บทที่ 1541: ก้าวสุดท้ายนี้ ข้าจะพยุงเจ้าเดินเอง
"ก็คนที่ถูกแขวนอยู่บนจันทร์เต็มดวงนั่นไง" หยางจิ่นโจวกล่าว "แม้เขาจะไม่มีความสามารถอะไรเลย แต่ศิษย์น้องหญิงเล็กของเราก็ชอบเขามาก"
ตอนนี้ไม่เพียงแค่เหยี่ยนเกาที่เบิกตากว้าง แม้แต่พวกเผ่าเซียนที่อยู่ข้างๆ ก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก
"พวกเจ้ากำลังพูดเรื่องอะไรกัน? ไม่มีใครถูกแขวนอยู่บนพระจันทร์เต็มดวงนั่นเสียหน่อย คนที่ปรากฏบนพระจันทร์เต็มดวงคือผู้ที่ตื่นมานานแล้ว เขาคือผู้ที่ควบคุมทุกสิ่ง จอมมารโบราณที่ทำลายเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานั่นคือเยี่ยชิงเสวียน"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ศิษย์สำนักชิงเสวียนทุกคนก็ชะงักไปทันที
ทุกตัวอักษรล้วนคุ้นเคย แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับดูเหมือนเป็นนามธรรมไปเสียอย่างนั้น
เขาชื่อเยี่ยชิงเสวียนไม่ผิดแน่ แต่เขากลับเป็นจอมมารโบราณที่ควบคุมทุกสิ่งอย่างงั้นหรือ? เขาไม่ได้ถูกจับตัวไปหรอกหรือ?
ในขณะนั้น สมองของพวกเขาก็อื้ออึงไปหมด
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยเห็นเยี่ยชิงเสวียน เพราะนั่นไม่ใช่คนที่มีแค่ใบหน้าหล่อเหลาแต่ไร้ฝีมือ ชอบนอนทั้งวัน ตื่นมาก็แกล้งแหย่ศิษย์น้องหญิงเล็กของพวกเขา และยังเป็นเสี่ยวไป๋ที่ถูกคนวางแผนให้นำภัยพิบัติมาสู่สำนักชิงเสวียนของพวกเขาที่ต้นอู๋โยวหรอกหรือ?
แล้วเขาจะเป็นจอมมารโบราณที่ยังไม่ตื่นได้ยังไงกัน?
ไม่เหมือนเลย! ไม่เหมือนจอมมารเลยสักนิด!
จะมีจอมมารที่หน้าตาดีขนาดนั้นได้อย่างไร? แต่ถึงแม้จะมีจริงๆ แล้วปราณมารในตัวเขาล่ะ?
แม้ปราณมารจะซ่อนได้ แล้วความดุร้ายในกระดูกของเขาล่ะ? มันไม่มีนี่นา!
ไม่เพียงแต่ไม่มีของพวกนั้น แต่เขายังไม่มีความเฉียบขาด ไม่ดุร้าย ในทุกๆวันเขาก็แค่เกียจคร้าน กินๆนอนๆ อาศัยศิษย์น้องหญิงเล็ก นอกจากนั้นเขายังขายหน้าตาแสดงศิลปะหาเงินเอาใจศิษย์น้องหญิงเล็ก แล้วเขาจะไปมีลักษณะของจอมมารได้ตอนไหนกัน?
หลายวันมานี้ สิ่งที่พวกเขาเห็นมากที่สุดก็คือมาร พวกมันมีหลากหลายรูปแบบ แปลกประหลาดนับร้อยพัน แต่ธาตุแท้ของความเป็นมารนั้นก็ยังเหมือนกัน แม้แต่เหล่าซาน กู้หลินเยวียนของพวกเขาก็ยังมีด้านที่ดุร้ายของมาร
แต่คนผู้นี้ไม่มีเลย!
แม้แต่ตอนที่ถูกเจ็ดสำนักใหญ่บีบให้จนมุมที่ต้นอู๋โยวในอดีต เขาก็ไม่เคยแสดงความดุร้ายออกมาเลยแม้แต่น้อย
เขาเป็นคนที่ยึดถือทัศนคติว่าอยู่ได้วันไหนก็นับเป็นวันนั้น คอยอาศัยอยู่ข้างศิษย์น้องหญิงเล็กเพื่อหาผลประโยชน์เท่านั้นนี่นา
สีหน้าของเหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนดูเกินจริงและตกใจมาก เหยี่ยนเกาสังเกตเห็นบรรยากาศที่ไม่ปกติเล็กน้อย
"ทำไมพวกเจ้าถึงตกใจขนาดนั้นล่ะ? พวกเจ้าปิดบังอะไรพวกเราอยู่หรือไม่?"
เขาเพิ่งพูดจบ ก็ได้ยินเสียงลู่ไป๋เวยที่อยู่ข้างๆ ตื่นตระหนกพลางเช็ดน้ำตา
แล้วตะโกนใส่ท้องฟ้าที่แตกร้าวว่า "ข้าก็บอกแล้ว! ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าจะไม่เป็นอะไรไง!"
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนกร้าวจากอารมณ์ที่แปรปรวนอย่างไร้สาเหตุของลู่ไป๋เวย เหยี่ยนเกาและคนอื่นๆก็งุนงงไปชั่วขณะ ไม่เข้าใจ
แต่ทางศิษย์สำนักชิงเสวียนกลับมีสีหน้าผ่อนคลายลง ดูเหมือนจะไม่ตึงเครียดเท่าเดิมแล้ว
"หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ไม่ใช่ว่าจะรับไม่ได้"
อวี๋หงหลานเอียงศีรษะไปทางทิศของหุบเหวที่เก้าเล็กน้อย ในที่แห่งนั้นเงาของเยี่ยชิงเสวียนยังคงไม่ขยับเขยื้อนและชัดเจนอยู่
"ท้ายที่สุดแล้ว การที่ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้ามีชีวิตอยู่สำคัญกว่าสิ่งใดอยู่แล้วนี่"
ยังไม่ทันที่คนอื่นจะเข้าใจความหมายในคำพูดของพวกเขา ก็ได้ยินเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นดังมาจากด้านหลัง "เร็ว ดูข้างหน้า ดูเหมือนพวกเรากำลังจะชนกำแพงของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาแล้ว!"
ทุกคนหันกลับไปมองทิศทางที่เรือเหาะกำลังพุ่งไป ข้างหน้ามืดสนิท ไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อย แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ว่าข้างหน้าคือกำแพงของมัน และพวกเขาก็กำลังจะชนเข้าไป
หากเรือเหาะนี้ไม่สามารถออกไปได้ พวกเขาทุกคนก็จะตายที่นี่
กระนั้นเรือเหาะลำนี้จะสามารถพาพวกเขาออกไปได้จริงๆหรือ? นั่นคือกำแพงของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา หอคอยยักษ์ที่สร้างมันขึ้นมานั้นแข็งแกร่งจนทุบกำแพงของหกภพแตกได้ แต่ตัวมันเองกลับไม่แตกสลายเลยแม้แต่น้อย
ในขณะนั้น ทุกคนพลันกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว พร้อมมองขณะที่ตนเองถูกเรือเหาะพาเข้าไปในความมืดตรงหน้าอย่างตึงเครียด
ไม่นาน พวกเขาก็ได้ยินเสียง ‘ตูม’ ดังมาจากข้างหน้า แล้วแผ่ขยายมาเหนือศีรษะของพวกเขาตามด้วยด้านหลัง สุดท้ายก็ล้อมรอบพวกเขาจากทุกทิศทาง
ในระหว่างกระบวนการปะทะของพลังอันแข็งแกร่ง พวกเขารู้สึกได้ว่าเรือเหาะใต้เท้ากำลังรับแรงกดดันมหาศาล กระนั้นมันก็ยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
กระบวนการไม่ได้กินเวลายาวนานนัก ซ้ำยังใช้เวลาสั้นมาก ไม่นานแสงจ้าก็ส่องมาจากเบื้องหน้า!
ทุกคนเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามและแสงอาทิตย์ แล้วอดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงอุทานด้วยความตื่นตะลึงอันท่วมท้นไปด้วยทุกอารมณ์ออกมา
เรือเหาะลำนี้พาพวกเขาออกมาจากหุบเหวนั่นได้จริงๆ!
พวกเขายังไม่ทันได้ดีใจ ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นสะเทือนฟ้าดินมาจากด้านหลังอีกครั้ง
แม้ว่าเหวลึกด้านหลังยังคงมองเห็นแต่ความมืด มองไม่เห็นสิ่งอื่นใด แต่ทุกคนรู้ว่าเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาคงพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว
มันพังทลายแล้ว พวกเขาเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ออกมาได้ นั่นหมายความว่าอะไร?
ครึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้ ที่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา นอกเขตแดนแสงจันทร์
เมื่อเห็นเรือเหาะลำนั้นจากไปโดยไม่สนใจสิ่งใด และภูเขามารด้านหลังก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง พื้นดินใต้เท้าของพวกเขากำลังแตกสลายลงทีละนิ้ว
ไม่นานก็แตกมาถึงเขตแดนแสงจันทร์แล้ว เผ่ามารที่ยังอยู่ที่เดิมไร้ที่ไป ไม่มีที่ยืน พวกเขาหวาดกลัวและไม่สบายใจจนทำอะไรไม่ถูกเป็นอย่างมาก
ในตอนนี้ไม่รู้ว่าใครเป็นคนนำก่อน หันไปคุกเข่าลงต่อหน้าจอมมารในหุบเหวชั้นที่เก้า
"ท่านจอมมาร พวกเขาหนีไปกันหมดแล้ว! ตอนนี้ที่นี่กำลังจะพังพินาศ! ขอท่านโปรดช่วยชีวิตพวกข้าด้วยเถิด!"
ดังนั้นเผ่ามารทั้งหมดจึงคุกเข่าลงต่อหน้าเยี่ยชิงเสวียน พวกเขาก้มศีรษะคำนับอย่างหวาดกลัวและไม่สบายใจ
"ขอจอมมารโปรดช่วยชีวิตพวกข้าด้วย!"
"ขอจอมมารโปรดช่วยชีวิตพวกข้าด้วย!"
พวกเขาพูดซ้ำไปซ้ำมา แต่คนในพระจันทร์กลมกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน ไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆกลับมาเลย
"จอมมาร! พวกข้าลงมาที่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้เพื่อท่าน เพื่อหยุดพวกมันไม่ให้ขัดขวางการตื่นของท่าน ทุกสิ่งที่พวกข้าทำล้วนเป็นไปเพื่อท่านทั้งสิ้น! ท่านจะเมินเฉยต่อความเป็นความตายของพวกข้าได้อย่างไร?"
"จอมมาร โปรดช่วยพวกข้าด้วย!"
"เหตุใดท่านจึงไม่ช่วยพวกข้า?"
"จอมมาร โปรดลืมตาดูพวกข้าสิ พวกข้าล้วนเป็นประชาชนของท่าน!"
"อ๊าก..."
ในที่สุด ความพินาศก็แผ่ขยายมาถึงตำแหน่งที่พวกเขาอยู่ พรากเอาความไม่ยินยอม ความไม่เข้าใจ ความน้อยใจของพวกเขา รวมทั้งชีวิตที่ถูกทำลายลงในที่หุบเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้ไป
จนกระทั่งตาย พวกเขาก็ไม่ได้รับแม้แต่คำตอบเพียงประโยคเดียวจากจอมมารที่พวกเขาทุ่มเททุกอย่างเพื่อปกป้อง
ที่เส้นแบ่งเขตของชั้นที่เก้า เยี่ยหลิงหลงยังคงนอนคว่ำอยู่บนพื้นไม่ได้ลุกขึ้นไปไหน
เจ็บมาก เยี่ยหลิงหลงแทบจะสูญเสียประสาทสัมผัสทั้งห้าไปหมดแล้ว เหลือเพียงความรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง
มันเป็นความเจ็บปวดที่ไม่เคยชินแม้จะเจ็บมานาน แต่ก็ไม่มีที่สิ้นสุด และอาจรุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ
นางอยากลุกขึ้นมาก แต่นางแทบทนไม่ไหวแล้ว ไข่มุกพฤกษาเทวาทำงานเกินกำลังแล้ว ชิงหยาก็ไม่มีเสียงแล้ว ตรงหน้ามีเพียงก้าวสุดท้ายนี้เท่านั้น แต่ก้าวนี้กลับยากกว่าก้าวใดๆที่ผ่านมา
นางจะข้ามไปไม่ได้เลยจริงๆหรือ? ยังมีวิธีอื่นอีกไหม? ต้องมีวิธีแน่นอน
ในขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังคิดอย่างหนัก จู่ๆ นางก็รู้สึกได้ถึงลมที่พัดมาจากด้านหลัง พร้อมความรู้สึกเย็นทำให้นางรู้สึกสบาย
พวกเขาส่งอาวุธวิเศษมาให้นางอีกแล้วหรือ?
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมา แต่แล้วนางก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง ทว่าไม่ได้ยินมานานหลายปี มันทำให้นางสะดุ้ง
"ลุกขึ้น ก้าวสุดท้ายนี้ข้าจะพยุงเจ้าเอง"
บทที่ 1542: ข้าไม่อยากดูเจ้าแสดงละครอีกแล้ว
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงสายลมเย็นๆที่พัดมาด้านหลังนาง และมีโครงหน้าคนๆหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างรางๆ
ไม่ชัดเจน ไม่มั่นคง ไม่เด่นชัด แต่หลังจากผ่านไปหลายปี เยี่ยหลิงหลงก็จำคนในสายลมคนนั้นได้ทันที หรือพูดอีกอย่างก็คือคนที่กลายเป็นสายลมไปแล้ว
"อาจารย์?"
ใบหน้าในสายลมนั้นทำเพียงยิ้มบางๆ พร้อมพยักหน้ารับเบาๆ นับว่านั่นเป็นการตอบรับ
"ท่าน..."
"จากกันไปหลายร้อยปี พวกเจ้าต่างก็โตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ข้าไม่ใช่อาจารย์ที่ดี นอกจากพาพวกเจ้าเข้าประตูสำนักแล้ว ข้าไม่เคยทำหน้าที่อาจารย์เลยแม้แต่วันเดียว ซ้ำข้ายังบังคับเปลี่ยนชะตาชีวิตพวกเจ้าอีก ข้าทำผิดต่อพวกเจ้ายิ่งนัก ไม่ว่าพวกเจ้าจะเกลียดหรือแค้นข้าก็ตาม แต่เส้นทางต่อจากนี้พวกเจ้าต้องเดินเองแล้วนะ"
"ทำไม? ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร? ข้าตามหาท่านมานาน ข้าต้องการความจริง"
"กลั้นลมหายใจ แล้วรวบรวมสมาธิ ใช้พลังวิญญาณทั้งหมดที่มีซะ ด่านนี้ไม่ง่ายเลย แต่เจ้าต้องผ่านไปให้ได้" หัวซิวเยวี่ยนกล่าว "ข้าจะช่วยเจ้า ส่วนคำตอบที่เจ้าต้องการ ข้าก็จะบอกเจ้าด้วย"
"ดี"
เยี่ยหลิงหลงเลือกที่จะเชื่อหัวซิวเยวี่ยน กลั้นลมหายใจ รวบรวมสมาธิ ใช้พลังวิญญาณทั้งหมดที่มี
ในตอนนั้นเอง นางรู้สึกว่าร่างกายที่หนักจนยกไม่ขึ้นถูกสายลมพยุงขึ้น ค่อยๆเบาลง ค่อยๆล่องลอย แต่ในขณะเดียวกัน ความเจ็บปวดในร่างกายก็เพิ่มมากขึ้นด้วย แต่นางกลับไม่สนใจ เพราะตอนนี้เยี่ยหลิงหลงสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้อีกครั้งแล้ว
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงจมอยู่ในความสุขที่ได้ล่องลอยไปข้างหน้าทีละเล็กทีละน้อย เสียงของหัวซิวเยวี่ยนก็ดังมาจากสายลมข้างหู
"ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่หมื่นปีก่อน ในคืนที่ค่ายกลย้ายเอกภพสวรรค์ถูกเปิดใช้งานเหนือสำนักชิงเสวียน
มันเป็นคืนที่ข้าคิดว่าจะไม่แตกต่างไปจากทุกคืน นั่นคือย่อมปกติทั่วไป จนกระทั่งศิษย์ทุกคนรวมตัวกันที่ลานกว้างเพื่อรอรับพลังบัวมรกตที่กระจายลงมา ข้าก็เตรียมจะไป
แต่ระหว่างทาง ข้าพบว่าเส้นชีพจรวิญญาณที่หลังเขามีปัญหา ข้าจึงเปลี่ยนทิศทางไม่ไปลานกว้าง แต่ไปตรวจสอบเส้นชีพจรวิญญาณแทน เมื่อข้าไปถึง ข้าพบว่าเส้นชีพจรวิญญาณถูกปรับแต่งมานานแล้ว มีคนใช้มันเป็นแหล่งพลังงานเพื่อสร้างค่ายกล
ตอนนั้นข้ายังไม่รู้ว่าเป็นค่ายกลอะไร แต่ค่ายกลที่ต้องใช้เส้นชีพจรวิญญาณทั้งหมดของสำนักชิงเสวียนถึงจะเปิดใช้งานได้ นั่นไม่ใช่เรื่องเล่นๆอย่างแน่นอน ดังนั้นข้าจึงตั้งใจจะรายงานเรื่องนี้ให้สมาชิกร่วมสำนักได้รับทราบ ซึ่งคนนั้นก็คือลู่เส้าจี เจ้าสำนักชิงเสวียนในตอนนั้น
บางทีอาจเป็นการจัดการของสวรรค์ การเดินทางไปมาระหว่างเส้นชีพจรวิญญาณและการตรวจสอบสถานการณ์ใช้เวลาไม่น้อยเลย เมื่อข้าต้องการไปรายงาน ค่ายกลก็ถูกเปิดใช้งานแล้ว ไม่ทันที่จะไปแจ้งให้ใครรู้ แต่เพื่อหยุดยั้งทั้งหมดนี้ ข้าจึงต้องพยายามทำลายค่ายกลที่เส้นชีพจรวิญญาณนั้นเสีย!
