บทที่ 1511: ดูสิว่าผู้ที่มาเยือนข้างนอกเป็นใครกันแน่
เยี่ยหลิงหลงเหลือบมองดูครั้งหนึ่ง นางใช้ก้อนหินเขียนแผนหนึ่งและแผนสอง รวมถึงแผนสำรองไว้บนพื้น แต่ด้านหลังกลับว่างเปล่า
นางโบกมือคราหนึ่งลบร่องรอยเหล่านั้นทิ้งไปทั้งหมด
“พวกมันบุกเข้ามาไม่ได้ไม่ใช่หรือ? อย่าเพิ่งร้อนใจ ข้ามีวิธี ปล่อยให้พวกมันร้อนใจอยู่ข้างนอกสักพักก่อน”
เมื่อได้ยินคำตอบของเยี่ยหลิงหลง ทุกคนก็พลันหายร้อนใจในทันที นางบอกว่ามีวิธีนั่นย่อมต้องมีวิธีอย่างแน่นอน
หลังจากทุกคนหายร้อนใจแล้วก็ยังคงนั่งรักษาตัวและทำสมาธิฟื้นฟูสภาพร่างกายอยู่ที่เดิม เผื่อว่าอีกสักครู่จะต้องต่อสู้จริงๆ พวกเขาจะจำเป็นต้องอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
ทว่าหัวหน้ากองทัพตนนั้นหลังจากพูดจาข่มขู่ไว้ข้างนอกแล้วก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆอีก
เมื่อก่อนตอนที่พวกมันล้อมไว้ จะพยายามหาทางบุกเข้ามาทางรอยแยกนี้อยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้ด้านนอกรอยแยกกลับไม่มีคนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ก็ไม่รู้ว่าพวกมันกำลังทำอะไรกันอยู่
มีคนวิ่งไปดูที่ปากทาง เห็นเพียงพวกมันแค่ล้อมไว้ ไม่ได้มีทีท่าว่าจะบุกเข้ามา ไม่รู้ว่าในน้ำเต้าของพวกมันขายยาอะไรกันแน่
ผ่านไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็มีเสียง ‘ตูม’ ดังขั้น ภูเขาที่พวกเขาอยู่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงหลายครั้งขณะเดียวกันก้อนหินด้านบนถ้ำก็ร่วงหล่นลงมาเป็นแผ่นใหญ่ ทุกคนต่างรีบหลบหลีกจึงไม่ถูกทับ
เมื่อเห็นความเคลื่อนไหวนี้คนที่อยู่ข้างในต่างพากันตกตะลึง
“เป็นไปได้อย่างไร? ก่อนหน้านี้พวกมันก็เคยพยายามจะผ่าภูเขาลูกนี้อย่างรุนแรงแล้วไม่ใช่หรือ แต่ภูเขาลูกนี้ดูเหมือนจะไม่ธรรมดา พวกมันใช้วิธีการมากมายก็ยังไม่สามารถผ่าออกได้ ต่อให้เป็นการกระแทก ก็มีเพียงเสียงดังอยู่ข้างนอก ข้างในกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆเลย!”
“ใช่แล้ว! ครั้งนี้ทำไมถึงมีเสียงดังขนาดนี้ และยังมีการร่วงหล่นของก้อนหินอีก ภูเขานี้จะไม่ถล่มลงมาใช่หรือไม่?”
“ถ้าหากถูกพวกมันกระแทกจนถล่มจริงๆ พวกเราทุกคนก็จะถูกฝังทั้งเป็นอยู่ที่นี่ ไม่มีใครออกไปได้เลยแม้แต่คนเดียว!”
“ไม่เพียงเท่านั้น หากพวกมันมีความสามารถที่จะทำให้ภูเขาลูกนี้ถล่มลงมาได้จริงๆ พวกมันจะต้องบดขยี้ภูเขาลูกนี้ให้แหลกละเอียดอย่างแน่นอน เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเราจะไม่มีใครหนีรอดไปได้เลยแม้แต่คนเดียว!”
ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่ ก็มีเสียงดัง ‘ตูม’ สนั่นอีกครั้ง ภูเขาที่พวกเขาอยู่ก็สั่นสะเทือนขึ้นอีกครา ครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อน ก้อนหินที่ร่วงหล่นลงมาก็มีจำนวนมากขึ้น กระทั่งผนังด้านในถ้ำก็ยังถูกกระแทกจนแตกออก
“ตามสถานการณ์นี้ หากถูกกระแทกอีกสองสามครั้ง พวกเราก็จะออกไปไม่ได้แล้ว!”
ในขณะนั้นเองคนที่วิ่งไปดูความเคลื่อนไหวที่ปากรอยแยกก็วิ่งกลับมาอย่างร้อนรน
“อสูรมาร! ข้างนอกมีอสูรมารขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง! มันกำลังกระแทกภูเขาลูกนี้! พวกมันดูเหมือนจะมีกำลังเสริมมาแล้ว หัวหน้ากองทัพคนก่อนหน้านั้นไม่ได้ยืนอยู่หน้าสุดอีกต่อไปแล้ว ข้างหน้าของเขามีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ดูท่าทางจะเก่งกาจมาก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงก็รีบวาดวงกลมขนาดใหญ่ลงบนพื้นทันที เปิดใช้งานค่ายกลเคลื่อนย้ายแบบกำหนดจุดที่นางเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
“พวกท่านแบ่งกลุ่มกันเข้าวงกลม ข้าจะกระตุ้นค่ายกลเคลื่อนย้ายแบบกำหนดจุดแล้ว ทุกคนรีบหน่อย”
ขอบเขตของค่ายกลไม่ใหญ่นัก พวกเขามีคนอยู่กว่าหนึ่งพันคน หากจะออกไปต้องแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้าชักช้าเมื่อมีที่ว่างก็รีบขึ้นไปทันที
เยี่ยหลิงหลงส่งคนออกไปทีละกลุ่มทีละกลุ่ม ขณะที่พวกเขาจากไป ภูเขาก็ยังคงถูกกระแทกอยู่ ถ้ำเริ่มพังทลายลงมาจนกระทั่งในตอนท้าย ก้อนหินที่ร่วงหล่นลงมาก็ยังทับพื้นจนแตก ทำให้ค่ายกลของนางก็ถูกทับจนพังไปด้วย
ตอนนี้จะสร้างขึ้นใหม่ก็ไม่ทันแล้ว
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยังไม่ได้จากไป เหลือเพียงร้อยกว่าคน ในจำนวนนั้นร้อยคนคือกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดที่นางนำมาจากข้างนอก ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก
“ค่ายกลพังแล้ว พวกเราออกไปทางด้านหน้าโดยตรงเลยเถอะ”
"ได้" เผยลั่วไป๋กล่าว "เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งใหญ่"
“ถ้าเช่นนั้น หากไม่มีค่ายกลและกลไกช่วยเหลือ พวกเราจะต้องสู้ร้อยต่อสามพันเลยหรือ? บ้าบิ่นขนาดนี้เลยรึ?” หลี่ซางเค่อกล่าวอย่างตกตะลึง
“ท่านพูดแบบนี้ ความคาดหวังของข้าก็พุ่งสูงขึ้นทันทีเลย” อวี๋หงหลานกล่าวพลางหัวเราะ
“สู้อะไรกัน? เป้าหมายของพวกเราคือหนีเอาชีวิตรอดนะ” เยี่ยหลิงหลงพุ่งออกไปทางรอยแยกที่ยังไม่พังทลายลงมาทั้งหมดพร้อมกับพวกเขา “ใครใช้ให้พวกท่านคิดแต่จะฆ่ามารล่ะ? นั่นมันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ทำควบคู่กันไปต่างหาก”
“ที่แท้คนที่บ้าบิ่นที่สุดกลับเป็นศิษย์น้องหญิงเล็กนี่เอง!” มู่เซียวหรานกล่าวพลางหัวเราะ
“เจ้าเพิ่งจะรู้หรือ? คอยดูเถอะ นางบอกว่าหนี แต่จริงๆแล้วคนที่ฆ่าได้เหี้ยมที่สุดก็คือนางนั่นแหละ” หยางจิ่นโจวกล่าว
“ฆ่าได้เหี้ยมที่สุดแล้วจะทำไม? เป้าหมายของศิษย์น้องหญิงเล็กครั้งนี้คือจับหัวหน้ากองทัพฝั่งตรงข้ามทั้งเป็นต่างหาก” เสิ่นหลีเสียนกล่าว “อย่าปฏิเสธเลย ข้าเห็นมันในดวงตาของเจ้าแล้ว”
เยี่ยหลิงหลงก็ไม่ได้ปฏิเสธจริงๆ นางหัวเราะเบาๆครั้งหนึ่ง “ไปกันเถอะ ดูซิว่าผู้ที่มาเยือนข้างนอกเป็นใครกันแน่”
ภูเขายังคงพังทลายลงมา เยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องทั้งหมดบินออกมาจากรอยแยก ปรากฏตัวอยู่บริเวณตีนเขาที่กว้างขวางนี้อย่างรวดเร็ว
“นึกว่าพวกเจ้าจะยอมตายอยู่ข้างในไม่กล้าออกมาเสียอีก ไม่นึกเลยว่าจะยังออกมาได้” หัวหน้ากองทัพตนนั้นกล่าวเยาะเย้ย “ไม่ใช่ว่าเก่งกาจนักหรือ? ทำไมตอนนี้ถึงดูน่าสมเพชเหมือนสุนัขจรจัดเช่นนี้ล่ะ?”
เห็นได้ชัดว่าเขาถูกเยี่ยหลิงหลงหลอกลวงมาหลายครั้ง และยังสูญเสียกองทัพมารไปมากมาย ในตอนนี้เขากำลังโกรธจนกัดฟันกรอด
เห็นแต่เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆครั้งหนึ่ง บนใบหน้าไม่ปรากฏความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“ตาสุนัขของเจ้าถูกตัวเองทิ่มจนบอดไปแล้วหรือ? ถึงได้มองเห็นว่าข้าน่าสมเพช? ผู้ใดบอกว่าข้าไม่กล้าออกมา? ฟ้ามืดแล้ว คนก็ง่วงแล้ว ข้าแค่หาที่นอนเท่านั้นเอง อ่า เหตุใดพวกเจ้าถึงดูอิดโรยกันขนาดนี้ล่ะ? คงไม่ได้วิ่งมาทั้งคืนจนไม่ได้นอนหรอกนะ?”
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงไม่เพียงแต่ไม่กลัว ยังยโสโอหังถึงเพียงนี้ ปากคอเราะรายไม่ยอมคน พูดออกมาแต่ละคำก็แทงใจดำเขา หัวหน้ากองทัพตนนั้นก็พลันโกรธจนหัวหมุน
“ปากดี! แต่ครั้งนี้ไม่มีประโยชน์แล้ว พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องตาย!”
สายตาของเยี่ยหลิงหลงเปลี่ยนไป มองไปยังคนแปลกหน้าที่ดูเคร่งขรึมมากผู้นี้ที่อยู่ข้างหน้าเขา เมื่อมองดูท่าทางก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้ว เมื่อมองดูเครื่องแต่งกายและรูปแบบของป้ายหยกที่เอวของเขา หากนางไม่ได้คาดเดาผิด นี่ก็คือหนึ่งในสิบสองแม่ทัพมารเช่นกัน
มิน่าเล่าถึงสามารถกระแทกภูเขาบีบบังคับคนออกมาได้ ที่แท้ก็คือสิบสองแม่ทัพมารมาถึงแล้ว แถมยังนำอสูรมารขนาดใหญ่มาด้วย
“เจ้ามีอะไรน่าภูมิใจนักหนา? พวกเจ้ามีคนสามพันกว่าคน พวกเรามีเพียงร้อยกว่าคน จำนวนคนแตกต่างกันถึงเพียงนี้ หากสิ้นชีพในสงครามก็เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว แต่ถ้าหากไม่ตาย แถมยังหนีรอดไปได้ หรือกระทั่งโต้กลับสังหารได้ หน้าของพวกเผ่ามารอย่างเจ้าจะเอาไปไว้ที่ไหนล่ะ?”
สีหน้าของหัวหน้ากองทัพตนนั้นเปลี่ยนไป ทั้งโกรธทั้งโมโหทั้งสงสัย
“ร้อยกว่าคน?”
เขามองซ้ายมองขวา รอยแยกยังไม่พังทลายลงมาทั้งหมด แต่ก็ไม่มีใครบินออกมาจากข้างในอีกจริงๆหรือว่าคนที่อยู่ข้างในไม่ได้ออกมาไม่ได้ แต่หนีไปหมดแล้ว?
“คนอื่นๆเล่า?”
“เจ้าลองเดาสิ”
“เจ้า… เจ้า…”
“ข้าเล่นกับเจ้ามาตั้งหลายรอบแล้ว เจ้าจะไม่รู้จริงๆหรือว่าข้ากำลังเล่นกลอุบายอะไรอยู่? เจ้าเป็นหัวหน้ากองทัพได้อย่างไร? รู้แต่พาคนไปตายเท่านั้นหรือ? ตายไปเกือบสองพันแล้วใช่หรือไม่? กองทัพมารห้าพันคนที่อยู่ในมือเจ้าเอามาผลาญทิ้งแบบนี้เองหรือ?”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบสีหน้าของหัวหน้ากองทัพตนนั้นก็พลันซีดขาว เขามองไปยังสิบสองแม่ทัพมารที่อยู่ข้างหน้าด้วยความหวาดระแวงและหวาดกลัวอย่างที่สุด
เขาโกรธจนแทบตาย อยากจะพุ่งเข้าไปฉีกปากของเยี่ยหลิงหลงเสียเดี๋ยวนี้!
“หุบปากให้หมด!” แม่ทัพมารตนนั้นกล่าวเสียงเย็นชา “ฆ่า!”
บทที่ 1512: นางรู้ นางรู้มาตั้งนานแล้ว!
หลังจากแม่ทัพมารผู้นั้นออกคำสั่ง กองทัพมารก็โอบล้อมพวกเขาเข้ามา
เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆรีบปรับสภาพร่างกายให้พร้อมตั้งรับในทันที กระดาษยันต์ทั้งหมดถูกนำมาใช้ สนามเสริมพลังของลู่ไป๋เวยก็แผ่ออกในทันใด อาวุธวิเศษที่พกติดตัวมาก็ถูกนำออกมาใช้อย่างไม่เสียดาย
พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะหนีโดยตรง แต่กลับเผชิญหน้ากับกองทัพใหญ่ของเผ่ามาร อยากจะลองดูว่ากระบี่ของตนเองจะคมกริบเพียงใด
แม้กองทัพมารจะมีคนจำนวนมาก แต่พลังต่อสู้ที่แท้จริงกลับด้อยกว่าพวกเขาอยู่พอสมควร
กลุ่มแรกที่พุ่งเข้ามานั้น ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถจัดการพวกเขาได้ ยังถูกพวกเขาเข่นฆ่าอย่างหนักหน่วง
ภายในค่ายค่ายกลและสนามเสริมพลัง คนร้อยกว่าคนนี้ตั้งกระบวนทัพ ราวกับกระบี่เล่มยาวที่คมกริบสามารถทะลุทะลวงได้ทุกสิ่ง
บางทีเผ่ามารอาจจะอาศัยความได้เปรียบด้านจำนวนคนเพื่อเอาชนะได้ แต่ราคาของชัยชนะนั้นย่อมต้องแลกมาด้วยชีวิตของกองทัพมารนับไม่ถ้วนและไม่มีทางที่จะตัดสินแพ้ชนะได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อคิดเช่นนี้ในใจของพวกเขาก็ยิ่งมุ่งมั่นขึ้น มุ่งมั่นที่จะต้านให้นานขึ้น มุ่งมั่นที่จะบั่นทอนกำลังของอีกฝ่ายให้มากขึ้น บางทีในตอนท้ายอาจจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นก็ได้เพราะพวกเขาไม่ได้มีเพียงร้อยคนจริงๆ
เมื่อเห็นว่าพลังต่อสู้ของคนร้อยกว่าคนนี้แข็งแกร่งมากขนาดนี้ ศิษย์เผ่ามารล้มตายภายใต้เงื้อมมือของกลุ่มเยี่ยหลิงหลงด้วยความเร็วและจำนวนที่น่าตกใจ แม่ทัพมารที่ยืนอยู่บนที่สูงก็ขมวดคิ้วแล้วทนเฉยอยู่ต่อไป
เขาต้องการชัยชนะ แต่อีกฝ่ายมีเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น เขาจำเป็นต้องจ่ายราคาที่สูงขนาดนี้เพื่อชัยชนะไปทำไม?
