journey ep1481-1490

บทที่ 1481: ทุกช่วงเวลาคือการนับถอยหลัง


   เยี่ยหลิงหลงชี้ไปยังท้องฟ้าของเมืองร้างแห่งนี้ ที่นั่นสีสันงดงาม และมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน ในแม่น้ำนั้นมีฟองอากาศก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฟองอากาศลอยลงมาจากด้านบนไม่หยุดหย่อน


   “แม่น้ำที่เดิมทีควรอยู่ในป่ากลับขึ้นไปอยู่บนฟ้าเสียแล้ว ที่นี่กลับตาลปัตรไปหมด”


   แม้ยามเข้ามาแล้วจะพบว่ากฎเกณฑ์ของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาหายไปสิ้น ดวงจันทร์สีเลือดก็เปลี่ยนแปลงไป แต่การที่ตระหนักได้อย่างแท้จริงว่าเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานจริงๆ และยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาก็คือบัดนี้


   แม่น้ำสายนี้กลับหัวอยู่บนฟ้า และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือ เยี่ยหลิงหลงมองเห็นดวงจันทร์กลมอันถูกปราณมารปกคลุมอยู่บนท้องฟ้าของเมืองร้างที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งนี้อีกครั้ง


   นางจำได้ว่าเมื่อครั้งกระนั้นที่ลงมาถึงหุบเหวชั้นที่สาม เข้ามาในป่าที่เต็มไปด้วยสีสันเจ็ดสีนี้ นางมองไม่เห็นดวงจันทร์สีเลือด เพราะแสงเรืองรองทั้งหมดบดบังมันเอาไว้


   แต่บัดนี้ แสงเรืองรองเหล่านี้ไม่สามารถบดบังมันได้อีกต่อไปแล้ว


   ความเข้มจางของเงาร่างในดวงจันทร์นั้นเหมือนกับระดับที่นางเห็นตอนที่เพิ่งลงมา


   กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก่อนหน้านี้นางรู้สึกว่าเงาร่างเข้มขึ้น มิใช่เพราะความลึกของตำแหน่งที่พวกเขาอยู่เปลี่ยนแปลงไป แต่เป็นเพราะเวลาเปลี่ยนแปลงไป


   นี่คือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด


   เพราะมันราวกับกำลังบ่งบอกว่าในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแห่งนี้ ทุกช่วงเวลาคือการนับถอยหลัง


   เยี่ยหลิงหลงไม่ขยับ ศิษย์พี่น้องร่วมสำนักที่อยู่เบื้องหลังก็ยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับนาง สังเกตการณ์สถานที่แห่งนี้ ซึ่งเพียงแค่ภาพที่เห็นก็ทำให้รู้สึกแปลกประหลาดอย่างยิ่ง


   “พวกเราเข้าไปกันเถิด ต้องระมัดระวังตัวด้วย ประการแรก ข้างในอาจจะยังมีหุ่นเชิดอยู่ ประการที่สอง กลุ่มฟองอากาศเหล่านี้ ทั้งหมดคือเศษเสี้ยวความทรงจำของผู้คน เมื่อสัมผัสถูกความทรงจำ มันก็จะเข้าสู่สมุทรวิญญาณของพวกเรา กลายเป็นความทรงจำของพวกเรา


   ตอนข้าอยู่ที่นี่ก็ได้เห็นความทรงจำมากมายของศิษย์พี่น้องร่วมสำนักชิงเสวียนเมื่อครั้งกระนั้น เห็นภาพในคืนวันที่พวกเขาหายตัวไป


   พวกเขาไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อเผ่ามาร เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาตายอยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแห่งนี้


   เมื่อหอคอยนั้นพลิกกลับหัวและตกลงมาในตอนนั้น พวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ถูกเผ่ามารทะลวงและต่อสู้กับเผ่ามารอย่างสุดชีวิต


   ดังนั้นหลังจากเดินเข้าไปในเมืองนี้แล้ว พวกท่านอาจจะได้เห็นเศษเสี้ยวความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกมากมาย แต่จะต้องรักษาความตื่นตัวไว้ให้มั่นคง อย่าได้หลงใหลลุ่มหลง หากติดอยู่ข้างในก็จะกลายเป็นแหล่งที่มาของเศษเสี้ยวความทรงจำใหม่ และจะไม่มีทางออกมาได้อีก”


   เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ศิษย์สำนักชิงเสวียนก็พยักหน้า


   แน่.นอน ยิ่งสถานที่สวยงามมากเท่าใดก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น


   เศษเสี้ยวความทรงจำเข้าสู่สมุทรวิญญาณโดยตรง หากไม่ระมัดระวังเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดความสับสนขึ้นได้ง่ายจริงๆ


   กล่าวจบ พวกเขาก็ย่างเท้าเข้าไปในเมืองร้างที่เต็มไปด้วยความฝันแห่งนี้


   เหนือศีรษะ แม่น้ำเจ็ดสีไหลผ่าน ใต้ฝ่าเท้า หญ้าสีเขียวอ่อนไหวเอนไปมา ส่วนรอบตัวก็มีฟองอากาศที่ลอยอยู่ พร้อมจะชนเข้ามาได้ทุกเมื่อ


   แม้ว่าพวกเขาจะระมัดระวังตัวอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังถูกฟองอากาศชนเข้าจนได้


   เมื่อฟองอากาศชน พวกเขาก็จะเข้าสู่มิติของฟองอากาศ ถูกบังคับให้หยุดนิ่งเพื่อรับเศษเสี้ยวความทรงจำภายในนั้น


   แม้ว่าจิตใจของพวกเขาจะมั่นคง ถูกชนหลายครั้งก็ไม่มีผู้ใดได้รับผลกระทบ แต่ก็ทำให้ความเร็วของพวกเขาช้าลงอย่างมาก


   แต่ที่น่าแปลกคือพวกเขาเข้ามาลึกถึงในเมืองร้างแห่งนี้แล้ว กลับไม่พบหุ่นเชิดที่โจมตีพวกเขาแม้แต่คนเดียว คนเหล่านี้ราวกับไม่ได้อยู่ในเมืองร้างแห่งนี้เลย


   ทันใดนั้นด้านหน้าก็มีเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นดังขึ้น ทำลายความเงียบสงบในเมืองร้างแห่งนี้


   “รีบกดเขาไว้! ใช้แรงทั้งหมดกดเขาไว้! อย่าให้เขาดิ้นหลุดไปได้!”


   จากนั้นก็มีเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังดังตามมา


   “คุณชาย! คุณชาย! ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่? เหตุใดใบหน้าของท่านจึงดูซีดเซียวเช่นนี้!”


   “ช่วยด้วย! มีใครมาช่วยพวกเราบ้างหรือไม่!”


   “อย่าร้อง! หากเรียกคนของเผ่ามารมาจะทำอย่างไร?”


   “ดี ดี ดี ข้าไม่ร้องแล้ว แต่พวกเราจะทำอย่างไรดีเล่า? คุณชาย!”


   เสียงดังมาจากหลังพุ่มไม้แห่งหนึ่ง นางมองไม่เห็นว่าเป็นภาพอะไร ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงเดินไปยังทิศทางที่เสียงดังขึ้น


   นางเพิ่งจะเดินไป ก็มีฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่ง.กดลงบนไหล่ของนาง นางหันกลับไปเห็นเสิ่นหลีเสียนที่มีสีหน้าเคร่งเครียด “ศิษย์น้องหญิงเล็ก อย่าเพิ่งใจร้อน ที่นี่มีเศษเสี้ยวความทรงจำมากเกินไป อาจจะเป็นภาพลวงตาก็ได้”


   เยี่ยหลิงหลงตบมือของเสิ่นหลีเสียนเบาๆ


   “ภาพลวงตาของที่นี่เป็นแบบเดี่ยวๆ ท่านกับข้าต่างก็ได้ยิน เช่นนั้นย่อมไม่ใช่ภาพลวงตาแน่ วางใจแล้วเดินไปเถิด”


   กล่าวจบเยี่ยหลิงหลงก็เดินตรงไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ เสิ่นหลีเสียนรีบตามไปข้างหลังทันที


   ทั้งสองคนเลี้ยวโค้งก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำๆดังขึ้นราวกับเป็นเสียงของสัตว์ป่า แต่เสียงคำรามต่ำๆนั้นก็แปลกประหลาดมาก ไม่เหมือนเสียงที่สัตว์ป่าจะทำได้


   ในไม่ช้า ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็ชัดเจนขึ้นในสายตาของพวกเขา พวกเขาเห็นเผ่าปีศาจสองตนกำลังกดคนผู้หนึ่งไว้อย่างสุดกำลัง


   คนผู้นั้นดวงตาแดงก่ำ ดิ้นรนข่วนตะกุยไม่หยุดหย่อน ต้องการจะหลุดพ้นเพื่อพุ่งไปข้างหน้า


   บนพื้นดินเบื้องหน้าพวกเขามีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ มือข้างหนึ่งยันพื้นไว้ มืออีกข้างหนึ่งกุมท้องของตนเอง


   ใบหน้าของเขาซีดเผือด เหงื่อไหลราวกับอาบน้ำ บริเวณที่มือกุมไว้นั้นเลือดไหลไม่หยุด ดูท่าจะบาดเจ็บไม่น้อย


   จากมุมของเยี่ยหลิงหลง มองเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เยี่ยหลิงหลงจำได้ว่าเขาคือใคร


   “ปี้เหลียน!”


   เยี่ยหลิงหลงตะโกนเสียงดัง วิ่งออกมาจากข้างหลัง ตรงไปยังข้างๆซูอวิ่นซิวอย่างรวดเร็ว


   เขาเงยหน้าขึ้นอย่างอ่อนแรง เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลง เขาก็เผยรอยยิ้มที่ซีดเซียวออกมา


   “ท่านบรรพชนเยี่ยเหตุใดจึงมาพบท่านที่นี่ได้? หรือว่าข้ากำลังจะตายแล้ว?”


   “ถ้าข้าไม่มา เจ้าอาจจะตายอยู่ที่นี่จริงๆก็ได้ แต่ข้ามาแล้ว เจ้าก็ตายไม่ได้!”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวพลางใช้ฝ่ามือกดลงบนบาดแผลที่เลือดไหลไม่หยุดของเขา โคจรพลังวิญญาณเพื่อห้ามเลือดและรักษาบาดแผลให้เขา


   ในเวลานั้น เผ่าปีศาจสองตนที่กดคนผู้หนึ่งอยู่ข้างหน้าเขาก็ยังคงไม่สามารถควบคุมการดิ้นรนของคนผู้นั้นได้ ทำให้เขาหลุดออกจากควบคุมและพุ่งเข้าใส่ซูอวิ่นซิว


   ทันทีที่เขาพุ่งเข้ามา เสิ่นหลีเสียนที่อยู่เบื้องหลังก็ลงมือในทันที


   เขาเพิ่งจะออกไป ก็ได้ยินซูอวิ่นซิวและเยี่ยหลิงหลงพูดพร้อมกันว่า “อย่าทำร้ายเขา!”


   เสิ่นหลีเสียนชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากการลงมือทำร้ายคนเป็นการสกัดกั้นคนเท่านั้น


   เขาสกัดกั้นคนที่คลุ้มคลั่งนั้นไว้ได้ก่อนที่จะถึงตัวซูอวิ่นซิวเพียงก้าวเดียว เกือบจะโจมตีถูกตัวเขาอีกครั้งแล้ว


   หากมิใช่เพราะเขาเสิ่นหลีเสียนตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ด้วยคำพูดว่าอย่าทำร้ายเขาของทั้งสองคนนั้น ชายหนุ่มอาจจะสกัดกั้นไว้ไม่ทัน


   เมื่อเห็นว่าคนถูกสกัดกั้นไว้ได้สำเร็จ ซูอวิ่นซิวก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก และสบตากับเยี่ยหลิงหลง ในวินาทีที่สบตากันนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง


   “เขา… หรือว่าเขาจะกลายเป็นเหมือนกับพวกเขาไปแล้ว…” ซูอวิ่นซิวหยุดไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังคิดหาคำ “ซากศพเดินได้ที่ไร้ความคิด?”


   “ใช่”


   เมื่อได้ยินคำตอบของเยี่ยหลิงหลง เผ่าจิ้งจอกสองตนนั้นก็อดรนทนไม่ไหวในที่สุด


   “ข้าว่าคุณชาย ท่านอย่าดื้อรั้นอีกเลย ท่านถูกเขาทำร้ายจนเป็นเช่นนี้แล้ว! ไม่เพียงแต่จะบาดเจ็บ ยังถูกทอดทิ้งอีก นี่…”


   “แต่ข้าลงมือไม่ได้จริงๆ” ซูอวิ่นซิวขัดจังหวะคำพูดของเผ่าจิ้งจอกตนนั้น


   เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นมองปีศาจอินทรีหัวขาวที่ถูกหนอนกินสมองควบคุมอยู่


   “อย่าโทษคุณชายของพวกเจ้าเลย ข้าก็ลงมือไม่ได้เช่นกัน”


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ เผ่าปีศาจสองตนนั้นก็มีสีหน้าลำบากใจ อยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด


   “เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ถูกทอดทิ้ง? ใครทิ้งเจ้าไป?”



บทที่ 1482: ข้าถือว่าเขาเป็นสหายจริงๆ

   

   หลังจากเยี่ยหลิงหลงเอ่ยถาม ซูอวิ่นซิวก็ไม่ได้ตอบ แต่ในใจของนางคาดเดาไว้แล้ว


   ในฐานะสมาชิกของเผ่าปีศาจที่ลงมายังเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแห่งนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรจะเหลือเพียงเขาคนเดียวที่พาปีศาจจิ้งจอกสองตนปรากฏตัวขึ้นในสถานที่แห่งนี้ตามลำพัง


   แม้ว่าภายในเผ่าปีศาจจะมีการแบ่งแยกตระกูลและกลุ่มอำนาจอย่างชัดเจน แต่เมื่อครั้งอยู่ที่เขาต้วนหุน นางเคยเห็นเผ่าปีศาจแล้ว ไม่ได้มีผู้ใดในหมู่พวกเขากีดกันซูอวิ่นซิว


   ดังนั้นสิ่งที่สามารถทำให้เผ่าปีศาจทอดทิ้งซูอวิ่นซิวได้ มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว


   “เขาไม่พูด พวกเจ้าสองคนพูด”


   เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นมองปีศาจจิ้งจอกสองตนนั้น พวกเขาอดทนมานานแล้ว ในเวลานี้จึงรีบพูดออกมาอย่างไม่อาจรอได้


   “เป็นท่านเซียนจ้าวแห่งตำหนักเซียนเมี่ยวเป่า เขาโกรธจนหน้ามืดตามัว กล่าวว่าจะไม่สนใจพวกเราอีกต่อไปแล้ว ทั้งยังพาปีศาจตนอื่นๆที่ลงมาพร้อมกับพวกเราจากไป ทิ้งพวกเราไว้ที่นี่”


   คำตอบนี้เยี่ยหลิงหลงคาดเดาไว้แล้ว


   เมื่อเผ่าเซียนจัดคนจากเผ่ามนุษย์ เผ่าปีศาจ และเผ่าวิญญาณลงมายังเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา ได้มีการนัดหมายเวลากันไว้แล้ว ทุกครั้งที่แต่ละกลุ่มลงมา จะมีคนของเผ่าเซียนลงมาพร้อมกันหนึ่งคน โดยคนของเผ่าเซียนผู้นี้จะเป็นผู้นำกลุ่มเดินทางลงไป


   ท่านเซียนจ้าวผู้นี้ คาดว่าน่าจะเป็นคนของเผ่าเซียนที่นำกลุ่มของปี้เหลียนกลุ่มนี้


   "เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดมาอย่างละเอียด"


   “หลังจากพวกเราลงมาถึงชั้นนี้แล้ว ก็ถูกคนที่เสียสติผู้นี้ลอบโจมตี ท่านเซียนจ้าวเมื่อสังเกตเห็นก็ต้องการจะสังหารปีศาจอินทรีหัวขาวตนนี้ แต่คุณชายไม่อนุญาต เขาให้ท่านเซียนจ้าวอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของปีศาจอินทรีหัวขาวตนนี้ ให้เขาจัดการเอง


   ท่านเซียนจ้าวไม่เห็นด้วย เขาคิดว่าท่าทีของคุณชายที่มีต่อปีศาจอินทรีหัวขาวตนนี้แปลกประหลาดมาก เขาสั่งให้คุณชายสังหารคนผู้นี้ต่อหน้าทันที


   คุณชายไม่ยินยอม เขาก็ลงมือทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงซัดฝ่ามือเข้าใส่ปีศาจอินทรีหัวขาวตนนี้ นี่ทำให้คุณชายคาดไม่ถึง เขาไม่สามารถดึงปีศาจอินทรีหัวขาวตนนี้หลบได้ทันท่วงที เขาจึงทำได้เพียงยืนขวางอยู่หน้าปีศาจอินทรีหัวขาวตนนี้ รับฝ่ามือนี้ของท่านเซียนจ้าวแทนเขา


   ท่านเซียนจ้าวเห็นดังนั้นก็ด่าทอคุณชายอย่างหนัก แต่เขายังด่าได้ไม่กี่คำ ปีศาจอินทรีหัวขาวที่ถูกคุณชายปกป้องไว้นั้นก็อาศัยจังหวะที่อยู่ใกล้คุณชาย ใช้กรงเล็บจ้วงแทงเข้าไปในท้องของเขาทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนตอนนี้เลือดก็ยังไม่หยุดไหล


