journey ep1581-1590

บทที่ 1581: นี่คือมารสวรรค์?!


   เมื่อม่านรถม้าถูกเปิดออก เยี่ยชิงเสวียนก้าวออกมาจากรถม้า เสียงอุทานก็ดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน ทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง


   มารสวรรค์ในตำนานผู้นี้ ไม่ได้มีร่างกายกำยำล่ำสัน ไม่ได้ดูดุร้ายน่าเกรงขาม ทั้งยังไม่มีกลิ่นอายของความดุดัน ไม่มีท่าทีของผู้พ่ายแพ้ ไม่มีสภาพของเชลย ไม่มีความโหดเหี้ยมใดๆ ทุกอย่างล้วนไม่เข้ากับตัวเขาเลย


   หากไม่รู้ว่าเขาคือมารสวรรค์ เพียงแค่เห็นท่วงท่าสง่างามยามก้าวลงจากรถม้า พวกเขาคงคิดว่าเขาเป็นเทพเจ้าผู้สูงศักดิ์ที่หลงเหลืออยู่ในโลกนี้เสียอีก


   เยี่ยชิงเสวียนก้าวลงจากรถม้า เมื่อทุกคนเห็นรูปโฉมของเขาชัดเจน เสียงอุทานก็ดังขึ้นอีกครั้งท่ามกลางฝูงชนอย่างอึกทึกครึกโครม


   ยามนี้คำพูดในสมองของพวกเขาไม่มีคำไหนสามารถอธิบายความรู้สึกได้เลย แต่หากต้องบรรยาย ก็คงเป็นความงดงามเหนือใคร ไม่มีผู้ใดเทียบ


   คนเช่นนี้ กลับเป็นมารสวรรค์งั้นหรือ?


   มารสวรรค์ตนสุดท้ายที่กำเนิดในหกภพ กลับมีรูปโฉมเช่นนี้ได้อย่างไร?


   ทำไมไม่มีปราณมารเลยแม้แต่น้อย? จับผิดตัวหรือไม่?


   หรือว่ามารสวรรค์ตัวจริงยังอยู่ในรถม้าไม่ได้ลงมา?


   ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยในตัวตนของคนตรงหน้า องค์จักรพรรดิสวรรค์ที่ยืนรออยู่ด้านหน้าสุดก็เอ่ยปากขึ้น


   "หลายปีแล้วไม่ได้พบเจ้า ความงามของเจ้าก็ยังไม่แพ้วันวาน"


   คำพูดขององค์จักรพรรดิสวรรค์ยืนยันตัวตนของมารสวรรค์อย่างชัดเจน ใช่เขาไม่ผิดแน่


   หลายปีก่อนเขาก็เป็นเช่นนี้ หลายปีให้หลังก็ยังเป็นเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย!


   ทุกคนคิดว่ามารสวรรค์จะหัวเราะเยาะ จะเย้ยหยัน จะพูดจาไม่ยอมจำนน แต่ใครจะคิด เขากลับไม่แม้แต่จะเหลือบตาขึ้นมอง ราวกับไม่ได้ยิน ไม่มีท่าทีจะเริ่มบทสนทนาใดๆกับ.องค์จักรพรรดิสวรรค์เลยแม้แต่น้อย


   ท่าทีของเขาช่างเย็นชาและหยิ่งผยองเหลือเกิน!


   เขาไม่รู้ตัวหรือว่าตอนนี้ตนเป็นเชลยและกำลังจะได้รับโทษแล้ว!


   ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัย องค์จักรพรรดิสวรรค์กลับไม่โกรธ เพียงแค่หัวเราะเบาๆ ราวกับเคยชินมานานแล้ว


   "นิสัยเจ้าก็ยังไม่ต่างจากวันวาน แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน คนเปลี่ยนไปแล้ว พวกข้าก็ไม่อยากไล่ล่าเจ้าถึงตายอีก เพียงแค่เจ้าอยู่ในหอคอยปราบมารดีๆ พวกข้าก็จะไม่รังแกเจ้า"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยี่ยหลิงหลงก็ตกใจ


   ไล่ล่าถึงตาย? ไม่รังแก?


   หรือว่าการหลับใหลของเยี่ยหลิงหลงในอดีตจะเกี่ยวข้องกับองค์จักรพรรดิสวรรค์และคนอื่นๆ?


   ในตอนนั้น เยี่ยชิงเสวียนที่เงียบมาตลอดก็พลันหัวเราะเยาะ


   "ตอนนี้ท่านยังมีความสามารถจะรังแกข้าอยู่อีกหรือ?"


   เมื่อเยี่ยชิงเสวียนเอ่ยวาจานี้ สีหน้าขององค์จักรพรรดิสวรรค์ก็ซีดขาวทันที ส่วนผู้เข้าร่วมประชุมปราบมารที่อยู่ด้านหลังเขาต่างตกตะลึง


   "เขากำลังพูดอะไร? ช่างทะนงตนเสียจริง"


   หากไม่สามารถทำอะไรเขาได้จริง แล้วเหตุใดตอนนี้เขาถึงต้องมาเป็นนักโทษอยู่ที่นี่?


   ตอนแรกคิดว่าองค์จักรพรรดิสวรรค์จะทรงพิโรธและสั่งสอนเขาสักหน่อย แต่กลับพบว่าองค์จักรพรรดิสวรรค์เพียงแค่หรี่พระเนตร รอยยิ้มหายไป สีพระพักตร์เคร่งขรึม แต่มิได้ตรัสสิ่งใด


   เยี่ยชิงเสวียนเอ่ยเสริมด้วยท่าทางยโสโอหังสุดขีด "อย่าได้พยายามเชิดหน้าชูตาให้มากนัก ไม่เช่นนั้นจะเจ็บหน้าเอา"


   แต่เดิมยามที่เขายังไม่เอ่ยปาก บุคลิกและรูปโฉมของเขาชวนให้นึกถึงเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ชั้นเก้า


   แต่บัดนี้พอได้เอ่ยปาก กลับแสดงความหยิ่งผยอง ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ปากร้ายกาจ ในที่สุดก็เผยท่าทีของเจ้ามารร้ายออกมาเสียที!


   องค์จักรพรรดิสวรรค์ขมวดพระขนง ขณะจะทรงตอบโต้ จักรพรรดิจื่อซิงก็รีบเอ่ยขึ้นก่อน


   "เวลาเร่งด่วน เรื่องสำคัญต้องมาก่อน องค์จักรพรรดิสวรรค์ เปิดหอคอยปราบมารเถิด ข้าจะพาเขาเข้าไปแล้ว"


   องค์จักรพรรดิสวรรค์ทรงระงับความขุ่นเคืองทั้งหมด พยักพระพักตร์ และไม่ทรงตั้งพระทัยจะตรัสกับเยี่ยชิงเสวียนอีก


   จักรพรรดิจื่อซิงมอบเยี่ยหลิงหลงให้กับสาวใช้ของนาง


   "หยวนหยวน เจ้าจงตามพี่สาวคนนี้ไปยืนให้ห่างๆ นางจะคอยคุ้มครองเจ้าเอง"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วเดินตามสาวใช้ของจักรพรรดิจื่อซิงไป


   นางคิดว่าแค่จะเดินไปยืนด้านข้างเพื่อหลบทาง ไม่ให้รบกวนงานของจักรพรรดิจื่อซิง แต่ใครจะคิดว่าสาวใช้ผู้นี้กลับพานางเดินออกไปไกลเรื่อยๆ จนถึงแถวหลังสุดของฝูงชน เกือบจะออกจากเขตของเขาปราบมารอยู่แล้ว


   เยี่ยหลิงหลงรีบดึงมือนางไว้


   "พี่สาว ท่านจะพาข้าไปที่ใด?"


   "ที่นี่ไม่มีธุระของเจ้าแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปเล่นกับซางจินเป่าที่สำนักคัมภีร์ห่าวเมี่ยว"


   "แต่ประชุมปราบมารเพิ่งจะเริ่มเท่านั้น"


   "ที่นี่เป็นที่ที่ผู้ใหญ่ทำการ ไม่เหมาะกับเด็กหรอกนะ"


   "แต่พวกเขากำลังจะคุมขังพี่เยี่ยของข้านะ"


   "หยวนหยวน ว่าง่ายหน่อย..."


   "ข้าไม่ไป"


   "ไม่ไปก็ได้ งั้นข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าดูประชุมปราบมารจนจบ แล้วค่อยพาเจ้าไปสำนักหาวเมี่ยว ตกลงหรือไม่?"


   เยี่ยหลิงหลงคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าตกลง


   ดังนั้นพวกนางจึงยืนอยู่ในที่ที่ไกลกว่าผู้คนทั้งหมด เพื่อชมงานประชุมปราบมารครั้งนี้


   เห็นเพียงว่าที่หน้าหอคอยปราบมาร องค์จักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดิจื่อซิงต่างนำกุญแจออกมาคนละดอก พลังเซียนสีขาวและสีม่วงต่างส่งกุญแจทั้งสองเข้าไปที่หน้าประตูใหญ่ของหอคอยปราบมาร ส่งเข้าไปยังตำแหน่งเสียบกุญแจที่ประตู


   กุญแจสองดอกประกบเข้าด้วยกัน แสงสว่างวาบขึ้น ประตูใหญ่ของหอคอยปราบมารก็ขยับ


   ประตูใหญ่ทาสีแดงโบราณค่อยๆเคลื่อนเปิดออก เสียงสั่นสะเทือนดังมากราวกับมาจากยุคโบราณกาล


   ขณะที่ประตูเปิดออก ผู้คนด้านนอกรู้สึกได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาอย่างชัดเจน นั่นคือความหนาวเหน็บสุดขั้วที่ถูกฝังอยู่ใต้ภูเขา


   เมื่อประตูหอคอยปราบมารเปิดออก เยี่ยชิงเสวียนไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย เขาเดินเข้าไปด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องให้จักรพรรดิจื่อซิงนำทาง กลับกลายเป็นจักรพรรดิจื่อซิงที่อยู่ด้านหลังต้องรีบตาม เมื่อเห็นเขาเดินนำหน้าเข้าไป


   ท่าทางนั้น ราวกับว่ามารสวรรค์ผู้นี้คือผู้นำทุกสิ่ง


   เมื่อเทียบกับเขาแล้ว จักรพรรดิจื่อซิงผู้มักจะนิ่งขรึมสง่างามกลับดูด้อยบารมีลงไปมากเลยทีเดียว


   แม้ว่าจะมีกระบวนการจะน่าประหลาดใจ แต่ผลลัพธ์กลับราบรื่นจนน่าตกตะลึง


   มารสวรรค์เข้าไปในหอคอยปราบมาร จักรพรรดิจื่อซิงก็ตามเข้าไปติดๆ


   หลังจากพวกเขาเข้าไปแล้ว องค์จักรพรรดิสวรรค์ก็ปิดประตูหอคอยปราบมาร พร้อมทั้งถอดกุญแจออกจากประตู


   แสงสว่างที่ประตูหอคอยปราบมารหายวับไปในทันที ราวกับไม่เคยเปิดมาก่อน มารสวรรค์ที่หน้าประตูก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับไม่เคยมาที่นี่


   กุญแจกลับมาอยู่ในมือขององค์จักรพรรดิสวรรค์ พระองค์ถอนพระอัสสาสะด้วยความโล่ง.อก


   เห็นได้ชัดว่าการประชุมปราบมารที่ส่งมารสวรรค์เข้าหอคอยปราบมารนี้ พระองค์ก็กังวลพระทัยอยู่เหมือนกัน บัดนี้เรื่องจบลงแล้ว จึงสามารถวางพระทัยลงได้


   ในตอนนี้ พระองค์เดินไปด้านหน้าหอคอยปราบมาร หันหน้าไปทางผู้เข้าร่วมประชุมปราบมารทั้งหมด


   "จบแล้ว หยวนหยวน พวกเราไปสำนักห่าวเมี่ยวกันเถอะ" เสียงสาวใช้ดังมาเหนือศีรษะของเยี่ยหลิงหลง


   "จบแค่นี้เองหรือ?" เยี่ยหลิงหลงถาม


   "ใช่แล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงหันไปมอง ในหอคอยปราบมารไม่มีความเคลื่อนไหวอีก ส่วนองค์จักรพรรดิสวรรค์เริ่มช่วงหลังของการประชุมปราบมาร นั่นคือการระดมกำลังผู้คนจากสี่ภพ ร่วมกันต่อต้านมาร เพื่อกำจัดภัยแฝงนี้ให้สิ้นซาก


   "ไปกันเถอะ"


   เยี่ยหลิงหลงไม่ขยับ


   "เป็นอะไรหรือหยวนหยวน?"


   "พี่สาว ข้าอยากอยู่ต่ออีกสักพัก"


   พอเยี่ยหลิงหลงพูดจบ องค์จักรพรรดิสวรรค์ก็เริ่มปราศรัยระดมกำลัง พระองค์ยืนอยู่บนที่สูงหน้าหอคอยปราบมาร ประกาศแก่ผู้คนเบื้องล่าง


   พระองค์กล่าวด้วยถ้อยคำอันเร่าร้อนกระตุ้นใจ สีพระพักตร์เปี่ยมความมั่นใจ ทำให้ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นเกิดความมั่นใจตามขึ้นมาทันที


   "มารสวรรค์เข้าหอคอยปราบมารแล้ว เผ่ามารไร้ซึ่งเขาผู้นั้น ย่อมไม่มีอะไรน่าเกรงกลัวอีก! ต่อจากนี้ ขอเชิญทุกท่านร่วมกับข้า ปราบภพมารชำระล้างแผ่นดิน คืนความสงบสุขรุ่งเรืองให้แก่หกภพด้วยเถิด!"


   "กวาดล้างภพมารชำระล้างแผ่นดิน!"


   "กวาดล้างภพมารชำระล้างแผ่นดิน!"


   ทว่าในยามนั้นเอง หอคอยปราบมารที่เงียบสงบมาตลอดก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แม้จะไม่รุนแรงนัก แต่ทุกคนต่างเห็นเหตุการณ์นี้



บทที่ 1582: น่าเสียดาย ข้าไม่ใช่เด็กน้อย



   ความจริงแต่เดิมที่เยี่ยหลิงหลงบอกว่าจะอยู่ต่ออีกสักพัก นางไม่ได้มีเหตุผลอะไร เพียงแค่อยากยืนอยู่ที่นี่นานขึ้น อยากมองดูนานขึ้น และอยู่เป็นเพื่อนเยี่ยชิงเสวียนนานอีกหน่อยเท่านั้น


   อีกอย่างนางรู้สึกคลางแคลงใจ ว่าเหตุใดเรื่องราวทั้งหมดถึงราบรื่นไปเสียหมด ราบรื่นจนดูไม่สมจริง


   ไม่คิดว่าเพียงเพราะนางอยู่ต่ออีกสักพัก เรื่องราวก็เกิดขึ้นจริงๆ!


   การสั่นสะเทือนของหอคอยปราบมารนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความวุ่นวายมากนัก แต่เพราะมารสวรรค์เพิ่งถูกส่งเข้าไป และจักรพรรดิจื่อซิงที่นำมารเข้าไปก็ยังไม่ได้ออกมา ทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ


   ดังนั้นเมื่อเกิดการสั่นสะเทือน องค์จักรพรรดิสวรรค์จึงหยุดการปราศรัยและหันกลับไป ผู้เข้าร่วมทั้งหมดต่างจ้องมองไปทางหอคอยปราบมาร


   แต่มีเพียงการสั่นสะเทือนครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นหอคอยปราบมารก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆอีก ราวกับว่าการสั่นสะเทือนเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา


   ผู้คนด้านล่างแม้จะรู้สึกตึงเครียด แต่ส่วนใหญ่กลับรู้สึกสงสัยและงุนงงมากกว่า ไม่ได้ตื่นเต้นมากนัก


   แต่เยี่ยหลิงหลงที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดกลับเบิกตากว้างด้วยความตกใจในขณะนั้น


   เพราะสายตาของทุกคนด้านล่างถูกดึงดูดไปที่หอคอยปราบมาร แต่หอคอยปราบมารไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือภูเขาปราบมารทั้งลูกนี้ต่างหาก!


