journey ep1441-1450

บทที่ 1441: เจ้าไม่ใช่นาง!

   

   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงรับการโจมตีครั้งนี้ได้ เหลิ่งซื่อไห่ก็แสดงใบหน้าประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจน


   "การการฝึกฝนของเจ้า ช่างเหมือนกระดาษบางๆ ปกติเจ้าไม่ได้เรื่อง แต่เจ้ากลับสามารถรับการโจมตีของข้าได้?"


   เยี่ยหลิงหลงใช้หงเยี่ยนค้ำร่างกายไว้ ยามนี้มีหยดเลือดไหลออกจากมุมปาก นางเงยหน้าขึ้นและยิ้มบางๆให้เหลิ่งซื่อไห่


   "ท่านพี่สี่ ท่านบอกว่าจะฆ่าข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่านมีแค่ความสามารถเท่านี้เองหรือ? หากท่านเป็นแบบนี้ จะตายในมือข้าเอาง่ายๆนะ"


   "เจ้าพูดอะไร?"


   เหลิ่งซื่อไห่แทบไม่เชื่อหูตัวเอง เหลิ่งซินอวี่บอกว่าจะฆ่าเขาอย่างนั้นหรือ?


   เขาเหมือนได้ยินเรื่องตลกอันใหญ่หลวง เขาหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยและหยิ่งยโส


   "เจ้าจะทำให้ข้าหัวเราะจนตายเลยหรือ? เจ้าคงอยากเป็นบ้าก่อนตายสินะ!"


   "เจ้าจะคิดว่าข้าเป็นบ้าก่อนตายก็ได้" เยี่ยหลิงหลงตอบเบาๆ


   ในตอนนี้เหลิ่งซื่อไห่ยังคงหัวเราะอยู่ แต่ในรอยยิ้มกลับมีความลังเลปรากฏขึ้น


   ไม่ถูกต้อง! นี่มันไม่ถูกต้องแล้ว! ตามนิสัยของเหลิ่งซินอวี่ นังคนไร้ค่าคนนั้น ตอนนี้นางควรจะร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตถึงจะถูก และนางควรจะใช้นกหวีดอาคมส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือด้วยซ้ำไป


   แต่เหลิ่งซินอวี่ที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่ทำเช่นนั้น


   นางไม่ขอความเมตตา ไม่ขอความช่วยเหลือ นางแทบจะไม่หลบหรือหลีกเลี่ยง แต่กลับรับการโจมตีของเขาอย่างแข็งกร้าว!


   และดูเหมือนว่านางจะมีความมั่นใจมากขึ้นหลังจากรับกระบวนท่านี้ได้ แล้วไอ้รอยยิ้มเช่นนั้นอีก!


   รอยยิ้มที่ส่งมานี้ได้บรรจุความรู้สึกเอาไว้มากมายเหลือเกิน ทั้งความมั่นใจ ความยินดี ความตื่นเต้น ความกระหายในการต่อสู้...


   รอยยิ้มเช่นนี้ เขาไม่เคยเห็นมันปรากฏบนใบหน้าของเหลิ่งซินอวี่มาก่อนเลย


   เขายังไม่ทันได้เรียบเรียงความสงสัยในใจให้กระจ่าง ภาพที่น่าตกใจยิ่งกว่า ก็พลันปรากฏขึ้น เหลิ่งซินอวี่ถือกระบี่ในมือ พุ่งเข้ามาหาเขาทันที!


   นี่นางเสียสติไปแล้วหรือ? นางลืมไปแล้วหรือว่าตัวเองเป็นแค่คนไร้ความสามารถ?


   หรือว่านี่เป็นเพียงเศษความอาลัย?


   ไม่! เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเศษความอาลัย นี่คือตัวนางอย่างแน่นอน เขามั่นใจ!


   ในขณะที่จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย เยี่ยหลิงหลงก็โจมตีเข้ามา


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพบว่าการฝึกฝนทั้งหมดของเหลิ่งซินอวี่ แม้จะเทียบไม่ได้กับเหลิ่งซื่อไห่เลย แต่ก็ใช่ว่านางจะไม่มีพลังในการต่อสู้


   ยามนี้หงเยี่ยนเปลี่ยนจากรูปร่มเป็นรูปกระบี่ นางใช้พลังมารในร่างของเหลิ่งซินอวี่ส่งพลังเข้าไปในหงเยี่ยน จากนั้นนางก็ใช้วิชาเทพกระบี่พิชิตฟ้า


   นางเพิ่งรู้หลังจากเข้ามาในพื้นที่มิติที่เต็มไปด้วยเศษความทรงจำนี้ และหลังจากที่นางต่อสู้กับเศษความอาลัยมามากมาย นางจึงได้รู้ว่าวิชาสูงสุดที่นางเรียนรู้จากสำนักชิงเสวียนนั้น ตราบใดที่มีพรสวรรค์ที่เหมาะสม นางก็สามารถใช้ได้


   ตัวอย่างเช่นนางสามารถใช้ร่างของเหลิ่งซินอวี่ใช้วิชาเทพกระบี่พิชิตฟ้า และเหลิ่งซินอวี่สามารถใช้ไฟได้ เช่นนั้นก็หมายความว่าวิชาเทพวิหคอัคคีของนางก็สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน


   นางเคยสงสัยว่าวิชาสูงสุดเหล่านี้ เดิมทีก็มีลายมือชื่อของพี่เยี่ยสลักไว้ วิชานี้จะเป็นวิชาที่ใช้ได้ทั่วทั้งหกภพหรือไม่ เพราะศิษย์พี่สามของนางก็ใช้พลังมารแสดงวิชาสูงสุดที่เขาเรียนรู้มาเช่นกัน


   หากเป็นความจริง เช่นนั้นศิษย์พี่รองก็สามารถใช้พลังปีศาจได้เหมือนกันใช่หรือไม่?


   ในขณะนั้นเอง เมื่อหงเยี่ยนปะทะกับกระบี่ใหญ่ของเหลิ่งซื่อไห่ พลังของนางได้ถ่ายทอดผ่านกระบี่ไปอย่างสมบูรณ์ และมันก็สร้างแรงกระแทกอย่างมหาศาลให้กับเขาในทันที


   เหลิ่งซื่อไห่รับมือกับกระบี่ของเยี่ยหลิงหลงได้ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตกใจ กระบี่ที่สองของนางก็มาถึงตรงหน้าเขาทันที


   เขารู้ที่มาของกระบี่เล่มนี้ มันคือกระบี่เทวะที่นางเก็บได้จากภายนอก นางโอ้อวดมันหลายครั้ง ใบหน้าที่ภูมิใจในความสำเร็จเล็กๆนั้น


   ทุกคนต่างเคยเห็น แต่อาวุธของเหลิ่งซินอวี่ คือแส้มิใช่หรือ!


   เหตุใดนางเก็บกระบี่ได้เพียงเล่มเดียว แล้วกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้กระบี่ได้ทันทีเลยล่ะ?


   เหลิ่งซื่อไห่ตกใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องรับมือกับการโจมตีของเหลิ่งซินอวี่อย่างไม่หยุด แต่ยิ่งรับมือเขายิ่งตกใจ เพราะเขาพบว่าท่ากระบี่ของเหลิ่งซินอวี่นั้นประณีตอย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านั้น นางยังใช้มันได้อย่างเชี่ยวชาญ เกือบถึงขั้นที่คนและกระบี่เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยซ้ำ!


   "ไม่! นี่เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด! คนไร้ค่าเช่นเจ้าจะแข็งแกร่งได้อย่างไร?"


   เหลิ่งซื่อไห่ไม่อาจเชื่อได้ แต่นี่คือเหลิ่งซินอวี่จริงๆ การฝึกฝนของนาง รายละเอียด.บนร่างของนาง ไม่มีจุดใดที่ผิดเพี้ยนไปแม้แต่น้อย


   "ขนาดข้าไร้ค่าถึงเพียนี้ เจ้ายังเอาชนะไม่ได้ เจ้าไม่ยิ่งไร้ค่ากว่าข้าอีกหรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเยาะเสียงเย็น จากนั้นใช้ท่าวิชาเทพวิหคอัคคี ไม่นานเปลวไฟขนาดใหญ่ก็แผ่ขยายในทันที นกเฟิ่งหวงตัวหนึ่ง ส่งเสียงร้องใสกังวานอยู่ด้านหลังนาง แล้วพุ่งเข้าใส่เหลิ่งซื่อไห่พร้อมเปลวเพลิงที่ลุกโชนทันที


   เหลิ่งซื่อไห่รีบป้องกันตนเองด้วยสีหน้าตกใจ แต่ไฟของเยี่ยหลิงหลงนั้นรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง เขาเพิ่งจะป้องกันมันได้อย่างยากลำบาก ไม่ทันไรกระบี่ของนางก็มาอีกแล้ว!


   กระบี่และไฟ ล้อกันสลับไปมาไม่หยุด เยี่ยหลิงหลงเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเรื่อยๆ การโจมตีดุดันขึ้นเรื่อยๆ พลังเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเหลิ่งซื่อไห่ที่บาดเจ็บมาตั้งแต่เมื่อกว่าหนึ่งเดือนก่อน จนตอนนี้ก็ยังไม่หายดี


   สุดท้ายเขาก็ค่อยๆตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ ถูกเยี่ยหลิงหลงกดดันโจมตีอย่างต่อเนื่อง


   กระบี่แทงเข้าที่แขน เลือดสีแดงสดกระเซ็นเต็มพื้น


   อีกคมกระบี่แทงเข้าที่ต้นขา บาดแผลยาวดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง


   กระบี่ฟันผมยาวของเขาขาด เปลวไฟไต่ตามแนวกระบี่ ไล่ขึ้นไปตามเส้นผม เผาจนเขาดูอเนจอนาถเป็นอย่างยิ่ง


   เหลิ่งซื่อไห่ยิ่งสู้ก็ยิ่งทรมานหนักขึ้นเรื่อยๆ เขากำลังจะพ่ายแพ้


   "ไม่! ไม่ใช่แล้ว! เจ้าไม่ใช่เหลิ่งซินอวี่ นังไร้ประโยชน์นั่นไม่มีทางแข็งแกร่งขนาดนี้!


   นางกลัวความสกปรก กลัวความเหนื่อยยาก ทั้งยังกลัวความเจ็บปวด


   ไม่มีทางที่จะถูกฟัน แล้วยังสู้ต่อ ราวกับไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร


   ไม่มีทางที่นางจะถูกซัดล้ม แล้วลุกขึ้นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้


   ไม่มีทางที่นางจะสร้างพลังขึ้นมาได้ในยามที่นางเสียเปรียบ!


   วิชากระบี่นี้ ไม่ใช่ของนาง วิชาธาตุไฟนี้ ก็ไม่ใช่ของนาง แม้ร่างกายนี้จะเป็นของนาง แต่คนที่ใช้ร่างกายนี้ ไม่ใช่นางแน่.นอน! เจ้าเป็นใครกันแน่?"


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มมุมปาก ยิ้มอย่างมั่นใจและหยิ่งผยอง


   "โอ้ เจ้ารู้ความลับของข้าแล้วสินะ ข้าต้องไม่ให้เจ้ามีชีวิตอยู่แล้ว"


   เหลิ่งซื่อไห่ตกใจเบิกตากว้าง เขาเดาถูกแล้ว!


   เหลิ่งซินอวี่ถูกแย่งร่างไปแล้ว!


   "เจ้าแฝงตัวเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่... หรือว่า..." เหลิ่งซื่อไห่เงยหน้าขึ้นทันที "เจ้าไม่ได้ถูกแย่งร่างในพื้นที่มิตินั่น แต่เจ้าไม่ใช่นางตั้งแต่เข้ามาแล้ว! ดังนั้น ที่พวกเราติดอยู่ในนั้นล้วนไม่ใช่อุบัติเหตุ! เป็นความตั้งใจของเจ้า! แต่... แต่ทำไมเจ้าถึงปล่อยให้ลู่ซาและคนอื่นกลับมาช่วยข้าล่ะ?"


   "ช่วยเจ้า?" เยี่ยหลิงหลงราวกับได้ยินเรื่องตลกขบขันอย่างใหญ่หลวง หลังจากแทงกระบี่เข้าไปในร่างของเหลิ่งซื่อไห่อีกครั้ง นางก็กล่าวว่า "เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่ได้ให้พวกเขาเข้ามาตายพร้อมกับเจ้า?"


   เหลิ่งซื่อไห่ตกตะลึงอย่างสุดขีด ดังนั้นหากตอนนั้น พี่หญิงรองของเขาไม่เข้ามา พวกเขาทั้งหมดอาจจะติดอยู่ในนี้ และตายไปด้วยกันแล้ว!


   "เจ้า... น่าแปลกที่เจ้าพูดจาคล่องแคล่วขึ้นมาทันที น่าแปลกที่คนน่ารำคาญอย่างเจ้า จู่ๆก็รู้วิธีรวบรวมใจคน ทำให้พวกเขาปกป้องเจ้าตลอดเวลา! ที่แท้ เจ้าก็ไม่ใช่เหลิ่งซินอวี่มานานแล้วสินะ!"


   หลังจากเข้าใจเรื่องเหล่านี้แล้ว เหลิ่งซื่อไห่ก็หัวเราะออกมา


   "ข้าก็ว่าแล้ว คนไร้ความสามารถอย่างนาง จะทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ที่แท้นางก็ตายไปแล้ว! ฮ่าๆๆ ดี! ดี! ดี! นางช่างน่าอับอาย ไม่โดนข้าฆ่าตายก็ถือว่าโชคดีแล้ว! ส่วนเจ้า... เจ้าก็รอความตายต่อไปเถิด!"


   พูดจบ เขาก็ละทิ้งการต่อสู้กับเยี่ยหลิงหลงทันที หันหลังวิ่งหนี หวังจะอาศัยหมอกดำหนาทึบซ่อนตัวเข้าไปและหลบหนีไปได้สำเร็จ



บทที่ 1442: หน้ากากแตกร้าว



   ตอนที่เหลิ่งซื่อไห่รู้ตัว เขารีบหยิบนกหวีดอาคมของตนออกมาเพื่อส่งข้อความ แต่เขาที่พบความผิดปกติมานาน กลับมานึกถึงนกหวีดอาคมเอาตอนนี้


   เห็นทีทุกอย่างจะสายเกินไปเสียแล้ว


   นกหวีดอาคมที่แตกหักของเหลิ่งซื่อไห่ พร้อมกับเลือดของเขากระเด็นออกไปจากมือ ชีวิตของเขาจบลงในสถานที่ที่เขาทุ่มเททั้งหมดมาสิบปี


   เยี่ยหลิงหลงโยนร่างของเหลิ่งซื่อไห่ออกไป เมื่อหันกลับมาที่ตาค่ายกลอีกครั้ง นางเซถลาเกือบจะทรงตัวไม่อยู่


   นางใช้มือข้างหนึ่งจับหงเยี่ยนพยุงร่าง อีกมือหนึ่งกดไว้ที่ไหล่ของตัวเอง ตรงนั้น เลือดสีแดงสด หลั่งไหลลงมาไม่หยุด


   แม้การฝึกฝนของเหลิ่งซินอวี่จะเพียงพอ แต่ร่างกายนี้ก็ยังใช้การไม่ได้ นางไม่มีไข่มุกพฤกษาเทวา และชิงหยา การต่อสู้ครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อร่างกาย และในระยะเวลาอันสั้น นางก็ไม่สามารถการเยียวยาได้ด้วย


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ นางคิดถึงร่างกายของตัวเองที่ทนต่อการใช้งาน ด้วยเหตุนี้นางจึงฝืนทนความเจ็บปวด เดินกลับไปที่ตาค่ายกลนั้น


   นางเพิ่งยืนได้ ไม่นานก็ได้ยินเสียงนกหวีดอาคม


   "องค์ชายสี่สิ้นแล้ว! องค์ชายสี่สิ้นแล้ว!"


   เยี่ยหลิงหลงต้องการเสียงนี้ นางต้องการทำลายขวัญของกองทัพเผ่ามารจึงโยนศพของเหลิ่งซื่อไห่ออกไป


   นางรวบรวม ตั้งสมาธิ ปล่อยพลังจิตวิญญาณของนางเข้าไปในตาค่ายกลอีกครั้ง พลังจิตวิญญาณของนางถูกขยายออกไป มันผ่านไปที่ค่ายกล ทำให้นางสามารถรับรู้สถานการณ์ทั้งหมดภายในค่ายกลได้


   เศษความอาลัยที่ปล่อยออกมาใหม่ถูกกำจัดไปแล้วครึ่งหนึ่ง ทหารมารแปดร้อยนายกล้าหาญและเก่งกาจในการรบ พวกเขาไม่ต้องใช้เวลามากก็จะสามารถกำจัดเศษความอาลัยให้หมดสิ้น


   สุดท้ายพวกเขาก็มุ่งไปทำลายค่ายกลนี้


   ขณะที่นางยืนอยู่บนตาค่ายกล และกำลังคิดหาวิธี นางรับรู้ถึงคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว ความเร็วนี้ เรียกได้ว่าเร็วจนนางไม่ทันได้หลบหลีกก็ถูกชนจนเผยตัวตนออกมา


   "เจ้าทำอะไรอยู่ที่นี่?"


   เสียงเย็นชาของเหลิ่งฟางเฟยดังมาจากด้านหลังเยี่ยหลิงหลง


   เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมองนางด้วยใบหน้าซีดขาว


   "พี่หญิงรอง ช่วยข้าด้วย ข้ากลัว!"


   เยี่ยหลิงหลงพูดออกมาเช่นนั้น แต่กลับไม่ได้เดินไปหาเหลิ่งฟางเฟย นางยืนอยู่กับที่ ใช้หงเยี่ยนในมือพยุงร่างกายไว้ หยดเลือดไหลลงมาจากร่างกายของนางทีละหยดๆ จนกลายเป็นแอ่งเลือดเล็กๆ


   "ที่นี่ มีเจ้าคนเดียวอย่างนั้นหรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง มองไปรอบๆอย่างร้อนรน


   "หรือว่าที่นี่ยังมีคนอื่นอีก? ท่านอย่าทำให้ข้ากลัวสิ!"