ดังนั้นเขาจึงหยิบอาวุธของตนเองออกมา และสั่งให้ลูกน้องที่มีพลังต่อสู้แข็งแกร่งสองสามคนที่อยู่ข้างๆตามเขาไปร่วมรบ
เมื่อเห็นแม่ทัพมารตนนั้นบินเข้ามา อวี๋หงหลานก็กล่าวว่า "ข้ากับจิ่งอี๋จะไปจัดการเขาเอง พวกเจ้าสู้ต่อไปตามจังหวะเดิม"
กล่าวจบอวี๋หงหลานก็พุ่งออกไปเป็นคนแรก ยืนหยัดอยู่ด้านหน้าสุด สกัดแม่ทัพมารที่ต้องการจะทำลายพวกเขาอย่างรวดเร็ว
“หนึ่งในสิบสองแม่ทัพมารของเผ่ามารสินะ?” อวี๋หงหลานหัวเราะเยาะ “ข้าจะลองดูหน่อย”
กระบี่เล่มยาวฟาดฟันผ่านความว่างเปล่า การโจมตีอันทรงพลังของอวี๋หงหลานพุ่งออกมาในทันที ด้วยพลังอันน่าเกรงขามของนาง ทำให้ในการปะทะกับแม่ทัพมารตั้งแต่กระบวนท่าแรก นางไม่ได้เสียเปรียบอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
แม่ทัพมารตนนั้นตกตะลึงกับพลังต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวของนาง คาดไม่ถึงว่าภายใต้ระดับขอบเขตพ้นพิบัติจะยังมีผู้ที่มีพรสวรรค์แข็งแกร่งถึงเพียงนี้!
หากไม่ได้อยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาที่การฝึกฝนถูกกดไว้ เขาก็ยังสามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย แต่ตอนนี้เกรงว่าจะต้องใช้เวลาสักพักแล้ว
เขารวบรวมสมาธิเตรียมจะตั้งใจรับมือกับอวี๋หงหลาน
ทว่าในขณะนั้นเองด้านหลังของกองทัพมารก็มีเสียงเคลื่อนไหวที่ไม่เบานักดังขึ้น มีคนมา!
เขารีบหันกลับไปมองเห็นเผ่ามนุษย์จำนวนมากกำลังโอบล้อมเข้ามาจากด้านหลังของพวกเขา
“เป็นพวกเผ่ามนุษย์ที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาก่อนหน้านี้กลับมาแล้ว!” หัวหน้ากองทัพร้องตะโกนอย่างตื่นเต้น “พวกมันมีเพียงพันกว่าคน ตอนนี้กลับมาทั้งหมดเพื่อจะมาตายพร้อมกับคนร้อยกว่าคนนี้! คราวนี้ดีเลย จัดการพร้อมกันทีเดียว จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามหาอีก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของแม่ทัพมารก็คลายลง
แต่ในชั่วขณะถัดมาความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็แล่นปราดมาจากแผ่นหลังของเขา เขารีบหันกลับไปมองด้วยสีหน้าตกตะลึงเห็นเพียงกระบี่ของอวี๋หงหลานฟันเข้าที่แผ่นหลังของเขาแล้ว
เลือดสดๆไหลทะลักออกมาจากแผ่นหลังไม่หยุด เขารีบถอยหลังเพื่อปรับสภาพร่างกาย ขณะเดียวกันก็จ้องมองอวี๋หงหลานด้วยสีหน้าไม่พอใจ
คู่ต่อสู้คนนี้ช่างดุร้ายเสียจริง เขาเพียงแค่เสียสมาธิไปครู่เดียวนางก็หาโอกาสโจมตีตนเองได้แล้ว!
“ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้ามีชีวิตรอดออกจากมิตินี้เด็ดขาด มิเช่นนั้นเจ้าจะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อเผ่ามารของข้า!”
อวี๋หงหลานหัวเราะเยาะ “แต่เจ้าไม่มีความสามารถขนาดนั้นหรอก”
การต่อสู้ของทั้งสองคนยังคงดำเนินต่อไป ทางฝั่งกองทัพมารก็ได้แบ่งกำลังส่วนใหญ่ออกไปรับมือกับพวกเผ่ามนุษย์ที่ไปแล้วกลับมาอีก
แต่ยิ่งสู้ไปเรื่อยๆ พวกเขาก็พบว่าจำนวนคนของฝ่ายตรงข้ามกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากกลุ่มแรกที่พวกเขาเห็นพุ่งเข้ามาอยู่หน้าสุดแล้ว ด้านหลังก็ยังมีคนทยอยมาสมทบอย่างต่อเนื่อง จำนวนคนก็เกินหนึ่งพันกว่าคนไปนานแล้ว ในชั่วพริบตาจำนวนคนก็เกือบจะเท่ากับพวกเขาแล้ว!
ในขณะที่พวกเขากำลังตระหนักได้ว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้องแล้ว คนของฝ่ายตรงข้ามก็ยังคงปรากฏตัวออกมาอย่างต่อเนื่อง
และในบรรดาคนที่ปรากฏตัวออกมานั้น นอกจากเผ่ามนุษย์แล้วยังมีเผ่าปีศาจ เผ่าวิญญาณ กระทั่งยังมีเผ่าเซียนปะปนอยู่ด้วยสองสามคน!
“ไม่ถูกต้อง! นี่มันไม่ถูกต้อง!” หัวหน้ากองทัพร้องตะโกนขึ้นมา “จำนวนคนของพวกมันไม่ถูกต้อง กำลังเสริมของพวกมันมาถึงแล้ว!”
“ฮ่าๆ เดิมทีก็อยากจะทำให้พวกเจ้าประหลาดใจเสียหน่อย ไม่นึกเลยว่าพวกเจ้าจะรู้ตัวเร็วขนาดนี้!” พานเฉิงว่านกล่าวพลางหัวเราะ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็คงจะต้องเปิดไพ่แล้วล่ะ”
“แม่นางเยี่ย พวกข้าที่พักผ่อนเต็มที่แล้ว มาแล้ว!” จ้าวชิ่งฝู่ “ดูท่าทางคงจะยังไม่มาช้าเกินไป”
“ข้าอดทนมานานแล้ว ในที่สุดก็สามารถตะโกนออกมาดังๆได้เสียที กลุ่มคนร้อยคนของพวกท่านก็แข็งแกร่งเกินไปแล้ว! ร้อยคนสู้กับกองทัพมารสามพันคนโดยตรง แถมยังยื้อมาได้จนพวกเรามาถึง!” อวี๋หงเหวินกล่าวอย่างตื่นเต้น “ข้ายินดีจะเรียกพวกท่านว่ากองทัพแห่งปาฏิหาริย์!”
เมื่อเห็นภาพนี้ นอกจากเยี่ยหลิงหลงแล้ว คนอื่นๆในหน่วยย่อยร้อยคนที่อยู่ด้านหลังนางต่างพากันตะลึงงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นความรู้สึกยินดีก็เริ่มค่อยๆเข้าครอบงำจนเอ่อล้นออกมาแล้วก็เบ่งบานเต็มที่!
มาแล้ว พวกเขามากันหมดแล้ว! กองหนุนของพวกเขามาถึงแล้ว!
พวกเขาไม่ใช่กองกำลังที่โดดเดี่ยวอีกต่อไป และก็ไม่ใช่มีเพียงร้อยกว่าคนด้วย!
และในตอนนี้ กองทัพมารที่ถูกเสียงโห่ร้องและไอสังหารของพวกเขาโอบล้อมไว้ก็ถึงกับงุนงงไปโดยสิ้นเชิง
เพราะในชั่วครู่เดียวนี้ จำนวนคนของฝ่ายตรงข้ามกลับเกินกว่าพวกเขาไปแล้ว และยังเกินกว่าไปมากเสียด้วย มองดูคร่าวๆก็เกือบจะสองเท่าแล้ว!
“มิน่าเล่า! มิน่าเล่าพวกมันร้อยคนถึงกล้าสู้กับพวกเรา! พวกเจ้ารู้มาตั้งนานแล้วใช่หรือไม่ว่ากองหนุนจะมาถึง!” หัวหน้ากองทัพมารจ้องมองเยี่ยหลิงหลงที่ยังคงมีสีหน้าเยือกเย็นแล้วร้องตะโกนอย่างตื่นเต้น
เขารู้มาตั้งนานแล้วว่าคนผู้นี้เจ้าเล่ห์มาก นางจะไม่สู้ศึกที่ไม่ได้เตรียมการไว้อย่างแน่นอน นางตั้งใจทำแบบนี้!
เมื่อเห็นเขาร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่งและตื่นเต้นสับสนอลหม่านเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
นางรู้จริงๆ
รู้ตั้งแต่ตอนที่เผ่ามารของพวกมันถล่มภูเขานั่นแล้ว
ตอนที่นางเข้ามา นางได้ทิ้งอักขระของนางไว้ที่จุดลงหลักปักฐานของพวกเขา เมื่อมีคนเข้ามานางก็จะรับรู้ได้ทันที
ดังนั้นตอนที่เผ่ามารถล่มภูเขานั้นเป็นครั้งแรก นางก็ย้ายทุกคนออกไปก็เพื่อยื้อเวลารอกำลังเสริม
น่าเสียดายที่ยังเหลือคนอีกร้อยกว่าคนที่ยังไม่ได้ส่งออกไปค่ายกลก็ถูกทำลายเสียแล้ว
แต่โชคดีที่ส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่คือหน่วยย่อยร้อยคนของพวกเขา ทุกคนล้วนแข็งแกร่งมาก ต่อให้ต้องสู้กันจริงๆ การยื้อเวลาจนกำลังเสริมมาถึงก็ไม่ใช่ปัญหา
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกพวกเราด้วยล่ะ?”
“การที่ตั้งใจจะตายอย่างเด็ดเดี่ยวถึงจะสามารถแสดงผลลัพธ์ออกมาได้เกินสิบส่วนมิใช่หรือ?” เยี่ยหลิงหลงกล่าวพลางหัวเราะ
เป็นความจริง ตอนนั้นพวกเขาคิดว่าตนเองจะไม่รอดแล้วจริงๆ ฆ่าได้อีกหนึ่งคนก็ถือว่าคุ้มแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงต่อสู้อย่างบ้าคลั่งโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา แม้จะต้องบาดเจ็บสาหัสพวกเขาก็ไม่เสียดาย
ดังนั้นพวกเขายิ่งสู้ก็ยิ่งดุเดือด แม้จำนวนคนไม่มากแต่พลังใจกลับไม่ด้อยเลยแม้แต่น้อย เผ่ามารที่ตายด้วยน้ำมือของพวกเขาจึงมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ในตอนนี้ หัวหน้ากองทัพที่ตระหนักได้ว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้องแล้วก็ร้องตะโกนขึ้นมาว่า “ท่านแม่ทัพมาร ศัตรูมีจำนวนมาก พวกเรามีจำนวนน้อย สถานการณ์ไม่ดีแล้วตอนนี้พวกเราต้องรีบถอยทัพ!”
แม่ทัพมารตนนั้นก็รู้ดีว่าหากสู้ต่อไปก็มีแต่จะถูกทำลายล้างจนสิ้นซาก เขาไม่สามารถจัดการกับอวี๋หงหลานได้ในระยะเวลาสั้นๆ และจำนวนคนของกองทัพมารของพวกเขาก็น้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามมาก ประกอบกับพวกเขายังมีหน่วยย่อยร้อยคนที่ดุร้ายผิดปกติอีกกลุ่มหนึ่ง
“ถอย! รักษากำลังไว้!”
บทที่ 1513: วิธีการของพวกเขาช่างเหี้ยมโหดนัก!
เมื่อเขาร้องตะโกนขึ้นเช่นนั้น กองทัพพันธมิตรสี่ภพก็โอบล้อมกองทัพมารกลุ่มนี้แน่นหนายิ่งขึ้น พวกเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการให้อีกฝ่ายมีชีวิตรอดออกไปได้
แต่ทันใดนั้น ในฝ่ามือของแม่ทัพมารก็ปรากฏลูกแก้วเม็ดหนึ่งขึ้น เขาโยนลูกแก้วขึ้นไปบนท้องฟ้าบริเวณที่กองทัพมารรวมตัวกันอยู่
ลูกแก้วส่องแสงสว่างจ้า เปิดช่องทางขึ้นบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว กองทัพมารเหล่านั้นรีบยุติการต่อสู้แล้วบินเข้าไปในช่องทางที่ลูกแก้วเปิดออก
เมื่อเห็นว่าพวกเผ่ามารกำลังจะหนี เยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องก็รีบไล่ตามขึ้นไป ทว่าเมื่อไล่ตามไปถึงปากช่องทางเผ่ามารกลับเข้าไปในช่องทางได้อย่างง่ายดาย ส่วนเผ่าอื่นๆกลับถูกกั้นไว้ด้านนอก
“ช่องทางนี้พวกเราเข้าไปไม่ได้!”
“สกัดคนไว้ข้างล่าง อย่าให้พวกมันบินขึ้นไปได้”
ในขณะนั้นเอง แม่ทัพมารก็เป่านกหวีดมารในมือ เห็นเพียงอสูรมารตนนั้นที่เคยเหยียบย่ำภูเขาจนแหลกละเอียดก็พุ่งเข้ามาในกลุ่มคน
ร่างของมันใหญ่โตมโหฬารอย่างยิ่ง ที่ใดที่มันผ่านไป คนอื่นๆก็ทำได้เพียงถอยหลีกให้สามส่วน ภายใต้การก่อกวนของมัน เผ่ามารเหล่านั้นต่างก็หาโอกาสหนีออกจากสนามรบ พุ่งเข้าไปในช่องทางนั้น
เมื่อเห็นกองทัพมารจำนวนมากพากันถอยทัพ กองทัพใหญ่ก็จากไปอย่างปลอดภัยแล้ว หัวหน้ากองทัพตนนั้นจึงวางใจลง เตรียมจะถอยทัพเช่นกัน ทว่าขณะเขากำลังจะไป จู่ๆก็มีบางสิ่งพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง เขายังไม่ทันได้ป้องกันก็ถูกโจมตีเข้าแล้ว
แม้จะถูกโจมตีแต่ไม่ได้รู้สึกเจ็บเลย เดิมทีเขาคิดจะทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วมุ่งหน้าต่อไป ทว่าบัดนี้กลับพบว่าตนเองขยับตัวไม่ได้เลยแม้แต่น้อย!
“เจ้าคงไม่คิดว่าพวกมันไปได้ แล้วเจ้าก็จะไปได้ด้วยหรอกนะ?”
เสียงของเยี่ยหลิงหลงดังมาจากด้านหลังของเขา ราวกับเสียงมารที่น่าสะพรึงกลัว ทำให้ใบหน้าของเขาก็พลันซีดขาวในทันที
“ข้าโม้ไว้ต่อหน้าทุกคนแล้วนะว่าข้าจะจับเจ้าทั้งเป็น ถ้าข้าทำไม่ได้แล้วจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ? ร่วมมือกับข้าหน่อยสิ ข้าไม่ฆ่าเจ้าหรอก”
...…
ยังต้องให้เจ้าพูดอีกหรือ? จับทั้งเป็นแน่นอนว่าย่อมไม่ฆ่าอยู่แล้ว!
“มิติที่พวกเผ่ามารอย่างเจ้าสร้างขึ้น พวกเจ้าจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ เรื่องนี้ข้าทำอะไรไม่ได้ แต่ว่า…” เยี่ยหลิงหลงยิ้มบางเบา “พวกมันใกล้จะถอยทัพหมดแล้ว เจ้าคิดว่าพวกมันจะยอมกลับมาทั้งหมดอีกครั้งเพื่อช่วยเจ้าหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหัวหน้ากองทัพตนนั้นก็ยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้น
เพราะแน่นอนว่าคำตอบคือ ‘ไม่’
เป็นไปไม่ได้ที่จะเสียทหารมารสามพันนายที่เพิ่งรักษาไว้ได้อย่างยากลำบาก เพื่อแลกกับชีวิตของเขาเพียงคนเดียว
“ในเมื่อในใจของเจ้าก็มีคำตอบอยู่แล้ว พวกเรามาส่งพวกเขาจากไปพร้อมกันเถิด”
ราวกับเป็นการยืนยันคำพูดของเยี่ยหลิงหลง กองทัพมารทีละตนทีละตน ถอยทัพจากไปต่อหน้าเขา จนกระทั่งในตอนท้าย แม้แต่อสูรมารที่ก่อกวนสนามรบตนนั้นก็จากไปเช่นกัน ก่อนจากไปท่านแม่ทัพมารยังหันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง
แต่แวบนั้นเป็นเพียงการมอง ไม่ได้มีทีท่าว่าจะช่วยเลยแม้แต่น้อย กระทั่งการหยุดมองนานสักหนึ่งลมหายใจเดียวก็ยังไม่มี
นอกจากกองทัพมารที่ตายไปแล้ว ที่เหลือก็ถอยทัพออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงศพเกลื่อนกลาดและผืนดินที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด
แต่ในไม่ช้าศพเกลื่อนกลาดและผืนดินที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดนี้ก็หายไปเช่นกัน เพราะเยี่ยหลิงหลงจับยัดใส่กระสอบป่านที่สามารถกั้นกลิ่นอายได้
มิตินี้เมื่อไม่สามารถรับรู้ถึงเผ่ามารที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ก็ปล่อยพวกเขาออกมาทั้งหมด
การต่อสู้สิ้นสุดลงเมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านปราบมารอีกครั้ง คนที่เพิ่งจะมาสมทบใหม่และคนที่อยู่ในกลุ่มเดิมต่างพากันพูดคุยอย่างรู้สึกทึ่ง
“โชคดีที่พวกท่านมาถึงทันเวลา”
“ก็สมควรจะมาได้แล้ว! หน่วยย่อยร้อยคนของแม่นางเยี่ยบุกเบิกเส้นทางอยู่ข้างหน้าตั้งหลายวัน แถมยังทำเครื่องหมายสีไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ถ้าพวกเรายังเดินทางไม่ถึงอีก ก็จะเป็นการไม่ให้เกียรติความพยายามของพวกเขาเกินไป!"