   พูดให้ถูกต้องคือ บนภูเขาปราบมารที่โอบล้อมด้วยผู้คนด้านล่างไว้ทั้งหมดนั้น เกิดคลื่นสั่นไหวอันยิ่งใหญ่ของพลังงานมหาศาล!


   ที่ด้านหลังของทุกคน พลังมหาศาลที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าได้รวมตัวกัน มันเหมือนตาข่ายหนาที่รวมกับภูเขาปราบมารซึ่งโอบล้อมอยู่ ห่อหุ้มผู้คนด้านล่างทั้งหมดเอาไว้


   ในตอนนั้น องค์จักรพรรดิสวรรค์ที่อยู่ด้านหน้าสุดรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง พระองค์หันกลับมา เมื่อพระองค์หันกลับ คนอื่นๆก็หันตามมาด้วย ผู้คนด้านล่างจึงได้เห็นพลังนี้ มันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง กลายเป็นวังวนขนาดใหญ่


   "เร็วเข้า! นั่นคืออะไร? ทำไมบนภูเขาปราบมารถึงมีสิ่งนี้ได้?"


   "พลังหมุนวนนี้ช่างแข็งแกร่งนัก นี่คือค่ายอาคมอะไร ดูทิศทางแล้วรู้สึกเหมือนจะดูดพวกเราเข้าไปในหอคอยปราบมาร!"


   เสียงตื่นตระหนกและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านล่างเพิ่งดังขึ้น ก็ได้ยินเสียง ‘ตูม’ ดังสนั่น ประตูหอคอยปราบมารที่ปิดสนิทพลันเปิดออกในทันที


   ในขณะนั้นความหวาดกลัวของทุกคนพุ่งสูงถึงขีดสุด เพราะในวินาทีที่ประตูหอคอยปราบมารเปิดออก วังวนบนภูเขาปราบมารก็หมุนอย่างบ้าคลั่งในทันที ก่อให้เกิดแรงผลักมหาศาล ผลักทุกคนเข้าไปในประตูหอคอยปราบมาร


   "ประตูหอคอยปราบมารเปิดออกได้อย่างไร? มันไม่ได้ปิดอยู่หรอกหรือ? กุญแจทั้งสองดอกอยู่ในมือ.องค์จักรพรรดิสวรรค์มิใช่หรือ!"


   "การประชุมปราบมารที่ราบรื่น ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น? องค์จักรพรรดิสวรรค์ นี่เป็นส่วนหนึ่งของการระดมพลใช่หรือไม่? นี่พระองค์กำลังทำอะไรกันแน่?"


   "ทำไมต้องเป็นเช่นนี้? ข้ารู้สึกแย่นัก ข้าควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้แล้ว ข้าจะถูกดูดเข้าไปแล้ว ช่วยด้วย!"


   "องค์จักรพรรดิสวรรค์! องค์จักรพรรดิสวรรค์! ช่วยพวกข้าด้วย!"


   ไม่ว่าคนด้านล่างจะร้องตะโกนอย่างไร องค์จักรพรรดิสวรรค์ที่ยืนอยู่ด้านหน้าเหนือ.หอคอยปราบมาร.กลับยืนนิ่งไม่ขยับ ราวกับพระองค์กำลังมองพวกเขาถูกดูดเข้าไปทั้งหมดอย่างเย็นชา หรือกำลังชื่นชมผลงานของตัวเอง


   "นี่คงไม่ใช่ฝีมือของ.องค์จักรพรรดิสวรรค์กระมัง? เหตุใดพระองค์จึงทำเช่นนี้?"


   "พระองค์จะไม่ช่วยพวกเราจริงๆหรือ? แล้วจักรพรรดิจื่อซิงเล่า? ออกมาหยุดยั้งสักหน่อยได้หรือไม่?"


   "จักรพรรดิจื่อซิงบาดเจ็บสาหัสจากการจับมารสวรรค์ แต่ยังยืนกรานจะส่งมารสวรรค์เข้าหอคอยปราบมารด้วยตนเอง คงเป็นเพราะกลัวว่านางจะออกมาช่วยพวกเรา แล้วทำลายแผนการของ.องค์จักรพรรดิสวรรค์กระมัง?"


   เสียงด้านล่างดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงกรีดร้องก็ยิ่งรุนแรงขึ้นทุกที


   แม้ว่าด้านล่างจะเป็นเผ่าเซียน เผ่ามนุษย์ เผ่าปีศาจ หรือแม้แต่เผ่าวิญญาณซึ่งล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละเผ่า แต่พวกเขาก็ยังไม่อาจหลุดพ้นจากค่ายอาคมที่ถูกวางไว้บนเขาปราบมารได้


   ผู้คนมากมายไม่อาจต้านทานแรงดูดเข้าสู่หอคอยปราบมารได้ ขณะที่องค์จักรพรรดิสวรรค์ยังคงนิ่งเฉยไม่ไหวติง


   เยี่ยหลิงหลงที่ยืนอยู่นอกเขาปราบมารได้เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในพริบตา นางไม่ได้รับผลกระทบ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่จะคิดหาวิธีหยุดยั้งได้


   นางกวาดตามองรอบด้านอย่างรวดเร็ว วิเคราะห์ที่มาของพลังและค่ายอาคมอันทรงพลัง พยายามหาวิธีทำลายในเวลาอันสั้น


   แต่ยิ่งมองก็ยิ่งสิ้นหวัง เพราะค่ายอาคมนี้ถูกวางไว้อย่างแยบยล อีกทั้งยังใช้พลังของหอคอยปราบมาร หอคอยที่สามารถปราบปีศาจได้นับไม่ถ้วน พลังของมันย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนที่กำลังตื่นตระหนกเหล่านี้จะต้านทานได้ในชั่วพริบตา


   เสียงกรีดร้องดังไม่ขาดหู เยี่ยหลิงหลงเห็นศิษย์พี่สำนักชิงเสวียนของนางถูกดูดเข้าไปในหอคอยปราบมาร


   นางจึงพุ่งเข้าไปทันที แต่ยังไม่ทันได้ขยับก็ถูกคนดึงกลับมา


   นางหันไปมอง เห็นสาวใช้ที่มีสีหน้าตื่นตระหนก


   "หยวนหยวนรีบไปเร็ว ที่นี่อันตรายนะ"


   "แต่พี่เยี่ยอยู่ข้างใน พี่สาวก็อยู่ข้างใน ข้าไม่ไปไม่ได้!"


   "เจ้าเข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ มีแต่จะเสียชีวิตเปล่า ยิ่งในเวลาเช่นนี้เจ้ายิ่งต้องใจเย็น มีเพียงเจ้าที่อยู่ข้างนอกถึงจะช่วยพวกเขาได้"


   สาวใช้พูดต่อ "ฟังคำพี่สาวคนนี้เถอะ เจ้ายังเด็กเกินไป รอให้เจ้าฝึกฝนจนสำเร็จ เจ้าถึงจะมีความสามารถช่วยพวกเขาได้ แล้วตอนนั้นพี่สาวจะไปช่วยพร้อมกับเจ้า!"


   เยี่ยหลิงหลงจ้องมองสาวใช้ที่ดึงนางไว้ไม่ให้จากไป แววตาไม่ได้ไร้เดียงสาบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นที่ยากจะบรรยาย


   "รอให้ข้าฝึกฝนจนสำเร็จงั้นหรือ? พี่สาว เจ้าเก่งในการปลอบเด็กจริงๆนะ แต่น่าเสียดาย…. ที่ข้าไม่ใช่เด็ก"


   สาวใช้ไม่คิดว่านางจะเปลี่ยนไปเช่นนี้ ยังไม่ทันได้ตอบสนอง หยวนหยวนที่เดิมถูกนางจับไว้กลับพลิกมือคว้าตัวนางและผลักนางเข้าไปในวังวนเบื้องหน้าเขาปราบมารในทันที


   การผลักที่ไม่ทันตั้งตัวนี้ทำให้นางถูกวังวนดูดเข้าไป สุดท้ายก็ตกลงในพื้นที่ที่ค่ายอาคมครอบคลุม ทั้งร่างถูกดูดเข้าประตูหอคอยปราบมารอย่างไม่อาจต้านทาน


   ขณะที่นางถูกดูดเข้าไป หยวนหยวนก้าวสองสามก้าวแล้วกระโดดเข้าวังวนตามเข้ามาด้วย


   และในวินาทีที่นางถูกดูดเข้าประตูหอคอยปราบมาร นางได้แปะอักขระไว้ที่ประตู


   สาวใช้ไม่รู้ว่านั่นคืออักขระอะไร นางรู้เพียงว่าเมื่ออักขระถูกแปะที่ประตู แสงสีทองผสมกับแสงเลือดสีแดงก็สว่างวาบขึ้น หอคอยปราบมารที่ดูดผู้คนทั้งหมดเบื้องหน้าเข้าไปแล้ว ขณะที่ประตูกำลังจะปิด กลับมีบางสิ่งขัดไว้ ทำให้เหลือช่องว่างเล็กๆ


   เสียง ‘ปัง’ ดังขึ้นอย่างรุนแรง


   ประตูหอคอยปราบมารปิดลง วังวนนอกเขาปราบมารหายไป ค่ายอาคมไร้ร่องรอย ผู้คนทั้งหมดเบื้องหน้าหอคอยปราบมารก็หายไปด้วย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่เคยมีใครมาที่นี่


   เสียงอึกทึกมหึมาหายไป การสั่นไหวของต้นไม้บนเขาค่อยๆหยุดลง


   มีเพียงใบไม้ที่ร่วงหล่นจากแรงสั่นสะเทือนก่อนหน้า ยังคงล่องลอยอยู่ในอากาศช้าๆ เป็นหลักฐานถึงเหตุการณ์ใหญ่ที่เพิ่งเกิดขึ้น



บทที่ 1583: ข้าเป็นมารตั้งแต่เมื่อไหร่กัน



   ความหนาวเย็นจากโบราณกาลพุ่งเข้าห่อหุ้มร่างเยี่ยหลิงหลงในพริบตา


   ความมืดมิดราวกับคลื่นน้ำที่ท่วมท้นทุกสิ่ง จมดิ่งผู้คนลงไปในห้วงนั้น กดดันจนแม้แต่การหายใจก็ยังทำได้อย่างยากเย็น


   ภายในหอคอยปราบมารที่มืดมิดจนยกมือขึ้นมาดูนิ้วทั้งห้าแทบไม่เห็น นางได้ยินเสียงลมมากมาย บ้างคล้ายเสียงร่ำไห้ บ้างคล้ายเสียงเยาะหยัน หากตั้งใจฟังดีๆ ยังได้ยินเสียงกล่าวโทษอีกด้วย


   ความรู้สึกนี้คล้ายกับเสียงที่นางเคยได้ยินนอกเขาต้วนหุนในอดีต ล้วนเป็นวิญญาณอาฆาตที่ไม่ยอมสลาย กลายเป็นเศษความอาลัยที่ผสมปนเปกับสายลมพัดมา


   นางสงบจิตใจลง ตั้งใจฟังเสียงเหล่านั้น ลองฟังว่าพวกมันกำลังพูดอะไร


   เมื่อจิตใจสงบลง ความมืดรอบด้านก็ดูไม่มีแรงกดดันรุนแรงอีกต่อไป ความหนาวเย็นจัดก็ค่อยๆทำให้นางปรับตัวได้


   ในที่สุด ร่างของนางก็กระแทกเข้ากับสิ่งที่แข็งบางอย่าง นางรู้ว่าตนกำลังจะลงถึงพื้น จึงรีบปรับท่าทางอย่างรวดเร็ว หมุนตัวหนึ่งรอบ และลงจอดอย่างสมบูรณ์แบบ


   หลังจากลงถึงพื้น นางหยิบไข่มุกราตรีออกมาส่องสว่างเส้นทางเบื้องหน้า


   เมื่อแสงสว่างลุกโพลง นางเห็นบันไดอยู่เบื้องหน้า ทอดลงไปด้านล่าง ราวกับนำไปสู่ใต้พื้นพิภพที่ลึกกว่า


   นางจำได้ว่าตอนที่อ่านเอกสารเกี่ยวกับหอคอยปราบมารในหอตำรา หอคอยปราบมารมีเพียงเก้าชั้น เพราะที่จริงแล้วสิ่งที่กักขังมารคือภูเขาลูกนี้ หอเป็นเพียงทางเข้าเท่านั้น


   ผู้ที่นำมารมาขังจะเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมบนหอ แล้วส่งมารเข้าไป


   หลังจากมารถูกส่งเข้าไป ก็จะถูกกักขังในตำแหน่งที่สอดคล้องใต้ภูเขา


   ตำแหน่งสามารถเลือกและปรับเปลี่ยนได้ โดยทั่วไปเมื่อขังมารแต่ละตน กลไกของหอคอยปราบมารจะทำงานหนึ่งครั้ง ส่งมารตนนั้นไปยังตำแหน่งว่างที่ลึกที่สุด แล้วค่อยๆซ้อนทับขึ้นมา


   ดังนั้นใต้ภูเขาปราบมาร ยิ่งตำแหน่งลึกเท่าไหร่ มารที่ถูกขังก็ยิ่งมีอายุนานเท่านั้น


   มารเหล่านี้อาจไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่าเป็นพวกที่ยากจะรับมือที่สุด


   เยี่ยหลิงหลงถือไข่มุกราตรีเดินวนรอบบริเวณ นอกจากบันไดที่ทอดลงด้านล่างที่นางเพิ่งเห็น นางไม่พบบันไดขึ้นด้านบนอีกเลย


   ได้ยินมาว่าบริเวณที่หอปกคลุมจะมีโคมไฟนิรันดร์ส่องสว่าง แต่รอบด้านนี้นอกจากผนังหินแข็งแล้ว ไม่มีที่วางโคมไฟเลยสักที่


   นั่นหมายความว่าตอนนี้นางไม่ได้อยู่ในบริเวณตัวหอ แต่อยู่ในตำแหน่งใต้หอ ไม่รู้ว่าเป็นชั้นไหน ไม่รู้ว่ากักขังมารอะไรไว้ รู้แต่ว่าไม่มีทางขึ้น นางไม่สามารถไปถึงตำแหน่งตัวหอได้


   หากนางอยู่ในสภาพเช่นนี้ ก็สามารถคาดเดาได้ว่า ทุกคนที่ถูกดูดเข้ามาในหอคอยปราบมาร จะไม่ตกลงในตำแหน่งเดียวกัน และตำแหน่งที่ตกลงมาก็ไม่แน่นอน แม้แต่ทุกคนก็ถูกแยกออกจากกัน


   สถานการณ์เช่นนี้เลวร้ายและรุนแรงที่สุด


   เพราะเมื่อแยกกันเคลื่อนไหวตามลำพัง ในสภาพที่ไม่สามารถช่วยเหลือกันได้ ก็ง่ายต่อการมีคนตาย


   ไม่ว่าจะตายเพราะถูกความหนาวเย็นกัดกร่อน หรือถูกมารที่นี่ทรมานจนตาย หรือถูกผู้อยู่เบื้องหลังเก็บเกี่ยวทีละคน


   แม้ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น แค่คนติดอยู่ที่นี่ไม่มีทางออกไปได้ตลอดกาล ก็ไม่ต่างอะไรกับความตาย


   กลวิธีของผู้อยู่เบื้องหลังช่างแยบยลยิ่งนัก และจิตใจก็โหดเหี้ยมมากเสียด้วย


   เขาไม่สามารถฆ่าคนมากมายขนาดนี้ได้ จึงใช้หอคอยปราบมารสังหารพวกเขาทั้งหมดที่นี่


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจอย่างหนักหน่วง


   นางรู้ความจริงแล้ว เพียงแต่มันสายเกินไปเสียหน่อย


   แต่ว่า...


   ถึงรู้เร็วกว่านี้แล้วจะมีประโยชน์อะไร?


