บทที่ 1461: ท่านทายผิดแล้วนะ
“ก่อนหน้านี้เผ่าเซียนไม่แน่ใจว่าพวกเรามีเจตนาร้ายแอบแฝงไว้หรือไม่ แต่เมื่อพวกเราทำลายอักษรพวกนั้น ทั้งยังตัดสินใจแน่วแน่ที่จะเดินเข้ามา พวกเขาน่าจะมั่นใจแล้วว่าพวกเราต้องการสวามิภักดิ์ต่อมารและมีเจตนาร้ายใช่หรือไม่?” เคอซินหลานกล่าวพลางยิ้มขื่น
“ใช่แล้ว แม้ว่าพวกเราจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่พวกเขาคงไม่เข้าใจแน่ว่าในเมื่อไม่ได้เจตนาร้ายแอบแฝงไว้ เหตุใดยังคงดึงดันที่จะทำเช่นนี้” โม่รั่วหลินกล่าว
“แต่เส้นทางที่เราเดินมานี้ ก็ไม่เคยเป็นที่เข้าใจของผู้ใดอยู่แล้ว” เยี่ยหลิงหลงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ข้าไม่ยอมรับความจริงที่เขามอบให้ ข้าต้องการไปดูด้วยตาตนเอง แม้จะต้องแลกด้วยราคาที่มหาศาลข้าก็จะไม่เสียใจ”
“ศิษย์น้องเล็กไม่เสียใจ เช่นนั้นข้าย่อมไม่เสียใจแน่นอน” ลู่ไป๋เวยกล่าว
“ศิษย์น้องเล็กทำถูกแล้ว!”
“ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร อย่างน้อยตอนนี้พวกเราทุกคนก็อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ไม่มีผู้ใดขาดหายไป ต่อให้หนทางจะยากลำบากเพียงใด พวกเราก็จะก้าวเดินไปด้วยกัน” เสิ่นหลีเสียนกล่าว
“จะยากลำบากสักเพียงใดกันเชียว?” อวี๋หงหลานเงยหน้าขึ้นพลางแย้มยิ้ม “คลื่นลมอันใดบ้างที่พวกเรายังไม่เคยประสบพบเจอ? ไปกันเถอะ อย่าไปสนใจว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร พวกเราทำในสิ่งที่ตนเองต้องการก็พอ”
“ศิษย์พี่ใหญ่กล่าวได้ถูกต้อง พวกเราทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ” เผยลั่วไป๋ยิ้มกล่าว
“ดีจริงๆ” มู่เซียวหรานก็ยิ้มเช่นกัน “ความรู้สึกที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันเช่นนี้ ดีจริงๆ”
“ในเมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกันแล้ว เช่นนั้นจะยังรออะไรอีกเล่า? ทำนายดวงชะตาสิศิษย์พี่หก!” จี้จื่อจั๋วกล่าวอย่างตื่นเต้นพลางกระโดดไปมา
คำพูดอันน่าตื่นเต้นที่เตรียมจะเอ่ยพลันติดอยู่ที่ลำคอ รอยยิ้มบนใบหน้าของหนิงหมิงเฉิงหุบลงทันที เขาหันกลับไปทุบตีจี้จื่อจั๋ว
“กระโดด กระโดด ต่อให้ข้าต้องกระโดด ข้าก็ไม่ให้เจ้าดู! วันๆคิดแต่จะก่อกบฏหรืออย่างไร? รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนความอาวุโสบ้างหรือไม่?”
หนิงหมิงเฉิงทุบตีไปพลางสบถด่าไปพลาง แล้วโยนจี้จื่อจั๋วออกไป จากนั้นจึงหาซอกมุมที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น ซ่อนร่างอัน ‘อรชร’ ของตนเอง
ครู่ต่อมา ร่างหนึ่งก็วิ่งออกมาจากหลังพุ่มไม้อย่างตื่นเต้น มองแวบแรกดูออกจะโง่เขลาอยู่บ้าง
“มงคลน้อย! เป็นมงคลน้อย!” หนิงหมิงเฉิงกล่าวอย่างตื่นเต้น “ข้าไม่นึกเลยว่าตอนที่เรากำลังจะลงมือ ข้าจะทายได้คำทำนายมงคล! แม้จะเป็นเพียงมงคลเล็กน้อย แต่นั่นก็ถือเป็นมงคล! ตื่นเต้นเหลือเกิน ข้าตื่นเต้นเหลือเกิน! ข้าที่ใบหน้าซีดขาวราวกับคนตายกลับทำนายได้ผลมงคล พวกเจ้าผู้ใดจะเข้าใจบ้าง!”
เมื่อเห็นเขาตื่นเต้นถึงเพียงนั้น ใบหน้าของทุกคนก็ปรากฏรอยยิ้มตามไปด้วย
“เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าให้ท่านทำนายเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กองทัพสักครา ข้าพูดผิดหรือ?”
“ไม่ผิด! ศิษย์น้องเล็กย่อมไม่ผิดอยู่แล้ว!” หนิงหมิงเฉิงยิ้มกล่าว “ตอนนี้ข้ารู้สึกคาดหวังอย่างยิ่ง ข้าอยากจะเห็นว่าคำทำนายมงคลของข้าจะเป็นเช่นไรกันแน่!”
เยี่ยหลิงหลงหยิบแผนที่แผ่นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ แผนที่นี้วาดขึ้นโดยรวบรวมเบาะแสทั้งหมดที่ได้มาก่อนหน้านี้
“ที่นี่สามารถใช้ป้ายหยกสื่อสารติดต่อกันได้ ดังนั้นพวกเราจะแยกกันทำหน้าที่ เพื่อค้นหาภูเขานับพันเหล่านี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด”
นางพลางพูดพลางขีดแบ่งอาณาเขตและอธิบายภารกิจให้ทุกคนฟัง
“เพียงแค่แจ้งรายละเอียดสำคัญสองสามข้อที่ข้ากำชับไว้ให้ชัดเจนขณะส่งข้อความก็พอ แม้ว่าที่นี่จะเป็นป่าเขาลำเนาไพร แต่ด้วยการฝึกฝนของพวกท่านทุกคน น่าจะรับมือได้อย่างง่ายดาย หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจริงๆ”
“ส่งสัญญาณแจ้งเตือนทันที พลุสัญญาณเตรียมพร้อมไว้แล้ว วางใจได้” อวี๋หงหลานกล่าว
“วางใจเถิด แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ข้าปฏิบัติภารกิจตามลำพัง แต่ข้าจะไม่ทำให้เสียเรื่องแน่.นอน!” ลู่ไป๋เวยทำท่าทางเลียนแบบเยี่ยหลิงหลง พลางทำมือเป็นสัญลักษณ์ตกลง
ดังนั้น ณ ทางเข้าสู่ทิวเขานับพันลูก ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนจึงแยกย้ายกันปฏิบัติภารกิจ
เยี่ยหลิงหลงใช้ความเร็วสูงสุดบินไปยังเขตพื้นที่ของตนเอง เริ่มค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ระหว่างการค้นหานางยังปล่อยเจ้าหัวไชเท้าอ้วนและพวกมันทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่มิติของนางออกมาด้วย
ถึงแม้จะเป็นที่รกร้างไร้ผู้คน แต่ก็ไม่ใช่ดินแดนแห่งความตายที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต สามารถเก็บเกี่ยวสิ่งใดได้ก็เก็บ มีทรัพย์ให้หาก็หา
หนึ่งเดือนต่อมา
ณ ทางเข้าหุบเขาที่ไม่ปรากฏชื่อแห่งหนึ่ง เยี่ยหลิงหลงนั่งอยู่บนกิ่งไม้แกว่งขาไปมา ในปากก็เคี้ยวผลไม้ทิพย์รอคนอยู่
ผู้ที่ปรากฏตัวคนแรกคือศิษย์พี่สาม ตามมาด้วยศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่ห้า และศิษย์พี่รองทยอยเดินทางมาสมทบ
ผู้ที่กลับมาช้าที่สุดคือลู่ไป๋เวย แต่นางเพียงแค่วิ่งช้าเท่านั้น ไม่ได้ประสบเหตุไม่คาดฝันใดๆ
ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา พวกเขาทั้งสิบสามคนได้ค้นหาพื้นที่ภูเขานับพันลูกเหล่านี้จนทั่ว พวกเขาไม่พบยอดเขาใดที่เกี่ยวข้องกับสำนักชิงเสวียนเลยแม้แต่แห่งเดียว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภูเขาสิบแปดลูกที่เป็นของสำนักชิงเสวียนจงตามข้อมูลที่ท่านผู้อาวุโสให้มา ไม่ได้อยู่ในกลุ่มภูเขานับพันลูกนี้
นี่นับเป็นเรื่องดี
เพราะภูเขาทั้งสิบแปดลูกไม่ได้แยกออกไปปะปนกับภูเขานับพันลูกเหล่านี้ แสดงว่าภูเขาทั้งสิบแปดลูกยังอยู่ด้วยกัน สำนักชิงเสวียนจงยังคงดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์
หลังจากยืนยันเรื่องนี้แล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ใช้เวลาอีกนานพอสมควรในการค้นหาสถานที่แห่งนี้จากข้อมูลที่พวกเขาแจ้งกลับมา
ที่นี่ดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากที่อื่นๆมากนัก แต่ก็มีความแตกต่างเล็กน้อยซ่อนอยู่
ความแตกต่างเล็กน้อยนี้ ทำให้นางรู้สึกว่าเป็นการปกปิดที่มนุษย์สร้างขึ้นแต่ไม่สามารถซ่อนได้ทั้งหมด
ดังนั้นวันนี้นางจึงเรียกทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ เตรียมพร้อมที่จะเข้าไปสำรวจในหุบเขาแห่งนี้
“มากันครบแล้ว มากันครบแล้ว หนึ่งเดือนที่ไม่ได้เจอกัน พวกท่านไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย” ลู่ไป๋เวยกล่าวอย่างตื่นเต้น
“ส่วนข้า ดื่มน้ำพุจากภูเขามาหนึ่งเดือน รู้สึกว่าตนเองงดงามขึ้นอีกแล้ว”
“ตัดคำว่า ‘รู้สึก’ ออกไปได้เลย ศิษย์พี่ห้าของข้างดงามขึ้นจริงๆ” เยี่ยหลิงหลงกล่าวตอบ
“ศิษย์น้องเล็กกล่าวได้ถูกต้อง!” ลู่ไป๋เวยกอดแขนเยี่ยหลิงหลง กระซิบกระซาบข้างหูนาง “ข้าเก็บของดีได้ไม่น้อยเลย เดี๋ยวกลับไปจะแบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่งนะ”
เยี่ยหลิงหลงยิ้มรับคำ จากนั้นจึงเดินตามทุกคนเข้าไปในหุบเขา
หุบเขาแห่งนี้ไม่ได้มีสิ่งใดแตกต่างจากหุบเขาอื่นๆ สิ่งที่ทำให้เยี่ยหลิงหลงสงสัยเกี่ยวกับมันคือน้ำตกแห่งหนึ่งในหุบเขา
น้ำตกสูงมาก แต่ไม่กว้างนัก สระน้ำเบื้องล่างลึกจนเห็นเป็นสีเขียว ให้ความรู้สึกถึงกาลเวลาอันยาวนาน มันดูธรรมดาอย่างยิ่ง
ปัญหาอยู่ที่ปราณวิญญาณธาตุน้ำของมันเบาบาง
ปราณวิญญาณทั่วทั้งทิวเขานี้ล้วนเข้มข้น แม้ว่าแต่ละสถานที่จะมีความเข้มข้นแตกต่างกันไป แต่ปราณวิญญาณธาตุน้ำที่นี่กลับเบาบางอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีการผันผวนแม้แต่น้อย
ต้นน้ำของมันมีปราณวิญญาณเข้มข้น ปลายน้ำของมันก็มีปราณวิญญาณอุดมสมบูรณ์ มีเพียงบริเวณน้ำตกแห่งนี้เท่านั้นที่ปราณวิญญาณเบาบางอย่างสม่ำเสมอ ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังส่งผลกระทบต่อมันอยู่
“เช่นนั้น สำนักชิงเสวียนอาจจะซ่อนอยู่ใต้สระน้ำนี้?” หนิงหมิงเฉิงเอ่ยถาม
“ข้าไม่คิดเช่นนั้น ข้าว่ามันซ่อนอยู่หลังน้ำตกมากกว่า” จี้จื่อจั๋วกล่าว
“ง่ายนิดเดียว พวกท่านสองคนก็ลองไปดูคนละที่ก็รู้แล้วมิใช่หรือ?” เยี่ยหลิงหลงกล่าว
“ได้”
ดังนั้นคนหนึ่งจึงเข้าไปหลังน้ำตก ส่วนอีกคนกระโดดลงไปในสระน้ำ
ผู้ที่กระโดดลงไปในสระน้ำไม่นานก็เงียบหายไป น่าจะดำดิ่งลงไปในส่วนลึกแล้ว
ส่วนผู้ที่เข้าไปในน้ำตกก็ถูกดีดตัวออกมาในเวลาอันสั้น น่าจะชนเข้ากับภูเขา
“ดูท่าสำนักชิงเสวียนน่าจะซ่อนอยู่ใต้สระน้ำนี้ ด้านล่างลึก เหมาะแก่การซ่อนตัวจริงๆ” หยางจิ่นโจวกล่าว
“ศิษย์น้องเล็ก!” จี้จื่อจั๋วที่พุ่งเข้าไปหลังน้ำตกแล้วถูกดีดออกมาก่อนตกลงไปในน้ำ ว่ายโผล่พ้นขึ้นมา “อยู่หลังน้ำตก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเยี่ยหลิงหลงก็หัวเราะเบาๆ แล้วหันไปมองหยางจิ่นโจว “ศิษย์พี่สี่ ท่านทายผิดแล้วนะเจ้าคะ”
บทที่ 1462: ผู้รับผิดชอบอันดับหนึ่งเสมอ
หยางจิ่นโจวส่ายหน้าหัวเราะเบาๆอย่างจนใจ
อุตส่าห์เดาสักครั้ง ผลกลับออกมาว่าเดาผิด
“ข้าจะไปดูค่ายกลหลังน้ำตก”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบพลันอาศัยการชี้แนะของจี้จื่อจั๋วหาที่ตั้งของค่ายกลหลังน้ำตกจนพบ และภายใต้แรงซัดสาดของน้ำตก นางได้กางม่านพลังป้องกันขึ้นแล้วเริ่มตรวจสอบค่ายกลด้านหลัง
ทว่าเพียงนางเริ่มตรวจสอบ ก็พบว่าน้ำตกที่ซัดสาดอยู่เหนือศีรษะหายไปแล้ว
นางเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย และเห็นว่าเหนือน้ำตกมีศิษย์พี่หญิงใหญ่ ศิษย์พี่ใหญ่ รวมถึงศิษย์พี่รองและศิษย์พี่สามกำลังช่วยกันบังคับเบี่ยงเส้นทางน้ำจากยอดน้ำตกไปยังที่อื่น เพื่อมอบสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายให้นางได้ตรวจสอบอย่างช้าๆ
เมื่อเห็นดังนั้นเยี่ยหลิงหลงก็แย้มยิ้มออกมาจากใจ นางรู้สึกมีความสุขถึงอย่างที่สุด
ไม่ต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป ไม่ต้องลำบากยากเย็นเช่นนั้นตลอดไป เพราะจะมีคนยืนอยู่ข้างหน้าแทนนางเพื่อสร้างเงื่อนไขที่ดีที่สุดให้นาง
นางเป็นคนที่มีศิษย์พี่คอยรักคอยห่วงใยแล้วนี่นา
หลังจากยิ้มแล้วเยี่ยหลิงหลงก็ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้กับการตรวจสอบ
และในการตรวจสอบครั้งนี้ นางค้นพบอย่างไม่คาดคิดว่าวิธีการที่ใช้ปิดผนึกเป็นรูปแบบการวางค่ายกลของสำนักชิงเสวียนทั้งหมด ซึ่งนางคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี
เมื่อเป็นสิ่งที่คุ้นเคยเช่นนี้นางย่อมคลายออกได้ง่ายมาก ที่นี่ไม่ได้ถูกผนึกตาย ทั้งการจัดวางก็ไม่ได้ยากเพียงใดนัก ดังนั้นนางจึงคลายมันออกได้อย่างง่ายดาย
อีกทั้งยังเป็นการคลายผนึกโดยไม่ทำลายมัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือนางสามารถผนึกมันกลับเข้าไปใหม่ได้ทุกเมื่อ
เมื่อนางคลายค่ายกลตรงทางเข้าได้แล้ว ศิษย์พี่หกก็ยังไม่ออกมาจากสระน้ำ
“ศิษย์พี่หกไปนานแล้วมิใช่หรือ?”