   "ข้าไม่เห็นใครเลยนะ"


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


   "ดีแล้ว"


   "ดี?" เหลิ่งฟางเฟยหรี่ตาลง "ข้ารู้สึกได้ว่าที่นี่มีพลังงานบางอย่าง มันกำลังทำให้สถานการณ์ของเราปั่นป่วน แต่ที่นี่มีเจ้าเพียงคนเดียว เจ้าจะอธิบายอย่างไร?"


   "อธิบาย? ข้าจะอธิบายอะไร? ข้าไม่รู้อะไรเลยนะ!"


   "ไม่รู้?" เหลิ่งฟางเฟยค่อยๆเดินเข้าไปหาเยี่ยหลิงหลง "เหลิ่งซินอวี่ เจ้าไม่ได้กำลังแอบทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นอยู่ใช่หรือไม่?"


   "จะเป็นไปได้อย่างไร?"


   "เหล่าซื่อตายแล้ว เจ้าเห็นหรือไม่?"


   "ข้าได้ยินแล้วเจ้าค่ะ"


   เยี่ยหลิงหลงรู้ว่าเหลิ่งฟางเฟยกำลังหยั่งเชิงนาง ความจริงแล้วนางไม่มีความมั่นใจเต็มร้อย ดังนั้นนางยังมีโอกาสที่จะหลอกอีกฝ่าย ให้ตนเองรอดผ่านไปได้


   นางจำเป็นต้องหลอกอีกฝ่าย เอาให้ตนเองผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้ เพราะด้วยพลังของนางในตอนนี้ ไม่มีทางที่จะต่อกรกับเหลิ่งฟางเฟยได้เลยแม้แต่น้อย


   การฆ่าเหลิ่งซื่อไห่คนเดียว ก็ทำให้ร่างกายของนางพังไปเกือบครึ่งแล้ว


   "เจ้าไม่ดีใจหรือ?"


   "ข้าก็อยากจะดีใจ แต่เขาตายแล้ว ข้าก็ไม่ปลอดภัย ถ้าคนต่อไปเป็นข้าจะทำอย่างไร? ข้าบาดเจ็บ บาดเจ็บหนักมาก! ข้าคงทนไม่ไหวแล้ว!"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ เลือดก็ไหลออกมาจากปากนางมากมาย ดูเหมือนว่านางจะบาดเจ็บหนักจริงๆ


   "พี่หญิงรอง ข้าไม่อยากตาย ท่านช่วยตามผู้ใต้บังคับบัญชาของข้ากลับมาคุ้มกันข้าได้หรือไม่? ท่านคงไม่ปล่อยให้ข้าตายใช่หรือไม่? หากข้าตายขึ้นมา ท่านพ่อจะเสียใจนะ!"


   "ท่านพ่อเสียใจ นั่นเป็นเรื่องของท่านพ่อ เกี่ยวอะไรกับข้า?" เหลิ่งฟางเฟยหัวเราะเยาะว่า


   "เดิมที เจ้าเองก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่ง เหตุที่เจ้าต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะเจ้าหาเรื่องเอง! แล้วปัญหาที่เจ้าก่อขึ้นเอง ตอนนี้กลับจะให้ข้ามาแก้ไขให้เจ้า? เจ้าฝันไปเถอะ!"


   เหลิ่งฟางเฟยหยุดฝีเท้าลง นางไม่ได้เดินไปทางด้านของเยี่ยหลิงหลงอีก เพราะตอนนี้นางมั่นใจแล้วว่า ที่นี่นั้น นอกจากนางแล้วไม่มีคนอื่นอยู่เลย


   เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือ นางควรไปสำรวจที่อื่น เพื่อหาตัวคนที่อยู่เบื้องหลัง แทนที่จะเสียเวลาอยู่ที่นี่กับเหลิ่งซินอวี่


   "พี่หญิงรอง..."


   "เจ้าจงเอาชีวิตรอดเองเถิด บนสนามรบ ไม่มีใครช่วยเจ้าได้ตลอดไปหรอก และนี่ก็เป็นสิ่งที่เจ้าหาเรื่องเอง หากเจ้ายังอยากมีชีวิตกลับไปได้ ก็จงเลือกเถิด จะอยู่บ้านเฉยๆเป็นคนไร้ประโยชน์ต่อไป หรือจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น?"


   เมื่อพูดจบ เหลิ่งฟางเฟยก็หันหลังเดินจากไป ในชั่วขณะที่นางจากไป เยี่ยหลิงหลงก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก


   แต่ยังไม่ทันได้ถอนหายใจเสร็จดี นางก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว


   นางรีบชักกระบี่ยาวขึ้นมาป้องกันตัวในทันที แต่การป้องกันครั้งนี้ไม่สำเร็จ ร่างของนางถูกโจมตีจนกระเด็นออกไป ดูเหมือนว่านางกำลังจะตกลงไปกระแทกพื้นอย่างแรง


   เป็นเศษความอาลัย!


   ในช่วงเวลาที่นางกำลังต่อปากต่อคำกับเหลิ่งฟางเฟย เศษความอาลัยได้เข้ามาใกล้ที่นี่และออกมาโจมตีนาง!


   ตอนนี้เหลิ่งฟางเฟยยังไม่ได้เดินไปไกล นางได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว แต่ก็ยังไม่หันกลับมามอง ไม่มีทีท่าว่าจะช่วยเหลือนางเลยแม้แต่น้อย


   ไม่ช่วยก็ไม่ช่วย นางเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับเศษความอาลัยตัวนี้อย่างถึงเลือดถึงเนื้ออยู่แล้ว แต่ในขณะที่ร่างกำลังจะตกลงพื้นนั้น นางกลับตก.ลงไปในอ้อมกอดอัน.อบอุ่น


   "เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?"


   เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง นางก็เห็นศิษย์พี่สามที่สวมหน้ากากอยู่ เยี่ยหลิงหลงจึงถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก


   "ไม่เป็นไร มีเศษความอาลัยตนหนึ่ง ช่วยข้าฆ่ามันทีนะเจ้าคะ อีกอย่าง เหลิ่งฟางเฟยยังไม่ได้ไปไกล ท่านต้องระวังตัวนะ"


   กู้หลินเยวียนพยักหน้า กระบี่ยาวในมือของเขายกขึ้น แล้วฟันลงมาอย่างรวดเร็ว ฉับไวและรุนแรงอย่างที่สุด เศษความอาลัยที่โจมตีนางแตกออกเป็นเสี่ยงๆทันที


   แตกละเอียดจนไม่มีกำลังต่อสู้อีกต่อไป


   กู้หลินเยวียนเห็นว่าเสื้อผ้าของตนเองถูกย้อมแดงไปเป็นบริเวณใหญ่ เขาขมวดคิ้วแน่น


   "เจ้าบาดเจ็บหนักหรือ ข้าจะอยู่เฝ้าเจ้าเอง"


   เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันได้ตอบ ทันใดนั้น หางตาของนางก็เหลือบเห็นเงาร่างหนึ่งที่กลับมาอีกครั้ง หัวใจของนางบีบรัดแน่นขึ้นทันที


   เมื่อสังเกตเห็นสายตาของเยี่ยหลิงหลง กู้หลินเยวียนก็หันไปมองเช่นกัน เห็นเพียงเหลิ่งฟางเฟยยืนอยู่ตรงนั้น จ้องมองใบหน้าของพวกเขาทั้งสองคนด้วยสีหน้าเย็นชาราวกับธารน้ำแข็งบนยอดเขาหิมะ ที่ไม่ละลายมานับหมื่นปี


   "เจ้า! ถอดหน้ากากออกเดี๋ยวนี้!" เหลิ่งฟางเฟยชี้ไปที่กู้หลินเยวียน


   "พี่หญิงรอง อย่าได้รังแกเขาเลย"


   "การถอดหน้ากากนับเป็นการรังแกด้วยหรือ? ก็แค่ถูกข้าทำให้ใบหน้าบาดเจ็บเท่านั้นไม่ใช่หรือ? ข้าดูสักหน่อยจะเป็นไรไป?"


   เหลิ่งฟางเฟยพูดไปพร้อมๆกับปล่อยพลังกดดันอันรุนแรง ทำให้พวกเขารู้สึกถึงการข่มขู่อย่างชัดเจน


   "พี่หญิงรอง ในยามคับขัน ท่านไม่ช่วยข้าก็แล้วไป ทำไมยังต้องรังแกคนข้างกายข้าอีก! ท่านเกลียดข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือเจ้าคะ?"


   "ข้าจะพูดอีกครั้ง! ถอดหน้ากากออกเดี๋ยวนี้!"


   "พี่หญิงรอง..."


   เยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะอ้าปาก พลังอันรุนแรงที่เต็มไปด้วยสังหารก็พุ่งตรงมาที่ใบหน้าของเยี่ยหลิงหลง!


   กู้หลินเยวียนรีบปกป้องเยี่ยหลิงหลงเอาไว้อย่างแน่นหนา พร้อมกันนั้นเขาก็แกว่งกระบี่ไปต้านทานพลังที่เหลิ่งฟางเฟยโจมตีเข้ามา เขาเพิ่งจะป้องกันได้ แต่พลังอีกสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวจากอีกด้านหนึ่งของเขา


   มันพุ่งเข้าใส่หน้ากากบนใบหน้าของเขาอย่างแม่นยำ


   แกร๊ก


   เสียงดังขึ้น


   หน้ากากบนใบหน้าของเขาแตกกระจายทันที!



บทที่ 1443: ศิษย์พี่สามช่างแข็งแกร่งจริงๆ



   แม้ว่าเยี่ยหลิงหลงจะเคยวาดแผลไว้บนหน้ากู้หลินเยวียน แต่เวลาผ่านไปนานพอสมควรแล้ว ประกอบกับการที่เขาซ่อนตัวอยู่ในหมอกดำเหล่านี้และสังหารเผ่ามารไม่หยุดหย่อน ร่องรอยบนใบหน้าจึงถูกลบเลือนไปมาก


   แม้ว่ายังมีร่องรอยหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถปิดบังคนที่คุ้นเคยกับเขาได้อีกต่อไป


   ในขณะนั้น เวลาเหมือนหยุดเดินไปชั่วขณะ เยี่ยหลิงหลงสามารถรับรู้ถึงความโกรธแค้นและความบ้าคลั่งของเหลิ่งฟางเฟยได้ ราวกับมันแผ่ซ่านออกมาในอากาศ


   "ที่แท้ก็เป็นเจ้าจริงๆ ที่แท้ก็เป็นเจ้าจริงๆ!"


   เมื่อครู่นางยังเย็นชา ปล่อยให้เยี่ยหลิงหลงเอาตัวรอดเอง แต่ตอนนี้นางเหมือนภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด ร่างกายสั่นเทา ความเกลียดชังทะลักออกมา กลิ่นอายของจิตสังหารแผ่กระจายไร้ควบคุม


   "ข้าตามหาเจ้ามานานแล้ว ข้ารอเจ้ามาหลายปี ข้าทุ่มเททั้งกำลังคนและทรัพยากรมากมาย ข้าเพียงต้องการให้เจ้ากลับมา แล้วเจ้าล่ะ?"


   เหลิ่งฟางเฟยไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของนางได้อีกต่อไป กระบี่ยาวของนางชี้ไปที่เยี่ยหลิงหลง


   "เจ้ากำลังกอดใครอยู่?"


   เมื่อเทียบกับความตื่นเต้นของนาง กู้หลินเยวียนกลับเย็นชาอย่างที่สุด


   "อย่างไรก็ไม่ใช่เจ้าแน่.นอน!"


   "กู้หลินเยวียน!" เหลิ่งฟางเฟยแทบจะกรีดร้อง "เจ้ากำลังยั่วโมโหข้าใช่หรือไม่?"


   "สิ่งที่ทำให้เจ้าโกรธก็คือตัวเจ้าเอง ข้าไม่เคยคิดจะอยู่กับเผ่ามาร และข้าเองก็ไม่ใช่มาร สิ่งที่เจ้าคิดว่าเป็นความรักอันลึกซึ้ง เป็นเพียงความเพ้อฝันของเจ้าคนเดียว ไม่เกี่ยวกับข้าเลยสักนิด"


   "ดี! เป็นความเพ้อฝันของข้าเพียงผู้เดียวสินะ เจ้าไม่เคยคิดจะอยู่ที่เผ่ามาร และในใจเจ้าก็ไม่มีข้า ข้ายอมรับได้ แล้วนางล่ะ?" เหลิ่งฟางเฟยตะโกนด้วยความโกรธ "เจ้ามาที่นี่ ก็เพราะนางใช่หรือไม่?"


   "ใช่"


   กู้หลินเยวียนยอมรับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ตรงไปตรงมาจนเยี่ยหลิงหลงอดไม่ได้ที่จะเหงื่อแตกพลั่ก


   ศิษย์พี่สามช่างแข็งกร้าวจริงๆ เหลิ่งฟางเฟยเจ็บปวดที่ตรงไหน เขาก็แทงเข้าไปตรงนั้น


   ท่านจะทำให้นางโกรธจนตายเลยหรือไร?


   แต่พอคิดอีกที ศิษย์พี่สามไม่ใช่คนที่ชอบยั่วโมโหผู้อื่นเช่นนี้ และคำตอบของเขาก็เป็นความจริงทุกประโยค เป็นไปได้ว่าเขาเพียงแค่ตอบคำถามของเหลิ่งฟางเฟย


   ส่วนคำตอบนั้น นางจะชอบฟังหรือไม่ เขาไม่สนใจเลยสักนิด


   และแล้วก็เป็นอย่างที่คาด คำว่า ‘ใช่’ เพียงคำเดียวของศิษย์พี่สาม ทำให้ดวงตาของเหลิ่งฟางเฟยแดงก่ำ แม้จะมองผ่านเนื้อหนังของนาง เยี่ยหลิงหลงก็ยังเห็นความบ้าคลั่งในใจของนางได้


   "เหตุใดกัน? นางเป็นเพียงคนไร้ค่า ไร้ความสามารถ! ใครๆก็รู้ว่านางสู้ข้าไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมอยู่เพื่อข้า แต่กลับยอมอยู่เพื่อนาง!"


   กู้หลินเยวียนขมวดคิ้ว


   "เรื่องที่ทำด้วยความเต็มใจ จะมีเหตุผลอะไรมากมาย?"


   เยี่ยหลิงหลงสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่สาม


   "ดี! ดี! ดีเหลือเกิน! เจ้าตั้งใจจะทำให้ข้าโกรธใช่หรือไม่?"


   "ข้าพูดความจริง หลายวันมานี้ เจ้ายังมองไม่ออกอีกหรือ?"


   พอคำพูดนี้หลุดออกมา เยี่ยหลิงหลงได้ยินเสียงศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจชิ้นสุดท้ายของเหลิ่งฟางเฟยแตกสลายไปในพริบตา


   ใช่แล้ว! ในช่วงหลายวันนี้! สายตาของกู้หลินเยวียนไม่เคยหยุดอยู่ที่นางเลย แต่กลับอยู่เคียงข้างเยี่ยหลิงหลงตลอดเวลา เขาคอยถามไถ่ทุกข์สุข อ่อนโยนกับนางอย่างถึงที่สุด


   เขาไม่ได้พูดแบบนี้เพื่อทำให้เหลิ่งฟางเฟยโกรธเลยแม้แต่น้อย เขาแค่พูดความจริงเท่านั้นเอง


   ดังนั้นเหลิ่งฟางเฟยจึงสูญเสียสติไปอย่างเห็นได้ชัด


   นางสามารถยอมรับได้หากกู้หลินเยวียนทำเช่นนี้เพื่อทำให้นางโกรธ เพราะอย่างน้อยนั่นก็แสดงว่าเขายังมีนางอยู่ในใจ


   แต่ไม่ใช่เลย ในใจของเขา นางไม่มีที่ยืนแม้แต่น้อย


   หลายปีมานี้ นางไม่เคยมีสิ่งใดที่ต้องการแล้วไม่ได้ นางเป็นธิดาที่แข็งแกร่งที่สุดของท่านพ่อ เป็นแม้กระทั่งบุตรที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาเลยด้วยซ้ำ


   นางมีพรสวรรค์สูงส่ง ทั้งฉลาดหลักแหลม มีอำนาจเด็ดขาด ไม่เคยพ่ายแพ้ในสงครามใด


   ในเผ่ามาร นางเป็นความภาคภูมิใจของทุกคน ไม่เคยมีใครดูถูกนางเช่นนี้มาก่อน


   หากว่าเขาทำเช่นนี้กับทุกคนก็คงไม่เป็นไร แต่เขากลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น


   เขาใส่ใจเหลิ่งซินอวี่และมอบด้านที่อ่อนโยนที่สุดให้นาง ทั้งที่เหลิ่งซินอวี่เป็นเพียงคนไร้ความสามารถ เป็นขยะที่นางไม่เคยสนใจเลยด้วยซ้ำ!


   ในใจของเขา นางด้อยกว่าเหลิ่งซินอวี่ที่ไร้ค่าคนนั้นอีกหรือ?!


   ความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีทั้งหมดของเหลิ่งฟางเฟยได้ถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียด


   ในขณะนี้ นางจ้องมองเยี่ยหลิงหลงด้วยความเกลียดชังอย่างรุนแรง!


   "ถ้าเช่นนั้น ข้าจะให้เจ้าได้เห็นกับตา ว่านางจะมีชีวิตที่ทรมานยิ่งกว่าตาย!"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยี่ยหลิงหลงเบิกตากว้าง


   “เดี๋ยวนะ! คนที่ไม่สมหวังคือท่าน คนที่ไม่เคยสนใจท่านเลยคือเขา แล้วทำไมสุดท้ายคนที่ต้องทรมานยิ่งกว่าตาย กลับเป็นข้าล่ะ?”


