journey ep371-380

บทที่ 371: ลำบากหน่อยนะ ระเบิดภูเขาลูกนี้ให้พังไปเลย

   


   “พวกท่านยืนเฉยกันทำไม? มาคุยเรื่องสำคัญกันได้แล้ว!”

   

   เยี่ยหลิงหลงกระโดดลงมาจากกิ่งไม้ และยืนอยู่บนพื้นเหมือนกับคนอื่นๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองดูโดดเด่นเกินไป

   

   เผยลั่วไป๋ที่คุ้นเคยกับนิสัยเอาแน่เอานอนไม่ได้ของศิษย์น้องหญิงเล็กเป็นคนแรกที่ปรับอารมณ์ได้

   

   “เรื่องสำคัญที่ต้องคุยคือเราจะไปที่ไหนต่อ ใช่ไหม?”

   

   “ใช่ ช่วงนี้อสูรยักษ์กับสมบัติวิเศษที่โผล่มา มันมีเวลาและทิศทางที่เป็นแบบแผน พวกท่านเคยสังเกตกันไหม?”

   

   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดขึ้น ทุกคนต่างยิ่งมั่นใจในสิ่งที่เคยคาดการณ์ไว้ว่า การปรากฏตัวของสัตว์อสูรและสมบัติวิเศษเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันมีแบบแผนจริงๆ!

   

   “จากการดูรอยแยกทั้งสามที่โผล่ขึ้นมาก่อนหน้านี้ ทั้งหมดเกิดขึ้นตรงกลางของเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยง อีกทั้งแต่ละรอยแยกยังเกิดขึ้นในทิศทางต่างๆ ทั้งทิศตะวันออก ตะวันตก และทิศใต้ โดยมีระยะห่างกันสามวัน”

   

   เยี่ยหลิงหลงกล่าวต่อ “ดังนั้น จากสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า เราสามารถคาดเดาได้ว่าอีกสองวันข้างหน้า ในทิศเหนือ จะมีรอยแยกเกิดขึ้นอีกครั้ง และอสูรยักษ์กับสมบัติวิเศษจะต้องปรากฏตัวอีกแน่นอน”

   

   ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาคิดเช่นนั้นเช่นกัน

   

   “งั้นเจ้าหมายความว่า เราจะไปดักซุ่มที่จุดที่สี่โดยตรงเลยหรือ?”

   

   “ใช่ แต่ก่อนอื่นข้าต้องบอกพวกท่านเรื่องหนึ่ง เกาะศักดิ์สิทธิ์นี้ ข้าว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากล พวกเราต้องระวังให้มากขึ้น”

   

   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดเช่นนี้ เผยลั่วไป๋ ซืออวี้เฉิน ถังอี้ฝาน และอวี่ซิงโจวต่างก็หันมามองหน้ากัน

   

   “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เกาะศักดิ์สิทธิ์นี้เปิดให้เข้ามาได้หนึ่งเดือนใช่ไหม?” ซืออวี้เฉินถาม

   

   “ใช่”

   

   “แต่ตอนนี้พวกเราเข้ามาได้แค่สิบวัน แม้จะเกิดรอยแยกรอยที่สี่ในวันมะรืน ก็ยังไม่ถึงครึ่งเดือนเลย แล้วช่วงครึ่งเดือนหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่ออสูรทั้งสี่ตัวปรากฏตัวไปหมดแล้ว จะมีอะไรเกิดขึ้นอีก?”

   

   คำถามนี้ทำให้ทุกคนขมวดคิ้วคิดตาม ไม่ถึงครึ่งเดือนแต่อสูรยักษ์ทั้งสี่ก็ออกมาแล้ว แล้วต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร?

   

   “ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับเกาะศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏขึ้นเมื่อพันปีก่อนมากนัก มีใครรู้บ้างว่าในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์แผ่นดินแยกในสี่ทิศทางแบบนี้หรือไม่?” เยี่ยหลิงหลงถาม

   

   ถังอี้ฝานตอบ “เมื่อพันปีก่อน ศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราเคยไปยังเกาะศักดิ์สิทธิ์ และได้บันทึกข้อมูลไว้โดยละเอียด ข้าตรวจสอบบันทึกทั้งหมดก่อนจะมาที่นี่ และข้าสามารถตอบได้อย่างมั่นใจว่า ไม่เคยเกิดขึ้น พันปีก่อนเกาะศักดิ์สิทธิ์มีเสถียรภาพมาก ไม่เคยมีเหตุการณ์แผ่นดินแยกหรือสัตว์อสูรโผล่ออกมาอย่างคาดไม่ถึงเช่นนี้เลย”

   

   คำตอบนี้อยู่ในความคาดหมายของเยี่ยหลิงหลง นางจึงไม่แปลกใจนัก

   

   “ยิ่งไปกว่านั้น ตามบันทึกโบราณ ระบุว่าเกาะศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นเมื่อพันปีก่อน และย้อนไปก่อนหน้านั้นเกาะศักดิ์สิทธิ์เคยปรากฏขึ้นเมื่อสี่พันปีก่อน หมายความว่าครั้งก่อนๆ เกาะศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นทุกสามพันปี แต่ครั้งนี้ผ่านมาเพียงพันปีมันก็ปรากฏขึ้นอีก” ถังอี้ฝานกล่าวเสริม

   

   “เจ้าคิดว่าเกาะศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์เดียวกับที่เกิดขึ้นเมื่อพันปีก่อน มันอาจมีอะไรผิดปกติงั้นหรือ?” ซืออวี้เฉินถาม

   

   “พูดไม่ได้เต็มปาก ข้ายังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่จะยืนยันเรื่องนี้” เยี่ยหลิงหลงตอบ

   

   “แต่ข้าเห็นด้วยกับศิษย์น้องหญิงเล็ก เราต้องระวังให้มาก เกาะศักดิ์สิทธิ์นี้มันดูไม่ปกติ ยิ่งพวกรอยแยกพวกนั้นยิ่งดูแปลกๆ” เผยลั่วไป๋กล่าว

   

   “ใช่ มันแปลกจริงๆ” ซืออวี้เฉินเสริมคำ ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย

   

   พวกเขาเห็นการเกิดขึ้นของรอยแยกด้วยตาตัวเอง และสิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นชวนให้รู้สึกไม่สบายใจจริงๆ

   

   “ในเมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกัน งั้นเราควรเตรียมตัว แล้วออกเดินทางไปยังจุดที่สี่กัน” เผยลั่วไป๋กล่าว

   

   เมื่อพูดคุยกันเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไปเตรียมพร้อม เรียกศิษย์จากแต่ละสำนักมารวมตัว

   

   ขณะเดินกลับไป เยี่ยหลิงหลงดึงแขนเสื้อของเผยลั่วไป๋เบาๆ เขาถอยไปข้างหลังและชะลอฝีเท้าให้ช้าลง

   

   “ศิษย์พี่ใหญ่ เมื่อวานตอนที่รอยแยกปรากฏ ข้าเห็นวิหควิญญาณตัวนั้น” เยี่ยหลิงหลงกระซิบเบาๆ

   

   เผยลั่วไป๋หน้าตึงขึ้นทันที

   

   “เจ้าบอกว่าที่เจ้าบินไปเมื่อวานคือเพราะไปตามวิหควิญญาณตัวนั้น? เจ้าแน่ใจหรือ?”

   

   "ใช่ ข้าไม่เห็นทั้งตัว แต่ข้าเห็นหางของมัน ขนหางเป็นสีฟ้า เหมือนกับตัวที่อยู่ในสวนของอาจารย์เปี๊ยบเลย"

   

   “เป็นไปได้ยังไง? วิหควิญญาณตัวนั้นมันหมายถึงอะไร? ทำไมมันถึงมาป้วนเปี้ยนอยู่เหนือเกาะศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้? หรือว่านี่เป็นคำสั่งจากอาจารย์? แต่… อาจารย์แค่เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตจินตานเท่านั้นเอง...”

   

   เยี่ยหลิงหลงเหลือบมองเขา เผยลั่วไป๋ก็รู้ตัวทันทีว่าพูดอะไรไม่เข้าท่าออกไป

   

   "ดังนั้น เราก็กลับมาที่คำถามเดิม ทำไมอาจารย์ถึงเลือกพวกเรา? บางทีเมื่อการเดินทางครั้งนี้สิ้นสุดลง เราอาจจะได้รับคำตอบ"

   

   เผยลั่วไป๋พยักหน้าเห็นด้วย "ขอให้คำตอบนั้นไม่ใช่สิ่งที่ยากจะยอมรับ"

   

   เมื่อกลับมาถึงกลุ่ม เผยลั่วไป๋เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ศิษย์สำนักชิงเสวียนฟัง รวมถึงเรื่องของวิหควิญญาณตัวนั้น

   

   หลังจากที่แต่ละสำนักได้ทำการพูดคุยและแจ้งข้อมูลกันเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็เตรียมตัวและออกเดินทางทันที

   

   เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงจุดหมายที่สี่ในช่วงเช้าตรู่ หยดน้ำค้างยังคงเกาะอยู่บนยอดหญ้า เยี่ยหลิงหลงมองสำรวจรอบๆ แล้วพบว่าบริเวณนี้มีแค่ภูเขาลูกหนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ราบ

   

   จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หากเกิดรอยแยกบนพื้นในอีกสองวันข้างหน้า สัตว์อสูรตนที่สี่น่าจะโผล่ออกมาจากภูเขานี้เหมือนกับที่ผ่านมา

   

   เยี่ยหลิงหลงจึงหยิบพู่กันเขียนยันต์ของนางขึ้นมา แล้วบินขึ้นไปยังภูเขาลูกนั้น วาดเครื่องหมายกากบาทขนาดใหญ่ที่กลางภูเขา

   

   เธอหันกลับมาแล้วชี้ไปยังเครื่องหมายกากบาทนั้น พลางพูดว่า "ขอบเขตแปรเทวะทั้งสี่ ถึงเวลาแสดงพลังกันแล้ว!"

   

   ทุกคนต่างมองเยี่ยหลิงหลงด้วยความงุนงง

   

   "เมื่อวานเว่ยเจิ้งคุนใช้พลังเพียงคนเดียวถล่มภูเขาลงได้ พวกท่านก็เป็นขอบเขตแปรเทวะกันทุกคน ไม่มีเหตุผลที่จะทำไม่ได้ ดังนั้นลำบากหน่อยนะ ระเบิดภูเขาลูกนี้ให้พังไปเลย"

   

   ทันใดนั้น ทุกคนก็เข้าใจเจตนาของนางในทันที

   

   ในเมื่อรู้แล้วว่าอสูรยักษ์ซ่อนตัวอยู่ที่ไหน จะรอให้เกิดรอยแยกในอีกสามวันข้างหน้าไปทำไมล่ะ? ก็แค่ทำให้มันโผล่ออกมาตอนนี้ซะเลยไม่ดีกว่าหรือ?

   

   ประโยชน์จากการทำแบบนี้มีเยอะมาก

   

   ประการแรก แรงสั่นสะเทือนจากรอยแยกที่จะเกิดขึ้นย่อมก่อให้เกิดเสียงดังจนทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้และรีบมารวมตัวกันทันที

   

   ประการที่สอง กฎเกณฑ์ของการเกิดรอยแยกและการปรากฏตัวของสัตว์อสูรก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร พวกเขารู้ได้ คนอื่นก็อาจจะรู้ได้เช่นกัน ดังนั้นอาจจะมีคนมาดักรอไม่นานเกินรอ

   

   ประการที่สาม พวกเขาเพิ่งจะทำลายกองทัพของเขาสุวรรณทมิฬไปเมื่อวาน ตอนนี้พวกนั้นคงกำลังคิดหาวิธีแก้แค้นอยู่ และช่วงเวลาที่ดีที่สุดของพวกนั้นก็คืออีกสามวันข้างหน้า

   

   ดังนั้น ถ้าหากพวกเขาทำให้สัตว์อสูรออกมาตอนนี้ เก็บมันภายในสองวัน และไปเตรียมการซุ่มโจมตี รอให้คนจากเขาสุวรรณทมิฬบุกมาหาเรื่อง นั่นก็จะเป็นการทำให้พวกเขาถือไพ่เหนือกว่าโดยสมบูรณ์

   

   แนวคิดนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะตามทันได้จริงๆ

   

   เสิ่นหลีเสียนเดินออกมาข้างหน้าและกล่าวว่า

   

   “ข้าจะจัดการเอง”

   

   กลยุทธ์ของศิษย์น้องหญิงเล็ก ในฐานะศิษย์พี่ต้องเป็นคนสนับสนุนเป็นคนแรก การระเบิดภูเขาสำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะจะไปยากอะไร?

   

   ทันใดนั้นเขารวบรวมพลังวิญญาณก้อนโตและปล่อยมันใส่ภูเขาเต็มแรง ครึ่งหนึ่งของภูเขาพังถล่มลงมาในทันที

   

   ขณะที่เขากำลังรวบรวมพลังวิญญาณลูกที่สองเพื่อทำลายอีกครึ่ง ภายในภูเขาก็มีเสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้น สัตว์อสูรที่ซ่อนตัวอยู่ภายในใช้ปีกของมันผลักภูเขาอีกฝั่งจนพังทลาย



บทที่ 372: คิดจะหนีหรือ? ไม่มีทาง! พวกเจ้าทุกคนห้ามหนี!


   

   สิ่งที่ปรากฏออกมาคือวิหคอัสนีม่วง ปากของมันทั้งใหญ่และยาว ขนทั่วร่างกายของมันรายล้อมด้วยสายฟ้าสีม่วง ดูน่ากลัวและทรงพลังยิ่งกว่าสัตว์อสูรตัวก่อนๆเสียอีก

   

   วิหคอสูรเหมือนถูกรบกวนจนหงุดหงิด มันส่งเสียงร้องแหลม แล้วพุ่งตรงเข้าหากลุ่มผู้บุกรุกอย่างรวดเร็ว

   

   ด้วยประสบการณ์ในการต่อกรกับอสูรยักษ์ที่แข็งแกร่งเช่นนี้มาก่อน เหล่าศิษย์จึงวางค่ายกลอย่างรวดเร็ว และเริ่มการต่อสู้ที่ต้องใช้เวลาในการโรมรันกับมัน

   

   แต่ผลลัพธ์ครั้งนี้กลับไม่เป็นอย่างที่เยี่ยหลิงหลงคาดคิด สัตว์อสูรตัวนี้แข็งแกร่งกว่าตัวก่อนหน้าทั้งสามตัว มันใกล้จะเข้าสู่ขอบเขตหลอมสุญตา หรือพูดอีกอย่างคือ มันขาดอีกเพียงนิดเดียวก็จะบรรลุถึงขอบเขตหลอมสุญตาแล้ว

   

   เมื่อวิหคอสูรตัวนี้พุ่งเข้าใส่ สายฟ้าและอำนาจกดดันจากปีกของมันทำให้ไม่อาจเปรียบเทียบกับสามตัวก่อนหน้านี้ได้เลย หลายครั้งที่พวกเขาเกือบจะเสียชีวิต

   

   แต่เมื่อมันถูกล่อออกมาแล้ว ก็ไม่อาจถอยกลับไปได้ง่ายๆ พวกเขาจึงต้องกัดฟันสู้ต่อไป

   

   พวกเขาใช้ทุกกลยุทธ์ที่มี ทุ่มพลังวิญญาณทั้งหมด จนในที่สุดก็สามารถสังหารมันได้สำเร็จในตอนเช้าของวันที่สาม เมื่อแสงแรกของอรุณเริ่มปรากฏขึ้นบนขอบฟ้า

   

   เมื่อร่างอันใหญ่โตของมันร่วงลงสู่พื้น ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก

   

   ในที่สุด! พวกเขาก็จัดการมันได้แล้ว!