   เมื่อเห็นคุณชายได้รับผลกรรมในทันที ท่านเซียนจ้าวก็ด่าทอคุณชายร่วมกับปีศาจตนอื่นๆ จากนั้นก็สั่งให้คนอื่นๆห้ามยุ่งเกี่ยวกับความเป็นความตายของคุณชายอีกต่อไปพร้อมทั้งพาคนอื่นๆจากไป


   ก่อนที่ท่านเซียนจ้าวจะจากไป ก็ไม่ได้ลงมือจัดการกับปีศาจอินทรีหัวขาวตนนี้อีก แต่กลับปล่อยให้คุณชายที่บาดเจ็บอยู่กับเขาต่อไป เขาเพียงต้องการให้คุณชายถูกปีศาจอินทรีหัวขาวตนนี้ฆ่าตายเสีย จะได้จบเรื่องจบราวกันไป


   คนอื่นๆจากไปหมดแล้ว เหลือเพียงพวกเราสองปีศาจจิ้งจอกที่ทนดูคุณชายตายอยู่ที่นี่ไม่ได้ จึงได้อยู่ต่อ


   ปีศาจอินทรีหัวขาวตนนี้คลุ้มคลั่งอย่างหนัก พวกเราสองคนเกือบจะกดเขาไว้ไม่อยู่”


   กล่าวจบอีกตนหนึ่งก็ถอนหายใจแล้วกล่าว “โชคดีที่พวกแม่นางเยี่ยมาถึง มิเช่นนั้นพวกเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ท่านเซียนจ้าวนั้นไม่สนใจพวกเราจริงๆแล้ว ไม่รู้ว่าต่อไปจะทำอย่างไรดี”


   “ต่อไปติดตามข้าไปก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ? แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้เขาก็ยังจัดการไม่ได้ดีและยังทอดทิ้งคนในกลุ่ม คนไร้ความสามารถเช่นนี้ หากติดตามเขาไปในสถานที่อันตรายเช่นนี้ ข้ายัง.อดเป็นห่วงแทนพวกเจ้าไม่ได้เลย” เยี่ยหลิงหลงยิ้มเยาะ


   ปีศาจจิ้งจอกสองตนนั้นมีสีหน้าตกตะลึงอย่างยิ่ง แม้ว่าในใจพวกเขาจะมีความแค้นเคืองต่อท่านเซียนจ้าวอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่เคยกล้าคิดกับท่านเซียนจ้าวเช่นนี้เลย


   “เอาล่ะ มีข้าอยู่ ไม่มีเรื่องใดที่จัดการไม่ได้ดี ไม่ต้องทำหน้าเศร้าโศกเสียใจไป การหลุดพ้นจากเจ้าคนแซ่จ้าวนั่น แล้วติดตามสำนักชิงเสวียนของพวกเราไป เป็นบุญวาสนาที่คุณชายของพวกเจ้ามอบให้พวกเจ้า จงทะนุถนอมไว้ให้ดี”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวอย่างเป็นเรื่องปกติและชอบธรรม เผ่าจิ้งจอกสองตนนั้นก็เบิกตากว้างอีกครั้ง


   สมแล้วที่เป็นแม่นางเยี่ย ช่างกล้าหาญยิ่งนัก! กล้าหาญเหมือนเมื่อครั้งกระนั้นที่บุกเดี่ยวเข้าเผ่ามาร!


   แต่เมื่อครุ่นคิดดูอีกครั้ง คำพูดของนางก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ อีกทั้งท่าทางเช่นนี้ของนางก็ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างเต็มเปี่ยม หัวใจที่สับสนวุ่นวายของพวกเขาในเวลานี้ก็สงบลงได้จริงๆแล้ว


   “ขอบคุณแม่นางเยี่ย ต่อไปพวกเราจะฟังท่านทั้งหมด”


   ซูอวิ่นซิวหัวเราะเบาๆ “คุณชายของพวกเจ้าอย่างข้ายังไม่ตายนะ เหตุใดจึงรีบเลือกนายใหม่เสียแล้วเล่า?”


   เขายังพูดไม่ทันจบ เยี่ยหลิงหลงก็ตบฝ่ามือลงบนหลังของเขา ทำให้ทั้งร่างของเขาสะท้านขึ้น บาดแผลยิ่งเจ็บปวดกว่าเดิม


   “พูดจาไร้สาระอีก ข้าจะทำให้เจ้าตายเดี๋ยวนี้เลย”


   ซูอวิ่นซิวไม่หัวเราะอีกต่อไป


   “เจ้าสมควรได้รับแล้ว”


   “ข้าติดค้างเขา”


   “น่าเสียดาย เจ้าไม่มีวันชดใช้ได้อีกแล้ว”


   ร่างกายของซูอวิ่นซิวสั่นสะท้าน


   “เขาไม่มีทางรอดแล้วหรือ?”


   “ไม่มีทางรอดแล้ว เป็นหนอนกินสมองที่เผ่ามารเลี้ยงไว้ สมองถูกกัดกินจนหมดสิ้นแล้ว แม้แต่เซียนผู้ยิ่งใหญ่มาก็ช่วยไม่ได้” เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   ซูอวิ่นซิวไอออกมาสองสามครั้ง จมอยู่ในความเงียบงัน อารมณ์ในแววตาปั่นป่วนขึ้นมาแล้วก็ถูกกดข่มลงไปในทันที


   “แต่ว่า…”


   ซูอวิ่นซิวเงยหน้าขึ้น “แม้ว่าข้าจะเรียกท่านว่าท่านบรรพชน แต่ท่านก็ไม่ได้แก่จริงๆสักหน่อย พูดจาจะหยุดหายใจเป็นพักๆไม่ได้หรือไร?”


   “ตอนที่พวกท่านมาถึงหุบเหวชั้นที่สามนี้ นอกจากเขาแล้ว ยังเคยเห็นคนอื่นที่ถูกควบคุมเหมือนกับเขาอีกหรือไม่?”


   ซูอวิ่นซิวส่ายหน้า “ไม่เลย มีเพียงเขาคนเดียว”


   กล่าวจบ เขาก็ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ คนในหุบเหวชั้นที่หนึ่งและสองล้วนปรากฏตัวออกมาเป็นกลุ่มๆ แต่เมื่อมาถึงหุบเหวชั้นที่สาม เดินทางมานานถึงเพียงนี้กลับเห็นเพียงเขาคนเดียว


   “ตอนที่เขาปรากฏตัวขึ้นมา ก็พุ่งตรงมาหาเจ้าเลยใช่หรือไม่ พุ่งเข้าใส่เจ้าเพียงคนเดียว?”


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ซูอวิ่นซิวก็หลับตาลง เขาพยายามอย่างหนักที่จะระงับอารมณ์บนใบหน้า แต่ก็ไม่สามารถลบรอยขมวดคิ้วและคลายริมฝีปากที่เม้มแน่นออกไปได้


   “ปี้เหลียน ส่งเขาไปสู่สุคติเถิด”


   “ท่านว่า หากเมื่อครั้งกระนั้นพวกเราพาเขาไป…”


   “เป็นตัวเขาเองที่ต้องการจะอยู่ต่อ เขาปล่อยวางสหายของเขาไม่ได้ ต้องการจะกลับไปทวงความยุติธรรมให้พวกเขา ต้องการจะแก้แค้นให้พวกเขา ในใจของเขานอกจากเจ้าแล้วก็ยังมีคนอื่น นี่คือทางเลือกของเขา เจ้าไม่สามารถใช้ผลลัพธ์มาตัดสินว่าการกระทำในอดีตนั้นถูกหรือผิดได้”


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง


   “การตำหนิตนเองที่เกินควรนั้นไร้ประโยชน์ เขามาเพื่อเจ้า ส่งเขาไปสู่สุคติ จากนั้นก็พาเขากลับบ้านเถิด”


   สิ้นเสียงของนาง เยี่ยหลิงหลงก็ได้ยินเสียงถอนหายใจยาวๆของซูอวิ่นซิว เสียงนั้นสั่นเครือ อารมณ์กำลังแกว่งไกวอยู่บนขอบของการควบคุมไม่อยู่


   “ข้าถือว่าเขาเป็นสหาย ใช้ใจจริงปฏิบัติต่อเขา”


   “ข้ารู้”


   ซูอวิ่นซิวเงียบไปอีกนาน กดข่มอารมณ์ทั้งหมดไว้ในร่างกายที่สั่นเทาเล็กน้อย ขอบตาของเขาแดงก่ำ ดวงตาชุ่มชื้น แต่ก็ยังคงไม่มีน้ำตาไหลออกมา


   ครู่ต่อมา เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดกล่าวอย่างอ่อนแรงว่า “ข้าฟังท่าน”


   เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นมองศิษย์พี่รองเสิ่นหลีเสียนและปีศาจจิ้งจอกสองตนนั้นที่กำลังกดปีศาจอินทรีหัวขาวที่ยังคงดิ้นรนอยู่


   “ปล่อยเขา”


   “แต่เขาจะทำร้ายคนได้ คุณชายบาดเจ็บอยู่แล้วนะ” ปีศาจจิ้งจอกตนหนึ่งกล่าว


   “นี่มิใช่ยังมีข้าอยู่หรือ? มีข้าอยู่ ข้าจะปกป้องคุณชายของพวกเจ้าเอง”


   ขณะที่ปีศาจจิ้งจอกสองตนยังคงลังเลอยู่ เสิ่นหลีเสียนก็ปล่อยมือก่อน เมื่อเขาปล่อยมือ ปีศาจจิ้งจอกสองตนก็กดไว้ไม่อยู่ จำต้องปล่อยมือเช่นกัน


   ทันทีที่ปล่อยมือ ปีศาจอินทรีหัวขาวตนนั้นก็พุ่งเข้าใส่ซูอวิ่นซิวและเยี่ยหลิงหลง


   ทันใดนั้นเองในขณะที่เขากำลังจะพุ่งเข้ามาถึงตัวพวกเขาอยู่รอมร่อ จู่ๆร่างกายของเขาก็ชะงักราวกับมีบางสิ่งเกิดขึ้น ทำให้เขาทรุดเข่าลงกลางทาง เขาพุ่งไปได้แค่ตรงเท้าของซูอวิ่นซิว ไม่ได้พุ่งไปถึงตัวเขาที่นั่งอยู่บนพื้น



บทที่ 1483: เยี่ยหลิงหลง ส่งท่านไปสู่สุคติ



   หลังจากปีศาจอินทรีหัวขาวตนนั้นล้มลงกับพื้นแล้วก็เอาศีรษะโขกพื้นอย่างแรง ทุบตีตัวเองไม่หยุด บ้าคลั่งจนน่ากลัว


   ในเวลานั้น น้ำตาที่ซูอวิ่นซิวอดกลั้นไว้เนิ่นนานก็ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป มันไหลรินลงมาในที่สุด


   แม้แต่น้ำเสียงของเยี่ยหลิงหลงก็ยังอดสะอื้นไห้ไม่ได้ “เขามาเพื่อเจ้าจริงๆ หนอนกินสมองกัดกินสมองจนหมดสิ้น ก็ยังมิอาจกัดกินความรู้สึกของเขาได้หมด เขาไม่มีสติสัมปชัญญะ แต่เขายังจำเจ้าได้ ปี้เหลียน เขาคงกำลังเตือนเจ้าอยู่กระมังว่าหนทางข้างหน้าอันตราย ต้องระวังตัวด้วย”


   ซูอวิ่นซิวสูดหายใจเข้าลึกต้องการจะพยุงปีศาจอินทรีหัวขาวขึ้นมา แต่เขายังไม่ทันได้ยื่นมือออกไปก็ถูกเยี่ยหลิงหลงห้ามไว้


   “เจ้าอย่าแตะต้องเขา เขาควบคุมตัวเองไม่ได้จนทำร้ายเจ้าไปครั้งหนึ่งแล้ว เจ้าอยากให้เขาตายตาไม่หลับหรือไร?”


   “เช่นนั้นข้า… ไม่ต้องสนใจหรือ?”


   “ข้าเอง”


   เยี่ยหลิงหลงก้าวเข้าไปพยุงปีศาจอินทรีหัวขาวขึ้นมา ไม่ผิดจากที่คาด ทันทีที่นางเข้าใกล้ ปีศาจอินทรีหัวขาวก็ใช้กรงเล็บข่วนมาทางเยี่ยหลิงหลง แต่เยี่ยหลิงหลงเตรียมพร้อมไว้แล้ว นางกดปีศาจอินทรีหัวขาวไว้ได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็ดึงเขาขึ้นมาจากพื้นและควบคุมตัวไว้


   ในเวลานั้น เสิ่นหลีเสียนก็เข้ามาช่วยนางควบคุมปีศาจอินทรีหัวขาว


   “พี่อินทรี ความปรารถนาดีของท่านพวกเรารับรู้แล้ว เยี่ยหลิงหลงขอส่งท่านไปสู่สุคติ”


   ร่างกายของปีศาจอินทรีหัวขาวที่กำลังดิ้นรนอยู่พลันสั่นสะท้าน แม้ว่าเขายังคงคลุ้มคลั่งอย่างหนัก แต่เยี่ยหลิงหลงรู้ว่าเขาได้ยินแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงยกหงเยี่ยนในมือขึ้น กรีดลงบนคอของเขา เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากลำคอ เขาดิ้นรนอีกสองสามครั้ง ก่อนจะสิ้นลมหายใจไปในที่สุด


   ซูอวิ่นซิวที่นั่งอยู่บนพื้นเห็นดังนั้น ก็หลับตาลง ใช้เปลือกตาบังคับสิ่งที่ตนเองควบคุมไม่ได้ทั้งหมดให้กลับเข้าไป


   ครู่ต่อมา เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างสงบลง “เผ่ามารพวกนี้จะต้องตาย เยี่ยหลิงหลง พวกเราจะต้องฆ่าพวกมันให้สิ้นซาก ฆ่าจนพวกมันสิ้นเผ่าพันธุ์ ฆ่าจนพวกมันไม่สามารถสร้างความชั่วร้ายในโลกนี้ได้อีกต่อไป!”


   “ได้”


   “พวกเราเดินทางลงไปต่อเถิด ต้องรีบหน่อย ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแห่งนี้ยังมีคนที่เราเป็นห่วงอยู่”


   ขนตาของเยี่ยหลิงหลงสั่นไหวเล็กน้อย ตอบรับว่า “ได้”


   ซูอวิ่นซิวไม่พูดอะไรอีก เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมองเสิ่นหลีเสียน “ศิษย์พี่รอง เดี๋ยวข้าจะเผาเขา ท่านช่วยข้าเก็บเถ้ากระดูกของเขาไว้ด้วย เขายังต้องกลับบ้าน”


   “อืม ได้”


   เมื่อศิษย์พี่น้องร่วมสำนักชิงเสวียนคนอื่นๆมาถึงและรวมกลุ่มกัน เยี่ยหลิงหลงก็จุดไฟพอดี


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึ?”


   “เรื่องมันยาว ข้าขอรักษาบาดแผลให้ปี้เหลียนก่อน ให้ศิษย์พี่รองเล่าให้พวกท่านฟังเถิด แล้วก็ช่วยเขาเก็บเถ้ากระดูกด้วย”


   “ได้”


   “เช่นนั้นข้าจะช่วยศิษย์น้องหญิงเล็กรักษาคุณชายซู” ฮวาซือฉิงกล่าว


   “ได้”


   ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงและฮวาซือฉิงจึงเริ่มรักษาบาดแผลให้ซูอวิ่นซิว


   แม้ว่ากรงเล็บนั้นของปีศาจอินทรีหัวขาวจะแทงทะลุท้องของเขา ทำให้เลือดไหลราวกับสายน้ำ แต่ส่วนที่ซูอวิ่นซิวบาดเจ็บหนักที่สุดกลับมิใช่จุดนี้ แต่เป็นฝ่ามือที่เซียนจวินแซ่จ้าวนั่นซัดมา


   ตอนนั้นเขาต้องการจะสังหารปีศาจอินทรีหัวขาวจริงๆ ดังนั้นเขาจึงไม่ยั้งมือ ฝ่ามือนี้ซัดออกไปอย่างรุนแรงมาก


   “เจ้าหาเรื่องเอง ความเจ็บปวดก็จงรับไว้เองเถิด”


   “ความเจ็บปวดทางร่างกาย นั่นมิใช่ความเจ็บปวด”


   “ซูอวิ่นซิว อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นปีศาจกระต่ายที่ถูกคนในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธารังแกมาหลายร้อยปีแล้ว เจ้าจะทำใจให้เข้มแข็งหน่อยไม่ได้หรือไร”


   “ตลอดหลายร้อยปีมานี้ คนที่รังแกข้า ไม่มีผู้ใดปฏิบัติดีต่อข้าเลยสักคน”


   ในเวลานั้น เสิ่นหลีเสียนก็เดินเข้ามา เขายื่นกล่องที่สวยงามใบหนึ่งให้ซูอวิ่นซิว


   "เช่นนั้นส่งเขากลับบ้านเถิด เขาอยากกลับบ้านมาตลอด แค่เสียดายที่ต้องทิ้งสหายของเขาไว้"


   “อืม”


   ซูอวิ่นซิวรับกล่องนั้นมา และเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติของตนเองอย่างระมัดระวัง


   แม้ว่าซูอวิ่นซิวจะได้รับบาดเจ็บ แต่เรื่องการเดินทางลงไปตามหาคนนั้นไม่อาจล่าช้าได้ ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงทำได้เพียงให้เขาขี่สัตว์ภูตของตนเองพักผ่อนไปโดยให้พวกเขาพาไปด้วย


   อีกด้านหนึ่ง ศิษย์พี่ศิษย์น้องของสำนักชิงเสวียนก็ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว พากันด่าทอเจ้าคนแซ่จ้าวนั่นอยู่ครู่ใหญ่


   “หากมีโอกาสได้เจอเจ้าคนแซ่จ้าวนั่นอีกครั้ง ข้าจะทำให้เขารู้สำนึก” อวี๋หงหลานยิ้มเยาะ “คนที่สั่งให้คนลงมาก็คือเผ่าเซียน คนที่พูดทิ้งก็ทิ้งไปเลยก็คือเผ่าเซียนเช่นกัน มันอะไรกันนี่!”


