณ์


   ไม่แปลกใจเลยที่เผ่ามารบอกว่าระยะนี้พวกมันจะทำการใหญ่ จึงกันไม่ให้ที่อื่นๆสร้างปัญหาเพิ่ม


   ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังจะยึดครองที่นี่ได้จริงๆแล้ว


   และหากได้มันไป ผลที่ตามมาจะเลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการแน่


   ในขณะที่ความกังวลนี้แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ พลังกดดันจากด้านหน้าก็ถาโถมเข้ามา พวกเขาเริ่มได้ยินเสียงอึกทึกมากมาย เสียงดังมาจากที่ไกลเริ่มเข้าใกล้ในทุกชั่วขณะ อีกไม่นานก็คงจะมาถึงตรงหน้านาง


   เมื่อเห็นเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงหยุดฝีเท้าลงทันที


   ในขณะที่นางยังลังเลอยู่นั้น เหล่าทหารมารด้านหน้าก็พุ่งเข้าไปในพระราชวังด้านหน้าก่อนแล้ว


   ตามมาด้วยเสียงตะโกนก้องฟ้า เสียงอัศนีคำรามเลือนลั่นเริ่มแผ่ขยายในหูอย่างรวดเร็ว เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นมอง พลันเห็นว่าพระราชวังด้านหน้าหายไปแล้ว และจุดนั้นก็แทนที่ด้วยพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเมฆดำทะมึน


   ณ พื้นที่แห่งนี้ท้องฟ้าเป็นสีเทาดำ ในเมฆาสีทมิฬมีสายอสนีบาตนับไม่ถ้วน และในกลุ่มเมฆาที่ม้วนตัว ร่างยักษ์สองร่างกำลังต่อสู้กันอยู่


   มังกรขาวที่เปล่งรัศมีเทวะคำรามกึกก้องด้วยความโกรธา มันพุ่งเข้าใส่วัวมารสีดำขนาดมหึมาตรงหน้า


   เมื่อกรงเล็บของมันข่วนลงบนตัววัวมาร เขาของวัวมารก็พุ่งชนเข้าที่หลังของมันอย่างรุนแรง เกล็ดมังกรสีขาวประหนึ่งหิมะถูกพลิกเปิด เผยให้เห็นเนื้อและเลือดที่ถูกฉีกขาด เจ็บจนมังกรขาวตวัดหางฟาด ทำลายเนินเขาเล็กๆข้างๆ จนแตกละเอียดทั้งลูกในชั่วอึกใจ


   เศษชิ้นส่วนกระจัดกระจายลอยฟุ้งฟ้า ตกลงสู่พสุธาทาผืนดิน


   บางชิ้นส่วนกระแทกพื้นจนเป็นหลุมลึก บางชิ้นก็ตกลงบนร่างของสัตว์อสูรตัวเล็กและอสูรเทพตัวน้อยที่กำลังต่อสู้กันอยู่ด้านล่าง


   พวกมันไม่ได้ใหญ่เท่าสองตัวที่อยู่ด้านบน แต่มีจำนวนมากมาย ทั้งยังต้องฆ่าฟันกันอย่างดุเดือด


   เยี่ยหลิงหลงเพิ่งเคยเห็นภาพสนามรบโบราณที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้เป็นครั้งแรก ที่แท้ในยุคนั้น นอกจากเทพและมารจะต่อสู้กันแล้ว แม้แต่สัตว์ของทั้งสองฝ่ายต่างก็สู้รบกัน ราวกับว่าต้องการตัดสินชี้ขาดในศึกครานี้ พวกมันต่างก็ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อล้างผลาญเผ่าพันธุ์อีกฝ่ายโดยไม่เหลือเยื่อใย


   อสูรเทพตัวน้อยและสัตว์อสูรตัวเล็กเหล่านี้ไม่เพียงแต่ฆ่าฟันกันเอง พวกมันยังไล่กัดผู้คนที่หลงเข้ามาในสนามรบโบราณนี้ด้วย


   และในตอนนี้เอง สายตาคู่งามของเยี่ยหลิงหลงตกลงบนร่างของผู้คนที่ปะปนอยู่ในสนามรบของเหล่าสัตว์ ทุกคนล้วนเป็นเผ่ามารโดยไม่มีข้อยกเว้น และทุกคนต่างไม่อยากต่อสู้ เพียงแค่ต้องการหาที่หลบหนีเท่านั้น


   เพียงแค่มองก็รู้ว่าคนเหล่านี้หาใช่เผ่ามารโบราณ แต่เป็นเผ่ามารที่บุกเข้ายึดวังหลังนี้


   เมื่อภาพเหล่านี้ได้ปรากฏต่อสายตา ในบรรดาเผ่ามารเหล่านั้น มีคนหนึ่งกำลังจ้องมองมาที่เยี่ยหลิงหลงและวิ่งตรงมาหานางอย่างไม่ลังเล


   เมื่อมองดูเผ่ามารที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับร่างของตนเอง เยี่ยหลิงหลงรู้ทันทีว่าคนผู้นี้คือองค์ชายสี่แห่งเผ่ามาร ผู้รับผิดชอบในการยึดวังแห่งนี้


   และในขณะที่เขาวิ่งพุ่งเข้ามาหานาง พื้นที่การต่อสู้ของสัตว์ร้ายโบราณก็แผ่ขยายมาทางนี้ด้วย


   พูดตรงๆก็คือเขาตั้งใจทำเช่นนี้อย่างแน่.นอน!


   เขารู้ว่าตัวเองเปิดฉากโจมตีวังจนไปกระตุ้นให้เศษความอาลัยเหล่านี้ตื่นขึ้น เมื่อไร้ซึ่งหนทางย้อนกลับ เขาจึงรีบร้อนที่จะลากนางลงน้ำด้วย


   จริงดังคำพูดขององค์หญิงเก้า ที่ว่าเขาอยากให้นางตายเสียยิ่งกว่าอะไร!


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงรู้ตัวว่าเขากำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่งมาหานาง นางก็หนีไม่ทันเสียแล้ว


   แม้นางจะไม่ได้เดินไปข้างหน้า แต่กว่าจะมองสถานการณ์ของพื้นที่แห่งนี้ชัดเจน นางก็ไม่มีเวลาหนีแล้ว


   ในไม่ช้า พื้นที่ด้านหน้าก็กลืนกินเข้ามา กลายเป็นพื้นที่ที่นางอยู่


   ในสายตาของนาง วังทั้งหมดหายไป เหลือเพียงสนามรบโบราณที่โหดร้ายแห่งหนึ่งเท่านั้น


   เหนือศีรษะ เสียงอัสนีคำรามยังคงฟันฟาดลงมาอย่างรุนแรง ด้านข้าง ก้อนหินที่กระเด็นจากการต่อสู้ของสัตว์ร้ายยังคงปลิวว่อนไปทั่ว พวกอสูรเทพและสัตว์อสูรที่กำลังต่อสู้กันรีบห้อมล้อมเข้ามาอย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงตกอยู่ในสถานการณ์นี้อย่างเลี่ยงไม่ได้


   "องค์หญิงระวัง!"


   ลู่ซาที่ได้รับการรักษาด้วยโอสถวิเศษที่นางทุ่มเทให้รีบพุ่งไปข้างหน้านางเป็นคนแรก ปกป้องความปลอดภัยของนางอย่างสุดกำลัง


   พวกสมุนที่นางพามาด้วยก็จัดรูปแบบการต่อสู้ เพื่อต้านทานการโจมตีจากสัตว์อสูรและเศษความอาลัยของอสูรเทพเหล่านั้น แม้แต่ศิษย์พี่สามก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงยังคงยืนอยู่ที่เดิม สายตาตกอยู่ที่คนๆหนึ่ง ซึ่งตั้งใจทำให้นางตกอยู่ในสถานการณ์นี้และคนผู้นั้นก็อยู่ไม่ไกลนางเสียด้วย


   "ไม่คิดเลยว่า น้องหญิงเก้าจะมาช่วยข้าในยามคับขัน ช่างทำให้ข้าซาบซึ้งเหลือเกิน แต่เจ้าต้องปกป้องตัวเองให้ดี อย่าให้สุดท้ายข้ารอด แต่เจ้ากลับต้องตายอนาถอยู่ข้างใน เช่นนั้นข้าคงไม่รู้จะอธิบายกับท่านราชามารอย่างไร”


   "หึ! ท่านพ่อเพียงแค่อนุญาตให้เจ้าเข้าไปในเขาต้วนหุนเพื่อเสาะหาสมบัติจากภายนอกเท่านั้น แต่ไม่ได้อนุญาตให้เจ้าเข้ามาในวังหลังนี้ เห็นแล้วหรือไม่ พอเป็นเรื่องสำคัญ คนไร้ความสามารถเฉกเช่นเจ้าก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะมีส่วนร่วมอยู่แล้ว


   ตอนนี้เจ้าไม่ฟังคำเตือนและดื้อดึงจะเข้ามา หากพลั้งพลาดตายไป ข้าก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร เจ้าว่าไหม? เหลิ่งซินอวี่!"


   เมื่อเห็นเขาทำท่าภาคภูมิใจเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มเย็นชา


   "เจ้าน่าจะเป็นห่วงตัวเองก่อน ท่านพ่อถึงกับส่งหนึ่งในสิบสองแม่ทัพมารอย่างลู่ซามาคุ้มครองข้า ส่วนเจ้าที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อทำประโยชน์ให้เผ่ามาร กลับไม่มีแม่ทัพมารแม้แต่คนเดียวอยู่ข้างกาย พอมาคิดๆดูแล้ว เจ้าช่างน่าสงสารจริงๆเลยนะเหลิ่งซื่อไห่!"


   เมื่อเหลิ่งซื่อไห่ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของเขาก็แข็งค้าง จ้องเยี่ยหลิงหลงด้วยความประหลาดใจและโกรธเคือง พลางกัดฟันพูดว่า


   "ไม่เจอกันครู่เดียว วาจาของเจ้าคมคายขึ้นนะ"


   "ไม่พานพบเพียงสามวัน ยังต้องมองใหม่อีกครา ทว่าเรานั้นไม่เจอกันนานโข เจ้ากลับไม่มีสิ่งใดพัฒนาเลยสักนิด! ช่างน่าอับอายเสียจริง!"


   "เจ้า!"



บทที่ 1433: จะให้นางอยู่เฉยๆได้อย่างไร!

   

   เหลิ่งซื่อไห่อยากจะด่ากลับไปเหลือเกิน แต่ในยามนี้เขาไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเช่นนี้ มีทหารมารได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวและเข้ามาในพื้นที่นี้อยู่จำนวนหนึ่ง แต่ทหารมารที่กระจัดกระจายเหล่านี้ ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี เขาต้องการการสนับสนุนที่แข็งแกร่งกว่านี้อีก

   

   มิเช่นนั้นแล้ว เขาอาจจะติดอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน หรืออาจจะออกไปไม่ได้อีกเลยก็ได้


   แต่เมื่อคิดว่าถึงเขาจะออกไปไม่ได้ เหลิ่งซินอวี่ก็ต้องตายที่นี่เช่นกัน เขาจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก


   เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมท่านพ่อถึงได้ชอบคนไร้ประโยชน์เยี่ยงนี้นัก นางทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง บางทีนางไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะท่านพ่อก็จะให้ทุกสิ่งที่นางต้องการอยู่ดี


   บางทีหากนางตายไป อะไรที่ขัดหูขัดตาอาจจะดีขึ้นก็ได้


   ในตอนนี้ พวกสมุนที่อยู่รอบๆ เยี่ยหลิงหลงรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยว่าองค์หญิงเก้าของพวกเขาพูดเก่งเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็เป็นเพียงแค่ประหลาดใจเล็กน้อยเท่านั้น เพราะในตอนนี้พวกตนก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันอันยิ่งใหญ่เช่นกัน


   "องค์หญิงระวังตัวด้วยขอรับ!"


   ลู่ซาตะโกนเสียงดัง พลังมารสายหนึ่งพุ่งไปกระแทกก้อนหินที่กำลังร่วงลงมาบนศีรษะของนาง ทำให้ก้อนหินก้อนนั้นแตกเป็นผุยผงในทันที


   ในขณะเดียวกัน กู้หลินเยวียนก็ดึงเยี่ยหลิงหลงออกมาจากบริเวณนั้น


   แม้ว่าในตอนนี้ สถานการณ์จะไม่เป็นใจอย่างมาก แต่โชคดีที่เหลิ่งซินอวี่เป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ จึงไม่มีใครคาดหวังว่านางจะลงมือปกป้องตัวเอง


   ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงฉวยโอกาสที่อยู่ภายใต้การปกป้องของทุกคน ปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณของนางออกมา


   พลังทั้งหมดในสนามรบโบราณ มาจากเศษความอาลัยที่หลงเหลืออยู่จากสมัยก่อน เศษความอาลัยก็คือเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณ ดังนั้นนางจึงสามารถใช้พลังจิตวิญญาณเพื่อรับรู้สถานการณ์ในพื้นที่แห่งนี้ได้


   และเมื่อนึกย้อนไปในอดีต พี่เยี่ยที่อยู่ในดินแดนชิงอวิ๋น เพียงแค่แผ่จิตวิญญาณออกสำรวจก็สามารถค้นหาตำแหน่งของอสูรในขอบเขตแปรเทวะได้ ความสามารถนี้นางรู้สึกอิจฉาอย่างมาก


   แต่ไม่คิดว่าหลังจากผ่านไปนับร้อยปี ในที่สุดนางก็สามารถใช้พลังจิตวิญญาณสำรวจพื้นที่ได้เช่นกัน


   หลังจากที่นางสำรวจพื้นที่นี้ไปรอบหนึ่ง นางก็พบจุดที่อ่อนแอที่สุดของพื้นที่มิตินี้อย่างรวดเร็ว


   มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปที่ตำแหน่งนั้น


   บริเวณตำแหน่งนั้น มีอสูรเทพและสัตว์อสูรที่กำลังต่อสู้กันอยู่ไม่น้อย การบุกฝ่าไปที่นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย และที่ยิ่งไปกว่านั้น...


   มีคนทำให้นางเข้ามาที่นี่ และพยายามจะให้นางตกอยู่ในอันตราย


   ตอนนี้นางไม่เพียงแต่ไม่ได้เป็นฝ่ายที่ถูกต้อง แม้แต่คิดจะเป็นคนดีนางก็ไม่อยากทำ แล้วเยี่ยหลิงหลงจะไม่แสดงด้านมืดในใจให้ทุกคนเห็นได้อย่างไร?