“ท่านไม่พูดข้าก็ยังไม่ทันสังเกต รูปปั้นที่นี่ทำไมถึงถูกย้อมสีเกือบทั้งหมดเลยล่ะ! หรือว่าอันที่ยังไม่ได้ย้อมสี ถึงจะเป็นรูปปั้นมังกรเขียวตนที่แท้จริง?”
“ใช่แล้ว! ตอนนี้ก็เหลืออยู่ไม่กี่ตนแล้ว อีกไม่นานก็จะพบตนที่แท้จริงแล้ว ไปยังหุบเหวชั้นที่แปดได้แล้ว!”
ความยินดีจากชัยชนะครั้งใหญ่แผ่ซ่านไปทั่วกลุ่มที่รวมกันใหม่ในทันที นับจากนี้ไป คนกลุ่มแรกและกลุ่มที่สองที่ลงมาทั้งหมดก็ได้สมทบกันเรียบร้อยแล้ว พวกเขาสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นใจแล้ว!
ในขณะที่ทุกคนกำลังพักผ่อนอยู่ที่เดิม พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เยี่ยหลิงหลงก็หาที่เงียบๆมุมหนึ่ง พาเหล่าศิษย์พี่สองสามคนไปด้วย แล้วเทหัวหน้ากองทัพตนนั้นออกมาจากกระสอบป่าน
หลังจากออกมาแล้ว ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็จัดการซ้อมไปหนึ่งยกก่อน
ดังนั้นดวงตาของหัวหน้ากองทัพตนนั้นเพิ่งจะกลับมาเห็นแสงสว่างอีกครั้งก็มืดบอดไปอีกแล้ว ถูกซ้อมไปหนึ่งยก ดวงตาทั้งสองข้างโดนชกจนตอนนี้ลืมแทบไม่ขึ้นเลย
แม้จะไม่บอด แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าในระยะเวลาเพียงวันเดียว เขาจะกลายเป็นเชลยศึกของเยี่ยหลิงหลงไปได้
ยังจำได้ว่าตอนที่เขาเห็นนางครั้งแรก นางแกล้งทำเป็นเชลยศึกที่ถูกจับได้ สถานะมันเปลี่ยนไปเร็วเกินไปแล้ว
“จะฆ่าก็ฆ่าเสีย จับข้ามาทรมานมันจะมีประโยชน์อะไร?”
“ใช่ พวกเจ้าจะฆ่าก็ฆ่าจับคนของพวกเราไปทรมานทำไม? พวกเจ้ายังเล่นแบบนี้ได้ แล้วทำไมพวกเราจะเล่นบ้างไม่ได้ล่ะ?”
“ที่แท้เจ้าก็อยากจะถามถึงคนที่ถูกจับทั้งเป็นคนนั้นสินะ” หัวหน้ากองทัพตนนั้นหัวเราะเยาะ “ข้าไม่…”
เขายังกล่าวไม่ทันจบก็ถูกซ้อมไปอีกหนึ่งยก ซ้อมจนเขาทั้งโกรธทั้งโมโหทั้งอยากจะร้องไห้
เขาเป็นคนกระดูกแข็ง ไม่กลัวการถูกซ้อม แต่ก็ควรจะให้เขาพูดให้จบ แสดงความทะนงองอาจออกมาเสียหน่อยสิ!
ในขณะนั้นเอง เขาก็ได้ยินเยี่ยหลิงหลงหัวเราะเยาะขึ้นมาครั้งหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะนี้ เขาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง เลือดในกายพลันแข็งตัวอย่างอธิบายไม่ถูก เขากลืนน้ำลายอย่างประหม่าโดยไม่รู้ตัว
“ข้าจับเจ้ามา ไม่ใช่เพื่อจะสอบสวนเจ้า ข้าไม่มีความอดทนขนาดนั้น และก็ขี้เกียจจะดูเจ้าทำท่าทางยอมตายแต่ไม่ยอมจำนนด้วย”
เยี่ยหลิงหลงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา เมื่อเห็นดังนั้นศิษย์พี่ที่อยู่ข้างๆ ก็รีบกดตัวเขาไว้แน่น
“ข่าวสารที่ข้าต้องการ ข้าสามารถเอามาเองได้”
สิ้นเสียง หัวหน้ากองทัพตนนั้นก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่แล่นปราดมาจากสมุทรวิญญาณของเขา ความเจ็บปวดนั้นราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังงัดแงะสมองของเขาอย่างรุนแรง แล้วดึงเอาบางสิ่งบางอย่างในสมองของเขาออกไปอย่างโหดเหี้ยม
นางกำลังดึงความทรงจำของหัวหน้ากองทัพมารออกไปอย่างรุนแรง!
เมื่อตระหนักได้ถึงเรื่องนี้ เขาก็รีบใช้พลังมารของตนเองเตรียมจะฆ่าตัวตายในทันที
ทว่าเขาเพิ่งเริ่มใช้พลัง กลับถูกคนที่กดตัวเองอยู่พบเข้า อีกฝ่ายรีบอัดพลังวิญญาณเข้าไปในร่างกายของเขาอย่างรุนแรง สลายพลังที่หัวหน้ากองทัพมารเพียรรวบรวมไว้จนหมดสิ้น
วิธีการที่โหดเหี้ยมและป่าเถื่อนเหล่านี้ ไม่เหมือนสิ่งที่เผ่ามนุษย์อ่อนแอเหล่านั้นจะทำได้เลย!
พวกมันเหี้ยมโหดนัก!
แม้หัวหน้ากองทัพตนนี้จะดิ้นรนอยู่ แต่พลังจิตวิญญาณก็เทียบกับเยี่ยหลิงหลงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นใช้เวลาไม่นาน นางก็ดึงเอาความทรงจำเหล่านั้นของเขาออกมาได้
เนื้อหาไม่มากนัก แต่นางเห็นกระบวนการทั้งหมดที่อาจารย์ถูกจับไป
อาจารย์ไม่ได้ตายจริงๆ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในมือของเขาอีกต่อไปแล้ว
ครั้งนี้เผ่ามารส่งคนลงมาหนึ่งหมื่นตนจริงๆ ตอนนี้สูญเสียไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ผลลัพธ์นี้เป็นสิ่งที่พวกเขายอมรับไม่ได้
เพราะเดิมทีพวกเขาก็ต้องการจะใช้เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้บั่นทอนกำลังของสี่ภพ ผลปรากฏว่าคนของพวกเขายังไม่ทันจะตายที่นี่ กองทัพมารของตนเองกลับสูญเสียไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ผู้ที่นำพวกเขาลงมาคือผู้อาวุโสเก้าของเผ่ามารของพวกเขา เขาเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในกองทัพมารภายในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้
ผู้อาวุโสเก้าคนนี้ลึกลับมาก ปกติแล้วแม้จะอยู่ในเผ่ามารก็ยังสวมหน้ากาก ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขามีหน้าตาเป็นอย่างไร
และคำสั่งให้จับเริ่นถังเหลียนทั้งเป็นนั้นก็เป็นเขาที่ออกคำสั่ง และยังเป็นคำสั่งที่ออกมาตอนที่พวกเขาได้รับคำสั่งให้ไปจัดการกับเผ่ามนุษย์ด้วย
กล่าวอีกนัยหนึ่งนี่ไม่ใช่การตัดสินใจอย่างกะทันหัน กระทั่งอาจจะรู้มาตั้งนานแล้วว่าเริ่นถังเหลียนอยู่ในกลุ่มแรกของเผ่ามนุษย์ที่ลงมา
หลังจากจับตัวได้แล้ว พวกเขาก็พาเริ่นถังเหลียนไปส่งมอบให้เขาในทันที
ดังนั้นหัวหน้ากองทัพตนนี้จึงไม่รู้จริงๆ ว่าตอนนี้อาจารย์อยู่ที่ใด
บทที่ 1514: มีแม่นางน้อยผู้หนึ่งโชคดีเป็นพิเศษรึ?
มารตนนี้แม้จะเป็นถึงขุนพลใหญ่ในเผ่ามาร แต่ในภารกิจครั้งนี้ถึงเขาจะคุมกองกำลังไพร่พล ทว่ากลับไร้ซึ่งอำนาจในการตัดสินใจ
จะเคลื่อนทัพไปที่ใด นำไพร่พลไปเท่าใด หรือต่อกรกับผู้ใด ล้วนขึ้นอยู่กับคำสั่งของท่านผู้อาวุโสเก้าผู้นี้ทั้งสิ้น เขามีหน้าที่เพียงรับฟังและปฏิบัติตาม ดังนั้นเรื่องที่เขารู้จึงมีไม่มากนัก
นอกจากข้อมูลเพียงน้อยนิดนั้นแล้ว ความทรงจำอื่นๆล้วนแต่โหดเหี้ยมอำมหิต ต่ำช้าไร้ยางอาย เยี่ยหลิงหลงอดทนกลั้นความรู้สึกคลื่นไส้พลางค้นดูอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีข่าวสารใดที่เป็นประโยชน์อีก นางจึงลบทรงจำของเขาทิ้งไป
หลังจากถอนจิตออกจากความทรงจำของหัวหน้ากองทัพผู้นั้น สีหน้าของเยี่ยหลิงหลงก็ดูไม่สู้ดีนัก
“เป็นอันใดรึ ศิษย์น้องหญิงเล็ก?”
เยี่ยหลิงหลงส่ายหน้า แล้วจึงเล่าข้อมูลสำคัญที่นางได้รับมาให้ฟังอย่างคร่าวๆ
เมื่อได้ฟังสีหน้าของทุกคนก็พลันหมองคล้ำลง ไม่คิดว่าเผ่ามารยังมีผู้อาวุโสเก้ามาอีกคน ทั้งยังมีอำนาจล้นเหลือ
สิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญเป็นเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น ยากจะคาดเดาได้ว่าผู้อาวุโสเก้าผู้นี้ยังมีกลอุบายอีกมากเพียงใดที่พวกเขายังไม่เคยเห็น
“ศิษย์พี่สาม ท่านเคยได้ยินนามของผู้อาวุโสเก้าของเผ่ามารผู้นี้หรือไม่เจ้าคะ?”
“เคยได้ยินอยู่บ้าง แต่ถึงแม้จะอยู่ในเผ่ามาร เขาก็เป็นบุคคลที่ลึกลับยิ่งนัก” กู้หลินเยวียนเอ่ย “เขาไม่เคยปรากฏกายต่อหน้าผู้คนง่ายๆ ยามปรากฏกายก็มักจะสวมหน้ากากเสมอ ในอดีตยามเหล่าผู้อาวุโสในเผ่ามารเกิดความขัดแย้งภายใน เขาไม่เคยเข้าร่วม ไม่เคยเข้าข้างฝ่ายใด
เขาแทบจะไม่เคยปรากฏตัวอย่างเปิดเผยในเผ่ามารเลยแม้แต่น้อย ทั้งยามที่ราชามารมอบหมายภารกิจก็ไม่เคยมอบหมายมาถึงเขา แต่ถึงกระนั้น ราชามารกลับไว้วางใจเขาอย่างที่สุด
การปรากฏตัวในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาครั้งนี้ด้วยจุดประสงค์ใด ข้าก็ไม่รู้จริงๆ หากเป็นผู้อาวุโสท่านอื่นข้ายังพอจะบอกเล่าได้บ้าง แต่กับเขาผู้นี้ ข้าไม่อาจรู้ได้เลย”
เบาะแสมาถึงจุดนี้ก็พลันตีบตัน เยี่ยหลิงหลงจมดิ่งสู่ภวังค์ความคิด
ครู่ต่อมา นางจึงดึงสติกลับมาแล้วเอ่ยว่า “ไปข้างหน้ากันก่อนเถิด ในเมื่อเขาจับตัวอาจารย์ไปย่อมต้องมีประโยชน์ คอยดูว่าเขาจะใช้วิธีใด พวกเราค่อยหาทางรับมือเมื่อถึงเวลานั้น”
เหล่าศิษย์พี่ต่างขานรับเป็นเสียงเดียวกัน เวลานี้กู้หลินเยวียนจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ศิษย์น้องหญิงเล็ก ต่อไปนี้เรื่องการใช้พลังจิตวิญญาณดึงความทรงจำของผู้อื่นออกมาโดยพลการเช่นนี้ อย่าได้ทำอีกเป็นอันขาด”
เยี่ยหลิงหลงได้ยินดังนั้นจึงก้มหน้ามองหัวหน้ากองทัพมารที่นอนแน่นิ่งสิ้นใจอยู่บนพื้น สภาพการตายของเขาดูไม่น่าอนาถนัก ทว่าตามความเป็นจริงแล้ว เขาตายอย่างทุกข์ทรมานยิ่งกว่าผู้ที่บาดเจ็บสาหัสทั่วทั้งร่างเสียอีก
การถูกดึงความทรงจำออกจากดวงวิญญาณโดยพลการ ส่งผลให้ดวงวิญญาณของเขาสลายไป มิอาจไปผุดไปเกิดได้อีก กล่าวโดยง่ายคือตอนนี้วิญญาณเขาแตกสลายไปแล้ว
วิธีการอันเหี้ยมโหดเช่นนี้ยามใช้ย่อมอำมหิตยิ่งนัก ทั้งยังบั่นทอนบุญกุศลอย่างใหญ่หลวง หากทำเช่นนี้ต่อไปในภายภาคหน้า ย่อมต้องประสบเคราะห์กรรมตามสนองแน่
ศิษย์พี่สามจึงได้ตักเตือนนาง ครั้งหนึ่งพอทนได้ แต่เรื่องเช่นนี้อย่าได้ทำอีกเลย
“ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ”
“หากมิใช่เพราะข้าเข้าใจดีว่าเจ้ากังวลร้อนใจเรื่องอาจารย์ถูกจับตัวไป ข้าย่อมไม่เห็นด้วยให้เจ้ากระทำการเช่นนี้”
“ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว”
“เชื่อฟังก็ดีแล้ว ไปพักผ่อนเถิด พวกเรายังต้องเดินทางกันต่อ”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้ารับ จากนั้นจึงกลับไปยังที่พักของกองทัพหลัก หาซอกมุมหนึ่งนั่งลงรักษาอาการบาดเจ็บและฟื้นฟูพลัง
อันที่จริงแล้วนอกจากหน่วยย่อยร้อยคนของพวกนาง คนอื่นๆก็ไม่ได้ผ่านการรบครั้งใหญ่อันใด หลังจากกองหนุนหลักมาถึง กองทัพฝ่ายมารก็ล่าถอยไปอย่างรวดเร็วในทันที ดังนั้นความสูญเสียจึงไม่มากนัก
ด้วยเหตุนี้หลังจากพักฟื้นหนึ่งวันหนึ่งคืน เยี่ยหลิงหลงจึงนำกลุ่มออกเดินทางอีกครั้ง
รูปปั้นมังกรเขียวที่ยังมิได้ถูกย้อมสีเบื้องหน้า แท้จริงแล้วเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัว อีกไม่นานพวกเขาก็จะสามารถหารูปปั้นจริงพบและลงไปยังหุบเหวชั้นที่แปดได้สำเร็จ
หลังจากกลุ่มแรกและกลุ่มที่สองที่ลงมาสมทบกันทั้งหมดแล้ว จำนวนคนในกลุ่มของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก พลังการต่อสู้พุ่งทะยานขึ้น ดังนั้นความเร็วในการทะลวงผ่านมิติภาพมายาของมังกรเขียวจึงเร็วมาก
ใช้เวลาเพียงประมาณสองวันตรงหน้าของพวกเขาก็เหลือรูปปั้นมังกรเขียวเพียงสองตัว
“เลือกหนึ่งในสอง ถ้าโชคดีก็จะได้ตัวจริง” พานเฉิงว่านยิ้มพลางเอ่ย “ข้าจำได้ว่าในสำนักชิงเสวียนของพวกเจ้า มีแม่นางน้อยผู้หนึ่งที่โชคดีเป็นพิเศษมิใช่รึ? หรือว่าจะให้นางมาเลือกดี?”
ครั้นเขาเอ่ยจบ แทบทุกคนก็หันขวับไปมองลู่ไป๋เวยที่กำลังเหม่อลอยอยู่
ทันใดนั้นเมื่อถูกทุกสายตาจับจ้อง ลู่ไป๋เวยก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “พวกท่านทั้งหมดจ้องมองข้าด้วยเหตุใด? หรือว่าข้าสะคราญโฉมถึงขั้นที่พวกท่านอดใจไม่ไหวต้องหยุดยืนชื่นชมกันแล้ว?”
…...
แม่นางผู้นี้แม้โชคจะดี ทว่านั่นต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขอื่นแน่
“แค่กๆ” พานเฉิงว่านกระแอมไอเบาๆ “พวกเราเพียงอยากจะถามว่า รูปปั้นสองตัวนี้ เจ้าคิดว่าเลือกตัวใดดี?”