   เผ่าจิ้งจอกสองตนที่อยู่ข้างๆ แม้จะเคยได้ยินเยี่ยหลิงหลงพูดจาเช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินอีกครั้งก็ยังคงรู้สึกตกตะลึงอย่างยิ่ง


   พวกเขาอ้ำๆอึ้งๆอยู่ครึ่งค่อนวัน สุดท้ายก็ถูกอวี๋หงหลานมองเห็นเข้า


   “เป็นอะไร? กังวลว่าข้าจะสู้ไม่ได้รึ? พวกเจ้าไม่ได้พูดหรอกหรือ? คนของเผ่าเซียนเมื่อลงมายังเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา ก็เหมือนกับตอนที่อยู่ในเขาต้วนหุน ระดับการฝึกฝนจะถูกกดดันลง สูงสุดก็แค่ขอบเขตพ้นพิบัติขั้นปลายเท่านั้น” อวี๋หงหลานหัวเราะเยาะ “ใครบ้างที่ไม่ใช่ขอบเขตพ้นพิบัติขั้นปลายระดับสูงสุดกันเล่า?”


   คำพูดนี้ดังขึ้น เผ่าจิ้งจอกสองตนนั้นก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก คำพูดนี้ไม่มีอะไรผิดเลยแม้แต่น้อย!


   “ไปกันเถอะ ออกเดินทาง”


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบซูอวิ่นซิวก็ถูกห่อเสร็จพอดี ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว


   หลังจากที่พี่เขยใหญ่ไม่ค่อยได้กลับไปหาศิษย์พี่หญิงใหญ่ในช่วงนี้ กลุ่มของสำนักชิงเสวียนก็กลายเป็นสิบสี่คน ตอนนี้เมื่อรวมซูอวิ่นซิวและปีศาจจิ้งจอกสองตนเข้าไปด้วยกลุ่มก็ขยายใหญ่ขึ้นเป็นสิบเจ็ดคน


   สิบเจ็ดคนเดินทางไปในสถานที่ที่เต็มไปด้วยฟองอากาศ พวกเขาเดินตามทิศทางของแม่น้ำเหนือศีรษะเพื่อตามหาทางเข้าไปยังชั้นต่อไป


   ระหว่างทาง นางยังช่วยเผ่าจิ้งจอกสองตนที่มีระดับการฝึกฝนอ่อนแอกว่าเล็กน้อย ชำระล้างเศษเสี้ยวความทรงจำในสมอง เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่สับสน


   ในที่สุด หลายวันต่อมา พวกเขาก็พบทางเข้าไปยังชั้นต่อไปที่ปลายสุดของแม่น้ำสายนี้ และตลอดเส้นทางนี้ พวกเขาไม่ได้พบเจอหุ่นเชิดคนอื่นๆอีกเลยจริงๆ


   ก่อนจะลงจากทางเข้าหุบเหวชั้นที่สามไปยังหุบเหวชั้นที่สี่ เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์กลมบนท้องฟ้า ปราณมารที่ปกคลุมอยู่ยิ่งหนาแน่นขึ้น เงาร่างข้างในนั้นดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นกว่าเดิมอีกแล้ว


   “เจ้าก็เห็นด้วยหรือ?”


   เสียงของซูอวิ่นซิวพลันดังมาจากข้างๆ เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมอง ในแววตามีความตื่นตระหนกอยู่เล็กน้อย


   “ข้ามองออกแล้ว แต่เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะยืนอยู่ข้างพวกเจ้าเสมอ”


   พวกเจ้า…


   เยี่ยหลิงหลงอดไม่ได้ที่จะทวนคำสองคำนี้ในใจ


   “เห็นอะไรหรือ? พวกเจ้ากำลังมองอะไรกัน?” จี้จื่อจั๋วที่เดินผ่านมาเอ่ยถาม


   “ท่านลองทายดูสิ”


...…


   จี้จื่อจั๋วเกาจมูกแล้วเดินจากไป


   มีอะไรให้ทายกันเล่า ไม่ว่าเรื่องอะไร สำนักชิงเสวียนเป็นหนึ่งเดียว ศิษย์น้องหญิงเล็กไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเปิดไพ่อยู่ดี


   เมื่อลงมาถึงหุบเหวชั้นที่สี่ สิ่งที่เห็นก็ยังคงเป็นประตูเมืองและกำแพงเมืองที่พังทลาย


   เยี่ยหลิงหลงและซูอวิ่นซิวต่างก็มองไปยังจุดหนึ่งบนกำแพงเมืองพร้อมกัน น่าเสียดายที่ตรงนั้นพังทลายจนไม่เป็นท่าแล้ว มิเช่นนั้นอาจจะได้เห็นรูที่มังกรดำทลายไว้บนกำแพง และท่านผู้อาวุโสตู้หยวนป๋อที่ยืนอยู่หลังรูนั้น


   เมื่อนึกถึงคนผู้นี้ขึ้นมาในใจ หัวใจของเยี่ยหลิงหลงก็บีบรัด นางเร่งความเร็วพุ่งเข้าไปในเมืองของหุบเหวชั้นที่สี่


   นางเพิ่งจะเข้าไปก็ได้ยินเสียงการโจมตีดังมาจากสายลมเบื้องหลังและเป็นเสียงปราณกระบี่ที่กรีดผ่านความว่างเปล่า


   นางรีบยกหงเยี่ยนในมือขึ้นป้องกัน เมื่อหันกลับไปนางคิดว่าจะเห็นคนมาโจมตีนางแต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้นางตกตะลึงจนตาค้าง!



บทที่ 1484: ข้ามาแย่งคนต่างหาก



   สิ่งที่โจมตีเยี่ยหลิงหลงไม่ใช่คนแต่เป็นกระบี่!


   นางหันกลับไปมองก็เห็นกระบี่หลายเล่มพุ่งเข้ามาโจมตีนางอย่างรวดเร็ว เมื่อมองผ่านๆ กระบี่เหล่านี้มีทั้งกระบี่วิญญาณและกระบี่มาร มีทั้งกระบี่ปีศาจและกระบี่ผี ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นกระบี่จากชั้นที่สี่ของสุสานกระบี่!


   ดังนั้นเมืองในชั้นที่สามและฟองอากาศหลากหลายสีจึงซ้อนทับกัน ชั้นที่สี่ก็เช่นกัน เมืองและพื้นที่สุสานกระบี่ภายนอกซ้อนทับกัน!


   ไม่เพียงเท่านั้น กระบี่เหล่านี้ที่เดิมปักอยู่ในดิน บัดนี้กลับเหมือนมีจิตวิญญาณกระบี่ พอเห็นคนก็โจมตีทันที ซ้ำยังเป็นการโจมตีที่ดุดันมาก!


   เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ยิ่งลงลึกยิ่งอันตราย ความวุ่นวายเพิ่มขึ้น ชั้นต่างๆซ้อนทับกัน กฎเกณฑ์หายไปและเต็มไปด้วยพลังอาฆาต


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปต้านทานกระบี่ที่โจมตีนาง เหล่าศิษย์ร่วมสำนักชิงเสวียนและปี้เหลียนกับสหายอีกสองคนจากเผ่าปีศาจก็เข้ามาในเมืองด้วย


   พอพวกเขาเข้ามาก็ถูกกระบี่โจมตีเช่นกัน ไม่นานอาวุธหลากหลายชนิดนอกเหนือจากกระบี่ก็ปรากฏตามมาทีละชิ้น


   "ป้องกันไปพร้อมกับเดินหน้าต่อ รีบหาทางเข้าสู่ชั้นถัดไปให้เร็ว ไม่จำเป็นต้องพักที่นี่นาน" เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   เมื่อนางกล่าวจบ ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาจัดตั้งกระบวนทัพง่ายๆ โดยมีศิษย์พี่หญิงใหญ่และศิษย์พี่ใหญ่เป็นดุจสองคมกระบี่ไร้เทียมทานคอยเปิดทางอยู่เบื้องหน้า


   ส่วนซูอวิ่นซิวและเผ่าปีศาจทั้งสองถูกจัดให้อยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แรงกดดันในการต่อสู้ไม่มากนัก พวกเขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเป็นหน่วยเดียวกัน ด้วยพละกำลังที่เพียงพอ ความเร็วในการเคลื่อนที่จึงไม่ช้าเลย


   หลังจากเดินไปได้ระยะหนึ่ง เยี่ยหลิงหลงก็หันสายตาไปทางขวามือโดยไม่รู้ตัว


   "ศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิง พวกท่านเดินหน้าต่อไปก่อน ข้าจะไปแล้วรีบกลับมา"


   พูดจบเยี่ยหลิงหลงก็แยกตัวออกจากกลุ่ม วิ่งไปอีกทิศทางหนึ่ง


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กเจ้าจะไปที่ใด?"


   "นางไปตามหาคนรู้จักเก่า ไม่ต้องกังวล ที่นี่นางคุ้นเคยกว่าพวกเราทุกคน" ซูอวิ่นซิวพูดจบก็ชี้ไปข้างหน้า "เบี่ยงไปทางนี้นิดหนึ่ง"


   เยี่ยหลิงหลงเพื่อรักษาความเร็ว จึงแปะยันต์เร่งความเร็วสามแผ่นลงบนร่างของตน รวดเร็วจนเงาของนางแทบจะหลอมรวมเข้ากับคมกระบี่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ


   ไม่นานนางก็มาถึงตำแหน่งในความทรงจำ แต่กลับไม่พบเรือนหลังนั้นที่นางจำได้


   บริเวณนี้เรือนถูกพังทลาย เศษหินกระจัดกระจายและมีร่องรอยของไฟไหม้


   นางจำได้ว่าท่านผู้อาวุโสตู้อายุมากแล้ว ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ท่านกลัวว่าวันหนึ่งท่านจะทำสิ่งที่ต้องทำไม่เสร็จก่อนตาย ดังนั้นเขาจึงมีนิสัยจดบันทึกเรื่องราวเล็กๆน้อยๆในแต่ละวันอยู่เสมอ


   เดิมทีนางตั้งใจมาที่นี่เพื่อค้นหาว่าท่านผู้เฒ่าได้ทิ้งเบาะแสที่เป็นลายลักษณ์อักษรไว้บ้างหรือไม่ เพื่อให้นางได้รู้ว่าความเปลี่ยนแปลงของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด และเปลี่ยนแปลงไปเพราะเหตุใด


   แต่หลังจากค้นหาไปรอบหนึ่ง ไม่เพียงแต่ไม่พบบันทึกของท่านผู้อาวุโสตู้ แม้แต่สัญญาสวรรค์ที่เคยเก็บไว้ในห้องของท่านก็ไม่เหลือแม้แต่แผ่นเดียว แม้แต่เศษกระดาษก็มองไม่เห็น


   เยี่ยหลิงหลงไม่ยอมแพ้ ค้นหาในซากปรักหักพังอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ยังไม่พบสิ่งใด นางแม้แต่จะยืนยันตำแหน่งที่แน่ชัดของเรือนท่านผู้อาวุโสตู้ก็ยังทำไม่ได้


   ในที่สุดเยี่ยหลิงหลงก็ยอมแพ้ นางหันกลับไปตามกลุ่มใหญ่ของสำนักชิงเสวียน


   แต่ก่อนนางเพียงหวังให้ท่านผู้อาวุโสตู้มีชีวิตยืนยาว ยาวนานยิ่งขึ้น แต่ตอนนี้นางกลับหวังว่าท่านผู้อาวุโสตู้จะจากโลกนี้ไปอย่างสงบก่อนที่เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้น จะได้ไม่ต้องถูกเผ่ามารพวกนี้รังแก


   เยี่ยหลิงหลงไปและกลับมาอย่างรวดเร็ว ไม่นานนางก็ไล่ตามกลุ่มใหญ่ของสำนักชิงเสวียนทัน


   เมื่อมองไปยังสำนักชิงเสวียนที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่อยู่เบื้องหน้า นางกำลังจะไล่ตามไป แต่จู่ๆก็ได้ยินเสียงต่อสู้ดังมาจากอีกทิศทางหนึ่งที่ค่อนข้างไกล เยี่ยหลิงหลงหยุดฝีเท้าและเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว


   การกระทำนี้ของนางถูกสังเกตเห็นโดยศิษย์สำนักชิงเสวียนที่อยู่ไม่ไกลจากนาง


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก? เหตุใดเจ้าไม่กลับมา?"


   “ศิษย์พี่ ทางนั้นมีเสียงเคลื่อนไหว ข้าจะไปดูสักหน่อย เดี๋ยวข้าจะส่งสัญญาณให้พวกท่าน พวกท่านรอดูสัญญาณตอบกลับจากข้าแล้วค่อยตามมา”


   กล่าวจบ เยี่ยหลิงหลงก็รีบรุดไปยังทิศทางที่มาของเสียงต่อสู้อย่างรวดเร็ว ไม่นาน นางก็พบเห็นกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้อยู่ข้างกำแพงเมืองที่พังทลาย


   ไม่มีทั้งคนหุ่นเชิด ไม่มีทั้งเผ่ามาร พวกเขากำลังต้านทานการโจมตีจากอาวุธที่บินว่อนอยู่ทั่วหุบเหวชั้นที่สี่


   ดูท่าพวกเขาจะไปแหย่รังอาวุธเข้าให้แล้ว บริเวณที่พวกเขาอยู่นั้นไม่เพียงแต่อาวุธจะมากมายนับไม่ถ้วนจนหนาแน่นไปหมด แต่ยังแข็งแกร่งมากอีกด้วย


   กระบี่หนักสีดำเล่มที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะมันสูงกว่าความสูงของคนสองคนรวมกัน และกว้างกว่าคนสองคนยืนเคียงกันเล็กน้อย


   ราชันกระบี่เล่มนี้กำลังปั่นป่วนคนเหล่านั้นจนหัวหมุน วุ่นวายไปหมด


   บังเอิญเหลือเกินว่านอกจากผู้นำกลุ่มแล้ว ที่เหลือทั้งหมดล้วนเป็นเผ่าปีศาจ


   และบังเอิญยิ่งกว่านั้นคือจำนวนคนเหล่านี้ตรงกับจำนวนสมาชิกในกลุ่มเดิมของปี้เหลียนพอดี และในหมู่เผ่าปีศาจเหล่านี้ไม่มีเผ่าจิ้งจอกอยู่เลย


   เยี่ยหลิงหลงแค่นเสียงหัวเราะ หากปี้เหลียนอยู่ในกลุ่มนี้ นางคงไม่ชี้ทางนี้ให้พวกเขาเป็นแน่ เพราะที่นี่ไม่เพียงแต่เปลี่ยวร้าง ยังเป็นแหล่งรวมอาวุธหนักของเผ่ามาร สมัยก่อนเมื่อพวกเขาเห็นสถานที่นี้แต่ไกลก็ต้องรีบเลี่ยงหนีแล้ว


   เพราะกระบี่เหล่านี้รับมือยากอย่างยิ่ง อีกทั้งยังไม่ได้เรียนรู้อะไรจากพวกมันเลย เนื่องจากเจตนารมณ์กระบี่ของกระบี่มารเหล่านี้แทบไม่มีกลเม็ดเด็ดพรายใดๆ เจ้าของของพวกมันผยองเดชได้ด้วยพละกำลังดิบและร่างกายที่แข็งแกร่งโดยกำเนิด


   อาจเป็นเพราะเสียงหัวเราะเยาะของเยี่ยหลิงหลงนั้นอวดดีเกินไป ไม่ได้ปิดบังเท่าใดนัก เผ่าเซียนที่เป็นผู้นำจึงสังเกตเห็นนางในทันที


   “ผู้ใดกัน? ซุ่มซ่อนอยู่ตรงนั้นทำอะไร? ออกมา!”


   “กำลังชื่นชมท่วงท่าอันองอาจยามต่อสู้ของท่านเซียนจ้าวอยู่น่ะสิเจ้าคะ หึๆ ไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”


   เมื่อได้ยินคำพูดหยอกล้อที่ไม่เคารพเช่นนี้ สีหน้าของคนแซ่จ้าวก็เย็นชาลงทันที


   นางรู้ว่าตนเองแซ่จ้าว ทั้งยังรู้ว่าตนเป็นเผ่าเซียน กลับยังกล้าไร้มารยาทถึงเพียงนี้ คนเผ่ามนุษย์ผู้นี้มาจากกลุ่มใดกัน? ช่างไร้มารยาทนัก เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยหรือ?


