บทที่ 1491: ทุกย่างก้าวล้วนไม่สูญเปล่า!
“ส่วนเรื่องที่เจ้าพูดถึง จดหมายที่เผ่าเซียนส่งให้แก่สำนักใหญ่ต่างๆ ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนเมื่อร้อยปีก่อนนั้น น่าจะเป็นความประสงค์ของวังสวรรค์
เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นวังสวรรค์ที่ไปทำการตรวจสอบ พวกเขาเชื่อในผลการตรวจสอบของตนเอง เชื่อว่าสำนักชิงเสวียนเข้าร่วมกับเผ่ามารก็ไม่น่าแปลกใจ
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่สำนักชิงเสวียนเข้ากับเผ่ามารแล้ว ก็ปรากฏหอคอยยักษ์หล่นจากฟ้าทะลวงผ่านหกภพ ก่อให้เกิดหุบเหวลึกล้ำขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เรื่องนี้มันยากที่จะไม่ให้ผู้คนเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสองเหตุการณ์นี้
ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร แต่เมื่อครั้งที่ศิษย์สำนักชิงเสวียนไปยังภพมาร คงจะทำให้เผ่ามารบรรลุผลสำเร็จในบางสิ่งบางอย่างเป็นแน่ จึงทำให้พวกเขาสร้างหอคอยยักษ์นี้ขึ้นมาได้
วังสวรรค์ประกาศเรื่องราวความเป็นมาให้โลกหล้าผู้ฝึกเซียนได้รับรู้ ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจ พวกเขาไม่ไว้วางใจพวกเจ้า
ทว่าพวกเจ้าไม่ต้องกังวล หากประพฤติตนอย่างถูกต้องเที่ยงธรรม ไม่ละอายแก่ใจ และไม่ได้ทำสิ่งที่สร้างความเสียหายแก่หกภพ ก็เป็นไปไม่ได้ที่องค์จักรพรรดิสวรรค์จะลงมือกับพวกเจ้า อย่างมากก็แค่ควบคุมพวกเจ้า ไม่ให้พวกเจ้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการต่อต้านเผ่ามาร
องค์จักรพรรดิสวรรค์ครองบัลลังก์มานานหลายปี เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ว่าพระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิผู้ทรงธรรม”
หลังจากฟังเรื่องราวเหล่านี้แล้ว ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนต่างก็รู้สึกสับสนในใจ
ครู่ต่อมา เยี่ยหลิงหลงก็กล่าวอย่างหนักแน่น “ดังนั้นความบริสุทธิ์ของสำนักชิงเสวียน มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่จะต้องทวงคืนกลับมาเอง วันนั้นคงไม่ไกลเกินไป”
พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่ทั้งสองคนมองไปยังกลุ่มคนรุ่นหลังเหล่านี้ อดไม่ได้ที่จะทึ่งในความสามารถ ท่าทางที่มั่นใจและภาคภูมิใจของพวกเขาคล้ายคลึงกับศิษย์สำนักชิงเสวียนในอดีตอย่างยิ่ง แต่พวกเขากลับมีบางสิ่งที่มากกว่าศิษย์สำนักชิงเสวียนในอดีต
พวกเขามีลางสังหรณ์ว่าศิษย์สำนักชิงเสวียนที่มีจำนวนน้อยเหล่านี้ จะต้องเหมือนกับรุ่นพี่ของพวกเขาในอดีตที่จะสร้างความประหลาดใจและความยิ่งใหญ่อย่างแน่.นอน
ทุกคนเงียบไปครู่ใหญ่ จนกระทั่งเยี่ยหลิงหลงเปลี่ยนเรื่องสนทนา
“ครั้งนี้เผ่าเซียนส่งคนลงมามากหรือไม่?”
“มากทีเดียว ตอนแรกเป็นการมอบหมายให้จวนพำนักเซียนใหญ่ๆสองสามแห่งส่งคนมานำทางพวกเจ้าในสามภพ ในตอนนั้นจำนวนคนยังไม่มากนัก แต่หลังจากกลุ่มนี้ลงมาหมดแล้ว องค์จักรพรรดิสวรรค์จะส่งกองทัพลงมาอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีขนาดไม่เล็กเลย นั่นคือเหตุผลที่ข้าบอกว่าเผ่าเซียนพวกเรามีความมุ่งมั่นมาก ไม่อาจปล่อยปละละเลยเผ่ามารนี้ได้อีกต่อไป” พานเฉิงว่านกล่าว
“แต่พวกท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า ทั้งหมดนี้เป็นแผนการของเผ่ามาร? พวกเขากำลังล่อพวกท่านให้ติดกับดัก? ข้อจำกัดของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ยังไม่ได้ถูกปลดออก พวกท่านไม่สังเกตเห็นหรือ? เข้ามาแล้วก็ออกไปไม่ได้” เยี่ยหลิงหลงกล่าว
“สังเกตเห็นแล้ว แต่คนก็เข้ามาอยู่ในนี้แล้ว นอกจากเดินทางลงไปข้างล่างต่อไปจะทำอย่างไรได้อีกเล่า?” จ้าวชิ่งฝู่กล่าว “ต่อให้เผ่ามารมีแผนการมากมายเพียงใด มาหนึ่งคนก็ฆ่าหนึ่งคน มาเป็นกลุ่มก็ฆ่าเป็นกลุ่ม พวกเขาจะทำอะไรได้อีก?”
“แต่ถ้าหากจอมมารโบราณที่พวกท่านคิดว่ามีจริงนั้น เป็นเพียงศัตรูลวงที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเล่า? จอมมารที่แท้จริงของพวกเขาไม่ได้อยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเลย ที่นี่เป็นเพียงกับดัก แม้ว่าเผ่าเซียนจะใช้กำลังทั้งหมดสังหารจนหมดสิ้น เผ่ามารก็จะไม่ได้รับความเสียหายใดๆเลย”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
แต่ในไม่ช้าพานเฉิงว่านก็โต้แย้งคำพูดของเยี่ยหลิงหลง “นี่เป็นไปไม่ได้”
“เหตุใดจึงเป็นไปไม่ได้?”
“จอมมารโบราณในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ องค์จักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดิจื่อซิงทรงยืนยันด้วยพระองค์เอง แม้ว่าคนใดคนหนึ่งจะตัดสินใจไม่แม่นยำก็อาจจะผิดพลาดได้ แต่เมื่อทั้งสองพระองค์ยืนยันพร้อมกันแล้ว ก็ย่อมไม่มีทางเป็นเท็จอย่างแน่นอน” พานเฉิงว่านกล่าว
“ถูกต้อง หากแม้แต่สองพระองค์นี้ยังสามารถถูกหลอกลวงพร้อมกันได้ เช่นนั้นความสามารถของเผ่ามารก็น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว หากเป็นเช่นนั้น พวกเขาจะยังต้องใช้แผนการอันใดอีกเล่า? สู้รบกันโดยตรงก็สิ้นเรื่อง” จ้าวชิ่งฝู่ก็เห็นด้วย
คำพูดนี้ทำให้ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนขมวดคิ้วอีกครั้ง
เยี่ยหลิงหลงยิ่งไม่อยากจะเชื่อ พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่คงไม่หลอกลวงนาง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่อยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานั้นมิใช่จอมมารโบราณเลย!
ในตอนนี้นางก็เข้าใจแล้ว แม้ว่านางจะพูดความจริงทั้งหมดออกมา เผ่าเซียนก็จะไม่เชื่อ
เพราะพวกเขาเชื่อมั่นในองค์จักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดิจื่อซิง ในใจของพวกเขา หากแม้แต่สองคนนี้ยังเชื่อถือไม่ได้ก็ไม่ต่างอะไรกับฟ้าถล่มสำหรับเผ่าเซียน
ดังนั้นนางต้องการจะหยุดยั้งไม่ให้ทุกคนต้องพ่ายแพ้ทั้งสองฝ่าย จะต้องคิดหาวิธีอื่น
วิธีนี้ก็คิดได้ไม่ง่ายนัก เพราะพานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่ก็เคยพูดไว้หลายครั้งแล้วว่าครั้งนี้เผ่าเซียนมีความมุ่งมั่นมากจริงๆ
“เจ้าไม่เชื่อพวกเขาหรือ?” พานเฉิงว่านเอ่ยถาม
เยี่ยหลิงหลงส่ายหน้า
“ข้ามิใช่ไม่เชื่อพวกเขา แต่เมื่อร้อยปีก่อนที่เขาต้วนหุน ตอนที่เผ่ามารนำดวงวิญญาณของจอมมารโบราณกลับไป ข้าอยู่ในเหตุการณ์ ข้าสามารถสัมผัสได้ว่าผู้ที่อยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้มิใช่จอมมารโบราณที่พวกเขานำกลับไปในตอนนั้นเลยแม้แต่น้อย”
“ในเรื่องนี้อาจจะมีความเข้าใจผิดบางอย่าง” พานเฉิงว่านลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ รอให้กองทัพใหญ่ของเผ่าเซียนลงมา ข้าจะแนะนำเจ้าให้ท่านแม่ทัพ ท่านสามารถเล่าข้อสงสัยของท่านให้เขาฟังได้”
“แม้ว่าพวกเราจะเชื่อในสิ่งที่ตนเองเห็น แต่เผ่ามารนั้นเจ้าเล่ห์ การรับมือกับพวกเขาต้องระมัดระวัง ทุกความเป็นไปได้ล้วนไม่อาจมองข้าม” จ้าวชิ่งฝู่กล่าว
เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นยืน ประสานหมัดคารวะพวกเขา
“ขอบคุณท่านเซียนทั้งสองท่าน”
“เกรงใจไปแล้ว พวกเราร่วมกันต่อต้านเผ่ามาร แม้ว่าพลังการฝึกฝนจะแตกต่างกัน สังกัดจะแตกต่างกัน ตำแหน่งจะแตกต่างกัน แต่ความปรารถนานั้นเหมือนกัน”
หลังจากฟังพวกเขาพูดจบ ในใจของเยี่ยหลิงหลงก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้น ไม่มีเวลาเหลือมากแล้ว
เป็นไปไม่ได้ที่นางจะใช้วิธีไปอธิบายกับท่านแม่ทัพใหญ่ของเผ่าเซียนเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งนี้ มันดูเฉื่อยชาเกินไป
นางจะต้องลงไปข้างล่างด้วยตนเองก่อนที่กองทัพใหญ่ของเผ่าเซียนจะมาถึง เพื่อให้มีเวลามากขึ้นในการทำสิ่งต่างๆ
“พักผ่อนกันพอแล้วหรือยัง? ถ้าพอแล้ว ข้าจะไปสำรวจทางก่อน”
เยี่ยหลิงหลงกำลังจะลุกขึ้นกระโดดเข้าไปในทางเข้านี้ พานเฉิงว่านกลับก้าวล้ำหน้านางไปหนึ่งก้าว ไม่ทันได้บอกกล่าวก็พุ่งเข้าไป กระโดดเข้าไปในทางเข้าที่มองไม่เห็นเบื้องหน้า
ความเร็วนี้รวดเร็วจนเยี่ยหลิงหลงถึงกับผงะไป
“หาถูกแล้ว! ที่นี่คือทางเข้าเขตทดสอบธาตุลมจริงๆ! รีบเข้ามา! ธาตุสุดท้ายแล้ว ผ่านไปได้ก็จะลงไปข้างล่างได้แล้ว!”
กล่าวจบ เสียงที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มของพานเฉิงว่านก็ดังขึ้นอีกครั้ง “แม่นางน้อยเยี่ย การโดดเด่นครั้งนี้ข้าแย่งชิงกลับมาได้แล้วนะ”
…...
คนผู้นี้ อายุมากถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดยังทำตัวเป็นเด็กไปได้?
เขาต้องการจะโดดเด่น นางก็ยกให้เขาทั้งหมดก็ได้
แต่ตอนนี้เขาวิ่งนำไปข้างหน้าสุด นางก็ไม่สามารถหลบหนีไปก่อนได้แล้วสิ!
เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ พยายามสงบสติอารมณ์ของตนเอง ห้ามใจร้อนเด็ดขาด
เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาไม่รู้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอันใดขึ้น ก่อนหน้านี้เป็นเพียงหุบเหวชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สองรวมเข้าด้วยกัน ตอนนี้กลับกลายเป็นหุบเหวชั้นที่สี่และหุบเหวชั้นที่ห้ารวมกันเสียแล้ว
ไม่เพียงแต่กฎเกณฑ์จะสูญหาย ความเป็นระเบียบก็สับสนอลหม่าน แม้แต่ระดับชั้นก็ยังปะปนกันไปหมด
หากเป็นเช่นนี้ ช่างไม่รู้เลยว่าเมื่อไปถึงหุบเหวชั้นที่หกจะเป็นภาพเช่นไร
เยี่ยหลิงหลงก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วกระโดดเข้าไปในทางเข้าเช่นกัน
ไม่ว่าข้างล่างจะเป็นภาพเช่นไร ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบากเพียงใด ไม่ว่าเผ่าเซียนจะมีความมุ่งมั่นมากเพียงใด นางก็จะต้องหยุดยั้งเรื่องราวทั้งหมดนี้ให้ได้
ในเมื่อนางมาถึงที่นี่แล้ว ทุกย่างก้าวล้วนไม่สูญเปล่า!
เวลาผ่านไปชั่วพริบตา ภาพก็เปลี่ยนไปเมื่อเยี่ยหลิงหลงผ่านเขตธาตุลมแล้วลงถึงพื้น ก็ไม่ได้อยู่ในเมืองของหุบเหวชั้นที่สี่อีกต่อไปแล้วจริงๆ
บทที่ 1492: พวกเรากลับถูกลิดรอนอำนาจเสียแล้ว
สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าเยี่ยหลิงหลงคือหมู่บ้านแห่งหนึ่ง หมู่บ้านที่นางเคยไปและคุ้นเคยเป็นอย่างดี หมู่บ้านปราบมาร
ก่อนที่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาจะปรากฏขึ้น มันเป็นเพียงหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ชายขอบของโลกหล้าผู้ฝึกเซียน ภารกิจของทุกคนในหมู่บ้านคือการสังหารมาร สังหารเหล่ามารที่ใช้วิธีการต่างๆข้ามเขตแดนเข้ามายังโลกหล้าผู้ฝึกเซียน
ทุกคนในหมู่บ้านปราบมารต่างก็มีจิตใจที่บริสุทธิ์และกล้าหาญ ใช้เลือดเนื้อของตนเอง ใช้ความมุ่งมั่นนานหลายปีเพื่อปกป้องความสงบสุขของโลกหล้าผู้ฝึกเซียน
แตกต่างจากภาพความพังทลายของบ้านเรือนและทุกสิ่งทุกอย่างในหลายชั้นก่อนหน้านี้ หมู่บ้านปราบมารยังคงอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์
มองไปไกลๆ ในหมู่บ้านยังมีแสงไฟส่องสว่าง ให้ความรู้สึกสงบและเงียบสงัด ทำให้จิตใจที่ตึงเครียดค่อยๆผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ
เพียงแต่บรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นสุขเช่นนี้มิใช่สภาพแวดล้อมหลักทั้งหมดของหุบเหวชั้นที่หก เพราะเมื่อยืนอยู่ที่ตำแหน่งของนางมองออกไปไกลๆ ก็จะเห็นรูปปั้นขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางหมู่บ้านปราบมาร
มันดูดุร้ายและสูงใหญ่ ดูเคร่งขรึมและน่าขนลุก มันตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่น แผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตึงเครียดและความน่าสะพรึงกลัว ทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบและเป็นสุขจนหมดสิ้น
รูปปั้นนี้ดำรงอยู่มาพร้อมกับหมู่บ้านแห่งนี้ รูปแบบของทั้งสองสิ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถูกนำมาอยู่รวมกันอย่างแข็งทื่อ ก่อให้เกิดทัศนียภาพที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง
แต่ภาพเช่นนี้ทำให้เยี่ยหลิงหลงรู้ได้อย่างชัดเจนว่าหุบเหวชั้นที่หกและหุบเหวชั้นที่เจ็ดรวมเข้าด้วยกันอีกแล้ว
ตอนแรกมันรวมสองชั้นเป็นหนึ่งเดียว ตอนนี้กลับรวมสี่ชั้นเป็นชั้นเดียว รูปแบบเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ มันมิใช่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาในอดีตอีกต่อไป
ในขณะนั้นนางเงยหน้าขึ้นมองไปยังดวงจันทร์ลูกกลมที่ถูกปราณมารปกคลุมอยู่บนท้องฟ้า ปราณมารยิ่งเข้มข้นขึ้นจนเกือบจะบดบังแสงของดวงจันทร์จนหมดสิ้น
และเงาร่างในดวงจันทร์กลมก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เค้าโครงใบหน้าเริ่มปรากฏให้เห็นลางๆแล้ว
ผู้ที่ไม่รู้จักเขายังคงไม่สามารถจดจำเขาจากเงาร่างนี้ได้ แต่ผู้ที่รู้จักเขา ในตอนนี้ก็สามารถมองเห็นรูปลักษณ์ของเขาได้แล้ว
ดังนั้นพี่เยี่ยเขายังคงอยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา เขาทำอะไรอยู่ในนั้นกันแน่?