“เลือกตัวใดก็เหมือนกันมิใช่หรือ?” ลู่ไป๋เวยย้อนถาม “ด้วยความเร็วในการทะลวงมิติของพวกเราในยามนี้ ยังต้องเสียเวลาครุ่นคิดว่าตัวใดคือของจริงอีกรึ? หากเป็นข้า ข้าก็จะไปตามลำดับ”
พานเฉิงว่านมิคาดว่าตนเองจะถูกนางตอกกลับเช่นนี้ แต่คำพูดนั้นก็ฟังดูมีเหตุผลอย่างยิ่ง เขาจึงหาเหตุผลใดมาโต้แย้งมิได้เลย
ครานั้น สหายเผ่าเซียนหลายคนที่อยู่ข้างๆ ก็พากันหัวเราะขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าขบขันกับการเสียหน้าของเขา
พานเฉิงว่านเบ้ปากอย่างไม่พอใจนัก เขารู้สึกว่าตลอดทางที่พวกเขาเดินตามลำดับมา ยังไม่เคยพบพานรูปปั้นมังกรเขียวของจริงก่อนเลยสักครั้ง ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นตัวสุดท้าย
หากสามารถข้ามผ่านตัวปลอมนี้ไปได้เลย ก็ช่วยประหยัดเวลาและเรี่ยวแรงไปได้มากมิใช่หรือ?
“เช่นนั้นก็ฟังเจ้าเถิด พวกเราจะไปตามลำดับ”
แต่ตอนนี้คนอื่นๆก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของลู่ไป๋เวยแล้ว เขาก็ไม่สามารถโต้แย้งได้อีก เพราะเขาเป็นคนถามเองก่อน ถามแล้วไม่ฟัง นั่นก็เท่ากับหาเรื่องเปล่าๆไม่ใช่หรือ?
ดังนั้นกองกำลังหลักจึงเดินหน้าต่อไป ตรงไปยังรูปปั้นมังกรเขียวที่อยู่ใกล้พวกเขาที่สุด
ทว่าขณะที่พวกเขากำลังจะเดินเข้าไปในอาณาเขตของรูปปั้น พลันปรากฏแสงเรืองรองสายหนึ่งสว่างวาบขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหน้า
แสงเรืองรองนั้นสาดส่องไปยังบริเวณที่มืดสนิทจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือของตนเอง ผู้ที่สังเกตเห็นแสงสว่างรีบหันไปมองทันที ก็เห็นว่าเบื้องหน้ามีสะพานศิลาแห่งหนึ่ง
บนสะพานศิลานั้น มีมารตนหนึ่งกำลังกระชากโซ่เหล็กเส้นมหึมาอยู่ในมือ ปลายอีกด้านของโซ่เหล็กนั้นพันธนาการร่างอาบโลหิตของผู้หนึ่งเอาไว้
คนผู้นั้นฟุบหน้าอยู่กับพื้น สองมือถูกมัดรวบไว้เหนือศีรษะและถูกเผ่ามารผู้นั้นลากถูให้เดินไปข้างหน้า
ภาพอันพิสดารที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ที่พบเห็น พวกเขาอดมิได้ที่จะเปล่งเสียงอุทานออกมาอย่างแตกตื่น
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้มองเห็นอย่างชัดเจน หรือกระทั่งเอ่ยปากสนทนากันสักคำสองคำ แสงสว่างเบื้องหน้าก็พลันดับวูบลง ทุกสิ่งทุกอย่างกลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น การหายไปและการปรากฏขึ้นนั้นล้วนกะทันหันไม่ต่างกัน
ภาพนั้นเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว รวดเร็วจนกระทั่งบางคนยังมองตามไม่ทันด้วยซ้ำ
ดังนั้นภายในกลุ่มจึงเกิดเสียงจอแจวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นทันควัน ถกเถียงกันถึงภาพอันประหลาดและน่าสะพรึงกลัวนั้น
“พวกท่านเห็นกันใช่หรือไม่?”
พานเฉิงว่านขมวดคิ้วพลางหันไปสอบถามสหายเผ่าเซียนและศิษย์จากสำนักชิงเสวียนสองสามคนที่เดินนำอยู่ด้านหน้าสุดของขบวน
“เห็นแล้ว” เยี่ยหลิงหลงเอ่ย “คนที่ถูกมารตนนั้นลากไปคืออาจารย์ของข้า เริ่นถังเหลียน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สหายเผ่าเซียนที่อยู่ข้างๆ ต่างก็เบิกตากว้าง แสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมา
“เจ้าทราบได้อย่างไร? คนผู้นั้นฟุบหน้าอยู่กับพื้น มองใบหน้าไม่ชัดเจนแม้แต่น้อย!”
“ข้าเดาเอา”
แม้เยี่ยหลิงหลงจะเอ่ยเช่นนั้น ทว่าในน้ำเสียงของนางกลับมิได้มีแววของการคาดเดาแม้แต่น้อย กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างที่สุด
บทที่ 1515: ผู้คนย่อมต้องเดือดร้อนเพราะนางเสมอ
“ศิษย์น้องหญิงเล็กกล่าวได้ถูกต้องแล้ว เขาผู้นั้นน่าจะเป็นสหายเริ่น แม้นจะไม่เห็นใบหน้า แต่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ คือชุดเดียวกับที่เขาสวมในวันที่ถูกจับตัวไป” ต้วนซิงเหอเอ่ย
“แต่ถึงกระนั้น เขาก็อาจจะเป็นตัวปลอมได้ คนถูกจับไปแล้วการถอดเสื้อผ้ามาจะยากอะไร?” จ้าวชิ่งฝู่เอ่ย “เจ้าอย่าได้วู่วามเป็นอันขาด”
“การฉวยเสื้อผ้ามานั้นไม่ยากจริง แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องแสดงละครฉากนี้ให้ข้าดูก็ได้ เพียงแค่ส่งข่าวมาบอกข้า ข้าก็ย่อมเชื่ออยู่แล้ว เพราะอาจารย์ของข้าก็อยู่ในเงื้อมมือของพวกเขามิใช่หรือ ภาพที่ปรากฏนั้นจะเป็นเขาจริงหรือไม่ หาใช่เรื่องสำคัญไม่ สิ่งสำคัญคือความหมายที่พวกเขาต้องการจะสื่อต่างหาก”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ คนอื่นๆก็พลันเงียบลงทันที
“ดังนั้นนี่มันก็คือกับดักอย่างชัดเจน พวกเขาเพียงต้องการล่อเจ้าไป เจ้าอย่าได้หลงกลพวกเขาเป็นอันขาด” อวี๋หงเหวินเอ่ย
“นี่มันก็คือกับดักจริงๆนั่นแหละ แต่เพราะมันเป็นกับดักแล้วข้าจะไม่ไปได้หรือ?” เยี่ยหลิงหลงเอ่ย “หากข้าเพิกเฉยไม่สนใจ อาจารย์ของข้าก็จะหมดประโยชน์ เมื่อหมดประโยชน์แล้วก็มีแต่หนทางเดียวคือความตาย!”
“แต่…”
“อันที่จริง ตั้งแต่ตอนที่พวกเขาคิดจะจับตัวอาจารย์ข้า ข้าก็คาดเดาได้แล้วว่าเป้าหมายของพวกเขาคือข้า อย่างไรเสีย อาจารย์ข้าก็เป็นเพียงผู้เฝ้าภูเขาใช้ชีวิตบั้นปลาย จะไปมีเรื่องบาดหมางใดกับเผ่ามารได้? สิ่งเดียวที่เชื่อมโยงกันก็คือข้า และข้าก็เป็นเสมือนหนามยอกอกของเผ่ามารมาเนิ่นนานแล้ว หากข้าไม่ตาย พวกเขาย่อมไม่มีทางเลิกราแน่”
เยี่ยหลิงหลงแค่นยิ้มอย่างขมขื่น
นางไม่เคยคิดจะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใด แต่กลับมีผู้คนต้องมาเดือดร้อนเพราะนางเสมอ
ดังนั้นต่อให้เป็นกับดักแล้วอย่างไรเล่า? นางจะไม่ไปได้หรือ?
“แต่ยิ่งถึงยามคับขันเช่นนี้ เจ้าก็ยิ่งต้องสงบสติอารมณ์ ต่อให้เจ้าไป ก็มิแน่ว่าจะช่วยอาจารย์ของเจ้าออกมาได้ ซ้ำร้ายอาจจะพลอยทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในอันตรายไปด้วย นี่มันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย” จ้าวชิ่งฝู่เอ่ย
“ข้าไม่เคยใช้คำว่าคุ้มค่ามาบรรยายถึงชีวิตของอาจารย์ข้า เขาเชื่อมั่นในตัวข้า รักข้า และยืนอยู่ข้างข้าเสมอ ด้วยเหตุนี้เผ่าเซียนจึงต้องการให้เขาลงมาเป็นกลุ่มแรก เผ่ามารก็ต้องการจับเป็นเขาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ เขาต้องมาประสบเคราะห์กรรมเพราะข้า นี่มิใช่การคิดเลขหรือการค้าขาย ไยจึงใช้คำว่าคุ้มค่าได้?”
จ้าวชิ่งฝู่เองก็ทราบดีว่าตนใช้คำพูดผิดไป แต่ในยามนี้เขาไม่อยากให้เยี่ยหลิงหลงวู่วามจริงๆ พวกเขาเดินทางมาถึงขั้นนี้แล้ว จะมาล้มเหลวในตอนสุดท้ายมิได้เป็นอันขาด
“หากเจ้ายังยืนกรานจะไป เช่นนั้นพวกเราก็ไปด้วยกันทั้งหมด พวกเราคนหมู่มาก พวกเขาย่อมไม่อาจก่อเรื่องอันใดได้” พานเฉิงว่านเอ่ย “อย่างมากก็แค่เสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกหน่อย”
เยี่ยหลิงหลงส่ายหน้า “พวกท่านอย่าไปเลย”
“เพราะเหตุใดเล่า?”
“สถานที่ซึ่งแสงสว่างสาดส่องไปไม่ถึงคือถิ่นของพวกเขา หากกองกำลังหลักทั้งหมดบุกเข้าไป ก็เท่ากับเป็นการส่งเนื้อเข้าปากเสือ ต่อให้สุดท้ายช่วยออกมาได้ พวกเราไม่เพียงแต่จะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ยังจะสูญเสียอย่างหนักหน่วงอีกด้วย จุดประสงค์ของพวกเขาก็จะบรรลุผลสำเร็จ” เยี่ยหลิงหลงเอ่ย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สหายเผ่าเซียนหลายคนก็อดมิได้ที่จะมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ
เยี่ยหลิงหลงผู้นี้ช่างทำให้พวกเขาคาดเดาความคิดได้ยากขึ้นทุกที ในยามที่พวกเขาคิดว่านางคงจะขาดสติเพราะความห่วงใยอาจารย์จนมิอาจตัดสินใจอย่างมีเหตุผลได้แล้ว นางกลับวิเคราะห์สถานการณ์ออกมาได้อย่างสุขุมเยือกเย็นที่สุด
นางให้ความสำคัญกับความรู้สึกยิ่งนัก แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล
แม้แต่ผู้ที่บำเพ็ญเพียรมานับหมื่นปีก็มิแน่ว่าจะทำเช่นนี้ได้ แต่นางเพิ่งจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่ร้อยปี เหตุใดจึงสามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกได้ดีถึงเพียงนี้?
มิน่าเล่าผู้คนมากมายจึงยกให้นางเป็นดั่งเสาหลัก เพราะในทุกสถานการณ์ นางคือผู้ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อื่นได้เสมอ
“เช่นนั้นเจ้าคิดจะทำอย่างไร?”
“กองทัพหลักรอคอยอยู่ที่นี่ ข้าจะทิ้งร่องรอยไว้ตลอดทาง หากต้องการความช่วยเหลือจากพวกท่าน ข้าจะแจ้งให้พวกท่านตามมา แต่หากเกินสามวันแล้วข้ายังไม่ปรากฏตัว พวกท่านก็ไม่ต้องรออีกต่อไป ให้เดินทางต่อไปยังหุบเหวชั้นที่แปดได้เลย”
“นี่มัน…”
“ศิษย์พี่หญิงห้าของข้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว รูปปั้นมังกรเขียวตัวจริง ก็คือตัวที่อยู่เบื้องหน้าพวกท่านนี่เอง เมื่อเข้าไปในอาณาเขตของมัน สังหารมังกรเขียวที่อยู่ภายใน พวกท่านก็จะสามารถลงไปยังหุบเหวชั้นที่แปดได้แล้ว”
เยี่ยหลิงหลงเอ่ย
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามันคือรูปปั้นตัวจริง?” พานเฉิงว่านได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที
“เผ่ามารบอกคำตอบแก่พวกเราแล้วมิใช่หรือ หากไม่ใช่ พวกมันจะปรากฏตัวออกมาขัดขวางทำไมกัน?”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็หันไปมองคนอื่นๆ
“ไม่ต้องถามแล้ว สำนักชิงเสวียนเป็นหนึ่งเดียว เจ้าจะไปช่วยอาจารย์ของเจ้า พวกเราย่อมต้องไปเป็นเพื่อนเจ้าอยู่แล้ว หกภพภูมิก็มิใช่เป็นเพียงหกภพภูมิของสำนักชิงเสวียนพวกเราเท่านั้น สมรภูมิหลักมอบให้พวกเขาดูแล คงไม่ถึงกับทำให้เรื่องยุ่งยากกระมัง” อวี๋หงหลานเอ่ย
“ข้าขอไปด้วยคนเถิด” ซูอวิ่นซิวเอ่ย “กองทัพหลักของเผ่าปีศาจตามเผ่าเซียนไปก็พอแล้ว ขาดข้าไปคนหนึ่งคงไม่เป็นปัญหากระไรนัก”
“ยังมีข้าอีกคน ข้าอยู่ในกองทัพหลักคงมิได้มีประโยชน์มากนัก แต่หากติดตามพวกเจ้าไปย่อมต้องมีประโยชน์ไม่น้อยเป็นแน่ ทั้งข้าเองก็อยากจะไปประมือกับพวกเผ่ามารเหล่านี้สักครา หากสามารถสังหารได้เพิ่มอีกสักตน ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมแล้ว” ฉีเหวยตวนเอ่ย
“อมิตาพุทธ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิต่างอันใดกับการให้หน่วยย่อยร้อยคนของพวกเราปฏิบัติการต่อไป! หากสามารถทำลายรังของเผ่ามารนี้ได้ นั่นย่อมเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่!” แม้หมิงเจวี๋ยจะยังคงเอ่ยคำว่าอมิตาพุทธ แต่ก็มิอาจซ่อนเร้นความตื่นเต้นในใจได้อีกต่อไป
เยี่ยหลิงหลงกวาดสายตามองเข้าไปในกลุ่มผู้คน มองผ่านหน่วยย่อยร้อยคนที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับนางบุกตะลุยฝ่าทัพมารอย่างโดดเดี่ยว เห็นแววตาอันคาดหวังและตื่นเต้นของพวกเขา ก็ทราบได้ทันทีว่าพวกเขาทุกคนล้วนยินดีที่จะร่วมผจญภัยไปกับนาง
“เช่นนั้นก็ไปด้วยกันทั้งหมด” เยี่ยหลิงหลงมิได้ปฏิเสธข้อเสนอของพวกเขา
“ข้าได้สอบปากคำหัวหน้ากองทัพเผ่ามารผู้นั้นแล้ว จากปากของเขาทราบว่าผู้บัญชาการภารกิจครั้งนี้คือผู้อาวุโสเก้าของเผ่ามาร และเป็นผู้ที่จับตัวอาจารย์เริ่นถังเหลียนของข้าไป
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากครั้งนี้มีโอกาสสามารถจับกุมเขาได้ กองทัพมารในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแห่งนี้ก็จะแตกพ่ายไปทั้งหมดและไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราก็จะกุมความได้เปรียบอย่างมาก”
“เช่นนั้นจะยังรออันใดอยู่อีก? ในเมื่อเขากล้าเชิญพวกเราไป พวกเราก็ไป! เพียงแต่ว่าพวกเราไปกันทั้งหมด เขาจะรับมือไหวหรือไม่ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง!”
“ใช่แล้ว ภายใต้การกดทับของเขตแดนในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา ทุกคนต่างก็อยู่ในขอบเขตพ้นพิบัติ พวกเราจะต้องกลัวเขากระนั้นรึ?”
“ถูกต้อง! มิใช่ว่าไม่เคยสังหารเผ่ามารเสียเมื่อใด! กองทัพห้าพันคนยังกล้าต่อกร เรื่องแค่นี้นับเป็นอันใดได้? พวกเขากล้าเพียงใช้ตัวประกันมาข่มขู่ ไม่กล้าเผชิญหน้าโดยตรง แสดงว่าพวกเขาสู้พวกเราไม่ได้อยู่แล้ว!”