   เหลิ่งฟางเฟยถูกคำพูดของเยี่ยหลิงหลงทำให้โกรธจนขำ "เห็นหรือไม่? นี่คือคนที่เจ้ารักหรือ?"


   กู้หลินเยวียนยังคงมีสีหน้าเย็นชาดังเดิม


   "เห็นแล้ว แม้ในยามเป็นยามตาย นางก็ยังน่ารักเสมอ"


   เหลิ่งฟางเฟยระเบิดอารมณ์ นางระเบิดอารมณ์จริงๆ


   ในทันทีที่เสียงของกู้หลินเยวียนดังขึ้น เสียง ‘โครม’ ก็พลันดังสนั่นตามมา


   พลังอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกจากร่างของนาง พุ่งตรงไปทุกทิศทุกทาง ราวกับนางกำลังระบายอารมณ์ที่กดข่มมานานออกมา


   "จงตายซะ!"


   นางตะโกนเสียงดัง ถือกระบี่ในมือพุ่งเข้าใส่ทั้งสอง


   แต่พูดให้ถูกต้อง เหลิ่งฟางเฟยพุ่งเข้าใส่ตัวเยี่ยหลิงหลงต่างหาก คนที่อีกฝ่ายต้องการฆ่า ตั้งแต่ต้นจนจบมีเพียงนางคนเดียว


   เยี่ยหลิงหลงไม่เคยคิดจริงๆ ว่าเหลิ่งฟางเฟยผู้สง่างามองอาจ


   เหลิ่งฟางเฟยผู้เป็นสตรีที่ไม่ยอมแพ้บุรุษในเผ่ามาร


   สุดท้ายจะกลายเป็นคนที่หมกมุ่นเรื่องความรักถึงขีดสุด


   แม้แต่ในเวลาเช่นนี้ นางยังคิดจะฆ่าศัตรูหัวใจ เพื่อชิงชายคนรักกลับคืนมา


   ถ้าเป็นนาง...


   ช่างเถอะ นางไม่สามารถคิดได้ เรื่องแบบนี้ สำหรับนางแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ตั้งแต่แรก


   เมื่อเหลิ่งฟางเฟยบุกเข้ามา ในช่วงเวลาคับขัน เยี่ยหลิงหลงกล่าวว่า "ศิษย์พี่สาม วางข้าลงเถิด วางข้าลงแล้วท่านจะได้สู้กับนางได้ ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว ถึงอย่างไรสักวันหนึ่งข้าก็ต้องเผชิญหน้ากับเหลิ่งฟางเฟยอยู่ดี ขอเพียงนางตาย ทุกปัญหาก็จะคลี่คลาย


   ท่านไม่ต้องสนใจว่าข้าจะเป็นหรือตาย ร่างนี้ไม่ใช่ของข้า ถึงตายสนิทก็ไม่เป็นไร พลังจิตวิญญาณของข้ามีเพียงพอที่จะพาข้ากลับไปยังร่างของข้าเอง หากจำเป็น ข้ายังสามารถเป็นเหยื่อล่อให้นางโจมตีได้ ขอเพียงเอาชนะนางได้ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น"


   "ได้"


   กู้หลินเยวียนตอบรับอย่างเรียบง่ายแล้ววางเยี่ยหลิงหลงลง และแม้ถูกบอกว่าไม่ต้องสนใจว่านางจะเป็นหรือตาย เขาก็ยังคงวางนางลงอย่างนุ่มนวลที่สุดอยู่ดี


   หลังจากวางนางลงแล้ว กู้หลินเยวียนจึงถือกระบี่เข้าปะทะกับเหลิ่งฟางเฟย


   แต่คนอย่างเหลิ่งฟางเฟยนั้นแม้จะถูกกู้หลินเยวียนขัดขวางไว้ ทันทีที่มีช่องว่าง นางก็ขว้างพลังมารนั้นใส่ในทันที


   เป็นเหตุให้เยี่ยหลิงหลงต้องกลิ้งไปมาและคลานหนีจนทั่ว นางถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห


   ‘นี่นางจงใจโจมตีข้าใช่หรือไม่?’


   เยี่ยหลิงหลงยกกระบี่หงเยี่ยนของตนเองขึ้น เตรียมตอบโต้กลับไป


   อย่างไรก็ตาม เพียงแค่นางเพิ่งยกกระบี่ขึ้น ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวใหม่ดังมาจากด้านข้าง


   มีคนมา!



บทที่ 1444: การตายอย่างสงบนั้นงดงามกว่า



   ด้วยเหตุนี้เหลิ่งฟางเฟยจึงเกิดบันดาลโทสะอีกครั้ง


   พลังแข็งแกร่งปะทุออกจากร่างของนาง เหมือนอารมณ์ที่ไม่อาจควบคุมมันระเบิดออกสู่พื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้หมอกดำอันหนาทึบที่รายล้อมอยู่แตกสลายเป็นควัน


   เมื่อเห็นนางระเบิดออกมาราวกับคนคลั่ง กู้หลินเยวียนหันกลับไปสบตากับเยี่ยหลิงหลง ทั้งสองมองเห็นความมั่นใจในสายตาของกันและกัน


   ต่างฝ่ายต่างทำให้นางบันดาลโทสะคนละครั้ง ความสามารถในการยั่วโทสะผู้คนของศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้ช่างยากจะตัดสินว่าผู้ใดเหนือกว่ากัน


   แม้จะพลังของนางจะระเบิดออกมาอีกครั้ง ทว่าพลังต่อสู้ของเหลิ่งฟางเฟยยังคงน่าสะพรึงกลัว นางต่อสู้กับคนสองคนแต่กลับต้านทานไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง ไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย ไม่เพียงเท่านั้น บางครั้งยังสามารถปลีกตัวหันมาซัดพลังมารเข้าใส่เยี่ยหลิงหลงได้อีกด้วย


   ต้องยอมรับว่าเหลิ่งฟางเฟยนั้นแข็งแกร่งอย่างแท้จริง หากนางเป็นคนไร้ความรู้สึก เกรงว่าในภายภาคหน้าคงกลายเป็นบุคคลอันน่าสะพรึงกลัวยิ่ง แต่คนเราไม่ใช่ต้นไม้ใบหญ้า ผู้ใดเล่าจะไร้ซึ่งความรู้สึกได้ ยิ่งเป็นคนหยิ่งทะนงเพียงใด จิตใจภายในยิ่งดื้อรั้นเพียงนั้น


   บางทีอาจไม่ใช่เพราะนางชมชอบบุรุษผู้นั้นจริงๆ เพียงแต่นับจากเล็กจนเติบใหญ่ ไม่เคยมีครั้งใดที่นางไม่ได้ครอบครองสิ่งที่ตนเองปรารถนา


   เมื่อเห็นสถานการณ์ต่อสู้คงที่ เยี่ยหลิงหลงก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ นางอาจหลอกล่อลู่ซาได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจหลอกล่อทัพมารทั้งหมดได้ เมื่อใดที่ทัพมารมาถึงที่นี่ ไม่เพียงแต่จะสังหารเหลิ่งฟางเฟยไม่ได้ แม้แต่นางและศิษย์พี่สามก็อาจจะหนีไม่รอดเช่นกัน


   หลิงเยี่ยหลงจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ กวัดแกว่งหงเยี่ยนในมือ หาจังหวะเหมาะเจาะทะยานเข้าใส่เหลิ่งฟางเฟย


   ขณะที่วิ่งไปนางก็ตะโกนเสียงดังว่า “อาเยวียนทางซ้าย ลู่ซาทางขวา!”


   แม้ทั้งสองคนจะไม่เคยร่วมมือกันมาก่อน แต่ก็พลันปฏิบัติตามคำสั่งของเยี่ยหลิงหลงในทันที เคลื่อนตำแหน่งไปอยู่ซ้ายขวาตามคำสั่ง


   แม้เยี่ยหลิงหลงจะไม่ทันได้เอ่ยคำพูดต่อไป แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายกวัดแกว่งกระบี่ทะยานเข้ามา พวกเขาก็เข้าใจในเจตนาของนางทันที


   พวกเขาทั้งสองจึงผนึกกำลังเข้าจนสุดแรงทันที ตรึงร่างของเหลิ่งฟางเฟยไว้จากทั้งซ้ายและขวา


   เหลิ่งฟางเฟยคาดไม่ถึงว่านางคนไร้ประโยชน์นั่นจะบังอาจถึงขั้นกล้ามาลอบสังหารนาง! แม้จะรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างทว่านางกลับยินดียิ่งนัก


   เดิมทีมีสองคนนี้คอยขวางนางจึงทำอันใดเหลิ่งซินอวี่ไม่ได้ แต่ยามนี้นางกลับเสนอหน้ามาหาที่ตายเอง มีหรือที่นางจะไม่ส่งเสริมให้สมปรารถนา?


   ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่ได้ดิ้นรนอย่างสุดกำลังเพื่อสะบัดหลุดจากการเหนี่ยวรั้งของกู้หลินเยวียนหรือลู่ซาในทันที แต่กลับสงวนกำลังไว้รอคอยให้เยี่ยหลิงหลงเข้ามาใกล้


   เพียงชั่วพริบตาที่เหลิ่งฟางเฟยถูกตรึงร่างไว้ เยี่ยหลิงหลงก็ทะยานมาถึงเบื้องหน้าของนางแล้ว


   ในจังหวะที่เยี่ยหลิงหลงกุมกระบี่สองมือแทงเข้าใส่เหลิ่งฟางเฟยนั้น มุมปากของเหลิ่งฟางเฟยพลันยกสูงขึ้น เผยรอยยิ้มอันตรายและความมั่นใจในชัยชนะ


   นางพร้อมแล้ว รอเพียงให้เหลิ่งซินอวี่เข้ามาใกล้ นางก็จะลงมือสังหารนางคนไร้ประโยชน์ผู้นี้ให้ตายในครั้งเดียว!


   ทว่ารอยยิ้มของเหลิ่งฟางเฟยคงอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะก่อนที่คมกระบี่จะมาถึงตัวเหลิ่งฟางเฟย การโจมตีทางจิตวิญญาณของเยี่ยหลิงหลงกลับพุ่งเข้าใส่ก่อนแล้ว


   ในชั่วขณะนั้นเยี่ยหลิงหลงโคจรวิชาวิญญาณสวรรค์เก้าชั้นอย่างเต็มกำลัง โจมตีเข้าใส่สมุทรวิญญาณของเหลิ่งฟางเฟย


   ความเจ็บปวดรุนแรงที่ไม่ทันตั้งตัวพลันปะทุขึ้นจากห้วงวิญญาณ ในชั่วพริบตานั้นเหลิ่งฟางเฟยก็เจ็บปวดรวดร้าวจนประสาทสัมผัสทั้งห้าแทบดับสิ้น ถึงขั้นไม่อาจแม้แต่จะคิดสิ่งใดได้


   และในชั่วระยะเวลาอันแสนสั้นนี้เอง ตอนที่นางไม่อาจขัดขืนและไม่ได้เตรียมพร้อมป้องกันตัว กระบี่ของเยี่ยหลิงหลงก็เสียบทะลวงเข้าสู่ทรวงอกของเหลิ่งฟางเฟยได้สำเร็จ ซ้ำนางยังโคจรวิชาเทพกระบี่พิชิตฟ้าผสานกับพลังของตนเองลงไปบนตัวกระบี่โดยพร้อมเพรียงกัน


   เยี่ยหลิงหลงใช้สองมือบิดคว้านอย่างแรง กระบี่ยาวพลันหมุนคว้านอยู่ภายในร่างกายเหลิ่งฟางเฟยหนึ่งรอบ


   โลหิตสดสีแดงฉานทะลักออกจากปากแผล ย้อมอาภรณ์สีดำอันทะมัดทะแมงของนางจนชุ่มโชก


   “อ๊า…” เสียงกรีดร้องอันโหยหวนดังออกมาจากปากของเหลิ่งฟางเฟย เมื่อนางตั้งสติได้และคิดจะต่อต้าน การโจมตีด้วยพลังจิตวิญญาณชั่วครู่ก็สิ้นสุดลงพอดี พริบตาแรกที่นางฟื้นคืนสัมผัสได้ นางก็รับรู้ถึงความเจ็บปวดรุนแรงอันสุดจะทนบริเวณทรวง.อก


   นางก้มศีรษะลงมองเห็นกระบี่ของเยี่ยหลิงหลงกำลังหมุนคว้านสร้างความปั่นป่วนอยู่ภายในร่าง รบกวนกระแสพลังปราณและพละกำลังที่นางรวบรวมไว้ในคราแรกจนแตกซ่านไปสิ้น


   เมื่อนางเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็พลันเห็นรอยยิ้มประดับอยู่บนมุมปากของเยี่ยหลิงหลง รอยยิ้มนั้นช่างคล้ายคลึงกับรอยยิ้มของนางเมื่อครู่ยิ่งนัก ทั้งเปี่ยมล้นไปด้วยความอันตรายและความมั่นใจในชัยชนะ


   นางคาดไม่ถึงว่าการปะทะซึ่งหน้ากับเหลิ่งซินอวี่เป็นครั้งแรกจะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้อันน่าอนาถถึงเพียงนี้!


   เดิมทีนางมั่นใจว่าตนเองสังหารนางได้อย่างแน่.นอน ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่านางถูกอีกฝ่ายสังหารกลับเสียเอง!


   ไม่ ไม่ใช่!


   เมื่อครู่นางถูกโจมตีทางจิตวิญญาณ พลังกดดันทางจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งนั้น รวมถึงวิชาพลังจิตวิญญาณอันลึกล้ำพิสดาร ย่อมไม่ใช่สิ่งที่นางไร้ประโยชน์อย่างเหลิ่งซินอวี่สามารถเรียนรู้ได้!


   รวมถึงแผนการเมื่อครู่ด้วย คนผู้นี้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเพื่อที่จะสังหารนางให้ได้ ตัวนางเองจะไม่ดิ้นรนสุดกำลังเพื่อหลุดจากการเหนี่ยวรั้งของกู้หลินเยวียนและลู่ซา เพียงเพื่อเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายพุ่งเข้ามาถึงตัว


   นั่นคือโอกาสที่อีกฝ่ายต้องการ ในตอนที่นางประมาท อีกฝ่ายใช้การโจมตีทางวิญญาณก่อน แล้วจึงแทงกระบี่ทะลุร่างของนางเป็นลำดับถัดมา!


   แผนการเช่นนี้ย่อมมิใช่สิ่งที่คนไร้ประโยชน์อย่างเหลิ่งซินอวี่จะคิดขึ้นมาได้!


   นางมิใช่เหลิ่งซินอวี่! แม้ร่างกายนี้จะเป็นของเหลิ่งซินอวี่จริง แต่ดวงวิญญาณภายในหาใช่ไม่!


   ในชั่วขณะนั้นปัญหามากมายที่คอยรบกวนจิตใจของเหลิ่งฟางเฟยพลันคลี่คลายลงอย่างง่ายดาย รายละเอียดมากมายที่นางเคยเคลือบแคลงสงสัย บัดนี้ล้วนได้รับคำตอบ


   เหตุใดเหลิ่งซินอวี่จึงกลายเป็นคนฝีปากคมกล้าขึ้นมา ทั้งที่ปกติแล้วนางหวาดกลัวตนเองถึงเพียงนั้น แต่ไฉนจึงกล้าอยู่ในตำหนักแห่งนี้ ร่วมต่อสู้ด้วยกัน ทั้งๆที่นางมันน่ารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด แต่การปรากฏตัวครั้งนี้ ทุกคนรอบกายนางกลับเข้าข้างและคอยปกป้องนาง กระทั่งกู้หลินเยวียนก็ยังดูคล้ายสูญเสียสติสัมปชัญญะไปเพื่อนาง


   เรื่องราวทั้งหมดนี้ ต้นตอที่แท้จริงก็คือ... เหลิ่งซินอวี่ที่อยู่เบื้องหน้านางตอนนี้ ถูกผู้อื่นยึดครองร่างไปนานแล้ว!


   ด้วยเหตุนี้นางจึงกล้ายั่วยุตนเอง! ด้วยเหตุนี้นางจึงกล้าลงคมกระบี่อันแสนอันตรายเช่นนี้! กระทั่งการตายของเหลิ่งซื่อไห่ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเป็นฝีมือของนาง!


   อีกอย่าง การที่นางปรากฏตัวเพียงลำพัง ณ สถานที่ซึ่งมีพลังงานผันผวนเช่นนี้ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลตั้งแต่แรกแล้ว!


   หากคิดให้ลึกลงไปอีก เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าครั้งนี้ ในยามที่มิติเศษเสี้ยวอาลัยกำลังจะถูกทำลายลงกลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันครั้งใหม่ขึ้นอย่างกะทันหัน ก็อาจเป็นฝีมือของนางที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมอยู่เบื้องหลังเช่นกัน!


   เหลิ่งฟางเฟยยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหนาวเยือกไปถึงสันหลัง คนผู้นี้เก็บงำตนเองได้ลึกล้ำและน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ แต่นางกลับไม่เคยเคลือบแคลงสงสัยเลยแม้แต่น้อย!


