บทที่ 1501: คอยดูเถิดว่าข้าจะสังหารมันอย่างไร
สีหน้าของเผ่ามารตนนั้นพลันเคร่งขรึมลง คิ้วขมวดมุ่น โทสะพลุ่งพล่านขึ้นทันที
“ปากดีนักนะ ปากเล็กๆนี่ช่างร้ายกาจเหลือเกิน เจ้านกตนนั้นตกอยู่ในมือข้า ข้าก็จะขังมันไว้ในกรง ส่วนเจ้าตกอยู่ในมือข้า ข้าจะเปลื้องผ้าเจ้าแล้วค่อยฆ่า”
กล่าวจบกระบี่หนักในมือของเผ่ามารตนนั้นก็ฟาดลงมาอีกครั้งอย่างแรง หมายจะทุบลงบนศีรษะของเยี่ยหลิงหลง
ร่างของเยี่ยหลิงหลงถูกทุบจนร่วงหล่นลงไปอย่างแรง กระแทกเข้ากับก้อนหินเบื้องล่างอย่างหนัก เลือดหยดหนึ่งไหลซึมออกมาจากมุมปาก
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงถูกซัดตกลงไป เขาก็เตรียมจะโจมตีซ้ำอีกครั้ง ในขณะนั้นเอง ฟางเกาเฟยก็หยุดกระพือปีกสร้างพายุ พุ่งเข้าใส่เผ่ามารตนนั้น ใช้ร่างที่บอบช้ำของตนเองกระโจนเข้าใส่เผ่ามาร หมายจะสกัดกั้นการโจมตีของอีกฝ่าย
“น้องสาว! เจ้าหนีไปเร็ว! ไม่ต้องห่วงข้า! ก่อนตายได้เห็นหน้าเจ้าอีกครั้ง ข้าดีใจมาก!
ขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้าเห็นข้าในสภาพที่ไม่น่าดูเช่นนี้ ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากจะพาเจ้าไปเผ่าอินทรี ไปดูบ้านของข้าจริงๆ ว่าผืนฟ้าที่เหมาะแก่การโบยบินที่สุดนั้นกว้างใหญ่เพียงใด
แต่ข้าทำไม่ได้อีกแล้ว ข้าไม่มีชีวิตเหลือ และก็ไม่มีปีกแล้ว อย่ามาเสียสละโดยเปล่าประโยชน์เพื่อข้าอีกเลย ไปสิ ไปสิ! เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี ข้าพาเจ้าไปไม่ได้ หากมีโอกาส เจ้าก็ไปดูด้วยตัวเองเถิด ดีหรือไม่?”
“ช่างน่าประทับใจเสียจริง”
เผ่ามารตนนั้นกล่าวเย้ยหยัน หันกลับไปฟันกระบี่เข้าใส่ร่างของฟางเกาเฟยอย่างแรง
เดิมทีเผ่ามารตนนั้นตั้งใจจะฟันปีกแต่ฟางเกาเฟยหลบได้ทันท่วงที เขายอมให้เผ่ามารตนนี้ฟันหัวใจ ฟันร่างกายของเขา แต่ไม่ยอมให้อีกฝ่ายแตะต้องปีกของตนอีกแม้แต่ครั้งเดียว
ดังนั้นกระบี่หนักจึงฟันเข้าที่หน้าอกของฟางเกาเฟย แทบจะผ่าอกของเขาออกเป็นสองซีก มองดูแล้วช่างโหดเหี้ยมและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
“ในเมื่อเจ้าชอบนางนัก ข้าก็จะสนองให้เจ้าเอง เอาศพของนางไปแขวนไว้หน้ากรงของเจ้า ให้เจ้าได้เห็นทั้งวันทั้งคืน”
เขากล่าวจบก็ยกกระบี่ของตนขึ้นอีกครั้งหมายจะฟันเข้าใส่ฟางเกาเฟย
ทว่าในขณะนั้นเองเยี่ยหลิงหลงก็ลุกขึ้นมาจากพื้น อาศัยจังหวะที่เขากำลังโจมตีฟางเกาเฟย รวบรวมพลังฟาดฟันกระบี่เข้าใส่แผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างแรง
เผ่ามารตนนั้นสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของเยี่ยหลิงหลง เขารีบหันกลับไป เตรียมจะสั่งสอนนางเสียหน่อย ให้นางเลิกเพ้อฝัน
ทว่าทันทีที่เผ่ามารตนนั้นหันกลับไป ก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ศีรษะ ราวกับมีสว่านแหลมคมบางอย่างกำลังเจาะเข้ามาในสมองของตนเอง ความเจ็บปวดนั้นทำให้เขาสูญเสียประสาทสัมผัสทั้งห้าไปในทันทีจนทำอะไรไม่ถูก
เยี่ยหลิงหลงอาศัยช่องว่างนี้ แทงกระบี่เข้าที่หน้าอกของเผ่ามารตนนั้น กวนกระบี่ในร่างของเขาอย่างแรง คว้านอกของอีกฝ่ายจนเกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่
ในช่วงเวลาสั้นๆนี้ เขาก็สามารถเรียกคืนประสาทสัมผัสทั้งห้ากลับมาได้ หลังจากหลุดพ้นจากการโจมตีทางจิตวิญญาณของเยี่ยหลิงหลงแล้ว เขาก็รีบถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่าง
ทว่าเขาคาดไม่ถึงเลยว่า ในระหว่างที่ตนเองกำลังถอยหลังนั้น เยี่ยหลิงหลงได้เก็บหงเยี่ยนกลับมาและเปลี่ยนเป็นรูปร่ม ใบไม้ที่ร่วงหล่นจากร่มนั้นได้ไล่ตามเขาไป กรีดร่างที่บาดเจ็บสาหัสของตนจนเกิดเป็นรอยแผลนับไม่ถ้วน
แผลที่รุนแรงที่สุดนั้นทำลายดวงตาข้างหนึ่งของเผ่ามารตนนั้นไป
เขาหันกลับมามองเยี่ยหลิงหลงด้วยความตกตะลึงและโกรธแค้นอย่างที่สุด มือข้างหนึ่งปิดดวงตาที่บอดสนิทของตนเอง ความเกลียดชังพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง
“เจ้าตัวเล็กน่ารังเกียจ! เจ้าอยากตายนักรึ!”
“คนที่อยากตายคือเจ้าต่างหาก!” เยี่ยหลิงหลงถือกระบี่กล่าวอย่างหนักแน่น “เจ้าไม่ได้ชนะเสมอไป เผ่ามารก็เช่นกัน การฝึกฝนของข้าไม่สูงเท่าเจ้า ไม่ได้หมายความว่าข้าจะชนะไม่ได้ พี่ฟางสู้ต่อไป ข้าจะไม่ยอมแพ้ ท่านก็เช่นกัน”
ฟางเกาเฟยทรุดกองอยู่กับพื้นด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส กำลังวางแผนจะใช้การระเบิดตัวเองเพื่อสร้างโอกาสให้เยี่ยหลิงหลงหนีไป ร่างกายของเขาพลันสั่นสะท้าน
“ปีกบาดเจ็บก็รักษาได้ ต่อให้รักษาไม่หาย ท่านก็ยังเป็นอินทรีที่เจิดจรัสที่สุดบนท้องฟ้านับหมื่นลี้ของเผ่าอินทรี ไม่มีใครสามารถขังท่านไว้ในกรงได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจ้าเดรัจฉานตัวนี้”
เยี่ยหลิงหลงชี้ปลายกระบี่ไปยังเผ่ามารตนนั้น
“ท่านคอยดูเถิด วันนี้ข้าจะสังหารมันอย่างไร”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ก็พุ่งเข้าโจมตีเผ่ามารตนนั้นอีกครั้ง
เผ่ามารตนนั้นแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปะทะครั้งนี้ ทำให้พลังลดลง แต่ก็ยังคงมีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งอยู่
ในช่วงแรก เยี่ยหลิงหลงยังคงเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่เมื่ออาการบาดเจ็บของเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้รับการบรรเทาเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่เยี่ยหลิงหลงกลับอาศัยพลังฟื้นตัวที่แข็งแกร่งเหนือธรรมดาของตนเอง ยิ่งสู้ก็ยิ่งกล้าแกร่ง
ในที่สุดเยี่ยหลิงหลงก็ฟันเผ่ามารตนนั้นจนล้มลง
ปลายกระบี่จ่ออยู่ที่คอหอยของเขาแทงทะลุผิวหนังและกำลังจะตัดหลอดลม เยี่ยหลิงหลงก็หัวเราะเยาะแล้วถามอีกฝ่าย
“อัปลักษณ์ ต่ำช้า เลวทรามดั่งสุนัขบ้า เจ้าสิ่งน่ารังเกียจเช่นนี้ ไม่คู่ควรให้ข้าเสียเวลากับเจ้า ไปตายเสีย”
“เจ้า…”
เขาคาดไม่ถึงว่าตนเองจะพ่ายแพ้จริงๆ เพราะสตรีตรงหน้าเป็นเพียงผู้มีระดับขอบเขตพ้นพิบัติขั้นต้นเท่านั้น สำหรับตนเองแล้วช่างเป็นผู้ที่อ่อนหัดยิ่ง!
แต่จนกระทั่งถึงตอนนี้ เขาถึงนึกขึ้นได้ว่าเผ่ามนุษย์ดูเหมือนจะมีบุคคลเช่นนี้อยู่ นางคือผู้ที่สังหารองค์ชายทั้งสาม ชื่อของนางคือ…
หงเยี่ยนกรีดตัดคอหอยของเขา โดยไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้ตอบโต้หรือแม้แต่ระเบิดตัวเองก็ปลิดชีวิตของเขาลง
ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงจึงได้เห็นว่าที่เอวของเขามีป้ายหยกชิ้นหนึ่งแขวนอยู่ บนป้ายหยกนั้นสลักชื่อของอีกฝ่ายไว้
‘ลู่ถง’
เขาคือหนึ่งในสิบสองแม่ทัพมาร!
มิน่าเล่าถึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าถึงได้ฆ่ายากถึงเพียงนี้!
นางสังหารหนึ่งในสิบสองแม่ทัพมารของเผ่ามารได้
แม้ว่าหลังจากที่นางบรรลุขอบเขตพ้นพิบัติได้สำเร็จที่สำนักชิงเสวียน นางก็รู้สึกราวกับว่าตนสามารถผ่านพ้นอุปสรรคใดๆได้ทั้งนั้น
แต่วันนี้นางบอกว่าจะสังหารเขา แล้วนางก็สังหารเขาที่เป็นถึงแม่ทัพมารได้จริงๆ นางถึงได้เข้าใจอย่างแท้จริงว่า ตนเองไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีกแล้ว
ตราบใดที่นางยังคงก้าวไปข้างหน้า ตราบใดที่นางไม่ถอยหลัง นางย่อมสามารถไปถึงจุดหมายที่นางต้องการได้อย่างแน่นอน
เยี่ยหลิงหลงดึงป้ายหยกของเขาลงมา ใช้หงเยี่ยนพยุงร่างเดินไปยังที่ที่ฟางเกาเฟยนอนอยู่วางป้ายหยกไว้ตรงหน้าเขา
"เขาหนึ่งในแม่ทัพมารทั้งสิบสอง ลู่ถง พี่ฟาง ท่านนำคนมาเพียงเท่านี้แต่ยืนหยัดได้นานขนาดนี้ ท่านช่างยอดเยี่ยมจริงๆ"
สีหน้าของฟางเกาเฟยพลันตื่นตระหนก เขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ในดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา
“น้องสาว ข้ากลายเป็นคนไร้ค่าแล้ว”
“ท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่เขาตายไปแล้ว ท่านชนะแล้วนี่”
“ข้าชนะแล้วรึ?”
“ชนะแล้วสิ ไม่มีปีกแล้วจะเป็นอะไรไป? พวกเราเผ่ามนุษย์ก็ไม่มีปีกไม่ใช่รึ ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ดีๆไม่ใช่หรือ? ถ้าท่านอยู่ไม่ได้ ท่านก็มาที่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนสิ ข้าจะสอนให้ท่านเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยตัวเอง”
ฟางเกาเฟยเบิกตากว้าง น้ำตาในดวงตาค้างอยู่นานไม่ไหลลงมา เขาดูเหมือนกำลังจมดิ่งอยู่ในความคิดอย่างแท้จริง เขากำลังคิดอย่างจริงจัง!
“พี่ฟาง ก่อนหน้านี้ท่านก็อยากจะมาดูโลกหล้าผู้ฝึกเซียนกับข้าไม่ใช่รึ?”
“ข้าเคยพูดด้วยรึ? ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนข้าบอกว่าจะให้เจ้ามาที่เผ่าอินทรีไม่ใช่รึ?”
“ท่านความจำไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่เป็นไร ค่อยๆคิดไปเถิด ตอนนี้ลุกขึ้นไหวหรือไม่?”
“ข้า…”
“เอ๊ะ? ดูสิ พี่น้องเผ่าอินทรีที่ท่านนำมายังคงสู้รบกันอยู่เลย ท่านคงไม่คิดจะฆ่าตัวตายหลังจากชนะแล้วใช่หรือไม่?”
“ไม่…ข้าไม่ได้คิด” ฟางเกาเฟยรีบปฏิเสธ
“ถ้าไม่ได้คิดก็ลุกขึ้น นอนอยู่แบบนี้ดูน่าเกลียดจะตาย ท่านต้องรักษาหน้าตาของตัวเองสิ”
“ก็ได้ ข้าลุกขึ้นก่อน”
ฟางเกาเฟยพยักหน้า หลังจากเยี่ยหลิงหลงช่วยประคองเขาเรียบร้อยแล้ว เขาก็กุมบาดแผลของตนเอง มีอาการงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้สึกเหมือนกับว่าเมื่อครู่นี้เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วอย่างนั้นหรือ?
“พี่ฟาง ข้ามีเบาะแสเกี่ยวกับเผ่ามารอยู่เรื่องหนึ่งที่ยังแก้ไม่ตก พอดีตอนนี้ท่านสู้ไม่ได้แล้วรบกวนท่านช่วยข้าวิเคราะห์หน่อย”
กล่าวจบเยี่ยหลิงหลงก็หยิบเอาลูกแก้วภาพมายาที่หัวไชเท้าอ้วนมักจะใช้เล่นเพื่อความบันเทิงออกมาจากพื้นที่มิติส่วนตัวของตนหนึ่งเม็ด แล้ววางลงในมือของฟางเกาเฟย
“ท่านช่วยข้าไขปริศนานี้ รอข้ากลับมา”
เยี่ยหลิงหลงไม่รอให้เขาตอบก็เดินกะโผลกกะเผลกพุ่งกลับเข้าไปในสนามรบที่กำลังดุเดือดอีกครั้ง ยกกระบี่ในมือขึ้นแล้วสู้ต่อ
บทที่ 1502: ผู้ใดกันที่มาปั่นหัวอีกแล้ว?
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงผู้มีร่างกายพิการแต่ใจสู้ แม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่ตราบใดที่ยังมีแรงเหลืออยู่แม้เพียงน้อยนิดก็จะไม่หยุดต่อสู้ ฟางเกาเฟยพลันตะลึงงันไปชั่วขณะ
ในชั่วขณะนั้น เขาก็พลันรู้สึกว่าความคิดที่เมื่อปีกหักแล้วก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปนั้น ดูเหมือนจะไร้เดียงสาไปเสียหน่อย
แม้ว่าปีกจะเป็นสิ่งที่ฟางเกาเฟยภาคภูมิใจที่สุด และยังเป็นหน้าเป็นตาของเผ่าอินทรีของเขา แต่…
เขาก็รอดพ้นจากสถานการณ์สิ้นหวังมาได้แล้ว เหล่าพี่น้องก็ยังคงต่อสู้สุดชีวิตเพื่อหาทางรอด เขามีสิทธิ์อะไรมาดูแคลนชีวิตของตนเองเช่นนี้?