แต่น่าเสียดาย ข้าไม่ประสบความสำเร็จ ค่ายกลนี้แข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิดไว้มาก จนกระทั่งภายหลังข้าจึงตระหนักได้ว่ามันอาจไม่ใช่ค่ายกลที่ผู้ฝึกฝนภพเซียนสามารถวางได้ ดังนั้นพลังของข้าจึงไม่สามารถทำลายมันได้เลย
ตอนนั้นข้าถึงได้รู้ว่าเรื่องมันร้ายแรงมาก นี่อาจเป็นแผนการใหญ่ และสำนักชิงเสวียนถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องนานแล้ว แต่ข้าไม่รู้อะไรเลย
มองย้อนกลับไป โชคดีที่ตอนนั้นข้าไม่ได้ไปรายงานให้เขาทราบ มิเช่นนั้นแม้แต่ข้าก็อาจจะหนีไม่พ้น
เพราะเรื่องการตรวจสอบเส้นชีพจรวิญญาณ ข้าจึงรอดพ้นจากหายนะ และในขณะเดียวกัน ข้าก็ตระหนักได้ว่าสำนักชิงเสวียนต้องมีคนทรยศแน่นอน มิเช่นนั้นเรื่องนี้จะไม่มีทางสำเร็จได้ ข้าซ่อนตัวอยู่นานเพื่อไม่ให้ถูกเปิดเผย
ข้าเห็นภพเซียนส่งคนลงมาสืบสวน ข้าคิดว่าความหวังมาถึงแล้ว แต่สุดท้ายพวกเขากลับทิ้งตัวอักษรพวกนั้นไว้ บังคับให้ผู้คนลืมทุกอย่างที่เกี่ยวกับสำนักชิงเสวียน แล้วลบการมีอยู่ของพวกเรา
ข้าไม่เข้าใจ ข้าสับสนมากแต่ก็ไม่กล้าหุนหันพลันแล่น เพราะทั้งสำนักชิงเสวียนมีคนหลายพันคน เหลือเพียงข้าคนเดียว หากข้าเป็นอะไรไป แล้วใครจะแก้แค้นให้พวกเขา? ใครจะล้างมลทินให้พวกเขา? ใครจะคืนความจริงให้โลกใบนี้?"
เมื่อหัวซิวเยวี่ยนพูดถึงตรงนี้ เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย
เยี่ยหลิงหลงสามารถรู้สึกได้ ว่าแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี จิตใจของเขาก็ยังคงไม่สงบ
อาจเป็นเพราะความไม่สงบนี้ ที่ทำให้เขายังคงอดทนมาจนถึงวันนี้
"หลังจากนั้นข้าใช้เวลาอันยาวนานค้นหาความจริงในอดีต ยิ่งค้นหายิ่งหวาดกลัว ยิ่งค้นหายิ่งตกใจ และยิ่งค้นหาก็ยิ่งไม่อยากยอมรับ"
หัวซิวเยวี่ยนหัวเราะขื่นๆ "ข้ารู้ว่าข้าเห็นแก่ตัว ที่ทำทุกอย่างเพื่อแก้แค้นและความไม่ยอมรับในใจของตัวเอง ข้าบังคับเปลี่ยนชะตาชีวิตของพวกเจ้าทุกคน ลากพวกเจ้าลงสู่หลุมโคลนนั้นตั้งแต่แรกเกิด
หากเจ้าจะเกลียดข้า คำพูดที่ข้าบอกเจ้าก็จบเพียงเท่านี้ การควบคุมชะตาชีวิตของพวกเจ้าก็จบลงแค่นี้เช่นกัน ต่อไปคงไม่มีใครมาคอยกลั่นแกล้งพวกเจ้าอีกแล้ว
เพราะข้าและลู่เส้าจีต่างก็ตายไปแล้ว
แต่หากเจ้ายังต้องการค้นหาต่อไป เจ้าต้องเตรียมใจให้พร้อม เมื่อเผชิญกับความจริงนี้ พวกเราทุกคนจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กนิดเดียว มันเกินขอบเขตที่ข้าจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้แล้ว และมันยังไม่จบสิ้น"
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ
"อาจารย์ ท่านพูดจนปากเปียกปากแฉะแล้วนะ ว่าขอโทษพวกข้า พูดจนปากเปียกปากแฉะว่าจะยุติการควบคุม แต่ท่านต้องการยุติมันจริงๆหรือ?"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ นางรู้สึกได้ว่าสายลมที่รองรับร่างของนางกำลังสั่นเล็กน้อย
"หากท่านต้องการยุติจริง เหตุใดท่านยังช่วยให้ข้าก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวเช่นนี้ล่ะ? ท่านลืมไปแล้วหรือว่าท่านเพิ่งบอกข้า ว่าด่านนี้ข้าต้องผ่านไปให้ได้ หากข้าสามารถเลือกที่จะไม่สืบหาได้จริง แล้วเหตุใดข้าต้องข้ามด่านนี้ไปด้วย? หากท่านไม่ต้องการให้ข้าลุยน้ำขุ่น แล้วเหตุใดท่านต้องทำตัวลึกลับเพื่อยั่วความอยากรู้ของข้า?"
"เจ้า..." หัวซิวเยวี่ยนถอนหายใจอย่างจนใจ แล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ "เจ้าช่างฉลาดจริงๆ ลู่เส้าจีปิดบังอะไรเจ้าไม่ได้เลยสินะ ข้าก็เช่นกัน"
"ดังนั้นพวกเรามาพูดตรงๆกันเถอะ ข้าไม่อยากดูพวกท่านแสดงละครอีกแล้ว"
"เจ้าเคยไปที่เขาต้วนหุนน่าจะรู้ ว่านานมาแล้วเคยเกิดสงครามระหว่างเทพกับมาร"
"ข้ารู้"
"ในตอนที่สวรรค์และพิภพเพิ่งกำเนิด เทพและมารทั้งหมดล้วนเกิดจากการหล่อหลอมของสวรรค์และพิภพ เทพและมารที่เกิดตามธรรมชาตินี้จะมีพลังอันสูงส่ง แข็งแกร่งที่สุด ไม่มีใครสั่นคลอนได้
เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง สวรรค์และพิภพก็มีความมั่นคงในรูปแบบของหกภพนี้ได้ ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันอีก ไม่จำเป็นต้องมีเทพและมารทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อปกป้องผู้คนของตนอีกแล้ว ดังนั้นภายใต้การกัดกร่อนของกาลเวลา พวกเขาจึงค่อยๆอ่อนแอลง
พวกเขาอ่อนแอลง แต่หกภพกลับแข็งแกร่งขึ้น สิ่งมีชีวิตต่างสืบทอดรุ่นแล้วรุ่นเล่า มีหลายชีวิตกำเนิดมากขึ้นเรื่อยๆ พลังที่ติดตัวมากับชีวิตก็ลดลงทีละรุ่น จนในที่สุดก็เกิดมนุษย์และสัตว์วิเศษที่ไร้พลังจนไม่สามารถฝึกฝนได้
เจ้าน่าจะเข้าใจความหมายของกฎนี้ เทพและมารที่เกิดจากสวรรค์และพิภพนั้นแข็งแกร่งมาก แต่เมื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ ลูกหลานจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พลังจะค่อยๆอ่อนลง จนในที่สุดทุกคนก็สูญเสียความสามารถที่จะทำลายสวรรค์และพิภพในคราวเดียว
มีเพียงเทพและมารที่เกิดจากสวรรค์และพิภพในสมัยนั้นเท่านั้นที่ยังคงรักษาพลังเช่นนี้ไว้ได้"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า นี่คือกฎของโลก และเป็นแนวโน้มที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
บางทีอีกหลายปีต่อมา อาจไม่มีแม้แต่ผู้บำเพ็ญเซียนแล้วก็เป็นได้ จนถึงยุคที่ไม่อาจคาดถึงได้ ทุกคนอาจกลายเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ…
บทที่ 1543: มารสวรรค์ตนสุดท้าย
"แต่เดิมเพียงรอให้เหล่าเทพมารโบราณค่อยๆเสื่อมถอยไปเอง ยุคของเทพมารโบราณก็จะสิ้นสุดลง แต่ภายหลังเกิดเหตุการณ์ใหญ่ครั้งหนึ่งที่เร่งให้ยุคนี้จบลงเร็วขึ้น
ในเวลานั้น ฟ้าดินไม่ได้ให้กำเนิดเทพมารมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เมื่อทุกคนคิดว่าแนวโน้มนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่จู่ๆ วันหนึ่ง พวกเขาก็รับรู้ได้ ว่าฟ้าดินกำลังจะให้กำเนิดเทพมารอีกองค์หนึ่ง
เผ่าเทพรับรู้ได้ เผ่ามารก็เช่นกัน แต่จะมีการกำเนิดเพียงหนึ่งเดียว นั่นจะเป็นเทพหรือมาร ไม่มีใครรู้
เผ่าเทพก็หวังว่าจะเป็นเทพ เผ่ามารก็หวังว่าจะเป็นมาร เพราะหากเป็นเช่นนั้น บางทีอาจจะมีเทพมารที่ฟ้าดินให้กำเนิดตามมาอีก ทำให้เผ่าพันธุ์ที่กำลังเสื่อมถอยสามารถฟื้นคืนชีพใหม่ และกลับมาควบคุมโลกที่กำลังหลุดมือไปอีกครั้งได้
ต่อมา พวกเขาคำนวณตำแหน่งที่เทพมารองค์ใหม่จะถือกำเนิด เจ้าคงเดาได้แล้ว ที่นั่นก็คือเขาต้วนหุน
แม้เขาต้วนหุนจะอยู่ตรงรอยต่อของหกภพ แต่ในตอนนั้น มันเป็นอาณาเขตของเผ่าเทพ ดังนั้นเผ่าเทพจึงดีใจมาก และสร้างวังขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อต้อนรับการกำเนิดของเทพองค์ใหม่"
เมื่อหัวซิวเยวี่ยนพูดมาถึงตรงนี้ หัวใจของเยี่ยหลิงหลงก็เต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด นางมีความรู้สึกบางอย่างอย่างรุนแรง
"รอแล้วรอเล่า รอมานานมาก ในที่สุดก็รอจนถึงวันที่เขาถือกำเนิด แต่เมื่อเขาถือกำเนิดขึ้นจริงๆ ทุกคนต่างตกตะลึง เพราะสิ่งที่ถือกำเนิดในอาณาเขตของเผ่าเทพไม่ใช่เทพ แต่เป็นมาร มารสวรรค์ตนสุดท้ายที่ฟ้าดินให้กำเนิดจนถึงทุกวันนี้"
ขณะที่หัวซิวเยวี่ยนกำลังพูดเรื่องเหล่านี้ สายตาของเยี่ยหลิงหลงจ้องมองไปยังหุบเหวชั้นที่เก้าเบื้องหน้า มองไปยังร่างที่อยู่ข้างในนั้น
การถือกำเนิดท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย แต่กลับเกิดในค่ายของศัตรู สถานการณ์แบบนั้นก็พอเข้าใจได้
"เผ่าเทพคิดว่านี่เป็นลางร้าย และคิดว่าหากเผ่ามารมีกำลังมากขึ้น จะต้องก่อให้เกิดความวุ่นวายในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อพบว่าสิ่งที่ถือกำเนิดเป็นมาร เผ่าเทพจึงต้องการจะสังหารเขาตั้งแต่แรกเกิด ก่อนที่เผ่ามารจะได้รับข่าว
แต่เผ่ามารติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด พวกเขาจึงรู้ข่าวในทันที ดังนั้นจึงพากันรวมตัวไปที่เขาต้วนหุนเพื่อแย่งตัวมารสวรรค์ตนสุดท้ายมา
เพราะสำหรับเผ่ามารแล้ว นี่เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง หากฟ้าดินยังคงให้กำเนิดมารสวรรค์ตนใหม่ แสดงว่าพลังของเผ่ามารก็จะเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะทำลายความสมดุลที่มีมาช้านาน และครอบครองฟ้าดินทั้งหมดได้ในคราวเดียว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางปล่อยให้มารสวรรค์ตนนี้ถูกทำลายในมือของเผ่าเทพอย่างแน่นอน
ดังนั้นจึงเกิดสงครามเทพมารบนเขาต้วนหุนขึ้น"
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ เยี่ยหลิงหลง.อดถอนหายใจไม่ได้ นางนึกถึงสิ่งที่ได้เห็นบนเขาต้วนหุน
เผ่าเทพบอกว่าสงครามเทพมารยังไม่จบแต่เพียงเท่านั้น ยังมีภาระหน้าที่อีกยาวไกล
แต่เผ่ามารบอกว่าเรื่องนี้มีการกำหนดไว้แล้ว ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ความจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเกิดจากมารสวรรค์ตนสุดท้ายที่ถือกำเนิดในเผ่าเทพ
เหมือนว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลย เขาแทบไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่การถือกำเนิดของเขากลับทำให้เกิดความวุ่นวายมากขนาดนั้น ทำให้เกิดสงครามเทพมาร ทำให้เกิดการแย่งชิงและการฆ่าฟันกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในการต่อสู้ครั้งนี้ ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาคิดอย่างไร และเขาทำอะไรไปบ้าง
"หลังสงครามสิ้นสุด เผ่าเทพเกือบสูญพันธุ์ ถึงขนาดที่ว่าจนถึงตอนนี้ พวกเราก็ไม่ได้ยินเรื่องราวของเผ่าเทพอีกเลย เผ่ามารก็ไม่ได้เปรียบแต่อย่างใด เพราะมารสวรรค์ทั้งหมดล้วนตกสวรรค์ ที่เหลืออยู่ล้วนก็เป็นพวกที่สืบทอดมาหลายรุ่น เป็นเผ่ามารที่อ่อนแอลงอย่างมากแล้ว
เทพมารเสื่อมถอย เผ่าเซียนลุกขึ้นมา พวกเขาร่วมกับเผ่าเทพที่เหลืออยู่ปราบหกภพให้สงบลงได้ ปราบปรามภพวิญญาณที่มีความคิดลึกล้ำ และนำภพปีศาจกับภพมนุษย์มาอยู่ภายใต้อำนาจ เพื่อเปิดเส้นทางการเลื่อนขั้นให้พวกเขา เพื่อช่วยกันรักษาความสงบของหกภพ
แล้วก็สามารถทำให้หกภพสงบมานานหลายปี
แต่ในการต่อสู้ครั้งนั้น เผ่ามารไม่ยอมแพ้ และมารสวรรค์ที่ถือกำเนิดตนนั้นก็ไม่ได้ตกสวรรค์เหมือนมารองค์อื่นด้วย ดังนั้นความขัดแย้งทั้งหมดจึงยังไม่จบสิ้น เผ่ามารพยายามหาวิธีลุกขึ้นมาสู้อีกครั้งอยู่เสมอ จึงเกิดเรื่องราวมากมายในวันนี้"
พูดถึงตรงนี้หัวซิวเยวี่ยนก็ถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
"สำนักชิงเสวียนที่เป็นสำนักชิงเสวียนได้ ก็เพราะตั้งแต่เริ่มต้นมันถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือมารสวรรค์ เยี่ยชิงเสวียนผู้นี้ ได้ยินมาว่าวิชาทั้งหมดในสำนักชิงเสวียนล้วนมาจากเขา หลังจากผู้ก่อตั้งปรับปรุงแล้วจึงกลายเป็นสิ่งที่สืบทอดของสำนักชิงเสวียนในทุกวันนี้
ดังนั้นในหอตำราของสำนักชิงเสวียน เจ้าไม่เพียงแต่จะหาวิชาที่มนุษย์ฝึกฝนได้เท่านั้น แต่เจ้ายังสามารถหาวิชาที่ฝึกฝนได้หลังจากขึ้นสู่สวรรค์แล้วด้วย
การย้อนเวลาก็เป็นเช่นนั้น กระทั่งค่ายกลย้ายเอกภพสวรรค์ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
เพราะเป็นการสืบทอดอันทรงพลังที่เหนือกว่าสำนักปกติจำนวนมาก สำนักชิงเสวียนจึงผงาดขึ้นในเวลาอันสั้น หลังจากผงาดขึ้นแล้วก็ดึงดูดลูกศิษย์ที่เป็นอัจฉริยะมากยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้สำนักชิงเสวียนในหลายปีนั้น ครองอันดับหนึ่งอย่างไร้คู่แข่ง ไม่มีใครสามารถเทียบได้
นี่ก็คือสิ่งที่ผู้ก่อตั้งต้องการบรรลุ เพราะในเวลาอันสั้นลูกศิษย์อัจฉริยะทั้งหมดรวมตัวกันที่สำนักชิงเสวียน การรวมพลังของพวกเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่ง และในทางกลับกัน สำนักอื่นๆก็จะถูกทำให้อ่อนแอลงอย่างมาก
เมื่อศิษย์เหล่านี้ตายไปทั้งหมด ไม่ว่าจะต่อวงการบำเพ็ญหรือภพเซียน ล้วนเป็นการทำให้อ่อนแอลงอย่างน่ากลัว เพราะเท่ากับว่าในช่วงเวลาที่มันผูกขาด คนมีความสามารถที่เติมเข้ามาทั้งหมดก็หายไป ไม่เพียงแต่หายไป แต่ยังถูกใช้เพื่อเพิ่มพลังให้กับเผ่ามารอีกด้วย
ฝ่ายหนึ่งลด อีกฝ่ายเพิ่ม เจ้าควรจะรู้ว่ากลยุทธ์นี้โหดร้ายแค่ไหน"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า นางสามารถจินตนาการได้
"ดังนั้นข้าจึงจะบอกว่า ตราบใดที่มารสวรรค์ผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ เรื่องนี้ก็จะไม่มีวันจบสิ้น เพราะเขาคือต้นตอของความขัดแย้งทั้งหมด
คำพูดเหล่านี้ เหยี่ยนเกาไม่ได้บอกเจ้า แต่แม้จะต้องเสียสละตัวเอง องค์จักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดิจื่อซิงก็ต้องสังหารเขาในเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาให้ได้ ก่อนที่มารสวรรค์จะตื่นขึ้น ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม แต่น่าเสียดายที่ พวกเขาไม่รู้ว่ามารสวรรค์ตื่นแล้ว เพียงแค่ต้องการล่อให้พวกเขาลงมา เพื่อส่งพวกเขาไปตายก็เท่านั้น"
เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้ว ความรู้สึกในใจตอนนี้ซับซ้อนมาก
"ดังนั้นอาจารย์ก็เลยคิดว่าเยี่ยชิงเสวียนสมควรตาย? แล้วท่านส่งข้ามาที่หุบเหวเก้าอเวจี แล้วบอกความจริงกับข้า ก็เพราะหวังว่าข้าจะสามารถฆ่าเขาได้เช่นนั้นหรือ?"
