journey ep1531-1540

บทที่ 1531: เขาอยู่ใกล้มากและก็ไกลมาก


   “ข้าตกใจแทบตาย! ท่านแม่ทัพใหญ่เหยี่ยนเกาเข้มงวดมากจริงๆ แต่เจ้าก็ต้องเข้าใจเขาด้วย มีคำกล่าวว่าขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่งมักจะจุดไฟสามกอง


   คนของเผ่าเซียนย่อมรู้ชื่อเสียงของเขาดีจึงไม่กล้าขัดคำสั่ง แต่ที่นี่ยังมีอีกสามเผ่า หากเขาไม่สร้างอำนาจเด็ดขาดขึ้นมา ในสนามรบที่ไร้ความปรานีนี้ ภายภาคหน้าย่อมเกิดเรื่องได้ง่าย ดังนั้นเจ้าก็…”


   พานเฉิงว่านเดินกลับพลาง ปากพูดไปพลาง พอพูดไปได้ครึ่งทางก็พบว่าเยี่ยหลิงหลงมิได้ตามขึ้นมา


   เขารีบหันกลับไปมอง เห็นเยี่ยหลิงหลงกลับไปอยู่ด้านหลังของเหยี่ยนเกา เดินตามเขาไป!


   ร่างของเหยี่ยนเกาสูงใหญ่กำยำ ผ้าคลุมด้านหลังปลิวไสวในสายลมยิ่งขับเน้นให้เขาดูสูงสง่า ส่วนเยี่ยหลิงหลงที่เดินตามหลังเขานั้นร่างเล็กบอบบาง ความแตกต่างระหว่างร่างใหญ่กับร่างเล็กนี้ ทำให้ในหัวของพานเฉิงว่านขณะนี้มีเพียงสี่อักษรใหญ่ปรากฏขึ้น ‘แกะเข้าปากเสือ’


   เหตุใดนางถึงรีบร้อนส่งตัวเองไปถึงที่เช่นนี้?


   แม่นางน้อย ขอร้องล่ะ ไม่ใช่ว่าเผ่าเซียนทุกคนจะพูดคุยง่ายเหมือนพวกเขาสักหน่อยนะ!


   พานเฉิงว่านมองเยี่ยหลิงหลงเดินจากไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตนเองในยามนี้ต่อให้ตามไปก็ไร้ประโยชน์แล้ว เขาจึงได้แต่ถอนหายใจหนักๆ


   บัดนี้เขารู้แล้วว่าอะไรคือเทพเซียนก็ยากจะช่วย แต่ช่วยไม่ได้ ช่วยไม่ได้เลยแม้แต่น้อย!


   เหยี่ยนเกาเดินเลียบยอดเขาไปข้างหน้าได้ระยะหนึ่ง ก็เดินมาถึงจุดที่สูงที่สุดของยอดเขาแล้วทอดสายตามองออกไป


   ตอนที่เยี่ยหลิงหลงตามขึ้นมาเขาก็สังเกตเห็นแล้ว แต่เขามิได้สนใจ


   เมื่อครู่ตอนที่ได้ยินเรื่องราวต่างๆที่นางทำลงไปนั้น เขาก็เกิดความชื่นชมนางขึ้นมาบ้างแล้วจริงๆ


   มิน่าเล่าก่อนที่เขาจะมา พานเฉิงว่านและพรรคพวกทุกคนจึงต่างเชื่อถือนางเป็นอย่างยิ่ง ดูท่าแล้วนางก็มีความสามารถอยู่บ้างจริงๆ


   เขาชื่นชมผู้มีความสามารถ แต่การที่นางตามมาเช่นนี้กลับทำให้ความชื่นชมเล็กน้อยที่เขามีต่อนางนั้นหายไป


   เซียนหญิงที่ฉวยโอกาสไต่เต้าสร้างสัมพันธ์ เขาก็เคยเห็นมามากแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชาวมนุษย์ที่ยังไม่ได้ขึ้นสู่ภพเซียน การฉวยโอกาสนี้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างยิ่ง


   เขาไม่ชอบคนประเภทนี้ แต่ด้วยความชื่นชมเล็กน้อยนั้นจึงอยากจะไว้หน้านางบ้าง หวังว่าด้วยความเฉลียวฉลาดของนางจะรู้จักถอยเมื่อรู้ว่ายาก ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เอ่ยปาก แต่ความอดทนก็ค่อยๆหมดลง


   เดิมทีเยี่ยหลิงหลงคิดจะฉวยโอกาสนี้เปิดอกพูดคุยกับเหยี่ยนเกาโดยตรง เพราะคนผู้นี้ทะนงตนสูงส่ง ยากที่จะสื่อสารด้วย ครั้งหน้าหากจะหาโอกาสอีกก็คงไม่ง่าย


   ยิ่งไปกว่านั้น นางอยู่ที่นี่นานไม่ได้ นางจะต้องหาทางขัดขวางไม่ให้พวกเขาปะทะกับพี่เยี่ยโดยตรง นางยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก


   ใครจะรู้ว่า พอเดินตามเหยี่ยนเกามาจนมาถึงยอดเขาเช่นนี้ เมื่อเห็นทิวทัศน์เบื้องหน้านางก็ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก


   หุบเขาที่พวกเขาอยู่นี้ตั้งอยู่บริเวณชายขอบระหว่างภพเทพกับภพมาร เป็นอาณาเขตของภพเทพ และยังเป็นจุดที่สูงที่สุดในบริเวณนี้ด้วย


   เมื่อมองออกไปไกลสุดสายตา นางสามารถมองเห็นสถานการณ์ทางฝั่งภพมารจากตำแหน่งนี้ได้


   เบื้องหน้าภพมารถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่เหนือหมู่เมฆหมอกเหล่านั้น กลับมีพระจันทร์กลมโตขนาดมหึมาลอยเด่นอยู่!


   พระจันทร์ดวงนี้แตกต่างจากจากพระจันทร์เต็มดวงทั้งหมดที่พวกเขาเคยเห็นมาก่อน มันดูเหมือนจะลอยอยู่เหนือสุดขอบภพมารฝั่งตรงข้าม อีกทั้งมันยังดวงโตใหญ่อย่างน่าประหลาด


   หากจะบอกว่ามันคือพระจันทร์ สู้บอกว่ามันคืออีกมิติหนึ่งที่อยู่เหนือหุบเหวชั้นที่แปดนี้เสียยังจะดีกว่า!


   แสงจันทร์สาดส่องลงมา ราวกับน้ำตกขนาดมหึมา แผ่กระจายลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง เชื่อมต่อกับภพมารฝั่งตรงข้าม


   พระจันทร์สว่างเจิดจ้ามาก เงาภายในนั้นก็ชัดเจนมากเช่นกัน หากจ้องมองอย่างละเอียด นางยังสามารถมองเห็นลมหายใจที่ผ่อนเข้าออกของพี่เยี่ยได้!


   ดังนั้นพระจันทร์เต็มดวงทั้งหมดที่นางเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเพียงเงาสะท้อนของพระจันทร์ดวงนี้ ส่วนพระจันทร์ดวงนี้คือที่อยู่แท้จริงของพี่เยี่ย!


   เขาอยู่ใกล้กับนางมากถึงเพียงนี้!


   แต่นางก็รู้ดีว่าระยะทางนี้มันไกลแสนไกล ไกลเสียจนกระทั่งแม้จะเดินไปจนสุดขอบภพมาร นางก็อาจจะไม่สามารถปีนป่ายตามแสงจันทร์ที่ไหลรินลงมาขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ได้!


   แล้วนางจะเข้าใกล้เขาได้อย่างไรเล่า?


   ทั้งหัวใจและสายตาของเยี่ยหลิงหลงมีแต่คนในวงเดือนผู้นั้น จนลืมไปชั่วขณะว่าข้างกายยังมีเหยี่ยนเกาอยู่ จนกระทั่งเขาเอ่ยปากขึ้น


   “เจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องใด?”


   เมื่อเหยี่ยนเกาเอ่ยปากเขาก็ขมวดคิ้วจนเป็นปม เขาเฝ้ารออยู่นาน นอกจากดรุณีน้อยผู้นี้จะไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงว่าตนเองควรจะไปได้แล้ว นางยังไม่แม้แต่จะเอ่ยปากพูดกับเขาก่อนด้วยซ้ำ!


   ความอดทนของเขาหมดสิ้นแล้ว นางกลับเอาแต่จ้องมองไปเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย ท่าทางจดจ่อเช่นนั้นราวกับว่านางมิได้มาหาเขาเสียด้วยซ้ำ!


   กลับเป็นเขาที่เป็นผู้เอ่ยปากก่อน นี่ทำให้เหยี่ยนเการู้สึกประหลาดใจมาก และรู้สึกไม่พอใจอย่างบอกไม่ถูก


   สติของเยี่ยหลิงหลงถูกเรียกกลับคืนมาด้วยคำพูดประโยคเดียวของเขา


   “ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านมองดูภายในพระจันทร์เต็มดวงข้างหน้านั่นสิ”


   “เห็นแล้ว นั่นคือที่อยู่ของจอมมารโบราณที่เผ่ามารต้องการจะปลุกให้ฟื้นคืนชีพ เป็นชั้นที่เก้าของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้”


   เยี่ยหลิงหลงผงะไป ที่แท้ที่นั่นก็คือหุบเหวชั้นที่เก้า หุบเหวชั้นที่เก้าที่นางยังไม่เคยไปเยือน


   “นั่นคือจุดหมายปลายทางสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้ของพวกเรา เส้นทางนั้นยากลำบากยิ่งนัก แต่ก็จำเป็นต้องไป เส้นทางการนำทัพทั้งหมดของข้า ล้วนมุ่งหน้าไปยังที่นั่น”


   เยี่ยหลิงหลงเอ่ยปากมิใช่เพื่อจะประจบสอพลอ แต่เป็นการหารือเกี่ยวกับอุปสรรคเบื้องหน้าของพวกเขา สิ่งนี้ทำให้เหยี่ยนเกาประหลาดใจอยู่บ้าง


   ขณะเดียวกันความเข้าใจผิดที่เขามีต่อนางก่อนหน้านี้ก็มลายหายไปสิ้น บัดนี้นางกลับทำให้เขายิ่งชื่นชมนางมากขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงได้อธิบายให้นางฟังอย่างอดทนเป็นพิเศษ


   “ท่านแม่ทัพใหญ่ พวกเราไปที่นั่นไม่ได้ นั่นเป็นกับดักที่เผ่ามารวางไว้”


   อุปนิสัยของเหยี่ยนเกานางพอจะจับทางได้บ้างแล้ว นางขี้เกียจจะเล่นลิ้นกับเขา จึงเลือกที่จะพูดตรงประเด็น


   “ย่อมต้องมีกับดักอยู่แล้ว” เหยี่ยนเกากล่าว “เผ่ามารเจ้าเล่ห์เพทุบาย ไหนเลยจะปล่อยให้พวกเราผ่านไปได้อย่างราบรื่นง่ายดายเช่นนี้? ดังนั้นข้าจึงต้องการให้พวกเจ้าทุกคนเชื่อฟังคำสั่ง เพื่อที่จะได้ลดการบาดเจ็บล้มตายที่ไม่จำเป็นลง”


   “ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น” เยี่ยหลิงหลงหันกลับมา เผชิญหน้ากับเหยี่ยนเกาโดยตรง


   “ข้าหมายความว่า จอมมารโบราณที่เรียกกันว่าอยู่ในหุบเหวชั้นที่เก้านี้ หาใช่จอมมารโบราณที่แท้จริงไม่ เขาเป็นเพียงศัตรูลวงที่เผ่ามารสร้างขึ้นมาให้พวกเรา เขาไม่ใช่ศัตรูที่แท้จริง เผ่ามารต้องการให้เขาและพวกเราต้องพินาศย่อยยับไปด้วยกันที่นี่ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการบั่นทอนกำลังของสี่ภพ”


   เมื่อได้ยินวาจานี้ในแววตาของเหยี่ยนเกาก็ปรากฏแววประหลาดใจขึ้นเล็กน้อย


   “เจ้าอาศัยสิ่งใดมาตัดสินว่าเขามิใช่จอมมารโบราณ?”


   “เพราะเมื่อร้อยปีก่อนที่เขาต้วนหุน ตอนที่เผ่ามารทุ่มเทอย่างมหาศาลเพื่อช่วงชิงเศษความอาลัยของจอมมารโบราณไปนั้น ข้าก็อยู่ในเหตุการณ์ ข้าเห็นกับตาตนเองว่าพวกมันนำมันไป จอมมารโบราณที่อยู่ภายในนั้น ข้ามั่นใจอย่างแน่นอนว่ามิใช่คนผู้นี้”


   เหยี่ยนเกาตกตะลึงกับคำพูดของนางอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขารู้เพียงว่าดรุณีน้อยผู้นี้มีความสามารถอยู่บ้าง ไม่นึกว่าเรื่องที่เขาต้วนหุนที่สามารถเอาชนะเผ่ามารทั้งกลุ่มด้วยกำลังที่น้อยกว่านั้น นางก็อยู่ด้วย!


   มิน่าเล่านางถึงได้องอาจมั่นใจเช่นนี้ นางเป็นผู้ที่มีความสามารถที่แท้จริง


   “เจ้าเห็นเพียงพวกมันนำอัญมนีสีแดงไป รู้ว่าภายในนั้นมีเศษความอาลัยอยู่หนึ่งส่วน แต่เศษความอาลัยนั้นหน้าตาเป็นอย่างไรเจ้าไม่มีทางรู้ได้ แล้วเจ้าจะแน่ใจได้อย่างไร?”


   “เพราะคนตรงหน้านี้ เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนก็ได้เข้ามาในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแล้ว เขาไม่มีทางเป็นเศษความอาลัยที่ถูกนำตัวไปจากเขาต้วนหุนเพื่อปลุกให้ฟื้นคืนชีพได้อย่างแน่.นอน”


   ทุกประโยคของนางทำให้เหยี่ยนเกาตกตะลึงอย่างยิ่ง น้ำเสียงของเขาค่อนข้างร้อนรนขณะเอ่ยถาม “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”


   “เพราะเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน ข้าเคยลงมายังเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ ข้าเห็นกับตาตนเองว่าเขาถูกทิ้งไว้ที่นี่”


   เมื่อได้ยินเรื่องนี้สีหน้าของเหยี่ยนเกาก็พลันเปลี่ยนไป จากนั้นก็ใช้สองมือจับบ่าของเยี่ยหลิงหลงโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงค่อนข้างร้อนรน


   “พวกเจ้ารู้จักกันรึ?”


   [1] หมายถึง คนที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ มักจะเริ่มต้นด้วยมาตรการเด็ดขาดหรือแสดงฝีมืออย่างแข็งขันเพื่อสร้างผลงานและความน่าเชื่อถือ



บทที่ 1532: ที่แท้นี่คืออาณาเขตของเขาสินะ



   เยี่ยหลิงหลงคาดไม่ถึงว่าปฏิกิริยาของเหยี่ยนเกาจะรุนแรงถึงเพียงนี้ ความเข้าใจที่นางมีต่อพี่เยี่ยนั้นนับว่าไม่มากนัก ทั้งยังไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ในสถานการณ์ใด ดังนั้นนางจึงไม่คิดจะพูดความจริง


   “ก็แค่เคยพบหน้ากันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น”


   เมื่อได้ยินคำตอบของเยี่ยหลิงหลง เหยี่ยนเกาก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วปล่อยมือนาง


   “เหตุใดท่านแม่ทัพใหญ่จึงตื่นเต้นเช่นนี้เล่า?”


   เหยี่ยนเกาชี้นิ้วไปยังพระจันทร์เต็มดวงที่เยี่ยชิงเสวียนอยู่


   “เห็นดวงจันทร์นั่นหรือไม่?”


   “เห็นเจ้าค่ะ”


   “ตอนแรกมันยังถูกปราณมารปกคลุมอยู่ บัดนี้ปราณมารรอบกายมันได้สลายไปแล้ว เหลือเพียงปราณมารบางเบาไม่กี่เส้นเท่านั้น นั่นหมายความว่า เขากำลังจะออกมาแล้ว พวกเรามีเวลาไม่มากนัก หนึ่งชั่วยามหลังจากนี้จะสิ้นสุดการพักผ่อน ออกจากหุบเขาแล้วมุ่งหน้าต่อไป”


   วาจาของเหยี่ยนเกาทำให้เยี่ยหลิงหลงตกตะลึงอย่างยิ่ง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยคิดว่าเหยี่ยนเกาคงไม่เชื่อถือนาง แต่ก็คาดไม่ถึงว่าหลังจากนางพูดจบ เขาไม่ได้พูดว่าไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว ทว่ากลับยังคงยืนกรานที่จะโจมตีเยี่ยชิงเสวียน


   “ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้าบอกแล้วว่าเขามิใช่จอมมารโบราณที่เผ่ามารปลุกให้ฟื้นคืนชีพ นั่นเป็นศัตรูลวงที่เผ่ามารสร้างขึ้นมาให้พวกเรา เพื่อที่จะให้พวกเราและเขาต้องพินาศย่อยยับไปด้วยกัน เป็นการบั่นทอนกำลังของพวกเรา ภายภาคหน้าหากพวกมันยกทัพใหญ่รุกรานหกภพ พวกเราจะต้านทานได้ยากยิ่ง!”


   “แล้วอย่างไรเล่า?”


   เยี่ยหลิงหลงผงะไป


   “ที่เจ้าพูดมาอาจจะมิได้ผิด เขาอาจมิใช่จอมมารโบราณที่เจ้าเคยเห็นเมื่อร้อยกว่าปีก่อนที่เขาต้วนหุน เขาอาจเป็นศัตรูที่เผ่ามารสร้างขึ้นมาเพื่อบั่นทอนกำลังของพวกเรา แต่แล้วอย่างไรเล่า?”


   เยี่ยหลิงหลงฟังไม่เข้าใจ ในเมื่อเขาเชื่อถือนางโดยสิ้นเชิง เหตุใดจึงไม่ฟังคำทัดทาน?