   “เจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงอยู่ตรงนั้นคนเดียว? เจ้ามาดูการต่อสู้นี้ด้วยจุดประสงค์อันใด?” คนแซ่จ้าวซักถามเสียงเข้ม


   “สำนักชิงเสวียน เยี่ยหลิงหลงเจ้าค่ะ”


   เมื่อได้ยินคำว่า ‘สำนักชิงเสวียน’ สีหน้าของคนแซ่จ้าวก็เปลี่ยนไปทันที


   ในรายชื่อของเผ่ามนุษย์ที่ลงมา ไม่มีสำนักชิงเสวียนนี่นา!


   อีกทั้งศิษย์สำนักชิงเสวียน มิใช่ว่าเมื่อร้อยปีก่อนก็ออกตามหาสถานที่ตั้งของสำนักชิงเสวียนแล้วหรอกหรือ? พวกเขาไม่เคยปรากฏตัวอีกเลยนี่!


   “แล้วก็อีกอย่างนะเจ้าคะ ข้ามิได้อยู่ตรงนี้คนเดียว ศิษย์พี่ศิษย์พี่หญิงของข้าล้วนอยู่ที่นี่ หากไม่เชื่อ ข้าจะเรียกพวกเขามาให้ท่านดู”


   กล่าวจบ เยี่ยหลิงหลงก็หันไปทางทิศที่พวกเขาอยู่แล้วกวักมือ ส่งสัญญาณให้พวกเขามา


   เมื่อเห็นว่ามีคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งตรงมาจากทางนั้นจริงๆ สีหน้าของคนแซ่จ้าวยิ่งดูไม่ได้มากขึ้นไปอีก


   “ท่านถามว่าข้ามีจุดประสงค์อันใด ข้าเป็นคนซื่อสัตย์ ท่านถามข้าก็จะบอก” เยี่ยหลิงหลงยิ้ม “ข้าน่ะหรือ มาเพื่อแย่งชิงคนจากท่านอย่างไรล่ะ”


   พูดจบนิ้วของนางก็ชี้ไปข้างหน้าเป็น.วงกลม “พวกนี้ พวกนี้ ทั้งหมดนี้ เผ่าปีศาจทั้งหมดที่นี่ ข้าจะพาไปให้หมด”


   “เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใดกัน?”



บทที่ 1485: เยี่ยหลิงหลงรังแกคนเกินไปแล้ว!



   “ข้าไม่ได้พูดจาเหลวไหลเสียหน่อย ข้าเพียงแค่ใช้กลยุทธ์ของคนผู้นั้น ตอบโต้คนผู้นั้นกลับไปเท่านั้นเอง”


   “เจ้า…”


   คนแซ่จ้าวเพิ่งจะอ้าปากเตรียมด่าทอ ศิษย์สำนักชิงเสวียนที่เยี่ยหลิงหลงเรียกมาก็มาถึงพอดี ทันทีที่พวกเขามาถึง เขาก็เห็นเผ่าจิ้งจอกสองตนและเผ่ากระต่ายอีกหนึ่งตนที่อยู่ในกลุ่มของสำนักชิงเสวียน


   เขายังไม่ทันได้เอ่ยปาก เผ่าปีศาจข้างกายเขาก็ร้องตะโกนขึ้นอย่างตื่นเต้นเสียก่อน “คุณชายซู! ท่านไม่เป็นไรนี่!”


   “หากมิใช่เพราะพบเจอข้า เขาคงมีเรื่องแล้ว เป็นเผ่าปีศาจเหมือนกัน ลงมายังเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาพร้อมกัน พวกเจ้ากลับทอดทิ้งเขาที่บาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ได้อย่างไร?” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถาม


   “นั่นเป็นเพราะเขาสมควรได้รับแล้ว!” คนแซ่จ้าวแค่นเสียงเย็นชา


   “รู้อยู่แล้วว่าปีศาจอินทรีหัวขาวตนนั้นเสียสติไปแล้ว แต่เขากลับไม่ยอมลงมือสังหาร สุดท้ายไม่เพียงแต่ถูกข้าฟาดฝ่ามือใส่ ยังถูกปีศาจอินทรีหัวขาวทำร้ายอีกด้วย”


   “ทุกอย่างเป็นเพราะเขาหาเรื่องใส่ตัวเอง เขาตายไปก็สมควรแล้ว!”


   “ข้ายังไม่ได้ตำหนิเขาที่ทำอะไรตามอำเภอใจ สร้างความอันตรายให้แก่กลุ่มเลยนะ! ตอนนี้ยังมีหน้ามาพูดเรื่องนี้กับข้าอีกหรือ?”


   เยี่ยหลิงหลงชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว “ประการแรก ปีศาจอินทรีหัวขาวเคยเป็นสหายของเขา แม้จะสูญเสียสติไปแล้ว แต่การพบแล้วฆ่าทันที ความโหดร้ายเช่นนี้ต่างอะไรกับเผ่ามาร?”


   จากนั้นนางก็ชูนิ้วที่สองขึ้น “ประการที่สอง เขานำกลุ่มเผ่าปีศาจลงมาสมทบกับท่าน อย่างไรเสียก็ถือเป็นผู้รับผิดชอบของกลุ่มนี้ แต่ท่านกลับไม่ให้ความเคารพความปรารถนาของเขา แม้แต่จะรับฟังก็ไม่ทำ ท่านลงมือสังหารคนโดยตรง ท่านเคยให้ความเคารพเผ่าปีศาจที่ท่านนำมาเหล่านี้บ้างหรือไม่? หรือเพียงแค่เห็นพวกเขาเป็นสุนัขรับใช้?”


   แล้วนางก็ชูนิ้วที่สามขึ้น “ประการที่สาม เผ่าเซียนส่งท่านมานำกลุ่มเผ่าปีศาจนี้ ท่านก็มีหน้าที่ต้องปกป้องความปลอดภัยของพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านทำร้ายคนแล้วยังทอดทิ้งคนตามอำเภอใจ ไร้ซึ่งความรับผิดชอบและหน้าที่โดยสิ้นเชิง แม้แต่คนคนเดียวยังดูแลไม่ได้ ท่านมีคุณสมบัติใดมานำกลุ่ม?”


   ในที่สุด เยี่ยหลิงหลงก็เก็บนิ้วทั้งสามลง กำหมัดแน่น


   “ท่านชอบแยกคนที่เห็นต่างจากท่านใช่หรือไม่? พอดีเลย ข้าก็ไร้ยางอายเหมือนท่านเช่นกัน ตอนนี้ข้าจะนับถึงสามลมหายใจ ภายในสามลมหายใจนี้ เผ่าปีศาจตนใดก็ตามที่ไม่ย้ายจากทางนั้นมาอยู่ทางข้า สำนักชิงเสวียนของข้าจะโจมตีเขาโดยไม่คำนึงถึงความเป็นความตาย”


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ไม่เพียงแต่เผ่าเซียนแซ่จ้าวจะตกตะลึงอยู่กับที่ แม้แต่เผ่าปีศาจที่อยู่ข้างกายเขาก็พากันตกใจอย่างสุดขีด


   แต่เยี่ยหลิงหลงไม่ให้เวลาพวกเขาได้ตั้งตัวเลยแม้แต่น้อย เริ่มนับถอยหลังทันที


   ขณะที่นางเริ่มนับถอยหลัง ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนก็เริ่มรวบรวมวิชา เตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีระยะไกลโดยไม่คำนึงถึงความเป็นความตาย


   “บ้าไปแล้ว! พวกเจ้ามันบ้าไปแล้ว!”


   คนแซ่จ้าวเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ความเยือกเย็นทั้งหมดก็หายไปสิ้น ตื่นตระหนกจนแทบจะกระโดดโลดเต้น


   “สำนักชิงเสวียนก็บ้าคลั่งมาโดยตลอด พวกเผ่าเซียนท่านก็มิใช่เพิ่งรู้เป็นวันแรกเสียหน่อย” เยี่ยหลิงหลงแค่นเสียงเย็นชา “อย่ามาพูดเรื่องคุณธรรมมโนธรรมกับข้า พวกเผ่าเซียนท่านไม่คู่ควร หากจำเป็นต้องพูดจริงๆ เช่นนั้นก็ถือเสียว่าข้าไม่มีมันแล้วกัน อย่างไรเสียสำนักชิงเสวียนในสายตาเผ่าเซียนก็มิใช่คนดีอะไรอยู่แล้ว”


   เยี่ยหลิงหลงพลางพูด พลางยังคงนับถอยหลังไม่หยุด


   สิ่งที่ทำให้คนแซ่จ้าวประหลาดใจก็คือ ทันทีที่นางเริ่มนับถอยหลัง ก็มีเผ่าปีศาจบางตนทนไม่ไหว วิ่งไปยังกลุ่มของสำนักชิงเสวียนแล้ว


   เมื่อนางนับถอยหลังไปเรื่อยๆ จำนวนคนที่วิ่งไปก็ยิ่งมากขึ้น คนแซ่จ้าวทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาคำรามลั่น “เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะฆ่าพวกเจ้าเสียเดี๋ยวนี้!”


   “เช่นนั้นก็เข้ามาสิ ตอนนี้ทุกคนล้วนอยู่ในขอบเขตพ้นพิบัติขั้นปลายสูงสุดแล้ว สิบสี่คนรุมหนึ่ง พวกเราไม่มีเหตุผลใดที่จะแพ้”


   อวี๋หงหลานแค่นเสียงเย็นชา “ท่านฟังไม่ผิด แม้ว่าพวกเราจะสู้หนึ่งต่อหนึ่งก็ไม่แพ้ แต่พวกเราไม่ชอบ หากท่านเข้ามาก็คือสิบสี่รุมหนึ่ง”


   คนแซ่จ้าวสูดหายใจเข้าลึกๆหลายครั้ง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจนสองมือสั่นเทา โกรธจนกัดฟันกรอด


   เจ้าพวกสำนักชิงเสวียนชั่วช้าสารเลวเหล่านี้!


   ช่างหน้าไม่อายเสียจริง… ช่าง… ช่างทำให้คนโมโหจนแทบตายจริงๆ!


   ทว่าสิ่งที่น่าโมโหยิ่งกว่านั้นก็คือ เยี่ยหลิงหลงบอกว่าจะนับถอยหลังสามลมหายใจ แต่นางยังนับไม่ทันครบเพียงลมหายใจเดียวด้วยซ้ำ เผ่าปีศาจข้างกายเขาก็วิ่งหนีไปหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่ตนเดียว!


   เจ้าพวกเนรคุณ อกตัญญู พวกใจสุนัขเหล่านี้ ทำเขาโมโหแทบตาย!


   หากมิใช่เพราะตอนนี้เขาถูกกระบี่หนักดุจราชันเล่มนี้รั้งพันธนาการไว้ เขาคงไม่ยอมเลิกราง่ายๆเป็นแน่!


   หลังจากพวกเขาวิ่งหนีไป แม้ว่าจะลากกระบี่บางส่วนไปด้วย แต่ที่เหลือก็ยังคงรั้งเขาไว้ได้ เขาทำได้เพียงมองดูพวกเขาหนีไปจนหมดสิ้นด้วยตาเปล่า


   “ขออภัยคุณชายซู พวกเราไม่ควรทอดทิ้งท่าน”


   “ตอนนั้นพวกเราก็งุนงงไปหมด เรื่องมันเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป พวกเราก็คิดอะไรไม่ออกชั่วขณะ”


   “ใช่แล้ว หลังจากนั้นพวกเราก็เสียใจมาก พวกเราต่างหากที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน อีกทั้งยังเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา เหตุใดยอมฟังคำพูดของคนนอกทอดทิ้งท่านไปง่ายดายเช่นนั้น”


   “ขออภัย”


   “ขออภัย”


..…


   เสียงขอโทษดังขึ้นระงม คนแซ่จ้าวที่อยู่ทางนั้นได้ยินแล้วศีรษะดังอื้ออึง เขาจะโมโหตายอยู่แล้ว โมโหตายแล้ว โมโหตายแล้ว!


   “ไม่เป็นไร เรื่องส่วนตัวของข้าเองที่จัดการไม่ดี ทำให้พวกท่านต้องตกใจ”


   น้ำเสียงของซูอวิ่นซิวไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ดูออกว่าเขาไม่ได้โทษพวกพ้องเผ่าพันธุ์เดียวกันเหล่านี้จริงๆ เพราะเรื่องมันเกิดขึ้นกะทันหัน อีกทั้งผู้นำกลุ่มก็คือเผ่าเซียนแซ่จ้าว


   “เดินผิดทางไม่เป็นไร ขอเพียงใจไม่ชั่วร้ายก็พอ” เยี่ยหลิงหลงเอ่ย “ไปกันเถอะ ไม่ต้องสนใจเขา ข้าจะพาพวกท่านลงไปข้างล่างเอง”


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ กลุ่มเผ่าปีศาจแต่ละตนต่างก็รู้สึกดีใจเบิกบาน ชื่อเสียงของเยี่ยหลิงหลงพวกเขาเคยได้ยินมานานแล้ว กระทั่งบางคนยังเคยร่วมมือกับนางที่เขาต้วนหุนเมื่อร้อยปีก่อนด้วยซ้ำ


   ดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อมั่นในตัวเยี่ยหลิงหลงเป็นอย่างมาก


   นางกล้าบุกเดี่ยวเข้าไปในแดนเผ่ามาร ทั้งยังนำพาทุกคนเอาชนะด้วยจำนวนที่น้อยกว่า สังหารเผ่ามารทั้งหมดที่เขาต้วนหุนได้


   เพียงแค่ความสามารถและความเด็ดเดี่ยวนี้ ก็ไม่มีผู้ใดไม่เลื่อมใส


   “ขอบคุณแม่นางเยี่ย”


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงนำกลุ่มเผ่าปีศาจจากไป ท่านเซียนแซ่จ้าวผู้นั้นที่ยังคงถูกกระบี่รั้งพันธนาการอยู่กับที่ก็โกรธจนแทบคลั่ง


   เขาคาดไม่ถึงเลยว่า ตนเองเพียงแค่จัดการเผ่าปีศาจที่ไม่เชื่อฟังตนหนึ่งเท่านั้น เหตุใดพริบตาเดียวคนที่ถูกทอดทิ้งจนโดดเดี่ยวกลับกลายเป็นตัวเขาเอง!


   พวกสำนักชิงเสวียนเหล่านี้ ช่างรังแกคนเกินไปแล้ว รังแกคนเกินไปแล้ว!


   เยี่ยหลิงหลงนำกลุ่มเผ่าปีศาจกลุ่มนั้นจากไป นำพวกเขาหวนกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง และนำพวกเขาควบตะบึงไปตลอดทางเพื่อค้นหาทางเข้าสู่หุบเหวชั้นที่ห้า


   ทว่าพวกเขาเดินไปเป็นเวลานานก็ยังไม่สามารถหาทางเข้าสู่หุบเหวชั้นที่ห้าพบ


   “นี่มันไม่ถูกต้อง ตามระยะทางที่เราเดินทางมา เราควรจะออกจากเมืองไปนานแล้วสิ” เยี่ยหลิงหลงเอ่ย


   “เป็นเช่นนั้น หุบเหวชั้นที่สามแม้จะซ้อนทับกันสองชั้น แต่ขนาดและระยะทางไม่ได้เปลี่ยน ปลายสุดของแม่น้ำคือทางออก แต่ที่นี่มันไม่ถูกต้อง” ซูอวิ่นซิวกล่าว


   “พวกเราเดินวนกลับมาทางเดิมหรือเปล่า? ที่นี่มันพังทลายจนมองไม่เห็นสภาพเดิมแล้ว พวกเราเดินเร็วเกินไปตลอดทางก็ไม่ได้ดูให้ละเอียด”


   เยี่ยหลิงหลงเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นนางก็สังเกตไปรอบๆ แล้วชี้ไปอีกทิศทางหนึ่ง


   “พวกเราไปทางนี้กันเถอะ ข้างหน้าดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ ใช่ทางเดินที่วนกลับมาทางเดิมหรือไม่ อีกไม่นานก็คงได้ข้อสรุป”


   ดังนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนทิศทางแล้วรีบรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่กำลังจะไปถึงสถานที่ที่เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่าไม่ปกติ ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องอุทานดังมาจากที่ใดสักแห่ง


   “อย่าเข้ามา!”



บทที่ 1486: นี่มันเล่นงิ้วอันใดกัน?