"ข้าคิดว่ามันไม่มีความหมาย มันไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวม"
"แต่ข้าอยากฟังความคิดของท่าน"
หัวซิวเยวี่ยนเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ข้าไม่รู้ ถ้าเขาตาย เผ่ามารก็ไม่มีความหวัง ย่อมก่อเรื่องวุ่นวายต่อไปไม่ได้ แต่… ข้าสืบสวนมาหลายปี ก็ไม่เคยพบว่าเขาเคยทำอะไรบ้าง ไม่ได้ฆ่าเทพ ไม่ได้ร่วมมือกับมาร เขาดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย"
"แล้วยังไงต่อ?"
"ดังนั้น แม้เขาจะไร้เดียงสามาก แต่..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ
"จริงๆแล้วข้าค่อนข้างแปลกใจ ข้าไม่ได้ยินคำว่า 'ต่างเผ่าพันธุ์ย่อมมีใจที่แตกต่าง' หรือ 'เผ่ามารล้วนชั่วร้าย ทำร้ายผู้คนไม่น้อย ผู้ใดพบเห็นควรฆ่า' จากปากอาจารย์ ท่านถึงกับละทิ้งตัวตนของตัวเองแล้วมาคิดว่าตัวเขาคนนั้นได้ทำอะไรไปบ้าง"
หัวซิวเยวี่ยนถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
"แต่สุดท้ายแล้วเขาก็เกิดกิเลสอยากฆ่า เขาต้องการฆ่าทุกคนที่เข้ามาในหุบเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้นะ"
"เขาไม่ควรมีความต้องการอยากฆ่าหรือ? หลายปีมานี้ ไม่มีใครปล่อยเขาไป แม้แต่ลูกพลับที่ถูกบีบก็ยังระเบิดกระเด็นใส่หน้าคนได้ แล้วเขามีใจอยากฆ่าบ้างจะเป็นไรไป?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวซิวเยวี่ยนยิ้มขื่น
"ดังนั้นอาจารย์อย่าแสร้งทำอีกเลย ในใจท่านก็รู้ดีว่าเขาไม่ได้ทำผิดอะไรมากมาย เขาไม่สมควรตายเลย แต่ท่านแค่หาวิธีแก้ไขอื่นไม่ได้แล้วต่างหาก"
บทที่ 1544: ศิษย์กับอาจารย์
"อาจารย์แค่กลัวว่าความคิดของข้ากับท่านจะไม่ตรงกัน หากข้าก้าวเข้าไปจริงๆ ข้าจะเหมือนคนอื่นที่เลือกใช้การทำลายล้างเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมด ดังนั้นทุกคำพูดของท่านจึงพยายามชี้นำข้า"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ใบหน้าอันพร่าเลือนของหัวซิวเยวี่ยนก็เต็มไปด้วยความจนใจ
"เจ้าฉลาดเกินไป ข้าไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าเจ้าได้เลย"
"เพื่อเรื่องนี้ ท่านถึงกับจัดการให้ข้าพบเขาที่สำนักชิงเสวียน ให้ข้าพาเขาฟื้นความทรงจำทีละน้อยมาตลอดหลายปี"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างหนัก นางไม่เคยรังเกียจผลลัพธ์นี้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะชอบที่ถูกคนอื่นยื่นมือเข้ามาจัดการชีวิต
เมื่อหันกลับมามองและพบว่าแม้แต่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ก็ยังอยู่ในกำมือของคนอื่น ความรู้สึกนั้นช่างอึดอัดเหลือเกิน
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้หัวซิวเยวี่ยนกลับส่ายหน้า
"เรื่องอื่นข้ายอมรับได้ แต่เรื่องนี้ข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่รู้เรื่องที่เขาซ่อนตัวอยู่ในดินแดนลับของสำนักชิงเสวียน การพบกันของพวกเจ้าก็ไม่ใช่การจงใจของใครทั้งสิ้น
ที่ข้าค้นพบเขา เป็นเพราะตอนที่เจ้าบุกเข้าหอคอยเก้าชั้นฟ้า เขาใช้พลังของตัวเองเพื่อช่วยเจ้า แสดงรูปลักษณ์ของเขาออกมาจนข้าสังเกตเห็น
และก็ในตอนนั้นเอง เรื่องที่วิญญาณของเขาตื่นขึ้นมาก็ถูกลู่เส้าจีล่วงรู้ด้วยเหมือนกัน"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของเยี่ยหลิงหลงที่เพิ่งหม่นลงพลันดีขึ้นเล็กน้อย
"ดังนั้น เมื่อเจ้าก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปถึงหุบเหวชั้นที่เก้าได้ เจ้าวางแผนจะทำอย่างไรต่อ?"
เมื่อไม่สามารถแสดงหรือชี้นำได้ หัวซิวเยวี่ยนจึงถามตรงๆ
"อาจารย์ แม้ว่าในหลายๆปัญหา ข้าไม่อาจเห็นด้วยกับท่าน แต่ในประเด็นนี้ข้าเห็นตรงกับท่าน ท่านวางใจได้"
หัวซิวเยวี่ยนพยักหน้า "เจ้าเป็นเด็กที่ฉลาดและมีความคิดเป็นของตัวเอง เมื่อเจ้าบอกให้ข้าวางใจ ข้าก็จะทำเช่นนั้น ทุกสิ่งที่ทำมาหลายปีนี้จะได้ไม่สูญเปล่า"
"แต่ท่านละเว้นข้อมูลสำคัญไปมากมายเลยไม่ใช่หรือ? ท่านเพียงแค่บอกถึงการกำเนิดของเขาและสงครามเทพมารที่เกิดขึ้นเพราะเขา ภายหลังมีคนดัดแปลงวิชาที่เขาทิ้งไว้จนกลายเป็นวิชาที่สืบทอดของสำนักชิงเสวียน
ระหว่างนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมาย หลังสงครามเทพมารเขาเป็นอย่างไร ใครเป็นคนได้รับการถ่ายทอดวิชาของเขา และทำไมเขาถึงหลับใหลไม่ตื่นเป็นเวลาหลายปี หรือแม้แต่การสูญเสียความทรงจำและพลังทั้งหมดนั่นก็ด้วย
เขาไม่น่าจะบาดเจ็บสาหัสและหลับใหลไประหว่างสงครามเทพมารใช่ไหม? หากเป็นเช่นนั้น วิชาของเขาจะแพร่หลายได้อย่างไร?"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ก็ได้ยินหัวซิวเยวี่ยนถอนหายใจ
"ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากบอกเจ้า แต่คำถามที่เจ้าถามนั้น ข้าหาร่องรอยไม่ได้เลย ข้าไม่รู้ว่าหลังสงครามระหว่างเทพและมารจบลง บทสรุปของเขาเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าวิชาลับและอาวุธวิเศษของเขาแพร่หลายออกไปได้อย่างไร ใครคือผู้ก่อตั้งสำนักชิงเสวียน ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ราวกับไม่เคยมีอยู่เลย"
"ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีอยู่ แต่อาจมีคนลบมันออกไป" เยี่ยหลิงหลงกล่าว
ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงรู้สึกถึงแสงสว่างจ้าจากด้านหน้า ทำให้นางไม่สามารถลอยตัวได้อีกต่อไป
"รวบรวมจิตใจ อย่าพูดอีก มาถึงจุดสำคัญแล้ว เพียงแค่ข้ามผ่านที่นี่ไป เจ้าก็จะทำได้สำเร็จ"
เมื่อหัวซิวเยวี่ยนพูดจบ เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่าสายลมที่รองรับนางแรงขึ้น ราวกับกำลังสะสมพลัง นางจึงสะสมพลังตามไปด้วย
หลังจากสะสมพลังอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเยี่ยหลิงหลงก็มองเห็นเส้นแบ่งเขตที่อยู่เบื้องหน้าและใต้ร่างของนางอย่างชัดเจน
ในขณะนั้น นางรู้สึกได้ถึงพลังลมรอบตัวกำลังจะปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา เยี่ยหลิงหลงจึงร่วมมือกับมันด้วยการปล่อยพลังทั้งหมดที่นางสะสมไว้ออกมาพร้อมกัน
พลังทั้งสองรวมกันก่อเกิดเป็นแรงผลักอันทรงพลัง ช่วยผลักนางข้ามเส้นแบ่งเขตนั้นไป
ส่วนแรกที่ผ่านเส้นแบ่งเขตคือศีรษะของนาง ทันทีที่ศีรษะผ่านไป นางรู้สึกได้ถึงความเบาสบายที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ไม่เพียงเท่านั้น แสงสว่างเบื้องหน้ายังเปลี่ยนเป็นแสงที่อ่อนโยนอย่างยิ่ง จนนางสามารถมองเห็นภาพเบื้องหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แต่ยังไม่ทันได้ประหลาดใจ ขณะที่ไหล่ของนางผ่านเส้นตามมาด้วยเอว และร่างทั้งหมดค่อยๆลอยผ่านไป นางรู้สึกได้ว่าพลังลมที่รองรับนางอยู่กำลังจางหายไปด้วยเช่นกัน
ในตอนนั้น เสียงของหัวซิวเยวี่ยนดังมาจากด้านหลังของนาง ไม่ได้ดังมาจากข้างหูอีกต่อไป
"หลิงหลง อาจารย์ส่งเจ้าได้แค่ที่นี่เท่านั้น เส้นทางต่อจากนี้ เจ้าและพี่น้องร่วมสำนักของเจ้าต้องเดินทางต่อไปเอง ส่วนพวกเจ้าจะไปกันอย่างไร ก็จงทำตามใจของพวกเจ้าเถิด"
เสียงอันหม่นหมองของหัวซิวเยวี่ยนสั่นเครือเล็กน้อยขณะพูดว่า "ชั่วชีวิตข้า ข้าไม่เคยทำผิดต่อผู้ใด มีเพียงพวกเจ้าทั้งสิบสามคนเท่านั้นที่ข้าเผลอทำผิดไป อนาคตของพวกเจ้า ข้าควบคุมไม่ได้ และจะไม่ควบคุมพวกเจ้าอีกต่อไปแล้ว ช่วยบอกพวกเขาแทนข้าด้วยว่าข้าขอโทษ ได้หรือไม่?"
"อาจารย์ท่านเป็นอะไรไป?"
"พลังของข้าหมดแล้ว"
"ท่าน…. แต่ว่าท่านเป็นสายลมไม่ใช่หรือ?"
"เพราะร่างกายของข้าแตกสลายไปนานแล้ว นี่คือพลังสุดท้ายที่ข้าสะสมไว้ หากพวกเจ้าหาข้าไม่พบ ไม่ใช่เพราะข้าซ่อนตัวได้ดี แต่เพราะข้ากำลังจะไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้แล้ว
สิ่งที่ข้าทำได้คือรอพวกเจ้าอยู่หน้าประตูหุบเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี้เท่านั้น ชั่วชีวิตข้าได้ทำสิ่งต่างๆมามากมาย หลายสิ่งที่แต่ก่อนข้าคิดว่าข้าทำไม่ได้
เจ้าไม่ต้องเสียดายแทนข้า ข้าทำได้ทั้งหมดแล้ว เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
และตอนนี้ สำนักชิงเสวียนได้ล้างความอัปยศแล้ว แถมพวกเจ้ายังเติบโตได้ดีเช่นนี้ เจ้าเองก็เป็นไปตามที่ข้าคาดหวัง ข้าได้ไปถึงทุกที่แล้ว ข้าไม่มีความเสียดายอะไรในชีวิตอีกแล้ว ไม่มีเลยแม้แต่น้อย"
"อาจารย์..."
"เจ้ายังเรียกข้าว่าอาจารย์อยู่เลย ข้าดีใจมากนะ" หัวซิวเยวี่ยนกล่าว "น่าเสียดายที่ไม่มีชาติหน้าแล้ว หากมีชาติหน้า แล้วไม่มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ขอให้พวกเราเกิดในยุคสมัยที่สงบสุข ข้าจะสั่งสอนพวกเจ้าให้ดี จะคอยปกป้องพวกเจ้า ไม่ให้พวกเจ้าต้องเผชิญกับความชั่วร้ายทั้งหมดนั้นเพียงลำพังอีก
แม้จะใช้กลอุบายเล่ห์เหลี่ยมไปบ้าง แต่การได้เป็นอาจารย์ลูกศิษย์กับพวกเจ้า ข้า… ข้าดีใจและมีความสุขจริงๆนะ
พวกเจ้าไม่มีใครทำให้ข้าผิดหวังเลยสักคน พวกเจ้าทุกคนเติบโตเป็นในแบบที่พวกเจ้าควรจะเป็น มั่นใจและกล้าหาญ ซื่อตรงและมีเมตตา
นั่นมันช่างดีเหลือเกิน ข้าก็เป็นเพียงอาจารย์ธรรมดาคนหนึ่ง เพราะพวกเจ้าเป็นเช่นนั้นข้าถึงได้รับสายตาชื่นชมจากผู้อื่นทุกวัน
สายตาแบบที่ข้าเองก็ยังไม่เคยได้รับจากตัวข้าเลยเหมือนกัน..."
เสียงของหัวซิวเยวี่ยนค่อยๆเบาลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ค่อยๆเงียบหายไป ขณะนั้นขาของเยี่ยหลิงหลงได้ผ่านเส้นแบ่งเขตไปแล้ว เหลือเพียงเท้าทั้งสองข้างเท่านั้น เพียงระยะทางนิดเดียวเท่านั้น!
"อาจารย์!"
"เอ่อ..."
"อาจารย์!"