   “แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนที่ถูกช่วยออกไปจากเขาต้วนหุน แต่เขาก็ยังคงเป็นจอมมารโบราณเช่นกัน การดำรงอยู่ของเขา อันตรายยิ่งกว่าคนที่ถูกช่วยไปจากเขาต้วนหุนหลายเท่านัก!”


   เหยี่ยนเกาหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “ข้อมูลที่เจ้าให้มาสำคัญมาก ข้าจะหาทางส่งข่าวกลับไปยังภพเซียน แจ้งให้พวกเขาทราบว่าเผ่ามารยังคงกำลังปลุกจอมมารโบราณอีกตนหนึ่งให้ฟื้นคืนชีพ ขณะเดียวกันเจ้าก็ทำให้ข้ารู้ว่า คนผู้นี้ที่อยู่ตรงหน้าได้อยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธามามิใช่แค่ร้อยปี แต่เป็นสองร้อยปี!


   ระยะเวลาสองร้อยปีนั้นยาวนานกว่าที่พวกเราคาดการณ์ไว้มากนัก! เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า เขาได้ตื่นขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่แสร้งทำมาโดยตลอด


   ต้องการจะล่อลวงให้ทุกคนลงมา จากนั้นจึงค่อยกวาดล้างให้สิ้นซากในคราวเดียว!


   ดังนั้นพวกเราไม่มีเวลาแล้ว ข้าจะต้องกักขังเขาไว้ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ตลอดไป ก่อนที่เขาจะรู้ตัวว่าพวกเรามองแผนการของเขาออกแล้ว


   เขาจะต้องห้ามออกจากที่นี่ไปปรากฏตัวในโลกภายนอกอีกเด็ดขาด!”


   ทุกประโยคของเหยี่ยนเกาสั่นสะเทือนจิตใจของเยี่ยหลิงหลงอย่างรุนแรง บัดนี้กลับกลายเป็นนางที่ยากจะยอมรับผลลัพธ์เช่นนี้


   เหยี่ยนเกาหันกายจะจากไป เยี่ยหลิงหลงคว้าแขนเสื้อของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว เขาหันกลับมามองด้วยความสงสัย สีหน้าแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งแล้ว


   “ท่านอาศัยสิ่งใดมาพูดว่าเขาเป็นจอมมารโบราณ? ข้าเคยพบเขามาก่อน บนร่างของเขาไม่มีปราณมารแม้แต่น้อย!”


   “เช่นนั้นบนร่างของเขามีปราณวิญญาณหรือไม่?”


   เยี่ยหลิงหลงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ


   “เขาไม่มีปราณมาร ไม่มีปราณปีศาจ ไม่มีปราณวิญญาณร้าย ไม่มีปราณวิญญาณ และไม่มีกลิ่นอายใดๆทั้งสิ้น นั่นแสดงว่าเขาสามารถซ่อนเร้นทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ได้หมดสิ้น เจ้าอาศัยสิ่งใดมาตัดสินว่าเขาไม่สามารถเป็นมารได้?”


   “แต่เขาเคยอยู่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนมาก่อน” เยี่ยหลิงหลงยังคงไม่ยอมรับ


   “มารที่อยู่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนมีน้อยเสียเมื่อไร? เจ้าบอกว่าก่อนหน้านี้เขาไม่มีกลิ่นอายใดๆ เช่นนั้นตั้งแต่เจ้าก้าวเข้ามาในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ ก็ควรจะเห็นแล้วว่ารอบกายของเขามีแต่ปราณมารทั้งสิ้นมิใช่หรือ?”


   เหยี่ยนเกากล่าวจบ ก็ตระหนักได้ในทันทีว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง


   “เจ้ากับเขาเคยพบหน้ากันเพียงครั้งเดียวจริงๆหรือ? เหตุใดจึงดูเหมือนปกป้องเขาเหลือเกิน?”


   “ข้าเพียงแค่บอกเล่าสิ่งที่ข้าได้เห็นและได้ยินมา ข้าไม่ต้องการให้ทุกคนต้องตกหลุมพรางของเผ่ามาร”


   “นี่เป็นกับดักแน่นอน แต่พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นใด จำต้องก้าวเข้ามา จำต้องกำจัดเขาอย่าให้เขาออกไปสู่โลกภายนอก”


   “แต่เขาเป็นเหยื่อล่อที่เผ่ามารปล่อยออกมา นั่นหมายความว่าเผ่ามารมิได้ใส่ใจความเป็นความตายของเขาสักเท่าใด สำหรับเผ่ามารแล้ว คนที่สำคัญกว่าคือคนที่ถูกนำตัวกลับไปจากเขาต้วนหุน พวกเราไม่ควรจะรวบรวมกำลังไปจัดการคนนั้นหรอกหรือ? หากกำจัดคนนั้นและเผ่ามารไปพร้อมกันได้ เหลือเพียงเขาคนเดียวก็คงไม่อาจก่อเรื่องราวใหญ่โตอะไรได้มิใช่หรือ?”


   “ไม่ใช่” เหยี่ยนเกากล่าวด้วยสีหน้าหนักแน่น “เผ่ามารและคนที่พวกมันปลุกให้ฟื้นคืนชีพนั้น ย่อมต้องมีผู้อื่นรับมือ ส่วนเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้ของพวกเราคือคนผู้นี้ที่อยู่ตรงหน้า”


   "แต่ถ้าเขาไม่ทำร้ายใครและพวกเราก็ไม่สามารถฆ่าเขาได้เล่า?"


   “สังหารไม่ได้ ก็ต้องทุ่มสุดกำลัง สามารถบั่นทอนได้เท่าใดก็เท่านั้น ส่วนที่เหลือก็คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อื่น”


   สีหน้าของเยี่ยหลิงหลงเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เหยี่ยนเกาก็ดึงแขนเสื้อของตนเองออกจากมือนางแล้ว


   “เรื่องอื่นเจ้ามิต้องพูดมาก สถานะของเขาข้ารู้ดีกว่าเจ้า ข้าจะไม่ทำผิดพลาด องค์จักรพรรดิสวรรค์และอาจารย์ก็จะไม่ทำผิดพลาดเช่นกัน ศึกครั้งนี้พวกเราไม่มีทางถอย ต่อให้ต้องตายก็ต้องขัดขวางเขาให้ได้


   ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดเจ้าจึงปกป้องเขาถึงเพียงนี้ แต่เจ้าจงสงบเสงี่ยมไว้บ้าง ข้าจะจับตาดูเจ้าเป็นพิเศษ ศึกครั้งนี้สำคัญยิ่งนัก เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของหกภพ ต่อให้ต้องเสียสละก็ต้องสู้ เจ้าอย่าได้ทำอะไรตามอำเภอใจ”


   “เช่นนั้นตอนนี้ท่านเพิ่งรวบรวมศิษย์สามเผ่าที่ลงมาชุดแรกสี่กลุ่มเท่านั้น ยังมีอีกสี่กลุ่มตามมา ท่านจะไม่รอแล้วหรือ?”


   “ไม่ทันแล้ว”


   กล่าวจบเหยี่ยนเกาก็มิได้พูดอะไรอีก หันกายจากยอดเขานี้บินลงไปยังเบื้องล่างของหุบเขาโดยตรง ไปจัดระเบียบผู้คนเบื้องล่าง เตรียมการทุกอย่างให้พร้อม เพื่อเริ่มการโจมตีครั้งใหม่


   วิธีการคุมทัพของเหยี่ยนเกานั้นเข้มงวดกวดขันยิ่งนัก ประสิทธิภาพสูงมาก สมกับเป็นเทพสงครามโดยแท้


   ไม่นานนัก กองทัพก็จัดกระบวนทัพใหม่เตรียตัวพร้อมออกรบ


   เยี่ยหลิงหลงก็เข้าไปอยู่ในกองทัพด้วยเช่นกัน ในยามนี้ความคิดในหัวของนางค่อนข้างสับสน แต่หากพูดอย่างมีเหตุผลแล้ว จริงๆก็ไม่ได้สับสนเท่าใดนัก


   เหยี่ยนเกายืนยันหนักแน่นว่าพี่เยี่ยเป็นมาร ทั้งยังบอกว่ารู้สถานะของเขา เรื่องนี้เขาคงไม่โกหก


   องค์จักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดิจื่อซิงร่วมกันยืนยันสถานะของพี่เยี่ย เรื่องนี้เผ่าเซียนก็ไม่มีความจำเป็นต้องโกหก


   เมื่อรวมกับคำพูดของเจ้าสำนักชิงเสวียนลู่เส้าจีก่อนหน้านี้ ทุกสิ่งทุกอย่างของศิษย์สำนักชิงเสวียนล้วนเป็นเขาที่มอบให้ ก็ควรจะอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขา แม้กระทั่งชีวิต


   ‘เขา’ ที่พูดถึงนี้เป็นใคร ความจริงก็ชัดเจนแล้ว


   เพียงแต่นางปฏิเสธเรื่องที่พี่เยี่ยเป็นมารโดยสัญชาตญาณตั้งแต่แรก จึงได้จงใจเมินเฉยไม่คิดให้ละเอียด


   เมื่อยอมรับเรื่องนี้ได้แล้ว นางก็จะพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างกลับกลายเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล


   วิชาของสำนักชิงเสวียนมาจากฝีมือของพี่เยี่ย อาวุธวิเศษหายากมากมายของสำนักชิงเสวียนก็เป็นเขาที่สร้างขึ้นด้วยตนเอง แม้แต่ชื่อของสำนักก็ยังตั้งตามชื่อของเขา


   แม้ว่าเขาจะไม่ได้สร้างสำนักชิงเสวียนขึ้นมาทั้งหมด แต่ทั้งมรดกและทรัพยากรทั้งหมดของสำนักชิงเสวียนล้วนเกี่ยวข้องกับเขาทั้งสิ้น


   กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือมีคนสร้างสำนักชิงเสวียนนี้ขึ้นมาเพื่อเขา


   จุดประสงค์ของการสร้างสำนักชิงเสวียน ก็คือการเก็บเกี่ยวศิษย์อัจฉริยะรุ่นแล้วรุ่นเล่า สุดท้ายทั้งหมดก็จะถูกใช้เป็นเครื่องบำรุงให้เขา เพื่อให้เขาตื่นขึ้น


   ดังนั้นเมื่อหมื่นปีก่อน ศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนและภพเซียนทั้งหมดจึงถูกส่งไปยังภพมาร ใช้พลังของพวกเขาปลุกหอคอยยักษ์สิบแปดชั้นที่เป็นของพี่เยี่ยให้ตื่นขึ้น


   หอคอยยักษ์ตกลงมา เป็นการวางรากฐานให้เผ่ามารกวาดล้างหกภพในภายภาคหน้า


   และพี่เยี่ยก็ดูดซับพลังบำรุงที่หอคอยยักษ์ดูดซับมาตลอดหลายปีนี้ จนใกล้จะตื่นขึ้นมาแล้วจริงๆ


   ที่แท้เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ก็คือหอคอยของเขานั่นเอง มิน่าเล่าทั้งๆ ที่เขาดูเหมือนจะไม่รู้อะไรเลย แต่ก็ยังสามารถตามนางลงมาได้ทีละชั้นทีละชั้น หรือแม้กระทั่งสามารถฉีกเปิดช่องว่างส่งนางออกไปได้


   ที่แท้ นี่คืออาณาเขตของเขาสินะ



บทที่ 1533: นางอยากฟังเขากล่าวสักคำ



   ดังนั้นแม้ว่าในเศษเสี้ยวความทรงจำก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้เห็นสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง แต่แล้วอย่างไรเล่า?


   เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาทั้งหมดล้วนเป็นของเขา เมื่อเขาเข้ามาแล้ว ย่อมสามารถรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้มิใช่หรือ?


   ก็เหมือนกับต้นอู๋โยวที่ปลูกไว้ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน สิ่งของของเขา เขาต้องการจะควบคุมมันกลับคืนมาย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย


   หลังจากจัดระเบียบความคิดเหล่านี้ได้แล้ว เยี่ยหลิงหลงก็พลันรู้สึกว่าความจริงนี้ช่างน่าสะพรึงกลัว


   แม้ว่าเขาจะไม่ใช่จอมมารที่เผ่ามารนำกลับไปจากเขาต้วนหุน แต่เผ่ามารไม่ได้ทุ่มเทเพื่อชุบชีวิตเขาหรอกหรือ?


   ใช่ และยังใช้เวลายาวนานกว่าอีกตนหนึ่งมากนัก


   แต่ในเมื่อพวกเผ่ามารให้ความสำคัญกับพี่เยี่ยถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงยังใช้เขาเป็นเหยื่อล่อ เหตุใดจึงยังต้องสังเวยเขาอีก?


   ดูเหมือนว่าทุกเรื่องราวล้วนดำเนินไปรอบตัวเขา แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เขาได้ทำอะไรบ้างเล่า? ดูเหมือนว่าเขาจะมิได้ทำอะไรเลยนี่นา!


   เป็นมารก็สมควรฆ่าหรือ? แล้วศิษย์พี่สามเล่า?


   มิใช่เผ่าพันธุ์เดียวกับเราย่อมมีใจคิดคดหรือ? แล้วศิษย์พี่รองเล่า?


   ดังนั้นเมื่อความจริงเหล่านี้ปรากฏอยู่ตรงหน้านางทีละเรื่องทีละอย่าง นางก็ยังคงไม่เต็มใจที่จะเชื่อว่า พี่เยี่ยจะนำพาเผ่ามารกวาดล้างหกภพ


   หากเขาจะไม่ทำเรื่องเช่นนั้น เหตุใดจึงยังต้องยืนกรานที่จะพินาศย่อยยับไปพร้อมกับเขาด้วยเล่า?


   เหตุใดไม่ไปตามหาเผ่ามารที่มีความทะเยอทะยานอย่างแท้จริง?


   เยี่ยหลิงหลงไม่เต็มใจที่จะยอมรับชะตากรรมเช่นนี้ ทั้งยังไม่เต็มใจที่จะเชื่อ และยิ่งไม่เต็มใจที่จะปล่อยให้เรื่องราวคลี่คลายไปในทิศทางนี้


   นางอยากจะก้าวไปข้างหน้า ย่างเหยียบเข้าไปในหุบเหวชั้นที่เก้าที่นางยังไม่เคยไปเยือน นางอยากจะถามเขาด้วยปากของตนเอง นางอยากจะฟังเขากล่าวออกมาด้วยตนเองสักคำ


   ในขณะนั้นเอง บ่าของนางก็ถูกตบเบาๆ นางหันกลับไปมองเห็นพานเฉิงว่านที่เต็มไปด้วยความกังวล


   “ท่านเซียนพานมีธุระอันใดหรือ?”


   “แม้จะไม่รู้ว่าเจ้ากับท่านแม่ทัพใหญ่เหยี่ยนเกาพูดคุยกันเป็นอย่างไรบ้าง แต่พอเจ้ากลับมาสีหน้าก็ดูไม่ดีเลย ท่าทีของท่านแม่ทัพใหญ่แข็งกร้าวยิ่งนัก นี่มิใช่เพียงความต้องการของเขา แต่ยังเป็นความต้องการขององค์จักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดิจื่อซิงด้วย เขาจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้สำเร็จลุล่วงให้ได้ เจ้าอย่าได้มีความคิดเล็กๆน้อยๆมากนักเลย”


   “ท่านเซียนพานคิดว่าข้ามีความคิดเล็กๆน้อยๆอันใดหรือ?”


   “เฮ้อ เจ้าเด็กคนนี้ ข้าจะไม่เข้าใจได้อย่างไร? เจ้ามีลูกเล่นตั้งแปดพันอย่าง!” พานเฉิงว่านกล่าว


   “ท่านแม่ทัพใหญ่เหยี่ยนเกาคือเทพสงครามของเผ่าเซียน ในบรรดาแม่ทัพที่นำทัพออกรบทั้งหมด เขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ตัวเขาเองยังเป็นศิษย์สายตรงของจักรพรรดิจื่อซิงอีกด้วย สถานะของเขาในเผ่าเซียนนั้นสูงส่งอย่างยิ่ง


   นอกจากสองท่านนั้นแล้ว อาจกล่าวได้ว่าในภพเซียนเขาสามารถเดินเหินได้อย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด!


   คนที่มีทั้งอำนาจสูงส่งและพละกำลังแข็งแกร่งเช่นนี้ ถูกส่งลงมาที่นี่ ยอมตายก็ยังต้องขัดขวางไม่ให้จอมมารปรากฏตัวสู่โลกภายนอก เจ้าลองคิดดูเอาเถิดว่าองค์จักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดิจื่อซิงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเพียงใด


   เมื่อให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ ย่อมไม่มีทางที่จะตัดสินพลาดได้ หากเจ้าคิดว่าไม่ถูกต้อง ในนั้นต้องมีเหตุผลที่เจ้าไม่รู้แน่.นอน


   ดังนั้นฟังคำแนะนำของข้าสักคำ อย่าได้มีความคิดเล็กๆน้อยๆมากนักเลย เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก”


   กล่าวจบพานเฉิงว่านก็เปลี่ยนน้ำเสียง


   “แม่นางเยี่ย ถือว่าข้าขอร้องเจ้าเถิด ได้หรือไม่? ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นอันตราย”


   เยี่ยหลิงหลงถูกท่าทางอ่อนน้อมของพานเฉิงว่านทำให้หลุดหัวเราะออกมา


   เขาพูดมายืดยาว เยี่ยหลิงหลงฟังออกว่าทุกคำพูดของเขาล้วนออกมาจากใจจริง รวมทั้งประโยคสุดท้ายด้วย


   ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานถึงเพียงนี้ เขาคอยดูแลนางมาโดยตลอด นางจดจำไว้ในใจเสมอ


   “ท่านวางใจเถิด ข้าจะไม่ทำอะไรวุ่นวาย”


   “จริงๆหรือ?”