   นางไม่สามารถหยุดยั้งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้ หรือพูดอีกอย่างคือ หากตัวตนของนางถูกเปิดเผย นางก็จะไม่เหลือทางรอด ดังนั้นนางจึงไม่มีโอกาสเปิดโปงความจริงได้เลย


   เยี่ยหลิงหลงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกความมั่นใจที่หล่นหายไปกลับคืนมา จากนั้นนางก็หัวเราะเบาๆ


   เมื่อถึงทางตัน ย่อมมีทางออก บางทีนี่อาจเป็นโอกาสที่แท้จริงของนาง


   เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังไม่สามารถสังหารคนมากมายได้ในครั้งเดียว จึงจำต้องส่งทุกคนเข้ามาในหอคอยปราบมารเพื่อค่อยๆบั่นทอนชีวิต นี่จึงกลายเป็นโอกาส


   โอกาสที่ผู้อ่อนแอจะเอาชนะผู้แข็งแกร่ง เป็นโอกาสแก้แค้นให้กับเหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนที่ตายไป ให้กับอาจารย์ที่วิญญาณแตกสลาย และให้กับชะตากรรมอันไม่เป็นธรรมของพวกนางทั้งสิบสามคน


   เยี่ยหลิงหลงคิดอย่างละเอียด ตอนนี้นางยังปลอดภัยดี


   เพราะในหอคอยปราบมารมีผู้ถูกขังอยู่มากมาย ด้วยสถานะของนาง คงถูกฆ่าเป็นคนสุดท้าย


   เวลาก่อนที่จะถูกฆ่า ล้วนเป็นโอกาสให้นางโต้กลับ


   หลังจากทำใจให้สงบ จู่ๆ ในใจของเยี่ยหลิงหลงก็เกิดความตื่นเต้นขึ้นมา ความตื่นเต้นที่จะได้ท้าทายสิ่งที่ยากที่สุด


   ในที่สุดก็ถึงช่วงเวลาเป็นช่วงเวลาตายครั้งสุดท้าย ใครจะเป็นผู้ชนะ อีกไม่นานก็จะรู้


   ตอนนี้นางหวังเพียงว่าเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดเหล่านั้นจะอดทนได้นานหน่อย เพื่อให้เวลากับนางผู้อ่อนแอคนนี้มากขึ้น


   เยี่ยหลิงหลงยกไข่มุกราตรีในมือขึ้น ก่อนจะค่อยๆเดินลงบันไดไปข้างหน้า


   ขณะเดินลงบันได เสียงลมด้านล่างมีการเปลี่ยนแปลง แม้จะเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย แต่นางตั้งใจฟังมาดี จึงแยกแยะได้ง่าย


   นั่นหมายความว่าแม้ที่นี่จะมืดจนมองไม่เห็นนิ้วมือและมีสภาพแวดล้อมซับซ้อน แต่นางสามารถอาศัยเสียงลมครวญครางเหล่านี้ในการแยกแยะทิศทางได้ ยืนยันว่าตนไม่ได้เดินวนซ้ำทาง หากเดินมากพอ นางยังสามารถวาดแผนที่ใต้ภูเขาปราบมารนี้ได้


   นางค่อยๆเดินลงไป เสียงฝีเท้าของนางกลมกลืนไปกับเสียงลม นอกจากนี้ก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก ราวกับเดินเข้าไปในห้วงลึกที่ตัดขาดจากโลกภายนอก


   ทันใดนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องสุดชีวิตดังมาจากด้านล่าง ทำให้เยี่ยหลิงหลงที่กำลังเดินอยู่บนบันไดสะดุ้งตกใจ


   นางยังไม่ทันเดินถึงด้านล่างสุดของบันได ก็ได้ยินเสียงคนวิ่งหนีอย่างร้อนรนแทรกมากับเสียงลม และดูเหมือนจะวิ่งมาทางนาง


   วินาทีถัดมา ร่างที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงก็ปรากฏตรงหน้านาง และพุ่งชนร่างนางจนล้มลงกับพื้น


   "อ๊า!"


   คนที่ชนเข้ากับนางตกใจร้องเสียงดัง เสียงนี้ไม่ใช่เสียงเดียวกับเสียงกรีดร้องเมื่อครู่ เสียงแรกเป็นเสียงชาย แต่เสียงนี้เป็นเสียงหญิง


   หญิงสาวที่ชนเยี่ยหลิงหลงล้ม หลังจากกรีดร้องแล้วก็กลิ้งคลานลุกขึ้นจากพื้น รีบหันหลังวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว


   "ข้าชนกับมารเข้าแล้ว! ทิศทางนี้ผิด! ทางออกอยู่ทางโน้นต่างหาก!"


   หลังจากนางพูดจบ ชายที่อยู่ด้านในก็ตอบรับว่า "รับทราบ!" จากนั้นเขาก็วิ่งเข้าไปในที่ลึกขึ้นไปอีก


   อย่างไรก็ตาม ตอนที่หญิงสาวกำลังจะวิ่งหนี จู่ๆ ร่างของนางก็ถูกตรึงไว้ ทำให้วิ่งต่อไม่ได้


   "อ๊า! ข้าถูกมารจับได้แล้ว! เจ้ารีบหนีไปเร็ว! ไปตามคนมาช่วยข้าด้วย!" เสียงหญิงร้องตะโกน


   "ข้าจะต้องไปตามคนมาช่วยเจ้าแน่นอน!" ชายหนุ่มตอบรับ


   ขณะที่ทั้งสองคนเพิ่งตกลงกันเสร็จ เยี่ยหลิงหลงก็มาอยู่ตรงหน้าหญิงสาว แล้วยื่นไข่มุกราตรีที่เปล่งแสงไปตรงหน้านาง


   "ศิษย์พี่หญิงห้า ท่านจะดูให้ชัดๆ ก่อนวิ่งหนีได้หรือไม่? ข้ากลายเป็นมารตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"


   ลู่ไป๋เวยเห็นเยี่ยหลิงหลงแล้วก็ตกใจจนทั้งร่างสั่นเทา


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กเองหรือ? เจ้าเป็นศิษย์น้องหญิงเล็กจริงๆหรือ? เมื่อครู่ตอนที่ข้าถูกดูดเข้ามา ข้าท่องชื่อเจ้าไม่รู้กี่รอบ พลังที่ข้าท่องออกมาได้ดูดเจ้าเข้ามาจริงๆหรือ? ข้ามีพลังวิเศษขนาดนี้เลยหรือ?"


   "ท่านก็คือปลาจิ๋นหลี่นำโชคนี่นา ไม่มีพลังวิเศษตั้งแต่เมื่อไหร่เล่า?"


   "ก็จริง ข้า..." ลู่ไป๋เวยกำลังจะยิ้ม แต่วินาทีถัดมารอยยิ้มก็กลายเป็นแข็งค้าง "ที่นี่ไม่ใช่ที่ขังมาร งั้นทิศทางตรงข้าม..."


   ในตอนนั้นเอง มีเสียงชายที่ทั้งตกใจและสับสนดังมาจากทิศทางตรงข้าม "ลู่ไป๋เวย ข้าดูเหมือนจะชนคนเข้าเหมือนกัน!"



บทที่ 1584: ข้าคือหยวนหยวนนะ



   เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยต่างตกตะลึง หัวใจพลันเต้นแรงมากยิ่งขึ้น


   ก่อนที่พวกนางจะทันได้ตอบสนองอะไร เสียงกรีดร้องอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังมาจากด้านหน้า


   "อ๊าก! สิ่งที่ข้าชนเข้าไม่ใช่คน แต่เป็นมาร! มารร้ายที่ถูกขังอยู่ที่นี่! อ๊า! ช่วยข้าด้วย!"


   หลังจากที่เขาร้องจบ เสียงคำรามแหบต่ำก็ดังออกมาจากความมืด พร้อมกับพลังอันน่าเกรงขามที่แผ่ซ่านออกมา ทำให้สถานที่ที่เงียบสงบกลายเป็นที่น่าหวาดกลัวในทันที


   ในตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยที่ถือไข่มุกราตรีอยู่ สามารถจินตนาการได้ถึงความโหดร้ายที่คนข้างในต้องเผชิญ


   เมื่อเจอมารในหอคอยปราบมาร อย่าว่าแต่รอดชีวิตเลย แม้แต่การมีศพที่สมบูรณ์ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก


   เหตุเพราะระยะเวลาที่ถูกขังมานานหลายปี มารที่อ่อนแอกว่าก็มักจะถูกสังหารไปหมดแล้ว และยังคงเหลือไว้เพียงมารที่สังหารไม่ได้เพียงเท่านั้น ที่จำต้องถูกส่งมาขังไว้ในหอคอยปราบมารและอยู่ในนี้มีนานนับหลายหมื่นปี


   มารที่แม้แต่เผ่าเซียนยังสังหารไม่ได้ พลังของมันย่อมไม่ต้องพูดถึง


   ในความมืด มารนั้นยังคงส่งเสียงอย่างต่อเนื่อง แต่ชายผู้นั้นกลับไม่ส่งเสียงใดๆอีกเลย


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เขาคงไม่ตายกระมัง? ตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี?"


   "ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ต้องเข้าไปดู" เยี่ยหลิงหลงกล่าว "หากตายแล้วก็ดูว่าจะเก็บศพเขาได้หรือไม่ หากยังไม่ตายก็ต้องหาทางช่วยเหลือ"


   ลู่ไป๋เวยพยักหน้า "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าช่างมีจิตใจเมตตา หากพานเฉิงว่านรู้เข้าคงจะตายตาหลับ"


   เยี่ยหลิงหลงที่กำลังจะก้าวเท้าชะงักงัน "ท่านบอกว่าคนข้างในคือพานเฉิงว่านงั้นหรือ?"


   "ใช่แล้ว พวกเราตกลงมาพร้อมกัน แต่ข้าโชคดีกว่าเล็กน้อย ข้าตกลงมาช้ากว่าเขานิดหน่อย พอดีตกลงบนตัวเขา ทำให้เขาลุกขึ้นหนีไม่ทัน"


   ลู่ไป๋เวยเกาศีรษะแล้วพูดต่อ "กลับเป็นข้าที่หนีไปได้ หลังจากนั้นพวกเราตกลงแยกกันหาทางออกคนละทิศทาง และคอยสื่อสารกันตลอด เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเจ้าก็คงรู้แล้ว แต่เจ้าจำเสียงเขาไม่ได้หรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงส่ายหน้า


   จะจำได้อย่างไร เสียงกรีดร้องด้วยความกลัวของพานเฉิงว่านเปลี่ยนไปหมดแล้ว แปลกประหลาดเกินกว่าจะจำได้


   "พวกเรารีบเข้าไปดูกันเถอะ"


   เยี่ยหลิงหลงอุ้มไข่มุกราตรีวิ่งเข้าไปข้างใน ลู่ไป๋เวยระมัดระวังตามหลังนาง พร้อมชูไข่มุกราตรีที่ดูเหมือนโคมไฟดวงใหญ่ ส่องสว่างตามเส้นทางใต้เท้าของตนเองและศิษย์น้องหญิงเล็กในทันที


   เมื่อถูกแสงสว่างจ้าส่องถึง สภาพภายในหอชั้นนี้ก็ชัดเจนขึ้นมาก เยี่ยหลิงหลงอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง ‘โคมไฟ’ ของศิษย์พี่หญิงห้าแล้วชูนิ้วโป้งให้นาง


   แม้ศิษย์พี่หญิงห้าจะไม่เข้าใจหลายเรื่อง แต่ในเรื่องปัจจัยสี่ นางไม่เคยทำให้ตัวเองต้องลำบากเลย


   ยิ่งเดินลึกเข้าไป ความหนาวเย็นก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น เสียงคำรามของมารก็ยิ่งดังขึ้น


   แต่ไม่นาน เยี่ยหลิงหลงก็ได้ยินเสียง ‘ติ๊ง’ สั้นๆ แทรกอยู่ในเสียงคำรามนั้น ราวกับมีกลไกบางอย่างกำลังกระตุ้น เพราะทุกครั้งที่มันขยับจะมีเสียง ‘ติ๊ง’ เบาๆดังขึ้น


   ไม่นาน แสงสีทองจำนวนมากที่ไขว้กันไปมาก็ส่องออกมาจากความมืดเบื้องหน้า แสงเหล่านี้เหมือนโซ่ที่ล่ามร่างใหญ่โตมโหฬารนั้นเอาไว้


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยเดินเข้าไปใกล้ แสงสว่างจากร่างของพวกนางก็ส่องสว่างไปยังร่างใหญ่โตนั้นอย่างรวดเร็ว


   พวกนางเห็นมารร้ายที่มีปราณมารสีดำล้อมรอบร่างอยู่ ปราณมารปกคลุมร่างทั้งหมดของมันจนไม่เห็นใบหน้า เห็นเพียงเงาดำขนาดมหึมา


   เงาดำนั้นกำลังพุ่งเข้าใส่มุมด้านหน้าอย่างบ้าคลั่ง แต่ทุกครั้งที่มันจะเข้าไป ลำแสงสีทองบนร่างก็จะรั้งมันไว้ พร้อมเสียง ‘ติ๊ง’ ที่ดังขึ้น ทำให้จำกัดการเคลื่อนไหวของมันไว้


   ภายในมุมแคบๆที่มันพยายามจะพุ่งเข้าไป พวกนางเห็นร่างที่กำลังขดตัวสั่นเทาอยู่ในนั้น


   กรงเล็บของมารร้ายนั้นสามารถแตะถึงตัวพานเฉิงว่านได้แล้ว เพราะบนแผ่นหลังของเขามีรอยข่วนเป็นทางๆ จนเลือดไหลอย่างน่าสยดสยอง


   แต่มันเอื้อมถึงได้แค่นั้น มันสามารถข่วนถูกตัวพานเฉิงว่านได้ แต่ไม่สามารถคว้าตัวเขามาได้ทั้งหมด


   ด้วยความคลุ้มคลั่งของมารร้ายตนนี้ เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยไม่สงสัยเลย ว่าหากพานเฉิงว่านขยับตัวแม้เพียงนิดเดียวก็อาจจะถูกมารร้ายจับได้ และต้องถูกฉีกร่างเป็นชิ้นๆแน่นอน


   เมื่อเห็นพานเฉิงว่านที่หมอบอยู่ในมุม ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก


   เขายังไม่ตาย อย่างนั้นก็พอช่วยได้ แม้จะช่วยยากหน่อยก็เถอะ


   เพราะตำแหน่งของพานเฉิงว่านอยู่ที่มุมในสุด หากเขาจะมาทางพวกนาง ต้องผ่านมารร้ายตนนี้แน่ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าไปตาย


   "พวกเจ้ากลับมาแล้วหรือ?" พานเฉิงว่านถามอย่างตื่นเต้น "แม่นาง แม่นาง ใช่ท่านหรือไม่?"


   เยี่ยหลิงหลงผู้มีรูปร่างกลมเล็ก เอียงศีรษะ ยิ้มอย่างน่ารัก


   "ท่านถามหาใครหรือเจ้าคะ? ข้าคือหยวนหยวนเจ้าค่ะ"


   แต่เดิมพานเฉิงว่านยังไม่แน่ใจ แต่พอเยี่ยหลิงหลงยิ้ม เขาก็หมดความสงสัยทันที


   "เจ้าคือเยี่ยหลิงหลงนี่! ตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าเห็นจักรพรรดิจื่อซิงจูงเจ้ามา ข้าก็จำได้แล้ว ตอนนั้นข้าไม่กล้าแน่ใจ แต่ตอนนี้ข้าแน่ใจแล้ว เป็นเจ้าแน่นอน! ดวงตาคู่นี้ของเจ้าไม่มีทางหลอกใครได้หรอก! เวลาเจ้ายิ้ม แววตาเจ้าทั้งเจ้าเล่ห์และมั่นใจ ไม่มีใครเลียนแบบได้อีกแล้ว"


   "ดูเหมือนข้าจะปิดบังตัวตนได้ไม่ดีเลย…."