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?
เยี่ยหลิงหลงไม่เข้าใจ แต่โดยไม่มีเหตุผล หัวใจของนางกลับเต้นรัว เต้นแรงอย่างหนักหน่วงนำพาความรู้สึกไม่สงบอย่างรุนแรงมาให้นาง
“เจ้าก็สังเกตเห็นแล้วหรือ? เงาร่างในดวงจันทร์กลมเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆแล้ว”
เสียงของพานเฉิงว่านพลันดังขึ้นข้างหู เยี่ยหลิงหลงดึงสติกลับคืนแล้วหันไปมอง
“องค์จักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดิจื่อซิงมองไม่ผิด เขาจะต้องปรากฏตัวออกมาจริงๆแล้ว พวกเราไม่มีเวลาแล้ว ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าหากจอมมารโบราณผู้นี้ปรากฏตัวออกมา จะเกิดภัยพิบัติอันใดขึ้นในใต้หล้า”
“ดังนั้นพวกเราจะต้องหยุดยั้งเขาให้ได้ แม้จะต้องตายตกไปพร้อมกับเขาที่นี่ ก็ไม่เสียดาย” จ้าวชิ่งฝู่กล่าว
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตกลงมาจากข้างบน ในไม่ช้าศิษย์สำนักชิงเสวียนก็มาถึงครบแล้ว เผ่าปีศาจก็ทยอยลงมาถึงพื้น แม้แต่เผ่าวิญญาณที่มีพลังฝีมืออ่อนด้อยที่สุดก็สามารถลงมาถึงหุบเหวชั้นที่หกได้สำเร็จด้วยความช่วยเหลือของทุกคน
“พวกเรารีบเดินทางลงไปข้างล่างกันเถอะ หาที่ซ่อนตัวของจอมมารโบราณให้พบ แล้วใช้วิธีการทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งเขา” พานเฉิงว่านกล่าว
เขากล่าวจบก็เดินไปข้างหน้า ทว่าตอนที่เขาจะเดินกลับพบว่าไม่มีผู้ใดตามหลังมาเลยแม้แต่คนเดียว แต่กลับมองไปยังทางเยี่ยหลิงหลงแทน
เขาหันกลับไปมองคนเหล่านี้อย่างประหลาดใจ แล้วมองไปยังเยี่ยหลิงหลง ปรากฏว่าหลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดว่า ‘ไปกันเถิด’ คนข้างหลังจึงค่อยตามไปด้วยกัน
เมื่อเห็นเช่นนั้น พานเฉิงว่านก็ตกตะลึงไปทั้งตัว
คนเบื้องหน้าทยอยเดินเข้าไปข้างใน จ้าวชิ่งฝู่เดินผ่านไปพลางตบไหล่เขา
“ตะลึงอะไรอยู่เล่า? เจ้าคงมิใช่เพิ่งจะสังเกตเห็นกระมัง?”
พานเฉิงว่านเบิกตากว้างขึ้นไปอีก
“ตอนที่ข้าอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่ข้างบนข้าก็รู้แล้ว พวกเขาทั้งหมดล้วนฟังเยี่ยหลิงหลง”
“แต่เผ่าวิญญาณที่ข้านำมา…”
“ถูกต้อง พวกเขาก็ฟังเยี่ยหลิงหลงเช่นกัน”
“เหตุใดกันเล่า?”
“หากท่านคิดไม่ออกก็เข้าร่วมเสียสิ อย่างน้อยการกระทำของทุกคนก็จะสอดคล้องกับท่าน นี่มิใช่เท่ากับว่าพวกเขาตามท่านไปแล้วหรอกหรือ?”
...…
จ้าวชิ่งฝู่จากไปแล้ว พานเฉิงว่านตะลึงอยู่หนึ่งลมหายใจแล้วก็รีบตามขึ้นไป
“ท่านเรียนรู้การปลอบใจตนเองตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
“ตอนที่ท่านปลอบข้า ข้าก็คิดได้แล้วอย่างไรเล่า ดีจริง ตอนนี้มีท่านอยู่เป็นเพื่อน ข้าก็มิใช่คนเดียวที่สูญเสียกลุ่มไปแล้ว ข้าดีใจมากนะ หรือท่านจะยิ้มสักหน่อยดี?”
..….
ยิ้มนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะยิ้ม แต่ร้องไห้ก็ร้องไม่ออกจริงๆ
อำนาจนี้ถูกลิดรอนไปอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
เพราะในชั้นก่อนหน้านี้ก็เป็นเยี่ยหลิงหลงที่นำทางกลุ่มอยู่แล้ว เพียงแต่ในตอนนั้นความศรัทธาของผู้คนยังไม่ชัดเจนถึงเพียงนี้
โชคดีที่ทุกคนไม่มีความคิดอกุศล นอกจากจะเสียหน้าไปบ้าง ก็ไม่มีอะไรเสียหาย
หลังจากคิดตกแล้ว พานเฉิงว่านก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจอีกครั้ง ที่แท้ก็มีคนที่มีบารมีที่ทำให้ผู้คนยอมติดตามอย่างเต็มใจโดยธรรมชาติจริงๆ
ไม่มีการบังคับ ไม่ต้องพูดจามากมาย ก็ติดตามไปโดยธรรมชาติ
ทุกคนตามเยี่ยหลิงหลงเดินเข้าไปในหมู่บ้านปราบมาร บ้านเรือนในหมู่บ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย ถนนหนทางสะอาดสะอ้านเพียงแต่ไร้ผู้คน
เยี่ยหลิงหลงเดินไปหยุดอยู่หน้าร้านซาลาเปาที่คุ้นเคย ซึ้งนึ่งหน้าร้านยังคงมีไอร้อนลอยกรุ่น แต่ก็ไม่เห็นป้าขายซาลาเปาออกมาเร่งให้พวกเขาซื้อซาลาเปาอีกแล้ว
บนถนนก็ไม่มีผู้คนที่รีบร้อนมุ่งหน้าไปยังลานกว้างกลางหมู่บ้านอีกต่อไป พวกเขาหายไปพร้อมกับกฎเกณฑ์ของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงหยุดลง ทุกคนก็มองสำรวจร้านซาลาเปาและถนนอันเงียบสงบสายนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามไปด้วย
“ที่นี่มีคนอยู่หรือไม่? เหตุใดซาลาเปายังคงนึ่งอยู่เล่า? ในเรือนก็ยังจุดไฟอยู่เลย แปลกประหลาดจริงๆ” หนิงหมิงเฉิงกล่าว
“ถ้าไม่มีคนอยู่ฟืนก็น่าจะมอดไปนานแล้วสิ นี่ต้องมีคนอยู่แน่นอน แต่ตอนนี้ไม่อยู่ บางทีซาลาเปาในนี้อาจจะเพิ่งสุก เอาออกมากินก็กำลังดี” จี้จื่อจั๋วกล่าว
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ซูอวิ่นซิวพลันหันกลับมาเผยรอยยิ้มที่อบอุ่นราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม
“ซาลาเปาในนี้อร่อยแน่นอน ท่านลองหยิบมาชิมสักลูกจะเป็นไรไป? อย่างไรเสียเจ้าของร้านก็ไม่อยู่ แน่นอนว่าหากท่านไปยุ่งกับของของคนอื่น จนทำให้เจ้าของร้านกลับมาได้ก็ยิ่งดี พวกเราจะได้สอบถามสถานการณ์เสียหน่อย”
“ท่านพูดมีเหตุผล” จี้จื่อจั๋วพยักหน้า จากนั้นก็ยกมือขึ้นเปิดฝาซึ้งนึ่งซาลาเปา “ข้าจะลองชิม… อ๊า…”
เสียงกรีดร้องดังแหวกอากาศเหนือหมู่บ้านปราบมาร ทำเอาคนข้างๆตกใจไปด้วย แต่พอพวกเขาเห็นของที่อยู่ในซึ้งนึ่งก็ยิ่งตกใจจนหน้าซีดเผือด
“สวรรค์! นี่ นี่ นี่… ผู้กล้าท่านใดกันที่วิปริตถึงเพียงนี้? ข้ารู้ว่าพวกเรามาเพื่อสังหารมาร แต่นี่ นี่ นี่ ไม่จำเป็นกระมัง? ทำข้าตกใจแทบตาย!” จี้จื่อจั๋วตกใจมือสั่นจนฝาซึ้งหล่นลงพื้นทันที
“นี่มันวิปริตจริงๆ! นี่ไม่ใช่ฝีมือของเผ่ามนุษย์พวกเราแน่.นอน คงมิใช่พวกเผ่าปีศาจพวกท่านกระมัง?”
“พูดจาเหลวไหล! พวกเผ่าปีศาจพวกเราก็ไม่เล่นอะไรแบบนี้เสียหน่อย! น่าจะเป็นเผ่าวิญญาณ! เผ่าวิญญาณมิใช่มีนรกสิบแปดขุมหรือไร ที่ว่าลงกระทะน้ำมัน ตัดหัว ควักหัวใจทุบปอดอะไรนั่น?”
“อย่า อย่า อย่า พูดเหลวไหล! ก็มิใช่พวกเผ่าวิญญาณพวกเราเช่นกัน พวกเรา… พวกเราลงมาแค่ไม่กี่คน จะมีเวลาว่างมาทำเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร! แน่นอนว่าเป็นเผ่าเซียน! กลุ่มที่ลงมาจากสามภพ กลุ่มไหนบ้างที่มิใช่เผ่าเซียนเป็นผู้นำ? หากไม่มีพวกเขาบงการ ผู้ใดจะกล้าทำ?”
พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่คาดไม่ถึงเลยว่าความผิดนี้จะถูกโยนมาให้เผ่าเซียนได้ด้วย!
บทที่ 1493: สายตาของมัน ช่างน่ากลัวยิ่งนัก!
อีกอย่างตอนนี้รู้แล้วหรือว่ากลุ่มที่ลงมาล้วนเป็นเผ่าเซียนเป็นผู้นำ?
เมื่อครู่ตอนที่เรียกพวกเจ้าให้ไป เหตุใดพวกเจ้าจึงฟังแต่เยี่ยหลิงหลง? เจ้าพวกสารเลว!
“พวกเผ่าเซียนเราไม่ได้ว่างถึงเพียงนั้น! คงจะเป็น…”
พานเฉิงว่านกวาดตามองไปรอบๆ ทุกคนต่างก็โยนความผิดให้กันและกันหมดแล้ว เขาคงไม่สามารถโยนไปให้เผ่ามารได้กระมัง?
ในขณะนั้นซูอวิ่นซิวก็หัวเราะเสียงดังลั่น เสียงหัวเราะที่สดใสดังกังวานเป็นพิเศษ ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปจ้องมองเขา
ปรากฏว่าเขาหยิบฝาซึ้งนึ่งที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาปิดกลับไป เขายังไม่ทันได้พูด เสิ่นหลีเสียนก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน “ไม่ต้องเดาแล้ว เขารู้มานานแล้วว่าในนี้คือหัวของเผ่ามาร เขาเคยมาที่นี่แล้ว เขาตั้งใจทำ”
คราวนี้ทุกคนจึงค่อยเข้าใจ ที่แท้ของในนี้มิใช่สิ่งที่พวกที่มาทีหลังทำขึ้น แต่เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่เดิมแล้ว!
ดังนั้นสายตาที่ทุกคนจ้องมองเขาก็ยิ่งดุร้ายมากขึ้น
“พวกท่านก็ให้อภัยเขาเถิด เมื่อก่อนเขาเคยอุ้มหัวนี้ไปถวายสมบัติ ผลคือถูกคนจำได้ว่าเป็นไส้ศึกในพริบตาเดียว ถูกจับตัวไปทันที” เยี่ยหลิงหลงยิ้ม “เมื่อก่อนเขาเองก็ตกใจแทบตาย ดังนั้นตอนนี้จึงหันกลับมาทำให้พวกท่านตกใจบ้าง”
การทำให้ตกใจครั้งนี้ บรรยากาศที่ตึงเครียดของทุกคนในตอนแรกก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมา
“ใช่แล้ว พวกท่านทุกคนเคยมาแล้วนี่”
“ที่นี่คือที่ใดหรือ? อันตรายหรือไม่?”
“ที่นี่คือหมู่บ้านปราบมารของโลกหล้าผู้ฝึกเซียน ก่อนที่หอคอยยักษ์นั้นจะถล่มลงมา มันก็อยู่ที่ชายขอบสุดของโลกหล้าผู้ฝึกเซียน หมู่บ้านปราบมาร ถือการกำจัดมารเป็นหน้าที่ของตน พวกเขามิใช่สิ่งที่วิปริต ทุกคนที่นี่ล้วนควรค่าแก่การเคารพนับถือ”
“หอคอยยักษ์แห่งหนึ่งได้พรากชีวิตและบ้านเกิดของพวกเขาไป ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของพวกเขาหยุดนิ่งอยู่ที่นี่ตลอดกาล”
“สิ่งที่พวกท่านเห็น เป็นเพียงวันที่ธรรมดาที่สุดในชีวิตประจำวันของพวกเขา เพียงแต่คนเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนไม่อยู่แล้ว”
เยี่ยหลิงหลงพูดไปพลาง นำพวกเขาเดินเข้าไปข้างในไปพลาง
ในหมู่บ้านปราบมารไม่มีผู้คนแล้ว ย่อมไม่ปรากฏกับดักอันใดอีก ทั้งยังไม่ถูกพาตัวไป
ลานกว้างกลางหมู่บ้านว่างเปล่า เผ่าเซียนผู้ประทานพรก็ไม่ปรากฏตัว นางนำพวกเขาเดินตรงไปยังรูปปั้นเถาอู้ที่ดุร้ายและดูแข็งทื่อ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในหมู่บ้าน
ยังไม่ทันจะเดินไปถึงใต้รูปปั้น ดวงตาของเถาอู้พลันขยับเล็กน้อย มองมายังพวกเขา
ในชั่วขณะนั้น เกือบทุกคนต่างก็สบตากับมัน ผู้ที่ไม่เคยประสบเหตุการณ์นี้ตกใจจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น
สายตาของมัน ช่างน่ากลัวยิ่งนัก!
ในไม่ช้าภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไป เยี่ยหลิงหลงพบว่าตนเองกลับถูกส่งเข้าไปในมิติของรูปปั้นอีกครั้ง
ยังคงเป็นฟ้าดินขุนเขาในยุคโบราณ แต่สิ่งที่แตกต่างคือครั้งนี้นางได้ยินเสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์อย่างประหลาดใจและร้อนแรงดังมาจากด้านหลัง ทุกคนต่างก็เข้ามาพร้อมกัน!
ในขณะนั้นฟ้าดินก็คำรามลั่น เถาอู้ขนาดมหึมาตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคนอย่างรวดเร็ว
“จัดการมัน พวกเราก็จะสามารถออกจากมิตินี้ได้”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ คนอื่นๆก็หยิบอาวุธของตนเองออกมาแล้วเข้าโจมตี
การต่อสู้ครั้งนี้ง่ายกว่าครั้งที่นางเคยสู้มากนัก ประการแรกคือพวกเขามีคนมากกว่า ประการที่สองคือพลังการฝึกฝนของทุกคนก็ไม่ต่ำ ดังนั้นจึงสามารถจัดการอสูรร้ายโบราณเถาอู้ตัวนี้ได้อย่างรวดเร็ว
ร่างมหึมาของมันล้มครืนลงมาเยี่ยหลิงหลงที่กำลังรอให้ภาพมิติเบื้องหน้าหายไปพลันขมวดคิ้ว
“เกิดอะไรขึ้น? มิใช่ว่าเมื่อเถาอู้ตายแล้ว มิตินี้ก็จะหายไปเองหรอกหรือ?”
เสียงประหลาดใจของซูอวิ่นซิวก็ดังขึ้น ทำให้ทุกคนต่างเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อนอีกครั้ง
ขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเซ็งแซ่ ทันใดนั้นพลังลมรุนแรงหลายสายก็พุ่งมาจากด้านหลัง ผู้ที่ตระหนักได้ก่อนว่ามีคนลอบโจมตีคือผู้ที่อยู่ในขอบเขตพ้นพิบัติขั้นปลายหลายคนในกลุ่ม
พวกเขารีบหันกลับไป กระโดดไปอยู่หลังกลุ่มคน ยกกระบี่ขึ้นต้านทานการลอบโจมตีที่มาจากด้านหลัง
“ผู้ใดกัน?” คำถามไม่ได้รับคำตอบ กลับได้ยินเสียงวิ่งหนีหายไปในป่าดังซวบซาบ
“พวกเขาหนีไปแล้ว จะตามไปหรือไม่?”
