journey ep1471-1480

บทที่ 1471: ทั้งโง่ทั้งเลว!


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงเร่งรีบถึงเพียงนี้ ศิษย์พี่น้องร่วมสำนักคนอื่นๆ แม้จะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ศิษย์น้องหญิงเล็กผู้นี้ออกมาจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา นางย่อมรู้สถานการณ์ภายในนั้นดีกว่าผู้ใดติดตามนางไปย่อมถูกต้องแล้ว


   หลังจากออกจากร้านค้าเยี่ยหลิงหลงก็ปล่อยเรือเหาะขึ้นไปกลางอากาศทันที ขณะที่นางกระโดดขึ้นไปก็ดึงเด็กรับใช้ผู้นั้นขึ้นไปด้วย


   เรือเหาะเร่งความเร็วจนถึงขีดสุด พวกเขาทุกคนมุ่งหน้าไปยังเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาอย่างรวดเร็ว


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าคิดว่าเรื่องนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลหรือ?” เผยลั่วไป๋เอ่ยถาม


   “ย่อมต้องมีปัญหาเป็นแน่ แต่ข่าวสารที่เด็กรับใช้ผู้นี้ให้มายังไม่ครบถ้วน ข้ามิกล้าด่วนสรุป” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “บัดนี้ทำได้เพียงรีบมุ่งหน้าไปยังแนวหน้าของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาโดยเร็วที่สุด เมื่อทราบสถานการณ์ล่าสุดแล้วข้าจึงจะสามารถยืนยันได้”


   แม้ว่าเรือเหาะจะมีความเร็วสูงมาก แต่กว่าพวกเขาจะบินไปถึงเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาก็ยังคงใช้เวลาหลายวัน


   ยังไม่ทันถึงที่หมายพวกเขาก็มองเห็นแต่ไกลว่าเบื้องหน้ากลางอากาศนั้นมีเมฆดำทะมึนก่อตัวหนาแน่น ท้องฟ้ามืดครึ้มประหนึ่งวันสิ้นโลกมาเยือน


   อีกทั้งดูจากท่าทีแล้ว กลุ่มเมฆดำยังคงแผ่ขยายออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง สร้างแรงกดดันทั้งทางร่างกายและจิตใจแก่ผู้คนที่เห็น


   เรือเหาะเข้าสู่เขตพื้นที่อันน่าอึดอัดนั้น ระดับความสูงในการบินพลันลดต่ำลงอย่างมาก


   ก่อนจะเข้าใกล้เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา สุดสายตาที่พวกเขามองเห็นคือผืนดินไหม้เกรียมที่เริ่มจากขอบของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแผ่ขยายออกไปด้านบนยังมีเพลิงมารลุกโชนอยู่


   หินหนืดร้อนสีแดงได้ไหลทะลักออกมาแล้ว แผ่ขยายไปบนผืนดินประหนึ่งเส้นเลือดที่กางกรงเล็บออกไปไกลกว่าร้อยลี้


   ภายในขอบเขตนี้พืชพรรณถูกทำลายสิ้น แม่น้ำเหือดหาย ภูเขาถล่มทลาย ราวกับกลายเป็นดินแดนแห่งความตาย หรืออาจกล่าวได้ว่ากลายเป็นสภาพที่พบเห็นได้ทั่วไปในภพมาร


   แผ่ขยายออกไปกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว มิน่าเล่าพวกเขาจึงร้อนรนต้องการให้สมรภูมิรบยังคงอยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา แทนที่จะปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนถูกกัดกร่อนทำลาย


   บัดนี้เมื่อมองลงมาจากความสูงของเรือเหาะของเยี่ยหลิงหลง ในพื้นที่นั้น นอกจากเพลิงมาร หินหนืดร้อน และผืนดินที่ถูกเผาจนไหม้เกรียมแล้ว นางไม่เห็นเผ่ามารแม้แต่ตนเดียว


   ทันใดนั้นเสียงตะคอกดังมาจากเบื้องหน้า กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาสกัดด้านหน้าเรือเหาะของพวกเขา


   “ผู้ใด? หากมาสนับสนุนแนวรบเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา โปรดลงจากเรือเหาะ ไปลงทะเบียนด้านล่าง รอรับการจัดสรรตามคำสั่ง! เบื้องหน้าเป็นเขตหวงห้าม ผู้ใดมิอาจบินล่วงล้ำเข้าไปได้!”


   เมื่อได้ยินเสียงอันคุ้นเคยนี้เยี่ยหลิงหลงก็โผล่ศีรษะออกมาจากเรือเหาะ แล้วเผยรอยยิ้มบางเบา


   “พี่ใหญ่เมิ่ง ไม่ได้พบกันนาน”


   เมื่อเห็นว่าเป็นเยี่ยหลิงหลง เมิ่งจ่านหลินที่อยู่เบื้องหน้าก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง


   “พวกเจ้ามาแล้ว!”


   “โลกหล้าผู้ฝึกเซียนเกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ พวกข้าก็ควรมาสิ”


   เมิ่งจ่านหลินเห็นดังนั้นจึงให้คนข้างกายลงไปก่อน ตนเองขึ้นมาบนเรือเหาะของเยี่ยหลิงหลงเพียงลำพัง


   ไม่ได้พบกันมากว่าสองร้อยปี บัดนี้การฝึกฝนของเมิ่งจ่านหลินเพิ่งจะถึงขอบเขตมหายาน การประชุมใหญ่เติงเทียนเมื่อร้อยปีก่อนเขาไม่ได้เข้าร่วม ดังนั้นเมื่อนางกลับมาเมื่อร้อยปีก่อนพวกเขาจึงไม่ได้พบกัน


   บัดนี้ได้พบเขาที่แนวหน้านี้ ก็เพียงพอที่จะบ่งบอกได้ว่าโลกหล้าผู้ฝึกเซียนกำลังขาดแคลนกำลังคนอย่างหนัก ทำให้ความไม่สบายใจในใจของเยี่ยหลิงหลงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น


   “พวกเจ้าระวังตัวด้วย อย่าเพิ่งลงไปบนพื้น” นี่คือคำพูดแรกที่เมิ่งจ่านหลินกล่าวหลังจากขึ้นมาบนเรือเหาะ


   มันช่างน่าประหลาดใจ… แต่ก็ไม่ถึงกับน่าประหลาดใจนัก


   “เช่นนั้น เผ่าเซียนได้เปิดเผยจดหมายนั้นให้ทั่วทั้งโลกหล้าผู้ฝึกเซียนรับรู้แล้วหรือ?”


   “จดหมายอันใด?”


   “นั่นก็หมายความว่ายังไม่ได้เปิดเผย เช่นนั้นเหตุใดจึงให้พวกเราระวังตัว อย่าเพิ่งลงไปบนพื้นเล่า?”


   “เพราะเผ่าเซียนเคยกล่าวไว้ ให้ระแวดระวังศิษย์สำนักชิงเสวียน หากพบเจอ ให้รีบรายงานทันที” เมิ่งจ่านหลินกล่าว “ตอนที่พวกเขาออกคำสั่งนี้ ทุกคนต่างตกตะลึงอย่างยิ่ง แต่เหล่าเจ้าสำนักผู้เป็นหัวหน้ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยถามว่าเพราะเหตุใด และไม่มีผู้ใดคัดค้านทกุคนยอมรับเรื่องนี้โดยปริยาย”


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า “แล้วอย่างไรต่อ?”


   “แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อธิบาย แต่พวกเจ้าหายตัวไปนับร้อยปี ทั้งยังไม่ปรากฏตัวในช่วงที่เกิดเรื่องใหญ่หลวงถึงเพียงนั้น ดังนั้นทุกคนจึงคาดเดาไปต่างๆนานา เห็นได้ชัดว่าไม่ไว้วางใจพวกเจ้าแล้ว หากมิใช่ครั้งนี้ที่พบเจอเป็นข้าข่าวการปรากฏตัวของพวกเจ้าคงจะไปถึงหูเผ่าเซียนแล้ว”


   “แล้วท่านเล่า?” เยี่ยหลิงหลงถามกลับ


   “ข้ารึ?” เมิ่งจ่านหลินยิ้มอย่างจนใจ “ข้ารู้จักพวกเจ้านี่ พวกเจ้าเป็นคนเช่นไร ข้าย่อมมีวิจารณญาณของตนเอง ผู้อื่นจะฟังความข้างเดียว เชื่อข่าวลือแต่ข้าจะไม่เปลี่ยนความคิดของตนเอง”


   เยี่ยหลิงหลงตบแขนของเมิ่งจ่านหลินเบาๆ


   “ขอบคุณสำหรับความไว้วางใจนี้”


   “เช่นนั้น พวกเจ้าออกไปจากที่นี้ดีหรือไม่?”


   “โลกหล้าผู้ฝึกเซียนเป็นโลกหล้าผู้ฝึกเซียนของทุกคน โลกหล้าผู้ฝึกเซียนไม่ใช่ของเผ่าเซียน ตราบใดที่ยังไม่ได้ขึ้นสู่ภพเซียนพวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์มาจัดการอะไร ข้าจะไม่เอาท่าทีที่มีต่อพวกเขามาใช้กับพวกเราเอง” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “ท่านมีวิจารณญาณของท่าน ข้าก็มีความคิดของข้าเช่นกัน”


   เมิ่งจ่านหลินชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะออกมา


   “หลิงหลงยังคงเป็นหลิงหลงคนเดิมเมื่อวันวาน จิตใจมั่นคง ไม่เคยหวั่นไหวเพราะคำพูดของผู้ใด หากซูถงรู้ว่าเจ้ามา นางจะต้องดีใจมากเป็นแน่ นางทะเลาะกับคนอื่นเพื่อเจ้าอยู่ทุกสามวันห้าวัน”


   “นางย่อมต้องรู้ในที่สุด แต่บัดนี้เรื่องตรงหน้าสำคัญกว่า ท่านอยู่ที่นี่มานานพอสมควรแล้ว สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”


   ตั้งแต่แรกเห็นเมิ่งจ่านหลิน เยี่ยหลิงหลงก็เห็นชุดประจำสำนักจันทราพิฆาตที่เขาสวมใส่อยู่ คาดว่าหลังจากออกจากเคหาสน์เทียนหลิงแล้ว เขาก็ได้เข้าร่วมกับสำนักจันทราพิฆาต


   ในฐานะศิษย์ของหนึ่งในหกสำนักใหญ่ข่าวสารที่เขามีย่อมทั้งใหม่และครบถ้วน


   “สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ศิษย์กลุ่มแรกที่ลงไปจนบัดนี้ก็ยังไม่กลับขึ้นมา ศิษย์กลุ่มที่สองเพิ่งลงไปวันนี้ ยังไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรบ้าง กลุ่มที่สามและสี่กำลังเตรียมการ กลุ่มที่ห้าก็กำลังรวบรวม พวกเราตั้งใจแน่วแน่ที่จะให้สงครามจบลงที่นี่ จะไม่ยอมให้มันลุกลามเข้าไปข้างในอีกเป็นอันขาด”


   เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้วสีหน้าไม่สู้ดีนัก


   “เช่นนั้นมีคนลงไปแล้วสองกลุ่มรึ?”


   “ใช่แล้ว วังวิญญาณเหมันต์ ฟ่านอินเทียน หกสำนักใหญ่ และสำนักเล็กใหญ่อื่น ๆ ต่างก็ส่งคนไปแล้ว หัวหน้าศิษย์เอกของแต่ละสำนักใหญ่ก็ลงไปแล้ว ศิษย์สายตรงและศิษย์ชั้นยอดกลุ่มที่สองก็ลงไปแล้วเช่นกัน ในนั้นน่าจะมีสหายเก่าของเจ้าอยู่ไม่น้อย”


   หัวใจของเยี่ยหลิงหลงพลันบีบรัด


   “แม้แต่เขาเติงเทียน ศิษย์รักของผู้อาวุโสจงเซิงที่รับช่วงต่อจากท่านก็ลงไปด้วย เขาเป็นกลุ่มแรกลงไป เผ่าเซียนเป็นผู้ระบุให้เขาไป”


   เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้วมุ่นทันที


   “เพราะเหตุใด? เกี่ยวอันใดกับเขาด้วย?”


   “ไม่ทราบแน่ชัด กล่าวกันว่าเขามีประสบการณ์มาก”


   “ประสบการณ์มากรึ? เขาอยู่ที่เขาเติงเทียนมานานหลายปี เขามีประสบการณ์อันใดกัน?”


   “ข้าไม่ทราบ แต่เผ่าเซียนกล่าวเช่นนั้น ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้คงไม่มีผู้ใดซักถามมากนัก ดังนั้น…”


   เยี่ยหลิงหลงถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห


   ประสบการณ์อันใดกัน? ก็แค่ไม่ไว้วางใจ!


   เพราะเมื่อครั้งกระนั้นเริ่นถังเหลียนมิอาจสกัดกั้นพวกเขาเข้าไปได้ ดังนั้นเผ่าเซียนจึงไม่วางใจเขา ให้เขาลงไปเป็นกลุ่มแรกเสีย จะได้ไม่ก่อเรื่องอยู่ข้างหลัง!


   “คนโง่เง่าข้าก็เคยเห็นมามากแล้ว แต่พวกที่ทั้งโง่ทั้งเลวเช่นนี้ ข้าเพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรก”


   เมิ่งจ่านหลินตกตะลึงไปครู่หนึ่ง หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “เจ้าหมายถึงเผ่าเซียนรึ?”


   เผ่าเซียนที่อยู่สูงส่งนำทุกคนต่อต้านเผ่ามาร และเป็นจุดหมายปลายทางของบรรลุเซียนที่ทุกคนใฝ่ฝันและเคารพนับถือเนี่ยนะ?


   “มิเช่นนั้นจะเป็นหมายถึงผู้ใดเล่า?”



บทที่ 1472: นี่มันล่อเหยื่อชัดๆ!



   เมิ่งจ่านหลินเบิกตากว้างรู้สึกราวกับว่าความเชื่อมั่นในใจของเขาสั่นคลอนไปชั่วขณะ


   เมื่อเห็นท่าทางพูดไม่ออกของเมิ่งจ่านหลิน เยี่ยหลิงหลงก็ไม่คิดจะพูดประเด็นนี้ต่อไป


   “ในเมื่อกลุ่มแรกและกลุ่มที่สองยังไม่กลับขึ้นมา และไม่มีข่าวคราวตอบกลับ เหตุใดจึงยังคงส่งกลุ่มที่สามและสี่ตามลงไปอีกเล่า?” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถามอย่างสงสัย


   “เรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบ นอกจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนแล้ว ภพอื่นก็กำลังส่งคนไปเช่นกัน พวกเราเพียงแค่รับฟังคำสั่งและเคลื่อนไหวตามแผนที่วางไว้เท่านั้น”


   “แต่พวกเขาไม่เคยคิดบ้างเลยหรือว่า การที่กลุ่มแรกไม่กลับขึ้นมา อาจมิใช่เพราะการต่อสู้ด้านล่างดุเดือด แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถกลับขึ้นมาได้เลย?”


   เมิ่งจ่านหลินชะงักไป


   “จะเป็นไปได้อย่างไร? เผ่ามารยังสามารถเดินทางเข้าออกเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาได้อย่างอิสระแล้ว เหตุใดเผ่าอื่นจะทำไม่ได้เล่า?”


   “ผู้ใดบอกพวกท่านว่าเผ่ามารสามารถเดินทางเข้าออกเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาได้อย่างอิสระ?”


   “เพราะเผ่ามารได้ผ่านเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเข้ามายังโลกหล้าผู้ฝึกเซียนเพื่อก่อสงครามแล้ว ท่านก็เห็นผืนดินที่ถูกเพลิงมารเผาผลาญแล้วมิใช่หรือ?”


   “แต่การที่เผ่ามารมาถึงโลกหล้าผู้ฝึกเซียนได้ ก็มิได้หมายความว่าจะต้องผ่านเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเสมอไปนี่ เมื่อครั้งสงครามที่ภูเขากงไห่ และต่อมาที่สำนักหยวนอู่ พวกเขาก็มิได้ปรากฏตัวผ่านทางเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธามิใช่หรือ”


   เมิ่งจ่านหลินชะงักไปอีกครั้ง


   “แต่… แต่เมื่อครานั้นพวกมันออกมาจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาจริงๆ”


   “ออกมากันกี่ตน?”