   ภายใต้การปกป้องของทุกคน เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่ที่เดิมอย่างสบายใจ


   นางหยิบพู่กันและกระดาษหลายแผ่นออกมาจากแหวนมิติ แม้จะไม่ใช่กระดาษยันต์มาตรฐาน แต่หลังจากเลือกดูก็ทราบว่านี่พอจะใช้ได้


   นางแอบเขียนอักขระเอาไว้ ในขณะที่ไม่มีใครสังเกตเห็น หลังจากเขียนเสร็จแล้ว เนื่องจากไม่สามารถเปิดเผยตัวในเผ่ามารได้ นางจึงหยิบลูกปัดจำนวนมากออกมาจากแหวน


   เหลิ่งซินอวี่เป็นคนที่ได้รับความรักมากมายและใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย ชอบสะสมลูกปัดสวยๆทุกชนิด ดังนั้นนางจึงร่ำรวยมากทีเดียว


   นางผนึกอักขระนั้นเข้าไปในลูกปัด จากนั้นก็เก็บลูกปัดใส่กล่อง เมื่อการเตรียมการทั้งหมดเสร็จสิ้น นางก็พร้อมที่จะปล่อยด้านมืดของนางออกมาแล้ว!


   มาเถิดเผ่ามาร ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะได้เห็นฝีมือของสำนักชิงเสวียนแล้ว!


   นางยัดกล่องลูกปัดให้กับกู้หลินเยวียน และกระซิบบางอย่างข้างหูเขาอย่างอ่อนโยน


   หลังจากพูดจบ นางก็เรียกลู่ซา และยัดลูกปัดหนึ่งเม็ดใส่มือเขา


   "องค์หญิงเก้า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะให้รางวัลนะขอรับ"


   "ลู่ซา! เจ้าก็เห็นแล้วนี่ว่าพี่สี่ของข้าตั้งใจล่อข้าเข้ากับดักเพื่อทำร้ายข้า! ข้าไม่ได้อยากทำร้ายเขาก่อนเสียหน่อย!"


   "ก็จริงอยู่ขอรับ แต่..."


   "การกระทำของเขา หากท่านพ่อรู้เข้า ท่านก็คงโกรธเช่นกัน นี่มันขัดกับภารกิจที่ท่านพ่อมอบให้เจ้ามิใช่หรือ?"


   "แต่องค์ชายใหญ่ต้องโกรธแน่นอน"


   "ก็เพราะอย่างนั้นไง เจ้าจึงต้องช่วยข้าแก้แค้น"


   "ตอนนี้เลยหรือขอรับ?"


   "ใช่! ตอนนี้เลย!"


   "แต่ตอนนี้เราอยู่ระหว่างความเป็นความตายนะขอรับ..."


   "ข้าไม่สนใจ อะไรเช่นนั้นหรอก!" เยี่ยหลิงหลงชี้นิ้วไปที่หนึ่ง "เจ้าเห็นที่ที่มีอสูรเทพและสัตว์อสูรอยู่หรือไม่? เจ้าจงไปล่อพวกมัน ให้ไปหาพี่ชายสี่ของข้าเสีย!"


   "องค์หญิงเก้า ตอนนี้พวกเราควรหาทางออกไป..."


   "หากข้ายอมกลืนความแค้นนี้ไป ต่อให้ตายข้าก็ไม่มีวันหลับตาอย่างสงบ!" เยี่ยหลิงหลงพูดตัดบทเขา "ลู่ซา เจ้ารู้หรือไม่ว่าลูกปัดที่ข้าให้เจ้านั้นมีไว้ทำอะไร? มันสามารถซ่อนกลิ่นอายของตัวเองได้ในระยะเวลาสั้นๆเชียวนะ


   นั่นหมายความว่า เพียงแค่เจ้าล่อพวกนั้นไปหาพี่ชายสี่ของข้า แล้วเจ้าเอาลูกปัดไว้กับตัว เจ้าก็จะสามารถถอนตัวออกมาได้อย่างปลอดภัยแน่.นอน ข้าคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าอยู่แล้ว อย่าได้กังวลไปเลย!"


   ลู่ซามองเยี่ยหลิงหลงด้วยดวงตาวูบไหว


   "ถ้าเจ้าไม่เต็มใจ ข้าจะไปเอง!"


   "ข้าจะไปเองขอรับ! องค์หญิงรอที่นี่เถิด!" พูดจบ เขาก็สั่งให้คนอื่นๆคุ้มครองเยี่ยหลิงหลงให้ดี แล้วเขาก็พุ่งเข้าไปในฝูงสัตว์ ที่กำลังต่อสู้กันอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง


   สมกับเป็นหนึ่งในสิบสองแม่ทัพมารจริงๆ พลังแข็งแกร่ง ประสิทธิภาพการต่อสู้ก็สูง ไม่นานเขาก็ทั้งสู้ ทั้งถอย ล่ออสูรเทพและสัตว์อสูรเหล่านั้นไปทางเหลิ่งซื่อไห่ได้สำเร็จ


   เหลิ่งซื่อไห่เห็นการกระทำนี้ก็โกรธจนเกือบบ้า ตะโกนด้วยความโมโหขึ้นมาทันที


   "ลู่ซา! นี่เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! เจ้ากำลังทำบ้าอะไรอยู่!"


   ลู่ซาไม่ได้อธิบายอะไรเลยแม้แต่คำเดียว แต่ตอนที่กำลังจะจากไป เขาเห็นกู้หลินเยวียนปรากฏตัวขึ้น ไม่รู้ว่าเล็ดลอดไปอยู่ข้างกาย.องค์ชายสี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ และดูเหมือนว่าเจ้านั่นกำลังแอบวางบางอย่างลงบนตัวเขา


   ทันใดนั้นอสูรเทพและสัตว์อสูรที่ล้อมรอบ.องค์ชายสี่และคนอื่นๆ ก็มีจำนวนมากขึ้น และดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ


   เขายังไม่ทันได้ทำความเข้าใจ ก็เห็นกู้หลินเยวียนวางลูกปัดที่เหมือนกับของเขาไว้บนตัวขององค์ชายสี่


   เมื่อวางลูกปัดเสร็จ เขารีบหลบหนีไปทันที


   ลู่ซาเห็นดังนั้น ก็ทำตามแผนวางลูกปัดไว้บนตัวเองแล้วรีบหลบหนี


   ทั้งสองคนหลบหนีได้อย่างราบรื่น แทบไม่มีอสูรเทพและสัตว์อสูรไล่ตามมาเลย ตรงกันข้าม ฝั่งของท่านองค์ชายสี่กลับถูกอสูรเทพและสัตว์อสูรล้อมจนเกือบเต็มไปหมด มากจนเกือบจะท่วมตัวพวกเขา


   และพวกอสูรเทพกับสัตว์อสูรเหล่านั้น ก็ดูตื่นเต้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด


   เมื่อพวกเขากลับมา กลับพบว่าองค์หญิงเก้าไม่อยู่ที่เดิมเสียแล้ว


   นางเดินตามเส้นทางที่เขาใช้ล่ออสูรเทพและสัตว์อสูร จนบัดนี้เข้าไปในส่วนลึกเสียแล้ว!


   เขาตกใจรีบวิ่งตามไปทันที "องค์หญิง! เหตุใดท่านถึงมาในที่อันตรายเช่นนี้เล่าขอรับ?"


   เยี่ยหลิงหลงหันหน้ามา สีหน้างุนงง "ข้าเห็นว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดถูกเจ้าล่อไปแล้ว ที่นี่ปลอดภัยดี ข้าก็เลยเข้ามา ข้าทำไม่ถูกหรือ?"


   ลู่ซาอึ้งไป เพราะฟังดูแล้วก็เหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกตินี่นา!


   "แต่ที่นี่..."


   "เอ๊ะ?" เยี่ยหลิงหลงชี้ไปข้างหน้า "ลู่ซา! เจ้าดูสิว่าที่นี่มีอะไรแตกต่างจากที่อื่นหรือไม่?"


   ลู่ซามองอย่างพินิจพิเคราะห์ แต่ไม่เห็นอะไรแตกต่างเลยแม้แต่น้อย


   "ไม่มีนะขอรับ"


   "เห็นแล้ว!"


   ทว่าจู่ๆ เขากับกู้หลินเยวียนก็พูดขึ้นพร้อมกัน


   "ใช่ไหมล่ะ! พวกเจ้าก็เห็นเหมือนกัน! ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้มองผิดแน่.นอน"


   ลู่ซาเบิกตากว้าง


   "ถ้าอย่างนั้นพวกเราลองทุบมันให้แตกดูดีหรือไม่ขอรับ?"


   "ไม่จริงใช่หรือไม่?"


   "ดีสิ!"


   ลู่ซากับกู้หลินเยวียนพูดขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง


   "ในเมื่อพวกเจ้าเห็นด้วยกันหมดแล้ว ก็ลงมือเลยเถอะ!"


   เยี่ยหลิงหลงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง และให้สมุนบางส่วนที่กำลังรับมือกับอสูรเทพและสัตว์อสูรจำนวนน้อยเข้ามาร่วมปฏิบัติการด้วย


   ดังนั้น ในขณะที่ลู่ซายังไม่เข้าใจอะไรเลย เขาก็ตามทุกคนใช้พลังมารโจมตีจุดนั้นพร้อมกัน


   โครม


   เสียงดังสนั่น ตำแหน่งนั้นถูกระเบิดจนเกิดรอยแยกขึ้นจริงๆ


   พื้นที่ตรงนี้สามารถเปิดออกได้!


   ลู่ซาตาเบิกกว้างจนแทบถลน เขากำลังจะแสดงความประหลาดใจ แต่กลับได้ยินองค์หญิงเก้าพูดว่า "สวรรค์! ลู่ซา เจ้าช่างเก่งกาจเหลือเกิน! ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า พวกเราจึงสามารถหาทางออกได้ สมกับที่เป็นผู้พิทักษ์ที่ท่านพ่อส่งมา เจ้าสามารถปกป้องข้าได้จริงๆ!"


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ล้วงไข่มุกขนาดใหญ่เปล่งประกายออกมาส่งให้ลู่ซา


   "นี่คือรางวัลสำหรับเจ้านะ!"


   คนรอบข้างต่างก็ส่งสายตาอิจฉา ลู่ซาเห็นเช่นนั้นก็อึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เชิดหน้าขึ้น รับไข่มุกล้ำค่าและหายากเม็ดนั้นเอาไว้


   "ขอบคุณองค์หญิงสำหรับรางวัลอันล้ำค่า! นี่เป็นสิ่งที่ลู่ซาควรทำอยู่แล้วขอรับ!"



บทที่ 1434: สิ่งตกค้างของเผ่าเทพโบราณ



   หลังจากได้รับรางวัล ลู่ซาก็ยิ่งทำงานหนักขึ้นหลายเท่าตัว ส่วนเยี่ยหลิงหลงก็หาที่นั่งสบายๆ

   

   ด้านหน้ามีลู่ซาคอยเปิดเส้นทางการหลบหนี ด้านหลังมีคนพยายามสกัดกั้นอสูรเทพและพวกเศษความอาลัยที่หลงเหลือของสัตว์อสูร


   ส่วนนางเองยังไม่มีภารกิจอะไร รับผิดชอบแค่การให้รางวัลก็เพียงพอแล้ว ส่วนกู้หลินเยวียนก็เฝ้าอยู่ข้างนอย่างรู้ใจเป้นอันพอ คอยพัดให้นาง และส่งขนมให้เป็นระยะระยะ


   ภาพของทั้งสองคน ดูเหมือนกำลังไปพักผ่อนหย่อนใจ ดูมีท่าทีสบายๆ เพลิดเพลินกับบรรยากาศ แตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง


   ไม่นานนัก ลู่ซาก็นำคนเปิดทางออกไปจากตำหนักแห่งนี้ได้ และเมื่อมีช่องให้คนเข้าออกได้ ลู่ซาก็รีบหันกลับมาแจ้งเยี่ยหลิงหลงทันที


   "องค์หญิง! ทางออกเปิดแล้วขอรับ!"


   เยี่ยหลิงหลงหันไปมอง ก็เห็นช่องเล็กๆที่เปล่งแสงสีขาวในพื้นที่ ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยเศษความอาลัยโบราณ มันดูโดดเด่นมากทีเดียว


   นางเหลือบมองไปยังที่ที่เหลิ่งซื่อไห่อยู่ ก็เห็นเขาถูกล้อมรอบอย่างหนัก แม้จะมีคนอยู่รอบข้างมากกว่าจุดที่นางอยู่ แต่ส่วนใหญ่ก็บาดเจ็บสาหัส แต่ยังทนอยู่ได้ด้วยลมหายใจสุดท้าย


   ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาที่ตายไปแล้วนั้นมีจำนวณนับไม่ถ้วน


   ดูเหมือนว่าพวกเขาจะดูดซับความเกลียดชังของความทรงจำเหล่านี้เอาไว้ และอาจจะไม่มีทางรอดออกไปจากที่แห่งนี้ได้


   เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นยืน และทำท่าตื่นเต้นราวกับไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน


   "ดีเสียจริง! ในที่สุดข้าก็จะได้ออกจากสถานที่ผีสิงนี่แล้ว! ไปกันเถอะ!"


   เยี่ยหลิงหลงออกเดินอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังทางออก เมื่อเดินไปถึงหน้าทางออก มีวัตถุกลมๆสีดำหลายชิ้นไหลทะลักออกมาจากแขนเสื้อของนาง และร่วงหล่นลงบนพื้น


   นั่นคือเมล็ดพันธุ์ที่นางหยิบออกมาจากแหวนของตัวเอง เพื่อปิดบังสายตาผู้คน แหวนของนางถูกเก็บไว้กับศิษย์พี่สามตลอดเวลา และจะนำออกมาใช้ก็ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น


   เมล็ดพันธุ์ที่ตกลงพื้นเหล่านี้จะงอกรากและแตกใบ เติบโตเป็นใบไม้และเถาวัลย์หนาทึบ จนสามารถปิดบังทางออกที่พวกเขาเปิดไว้ได้อย่างสมบูรณ์


   ต่อหน้าเผ่ามารเหล่านี้ นางไม่สามารถใช้พลังจิตวิญญาณปิดช่องว่างนี้เพื่อกักพวกมันให้ตายอยู่ข้างในได้ ได้แต่ใช้พืชเหล่านี้บังไว้เพื่อถ่วงเวลาเท่านั้น


   หากว่าวิญญาณร้ายข้างในสามารถเอาชีวิตของเหลิ่งซื่อไห่และคนอื่นๆได้ ก็จะยิ่งดีไปใหญ่


   หลังจากออกจากพื้นที่แห่งนี้แล้ว เยี่ยหลิงหลงพบว่าตัวเองอยู่ในตำหนักใหญ่ ตำหนักใหญ่แห่งนี้ เปิดประตูหน้าต่างกว้าง ทั้งยังถูกทำความสะอาดอย่างหมดจด ดูไม่เหมือนเพิ่งถูกเปิดเลยสักนิด


   และในขณะที่นางกำลังสงสัย จู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นข้างกาย "องค์หญิงเก้า นี่คือตำหนักใหญ่ที่เปิดเมื่อหนึ่งเดือนก่อน หาใช่ที่ๆเพิ่งเปิดใหม่ วิญญาณร้ายเหล่านั้นคงไม่ได้มาจากที่นี่เป็นแน่"


   เมื่อได้ยินเสียงนั้น เยี่ยหลิงหลงก็หันกลับไปมอง นางพบว่าทหารมารที่พาพวกตนเข้ามาตั้งแต่แรก กลับตามนางออกมาด้วย


   และเมื่อเห็นนางหันกลับมามอง ทหารมารเหล่านั้นก็แย้มยิ้มอย่างเก้อเขิน "องค์หญิง ท่านก็เห็นแล้ว องค์ชายสี่มีความไม่พอใจท่านอยู่บ้าง และพวกข้าเป็นคนพาท่านเข้ามา หากพวกข้ายังอยู่ข้างกายองค์ชายสี่ต่อไป เกรงว่าเขาจะลงโทษพวกข้าเป็นแน่ ดังนั้น..."