“ใครจะไปรู้เล่า? เผลอๆอาจจะถูกปลาตัวใหญ่กินไปแล้วก็ได้” จี้จื่อจั๋วตอบ
แม้จะพูดเช่นนั้นแต่ไม่มีใครเชื่อจริงๆ อย่างไรเสียศิษย์พี่หกก็เป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตพ้นพิบัติ การจะถูกปลากินนั้นมีความเป็นไปได้น้อยมาก
“เช่นนั้นให้ศิษย์พี่เจ็ดลงไปดูดีหรือไม่เจ้าคะ? ข้าปิดค่ายกลได้แล้ว พวกเรารวมตัวกันครบก็เข้าไปได้”
“ได้”
ในบรรดาคนทั้งหมด จี้จื่อจั๋วมีความสามารถทางน้ำดีที่สุด ให้เขาลงไปพวกนางจึงค่อนข้างวางใจ
เมื่อเขาเตรียมพร้อมกำลังจะกระโจนลงไปในสระน้ำ ปลาตัวมหึมาตัวหนึ่งก็พุ่งออกมาจากในสระน้ำ ร่างปลาขนาดใหญ่โผล่พ้นผิวน้ำ นำพาหยดน้ำจำนวนมากสาดกระจายไปทั่ว
ปลาตัวใหญ่ออกมาแล้วแต่กลับไม่เห็นร่างของหนิงหมิงเฉิง คราวนี้คนอื่นๆเริ่มร้อนใจขึ้นเล็กน้อย
“เขาคงไม่ได้ถูกปลาตัวนี้กินไปจริงๆใช่หรือไม่? พวกเราจะผ่าท้องปลาช่วยคนดีหรือไม่?” จี้จื่อจั๋วกล่าว
“เจ้าสิถูกปลากิน! จี้จื่อจั๋ว เจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหลสร้างข่าวลือให้ข้าเสียหาย!”
เสียงดังมาจากหางของปลาตัวใหญ่ ทุกคนมองลงไปก็เห็นคนที่เปียกโชกไปทั้งตัว กำลังห้อยอยู่ตรงหางปลาตัวใหญ่ซึ่งกระโจนพ้นผิวน้ำขึ้นมา
“ข้าเห็นว่าปลาตัวนี้มีค่าไม่น้อย จึงตั้งใจจับมันขึ้นมาเป็นพิเศษ!”
ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่เมื่อหางปลาสะบัด หนิงหมิงเฉิงก็เกือบจะถูกฟาดเข้ากับก้อนหินข้างๆ ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ยากที่จะทำให้คนเชื่อว่าไม่ใช่ปลาตัวนี้ที่จับเขาขึ้นมา
แต่ในไม่ช้าด้วยความช่วยเหลือร่วมกันของคนอื่นๆ ปลาตัวใหญ่นี้ก็ถูกจับได้สำเร็จและหนิงหมิงเฉิงก็มอบมันให้กับเยี่ยหลิงหลง
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ากับศิษย์พี่หญิงอีกหลายคนจัดการมันเสียหน่อย บนตัวมันมีค่าไม่น้อย ถึงเวลานั้นค่อยดูตามสถานการณ์แล้วแบ่งให้ทุกคน”
“ขอบคุณเจ้าค่ะศิษย์พี่หก”
“ไม่มีอะไรต้องขอบคุณหรอก” หนิงหมิงเฉิงทำให้ร่างกายตนเองแห้ง “นอกจากจะลึกหน่อยแล้วด้านล่างก็ไม่มีอะไรผิดปกติ”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” เยี่ยหลิงหลงยิ้มกล่าว “ทางออกอยู่หลังน้ำตก ข้าเปิดได้เรียบร้อยแล้ว พวกเราเข้าไปพร้อมกันเถิด”
กล่าวจบนางก็รอคนอื่นๆอยู่ที่ทางเข้า หลังจากทุกคนมาถึงแล้ว นางก็ให้ศิษย์พี่หญิงใหญ่และคนอื่นๆ ช่วยกันทำให้น้ำตกกลับคืนสู่สภาพเดิม
หลังจากคืนสภาพเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็พากันเข้าไปในสำนักชิงเสวียนที่ถูกปิดผนึกมาเป็นเวลาหนึ่งหมื่นปีแห่งนี้
หลังจากเข้าไปทางเข้าแล้ว จุดที่พวกเขาปรากฏตัวคือกลางอากาศ เหนือศีรษะท้องฟ้าปลอดโปร่ง แสงแดดสดใส เบื้องล่างคือทางเดินบนภูเขาอันคดเคี้ยวของสำนักชิงเสวียน ความรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นใจปะทะใบหน้า ประกอบกับสายลมโชยอ่อน ทำให้ผู้คนราวกับย้อนกลับไปในวันวาน
คนทั้งสิบสามยืนตกตะลึงอยู่กลางอากาศ ในชั่วขณะแรก ไม่มีใครบินไปข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว
ความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นในใจ เยี่ยหลิงหลงยังจำได้ว่าเมื่ออาจารย์พานางกลับสำนัก ดูเหมือนจะบินมาถึงระดับความสูงนี้เช่นกัน นางก็มองลงไปยังทางเดินบนภูเขาเบื้องล่างเช่นนี้
ตอนนั้นนางถามพวกเขาว่าต้องเดินขึ้นไปหรือไม่ อาจารย์บอกว่าไม่ใช่ เพียงพานางมาทำความรู้จักประตู เพราะเมื่อก่อนเคยมีศิษย์พี่คนอื่นจำประตูผิดถูกเจ้าสำนักข้างเคียงร้องเรียน
เรื่องราวในอดีตทีละฉากลอยขึ้นมาในใจ เยี่ยหลิงหลงอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มบางเบา
นี่คือจุดเริ่มต้นที่นางทะลุมิติเข้ามาในหนังสือ และเป็นจุดเริ่มต้นที่นางเข้าสู่สำนักชิงเสวียน
ชั่วพริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายปีแล้วสินะ
วันเวลาผันผ่าน ปีเดือนหมุนเวียนดุจกระสวยทอผ้า แต่โชคดีที่พวกเขายืนหยัดไม่ย่อท้อในที่สุดก็หาเส้นทางกลับบ้านจนพบ
“ไปกันเถิด ตกลงกันแล้วว่าจะกลับบ้าน ครั้งนี้กลับมาจริงๆแล้ว อย่ามัวยืนเหม่อกันอยู่เลย”
อวี๋หงหลานจัดการอารมณ์ของตนได้ก่อนใคร พาศิษย์น้องทั้งหลายบินเข้าไปในสำนักชิงเสวียน
บินผ่านประตูภูเขาอันยิ่งใหญ่โอ่อ่า บินผ่านทางเดินบนภูเขาอันยาวเหยียด พวกเขาบินมาถึงลานกว้างแห่งแรกของสำนักชิงเสวียน และยังเป็นลานกว้างที่ใหญ่ที่สุดด้วย
ลานกว้างเบื้องหน้าคล้ายคลึงกับในความทรงจำ แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
เพราะลานกว้างในความทรงจำนั้นสะอาดเป็นระเบียบ ว่างเปล่าไม่มีสิ่งใด แต่ลานกว้างเบื้องหน้ากลับรกร้างระเกะระกะ เสาหินพังทลาย พื้นดินแตกละเอียด แม้จะมีฝุ่นหนาเตอะปกคลุมก็ไม่อาจปิดบังร่องรอยการดิ้นรนต่อสู้และการทำลายเมื่อครั้งอดีตได้ แม้กระทั่งบางแห่งยังสามารถมองเห็นคราบเลือดที่แห้งกรัง
“พวกท่านดูสิ ข้าบอกแล้ว หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่าสำนักชิงเสวียนทั้งหมดเข้าร่วมกับเผ่ามาร?”
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปแม้ว่าลานกว้างที่รกร้างนี้จะทำให้คนมองแล้วปวดใจ แต่มันก็เป็นการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าศิษย์สำนักชิงเสวียนไม่ได้จากไปโดยสมัครใจเลย
เมื่อไม่ได้สมัครใจ เมื่อมีการดิ้นรนต่อสู้ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเต็มใจยินยอมเข้าร่วมกับเผ่ามาร พวกเขาไม่ได้ทำผิด พวกเขาคือเหยื่อ!
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ อารมณ์ในใจของศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆก็ปั่นป่วนเช่นกัน
ใช่แล้ว ไม่ว่าใครจะมีแผนการชั่วร้ายใด แต่สำนักชิงเสวียนจะไม่มีวันทรยศเผ่ามนุษย์เพื่อเข้าร่วมกับเผ่ามาร ยิ่งไม่มีทางช่วยเหลือความชั่วร้ายจนทำให้หอคอยนั้นตกลงมาจากฟ้า ทำลายล้างหลายภพ สังหารชีวิตผู้บริสุทธิ์นับไม่ถ้วน
“ผลลัพธ์นี้อยู่ในความคาดหมาย” อวี๋หงหลานยิ้มขื่น “สำนักชิงเสวียนของพวกเราก็เป็นเช่นนี้เสมอ ยืนหยัดรับผิดเป็นที่หนึ่งเสมอ”
“ถูกต้อง! เรื่องต้นอู๋โยวเมื่อครั้งนั้นก็เช่นกัน พวกเราเห็นได้ชัดว่าเป็นทั้งผู้เคราะห์ร้ายและผู้ช่วยเหลือ แต่กลับถูกพวกเขาใส่ร้ายป้ายสี ต้องแบกรับความผิดนี้มาเป็นร้อยปี ทนทุกข์ทรมานจากการด่าทอ!” หนิงหมิงเฉิงกล่าวอย่างโกรธเคือง
“คาดไม่ถึงว่าสำนักชิงเสวียนยังมีความผิดที่ต้องแบกรับนานกว่านั้น ข้อกล่าวหาว่าเข้าร่วมกับเผ่ามารทั้งสำนัก แบกรับมาเป็นหมื่นปี” เผยลั่วไป๋ยิ้มขื่น
“บัดนี้พวกเรายังคงเข้ามาได้ เผ่าเซียนคงจะส่งจดหมายแบบเดียวกันไปยังสำนักใหญ่ต่างๆแล้วกระมัง?” เสิ่นหลีเสียนถอนหายใจ “สำนักชิงเสวียนคงกำลังถูกชาวโลกด่าทออีกครั้ง”
ทุกคนต่างคนต่างพูดขึ้นมาแม้จะกำลังถอนใจและรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ก็ไม่ได้มีอารมณ์เศร้าโศกมากเกินไป
เส้นทางนี้ยากลำบากยิ่งนัก ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาพวกเขาเคยเห็นเหตุการณ์ใดๆมาแล้วบ้าง ยอมรับความทุกข์ทรมานมาแล้วทุกอย่าง ในยามนี้พวกเขากลายเป็นผู้ที่คุ้นชินกับพิษร้ายทุกชนิดแล้ว
บทที่ 1463: โลกนี้ยังติดค้างความบริสุทธิ์แก่สำนักชิงเสวียน
“บางทีเรื่องนี้ศิษย์สำนักชิงเสวียนอาจไม่เต็มใจ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการวางค่ายกลย้ายเอกภพสวรรค์โดยที่ทุกคนไม่ทันสังเกต แล้วเปิดใช้งานมันในคืนเดียวส่งศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งหมดไปยังภพมารโดยใช้กำลัง คนนอกไม่มีทางทำได้แน่นอน”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ในใจทุกคนก็พลันหนักอึ้งแต่ก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไรนัก
เพราะพวกเขารู้มานานแล้วว่า มีคนที่คุ้นเคยกับสำนักชิงเสวียนคอยลงมือกับพวกเขาอยู่เบื้องหลังไม่หยุด
“พวกเราแยกย้ายกันตรวจสอบดูว่ามีร่องรอยใดหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่ว่าจะพบเจอสิ่งใดก็อย่าเพิ่งผลีผลาม หลังจากหนึ่งชั่วยามให้กลับมารวมตัวกันที่นี่”
“ได้”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบทุกคนก็แยกย้ายกันไป
หลังจากพวกเขาไปแล้ว นางก็บินขึ้นไปกลางอากาศตามลำพัง แหวกเมฆหมอกสีขาวราวปุยหิมะที่ลอยอยู่กลางอากาศออก นางเห็นเงาของวังวนขนาดมหึมาจริงๆ มันแขวนลอยอยู่เหนือสำนักชิงเสวียนเหมือนกับที่เห็นในภาพทุกประการ!
เพียงแต่ในภาพที่เผ่าเซียนให้มานั้น ตอนที่วังวนนี้ทำงาน เมฆโดยรอบล้วนเป็นสีดำ และมันยังแผ่พลังกดดันที่รุนแรงและไม่อาจต้านทานได้พลังของมันดุร้ายยิ่งนัก
บัดนี้แม้ว่ามันจะยังไม่ถูกถอดถอน แต่ก็หยุดทำงานไปแล้ว มันซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ หลังม่านเมฆราวกับหลับใหล ดูเชื่องและไม่มีพิษสง
หากไม่ได้เห็นสภาพตอนมันทำงาน เยี่ยหลิงหลงคงจินตนาการไม่ออกว่ามันจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนั้น
ดูท่าแล้วหลังจากเกิดเรื่องกับสำนักชิงเสวียนเมื่อครั้งนั้น ผู้อยู่เบื้องหลังคงไม่มีเวลาจัดการกับสิ่งเหล่านี้ เขาทำได้เพียงใช้การจัดวางค่ายกลที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ซ่อนสำนักชิงเสวียนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้คนพบเจอ
เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจแผ่วเบา มองลงมาจากกลางอากาศสำรวจสำนักชิงเสวียนทั้งหมด
สำนักชิงเสวียนในยามนี้เหมือนกับแห่งที่พวกเขาเคยเข้าไปเมื่อครั้งนั้น ไม่มีปราณวิญญาณแม้แต่น้อยไม่เหมาะกับการฝึกฝนเลย
อีกทั้งยังไม่มีผู้ใดดูแลมาเป็นหมื่นปี พืชพรรณสีเขียวเลื้อยปกคลุมเต็มพื้นดิน สิ่งปลูกสร้างหลายหลังถูกพวกมันบดบังไว้
แต่จากเค้าโครงคร่าวๆ และฮวงจุ้ยนี้หากไม่มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นั้น สำนักชิงเสวียนก็น่าจะเป็นสถานที่อันยอดเยี่ยม อุดมไปด้วยผู้มีความสามารถและเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ การฝึกฝนที่นี่คงจะเหมาะสมอย่างยิ่ง
มิน่าเล่าสำนักชิงเสวียนจึงมีผู้มีความสามารถปรากฏตัวออกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะสภาพแวดล้อมเดิมของที่นี่ก็ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว
หลังจากตรวจสอบเหนือน่านฟ้าเสร็จสิ้น เยี่ยหลิงหลงก็กลับลงมาบนพื้นดินอีกครั้ง นางเดินสำรวจรอบๆ เมื่อครบหนึ่งชั่วยามก็กลับไปยังลานกว้างเพื่อสมทบกับทุกคน
เมื่อรวมตัวกันแล้วทุกคนก็ต่างแย่งกันเล่าถึงสิ่งที่ตนเห็นและร่องรอยที่พบเจอ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเซ็งแซ่
ร่องรอยการดิ้นรนต่อสู้และการถูกทำลายของสำนักชิงเสวียนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่ลานกว้างกลางที่ใหญ่ที่สุดแห่งนี้ กล่าวคือในวันที่เกิดเหตุ ศิษย์เกือบทั้งสำนักมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
สถานการณ์นี้สอดคล้องกับตำแหน่งค่ายกลที่อยู่เหนือศีรษะของมันเป็นอย่างดี มันอยู่เหนือลานกว้างแห่งนี้พอดี ไม่ได้ครอบคลุมสำนักชิงเสวียนอันกว้างใหญ่ทั้งหมด
พวกเขายังพบว่าเส้นชีพจรวิญญาณของสำนักชิงเสวียนถูกใครบางคนแตะต้องและเหือดแห้งไปแล้ว น่าจะเป็นเพราะการเปิดใช้งานค่ายกลต้องใช้พลังงานมหาศาล และแหล่งที่มาของพลังงานก็คือเส้นชีพจรวิญญาณของสำนักชิงเสวียน การเปิดใช้งานค่ายกลเมื่อครั้งนั้นได้สูบมันจนแห้งเหือดไป
นอกจากเส้นชีพจรวิญญาณและค่ายกลแล้ว พวกเขายังได้ไปยังดินแดนลับใต้สำนักชิงเสวียน หลังจากการตรวจสอบอย่างคร่าวๆ ก็พบว่าดินแดนลับแห่งนี้เหมือนกับดินแดนลับที่พวกเขาเคยเข้าไปในสำนักชิงเสวียนเมื่อครั้งนั้นทุกประการ
ส่วนหน้าสุดมีเพียงอสูรระดับต่ำอย่างขอบเขตก่อปราณและขอบเขตสร้างรากฐาน ยิ่งเข้าไปลึกเท่าใดระดับและพลังของอสูรก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
ดูท่าแล้วเส้นชีพจรวิญญาณของสำนักชิงเสวียนไม่ได้มีเพียงเส้นเดียว เส้นที่อยู่ด้านบนหมดไปแล้ว แต่เส้นที่อยู่ใต้ดินแดนลับยังคงอยู่
“แต่ข้าไม่เห็นสระวิญญาณที่ศิษย์น้องหญิงเล็กกล่าวถึง” ศิษย์พี่ใหญ่ผู้รับผิดชอบการตรวจสอบดินแดนลับกล่าว “สุสานกระบี่นั้นมีอยู่จริง แต่สระวิญญาณหาไม่พบจริงๆ”
เยี่ยหลิงหลงจดจำสิ่งเหล่านี้ไว้อย่างเงียบๆ เดี๋ยวค่อยหาเวลาไปดูด้วยตนเองอีกครั้ง
“ข้าไปที่หอตำรา ในหอตำราหนังสือหายไปครึ่งหนึ่ง น่าจะเป็นส่วนที่ศิษย์น้องหญิงเล็กขนย้ายไป” หนิงหมิงเฉิงกล่าว “ดังนั้นสำนักชิงเสวียนที่เราเข้าไปเมื่อครั้งนั้น ก็คือสำนักชิงเสวียนแห่งนี้จริงๆ”
“ถ้าเช่นนั้น กระจกพินิจกาลบานนั้นช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก” จี้จื่อจั๋วทอดถอนใจ “มันเป็นดั่งทางเข้าพาพวกเรามายังสำนักชิงเสวียนแห่งนี้จริงๆ แต่ก็ไม่ใช่การพาเข้ามาโดยสมบูรณ์ ดูเหมือนมันจะสามารถแก้ไขสิ่งต่างๆได้ด้วยตนเองหลายอย่าง”
“น่าเสียดายที่มันแตกไปแล้ว มิเช่นนั้นคงทำให้ผู้คนตกตะลึงได้จริงๆ” เผยลั่วไป๋กล่าว
กระจกพินิจกาล…
เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ยินชื่อของเจ้าสิ่งนี้มานานมากแล้ว มันคือสิ่งที่เปิดทางโกงให้เยี่ยหรงเยว่ ทำให้นางเข้าใจผิดคิดว่าตนเองคือผู้ที่ถูกสวรรค์เลือกสรร
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังรู้ว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่พี่เยี่ยสร้างขึ้นด้วยมือตนเอง
ของทุกชิ้นที่พี่เยี่ยสร้างขึ้น ล้วนสามารถทำให้ฟ้าดินตกตะลึงได้
เมื่อกลับมายังสำนักชิงเสวียน ทุกคนดูเหมือนจะเข้าสู่สภาวะที่ผ่อนคลายอย่างมากบรรยากาศก็อบอุ่นและมีชีวิตชีวาขึ้น
ทุกคนพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะพักอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไป พลางรวบรวมร่องรอยเพิ่มเติม พลางใช้ประโยชน์จากสภาพแววล้อมอันดีเลิศในดินแดนลับของสำนักชิงเสวียนเพื่อฝึกฝนต่อไป
หลังจากตัดสินใจที่จะพักอาศัยเยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกผ่อนคลายในใจอย่างที่สุด
นางเคยลิ้มรสความขมขื่นมามากมาย แต่ไม่มีครั้งใดที่เกิดขึ้นในสำนักชิงเสวียน ทุกครั้งที่กลับมาที่นี่ก็เหมือนได้กลับบ้านมันช่างสบายและเป็นสุข
สายลมโชยพัดผ่านหุบเขา กาลเวลาดูเหมือนจะสงบนิ่งลง
ความปรารถนาของพวกเขาทุกคนคือการตามหาสหายร่วมสำนักชิงเสวียนกลับคืนมา ศิษย์ร่วมสำนักไม่ขาดหายแม้แต่คนเดียวทั้งสำนักพร้อมหน้าพร้อมตา
เมื่อมองดูอย่างผิวเผินจะดูเหมือนพวกเขาจะเดินมาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว จุดหมายที่ทุกคนทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อให้ได้มา
หากพวกเขาอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่มีวันจากไปอีก ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายภายนอกมันจะเป็นอย่างไรกันนะ?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นอารมณ์และสภาพจิตใจของเยี่ยหลิงหลงก็ผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว
นางยิ้มออกมาทันใด ‘หากเป็นเช่นนี้ก็ดีมิใช่หรือ?’
ศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักจะไม่กลายเป็นฝ่ายมืดอีกต่อไปและจะไม่มีใครถูกทำร้ายอีก ในสถานที่ที่ไม่มีใครหาพบแห่งนี้พวกเขาจะปลอดภัยอย่างยิ่ง
เพียงแต่…
เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจแผ่วเบาแล้วเดินเข้าไปในหอตำรา
นางจำได้ว่าเคยอ่านเจอในตำราโบราณเล่มหนึ่งว่าวิชาและพลังทุกอย่างที่ใช้ไปแล้ว แม้จะหายไปแต่แท้จริงแล้วจะทิ้งร่องรอยไว้ในกาลเวลา
ดังนั้นจึงมีวิชาที่สามารถย้อนเวลากลับไปในอดีต เพื่อตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนั้นได้
วิชานี้เผ่าเซียนก็เคยใช้
ภาพเหตุการณ์ที่สำนักชิงเสวียนหายไปในชั่วข้ามคืนในจดหมายที่พวกเขาให้มานั้น ก็คือภาพที่พวกเขาได้มาจากการย้อนเวลากลับไปในอดีตนั่นเอง
แต่ตอนนั้นพวกเขาหาที่ตั้งของสำนักชิงเสวียนไม่พบ เพียงแค่ย้อนเวลาจากภายนอกจึงไม่สามารถเห็นสถานการณ์ภายในได้
บัดนี้พวกเขาได้เข้ามาในสำนักชิงเสวียนแล้ว หากใช้วิชาย้อนเวลากลับไปในอดีตภายในสำนัก ก็น่าจะสามารถฟื้นคืนความจริงในคืนนั้นได้ใช่หรือไม่?
เยี่ยหลิงหลงยังคงลังเลใจ แต่ร่างกายนางได้เดินมาถึงชั้นหกของหอตำราแล้ว
นางยิ้มอย่างจนใจนี่เรียกว่าอะไรกันนะ? ร่างกายซื่อสัตย์กว่าความคิด
ที่นี่คือจุดหมายปลายทางของทุกคนเมื่อครั้งนั้นจริงๆ การกลับมายังสำนักชิงเสวียนอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพักอาศัยและฝึกฝนอย่างสงบสุข
แต่…
โลกนี้ยังติดค้างความบริสุทธิ์แก่สำนักชิงเสวียน
พวกเขาจะทวงคืนมันมาได้อย่างไร?
เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจเข้าลึกๆ สงบจิตใจให้มั่นคง
มันก็แค่วิชาหวนกลับปริภูมิเวลามิใช่หรือ?
เมื่อหาพบแล้วก็เรียนรู้ แม้จะยากเพียงใดนางก็จะเรียนไม่มีอะไรที่นางเรียนรู้ไม่ได้
ตั้งสติให้มั่น เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ไม่มีอะไรที่นางทำไม่ได้!
บทที่ 1464: เจ้าเรียกนี่ว่าเพิ่งแตะขอบประตูรึ?
วิชาหวนกลับปริภูมิเวลานี้ เยี่ยหลิงหลงพบมันในหอตำราของสำนักชิงเสวียนจริงๆ
แม้จะพบแล้วแต่เมื่อเปิดตำราขึ้นมาและเห็นตัวอักษรบนนั้น นางก็รู้สึกมืดแปดด้านทันที อดไม่ได้ที่จะเกาศีรษะตนเอง
สมกับเป็นวิชาที่เผ่าเซียนใช้ระดับการฝึกฝนของนางในตอนนี้ หากจะเรียนรู้มัน...ยังอ่อนหัดเกินไปนัก
แต่ก็ใช่ว่าจะเรียนไม่ได้เพียงแต่ยากมาก… ยากอย่างที่สุด
ทว่าสิ่งที่เยี่ยหลิงหลงไม่กลัวที่สุดก็คือความยากลำบากนี่แหละ
การฝึกฝนของนางไม่เพียงพอนางสามารถพยายามชดเชยได้ อีกทั้งบนร่างกายนางยังมีพลังที่เทพโบราณหลงเหลือไว้ นางยังไม่ได้หลอมรวมมันเข้ากับร่างกายตนเองโดยสมบูรณ์
วิชาของเผ่าเซียน เผ่ามนุษย์ไม่อาจเรียนรู้ได้ แต่นางผู้ซึ่งมีพลังเทพน่าจะมีโอกาสเรียนรู้ได้
ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงเปิดตำราวิชาหวนกลับปริภูมิเวลาขึ้น นางนั่งลงข้างหน้าต่างในหอตำรา สายลมโชยอ่อนพัดเข้ามา ปลุกเส้นผมของนางให้พลิ้วไหว แต่นางไม่ได้สังเกตเห็นอีกต่อไป
ในยามนี้นางทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้กับการศึกษาค้นคว้าตำราวิชาหวนกลับปริภูมิเวลานี้
วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตดำเนินไปอย่างเชื่องช้า
ในสำนักชิงเสวียนที่สงบนิ่งและทำให้จิตใจสงบแห่งนี้ พวกเขาได้ผ่านพ้นฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ลานกว้างที่พังทลายถูกพวกเขาเก็บกวาดและสร้างขึ้นใหม่ เรือนพักของแต่ละคนบนยอดเขาชิงหลานก็กลับเข้าไปพักอาศัยกันอีกครั้ง
ภายในสำนักชิงเสวียนไม่มีปราณวิญญาณพวกเขาก็ลงไปยังดินแดนลับของสำนักชิงเสวียนเพื่อฝึกฝน
ทุกคนตกลงกันว่าทุกวันที่สิบห้าของเดือน เมื่อดวงจันทร์กลมที่สุดทุกคนจะต้องมารวมตัวกัน
ทุกครั้งที่ถึงเวลานี้ หยางจิ่นโจวและฮวาซือฉิงจะเตรียมสุราและอาหารไว้หนึ่งโต๊ะเป็นพิเศษปราณวิญญาณอบอวลไปทั่ว เพียงกินคำเดียวก็ชุ่มชื่นหัวใจ
หลังจากกินเสร็จ ทุกคนจะร่วมกันชมจันทร์บนยอดเขาชิงหลาน พลางชื่นชมพลางพูดคุยสัพเพเหระ
ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การฝึกฝน ศิษย์พี่สามจะหาต้นไม้ใกล้ๆนั่งบนกิ่งไม้ พลางดื่มสุราตามลำพังพลางฟังทุกคนหัวเราะพูดคุย
ศิษย์พี่สี่จะยุ่งอยู่กับการแจกขนมและสอบถามรสชาติกับสรรพคุณทีละคน เพื่อนำไปปรับปรุงในคราวหน้า
ศิษย์พี่ห้าจะปล่อยสัตว์ภูตและวิญญาณร้ายที่ตนเลี้ยงดูไว้ออกมาเล่นสนุก ทำให้ทั่วทั้งยอดเขาชิงหลานเบื้องล่างไม่สงบสุขเลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าผู้ที่ส่งเสียงดังที่สุดย่อมเป็นศิษย์พี่หกและศิษย์พี่เจ็ด สองคนนี้เจอกันเป็นต้องต่อสู้ ก่อนอาหารก็ต่อสู้กันหนึ่งยกหลังอาหารก็ต้องต่อสู้กันอีกหนึ่งยก
ในยามที่พวกเขากำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ศิษย์พี่หญิงใหญ่จะลงมือชี้แนะสักหน่อย สั่งสอนคนละทีสองทีให้พวกเขารู้ว่านี่เป็นเพียงการจิกตีกันของไก่อ่อน ยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก
ศิษย์พี่หญิงรองเป็นผู้มีความรื่นรมย์ทางสุนทรียศาสตร์มากที่สุด นางจะปล่อยภาพมายาที่เพิ่งค้นคว้าใหม่ขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนอันกว้างใหญ่ของยอดเขาชิงหลาน สร้างสรรค์โลกที่งดงามตระการตาขึ้นมา
แต่ละครั้งหัวข้อจะไม่ซ้ำกัน แต่ทุกครั้งล้วนงดงามจนน่าตกตะลึง และความสมจริงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งภายหลัง แม้แต่ศิษย์พี่หญิงใหญ่ก็มองไม่ออก
ศิษย์พี่ใหญ่ยิ่งยิ้มชมเชยนางว่าหากมิติมายานี้เป็นกับดัก คำทำนายศิษย์น้องหกทำนายได้คงจะเป็นลางร้าย
ส่วนศิษย์พี่หญิงสามในสำนักชิงเสวียนที่ไม่มีผู้ใดรบกวนแห่งนี้ นางได้ฝึกฝนหุ่นกลไกสัตว์ร้ายขึ้นมาชุดแล้วชุดเล่า บางครั้งนางจะนำหุ่นกลไกสัตว์ร้ายของตนไปหาเรื่องต่อสู้กับศิษย์พี่ห้า บางครั้งนางก็จะปล่อยพวกมันออกไปลาดตระเวนนอกสำนักชิงเสวียน
เมื่อเบื่อกับการสร้างหุ่นกลไกสัตว์ร้ายแล้ว นางก็เริ่มค้นคว้าอาวุธวิเศษที่ละเอียดซับซ้อน ขนาดเล็กลงเรื่อยๆ แต่ประโยชน์ใช้สอยกลับน่าทึ่งยิ่งขึ้น
ศิษย์พี่หญิงสี่ได้พบสถานที่อันเป็นมงคลในดินแดนลับของสำนักชิงเสวียน ทั้งกว้างใหญ่และโอ่โถง นางได้สร้างสวนยาขึ้นในนั้น ปลูกพืชวิญญาณไว้มากมาย
สิ่งที่นางภูมิใจที่สุดซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นสมบัติล้ำค่าประจำสวนของนางนั้น ถึงกับมีจิตวิญญาณเกิดขึ้นเล็กน้อย
หัวไชเท้าอ้วนมักจะวิ่งไปลาดตระเวนในสวนยาของศิษย์พี่หญิงสี่ หากพบว่ามีต้นใดที่ปลูกได้ดีกว่าของตน มันจะแอบขโมยกลับเข้าไปในพื้นที่มิติของตน
ด้วยเหตุนี้ศิษย์พี่หญิงสี่จึงจับหัวไชเท้าอ้วนได้หลายครั้ง แต่ทุกครั้งมันก็หนีรอดไปได้
เรื่องราวเหล่านี้เป็นสิ่งที่ศิษย์พี่หญิงห้าเล่าให้เยี่ยหลิงหลงฟังในภายหลังระหว่างการรวมตัวในวันที่สิบห้า นางบอกว่าแม้ศิษย์พี่หญิงสี่จะโกรธเคืองเพียงใดก็ไม่เคยวิ่งไปรบกวนนางที่หอตำรา
พูดจบนางก็เสริมอีกประโยคว่า จริงๆแล้วศิษย์พี่หญิงสี่ไม่ได้ตามหาใครเลย นางไม่ได้คิดจะลงโทษหัวไชเท้าอ้วนจริงๆ
“เช่นนั้นศิษย์น้องหญิงเล็ก วิชาหวนกลับปริภูมิเวลาที่เจ้าเรียนในหอตำรา เรียนไปถึงไหนแล้ว?” ลู่ไป๋เวยเท้าคางถามเยี่ยหลิงหลง
เมื่อนางถามเช่นนี้คนอื่นๆก็หยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่ มองมาทางนางด้วยความอยากรู้
ความห่วงใยเช่นนี้และการดูแลตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เยี่ยหลิงหลงรู้ว่า การตัดสินใจของนางก็คือการตัดสินใจของศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกคนเช่นกัน
สำนักชิงเสวียนนั้นสงบสุขมาก แต่ความคับข้องใจในอดีตพวกเขาไม่อาจเพิกเฉยได้ พวกเขาก็หวังว่าจะทวงคืนความบริสุทธิ์ให้แก่สำนักชิงเสวียนต่อชาวโลกเช่นกัน
เพียงแต่เยี่ยหลิงหลงกลับถอนหายใจแผ่วเบา “เพิ่งจะแตะขอบประตูได้เล็กน้อย หากจะให้สำเร็จลุล่วง ยังต้องใช้เวลาอีกมาก”
“ผู้ฝึกเซียนสิ่งที่ไม่ขาดที่สุดก็คือเวลา พวกเรายังอายุไม่ถึงสามร้อยปี การฝึกฝนก็มาถึงขอบเขตมหายานและขอบเขตพ้นพิบัติแล้ว มีอายุขัยหลายพันปี เจ้าจะใช้เวลาสักเท่าใดกันเชียว?” อวี๋หงหลานยิ้มกล่าว
“ศิษย์น้องหญิงเล็กอย่าเพิ่งร้อนใจ วิชาที่เผ่าเซียนใช้ หากเจ้าเรียนไม่ได้ นั่นย่อมเป็นเรื่องสมควร หากเจ้าเรียนได้นั่นย่อมต้องทำให้ทั่วหล้าตกตะลึง ข้าเชื่อว่าเมื่อศิษย์น้องหญิงเล็กได้เรียนแล้วย่อมไม่มีทางเรียนไม่ได้” เผยลั่วไป๋ยิ้มกล่าว “การทำให้ทั่วหล้าตกตะลึง เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น”
เมื่อได้ยินคำปลอบโยนเหล่านี้ ลู่ไป๋เวยกลับส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
"ศิษย์น้องหญิงเล็กแสดงขอบประตูที่เจ้าแตะถึงให้พวกเราดูหน่อย ได้หรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงยิ้มพยักหน้า นางยกสองฝ่ามือขึ้นร่ายอาคมแสงและเงาพันผูกกันในฝ่ามือนาง ในไม่ช้า บนฝ่ามือทั้งสองของนางก็ปรากฏภาพแสงเงาขึ้น
ภายในภาพแสงเงานั้น ลู่ไป๋เวยกำลังส่ายหน้า
‘ศิษย์น้องหญิงเล็กแสดงขอบประตูที่เจ้าแตะถึงให้พวกเราดูหน่อยได้หรือไม่?’