   

   ใช้เวลามากกว่าที่คาดไว้เกือบหนึ่งวันหนึ่งคืน แต่ในที่สุดพวกเขาก็อดทนจนสำเร็จ ก่อนที่ฟ้าจะสว่าง พวกเขาก็สังหารมันได้ ไม่อย่างนั้นหากมัวชักช้าอีกนิด พอฟ้าสว่าง คนอื่นๆก็จะมาถึง หรือไม่ก็อาจจะเกิดเหตุแผ่นดินถล่มอีกครั้ง

   

   แม้ว่าขั้นตอนจะเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ดีมาก ทุกคนอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นดีใจ

   

   ขณะที่คนอื่นยังรอให้เกิดความเคลื่อนไหว พวกเขากลับจัดการสัตว์อสูรตัวนี้ได้สำเร็จไปก่อน พวกเขาระเบิดภูเขาแล้วนำสัตว์อสูรออกมาสังหารจนเสร็จสิ้นภารกิจ! นี่ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

   

   คาดว่าเมื่อแผ่นดินแยกตัวและดึงดูดคนอื่นๆให้มาถึงในภายหลัง คงจะมีหลายคนที่ต้องตกตะลึงแน่นอน

   

   โดยเฉพาะกลุ่มของเขาสุวรรณทมิฬ พวกเขาคงโมโหจนแทบคลั่งแน่ๆ

   

   ตั้งใจรีบเร่งมาที่นี่เพื่อล้างแค้นและชิงสัตว์อสูรกับสมบัติ แต่พอพวกเขามาถึง ปรากฏว่าทุกอย่างถูกจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

   

   พอคิดถึงเรื่องนี้ พวกที่เหนื่อยล้าก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที จิตใจเบิกบานกันถ้วนหน้า

   

   “แล้ววิหคอัสนีม่วงตัวนี้มันคุ้มครองสมบัติอะไรอยู่ล่ะ?”

   

   เมื่อมีคนถามขึ้นมา เยี่ยหลิงหลงก็ได้บินล่วงหน้าไปสำรวจที่ถ้ำของวิหคอัสนีม่วงเพื่อหาสมบัติ

   

   เมื่อนางบินไปแล้ว ทุกคนก็พักผ่อนที่เดิมและรอให้นางกลับมา

   

   แต่ทว่า...

   

   เมื่อเยี่ยหลิงหลงเข้าไปในถ้ำของวิหคอัสนีม่วง นางกลับพบว่าข้างในนั้นไม่มีสมบัติใดๆอยู่เลย

   

   นางขมวดคิ้วแน่น ไม่ใช่แน่ๆ สัตว์อสูรตัวใหญ่ขนาดนี้ทำไมถึงไม่มีสมบัติอะไรอยู่เลย?

   

   เมื่อนางลงสู่พื้น เยี่ยหลิงหลงเริ่มค้นหาไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบอะไรเลย สุดท้ายนางก็เรียก ‘หัวไชเท้าอ้วน’ ออกมา

   

   “หัวไชเท้าอ้วน ช่วยดูหน่อยว่าที่นี่มีร่องรอยของพี่น้องเจ้าเติบโตอยู่ไหม”

   

   หัวไชเท้าอ้วนเดินวนไปทั่ว พอมาถึงจุดที่มีกอหญ้าขาดหายไป มันใช้เท้าขุดดินจนเจอหลุมเล็กๆ

   

   “ที่เจ้าต้องการหาคงเป็นนี่ รากยังอยู่ แต่ส่วนที่งอกขึ้นไปถูกกินหมดแล้ว น่าจะถูกกินไปทั้งต้น”

   

   เยี่ยหลิงหลงชะงัก

   

   ถูกกินไปทั้งต้นเลยหรือ?

   

   สัตว์อสูรจะไวต่อสมบัติพวกนี้มากกว่ามนุษย์ ถ้าสมบัติยังไม่สุกเต็มที่ พวกมันไม่มีทางกินแน่นอน เพราะถ้ากินก่อนก็จะได้ประโยชน์ไม่เต็มที่

   

   แต่ถ้าสมบัติถูกกินเข้าไปจริงๆ นั่นก็มีเพียงเหตุผลเดียว คือสมบัตินั้นสุกเต็มที่แล้ว!

   

   เมื่อคิดถึงจุดนี้ เยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกใจเต้นแรง

   

   ไม่ถูกต้อง! มันต้องมีอะไรผิดปกติ!

   

   ถ้าสมบัตินี้สุกเต็มที่ก่อนที่พวกเขาจะมาถึง และสัตว์อสูรตัวนั้นกินมันเข้าไป พลังของมันตอนนี้ก็น่าจะพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมสุญตาแล้วสิ

   

   อย่างนี้นี่เอง!

   

   สาเหตุที่อสูรตัวนี้แข็งแกร่งกว่าตัวก่อนๆ เพราะมันเพิ่งกินสมบัติเข้าไป และกำลังย่อยเพื่อเตรียมตัวทะลวงขอบเขตหลอมสุญตาในตอนที่พวกเขามาถึง!

   

   ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเจ้าวิหคอัสนีม่วงถึงได้ดูโมโหมากขนาดนั้น ก็เพราะพวกเขามาขัดจังหวะตอนมันกำลังจะทะลวงขอบเขตพอดี!

   

   ลองจินตนาการดูสิว่าถ้าพวกเขาไม่มาเร็วขนาดนี้ แต่รอจนถึงวันนี้อย่างที่วางแผนไว้ วิหคอสูรตัวนี้ก็คงจะทะลวงขอบเขตหลอมสุญตาได้สำเร็จแล้วใช่ไหม?

   

   และถ้าเป็นแบบนั้น เมื่อแผ่นดินแยกออกอีกครั้งแล้วสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งขนาดนั้นออกมาโดยไม่ต้องคอยเฝ้าสมบัติอีกต่อไป พวกเขาทั้งหมดก็คงจะต้องตายกันหมดแน่ๆ!

   

   คิดมาถึงจุดนี้ เยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ มันน่ากลัวจริงๆ!

   

   ในเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยงทำไมถึงมีอสูรที่สามารถทะลวงขอบเขตหลอมสุญตาได้? แล้วทำไมเวลาถึงได้พอดีขนาดนี้ ก่อนที่แผ่นดินจะแยกออก มันจะทะลวงขอบเขตหลอมสุญตาสำเร็จพอดี และออกมาเพื่อฆ่าทุกคน!

   

   เยี่ยหลิงหลงพลันรู้สึกว่า นี่มันเหมือนกับกับดัก

   

   ตั้งแต่เต่ามังกร ไปจนถึงปลาเหอหลัว ต่อด้วยกวางอสูรสามสี และสุดท้ายคือวิหคอัสนีม่วง ทั้งหมดนี้เหมือนเป็นการล่อลวงให้ทุกคนเข้ามาต่อสู้แย่งชิงกัน แล้วจบลงด้วยการที่วิหคอัสนีม่วงในขอบเขตหลอมสุญตาที่ปรากฏขึ้นและสังหารทุกคน!

   

   คิดได้เช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงรีบบินออกจากถ้ำ แล้วกลับไปหาเหล่าศิษย์ของสำนักพันธมิตรอย่างรวดเร็ว

   

   ทุกคนกำลังรอนางอยู่ พอเห็นนางกลับมา ทุกคนก็พากันรวมตัวเข้าหานางทันที

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ทำไมหน้าตาเจ้าดูแปลกๆ?"

   

   "ใช่แล้ว สมบัติวิเศษล่ะ? เจ้ายังไม่ได้เอาออกมาหรือ?"

   

   "สมบัติวิเศษถูกกินไปแล้ว พวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่ก่อน ที่นี่มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล"

   

   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ทุกคนส่วนใหญ่ก็ตอบสนองทันทีและเริ่มเตรียมตัวที่จะออกไป แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่เชื่อ

   

   ในขณะนั้น หลิ่วหยวนซวี่ก็พูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน "มันจะถูกกินได้ยังไง? หรือว่าเจ้าเอาไปเองแล้วไม่บอกพวกเรา?"

   

   เมื่อเขาพูดจบ ไม่มีใครหันไปมองเยี่ยหลิงหลง แต่กลับกลายเป็นว่าทุกคนหันมามองหลิ่วหยวนซวี่แทน แถมยังมองด้วยสายตาคมกริบราวกับมีด

   

   “ไม่ใช่นะ ข้าแค่สงสัยเฉยๆ ข้าไม่ได้บอกว่านางซ่อนไว้จริงๆเสียหน่อย”

   

   หลิ่วหยวนซวี่รีบแก้ตัวด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นว่าคำอธิบายของเขาไม่มีใครยอมรับ

   

   "ข้า...ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรสงสัยนาง ไม่ใช่ว่าพวกเราจะออกไปกันหรือ? รีบไปเถอะ ไม่ต้องสนใจคนสารเลวอย่างข้าหรอก!"

   

   เยี่ยหลิงหลงเหลือบมองหลิ่วหยวนซวี่ด้วยสายตาเย็นชา นางไม่ได้แปลกใจเท่าไร เพราะจากความสัมพันธ์ของพวกเขา การที่เขามีความคิดนี้ก็ไม่น่าแปลกใจเลย

   

   นางไม่ได้รู้สึกว่าหลิ่วหยวนซวี่ทำอะไรผิด การสงสัยเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจคือ ทุกคนกลับเชื่อมั่นในตัวนางอย่างไม่มีข้อสงสัย

   

   "อย่าไปสนใจเขาเลย รีบออกไปจากที่นี่เถอะ สถานการณ์มันไม่เหมือนที่คาดไว้"

   

   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ทุกคนก็ไม่มีใครโต้แย้ง รีบตามนางออกไปทันที

   

   แต่ทันทีที่นางกำลังจะบินขึ้น เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหน้า เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและความโกรธเกรี้ยว น้ำเสียงที่หยาบคายและอาฆาตรุนแรงดังขึ้นมา

   

   "คิดจะหนีงั้นหรือ? ไม่มีทาง! เจ้าพวกสารเลวต่ำช้า เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เห็นแก่ตัว โหดร้ายไร้หัวใจ ทำเรื่องชั่วช้าจนฟ้าดินลงโทษ! พวกเจ้าทุกคนไม่มีทางรอดไปได้!"

   

   เมื่อได้ยินจ้าวซ่างอวี่พูดคำหยาบทุกคำเท่าที่เขาคิดได้ออกมาเพื่อด่าพวกเขา เหล่าศิษย์ของสำนักต่างก็ถึงกับอึ้งไปตามๆกัน

   

   เขาต้องโมโหขนาดไหนกันเนี่ย?

   

   พอพวกเขามองไปที่จ้าวซ่างอวี่ก็เข้าใจทันที

   

   เส้นเลือดปูดขึ้นบนหน้าผาก แขนเสื้อถูกบีบจนยับ ใบหน้าแดงก่ำ ร่างกายสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความโกรธจวนเจียนจะระเบิด

   

   เตรียมตัวลำบากมาเป็นเวลาสามวันเพื่อจะกลับมาล้างแค้น แต่พอมาถึง พวกศิษย์ตรงหน้ากลับจัดการปีศาจเสร็จและเตรียมตัวหลบหนีไปแล้ว

   

   แบบนี้จะมีใครไม่โมโหบ้างล่ะ?



บทที่ 373: สู้แพ้ไม่เป็นไร แต่เยี่ยหลิงหลงต้องตาย!


   

   ณ เวลานี้ จ้าวซ่างอวี่ยืนอยู่ด้านหน้า และข้างหลังของเขามีเหล่าศิษย์จำนวนมาก ดูคร่าวๆแล้วกลับมีจำนวนมากกว่าครั้งก่อนอีก! เมื่อกวาดสายตานับดูอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่ามีมากกว่าสองร้อยคน!

   

   ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะไม่ใช่แค่ศิษย์จากเขาสุวรรณทมิฬ แต่ยังรวมถึงศิษย์จากสมาพันธ์ภูผาทมิฬที่ถูกเรียกมารวมตัวกันทั้งหมดอีกด้วย

   

   จ้าวซ่างอวี่ที่เดิมทีอยากเลียนแบบเยี่ยหลิงหลง แสดงละครสักนิดแล้วค่อยๆเผยพลังที่แท้จริง แต่พอเห็นแบบนี้เขาก็ไม่แสดงต่อแล้ว ยอมเปิดไพ่ทั้งหน้าตักทันที

   

   เขาโบกมือ และทันใดนั้นเหล่าศิษย์ที่อยู่ข้างหลังเขาก็เดินออกมาเป็นแถว และทั้งหมดนั้นคือผู้ฝึกในขอบเขตแปรเทวะ!

   

   จากเดิมที่มีเพียงสี่คน ตอนนี้สมาพันธ์ภูผาทมิฬมีขอบเขตแปรเทวะถึงสิบคน!

   

   สิบคนในขอบเขตแปรเทวะ พร้อมกับศิษย์ทั่วไปมากกว่าสองร้อยคน เป็นกองกำลังที่ใหญ่โตจนไม่ว่ากลุ่มไหนได้เห็นก็คงต้องตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ

   

   ไม่เพียงแค่ศิษย์สำนักพันธมิตรเท่านั้นที่ตกตะลึง แม้กระทั่งศิษย์จากสำนักเจ็ดสิบสองเขาชางและวิหารร้อยคัมภีร์ที่แอบซุ่มดูอยู่ในเงามืดก็ยังตะลึงงันไปตามๆกัน

   

   สิบคนในขอบเขตแปรเทวะ! นี่มันเรื่องจริงหรือเปล่า? พวกเราตาฝาดหรือเปล่า? หรือว่ามันเป็นแค่ภาพลวงตา?

   

   หลังจากที่ถูกกระตุ้นจากการต่อสู้ครั้งก่อน ศิษย์จากสำนักเจ็ดสิบสองเขาชางและวิหารร้อยคัมภีร์ต่างกลับไปฝึกฝนจนสามารถทะลวงขอบเขตได้อีกหนึ่งขั้น จากแต่เดิมที่มีผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะเพียงหนึ่ง ตอนนี้ก็กลายเป็นสองแล้ว

   

   แม้จะยังไม่สามารถเทียบได้กับสำนักพันธมิตรและสมาพันธ์ภูผาทมิฬที่มีสี่คน แต่ด้วยจำนวนเท่านี้จะทำให้พวกเขาสามารถรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันได้ดีขึ้น และหากต้องต่อสู้ก็อาจจะถูกต่อยน้อยลง แถมยังมีโอกาสวิ่งหนีได้ไกลกว่าเดิมอีกด้วย

   

   แต่แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยคิดสู้กับทั้งสองฝ่ายแบบตรงๆ... แต่เล่นแบบนี้ก็เกินไปหน่อยไหม?

   

   พวกเขาเพิ่งได้เพิ่มมาอีกหนึ่ง แต่สมาพันธ์ภูผาทมิฬเพิ่มมาอีกหก! ช่างเป็นความต่างที่น่าใจหายจนเล่นต่อไม่ไหว!

   

   หรือเราจะฆ่าตัวตายหมู่กันดีไหม? อย่างน้อยก็ยังเลือกวิธีตายที่ชอบได้

   

   ดังนั้น ศิษย์จากสำนักเจ็ดสิบสองเขาชางและวิหารร้อยคัมภีร์ก็ถอยไปอีกหลายก้าวอย่างเงียบๆ พลางร้องไห้ในใจ

   

   พวกเขามาที่นี่เพียงเพื่อดูความสนุก เพราะที่นี่เป็นจุดที่คาดว่าจะเกิดรอยแยกที่สี่ และจะมีอสูรยักษ์กับสมบัติวิเศษอีก... แต่เดี๋ยวก่อน รอยแยกยังไม่เกิด แต่อสูรกับสมบัติวิเศษกลับถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว?