   "ก็ไม่ถึงกับไม่ดี อย่างน้อยเจ้าก็อยู่ในภพเซียนมาหนึ่งเดือนโดยไม่มีใครรู้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะพวกเขาไม่คุ้นเคยกับเจ้า ส่วนคนที่คุ้นเคยกับเจ้า ก็ไม่ได้อยู่ในวังสวรรค์และวังจื่อซิง"


   พานเฉิงว่านพูดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ ก็นึกได้ว่านี่ไม่ใช่เวลาคุยกัน เขากำลังจะเตือนเยี่ยหลิงหลง ตอนนั้นเองมารร้ายที่พยายามจะฉีกร่างเขาก็มีปฏิกิริยา


   เมื่อรู้สึกถึงแสงสว่างจากด้านหลัง มารร้ายก็หันกลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีเลือดจ้องมองเยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยอย่างน่าขนลุก แล้วในวินาทีถัดมาก็เปลี่ยนทิศทางพุ่งเข้าใส่พวกนางทั้งสอง


   ลู่ไป๋เวยตกใจจนรีบวิ่งหนี แต่เยี่ยหลิงหลงกลับไม่ขยับเขยื้อนในทันที


   จากนั้นมารร้ายก็พุ่งเข้ามา กรงเล็บฉีกผ่านอากาศพุ่งเข้าใส่เยี่ยหลิงหลงเหลือระยะห่างอีกนิดเดียวก็จะข่วนโดนเยี่ยหลิงหลงแล้ว


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงปลอดภัย ลู่ไป๋เวยที่วิ่งหนีไปไกลและพานเฉิงว่านที่หมอบอยู่ตรงมุมก็ไม่กล้าขยับ ต่างถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก


   นางกล้าหาญเหลือเกิน กล้าเสี่ยงขนาดนี้ได้อย่างไร นางบ้าไปแล้วหรือ ถึงจะดูขี้ขลาดที่ขยับไปเพียงสองก้าว แต่อย่างน้อยก็ยังไม่ตาย!


   อย่าเล่นสุ่มเสี่ยงที่ระยะอันตรายแบบนี้สิ หอคอยปราบมารมืดๆ นี่น่ากลัวนัก!


   มารร้ายเมื่อเห็นว่าจับพานเฉิงว่านไม่ได้ จับเยี่ยหลิงหลงก็ไม่ได้ ก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที มันทั้งคำรามทั้งปล่อยปราณมารบนร่างพุ่งเข้าใส่เยี่ยหลิงหลงอย่างดุดัน


   เมื่อเห็นเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงรีบหยิบหงเยี่ยนออกมาแล้วเปลี่ยนเป็นร่มในทันที นางใช้ร่มป้องกันการโจมตีอย่างดุดันของปราณมารทั้งหมดเอาไว้ได้ พร้อมกับถอยหลังไปหลายก้าวจนถึงตำแหน่งที่ไม่ถูกปราณมารห้อมล้อม



บทที่ 1585: ชีวิตท่านขึ้นอยู่กับฝีมือของท่าน ไม่ใช่สวรรค์ลิขิต!



   มารร้ายที่คลุ้มคลั่งพยายามกระโจนเข้าใส่เยี่ยหลิงหลงไม่หยุด ท่าทางเหมือนกับตอนที่กระโจนใส่พานเฉิงว่านไม่มีผิด


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงดึงความสนใจทั้งหมดของมันไปได้ พานเฉิงว่านจึงรีบคลานออกมาจากมุมอย่างเงียบๆ หวังจะแอบไปหาพวกเยี่ยหลิงหลงในตอนที่มารไม่ทันสังเกต


   แต่เขาเพิ่งคลานออกมาได้ไม่กี่ก้าว มารตัวนั้นราวกับมีตาหลัง มันรีบหันกลับมาตะปบใส่เขาอย่างรวดเร็ว ทำเอาเขาตกใจรีบคลานกลับไปที่เดิมทันที การไปมาครั้งนี้ทำให้เขาถูกข่วนอีกหลายแผล


   บาดแผลของเขามีปราณมารพวยพุ่ง เลือดเป็นสีดำ ดูแผลก็รู้ว่าหนักและเจ็บมาก


   ในขณะที่มารร้ายวิ่งไล่ข่วนระหว่างเยี่ยหลิงหลงกับพานเฉิงว่าน เยี่ยหลิงหลงสังเกตเห็นว่าบนหลังของมันมีบางอย่าง


   "เหล่าพาน วิ่งไปทางนั้นที"


   คำเรียกนี้ทำให้พานเฉิงว่านอึ้งไปชั่วขณะ ทำไมถึงเรียกเขาว่าเหล่าพานล่ะ?


   ก็แค่อายุมากกว่าหน่อยเดียวเองนะ ตอนนี้ดูหน้าตาต่างกันมากไปหน่อยเพียงเท่านั้น


   แต่สิ่งที่เขายอมรับไม่ได้มากกว่า คือเยี่ยหลิงหลงสั่งให้เขาวิ่งไปทางนั้น นางเสียสติไปแล้วหรือไง?


   ตำแหน่งนั้นมารจะจับเขาได้ง่ายๆเลยนะ!


   เขาด่าเยี่ยหลิงหลงในใจหลายรอบ แต่ขาทั้งสองที่ไม่ฟังคำสั่งของเจ้าของ กลับวิ่งไปยังตำแหน่งที่เยี่ยหลิงหลงชี้ในทันที


   หลังจากเขาวิ่งไป มารก็พุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว เพื่อหลบการโจมตี พานเฉิงว่านรีบถอยกลับไปยังมุมที่เขาหลบอยู่


   แม้ช่วงเวลานั้นจะสั้นมาก แต่เยี่ยหลิงหลงก็เห็นสิ่งที่อยู่บนหลังมารตอนที่มันหันตัวทันที นั่นคือดาบเล่มหนึ่ง!


   บนดาบยังมีปราณเซียนที่ยังสลายไม่หมด ดูก็รู้ว่าเป็นดาบที่เผ่าเซียนทิ้งไว้


   นอกจากนี้ เยี่ยหลิงหลงยังเห็นตัวอักษรสองตัวบนดาบ สลักคำว่า ‘ตงอวิ๋น’


   "เจ้าบอกให้ข้าวิ่ง ข้าก็วิ่งแล้ว แต่ข้าอยู่ตรงนั้นไม่ได้ ข้าทำอะไรไม่ได้เลย" พานเฉิงว่านพูด "เจ้าได้ผลลัพธ์ที่ต้องการหรือยัง? ถ้ายัง ข้าลองอีกครั้งก็ได้"


   ได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงก็หัวเราะเบาๆ สมแล้วที่เป็นเหล่าพานที่ผ่านเป็นผ่านตายมาด้วยกัน นางพูดแค่นิดเดียวเขาก็เข้าใจทั้งหมดแล้ว นี่แหละที่เรียกว่าความเข้าใจกัน


   "ตงอวิ๋นคือใคร?"


   "ตงอวิ๋น?" พานเฉิงว่านที่กำลังตัวสั่นอยู่ในมุมชะงักไป


   "มารตนนี้มีดาบปักอยู่ที่หลัง บนใบดาบมีตัวอักษรสองตัว สลักคำว่าตงอวิ๋น!"


   พอเยี่ยหลิงหลงพูดจบ พานเฉิงว่านก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ


   "คือจักรพรรดิตงอวิ๋น!"


   "จักรพรรดิตงอวิ๋นหรือ?"


   "ใช่ เมื่อนานมาแล้ว เผ่าเซียนไม่ได้มีแค่จักรพรรดิจื่อซิงเพียงผู้เดียว ตอนนั้นจักรพรรดิตงอวิ๋นก็แข็งแกร่งมาก ทั้งสถานะและพลังก็อยู่ระดับเดียวกับจักรพรรดิจื่อซิง เพียงแต่ภายหลังพระองค์สิ้นพระชนม์ที่หอคอยปราบมารแห่งนี้"


   "เรื่องเหล่านี้ข้าก็ได้ยินมาจากผู้อาวุโสในคาบเรียนประวัติเซียน เพราะปีที่พระองค์สิ้นชีพนั้นอย่างน้อยก็สองหมื่นปีก่อน สรุปคือเป็นยุคก่อนที่ข้าจะเกิด


   นับตั้งแต่ข้าเกิดมา เผ่าเซียนก็เหลือจักรพรรดิเพียงองค์เดียว นั่นก็คือจักรพรรดิจื่อซิง"


   หลังจากพานเฉิงว่านพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็หัวเราะเยาะ "การเกิดของท่านช่างมีความหมายต่อยุคสมัยจริงๆนะ"


.......


   ถึงเวลาแบบนี้แล้ว นางยังมาล้อเล่นได้อีก!


   "หากเจ้าเคยศึกษาเกี่ยวกับหอคอยปราบมาร เจ้าก็ควรรู้ว่ามันเกิดเรื่องมานานมากแล้ว ทุกครั้งที่ส่งมารเข้าไปคุมขัง ไม่มีใครได้ออกมาอีกเลย พวกเขาล้วนตายอย่างไร้สาเหตุอยู่ในหอคอยปราบมารนั่น


   องค์จักรพรรดิสวรรค์ก็เคยส่งคนไปสืบ แต่คนที่ถูกส่งเข้าไปก็แทบจะตายหมดและไม่ได้ออกมา


   จนกระทั่งภายหลังมีคนที่หนีรอดออกมาจากหอคอยปราบมารได้ นำข่าวกลับมา เผ่าเซียนถึงได้รู้ว่าภายในหอคอยปราบมารวุ่นวายไปหมดแล้ว ดังนั้นหากไม่จำเป็นจริงๆ ก็จะไม่มีทางเปิดใช้หอคอยปราบมารเด็ดขาด


   ครั้งนี้ต้องคุมขังมารสวรรค์ จึงเป็นเวลาที่จำเป็นแล้วจริงๆ


   ดังนั้นถึงแม้จะมีคนคัดค้านมากมาย แต่จักรพรรดิจื่อซิงก็ยังตัดสินใจส่งมารสวรรค์เข้าหอคอยปราบมารอย่างแน่วแน่


   เพราะด้วยพลังของมารสวรรค์ ต่อให้องค์จักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดิจื่อซิงร่วมมือกันทุ่มสุดกำลังก็ไม่อาจสังหารมันได้


   แต่หากพวกเขาทุ่มสุดกำลังแล้วจริงๆ กองทัพเผ่ามารที่อยู่เบื้องหลัง รวมถึงมารโบราณที่พวกมันปลุกขึ้นมาก็จะไม่มีใครต้านทานได้มิใช่หรือ?


   พูดถึงตรงนี้ จักรพรรดิจื่อซิงช่างน่าเคารพนัก ที่ก้าวออกมาในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้


   ส่วนองค์จักรพรรดิสวรรค์..."


   พานเฉิงว่านถอนหายใจหนักๆ


   "ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดพระองค์ถึงทำเช่นนี้ พระองค์เป็นเจ้าแห่งภพเซียน เมื่อเผชิญหน้ากับเผ่ามาร เหตุใดพระองค์จึงทำร้ายพวกเราเช่นนี้?"


   "ไม่รู้ก็อย่าเพิ่งคิดไปไกล ความจริงอีกไม่นานก็จะปรากฏเอง"


   พานเฉิงว่านชะงัก


   "เจ้าว่าอะไรนะ?"


   "ดังนั้นมารตนนี้อาจเป็นตัวที่จักรพรรดิตงอวิ๋นนำมาคุมขังด้วยตนเองในตอนนั้นงั้นหรือ?"


   "น่าจะใช่ ไม่เช่นนั้นดาบของจักรพรรดิตงอวิ๋นคงไม่อยู่บนหลังของมัน"


   "จักรพรรดิตงอวิ๋นเข้ามาคุมขังมารตั้งแต่กี่ปีก่อน?"


   พานเฉิงว่านชะงัก พยายามคิดทบทวนจนเหงื่อท่วมหัว


   "เหล่าพาน ท่านเรียนไม่ค่อยเก่งสินะ แม้แต่ความรู้สำคัญขนาดนี้ก็จำไม่ได้ ตอนสอบวิชาประวัติเซียนท่านลอกข้อสอบคนอื่นงั้นหรือ?"


   พานเฉิงว่านร้อนใจจะแย่ เยี่ยหลิงหลงยังมาล้อเล่นอีก จิตใจนางนี่ช่างสุดยอดเกินไปแล้ว!


   "ข้าไม่ได้ลอกข้อสอบ นี่เป็นสิ่งที่เรียนมาตั้งแต่เข้าเผ่าเซียนผ่านมาหลายปีแล้ว รายละเอียดพวกนี้ข้าต้องนึกทบทวนให้ดี"


   "ห้าหมื่นปี?"


   "ไม่ใช่แค่นั้น"


   "เก้าหมื่นปี?"


   "ยังไม่ถึง"


   "งั้นก็เจ็ดหมื่นปีสินะ" เยี่ยหลิงหลงกล่าว "ไม่จำเป็นต้องรู้แน่ชัด แค่รู้ปีโดยประมาณก็พอแล้ว"


   "เหตุใดกัน? เจ้ามีวิธีอะไรหรือ?"


   "มารตนนี้ถูกจักรพรรดิตงอวิ๋นส่งเข้ามา กล่าวได้ว่าพลังของจักรพรรดิตงอวิ๋นต้องไม่ด้อยกว่าเขามากนัก จักรพรรดิตงอวิ๋นสิ้นชีพที่นี่ต้องเกี่ยวข้องกับเขาแน่นอน มิเช่นนั้นดาบคู่กายคงไม่ตกอยู่ในมือเขา


   เมื่อเจ็ดหมื่นปีก่อน เขาต่อสู้กับจักรพรรดิตงอวิ๋นจนเกือบตายทั้งคู่ ใช้พลังทั้งหมดจนสิ้น ทำให้ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ ดาบที่ปักหลังเขาก็ยังถอนออกไม่ได้


   เจ็ดหมื่นปีผ่านไปจนถึงวันนี้ เมื่อพวกเราได้พบเขาอีกครั้ง มารผู้เกรียงไกรนี้ถึงขนาดไม่สามารถทำอะไรพวกเราที่ไร้ความสามารถให้ตายได้ในทีเดียว นี่แสดงให้เห็นว่าเขาอ่อนแรงเต็มทีแล้ว


   อีกทั้งที่นี่ยังมีโซ่พันธนาการมาร เหล่าพาน ข้าคิดว่าพวกเราสู้ได้"


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ พานเฉิงว่านก็เบิกตาโพลง


   นางพิจารณาว่ามารตนนี้สู้ได้หรือไม่จากปีที่ผ่านมางั้นหรือ? ข้อสรุปนี้มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือรองรับหรือไม่?


   "ศิษย์พี่หญิงห้ากางสนามเสริมพลังให้ข้ากับเหล่าพานด้วยนะ พวกเราจะร่วมมือกันต่อสู้ ถ้าชนะแล้วเราจะหนีไปด้วยกัน แต่ถ้าพวกเราแพ้แล้วให้ท่านไปแจ้งข่าวการตายพวกเราด้วย"


   อะไรนะ?


   พานเฉิงว่านสะท้านไปทั้งร่าง แจ้งข่าวการตาย?


   ที่แท้การวินิจฉัยที่ไร้หลักฐานของนาง คนที่ต้องรับผลกรรมด้วยก็คือตัวเขาเองงั้นหรือ?


   "ได้เลย!" ลู่ไป๋เวยรับคำ ไม่สนใจว่าพานเฉิงว่านจะพูดอะไร นางกางสนามเสริมพลังทันที


   เมื่อสนามเสริมพลังเปิดขึ้น เยี่ยหลิงหลงก็ยกหงเยี่ยนในมือขึ้นทันที และเปลี่ยนเป็นรูปดาบ กระแสพลังพุ่งสูงในทันใด


   "เหล่าพาน! มาเถิด! ชีวิตท่านขึ้นอยู่กับฝีมือของท่าน ไม่ใช่สวรรค์ลิขิต!"



บทที่ 1586: มองเห็นแสงแห่งชัยชนะแล้ว



   พานเฉิงว่านลงมือเร็วกว่าความคิด เขากัดฟันลุกขึ้นจากพื้น พร้อมชักดาบยาวออกมาในพริบตา แล้วพุ่งเข้าโจมตีมารร้ายที่ขวางทางเขาอยู่ทันที


   ประโยคที่เยี่ยหลิงหลงพูดว่า ‘ชีวิตท่านขึ้นอยู่กับฝีมือของท่าน ไม่ใช่สวรรค์ลิขิต’ ตอนแรกที่ได้ยินเขารู้สึกทั้งโมโหและขบขัน แต่เมื่อมันวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมจางหาย ความร้อนรุ่มในใจของเขาก็ถูกปลุกขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า


   คำพูดนั้นไม่ได้ผิดอะไรเลย ไม่ใช่หรือ?