   แต่เมื่อเสียงร้องเตือนดังขึ้นมาก็สายเกินไปแล้ว เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไม่ช้าอยู่แล้ว พอได้ยินเสียงและคิดจะหยุดพวกเขาก็ก้าวเข้าไปแล้ว


   ในเขตแดนที่ไม่มีสัญญาเตือนใดๆ ทันทีที่พวกเขาเข้าไป ภาพเบื้องหน้าก็พลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน


   ลมพายุโหมกระหน่ำพัดพาพวกเขาทั้งหมดปลิวว่อน พวกเขาราวกับใบไม้ที่ไม่อาจควบคุมตนเองได้ท่ามกลางพายุใหญ่ ถูกพัดปลิวไปอย่างระเนระนาด


   เบื้องหน้ามิใช่เมืองที่พังทลายซึ่งเต็มไปด้วยกระบี่บินอีกต่อไป แต่เป็นท้องฟ้าสีเทาหม่นเบื้องบน และเบื้องล่างเท้าคือความว่างเปล่ากลางอากาศ


   หลังจากถูกลมพัดปลิวไป ไม่นานพวกเขาก็ถูกซัดกระแทกลงไปในทะเล น้ำทะเลเย็นเฉียบเสียดกระดูก กัดกร่อนร่างกายของพวกเขาทันที นอกจากความหนาวเย็นแล้วยังมีความเจ็บปวดที่แทรกซึมเข้าสู่หัวใจ


   คลื่นทะเลราวกับมือหยาบกระด้างคู่หนึ่งที่ขยำขยี้พวกเขาอย่างไร้ปรานี ราวกับจะบดขยี้พวกเขาให้แหลกละเอียดเป็นผุยผง


   ในชั่วขณะแรกที่ความรู้สึกนี้ถาโถมเข้ามา เยี่ยหลิงหลงก็ผงะไปเล็กน้อย แต่ในไม่ช้านางก็ตั้งสติได้ สถานที่แห่งนี้ นางไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย!


   นี่มิใช่หุบเหวชั้นที่ห้าหรอกหรือ?


   หุบเหวชั้นที่ห้าราวกับลานประลอง ต้องเอาชีวิตรอดภายใต้สภาพแวดล้อมอันเลวร้ายสุดขั้วของธาตุต่างๆ หากทั้งหมดรอดชีวิตได้ ก็จะสามารถไปถึงหุบเหวชั้นที่หกได้!


   แต่เมื่อครู่พวกเขายังอยู่ที่หุบเหวชั้นที่สี่ชัดๆ ทางเข้านี้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือ?


   เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมองสุดลูกหูลูกตาบนผิวน้ำทะเลที่โคลงเคลงไม่หยุด ปรากฏว่าเมื่อมองไปยังทิศทางที่พวกเขาจากมา เมืองที่พังทลายของหุบเหวชั้นที่สี่นั้นลอยคว้างอยู่กลางอากาศ


   พวกเขาเพิ่งจะตกลงมาจากตำแหน่งนั้นเอง!


   ในขณะนั้น คลื่นทะเลลูกใหญ่อีกลูกก็ซัดกระหน่ำเข้ามา แต่เยี่ยหลิงหลงเคยเล่นอยู่ที่นี่มาก่อนแล้ว นางรู้ว่าจะควบคุมร่างกายของตนเองอย่างไรภายใต้สภาพแวดล้อมอันเลวร้ายเหล่านี้


   ดังนั้นนางจึงรีบทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าตามแรงคลื่นอย่างรวดเร็ว แล้วหลอมรวมเข้ากับลมพายุที่พัดโหมกระหน่ำอยู่กลางอากาศจากคลื่นนั้น


   ด้วยอาศัยวิชาระบำวาโยพันฤดู นางสามารถควบคุมสายลม มองลงมาจากที่สูงเห็นพื้นที่แห่งนี้ได้สำเร็จ


   “เจ้าสามารถขึ้นมาจากข้างล่างได้เร็วถึงเพียงนี้! เจ้าเก่งกาจมาก! เจ้าชื่อเยี่ยหลิงหลงใช่หรือไม่?”


   เสียงที่เพิ่งเตือนพวกเขาไม่ให้เข้ามาเมื่อครู่ดังขึ้นอีกครั้ง เยี่ยหลิงหลงรีบมองตามเสียงไปทันที ปรากฏว่าบนเกาะร้างที่ลอยอยู่กลางอากาศ มีคนหลายคนนอนคว่ำอยู่


   พวกเขากำลังจ้องมองนางด้วยสายตาเป็นประกาย และคนที่พูดกับนางกลับเป็นเผ่าเซียน


   นอกจากเขาแล้ว รอบกายเขาที่นอนคว่ำอยู่ล้วนเป็นเผ่าวิญญาณ


   ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงรู้ว่าพวกเขาอยู่ในสถานการณ์ใด


   “เจ้าสามารถมาหาข้าจากทางนั้นได้หรือไม่?”


   เยี่ยหลิงหลงควบคุมสายลมเคลื่อนเข้าใกล้เกาะร้างที่พวกเขานอนคว่ำอยู่ แต่ไม่ได้ลงไปบนเกาะทันที


   แม้ว่านางจะไม่ไว้วางใจเผ่าเซียน แต่นางก็สัมผัสได้ว่าถึงแม้เผ่าเซียนจะมีท่าทีเย่อหยิ่ง ถือตัวสูงส่ง ทั้งยังหยิ่งยโสและเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง แต่โดยเนื้อแท้แล้วก็มิได้เลวร้าย


   “ท่านมีธุระอะไรกับข้าหรือ?”


   “แน่นอน พวกเราติดอยู่ที่นี่ หากเจ้ามีวิธี พวกเราก็สามารถจากไปพร้อมกันได้”


   เยี่ยหลิงหลงกวาดตามองเผ่าวิญญาณข้างกายเขา จำนวนน้อยนิดน่าสงสาร พลังการฝึกฝนก็ไม่สูงนัก ทั้งยังหน้าตาไม่คุ้นเคย นางไม่เคยเห็นมาก่อน


   “เดิมทีข้าตั้งใจจะเตือนพวกเจ้าไม่ให้เดินเข้ามาในกับดักนี้ ไม่คิดว่าตอนที่เห็นพวกเจ้า คำเตือนจะสายเกินไปเสียแล้ว แต่ว่าเจ้าสามารถปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้เร็วถึงเพียงนี้ทำให้ข้าประหลาดใจมาก บางทีเจ้าอาจจะมีวิธีคลี่คลายสถานการณ์นี้ได้จริงๆ”


   ท่านเซียนผู้นั้นยังคงพูดต่อไป แต่สายตาของเยี่ยหลิงหลงกลับมองข้ามเขาไปแล้ว มองไปยังเผ่าเซียนอีกคนที่อยู่ห่างออกไปด้านหลังเขาเล็กน้อย อีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้าเงียบไม่พูดจา


   เผ่าเซียนคนนี้ดูคุ้นตาอยู่บ้าง


   “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าชื่อเยี่ยหลิงหลง?”


   ท่านเซียนผู้นั้นยิ้มแล้วชี้ไปยังคนแซ่จ้าวที่ก้มหน้าต่ำอยู่ด้านหลัง


   “เป็นพี่จ้าวที่บอกข้าเอง พวกเจ้ามีเผ่ามนุษย์สิบสี่คนพอดี นำกลุ่มเผ่าปีศาจกลุ่มใหญ่มาด้วย ตรงกับคำอธิบายของเขาก่อนหน้านี้ไม่มีผิด”


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยี่ยหลิงหลงก็เลิกคิ้วขึ้นคนผู้นี้ช่างซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาเสียจริง ไม่รู้ว่าในน้ำเต้าของเขาขายยาอะไรกันแน่


   “ในเมื่อเขาบอกเรื่องของพวกเราให้ท่านฟังหมดแล้ว ตอนนี้ท่านมาพูดเรื่องเหล่านี้กับข้าอีก มีความหมายว่าอย่างไรกันแน่?”


   “เฮ้อ พวกเราตอนนี้ต่างก็นอนคว่ำอยู่ที่นี่ทำอะไรไม่ได้เลย เจ้าคิดว่าข้าจะมีความหมายอะไรได้อีกเล่า?” ท่านเซียนผู้นั้นยิ้ม “พวกเจ้ามีขอบเขตพ้นพิบัติถึงสิบสี่คน พลังการฝึกฝนของพวกเราถูกกดข่มไว้ ตอนนี้รวมกันแล้วก็มีแค่สองคน จะทำอะไรพวกเจ้าได้เล่า?”


   ท่านเซียนผู้นั้นพูดจบ ด้านหลังเยี่ยหลิงหลงก็มีเสียงเคลื่อนไหว


   นางหันกลับไปมอง เห็นซูอวิ่นซิวกำลังขึ้นมาจากทะเลในตอนนี้ แม้จะดูทุลักทุเลอย่างยิ่ง แต่เมื่อก่อนตอนที่เขายังอยู่ขอบเขตบูรณาการก็ยังทนผ่านด่านนี้มาได้ ตอนนี้มาถึงขอบเขตพ้นพิบัติแล้วจะขึ้นมาไม่ได้ได้อย่างไร


   “ท่านบรรพชนเยี่ย ท่านกำลังพูดคุยกับผู้ใดอยู่หรือ?”


   “กำลังพูดคุยกับพวกเราอยู่น่ะสิ” ท่านเซียนผู้นั้นยิ้มพลางโบกมือให้ซูอวิ่นซิว “เจ้าคือเผ่ากระต่ายที่ถูกสหายจ้าวทำร้ายใช่หรือไม่? ดูท่าเจ้าจะฟื้นตัวได้มากแล้ว พลังฝีมือก็แข็งแกร่งไม่เบา”


   ซูอวิ่นซิวผงะไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เห็นคนแซ่จ้าวที่อยู่ด้านหลังพวกเขาไม่พูดไม่จาทันที


   นี่มันการละเล่นงิ้วอันใดกัน?


   “มิน่าเล่าเมื่อหมื่นปีก่อน ศิษย์ที่บรรลุเซียนจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนทั้งหมดล้วนเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียน พลังฝีมือของศิษย์สำนักชิงเสวียนแข็งแกร่งจริงๆ สภาพแวดล้อมเลวร้ายถึงเพียงนี้ กลับยังสามารถขึ้นมาได้ทีละคนทีละคน”


   ท่านเซียนผู้นั้นพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็หันกลับไปมอง ปรากฏว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องของนางล้วนปีนขึ้นมาจากทะเลแล้ว แม้ว่าตอนนี้จะยังคงโคลงเคลงควบคุมร่างกายได้ไม่ดีนักและปลิวว่อนไปทั่ว แต่พวกที่ไม่มีประสบการณ์ก็กำลังคลำหาทางกันอยู่


   “แต่ว่านอกจากพวกเจ้าแล้วเผ่าปีศาจที่เหลืออาจจะลำบากหน่อย” ท่านเซียนผู้นั้นกล่าว “พวกเจ้าไปพาพวกเขาขึ้นมาดีหรือไม่? บนเกาะของข้าไม่มีลมไม่มีฝน ปลอดภัยดีนัก”


   เขาพูดจบทั้งเยี่ยหลิงหลงและซูอวิ่นซิวต่างก็ไม่เอ่ยปาก


   เขาถอนหายใจ “ดูท่าข้าจะพูดอะไรพวกเจ้าก็คงไม่เชื่อข้าสินะ”


   ดังนั้นเขาจึงหันกลับไปดึงแขนคนแซ่จ้าว


   “พี่จ้าวหรือท่านจะพูดเองดี? พวกเราเป็นเช่นนี้ต่อไปก็ไม่ใช่วิธีที่ดีนะ”


   “ข้ามีอะไรจะพูดอีกเล่า?” ในที่สุดคนแซ่จ้าวผู้นั้นก็เอ่ยปาก


   “เรื่องก่อนหน้านี้ท่านเป็นฝ่ายจริงๆ ท่านเองก็ยอมรับแล้วมิใช่หรือ? ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นมิตรภาพ ท่านก็อย่าถือตัวอีกเลย พวกเราสองคนก็มิได้เป็นเผ่าเซียนมาแต่กำเนิด ต่างก็บรรลุเซียนขึ้นมาจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนเหมือนพวกเขามิใช่หรือ? โดยเนื้อแท้แล้วก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน”


   ปรากฏว่าคนแซ่จ้าวผู้นั้นถอนหายใจอย่างไม่เต็มใจ แล้วหันหน้าหนี


   “พี่จ้าว ท่านคงไม่คิดจะเปลี่ยนจากผู้นำกลุ่มมาเป็นคนที่เกาะกลุ่มข้าจริงๆใช่หรือไม่? กลุ่มของท่าน ท่านไม่ต้องการแล้วจริงๆหรือ?”


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนแซ่จ้าวในที่สุดก็หันกลับมามองไปยังเยี่ยหลิงหลง แต่ในไม่ช้าสายตาก็เลื่อนไปยังซูอวิ่นซิว


   “เรื่องก่อนหน้านี้เป็นความผิดของข้าที่หุนหันพลันแล่น เย่อหยิ่ง และจัดการไม่ถูกต้องหวังว่าพวกท่านจะไม่ถือสาข้า”


   ในขณะนั้นท่านเซียนผู้นั้นก็กล่าวขึ้นอีก “ทำผิดแล้วก็ขอโทษอย่างเปิดเผยสิ”


   คนแซ่จ้าวสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วกล่าว “ซูอวิ่นซิว ข้าขออภัย”


   “เกือบจะฆ่าคนตายไปแล้ว คำขอโทษคำเดียวก็แล้วกันไปเลยหรือ?” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถามกลับอย่างขบขัน


   “โอสถรักษาของเขา ข้ารับผิดชอบทั้งหมด!” คนแซ่จ้าวกล่าว


   “จิตใจก็บาดเจ็บด้วยนะ” เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   “ชดเชยอาวุธวิเศษให้เขาอีกหนึ่งชิ้น!” คนแซ่จ้าวกล่าว


   “สามชิ้น” เยี่ยหลิงหลงกล่าว


            [1] สำนวนจีน หมายถึง ไม่รู้ว่ามีแผนการอะไร



บทที่ 1487: นางเดาถูกแล้ว



   “เจ้าอย่าได้ลามปามนัก คิดเป็นสิงโตอ้าปากกว้างหรืออย่างไร!” คนแซ่จ้าวเอ่ยอย่างเดือดดาล


   “อย่าทำเช่นนี้เลย พี่จ้าว ท่านออกสองชิ้น ชิ้นที่สามนี้ข้าจะออกแทนท่านเองเป็นอย่างไร?” เซียนจวินผู้นั้นกล่าว


   คนแซ่จ้าวผู้นั้นใบหน้าบูดบึ้งด้วยความโกรธ ครู่ต่อมาจึงกล่าวว่า “ไม่จำเป็น สามชิ้นก็สามชิ้น ข้าจะออกเอง!”


   “ปี้เหลียน เจ้าได้ยินหรือไม่? เจ้ากำลังจะได้ครอบครองอาวุธวิเศษจากภพเซียนถึงสามชิ้นแล้วนะ การถูกตีครั้งนี้ไม่เสียเปล่าเลย” เยี่ยหลิงหลงยิ้ม “หากรู้เช่นนี้แต่แรก เจ้าถูกตีอีกสักหลายครั้งก็คงจะร่ำรวยกว่านี้อีก”


   ซูอวิ่นซิวแย้มยิ้มอย่างจนใจ คนแซ่จ้าวเมื่อได้ฟังก็ยิ่งเดือดดาลมากขึ้น


   ในขณะนั้นท่านเซียนที่อยู่ข้างๆก็แตะแขนเขาเบาๆ แล้วกระซิบว่า “ท่านจะโกรธไปไย? นางเพียงต้องการอาวุธวิเศษจากท่านสามชิ้น ไม่ได้ระบุเสียหน่อยว่าต้องการชิ้นไหน คุณภาพเท่าใด มีมูลค่าเท่าใด นี่นางกำลังไว้หน้าท่านอยู่นะ”


   คนแซ่จ้าวผงะไป


   “แต่ท่านโกรธก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเดิมทีท่านก็ไม่ได้คิดจะให้เขาไปง่ายๆใช่หรือไม่เล่า?”


   คนแซ่จ้าวถอนหายใจ


   “ท่านก็รู้อยู่แล้วมิใช่หรือว่า ข้าแม้จะมีนิสัยตรงไปตรงมาและอารมณ์ร้าย แต่ก็ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรมากมาย จะไปคิดเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร”


   “แล้วท่านคิดจะให้อย่างไรเล่า?”


   “เลือกของที่ใช้งานได้จริงให้”


   ท่านเซียนผู้นั้นแย้มยิ้มเบาๆ พลางจิ้มแขนเขา


   “เห็นไหม เรื่องนี้ไม่ได้แก้ไขยากถึงเพียงนั้น”


   ในขณะนั้น ด้านหลังเยี่ยหลิงหลงและพวกพ้อง ก็มีเสียงของอวี๋หงหลานดังขึ้น “ถูกตีอีกหลายครั้งอะไรกัน? ผู้ใดอยากถูกตีกัน? ข้าช่วยได้นะ”


   “หืม? ที่นี่มีท่านเซียนถึงสองท่านเชียวหรือ ทำอะไรกัน? สู้เองไม่ไหวเลยวิ่งมาหาคนช่วยรับการลงทัณฑ์ด้วยกันหรือ?” อวี๋หงหลานเอ่ยหยอกล้อ


   “เจ้า…” คนแซ่จ้าวเริ่มเดือดดาลขึ้นอีกครั้ง


   ในขณะนั้น เผยลั่วไป๋ เสิ่นหลีเสียน และกู้หลินเยวียนก็มาถึง สภาพแต่ละคนทุลักทุเลพอสมควร พวกเขาหยุดอยู่หน้าเกาะร้างพร้อมกับพวกเขา


   “ศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิง พวกท่านไปพักผ่อนบนเกาะร้างนี้พร้อมกับซูอวิ่นซิวเถิด พวกเราคนเยอะ พลังฝีมือก็แข็งแกร่ง เกาะนี้ตอนนี้เป็นของพวกเราแล้ว” เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าถึงกับสั่งให้ข้าไปแย่งเกาะของพวกเขาเลยหรือ?” อวี๋หงหลานพลางอุทาน พลางพุ่งเข้าไป “เช่นนั้นเจ้าก็นับว่าสั่งถูกคน ข้ามาแล้ว!”