   “จริงๆ”


   เมื่อได้ยินวาจานี้ พานเฉิงว่านก็ถอนหายใจโล่ง.อก จากนั้นก็ค่อยๆแทรกตัวเข้าไปในกองทัพกลับไปยังตำแหน่งของตนเอง


   หลังจากเขาจากไป เยี่ยหลิงหลงก็เงยหน้าขึ้นมองหุบเหวชั้นที่เก้าที่ดูคล้ายวงเดือนเบื้องหน้า ปราณมารบนนั้นดูบางเบาลงกว่าตอนที่นางเห็นบนยอดเขาเสียอีก


   หากเป็นจริงดังที่เหยี่ยนเกากล่าว เมื่อปราณมารทั้งหมดหายไป พี่เยี่ยก็จะปรากฏตัวสู่โลกภายนอก เช่นนั้นเวลาของพวกเขาก็เหลือน้อยเต็มทีแล้วจริงๆ


   ในขณะนั้น เหยี่ยนเกาก็นำทัพใหญ่ออกจากหุบเขาที่พวกเขาพักผ่อน มุ่งหน้าไปยังอาณาเขตของภพมารเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเย็นชา ท่าทางแข็งกร้าว ฝีเท้าทั้งหนักแน่นและมั่นคง


   หลังจากที่พวกเขาย่างเหยียบเข้าไปในอาณาเขตของเผ่ามารได้ไม่นาน เบื้องหน้าก็มีเสียงเคลื่อนไหวไม่น้อยดังขึ้น


   เป็นเผ่ามารที่รอสกัดกั้นพวกเขาอยู่เบื้องหน้า ขัดขวางไม่ให้พวกเขารุกล้ำเข้าไปรบกวนการตื่นขึ้นครั้งสุดท้ายของพี่เยี่ย


   เบื้องหน้าคือทะเลทรายเวิ้งว้างสีเหลือง บนทะเลทรายนั้นยามมองไกลอย่างสุดลูกหูลูกตาล้วนเต็มไปด้วยโขดหินรูปร่างประหลาด มิได้โล่งเตียนเสียทีเดียว ส่วนร่างของเผ่ามารก็ซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินเหล่านั้น พวกมันมิได้ออกมาต่อสู้ซึ่งๆหน้า เพียงแต่รอให้เหยี่ยนเกานำทัพใหญ่เดินเข้าไปในค่ายกลที่พวกมันวางไว้


   เบื้องหน้าบนหลังอสูรขี่ตัวใหญ่ เหยี่ยนเกาสะบัดฝ่ามือใหญ่ ออกคำสั่งโจมตี


   ดังนั้นกองทัพใหญ่สี่เผ่าจึงบุกทะลวงเข้าไปในทะเลทรายที่เต็มไปด้วยโขดหินรูปร่างประหลาดนี้อย่างรวดเร็ว เข้าต่อสู้กับเผ่ามารที่ซ่อนตัวอยู่ภายในนั้น และพยายามจะขัดขวางไม่ให้พวกเขารุกคืบหน้าไป


   หลังจากเข้าไปในเขตโขดหินแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ถือหงเยี่ยนเข้าต่อสู้ในนั้น


   แต่นางมิได้คิดจะสู้ยืดเยื้อ นางเพียงแค่มุ่งไปข้างหน้า ผู้ใดขวางทางนางจึงจะสังหาร ผู้ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้นางก็จะไม่เสียเวลาด้วย


   พละกำลังของนางแข็งแกร่งมาก อีกทั้งจุดมุ่งหมายของนางก็ชัดเจน ในไม่ช้านางก็พุ่งทะยานไปอยู่แถวหน้าสุดของกองทัพ


   เมื่อเห็นว่ากำลังจะออกจากเขตโขดหินรูปร่างประหลาดนี้ได้แล้ว พุ่งทะยานขึ้นไปบนเขามารหินดำเบื้องหน้า จากนั้นก็จะเหินกายมุ่งไปยังทิศทางที่หุบเหวชั้นที่เก้าตั้งอยู่ ทันใดนั้นเองกระบี่ยาวเล่มหนึ่งก็แทงออกมาจากด้านข้างของนาง


   การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เพราะกลิ่นอายของฝ่ายตรงข้ามนั้นอ่อนแอเหลือเกิน อ่อนแอจนนางมิได้สังเกตเห็นการมีอยู่ของฝ่ายตรงข้ามในทันที


   แต่โชคดีที่นางมีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็ว เมื่อกระบี่เล่มนี้แทงเข้ามา ก็เพียงแค่บาดแขนของนาง มิได้ถูกจุดสำคัญ


   นางกำลังจะถอนหายใจโล่ง.อก ก็กลับเห็นว่าเบื้องหน้าที่ควรจะสิ้นสุดเขตโขดหินแล้ว กลับกลายเป็นโขดหินรูปร่างประหลาดสุดลูกหูลูกตาอีกครั้ง!


   ค่ายกล!


   เผ่ามารกำลังใช้ค่ายกลที่เคยใช้จัดวางรูปปั้นในชั้นบนอีกครั้ง!


   เมื่อครู่นี้นางมัวแต่หลบกระบี่เล่มนั้น จึงเผลอเข้าไปในค่ายกลของเผ่ามารโดยไม่ตั้งใจ บัดนี้หนทางข้างหน้ายิ่งยากลำบากขึ้นไปอีก


   ในขณะที่ในใจของนางกำลังรู้สึกหงุดหงิด คนที่ลอบโจมตีนางก็แทงกระบี่เข้ามาจากด้านข้างอีกครั้ง


   นางพลันรู้สึกโทสะพลุ่งพล่าน กำหงเยี่ยนแน่นแล้วฟันสวนกลับไป


   แม้จะไม่ใช่การฟันซึ่งๆหน้า แต่นางก็ยังคงฟันถูกมือของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ ด้วยแรงที่นางใช้เมื่อครู่ ต่อให้คนผู้นี้แขนไม่ขาดก็ต้องบาดเจ็บสาหัสเลือดไหลไม่หยุด


   ดังนั้นนางจึงไม่อยากเสียเวลาวุ่นวายกับเขา แม้แต่จะมองแวบเดียวก็ยังไม่คิดจะทำจากนั้นนางก็มุ่งหน้าต่อไป นางจะต้องหาทางทำลายค่ายกลให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป


   ขณะที่นางกำลังคิดเช่นนั้น คนผู้นั้นกลับพุ่งเข้ามาจากด้านหลังอย่างไม่คิดชีวิตอีกครั้ง หมายจะฟันเข้าที่แผ่นหลังของเยี่ยหลิงหลง


   เยี่ยหลิงหลงตกใจรีบยกหงเยี่ยนขึ้นมาปัดป้องกระบี่ไว้ด้านหลัง พร้อมกันนั้นก็แทงกระบี่สวนเข้าไปในร่างของฝ่ายตรงข้าม


   แต่ในชั่วพริบตาที่นางหันกลับไปนั้น ในใจของนางก็รู้สึกผิดปกติ นี่มันไม่ถูกต้อง


   แม้แต่ตัวนางที่มีพลังฟื้นฟูผิดมนุษย์ เมื่อได้รับบาดเจ็บสาหัสสิ่งแรกที่ทำก็คือการถอยหนี เหตุใดคนผู้นี้จึงยังสามารถไล่ตามมาอย่างไม่ลดละได้?


   เป็นไปตามคาด เมื่อนางแทงกระบี่เข้าไปในอกของฝ่ายตรงข้าม นางก็ได้เห็นคนที่คอยตามโจมตีนางอยู่ตลอดเวลา


   แขนของเขาเกือบจะถูกนางฟันขาด เหลือเพียงหนังและเนื้อบางส่วนที่ยังยึดติดห้อยต่องแต่งอยู่ ส่วนอกของเขาก็ถูกนางแทงทะลุ เลือดจำนวนมากพวยพุ่งออกมา ทั้งร่างของเขาดูเหมือนจะแตกหักเสียหาย สัมผัสเพียงนิดเดียวก็คงจะแหลกสลาย


   ในชั่วขณะที่เห็นรูปร่างหน้าตาของเขา ม่านตาของเยี่ยหลิงหลงก็พลันหดเล็กลง หัวใจก็ดิ่งวูบมือที่กำหงเยี่ยนสั่นเทาขึ้นมา



บทที่ 1534: อย่าทำให้พ่อแม่เจ้าต้องอับอาย



   ใบหน้าที่ปรากฏตรงหน้าทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า นางยังคงจดจำลักษณะของเขาเมื่อสองร้อยปีก่อนตอนที่นางจากไปได้


   แม้ผมของเขาจะขาวโพลนไปแล้ว แม้สภาพจิตใจจะถดถอยลงอย่างมาก แต่ร่างกายยังนับว่าแข็งแรง ทุกวันเขาจะไปตรวจตราที่สุสานกระบี่ คอยจับตามองทุกคนที่เข้าสู่หุบเหวชั้นที่สี่ ให้พวกเขาลงนามในสัญญาสวรรค์ เพื่อรับประกันความสงบสุขของทุกคน


   ทุกวันเขาจะบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นลงบนโต๊ะ ในตอนที่นางมุ่งหน้าไปยังหุบเหวชั้นที่ห้า เขาก็รีบร้อนวิ่งมามอบสมบัติล้ำค่า ทั้งหมดที่เขามีมาตลอดชีวิตให้นาง


   เขาบอกว่าเขาชื่นชมนางมาก จึงอยากจะมอบอาวุธวิเศษทั้งหมดของตนให้นาง ให้อาวุธวิเศษของเขาติดตามนางออกจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา เพื่อให้ไปดูโลกนี้อีกครั้ง


   ยามที่เขาพูด ดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ทว่าร่างกายกลับร่วงโรยลงทุกวัน


   เดิมทีนางคิดว่าสองร้อยปีผ่านไป เขาคงจะจากไปอย่างสงบแล้วเสียอีก จะได้ไม่ต้องมาเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแห่งนี้ จะได้ไม่ต้องถูกเผ่ามารจับตัวไปทรมาน


   ทว่านางคิดไม่ถึงเลยว่าท่านตู้ผู้นี้จะยังมีชีวิตอยู่จนถึงบัดนี้ ไม่เพียงแต่มีชีวิตอยู่ ทั้งยังถูกเผ่ามารจับไปป้อนหนอนกินสมองจริงๆ


   เห็นได้ชัดว่าร่างกายของเขาทนต่อไปไม่ไหวแล้ว อาศัยเพียงฤทธิ์ของหนอนกินสมอง บังคับให้ร่างกายที่เหมือนศพเดินได้นี้ยังคงสังหารผู้คนตามคำสั่งอย่างเครื่องจักร


   เมื่อเห็นเขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงก็อดรู้สึกตื้นตันที่ปลายจมูกไม่ได้และปวดใจยิ่งนัก


   ทั้งชีวิตนี้ของเขาเห็นได้ชัดว่าไม่เคยทำเรื่องเลวร้าย ไม่เคยติดค้างผู้ใด เหตุใดจึงต้องทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้?


   แม้แต่ตอนตาย ก็ยังไม่มีร่างที่สมบูรณ์


   “ท่านผู้อาวุโสตู้ ท่านได้ยินข้าพูดหรือไม่? นี่ข้าเอง เยี่ยหลิงหลงกลับมาแล้ว ข้า…”


   คำพูดของเยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันจบสิ้น ก็เห็นกระบี่ยาวในมือของเขาอาศัยจังหวะที่นางหยุดชะงักแทงเข้าใส่นางอีกครั้ง


   นางชูกระบี่ปัดป้อง ทว่าในขณะนั้นเองกลับสัมผัสได้ถึงการลอบโจมตีจากด้านหลัง นางจึงเปลี่ยนทิศทางอีกครั้งเพื่อรับมือการลอบโจมตีนั้น


   ผู้ที่ลอบโจมตีนางผู้นี้ก็เป็นคนจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาที่ถูกควบคุมโดยหนอนกินสมองเช่นกัน


   เมื่อเทียบกับท่านผู้อาวุโสตู้แล้ว คนผู้นี้ยังหนุ่มแน่นและร่างกายสมบูรณ์กว่ามาก พลังฝีมือก็แข็งแกร่งกว่ามากเช่นกัน


   เยี่ยหลิงหลงเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีใส่คนที่ถูกหนอนกินสมองควบคุมก่อน ทั้งสองต่อสู้อย่างดุเดือด เยี่ยหลิงหลงเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างมาก


   ทว่าในขณะที่นางเตรียมจะใช้กระบี่ปลิดชีวิตคนที่ถูกหนอนกินสมองควบคุมผู้นี้ กระบี่ของท่านผู้อาวุโสตู้ก็จู่โจมมาจากด้านหลังอีกครั้ง


   เยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะคิดหันกลับไปฟันกระบี่ลงไป เมื่อนึกถึงร่างที่แหลกสลายของท่านผู้อาวุโสตู้ซึ่งแม้แต่จะนำไปฝังก็ดูไม่น่ามอง นางจึงลังเลไปชั่วขณะหนึ่ง


   เพียงชั่วขณะนั้นเอง กระบี่ของท่านผู้อาวุโสตู้ก็แทงทะลุจากด้านหลังเข้าสู่หัวไหล่ของนาง


   ความเจ็บปวดและโลหิตพรั่งพรูขึ้นมาพร้อมกัน เยี่ยหลิงหลงกัดฟันแน่น ข่มความเจ็บปวดในใจ หันกลับไปใช้อักขระสานเป็นกรงขังง่ายๆ กักขังท่านผู้อาวุโสตู้ไว้ภายใน


   หลังจากกักขังไว้ชั่วคราว นางก็หันกลับไปสังหารคนที่ถูกหนอนกินสมองควบคุมอีกคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลัง


   หลังจากสังหารเสร็จสิ้น นางหันกลับไปมองท่านผู้อาวุโสตู้ที่กำลังดิ้นรนอยู่ในกรงขัง แขนข้างที่ถูกนางฟันบาดเจ็บนั้นได้หักสะบั้นไปแล้ว ระหว่างที่เขาดิ้นรน เขาหมดสติไปโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงการขับเคลื่อนตามคำสั่งเท่านั้น


   เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจเข้าลึก กดกลั้นความเจ็บปวดในใจ ปลายนิ้วปรากฏเปลวไฟหงส์เพลิงกลุ่มเล็กๆ ส่งตรงไปยังกรงขัง


   เสียง ‘พรึ่บ’ ดังขึ้น ทั้งกรงขังพร้อมด้วยท่านผู้อาวุโสตู้ก็ถูกเผาไหม้ขึ้นพร้อมกัน


   “ท่านผู้อาวุโสตู้ อย่ากลัวเลย ข้าจะพาท่านกลับบ้าน”


   เมื่อเปลวไฟโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น ไม่นานท่านผู้อาวุโสตู้ก็ถูกเผาเป็นเถ้ากระดูก เยี่ยหลิงหลงเก็บรวบรวมเถ้ากระดูกในกรงขังขึ้นมา เก็บไว้ในแหวนมิติ


   นางไม่เคยคิดว่าการเดินทางครั้งนี้จะได้พบเจอคนคุ้นเคยมากมายในลักษณะเช่นนี้ การตายเช่นนี้มันโหดร้ายเกินไปสำหรับพวกเขา!


   ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้คือความทะเยอทะยานที่ต้องการจะครอบครองหกภพของพวกเผ่ามาร พวกมันจึงใช้วิธีการอันโหดร้ายเช่นนี้สังหารผู้คนไปมากมาย


   ความแค้นเลือดนี้


   นางจะต้องทวงคืนจากพวกเผ่ามารให้จงได้!


   อยากให้ทุกคนตายในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ทั้งหมดไม่ใช่หรือ? นางไม่ยอมให้พวกมันสมหวังหรอก!


   อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำลายแผนการของเผ่ามาร เช่นนั้นก็ทำลายให้มันสิ้นซากไปเลย!


   ใช้อสูรมารมืดแล้วอย่างไรเล่า?


   ส่งซากศพที่ถูกควบคุมด้วยหนอนกินสมองออกมาแล้วอย่างไรเล่า?


   กองทัพมารสร้างตาข่ายฟ้าดินล้อมสังหารด้วยตนเองแล้วอย่างไรเล่า?


   ใช้ค่ายกลสกัดกั้นเส้นทางแล้วอย่างไรเล่า?


   ตราบใดที่นางต้องการจะเดินหน้า ก็ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งนางได้!


   เยี่ยหลิงหลงถือหงเยี่ยนพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ค่ายกลตรงจุดนี้เผ่ามารเคยใช้ไปแล้วครั้งหนึ่ง นางที่เคยเดินผ่านไปแล้วครั้งหนึ่ง การจะเดินอีกครั้งจึงเป็นเรื่องง่ายดาย!


   นางทั้งเดินทั้งสังหาร สังหารเผ่ามาร สังหารหนอนกินสมอง สังหารอสูรมารมืด ผู้ที่ขวางทางล้วนกลายเป็นวิญญาณคนตายใต้คมกระบี่ของนาง


   ในไม่ช้านางก็สังหารจนเปิดเป็นเส้นทางโลหิตสามารถเดินออกจากค่ายกลนี้ได้สำเร็จ และออกจากบริเวณที่เต็มไปด้วยกองหินประหลาดกว้างใหญ่นี้ได้


   นางวิ่งไปยังเขามารเบื้องหน้า ข้ามเขามารลูกนี้ไปได้ก็จะสามารถเหาะไปยังจันทร์เต็มดวงของหุบเหวชั้นที่เก้าได้


   “คาดไม่ถึงว่าแม้แต่ค่ายกลศิลาประหลาดนี่ก็ยังหยุดเจ้าไม่ได้!”


   เสียงอันคุ้นเคยดังมาจากบนเขามาร เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองขึ้นไป เห็นเผ่ามารตนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่ บนใบหน้าสวมหน้ากากมองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริง


   แต่เยี่ยหลิงหลงรู้ดีว่านั่นคือลู่เส้าจี


   เป็นเขาที่สังหารศิษย์ทั้งหมดของสำนักชิงเสวียนเมื่อหมื่นปีก่อน


   เป็นเขาที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับพวกชั่วช้า ช่วยเหลือเผ่ามารเพาะเลี้ยงอสูรมารมืด


   เป็นเขาที่ใช้หนอนกินสมองจับผู้คนทั้งหมดในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาเป็นเชลย!


   เป็นเขาที่สังหารท่านผู้อาวุโสตู้ สังหารปีศาจอินทรีหัวขาว คนผู้นี้ทำบาปที่แสนสาหัสยิ่งนัก มีหนี้เลือดท่วมท้น!


   เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้วแน่น จิตสังหารในดวงตาไม่ปิดบังแม้แต่น้อย


   “เจ้ากล้าบุกออกมาคนเดียว ในที่สุดเจ้าก็ต้องตายเพราะความโอหังของตัวเอง! ในเมื่อเจ้าออกมามอบชีวิตคนเดียว เช่นนั้นข้าจะสนองให้เจ้า! บุกเข้าไป สังหารนางให้ได้!”


   ลู่เส้าจีออกคำสั่ง กองทัพมารที่ประจำการอยู่บนเขามารคอยดูแลพื้นที่หินประหลาดอันกว้างใหญ่นี้ก็กรูกันเข้ามาล้อมสังหารเยี่ยหลิงหลง


   แต่ในขณะนี้ เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ถอยหลัง นางพุ่งตรงไปข้างหน้าเพื่อรับมือกับเผ่ามารสิบกว่าตนที่ล้อมสังหารนาง


   แต่ตอนที่นางพุ่งขึ้นไป ร่างของนางที่เดิมมีเพียงหนึ่งเดียวพลันกลายเป็นสาม ทางซ้ายมีเจาไฉเพิ่มขึ้นมาหนึ่งตน ทางขวามีเสี่ยวไป๋เพิ่มขึ้นมาหนึ่งตน บนศีรษะยังมีไท่จื่อเกาะอยู่


   เมื่อเห็นนางนำสัตว์เลี้ยงที่ตนเลี้ยงไว้ออกมา ลู่เส้าจีก็หรี่ตาลงพร้อมกับโบกมือหนึ่งครั้ง ปล่อยราชันอสูรมารมืดที่มีขนาดใหญ่กว่าอสูรมารมืดทั่วไปหลายเท่าออกมาโดยตรง


   “ชอบส่งตัวเองไปตายนัก เช่นนั้นเจ้าก็จะได้สมใจ! ราชันอสูรของข้ากำลังหิวพอดีเลย”


   หลังจากลู่เส้าจีพูดจบ เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ถอยหลัง แต่ยังคงความเร็วในการพุ่งไปข้างหน้า ทว่าในขณะเดียวกันนางก็ยื่นมืออีกข้างออกไปกระชากสร้อยคอของไท่จื่อบนศีรษะจนขาด


   ไท่จื่อกำลังนอนหมอบอย่างเกียจคร้าน ทันใดนั้นสิ่งที่ผนึกมันไว้ก็ขาดออก


   มันตะลึงไปครู่หนึ่ง


   ยังไม่ทันที่มันจะได้ประกาศคำพูดอันยิ่งใหญ่ว่า ‘ข้าได้เป็นจักรพรรดิแล้ว’ มันก็ถูกเยี่ยหลิงหลงจับคอโยนไปทางราชันอสูรมารมืด


   นางทั้งโยนทั้งหัวเราะเยาะ “ช่างบังเอิญเสียจริง อสูรน้อยของข้าก็หิวแล้วเช่นกัน ไท่จื่อ อย่าทำให้พ่อแม่เจ้าต้องอับอาย”


   ไท่จื่อพลันโกรธจนควันออกหู


   หากนางพูดว่าอย่าทำให้เยี่ยหลิงหลงต้องอับอาย มันคงไม่ร่วมมือถึงเพียงนี้


   ทว่านางกลับพูดถึงพ่อแม่ของมัน นั่นย่อมเกี่ยวข้องกับเกียรติภูมิของเผ่าเทาเที่ยแล้ว!


   หากเทาเที่ยเช่นมันถูกสิ่งที่คนรุ่นหลังเลี้ยงขึ้นมานี่กินเข้าไป มันจะเอาหน้าที่ไหนไปมีชีวิตอยู่ได้อีก?



บทที่ 1535: พวกเจ้าทุกคนต้องกลับไป



   “โฮก…”


   ไท่จื่อคำรามลั่นอ้าปากกว้างมหึมาของมันพุ่งเข้าใส่ราชันอสูรมารมืดตนนั้น


   เมื่อไม่ถูกผนึกอีกต่อไปปากของมันก็อ้ากว้างขึ้นเรื่อยๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ใหญ่เกินความคาดหมายของมันเสียอีก กระทั่งสามารถกลืนภูเขาลูกเล็กๆได้ทั้งลูก ทำให้ราชันอสูรมารมืดตนนั้นตกตะลึงจนนิ่งอยู่กับที่


   ชั่วชีวิตนี้มันผ่านการฝึกฝนอันเข้มงวดมานานัปการ เคยพบเห็นอสูรที่น่าสะพรึงกลัวมาทุกชนิด แต่ชนิดที่แผ่กลิ่นอายดุร้ายแบบดั้งเดิมไปทั่วร่าง ดุร้ายอย่างบริสุทธิ์ แข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัว ทั้งปากยังสามารถอ้ากว้างได้อย่างไร้ขีดจำกัดเช่นนี้ มันยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน


   การกดข่มทางสายเลือดของเหล่าอสูรทำให้มันหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงกในทันที เห็นอยู่รอมร่อว่าจะวิ่งเข้าไปในปากของมันอยู่แล้ว แต่ราชันอสูรมารมืดกลับหันตัวหนีทันควัน!


   อะไรกัน? อาหารมาถึงปากแล้วยังกล้าหนีอีกหรือ?


   ไท่จื่อทั้งอับอายทั้งโกรธเกรี้ยว หุบปากใหญ่ของมันลงแล้วไล่ตามราชันอสูรมารมืดตนนั้นไป


   วันนี้หากไม่ได้กินเจ้าสิ่งนี้ มันจะไม่ยอมเลิกราเด็ดขาด!


   เมื่อเห็นฉากที่คาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิงนี้ ลู่เส้าจีถึงกับตะลึงงัน ราชันอสูรมารมืดที่ดุร้ายหาใดเปรียบหนีไปเช่นนี้หรือ?


   แม้จะหนีไปแต่ก็ยังหนีไม่พ้นเสียทีเดียว ยังถูกอสูรน้อยที่เยี่ยหลิงหลงปล่อยออกมาไล่กัดไปทั่วทั้งภูเขา!


   ลู่เส้าจีแทบจะโมโหจนสลบ แต่ในไม่ช้าเขาก็สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ ลักษณะเช่นนั้น ปากเช่นนั้น กลิ่นอายเช่นนั้น…


   นั่นมันอสูรร้ายยุคโบราณเทาเที่ย!


   บนโลกนี้ยังมีอสูรร้ายยุคโบราณเทาเที่ยอยู่อีกหรือ!


   อสูรน้อยที่เยี่ยหลิงหลงพกติดตัวมานี้กลับเป็นอสูรร้ายยุคโบราณ!


   อสูรร้ายยุคโบราณดุร้ายอย่างยิ่ง มันกลับอยู่ข้างกายเยี่ยหลิงหลงมานานถึงเพียงนี้ ในยามปกติที่มันปรากฏตัวก็ดูเหมือนสัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆ จนกระทั่งวันนี้จึงได้เผยร่างที่แท้จริงออกมา!


   การปรากฏตัวของเทาเที่ยทำให้เผ่ามารตนอื่นๆตกตะลึงในทันที!


   เพื่อไม่ให้กระทบต่อสถานการณ์โดยรวม ลู่เส้าจีจำต้องใช้สมบัติล้ำค่าชั้นเลิศที่ตนสะสมไว้ ล่อราชันอสูรมารมืดและเทาเที่ยไปยังที่อื่น


   เขาหันหน้าไปมองเยี่ยหลิงหลงด้วยความเคียดแค้นอย่างหนักหน่วง เห็นนางกำลังต่อสู้กับกองทัพมารกลุ่มเล็กนั้น


   กลิ่นอายของนางแข็งแกร่งมาก กระบวนท่ากระบี่ก็ดุดันยิ่งนัก ราชาผีและวิญญาณยักษ์ข้างกายก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย


   สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ลู่เส้าจีรู้สึกคันไม้คันมือ หากไม่ใช่เพราะมีข้อจำกัดในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแห่งนี้ คนของเขาไม่มีทางต่อสู้กับเยี่ยหลิงหลงนานถึงเพียงนี้ เพียงพวกเขาคนใดคนหนึ่งก็สามารถบีบนางให้ตายได้!


   ข้อจำกัดเหล่านี้ช่างน่ารังเกียจนัก!


   เดิมทีเขาคิดจะเก็บไพ่ตายไว้ แต่ยามนี้เขากล้ำกลืนความโกรธนี้ไม่ลงแล้ว เขาต้องการให้เยี่ยหลิงหลงตาย ตายอย่างน่าอนาถในบัดนี้!


   ดังนั้นเขาจึงโบกฝ่ามือใหญ่คราหนึ่ง กองทัพมารทั้งหมดที่รออยู่บนเขามาร เกือบพันคนก็กรูกันเข้าโจมตีเยี่ยหลิงหลงพร้อมกัน


   เขาไม่เชื่อหรอกว่า แม้จะมีการกดข่มการฝึกฝน แต่เยี่ยหลิงหลงมีเพียงคนเดียว นางจะเอาอะไรไปสู้หนึ่งต่อพันได้? นางทำไม่ได้แน่.นอน!


   ลู่เส้าจีจ้องมองเยี่ยหลิงหลง จิตสังหารของเขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ความเคียดแค้นก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ


   ทันใดนั้นพื้นดินทั้งผืนก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ตัวภูเขาก็ส่งเสียงครืนๆ ฟ้าเบื้องบนมีเสียงแตกร้าว ‘เปรี้ยะ’ ดังขึ้น ความเคลื่อนไหวมาจากทุกทิศทุกทางในห้วงมิตินี้ ราวกับว่าทุกหนทุกแห่งในที่นี้กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่!


   สีหน้าของลู่เส้าจีเปลี่ยนไปทันที เขาหันกลับไปมองด้วยความประหลาดใจ


   และในขณะนี้ เยี่ยหลิงหลงที่กำลังต่อสู้ก็เงยหน้าขึ้น พวกเขามองไปยังจันทร์เต็มดวงของหุบเหวชั้นที่เก้าด้านหลังพร้อมกัน ก็เห็นว่าปราณมารทั้งหมดที่บดบังมันอยู่ได้หายไปหมดสิ้นแล้ว!


   กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือคนในหุบเหวชั้นที่เก้านี้กำลังจะออกมาแล้ว!


   เมื่อเห็นเช่นนี้ ลู่เส้าจีก็มีสีหน้ายินดีปนความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง


   “สำเร็จแล้ว! สำเร็จแล้ว! รอมานานหลายปี พยายามมามากมาย ในที่สุดจอมมารผู้สูงส่งของข้าก็จะได้ปรากฏตัวบนโลกอีกครั้งแล้ว!”


   “ข้าเคยบอกแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว การดิ้นรนทั้งหมดของพวกเจ้ามันน่าขันสิ้นดี แต่พวกเจ้ากลับไม่เชื่อ ยังคิดว่าจะสามารถฝืนลิขิตฟ้าเปลี่ยนชะตา! ช่างน่าขัน!”


   “บัดนี้จอมมารตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว พวกมดปลวกเช่นพวกเจ้าจะต้องตายทั้งหมดที่นี่! ฮ่าฮ่าฮ่า”


   เสียงแตกร้าวของห้วงมิตินี้ดังขึ้นเรื่อยๆ ทุกเสียงราวกับยันต์เร่งตายดังก้องอยู่ในหูของทุกคนไม่หยุดหย่อน เป็นการนับถอยหลังชีวิตของทุกคน


   ในขณะนี้เยี่ยหลิงหลงยังคงติดอยู่ที่ตีนเขามาร กระทั่งปีนขึ้นไปบนเขามารยังไม่ได้ ฉะนั้นย่อมไม่ต้องพูดถึงการพุ่งเข้าไปในหุบเหวชั้นที่เก้า ในใจเกิดความสับสนขึ้นเล็กน้อย


   หรือว่าจะไม่ทันจริงๆแล้ว?


   ไม่! ไม่ได้!


   นางจะไม่ตายที่นี่ คนอื่นๆก็เช่นกัน นางจะปล่อยให้เผ่ามารสมหวังไม่ได้!


   “พวกเจ้าอย่าหยุด! คนอื่นๆจอมมารจะจัดการเอง แต่เยี่ยหลิงหลงจะต้องตายอย่างน่าอนาถต่อหน้าข้า! ล้อมเข้าไป สังหารนาง!” ลู่เส้าจีตะโกนลั่น


   เมื่อเขาตะโกน กองทัพมารเกือบพันคนที่เพิ่งหยุดชะงักไปเพราะการแตกร้าวของห้วงมิตินี้ ก็ยังคงมุ่งหน้าเข้าล้อมเยี่ยหลิงหลงต่อไป ในไม่ช้าก็จะสามารถล้อมสังหารนางได้


   ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนี้เอง เยี่ยหลิงหลงก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยอย่างยิ่งดังขึ้นข้างหู


   “เจ้าหนีไปเร็วเข้า ออกไปจากที่นี่ ใช้เรือเหาะที่เขาสร้างให้เจ้า เจ้าคงไม่รู้สินะ? เรือเหาะลำนั้นสามารถเดินทางข้ามมิติทั้งหมดได้ รวมถึงเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ด้วย เจ้าห่วงใครก็พาคนนั้นไปด้วย หากไม่ไปตอนนี้จะสายเกินไปแล้ว เชื่อข้าเถอะ!”


   เยี่ยหลิงหลงตัวแข็งทื่อ นี่มันเสียงของมังกรดำ!


   “เขาให้ข้าไปหรือ?”


   "เขาไม่ได้พูด เป็นข้าที่บอกให้เจ้าไป! เจ้ารีบไปเถอะ!"


   “ถ้าข้าไม่ไป จะตายที่นี่จริงๆหรือ?”


   “แน่นอนสิ! เจ้าไม่คิดว่าเขาแค่ขู่เล่นๆหรอกนะ? เขาจะทำลายที่นี่จริงๆ ทำลายทุกคนที่เข้ามาในนี้!”


   “อะไรนะ?”


   “อันที่จริงเขาตื่นขึ้นมานานแล้ว แต่ภายหลังเขาล่วงรู้แผนการของเผ่ามาร เขาจึงแกล้งทำเป็นหลับใหลต่อไป เขากำลังรอ รอให้ทุกคนเข้ามาแล้วให้พวกเขาตายทั้งหมดในนี้!”


   มังกรดำพูดอย่างร้อนรน “หอคอยนี้กำลังจะพังทลายแล้ว ผู้ที่เหลืออยู่ไม่มีใครรอด ไม่ว่าจะเป็นเผ่าใดก็ต้องตาย! ตอนนี้ นอกจากเรือเหาะของเจ้าแล้ว ก็ไม่มีใครออกไปได้อีกแล้ว!”


   “ดังนั้นเขาก็ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนตายจริงๆ เขายังเหลือหนทางรอดไว้ให้ข้า ไม่ใช่หรือ?”


   “ไม่ใช่ เจ้าอย่าเพ้อฝันไปหน่อยเลย! ข้าเองต่างหากที่ไม่อยากเห็นเจ้าตายจึงเตือนเจ้า เขาไม่ได้บอกให้ปล่อยเจ้าไปนะ!


   จริงสิ รบกวนเจ้าไปตามหาปี้เหลียน พาเจ้ากระต่ายบ้านั่นไปด้วยกัน บนโลกนี้ข้าไม่มีเพื่อนอื่นอีกแล้ว ก็มีแค่พวกเจ้าสองคน พวกเจ้าอย่าหาเรื่องตายอีกเลยนะ!


   เจ้าลองหันกลับไปดูสิ ค่ายกลที่เผ่ามารสร้างไว้ที่นี่ถูกพลังทำลายล้างของที่นี่ทำลายจนแหลกละเอียดแล้ว มันกักขังคนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ถ้าเจ้าหันกลับไปหาปี้เหลียนก็จะง่ายมาก อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่เจ้าหันกลับไป ข้าเห็นเขาแล้ว รีบไปเร็วเข้า ข้าจะช่วยเจ้าควบคุมแช่แข็งพวกเผ่ามารเหล่านี้ไว้ เวลาเหลือน้อยแล้ว เจ้ารีบวิ่งกลับไป!”


   ในชั่วพริบตาที่เสียงของมังกรดำเงียบลง บนท้องฟ้าที่กำลังแตกร้าวก็ปรากฏมังกรดำตัวหนึ่ง มังกรดำส่งเสียงคำรามก้องฟ้าดินออกมา


   จากนั้นเผ่ามารทั้งหมดทั้งบนและล่างเขามารนี้ก็ราวกับถูกกดปุ่มหยุดชั่วคราว ทุกคนหยุดนิ่งไปหมด


   อาศัยช่วงเวลานี้ เยี่ยหลิงหลงรีบหันกลับไป ก็เห็นว่าค่ายกลศิลาประหลาดพังทลายลงแล้ว เหยี่ยนเกานำคนกลุ่มใหญ่ออกมาจากค่ายกล ในกลุ่มคนที่พุ่งออกมานำหน้านั้น ศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิงจากสำนักชิงเสวียนของนางก็อยู่ด้วย


   เมื่อเห็นเช่นนี้ นางก็อดเผยรอยยิ้มบางๆให้พวกเขาไม่ได้


   รอยยิ้มนี้ทุกคนที่พุ่งออกจากค่ายกลศิลาประหลาดในขณะนั้นล้วนเห็น ในยามที่ฟ้าดินกำลังจะพินาศรอยยิ้มของนางนั้นเจิดจรัสยิ่งกว่าสิ่งใดๆทั้งหมด


   แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า เยี่ยหลิงหลงจะบุกเดี่ยวออกไปไกลถึงเพียงนั้น ทั้งยังถูกกองทัพมารเกือบพันคนล้อมเอาไว้!


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก!” สหายร่วมสำนักจากสำนักชิงเสวียนตะโกนเรียกอย่างตื่นเต้น


   “นี่มันบ้าชัดๆ!”