เมื่อความคิดนี้ก่อตัวขึ้นในสมอง หัวใจที่เปราะบางของเขาก็ราวกับถูกประสานขึ้นใหม่ แม้จะเต็มไปด้วยรอยร้าวแต่ในที่สุดก็สมบูรณ์ และในดวงตาของฟางเกาเฟยก็มีประกายขึ้นมาอีกครั้ง
บัดนี้ปีกทั้งสองข้างของเขาหักหมดสิ้น ไม่สามารถต่อสู้ได้อีกแล้ว ใบหน้าของเขาซีดเผือดอย่างยิ่งความเจ็บปวดนั้นยากจะทนทาน
โชคดีตรงน้องเยี่ยให้ลูกแก้วที่มีเบาะแสของเผ่ามารแก่เขา แม้เขาจะต่อสู้ไม่ได้ ก็ไม่ถึงกับไร้ประโยชน์ ฟางเกาเฟยจะลองพยายามไขปริศนาในลูกแก้วนี้ดู เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและจะได้ผ่านพ้นช่วงเวลาอันแสนทรมานนี้ไปได้
ดังนั้นฟางเกาเฟยจึงก้มหน้าลงพิจารณาลูกแก้วเม็ดนี้อย่างละเอียด
การต่อสู้ในหุบเขาครั้งนี้เป็นการต่อสู้ที่หนักหนาสาหัสที่สุดนับตั้งแต่เยี่ยหลิงหลงเข้ามาในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้
เพราะในกลุ่มที่นางนำมานั้นมีเพียงนางเท่านั้นที่มีพลังต่อสู้แข็งแกร่งที่สุด และบัดนี้นางก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส พลังต่อสู้ลดลงอย่างมาก
ส่วนกองทัพที่ลู่ถงนำมานั้น เห็นได้ชัดว่าพลังต่อสู้สูงกว่าที่พวกเขาเคยพบเจอในมิติอื่นๆก่อนหน้านี้ไปอีกระดับหนึ่ง ประกอบกับจำนวนคนของพวกเขาน้อยกว่า จึงทำให้การต่อสู้เป็นไปอย่างยากลำบาก
แม้ว่านางจะยิงพลุสัญญาณไปในทันที แต่ทางเข้าหุบเขาแห่งนี้ก็เกือบจะปิดสนิท หนึ่งคือหายาก สองคือเข้ามาก็ต้องใช้เวลาไม่น้อย
โชคดีที่ในที่สุดกลุ่มที่ศิษย์พี่ใหญ่เป็นผู้นำก็มาถึง ช่วยลดแรงกดดันในการต่อสู้ของพวกเขา จากที่เสียเปรียบก็กลายเป็นสถานการณ์ที่ทัดเทียมกัน ต่อมาเมื่อกลุ่มที่ศิษย์พี่รองเป็นผู้นำมาถึง พวกเขาก็พลิกจากสถานการณ์เสียเปรียบมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างเด็ดขาด
หลังจากผ่านการต่อสู้อันดุเดือดนองเลือด ในที่สุดพวกเขาก็สามารถกวาดล้างเผ่ามารทั้งหมดในหุบเขาได้สำเร็จ ได้รับชัยชนะในศึกครั้งนี้
เมื่อเผ่ามารตนสุดท้ายล้มลง เยี่ยหลิงหลงผู้หมดแรงกดดันแล้ว ในตอนนี้จึงรู้สึกหมดเรี่ยวแรง ทั่วทั้งร่างของนางอ่อนระทวย ล้มลงไปบนพื้นอย่างไม่ทันระวังตัว
เสิ่นหลีเสียนที่อยู่ข้างๆ รีบประคองนางไว้ได้ทันท่วงที จึงช่วยให้นางไม่กระแทกเข้ากับโขดหินแข็งบนพื้น
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”
เยี่ยหลิงหลงหลับตาพิงร่างของเสิ่นหลีเสียนพักอยู่ครู่หนึ่ง เดิมทีตั้งใจจะหลับไปเลย แต่เมื่อนึกถึงฟางเกาเฟยขึ้นมานางก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
นางจำได้ว่าหลังจากลู่ถงตาย นางได้จัดแจงให้ฟางเกาเฟยพักผ่อนแล้ว ในดวงตาของเขาก็มีประกายขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่น่าจะคิดสั้นอีก
ถึงกระนั้น นางก็ยังคงไม่ค่อยวางใจนักจึงให้เสิ่นหลีเสียนประคองนางไปดูฟางเกาเฟย
ทว่ายังไม่ทันจะเดินไปถึง นางก็เห็นฟางเกาเฟยที่เดิมทีนั่งพิงก้อนหินอยู่ บัดนี้กลับนอนแผ่อยู่บนพื้น หัวใจของนางเต้นรัว รีบเร่งฝีเท้าเดินโซซัดโซเซเข้าไป
เมื่อเข้าไปถึง เห็นฟางเกาเฟยนอนแผ่อยู่บนพื้น ใบหน้าซีดขาวราวกับคนตาย เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง และบนใบหน้าซีดขาวนั้นยังคงมีรอยน้ำตาแห้งกรัง ดวงตาของเขาไร้ประกายอย่างสิ้นเชิง
เป็นไปได้อย่างไร?
หรือว่าเมื่อครู่นี้ตอนที่นางกำลังต่อสู้อย่างดุเดือด มีเผ่ามารมาปั่นหัวเขาอีกแล้ว?
“พี่ฟาง! ท่านเป็นอะไรหรือไม่?”
ฟางเกาเฟยค่อยๆหันหน้ามามองเยี่ยหลิงหลงอย่างเชื่องช้า
“น้องเยี่ย คนเรามีชีวิตอยู่ มันเป็นความผิดพลาดตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่?”
สีหน้าของเยี่ยหลิงหลงพลันตื่นตระหนก
“เหตุใดจู่ๆท่านจึงพูดเช่นนี้?”
“ข้าคิดได้แล้ว ข้าไม่ควรเป็นภาระให้ทุกคนอีกต่อไป เจ้าทำให้ข้าพ้นทุกข์เสียเถิด!”
ฟางเกาเฟยกล่าวจบก็หลับตาลง ทำท่าทางราวกับกำลังขอร้องให้นางช่วยปลิดชีวิตเขา
ท่าทางเช่นนี้ของเขาทำให้เยี่ยหลิงหลงตกใจจนพูดไม่ออก เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
ในตอนนี้ เสิ่นหลีเสียนชี้ไปที่ลูกแก้วในฝ่ามือของฟางเกาเฟยที่ยังคงมีภาพเคลื่อนไหวฉายอยู่ แล้วเอ่ยถามว่า “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เหตุใดของสิ่งนี้ในมือของเขาจึงดูคุ้นตานัก?”
“นี่คือลูกแก้วที่ศิษย์พี่หญิงรองทำขึ้น ข้างในเป็นภาพที่นางสร้างขึ้นจากเนื้อหาในนิยาย ใช้สำหรับฆ่าเวลา…”
คำพูดของเยี่ยหลิงหลงพลันหยุดชะงัก เพราะนางเห็นเงาร่างหนึ่งล้มลงในลูกแก้ว ท่าทางนั้น ลักษณะนั้น เหมือนกับสภาพของฟางเกาเฟยในตอนนี้ไม่มีผิด
..…
เยี่ยหลิงหลงตัดสินใจในทันที ยกมือขึ้นฟาดฝ่ามือเข้าที่ต้นคอของฟางเกาเฟยอย่างแรง จนเขาสลบไปในทันที
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าทำร้ายเขาทำไม?”
“ข้าก็เหนื่อยใจ ไม่อยากปลอบแล้ว ทำให้สลบก็เหมือนกดปุ่มหยุดชั่วคราว ครั้งหน้าค่อยมาจัดการ”
เสิ่นหลีเสียนหัวเราะเบาๆ เยี่ยหลิงหลงจึงพิงร่างของเขาอย่างไม่สนใจใครหน้าไหนอีกต่อไปแล้ว
เจ้าหัวไชเท้าอ้วนตัวแสบ ปกติมันดูอะไรของมันกันแน่?
เรื่องดีๆไม่เรียนรู้ เอาแต่สร้างเรื่องวุ่นวายเพิ่มภาระอยู่เรื่อย เดี๋ยวกลับไปจะจัดการมันเป็นคนแรกเลย
การต่อสู้อันนองเลือดสิ้นสุดลง ทุกคนต่างนอนแผ่หมดแรงอยู่บนพื้น จนกระทั่งกลุ่มที่เซียนจวินทั้งสามนำมาถึง จึงได้พาพวกเขาออกจากหุบเขาที่นองไปด้วยเลือดแห่งนี้ไปพักผ่อน
ในตอนนี้ ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว พวกเขาก่อกองไฟขึ้นนอกหุบเขา
มิติยังไม่หายไป แสดงว่ายังมีเผ่ามารที่ยังไม่ได้ถูกกำจัดจนหมดสิ้น กลุ่มที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่นำไปยังไม่ปรากฏตัว คาดว่ากำลังต่อสู้อย่างดุเดือด
ฟางเกาเฟยที่อยู่ข้างๆยังคงสลบอยู่ ศิษย์พี่หญิงสี่กำลังช่วยรักษาบาดแผลให้เขา นางยังให้ยืมไข่มุกพฤกษาเทวาไปด้วย
ด้านหลังมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากกำลังพักฟื้นรักษาตัว ในป่ามีกลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นยาคลุ้งกระจายไปทั่ว ลมยามเย็นพัดผ่า ผสมผสานกับเสียงแมลงขับขานบทเพลงไว้อาลัยหลังสงคราม
เยี่ยหลิงหลงมองดูกองไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเหม่อลอยเล็กน้อย ทำให้แสงไฟกระโดดโลดเต้นอยู่ในดวงตาของนางไม่หยุด
ในบรรดากลุ่มที่เผ่าปีศาจส่งลงมา กลุ่มที่ฟางเกาเฟยนำมาเป็นกลุ่มแรก ส่วนซูอวิ่นซิวเป็นกลุ่มที่สอง
นั่นหมายความว่า พวกเขาได้พบกับกลุ่มแรกของเผ่าปีศาจแล้ว
แต่การพบกันครั้งนี้ ช่างไม่น่ายินดีเอาเสียเลย
หากนางมาช้ากว่านี้อีกสักหน่อย ฟางเกาเฟยและศิษย์เผ่าปีศาจอีกสองร้อยคนที่อยู่ข้างหลังเขาคงจะถูกฝังทั้งเป็นอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ทั้งหมด
แม้นางจะมาถึงแล้ว แต่ฟางเกาเฟยก็เสียชีวิตไปครึ่งหนึ่งแล้ว ปีกทั้งสองข้างหักหมดสิ้น บาดเจ็บสาหัส ส่วนศิษย์เผ่าปีศาจอีกสองร้อยกว่าคนที่อยู่ข้างหลังเขาตอนนี้ก็เหลือเพียงห้าสิบคนเท่านั้น
นางได้ยินจากศิษย์เผ่าปีศาจที่ยังรอดชีวิตอยู่ว่า พวกเขาติดกับดักของเผ่ามาร ถูกพวกมันทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม เพื่อพยายามเอาชีวิตรอดให้ได้มากที่สุด กลุ่มเผ่าปีศาจของพวกเขาจึงแบ่งออกเป็นสี่หน่วยย่อย แยกย้ายกันซ่อนตัวอยู่ในป่าเขานี้
หน่วยย่อยที่พวกเขาอยู่นี้ ถูกกองกำลังหลักของเผ่ามารไล่ล่าจนถึงทางตัน ได้รับความสูญเสียอย่างหนัก เกือบจะถูกทำลายล้างจนสิ้น จนถึงตอนนี้เหลือเพียงห้าสิบคน
บางทีสถานการณ์ของหน่วยย่อยอื่นๆอาจจะดีกว่านี้ แต่ก็เป็นไปได้ว่าบางกลุ่มอาจจะถูกทำลายล้างไปก่อนพวกเขาแล้ว
สถานการณ์นี้ช่างน่าอนาถและเลวร้ายยิ่งนัก ศพเกลื่อนกลาดเต็มพื้นดิน มองดูแล้วช่างน่าเวทนาและหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่ง
เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้เป็นกับดักของเผ่ามาร พวกมันเตรียมการมาอย่างดี
และในบรรดาคนกลุ่มแรกที่ลงมานั้น ไม่มีผู้ใดที่คุ้นเคยกับเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเหมือนนาง ดังนั้นพวกเขาไม่เพียงแต่ต้องรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายที่นี่ แต่ยังต้องถูกเผ่ามารลอบโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวอีกด้วย นี่มันยากลำบากเกินไปจริงๆ
บทที่ 1504: วีรชนวัยเยาว์ ท่านอิจฉาหรือไม่?
เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยหลิงหลง เหล่าศิษย์ที่เพิ่งออกมาจากมิติเมื่อครู่ต่างพากันเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยความตกตะลึง
“พวกเราเพิ่งจะออกมาจากมิติ ยังไม่ทันได้พักหายใจ แบบนี้ไม่รีบร้อนเกินไปหน่อยหรือ? หากสภาพร่างกายไม่ดี เผชิญหน้ากับเผ่ามารก็ไม่มีทางชนะได้ จะกลายเป็นผลเสียมากกว่า” จ้าวชิ่งฝู่กล่าว “มิสู้พักผ่อนสักครู่ รอให้ทุกคนอาการดีขึ้นแล้วค่อยออกเดินทาง”
“ท่านเซียนจ้าว ข้าพูดชัดเจนแล้ว ผู้ที่ไปได้ก็ไปกับข้า ผู้ที่ไปไม่ได้ก็พักผ่อนก่อน” เยี่ยหลิงหลงกล่าวอย่างหนักแน่น
“แต่ทุกคนเพิ่งจะออกมา เป็นคนก็ต้องพักผ่อนไม่ใช่หรือ? รวมถึงตัวเจ้าเองด้วย บาดแผลทั่วร่างของเจ้าไม่จำเป็น…”
“ไม่จำเป็น” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “ข้าพร้อมแล้ว ตอนนี้ก็ออกเดินทางได้เลย”
“ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจ แต่ก็ไม่อาจผลีผลามเกินไป ทุกคนสภาพร่างกายไม่ดี เจ้าคิดว่าใครจะไปกับเจ้าได้?” จ้าวชิ่งฝู่ถอนหายใจ
“ข้าไปได้” อวี๋หงหลานเดินมาหยุดอยู่ข้างกายเยี่ยหลิงหลง
“ยังมีพวกเราอีก” เผยลั่วไป๋กล่าว “ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนไปได้”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น จ้าวชิ่งฝู่และพวกพ้องก็พลันตะลึงงัน
“แต่ต่อให้พวกเจ้าทุกคนไปได้ พวกเจ้าก็มีเพียงสิบสี่คนเท่านั้น คนเพียงเท่านี้หากปะทะกับกองทัพมาร พวกเจ้าจะมีโอกาสชนะได้อย่างไร? อย่าอวดเก่งเลย พวกเจ้าเองก็ต้องการพักผ่อนเช่นกัน”
“สิบสี่คน ก็เพียงพอแล้ว” เยี่ยหลิงหลงกล่าว
นางก็รู้ว่าสถานการณ์ของทุกคนไม่ดี นางก็ไม่ได้คิดจะบังคับให้ทุกคนรีบเดินทางไปข้างหน้า แต่ก็ต้องมีคนออกเดินทางไปก่อน
คนสิบสี่คนในสายตาของผู้อื่นอาจจะดูน้อยนิดจนน่าสงสาร แต่สำหรับเยี่ยหลิงหลงแล้วเพียงพอจริงๆ เพราะคนสิบสี่คนนี้ไม่มีผู้ใดอ่อนแอเลยแม้แต่คนเดียว
เรื่องที่ใช้น้อยชนะมาก ใช้ผู้อ่อนแอกว่าชนะผู้แข็งแกร่งกว่า นางทำมาไม่น้อยแล้ว ตราบใดที่ตามจังหวะของนางได้ทัน นางก็มั่นใจว่าจะสามารถทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้เหล่านั้นให้สำเร็จได้
ยิ่งไปกว่านั้น คนสิบสี่คนนี้คือศิษย์สำนักชิงเสวียนสิบสามคน บวกกับพี่เขยที่เป็นวิญญาณธาตุไม้ที่บำเพ็ญจนกลายร่างเป็นมนุษย์อีกหนึ่งคน!
พวกเขาจะทำไม่ได้ได้อย่างไร?
“เจ้า…”
“หากท่านเซียนคิดว่าสิบสี่คนไม่เพียงพอ ถ้าเช่นนั้นก็เพิ่มข้าไปอีกคน” ฉีเหวยตวนกล่าว “อย่างน้อยข้าก็เป็นผู้มีระดับขอบเขตพ้นพิบัติ ไม่น่าจะถ่วงขาพวกท่านสำนักชิงเสวียนหรอกกระมัง”
“อมิตาพุทธ ช่วยชีวิตคนหนึ่งคน ประเสริฐกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น ข้าก็ยินดีจะไปด้วย” หมิงเจวี๋ยก็เดินเข้ามาใกล้
“ในเมื่อท่านบรรพชนเยี่ยเอ่ยปากแล้ว ข้าจะไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ร่วมด้วยได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ ข้าก็รู้จักเส้นทางดี” ซูอวิ่นซิวก็เดินมายืนด้วย
“พวกเจ้า…” จ้าวชิ่งฝู่ถูกคนเหล่านี้ทำให้โกรธจนกระทืบเท้า
“ยังมีข้าอีกคน แม้จะไม่ใช่หัวหน้าศิษย์ในสำนัก แต่ไม่ได้บาดเจ็บหนัก การฝึกฝนสูง พลังยังพอใช้ได้ข้าจะไปด้วย”
“พวกเราติดตามคุณชายซูมาโดยตลอด เขายังไป แล้วพวกเราจะไม่ไปได้อย่างไร?”
“คิดเหตุผลมากมายไม่ออก เอาเป็นว่าข้าไปได้ เพิ่มข้าไปด้วยคนหนึ่ง”
“ยังมีข้าอีก”
“และก็ข้าด้วย”
“เพิ่มข้าไปด้วยอีกคน”
....…
ผู้ที่ลุกขึ้นยืนมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกที่มีเพียงสิบสี่คนจากสำนักชิงเสวียน ต่อมากลับรวมกันได้ถึงร้อยคน!