   คนที่อยู่เบื้องหลังส่งพวกเขาทั้งหมดเข้ามาในหอปราบมาร ก็เพื่อจะฆ่าพวกเขาทั้งหมดทิ้งไม่ใช่หรือ?


   เมื่อถึงยามเป็นยามตายแล้ว จะมัวลังเลอะไรอีก?


   ยิ่งหวาดกลัว ก็ยิ่งไม่สบายใจ ยิ่งไม่มีทางออกจากความมืดมิดได้ ยิ่งไม่สามารถต่อสู้เพื่อเส้นทางแห่งชีวิตได้


   ขณะที่พานเฉิงว่านถือดาบพุ่งเข้าโจมตีมาร อีกด้านหนึ่งเยี่ยหลิงหลงก็ลงมือเช่นกัน


   ในเวลาเดียวกัน ลู่ไป๋เวยก็ควบคุมสนามเสริมพลังให้มีขอบเขตเล็กที่สุด เพื่อให้พลังในพื้นที่เล็กๆนั้นแข็งแกร่งที่สุด


   แม้ทั้งสามคนจะทุ่มสุดตัว แต่ตอนเริ่มลงมือครั้งแรกต่างก็ยังตื่นเต้นมาก


   พานเฉิงว่านเป็นคนแรกที่ปะทะกับมาร ถูกพลังฝ่ามือของมารซัดกระเด็นออกไปในทันทีที่ปะทะกัน ร่างของเขากระแทกกำแพงด้านหลังอย่างแรง พอร่วงลงพื้นก็กระอักเลือดออกมาไม่น้อยเลย


   ในตอนนั้น พานเฉิงว่านปวดจนสมองอื้อ สายตาพร่าเลือนในทันที


   เขารับมือกับมันไม่ได้เลยแม้แต่กระบวนท่าเดียว ช่องว่างมันช่างห่างชั้นกันเหลือเกิน การต่อสู้ครั้งนี้...


   "การต่อสู้ครั้งนี้เราสู้ได้!"


   เสียงตื่นเต้นของเยี่ยหลิงหลงดังมาจากอีกด้าน ทำให้พานเฉิงว่านที่กำลังจะสลบเพราะความเจ็บปวดสะดุ้งตื่น ได้สติขึ้นมาบ้าง


   อะไรนะ? สู้ได้? ทำไมถึงสู้ได้? หรือว่านางมีไม้เด็ดอะไร?


   "พลังของมารตนนี้แย่ลงกว่าแต่ก่อนแล้วจริงๆ! เหล่าพาน ฝ่ามือของมันไม่ได้ฆ่าท่านตายเสียหน่อย! ข้าเห็นแสงแห่งชัยชนะแล้วล่ะ!"


   ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงของเยี่ยหลิงหลงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เขาคงคิดว่าตัวเองหูแว่วไปแล้ว


   แค่ยังไม่ตาย ก็เห็นแสงแห่งชัยชนะแล้วงั้นหรือ?


   "มัวแน่นิ่งอยู่ทำไม? รีบลุกขึ้นมาสู้ต่อสิ! ครั้งแรกไม่ตาย ท่านก็ยังมีครั้งต่อไป ครั้งแล้วครั้งเล่า โดนอีกสักหลายครั้งท่านก็จะมีโอกาสปรับตำแหน่ง วิ่งมาทางพวกข้าสิ!"


   เสียงของเยี่ยหลิงหลงเหมือนน้ำร้อนที่สาดลงบนหัวเขาอย่างแรง ทั้งร้อน ทั้งลวก ทั้งเจ็บ แต่กลับทำให้คนรู้สึกฮึกเหิมและได้สติ


   พานเฉิงว่านฝืนความเจ็บปวดลุกขึ้นจากพื้น เมื่อเขาพุ่งเข้าโจมตีมารอีกครั้ง เยี่ยหลิงหลงที่ถอยไปอีกด้านก็โจมตีมารจากอีกทิศทางหนึ่งในทันที


   แต่คราวนี้มารไม่สนใจพานเฉิงว่านที่เป็นผู้โจมตีหลักแล้ว กลับหันไปพุ่งเข้าใส่เยี่ยหลิงหลงที่คอยสนับสนุนอยู่ริมๆแทน


   ตอนที่เยี่ยหลิงหลงรู้ตัวก็สายเกินกว่าจะถอยหลังได้ เมื่อกรงเล็บของมารฟาดลงมาที่ศีรษะของเยี่ยหลิงหลงอย่างรุนแรง พยายามจะทุบศีรษะนางให้แหลก เยี่ยหลิงหลงรีบเปลี่ยนหงเยี่ยนเป็นร่มในทันที


   กรงเล็บของมารตบลงบนหงเยี่ยน แม้จะป้องกันและสะท้อนพลังส่วนหนึ่งออกไปได้ แต่พลังอีกส่วนก็ยังไหลผ่านร่มเข้าสู่ร่างของเยี่ยหลิงหลงอยู่ดี


   เยี่ยหลิงหลงถูกตบกระเด็นออกไปทันที ร่างกระแทกพื้นอย่างรุนแรง การกระแทกครั้งนี้หนักกว่าตอนที่พานเฉิงว่านโจมตีมากนัก


   "แม่นาง แม่นางเยี่ยหลิงหลง!"


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก!"


   แม้ทั้งสองคนจะกังวลอย่างยิ่ง แต่การเคลื่อนไหวก็ไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย


   ลู่ไป๋เวยช่วยเร่งความเร็วให้พานเฉิงว่านในชั่วขณะนั้น และพานเฉิงว่านก็ฉวยโอกาสตอนที่มารโจมตีเยี่ยหลิงหลง ฟันดาบเข้าใส่ร่างของมาร ทำให้ปราณมารบนร่างมันแตกกระจายไปเป็นบริเวณกว้าง


   แต่เขาไม่ได้ยืดเยื้อการต่อสู้ เวลาที่เยี่ยหลิงหลงแลกมาด้วยชีวิตนั้นมีค่ายิ่ง หลังจากฟันดาบชะลอการเคลื่อนไหวของมารได้แล้ว เขาก็รีบกระโดดข้ามมารวิ่งไปอีกทิศทางหนึ่ง พุ่งตรงไปหาเยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวย


   ระหว่างที่เขากำลังวิ่ง มารที่โดนฟันหนึ่งดาบหันกลับมา ตบกรงเล็บใส่ร่างของพานเฉิงว่านอีกครั้ง


   การโจมตีครั้งนี้ ทำให้ร่างของเขากระเด็นออกไปทันที แม้จะถูกตบลงพื้นอย่างรุนแรง กระดูกทั่วร่างแตกหักไปหลายท่อน แต่เขาก็หลุดพ้นจากระยะโจมตีของมารได้สำเร็จแล้ว


   "พรวด..."


   พานเฉิงว่านอาเจียนเป็นเลือดออกมา แต่ก็ไม่อาจซ่อนความตื่นเต้นบนใบหน้าได้


   "ข้าทำได้แล้ว ข้าหนีออกมาได้แล้ว ชีวิตข้าขึ้นอยู่กับข้า ไม่ใช่สวรรค์จริงด้วย!"


   พูดจบ เขาก็รีบคลานกลับไปดูเยี่ยหลิงหลงที่นอนคว่ำอยู่บนพื้นและไม่ขยับเขยื้อนอีกเลยหลังจากล้มลง


   "แม่นางไม่เป็นไรใช่หรือไม่? พวกเราทำสำเร็จแล้ว เจ้าต้องทนให้ได้นะ!"


   เมื่อพบว่าเยี่ยหลิงหลงยังไม่ตาย เขาก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่ในใจ เข้าไปพยุงเยี่ยหลิงหลงทันที


   "รอดแล้ว พวกเรารอดกันทั้งหมดแล้ว! ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปรักษาอาการบาดเจ็บเดี๋ยวนี้!"


   ใครจะรู้ว่า เมื่อเขากำลังจะพยุงเยี่ยหลิงหลงขึ้นมา ก็ถูกพลังบางอย่างกดเอาไว้


   พานเฉิงว่านชะงักไป เห็นเยี่ยหลิงหลงที่นอนอยู่ในกองเลือดเงยหน้าขึ้นมา ยิ้มประหลาดให้เขา


   ในหอคอยปราบมารที่ปกคลุมด้วยความมืดนี้ รอยยิ้มของนางทำให้พานเฉิงว่านเหงื่อเย็นผุดขึ้นทันที


   "เหล่าพาน ข้าบอกแล้วว่าศึกครั้งนี้เราสู้ได้"


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบก็ไอหลายครั้ง ไอพลางอาเจียนเป็นเลือดพลาง ใบหน้ากลมป้อมซีดขาวอย่างผิดปกติ


   "สู้ได้สิ! พวกเราก็ทำสำเร็จแล้วไม่ใช่หรือ? เจ้ารีบลุกขึ้นมาเถอะ พวกเราต้องรีบไป" พานเฉิงว่านกล่าว


   "ไม่ การปฏิวัติยังไม่สำเร็จ สหายยังต้องพยายามต่อไป"


   พานเฉิงว่านงงงัน ไม่เข้าใจ และแอบรู้สึกว่าไม่อยากจะเข้าใจด้วย แต่ลู่ไป๋เวยที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่ปล่อยให้เขาหลุดรอด


   "ที่ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าหมายถึงคือ ต้องฆ่ามารตนนั้นให้ตายถึงจะนับว่าสำเร็จ"


   พานเฉิงว่านสะดุ้งตกใจ ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างยิ่งกว่าระฆังทองแดง เขามองไปทางเยี่ยหลิงหลง


   "ศิษย์พี่หญิงห้าพูดไม่มีผิด รู้ใจข้าเสียจริง"


   พานเฉิงว่านรู้ว่าไม่สามารถห้ามปรามเยี่ยหลิงหลงได้ จึงวิ่งไปหาลู่ไป๋เวยเพื่อหาพันธมิตร หวังจะใช้เสียงส่วนน้อยคล้อยตามเสียงส่วนมาก ดังนั้นสายตาของเขาจึงหันไปทางลู่ไป๋เวย


   "ไม่ใช่ นางเป็นถึงเพียงนี้แล้ว พวกเรายังจะไปสังหารมารให้เสียเวลาอีกหรือ?"


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กจะไม่ทำผิดพลาดเด็ดขาด"


......


   พานเฉิงว่านชะงักงัน


   ในขณะที่เขากำลังอึ้ง เยี่ยหลิงหลงก็คลานขึ้นมาจากแอ่งเลือด ใช้วิชาชำระล้างทำความสะอาดตัวเอง แล้วล้วงขวดยาออกมา เทยาหลายเม็ดใส่ปาก พร้อมกับหยิบขวดน้ำวิเศษอีกขวดขึ้นมาดื่มเพื่อส่งโอสถลงคอ


   ส่วนอีกด้านหนึ่ง ลู่ไป๋เวยก็ลุกขึ้นยืน เดินตามเยี่ยหลิงหลงไป ท่าทางเหมือนเตรียมจะเปิดสนามเสริมพลัง


   ในตอนนั้น ทั้งสองหันกลับมาพร้อมกัน


   "เหล่าพาน พวกเราพร้อมแล้ว"


   "แล้ว… แล้วอย่างไร?"


   "ดังนั้นท่านต้องขึ้นก่อน"


   พานเฉิงว่านไอออกมาครั้งหนึ่ง สั่นสะเทือนจนหน้าอกปวดร้าว


   "ยืนเหม่ออยู่ทำไม? ท่านเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในพวกเราสามคนนะ แน่นอนว่าต้องเป็นท่านที่นำทัพสิ"


......


   พานเฉิงว่านสูดหายใจลึก เก็บดาบของตนแล้วเดินกลับไปด้านหน้าสุด


   ในพริบตา ลู่ไป๋เวยก็วางสนามเสริมพลังเสร็จ เยี่ยหลิงหลงเตรียมท่าพร้อม พานเฉิงว่านร้องไห้แต่ก็ไม่วายยังคงพุ่งเข้าไป!



บทที่ 1587: ข้าคิดว่าพวกเราควรจะเข้าใจให้ตรงกันในจุดนี้



   หลังจากพุ่งเข้าไป พานเฉิงว่านถึงได้ตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง


   "เป้าหมายของพวกเราไม่ใช่หนีเอาตัวรอดหรอกหรือ? ทำไมต้องหันกลับไปให้มันซ้อมอีก?"


   "ตอนที่คิดว่าสู้ไม่ได้ เป้าหมายก็คือหนี แต่พอพบว่าสู้ได้ เป้าหมายก็ต้องเปลี่ยนเป็นฆ่ามันกลับโดยอัตโนมัติ เหล่าพาน ข้าคิดว่าพวกเราควรจะมีความเข้าใจให้ตรงกันนะในจุดนี้"


......


   พูดตามตรง เขาไม่อยากมีความเข้าใจอะไรแบบนี้เลยสักนิด


   ชีวิตนี้จะทำความเข้าใจกับใครก็ได้ แต่อย่าไปยุงเกี่ยวกับความคิดของเยี่ยหลิงหลงเป็นอันขาด นอกเสียจากว่าวันไหนไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ แล้วจะทำอย่างนั้นก็ยังไม่สาย


   พานเฉิงว่านปะทะกับมารตนนั้น บางทีอาจเป็นเพราะโดนฝ่ามือสองครั้งก่อนหน้านี้แล้วพบว่ามันไม่สามารถสังหารเขาได้ในครั้งเดียว หรืออาจเป็นเพราะความคิดบ้าๆของเยี่ยหลิงหลงที่ล้างสมองเขาไปแล้ว ตอนนี้เขากลับรู้สึกมาจากใจว่า แม้จะอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบอย่างมาก แต่ตราบใดที่เขายังไม่ตาย ก็ต้องสามารถฆ่าอีกฝ่ายได้ด้วยเหมือนกัน


   พวกเขาต่อสู้กันเป็นเวลานาน โจมตีทีแล้วทีเล่า ล้มลงครั้งแล้วครั้งเล่า กินยาครั้งแล้วครั้งเล่า


   จนกระทั่งพวกเขาผ่านช่วงที่ยากลำบากที่สุดมาได้ หลังจากที่ทำให้อีกฝ่ายอ่อนล้าลงจนเกือบหมดแรง ในที่สุดพวกเขาก็ได้เปรียบบ้างแล้ว


   หลังจากได้เปรียบ พวกเขาก็เริ่มกดดันมารตนนั้น ค่อยๆไล่มารที่เคยหยิ่งผยองตนนี้เข้ามุมทีละน้อย จนมันไม่มีที่ให้หนี


   ในตอนนั้น พานเฉิงว่านลืมความเจ็บปวดทั่วร่างไปหมดแล้ว ตื่นเต้นจนหยุดไม่อยู่


   นี่น่ะหรือมารอายุหลายหมื่นปี?


   นี่น่ะหรือมารใหญ่ที่ฆ่าจักรพรรดิตงอวิ๋นจนต้องจบชีวิตลงที่นี่? มีฤทธิ์แค่นี้เองน่ะหรือ!


   ยิ่งคิดพานเฉิงว่านก็ยิ่งลำพอง ยิ่งหยิ่งผยอง ทั้งท่าทางและมุมปากของเขากดไม่ลงอีกต่อไป


   ในตอนนั้นเอง มารที่ถูกบีบเข้ามุมก็ตะโกนขึ้นมา "พอแล้ว! หยุดมือ!"


   ที่แท้มารตนนี้ก็พูดได้ด้วย!


   พานเฉิงว่านชะงักไปชั่วขณะ แต่ก็รีบได้สติกลับมา


   "ล้อเล่นหรือไง เจ้าบอกให้ข้าหยุด แล้วข้าต้องหยุดตามด้วยงั้นหรือ? เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน?"