   

   สำนักพันธมิตรและสมาพันธ์ภูผาทมิฬต่างก็เล่นกันแบบสุดโต่งทั้งคู่

   

   ในศึกครั้งนี้ สำนักพันธมิตรได้อสูรยักษ์สามตัวและสมบัติวิเศษสามชิ้น ส่วนสมาพันธ์ภูผาทมิฬก็ได้ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะเพิ่มมาอีกหกคน

   

   คำว่า "แพ้ทั้งสองฝ่าย" แท้จริงแล้วหมายถึงสำนักพันธมิตรและสมาพันธ์ภูผาทมิฬต่อสู้จนย่อยยับ ขณะที่สำนักเจ็ดสิบสองเขาชางและวิหารร้อยคัมภีร์กลับพ่ายแพ้ร่วมกันและได้รับบทเรียนใหม่!

   

   ขณะที่ทุกคนตกตะลึงกับจำนวนผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะของสมาพันธ์ภูผาทมิฬ เยี่ยหลิงหลงก็หันไปมองที่เยี่ยหรงเยว่

   

   ตั้งแต่ที่ถูกนางทำร้าย เยี่ยหรงเยว่ก็พังพินาศ ตอนนี้นางนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่มีเบาะนุ่มๆ ซึ่งถูกยกขึ้นไปบนวิหควิญญาณ นางตามสมาพันธ์ภูผาทมิฬมาด้วยสภาพเช่นนี้

   

   เมื่อมองใกล้ๆ เยี่ยหลิงหลงก็เห็นว่าเยี่ยหรงเยว่ไม่เพียงแค่ใส่ถุงมือ แต่ยังพันผ้าคลุมรอบศีรษะจนปิดบังใบหน้าทั้งหมด เหลือเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นเท่านั้น

   

   แม้ว่าจะเห็นเพียงแค่ดวงตา แต่ขอบตาที่ลึกโบ๋และถุงใต้ตาสีดำกลับบอกถึงสภาพของนางได้ชัดเจน

   

   ไม่ผิดแน่ การสร้างผู้ฝึกตนแปรเทวะหกคนภายในสามวันคงทำให้เยี่ยหรงเยว่แทบหมดแรง แต่นางยังไม่ตาย ก็อาจเป็นเพราะสวรรค์ต้องการให้นางคงอยู่จนกว่าเยี่ยหลิงหลงจะทำตามคำสาบานสำเร็จ

   

   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงมองเยี่ยหรงเยว่ด้วยความสนใจ เยี่ยหรงเยว่ก็มองนางกลับด้วยสายตาแค้นเคือง ทั้งคู่ใช้สายตาทำสงครามกันอีกครั้ง

   

   "คราวนี้ข้าจะดูว่าพวกเจ้ายังมีแผนอะไรอีก! ด้วยกำลังที่มากกว่าสองเท่า คราวนี้พวกเจ้าต้องตายสถานเดียว! ฆ่าพวกมันให้หมด!"

   

   จ้าวซ่างอวี่คำรามเสียงดัง ปลดปล่อยความอัดอั้นทั้งหมดที่กักเก็บตลอดสามวันออกมา ในที่สุดเขาก็ได้เงยหน้าอย่างภาคภูมิอีกครั้ง

   

   ครั้งนี้เขามีสิบคนในขอบเขตแปรเทวะ สิบคน! เขาไม่เชื่อว่าสำนักพันธมิตรจะมีแผนรับมือได้อีก!

   

   คราวนี้เขาทุ่มหมดหน้าตักแล้ว!

   

   เมื่อเยี่ยหลิงหลงเห็นท่าทีของจ้าวซ่างอวี่ที่โกรธจนแทบคลั่ง นางอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานเบาๆ

   

   “เขาคงสติแตกไปแล้วแน่ๆ”

   

   สถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีทางสู้ได้เลย หากพวกเขายังคงยึดมั่นในแนวทางของสำนักธรรมะ สิบคนในขอบเขตแปรเทวะ นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะรวมตัวกันได้ง่ายๆ ต่อให้ให้เวลาสามปีก็คงทำไม่ได้

   

   หนีดีกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องทำแบบนี้ นางย่อมรู้ว่าเมื่อไรควรสู้และเมื่อไรควรหนี ดีกว่าหัวแข็งยืนรับหน้า ค่อยหาวิธีพลิกสถานการณ์ภายหลัง และยิ่งศัตรูมีผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะมากเท่าไร สมองพวกนั้นก็ยิ่งดูเหมือนจะช้าลงเท่านั้น

   

   ยิ่งไปกว่านั้น...

   

   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกสังหรณ์บางอย่างขึ้นมาในใจ ว่าวันนี้สมาพันธ์ภูผาทมิฬที่กำลังแสดงความเก่งกาจนี้ จะต้องถูกตบหน้าครั้งใหญ่แน่ๆ

   

   ว่าแล้ว นางก็หันไปทางด้านหลัง ส่งสัญญาณลับให้กับทุกคนด้วยท่าทีที่ชำนาญจนทุกคนรู้ทันทีว่านางต้องการอะไร

   

   ทุกคนมองปราดเดียวก็เข้าใจในทันที: หนี!

   

   ทุกคนรีบติดกระดาษยันต์ ยันต์เร่งความเร็วอยู่ที่มือซ้าย และยันต์คุ้มภัยอยู่ที่มือขวา เพื่อเตรียมหนีไปจากที่นี่ แต่จ้าวซ่างอวี่ไม่คิดจะให้พวกเขามีโอกาสเช่นนั้น เขาโบกแขนอย่างแรงแล้วตะโกนลั่น

   

   “จัดการพวกมัน! ฆ่าพวกมัน! และเอาทรัพยากรที่ถูกแย่งไปกลับมาให้หมด!”

   

   คำพูดของเขายังไม่ทันจบ เขาก็ออกตัวนำหน้าก่อนใคร เหล่าศิษย์สมาพันธ์ภูผาทมิฬกว่าสองร้อยคนและผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะทั้งสิบคนก็พุ่งเข้าหาศิษย์พันธมิตรสำนักทันที

   

   เยี่ยหลิงหลงรีบชักกระบี่หงเยี่ยนออกมา กระบี่ของนางสลับเปลี่ยนเป็นร่มทันทีและนางผลักมันไปด้านหน้า

   

   ทันทีที่จ้าวซ่างอวี่เห็นร่มนั้น เขาหยุดชะงัก ความเร็วของเขาลดลงในพริบตา

   

   อีกแล้ว นางจะต้องใช้กลอุบายอีกแน่ๆ

   

   แต่หลังจากที่หงเยี่ยนแปรสภาพเป็นร่ม มันกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆอีก

   

   ถูกหลอกอีกแล้ว! นางเล่นตลกกับข้าอีกแล้ว!

   

   จ้าวซ่างอวี่โกรธจนแทบขาดสติ

   

   "สู้แพ้ไม่เป็นไร แต่เยี่ยหลิงหลงต้องตาย!"

   

   เขาตะโกนสุดเสียง แล้วทันใดนั้นก็รู้ตัวว่าเขาพูดผิด

   

   “ไม่สิ! สู้ก็ต้องไม่แพ้ด้วย! ฆ่าเยี่ยหลิงหลงก่อน คนอื่นหนีไปได้ แต่นางต้องตาย!”

   

   เยี่ยหลิงหลงไม่คาดคิดว่าตนจะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ทุกคนต้องการจัดการเช่นนี้ นางรีบดึงเสวียนอิ่งออกมา และยิงปืนกลเพื่อช่วยคุ้มกันการล่าถอยของทุกคนอย่างรวดเร็ว

   

   ขณะที่เหล่าผู้ฝึกในขอบเขตแปรเทวะของสมาพันธ์ภูผาทมิฬต่างทุ่มพลังวิญญาณเข้าโจมตีอย่างเต็มที่ ศิษย์ขอบเขตแปรเทวะของสำนักพันธมิตรก็ต้องป้องกันการโจมตีสุดกำลัง

   

   ทันใดนั้น เสียง ‘ตู้ม!’ ดังสนั่น และแผ่นดินทั้งหมดเริ่มสั่นสะเทือน รอยแยกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นที่พื้นใต้เท้าพวกเขา พร้อมกับคลื่นพลังงานมหาศาลกวาดผ่าน ทุกคนต่างรู้สึกมึนงงและหูอื้อไปชั่วขณะ

   

   เยี่ยหลิงหลงที่เตรียมตัวมาอย่างดี รีบหยิบเชือกออกมาแล้วใช้วิธีง่ายที่สุดคือผูกทุกคนเข้าด้วยกันเพื่อป้องกันการตกลงไปในรอยแยก

   

   เนื่องจากในครั้งก่อนนางเคยเห็นศิษย์เขาสุวรรณทมิฬถูกดูดลงไปในรอยแยกมาแล้ว ทั้งๆที่ทุกคนเป็นผู้ฝึกเซียนแท้ๆ การพลาดตกลงไปมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว นี่หมายความว่ารอยแยกนั้นมันมีพลังดึงดูดแน่นอน!

   

   และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ศิษย์ที่บินอยู่ใกล้รอยแยกที่สุดเริ่มถูกดูดลงไปในทันที

   

   โชคดีที่เยี่ยหลิงหลงได้เพิ่มความยาวและเสริมความแข็งแรงให้เชือกเส้นนั้นใหม่อีกครั้ง เหล่าศิษย์ที่ถูกดูดลงไปรีบคว้าจับเชือกที่พันไว้รอบตัวอย่างรวดเร็ว

   

   ขณะที่เหล่าขอบเขตแปรเทวะที่ยังไม่ถูกดูดไปรีบออกแรงดึงเชือกอย่างสุดกำลัง ช่วยดึงพวกเขากลับมาจากขอบเหวแห่งความตายได้สำเร็จ



บทที่ 374: ทำตัวโอ้อวดจะโดนตบหน้า

   

   เหล่าศิษย์ที่ถูกดึงขึ้นมาจากรอยแยกต่างหน้าซีดเผือด หัวใจเต้นแรงด้วยความหวาดกลัว พวกเขารีบเร่งบินขึ้นไปให้สูงและไกลที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกดึงกลับไปอีก

   

   ขณะเดียวกัน เหล่าศิษย์สำนักพันธมิตรก็เร่งถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างจากรอยแยก เมื่อมาถึงจุดที่ปลอดภัย พวกเขาตรวจสอบกันและพบว่าทุกคนยังอยู่ครบ แม้จะมีบางคนบาดเจ็บ แต่ก็ไม่มีใครหายไปหรือเสียชีวิต

   

   แต่ในเวลาเดียวกัน ศิษย์สมาพันธ์ภูผาทมิฬกลับถูกดูดเข้าไปในรอยแยกหลายคน ตอนนั้นเองที่ความโกรธแค้นของพวกเขาเริ่มลดลง และสัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็ทำให้พวกเขาตัดสินใจถอยหนีไป ไม่คิดจะตามไล่สำนักพันธมิตรอีกต่อไป

   

   การปรากฏตัวของรอยแยกขนาดใหญ่ครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะกลุ่มศิษย์จากเขาสุวรรณทมิฬที่กำลังล้มลุกคลุกคลานเท่านั้น แม้แต่ศิษย์จากสำนักเจ็ดสิบสองเขาชางและวิหารร้อยคัมภีร์ที่แอบซุ่มอยู่ในเงามืดก็ไม่อาจรอดพ้นไปได้

   

   รอยแยกนั้นทั้งยาวและลึก แถมการสั่นสะเทือนยังรุนแรงอย่างมาก พวกเขาถูกแรงสั่นไหวจนมึนงงไปหมด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดูดลงไปหรือเกิดอันตรายอื่นๆ พวกเขาจึงต้องรีบลอยตัวขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ตำแหน่งที่พวกเขาซ่อนตัวถูกเปิดเผยในทันที

   

   และในพริบตานั้นเอง สี่ขุมกำลังใหญ่ก็เผชิญหน้ากันอย่างไม่ทันตั้งตัว

   

   ……

   

   ไม่รวมกลุ่มย่อยที่กระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ตอนนี้เหล่าผู้ฝึกตนระดับสูงส่วนใหญ่ที่ยังเหลืออยู่บนเกาะศักดิ์สิทธิ์นี้ก็อยู่ที่นี่กันหมดแล้ว

   

   แต่ทว่าช่วงเวลาที่เหล่าผู้ฝึกตนจ้องมองกันนั้นเป็นเพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น

   

   เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆอย่างมาก ก่อนหน้านี้เมื่อรอยแยกบนพื้นดินปรากฏ การสั่นสะเทือนจะหยุดลงทันทีหลังจากนั้น แต่ครั้งนี้ การสั่นสะเทือนยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง รอยแยกบนพื้นดินขยายออกไปเรื่อยๆ และลึกลงจนเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด

   

   ที่ยิ่งน่ากลัวไปกว่านั้นคือ เมื่อรอยแยกปรากฏขึ้นในครั้งนี้ มีหมอกสีดำจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากรอยแยก หมอกเหล่านี้เดินทางไปยังทุกที่ที่มันสัมผัส พืชพรรณในบริเวณนั้นเหี่ยวแห้งและชีวิตทุกอย่างก็สลายไปในทันที

   

   ในขณะนั้นเอง สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงก็บังเกิดขึ้น

   

   หมอกสีดำจำนวนมหาศาลรวมตัวกันกลายเป็นมือขนาดยักษ์ มือยักษ์นั้นกำลังฉีกพื้นดินออกจากกัน และมันค่อยๆโผล่ออกมาจากรอยแยกบนพื้นดินอย่างน่าสะพรึงกลัว

   

   เมื่อเห็นภาพนั้นเข้าเต็มตา ใบหน้าของเยี่ยหลิงหลงก็ตกตะลึงค้างไปชั่วขณะ

   

   ตอนที่รอยแยกแห่งที่สามปรากฏขึ้น นางก็สังเกตเห็นแล้วว่ามันไม่ได้เกิดจากการสั่นสะเทือนของพื้นดินตามปกติ หากแต่มันเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังฉีกทึ้งพื้นดินออกจากกัน ราวกับมีอะไรบางอย่างพยายามจะโผล่ขึ้นมาจากข้างใต้

   

   และตอนนี้ มือสีดำขนาดยักษ์ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่านั้นได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่นางเคยเห็นเมื่อวันนั้นเป็นเรื่องจริง!

   

   “นั่นมันอะไรน่ะ? น่ากลัวจริงๆ!”

   

   “มันมาแล้ว! กำลังพุ่งมาทางนี้!”

   

   “อ๊าก! วิ่งเร็ว!”

   

   ในชั่วพริบตาเดียว สถานที่ทั้งหมดตกอยู่ในความโกลาหล ทุกคนต่างตกอยู่ในความหวาดกลัว ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

   

   ในขณะที่ทุกคนวิ่งหนีกันอย่างไม่เป็นระเบียบ เยี่ยหลิงหลงก็เกิดความคิดแปลกๆขึ้นในหัวนาง

   

   เมื่อครู่นี้นางพูดอะไรนะ? เรื่องที่สมาพันธ์ภูผาทมิฬอวดศักดาแล้วจะโดนตบหน้าใช่ไหม?

   

   โอ้โห! อุตส่าห์อวดศักดาด้วยการสร้างขอบเขตแปรเทวะหกคนภายในสามวัน แต่พอเริ่มอวดปุ๊บก็โดนตบหน้าปั๊บ ช่างน่าเห็นใจจริงๆ

   

   “ไม่ใช่แล้ว สถานการณ์ไม่ปกติ! พวกเจ้าดูท้องฟ้าสิ!”