   นางเอาแต่จมปลักอยู่กับความเคียดแค้นที่คนผู้นี้แย่งชิงกู้หลินเยวียนไปจากนาง


   ความคิดของเหลิ่งฟางเฟยค่อยๆแจ่มชัดขึ้น ทว่าความเจ็บปวดรุนแรงและบาดแผลฉกรรจ์บริเวณทรวงอกกลับค่อยๆกัดกร่อนร่างกายนาง ส่งผลให้พลังรั่วไหลออกไป ทำให้นางสูญสิ้นแรงต้านทาน สติสัมปชัญญะค่อยๆเลือนราง.ลง


   “เจ้า… เจ้ามิใช่…”


   “จุ๊ๆ อาการคลุ้มคลั่งเช่นนี้ช่างดูไม่งามเลย การตายอย่างสงบนั้นงดงามกว่า”


   เหลิ่งฟางเฟยเอ่ยได้เพียงครึ่งประโยค เยี่ยหลิงหลงก็ถ่ายเทพลังทั้งหมดลงบนคมกระบี่อีกครั้ง กดกระบี่ที่เสียบคาอยู่ให้จมลึกลงไปอีกอย่างแรง


   “อ๊า…”


   ทว่าในจังหวะที่เยี่ยหลิงหลงคิดว่าตนกุมชัยชนะไว้ได้แล้ว พลันมีพลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งพุ่งจู่โจมมาจากด้านหลัง เล็งตรงเข้าใส่กลางแผ่นหลังของนางพอดิบพอดี


   เพียงชั่วพริบตา กู้หลินเยวียนที่อยู่ด้านข้างก็ปล่อยมือจากเหลิ่งฟางเฟยอย่างรวดเร็ว พลางคว้าข้อมือของเยี่ยหลิงหลงแล้วกระชากนางถอยห่างออกไป


   การกระชากครั้งนี้แม้จะช่วยให้เยี่ยหลิงหลงหลบจากกระบวนท่าโจมตีได้พ้น แต่แรงกระแทกที่หลงเหลืออยู่ยังคงส่งผลกระทบถึงนาง ทำให้นางซึ่งบาดเจ็บสะบักสะบอมอยู่แล้วต้องกระอักโลหิตออกมาอีกคำใหญ่


   ส่วนเหลิ่งฟางเฟยซึ่งได้รับผลกระทบเช่นกันก็กระอักโลหิตคำโตออกมา ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น



บทที่ 1445: ได้ ท่านบังคับข้าเองนะ!



   แต่ก่อนที่เหลิ่งฟางเฟยจะร่วงลงสู่พื้น กลับมีเงาร่างหนึ่งเข้ารับไว้ได้ทันท่วงที ซ้ำเขายังสะบัดมือ ปลดการเหนี่ยวรั้งของลู่ซาที่อยู่อีกด้านออกไป ป้อนโอสถเม็ดหนึ่งเข้าปากนางในทันที แล้วจึงนำอาวุธวิเศษชิ้นหนึ่งที่ใช้ปกป้องชีพจรหัวใจออกมา สอดใส่เข้าไปในปากแผลของเหลิ่งฟางเฟย


   “องค์หญิงรอง ท่านมิเป็นอันใดใช่หรือไม่?”


   เมื่อเห็นผู่เยี่ย รองแม่ทัพผู้แข็งแกร่งและเป็นที่ไว้วางใจที่สุดข้างกายเหลิ่งฟางเฟยปรากฏตัวขึ้น ลู่ซาก็ตกตะลึงจนเบิกตากว้าง


   “นาง… คือ…”


   “ลู่ซา! เจ้าบังอาจลงมือต่อองค์หญิงรองอย่างโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้เชียวรึ เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไร?”


   ผู่เยี่ยเพิ่งจะตวาดจบ เหลิ่งฟางเฟยก็ผลักเขาออกไป


   “ไม่ต้องห่วงข้า ไปจับพวกมันมาให้ได้ อย่าให้หนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!”


   ผู่เยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย บาดแผลของ.องค์หญิงรองในยามนี้มิอาจไร้ผู้ดูแลได้ แต่เขาก็มิกล้าขัดคำสั่งของนาง ดังนั้นเขาจึงวางร่าง.องค์หญิงรองลงแล้วพุ่งเข้าโจมตีกู้หลินเยวียนและเยี่ยหลิงหลงทันที


   เมื่อเห็นดังนั้นหัวใจของเยี่ยหลิงหลงก็พลันกระตุกวูบ จำได้ว่าศิษย์พี่สามเคยเตือนนางเป็นพิเศษว่าข้างกายเหลิ่งฟางเฟยมีรองแม่ทัพผู้แข็งแกร่งมากอยู่ผู้หนึ่ง เดิมทีเขามีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่จะได้รับเลือกเข้าสู่สิบสองแม่ทัพมาร กลายเป็นบุคคลที่ราชามารไว้วางใจที่สุดได้โดยตรง แต่เขากลับยอมสละโอกาสนั้นเพื่อที่จะอยู่เคียงข้างเหลิ่งฟางเฟยต่อไป


   คนผู้นี้จงรักภักดีต่อเหลิ่งฟางเฟยอย่างยิ่งยวด กลอุบายยุยงให้แปรพักตร์หรือให้แตกแยกใดๆ ล้วนไร้ผลต่อเขา วิธีที่ดีที่สุดคืออย่าไปหาเรื่องเขาเป็นอันขาด


   เมื่อเห็นเขาปรากฏตัว เยี่ยหลิงหลงก็รู้ได้ทันทีว่าวันนี้นางคงไม่มีโอกาสสังหารเหลิ่งฟางเฟยได้แล้ว


   น่าเสียดายยิ่งนัก โอกาสเมื่อครู่ดีถึงเพียงนั้น!


   “ไป!”


   เยี่ยหลิงหลงฉุดกระชากกู้หลินเยวียนแล้ววิ่งหนีทันที


   ร่างกายของนางในตอนนี้เหมือนลูกธนูที่หมดแรงแล้ว เมื่อใดที่ลู่ซาล่วงรู้ความจริงย่อมไม่ยอมทำเรื่องเลอะเลือนอีกต่อไป หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาทั้งสองคนจะตกอยู่ในอันตราย ด้วยเหตุนี้ต้องรีบออกจากที่นี่ทันที


   นางตายไปก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียก็มิใช่ร่างของนาง วิญญาณนางไม่กลัวการออกจากร่างอยู่แล้ว แต่ศิษย์พี่สามจะตายไม่ได้เด็ดขาด!


   เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสองหลบหนี ผู่เยี่ยก็ไล่ตามไปทันที


   ส่วนลู่ซาเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดพวกนางถึงต่อสู้กัน แต่เห็นได้ชัดว่าองค์หญิงเก้าก็คือ.องค์หญิงเก้าตัวจริง องค์หญิงรองก็คือ.องค์หญิงรองตัวจริงเช่นกัน ส่วนภารกิจของเขาคือการคุ้มครอง.องค์หญิงเก้า


   เขาคุ้มครอง.องค์หญิงมาเนิ่นนานจนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว ดังนั้นเมื่อ.องค์หญิงเก้าตกอยู่ในอันตราย เขาก็พุ่งออกไปขวางทางผู่เยี่ยในทันที


   “อย่าทำร้ายองค์หญิงเก้า!”


   ปกติแล้วผู่เยี่ยเป็นคนเงียบขรึมไม่ค่อยพูดจา แต่ฝีมือกลับแข็งแกร่งกว่าแม่ทัพมารส่วนใหญ่ เมื่อเห็นลู่ซาเข้ามาขัดขวาง ทั้งยังนึกถึงเรื่องที่เขาเพิ่งร่วมมือกับเหลิ่งซินอวี่สังหาร.องค์หญิงรองเมื่อครู่ จิตสังหารของเขาก็พลันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ในจังหวะที่ลู่ซาเข้ามาใกล้ เขาจึงซัดฝ่ามือเข้าใส่โดยมิลังเลแม้แต่น้อย


   ลู่ซาคาดไม่ถึงว่าผู่เยี่ยจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ จ้วงแทงกระบี่เดียวไม่พอยังซ้ำด้วยฝ่ามืออีก!


   เขาคิดเพียงจะขัดขวางเล็กน้อย ให้ต่างฝ่ายต่างอธิบายเรื่องเข้าใจผิดกันเสียหน่อย อย่างไรเสียก็ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน


   ดังนั้นเขาจึงมิได้เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ ทำได้เพียงปัดป้องกระบี่เล่มนั้นแต่กลับหลบฝ่ามือนั้นไม่ทัน เขาถูกฝ่ามือกระแทกเข้าเต็มแรงจนร่างกระเด็นออกไปอย่างรุนแรง


   เพียงพริบตาที่ร่วงลงสู่พื้น เขากระอักโลหิตคำโตออกมา รู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในทั้งห้าและหกของตนเองล้วนบาดเจ็บสาหัสจากการกระแทก ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก!


   เมื่อเห็นผู่เยี่ยทำร้ายเขาบาดเจ็บแล้วยังจะไล่ตาม.องค์หญิงเก้าไปอีก ลู่ซาก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น


   “เหตุใดพวกท่านจึงต้องสังหาร.องค์หญิงเก้า? แม้จะมีความขัดแย้งมากมายเพียงใด แต่พวกท่านก็ล้วนเป็นธิดาของราชามารมิใช่รึ!”


   “องค์หญิงเก้า?” เหลิ่งฟางเฟยแค่นเสียงเย็นชา “เจ้าแน่ใจหรือว่านางคือองค์หญิงเก้าจริงๆ? เจ้าไม่รู้รึว่าเมื่อครู่เพื่อที่จะหลอกล่อนางเข้ามาใกล้ ข้าจึงมิได้ขัดขืนการเหนี่ยวรั้งของพวกเจ้า? เจ้าไม่รู้รึว่าด้วยความสามารถของนาง ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ข้ายืนนิ่งๆให้นางแทงโดยไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย?”


   สีหน้าของลู่ซาพลันสั่นสะท้าน


   “ผู้ใดกันที่นำพวกเจ้าออกจากมิติที่กักขังน้องสี่ไว้? ผู้ใดกันที่ผูกใจพวกเจ้าทุกคนไว้ได้? ผู้ใดกันที่เอ่ยปากชี้ตัวข้าว่าเป็นเพียงเศษอาลัยจำแลงมา โดยมิเอ่ยถึงแม้แต่น้อยว่าเหตุใดข้าจึงต้องสังหารนาง? เจ้าลองคิดดูให้ดีๆเถิด นอกจากใบหน้านั้นแล้ว ทั่วทั้งร่างของนางยังมีส่วนใดที่เหมือนเหลิ่งซินอวี่อยู่บ้าง!”


   เหลิ่งฟางเฟยกล่าวจบก็ทิ้งลู่ซาที่ตกตะลึงจนแทบสิ้นสติไว้เบื้องหลัง อาศัยพลังของอาวุธวิเศษค้ำจุนร่าง ไล่ตามผู่เยี่ยเพื่อล่าเยี่ยหลิงหลง


   “องค์หญิงรอง ท่านพักผ่อนก่อนเถิด ท่านบาดเจ็บหนักมาก” ผู่เยี่ยเอ่ยขึ้น


   “หนักมากจริงๆ หากเจ้ามาช้ากว่านี้อีกนิด ข้าคงตายด้วยน้ำมือนางไปแล้ว” เหลิ่งฟางเฟยกล่าวเสียงเย็นชา “แต่นางสังหารข้าในครั้งเดียวมิสำเร็จ เปิดโอกาสให้ข้าได้พักหายใจ ข้ามีอาวุธวิเศษและโอสถคอยประคองอาการไว้อยู่ ข้ายังสามารถสู้ต่อได้”


   “ข้าสามารถจับนางได้ขอรับ”


   “ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยเชื่อมั่นเช่นเดียวกับเจ้า คิดว่าตนเองสังหารนางได้แน่” เหลิ่งฟางเฟยเร่งความเร็วขึ้น สีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง “ข้ามิได้พูดเล่นและไม่ได้ประชดประชันด้วย ต้องไม่ให้นางหนีไปได้เด็ดขาด นางคือผู้บงการอยู่เบื้องหลังทั้งหมด นางตายแล้ว ค่ายกลนี้จึงจะถูกทำลายลงได้”


   เมื่อเห็นดังนั้นผู่เยี่ยก็มิกล้าเอ่ยสิ่งใดอีก ทำได้เพียงติดตามเหลิ่งฟางเฟยไล่ล่าเยี่ยหลิงหลงและกู้หลินเยวียนต่อไป


   ใช้การขัดขวางของลู่ซาทำให้กู้หลินเยวียนและเยี่ยหลิงหลงสามารถหลบหนีไปได้ในทันที


   อาศัยค่ายกลที่นางวางไว้ประกอบกับหมอกดำอันหนาทึบ พวกเขาหลบซ่อนไปทางนู้นทีทางนี้ที ทำให้หลบหนีครั้งนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่น ทว่าไม่นานเยี่ยหลิงหลงก็ตระหนักได้ถึงความผิดปกติ


   รองแม่ทัพผู้นั้นดูเหมือนจะมีความสามารถพิเศษบางอย่าง วิชาที่เขายิงใส่ร่างนางเมื่อครู่กลับมีผลในการทำเครื่องหมาย พวกเขาจึงถูกเหลิ่งฟางเฟยไล่ตามมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง


   แม้จะยังไม่ถูกตามทันแต่ก็ไม่อาจสลัดพวกเขาให้หลุดไปได้


   สมแล้วที่เป็นคนที่ศิษย์พี่สามเตือนว่าอย่าไปหาเรื่อง พอ.ลงมือก็โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้


   เยี่ยหลิงหลงหยุดฝีเท้าลง หอบหายใจเล็กน้อย ขณะที่หอบหายใจ โลหิตก็ไหลรินออกจากมุมปากไม่หยุด ใบหน้าของนางซีดขาวราวกับกระดาษ


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”


   “ข้าวิ่งต่อไม่ไหวแล้ว ที่นี่มีแต่ทัพมารเต็มไปหมด ข้าหลบได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่อาจหลบรอดไปได้ตลอด ร่างกายนี้ช่างบอบบางเหลือเกิน มันจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว”


   “มา ศิษย์พี่จะแบกเจ้าเอง”


   เยี่ยหลิงหลงส่ายหน้า


   “ไม่มีประโยชน์หรอกเจ้าค่ะ ข้าถูกทำเครื่องหมายไว้แล้ว พวกเขาจะตามหาข้าเจอ นั่นเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น ศิษย์พี่สาม พวกเขาใกล้จะตามมาทันแล้ว ข้าจะถ่วงเวลาพวกเขาไว้ ท่านรีบหนีไปจากที่นี่เถิด”


   เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจลึก บอกวิธีการออกจากค่ายกลนี้ให้กู้หลินเยวียนฟังอย่างรวดเร็ว


   “ท่านไปทางทิศตะวันออก เดินตรงไปจนถึง…”


   “ข้าไม่ไป”


   “ศิษย์พี่สาม! ตอนนี้มิใช่เวลาที่จะมาห่วงคุณธรรมน้ำมิตร ท่านก็รู้ นี่มิใช่ร่างกายของข้า ตายก็คือตาย วิญญาณข้าหลุดออกไปก็ยังกลับเข้าร่างเดิมของตนเองได้ ข้ากับท่านไม่เหมือนกัน พลังจิตวิญญาณของข้าเพียงพอที่จะทำเรื่องพวกนี้ได้”


   “เช่นนั้นข้าก็ไม่ไป” กู้หลินเยวียนกล่าว


   เยี่ยหลิงหลงพลันรู้สึกโกรธขึ้นมาทันที


   “ศัตรูแข็งแกร่ง เราอ่อนแอ ยามนี้เราควรใช้กลยุทธ์!”


   “ข้าไม่ถนัดเรื่องกลยุทธ์”


   “เช่นนั้นท่านก็ฟังข้า”


   “ตามลำดับอาวุโสแล้วควรเป็นเจ้าที่ฟังข้า”


   ก่อนหน้านี้ตอนที่ศิษย์พี่สามกล่าววาจาแทงใจดำใส่เหลิ่งฟางเฟย นางยังรู้สึกสะใจอยู่เลย ตอนนี้พอถึงคราวตนเอง นางก็ได้เข้าใจความรู้สึกนั้นอย่างถ่องแท้เสียที


   เขากำลังพูดความจริงด้วยท่าทีจริงจัง แต่คำพูดที่ออกมานั้น ช่างทำให้คนโกรธจนแทบระเบิดได้จริงๆ


   หากมิใช่ว่านางตอนนี้ไม่มีแรงจะระเบิด นางก็อยากจะระเบิดออกมาสักทีจริงๆ


   “ศิษย์พี่สาม เรามาพูดคุยกันด้วยเหตุผลเถิด”


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เรื่องเหตุผลนี้คุยกันเป็นชั่วยามก็ไม่จบ เจ้ามาเกาะหลังข้า แล้วค่อยๆคุยกันไปเถิด”


...…


   เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจลึก


   “ท่านคิดว่าข้าไม่มีวิธีจัดการกับท่านจริงๆหรือ?”


   กู้หลินเยวียนเอียงศีรษะเล็กน้อย ดูเหมือนจะอยากรู้อยู่เหมือนกันว่านางมีวิธีใด


   “ได้ ท่านบังคับข้าเองนะ! ท่านรอดูเถิด!”



บทที่ 1446: ตายอย่างยิ่งใหญ่ ให้ทุกคนได้ประจักษ์



   ในชั่วพริบตานั้นเยี่ยหลิงหลงรวบรวมพลังมาร จากนั้นตวาดใส่กู้หลินเยวียน เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจแล้วทะยานเข้าใส่เขา


   กู้หลินเยวียนถึงกับผงะไปเพราะท่าทีของนาง ไม่สามารถเข้าใจได้ในทันทีว่านางคิดจะทำสิ่งใดกันแน่


   อย่าว่าแต่นางบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้เลย ต่อให้ไม่ได้รับบาดเจ็บก็มิอาจเอาชนะเขาได้ ถึงกระนั้นเขาก็ยังยกมือขึ้นปัดป้องรับการโจมตีของเยี่ยหลิงหลงเอาไว้


   การปัดป้องครั้งนี้เองทำให้เยี่ยหลิงหลงได้ผนึกยันต์ตรึงกายใบหนึ่งลงบนร่างเขา จากนั้นผลักส่งร่างชายหนุ่มไปยังทิศทางที่หมอกดำหนาทึบที่สุดอย่างแรง


   หลังจากผลักส่งเขาไปแล้ว เยี่ยหลิงหลงได้ยินเสียงฝีเท้าของเหลิ่งฟางเฟยและพวกใกล้เข้ามา นางจึงหันหลังวิ่งไปยังอีกทิศทางหนึ่งทันทีโดยไม่เหลียวกลับ ซ้ำขณะวิ่งยังไม่วายกำชับเขา


   “ศิษย์พี่สาม ในเมื่อท่านไม่ยอมไป เช่นนั้นข้าไปเอง ท่านมิต้องตามมา รอท่านคลายยันต์ตรึงกายได้แล้วค่อยมา ถึงตอนนั้นข้าก็คงตายสิ้นวิญญาณไปแล้ว ลาก่อนศิษย์พี่สาม ไว้พบกันใหม่ในภพมนุษย์!”