   พานเฉิงว่านกลายเป็นเยี่ยหลิงหลงทันที แสดงท่าทางหยิ่งผยองที่สุดออกมา แล้วนั่งรอให้เยี่ยหลิงหลงชมว่าเขามีความเข้าใจกัน


   แต่ใครจะรู้ เยี่ยหลิงหลงกลับหยุดจริงๆ


   "ใช่แล้ว เหล่าพานหยุดมือเถอะ"


   พานเฉิงว่านที่กำลังจะฟันดาบลงบนไหล่ของมาร หยุดชะงัก


   "ทำไมพวกเราต้องฟังคำสั่งของมันล่ะ?"


   "เพราะการฆ่ามันไม่มีประโยชน์อะไรกับพวกเราเลยน่ะสิ"


   "ในที่สุดเจ้าก็รู้แล้วว่าการฆ่าล้างมันไม่มีประโยชน์อะไร?"


   "เจ้ารู้ว่าการฆ่าไม่มีประโยชน์ แล้วทำไมถึงต้องยอมโดนซ้อมมากมายและพยายามจนตัวตายเพื่อจะขังมารไว้ในมุมแค่นั้น?"


   ตอนนี้ในสมองของพานเฉิงว่านระเบิดความโมโหออกมานับครั้งไม่ถ้วน แต่การเคลื่อนไหวของมือกลับให้ความร่วมมืออย่างดีและหยุดลง นอกจากทำหน้าบึ้งตึง เขาก็ไม่ได้โต้แย้งเยี่ยหลิงหลงแต่อย่างใด


   เยี่ยหลิงหลงจ้องมองไปที่มารตนนั้น "จะให้พวกข้าหยุดมือก็ได้ แต่ต้องมีผลประโยชน์ที่คุ้มค่าพอ"


   ได้ยินเสียงมารหัวเราะเยาะ "กลอุบายเล็กๆน้อยๆของเจ้าอาจจะหลอกไอ้โง่ข้างๆนี่ได้ แต่หลอกข้าไม่ได้หรอกนะ แม้พวกเจ้าจะได้เปรียบอย่างมาก แต่ถ้าจะฆ่าข้าให้ตายสนิท แม้แต่เผ่าเซียนในอดีตก็ยังทำไม่ได้ ถึงแม้ตอนนี้ข้าจะหมดเรี่ยวแรงแล้ว แต่พวกเจ้าก็ยังทำอะไรมากไม่ได้หรอก"


   ใบหน้าของพานเฉิงว่านยิ่งเครียดขึ้น


   "เจ้าช่างรู้ตัวดีนี่" เยี่ยหลิงหลงกล่าว "แต่เมื่อเจ้าต้องการเจรจา ก็ควรมีข้อแลกเปลี่ยนไม่ใช่หรือ"


   ใบหน้าของพานเฉิงว่านหมดสภาพโดยสิ้นเชิง


   "ข้าสามารถให้ข้อมูลบางอย่างเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของพวกเจ้าก่อนหน้านี้ได้" มารกล่าว "แต่ข้าก็มีข้อเรียกร้องง่ายๆด้วยเช่นกัน"


   "ข้อเรียกร้องอะไร?"


   "ถอดดาบที่ปักอยู่ที่หลังข้าออก…."


   เสียงของมารเปลี่ยนเป็นแหบต่ำลงมาก ราวกับกำลังซ่อนอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างเอาไว้


   "ไม่ได้! อย่าตกลงกับมันนะ บางทีดาบเล่มนั้นอาจจะเป็นตัวผนึกพลังของมันไว้ก็ได้!" พานเฉิงว่านร้อง


   มารหัวเราะเยาะโดยไม่มองเขาแม้แต่แวบเดียว แต่กลับจ้องมองไปที่เยี่ยหลิงหลง


   "เจ้าคงไม่เชื่อคำพูดของไอ้โง่คนนี้หรอกใช่หรือไม่?"


   "ข้อเรียกร้องนี้ข้าตกลง"


   ในขณะที่พานเฉิงว่านเบิกตากว้าง มารก็หัวเราะเบาๆ จากนั้นก็หัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆ แล้วเสียงก็หยุดกะทันหันในพริบตา


   "เจ้ารู้ว่าทำไมข้าต้องการให้ถอดมันออก"


   "ข้ารู้"


   "ดี ดีมาก" มารกล่าว "ข้าชอบคุยกับคนฉลาดเช่นเจ้า"


   "งั้นก็พูดมาดีๆ ข้าจะฟัง" เยี่ยหลิงหลงกล่าว


   "ตงอวิ๋นไม่ได้ถูกข้าฆ่า"


   พานเฉิงว่านเบิกตากว้าง ปฏิกิริยาแรกคือคิดว่ามารตนนี้โกหกทั้งเพ แต่พอคิดอีกที การโกหกเช่นนี้มันจะมีความหมายอะไร?


   "ตอนที่มาถึงที่นี่ในตอนนั้น แรกเริ่มทุกอย่างปกติดี แต่จู่ๆไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ผนึกบนตัวข้าเกิดหลวมขึ้นมา ข้าเลยโจมตีตงอวิ๋น เขาตอบสนองได้เร็วมากและชักดาบโต้กลับทันที"


   แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ข้าก็ได้เปรียบและทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นในการต่อสู้ครั้งต่อมา แม้เขาจะเสียเปรียบและได้รับบาดเจ็บหนัก


   แต่ข้าก็บาดเจ็บไม่น้อยจากการต่อสู้กับเขาเช่นกัน อีกทั้งเขายังเป็นผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดของภพเซียน ข้าไม่มีทางฆ่าเขาได้อยู่แล้ว


   ขณะที่พวกเราทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากันอยู่นั้น จู่ๆ ดาบของเขาก็แทงเข้าที่แผ่นหลังของข้า ตอนที่ข้ากำลังจะหันกลับไปตอบโต้ด้วยกรงเล็บ ข้ากลับฟันอากาศ เพราะเขาหายตัวไปอย่างกะทันหัน


   เขาจากไปเช่นนั้น แต่ดาบของเขายังคงปักอยู่ที่แผ่นหลังของข้า กลายเป็นความอัปยศอดสูตลอดกาล"


   "เหตุใดองค์จักรพรรดิตงอวิ๋นจึงหายตัวไปกะทันหันเช่นนั้น?" พานเฉิงว่านถามด้วยความประหลาดใจ


   "หอคอยปราบมารนี้เป็นของพวกเผ่าเซียนอย่างเจ้าไม่ใช่หรือ? เจ้าถามข้าที่เป็นเผ่ามารทำไม?" น้ำเสียงของมารผู้นั้นเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบัง


   "ดังนั้น เจ้าจึงคอยประทังชีวิตรอที่นี่มานานถึงเจ็ดหมื่นปี?" เยี่ยหลิงหลงถาม


   เห็นมารผู้นั้นหัวเราะเบาๆ "ในวาระสุดท้ายนี้ ข้าได้พบคนน่าสนใจเช่นเจ้า ก็ถือว่าสวรรค์ก็ยังปรานีข้าอยู่บ้าง เจ้าพูดถูกประเด็นสำคัญแล้วล่ะ"


   มารผู้นั้นเก็บรอยยิ้ม


   "ข้าไม่ได้หมดแรงเพราะดาบเล่มนี้และเวลาอันยาวนานเจ็ดหมื่นปี แต่หลังจากตงอวิ๋นหายตัวไป ข้าก็ถูกมัดไว้ที่นี่มาโดยตลอด ลำแสงที่พันธนาการร่างข้าเหล่านี้คอยดูดพลังของข้าทุกวัน จนการฟื้นฟูทั้งหมดของข้าสูญเปล่า จึงทำให้ข้าทำได้แค่ประทังลมหายใจมาจนถึงตอนนี้"


   มารผู้นั้นถอนหายใจ


   "สิ่งที่ข้าต้องการพูดก็พูดหมดแล้ว ช่วยถอนดาบของเขาออกที เวลาผ่านมานานเหลือเกิน ข้าทนมามากพอแล้ว"


   "ได้"


   เยี่ยหลิงหลงเดินเข้าไปหามารผู้นั้น พานเฉิงว่านเห็นนางเข้าใกล้มาร หัวใจแทบจะกระเด็นออกมาจากอก


   "ระวัง! ให้ข้าไปแทนเถอะ เจ้ายังไม่ได้บรรลุขั้นเซียน มีพลังไม่พอ มันอันตรายเกินไป!"


   เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันพูดอะไร ก็ได้ยินมารผู้นั้นหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง


   "ก่อนที่เจ้าจะพูดเช่นนี้ เจ้าอยากส่องกระจกดูตัวเองก่อนไหม? ดูบาดแผลบนร่างของเจ้านั่นสิ แล้วลองดูบาดแผลบนร่างของนางสิ ไอ้โง่นี่!"


   เมื่อมารพูดเช่นนี้ พานเฉิงว่านก็รีบหันไปมองเยี่ยหลิงหลงด้วยความตกใจ เขาเพิ่งสังเกตว่าแม้เยี่ยหลิงหลงจะมีเลือดออกมากกว่าเขา แต่บาดแผลที่เปิดอ้ากลับกำลังสมานตัวได้ดี เลือดก็หยุดไหลแล้วด้วย นางกำลังฟื้นฟูด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวนะ!


   เมื่อค้นพบความจริงอันน่าตกตะลึงนี้ เขาก็รับรู้ถึงความจริงที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม


   นั่นคือตอนที่เขาและเยี่ยหลิงหลงร่วมมือกันต่อสู้กับมารผู้นี้ ตอนแรกเขายังเป็นผู้นำการโจมตี แต่ต่อมานางก็ยิ่งต่อสู้ดุดัน พลังและสภาพร่างกายล้วนเพิ่มขึ้น จนสุดท้ายเขาและเยี่ยหลิงหลงต่างก็สู้ได้อย่างทัดเทียมกัน!


   เขามีพลังถึงขั้นเสวียนเซียน ไม่ใช่เซียนที่เพิ่งบรรลุขั้นเหรินเซียน ซานเซียน หรือตี้เซียนนะ!


   ไม่เพียงแต่เยี่ยหลิงหลงจะมีพลังฟื้นฟูที่แข็งแกร่งกว่าเขา แม้แต่พลังการต่อสู้ตอนนี้ก็ทัดเทียมกับเขาแล้ว!


   นางยังไม่ได้บรรลุขั้นเซียนไม่ใช่หรือ?


   เรื่องนี้มันเกินจริงไปหน่อยแล้วกระมัง?



บทที่ 1588: สวรรค์ใกล้จะเปลี่ยนไปแล้ว



   ในขณะที่พานเฉิงว่านกำลังตกตะลึง เยี่ยหลิงหลงก็เดินไปหน้ามารร้ายผู้นั้น มือข้างหนึ่งจับด้ามดาบที่อยู่ด้านหลังของเขา


   "เจ้าคิดดีแล้วหรือ? ดาบเล่มนี้แม้จะทำร้ายเจ้า แต่มันได้ฝังอยู่บนแผ่นหลังของเจ้ามาเจ็ดหมื่นปีจนเชื่อมติดกับร่างกายเจ้าแล้วนะ หากจะดึงออกมาตอนนี้ด้วยกำลัง..."


   เยี่ยหลิงหลงยังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินมารร้ายหัวเราะเบาๆ "หากตอนนี้ดึงออกมาด้วยกำลังก็อาจจะหาย แต่ไม่ดึงออกข้าไม่ตายเลยหรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงชะงัก


   "ตลอดมา มารที่ถูกขังในหอคอยปราบมารไม่มีตนใดที่อ่อนแอ เช่นเดียวกับเผ่าเซียนที่ส่งมารเข้ามาขังในหอคอยปราบมารแห่งนี้ ก็ไม่มีทางอ่อนแอได้เช่นกัน


   แต่พวกเจ้าสามคน ไม่สิ… สองคนจากเผ่ามนุษย์ที่ยังไม่ได้ขึ้นสวรรค์ กับเสวียนเซียนผู้หนึ่งมาปรากฏตัวต่อหน้าข้า นี่มันหมายความว่าอะไรล่ะ ยังไม่ชัดเจนพออีกงั้นหรือ?


   หอคอยปราบมารมีเรื่องแล้ว สวรรค์ใกล้จะเปลี่ยนไปแล้ว


   การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าข้าจะมีโอกาสได้รับการช่วยเหลือออกไป มีแต่จะหมายความว่าข้าอาจจะตายในการต่อสู้และความวุ่นวายครั้งนี้


   ในเมื่อต้องตายอยู่แล้ว อย่างน้อยก็อย่าให้ตายอย่างน่าอับอายใช่หรือไม่?"


   มารตนนั้นยิ้มขื่น "แม้ว่าข้าจะโชคดีไม่ตาย แต่ข้าก็ต้องทุกข์ในหอคอยปราบมารที่มืดมิดนี้มาเจ็ดหมื่นปีเต็ม ข้าไม่ได้ฟื้นฟูพลังเลยแม้แต่น้อย มีแต่จะถูกบั่นทอนจนหมดสิ้น ข้ารอมานานขนาดนี้แล้วก็ยังไม่มีความหวัง ดังนั้นเมื่อวันนี้มาถึง แล้วข้าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรล่ะ?"


   "ในเมื่อเจ้าไม่กลัวตาย แล้วทำไมหลายปีมานี้เจ้าไม่ดึงดาบออกเองเสียที?" พานเฉิงว่านถามด้วยความสงสัย


   "เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากหรือ? ข้าทำไม่ได้ต่างหาก"


   น้ำเสียงของมารร้ายเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำลง


   "โซ่พันธนาการมารบนตัวข้ามีข้อจำกัด หากข้าทำสิ่งใดที่เป็นอันตรายต่อชีวิตตัวเอง มันก็จะรัดข้าแน่น รัดจนไม่สามารถขยับได้ แม้แต่คิดก็ไม่ได้ จนตอนนี้ข้าเหลือแค่ลมหายใจ เพื่อหยุดยั้งการกระทำทั้งหมดของข้าเอง"


   เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงและพานเฉิงว่านต่างก็ชะงักงัน


   "ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าที่คุมขังมารร้ายในหอคอยปราบมารจะมีข้อจำกัดในการป้องกันไม่ให้มารตายด้วย" พานเฉิงว่านเกาศีรษะพลางกล่าว "พวกข้าอยากให้พวกเจ้าตายเสียด้วยซ้ำ จะได้ไม่ต้องใช้พลังในการกักขังพวกเจ้าไปอย่างสิ้นเปลือง การออกแบบแบบนี้มันไม่สมเหตุสมผลเลย เจ้าไม่ได้กำลังหลอกพวกข้าอยู่หรอกนะ?"


   มารร้ายหัวเราะลั่น


   "จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่พวกเจ้าเถอะ ข้าพูดแค่นี้ ไม่มีอะไรจะบอกอีกแล้ว ทำตามที่สัญญาไว้ด้วย ดึงดาบออกเสียเถิด"


   "ได้"


   เยี่ยหลิงหลงวางมืออีกข้างลงบนด้ามดาบที่อยู่ด้านหลังของเขา นางออกแรงทั้งสองมือ ใช้พลังวิญญาณพยายามดึงดาบออกจากร่างมารร้าย


   ดาบนี้ดึงออกยากมาก แต่นางใช้แรงมหาศาลจนในที่สุดก็ขยับได้เพียงเล็กน้อย พอดึงอีกครั้ง เลือดจำนวนมากก็พุ่งออกมาจากบาดแผล พร้อมกับปราณมารที่รั่วไหลออกมาไม่หยุด สภาพแบบนี้ หากฝืนดึงออกอีก มันก็อาจจะทำให้มารตนนี้ตายได้จริงๆ


   ขณะที่นางลังเล จู่ๆ ร่างของมารร้ายก็มีลำแสงสีทองสว่างขึ้นหลายสาย โซ่พันธนาการมารบนตัวเขารัดแน่นขึ้นอย่างรวดเร็ว และรัดร่างของเขาอย่างแน่นหนา


   ไม่เพียงแค่รัด การรัดแน่นยังดึงมารร้ายกลับไปที่ผนัง ตรงตำแหน่งที่โซ่พันธนาการยื่นออกมาแต่แรก มัดเขาไว้แน่นมากขึ้น


   "เขาไม่ได้โกหก! เมื่อโซ่ตรวจพบว่าเขาพยายามจะฆ่าตัวตาย! โซ่พันธนาการจะรัดแน่นขึ้นจริงๆ ด้วย!" พานเฉิงว่านร้องอย่างตกตะลึง


   เยี่ยหลิงหลงและพานเฉิงว่านเหาะไปด้านหน้ากำแพงที่มัดมารอยู่อย่างรวดเร็ว ตอนนี้มารตนนั้นถูกเชือกพันธนาการมัดจนสูญเสียความสามารถในการต่อต้านทั้งหมด แม้แต่สติสัมปชัญญะก็พร่าเลือนไป


   หากเขาฆ่าตัวตาย ทุกอย่างก็จะจบลงทันที


   แต่น่าเสียดายตรงเยี่ยหลิงหลงที่ชักดาบออก นางยังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและชักดาบต่อไปได้


   เยี่ยหลิงหลงบินขึ้นไปกลางอากาศอย่างรวดเร็ว หยุดอยู่ที่ตำแหน่งด้านหลังของมาร แล้วจับด้ามดาบด้วยมือทั้งสองอีกครั้ง


   "เหล่าพาน รีบมาช่วยข้าเร็ว! อ๊า..."