   

   เยี่ยหลิงหลงได้ยินเสียงตะโกนของใครบางคน นางจึงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเหนือเกาะศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยกลุ่มเมฆหมุนวนอย่างผิดปกติ

   

   นอกเกาะศักดิ์สิทธิ์

   

   ตั้งแต่เหล่าศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬ รวมถึงสำนักเจ็ดสิบสองเขาชาง และวิหารร้อยคัมภีร์ เข้าไปในเกาะเหล่าผู้นำทั้งหลายต่างรอคอยอยู่ภายนอก

   

   เพื่อดูความเคลื่อนไหวของศิษย์บนแผ่นศิลา ซึ่งแสดงถึงสภาพของศิษย์แต่ละคน ทั้งยังเตรียมพร้อมต้อนรับศิษย์ที่รอดชีวิตออกมาในทันทีที่เกาะศักดิ์สิทธิ์ปิดตัวลง ช่วงเวลานั้นถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการแสดงศักยภาพของแต่ละสำนักและสมาพันธ์

   

   เพราะในเวลานั้น จำนวนของผู้ที่บรรลุขอบเขตแปรเทวะ รวมถึงจำนวนผู้ที่รอดชีวิต จะเป็นตัวชี้ชะตาว่าพวกเขาจะครองความยิ่งใหญ่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนต่อไปอีกหลายร้อยหรือแม้แต่พันปี หรือว่าจะต้องกลายเป็นฝ่ายที่ต้องก้มหน้าก้มตายอมรับความพ่ายแพ้

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ในครั้งนี้ศิษย์ของสำนักพันธมิตรได้ค้นพบวิธีสำคัญในการออกจากเกาะศักดิ์สิทธิ์อย่างน่าประหลาดใจ พวกศิษย์ที่มีความคิดเฉียบแหลมของพวกเขาได้ค้นพบว่า การทำลายหินอำนวยพร จะทำให้สามารถออกจากเกาะศักดิ์สิทธิ์ได้

   

   เมื่อพวกเขาพบศิษย์จากสำนักอื่น พวกเขามักจะปล้นทรัพย์สินจนหมด ก่อนจะใช้วิธีการเตะศิษย์เหล่านั้นออกจากเกาะศักดิ์สิทธิ์ แทนที่จะสังหารทิ้ง

   

   ดังนั้น แต่ละฝ่ายที่รออยู่ภายนอกเกาะจึงได้เตรียมพร้อมที่จะต้อนรับศิษย์ที่ถูกขับไล่ออกมาเช่นกัน

   

   วิธีการที่ทางสำนักพันธมิตรใช้ได้รับความชื่นชมจากขุมกำลังที่เหลือ เพราะการเลี้ยงดูศิษย์จนถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก พวกเขาย่อมไม่ต้องการให้ศิษย์อัจฉริยะของตนต้องเสียชีวิตไป แม้จะไม่ได้สมบัติอะไรก็ตาม

   

   แน่นอนว่า ยกเว้นเพียงสมาพันธ์ภูผาทมิฬ โดยเฉพาะประมุขสมาพันธ์และประมุขเขาสุวรรณทมิฬอย่างจ้าวจิ้งไห่

   

   เพราะศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬ ไม่มีใครรอดชีวิตออกมาได้เลย จุดสว่างบนแผ่นศิลาที่เป็นของพวกเขาหายไปมากมาย แต่ไม่มีศิษย์คนใดรอดออกมาได้เลย

   

   สถานการณ์นี้เป็นการยืนยันคำพูดที่ดุดันของเยี่ยหลิงหลง ที่กล่าวไว้ว่าศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬ ยกเว้นศิษย์จากเขาสุวรรณทมิฬ ศิษย์จากเขาอื่นๆจะได้รับโอกาสรอด

   

   จ้าวจิ้งไห่โกรธจนแทบเสียสติ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย

   

   นี่มันเจตนากลั่นแกล้งชัดๆ!

   

   แม้ว่าเหล่าประมุขคนอื่นในสมาพันธ์จะรู้สึกขอบคุณเยี่ยหลิงหลง แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมา

   

   เด็กสาวคนนี้เป็นคนที่ทำตามคำพูดจริงๆ หากนางรอดออกมาจากที่นี่ได้ นางต้องมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่แน่นอน

   

   ทุกครั้งที่จุดบนแผ่นศิลาของแต่ละขุมกำลังหายไป พวกเขาต่างก็หวังว่าจะเป็นเพราะศิษย์ของพวกเขาเจอกับสำนักพันธมิตร เพราะการเผชิญหน้ากับสำนักพันธมิตรนั้นหมายถึงพวกเขายังมีโอกาสรอดชีวิต

   

   แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ใช่ทุกครั้งที่โชคดี แต่ละขุมกำลังยังคงต้องสูญเสียศิษย์ไปไม่น้อย

   

   จนกระทั่งตอนนี้ เกาะศักดิ์สิทธิ์ได้เปิดมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว จุดสว่างบนแผ่นศิลาหายไปเกือบหนึ่งในสี่ และการต่อสู้ในช่วงเวลาที่เหลือจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

   

   ในขณะที่คนภายนอกยังคงติดตามการเปลี่ยนแปลงบนแผ่นศิลา และรับฟังเรื่องราวจากศิษย์ที่ถูกขับออกมา

   

   ร่างของถังเหลียนที่พักฟื้นจากอาการบาดเจ็บมาครึ่งเดือน ก็กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งที่ทะเลหน้าเกาะ เขานำเรือเหาะพร้อมกับเจ้าสำนักอีกกลุ่มหนึ่งกลับมา

   

   เมื่อจ้าวจิ้งไห่เห็นถังเหลียนกลับมา เขาก็จ้องมองด้วยสายตาอาฆาตอย่างรุนแรง หากไม่ใช่เพราะถังเหลียนดูเหมือนจะหายดีแล้ว เขาคงจะไปท้าสู้กับถังเหลียนเสียเดี๋ยวนี้เลย

   

   สำนักพันธมิตรนั้นมันช่างรังแกเกินไปแล้ว!

   

   หลังจากฟื้นฟูสภาพร่างกายได้เพียงพอ ถังเหลียนก็นำพวกพ้องกลับมาที่นี่โดยเร็วที่สุด เขากังวลว่าศิษย์ของสำนักพันธมิตรจะต้องทำลายหินอำนวยพรเพื่อออกจากเกาะศักดิ์สิทธิ์ หากเกิดเหตุการณ์นั้น พวกศิษย์อาจต้องเผชิญปัญหาหากไม่มีใครคอยปกป้องพวกเขาหลังออกมา

   

   โชคดีที่ในช่วงเวลาที่เขาพักฟื้น สำนักพันธมิตรยังคงแข็งแกร่ง แม้จะมีจุดสว่างบนแผ่นศิลาหายไปบ้าง แต่ก็ไม่มีใครทำลายหินอำนวยพรออกมา

   

   ซึ่งหมายความว่า เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆยังคงอยู่ในนั้น และยังไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น

   

   ตราบใดที่เยี่ยหลิงหลงยังปลอดภัย ฐานของพันธมิตรสำนักก็ยังคงมั่นคง

   

   ถังเหลียนเตรียมจะพูดเย้าจ้าวจิ้งไห่ สักสองสามคำเกี่ยวกับความย่อยยับของเขาสุวรรณทมิฬ ที่ศิษย์กว่าร้อยคนต้องเสียชีวิตไปครึ่งหนึ่งโดยไม่มีใครรอดกลับออกมาเลยแม้แต่คนเดียว

   

   เห็นได้ชัดว่าพวกเขาถูกเล่นงานอย่างหนัก

   

   พวกเขาย่ำแย่ แต่สำนักพันธมิตรกลับมาอย่างมีชัย!

   

   ต่อให้เริ่มต้นด้วยความได้เปรียบแค่ไหน ก็ยังถูกตีโต้กลับจนพ่ายแพ้ในที่สุดไม่ใช่หรือ?

   

   “ประมุขจ้าว…”

   

   ทว่า ในขณะที่คำแรกหลุดจากปากของเขา จู่ๆ ท้องฟ้าเหนือเกาะศักดิ์สิทธิ์ก็ปกคลุมไปด้วยเมฆดำ หมอกดำพุ่งขึ้นมาจากทุกทิศทาง ทำให้เกาะศักดิ์สิทธิ์ที่เคยดูสง่างามสว่างไสว กลายเป็นเกาะรกร้างที่ปกคลุมด้วยปราณมรณะภายในช่วงเวลาเพียงพริบตาเดียว

   

   "เกิดอะไรขึ้น! เกาะศักดิ์สิทธิ์ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้! ไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว!"



บทที่ 375: มันคือกับดัก!


   

   ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์นั้นต่างตกตะลึง แม้กระทั่งถังเหลียนเองก็ไม่มีใครหัวเราะออกมาได้อีกต่อไป

   

   พวกเขาเห็นหมอกดำบนท้องฟ้าเหนือเกาะศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนกลืนกินและปกคลุมเกาะทั้งหมด พื้นที่ภายนอกที่เคยมองเห็นส่วนต่างๆของเกาะ บัดนี้ถูกหมอกดำบดบังจนหมด

   

   ก่อนที่หมอกดำจะครอบคลุมทุกสิ่ง แผ่นศิลาที่ใช้แสดงสัญญาณการมีชีวิตของเหล่าศิษย์ก็พลันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

   

   เมื่อแผ่นศิลาแตกออก หมอกดำก็ครอบคลุมเกาะจนหมด จากภายนอก มองเข้าไปเห็นเพียงกลุ่มหมอกสีดำลอยตัวอยู่กลางอากาศอย่างประหลาด

   

   หากไม่เห็นกับตา พวกเขาคงไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ข้างในนั้นมีทั้งเกาะถูกห่อหุ้มไว้ทั้งหมด!

   

   “นี่… นี่มันเกิดอะไรขึ้น! เกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยงเคยปรากฏตัวมาแล้วหลายครั้ง แม้จะน้อย แต่ในตำราโบราณก็ยังมีบันทึกไว้ ไม่เคยมีครั้งไหนที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลย!”

   

   เมื่อคนจากทั้งสี่ฝ่ายได้ยินดังนั้น พวกเขาก็ตื่นตระหนกกันถ้วนหน้า พวกศิษย์ที่ถูกขับออกจากเกาะมาก่อนก็พลอยหวาดหวั่นไปด้วย

   

   "ถ้าพวกเรายังไม่ได้ถูกส่งออกมา ตอนนี้ก็คงติดอยู่ข้างในแล้วสินะ!"

   

   “ใช่ เกาะศักดิ์สิทธิ์นี้เคยปรากฏตัวมาแล้วหลายครั้ง ทุกครั้งมันจะเปิดออกเป็นเวลาหนึ่งเดือน พอถึงเวลามันจะเปิดประตูให้ศิษย์ออกมา แล้วจากนั้นเกาะก็จะลอยออกไปจากโลกหล้าของผู้ฝึกเซียน มันปลอดภัยเสมอ!”

   

   “หรือว่าจะมีใครในนั้นไปทำอะไรที่ไม่ควรทำจนทำให้เกาะศักดิ์สิทธิ์นี้เกิดเรื่องขึ้น? บางคนนี่นะ คิดมาก ทำมาก ทำเรื่องไม่เป็นเรื่องก็เยอะ ข้าเกรงว่าจะเป็นตัวปัญหาคนนั้นกระมัง!” จ้าวจิ้งไห่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่จงใจเหน็บแนม พร้อมแอบโยนความผิดให้

   

   เมื่อเห็นดังนั้น ถังเหลียนที่ได้ยินคนแอบเหน็บแนมกล่าวโทษศิษย์คนโปรดของตน ก็ถึงกับไม่พอใจในทันที

   

   “บางคนศิษย์ตัวเองไร้ความสามารถ ก็เลยหันมาโทษศิษย์คนอื่นว่าเก่งเกินเหตุ ถ้าศิษย์แค่คนเดียวสามารถไปแตะต้องอะไรจนทำให้ทั้งเกาะศักดิ์สิทธิ์ถูกปกคลุมด้วยหมอกดำได้ ศิษย์คนนั้นก็ต้องเก่งขั้นเทพแล้วสิ ไม่ทราบว่า ประมุขจ้าวกำลังชมศิษย์สำนักไหนอยู่ แต่ขอบคุณสำหรับคำชมจริงๆ!”

   

   “เจ้า...”

   

   จ้าวจิ้งไห่โกรธจัด เขารู้สึกว่าคนของสำนักพันธมิตรมักปากจัดกันตั้งแต่อาจารย์ลงไปถึงศิษย์เลย

   

   “พอเถอะ นี่ไม่ใช่เวลาทะเลาะกัน ข้าว่าหมอกดำที่ปกคลุมเกาะศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย ศิษย์ระดับแนวหน้าของแต่ละสำนักก็ยังติดอยู่ข้างใน พวกเราน่าจะมาช่วยกันคิดหาวิธีดีกว่า” ประมุขสำนักเจ็ดสิบสองเขาชางกล่าว

   

   “ข้าเห็นด้วย” ประมุขวิหารร้อยคัมภีร์พยักหน้าเห็นด้วย

   

   เพราะสถานการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และศิษย์ที่ยังอยู่ข้างในล้วนแต่เป็นศิษย์ชั้นยอด หากต้องเสียพวกเขาไป ขุมกำลังใหญ่ๆทุกแห่งคงต้องเจ็บปวดใจอย่างมาก

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น ถังเหลียนและจ้าวจิ้งไห่จึงหยุดทะเลาะกัน

   

   “หาเหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะที่เหลืออยู่ของแต่ละขุมกำลังมาที่นี่เถอะ ลองดูว่าจะสามารถสลายหมอกดำนี้และช่วยเหลือพวกเขาออกมาได้หรือไม่”

   

   ข้อเสนอนี้ได้รับการเห็นชอบจากทุกฝ่าย พวกเขารีบเชิญบรรพจารย์ขอบเขตแปรเทวะที่เหลืออยู่ของแต่ละสำนักออกมาโดยเร็ว

   

   แต่ละขุมกำลังมีผู้ฝึกขอบเขตแปรเทวะเหลือแค่ขุมกำลังละหนึ่ง เมื่อบรรพจารย์จากทั้งสี่ขุมกำลังมาถึง พวกเขาก็รวมตัวกันและมุ่งหน้าไปยังเกาะศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกดำ ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้หมอกดำมากเท่าไร พวกเขายิ่งรู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดต้องหยุดลง เมื่อยังเหลือระยะห่างพอสมควรจากหมอกดำ

   

   พวกเขาส่งสายตาให้กันด้วยความเคร่งเครียด ถึงแม้จะเป็นถึงขอบเขตแปรเทวะ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับพลังที่ปกคลุมเกาะศักดิ์สิทธิ์ พวกเขากลับรู้สึกถึงความเล็กจ้อยของตนเองอย่างเด่นชัด

   

   “ถึงเวลาแล้ว ลองดูสักครั้งเถอะ” ถังเหลียนกล่าว

   

   เมื่อคำพูดสิ้นสุดลง บรรพจารย์ขอบเขตแปรเทวะทั้งสี่ก็รวบรวมพลังวิญญาณและปล่อยโจมตีใส่หมอกดำที่ปกคลุมเกาะศักดิ์สิทธิ์

   

   ทว่า ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง หมอกดำเพียงสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะกลับคืนสภาพเดิม ไม่มีผลใดๆเกิดขึ้น

   

   แม้ว่าจะคาดไว้แล้ว แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ยังทำให้พวกเขารู้สึกยากจะยอมรับได้

   

   ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะทั้งสี่คนร่วมมือกันโจมตี แต่กลับทำได้เพียงแค่ทำให้หมอกดำสั่นไหวเล็กน้อยเท่านั้น! พวกเขาไม่ยอมแพ้และลองอีกหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกันเลย

   

   ในตอนนี้ เหล่าประมุขจากแต่ละขุมกำลังที่อยู่ห่างไกลต่างพากันแสดงสีหน้าสับสนและความทุกข์ใจออกมา

   

   “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้…”

   

   “ขนาดผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะยังทำอะไรไม่ได้ เราคงทำได้แค่นั่งรอความตายอย่างนั้นหรือ?”

   

   “หมอกดำนี้อาจเป็นเพียงชั่วคราว พวกเขาอาจจะยังออกมาได้อยู่”

   

   “ใช่! การทำลายหินอำนวยพรก็ออกจากเกาะศักดิ์สิทธิ์ได้แล้วไม่ใช่หรือ? ศิษย์ของสำนักพันธมิตรสำนักคงไม่หนีไปคนเดียวโดยไม่บอกคนอื่นหรอกใช่ไหม?”