   การเคลื่อนไหวต่อเนื่องของเยี่ยหลิงหลงรวดเร็วอย่างยิ่ง เอ่ยวาจายังไม่ทันจบสิ้นร่างก็วิ่งห่างออกไปไกลแล้ว


   แม้นางจะพยายามวิ่งสุดกำลัง แต่ก็ยังคงวิ่งได้ไม่เร็วอยู่ดี เพราะอาการบาดเจ็บตามร่างกายนางสาหัสเกินไป วิ่งไปได้ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวไล่ตามจากเบื้องหลังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ


   พลังเหี้ยมโหดสายหนึ่งฟาดใส่จากเบื้องหลังนาง นางรีบหลบหลีกอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังถูกพลังส่วนเกินทำร้ายเข้าจนได้ ร่างทั้งร่างโซซัดโซเซถอยหลังไปหลายก้าวเกือบจะล้มลงกับพื้น


   นางหันขวับกลับไปมองทันที และก็เป็นไปตามคาด เป็นเหลิ่งฟางเฟยและผู่เยี่ยที่ไล่ตามนางมาทันแล้ว


   “เหตุใดเจ้าจึงวิ่งอยู่เพียงผู้เดียว?”


   เหลิ่งฟางเฟยจ้องมองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง นางได้ลิ้มรสความเจ้าเล่ห์เพทุบายของคนผู้นี้มาแล้ว ครั้งนี้นางจะไม่มีวันประมาทศัตรูอีกเป็นอันขาด


   “กู้หลินเยวียนเล่า? ทอดทิ้งเจ้าไปแล้วรึ?”


   เยี่ยหลิงหลงแค่นเสียงเย็นชาใส่ “ต่อให้เขาทอดทิ้งข้าจริงๆ ก็ไม่มีวันเหลียวกลับไปมองเจ้าแม้แต่น้อย เจ้าจะร้อนใจไปไย?”


   “เจ้า…” แววตาของเหลิ่งฟางเฟยฉายจิตสังหารเต็มเปี่ยมในทันใด “ปากคอเราะร้ายยิ่งนัก หึ เชิญเจ้าพูดไปตามใจเถิด วันนี้ข้าไม่มีวันปล่อยให้เจ้าหนีรอดไปได้อีกแน่! และแน่.นอน ข้าจะไม่ให้เจ้าตายง่ายๆเช่นกัน! ผู่เยี่ย จับนาง!”


   เหลิ่งฟางเฟยออกคำสั่ง ผู่เยี่ยพลันทะยานเข้าใส่เยี่ยหลิงหลงทันที เยี่ยหลิงหลงรีบหยิบของล้ำค่าของเหลิ่งซินอวี่ออกมาจากแหวนมิติ ขว้างปาใส่ผู่เยี่ยราวกับของไร้ค่าเพื่อขัดขวางการเคลื่อนไหวของเขา พร้อมกันนั้นตนเองก็ลุกขึ้น พยายามวิ่งหนีต่อไป


   แม้จะรู้ว่าต้องตายอย่างแน่.นอน แต่นางไม่มีวันยอมตายง่ายๆเช่นนี้เด็ดขาด หากจะต้องตายนางก็ต้องลอกหนังพวกมันออกมาสักชั้น!


   เมื่อคิดดังนั้น ขณะเยี่ยหลิงหลงขว้างปาสิ่งของไปด้านหลัง นางก็นำสิ่งของต่างๆมาวางบนร่างกายของตนเอง


   ในใจนางมีตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการระเบิดตัวเองที่สุดอยู่แล้ว สถานที่แห่งนั้นเป็นตรอกตัน อยู่ตรงหัวมุมระหว่างตำหนักสองหลัง เมื่อนางระเบิดตัวเอง พลังก็จะระเบิดออกในพื้นที่แคบ รับรองได้ว่าพื้นที่โดยรอบจะต้องได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุดอย่างถึงแน่.นอน


   บวกกับสมบัติล้ำค่าที่นางกองสุมไว้บนร่างเหล่านี้ นางรับประกันได้เลยว่าการระเบิดตัวเองครั้งนี้จะต้องสะเทือนใจทุกคนอย่างแน่.นอน!


   เมื่อคิดเช่นนี้เยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกคาดหวังขึ้นมา ถึงแม้จะต้องตาย นางก็ต้องตายอย่างยิ่งใหญ่ ตายให้ทุกคนได้ประจักษ์!


   แต่น่าเสียดาย ครั้งนี้สวรรค์มิได้เข้าข้างนาง ในขณะที่ยังเหลือระยะทางอีกเล็กน้อยที่จะถึงตำแหน่งในอุดมคติ ร่างกายของนางก็ทนต่อไปไม่ไหวเสียแล้ว และผู่เยี่ยก็รวดเร็วกว่าที่นางคาดการณ์ไว้ สกัดกั้นนางไว้อีกครั้งจนได้


   เยี่ยหลิงหลงหันไปมองมุมที่นางปรารถนาที่สุด แววตาเต็มไปด้วยความเสียดาย


   ถึงแม้จะไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่เป็นไร ความไม่สมบูรณ์แบบเล็กน้อยย่อมไม่ส่งผลต่อผลลัพธ์สุดท้าย


   ในจังหวะนั้นเองกระบี่ของผู่เยี่ยแทงเข้าใส่นาง นางพยายามหลบหลีกอย่างยากลำบาก แต่กลับหลบไม่พ้นทั้งหมด ในขณะที่อาวุธวิเศษในมือนางยังไม่ทันได้ขว้างใส่เหลิ่งฟางเฟย นางก็ถูกกระบี่แทงเข้าเสียก่อน จากนั้นจึงถูกฝ่ามือซัดจนกระเด็นออกไป


   ในชั่วพริบตานางได้ยินเสียงกระดูกตนเองแตกละเอียด และเสียงอวัยวะภายในแหลกสลาย


   มันเจ็บปวดยิ่งนัก มันเจ็บจนตาพร่ามัว เจ็บจนต้องกัดฟัน


   ผู่เยี่ยจงใจออมแรงไว้ มิได้ใช้พลังทั้งหมดในทันที มิเช่นนั้นนางคงตายไปแล้วในตอนนี้


   เยี่ยหลิงหลงกระอักโลหิตคำโตออกมา มองดูเหลิ่งฟางเฟยที่กำลังก้าวเข้ามาหานางทีละก้าว


   “วางใจเถิด ข้าบอกแล้วว่าจะไม่ให้เจ้าตายง่ายๆ หนี้แค้นที่เจ้าก่อไว้กับข้า การตายของน้องสี่ ความแค้นของน้องเก้า รวมถึงความอัปยศที่เจ้ามอบให้ข้า ข้าจะทวงคืนจากร่างเจ้าให้หมดสิ้นทีละเรื่อง ทีละอย่าง!”


   เมื่อได้ยินวาจานี้ เยี่ยหลิงหลงก็หัวเราะออกมา นางหัวเราะพลางแอบเตรียมการจะระเบิดตัวเองอย่างลับๆ ถึงแม้ตำแหน่งจะไม่ดี แต่นางก็จะทำให้การระเบิดครั้งนี้สมบูรณ์แบบที่สุดในชั่วขณะนี้


   “ตอนเหลิ่งซื่อไห่ตาย เจ้ามิได้เศร้าโศกแม้แต่น้อย ความเป็นความตายของเหลิ่งซินอวี่ เจ้าก็ยิ่งไม่ใส่ใจ ส่วนความอัปยศที่ข้ามอบให้เจ้าน่ะรึ? มิใช่ว่าเจ้าหาเรื่องอับอายใส่ตัวเองหรอกหรือ? เขาไม่ได้รักเจ้าแม้แต่น้อย แต่เจ้าก็ยังหน้าด้านเสนอตัวเข้าไปให้เขาอีก ช่างน่าสมเพชนัก เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ต้องส่องกระจกดูตัวเองเสียหน่อย?”


   “เจ้า…”


   จากบทเรียนครั้งก่อนเหลิ่งฟางเฟยได้ประจักษ์ถึงความร้ายกาจของนางแล้ว นางตื่นรู้แล้วว่าจะไม่ยอมถูกนางยั่วยุจนหน้ามืดตามัวขาดสติไปง่ายๆอีก แต่พออีกฝ่ายเอ่ยปากก็ยังคงแทงใจดำจุดที่เจ็บปวดที่สุดของนางได้อย่างง่ายดายอยู่ดี


   เดิมทีนางตั้งใจจะจับคนผู้นี้กลับไปสอบสวน แต่ตอนนี้นางแทบทนต่อไปไม่ไหวแล้ว!


   “ข้าเป็นอย่างไร? เจ้าดูถูกข้า เจ้าภูมิใจในตนเองนักหรือ? แต่ข้าไม่เคยสูญเสียสติไปเพราะบุรุษ ส่วนเจ้ากลับแสดงท่าทีน่าสมเพชสารพัดออกมาเพราะบุรุษ ความภูมิใจในตนเองอันน้อยนิดของเจ้านั่นช่างเป็นเรื่องน่าขันที่สุดในปฐพี!”


   เหลิ่งฟางเฟยโกรธจนตัวสั่นเทา นางสูดหายใจลึกหลายครั้งยกกระบี่ในมือขึ้นเดินตรงเข้าไปหาเยี่ยหลิงหลง


   “ข้ารู้ว่าเจ้าจงใจยั่วยุข้า อยากให้ข้าสังหารเจ้าเสีย แต่ข้าไม่ยอมให้เจ้าสมปรารถนาหรอก! ปากเก่งนักใช่หรือไม่? เช่นนั้นข้าจะเฉือนลิ้นของเจ้าก่อน!”


   เมื่อเห็นนางเดินเข้ามาใกล้ เยี่ยหลิงหลงเริ่มคำนวณระยะห่าง ห้าก้าว สี่ก้าว สามก้าว…


   ทว่าในชั่วขณะนั้นเอง กระบี่ยาวเล่มหนึ่งพลันพุ่งมาจากด้านข้าง แทงตรงเข้าใส่ตำแหน่งขมับของเหลิ่งฟางเฟยอย่างแม่นยำ เหลิ่งฟางเฟยรีบถอยร่นไปหลายก้าวในทันทียกกระบี่ในมือขึ้นปัดป้อง


   ด้วยการปัดป้องครั้งนี้เอง เงาร่างอันคุ้นเคยสายหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ช้อนอุ้มร่างเยี่ยหลิงหลงที่นอนอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วเหินถอยหลังไปช่วงหนึ่งก่อนจะถูกผู่เยี่ยสกัดไว้จึงหยุดลง


   ในอ้อมกอดอันอบอุ่นและคุ้นเคยนี้ เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นทันที มองบุรุษเบื้องหน้าด้วยแววตาเหลือเชื่อ


   “ศิษย์พี่สาม ท่าน… ท่านมาได้อย่างไร ท่านมาทำไมกัน!”


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก ถึงแม้ข้าจะไม่เชี่ยวชาญกลยุทธ์ แต่เจ็บแล้วย่อมจำ กลอุบายลอบโจมตีแปะยันต์เช่นนี้ เจ้าเคยใช้เมื่อร้อยปีก่อนนอกต้นอู๋โยว ข้าถูกเจ้าผลักไสออกไปด้วยวิธีการสละชีพตนเองมาแล้วครั้งหนึ่ง ถึงข้าจะไม่ได้เรื่องเพียงใด ก็จะไม่พลาดท่าตกหลุมพรางเดิมซ้ำสองเป็นอันขาด”


   กู้หลินเยวียนถอนหายใจแผ่วเบา “หากมิใช่เพราะเจ้าผลักข้าเข้าไปในม่านหมอกดำ ทำให้ข้าหลงทิศทางไปชั่วขณะ เจ้าคงหนีไปไม่ทันด้วยซ้ำ ศิษย์น้องหญิงเล็ก ร้อยปีก่อนข้าเคยเสียใจอย่างสุดซึ้งมาแล้วครั้งหนึ่ง ร้อยปีให้หลังนี้เจ้ายังจะให้ข้าต้องแบกรับความรู้สึกนั้นอีกครั้งหรือ? ข้า… ดูเป็นคนน่ารังแกถึงเพียงนั้นเชียว?”


   เมื่อได้ยินวาจานี้ขอบตาของเยี่ยหลิงหลงพลันร้อนผ่าว


   “ข้าไม่ได้รังแกท่าน! ข้าเพียงชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย แล้วเลือกทางที่ดีที่สุด เหตุใดท่านจึงไม่ฟังข้าเล่า?”


   “นั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่เจ้าคิดเอาเอง แต่สำหรับข้าแล้ว ไม่เคยเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเลยแม้แต่น้อย”



บทที่ 1447: ข้าจะปกป้องศิษย์น้องหญิงเล็กอยู่ข้างหน้าเสมอไป



   เยี่ยหลิงหลงนิ่งอึ้งไป


   “ร้อยปีก่อน เจ้าส่งคนอื่นๆออกไปแล้วแบกรับทุกสิ่งไว้เพียงลำพัง ร้อยปีให้หลัง เจ้ายังคิดจะใช้เล่ห์เหลี่ยมเดิมซ้ำอีก แต่เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ หากเจ้าตายไปแล้ววิญญาณถูกกักขังไว้ เจ้าจะทำอย่างไร? ข้าคือศิษย์พี่ของเจ้า ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่แม้เพียงเฮือกเดียว ย่อมไม่มีวันทำเรื่องทอดทิ้งเจ้าไปโดยไม่สนใจใยดีเช่นนี้ได้”


   “แต่ว่า…” ปลายจมูกของเยี่ยหลิงหลงพลันรู้สึกแสบขึ้นมา เอ่ยคำพูดออกมาติดขัดเล็กน้อย “แต่หากท่านอยู่ต่อ แล้วท่านเป็นอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร?”


   “ก็ให้มันเกิดเรื่องไปสิ ในฐานะศิษย์พี่ก็สมควรจะยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าเจ้ามิใช่หรือ? ข้าให้คำมั่นสัญญากับศิษย์ร่วมสำนักทุกคนแล้วจึงพาเจ้าออกมา ข้าจะพาเจ้ากลับไปไม่ได้ได้อย่างไร? สำหรับข้าแล้ว บางสิ่งบางอย่างสำคัญยิ่งกว่าการมีชีวิตอยู่เสียอีก เจ้าควรจะเข้าใจสิ”


   “พวกเจ้าสองคนพอได้หรือยัง!”


   เหลิ่งฟางเฟยยืนอยู่ไม่ไกลนัก แม้จะไม่ได้ยินชัดเจนว่าพวกเขากำลังพูดสิ่งใดกัน แต่พอเห็นภาพทั้งสองคนแสดงความรักความผูกพันลึกซึ้ง ดวงตาทั้งคู่พลันแดงก่ำ นางก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก


   บอกว่าจะทำให้นางเป็นทุกข์ทรมานจนอยากตาย ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าก่อนตายยังปล่อยให้พวกเขาทั้งสองได้อยู่เคียงข้างกัน เช่นนี้จะนับเป็นการตายที่ทรมานที่สุดได้อย่างไร?


   เสียงตะคอกด้วยความโกรธของเหลิ่งฟางเฟย กู้หลินเยวียนมิได้เหลือบแลแม้แต่น้อย


   “เจ้าเป็นคนพาข้าออกจากเขาขวางวั่ง ทำให้ข้ารู้ว่าข้าจะไม่โดดเดี่ยวเพียงลำพังตลอดไป เจ้าเป็นคนไล่ตามข้าเข้าไปในไข่มุกวิญญาณมายาของเยว่หานอวี่ บอกข้าว่าถึงแม้ข้าจะเข้าสู่หนทางมาร พวกเจ้าก็จะร่วมเป็นร่วมตายไปกับข้า เจ้าเป็นคนผลักข้าไปให้ฟ่านอินเทียนใต้ต้นอู๋โยว ทำให้ข้ามีชีวิตที่สงบสุขอยู่ร้อยปี


   ทุกครั้งล้วนเป็นเจ้าที่ช่วยข้า ข้าช่วยเจ้าสักครั้งจะเป็นไรไป?


   แม้ว่าเจ้าจะต้องการใช้วิชาหนีตาย นั่นก็ต้องให้ข้าได้เห็นกับตาว่าวิญญาณของเจ้าจากไปอย่างปลอดภัยแล้วเท่านั้น ถึงจะนับว่าใช้ได้ มิใช่ทิ้งเจ้าไว้ให้พวกมัน แล้วปล่อยให้พวกมันหยามเหยียดตามอำเภอใจ”


   กู้หลินเยวียนยังกล่าวไม่ทันจบ ดวงตาทั้งสองข้างของเยี่ยหลิงหลงก็พร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตาจนมองไม่เห็นเบื้องหน้าแล้ว


   “ศิษย์พี่สาม…”


   กู้หลินเยวียนลูบศีรษะของเยี่ยหลิงหลงเบาๆ


   “อย่ากลัวเลย ข้าจะคอยปกป้องอยู่เบื้องหน้าเจ้า จะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้าไปตลอดกาล”


   คำพูดอื่นๆมิได้ยินชัดเจนนัก แต่ประโยคนี้กู้หลินเยวียนมิได้จงใจกดเสียงลง เหลิ่งฟางเฟยและผู่เยี่ยที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนได้ยินกันถ้วนหน้า


   “ผู่เยี่ย ไปจัดการพวกมันให้ข้า ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย!”