   "พวกเจ้าคิดทางหนีทีไล่เร็วเสียจริงนะ! ไม่กลัวว่าข้าจะ..."


   "องค์หญิงหาใช่คนเช่นนั้นขอรับ ตราบใดที่ไม่ขัดใจท่าน ท่านย่อมเมตตาปรานีเป็นแน่" พูดจบ ทหารมารก็รีบกล่าว "พวกข้าคุ้นเคยกับที่นี่ พวกข้าสามารถนำทางได้แน่.นอน!"


   "ถ้าเช่นนั้นก็นำทางไปเถิด"


   เยี่ยหลิงหลงมีเวลาไม่มาก แทนที่จะหาเอง การมีคนนำทางย่อมดีกว่า นางจึงตกลงอย่างเต็มใจ


   "องค์หญิงเก้า วังที่เพิ่งเปิดใหม่ล่าสุดอยู่ข้างหน้า แต่ที่ด้านข้างของวังนี้ เป็นตำแหน่งของตำหนักรอง เมื่อครึ่งปีก่อนเคยพบช่องลับ และต้องใช้กุญแจเปิด พอดีกุญแจอยู่ในมือท่าน ท่านอยากไปดูหรือไม่?"


   "เช่นนั้นไปดูกันก่อนก็ได้ นำทางไปสิ!"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ทหารมารเหล่านั้นก็รีบหมุนตัวเดินออกจากท้องพระโรง พาเยี่ยหลิงหลงไปยังตำหนักรองที่อยู่ติดกัน แตกต่างจากตำหนักรองอื่นๆที่ทำความสะอาดแล้ว ตำหนักรองนี้ประตูของมันยังคงปิดอยู่


   ลู่ซาเดินนำหน้าอย่างองอาจ แล้วผลักประตูตำหนักรองนี้ให้เปิดออก


   ภายในสะอาดเรียบร้อยเหมือนที่อื่นๆไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ คงเพราะเหลิ่งซื่อไห่คิดว่าจะไม่มีคนนอกเข้ามาถึงที่นี่ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่มีป้องกันอะไร


   เยี่ยหลิงหลงหากลไกของช่องลับได้อย่างง่ายดาย นางวางกุญแจ.ลงไป ไม่นานช่องทางเข้าที่เปล่งแสงสว่างจางๆ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า


   ลู่ซายังคงเป็นคนแรก ที่เดินเข้าไปนำทาง ส่วนเยี่ยหลิงหลงก็ตามหลังเขาเข้าไป


   ตำหนักรองแห่งนี้เหมือนห้องลับเล็กๆไร้ซึ่งกลไกใดใด และไม่ซับซ้อนเท่าใดนัก เหมือนกับที่คนทั่วไปจะออกแบบพื้นที่ เพื่อซ่อนเร้นของมีค่านั่นเอง


   สองข้างของห้องลับ มีชั้นวางสองแถว บนชั้นวางมีกล่องอยู่ไม่น้อย


   ลู่ซาเดินไปเปิดกล่อง และทุกครั้งที่เปิดกล่อง ใบหน้าเขาก็แสดงความประหลาดใจออกมาไม่น้อย


   "องค์หญิง ข้างในนี้ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า! น่าจะเป็นสิ่งของที่เผ่าเทพโบราณทิ้งไว้แน่นอนขอรับ!"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนที่อยู่ด้านหลังก็อดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงอุทานออกมา แม้แต่ทหารมารที่ประจำการอยู่ที่นี่ก็เช่นกัน


   "ที่แท้ที่นี่ก็มีสิ่งของที่หลงเหลือมาจากยุคโบราณจริงๆด้วยสินะ! พวกข้าค้นหาที่นี่มาสิบปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นกับตา!"


   "คงเป็นเพราะกุญแจของห้องลับเล็กๆนี้ ถูกเก็บไว้ไกลเกินไปกระมัง ด้วยเหตุนี้ ที่นี่จึงไม่เคยถูกปล้นสะดมเลยสักครั้ง และพวกข้าก็เป็นกลุ่มแรกที่ได้ย่างกรายเข้ามา!"


   จากคำพูดของพวกเขา เยี่ยหลิงหลงยิ่งมั่นใจขึ้นไปอีกว่า เผ่ามารไม่ใช่กลุ่มแรกที่มาถึงที่นี่หลังจากสงครามใหญ่ในยุคโบราณ


   แต่เป็นเพราะกุญแจของห้องลับนี้ไม่ถูกพบ สิ่งของภายในจึงไม่ถูกนำออกไปต่างหาก


   ดังนั้นแนวป้องกันที่คนก่อนหน้านี้ตั้งไว้ กำลังจะถูกเผ่ามารทะลวงเข้ามาแล้วจริงๆ


   "เอากล่องพวกนี้ลงมาจากชั้นวาง แล้ววางไว้ตรงหน้าข้าเถิด"


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ คนด้านหลังก็รีบทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็นำกล่องทั้งหมดจากชั้นวาง มาจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบตรงหน้าเยี่ยหลิงหลงนั่นเอง


   "ตอนนี้ ทุกคนหยิบกล่องขึ้นมาคนละหนึ่งใบ ห้ามเปิดก่อนเด็ดขาด หากได้อะไรก็ถือว่าเป็นของตน"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ พวกสมุนรอบตัวนางต่างตาลีตาเหลือกด้วยความตื่นเต้น จนแทบจะทนไม่ไหว


   "ที่เหลือข้าจะเอาไป แต่เรื่องนี้..."


   "องค์หญิงวางใจได้ พวกข้าจะไม่เปิดเผยความลับเด็ดขาดขอรับ!"


   "หนึ่ง สอง สาม หยิบได้!"


   ฉับพลันนั้นเอง ทุกคนที่อยู่ด้านหลังนางต่างคว้ากล่องจากกองนั้นคนละหนึ่งใบ ส่วนที่เหลือ เยี่ยหลิงหลงเก็บใส่ในแหวนทั้งหมด


   นางไม่อยากแบ่งของให้พวกเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ในช่วงเวลาสั้นๆและเร่งรีบนี้ นางจำเป็นต้องรวบรวมใจคนให้เพียงพอ ล้วนแล้วก็เพื่อให้คนอื่นยอมสละชีพเพื่อตน


   หลังจากเก็บของเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็ออกจากห้องลับเล็กๆแห่งนี้ และสุดท้ายก็ลงกลอน ปิดมันกลับเข้าที่ อีกทั้งเมื่อเดินออกไปก็ปิดประตูตำหนักรองแห่งนี้ไปด้วยเลย


   หลังจากออกจากตำหนักรองด้านข้างนี้ เยี่ยหลิงหลงก็พาคนเดินลึกเข้าไปต่อ จนถึงตำหนักใหญ่ที่เพิ่งถูกเปิดโดยเหลิ่งซื่อไห่


   ข้างในยังไม่ได้ทำความสะอาด มีวิญญาณร้ายและเศษความอาลัยลอยวนอยู่ไม่น้อย แต่ภายใต้การคุ้มครองของลู่ซาและคนอื่นๆ นางเดินเข้าไปในตำหนักใหญ่ แล้วเดินผ่านมันไปข้างหลัง


   ถัดไปอีกเป็นลานใหม่อีกแห่ง ในลานยังคงมีตำหนักใหญ่อยู่อีกหนึ่งหลัง และตำหนักรองอีกหลายหลัง



บทที่ 1435: นางประเมินความมุ่งมั่นของเผ่ามารต่ำเกินไป



   ณ ลานอันระเกะระกะแห่งนี้ เต็มไปด้วยฝุ่นและรกรุงรัง ยามที่ยืนอยู่ในลาน สายตาของเยี่ยหลิงหลงมองไปด้านหลัง


   ตอนที่เพิ่งเข้ามา นางรู้สึกว่าตำหนักที่อยู่ในจุดนี้ช่างห่างไกลเสียเหลือเกิน ไม่คิดว่าเพียงพริบตาเดียวก็จะมาถึงตรงหน้ามันเสียแล้ว มันใกล้แค่เอื้อม ทว่าแนวป้องกันกำลังจะถูกทะลวงทั้งหมด


   แม้ว่าที่นี่จะเคยมีคนมารุกล้ำก่อน และข้าวของก็ถูกกวาดไปแล้ว แต่ก็ยังต้องจัดวางแนวค่ายกลป้องกันมากมายเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า หากเผ่ามารเดินเข้าไปข้างใน คงจะพบสิ่งที่ต้องการจริงๆ


   และสิ่งนี้ คนที่จัดวางแนวค่ายกลป้องกัน ไม่สามารถนำมันไปได้


   "องค์หญิงขอรับ เราไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้อีกแล้วขอรับ หลังจากนี้ การเปิดประตูวังแต่ละบาน จะต้องใช้กำลังคนและพลังงานมหาศาล หาใช่สิ่งที่พวกเราจะแตะต้องได้ตามใจชอบขอรับ"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า ไม่ได้เดินไปข้างหน้าอีก


   ในเวลานี้ สมองของนางทำงานอย่างรวดเร็ว นางจะทำอย่างไรจึงจะหยุดฝีเท้าของเผ่ามารไว้ที่นี่ได้?


   การตั้งกลไกอยู่กับที่นั้น เป็นไปไม่ได้เลยแม่แต่น้อย ดังนั้นจึงมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นก็คือปิดผนึกเหลิ่งซื่อไห่ และเหล่าทหารมารของเขาทั้งหมดไว้ในพื้นที่มิตินั้น หากมีผู้คนของเผ่าสูญหายจำนวนมากขนาดนั้น เผ่ามารก็จะต้องหยุดอยู่ที่นี่ได้แน่


   อย่างน้อยก็ในระยะเวลาสั้นๆ เพราะในสนามรบโบราณ ตอนนี้ไม่เพียงแต่มีเผ่ามารแต่ยังมีเผ่าอื่นๆ ทางเข้าถูกเผ่าเซียนจับตาดูอยู่ เพียงแค่พวกเขาตาย คนใหม่ก็เข้ามาไม่ได้


   เพียงเท่านี้ก็จะสามารถถ่วงเวลาได้ชั่วคราว


   ในตอนนี้กู้หลินเยวียนสบตากับนาง หลังจากการสื่อสารสั้นๆ ทั้งสองคนก็เข้าใจตรงกันเป็นที่เรียบร้อย


   "หากไม่มีท่านพี่สี่ของข้า ที่นี่ก็ดำเนินการต่อไปไม่ได้จริงๆสินะ" เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ


   "จริงอย่างที่ว่า องค์ชายสี่ได้ดูแลและพัฒนาที่นี่มาหลายปีแล้ว ทั้งหมดล้วนผ่านมือของท่าน หากว่าเกิดเรื่องขึ้น งานใหญ่นี้ก็จะล่าช้า เมื่อถึงเวลานั้น องค์ราชาอาจจะพิโรธก็เป็นได้ขอรับ" ทหารมารคนหนึ่งกล่าว


   "แม้จะโกรธที่เขาลงมือกับข้า แต่ข้ากับเขาก็เป็นพี่น้องร่วมสายเลือด ไม่ว่าปกติสองคนจะขัดแย้งกันอย่างไร ก็ไม่ควรให้กระทบภาพรวม และยิ่งไม่อาจทำให้กิจการของท่านพ่อเสียหาย ถ้าเช่นนั้นพวกเรากลับไปช่วยท่านพี่สี่ออกมาเถอะ"


   "องค์หญิงมีความเข้าใจในหลักการอันยิ่งใหญ่ ข้าน้อยเคารพนับถือยิ่ง!"


   เยี่ยหลิงหลงหันกลับไป และเดินไปยังตำหนักใหญ่ซึ่งปล่อยพลังอันรุนแรงออกมา


   เมื่อผ่านตำหนักนั้นไปแล้ว เดินย้อนกลับไปอีกนิด นางก็เห็นบริเวณกว้างใหญ่ ที่ถูกเมฆาสีทมิฬปกคลุมไว้ ยามเมื่อทอดมองไปไกลสุดสายตา เมฆาและหมอกหนาก็แผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่


   ในบริเวณที่ถูกเมฆหมอกสีดำปกคลุม ณ ตำแหน่งที่ไม่ค่อยเด่นชัดนัก มีช่องโหว่ปรากฏขึ้น มันมีแสงสว่างแตกต่างจากที่อื่น และนั่นก็คือช่องทางที่พวกเขาเพิ่งออกมา


   "ลู่ซา เจ้าพาคนเข้าไปช่วยท่านพี่สี่เถิด ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ก็ต้องช่วยเขากลับมาให้ได้"


   "ทราบแล้วขอรับ.องค์หญิง!"


   หลังจากลู่ซาพาคนเข้าไปแล้ว เยี่ยหลิงหลงหันไปมองคนที่ยังอยู่ข้างกายนาง


   "พวกเจ้าก็เข้าไปด้วย ที่นี่ไม่มีคนอื่น ข้ายังปลอดภัยดี ไม่จำเป็นต้องดูแลข้าก็ได้"


   "ทราบแล้วขอรับ.องค์หญิง!"


   คราวนี้เผ่ามารทั้งหมดกลับเข้าไปในพื้นที่มิตินั้น ข้างนอกเหลือเพียงเยี่ยหลิงหลงและกู้หลินเยวียนสองคนเท่านั้น


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าวางแผนจะทำอย่างไรต่อไป?"


   "ก่อนอื่น ต้องให้ปิดช่องนี้ก่อน จากนั้นข้าจะวางค่ายกลเพื่อผนึกพื้นที่ตรงนี้ ตราบใดที่ไม่มีใครมารบกวน ข้าย่อมสามารถปิดผนึกมันอย่างสมบูรณ์แน่.นอนเจ้าค่ะ"


   "อื้ม ต้องทำอย่างไรบ้าง ข้าจะช่วยเจ้าเอง"


   "ศิษย์พี่สาม ท่านเร่งพลังของท่าน พยายามหดช่องนี้ให้เล็ก.ลง และปิดมันได้หรือไม่?"


   "ย่อมได้"


   กู้หลินเยวียนเร่งระดมพลังและเริ่มค่อยๆปิดช่องนั้น ขณะเดียวกันนั้น เยี่ยหลิงหลงก็เริ่มทำการผนึกอยู่ข้างๆ


   อย่างไรก็ตามอักขระแรกยังไม่ทันได้ลงไป จู่ๆพลังรุนแรงก็ระเบิดออกมาจากด้านใน กู้หลินเยวียนที่กำลังควบคุมทางออกอยู่ ไม่สามารถควบคุมได้ในทันที


   โครม!