คนร้อยคนสำหรับกลุ่มที่รวมกันหลายครั้งจนมีจำนวนเกือบห้าพันคนในตอนนี้ อาจจะไม่ถือว่ามากนัก แต่พวกเขาล้วนเป็นหัวกะทิ มีความมั่นใจในตนเองอย่างเต็มเปี่ยม อาจกล่าวได้ว่าเป็นกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว
“ข้าไปด้วย”
ในตอนนี้ ท่านเซียนหลี่ฉงเฟิงผู้ที่เคยนำเผ่าปีศาจก็เดินเข้ามา
จ้าวชิ่งฝู่เบิกตากว้าง กล่าวอย่างโกรธเคือง “พี่หลี่ ท่านมาสร้างความวุ่นวายอะไรอีก?”
“ข้าไม่ได้สร้างความวุ่นวาย กองทัพใหญ่ยังคงอยู่ที่นี่ พวกท่านนำทัพไปก็ได้ เด็กสาวผู้นี้พูดถูก ต้องมีคนเดินนำหน้าเสมอ ให้พวกเราไปสำรวจเส้นทางข้างหน้าเถิด”
จ้าวชิ่งฝู่สะบัดมือ ถอนหายใจอย่างหนัก
“พวกเจ้าจะไปก็รีบไป อย่าอยู่ที่นี่ก่อกวนขวัญกำลังใจทหาร คนเหล่านี้ช่างไม่ฟังคำทัดทานเอาเสียเลย ไม่เห็นเสียก็ไม่รกหูรกตา!”
“ถ้าเช่นนั้นพวกไปล่ะ”
เยี่ยหลิงหลงนำคนร้อยกว่าคนที่อยู่ด้านหลังมุ่งหน้าไปยังรูปปั้นมังกรเขียวตนต่อไป นางเพิ่งจะเดินไปได้สองก้าว ก็ได้ยินเสียงจ้าวชิ่งฝู่ตะโกนมาจากด้านหลังว่า “ระวังตัวด้วย อย่าบุ่มบ่าม ไปอย่างสบายใจ กลับมาอย่างปลอดภัย พวกเราจะรักษาแนวหลังไว้ให้”
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ ไม่ได้หันกลับไปมอง แต่โบกมือให้
เมื่อเห็นพวกเขาเดินไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ไม่หวั่นไหว จ้าวชิ่งฝู่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างหนัก
“ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเขาจริงๆ การเดินหน้าต่อไปคือเป้าหมายของทุกคน แต่พวกเขากลับต้องแบกรับความรับผิดชอบและอันตรายมากกว่าผู้อื่น ทั้งๆที่คนของพวกเขาก็น้อยนิด…”
พานเฉิงว่านตบไหล่เขาเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ท่านไม่รู้สึกหรือว่าความกล้าหาญที่ไม่หวั่นเกรงสิ่งใดของพวกเขา ความเด็ดเดี่ยวที่กล้าเป็นผู้นำ มันช่างเปล่งประกายเพียงใด?”
“เปล่งประกายจริงแต่ไม่รักชีวิตเอาเสียเลย!”
“พี่จ้าว พวกเรามีชีวิตอยู่มานานหลายปีแล้ว อยู่ในภพเซียนอย่างสุขสบายไร้แรงกดดันมานานหลายปี พวกเราเคยชินกับการทำสิ่งใดก็ตาม สิ่งแรกที่คิดคือความมั่นคงปลอดภัย ลืมไปนานแล้วว่าเส้นทางก่อนที่จะสำเร็จเป็นเซียนนั้นยากลำบากเพียงใด”
พานเฉิงว่านชี้ไปยังเงาหลังของพวกเขาที่อยู่ข้างหน้าแล้วกล่าวว่า “แต่ท่านดูสิ ลักษณะเช่นนี้ของพวกเขาต่างหาก คือลักษณะของผู้พิทักษ์ความถูกต้องแห่งฟ้าดิน วีรชนวัยเยาว์ กล้าหาญ ไม่เกรงกลัวความยากลำบากและอุปสรรคใดๆ กล้าที่จะทะลวงผ่านความยากลำบากทั้งปวง
ท่านดูอีกสิ ลักษณะเช่นนี้ของพวกเขา ช่างเปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิต มีแสงสว่างในใจท่านไม่อิจฉาหรือ?”
สีหน้าของจ้าวชิ่งฝู่พลันตะลึงงัน เขานึกถึงช่วงเวลาในอดีตมากมายขึ้นมาในทันใด
เส้นทางแห่งการฝึกเซียน ภูเขามีดทะเลเพลิง ความยากลำบากนับพันนับหมื่นเขาไม่ใช่ไม่เคยผ่านมา
“อิจฉา”
“น่าเสียดาย” พานเฉิงว่านยิ้มแล้วตบไหล่จ้าวชิ่งฝู่เบาๆ กล่าวว่า “ท่านแก่แล้ว”
จ้าวชิ่งฝู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเพิ่งจะเข้าใจแล้วกล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “เจ้าสิแก่!”
“พวกเราทุกคนก็แก่แล้ว”
“จะเป็นไปได้อย่างไร เพิ่งจะสองหมื่นปีเอง องค์จักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดิจื่อซิงก็เกือบสิบหมื่นปีแล้วนะ”
“เทียบกับพวกเขารึ? ท่านช่างกล้าฝันจริงๆ”
“เจ้าสิฝัน!”
ทั้งสองคนทะเลาะกันขึ้นมาทันที ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่เดิมผ่อนคลายลงอย่างมาก และยังทำให้บรรยากาศที่เงียบสงัดกลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่ง เยี่ยหลิงหลงเดินห่างออกไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าไปยังรูปปั้นมังกรเขียวตนต่อไป
ระหว่างทาง นางได้แจกยันต์ล่องหนให้ทุกคนคนละหนึ่งปึก เมื่อติดยันต์ล่องหนแล้ว ทุกคนก็พยายามเก็บกลิ่นอายของตนเองไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เผ่ามารตรวจพบ
ประกอบกับกองทัพใหญ่ของพวกเขากำลังพักรักษาตัวอยู่ด้านหลัง การที่คนกลุ่มเล็กๆของพวกเขาแยกตัวออกมา ไม่น่าจะทำให้เผ่ามารระแวดระวังมากนัก
จากนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนทิศทาง เดินไปยังใต้รูปปั้นอีกตนหนึ่งอย่างเงียบเชียบ
ในตอนนี้เยี่ยหลิงหลงพลันเห็นรอยบิ่นเล็กๆที่คุ้นเคยอยู่ใต้รูปปั้น นางเข้าใจในทันที จากนั้นก่อนที่จะเข้าสู่มิติของรูปปั้นก็รีบหยิบขวดของเหลวสีแดงออกมาจากแหวนมิติ
เมื่อสาดของเหลวสีแดงออกไปก็ทำให้รูปปั้นครึ่งหนึ่งย้อมไปด้วยสีเลือดทันที
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”
ลู่ไป๋เวยเพิ่งจะถามจบ พวกเขาก็เข้าสู่มิติของรูปปั้นแล้ว
มังกรเขียวปรากฏกายลงมาจากฟ้า เยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องก็เริ่มต่อสู้กันอย่างรวดเร็ว
หลังจากสังหารมังกรเขียวเสร็จสิ้นแล้ว เช่นเดียวกับครั้งก่อนๆ มิติที่พวกเขาอยู่ก็ไม่ได้หายไปในทันทีแต่ครั้งนี้กลับไม่มีผู้ใดออกมาลอบโจมตี
กลางอากาศ เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ “เป็นไปตามที่ข้าคาดไว้ไม่มีผิด เผ่ามารไม่มีทางจัดกองทัพจำนวนมากไว้ในทุกมิติได้ เพราะพวกเขาไม่มีคนมากพอที่จะลงมายังเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาได้”
บทที่ 1503: นางรอต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
ดังนั้นเมื่อเทียบกับพวกเขากลุ่มที่สองแล้ว สถานการณ์ของคนกลุ่มแรกที่ลงมานั้นอันตรายอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เผ่ามารถึงกับส่งแม่ทัพมารทั้งสิบสองเข้ามาด้วย
เยี่ยหลิงหลงยังคงเขี่ยกองไฟไม่หยุด ความหวาดหวั่นและความไม่สงบในใจลุกลามขยายตัวสูงขึ้น แผดเผาไปพร้อมกับเปลวไฟตรงหน้า
กลุ่มของเผ่าปีศาจยังเป็นเช่นนี้ แล้วกลุ่มของเผ่ามนุษย์ที่ลงมาเป็นกลุ่มแรกเล่าจะดีไปกว่ากันสักเท่าใด?
และในกลุ่มแรกนั้น มีผู้คนที่นางห่วงใยอยู่มากมายเหลือเกิน
ผู้นำกลุ่มคืออาจารย์ของนาง เริ่นถังเหลียน ผู้ที่ติดตามมาด้วยยังมีศิษย์ของนาง เส้าจ่างคุน พี่ชายใหญ่ของนาง ต้วนซิงเหอ ยังมีจี้ฮ่าวคง หรงซิวจู๋ เซียวเจิ้งหยาง ซุนจินเหยา และคนอื่นๆที่เคยเชื่อมั่นในตัวนางอย่างไม่หวั่นไหวที่ต้นอู๋โยวในตอนนั้น และยังมีฉู่เชียนฟานผู้ที่คอยดูแลศิษย์พี่หญิงห้าเป็นอย่างดีที่สำนักจันทราพิฆาต
ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ใด ปลอดภัยหรือไม่ กำลังประสบความยากลำบากอะไรอยู่จะรอจนกระทั่งนางไปสมทบได้หรือไม่
สงครามนั้นโหดร้ายยิ่งนัก ยามที่ยืนอยู่บนที่สูงมองลงไปจะเห็นเพียงตัวเลขของผู้บาดเจ็บล้มตาย แต่ยามที่ยืนอยู่เบื้องล่างเก็บรวบรวมศพจะเห็นสหายรักที่ค่อยๆจากไปทีละคน พวกเขาล้วนเคยเป็นแสงสว่างในชีวิตของนาง
เพราะมีผู้คนมากมายเหล่านี้ จึงมีชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันของนางในวันนี้
หากพวกเขาเป็นอะไรไป นางอาจจะรับไม่ได้จริงๆ
‘แปะ’ เสียงกิ่งไม้ในมือของเยี่ยหลิงหลงถูกนางบีบจนหักดังขึ้นไม่เบา ทำให้หลายคนหันมามองนาง
เยี่ยหลิงหลงมองดูกองไฟเบื้องหน้า เผยรอยยิ้มบางเบา
“สายเลือดทายาทสายตรงทั้งเก้าของเผ่ามารตายไปแล้วสาม แม่ทัพมารทั้งสิบสองก็ตายไปแล้วสาม เผ่ามารสร้างความวุ่นวายใหญ่โตถึงเพียงนี้ อันที่จริงก็ไม่ได้เก่งกาจอย่างที่คิดนี่นา พวกมันยังคิดว่าจะกวาดล้างพวกเราให้สิ้นซากได้ ผลสุดท้ายคนที่ถูกกวาดล้างจนสิ้นซากกลับเป็นพวกมันเสียเอง”
นางหันกลับไปมองเหล่าคนที่ถูกเสียงกิ่งไม้หักดึงดูดความสนใจมา
“แม้แต่ข้าก็ยังสังหารแม่ทัพมารทั้งสิบสองได้ ศึกครั้งนี้ พวกเราต้องชนะอย่างแน่นอน”
“ศิษย์น้องหญิงเล็กพูดถูก! ศึกครั้งนี้ พวกเราต้องชนะอย่างแน่นอน!” ลู่ไป๋เวยรีบกล่าวสนับสนุนขึ้นทันที
“ศึกครั้งนี้ พวกเราต้องชนะอย่างแน่นอน!”
ในชั่วพริบตาอารมณ์และบรรยากาศของทุกคนก็ถูกปลุกเร้าขึ้นมา แม้จะบาดเจ็บสาหัสแต่พวกเขาก็ชนะแล้วไม่ใช่หรือ?
ชนะแล้วก็ควรจะดีใจ ชนะแล้วก็ต้องฮึกเหิม ชนะครั้งนี้แล้วก็ต้องชนะครั้งต่อไปและชนะต่อไปเรื่อยๆ!
พวกเขาจะต้องสามารถหยุดยั้งสงครามไว้ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ให้ได้ เพื่อปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาให้พ้นจากการรุกรานของเปลวไฟสงคราม ปกป้องเหล่าศิษย์น้องที่อ่อนแอของพวกเขา มอบสภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัยให้พวกเขาได้ฝึกฝน
“ทุกคนพักผ่อนรักษาตัวอยู่ที่นี่ให้ดี” เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นยืน “ผู้ที่บาดเจ็บไม่หนักตามข้ามา ศิษย์พี่หญิงใหญ่ยังไม่ปรากฏตัว นางคงจะพบเผ่ามารกลุ่มอื่นแล้ว พวกเรารีบไปสมทบกับพวกเขา ช่วยเหลือพวกเขา”
เยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะลุกขึ้นยืน เผยลั่วไป๋ก็เดินเข้ามาตบไหล่นางเบาๆ
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าก็บาดเจ็บหนักเช่นกัน เจ้าพักผ่อนก่อนเถิด พวกเราไปเอง”
“สำหรับข้าไม่จำเป็น ตราบใดที่ยังไม่ตายข้าก็ฟื้นตัวได้” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “ไปด้วยกัน”
“แต่ถ้าเจ้าไปแล้ว สักครู่ฟางเกาเฟยตื่นขึ้นมาแล้วคิดสั้นอีกจะทำอย่างไร?” เสิ่นหลีเสียนเดินเข้ามาลูบศีรษะนางเบาๆ “เจ้าต้องอยู่ที่นี่ มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่จะจัดการเขาได้”
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ หันกลับไปตะโกนว่า “ศิษย์พี่หญิงสี่”
“หืม?” ฮวาซือฉิงเงยหน้าขึ้น
“ท่านป้อนยาให้เขาสลบไปเลย ถ้าข้ายังไม่กลับมาก็อย่าให้เขาตื่น”
หลังจากเยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ทุกคนที่อยู่ด้านหลังต่างมีสีหน้าตกตะลึง
สมกับเป็นเยี่ยหลิงหลง ช่างเหี้ยมโหดนัก!
“ไปกันเถิด” เยี่ยหลิงหลงใช้ปลายเท้าดีดตัวทะยานขึ้น “รีบตามมา อย่าชักช้า”
เผยลั่วไป๋และเสิ่นหลีเสียนจนปัญญา ได้แต่พาผู้ที่บาดเจ็บไม่หนักตามนางไป เพื่อไปตามหาศิษย์พี่หญิงใหญ่ด้วยกัน
หลังจากพวกเขาไปแล้ว อวี๋หงเหวินก็ถูกพานเฉิงว่านและจ้าวชิ่งฝู่ทิ้งไว้ให้ดูแลผู้บาดเจ็บกลุ่มหนึ่ง ส่วนตนเองก็นำคนในกลุ่มของตนออกเดินทางอีกครั้ง
ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่ยังเคลื่อนไหวได้ ก็อย่าหยุดนิ่ง เช่นนี้จึงจะสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายเช่นนี้
เมื่อพบอวี๋หงหลาน นางก็กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับเผ่ามารจริงๆ แต่ดังที่ศิษย์เผ่าปีศาจกล่าวไว้ พวกเขาเผชิญหน้ากับกองกำลังหลักของกองทัพเผ่ามารกลุ่มนี้ ดังนั้นกลุ่มที่อวี๋หงหลานพบจึงไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากลุ่มที่อยู่ในหุบเขา
พวกเขาสู้กันอย่างสูสี หลังจากเยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องมาถึง สถานการณ์รบก็พลิกผันในทันที ใช้เวลาไม่นานกองทัพเผ่ามารกลุ่มนั้นก็ถูกทำลายล้างจนสิ้นซาก
หลังจากกวาดล้างกองทัพมารกลุ่มนี้ และช่วยเหลือเผ่าปีศาจที่ถูกล้อมโดยกองทัพมารกลุ่มนี้แล้ว มิตินี้ก็ยังไม่หายไป
ดังนั้นพวกเขาจึงนำกลุ่มที่รวมกันใหม่นี้ออกค้นหาต่อไปในมิตินี้
ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็ได้พบกับเผ่าเซียนผู้นำกลุ่มแรกของเผ่าปีศาจ ในตอนนั้น เขากำลังนำกลุ่มลอบโจมตีกวาดล้างหน่วยย่อยของเผ่ามารกลุ่มหนึ่งพอดี
เมื่อเห็นการมาถึงของพวกเขา เผ่าเซียนผู้นั้นก็ตื่นเต้นอย่างยิ่ง
“ดีเหลือเกิน พวกเรามีกองหนุนแล้ว พวกเราพบกองหนุนแล้ว!”