   เหยี่ยนเกาเห็นเยี่ยหลิงหลงก็โกรธจนหัวหมุนติ้ว แม้จะไม่รู้ว่านางออกมาจากค่ายอาคมก่อนที่มันจะถูกทำลายได้อย่างไร แต่นางกลับไม่ฟังคำเตือนของตน แอบออกมาปฏิบัติการตามลำพังอีกแล้ว!


   แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดกองทัพมารที่ล้อมนางอยู่จึงไม่ขยับเขยื้อน แต่หากเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา นางจะตายจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลีแน่!


   “เจ้ากลับมาเดี๋ยวนี้!” เหยี่ยนเกาคำรามลั่น “กลับเข้ากลุ่มมา!”


   รอยยิ้มของเยี่ยหลิงหลงไม่เปลี่ยนแปลง ร่างกายไม่ขยับแม้แต่น้อย


   “ข้าไม่กลับไปแล้ว แต่พวกท่านทุกคนต้องกลับไป”



บทที่ 1536: มุ่งหน้าสู่ทางตัน



   “เจ้ากำลังพูดอะไร?” เหยี่ยนเกาโกรธมากขึ้น


   พลันเห็นเยี่ยหลิงหลงหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ โยนไปยังทิศทางที่เหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนอยู่


   ระหว่างที่มันลอยไป ของสิ่งนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นในพริบตา กลายเป็นเรือเหาะขนาดเล็กอันงดงาม พริบตาต่อมามันก็ขยายใหญ่ขึ้นอีกขั้น กลายเป็นเรือเหาะขนาดใหญ่ แล้วก็เปลี่ยนเป็นเรือเหาะขนาดใหญ่พิเศษในทันใด


   ทว่านี่ยังไม่สิ้นสุด เมื่อมันตกลงเบื้องหน้าเหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียน มันก็เปลี่ยนรูปร่างอีกครั้ง กลายเป็นเรือเหาะขนาดมหึมาสุดยอดไร้เทียมทาน


   เรือเหาะลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ประหนึ่งเกาะเล็กๆที่รอให้คนขึ้นไป


   “ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่หญิงใหญ่พาทุกคนขึ้นเรือเหาะ เรือลำนี้จะพาพวกท่านออกจากที่นี่ได้ เวลาเหลือน้อยเต็มที เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้กำลังจะพังทลายแล้ว หากหนีไม่พ้นทุกคนจะต้องตายอยู่ที่นี่!”


   ทุกคนมองเรือเหาะของเยี่ยหลิงหลงอย่างตกตะลึง และตกตะลึงกับคำพูดของนางยิ่งกว่า


   “การหลบหนีไม่ใช่เป้าหมายของเรา พวกเราต้องสังหารจอมมารโบราณในหุบเหวชั้นที่เก้านี่ให้ได้! ที่นี่ข้าคือผู้บัญชาการ เจ้าไม่มีสิทธิ์สั่งการทุกคน!”


   เหยี่ยนเกาตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “แล้วก็เจ้า กลับมาเดี๋ยวนี้!”


   เหยี่ยนเกากล่าวจบเยี่ยหลิงหลงไม่เพียงไม่ฟังเขา รอยยิ้มบนใบหน้ากลับยิ่งเด่นชัดขึ้น


   “แม้แต่ข้อจำกัดที่มันสร้างไว้ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา พวกท่านยังทำลายไม่ได้ ด้วยการฝึกฝนที่ถูกกดให้อยู่เพียงขอบเขตพ้นพิบัติ พวกท่านจะเอาอะไรไปสังหารเขา? อย่าได้เพ้อฝันและอย่าได้สังเวยชีวิตโดยเปล่าประโยชน์ รักษากำลังเอาไว้ ออกไปจากที่นี่ ไปจัดการกับมารที่พวกท่านควรจะจัดการจริงๆเถิด”


   ทันทีที่สิ้นเสียงของนาง เวลาแช่แข็งของเหล่าเผ่ามารโดยรอบก็สิ้นสุดลง พวกมันกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้งและพุ่งเข้าโจมตีเยี่ยหลิงหลงต่อ


   ลู่เส้าจีที่กลับมาเคลื่อนไหวได้แล้วโกรธจนศีรษะมึนงง เขาชี้หน้าเยี่ยหลิงหลงอย่างเดือดดาลแล้วกล่าวว่า “ยังคิดจะหนีอยู่หรือ? ฝันไปเถอะ! สังหารเยี่ยหลิงหลงก่อน จากนั้นค่อยสกัดผู้อื่นแล้วทำลายเรือเหาะนั่นทิ้ง!


   พวกเจ้าทุกคนจะต้องถูกฝังอยู่ที่นี่ เพื่อปูทางด้วยเลือดให้แก่การปรากฏกายของจอมมารของข้า!”


   เมื่อเขาสิ้นเสียงคำราม ทัพมารที่กลับมาเคลื่อนไหวได้ก็พุ่งเข้าประจันหน้าเยี่ยหลิงหลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นดาบกระบี่นับไม่ถ้วนกำลังจะฟาดฟันลงบนร่างของเยี่ยหลิงหลง ดวงตาของลู่เส้าจีเบิกกว้าง ตัวเขาสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น


   ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งพันธมิตรสี่เผ่าเห็นเยี่ยหลิงหลงถูกล้อมสังหารก็ร้อนใจจนแทบคลั่ง แม้แต่เหยี่ยนเกาก็อดไม่ได้ที่จะกำอาวุธในมือแน่น ต้องการจะฝ่าเข้าไปช่วยชีวิตนาง ทว่าถึงกระนั้นก็สายเกินไปแล้ว


   “หนีไป!”


   หลังสิ้นเสียงตะโกนก้อง ในชั่วพริบตาที่ดาบกระบี่ฟาดฟันลงมา ร่างของเยี่ยหลิงหลงที่แย้มยิ้มพลันหายไปจากวงล้อมของทัพมาร


   ในขณะที่ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัว เยี่ยหลิงหลงก็ปรากฏกายขึ้นด้านหลังของลู่เส้าจีในทันใด พร้อมกันนั้นหงเยี่ยนก็จ่ออยู่ที่ลำคอของเขา


   ลู่เส้าจีพลันสะท้านไปทั้งร่าง ตกตะลึงจนลูกตาแทบจะถลนออกมา


   “เจ้า… เจ้าทำได้อย่างไร?”


   ในตอนนั้นเอง อสูรน้อยท่าทางโอหังตัวหนึ่งก็ปีนขึ้นไปบนศีรษะของเยี่ยหลิงหลง หมอบอยู่บนนั้นพลางทำเสียงจุ๊บจิ๊บในปากสองสามครั้ง ราวกับเพิ่งกินอิ่มหนำสำราญมาหมาดๆ


   พร้อมกันนั้น มันก็ใช้กรงเล็บเกาเอากระดาษยันต์แผ่นหนึ่งออกจากตัว แล้วฉีกทำลายมันทิ้งอย่างง่ายดาย


   การปรากฏตัวของมันทำให้ลู่เส้าจีเข้าใจในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น!


   เมื่อครู่ความสนใจของพวกเขาทั้งหมดจดจ่ออยู่ที่เยี่ยหลิงหลง จึงมองข้ามอสูรน้อยตัวนี้ที่ไล่ตามราชันอสูรมารมืดไป มันคือผู้ที่หลังจากจัดการราชันอสูรมารมืดแล้ว ก็ได้นำกระดาษยันต์ของเยี่ยหลิงหลงมาซุ่มซ่อนอยู่ด้านหลังเขา


   ทำให้เยี่ยหลิงหลงสามารถเคลื่อนย้ายมายังตำแหน่งที่กระดาษยันต์รอรับอยู่ ซึ่งก็คือด้านหลังของเขา จากนั้นใช้กระบี่จ่อคอเขาในชั่วพริบตา พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายคุมกระดานและจับกุมเขาไว้ได้!


   ลู่เส้าจีใช่ว่าจะไม่รู้ว่าเยี่ยหลิงหลงเจ้าเล่ห์เพียงใด แต่ในช่วงเวลาที่ตึงเครียดเช่นนี้ เป็นการยากที่เขาจะสังเกตเห็นทุกรายละเอียดและมองทะลุแผนการทั้งหมดของนางได้ ด้วยเหตุนี้จึงเผลอไผลตกหลุมพรางของนางไปชั่วขณะ!


   ไม่เพียงแต่ลู่เส้าจีที่ตกตะลึง แม้แต่พันธมิตรสี่เผ่าที่เพิ่งออกมาจากค่ายกลศิลาประหลาดก็เช่นกัน ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าที่นางบอกว่าไม่ไปแล้ว ไม่ใช่เพราะถูกล้อมจนหนีไม่พ้น แต่เป็นเพราะนางวางแผนไว้แล้วต่างหาก และใช้เพียงกระบวนท่าเดียวพลิกกลับมาจับกุมผู้อาวุโสเก้าของเผ่ามารซึ่งเป็นผู้นำในครั้งนี้ได้สำเร็จ!


   นางช่างกล้าหาญ และแข็งแกร่งอย่างแท้จริง!


   ทุกคนคิดว่านางต้องตายแน่แล้ว มีเพียงนางเท่านั้นที่พลิกสถานการณ์ความเป็นความตายจากเสียเปรียบให้เป็นได้เปรียบได้อย่างสุขุมเยือกเย็น!


   ด้วยความตกตะลึงพันธมิตรสี่เผ่าอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้ายินดีออกมา เมื่อจับผู้อาวุโสเก้าได้การรบครั้งนี้ก็ง่ายขึ้นมากแล้ว!


   “เจ้าสำนัก ข้าไม่ไปแล้ว ท่านก็อย่าไปเลย” เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “คราวก่อนที่ข้าจับมือท่านได้ ท่านตัดแขนทิ้งแล้วหนีไป คราวนี้ข้าจับคอท่านไว้ได้ ท่านจะตัดหัวหนีเอาตัวรอดอีกหรือไม่?”


   เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เส้าจีก็โกรธจนโลหิตเดือดพล่าน กัดฟันกรอด ศีรษะแทบระเบิด


   “เร็วเข้า! พาตัวเขากลับมาที่นี่! มีเขาอยู่ในมือ เผ่ามารย่อมไม่อาจขัดขวางเส้นทางของพวกเราได้อีก!” เหยี่ยนเกาตะโกนอย่างตื่นเต้น


   “ฝัน! ไป! เถอะ!” ลู่เส้าจีคำรามลั่น “เพื่อปณิธานอันยิ่งใหญ่ของเผ่ามารข้า ชีวิตเดียวนี้นับเป็นอะไรได้? ทัพมารทั้งหมดฟังคำสั่ง! ย้อนกลับไปสังหารเยี่ยหลิงหลง ความเป็นความตายของข้า พวกเจ้าไม่ต้องสนใจ! กลับมาทั้งหมด! สังหารนางซะ!”


   เมื่อลู่เส้าจีตะโกน ในตอนแรกทัพมารจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่ช้าก็พุ่งกลับมาทางเขาทั้งหมด ไม่ว่าผู้อาวุโสเก้าจะต้องสิ้นชีพด้วยเหตุนี้หรือไม่ พวกมันก็ต้องสังหารเยี่ยหลิงหลงให้จงได้


   เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่เส้าจีก็หัวเราะลั่น “เห็นหรือไม่? จับข้าได้คนเดียวแล้วจะทำไม? พวกเจ้าหนีไม่พ้นหรอก! ไม่มีใครหนีพ้น!”


   เมื่อเห็นทัพมารหันกลับพุ่งไปยังเขามารเพื่อล้อมเยี่ยหลิงหลง เหยี่ยนเกาก็นำคนรุดหน้าไปสนับสนุนอย่างรวดเร็ว เขาต้องการสังหารเหล่าเผ่ามารที่ขวางทางเหล่านี้ และต้องช่วยเยี่ยหลิงหลงกลับมาจากกองทัพศัตรูด้วย


   ทว่าในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงคว้าตัวลู่เส้าจีกระโดดขึ้นไป พลันปรากฏวิหคเก้าหางอสนีม่วงตัวหนึ่งอยู่ใต้เท้านาง หลังส่งเสียงร้องแหลมสูง มันก็พาทั้งสองบินตรงไปยังหุบเหวชั้นที่เก้า


   พวกนางบินนำอยู่ด้านหน้า ทัพมารไล่ตามอยู่ด้านหลัง ส่วนทัพเซียนที่นำโดยเหยี่ยนเกาก็ไล่ตามหลังทัพมารอีกทอดหนึ่ง


   “นางบ้าไปแล้วหรือไร? ที่ใดเป็นทางตันก็มุ่งหน้าไปที่นั่น!”


   เหยี่ยนเกาโกรธจนคำรามลั่น พานเฉิงว่านและคนอื่นๆที่อยู่ไม่ไกลจากเขาก็ร้อนใจจนเหงื่อแตกไม่หยุด


   รู้มาแต่แรกแล้วว่าเยี่ยหลิงหลงใจกล้ามาก แต่ไม่คิดว่านางจะกล้าถึงเพียงนี้!


   แต่หากจะถามว่านางคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้เลย! แนวความคิดของนางไม่มีผู้ใดตามทัน!


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงพาตนเองบินตรงไปยังหุบเหวชั้นที่เก้าโดยไม่หันกลับมามอง และกำลังจะเข้าสู่บริเวณที่แสงจันทร์สาดส่อง ลู่เส้าจีก็หัวเราะลั่น


   “เจ้ามันบ้าไปแล้วใช่หรือไม่? กล้าดียังไงถึงบินมายังสถานที่เช่นนี้ สวรรค์มีทางเจ้าไม่เดิน นรกไร้ประตูกลับดึงดันเข้ามา! ที่นี่เป็นที่ที่เผ่ามนุษย์โง่เขลาเช่นเจ้าจะมาได้รึ? เจ้าประเมินตนเองสูงเกินไปแล้ว! ฮ่าฮ่าฮ่า…”


   ในตอนแรกเยี่ยหลิงหลงยังไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเขา เพียงแต่เห็นว่าเหล่าเผ่ามารที่ไล่ตามมาข้างหลัง เมื่อเห็นพวกนางเข้าใกล้เขตแดนแสงจันทร์ก็พลันชะลอความเร็วลงและไม่บุกเข้ามาอีก พวกมันไม่กล้าเข้ามา


   แต่ในไม่ช้า เยี่ยหลิงหลงก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดลู่เส้าจีจึงกล่าวว่านางกำลังเดินสู่ทางตัน



บทที่ 1537: ข้าจะให้พวกเจ้าชมการแสดงชั้นเยี่ยม



   เพราะทันทีที่นางบินเข้าสู่เขตแดนแสงจันทร์ เมื่อแสงจันทร์เหล่านั้นสาดส่องลงบนร่างของนาง นางก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรงจนสุดจะทนทานได้ แผ่ซ่านมาจากทั่วทุกส่วนของร่างกาย


   เยี่ยหลิงหลงก้มหน้าลง มองผิวหนังของตนที่เผยออกสู่แสงจันทร์ เห็นผิวหนังเหล่านั้นถูกแสงจันทร์กัดกร่อนไม่หยุดหย่อน แผดเผาจนแดงก่ำและปริแตกราวกับจะหลอมละลายนางให้สิ้นซากอยู่ตรงนี้!


   “รู้สึกแล้วหรือไม่?” ลู่เส้าจีหัวเราะลั่น


   “รู้สึกแล้ว”


   เยี่ยหลิงหลงตอบกลับจากนั้นก็เก็บวิหคเก้าหางที่อยู่ใต้เท้าและไท่จื่อที่อยู่บนศีรษะกลับเข้าไป


   ทว่าในไม่ช้ารอยยิ้มของลู่เส้าจีก็เลือนหายไป เพราะเยี่ยหลิงหลงไม่ได้ออกจากเขตแดนแสงจันทร์ นางยังคงอยู่ข้างในและตนเองที่ถูกจับเป็นตัวประกันก็ยังคงอยู่ข้างในเช่นกัน!


   “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? เหตุใดยังไม่รีบออกจากที่นี่! หากเจ้ายังคงอยู่ต่อไป สุดท้ายก็จะถูกหลอมละลายจนหมดสิ้นอยู่ที่นี่!” ลู่เส้าจีคำราม


   “ข้าบอกแล้ว ข้าไม่ไป ท่านก็อย่าคิดจะไป”


   น้ำเสียงของเยี่ยหลิงหลงยังคงสงบนิ่ง นางมองผิวหนังของตนอีกครั้ง มันยังคงแผดเผา ทว่าในขณะที่ถูกแผดเผา นางก็โคจรไข่มุกพฤกษาเทวาและชิงหยาไปพร้อมกัน ดึงพลังการฟื้นฟูให้ถึงขีดสุดเพื่อซ่อมแซมร่างกายของตน


   เมื่อเทียบกับนางแล้ว ลู่เส้าจีที่ถูกจับเข้ามากลับแตกต่างออกไป


   เขาไม่มีพลังการฟื้นฟูอันน่าสะพรึงกลัวเช่นเยี่ยหลิงหลง แม้ว่าเขาจะใช้การฝึกฝนต้านทานอยู่แล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงความพยายามที่ไร้ผล


   ณ ที่แห่งนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานอาคมของเผ่ามารได้ การดิ้นรนของเขาเป็นเพียงความพยายามที่สูญเปล่า


   “บ้าไปแล้ว! นางผู้หญิงบ้า! เจ้าปล่อยข้าออกจากที่นี่เร็วเข้า! จะตายก็ไปตายคนเดียวสิ!”


   ลู่เส้าจีถูกนางยั่วโมโหจนควันออกหู เขาตะโกนและดิ้นรนไม่หยุดหย่อน เยี่ยหลิงหลงคือคนที่บ้าที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา เขาไม่อยากจะบ้าไปกับนางแม้แต่น้อย!


   “ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่เจ้าไม่กลัวตายหรอกหรือ? เหตุใดตอนนี้จึงลนลานแล้วเล่า?”


   “นั่นมันจะเหมือนกันได้อย่างไร? ถูกเจ้าสังหารก็แค่ชั่วพริบตาเดียว แต่ถูกหลอมละลายอยู่ที่นี่คือการตายอย่างทรมานที่แสนสาหัส!”