   เสียงดังสนั่น เมฆาสีดำตรงหน้าพลันระเบิดออก


   เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เยี่ยหลิงหลงและกู้หลินเยวียนไม่มีเวลาถอยหลังหลบหลีกอีกต่อไป


   เมื่อเห็นพลังมหาศาลพุ่งตรงมา เยี่ยหลิงหลงก็เปลี่ยนหงเยี่ยนเป็นรูปร่มกางกั้นไว้ตรงหน้า ในขณะเดียวกัน กู้หลินเยวียนก็ยืนบังหน้าเยี่ยหลิงหลงเพื่อป้องกันแรงปะทะที่พุ่งเข้ามาเอาไว้


   ทั้งสองคนถูกกระแทกจนร่างกระเด็นออกไป และตกลงบนพื้นอย่างแรง หน้าอกของทั้งสองเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนกระอักเลือดออกมา


   กู้หลินเยวียนที่ยืนบังหน้าเยี่ยหลิงหลงนั้น เขาได้รับบาดเจ็บหนักกว่า แต่โชคดีที่การฝึกฝนของเขาแข็งแกร่งพอ แม้จะบาดเจ็บสาหัสแต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต


   ในตอนนั้นเอง เสียงที่ทรงอำนาจและเย็นชาดังขึ้น "เหลิ่นซินอวี่ เจ้ากำลังทำอะไรอยู่? อยากตายหรืออย่างไร?"


   เสียงสตรีดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด!


   นางจำไม่ได้เลยว่าเคยมีสตรีที่เก่งกาจถึงเพียงนี้ อยู่ข้างกายเหลิ่งซื่อไห่!


   เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันเข้าใจสถานการณ์ดี ก็พลันรู้สึกได้ว่าร่างของคนที่กำลังบังนางอยู่แข็งค้างไปชั่วขณะ


   "สถานการณ์เริ่มร้ายแรงเสียแล้ว องค์หญิงรองมาแล้ว ต้องไม่ให้ถูกเปิดเผยเด็ดขาด"


   คำเตือนเบาๆดังมาจากข้างหู เมื่อเยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นมองไปที่กู้หลินเยวียนก็พบว่าเขาได้หยิบหน้ากากออกมาสวมไว้บนใบหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้


   "อาเยวียน ใบหน้าของเจ้าเป็นอะไรไป? ข้าชอบใบหน้าของเจ้ามากนะ เป็นอะไรมากหรือไม่? รักษาได้หรือไม่?" เยี่ยหลิงหลงประคองใบหน้าของกู้หลินเยวียนพลางร้องเรียกอย่างตื่นเต้น


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหลิ่งฟางเฟยยิ่งโกรธกว่าเมื่อครู่ น้ำเสียงของนางหนักแน่นขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน


   "เหลิ่งซินอวี่! ข้ากำลังถามเจ้าอยู่ เจ้ากลับมัวแต่ห่วงบุรุษผู้นั้นรึ? ลุกขึ้นมาประเดี๋ยวนี้!"


   เสียงตวาดของนางมาพร้อมกับแรงกดดัน ทำให้เยี่ยหลิงหลงถึงกับต้องขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ก่อนหน้านี้นางเคยได้ยินมาว่าเหลิ่งฟางเฟยผู้นี้เก่งกาจมาก ดังนั้นราชามารจึงเลี้ยงดูนางเหมือนลูกชายมาตั้งแต่เล็ก นางสามารถทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับการสร้างผลงานและความดีความชอบได้


   มีเพียงนางเท่านั้นที่เป็นลูกสาวคนเล็กสุดและถูกเลี้ยงดูเหมือนเด็ก ได้รับความรักจนเหลิงไปหมด และในความจริงแล้ว นางก็เป็นเพียงคนไร้ความสามารถคนหนึ่งเท่านั้น


   ในขณะที่เหลิ่งฟางเฟยกำลังตวาดด้วยความโกรธ นางก็เดินมาที่ข้างๆ เยี่ยหลิงหลงตอนนี้เยี่ยหลิงหลงจึงได้เห็นรูปร่างหน้าตาของนาง


   ชุดสีดำที่ดูคล่องแคล่วและเฉียบคม สวมอยู่บนร่างของนาง ทำให้นางดูสง่างามอย่างยิ่ง แต่ไม่ได้ดูหยาบกระด้างแต่อย่างใด ราวกับนายพลหญิงผู้ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนภาพลักษณ์อันน่าเกรงขามประหนึ่งสตรีที่ถูกบรรยายไว้ในละคร บุคลิกองอาจ ตัดสินใจเด็ดขาด เมื่อทำหน้าบึ้งแล้วช่างน่ากลัวเหลือเกิน


   เมื่อเห็นนาง เยี่ยหลิงหลงก็ชะงักไปอีกครั้ง คราวนี้อีกฝ่ายหมดความอดทนไปโดยสิ้นเชิง ยื่นมือไปคว้าเยี่ยหลิงหลงที่อยู่บนพื้น


   เยี่ยหลิงหลงคิดว่าตนเองจะถูกดึงขึ้นมา แต่ทันใดนั้นร่างที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วก็พุ่งเข้ามาข้างกายนาง ช่วยพยุงนางขึ้นมาก่อนหนึ่งก้าว


   เมื่อเห็นลู่ซา เยี่ยหลิงหลงก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก แต่นางยังคงหน้าซีดและมองเหลิ่งฟางเฟยด้วยสายตาหวาดกลัว


   "พี่... พี่รอง"


   "เจ้ายังมีหน้าเรียกข้าว่าพี่รองอีกหรือ? เจ้าจะเอาแต่ใจตัวเองก็ช่างปะไร แต่ที่นี่เป็นที่ใด? นี่เป็นสถานการณ์เยี่ยงไร? เจ้าดูไม่ออกเลยหรือ? หากว่ายังกล้าทำตามอำเภอใจจนทำให้น้องสี่ต้องตาย และทำลายความตั้งใจของท่านพ่อ ต่อให้เจ้ามีสิบชีวิตก็ไม่พอชดใช้!"


   ในตอนนี้เยี่ยหลิงหลงที่ยืนอยู่จึงเห็นสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างชัดเจน พื้นที่การต่อสู้ของสัตว์ร้ายโบราณนี้ ถูกทำลายลงอย่างรุนแรง และมันก็กำลังสลายไปอย่างช้า


   และจุดที่มันแตกออก ด้านหลังของเหลิ่งฟางเฟยมีกองทัพมารที่มากกว่าและแข็งแกร่งกว่า


   พวกเขากำลังประคองเหลิ่งซื่อไห่และผู้ใต้บังคับบัญชาที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ และตอนนี้ก็กำลังจ้องมองนางด้วยความเกลียดชัง


   นางคิดว่าการปิดกั้นเหลิ่งซื่อไห่และกองทัพมารของเขาจะสามารถชะลอการที่เผ่ามารจะทะลวงค่ายกลป้องกันเข้าไปยังตำหนักสุดท้ายได้ แต่เห็นทีนางจะนางประเมินเผ่ามารต่ำเกินไปเสียแล้ว



บทที่ 1436: ข้าเป็นคนที่มีประโยชน์จริงๆ!



   นางไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า แม้ราชามารจะส่งเหลิ่งซื่อไห่มา แต่ไม่ได้ส่งเพียงแค่เหลิ่งซื่อไห่เท่านั้น เขาส่งเหลิ่งฟางเฟยมาที่นี่ด้วย!


   พึงรู้ไว้ว่า ตำแหน่งรองจากราชามารคือ.องค์ชายใหญ่ ผู้ซึ่งถูกเลี้ยงดูให้เป็นทายาทผู้สืบทอดของเขา ส่วนเหลิ่งฟางเฟย ผู้อยู่ในฐานะองค์หญิงรองนั้น มีตำแหน่งต่ำกว่าองค์ชายใหญ่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น


   แม้นางจะเป็นธิดา แต่นางมีทั้งกองทัพและอำนาจในมือ ส่งผลให้ตัวนางเองมีอำนาจในเผ่ามารไม่น้อยเลย ซึ่งหลายปีมานี้ นางไม่หยุดสร้างผลงานและความสำเร็จในเผ่ามาร จนตอนนี้นางมีแนวโน้มที่จะเหนือกว่าองค์ชายใหญ่ไปแล้วด้วยซ้ำ


   เมื่อเหลิ่งฟางเฟยมาถึง เศษความอาลัยที่เหลิ่งซื่อไห่ไม่สามารถทำลายได้ นางกลับทำลายมันได้อย่างง่ายดาย


   นางไม่เพียงมีพลังที่แข็งแกร่ง ทหารมารที่นางนำมาด้วย ล้วนเป็นยอดฝีมือทั้งสิ้น เพียงแค่ไอบารมีก็แตกต่างจากทหารมารใต้บังคับบัญชาของเหลิ่งซื่อไห่ที่หวาดกลัวความตาย และพร้อมจะทรยศทุกเมื่อโดยสิ้นเชิง


   พวกเขาเหมือนแท่งเหล็กอันเย็นเยียบ เช่นเดียวกับตัวเหลิ่งฟางเฟยเอง นางแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว ไร้สิ่งใดต้านทาน


   การปรากฏตัวของพวกเขาได้สร้างแรงกดดันให้กับเยี่ยหลิงหลงอย่างมาก นางเคยอยู่ในภพเซียน ภพปีศาจ และปรภพ


   แต่ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ของวังวิญญาณเหมันต์หรือฟ่านอินเทียนของมนุษย์


   ศิษย์ของเมืองราชันย์ปีศาจของเผ่าปีศาจ


   หรือแม้แต่ศิษย์ของวังจักรพรรดิปรภพของเผ่าวิญญาณ


   ก็ไม่มีศิษย์ของที่ใดจะเทียบเทียมคนตรงหน้านี้ได้เลย


   เมื่อเทียบกับศิษย์ที่ผ่านการฝึกฝนมานานัปการ เหล่ามารพวกนี้กลับเหมือนกองทัพ ที่เกิดมาเพื่อการรบ


   นี่เป็นครั้งแรกที่เยี่ยหลิงหลงได้เห็นความแข็งแกร่งและความทะเยอทะยานของเผ่ามารด้วยตาตัวเอง เมื่อเทียบกับการที่เผ่ามารแอบก่อเรื่องในเผ่าต่างๆอย่างลับๆ จนสุดท้ายก็ทำให้ศิษย์อัจฉริยะของแต่ละภพขาดช่วง


   กองทัพต่างหากคือไม้เด็ดที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขา


   และในตอนนี้เอง เยี่ยหลิงหลงถึงได้ตระหนักว่า พวกเขายังไม่พร้อม


   ไม่พร้อมเลยสักนิด!


   หากเผ่ามารเริ่มทำสงครามในตอนนี้ ผลลัพธ์คงเลวร้ายเกินคาดอย่างแน่.นอน


   "ข้ากำลังถามเจ้าอยู่นะ! เหตุใดจึงไม่ตอบสักคำ!" เหลิ่งฟางเฟยตวาดออกมา


   "นางย่อมไม่กล้าตอบเป็นแน่ เพราะความแค้นส่วนตัว นางถึงกับสังหารพี่น้องร่วมสายเลือด ทำลายแผนการใหญ่ของท่านพ่อ เยี่ยงนี้นางจะกล้าตอบได้อย่างไร?" เหลิ่งซื่อไห่รีบฉวยโอกาสซ้ำเติมในตอนนี้


   "นางไม่เพียงแต่โง่ แต่ยังใจร้อนอีกด้วย! นางไม่รู้เลยว่าความเอาแต่ใจชั่วขณะของตัวเอง จะนำมาซึ่งผลลัพธ์เช่นไร! เห็นแก่ตัว! เจ้าเล่ห์! ต่ำช้ายิ่งนัก!"


   เมื่อได้ยินคำกล่าวหานี้ สีหน้าของเหลิ่งฟางเฟยก็ยิ่งดูแย่ลง นางกดดันเยี่ยหลิงหลงมากขึ้นไปมากขึ้นไป


   เยี่ยหลิงหลงไม่สงสัยเลยสักนิด เพราะหากเหลิ่งฟางเฟยต้องการ นางสามารถจัดการกับตนได้อย่างง่ายดายแน่.นอน


   "องค์หญิงรองโปรดอภัย!" ลู่ซาที่พยุงเยี่ยหลิงหลงอยู่ รีบเอ่ยปากเมื่อเห็นเช่นนี้ "ท่านเองก็ทราบดีว่า องค์หญิงเก้านั้นแม้จะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่เมื่อเผชิญกับเรื่องสำคัญ นางไม่กล้าก่อความวุ่นวายแน่.นอน ที่นางไม่กล้าตอบในตอนนี้ ก็เพราะตกใจกลัวเท่านั้น นางจะกล้าสังหารพี่น้องร่วมสายเลือด กล้าทำลายแผนการใหญ่ของราชามารได้อย่างไรกัน!"


   "ใช่แล้ว องค์หญิงรอง!" พวกสมุนทั้งหลายรีบเข้ามาคุกเข่าลงทีละคน พวกนั้นต่างก็ก้มศีรษะให้เหลิ่งฟางเฟย "องค์หญิงเก้าส่งพวกข้ากลับไป ก็เพื่อช่วยองค์ชายสี่มิใช่หรือ? เพียงแต่องค์หญิงรองมาก่อนหนึ่งก้าวเท่านั้น"


   "ใช่! ตอนแรกองค์หญิงเก้าโกรธจริงๆ เพราะองค์ชายสี่รู้ถึงอันตราย แต่ยังจงใจลากนางเข้าไปในพื้นที่นั้น มิเช่นนั้นนางจะถูกดึงเข้าไปได้อย่างไร? ดังนั้นนางจึงไม่ได้พาองค์ชายสี่ออกมาด้วย ตอนที่หนีออกมาคนเดียว"


   ลู่ซาพูดอย่างจริงใจ "แต่หลังจากที่นางออกมาแล้ว นางก็พบว่าองค์ชายสี่ยังไม่ออกมาสักที นางจึงส่งพวกข้ากลับไปตาม นางไม่คำนึงถึงอันตรายของตัวเอง ส่งทุกคนรอบข้างเข้าไป องค์หญิงรอง! ท่านเองก็เห็นแล้วนี่"


   เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ สีหน้าของเหลิ่งฟางเฟยก็ดีขึ้นบ้าง


   แม้คนพวกนี้จะมาช้า แต่พวกเขาก็เข้ามาจริงๆ


   ยิ่งไปกว่านั้น เหลิ่งซินอวี่นั้น เป็นคนไร้ความสามารถ แม้ปกติจะเอาแต่ใจและหยิ่งยโส แต่เรื่องโหดร้ายและเหี้ยมเกรียมเช่นนี้ นางยังไม่มีความกล้าพอที่จะทำแน่.นอน


   "ข้ากลับแปลกใจมากกว่า ในฐานะหนึ่งในสิบสองแม่ทัพมารที่เก่งกาจและแข็งแกร่งที่สุดใต้บัญชาท่านพ่อ ท่านลู่ซากลับปกป้องน้องหญิงที่ไร้ความสามารถของข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"


   "ราชามารส่งข้าน้อยมาคุ้มครององค์หญิงเก้า ข้าน้อยย่อมต้องทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ"


   เหลิ่งฟางเฟยหัวเราะเย็นชา คำพูดทุกประโยคล้วนมีเหตุผลไร้ซึ่งข้อผิดพลาดใดใด แต่นางก็ยังรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ลู่ซาผู้นี้ปกป้องเหลิ่งซินอวี่อย่างจริงใจ


   แม้ว่านี่จะเป็นภารกิจที่บิดาส่งมา แต่ด้วยตำแหน่งหนึ่งในสิบสองแม่ทัพมารของเขา การทำได้ถึงขั้นนี้ เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว


   "พี่หญิงรอง..." เหลิ่งซื่อไห่เห็นสีหน้าของนางผ่อนคลายลง จึงเตรียมจะฟ้องต่อ


   "เจ้าก็หุบปากไปเสียที" เหลิ่งฟางเฟยตวาดว่า "พวกเจ้าเป็นคนแบบใด ไยข้าจะไม่รู้? ปกติทะเลาะกันเล็กๆน้อยๆ ก็ยังพอจะเข้าใจได้ แต่ในวังโบราณที่เผ่าเทพโบราณทิ้งไว้แห่งนี้ พวกเจ้ากลับกล้ามีเรื่องมีราวกัน พวกเจ้าไม่ได้เห็นอนาคตของทั้งเผ่ามารอยู่ในใจเลยสินะ!