เยี่ยหลิงหลงเห็นดังนั้นก็ยิ้มบางเบา
“ใช่แล้วกองหนุนพวกเรามาแล้ว”
หลังจากสมทบกับพวกเขาเรียบร้อยแล้ว กลุ่มใหม่ก็ออกเดินทางต่อ ทว่าพวกเขายังไม่ทันจะพบกลุ่มต่อไป มิติก็หายไปเสียแล้ว คาดว่าเผ่ามารที่เหลืออยู่ในมิตินี้คงจะถูกกลุ่มที่พานเฉิงว่านนำมาจัดการหมดแล้ว
ในชั่วพริบตา ทุกคนก็ปรากฏตัวขึ้นในหมู่บ้านปราบมาร ใต้รูปปั้นมังกรเขียว
“พวก… พวกท่านยังไม่ตาย!” ท่านเซียนที่เป็นผู้นำเผ่าปีศาจ เมื่อเห็นฟางเกาเฟยที่กำลังสลบอยู่ก็ร้องตะโกนอย่างตื่นเต้น “ข้ายังนึกว่าพวกท่าน…”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบ เขาก็สะอื้นไห้ขึ้นมาก่อน คำพูดที่เหลือติดอยู่ที่ลำคอ พูดไม่ออก
ดวงตาทั้งสองข้างของเขาแดงก่ำ เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา เขาถอนหายใจหนักๆครั้งหนึ่ง
“เป็นข้าที่ไร้ความสามารถ เป็นข้าที่ไม่ดีเอง ข้ามีชีวิตอยู่มานานหลายปี ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ แต่กลับไม่สามารถปกป้องพวกท่านได้ ข้า…”
เขายังกล่าวไม่ทันจบ ก็ร่ำไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น เขาหันหลังกลับไป ซบใบหน้าเข้ากับกำแพงที่พังทลายและหยาบกร้าน
จนกระทั่งอวี๋หงเหวินเดินเข้าไปตบไหล่เขาเบาๆ
“พี่หลี่ ท่านพยายามเต็มที่แล้ว ข้ารู้”
“พยายามเต็มที่แล้วจะมีประโยชน์อะไร? ทำไม่สำเร็จก็คือทำไม่สำเร็จ คำว่าพยายามเต็มที่คำเดียวจะทำให้พวกเขาทุกคนฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้หรือ?”
อวี๋หงเหวินอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ในที่สุดก็ไม่ได้เอ่ยปากออกมา
เขาโชคดีมาก ที่เดินตามหลังเยี่ยหลิงหลงและพวกพ้อง ได้รับการดูแลจากพวกเขามากมาย และตลอดทางยังได้รับประสบการณ์และข้อมูลที่ศิษย์กลุ่มแรกทิ้งไว้ให้ ทำให้หลีกเลี่ยงกับดักไปได้มากมาย และเสียเลือดน้อยลงไปมาก
บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงทันที เยี่ยหลิงหลงนับดูคร่าวๆ กลุ่มเผ่าปีศาจที่เขานำมานี้ตายไปกว่าครึ่ง เหลือรอดชีวิตอยู่ประมาณหนึ่งในสามเท่านั้น
หากไม่ใช่เพราะกลุ่มศิษย์ที่สองของพวกเขามาถึง พวกเขาอาจจะถูกทำลายล้างจนสิ้นซากไปแล้ว
ดังนั้น ศิษย์ที่เดินอยู่แถวหน้าสุดนั้น ยากลำบากเกินไปจริงๆ
กำปั้นของเยี่ยหลิงหลงกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางของรูปสลักมังกรเขียวตนต่อไป นางรอต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
ศิษย์เผ่ามนุษย์กลุ่มแรก นางยังหาไม่พบ พวกเขายังคงรอคอยนางอยู่ข้างหน้า นางไม่อยากรออีกแม้แต่วินาทีเดียว
“ผู้ที่บาดเจ็บสาหัสพักผ่อนอยู่ที่เดิม ผู้ที่ยังมีแรงต่อสู้ตามข้ามา เวลามีค่า ข้าจะไปเปิดทางเอง!”
บทที่ 1505: พวกเราทำภารกิจไม่สำเร็จ
“พวกเผ่ามารจะต้องกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวที่นี่อย่างใกล้ชิด เมื่อมีคนเข้าไปในมิติของรูปปั้นแห่งใด พวกเขาก็จะรีบระดมคนมายังมิติของรูปปั้นแห่งนั้นเพื่อรับมือกับพวกเรา
ครั้งนี้พวกเราซ่อนร่องรอยและเปลี่ยนทิศทาง จึงเข้ามาอย่างกะทันหัน ประกอบกับการสังหารมังกรเขียวของพวกเรารวดเร็วมาก ทำให้พวกเผ่ามารระดมคนมาไม่ทัน
ดังนั้นครั้งนี้หลังจากพวกเราสู้เสร็จจึงไม่ถูกลอบโจมตี
แต่ที่นี่ไม่ใช่ไม่มีคน พวกเขายังส่งคนมาประจำการคอยเฝ้าดูในทุกมิติ ดังนั้นตอนนี้พวกเราจึงยังออกไปไม่ได้
คนไม่มาก ไปตามหาพวกเขาแล้วพวกเรารีบออกจากที่นี่กันเถอะ”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ทุกคนก็แยกย้ายกันออกค้นหาตามลำพัง ด้วยพลังของกลุ่มนี้ พวกเขาสามารถปฏิบัติการเดี่ยวได้ ไม่จำเป็นต้องมีผู้นำกลุ่ม
เป็นไปตามคาด กลุ่มที่เตรียมตัวมาอย่างเบาบางนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็สามารถจับเผ่ามารไม่กี่ตนที่ซ่อนตัวอยู่ในมิติออกมาได้
ยังมีอีกสองสามตนที่เห็นท่าไม่ดี รีบหนีออกจากมิติของรูปปั้นนี้ไปเอง จับไม่ได้
มิติของรูปปั้นถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว พวกเขาใช้เวลาเพียงสองชั่วยามก็ออกมาได้
ทันทีที่ออกมา พวกเขาก็รีบติดยันต์ล่องหนอีกครั้งพร้อมกับเก็บกลิ่นอายของตนเองต่อไป
ตราบใดที่ไม่ต่อสู้ ไม่ใช้พลังวิญญาณก็ยากที่จะถูกตรวจพบ
และในระหว่างที่พวกเขามุ่งหน้าไปยังรูปปั้นตนต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องต่อสู้หรือใช้พลังวิญญาณ ดังนั้นจึงสามารถซ่อนร่องรอยของพวกเขาได้เป็นอย่างดี
ทุกคนก้าวเดินอย่างพร้อมเพรียง เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ประสิทธิภาพสูงมาก
ในขณะที่กลุ่มเยี่ยหลิงหลงกำลังเตรียมจะไปยังรูปปั้นมังกรเขียวตนต่อไป พวกเขาก็พลันตกตะลึงกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า
เพราะหลังจากที่พวกเขาออกมา รูปปั้นมังกรเขียวที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้านั้น มีจำนวนไม่น้อยที่ย้อมไปด้วยสีแดง!
คราวนี้แม้เยี่ยหลิงหลงจะไม่ต้องอธิบาย พวกเขาก็เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น!
อย่างที่เยี่ยหลิงหลงเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ เผ่ามารไม่มีทางและไม่มีกำลังพอที่จะสร้างรูปปั้นที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตานี้ได้
พวกมันใช้ภาพลวงตาประสานกับค่ายกลเพื่อสร้างผลลัพธ์เช่นนี้ขึ้น พวกเขาดูเหมือนจะเดินไปข้างหน้าตลอดเวลา แต่การเดินอยู่ในค่ายกลนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเดินย้อนกลับมาในทิศทางเดิม
เมื่อครู่นี้เยี่ยหลิงหลงจะต้องสังเกตเห็นว่ารูปปั้นตนนั้นนางเคยไปมาแล้ว จึงได้สาดหมึกสีแดงใส่มัน!
และบัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องหน้าก็ได้พิสูจน์การคาดเดาของนางแล้ว เผ่ามาร จัดฉากที่นี่ไว้เช่นนี้จริงๆ!
แม้ว่าทุกคนจะตกตะลึงกับการค้นพบนี้ แต่ในกลุ่มคนร้อยกว่าคนนี้ กลับไม่มีผู้ใดส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย กระทั่งเสียงสูดลมหายใจก็ยังไม่มี กลิ่นอายก็ซ่อนไว้อย่างมิดชิดไม่มีผู้ใดเผยพิรุธ
ในตอนนี้เมื่อมองดูรอยเท้าที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยบนพื้น พวกเขาก็ตามเยี่ยหลิงหลงไปยังรูปปั้นตนต่อไปที่ยังไม่ได้ถูกย้อมสี
เช่นเดียวกันก่อนที่จะเข้าไปเยี่ยหลิงหลงก็สาดหมึกใส่รูปปั้นอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นสีน้ำเงิน
พวกเขาเข้าสู่มิติของมังกรเขียวที่แทบจะไม่มีคนอีกครั้ง เมื่อมีประสบการณ์จากครั้งแรก ครั้งนี้จึงออกมาได้เร็วกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย
หลังจากออกมาแล้ว พวกเขาก็ใช้วิธีนี้ย้อมสีรูปปั้นมังกรเขียวที่นี่ทีละตน จนกระทั่งย้อมไปได้เกือบห้าสี รูปปั้นมังกรเขียวที่นี่ก็ถูกย้อมไปแล้วกว่าครึ่ง
นั่นหมายความว่าพวกเขาจะสามารถหารูปปั้นมังกรเขียวตนที่แท้จริงพบได้ในไม่ช้า
ด้วยใจที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง พวกเขารีบเข้าสู่รูปปั้นมังกรเขียวตนต่อไป ครั้งนี้มังกรเขียวไม่ได้ปรากฏกายลงมาตามที่คาด สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือความเสียหายที่พังพินาศย่อยยับเต็มพื้นที่ ศพเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
ในชั่วขณะนั้น หัวใจของเยี่ยหลิงหลงก็พลันบีบรัดอย่างรุนแรง
ศิษย์กลุ่มที่สองของเผ่ามนุษย์ เผ่าปีศาจ และเผ่าวิญญาณได้มาสมทบกันแล้ว ศิษย์กลุ่มแรกของเผ่าปีศาจก็หาพบแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงกลุ่มแรกของเผ่าวิญญาณและกลุ่มแรกของเผ่ามนุษย์เท่านั้น
นางรีบเหาะลงไปยังพื้นดินเพื่อตรวจสอบศพบนพื้น นอกจากเผ่ามารแล้วก็เป็นเผ่าวิญญาณ
ดังนั้นครั้งนี้ พวกเขาพบมิติที่กลุ่มแรกของเผ่าวิญญาณพ่ายแพ้
“แยกย้ายกันตามหาคน หากเกิดเรื่องขึ้นมาห้ามลงมือคนเดียว พวกเราคนน้อย ต้องพยายามหาทางแจ้งให้คนอื่นทราบ”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ คนร้อยกว่าคนที่อยู่ด้านหลังก็แยกย้ายกันออกค้นหา ในขณะที่เยี่ยหลิงหลงเองกำลังจะไป ทันใดนั้นก็มีมือหนึ่งคว้าชายกระโปรงของนางไว้
นางหยุดชะงักฝีเท้า รีบหันกลับไปมองเห็นมือที่เปื้อนเลือดปรากฏอยู่บนชายกระโปรงของนาง
นางตามมือนั้นไปแล้วเขี่ยศพที่ทับอยู่บนเขาออก ช่วยเผ่าวิญญาณที่ยังมีชีวิตอยู่คนนี้ออกมา
“ท่านไม่เป็นไรนะ?”
“คุณ… คุณหนูใหญ่”
“เจ้ารู้จักข้ารึ ตอนนี้พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“พวกเรา…” เผ่าวิญญาณตนนั้นกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ “พ่ายแพ้ยับเยินแล้ว”
เยี่ยหลิงหลงพลันตกตะลึงอย่างยิ่ง มือที่จับเขาไว้สั่นเทาไม่หยุด
แม้ว่าครั้งนี้จำนวนคนที่เผ่าวิญญาณส่งลงมาจะมีเพียงครึ่งหนึ่งของเผ่าอื่น และพลังของพวกเขาก็ไม่ใช่กลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด คนเหล่านี้แม้นางจะไม่รู้จักแม้แต่คนเดียว แต่…
แต่เหมือนดังเผ่าวิญญาณตนนี้ที่อยู่ตรงหน้า แม้นางจะไม่รู้จักพวกเขา แต่พวกเขากลับอาจจะรู้จักนาง และเคยมีความเกี่ยวข้องกับนางมาก่อน เรียกนางว่าคุณหนูใหญ่
“เป็นไปได้อย่างไร? เจ้ายังไม่ตายไม่ใช่หรือ?”
“ข้าเองก็… ไม่รอดเช่นกัน” เสียงของเผ่าวิญญาณตนนั้นขาดๆหายๆ “คุณหนูใหญ่ หากท่านมีโอกาสได้พบท่านจักรพรรดิปรภพ ท่านช่วยบอกเขาด้วยว่าพวกเราทำภารกิจไม่สำเร็จ ไม่สามารถปกป้องเผ่าวิญญาณได้ ชาติหน้าค่อย… แค่กๆ ค่อย…”
“ท่านอย่าพูดเลย ท่านพักผ่อนก่อน ข้าจะให้โอสถแก่ท่าน ท่าน…”
เยี่ยหลิงหลงยังกล่าวไม่ทันจบ ก็เห็นเขาปล่อยมือจากชายกระโปรงของนาง มือร่วงหล่นลงไป
ในขณะที่เยี่ยหลิงหลงคิดว่าเขากำลังจะตาย มือของเขากลับขยับอีกครั้ง ชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
เยี่ยหลิงหลงมองตามทิศทางที่เขาชี้ไป เห็นเพียงปลายสุดของทิศทางนั้นมีช่องเขาที่แตกหักอยู่แห่งหนึ่ง หน้าช่องเขานั้นมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่
คนผู้นั้นร่างอาบโลหิต ดวงตาเบิกกว้าง ในมือถือกระบี่ทว่ากลับไม่เคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย
ลมหายใจของเยี่ยหลิงหลงพลันสะดุด นางกำลังจะหันกลับไปถาม ทว่ากลับพบว่าเผ่าวิญญาณตนนั้นสิ้นลมหายใจไปแล้ว
หัวใจของนางพลันบีดรัดอย่างรุนแรง จักรพรรดิปรภพเห็นแก่ตัวไม่ยอมส่งคนมาต่อต้านเผ่ามารที่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาอย่างจริงจัง แต่ก็ไม่กล้าที่จะแตกหักโดยตรง จึงส่งคนที่มีพลังไม่เพียงพอและจำนวนไม่มากมาเพื่อปัดความรับผิดชอบ
นี่มันเป็นการส่งพวกเขามาตายชัดๆ!
เผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจ ไม่ว่าบ้านใดส่งศิษย์มาก็ต้องเสียใจอย่างสุดซึ้ง จักรพรรดิปรภพกลับทำได้ดี เลือกคนโชคร้ายเหล่านี้ ให้พวกเขามาตายในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้!
แต่คนโชคร้ายเหล่านี้ก่อนตาย ไม่ได้กล่าวโทษ ไม่ได้ตั้งคำถาม แต่กลับบอกว่าทำภารกิจไม่สำเร็จ
จักรพรรดิปรภพ ท่านสมควรได้รับคำว่าทำภารกิจไม่สำเร็จจากศิษย์เผ่าวิญญาณของท่านหรือ?
ศิษย์เบื้องล่างยังรู้ว่าต้องปกป้องบ้านเกิดเมืองนอน ต่อต้านเผ่ามาร แต่ท่านกลับเห็นแก่ตัวถึงเพียงนี้ ท่านสมควรตาย สมควรตายจริงๆ!
เรื่องของเผ่าวิญญาณ เยี่ยหลิงหลงไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่การกระทำของจักรพรรดิปรภพในครั้งนี้และความเห็นแก่ตัวทั้งหมดของเขา นางจะเปิดโปงต่อสาธารณชนอย่างแน่นอน ไม่ยอมให้เขาได้สมปรารถนาเป็นอันขาด!
เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจเข้าลึกๆ บรรเทาความเจ็บปวดในใจอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยลุกขึ้นยืน เดินไปยังคนที่ร่างอาบโลหิตผู้นั้น
บทที่ 1506: ผู้ใดก็ล้วนมีโอกาสตายที่นี่ได้ทั้งสิ้น
เยี่ยหลิงหลงค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ แต่บุคคลที่ยืนอยู่หน้าช่องเขาที่แตกหักผู้นั้น กลับยังคงไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
จนกระทั่งเดินมาถึงตรงหน้าเขา เยี่ยหลิงหลงยื่นมือออกไปสัมผัสลมหายใจของเขาจึงได้พบว่าคนผู้นี้สิ้นใจไปแล้ว
หัวใจของเยี่ยหลิงหลงพลันเต้นแรงขึ้นวูบหนึ่ง นางรีบชักมือกลับ ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งแล้วดึงป้ายหยกจากเอวของเขาลงมา
นางพลิกป้ายหยกไปด้านหลังก็เห็นข้อมูลระบุตัวตนของเขา ‘จวนพำนักเซียนเชียนเฮ่อ เฉิงหยวน
ดังนั้นแม้แต่เผ่าเซียนซึ่งนำกลุ่มแรกของเผ่าวิญญาณลงมาผู้นี้ ก็ต้องมาจบชีวิตลงที่นี่
หากไม่ใช่เพราะพวกนางมาถึงมิตินี้ในเวลานี้พอดี เกรงว่าหลังจากเผ่าวิญญาณผู้นั้นตายไปแล้ว มิตินี้ก็คงจะถูกคืนค่าเป็นศูนย์แล้วกระมัง?
เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาที่เต็มไปด้วยการต่อสู้แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือปีศาจ วิญญาณหรือมาร แม้กระทั่งเป็นเซียนก็ล้วนมีโอกาสที่จะจบชีวิตลงที่นี่ได้ทั้งสิ้น
นางเก็บป้ายหยกของท่านเซียนผู้นี้ไว้ แล้วค่อยนำไปมอบให้พานเฉิงว่านและคนอื่นๆภายหลัง
เยี่ยหลิงหลงยังคงมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่าเพื่อค้นหาต่อไป พบมารก็ฆ่ามาร พบวิญญาณก็ช่วยวิญญาณ
ตลอดทางนางสังหารเผ่ามารที่ได้รับบาดเจ็บและยังไม่ทันได้ถอยหนีไปได้หลายตน แต่จนกระทั่งถึงที่สุด นางก็ไม่สามารถหาเผ่าวิญญาณที่ยังมีชีวิตอยู่พบแม้แต่ตนเดียว
ครั้งนี้ออกจากมิติได้เร็วกว่าครั้งใดๆก่อนหน้านี้ เพราะหลังจากการต่อสู้กับเผ่าวิญญาณแล้ว กองทัพเผ่ามารก็ได้ถอยทัพออกไปพักรักษาตัวแล้ว ที่นี่เหลือเพียงทหารพ่ายศึกไม่กี่คนที่ยังคงตรวจสอบสนามรบอยู่
พวกเขาไม่ได้ซ่อนตัวอย่างจริงจัง จึงถูกพบตัวได้อย่างง่ายดาย
หลังจากสังหารพวกมันทั้งหมดแล้ว พวกเขาก็ถูกปล่อยออกจากมิติไป
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านปราบมารอีกครั้ง เยี่ยหลิงหลงเห็นกลุ่มคนร้อยกว่าคนของนางปลอดภัยดีทุกคน แต่สีหน้าอันหนักอึ้งของพวกเขากลับดูเข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ
“ในมิติเมื่อครู่นี้ เผ่าวิญญาณตายไปมากมาย ข้าไม่เห็นผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว”
“ถ้าหากยังมีคนรอดชีวิตอยู่จริงๆ และเผ่ามารถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว ตอนนี้ก็น่าจะออกมาพร้อมกับพวกเรา แต่ยกเว้นพวกเราแล้วก็ไม่มีใครเลยจริงๆ”
“ถ้าเช่นนั้น กลุ่มแรกของเผ่าวิญญาณที่เข้ามาก็ถูกทำลายหมดแล้วหรือ?”
“ใช่”
เยี่ยหลิงหลงให้คำตอบที่ชัดเจนแก่พวกเขา จากนั้นนางก็นำป้ายหยกออกมา ยื่นให้แก่เผ่าเซียน หลี่ซางเค่อที่ติดตามนางมาด้วย
“ท่านเซียนหลี่ นี่คือของดูต่างหน้าของท่านเซียนเฉิง ท่านช่วยนำกลับไปมอบให้จวนพำนักเซียนของเขาด้วย”
เมื่อหลี่ซางเค่อเห็นป้ายหยกที่เปื้อนเลือดนี้ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ครึ่งค่อนวันก็ยังไม่สามารถยื่นมือที่สั่นเทาของตนออกไปรับป้ายหยกชิ้นนี้ได้
“นั่นหมายความว่า ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ ใครๆก็ตายได้ แม้แต่เผ่าเซียนที่แข็งแกร่งก็ไม่ยกเว้น ทุกคน…” เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจครั้งหนึ่ง “ดูแลตัวเองให้ดี”
หลี่ซางเค่อรับป้ายหยกมา อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับพบว่าปากของตนสั่นเครือ พูดไม่ออก ได้แต่กลืนคำพูดกลับลงไป
เขาทำได้เพียงสูดหายใจเข้าลึกๆหลับตาลง เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในใจ
“พวกเราเดินหน้าต่อไปเถอะ กลุ่มแรกของเผ่าปีศาจและเผ่าวิญญาณหาพบแล้ว เหลือเพียงเผ่ามนุษย์เท่านั้น”
เมื่อได้ยินเยี่ยหลิงหลงเอ่ยคำว่า ‘เผ่ามนุษย์’ หัวใจของเผ่ามนุษย์ทุกคนในที่นั้นก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน ชะตากรรมของเผ่าวิญญาณปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว เผ่ามนุษย์… พวกเขาไม่กล้าที่จะคิดจริงๆ
เยี่ยหลิงหลงก็ไม่ได้ให้โอกาสพวกเขาได้คิดละเอียด นางออกคำสั่งโดยตรง “ออกเดินทาง”
กล่าวจบนางก็ติดยันต์ล่องหนอีกครั้ง ร่างกายหายวับไปจากสายตาของทุกคน
นางออกเดินทางอีกครั้งแล้ว คนที่อยู่ด้านหลังก็ไม่มีผู้ใดกล้าชักช้า ทุกคนต่างรีบติดยันต์ล่องหนอีกครั้ง แล้วตามติดหายลับเข้าไปในโลกอันมืดมิดนี้ด้วยกัน
พวกเขามุ่งหน้าไปยังรูปปั้นมังกรเขียวตนต่อไปที่ยังไม่ได้ย้อมสี หลังจากผ่านรูปปั้นที่แทบจะไม่มีเผ่ามารอยู่หลายตนแล้ว รูปปั้นที่เหลืออยู่ก็เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ใกล้จะพบรูปปั้นที่แท้จริงแล้ว
ในไม่ช้าเมื่อพวกเขาเข้าสู่รูปปั้นตนต่อไปก็ได้พบกับมิติที่ไม่มีมังกรเขียวปรากฏกายลงมาอีกครั้ง
ในชั่วขณะนั้นทุกคนก็รู้ได้ทันทีว่านั่นหมายความว่าอย่างไร
นอกจากกองทัพใหญ่ที่พักผ่อนอยู่ด้านนอกแล้ว ก็เหลือเพียงกลุ่มแรกของเผ่ามนุษย์ที่ยังหาไม่พบเท่านั้น!
หัวใจของเผ่ามนุษย์เกือบทุกคนเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ พวกเขาจะต้องพบคนของตนเองแล้ว พบศิษย์ร่วมสำนักที่อยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืนแล้ว พบสหายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาแล้ว!
เป็นไปตามคาดเมื่อมองลงมาจากกลางอากาศ พวกเขาก็เห็นศพกระจัดกระจายอยู่บนพื้นดินไม่น้อย
ศพเหล่านี้มีทั้งของเผ่ามารและเผ่ามนุษย์ รอบๆศพล้วนย้อมไปด้วยเลือดสดๆ กระทั่งเลือดบางส่วนยังคงไหลรินอยู่ยังไม่แห้งสนิทเสียทีเดียว
“พวกเราคนน้อย ไม่อาจบุ่มบ่ามได้ อย่าแยกจากกัน”
เยี่ยหลิงหลงนำคนร่อนลงจากกลางอากาศสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว พวกเขาที่ติดยันต์ล่องหนอีกครั้งก็เคลื่อนที่ผ่านป่าอย่างรวดเร็ว
ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ และยังมีรอยเลือดจากการหลบหนีตลอดทาง ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้ใจหาย
ตามรอยเลือดและเบาะแสไปข้างหน้า พวกเขาพบว่ากลุ่มเผ่ามนุษย์กลุ่มนี้แตกต่างจากกลุ่มเผ่าปีศาจกลุ่มก่อนหน้านั้น พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะแยกย้ายกันหลบหนี แต่ทุกคนกลับมุ่งหน้าไปยังที่เดียวกันทั้งหมด
ดังนั้นจึงทิ้งร่องรอยไว้ตามทางมากมาย การติดตามพวกเขาไปจึงไม่ใช่เรื่องยากนัก
เพื่อแข่งกับเวลาช่วยชีวิต พวกเขาถึงกับไม่สนใจว่าจะเปิดเผยการล่องหนหรือไม่ เร่งความเร็วให้ถึงขีดสุดและตามรอยเบาะแสไปตลอดทาง
จนกระทั่งตามมาถึงในหุบเขาแห่งหนึ่ง สุดสายตาที่มองเห็น พวกเขาก็เห็นกองทัพมารจำนวนมากกำลังปรากฏตัวอยู่กลางแจ้งราวกับกำลังล้อมภูเขาลูกหนึ่งอยู่
เยี่ยหลิงหลงฉีกยันต์ล่องหนของตนเองออก ทำมือเป็นสัญญาณให้คนที่อยู่ด้านหลังหยุด
ดังนั้นทุกคนจึงหยุดอยู่ที่นอกภูเขา มองดูการเคลื่อนไหวของเผ่ามารจากระยะไกล
เห็นเพียงภูเขาลูกที่พวกมันล้อมอยู่นั้นมีรอยแยกขนาดใหญ่รอยหนึ่งอยู่ แสงสว่างในรอยแยกนั้นไม่ดีนัก มองไม่เห็นว่าข้างในมีสถานการณ์เป็นอย่างไร
แต่สามารถเห็นเผ่ามารโยนของเข้าไปในนั้นไม่หยุด หลังจากโยนอยู่ครู่หนึ่ง ก็ส่งคนพุ่งเข้าไปในรอยแยกนั้นอีก
หลังจากพุ่งเข้าไปครู่หนึ่ง คนที่เข้าไปก็ออกมาได้เพียงครึ่งเดียว ครึ่งนั้นก็ยังได้รับบาดเจ็บไม่เบา
เข้าๆออกๆเช่นนี้ บริเวณปากรอยแยกเต็มไปด้วยเลือด
เมื่อเห็นภาพนี้ หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของเยี่ยหลิงหลงมานานก็คลายลงไปครึ่งหนึ่ง
“พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ซ่อนตัวอยู่ในรอยแยกของภูเขานี้ และพวกเขาก็ได้วางกลไกและกับดักไว้มากมายข้างใน เพื่อป้องกันไม่ให้เผ่ามารข้างนอกเข้าไป ดูท่าทางเผ่ามารจะใช้วิธีการบุกโจมตีอย่างหนักหลายวิธีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถบุกเข้าไปได้”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็ชี้ไปยังจุดหนึ่งบนรอยแยก
“เผ่ามารเคยต้องการที่จะทำลายภูเขาลูกนี้ แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำลายไม่ได้ ดังนั้นในตอนนี้ ดูเหมือนว่าคนที่อยู่ข้างในจะยังคงปลอดภัยอยู่ แต่การต่อสู้แบบจนตรอกย่อมไม่ยืนยาว พวกเราต้องหาทางช่วยพวกเขา”
"น่าเสียดายที่เข้ามาที่นี่แล้ว ไม่ว่าเผ่ามารจะพ่ายแพ้ทั้งหมด หรือพวกเราจะพ่ายแพ้ทั้งหมด มิติที่นี้ก็ไม่สามารถคลี่คลายได้ หากพวกเราสามารถแจ้งให้กองกำลังหลักเข้ามา โจมตีเผ่ามารพวกนี้ทั้งจากภายในและภายนอกก็จะง่ายกว่านี้มาก" อวี่หงเหวินกล่าว "กองทัพมารที่นี่มีไม่น้อย พวกเราร้อยคนนี้ก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของพวกเขา"
“อย่าเพิ่งร้อนใจ ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าต้องมีวิธีแน่” ลู่ไป๋เวยกล่าว
ลู่ไป๋เวยเพิ่งจะกล่าวจบ เยี่ยหลิงหลงก็หัวเราะเบาๆครั้งหนึ่ง
“เหลือคนไว้ที่นี่สองสามคนคอยสังเกตการณ์ตลอดเวลา คนที่เหลือตามข้ามา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่ไป๋เวยก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ข้ากล่าวไว้ว่าอย่างไร? คนน้อยไม่ใช่ปัญหา ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าต้องมีวิธีแน่! ไปกันเถอะ!”
บทที่ 1507: ทุกคนล้วนเป็นสหายเก่าแก่
ด้วยเหตุนี้เยี่ยหลิงหลงจึงนำคนเก้าสิบกว่าคนออกจากพื้นที่นี้ แล้วรีบบินไปยังหุบเขาแห่งหนึ่ง
หุบเขาแห่งนี้คือหุบเขาที่นางเคยช่วยฟางเกาเฟยไว้ก่อนหน้านี้ ภูมิประเทศที่นี่พิเศษมาก เหมาะแก่การใช้ประโยชน์ นางจำได้อย่างแม่นยำ
เยี่ยหลิงหลงชี้ไปยังหุบเขาแห่งนี้แล้วกล่าวว่า “พวกเราจะวางตาข่ายฟ้าดินไว้ที่นี่ ล่อศัตรูเข้าสู่กับดัก”
กล่าวจบพวกเขาก็เริ่มลงมืออย่างขะมักเขม้นในหุบเขาแห่งนี้ ทั้งผู้ที่วางค่ายกล ผู้ที่วางกลไก ผู้ที่วางยาพิษ ผู้ที่วางค่ายกลลวงตาทั้งหมดต่างก็ออกมาช่วยกัน
ทุกคนที่มีอาวุธวิเศษประเภทโจมตีที่ใช้งานได้ดีก็ล้วนนำออกมาช่วยกัน ทำให้ที่นี่กลายเป็นลานประหารที่ใครเข้ามาก็ต้องตาย
หน่วยลาดตระเวนคอยสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้มีข่าวร้ายใดๆส่งมา ดังนั้นพวกเขาจึงใช้เวลาทั้งวันจนกระทั่งพลบค่ำจึงได้จัดเตรียมหุบเขาแห่งนี้เสร็จสิ้น
หลังจากจัดเตรียมเสร็จแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ให้คนส่วนใหญ่อยู่ในหุบเขา ส่วนนางก็นำคนสิบสี่คนจากสำนักชิงเสวียนมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่กองทัพมารล้อมเผ่ามนุษย์ไว้อีกครั้ง
นางใช้วิธีการซ่อนเร้นการฝึกฝนของศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนให้เหลือเพียงระดับขอบเขตมหายาน หลังจากซ่อนเร้นเสร็จแล้ว นางก็ให้ยันต์กลิ่นมารแก่ทุกคนคนละหนึ่งแผ่น จากนั้นก็ให้พวกเขาใช้เชือกมัดตัวเองที่ไม่ได้ติดยันต์กลิ่นมารไว้
ทุกอย่างพร้อมสรรพแล้ว ภายใต้แสงจันทร์ในคืนนี้ พวกเขาจะเริ่มปฏิบัติการแล้ว
พวกเขาที่สวมใส่เสื้อผ้าของเผ่ามาร คุมตัวเยี่ยหลิงหลงเดินไปยังตำแหน่งที่หัวหน้ากองทัพมารอยู่
เมื่อเห็นลูกน้องคุมตัวเผ่ามนุษย์คนหนึ่งเดินเข้ามา หัวหน้ากองทัพมารตนนั้นก็หันกลับมาถามว่า “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“เรียนท่านแม่ทัพ พวกเราจับเผ่ามนุษย์ได้คนหนึ่ง” กู้หลินเยวียนที่ยืนอยู่หน้าสุดกล่าว
“จับเผ่ามนุษย์มาทำไม? ฆ่าทิ้งเสียก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ?” หัวหน้ากองทัพตนนั้นขมวดคิ้วถาม
“ท่านแม่ทัพ คนนี้ไม่เหมือนกัน นางถูกพวกเผ่ามนุษย์ข้างในซ่อนตัวไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะโชคดี พวกเราก็คงหานางไม่พบ ปล่อยให้นางหลุดรอดไปได้”
กู้หลินเยวียนกล่าวจบ หัวหน้ากองทัพตนนั้นก็เผยสีหน้าประหลาดใจจริงๆ
กองทัพใหญ่ของเผ่ามนุษย์ทั้งหมดเดินไปด้วยกัน แต่กลับซ่อนคนผู้นี้ไว้โดยเฉพาะ แสดงว่าฐานะของคนผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“ท่านแม่ทัพ พวกเราล้อมมานานถึงเพียงนี้ก็ยังไม่สามารถยึดได้ บางทีนางอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ! มิสู้ให้ลูกน้องคุมตัวนางไปที่ปากทาง ใช้ชีวิตของนางบีบบังคับให้พวกเผ่ามนุษย์ข้างในออกมา!”
กู้หลินเยวียนกล่าวจบ หัวหน้ากองทัพตนนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ท่านแม่ทัพ เรื่องนี้มีแต่ได้กับได้ ถ้าสำเร็จก็ดีที่สุด ถ้าไม่สำเร็จก็แค่ฆ่านางทิ้งเสีย”
เห็นเพียงหัวหน้ากองทัพตนนั้นจ้องมองกู้หลินเยวียนแล้วเผยรอยยิ้มบางเบา
“ดี ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็คุมตัวนางไปที่ปากรอยแยก ใช้ชีวิตของนางบีบบังคับให้พวกเผ่ามนุษย์ข้างในออกมา”
“ข้าน้อยรับบัญชา!”