   คำพูดนี้ทำให้เยี่ยหลิงหลงหลุดหัวเราะออกมา


   “ตายอย่างทรมานเช่นนั้นหรือ ท่านไม่อยากตายอย่างทรมานสินะ แล้วท่านเคยคิดถึงเหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนใต้บัญชาของท่านบ้างหรือไม่? ก่อนที่พวกเขาจะตาย พวกเขาเจ็บปวดทรมานเพียงใด เหตุใดเจ้าจึงใจดำอำมหิตได้ถึงเพียงนี้?”


   “นั่นเป็นเพราะพวกมันสมควรตาย!”


   “เจ้าสิยิ่งสมควรตาย!”


   ในขณะที่เยี่ยหลิงหลงและลู่เส้าจีกำลังโต้เถียงกัน ทัพมารก็รักษาการณ์อยู่นอกเขตแดนแสงจันทร์ ส่วนพันธมิตรสี่เผ่าที่นำโดยเหยี่ยนเกาซึ่งไล่ตามมา ก็ตามพวกมันทันและมาถึงขอบของเขตแดนแสงจันทร์แล้ว


   เหยี่ยนเกาพยายามจะบุกเข้าไปในเขตแดนแสงจันทร์นี้ ทันทีที่เข้าไป สีหน้าของเขาก็ปรากฏแววตกตะลึงอย่างสุดขีด เขากัดฟันยืนหยัดอยู่ข้างในครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ถอยออกมา


   นอกจากเขาแล้ว ยังมีคนอีกไม่น้อยที่พยายาม แต่ไม่ว่าผู้ใดที่พยายามจะยืนหยัดนานเพียงใด สุดท้ายก็ยังคงต้องถอยออกมาอยู่ดี


   ในตอนนี้เอง พวกเขาจึงได้ประจักษ์ถึงความแตกต่างด้านพลังระหว่างพวกเขากับตัวตนที่อยู่ในหุบเหวชั้นที่เก้านี้อย่างแท้จริง


   อย่าว่าแต่จะสังหารมันเลย แม้แต่จะเข้าใกล้มันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้


   ดังนั้นชั่วขณะหนึ่งทุกคนจึงหยุดอยู่ด้านนอกเขตแดนแสงจันทร์


   พวกเขาเห็นลู่เส้าจีที่อยู่ข้างใน ร่างกายถูกแผดเผาไม่หยุดหย่อน ทั่วทั้งร่างมีควันลอยขึ้นมา เขาดิ้นรนอย่างเจ็บปวด และตะโกนสุดเสียงว่า “เจ้าปล่อยข้าไปเร็วเข้า! หรือไม่ก็ฆ่าข้าเสีย!”


   ทว่าเยี่ยหลิงหลงไม่เพียงแต่จับเขาไว้แน่น นางยังเอากระบี่ที่จ่อคอเขาอยู่ออกเสียด้วยซ้ำเกรงว่าเขาจะฆ่าตัวตาย


   ภาพเหตุการณ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นเผ่าใดเห็นก็.อดที่จะกลืนน้ำลายมิได้


   ความเหี้ยมโหดของเยี่ยหลิงหลงไม่ได้อยู่ที่การทรมานลู่เส้าจี จุดที่เหี้ยมโหดที่สุดของนางคือ นางเองก็กำลังทนทุกข์ทรมานเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยทั้งตนเองและลู่เส้าจีไป!


   นางนับว่าทั้งบ้าทั้งเหี้ยมโหดจริงๆ!


   ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงก็พลันหัวเราะออกมา


   “ก็คือตอนนี้ ในโอกาสอันดีที่สุดนี้ ข้าจะให้พวกเจ้าชมการแสดงชั้นเยี่ยม”


   สิ้นเสียงนาง มือข้างหนึ่งก็โบกขึ้น ไข่มุกเม็ดหนึ่งลอยจากฝ่ามือของนางขึ้นไปกลางอากาศ และกลายเป็นภาพฉายขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในสายตาของทุกคนที่ถูกกีดกันอยู่นอกเขตแดนแสงจันทร์อย่างรวดเร็ว


   ภายในภาพฉาย เหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนกำลังรอคอยการมาถึงของพลังแห่งบัวมรกตอย่างใจจดใจจ่อ ทุกคนต่างก็มีสีหน้าเปี่ยมสุข


   เมื่อภาพเปลี่ยนไป ค่ายกลย้ายเอกภพสวรรค์ก็ปรากฏขึ้น จากนั้นทุกคนก็ถูกดูดเข้าไปในค่ายกล


   พวกเขาไม่ยอม พวกเขาต่อต้าน แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานได้สำเร็จ ทั้งหมดถูกดูดเข้าไปในค่ายกล


   ภาพฉายขนาดใหญ่นี้ปรากฏแก่สายตาทุกคน พวกเขาทั้งหมดเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนถูกพาตัวไปอย่างแข็งขืนเช่นไร พวกเขาตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า โดยเฉพาะเหล่าศิษย์ของเผ่าเซียนทั้งหลาย


   ส่วนลู่เส้าจีนั้นถึงกับตะลึงงันไปทั้งร่าง ดวงตาทั้งสองข้างจ้องเขม็งไปยังภาพนั้น ราวกับว่าทั้งตัวเขาจมดิ่งเข้าไปในนั้น รำลึกถึงสำนักชิงเสวียนในวันวาน เมื่อเหล่าศิษย์เดินผ่านก็จะเรียกเขาว่าเจ้าสำนัก


   แต่ในไม่ช้าเขาก็สลัดอารมณ์ไร้ประโยชน์เหล่านั้นทิ้งไป หันกลับมาจ้องมองเยี่ยหลิงหลงด้วยแววตาเคียดแค้นอย่างรุนแรง ต้องการจะขัดขวางทุกสิ่งที่นางกำลังทำ


   เรื่องราวในอดีตจบสิ้นไปนานแล้ว ผู้ที่สมควรตายก็ตายไปหมดสิ้นแล้ว เหตุใดยังต้องขุดคุ้ยขึ้นมาอีก!


   ทว่าเขาถูกแสงจันทร์ทรมานจนทนไม่ไหวแล้ว เยี่ยหลิงหลงกดเขาไว้แน่น การต่อต้านทั้งหมดของเขาถูกกดข่มลงไปจนหมดสิ้น แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย


   “สำนักชิงเสวียนเมื่อหมื่นปีก่อนไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อเผ่ามารโดยสมัครใจ แต่ถูกคนวางแผนใส่ร้าย ใช้ค่ายกลย้ายเอกภพสวรรค์นี้ส่งตัวไปยังเผ่ามารอย่างแข็งขืน และถูกข่มเหงในเผ่ามารจนไม่มีผู้ใดรอดชีวิต!”


   แสงจันทร์สาดส่องบนร่างของเยี่ยหลิงหลง เสียงของนางดังมาก สีหน้าของนางแน่วแน่


   “เหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้ถูกกระทำ พวกเขาไม่ได้มีจิตใจชั่วร้ายซ่อนเร้น พวกเขาไม่ใช่คนทรยศ! คนทรยศที่แท้จริงอยู่ที่นี่!”


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ก็เปิดหน้ากากบนใบหน้าของลู่เส้าจีออกต่อหน้าทุกคน และเปิดเสื้อคลุมสีดำของเขาออก!


   เมื่อทุกคนเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา ก็พากันส่งเสียงอุทานด้วยความตกตะลึง


   รูปโฉมนี้ มิใช่เจ้าสำนักชิงเสวียนในภาพนั้นหรอกหรือ?


   เจ้าสำนักสวามิภักดิ์ต่อเผ่ามาร วางแผนด้วยตนเอง แล้วเหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนที่เชื่อมั่นในตัวเขาอย่างสุดหัวใจเล่าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?


   ลู่เส้าจีไม่เคยคิดเลยว่าหน้ากากของตนจะถูกถอดออก ยิ่งไม่เคยคิดว่าตัวตนของตนจะถูกเปิดโปงต่อสาธารณชน


   ไม่ เขาไม่ใช่เจ้าสำนักชิงเสวียน เขาคือผู้อาวุโสเก้าของเผ่ามาร!


   ท่ามกลางความเจ็บปวดสุดแสน เขาพยายามใช้มือปิดบังใบหน้าของตนเองอย่างสุดกำลัง แต่ก็สายเกินไปแล้ว ทุกคนเห็นหมดแล้ว


   “ที่แท้เป็นเจ้าสำนักสำนักชิงเสวียนที่ฆ่าศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งหมด! เหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น?”


   “สวรรค์! ที่แท้ผู้อาวุโสเก้าของพวกเราเคยเป็นเผ่ามนุษย์มาก่อน มิน่าเล่าเขาถึงสวมหน้ากากอยู่เสมอ!”


   “คาดไม่ถึงว่าเรื่องราวที่ปิดฉากไปแล้วเมื่อครั้งอดีต กลับยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากมายถึงเพียงนี้ คนที่วังสวรรค์ส่งไปสืบสวนในตอนนั้น ช่างบุ่มบ่ามเสียจริง”


...…


   นอกเขตแดนแสงจันทร์ ทุกเผ่าทุกคนต่างก็ชี้หน้าวิพากษ์วิจารณ์ลู่เส้าจี ทุกคำพูดที่เข้าหูเขาราวกับเป็นยันต์เร่งมรณะ ทรมานเขาจนแทบจะเสียสติ


   ส่วนข้างๆนั้น คำพูดของเยี่ยหลิงหลงยังคงดำเนินต่อไป


   “ศิษย์สำนักชิงเสวียนไม่ได้หายตัวไปเอง แต่ถูกเจ้าสำนักคนสุดท้าย ลู่เส้าจี วางตาข่ายฟ้าดินด้วยตนเอง และส่งตัวไปยังเผ่ามารอย่างแข็งขืน ทั้งยังหลอกลวงให้พวกเขาทั้งหมดขึ้นเขาบูชามารเพื่อเข้าสู่วิถีมาร หลังจากถูกเปิดโปง พวกเขาทั้งหมดก็ถูกพลังของค่ายกลบนเขาบูชามารดูดกลืนจนตายอย่างอนาถ!


   เผ่ามารใช้พลังของพวกเขาคลายผนึกของเจดีย์ยักษ์ จึงได้สร้างเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ขึ้นมา!


   วันนี้พวกเจ้าทุกคนได้เห็นความจริงแล้ว ทั้งหมดสามารถเป็นพยานให้แก่สำนักชิงเสวียนของข้าได้ สำนักชิงเสวียนของข้าได้รับการล้างมลทินแล้ว เหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนของข้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง คนทรยศลู่เส้าจีชั่วช้าเลวทราม สมควรถูกประหาร!”


   กล่าวจบเยี่ยหลิงหลงก็ปล่อยลู่เส้าจี ยืนอยู่ด้านหลังเขาปลายเท้าดีดเบาๆลอยตัวขึ้นเล็กน้อย จากนั้นฝ่ามือของนางก็กดลงบนศีรษะของลู่เส้าจีจากบนลงล่าง


   “ไม่! ไม่ใช่! ข้าไม่ได้ทรยศสำนักชิงเสวียน ข้าต่างหากคือผู้ที่ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อบรรลุภารกิจของสำนักชิงเสวียน ศิษย์สำนักชิงเสวียนของพวกเราทุกคนสมควรจะ…”


   เยี่ยหลิงหลงไม่ปล่อยให้ลู่เส้าจีพูดจนจบ ฝ่ามือของนางออกแรงอย่างหนัก ลู่เส้าจีที่ถูกกดศีรษะไว้ก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นไปทั่วทั้งปฐพี เสียงนั้นแหลมเสียดจนได้ยินไปทั่วทั้งหุบเหวชั้นที่แปด


   “อ๊า… เผ่ามาร จะต้อง…”



บทที่ 1538: โอเค พวกเราเข้าใจ



   ด้วยพลังวิญญาณทั้งหมดของเยี่ยหลิงหลงที่ทุ่มเทลงไป ลู่เส้าจีเริ่มถูกเปลวเพลิงแผดเผาตั้งแต่ศีรษะ ท่ามกลางความเจ็บปวดสุดทรมาน เขาค่อยๆถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน แม้แต่วิญญาณก็ถูกเผาไหม้ไปพร้อมกัน เขาตายอย่างสิ้นซากต่อหน้าทุกคน


   ไม่ว่าจะเป็นเผ่าใดต่างก็ตกตะลึงกับการแสดงฉากนี้


   โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเผ่าเซียน คาดไม่ถึงเลยว่าความจริงที่ยึดถือกันมานับหมื่นปีจะถูกพลิกคว่ำในชั่วขณะนี้


   ศิษย์สำนักชิงเสวียนที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ผู้นี้ กลับใช้หลักฐานล้างมลทินให้สำนักชิงเสวียนในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ในยามที่ทุกคนจำต้องเงยหน้ามอง และยังใช้วิธีการอันเหี้ยมโหดล้างแค้นให้แก่ศิษย์สำนักชิงเสวียน!


   หลังจากเปลวเพลิงของลู่เส้าจีม.อดดับลงในสายตาของทุกคน เยี่ยหลิงหลงก็ยกมือขึ้น โปรยเถ้าถ่านทั้งหมดของเขาลงในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาที่กำลังจะสูญสลายไปนี้


   ลู่เส้าจีตายแล้ว ตายอย่างสิ้นซาก ไม่เหลือร่องรอยใดๆทั้งสิ้น


   แต่ความตกตะลึงที่เยี่ยหลิงหลงมอบให้แก่ทุกคนยังคงไม่จางหายไปเป็นเวลานาน


   นางดูเป็นเพียงคนตัวเล็กๆเท่านี้ แต่กลับเหมือนว่าสามารถปลดปล่อยพลังอันไร้ขีดจำกัดออกมาจากร่างกายได้เสมอ


   สำนักชิงเสวียนเมื่อหมื่นปีก่อนถูกทำลายล้างอย่างลึกลับและต้องแบกรับมลทิน ไม่มีผู้ใดยืนหยัดเพื่อความเป็นธรรมให้พวกเขา ถูกผู้คนดูถูกเหยียดหยามและลืมเลือนไปตามกาลเวลาอันยาวนาน


   แต่หนึ่งหมื่นปีให้หลัง ศิษย์สำนักชิงเสวียนกลุ่มใหม่เพียงสิบกว่าคนนี้ ไม่เพียงแต่นำพาสำนักชิงเสวียนกลับมาสู่สายตาของทุกคนอีกครั้ง ยังทุ่มเทสุดกำลัง ขจัดอุปสรรคนานัปการเพื่อล้างมลทินให้แก่สหายร่วมสำนักในอดีต


   เรื่องที่ดูเหมือนแทบจะเป็นไปไม่ได้นี้ กลับถูกพวกเขาทำให้สำเร็จจนได้!


   หลักฐานปรากฏอยู่เบื้องหน้าผู้คนทั้งห้าเผ่า ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจลบล้างหรือปิดบังความจริงนี้ได้อีกต่อไป


   สำนักชิงเสวียนมีคนทรยศ แต่ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนล้วนบริสุทธิ์!


   นับแต่นี้ไปไม่มีผู้ใดสามารถสาดน้ำสกปรกใส่พวกเขาได้อีก พวกเขาสะอาดบริสุทธิ์ พวกเขาขาวสะอาด พวกเขาดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเที่ยงธรรม ในโลกหล้านี้พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดผิด


   เมื่อความตกตะลึงในใจค่อยๆคลายลง ความคิดของทุกคนก็ค่อยๆกลับคืนสู่ปัจจุบัน พวกเขาพบว่าเยี่ยหลิงหลงยังคงอยู่ในเขตแดนแสงจันทร์นี้และยังไม่ได้ออกมา


   ร่างกายของนางก็ถูกแผดเผาจนมีควันลอยขึ้นทั่วทุกแห่ง ริมฝีปากของนางซีดขาวมากแล้ว ใบหน้าของนางอาบไปด้วยเหงื่อราวกับสายฝน แต่นางดูเหมือนไม่มีทีท่าว่าจะจากไป


   “เจ้ายังยืนบื้ออยู่ทำอะไร? ยังไม่รีบออกมาอีก!” เหยี่ยนเกาตวาดลั่น “พวกเรามาถึงขอบเขตนี้เพื่อรับเจ้าแล้ว ตรงมาเลย เจ้าจะไม่ตกอยู่ในวงล้อมของเผ่ามารแล้ว!”


   หากก่อนหน้านี้ความรู้สึกที่มีต่อเยี่ยหลิงหลงเป็นเพียงความเสียดายในความสามารถของนาง เช่นนั้นการกระทำอันกล้าหาญเพื่อล้างมลทินให้แก่สำนักของนางในวันนี้ ก็ทำให้เหยี่ยนเการู้สึกนับถือขึ้นมาในใจได้สำเร็จ


   ในฐานะเทพสงครามแห่งเผ่าเซียน เขารู้ดีว่าความแข็งแกร่งทางกายภาพของคนเรานั้นมีขีดจำกัด แต่ความแข็งแกร่งทางจิตใจนั้นไร้ขีดจำกัด


   ดรุณีน้อยที่มีจิตใจและความเชื่อมั่นอันแข็งแกร่งผู้นี้ ควรค่าแก่การเคารพจากทุกคน รวมถึงตัวเขาด้วย


   ดังนั้นเขาจึงไม่หวังให้นางต้องมาตายอยู่ที่นี่ เส้นทางในอนาคตของนางยังอีกยาวไกล ด้วยคุณสมบัติของนาง ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ อนาคตย่อมต้องประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่แน่.นอน


   ทว่าหลังจากเหยี่ยนเกาตะโกนจบ เยี่ยหลิงหลงก็ยังคงไม่ขยับเขยื้อน ความดื้อรั้นและหัวแข็งของนางทำให้เขารู้สึกปวดหัวจี๊ด


   แม้แต่ในหมู่เผ่าเซียนก็มีน้อยคนนักที่จะกล้าไม่ฟังคำพูดของเขา เยี่ยหลิงหลงคนนี้ช่างน่าโมโหเสียจริง!