   

   ทันทีที่มีคนพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ทุกคนจากทั้งสามขุมกำลังหันไปมองถังเหลียน ประมุขสำนักพันธมิตรเป็นตาเดียว

   

   ถังเหลียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น

   

   "ถ้าทุกคนติดอยู่ในสถานการณ์วิกฤตจริงๆ พวกเขาจะไม่ทอดทิ้งคนอื่นโดยไม่ช่วยแน่"

   

   เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนต่างถอนหายใจโล่งอกไปโดยไม่รู้ตัว แต่ความกังวลก็ยังไม่หายไปทั้งหมด

   

   "ไม่ได้การ! เราต้องหาคำตอบให้ได้ ส่งคนไปค้นคว้าตำราโบราณอีกรอบ เผื่อจะพบเบาะแสบางอย่าง!"

   

   ขณะที่คนข้างนอกกำลังร้อนใจ คนข้างในสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายกว่ามากนัก

   

   เพียงไม่นานท้องฟ้าที่เคยสว่างก็ถูกปกคลุมด้วยหมอกดำ ทั้งท้องฟ้าจากกลางวันกลายเป็นกลางคืน ความมืดมิดปกคลุมลงมาทำให้แสงสลัวลงจนแทบมองไม่เห็น และทั่วทั้งเกาะศักดิ์สิทธิ์ก็แผ่กระจายไปด้วยพลังแห่งความตาย

   

   พร้อมกับนั้น รอยแยกขนาดใหญ่ที่พื้นดินยังคงขยายออกไปเรื่อยๆ เมื่อมองจากระยะไกล มันดูเหมือนจะเชื่อมเข้ากับรอยแยกอีกสามแห่งที่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนหน้านี้

   

   ในชั่วพริบตาที่รอยแยกทั้งสี่มาบรรจบกัน แผ่นดินก็สั่นสะเทือนอีกครั้งอย่างรุนแรง และตรงจุดที่รอยแยกบรรจบกันนั้น เกิดเป็นเหวลึกสีดำสนิท และจากภายในเหวลึกนี้ก็มีปราณมรณะมหาศาลพวยพุ่งออกมา

   

   และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือ มีฝูงวิญญาณจำนวนมหาศาลไหลออกมาพร้อมกับพลังแห่งความตาย ทั้งหนาแน่นจนไม่อาจนับจำนวนได้

   

   ทันทีที่เหล่าวิญญาณเหล่านั้นขึ้นมาบนพื้นดิน พวกมันก็ได้กลิ่นของผู้มีชีวิต และพุ่งตรงเข้าโจมตีพวกเขาทันที

   

   “ระวัง! วิญญาณพุ่งมาหาเราแล้ว! ถอยเร็ว! ถอย!”

   

   ในขณะที่วิญญาณพุ่งเข้าหาผู้คน บรรดาผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะก็รีบใช้กระบี่ฟันป้องกัน แต่วิญญาณเหล่านั้น เมื่อโดนฟันขาดเป็นสองท่อน มันกลับกลายเป็นสองตัวแล้วพุ่งเข้าโจมตีใหม่อีกครั้ง

   

   ฝูงวิญญาณเหล่านี้ถาโถมเข้าไปหากลุ่มศิษย์คนอื่นๆอย่างบ้าคลั่ง แม้ผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดจะยังพอรับมือได้ แต่ขอบเขตจินตานกลับเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง จนถึงขั้นที่ศิษย์บางคนไม่อาจต้านทานแรงกดดันได้และถูกวิญญาณฉีกเป็นชิ้นๆ ก่อนจะถูกฝูงวิญญาณรุมทึ้งกินอย่างน่าสยดสยอง

   

   ภาพนั้นทำให้ทุกคนที่เห็นตกตะลึงด้วยความหวาดกลัว มันเป็นภาพที่ชวนให้สะพรึงกลัวอย่างที่สุด!

   

   เมื่อเห็นเช่นนั้น แม้แต่ศิษย์ที่อยู่ในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว แม้พวกเขาจะพอต้านทานได้ แต่จำนวนวิญญาณที่มากมายขนาดนี้ หากพลาดเพียงครั้งเดียว พวกเขาก็อาจจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆได้เช่นกัน!

   

   ขณะเดียวกัน ใบหน้าของเยี่ยหรงเยว่ที่นั่งอยู่บนหลังวิหควิญญาณก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด นางกรีดร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง

   

   “ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย! ปกป้องข้าที! ข้าตายไม่ได้! หากข้าตาย สมาพันธ์ภูผาทมิฬจะไม่มีใครบรรลุแปรเทวะอีกเลย!”

   

   เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของเยี่ยหรงเยว่ดึงดูดความสนใจของจ้าวซ่างอวี่และคนอื่นๆ พวกเขารีบกลับมาช่วยเหลือเยี่ยหรงเยว่ทันที พร้อมทั้งสั่งให้ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะหลายคนช่วยปกป้องนางอย่างแน่นหนา วิหควิญญาณรีบพานางและกลุ่มศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬทั้งหมดหลบหนีออกจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว

   

   "ที่นี่มีปัญหา! เกาะศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไม่ปกติ มันเป็นกับดักทั้งหมด! หนีไปก็ไม่ช่วยอะไร เราต้องรีบออกจากเกาะศักดิ์สิทธิ์นี้ให้เร็วที่สุด" เยี่ยหลิงหลงพูดด้วยความร้อนใจ

   

   “งั้น…?”

   

   "ทุกคนฟังคำข้า! ศิษย์ทุกคนในสำนักพันธมิตร ทำลายหินอำนวยพรของพวกเจ้า แล้วรีบออกจากเกาะศักดิ์สิทธิ์เดี๋ยวนี้!"



บทที่ 376: นางดุสุดๆ ขนาดผียังกลัว!


   

   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงพูดเสียงดังขึ้นจนไม่ใช่แค่ศิษย์ของสำนักพันธมิตร แต่ศิษย์จากสำนักอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงก็ได้ยินเช่นกัน

   

   เมื่อเห็นว่าศิษย์สำนักพันธมิตรเริ่มทำลายหินอำนวยพร ศิษย์จากขุมกำลังอื่นก็เริ่มทำตามทันที

   

   เพราะทั้งเกาะศักดิ์สิทธิ์นี้เต็มไปด้วยเหล่าภูตผี แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะ ก็ไม่รู้ว่าจะทนได้นานแค่ไหน แต่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด แน่นอนว่าไม่เกินครึ่งวันคงไม่รอด

   

   ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อปราณมรณะนี้แผ่ออกมา พืชวิญญาณทั้งหลายบนพื้นดินก็ล้มตายหมดสิ้น ที่นี่ไม่มีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์เหลืออีกต่อไป การอยู่ต่อจึงไร้ประโยชน์และเหมือนกับการรอความตายอย่างเดียว

   

   ดังนั้น ทุกคนจึงรีบหยิบหินอำนวยพรออกมาแล้วทำลายมันทันที

   

   แต่ทว่า หลังจากพวกเขาทำลายหินอำนวยพรแล้ว กลับไม่มีใครถูกส่งออกจากเกาะศักดิ์สิทธิ์นี้เลย

   

   หนึ่งอึดใจ… สองอึดใจ… สามอึดใจ เวลาผ่านไปเรื่อยๆ หินอำนวยพรแตกสลายไปแล้ว แต่พวกเขายังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่สามารถออกไปได้!

   

   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก! ทำลายหินอำนวยพรไม่ได้ผล พวกเราออกไปไม่ได้!”

   

   เสียงตะโกนดังขึ้น เยี่ยหลิงหลงมองไปที่หมอกดำทั่วท้องฟ้าด้วยคิ้วขมวด เกาะศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกปิดตายแล้ว ไม่สามารถใช้การทำลายหินอำนวยพรเพื่อออกไปได้อีกต่อไป!

   

   นี่มันกับดักอย่างแท้จริง กับดักที่ต้องการให้ทุกคนตายอยู่ในนี้!

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ทำยังไงดีล่ะ! สำนักชิงเสวียนมีศิษย์ขอบเขตจินตานเยอะมาก พวกเขาจะทนไม่ไหวแล้ว!"

   

   “ถอย! รีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด วนรอบเกาะดูสถานการณ์สักหน่อย ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านนำ! ศิษย์พี่อวี้เฉิน ท่านมีลูกประคำช่วยปิดท้าย ศิษย์พี่สามกับศิษย์พี่ห้าคอยคุ้มครองศิษย์ที่ด้านข้าง!”

   

   เมื่อเยี่ยหลิงหลงสั่งเสร็จ ทุกคนก็รีบติดยันต์เร่งความเร็วแล้วเคลื่อนตัวออกไปอย่างเป็นระเบียบ

   

   ขณะที่ทุกคนบินขึ้นไป เยี่ยหลิงหลงกลับยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม นางจ้องมองลึกไปยังเหวลึกที่พ่นวิญญาณออกมา ในใจนางเกิดความรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

   

   เหวลึกนี้นางเคยเห็นมาก่อน เพียงแค่เดินเข้าไปดูสักนิด นางก็จะนึกออกถึงสิ่งที่นางเคยพบเจอในเหวใต้ดินที่เมืองเจออวิ๋น

   

   นางก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว แต่ในอึดใจถัดมา ข้อมือของนางกลับถูกใครบางคนคว้าไว้ นางจึงดึงตัวเองออกจากภวังค์ เและหันกลับไปมองซืออวี้เฉินที่จับนางไว้

   

   “ศิษย์น้องหญิงเยี่ย ทำไมยังไม่ไปอีกล่ะ? คิดจะทำอะไร?”

   

   “ข้า...”

   

   ซืออวี้เฉินมองไปยังศูนย์กลางของเหวลึกที่เยี่ยหลิงหลงจ้องมองอยู่ คิ้วของเขาขมวดแน่น เขาดูเหมือนจะตระหนักได้ว่าเยี่ยหลิงหลงถูกเหวนั้นดึงดูด

   

   “มีสติหน่อย รีบออกจากที่นี่ ข้าไม่ให้เจ้าไปที่นั่นเด็ดขาด”

   

   ซืออวี้เฉินพูดพลางกำข้อมือของนางแน่นขึ้น สีหน้าของเขาแสดงถึงความแน่วแน่

   

   “ศิษย์พี่หญิงของเจ้ายังอ่อนแอ พวกนางต้องการการปกป้องจากเจ้า”

   

   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ความกระตือรือร้นในใจของเยี่ยหลิงหลงก็ค่อยๆถูกดับลง

   

   “ข้ารู้แล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

   

   เยี่ยหลิงหลงหันหลังเดินจากไป ขณะเดียวกันที่นางหันหลังกลับ เห็นได้ชัดว่าในใจกลางของเหวลึกมืดมิดนั้น ปรากฏดวงตาคู่หนึ่งขึ้นมา

   

   การถอยทัพของกลุ่มสำนักพันธมิตรเป็นไปอย่างมีระเบียบและรวดเร็ว ศิษย์บางคนบาดเจ็บแต่ยังไม่มีใครเสียชีวิต

   

   ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความสามัคคีที่แข็งแกร่ง และการตัดสินใจเชื่อฟังการวางแผนของเยี่ยหลิงหลงในทันที ยกเว้นเพียงหลิ่วหยวนซวี่ที่เคยแสดงความไม่เห็นด้วย

   

   ขณะที่พวกเขาบินออกไปอย่างรวดเร็ว วิญญาณร้ายก็ไล่ตามมาติดๆ พวกมันขยายตัวจากใจกลางเหวลึกและแพร่กระจายไปทั่วทั้งเกาะศักดิ์สิทธิ์

   

   ภายใต้ม่านหมอกดำทมิฬที่ปกคลุมทั่วทั้งเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยง โลกทั้งใบดูเหมือนจะเข้าสู่ค่ำคืนอันมืดมิดชั่วนิรันดร์ ความกลัวค่อยๆกัดกินหัวใจของทุกคน

   

   "ดูนั่น! ที่ตรงนั้นคือฐานที่พวกเราเคยเข้าไปตอนที่มาถึงครั้งแรก!"

   

   "งั้นเราก็ไปพักที่นั่นก่อน ที่นั่นยังไม่มีวิญญาณร้ายกระจายไปถึง" เยี่ยหลิงหลงกล่าว

   

   ทุกคนจึงพากันบินไปยังฐานที่เคยตั้งเมื่อเข้ามายังเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยงครั้งแรก เพราะมันคงปลอดภัยกว่าและเหมาะสมสำหรับการหยุดพักชั่วคราว เนื่องจากการบินกันเป็นกลุ่มใหญ่จะไม่ค่อยสะดวกในสถานการณ์เช่นนี้นัก

   

   เมื่อพวกเขาลงถึงพื้น ทุกคนยังคงตื่นตระหนกและพูดคุยกันไม่หยุด ถึงภาพความน่ากลัวที่ได้เห็น กับหมอกดำและวิญญาณร้ายที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งเกาะ เยี่ยหลิงหลงเองก็ตั้งค่ายกลขึ้นใหม่เสริมจากค่ายกลที่เคยสร้างไว้ก่อนหน้า แม้จะกันวิญญาณได้จำนวนหนึ่ง แต่หากมีมากเกินไปก็ไม่สามารถต้านทานได้

   

   ในขณะเดียวกันพวกศิษย์สมาพันธ์ภูผาทมิฬเริ่มฟื้นฟูตัวเอง บางคนรักษาบาดแผล บางคนพักผ่อน แต่แม้จะพักแล้ว แต่ใจทุกคนก็ยังเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ตอนเจ้าเจออสูรยักษ์ตัวแรก เจ้าก็ลงไปดูที่รอยแตก ตอนนั้นเจ้าเริ่มสงสัยแล้วหรือ?"

   

   "ข้าแค่รู้สึกว่ามันแปลกเลยลงไปดู ตอนนั้นข้าไม่ได้เห็นวิญญาณร้ายหรอก แต่ข้าพบว่ามีพื้นที่ขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน บางทีเกาะนี้ทั้งเกาะอาจจะว่างเปล่าข้างใต้ ใต้เกาะที่ว่างเปล่านี้อาจจะซ่อนความลับบางอย่างที่พวกเราไม่รู้ก็ได้" เยี่ยหลิงหลงอธิบาย

   

   "แล้วทำไมถึงมีวิญญาณร้ายเยอะขนาดนี้? พวกมันมาจากไหนกัน? มันน่ากลัวเกินไปแล้ว! แถมการทำลายหินอำนวยพรเพื่อหนีออกจากเกาะกลับไม่สำเร็จอีก"

   

   "น่าจะเกี่ยวกับหมอกดำ มันปิดผนึกทั้งเกาะ ทุกอย่างเลยไร้ผล ตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่พวกมันจะล่าพวกเรา" เยี่ยหลิงหลงตอบ

   

   "แล้วตอนนี้เราจะทำยังไง? ถ้าวิญญาณร้ายแผ่กระจายมาถึงที่นี่ พวกเราจะหนีไปไหนกันได้อีก?"

   

   "ลูกประคำในมือข้าพอจะต้านได้ชั่วคราว แต่ว่า..." ซืออวี้เฉินถอนหายใจ "ถ้าเกาะนี้ทั้งเกาะเต็มไปด้วยวิญญาณร้าย แค่ลูกประคำเล็กๆเส้นนี้คงช่วยอะไรได้ไม่มากนัก"

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกว่า เกาะนี้เป็นกับดักหรือ?"

   

   "ใช่แล้ว มันเป็นกับดัก เราทุกคนล้วนเป็นเหยื่อของมัน และการล่าได้เริ่มต้นขึ้นนานแล้ว"

   

   เยี่ยหลิงหลงเล่าเรื่องที่นางเห็นในรังของวิหคอัสนีม่วง เมื่อทุกคนได้ยินก็รู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูก

   

   คาดไม่ถึงว่าพวกเขาสู้กันมาอย่างดุเดือด แต่ผลสุดท้ายกลับไม่มีใครรอดเลยสักคน!