   “ครั้งแรกมีอสูรมารขนาดมหึมาออกมาตนหนึ่ง ความแข็งแกร่งของมันเทียบได้กับตนที่สำนักหยวนอู่เลยทีเดียว


   ครั้งที่สองเป็นกองทัพเผ่ามารประมาณพันกว่าคน ตำแหน่งที่ออกมาก็เจ้าเล่ห์นัก ลอบโจมตีพวกเราจากด้านข้าง สังหารผู้คนไปมากมาย


   ครั้งที่สามเป็นกองทัพเผ่ามารและอสูรมารปรากฏตัวพร้อมกัน พวกมันดุร้ายขึ้นทุกครั้ง กำลังพลที่ส่งมาก็ยิ่งใหญ่ขึ้นทุกครา หากพวกเราไม่รีบบุกโจมตีเพื่อสกัดกั้นไว้เสียก่อน คงมิใช่เพียงพื้นที่แถบนี้ที่จะถูกทำลาย”


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ตกใจจนเบิกตากว้าง


   “หากเผ่ามารต้องการจะบุกโจมตีโลกหล้าผู้ฝึกเซียนจริงๆ เหตุใดจึงไม่ส่งกองทัพใหญ่ออกมาในคราวเดียว สังหารให้สิ้นซากตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ให้โลกหล้าผู้ฝึกเซียนได้มีโอกาสหายใจหรือตอบโต้เลยเล่า? แต่กลับส่งมาทีละกลุ่ม แล้วครั้งต่อไปก็ส่งมาอีกกลุ่ม?


   การโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ ทุกครั้งล้วนส่งคนมาให้ฝ่ายตรงข้ามสังหาร ท่านคิดว่านี่คือการกวาดล้างโลกหล้าผู้ฝึกเซียนอย่างนั้นรึ?”


   คราวนี้เป็นเมิ่งจ่านหลินที่ตกตะลึงไปบ้าง


   “นี่มันใช่การทำสงครามที่ไหน? นี่มันล่อเหยื่อชัดๆ!”


   “ล่อ… ล่อเหยื่อ?”


   “หลายครั้งก่อนหน้านี้ พวกเขาสร้างภาพลวงตาให้พวกท่านคิดว่ากำลังจะบุกครั้งใหญ่ จากนั้นก็ส่งคนมาให้พวกท่านฆ่าเพื่อเพิ่มความมั่นใจ เพื่อให้พวกท่านกล้าหาญและมั่นใจที่จะไล่ตามเข้าไป แล้วพวกท่านก็ไล่ตามเข้าไปจริงๆ”


   “แต่… แต่ถึงแม้จะเข้าไปจริงๆ หากพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ ก็สามารถถอยออกมาได้มิใช่หรือ?”


   “จุดสำคัญมันอยู่ตรงนี้แหละ กลุ่มแรกที่ลงไปก็ยังไม่สามารถถอนกำลังออกมาได้เลย”


   “หะ… เหตุใดถึงถอนตัวออกมาไม่ได้?”


   “เพราะข้อจำกัดของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธายังไม่ถูกคลายออก! ยังคงเป็นสถานที่ที่มีแต่ทางเข้าไม่มีทางออก! ที่เผ่ามารสามารถปรากฏตัวออกมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า พวกท่านไม่เคยคิดบ้างเลยหรือว่าพวกมันก็ไม่ได้ออกมาจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเลย?


   เรื่องนี้หากให้โอกาสข้าตั้งค่ายกล ข้าก็ทำได้เช่นกัน ข้าเพียงแค่กำหนดจุดตกของค่ายอาคมไว้เหนือเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา ทุกครั้งก็โยกคนกลุ่มหนึ่งมา สร้างภาพลวงตาว่าคลานออกมาจากข้างใน นั่นก็นับว่าเพียงพอแล้วมิใช่หรือ?”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ศีรษะของเมิ่งจ่านหลินก็ดังอื้ออึงขึ้นมาครั้งหนึ่งจนแทบจะระเบิดออก


   หากเป็นเช่นนั้นจริง นี่มันช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว!


   เมื่อหมื่นปีก่อน เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาถูกสร้างขึ้นโดยเผ่ามารก็เพื่อที่วันหนึ่งจะได้ใช้เส้นทางที่พวกเขาสร้างขึ้นนี้บุกโจมตีสี่ภพ ดังนั้นเมื่อวันหนึ่งพวกเขาปรากฏตัวบนเส้นทางนี้ จึงแทบไม่มีผู้ใดสงสัยเลยว่าพวกมันจะยังไม่เปิดทางทะลวงมา!


   เมื่อร้อยปีก่อนพวกเขาพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อนำอัญมณีสีแดงกลับไป หลังจากเงียบหายไปร้อยปีก็กลับมาโจมตีอีกครั้ง ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเผ่ามารเตรียมพร้อมแล้วจริงๆ!


   อย่าว่าแต่เมิ่งจ่านหลินเลย แม้แต่ศิษย์สำนักชิงเสวียนที่อยู่ข้างๆ และได้ยินบทสนทนาของพวกเขา รวมถึงพนักงานที่ถูกพามาด้วยก็ตกตะลึงไปตามๆกัน


   วิธีการนี้ช่างเป็นสิ่งที่ผู้คนคาดไม่ถึงจริงๆ!


   อันที่จริงเรื่องนี้เข้าใจได้ง่ายมาก ก่อนหน้านี้เผ่ามารได้สร้างสถานการณ์ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าครั้งนี้พวกเขาจะลงมือจริงๆแล้ว


   หากมิใช่เพราะเยี่ยหลิงหลงรู้ว่า ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธายังมีพี่เยี่ยอยู่ หากเขายังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาก็ไม่น่าจะถูกทำลายได้ง่ายดายเพียงนี้ นางอาจจะไม่สงสัยในความจริงของเรื่องนี้ในทันที


   แต่ในไม่ช้า เมิ่งจ่านหลินก็เรียกสติและหาเหตุผลกลับคืนมาได้


   “แต่… แต่จอมมารโบราณที่พวกเขาใช้เวลานับไม่ถ้วนเพื่อฟื้นคืนชีพขึ้นมา ก็อยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา เขากำลังจะหล่อหลอมร่างขึ้นใหม่ได้สำเร็จแล้ว และกำลังจะออกมาจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแล้ว เผ่ามารจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะยังไม่ได้ตีทะลวงเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา?”


   เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้ว


   “จอมมารโบราณที่ใช้เวลานับไม่ถ้วนในการฟื้นคืนชีพขึ้นมา?”


   “ก่อนที่เผ่ามารกลุ่มแรกจะปรากฏตัว บนเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาก็มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ เมฆดำทะมึนหนาแน่น บดบังแสงตะวันและดวงจันทร์ ปราณมารคละคลุ้ง มีคนเห็นเงาร่างหนึ่งในกลุ่มปราณมารที่ดำสนิทราวกับหมึก”


   เมิ่งจ่านหลินกล่าว “เผ่าเซียนใช้อาคมตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่าเงาร่างนี้มิใช่ภาพลวงตา ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานั้น มีจอมมารโบราณกำลังจะจุติจริงๆ”


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงไม่ตอบ เมิ่งจ่านหลินก็รีบกล่าวต่อ “เจ้าก็รู้ เมื่อร้อยปีก่อนที่เขาต้วนหุน เผ่ามารยอมจ่ายค่าตอบแทนอย่างหนักเพื่อแย่งชิงอัญมณีสีแดงที่ตกค้างอยู่ในสนามรบโบราณ ในอัญมณีนั้นมิใช่บรรจุเศษความอาลัยของจอมมารโบราณไว้หรอกหรือ?


   ช่วงเวลาร้อยปีนี้ พวกเขาฟื้นคืนชีพจอมมารโบราณได้สำเร็จแล้ว! ก็ด้วยเหตุนี้เอง เผ่าเซียนจึงร้อนรนต้องการจะกำจัดทุกสิ่งทุกอย่างให้สิ้นซากในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา หากจอมมารโบราณนี้จุติออกมาได้ เมื่อถึงเวลานั้นคงไม่มีผู้ใดหยุดยั้งได้แล้ว”


   “จอมมารโบราณที่พวกท่านเห็น เป็นเช่นนี้หรือไม่?”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ นิ้วมือก็วาดขึ้นในอากาศสองสามครั้งปรากฏเป็นเงาร่างสีดำเรียบง่ายขึ้น


   สีหน้าของเมิ่งจ่านหลินพลันชะงัก


   “ใช่ เจ้าวาดได้ละเอียดกว่าที่พวกเราเห็นเสียอีก! เช่นนั้นเมื่อร้อยปีก่อนเจ้าก็ได้เห็นรูปลักษณ์ของเขาในอัญมณีสีแดงแล้วใช่หรือไม่?”


   เยี่ยหลิงหลงรวบนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน บดขยี้ภาพเงาหลังเรียบง่ายที่นางเพิ่งวาดขึ้น ฝ่ามือพลันกำแน่นเป็นหมัดในทันที


   “มิใช่”


   “อันใดนะ?”


   “มิใช่!” เสียงของเยี่ยหลิงหลงพลันตื่นเต้นขึ้น “เขามิใช่จอมมารโบราณ เผ่ามารหลอกลวงทุกคน! พวกเขาสร้างภาพลวงตาขึ้น ทำให้ทุกคนคิดว่าเขาคือจอมมารโบราณ แล้วพากันกระโดดลงไปในกับดักของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเพื่อสังหารเขา!


   สำหรับเผ่ามารแล้ว เขาจะตายหรือไม่ตายไม่สำคัญ แต่หากพวกท่านสู้รบกับเขาจนกำลังสูญเสียไปอย่างหนัก เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาก็จะนำจอมมารโบราณตัวจริงที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้แล้ว ออกมานั่งรอรับผลประโยชน์ กวาดล้างสนามรบ!


   จอมมารโบราณที่อยู่ในอัญมณีสีแดงที่เขาต้วนหุนเมื่อร้อยปีก่อนก็มิใช่ตนเดียวกับที่พวกท่านเห็นในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา! นั่นมันของปลอม!”


   เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งจ่านหลินก็ตกตะลึง เขาไม่สามารถยอมรับได้ในชั่วขณะ


   เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาถูกตีทะลวงแล้วเป็นเรื่องโกหก จอมมารโบราณกำลังจะจุติออกมาก็เป็นเรื่องโกหกเช่นกัน


   นี่คือกับดักที่เผ่ามารวางแผนไว้อย่างแยบยลและบัดนี้อีกสี่ภพก็ติดกับดักเข้าแล้ว!


   จบสิ้นแล้ว!



บทที่ 1473: ต้องเป็นฝ่ายที่มีกำลังเท่าเทียมกันถึงจะมีคุณสมบัติตายตกตามไปสิ!



   ขณะที่เมิ่งจ่านหลินยังคงตกตะลึงอยู่ เยี่ยหลิงหลงก็คว้าแขนของเขา พาเขาไปยังขอบเรือเหาะ นางชี้ลงไปด้านล่างแล้วกล่าวว่า “ประเดี๋ยวนี้เลย พาข้าไปพบผู้มีอำนาจตัดสินใจของที่นี่”


   “เช่นนี้คงไม่ดีกระมัง? หากเจ้าไปพบพวกเขาโดยตรง พวกเขารายงานไปยังเผ่าเซียน เผ่าเซียนจะส่งคนมาควบคุมพวกเจ้าทันที เมื่อนั้นพวกเจ้า…”


   เมิ่งจ่านหลินยังกล่าวไม่ทันจบก็ถูกเยี่ยหลิงหลงขัดจังหวะ


   “พาพวกเราไป!”


   “บอกให้เจ้านำทางก็นำทางไปสิ” อวี๋หงหลานยักไหล่กล่าว “เผ่าเซียนจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่ก็มีขีดจำกัดของภพคอยกดดันอยู่ พวกเขามิอาจทำตามอำเภอใจในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนได้ หากจะลงมือจริงๆ ก็ให้พวกเขาตายอยู่ที่นี่เสียเลย”


   เมิ่งจ่านหลินเบิกตากว้าง ตกใจจนศีรษะดังอื้อขึ้นมาอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้


   อะ… อะไรนะ ที่ว่าให้พวกเขาตายอยู่ที่นี่?


   นั่นคือเผ่าเซียนนะ เป็นเผ่าที่อยู่สูงกว่าพวกเขาหนึ่งระดับ ขั้นพลังความแข็งแกร่งเหนือกว่าพวกเขาโดยสิ้นเชิง แม้จะมีขีดจำกัดของภพคอยกดดันอยู่…


   “มัวยืนตะลึงทำอันใด? แค่สังหารเซียนเผ่ามารยังกล้า เหตุใดพวกเราจะไม่กล้า?” เผยลั่วไป๋ตบไหล่ของเมิ่งจ่านหลิน “นำทางเถิด”


   สัง… สังหารเซียน?


   เขาหันกลับไปมองทุกคนบนเรือเหาะ นอกจากชายในชุดพนักงานผู้หนึ่งที่ตกใจจนหน้าซีดเผือดตัวสั่นงันงกแล้ว ศิษย์สำนักชิงเสวียนคนอื่นๆที่สวมชุดประจำสำนักกลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงมากนัก ไม่ได้ตกใจกับสองคำนี้เลยแม้แต่น้อย!


   ท่าทีที่สงบนิ่งของพวกเขา ทำให้เขาเชื่อว่าพวกเขากล้าทำจริงๆ!


   นี่… สำนักชิงเสวียนนี้มันบ้าคลั่งเกินไปแล้วกระมัง?


   ราวกับว่าในส่วนลึกของกระดูกของพวกเขาทุกคนมีคนบ้าซ่อนอยู่ ยิ่งสงบเยือกเย็นก็ยิ่งบ้าคลั่ง ไม่เคยแสดงอาการคลุ้มคลั่งออกมา แต่กลับยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นสันหลังวาบ


   เมิ่งจ่านหลินกัดฟันชี้ไปยังทิศทางหนึ่งด้านล่าง เป็นภูเขาลูกหนึ่งในหมู่ทิวเขา บนเขานั้นไม่ต่างจากยอดเขาอื่นๆ มีลานเรือนที่สร้างขึ้นอย่างชั่วคราวอยู่


   “ที่นั่นคือสถานที่ที่เหล่าเจ้าสำนักใหญ่ประชุมกัน วันนี้กลุ่มที่สองลงไปแล้ว หลังจากส่งพวกเขาเสร็จก็จะกลับมาประชุมกัน พอคำนวณเวลาดู น่าจะใกล้ได้เวลาประชุมแล้ว”


   เมิ่งจ่านหลินเพิ่งกล่าวจบ เรือเหาะก็เร่งความเร็วพุ่งตรงไปยังลานเรือนดังกล่าว ความเร็วของมันราวกับจะพุ่งชนยอดเขานั้นให้แหลกละเอียด ช่างดุดันยิ่งนัก


   เขาที่ยืนอยู่หน้าสุดของดาดฟ้าเรือตกใจกับความเร็วนี้ กำลังจะอ้าปากบอกให้พวกเขาช้าลงหน่อย ตนเองจะนำทางให้พวกเขา มิเช่นนั้นจะถูกคนด้านล่างเข้าใจผิดว่าเป็นผู้บุกรุกที่ไม่ทราบฝ่ายและถูกโจมตีจนร่วงหล่นลงมาได้


   พลันเห็นว่าด้านล่าง คนเริ่มสังเกตเห็นเรือเหาะที่พุ่งลงมาแล้วจริงๆ หน่วยลาดตระเวนแจ้งข่าวให้ผู้อื่นทราบในทันที ขณะเดียวกันหน่วยป้องกันก็ลงมือโจมตีเข้ามาทางพวกเขา


   ทว่าเมื่ออาคมและอาวุธวิเศษของพวกเขาปะทะเข้ากับเรือเหาะ นอกจากเสียงระเบิดดังสนั่นแล้ว เรือเหาะก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอื่นใด


   อย่าว่าแต่จะทำให้เสียหายหรือยิงให้ร่วงเลย แม้แต่ผิวของเรือก็อาจจะไม่ถลอกด้วยซ้ำ


   เรือเหาะลำนี้แข็งแกร่งจนทำให้เมิ่งจ่านหลินตกตะลึงจนอ้าปากค้าง


   แต่เขายังไม่ทันได้อ้าปากค้าง ก็พบว่าภายใต้การพุ่งลงมาด้วยความเร็วสูงของเรือเหาะ หน่วยป้องกันสองหน่วยที่พอจะตอบโต้ทันกลับถูกแรงปะทะจนถอยร่นไปทั้งหมด


   แทบจะในชั่วพริบตาเดียว เรือเหาะของพวกเขาก็พุ่งลงถึงพื้นดิน ลงจอดในลานเรือนที่เหล่าเจ้าสำนักใหญ่ใช้ประชุมกัน


   ตอนที่ลงจอดเกิดเสียง ‘โครม’ ดังสนั่น พื้นดินถูกกระแทกจนเกิดเป็นหลุมขนาดไม่เล็ก


   แต่ก็ไม่ได้ชนภูเขาทั้งลูกให้แหลกละเอียด แสดงว่าเรือเหาะลำนี้ไม่เพียงแต่เร่งความเร็วได้เร็วมากเท่านั้น แต่ยังลดความเร็วได้ดีเยี่ยมอีกด้วย นี่เป็นเรือเหาะที่เหลือเชื่อที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา แข็งแกร่งจริงๆ!