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สาม และท่านเซียนทั้งสองท่าน พวกท่านตามไป” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “หลังจากตามทันแล้ว หากจับเป็นได้ก็ดีที่สุด หากจับเป็นไม่ได้ก็สังหารเสีย”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ผู้ที่ถูกเอ่ยชื่อทั้งหมดก็พุ่งเข้าไปในป่าเพื่อตามหาร่างที่พยายามจะหลบหนีเหล่านั้น
ตอนที่เพิ่งเริ่มวิ่ง พานเฉิงว่านยังคงผงะไปเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ยังคงหงุดหงิดที่ตนเองถูกลิดรอนอำนาจ เหตุใดพริบตาเดียวจึงปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้?
ความเร็วในการเชื่อฟังของเขานี่… เขาหันไปมองจ้าวชิ่งฝู่ที่วิ่งเร็วกว่าเขาเสียอีก เอาเถอะ เขายังนับว่าไม่ใช่คนที่เชื่อฟังเร็วที่สุด
“ท่านบรรพชนเยี่ย ท่านกำลังสงสัยสิ่งใดอยู่หรือ?” ซูอวิ่นซิวเอ่ยถาม
“ข้ากำลังคิดว่าที่มิตินี้ยังไม่หายไป เป็นเพราะนอกจากพวกเราแล้ว ที่นี่ยังมีศัตรูอื่นอีกหรือไม่ ต้องกำจัดคนทั้งหมดที่นี่ พวกเราจึงจะสามารถออกไปได้” เยี่ยหลิงหลงกล่าว
ในไม่ช้า เผยลั่วไป๋ที่ตามกลุ่มคนเหล่านั้นไปก็กลับมาก่อน
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
“จับเป็นไม่ได้ แต่สังหารไปสองคน พลังการฝึกฝนไม่สูงนัก แต่เจ้าเล่ห์มาก”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราคนอื่นๆก็อย่ามัวยืนนิ่งอยู่เลย ทุกคนแบ่งกลุ่มกันไปตามหา พบเจอหนึ่งคนก็สังหารหนึ่งคน พยายามสังหารให้หมดโดยเร็วที่สุดเพื่อจบมิตินี้”
หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ทุกคนก็แยกย้ายกันแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีผู้ที่มีพลังการฝึกฝนสูงคอยนำทาง กระจายกันไปตามหาคนที่ลอบโจมตีพวกเขาซึ่งซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆ
ฟ้าดินผืนนี้ไม่ใหญ่นัก แต่ก็ไม่เล็ก พวกเขาใช้เวลาไปเกือบหนึ่งวัน มิตินี้จึงค่อยหายไปในที่สุด
ตอนที่หายไปพวกเขากลับมายังตำแหน่งที่เคยสบตากับรูปปั้นเถาอู้ก่อนหน้านี้ ทุกคนยังคงอยู่ครบ
“ดูท่าข้อสันนิษฐานของเจ้าจะเป็นจริง ต้องให้ศัตรูทั้งหมดในมิติหายไป มิติจึงจะถูกปลดออก” ซูอวิ่นซิวกล่าว
“ข้ารู้สึกว่าเรื่องราวมันไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น คนที่ปรากฏตัวในมิติเหล่านั้นเป็นใครกันแน่ พวกเราจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่รู้ เพราะทุกคนทำได้เพียงสังหาร ไม่สามารถจับเป็นได้เลย”
เยี่ยหลิงหลงก็เคยจับได้คนหนึ่ง แต่ในขณะที่นางพยายามอย่างหนักเพื่อจับเป็น คนผู้นั้นกลับหายตัวไปในมิติอย่างไร้ร่องรอย ราวกับว่าเขาสามารถเข้าออกมิตินี้ได้อย่างอิสระ
และคนที่นางพบเจอ นอกจากเผ่ามนุษย์แล้วก็ยังมีเผ่าปีศาจและเผ่าวิญญาณด้วย พลังการฝึกฝนของพวกเขาไม่สูงนัก แต่เจ้าเล่ห์มากหลังจากพยายามแล้วไม่สามารถสังหารพวกเขาได้ คนเหล่านี้ก็จงใจหลบซ่อนหนีไป ดูเหมือนต้องการจะกักขังพวกเขาไว้ในมิติ
ดังนั้นพวกเขาเป็นคนจริงๆหรือคนปลอม เป็นคนเป็นหรือคนตาย จนถึงบัดนี้เยี่ยหลิงหลงก็ยังไม่กล้าสรุป
“ในเมื่อคิดไม่ออก พวกเราจะไม่คิดให้ออกได้หรือไม่?” เผยลั่วไป๋เอ่ยถาม
“เป้าหมายของพวกเราคือเดินทางลงไปข้างล่าง รวมพลทุกคน ในเมื่อสิ่งนี้มันยุ่งยากนัก เช่นนั้นพวกเราก็หลีกเลี่ยงเสีย สามารถหลีกเลี่ยงได้หรือไม่?”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า “ได้ เพียงแค่ไม่สบตากับรูปปั้นนี้ก็จะไม่ถูกพาเข้าไป”
“เช่นนั้นต่อไปพวกเราหากไม่พบรูปปั้นก็เดินอ้อมไป หากพบก็ก้มหน้าเดิน” พานเฉิงว่านกล่าว
“เอาเช่นนี้ก่อน พวกเราอย่าเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย เดินทางลงไปข้างล่าง” เยี่ยหลิงหลงก็เห็นด้วย
กล่าวจบทุกคนก็ออกจากบริเวณรูปปั้นนี้แล้วเดินทางลงไปข้างล่าง ทว่าพวกเขาเพิ่งจะเดินไปได้ไม่ไกล ก็พลันได้ยินเสียงเคลื่อนไหวดังมาจากด้านหลัง
พวกเขาหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง เมื่อเห็นคนที่มายังไม่ทันจะได้ดีใจ ก็อุทานขึ้นเสียก่อน
“อย่ามองรูปปั้นนั้น!”
บทที่ 1494: เขาดูเหมือนจะถูกทอดทิ้งเสียแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงอุทานจากทางฝั่งเยี่ยหลิงหลง คนที่เพิ่งจะเดินไปถึงใต้รูปปั้นทางนั้นก็พากันหันหน้ากลับมามองทางเยี่ยหลิงหลงพร้อมกัน
หลังจากที่พวกเขาทั้งหมดมองมาทางนี้แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดยืนอยู่ใต้รูปปั้นแล้วเงยหน้ามองมันอีก
เมื่อเห็นเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องที่เพิ่งจะออกมาจากมิติของรูปปั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก
ส่วนคนที่ถูกพวกเขาห้ามไว้ เมื่อเห็นพวกเขาก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก
“ศิษย์น้องหญิงเยี่ย!”
คนที่อยู่ตรงข้ามคือศิษย์เผ่ามนุษย์กลุ่มที่สองที่ลงมา ด้านหน้ายังคงมีเผ่าเซียนคนหนึ่งนำทาง ดูจากสภาพของกลุ่มก็รู้ว่าตลอดทางที่พวกเขาเดินมา แม้จะประสบอุปสรรคมากมาย แต่โชคดีที่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรง ไม่มีการใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ทว่านี่ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะศิษย์กลุ่มที่สองที่ลงมาล้วนเป็นศิษย์ชั้นยอดที่สุดของโลกหล้าผู้ฝึกเซียน
ในจำนวนนี้มีทั้งฉีเหวยตวนจากวังวิญญาณเหมันต์และหมิงเจวี๋ยจากฟ่านอินเทียนอยู่ด้วย หัวหน้าศิษย์จากหกสำนักใหญ่ก็อยู่ด้วยเช่นกัน
อาจกล่าวได้ว่าศิษย์กลุ่มที่สองนี้เป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดากลุ่มทั้งหมดที่ถูกจัดให้ลงมา
ส่วนกลุ่มแรกที่ลงไปคือกลุ่มของศิษย์สายตรงแต่ไม่ใช่หัวหน้าศิษย์อย่างจี้ฮ่าวคง หรงซิวจู๋ และต้วนซิงเหอ
เพื่อไปถึงชั้นล่างสุดและให้ศิษย์กลุ่มที่สองสามารถรักษากำลังไว้ได้มากที่สุด ศิษย์กลุ่มแรกเหล่านี้จึงรับผิดชอบในการเปิดทางข้างหน้า และเตรียมประสบการณ์พร้อมข้อมูลไว้ให้กลุ่มข้างหลังระหว่างทาง
อาจกล่าวได้ว่าศิษย์กลุ่มแรกมิใช่กลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด แต่เป็นกลุ่มที่ลำบากที่สุด และอันตรายที่สุดด้วย
จนถึงตอนนี้ศิษย์เผ่ามนุษย์กลุ่มที่สอง ศิษย์เผ่าปีศาจ และศิษย์เผ่าวิญญาณก็ถือว่ามารวมตัวกันครบถ้วนแล้ว
แม้ว่ากระบวนการจะคดเคี้ยว แต่ผลลัพธ์ก็ถือว่าดีในที่สุด
เยี่ยหลิงหลงโบกมือให้พวกเขา เรียกให้พวกเขามาทางตนเอง ทว่าขณะที่พวกเขากำลังจะเดินมา ร่างกายก็พลันวูบไหว หายตัวไปต่อหน้าเยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องในทันใด
ทุกคนที่อยู่ตรงข้ามหายไปในพริบตา เสียงอุทานดังระงมไปทั่วกลุ่ม
“เกิดอะไรขึ้น? พวกเขามิได้สบตากับรูปปั้นนั้นมิใช่หรือ? เหตุใดจึงถูกพาตัวไปด้วยเล่า?”
“หรือว่าเงื่อนไขในการถูกส่งเข้าไปในมิติมิใช่การสบตากับรูปปั้น แต่เป็นการเข้าไปในขอบเขตที่กำหนดของรูปปั้น?”
“ถ้าเป็นเช่นนั้น รูปปั้นนี้ก็เข้าใกล้ไม่ได้เลยจริงๆ มิฉะนั้นก็จะถูกมันพาเข้าไป!”
“แต่ถ้าไม่เข้าใกล้ก็ไม่ได้ รูปปั้นกระจายอยู่ตามตำแหน่งต่างๆในชั้นนี้ หากเห็นรูปปั้นแล้วต้องเดินอ้อม เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่สามารถไปยังสถานที่หลายแห่งได้มิใช่หรือ? หากไปไม่ได้ แล้วจะตามหาศิษย์กลุ่มแรกที่ลงมาเพื่อรวมตัวกับพวกเขาได้อย่างไรเล่า?”
“ใช่แล้ว อีกทั้งเงื่อนไขในการเดินทางลงไปข้างล่างต่อไป จำเป็นต้องผ่านรูปปั้นทุกตัวก่อนหรือไม่? ในที่สุดพวกเราก็ยังคงต้องผ่านมันทั้งหมดอยู่ดีมิใช่หรือ?”
“เป็นเช่นนั้น แต่ถ้าหากสามารถรวมตัวกับศิษย์คนอื่นๆให้ครบก่อนที่จะผ่านรูปปั้น ทุกคนช่วยกันผ่าน ประสิทธิภาพของพวกเราก็จะสูงขึ้นมาก ตอนแรกพวกเราก็ตั้งใจจะทำเช่นนี้”
“พวกเขาถูกส่งเข้าไปแล้ว เช่นนั้นตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรดี? จะรอพวกเขาอยู่ที่นี่หรือไม่?”
หลังจากทุกคนหารือกันอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดสายตาก็มองไปยังเยี่ยหลิงหลง
“คนส่วนหนึ่งรอพวกเขาอยู่ที่นี่ ส่วนอีกส่วนหนึ่งออกไปตามหาคน” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “ผู้ที่ออกไปตามหาคนในชั้นนี้ ให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ใต้รูปปั้นทั้งหมดในการค้นหา”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวต่อ “พวกเราใช้เวลาไปกว่าหนึ่งวันจึงจะออกมาจากข้างในได้ พวกเขาไม่คุ้นเคยเท่าพวกเรา อาจจะใช้เวลานานกว่าพวกเราเล็กน้อย เช่นนี้ผู้ที่ออกไปตามหาคนให้กำหนดเวลาสองวัน สองวันหลังจากนี้ในเวลานี้ จะต้องกลับมายังสถานที่แห่งนี้”
ข้อเสนอของเยี่ยหลิงหลงได้รับการเห็นชอบจากทุกคนอย่างเป็นเอกฉันท์
ในที่สุดนอกจากศิษย์หญิงสี่คนที่ฝึกวิชารองของสำนักชิงเสวียนแล้ว คนอื่นๆก็แบ่งกลุ่มกันกลุ่มละสองคนออกไปสำรวจพื้นที่ในชั้นนี้ทั้งหมด
ส่วนเผ่าปีศาจก็ส่งศิษย์สี่คนรวมถึงซูอวิ่นซิว แบ่งเป็นสองกลุ่มออกไป พานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่ก็รวมกันเป็นกลุ่มหนึ่งออกไปสำรวจ
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็ออกเดินทางพร้อมกัน แยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจ
เวลาสองวันผ่านไปในพริบตา ผู้ที่รออยู่ที่เดิมก็ได้พบกับศิษย์เผ่ามนุษย์ที่ออกมาจากมิติของรูปปั้นก่อน จากนั้นศิษย์ที่ออกไปสำรวจก็ทยอยกลับมาทีละคน
ผู้ที่ออกไปสำรวจทุกคนล้วนกลับมามือเปล่า หลังจากหลีกเลี่ยงขอบเขตของรูปปั้นแล้วที่นี่ก็เหมือนกับเมืองร้าง
แสงไฟยังคงจุดอยู่ ในครัวก็ยังมีควันไฟลอยออกมา แต่กลับไม่มีผู้คนเลยแม้แต่คนเดียว กระทั่งร่องรอยหรือร่องรอยการต่อสู้ก็ไม่หลงเหลืออยู่เลย
“พวกท่านพบเจอคนในมิติของรูปปั้นหรือไม่?”
“พบเจอสิ พลังการฝึกฝนไม่สูงนัก พวกเขาลองเชิงดูก่อน ว่าจะสามารถสังหารพวกเราได้หรือไม่ พอพบว่าสู้ไม่ไหวก็กระจายกันหลบซ่อน พวกเราทุกคนแยกย้ายกันตามหาอยู่นานจึงจะสังหารพวกเขาได้หมด แล้วจึงออกมาจากมิตินี้ได้” ฉีเหวยตวนกล่าว
เมื่อทุกคนมารวมตัวกันก็ต่างพากันพูดคุยถึงประสบการณ์ตลอดทางที่ผ่านมา
“พวกเราลงมาก่อนใครเพื่อน แต่ผลคือพวกท่านกลับเดินนำหน้าพวกเรา ทั้งยังรอพวกเราอยู่นาน” หมิงเจวี๋ยยิ้ม “สมแล้วที่เป็นศิษย์น้องหญิงเยี่ย การจำทางนั้นแตกต่างจริงๆ ไม่เหมือนพวกเรา ที่เหยียบกับดักทุกอันที่ขวางหน้า ต่อไปพวกเราคงจะเดินทางไปด้วยกันใช่หรือไม่?”
“อืม ไปด้วยกัน”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ของเยี่ยหลิงหลง ศิษย์เผ่ามนุษย์ทุกคนต่างก็ดีใจอย่างสุดซึ้งราวกับได้พบผู้ช่วยให้รอดพ้น บรรยากาศในกลุ่มคึกคักอย่างยิ่ง
เผ่าเซียนผู้นั้นที่นำทางเผ่ามนุษย์ชื่ออวี๋หงเหวิน เมื่อเห็นทุกคนดีอกดีใจ ก็อดไม่ได้ที่จะลูบจมูกตนเองอย่างสงสัย สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“เหตุใดข้าจึงรู้สึกแปลกๆแบบบอกไม่ถูก” อวี๋หงเหวินหันไปมองทางพานเฉิงว่านและพวกพ้อง
แม้ว่าทุกคนจะไม่ได้อยู่ตำหนักเซียนเดียวกัน แต่ต่างก็รู้จักกัน และความสัมพันธ์ก็ยังดีอยู่
ใครจะรู้ทันทีที่เขาหันกลับไป ก็เห็นพานเฉิงว่านและพวกพ้องทั้งสองคนกำลังยิ้มอย่าง… ซับซ้อน
มีความคาดหวังมานาน มีความยินดีบนความทุกข์ของผู้อื่น มีความอยากรู้อยากเห็นรอชมงิ้ว สรุปรอยยิ้มนั้นดูประหลาดจนเห็นได้ชัดว่าไม่น่าจะเจตนาดีเท่าใดนัก
“พวกท่านเป็นอะไรกันไป?”