   เหลิ่งฟางเฟยออกคำสั่ง ผู่เยี่ยพลันพุ่งเข้าโจมตีกู้หลินเยวียนและเยี่ยหลิงหลงทันที กู้หลินเยวียนมิได้วางเยี่ยหลิงหลงลง เขาอุ้มนางไว้พร้อมกับหลบหลีกการโจมตีของผู่เยี่ยไปด้วย


   ถึงแม้เขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก แต่การอุ้มคนผู้หนึ่งไว้แล้วเคลื่อนไหวไปด้วยนั้นลำบากอย่างยิ่ง ตั้งแต่แรกเริ่มก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้ว


   เมื่อเห็นกู้หลินเยวียนรู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะอีกฝ่ายได้ แต่ก็ยังคงอุ้มนางไว้แล้วดื้อดึงสู้ต่อไปเช่นนี้ ในใจของเหลิ่งฟางเฟยก็ยิ่งอึดอัดมากขึ้น


   “กู้หลินเยวียน! ข้าเห็นแก่ที่เจ้าเข้าสู่หนทางมารแล้ว ถือว่าเป็นพวกพ้องเผ่ามารคนหนึ่ง ขอเพียงเจ้าส่งนางมาให้ข้า ข้าสามารถไว้ชีวิตเจ้าได้ และข้าก็สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่สังหารนางในทันที แต่หากเจ้าไม่ให้ความร่วมมือ เช่นนั้นวันนี้พวกเจ้าทั้งสองคนก็ต้องตายอยู่ที่นี่!”


   “เช่นนั้นก็ตายอยู่ที่นี่สิ มีอันใดน่ากลัวนักหรือ?” กู้หลินเยวียนกล่าว “ข้าจะปกป้องศิษย์น้องหญิงเล็กอยู่ข้างหน้าเสมอไป จนกว่าจะสิ้นชีพ”


   “ดี ดี ดี จวนจะตายอยู่แล้วยังไม่ยอมสำนึกผิด เช่นนั้นเจ้าก็ไปตายพร้อมกับนางเสียเถิด!”


   เหลิ่งฟางเฟยกล่าวจบก็กวัดแกว่งกระบี่ฟาดฟันเข้าใส่แผ่นหลังของกู้หลินเยวียนและเยี่ยหลิงหลงทันที


   เมื่อเห็นว่ากู้หลินเยวียนมัวแต่รับมือผู่เยี่ยที่อยู่เบื้องหน้า ไม่อาจรับมือกับนางที่อยู่เบื้องหลังได้กำลังจะถูกทั้งสองคนโจมตีขนาบหน้าหลังจนพ่ายแพ้ในไม่ช้า พลันมีประกายกระบี่อันแหลมคมสายหนึ่งแหวกทะลวงมิติพุ่งเข้ามา ในค่ายกลที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกทมิฬนี้ ช่างดูสะดุดตาอย่างยิ่ง พุ่งตรงเข้าใส่เหลิ่งฟางเฟย!


   เหลิ่งฟางเฟยคาดไม่ถึงว่าตนเองจะถูกลอบโจมตีอีก นางรีบถอยหลังหลบหลีกอย่างรวดเร็ว แต่กระบี่เล่มนี้ทั้งแหลมคมและดุร้ายยิ่งนัก ประกอบกับนางบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้วส่งผลให้นางไม่สามารถหลบหลีกได้ทั้งหมดในทันที


   คมกระบี่พุ่งผ่านข้างลำตัวนางไป กรีดผ่านไหล่ของนางทิ้งรอยแผลลึกจนเกือบเห็นกระดูกไว้แผลหนึ่ง พร้อมกันนั้นโลหิตจำนวนมากก็ทะลักออกมา บีบบังคับให้นางต้องรีบถอยร่นไปอย่างรวดเร็ว


   “องค์หญิงรอง!”


   ทันทีที่นางถอยร่น ผู่เยี่ยที่อยู่เบื้องหน้าก็หันขวับกลับมาทันทีและในจังหวะที่เขาหันกลับมานั้นเอง พลังฝ่ามืออันทรงพลังสายหนึ่งก็ฟาดเข้าใส่เขา


   ผู่เยี่ยจำต้องถอยหลังเพื่อหลบหลีกพลังฝ่ามือ การถอยครั้งนี้ทำให้ระยะห่างระหว่างเขากับกู้หลินเยวียนและเยี่ยหลิงหลงเพิ่มมากขึ้น


   ในชั่วขณะนั้นเอง เงาร่างสีแดงเข้มสายหนึ่งพลันเหินเข้ามาจากด้านข้าง รับกระบี่ที่ตนเองเพิ่งซัดออกไปกลับคืนมาได้อย่างหมดจด.งดงาม


   “ยังมีข้าอยู่นะ ข้าก็จะปกป้องศิษย์น้องหญิงเล็กไว้ข้างหน้าเสมอเช่นหัน หากต้องการชีวิตนางต้องข้ามศพข้าไปก่อน แต่ว่า…” มุมปากของผู้มาใหม่ยกสูงขึ้น เผยรอยยิ้มอันเปี่ยมด้วยความมั่นใจและหยิ่งผยอง “แต่พวกเจ้าคงไม่มีปัญญานั้นหรอก”


   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่!”


   เยี่ยหลิงหลงและกู้หลินเยวียนตะโกนเรียกออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย รอยยิ้มบนมุมปากของคนทั้งสองระบายกว้างพร้อมกันอย่างไม่อาจควบคุมได้


   “ไม่ได้พบกันนานนะ ศิษย์น้องสาม ศิษย์น้องหญิงเล็ก” อวี๋หงหลานเอ่ยพลางยิ้ม “แม้จะมาช้าไปเล็กน้อย แต่ข้ามาแล้ว ไม่ต้องกลัว พวกเจ้าอดทนมานานพอแล้ว ประวิงเวลาไว้มากพอแล้ว”


   วาจาของอวี๋หงหลานเพิ่งจบลง เงาร่างหนึ่งก็ลอยออกมาจากร่างนาง กลายร่างเป็นคนจริงๆขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วหันกลับมายิ้ม “แล้วยังมีพี่เขยใหญ่ของพวกเจ้าด้วย”


   “พี่เขยใหญ่!”


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้ามาดูอาการบาดเจ็บให้เจ้า”


   เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ เหลิ่งฟางเฟยที่กำลังประคองบาดแผลอยู่ พลันมีแววตาเย็นเยียบขึ้นมา


   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่เจ้าคืออวี๋หงหลาน ส่วนเจ้าศิษย์น้องหญิงเล็ก… เช่นนั้นเจ้าก็คือเยี่ยหลิงหลง!”


   “เจ้าดูจะคุ้นเคยกับสำนักชิงเสวียนของพวกเราดีนี่ อย่างไรเล่า? ไล่ตามชายในดวงใจถึงกับต้องใช้วิธีการทุกรูปแบบเลยหรือ?” เยี่ยหลิงหลงกล่าวเย้ยหยัน


   เหลิ่งฟางเฟยรู้ดีว่านางจงใจยั่วยุตนเอง แต่ก็ยัง.อดมิได้ที่จะรู้สึกโกรธ โกรธจนบาดแผลยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น


   “ได้ยินมานานแล้วว่าในภพมนุษย์มีสำนักชิงเสวียนแห่งหนึ่ง ในบรรดาศิษย์สำนักชิงเสวียน เยี่ยหลิงหลงเป็นผู้มีจิตใจเจ้าเล่ห์เพทุบายที่สุด รับมือได้ยากที่สุด หากไม่จัดการเสียแต่เนิ่นๆ จะกลายเป็นภัยใหญ่หลวงในภายภาคหน้า คิดไม่ถึงว่าวันนี้ได้พบเจอตัวจริง เป็นเช่นนั้นจริงๆ เจ้าช่างน่าชังนัก!”


   “ขอบคุณสำหรับความสนใจของเจ้า ข้าดีใจมากนะ” เยี่ยหลิงหลงกล่าวพลางยิ้ม “ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่สาม คราวนี้ถึงตาพวกเราบุกกลับแล้ว! จัดการพวกมัน!”


   “ได้” อวี๋หงหลานกวัดแกว่งกระบี่ทะยานเข้าใส่ผู่เยี่ย “ข้าจะรับมือคนผู้นี้เอง ศิษย์น้องสามอีกคนมอบให้เจ้า เจ้าถ่วงเวลาไว้สักครู่ รอข้าจัดการคนผู้นี้เสร็จแล้วจะไปช่วยเจ้า”


   กู้หลินเยวียนเห็นเหยียนจิ่งอี๋เข้ามาดูแลเยี่ยหลิงหลงแล้ว เขาก็วางใจมอบนางให้อีกฝ่ายดูแลส่วนตนเองก็ชักกระบี่ออกมา


   “ศิษย์พี่ใหญ่ อันนี้ก็พูดยาก บางทีท่านอาจจะยังจัดการผู่เยี่ยไม่เสร็จ ข้าก็จัดการเหลิ่งฟางเฟยได้ก่อนแล้วก็ได้นะ?”


   เมื่อได้ยินวาจาอันเปี่ยมด้วยความมั่นใจของศิษย์น้องตนเอง อวี๋หงหลานก็หัวเราะออกมา


   “เช่นนั้นก็มาประลองกันดู”


   กล่าวจบอวี๋หงหลานก็พุ่งเข้าโจมตีผู่เยี่ยทันที ขณะเดียวกันกู้หลินเยวียนก็ชักกระบี่พุ่งเข้าใส่เหลิ่งฟางเฟยเช่นกัน


   ถึงแม้เหลิ่งฟางเฟยจะมีระดับการฝึกฝนสูงกว่า พลังฝีมือแข็งแกร่งกว่า ทว่านางมีบาดแผลอยู่บนร่าง


   อีกทั้งก่อนหน้านี้กู้หลินเยวียนสู้ไม่ได้ก็เพราะเป็นห่วงเยี่ยหลิงหลง บัดนี้เมื่อไร้ซึ่งความกังวลแล้ว ยามที่เขาออกกระบี่ กระบี่แต่ละเล่มล้วนดุดันกว่าเดิม แต่ละกระบวนท่าล้วนรุนแรงกว่าเก่า



บทที่ 1448: พวกเราจะเอาอะไรไปชนะไม่ได้?



   เมื่อเหลิ่งฟางเฟยเอ่ยคำพูดนี้ออกมา ในใจของกู้หลินเยวียนก็เกิดความระแวดระวังขึ้นมาแวบหนึ่ง


   แต่ที่แตกต่างจากเขาก็คือ อีกด้านหนึ่งอวี๋หงหลานกลับหัวเราะออกมา นางตะโกนเสียงดังว่า “เหตุใดพวกเราถึงจะชนะไม่ได้?”


   เมื่อสิ้นเสียงพูดในจังหวะนั้น นางก็ฟาดกระบี่วิญญาณลงไปอย่างแรง ผ่ากระบี่ของผู่เยี่ยออกพร้อมกับฟันเข้าที่บ่าของเขาอย่างหนัก เฉือนไหล่ของเขาไปเกือบครึ่ง


   ปราณมารรั่วไหลออกมาไม่หยุดหย่อน โลหิตสีแดงสดทะลักตามออกมา ผู่เยี่ยที่บาดเจ็บสาหัสถูกอวี๋หงหลานเหวี่ยงกระเด็นขึ้นไป จากนั้นนางก็หมุนตัวอีกครั้ง แล้วเตะเขาล้มลงกับพื้นอย่างแรง


   “เจ้าลองพูดมาสิ เหตุใดพวกเราถึงเอาชนะไม่ได้?”


   เหลิ่งฟางเฟยเห็นผู่เยี่ยสู้กับอวี๋หงหลานไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ในดวงตาของนางก็สั่นไหว ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ


   หลังจากอวี๋หงหลานพูดจบก็ยังไม่ได้หยุดแค่นั้น นางฉวยโอกาสนี้ไล่ต้อน ขณะที่ผู่เยี่ยกำลังพยายามยันกายลุกขึ้น นางก็แทงกระบี่วิญญาณเข้าที่แผ่นหลังของเขาอย่างแรง


   “ก่อนจะพูดก็ลืมตาดูโลกนี้เสียก่อน พวกเจ้าเผ่ามารนำคนมากมายบุกเข้ามาในเขาต้วนหุนแห่งนี้ พวกเจ้าบุกเข้ามาในตำหนักนี้อย่างเอิกเกริก ยึดมั่นถือมั่นว่ามันจะสำเร็จ แต่พวกเจ้าคงไม่รู้ว่าคนที่ขวางพวกเจ้ามาตลอดระยะเวลา10ปีนี้ มีเพียงข้าผู้เดียว”


   อวี๋หงหลานเชิดหน้าขึ้น มุมปากปรากฏรอยเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบัง


   “ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าอาศัยอะไรมามั่นใจว่าพวกเราจะชนะไม่ได้?”


   ขณะที่เหลิ่งฟางเฟยยังคงตกตะลึงจนพูดไม่ออก เหยียนจิ่งอี๋ที่อยู่ข้างๆ ก็ทนไม่ไหวขึ้นมาก่อน


   “อาหลาน เจ้าไม่ได้อยู่คนเดียว ยังมีข้าด้วย”


   อวี๋หงหลานหันกลับมาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “เจ้าก็ไม่ใช่คนเสียหน่อย”


   เดิมทีเหยียนจิ่งอี๋ยังคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สายตาของอวี๋หงหลานเพียงแวบเดียวก็ทำให้เขานิ่งงันไป เขาอ้าปากค้าง สุดท้ายก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร


   เขาไม่กล้าโต้แย้ง แต่กลับได้ยินเยี่ยหลิงหลงที่อยู่ข้างๆ หัวเราะคิกคักออกมา


   “หัวเราะอะไรกัน? ศิษย์พี่หญิงใหญ่ของเจ้าดุร้ายกว่าเมื่อก่อนมาก ข้าไม่กล้าต่อกรด้วยหรอก แต่ศิษย์น้องหญิงเล็กอย่างเจ้า ข้ายังพอจะรับมือได้ หากยังหัวเราะอยู่อีก ข้าจะรังแกผู้อ่อนแอให้เจ้าดู!”


   “ก็ท่านไปหักหน้าศิษย์พี่หญิงใหญ่ของข้าก่อนไม่ใช่หรือ? เหลิ่งฟางเฟยยังไม่ได้โต้แย้งอะไรเลย ท่านก็ชิงพูดขัดขึ้นมา สมควรแล้ว”


   “ยังจะหัวเราะอีก จะรักษาหรือไม่รักษา?”


   “ไม่รักษาแล้วเจ้าค่ะ” เยี่ยหลิงหลงหัวเราะ “ปล่อยเป็นเช่นนี้เถิดเจ้าค่ะ ท่านพี่เขย ให้ข้านอนดูศิษย์พี่หญิงใหญ่ระเบิดอารมณ์อย่างสงบสักครู่ ท่าทางเช่นนั้นของนางช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน”


   น้ำเสียงของเหยียนจิ่งอี๋อ่อนลงทันที สายตาที่มองไปยังอวี๋หงหลานผู้กำลังฟาดฟันคนอย่างดุเดือดพลันเหม่อลอย “นั่นสิ ช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน”


   “ส่วนศิษย์พี่สามรูปงามยิ่งนัก ทุกครั้งที่เขาต่อสู้จนบาดเจ็บ ข้าก็ไม่อาจละสายตาได้เลย” เยี่ยหลิงหลงเปลี่ยนทิศทางการมอง


   “อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย แม้แต่ข้าที่เป็นบุรุษมองแล้วยังรู้สึกเจริญตาเจริญใจ เพียงแต่ลีลาการต่อสู้ของเขาออกจะรุนแรงไปหน่อย ไม่รู้จักถนอมบุปผาอาลัยหยกเอาเสียเลย แค่มองดูก็รู้สึกเจ็บแทนแล้ว” เหยียนจิ่งอี๋เท้าคาง


   ด้านหน้าอวี๋หงหลานกำลังไล่ฟันผู่เยี่ย กู้หลินเยวียนกำลังกดเหลิ่งฟางเฟยลงไปทุบตี ด้านหลังเยี่ยหลิงหลงและเหยียนจิ่งอี๋มองดูด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความชื่นชม ในชั่วขณะแห่งความเป็นความตายนี้กลับมีบรรยากาศสงบสุขเกิดขึ้นอย่างประหลาด


   แต่บรรยากาศนี้ก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นได้เล็กน้อย ก็ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว


   เมื่อปราศจากเยี่ยหลิงหลงคอยควบคุมตาค่ายกล หมอกหนาก็ค่อยๆควบคุมไม่ได้ พวกมันเคลื่อนย้ายลอยไปมาและจับกลุ่มจนกระทั่งสลายไป ทำให้บริเวณที่พวกเขาอยู่เปิดโล่งมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายจึงสามารถมองเห็นเงาคนในระยะไม่ไกลได้


   กลุ่มเงาร่างขนาดใหญ่นั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ทางนี้อย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ฝ่าหมอกบางเข้ามาเห็นคนทั้งสี่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดสำเร็จ


   ในชั่วขณะนั้นรอยยิ้มของเยี่ยหลิงหลงก็พลันแข็งค้างอยู่ที่มุมปาก


   ทัพมารที่มาถึงแม้จะถูกสังหารไปจนเหลือไม่ถึงแปดร้อยนาย แต่ก็ยังมีอย่างน้อยหกร้อยกว่านาย พวกมันรวมตัวกันได้แล้ว และผู้นำก็คือลู่ซาที่บาดเจ็บกับแม่ทัพมารคนใหม่ที่เพิ่งมาถึงอีกคนหนึ่งนามว่าลู่เหย่


   เมื่อพวกเขามาถึง กู้หลินเยวียนและอวี๋หงหลานยังคงต่อสู้อยู่ แม้ว่าทั้งสองจะครองความได้เปรียบอย่างมากอยู่แล้ว แต่การต่อสู้ก็ยังไม่จบสิ้น


   “องค์หญิงรอง!” ลู่เหย่ตะโกนลั่น พลางนำคนที่อยู่ข้างหลังบุกเข้ามาสนับสนุนอย่างรวดเร็ว


   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ศิษย์พี่สาม พวกท่านไป...” เยี่ยหลิงหลงยังพูดคำว่า ‘ไป’ ไม่ทันจบก็ถูกอวี๋หงหลานพูดขัดขึ้น


   “พวกเจ้าสามคนพาวิญญาณไม้ตัวน้อยๆที่อ่อนแอเปราะบางของข้าไปก่อน ประเดี๋ยวข้าจะรั้งท้ายให้เอง แค่ทัพมารอ่อนแอ ไม่มีสิ่งใดให้กังวล”


   หลังจากอวี๋หงหลานพูดจบ นอกจาก ‘ทัพมารอ่อนแอ’ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจะตกตะลึงแล้ว ‘วิญญาณไม้ตัวน้อยๆ’ ที่อยู่ข้างหลังก็ตกตะลึงเช่นกัน


   “ยังคิดจะหนีอีกหรือ?” เหลิ่งฟางเฟยหัวเราะเยาะ “ทัพใหญ่มาถึงแล้ว ไม่มีทางปล่อยให้พวกเจ้าหนีไปได้!”