   ในขณะนี้การแสดงชั้นเยี่ยมเบื้องหน้าได้จบลงแล้ว ทัพมารและพันธมิตรสี่เผ่าที่อยู่บริเวณขอบเขตแดนแสงจันทร์กลับคืนสู่ความเป็นจริง หลังจากทั้งสองฝ่ายมองหน้ากันสองสามครั้ง เหยี่ยนเกาก็ออกคำสั่งโดยตรง ให้สังหารทัพมารกลุ่มนี้ รวมถึงทัพมาร อสูรมารมืดและหุ่นเชิดที่ถูกหนอนกินสมองควบคุมซึ่งตามออกมาจากค่ายกลศิลาประหลาดด้วยกัน


   เมื่อคำสั่งถูกประกาศออกไป ชั่วพริบตาเดียวทั้งสองฝ่ายก็เข้าปะทะกันอย่างรวดเร็ว


   สนามรบที่นี่กำลังดุเดือด แม้ว่าเผ่ามารจะมีกลอุบายมากมายไม่สิ้นสุด แต่พันธมิตรสี่เผ่ามีจำนวนคนที่ได้เปรียบกว่า เหยี่ยนเกาไม่กล้าลืมเลือน ว่าภารกิจที่ตนลงมายังเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้คืออะไร


   เขากัดฟันมอบสนามรบให้แก่กองทัพอีกสามเผ่า ส่วนตนเองก็นำทัพเผ่าเซียนทั้งหมดออกเดินทางอีกครั้ง เข้าสู่เขตแดนแสงจันทร์ มุ่งหน้าไปยังทิศทางของหุบเหวชั้นที่เก้า


   แม้ว่าในเวลานี้ความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายจะแตกต่างกันมาก แม้ว่าการยืนหยัดของเขาอาจนำไปสู่ทางตันแต่เขาก็ไม่ลังเล


   เขาจะต้องกักขังจอมมารโบราณตนนี้ไว้ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาให้ได้ ไม่มีวันปล่อยให้มันปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งเด็ดขาด! หกภพสงบสุขมานานหลายปีแล้วจะต้องไม่ถูกทำลายด้วยน้ำมือของมัน!


   ด้วยความเชื่อมั่นและมุ่งมั่นนี้ เหยี่ยนเกาจึงนำทัพเผ่าเซียนเดินเข้าไปในเขตแดนแสงจันทร์ ทันทีที่เข้าไปพวกเขาก็รู้สึกถึงความแผดเผาและความเจ็บปวดอย่างรุนแรง แม้แต่ลมหายใจก็ร้อนผ่าวและทรมาน


   เขาแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าดรุณีน้อยขอบเขตพ้นพิบัติอย่างเยี่ยหลิงหลงนั้น สามารถยืนหยัดอยู่ข้างในได้นานถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!


   ทัพเผ่าเซียนค่อยๆเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ในตอนแรกทุกคนต่างก็กัดฟัน.อดทน ต่อมาเมื่อทนไม่ไหวอีกต่อไปเสียงครวญครางก็ดังระงมขึ้นในหมู่กองทัพ


   เมื่อเห็นพวกเขาเดินเข้ามาในเขตแดนแสงจันทร์ที่กัดกร่อนนี้อย่างไม่ยอมแพ้ เยี่ยหลิงหลงก็ยิ้มอย่างจนใจ


   ในเมื่อไม่เชื่อฟังก็ต้องทนเอาเอง พวกท่านเลือกกันเองนี่นา


   ในตอนนี้สายตาของนางมองไปยังนอกเขตแดนแสงจันทร์ มองไปยังเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องสำนักชิงเสวียนที่ยังคงต่อสู้กับเผ่ามารอยู่


   ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสัมผัสระหว่างสหายร่วมสำนัก หรือเป็นเพราะพวกเขาจับจ้องนางอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจึงหันมามองนางแทบจะในเวลาเดียวกัน


   ร่างกายของนางในตอนนี้ใกล้จะเกินขีดจำกัดแล้ว เพื่อประหยัดแรงนางจึงไม่ได้พูดอะไรอีก นางยกนิ้วขึ้นอย่างอ่อนแรงทำสัญลักษณ์โอเคให้พวกเขา


   ‘ข้าโอเค ข้าไม่เป็นไร พวกท่านจงเชื่อฟังแล้วรีบขึ้นเรือเหาะไป’


   เยี่ยหลิงหลงไม่ได้พูดออกมา แต่พวกเขาต้องเข้าใจแน่.นอน


   เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องสำนักชิงเสวียนยกมือขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน สูดหายใจเข้าลึกๆ กลั้นน้ำตาที่คลอหน่วยเอาไว้ แล้วทำสัญลักษณ์โอเคตอบนางเช่นกัน บอกนางว่า ‘พวกเขาเข้าใจแล้ว’


   สถานที่นั้นพวกเขาเคยพยายามเข้าไปแล้ว หากไม่มีพลังการฟื้นฟูที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง เพียงอาศัยลมหายใจเฮือกเดียวบุกเข้าไป พวกเขาไม่เพียงแต่จะไม่สามารถช่วยศิษย์น้องหญิงเล็กได้ ยังจะค่อยๆตายไปทีละคนระหว่างทาง ซึ่งมันไม่มีประโยชน์อันใดเลย


   พลังการฟื้นฟูของศิษย์น้องหญิงเล็กพวกเขาเข้าใจ ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของศิษย์น้องหญิงเล็กพวกเขาก็เข้าใจเช่นกัน


   ในหุบเหวชั้นที่เก้า มีคนที่นางต้องช่วยให้ได้ นางจะไม่ยอมแพ้


   ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาทำได้ก็คือทำตามการจัดการของนาง ดูแลตัวเองให้ดี เพื่อให้นางสบายใจ


   เมื่อเห็นเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องให้ความร่วมมือเช่นนี้ รู้ว่าพวกเขาจะสามารถมีชีวิตรอดออกไปได้เมื่อเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ เยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกโล่งใจ ไม่มีความกังวลหรือห่วงใยใดๆอีกต่อไป


   นางหันกลับไปก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆแต่มั่นคง


   นางละทิ้งเสียงอึกทึก ขจัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมด รวบรวมพละกำลังทุกอณูที่หาได้มาใช้วิชาหวนกำเนิดของนาง


   นางต้องฟื้นฟูไม่หยุดหย่อน สร้างเนื้อหนังขึ้นใหม่ไม่หยุดหย่อน ทำให้ความเร็วในการฟื้นฟูของนางตามทันความเร็วในการถูกกัดกร่อน นางจึงจะมีชีวิตรอดเดินเข้าไปในหุบเหวชั้นที่เก้าได้


   เมื่อนางรวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียว ดำดิ่งอยู่ในโลกของตนเอง พลังแห่งธาตุไม้ก็พลันปะทุออกจากร่างราวกับเป็นวงจรแห่งธรรมชาติที่หมุนเวียนไม่จบสิ้น... ผลิบาน เติบโต ร่วงโรย และกลับผลิบานใหม่อีกครั้ง ก่อนที่จะโรยราไปอีกครั้ง


   ในโลกนี้ไม่มีอุปสรรคใดที่นางก้าวข้ามไปไม่ได้อีกแล้ว เส้นทางจากหุบเหวชั้นที่แปดไปยังหุบเหวชั้นที่เก้านี้ก็เช่นเดียวกัน


   ในไม่ช้ารัศมีสีเขียวอ่อนๆ ก็ล้อมรอบกายของนาง เถาวัลย์เล็กๆค่อยๆงอกออกมาจากร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลของนาง พลังของเถาวัลย์รวบรวมเนื้อหนังที่ฉีกขาดของนางเข้าด้วยกันอย่างแข็งขัน


   ต่อมาบนบาดแผลก็มีใบไม้งอกออกมา ข้างๆใบไม้ก็มีดอกไม้สีขาวเล็กๆบานสะพรั่ง


   หลังจากนั้นใบไม้ก็มีสีแดงสลับเขียว ส่วนดอกไม้สีขาวก็ถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดง



บทที่ 1539: เขาตื่นขึ้นแล้ว



   ตลอดทางที่นางเดิน ดอกไม้และใบไม้ซึ่งอาบไปด้วยโลหิตก็ร่วงหล่นตลอดทาง เมื่อมองจากระยะไกล นางประหนึ่งดอกไม้อันแข็งแกร่งที่ไม่ยอมแพ้ในสภาพแวดล้อมอันสุดขั้ว เหมือนนางพร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ แต่ก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ล้มลง


   นางยังคงเดินต่อไปอย่างช้าๆ แต่ทว่าเหยี่ยนเกาและกองทัพเผ่าเซียนของเขาที่บุกเข้ามาในเขตแดนแสงจันทร์ตามหลังมากลับแทบจะเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว


   พวกเขาบางคนล้มลงกับพื้นแล้ว ในเขตแดนที่ไม่มีผู้ใดสามารถหลีกหนีจากการกัดกร่อนนี้ได้ เมื่อล้มลงแล้วย่อมไม่มีผู้ใดสามารถหันกลับไปพยุงคนขึ้นมาได้อีก เพราะทุกคนต่างก็เอาตัวไม่รอดแล้ว


   ตอนนี้เหยี่ยนเกาที่เดินอยู่หน้าสุดก็ยังอยู่ห่างจากเยี่ยหลิงหลงมาก เขาตามเยี่ยหลิงหลงไม่ทันด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะเข้าสู่หุบเหวชั้นที่เก้านี้เลย


   ความแตกต่างช่างมากเหลือเกิน มากเกินไปจริงๆ!


   เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? หรือว่าตัวตนในหุบเหวชั้นที่เก้านี้แข็งแกร่งเกินไป?


   แต่เขาจะใช้พลังอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้อย่างไร? เขาไม่ใช่ว่ายังไม่ได้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์หรอกหรือ?


   องค์จักรพรรดิสวรรค์และอาจารย์ร้อนรนรีบเร่งให้เขาเข้ามาที่นี่เพื่อชิงเวลามิใช่หรือ? ก็เพื่อที่จะสังหารเขาก่อนที่เขาจะตื่นขึ้นมิใช่หรือ?


   ในฐานะเทพสงครามที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าเซียน เหตุใดเขาจึงทำไม่ได้เล่า?


   แม้แต่ดรุณีน้อยจากเผ่ามนุษย์อย่างเยี่ยหลิงหลงยังสามารถเดินไปได้ไกลถึงเพียงนั้น เหตุใดเขาจึงทำไม่ได้? มันเกิดปัญหาที่ใดกันแน่?


   ในขณะที่เหยี่ยนเกายังคงกัดฟันเดินต่อไป และทหารในกองทัพเผ่าเซียนด้านหลังล้มลงมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ตกอยู่ในความสับสนอย่างใหญ่หลวง


   เขานำกองทัพเผ่าเซียนเข้ามา แต่กองทัพไม่สามารถไปถึงหุบเหวชั้นที่เก้าได้ ดังนั้นการพาพวกเขาเข้ามานอกจากจะทำให้พวกเขาต้องตายอยู่ที่นี่แล้วยังมีประโยชน์อันใดอีก?


   เขาควรจะทำอย่างไรดี? เขาไม่เคยคิดเลยว่าตนเองก็จะมีช่วงเวลาที่สูญเสียการตัดสินใจเช่นนี้


   ในตอนนั้นเองเสียงที่คุ้นเคยก็ลอยมาตามลมเข้าสู่หูของเขา


   “ท่านยังคงยืนกรานที่จะให้ทุกคนตายไปพร้อมกับท่านอีกหรือ? ช่องว่างนี้ท่านยังมองไม่เห็นอีกหรือ? พวกท่านเดินไปไม่ถึงหรอก ถึงแม้จะเดินไปถึงได้ พวกท่านที่เต็มไปด้วยบาดแผล จะเอาอะไรไปสู้กับเขา? กลับไปเถอะ เขาตื่นขึ้นแล้ว ทุกสิ่งที่พวกท่านทำล้วนไร้ประโยชน์”


   เมื่อได้ยินดังนั้นเหยี่ยนเกาก็เงยหน้าขึ้นมองเยี่ยหลิงหลงที่อยู่เบื้องหน้าทันที แม้ว่านางจะไม่ได้หันกลับมาแต่เขาก็รู้ว่านั่นคือเสียงของนาง


   ในตอนนี้ศีรษะของเหยี่ยนเกามึนงงสับสนไปหมด เหลือเพียงประโยคเดียว เขาตื่นขึ้นแล้ว เขาตื่นขึ้นแล้ว


   มิน่าเล่า มิน่าเล่า! ที่แท้เขามาสายไปจริงๆ!


   หากเขาตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้วจริงๆ อย่าว่าแต่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาที่การฝึกฝนถูกกดข่มไว้ แม้แต่ข้างนอกที่ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ตนเองก็มิอาจเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้


   ดังนั้นสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้กับการส่งตัวเองไปตายจึงไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย!


   “กลับไปเถิด”


   เสียงของเยี่ยหลิงหลงลอยเข้าหูของเขาอีกครั้ง ตัดขาดเส้นเชือกแห่งความมุ่งมั่นในใจของเหยี่ยนเกา


   หากการยืนหยัดไม่มีความหมาย เขาก็ควรจะหันหลังกลับ


   เพียงแต่เหตุใดนางจึงยังคงเดินต่อไป?


   เหยี่ยนเกามองร่างกายอันบอบบางของเยี่ยหลิงหลงที่เต็มไปด้วยดอกไม้ชุ่มเลือด ในตอนนี้ร่างของนางยืนไม่ตรงแล้ว นางใช้กระบี่ในมือค้ำยันร่างกายของตนเองและยังคงเดินโซซัดโซเซเข้าไปข้างใน


   นางดูเหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ แต่ทว่านางกลับเดินมาได้ไกลมากแล้ว ราวกับว่านางจะสามารถเดินไปจนสุดทางได้จริงๆ


   ในขณะที่เหยี่ยนเกากำลังคิดเช่นนั้น พลันมีเสียง ‘ครืนๆ’ ดังสนั่นมาจากด้านหลัง เขาหันกลับไปก็พบว่าหุบเหวชั้นที่แปดเริ่มสั่นสะเทือนและปริแตกตั้งแต่แรกจนบัดนี้เริ่มถล่มลงมาแล้ว


   ต้นไม้ใบหญ้าล้มระเนระนาด ภูเขาและแม่น้ำพังทลาย ทะเลสาบและมหาสมุทรแยกออกจากกัน ท้องฟ้าถล่มลงมา


   จอมมารโบราณปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้กำลังจะพังทลายลง ผู้คนที่เหลืออยู่ที่นี่จะไม่มีใครรอดชีวิต!


   ในตอนนี้เขาเห็นเหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนนอกเขตแดนแสงจันทร์กำลังจัดระเบียบศิษย์อีกสามเผ่า ต่อต้านเผ่ามารพลางขึ้นเรือเหาะ พวกเขาเชื่อฟังคำพูดของเยี่ยหลิงหลงเป็นอย่างดีจริงๆ


   ในชั่วขณะนั้น ในใจของเขาก็พลันเกิดความรู้สึกซับซ้อนอย่างยิ่ง


   เมื่อไม่นานมานี้เขายังคงตวาดเยี่ยหลิงหลงต่อหน้าทุกคนเพื่อสร้างบารมี และสั่งให้นางต้องเชื่อฟังคำสั่งทหาร


   ผลลัพธ์ในตอนนี้คือเยี่ยหลิงหลงไม่เพียงแต่ไม่ฟังคำพูดของเขา กลับกลายเป็นว่าเขาต้องฟังคำพูดของเยี่ยหลิงหลงเสียเอง


   ดังนั้นเหยี่ยนเกาจึงกัดฟัน หันกลับไปพูดกับกองทัพเผ่าเซียนที่อยู่ในเขตแดนแสงจันทร์ว่า “ถอยทัพ! ทุกคน ถอยขึ้นเรือเหาะ!”


   แม้ว่าเขาจะออกคำสั่งถอยทัพแล้ว แต่ทหารเผ่าเซียนที่เข้ามาในเขตแดนแสงจันทร์ในตอนนี้ แม้แต่จะขยับตัวก็ยังยาก จะถอยทัพตามคำสั่งทันทีได้อย่างไร? โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าคนที่ล้มอยู่บนพื้นที่เหลือเพียงลมหายใจรวยริน


   เป็นเหยี่ยนเกาที่นำพวกเขาเข้ามาในบึงโคลนแห่งนี้ เขาจะต้องรับผิดชอบต่อพวกเขา ไม่อาจทิ้งพวกเขาไว้ที่นี่ได้


   เหยี่ยนเกาสูดหายใจเข้าลึกๆราวกับตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ใช้พลังทั่วร่างระเบิดออกมาในทันใด พลังนั้นราวกับผ้าผืนหนึ่งที่คลี่ออกจากฝ่ามือของเขา พุ่งออกไปรอบทิศทาง ปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นภายใต้พลังของเขา


   “ลุกขึ้นมาให้หมด! ใครก็ห้ามตายอยู่ที่นี่! ถอยกลับไป! ขึ้นเรือเหาะ!”


   เหยี่ยนเกาตะโกนลั่น สร้างพื้นที่ลดการกัดกร่อนของแสงจันทร์ให้แก่พวกเขาอย่างสุดกำลัง


   เมื่อพื้นที่นี้ปรากฏขึ้น กองทัพเผ่าเซียนที่แข็งแกร่งอยู่แล้วก็กลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว บางคนคลานลุกขึ้น บางคนหันหลังเดินจากไป ผู้ที่มีกำลังเหลืออยู่บ้างก็ยังไปพยุงคนที่อยู่บนพื้น


   พวกเขารู้ว่าพื้นที่นี้ได้มาอย่างยากลำบาก พวกเขาต้องช่วงชิงทุกเวลาทุ่มสุดกำลังหนี ทั้งหมดต้องหนี!


   เมื่อมองดูพวกเขาเร่งฝีเท้าจากไป เหยี่ยนเกาก็ยิ้มอย่างโล่งใจพลันยิ้มบางๆ ลมพัดเส้นผมของเขาปลิวไสว เผยให้เห็นผมสีขาวที่แซมอยู่


   เหล่าทหารของเขาใช้เวลาไม่นานก็วิ่งหนีออกจากเขตแดนแสงจันทร์ได้ทั้งหมด แต่เหยี่ยนเกากลับโซซัดโซเซสองก้าวแล้วล้มลงกับพื้น


   “ท่านแม่ทัพ!”