พานเฉิงว่านยื่นแขนออกไปโอบไหล่อวี๋หงเหวิน
“สหายรัก ไปด้วยกัน”
“หา?”
ขณะที่เขายังไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร เขาก็เห็นกลุ่มคนเริ่มเดินทางแล้ว
ผู้ที่เดินนำหน้าสุดคือเผ่ามนุษย์ไม่กี่คนที่นำโดยสำนักชิงเสวียน ตามหลังมาคือเผ่ามนุษย์ เผ่าปีศาจ และเผ่าวิญญาณทั้งหมด
เมื่อเดินไปเช่นนี้ที่เดิมก็เหลือเพียงเผ่าเซียนสามคนเท่านั้น
ในที่สุดอวี๋หงเหวินก็เข้าใจแล้วว่าความรู้สึกที่ซับซ้อนแต่ยากจะอธิบายในใจของตนเองเมื่อครู่คืออะไร!
เขาดูเหมือนจะถูกทอดทิ้งเสียแล้ว!
ขณะที่เขากำลังตกตะลึงกับการรับรู้นี้ พานเฉิงว่านที่อยู่ข้างๆ ก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไปสิ เพียงแค่ท่านตามขึ้นไป ท่านก็จะไม่ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว”
...…
อวี๋หงเหวินหันไปมองสหายเก่าทั้งสองคนนี้ จากสีหน้าของพวกเขา เขาดูเหมือนจะเข้าใจแล้ว
“สหายอวี๋ ยินดีต้อนรับท่านเข้าร่วมกับพวกเรา” จ้าวชิ่งฝู่ยิ้มอย่างสดใสและเป็นมิตร มองปราดเดียวก็ดูเหมือนเป็นการเชื้อเชิญอย่างจริงใจโดยแท้
...…
ก็… ไม่จำเป็นต้องดีใจถึงเพียงนั้นก็ได้
อวี๋หงเหวินยังไม่ทันได้ปรับตัว ก็ถูกสหายเก่าทั้งสองคนลากตัวไป เข้าร่วมกลุ่มอีกครั้งอย่างงุนงงและไม่ทันได้เตรียมตัว
หลังจากศิษย์จากสามภพกลุ่มที่สองมารวมตัวกันแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ตรงไปยังตำแหน่งของรูปปั้นตัวที่สองตามข้อมูลที่ได้จากการสำรวจเมื่อสองวันก่อนทันที
บทที่ 1495: ครั้งนี้มันไม่ถูกต้อง!
เพราะศิษย์กลุ่มแรกลงมาเร็วกว่า หากหาข้างนอกไม่พบ พวกเขาก็อาจจะอยู่ในมิติของรูปปั้น หรือไม่ก็ไปถึงหุบเหวชั้นที่แปดแล้ว การรอคอยอย่างไร้จุดหมายย่อมเปล่าประโยชน์
ศิษย์กลุ่มที่สามลงมาช้ากว่า ตอนนี้คงยังไม่ถึงชั้นนี้ การรอพวกเขาก็ไม่เหมาะสมเช่นกัน ดังนั้นหลังจากกลุ่มที่สองรวมตัวกันครบแล้ว เยี่ยหลิงหลงจึงตัดสินใจนำพาทุกคนบุกเข้าไปในมิติของรูปปั้นเลย
ถ้าหากสามารถไปถึงหุบเหวชั้นที่แปดได้อย่างรวดเร็ว การตามหาคนที่เหลือคงจะง่ายขึ้นมาก
ในไม่ช้าทุกคนก็เข้าไปในมิติของรูปปั้นเสวียนอู่ตัวที่สอง
เช่นเดียวกับมิติของรูปปั้นเถาอู้ตัวแรก ข้างในมีอสูรยักษ์โบราณอยู่หนึ่งตัว หลังจากสังหารอสูรยักษ์จนหมดสิ้นแล้ว ก็จะมีคนลอบโจมตีพวกเขา จากนั้นพวกเขาก็จะแยกย้ายกันตามหาคนที่ซ่อนตัวอยู่ในมิติ กำจัดทีละคนจนหมดสิ้นจึงจะจบมิตินี้ได้
เป็นเช่นนี้ แม้ว่าพวกเขาจะใช้เวลานานมาก แต่ก็ยังคงผ่านมิติของรูปปั้นทั้งเจ็ดได้อย่างราบรื่น เหลืออีกเพียงมิติรูปปั้นเดียวก็จะผ่านรูปปั้นทั้งแปดในชั้นนี้ได้ทั้งหมดแล้วมุ่งหน้าไปยังหุบเหวชั้นที่แปด
เมื่อถึงหุบเหวชั้นที่แปดก็นับว่าเข้าใกล้กับจุดหมายปลายทางของพวกเขามากแล้ว
หลังจากออกมาจากมิติที่เจ็ด ทุกคนพักผ่อนปรับสภาพกันครู่หนึ่งแล้ว ก็เดินทางไปยังมิติของรูปปั้นตัวที่แปดตามจังหวะเดิม
“คาดไม่ถึงเลยว่าอยู่กับศิษย์น้องหญิงเยี่ยแล้วจะผ่านไปได้อย่างราบรื่นถึงเพียงนี้ ด่านแล้วด่านเล่า แม้จะยากลำบาก แต่พวกเราก็เข้าใจจังหวะและแก่นแท้ของมันอย่างสมบูรณ์แล้ว ผ่านไปได้อย่างคล่องแคล่วดุจใจปรารถนา”
“หลังจากจบด่านนี้แล้ว พวกเราก็จะไปถึงหุบเหวชั้นที่แปดแล้ว ในไม่ช้าก็จะได้พบกับจอมมารโบราณ คิดแล้วก็ยังรู้สึกทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่า ไม่รู้ว่าคนที่ลงไปกลุ่มแรกเป็นอย่างไรบ้าง”
“พูดถึงเรื่องนี้ข้าก็นับถือพวกเขามาก พวกเราเดินทางมาตลอดทาง ทั้งที่ที่ไม่มีรูปปั้น และที่ที่มีรูปปั้น ล้วนตามหาจนทั่วแล้ว กลับไม่เห็นศิษย์กลุ่มแรกเลยแม้แต่น้อย นั่นก็หมายความว่าพวกเขาไปถึงหุบเหวชั้นที่แปดแล้ว โดยไม่มีผู้ใดนำทางก็ยังสามารถลงไปได้เร็วถึงเพียงนั้น”
“ใช่แล้ว ดูท่าการเดินทางครั้งนี้ของพวกเราจะราบรื่นมาก หวังว่าจะสามารถบรรลุภารกิจได้อย่างสมบูรณ์ หยุดยั้งแผนการของเผ่ามาร ฟื้นฟูความเป็นระเบียบของหกภพนี้ได้โดยเร็ว”
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างเซ็งแซ่ ภาพเบื้องหน้าก็พลันวูบไหว ทุกคนเข้าไปในมิติของรูปปั้นตัวที่แปดแล้ว
มิติสุดท้ายคือมิติของอสูรเทพมังกรเขียว ทันทีที่เข้าไปก็จะเห็นมังกรเขียวขนาดมหึมาตัวหนึ่งทะยานอยู่บนท้องฟ้า ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ชื่นชมความยิ่งใหญ่ตระการตาที่มังกรเขียวมอบให้ มันก็พลันหันกลับมาพุ่งโจมตีพวกเขาอย่างดุเดือด
“มาแล้ว! ต่อสู้กับมังกรเขียวโบราณ คิดแล้วก็ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ!”
“ถ้าหากนี่เป็นเพียงลานประลองก็คงจะดี ไม่มีเรื่องราวของเผ่ามารเหล่านี้ ในใจพวกเราก็จะไม่มีภาระ สามารถสังหารได้อย่างสะใจ”
“ตอนนี้ก็ทำได้! เตรียมพร้อมรับมือเต็มกำลัง เปิดศึก!”
เสียงโห่ร้องด้วยความกระหายสงครามดังขึ้น ทุกคนรีบหยิบอาวุธของตนเองพุ่งเข้าสังหารทันที
ด้วยประสบการณ์จากเจ็ดด่านก่อนหน้านี้ แม้ว่ามังกรเขียวในด่านนี้จะสังหารยากที่สุด แต่ทุกคนก็ยังคงจัดการได้อย่างราบรื่น
เสียง ‘ตูม’ ดังสนั่นเมื่อมังกรเขียวล้มลงกับพื้น ทุกคนที่ลอยอยู่กลางอากาศต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นก็รอคอยให้คนที่ซ่อนตัวอยู่ตามที่ต่างๆออกมาลอบโจมตีพวกเขา
เสียง ‘ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ’ ดังมาจากทุกทิศทุกทาง คนเหล่านี้มาถึงตามคาด และเมื่อพบว่าพลังฝีมือแข็งแกร่งเกินไป พอสู้ไม่ได้ก็กระจายกันหลบซ่อนตัวอีกครั้ง
“รีบจัดการให้เด็ดขาด หุบเหวชั้นที่แปด พวกเรามาแล้ว!”
ไม่ต้องให้ผู้ใดบอก ทุกคนที่ผ่านการต่อสู้มาแล้วเจ็ดครั้งต่างก็รีบแยกย้ายกันเข้าไปในป่าลึกและยอดเขาเพื่อตามหาคนที่ซ่อนตัวอยู่เหล่านั้น
หลังจากทุกคนรีบร้อนบินจากไป กลางอากาศก็เหลือเพียงเยี่ยหลิงหลงอยู่คนเดียว
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหันกลับไปมอง นางเห็นว่าอสูรยักษ์มังกรเขียวที่เดิมทีล้มอยู่บนพื้นนั้นกลับหายตัวไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
หัวใจของนางพลันเต้นแรงขึ้นมาทันที นางจำได้ว่าเจ็ดด่านก่อนหน้านี้ หลังจากสังหารอสูรยักษ์แล้วร่างของอสูรยักษ์จะล้มอยู่บนพื้นไม่หายไปไหน
ครั้งนี้มันไม่ถูกต้อง!
ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้น ทันใดนั้นด้านหลังก็มีเสียงลมแผ่วเบาดังขึ้น มีคนลอบโจมตีนาง!
นางหันกลับไปอย่างรวดเร็ว หงเยี่ยนต้านทานผู้ที่ลอบโจมตีเข้ามาในพริบตา แต่ขณะที่ต้านทาน ผู้ที่ลอบโจมตีก็มาถึงด้านหลังนางแล้ว หากนางตอบสนองช้ากว่านี้อีกเพียงนิดเดียว นางก็จะถูกลอบโจมตีสำเร็จแล้ว!
ตามสถานการณ์ในเจ็ดด่านก่อนหน้านี้ พลังการฝึกฝนของผู้ที่ลอบโจมตีนั้นต่ำมาก ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการลอบโจมตีครั้งที่สอง และด้วยพลังการฝึกฝนระดับขอบเขตพ้นพิบัติของนาง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะถูกคนเหล่านี้เข้าใกล้ถึงด้านหลังแล้วจึงค่อยรู้สึกตัว
ดังนั้นผู้ที่ลอบโจมตีนางในครั้งนี้ เยี่ยหลิงหลงจึงตั้งสมาธิอย่างเต็มที่ ยกหงเยี่ยนขึ้นต้านทาน ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย และคู่ต่อสู้ก็เป็นดังที่นางคาดการณ์ไว้ พลังฝีมือแข็งแกร่งอย่างยิ่ง หลังจากต่อสู้กับนางไปหลายกระบวนท่า กลับไม่เสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย!
คนผู้นี้ พลังฝีมืออย่างน้อยก็อยู่ระดับขอบเขตพ้นพิบัติขึ้นไป!
เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!
หากที่นี่มีคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แม้แต่นางเองก็ยังไม่สามารถได้เปรียบภายในไม่กี่กระบวนท่า เช่นนั้นศิษย์จากสามภพที่กระจายกันออกไปตามหาคนที่ซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกจะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ!
“ต่อสู้กับข้ายังกล้าเหม่อลอยอีกหรือ? เจ้าคงไม่กลัวตายจริงๆสินะ!”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยปากพูด ในใจของเยี่ยหลิงหลงก็พลันสะดุ้ง เขาเป็นคน และเป็นคนเป็นๆ อีกทั้งยังเป็นเผ่ามาร!
ขณะที่อีกฝ่ายพุ่งเข้าโจมตีอย่างรุนแรง เยี่ยหลิงหลงก็รีบถอยหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งหยิบพลุสัญญาณออกมาจากแหวนมิติ ยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าในระยะเวลาอันสั้น
“ทุกคนที่เห็นพลุสัญญาณ ให้มารวมตัวกันที่นี่ทั้งหมด!”
พลุสัญญาณระเบิดออกพร้อมกับเสียงของนางที่ดังกระจายไปทั่วทั้งขุนเขาและฟ้าดินอันกว้างใหญ่
“เจ้าตอบสนองเร็วดีนี่!” เผ่ามารผู้นั้นหรี่ตาลง “สมแล้วที่เป็นเจ้า เยี่ยหลิงหลง! องค์หญิงรอง องค์ชายสี่ และองค์หญิงเก้า ล้วนเป็นเจ้าที่สังหารใช่หรือไม่?”
“เจ้าได้รับภารกิจมาแล้ว ยังจะมาถามคำถามโง่ๆเช่นนี้กับข้าอีกหรือ?” เยี่ยหลิงหลงแค่นเสียงเย็นชา
เผ่ามารมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี การเตรียมการของพวกเขาเหนือกว่าที่นางคาดคิดไว้มากนัก!
พวกเขาใช้ความสงบที่ไม่มีผู้ใดรบกวนในสองชั้นบน ใช้ความง่ายดายในการผ่านรูปปั้นเจ็ดตัวแรกในชั้นนี้ ก็เพื่อที่จะให้พวกนางประมาทในมิติสุดท้ายนี้ แล้วสังหารพรรคพวกของเยี่ยหลิงหลงที่นี่!
“ดี! เยี่ยมยอดจริงๆ เยี่ยหลิงหลง วันนี้ข้าจะเด็ดหัวเจ้ากลับไปถวายนายท่าน!”
เยี่ยหลิงหลงแค่นเสียงหัวเราะ “ลำพังเพียงเจ้าหรือ? เจ้าประเมินตนเองสูงเกินไปแล้ว”
“พลังฝีมือของข้าเจ้าก็เห็นแล้ว จนถึงบัดนี้เจ้าก็ยังไม่ได้เปรียบเลยแม้แต่น้อย และข้าก็ยังไม่ได้ใช้ท่าไม้ตาย เจ้าคิดจริงๆหรือว่าเจ้าจะสามารถเอาชนะข้าได้?”
“เหตุใดข้าจะต้องเอาชนะเจ้าด้วยเล่า?” เยี่ยหลิงหลงแค่นเสียงเย็นชา “ชอบต่อสู้ใช่หรือไม่? เช่นนั้นเจ้าก็ค่อย ๆ สู้ไปเถิด ข้าไม่ขอร่วมด้วยแล้ว”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ก็เรียกเจาไฉออกมาจากพื้นที่มิติ
ร่างมหึมาของราชาผีปรากฏขึ้น เกือบจะบดบังฟ้าดิน แสงสว่างในบริเวณที่พวกเขาอยู่พลันมืดลงทันที
“เจาไฉ จัดการมันซะ”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็หันกลับแล้วบินหนีไปยังทิศทางอื่น
นางจะไม่ยอมเสียเวลาให้คนผู้นี้เป็นอันขาด แม้ว่านางจะสามารถต่อสู้ได้ แต่ศิษย์จากสามภพอาจจะทนไม่ไหว นางจะต้องรีบรวมพลศิษย์ที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆให้ได้โดยเร็วที่สุด
เป็นดังคาด ทันทีที่นางจากไป ด้านหลังก็มีเสียงคำรามด้วยความโกรธของเผ่ามารผู้นั้นดังขึ้น
“เจ้า! เยี่ยหลิงหลง! เจ้ากลับมาเดี๋ยวนี้!”
เมื่อเห็นนางบินห่างออกไปเรื่อยๆ เขาก็ตะโกนขึ้นอีก “เจ้าคิดจริงๆหรือว่าเจ้าจะไปทัน? ฮ่าๆๆ พวกเราเตรียมการมาเป็นอย่างดี ส่วนพวกเจ้า… ยังคงจมอยู่กับความอวดดีของตนเอง! รอไปเถิด! เลือดจะบอกพวกเจ้าเองว่าชัยชนะจะต้องเป็นของเผ่ามารในที่สุด!”
“และพวกเจ้าทุกคน จะต้องถูกฝังอยู่ที่นี่ เพื่อปูทางด้วยเลือดให้แก่ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของเผ่ามาร! ฮ่าๆๆ…”
เสียงของเขา คำพูดแต่ละคำเข้าหูของเยี่ยหลิงหลงราวกับยันต์เร่งมรณะ คอยกระตุ้นให้นางเร็วขึ้น เร็วขึ้น และเร็วขึ้นอีก!