กู้หลินเยวียนกล่าวอย่างตื่นเต้น โบกมือให้คนที่อยู่ด้านหลังรีบคุมตัวเยี่ยหลิงหลงไปยังปากรอยแยก
พวกเขาเพิ่งจะเดินไปได้ไม่ไกล รอยยิ้มบนใบหน้าของหัวหน้ากองทัพตนนั้นก็พลันเปลี่ยนเป็นไอสังหาร มันโบกมือ สั่งรองแม่ทัพที่อยู่ข้างๆว่า “แม้จะไม่รู้ว่าพวกมันไปเอากลิ่นอายมารมาจากที่ใด แต่การแสดงอันหยาบช้านี้ยังกล้ามาอวดต่อหน้าข้ารึ? จับพวกมันทั้งหมด!”
“ขอรับ! ท่านแม่ทัพ!”
รองแม่ทัพรับบัญชา โบกมือคราหนึ่งก็นำหน่วยย่อยหลายสิบคนที่อยู่ด้านหลังล้อมเข้ามายังกลุ่มของเยี่ยหลิงหลง
ทันทีที่พวกเขาพุ่งเข้ามา กู้หลินเยวียนและพวกพ้องได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็รีบหันกลับไป พบว่าตนเองถูกจับได้แล้ว ทุกคนต่างเผยสีหน้าหวาดกลัวและตกตะลึง
“ถูกจับได้แล้ว! หนีเร็ว!”
เสียงตะโกนดังขึ้น พวกเขาสิบสามคนพร้อมกับเยี่ยหลิงหลงรีบละทิ้งการมุ่งหน้าไปยังปากรอยแยก เปลี่ยนทิศทางหลบหนีไป
“ตามไป! ภายในหนึ่งชั่วยามข้าต้องการเห็นศพของคนสิบสี่คนนี้!”
เมื่อคำสั่งนี้ดังขึ้น ผู้ที่ไล่ล่าพวกเขาก็เพิ่มจากหลายสิบคนเป็นสองร้อยกว่าคน
แต่เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆวิ่งหนีเร็วเกินไปทำให้ไม่สามารถจับตัวพวกได้ กลุ่มเยี่ยหลิงหลงหนีเข้าไปในป่าด้านหลัง
หลังจากหลบหนีอย่างแตกตื่นมาตลอดทาง พวกเขาก็พุ่งเข้าไปในหุบเขาแห่งหนึ่ง
กองทัพมารสองร้อยกว่าตนเมื่อเห็นพวกเขาเข้าไปในทางตันนี้ ดวงตาก็พลันเป็นประกาย
“สวรรค์มีทางพวกเจ้าไม่เดิน นรกไร้ประตูพวกเจ้ากลับดันทุรังเข้ามา ไม่ต้องถึงหนึ่งชั่วยาม แค่หนึ่งเค่อก็สามารถแบกศพพวกเจ้ากลับไปรับคำสั่งได้แล้ว ฆ่า!”
ดังนั้นกองทัพมารสองร้อยกว่าตนนี้ก็พุ่งเข้าไปในหุบเขา ทันทีที่เข้าไปก็เห็นคนสิบสี่คนที่เมื่อครู่ยังหลบหนีอย่างแตกตื่นอยู่ บัดนี้กลับไม่วิ่ง ไม่หนี ไม่ตื่นตระหนก แต่กลับยืนรอพวกเขาอยู่ในหุบเขา
เยี่ยหลิงหลงเผยรอยยิ้มมุมปาก
“ยินดีต้อนรับ”
เมื่อเห็นดังนั้นเผ่ามารทั้งหมดต่างเผยสีหน้าตกตะลึง ในชั่วขณะนั้น พวกมันก็ตระหนักได้ว่าตนเองดูเหมือนจะเข้ามาในกับดักเสียแล้ว
อวี๋หงหลานกล่าวอย่างร้อนใจเล็กน้อย “พูดตามตรง ระหว่างทางข้าก็อดใจไม่ไหวอยากจะลงมือแล้ว แค่สองร้อยกว่าตนพวกเราก็ฆ่าได้หมดแล้ว เสียดายกับดักใหญ่โตเช่นนี้จริงๆ”
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่อย่าเพิ่งร้อนใจ เจ้าเหล่านี้เป็นเพียงอาหารเรียกน้ำย่อยเท่านั้น เมื่อกินจนพอใจแล้ว พวกมันถึงจะนำอาหารจานหลักออกมา”
“เร็วเข้า ส่งคนกลับไปส่งข่าว ที่เหลือตามข้ามาฆ่า…”
เผ่ามารตนนั้นยังกล่าวไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงเย็นชาดังมาจากทางเข้าหุบเขา “เรื่องส่งข่าวก็ไม่ต้องรบกวนพวกท่านแล้ว พวกเราจะจัดการให้เอง”
“รีบตัดสินแพ้ชนะให้เร็วที่สุด ก่อนฟ้าสางจัดการให้เรียบร้อยจะดีที่สุด” เยี่ยหลิงหลงกล่าว
“อะไรนะ?” จี้จื่อจั๋วร้องอุทาน “แค่พวกมันไม่กี่คนนี้? ยังต้องใช้เวลาทั้งคืนอีกรึ?”
“ข้าหมายถึง ทั้งหมดหลายพันคนนั่นต่างหาก” เยี่ยหลิงหลงหุบรอยยิ้ม “ลงมือ!”
ภายในหุบเขาอันมืดมิดใต้แสงจันทร์ เสียงการต่อสู้ดังระงมไปทั่ว นอกจากผู้ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้านหน้าแล้ว ทุกคนก็ออกมากันหมด
ด้วยพลังของพวกเขา การจัดการกับหน่วยย่อยของกองทัพมารกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้เวลานานนัก กระทั่งเพื่อเป็นการประหยัดพวกเขาก็ไม่ได้ใช้กลไกที่วางไว้ในหุบเขาเลยด้วยซ้ำ
หลังจากจัดการเสร็จสิ้นแล้ว เยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องก็ออกเดินทางอีกครั้ง
ครั้งนี้นางเลือกศพของเผ่ามารสิบสี่ศพ ติดยันต์กลิ่นคนให้แล้วแบกพวกมันกลับไปรายงานผล
การรายงานผลที่เต็มไปด้วยช่องโหว่พวกเขาถูกจับได้อย่างรวดเร็วอีกครั้ง หัวหน้ากองทัพมารโกรธจนหน้าเขียวหน้าแดง ครั้งนี้เขาส่งคนนับพันไปไล่ล่าเยี่ยหลิงหลงและพวกพ้อง
การไล่ล่าครั้งนี้ก็ยังไล่ตามเข้าไปในหุบเขาอีกครั้ง ครั้งนี้จำนวนคนแตกต่างกันมากเกินไป กลไกทั้งหมดภายในหุบเขาจึงถูกใช้งานทั้งหมด
การสังหารหมู่อันดุเดือดและโหดเหี้ยมดำเนินไปในค่ำคืนของหุบเขาแห่งนี้ ผู้ที่ก้าวเข้าประตูของมัน ก็ราวกับก้าวเข้าสู่ประตูแห่งความตาย เลือดที่มากเกินไปภายในประตูยังไหลนองออกมาถึงนอกประตู
หัวหน้ากองทัพมารตนนั้นอาจกล่าวได้ว่าให้ความสำคัญกับการท้าทายครั้งที่สองของพวกเขามากแล้ว ส่งคนนับพันไปจับพวกเขา แต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่า คนนับพันในกับดักที่เยี่ยหลิงหลงวางเอาไว้เหล่านี้ จะไม่สามารถทนอยู่ได้แม้แต่คืนเดียวและถูกทำลายล้างจนสิ้นซาก
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว กระทั่งกลิ่นหอมของดอกไม้บนภูเขาก็ไม่สามารถกลบกลิ่นได้
ครั้งนี้เพราะจำนวนคนมากเกินไป เยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน
“จะทำต่อไปหรือไม่?” อวี๋หงเหวินถาม
“ทำต่อไปสิ ข้ายังฆ่าได้อีก” เยี่ยหลิงหลงบาดเจ็บไม่เบาแต่ก็ยังพูดได้อย่างสบายๆ
อวี๋หงเหวินถูกอารมณ์ของนางกระตุ้น ตอนนี้เขาถึงกับมีความรู้สึกอยากจะรีบฆ่ากลุ่มต่อไปอย่างอดใจไม่ไหว
“ได้ ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ทำต่อไป”
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ คราวนี้นางขี้เกียจแม้แต่จะแบกศพ ไม่เปลี่ยนแม้กระทั่งเครื่องแต่งกาย เดินเข้าไปอย่างเปิดเผย
ทำครั้งแรกประหม่า ทำครั้งที่สองก็คุ้นเคย ทุกคนล้วนเป็นสหายเก่าแก่กันทั้งนั้นไม่จำเป็นต้องเสแสร้งเกรงใจอะไรอีกแล้ว…
[1] ตาข่ายฟ้าดิน หมายถึง กับดักที่วางไว้อย่างรัดกุม
บทที่ 1508: ร่วมมือต่อต้านมาร สังหารพวกมันให้สิ้นซาก!
ครั้งนี้เยี่ยหลิงหลงนั่งไขว่ห้างอยู่บนตัวหงเยี่ยนเพื่อเดินทางไป
ไม่เพียงเท่านั้นนางยังกินผลไม้ไปด้วยระหว่างบิน หากไม่ได้กลิ่นยาที่รุนแรงบนตัวนางคงจะคิดว่านางมีความสุขราวกับกำลังจะไปท่องเที่ยว
ขณะนั้นเป็นกลางดึกแล้วแต่กองทัพมารยังคงลาดตระเวนอย่างเข้มงวด ไม่มีผู้ใดหยุดพัก
อาจจะเป็นเพราะรอมานานแล้วก็ยังไม่เห็นกองทัพนับพันคนนั้นกลับมา สีหน้าของหัวหน้ากองทัพยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้น
เขาอยากจะไปดู แต่เผ่ามนุษย์ที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาลูกนี้มีจำนวนมากกว่าและแข็งแกร่งกว่า เขาจึงไม่กล้าที่จะจากไปง่ายๆ
ในขณะนั้นเอง ในสายลมด้านหลังของเขาก็มีเสียงแทะผลไม้ ‘กับๆกอบๆ’ ดังขึ้นเบาๆ เขารีบหันกลับไปมอง เห็นเยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องกลับมาอย่างโอ้อวด!
พวกคนเหล่านี้กล้ากลับมา นั่นหมายความว่ากองทัพนับพันคนที่ถูกส่งไปนั้นไม่สามารถกลับมาได้แล้ว!
หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของเขาในชั่วขณะนั้นพลันร่วงหล่นลงสู่ห้วงเหวอันเยือกเย็นโดยสิ้นเชิง เย็นจนเลือดในแขนขาทั้งสี่ของเขาแข็งตัว
เขากำหมัดแน่น จ้องมองพวกมันสองสามคนด้วยจิตสังหารที่รุนแรง กัดฟันกรอดแล้วกล่าวว่า “พวก… เจ้า…”
“พวกที่เจ้าส่งมา พวกเราฆ่าหมดแล้ว ตอนนี้กำลังเบื่อๆไม่มีอะไรทำ อยากจะหาคนมาฆ่าเล่นสักหน่อย เจ้าจัดมาให้ข้าอีกสักหน่อยได้หรือไม่?”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ แม้จะอยู่ห่างกันพอสมควร นางก็ยังได้ยินเสียงกำปั้นของอีกฝ่ายบีบแน่นจนเกิดเสียงดังกร๊อบแกร๊บ ดูท่าทางจะโกรธไม่เบา
“มานี่!”
เขาร้องตะโกนลั่น กองทัพมารที่อยู่ข้างๆ ก็รีบรวมตัวกันเข้ามา
“หน่วยสาม หน่วยสี่ และหน่วยห้าตามข้าไปฆ่าคน ที่เหลือประจำการอยู่ที่เดิม!”
สิ้นเสียงเขาก็อดใจไม่ไหว ยกดาบใหญ่ในมือขึ้นฟันเข้าใส่เยี่ยหลิงหลงอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ผลไม้ในมือของเยี่ยหลิงหลงตกหล่นลงพื้นทันที
“ทำไมถึงมากันเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ? ข้าแค่ล้อเล่นน่า พี่ใหญ่ อย่า อย่า อย่า ข้ารู้แล้วว่าข้าผิดไปแล้ว”
เยี่ยหลิงหลงพลางพูด พลางสั่งหงเยี่ยนให้หันหัววิ่งหนีอย่างรีบร้อน
นางวิ่งหนี หัวหน้ากองทัพที่อยู่ด้านหลังก็นำกองทัพมารไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมองกองทัพที่มืดฟ้ามัวดิน นางรีบเก็บหงเยี่ยนกลับมา ใช้วิชาระบำวาโยพันฤดู ติดยันต์เร่งความเร็วแล้ววิ่งหนีด้วยตัวเอง
ในไม่ช้านางก็วิ่งกลับเข้าไปในหุบเขา นางเพิ่งจะหยุดพักหายใจก็ได้ยินเสียงถามดังมาจากในหุบเขา
“ศิษย์น้องเยี่ย เหตุใดเจ้าจึงดูร้อนรนเช่นนี้?”
“เพราะว่าข้าไปยั่วโมโหเขามากไปนิด คนที่มาเลยเยอะไปหน่อย”
“มีเท่าใด?”
“ก็แค่มากกว่ารอบที่แล้วสามเท่าเอง”
“อะไรนะ?”
“สามพัน”
หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ตำแหน่งต่างๆในหุบเขาก็พลันมีเสียงสูดลมหายใจดังขึ้นเป็นระยะแต่ละเสียงล้วนดังเกินจริงยิ่งกว่าเดิม
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราร้อยคน จะสามารถเอาชนะพวกมันสามพันคนได้หรือ?”
“แน่นอนว่าไม่ได้ ไม่เพียงแต่ไม่ได้ หุบเขาแห่งนี้ก็จะถูกพวกมันเหยียบย่ำจนราบเป็นหน้ากลองด้วย”
“ถ้าเช่นนั้น… ทำอย่างไรดี?”
“จะทำอย่างไรได้? สู้ไม่ได้ก็หนีสิ”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็รีบบินขึ้นไปบนก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง นางนั่งยองๆลงวาดอักขระบนก้อนหินนั้น
“อย่าซ่อนตัวกันอีกเลย รีบลงมา ใครช้าผู้นั้นตาย ครั้งนี้พวกมันตั้งใจจะกวาดล้างพวกเราให้สิ้นซากแล้ว”
เยี่ยหลิงหลงยังกล่าวไม่ทันจบ คนที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาก็พากันลงมาทีละคน ลงมาหยุดอยู่บนก้อนหินที่นางกำลังวาดค่ายกลอยู่
เพิ่งจะลงมาหยุดนิ่ง ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ดังมาจากนอกหุบเขา กองกำลังขนาดใหญ่กำลังพุ่งตรงมาทางนี้ ในไม่ช้าก็จะบุกเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้แล้ว
ในไม่ช้าค่ายกลของเยี่ยหลิงหลงก็ทำงาน แสงสว่างวาบขึ้นครั้งหนึ่ง คนร้อยกว่าคนบนก้อนหินก็หายไปจากที่เดิมทั้งหมด
เมื่อลงถึงพื้นอีกครั้ง พวกเขาก็มาหยุดอยู่ตรงตำแหน่งที่เคยพบกองทัพมารก่อนหน้านี้ สุดสายตาที่มองเห็นก็คือเหล่ากองทัพมารที่เฝ้าอยู่บริเวณปากรอยแยกของภูเขากำลังลาดตระเวนอยู่
คนร้อยกว่าคนนี้เมื่อถึงพื้นก็ยังคงมีท่าทีตื่นตระหนกอยู่ จนกระทั่งเห็นภูเขาเบื้องหน้าพวกเขาก็พลันเข้าใจในทันที!
“ถ้าเช่นนั้น ศิษย์น้องเยี่ย นี่ก็เป็นแผนของเจ้าด้วยหรือ?”
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆครั้งหนึ่ง
“ค่ายกลที่ข้าสร้างไว้ในหุบเขานั้น นอกจากข้าจะเปิดด้วยตนเองแล้ว ก็มีแต่ทางเข้าไม่มีทางออก”
ช่างเป็นกลอุบายล่อเสือออกจากถ้ำ ส่งเสียงหลอกทางตะวันออกโจมตีทางตะวันตกได้อย่างยอดเยี่ยม!
นางช่างเจ้าเล่ห์เสียจริง!