เมื่อเห็นทุกคนต่างแสดงท่าทีตื่นเต้นฮึกเหิมยิ่งกว่ากัน สหายเผ่าเซียนหลายคนก็ได้แต่พยักหน้ารับ ในเมื่อเป็นความต้องการของทุกคน พวกเขาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอันใดได้ ทำได้เพียงให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เท่านั้น
“เช่นนั้นก็ดี พวกเราเผ่าเซียนทั้งหมดจะนำทุกคนเฝ้ารออยู่ที่นี่เป็นเวลาสามวัน หากพวกเจ้ากลับมาได้ก็ย่อมที่สุด หากกลับมาไม่ได้พวกเราก็จะลงไป” พานเฉิงว่านเอ่ย
“แน่นอน หากพวกเจ้าต้องการความช่วยเหลือเพียงส่งสัญญาณมา พวกเราก็จะไปในทันที” หลี่ซางเค่อเอ่ย “พวกเราคือปราการหลังที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเจ้า”
“ขอบคุณท่านเซียนทุกท่านที่เข้าใจและให้การสนับสนุน หลิงหลงซาบซึ้งใจอย่างที่สุด”
“พวกเราก็อยากจะไม่สนับสนุนอยู่หรอกนะ แต่จะมีประโยชน์อันใดเล่า?” จ้าวชิ่งฝู่แค่นยิ้ม “ช่างเถิด ในเมื่อพวกเจ้าไม่อยากรับฟังพวกเรา พวกเราก็รับฟังพวกเจ้าก็ได้ เพียงทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันก็จะได้รับชัยชนะ”
หลังจากสั่งการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เยี่ยหลิงหลงได้ทิ้งอักขระไว้ในมือของท่านเซียนหลายคน จากนั้นจึงนำหน่วยย่อยร้อยกว่าคนออกเดินทางอีกครั้ง
ครั้งนี้ สถานที่ที่พวกเขาจะไปคือสถานที่ที่มืดมิดที่สุดในชั้นนี้ ไปเพื่อจุดไฟของพวกเขาให้ลุกโชนขึ้นที่นั่น
บทที่ 1516: แสงเพลิงเผาผลาญทะลวงความมืดมิด
เยี่ยหลิงหลงนำหน่วยย่อยร้อยคนของนางมุ่งหน้าไปยังสถานที่ซึ่งปรากฏแสงเรืองรองเมื่อครู่ ไม่นานพวกเขาก็เข้าสู่ความมืดมิด
ความมืด ณ ที่แห่งนี้เป็นความมืดที่ไม่ธรรมดา มันมิใช่เพราะไม่มีแสงสว่างสาดส่องถึง แต่ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างในบริเวณนี้กำลังกลืนกินแสงสว่างอยู่
ความมืดนี้ราวกับอสูรร้ายที่อ้าปากกว้าง รอคอยให้บรรดาอาหารเหล่านี้เดินเข้ามาส่งถึงที่ด้วยตนเอง
ระหว่างการเดินทาง แม้ทุกคนจะมีไข่มุกราตรีอยู่ในมือคนละดวง แต่แสงสว่างที่สาดส่องไปถึงก็เป็นเพียงบริเวณใต้ฝ่าเท้าของแต่ละคนเท่านั้น ไกลออกไป แสงสว่างเหล่านั้นก็ถูกความมืดกลืนกินไปทั้งหมด
ดังนั้นการเดินอยู่ในสถานที่แห่งนี้นอกจากจะมองเห็นแสงสว่างของกันและกันแล้ว พวกเขาก็มองไม่เห็นหนทางเบื้องหน้า ทุกย่างก้าวล้วนเป็นสิ่งที่ไม่อาจรับรู้สิ่งๆใดได้
อาศัยความทรงจำจากภาพที่เห็นก่อนหน้านี้ ไม่นานพวกเขาก็พบสะพานศิลาที่อยู่ในแสงสลัวนั้น
บนสะพานศิลา พวกเขาพบรอยเลือดขนาดใหญ่ที่ยังคงหลงเหลืออยู่
มองออกได้ว่าเริ่นถังเหลียนบาดเจ็บไม่น้อย เลือดของเขาหยดลงมาตลอดทาง ทิ้งร่องรอยไว้ทุกที่ที่เขาถูกลากผ่าน
เมื่อเห็นรอยเลือดที่ชัดเจนซึ่งซ่อนอยู่ในความมืดมิดนี้ หน่วยย่อยร้อยคนก็พลันจมดิ่งสู่ภวังค์ความคิด
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก รอยเลือดนี้ทิ้งไว้ชัดเจนเกินไป ราวกับเป็นการชี้ทางให้พวกเรา พวกเราจะเดินตามไปหรือไม่?” เผยลั่วไป๋เอ่ยถาม
คนอื่นๆก็มองออกเช่นกัน แม้เริ่นถังเหลียนจะบาดเจ็บหนักเพียงใด หากเผ่ามารต้องการไม่ให้เขาทิ้งรอยเลือดไว้ตามทางที่ผ่านไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่พวกเขากลับจงใจทิ้งไว้ นี่มิใช่เป็นการล่อให้พวกเขาตามไปหรอกหรือ?
“ก็ไปสิ” เยี่ยหลิงหลงเอ่ย “พวกเขาอุตส่าห์ชี้ทางให้แล้ว พวกเราจะไม่ไปได้อย่างไร? เพียงแต่ว่า…”
เยี่ยหลิงหลงแย้มยิ้มอย่างเงียบงัน พลางกวักนิ้วเรียกทุกคนเข้ามา หน่วยย่อยร้อยคนจึงล้อมวงนางไว้ทันที
เยี่ยหลิงหลงนั่งยองๆอยู่ตรงกลางวงล้อม หยิบพู่กันออกมาจากแหวนมิติ จุ่มน้ำเล็กน้อยแล้วจึงเริ่มวาดลงบนพื้น
น้ำแห้งเร็วมาก นางเพิ่งจะวาดส่วนหนึ่งเสร็จส่วนก่อนหน้าก็เลือนหายไปแล้ว
แต่ผู้คนในที่นี้ล้วนมิใช่คนเขลา นางวาดเพียงครั้งเดียว พวกเขาก็สามารถจดจำได้ราวเจ็ดแปดส่วน
ท้ายที่สุดเมื่อวงล้อมสลายตัว เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นยืนจากที่ที่นางนั่งยองอยู่ สิ่งที่นางวาดไว้บนพื้นก็พลันเลือนหายไปจนหมดสิ้น
“เดินหน้ากันต่อเถิด”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็นำขบวนเดินหน้าต่อไป
อาศัยแสงสว่างอันริบหรี่ พวกเขารู้ว่าบริเวณที่ตนเองอยู่นั้นไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านปราบมารอีกต่อไป หากแต่อยู่บริเวณชานหมู่บ้าน
สะพานศิลานั้นคือสะพานเล็กๆที่ทอดข้ามลำธารเล็กๆนอกหมู่บ้าน และทิศทางที่รอยเลือดชี้ไปก็คือทิศทางของป่าเขารกร้าง
ดังนั้นพวกเขาเดินไปได้ไม่นานก็เข้าสู่ป่าที่มีภูมิประเทศซับซ้อนมาก
ป่าเช่นนี้แม้จะเดินในเวลากลางวันแสกๆก็ยังหลงทางได้ง่าย นับประสาอะไรกับแสงสว่างในมือของพวกเขาที่มองไม่เห็นหนทางเบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย
แต่ทุกคนก็ยังคงเดินตามหลังเยี่ยหลิงหลงไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความสงสัยแม้แต่น้อย ทุกย่างก้าวของพวกเขา ราวกับเป็นร้อยคนก้าวเป็นหนึ่งเดียว การเคลื่อนไหวเป็นระเบียบอย่างยิ่ง
จนกระทั่งพวกเขาเดินไปได้ระยะหนึ่ง ถึงบริเวณที่ต้นไม้ล้มระเนระนาด ทางเดินเล็กๆเต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระ สภาพเส้นทางย่ำแย่กว่าที่ใดๆ ทันใดนั้นพลันมีเสียงแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง
เป็นเสียงที่เบามากและเพราะพวกเขาเดินกันอย่างเงียบเชียบ จึงสังเกตเห็นได้ในทันที
เมื่อขบวนหยุดลงไม่นานเสียงสวบๆ จำนวนมากก็ดังมาจากทุกทิศทุกทาง ในความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือของตนเอง ในสถานที่ซึ่งภูมิประเทศซับซ้อนจนทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรค เผ่ามารที่ซุ่มซ่อนอยู่เนิ่นนานก็เปิดฉากโจมตีพวกเขา
ในพริบตาเดียวที่การโจมตีมาถึง เยี่ยหลิงหลงก็ทะยานร่างขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันสนามเสริมพลังของลู่ไป๋เวยก็แผ่ขยายออกไปในทันที
หลังจากทะยานขึ้นไปแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็เปิดใช้วิชาเทพวิหคอัคคีอย่างรวดเร็ว ลูกไฟขนาดมหึมาพลันก่อตัวขึ้นกลางอากาศ สาดแสงสว่างเจิดจ้าขับไล่ความมืดมิดที่กลืนกินแสงสว่างไปเป็นบริเวณกว้าง
แสงสว่างนี้สาดส่องเผยให้เห็นร่างของเหล่ามารที่ลอบโจมตีออกมาทั้งหมด
ความมืดในบริเวณนี้มีพลังอำนาจ ดังนั้นมันจึงสามารถกลืนกินแสงสว่างได้ ไข่มุกราตรีมีพลังเพียงน้อยนิด แสงสว่างจึงถูกกลืนกินไปได้อย่างง่ายดาย แต่หากพลังของแสงสว่างแข็งแกร่งกว่าความมืด ความมืดนั้นก็จะถูกทำลายลง
บัดนี้เพลิงเทพวิหคอัคคีที่เยี่ยหลิงหลงระเบิดออกมาด้วยพลังวิญญาณจำนวนมหาศาลในร่างก็สามารถต้านทานความมืดมิดที่ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณนี้ได้สำเร็จ ส่องสว่างทั่วทั้งป่าที่พวกเขาอยู่
ในชั่วพริบตาที่ถูกแสงเพลิงอันกะทันหันนี้สาดส่อง เหล่ามารที่ลอบโจมตีก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง
แต่ที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่านั้นก็คือ เมื่อแสงสว่างสาดส่องลงมา พวกเขาก็พบว่าหน่วยย่อยร้อยคนที่พวกเขาลอบโจมตีนั้นได้โต้กลับมาแล้ว!
นั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถคาดการณ์ตำแหน่งของเหล่ามารได้ก่อนที่แสงเพลิงจะสว่างขึ้นเสียอีก ดังนั้นในชั่วขณะที่แสงเพลิงปรากฏ พวกเขาก็สามารถลงมือได้ทันที!
ทั้งที่เป็นการลอบโจมตีที่เผ่ามารวางแผนไว้ แต่ผู้ที่ลงมือก่อนกลับเป็นหน่วยย่อยร้อยคนนี้ การโจมตีที่ชิงลงมือก่อนหนึ่งก้าวนี้ ทำให้เหล่ามารที่ลอบโจมตีถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ!
พวกเขาคาดการณ์ตำแหน่งของผู้ลอบโจมตีล่วงหน้าได้อย่างไร?
ไม่ทันได้คิดให้ถี่ถ้วน การต่อสู้ในป่ารกร้างแห่งนี้ก็ได้ปะทุขึ้นแล้ว ลูกไฟที่รวมตัวกันบนฝ่ามือทั้งสองของเยี่ยหลิงหลงก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีขนาดเท่ากับห้าคนโอบ สาดแสงสว่างไปทั่วบริเวณกว้าง
“ตั้งหลักให้มั่น! อย่าได้ตื่นตระหนก! การต้านทานความมืดต้องใช้พลังมหาศาล การรักษาสภาพแสงเพลิงนี้ไว้ตลอดเวลา นางย่อมทานทนได้ไม่นาน! โจมตีต่อไป อีกไม่นานนางก็หมดหนทางแล้ว!”
แม่ทัพของกองกำลังมารที่ลอบโจมตีพวกเขานั้นตะโกนขึ้นมาเสียงดัง ทำให้ขวัญกำลังใจของกองทัพที่กำลังสับสนอลหม่านกลับมามั่นคงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ทว่าเขากล่าวจบได้ไม่ทันไร ก็เห็นเยี่ยหลิงหลงที่อยู่กลางอากาศมองหาตำแหน่งของเขาได้อย่างรวดเร็วทั้งยังส่งยิ้มเยาะมาให้เขาอีกด้วย
ในชั่วขณะนั้น ในใจของเขาก็เกิดความตื่นตระหนกอย่างบอกไม่ถูก
แม้ว่าแม่นางน้อยเบื้องหน้านี้จะเพิ่งอยู่เพียงขอบเขตพ้นพิบัติขั้นต้นเท่านั้น ส่วนตนเองหากมิได้ถูกกดทับระดับการฝึกฝน พลังย่อมเหนือกว่าขอบเขตพ้นพิบัติไปนานแล้ว เขาไม่ควรจะหวาดกลัวนางแม้แต่น้อย
แต่นางเพียงแค่ยิ้ม ใจของเขาก็พลันสั่นคลอน
เป็นไปตามคาด รอยยิ้มของนางเพิ่งจะปรากฏ นางก็ขว้างลูกไฟในมือเข้าใส่ตำแหน่งที่เขาอยู่อย่างแรง
เสียง ‘ตูม’ ดังสนั่น แม่ทัพเผ่ามารผู้นั้นหลบหลีกอย่างรวดเร็ว แต่ลูกไฟนั้นใหญ่เกินไป พลังทำลายล้างก็น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก แม้เขาจะตอบสนองได้รวดเร็วก็ยังคงถูกไฟเผาไหม้ไปบ้าง
แต่โชคดีที่ถูกเพียงเล็กน้อยจึงได้รับบาดเจ็บไม่มาก เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาอันใดเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก
ทว่ายังไม่ทันจะถอนหายใจได้สุด เขาก็ได้ยินเสียง ‘ฟู่ ฟู่ ฟู่’ ของเปลวเพลิงที่ปะทุขึ้นมา
เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็ว เห็นลูกไฟตกลงมาในป่าที่พวกเขาอยู่ เปลวเพลิงอาศัยต้นไม้ในบริเวณนี้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ไม่นานผืนป่าทั้งหมดก็กลายเป็นทะเลเพลิง!
แสงเพลิงโชติช่วงเผาไหม้ป่าทั้งป่าจนสว่างไสว สาดส่องเหล่ามารที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดจนมิอาจหลบซ่อนได้อีกต่อไป ความได้เปรียบที่ได้จากความมืดมิดในบริเวณนี้พลันมลายหายไปในพริบตา!
ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ เปลวเพลิงนี้ไม่จำเป็นต้องให้เยี่ยหลิงหลงใช้พลังวิญญาณคอยหล่อเลี้ยงแม้แต่น้อย ป่าทั้งป่านี้ก็เพียงพอให้มันเผาไหม้ได้อีกนาน!
รอจนกระทั่งที่นี่ถูกเผาจนหมด แม้ว่าจะกลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง แต่เมื่อป่าแห่งนี้หายไปแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถซ่อนตัวอยู่ในนั้นเพื่อลอบโจมตีได้อีกต่อไป!
บทที่ 1517: ความวุ่นวายอันไร้สาระนี้ สมควรจบสิ้นลงได้แล้ว
“ดับไฟนางซะ!”
แม่ทัพผู้นั้นตะโกนสั่ง เผ่ามารที่เชี่ยวชาญการใช้น้ำตนหนึ่งจึงเหาะทะยานขึ้นสูงเพื่อดับไฟ
ทว่าพวกเขาเพิ่งจะเหาะขึ้นไป ก็กลายเป็นเป้านิ่งของอีกฝ่าย น้ำยังมิทันได้แผ่ขยายออกไปก็ถูกยิงสกัดร่วงลงมาในทันที!
หลังจากที่เผ่ามารดับไฟล้มเหลว ผู้ที่สามารถใช้ไฟได้คนอื่นๆในหน่วยย่อยร้อยคนนี้ก็เริ่มสาดไฟไปยังทั่วทุกสารทิศของป่าแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง
ไฟของคนผู้เดียวยังดับไม่หมด ไฟจากคนจำนวนมากเช่นนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะดับลง!
ยามที่เผ่ามารตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบครั้งแล้วครั้งเล่า เยี่ยหลิงหลงก็ทะยานร่างบินขึ้นสูงอีกครั้ง นางเหาะขึ้นไปพลางเปิดใช้วิชาระบำวาโยพันฤดูอย่างรวดเร็ว อาศัยพลังลมระยะสั้นๆ กระพือเปลวเพลิงให้โหมกระหน่ำขยายวงกว้างออกไปอย่างบ้าคลั่ง
ดังนั้นไม่เพียงแต่บริเวณที่พวกเขากำลังต่อสู้กันเท่านั้น แม้แต่พื้นที่ด้านหน้าออกไปอีกหลายสิบลี้ก็เริ่มถูกเพลิงเผาผลาญกลืนกิน
เมื่อเห็นภาพนี้ เหล่ามารที่ลอบโจมตีพวกเขาก็ถึงกับสมองอื้ออึงไปหมด ราวกับว่าไม่ว่าพวกตนจะทำสิ่งใดก็มิอาจเอาชนะอีกฝ่ายได้
ในชั่วขณะ พวกเขาก็ทั้งตื่นตระหนกและสิ้นหวัง ขวัญกำลังใจของทั้งกองทัพก็พลันแตกกระเจิง
ผู้ที่จิตใจพังทลายยิ่งกว่าไพร่พลฝ่ายมารก็คือแม่ทัพ เขาได้ยินคำร่ำลือถึงความเก่งกาจของเยี่ยหลิงหลงมานานแล้ว แต่เมื่อได้ประจักษ์ด้วยตนเอง จึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่า ‘เก่งกาจ’ นั้นช่างนับเป็นสิ่งที่ผิวเผินเหลือเกินเมื่อใช้เพื่อบรรยายนาง
ก่อนหน้านี้เขาเคยรู้สึกยินดีที่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแห่งนี้มีการกดทับระดับการฝึกฝน ทำให้เหล่าเผ่าเซียนไม่สามารถบุกโจมตีครั้งใหญ่ได้ เป็นการเปิดโอกาสและสร้างความได้เปรียบให้แก่พวกเขาในการวางแผนในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา
บัดนี้เขากลับเกลียดชังการกดทับระดับการฝึกฝนในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแห่งนี้ยิ่งนัก หากไม่มีการกดทับ ด้วยพลังที่แท้จริงของพวกตนเองแล้ว ไฉนเลยจะปล่อยให้คนเพียงหยิบมือกำเริบเสิบสานได้ถึงเพียงนี้!