บทที่ 1496: ร่วมมือหน่อยสิ ข้าจะระเบิดหน้า
เยี่ยหลิงหลงเปิดใช้วิชาระบำวาโยพันฤดูเพื่อให้ตนเองเพิ่มความเร็วถึงขีดสุด พลางเรียกเสี่ยวไป๋ ไท่จื่อ เก้าหาง หยวนกุนกุ่นและปีศาจมายาน้อยออกมาจากพื้นที่มิติทั้งหมด
“ไปช่วยคน ช่วยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
เยี่ยหลิงหลงสั่งงานพวกมันแล้ว ตนเองก็ไปยังทิศทางที่แตกต่างจากพวกเขา นางจะต้องแย่งชิงเวลากับเผ่ามาร
ณ ตีนเขา ศิษย์เผ่ามนุษย์คนหนึ่งกำลังต่อสู้อย่างหนักหน่วง น่าเสียดายที่ตนเองมีพลังการฝึกฝนเพียงขอบเขตมหายานขั้นต้น ส่วนอีกฝ่ายมีพลังการฝึกฝนถึงขอบเขตมหายานขั้นปลายแล้ว หลังจากถูกฟาดฝ่ามือใส่หลายครั้ง เขาก็ถูกกระบี่เล่มหนึ่งแทงเข้าที่หน้าอก ร่างทั้งร่างร่วงหล่นลงพื้น กระอักเลือดออกมา
เขาเคยผ่านมิติรูปปั้นทั้งเจ็ดก่อนหน้านี้มาแล้ว เหตุใดพอมาถึงตัวที่แปดจึงแปลกประหลาดถึงเพียงนี้?
พลังการฝึกฝนของคนที่อยู่ในนี้กลับสูงถึงเพียงนี้!
หรือว่าวันนี้เขาจะต้องตายตกอยู่ที่นี่?
เมื่อเห็นเผ่ามารตรงหน้าเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยไอสังหารอันเข้มข้น ยกมีดเล่มใหญ่ในมือขึ้น เตรียมจะฟันลงมาที่ร่างของตนเอง ส่วนตัวเขาก็ไม่มีที่ให้หลบซ่อนอีกแล้ว ศิษย์เผ่ามนุษย์กัดฟันกรอดในแววตาเผยประกายอำมหิต
เขาดูออกแล้วว่า เผ่ามารตรงหน้านี้คือเผ่ามารจริงๆ เขาดูคล่องแคล่วและมีชีวิตชีวากว่าพวกก่อนหน้านี้มากนัก
ดังนั้นถึงแม้จะต้องตาย หากสามารถลากพวกมันไปได้สักคนก็ยังดี!
ด้วยเหตุดังกล่าวเขาจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ โคจรพลังวิญญาณในร่างพุ่งเข้าหาเผ่ามารผู้นั้น เตรียมพร้อมที่จะระเบิดตัวเองอย่างยิ่งใหญ่
ในขณะนั้น เสียง ‘เคร้ง’ อันหนักแน่นดังขึ้น กระบี่เทวะสีดำเล่มหนึ่งไม่รู้ว่ามาจากที่ใด พุ่งเข้ามาปัดมีดใหญ่ในมือของเผ่ามารจนเบนออกไปอย่างแรง
เมื่อมีดเบนออกไปเขาก็ไม่ถูกฟัน เขาอาศัยโอกาสนี้รีบลุกขึ้นจากพื้น พลิกมือฟันกระบี่ใส่เผ่ามารทันที
เผ่ามารผู้นั้นเดิมทีสามารถหลบได้ แต่กระบี่เทวะสีดำเล่มนั้นกลับพุ่งเข้ามาอีกครั้ง แทงทะลุจากด้านหลังตรงไปยังแผ่นหลังของเผ่ามาร บีบให้เขาต้องหันกลับมาป้องกัน
การป้องกันครั้งนี้ ทำให้กระบี่ที่เขาแทงไปยังเผ่ามารนั้นแทงเข้าเป้า!
เลือดสีแดงสดจำนวนมากพุ่งออกมาจากร่างของเผ่ามาร สีหน้าของเผ่ามารพลันซีดขาวทันที!
เมื่อเห็นเช่นนั้น สีหน้าของเขาก็พลันตื่นเต้น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความดีใจ
เขาถูกช่วยให้รอดพ้นจากความตายที่ใกล้แค่เอื้อม แล้วยังสามารถพลิกกลับมาสังหารได้สำเร็จ!
การพลิกผันนี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไป ทำให้เขาตื่นเต้นอย่างยิ่ง!
เพียงแต่กระบี่เล่มนี้…
“ผู้ใดลอบโจมตีจากด้านหลัง!” เผ่ามารผู้นั้นคำรามด้วยความโกรธ
“มิใช่การลอบโจมตี แต่เป็นเพราะมาไม่ทัน อย่าเพิ่งใจร้อน รอข้าสักครู่ รอให้ข้าจัดการคนนี้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปจัดการเจ้า”
เสียงของเยี่ยหลิงหลงดังมาจากที่ไกลๆด้านข้าง เมื่อพวกเขาหันไปมอง ก็เห็นนางอยู่บนยอดไม้ที่แน่นขนัด กำลังถือกระบี่มารต่อสู้กับเผ่ามารอีกตนหนึ่ง
ขณะนี้ศิษย์เผ่าปีศาจที่นางช่วยไว้ก็กำลังช่วยเหลืออยู่ข้างๆสองต่อหนึ่ง เผ่ามารนั้นถอยร่นไปเรื่อยๆ ดูเหมือนจะทนไม่ไหวอีกไม่นาน
เมื่อเห็นเช่นนี้ สีหน้าของเผ่ามารผู้นี้ก็พลันซีดขาวทันที เป็นเยี่ยหลิงหลง!
ในไม่ช้าเขาก็โกรธจนเลือดลมในอกปั่นป่วน อะไรคือรอสักครู่? รอให้นางมาจัดการตนเองหรือ?
เห็นเขาเป็นคนโง่หรืออย่างไร?!
เผ่ามารผู้นี้โกรธจนสติแตกในทันที แต่เขายังไม่ทันได้ตอบสนอง คนเผ่ามนุษย์ที่เคยเป็นผู้พ่ายแพ้ในมือเขาตรงหน้านี้กลับเหมือนถูกฉีดเลือดไก่ ถือกระบี่พุ่งเข้ามาหาในทันที
“ได้ยินหรือไม่? เจ้าอย่าหนีนะ ข้าจะทุ่มสุดกำลังเพื่อรั้งเจ้าไว้อย่างแน่.นอน!”
เผ่ามารผู้นั้นพลันโกรธมากขึ้นไปอีก ผู้พ่ายแพ้ในมือตนเองกลับกล้าพูดจาโอ้อวด!
“แค่เจ้า? เจ้ากำลังหาที่ตาย!”
“มิใช่เสียหน่อย นี่มิใช่ยังมีกระบี่อีกเล่มหนึ่งหรือ? เจ้าโง่หรืออย่างไร?”
ไปตายซะ เจ้าสิโง่!
เจ้าคนผู้นี้มันควรจะตายไปแล้ว แต่เขายังกล้าด่ากลับมาอีก!
เผ่ามารผู้นั้นแทบจะคลั่งตาย ด้วยความโกรธนี้เลือดจากบาดแผลก็ทะลักออกมาอีกเป็นจำนวนมาก
“เจ้าคอยดู!”
เขากัดฟันพูดจบก็หันหลังวิ่งหนีไป
ทันทีที่เขาวิ่งหนีไป ศิษย์เผ่ามนุษย์ผู้นี้เพิ่งจะเตรียมจะไล่ตาม เสวียนอิ่งที่อยู่ข้างๆก็เอ่ยขึ้น
“อย่าตามไป ช่วยคนสำคัญกว่า ตามข้ามา”
ศิษย์เผ่ามนุษย์ผู้นั้นเมื่อได้ยินเสียงนี้ สีหน้าก็พลันตื่นเต้น เขาหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว
“เจ้า… เจ้าพูดได้ด้วยหรือ?”
“เรื่องไร้สาระ ข้ามีจิตวิญญาณกระบี่ มิฉะนั้นเจ้าคิดว่าเจ้าขยะอย่างเยี่ยหลิงหลงนั่นจะสามารถควบคุมกระบี่จากระยะไกลเพื่อช่วยเจ้าได้จริงๆหรือ? รีบตามมา อย่าเสียเวลา คนที่สู้ไม่ได้อย่างเจ้ายังมีอีกมาก”
สีหน้าของศิษย์ผู้นั้นพลันแข็งค้าง รีบหยิบโอสถวิญญาณเม็ดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติแล้วส่งเข้าปาก ไม่ทันได้รักษาอาการบาดเจ็บก็รีบตามกระบี่เทวะสีดำเล่มนี้ไปช่วยคน
ทันทีที่เขาจากไป พลันนึกขึ้นได้ว่าเดี๋ยวศิษย์น้องหญิงเยี่ยมาแล้วจะหาคนไม่พบหรือไม่ ดังนั้นเขาจึงเตรียมจะหันกลับไปบอกกล่าวกับศิษย์น้องหญิงเยี่ยสักหน่อย
ใครจะรู้ว่า ทันทีที่เขาหันกลับไป ศิษย์น้องหญิงเยี่ยก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว ในชั่วขณะนั้นร่างทั้งร่างของเขาก็แข็งทื่อ ที่แท้…
นางไม่ได้ตั้งใจจะมาเลย!
เสียแรงที่เมื่อครู่เขายังมั่นใจว่าจะสามารถรั้งคนไว้ได้…
ริมทะเลสาบ เผ่ามารตนหนึ่งเหวี่ยงขวานคู่ในมือขึ้น เตรียมจะฟันลงบนร่างของศิษย์เผ่าวิญญาณตนหนึ่ง ในขณะนั้นหมัดอันทรงพลังหมัดหนึ่งก็พุ่งลงมาจากฟ้าต่อยเผ่ามารตนนั้นกระเด็นออกไป
เผ่ามารตนนั้นคาดไม่ถึงว่าจะถูกลอบโจมตี ถูกต่อยเข้าอย่างไม่ทันตั้งตัว กระเด็นออกไปไกลพอสมควรจึงจะทรงตัวอยู่ได้ แต่ในตอนนี้ก็บาดเจ็บแล้ว
เขาหันกลับไปมองก็เห็นยักษ์ไร้อารมณ์ตนหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นที่นี่ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
เมื่อเห็นว่าสังหารคนไม่สำเร็จ เขาก็รีบหันหลังวิ่งหนีไป
บนหน้าผา แสงสีชมพูสายหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นเสียง ‘ตูม’ ดังสนั่น สิ่งของบางอย่างระเบิดขึ้นด้านหลังคนสองคนที่กำลังต่อสู้กันอยู่ ไอความร้อนและพลังอันรุนแรงสั่นสะเทือนจนคนทั้งสองบาดเจ็บทั้งคู่
แต่การระเบิดครั้งนี้ ก็ทำให้คนเผ่ามนุษย์ที่กำลังจะพ่ายแพ้ในการต่อสู้ได้มีโอกาสพักหายใจ เขารีบถอยห่างจากอีกฝ่าย แล้วหันกลับไปมอง
ในตอนแรกยังหาคนไม่พบ จนกระทั่งมีเสียงที่อวดดีดังขึ้น “ฝีมือข้าไม่แม่นยำ พวกเจ้าสองคนแยกกันหน่อยสิ ข้าจะได้ระเบิดเผ่ามารตนนั้นโดยเฉพาะ”
เมื่อมองตามเสียงไปก็เห็นผลไม้ลูกหนึ่งยืนอยู่บนกิ่งไม้ที่หนาและใหญ่ บนตัวผลไม้สะพายกระเป๋าใบเล็กใบหนึ่ง กระเป๋าใบเล็กที่ตุงออกมาเพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าบรรจุของไม่ดีไว้มากมาย
ในตอนนี้มันกำลังยืนเท้าสะเอว นั่งอยู่บนกระต่ายหูยาวสีชมพูตัวหนึ่ง สีหน้าอวดดีจนทั้งคนทั้งมารก็รังเกียจ
“ข้ามาอีกแล้ว รับไป!”
หัวไชเท้าอ้วนตะโกนลั่น หยิบระเบิดลูกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วขว้างไปยังเผ่ามารตนนั้นทันที
ทันทีที่มันขว้างไป กระต่ายหูยาวก็พลันเปลี่ยนตำแหน่งในพริบตา ทำให้เผ่ามารตนนั้นโจมตีพลาดเป้าไม่พอยังถูกหัวไชเท้าอ้วนขว้างใส่เข้าอีกด้วย
“หึหึ เจ้าโง่ ข้าอยู่นี่! ดูนี่สิ หันหน้ามาทางนี้ ร่วมมือหน่อยข้าจะระเบิดหน้า”
...…
เผ่ามารตนนั้นโกรธจนควันออกหู
ขณะที่เขากำลังจะไปจับผลไม้ที่อวดดีตัวนี้ หางตากลับเหลือบไปเห็นว่าคนเผ่ามนุษย์ผู้นั้นหายตัวไปแล้ว เขาปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้!
“เจ้าผลไม้ที่น่ารังเกียจ! ข้าจะบีบเจ้าให้แหลก!”
“ทำไมต้องมาจดจำความแค้นไว้ที่ข้าคนเดียวด้วยเล่า? เจ้าลองมองลงไปข้างล่างสิ ทางนั้นมีฟ้าผ่า ทางนั้นมีไฟลุก ทางนั้นต้นไม้ล้มระเนระนาดไปหมดแล้ว ทางนั้นยิ่งร้ายกว่า ภูเขาก็ถูกผ่าออก พวกเขาก็กำลังทำเรื่องไม่ดีกันทั้งนั้น! มิใช่แค่ข้าคนเดียวเสียหน่อย! ถ้าเจ้าจะบีบก็ไปบีบเยี่ยหลิงหลงที่เป็นตัวการสิ! นางเป็นคนสั่ง!”
บทที่ 1497: ความจริงโหดร้ายกว่าที่จินตนาการไว้
“เฮ้ย พวกเผ่ามารพวกเจ้าเป็นอะไรกันไป? เตรียมการมาตั้งนาน ทำเรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ น่าขายหน้าจริงๆ!”
…...
“ข้ากับเจ้ามีวาสนาต่อกัน จะบอกข่าวให้เจ้าอย่างหนึ่ง เมื่อครู่ตอนที่ข้ามา ระหว่างทางพบเจออวี๋หงหลานเป็นสตรีที่ดุร้ายที่สุดในสำนักชิงเสวียน บนกระบี่ของนางเปื้อนเลือดไปหมด ที่ที่นางผ่านไปบนพื้นล้วนเป็นศพของเผ่ามารพวกเจ้า นางน่ารังเกียจเหมือนเยี่ยหลิงหลงไม่มีผิด ข้ารู้ตำแหน่งของนางหรือจะให้ข้าพาเจ้าไปสังหารนางดี?”
“เจ้าผลไม้ปากมากตัวนี้ ข้าจะฆ่าเจ้า!”
“มิใช่สิ สหาย ท่านสมองมีปัญหาหรือไร? ข้าเป็นพวกเดียวกับท่านนะ! ข้าเป็นไส้ศึก ท่านอยากจะสังหารผู้ใดข้าก็สามารถนำทางไปได้ทั้งนั้น! ไม่สังหารสตรี ก็สังหารเผยลั่วไป๋ เสิ่นหลีเสียน หรือกู้หลินเยวียนก็ได้นะ! เมื่อครู่พวกเขาก็สังหารเผ่ามารไปไม่น้อย! โห! หรือว่าท่านอยากจะสังหารเผ่าเซียนสองคนนั้น? ไม่มีปัญหา ข้าพาไป”
“ข้าจะฆ่าเจ้าผลไม้ที่น่าโมโหนี่!”
“สังหารข้าหรือ?” กระต่ายหูยาวพลางวิ่ง หัวไชเท้าอ้วนพลางหันกลับมาทำหน้าทะเล้นยิ้มเยาะ “เพียงแค่ขาสั้นๆสองข้างของเจ้าน่ะหรือ? หัวเราะจนจวนจะตายแล้ว! ถ้าตามข้าไม่ทันเจ้าก็คือพ่อข้า!”