   นางเพิ่งพูดจบ กู้หลินเยวียนก็แทงกระบี่วิญญาณเข้าไปที่ไหล่ของนาง ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงพร้อมสภาพอันน่าอนาถ รวมเข้ากับความเหี้ยมโหดของกู้หลินเยวียน ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเหลิ่งฟางเฟยหายไปในทันที


   องค์หญิงรองแห่งเผ่ามารหัวเราะไม่ออกอีกต่อไป ในชั่วพริบตานางก็โกรธจนหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายพร้อมกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง


   “ฟังคำสั่งข้า! ไม่ว่าตายหรือเป็น ไม่ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าใด จับตัวพวกมันทั้งหมดมาให้ได้ ห้ามปล่อยไปแม้แต่คนเดียว!”


   เมื่อเห็นทัพมารกรูกันเข้ามาล้อมอย่างรวดเร็ว เหลิ่งฟางเฟยก็กล่าวอย่างเหี้ยมเกรียมอีกครั้ง “ข้าบอกแล้วว่าพวกเจ้าไม่มีทางชนะ!”


   เสียงตะโกนของนางเพิ่งจะแผ่วลง ที่ปลายสุดของม่านหมอกสีดำบางๆ ซึ่งกำลังค่อยๆสลายไปมากขึ้น ก็มีเสียงทุ้มกังวานและหนักแน่นดังแทรกเข้ามา


   “เพราะเหตุใดพวกเราถึงจะเอาชนะไม่ได้?”


   เมื่อได้ยินเสียงนี้ ทุกคนต่างก็หันกลับไปมอง เห็นเพียงใครบางคนกำลังเหาะเหินมาอย่างรวดเร็วจากทางนั้น


   ส่วนเยี่ยหลิงหลงที่นอนแผ่อยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินเสียงก็ร้องตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้น “ศิษย์พี่ใหญ่!”


   นางตะโกนจบได้ไม่ทันไร คนที่อยู่นอกม่านหมอกบางก็ปรากฏตัวขึ้นในสายตาของพวกเขา ไม่เพียงแต่ศิษย์พี่ใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สี่ ศิษย์พี่ห้าและศิษย์ร่วมสำนักชิงเสวียนทั้งหมด รวมถึงสหายเผ่ามนุษย์ พวกเขาทุกคนมากันแล้ว!


   เผยลั่วไป๋ถือกระบี่ยาวนำหน้าบุกฝ่าไปถึงด้านหลังของทัพมารอย่างรวดเร็ว


   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ศิษย์น้องหญิงเล็ก ศิษย์น้องสาม พวกเรามารับพวกเจ้าแล้ว”


   เสิ่นหลีเสียนลงถึงพื้นแทบจะพร้อมกับเผยลั่วไป๋ สายตาของเขากวาดมองไปเบื้องหน้า


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก ศิษย์พี่สาม ผู้ใดรังแกพวกเจ้า บอกศิษย์พี่มา จะได้ไปเอาชีวิตสุนัขของมัน! ศิษย์พี่หญิงใหญ่ไม่ได้พบกันนาน!”


   “สังหารเศษความอาลัยมากว่าสองเดือน ข้าเบื่อจะตายอยู่แล้ว คราวนี้ดีเลย ในที่สุดก็ได้ฆ่าคนให้สนุกหน่อย” หยางจิ่นโจวตามมาพลางหัวเราะ “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ไม่ได้พบกันนาน ท่านสบายดีหรือไม่!”


   “พูดจาไร้สาระอะไรกัน สังหารพวกมันให้สิ้นซากเลย!” มู่เซียวหรานเปลี่ยนจากความอ่อนโยนในวันวานกลายเป็นคนหงุดหงิดฉุนเฉียวขึ้นมาทันที


   เผ่ามนุษย์ทั้งร้อยคนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งหมด.ลงมาอยู่ด้านหลังทัพมารด้วยท่าทีคุกคามอย่างยิ่ง


   แต่เหลิ่งฟางเฟยเห็นดังนั้นกลับ.อดหัวเราะลั่นออกมาไม่ได้ “พวกเจ้าก็คือเผ่ามนุษย์ร้อยคนที่ถูกเผ่าเซียนปล่อยเข้ามาสินะ? ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกเสียดายที่ไม่มีเวลากำจัดพวกเจ้า แต่บัดนี้ดีเลย ในเมื่อพวกเจ้ามาส่งตนเองให้ถึงที่เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่เกรงใจแล้ว!”


   แต่ทันทีที่นางกล่าวจบ กู้หลินเยวียนก็แทงกระบี่วิญญาณเข้าใส่ศีรษะของนางอย่างไม่ปรานีอีกครั้ง นางหลบหลีกอย่างรวดเร็ว แต่กลับยังถูกเฉือนเส้นผมไปหลายเส้น


   โชคดีที่ลู่เหย่มาถึงทันและช่วยนางไว้ได้ มิฉะนั้นกระบี่วิญญาณเล่มนี้อาจจะทะลุศีรษะของนางไปแล้ว!



บทที่ 1449: ทำไมแต่ละเผ่าถึงมีแต่คนแบบนี้?



   เหลิ่งฟางเฟยโกรธกู้หลินเยวียนจนแทบจะอกแตกตาย!


   ตอนแรกนอกจากจะชอบใบหน้าของชายหนุ่มแล้ว นางยังชอบความดื้อรั้นของเขาอีกด้วย แต่ตอนนี้ใบหน้าที่เหลิ่งฟางเฟยโปรดปรานกลับไม่เคยแสดงสีหน้าดีๆต่อนางเลย แถมความดื้อรั้นอันน่าโมโหนั้น ก็ถูกเอามาใช้กับนางทั้งหมด!


   "ใครบอกว่าเผ่ามนุษย์มีแค่หนึ่งร้อยคน? ยังมีพวกเราด้วยต่างหาก!!"


   ในหมอกบางๆไม่ไกลนัก กลุ่มคนปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเขากำลังวิ่งพุ่งมาทางนี้ ไม่นานร่างของเขาก็มาปรากฏในสายตาของทุกคน


   แม้ว่าดวงตาทั้งสองจะถูกพันปิดด้วยผ้าไหม กระนั้นฮั่วจือเหยียนที่วิ่งนำหน้าก็ไม่ได้มีท่าทีอ่อนแอแม้แต่น้อย


   เสียงของเขาเหมือนกับภาพลักษณ์ในยามแรกพบ ลึกลับและน่าเกรงขาม


   "เผ่าปีศาจมาแล้ว!"


   "เผ่าปีศาจ นี่มันหมายความว่าอย่างไร? พวกเขาจะช่วยเผ่ามนุษย์หรือ?"


   "บ้าไปแล้วหรือ? เรื่องระหว่างเผ่ามารกับเผ่ามนุษย์ เหตุใดเผ่าปีศาจถึงต้องมายุ่งด้วย?"


   จากฝั่งของเผ่ามารมีเสียงสงสัยจอแจ แต่ทั้งหมดค่อยๆเงียบลงเมื่อเผ่าปีศาจมาถึงและยืนนิ่งอยู่ข้างเผ่ามนุษย์


   เผ่าปีศาจมาเพื่อสนับสนุนเผ่ามนุษย์ และจุดยืนกับท่าทีของพวกเขานับว่ามั่นคงมาก


   "น้องหญิงคนสวยของพี่ล่ะ? น้องหญิงที่น่าสงสารของข้าอยู่ที่ใด? ข้าได้ยินว่าเจ้าถูกทุบตี ข้าตั้งใจมาดูว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่? ถ้าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ส่งเสียงมาสักหน่อยเถิด"


   เมื่อเผ่าปีศาจยืนอย่างเกรี้ยวกราดแล้ว ประโยคไร้แก่นสารของฟางเกาเฟยก็ดังขึ้น ทำให้บรรยากาศที่เคยน่าเกรงขาม ลดลงความน่ากลัวลงไปครึ่งหนึ่งทันที


   เมื่อเห็นฟางเกาเฟยกวาดตามองไปทั่ว เยี่ยหลิงหลงรู้สึกไม่อยากตอบแม้แต่ประโยคเดียว


   นี่เขาไม่คิดจะให้นางรักษาหน้าตาเลยหรืออย่างไร?


   แม้ว่าฟางเกาเฟยจะไม่ค่อยฉลาดนัก แต่นอกจากเขาแล้ว สายตาของฮั่วจือเหยียน ซูอวิ่นซิว และเหอชวนเหิงต่างก็มองมาที่นาง


   พร้อมส่งสายตาให้กำลังใจมาด้วย!


   เยี่ยหลิงหลงรับการปลอบใจจากคนปกติเหล่านี้ด้วยใจเป็นสุข


   เพราะนางนอนอยู่ในตำแหน่งที่พิเศษมาก ใครที่ไม่ได้สมองเลอะเลือนก็คงเดาได้ว่านางอยู่ที่ใด


   "เช่นนั้น เผ่าปีศาจตัดสินใจแน่แล้วสินะ ว่าจะร่วมมือกับมนุษย์เพื่อต่อต้านเผ่ามารของข้า? ที่นี่เผ่ามารมีอย่างน้อยหกร้อยคน พวกเจ้ารวมกันก็ไม่ถึงสองร้อย พวกเจ้าควรคิดให้ดีก่อนนะ!"


   หลังจากได้รับการช่วยเหลือจากลู่เหย่ ในที่สุดเหลิ่งฟางเฟยก็สามารถพูดประโยคที่สมบูรณ์ได้โดยไม่ถูกกู้หลินเยวียนทุบตี


   "ใครบอกว่ามีแค่เผ่าปีศาจกับมนุษย์? พวกข้าแค่มาช้าหน่อยเท่านั้นเอง ไม่ได้หมายความว่าข้ามาไม่ได้นะ เหตุใดพวกเจ้าถึงได้ชอบกีดกันพวกข้าออกไปนัก?"


   คนที่ตามหลังเผ่าปีศาจมาคือเผ่าวิญญาณ ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของอวี้ฉางเฟิง ไม่นานพวกเขาก็มายืนอยู่ข้างๆมนุษย์


   "พวกเจ้าคือ..." เหลิ่งฟางเฟยหรี่ตาลง


   "แน่นอนว่าพวกข้ามาเพื่อต่อสู้กับพวกเจ้า" อวี้ฉางเฟิงยิ้มพลางกล่าว


   "ใครใช้ให้เจ้าไปทำให้คุณหนูใหญ่ของพวกข้าโกรธล่ะ?"


   "คุณหนูใหญ่?" เหลิ่งฟางเฟยถามอย่างประหลาดใจ


   เฮยจิ่วเอียงหัว มองไปที่เยี่ยหลิงหลงที่นอนคว่ำอยู่บนพื้น


   "คุณหนู ท่านอย่าได้ตกใจไป ถ้าท่านทนไม่ไหวจริงๆ ก็ตายไปอย่างสบายใจเถอะ หลังจากตายแล้วข้าจะช่วยเปิดทางลัดให้ท่าน รับรองว่าท่านจะมีโอกาสได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งแน่นอน"


   "กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อะไรกัน ข้าว่าให้เข้าร่วมเผ่าวิญญาณเลยดีกว่า จักรพรรดิปรภพต้องดีใจจนควบคุมตัวเองไม่ได้แน่!" เจ็ดศูนย์สองห้ากล่าว


   "มาเป็นคุณหนูของพวกเราเถอะขอรับ!"


......


   เยี่ยหลิงหลงไม่อยากสนใจเขา


   ทำไมทุกเผ่าถึงมีแต่คนแบบนี้นะ?


   มีแต่เผ่ามนุษย์เท่านั้น ที่ปกติ!


   แม้เหลิ่งฟางเฟยจะงุนงง แต่ก็รู้ว่าคุณหนูใหญ่ที่เผ่าวิญญาณพูดถึงนั้นหมายถึงเยี่ยหลิงหลง


   นั่นหมายความว่า ตอนนี้เผ่ามนุษย์ เผ่าปีศาจ และเผ่าวิญญาณ


   ทั้งสามเผ่าได้ร่วมมือกันเพื่อต่อต้านเผ่ามารของพวกนาง และคนที่รวมพวกเขาเข้าด้วยกันก็คือเยี่ยหลิงหลงที่อยู่ข้างหลังนางนี่เอง!


   หากว่ารู้แต่แรก ตอนที่นางยังอยู่ในเผ่ามาร นางควรจะฆ่าเยี่ยหลิงหลงให้ตายไปเสียเลย และต้องเป็นความตายที่วิญญาณของนางแตกสลายไปด้วย!


   เหลิ่งฟางเฟยโกรธไม่น้อย นางยังคงไม่เข้าใจ ตั้งแต่เด็กนางได้รับความเคารพนับถือ แต่ทำไมพอเจอเยี่ยหลิงหลงแล้ว ทุกคนถึงเข้าข้างนางหมดเลย!


   "แม้พวกเจ้าสามเผ่าจะร่วมมือกัน แต่จำนวนก็ยังไม่ถึงครึ่งของเผ่ามารอยู่ดี พวกเจ้าคิดจริงๆหรือว่าจะชนะได้?"


   "จะชนะได้หรือไม่นั้น ต้องลองดูก่อนเดี๋ยวก็รู้เอง?" อวี๋หงหลานหัวเราะเย็นชา "แทนที่จะมัวเฝ้าแต่กังวล เจ้าน่าจะสงสารผู้ใต้บังคับบัญชาที่ซื่อสัตย์ที่สุดข้างกายเจ้าเสียก่อนนะ!"


   อวี๋หงหลานพูดจบก็แทงดาบทะลุหัวใจของผู่เยี่ย จากนั้นก็โยนเขาขึ้นอย่างรุนแรง แล้วเตะส่งเขาลอยออกไป


   ส่วนผู่เยี่ยในตอนนี้เหมือนผ้าขาดที่ไร้กำลังต่อต้าน ลอยขึ้นแล้วตกลงมา สุดท้ายร่างของเขาก็เต็มไปด้วยเลือด แม้แต่คำเดียวก็ไม่มีโอกาสได้พูดออกมา


   สุดท้ายก็สิ้นใจตายไปในที่สุด


   เมื่อเห็นผู่เยี่ยถูกฆ่า เหลิ่งฟางเฟยรู้สึกแน่นหน้าอก ความโกรธของนางพลันระเบิดออกมาทันที


   "ฆ่า! จงฆ่าพวกมันให้หมด! อย่าให้รอดแม้แต่คนเดียว!"


   หลังจากที่นางตะโกน กองทัพเผ่ามารก็เริ่มต่อสู้กับทั้งสามเผ่า


   มนุษย์ ปีศาจ และวิญญาณ!


   แม้ว่าเผ่ามารจะได้เปรียบด้านจำนวน แต่กองทัพมารได้ถูกกักอยู่ในพื้นที่มิตินี้มากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ในขณะที่อีกสามเผ่าเพิ่งมาถึง สภาพร่างกายของพวกเขายังดีอยู่


   ดังนั้นในการต่อสู้ครั้งนี้ เผ่ามารจึงไม่ได้เปรียบอะไรมากนัก


   ตรงกันข้าม สามเผ่าที่มีจำนวนน้อยกว่ากลับเหมือนทุ่มเทพลังทั้งหมด แสดงศักยภาพเกินตัวในการต่อสู้กับเผ่ามาร


   ดูก็รู้แล้วว่า ก่อนที่พวกเขาจะเข้ามา พวกเขาได้ติดต่อกับมนุษย์แล้ว


   พวกเขารู้เรื่องที่เผ่ามารทำลับหลังทั้งหมด!