   หลังจากพุ่งเข้าไป อวี๋หงหลานก็พบว่าที่นี่ไม่มีทั้งลมและฝน ปลอดภัยดีนัก


   “เอ๊ะ? นี่มันเป็นสถานที่ที่ดีจริงๆ!”


   “เข้าไปกันให้หมดเถิด ข้าจะไปพาคนอื่นๆมา”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็ควบคุมสายลมลงไปอีกครั้ง นางช่วยคนที่ยังอยู่ในทะเลขึ้นมาก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความทุกข์ทรมานจากการกัดกร่อนของน้ำทะเล


   เมื่อมีคนขึ้นเกาะมากขึ้นเรื่อยๆ อวี๋หงหลานและพวกพ้องอีกสองสามคนก็ไม่ต้องกังวลว่าเซียนจวินทั้งสองจะเล่นตุกติกอะไรอีก จึงตามเยี่ยหลิงหลงลงไปช่วยคนด้วยกัน


   แม้จะไม่ชำนาญเท่าเยี่ยหลิงหลง แต่ด้วยความช่วยเหลือของพวกเขา ประกอบกับความพยายามของคนที่อยู่ข้างล่างเอง ในไม่ช้าพวกเขาทั้งหมดก็เบียดเสียดกันเข้ามาอยู่ในเกาะร้างเล็กๆแห่งนี้ได้


   ต่างคนต่างรักษาอาการบาดเจ็บและพักผ่อนกันไป ชั่วพริบตาเดียวเกาะร้างแห่งนี้ก็พลันคึกคักขึ้นมา


   “นี่มันที่ไหนกันแน่? เหตุใดจึงเปลี่ยนจากปราการเป็นทะเลคลั่งได้ในทันใด?”


   “ไม่ทราบ” ท่านเซียนผู้นั้นกล่าว “เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ ก่อนที่พวกเราจะตกลงมา กลับไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย”


   “แต่หลังจากตกลงมาแล้ว ก็สามารถเห็นคนอื่นตกลงมาได้ และเมื่อคนอื่นเข้าใกล้ เสียงจากข้างในข้างนอกก็ยังสามารถได้ยิน”


   “ก่อนที่ข้าจะเข้ามาก็ได้ยินเสียงเรียกของสหายจ้าว ดังนั้นเมื่อครู่จึงได้ส่งเสียงเตือนพวกท่าน พวกท่านก็คงจะได้ยินเช่นกัน”


   เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมองยังทิศทางที่พวกเขาจากมา เหตุใดจึงดูเหมือนเปลี่ยนไปจากเดิมแล้วเล่า?


   นางขมวดคิ้วรู้สึกสงสัยอย่างยิ่ง


   อีกทั้งนางจำได้ว่าตอนที่พวกเขาแยกกับคนแซ่จ้าว ตำแหน่งที่เขาอยู่กับทิศทางที่นางวิ่งไปทีหลังนั้นอยู่คนละทิศกันโดยสิ้นเชิง เหตุใดสุดท้ายจึงตกลงมาในที่เดียวกันได้?


   “ท่านเซียนจ้าวผู้นี้…”


   “ข้าชื่อจ้าวชิ่งฝู่ เจ้าสามารถเรียกชื่อข้าตรงๆเลยก็ได้” จ้าวชิ่งฝู่กล่าว


   “อย่างไรเสียท่านก็เป็นผู้อาวุโสของข้า เรียกชื่อเต็มคงจะไม่สุภาพ ข้าขอเรียกท่านว่าท่านเซียนจ้าวแล้วกัน”


   จ้าวชิ่งฝู่ทนไม่ไหวกลอกตามองเยี่ยหลิงหลงแวบหนึ่ง ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นผู้อาวุโส แล้วตอนที่ร้องตะโกนว่าจะสิบสี่รุมหนึ่งเล่า?


   มารยาทของนางนี่มันยืดหยุ่นได้ใจจริงๆ


   “ท่านเซียนจ้าว ตอนที่ท่านแยกกับพวกเรา ทิศทางดูเหมือนจะแตกต่างกันนะ”


   “แตกต่างกันจริงๆ จุดที่เราตกลงมานั้นไม่เหมือนกัน เมื่อครู่จากตำแหน่งของข้า มองพวกท่านเข้ามา สิ่งปลูกสร้างโดยรอบนั้นมีความแตกต่างกันอยู่ และก่อนหน้านี้ข้าก็เห็นแล้วว่า จุดที่น้องพานตกลงมาก็แตกต่างจากพวกเราเช่นกัน”


   “นั่นก็หมายความว่า ในเมืองด้านบนนั้นมีหลายจุดที่สามารถตกลงมาได้ ไม่ใช่แค่จุดเดียว” เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   “ไม่เพียงเท่านั้น” พานเฉิงว่านกล่าว “นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เราตกลงมาที่นี่ หลังจากออกไปครั้งแรก ก็กลับไปยังปราการแห่งนั้นอีก ราวกับติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ ดังนั้นครั้งนี้พวกเราจึงไม่ได้รีบร้อนออกไปก่อน นอนพักอยู่ที่นี่คิดหาวิธีการ”


   “แน่นอน เป็นเพราะพี่น้องเผ่าวิญญาณในกลุ่มของข้าทนไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงได้หยุดพัก”


   คำพูดนี้ยิ่งทำให้เยี่ยหลิงหลงประหลาดใจมากขึ้น


   เมื่อก่อนตอนอยู่ที่หุบเหวชั้นที่ห้า เมื่อผ่านเขตน้ำไปแล้วก็จะเป็นเขตดิน ผ่านไปทีละเขตทีละเขตติดต่อกันถึงเจ็ดเขต พวกเขาจึงจะตกลงไปถึงหุบเหวชั้นที่หกได้


   เหตุใดเมื่อผ่านเขตน้ำไปแล้วจึงกลับไปยังหุบเหวชั้นที่สี่อีกเล่า?


   เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา ไม่มีทางย้อนกลับนี่นา!


   หรือว่า…


   เยี่ยหลิงหลงมีความคิดที่กล้าหาญมากผุดขึ้นในสมอง


   “แม่นางน้อยเยี่ย สีหน้าของเจ้าดูเหมือนจะรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร?” พานเฉิงว่านเอ่ยถาม


   “มีข้อสันนิษฐาน แต่ต้องพิสูจน์เสียก่อน” เยี่ยหลิงหลงหันไปมองอวี๋หงหลาน “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ศิษย์พี่ใหญ่ พวกท่านรอข้าอยู่ที่นี่ ข้าไปดูแล้วจะกลับมา ภายในสามวันข้าจะกลับมาแน่.นอน”


   “เจ้าจะไปคนเดียวหรือ?” พานเฉิงว่านเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ


   “หากพาตัวถ่วงเช่นพวกท่านไปด้วย เกรงว่าภายในสามวันข้าคงกลับมาไม่ได้”


   เยี่ยหลิงหลงแย้มยิ้มอย่างมั่นใจ ลุกขึ้นยืนแล้วกระโดดลงจากเกาะร้างภายในสองสามก้าว จากนั้นก็ควบคุมสายลมมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกต่อไป


   นางจากไปอย่างมั่นใจและเด็ดเดี่ยวทำให้พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่ตกตะลึงอยู่กับที่


   "ในที่สุดข้าก็รู้ว่าเหตุใดนางถึงกล้าที่จะพาศิษย์พี่และศิษย์พี่หญิงของนางมาจัดการกับท่านด้วยวิธีเดียวกับที่ท่านทำกับผู้อื่น นางมีความกล้าจริงๆ"


   พานเฉิงว่านกล่าวจบ จ้าวชิ่งฝู่ก็หน้าดำคล้ำทันที แต่ในไม่ช้าสีหน้าก็ผ่อนคลายลง เผยสีหน้าประหลาดใจและสับสนเช่นเดียวกันกับเขา


   เยี่ยหลิงหลงควบคุมสายลมเหยียบย่างบนผืนน้ำ ในที่สุดก็มาถึงปลายทางของเขตน้ำแห่งนี้


   เช่นเดียวกับที่พานเฉิงว่านบรรยายไว้ หลังจากนางผ่านเขตนี้ไปแล้ว ก็ไม่ได้เข้าสู่เขตดิน แต่กลับถูกส่งกลับไปยังหุบเหวชั้นที่สี่อีกครั้ง


   เมื่อยืนอยู่ในเมืองที่พังทลายของหุบเหวชั้นที่สี่ เยี่ยหลิงหลงถูกกระบี่บินไล่ตามพลางวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว


   ร่างกายนางเบาหวิวดุจนางแอ่น กระโดดข้ามซากปรักหักพังเหล่านี้ พลางหลบหลีกกระบี่บินพร้อมกับมองหาตำแหน่ง ร่างอันโดดเดี่ยวของนางช่างดูโดดเด่นเป็นพิเศษในเมืองที่มืดมิดแห่งนี้


   ในไม่ช้านางก็พบสถานที่แห่งหนึ่งที่นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอย่างเฉียบคม จากนั้นก็กระโดดเข้าไปโดยไม่ลังเล


   นางกระโดดลงไป ‘พรึ่บ’ เสียงหนึ่งดังขึ้น เปลวเพลิงที่ลุกไหม้ราวกับพบเป้าหมาย พุ่งเข้าใส่นางอย่างเกรี้ยวกราด


   ร่างกายถูกเผาไหม้อย่างรุนแรง ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างในชั่วพริบตา


   แต่ในชั่วขณะนั้นเยี่ยหลิงหลงกลับแสดงรอยยิ้มอย่างมั่นใจบนใบหน้า


   นางเดาถูกแล้ว…


   [1] สำนวนจีน หมายถึง เรียกร้องมากเกินไป ขูดรีด โก่งราคา



บทที่ 1488: เหตุใดจึงวิปริตผิดมนุษย์ถึงเพียงนี้?



   เมื่อพูดว่าจะกลับมาภายในสามวัน เยี่ยหลิงหลงก็กลับมาในยามเที่ยงของวันที่สามจริงๆ


   พวกเขาเห็นเรือนร่างอันเบาหวิวและมั่นใจกระโดดลงสู่ทะเลอันบ้าคลั่ง แล้วในเวลาอันสั้นก็ทะยานขึ้นมาจากทะเล ควบคุมสายลมโบยบินอย่างสง่างามและเป็นอิสระมายังเกาะร้างที่พวกเขาอยู่


   ทุกท่วงท่าของเยี่ยหลิงหลงราบรื่นดุจสายน้ำไหล งดงามจนผู้คนไม่อาจละสายตา เรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญสำหรับผู้อื่น แต่สำหรับนางกลับทำได้อย่างคล่องแคล่วชวนให้ผู้คนทึ่งในความสามารถ


   “ข้ากลับมาแล้ว”


   ก่อนที่เยี่ยหลิงหลงจะลงถึงพื้น สายตาของนางก็จับจ้องไปยังเกาะร้างแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อย แม้บนเกาะจะแออัดแต่ก็แบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน


   ส่วนหนึ่งคือพานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่ พร้อมด้วยเผ่าวิญญาณจำนวนน้อยนิดที่พวกเขานำมา อีกส่วนหนึ่งคือศิษย์สำนักชิงเสวียนและกลุ่มของเผ่าปีศาจ


   ดูท่าในช่วงสามวันที่นางไม่อยู่ ความสัมพันธ์ของทุกคนจะยังคงเดิม ไม่ได้แตกหักและยังไม่ได้คืบหน้าไปกว่าเก่า


   “เจ้าออกไปจริงๆแล้วกลับมาอีกครั้ง? เป็นดังที่ข้าพูดหรือไม่ว่า แม้จะไปถึงปลายทางของที่นี่แล้ว ออกไปก็ยังคงเป็นเมืองของหุบเหวชั้นที่สี่ และหากเดินต่อไปในเมืองก็ยังคงเข้ามายังสถานที่แห่งนี้อีก วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา?” พานเฉิงว่านเอ่ยถาม


   “แน่นอนว่าไม่ใช่ เรื่องที่ท่านพิสูจน์แล้ว ข้าไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินไปเปล่าๆอีกรอบ” เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก ตอนนี้ที่นี่เป็นสถานการณ์เช่นไร พวกเราจะเดินทางลงไปข้างล่างต่อไปได้อย่างไร เจ้าบอกมาเถิด” อวี๋หงหลานกล่าว


   เมื่อได้ยินคำถามนี้ พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่ก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าประหลาดใจ ไปเพียงแค่ไม่ถึงสามวัน นางก็สามารถเข้าใจสถานการณ์ที่นี่ได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้วหรือ? ทั้งยังรู้วิธีเดินทางลงไปข้างล่างต่อไปอีกด้วย? นี่มันเป็นไปไม่ได้กระมัง?


   แม้แต่เผ่าเซียนทั้งสองเช่นพวกเขาก็ยังมองไม่เห็นเค้าลางอันใดเลย


   “พูดง่ายๆก็คือ หุบเหวชั้นที่สี่และหุบเหวชั้นที่ห้ารวมเข้าด้วยกันแล้ว”


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนอื่นๆต่างก็ผงะไป ไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร มีเพียงซูอวิ่นซิวเท่านั้นที่เผยสีหน้าตกตะลึง ขมวดคิ้วจนเป็นปม


   “ในเมืองของหุบเหวชั้นที่สี่นั้นมีช่องทางอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ช่องทางเหล่านี้จะนำไปสู่เขตทดสอบต่างๆของหุบเหวชั้นที่ห้า”


   “นอกจากเขตน้ำแห่งนี้แล้ว ยังมีอีกหกเขต ได้แก่ ทอง ไม้ ไฟ ดิน ลม และสายฟ้า แต่ละเขตล้วนเป็นสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายและยากลำบากเช่นนี้”


   “ต้องผ่านการทดสอบทั้งเจ็ดเขตนี้ให้สำเร็จ จึงจะปรากฏทางเข้าสู่หุบเหวชั้นที่หก”


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ พานเฉิงว่านก็เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “ยังมีเขตของธาตุอื่นอีกหรือ?”


   “ใช่แล้ว”


   “แต่พวกเรากลับเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ทุกครั้งเลยนี่”


   “เป็นเรื่องของโชคชะตา ทางเข้าจากหุบเหวชั้นที่สี่สู่หุบเหวชั้นที่ห้านั้นมีมากมายนัก บังเอิญว่าท่านเข้ามาที่นี่ทั้งสองครั้ง และบังเอิญว่าท่านเซียนจ้าวก็เข้ามาที่นี่ ส่วนพวกเราก็เข้ามาที่นี่เช่นกัน ดังนั้นท่านจึงคิดว่าเมืองด้านบนจะนำมาสู่ที่นี่เพียงแห่งเดียว”


   “ลองคำนวณเวลาดู กลุ่มเผ่าวิญญาณที่ท่านนำมา พบกับกลุ่มเผ่าปีศาจที่เขานำมา ตามหลักแล้วน่าจะพบกับกลุ่มเผ่ามนุษย์ที่ลงมาในเวลาใกล้เคียงกัน แต่พวกท่านกลับไม่เห็น นั่นหมายความว่า พวกเขาอาจจะเข้าไปยังเขตอื่นใช่หรือไม่?”


   “นี่มิใช่วงจรซ้ำซาก แต่ต้องผ่านเขตทดสอบทั้งเจ็ดเขต จึงจะสามารถเดินทางลงไปข้างล่างต่อไปได้”


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่ก็ยังคงไม่ค่อยเชื่อถือนัก


   “แต่กฎเกณฑ์ที่เจ้าเพิ่งพูดมา เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของเจ้าใช่หรือไม่?” พานเฉิงว่านเอ่ยถาม


   “สามวันก่อนข้าก็สันนิษฐานเช่นนี้ ดังนั้นนี่มิใช่ว่าได้ใช้เวลาสามวันไปพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้แล้วหรอกหรือ?”


   พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่อีกครั้งก็ผงะไป


   “เจ้าไปยังเขตอื่นมาแล้วหรือ?” จ้าวชิ่งฝู่เอ่ยถาม


   “ไปยังเขตธาตุไฟมาแห่งหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจยิ่งขึ้น ข้าจึงไปหาเขตธาตุไม้อีกแห่งหนึ่ง หลังจากผ่านไปแล้วจึงค่อยหาทางเดิมกลับมาหาพวกท่าน”


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ไม่เพียงแต่พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่จะสูดลมหายใจเย็นเยียบ แม้แต่สำนักชิงเสวียน เผ่าปีศาจ และเผ่าวิญญาณต่างก็ตกตะลึงกันอย่าง


   “เวลาไม่ถึงสามวัน เจ้าไปยังสถานที่มากมายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”


   “ดังนั้นข้าจึงบอกว่าไม่อาจพาตัวถ่วงเช่นพวกท่านไปด้วยได้”


   พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่เบิกตากว้าง พวกเขาเป็นถึงเผ่าเซียน พลังการฝึกฝนและอายุกาลไม่รู้ว่าสูงกว่านางมากเท่าใด แต่พอมาถึงที่นาง พวกเขากลับกลายเป็นตัวถ่วงไปเสียแล้ว!