   คราวนี้โชคดีที่ข้ามาทันเวลาไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่ ถ้ามีครั้งหน้าอีก ข้าจะไม่ปล่อยพวกเจ้าทั้งสองไปง่ายๆแน่ ได้ยินหรือไม่!"


   "ได้ยินแล้ว" เยี่ยหลิงหลงและเหลิ่งซื่อไห่ตอบเสียงเบา ท่าทางของทั้งสองเหมือนหัวผักกาดที่เหี่ยวเฉาไปแล้ว


   "ต่อไปที่นี่ข้าจะเป็นคนจัดการเอง พวกเจ้าทั้งสองต้องสงบเสงี่ยมไว้"


   เมื่อเหลิ่งฟางเฟยพูดจบ เหลิ่งซื่อไห่ก็เงยหน้าขึ้นด้วยความไม่อยากเชื่อทันที


   เยี่ยหลิงหลงเองก็เงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจเช่นกัน หากมีเพียงเหลิ่งซื่อไห่อยู่ที่นี่ นางยังมีโอกาสควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ถ้าเป็นเหลิ่งฟางเฟย นางแทบจะควบคุมอะไรไม่ได้เลย


   "ท่านพี่สี่ทำงานหนักมาหลายปี ในที่สุดก็ได้พักเสียที" เยี่ยหลิงหลงพูดประชดประชันทันที


   เหลิ่งซื่อไห่ที่ไม่พอใจอยู่แล้ว พอได้ยินเช่นนั้น ก็ทนไม่ไหวทันที


   "พี่หญิงรอง เรื่องนี้ข้าทำมาตลอด ข้าทำมาสิบปีแล้ว ตอนนี้กำลังจะสำเร็จอยู่แล้ว จู่ๆก็มาเปลี่ยนเป็นท่าน ที่นี่มีหลายอย่างที่ท่านไม่คุ้นเคย ข้าเกรงว่างานที่นี่จะยากสำหรับท่านนะขอรับ"


   เหลิ่งฟางเฟยหัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง


   "เจ้าก็รู้ดีนี่ จนตอนนี้เจ้าใช้เวลาไปสิบปีแล้วแต่ยังไม่สามารถพิชิตมันได้เลย เมื่อครู่หากข้ามาไม่ทัน เจ้าจะมีชีวิตรอดหรือไม่ก็ยังเป็นปริศนาอยู่"


   เหลิ่งซื่อไห่ไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่มีทางโต้แย้ง จึงจ้องเหลิ่งซินอวี่อย่างดุร้าย ทั้งหมดเป็นเพราะหญิงต่ำช้าคนนี้แท้ๆ


   เยี่ยหลิงหลงอดที่จะหัวเราะเยาะในใจไม่ได้


   ‘ไอ้คนผู้นี้ช่างไร้ประโยชน์เหลือเกิน ถูกเหลิ่งฟางเฟยฉกฉวยความสำเร็จไปในช่วงสุดท้าย แต่ก็ไม่กล้าพูดเสียงดังกับเหลิ่งฟางเฟย แต่กลับผลักความรับผิดชอบมาที่นางเสียนี่!’


   "นับจากนี้เจ้าจงอยู่ข้างกายข้า! ข้าจะเป็นผู้นำ! เจ้าเป็นผู้ช่วย! เข้าใจหรือไม่?"


   เหลิ่งซื่อไห่สูดลมหายใจลึกหลายครั้ง สุดท้ายก็พยักหน้า


   "เข้าใจแล้ว"


   "ส่วนเจ้า เข้ามาที่นี่ด้วยเหตุใดกัน? จงรีบไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้" เหลิ่งฟางเฟยมองไปที่เยี่ยหลิงหลง


   "เจ้าเป็นคนที่ถูกส่งเข้ามา เพียงแค่อยู่ข้างนอกให้ครบเวลาแล้วออกไปก็พอ อย่ายุ่งย่ามให้มาก"


   "ข้า... ข้าก็อยากทำประโยชน์ให้กับเผ่ามารเหมือนกันนะเจ้าคะ"


   "เจ้าน่ะหรือ? เจ้ามีประโยชน์อะไร?"


   "ใช่! ข้าได้ขออนุญาตท่านพ่อแล้ว ท่านเห็นด้วยแน่นอน" เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็รีบผลักกู้หลินเยวียนที่อยู่ข้างๆ เขาจึงรีบหยิบป้ายคำสั่งอันหนึ่งจากแหวนเก็บของ จากนั้นก็ส่งให้เยี่ยหลิงหลง


   "พี่หญิงรองดูสิเจ้าคะ นี่คือป้ายคำสั่งของท่านพ่อ"


   เหลิ่งฟางเฟยมองดูแวบหนึ่ง คิ้วของนางขมวดแน่นยิ่งขึ้น


   แน่นอนว่านี่คือป้ายคำสั่งของท่านพ่อแน่.นอน เขาตามใจเหลิ่งซินอวี่ นังคนไร้ความสามารถนี่เหลือเกิน!


   "และข้าก็มีประโยชน์จริงๆนะ ท่านพี่สี่หาลูกกุญแจมาครึ่งปี ข้าหาประเดี๋ยวเดียวก็เจอเลยนะ!"



บทที่ 1437: หน้าตาดีไม่ใช่ความผิด



   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ กู้หลินเยวียนก็ล้วงกุญแจออกมาและส่งให้นาง


   หลังจากได้รับกุญแจแล้ว เยี่ยหลิงหลงรีบส่งให้เหลิ่งฟางเฟย


   "พี่หญิงรอง ท่านดูนี่สิเจ้าคะ!"


   เหลิ่งฟางเฟยรับกุญแจมา หลังจากดูสักครู่ ก็หันไปมองเหลิ่งซื่อไห่ แล้วตำหนิเสียงเหลิ่ง


   "เจ้านี่ช่างไร้ประโยชน์จริงๆ"


   สีหน้าของเหลิ่งซื่อไห่หม่นลง เขารู้สึกไม่พอใจมากขึ้นไปอีก


   "เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็อยู่ที่นี่ เจ้ากับเหล่าซื่อช่วยข้าด้วยกัน ห้ามก่อเรื่อง นอกเหนือจากคำสั่งของข้าห้ามทำอะไรทั้งสิ้น ห้ามทะเลาะกันเอง ห้ามทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวม หากผู้ใดกล้าไม่เชื่อฟัง ข้าจะฆ่ามันทันที!"


   "เจ้าค่ะ/ขอรับ พี่หญิงรอง" เยี่ยหลิงหลงและเหลิ่งซื่อไห่ตอบพร้อมกัน หลังจากตอบแล้วก็จ้องกันและกันด้วยสายตาไม่พอใจ


   เหลิ่งฟางเฟยที่ถือกุญแจไว้ นางไม่ได้เดินจากไป สายตาของนางเลื่อนจากเยี่ยหลิงหลงไปยังกู้หลินเยวียนที่สวมหน้ากากและมีเลือดเปรอะอยู่เต็มหน้า


   "น้องหญิงเก้ามีคนอยู่ข้างกายเพิ่มมาตั้งแต่เมื่อไร? ของสำคัญขนาดนี้เจ้ายังให้เขาเก็บรักษา ดูเหมือนเขาจะเป็นที่โปรดปรานของเจ้ามากสินะ"


   เหลิ่งฟางเฟยพินิจมองกู้หลินเยวียนตั้งแต่หัวจรดเท้า เยี่ยหลิงหลงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อบังเขาไว้ข้างหลัง พร้อมกับกอดแขนของเขาไว้


   "พี่หญิงรอง แต่เดิมเขาหน้าตาดีมาก เมื่อครู่ท่านลงมือแรงเกินไป ใบหน้าของเขาจึงพังไปแล้ว" เยี่ยหลิงหลงบ่น


   กู้หลินเยวียนถูกเยี่ยหลิงหลงบังไว้ เหลิ่งฟางเฟยมองไม่ชัดจึงละสายตากลับมา แล้วเย้ยหยันเสียงเย็น "เช่นนั้น เจ้าก็แค่หลงใหลในรูปโฉมของเขาสินะ? เจ้าช่างมีวิสัยทัศน์สั้นเหลือเกิน!"


   เหลิ่งฟางเฟยไม่อยากจะไปเถียงกับเหลิ่งซินอวี่เรื่องพวกนี้ นางเป็นคนไร้ค่าอยู่แล้ว การที่จะถูกความงามทำให้โง่หนักกว่าเดิมก็เป็นเรื่องปกติ ถึงอย่างไรความโง่เขลาก็คือสิ่งที่นางควรจะเป็นอยู่แล้ว


   "พี่หญิงรอง ท่านไม่เข้าใจหรอก"


   "ข้าก็ไม่อยากเข้าใจเหมือนกัน เหล่าซื่อ เจ้าพาคนของเจ้าไปรักษาอาการบาดเจ็บทางโน้น น้องหญิงเก้า เจ้าพาคนของเจ้าไปรักษาอาการบาดเจ็บอีกด้านหนึ่ง" เหลิ่งฟางเฟยมองกุญแจในมือแวบหนึ่ง "ข้าอยากจะดู ว่าแท้จริงแล้ววังหลังนี้ ยังหลงเหลืออะไรอยู่หรือไม่?"


   พูดจบเหลิ่งฟางเฟยก็พาคนเดินอย่างรวดเร็ว ตรงไปยังตำหนักด้านข้างที่มีห้องลับ


   เยี่ยหลิงหลงหันไปมองพวกสมุนของนางแวบหนึ่ง ทุกคนนั่งลงรักษาอาการบาดเจ็บอย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องพูดอะไรทั้งสิ้น


   หลังจากที่พวกเขาเดินไปหมดแล้ว ในที่สุดเยี่ยหลิงหลงก็มีเวลาตรวจดูอาการบาดเจ็บของกู้หลินเยวียน บทบาทของคนที่หลงใหลในความงาม ตอนนี้ได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว นางจึงพากู้หลินเยวียนเข้าไปในห้องเล็กโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ให้คนอื่นๆเฝ้าอยู่ด้านนอก


   เหลิ่งซื่อไห่ที่อยู่ในตำหนักฝั่งตรงข้ามเห็นเข้า ใบหน้าของเขายิ่งเต็มไปด้วยความเยาะหยัน


   แต่ทว่าเยี่ยหลิงหลงกลับไม่สนใจสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย เมื่อเข้าไปในห้องและปิดประตู นางจึงถามอย่างสบายใจ "ศิษย์พี่สาม ท่านเป็นอะไรมากไหมเจ้าคะ? มาเถิด เดี๋ยวข้าจะจัดการบาดแผลให้ท่านเอง"


   "ถึงแม้ว่าข้าจะบาดเจ็บ แต่ก็ไม่มีอะไรร้ายแรง" กู้หลินเยวียนพูดพลางให้ความร่วมมือกับเยี่ยหลิงหลง


   เยี่ยหลิงหลงหยิบยา และโอสถหลายขวดออกมาจากแหวนของเหลิ่งซินอวี่ และวางทั้งหมดบนโต๊ะ


   "ศิษย์พี่สาม ข้าไม่ค่อยคุ้นเคยกับยาของเผ่ามารรบกวนท่านช่วยดูหน่อย เลือกตัวที่แพงที่สุดกิน ท่านไม่ต้องห่วงข้า"


   กู้หลินเยวียนอดขำไม่ได้กับท่าทางจริงจังและใจกว้างของนาง


   "ศิษย์พี่สาม ท่านรู้จักเหลิ่งฟางเฟยหรือไม่?"


   "อืม" กู้หลินเยวียนตอบรับเสียงหนึ่ง "ตอนที่ข้าเข้าสู่ภาวะมาร ข้าได้เข้าไปอยู่ในสังกัดใต้บัญชาของนาง"


   "ตอนนั้นท่านอยู่ในขอบเขตบูรณาการ แต่กลับมีความสามารถเข้าตาองค์หญิงรองผู้สูงส่งได้ เกรงว่าคงมีเรื่องอื่นด้วยกระมัง?"


   กู้หลินเยวียนขมวดคิ้ว แล้วเงียบไป


   "ศิษย์พี่สาม หากท่านไม่พูด ข้าก็จะไม่ถาม หากมันส่งผลกระทบต่อภาพรวม ท่านคงไม่ปิดบังข้าแน่"


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก จริงๆแล้วตอนที่นางไล่เจ้าไปเมื่อครู่ เจ้าควรเลือกที่จะจากไป การอยู่ต่อนั้นอันตรายเกินไปนะ"


   "ศิษย์พี่สาม ท่านเองก็รู้ดีมิใช่หรือ? ว่าในสนามรบโบราณแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคนหรือพลัง พวกเราไม่สามารถต่อกรกับเผ่ามารได้อย่างแน่นอน และหากข้าจากไป ข้าก็จะไม่มีโอกาสหยุดยั้งพวกมันได้อีกแล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ


   "ตลอดทางที่เดินเข้ามา ข้าได้เห็นความมุ่งมั่นของผู้คน พวกเขาวางแนวค่ายกลป้องกันหลายชั้น ล้วนแล้วก็เพื่อขัดขวางเผ่ามารและปกป้องที่นี่เอาไว้ แต่ข้าก็เห็นว่า หากไร้ซึ่งเหตุไม่คาดฝัน ที่นี่กำลังจะแตกนะเจ้าคะ ผลของการที่มันแตกนั้น ข้าเองก็ไม่รู้แน่ แต่คนที่จะได้รับผลกระทบ ย่อมไม่ใช่ข้าเพียงผู้เดียวแน่"


   กู้หลินเยวียนถอนหายใจอย่างหนัก


   "ความทะเยอทะยานของเผ่ามารนั้นชัดเจน หากปล่อยไว้ไม่จัดการ ในที่สุดทั้งหกภพจะจมอยู่ในไฟสงคราม แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเหตุใดหลายปีก่อน สงครามใหญ่ระหว่างเทพกับมารถึงได้ปะทุขึ้น แต่บรรพบุรุษได้ต่อสู้เพื่อให้พวกเรามีเวลาอยู่รอดมาหลายปี พวกเราจะนั่งรอความตายและยอมให้ผู้อื่นฆ่าได้อย่างไร?"