การกำจัดหน่วยย่อยของเยี่ยหลิงหลงก็ไม่ต่างกับการบี้มดให้ตายหรอกหรือ?!
แต่เหตุใดบัดนี้จึงยากเย็นถึงเพียงนี้?
เผ่ามารส่งคนมาลอบโจมตีเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆไม่ใช่แค่ร้อยคน
แต่ภายใต้การกดทับของระดับการฝึกฝนในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาร้อยคนนี้ล้วนมีระดับการฝึกฝนเต็มเปี่ยม ความสามารถในการรบและความเข้าใจกันดีเยี่ยม
แต่ภายใต้การโจมตีทั้งจากแรงกดดันทางจิตใจและพลังที่แท้จริง กองทัพฝ่ายมารยิ่งสู้ก็ยิ่งเสียเปรียบ ความพ่ายแพ้ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก
พวกมันไม่ใช่ไม่มีคน แต่การต่อสู้ครั้งนี้ไม่สามารถใช้กองทัพใหญ่ได้
จุดประสงค์เดิมของพวกมันคือการถ่วงเวลาและบั่นทอนกำลังของกองกำลังทั้งสี่เผ่า หากนำกองทัพใหญ่มาใช้สุดท้าย แม้จะสังหารคนร้อยกว่าคนนี้ได้ กองทัพใหญ่ของเผ่ามารก็จะถูกบั่นทอนกำลังไปไม่น้อยเช่นกัน
ในขณะที่กองทัพหลักของทั้งสี่เผ่าที่อยู่ห่างออกไปกลับไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย เมื่อถึงเวลานั้นเผ่ามารก็จะเหลือเพียงคนที่อ่อนแอและไม่อาจต่อกรได้อีกต่อไป
ดังนั้นพวกมันจึงใช้อุบายล่อให้พวกเขามา ใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศและความมืดมิดในการลอบโจมตี เพื่อกำจัดพวกเขาด้วยความสูญเสียน้อยที่สุด
แต่บัดนี้ความได้เปรียบทั้งหมดกลับกลายเป็นความเสียเปรียบ ความเป็นไปได้ที่พวกมันจะได้รับชัยชนะกลับเลือนรางอย่างยิ่ง
ส่วนอีกด้านหนึ่ง หน่วยย่อยร้อยคนที่สามารถมองทะลุแผนการลอบโจมตีของพวกมัน ทั้งยังสามารถคาดการณ์ตำแหน่งที่พวกมันปรากฏตัวได้อย่างแม่นยำ ภายใต้แสงเพลิงที่เผาผลาญความมืดมิดนี้ พวกเขายิ่งสู้ก็ยิ่งฮึกเหิม ยิ่งสู้ก็ยิ่งดุดัน ความมั่นใจและแรงฮึดสู้ค่อยๆเพิ่มพูน สังหารศัตรูได้อย่างสะใจยิ่งนัก
ณ ที่ห่างไกล ในหมู่บ้านปราบมาร ไม่ไกลจากรูปปั้นมังกรเขียว กองทัพหลักที่กำลังพักผ่อนอยู่ก็มองเห็นแสงเพลิงที่ลุกโชนขึ้นในความมืดมิดเบื้องหน้า
กองทัพพลันปั่นป่วนราวกับน้ำเดือด เสียงคาดเดาและวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นไม่ขาดสาย
“เหตุใดที่นั่นจึงเกิดเพลิงไหม้ขึ้นได้? ทั้งยังลุกลามใหญ่โตจนาดนั้นอีก! มันจะลามไปถึงที่ใดกัน!”
“พวกเขาจะเป็นอันใดหรือไม่? นี่จะเป็นกับดักของเผ่ามารหรือเปล่า? พวกเราควรจะไปช่วยหรือไม่?”
“ไม่ต้อง เมื่อเห็นเพลิงนี้ข้ากลับวางใจขึ้นมาก” พานเฉิงว่านเอ่ย “ยังจำคำพูดของแม่นางเยี่ยก่อนจากไปได้หรือไม่? นางกล่าวว่า…”
“เมื่อความมืดมิดปกคลุม ก็จงทำลายความมืดมิดเสีย เมื่อไม่มีแสงสว่าง ก็จงสร้างแสงสว่างขึ้นมา!”
“ใช่แล้ว ดังนั้นเพลิงที่ลุกโชนรุนแรงถึงเพียงนี้ มิได้พิสูจน์ว่าพวกเขาทำสำเร็จแล้วหรอกหรือ?”
ในชั่วขณะนั้น เมื่อกองทัพหลักมองไปยังแสงเพลิงนั้น แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสและอิจฉา
เลื่อมใสในความกล้าหาญและความแข็งแกร่งของพวกเขา อิจฉาที่พวกเขาสามารถสังหารมารได้อย่างอิสระ สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่!
ณ สถานที่ซึ่งแสงเพลิงยังไปไม่ถึง ในความมืดมิดอันน่าอึดอัด เสียงกระดูกลั่น ‘แกรกๆ’ จากการกำหมัดแน่นก็ดังขึ้น
“ท่านผู้อาวุโส กองกำลังเล็กๆนี่ดุดันเกินไปแล้ว พวกมันบุกฝ่าเข้ามาจากรอบนอกสุดของป่า สังหารมาได้ครึ่งทางแล้ว อีกไม่นานก็จะถึงค่ายใหญ่ของพวกเราแล้ว จะไม่ส่งกำลังเสริมไปจริงๆหรือขอรับ?”
“กำลังเสริมรึ? ไพร่พลนับหมื่นที่ข้านำลงมา ถูกเจ้าพวกไร้ประโยชน์เหล่านั้นผลาญไปเท่าใดแล้ว? นี่เพิ่งจะชั้นที่เจ็ด บัดนี้หากส่งกองทัพในมือออกไป แล้วชั้นที่แปดเล่าจะรับมืออย่างไร? พวกเราจะส่งกำลังเสริมไป แล้วกองทัพใหญ่ที่รอคอยอยู่ใต้รูปปั้นมังกรเขียวอย่างจ้องเขม็งนั่นจะไม่ส่งกำลังเสริมมาหรือ?”
“แต่… แต่ปล่อยไว้เช่นนี้ก็มิใช่วิธีแก้ปัญหา หากไม่รีบสกัดกั้นพวกมัน…”
“ข้าย่อมรู้ดี หากไม่รีบสกัดกั้นพวกมัน เกรงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่”
ภายใต้หน้ากาก เสียงของผู้อาวุโสเก้ายังคงสงบนิ่ง
“ข้ามิคาดว่าพวกมันจะให้กองทัพหลักรออยู่ด้านหลัง แล้วนำคนเพียงร้อยกว่าคนกล้าบุกเข้ามาเพียงลำพัง พวกมันราวกับคมดาบอันแหลมคม ไร้สิ่งใดต้านทานได้ หากไม่รีบหักทำลายเสีย เกรงว่าวันหนึ่งจะทิ่มแทงเข้าสู่จุดตายของพวกเรา
ท้ายที่สุดแล้ว ข้าก็ประมาทพวกมันเกินไป ในอดีตใช้กลอุบายมากมายเพียงใดก็มิอาจกดข่มไว้ได้ ยังคงปล่อยให้พวกมันเติบโตขึ้นมาจนได้ แต่ครั้งนี้ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกมันเดินหน้าต่อไปอีกเป็นอันขาด ความวุ่นวายอันไร้สาระของสำนักชิงเสวียนนี้ สมควรจบสิ้นลงได้แล้ว”
“ขอท่านผู้อาวุโสเก้าโปรดชี้แนะ”
“กองทัพใหญ่เคลื่อนไหวไม่ได้ ให้ลู่อิงนำอสูรมารไปเสริมกำลัง พร้อมกันนั้นให้เปิดใช้งานค่ายกลในป่า ข้าจะต้องทำให้พวกมันมีมาแต่ไม่มีกลับไป”
“ขอรับ ท่านผู้อาวุโสเก้า!”
ขณะที่แสงเพลิงลุกลามไปข้างหน้า เยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องก็กวัดแกว่งกระบี่บุกฝ่าจากรอบนอกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ทุกคนจะได้รับบาดเจ็บ แต่จำนวนมารที่ถูกสังหารใต้คมกระบี่ย่อมมากกว่า
พวกเขายิ่งสู้ก็ยิ่งฮึกเหิม ทะลวงผ่านแนวป้องกันของเผ่ามารไปหลายชั้น บุกเข้าไปในป่า มุ่งหน้าสู่ส่วนที่ลึกที่สุดต่อไป
ในขณะนั้นเองเสียงคำรามของอสูรดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งป่า แสงเพลิงในป่าถึงกับสั่นสะเทือน
เยี่ยหลิงหลงและพวกพ้องรีบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นอสูรมารขนาดมหึมาที่เคยพุ่งชนภูเขาจนถล่มในมิตินั้น กำลังดิ่งลงมาจากท้องฟ้า
มันพุ่งชนลงพื้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนที่กำลังต่อสู้กันอยู่ในป่าแห่งนี้จำต้องรีบหลบหลีก มิเช่นนั้นจะถูกมันบดขยี้จนกลายเป็นเศษเนื้อ
การหลบหลีกครั้งนี้ ทำให้กระบวนทัพของพวกเขาสับสนอลหม่านโดยสิ้นเชิง ทุกคนต่างกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง สูญเสียความเป็นระเบียบในทันที
จากนั้นอสูรมารขนาดมหึมาตนนี้ก็เริ่มทำลายต้นไม้อย่างบ้าคลั่ง กวาดล้างผืนป่าด้วยพละกำลังมหาศาลและพลังทำลายล้างรุนแรง
หากหลบหลีกไม่ทันท่วงที ก็ง่ายที่จะถูกมันพุ่งชนจนบาดเจ็บสาหัสนั่นก็ใกล้จะถึงความตายแล้ว
หลังจากขบวนทัพแตกกระเจิง กองทัพฝ่ายมารเห็นโอกาสของตนเองมาถึงก็รีบฉวยโอกาสเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
ในขณะที่เผ่ามารโจมตี อสูรมารตนนี้ก็ยิ่งก่อกวนรุนแรงขึ้น ยิ่งสร้างความสับสนวุ่นวายมากขึ้น ขณะที่ทำลายป่าก็ดับไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่บนต้นไม้ไปด้วย
แสงเพลิงอ่อนกำลังลง ทุกคนกระจัดกระจาย บัดนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่เผ่ามารจะโต้กลับ
เพราะเมื่อกระจัดกระจายแล้ว เผ่ามารก็จะสามารถกำจัดทีละคนได้ ทำให้พวกเขาต้องติดอยู่ในป่าที่เคยถูกความมืดมิดกลืนกินนี้ไปตลอดกาล
ในชั่วพริบตาขวัญกำลังใจของเผ่ามารก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ส่วนหน่วยย่อยร้อยคนของเยี่ยหลิงหลงกลับตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน
บทที่ 1518: นั่นมันอสูรมารของข้า!
แต่ความสับสนอลหม่านนั้นไม่ได้คงอยู่นานนัก เพราะในไม่ช้าพวกเขาก็ได้ยินเสียงหงส์ร้องก้องกังวานดังขึ้นในความมืดมิดที่กลืนกินผู้คน
จากนั้นเงาเสมือนของหงส์เพลิงขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ บนเงาเสมือนนั้นมีเปลวเพลิงอันทรงพลังลุกโชน สาดแสงสว่างเจิดจ้าอย่างถึงที่สุด
ด้วยการอาศัยแสงสว่างของมัน ผู้คนที่อยู่เบื้องล่างจึงสามารถมองเห็นร่างของคนที่อยู่หน้าเงาเสมือนของหงส์เพลิงนั้นได้ นางงดงามบอบบาง เคลื่อนไหวดุจวิญญาณ เปี่ยมล้นด้วยความสง่างามไร้ผู้ใดเปรียบ
ไม่นาน เงาเสมือนของหงส์เพลิงก็หลอมรวมเข้ากับเยี่ยหลิงหลง เหลือเพียงปีกคู่หนึ่งที่อาบด้วยเพลิงผุดขึ้นด้านหลังของนาง
แสงสว่างที่นางระเบิดออกมาครั้งนี้มิได้รุนแรงเท่ากับลูกไฟที่รวมตัวกันในครั้งก่อน ที่สว่างเจิดจ้าจนส่องสว่างไปทั่วบริเวณ ถึงกระนั้นก็เพียงพอแล้ว
พวกเขาไม่ได้ต้องการให้ป่าตรงหน้าสว่างมากมาย พวกเขาเพียงต้องการรู้ว่าเยี่ยหลิงหลงยังอยู่ แกนหลักของกองกำลังยังอยู่ เพียงแค่เห็นนางก็รู้ว่าตนเองมิได้หลงทิศ ทั้งยังรู้ว่าจะไปรวมตัวกันที่ใดนั่นก็เพียงพอแล้ว
เยี่ยหลิงหลงเปรียบเสมือนประภาคารส่องนำทางให้พวกเขาเดินหน้าต่อไป ส่วนหนทางใต้ฝ่าเท้า ด้วยความสามารถของพวกเขาย่อมสามารถเดินไปได้อย่างแน่นอน!
เมื่อมีตัวตนที่สร้างความอุ่นใจเช่นนี้ จิตใจของพวกเขาก็พลันสงบลง ท่วงท่าการต่อสู้ไม่สับสนอีกต่อไป กลับมาสู่จังหวะและความเป็นระเบียบในการต่อสู้ของตนเองอีกครั้ง
กลางอากาศเยี่ยหลิงหลงถือกระบี่หงเยี่ยน ข้างกายยังมีกระบี่เสวียนอิ่งเคียงคู่อยู่ เมื่อมีกระบี่คู่ใจอยู่กับตัว นางจึงสังหารศัตรูที่เข้ามาทีละคน หรือหากเข้ามาเป็นคู่ นางก็สังหารเป็นคู่ พลังการต่อสู้อันแข็งแกร่งของเยี่ยหลิงหลงได้สร้างความเชื่อมั่นอย่างมหาศาลให้แก่หน่วยย่อยร้อยนี้
เมื่อเห็นนางกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ลู่อิง หนึ่งในสิบสองแม่ทัพมารก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง กวัดแกว่งทวนหกง่ามในมือพุ่งเข้าโจมตีเยี่ยหลิงหลงทันที
ชอบเป็นประภาคารนักใช่หรือไม่? เช่นนั้นเขาก็จะทุบทำลายประภาคารแห่งนี้เสีย ทุบทำลายความหวังของพวกมัน ลากพวกมันเข้าสู่ความมืดมิด มอบความสิ้นหวังอย่างเต็มเปี่ยมให้แก่พวกมัน!
ทว่าเขากำลังจะพุ่งเข้าโจมตีเยี่ยหลิงหลง ร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานมาจากเบื้องล่าง ขวางอยู่เบื้องหน้าเยี่ยหลิงหลง
“หนึ่งในสิบสองแม่ทัพมารใช่หรือไม่?” อวี๋หงหลานเชิดคางขึ้น “ข้าชอบสังหารสิบสองแม่ทัพมารเสียด้วยสิ”
“ขอบคุณศิษย์พี่หญิงใหญ่เจ้าค่ะ” เยี่ยหลิงหลงแย้มยิ้ม
เมื่อเข้าใกล้เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ สีหน้าของลู่อิงก็พลันเคร่งขรึมลง จำต้องเข้าปะทะกับอวี๋หงหลานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เขาก็ยังไม่ละทิ้งความคิดที่จะจัดการเยี่ยหลิงหลง เพราะเขารู้ดีว่าคนผู้นี้สำคัญเพียงใด หากนางตายคนกลุ่มนี้ย่อมต้องแตกพ่ายอย่างแน่นอน!
ดังนั้นเขาจึงต่อสู้กับอวี๋หงหลานไปพลาง เป่านกหวีดมารสั่งการให้อสูรมารขนาดมหึมาตนนั้นเข้าโจมตีเยี่ยหลิงหลง
เยี่ยหลิงหลงกำลังรับมือศัตรูอยู่กลางอากาศ เปลวเพลิงบนปีกยิ่งสว่างเจิดจ้าขึ้น อสูรมารตนนั้นพลันเปลี่ยนทิศทาง ตะปบกรงเล็บเข้าใส่นาง
นางหลบหลีกได้อย่างหวุดหวิด อสูรมารตนนั้นก็โจมตีเข้ามาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้อสูรมารตนนั้นกลับมิอาจทำอันตรายนางได้
เพราะมู่เซียวหรานได้ทะยานร่างขึ้นมาขวางอยู่ข้างหน้านาง
“อสูรคลุ้มคลั่งข้าเห็นมามากแล้ว เรื่องนี้ไม่ยาก มอบให้ข้าจัดการเถิด”
“ขอบคุณศิษย์พี่ห้าเจ้าค่ะ” เยี่ยหลิงหลงกล่าวพลางยิ้ม
เมื่อเห็นอสูรมารของตนเองกำลังถูกนักฝึกอสูรสั่งสอนอยู่ สีหน้าของลู่อิงก็เคร่งขรึมลงอีกครั้ง แค่จะสังหารเยี่ยหลิงหลงคนเดียวมิใช่หรือ?