   การขัดขวางเผ่ามารไม่ให้เข้าสู่ตำหนักสุดท้ายไม่ใช่ธุระของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นธุระของเผ่าปีศาจและเผ่าวิญญาณด้วย


   เพราะหากเผ่ามารเริ่มทำสงครามเมื่อไหร่ สมดุลของหกภพจะเปลี่ยนไป อีกสองเผ่าก็ไม่อาจอยู่อย่างสงบได้แน่.นอน


   แทนที่จะตกอยู่ในความวุ่นวายของสงคราม พวกเขาควรกำจัดต้นตอเสียก่อน เพื่อรักษาความสงบที่ยังมีอยู่


   เผ่ามารและเผ่ามนุษย์ เผ่าปีศาจ เผ่าวิญญาณ ต่างก็เข้าสู่สนามรบ ห้ำหั่น สังหารกัน


   เมื่ออวี๋หงหลานได้ฆ่าผู่เยี่ยไปแล้ว นางก็เป็นดั่งเทพแห่งความตายที่น่าสะพรึงกลัว นางเริ่มมองหาเป้าหมายถัดไปในทันที


   เมื่อเหลิ่งฟางเฟยเห็นสายตาของนางกวาดมองมา นางรีบถอยหลังไปทันที นางพยายามหลบเลี่ยงสายตาของอีกฝ่าย ทำให้สายตาของอวี๋หงหลานตกไปอยู่ที่ร่างของลู่เหย่ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแทน


   อวี๋หงหลานยกมุมปากขึ้น หลังจากเลือกคู่ต่อสู้คนต่อไปได้แล้ว นางก็เข้าไปโจมตีอีกฝ่ายทันที โดยก่อนที่จะโจมตี นางยังส่งยิ้มเหยียดหยามไปให้เหลิ่งฟางเฟยอีกด้วย


   รอยยิ้มนั้นได้สร้างความกระทบกระเทือนต่อจิตใจเหลิ่งฟางเฟยมาก


   หากนางไม่ได้บาดเจ็บ หรือถูกกดทับพลังไว้ด้วยค่ายกล


   นางจำเป็นต้องสนใจสีหน้าของคนพวกนี้ด้วยหรือ? นางจะถูกพวกเขารังแกได้อย่างไร?


   นางคือองค์หญิงรอง นางคือคนที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของเผ่ามาร และยังเป็นองค์หญิงที่แข็งแกร่งที่สุด กองทัพที่นางนำไม่เคยพ่ายแพ้ พวกมดปลวกเหล่านี้มีสิทธิ์อะไรมาเยาะเย้ยนางกัน?


   เหลิ่งฟางเฟยโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้นางบาดเจ็บหนักเกินไป ตอนนี้ยังต้องพึ่งอาวุธวิเศษที่หน้าอกค้ำไว้ ดังนั้นนางในตอนนี้จึงไม่มีทางเลือกเลย!


   ทั้งหมดเป็นเพราะเยี่ยหลิงหลง


   นังหญิงมากอุบาย นังจอมเจ้าเล่ห์ นางมีจิตใจชั่วร้าย น่ารังเกียจที่สุด!


   เมื่อเผ่ามารชนะศึกนี้ นางจะต้องทำให้เยี่ยหลิงหลงทุกข์ทรมานจนอยากตายให้ได้!


   คิดเช่นนี้แล้ว เหลิ่งฟางเฟยถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สุ่มเลือกคู่ต่อสู้ที่ดูไม่แข็งแกร่งนักแล้วโจมตีเข้าไป อย่างไรก็ตามสำหรับคู่ต่อสู้คนนี้ นางประมือได้ไม่กี่กระบวนท่า คนตรงหน้าก็ถูกสับเปลี่ยนไปแล้ว


   ผู้ที่ปรากฏตัวต่อหน้านางอีกครั้ง คือคนที่เคยทำให้นางเศร้าโศก


   ทำให้นางโกรธแค้น ทำให้นางคลั่งไคล้


   กู้หลินเยวียน!


   ก่อนหน้านี้นางอยากพบเขามากเพียงใด ตอนนี้นางก็ไม่อยากพบเขามากเพียงนั้น


   "เจ้าอยากฆ่าข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"


   "ใช่"


   ในขณะที่ทุกคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ภายใต้การคุ้มครองของคนอื่น ร่างที่แอบซ่อนอยู่อย่างลับๆล่อๆ ก็เคลื่อนเข้าใกล้เยี่ยหลิงหลงอย่างรวดเร็ว



บทที่ 1450: ศิษย์สำนักชิงเสวียนไม่มีทางแพ้



   ในเวลานั้นไม่มีใครอยู่ข้างกายเยี่ยหลิงหลงเลย แม้แต่เหยียนจิ่งอี๋ที่คอยปกป้องนางก็ถูกบังคับให้ออกไปสกัดกั้นการโจมตีจากเผ่ามาร


   ร่างนั้นพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว คว้าตัวเยี่ยหลิงหลงขึ้นมาจากพื้นด้วยความเร็วสูง เขากดดาบใหญ่ลงบนลำคอของนาง เพียงแค่ออกแรงกดเล็กน้อย ก็สามารถตัดคอนางได้แล้ว เพียงเสี้ยวความคิดก็สามารถส่งนางไปสู่ปรโลกได้


   "ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เผ่าปีศาจ หรือเผ่าวิญญาณ ทุกคนจงหยุดมือเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่หยุด ข้าจะฆ่านาง!" ลู่ซาตะโกนลั่นขณะที่จับตัวเยี่ยหลิงหลงเป็นประกัน


   ในตอนนี้ แม้ใบหน้าของเขาจะพยายามทำให้ดูสงบนิ่ง แต่ในใจกลับรู้สึกตื่นตระหนก


   เขาถูกผู่เยี่ยตบฝ่ามือใส่อย่างไร้ปรานี จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่เสียด้วยซ้ำ


   โชคดีที่เยี่ยหลิงหลงบาดเจ็บหนักกว่าเขามาก นางแทบจะลุกขึ้นยืนไม่ไหว ทำให้ไม่ต้องใช้แรงมากก็ยังสามารถจับตัวนางมาได้


   ลู่ซาไม่อยากทำเช่นนี้ แต่สถานการณ์ของเผ่ามารในปัจจุบัน ไม่ได้ดีอย่างที่เห็น แม้จะมีจำนวนมาก แต่ทุกคนก็เหนื่อยล้าเต็มที


   แรงที่พวกเขาใช้ต่อสู้ไม่สามารถเทียบกับอีกสามเผ่าได้เลย


   ผู่เยี่ยตาย องค์หญิงรองบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถต่อสู้ พวกเขาอาจจะพ่ายแพ้ที่นี่ก็ได้!


   แต่พวกเขาจะพ่ายแพ้ที่นี่ได้อย่างไร? จวบจนวันนี้ เผ่ามารใช้เวลาถึง10ปีเต็ม ทุ่มเททั้งกำลังคนและทรัพยากรมากมาย เหนื่อยยากกว่าจะมาถึงขั้นนี้ ด้านหลังคือจุดหมายปลายทางของพวกเขาแล้ว พวกเขาจะมาล้มเหลวที่นี่ได้อย่างไร!


   เมื่อลู่ซาตะโกนขึ้นมา ทั้งสามเผ่าก็หันไปมองในทิศทางที่เยี่ยหลิงหลงอยู่


   "ลู่ซา การจับตัวประกันเป็นวิธีที่ดีจริงๆ แต่เจ้าอาจจะจับผิดคนนะ"


   เมื่อเผชิญกับการข่มขู่เช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงกลับไม่ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังหัวเราะออกมาเสียด้วยซ้ำ


   "เป็นไปไม่ได้! คนจากทั้งสามเผ่านี้ล้วนห่วงใยเจ้า เจ้าคือจุดเชื่อมโยงระหว่างพวกเขา ข้าจับเจ้าเป็นตัวประกัน จะผิดได้อย่างไร?"


   "แน่นอนว่าผิด เพราะคนที่เจ้าจับตัวไว้ไม่ใช่เยี่ยหลิงหลง แต่เป็นเหลิ่งซินอวี่ต่างหาก"


   ลู่ซาชะงักไป เขาไม่เข้าใจความหมายของเยี่ยหลิงหลงในทันที แต่ดูเหมือนว่านอกจากเขาแล้ว คนอื่นๆจากทั้งสามตระกูลต่างเข้าใจกันหมด


   พวกเขาเพียงแค่เหลือบมองมาเท่านั้น แต่ไม่มีใครหยุดมือจริงๆเลยสักคน!


   ในใจของลู่ซายิ่งตื่นตระหนกมากขึ้นไปอีก มือที่ถือมีดจ่อคอของเยี่ยหลิงหลงเริ่มสั่นเล็กน้อย


   "สิ่งที่พวกเขาสนใจคือเยี่ยหลิงหลง ส่วนเหลิ่งซินอวี่..." เยี่ยหลิงหลงเปล่งเสียงดังขึ้น


   "นางตายไปนานแล้ว"


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงใช้แรงทั้งสองมือ ผลักมีดในมือของลู่ซาเข้าหาลำคอของตัวเองอย่างแรง


   เลือดสีแดงสดพุ่งออกมาจากลำคออันบอบบาง และร่างของนางก็สูญเสียการทรงตัวไปโดยสิ้นเชิง นางล้มลงบนตัวของลู่ซา ณ ตรงนั้น


   ลู่ซาจับร่างของเหลิงซินอวี่ที่อ่อนปวกเปียกและไม่มีทางรอดเอาไว้ เขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด


   ฆ่าตัวตายแบบนี้เลยหรือ?


   นางช่างกล้าจริงๆ!


   ในขณะที่ลู่ซาและคนจากเผ่ามารหลายคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างบอบบางในชุดของสำนักชิงเสวียนก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าพวกเขา


   เยี่ยหลิงหลงยกข้อมือขึ้น หงเยี่ยนที่ตกอยู่ข้างร่างของเหลิงซินอวี่ก็บินกลับมาอยู่ในมือของนางอย่างรวดเร็ว


   "พบกันอย่างเป็นทางการเสียที ข้าขอแนะนำตัวสักหน่อยก็แล้วกัน ข้าคือเยี่ยหลิงหลงแห่งสำนักชิงเสวียน!"


   ลู่ซาปล่อยมือจากร่างไร้ชีวิตของเหลิงซินอวี่ เขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว และเห็นเทพธิดาผู้ถือกระบี่เทวะที่ตนเคยพบในพื้นที่มิติเศษความอาลัยของเทพโบราณ!


   ที่แท้ตั้งแต่ตอนนั้น องค์หญิงเก้าก็ถูกแย่งร่างไปแล้วสินะ!


   นางพากู้หลินเยวียนมาด้วย ทุ่มเทความพยายามแสดงละครฉากนี้ ก็เพื่อจะเข้ามาในวังแห่งนี้ เข้ามาในสถานที่ที่เผ่ามารทุ่มเทความพยายามมานานนับ10ปี เพื่อมาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างเสีย!


   "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้! ข้าช่างโง่เขลาเหลือเกินที่เชื่อใจเจ้า ข้าไม่ได้ทำภารกิจที่นายท่านมอบหมายให้สำเร็จ ข้าทำลายความพยายามหลายปีของเผ่ามาร ข้าช่างตาบอด! ข้าเกลียดตัวเองที่ไว้ใจเจ้ามากเช่นนี้ ปกป้องเจ้าเช่นนี้ แม้กระทั่งเพื่อเจ้า ข้ายังทำร้าย.องค์หญิงรอง ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นเพียงคนหลอกลวงเท่านั้น!"


   ลู่ซาที่มองเห็นความจริงแล้ว พลันตะโกนก้องด้วยความโกรธอย่างเดือดดาล


   "ดังนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกสักครั้ง" เยี่ยหลิงหลงยกดาบหงเยี่ยนขึ้น


   "จงมาสู้กับข้าอย่างเปิดเผย ตายจากกันไป เรื่องนี้ก็จะจบ"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ลู่ซามองดูเยี่ยหลิงหลงด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ นางบ้าไปแล้วหรือ?


   แม้แต่คนอื่นๆ เมื่อได้ยินก็ต้องสะดุ้ง


   "ไม่ใช่คนในเผ่าพันธุ์เดียวกับพวกเรา ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องคุณธรรมกับมันมากมาย! น้องหญิงอย่าเสี่ยงอันตรายเลย"


   "ใช่แล้ว! คุณหนูใหญ่ ท่านเพิ่งอยู่ในขอบเขตมหายานขั้นต้น ส่วนมันอยู่ในขอบเขตพ้นพิบัติแล้ว ถึงแม้จะบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นการต่อสู้ที่ยุติธรรมนะขอรับ!"


   "ใช่แล้ว ศิษย์น้องหญิงเยี่ย เจ้า..."


   "พูดมากไปแล้ว! จะสู้ก็สู้! ศิษย์สำนักชิงเสวียน ยอมตายไม่ยอมถอย! ข้าไม่มีทางแพ้เด็ดขาด" อวี๋หงหลานขัดจังหวะคำเตือนของพวกเขา "ศิษย์น้องหญิงเล็ก สู้กับมันเลย!"


   เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ หนึ่งร้อยปีผ่านไป ศิษย์พี่หญิงใหญ่ของนางก็ยังคงเป็นศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ


   ท่านกล้ายุ ข้าก็กล้าสู้!


   "ข้าจะฟังศิษย์พี่หญิงใหญ่!"


   "ดี!" ลู่ซาพูด "นี่เป็นสิ่งที่เจ้าเรียกร้องเอง ต่อหน้าภารกิจอันยิ่งใหญ่ของเผ่ามาร ข้าไม่จำเป็นต้องพูดถึงความยุติธรรมกับเจ้า! ข้าจะทำตามที่เจ้าต้องการเดี๋ยวนี้!"


   เมื่อพูดจบ ลู่ซาก็ถือดาบใหญ่ของเขา พุ่งเข้าโจมตีเยี่ยหลิงหลง


   เมื่อเทียบกับความดุร้ายรุนแรงของเขาแล้ว ร่างของเยี่ยหลิงหลงนั้นคล่องแคล่วกว่ามาก นางเหมือนปุยนุ่นในสายลม ไม่ว่าลมจะพัดแรงเพียงใด หรืออีกฝ่ายจะออกแรงมากแค่ไหน นางก็สามารถล่องลอยหลบไปตามแรงได้


   หลังจากที่นางหลบไปหลายกระบวนท่า ลู่ซาก็เริ่มร้อน.รน เขาฟันดาบถี่ขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับพยายามสุดความสามารถ ล้วนแล้วก็เพื่อสกัดเส้นทางถอยของเยี่ยหลิงหลง


   ในขณะที่เขาคิดว่าเยี่ยหลิงหลงจะหลบหลีกต่อไปเรื่อยๆ นางกลับหมุนตัวกลับอย่างฉับพลันและแทงกระบี่เข้าใส่เขาอย่างไรปราณี


   ลู่ซาไม่คาดคิดว่านางจะโจมตีเขาอย่างกะทันหัน ยิ่งไม่คิดว่าการแทงกระบี่ของนางจะเร็วขนาดนั้น เร็วกว่าสายลม เมื่อเขารู้ตัวและตั้งรับ กระบี่ของเยี่ยหลิงหลงก็มาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว


   เขาคิดว่าแม้จะป้องกันอย่างดีก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะช่องว่างในการฝึกฝนของพวกเขานั้นเรียกได้ว่าห่างกันมากจริงๆ


   แต่สิ่งที่ลู่ซาไม่คาดคิดคือเมื่อกระบี่ของเยี่ยหลิงหลงฟันลงมา สายฟ้าและเปลวไฟก็ระเบิดออกในทันที มันพันเกี่ยวอยู่บนกระบี่ พุ่งเข้าใส่เขาอย่างรุนแรง


   ในขณะที่ลู่ซาใช้พลังมารต้านทานสายฟ้าและเปลวไฟเหล่านั้น


   แสงสีทองสายหนึ่งก็พุ่งออกมาท่ามกลางสายฟ้าและเปลวไฟ พลังเทพอันเต็มเปี่ยมชำแรกเข้ามาอยู่ตรงหน้าลู่ซา จากนั้นก็แทงลึกลงไปในอกของเขาอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมามากมาย


   ในขณะนั้นลู่ซาถึงได้ตระหนักว่า เขาไม่สามารถใช้ความคิดแบบที่ใช้กับผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานทั่วไปมาจัดการกับนางได้ การออกกระบี่ครั้งนี้ของนาง ไม่ออกก็ไม่ออก พอออกก็ถูกเป้าหมายทันที พลังนี้เหนือกว่าขอบเขตมหายานมากนัก!


   "ใช้ร่างกายของตัวเองนี่แหละดีที่สุด พวกเจ้าไม่ได้ดูถูกผิด เหลิ่งซินอวี่เป็นคนไร้ค่าจริงๆ"


   เยี่ยหลิงหลงอดที่จะรำพึงออกมาไม่ได้ขณะที่ชักกระบี่กลับ


   แม้ว่านางจะรู้สึกเช่นนั้น แต่นางสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า


   การฝึกฝนของนางแม้จะยังคงอยู่ในขอบเขตมหายาน แต่หลังจากถูกเทพโบราณผู้นั้น ทำลายและหลอมขึ้นมาใหม่ แม้ว่าการก้าวกระโดดจะไม่น่ากลัวเท่าพลังจิตวิญญาณของนาง แต่ก็ได้รับการยกระดับอย่างมาก


   หากก่อนหน้านี้พลังของนางอยู่ในขีดจำกัดสูงสุดของขอบเขตมหายาน ตอนนี้พลังของร่างกายนางได้ทะลุขีดจำกัดของขอบเขตมหายานแล้ว


   นางรอไม่ไหวที่จะลองพลังของตัวเอง ด้วยเหตุนี้นางจึงเลือกที่จะต่อสู้กับลู่ซา


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงได้ทะลวงขีดจำกัดของขอบเขตมหายาน ลู่ซากลับถูกเขาต้วนหุนกดทับการฝึกฝน และยังถูกผู่เยี่ยทำให้บาดเจ็บสาหัส


   เขาไม่แข็งแกร่งเกินไปและไม่อ่อนแอเกินไป เป็นคู่ต่อสู้ที่ดีที่สุดสำหรับนางในการทดสอบพลังของตัวเอง


   ลู่ซาถอยหลังไปหลายก้าวหลังจากถูกแทง เมื่อเขามองไปที่เยี่ยหลิงหลงอีกครั้ง ดวงตาของเขาเผยความตกใจออกมาอย่างห้ามไม่อยู่



จบตอน

Comments