   "แล้วสำนักชิงเสวียน..."


   "ศิษย์พี่สาม บางทีสำนักชิงเสวียนในอดีตอาจจะล่มสลายไปในวังวนนี้ก็เป็นได้นะเจ้าคะ"


   "เจ้าสงสัยว่า การที่สำนักชิงเสวียนถูกทำลายในคืนเดียว อาจเป็นฝีมือของเผ่ามารหรือ?"


   "ก็มีความเป็นไปได้"


   "เพราะเหตุใด?"


   "เพราะข้าเคยเห็นเศษเสี้ยวความทรงจำของศิษย์สำนักชิงเสวียนในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา ตอนนั้นศิษย์สำนักชิงเสวียนเคยไปยังภพมารและได้ต่อสู้กับภพมารอย่างดุเดือดด้วย"


   กู้หลินเยวียนชะงักไป


   "พวกเขาไม่ได้ถูกทำลายในคืนเดียว แต่ถูกส่งไปยังภพมาร ส่วนเหตุผลนั้นข้าเองก็ยังไม่ทราบแน่ แต่สุดท้ายพวกเขาตายที่ภพมารและภายหลังถูกฝังไว้ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแน่.นอน"


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ


   "ข้อมูลที่ข้าได้รับมา กระจัดกระจายไปหมด ตอนนี้ข้าเลยยังไม่ได้บอกทุกคน เพราะแม้แต่ข้าเอง ก็ร้อยเรียงเป็นความจริงแทบไม่ได้ จึงไม่จำเป็นต้องพูดออกมาให้ทุกคนสับสนเพิ่ม"


   "ข้าเองก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งศิษย์สำนักชิงเสวียนไปยังภพมาร ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นมีจุดประสงค์อะไร เขายืนอยู่ฝั่งไหนกันแน่ แต่ภัยพิบัติกำลังมาถึง ไม่มีใครหนีพ้นแน่.นอน"


   "ได้แต่ทำสุดความสามารถ ในคลื่นลูกนี้ เราต่างก็จำต้องแสวงหาโอกาสรอดชีวิต เพื่อตัวเอง เพื่อพวกท่าน และเพื่อผู้บริสุทธิ์ทุกคน"


   "และที่ยิ่งไปกว่านั้น..."


   เยี่ยหลิงหลงเปลี่ยนน้ำเสียงกะทันหัน บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มซึ่งหาได้ยาก


   "เจ้าไม่อยากพบกับคนที่ต่อสู้กับเผ่ามารมาสิบปี ด้วยกำลังของตัวเองหรือ? เขาเก่งมากนะ"


   กู้หลินเยวียนหัวเราะเบาๆ พลางพยักหน้า


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก พูดอะไรก็ทำให้คนเชื่อได้ตลอดนั่นแหละ ข้าเลือกทุกสิ่งที่เจ้าเลือก เมื่อเราเข้าร่วมเผ่ามารด้วยกัน พวกเราก็จะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน"


   เยี่ยหลิงหลงถอดหน้ากากของกู้หลินเยวียนออก ใช้วิชาชำระล้างทำความสะอาดใบหน้าอันงดงาม จนทำให้ใจของเขาสั่นไหวขึ้นมา


   หลังจากทำความสะอาดเสร็จ นางก็หยิบอุปกรณ์ปลอมตัวออกมาจากแหวนของตัวเอง


   เมื่อก่อนก็เป็นชุดอุปกรณ์นี้แหละ ที่ทำให้ตอนอยู่ในหุบเขาเสินอี้ นางสามารถแปลงโฉมจนเยี่ยหรงเยว่จำไม่ได้


   นางวาดรอยแผลบนใบหน้าของกู้หลินเยวียน พร้อมกับปรับเปลี่ยนลักษณะของใบหน้าเขา ให้ดูแตกต่างจากเดิมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้


   "น่าเสียดายจริงๆ ใบหน้าที่งดงามขนาดนั้น"


   "เป็นชายหนุ่มตัวโต หน้าตาดีไปก็มีประโยชน์อะไรหรอก?"


   "เห็นแล้วชื่นตา ชื่นใจ เห็นแล้วเป็นสุขอย่างไรเล่า หน้าตาดีก็ไม่ใช่ความผิดของตัวเอง ใครมีความคิดชั่วร้ายคนนั้นต่างหากที่ผิด ฆ่าทิ้งไปก็จบไม่ใช่หรือ?"


   เมื่อได้ยินคำพูดนั้น กู้หลินเยวียนหัวเราะเบาๆ แต่เสียงหัวเราะที่ไพเราะนั้นหยุดไปในชั่วขณะถัดมา


   โครม!


   เสียงดังสนั่น ประตูห้องเล็กๆของพวกเขาถูกทำลายจนแตกละเอียด



บทที่ 1438: เจ้าเป็นพวกไร้ประโยชน์แบบใดกันแน่?



   ในเวลาที่ประตูถูกทำลาย เยี่ยหลิงหลงกำลังหันหลังให้ประตู นางยืนอยู่ตรงหน้ากู้หลินเยวียน บดบังใบหน้าของเขาไว้ครึ่งหนึ่ง


   โชคดีที่ใบหน้าอีกครึ่งที่เหลือนั้น นางได้วาดรอยแผลไว้แล้ว ตอนนี้ดูน่ากลัว น่าเกลียด ทำให้ผู้คนไม่สามารถจินตนาการถึงกู้หลินเยวียนผู้งดงามเหนือโลกได้อีกต่อไป


   มือเรียวบางที่ถือพู่กันของเยี่ยหลิงหลงชะงักงัน สีหน้าของนางเย็นชา.ลง


   กู้หลินเยวียนรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของนางได้อย่างว่องไว ดวงตาของเขาจ้องมองไปที่นาง มือของเขาจับมือของนางเอาไว้อย่างมั่นคง


   สีหน้าของเยี่ยหลิงหลงอ่อนลง เมื่อครู่ตอนอยู่ข้างนอก นางแสดงว่ากลัวเหลิ่งฟางเฟยมาก แต่ความจริงนางไม่ได้กลัวเลยสักนิด


   การเสแสร้งแสดงไปกับนาง ก็เพื่อรักษาภาพรวม แต่เหลิ่งฟางเฟยกลับชอบเหยียบย่ำขีดความอดทนของนาง


   นางไม่แม้แต่จะเคาะประตู แต่ทำลายมันโดยตรง การทำเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นการดูหมิ่นเหลิ่งซินอวี่อย่างมาก สิ่งนี้เยี่ยหลิงหลงไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย แต่นอกเหนือจากนี้ นางคิดว่าจะต้องมีการทดสอบศิษย์พี่สามของนางอย่างแน่นอน


   ตั้งแต่นางสังเกตเห็นกู้หลินเยวียนในตอนแรก นางก็ไม่เคยขจัดความสงสัยออกไปอย่างสิ้นเชิง การทำลายประตูกะทันหันครั้งนี้ คงเป็นเพราะนางการต้องการดูว่ากู้หลินเยวียน มีหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่


   นางพยายามเข้าหาศิษย์พี่สามครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งทำให้เยี่ยหลิงหลงรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก


   "พวกเจ้าปิดประตู แล้วไปแอบทำอะไรกันอยู่ในนั้น?"


   เสียงตวาดของเหลิ่งฟางเฟยดังมาจากนอกประตู หากก่อนหน้านี้ น้ำเสียงของนางเย็นชาเป็นส่วนใหญ่ แต่ตอนนี้น้ำเสียงของนางมีความโกรธเคืองมากขึ้นหลายส่วน


   เยี่ยหลิงหลงไม่ได้หันหลังกลับในทันที นางสวมหน้ากากให้กู้หลินเยวียนก่อน แล้วจึงหันหลังกลับ


   "พี่หญิงรอง เหตุใดจึงไม่เคาะประตูเล่า?"


   เมื่อได้ยินคำถามเช่นนี้ เหลิงฟางเฟยหัวเราะเยาะออกมา "เจ้ากำลังทำอะไรที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นกระนั้นหรือ? ปกติเจ้าดูไม่มีความกล้าสักเท่าไร แต่ตอนนี้เป็นอะไรไป? พอมาเจอชายคนนี้ เจ้าก็หาญกล้าขึ้นมาแล้วรึ?"


   "ข้าไม่เต็มใจจริงๆ ใบหน้าของเขาพังไปแล้ว" เยี่ยหลิงหลงแสดงสีหน้าที่รับไม่ได้ "เขาเคยหน้าตาดีมาก และข้าก็ชอบเขามาก"


   พอเห็นท่าทางโง่เขลาของนาง ความโกรธของเหลิงฟางเฟยก็ลดลงไปมาก


   ถ้าเป็นเขาคนนั้นจริงๆ เขาคงไม่มีทางอยู่ข้างคนไร้สาระอย่างเหลิ่งซินอวี่ได้แน่.นอน ไหนจะสีหน้าอ่อนโยนนั้นอีก


   "ก็แค่บุรุษผู้หนึ่งเท่านั้น มีอะไรยิ่งใหญ่นักหนา?"


   "พี่หญิงรอง ในใจของท่านมีแต่การสร้างผลงานและความสำเร็จ ท่านไม่เข้าใจหรอกเจ้าค่ะ"


   เหลิงฟางเฟยยิ่งหัวเราะอย่างดูแคลนเข้าไปอีก


   "แน่นอนว่าข้าไม่เข้าใจ แต่แล้วจะอย่างไร? เจ้าจะเรียกร้องความยุติธรรมจากข้า เพื่อใบหน้าที่พังไปแล้วนี้หรือ? เจ้ากล้าหรืออย่างไร!?"


   เยี่ยหลิงหลงโกรธจนใบหน้าทั้งหมดย่นเข้าหากัน นางอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดกลับไปทั้งหมด นางโกรธจนหันหลังไป ไม่มองเหลิ่งฟางเฟยอีกเลย


   "เจ้าไม่ต้องกังวลไปนะ พอกลับไปแล้ว ข้าจะต้องขอให้ท่านพ่อหายามาดีที่สุดให้เจ้า ตอนนั้นข้าจะต้องรักษาเจ้าให้หายได้แน่นอน"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สายตาของเหลิ่งฟางเฟยยิ่งเต็มไปด้วยความเหยียดหยามมากขึ้น เรียกร้องความยุติธรรมจากนางก็ไม่กล้า จะรักษาผู้ชายคนหนึ่งก็ต้องกลับไปขอร้องท่านพ่อ ช่างไร้ประโยชน์เหลือเกิน


   คนที่ทะนงตัวเช่นเขา ไม่มีทางที่จะมองคนไร้ค่าคนนี้แม้แต่แวบเดียว และยิ่งไม่มีทางที่จะอยู่ข้างนางอย่างแน่นอน


   "ดี!"


   เสียงของกู้หลินเยวียนนั้นอ่อนโยนมาก อ่อนโยนจนทำให้เหลิ่งฟางเฟยที่อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย แปรเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง


   แม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่คนตรงหน้านี้จะเป็นเขา แต่เสียงนั้น ก็นับว่าคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน!


   "รีบออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นก็ไสหัวไปเสีย พอถึงเวลาก็ออกไปจากที่นี่ซะ อย่ามาสร้างความวุ่นวายที่นี่ เจ้าน่ะ! ดีแต่ทำเรื่องน่าอับอายขายหน้า!" เหลิ่งฟางเฟยตะโกน หลังจากตะโกนเสร็จนางก็หันหลังเดินจากไป


   ตอนที่เยี่ยหลิงหลงพากู้หลินเยวียนออกไป เหลิ่งฟางเฟยกำลังพาคนเดินไปยังลานที่ยังไม่ได้พัฒนา


   ในเวลานี้ เหลิ่งซื่อไห่ก็เดินกะเผลกตามขึ้นไป เมื่อเดินผ่านข้างเยี่ยหลิงหลงเขายังเหลือบมองนางอย่างยโสโอหังอีกด้วย


   "พี่หญิงรอง กุญแจที่น้องหญิงเก้าให้ท่าน เปิดแล้ว ข้างในมีอะไรหรือ?"


   เมื่อเขาถามเช่นนี้ เหลิ่งฟางเฟยก็หยุดฝีเท้า เมื่อหันกลับมา สีหน้าของนางดูไม่ดีเอาเสียเลย


   "นางจะมีประโยชน์อะไรได้? ข้างในนั้นไม่มีอะไรเลย เป็นเพียงห้องลับที่ว่างเปล่าเท่านั้นเอง"


   ความจริงแล้วเหลิ่งซื่อไห่รู้ผลลัพธ์จากสีหน้าของเหลิ่งฟางเฟยตั้งแต่แรกแล้ว แต่เขาตั้งใจจะถามออกมาดัง ๆ ที่จริงเขาต้องการยั่วยุคนไร้ค่าผู้นั้น หวังให้นางโกรธ ให้นางทำผิดพลาด สุดท้ายก็ยืมมือพี่หญิงรองกำจัดนาง


   "พี่หญิงรอง ท่านอย่าโกรธไปเลย ท่านก็รู้ว่าน้องหญิงเก้าเป็นอย่างไร สิ่งที่นางทำส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ทั้งนั้นแหละขอรับ"


   เขาด่านางออกมาอย่างรุนแรง ทว่าเยี่ยหลิงหลงได้ยินแล้วหัวเราะเบาๆ


   "ข้าทำงานไม่ค่อยได้เรื่องจริงๆ แต่อย่างน้อยข้าก็หาลูกกุญแจที่พี่สี่ตรากตรำหาตั้งครึ่งปีเจอ ถ้าคนไร้ประโยชน์เช่นข้ายังเหนือกว่า ขอถามท่านพี่สี่หน่อยเถิด ว่าท่านไร้ประโยชน์เพียงใดกันแน่?"


   "เจ้า..."