ไม่ใช่ว่านางจะซ่อนตัวจนหาไม่เจอเสียหน่อย นางเหาะอย่างโดดเด่นอยู่ในตำแหน่งที่ชัดเจนที่สุด แต่เหตุใดจึงสังหารไม่ได้!
ด้วยเหตุนี้เขาจึงรับมืออวี๋หงหลานไปพร้อมกับเรียกกองกำลังฝ่ายมารของตนเองให้มาล้อมโจมตีเยี่ยหลิงหลง
เมื่อเขาสั่งการ เหล่าทหารฝ่ายมารจำนวนมากก็ละทิ้งเป้าหมายที่กำลังลอบโจมตีอยู่ หันไปรวมตัวกันกลางอากาศในบริเวณที่เปิดโล่งที่สุดเพื่อโจมตีเยี่ยหลิงหลง
เมื่อเห็นพวกเผ่ามารยกพลมารุมล้อมจับกุมตนเอง เยี่ยหลิงหลงอาศัยพลังลม เพิ่มความเร็วให้ถึงขีดสุด พุ่งตัวออกจากที่เดิมทำให้อีกฝ่ายโจมตีพลาดเป้า
การโจมตีพลาดเป้าครั้งนี้ ทำให้เหล่าทหารฝ่ายมารที่เคยอาศัยภูมิประเทศและความมืดมิดลอบโจมตีอยู่เบื้องล่าง ต่างก็เปิดเผยตัวตนออกมากลางอากาศที่เปิดโล่งและมีแสงสว่างรำไร
เมื่อพวกเผ่ามารเปิดเผยตัว หน่วยย่อยร้อยคนเบื้องล่างก็ทะยานร่างจากล่างขึ้นบนอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็ล้อมเหล่าทหารฝ่ายมารที่พลาดการโจมตีเยี่ยหลิงหลงไว้ได้
หลังจากล้อมพวกเผ่ามารไว้แล้วก็รวมกำลังโจมตีพวกเขาที่อยู่ตรงกลางอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เหล่าทหารฝ่ายมารที่ถูกล้อมล้วนพากันได้รับบาดเจ็บในเวลาอันสั้น ร่วงหล่นลงมาเป็นจำนวนมาก บางตนที่ถูกล้อมไว้หลายคน เมื่อถูกโจมตีพร้อมกันจึงเสียชีวิตในทันที
ลู่อิงที่กำลังเหน็ดเหนื่อยกับการรับมืออวี๋หงหลานเห็นดังนั้น สีหน้าก็พลันซีดเผือดลงทันที
แต่ที่ทำให้เขาพังทลายยิ่งกว่านั้นก็คือ หลังจากการรุมล้อมครั้งนี้ หน่วยย่อยร้อยก็พบโอกาสที่จะรวมตัวกันอีกครั้ง ในชั่วพริบตาสนามเสริมพลังของลู่ไป๋เวยก็แผ่ขยายออกใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาอีกครั้ง และพวกเขาก็กลับมาสู่กระบวนทัพเดิมก่อนที่จะถูกอสูรมารก่อกวนจนแตกกระเจิง
เขาทำหลายสิ่งหลายอย่าง แต่สุดท้ายกลับเหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่เพียงแต่ไม่ได้ทำอะไร ยังทำให้ฝ่ายตนเองตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบอีกครั้ง
เขาเคยนำทัพรบใหญ่น้อยมามากมายในเผ่ามาร แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่ทำให้เขารู้สึกหัวเสียได้เท่าครั้งนี้
ไม่ว่าเขาจะใช้วิธีใด ฝ่ายตรงข้ามก็สามารถรับมือและแก้ไขได้อย่างง่ายดาย หน่วยย่อยร้อยคนที่ทั้งมั่นใจและแข็งแกร่งนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวและรับมือยากเหลือเกิน!
ในขณะนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงที่เพิ่งจะหายตัวไปราวกับสายลมก็ปรากฏตัวกลับมาอีกครั้ง รวมตัวเข้ากับกลุ่มร้อยคน
ปีกเพลิงหงส์ของนางยังไม่ดับ มันยังคงส่องสว่างราวกับประภาคาร ทิ่มแทงดวงตาของเหล่ามารทุกตน
ศึกครั้งนี้ พวกมันก็ยังคงมิอาจได้รับชัยชนะ ทำได้เพียงต่อสู้ไปพลางถอยร่นไปยังส่วนที่ลึกกว่าของป่าไปพลาง รอคอยให้ผู้อาวุโสเก้าออกมาวางแผนและรับมือสถานการณ์อื่น
สิ่งที่ทำให้เขาทุกข์ใจยิ่งกว่าการต่อสู้ไปพลางถอยไปพลางก็คืออสูรมารของเขา ในตอนแรกยังพอจะเรียกใช้งานได้ แต่พอมาถึงตอนหลังต้องเรียกหลายครั้งจึงจะตอบสนองและล่าถอย
เมื่อเห็นดังนั้นลู่อิงก็ร้อนใจจนเหงื่อท่วมหัว อยากจะไปตามอสูรมารของตนกลับมา แต่ก็ถูกอวี๋หงหลานพันธนาการจนไม่อาจปลีกตัวไปได้
ไม่รู้ว่าถอยร่นมานานเท่าใด พวกเขาก็ถอยจากส่วนกลางมาจนถึงส่วนหลังแล้ว ในที่สุดเขาก็หาโอกาสหลุดพ้นจากการพันธนาการของอวี๋หงหลานได้
ลู่อิงรีบร้อนพุ่งเข้าไปหาอสูรมารของตน คิดจะเก็บมันกลับเข้าไปในแหวนมิติอสูรของตนเอง ทว่ายังมิทันได้เข้าใกล้ อสูรมารของเขากลับตบกรงเล็บเข้าใส่ศีรษะลู่อิงเสียแล้ว
หากมิใช่เพราะเขาหลบได้เร็ว ป่านนี้ศีรษะของเขาคงจะแหลกละเอียดไปเป็นที่เรียบร้อย!
แม้ศีรษะของเขาจะยังอยู่ แต่ในชั่วขณะนั้นหัวใจของเขากลับแตกสลาย
“นั่นมันอสูรมารของข้า!” ลู่อิงตะโกนออกมาอย่างไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้
ในขณะนั้นก็เห็นใบหน้าที่งดงามจนน่าหมั่นไส้ อยากจะฉีกกระชากให้เป็นชิ้นๆ โผล่ออกมาจากบนศีรษะของอสูรมารตนนั้น
“เมื่อก่อนก็คือเมื่อก่อน บัดนี้มันคืออสูรมารของข้า” มู่เซียวหรานแย้มยิ้ม “เจ้าช่างเลี้ยงดูมันได้ดีจริงๆ ทุกส่วนล้วนเจริญเติบโตได้ดี ทั้งยังได้รับสารอาหารเพียงพอ ข้าชอบมันมาก หากมีเรื่องดีๆเช่นนี้อีกในภายภาคหน้า อย่าลืมแจ้งให้ข้าทราบด้วยเล่า”
...…
ลู่อิงอยากจะกระอักเลือดออกมา แต่ก็ติดอยู่ที่อกจนไม่อาจสำรอกออกมาได้
เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดอสูรมารที่เขาเลี้ยงดูมานานจึงจากไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ เขาใช้ทั้งเงินทองและของมีค่าเลี้ยงดูมันมาตั้งหลายปี!
ของที่ดีที่สุดล้วนมอบให้มันทั้งสิ้น!
“เช่นนั้นหน่วยเล็กๆร้อยของพวกเรา บัดนี้ก็มีอสูรมารที่พลังการต่อสู้สูงเพิ่มมาอีกหนึ่งตัวแล้วใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงก็วิ่งเข้าไปอย่างตื่นเต้น ยืนอยู่บนศีรษะของอสูรมารเคียงข้างมู่เซียวหราน นางลูบใบหูของมันอย่างอารมณ์ดี แล้วจึงชี้ไปยังเบื้องหน้าพลางเอ่ยว่า “เจ้าหนู พวกเราจะร่วมกันพิชิตสี่ทิศ บดขยี้เผ่ามารให้ราบเป็นหน้ากลอง สังหารพวกมันไม่ให้เหลือแม้แต่เศษซาก!”
บทที่ 1519: แค่นี้รึ? เผ่ามารมีดีแค่นี้รึ?
เมื่อนางตะโกนขึ้นเช่นนั้น ด้วยความร่วมมือของมู่เซียวหราน อสูรมารก็ส่งเสียงคำรามพุ่งตัวไปข้างหน้า
เมื่อเห็นภาพนี้ เหล่ามารที่กำลังต่อสู้ไปพลางถอยไปก็ถึงกับตกใจจนไม่คิดจะสู้ต่ออีกต่อไปรีบถอยร่นหนีไปอย่างบ้าคลั่ง
รวมทั้งลู่อิงด้วย พวกเขาถอนตัวจากการต่อสู้และล่าถอยหายไปอย่างไร้ร่องรอยในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่อเห็นดังนั้น หน่วยย่อยร้อยคนก็โห่ร้องด้วยความตื่นเต้น
“หา? แค่นี้รึ? เผ่ามารมีดีแค่นี้รึ?”
“ไอ้หยา หนีเร็วยิ่งกว่าตอนมาเสียอีก เผ่ามารฝึกฝนกองทัพมาตั้งหลายปี ฝึกอะไรกันแน่?”
“อสูรมารตัวนี้พวกเจ้าไม่ต้องการมันแล้วจริงๆหรือ? สวรรค์! บอกว่าจะให้ก็ให้เลย ช่างใจกว้างเสียจริง ข้าเริ่มจะนับถือพวกเจ้าขึ้นมาบ้างแล้ว!”
เดิมทีในหน่วยร้อยนี้ล้วนเป็นยอดฝีมือ แต่เมื่อพวกเขาโห่ร้องขึ้นมา ภาพลักษณ์ของยอดฝีมือก็พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงใบหน้าของคนพาลที่ได้ใจ ท่าทีเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงในพริบตา รวดเร็วจนผู้คนตามไม่ทัน
แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางให้พวกเขาทิ้งภาพลักษณ์ของยอดฝีมือ พวกเขายังคงทำตัวโอ้อวด ยั่วยุพร้อมทั้งเยาะเย้ยอย่างสนุกสนานขณะเดินหน้าไปในป่า
ป่ารกร้างที่เคยเงียบสงัดและมืดมิด บัดนี้ไม่เพียงแต่มีแสงสว่างริบหรี่ แต่ยังคึกคักอย่างยิ่ง
มองเผินๆนี่แทบจะไม่เหมือนกับอาณาเขตของเผ่ามารเลย
บนหลังอสูรมาร เยี่ยหลิงหลงลูบใบหูของอสูรมารอีกครั้งด้วยความดีใจ
นางจำได้ว่าในมิติครั้งนั้น ภูเขาที่เผ่ามารมิอาจทำลายได้ก็ถูกมันเหยียบย่ำจนแหลกละเอียด มันคือสมบัติล้ำค่าที่แท้จริง
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าช่างหลอกคนเก่งเสียจริง” มู่เซียวหรานแย้มยิ้ม
“หา? ข้าหลอกอะไรใครรึ?” เยี่ยหลิงหลงย้อนถาม
“เจ้ามิได้หลอกพวกมันว่าอสูรมารตัวนี้จะร่วมมือกับเจ้า บดขยี้เผ่ามาร พิชิตสี่ทิศหรอกหรือ?”
“ข้า… ข้ามิได้หลอกพวกมันนี่นา” เยี่ยหลิงหลงทำหน้าตกใจ “มันทำไม่ได้หรือ?”
คราวนี้ถึงทีมู่เซียวหรานจะตกใจบ้าง แล้วก็.อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ไม่ได้หรอก”
“เพราะเหตุใดเล่า?”
“แม่ทัพมารผู้นั้นเลี้ยงดูมันมานานหลายปี ข้าจะสามารถฝึกฝนให้มันแปรพักตร์ได้ในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“เช่นนั้นมัน…”
“มันเพียงแค่ถูกปิดกั้นการรับรู้ชั่วคราว อยู่ในสภาวะสับสนอลหม่านเท่านั้นเอง แม่ทัพมารผู้นั้นถูกเจ้าหลอกจนหัวปั่นไปหมดแล้ว หากเขามิได้ตื่นตระหนกถึงเพียงนั้น ลองสังเกตดูให้ดีก็จะรู้ว่าสมบัติล้ำค่าของเขานั้น แท้จริงแล้วยังไม่ได้แปรพักตร์”
เยี่ยหลิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงหัวเราะออกมา
“ปัญหานี้ไม่ได้หนักหนาอะไร วันเวลาข้างหน้ายังมีอีกยาวไกล อย่างไรเสียมันก็เป็นของพวกเราแล้ว”
มู่เซียวหรานแย้มยิ้มพลางพยักหน้า
“พูดเช่นนี้แล้ว ข้าก็ถือว่าเป็นนักฝึกอสูรที่เคยฝึกทั้งสัตว์ภูต อสูร อสูรผี และบัดนี้ก็มีอสูรมารเพิ่มมาอีกหนึ่งตนแล้วสินะ”
“ศิษย์พี่ห้าสุดยอด!” เยี่ยหลิงหลงยกนิ้วโป้งให้พลางเอ่ย “ในอนาคตท่านยังมีโอกาสได้ฝึกอสูรเซียน อสูรเทพ ท่านจะต้องกลายเป็นนักฝึกอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในหกภพภูมิอย่างแน่นอน!”
มู่เซียวหรานชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ดีดหน้าผากของเยี่ยหลิงหลงเบาๆ “อย่ามายอข้าเสียหน่อยเลย”
“นี่ข้ากำลังมอบหมายการบ้านให้ท่านนะ ท่านทำได้แน่นอน”
..….
นี่มันโหดร้ายยิ่งกว่าการยอเสียอีก
อย่างน้อยการยอก็เป็นเพียงคำเยินยอ การมอบหมายการบ้าน…
นางพูดออกมาได้อย่างไรกัน?!
เพื่อป้องกันมิให้อสูรมารตนนี้หลุดพ้นจากการควบคุมและตื่นจากสภาวะสับสนอลหม่าน มู่เซียวหรานจึงบังคับเก็บให้มันเข้าไปในแหวนฝึกอสูรของตนเอง จากนั้นจึงติดตามกองทัพหลักมุ่งหน้าไปยังส่วนหลังของป่าแห่งนี้อย่างเปิดเผย
กล่าวว่าเปิดเผย พวกเขาก็เปิดเผยจริงๆ ไม่เพียงแต่ยั่วยุเยาะเย้ย พวกเขายังคงจุดไฟเผาป่าต่อไป
เมื่อป่าถูกเผา ทุกหนทุกแห่งก็เต็มไปด้วยแสงเพลิง เมื่อแสงเพลิงลุกโชน หนทางเบื้องหน้าของพวกเขาก็สว่างไสว
หลังจากเดินทางลึกเข้าไปเป็นเวลานาน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงตีนเขาแห่งหนึ่ง
พวกเขาปีนขึ้นไปบนภูเขาลูกนี้ มองลงมาจากยอดเขา เบื้องหน้ายังคงเป็นความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือของตนเอง
เยี่ยหลิงหลงรวมพลังสร้างลูกไฟขึ้นมาแล้วโยนลงไป แต่เพิ่งจะโยนลงไปยังไม่ทันถึงพื้น ลูกไฟก็ถูกพลังแห่งความมืดกลืนกินไปเสียแล้วจนพวกเขาไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ข้างล่างจากด้านบนได้เลย
“ในเมื่อมองไม่เห็น เช่นนั้นก็เดินคลำทางไปในความมืดก่อน”
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็นำคนข้ามภูเขาลูกนี้ลงไปด้านล่าง ขณะที่เดินพวกเขาก็รู้สึกได้ว่าแสงจากไข่มุกราตรีในมือค่อยๆอ่อนลงเรื่อยๆ
“ดูเหมือนพลังแห่งความมืดที่นี่จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” มีคนพึมพำขึ้น
“นั่นก็หมายความว่า พวกเรากำลังจะไปถึงใจกลางของพวกมันแล้ว” เยี่ยหลิงหลงตอบ
คำตอบนี้เห็นได้ชัดว่าช่วยคลายความกังวลใจของทุกคนลงได้ ทำให้พวกเขากลับมาตื่นเต้นและคาดหวังอีกครั้ง พร้อมกันนั้นก็ยังคงสงบใจเดินตามเยี่ยหลิงหลงต่อไป
เป็นไปตามคาด เมื่อข้ามภูเขาลูกนั้นมาถึงตีนเขา พวกเขาก็พบบ้านเรือนจำนวนมาก
แม้จะดูทรุดโทรม แต่การมีบ้านเรือนแสดงว่ามีคนสร้างขึ้น และยังแสดงว่าที่นี่คืออาณาเขตของเผ่ามาร
ในขณะนั้น สมาธิของทุกคนก็ยิ่งจดจ่อมากขึ้น เพราะเมื่อเข้าสู่อาณาเขตของเผ่ามารแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีคน พวกมันเพียงแต่ซ่อนตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งและรอคอยให้พวกเขาเดินเข้าไปติดกับ
ทุกคนเดินอย่างระมัดระวังและเงียบเชียบ ไม่มีผู้ใดแตกแถว
เวลาและอากาศราวกับหยุดนิ่ง เงียบสงัดจนน่าขนลุก
บนไหล่เขาที่ไม่ไกลออกไปนัก มีเสียงบ่นอย่างอัดอั้นดังขึ้น
“พวกมันระมัดระวังตัวเกินไปแล้ว เดินมาตั้งนานยังไม่ถึงจุดที่เราซุ่มโจมตีเลย! มิใช่ว่าเยี่ยหลิงหลงคนนั้นนำทางเก่งหรอกหรือ? เหตุใดจึงเดินไปเดินมาวนอยู่ในที่เดิมหลายรอบเช่นนี้?”