"อาจารย์!"
"อาจารย์!"
เยี่ยหลิงหลงร้องเรียกหัวซิวเยวี่ยนหลายครั้ง นอกจากเสียงแรกที่ได้รับการตอบสนองเพียงเล็กน้อยแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีเสียงใดๆอีกเลย
พลังลมที่รองรับนางก็หายไปอย่างสิ้นเชิง และในตอนนี้นางก็ได้เข้าสู่หุบเหวชั้นที่เก้าอย่างสมบูรณ์แล้ว การกัดกร่อนและความเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากแสงจันทร์ก็หายไปพร้อมกัน
"อาจารย์..."
เยี่ยหลิงหลงอดไม่ได้ที่จะสูดจมูก
เป็นการช่วยเหลือวางแผนกลอุบายครั้งหนึ่ง และก็เป็นความสัมพันธ์ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ด้วย
นางจะจดจำตลอดไป ตอนที่เยี่ยหลิงหลงถูกรังแกในงานรับศิษย์ เขาปรากฏตัวขึ้นและพานางออกไป
เขาพานางเข้าสำนักชิงเสวียน พานางไปพบกับพี่ใหญ่ และมอบบ้านใหม่ให้นาง
คนที่นางตามหามาหลายร้อยปีนี้ เพียงพบกันไม่กี่ชั่วยาม ตอนนี้กลับกลายเป็นความว่างเปล่าอยู่เบื้องหลังและหายจากโลกใบนี้ไปเสียแล้ว…
บทที่ 1545: ยังต้องการให้ข้าพยุงเจ้าอีกหรือไม่?
นอกจากพวกเขาทั้งสิบสามคนแล้ว ชั่วชีวิตของเขาไม่เคยทำผิดต่อผู้ใดเลย ตรงกันข้าม กลับต้องมาแบกรับความรับผิดชอบมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหันในปีนั้น เขามีเพียงตัวเองเท่านั้นที่สามารถพึ่งพาได้
ตัวตนอันเล็กจ้อยของเขา ใช้เวลาตั้งหมื่นปี จ่ายค่าตอบแทนนับไม่ถ้วน ถึงจะสามารถต่อต้านผู้ที่มีเจตนาร้ายเหล่านั้นด้วยกำลังเพียงคนเดียว และได้รับชัยชนะอย่างที่เห็นในวันนี้
สำหรับพวกเขาทั้งสิบสามคน เขาเห็นแก่ตัวมาก แต่สำหรับลูกศิษย์ทั้งหมดของสำนักชิงเสวียน เขาก็ยิ่งใหญ่เกินไปเช่นกัน
เยี่ยหลิงหลงนอนคว่ำอยู่กับที่ ก้มหน้าร้องไห้อยู่พักใหญ่กว่าจะจัดการอารมณ์ของตัวเองได้
หลังจากสงบลงแล้ว เยี่ยหลิงหลงเช็ดน้ำตาของตัวเอง กำลังเตรียมลุกขึ้นจากพื้นเพื่อเดินเข้าไปในหุบเหวชั้นที่เก้าแห่งนี้
เส้นทางของอาจารย์สิ้นสุดลงแล้ว แต่เส้นทางของนางยังไม่จบ นางต้องเดินก้าวต่อไปข้างหน้าให้ได้
แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้น นางก็เห็นมือเรียวยาวยื่นมาตรงหน้าของตน
ตามมือนั้นขึ้นไป นางเห็นคนที่คุ้นเคยที่สุดอยู่ที่นี่
ในตอนนี้ เขากำลังนั่งยองๆอยู่ตรงหน้านาง ยื่นมือข้างหนึ่งมาให้ พร้อมกับดวงตาคู่นั้นที่มองมาอย่างสงบนิ่ง ริมฝีปากเม้มเบาๆ ไม่พูดอะไรสักคำ
ในช่วงเวลานั้น น้ำตาของเยี่ยหลิงหลงที่เพิ่งเช็ดให้แห้งพลันไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่อีกครั้ง
จากนั้นนางก็ปัดมือของเยี่ยชิงเสวียนออกไปทันที
"ข้าเดินมาถึงที่นี่ได้ด้วยตัวเองแล้ว ตอนนี้ไม่ต้องการให้ใครมาพยุงหรอก ข้าเดินเองได้!"
พอนางพูดจบก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างใต้พื้นของตนส่งเสียงดัง ‘โครม’ พื้นบางส่วนแตกออกและหายไปจนสิ้น
สีหน้าเยี่ยหลิงหลงแข็งค้าง รีบยื่นมือออกไปอย่างร้อนรน
"ข้าคิดว่าข้ายังต้องการให้พยุงอีกสักหน่อย"
แต่พื้นที่นี้พังทลายไปในพริบตา เร็วจนนางไม่ทันได้ตั้งตัว ดังนั้นนางจึงคว้าผิดที่ มือของนางแกว่งไปมาสองสามครั้ง คิดว่าตัวเองจะคว้าอากาศและตกลงไปเสียแล้ว แต่มือของเยี่ยหลิงหลงก็ยังถูกเยี่ยชิงเสวียนจับไว้ได้ทัน
การคว้าครั้งนี้ เหมือนนางได้คว้าฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิตไว้ ร่างของนางแกว่งไปมาไม่หยุด ขณะพื้นที่หุบเหวชั้นที่เก้าพังทลาย แต่เศษซากที่ตกลงมาและแรงระเบิดไม่ได้ทำร้ายนางเลยแม้แต่น้อย
แม้มือของเยี่ยชิงเสวียนจะผอมบาง แต่นิ้วมือก็ยาวและกว้างมาก สามารถจับนางไว้ได้อย่างมั่นคง ให้ความรู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
เป็นความรู้สึกปลอดภัยแบบที่เยี่ยหลิงหลงสามารถหมดสติไปได้ในทันที โดยไม่ต้องระวังตัวหรือมีสติอีกเลย กระนั้นก็มั่นใจได้ว่าตนเองจะปลอดภัยแน่นอน
ดังนั้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะความรู้สึกปลอดภัยที่มากเกินไป ทำให้สายเส้นที่ตึงมาหลายวันของนางผ่อนคลายลงในตอนนี้ หรือเพราะนางบาดเจ็บหนักเกินกว่าจะทนต่อการระเบิดของพื้นที่นี้ได้ เยี่ยหลิงหลงจึงหมดสติไปจริงๆ
แต่ก่อนจะหมดสติ นางเห็นด้านหลังของตัวเองอย่างรางๆในบริเวณที่มีแสงจันทร์สาดส่อง
ที่นั่น บนเส้นทางที่นางเดินผ่าน ดอกเสี่ยวไป๋ที่เคยเหี่ยวเฉาทั้งหมดกลับมาบานสะพรั่งอีกครั้ง
จากนั้นเยี่ยหลิงหลงก็จมลงสู่ความมืดมิดไม่สิ้นสุด การจมลงครั้งนี้ยาวนานมาก นานจนนางคิดว่าตัวเองหลับไปหลายร้อยปี
ในช่วงเวลาที่นางหลับไป นางได้เห็นเศษเสี้ยวความทรงจำมากมายของตัวเอง ทั้งความสุข ความทุกข์ ทั้งการวางแผนและความจริงใจ
เจอผู้คนมากมาย เรื่องราวซับซ้อนวุ่นวาย ประกอบเป็นเส้นทางที่นางได้เดินมา ขรุขระยากลำบากแต่ก็ถูกห้อมล้อมด้วยความรัก
เมื่อนางเดินมาถึงจุดสิ้นสุดของเส้นทางนี้ นางล้มลงที่จุดสำคัญสุดท้ายและหลับไปอย่างยาวนาน สบายทั้งกายและใจ นางหลับจนอิ่มแล้วจึงค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
เพิ่งลืมตาขึ้นมา นางก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครม เสียงดังจนทำให้สมองของนางรู้สึกปวดตุบๆ
"ทำอะไรของเจ้า? เจ้าอยู่เคียงข้างนายท่านมานานขนาดนั้น สุดท้ายเจ้าก็ไม่รู้ว่าเขาไปไหนงั้นหรือ?" นี่คือเสียงโกรธเกรี้ยวของเสวียนอิ่ง "ตอนที่ข้าอยู่เคียงข้างนายท่านของข้า ข้าไม่เคยทำเขาหายไปเลย!"
"เจ้ายังมีเหตุผลอีกหรือ? ข้ากำลังจะพูดพอดี! ทำอะไรของเจ้า? สองร้อยปีที่ผ่านมาข้าอยู่ข้างกายเขาไม่เคยห่าง เขาก็ไม่เคยจากข้าไปตามลำพังเช่นกัน แล้วทำไมพอเจ้ามา เขาก็จากไปเลยล่ะ? คงไม่ใช่เพราะเจ้าดาบอัปมงคลนี่หรอกหรือ?" นั่นคือเสียงโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้ของมังกรดำ
"เจ้าต่างหากที่อัปมงคล เจ้ามังกรอัปมงคล! ถ้าเจ้าไม่อัปมงคล ตอนนี้เจ้าจะถูกทอดทิ้งให้มาเฝ้าเจ้าถั่วงอกหรือ?" เสวียนอิ่งด่ากลับไป "เราต่างก็ถูกทิ้ง เจ้าดีกว่าข้าตรงไหน?"
"เจ้าดาบอัปมงคล! ใครบอกว่าข้าถูกทิ้ง? เจ้านายข้าจะต้องกลับมาแน่นอน! เขาแค่ไปเดินเล่นเท่านั้น!"
"โอ้ ที่แท้ก็ไปเดินเล่นแบบที่พาเจ้าไปด้วยไม่ได้สินะ ดีๆๆ"
"หลายร้อยปีไม่ได้พบกัน ปากของเจ้าทำไมยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆล่ะ?"
"หึ ถ้าเจ้าอยู่กับเจ้าถั่วงอกมาหลายร้อยปี ปากของเจ้าอาจจะร้ายกว่าข้าก็ได้ เป็นไง? สนใจไหม? ถ้าไม่ นางก็..."
เสียงของเสวียนอิ่งหยุดลงกะทันหัน มังกรดำขมวดคิ้ว รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
"ก็อะไรกัน? พูดแล้วก็พูดไม่จบ เดี๋ยวก็แทงไส้ทะลุท้องแตกเสียเลย!"
"ข้าจะเป็นอย่างไรหรือ"
เยี่ยหลิงหลงพิงอยู่ที่ขอบประตู มองดูเจ้าสองตัวนี้ บนใบหน้าเผยรอยยิ้มเย็นชา ในดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ แค่มองพวกมันหนึ่งที ทั้งสองก็สงบลงแล้ว
"เจ้าตื่นแล้วหรือ?"
"ไม่ตื่นแล้วจะเป็นอย่างไร? จะให้หลับไปถึงเมื่อไหร่?" เยี่ยหลิงหลงย้อนถาม "พวกเจ้าอยากให้ข้าหลับไปถึงเมื่อไหร่?"
.......
มังกรหนึ่งตัวกับดาบหนึ่งเล่มถูกย้อนจนไม่กล้าพูดอีก
แต่ก่อนการรังแกเยี่ยหลิงหลงมีผลตามมาแต่ไม่รุนแรง ทว่าตอนนี้ก็พูดยากจริงๆ
เพราะไม่รู้ว่าเยี่ยชิงเสวียนที่ตื่นขึ้นมาแล้วจะเป็นอย่างไร
เยี่ยหลิงหลงเดินออกมาจากประตู หันไปมองรอบๆ ที่นี่กลับเป็นลานเล็กๆ ลานนี้เรียบง่ายมีเพียงห้องไม่กี่ห้อง แต่ลานก็ถูกทำขึ้นอย่างประณีต.งดงาม บนรั้วที่สร้างขึ้นเต็มไปด้วยดอกไม้บานสะพรั่ง
เยี่ยหลิงหลงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และรู้สึกถึงที่นี่ ที่ที่เต็มไปด้วยปราณวิญญาณเข้มข้น ดังนั้นแปลว่าตอนนี้นางอยู่ในภพเซียนหรือ?
ตอนนี้บาดแผลทั้งหมดบนร่างของนางหายดีแล้ว นางหลับไปนานแค่ไหนกันแน่นะ?
นางเดินไปนั่งที่โต๊ะหินในลาน มือหยิบขวดน้ำค้างหยกออกมาจากแหวนเก็บของและรินให้ตัวเอง ท่าทางดูสบายๆมาก
"ใครก็ได้มาอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันให้ข้าฟังหน่อย?"
"นั่นต้องเป็นมังกรดำแน่นอน ข้าตามเจ้ามา ส่วนเขาตามนายท่านของเขามา"
เสวียนอิ่งพุ่งไปอยู่ด้านหลังเยี่ยหลิงหลงในทันที มันไม่ยอมเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อนเด็ดขาด ทำให้มังกรดำโกรธจนต้องชี้หน้าด่าอีกหลายประโยคก่อนจะหยุด
เยี่ยหลิงหลงเท้าคางมองพวกเขาทะเลาะกัน มังกรดำก็ยังคงเป็นมังกรดำที่โง่เขลาเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ว่าเยี่ยชิงเสวียนตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เรื่องนี้สำคัญสำหรับนางมาก
มังกรดำตอบตามตรง "ข้าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร รู้แค่ว่าเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาพังทลายไปหมดแล้ว คนที่เข้าไปแล้วออกมาไม่ได้ก็น่าจะตายหมดแล้วด้วย"
"ใครถามเจ้าเรื่องนี้? ข้าถามว่านายท่านของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?" เยี่ยหลิงหลงเคาะแก้วเบาๆ
"ข้าไม่รู้นี่ ข้ารู้แค่ว่าเขาตื่นแล้ว" มังกรดำตอบ "หลังจากที่เขาแยกจากเจ้าในปีนั้น เขาพาข้าไปที่เหวชั้นที่เก้า หลังจากเข้าไปไม่นาน เขาก็หลับไป จนกระทั่งเมื่อปีก่อน พอถึงเวลา เขาก็ตื่นขึ้นมา หลังจากตื่นมาแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร แต่แววตาดูไม่ค่อยปกติ ดังนั้นข้าผู้ฉลาดหลักแหลมคนนี้ ก่อนที่เขาจะตื่น ข้าจึงเพิ่มคำว่า 'รู้สึกตื่นขึ้นมา' เข้าไป"
.......
เยี่ยหลิงหลงอยากจะเดินไปตบหัวเขาสักที
แต่พอคิดอีกที นางก็รู้สึกสงสารเขาอยู่เหมือนกัน
"แล้วตลอดหลายปีมานี้ เจ้าก็อยู่คนเดียวเฉยๆในนั้นหรือ? ไม่ได้ต่อสู้ ไม่ได้ไปเที่ยว ไม่มีกิจกรรมอะไรเลย แค่อยู่เฉยๆหรือ?"
เสวียนอิ่งตะโกนอย่างตื่นเต้น พอตะโกนไปถึงตอนท้าย มันแทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่
"ในที่สุดข้าก็เข้าใจเจตนาของเจ้านายที่เลือกเจ้าในปีนั้นแล้ว! ที่แท้ก็เพราะเขาเสียดายที่จะให้ข้าไปอยู่เฉยๆนี่เอง!"
มังกรดำระเบิดอารมณ์ทันที เขาตะโกนกลับไป "พูดจาเหลวไหล ข้าไม่ได้อยู่เฉยๆสักหน่อย! ข้าก็มีกิจกรรมทำเหมือนกันนะ!"
บทที่ 1546: ท่านให้ข้าใช่หรือไม่?
เมื่อได้ยินเขาพูดว่ามีเรื่องต้องทำ เยี่ยหลิงหลงและเสวียนอิ่งหันไปมองเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังทันที
ผลปรากฏว่ามังกรดำอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดว่า "ตลอดหลายปีมานี้ข้าทำงานอย่างขยันขันแข็งคอยปกป้องนายท่าน คอยขัดขวางคนที่มีเจตนาไม่ดีทั้งหลาย จนทำให้เขามีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบสำหรับการตื่นรู้!"
"ขัดขวางคนที่มีเจตนาไม่ดีมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ?"
"ใช่!"
"มีใครบ้างล่ะ?"