   เหลิ่งฟางเฟยหันกลับมามองดูเยี่ยหลิงหลงด้วยความประหลาดใจ แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ฝีปากของนางคมกว่าแต่ก่อนอยู่มากทีเดียว


   "หยุดทะเลาะกันเดี๋ยวนี้นะ!" เหลิ่งฟางเฟยตวาดออกมา แล้วโบกมือชี้ไปข้างหน้า


   "ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งเดือน จัดการเอาลานนี้มาให้ข้า"


   เมื่อเหลิ่งฟางเฟยออกคำสั่ง เหลิ่งซื่อไห่ก็รีบวิ่งไปร่วมมือกับนางอย่างกระตือรือร้น แม้ในใจจะไม่ยินยอม แต่เขาไม่กล้าขัดใจเหลิ่งฟางเฟยแม้แต่น้อย เขาถึงกับยอมถอยหลังให้


   ไม่ไปแข่งขันกับเหลิ่งฟางเฟยอีกแล้ว ตอนนี้ขอเพียงได้รับความไว้วางใจจากเหลิ่งฟางเฟย เพื่อไม่ให้ตัวเองลำบากก็พอ


   ในขณะที่พวกเขากำลังลงมือ เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ไปขัดขวาง ถึงอย่างไรนางก็ไม่มีวิธีที่จะขัดขวางได้


   ที่นี่ นอกจากศิษย์พี่สามและนางแล้ว คนอื่นทั้งหมดล้วนเป็นเผ่ามารและเหลิ่งฟางเฟยยังนำกำลังหลักของนางมาที่นี่ด้วย


   ดังนั้นเมื่อพวกเขาลงมือ เยี่ยหลิงหลงจึงพากู้หลินเยวียนถอยไปอยู่ด้านหลังสุด นั่งชมอย่างสบายๆ


   ส่วนลู่ซาก็พาสมุนคนอื่นๆของเขาเข้าร่วมในการบุกเบิกลานใหม่ เขาบอกว่า องค์ชายสี่ตั้งใจจะกดดันนาง ดังนั้นเขาจึงต้องสร้างผลงานเพื่อลดแรงกดดันให้นางด้วย


   เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ห้ามเขา เผ่ามารเตรียมพร้อมมาอย่างดี มีพวกเขาเพิ่ม หรือลดไปไม่กี่คน ก็ไม่มีความแตกต่างมากนัก


   นางนั่งดูพวกเขาพังประตูห้องในลานนี้อย่างเงียบๆจากด้านหลัง มีเศษความอาลัยที่ถูกขังอยู่ข้างในออกมา พวกเขาต่อสู้กับพวกมันอย่างดุเดือด


   ในการสู้รบครั้งแล้วครั้งเล่า เยี่ยหลิงหลงได้เห็นพลังการต่อสู้อันทรงพลังของพวกเขา และยังเห็นจุดจบของแนวค่ายกลป้องกันในวังหลังนี้ด้วย ที่นี่ไม่สามารถหยุดพวกเขาได้


   แต่เยี่ยหลิงหลงก็เห็นว่าเผ่ามารที่นี่ จริงๆแล้วไม่ได้มีถึงพันคน แม้จะรวมกับพวกของเหลิ่งฟางเฟยที่มาทีหลังก็ตาม


   เศษความอาลัยที่คุกคามพวกเขา เห็นว่ามีเผ่ามารจำนวนมากเข้ามาในวังโบราณหลังนี้ แต่โดยธรรมชาติ มันหวาดกลัวสถานที่แห่งนี้จึงไม่กล้าเข้ามา ดังนั้นมันจึงไม่รู้ว่าที่นี่มีเผ่ามารเท่าไหร่กันแน่


   ดังนั้นผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จึงไม่ได้มีถึงพันคน รวมกับพวกที่เหลิ่งฟางเฟยนำเข้ามาใหม่ จำนวนคนอยู่ที่ประมาณหกร้อยกว่าคนเท่านั้น


   เหลิ่งฟางเฟยบอกว่าจะยึดที่นี่ได้ภายในหนึ่งเดือน และนางก็ยึดลานนั้นได้จริงๆ หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน เศษความอาลัยของวิญญาณทั้งหมด ถูกจัดการจนสิ้น


   ทุกห้องในลานหลังนี้ ประตูหน้าต่างทั้งหมดเปิดกว้าง ไม่มีที่ใดที่จะซ่อนได้อีกต่อไป


   เมื่อยึดลานนี้ได้ เผ่ามารก็สูญเสียกำลังไปอีกบางส่วน จำนวนคนเหลือประมาณหกร้อยคนเท่านั้น


   คนน้อยลง แต่ก็ยังมากกว่ามนุษย์หกเท่า และมากกว่าเผ่าวิญญาณและเผ่าปีศาจรวมกันสองเท่า



บทที่ 1439: สร้างกรงขัง



   ไม่เพียงเท่านี้ ในฐานะหนึ่งในสิบสองแม่ทัพมาร ทั้งลู่ซาและเหลิ่งฟางเฟย


   แม้แต่เหลิ่งซื่อไห่ที่นางดูถูก ก็ยังมีพลังเหนือกว่าขอบเขตพ้นพิบัติ แต่เขาต้วนหุนมีกฏเกณฑ์กดทับสถานที่แห่งนี้อยู่ ผู้ที่เข้ามา การฝึกฝนจะถูกกดให้อยู่ที่ขอบเขตพ้นพิบัติ ดังนั้นพวกเขาจึงมีพลังอยู่ที่ขอบเขตพ้นพิบัติขั้นปลาย ถือเป็นขั้นสูงสุดเท่านั้น


   นอกจากพวกเขาแล้ว ในกองทัพมารก็ยังมีผู้ที่อยู่ในระดับขอบเขตพ้นพิบัติไม่น้อย


   พวกเขาไม่เพียงแต่มีจำนวนมาก แต่การฝึกฝนยังเหนือกว่าอย่างท่วมท้น สถานการณ์นี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ดูเหมือนจะเป็นทางตัน


   เยี่ยหลิงหลงเงยหน้า มองลานที่ถูกยึดครองและกำลังถูกทำความสะอาดอยู่ ด้านหลังของลานนี้คือตำหนักใหญ่ ซึ่งเป็นตำหนักที่อยู่ลำดับรองสุดท้าย หากมันว่ามันถูกทะลวงเข้าไป เผ่ามารจะสามารถไปถึงที่ที่พวกเขาต้องการได้


   เยี่ยหลิงหลงคำนวณวันเวลา เวลาสามเดือนที่เผ่าเซียนให้เข้าสนามรบโบราณนี้


   ตอนนี้พวกเขายังเหลืออีกหนึ่งเดือนครึ่ง


   เวลาที่เหลือสำหรับนางมีน้อยเต็มที เพราะฉะนั้นเมื่อพวกเขาทะลวงตำหนักใหญ่นี้ ซึ่งเป็นตำหนักที่อยู่ในลำดับรองสุดท้าย


   นางจำเป็นต้องลงมือแล้ว


   ดังนั้นหลังจากที่พวกเขาพักหนึ่งคืน และรีบเร่งไปยังตำหนักใหญ่ลำดับรองสุดท้ายนั้น เยี่ยหลิงหลงที่คอยสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังก็แอบตามไปด้วย


   "เจ้ามาทำอะไรที่นี่?"


   หลายวันมานี้ เหลิ่งฟางเฟยรู้สึกไม่พอใจเยี่ยหลิงหลงเป็นอย่างมาก


   ปากบอกว่าจะช่วย แต่ความจริงแล้ว นางไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากอยู่ข้างหลังกับชายบำเรอของนางอย่างหวานชื่น


   สิ่งที่ทำให้เหลิ่งฟางเฟยไม่พอใจมากกว่านั้นคือ นางมักจะเห็นเงาของกู้หลินเยวียนในตัวชายบำเรอของเหลิ่งซินอวี่ในบางขณะ


   นางไม่อยากเสียสมาธิขณะปฏิบัติภารกิจ นางจึงตัดสินใจตั้งแต่แรกแล้วว่าเมื่อเรื่องนี้จบลง ก่อนออกจากเขาต้วนหุน นางจะฆ่าชายบำเรอคนนั้นเสีย


   "เจ้าคงเห็นว่านี่เป็นตำหนักสุดท้ายที่ขวางทางพวกเรา เจ้าเลยนั่งไม่ติดสินะ? อยากจะมาขอส่วนแบ่งความดีความชอบกลับไปอวดท่านพ่อล่ะสิ" เหลิ่งซื่อไห่กล่าวเยาะเย้ย


   "โอ้ ท่านพี่สี่เข้าใจข้าจริงๆนั่นแหละคือสิ่งที่ข้าคิด"


   "เจ้า..."


   "แต่เดิมนี่เป็นความดีความชอบของเจ้าคนเดียว พอพี่หญิงรองเข้ามา นางก็ได้ความดีความชอบอันดับหนึ่งไป ตอนนี้ข้าก็เข้ามาด้วย ก็แบ่งส่วนของท่านไปบ้าง พวกเราเป็นพี่น้องกัน เจ้าคงไม่ถือสาหรอกนะเจ้าคะ?"


   เหลิ่งซื่อไห่ตั้งใจจะเยาะเย้ยเหลิ่งซินอวี่ แต่กลับถูกนางตอกกลับจนหน้าหงายไป


   เขาโกรธจนยกฝ่ามือขึ้น หมายจะตบเยี่ยหลิงหลง แต่ผลคือลู่ซาได้ขวางหน้าเยี่ยหลิงหลงไว้ในทันที


   ในฐานะหนึ่งในสิบสองแม่ทัพมารแห่งภพมาร พลังของลู่ซาเหนือกว่าเหลิ่งซื่อไห่มาก ดังนั้นเขาจึงรับมือกับฝ่ามือของเหลิ่งซื่อไห่ได้ไม่ยากเย็นนัก


   "องค์ชายสี่ ท่านคิดจะทำอะไร? แบบนี้มันมากเกินไปแล้วนะขอรับ"


   "ข้าทำเกินไปรึ?"


   "คนที่พูดจาไม่สุภาพก่อนคือท่าน ส่วนคนที่พูดไม่ชนะแล้วลงมือก่อน ก็ยังคงเป็นท่าน แบบนี้ท่านไม่ได้ทำเกินไปหรอกหรือ?" ลู่ซาถามกลับ


   เห็นดังนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงลูบแหวนของตัวเองอย่างอารมณ์ดี พลางคิดว่าต่อไปจะให้รางวัลอะไรกับเขาดี


   "พอได้แล้ว! ทะเลาะอะไรกัน! เรื่องแค่นี้ยังจะกัดกันอีก ทุกคนจงหุบปากให้หมด!"


   เมื่อเหลิ่งฟางเฟยเอ่ยปาก เหลิ่งซื่อไห่ก็ไม่กล้าทะเลาะอีก แต่ลู่ซากลับหันหน้าไปอย่างไม่พอใจ ทั้งที่องค์ชายสี่เป็นฝ่ายผิด แต่ไม่คิดว่าองค์หญิงรองจะไม่ตำหนิเลยสักคำ


   นางช่างลำเอียงเหลือเกิน


   ปกติแล้ว เขารู้สึกว่าองค์หญิงเก้าเอาแต่ใจและก้าวร้าวเกินไป แต่เมื่อมองจากมุมของนาง เขาก็พบว่ายังมีคนอื่นที่เลวร้ายยิ่งกว่า


   "กวาดล้างที่นี่เสีย ลงมือ!"


   เมื่อเหลิ่งฟางเฟยออกคำสั่ง ไม่มีใครกล้าชักช้า ทุกคนพุ่งเข้าไปยังลานที่ต้องพิชิตทันที


   เมื่อประตูของลานนั้นได้ถูกเปิดออก เศษความอาลัยจำนวนมาก และแข็งแกร่งกว่าเดิมได้พุ่งทะลักออกมาจากในลานนั้น ทำให้พวกเขารู้สึกขนลุกซู่


   ในชั่วขณะนั้น ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวพลันเลือนหาย พระราชวังทั้งหลังถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึน


   แตกต่างจากครั้งก่อน ตรงที่พื้นที่ที่เศษความอาลัยแผ่ขยายออกไปนั้น เป็นพื้นที่แยกต่างหาก มีภาพจากยุคโบราณปรากฏขึ้นมา


   แต่พื้นที่แห่งนี้ ดูเหมือนจะห่อหุ้มทั้งวังทั้งหลังเข้าไปด้วยเลย


   พวกเขาดูเหมือนไม่ได้เข้าสู่พื้นที่มิติพิเศษอีกต่อไป แต่กลับถูกพาเข้าไปในพื้นที่มิติพร้อมกับวังแห่งนี้ ถึงขนาดที่พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาคารและลานที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้เป็นของจริงหรือของปลอมกันแน่?


   ในตอนนี้ เศษความอาลัยจากยุคโบราณได้พุ่งออกมาจากลานนั้น มีทั้งเผ่าเทพและเผ่ามาร มีทั้งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่ล้มตาย รวมถึงภูเขาที่ถูกตัดขาด สายธารโลหิตมากมายจากอดีต แขนขาที่ถูกตัดขาด นำทุกคนเข้าสู่สงครามใหญ่ระหว่างเทพและมาร


   เหมือนมันกำลังนำพวกเขาเข้าสู่สงครามที่สั่นสะเทือนทั้งหกภพในครั้งนั้น


   ในตอนนี้ เหลิ่งฟางเฟยนำกองทัพมารของนาง เหลิ่งซื่อไห่ก็นำผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา ทุกคนเริ่มต่อสู้กับเศษความอาลัยเหล่านี้ ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงสั่งการให้พวกสมุนของนางขึ้นไปช่วยทำประโยชน์บ้าง เหลือเพียงกู้หลินเยวียนเท่านั้นที่ยังอยู่ข้างกายนาง


   "ศิษย์พี่สาม ถึงเวลาลงมือแล้วเจ้าค่ะ"


   "ได้"


   ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ในระหว่างที่พวกเขากำลังกวาดล้างลานก่อนหน้านี้ เยี่ยหลิงหลงได้วางแผนคร่าว ๆ ไว้แล้ว และได้เตรียมการไว้มากพอสมควร ดังนั้นเมื่อพื้นที่รองสุดท้ายนี้กำลังถูกจัดการ นางก็เริ่มลงมือปฏิบัติการของนางต่อไปอย่างไม่รีรอ


   นางต้องการจะสร้างกรงขังอีกหนึ่งแห่งที่ปลายพื้นที่มิตินี้ นางต้องการสร้างมันในระหว่างที่พวกเขากำลังติดพันการต่อสู้ และต้องทำต่อหน้าต่อตาทุกคน เพื่อกักขังและสังหารพวกเขาในที่นี้


   เมื่อเศษความอาลัยโจมตีเข้ามา เยี่ยหลิงหลงรีบออกจากสนามรบตรงกลางอย่างรวดเร็ว นางวิ่งไปยังที่ห่างไกล กำหนดขอบเขตพื้นที่หนึ่ง และเริ่มลงมือจัดวางกรงขังทันที


   แต่เส้นทางนี้อันตรายเหลือเกิน ในขณะที่เศษความอาลัยต่อสู้กับเผ่ามาร มันก็กำลังต่อสู้กับนางด้วย


   แม้จะมีกู้หลินเยวียนอยู่ข้างกายคอยปกป้อง แต่นางก็ได้รับบาดเจ็บหลายครั้ง ต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือน กว่าจะสร้างโครงร่างออกมาได้