แต่เมื่อคิดดูอีกทีกองทัพมารก็ไม่มีทางเลือกเลย ส่งกองทัพใหญ่มา ก็จะถูกล่อเสือออกจากถ้ำ ส่งกองทัพเล็กมาก็จะสู้ไม่ได้ถูกฆ่าตายเปล่าๆ ไม่ว่าพวกมันจะเลือกทางใดก็ล้วนเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา
“แน่นอน ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะออกจากหุบเขานั้นได้ นั่นก็คือทำลายหุบเขานั้นทิ้งเสียถึงทำลายค่ายกลของข้าได้ ดังนั้นพวกเราจึงมีเวลาไม่มาก กองทัพมารที่เหลืออยู่ที่นี่ก็มีจำนวนไม่น้อย รีบตัดสินแพ้ชนะให้เร็วที่สุด รีบช่วยคน”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ก็มุ่งตรงไปยังทิศทางของปากรอยแยกของภูเขาทันที
กองทัพมารสามพันคนอีกทั้งยังมีหัวหน้ากองทัพนำมาด้วย พลังย่อมไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แม้จะสามารถกักขังพวกเขาไว้ได้ครู่หนึ่ง แต่ก็ทำได้ไม่นานนัก ตอนนี้ไม่มีเวลามาเล่นกลยุทธ์อีกแล้ว ทำได้เพียงบุกโจมตีโดยตรงในเวลาที่จำกัดเท่านั้น
เมื่อเยี่ยหลิงหลงนำคนร้อยกว่าคนนี้พุ่งเข้าไป กองทัพมารที่ประจำการอยู่ที่นั่นก็สังเกตเห็นได้ในทันที พวกมันรีบรวบรวมกำลังคนมาจัดการกับพวกเขา
เมื่อเห็นกองทัพมารรวมตัวกันมาจากรอบๆภูเขา คนที่ตามเยี่ยหลิงหลงบุกเข้ามาก็ถึงกับตะลึงงันในทันที
“นี่ นี่ นี่… จำนวนคนที่ประจำการอยู่ที่นี่อย่างน้อยก็เกินพันแล้วนะ! พวกเรามีแค่ร้อยคน! แบบนี้จะบุกเข้าไปได้อย่างไร?” หลี่ซางเค่อร้องอุทาน “ก่อนหน้านี้พวกเราวางตาข่ายฟ้าดินไว้ ถึงได้จัดการกับพวกมันได้ ตอนนี้…”
เยี่ยหลิงหลงเผยรอยยิ้มมุมปาก
“ทำไมจะบุกเข้าไปไม่ได้ล่ะ? ตอนนี้พวกเราก็ไม่ใช่แค่ร้อยคนแล้วนี่นา!”
หลี่ซางเค่อตะลึงงัน ยังไม่ทันจะเข้าใจก็ได้ยินเยี่ยหลิงหลงตะโกนไปยังเบื้องหน้า
“เหล่าศิษย์พี่ทั้งหลายที่อยู่ในภูเขา พวกเรามารับท่านแล้วนะ!”
เมื่อเยี่ยหลิงหลงตะโกนขึ้นเช่นนี้ เผ่ามนุษย์ที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาก็พุ่งออกมาจากข้างในจริงๆ กองกำลังทั้งสองฝ่ายรีบโอบล้อมกองทัพมารนับพันที่อยู่ตรงกลางไว้ทันที
ภาพนี้ทำให้หลี่ซางเค่อตกตะลึงอย่างมาก หากเมื่อครู่นี้เขาไม่ได้ฟังผิด เยี่ยหลิงหลงถึงกับไม่ได้เอ่ยชื่อของตนเองด้วยซ้ำ นางเพียงแค่ตะโกนว่าพวกเรามารับท่านแล้ว พวกเขาก็ออกมาจริงๆ!
นี่มันเป็นความไว้วางใจแบบใดกัน และเป็นความเข้าใจกันแบบใดกันแน่?!
“อาจารย์!”
“น้องสาว!”
“ศิษย์น้องเยี่ย!”
“เหล่าศิษย์พี่!”
คนที่พุ่งออกมาจากข้างใน ใบหน้าของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความยินดี
ภาพนั้นเพียงแค่มองดูก็ทำให้หัวใจเต้นแรงและตื่นเต้นอย่างที่สุด
“ร่วมมือต่อต้านมาร! สังหารพวกมันให้สิ้นซาก!”
หลังจากเยี่ยหลิงหลงตะโกนจบ เผ่ามนุษย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ตะโกนตามขึ้นมา
“ร่วมมือต่อต้านมาร! สังหารพวกมันให้สิ้นซาก!”
หลังจากเสียงตะโกนตอบโต้กันไปมานี้ ขวัญกำลังใจของฝ่ายพวกเขาก็ฮึกเหิมขึ้นอย่างมาก เสียงกึกก้องกัมปนาท ส่วนกองทัพมารที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลาง เมื่อไม่มีหัวหน้ากองทัพก็นายก็พลันตื่นตระหนกสับสนอลหม่านขึ้นมาทันที
สิ่งที่ทำให้พวกมันรู้สึกไม่สบายใจและหวาดหวั่นที่สุดก็คือ เผ่ามนุษย์ที่อยู่ในภูเขามีจำนวนเกือบหนึ่งพันสามร้อยกว่าคน บวกกับอีกร้อยคนที่อยู่ทางนี้ จำนวนคนก็เกินกว่าพวกมันแล้ว!
ไม่เพียงแต่จำนวนคนจะมากกว่า แต่การฝึกฝนก็ยังสูงกว่าประกอบกับตนเองถูกโอบล้อม แม่ทัพก็ไม่อยู่ขวัญกำลังใจทหารก็พลันสับสนวุ่นวาย
ยิ่งพวกมันสับสนวุ่นวายมากเท่าใด พลังของฝ่ายเยี่ยหลิงหลงก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ประกอบกับเผ่ามนุษย์ที่ถูกกักขังอยู่ในภูเขาได้เก็บกดความอัดอั้นไว้มากมายแล้ว ดังนั้นเมื่อทั้งสองฝ่ายปะทะกัน จึงแทบจะกดดันพวกมันได้ทุกด้าน
ในชั่วพริบตา ไอสังหารก็แผ่กระจายไปทั่วท้องฟ้า แสงโลหิตแผ่ขยายออกไป ศพที่อยู่ใต้เท้าก็ค่อยๆเพิ่มจำนวนมากขึ้นแต่ทุกคนก็คุ้นเคยกับภาพเช่นนี้แล้ว
เมื่อเวลาผ่านไป ศึกใหญ่ครั้งนี้ยังไม่ทันจะสิ้นสุดก็มีเสียงระเบิดรุนแรงดังมาจากที่ไกลๆ แผ่นดินทั้งหมดสั่นสะเทือนตามไปด้วยหลายครั้ง ราวกับฟ้าดินกำลังจะแยกออกจากกันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
บทที่ 1509: โยนความผิดให้เยี่ยหลิงหลงก็ถูกแล้ว
“ไม่มีเวลาแล้ว พวกมันออกมาแล้ว” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “รีบถอนกำลังออกจากที่นี่เร็วเข้า!”
ถ้าตอนนี้ไม่ไปรอให้กองทัพมารกลุ่มนั้นกลับมา แล้วรวมกับพวกที่อยู่ตอนนี้ จำนวนคนของพวกมันก็จะมากกว่าพวกเขาเกือบสามเท่า ตอนนั้นคงจะสู้ยากแล้ว
“แต่พวกเราจะถอยไปที่ไหนได้? ตราบใดที่เผ่ามารยังไม่ถูกทำลาย หรือพวกเรายังไม่ถูกทำลาย มิตินี้ก็จะไม่คลี่คลาย”
“มิสู้กลับเข้าไปในภูเขา ด้านนั้นอย่างน้อยตอนนี้ก็ปลอดภัย เผ่ามารคงจะบุกเข้ามาไม่ได้ในเร็วๆนี้”
“กลับไปไม่ได้” เยี่ยหลิงหลงปฏิเสธข้อเสนอนี้ทันที “กลับไปอีกครั้งแล้วจะต่างอะไรกับเมื่อก่อน และถ้ากลับไปอีกครั้งก็คงจะออกมาไม่ได้จริงๆแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้นตอนนี้พวกเราจะไปที่ไหน?”
“ถอยไปทางเหนือ” เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็พูดต่อ “พวกท่านไปก่อน หน่วยย่อยร้อยคนที่ตามข้ามาจะคอยระวังหลังให้”
กล่าวจบ เผ่ามนุษย์คนอื่นๆก็ไม่ลังเลอีกต่อไป พวกเขารีบถอนกำลังไปทางเหนืออย่างรวดเร็ว ส่วนเยี่ยหลิงหลงก็นำหน่วยย่อยร้อยคนคอยจัดการกับกองทัพมารที่คิดจะรั้งพวกเขาไว้ด้านหลัง
เมื่อกองทัพใหญ่หายลับไปจากสายตาของนางแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ให้ทุกคนติดยันต์เร่งความเร็ว รีบจบการต่อสู้ สลัดกองทัพมารให้หลุด แล้วตามไปสมทบ
ตูม! ตูม! ตูม!
ระเบิดควันพิษสามลูกระเบิดขึ้นด้านหลัง ตัดขาดระยะห่างระหว่างพวกเขาและกองทัพมารโดยสิ้นเชิง
เยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องเพิ่งจะจากไปได้ไม่นาน กองทัพมารสามพันคนที่นำโดยหัวหน้ากองทัพก็มาถึงพอดี
ทว่าเมื่อพวกเขากลับมาถึงก็เห็นเพียงกลุ่มควันสีม่วงที่ยังไม่จางหายไปหมดสิ้น พร้อมกับศพเผ่ามารเกลื่อนกลาด และทหารบาดเจ็บที่เหลืออยู่เพียงสามร้อยกว่าคนเท่านั้น
“ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว พวกมันหนีไปแล้ว!”
หัวหน้ากองทัพตนนั้นยกมือขึ้นตบไปที่ใบหน้าของทหารมารตนนั้นอย่างแรง จนเขาล้มกลิ้งออกไป
“เจ้าพวกไร้ประโยชน์!”
“ท่านแม่ทัพโปรดระงับโทสะ แม้พวกมันจะหนีไปแล้ว ก็ยังออกจากมิตินี้ไปไม่ได้ หากไม่มีภูเขาลูกนี้คอยคุ้มกัน พวกมันก็ไม่ต่างอะไรกับการหาที่ตายเองไม่ใช่หรือ?”
“หาที่ตายเองน่ะสิดี!” หัวหน้ากองทัพตนนั้นกล่าวอย่างโกรธเคือง “ข้านำกองทัพมารห้าพันคนมาล้อมปราบเผ่ามนุษย์สองพันคนนี้ ตอนนี้จำนวนคนที่ข้าสูญเสียไปมากกว่าจำนวนคนทั้งกลุ่มของพวกมันเสียอีก แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการพวกมันได้! หากเรื่องนี้ไปถึงหูของราชามาร ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้อีก?”
“เรื่องนี้จะโทษท่านแม่ทัพไม่ได้จริงๆ เป็นเพราะนังแพศยาตัวเล็กนั่นมันเจ้าเล่ห์เกินไป! หากกลับไปรายงานราชามาร ท่านก็บอกไปเลยว่าท่านพบเยี่ยหลิงหลง”
หัวหน้ากองทัพตนนั้นขมวดคิ้ว
“นางคือเยี่ยหลิงหลงรึ?”
“ใช่หรือไม่ใช่ไม่สำคัญ ที่สิ่งสำคัญคือเผ่ามารได้เสียรู้ให้นางไปมากมายเหลือเกิน แม้แต่องค์หญิงรองก็ยังตาย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ของท่านโยนความผิดไปให้นาง ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรแล้ว!”
หัวหน้ากองทัพตนนั้นหัวเราะเบาๆครั้งหนึ่ง ในที่สุดความโกรธก็สงบลง
“เดี๋ยวข้าจะให้รางวัลเจ้า”
“ขอบพระคุณท่านแม่ทัพ!”
“ทุกคนฟังคำสั่งข้า ไล่ล่าคนพวกนี้ทันที ออกจากภูเขาลูกนี้ไปแล้ว ข้าจะดูสิว่าใครจะยังคุ้มครองพวกมันได้อีก!”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ!”
อีกด้านหนึ่ง เยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องถอยทัพไปทางเหนือตลอดทาง หลังจากถอยมาได้ระยะหนึ่ง เยี่ยหลิงหลงก็นำทุกคนเปลี่ยนทิศทาง
“นี่จะไปที่ไหนกัน?”
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมอง เผยรอยยิ้มบางเบา
“กลับเข้าไปในภูเขานั่นแหละ มิตินี้ข้าเดินสำรวจมาไม่รู้กี่รอบแล้ว นอกจากภูเขาลูกนั้นของพวกท่านแล้ว ก็ไม่มีที่ซ่อนตัวอื่นอีกเลยจริงๆ”
“แต่เมื่อครู่นี้ท่านเพิ่งจะบอกว่า…” หลี่ซางเค่อพูดไปได้ครึ่งหนึ่งก็พลันเข้าใจในทันที “พวกเราจะกลับไปซ่อนตัว แต่จะให้พวกมันรู้ไม่ได้ว่าพวกเรากลับไปแล้ว!”
“ก็ประมาณนั้นแหละ และข้ายังต้องเตรียมทางหนีทีไล่ไว้แล้วด้วย” เยี่ยหลิงหลงหันไปพูดกับอวี๋หงหลาน “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ท่านนำกลุ่มกลับไปก่อน ข้าต้องหาที่ทำค่ายกลเคลื่อนย้ายแบบกำหนดจุด สามารถกลับไปที่ภูเขาได้ แต่จะให้มีทางออกเพียงทางเดียวนั้นไม่ได้”
“ได้”
อวี๋หงหลานไม่พูดอะไรมาก นำกลุ่มกลับไปทันที
เมื่อพวกเขากลับมาถึงบริเวณใกล้ภูเขา นอกจากศพเกลื่อนกลาดที่ไม่มีใครเก็บกวาดแล้วกองทัพมารก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
กองทัพมารคงจะคาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะกลับมา อย่างน้อยสมองของพวกมัน ในระยะเวลาสั้นๆ คงจะคิดไม่ทันการณ์ขนาดนั้น
เยี่ยหลิงหลงอยู่ข้างนอกนานขึ้นอีกสองชั่วยาม เมื่อนางเข้าไปในภูเขาเพื่อสมทบกับคนอื่นๆก็เกือบจะฟ้าสางแล้ว
เมื่อเดินเข้าไปในรอยแยกของภูเขา เยี่ยหลิงหลงเกือบจะถูกกลไกข้างในฆ่าตาย หากไม่ใช่เพราะคนที่อยู่ข้างในออกมาต้อนรับนางทันเวลา ตอนนี้นางคงจะเสียชีวิตไปครึ่งหนึ่งแล้ว
“กลไกป้องกันที่พวกท่านติดตั้งไว้น่ากลัวมาก มิน่าเล่าเผ่ามารถึงบุกเข้ามาไม่ได้ตั้งหลายวัน”
“กล่าวชมเกินไปแล้ว เหล่านี้ล้วนเป็นฝีมือของศิษย์หอเฟยซิงทั้งสิ้น”
“จะเป็นไปได้อย่างไร ในนี้ยังมีพิษของเกาะเผิงไหลอีกมากมาย!”
“ไม่ใช่แค่เกาะเผิงไหลของพวกเราเท่านั้น ยังมีค่ายกลของศิษย์ภูเขาเต๋าเสวียนอีกไม่ใช่หรือ?”
“ใช่แล้ว ต้องขอบคุณพวกเขาจริงๆ พวกเราที่เป็นผู้ฝึกกระบี่กลับดูเหมือนไม่มีประโยชน์อะไรเลย”
“พูดจาเหลวไหลน่า ตอนที่พวกมันบุกโจมตีอย่างหนักก็อาศัยพวกท่านไปสกัดกั้นไม่ใช่หรือ”
เมื่อเห็นว่าทุกคนยังมีกำลังใจและบรรยากาศก็ดี เยี่ยหลิงหลงก็วางใจลง
“ดูเหมือนว่าทุกคนจะอารมณ์ดีกันนะ”
“เดิมทีก็เกือบจะหมดหวังแล้ว พอพวกเจ้ามา พวกเราก็พลันรู้สึกว่า คนที่ต้องตายคือพวกเผ่ามารนั่นต่างหาก ไม่ถึงตาพวกเราหรอก!” ต้วนซิงเหอกล่าวพลางหัวเราะ
“ใช่! ตอนที่ได้ยินเสียงของท่าน ข้ายังนึกว่าหูของข้ามีปัญหาเสียอีก ผลปรากฏว่าไม่ใช่! เป็นเรื่องจริง! ท่านไม่รู้หรอกว่าในตอนนั้นพวกเราตื่นเต้นกันมากแค่ไหน!” เส้าจ่างคุนกล่าว “อาจารย์ ในที่สุดท่านก็มาช่วยข้าแล้ว!”
“นี่จะนับว่าเป็นครั้งที่สองที่สำนักชิงเสวียนช่วยชีวิตพวกเราในยามคับขันได้หรือไม่?” หรงซิวจู๋กล่าวพลางหัวเราะ
“พูดจาเหลวไหลน่า ครั้งที่เขาต้วนหุนนั่นไม่นับหรือ?” จี้ฮ่าวคงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “เจ้าก็อย่ามั่วนับเลย นับไม่ถ้วนหรอก”
ในชั่วพริบตา ทุกคนก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน
แม้ว่าตอนนี้จะยังคงถูกล้อมอยู่ ยังไม่ได้หลุดพ้นจากอันตรายโดยสิ้นเชิง แต่สำนักชิงเสวียนก็มาแล้วแล้วจะมีเรื่องอะไรที่แก้ไขไม่ได้อีกเล่า?