   พานเฉิงว่านรีบเหาะขึ้นไปทันที มือทั้งสองก็จับที่ด้ามดาบพร้อมกับเยี่ยหลิงหลง ออกแรงไปในทิศทางเดียวกัน


   "สาม สอง หนึ่ง..."


   เสียงตะโกนดังขึ้น ทั้งสองคนดึงดาบออกจากแผ่นหลังของมารพร้อมกัน


   เมื่อดาบถูกดึงออก เลือดจากแผ่นหลังของเขาก็พุ่งทะลักออกมา ปราณมารจำนวนมากกระจายออกจากกาย และร่างของเขาหดเล็กลงอย่างรวดเร็วจนเหี่ยวย่นเป็นก้อนในเวลาอันสั้น


   จากนั้นเชือกพันธนาการบนกำแพงก็หลุดออก เขาร่วงลงมาจากกลางอากาศ


   เยี่ยหลิงหลงมือไวคว้าตัวเขาไว้ได้ทัน ป้องกันไม่ให้ร่างทั้งร่างกระแทกพื้น แล้วค่อยๆวางเขาลงบนพื้น


   "ข้าทนไม่ไหวแล้ว จะล้มหรือไม่ล้มก็ไม่ต่างกันหรอก" เสียงของมารแผ่วเบามาก "แต่ก็ขอบคุณเจ้านะ ข้าอยากตายจากไปอย่างมีหน้ามีตา ในที่สุดก็หลุดพ้นเสียที..."


   คำสุดท้ายเอ่ยจบ มารที่นอนคว่ำอยู่บนพื้นก็ไม่มีลมหายใจอีกต่อไป


   ในตอนนั้นเอง ลู่ไป๋เวยที่อยู่ด้านหลังก็ตะโกนขึ้น


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ารีบดูสิว่ามีอะไรอยู่บนกำแพง?"


   เยี่ยหลิงหลงรีบเงยหน้าขึ้นมองทันที เห็นบนกำแพงด้านที่เชือกพันธนาการทะลุผ่าน ซึ่งแต่เดิมไม่มีอะไรเลย ทันใดนั้นกลับปรากฏอักขระมากมายขึ้นมา


   อักขระเหล่านี้กำลังเคลื่อนไหว เหมือนมดจำนวนมากที่ไม่หยุดไต่อยู่บนหัว ภาพนั้นทำเอาขนหัวลุกซู่เลยทีเดียว


   "ที่นี่มีค่ายอาคม คาดว่าคงเป็นค่ายอาคมที่ควบคุมเชือกพันธนาการให้มัดมารไว้" พานเฉิงว่านกล่าว


   "ไม่ หากมีแค่ประโยชน์เท่านี้ มันคงไม่ซับซ้อนถึงเพียงนี้"


   เยี่ยหลิงหลงเดินไปที่หน้ากำแพง ยกมือขยับอักขระหลายตัว เปลี่ยนการจัดวางของพวกมัน ทันใดนั้น ณ ตำแหน่งหลังอักขระที่นางขยับก็ปรากฏแสงสว่างจ้าขึ้น


   ต้นกำเนิดของแสงสว่างนั้นกลับเป็นลูกปัดที่อยู่หลังอักขระอันซับซ้อนเหล่านี้!


   "ข้างในนี้มีลูกปัดอยู่! นี่มันอะไรกัน?" พานเฉิงว่านถามด้วยความตกตะลึง


   เห็นเยี่ยหลิงหลงขยับอักขระที่ซับซ้อนเหล่านั้นพลางยื่นมือเข้าไปข้างใน สุดท้ายก็ทะลุผ่านอักขระไปแตะต้องลูกปัดที่เปล่งแสงสว่างนั้น


   เยี่ยหลิงหลงออกแรงดึงลูกปัดเม็ดนั้นออกมา พอลูกปัดถูกดึงออก อักขระบนกำแพงโดยรอบพร้อมกับแสงสว่างที่มีก่อนหน้านี้ก็หายไปทั้งหมด


   บริเวณที่เดิมสว่างไสวก็จมดิ่งลงสู่ความมืดอีกครั้ง เหลือเพียงไข่มุกราตรีของลู่ไป๋เวยเท่านั้นที่ยังส่องสว่างอยู่


   เมื่อเห็นเช่นนั้น พานเฉิงว่านและลู่ไป๋เวยก็รีบเข้าไปดูลูกปัดในมือของเยี่ยหลิงหลง


   ลูกปัดเม็ดนี้บรรจุพลังไว้ไม่น้อยเลย เพียงแค่มองจากภายนอกก็เห็นพลังที่หมุนวนอยู่ภายในแล้ว


   "นี่มันคืออะไรกันแน่? พวกเราถอดมันออกมาแบบนี้จะไม่มีปัญหาหรือ? เจ้าบอกว่าค่ายอาคมนี้ไม่ได้ควบคุมแค่เชือกพันธนาการมารเท่านั้น หรือว่ามันยังมีความสามารถอื่นอีก?"


   พานเฉิงว่านถามคำถามติดต่อกัน


   "ลูกปัดนี้ใช้สำหรับเก็บและส่งผ่านพลังงาน การถอดมันออกมาย่อมมีปัญหาแน่ เพราะมันไม่ได้เป็นเม็ดเดี่ยว แต่เป็นหนึ่งในห้าเม็ด มันทำหน้าที่ปักหลักทิศตะวันออก เมื่อถูกถอดออก ทั้งค่ายอาคมคงไม่สามารถทำงานได้"


   เยี่ยหลิงหลงหยุดครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ "และค่ายอาคมนี้นอกจากควบคุมเชือกพันธนาการมารแล้ว ยังทำหน้าที่ดูดซับพลังของมารที่ถูกมัดไว้กับเชือกพันธนาการนั้น แล้วส่งผ่านเข้าไปในลูกปัด ถ้าอย่างนั้นลูกปัดเม็ดนี้ก็คือแก่นหลักของค่ายอาคมนี้!"



บทที่ 1589: เหลือเชื่อ เหลือเชื่อจริงๆ!



   เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่ไป๋เวยไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร แต่พานเฉิงว่านกลับเบิกตากว้างทันที


   "เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าลูกปัดนี้มีห้าลูก?"


   "เพราะข้าอ่านค่ายอาคมนั่นออก"


   "เจ้าเพิ่งได้ดูเพียงไม่กี่ครั้ง แล้วเข้าใจได้ทันทีเลยรึ?"


   "ข้าไม่จำเป็นต้องดูนาน เพราะนี่คือค่ายอาคมของสำนักชิงเสวียน"


   "นี่… นี่มันเป็นไปได้อย่างไร? สำนักชิงเสวียนของพวกเจ้าก่อตั้งมาเพียงสองหมื่นปีเท่านั้นนะ แต่หอคอยปราบมารนี้มีมานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ และมารตนนี้ก็ถูกขังอยู่ที่นี่อย่างน้อยเจ็ดหมื่นปี ตอนนั้นสำนักชิงเสวียนของพวกเจ้ายังไม่เกิดขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ"


   "ตอนนั้นยังไม่มีสำนักชิงเสวียนจริง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าตอนนั้นจะไม่มีผู้ก่อตั้งสำนักชิงเสวียนนี่ จริงหรือไม่?"


   พานเฉิงว่านเบิกตากว้าง ยิ่งฟังก็ยิ่งงุนงงกว่าเดิม


   ผู้ก่อตั้งสำนักชิงเสวียนจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? สำนักชิงเสวียนไม่ใช่สำนักอันดับหนึ่งในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนหรอกหรือ?


   แม้ภายหลังพวกเขาจะขึ้นสวรรค์ด้วยกัน ก็เพียงแค่เข้าสู่วังเซียนจื่อซิงเท่านั้น และอีกอย่างสำนักชิงเสวียนไม่ได้สร้างในภพเซียนนี่นา


   "อย่าถามเลยเหล่าพาน ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้า ข้าเข้าใจคนเดียวก็พอแล้ว ออกเดินทางกับนาง ถ้าท่านใช้สมองคิดมากจนเกินไปก็มีแต่จะวุ่นวาย ถ้าท่านยังถามต่อไป พวกเราจะตายหรือไม่ยังไม่รู้ แต่คนที่ถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องจะต้องตายมากขึ้นเรื่อยๆแน่" ลู่ไป๋เวยกล่าว


   พานเฉิงว่านรู้สึกว่าตนเองเหมือนกำลังจะแตะต้องประตูความลับครั้งใหญ่แล้ว แต่คำพูดของลู่ไป๋เวยเตือนสติเขา ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะถามให้มากเรื่องมากความจริงๆ


   "งั้นข้าไม่ถามแล้ว"


   เขาไม่ถามแล้ว แต่เยี่ยหลิงหลงกลับถามเขา "นับตั้งแต่หอคอยปราบมารเกิดเรื่อง มีการส่งมารเข้ามาทั้งหมดกี่ตน?"


   พานเฉิงว่านนับอย่างจริงจัง "ถ้าไม่นับมารสวรรค์ ก็มีห้าตน หลังจากห้าตนก็ไม่มีการส่งมาอีก เพราะคนที่ถูกส่งเข้ามาไม่มีใครได้ออกไป ราคาที่ต้องจ่ายมันเสี่ยงมากเกินไป"


   "แล้วคนในเผ่าเซียนที่มาส่งมารเข้าขัง จักรพรรดิตงอวิ๋นเป็นคนที่เท่าไหร่?"


   "คนแรก จักรพรรดิตงอวิ๋นเป็นคนแรกที่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น…."


   "ดังนั้น กลอุบายนี้เริ่มวางแผนมาตั้งแต่เจ็ดหมื่นปีก่อนแล้ว"


   สีหน้าของเยี่ยหลิงหลงเคร่งขรึมขึ้น เรื่องราวแย่กว่าที่นางคิดไว้มาก


   คนที่อยู่เบื้องหลังส่งพวกนางเข้ามาในหอคอยปราบมาร ไม่ได้อาศัยพลังของมารที่ถูกขังอยู่ข้างในเพื่อสังหารทุกคนที่นี่


   แต่เป็นไปได้มากว่าเขาคนนั้นควบคุมหอคอยปราบมารนี้มานานแล้ว และใช้มันทำเรื่องที่ไม่มีใครรู้มามากมาย ดังนั้น...


   ที่นี่จึงเป็นสนามสังหารที่เป็นของเขาโดยแท้


   กล่าวอีกนัยหนึ่งคือพวกเขาไม่เพียงต้องต่อสู้กับคนผู้นี้ แต่ยังต้องต่อสู้กับหอคอยปราบมารที่กำลังกักขังพวกเขาด้วย


   เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองความมืดตรงหน้า ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามือที่อยู่เหนือศีรษะพวกเขานั้นทั้งแข็งแกร่งและใหญ่โต วันที่นิ้วทั้งห้าหุบลงมา มันจะบีบพวกเขาทุกคนให้ตายลงในที่สุด


   ดังนั้นทุกวินาทีในตอนนี้จึงมีค่ายิ่ง


   "พวกเราเดินไปข้างหน้ากันเถอะ"


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบก็เก็บลูกปัดแล้วรีบมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกสุดของชั้นนี้


   ชั้นนี้ไม่ได้ใหญ่มากนัก หลังจากผ่านพื้นที่ขังมารตนนั้น พวกเขาก็เห็นบันไดหิน ซึ่งทอดลงไปเบื้องล่าง


   พวกเขาเดินวนรอบหนึ่ง นอกจากบันไดนี้ก็ไม่มีทางอื่นอีก ดูเหมือนว่าบันไดในหอคอยปราบมารนี้จะมีแต่ทางลง เมื่อลงไปแล้วบันไดที่ใช้ลงมาก็จะหายไป


   ทำให้พวกเขาไม่มีทางขึ้นไปได้เลยแม้แต่น้อย


   เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่ที่ปากทางบันไดฟังเสียงลมจากเบื้องล่าง


   เสียงที่แทรกมากับลมดังกว่าที่นางได้ยินตอนอยู่บนบันไดก่อนหน้านี้ ทั้งซับซ้อนและสับสนวุ่นวายกว่า


   หากบอกว่าเสียงลมที่นางได้ยินตอนอยู่ข้างบนเหมือนมีคนสิบคนกำลังพูด แต่เสียงลมที่ได้ยินตอนนี้ก็เหมือนมีคนร้อยคนกำลังพูด


   "พวกเราจะไม่ลงไปหรือ? ไม่มีทางอื่นแล้วนะ" พานเฉิงว่านถาม


   "ลงไปสิ แต่ตอนนี้รักษาบาดแผลก่อน ท่านบาดเจ็บค่อนข้างหนัก ต้องปรับสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนจึงจะลงไปได้"


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ พานเฉิงว่านก็เกร็งทั้งตัวทันที ดูท่าพื้นที่ใต้บันไดนั้นคงอันตรายยิ่งกว่าเดิมเป็นแน่


   "ถ้าเช่นนั้น พวกเราลงไปแล้วอาจตายได้ใช่หรือไม่?"


   "ไม่ว่าจะลงหรือไม่ลงก็อาจตายได้ทั้งนั้น" เยี่ยหลิงหลงยิ้มพลางชี้ขึ้นไปเบื้องบน "หอนี้กำลังนับถอยหลัง เมื่อหมดเวลาก็ต้องตายกันหมด ทุกวินาทีที่เจ้าเสียไปตอนนี้..."


   เยี่ยหลิงหลงพูดยังไม่ทันจบ พานเฉิงว่านก็รีบนั่งลงสมาธิ พร้อมกับนำยาดีๆทั้งหมดออกมาใช้โดยไม่เก็บให้เสียเปล่า


   การเคลื่อนไหวของเขาคล่องแคล่วว่องไว พยายามแย่งชิงทุกวินาที ทำให้เยี่ยหลิงหลงรู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก


   "แม่นาง ท่านจะใช้ยานี้อีกหรือไม่? มันได้ผลดีมากนะ"


   "ไม่ต้อง บาดแผลแค่นี้ยังไม่ถึงกับต้องใช้ยามากมายขนาดนั้น ข้าไม่จำเป็นต้องรักษา ร่างกายข้าก็จะฟื้นฟูเอง"


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น พานเฉิงว่านก็หุบปากทันที และเคลื่อนไหวมือให้เร็วขึ้นอีก


   ลู่ไป๋เวยไม่ได้บาดเจ็บ เยี่ยหลิงหลงก็ใกล้จะหายดีแล้ว ตัวเขาที่เป็นเซียนระดับเสวียนเซียนกลับกลายเป็นตัวถ่วงแม่นางที่ยังไม่ได้บรรลุขั้นเซียนถึงสองคน


   ช่างน่าอายเหลือเกิน น่าอายจริงๆ!