   ตอนที่ลงจอดเมิ่งจ่านหลินยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลย เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆก็กระโดดลงจากเรือเหาะก่อนแล้ว เดินตรงไปยังห้องที่อยู่ตรงกลางสุด


   ช่วงเวลานี้พอดีกับที่คนข้างในตั้งตัวได้ ในหมู่พวกเขามีคนลุกขึ้นยืนแล้ว แต่ยังไม่ทันได้เปิดประตูก็ถูกพลังวิญญาณสายหนึ่งของเยี่ยหลิงหลงผลักประตูเปิดออก


   ท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงของคนข้างใน ศิษย์สำนักชิงเสวียนมองเข้าไปข้างใน เห็นเพียงว่าในโถงประชุมนั้นเต็มไปด้วยเหล่าเจ้าสำนักนั่งอยู่แล้ว และ ณ ตำแหน่งกลางโถงที่สุด ร่างเงาของชาวเผ่าเซียนผู้หนึ่งกำลังลอยอยู่ ค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ และเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง


   ในขณะนั้นทุกคนต่างมองมาที่พวกเขาด้วยความตกตะลึง


   ท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงอย่างที่สุดของพวกเขา เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้นและปล่อยพลังวิญญาณสายหนึ่งซัดทำลายร่างเงาของชาวเผ่าเซียนที่ยังไม่ทันก่อตัวสมบูรณ์นั้นจนแหลกสลาย มันรวดเร็วจนไม่มีผู้ใดตั้งตัวทัน


   ไม่เพียงแต่เหล่าเจ้าสำนักจะตกตะลึง แม้แต่ชาวเผ่าเซียนผู้นั้นก็คาดไม่ถึงเช่นกัน ก่อนที่จะแหลกสลายไปก็ไม่ได้มีการต่อต้านแม้แต่น้อย


   การกระทำที่รวดเร็วปานสายฟ้าเช่นนี้ ทำให้เมิ่งจ่านหลินที่ยังอยู่บนเรือเหาะตกตะลึงจนตาค้าง


   ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียง ‘ตุ้บ’ ดังมาจากบนเรือเหาะ เขาหันกลับไปมองก็เด็กรับใช้ที่สำนักชิงเสวียนพามาด้วยนั้น ตกใจจนสลบไปแล้ว


...…


   หรือเขาจะแกล้งสลบไปด้วยดีหรือไม่?


   ภาพตรงหน้านี้มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน!


   ก่อนหน้านี้เส้นสมองส่วนไหนของเขามันกลับกัน ถึงได้คิดว่าหลิงหลงเป็นเด็กสาวที่อ่อนโยนน่ารัก แถมยังกำชับน้องสาวจอมซนที่ก่อเรื่องอยู่เป็นนิจของตนเองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ว่าอย่าพาหลิงหลงไปในทางที่ไม่ดี อย่าทำให้หลิงหลงตกใจ!


   ทันใดนั้นเจ้าสำนักในห้องก็ตั้งสติได้ ประมุขวังวิญญาณเหมันต์ชี้หน้าพวกเขาแล้วตวาดถามเป็นคนแรก “พวก… พวกเจ้าคิดจะก่อกบฏรึ?”


   “ก่อกบฏ?” เยี่ยหลิงหลงเดินเข้ามาจากข้างนอก ศิษย์พี่ศิษย์น้องของนางก็เดินตามเข้ามาด้วย


   พวกเขาสิบสามคนผู้มีระดับการฝึกฝนขอบเขตพ้นพิบัติเดินเข้าไป แรงกดดันพลันแผ่ซ่านเต็มพิกัดต่อหน้าเหล่าเจ้าสำนักที่ส่วนใหญ่มีระดับการฝึกฝนเพียงขอบเขตมหายาน


   “ทุกท่านคิดว่าสำนักชิงเสวียนมาเพื่อก่อกบฏหรือ?”


   คำถามนี้ทำให้ภายในห้องเงียบสงัดราวกับไม่มีผู้ใดอยู่


   ไม่รู้ว่าพวกเขาหวาดกลัว หรือกำลังลังเลจริงๆ แต่การที่พวกเขาไม่ได้โต้เถียงหรือด่าทอในทันที แสดงว่าพวกเขายังไม่ได้ไร้สติไปเสียทั้งหมด


   เยี่ยหลิงหลงเดินไปยังส่วนในสุดและตรงกลางที่สุดของห้อง ซึ่งเดิมเป็นตำแหน่งที่ร่างเงาของชาวเผ่าเซียนอยู่ นางนั่งลงบนเก้าอี้โดยตรงแล้วหยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมา รินให้ตนเองแล้วจิบไปหนึ่งคำ


   ส่วนศิษย์พี่ศิษย์น้องของนางก็ยืนอยู่ทางซ้ายและขวาของนาง ช่วยเสริมบารมีให้นางอย่างเต็มที่ จนกระทั่งผู้คนที่อยู่ในที่นั้นไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง


   ทันใดนั้น เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนถอนหายใจยาว สั่งให้คนไปปิดประตูห้องจากนั้นเขาก็นั่งลงอย่างสงบใจ


   “อมิตาพุทธ หากสำนักชิงเสวียนต้องการจะก่อกบฏจริงๆ คงมิใช่เพียงแค่เดินเข้ามา ด้วยพลังของพวกเขาในตอนนี้ ก็เพียงพอที่จะกวาดล้างที่นี่ให้ราบเป็นหน้ากลองได้แล้ว”


   หลังจากเจ้าอาวาสกล่าวจบ อวี๋ฉงม่านเจ้าสำนักคนใหม่ของสำนักจันทราพิฆาตก็กลับไปนั่งที่ตำแหน่งของตนเองเช่นกัน


   “แม้ว่าท่าทีของสำนักชิงเสวียนจะยิ่งใหญ่มาก แต่ก็มิได้คิดจะใช้กำลังแก้ไขปัญหาเป็นแน่ ในเมื่อต้องการจะพูดคุย ก็จงพูดคุยกันดีๆไป สั่งคนข้างนอกอย่าให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ให้ทำเหมือนว่าเมื่อครู่ไม่มีอันใดเกิดขึ้น”


   หลังจากอวี๋ฉงม่านสั่งการเสร็จ ศิษย์ที่อยู่เบื้องหลังนางก็ออกไปจัดการ


   เมื่อเห็นเช่นนั้น เจ้าสำนักของอีกห้าสำนักใหญ่ก็กลับไปนั่งที่ของตนเอง เหล่าเจ้าสำนักอื่นๆที่มีอำนาจไม่มากนักก็พากันนั่งลง สุดท้ายประมุขวังวิญญาณเหมันต์ก็ถอนหายใจแล้วนั่งลงเช่นกัน


   เมื่อเห็นทุกคนนั่งลงอย่างเรียบร้อย เยี่ยหลิงหลงก็แย้มยิ้มที่มุมปาก


   “ไม่ได้พบกันนับร้อยปี ปฏิกิริยาของทุกท่านทำให้ข้าประหลาดใจยิ่งนัก ข้ายังคิดว่าพวกท่านจะตายตกตามพวกเราไปตั้งแต่แรกเสียอีก”


...…


   เหล่าเจ้าสำนักยิ่งเงียบกริบ


   ตายตกตามกันไป?


   ล้อเล่นกระมัง นั่นต้องฝ่ายที่มีกำลังเท่าเทียมกันถึงจะมีคุณสมบัติตายตกตามไปสิ!



บทที่ 1474: พวกเราเลือกที่จะเชื่อ



   “เมื่อร้อยปีก่อน จดหมายที่เผ่าเซียนส่งให้พวกท่านทุกคน คงได้อ่านกันแล้วใช่หรือไม่? มีความเห็นอย่างไรก็กล่าวออกมาเถิด”


   เยี่ยหลิงหลงไม่สนใจว่าพวกเขาจะเงียบกริบ เปิดประเด็นต่อไปทันที


   เมื่อนางเอ่ยถามเช่นนั้น เหล่าเจ้าสำนักใหญ่ต่างมองหน้ากันไปมา สบตาสื่อสารกันหลายครั้ง


   เมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงก็รู้ได้ทันทีว่าก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้มีการพูดคุยหรือหารือกันเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย


   อาจเป็นเพราะศิษย์สำนักชิงเสวียนหลายคนนี้ไม่ได้ปรากฏตัวมานับร้อยปี หรืออาจเป็นเพราะตอนที่พวกเขาได้รับจดหมาย แต่ละสำนักต่างก็บอบช้ำอย่างหนัก จำเป็นต้องพักฟื้นฟู ไม่ได้มีเรี่ยวแรงมาใส่ใจเรื่องมากมายที่ยังไม่เป็นภัยต่อตนเอง


   หรือบางทีพวกเขาอาจจะยังคงมีความเชื่อใจในสำนักชิงเสวียนอยู่บ้างเล็กน้อย


   หลังจากที่ทุกคนสบตาสื่อสารกันหลายครั้ง ผู้ที่เปิดปากเป็นคนแรกคือเจ้าสำนักคนใหม่ของสำนักจันทราพิฆาต อวี๋ฉงม่าน


   “จดหมายนั้นข้าได้อ่านแล้ว แต่บางครั้งสิ่งที่เห็นก็อาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป ความผิดพลาดเช่นเดียวกันนี้ เจ็ดสำนักใหญ่เคยทำมาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นสำหรับเนื้อหาในจดหมาย ข้าเลือกที่จะรอดูท่าทีไปก่อน นอกจากข้าแล้ว ในสำนักจันทราพิฆาตไม่มีผู้ใดได้เห็นเนื้อหาในจดหมาย ศิษย์และผู้อาวุโสทั้งหลายต่างก็ไม่รู้เรื่องนี้”


   อวี๋ฉงม่านหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวในจดหมายเกิดขึ้นเมื่อหมื่นปีก่อน พวกเจ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย และข้าก็ไม่ได้รู้จักพวกเขาเหล่านั้นดีนัก แต่ตลอดหลายร้อยปีมานี้ข้ากับพวกเจ้าเคยร่วมมือกันมาแล้วหลายครั้ง ข้าย่อมรู้จักพวกเจ้าดี โดยส่วนตัวแล้ว ข้าไม่เชื่อว่าพวกเจ้าจะทำเช่นนั้นด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ไป๋เวยของข้าก็ยังอยู่กับสำนักชิงเสวียน ข้าจะไม่เชื่อใจนางได้อย่างไร?”


   เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ลู่ไป๋เวยก็มองไปยังอวี๋ฉงม่าน มุมปากยกขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้


   สองยายหลานยิ้มให้กันอย่างเข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในความเงียบงันนั้น


   หลังจากอวี๋ฉงม่านกล่าวจบ เจ้าสำนักของอีกห้าสำนักใหญ่ที่เหลือก็ทยอยพยักหน้า


   แม้จะเป็นคำพูดของสำนักจันทราพิฆาตเพียงฝ่ายเดียว แต่ก็ตรงกับความคิดเห็นของอีกห้าสำนักที่เหลือ พวกเขาเคยตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่นมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อมีครั้งที่สองย่อมมิอาจใจร้อนได้อีก


   “สำนักสวรรค์ลิขิตก็เช่นกัน นอกจากข้าผู้เป็นเจ้าสำนักแล้ว ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ และข้าก็สามารถทำเป็นมองไม่เห็นได้” เจ้าสำนักคนใหม่ของสำนักสวรรค์ลิขิตกล่าว “สำนักสวรรค์ลิขิตและสำนักจันทราพิฆาต เลือกที่จะเชื่อมั่นในสำนักชิงเสวียน”


   หลังจากเจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตกล่าวจบ เจ้าสำนักของสำนักแปรเมฆา สำนักอัคคีแดง สำนักวายุเหิน และสำนักหทัยครามที่เหลือก็แสดงท่าทีเช่นกัน


   แม้ว่าทุกคนจะไม่ได้ปรึกษาหารือกัน แต่เมื่อเห็นจดหมายแล้ว ปฏิกิริยาแรกก็คือรอดูสถานการณ์ไปก่อน


   เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น พวกเขาเลือกที่จะไม่คาดเดาในแง่ร้าย


   เส้นทางที่สำนักชิงเสวียนเดินผ่านมานั้นต้องเผชิญกับความเกลียดชังมามากมายแล้ว แต่ตั้งแต่ต้นจนจบพวกเขาก็ไม่เคยทำร้ายผู้ใดเลยแม้แต่น้อย


   ก่อนที่เรื่องราวจะเกิดขึ้นหากยังเกลียดชังพวกเขาอีก ก็มีแต่จะผลักไสพวกเขาไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม ทำร้ายทั้งผู้อื่นและตนเองซึ่งไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย


   เยี่ยหลิงหลงเห็นปฏิกิริยาของหกสำนักใหญ่แล้วรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล


   ตลอดหลายร้อยปีมานี้ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย หากบัดนี้ยังไม่มีสติปัญญาที่แจ่มใส วิจารณญาณที่สุขุมรอบคอบนั่นคงเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก


   โชคดีที่พวกเขาเลือกที่จะเชื่อ


   อย่างน้อยการช่วยเหลือและการร่วมฟันฝ่าอุปสรรคตลอดหลายร้อยปีมานี้ก็ไม่สูญเปล่า เมื่อมอบความจริงใจให้ไปย่อมได้รับความจริงใจตอบแทนกลับมา


   หลังจากหกสำนักใหญ่แสดงท่าทีแล้ว ประมุขเกาะเผิงไหลก็กล่าวต่อ “ทางเกาะเผิงไหล นอกจากข้าแล้ว ก็มีเพียงผู้อาวุโสหลักไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้อ่านจดหมาย ผลการหารือของพวกเราก็คือเลือกที่จะเชื่อมั่นเช่นกัน


   แม้ว่าจะไม่ได้คลุกคลีกับศิษย์สำนักชิงเสวียนของพวกเจ้ามากนัก แต่ศิษย์ของข้า ข้าเฝ้าดูนางมานับร้อยปี ข้าเชื่อใจนาง ดังนั้นจึงยินดีที่จะเชื่อใจศิษย์พี่น้องร่วมสำนักของนางด้วย”


   เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของฮวาซือฉิงพลันตื่นตระหนก ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ละอองน้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาทันที


   ประมุขเกาะเผิงไหลยิ้มให้นางแล้วพยักหน้า เป็นการปลอบให้นางวางใจ


   “อมิตาพุทธ” เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนเอ่ยขึ้น “กล่าวถึงความผูกพันระหว่างพวกเรากับสำนักชิงเสวียน คงต้องนับย้อนไปเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน เรื่องต้นอู๋โยว พวกเราได้พาหลินเยวียนกลับไป ให้เขาพำนักอยู่ที่ฟ่านอินเทียนนับร้อยปี


   อาตมาเฝ้าดูเขามาด้วยตนเองนับร้อยปี ตั้งแต่แรกเริ่มที่ไม่มีผู้ใดเชื่อใจเขา อาตมาก็เลือกที่จะเชื่อมั่นแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนั้นมาถึงวันนี้เหตุใดจึงจะไม่เชื่อใจเล่า?”


   ทันใดนั้นกู้หลินเยวียนผู้ซึ่งปกติมักจะเงียบขรึมก็ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ประสานมือทั้งสองข้าง


   “ขอบคุณท่านเจ้าอาวาสที่เมตตาตลอดหลายร้อยปีมานี้ หลินเยวียนจะไม่ลืมบุญคุณนี้ไปชั่วชีวิต”


   “เพราะเจ้าไม่เคยทำให้อาตมาผิดหวัง เจ้าคู่ควร ดังนั้นนี่จึงมิใช่ความเมตตา แต่เป็นการเชื่อใจถูกคน อมิตาพุทธ”


   “เช่นนั้น พวกเจ้าแต่ละคนเลือกที่จะเชื่อพวกเขา ก็เพราะมีคนที่คุ้นเคยอยู่ในสำนักชิงเสวียนรึ?” ประมุขหอเฟยซิงเอ่ยขึ้น ผู้อื่นทั้งหมดจึงหันไปมองเขา


   แล้วได้ยินเขาพูดต่อ “ข้าแตกต่างออกไป แม้ว่าปรมาจารย์โม่จะไม่เคยมาเยือนหอเฟยซิงของข้าเลย แต่ข้าก็ยังคงเลือกที่จะเชื่อ การดูคนจากการสร้างสรรค์ผลงาน การออกแบบอาวุธวิเศษหลายชิ้นของนาง ได้รับอิทธิพลจากจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาของนาง ทำสิ่งใดก็มักจะเหลือทางรอดไว้เสมอ ข้าไม่เชื่อว่านางจะทำเรื่องที่ทรยศต่อโลกหล้าผู้ฝึกเซียนได้


   เช่นนั้นคำถามคือ ปรมาจารย์โม่จะหาเวลามาเยือนหอเฟยซิงของข้าสักครั้งได้เมื่อใด? ทุกคนต่างก็อยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านอย่างยิ่ง!”