หลังจากเยี่ยหลิงหลงถาม มังกรดำก็อึ้งไปทันที จากนั้นก็เงียบไป
"เจ้าไม่รู้หรอก มีทั้งพวกเผ่ามารที่มักจะเข้ามาก่อเรื่องในหุบเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาตั้งแต่ร้อยปีก่อนแล้ว ตอนแรกพวกมันมาไม่มาก แต่ก็ก่อเรื่องใหญ่โตพอสมควร หลังจากนั้นเมื่อพวกมันสามารถทำให้เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาพลิกผันได้แล้ว ก็ส่งคนลงมาอีกไม่น้อยเลย
หลังจากพวกมันลงมาไม่นาน พวกเจ้าจากภพอื่นๆก็ทยอยส่งคนลงมา ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา เรื่องที่พวกมันทำล้วนอยู่ในสายตาของข้าทั้งสิ้น
น่าเสียดายที่พวกมันวุ่นวายอยู่เกือบร้อยปี แต่ก็วนเวียนอยู่แค่ในหุบเหวชั้นที่เจ็ดและแปดเท่านั้น ไม่สามารถมาถึงชั้นที่เก้าได้เลย ทำให้ข้าไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือสักที"
"พูดมาตั้งนาน สรุปเจ้าก็ไม่ได้ทำอะไรเลยใช่ไหม?" เสวียนอิ่งย้อนถาม
"อย่าพูดเหลวไหล ถึงแม้พวกมันจะไม่ให้โอกาสข้าได้แสดงฝีมือ แต่ข้าก็เป็นคนที่ไม่หยุดพัฒนาตนเองหรอกนะ ข้าเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เพราะฉะนั้นตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ข้าก็ต้องฝึกฝนอย่างหนักเช่นกัน"
มังกรดำหัวเราะเยาะ
"ดังนั้นจนถึงวันนี้ แม้เยี่ยหลิงหลงจะอยู่ในขอบเขตพ้นพิบัติแล้ว แต่หากข้าจะฆ่านาง ก็ง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากเท่านั้น!"
เมื่อได้ฟังจบ เสวียนอิ่งก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะเสียงดัง ส่วนเยี่ยหลิงหลงก็กลอกตาใส่มังกรดำ พูดมาตั้งนานที่แท้ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เฝ้าอยู่เฉยๆมาตั้งหลายร้อยปี เพราะรู้สึกเบื่อจนต้องไปฝึกฝนเท่านั้นเอง
"ที่นี่คือภพเซียนหรือ?"
"ไม่ใช่ เป็นอนุภพที่ไม่มีชื่อ ไม่รู้ว่านายท่านไปหาภพดีๆแบบนี้มาจากไหน"
"แล้วนายท่านของเจ้าไปนานแค่ไหนแล้ว?"
"ไม่นาน สามวัน"
"ข้ามาที่นี่แล้วหลับไปนานเท่าไร?"
"สามเดือน"
"เข้าใจแล้ว เจ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ ถ้าไม่รู้จะทำอะไรก็อยู่เฝ้าข้าต่อไปก็ได้ มันงานถนัดเจ้าอยู่แล้วนี่"
พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ลุกขึ้นเดินไปที่ประตูลานบ้าน เมื่อไปถึงประตูนางก็หยุด แล้วหยิบเมล็ดพันธุ์เมล็ดหนึ่งจากพื้นที่มิติมาวางลงในดินข้างรั้ว
จากนั้นก็ใช้วิชาหวนกำเนิดเมล็ดพันธุ์ที่ตกลงในดิน เพียงเท่านี้การเจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์ก็เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยการแตกกิ่งก้านยาวและใบเล็กๆ หลังจากเติบโตเต็มที่ก็ออกดอกสีแดงเล็กๆมากมาย เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับดอกเสี่ยวไป๋ที่ปลูกไว้บนรั้ว ดูสวยงามมาก
เมื่อทำเสร็จนางก็เดินออกจากลานบ้านไป
"เยี่ยหลิงหลงเจ้าจะไปที่ใด?" มังกรดำถาม
"ไปเดินเล่น อย่าตามมาล่ะ"
เยี่ยหลิงหลงโบกมือให้พวกเขาโดยไม่หันกลับมามอง แล้วเดินจากไปด้วยฝีเท้าอันรวดเร็ว
ลานเล็กๆที่เยี่ยชิงเสวียนจัดเตรียมไว้ให้นางอยู่บนเขาธรรมดา.ธรรมดาแห่งหนึ่ง หลังจากที่นางลงจากเขา นางเดินไปตามเชิงเขาเป็นระยะทางไกลพอสมควร จากนั้นก็พบแม่น้ำสายหนึ่ง นางเดินทวนกระแสน้ำขึ้นไปจนพบน้ำตก และพบเยี่ยชิงเสวียนที่สวมชุดสีดำอยู่ข้างน้ำตกนั่น
ปราณวิญญาณของน้ำตกนั้นเข้มข้นมาก เข้มข้นจนกลายเป็นหยาดวิญญาณผสมกับน้ำ แม้ยังไม่ได้เข้าไปใกล้ก็สามารถรู้สึกได้ถึงปราณวิญญาณที่พลุ่งพล่านอย่างล่อตาล่อใจ
ริมฝั่งข้างน้ำตกเต็มไปด้วยพืชวิญญาณหายากนานาชนิด หากเด็ดเพียงชิ้นเดียวไปขายที่ภพเซียนก็จะได้ราคาไม่น้อยเลย เยี่ยหลิงหลงเห็นดอกวิญญาณที่หายากมากและมีราคาแพงลิบลิ่วอยู่หลายดอก
แต่ในตอนนี้พวกมันเหมือนหญ้าป่าริมทางที่ขึ้นอยู่ริมฝั่งอย่างไม่มีค่า เห็นได้ชัดว่าปราณวิญญาณของน้ำตกสายนี้เข้มข้นเพียงใด
เยี่ยหลิงหลงหยิบหัวไชเท้าอ้วนออกมาจากพื้นที่มิติอย่างไม่ตั้งใจ แกล้งทำเป็นทำมันหล่นลงพื้น
แต่ก่อนที่มันจะตกลงไป นางก็กำชับประโยคหนึ่ง "อย่าถอนจนหมด ถ้าถอนจนหมดจะถูกจับได้ ข้าช่วยเจ้าไม่ได้นะ"
หัวไชเท้าอ้วนตั้งใจจะหัวเราะเยาะ และบอกเยี่ยหลิงหลงว่าในบรรดาเพื่อนพ้องของนาง มันกลัวแค่อวี๋หงหลานเท่านั้น แต่ชัดเจนว่าคนที่อยู่ข้างหน้านั้นเป็นผู้ชาย ไม่มีทางเป็นอวี๋หงหลานได้ ดังนั้นแม้มันจะถอนจนหมดแล้วจะเป็นอย่างไร? มันไม่…
ความคิดนี้เพิ่งก่อตัวได้ครึ่งเดียว ยังไม่ทันได้พูดออกมาอย่างโอหัง มันก็เห็นโฉมหน้าของชายที่นั่งอยู่ข้างน้ำตกแล้ว
ดังนั้น หัวไชเท้าอ้วนที่กลิ้งลงพื้นจึงทำสัญลักษณ์ตกลงอย่างจริงจังให้กับเยี่ยหลิงหลงผู้รู้กาลเทศะย่อมเป็นคนฉลาด มันเข้าใจแล้วว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป
การเคลื่อนไหวเล็กๆโดยไม่ตั้งใจนี้เกิดขึ้นเร็วมากราวกับไม่เคยเกิดขึ้น เยี่ยหลิงหลงเดินไปหาเยี่ยชิงเสวียนอย่างไม่ตั้งใจ
ในเวลานั้น เขากำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ไผ่เล็กๆ ก้มหน้าทำอะไรบางอย่างอยู่
น้ำตกไหลลงมาด้านหลังเขา ลมที่เกิดจากน้ำตกพัดเส้นผมของเขาปลิวไสว และมีหยดน้ำเกาะอยู่บนเส้นผมของเขาด้วย
เยี่ยชิงเสวียนดูเหมือนไม่รู้สึกตัวเลยว่านางได้เดินเข้ามาใกล้แล้ว เขามุ่งมั่นทำสิ่งที่อยู่ในมือต่อไป
แต่ก่อนเยี่ยหลิงหลงยังไม่รู้ว่าเขาเป็นมารสวรรค์ตนสุดท้าย นางก็รู้อยู่แล้วว่าทุกสิ่งที่ผ่านมือเขาล้วนทรงพลังมาก
บัดนี้เมื่อรู้ตัวตนของเขาแล้ว เห็นเขาตั้งใจทำสิ่งหนึ่งอย่างจดจ่อเช่นนี้ นางยิ่งไม่กล้าดูถูกเขา
เห็นเพียงว่าบนโต๊ะไม้ไผ่เล็กๆนั้น มีใบบัวกลมเล็กๆหลายใบวางอยู่ ในใบบัวมีสิ่งที่ดูคล้ายสีหลายสี มีทั้งสีทอง สีเขียว สีแดง
ตอนนี้เขากำลังถือมีดเล็กในมือข้างหนึ่ง อีกมือหนึ่งถือหยกยาวแท่งหนึ่ง เขากำลังใช้มีดเล็กแกะสลักหยกนั้น หยกนั้นมีรูปร่างเป็นปิ่นแล้ว
ตอนนี้ส่วนบนของปิ่นได้แกะสลักใบบัวและก้านดอกเสร็จแล้ว ตอนนี้เยี่ยชิงเสวียนกำลังแกะสลักดอกบัวอยู่ ดอกบัวได้แกะสลักเสร็จเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆบางส่วนเท่านั้น
แต่แค่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ เขาก็ดูเหมือนจะแกะสลักมานานแล้ว เขาแกะสลักอย่างละเอียดลออมาก
ทำให้เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่ามันละเอียดเกินไปหน่อย ปกติแล้วด้วยฝีมือของเขา ปิ่นนี้ไม่เกินสามวันก็น่าจะเสร็จแล้ว แต่ตามความคืบหน้าของเขาตอนนี้ อย่างน้อยก็คงแกะสลักมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งเดือน
สิ่งที่ทำให้เยี่ยหลิงหลงประหลาดใจยิ่งกว่าคือ เมื่อเขาลงเส้นให้ดอกบัว เขาถึงกับถอนเส้นผมของตัวเองออกมา เส้นผมสีดำขลับจุ่มสีทองกลายเป็นเส้นทอง ถูกเขากดลงบนลวดลายของปิ่นอย่างระมัดระวัง จนเป็นขอบสีทอง
เยี่ยหลิงหลงตกตะลึง จึงเดินไปที่โต๊ะไม้ไผ่เพื่อจ้องดูเขาทำ เมื่อนางจะก้มลงบนโต๊ะไม้ไผ่ นางก็ได้กลิ่นคาวเลือดอ่อนๆ
นางเหลือบมองไปรอบๆ สายตาหยุดอยู่ที่สีแดงบนโต๊ะ หัวใจของนางเต้นรัวเร็วจนไม่ปกติ นางมีความรู้สึกว่าวัสดุทั้งหมดที่เยี่ยชิงเสวียนใช้แกะสลักปิ่นอันนี้ ดูเหมือนจะเอามาจากร่างของเขาเอง
การปรากฏตัวของนางไม่ได้ขัดจังหวะเยี่ยชิงเสวียนเลยแม้แต่น้อย เขายังคงทำงานต่อไปไม่หยุด แต่ความเร็วในช่วงหลังเร็วขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่เขาวาดขอบทองเสร็จแล้ว ก็ลงสีให้ดอกบัวทำให้มันกลายเป็นสีแดง
แต่สิ่งที่แปลกคือเมื่อเขาลงสี เขาลงสีเฉพาะกลีบดอกด้านใน ส่วนด้านล่างกลับไม่ได้ลงสี
ปิ่นปักผมทำมาถึงตรงนี้ก็ดูเหมือนจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว เขาไม่ได้ลงสีต่อ แต่กลับจ้องมองปิ่นอันนั้นอยู่พักใหญ่
เยี่ยหลิงหลงจึงฉวยโอกาสแย่งปิ่นจากมือของเขามา
"ให้ข้าใช่หรือไม่?"
บทที่ 1547: คำโกหกต่อเนื่อง
เยี่ยหลิงหลงเสียบปิ่นเข้าไปในผมของตนเองอย่างคล่องแคล่ว แล้วยังหยิบกระจกออกมาส่องดูอีกด้วย
หากไม่ดูกระบวนการผลิต แค่ดูผลลัพธ์ ปิ่นอันนี้ช่างงดงามจริงๆ!
ทั้งดอกบัว ใบบัว และวัสดุหยกที่เป็นโครงสร้าง ทุกอย่างกระจ่างใสอย่างไร้ที่ติ แต่ละส่วนล้วนแสดงความงามออกมาอย่างถึงที่สุด
สมแล้วที่เป็นใบไม้ใหญ่ที่ชอบสร้างทุกสิ่งให้มีความงามเต็มพิกัด นางชอบมันมาก!
แต่ว่า…
"สิ่งนี้ถือเป็นของขวัญขอโทษจากเจ้า แต่การที่เจ้าส่งของขวัญขอโทษมาไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมรับคำขอโทษและให้อภัยเจ้าหรอกนะ นั่นเป็นคนละเรื่องกัน"
หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ เยี่ยชิงเสวียนก็ดึงปิ่นออกจากศีรษะของนาง ทำให้เยี่ยหลิงหลงตกใจมาก
อะไรกัน…
ไม่เจอกันหลายปี เขาตระหนี่ถึงขนาดนี้แล้วหรือ?
แค่เพราะไม่ให้อภัย เขาถึงกับไม่ยอมให้เลยหรือ?
ช่างไร้เหตุผลเสียจริง!
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังจะระเบิดอารมณ์ นางก็ได้ยินเสียงของเขาที่สงบเหมือนเดิม ไม่ต่างจากในอดีตตอบกลับมา
"ข้ายังทำไม่เสร็จ ยังเหลืออีกขั้นตอนสุดท้าย เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อน"
เมื่อพูดประโยคสุดท้าย เขายังแสดงรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้าราวกับกำลังเยาะเย้ยว่านางใจร้อนที่อยากได้ของขวัญมากเกินไป
เยี่ยหลิงหลงยิ่งรู้สึกโกรธ แต่ความโกรธของนางเพิ่งจะปะทุขึ้นมา ยังไม่ทันได้พุ่งสูงขึ้น นางก็เห็นเยี่ยชิงเสวียนใช้นิ้วที่คล่องแคล่วพับดอกบัวแดงที่กำลังบานอยู่ให้หุบลง!
เมื่อบัวแดงหุบลง กลีบดอกที่ไม่ได้ย้อมสีด้านล่างก็ปรากฏออกมาด้านนอก มันเปลี่ยนจากบัวแดงที่บานสะพรั่งกลายเป็นดอกบัวสีขาวตูมรอการบานในทันที!
อันนี้ไม่สวยเท่าเมื่อกี้เลย!
เมื่อเทียบกับบัวแดงที่บานอย่างเร่าร้อนเมื่อครู่ บัวขาวดอกตูมนี้ดูเรียบร้อยเกินไป ไม่โดดเด่นเลย
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังรอดูการกระทำขั้นต่อไปของเยี่ยชิงเสวียน ก็เห็นเขาเสียบปิ่นกลับเข้าไปในผมของนาง
"เรียบร้อยแล้ว"
เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้วเข้าหากันในทันที
"เรียบร้อยอะไรกัน? แบบนี้ไม่ดีเลย มันเคยสวยมาก ทำไมเจ้าถึงได้เก็บมันเข้าไปล่ะ!"
"เพราะว่าเมื่อดอกไม้ไฟบานสะพรั่ง ก็เป็นเวลาที่มันมอดไหม้จนหมดสิ้น เมื่อบัวแดงบานแล้ว สิ่งที่รออยู่คือการเหี่ยวเฉา"
เยี่ยชิงเสวียนพูดพลางปรับตำแหน่งปิ่นให้เยี่ยหลิงหลงอย่างพิถีพิถัน
"เจ้ากับข้าต่างรู้ว่ามัน.งดงามก็พอแล้ว เก็บไว้เงียบๆ คนอื่นไม่คู่ควรที่จะได้เห็นหรอก ตอนนี้มีเพียงเท่านี้ก็ดีอยู่แล้ว"
เยี่ยหลิงหลงหยิบกระจกออกมาส่องดูอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
สวรรค์ เขาคิดจริงๆหรือว่าคนอื่นไม่คู่ควรที่จะได้เห็น แม้ปิ่นอันนี้จะปักอยู่บนศีรษะของนาง หากนางไม่ได้ค้นหาอย่างละเอียด แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าปิ่นอยู่ตรงไหน!
การทำให้มันดูเรียบง่ายก็แล้วไป แต่นี่ยังปักไว้อย่างซ่อนเร้นอีก เปิดเผยไปเลยจะไม่ง่ายกว่าหรือ?
"นี่เป็นปิ่นอันแรกที่ข้าให้เจ้า เจ้าต้องปักมันไว้ตลอดนะ"
"เหตุใดข้าต้องทำตาม?"
"เพราะทุกครั้งที่ข้าเห็นมัน ข้าจะนึกได้ว่าข้าเคยทำผิดต่อเจ้าอย่างไร หากเจ้าถอดมันออก ข้าก็จะลืม เพราะข้าเป็นคนไร้มโนธรรม"
....…
สมกับเป็นเยี่ยชิงเสวียนเสียจริง!