...…
เมื่อมองดูผลไม้ที่น่าหมั่นไส้ตัวนั้นถูกกระต่ายตัวนั้นพาเข้าไปในป่าจนหายลับไป สภาพจิตใจของเผ่ามารก็พลันพังทลายลง
บนท้องฟ้า เผ่ามารตนนั้นพยายามที่จะสลัดเจาไฉให้หลุดเพื่อไปหาเป้าหมายอื่นอย่างบ้าคลั่ง แต่พลังฝีมือของเจาไฉแข็งแกร่งมาก ทั้งยังรับมือยากอย่างยิ่ง เขาฟันกระบี่ลงไปจนมันแขนขาด มันก็ยังสามารถหยิบขึ้นมาต่อกลับเข้าไปได้
หลังจากต่อกลับเข้าไปแล้ว มันยังบิดหัวของตนเองลงมาให้เขาดู เตือนเขาว่ากระบวนท่านี้ใช้ไม่ได้ผล ต้องคิดหาวิธีอื่น
จริงๆนะ ต้องขอบคุณมันจริงๆ
เขาถูกรั้งพันธนาการอยู่ที่นี่จนทนไม่ไหว สู้ไปสู้มาเขาก็พบว่ามีคนเข้าใกล้
หันกลับไปมอง ปรากฏว่าเป็นศิษย์เผ่ามนุษย์ที่บาดเจ็บคนหนึ่ง เขายังไม่ทันจะได้ดีใจ ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากอีกทิศทางหนึ่ง เป็นศิษย์เผ่าปีศาจ
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบสนอง ต่อมาก็มีศิษย์เผ่าวิญญาณปรากฏตัวขึ้นอีก
จากนั้นคนที่เข้าใกล้ทางนี้ก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ในชั่วขณะหนึ่งเขาก็พลันพบว่าตนเองดูเหมือนจะถูกล้อมเสียแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น? จะให้ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ก็เพื่อสังหารเผ่ามารตนนี้หรือ?” อวี๋หงเหวินที่มารวมตัวกันกล่าวอย่างตกตะลึง “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ข้าก็ทำได้สบายๆ ทุกคนหลีกทางไป เปลี่ยนเป็นข้าเอง!”
สิ้นเสียงเขาก็พุ่งเข้าโจมตีเผ่ามารตนนั้นทันที เผ่ามารตนนั้นคิดจะหนี แต่ถูกเจาไฉรั้งพันธนาการไว้ ในตอนแรกจึงหนีไม่พ้นตกอยู่ในสถานการณ์หนึ่งต่อสอง
ดังนั้นเขาจึงทนได้ไม่กี่กระบวนท่าก็พ่ายแพ้ให้แก่กระบี่ของอวี๋หงเหวิน เขาเห็นว่าหมดหนทางหนีแล้วเตรียมจะระเบิดตัวเอง ใครจะรู้ ทันทีที่เขาโคจรพลังมารก็รู้สึกได้ถึงเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง พลังทั้งหมดรั่วไหลออกไป
ก่อนตายเขาหันกลับไปมองแวบหนึ่ง จึงได้รู้ว่าตนเองถูกราชาผีฉีกร่างเป็นชิ้นๆ
ในไม่ช้าคนที่มารวมตัวกันที่นี่ก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เผ่าเซียนทั้งสามคนมาถึงครบแล้ว เผ่ามนุษย์ เผ่าปีศาจ และเผ่าวิญญาณก็ทยอยมารวมตัวกันจนครบ เหลือเพียงศิษย์สำนักชิงเสวียนเท่านั้นที่ไม่เห็นแม้แต่เงา
“ทุกคนไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“พวกเราติดกับดักของเผ่ามาร! หลังจากพวกเราแยกย้ายกันไป พวกเขาก็คิดจะสังหารพวกเราทีละคน!”
“ตอนนี้ดีแล้ว ทุกคนมารวมตัวกันแล้ว รวมตัวกันแล้วก็ไม่กลัวแล้ว ศิษย์สำนักชิงเสวียนเล่า? เหตุใดแม่นางเยี่ยเรียกให้พวกเรารวมตัวกัน พวกเขาเองกลับไม่มาเล่า?”
ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัย ศิษย์เผ่ามนุษย์คนหนึ่งที่บาดเจ็บสาหัสก็กล่าวขึ้น “ตามความเข้าใจของข้าที่มีต่อพวกเขา ตอนนี้พวกเขาน่าจะกำลังสังหารมารอยู่ทั่วทุกที่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เผ่าเซียนทั้งสามคนสีหน้าก็พลันตื่นตระหนก
“เช่นนั้นเหตุใดนางจึงเรียกให้พวกเรารวมตัวกันเล่า?”
“ถ้าไม่รวมตัวกัน พวกเราเหล่านี้จะไม่ถูกสังหารทีละคนหรอกหรือ?”
“แต่พวกเขาไม่มา พวกท่านรวมกลุ่มกันก็ยังอันตรายอยู่ดี”
“นี่มิใช่ยังมีพวกท่านอยู่หรือ? พวกท่านย่อมต้องเชื่อฟังมาอย่างแน่.นอน”
...…
หัวของเผ่าเซียนทั้งสามคนพลันดังอื้ออึง
แม้ว่าจะเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง แต่ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องนัก
ในตอนนั้นพวกเขาจึงค่อยพบว่า ไม่เพียงแต่ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนจะไม่มา ซูอวิ่นซิวของเผ่าปีศาจและผู้ที่มีพลังการฝึกฝนสูงอีกสองสามคนก็ไม่มาเช่นกัน ผู้ที่อยู่ในขอบเขตพ้นพิบัติของเผ่ามนุษย์ก็ไม่มาแม้แต่คนเดียว พวกเขาดูเหมือนจะบรรลุความเข้าใจอันแปลกประหลาดบางอย่าง ทุกคนยังคงกำลังสังหารมารอย่างสะใจอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ดังนั้นในบรรดาผู้ที่มีพลังการฝึกฝนสูง จึงมีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้นที่มาจริงๆ
“ในเมื่อรวมตัวกันแล้ว ทุกคนก็อย่าแยกย้ายกันอีก ผู้ที่บาดเจ็บสาหัสจริงๆให้พักรักษาตัวอยู่ที่นี่ ข้าจะให้เซียนจวินคอยคุ้มครองพวกท่าน ส่วนผู้ที่บาดเจ็บเล็กน้อยให้ตามข้าและท่านเซียนจ้าวไปสังหารมารด้วยกัน” พานเฉิงว่านกล่าว
สิ้นเสียงของเขา อวี๋หงเหวินเบิกตากว้าง เขายังไม่ทันได้พูด ก็ได้ยินจ้าวชิ่งฝู่กล่าวอย่างเด็ดขาด “ตอนนี้ ผู้ที่ลุกขึ้นได้ให้รีบลุกขึ้น ตามพวกเราไปสู้รบ”
ในไม่ช้าพานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่ก็นำคนออกเดินทางอีกครั้ง อวี๋หงเหวินจึงทำได้เพียงอยู่ที่เดิมช่วยทุกคนรักษาอาการบาดเจ็บ คอยคุ้มครองความปลอดภัยของทุกคน
แม้ว่าการตัดสินใจจะไม่มีข้อบกพร่องเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็ยังคงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องจริงๆ
เวลาผ่านไปชั่วพริบตา ห้าวันต่อมามิติของรูปปั้นตัวที่แปดนี้ในที่สุดก็หายไป พวกเขาทั้งหมดถูกย้ายออกไป
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านปราบมารอีกครั้ง ทุกคนก็มารวมตัวกันอยู่ที่เดียวกัน
ตอนที่ลงถึงพื้นผู้บาดเจ็บที่พักผ่อนอยู่ที่เดิมเงยหน้าขึ้น ก็เห็นกระบี่ที่เปื้อนเลือดในมือของศิษย์เหล่านั้นที่ไปสังหารมาร มองปราดเดียวก็รู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ของพวกเขารุนแรงเพียงใด
“พวกท่านทุกคนสบายดีหรือไม่?” อวี๋หงเหวินที่เฝ้าอยู่ที่เดิมเดินเข้ามาสอบถาม
“พวกเราไม่เป็นอะไรมาก”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็ใช้วิชาชำระล้าง ทำความสะอาดตนเอง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองผู้บาดเจ็บที่เฝ้าอยู่ที่เดิม และศิษย์ที่ออกเดินทางไปสังหารมารอีกครั้ง
เมื่อเห็นทุกคนเต็มไปด้วยบาดแผล สีหน้าซีดขาวทั้งยังอยู่ในสภาพที่น่าสังเวช นางก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
“ตรวจนับจำนวนคนแล้วหรือยัง? พวกเราสูญเสียไปเท่าใด?”
อวี๋หงเหวินสีหน้าไม่สู้ดีนัก ถอนหายใจ
“ตอนที่พวกท่านไปสังหารมาร ข้าได้ทำการตรวจนับแล้ว ผู้ที่ไม่มีข่าวคราวอีกเลยมีจำนวนทั้งสิ้นห้าร้อยกว่าคน คิดเป็นหนึ่งในสิบของจำนวนคนทั้งหมดของพวกเรา ผู้ที่บาดเจ็บสาหัสมีมากกว่าหนึ่งพันคน ส่วนผู้ที่บาดเจ็บเล็กน้อย… ก็น่าจะทุกคนได้รับบาดเจ็บกระมัง?”
สิ้นคำพูดของเขา บรรยากาศในกลุ่มทั้งหมดก็พลันตกต่ำลงทันที
คิดไว้แล้วว่าคงจะมีการบาดเจ็บล้มตาย แต่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกะทันหันถึงเพียงนี้
ก่อนหน้านี้พวกเขาคิดว่าตนเองจะต้องลงไปยังหุบเหวชั้นที่แปดแล้วเผชิญหน้ากับเผ่ามารอย่างเปิดเผย ไม่คิดว่าจะถูกลอบโจมตีเสียก่อน
“พวกเรายังคิดว่าการผ่านด่านครั้งนี้จะราบรื่นเหมือนชั้นก่อนหน้านี้เสียอีก ในที่สุดก็เป็นพวกเราที่ประมาทเกินไป”
“ต่อไปสถานการณ์เช่นนี้จะไม่น้อยลง” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “ความจริงจะโหดร้ายกว่าที่พวกเราคิดไว้มากนัก”
กล่าวจบ นางก็ชี้ไปข้างหน้า
“มองไปทางนั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็มองไปยังทิศทางที่เยี่ยหลิงหลงชี้ไป
เมื่อเห็นทัศนียภาพทางนั้น ในตอนแรก ทุกคนต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน ผ่านไปหนึ่งลมหายใจจึงค่อยเริ่มมีเสียงสูดลมหายใจดังขึ้นเป็นระลอก
“นี่… นี่…”
ปรากฏว่าสุดสายตาที่พวกเขามองเห็น ข้างหน้ายังคงเป็นหมู่บ้านปราบมาร และในหมู่บ้านกลับมีรูปปั้นมังกรเขียวตั้งตระหง่านอยู่มากมายนับไม่ถ้วน
สายตาของรูปปั้นทั้งหมดต่างมองมายังพวกเขา มองลงมาจากที่สูง สีหน้าประหลาดพิกลนำพามาซึ่งความรู้สึกตกตะลึงที่ไม่อาจปัดหายขับไล่ออกไป และความรู้สึกกดดันอันรุนแรงอย่างยิ่ง!
บทที่ 1498: รวมตัวกันอยู่ยิ่งดี จะได้สังหารได้ง่ายขึ้น!
ความยินดีจากการทำลายมิติถูกปัดหายไป เมฆหมอกหนาทึบชั้นหนึ่งปกคลุมจิตใจของทุกคนในพริบตา กดดันจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก
“มิใช่ว่า ที่นี่มีรูปปั้นทั้งหมดแปดตัวหรอกหรือ? มังกรเขียวตัวนี้มิใช่ตัวสุดท้ายหรอกหรือ?”
“เหตุใดจึงยังมีมังกรเขียวอีกมากมายถึงเพียงนี้? นี่เป็นกับดักที่เผ่ามารสร้างขึ้นกระมัง? พวกเขานำตัวจริงไปซ่อนไว้ใช่หรือไม่?”
“เพื่อที่จะหยุดยั้งไม่ให้พวกเราลงไปข้างล่าง พวกเขาช่างทำทุกวิถีทางจริงๆ!”
“มิน่าเล่า ตลอดทางที่พวกเราเดินมาจึงราบรื่นถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่เห็นเงาของศิษย์กลุ่มแรกเลยแม้แต่น้อย ที่แท้พวกเรายังห่างไกลจากจุดหมายปลายทางนัก!”
“คราวนี้จะทำอย่างไรดีเล่า? ของปลอมมากมายถึงเพียงนี้ จะหาตัวจริงได้อย่างไรกัน?”
ขณะที่ทุกคนกำลังมองดูรูปปั้นที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตานี้ด้วยใจที่ร้อนรน สิ้นหวังเยี่ยหลิงหลงก็เอ่ยปากขึ้น
“เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น ทุกคนอย่าได้ตกหลุมพรางความสับสนทางอารมณ์ที่เผ่ามารสร้างขึ้นให้พวกเรา จนทำให้ตนเองเสียกระบวนไป”
เมื่อได้ยินเยี่ยหลิงหลงเอ่ยปาก คนอื่นๆ ทั้งหมดก็หยุดการสนทนาโดยไม่รู้ตัว สายตามองไปยังนาง แววตานั้นราวกับว่าเพียงแค่นางพูด พวกเขาก็จะเชื่อ
“รูปปั้นมังกรเขียวนี้มีมิติในตัวเอง มันจะนำคนเข้าไป การเลียนแบบขึ้นมาสักตัวก็เป็นงานใหญ่มากแล้ว เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้มิใช่ดินแดนของเผ่ามาร พวกเขาจะมีเวลาและกำลังงานมาเลียนแบบมากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างตื่นเต้นอีกครั้ง
“ใช่แล้ว! นี่มิใช่งานเล็กๆ การจะสร้างขึ้นมาสักตัวก็ไม่ง่ายดายนัก การจะสร้างมากมายถึงเพียงนั้น อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหลายร้อยหรือหลายพันปี พวกเขาเป็นไปไม่ได้ที่จะเสียแรงงานถึงเพียงนั้น!”
“มองดูเช่นนี้แล้ว รูปปั้นที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่น่ากลัวถึงเพียงนั้นแล้ว พวกเขาอย่างมากก็สร้างขึ้นมาได้ไม่กี่ตัว ที่เหลือคาดว่าล้วนเป็นภาพลวงตาทั้งสิ้น”
“ถ้าหากเป็นสถานการณ์เช่นนี้ พวกเราจะหาตัวจริงนั้น ดูเหมือนจะไม่ยากถึงเพียงนั้นแล้ว ครั้งเดียวไม่ได้ พวกเราก็ลองอีกหลายครั้ง หลังจากมีประสบการณ์แล้วพวกเราย่อมจะไม่ทุลักทุเลเหมือนครั้งนี้อีกแน่.นอน”
“เผ่ามารช่างเจ้าเล่ห์จริงๆ ทุกย่างก้าวล้วนมีการวางแผน ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม น่าโมโหจริงๆ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงก็พลันยิ้มออกมา
“ทุกย่างก้าวล้วนมีการวางแผน ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมนี่มิใช่เป็นการบ่งบอกว่า จริงๆ แล้วเผ่ามารไม่ได้มีความมั่นใจอย่างเต็มที่หรอกหรือ? หากพวกเขามีพลังฝีมือที่เหนือกว่าอย่างแท้จริง สู้รบกันไปตรงๆก็สิ้นเรื่องแล้ว เหตุใดยังต้องเสียเวลาเสียแรงงานมาทำเรื่องเหล่านี้อีกเล่า? ดังนั้นพวกเรามิได้เป็นดังที่พวกเขาพูดเสียหน่อย ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะชนะ”
คำพูดนี้ราวกับก้อนหินก้อนเดียวกระทบผิวน้ำให้เกิดระลอกคลื่นนับพัน ทำให้ผู้คนที่เดิมทีกระสับกระส่ายพลันสงบลงทันที หลังจากสงบลงแล้วก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง
“ใช่แล้ว! มันจะยากอะไรกันนักหนา? เผ่ามารไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คิดเสียหน่อย!”
“พวกเขาเสียแรงเสียใจวางกับดัก แม้ว่าพวกเราจะสูญเสียคนไปบ้างในตอนที่ไม่ได้ระวังตัว แต่ก็ยังห่างไกลจากที่พวกเขาพูดว่าจะตายกันหมดในนั้นเป็นหมื่นลี้!”
“พูดให้ชัดเจนก็คือ ไม่กล้าออกมาสู้รบกันอย่างเปิดเผย จริงๆแล้วก็คือไม่มีความสามารถ! ทำตัวลึกลับซับซ้อน เล่นลูกไม้ไร้สาระ! ถ้าจะสู้กันด้วยกระบี่จริงๆ ข้าไม่กลัวพวกเขาเลยจริงๆ!”
“ใช่แล้ว ข้าเกลียดเผ่ามารพวกนี้จะตายอยู่แล้ว ถ้าหากมีโอกาส ข้าจะสังหารพวกเขาให้สะใจไปเลย!”