...…


   เมื่อเขาเอ่ยปากขึ้น ก็สามารถทำลายบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกดีๆ ก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น ทำให้ผู้คนต่างหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก


   “ดี ดี ดี พวกเจ้าแต่ละคนเชื่อมั่นในสำนักชิงเสวียนก็เพราะเชื่อใจคนใดคนหนึ่งในนั้นใช่หรือไม่?” ประมุขเขาเต๋าเสวียนยิ้มแล้วกล่าว “ข้าแตกต่างออกไป ข้าเชื่อพวกเขาทั้งหมด ข้าผู้นี้ วิเคราะห์เรื่องราวตามความเป็นจริง ไม่เคยเชื่อมั่นในความรู้สึกอย่างมืดบอด”


   ทันใดนั้นประมุขหอเฟยซิงหันกลับมาถาม “ไม่เชื่อมั่นในความรู้สึกอย่างมืดบอด หรือเป็นเพราะไม่มีผู้ใดในพวกเขามีความรู้สึกผูกพันกับท่านกันแน่?”


   “ประมุขหอเฟยซิง ท่านพูดเช่นนี้ข้าไม่พอใจแล้วนะ เรื่องความรู้สึกผูกพันนั้น วันหน้าจะสร้างขึ้นก็มิใช่ว่าจะทำไม่ได้นี่” ประมุขเขาเต๋าเสวียนหันไปมองเยี่ยหลิงหลง “สหายเต๋าเสี่ยวเยี่ย เขากล่าวเช่นนี้แล้ว เมื่อใดเจ้าจะให้โอกาสข้าบ้างเล่า?”


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มบางเบา ยังไม่ทันได้ตอบ ประมุขวังวิญญาณเหมันต์ที่อยู่ข้างๆ ก็ร้องตะโกนขึ้นอย่างตื่นเต้น


   “เช่นนั้นจดหมายที่เผ่าเซียนให้พวกท่าน พวกท่านอ่านแล้วก็ทำเป็นไม่เคยอ่านรึ? มีเพียงข้าผู้เดียวเท่านั้นหรือที่นอกจากจะเรียกผู้อาวุโสมาประชุมแล้ว ยังเรียกศิษย์ชั้นยอดมารวมตัวกันเพื่อตักเตือนพวกเขาด้วย?”


   หลังจากเขากล่าวจบ สายตาของเจ้าสำนักทุกคนก็หันไปมองเขา สายตาเหล่านั้นมีทั้งความประหลาดใจ ความขบขัน และความไม่เข้าใจ


   ทันใดนั้นศิษย์สำนักชิงเสวียนก็หันไปมองประมุขวังวิญญาณเหมันต์พร้อมกัน สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปและรีบกล่าวเสริมว่า “อ่านก็อ่านแล้ว แต่ตอนนั้นศิษย์เกือบทุกคนที่เคยติดต่อกับพวกเจ้า โดยเฉพาะพวกที่กลับมาจากเขาต้วนหุน ต่างก็พูดเข้าข้างพวกเจ้า


   พวกเขากล่าวว่าหากพวกเจ้ามีใจคิดร้ายจริงๆ ผู้ที่ตายอยู่ที่เขาต้วนหุนก็คงเป็นพวกเขา มิใช่เผ่ามาร แม้ว่าสุดท้ายจะไม่สามารถสกัดกั้นเผ่ามารมิให้ชิงอัญมณีสีแดงไปได้ แต่ก็สามารถกำจัดบุตรธิดาสายตรงทั้งสามของราชามารได้สำเร็จ


   อีกทั้งทุกครั้งไม่ว่าจะพบเจอเรื่องอันตรายเพียงใด พวกเจ้าก็มักจะบุกตะลุยไปข้างหน้าเป็นคนแรกและคอยระวังหลังเป็นคนสุดท้าย เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนปลอดภัย


   ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาย่อมไม่มีทางเชื่อว่าพวกเจ้าจะทำเรื่องเหล่านั้นได้”



บทที่ 1475: ชีวิตของพวกเขามิใช่ชีวิตหรือไร?



   "วันนั้น ข้ายังไม่ได้พูดอะไรมากนัก แต่พวกเขากลับพร่ำบ่นกันตลอดบ่าย จนกระทั่งค่ำมืดก็ยังไม่อยากปล่อยข้าไป เกรงว่าข้าจะทำอะไรที่เป็นภัยต่อพวกเจ้าอีก


   ข้ารับปากซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าจะพักเรื่องนี้ไว้ก่อน รอดูว่าสำนักอื่นจะจัดการอย่างไร


   ใครจะรู้ได้ว่าพวกเจ้ากลับไม่มีใครเคลื่อนไหวเลยสักคน ข้าถึงกับเคยสงสัยว่า เผ่าเซียนส่งจดหมายมาให้แค่วังวิญญาณเหมันต์ของพวกเราเท่านั้นหรือ? เมื่อคิดเช่นนั้นข้ายิ่งไม่กล้าแพร่งพรายออกไป


   อย่างไรเสียก็มีแค่วังวิญญาณเหมันต์ของพวกเราเพียงสำนักเดียว ย่อมสู้สำนักชิงเสวียนไม่ได้เป็นแน่! ตำหนักหลัวฝูพังทลายไปได้อย่างไร ข้ายังจำได้จนถึงทุกวันนี้!”


   หลังจากประมุขวังวิญญาณเหมันต์กล่าวจบ เจ้าสำนักคนอื่นๆ ก็.อดหัวเราะออกมาไม่ได้


   บรรยากาศที่ตึงเครียดและจริงจังในตอนแรก พลันผ่อนคลายและน่าขบขันขึ้นในทันที


   แม้ว่าสำนักชิงเสวียนจะไม่ได้เอ่ยปาก แต่หลังจากในใจของพวกเขาผ่อนคลายลงแล้ว ก็ไม่รู้สึกว่าศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งสิบสามคนที่มีระดับการฝึกฝนขอบเขตพ้นพิบัติจะน่าเกรงขามอีกต่อไป ซ้ำยิ่งไม่รู้สึกว่าพวกเขาน่ากลัวอีกด้วย


   หลังจากหยอกล้อกันเล็กน้อย เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนก็สงบลงเป็นคนแรก


   “เช่นนั้นแล้ว การที่ทุกท่านจากสำนักชิงเสวียนปรากฏตัวขึ้นในเวลานี้ ก็เพื่อจะร่วมมือกับพวกเราต่อต้านเผ่ามาร ใช่หรือไม่?”


   เมื่อเขาเอ่ยถามเช่นนั้น ทุกคนก็เงียบลงแล้วหันไปมองสำนักชิงเสวียน ในเวลานี้แววตาของพวกเขาไม่ได้มีแววหยอกล้ออีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและความคาดหวัง แสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เผ่ามารเริ่มก่อสงครามขึ้นนี้ พวกเขาตึงเครียดและกังวลใจอย่างแท้จริง


   บัดนี้ภายในห้องที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะกลับเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มตกพื้นได้ชัดเจน


   เยี่ยหลิงหลงรู้ดีถึงความร้อนรุ่มและความไม่สบายใจในใจของทุกคนในขณะนี้ นางจึงไม่คิดจะอ้อมค้อมอีกต่อไป


   “ใช่แล้ว”


   หลังจากกล่าวสองคำนั้นจบ เยี่ยหลิงหลงก็ได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกดังขึ้นทั่วทั้งห้อง พร้อมเพรียงและดังสนั่น ทั้งน่าขบขันและจนใจ


   “แม้ว่าทุกท่านจะเชื่อมั่นในพวกเรา แต่สำนักชิงเสวียนบริสุทธิ์ไร้มลทินจริงๆ พวกเราต้องการทำให้ทุกคนรู้ว่าสำนักชิงเสวียนเมื่อหมื่นปีก่อนไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อเผ่ามาร และสำนักชิงเสวียนในอีกหมื่นปีให้หลังก็จะไม่สวามิภักดิ์ต่อเผ่ามารเช่นกัน”


   เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของคนเหล่านั้นก็พลันเปลี่ยนไปอีกครั้ง


   สิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่นเป็นเพียงสำนักชิงเสวียนในอีกหมื่นปีให้หลังนี้ที่พวกเขาได้พบเห็น ได้เคยคลุกคลีและได้ร่วมรบด้วยกันมา แต่เรื่องราวเมื่อหมื่นปีก่อนนั้น หลักฐานชัดเจนเพียงนี้หรือจะมีการพลิกกลับได้อย่างไร?


   เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้น ไข่มุกแห่งความทรงจำปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนาง แสงสว่างวาบขึ้นชั่วครู่ ภาพความทรงจำในไข่มุกก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน


   ทุกคนต่างเงียบงันเฝ้าดูภาพเหตุการณ์ในอดีตสั้นๆนี้ ที่เยี่ยหลิงหลงใช้เวลานับร้อยปีเพื่อตามหากลับคืนมา


   หลังจากภาพจบลงไปได้ครู่ใหญ่ จึงมีคนได้สติกลับมาจากความตกตะลึง


   “ใช่แล้ว ในภาพที่เผ่าเซียนให้มา มีเพียงค่ายกลย้ายเอกภพสวรรค์อยู่เหนือสำนักชิงเสวียน แต่ไม่ได้มีสถานการณ์ภายในสำนักชิงเสวียน ดังนั้น ตั้งแต่แรกเริ่มก็มิอาจพิสูจน์ได้โดยตรงว่า สำนักชิงเสวียนสวามิภักดิ์ต่อเผ่ามารโดยสมัครใจ”


   “หากมองจากมุมนี้ เผ่าเซียนก็ไม่ได้เห็นว่าศิษย์สำนักชิงเสวียนในภพเซียนไปยังภพมารได้อย่างไร พวกเขาเห็นเพียงรอยแตกเดียวก็ตัดสินความผิดของพวกเขาแล้ว นี่ช่างเป็นการตัดสินที่หุนหันพลันแล่นเกินไปจริงๆ”


   “แต่ในภาพที่เผ่าเซียนให้มายังมีภาพศิษย์สำนักชิงเสวียนนั่งรวมกันอยู่บนเขามาร รอคอยพิธีเข้าสู่เผ่ามารเริ่มขึ้นมิใช่หรือ อาจเป็นเพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงเชื่อมั่นอย่างสนิทใจว่าสำนักชิงเสวียนสวามิภักดิ์ต่อเผ่ามารกระมัง?”


   “ภาพนี้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงจริงๆ แต่พวกเราทุกคนต่างก็เคยผ่านประสบการณ์มามากมายแล้ว ย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้นเองมิใช่หรือ? บางทีหากเมื่อครั้งกระนั้นเผ่าเซียนสืบสวนให้ลึกลงไปอีก ก็อาจจะได้เห็นความจริงของเรื่องราว”


   “แต่พวกเขาไม่ได้ทำ” เยี่ยหลิงหลงฟังการสนทนาของพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยปากขึ้นในที่สุด “พวกเขาเป็นใหญ่ในหกภพนี้มานานหลายปี หยิ่งทะนง ถือดี ไม่เคยก้มหัวลงมองดูสักครั้ง พวกเขาคิดว่าตนเองสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง”


   เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ผู้ที่เงียบที่สุดก็คือหกสำนักใหญ่


   เมื่อก่อนนี้ พวกเขาก็มิได้เป็นเช่นนี้หรอกหรือ?


   ความรู้สึกที่มั่นใจเต็มเปี่ยม คิดว่าตนเองสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้ มองทุกสิ่งทุกอย่างจากที่สูง คิดว่าสามารถควบคุมมดปลวกสองสามตัวได้อย่างง่ายดาย ความรู้สึกเช่นนี้ พวกเขาเข้าใจดีเหลือเกิน!


   ดังนั้นจึงก้าวพลาดไปหนึ่งก้าว แล้วก็ก้าวพลาดต่อไปเรื่อยๆ


   “ดังนั้นพวกเขาจึงตกหลุมพรางของเผ่ามารได้อย่างง่ายดาย” เยี่ยหลิงหลงหยุดไปครู่หนึ่ง “พร้อมกับเผ่ามนุษย์ เผ่าปีศาจ และเผ่าวิญญาณไปด้วยกัน”


   คำพูดนี้ดังขึ้น ก็มีเสียงสูดลมหายใจดังขึ้นพร้อมกันจากทั่วทั้งห้อง


   “หลุม… หลุมพราง? หลุมพรางอันใด?”


   “ข้อจำกัดของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาที่มีแต่ทางเข้าไม่มีทางออกยังไม่ได้ถูกคลายออก ผู้ที่ลงไปทั้งหมด มีแต่ไปแล้วไม่ได้กลับ”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ เสียงสูดลมหายใจในห้องก็ดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า และความรู้สึกร้อนรุ่มก็ยิ่งรุนแรงกว่าเดิม


   “ข้อจำกัดของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเหตุใดจึงยังไม่ถูกทำลาย?”


   “เผ่าเซียนไม่สังเกตเห็นความผิดปกติเลยหรือ?”


   “ไม่ทราบสิ เรื่องของพวกเขาไม่เคยบอกพวกเราเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่พวกเขามาก็แค่รวบรวมข้อมูลจากพวกเรา แล้วก็ออกคำสั่งง่ายๆเท่านั้น”


   ท่ามกลางเสียงซักถามของพวกเขา เยี่ยหลิงหลงก็วิเคราะห์สถานการณ์โดยละเอียดให้พวกเขาฟัง


   หลังจากฟังจบ พวกเขาทุกคนก็เดือดดาลขึ้นมา


   “กลอุบายนี้พวกเรามองไม่ออกก็ช่างเถิด เหตุใดเผ่าเซียนจึงมองไม่ออกด้วยเล่า?”


   “มีความเป็นไปได้หรือไม่ ว่าเผ่ามารไม่ได้บุกรุกภพเซียน เพียงแค่บุกรุกโลกแห่งการฝึกตน ภพปีศาจ และปรภพเท่านั้น? เผ่าเซียนก็แค่ได้รับข่าวจากพวกท่าน ดังนั้นจึงจัดตั้งพวกท่านให้ไปตอบโต้”


   เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยหลิงหลง คนอื่นๆก็ยิ่งเดือดดาลมากขึ้นไปอีก


   เผ่าเซียนทำเช่นนี้ได้อย่างไร!


   การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวนี้ พวกเขาจะต้องสูญเสียผู้คนไปมากเท่าใด!


   ชีวิตของพวกเขามิใช่ชีวิตหรือไร?


   “อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ทุกคนใจเย็นๆก่อนเถิด จอมมารโบราณในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานั่นกำลังจะออกมาแล้วมิใช่หรือ? หากมองจากมุมของการหยุดยั้งเขา การจัดการเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะยอมรับไม่ได้เสียทีเดียว? อีกทั้งเผ่าเซียนเองก็ส่งคนลงไปด้วยมิใช่หรือ?”


   หลังจากประมุขวังวิญญาณเหมันต์กล่าวจบ สีหน้าของทุกคนก็ดีขึ้นเล็กน้อย


   อาจจะมีบางส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่เป้าหมายหลักก็คือการขัดขวางเผ่ามารมิให้ช่วยเหลือจอมมารโบราณจุติออกมา เป้าหมายและทิศทางก็ไม่ได้ผิดพลาด


   ทว่าคำพูดประโยคหนึ่งของเยี่ยหลิงหลงก็ทำให้สีหน้าที่เพิ่งจะดีขึ้นของพวกเขาพลันทรุดฮวบลงไปถึงจุดต่ำสุดอีกครั้ง


   “ปัญหาหลักมันอยู่ตรงนี้แหละ ผู้อยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานั่น มิใช่จอมมารโบราณที่เผ่ามารต้องการจะฟื้นคืนชีพ” น้ำเสียงของเยี่ยหลิงหลงหนักแน่น “เรื่องนี้ ข้ามั่นใจมาก”


   ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกตะลึงระลอกแล้วระลอกเล่า เยี่ยหลิงหลงก็กล่าวต่อ “เผ่ามารต้องการให้เผ่าเซียน เผ่ามนุษย์ เผ่าปีศาจ และเผ่าวิญญาณ ใช้กำลังมหาศาลเพื่อสังหารศัตรูในจินตนาการที่พวกเขาสร้างขึ้นให้สี่ภพ จากนั้นก็รอให้จอมมารโบราณตัวจริงจุติออกมา แล้วร่วมมือกับเขานั่งรอรับผลประโยชน์ ยึดครองหกภพ”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ทั้งห้องก็พลันอลหม่านขึ้นมาทันที


   ทุกคนต่างตกตะลึงทั้งหวาดกลัว ขณะเดียวกันก็รู้สึกเจ็บปวดใจอย่างสุดซึ้งแทนศิษย์ของพวกเขาที่กล้าหาญและสมัครใจเข้าไปในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา!


   “ทำอย่างไรดี? ตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี!”


   “หากทุกท่านยินดีที่จะเชื่อมั่นในพวกเรา…” เยี่ยหลิงหลงยังกล่าวไม่ทันจบ ก็มีคนตะโกนขึ้นทันที “เชื่อ!”


   “ใช่แล้ว พวกเราเชื่อพวกเจ้า! เมื่อเทียบกับเผ่าเซียนที่อยู่สูงส่งจนเกินเอื้อม พวกเจ้าที่อยู่ตรงหน้านี้ทำให้พวกเรารู้สึกอุ่นใจมากกว่า!”