หากนางไม่ได้ฉลาด นางคงเชื่อคำโกหกของเขาไปจนหมดแล้ว!
นางไม่อาจรู้ว่าเขาต้องการจะทำอะไรกันแน่ แต่ปิ่นนี้ทำจากวัสดุที่ล้ำค่ามาก เขาถึงกับยอมเอาวัสดุจากร่างกายของตัวเองมาทำ มันต้องไม่ใช่แค่ของขวัญแทนคำขอโทษธรรมดา.ธรรมดาแน่นอน
สิ่งที่เยี่ยชิงเสวียนมอบให้นาง ไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นของธรรมดา
ยิ่งไปกว่านั้น ดอกบัวแดงที่กำลังจะบานกลายเป็นดอกบัวขาวที่ไม่โดดเด่น แต่เขายังยืนยันว่านางต้องสวมมันให้ได้ เบื้องหลังย่อมมีความหมายลึกซึ้งแฝงแน่นอน
แต่เขาหาข้ออ้างมากมายเพื่อหลีกเลี่ยงหัวข้อนี้ ดังนั้นถึงนางจะถามต่อไป เขาก็คงไม่บอกอยู่ดี
"เมื่อพูดมาถึงตรงนี้แล้ว ข้าต้องบอกเจ้าให้ชัดเจน เรื่องในอดีตนั้น ข้ายังไม่ได้ให้อภัยเจ้านะ!"
"ไม่ต้องให้อภัยข้าหรอก ข้าอยากติดค้างเจ้าไว้ตลอด ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าจึงจะรู้สึกผิดอยู่ตลอด และจะได้คอยรับใช้เจ้าตลอดไป ไม่ใช่หรือ?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเยี่ยหลิงหลงก็ดีขึ้นเล็กน้อย
"เจ้าจะรับใช้ข้าต่อไปด้วยหรือ?"
"ตราบใดที่เจ้าต้องการ เจ้าก็สั่งข้าได้ แต่ถ้าเจ้าไม่ต้องการ ข้าก็สามารถหายไปได้เช่นกัน"
เยี่ยหลิงหลงวางมือทั้งสองบนโต๊ะไม้ไผ่สีเขียว เท้าคางมองเขาด้วยสีหน้าขบขัน
"เหตุใดท่านมารสวรรค์ถึงต้องทำตัวต่ำต้อยเช่นนี้?"
"เพราะกลัวกระบี่ปราบมารของเจ้าจะฟันลงบนหัวข้าน่ะสิ ข้ามีความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนานมากนะ"
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเยาะ แล้วลุกขึ้นนั่งบนโต๊ะไม้ไผ่สีเขียวของเยี่ยชิงเสวียนทันที พลางมองเขาลงมาจากที่สูง
"มีความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ต่ออีกนานมากงั้นหรือ? ข้าไม่เห็นเข้าใจเลย! หากเจ้ารู้สึกผิดต่อข้าจริง ทำไมเจ้าถึงไม่เอาแสงจันทร์ที่ไหลลงมาเหล่านั้นออกไป ทั้งที่รู้ว่าข้าต้องการจะไปยังหุบเหวชั้นที่เก้า? เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเดินทางลำบากแค่ไหน? เจ้ารู้หรือไม่ว่าอาจารย์ของข้า ท่านถึงกับยอมวิญญาณแตกสลายเพื่อส่งข้าเข้าไป!?"
นางยื่นนิ้วออกไป แทงลงบนหน้าอกของเขาอย่างแรง
ใครจะรู้ว่า เมื่อนางเอานิ้วแตะไป นางก็เห็นเยี่ยชิงเสวียนตัวหดกลับไปโดยสัญชาตญาณ พร้อมกับสีหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
เยี่ยหลิงหลงชะงัก นางดึงนิ้วกลับมา แล้วถามอย่างร้อนรน "สีแดงนี่คือเลือดจากหัวใจของเจ้าหรือ?"
เพียงเยี่ยชิงเสวียนโบกวัตถุดิบทั้งหมดตรงหน้าของเขาเบาๆ แล้วทำลายทั้งหมดจนสิ้น จากนั้นในเวลาอันสั้น สีหน้าของเขาก็กลับมาเป็นปกติ
"หากข้าถอนแสงจันทร์ออก พวกเขาก็จะตามเจ้ามาด้วย ข้าไม่อยากให้พวกเขา เข้าใจว่าข้าจะเปลี่ยนใจ ส่วนเรื่องอาจารย์ของเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะไปหรือไม่ไป เขาจะช่วยหรือไม่ช่วย ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว"
เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ จู่ๆก็รู้สึกว่าปิ่นบนศีรษะหนักขึ้น
เขาเป็นมารสวรรค์ การให้เขาใช้เลือดจากหัวใจมาสร้างสิ่งของ จะต้องใช้ในสถานการณ์เช่นไรกัน?
แต่เขาไม่เต็มใจที่จะบอก นางก็ไม่ซักถามต่อ
นางย้อนความคิดกลับไปที่คำตอบที่เขาเพิ่งให้นาง
การเปลี่ยนใจที่เขาพูดถึง คงหมายถึงเดิมทีเขาเห็นแก่หน้านางจึงไว้ชีวิตพวกนั้น หากพวกเขายังไม่รู้จักพอและตามมา เขาอาจจะไม่ปล่อยไว้สักคน
กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า แม้ดูเหมือนเขาไม่ได้ทำอะไร แต่ที่จริงแล้วเขาได้ปรานีทุกชีวิตจนถึงที่สุดแล้ว
หากไม่มีคำเตือนของเขา มังกรดำจะรู้ได้อย่างไรว่าเรือเหาะที่เขามอบให้นางสามารถผ่านทุกด่านได้?
หากไม่ใช่เพราะเขาตั้งใจเหลือเวลาไว้ ดูจากความเร็วในการพังทลายของเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาก็รู้ได้แล้วว่า หากเขาต้องการสังหารคนพวกนี้จริง คงไม่ต้องเสียเวลานานขนาดนั้น แล้วค่อยๆทำให้มันพัง
และการปรานีทั้งหมดของเขาไม่ได้ทำเพื่อคนอื่น แต่เพราะนางเท่านั้น
เยี่ยหลิงหลงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ นางก็ไม่รู้ว่าการทำเช่นนี้ถูกหรือผิด เขาปล่อยพวกนั้นไป แต่เมื่อพวกเขามีโอกาส ก็จะไม่ลังเลที่จะหันกลับมาฆ่าเขาอีกครั้ง
หากจุดนี้แก้ไขไม่ได้ ความขัดแย้งในภายหลังก็จะไม่มีวันสิ้นสุดเหมือนเช่นที่ผ่านมา
ส่วนเรื่องของอาจารย์ก็เป็นจริงตามที่เขาพูด ตอนนั้นอาจารย์เหลือเพียงสายลมเท่านั้น ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจช่วยกลับมาได้แล้ว
แต่เยี่ยหลิงหลงยังอยากเถียงกลับ
"แม้เจ้าไม่อยากเห็นพวกเขา แต่เจ้าไม่สามารถแอบช่วยข้าได้เลยหรือ?"
"ข้าอยากให้เจ้าถอยเมื่อเห็นความยากลำบาก การเดินไปด้วยกันกับข้า เจ้าจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีหรอก"
"น่าขันนักนะ เจ้าจะตัดสินใจแทนข้าอีกแล้วหรือ? หลายร้อยปีก่อนก็เป็นเช่นนี้ บัดนี้ก็ยังเป็นเช่นนี้อีก ใช่หรือไม่?"
"ขออภัยที่ข้าตัดสินใจโดยไม่เคารพความต้องการของเจ้าเอง"
เยี่ยชิงเสวียนคุกเข่าขอโทษอย่างรวดเร็ว ทำให้เยี่ยหลิงหลงที่กำลังมีท่าทีแข็งกร้าวต้องชะงักงัน
ไอ้เจ้ามารสวรรค์นี่ ความทะนงตัวของเจ้าอยู่ที่ใดนะ?
"แต่ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าจริงๆหรือ?"
ความจริงแล้วก็ช่วยอยู่บ้างนะ
ตลอดเส้นทางที่นางปีนไป ดอกเสี่ยวไป๋ที่ร่วงหล่นจากร่างของนางได้บานสะพรั่งขึ้นใหม่ตลอดทาง นางเห็นมันแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังรู้สึกว่าหลังจากที่นางผ่านการทดสอบครั้งนี้ แม้ว่าร่างกายทั้งหมดจะถูกกัดกร่อนจนแทบไม่เหลือชิ้นดี แต่ร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นใหม่หลังจากถูกทำลายนั้น ดูเหมือนจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ
เขาไม่เพียงแต่ช่วยเหลือด้วยการให้น้ำ แต่ยังเติมสารอาหารลงไปในน้ำด้วย ทำให้นางได้รับคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น
แต่เยี่ยหลิงหลงยังคงดื้อรั้น "ไม่มี! ถึงเจ้าจะคิดว่ามี แต่ข้าไม่ได้รับรู้นี่ นั่นก็หมายความว่าไม่มี!"
เยี่ยชิงเสวียนถอนหายใจ "แล้วข้าต้องทำอย่างไรเจ้าถึงจะหายโกรธ?"
บทที่ 1548: จุดยืนของเยี่ยชิงเสวียนอยู่ที่ไหน?
"เรื่องนี้ต้องเจ้าต้องถามตัวเจ้าเองสิ เจ้าทำให้ข้าโกรธนะ แต่กลับไม่คิดหาทางแก้ไข แล้วตอนนี้ก็ยังจะมาถามข้าอีกหรือ? นี่เจ้าทำงานแบบนี้หรือ?"
เยี่ยหลิงหลงกอดอกจ้องมองเยี่ยชิงเสวียนด้วยสายตาดุดัน
นางทำเช่นนี้โดยเจตนา เพราะนางกำลังลองหยั่งเชิงเขา ทุกครั้งที่นางขยับไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและพบว่าเขาขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าวเสมอ การขยับครั้งต่อไปของนางก็จะยิ่งล้ำเส้นมากขึ้น
นางเพียงต้องการรู้ว่าจุดยืนของเยี่ยชิงเสวียนอยู่ที่ไหน
ในตอนนั้นเอง ผีเสื้อสีม่วงสวยงามตัวหนึ่งบินผ่านมา สายตาของเยี่ยหลิงหลงถูกดึงดูดไปชั่วขณะ นางไม่เคยเห็นผีเสื้อที่สวยงามเช่นนี้มาก่อน ขณะที่นางกำลังทึ่ง เยี่ยชิงเสวียนยกมือขึ้น ผีเสื้อสีม่วงตัวนั้นก็กลายเป็นอากาศธาตุในทันที
นี่เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูหรือ?
หรือว่าปัญหาอยู่ที่ผีเสื้อตัวนั้น?
เยี่ยหลิงหลงกำลังจะอ้าปากถาม แต่ใครจะรู้ว่าวินาทีถัดมา เยี่ยชิงเสวียนยกมือมาทางนาง ท่าทางเหมือนกับตอนที่เขากำลังทำลายผีเสื้อเมื่อครู่ไม่มีผิด!
นางตกใจมาก ยังไม่ทันได้พูดสิ่งใด ก็พบว่าตัวเองไม่เป็นอะไร เพียงแต่มุมมองของนางกลับต่ำลงไปมาก
เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้วและอ้าปากต่อว่าเยี่ยชิงเสวียนว่ากำลังทำอะไร แต่พอนางเปิดปาก เสียงที่ออกมากลับเป็นเสียงของฟองอากาศ ทำให้นางตกตะลึงไปในทันที
นางก้มลงมองร่างกายของตัวเอง แต่นางไม่สามารถก้มหน้าลงได้ เพราะตอนนี้นางตัวกลมมาก กลมเหมือนลูกบอล!
เยี่ยหลิงหลงโกรธจนส่งเสียง ‘ป๊อบป๊อบ’ ออกมาอีกสองครั้ง หลังจากด่าเสร็จก็กลิ้งลงจากโต๊ะไม้ไผ่สีเขียวของเขา กลิ้งไปสองรอบเพื่อจะไปที่ริมแม่น้ำ ดูเงาสะท้อนของตัวเอง ดูว่าตอนนี้นางเป็นอย่างไรกันแน่
ใครจะรู้ว่าเมื่อกลิ้งไปถึงริมแม่น้ำ ร่างกายของนางกลมเกินไป นางไม่คุ้นและไม่สามารถหยุดได้ ทำให้นางตกลงไปในแม่น้ำในทันที
ในวินาทีก่อนที่จะตกลงไปในแม่น้ำ นางเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง ทั้งตัวมีสีชมพูอ่อน มีตาโตสองข้าง ปากเล็กๆขาสั้นๆสี่ขา แม้จะน่ารักมาก แต่ว่า!
เยี่ยชิงเสวียนเปลี่ยนนางให้กลายเป็นก้อนกลมๆหรือ!
เยี่ยหลิงหลงกำลังจะระเบิดความโกรธ แต่วินาทีถัดมานางและความโกรธของนางก็ตกหายลงไปในน้ำ
อึก อึก
นางดื่มน้ำแม่น้ำไปหลายอึก พูดตามตรง น้ำแม่น้ำนี้อร่อยมาก ดื่มหนึ่งอึกมีหยาดวิญญาณอยู่ครึ่งหนึ่ง ช่างวิเศษจริงๆ!
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่นางจะดื่มน้ำในแม่น้ำต่อไป นางยังคงคิดถึงเรื่องสำคัญ จึงรีบดิ้นรนในน้ำอยู่พักใหญ่
จากนั้นจึงค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับแขนขาสั้นๆ และร่างกายกลมๆของตัวเอง จนในที่สุด นางก็ควบคุมร่างกายกลมๆได้ดีและลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ
พอนางโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ในสายตาก็ปรากฏร่างสีม่วงร่างหนึ่ง
ทันทีที่เห็นร่างนี้ เยี่ยหลิงหลงก็ชะงักไปสักพัก
ผมสีดำของนางทอดยาวไปด้านหลัง พลิ้วไหวเหมือนน้ำตก สวมชุดผ้าโปร่งสีม่วง กระโปรงยาวลากพื้น แต่กลับไม่แปดเปื้อนดินโคลนบนพื้นแม้แต่น้อย
กระโปรงของนางวาดเส้นสายจากเรือนร่างอันอ้อนแอ้นออกมา เพียงแค่มองปราดเดียวก็ชวนให้หลงใหลจนน่าจับตามอง
สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่านั้นคือแสงดาวบนกระโปรงของนาง เมื่อเยี่ยหลิงหลงมองเห็นครั้งแรกราวกับได้เห็นทางช้างเผือกสายหนึ่ง ทางช้างเผือกสีม่วงที่ดูกว้างและยิ่งใหญ่ สูงส่งและหรูหรา
เยี่ยหลิงหลงไม่เคยคิดเลยว่าเยี่ยชิงเสวียนจะรู้จักหญิงสาวที่งดงามถึงเพียงนี้!
"ข้าคิดว่าครั้งนี้ท่านก็ยังคงไม่อยากพบข้า ที่แท้ข้าเข้าใจท่านผิดไปสินะ"
เสียงของหญิงสาวนั้นอ่อนหวานราวกับสายลมเดือนสาม สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกหวั่นไหวได้อย่างง่ายดาย
"แม้ว่าทุกครั้งท่านจะทำลายผีเสื้อส่งสารของข้า ไม่ให้การตอบรับใดๆแก่ข้ากลับมา แต่ท่านก็ไม่ได้ตั้งการป้องกันบนภูเขานี้ หากรู้แต่แรก ข้าก็คงบุกเข้ามาตั้งแต่ครั้งก่อนๆแล้วหรือไม่ ความจริงแล้ว ท่านไม่ได้ตั้งใจจะขัดขวางข้าอย่างจริงจังใช่ไหมชิงเสวียน หลายปีที่ไม่ได้พบกัน ท่าน..."