   ในขณะที่นางสร้างโครงร่างออกมาและกำลังค่อยๆปรับปรุงให้สมบูรณ์นั้น ทางฝั่งเผ่ามารได้อาศัยความได้เปรียบด้านจำนวนคน รวมถึงความสามารถในการปฏิบัติการและการต่อสู้อันทรงพลัง จนได้เปรียบอย่างมาก


   หากไม่มีกรงขังที่นางวางไว้ ไม่เกินครึ่งเดือนพวกเขาก็จะสามารถพิชิตพื้นที่นี้ได้


   และสุดท้ายพวกมันก็จะไปยังสถานที่ที่พวกเขาต้องการไปตั้งแต่สิบปีก่อน


   ในช่วงครึ่งเดือนสุดท้าย เยี่ยหลิงหลงแย่งชิงเวลากับฟ้าดินทุกชั่วขณะ นางทำเพื่อปรับปรุงกรงขังที่นางสร้างให้สมบูรณ์ บางครั้งเมื่อกู้หลินเยวียนไม่สามารถปกป้องนางได้


   ลู่ซาก็ยังมาช่วยนางหลายครั้ง


   เพื่อการนี้ เยี่ยหลิงหลงใช้ทรัพย์สมบัติของเหลิ่งซินอวี่อย่างสุรุ่ยสุร่าย เพียงเพื่อให้ลู่ซาและเหล่าสมุนของเขายืนอยู่ฝั่งนางในช่วงเวลาสำคัญ


   แต่สิ่งที่เยี่ยหลิงหลงไม่ได้คาดคิดคือ เมื่อเผ่ามารโจมตีลานนี้ครบหนึ่งเดือน ราชามารกลับส่งแม่ทัพมารอีกคน ให้เขานำทหารมารรุ่นใหม่เข้ามาในพื้นที่มิตินี้ เพื่อเสริมกำลังให้กับเหลิ่งฟางเฟยอย่างเข้มแข็ง


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงเห็นลู่เหย่นำทหารปรากฏตัว หัวใจนางเย็นวาบไปครึ่งหนึ่ง


   การมาถึงของพวกเขา ทำให้เยี่ยหลิงหลงรู้สึกกดดันในใจมากขึ้น เพราะกรงขังนี้สามารถกักขังทหารมารหกร้อยนายได้ เรียกได้ว่าเป็นจำนวนที่จำกัดที่สุด และยังไม่แน่ด้วยซ้ำว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่ตอนนี้กลายเป็นทหารมารแปดร้อยนายแล้ว


   และยังมีแม่ทัพมารเพิ่มอีกหนึ่งคนด้วย!


   สิ่งที่แย่กว่านั้นคือ หลังจากพวกเขาปรากฏตัวได้ห้าวัน การต่อสู้ครั้งนี้ก็ถูกผลักเข้าสู่ช่วงสุดท้าย


   พวกเขากำลังจะทำลายพื้นที่นี้


   เยี่ยหลิงหลงไม่มีเวลาแล้ว!



บทที่ 1440: เจ้าหลงทางหรือ?



   ในช่วงเวลาคับขันนี้ เสียงหวีดร้องอันน่าสะพรึงกลัวดังก้องมาราวกับพุ่งมาจากห้วงอากาศโบราณอย่างรวดเร็ว


   ทันใดนั้นเศษความอาลัยจำนวนมากก็หลั่งไหลมาจากทุกทิศทาง เติมเต็มพื้นที่ที่เคยถูกกวาดล้างให้กลับมาแน่นขนัดอีกครั้ง


   การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้กองทัพเผ่ามาร ที่คิดว่าได้รับชัยชนะแล้ว ต้องกลับมาเผชิญกับการต่อสู้อันตึงเครียดอีกครั้ง


   ในช่วงเวลาที่หัวใจของทุกคนตึงเครียดและกำลังกระวนกระวาย เสียงของเหลิ่งฟางเฟยได้ช่วยทำให้จิตใจที่สับสนวุ่นวายของทหารสงบลง


   "มีคนกำลังควบคุมและปล่อยสิ่งเหล่านี้ออกมา มีคนซ่อนตัวอยู่ในวังหลังนี้ เสียงมาจากทิศทางนั้น จับตัวคนที่อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายนี้ก่อน! มันก็แค่ใช้เล่ห์เพทุบายเท่านั้น พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ ข้าจะไปจับตัวคนผู้นั้นมาเอง!"


   เมื่อพูดจบ เหลิ่งฟางเฟยก็ถือกระบี่ พุ่งไปยังทิศทางที่เสียงดังมาอย่างรวดเร็ว ท่วงท่าอันองอาจและร่างที่ตั้งตรงมั่นคงของนาง ได้สร้างกำลังใจอย่างมากให้กับกองทัพเผ่ามาร


   ดังนั้นหลังจากความสับสนชั่วครู่ กองทัพเผ่ามารก็กลับเข้าสู่สภาวะการต่อสู้อีกครั้ง


   เมื่อเห็นเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงอดที่จะชื่นชมเหลิ่งฟางเฟยไม่ได้ สมกับเป็นองค์หญิงรอง นางถูกเลี้ยงดูมาเยี่ยงบุรุษจริงๆ นางสามารถค้นพบต้นตอของปัญหาได้ในทันทีที่เกิดความวุ่นวายขึ้น และมุ่งหน้าไปแก้ไขด้วยความมั่นใจและมุ่งมั่น


   เมื่อมีคนเช่นนี้นำหน้า กองทัพนี้จะไม่แข็งแกร่งก็คงยาก


   คนที่วางค่ายกลป้องกันในวังหลังนี้ ได้เริ่มลงมือแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ควรลงมือเช่นกัน


   "ศิษย์พี่สาม ข้าจะไปเปิดใช้ค่ายกล ท่านเตรียมพร้อมไว้ เริ่มล่าได้เลย"


   "อื้ม"


   กู้หลินเยวียนรับคำ หลังจากนั้น ด้วยความคุ้นเคยกับค่ายกลของเยี่ยหลิงหลง ร่างของเขาจึงหายวับเข้าไปในความมืดอย่างรวดเร็ว เปรียบดั่งกระบี่ที่คมกริบ พร้อมจะชักออกจากฝักได้ทุกเมื่อในราตรีอันมืดมิด


   เยี่ยหลิงหลงฉวยโอกาสตอนที่มีเศษความอาลัยใหม่หลั่งไหลเข้ามา และอาศัยตอนที่เหลิ่งฟางเฟยไปจัดการกับพวกมัน รีบวิ่งไปยังค่ายกลกรงขังของนาง


   นางยืนอยู่บนตาค่ายกล เยี่ยหลิงหลงปล่อยพลังจิตวิญญาณจำนวนมากเข้าไปในตาค่ายกล ผลงานที่นางทำมาตลอดหนึ่งเดือน จึงได้เริ่มทำงานขึ้นในที่สุด


   เหนือศีรษะของนาง มีปีศาจมายาตัวหนึ่ง มันมีร่างโปร่งใสและมีสีสันหลากหลาย


   ในขณะที่นางเปิดใช้ค่ายกลและปล่อยพลังจิตวิญญาณ ปีศาจมายาตัวน้อยก็ปล่อยภาพมายาและพลังจิตวิญญาณของตนไปทั่วทั้งค่ายกล


   เมื่อเป็นเช่นนั้น ในพื้นที่มิติที่แตกสลาย จึงปกคลุมไปด้วยหมอกสีดำหนาทึบ


   เมื่อหมอกหนาปรากฏขึ้น ทัศนวิสัยที่เคยกว้างก็กลายเป็นจำกัดทันที กองทัพเผ่ามารที่เคยรวมตัวกันค่อยๆกระจายตัวออกภายใต้อิทธิพลของหมอกหนา ในขณะที่ต่อสู้กับเศษความอาลัยเหล่านั้น


   ทหารเผ่ามารคนหนึ่งกำลังต่อสู้กับเศษความอาลัยเผ่ามารโบราณ ที่มีพลังมหาศาล ขณะที่กำลังต่อสู้กันอยู่นั้น จู่ๆเขาก็หันไปเห็นสหายร่วมรบของตน จึงตื่นเต้นวิ่งพุ่งไปหาสหายของเขา


   "เร็ว! ข้าอยู่ตรงนี้ เจ้าช่วยข้าจัดการกับสิ่งนี้..."


   คำพูดของเขายังไม่ทันจบ ก็ถูกพลังบางอย่างทะลวงทรวงอกและท้อง เขามองดูเพื่อนที่มาหาตนด้วยความตกใจ


   จากนั้นภาพความจริงก็ปรากฏ


   เขาคือเศษความอาลัย! ไม่ใช่สหายของเขา!


   จากนั้นเมื่อเขาหันกลับไปมองด้านหลัง ก็ตกใจที่เห็นเศษความอาลัยที่กำลังต่อสู้กับเขาเมื่อครู่ ดันกลายเป็นร่างของเพื่อนเขาในชั่วพริบตา


   "ภาพลวงตา! พื้นที่มิตินี้ ซ้อนทับด้วยภาพลวงตา! ระวัง!"


   ในช่วงเวลาสุดท้ายที่ชีวิตกำลังจะดับสูญ เขาตะโกนออกไปอย่างสุดกำลัง เขาต้องการส่งต่อข่าวสารออกไป ก่อนจะหันกลับไปโจมตีเศษความอาลัยที่เพิ่งโจมตีเขาอย่างหนัก


   เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วพื้นที่มิติหลายรอบ กองทัพมารรีบเพิ่มความระแวดระวังและปรับกลยุทธ์การต่อสู้ในทันที


   "ภาพลวงตาจะเปลี่ยนเป็นรูปร่างของพวกเรา จงระวังไว้!"


   "ในหมอกมีพิษ ระวังไว้!"


   "มีกับดักอยู่หน้าตำหนักหลังที่สาม ทางซ้าย ระวังไว้!"


   "มีคนวางกับดักในพื้นที่มิตินี้ พวกเราถูกขังอยู่ ระวังไว้!"


   "มีคนแปลกหน้าปรากฏในพื้นที่มิติ มันกำลังล่าพวกเรา ระวังไว้!"


   ข่าวสารถูกส่งต่อออกไปอย่างรวดเร็ว เยี่ยหลิงหลงที่ยืนอยู่ในตาค่ายกลรู้สึกตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ กองทัพมารช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน!


   นางกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ยากและแข็งแกร่งกว่าที่เคยเจอมา แต่ไม่เป็นไร ไม่ว่าจะยากแค่ไหน นางก็จะต้องหาทางแก้ไขให้ได้!


   เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจลึก พลังจิตวิญญาณอันทรงพลังไหลเข้าไปอย่างไม่ขาดสาย ส่งพลังให้ปีศาจมายาน้อย เพื่อให้มันแสดงพลังได้อย่างเต็มที่ และยังค้ำจุนกับดักน้อยใหญ่ที่นางวางไว้ในกรงขังนี้


   กองทัพมารนี้ ต่อสู้มาแล้วหนึ่งเดือน พวกมันไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเดิมแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่นางต้องออกแรงแล้ว นางจะพ่ายแพ้ไม่ได้เด็ดขาด


   ในตอนนั้นเอง เสียงที่คุ้นเคยและน่ารังเกียจดังมาจากด้านหลังของนาง


   "นั่นมันน้องหญิงเก้าที่ไร้ประโยชน์มิใช่หรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมอง เห็นเหลิ่งซื่อไห่ที่ถือกระบี่ใหญ่เปื้อนเลือด ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกระหายเลือด


   "เจ้ามาอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไร? แล้วชายบำเรอที่เจ้ารักล่ะ? ไหนจะไอ้แม่ทัพมารที่คอยปกป้องเจ้าทุกที่อีก? แล้วผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับคำสั่งให้คุ้มครองเจ้าไปไหนเสีย? พวกมันหลงทางกันไปหมดแล้วหรือ?"


   เหลิ่งซื่อไห่พูดพลางหัวเราะ ถือกระบี่เดินเข้ามาหาเยี่ยหลิงหลง


   "ถ้าพวกมันไม่อยู่ที่นี่ เจ้าคงต้องตายแล้วล่ะ! ตอนนี้ที่นี่มีหมอกหนาทึบ กับดักอยู่ทุกที่ ทุกคนกระจัดกระจายกันไปหมด แม้ว่าเจ้าจะเรียกพวกมันมาตอนนี้ พวกมันก็มาไม่ทันปกป้องเจ้าแล้ว!


   ส่วนเรื่องของท่านพ่อ เจ้าไม่ต้องกังวลว่าข้าจะอธิบายอย่างไร เจ้าตายในมือของเศษความอาลัยพวกนี้ การที่ลู่ซาและผู้ใต้บังคับบัญชาไม่สามารถปกป้องเจ้าได้ มันเกี่ยวอะไรกับข้า?


   ถ้าเจ้าจะเกลียดใครสักคน ก็จงเกลียดตัวเองที่เป็นคนไร้ค่า แต่หยิ่งยโสเถิด คนไร้ค่าอย่างเจ้า ไม่สมควรเป็นองค์หญิงของเผ่ามาร เจ้าเทียบไม่ได้แม้แต่เส้นผมเส้นเดียวของพี่หญิง.อง


   วางใจเถอะ ข้าจะทำให้เจ้าตายอย่างทรมาน ทั้งเจ็บปวดทั้งเสียใจ เจ้าต้องชดใช้ที่ทำให้ข้าโกรธ ชาติหน้า..."


   เหลิ่งซื่อไห่หยุดชั่วครู่ แล้วหัวเราะอย่างยโสโอหัง "เจ้าไม่มีชาติหน้าแล้ว ข้าจะทำให้วิญญาณของเจ้าสลายไป ไม่มีใครช่วยเจ้าได้ทั้งนั้น"


   พูดจบ ใบหน้าของเขาเผยความดุร้าย ดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร เขายกกระบี่ใหญ่ขึ้นฟันใส่เยี่ยหลิงหลง!


   ชั่วขณะที่เหลิ่งซื่อไห่ฟันลงมา เยี่ยหลิงหลงก็ชักเอาหงเยี่ยนออกมาป้องกันตัวเอง การป้องกันครั้งนี้ แม้ว่านางจะต้องถอยร่นไปหลายก้าว และรู้สึกว่าเลือดลมในอกพลุ่งพล่าน แต่ก็ยังสามารถรับการโจมตีของเหลิ่งซื่อไห่ได้อย่างแข็งแกร่ง


   แม้ว่าการฝึกฝนของเหลิ่งซื่อไห่จะเกินขอบเขตพ้นพิบัติไปแล้ว แต่ในพื้นที่มิตินี้ เขาเองก็ถูกกดทับไว้ และถึงแม้ว่าเหลิ่งซินอวี่จะเป็นคนไร้ค่า แต่ภายใต้ความรักของราชามาร หลังจากสะสมสมุนไพรวิเศษต่างๆ


   การฝึกฝนของนางก็อยู่ในขอบเขตพ้นพิบัติเช่นกัน!



จบตอน

Comments