   “ใช่! ขอเพียงพวกเจ้าสั่ง พวกเราจะทำตามทั้งหมด ขอเพียง… อย่าให้ศิษย์ของพวกเราต้องตายเปล่าโดยไร้ประโยชน์!”



บทที่ 1476: เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธามิใช่จุดสิ้นสุด



   เมื่อเห็นใบหน้าที่ตื่นเต้น ดวงตาที่เปี่ยมด้วยความหวังและท่าทีตึงเครียดราวกับกำลังคว้าฟางเส้นสุดท้ายของพวกเขาเหล่านั้น เยี่ยหลิงหลงก็พยักหน้าแล้วกล่าว “ดี ในเมื่อพวกท่านยินดีที่จะเชื่อมั่นในพวกข้า เช่นนั้นทุกอย่างก็พูดคุยกันได้ง่าย”


   เมื่อได้ยินคำพูดนั้นคนอื่นๆก็พากันเงียบลง เพราะเสาหลักของพวกเขาได้กลับมาแล้ว


   แม้ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าเหล่านี้จะเป็นคนรุ่นหลัง แต่พวกเขาได้ช่วยโลกหล้าผู้ฝึกเซียนให้พ้นจากภัยพิบัติมาแล้วมิใช่เพียงครั้งสองครั้ง การตัดสินใจของพวกเขาไม่เคยผิดพลาด พวกเขาสมควรได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนจากทุกคน


   “เรื่องแรก ข่าวการกลับมาของสำนักชิงเสวียน ห้ามแจ้งให้เผ่าเซียนทราบเด็ดขาด มิใช่เพราะเกรงกลัวพวกเขา แต่เพราะการช่วยคนเป็นเรื่องเร่งด่วนในขณะนี้ ไม่จำเป็นต้องสร้างอุปสรรคให้ตนเองโดยไม่จำเป็น” เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   “เรื่องนี้จัดการได้ง่าย ตอนที่พวกท่านเพิ่งเข้ามา ร่างเงาของเผ่าเซียนยังไม่ทันก่อตัวสมบูรณ์ก็ถูกทำลายไปแล้ว พวกเขาไม่น่าจะมองเห็นพวกเจ้า พวกเราจะปรึกษาหารือกันเพื่อหาคำพูดที่สอดคล้องกัน เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องนี้ไป” ประมุขวังวิญญาณเหมันต์กล่าว


   “เรื่องที่สอง กลุ่มที่สามและสี่ที่เตรียมพร้อมไว้แล้ว ไม่ต้องลงไปอีก ส่วนคนที่ลงไปแล้ว ขอรายชื่อให้พวกเราด้วย” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “ให้สำนักชิงเสวียนของพวกเราลงไปช่วยคน”


   เมื่อได้ยินคำพูดนั้น คนอื่นๆก็ชะงักไป ในใจพลันรู้สึกซับซ้อนหลากหลายอารมณ์


   ในฐานะเจ้าสำนักใหญ่ อันที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้ติดต่อกับศิษย์สำนักชิงเสวียนมากนัก ผู้ที่ติดต่อกับพวกเขามากกว่าคือศิษย์ใต้สังกัดของตนเอง


   เมื่อกล่าวถึงศิษย์สำนักชิงเสวียน พวกเขาไม่เคยตระหนี่คำชื่นชม และสิ่งที่พูดถึงมากที่สุดก็คือความกล้าหาญไม่เกรงกลัวสิ่งใด เป็นผู้นำทัพที่ไม่เคยถอยหนี


   ก่อนหน้านี้ไม่ได้มีความรู้สึกที่ลึกซึ้งมากนัก แต่บัดนี้พวกเขาทุกคนต่างก็สัมผัสได้ถึงความมั่นใจและความรับผิดชอบของสำนักชิงเสวียน


   ความมั่นใจในพลังของตนเอง ความรับผิดชอบต่อผู้คนในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน พวกเขาเป็นผู้ที่บุกตะลุยไปข้างหน้าเป็นคนแรกเสมอจริงๆ!


   “เพียงพวกเจ้าสิบสามคนหรือ? หรือว่าจะให้ส่งศิษย์บางส่วนติดตามพวกเจ้าลงไปด้วย? ข้าจะรับประกันว่าพวกเขาจะเชื่อฟังอย่างแน่นอน” เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตกล่าว


   “ท่านสามารถรับประกันได้ว่าพวกเขาจะเชื่อฟังอย่างแน่นอน แต่ข้าไม่สามารถรับประกันได้ว่าเมื่อพวกเขาลงไปแล้วจะไม่ตาย” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “หากพวกท่านต้องการจะส่งคนไปจริงๆ ย่อมได้แต่ระดับการฝึกฝนซึ่งเริ่มที่ขอบเขตพ้นพิบัติ”


   คำพูดประโยคเดียวของเยี่ยหลิงหลง ทำให้ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบ


   นอกจากวังวิญญาณเหมันต์และฟ่านอินเทียนที่มีศิษย์สองคนบรรลุขอบเขตพ้นพิบัติในการประชุมใหญ่เติงเทียนแล้ว


   ผู้ที่มีระดับการฝึกฝนขอบเขตพ้นพิบัติคนอื่นๆล้วนเป็นเหล่าจู่ที่กำลังปิดด่านอยู่ พวกเขาเป็นสมบัติล้ำค่าของแต่ละสำนัก อีกทั้งยังไม่ได้ออกรบมานาน บัดนี้จะให้ส่งลงไปย่อมเป็นไปไม่ได้


   การส่งคนที่มีระดับการฝึกฝนเริ่มที่ขอบเขตพ้นพิบัติ การปฏิเสธนี้ช่างทั้งนุ่มนวลและเฉียบคม ทำให้ผู้คนจนปัญญาโดยสิ้นเชิง


   “อมิตาพุทธ” เจ้าอาวาสฟ่านอินเทียนกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกท่านโปรดดูแลตนเองให้ดี”


   “วางใจเถิด หากในโลกนี้มีเรื่องที่แม้แต่พวกเราก็ยังจัดการไม่ได้ เช่นนั้นเรื่องนั้นย่อมไม่มีทางแก้ไขได้อย่างแน่นอน” เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างมั่นใจ


   รอยยิ้มของนางทำให้ทุกคนในที่นั้นสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งว่าความมั่นใจคืออะไร


   ความมั่นใจของสำนักชิงเสวียนนี้ มิใช่ความหยิ่งทะนง แต่เป็นความมั่นใจที่มาจากพลังของตนเอง เป็นความมั่นใจที่กล้าเสี่ยง กล้าลุย กล้าเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่าง


   “เรื่องที่สาม ผู้คนที่พวกท่านรวบรวมมาที่นี่ไม่จำเป็นต้องส่งกลับไป แต่จำเป็นต้องให้พวกท่านช่วยฝึกฝนพวกเขา นอกจากศิษย์ของแต่ละสำนักแล้ว ยังมีสำนักใหญ่น้อยอีกมากมาย แม้กระทั่งผู้ฝึกตนไร้สังกัดจำนวนมาก อย่ามองว่าพลังของพวกเขาไม่แข็งแกร่ง แต่เมื่อรวมตัวกันแล้วก็เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มาก


   พลังกลุ่มนี้มิอาจดูแคลนได้ จะต้องควบคุมพวกเขาให้ดี เรื่องนี้จำเป็นต้องให้เหล่าเจ้าสำนักใหญ่แบ่งปันทรัพยากรบางส่วนให้แก่พวกเขา


   เพื่อเพิ่มพูนพลังความสามารถในการต่อสู้และความสามารถในการทำงานเป็นกลุ่มของพวกเขาโดยเร็วที่สุด เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธามิใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดศึกของเผ่ามาร


   เมื่อใดที่เผ่ามารรอคอยจนถึงเวลาที่พวกเขาต้องการ พวกเขาย่อมต้องเปิดศึกเต็มรูปแบบอย่างแน่นอน สงครามครั้งนี้จะต้องเกิดขึ้นและไม่มีผู้ใดหลีกหนีได้


   ดังนั้นในขณะที่ยังมีเวลา จงเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อต่อสู้ให้อยู่รอดในโลกนี้!”


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนอื่นๆก็เงียบไปครู่หนึ่ง หลังจากนั้นประมุขวังวิญญาณเหมันต์ก็ก้าวออกมายืนเป็นคนแรก


   “เรื่องนี้วังวิญญาณเหมันต์ตกลง ต่อไปจะทุ่มเทฝึกฝนกำลังรบอย่างเต็มที่ ไม่เกียจคร้านเป็นอันขาด!”


   “ฟ่านอินเทียนก็เช่นกัน”


   “หกสำนักใหญ่ก็เห็นด้วย”


...…


   เมื่อเห็นทุกคนทยอยตกลงกันแล้ว หัวใจที่แขวนอยู่ของเยี่ยหลิงหลงก็วางลงได้อย่างสนิทใจในที่สุด


   การพบปะและเจรจาในครั้งนี้ราบรื่นกว่าที่นางคาดคิดไว้มาก นางไม่เพียงแต่ไม่ได้ใช้กำลังข่มขู่ แม้กระทั่งไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลหรืออารมณ์โน้มน้าว พวกเขาก็เข้าใจได้


   เมื่อเผชิญหน้ากับคนในเผ่าพันธุ์เดียวกันเช่นนี้ นางรู้สึกว่าทุกสิ่งที่สำนักชิงเสวียนทำนั้นคุ้มค่า เพราะพวกเขาเข้าใจ พวกเขาเชื่อมั่น และพวกเขายืนอยู่ข้างเดียวกับสำนักชิงเสวียน


   นางสัมผัสได้ถึงความจริงใจของทุกคน และสามารถคาดการณ์ได้ว่า บางทียุคสงบสุขในอดีต โลกหล้าผู้ฝึกเซียนอาจจะเป็นเหมือนเม็ดทรายที่กระจัดกระจาย แต่ในอนาคตเมื่อสงครามครั้งใหญ่ปะทุขึ้นจะต้องสามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ร่วมกันต่อต้านเผ่ามาร ไม่เกรงกลัวความเป็นความตายและต่อสู้เพื่อเผ่ามนุษย์!


   “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องราวต่อจากนี้ พวกเราจะแยกย้ายกันดำเนินการ พวกท่านเพียงต้องฝึกฝนคนให้ดี รักษาแนวป้องกันด้านนอกเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาไว้ให้มั่นคง เผ่ามารมาก็สู้ หนีไปก็ไม่ต้องไล่ตาม รอให้ข้าตามหาคนอื่นๆกลับมา พวกเราจะร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่”


   เยี่ยหลิงหลงหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ศึกครั้งนี้ต้องชนะ!”


   ประโยคนี้แฝงไปด้วยพลังอันน่าอัศจรรย์ ปลุกเร้าเลือดในกายและความฮึกเหิมของทุกคนขึ้นมาในทันที


   “ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ศึกครั้งนี้ต้องชนะ!”


   “ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ศึกครั้งนี้ต้องชนะ!”


...…


   เสียงตะโกนกึกก้องดังออกมาจากในห้อง เมิ่งจ่านหลินที่อยู่บนเรือเหาะด้านนอกมีสีหน้าตะลึงงัน


   เขารีบหันกลับไปดึงแขนเสื้อของเด็กรับใช้ที่นั่งหมดแรงอยู่บนพื้นนานแล้ว


   “เจ้าฟังดูสิ นั่นใช่สำนักชิงเสวียนพูดจาจนคนข้างในยอมแล้วหรือไม่?”


   “ข้า… ข้าไม่รู้ ฮือๆๆ ข้าแค่อยากจะตามหาเถ้าแก่ของข้า เถ้าแก่ของข้าอยู่ที่ใด?”


   เมิ่งจ่านหลินปล่อยแขนเสื้อของเขาอย่างรังเกียจ พอหันกลับมาก็เห็นประตูที่ปิดสนิทเปิดออก เยี่ยหลิงหลงนำศิษย์สำนักชิงเสวียนเดินออกมาจากข้างใน


   เบื้องหลังพวกเขา เหล่าเจ้าสำนักใหญ่ก็เดินออกมาเช่นกัน ยืนส่งพวกเขาอยู่สองข้างทาง


   ในไม่ช้า เยี่ยหลิงหลงก็กระโดดขึ้นไปบนเรือเหาะ ยิ้มให้พวกเขาแล้วกล่าว “รบกวนท่านทั้งสองลงจากเรือเหาะลำนี้ด้วยตนเองได้หรือไม่?”


   “หลิงหลง พวก… พวกเจ้าตกลงกันได้แล้วหรือ?”


   เยี่ยหลิงหลงขยิบตาให้เขาข้างหนึ่ง ท่าทางที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวานั้นยังคงเหมือนเช่นเดิม


   “ไม่มีเรื่องใดที่ข้าจัดการไม่ได้ วางใจเถิด ต่อไปพวกท่านก็ทำตามคำสั่งก็พอ”


   “ดี” เมิ่งจ่านหลินลุกขึ้นยืน กระโดดลงจากเรือเหาะ ก่อนจะไปก็ดึงเด็กรับใช้ผู้นั้นไปด้วย “ขอให้ทุกอย่างราบรื่นและกลับมาอย่างปลอดภัย”


   “ขอบคุณเจ้าค่ะ”


   เรือเหาะทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว สำนักชิงเสวียนมาอย่างกะทันหัน จากไปก็รวดเร็วเช่นกัน สง่างามราวกับสายลมมาและไปได้อย่างอิสระ


   ทันใดนั้นด้านล่างก็มีเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นดังขึ้น “พี่เยี่ย! พี่เยี่ย!”


   เยี่ยหลิงหลงมองลงมาจากบนเรือเหาะ เห็นหลัวเหยียนจงที่เพิ่งได้รับข่าวรีบวิ่งเข้ามาในลานเรือน แต่ก็ยังคงช้าไปหนึ่งก้าว


   เขากำลังจะตะโกนต่อก็ถูกเจ้าสำนักด้านล่างห้ามไว้ทันที


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มบางๆให้เขา แล้วโบกมืออำลา



บทที่ 1477: กำลังจะเกิดเรื่องใหญ่แล้ว



   หลัวเหยียนจงจนปัญญาอย่างยิ่ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เฝ้ามองเรือเหาะของพวกเขาบินห่างออกไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาจนกระทั่งลับหายไปจากสายตา


   เรือเหาะบินมาถึงเหนือเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา กลุ่มเมฆดำที่รวมตัวกันอยู่ด้านบนกดทับท้องฟ้าจนต่ำลง ทำให้ผู้ที่อยู่ด้านล่างรู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มทวีคูณ


   เมื่อมองลงไปยังหุบเหวเบื้องล่างที่มืดมิดจนกลืนกินแม้กระทั่งแสงสว่าง เยี่ยหลิงหลงก็ยิ้มแล้วกล่าว “ศิษย์พี่ของข้า พวกท่านเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง? ข้าจะพาพวกท่านไปเที่ยวเล่นที่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแล้วนะ”


   “เรื่องนี้ยังต้องเตรียมตัวอีกหรือ?” อวี๋หงหลานยิ้มแล้วกล่าว “ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าเคยบุกตะลุยมาแล้วเมื่อสองร้อยปีก่อน ไปกันเถอะ”


   ศิษย์พี่คนอื่นๆ ในเวลานี้ต่างก็พิงราวระเบียงมองลงไปเบื้องล่าง ในแววตาของพวกเขานอกจากความตื่นเต้นและความคาดหวังแล้ว เยี่ยหลิงหลงไม่เห็นความหวาดกลัวหรือความตึงเครียดเลยแม้แต่น้อย


   ศิษย์สำนักชิงเสวียนนี่บ้ากันทุกคนจริงๆ


   “เช่นนั้นก็ไปกันเลย!”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ เรือเหาะก็พุ่งลงไปยังหุบเหวเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว มองจากระยะไกล ราวกับมีดสั้นเล่มคมที่พุ่งลงไปกรีดผ่านความมืดมิดอย่างสุดกำลัง


   ในไม่ช้าเรือเหาะก็พุ่งลงมาถึงพื้นของชั้นแรกแห่งเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา จากนั้นก็ลดความเร็วลงจอดด้วยท่าทางที่สมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง สง่างามจนน่าทึ่ง


   หลังจากเก็บเรือเหาะแล้ว พวกเขาทั้งสิบสามคนก็ลงมายืนบนพื้น


   เยี่ยหลิงหลงเดินนำไปข้างหน้าเป็นคนแรก เมื่อเดินพ้นจากความมืดมิด นางก็เห็นประตูเมืองที่คุ้นเคย


   แต่เมื่อได้เห็นประตูเมือง นางก็ตกตะลึงไป


   ครั้งแรกที่นางมาประตูเมืองปิดสนิท ป้ายชื่อบนประตูเมืองก็แขวนไว้อย่างเรียบร้อย


   แต่บัดนี้ประตูเมืองกลับพังทลาย กำแพงเมืองก็ทรุดโทรม ส่วนป้ายชื่อก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย


   เมื่อมองเข้าไปจากประตูเมืองที่พังทลายนี้ ถนนใหญ่ที่เคยคึกคักจอแจ บัดนี้กลับว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง บ้านเรือนที่เหลืออยู่ก็ผุพังทรุดโทรม แทบไม่มีหลังไหนอยู่ในสภาพดี


   เมื่อยืนอยู่หน้าประตูเมือง นางยังคงจำภาพของปี้เหลียนที่ส่ายหูกระต่ายคู่หนึ่ง พยายามจะขายผลไม้วิญญาณให้พวกนางได้อย่างเลือนราง


   เมื่อครั้งกระนั้น เจ้ามังกรโง่นั่นยังคิดว่าตนเองหาคนที่สามารถกดขี่นางได้แล้ว


   คาดไม่ถึงว่าหลังจากกลับมาอีกครั้งในอีกสองร้อยปีให้หลัง เมืองลั่วเยี่ยแห่งหุบเหวชั้นที่หนึ่งนี้ กลับกลายเป็นเมืองร้างไปเสียแล้ว ไม่เพียงแต่จะไม่เห็นผู้คนจากเผ่ามนุษย์ เผ่าปีศาจ หรือเผ่าวิญญาณที่ลงมาเลย แม้แต่เผ่ามารก็ไม่เห็น และผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อนก็หายตัวไปหมดสิ้น


   เยี่ยหลิงหลงก้าวเดินเข้าไปในประตูเมือง นางก้มลงมองข้อมือที่ยกขึ้น ไม่มีเถาวัลย์และใบไม้ปรากฏขึ้นอีกแล้ว


   กฎเกณฑ์ของที่นี่หายไปแล้ว


   สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจยิ่งกว่าคือ เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ดวงจันทร์กลมสีเลือดแดงดวงนั้นได้หายไปแล้ว สิ่งที่มาแทนที่คือดวงจันทร์สีขาวที่ถูกปราณมารหนาทึบพันล้อมรอบอยู่


   ในดวงจันทร์สีขาวนั้นราวกับมีเงาร่างหนึ่ง แต่เมื่อมองอย่างละเอียด ปราณมารก็ไหลเวียนแล้วเงาร่างนั้นก็หายไป


   ท้องฟ้าของที่นี่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว


   บัดนั้นเยี่ยหลิงหลงสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งว่าเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริงๆ


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก?” เมื่อเห็นนางนิ่งไปนาน เผยลั่วไป๋ก็เอ่ยเรียกจากข้างๆ


   “เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา กำลังจะเกิดเรื่องใหญ่แล้ว”


   คนอื่นๆ เมื่อได้ยินก็ตกตะลึงไปตามๆกัน


   “ถ้าหากว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่หายตัวไป อาจเป็นผลมาจากสงคราม แต่การที่กฎเกณฑ์หายไป ดวงจันทร์สีเลือดเปลี่ยนแปลงไป นั่นจะต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างแน่.นอน”


   เยี่ยหลิงหลงละสายตากลับมา


   “พวกเราจำเป็นต้องตามหาคนของเราให้พบโดยเร็วที่สุด จากนั้นก็พาพวกเขาออกจากสถานที่แห่งนี้ไปด้วยกัน ข้ามีลางสังหรณ์ว่าเมื่อเรื่องใหญ่เกิดขึ้น พวกเราอาจจะไม่มีใครหนีรอดไปได้”


   คนอื่นๆไม่ได้ซักถามอะไรมากเพียงแค่ตอบรับว่า “ได้”


   ดังนั้นทุกคนจึงเดินตามเยี่ยหลิงหลงผ่านถนนของเมืองร้างแห่งนี้ มุ่งหน้าไปยังทางเข้าสู่หุบเหวชั้นที่สองอย่างรวดเร็ว


   ทว่าในขณะนั้นเอง ก็มีเสียง ‘ฟิ้ว’ ดังมาจากสายลมเบื้องหลัง


   เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆรีบหันกลับไปทันที เห็นเพียงว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงพุ่งโจมตีเข้ามาทางพวกเขาจากเบื้องหลัง


   จากบนชายคาในบ้านเรือน จากทางเดินและช่องว่างต่างๆ มีบางสิ่งบางอย่างพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง ตรงเข้ามายังตำแหน่งที่พวกเขาอยู่


   ศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งสิบสามคนชักกระบี่ในมือขึ้นในทันที มาหนึ่งคนฆ่าหนึ่งคนชักกระบี่ฟันลงไปไม่ถอยหนีแม้แต่น้อย


   ในเวลานี้พวกเขามองเห็นคนที่ซุ่มโจมตีพวกเขาอยู่ในความมืดชัดเจนแล้ว ในกลุ่มคนจำนวนมากนี้ กลับมีทั้งเผ่ามาร เผ่าปีศาจ เผ่าวิญญาณ และแม้กระทั่งเผ่ามนุษย์!


   “เกิดอะไรขึ้น? พวกเจ้าเป็นใคร?”


   คำถามของเสิ่นหลีเสียนไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ พวกเขาราวกับไม่ได้ยิน ชักอาวุธในมือขึ้นมาต่อสู้กับพวกเขาอย่างไม่คิดชีวิต


   เห็นได้ชัดว่าสู้ไม่ได้ แต่กลับไม่มีผู้ใดถอยหนี ท่าทีแน่วแน่ราวกับต้องการจะกำจัดผู้บุกรุกทั้งหมด


   “คนเหล่านี้มิใช่คนของเผ่ามาร พวกเขาคือคนที่เคยอาศัยอยู่ในชั้นแรกของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธามาแต่เดิม” เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   “ดังนั้นพวกเขาถึงได้สู้กับพวกเราที่ผู้บุกรุกอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้รึ?” หนิงหมิงเฉิงเอ่ยถาม


   “ผิวเผินดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น แต่…” เยี่ยหลิงหลงส่ายหน้ากล่าว “ต้องรู้ไว้ว่า ผู้ที่กระโดดลงมาในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเมื่อครั้งกระนั้น ล้วนเป็นผู้ที่สิ้นไร้หนทางแล้ว ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกชั่วช้าสามานย์ เลวเข้ากระดูก


   คนเช่นนี้ ในใจย่อมไม่มีความคิดที่จะปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนเป็นแน่ พวกเขาจะเพียงแต่ละโมบกลัวตาย เจ้าเล่ห์เพทุบาย พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อเอาชีวิตรอด


   ขณะเดียวกันก็หาโอกาสลอบโจมตีเพื่อคว้าชัยชนะ พวกเขาย่อมไม่มีทางร่วมแรงร่วมใจกันเช่นนี้ มีจิตใจแน่วแน่ที่จะต่อต้านผู้บุกรุกจากภายนอกเป็นแน่


   อีกทั้งระดับการฝึกฝนของพวกเขาก็ต่ำเพียงนี้ ส่วนหนึ่งอยู่ในขอบเขตแปรเทวะ อีกส่วนหนึ่งอยู่ในขอบเขตหลอมสุญตา ต่อให้พวกเขามีความกล้ามากกว่านี้ร้อยเท่าก็ไม่กล้าออกมาสู้ตายกับพวกเรา


   ดังนั้นคนเหล่านี้มีปัญหา อย่าเพิ่งฆ่าทั้งหมด เหลือไว้สักสองสามคน ข้าต้องการจะตรวจสอบสถานการณ์”


   “ได้”


   คนที่มาโจมตีพวกเขามีจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้มาอย่างต่อเนื่อง ในไม่ช้าพวกเขาก็กำจัดคนที่มาโจมตีทั้งหมดลงได้ นอกจากเผ่ามาร เผ่ามนุษย์ เผ่าปีศาจ และเผ่าวิญญาณที่เหลือไว้เผ่าละหนึ่งคนแล้ว ที่เหลือถูกสังหารทั้งหมด


   คนทั้งสี่ที่ถูกควบคุมไว้ได้ยืนดิ้นรนไม่หยุด จนกระทั่งเยี่ยหลิงหลงใช้ยันต์ตรึงกายกับพวกเขาคนละแผ่น พวกเขาจึงขยับไม่ได้ในที่สุด


   เยี่ยหลิงหลงและฮวาซือฉิงสองคนเริ่มตรวจสอบพวกเขาแต่ละคน ตรวจสอบอยู่ครึ่งค่อนวัน กลับไม่พบว่าร่างกายมีปัญหาอะไร


   บนร่างกายไม่มีร่องรอยบาดแผลหรืออาการถูกพิษที่ชัดเจน ชีพจรก็เป็นปกติ หากมิใช่เพราะศิษย์น้องหญิงเล็กเคยเห็นคนเหล่านี้มาก่อน รู้ว่านิสัยใจคอของพวกเขาเป็นอย่างไร คนอื่นๆคงจะฆ่าทิ้งไปแล้ว ย่อมไม่สงสัยว่าพวกเขามีปัญหาอะไร


   “ถ้าร่างกายไม่มีปัญหา ก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือสมองมีปัญหา” กล่าวจบเยี่ยหลิงหลงก็ยืนอยู่หน้าคนของเผ่ามนุษย์ผู้นั้น ใช้พลังจิตวิญญาณตรวจสอบสมุทรวิญญาณของเขา


   ทว่าทันทีที่นางเข้าสู่สมุทรวิญญาณของเขา ก็มีบางสิ่งบางอย่างพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว กระโดดออกมาจากสมุทรวิญญาณของเขา ตรงเข้ามายังสมุทรวิญญาณของนาง


   เยี่ยหลิงหลงตกใจจนถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าพลันซีดเผือด นางอดไม่ได้ที่จะใช้มือทั้งสองข้างกุมศีรษะ ก้มหน้าลงด้วยสีหน้าเจ็บปวด


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก!”


   “เป็นอะไรไป? เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”


   เยี่ยหลิงหลงไม่ตอบ แต่ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างกดลงที่ขมับของตนเองอย่างแรง


   ผ่านไปครู่หนึ่งสีหน้าของนางก็ผ่อนคลายลง จากนั้นคอยๆเงยหน้าขึ้น นางก็ยื่นมือที่กำหมัดออกมาให้ทุกคนดู



บทที่ 1478: ถล่มรังของพวกมัน



   เมื่อเปิดแบมือออก บนฝ่ามือที่ถูกห่อหุ้มด้วยรัศมีวิญญาณมีหนอนสีดำตัวหนึ่งอยู่


   ร่างกายที่เรียวยาวของมันบิดตัวไปมา ทุกครั้งที่ขยับจะปล่อยปราณมารหนาทึบออกมาทำให้ผู้คนรู้ได้ในทันทีว่านี่คือของของเผ่ามาร


   “ข้าเคยเห็นสิ่งนี้ในตำรา!” ฮวาซือฉิงกล่าว “เผ่ามารในยุคโบราณมีวิธีการเลี้ยงหนอนกินสมอง หนอนชนิดนี้เมื่อมันเข้าไปในสมองของคนก็จะกัดกินสมองจนหมดสิ้น จากนั้นก็จะใช้ลมปราณของตนเองเติมเต็มสมองส่วนที่ว่างเปล่านั้น


   ดังนั้นต่อให้ผ่าสมองของเขาออกมาก็จะมองไม่เห็นความผิดปกติใดๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงร่างกายภายนอก มันแทบจะไม่เจอความผิดปกติใดๆเลย


   หากมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังจิตวิญญาณต้องการจะรับมือกับมัน มันจะรับรู้ได้อย่างรวดเร็วและเข้าจู่โจมบุคคลนั้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เหมือนกับที่เพิ่งจู่โจมศิษย์น้องหญิงเล็กเมื่อครู่


   หากศิษย์น้องหญิงเล็กทนไม่ไหว เช่นนั้นศิษย์น้องหญิงเล็กก็จะกลายเป็นร่างสถิตต่อไปของมัน


   สิ่งนี้ชั่วร้ายมากมันไม่เพียงแต่จะควบคุมพฤติกรรมของคน ทำให้คนกลายเป็นหุ่นเชิดของผู้เลี้ยงหนอน มันยังจะสูบทุกสิ่งทุกอย่างของผู้ที่ถูกหนอนกินสมองสิงสู่เพื่อเสริมพลังของตนเอง


   นั่นก็หมายความว่าคนเหล่านี้ที่ออกมาโจมตีพวกเราก็เท่ากับการเผาผลาญพลังของตนเองเปล่าๆ ไม่ว่าพวกเขาจะสู้ชนะหรือแพ้ หลังจากต่อสู้เสร็จก็จะตายทั้งหมด


   ขณะเดียวกันหากหนอนกินสมองออกไปหรือตายคนผู้นั้นก็จะตายด้วยเช่นกัน


   หนอนกินสมองเลี้ยงยากมาก ขั้นตอนการเลี้ยงก็ซับซ้อนอย่างยิ่ง ดังนั้นเคล็ดวิชาที่ชั่วร้ายเช่นนี้จึงสาบสูญไปนานแล้ว


   คาดไม่ถึงว่า จะได้มาเห็นอีกครั้งที่นี่”


   ราวกับจะยืนยันคำพูดของฮวาซือฉิง ไม่นานนักคนของเผ่ามนุษย์ที่ไม่มีหนอนกินสมองแล้วก็ล้มลงกับพื้นเสียงดัง ‘ตึง’


   ในเวลานั้น เผ่ามาร เผ่าวิญญาณ และเผ่าปีศาจที่อยู่ข้างๆ แม้จะยังไม่ตาย แต่สีหน้าของพวกเขาดูซีดเซียวกว่าตอนที่เพิ่งถูกควบคุมใหม่ๆ ดูท่าอีกไม่นานพวกเขาก็จะตายเช่นกัน


   “เช่นนั้น เผ่ามารได้ค้นพบเคล็ดวิชานี้อีกครั้ง และได้เพาะเลี้ยงหนอนกินสมองจำนวนมาก ส่งพวกมันเข้าไปในสมองของชาวบ้านที่อยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา และออกคำสั่งให้พวกเขาฆ่าทุกคนที่พบเห็น” เผยลั่วไป๋กล่าว


   “เจตนาของเผ่ามารช่างชั่วร้ายนัก!” เสิ่นหลีเสียนกล่าว “พวกเขาไม่เพียงแต่จะหลอกลวงสี่ภพให้เข้าไปในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา สร้างศัตรูจำลองให้พวกเรา ทำให้พวกเราเข่นฆ่ากันเอง พวกเขายังทำให้ชาวบ้านในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาทั้งหมดกลายเป็นหุ่นเชิดของตนเอง ใช้ชีวิตของพวกเขามาสู้กับพวกเรา!”


   “หากไม่กำจัดเผ่ามาร ใต้หล้ายากที่จะสงบสุข!” จี้จื่อจั๋วบีบกระบี่ในมือแน่น “ลงมาครั้งนี้ พวกเราจะต้องเห็นหนึ่งฆ่าหนึ่ง!”


   “เจ้าอาจจะไม่ได้เห็นพวกมันจริงๆก็ได้” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “พวกเขาต้องการจะรักษากำลังพลไว้ รอคอยที่จะกวาดล้างหกภพ มีหุ่นเชิดเหล่านี้และผู้คนที่อยู่ในส่วนลึกของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาอยู่พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง”


   “เผ่ามารชั่วช้านี่! ทำแต่เรื่องเลวทราม ช่างไร้ยางอายเสียจริง!” หนิงหมิงเฉิงด่าทอ “หากมีโอกาส จะต้องฆ่าพวกมันให้หมดสิ้น! เมื่อครั้งสงครามเทพมารในยุคโบราณ พวกมันก็เพราะยังไม่ตายสิ้นซาก ถึงได้มีเรื่องมากมายเช่นนี้!”


   “ใช่แล้ว ทุกเรื่องที่พวกเขาทำ ล้วนไม่เห็นคนเป็นคน” เคอซินหลานกล่าวอย่างโกรธแค้น “ลองคิดดูสิ เมื่อครั้งกระนั้นศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งหมดถูกพวกเขาบีบบังคับไปยังเผ่ามาร จะต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด!”