เสียงของหญิงสาวนั้นหยุดชะงักกะทันหัน นางดูเหมือนได้ยินเสียงเคลื่อนไหวในแม่น้ำด้านหลัง จึงรีบหันหลังไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นก้อนกลมสีชมพูลอยอยู่ในแม่น้ำ นางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
"ข้ารู้ว่าท่านเลี้ยงมังกรดำไว้ข้างกาย แต่ไม่รู้ว่าท่านมีก้อนกลมนี้เพิ่มมาอีกตัวตั้งแต่เมื่อไหร่? ดูน่ารักดีนะ"
เยี่ยหลิงหลงเมื่อเห็นนางก็ชะงักไปครู่หนึ่งเช่นกัน นางมีรูปโฉมที่งดงาม แต่ไม่ได้อ่อนหวานเหมือนเสียงของนาง ความงามของนางมีความหยิ่งผยองผสมอยู่ด้วย ดูคล้ายกับรูปแบบของศิษย์พี่หญิงใหญ่อยู่บ้าง
แต่ศิษย์พี่หญิงใหญ่ชอบสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อย เข้ากับนิสัยของนางมากกว่า
หญิงสาวผู้นี้มีความหยิ่งผยองอยู่ตรงหว่างคิ้ว และมีปราณเซียนที่สูงส่ง แต่นางกลับชอบกระโปรงผ้าดูคล้ายทางช้างเผือกที่อ่อนนุ่ม
"มีธุระอะไรก็ว่ามา" เสียงของเยี่ยชิงเสวียนดึงสายตาของหญิงสาวคนนั้นกลับมาจากเยี่ยหลิงหลง
อาจเป็นเพราะมีก้อนกลมลอยอยู่ในแม่น้ำ หญิงสาวคนนั้นจึงไม่ได้พูดต่อจากเมื่อครู่ แต่เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไป
"ท่านรู้หรือไม่ว่านับตั้งแต่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ทั้งภพเซียนและภพมารต่างก็กำลังตามหาท่าน?"
เยี่ยชิงเสวียนไม่ตอบ แต่หญิงสาวนั้นดูเหมือนจะคุ้นเคยกับเรื่องนี้แล้ว นางไม่สนใจว่าเขาจะตอบหรือไม่ และพูดต่อไป
"อีกไม่นาน พวกเขาก็จะตามมาที่นี่ เมื่อถึงเวลานั้น ความขัดแย้งทั้งหมดก็จะวนเวียนรอบตัวท่านอีกครั้ง ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีวันจบ แล้วท่านจะยังอยากจมอยู่ในวังวนเช่นนี้อีกหรือ? ข้าก็ไม่อยากให้เผ่ามารใช้ท่านเป็นเหตุก่อเรื่องอีกแล้ว
ข้ามีวิธีหนึ่ง คิดว่าน่าจะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ตลอดไป เพียงแค่ท่านร่วมมือกับข้าแสดงละครสักฉาก
ท่านแสร้งทำเป็นถูกข้าจับตัวไป ข้าจะพาท่านกลับไปขังไว้ในหอคอยปราบมาร ให้ทุกคนคิดว่าท่านถูกภพเซียนจับตัวไปแล้ว
เมื่อถึงเวลานั้น เผ่ามารและเผ่าเซียนจะทำสงครามกันอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ จะเป็นหรือตาย ทั้งหมดนี้ก็ไม่เกี่ยวกับท่าน ท่านไม่จำเป็นต้องถูกใช้เป็นเครื่องมืออีกต่อไป"
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้เยี่ยหลิงหลงก็ตกตะลึงทันที หญิงสาวผู้นี้มีฐานะอะไรกันแน่? นางช่างกล้าพูดจริงๆ!
ถึงกับให้เยี่ยชิงเสวียนสมัครใจไปกับนาง แล้วยังจะถูกขังอยู่ในหอคอยปราบมารอีก นี่ไม่เท่ากับมอบชีวิตให้นางหรอกหรือ?
หากนางมีเจตนาร้าย เยี่ยชิงเสวียนก็คงได้แต่รอความตายเท่านั้น?
ที่สำคัญกว่านั้นคือนางยังเป็นเผ่าเซียน! ส่วนเยี่ยชิงเสวียนเป็นมารสวรรค์นะ!
มารสวรรค์จะไว้ใจเผ่าเซียนโดยไม่สงสัยได้อย่างไร?
เนื้อหาการสนทนานี้รุนแรงเกินไป คนทั่วไปไม่อาจรับฟังได้จริงๆ ไม่แปลกใจทำไมเขาต้องเปลี่ยนนางให้กลายเป็นลูกกลมๆนี่ด้วย
หลังจากที่หญิงสาวพูดจบ เยี่ยชิงเสวียนยังคงไม่ตอบ ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
เยี่ยชิงเสวียนดูสงบนิ่ง แต่หญิงสาวผู้นั้นกลับเริ่มร้อนใจขึ้นมา
"ตอนนี้เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาถูกทำลายไปแล้ว ข้อจำกัดทั้งหมดก็หายไปด้วย หกภพสามารถติดต่อถึงกันได้โดยไร้อุปสรรค แต่เผ่าเซียนและเผ่ามารยังไม่ได้ทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะพวกเขาต่างเกรงกลัวท่าน
เผ่ามารต้องการค้นหาร่องรอยของท่านก่อน เพื่อให้ท่านอยู่ฝั่งพวกเขา เผ่าเซียนก็กลัวว่าท่านจะโจมตีพวกเขาอย่างไม่คาดคิดในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน เพราะไม่รู้ว่าท่านอยู่ที่ใด พวกเขาจึงไม่มีใครลงมือ ทุกคนต่างรอเวลาเท่านั้น
หากท่านไม่ไปกับข้า เป้าหมายแรกของพวกเขาจะเป็นท่านเสมอ เพราะถ้าเพียงมีท่าน ไม่ว่าฝ่ายใดก็ไม่สามารถทำร้ายใครได้อีกแล้ว พวกเขาถึงจะไม่ต้องกังวลและสู้กันถึงตาย"
พูดจบ หญิงสาวก้าวเข้าไปหาเยี่ยชิงเสวียนอีกก้าว ระยะห่างระหว่างพวกเขาใกล้กันมากขึ้น นางจ้องมองเขาด้วยสายตาเร่าร้อน ดวงตาคู่นั้นที่ดูราวกับสายน้ำเต็มไปด้วยความรู้สึก
"ท่านไม่เชื่อใจข้าหรือ?"
บทที่ 1549: นางซุกซนเกินไป เจ้าเลี้ยงไม่ได้หรอก
ภาพตรงหน้าทำให้เยี่ยหลิงหลงตกตะลึง ระยะห่างเช่นนี้ สายตาเช่นนี้ น้ำเสียงเช่นนี้ ไม่รู้ว่าทั้งสองคนจะรู้สึกใจเต้นหรือไม่ แต่ลูกกลมๆเล็กๆอย่างนางนั้นหัวใจเต้นรัวแรงแล้ว
เพียงเห็นเยี่ยชิงเสวียนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เอนตัวไปด้านหลัง ทั้งร่างพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน
ท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาตินี้ กลับเป็นการถอยห่างระหว่างพวกเขาทั้งสองคนอย่างเงียบๆ
"อีกสามวัน เจ้าค่อยมาหาข้า"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงสาวผู้นั้นก็มีสีหน้ายินดี รอยยิ้มแผ่ซ่านบนใบหน้างามของนางอย่างรวดเร็ว
"ดี เมื่อถึงเวลานั้น ท่านไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ยิ่งความขัดแย้งของพวกเขายิ่งไม่ต้องเข้าไปยุ่ง ข้าจะจัดการทุกอย่างให้ท่านเอง"
เยี่ยชิงเสวียนพยักหน้าตอบรับ แล้วพิงพนักเก้าอี้หลับตาลง ไม่ได้เอ่ยส่งแขกใดๆ แต่แค่การกระทำของเขาความหมายนั้นก็ชัดเจนแล้ว
แต่หญิงสาวผู้นั้นกลับทำเหมือนไม่เข้าใจ นางถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจแล้วหันไปมองที่แม่น้ำ
"เจ้าก้อนกลมเล็กๆนี่น่ารักเหลือเกิน"
พูดจบ นางก็ยกมือขึ้นชี้ เยี่ยหลิงหลงรู้สึกถึงพลังมหาศาลที่ยกนางขึ้นจากน้ำ นางพยายามดิ้นด้วยขาเล็กๆทั้งสี่ข้าง แต่ไม่มีพลังต่อต้านเลยแม้แต่น้อย
"อ้า เป็นเด็กหญิงด้วยหรือเนี่ย"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยี่ยหลิงหลงชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง ดูงุนงงปนน่ารัก
ปฏิกิริยาของนางทำให้หญิงสาวผู้นั้นยิ้ม "ข้าชอบมันมาก ท่านยกให้ข้าได้ไหม? ข้าจะพามันขึ้นภพเซียน ให้มันได้เป็นนางฟ้าตัวน้อย"
ขณะที่เกือบจะตกไปอยู่ในมือของหญิงสาวผู้นั้น จู่ๆก็มีพลังอีกสายหนึ่งแย่งนางไปจากผิวน้ำ นางถูกบังคับให้ลอยไปบนโต๊ะของเยี่ยชิงเสวียน
เมื่อตกลงมา นางรู้สึกว่าร่างกายของตนเปลี่ยนไปอีกครั้ง เพราะสิ่งที่สายตามองเห็นคือมือเล็กๆขาวนุ่มอวบอูมคู่หนึ่งของตนเอง
คราวนี้นางก้มลงมอง เห็นว่าตัวเองกลายเป็นคน แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือ ตอนนี้นางเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆอายุราวสองขวบ
ด้านบนสวมเสื้อคลุมอกสีแดงตัวเล็ก ด้านล่างสวมกางเกงโคมไฟสีแดง บนศีรษะรวบผมเป็นจุกสองข้าง เท้าทั้งสองข้างมีหยดน้ำเต็มไปหมด
ด้วยความอับอายและโกรธ นางสะบัดน้ำใส่เยี่ยชิงเสวียนอย่างแรง สาดน้ำทั้งหมดใส่ตัวและใบหน้าเขา ทำให้เขาเปียกปอนเหมือนกับนางในตอนนี้!
เจ้าบ้านี่! เขาคิดว่านางเป็นอะไร? อยากเปลี่ยนก็เปลี่ยนเลยงั้นหรือ สนุกนักหรือไง!?
เยี่ยชิงเสวียนไม่โวยวาย ไม่โกรธ และไม่หลบ ปล่อยให้นางระบายอารมณ์ได้ตามใจชอบ ในขณะเดียวกันก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับหยดน้ำบนใบหน้านาง
"นางซุกซนเกินไป เจ้าเลี้ยงไม่ได้หรอก"
ขณะที่เขาพูด สายตาก็มองลงบนใบหน้าของเยี่ยหลิงหลง มือก็ไม่หยุดเช็ดหยดน้ำให้นาง ดูเหมือนบิดาที่อ่อนโยน ใจเย็น และแสน.อบอุ่น
เขาไม่ได้มองหญิงสาวผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย พร้อมปฏิเสธคำขอของนางด้วยวาจาอย่างชัดเจน
"ที่แท้เจ้าก้อนปราณวิญญาณนี้ก็สามารถแปลงร่างได้ ถึงแม้จะแปลงร่างได้แล้วยังเผลอตกลงไปในน้ำ ช่างซุกซนจริงๆ ก็ได้ก็ได้ ในเมื่อท่านบอกว่าข้าคงเลี้ยงไม่ดี ข้าไม่เอาแล้วก็ได้ ท่านชอบทำอะไรก็ทำไปเถิด ถ้าท่านชอบเลี้ยงเด็กก็เลี้ยงไป"
หญิงสาวคนนั้นยังคงยิ้ม แต่สายตาของนางกำลังมองมาบนร่างของเยี่ยหลิงหลง
ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่าการสะบัดน้ำยังไม่พอ นางจึงปีนข้ามโต๊ะไปกระโดดเข้าสู่อ้อมอกของเยี่ยชิงเสวียน จากนั้นก็ใช้มือเล็กๆที่เปียกชื้นของตนลูบหน้าเขาอย่างแรง จนใบหน้าของเขาเลอะเทอะไปหมด
การกระทำนี้ทำให้หญิงสาวคนนั้นตกใจ แต่เยี่ยชิงเสวียนกลับไม่แสดงอาการใดๆ ปล่อยให้นางทำตามใจชอบต่อไป
เยี่ยหลิงหลงชำเลืองมองนางหนึ่งครั้ง จากสีหน้าของนาง ทำให้คาดเดาได้ว่านางคงกำลังคิดว่าหากตนเองถูกลูบหน้าเช่นนี้ คงทนไม่ได้แน่
และเป็นไปตามคาด นางถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "ท่านพูดถูก ข้าคงเลี้ยงดูไม่ไหวจริงๆ"
หลังจากพูดจบ ดูเหมือนนางจะไม่มีคำพูดอื่นใดอีก แต่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจากไปในตอนนั้นเอง เยี่ยชิงเสวียนที่ดูสงบนิ่งอยู่ก่อนหน้านี้ก็ขมวดคิ้วขึ้นทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก แล้วยกตัวเยี่ยหลิงหลงที่อยู่ในอ้อมอกขึ้นมา
เห็นได้ชัดว่าเยี่ยหลิงหลงหัวเราะคิกคัก มือน้อยๆวางอยู่บนกางเกงของตัวเอง และใต้กางเกงของนางมีสายน้ำไหลลงมา ราวกับเปิดจุกน้ำเลยทีเดียว
หลังจากเสร็จสิ้น เยี่ยหลิงหลงก็แกล้งแสดงสีหน้ารังเกียจต่อเยี่ยชิงเสวียน ราวกับรังเกียจความสกปรกบนตัวเขาในตอนนี้ แล้วหันไปมองหญิงสาวคนนั้น พร้อมกับยื่นมือทั้งสองข้างไปหานางเพื่อขอให้อุ้ม เพราะตัวนางสะอาดและนางสวย นางหอม น่าอยู่ด้วยมากกว่าคนที่อุ้มนางอยู่ตอนนี้
เมื่อเห็นเช่นนี้ หญิงสาวที่เพียงแค่ถอนหายใจเมื่อครู่ก็ตกใจจนเบิกตากว้าง นางถอยหลังไปหลายก้าว พร้อมกับเอ่ยลาทันที
"เมื่อท่านยุ่งเช่นนี้ ข้าขอลาก่อน"
นางหนีไปเร็วพอๆกับตอนที่นางมา เมื่อนางจากไป ทั้งหุบเขาก็เงียบลงทันที เหลือเพียงเสียงหัวเราะ ‘คิกคิกคิก’ ของเยี่ยหลิงหลง
"เจ้าฉี่รดกางเกงจริงๆหรือ?" เยี่ยชิงเสวียนที่กำลังอุ้มเยี่ยหลิงหลงอยู่เอ่ยถามขึ้น น้ำเสียงไม่มีความโกรธเคือง แต่กลับมีความเยาะเย้ยอยู่เล็กน้อย
เยี่ยหลิงหลงหันมาเตะเขาหนึ่งที แต่ไม่โดนตัว กลับถูกฝ่ามือของอีกฝ่ายรับเท้าน้อยๆไว้
"เจ้าต่างหากที่ฉี่รดกางเกง ข้าเป็นผู้ฝึกฝนทางสายน้ำนะ ทำแบบนี้ง่ายนิดเดียว! ข้าช่วยเจ้าแก้สถานการณ์ไม่ใช่หรือ? นางไม่อยากไป ข้าก็แค่ช่วยเจ้าส่งนางไปเร็วขึ้น ไม่ดีหรือ? เป็นอะไรไป? เสียดายหรือ?"
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงใช้ใบหน้าเด็กอ้วนๆ เปล่งคำว่า ‘ข้า’ ออกมา เยี่ยชิงเสวียนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดัง
"หัวเราะอะไร!"
พอเขาหัวเราะ เยี่ยหลิงหลงก็ยิ่งโกรธ นางดิ้นจนหลุดจากมือเขา กระโดดเข้าไปในอ้อมอกของเขา ดึงผมของเขาอย่างแรง พร้อมกับกระชากเสื้อผ้า แล้วใช้มือเปียกๆลูบหน้าเขา
"อย่า! ข้าไม่หัวเราะแล้ว ข้ารู้ตัวแล้ว"
"เจ้ารู้บ้าอะไร! ทำไมเจ้าถึงเปลี่ยนข้าให้เป็นก้อนปราณวิญญาณกลมๆนั่น!"
"เพราะเวลาเจ้าโกรธ หน้าพองๆของเจ้าดูเหมือนกับมันมาก บังเอิญมีเรื่องเร่งด่วนเข้ามา ข้าก็คิดได้แค่นี้"
เจ้าต่างหากที่เหมือนก้อนกลมนั่นๆตอนโกรธ!
เยี่ยหลิงหลงเตะเข้าที่อกของเยี่ยชิงเสวียนหนึ่งที แต่ผลที่ออกมาคือตัวนางเองก็ยืนไม่มั่นคง จนทำให้ตัวเองตกลงไป แต่ไม่น่าแปลกใจเลยที่เยี่ยชิงเสวียนรับนางไว้ได้
"เจ้าเปลี่ยนข้าให้เป็นแบบไหนกันแน่? ทำไมเป็นก้อนกลมๆแบบนั้นแล้วนางถึงยังรู้ว่าข้าเป็นเด็กผู้หญิง?"