รออยู่ก็แล้วกัน พวกเขาจะต้องสามารถตีฝ่าวงล้อมออกไปได้สำเร็จอย่างแน่นอน
เผ่าเซียนผู้นำเผ่ามนุษย์มองพวกเขาด้วยสีหน้าซับซ้อนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินไปหยุดอยู่ข้างๆหลี่ซางเค่อ
“พี่อวี๋ พวกเขา…”
“นำคนร้อยคน ฝ่าแรงกดดันจากคนห้าพันคนมาช่วยพวกท่าน เก่งกาจใช่หรือไม่?”
หลังจากจับใจความสำคัญได้สองสามคำแล้ว บนใบหน้าที่ซับซ้อนของเผ่าเซียนผู้นั้นก็เหลือเพียงความตกตะลึง
“เก่งกาจ”
“เช่นนั้นแหละ ตามไปเถอะ ไม่ผิดหรอก”
“แต่พวกเราคือ…”
“นั่นไม่สำคัญ ผู้มีความสามารถย่อมได้ครอบครอง”
เผ่าเซียนผู้นั้นยิ้มอย่างจนปัญญา
“ช่างเป็นผู้มีความสามารถย่อมได้ครอบครองเสียจริง ข้าไม่มีความเห็นอะไร เพียงแต่… เหตุใดจึงเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียน? สำนักชิงเสวียนไม่ได้ล่มสลายไปเมื่อหมื่นปีก่อนแล้วหรือ?”
“เรื่องนี้…” หลี่ซางเค่อลากเสียงยาว “ข้าก็ไม่แน่ใจเช่นกัน เดี๋ยวท่านค่อยไปถามพวกพี่พานดูก็แล้วกัน”
“ท่านพบพวกเขาแล้วหรือ?”
“พูดให้ถูกก็คือ นอกจากพวกท่านแล้วก็สมทบกันหมดแล้ว”
เผ่าเซียนผู้นั้นเบิกตากว้าง ตกตะลึงอย่างยิ่ง
อีกด้านหนึ่ง เยี่ยหลิงหลงพลางพูดคุยกับสหายเก่า พลางกวาดสายตามองหาเงาร่างของคนผู้หนึ่งอยู่ทุกหนทุกแห่ง
แต่นางหาก็ยังหาไม่พบ ยิ่งหาก็ยิ่งใจคอไม่ดี กระทั่งนิ้วมือก็เริ่มเย็นเฉียบขึ้นมา
ศิษย์กลุ่มแรกลงมาสองพันกว่าคน บัดนี้เหลือเพียงหนึ่งพันสามร้อยคน สูญเสียไปหนึ่งในสาม
สูญเสีย…
“ศิษย์น้องเยี่ย เจ้าเป็นอะไรไป? สีหน้าดูไม่ดีเลย?”
"อาจารย์ของข้า เริ่นถังเหลียน อยู่ที่ใด?"
บทที่ 1510: ตราบใดที่ไม่น่าฟัง แม้เป็นความจริงก็ไม่ได้
คำถามที่ตรงประเด็นนี้ทำให้เยี่ยหลิงหลง ต้วนซิงเหอ และพวกพ้องต่างพากันตะลึงงันไป จากนั้นสีหน้าของทุกคนก็เริ่มดูไม่ดีนัก
หัวใจของเยี่ยหลิงหลงราวกับถูกภูเขาลูกใหญ่ทับไว้ น้ำเสียงของนางยังคงสงบ แต่ก็ไม่อาจกลั้นไม่ให้ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำได้
“พูดมาตรงๆเถิด ตลอดทางที่ผ่านมา ข้าเห็นอะไรมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์ เผ่าวิญญาณ เผ่าปีศาจ หรือแม้กระทั่งเผ่าเซียน ก็ไม่มีผู้ใดสามารถรับประกันได้ว่าตนเองจะไม่ตาย หากเขา…”
เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจเข้าลึกๆ ลำคอก็ยังคง.อดไม่ได้ที่จะสั่นเครือ
นางยังจำได้ว่าเมื่อร้อยปีก่อน อาจารย์ได้นำจดหมายของเผ่าเซียนมาให้นาง และเขาก็ปล่อยให้พวกเขาเข้าไปโดยไม่ขัดขวางใดๆ ก่อนที่จะเข้าไป เขายังกล่าวอย่างหนักแน่นว่า เขาจะยืนอยู่ข้างนางเสมอ
ก็เพราะเรื่องนี้ เขาจึงถูกเผ่าเซียนระบุชื่อให้ลงมาพร้อมกับกลุ่มแรก
เขาผู้ซึ่งควรจะเฝ้าภูเขาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ กลับต้องลงมายังเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแห่งนี้เพราะนาง ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถดูแลท่านผู้อาวุโสจงเซิง อาจารย์ของเขาในยามสุดท้ายได้ ยังต้องทำให้ผู้เฒ่าผมขาวต้องมาส่งศพคนผมดำอีกด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนาง เพียงเพราะคำว่าเชื่อมั่นในตัวนาง
“หากเขาสิ้นชีพในสงครามจริงๆ ก็บอกข้ามาว่าเขาสิ้นชีพที่ใด ข้าจะไปเก็บศพเขา ข้าจะพาเขากลับบ้าน”
“อาจารย์ ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจ ตอนนี้เขาน่าจะยังไม่ตาย” เส้าจ่างคุนกล่าว
เยี่ยหลิงหลงตะลึงงัน น่าจะ? ยังไม่ตาย?!
“เกิดอะไรขึ้น?”
“เขาถูกคนของเผ่ามารจับตัวไปแล้ว”
เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้ว จับตัวไปแล้ว?
ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแห่งนี้ พวกเขาสี่เผ่าและเผ่ามารคือศัตรูที่ไม่สามารถอยู่ร่วมโลกกันได้ เหตุใดจึงมีการไว้ชีวิตจับตัวไปเช่นนี้?
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ตอนนั้นสถานการณ์คับขันมาก เขาคอยคุ้มกันพวกเราให้ถอยทัพ ต่อมาเขาทนไม่ไหว พลาดท่าถูกเผ่ามารจับตัวไป” ต้วนซิงเหอกล่าว “ตอนนั้นพวกเราก็คิดว่าเขาต้องตายแน่แล้ว แต่ดาบสังหารของเผ่ามารก็ไม่ได้ฟันลงบนคอของเขา ตอนที่พวกเราจากมาเป็นคนสุดท้าย เห็นเขาถูกจับตัวไป
เรื่องราวหลังจากนั้น พวกเราก็ไม่ทราบแล้ว แต่ตอนที่สามารถฆ่าได้กลับไม่ฆ่า แต่กลับจับตัวไป ข้าคิดว่าคงจะไม่ใช่จับกลับไปแล้วค่อยฆ่ากระมัง เพราะนอกจากเขาแล้ว พวกเราไม่เคยเห็นเผ่ามารเมตตาใครเลย
แม้จะไม่รู้ว่าทำไม แต่เห็นได้ชัดว่าเขามีประโยชน์ต่อเผ่ามาร ดังนั้นพวกเราจึงคาดเดาว่าตอนนี้เขาน่าจะยังไม่ตาย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจที่แตกสลายของเยี่ยหลิงหลงก็ราวกับถูกประสานกลับเข้าหากันได้เล็กน้อย
ต้วนซิงเหอพูดถูก สิ่งที่เผ่ามารปฏิบัติต่อพวกเขามาโดยตลอดคือมือยกดาบฟาดฟันสังหารทันที ทว่าตอนนั้นไม่ฆ่า กลับจับตัวไป นั่นย่อมต้องมีประโยชน์บางอย่างอยู่แน่นอน
ตราบใดที่มีประโยชน์ ก็จะยังไม่ตายชั่วคราว ตราบใดที่ยังไม่ตาย นางก็ยังมีโอกาสช่วยคนออกมาได้
“เรื่องนี้พวกเราไม่ได้บอกท่านในทันทีเพราะกลัวว่าท่านจะร้อนใจ เพราะตอนนี้พวกเรายังไม่ได้หลุดพ้นจากอันตราย ข้ากลัวว่าท่านจะทำอะไรที่ไม่เป็นผลดีลงไปเพราะความวู่วาม” เส้าจ่างคุนกล่าว
“ข้ารู้” เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้นตบแขนของพวกเขาเบาๆ “ข้าจะไม่ทำอะไรวุ่นวายหรอก ชีวิตของเขาก็คือชีวิต ชีวิตของทุกคนก็คือชีวิตเช่นกัน ต้องทะนุถนอมให้ดีเหมือนกัน”
“น้องเล็ก เจ้าช่างมีเหตุผลเสียจริง” ต้วนซิงเหอถอนหายใจ “ทั้งๆที่อายุยังน้อย กลับไม่เคยเอาแต่ใจเลยสักครั้ง”
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่เคยเอาแต่ใจ? เพียงแต่ข้าไม่เคยเอาชีวิตผู้อื่นมาเล่นตามอำเภอใจเท่านั้น"
เยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะกล่าวจบ จี้จื่อจั๋วที่อยู่ข้างๆก็โผล่หัวเข้ามา “แต่ชีวิตของนางเอง นางจะใช้มันอย่างสุดเหวี่ยง ทำอะไรเสี่ยงๆ ตราบใดที่ยังไม่ตายก็จะทำต่อไป คนแบบนี้ เตือนไปก็ไม่ฟัง ไม่ต้องไปสนใจ ปล่อยให้เป็นไปตามนั้นเถอะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงก็หันไปมองเขายังไม่ทันจะได้ลงโทษตอบโต้อะไร ก็ได้ยินเสียง ‘เพียะ’ ครั้งหนึ่ง ศีรษะของเขาถูกตบไปหนึ่งที
“เจ้าลองรังแกศิษย์น้องหญิงเล็กอีกทีดูสิ?”
เสิ่นหลีเสียนมองจี้จื่อจั๋วด้วยสายตาเย็นชา ทำให้เขากลัวจนหัวหด หนีไปทันที
เมื่อเห็นดังนั้น เยี่ยหลิงหลงก็อดหัวเราะไม่ได้ “เป็นไปได้หรือไม่ว่า ศิษย์พี่เจ็ดเพียงแค่พูดความจริง?”
“ตราบใดที่ไม่น่าฟัง แม้เป็นความจริงก็ไม่ได้” กู้หลินเยวียนกล่าว “ครั้งหน้าเปลี่ยนเป็นข้าลงมือบ้าง ข้าก็อยากจะลงมือเหมือนกัน”
“ใช่ๆๆ เจ้าเด็กจี้จื่อจั๋วนั่นมันช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียจริง! ข้าต่อศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่สามลงมือเสร็จแล้วก็เปลี่ยนเป็นข้า ข้าสามารถลงมือได้ไม่เหมือนใครแน่”
หนิงหมิงเฉิงพอได้ยินว่าจี้จื่อจั๋วถูกทำโทษก็รีบวิ่งเข้ามาผสมโรงอย่างกระตือรือร้นความดีใจปรากฏชัดเจนบนใบหน้า
หลังจากผ่านเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆนี้ไป ทุกคนก็กลับมาพักฟื้นรักษาตัวในภูเขาแห่งนี้อีกครั้ง ส่วนเยี่ยหลิงหลงก็นั่งยองๆอยู่บนพื้น หยิบก้อนหินขึ้นมาวาดอะไรบางอย่างบนพื้น
ตามการคาดเดาก่อนหน้านี้ เผ่ามารต้องการให้พวกเขาทุกคนตายอยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา และทางที่ดีที่สุดคือตายไปพร้อมกับพี่เยี่ย แล้วตนเองก็ถอนตัวออกไปโดยไม่เกี่ยวข้อง
แต่ตอนนี้เผ่ามารไม่ได้ถอนตัวออกไปโดยสิ้นเชิง แต่กลับรั้งคนไว้ ไม่ให้พวกเขาเดินหน้าต่อไป นี่เป็นเพราะเหตุใด?
คงไม่ใช่ว่ากำลังปกป้องพี่เยี่ยอยู่หรอกนะ?
บางทีอาจจะมีเพียงเหตุผลเดียวนั่นก็คือพี่เยี่ยยังไม่พร้อม
เหมือนดังเงาร่างของคนในพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้านั้น แม้จะค่อยๆชัดเจนขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ชัดเจนที่สุดยังต้องการเวลาอีกเล็กน้อย
ถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่เผ่ามารส่งลงมาก็ไม่น่าจะมากนัก มิฉะนั้นก็จะไม่คุ้มค่าเกินไป
นางคำนวณดูแล้วพวกที่เคยพบเจอและสังหารไปก่อนหน้านี้ รวมกันแล้วก็น่าจะประมาณเจ็ดแปดพันคน รวมกับบางส่วนที่ยังไม่ปรากฏตัว คาดว่าน่าจะประมาณหนึ่งหมื่นคน
ส่วนพวกนางนอกจากเผ่าวิญญาณที่มีเพียงหนึ่งพันคนแล้ว เผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจแต่ละเผ่าก็น่าจะประมาณสองพันคน ลงมาแล้วสองกลุ่ม จำนวนคนก็เกินหนึ่งหมื่นแล้ว
ก่อนที่จะลงมาได้ยินว่าได้ตัดสินใจแล้วว่าจะลงมาแปดกลุ่ม นั่นก็คืออย่างน้อยสี่หมื่นกว่าคน รวมกับกองทัพของเผ่าเซียนอีกหนึ่งกลุ่ม
เมื่อเป็นเช่นนี้การคาดเดาของนางว่าเผ่ามารส่งคนมาหนึ่งหมื่นคนก็น่าจะสมเหตุสมผลแล้ว หากมากกว่านี้ก็จะไม่คุ้มค่าสำหรับพวกมัน
ตอนนี้นอกจากอาจารย์เริ่นถังเหลียนที่ถูกจับตัวไปแล้ว คนอื่นๆก็ล้วนถูกสังหารโดยไม่ละเว้น
เหตุผลที่จับเขาไปนั้นไม่ทราบ บางทีอาจจะมีแผนการอื่นอีก ดูท่าทางคงจะต้องจับหัวหน้ากองทัพมารตนนั้นทั้งเป็นให้ได้
ถ้าเช่นนั้นปัญหาก็คือ ในสถานการณ์ที่พวกเขามีคนเพียงหนึ่งพันสามร้อยกว่าคน จะรับมือกับกองทัพมารสามพันคนแล้วจับหัวหน้ากองทัพทั้งเป็นได้อย่างไร?
เยี่ยหลิงหลงเริ่มบรรทัดใหม่ เตรียมจะคิดแผนหนึ่ง แผนสอง และแผนสำรอง
มือนางเพิ่งจะจรดลง เตรียมจะเขียนต่อ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่ไม่เบานักดังมาจากนอกภูเขา
“ข้าว่าแล้วว่าหลังจากพวกมันไม่มีที่ไปแล้ว จะต้องกลับมาที่นี่อย่างแน่นอน! เป็นไปตามที่ข้าคาดไว้ไม่มีผิด!”
“ไอ้บ้าเอ๊ย เผ่ามนุษย์พวกนี้มันเจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว! ทำให้พวกเราต้องเสียเวลาเดินวนอยู่ในมิตินี้ตั้งนาน ข้ายังไม่ทันได้รักษาแผลเลย ต้องรีบร้อนตามหาพวกมันแทบตาย ผลสุดท้ายพวกมันกลับมาเองเสียอย่างนั้น!”
เยี่ยหลิงหลงได้ยินเสียงด่าทออย่างหยาบคายของหัวหน้ากองทัพตนนั้น
“ครั้งนี้กลับมาอีก ข้าจะคอยดูว่าพวกมันจะหนีไปได้อย่างไร ข้าจะต้องฆ่าพวกมันให้ได้!”
ในตอนนี้ แสงอรุณรุ่งสาดส่องเข้ามาจากด้านนอก ทำให้ภูเขาที่มืดมิดนี้สว่างขึ้นเล็กน้อย มองออกไปจากปากทางก็จะเห็นหัวหน้ากองทัพนำกองทัพมารสามพันคนกลับมาล้อมที่นี่ไว้อีกครั้ง
เยี่ยหลิงหลงคาดไม่ถึงว่กองทัพมารจะตอบสนองรวดเร็วถึงเพียงนี้ เพราะหัวหน้ากองทัพตนนั้นดูไม่ค่อยฉลาดเท่าใดนัก ดูท่าทางคงจะมีลูกน้องที่หัวไวอยู่
“ทำอย่างไรดี? พวกมันกลับมาหาเจอเร็วขนาดนี้”
“แต่พวกมันตามหามาทั้งคืนก็น่าจะเหนื่อยล้าพอสมควร พวกเราตอนนี้พักผ่อนมาครึ่งคืนแล้ว สภาพการณ์ตอนนี้ดีขึ้นบ้างแล้ว ถ้าจะสู้ แม้สภาพร่างกายจะไม่ดีที่สุดแต่ก็ยังพอสู้ได้”
ทุกคนต่างพูดคุยกันเซ็งแซ่ ในที่สุดสายตาทั้งหมดก็หันไปมองเยี่ยหลิงหลง
จบตอน
Comments
Post a Comment