“ใจเย็นๆ ในเมื่อพวกมันเข้ามาแล้ว พวกมันย่อมต้องเดินเข้ามาในกับดักของพวกเราอย่างแน่.นอน” ผู้อาวุโสเก้าเอ่ย
“ในเมื่อพวกมันมั่นใจว่าบริเวณนี้คือฐานที่มั่นของเผ่ามาร พวกมันย่อมต้องค้นหาจนพลิกแผ่นดิน ไม่พลาดแม้แต่จุดเดียวเป็นแน่”
“ข้าก็มิได้อยากจะร้อนใจ แต่ว่า…” มารตนนั้นทำหน้าบูดบึ้ง “คนของเราสูญเสียไปในมือพวกมันไม่น้อย แม้แต่อสูรมารของลู่อิงก็ถูกพวกมันชิงไป พวกมันกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว ข้ากลืนความแค้นนี้ไม่ลงจริงๆ”
“ทนไม่ไหวก็กล้ำกลืนไว้ รอให้พวกมันเดินเข้ามาในกับดัก ถึงคราวที่พวกมันต้องพินาศย่อยยับ เจ้าค่อยไปชำระแค้น!” ผู้อาวุโสเก้าเอ่ย
“พวกมันได้ใจมานานแล้ว บัดนี้ยิ่งเหิมเกริมหนัก นี่คืออาณาเขตของเรา อาวุธวิเศษและกำลังพลล้วนรวมอยู่ที่นี่แล้ว รอให้พวกมันเดินเข้ามาในกับดัก ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะหนีรอดไปได้”
“ขอรับ ท่านผู้อาวุโสเก้า”
“ข้าจะต้องให้พวกมันจบสิ้นลงที่นี่ จะไม่ปล่อยให้พวกมันเดินหน้าต่อไปอีกเป็นอันขาด!” ผู้อาวุโสเก้ากล่าวจบ หมัดใต้แขนเสื้อก็กำแน่นขึ้น
ในขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงที่กำลังเดินช้าๆ อยู่เบื้องล่างก็พลันหยุดฝีเท้าลง
ผู้คนที่อยู่ด้านหลังคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นนางหยุด คนอื่นๆก็หยุดตามแต่ไม่กล้าเอ่ยปากถาม
เห็นเพียงเยี่ยหลิงหลงหันกลับมาด้วยแสงสว่างอันริบหรี่จากไข่มุกราตรีในมือนาง พวกเขามองเห็นข้อความแถวหนึ่งที่เขียนอยู่บนไข่มุกราตรีอย่างชัดเจน
เมื่อเห็นดังนั้นทุกคนก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง แต่ก็สามารถสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ได้ในทันที
จากนั้นในแสงสว่างอันริบหรี่นั้น พวกเขาก็เห็นเยี่ยหลิงหลงแย้มมุมปากขึ้น หันกาย แล้วเหาะทะยานไปยังทิศทางอื่น
เมื่อเห็นดังนั้น พวกเขาก็รีบติดตามเยี่ยหลิงหลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เดินอย่างระมัดระวังและเงียบเชียบอีกต่อไป ทุกคนต่างเหาะทะยานไปในความมืดอย่างอาจหาญ
เมื่อพวกเขาเหาะขึ้นไปไม่นานก็ถึงภูเขาลูกหนึ่งที่อยู่ด้านข้างของค่ายพักแห่งนี้ จากนั้นค่อยเหาะเลียบไปตามแนวป่าบนไหล่เขาอย่างรวดเร็ว ตามหลังเยี่ยหลิงหลงไป
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเหาะตรงเข้ามา ผู้อาวุโสเก้าและลูกน้องที่ยืนอยู่บนไหล่เขาก็เบิกตากว้างทันที ตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ!
บทที่ 1520: เจ๊าะแจ๊ะกันอยู่นานสองนาน
เป็นไปได้อย่างไร?
เหตุใดพวกมันจึงเหาะขึ้นมาบนภูเขาลูกนี้อย่างกะทันหัน?
ในขณะที่ทางฝั่งมารกำลังตกตะลึงจนสุดจะพรรณนา ทั้งยังคิดไม่ตกว่าเกิดอะไรขึ้น เยี่ยหลิงหลงก็นำคนร่อนลงบนไหล่เขาได้อย่างแม่นยำ
“แปลกจริง” อวี๋หงหลานขมวดคิ้ว “เมื่อครู่ตอนที่ข้าเหาะผ่านมา ข้ารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีคนอยู่แถวนี้”
เผยลั่วไป๋เดินตามเข้าไปสำรวจรอบๆ มองซ้ายมองขวาอยู่หลายครั้งแล้วจึงเอ่ยว่า “เมื่อครู่ข้าก็รู้สึกได้เช่นกัน แต่บัดนี้ไม่มีผู้ใดแล้ว”
“มีคนอยู่ย่อมไม่แปลก เพราะสถานที่นี้สำคัญมาก” เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ พลางกล่าว “ลองค้นหาดูแถวไหล่เขานี้ หากพบอะไรก็ตะโกนเรียกคนทันที”
นางกล่าวจบ ผู้คนที่อยู่ด้านหลังก็รีบกระจายตัวออกไปค้นหาบริเวณไหล่เขา แต่แทบจะในทันทีที่เริ่มค้นหาก็พบเจอ เพราะตำแหน่งที่เยี่ยหลิงหลงร่อนลงมานั้นแม่นยำมาก ดังนั้นการค้นหาจึงง่ายดายอย่างยิ่ง
ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงนำหน่วยย่อยร้อยคนบุกเข้าไปในถ้ำกึ่งซ่อนเร้นแห่งหนึ่งบนไหล่เขา
เมื่อเดินเข้าไปก็เห็นคบเพลิงลุกไหม้อยู่ภายในถ้ำ มองเห็นร่องรอยการขุดเจาะด้วยฝีมือมนุษย์อยู่ทั่วไป มองปราดเดียวจึงรู้ได้ทันทีว่าไม่ได้ค้นหาผิดที่อย่างแน่นอน
หลังจากเข้าไปในถ้ำ พวกเขาเดินลึกเข้าไปได้ระยะหนึ่งก็ได้ยินเสียงตวาดดังขึ้นในบริเวณที่ค่อนข้างกว้างขวาง
“ผู้ใดกัน?”
“เจ้าลองทายดูสิ?”
เยี่ยหลิงหลงที่เดินนำหน้าพลางแย้มยิ้มปรากฏตัวขึ้นในสายตาของผู้คนที่อยู่ภายใน และสถานการณ์ภายในก็ปรากฏแก่สายตาของนางในที่สุด
ในพื้นที่ที่ค่อนข้างกว้างขวาง มีแท่นทรมานตั้งอยู่ บนแท่นทรมานนั้นมีร่างอาบโลหิตของผู้หนึ่งถูกพันธนาการอยู่ บัดนี้เขากำลังก้มหน้าต่ำด้วยร่างกายอันไร้เรี่ยวแรง
แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าทั้งหมดของเขา แต่เพียงแค่เค้าโครงเล็กน้อยนั้น นางก็จำได้ทันทีว่าคนเบื้องหน้านี้คืออาจารย์ของนาง เริ่นถังเหลียน!
บนพื้นใต้ฝ่าเท้าของเขามีรอยเลือดปรากฏอยู่ มองออกได้ว่าเพื่อให้ใจของนางยอมเดินเข้ามาในกับดักนี้ด้วยความเต็มใจ เผ่ามารได้พาเขาไปที่สะพานศิลาแล้วลากเขาให้นางเห็นจริงๆ!
นอกจากแท่นทรมานที่ตั้งอยู่ตรงกลางแล้ว ข้างกายของเริ่นถังเหลียนยังมีมารแปดตนคอยเฝ้าอยู่
เมื่อเห็นพวกเขาเข้ามา มารทั้งแปดตนก็รีบลุกขึ้นยืนล้อมเริ่นถังเหลียนไว้ตรงกลาง หนึ่งในนั้นยังชูกระบี่ขึ้นในทันทีและจ่อไปที่คอของเริ่นถังเหลียนเป็นการข่มขู่อย่างชัดเจน
“เป็นพวกเจ้าเองรึ! พวกเจ้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร?”
มารที่ยืนอยู่หน้าสุดมองพวกเขาอย่างตกตะลึง หากเขาจำไม่ผิดพวกพ้องส่วนใหญ่ของเขาถูกเรียกตัวออกไปซุ่มโจมตีแล้ว
แต่ผลปรากฏว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้เดินเข้าไปในกับดักของพวกเขาเลย ซ้ำยังเงียบเชียบจนมาถึงที่ที่พวกเขากักขังตัวประกันไว้ได้โดยตรง!
เป็นไปได้อย่างไร!
“เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องบอกเจ้า” เยี่ยหลิงหลงชูกระบี่ในมือขึ้น “ชีวิตของพวกเจ้าแปดคนแลกกับชีวิตของเขาคนเดียว ว่าอย่างไร?”
“เจ้าคิดว่าพวกข้าจะเชื่อเจ้ารึ? อีกทั้งพวกข้าได้รับคำสั่งให้เฝ้าดู จะฟังคำพูดของเจ้าแล้วปล่อยคนได้อย่างไร?” มารตนนั้นตวาดอย่างเกรี้ยวกราด
“เจ้าเคยได้ยินหรือไม่ว่าในหุบเขาเสินอี้ของเผ่ามนุษย์มีวิชาลับแขนงหนึ่ง เรียกว่าวิชาหวนชีวา?”
เยี่ยหลิงหลงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ทำให้มารทั้งแปดตนนั้นตกใจจนร่างกายหดเกร็ง ถอยหลังไปหนึ่งก้าวในทันที
"มันคือวิธีที่สามารถช่วยชีวิตคนได้ทันทีหลังจากตาย บังเอิญว่าวิชาลับนี้ ข้าเคยเรียนมาพอดี”
กล่าวจบเยี่ยหลิงหลงก็ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว สีหน้าของมารทั้งแปดตนนั้นยิ่งดูแย่ลง ร่างกายเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย
“ดังนั้นต่อให้พวกเจ้าสังหารเขาก็ไม่เป็นไร ข้าสามารถช่วยเขากลับมาได้ ข้ามิได้กำลังเจรจาต่อรองกับพวกเจ้า ข้ากำลังให้โอกาสพวกเจ้าต่างหาก”
ความมั่นใจในน้ำเสียงยามที่เยี่ยหลิงหลงพูด ท่าทีอันแข็งกร้าวของนาง และน้ำเสียงที่แน่วแน่ของนาง ทำให้พวกมันเชื่อคำพูดของนางโดยไม่สงสัยแม้แต่น้อย สร้างแรงกดดันทางจิตใจอย่างมหาศาลให้แก่พวกมัน
นางเห็นมารหลายตนควบคุมอาการตื่นเต้นจนกลืนน้ำลายไม่หยุดแล้ว
“หากไม่จำเป็น ข้าก็ไม่อยากใช้วิชาลับ ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงไม่หวังจะใช้ชีวิตของตนเองมาทดสอบว่าข้าจะรู้วิชาลับนี้จริงหรือไม่หรอกนะ?”
พอเยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ นางก็เดินมาถึงเบื้องหน้าพวกมันแล้ว ท่าทีอาจหาญ แข็งกร้าว และแน่วแน่
“ข้าจะนับถึงสาม เพียงปล่อยคน พวกเจ้าก็จะมีชีวิตรอดออกไปได้ แต่หลังจากที่ข้านับถึงสาม…” เยี่ยหลิงหลงยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา
“หนึ่ง”
มารทั้งแปดตนมองหน้ากันไปมา พวกเขาเริ่มลังเลแล้ว แต่ก็ยังตัดสินใจไม่ได้เสียที
“สอง”
“พวกข้าจะพาเขาไปด้วย รอจนถึงที่ปลอดภัยแล้วค่อย…”
คำพูดของมารตนนั้นยังไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงเนื้อถูกแทงทะลุดังมาจากด้านหลัง ตามด้วยเสียงร้องด้วยความตกใจ มารตนหนึ่งถูกสังหารล้มลงกับพื้น
เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ทุกสายตาหันไปมองด้านหลัง ก็เห็นมารตนที่เคยใช้กระบี่จ่อที่คอของเริ่นถังเหลียนนั้น ได้ใช้กระบี่แทงมารอีกตนหนึ่งที่อยู่ใกล้เริ่นถังเหลียนที่สุดจนเสียชีวิต
“นี่ เจ้า!”
“เจ๊าะแจ๊ะกันอยู่นานสองนาน ข้าทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว”
เสียงที่คุ้นเคยดังออกมาจากใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยของมารตนนั้น ผู้ที่ได้ยินต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน
เขากระชับกระบี่ในมือ หยิบกุญแจออกมาไขโซ่ตรวนบนร่างของเริ่นถังเหลียน
“เรื่องมันคลี่คลายแล้ว ไม่มีอะไรต้องพูดอีก ยังไม่ลงมืออีกรึ?”
มารอีกหกตนที่เหลือถูกไส้ศึกที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก พวกมันยังไม่ทันได้ตอบสนองอย่างเหมาะสม ก็ได้ยินเยี่ยหลิงหลงเอ่ยว่า “พวกเจ้าไม่ควรลังเลนานถึงเพียงนั้น ยังจะให้ข้านับหนึ่งสองสามอีก บัดนี้เป็นอย่างไรเล่า?”
เยี่ยหลิงหลงแบมือทั้งสองข้างออก ยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่มีทางรอดแล้ว มิใช่ความผิดของข้าหรอกนะ ไปสู่สุคติเถิดทุกท่าน พวกท่านได้พลีชีพเพื่อเผ่ามารแล้ว”
นางกล่าวจบเหล่าศิษย์พี่ที่อยู่ด้านหลังก็กรูกันเข้ามาจัดการมารอีกหกตนที่เหลืออย่างง่ายดาย หน่วยย่อยร้อยคนด้านหลังไม่มีโอกาสได้ลงมือด้วยซ้ำ
เผยลั่วไป๋เดินไปที่ข้างแท่นทรมานก็เห็นไส้ศึกผู้นั้นผลักเริ่นถังเหลียนที่ถูกปลดโซ่ตรวนแล้วมาให้เขา จากนั้นก็ส่งยิ้มบางๆมาให้เขา
“เผยลั่วไป๋ เจ้าติดค้างบุญคุณข้าอีกแล้วนะ”
เยี่ยหลิงหลงและฮวาซือฉิงรีบเข้าไปรับตัวเริ่นถังเหลียน ตรวจดูอาการบาดเจ็บของเขา
ใครจะรู้ว่าพอรับตัวมาก็เห็นเริ่นถังเหลียนเงยหน้าขึ้น เผยรอยยิ้มที่อ่อนแรงแต่มีสติชัดเจน
"ดีนัก เจ้าศิษย์ทรยศ คนอื่นช่วยคนกลัวตัวประกันจะถูกฆ่า แต่เจ้าช่วยคนกลับกลัวข้าไม่ถูกฆ่า! ใครต้องการทดสอบวิชาหวนชีวาของเจ้ากัน? สิ่งนี้มันเป็นของดีหรืออย่างไร!"
“สรุปว่าพวกท่านสองคนร่วมกันหลอกข้ารึ?” เยี่ยหลิงหลงทำหน้าไม่ถูกจะว่าร้องไห้ก็ไม่ใช่จะหัวเราะก็ไม่ถูก
“หากไม่ลองหลอกดู อาจารย์จะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้ามีจิตสำนึกหรือไม่?”
“แล้วข้ามีหรือไม่มีเล่า?”
“มี แต่น้อยมาก”
เยี่ยหลิงหลงถูกเริ่นถังเหลียนหยอกล้อจนหัวเราะออกมา
“หัวเราะ หัวเราะ มีอะไรน่าหัวเราะ ยังมิใช่เพราะถูกเจ้าศิษย์ทรพีคนนี้ทำให้เดือดร้อนรึ! รีบรักษาข้าให้หายเร็วเข้า! ข้าจะกลับไปสังหารเจ้าพวกเผ่ามารเหล่านั้น สังหารพวกมันให้สิ้นซาก! ข้าโมโหจริงๆ!”
“เช่นนั้นท่านก็อยู่นิ่งๆ อย่าโวยวายอีก หากโวยวายอีกสองสามคำแล้วขาดใจตายไป ข้าไม่ช่วยนะ”
“เจ้าศิษย์ทรยศ!..”
เริ่นถังเหลียนยังคงด่าทอ แต่หลังจากด่าจบก็สงบลงอยู่นิ่งๆ ให้เยี่ยหลิงหลงตรวจดูอาการบาดเจ็บ
จบตอน
Comments
Post a Comment