   นี่เป็นครั้งที่พานเฉิงว่านรักษาตัวเร็วที่สุด พันแผลเสร็จ กินยาหมด ก็ลุกขึ้นยืนทันที


   "ข้าพร้อมแล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า แล้วพาทั้งสองเดินลงบันไดไป


   ยิ่งลงลึก เสียงลมก็ยิ่งดังกึกก้อง ราวกับมีคนร้องไห้ข้างหูไม่หยุด ร้องจนน่ากลัวและรำคาญใจ นานไปก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาได้


   พานเฉิงว่านเดินตามหลังสองแม่นางด้วยความสงสัย เขาหันกลับไปมองเส้นทางที่พวกเขาเดินมา


   บันไดหินที่เดินผ่านมาทั้งหมดจมหายไปในความมืดอย่างไร้ร่องรอย


   สถานที่นี้ช่างน่าขนลุกจริงๆ


   ไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงปลายบันไดหิน ทันทีที่ก้าวลงมา ในบริเวณที่แสงของไข่มุกราตรีส่องถึง จู่ๆก็มีแสงดาบปรากฏขึ้น


   ตามด้วยดาบที่พุ่งแทงเข้าใส่ใบหน้าพวกเขาอย่างรุนแรง


   พานเฉิงว่านรีบยกดาบในมือขึ้นต้านทันที แต่เพิ่งจะป้องกันได้ เขาก็รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างมาจากด้านหลัง


   เขาหันขวับไปมอง เห็นขวานยักษ์ฟันลงมาที่แผ่นหลัง หากไม่ได้พบและหลบทัน เขาคงถูกขวานผ่าร่างเป็นสองท่อนแล้ว!


   ขณะที่เพิ่งหลบพ้นและกำลังจะถอนหายใจ จู่ๆ ศีรษะของเขาก็ถูกอะไรบางอย่างตบ


   เขาตกใจเงยหน้าขึ้นมอง แล้วเห็นใบหน้าอันน่าขนลุกอยู่เหนือศีรษะ อวัยวะบนใบหน้าเคลื่อนไหวไปมา เบ้าตาลึกโบ๋ และไร้ซึ่งลมหายใจของผู้มีชีวิต


   "อ๊า..."


   พานเฉิงว่านตกใจจนกรีดร้อง เกิดอะไรขึ้น ด้านบนยังมีมารแค่ตนเดียว ทำไมที่นี่ถึงมีมารเต็มไปหมด?


   รู้เช่นนี้ไม่ลงมาดีกว่า!


   แม้จะตกใจจนกรีดร้อง แต่เขาก็ยังคงฟันดาบต่อต้านสิ่งที่โจมตีเขาจากทุกทิศทาง


   เขาต่อสู้พลางแอบมองเยี่ยหลิงหลงและคนอื่น ตอนนี้เขาพบว่าไข่มุกราตรีที่ลู่ไป๋เวยและเยี่ยหลิงหลงใช้ส่องสว่างหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงดวงที่อยู่ตรงหน้าเขาเท่านั้นที่ยังส่องแสง


   ในฐานะผู้ที่เคยผ่านเป็นผ่านตายมาด้วยกัน พานเฉิงว่านเข้าใจทันที เขารีบเก็บไข่มุกราตรีของตนไปด้วย


   พอเก็บ เขาก็มองไม่เห็นอะไรเลย แต่สิ่งที่โจมตีเขาไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย! กลับมีมากขึ้นและคึกคักขึ้นด้วยซ้ำ!



บทที่ 1590: มารที่น่าสะพรึงกลัว



   ในขณะที่พานเฉิงว่านกำลังถูกโจมตีมากขึ้นเรื่อยๆ จนเขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีคนตบที่หลังของเขาเบาๆ


   หลังจากถูกตบ สิ่งที่โจมตีเขาจากรอบๆ ก็ลดลงไปมาก เขารู้สึกได้ว่าพวกมันยังคงอยู่รอบๆ แต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่สามารถระบุตัวตนของเขาได้อีกต่อไป


   ในตอนนั้นเอง ข้อมือของเขาก็ถูกตบอีกครั้ง การตบครั้งนี้ทำให้จุดสีแดงปรากฏขึ้นที่ข้อมือพานเฉิงว่าน แสงนั้นริบหรี่ แต่ในความมืดมิดเช่นนี้ จุดสีแดงนั้นเห็นได้ชัดเจน


   เขารู้ว่าการตบทั้งสองครั้งนี้คือเยี่ยหลิงหลงที่แปะยันต์ให้เขา เขาจึงรีบเงยหน้าขึ้นมองหาเยี่ยหลิงหลง


   เขาเห็นจุดสีแดงสองจุดที่เหมือนกับจุดบนข้อมือของเขาอยู่ในความมืดไม่ไกลจากตัวมากนัก


   "แม่นางเยี่ย พวกเจ้าทั้งสองไม่เป็นไรใช่หรือไม่?"


   "ไม่เป็นไร" เยี่ยหลิงหลงตอบ "ข้าแปะยันต์กลิ่นมารให้ท่านแล้ว มันใช้ได้ผลบ้างแต่คงอยู่ได้ไม่นาน ท่านต้องระวังหน่อย ที่นี่มีปราณมารเข้มข้นเกินไป วิญญาณอาฆาตของเผ่ามารมีมากมายเหลือเกิน แม้ท่านจะแปะยันต์กลิ่นมารแล้ว แต่บางตนก็ยังจับได้ว่าท่านเป็นใคร และเมื่อฤทธิ์ของยันต์กลิ่นมารนั้นอ่อนลง จะมีวิญญาณอาฆาตมาโจมตีท่านมากขึ้น"


   "เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมถึงมีสิ่งเหล่านี้มากมายนัก?" พานเฉิงว่านถาม


   "ที่นี่น่าจะเป็นส่วนลึกของหอคอยปราบมาร หอนี้มีมานานมากแล้ว พวกเผ่ามารที่แข็งแกร่งก็ถูกกักขังจนตายที่นี่และได้กลายเป็นวิญญาณอาฆาตที่ไม่อาจสลายไปได้ แต่เนื่องจากพวกมันตายและกระจายตัวไปแล้ว หอคอยปราบมารนี้จึงไม่สามารถผูกมัดพวกมันไว้ได้อีก ดังนั้นในขอบเขตที่พวกมันเคลื่อนไหวได้ พวกมันจึงมีอิสระ"


   โชคดีที่เยี่ยหลิงหลงเป็นห่วงเยี่ยชิงเสวียนที่จำเป็นต้องเข้ามาที่นี่ จึงได้ศึกษาเรื่องหอคอยปราบมารมาก่อนล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นตอนนี้คงแย่แน่


   "พวกเผ่ามารที่ล่วงลับในที่แห่งนี้น่าจะมีอายุมากกว่าเจ็ดหมื่นปี หรืออาจจะนานกว่านั้น ดังนั้นพวกมันควรจะอยู่ที่ชั้นล่างสุดของหอคอยปราบมารสิ"


   "แล้วพวกเราควรทำอย่างไรต่อไป?"


   "เดินดูรอบชั้นนี้อีกสักรอบ ดูว่ามีโอกาสอื่นหรือไม่"


   "ได้"


   หลังจากตกลงกันแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็รีบเดินนำหน้า ลู่ไป๋เวยและพานเฉิงว่านตามติดมา ไม่มีใครจุดไฟส่องทาง พวกเขาใช้จุดสีแดงบนตัวกันและกันเป็นเครื่องนำทาง


   ต่อมาเพื่อให้เยี่ยหลิงหลงนำทางได้ดีขึ้น นางจึงเปลี่ยนจุดสีแดงของตัวเองเป็นดอกบัวสีแดงดอกเล็กๆ


   การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ลู่ไป๋เวยและพานเฉิงว่านจะไม่ตามผิดคนในความมืด


   พวกเขาเดินทางเข้าไปข้างใน แม้จะมียันต์กลิ่นมารช่วย แต่พวกเขาก็ยังถูกวิญญาณอาฆาตโจมตีไม่น้อยเลย


   โชคดีที่ไม่ได้ถูกโจมตีพร้อมกันในคราวเดียว แม้จะยากลำบาก แต่ก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้


   สภาพแวดล้อมของที่นี่ซับซ้อนมาก คงไม่ได้อยู่ในหอแล้ว แต่อยู่ในภูเขา ดังนั้นทางเดินซ้ายขวาจึงมีเส้นทางมากมาย หากไม่ระวังก็จะพลัดหลงกันได้ง่าย


   ไม่มีถนนที่เรียบและชัดเจนเหมือนชั้นบน พวกเขาเดินวนเวียนอยู่นาน แต่ก็ไม่พบทางออกใดๆ


   เมื่อเวลาผ่านไปทีละน้อย ยันต์กลิ่นมารบนตัวพวกเขาก็เริ่มหมดฤทธิ์ลง วิญญาณอาฆาตที่โจมตีพวกเขาก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ


   เมื่อแรงกดดันมาถึงจุดสูงสุด เยี่ยหลิงหลงจึงให้กระดาษยันต์ติดตัวพวกเขาคนละไม่กี่แผ่น ยันต์กลิ่นมารมีไม่มาก ต้องใช้อย่างประหยัด เพราะนางไม่คิดว่าจะต้องเตรียมของพวกนี้มาใช้ในเผ่าเซียนด้วย


   ขณะที่พวกเขาแปะยันต์กลิ่นมารแผ่นที่สามและกำลังจะได้พักหายใจ ทันใดนั้นในเสียงลมอึกทึกด้านหน้าก็มีเสียงโจมตีที่รุนแรงดังขึ้นมา


   เมื่อพวกเขากำกระบี่ในมือแน่น การโจมตีที่ฉีกผ่านความว่างเปล่าก็พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง ภายในพริบตาจึงสามารถล้อมพวกเขาไว้ได้ทันที


   ในชั่วขณะนั้น ทั้งสามคนรู้สึกใจหายวาบ รู้ว่าครั้งนี้พวกเขาต้องเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว


   ในช่วงเวลาเพียงแวบเดียว การโจมตีที่หลั่งไหลมาจากทุกทิศทางก็มาถึงตรงหน้า ลู่ไป๋เวยไม่ปิดบังตัวเองอีกต่อไป ปล่อยสนามเสริมพลังออกมาทันที


   ในเวลาเดียวกัน เยี่ยหลิงหลงและพานเฉิงว่านก็ปะทะกับศัตรูที่บุกเข้ามา


   เสียง ‘ติ๊ง’ ดังขึ้น เสียงกระบี่กระทบกันจนเสียงใสดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย ทั้งชัดเจนและแสบแก้วหู


   นั่นเป็นกระบี่!


   แต่วิญญาณอาฆาตเผ่ามารใต้หอปราบมารจะใช้กระบี่ได้อย่างไร?


   ในตอนนั้นเอง แสงจากสนามเสริมพลังที่ลู่ไป๋เวยปล่อยออกมาก็สว่างขึ้น ทำให้สถานที่ที่มืดจนมองไม่เห็นปลายนิ้วสว่างขึ้นในพริบตา


   เมื่อแสงส่องสว่าง พวกเขาก็เห็นอีกฝ่ายในทันที


   "ไม่ใช่วิญญาณอาฆาต! แต่เป็นคน!"


   "ดูเหมือนจะเป็นคนของเผ่าเซียน!"


   "ไม่ใช่ เป็นเผ่ามนุษย์ต่างหาก!"


   "เยี่ยหลิงหลง! ข้าเห็นเยี่ยหลิงหลงแล้ว!"


   "เจ้าคงมองผิดกระมัง? นางเป็นบุตรสาวของจักรพรรดิจื่อซิง เพียงแต่หน้าตาคล้ายเยี่ยหลิงหลงเท่านั้น!"


   "เป็นนางแน่นอน! ข้ามั่นใจที่สุด นางคือเยี่ยหลิงหลง! ท่านบรรพชนเยี่ยมาจริงๆ!" ซูอวิ่นซิวตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่


   "ข้าก็เชื่อในสายตาของข้า น่ารักขนาดนี้ นอกจากน้องสาวบ้านข้าแล้วจะเป็นใครไปได้? ดูเหมือนข้าจะโชคดีมาก ที่ได้พบนางในสถานที่อัปมงคลเช่นนี้" ฮั่วจือเหยียนก็ดีใจมาก


   เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆยังไม่ทันพูดอะไร คนที่ล้อมโจมตีพวกเขาก็ตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น


   ในตอนนั้น ลู่ไป๋เวยรีบนำไข่มุกราตรีของนางออกมา เมื่อแสงส่องสว่าง พวกเขาก็เห็นคนที่ล้อมโจมตีพวกเขาชัดเจน เป็นเผ่าปีศาจ!


   เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันทักทาย รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็หายไปในทันใด


   "ระวัง!"


   เมื่อนางตะโกนออกมา ลู่ไป๋เวยและพานเฉิงว่านที่ยืนอยู่อีกมุมก็เห็นสิ่งที่นางเห็น


   เงาดำขนาดมหึมาดูมัวๆ คล้ายกับปราณมารกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ และในขณะเดียวกัน มันอยู่ห่างออกไป ยื่นหนวดออกมา แล้วฟาดลงมาที่พวกเขา


   เมื่อสิ่งนั้นปรากฏตัว บรรยากาศในที่นั้นก็เปลี่ยนเป็นหนาวเย็นจัด ความกดอากาศต่ำมาก กดดันจนทำให้ผู้คนรู้สึกทรมาน


   ทันทีที่หนวดยักษ์นั่นฟาดลงมา เยี่ยหลิงหลงและพานเฉิงว่านก็ถือกระบี่พุ่งขึ้นไป หวังจะช่วยเผ่าปีศาจที่อยู่แถวหลังต้านหนวดนั้น


   เมื่อพวกนางพุ่งขึ้นไป แถวหลังของเผ่าปีศาจก็ตั้งสติได้และหันกลับมาต้านพร้อมกัน


   อย่างไรก็ตาม ผู้ที่พุ่งเข้าไปต้านทานพวกมัน ถูกหนวดยักษ์ของสัตว์ประหลาดตัวมหึมาฟาดกระเด็นไปในทันที


   ไม่เพียงแต่เผ่าปีศาจเท่านั้น แม้แต่เยี่ยหลิงหลงหรือกระทั่งผู้ที่บรรลุขั้นเสวียนเซียนอย่างพานเฉิงว่านก็ยังรับมือกับการโจมตีครั้งนี้ไม่ได้!


   พานเฉิงว่านมีการฝึกฝนสูง ดังนั้นเมื่อถูกโจมตีเขาเพียงแค่ล้มลงและพ่นเลือดออกมามากมาย แต่คนอื่นๆไม่ได้โชคดีเช่นนั้น


   หนึ่งในเผ่าปีศาจถูกปลายแหลมของหนวดสัมผัสเข้า ร่างกายถูกตัดขาดเป็นสองท่อน เมื่อร่วงลงสู่พื้นเลือดก็กระเด็นเต็มพื้น เหลือเพียงผิวหนังบริเวณเอวที่ยังเชื่อมติดกันอยู่ มิเช่นนั้นร่างก็คงขาดออกเป็นสองท่อนสมบูรณ์แล้ว


   และเขาก็สิ้นใจในทันที


   นอกจากเขาแล้ว ผู้ที่อยู่ใกล้ปลายแหลมของหนวดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้รับบาดเจ็บหนักเท่านั้น


   ยังมีเผ่าปีศาจอีกหลายคนที่แม้ไม่ถึงกับเสียชีวิตในทันที แต่ก็บาดเจ็บสาหัสจนแทบลุกไม่ขึ้น


   เยี่ยหลิงหลงโชคดีกว่าเล็กน้อย นางอยู่ห่างออกไปอีกทั้งยังมีพลังฟื้นฟูที่แข็งแกร่ง แม้จะได้รับบาดเจ็บแต่ก็ยังสามารถลุกขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง


   พลังของสัตว์ประหลาดตัวนี้น่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน!


   สมแล้วที่เป็นมารร้ายถูกขังอยู่ที่นี่มานานจนนับปีได้ไม่ถ้วน แม้แต่เผ่าเซียนก็ยังจัดการไม่ได้!


   "เร็วเข้า! ดับไฟทั้งหมด! มันจะตามหาคนผ่านแสงสว่าง!" มีเสียงตะโกนดังมาจากกลุ่มเผ่าปีศาจ "รีบวิ่งไปทางซ้ายด้านหน้า อย่าหยุด ห้ามหยุดแม้แต่ครู่เดียว!"



จบตอน

Comments