   แต่เมื่อครุ่นคิดดูอีกครั้ง พวกเขาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ก็วนเวียนอยู่ไม่ต่ำกว่าสามวันแล้ว นางไปยังเขตทดสอบถึงสามแห่งสำรวจจนเสร็จสิ้นใช้เวลาก็เพียงแค่สามวันเท่านั้น บอกว่าพวกเขาเป็นตัวถ่วง ดูเหมือนจะไม่เกินไปนัก


   แต่นางนี่มันก็เกินไปแล้วจริงๆ!


   เรื่องราวในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน พวกเขาไม่ได้ให้ความสนใจมาหลายปีแล้ว อัจฉริยะที่ออกมาจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนในปัจจุบัน เหตุใดจึงวิปริตผิดมนุษย์ถึงเพียงนี้?


   “ทางออกและทางเข้าของแต่ละเขตมีมากมายนัก แต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน เจ้าหาทางกลับมาได้อย่างไร?” พานเฉิงว่านเอ่ยถาม


   “เพราะข้าจำทางได้น่ะสิ”


   เยี่ยหลิงหลงเผยสีหน้าขบขัน นางเคยอาศัยอยู่ในหุบเหวชั้นที่สี่มานานกว่าหนึ่งปี แม้ว่าที่นี่จะพังทลายจนไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่ทิศทางโดยประมาณนางก็ยังคงจำได้


   พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่ รวมถึงทุกคนนอกเหนือจากสำนักชิงเสวียนต่างก็ยิ่งตกตะลึงมากขึ้นไปอีก


   สถานที่แห่งนี้ สิ่งปลูกสร้างพังทลายจนเหมือนกันไปหมด ในเวลาอันสั้นเช่นนี้นางกลับยังสามารถจำทางได้อีกหรือ?


   “แปลกจริง ในเมื่อที่นี่มีทางเข้ามากมายถึงเพียงนี้ เหตุใดก่อนหน้านี้พวกเราเดินมาตั้งนานกลับไม่เคยพบเจอเลยเล่า?” เสิ่นหลีเสียนเอ่ยถาม


   “เพราะข้านำพวกท่านเดินในเส้นทางที่ตัดผ่านปราการจากประตูเมืองไปยังนอกเมือง เส้นทางนี้อาจจะพิเศษอยู่บ้าง ดังนั้นระหว่างทางจึงไม่เคยพบเจอ ดังนั้นพอพวกเราเปลี่ยนทิศทางก็พลันชนเข้ามาที่นี่เลยมิใช่หรือ?”


   คนอื่นๆฟังแล้วก็พยักหน้า อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง


   “เช่นนั้นตอนนี้ยังมีผู้ใดที่ยังพักผ่อนไม่เพียงพออีกหรือไม่? หากไม่มี พวกเราก็ออกเดินทางกันเถิด การเดินทางลงไปข้างล่างต่อไปนั้นไม่ง่าย ทุกคนรีบเคลื่อนไหวให้เร็วหน่อย” อวี๋หงหลานกล่าว


   ทางด้านเผ่าปีศาจ นอกจากซูอวิ่นซิวแล้ว คนอื่นๆก็ไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอะไรนัก ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไร


   ทางด้านเผ่าวิญญาณดูจะลำบากกว่าเล็กน้อย พลังฝีมือของพวกเขาค่อนข้างต่ำ จำนวนคนก็น้อยมาก ไม่รู้ว่าเคยผ่านอะไรมาบ้าง


   “พวกเราก็นอนอยู่ที่นี่มาสี่วันแล้ว ปัญหาใหญ่คงไม่มี พวกเราเดินทางลงไปข้างล่างต่อกันเถอะ” พานเฉิงว่านกล่าว


   “เช่นนั้นก็ได้ ตามหลังข้ามา ออกเดินทาง”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็กระโดดลงจากเกาะร้าง ควบคุมสายลมและถูกพัดพาเข้าไปในทะเลอีกครั้ง


   ราวกับว่าคนที่วิ่งวุ่นอยู่ตลอดสามวันที่ผ่านมามิใช่นางเลยแม้แต่น้อย นางไม่รู้สึกยากลำบากหรือรู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย


   ร่างอันเบาหวิวของนางลอยนำอยู่ข้างหน้าสุด ทุกครั้งที่คนข้างหลังรู้สึกเจ็บปวดและยากจะทนไหว เพียงมองไปข้างหน้าเห็นนางนำทางอยู่เบื้องหน้า ในใจก็จะพลันสงบลง


   ในที่สุด ใช้เวลาไปสองวัน กลุ่มที่รวมกันของพวกเขาก็สามารถออกจากเขตธาตุน้ำได้ทั้งหมด กลับไปยังเมืองของหุบเหวชั้นที่สี่ได้สำเร็จ


   หลังจากกลับมาถึงเมือง เยี่ยหลิงหลงก็ยื่นแผนผังง่ายๆแผ่นหนึ่งให้ซูอวิ่นซิว


   “นี่คือทางเข้าเขตธาตุไฟและเขตธาตุไม้ที่ข้าพบเจอก่อนหน้านี้ ท่านนำพวกเขาไป”


   “แล้วเจ้าเล่า?”


   “ข้าก็ต้องลองไปข้างหน้าต่อสิ” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “ทางเข้าที่นี่มีอย่างน้อยก็เกินร้อยแห่ง ในบรรดาทางเข้ากว่าร้อยแห่งนี้ ง่ายมากที่จะเข้าไปยังเขตซ้ำๆเดิมๆ ข้าต้องไปสำรวจข้างหน้าให้พวกท่านก่อน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินอ้อม”



บทที่ 1489: ให้ข้าได้โดดเด่นสักครั้งได้หรือไม่?



   เมื่อได้ยินเช่นนั้น เผยลั่วไป๋กล่าวว่า "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าจะไปกับเจ้าด้วย"


   "ศิษย์พี่ใหญ่ ถึงท่านจะหาทางเข้าได้ แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าทางเข้านั้นอยู่ทิศไหนของเมือง? ท่านรู้หรือไม่ว่าจะกลับไปแจ้งคนอื่นได้อย่างไร?"


   เผยลั่วไป๋ชะงักไป


   "ที่นี่มีเพียงข้าที่รู้ทางดีที่สุด คนอื่นไปก็ไม่ได้ผล วางใจเถิด แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ ข้าทำได้เร็วมาก"


   กล่าวจบเยี่ยหลิงหลงก็เหยียบย่างบนฝนกระบี่ ทะยานร่างไปยังเขตใหม่ต่อไป


   ซูอวิ่นซิวที่คุ้นเคยกับการฟังคำสั่งของนางแล้ว จึงถือแผนที่พาทุกคนมุ่งหน้าไปยังเขตธาตุไฟ


   เยี่ยหลิงหลงรวดเร็วจริงๆ เมื่อพวกเขาทั้งหมดผ่านเขตธาตุไฟมาได้อย่างยากลำบากและฝ่าฟันเขตธาตุไม้มาอย่างแสนสาหัส ก็เห็นเยี่ยหลิงหลงยืนรอพวกเขาอยู่ที่ทางออก


   พวกเขามองเห็นนางนั่งแกว่งขาอย่างสบายอารมณ์อยู่บนหลังคา ในมือกำลังถือตำราเล่มหนึ่งอ่านอยู่ ขณะนี้มีกระบี่สามเล่มลอยวนอยู่รอบกายนาง คอยปัดป้องกระบี่บินทั้งหมดที่พุ่งเข้ามาโจมตี


   มองดูแล้วนางช่างดูโดดเด่นอย่างแท้จริง


   ในสถานที่อันตรายเช่นนี้กลับยังสามารถนั่งอ่านตำราได้ ช่างทำให้นางดูราวกับอยู่ในช่วงเวลาที่สงบสุข


   “ทางเข้าของเขตธาตุอีกสามแห่งที่เหลือข้าหาพบหมดแล้ว ตามข้ามาเถิด”


   เยี่ยหลิงหลงปิดตำราแล้วเงยหน้าขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มให้พวกเขา


   จริงดังคาด ภายใต้การนำของเยี่ยหลิงหลง พวกเขาไม่เคยเข้าไปยังเขตทดสอบธาตุซ้ำเดิมอีกเลย


   ไม่รู้ว่านางต้องลองผิดลองถูกไปกี่ครั้งจึงจะหาทางเข้าที่ไม่ซ้ำกันถึงหกแห่งได้


   แต่เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่แม้แต่จะเดินผ่านครั้งเดียวก็ไม่ง่ายแล้ว ทว่าเยี่ยหลิงหลงที่เดินไปมาหลายครั้งกลับยังดูสบายๆราวกับเดินเล่นอยู่แถวบ้าน


   พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่ทั้งสองคน จากตอนแรกที่สงสัยและประหลาดใจในตัวนางต่อมาก็กลายเป็นความเลื่อมใสและนับถือ


   พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า หลังจากบรรลุเป็นเซียนมานานหลายปี จะมีวันหนึ่งที่รู้สึกเคารพนับถือเด็กสาวที่ยังไม่ได้บรรลุเซียนเช่นนี้


   เยี่ยหลิงหลงมักจะพุ่งไปข้างหน้าเสมอ ความอวดดีและความภาคภูมิใจทั้งหมดของนางล้วนมีที่มาที่ไป


   เมื่อเริ่มรู้สึกเลื่อมใสในตัวผู้ใดแล้ว ก็จะอดไม่ได้ที่จะเข้าใกล้คนผู้นั้นโดยไม่รู้ตัว


   ขณะนั้นทุกคนเพิ่งจะออกมาจากเขตทดสอบธาตุทอง ต่างก็นั่งพักผ่อนรักษาอาการบาดเจ็บอยู่กับที่


   “แม่นางน้อยเยี่ย ทางเข้าที่เจ็ดเจ้ายังไม่ได้หาหรือ?” พานเฉิงว่านเอ่ยถาม


   “ยังเลย หากข้าหาพบแล้วผ่านไปได้ ข้าก็อาจจะถูกส่งลงไปข้างล่างแล้ว เช่นนั้นก็จะไม่สามารถนำทางให้พวกท่านได้”


   “ไม่เป็นปัญหา ตอนนี้ทุกคนผ่านไปแล้วหกเขต ข้าจะนำพาทุกคนไปหาพร้อมกัน”


   “เมื่อพบพื้นที่ที่น่าสงสัยว่าเป็นทางเข้า ข้าจะเรียกพวกท่าน พวกท่านค่อยเข้ามา หากยังไม่เรียกก็รอข้าออกมา”


   “หากเป็นเช่นนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเข้าไปก่อนทุกครั้งเสมอไป” พานเฉิงว่านยิ้ม “ให้ข้าได้โดดเด่นสักครั้งได้หรือไม่?”


   “ท่านเรียกนี่ว่าการโดดเด่นอย่างนั้นหรือ?”


   “ในสายตาข้า หลายวันที่ผ่านมานี้เจ้าคือผู้ที่เจิดจรัสที่สุด เหตุใดจึงไม่นับว่าเป็นการโดดเด่นเล่า?” พานเฉิงว่านกล่าวจบก็ยังจิ้มจ้าวชิ่งฝู่ที่อยู่ข้างๆ


   “ท่านว่าอย่างไร พี่จ้าว?”


   “แม่นางเยี่ยทั้งเก่งกาจทั้งกล้าหาญ จ้าวผู้นี้ก็นับถือมากเช่นกัน” จ้าวชิ่งฝู่ไม่ได้มีท่าทีร่าเริงนักแต่ก็พูดความจริงออกมา


   “เช่นนั้นก็ได้ ครั้งนี้จะให้พวกท่านได้โดดเด่น”


   ในเมื่อพวกเขายินดีที่จะเป็นกองหน้า เยี่ยหลิงหลงก็ยินดีที่จะได้พักผ่อนสบายๆ


   แม้ว่าเรื่องเหล่านี้สำหรับนางแล้วไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย เพราะตอนที่นางยังอยู่ขอบเขตหลอมสุญตา นางก็เคยเข้ามาเล่นในนี้หลายครั้งแล้ว ตอนนี้ก็มาถึงขอบเขตพ้นพิบัติเป็นที่เรียบร้อย คงจะไม่ทุลักทุเลอะไรมากนัก


   “พักผ่อนกันก่อนเถิดพี่น้องเผ่าวิญญาณในกลุ่มของข้า สภาพของพวกเจ้าไม่ค่อยดีนัก” พานเฉิงว่านกล่าว


   เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมองแวบหนึ่ง จริงๆแล้วนางอยากจะถามมานานแล้ว


   “เซียนจวินพาน เหตุใดจำนวนคนในกลุ่มเผ่าวิญญาณที่ท่านนำมาจึงน้อยถึงเพียงนี้? อีกทั้งพลังการฝึกฝนก็ไม่สูงนัก เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”


   เพียงได้ยินพานเฉิงว่านถอนหายใจ


   “ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนที่ข้าลงมาสมทบกับพวกเขา พวกเขาก็เป็นเช่นนี้แล้ว มิใช่ว่าข้าดูแลคนไม่ดี ปล่อยให้พวกเขากลายเป็นเช่นนี้ระส่ำระสายเช่นนี้ แม้ว่าพลังการฝึกฝนของข้าจะถูกกดข่มไว้แต่ก็ไม่ถึงกับทำเรื่องแค่นี้ไม่ได้”


   สายตาของเยี่ยหลิงหลงเบนไปยังศิษย์เผ่าวิญญาณเหล่านั้น ปรากฏว่าพวกเขาต่างก็ก้มหน้าต่ำมาก คาดว่าก่อนหน้านี้พานเฉิงว่านคงจะเคยถามแล้ว แต่พวกเขาไม่ยอมบอก


   นางเดินไปนั่งลงข้างศิษย์เผ่าวิญญาณ คว้าคนหนึ่งมาถามส่งเดช “ก่อนหน้านี้ข้าเคยไปปรภพมา ข้าได้รู้จักสหายเผ่าวิญญาณหลายคน อยากจะสอบถามสักหน่อยว่าครั้งนี้พวกเขาลงมาด้วยหรือไม่ ท่านบอกข้าได้หรือไม่?”


   คนเผ่าวิญญาณผู้นั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นึกถึงความช่วยเหลือและการอยู่ร่วมกันในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาก็เงยหน้าขึ้น


   “พวกเขาไม่ได้ลงมา”


   “ข้ายังไม่ได้เอ่ยชื่อเลย เหตุใดท่านจึงรู้ว่าคนที่ข้าตามหาไม่ได้ลงมาเล่า?”


   “แม่นางเยี่ย แม้ท่านจะไม่รู้จักพวกเรา แต่จริงๆแล้วพวกเราทุกคนต่างก็รู้จักท่าน เมื่อครั้งที่ท่านต่อสู้เพื่อให้ศิษย์วังจักรพรรดิปรภพมีทางรอด ทั้งยังบุกสังหารเข้าไปในจวนจักรพรรดิผีทิศบูรพาเพื่อกำจัดคนทรยศผู้นั้น ชื่อเสียงของท่านก็โด่งดังไปทั่วปรภพแล้ว ดังนั้นพวกเราจึงรู้ว่าสหายของท่านคือผู้ใดบ้าง”


   เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันประหลาดใจ พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่ที่อยู่ข้างๆก็ตกใจเสียก่อน


   นางเป็นเพียงเผ่ามนุษย์ กลับยังมีฝีมือถึงเพียงนี้จนชื่อเสียงโด่งดังในปรภพเชียวหรือ?


   “แต่ตามหลักแล้ว พวกเขาควรจะลงมา เหตุใดจึงไม่ลงมาเล่า?”


   เยี่ยหลิงหลงถามจบ ศิษย์เผ่าวิญญาณเหล่านั้นก็ก้มหน้าลงเงียบอีกครั้ง


   น่าจะเกี่ยวข้องกับความลับภายในของเผ่าวิญญาณ พวกเขาไม่สามารถพูดส่งเดชได้


   แม้ว่าพวกเขาจะไม่พูด แต่เยี่ยหลิงหลงก็มีข้อสันนิษฐานแล้ว


   เมื่อก่อนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ทำให้เผ่าเซียนไม่ไว้วางใจเผ่าวิญญาณ จึงแขวนกระบี่ทองเล่มหนึ่งไว้เหนือหัวพวกเขา ตัดขาดหนทางการบรรลุเซียนของพวกเขา


   ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิผีทิศบูรพาหรือจักรพรรดิปรภพ ต่างก็ไม่พอใจเรื่องนี้อย่างยิ่ง


   ตอนนี้เผ่าเซียนเรียกร้องให้สี่เผ่าพันธุ์ร่วมมือกันต่อต้านเผ่ามาร จักรพรรดิปรภพมีความคิดอื่น ในแง่หนึ่งไม่อยากจะแตกหักโดยตรง ในอีกแง่หนึ่งก็ไม่อยากจะร่วมมือกับเผ่าเซียนอย่างเต็มที่ ดังนั้นจำนวนศิษย์ที่ส่งมาจึงมีไม่มาก คุณภาพก็ไม่ดีนักเป็นการทำไปอย่างขอไปที


   ด้วยฐานะและตำแหน่งของศิษย์เหล่านี้ เรื่องนี้พวกเขาไม่รู้หรือไม่กล้าพูด ก็เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นจึงสอบถามอะไรไม่ได้ความ


   เมื่อเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงก็สอบถามอะไรไม่ได้ พานเฉิงว่านก็ยักไหล่พร้อมทำหน้าไร้เดียงสา


   “เช่นนั้นเจ้าก็รู้แล้วสิว่าตลอดทางที่ข้าเดินมานี้มันยากลำบากเพียงใด”


   ลำบากจริงๆ พลังฝีมือของศิษย์เหล่านี้ไม่ได้เรื่องเลย หากจะนำพวกเขาเดินทางลงไปข้างล่างต่อไป ก็ต้องดูแลพวกเขาให้มากขึ้น


   เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ตั้งใจจะพูดคุยเรื่องนี้ต่อ เพราะอย่างไรเสียนี่ก็เป็นเรื่องของเผ่าเซียนและเผ่าวิญญาณ


   เผ่าวิญญาณมีความเห็นแก่ตัว พวกเผ่ามนุษย์ของนางก็มีเช่นกัน เพราะหลังจากรับกลุ่มที่สองนี้แล้ว เผ่าเซียนก็จะไม่สามารถรับกลุ่มของเผ่ามนุษย์ได้อีกต่อไป


   คำนวณดูแล้ว ผู้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดกลับกลายเป็นเผ่าปีศาจ


   “ท่านเซียนพาน จริงๆแล้วข้าสงสัยมาโดยตลอด ด้วยฐานะของศิษย์สำนักชิงเสวียนเช่นพวกเรา ท่านไม่ควรจะสุภาพกับพวกเราถึงเพียงนี้ ทั้งยังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะให้พวกเราและท่านเซียนจ้าวปรองดองกันมิใช่หรือ?”