“พักผ่อนอยู่ที่เดิมครึ่งวัน หลังจากเตรียมพร้อมแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางต่อ” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “ไม่ว่าจะมีกี่ตัว ข้าจะต้องหาตัวจริงให้พบได้อย่างแน่.นอน คอยดูเถิด”
ทันทีที่คำพูดอันมั่นใจของเยี่ยหลิงหลงดังออกมา ที่เดิมก็มีเสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นดังขึ้น
บรรยากาศที่ตกต่ำก่อนหน้านี้ถูกปัดเป่าไปจนหมดสิ้น สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความตื่นเต้น กระทั่งยังมีความคาดหวังอยู่บ้าง
คาดหวังว่าแผนการของเผ่ามารเหล่านี้จะไร้ผลต่อหน้าพวกเขา ความพยายามและการเตรียมการของอีกฝ่ายจะพังทลายลงทีละน้อยต่อหน้าพวกเขา อนาคตที่ศัตรูคาดหวังไว้จะถูกบดขยี้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในมือของพวกเขา!
เมื่อเทียบกับความตื่นเต้นของคนอื่นๆ ศิษย์สำนักชิงเสวียนกลับดูสงบนิ่งอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว เผ่าเซียนทั้งสามคนในตอนนี้กลับรู้สึกตกตะลึงอย่างมากในใจ
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่ค่อยเข้าใจ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเข้าใจแล้ว” อวี๋หงเหวินกล่าว “พลังชนิดนั้นบนร่างของนางช่างแข็งแกร่งและเจิดจรัสจริงๆ สามารถทำให้ผู้คนยอมติดตามอย่างเต็มใจได้”
“ข้าควรจะชินได้แล้ว” พานเฉิงว่านกล่าว “แต่ข้าก็ยัง.อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลือดร้อนพลุ่งพล่านตามไปด้วย อยากจะขึ้นไปสังหารมารเสียเดี๋ยวนี้!”
“ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า สู้ไม่ได้ก็เข้าร่วม เข้าร่วมเร็วก็มีความสุขเร็ว” จ้าวชิ่งฝู่ยิ้ม “เพราะการถูกนางจ้องเล่นงานนั้นมันทุกข์ทรมานจริงๆ แต่การตามนางไปจ้องเล่นงานคนอื่นนั้น มันช่างสะใจสุดๆไปเลย!”
หลังจากพักผ่อนครึ่งวัน ทุกคนก็ฟื้นตัวได้พอสมควรแล้ว ผู้ที่บาดเจ็บสาหัสก่อนหน้านี้พักฟื้นสองสามวันก็สามารถตามกลุ่มได้แล้ว แม้ว่าพลังฝีมือจะไม่เท่าเดิม แต่ต่อไปเน้นป้องกันตนเองเป็นหลัก ไม่ต้องไปอยู่แนวหน้าบุกทะลวงฟัน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่อะไร
เยี่ยหลิงหลงนำกลุ่มออกเดินทางอีกครั้ง พวกเขาเดินผ่านรูปปั้นมังกรเขียวตัวนี้แล้วเดินต่อไปข้างหน้า รูปปั้นเหล่านี้ล้วนมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ นางยังมองไม่ออกในตอนนี้ว่าตัวไหนที่พิเศษที่สุด
แต่ของปลอมก็คือของปลอม จะต้องมีจุดที่เผยพิรุธออกมาอย่างแน่.นอน นางมั่นใจว่าหากให้โอกาสนางลองอีกหลายครั้ง จะต้องหาพบได้อย่างแน่.นอน
ดังนั้นนางจึงเดินตรงไปยังรูปปั้นตัวที่สอง หลังจากเข้าไปในขอบเขตแล้วพวกเขาก็ถูกส่งเข้าไปในมิติของรูปปั้นทันที
เช่นเดียวกับตัวก่อนหน้านี้ สิ่งแรกที่ปรากฏในมิติคือมังกรเขียวขนาดมหึมาตัวหนึ่ง มันร่วงหล่นลงมาจากฟ้าและโจมตีใส่ทุกคน
ทว่าในตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องกลับไม่ได้เข้าต่อสู้กับมังกรเขียวอย่างเต็มกำลังในทันที
เพราะในกลุ่มของพวกเขามีคนมากมายถึงเพียงนั้น การเอาชนะมังกรเขียวเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง
ดังนั้นในตอนแรกที่มังกรเขียวพุ่งเข้ามาโจมตี เยี่ยหลิงหลงก็มอบหมายให้เผ่าเซียนทั้งสามคนดูแลกลุ่ม ส่วนนางก็นำศิษย์สำนักชิงเสวียนและศิษย์ชั้นยอดของแต่ละเผ่าพันธุ์ ใช้ยันต์คุ้มภัยของนางกระจายกันไปยังที่ต่างๆโดยสุ่ม
การหายตัวไปเป็นกลุ่มของพวกเขา ทำให้เผ่ามารที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืดเตรียมจะลอบโจมตีถึงกับผงะไป
พวกเขายังไม่ทันเข้าใจว่านี่มันเป็นการกระทำแบบใด ทันใดนั้นด้านหลังก็มีเสียงเนื้อหนังถูกแทงทะลุดังขึ้น กระทั่งเสียงกรีดร้องก็ยังไม่ได้ยิน หันกลับไปมองก็เห็นพวกพ้องหายไปกลุ่มหนึ่ง!
“แย่แล้ว! พวกเขาไม่สนใจมังกรเขียว เคลื่อนย้ายไปยังที่ต่างๆโดยตรง เปลี่ยนจากที่สว่างเป็นที่มืด ลงมือกับพวกเราโดยตรงแล้ว!”
“ตอนนี้จะทำอย่างไรดี?”
“ในเมื่อพวกเขาชอบเล่นในที่มืด เช่นนั้นพวกเราก็เล่นในที่สว่างสักครั้ง!”
เผ่ามารตนนั้นเงยหน้าขึ้นมองไปยังศิษย์ที่มีพลังการฝึกฝนไม่สูงนักซึ่งกำลังต่อสู้กับมังกรเขียวอยู่กลางอากาศ เผยรอยยิ้มที่กระหายเลือด
“ถึงแม้จะมีเผ่าเซียนสามคนคอยคุ้มครองแล้วอย่างไรเล่า? นั่นก็แค่สามคน! ในเมื่อพวกเขาส่งกลุ่มคนที่พลังฝีมืออ่อนด้อยเหล่านี้มาให้พวกเราถึงที่สว่าง เช่นนั้นพวกเราจะไม่รับได้อย่างไร? อย่าถอย อย่าตกใจ บุกเข้าไปเลย!”
ดังนั้นหลังจากเข้าไปในมิติได้ไม่นาน เผ่ามารก็กรูเข้ามา โจมตีใส่ศิษย์สี่ภพที่กำลังรับมือกับมังกรเขียวอยู่กลางอากาศโดยตรง
"ก่อนหน้านี้ยังคิดว่าจะล่อพวกเจ้าลงมาได้อย่างไร ตอนนี้ดีแล้ว" เผ่ามารที่นำหน้าหัวเราะใหญ่พลางกล่าว "พวกที่มีพลังฝึกฝนสูงของพวกเจ้าต่างแยกย้ายกันไปหมดแล้ว ช่วยให้พวกเราไม่ต้องเสียเวลาไปตามหาทีละคน จับกลุ่มกันแบบนี้ ฆ่าง่ายที่สุด!"
บทที่ 1499: ส่งพวกมันลงนรก!
การปรากฏตัวกะทันหันของเขา ทำให้ศิษย์ทั้งสี่ภพที่อยู่กลางอากาศตื่นตระหนกขึ้นมาทันที เผ่าเซียนทั้งสามรีบเข้ามาปกป้องทุกคนในทันที
เมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกและประหลาดใจของพวกเขา เผ่ามารตนที่เป็นหัวหน้าก็ยิ่งมั่นใจว่าพวกนั้นเพียงอวดฉลาด ดังนั้นมันจึงเป่านกหวีดมารเรียกพวกพ้องทั้งหมดออกมา ตั้งใจจะใช้เวลาที่สั้นที่สุดเผด็จศึกอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ผู้ที่มีการฝึกฝนสูงเหล่านั้นจะกลับมาทัน!
“ทัพมารทั้งหมดฟังคำสั่ง ข้า…”
มันยังกล่าวไม่ทันจบ รอยยิ้มที่มุมปากก็พลันแข็งค้าง เพราะในระยะสายตาของมัน มันเห็นเหล่าศิษย์ที่มีการฝึกฝนสูง ซึ่งก่อนหน้านี้แยกย้ายไปตามมุมต่างๆ เพื่อค้นหาเผ่ามาร บัดนี้กลับปรากฏตัวขึ้นล้อมรอบพวกเขาในพริบตา!
“ก่อนหน้านี้ยังคิดอยู่ว่าจะล่อพวกเจ้าทั้งหมดออกมาได้อย่างไร ตอนนี้ดีเลย” เสียงหัวเราะใสกระจ่างน่าฟังของเยี่ยหลิงหลงดังขึ้น “พวกเจ้าออกมากันเองทั้งหมดแล้ว ช่วยให้พวกเราไม่ต้องเสียเวลาไปตามหาทีละตัว จับกลุ่มกันแบบนี้ ฆ่าง่ายที่สุด”
คำพูดเดียวกันที่หลุดออกมาจากปากของเยี่ยหลิงหลงทำให้หัวหน้าเผ่ามารรู้สึกสะอึกในใจทันที เขาโกรธจนกำหมัดแน่น
เขาเห็นแววตาตกใจและยินดีของเหล่าศิษย์ระดับการฝึกฝนต่ำที่ถูกมันล้อมไว้ และเมื่อหันกลับไปก็เห็นรอยยิ้มยโสโอหังอย่างผู้มีชัยของเยี่ยหลิงหลง
สตรีนางนี้ช่างเจ้าเล่ห์นัก! ยามนางเหี้ยมโหด แม้แต่คนของตนเองก็ยังหลอกได้ลงคอ!
“พวกเจ้า…” หัวหน้าเผ่ามารกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าเยี่ยหลิงหลงพลันหุบยิ้ม ในดวงตาปรากฏไอสังหารคุกคาม
“พวกเราร่วมมือกันทั้งภายในภายนอก เราล้อมพวกมันไว้หมดแล้ว จะยืนนิ่งอยู่ทำไม? ฆ่าเลย! แก้แค้นให้เหล่าพี่น้องที่ตายไป!”
เยี่ยหลิงหลงตะโกนลั่น เหล่าศิษย์สี่ภพราวกับถูกฉีดเลือดไก่ เมื่อระลึกถึงความแค้นก่อนหน้า ความอัดอั้นที่ถูกลอบทำร้ายและการกระทำอันชั่วร้ายน่ารังเกียจเหล่านี้ พวกเขาก็ยกอาวุธในมือขึ้นพุ่งเข้าสังหารเผ่ามาร
ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างรอคอยการต่อสู้ครั้งใหญ่ แต่ไม่มีใครคิดว่าการต่อสู้ครั้งใหญ่จะเริ่มขึ้นเร็วขนาดนี้!
ฆ่า! ต้องฆ่าพวกมันให้สิ้นซาก ไม่ให้เหลือแม้แต่เกราะชิ้นเดียว!
ในชั่วพริบตา ความมุ่งมั่นสังหารและไฟสงครามลุกโชนขึ้น เผาไหม้ทุกซอกมุมในใจของทุกคน พวกเขามีความคิดเดียวคือฆ่าเผ่ามารที่ทำชั่วมากมายเหล่านี้แล้วส่งพวกมันลงนรก!
มังกรเขียวกลางอากาศยังคงคำรามก้อง ส่วนผู้คนใต้มังกรเขียวต่างฆ่าจนตาแดงก่ำ
ในไม่ช้าโลหิตก็ย้อมทั่วทั้งขุนเขาและธารน้ำ ศพเริ่มกองพะเนินขึ้นที่ตีนเขา สัญญาณสงครามได้ดังขึ้นแล้ว มือยกกระบี่ฟาดฟัน ไม่มีผู้ใดเหลือทางถอยอีกต่อไป
เผ่ามารที่ถูกล้อมต่างต่อต้านสุดชีวิต ศึกครั้งนี้ดุเดือดสาหัสยิ่งนัก สาหัสกว่าสถานการณ์รบในรูปปั้นมังกรเขียวตนแรกหลายเท่าตัว
เหล่าศิษย์สามภพยังคงบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่ที่แตกต่างคือเผ่ามารที่ถูกล้อมนั้นแทบจะพ่ายแพ้จนยับเยิน เหลือรอดเพียงไม่กี่ตนภายใต้การคุ้มกันของชีวิตพวกพ้องจนหนีรอดออกจากมิติของรูปปั้นมังกรเขียวตนที่สองนี้ไปได้
อาทิตย์อัสดงสีเลือดลาลับขอบฟ้าผสมผสานกับโลหิตบนผืนดิน จนค่อยๆแยกไม่ออก
หลังจากไม่เหลือศิษย์เผ่ามารแม้แต่ตนเดียวในมิติ พวกเขาก็ถูกส่งออกมาจากมิติตกลงในหมู่บ้านปราบมาร
เพิ่งจะลงถึงพื้น เมื่อเห็นธงสังหารมารปักอยู่หน้าประตูบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้าน ในใจพวกเขาก็พลันรู้สึกประหลาดพิกล ราวกับเห็นกงล้อแห่งโชคชะตากำลังหมุนวน
“ข้าว่าแล้วว่าทำไมตอนอยู่ในมิติแรกมันจบเร็วนัก ทั้งที่พวกมันใช้คนมากมายมาลอบโจมตีพวกเรา แต่พวกเรากลับฆ่าได้ไม่กี่คน ที่แท้พวกมันสามารถเข้าออกมิติเหล่านี้ได้อย่างอิสระ!”
“ใช่แล้ว! ข้าเห็นคุ้นหน้าหลายคนเลย ก่อนหน้านี้ก็มีคนเคยลอบโจมตีข้า! พวกมันฆ่าในมิติแรกไม่สำเร็จก็หนี ช่างไร้ยางอายเสียจริง! คนที่ตายในมิติแรกของพวกมัน น้อยกว่าพวกเรามาก!”
“คราวนี้ดีหน่อย ในมิติที่สอง พวกมันเกือบจะตายหมดแล้ว! น่าเสียดายที่ยังเล็ดรอดไปได้ไม่กี่ตัว ไม่รู้ว่าคนที่หนีไปได้จะไปทำเรื่องชั่วร้ายอะไรอีกข้างหน้า!"
“นี่ถือว่าพวกเราได้รับชนะอย่างงดงามเลยใช่หรือไม่?”
“ถือสิ! ทำไมจะไม่ถือ! วันนี้ข้าฆ่าไปหลายตัว ข้า แค่กๆ... ข้าคุ้มแล้ว!”
ทุกคนพลางเช็ดเลือด พลางปลุกใจตนเองอย่างตื่นเต้นเพื่อสร้างบรรยากาศกลบเกลื่อนความเจ็บปวดทั่วร่างและบาดแผลจากศึกใหญ่
“เผ่ามารตายไปเท่าใด? ไม่ได้นับละเอียด แต่ก็น่าจะหลายพัน!”
“แน่นอน พวกมันตั้งใจจะจัดการพวกเราในเวลาอันสั้นจริงๆ ถึงทุ่มสุดกำลังเพียงนี้!”
“ถ้าเช่นนั้นเผ่ามารพวกนี้ตายหมดแล้ว ก็จะไม่มีใครมาขวางทางพวกเราอีกแล้วใช่หรือไม่? รูปปั้นต่อๆไป ก็จะผ่านง่ายขึ้นใช่หรือไม่?”
“แน่นอนสิ! แต่ไม่ว่าจะง่ายหรือยาก พวกเราก็ผ่านมาได้แล้วไม่ใช่หรือ? มาเลย! เผ่ามารเจ้าพวกสารเลว ใครจะกลัวใครกัน!”
“ใช่แล้ว! พวกเราก็จะเดินหน้าต่อไปทีละรูปปั้นเช่นนี้ หากพวกมันแน่จริงก็มาขวางอีกสิ ขวางหนึ่งฆ่าหนึ่ง ขวางกลุ่มฆ่ากลุ่ม!”