เมื่อเห็นฉากนี้ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เมื่อครู่ยังปลอบโยนเยี่ยหลิงหลงอยู่ พลันเบิกตากว้าง
จี้จื่อจั๋วกระโดดขึ้นทันที “ศิษย์น้องหญิงเล็ก! เจ้าเรียกนี่ว่าเพิ่งแตะขอบประตูรึ?”
หนิงหมิงเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก “ขอบประตูที่ข้าคิดไว้คือศิษย์น้องหญิงเล็กแทบจะสัมผัสเศษเสี้ยวในกาลเวลาได้แล้ว!”
“เห็นหรือไม่! ตอนที่ศิษย์น้องหญิงเล็กบอกว่านางแตะขอบประตูได้แล้ว ก็คือทำได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว” ลู่ไป๋เวยกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “เมื่อนางบอกว่าพอจะใช้ได้แล้ว นั่นย่อมต้องเชี่ยวชาญถึงขั้นสุดยอดแล้ว พวกท่านดูถูกนางเกินไปแล้ว!”
“ยังคงเป็นศิษย์น้องหญิงห้าที่เข้าใจศิษย์น้องหญิงเล็กที่สุด” เสิ่นหลีเสียนอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้
เยี่ยหลิงหลงถูกพวกเขาชมจนตัวลอย ยิ้มจนแก้มปริ
แม้ว่าจะเป็นเพียงการแตะขอบประตูจริงๆ แต่ถูกพวกเขาชมออกมาทีละประโยค นางก็.อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหลิงขึ้นมา
การย้อนเวลาเล็กน้อยเช่นนี้ยังง่ายอยู่ เพราะเป็นเพียงฉากเล็กๆ ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ แต่สิ่งที่นางต้องทำคือการย้อนเวลาคืนนั้นทั้งคืนของสำนักชิงเสวียนทั้งหมด คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายใต้ค่ายกลย้ายเอกภพสวรรค์อันทรงพลัง
พลังที่ต้องใช้ในระดับนั้นไม่ใช่สิ่งที่นางในตอนนี้จะทำได้
ดังนั้นนางจึงเรียนรู้ไปพร้อมกับเร่งฝึกฝนเพื่อยกระดับการฝึกฝน ซ้ำยังหลอมรวมพลังเทพในร่างกายของตนเองไปด้วย อีกทั้งฝึกฝนวิชาวิญญาณสวรรค์เก้าชั้นของนางให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าพลังจิตวิญญาณจะเพียงพอ
ดังนั้นแม้จะดูเหมือนว่านางกำลังเรียนวิชาหวนกลับปริภูมิเวลา แต่แท้จริงแล้วนางกำลังฝึกฝนอย่างหนักด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะสิ่งใดนางก็ไม่อาจละเลยได้
บทที่ 1465: ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าจะไม่ไปจริงๆหรือ?
ขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะหยอกล้อเยี่ยหลิงหลง กู้หลินเยวียนผู้ไม่ค่อยพูดจาก็พลันวางเหยือกสุราลง มองท้องฟ้ายามราตรีที่ถูกศิษย์พี่หญิงรองเนรมิตขึ้นมา
“อีกไม่นานเกินรอแล้ว ที่มลทินของสำนักชิงเสวียนจะได้รับการชำระล้าง”
เมื่อเห็นเหล่าศิษย์พี่น้องร่วมสำนักมองมาทางตน กู้หลินเยวียนก็แย้มยิ้มบางเบา
“การถูกใส่ความว่าสวามิภักดิ์ต่อเผ่ามาร นับเป็นความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวง ไม่มีผู้ใดอยากละทิ้งความเป็นตัวเอง”
“วางใจเถิดศิษย์พี่สาม เมื่อหมื่นปีก่อนท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่าสำนักชิงเสวียนจะกลับมา หมื่นปีให้หลังท่านก็นำพาพวกเราเข้าสู่สำนักชิงเสวียน แม้จะไม่ทราบว่าตอนนี้ท่านอยู่ที่ใด แต่เรื่องที่ไร้ซึ่งความหวังท่านย่อมไม่ทำเป็นแน่” เยี่ยหลิงหลงเอ่ย
พลันนั้นท้องฟ้ายามราตรีอันงดงามพลันแปรเปลี่ยนเป็นฟ้าครามกระจ่างในยามทิวาสรรพสิ่งพลันสว่างไสว
เคอซินหลานยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ต้องมีสักวัน ที่สำนักชิงเสวียนจะได้กลับมาอาบแสงตะวันแห่งภพมนุษย์อีกครั้งอย่างขาวสะอาดและบริสุทธิ์”
วันเวลาล่วงเลยผ่านไปวันแล้ววันเล่า บุปผาแห่งวสันตฤดูผลิบานแล้วร่วงโรยไปครั้งแล้วครั้งเล่า
หากปราศจากมลทินที่ยังค้างคาใจนี่อาจเป็นชีวิตการฝึกฝนที่พวกเขาเฝ้าปรารถนาที่สุด
เรียบง่าย อบอุ่น เปี่ยมด้วยไมตรีและสงบเย็น
เวลาผ่านไปชั่วพริบตา ในช่วงเวลาอันผ่อนคลายแต่ทว่ากลับไม่มีผู้ใดปล่อยปละละเลยการฝึกฝนนี้ เหล่าศิษย์พี่ทั้งหลายล้วนบรรลุถึงขอบเขตพ้นพิบัติได้สำเร็จ เหลือเพียงเยี่ยหลิงหลงผู้เดียวยังคงติดอยู่ที่ขอบเขตมหายานขั้นปลาย
“ทั้งหมดนี้เป็นความดีความชอบของข้าทั้งสิ้น!”
หัวไชเท้าอ้วนแอ่น.อกที่แบนราบของตน ยืนอยู่ริมหน้าต่างหอตำรา กล่าวกับเยี่ยหลิงหลงอย่างโอหังไม่สนใจเลยว่านางยังคงพลิกตำราอยู่
“ในช่วงร้อยปีนี้ ข้าออกลาดตระเวนทุกสามวันห้าวัน ข้าตรวจตราพวกเขาทีละคนว่าตั้งใจฝึกฝนหรือไม่ หากผู้ใดอู้งาน ข้าก็จะปล่อยเจาไฉ ปล่อยไท่จื่อ ปล่อยเสี่ยวไป๋! สรุปคือ ภายใต้การสั่งสอนของข้า ศิษย์ตัวน้อยๆเหล่านี้ของสำนักชิงเสวียนพวกเจ้า ล้วนกลายเป็นผู้มีความสามารถยิ่งใหญ่กันทั้งนั้น!”
กล่าวจบหัวไชเท้าอ้วนเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงไม่เงยหน้ามอง มันจึงทิ้งตัวลงนอนบนตำราที่นางกำลังอ่าน ใช้พุงกลมๆอวบอ้วนของมันบังตัวอักษรบนหน้านั้น
มันนอนตะแคงเท้าศีรษะจ้องมองเยี่ยหลิงหลงอย่างโอหัง
“แล้วเมื่อใดเจ้าจะพาข้าออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกเสียที? ข้าจะอุดอู้ตายอยู่แล้ว”
เยี่ยหลิงหลงเหลือบตามองมัน แต่ไม่ตอบ คราวนี้ใบไม้บนหัวของหัวไชเท้าอ้วนพลันชี้ฟูตั้งชัน
“ทำไมกัน? เจ้าเรียนมาเกือบร้อยปีแล้ว ข้าเองก็กลายเป็นผลไม้วิญญาณแก่อายุสองร้อยปีแล้ว เหตุใดจนป่านนี้เจ้ายังเรียนไม่สำเร็จอีก! เจ้ามันโง่จริงๆ!”
เยี่ยหลิงหลงดีดนิ้ว กลุ่มเพลิงเทพวิหคอัคคีปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วนาง ลวกใบไม้ของหัวไชเท้าอ้วนจนเหี่ยวเฉาในทันใด ทำให้หัวไชเท้าอ้วนตกใจจนรีบกระโดดหนี
“ไม่ไปก็ไม่ไปสิ! เจ้าจะมาลงไม้ลงมือกับข้าทำไม! ก็เพราะข้าตามใจเจ้าหรอกนะ หากเป็นผู้อื่น ข้าซัดมันไปนานแล้ว!”
เยี่ยหลิงหลงมุมปากยกขึ้นและยิ้มเย้ยหยันแต่ไม่เอ่ยคำใด
“ใช่สิ ข้าไม่มีพลังวิญญาณ ไม่มีเรี่ยวแรง สู้ไม่ได้ แต่ข้ามีพวกพ้องนะ! ข้าเรียกเจาไฉ ไท่จื่อ และเสี่ยวไป๋ได้! ข้ายังเรียกเก้าหางกับหยวนกุนกุ่นแล้วก็ปีศาจมายาน้อยได้ด้วย!”
รอยยิ้มของเยี่ยหลิงหลงยิ่งแฝงความเย้ยหยัน เปลวไฟเล็กๆที่ปลายนิ้วสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง
ความฮึกเหิมของหัวไชเท้าอ้วนพลันมลายหายไป มันถอยหลังไปหลายก้าว เตรียมจะเผ่นหนี
“เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าก็แค่เห็นใจที่เจ้าต้องเรียนไอ้ของน่าเบื่อนี่ทุกวันมันเหนื่อยเกินไป อยากให้เจ้าได้พักผ่อนบ้าง ออกไปเดินเล่นผ่อนคลายเสียหน่อยเท่านั้นเอง ไม่ไปก็ไม่ไปสิ เจ้าจะดุข้าทำไมกัน?”
กล่าวจบมันก็ไม่รอให้เยี่ยหลิงหลง.ลงมือ โกยอ้าววิ่งตรงไปยังปากทางบันไดทันที
ปั้ก!
เสียงหนึ่งดังขึ้นมันชนเข้ากับคนผู้หนึ่งที่ปากทางบันได
หัวไชเท้าอ้วนกำลังจะอ้าปากด่า แต่สติยั้งคิดทำให้มันเงยหน้าขึ้นมองเสียก่อน
หากคนที่มาเป็นศิษย์ชายก็ด่าได้เลย มันไม่กลัวอยู่แล้ว
หากคนที่มาเป็นศิษย์หญิง ถ้าเจอคุณหนูลู่ไป๋เวยก็แกล้งเจ็บเรียกค่าเสียหาย นางใจบุญสุนทาน ถ้าเป็นฮวาซือฉิงก็แกล้งพิการรีดไถน้ำค้างบุปผา นางมีของดีเยอะ ถ้าเป็นโม่รั่วหลินก็ร้องแรกแหกกระเชอให้ชาวบ้านชาวช่องรู้ นางหน้าบาง ถ้าเป็นเคอซินหลานก็ร้องไห้โฮเลย นางใจอ่อนรังแกง่าย
หัวไชเท้าอ้วนคิดเช่นนั้นพลางเงยหน้าขึ้น และเห็นอวี๋หงหลาน
ดังนั้นหัวไชเท้าอ้วนจึงลุกขึ้นจากพื้นแล้วยืนตัวตรง
“ขออภัย ศิษย์พี่หญิงใหญ่ เป็นข้าน้อยเองที่ไม่ดูตาม้าตาเรือชนท่านเข้า”
อวี๋หงหลานเหลือบมองมันแวบหนึ่ง ไม่คิดถือสาหาความกับผลไม้ที่ยากจะบรรยายชนิดนี้ แล้วเดินตรงไปยังเยี่ยหลิงหลง
พอนางเดินจากไป หัวไชเท้าอ้วนก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่แผ่นหลังของนางทันที แล้ววิ่งหนีไป
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ มีอันใดก็กล่าวมาตรงๆเถิด?”
“ข้างนอกเกิดเรื่องขึ้นแล้ว”
หัวไชเท้าอ้วนที่วิ่งไปได้ครึ่งทางพอได้ยินคำว่า ‘ข้างนอก’ ก็รีบวิ่งกลับมาทันที แอบซุ่มฟังข่าวอยู่ที่ปากทางบันได
เยี่ยหลิงหลงรินชาให้อวี๋หงหลาน ตลอดหลายปีมานี้แม้พวกเขาจะพำนักอยู่ในสำนักชิงเสวียน แต่ก็ใช่ว่าจะตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ศิษย์พี่หญิงสามและศิษย์พี่หญิงสี่จะออกไปจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อใช้ในการหลอมศาสตราและปรุงโอสถ ศิษย์พี่หญิงห้าก็จะติดตามออกไปจัดซื้อของจำนวนมากด้วยเช่นกัน
แม้จะไม่ได้เดินทางไปไกล เพียงแค่ไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุดเพื่อติดต่อค้าขายกับคนที่หลัวเหยียนจงจัดเตรียมไว้ให้ แต่ทุกครั้งก็จะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับโลกภายนอกมาบ้าง
เผ่าเซียนจะต้องส่งสาส์นไปยังสำนักใหญ่ต่างๆเป็นแน่ แต่หลายปีมานี้พวกเขากลับไม่ได้ยินข่าวใดๆ
อาจเป็นเพราะตอนที่สาส์นไปถึง พวกเขาได้เข้ามาอยู่ในสำนักชิงเสวียนแห่งนี้แล้วไม่ได้ออกไปไหน แม้ว่าสำนักใหญ่ต่างๆ จะไม่ไว้วางใจ ระแวดระวัง และเตรียมพร้อมรับมือกับสำนักชิงเสวียนอีกต่อไปแต่ก็ไม่มีเป้าหมายให้ดำเนินการ
เรื่องการประกาศให้ทั่วหล้ารับรู้ย่อมไม่มีอยู่แล้ว อย่างไรเสียถึงแม้จะใช้กำลังของทั่วทั้งโลกแห่งการฝึกตนมาจับกุมพวกเขาก็ใช่ว่าจะจับได้ อีกทั้งยังไร้ประโยชน์
ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเหมือนระเบิดที่ถูกฝังไว้ แม้ผิวเผินจะดูไม่มีอะไรแต่หากมีใครไปแตะต้องเข้าย่อมต้องเกิดระเบิดขึ้นเป็นแน่
นางจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่พวกเขาออกไปข้างนอกคือเมื่อสามเดือนก่อน ครั้งนี้ที่ออกไปแล้วนำข่าวนี้กลับมา คงเป็นเพราะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ โลกแห่งการฝึกตนไม่ใช่แค่ของพวกเราเท่านั้น เรื่องภายนอกพวกเขาย่อมรับมือกันเองได้ อย่างน้อยที่สุด หากเกี่ยวข้องกับเผ่ามาร เผ่าเซียนก็คงไม่นิ่งดูดาย เรื่องของพวกเราเองยังไม่เสร็จสิ้น จะไปจัดการเรื่องมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร”
ความหมายของเยี่ยหลิงหลงที่ไม่อยากจะยุ่งนั้นชัดเจนมาก อวี๋หงหลานถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
“ศิษย์น้องหญิงเล็กวิชาหวนกลับปริภูมิเวลา เจ้าเรียนไม่สำเร็จจริงๆหรือ?”
มือของเยี่ยหลิงหลงที่ถือถ้วยชาพลันชะงัก
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ข้ายังอยากขอเวลาอีกสักหน่อย”
“เพราะเหตุใดกันแน่? ร้อยปีผ่านไป การฝึกฝนของเจ้าไม่ควรจะอยู่แค่ขอบเขตมหายาน วิชาหวนกลับปริภูมิเวลาของเจ้าก็ไม่ควรจะใช้ไม่ได้เลย แต่ดูเหมือนเจ้าไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด เอาแต่ลังเลอยู่ตลอด”
อวี๋หงหลานถอนหายใจยาวสัมผัสศีรษะของเยี่ยหลิงหลงเบาๆ
“บอกศิษย์พี่หญิงใหญ่ได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
“เพราะข้ายังไม่พร้อม”
อวี๋หงหลานพยักหน้า ไม่ซักไซ้ต่อแต่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“แต่ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่ฝีมือของเผ่ามารก็ได้”
เยี่ยหลิงหลงชะงักงัน ในโลกนี้ นอกจากเผ่ามารที่เพิ่งชิงอัญมณีสีแดงกลับไปได้สำเร็จเมื่อร้อยปีก่อนแล้วยังมีผู้ใดอีกที่จะออกมาก่อเรื่อง?