   

   ตรงกันข้ามกับพวกศิษย์ที่ถูกพวกเขาเตะออกไปก่อนหน้านี้ กลับกลายเป็นว่าพวกนั้นโชคดีหนีรอดจากชะตากรรมนี้ไปได้

   

   "ข้าออกไปไม่ได้จริงๆแล้วหรือ? เมื่อครบหนึ่งเดือน เกาะนี้ก็จะไม่เปิดออกอีกแล้วใช่ไหม?"

   

   เมื่อคำถามนี้ถูกเอ่ยขึ้น ทุกคนก็เงียบ ไม่มีใครรู้คำตอบ

   

   ถ้าพวกเขาไม่สามารถออกไปได้จริงๆ แล้วการที่พวกเขาสู้มาจนถึงตอนนี้มันมีความหมายอะไร?

   

   ความสิ้นหวังแพร่กระจายไปทั่ว ราวกับภูเขายักษ์ที่กำลังถาโถมทับพวกเขาจนไม่สามารถยืนหยัดได้

   

   แต่ในตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงกลับหัวเราะเบาๆออกมา

   

   “พวกเจ้าคิดอะไรอยู่? ถึงแม้จะมีใครบางคนวางกับดัก แต่กฎของเกาะศักดิ์สิทธิ์จะไม่เปลี่ยนหรอกนะ เรายังเหลือเวลาอีกครึ่งเดือน ถ้าเราทนผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ เราก็จะออกไปจากที่นี่ได้แน่นอน”

   

   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ความหวังในดวงตาของผู้ที่สิ้นหวังกลับมีประกายแสงขึ้นอีกครั้ง

   

   "พี่สาวเยี่ยไม่เคยโกหกหรอก นางบอกว่าเราจะออกไปได้ แสดงว่าต้องออกไปได้แน่นอน!" หลัวเหยียนจงพูดขึ้นเสียงดังอย่างมั่นใจ

   

   "ใช่แล้ว! จะกลัวอะไรล่ะ ถ้าเราผ่านช่วงนี้ไปได้ เราจะเป็นผู้ชนะ!" เซี่ยหลินอี้ตะโกนเสริม

   

   เสียงของทั้งสองคนทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดกลับมาผ่อนคลายขึ้น

   

   "ข้าเดาว่า ตอนนี้หัวหน้าศิษย์สมาพันธ์ภูผาทมิฬน่าจะกำลังร้องไห้แล้ว พวกเขากว่าจะรวบรวมผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะครบสิบคนเพื่อมาล้างแค้นได้ แต่พอเจอเหตุการณ์ที่เกาะศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ แผนการแก้แค้นก็เป็นอันล้มเลิก พวกเขาต้องวิ่งหนีเอาตัวรอดแทน!"

   

   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างพากันหัวเราะดังลั่น แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก แต่การเห็นผู้อื่นแย่กว่าตัวเองก็ทำให้พวกเขารู้สึกตลกขึ้นมาได้

   

   "ยังมีเรื่องที่พวกเจ้าไม่รู้อีกนะ ตอนที่ข้าไปฝึกฝนกับพี่สาวเยี่ย นางดุสุดๆเลย! ผีเห็นผียังหนีไปคนละทาง! ตอนนั้นนางไล่จับผีทั้งคืนในชุดแดงกลางถนนเลย!"

   

   "นั่นไม่เท่าไร เจ้าคงไม่เคยเห็นตอนศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าปราบราชาผีด้วยมือเปล่าใช่ไหม? อยากฟังไหมล่ะ?"

   

   ทุกคนเริ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงเจื้อยแจ้วเต็มไปหมด เผยลั่วไป๋หันไปหาเยี่ยหลิงหลงแล้วเอ่ยขึ้นว่า

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ที่เจ้าพูดหมายความว่า..."

   

   เยี่ยหลิงหลงยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบ

   

   "ชู่... ดูทางนั้นสิ"

   

   เผยลั่วไป๋ตกใจไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองตามทิศทางที่นางชี้ไปอย่างงงๆ



บทที่ 377: ผีร้ายอันตราย แต่ข้าอันตรายยิ่งกว่า


   

   เมื่อมองตามทิศทางที่เยี่ยหลิงหลงชี้ เขาเห็นต้นไม้ใหญ่สามต้นที่เติบโตอยู่ใกล้กัน ใบไม้และกิ่งก้านเขียวชอุ่มอยู่กลางป่า บนต้นไม้เหล่านั้นดอกไม้กำลังบานสะพรั่ง ดอกไม้เหล่านี้กำลังเปล่งแสงเรืองรองอย่างอ่อนโยนภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดสนิท

   

   "นั่นมันต้นโพธิ์! ดอกโพธิ์ที่บานบนเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยงซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยปราณมรณะ กลับเรืองแสงได้!" เผยลั่วไป๋อุทานออกมา

   

   "ข้าเคยอ่านจากตำราว่าโพธิ์เป็นสัญลักษณ์ของความเมตตา จิตใจบริสุทธิ์ สามารถมองข้ามความสกปรกแห่งโลกียะวิสัยได้ จึงไม่ถูกรบกวนจากสิ่งชั่วร้าย นั่นคงเป็นเหตุผลที่ดอกของมันสามารถเปล่งแสงใสกระจ่างออกมาในที่ที่วิญญาณร้ายครองอยู่เช่นนี้"

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ามีแผนอะไรอยู่หรือ?"

   

   "ข้าต้องการไปจับวิญญาณสักตัวมาทดสอบสักหน่อย ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอยู่ดูแลศิษย์คนอื่นไปก่อน หากมีเรื่องอะไรติดต่อข้าผ่านป้ายหยกสื่อสารได้ ข้าไปเดี๋ยวก็กลับ"

   

   "แต่ว่าข้างนอกนั้นอันตรายมาก เจ้าจะไปคนเดียวไม่เหมาะกระมัง" เผยลั่วไป๋จับข้อมือของเยี่ยหลิงหลงไว้

   

   "ศิษย์พี่ใหญ่ ข้างนอกมันอันตรายก็จริง แต่ถ้าข้าออกไป อาจเป็นไปได้ว่าผีพวกนั้นจะตกอยู่ในอันตรายมากกว่าข้าเสียอีก"

   

   เจ๋งมาก

   

   เผยลั่วไป๋ถึงกับอึ้งไปในทันที

   

   จากนั้น เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างอวดดี "อีกอย่าง วิญญาณข้างนอกจะอันตรายแค่ไหน มันจะสู้เจาไฉของข้าได้หรือ? ข้าไปเองดีกว่า ถ้าพาคนอื่นไป ข้ายังต้องมาคอยปกป้องเขาอีก จริงไหม?"

   

   ศิษย์น้องหญิงเล็กพูดได้มีเหตุผลมาก จนแม้แต่คำลงท้ายยังไม่มีใครโต้แย้งได้

   

   ศิษย์น้องหญิงของเขาช่างเก่งกาจ คนอื่นขอบเขตจินตานแค่โดนกระชากก็พัง แต่นางกลับกล้าออกไปจับวิญญาณร้ายเอง นางมั่นใจจริงๆ

   

   และนางก็มีเหตุผลที่จะมั่นใจ ขอบเขตจินตานของนางยังดูแข็งแกร่งกว่าเขาที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะเสียอีก

   

   "งั้นเจ้าก็ระวังตัวด้วย"

   

   เผยลั่วไป๋เพิ่งพูดจบ ซืออวี้เฉินก็เข้ามาขวางเยี่ยหลิงหลงไว้

   

   "เจ้าไปได้ แต่ห้ามเข้าใกล้หุบเหวอีก"

   

   เยี่ยหลิงหลงยิ้มตอบอย่างเชื่อฟังพร้อมยกมือทำสัญลักษณ์โอเค

   

   เผยลั่วไป๋ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก

   

   “หุบเหวอะไร? พวกเจ้ากำลังเล่นใบ้คำอะไรกันอยู่? ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้ามีเรื่องอะไรที่เจ้ารู้แต่ข้ากลับไม่รู้!”

   

   ซืออวี้เฉินมองเผยลั่วไป๋ด้วยสีหน้าเรียบเฉย สายตาแสดงออกถึงความดูแคลนเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่ตอบคำถาม

   

   ก็ไม่บอกเจ้าไง

   

   อะไรวะ!?

   

   เผยลั่วไป๋โมโหจนขมับเต้นตุบๆ เขาหันกลับไปหาศิษย์น้องหญิงเล็ก แต่ก็พบว่านางได้หายตัวไปแล้ว

   

   ไม่มีใครคิดจะตอบอะไรเขาเลยจริงๆ

   

……

   

   หลังจากที่ซืออวี้เฉินเดินเชิดออกไป เขาก็สะกิดมู่เซียวหรานที่กำลังฟังเรื่องราวอย่างเพลิดเพลินจนไม่ทันระวังเบาๆ

   

   ในตอนนั้น มู่เซียวหรานกำลังย้อนนึกถึงเรื่องราวในอดีต พลางถอนหายใจให้กับเรื่องโม้เกินจริงของหลัวเหยียนจงที่แทบจะเกินจริงไปแล้ว เมื่อถูกซืออวี้เฉินสะกิด เขาจึงหันกลับไปมอง

   

   "ศิษย์พี่ซือ มีอะไรหรือ?"

   

   ซืออวี้เฉินเพิ่งได้ยินบทสนทนาระหว่างเยี่ยหลิงหลงกับเผยลั่วไป๋มา ซึ่งฟังแล้วทำเอาเขางุนงงมาก ความสงสัยเต็มอกจนแทบอยากรู้เดี๋ยวนั้น

   

   “เมื่อกี้ข้าได้ยินว่าศิษย์น้องหญิงเล็กของเจ้ามีสิ่งที่เรียกว่าเจาไฉ มันเก่งมากไหม? เก่งกว่าวิญญาณร้ายที่นี่หรือเปล่า?”

   

   “อ้อ เรื่องนี้น่ะ ถ้าเจ้าถามศิษย์พี่ใหญ่ของข้าจะเหมาะกว่านะ เพราะเขาสู้กับเจ้าเจาไฉมาหลายรอบแล้ว ถ้าพูดถึงว่ามันเก่งแค่ไหน เขาน่าจะให้คำตอบได้ดีที่สุด”

   

   ซืออวี้เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

   

   “ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้ากำลังหงุดหงิดน่ะ อารมณ์เสียมาก และตอนนี้ไม่ค่อยเป็นมิตรกับใคร เจ้าอธิบายง่ายๆให้ข้าฟังก็พอ”

   

   "อ้อ งั้นก็ได้"

   

   อีกด้านหนึ่ง เยี่ยหลิงหลงหลังจากบินไปได้สักพัก ก็หยิบเจ้าเจาไฉออกมาจากแหวน

   

   เมื่อเจ้าเจาไฉได้โอกาสออกมาสูดอากาศ มันก็ดูจะดีใจมาก ตาแดงก่ำทั้งสองข้างของมันกะพริบถี่รัวเหมือนสุนัขขี้เล่นที่เต็มไปด้วยความสุข

   

   ในตอนนี้ เจาไฉมีร่างที่แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยพลัง เยี่ยหลิงหลงซึ่งเป็นเจ้าของก็รู้สึกว่านางไม่ควรทำให้มันเสียหน้า

   

   ดังนั้นนางจึงคว้าชุดสีแดงที่ตนชื่นชอบออกมาจากแหวน ถอดชุดสีเรียบของสำนักชิงเสวียนออก และเปลี่ยนมาใส่ชุดแดงแทนด้วยความรู้สึกฮึกเหิม

   

   ปีศาจในชุดแดง นี่แหละถึงจะเข้ากันดีที่สุด

   

   ในโลกที่มืดมิด ชุดสีแดงสดของนาง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนของเกาะศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องสะดุดตาแน่นอน

   

   แล้วคนหนึ่งกับผีหนึ่งตนก็เริ่มบินไปบนเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยงใต้แสงจันทร์

   

   นางบินไปได้ไม่นาน เยี่ยหลิงหลงก็เห็นวิญญาณร้ายที่ลอยมาจากด้านหน้า แม้ว่าจะมีไม่มาก แต่ก็แสดงว่าพวกมันเริ่มกระจายตัวมาถึงจุดนี้แล้ว ไม่นานจะต้องไปถึงฐานที่มั่นแน่

   

   ความเร็วในการกระจายตัวของพวกมันเร็วมากจริงๆ!

   

   "เจาไฉ ข้าต้องการจับวิญญาณสักตัวกลับไปทำการทดลองก่อน แล้วเดี๋ยวข้าปล่อยเจ้าออกมาจัดการพวกมันทีหลัง ตกลงไหม?"

   

   เจาไฉได้ยินดังนั้น รู้สึกไม่ดีเลย

   

   ทันใดนั้น ร่างผีของมันก็วูบไหวหายไปอย่างรวดเร็ว พุ่งไปข้างหน้า วนไปมาบนเกาะราวกับสายลม เมื่อมันกลับมา มือซ้ายของมันจับวิญญาณไว้ห้าหกตัว ส่วนมือขวาจับอีกเจ็ดแปดตัว แล้วยื่นส่งให้เยี่ยหลิงหลง

   

   ดูเหมือนว่าจาวไฉจะเบื่อมากจริงๆ

   

   โดยปกติแล้วเจ้าหัวไช้เท้าอ้วน แม้แต่เสี่ยวไป๋ก็มักจะออกมาเล่นเป็นระยะ แต่มีเพียงมันที่ไม่ได้ออกมาเลย

   

   ครั้งก่อนเพื่อช่วยศิษย์พี่ใหญ่ ที่หุบเขาสือเจ๋อนางปล่อยเสบียงที่เก็บไว้ให้มันไปหมด

   

   ลูกชายตัวโตที่น่าสงสารของนาง เขาถูกทำให้ลำบากใจมามากเหลือเกิน

   

   เยี่ยหลิงหลงหยิบกรงเก็บวิญญาณออกมาจากแหวน ก่อนจะจับวิญญาณที่เจาไฉนำมาใส่เข้าไปทั้งหมด จากนั้นนางก็ลูบหัวมันเบาๆ

   

   "ไปเล่นตามสบายได้เลย แต่เจ้าต้องกลับมาทุกครึ่งชั่วยาม ถ้าเจ้าหายไป ข้าจะเสียใจมากนะ"

   

   เจาไฉพยักหน้าน้อยๆเป็นการบอกว่าจะไม่หายไปไหนไกล เพื่อยืนยันความมั่นใจ มันกระตุ้นอักขระที่อยู่บนร่างของมันขึ้นมา แสดงให้เห็นว่ายังมีสิ่งที่เชื่อมโยงกับเยี่ยหลิงหลงอยู่ นางจะสามารถตามหามันได้เสมอ และมันก็จะตามหานางได้เช่นกัน

   

   "เก่งมาก ในบรรดาลูกชายตัวโตทั้งหลาย เจ้านี่เก่งที่สุดเลยนะ แต่จำไว้ว่าอย่ากินจนอิ่มเกินไปล่ะ เข้าใจไหม?"

   

   เจาไฉพยักหน้าอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวแล้วลอยหายไปในความมืด

   

   เยี่ยหลิงหลงเก็บกรงกลับเข้าแหวน คิดจะมองหาวิญญาณตัวอื่นอีก แต่เมื่อกวาดตามองไปรอบๆ กลับไม่พบวิญญาณสักตัว

   

   "เฮ้อ... ไม่มีเหลือสักตัว"

   

   นางถอนใจและเลิกคิดจะจับเพิ่ม เพราะเมื่อมีเจาไฉอยู่ เรื่องจับวิญญาณนางสู้มันไม่เคยได้เลย

   

   ตราบใดที่มันยังอยู่ก็ไม่มีวิญญาณเหลือ ช่างเถอะ กลับไปดีกว่า

   

   ในขณะเดียวกันที่ฐานที่มั่น เหล่าศิษย์สำนักต่างๆยังคงพยายามพูดคุยหยอกล้อกันเพื่อรักษาความรู้สึกไม่ให้หวาดกลัวและสิ้นหวัง

   

   ขณะพวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่ จู่ๆก็ได้ยินเสียงคำรามที่คุ้นเคยและน่ากลัว เสียงนั้นเป็นเสียงของวิญญาณร้ายใช่ไหม!