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “จะล้างบางเผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่ง จะง่ายดายเพียงนั้นได้อย่างไร มิเช่นนั้นเมื่อครั้งสงครามเทพมารในยุคโบราณ พวกเขาก็คงไม่เหลือรอดมาจนถึงทุกวันนี้หรอก”


   “ไปกันเถิด พวกเราเดินทางลงไปต่อ ยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องทำ อย่างไรเสียมีพวกเราอยู่ เผ่ามารย่อมมิอาจบรรลุเป้าหมายได้อย่างง่ายดาย” อวี๋หงหลานกล่าว


   ทุกคนพยักหน้ากำลังจะเตรียมตัวเดินตามอวี๋หงหลานลงไปข้างล่าง ทันใดนั้นเยี่ยหลิงหลงก็หยุดฝีเท้าลงกะทันหัน


   “ช้าก่อน”


   คนอื่นๆหันกลับมามองนางอย่างสงสัย


   "ก่อนหน้านี้ทั้งเผ่ามนุษย์ เผ่าปีศาจและเผ่าวิญญาณรวมถึงเผ่าเซียนต่างก็มีคนลงมา แต่พอมาถึงที่ของพวกเรา ยังสามารถพบกับพวกหุ่นเชิดที่ถูกควบคุมเหล่านี้ได้ นี่แสดงว่าแผนการของเผ่ามารน่าจะเป็นการปล่อยพวกมันออกมาเป็นชุดๆ ทุกครั้งที่มีคนปรากฏตัว


   ไม่ว่าจะสามารถสังหารได้หรือไม่ก็ปล่อยออกมาเพียงกลุ่มเดียว เพื่อให้แน่ใจว่าครั้งต่อไปเมื่อมีคนมาอีกก็ยังสามารถออกมาโจมตีผู้ที่มาได้อีก”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ จี้จื่อจั๋วก็ชูกระบี่ของตนเองขึ้นอย่างตื่นเต้น


   “ความหมายของศิษย์น้องหญิงเล็กคือ พวกมันมีรังลับ ต้องไปถล่มมัน!”


   “ใช่”


   “เช่นนั้นจะรออะไรอยู่เล่า พวกเราแยกย้ายกันไปตามหา!” อวี๋หงหลานกล่าว “นอกจากข้าแล้ว ให้แบ่งกันเป็นกลุ่มละสองคน ศิษย์พี่ใหญ่ไปกับศิษย์น้องหญิงเล็ก ศิษย์พี่รองไปกับศิษย์น้องหญิงห้า ไล่เรียงกันไปเช่นนี้ รีบไปรีบกลับ”


   “ได้”


   หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามหา


   พวกเขาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่นานนักลู่ไป๋เวยและเสิ่นหลีเสียนสองคนก็พบที่ซ่อนของพวกมัน


   มันคือโกดังใต้ดินที่ซ่อนอยู่อย่างมิดชิดในลานเรือนแห่งหนึ่ง ลู่ไป๋เวยอาศัยโชคดีที่ไม่มีใครเทียบได้ของตนเอง ชนเสาในลานเรือนล้มลง เสาที่ล้มลงมาทับฝาปิดทางเข้าจนเปิดออกเป็นรอยแยกเล็กๆ ทำให้พวกเขาพบความผิดปกติ


   หลังจากเรียกศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งหมดมาแล้ว พวกเขาก็เปิดโกดังใต้ดินนี้อย่างรวดเร็ว เมื่อไข่มุกราตรีส่องสว่างพวกเขาก็กวาดตามอง เห็นเพียงว่าข้างในนั้นยืนอัดแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย!


   พวกเขายืนนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาเบิกโพลง ลมหายใจยังคงอยู่ หัวใจก็ยังเต้นอยู่แต่กลับเหมือนกับของตั้งโชว์ เพียงแค่มองแวบเดียวก็รู้สึกน่าขนลุก


   “เผ่ามารนี่มัน… ไร้มนุษยธรรมจริงๆ! วิธีการใช้ประโยชน์จากคนโดยไม่เห็นคนเป็นคนเช่นนี้ ข้าทนไม่ไหวแล้ว!” มู่เซียวหรานขมวดคิ้วแล้วเบือนหน้าหนี


   “คนเหล่านี้แม้จะยังมีชีวิตอยู่ แต่จริงๆแล้วก็ตายไปนานแล้ว แม้ว่าตอนมีชีวิตอยู่จะไม่ใช่คนดีอะไรนัก แต่พวกเราก็ส่งพวกเขาไปสู่สุคติเถิด”


   เยี่ยหลิงหลงค้นหายันต์ระเบิดจำนวนมากออกมาจากแหวนมิติ โยนยันต์ระเบิดเข้าไปในทุกซอกทุกมุมของโกดังขนาดใหญ่นี้


   ยันต์ระเบิดลูกสุดท้าย นางจุดไฟแล้วโยนเข้าไปข้างใน


   หลังจากนางโยนเสร็จ ทุกคนก็รีบบินขึ้นไปสูงพร้อมกัน


   ได้ยินเสียงระเบิดดัง ‘ตูม’ สนั่นหวั่นไหว ลานเรือนทั้งหลังก็ถล่มลงมาในทันที ในไม่ช้าลานเรือนข้างๆอีกหลายหลังก็ถล่มตามลงไปด้วย


   เศษหินและฝุ่นผงจำนวนมากปลิวขึ้นไปในอากาศ ปะปนไปด้วยเลือดจำนวนมาก ย้อมลานเรือนหลายหลังนี้ที่มองไม่เห็นซากศพแม้แต่ร่างเดียวจนเป็นสีแดง


   หลังจากระเบิดเสร็จแล้ว เยี่ยหลิงหลงยังร่วมกับเหล่าศิษย์พี่วิ่งไปที่กำแพงเมือง ขนย้ายเศษกำแพงเมืองที่พังทลายทั้งหมดมาถมลานเรือนหลายหลังนี้จนแน่นหนา


   “เพื่อไม่ให้พวกท่านกลับออกมาสร้างความชั่วร้ายได้อีก และเพื่อให้พวกท่านได้หลับใหลอย่างสงบอยู่ใต้ผืนดินนี้”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ก็ปัดฝุ่นบนชุดของตนเอง “พวกเราเดินทางลงไปต่อเถิด”


   หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จแล้ว ศิษย์สำนักชิงเสวียนก็รีบเข้าไปในทางเดินด้านล่าง ไปยังหุบเหวชั้นที่สอง


   ยังคงจำได้ว่าหุบเหวชั้นที่หนึ่งเป็นเมือง ชั้นที่สองเป็นทุ่งร้าง ดังนั้นตอนที่พวกเขาลงไป เยี่ยหลิงหลงจึงรู้ว่าด้านล่างเป็นทุ่งหญ้ารกร้างว่างเปล่า


   แต่นางคาดไม่ถึงว่าแม้แต่ลานประลองที่อยู่ใจกลางทุ่งร้างนี้ก็พังทลายลงมานานแล้ว แม้แต่เถ้าถ่านก็ถูกลมพัดปลิวไปจนหมดสิ้น หาที่ตั้งไม่เจอด้วยซ้ำ


   พวกเขาตั้งใจจะเดินทางลงไปต่อ แต่ในไม่ช้าก็มีเสียงการโจมตีดังมาจากในสายลมอีกครั้ง


   แตกต่างจากครั้งก่อนครั้งนี้ผู้ที่โจมตีพวกเขาคืออสูรทมิฬ



บทที่ 1479: อย่างไรข้าก็ไม่ผิด!



   อสูรทมิฬเหล่านี้ แม้ภายนอกจะดูไม่แตกต่างจากเดิม แต่เยี่ยหลิงหลงผู้คุ้นเคยกับพวกมันดีรู้ว่าพวกมันถูกลงมือลงไม้ไปแล้วเช่นกัน


   แม้จะไม่ถึงกับเหมือนที่ทำกับคน คืออสูรทมิฬแต่ละตัวถูกสิงสู่ด้วยหนอนกินสมองหนึ่งตัว อย่างไรเสียหนอนกินสมองก็เลี้ยงยาก เผ่ามารยังไม่ใจกว้างพอที่จะ ‘สิ้นเปลือง’ ถึงเพียงนั้น แต่พวกมันก็ราวกับถูกกระตุ้นด้วยบางสิ่งบางอย่าง เมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตก็พุ่งเข้าใส่ราวกับเสียสติ


   เมื่อตัวหนึ่งพบเจอ หลายร้อยตัวก็พากันกรูเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ล้อมรอบพวกเขาไว้แน่น


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก อสูรทมิฬเหล่านี้น่าจะถูกควบคุมด้วยเสียงมาร” มู่เซียวหรานกล่าว “วิธีการควบคุมสัตว์อสูรเช่นนี้ ข้าเคยเห็นในตำรา เมื่อเสียงอสูรเข้าสู่สมองแล้ว พวกมันก็จะถูกเสียงมารนี้รบกวนไม่หยุดหย่อน ทำให้จิตใจพังทลายกลายเป็นสัตว์ร้ายคลุ้มคลั่งพบเห็นผู้ใดก็กัด


   วิธีการนี้ก็โหดเหี้ยมมาก ในหมู่นักฝึกอสูรของพวกเราถือเป็นวิชามาร เป็นสิ่งที่ถูกห้ามใช้ หากพบว่ามีผู้ใดใช้นักฝึกอสูรคนอื่นๆก็จะร่วมมือกันสังหารนักฝึกอสูรผู้นั้น นี่เป็นข้อตกลงร่วมกันของพวกเรา


   วิธีการเช่นนี้ไม่มีผู้ใดใช้มานานแล้ว แม้จะไม่แน่ว่าเป็นเสียงอสูร แต่เสียงอสูรนั้นร้ายกาจที่สุด”


   “เช่นนั้นตอนนี้มีวิธีที่ดีหรือไม่?” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถาม


   “ไม่มี หากอสูรทมิฬที่นี่มีจำนวนมาก เช่นนั้นพวกเราก็ทำได้เพียงสังหารกลุ่มนี้แล้วรีบลงไปข้างล่าง แม้จะไม่ใช่วิธีปลดปล่อยที่ไม่มีอยู่จริง แต่พวกเราไม่มีเวลามากขนาดนั้น”


   มู่เซียวหรานหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “อีกทั้งอสูรทมิฬเหล่านี้ถึงแม้จะถูกปลดปล่อยทั้งหมดแล้วแต่พวกมันอาศัยอยู่ที่นี่ การโจมตีคนก็น่าจะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วมิใช่หรือ?”


   “เป็นเช่นนั้น”


   เยี่ยหลิงหลงรู้ดีว่าอสูรทมิฬนั้นดุร้ายและมีจำนวนมากด้วย พวกมันต่างก็เคลื่อนไหวกันเอง ไม่เหมือนคนข้างบนที่รวมตัวกันอยู่ทำให้สะดวกต่อการจัดการในคราวเดียว


   “เช่นนั้นก็รีบจัดการให้เด็ดขาด สังหารเปิดทางไปยังชั้นต่อไป” เผยลั่วไป๋กล่าว


   “ได้”


   เมื่อคำสั่งถูกส่งออกไปศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนไม่คิดจะยืดเยื้อการต่อสู้ สังหารเปิดเส้นทางไปยังชั้นต่อไป


   โชคดีที่อสูรทมิฬในชั้นนี้แม้จะคลุ้มคลั่งขึ้นแต่ก็มีพลังเทียบเท่ากับมนุษย์ในขอบเขตบูรณาการเท่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขาเหล่าผู้มีระดับการฝึกฝนขอบเขตพ้นพิบัติจึงไม่นับว่าเป็นภัยคุกคามอันใด


   ก่อนที่พวกเขาจะจากไปต่างก็ใช้วิชาอาคมโจมตีเป็นกลุ่ม สามารถสังหารได้มากเท่าใดก็ถือว่ามากเท่านั้น


   ชั่วขณะหนึ่งวิชาต่างๆก็ถูกใช้อย่างต่อเนื่อง พวกเขาระดมโจมตีไปตลอดทาง สังหารไปกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า แม้ว่าในระยะไกลจะยังมีพวกมันกรูเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มแรกที่ล้อมพวกเขาไว้ก็ถูกฆ่าเกือบหมดก่อนที่พวกเขาจะลงไปข้างล่าง


   ขณะที่กำลังจะกระโดดลงไปยังชั้นถัดไป เยี่ยหลิงหลงก็นึกสงสัยขึ้นมา


   “ศิษย์พี่หญิงสี่ ท่านเห็นเรื่องหนอนกินสมองในตำราหรือ?”


   “ใช่แล้ว เป็นอะไรไปรึ?”


   “ตำราที่ไหน?”


   “ตำราแพทย์ในหอตำราของสำนักชิงเสวียน”


   ทันใดนั้น สายตาของเยี่ยหลิงหลงก็หันไปทางมู่เซียวหราน มู่เซียวหรานเข้าใจในทันที


   “วิธีการใช้เสียงอสูรควบคุมอสูรทมิฬ ข้าก็เห็นในตำราของหอตำราสำนักชิงเสวียนเช่นกัน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยได้ยินมาบ้าง แต่ในตำราเล่มนั้นบันทึกไว้ละเอียดกว่ามาก”


   “เช่นนั้น ในหอตำราของสำนักชิงเสวียนพวกเรา เหตุใดจึงมีวิชามารแปลกๆมากมายเช่นนี้เล่า?” ลู่ไป๋เวยเอ่ยถามอย่างสงสัย


   “ศิษย์น้องหญิงห้า มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าที่หอตำราบันทึกเรื่องเหล่านี้ไว้ มิใช่เพราะมันเป็นวิชามาร แต่เป็นเพราะ…” เสิ่นหลีเสียนลากเสียงยาว เอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก “วิชามารที่เผ่ามารใช้เป็น?”


   คำพูดของเขาดังขึ้น รวมถึงตัวเขาเองด้วย ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนต่างก็ตกตะลึงไปในทันที


   ครู่ต่อมาผู้ที่เปิดปากเป็นคนแรกคือจี้จื่อจั๋ว “เป็นไปไม่ได้กระมัง? หรือว่าสำนักชิงเสวียนของพวกเราจะมีความเกี่ยวข้องกับเผ่ามารด้วย?”


   “ใช่แล้ว เรื่องสวามิภักดิ์ต่อเผ่ามารก็พิสูจน์แล้วว่าถูกบีบบังคับ มิได้สมัครใจ เหตุใดจึงจะเกี่ยวข้องกับเผ่ามารได้เล่า?” หนิงหมิงเฉิงก็กล่าวเสริม


   “อันที่จริงข้าสงสัยมาตลอด” หยางจิ่นโจวกล่าว “เหตุใดเผ่ามารจึงเลือกสำนักชิงเสวียน? หากกล่าวว่าเป็นเพราะสำนักชิงเสวียนเป็นสำนักอันดับหนึ่งในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน ข้าก็พอจะเข้าใจได้ แต่เมื่อไปยังภพเซียนแล้ว ศิษย์สำนักชิงเสวียนที่ขึ้นสู่ภพเซียนไปเหล่านั้น ดูเหมือนจะไม่ได้มีตำแหน่งสูงส่งหรืออำนาจมากมายถึงเพียงนั้นมิใช่หรือ?”


   “พวกเจ้ากำลังคิดฟุ้งซ่านอะไรกัน?” อวี๋หงหลานขัดจังหวะพวกเขา “ความสงสัยของพวกเจ้านี้ ช่างเหมือนกับการหาเรื่องตำหนิผู้เสียหายเสียจริง ทำไมถึงเลือกทำร้ายเจ้ารึ? นั่นก็เพราะเจ้ามีปัญหาสิ แมลงวันไม่ตอมไข่ที่ไม่เน่าหรอกนะ!”


   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่กล่าวได้ถูกต้อง” เผยลั่วไป๋ยิ้มแล้วกล่าว “อย่าได้สงสัยในตนเอง พวกเราถามใจตนเองแล้วไม่ละอาย แม้ว่าสำนักชิงเสวียนจะเคยมีคนทรยศ แต่ศิษย์สำนักชิงเสวียนคนอื่นๆก็บริสุทธิ์”


   “แล้วถ้าสำนักชิงเสวียนมีปัญหาจริงๆเล่า?” ฮวาซือฉิงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง


   “แล้วจะเป็นอย่างไร? วีรบุรุษไม่ถามที่มา พวกเราประพฤติตนเที่ยงตรง เดินในทางที่ถูกต้อง” อวี๋หงหลานกล่าว


   หลังจากอวี๋หงหลานกล่าวจบ เยี่ยหลิงหลงก็ยิ้มแล้วเดินไปยืนข้างๆนาง


   “ใช่แล้ว ไม่ว่าโลกนี้จะวุ่นวายเพียงใด มีเล่ห์เหลี่ยมกลโกงต่างๆนานา อย่างไร พวกเราก็คือฝ่ายถูก! ผู้ใดสงสัย ผู้ใดคัดค้าน ผู้นั้นก็มีปัญหา!”


   “ใช่! ศิษย์น้องหญิงเล็กพูดถูก!” ลู่ไป๋เวยก็เดินมายืนด้วยเช่นกัน กล่าวจบก็เสริมอีกประโยค “ศิษย์พี่หญิงใหญ่พูดก็ถูกด้วย!”