“สถานที่เกิดเหตุคือเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา”
มือของเยี่ยหลิงหลงที่ถือถ้วยชาสั่นไหว น้ำชาที่ไม่เต็มถ้วยนักกระฉอกหกใส่โต๊ะ ทันทีที่เห็นว่ากำลังจะเปียกตำราของนางอวี๋หงหลานก็ร่ายวิชาชำระล้างทันทีจัดการให้สะอาดเรียบร้อย
“ศิษย์น้องหญิงเล็กเจ้าจะไม่ไปจริงๆหรือ?”
บทที่ 1466: นางมีเรื่องที่อยากทำยิ่งกว่าแล้ว
เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ตอบในทันที อวี๋หงหลานก็ไม่ได้เร่งร้อน
เรื่องต้นอู๋โยวเมื่อสองร้อยปีก่อน ต่อมานางได้ไปสืบเรื่องราวหลังจากที่ตนจากไป
ศิษย์น้องหญิงเล็กส่งศิษย์ร่วมสำนักทุกคนออกไปแล้ว ตนเองอยู่เพียงลำพังเพื่อเผชิญหน้ากับการล้อมปราบร่วมกันของเจ็ดสำนักใหญ่เคียงข้างคนผู้นั้น
เห็นได้ชัดว่านางสามารถโยนความผิดทั้งหมดไปให้เขาได้ อีกทั้งคนผู้นั้นเองก็ตั้งใจจะทำเช่นนั้นแต่นางกลับไม่ได้ทำ
นางเผชิญหน้าเคียงข้างเขาจูงมือเขาโดดลงเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาไปด้วยกัน เห็นได้ว่านางใส่ใจเขามากเพียงใด
แต่ยามที่โดดลงไปในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานั้นมีสองคน ทว่ายามที่ออกมากลับเหลือเพียงนางผู้เดียว
และนับตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยได้ยินนางเอ่ยถึงคนผู้นั้นอีกเลย
แม้จะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่ด้วยอุปนิสัยของศิษย์น้องหญิงเล็ก ยิ่งใส่ใจมากเท่าใด ก็ยิ่งไม่เอ่ยถึงง่ายๆ คนผู้นั้นคงมิอาจออกมาจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาได้
ดังนั้ครั้งนี้ที่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเกิดเรื่องขึ้น นางย่อมไม่นิ่งดูดายเป็นแน่
หากมีความหวังแม้เพียงน้อยนิดที่จะช่วยคนผู้นั้นออกมาได้ นางย่อมไม่นิ่งเฉยเป็นแน่
“เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง เยี่ยหลิงหลงก็วางถ้วยชาในมือลงเช็ดตำราของตน แล้วเปิดมันขึ้นอีกครั้ง
“เป็นข่าวที่หลัวเหยียนจงส่งมา เมื่อครึ่งเดือนก่อน เหนือเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธามีกลุ่มเมฆหมอกสีดำทะมึนรวมตัวกันหนาแน่น และยิ่งรวมตัวกันหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนบัดนี้ก็ยังไม่หยุด
เดิมทีเหนือน่านฟ้าของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานั้นว่างเปล่า แต่บัดนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำมืดบ่งบอกถึงลางว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ไม่เพียงเท่านั้น เดิมทีเหนือน่านฟ้าของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาไม่สามารถรับรู้ได้ถึงกระแสลมหรือกลิ่นอายใดๆ แต่บัดนี้กลับมีลมพายุพัดโหมกระหน่ำชวนให้ผู้คนหวาดหวั่นยิ่งนัก”
“ผู้คนในโลกแห่งการฝึกตนคงไปดูกันแล้วกระมัง พวกเขามีปฏิกิริยาอย่างไรบ้างหรือเจ้าคะ?” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถาม
“พวกเขาจะมีปฏิกิริยาอันใดได้เล่า? ทำได้เพียงส่งคนไปประจำการอยู่ใกล้ๆ เพื่อสังเกตการณ์ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงที่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดจะควบคุมได้โดยง่าย แม้แต่ผู้ฝึกตนขอบเขตพ้นพิบัติก็ยังทำไม่ได้” อวี๋หงหลานกล่าว
เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วปิดตำราที่ตนเพิ่งเปิดอ่านลงอีกครั้ง
นางอ่านต่อไปไม่ไหวแล้วทั้งยังไม่มีอะไรต้องเสแสร้งอีกต่อไป
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ พวกเราทุกคนเคยอ่านจดหมายที่เผ่าเซียนให้มาแล้ว ท่านน่าจะรู้ว่าเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเกิดขึ้นได้อย่างไร”
“รู้สิ เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน หลังจากศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งในโลกแห่งการฝึกตนและภพเซียนถูกส่งไปยังเผ่ามาร เผ่ามารดูเหมือนจะบรรลุเรื่องบางอย่าง ส่งผลให้หอคอยยักษ์ตกลงมาจากฟ้า กระแทกเข้ากับจุดเชื่อมต่อของหกภพจนเกิดเป็นเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาขึ้น” อวี๋หงหลานกล่าว
“การกระทำนี้ของเผ่ามาร แท้จริงแล้วก็เพื่อเตรียมการก่อสงครามหกภพ เมื่อทลายเปิดรอยแยกขึ้น หกภพก็มีจุดเชื่อมต่อถึงกัน พวกเขาก็สามารถใช้ช่องทางนี้ เดินทางไปยังภพที่ตนต้องการได้เป็นจำนวนมาก” เยี่ยหลิงหลงกล่าว
“เช่นนั้น เจ้าคิดว่าการเปลี่ยนแปลงของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาในยามนี้ เป็นเพราะเผ่ามารกำลังจะลงมือแล้วหรือ?”
“ข้าเองก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “เผ่ามารได้นำอัญมณีสีแดงที่เก็บเศษเสี้ยววิญญาณของอสูรบรรพกาลไป ในช่วงร้อยปีนี้พวกเขาทำสิ่งใดไปบ้างข้ามิอาจล่วงรู้ แต่เห็นได้ชัดว่าเผ่าเซียนไม่สามารถหยุดยั้งพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“แล้วศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ามีความคิดเห็นประการใด?”
เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นจากที่นั่ง นางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นม่านเมฆหมอกเลือนรางและกิ่งไม้ใบหญ้าที่พลิ้วไหวตามสายลมโชย
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ข้าอยากจะไปดูสักหน่อยเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นพวกเราก็ไปด้วยกัน”
“ก่อนจะออกไปต้องใช้วิชาหวนกลับปริภูมิเวลาเพื่อฟื้นคืนเหตุการณ์ในปีนั้นเสียก่อนพวกเราถึวจะออกไป ต้องออกไปพร้อมกับความบริสุทธิ์ของสำนักชิงเสวียน”
“เช่นนั้นศิษย์น้องหญิงเล็ก ในที่สุดเจ้าก็ตัดสินใจได้แล้วหรือ?”
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ข้ายังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจจริงๆ”
“เจ้าเตรียมตัวมาเป็นร้อยปีแล้ว พวกเราทุกคนเชื่อว่าเจ้าทำได้”
“แต่ทว่าวิชาหวนกลับปริภูมิเวลาไม่ใช่วิชาที่เผ่ามนุษย์จะใช้ได้ ด้วยระดับการฝึกฝนของข้าในตอนนี้ยากที่จะรองรับได้ อีกทั้งการใช้วิชาหวนกลับปริภูมิเวลา ชิ้นส่วนที่ตกค้างอยู่ในห้วงเวลาจะได้รับผลกระทบ หากล้มเหลวแม้เพียงครั้งเดียว ก็จะไม่มีโอกาสครั้งที่สองอีกแล้ว” เยี่ยหลิงหลงกล่าว
“เจ้าถึงได้ลังเลอยู่นานถึงเพียงนี้เพราะกลัวว่าหากทำพลาดเพียงครั้งเดียว ก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้วสินะ”
“ข้าไม่เคยลอง และไม่มีที่อื่นใดที่คล้ายคลึงกับที่นี่พอที่จะให้ข้าได้ทดลอง ปรับปรุงและฝึกฝนเลย”
อวี๋หงหลานวางมือลงบนบ่าของเยี่ยหลิงหลง
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก ลงมือทำเถิด หากเจ้าทำไม่สำเร็จจริงๆ พวกเราก็จะใช้วิธีอื่นเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของสำนักชิงเสวียน เรื่องราวในปีนั้นส่งผลกระทบใหญ่หลวงเพียงนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีร่องรอยอื่นใดหลงเหลืออยู่ พวกเราก็แค่ตามหามันอีกครั้งก็พอ”
“หากหาไม่พบล่ะเจ้าคะ?”
“เช่นนั้นก็จงกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหกภพ เมื่อหมัดของเราแข็งแกร่งพอ ทุกคนก็จะสงบลงและรับฟังพวกเรา จะไม่มีผู้ใดกล้าทำให้พวกเราต้องเจ็บช้ำน้ำใจ หรือทำให้พวกเราต้องแบกรับมลทินอีกต่อไป”
เยี่ยหลิงหลงชะงักไป นั่นเป็นเรื่องที่ยากแสนยากเสียจริง
แต่… ศิษย์พี่หญิงใหญ่กล่าวถูกแล้ว หากไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะล้มเหลว และหากไม่ล้มเหลวแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่มีวิธีอื่น?
เมื่อเห็นประกายตาที่เปลี่ยนไปของเยี่ยหลิงหลง อวี๋หงหลานก็รู้ว่านางคิดตกแล้ว
ศิษย์น้องหญิงเล็กก็คือศิษย์น้องหญิงเล็ก ชี้แนะเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจ อธิบายครั้งเดียวก็รู้เรื่อง ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอธิบายให้มากความเลย
อันที่จริงก่อนหน้านี้การที่ศิษย์น้องหญิงเล็กจะยืดเยื้อต่อไปก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ อย่างไรเสียตอนนี้ก็ยังไม่มีเรื่องอันใด การอยู่ในสำนักชิงเสวียนต่อไปอีกวันก็ไม่มีผู้ใดไม่เต็มใจ
แต่บัดนี้นางมีเรื่องที่อยากทำยิ่งกว่าแล้ว จึงไม่คิดจะยืดเยื้ออีกต่อไป
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าต้องรีบหน่อยแล้ว ความเคลื่อนไหวที่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธากินเวลามาครึ่งเดือนแล้ว เจ้าอย่าไปไม่ทันเสียล่ะ”
เยี่ยหลิงหลงแย้มยิ้มมุมปาก ดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ ศิษย์พี่หญิงใหญ่”
“แล้วเจ้ามีความมั่นใจหรือไม่?”
รอยยิ้มของเยี่ยหลิงหลงยิ่งเด่นชัดขึ้น นางกล่าวว่า “คงจะประมาณห้าส่วนกระมัง”
“เข้าใจแล้ว หากพูดตามคำของศิษย์น้องหญิงห้า เมื่อเจ้ามั่นใจห้าส่วน แท้จริงแล้วก็คือมั่นใจเก้าส่วนครึ่งแล้ว” กล่าวจบอวี๋หงหลานก็ทำมือเป็นสัญลักษณ์ตกลงให้นาง
เยี่ยหลิงหลงถูกท่าทางจริงจังของศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่แอบเรียนรู้เรื่องไม่ดีมาจากศิษย์พี่หญิงห้าทำให้หัวเราะออกมา
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่!”
“หากจะใช้วิชาหวนกลับปริภูมิเวลา เจ้าต้องทะลวงขอบเขตให้ได้ก่อน เจ้าเตรียมตัวให้พร้อมเถิด ข้าจะไปแจ้งให้ศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆทราบ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ศิษย์พี่หญิงใหญ่”
“เกรงใจอันใดกัน?”
กล่าวจบอวี๋หงหลานก็หมุนตัวเดินลงบันไดไป นางยังเดินไปไม่ถึงปากทางบันไดก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากข้างบันได
นางขมวดคิ้ว ปลายนิ้วสะบัดส่งพลังวิญญาณสายหนึ่งออกไปเสียงดัง ‘ปัง’ เสาบันไดต้นที่บังร่างของหัวไชเท้าอ้วนอยู่ก็แตกกระจายทันที
เมื่อเสาแตก หัวไชเท้าอ้วนหลบไม่ทันด้วยซ้ำ ทรุดลงนั่งกับพื้นทันที ทั้งร่างสั่นเทาเนื้อผลไม้อ่อนยวบเปลือกก็เหี่ยวย่น
“เป็นเจ้าจริงๆด้วย โชคดีที่ข้ายังไม่ได้ลงมือจริงจัง”
…ยังไม่ได้ลงมือจริงจังหรือ ผลไม้อย่างมันเกือบตายแล้วนะ!
ในเมื่อเดาได้ตั้งนานแล้วว่าเป็นมัน ถามตรงๆไม่ได้หรือ? ทำไมต้องลงไม้ลงมือด้วย?
แข็งแกร่งแล้วนิสัยดุร้ายมันวิเศษนักหรือไร?
รังแกผลไม้ลูกหนึ่งนับเป็นวีรบุรุษประเภทไหนกัน? คนแบบนี้ สมควรถูกด่า!
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง ข้าเพียงแต่ลืมหยิบของบางอย่างจึงย้อนกลับมาเท่านั้น”
“อ้อ เช่นนั้นเจ้าก็ไปหยิบเถิด”
บทที่ 1467: ไม่มีอุปสรรคใดที่นางจะข้ามผ่านไปไม่ได้อีกแล้ว
กล่าวจบอวี๋หงหลานก็จากไป หัวไชเท้าอ้วนตัวสั่นงันงกพยายามลุกขึ้น มันพยายามอยู่สองครั้งสองครา แต่เมื่อเห็นเสาที่แตกละเอียดเป็นผุยผงอยู่ตรงหน้า มันก็ยังคงลุกขึ้นไม่ไหว
“เยี่ยหลิงหลง! เจ้าหัวเราะอะไร! เจ้าก็เห็นแล้วนี่ ยังไม่มาช่วยพยุงข้าอีกหรือ? ข้าตกใจแทบตาย! ฮือๆๆ”
เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้น ใบไม้ปราณวิญญาณ ใบหนึ่งลอยออกจากฝ่ามือนาง ลอยไปยังใต้ร่างของหัวไชเท้าอ้วน แล้วประคองมันขึ้นมาวางบนโต๊ะของตน
“เจ้าก็รู้ว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่ไม่ใช่คนที่เจ้าจะไปยุ่งด้วยได้ แล้วเหตุใดยังแอบฟังอีกเล่า? นี่ไม่ใช่ว่าเจ้าสมควรแล้วหรือ? หากเจ้ากลับมาอย่างเปิดเผย ข้าก็ไม่ห้ามเจ้าฟังหรอก”
“ฮึ่ม!” หัวไชเท้าอ้วนโมโหมาก “ตอนนี้พูดไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว! สายไปแล้ว! ข้าไม่ยอมรับ! ข้าไม่ให้อภัยเจ้าเด็ดขาด!”
“ได้ๆๆ ไม่ให้อภัยก็ไม่ให้อภัย เจ้าค่อยๆโกรธไปเถิด ข้าไปก่อนล่ะ”
เยี่ยหลิงหลงยิ้มพลางก้าวเดินออกไป เมื่อเห็นว่านางจะไป หัวไชเท้าอ้วนก็รีบกระโดดขึ้นไปบนศีรษะของนางทันที
“ข้าก็จะไปด้วย! เจ้าคิดจะทิ้งข้าหรือ? ฝันไปเถอะ! ข้าอยากออกไปเที่ยวเล่นตั้งนานแล้ว! ข้าจะอยู่บนหัวเจ้า เจ้าไปไหนข้าก็จะไปที่นั่น!”
“เจ้าแน่ใจนะว่าจะอยู่บนหัวข้า?”
“แน่ใจ!”
“ไม่ไปไหน?”
“ไม่ไป!”
“ดี”
เยี่ยหลิงหลงยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วพาหัวไชเท้าอ้วนลงจากหอตำรา
นางจะใช้วิชาหวนกลับปริภูมิเวลาได้ ก็ต้องทะลวงสู่ขอบเขตพ้นพิบัติเสียก่อน แม้ว่ายามทะลวงขอบเขตจะต้องตั้งค่ายกล แต่ตลอดหลายปีมานี้เหล่าศิษย์พี่หญิงต่างก็ทะลวงขอบเขตกันไปทีละคนแล้ว ค่ายกลจึงมีอยู่ตลอด เพียงแค่จัดเตรียมเล็กน้อยก็ใช้ได้
ดังนั้นหลังจากลงจากหอมา นางก็รีบวิ่งไปยังยอดเขาที่พวกเขาเคยใช้ตั้งค่ายกลเพื่อผ่านด่านเคราะห์ทันที
เมื่อไปถึง นางก็เริ่มจัดเตรียมอย่างง่ายๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผ่านด่านเคราะห์ของตน ขณะที่นางกำลังเตรียมตัว เหล่าศิษย์พี่ทั้งหลายของนางก็ทยอยเดินทางมาถึง
เมื่อเห็นดังนั้น หัวไชเท้าอ้วนจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “เยี่ยหลิงหลง พวกเจ้าคนใดจะทะลวงขอบเขตอีกแล้วหรือ?”