   หลายวันที่ผ่านมานี้เยี่ยหลิงหลงคอยสังเกตคนทั้งสองนี้อยู่ตลอด อยากจะดูว่าเบื้องหลังพวกเขามีแผนการชั่วร้ายอันใดหรือไม่


   แต่นางกลับพบว่าไม่มี คนทั้งสองนี้แม้ตอนแรกจะดูเย่อหยิ่งอยู่บ้าง แต่หลังจากปรับตัวเข้าหากันและยังรู้สึกเลื่อมใสในตัวนางแล้ว นิสัยเสียเหล่านั้นก็หายไป


   อีกทั้งยังใส่ใจศิษย์เผ่าปีศาจและเผ่าวิญญาณในกลุ่มเป็นอย่างดี คุ้มครองดูแลอย่างรอบคอบ


   “ฐานะของศิษย์สำนักชิงเสวียนหรือ?” พานเฉิงว่านเอ่ยถามกลับ “ศิษย์สำนักชิงเสวียนควรจะมีฐานะเช่นไรกัน?”


   “จดหมายจากเผ่าเซียนแพร่กระจายไปทั่วโลกหล้าผู้ฝึกเซียนแล้ว พวกท่านในภพเซียนกลับไม่รู้เรื่องเลยหรือ?”



บทที่ 1490: ครั้งนี้เผ่าเซียนตัดสินใจแน่วแน่มาก



   “จดหมายอะไรหรือ?” พานเฉิงว่านเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ


   เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเขา ศิษย์สำนักชิงเสวียนก็ขยับตำแหน่ง ล้อมทั้งสองไว้ตรงกลาง ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นการกั้นเผ่าปีศาจและเผ่าวิญญาณไม่ให้เข้ามาใกล้


   เมื่อเห็นการกระทำของพวกเขา ซูอวิ่นซิวก็เข้าใจในใจทันที นำคนขยับไปข้างๆเล็กน้อย ขณะเดียวกันศิษย์เผ่าวิญญาณอีกสองสามคนที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็ก้มหน้าต่ำลงไปอีก


   “เมื่อร้อยปีก่อน เผ่าเซียนได้ส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปยังเจ้าสำนักใหญ่ต่างๆในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน เนื้อหาในจดหมายเป็นเรื่องเก่าแก่เมื่อหมื่นปีก่อนของศิษย์สำนักชิงเสวียนในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนและภพเซียน เรื่องนี้พวกท่านไม่รู้หรือ?” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถาม


   “พูดตามตรง ข้ากับพี่จ้าวอยู่ในภพเซียนมาเกือบจะครบสองหมื่นปีแล้ว หากเป็นเพียงเรื่องเมื่อหมื่นปีก่อน พวกเราก็เคยประสบด้วยตนเองมาแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นมาประกาศข่าวอันใดอีก” พานเฉิงว่านกล่าว


   คำพูดนี้ดังขึ้น ไม่เพียงแต่เยี่ยหลิงหลง ศิษย์สำนักชิงเสวียนคนอื่นๆ ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน


   ทั้งคนสองนี้อยู่ในภพเซียนมาเกือบจะสองหมื่นปีแล้วหรือ?


   เช่นนั้นรวมกับเวลาที่บำเพ็ญเพียรในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน อย่างน้อยอายุของพวกเขาก็สองหมื่นปีขึ้นไปแล้วสิ?


   ตลอดทางที่ผ่านจ้าวชิ่งฝู่แสดงท่าทีเย่อหยิ่งแต่ก็ถูกกลุ่มเยี่ยหลิงหลงจัดการ ส่วนพานเฉิงว่านกลับเป็นกันเองทั้งยังช่วยให้ทุกคนปรองดองกัน ดูเหมือนว่าคนทั้งสองนี้แม้จะเป็นเผ่าเซียน แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าสูงส่งจนไม่อาจเอื้อมถึง


   แต่พอพูดถึงอายุ ช่องว่างอันใหญ่หลวงนี้ก็ปรากฏขึ้นทันที


   “พวกท่านอายุสองหมื่นกว่าปีแล้วหรือ?” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถามอย่างตกตะลึง


   “นี่มันแปลกมากหรือ? พลังการฝึกฝนของพวกเราบรรลุถึงเสวียนเซียนแล้ว มิใช่พวกขั้นซานเซียน ขั้นเหรินเซียน หรือขั้นตี้เซียนที่เพิ่งบรรลุเซียนขึ้นมาใหม่ การต่อต้านเผ่ามารครั้งนี้ของเผ่าเซียน พวกเราจริงจังมาก” พานเฉิงว่านกล่าว


   เสวียนเซียน…


   เยี่ยหลิงหลงตกตะลึงอีกครั้ง


   นางเคยเห็นการแบ่งระดับพลังการฝึกฝนของภพเซียนในตำรา ผู้ที่เพิ่งบรรลุเซียนคือซานเซียน ต่อมาคือเหรินเซียน ตี้เซียน เทียนเซียน จากนั้นจึงจะถึงขั้นเสวียนเซียน


   เหนือกว่าเสวียนเซียนขึ้นไปก็คือจินเซียน เมื่อบรรลุถึงระดับพลังการฝึกฝนจินเซียนก็จะมีความสามารถในการเปิดจวนพำนักเซียนของตนเองได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นศิษย์ภายใต้สังกัดผู้ใดอีกต่อไป


   กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสองคนที่อยู่ตรงหน้านี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นบุคคลระดับผู้อาวุโสในจวนพำนักเซียนของตนเองแล้ว


   เผ่าเซียนแม้จะไม่ค่อยฉลาดนัก แต่ความมุ่งมั่นกลับแน่วแน่มากจริงๆ


   “เช่นนั้นในเมื่อพวกท่านเคยประสบเรื่องราวของสำนักชิงเสวียนเมื่อหมื่นปีก่อน เหตุใดพวกท่านจึงไว้วางใจพวกเราเล่า?” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถาม


   “จะบอกพวกท่านอย่างนี้นะ จริงๆแล้วในยุคที่ข้าบรรลุเซียน แม้สำนักชิงเสวียนจะแข็งแกร่งมาก แต่ก็ยังไม่ถึงกับเป็นใหญ่เพียงผู้เดียว ตอนที่ข้าบรรลุเซียน ก็มีศิษย์สำนักชิงเสวียนอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ข้าก็ไม่ใช่ สหายจ้าวก็ไม่ใช่”


   พานเฉิงว่านอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างใจเย็น


   “แต่สำนักชิงเสวียนเป็นสำนักที่เก่งกาจมากจริงๆ ตอนที่ข้าเพิ่งจากโลกแห่งการฝึกตนระดับล่างไปยังโลกแห่งการฝึกตนระดับบน สำนักชิงเสวียนยังเป็นเพียงสำนักเล็กๆที่ไม่มีชื่อเสียงนัก พอถึงตอนที่ข้าบรรลุเซียน สำนักชิงเสวียนก็ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับสำนักชั้นนำแล้ว แต่ในตอนนั้นก็ยังไม่ใช่สำนักเดียว


   หลังจากกลุ่มของพวกเราบรรลุเซียนกันหมดแล้ว ต่อมาเมื่อมีศิษย์จากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนบรรลุเซียนขึ้นมายังภพเซียน ก็ล้วนเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งสิ้น


   ในตอนนั้นพวกเราในภพเซียนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เห็นได้ชัดว่าสำนักชิงเสวียนได้กลายเป็นสำนักอันดับหนึ่งของโลกหล้าผู้ฝึกเซียนไปแล้ว


   ระยะเวลาที่มันดำรงอยู่ไม่ได้ยาวนานนัก แต่ความเร็วในการเติบโตนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง และช่วงเวลาที่มันครอบครองก็ยาวนานมาก


   พวกเราไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีสำนักใดที่สามารถรักษาระดับความเป็นอันดับหนึ่งได้อย่างขาดลอยเป็นเวลานานนับหมื่นปี


   ก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นสำนักหลายแห่งผลัดเปลี่ยนกันเป็นอันดับหนึ่ง หรือไม่ก็แข่งขันกันอย่างไม่มีใครเหนือกว่าใครเป็นเวลานาน


   และในช่วงเวลาหนึ่งหมื่นปีที่สำนักชิงเสวียนครอบครองโลกหล้าผู้ฝึกเซียนนั้น จำนวนผู้บรรลุเซียนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาหนึ่ง แม้แต่ในภพเซียนก็ยังได้รับความสนใจอย่างมาก”


   และศิษย์สำนักชิงเสวียนเหล่านี้ ตอนที่เข้ารับการทดสอบเพื่อเข้าสู่จวนพำนักเซียนก็พร้อมใจกันเลือกจวนพำนักเซียนแห่งเดียวกัน นั่นคือจวนพำนักเซียนจื่อสิง


   จวนพำนักเซียนจื่อสิงในตอนนั้นมิใช่จวนพำนักเซียนที่ใหญ่โตและไม่โดดเด่นเท่าใดนัก อีกทั่งอายุก็ไม่ได้ยาวนานมากมายอะไร


   แต่ศิษย์สำนักชิงเสวียนเหล่านี้มีพรสวรรค์สูง ความเร็วในการฝึกฝนก็รวดเร็ว ทั้งร่างกายยังแผ่ซ่านไปด้วยพลังชีวิตและความกระตือรือร้นที่จะก้าวไปข้างหน้า ดังนั้นหลังจากเข้าสู่ภพเซียนแล้ว พวกเขาก็กลายเป็นดาวรุ่งที่เจิดจรัสที่สุด


   ถึงขนาดที่จวนพำนักเซียนจื่อสิงในตอนนั้น เพราะการมีอยู่ของพวกเขา พลังฝีมือก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากหลายเท่า องค์จักรพรรดิสวรรค์ยังเคยตรัสชมเชยพวกเขาต่อหน้าธารกำนัลหลายครั้ง


   แต่เมื่อหมื่นปีก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างก็หยุดชะงักลง


   ข่าวจากโลกแห่งการฝึกตนระดับล่างแจ้งมาว่าสำนักชิงเสวียนเข้าร่วมกับเผ่ามาร ยังไม่ทันที่องค์จักรพรรดิสวรรค์จะเรียกคนจากจวนพำนักเซียนจื่อสิงไปสอบถาม ศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งหมดในจวนพำนักเซียนจื่อสิงก็เข้าร่วมไปกับเผ่ามารเสียแล้ว


   เรื่องนี้สร้างความวุ่นวายอย่างมาก ทั่วทั้งภพเซียนต่างตื่นตระหนก


   องค์จักรพรรดิสวรรค์ถึงกับส่งคนไปยังภพมารเพื่อสืบหา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ทั้งยังสูญเสียคนไปไม่น้อย ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่สามารถสืบสาวต่อไปได้


   นับแต่นั้นมาจวนพำนักเซียนจื่อสิงก็กลับสู่ความเงียบเหงาอีกครั้ง ประตูจวนอ้างว้างยิ่งกว่าก่อนที่ศิษย์สำนักชิงเสวียนจะมาเข้าร่วมเสียอีก”


   พานเฉิงว่านหยุดครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “นี่คือภาพลักษณ์โดยประมาณของศิษย์สำนักชิงเสวียนในความทรงจำของเผ่าเซียน แต่ก็มิใช่ศิษย์สำนักชิงเสวียนในใจของทุกคน เมื่อก่อนข้าก็เคยร่วมปฏิบัติภารกิจกับศิษย์สำนักชิงเสวียนของจวนพำนักเซียนจื่อสิงหลายครั้ง สังหารปีศาจมาร ระงับเหตุการณ์ที่ผิดปกติ


   ข้าเคยอยู่ร่วมกับพวกเขาอย่างแท้จริง ข้าเองก็เคยได้รับแรงบันดาลใจจากพลังอันเปี่ยมล้นและความกล้าหาญที่ไม่เกรงกลัวสิ่งใดของพวกเขา ในช่วงเวลานั้นข้าถึงกับบำเพ็ญเพียรอย่างหนักเพื่อสิ่งนี้


   จริงๆแล้วข้ามีสหายสนิทในจวนพำนักเซียนจื่อสิงมากมาย


   หากเจ้าถามข้าว่าเหตุใดศิษย์สำนักชิงเสวียนจึงเข้ากับเผ่ามาร ข้าก็ไม่รู้จะตอบเจ้าอย่างไรดี


   แต่หากเจ้าถามข้าว่าเหตุใดสหายของข้าจึงเข้ากับเผ่ามาร ข้าคิดว่านั่นคงจะมีเหตุผลที่บอกไม่ได้อย่างแน่.นอน”


   กล่าวจบ จ้าวชิ่งฝู่ก็ถอนหายใจตาม


   “ข้ากับพี่พานแม้จะไม่ได้อยู่จวนพำนักเซียนเดียวกัน แต่พวกเราก็บรรลุเซียนในเวลาใกล้เคียงกัน ประสบการณ์ก็คล้ายคลึงกัน ข้าเองก็มีสหายสนิทจากจวนพำนักเซียนจื่อสิงอยู่ไม่น้อย ดังนั้นแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความขัดแย้งกับพวกเจ้า แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากพวกเจ้าก็คล้ายคลึงกับพวกเขาอยู่หลายส่วนจริงๆ”


   กล่าวจบ เขาก็เสริมอีกประโยคหนึ่ง “คล้ายคลึงเพียงไม่กี่ส่วน ส่วนที่เหลือแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง พวกเจ้าอวดดีจนสามารถทำให้คนโมโหตายได้”


   เยี่ยหลิงหลงถูกคำพูดของจ้าวชิ่งฝู่ทำให้หัวเราะออกมา


   ในที่สุดนางก็รู้แล้วว่าเหตุใดเผ่าเซียนทั้งสองนี้เมื่อรู้ว่าพวกเขาคือสำนักชิงเสวียน จึงไม่เพียงแต่ไม่เกลียดชังกลับยังอยากจะเข้าใกล้เสียอีก ที่แท้ก็เพราะมีสหายเก่าอยู่ไม่น้อย


   “แต่พวกเราเชื่อว่าพวกเขามีเหตุผลที่บอกไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ พวกเราทำอะไรไม่ได้ องค์จักรพรรดิสวรรค์ส่งคนไปตรวจสอบแล้ว เมื่อตรวจสอบไม่พบผล เขาก็เป็นไปไม่ได้ที่จะนำเผ่าเซียนไปปราบปรามเผ่ามารโดยไม่คำนึงถึงความเสียหาย ก่อให้เกิดสงครามเซียนมารขึ้น”


   จ้าวชิ่งฝู่ถอนหายใจ “สำนักชิงเสวียนปรากฏตัวครั้งแรกก็สร้างความตื่นตะลึง ตอนที่หายไปก็ยิ่งหายไปอย่างยิ่งใหญ่เช่นกัน”


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า เหมือนกับวันที่วังวิญญาณเหมันต์หายไปจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนราวกับถูกปีศาจเข้าสิง ดังนั้นสำนักอื่นๆก็คงไม่ลงแรงทั้งหมดเพื่อจัดการเรื่องของสำนักวังวิญญาณเหมันต์หรอก


   “แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดเป็นเวลาหลายปีจึงไม่ได้ยินข่าวคราวของสำนักชิงเสวียนเลย จู่ๆกลับปรากฏพวกเจ้าขึ้นมาไม่กี่คน แต่โดยส่วนตัวแล้วพวกเราไม่มีความเห็นใดๆกับศิษย์สำนักชิงเสวียน”


   พานเฉิงว่านเสริมอีกประโยคหนึ่ง “นี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของพวกเราเท่านั้น ในภพเซียนมีจวนพำนักเซียนมากมายนับไม่ถ้วน มิใช่ว่าทุกจวนพำนักเซียนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจวนพำนักเซียนจื่อสิงเสมอไป เมื่อก่อนผู้ที่เหยียบย่ำซ้ำเติม ฉวยโอกาสใส่ร้ายป้ายสีก็มีอยู่ไม่น้อย”



จบตอน

Comments