   เหล่าทหารที่เพิ่งหนีรอดตายมาได้อย่างยากลำบากหันกลับไปมอง เห็นเหยี่ยนเกาที่เคยสง่างาม.องอาจ บัดนี้ผมดำขลับทั้งสามพันเส้นกลับกลายเป็นสีเงิน เขาอารักขาทุกคนให้จากไป แต่ตนเองกลับล้มลงอยู่ข้างใน


   “ท่านแม่ทัพ! พวกเรามาช่วยท่าน!”


   เมื่อเห็นเหล่าทหารกำลังจะเข้ามาอีกครั้ง เหยี่ยนเกาก็รีบส่ายหน้า พลางคลานและเดินโซซัดโซเซอยู่ข้างใน


   ในตอนนั้นเอง เผ่ามารที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกเขตแดนแสงจันทร์เห็นพวกเขาบาดเจ็บสาหัสออกมา ก็รีบพุ่งเข้ามาล้อมเอาไว้ และต้องการจะปิดกั้นเส้นทางที่เหยี่ยนเกาจะออกจากแสงจันทร์


   เมื่อเห็นทางรอดที่เพิ่งเดินออกมาได้อย่างยากลำบากกลับกลายเป็นทางตันอีกครั้ง ทหารเผ่าเซียนแต่ละคนต่างก็กำกระบี่ในมือแน่น เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้สุดกำลังในยามที่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธากำลังจะพังทลายลงนี้!


   เดิมทีคิดว่าพวกเขาจะต้องตายอยู่ที่นี่ทั้งหมด แต่ในไม่ช้า กองหนุนจากสามเผ่าก็มาถึง


   เหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนนำทัพบุกเข้ามาพร้อมกับเผชิญหน้ากับการล้อมสังหารของเผ่ามาร ศิษย์คนหนึ่งบุกเข้าไปในเขตแดนแสงจันทร์โดยตรง และพาเหยี่ยนเกาที่ยังคงดิ้นรนคลานอยู่ข้างในออกมาได้อย่างรวดเร็ว


   ในไม่ช้า พวกเขาก็เข้าปะทะกับเผ่ามารอีกครั้ง ฝั่งเผ่ามารเพื่อไม่ให้พวกเขาขึ้นเรือเหาะสำเร็จ จึงพยายามยื้อยุดพวกเขาไว้อย่างสุดชีวิต


   หุบเหวชั้นที่แปดนี้ยังคงถล่มลงมา ความเร็วในการพังทลายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภพเทพทางนั้นพังทลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง ท้องฟ้าก็ถล่มลงมาครึ่งหนึ่งเช่นกัน


   ในชั่วพริบตาแห่งความเป็นความตายนี้ มีคนเหลือบไปเห็น เยี่ยหลิงหลงที่อยู่ในเขตแดนแสงจันทร์ ทนไม่ไหว ‘ปึง’ เสียงหนึ่งดังขึ้นนางล้มคว่ำลงกับพื้น


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก!”


   เสียงตะโกนนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่บนเรือเหาะหรือใต้เรือเหาะต่างก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมอง เห็นเยี่ยหลิงหลงที่นอนคว่ำอยู่บนพื้น ดอกไม้ร่วงหล่นเต็มพื้น เถาวัลย์สีเขียวบนร่างของนางเหี่ยวเฉาไปกว่าครึ่ง ใบไม้ก็ร่วงหล่นจนเกือบหมด


   นางดูเหมือนจะทนไม่ไหวแล้ว


   ในชั่วขณะนั้นหัวใจของทุกคนต่างก็บีบรัดด้วยความกังวล



บทที่ 1540: ในหุบเหวชั้นที่เก้ามีคนที่หัวใจนางหมายปอง?



   ในเวลานี้ เส้นผมสีดำขลับกลับกลายเป็นสีเงิน ร่างกายที่ฝึกฝนมาสลายไปเกือบครึ่ง เหยี่ยนเกาถอดชุดเกราะสีเงินที่สวมอยู่บนร่างออก


   เขาใช้วิชาเซียนของตนส่งชุดเกราะนี้เข้าไปในเขตแดนแสงจันทร์ เหาะไปยังร่างเล็กๆของเยี่ยหลิงหลงที่ล้มลง


   เมื่อเห็นเหยี่ยนเกาถอดและส่งชุดเกราะของเขาออกไป รองแม่ทัพที่อยู่ข้างๆ เขาก็.อดร้องอุทานออกมาไม่ได้


   "ท่านแม่ทัพ! นั่นคือชุดเกราะที่ร่วมรบกับท่านมานานหลายปี เป็นอาวุธวิเศษระดับสูงสุดที่จักรพรรดิจื่อซิงถึงกับใช้วัตถุดิบล้ำค่าหลอมให้ท่านตอนที่ท่านจบการศึกษา! มันป้องกันความเสียหายให้ท่านมานับครั้งไม่ถ้วน ข้ากล่าวได้อย่างเต็มปากว่าหากท่านไม่มีมัน ท่านก็คงมาไกลขนาดนี้ไม่ได้ ความสำคัญของมันไม่แพ้ดาบที่ท่านพกเลยนะ! ท่านจะ..."


   เขาพูดยังไม่ทันจบ เหยี่ยนเกาก็หันมามองเขาหนึ่งครั้ง ทำให้คำพูดที่เหลือติดอยู่ในลำคอ


   "ข้าไม่มีความสามารถที่จะเดินต่อไปข้างหน้าแล้ว แต่นางยังมี…." เหยี่ยนเกากล่าว "ข้าไม่รู้ว่านางต้องการทำอะไรกันแน่ แต่ในเมื่อนางเดินทางมาไกลได้ถึงเพียงนี้ การจะล้มลงแล้วหยุดอยู่แค่ตรงนั้นช่างน่าเสียดายเหลือเกิน แม้ว่าชุดเกราะนี้จะเสียหาย แต่ข้าก็เต็มใจช่วยเหลือนาง"


   รองแม่ทัพคนนั้นไม่พูดอะไรอีก เพราะเขาดูเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกนั้นแล้ว


   การบุกผ่านเขตแดนที่แสงจันทร์ทะลักเข้ามาสู่หุบเหวชั้นที่เก้านี้ พวกเขาไม่สามารถทำได้แล้ว แต่นางอาจจะทำได้จริงๆ!


   นางยังมีโอกาสและความหวังมากกว่าพวกเขา แล้วจะให้ไม่ช่วยได้อย่างไร?


   เห็นชุดเกราะนั้นตกลงบนร่างของเยี่ยหลิงหลง ครู่ต่อมานางที่ล้มอยู่บนพื้นก็ดิ้นรนลุกขึ้นยืนอีกครั้ง


   "นางลุกขึ้นมาได้จริงๆ! ท่านแม่ทัพ! ชุดเกราะของท่านได้ถูกมอบให้คนที่คู่ควรแล้ว!" รองแม่ทัพคนนั้นเป็นคนแรกที่ร้องขึ้นอย่างตื่นเต้น


   เหยี่ยนเกามองเยี่ยหลิงหลงที่เต็มไปด้วยดอกไม้สีขาวเล็กๆ ดูดื้อรั้น ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มบาง


   คนอื่นๆเมื่อเห็นเช่นนี้ โดยเฉพาะศิษย์สำนักชิงเสวียนต่างส่งอาวุธวิเศษที่สามารถใช้ป้องกันพลังบนร่างของพวกเขาไปให้เยี่ยหลิงหลง


   ชิ้นแล้วชิ้นเล่าซ้อนทับกันบนร่างของนาง แต่ก็มีหลายชิ้นที่แตกสลายในแสงจันทร์ เยี่ยหลิงหลงยังคงเดินโซเซต่อไปไม่หยุด


   ความสำเร็จและความแน่วแน่ของนางนำความตกตะลึงและความตื่นเต้นมาสู่กองทัพพันธมิตรทั้งสี่เผ่า ทำให้พวกเขามีความมั่นใจและเพิ่มขวัญกำลังใจขึ้นมาทันที ดาบและกระบี่ที่ยื่นไปยังเผ่ามารก็ดุดันยิ่งขึ้นเช่นกัน


   หุบเหวชั้นที่แปดของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธายังคงพังทลายเสียหายไม่หยุด กองทัพพันธมิตรทั้งสี่เผ่าอาศัยความฮึกเหิมและกำลังใจที่เยี่ยหลิงหลงนำมาให้ เข้าโจมตีกองทัพมารเพื่อหวังจะถอยร่นกลับไปยังเรือเหาะของเยี่ยหลิงหลง


   เสียง ‘ตูม ตูม ตูม’ ดังก้องไปทั่วพื้นที่ ฝั่งภพเทพได้พังทลายไปทั้งหมดแล้ว ส่วนฝั่งภพมารก็พังทลายไปบางส่วนแล้วเช่นกัน


   ในความพังทลาย กองหินประหลาดกำลังกระจายไปอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานก็จะลามไปถึงภูเขามาร และตามด้วยเขตแดนนอกแสงจันทร์!


   ในตอนนี้ กองทัพพันธมิตรทั้งสี่เผ่าที่ยังคงรอให้ทุกคนถอนกำลังกลับเรือเหาะหันไปมองเยี่ยหลิงหลง


   ปัจจุบันอาวุธวิเศษบนร่างของนางแตกสลายไปหมดแล้ว แม้แต่ชุดเกราะที่อยู่กับเหยี่ยนเกา ผ่านการรบมาหลายปีก็กำลังจะทนไม่ไหว เพราะถูกพลังในแสงจันทร์บังคับให้แตกสลาย


   เยี่ยหลิงหลงยังคงเดินต่อไป ดอกไม้บนร่างบานแล้วร่วงโรย ใบที่งอกออกมาเขียวแล้วเหลือง พวกมันร่วงหล่นปะปนไปกับเลือดตลอดทาง คล้ายกับว่ากำลังบันทึกทุกย่างก้าวอันยากลำบากของเยี่ยหลิงหลงไว้


   ในที่สุดนางก็เดินมาถึงขอบของพระจันทร์เต็มดวง นางกำลังจะก้าวเข้าสู่หุบเหวชั้นที่เก้าแล้ว!


   ในขณะนั้น ทุกคนบนเรือเหาะที่มองดูภาพนี้ต่างกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ก้าวเข้าไป เหลือเพียงอีกแค่ก้าวเดียว ก้าวเข้าไปก็จะถึงหุบเหวชั้นที่เก้าแล้ว!


   อย่างไรก็ตาม ในตอนที่นางสัมผัสกับขอบเขตของหุบเหวชั้นที่เก้า ร่างกายที่แบกรับไม่ไหวอยู่แล้วของนางก็ ‘พรึ่บ’ ล้มลงบนพื้น ราวกับว่านางกำลังจะข้ามธรณีประตูนั้นแล้ว แต่กลับสะดุดล้มลงเสียอย่างนั้น


   แม้ว่าพวกเขาทุกคนจะรู้ว่านางไม่สามารถข้ามไปได้ ไม่ใช่เพราะสะดุดธรณีประตู แต่เป็นเพราะที่นั่นยากมาก ยากมากจริงๆ


   "นางยังลุกขึ้นได้หรือไม่? เหลืออีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น!"


   "ก้าวนี้เป็นก้าวที่ยากที่สุด นางแทบจะทนไม่ไหวแล้ว ก้าวนี้เปรียบเสมือนหุบเหวลึกเลยทีเดียว!"


   "ข้าเคยเข้าไปในพื้นที่นั้น ข้ายังไม่เข้าใจจนถึงทุกวันนี้ว่านางอาศัยพลังอะไรกันแน่ถึงได้เดินไปถึงที่นั่นได้ นั่นมันเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน!"


   "อดทนมานานขนาดนี้ต้องทนทุกข์ทรมานมากแค่ไหนกันนะ ถึงแม้นางจะข้ามไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพียงเท่านี้นางก็แข็งแกร่งมากแล้ว ถือว่าจบความทุกข์ทรมานนี้ไปเถิด หวังว่านางจะไม่เจ็บปวดอีกต่อไปนะ"


   "พวกเจ้ากำลังพูดจาเหลวไหลอะไรกัน?" อวี๋หงหลานขมวดคิ้วดุด่า "ศิษย์น้องหญิงเล็กบอกแล้วว่า นางต้องไปยังหุบเหวชั้นที่เก้าให้ได้ เพราะงั้นนางจะต้องไปได้แน่.นอน นางจะต้องทำสำเร็จ!"


   "ใช่แล้ว! ศิษย์น้องหญิงเล็กพูดแล้วไม่เคยผิดคำพูด นางไม่เคยล้มเหลว! พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาคิดว่านางทำไม่ได้? ทุกคนทำไม่ได้ แต่นาง! ต้อง! ทำ! ได้!"


   ลู่ไป๋เวยก็ก้าวออกมาตะโกนเสียงดัง เพียงแต่ว่าบารมีของนางไม่แข็งแกร่งเท่าพี่ใหญ่ ถึงขนาดที่ขอบตาแดงก่ำ


   ‘โครม โครม โครม’ เสียงดังกึกก้องครอบคลุมทั่วฟ้าดิน ภูเขามารด้านหน้าพังทลายเสียหายทั้งหมดแล้ว และกำลังจะลามมาถึงที่ของพวกเขาในไม่ช้า


   "จบแล้ว เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้กำลังจะพินาศจริงๆแล้ว! เช่นนี้พวกเราจะยังมีชีวิตออกไปได้หรือไม่?"


   "พูดจาอะไรเหลวไหล! ศิษย์น้องหญิงเล็กบอกว่าขึ้นเรือเหาะของนางจะออกไปได้ ก็ต้องออกไปได้แน่.นอน!" เผยลั่วไป๋หันไปตะโกนใส่จี้จื่อจั๋วและหนิงหมิงเฉิงที่อยู่ในห้องควบคุม "ไม่มีเวลาแล้ว เปิดเรือเหาะเดี๋ยวนี้! พวกเราต้องออกจากที่นี่!"


   จี้จื่อจั๋วและหนิงหมิงเฉิงที่ได้ยินคำสั่งก็รีบเปิดเรือเหาะอย่างรวดเร็ว


   เรือเหาะลำนี้เปิดใช้งานในรูปแบบที่ใหญ่ที่สุด ตอนออกตัวก็มักจะมีเสียงดังมาก ความเร็วค่อนข้างช้า แต่ในที่สุดพวกเขาก็เหาะขึ้นไปได้ในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่พื้นดินจะถล่ม


   เรือเหาะทะยานขึ้นฟ้า ล่องไปอย่างรวดเร็วในทิศทางตรงข้ามกับหุบเหวเก้าอเวจีนั้น ผ่านพื้นที่ที่มีหินและเศษซากตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับกำลังเดินทางข้ามระหว่างดวงดาว หรือเหมือนกำลังหนีภัยพิบัติอย่างไรอย่างนั้น


   พวกเขาเหาะไกลออกไปเรื่อยๆ ร่างของเยี่ยหลิงหลงก็เล็กลงเรื่อยๆเช่นกัน ออกไปไกลจนกระทั่งตาไม่สามารถมองเห็นได้อีกต่อไป แต่ก็ยังไม่เห็นนางปีนขึ้นมาจากขอบนั้นได้


   ในตอนนี้สายตาของทุกคนต่างเบนออกจากร่างของเยี่ยหลิงหลงที่หายไปแล้ว บรรยากาศบนเรือเหาะเงียบและกดดันอย่างมาก


   คนที่ส่งเรือเหาะให้พวกเขาหนีรอด แต่ตัวเองกลับต้องติดอยู่ในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ตลอดไป


   นางยังอายุน้อยนัก ซ้ำยังฉลาดเหลือเกิน มีพรสวรรค์เป็นเลิศ มีชีวิตชีวาร่าเริง ใครที่เคยพบเห็นก็ไม่มีวันลืมนางได้ลงอย่างแน่.นอน


   แต่ในตอนนี้ กำลังมีเสียงร้องไห้ที่ควบคุมไม่ได้ดังมาจากเรือเหาะ ทุกคนหันไปมอง เห็นเพียงลู่ไป๋เวยที่เมื่อครู่ตะโกนเสียงดังกำลังโกรธอยู่ "มองอะไร? ตาของข้าถูกเผ่ามารทำร้ายไปแล้ว ขอรู้ดีว่าศิษย์น้องหญิงเล็กไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แล้วข้าจำเป็นต้องร้องไห้ด้วยหรือ?"


   "นางจะต้องสมปรารถนาแน่นอน" กู้หลินเยวียนถอนหายใจ "นางพยายามอย่างหนักเพียงเพื่อช่วยให้พวกเรากลับมา หากครั้งนี้กลับไปได้อย่างปลอดภัยจริง ข้าก็จะไม่ขัดขวางอะไรอีกแล้ว"


   "ข้าก็ไม่คิดว่าศิษย์น้องหญิงเล็กจะรักพวกเราขนาดนั้นจริงๆ ไม่ว่าเป็นตายก็ไม่ทอดทิ้งกัน" เสิ่นหลีเสียนถอนหายใจ


   "ช่างเถอะ ลูกสาวโตแล้วก็ห้ามอะไรไม่ได้" อวี๋หงหลานถอนหายใจอย่างจนใจ "หากว่าปีนั้นไม่ได้ขัดขวางพวกเขา..."


   เสียงพูดของพวกเขาไม่ดังนัก แต่คนข้างๆก็สามารถได้ยินอย่างชัดเจน


   เหยี่ยนเกาที่นั่งปรับลมปราณอยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วและลืมตาขึ้น


   "พวกท่านกำลังพูดเรื่องอะไรกัน? เยี่ยหลิงหลงไปหุบเหวชั้นที่เก้าเพื่อคนที่นางรักหรือ?"


   นี่เป็นเรื่องน่าขบขันที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมา เยี่ยหลิงหลงเป็นสตรีเช่นนั้นหรือ? ถึงกับกล้าทำเรื่องกล้าหาญบ้าบิ่นเช่นนี้ลงไป มันจะเป็นเพียงเพราะความรักระหว่างชายหญิงไปได้อย่างไร?


   "ในหุบเหวชั้นที่เก้าจะมีคนที่นางรักได้อย่างไร?"



จบตอน

Comments