“ข้าเอง” กล่าวจบเยี่ยหลิงหลงก็นั่งลงในค่ายกลด้วยตนเอง
“เจ้าหรือ?”
หัวไชเท้าอ้วนเห็นนางนั่งลง พลันตระหนักถึงบางสิ่งได้ มันรีบกระโดดลงจากศีรษะของเยี่ยหลิงหลงแล้ววิ่งหนีสุดชีวิต
มันเพิ่งจะวิ่ง เยี่ยหลิงหลงก็คว้าตัวมันไว้ได้ ทำให้หัวไชเท้าอ้วนโมโหจนร้องตะโกนลั่น
“เยี่ยหลิงหลง! เจ้าคิดจะฆ่าผลไม้ปิดปากหรือ? เจ้ากล้าทำร้ายข้า!”
“ก็เจ้าเองมิใช่หรือที่บอกว่าจะอยู่บนหัวข้าไม่ไปไหน”
“คำพูดของข้าหัวไชเท้าอ้วนคนนี้ เคยเป็นจริงเมื่อใดกัน? ปล่อยข้า! อ๊า…”
เสียงกรีดร้องอันโหยหวนและแหลมเล็ก ทำให้ศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆ หันมาสนใจหัวไชเท้าอ้วนในทันที
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก ก่อนจะผ่านด่านเคราะห์ เจ้าคิดจะสังเวยผลไม้ก่อนหรือ?”
ดวงตาของจี้จื่อจั๋วเป็นประกาย เขาอยากจะฆ่าเจ้าผลไม้นี่มานานแล้ว!
“ใช่แล้ว ด้วยชีวิตของผลไม้นี้ ช่วยให้ข้าบรรลุความสำเร็จ!”
“ดี! ยอดเยี่ยมไปเลย!”
“ฮือๆๆ”
หัวไชเท้าอ้วนร้องไห้คร่ำครวญพลางดิ้นรนสุดชีวิตจนหลุดจากมือของเยี่ยหลิงหลงได้ มันรีบวิ่งไปซบอกฮวาซือฉิงทันที
“ศิษย์พี่หญิงสี่ ข้าอาจจะอยู่ไม่รอดพ้นวันนี้แล้ว ข้าไม่อยากจากท่านไปเลย…”
ฮวาซือฉิงยิ้มพลางปกป้องหัวไชเท้าอ้วนไว้ แล้วถอยไปยังด้านหลัง คนอื่นๆเริ่มล้อมรอบเยี่ยหลิงหลง เตรียมจะคุ้มครองนาง
ระดับการฝึกฝนของเยี่ยหลิงหลงนั้นสมบูรณ์พร้อมแล้ว ดังนั้นพอนางนั่งลงโคจรพลังวิญญาณในร่างเพื่อทะลวงขอบเขต ทัณฑ์สวรรค์ก็ถูกเรียกมาทันที
การทะลวงขอบเขตที่ควรจะเกิดขึ้นตั้งนานแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างกะทันหัน
เยี่ยหลิงหลงเตรียมพร้อมสำหรับการทะลวงขอบเขตของตนเองมานานแล้ว นางมีเจ็ดรากวิญญาณอีกทั้งยังมีพลังเทพอยู่ในร่าง การทะลวงขอบเขตครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมในการหล่อหลอมร่างกายของนาง ดังนั้นนางจึงต้องให้อสนีสวรรค์ฟาดลงมาอย่างรุนแรงที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด
นางนั่งลงอย่างมั่นใจ แต่เหล่าศิษย์พี่ที่คอยคุ้มครองอยู่รอบๆ กลับตื่นตระหนกยิ่งกว่านาง เพราะดูแล้วนางกำลังจะก่อเรื่องใหญ่เสียแล้ว
เป็นไปตามคาดเมื่อทัณฑ์อสนีสายแรกฟาดลงมา ความหนาของมันก็เกินกว่าของพวกเขาทุกคน อีกทั้งพลังทำลายล้างก็น่าสะพรึงกลัวจนเพียงแค่ได้ยินเสียงก็ทำให้ผู้คนหวาดผวา
แม้แต่หัวไชเท้าอ้วนก็.อดไม่ได้ที่จะยกมือปิดตา เอ่ยถามว่า “เยี่ย… เยี่ยหลิงหลงจะไม่ถูกฟ้าผ่าตายหรอกหรือ?”
“วางใจเถิด ไม่เป็นไรหรอก” ฮวาซือฉิงกล่าว
“วางใจอะไรกัน นางจะตายหรือไม่ ข้าไม่สนใจสักหน่อย!”
“เอ๋? ยังไม่แน่ อสนีสวรรค์นี้รุนแรงมาก ศิษย์น้องหญิงเล็กดูเหมือนจะต้านทานไม่ไหวแล้ว!”
“อะไรนะ! เช่นนั้นท่านอย่าสนใจข้าเลย รีบไปช่วยนางเร็วเข้า!”
ฮวาซือฉิงยิ้มหัวไชเท้าอ้วนชะงักไป ด้วยความโมโหมันจึงดึงเสื้อผ้าของฮวาซือฉิงอย่างแรง
“เมื่อใดจะจบเสียที? นี่มันเจ็บปวดเกินไปแล้ว”
“อย่าร้อนใจไป” ฮวาซือฉิงลูบศีรษะของหัวไชเท้าอ้วน
หัวไชเท้าอ้วนหลับตาปี๋ไม่กล้ามอง แต่มันก็นับจำนวนอสนีสวรรค์ที่ฟาดลงมาทีละสาย เมื่อนับถึงสายที่แปดสิบเอ็ดมันก็กระโดดโลดเต้นอย่างตื่นเต้น
“จบแล้ว จบแล้ว ในที่สุดก็จบแล้ว! พวกท่านรีบไปช่วยนางกลับมาเร็วเข้า!”
ทว่ามันเพิ่งจะพูดจบเมฆลงทัณฑ์บนท้องฟ้าไม่เพียงแต่ไม่สลายไป กลับยังคงรวมตัวกันหนาแน่นขึ้นอีกเตรียมจะฟาดอสนีสายใหม่ลงมา
“เหตุใดยังมีอีก!”
“ศิษย์น้องหญิงเล็กผ่านด่านเคราะห์คราวก่อนก็เป็นเช่นนี้ มักจะมากกว่าผู้อื่นหลายสายเสมอ”
“แล้วนางจะตายหรือไม่?” หัวไชเท้าอ้วนถามจบ ก็เห็นยอดเขาที่เกือบจะถล่มลงมาจนเบิกตากว้าง “เยี่ยหลิงหลงเล่า? นางหายไปไหนแล้ว!”
“ถูกฝังอยู่ข้างล่างนั่นแล้ว”
“ฮือๆๆ”
หัวไชเท้าอ้วนกุมศีรษะตนเอง ฟังเสียงอสนีสวรรค์อีกสิบเจ็ดสายฟาดลงมา ในที่สุดทุกอย่างก็สงบลง
เยี่ยหลิงหลงถูกเหล่าศิษย์พี่ขุดขึ้นมาจากหลุมลึกบนยอดเขาที่แตกกระจาย ยามที่ออกมานางยังคงยิ้มอยู่
“เยี่ยหลิงหลง เจ้าเป็นเช่นนี้แล้วยังจะยิ้มอะไรอีก! หรือว่านี่จะเป็นแสงสุดท้ายก่อนตาย?” หัวไชเท้าอ้วนเอ่ยถามอย่างร้อนรน
“จะส่องอะไรเจ้าก็ไปหาส่องกระจกเอาเองเถิด” เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ “อสนีสวรรค์เก้าสิบแปดสายก็แค่นี้ ยังไม่รุนแรงเท่ากับพลังเทพจากเศษความอาลัยของเทพโบราณด้วยซ้ำ”
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าพูดน้อยลงหน่อยเถิด” อวี๋หงหลานกล่าว
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ข้าพบว่าบัดนี้ดูเหมือนจะไม่มีอุปสรรคใดที่ข้าจะข้ามผ่านไปไม่ได้อีกแล้วเจ้าค่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าที่มอมแมมดำคล้ำและเปรอะเปื้อนเลือดของเยี่ยหลิงหลงนั้นสว่างสดใสยิ่งนัก
รอยยิ้มของนางทำให้ทุกคนเชื่อในคำพูดของนางแล้วว่า ในโลกนี้ไม่มีอุปสรรคใดที่นางจะข้ามผ่านไปไม่ได้อีกแล้วจริงๆ
เยี่ยหลิงหลงทะลวงสู่ขอบเขตพ้นพิบัติได้สำเร็จ และกลายเป็นคนที่ฟื้นตัวเร็วที่สุดในบรรดาศิษย์ร่วมสำนักทั้งหมด เพียงแค่วันเดียว นางก็สามารถลุกเดินได้ วันที่สามนางก็กระโดดโลดเต้นได้ราวกับไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน
นางผู้เคยผ่านการปะทะกับพลังเทพโบราณมาแล้วแข็งแกร่งจนเหลือเชื่อ
ดังนั้นหลังจากเตรียมตัวอยู่สามวัน ในที่สุดเยี่ยหลิงหลงก็จะเริ่มใช้วิชาหวนกลับปริภูมิเวลาแล้ว
เช้าวันนั้น ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนมารวมตัวกันที่ลานกว้างกลางสำนักรอคอยภาพที่พวกเขาเฝ้ารอมาเป็นร้อยปี
เยี่ยหลิงหลงประสานมุทราสองมือวาดผ่านอากาศธาตุอย่างต่อเนื่อง
พลังของนางเป็นดั่งเส้นไหมสีทองนับไม่ถ้วน เคลื่อนไหวสอดประสานอยู่ในอากาศธาตุ ราวกับกำลังใช้พวกมันร้อยเรียงร่องรอยที่ยังไม่เลือนหายไปจนหมดสิ้น นำมาถักทอขึ้นใหม่ให้เป็นรูปลักษณ์ดั้งเดิมของมัน
เส้นไหมยิ่งมายิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น จากเริ่มต้นเพียงไม่กี่ร้อยไม่กี่พันเส้น ต่อมาก็กลายเป็นหลายหมื่นหลายแสนเส้นและค่อยๆเพิ่มขึ้นจนเป็นหลักล้านเส้น
เพียงแค่มองดูก็ทำให้ผู้คนอดทึ่งไม่ได้ ไม่น่าแปลกใจที่ศิษย์น้องหญิงเล็กจะต้องระมัดระวังถึงเพียงนั้นนี่มันยากแสนยากจริงๆ!
ใช้เวลาไปเกือบหนึ่งวันหนึ่งคืน ในที่สุดเส้นไหมสีทองเหล่านี้ก็ค่อยๆรวมตัวกัน ก่อตัวเป็นตาข่ายมิติสีทองขนาดใหญ่
หลังจากตาข่ายมิติขึ้นรูปสมบูรณ์แล้ว เยี่ยหลิงหลงก็รวบสองฝ่ามือเข้าหากันอย่างรวดเร็ว แล้วประสานอินขึ้นใหม่
ในที่สุดตาข่ายสีทองขนาดใหญ่ก็หลอมรวมกันกลายเป็นแสงสีทอง จากนั้นแสงสีทองก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นภาพ!
ในชั่วขณะนั้นทุกคนต่างกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว!
บทที่ 1468: ผู้ใดกล่าวว่าสำนักชิงเสวียนไม่มีผู้ใดรอดชีวิต?
เสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาเล็ดลอดเข้ามา เบามากจนไม่สามารถได้ยินว่าพูดอะไร
ทุกคนมองลงไปยังลานกว้างเบื้องล่างเห็นเหล่าศิษย์กำลังพูดคุยหัวเราะ พลางมุ่งหน้าไปยังลานกว้างกลางสำนัก
ไม่นานลานกว้างก็เต็มไปด้วยผู้คน แต่กลับไม่ดูแออัดเลยแม้แต่น้อย
เพราะยามนี้พวกเขากำลังนั่งขัดสมาธิอย่างเป็นระเบียบบนลานกว้าง ดูเหมือนกำลังเตรียมตัวทำบางสิ่งบางอย่าง
แต่บรรยากาศในยามนี้กลับผ่อนคลายยิ่งนัก ทุกคนพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ท้องฟ้าเบื้องบนมีจันทร์กระจ่างดาวเบาบาง ดูคล้ายค่ำคืนอันแสนธรรมดาคืนหนึ่ง
ไม่นานนักศิษย์คนสุดท้ายก็รีบวิ่งมาจากด้านใน หลังจากมองหาที่นั่งด้านในไม่พบในที่สุดเขาก็นั่งลงตรงขอบนอกสุด
เขานั่งลงได้ไม่ทันไรก็เห็นผู้อาวุโสทั้งหกเดินออกมาจากตำหนักใหญ่ ลานกว้างผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางคือเจ้าสำนักแห่งสำนักชิงเสวียน ในอ้อมแขนของเจ้าสำนักมีกล่องใบหนึ่ง
ยามนี้ทุกคนบนลานกว้างต่างมองไปยังกล่องในอ้อมแขนของเขาด้วยความคาดหวัง
เหล่าผู้อาวุโสหยุดยืนอยู่หน้าลานกว้าง แต่เนื่องจากเศษเสี้ยวภาพเหล่านี้อยู่ไกลเกินไป เยี่ยหลิงหลงและพวกจึงไม่ได้ยินว่าพวกเขากำลังพูดสิ่งใด
เห็นเพียงเจ้าสำนักที่อุ้มกล่องอยู่กล่าวจบแล้ว ก็เปิดกล่องในอ้อมแขนออก
บัวมรกตที่ส่องประกายรัศมีวิญญาณปรากฏขึ้นในกล่อง แม้จะเป็นภาพจากอดีตอันไกลโพ้น แต่ปราณวิญญาณของบัวมรกตดอกนี้ก็เข้มข้นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ชวนให้ผู้คนน้ำลายสอ
เหล่าศิษย์พี่คนอื่นๆไม่เคยเห็น มีเพียงเยี่ยหลิงหลงเท่านั้นที่รู้ว่าบัวมรกตเช่นนี้ ในสระบัวมรกตแห่งดินแดนลับชิงเสวียนนั้นมีอยู่มากมายนัก
แต่ตลอดร้อยปีมานี้ นางลงไปยังดินแดนลับชิงเสวียนนับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่พบสระบัวมรกตนั้นอีกเลย
ราวกับว่าหลังจากที่พี่เยี่ยจากไปโดยสิ้นเชิง สระบัวมรกตนั้นก็อันตรธานหายไปด้วย
เจ้าสำนักโบกมือเบาๆ ส่งบัวมรกตในกล่องขึ้นสู่กลางอากาศ บัวมรกตหมุนวนอยู่กลางลานกว้างโปรยปรายละรัศมีวิญญาณลงมา
และในยามนี้ ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนที่อยู่ใต้บัวมรกตต่างก็รีบฉวยเวลาและโอกาส ดูดซับปราณวิญญาณที่โปรยปรายลงมาจากบัวมรกตดอกนี้ให้ได้มากที่สุด
“ภาพนี้ข้าเคยเห็นในบันทึกเล่มหนึ่งในหอตำรา นี่เป็นเหตุการณ์ก่อนการประชุมใหญ่เติงเทียนเพื่อยกระดับสภาวะของเหล่าศิษย์ และยังเป็นการมอบทรัพยากรก่อนออกเดินทาง เหล่าผู้อาวุโสของสำนักชิงเสวียนจะนำบัวมรกตที่เปี่ยมด้วยปราณวิญญาณซึ่งเก็บมาจากดินแดนลับชิงเสวียนมอบให้แก่ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคน”
เยี่ยหลิงหลงอธิบายต่อ “บัวมรกตนี้ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ปลูก และไม่ทราบว่ามาจากที่ใด แต่ปราณวิญญาณของมันเข้มข้นยิ่งนัก เพียงพอให้ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนดูดซับได้ตลอดทั้งคืน เมื่อปราณวิญญาณของบัวมรกตหมดสิ้นลงมันก็จะเหี่ยวเฉาไป”
ในภาพศิษย์ทุกคนเข้าสู่สภาวะฝึกฝนแล้ว แม้แต่ผู้อาวุโสทั้งหกก็ไม่เว้น ยามนี้บนลานกว้างเงียบสงัดจนได้ยินแม้เสียงเข็มตกพื้น
ทว่าในขณะนั้นเองท้องฟ้าที่เดิมทีไม่มีเมฆกลับเริ่มรวมตัวเป็นเมฆดำมืดผืนใหญ่และปรากฏวังวนสีดำขนาดมหึมาขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น บนพื้นดินของลานกว้างเบื้องล่างก็เริ่มมีหนวดระยาง สีแดงคล้ายเส้นเลือดแผ่ขยายออกมา พวกมันเลื้อยคลานอย่างเงียบเชียบเติบโตอย่างบ้าคลั่งไม่นานก็แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งลานกว้าง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวดเร็วจนเหล่าศิษย์ที่กำลังจมดิ่งอยู่กับการนั่งบำเพ็ญเพียรบนลานกว้างไม่ทันได้สังเกต พวกเขาก็ถูกล้อมไว้โดยสมบูรณ์แล้ว
ในขณะนั้นเองเสียงอสนีบาตจากห้วงเวลาอันไกลโพ้นก็ระเบิดขึ้นบนท้องฟ้า ปลุกเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสบนลานกว้างให้ตื่นขึ้นพร้อมกัน
แต่ในขณะเดียวกัน ในชั่วขณะที่อสนีบาตปรากฏขึ้น ค่ายกลย้ายเอกภพสวรรค์เหนือศีรษะก็เริ่มทำงานแล้ว!