   

   ตอนที่พวกเขาอยู่ใกล้รอยแยกของหุบเหว พวกเขาได้ยินเสียงนี้บ่อยครั้งจนคุ้นชิน ดังนั้นพอเสียงนี้ดังขึ้น ทุกความรู้สึกผ่อนคลายและรอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาก็หายไปทันที

   

   หัวใจที่เคยแขวนอยู่สูงถูกกระชากขึ้นอีกครั้ง พวกเขารวมตัวกันอย่างหวาดกลัว กลืนน้ำลายด้วยความตื่นตระหนก พลางหันไปคว้าอาวุธเพื่อป้องกันตัว

   

   เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังต้นเสียง ก็เพียงแค่แวบเดียวที่ได้เห็นสิ่งนั้น เกือบทำให้พวกเขาสติแตกด้วยความกลัว!

   

   "นั่นมันอะไร! น่ากลัวยิ่งกว่าวิญญาณร้ายจากหุบเหวอีก! ช่วยด้วย!"

   

   "มี... มีปีศาจ!"



บทที่ 378: แสดงจับผีมือเปล่า


   

   ปีศาจมีจริง

   

   ภายใต้ต้นโพธิ์ไม่ไกลจากพวกเขา มีเด็กสาวในชุดแดงยืนหันหลังให้พวกเขาอยู่ มือซ้ายของนางจับวิญญาณไว้หนึ่งตัว มือขวาก็จับอีกตัว แถมที่หลังยังผูกวิญญาณไว้อีกหลายตัว

   

   เสียงโหยหวนอันน่าสยดสยองมาจากตรงนั้น และพูดให้ถูกต้อง มันมาจากผีสองตัวที่อยู่ในมือของนาง

   

   เสียงนั้นยืดยาวและเจ็บปวด ฟังดูเหมือนเสียงขอความช่วยเหลือ แต่มันแปลก ผีจะขอความช่วยเหลือได้ยังไง? พวกมันควรจะพูดว่า ‘อร่อยดี’ มากกว่า

   

   ผีสองตัวในมือของนางดิ้นรนอย่างทรมาน ไม่อยากเข้าใกล้แสงจากต้นโพธิ์

   

   แต่เดี๋ยวนะ

   

   ผีมันจะรู้สึกทรมานได้หรือ? พวกมันน่าจะเอาแต่พุ่งเข้าหาผู้คนอย่างบ้าคลั่งมากกว่า

   

   ถึงแม้พวกมันจะดิ้นรนสุดชีวิต แต่เด็กสาวชุดแดงคนนั้นก็ยังบังคับดันพวกมันเข้าไปในแสงของต้นโพธิ์อยู่ดี

   

   ทันทีที่แสงส่องลงบนตัวผีทั้งสอง พวกมันก็ดูเหมือนจะโดนไฟเผาไหม้จนทะลุ ร่างของพวกมันเริ่มมีรูโหว่และค่อยๆละลาย สุดท้ายร่างของพวกมันก็แตกกระจาย วิญญาณสูญสลาย หายไปในที่สุด

   

   เมื่อเห็นภาพนี้ เด็กสาวในชุดแดงพยักหน้าด้วยความพอใจ แต่นางไม่หันกลับมา แต่ยื่นมือไปข้างหลังแล้วจับผีตัวใหม่จากเชือกที่ผูกไว้ด้านหลังอีกสองตัว

   

   ครั้งนี้โหดร้ายกว่าเดิม

   

   นางกระโดดขึ้นต้นโพธิ์ แล้วหักกิ่งที่มีดอกโพธิ์ติดมาด้วย จากนั้นนางก็เอากิ่งโพธิ์ที่เปล่งแสงเรืองรองฟาดใส่ผีสองตัวนั้นอย่างแรง

   

   เสียงหวีดร้องของวิญญาณร้ายที่น่าสงสารดังก้องไปทั่วหุบเขา พวกมันพยายามหลบหลีกกิ่งโพธิ์อย่างสุดชีวิต บิดตัวไปมาเหมือนม้วนตัวเป็นเกลียวจนแทบจะอธิบายไม่ถูก

   

   ยิ่งดิ้นรนมากเท่าไร ยิ่งโดนฟาดหนักขึ้นเท่านั้น

   

   ภาพที่เห็นนี้ ทำเอาคนที่มองอยู่รู้สึกปวดใจ น้ำตาแทบไหล เพียงแค่คิดถึงความทุกข์ทรมานของวิญญาณร้ายสองตัวนั้นก็อดสงสารไม่ได้

   

   บริเวณที่โดนกิ่งโพธิ์ฟาด ร่างวิญญาณของผีค่อยๆสลายหายไป ยิ่งโดนฟาดหนัก วิญญาณก็ยิ่งสลายเร็ว สุดท้ายผีสองตัวนั้นก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น

   

   การทดลองครั้งที่สองจบลง เด็กสาวชุดแดงก็เริ่มต้นการทดลองครั้งที่สามทันที

   

   อย่างไรก็ตาม เมื่อนางยื่นมือไปจับผีที่เหลืออยู่เบื้องหลัง พวกมันที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดต่างตัวสั่นด้วยความกลัว ใบหน้าแสดงออกถึงความสยดสยอง

   

   นางจึงจับพวกมันทั้งสามตัวออกมาพร้อมกัน คงจะคิดว่ามันเหลือแค่สามตัว จัดการทีเดียวหมดไปเลยดีกว่า

   

   แต่ทันทีที่นางปล่อยเชือก ผีตัวหนึ่งกลับฉลาดและหาทางหลบหนีออกจากมือนางได้อย่างรวดเร็ว

   

   นั่นทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดมาก โกรธที่วิญญาณร้ายหนีไปได้ จึงเลิกเล่นทันที นางใช้กิ่งโพธิ์ในมือฟาดผีสองตัวที่เหลือจนแตกสลายไป แล้วหันไปไล่ตามผีตัวที่หนีไป

   

   บังเอิญว่าผีตัวนั้นหนีไปในทิศทางที่เหล่าศิษย์ของสำนักชิงเสวียนอยู่พอดี

   

   เมื่อเห็นผีตัวนั้นลอยเข้ามาหาพวกเขาด้วยความเร่งรีบ เหล่าศิษย์ที่เหลือต่างก็ตาโตด้วยความตกใจ

   

   แต่พวกเขาไม่ได้กลัวผีตัวนั้น แต่กลับกลัวเด็กสาวชุดแดงที่น่ากลัวกว่า นางหันศีรษะกลับมามองตาม

   

   เด็กสาวคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก เยี่ยหลิงหลง!

   

   ในเสี้ยวอึดใจนั้น พวกเขาเริ่มจินตนาการถึงเรื่องที่หลัวเหยียนจงเล่าไว้ว่า ‘เด็กสาวชุดแดงไล่จับผีไปทั่วทั้งถนน’ มันจะเป็นยังไง

   

   ก่อนหน้านี้ พวกเขาคิดมาตลอดว่าหลัวเหยียนจงพูดเกินจริงเพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง ไม่มีใครคิดจะหักล้างเขา เพราะเขาก็ทำด้วยความหวังดี

   

   ใครจะไปคิดว่า เรื่องที่เขาเล่าไม่เพียงแต่เป็นความจริงทั้งหมด แต่ยังมีรายละเอียดที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่านั้นอีกด้วย

   

   เยี่ยหลิงหลง นางไม่เพียงแค่จับผีมือเปล่าได้เท่านั้น แต่ยังทรมานผีได้อย่างโหดเหี้ยมอีกด้วย!

   

   ก่อนที่นางจะหันมา ไม่มีใครคิดว่านางจะเป็นคนเดียวกับศิษย์น้องหญิงเล็กที่น่ารักของพวกเขา คนที่เคยสวมชุดของสำนักชิงเสวียนอยู่ตลอดเวลา ใครจะไปคิดว่านางจะเปลี่ยนชุดเป็นสีแดงเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศไล่จับผี!

   

   เมื่อเห็นผีตัวนั้นพุ่งเข้ามาหา เผยลั่วไป๋ก็ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขาสะบัดกระบี่ในมือหนึ่งครั้ง ใช้พลังวิญญาณฟาดผีตัวนั้นจนวิญญาณของมันสลายไป

   

   "เอ๊ะ? ทำไมถึงมองข้าอยู่ล่ะ?"

   

   เยี่ยหลิงหลงที่วิ่งกลับมาถามด้วยความสงสัย

   

   "ก็มองเจ้าแสดงจับผีมือเปล่าน่ะสิ"

   

   "โอ้ สนุกไหม?"

   

   พวกเขาแทบจะขวัญกระเจิงกันหมด!

   

   เยี่ยหลิงหลงยิ้มเล็กน้อย

   

   "มีข่าวดีและข่าวร้าย พวกท่านอยากฟังอะไรก่อน?"

   

   ทุกคนมองเยี่ยหลิงหลงด้วยความตกใจ ในขณะที่พวกเขารู้สึกว่าช่วงเวลาที่ผีนับพันกำลังเดินเพ่นพ่าน โลกมืดมน และความหวังริบหรี่ ศิษย์น้องหญิงเล็กแห่งสำนักชิงเสวียนดูเหมือนจะยิ่งสนุกขึ้นทุกที!

   

   เกาะศักดิ์สิทธิ์ที่สงบสุขก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะเป็นข้อจำกัดให้นางไม่ได้ปลดปล่อยความสนุกเต็มที่

   

   เมื่อเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงดูสบายๆขนาดนี้ เหล่าศิษย์ที่เหลือก็อดที่จะรู้สึกฮึกเหิมไม่ได้

   

   "งั้นฟังข่าวดีก่อนก็แล้วกัน"

   

   "ต้นโพธิ์ที่เปล่งแสงสามารถขับไล่ผีได้ ถ้าหลบใต้ต้นโพธิ์ก็จะปลอดภัย"

   

   ทันทีที่ได้ยินเช่นนี้ ดวงตาทุกคนก็เป็นประกาย นี่มันข่าวดีที่ยิ่งใหญ่มาก!

   

   ถึงแม้ว่าพื้นที่ใต้ต้นโพธิ์ทั้งสามต้นจะไม่กว้างนัก แต่พวกเขามีกันประมาณเจ็ดสิบคน แค่เบียดกันหน่อยก็น่าจะพอไหว ถ้าเพียงแค่พวกเขาสามารถต้านทานได้อีกสักครึ่งเดือน เกาะศักดิ์สิทธิ์ก็จะเปิดอีกครั้ง และพวกเขาจะสามารถออกจากสถานที่น่ากลัวนี้ได้!

   

   บรรยากาศในที่นั้นเปลี่ยนไปอย่างทันทีทันใด ทุกคนเริ่มจับมือกอดคอกันอย่างตื่นเต้น พร้อมรอยยิ้มเปี่ยมความสุข

   

   "แล้วข่าวร้ายล่ะ?"

   

   "ข่าวร้ายก็คือ แสงที่ส่องออกมานั้นมาจากดอกโพธิ์ ซึ่งมันบานได้และก็ร่วงได้ และเมื่อดอกโพธิ์สัมผัสกับวิญญาณร้าย มันจะทำให้ดอกเหี่ยวเฉาและร่วงหล่น"

   

   นั่นหมายความว่า เวลาจะทำให้ดอกโพธิ์เหี่ยวเฉาและวิญญาณร้ายจะกลับมาอีก

   

   ต้นโพธิ์ไม่ได้เป็นสถานที่หลบภัยที่ถาวร พวกเขาต้องเตรียมตัวเคลื่อนย้ายเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม!

   

   "และอีกอย่าง…" เยี่ยหลิงหลงยิ้มมุมปาก "เมื่อประมาณหนึ่งเค่อที่แล้ว วิญญาณร้ายเริ่มปรากฏตัวอยู่ห่างออกไปเพียงสิบลี้ ตอนนี้น่าจะใกล้เข้ามาแล้ว"

   

   ทำไมไม่บอกเรื่องนี้ก่อนกันล่ะ!?

   

   ศิษย์คนอื่นๆต่างตกใจ รีบเร่งขยับตัวเคลื่อนย้ายจากกองไฟไปยังต้นโพธิ์ด้วยความเร็วดุจแสง

   

   เมื่อพวกเขาย้ายมาถึงใต้ต้นโพธิ์ กลับพบปัญหาใหม่ นั่นคือต้นโพธิ์มีเพียงสามต้น และต้นเหล่านั้นไม่ได้อยู่ติดกัน ระหว่างต้นมีบางพื้นที่ที่แสงส่องไปไม่ถึง

   

   ดังนั้น ทุกคนจึงเริ่มแบ่งกันไปต้นละต้น แต่เมื่อแบ่งกันไปเรื่อยๆ พวกเขาก็พบว่ามีสี่สำนักอยู่ที่นี่

   

   สี่สำนักแบ่งกันสามต้นโพธิ์...

   

   มันต้องทดสอบใจกันทุกก้าวจริงๆเลยหรือ?

   

   "สำนักชิงเสวียนของเรามีคนน้อยกว่า ทำไมไม่…" เผยลั่วไป๋กำลังจะพูด แต่เจียงอวี๋เจิงก็ขัดขึ้นทันที "ไม่สู้พวกเจ้ามาอยู่กับสำนักคุนอู๋เฉิงของพวกเราดีกว่า"

   

   "พวกสำนักคุนอู๋เฉิงมีคนมากอยู่แล้ว คงจะแน่นเกินไป มาอยู่กับพวกเราสำนักเจ็ดดาราดีกว่า!"

   

   "ตำหนักจันทราลี้ลับมีคนน้อยที่สุด ตามจำนวนคนแล้ว ยังไม่ถึงตาสำนักเจ็ดดาราหรอก"

   

   เผยลั่วไป๋เองก็ไม่คาดคิดว่าสำนักชิงเสวียนจะเป็นที่ต้องการถึงขนาดนี้ เขามองซ้ายมองขวา รู้สึกลำบากใจ

   

   "งั้น…"

   

   เขาพูดได้แค่ครึ่งคำ ก็ได้ยินเสียงหวีดร้องที่ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว พวกเขาหันไปมอง ก็พบกับวิญญาณร้ายฝูงใหญ่กำลังใกล้เข้ามา

   

   เพียงเสี้ยวอึดใจ ทุกคนก็พุ่งเข้าไปหลบใต้ต้นโพธิ์ทันที ใครจะอยู่ต้นไหนก็เลือกเอา ไม่ต้องคิดมากแล้ว

   

   เหลือเพียงคนเดียวที่ยังยืนอยู่นอกแสงโพธิ์ มองฝูงวิญญาณร้ายที่เข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์



บทที่ 379: ข้าจะสอนความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวิญญาณร้ายให้


   

   พวกเขาไม่สามารถมองเยี่ยหลิงหลงในชุดแดงแบบเดิมได้อีกต่อไป จากที่เคยเห็นน่ารักน่าชัง ตอนนี้แค่เห็นก็เหมือนความตายมาเคาะประตู ยิ่งเห็นรอยยิ้มของนาง ยิ่งชวนให้ขนลุกอย่างที่สุด

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าเข้ามาเร็ว!"

   

   "วิญญาณร้ายมาแล้ว พวกเจ้าไม่ออกมาเล่นกันหน่อยหรือ?"

   

   วิญญาณร้ายมาแล้ว ไม่ควรจะเข้ามาหลบก่อนหรือ?