หลังจากศึกใหญ่ผ่านพ้น พวกเขาพักผ่อนอยู่ใต้รูปปั้นตนที่สองเป็นเวลาสามวันเต็ม
ในกลุ่มนี้ ทุกคนรวมถึงเผ่าเซียนทั้งสามล้วนได้รับบาดเจ็บ แม้แต่ศิษย์สำนักชิงเสวียนก็บาดเจ็บสาหัสเต็มไปด้วยบาดแผล
สามวันต่อมา แม้จะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่พอจะเดินทางต่อได้ พวกเขาก็ออกเดินทางอีกครั้ง
พวกเขามุ่งหน้าลงไปต่อ ไปยังรูปปั้นมังกรเขียวตนที่สาม และในไม่ช้าก็เข้าสู่มิติอีกครั้ง
ทว่าเมื่อเข้าไปในรูปปั้นแล้ว ทุกคนต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็นภายในมิติ
ครั้งนี้ ไม่มีมังกรเขียวปรากฏกายลงมาจากฟ้า แต่กลับมีโลหิตนองพื้นและศพกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกแห่ง
สภาพขุนเขา ธารน้ำ และพืชพรรณที่เคยเหมือนเดิม บัดนี้พังทลายเสียหายหนักหน่วงกว่าสองครั้งก่อนหน้ามาก
“นี่… นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
เยี่ยหลิงหลงพุ่งลงไปยังพื้นดินในทันที นางวิ่งวนในป่ารอบหนึ่ง พลิกดูศพสองสามร่างบนพื้น แล้วพลันเงยหน้าขึ้นกล่าวกับทุกคนที่อยู่ด้านหลัง
“คนกลุ่มแรกที่ลงมา ยังอยู่ในมิตินี้! พวกเขากำลังถูกเผ่ามารสังหาร!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนด้านหลังต่างอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ช่วยคนให้เร็วที่สุด แข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิต!”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็เหาะกลับขึ้นไปกลางอากาศ แบ่งกลุ่มออกเป็นห้าหน่วยย่อยตามแผนเดิม แต่ละหน่วยย่อยออกเดินทางพร้อมกัน มุ่งลึกเข้าไปยังทุกซอกทุกมุมของมิตินี้
ในมิตินี้เยี่ยหลิงหลงยิ่งบินไปใจก็ยิ่งเย็นเยียบ สถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่มาก แต่แทบจะทุกระยะทางที่ผ่านไปล้วนพบเห็นศพ
นอกจากเห็นศพแล้ว นางไม่ได้ยินเสียงการต่อสู้ใดๆเลยราวกับว่าทุกคนที่นี่ตายหมดแล้ว ราวกับว่าพวกเขามาช้าเกินไป
แต่ไม่น่าใช่ หากที่นี่ไม่มีคนรอดชีวิตแล้วจริงๆ มิติจะเริ่มต้นใหม่ และที่นี่จะต้องมีมังกรเขียวปรากฏกายลงมาอย่างแน่.นอน
การที่ไม่มีมังกรเขียวปรากฏกายลงมา แสดงว่ามิตินี้ยังไม่ได้เริ่มต้นใหม่ ที่นี่ต้องมีคนรอดชีวิตอยู่แน่
ยิ่งค้นหาก็ยิ่งพบศพมากขึ้น ในใจก็ยิ่งร้อนรน กระทั่งนางยังเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยปะปนอยู่ในกองศพ ยิ่งทำให้ความรู้สึกหวาดหวั่นของนางทวีความรุนแรงขึ้น
ในขณะที่ความอัดอั้นในใจแทบจะทำให้เยี่ยหลิงหลงคลุ้มคลั่ง ในที่สุดนางก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวมาจากที่ไกลๆ!
เป็นเสียงการต่อสู้!
ยังมีคนกำลังต่อสู้อยู่!
เยี่ยหลิงหลงนำหน่วยย่อยที่ตามหลังมาในทันที พุ่งตรงไปยังตำแหน่งที่เกิดเสียง จนกระทั่งมาถึงหน้าหุบเขาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่น ภูเขาสองข้างหุบเขาถล่มลงมาเศษหินร่วงหล่นลงมาดุจสายฝนแทบจะปิดตายหุบเขาทั้งหมด
บทที่ 1500: หักปีกของมันให้หมดสิ้น!
ก่อนที่หุบเขาจะถูกปิดตายอย่างสมบูรณ์ เยี่ยหลิงหลงก็มาถึงหน้าหุบเขาได้ทัน นางรีบใช้วิชามหาปฐพีเก้าทวีป ในขณะที่เศษหินจำนวนมากกำลังถล่มลงมา นางก็ได้ค้ำยันพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ได้อย่างแข็งขัน
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเศษหินทั้งหมดร่วงหล่นลงมา ทางเข้าหุบเขาก็ไม่ได้ถูกปิดตายสนิทยังคงเหลือช่องทางที่พอให้คนผ่านเข้าไปได้
เยี่ยหลิงหลงไม่กล้าชักช้า นางรีบบินทะยานผ่านช่องทางนี้เข้าไปในหุบเขาทันที คนที่ตามหลังนางมาก็รีบตามติดนางเข้าไปในหุบเขาเช่นกัน
ทันทีที่เข้าไปในหุบเขา เยี่ยหลิงหลงก็ได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอย่างรุนแรง จากนั้นสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือศพเกลื่อนกลาด ทั้งของเผ่ามารและเผ่าปีศาจปะปนกันอยู่หนาแน่นยิ่งกว่าที่ใดๆ และยังดูน่าอนาถยิ่งกว่าที่ใดๆ
เปลวไฟจากภูเขาลุกไหม้อยู่ภายในหุบเขา ทุกสิ่งทุกอย่างภายในหุบเขาล้วนเปลี่ยนแปลงไปจนจำเค้าเดิมไม่ได้ เยี่ยหลิงหลงไม่สนใจสิ่งใดมากนัก นางยังคงเหาะตรงไปข้างหน้า
จนกระทั่งถึงส่วนที่ลึกที่สุดอันเป็นทางตัน นางก็ได้ยินเสียงด่าทออันคุ้นเคยดังขึ้น “เจ้าพวกสารเลวไร้ยางอาย ชั่วช้าเลวทรามถึงที่สุด! ต่อให้ข้าต้องตาย ก็จะลากพวกเจ้าทั้งหมดลงนรกไปด้วยกัน! มาเลย!”
สิ้นเสียงด่าทอ ลมรอบข้างก็พัดม้วนขึ้นชนิดเห็นได้ด้วยตาเปล่า พัดพาสภาพโกลาหลทั่วทั้งหุบเขาให้มีทั้งทรายและหินปลิวว่อนอีกครั้ง แม้แต่น้ำในบึงลึกข้างๆ ก็ผสมปนเปก่อตัวเป็นพายุขนาดใหญ่ขึ้นมา
“มันเป็นแค่พวกหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว ไม่ต้องตกใจ! คิดจะตายไปพร้อมกับพวกเรางั้นรึ? ไม่มีทาง!” เผ่ามารตนนั้นหัวเราะเยาะ “มันปีกหักไปข้างหนึ่งแล้ว ยังคิดจะก่อพายุอีกรึ? น่าขันสิ้นดี!
ฟังคำสั่งข้า โจมตีปีกอีกข้างของมันทั้งหมด! หักปีกของมันให้หมดสิ้น แล้วค่อยเหลือชีวิตชั้นต่ำของมันไว้ จับขังไว้ในกรง วันหน้ายังมีโอกาสไปเรียกค่าไถ่จากหัวหน้าเผ่าอินทรีได้อีก
อย่าเพิ่งทำร้ายถึงชีวิตมัน ข้าเลี้ยงนกมาหลายปี ย่อมมีวิธีจัดการ เมื่อจับขังไว้ในกรงแล้ว ข้ามีวิธีทำให้มันเชื่อง เมื่อถึงเวลาที่ควรจะร้องเพลง มันก็จะร้อง เมื่อถึงเวลาที่ควรจะทำให้คนอื่นสนุก มันก็จะไม่ทำหน้าบึ้งตึง
ฮ่าฮ่าฮ่า…”
เสียงเยาะเย้ยอย่างถึงที่สุด พร้อมกับถ้อยคำดูหมิ่นอย่างที่สุด ราวกับกระบี่คมกริบแทงทะลุเข้าหูของอีกฝ่าย มันถึงกับไม่นับอีกฝ่ายเป็นคน แต่มองเป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถหยอกล้อได้ตามใจชอบ ทุกคำพูดราวกับกำลังฝึกสัตว์เลี้ยง
ผู้ที่ถูกเยาะเย้ยไม่ใช่เยี่ยหลิงหลงเอง แต่ถ้อยคำเช่นนี้ แม้นางได้ฟังก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ความเกลียดชังพลุ่งพล่านจนอยากจะทำลายล้างคนเหล่านี้ ฉีกปากของพวกมันให้สิ้น!
ในขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงสัมผัสได้ถึงความโกรธแค้นและปณิธานยอมตายไม่ยอมแพ้ที่รุนแรงยิ่งขึ้นจากภายในพายุ ขณะเดียวกัน นางก็ได้ยินเสียง
‘ตูม’ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเสียงเหล่านี้ปรากฏขึ้น พายุก็จะยิ่งไม่มั่นคงอย่างมาก
นั่นคือพวกมันกำลังทำลายปีกของเขาอย่างเหิมเกริม!
ฝ่าพายุขนาดใหญ่ ในที่สุดเยี่ยหลิงหลงก็พุ่งไปข้างหน้าจนเห็นภาพเบื้องหน้าได้ชัดเจน
ร่างอาบโลหิตของฟางเกาเฟยยืนหยัดอยู่ด้านหน้าสุด ปีกทั้งสองข้างของเขาหักไปแล้วข้างหนึ่ง เหลือเพียงข้างเดียวที่กำลังใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดสร้างพายุ หมายจะพัดถล่มทั้งหุบเขา
บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ดวงตาทั้งสองแดงก่ำ เขาดูเด็ดเดี่ยวมาก แต่กลับดูเหมือนว่าวที่ขาดแล้ว แม้จะยังลอยอยู่ แต่การถูกสอยลงมานั้นเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว
ดูน่าเวทนาแต่เปราะบาง เด็ดเดี่ยวแต่ไร้พลัง
และตรงข้ามกับเขา กลุ่มเผ่ามารกำลังทุ่มกำลังทั้งหมดโจมตีปีกข้างเดียวที่เหลืออยู่ของเขา
พวกมันไม่โจมตีจุดตาย ไม่ฆ่าคน เพียงแต่โจมตีปีกของเขา ระเบิดขนปีกของเขาจนแหลกละเอียด ระเบิดเนื้อและกระดูกของเขาจนเละเทะ เหยียบย่ำศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของเขาลงบนพื้นอย่างยโสโอหัง
เผ่ามารเหล่านี้มีจำนวนเกือบพัน ไม่เพียงแต่มีจำนวนมากกว่าเผ่าปีศาจที่บาดเจ็บสาหัสอยู่เบื้องหลังฟางเกาเฟยเกือบห้าเท่า แต่ยังมีจำนวนมากกว่าหน่วยย่อยที่เยี่ยหลิงหลงนำมาเล็กน้อยด้วยซ้ำ!
แต่เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ลังเล ทันทีที่มาถึงนางก็ยกกระบี่ในมือขึ้น รวบรวมพลังฟันเข้าใส่กลุ่มเผ่ามารนั้นทันที
ปราณกระบี่อันทรงพลัง พร้อมด้วยกระแสไฟฟ้าและเปลวไฟจำนวนมาก ราวกับสายฝนถล่มลงใส่พวกมันในทันที
เสียงระเบิด ‘ตูม’ ดังขึ้น เผ่ามารที่ถูกโจมตีรีบหันกลับไปทันที
“ผู้ใดกัน?”
เยี่ยหลิงหลงตวัดปลายกระบี่ ชี้ไปยังเผ่ามารตนนั้นแล้วกล่าวว่า “คนที่มาเอาชีวิตสุนัขอย่างพวกเจ้า!”
เผ่ามารตนนั้นมองไปยังคนที่เยี่ยหลิงหลงนำมา แม้จะยังมาไม่ครบ แต่ดูแล้วก็คงมีจำนวนไม่มากเท่าพวกมันอย่างแน่.นอน
ดังนั้นมันจึงหัวเราะอย่างได้ใจ “แค่พวกเจ้ารึ? ข้ากำลังเบื่อหน่ายกับการฆ่าเผ่าปีศาจกลุ่มนี้ที่สร้างปัญหาอะไรไม่ได้อีกแล้วพอดี ตอนนี้ดีเลย พวกเผ่ามนุษย์อย่างเจ้าก็ส่งตัวมาให้ถึงที่ ส่งมาได้ดีจริงๆ คนเยอะๆสนุกดี ภารกิจของข้าจะได้สำเร็จอย่างสวยงามยิ่งขึ้น ฮ่าฮ่าฮ่า…”
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก ลุยได้เลย อยากฆ่าใครก็ฆ่า ข้าจะช่วยเจ้าสุดกำลัง!” ลู่ไป๋เวยตะโกนจากด้านหลังเยี่ยหลิงหลง
“ศิษย์พี่ห้า ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาร่วมมือกันสังหารสุนัขกันเถอะ!”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็ถือหงเยี่ยนพุ่งเข้าไปในกองทัพเผ่ามาร และมุ่งตรงไปยังตำแหน่งของหัวหน้าเผ่ามาร ท่าทีและเป้าหมายชัดเจนอย่างยิ่ง
“ดี ดีมาก! จัดการพวกมันให้หมด! ฆ่าพวกเผ่ามนุษย์ที่ส่งตัวมาให้ตายก่อน แล้วค่อยกลับมาจับนกตัวใหม่ของข้าใส่กรง!”
มันออกคำสั่ง เผ่ามารที่กำลังโจมตีฟางเกาเฟยอยู่ก็หันกลับมาต่อสู้กับกลุ่มเผ่ามนุษย์ที่เยี่ยหลิงหลงนำมาทันที
ทั้งสองฝ่ายปะทะกันในทันใด เยี่ยหลิงหลงปล่อยเจาไฉและพวกพ้องทั้งหมดออกมาโดยไม่มียั้งมืออีกต่อไป
หลังจากปล่อยออกมาแล้ว นางก็ยังคงมุ่งตรงไปยังหัวหน้าเผ่ามารด้วยท่าทีเด็ดเดี่ยว เป้าหมายไม่เปลี่ยนแปลง
“ในเมื่อเจ้ากล้าหาญถึงเพียงนี้ ข้าก็จะสนองให้เจ้าเอง ให้ข้ามาบิดคอเล็กๆของเจ้าด้วยมือข้าเอง” เผ่ามารตนนั้นเห็นดังนั้นก็พุ่งเข้าโจมตีเยี่ยหลิงหลงเช่นกัน “ให้เจ้ารู้เสียบ้างว่า ระดับขอบเขตพ้นพิบัติขั้นต้นอย่างเจ้า ในสายตาข้ามันก็แค่เศษสวะเหมือนมดปลวก!”
สิ้นเสียงของมันกระบี่หนักในมือก็ฟันเข้าใส่เยี่ยหลิงหลงแล้ว
เมื่อกระบี่นี้ฟาดลงมา เยี่ยหลิงหลงรู้สึกอึดอัดเจ็บแปลบที่หน้าอก
เพียงแค่การโจมตีครั้งเดียวนี้ เยี่ยหลิงหลงก็รู้ได้ทันทีว่าการฝึกฝนของคนผู้นี้อยู่เหนือขอบเขตพ้นพิบัติอย่างแน่.นอน เพียงแต่ถูกข้อจำกัดในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาควบคุมไว้ ตอนนี้จึงเหลือเพียงขอบเขตพ้นพิบัติขั้นปลาย
เขาเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง การต่อสู้กับเขาไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยแต่ถึงกระนั้น เยี่ยหลิงหลงก็คิดว่านี่ไม่ใช่เหตุผลที่มันจะอวดดีได้ถึงเพียงนี้
ความอัปยศทั้งหมดที่อีกฝ่ายมอบให้ นางจะทวงคืนกลับไปทั้งหมด!
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงถูกกระบี่แรกซัดถอยไปหลายก้าว เผ่ามารตนนั้นก็ยิ่งยโสโอหังมากขึ้น
“ดูท่าเจ้าจะไม่รู้จริงๆสินะว่าตัวเองมีฝีมือแค่ไหน ไม่เป็นไร ข้าจะทำให้เจ้ารู้เอง”
มันจ้องมองคอของเยี่ยหลิงหลงแล้วเลียริมฝีปาก
“คอช่างเล็กบอบบางเสียจริง เวลาบิดหักคงจะสะใจสุดๆ ข้าถึงกับรู้สึกได้เลยว่าเลือดของเจ้าต้องหอมหวานแน่ๆ ส่งมาได้ดี ส่งมาได้ดีจริงๆ”
“ข้าคงเทียบกับเจ้าไม่ได้หรอก” เยี่ยหลิงหลงต่อให้สู้ไม่ได้ แต่ปากก็ไม่ยอมแพ้ “หนังหยาบ ต่ำช้าอัปลักษณ์ จิตใจสกปรก เลวทรามดั่งสุนัขบ้า เวลาข้าฆ่าเจ้า อย่าว่าแต่สะใจเลย ไม่ถูกทำให้คลื่นไส้จนตายก็ดีถมไปแล้ว เพราะคนอย่างเจ้า เลือดคงจะเหม็นเน่าอย่างแน่.นอน”
จบตอน
Comments
Post a Comment