เยี่ยหลิงหลงเพิ่งถามจบก็เห็นเยี่ยชิงเสวียนส่งกระจกมาตรงหน้านาง เมื่อเห็นตัวเองในกระจก นางก็ถึงกับอึ้งไปทันที
เพราะว่าก้อนกลมสีชมพูตัวน้อยนี้ นอกจากดวงตาโตกับแขนขาสั้นๆแล้ว ก็ไม่มีอวัยวะอื่นใดอีก ดูลักษณะแล้วเหมือนกับปราณวิญญาณเข้มข้นที่เพิ่งเริ่มรวมตัวกันเป็นก้อนเท่านั้น จะมองออกได้อย่างไรว่าเป็นเพศอะไร?!
"แม้ว่าเจ้าจะเปลี่ยนข้าให้เป็นแบบนี้ แต่นางก็ยังมองออกว่าข้าเป็นเพศอะไรงั้นหรือ?"
"อย่าดูถูกนางผู้นั้นเชียว มิเช่นนั้นข้าคงไม่ต้องลำบากทำกับกับเจ้าให้เสียเวลาเช่นนี้"
"นางเป็นใครกัน?"
"อีกสามวันเจ้าก็จะรู้เอง"
"เจ้าจะพาข้าไปด้วยหรือ?"
"เสี่ยวเยี่ย เจ้าเป็นคนเลือกเองนะ"
เยี่ยหลิงหลงชะงัก การเลือกที่เขาพูดถึงคือตอนที่อยู่ในหุบเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา นางช่วยทุกคนไว้ได้ และนางสามารถเดินตามพวกเขาไปได้ แต่นางกลับเลือกที่จะเดินเข้าไปในหุบเหวนั้นทีละก้าวทีละก้าว ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด เดินไปจนถึงตรงหน้าของเขา
"ดังนั้นต่อไปนี้เจ้าก็ไม่อาจแยกจากข้าได้ตามใจชอบอีกแล้ว"
เยี่ยชิงเสวียนพูดประโยคนี้ด้วยสีหน้าจริงจังมาก แต่เยี่ยหลิงหลงกลับแยกไม่ออก ว่าเขาทำเช่นนี้เพราะความรู้สึกในใจหรือเพื่อปกป้องความปลอดภัยของนางกันแน่
สุดท้าย ทุกคนต่างก็เห็นว่าเยี่ยหลิงหลงไปที่หุบเหวนั้น เพื่อไปพบกับมารสวรรค์
"อย่าคิดมากไป และไม่ต้องกลัว"
เยี่ยชิงเสวียนใช้นิ้วเรียวยาวลูบใบหน้านาง เช็ดหยดน้ำส่วนเกินออกไป
"ข้าไม่ใช่คนเดิมที่ปกป้องอะไรเจ้าไม่ได้เลยอีกแล้ว"
"แล้วถ้าข้าจะหนีไปล่ะ?"
"ข้าก็จะวิ่งตามเจ้าไป นั่นก็นับว่าไม่ได้แยกจากกันนะ"
บทที่ 1550: ฝนตกทั่วถึง ทุกคนโดนตี
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เยี่ยหลิงหลงพยายามกดมุมปากที่กำลังยกสูงของตัวเองลง
"ไม่น่าเชื่อเลย ท่านมารสวรรค์ผู้นี้กลายเป็นคนที่หัวมีแต่ความรักไปแล้วหรือ"
เยี่ยชิงเสวียนไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน แต่คิดเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจว่านางกำลังต้องการจะพูดถึงอะไร
"เจ้ารู้ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป"
เยี่ยหลิงหลงเห็นเขายอมรับอย่างตรงไปตรงมา นางจึงถามอย่างขบขัน "เจ้าเป็นแบบนั้นจริงๆหรือ?"
"ทำไมข้าจะเป็นไม่ได้? ข้าจะบอกเหตุผลให้ฟังนะ ข้อหนึ่ง ข้าไม่ได้ต้องการครองโลก ข้อสอง ข้าไม่ได้อยากครอบครองทุกสิ่ง ปกติข้าก็ว่างไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เวลาผ่านไปก็ช่างยาวนานนัก ข้าอยากเป็นคนมีความรักบ้าง มันผิดตรงไหน?"
เยี่ยชิงเสวียนพูดจบ ราวกับเขาสนใจแค่คำที่เรียกว่า ‘ความรัก’ เท่านั้น รอยยิ้มของเขาไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย
"คำนี้ช่างน่าสนใจจริงๆ ก็อย่างที่เจ้าว่า งั้นพวกเรากำลังพูดคุยเรื่องความรักกันอยู่ใช่หรือไม่?"
"พูดจาเหลวไหล ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก ข้ากับเจ้าไม่มีอะไรกันทั้งนั้นแหละ"
เยี่ยหลิงหลงสะบัดมือของเขาออก พร้อมกับกระโดดออกจากอ้อมกอดของเขา โชคดีที่แม้ตอนนี้นางจะกลายเป็นเด็กอายุเพียงสองขวบ แต่การฝึกฝนทั้งหมดก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถของนาง
"ไม่เป็นไร เริ่มต้นจากศูนย์ก็ได้ ยังมีเวลาอีกยาวนาน อย่างไรเสีย ข้าก็มีชีวิตที่ยืนยาวอยู่แล้ว"
เยี่ยหลิงหลงชะงักฝีเท้า คิ้วเล็กๆของนางขมวดเข้าหากันอย่างแรง
ประโยคไหนก็ไม่พ้นการโอ้อวด คนผู้นี้ตั้งใจทำแบบนี้ใช่หรือไม่?
นางยืนอยู่บนโต๊ะไม้ไผ่พลางหันกลับไป สองมือเท้าสะเอว เตรียมจะสั่งสอนเยี่ยชิงเสวียนสักหน่อย
แต่ผลปรากฏว่าเขาเด็ดใบไม้สองใบอย่างไม่ใส่ใจ แล้วตักน้ำจากแม่น้ำมา ใบไม้สีเขียวสดกับน้ำใสจากแม่น้ำเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ในมือของเขา สุดท้ายก็กลายเป็นชุดกระโปรงเล็กๆ นุ่มและเรียบลื่นราวกับสายธาร ตกลงในมือของเขา
เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันได้อ้าปาก ก็เห็นก้อนเมฆลอยออกมาจากฝ่ามือของเขา ห่อหุ้มร่างของนางทั้งหมด
ขณะที่ถูกก้อนเมฆห่อหุ้ม นางพบว่าเสื้อคลุมสีแดงและกางเกงโคมไฟที่นางสวมอยู่แตกสลายไปทั้งหมด
นางยังไม่ทันได้ตกใจก็เห็นเยี่ยชิงเสวียนถือชุดกระโปรงเล็กๆ ในมือลอยขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับก้อนเมฆที่สวมลงบนร่างของนางด้วย
หลังจากสวมกระโปรงเสร็จ เขายังใช้วิธีเดียวกันทำกางเกงขายาวชุดเดียวกันให้นางสวม จากนั้นยังใช้ดอกไม้เล็กๆข้างๆ ทำรองเท้าคู่หนึ่งให้นางใส่
หลังจากสวมเสร็จ ก้อนเมฆที่ห่อหุ้มปกปิดร่างกายของนางก็กระจายหายไป ตลอดกระบวนการทั้งหมดนี้นางไม่ได้เปลือยกายเลยแม้แต่น้อย
เสื้อผ้าทั้งชุดนี้ตั้งแต่การทำจนถึงการสวมใส่ ทำอย่างต่อเนื่องราบรื่นและรวดเร็ว เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันได้ตอบสนอง เขาก็ทำเสร็จแล้ว
ทักษะการดูแลเด็กของเขานี่ ช่างเชี่ยวชาญเกินไปแล้ว!
แต่ว่า...
"เยี่ยชิงเสวียน ทำไมเจ้าถึงทำชุดใหม่ให้ข้า? เจ้าไม่ได้ต้องการให้ข้าอยู่ในสภาพนี้ตลอดไปหรอกหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงได้ลองแล้ว วิชาอาคมที่เยี่ยชิงเสวียนใช้กับนางนั้น นางไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองได้ ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนกลับไป เขาต้องเป็นคนทำเอง
ทันทีที่นางพูดจบ เยี่ยชิงเสวียนก็เปลี่ยนแถบผ้าบนมวยผมของนางให้เป็นสีเดียวกัน แล้วยังปักดอกไม้เล็กๆสองดอกด้วยความใส่ใจ โดยไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ว่าเด็กคนนี้จะต้องดูน่ารักมากแน่.นอน
"ข้ารู้สึกว่าแบบนี้น่ารักดี เจ้าไม่ชอบหรือ?"
"ฮึ..." เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเยาะพลางกอด.อกไว้ "ที่แท้เจ้าก็อยากเป็นพ่อข้าจริงๆสินะ"
"เป็นเพียงวิธีชั่วคราว อีกสามวันเจ้าต้องใช้รูปลักษณ์นี้ไปภพเซียน ตอนนี้ก็แค่ให้เจ้าปรับตัวล่วงหน้าเท่านั้น" เยี่ยชิงเสวียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"ทำไมต้องใช้รูปลักษณ์นี้ด้วย?" เยี่ยหลิงหลงถามอย่างดุดัน
"เพราะหากเจ้าอยู่ข้างข้าในฐานะเยี่ยหลิงหลง เจ้าจะไม่เป็นอะไร แต่..."
คำพูดที่เหลือ เยี่ยชิงเสวียนไม่ได้พูดออกมา แต่สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปในทันที
หากมีเขาอยู่ คนอื่นไม่กล้าแตะต้องนางง่ายๆแน่.นอน แต่ทุกคน ทั้งศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิงของนาง เพื่อนสนิทของนาง และอาจารย์ของนาง...
ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับนางอาจไม่ปลอดภัยได้
ในหุบเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา นางเดินไปหาเขาอย่างมั่นคงทีละก้าว หากนางตาย นั่นก็เป็นเรื่องของนางเอง แต่หากนางยังมีชีวิตอยู่ จะไม่มีใครทำอะไรนางได้ แต่คนอื่นๆรอบตัวนางอาจได้รับผลกระทบแทน
อย่างน้อยจนกว่าเรื่องนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้นพวกเขาอาจจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องอันตรายได้
พลันเยี่ยหลิงหลงรู้สึกเย็นวาบที่คอ นางก้มลงมองเห็นเขากำลังทำสร้อยคอให้นางอีกอัน ในนั้นมีกุญแจอายุยืนห้อยอยู่ด้วย ชุดนี้ครบเครื่องมาก ดูเหมือนเจ้าหญิงองค์น้อยที่เกิดมาพร้อมช้อนเงินช้อนทองไม่มีผิด
"เจ้าไม่ต้องกังวลหรือรู้สึกผิดหรอก เรื่องในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เพราะเจ้าคิดน้อยเกินไป แต่เพราะมีบางสิ่งที่เจ้าดูแลได้ไม่ทั่วถึง แต่นั่นก็ไม่เป็นไร มันไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลย"
เยี่ยชิงเสวียนแต่งตัวให้นางเสร็จแล้ว จึงบีบแก้มเล็กๆของนางอย่างพึงพอใจ
"ข้าจะเติมเต็มให้เจ้าเอง" เยี่ยชิงเสวียนหยุดชั่วครู่แล้วเสริมต่อ "เจ้าก็เช่นกันนะ รู้ใช่หรือไม่ว่าข้าไม่ได้เก่งกาจไปเสียทุกอย่าง มิเช่นนั้นก็คงไม่หลับไปหลายปีเช่นนั้น เพราะฉะนั้นในยามสำคัญ เจ้าก็ช่วยปกป้องข้าด้วยนะ ช่วยดูแลสิ่งที่ข้าดูแลไม่ทั่วถึงให้สมบูรณ์มากขึ้น"
"และอีกอย่าง..."
เยี่ยชิงเสวียนบีบแก้มนางอีกครั้ง แล้วจิ้มจมูกเล็กๆของนางต่อ
"เรื่องราวทุกอย่างย่อมมีวันที่คลี่คลายได้ หากเจ้าเป็นเช่นนี้ตลอดไป สมองที่คิดแต่เรื่องความรักของข้าคงจะพังทลายลงไปแน่"
เรื่องนี้ยังไม่จบอีกหรือไร?
กำลังพูดเรื่องจริงจัง แต่อยู่ๆก็วกไปพูดเรื่องที่สมองคิดแต่เรื่องความรักเนี่ยนะ!
"รู้แล้ว รู้แล้ว"
เยี่ยหลิงหลงโบกมือ แล้วนอนลงบนโต๊ะไม้ไผ่เขียวอย่างหยิ่งยโส ไขว้ขาแบบที่ชายหนุ่มทำกัน พลางหยิบผลไม้วิเศษออกมากินหนึ่งผล
"ยังมีเวลาอีกสามวัน เจ้าต้องทำเสื้อผ้าให้ข้าสักพันแปดร้อยชุด องค์หญิงน้อยที่ท่านมารสวรรค์เลี้ยงดู หน้าตาต้องดูดีหน่อยสิ!"
เยี่ยชิงเสวียนยิ้มพลางวางขาที่ไขว้อยู่ลง การกระทำนี้ดูเหมือนพ่อแม่ที่คอยเป็นห่วงลูก ช่างจู้จี้จุกจิกเสียเหลือเกิน
"ได้"
เยี่ยชิงเสวียนนั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้ไผ่สีเขียว ทำกระโปรงตัวเล็กๆต่อไป ส่วนเยี่ยหลิงหลงก็กำลังกินผลไม้วิเศษอยู่ข้างๆ พลางหยิบกระจกขึ้นมาส่องดูตัวเอง
ไม่ส่องก็ไม่รู้ พอส่องแล้วนางก็ตกใจตัวเองในกระจก เขาช่างแต่งตัวให้นางออกมาดูดีเหลือเกิน เด็กน้อยผิวขาวอมชมพูคนนี้ช่างน่ารักน่าชังจริงๆ
ใบหน้านั้นยังคงเป็นใบหน้าของนางเอง เพียงแต่ดูอวบอิ่ม แก้มยุ้ยเกือบจะเต็มใบหน้าแล้ว ถ้าไม่มองให้ดีก็แทบจะจำไม่ได้เลย
ขณะที่นางยังคงหลงใหลในความงามของตัวเอง เยี่ยหลิงหลงก็ได้ยินเสียงตื่นตระหนกดังมาจากทางเยี่ยชิงเสวียน
"เยี่ยหลิงหลงเป็นคนสั่งให้ข้าทำนะ นางต่างหากที่เป็นต้นเหตุ ข้าเป็นเพียงลูกจ้างเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาเล่นงานข้า ไปจัดการนางเถอะ! นางมีของล้ำค่าซ่อนไว้มากมายเลยนะ!"
รู้อยู่แล้วว่าเจ้าหัวไชเท้าอ้วนเป็นพวกชอบขายนาย แต่ไม่คิดว่ามันจะขายอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังดูตื่นเต้นมากอีกด้วย
เยี่ยหลิงหลงกระโดดลงจากโต๊ะ แล้ววิ่งไป หมายจะจับเจ้าหัวไชเท้าอ้วนมาตี แต่ใครจะรู้ว่าพอวิ่งไปถึงกลับพบว่าตอนนี้นางตัวใหญ่กว่าหัวไชเท้าอ้วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ความแตกต่างนี้ทำให้เยี่ยหลิงหลงชะงัก ส่วนหัวไชเท้าอ้วนที่ขายเจ้านายเพื่อเอาหน้าอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงกลายเป็นเด็กแบบนี้ก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งทันที
"เยี่ยหลิงหลง เจ้ากลายเป็นเด็กน้อยไปแล้วหรือ ฮ่าๆๆ"
แม้ว่าความได้เปรียบด้านร่างกายจะไม่มากเท่าเดิม แต่ก็ไม่ได้หมดไปเสียทีเดียว อีกทั้งเยี่ยหลิงหลงยังมีพลังการฝึกฝนอยู่ นางไม่พูดพร่ำทำเพลง ลากตัวหัวไชเท้าอ้วนไปตีทันที
หลังจากตีหัวไชเท้าอ้วนเสร็จ เมื่อนางกับเยี่ยชิงเสวียนกลับมาที่ลานเล็กๆ นางก็เริ่มตีมังกรดำ พอตีมังกรดำเสร็จก็ไปหาเสวียนอิ่ง
ใครก็ตามที่เผลอแสดงรอยยิ้มออกมาแม้เพียงนิดเดียว นางจะไม่ปล่อยไว้เลย!
ดังนั้นในช่วงสามวันนี้ เยี่ยชิงเสวียนได้แต่ทำเสื้อผ้า แล้วก็ทำเสื้อผ้า ส่วนเยี่ยหลิงหลงนั้นยุ่งมาก ตีเจ้าหัวไชเท้าอ้วนเสร็จก็ตีมังกรดำต่อ ตีมังกรดำเสร็จก็ตีเสวียนอิ่งต่อ นางเน้นความเท่าเทียม ไม่ละทิ้งใครไว้ข้างหลังเลยสักคน…
จบตอน
Comments
Post a Comment