   ความมั่นใจและความภาคภูมิใจของพวกนางขับไล่บรรยากาศที่น่าอึดอัดเมื่อครู่ออกไปในทันที ทุกคนต่างรู้สึกผ่อนคลายและเบิกบานใจ พากันเข้าไปในทางเข้าที่เชื่อมต่อจากหุบเหวชั้นที่หนึ่งไปยังชั้นที่สอง


   ภาพที่เห็นคล้ายกับที่เห็นในหุบเหวชั้นที่หนึ่ง ประตูเมืองของหุบเหวชั้นที่สองก็พังทลายเช่นกัน


   เศษกำแพงเมืองกระจัดกระจายไปทั่ว ถนนแทบมองไม่เห็นเค้าเดิม สิ่งเดียวที่มองเห็นได้คือรอยเลือดที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง บ่งบอกว่าที่นี่มีคนตายไปมากมาย


   เมื่อเห็นถนนใหญ่ที่รกร้างว่างเปล่า ความทรงจำของเยี่ยหลิงหลงก็ผุดขึ้นมาในใจ


   นางราวกับเห็นปีศาจอินทรีหัวขาวผู้นั้นบนถนนใหญ่ที่เคยคึกคักจอแจ ชี้ไปยังถนนเส้นนี้แล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “หงเหลียน นี่คือครึ่งถนนที่ข้าได้มาเพื่อเจ้า”


   แต่ความสัมพันธ์สามเส้าที่น่าตื่นเต้นนี้ เริ่มต้นขึ้นโดยที่มังกรดำไม่รู้ตัว และจบลงโดยที่เขาก็ไม่ทันได้สังเกตเห็นเช่นกัน


   น่าสงสารปีศาจอินทรีหัวขาว ทำให้เสี่ยวปี้เหลียนตื่นตระหนก แต่กลับเป็นผลดีต่อพวกเขาสามคน ที่ได้ครอบครองผลประโยชน์ของคนอื่นจนหมดสิ้น


   ไม่รู้ว่าปี้เหลียนได้ลงมายังเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาหรือไม่ หากเขาก็ติดตามกลุ่มของเผ่าปีศาจลงมา ย่อมน่าจะรู้สึกสะเทือนใจเหมือนกับนางเช่นกัน


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก ตอนที่ท่านมาถึงที่นี่เมื่อครั้งกระนั้น กลัวหรือไม่?” อวี๋หงหลานเอ่ยถามด้วยความเห็นใจ


   เยี่ยหลิงหลงส่ายหน้า


   "ไม่กลัว ข้าไม่ได้มาคนเดียว ดังนั้นเมื่อเดินย้อนกลับมาตามเส้นทางเดิม ข้าจะไม่จากไปคนเดียวอีกแล้ว"


   เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ศิษย์พี่น้องร่วมสำนักคนอื่นๆ ก็.อดไม่ได้ที่จะสบตากัน เห็นต่างฝ่ายต่างก็ถอนหายใจออกมาเงียบๆ


   เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาถูกเผ่ามารทำลายจนเป็นเช่นนี้แล้ว ชายหนุ่มรูปงามแต่ไร้ประโยชน์ผู้นั้นที่เคยแอบย่องเข้ามาในใจของศิษย์น้องหญิงเล็กอย่างน่ารังเกียจคงจะตายไปนานแล้ว


   ด้วยความสามารถเพียงน้อยนิดของเขา จะรอดชีวิตมาได้อย่างไร?


   ศิษย์น้องหญิงเล็กมองคนที่หน้าตา ส่วนเผ่ามารไม่ได้มองคนที่หน้าตาสักหน่อย


   เพื่อไม่ให้ศิษย์น้องหญิงเล็กเสียใจ จี้จื่อจั๋วตัดสินใจก้าวออกมา เขาตบไหล่ของเยี่ยหลิงหลง


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก สำนักชิงเสวียนของพวกเรามีคนหน้าตาดีตั้งมากมาย เหตุใดเจ้าจึงไม่ลองหาหนทางใหม่เล่า?”


   คนอื่นๆรวมถึงเยี่ยหลิงหลง ต่างก็หันกลับไปมองเขาอย่างสงสัยพร้อมกัน


   “เจ้าลองหาคนขี้เหร่สิ เป็นความแตกต่างกันมาก นี่น่าตื่นเต้นจะตาย!”


   สิ้นเสียงของเขา สายตาที่สงสัยของทุกคนก็พลันเปลี่ยนไปพร้อมกันในทันที



บทที่ 1480: เขาเพียงแค่หวังดีเท่านั้น!



   จากนั้นจี้จื่อจั๋วก็ถูกรุมซ้อมอยู่ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร


   เป็นหนิงหมิงเฉิงที่นำกลุ่มพุ่งเข้าไป ตอนที่เข้าไปเขายังตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดด้วยความชอบธรรมว่า “ปากของเจ้านี่ ถ้าพูดไม่เป็นก็หุบปากไปเสียมิได้หรือ?”


   หากมิใช่เพราะจี้จื่อจั๋วเหลือบไปเห็นว่าเขาแทบจะกลั้นยิ้มที่มุมปากไว้ไม่อยู่ เขาเกือบจะเชื่อแล้วว่าเจ้าหมอนี่ซ้อมเขาเพื่อศิษย์น้องหญิงเล็กจริงๆ


   หลังจากถูกซ้อมเสร็จ แม้ว่าจี้จื่อจั๋วจะไม่ได้รับบาดเจ็บที่ใด แต่ก็เจ็บไปทั้งตัว เมื่อเขาหันกลับไปมองอย่างใสซื่อก็เห็นสายตาสามแบบที่แตกต่างกัน


   สายตาตักเตือนจากศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ สายตาเยาะเย้ยจากหนิงหมิงเฉิง และสายตาที่มองราวกับเห็นคนโง่จากศิษย์น้องหญิงเล็ก


...…


   เขาเพียงแค่หวังดีเท่านั้นเอง เขามีความผิดอันใด!


   แต่จี้จื่อจั๋วไม่กล้าส่งเสียงใดๆอีกแล้ว


   หลังจากเรื่องวุ่นวายเล็กๆนี้จบลง พวกเขาก็รีบเข้าไปในเมืองที่แม้แต่ป้ายชื่อบนประตูเมืองก็ไม่รู้ว่าถูกทำลายไปที่ใดแล้ว


   เช่นเดียวกับตอนที่อยู่ในหุบเหวชั้นที่หนึ่ง หลังจากพวกเขาเข้าไปในเมืองนี้ได้ไม่นานก็ถูกโจมตี


   กลุ่มหุ่นเชิดในหุบเหวชั้นที่สองนี้แข็งแกร่งกว่าชั้นที่หนึ่งมาก พวกเขาใช้เวลานานกว่าในการจัดการกลุ่มนี้


   หลังจากจัดการเสร็จพวกเขาก็เริ่มแยกย้ายกันไปตามหาที่ซ่อนของหุ่นเชิดเหล่านี้อีกครั้ง ใช้เวลาไปบ้าง ในที่สุดก็พบกลุ่มหุ่นเชิดเหล่านี้ในบ่อนพนันใต้ดินแห่งหนึ่ง


   “จนถึงตอนนี้พวกเรายังไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่ต้องการจะตามหาเลย รีบจัดการให้เด็ดขาด รีบลงไปข้างล่างเถอะ”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวพลางเตรียมยันต์ระเบิด ทว่าครั้งนี้ขณะที่นางกำลังเตรียมยันต์ระเบิดอยู่นั้น ภายใต้แสงสลัว หางตาของนางพลันเหลือบไปเห็นว่าดวงตาของกลุ่มหุ่นเชิดที่ยืนอัดแน่นอยู่ในบ่อนพนันนั้น ราวกับจะขยับพร้อมกันทั้งหมด


   ในชั่วพริบตานั้น นางรีบโยนยันต์ระเบิดส่วนหนึ่งที่หยิบออกมาแล้วเข้าไปในกลุ่มคนทันที


   ยันต์ระเบิดยังไม่ทันระเบิด หุ่นเชิดข้างในก็ราวกับถูกกดปุ่มเริ่มทำงาน เคลื่อนไหวพร้อมกันในทันที


   ดวงตาของพวกเขาแดงก่ำ จิตสังหารพลุ่งพล่าน พวกเขาทุกคนต่างก็พุ่งตรงเข้ามาหาเยี่ยหลิงหลงอย่างรวดเร็ว


   ตูม! ตูม! ตูม!


   ก่อนที่เยี่ยหลิงหลงจะหันหลังวิ่งหนี ยันต์ระเบิดส่วนหนึ่งที่นางโยนออกไปก็ระเบิดขึ้น


   เพราะไม่ได้เตรียมพร้อมเลย ดังนั้นพลังทำลายของยันต์ระเบิดจึงธรรมดามาก ไม่สามารถสกัดกั้นการไล่ตามของพวกเขาได้สำเร็จ


   หนิงหมิงเฉิงที่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากข้างในที่ทางเข้า เดินเข้ามาพลางถามว่า “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าเสร็จ…”


   ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็เห็นกลุ่มหุ่นเชิดจำนวนมหาศาลกรูเข้ามา ภาพนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง


   อย่าว่าแต่จะฆ่าพวกมันให้ตายเลย แค่ทางเดินแคบๆที่เขากับศิษย์น้องหญิงเล็กยืนอยู่นี้ หากพวกเขาหนีไม่ทัน ก็อาจจะถูกเหยียบตายอยู่ที่นี่จริงๆก็ได้


   “วิ่งสิ!”


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงตะโกน ก็คว้าแขนหนิงหมิงเฉิง ดึงเขาพุ่งออกไปด้วยกัน เมื่อขึ้นมาถึงพื้นดินด้านบน ศิษย์พี่น้องร่วมสำนักที่รออยู่ก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง


   “พวกเจ้าออกมาได้อย่างไร?”


   จี้จื่อจั๋วเพิ่งถามจบ ก็เห็นกลุ่มหุ่นเชิดจำนวนมากไล่ตามเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆออกมาจากข้างหลัง แต่ละคนดูดุร้ายและเต็มไปด้วยจิตสังหาร


   “ก็เพราะพวกเขาออกมาน่ะสิ” เยี่ยหลิงหลงกางมือออกอย่างจนใจ


   แต่หลังจากวิ่งออกมาแล้ว พวกเขาก็มีพื้นที่เปิดกว้าง สามารถหันกลับไปตอบโต้ได้แล้ว เยี่ยหลิงหลงรีบหยิบหงเยี่ยนขึ้นมาในทันที ปล่อยเจาไฉ เสี่ยวไป๋ และไท่จื่อออกมา พร้อมด้วยเก้าหางและหยวนกุนกุ่น ตั้งท่าเตรียมพร้อมสู้เต็มที่


   กลุ่มหุ่นเชิดที่อยู่เบื้องหลังยังคงไล่ตามออกมาจากทางเข้าอย่างไม่ขาดสาย เยี่ยหลิงหลงนำศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งหมดล้อมรอบบริเวณทางเข้า ปล่อยวิชาอาคมระดมโจมตีอย่างบ้าคลั่ง


   ในชั่วขณะนั้นเลือดเนื้อกระจัดกระจาย ชิ้นส่วนร่างกายเกลื่อนกลาด แต่หุ่นเชิดเหล่านี้สูญเสียสติสัมปชัญญะไปนานแล้ว พวกเขาเพียงแค่รับคำสั่งและพุ่งเข้าใส่สำนักชิงเสวียนอย่างไม่คิดชีวิต


   แม้แต่ศิษย์สำนักชิงเสวียนที่เคยสังหารผู้คนมามากมาย ในเวลานี้ก็แทบจะฆ่าจนชาชินไปแล้ว


   กระบี่ถูกชักออกแล้วฟันลง ชีวิตแล้วชีวิตเล่าล้มลงในกองเลือด แม้ว่าพวกเขาจะหมดหนทางเยียวยาไปนานแล้ว แต่ชีวิตมากมายเหล่านี้ก็ล้มตายลงต่อหน้าพวกเขาจริงๆ


   การสังหารหมู่ครั้งนี้กินเวลานานมาก จนกระทั่งศิษย์สำนักชิงเสวียนเริ่มรู้สึกคลื่นไส้ การสังหารหมู่นี้จึงค่อยๆสิ้นสุดลง


   ริมขอบภูเขาซากศพและทะเลเลือดนี้ ศิษย์หญิงหลายคนต่างก็หันหน้าหนีไปเงียบๆ ไม่ต้องการจะมองอีกแม้แต่น้อย


   “เช่นนั้น เผ่ามารรู้เรื่องที่พวกเราทำอยู่ข้างบนแล้วใช่หรือไม่?” มู่เซียวหรานเอ่ยถาม


   “ใช่แล้ว”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวพลางรินสุราลงบนกองซากศพนี้


   กู้หลินเยวียนเห็นดังนั้น จึงเดินเข้าไปรับไหสุราในมือของเยี่ยหลิงหลง


   “เรื่องนี้ ให้พวกเราทำเถิด ท่านกับศิษย์น้องหญิงคนอื่นๆไปพักผ่อนอยู่ข้างๆเถอะ”


   เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ส่งไหสุราให้เขา แต่หยิบออกมาจากแหวนมิติอีกหนึ่งหีบส่งให้เขา


   “ท่านไปรินทางนั้น พวกเราช่วยกันจะเร็วกว่า”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็เงยหน้าขึ้น พอดีกับที่สบตากับศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่กำลังเรียนแบบนางรินสุราลงบนซากศพ


   ในไม่ช้าสุราก็ถูกรินไปทั่วทุกซอกทุกมุม เยี่ยหลิงหลงจุดไฟขึ้นที่ปลายนิ้ว อีกด้านหนึ่งหนิงหมิงเฉิงก็จุดไฟตาม


   เพลิงลุกโชติช่วงขึ้น ซากศพที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นนี้ก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านในไม่ช้า หายไปจากโลกนี้โดยสิ้นเชิง


   “การฝังดินก็คือการฝัง การเผาก็คือการฝังเช่นกัน ถือเสียว่าเป็นการส่งพวกเขาไปสู่สุคติ ไปดีเถิด ชาติหน้าอย่าได้กระโดดลงมาในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาอีก ที่นี่…” เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างขมขื่น “มิใช่สถานที่ที่ดีเลยจริงๆ”


   เพลิงโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง ในไม่ช้าก็ลุกลามจากภูเขาซากศพและทะเลเพลิงนี้ไปยังทั่วทั้งเมือง บ้านเรือนที่พังทลาย ขื่อคานที่ผุพัง หญ้าแห้งบนพื้น ทุกสิ่งที่สามารถเผาไหม้ได้ ล้วนถูกเพลิงครั้งใหญ่นี้กลืนกินไปจนหมดสิ้น


   สงครามโหดร้ายเสมอมา และวันนี้พวกเขาเพียงแค่ได้เห็นเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น


   หลังจากออกจากหุบเหวชั้นที่สองส่วนที่หนึ่งแล้ว พวกเขาก็รีบลงไปยังหุบเหวชั้นที่สองส่วนที่สอง สถานการณ์ที่นี่ไม่แตกต่างจากข้างบนมากนัก ด้วยประสบการณ์ก่อนหน้านี้ พวกเขาก็พบทางลงไปยังหุบเหวชั้นที่สามได้อย่างรวดเร็ว


   ตอนที่ลงไปเยี่ยหลิงหลงบังเอิญเงยหน้าขึ้น เห็นดวงจันทร์กลมที่ถูกปราณมารปกคลุมอยู่บนท้องฟ้า นางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง


   เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าปราณมารบนดวงจันทร์กลมนั้นหนาแน่นกว่าเดิม และเงาร่างข้างในนั้นดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นด้วยเล่า?


   การเหลือบมองเพียงชั่วครู่ขณะกระโดดลงไปสิ้นสุดลง นางก็มองไม่เห็นดวงจันทร์กลมดวงนั้นอีกแล้ว


   หลังจากลงถึงพื้นพร้อมกับความสงสัยเล็กๆนี้ เยี่ยหลิงหลงก็เผชิญหน้ากับความสงสัยที่ใหญ่ยิ่งกว่า


   นางจำได้ว่าหุบเหวชั้นที่สามเป็นเมืองร้าง ในเมืองร้างนั้นก็มีคนอาศัยอยู่ และด้านล่างของเมืองร้างนั้นเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเศษชิ้นส่วนหลากสีสัน


   นางเตรียมพร้อมที่จะสังหารอีกครั้งในเมืองของหุบเหวชั้นที่สามแล้ว ทว่าหลังจากลงมาถึงเมืองนี้ นางกลับตกตะลึงไป


   ประตูเมืองยังคงพังทลายจากไฟสงครามเช่นเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างคือในเมืองร้างที่เคยรกร้างว่างเปล่า บัดนี้กลับมองเห็นแต่พืชพรรณสีเขียวเต็มไปหมดดูขัดแย้งกันมาก


   เพราะเมืองร้างยังคงอยู่ พืชพรรณสีเขียวปกคลุม ขณะเดียวกันกลางอากาศก็ยังมีฟองอากาศหลากสีสันลอยอยู่มากมาย


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เมืองนี้เหตุใดจึงดูไม่เหมือนกับเมืองก่อนหน้านี้เลยเล่า?” ลู่ไป๋เวยเอ่ยถามอย่างสงสัย


   “เพราะชั้นบนและชั้นล่างของมันซ้อนทับกัน” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “เดิมทีหุบเหวชั้นที่สามส่วนที่หนึ่ง เป็นเมืองร้าง ส่วนที่สองเป็นป่าในฝัน ในป่ามีแม่น้ำหลากสีสายหนึ่ง มีฟองอากาศลอยอยู่ทุกหนทุกแห่ง”



จบตอน

Comments