จากนั้นในภาพก็มีเสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้น ยังคงฟังไม่ชัดว่ากำลังพูดสิ่งใด แต่เพียงแค่ฟังจากน้ำเสียงและท่วงทำนองก็สามารถรับรู้ได้ถึงความตกตะลึงและความหวาดหวั่นของผู้คนเบื้องล่าง
เจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสบนแท่นบัญชาการรีบสั่งการให้เหล่าศิษย์บนลานกว้างชักกระบี่ฟันทำลายหนวดระยางเหล่านั้น พร้อมกันนั้นก็นำคนขึ้นไปตรวจสอบวังวนบนท้องฟ้า แม้จะดูสับสนอลหม่านแต่ก็ไม่ได้ไร้ระเบียบ
ใช่แล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้ขึ้นในสำนักชิงเสวียน ปฏิกิริยาแรกของศิษย์ทุกคนไม่ใช่การหลบหนี แต่เป็นการตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น และร่วมมือกับศิษย์ร่วมสำนักเพื่อจัดการกับสิ่งเหล่านี้
ดังนั้นพวกเขาจึงพลาดโอกาสที่ดีที่สุดในการหลบหนีไป แน่.นอนว่าอาจเป็นไปได้ว่าหลังจากหนวดระยางสีแดงเหล่านี้แผ่ขยายออกไปแล้ว พวกเขาก็ไม่มีโอกาสหลบหนีอีกต่อไป
สรุปคือศิษย์สำนักชิงเสวียนไม่ได้หลบหนี ไม่มีผู้ใดหลบหนีเลยแม้แต่คนเดียว
จนกระทั่งค่ายกลย้ายเอกภพสวรรค์ด้วยพลังอันแข็งแกร่งและไม่อาจต้านทานได้ ม้วนพาเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ที่ขึ้นไปตรวจสอบนั้นหายไปทั้งหมด คนข้างล่างจึงเริ่มตระหนักได้ว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีแล้ว
แต่พวกเขาก็ยังคงไม่เลือกที่จะหลบหนี พวกเขายังคงพยายามหาวิธีการ ใช้สุดกำลังเพื่อช่วยคน ทำให้คนที่ถูกม้วนเข้าไปมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ…
ภาพมาถึงตรงนี้ก็เริ่มขาดหาย กลายเป็นเศษเสี้ยวที่ไม่สามารถปะติดปะต่อได้อีกต่อไป
แม้จะมองไม่เห็นชัดเจนอีกต่อไป แต่ถึงแม้จะเป็นเพียงเงาเลือนราง พวกเขาก็รู้ว่าศิษย์สำนักชิงเสวียนกำลังเผชิญกับการดิ้นรนเช่นใด
เพียงแต่เมื่อภาพแห่งการดิ้นรนนี้ปรากฏขึ้นอีกครั้งในอีกหมื่นปีให้หลัง ผู้คนที่อยู่นอกภาพก็มิอาจยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้
พวกเขาทำได้เพียงมองดูภาพทั้งหมดจบลงอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อเผชิญหน้ากับภาพที่หายไปแล้วในยามนี้ ลานกว้างที่ว่างเปล่า ทุกสิ่งทุกอย่างดูเลือนรางราวกับความฝัน
ในยามนี้ เคอซินหลานยกฝ่ามือขึ้น บนนั้นมีไข่มุกเม็ดหนึ่งวางอยู่
“ภาพทั้งหมดเมื่อครู่นี้ ข้าได้บันทึกไว้แล้ว มันจะเป็นหลักฐานสำคัญที่เราจะใช้ชำระมลทินให้แก่สำนักชิงเสวียน”
ศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆพยักหน้า เคอซินหลานจึงเก็บไข่มุกนั้นไว้ หนึ่งฉบับไม่เพียงพอ นางจะนำไปจัดการภายหลัง ให้กลายเป็นหลายฉบับ
ผลงานที่ศิษย์น้องหญิงเล็กทุ่มเทฝึกฝนมาเป็นร้อยปีจะสูญหายไปไม่ได้เด็ดขาด
“ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดเมื่อหมื่นปีก่อนศิษย์สำนักชิงเสวียนจึงไม่มีผู้ใดรอดชีวิต ที่แท้ในยามเกิดเหตุ พวกเขาทั้งหมดกำลังรวมตัวกันอยู่ที่ลานกว้างเพื่อดูดซับพลังวิญญาณของบัวมรกต พอดีกับตอนที่พวกเขายังไม่ทันได้รู้ตัวก็ถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก”
“ที่แท้ถึงแม้พวกเราจะยังไม่ได้เข้าร่วมสำนักอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนต่างก็มีจิตสำนึกของศิษย์สำนักชิงเสวียน ในชั่วขณะแรกที่เกิดภัยพิบัติขึ้น สิ่งที่คิดถึงเป็นอันดับแรกไม่ใช่การหลบหนีแต่เป็นการแก้ไขปัญหา”
“แต่ก็เพราะเป็นเช่นนี้สำนักชิงเสวียนจึงไม่มีผู้ใดรอดชีวิตเลยมิใช่หรือ”
“ผู้ใดกล่าวว่าสำนักชิงเสวียนไม่มีผู้ใดรอดชีวิต?”
เสียงอันอ่อนแรงของเยี่ยหลิงหลงดังมาจากด้านข้าง เมื่อศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆมองไปยังนางด้วยความเป็นห่วง ร่างของนางก็โซซัดโซเซแล้วล้มลงไปทันที
อวี๋หงหลานซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดรีบรับร่างนางไว้ได้ทันท่วงทีแต่เมื่อประคองร่างนางไว้ได้ นางก็หมดสติไปแล้ว
“ศิษย์น้องหญิงเล็กนี่พลังวิญญาณหมดสิ้นแล้ว นางต้องการพักผ่อน” ฮวาซือฉิงเดินเข้ามาดูแล้วกล่าว
“ไม่ง่ายเลยจริงๆ การระบุเศษเสี้ยวภาพให้แม่นยำถึงค่ำคืนนั้นเมื่อหมื่นปีก่อน อีกทั้งยังต้องฟื้นคืนมิติที่กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ มันยากแสนยากจริงๆ วิชานี้ทรงพลังมากก็จริง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่นางในระดับนี้จะรับไหวได้” เผยลั่วไป๋ถอนหายใจ
“เพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านี้ ศิษย์น้องหญิงเล็กใช้เวลาถึงหนึ่งร้อยปีเต็มในการฟื้นคืนมันขึ้นมา ไม่ง่ายเลย ช่างล้ำค่าเหลือเกิน” เสิ่นหลีเสียนกล่าว
“พานางไปพักผ่อนก่อนเถิด”
บทที่ 1469: ลงจากเขาเพื่อไปฝึกฝน
เยี่ยหลิงหลงถูกส่งกลับไปยังเรือนพักของตน หลังจากส่งกลับแล้วศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆก็ไม่ได้จากไปไหน
เผยลั่วไป๋นั่งลงบนขั้นบันไดหิน ด้านนอกห้องของนางโดยตรง ศิษย์ชายคนอื่นๆก็ทยอยนั่งลงตาม หลังจากจัดแจงให้เยี่ยหลิงหลงเรียบร้อยแล้ว นอกจากฮวาซือฉิงและลู่ไป๋เวยศิษย์หญิงคนอื่นๆก็เดินออกมาจากห้องเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าพวกเขาทุกคนนั่งอยู่ด้านนอก อวี๋หงหลานก็เอนพิงเสาประตู
“ด้วยอุปนิสัยของศิษย์น้องหญิงเล็ก นางตื่นขึ้นมาแล้วคงจะไม่รอ น่าจะตรงไปยังเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาทันที” เผยลั่วไป๋กล่าว
“เช่นนั้นก็ไป” เสิ่นหลีเสียนกล่าว “พวกเราที่ฟื้นคืนความจริงในปีนั้นแล้ว ก็ต้องการโอกาสที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองต่อผู้คนเช่นกัน”
“ครั้งนี้เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธามีปรากฏการณ์ประหลาดใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ ดูท่าเผ่าเซียนคงจะควบคุมเผ่ามารไม่ได้จริงๆเสียแล้ว เงียบสงบมาเป็นร้อยปี ในที่สุดสงครามครั้งนี้ก็มาถึงจนได้” เคอซินหลานกล่าว
“ข้าไม่มีข้อเรียกร้องอื่นใด” อวี๋หงหลานกล่าว “หากเกิดสงครามขึ้นจริงๆ ข้าขอเพียงให้พวกเจ้าดูแลตนเองให้ดีเสียก่อน”
หลังจากอวี๋หงหลานเอ่ยจบ ศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆก็พยักหน้าอย่างเงียบงัน
เมื่อเห็นทุกคนเป็นเช่นนี้ อวี๋หงหลานก็ยิ้มอย่างจนใจ รับปากกันง่ายดายเสียจริง
แต่เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ ผู้ใดเล่าจะรับประกันได้ แม้แต่นางเองก็มิใช่ว่าเคยต่อสู้ต้านทานอยู่ที่เขาต้วนหุนนานถึงสิบปีเพื่อสกัดกั้นเผ่ามารหรอกหรือ?
หากมิใช่เพราะการมาถึงของศิษย์น้องหญิงเล็กและคนอื่นๆ บางทีเมื่อเผ่ามารทำลายแนวป้องกันทั้งหมดของนางได้ นางก็คงจะสู้ตายกับพวกเขาไปแล้ว
บรรยากาศอึดอัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนกระทั่งจี้จื่อจั๋วผู้อายุน้อยที่สุดในที่นี้เอ่ยขึ้น
“จันทร์คืนนี้ช่างกลมโตเสียจริง!”
“พูดจาไร้สาระ พรุ่งนี้ก็วันที่สิบห้าแล้ว จะไม่กลมได้อย่างไร?” หนิงหมิงเฉิงตอบ
“ใช่แล้ว วันที่สิบห้าของทุกเดือนเป็นวันที่พวกเรานัดหมายกันว่าจะมารวมตัวกันที่ยอดเขาชิงหลาน กิจวัตรนี้ พวกเราทำมาเป็นร้อยปีแล้ว” เคอซินหลานค้ำคางยิ้มบางเบา “ม่านฟ้ายามค่ำคืนของคืนพรุ่งนี้ข้าก็ทำเสร็จแล้ว แต่คงจะไม่ได้ดูเสียแล้วกระมัง”
“ผู้ใดกล่าวว่าจะไม่ได้ดูเล่า? ศิษย์พี่หญิงรอง ท่านปล่อยออกมาตอนนี้เลย พวกเราจะดูกันตอนนี้เลย” มู่เซียวหรานกล่าว “ถึงแม้จะต้องจากไป ก็ไม่ควรทิ้งความเสียดายสุดท้ายนี้ไว้นะ”
“ถ้าเจ้าจะพูดเช่นนั้น อันที่จริง…” หยางจิ่นโจวชะงักไปครู่หนึ่ง “วัตถุดิบของข้าก็เตรียมพร้อมแล้ว เดิมทีคิดจะรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ค่อยลงมือ”
“เช่นนั้นเหตุใดท่านไม่ลงมือตอนนี้เลยเล่า?” โม่รั่วหลินเอ่ยอย่างคาดหวัง “อาหารที่ศิษย์พี่สี่ทำเป็นสิ่งที่ข้าตั้งตารอคอยที่สุดในทุกเดือน ทำเยอะๆหน่อยก็ดีนะ หากกินไม่หมดทุกคนก็เก็บไว้กินระหว่างทางได้”
“เจ้าพูดราวกับว่าจะไปเที่ยวเล่นเลยนะ” เสิ่นหลีเสียนหัวเราะขึ้น
“เช่นนั้นพวกเราก็คิดเสียว่าไปฝึกฝนท่องเที่ยวไม่ดีหรือ?” กู้หลินเยวียนกล่าว “อย่างไรเสียก็เป็นการลงเขาออกจากสำนักทั้งนั้น แม้จะไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อใด แต่ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเราทุกคนก็จะกลับมาอีกแน่.นอน”
“ศิษย์น้องสามกล่าวถูกแล้ว” เผยลั่วไป๋ก็ยิ้มตาม “ก็แค่ลงเขาไปฝึกฝนเท่านั้นเอง ขั้นตอนที่สำนักอื่นมีพวกเราก็ทำตามเสียหน่อย ถึงแม้พวกเราจะไม่มีผู้อาวุโสนำกลุ่มแต่พวกเราก็มีศิษย์พี่หญิงใหญ่มิใช่หรือ?”
“เช่นนั้นข้าจะลงมือทำอาหารให้พวกเจ้าทานเดี๋ยวนี้เลย” หยางจิ่นโจวลุกขึ้น แล้วหยิบเครื่องครัวชุดหนึ่งของเขาออกมาจากแหวนมิติ
ตั้งแต่เตาขนาดใหญ่ไปจนถึงช้อนขนาดเล็ก เขาเริ่มลงมือทำอาหารที่มุมหนึ่งในเรือนของศิษย์น้องหญิงเล็กทันที
เคอซินหลานก็ปล่อยภาพมายาที่นางสร้างสรรค์ขึ้นมา แม้ว่าดวงจันทร์จะยังไม่กลมเต็มที่ที่สุด แต่ในยามนี้ผู้คนต่างพร้อมหน้าพร้อมตา ก็ถือเสียว่าเป็นการเฉลิมฉลองล่วงหน้าแล้วกัน
ดังนั้นบรรยากาศที่เคยอึดอัดก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ทุกคนเริ่มพูดคุยกันอย่างออกรสอีกครั้ง
เมื่อกลิ่นหอมของขนมลอยอบอวลออกมา ฮวาซือฉิงและลู่ไป๋เวยที่อยู่ในห้องก็อดไม่ได้ที่จะวิ่งออกมา
“ศิษย์น้องหญิงเล็กยังไม่ตื่น แต่กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว นางกินไม่ได้ ข้าจะห่อไว้ให้นาง” ลู่ไป๋เวยกล่าว
“ด้วยความเร็วในการฟื้นตัวของศิษย์น้องหญิงเล็ก พรุ่งนี้เช้าก็คงจะออกเดินทางได้จริงๆนั่นแหละ” ฮวาซือฉิงกล่าว “ทุกคนไม่ต้องกังวล”
ทว่าถึงแม้จะคาดการณ์อย่างกล้าหาญแล้ว แต่ก็ยังประเมินความเร็วในการฟื้นตัวของเยี่ยหลิงหลงต่ำเกินไป ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี ปากของพวกเขาบางคนที่เพิ่งกินอาหารเสร็จยังเช็ดไม่ทันสะอาด เยี่ยหลิงหลงก็ผลักประตูออกมาแล้ว
“โชคดีที่ข้าฟื้นเร็ว ไม่อย่างนั้นคงจะไม่ทันแล้ว”
ยามนี้เยี่ยหลิงหลงยังฟื้นตัวไม่สมบูรณ์ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการออกเดินทางแล้ว นางเดินสามสองก้าวไปยังโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร หยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย
ท่าทางการกินอย่างตะกละตะกลามนั้น ช่างเหมือนกับผีอดยากผู้หิวโหยกลับชาติมาเกิดเสียจริง
“ช้าๆหน่อย ศิษย์น้องหญิงเล็กเจ้าช้าหน่อยสิ” หยางจิ่นโจวกล่าว “พวกเราห่อไว้ให้เจ้าแล้ว เจ้าไม่ถึงกับไม่ได้กินหรอกและก็จะไม่พลาดการรวมตัวของพวกเราด้วย”
“ใช่แล้ว เจ้าจะตื่นเมื่อใด พวกเราก็จะอยู่ต่อไปจนถึงเมื่อนั้น พวกเราจะรอเจ้า ไม่ต้องรีบร้อนหรอก” เสิ่นหลีเสียนกล่าว
กู้หลินเยวียนที่อยู่ด้านข้างแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาเช็ดเศษอาหารที่มุมปากให้เยี่ยหลิงหลง ท่าทางการกินของนางช่างน่าตกใจเกินไปแล้วจริงๆ
“อืม…” เยี่ยหลิงหลงกลืนอาหารลงคอไปคำหนึ่ง เว้นช่องว่างในปากเพื่อตอบ “เป็นไปได้หรือไม่ว่าข้าหิวจริงๆ ข้าหิวมาก หิวมากเหลือเกิน การดูดซับปราณวิญญาณถึงแม้จะช่วยเสริมได้ แต่ความเร็วก็ไม่เท่ากับการกินอาหาร อีกทั้ง… เมื่อเทียบกับการนั่งบำเพ็ญเพียรดูดซับที่น่าเบื่อหน่ายแล้ว การกินอาหารไม่ดีกว่าหรือ?”
กล่าวจบเยี่ยหลิงหลงก็ยังคงกินอย่างเอร็ดอร่อยต่อไป เมื่อเห็นท่าทางเจริญอาหารของนางทุกคนก็พากันยิ้ม
“ศิษย์พี่สี่ ข้าขออีก”
“ได้ๆ จะทำให้เจ้าเดี๋ยวนี้เลย เพิ่มให้พิเศษเลย”
“ศิษย์พี่หญิงสี่ หยาดวิญญาณน้ำค้างบุปผายังมีอีกหรือไม่?”
“มีๆ ที่ข้าเก็บไว้มีเพียงพอกินหมดแล้วข้าจะเติมให้อีก”
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงกินอย่างเอร็ดอร่อย ความอยากอาหารเดิมของคนอื่นๆก็พลันถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง ทุกคนรีบกลับมาที่โต๊ะอีกครั้ง ต่างคนต่างถือตะเกียบคู่หนึ่งแล้วกินต่อไป
กินไปได้ครึ่งทางเยี่ยหลิงหลงก็เงยหน้าขึ้น มองศิษย์ร่วมสำนักที่กำลังกินอยู่ข้างๆ และศิษย์พี่สี่ที่กำลังยุ่งอยู่หน้าเตาพลันนางก็รู้สึกเหมือนฝันไปชั่วขณะ
นี่ไม่เหมือนกับเทศกาลปีใหม่ที่บ้านในชาติก่อนของนางหรอกหรือ?
ทั้งครอบครัวใหญ่รวมตัวกันกินดื่มกันอย่างสนุกสนานและครึกครื้น
ในเวลานี้ ดอกไม้หลากสีสันก็เบ่งบานขึ้นในสายตาของนาง นางเงยหน้าขึ้นมองเห็นภาพมายาที่ศิษย์พี่หญิงรองทำขึ้น แม้จะไม่ใช่ดอกไม้ไฟแต่ก็งดงามยิ่งกว่าดอกไม้ไฟ
ในชั่วขณะนั้นความรู้สึกเป็นสุขก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุด
ดีเหลือเกิน
ขอให้พวกเขามีวันนี้ทุกปี มีเช้าเช่นนี้ทุกวัน การออกจากสำนักครั้งนี้ เมื่อกลับมาอีกครั้ง จะต้องกลับมาครบทุกคนไม่ขาดผู้ใดแม้แต่คนเดียว
เวลาผ่านไปชั่วพริบตาล่วงเลยไปโดยไม่รู้ตัวภายใต้สายลมยามรุ่งอรุณที่พัดโชยมา
เมื่อฟ้าใกล้สว่างในที่สุดเยี่ยหลิงหลงก็กินอิ่มแล้ว นางนั่งเหม่อลอยอยู่บนขั้นบันไดหินและบังเอิญได้ยินศิษย์พี่สี่พึมพำเบาๆว่า “มื้อเดียวกินวัตถุดิบไปครึ่งปี ศิษย์น้องหญิงเล็กกินคลังเสบียงของข้าจนเกลี้ยงแล้ว”
..…
เยี่ยหลิงหลงหันหน้าหนีแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ผ่านไปครู่หนึ่ง แสงอรุณแรกก็เริ่มจับขอบฟ้า สาดส่องลงมายังผืนดิน สำนักชิงเสวียนทั้งสำนักถูกห่อหุ้มด้วยแสงตะวันอันอบอุ่นเริ่มต้นวันใหม่ที่ดูเหมือนจะไม่แตกต่างไปจากวันธรรมดาทั่วไป
ลมยังคงพัดดอกไม้ยังคงไหวเอนนานๆครั้งยังคงได้ยินเสียงนกร้องอันแสนไพเราะ
เพียงแต่วันนี้ศิษย์สำนักชิงเสวียนที่เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว ได้เดินทางออกจากยอดเขาชิงหลาน
“ลงจากเขาเพื่อไปฝึกฝน”
บทที่ 1470: เพลิงสงครามลุกโชนไปทั่วหกภพ
หลังจากออกจากเขตอาคมของสำนักชิงเสวียน พวกเขาก็บินออกจากหุบเขาที่ปั่นป่วนนี้อย่างรวดเร็วมุ่งหน้าไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุด ซึ่งเป็นจุดติดต่อที่หลัวเหยียนจงทิ้งไว้ให้
ยังไม่ทันถึงจุดติดต่อพวกเขาก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้คนในเมืองนี้น้อยลงกว่าปกติมาก
แม้ว่าเมืองนี้จะค่อนข้างห่างไกล แต่ทุกครั้งที่พวกเขาออกมาก็ยังเห็นผู้คนสัญจรไปมาบนถนน ทว่าครานี้พวกเขาเดินเข้ามาจนถึงถนนใหญ่ในเมืองแล้วกลับเห็นผู้คนเพียงไม่กี่คนเดินผ่านไปอย่างเร่งรีบ
“เหตุใดผู้คนแถวนี้จึงหายไปกว่าครึ่ง?” ฮวาซือฉิงเอ่ย “เมื่อคราวก่อนที่ข้าออกมายังดูปกติอยู่เลย เพียงไม่กี่วันเหตุใดจึงเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงนี้”
ขณะที่นางกล่าวเหล่าศิษย์พี่น้องหลายคนก็มาถึงจุดติดต่อที่หลัวเหยียนจงทิ้งไว้ จุดติดต่อนี้คือร้านค้าแห่งหนึ่งภายในร้านขายวัตถุดิบและของใช้จำเป็นพื้นฐานบางอย่าง
แต่บัดนี้ประตูใหญ่ของร้านกลับปิดสนิท ดูเหมือนว่าภายในร้านจะร้างผู้คนไปแล้ว
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? แม้แต่คนที่จุดติดต่อก็ไม่อยู่แล้ว!” โม่รั่วหลินอุทานอย่างตกใจ “พวกเขาไปไหนกันหมด?”
ทันใดนั้นลู่ไป๋เวยเดินออกมาจากกลุ่มใช้แรงทุบประตูร้าน
“ข้างในมีคนหรือไม่? ศิษย์สำนักชิงเสวียนมาเยือน หากมีคนอยู่ก็เปิดประตูด้วย”
หลังจากนางเคาะประตูได้ไม่นาน ภายในก็มีเสียงเคลื่อนไหวจริงๆ
“แม้ว่าปกติหลัวเหยียนจงจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก แต่ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น เขาก็ไม่มีทางทอดทิ้งพวกเราเป็นแน่ อย่างไรเสียก็ต้องทิ้งคนไว้รอคอย”
สิ้นเสียงของลู่ไป๋เวยประตูร้านก็แง้มเปิดออกเล็กน้อย คนข้างในมองออกมาเห็นว่าเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียนจริงๆ อีกทั้งยังมากันพร้อมหน้า เขาก็รีบเปิดประตูด้วยความตื่นเต้นทันที
“พวกท่านเชิญเข้ามาเถิด”
เหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนเดินเข้าไปในร้าน หลังจากที่ชายผู้นั้นให้พวกเขาเข้ามาแล้วเขาก็ปิดประตูร้านอีกครั้ง
“เชิญทุกท่านนั่งก่อน รอสักครู่ข้าจะไปชงชามาให้ขอรับ”
เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะไปยุ่งวุ่นวายเยี่ยหลิงหลงก็รีบห้ามเขาไว้
“มิต้องลำบากแล้ว พวกเราไม่ได้ขาดน้ำชาสักหน่อย ดูเหมือนที่นี่จะเหลือเพียงท่านผู้เดียวแล้วกระมัง?”
“แม่นางเยี่ยสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก ที่นี่เหลือเพียงข้าผู้เดียวจริงๆ” เด็กรับใช้ผู้นั้นตอบ
“ร้านดีๆเช่นนี้เหตุใดจึงปิดไปเล่า?”
“เฮ้อ มิใช่เพียงร้านของพวกเราเท่านั้นหรอกขอรับ สถานการณ์เช่นนี้ แม้แต่เมืองใหญ่ผู้คนก็ลดน้อยลงไปมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมืองเล็กๆแห่งนี้ คงไม่มีผู้ใดมาเดินเตร็ดเตร่ในเมืองนี้อีกแล้ว และคงไม่มีใครมาซื้อของอันใดอีก ประกอบกับคนอื่นๆก็จากไปหมดแล้ว ข้าคนเดียวดูแลไม่ไหวจึงจำต้องปิดร้านไป
เป็นเพราะเถ้าแก่ใหญ่ของเราเป็นห่วงพวกท่าน เกรงว่าพวกท่านออกมาแล้วจะไม่มีผู้ใดชี้ทาง จึงสั่งให้ข้าอยู่รอ มิเช่นนั้นข้าก็คงจากไปแล้วเช่นกัน”
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถาม
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ เรื่องใหญ่เทียมฟ้า!”
เด็กรับใช้ผู้นั้นเพิ่งพูดไปไม่กี่ประโยคก็ถอนหายใจไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ครานี้ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม พูดประโยคหนึ่งแล้วถอนหายใจตามมาอีกหลายครั้ง
“เผ่ามารไม่อาจอดรนทนรอได้อีกต่อไปแล้ว พวกมันกำลังจะก่อสงคราม หกภพขึ้นขอรับ!”
“พวกมันบุกเข้ามาแล้วหรือ?” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถามอย่างสงสัย “หรือว่าพวกมันตีทะลวงเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาได้แล้ว และใช้มันเป็นช่องทางโจมตีหกภพ?”
“ใช่แล้วขอรับ!” เด็กรับใช้ผู้นั้นกล่าวอย่างร้อนรน “พวกมันบุกโจมตีมาหลายครั้งแล้ว เพลิงสงครามลุกโชนไปทั่วหกภพ ลุกลามไปนานแล้ว! ดังนั้นภายใต้การเรียกของเผ่าเซียน และการรวมตัวของสำนักใหญ่ต่างๆ ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนทุกคนจึงพากันไปต่อต้านเผ่ามารแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเยี่ยหลิงหลงก็ขมวดคิ้วแน่น
“เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา จะตีทะลวงได้ง่ายดายเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“เป็นเรื่องจริงขอรับ!” เด็กรับใช้ผู้นั้นกระทืบเท้าอย่างร้อนใจ “กองทัพเผ่ามารคลานออกมาจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา เข้ามาในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนแล้ว สู้รบกันในดินแดนของโลกหล้าผู้ฝึกเซียนหลายครั้ง ทำให้พื้นที่โดยรอบนอกเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานั้นกลายเป็นทะเลเพลิงมาร พืชพรรณมอดไหม้ไม่เหลือแม้แต่ต้นเดียว ซากศพเกลื่อนกลาด!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนต่างตกตะลึง จากนั้นก็ขมวดคิ้วพร้อมกัน
“เพียงเวลาไม่กี่วัน เหตุการณ์กลับเลวร้ายลงถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” อวี๋หงหลานเอ่ย “ครั้งล่าสุดที่พวกเราได้รับข่าว คือตอนที่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเพิ่งจะเริ่มมีความเคลื่อนไหวผิดปกติ ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปตั้งแนวป้องกันที่นั่น”
“นั่นหาใช่ข่าวเมื่อไม่กี่วันก่อนไม่ นั่นเป็นข่าวเมื่อครึ่งเดือนก่อนแล้วขอรับ” เด็กรับใช้ผู้นั้นกล่าว “ครั้งล่าสุดที่พวกท่านมา พวกเราเองก็ไม่ได้รับข่าวจากแนวหน้ามาหลายวันแล้วเช่นกัน
พอข่าวมาถึงอีกครั้ง สถานการณ์ก็เลวร้ายลงมากแล้ว มิใช่แค่ความเคลื่อนไหวผิดปกติของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาอีกต่อไป แต่เป็นเผ่ามารที่บุกเข้ามาสู้รบหลายครั้งแล้ว
แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน ผู้คนแนวหน้าต่างรับมือกันอย่างฉุกละหุก แม้แต่เถ้าแก่ใหญ่ของพวกเราก็ยังคงอยู่ที่แนวหน้าสุด ทุกคนต่างหัวหมุนวุ่นวาย ข่าวสารจึงมิอาจส่งมาถึงได้ในทันที ไปๆมาๆก็เสียเวลาไปไม่น้อยเลยทีเดียว!
พวกท่านลองคิดดูสิ พวกเขาต่างเอาตัวไม่รอด ข่าวสารก็ยังส่งมาไม่ทันท่วงที แสดงว่าการรบที่แนวหน้าตึงเครียดเพียงใด!
เมื่อไม่กี่วันก่อน วันที่พวกท่านเพิ่งจะออกจากที่นี่ไป โลกหล้าผู้ฝึกเซียนได้ออกประกาศเรียกพล ระดมผู้คนทั้งหมดในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนให้ไปยังเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเพื่อร่วมกันต่อต้านเผ่ามาร
ดังนั้นวันที่พวกท่านจากไปเมืองเล็กๆแห่งนี้ก็ว่างเปล่าไปกว่าครึ่ง คนที่ยังไม่ได้ไปในวันนั้นก็ทยอยจากไปอีกมาก
แม้แต่คนในร้านของพวกเราก็จากไปหมดแล้ว หากมิใช่เพื่อส่งข่าวให้พวกท่าน ข้าก็คงจากไปนานแล้วเช่นกัน
บัดนี้พวกท่านมาถึงแล้วก็ดี ไปกับข้าที่แนวหน้าเถิด หากมีพวกท่านเข้าร่วม พวกเราย่อมมีกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถสังหารเหล่าเผ่ามารจนสิ้นซากได้จริงๆ!”
เด็กรับใช้ผู้นั้นร้อนใจอย่างยิ่ง อยากจะออกเดินทางไปทันที แต่เยี่ยหลิงหลงกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะไปในทันทีและยังคงซักถามต่อ
“ท่านว่า กองทัพมารบุกออกมาจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเป็นที่เรียบร้อย? ตอนนี้เล่า? บุกไปถึงที่ใดแล้ว?”
เด็กรับใช้ผู้นั้นชะงักไป
“ข่าวแรกสุดจากแนวหน้า ข้าก็มิอาจรับได้แล้วเช่นกัน แต่ข่าวล่าสุดที่เถ้าแก่ใหญ่ส่งมาคือ คำสั่งจากเผ่าเซียนคือให้ทุกคนเข้าไปในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแทนที่จะปล่อยให้เพลิงสงครามเผาผลาญแผ่นดินของโลกหล้าผู้ฝึกเซียน ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเรา สู้ไปยุติสงครามในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเสียดีกว่า
คำสั่งนี้เผ่าปีศาจและเผ่าวิญญาณก็ได้รับแล้วเช่นกัน นั่นหมายความว่า หากเปิดศึกในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน นอกจากจะทำร้ายผู้คนแล้วยังไร้พันธมิตรอีกด้วย แต่หากเปิดศึกในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาก็จะสามารถร่วมมือกันสามเผ่าบุกโจมตีก่อน ต้านเผ่ามารกลับเข้าไปในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อื่นยังไม่มีปฏิกิริยาอันใดนักแต่เยี่ยหลิงหลงกลับเผยสีหน้าตกตะลึงอย่างยิ่ง นางตื่นเต้นจนคว้าแขนของเด็กรับใช้ผู้นั้นไว้
“ท่านว่ากระไรนะ? พวกเขาไปที่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแล้วหรือ?”
“ใช่… ใช่ขอรับ” เด็กรับใช้ผู้นั้นตกใจกับท่าทีของนาง
“แล้วจะเข้าไปส่งเดชได้อย่างไร? สถานที่นั้นเข้าไปแล้วแต่กลับออกมาไม่ได้นะ!”
“เขาต้วนหุนก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นทางไปแต่ไม่มีกลับมิใช่หรือ? ยิ่งไปกว่านั้นเผ่ามารก็ได้ทะลวงเข้าไปข้างในได้แล้ว เขตอาคมและข้อจำกัดต่างๆ ก็คงจะสลายไปนานแล้วกระมัง”
หลังจากเด็กรับใช้ผู้นั้นกล่าวจบ เยี่ยหลิงหลงก็สูดหายใจเข้าลึกผลักประตูร้านออก
“ไปกันเถอะ พวกเราไปกันเดี๋ยวนี้”
จบตอน
Comments
Post a Comment