   

   ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง เยี่ยหลิงหลงยิ้มเล็กน้อย

   

   "ไม่ต้องรีบร้อน ข้าจะสอนความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวิญญาณร้ายให้พวกเจ้า เมื่อมีความรู้ พวกเจ้าก็จะไม่กลัวอีกต่อไป"

   

   ทันทีที่พูดจบ ผีสามตัวลอยมาข้างหลังนาง คนอื่นๆต่างขนหัวลุก ยกเว้นศิษย์สำนักชิงเสวียนที่ยังนั่งนิ่งอย่างใจเย็น

   

   เสิ่นหลีเสียน แม้จะไม่เคยเห็นฉากแบบนี้มาก่อน แต่เมื่อเห็นศิษย์ร่วมสำนักยังนั่งนิ่ง เขาก็เริ่มปรับตัวตามอย่างเป็นธรรมชาติ

   

   "ศิษย์น้องหญิงเยี่ย ระวังข้างหลัง…"

   

   เยี่ยหลิงหลงเอนตัวไปพิงหลังของผีตัวหนึ่ง มือของนางพาดบนบ่าวิญญาณร้ายอย่างสนิทสนม เหมือนพวกเขาเป็นเพื่อนกัน

   

……

   

   ช่างแข็งแกร่งจริงๆ

   

   "ทำไมล่ะ? ทำไมพวกมันไม่กัดเจ้า?"

   

   "เรื่องนี้ข้ารู้!"

   

   หนึ่งในศิษย์ของ ‘ห้องเรียนรู้จักผี’ ลู่ไป๋เวยลุกขึ้นยืน นางก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยใต้ต้นโพธิ์ไปยืนข้างเยี่ยหลิงหลง จากนั้นก็เตะผีตัวหนึ่งอย่างไม่เกรงกลัว แต่ผีตัวนั้นเพียงหันมามองแล้วก็ไม่สนใจ

   

   "ผีเป็นเพื่อนที่ดีของมนุษย์ ตราบใดที่เจ้ามีจิตใจดีและมองว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของพวกมัน พวกมันก็จะปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนพ่อแม่ของตัวเอง"

   

   หลังจากพูดจบ ลู่ไป๋เวยก็เตะผีอีกตัว แต่ผีตัวนั้นก็ยังไม่สนใจนาง

   

   "เห็นไหม ผีไม่ได้น่ากลัวอย่างที่พวกเจ้าคิด"

   

   ศิษย์จากอีกสามสำนักที่มองดูอยู่ต่างพากันอึ้งจนพูดไม่ออก

   

   เอาจริงหรือ? พวกเรามีสติปัญญาและความสามารถคิดวิเคราะห์ได้ จะมาเชื่อเรื่องแบบนี้ได้ยังไง? แต่ถ้าให้พูดตรงๆ มันก็ชวนให้เชื่อได้จริงๆนะ!

   

   ในขณะที่พวกเขากำลังเผชิญกับภาพที่ชวนให้ตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตา ศิษย์สำนักชิงเสวียนกลับหัวเราะร่า ดูสนุกสนานกับเหตุการณ์ตรงหน้า

   

   ถ้าเล่นแบบนี้ต่อไป ความกลัวของทุกคนคงหายไปหมดแน่ๆ

   

   "ข้ายืนยันได้!"

   

   ทันใดนั้น หัวหน้าปิ้งย่างและนักเล่านิทานผู้เก่งกาจ หลัวเหยียนจง ลุกขึ้นยืน เขากระโดดออกจากพื้นที่ปลอดภัยใต้ต้นโพธิ์แล้วกอดเอวของผีตัวหนึ่งด้วยความภาคภูมิใจ

   

   โชคดีที่เขายังมียันต์กลิ่นวิญญาณที่ได้มาจากเมืองเจออวิ๋นเหลืออยู่ ไม่งั้นคงไม่มีโอกาสได้ออกมาอวดเก่งแบบนี้แน่

   

   "ผีเป็นเพื่อนที่ดีของมนุษย์ ตราบใดที่เจ้าทำตัวพอเหมาะ กอดผีได้ตามใจชอบ!"

   

   หลัวเหยียนจงพูดพร้อมกับกอดผีอีกตัวที่เดินผ่านมา ทำให้เขาดูเหมือนอยู่ในสภาพซ้ายกอดขวากอดเต็มที่

   

   ตอนนี้ เขาเห็นได้ชัดว่าศิษย์สำนักอื่นๆ ต่างอึ้งจนพูดไม่ออก เหมือนคนที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน

   

   แต่แล้วสถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างแปลกประหลาด เพราะเหล่าศิษย์จากสำนักอื่นๆเริ่มมีสีหน้าหนักใจ ค่อยๆชักกระบี่ออกมา แม้แต่ซืออวี้เฉินยังถือประคำเตรียมพร้อมรับมือ

   

   ไม่เพียงเท่านั้น ศิษย์สำนักชิงเสวียนก็ไม่ได้หัวเราะอีกต่อไป พวกเขาแสดงสีหน้าตกตะลึง พร้อมกับความไม่แน่ใจบางอย่าง

   

   นี่มันเกินไปแล้วหรือเปล่า? ก็แค่วิญญาณร้าย ทำไมพวกเจ้าถึงดูเครียดขนาดนี้? เมื่อกี้ยังเห็นพวกเขาจับผีกันสบายๆอยู่เลย

   

   ทันใดนั้น หลัวเหยียนจงรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านอยู่เหนือศีรษะ เหมือนมีจิตสังหารพุ่งเข้ามา

   

   เขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว และเห็นเป้าหมายที่เขาเพิ่งจะกอดไว้

   

   ดวงตาสีแดงฉาน ใบหน้าเหี้ยมเกรียม ร่างกายสูงใหญ่ และปราณชั่วร้ายที่หนาแน่นจนแทบสัมผัสได้

   

   "อ๊าก...! ผะ ผะ ผีร้าย! ราชาผี!"

   

   หลัวเหยียนจงตกใจจนรีบวิ่งกลับไปใต้ต้นโพธิ์ทันที หลบไปอยู่หลังศิษย์สำนักชิงเสวียนอย่างรวดเร็ว

   

   "มะ มะ มัน..."

   

   ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกกับการปรากฏตัวของราชาผี เตรียมพร้อมรับมือ แต่ราชาผีกลับลอยตรงไปหาเยี่ยหลิงหลง มันอ้าปากงับผีที่นางเพิ่งกอดไว้แล้วกลืนลงไป จากนั้นมันก็ลอยเข้ามาใกล้ จับมือของเยี่ยหลิงหลงไปพาดไว้บนตัวมันเอง ไม่ยอมให้นางแตะผีตัวอื่น

   

   ท่าทางแบบนี้… ชักจะเหมือนเจ้าหมาน้อย ‘เจาไฉ’ แล้วสิ

   

   แม้แต่เยี่ยหลิงหลงก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

   

   เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้ว เป็นเจาไฉที่กลับมารายงานตัวอย่างแน่นอน แต่ว่า…

   

   "เจาไฉ ข้าไม่ได้บอกเจ้าว่าอย่ากินเยอะเกินไปหรือ? ดูเจ้าเข้าสิ กินจนตัวกลมไปหมดแล้ว! ไหนล่ะ เจาไฉสุดหล่อของข้า ผู้หล่อเหลาราวกับหยก?"

   

   เจาไฉเหลือบตามองเยี่ยหลิงหลง แล้วก้มหน้าลงเล็กน้อย ดูท่าทางเหมือนมันรู้สึกละอายอยู่บ้าง

   

   ฟู่ว...

   

   ศิษย์สำนักชิงเสวียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก

   

   ที่แท้ผีอ้วนๆตัวนี้ก็คือเจาไฉนั่นเอง!

   

   เดี๋ยวนะ… เจาไฉ? นี่มันไม่ใช่ราชาผีหรอกหรือ?

   

   เดี๋ยวนะ… นี่คือราชาผีที่เยี่ยหลิงหลงเลี้ยงดูและสร้างขึ้นเองอย่างนั้นหรือ? ราชาผีเจาไฉ!

   

   ปราณชั่วร้ายที่หนาแน่น ร่างกายสูงใหญ่จนเกือบเป็นกายเนื้อ เมื่อเทียบกับวิญญาณร้ายตัวอื่นๆ มันแทบจะเป็นกึ่งร่างจริงแล้ว มองปราดเดียวก็รู้ว่ามันคือราชาแห่งภูตผี

   

   แม้พวกเขาจะได้ยินเรื่องราวนี้มานาน แต่พอได้เห็นกับตา พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะต้องอุทานว่า ศิษย์น้องหญิงเล็กแห่งสำนักชิงเสวียนนี่ช่างกล้าหาญจริงๆ!

   

   เยี่ยหลิงหลงจ้องมองเจาไฉที่อ้วนจนผิดรูปอยู่พักหนึ่งก่อนจะถอนหายใจ เมื่อเห็นแววตาที่ดูบริสุทธิ์และไร้เดียงสาของมัน นางก็ไม่สามารถพูดตำหนิอะไรได้

   

   ช่างเถอะ ก็แค่กินเข้าไปแล้วยังย่อยไม่ทัน ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นก้อนกลมแบบนี้ตลอดไป อีกเดี๋ยวก็กลับมาเป็นปกติแล้ว

   

   เมื่อเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงเริ่มอารมณ์ดีขึ้น เจาไฉก็แสดงท่าทีดีใจ กระโดดเข้ามาเอาหัวถูนางเหมือนสุนัขตัวใหญ่ที่ติดเจ้าของ

   

   ผู้คนที่เห็นภาพนี้ถึงกับต้องเบือนหน้าหนี ไม่มีใครอยากดูฉากที่ไม่อบอุ่นแต่อย่างใด มันดูแปลกประหลาดและไม่ควรจะอบอุ่นเลยสักนิด

   

   เมื่อเจาไฉกำลังจะออกไปเล่นรอบใหม่ เยี่ยหลิงหลงก็คว้ามันกลับมา

   

   "เจ้าอยู่เล่นแถวนี้แหละ อย่าไปไหนไกล ข้าจะออกไปข้างนอกเดี๋ยวต้องให้เจ้าคุ้มกัน"

   

   เจาไฉดีใจมาก รีบพยักหน้าแล้วลอยออกไปจับวิญญาณตัวเล็กๆแถวนั้นเล่น

   

   เมื่อเจาไฉลอยออกไป เยี่ยหลิงหลงก็กระแอมหนึ่งทีแล้วถามขึ้น

   

   "เมื่อกี้พวกเราคุยกันถึงไหนแล้วนะ?"

   

   ศิษย์คนหนึ่งตอบว่า "ถึงเรื่องที่บอกว่าผีเป็นเพื่อนที่ดีของมนุษย์ขอรับ"

   

   "พวกเจ้าพูดอะไรน่ะ ข้าไปพูดแบบนั้นตอนไหน?"

   

   ทันใดนั้นทุกสายตาก็หันไปมองที่ลู่ไป๋เวยและหลัวเหยียนจง พร้อมกับชี้นิ้วไปที่พวกเขา

   

   "พวกเจ้าพูดอะไรเหลวไหล ผีไม่ใช่เพื่อนของมนุษย์ พวกมันโหดร้ายและอันตราย เราสู้มันไม่ไหวหรอก"

   

   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ทุกคนก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

   

   ใช่ นี่แหละคำพูดที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับความจริง

   

   "ตามกฎของการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ เมื่อสู้ไม่ได้ ก็ต้องเข้าร่วม ดังนั้นข้าจะสอนพวกเจ้าเกี่ยวกับวิธีการเข้าร่วมกับพวกวิญญาณร้าย"

   

   เหล่าศิษย์ที่กำลังพยักหน้าอยู่ครึ่งทางตัวเกร็งขึ้นทันทีด้วยความตกใจ

   

   อะไรกันเนี่ย? เข้าร่วมกับวิญญาณร้าย? เข้าร่วมกับอย่างอื่นยังพอว่า แต่เข้าร่วมกับวิญญาณร้ายนี่มันจะให้พวกเราตายแล้วกลายเป็นผีตามไปด้วยหรือไง?

   

   จากนั้น เยี่ยหลิงหลงก็เริ่มบทเรียนที่ทำลายความเชื่อของทุกคน สอนวิธีเข้าร่วมกับวิญญาณร้าย และสอนวิธีใช้ชีวิตแบบ ‘ลับๆล่อๆ’ ท่ามกลางฝูงผี



บทที่ 380: จุดจบของการบรรยายคือการขายของ


   

   เยี่ยหลิงหลงบรรยายอย่างกระตือรือร้น พูดจาฉะฉาน ชัดเจนและน่าตื่นเต้น ทำให้ทุกคนฟังไปก็รู้สึกฮึกเหิมไปด้วย จิตใจเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นราวกับได้เปิดประตูสู่โลกใหม่ และทุกคนก็เริ่มมีความสนใจอย่างมากกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ยันต์กลิ่นวิญญาณ’

   

   "เนื้อหาที่กล่าวถึงทั้งหมดจบลงแล้ว ต่อไปข้าจะแนะนำวิธีการฝึกฝนในสถานที่ที่เต็มไปด้วยวิญญาณร้าย"

   

   ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดหาทางหนีเอาชีวิตรอด นางกลับคิดจะหาวิธีสร้างเงื่อนไขเพื่อฝึกฝน?

   

   พวกเขาก็รู้สึกว่าเยี่ยหลิงหลงจริงจังกับการฝึกฝนอยู่แล้ว แต่ขนาดนี้มันก็สุดจะบ้าบิ่นเกินไปแล้ว

   

   "เราต้องใช้ทุกช่วงเวลาให้คุ้มค่า นี่แหละโอกาสดีที่จะฝึกฝน สมาพันธ์ภูผาทมิฬมีผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะถึงสิบคนแล้ว แต่พวกเรามีเพียงสี่คนเท่านั้น! เรามีน้อยกว่าครึ่งอีก พวกเจ้าไม่รู้สึกอายบ้างหรือ? ในช่วงเวลาที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้ การหลบอยู่ใต้ต้นโพธิ์ไม่ได้เป็นทางออกระยะยาว การพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งต่างหากคือรากฐานของการอยู่รอด!"

   

   เยี่ยหลิงหลงหยุดพักครู่หนึ่งก่อนจะกวาดตามองทุกคน แล้วกล่าวต่อ "ไม่มีใครสามารถหลบอยู่ใต้ปีกของผู้อื่นไปได้ตลอด เมื่อเกิดภัยพิบัติ พวกเจ้าต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเองเป็นอันดับแรก!"

   

   นางพูดมีเหตุผลมาก! มีเพียงการพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งเท่านั้นที่เป็นรากฐานของการอยู่รอด! เราต้องเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตของตัวเอง!

   

   ในขณะที่ทุกคนรู้สึกฮึกเหิมอีกรอบ เยี่ยหลิงหลงก็หยิบ ‘ลูกแก้ววิญญาณ’ ออกมา นางสาธิตวิธีการฝึกฝนในสถานที่ที่เต็มไปด้วยปราณชั่วร้าย โดยใช้ลูกแก้ววิญญาณให้ทุกคนเห็นชัดเจนว่าเป็นไปได้

   

   เมื่อทุกคนรู้สึกชื่นชมยันต์กลิ่นวิญญาณไปแล้ว ตอนนี้พวกเขาก็รู้สึกชื่นชมลูกแก้ววิญญาณอีกเช่นกัน ทันใดนั้น เยี่ยหลิงหลงก็หยิบยันต์กลิ่นวิญญาณออกมาจากแหวนหนึ่งกองใหญ่ และยังมีลูกแก้ววิญญาณถุงใหญ่

   

   ทันทีที่พวกเขาเห็นสิ่งเหล่านี้ ดวงตาของทุกคนก็เปล่งประกายวาบ!

   

   "ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม จัดแถวตามลำดับ อย่ารีบร้อน"

   

   ทันใดนั้น ทุกคนก็เชื่อฟังลุกขึ้นมายืนเรียงแถวกัน เพื่อเตรียมตัวรับยันต์และลูกแก้ววิญญาณที่พวกเขาต่างใฝ่ฝัน

   

   "ยันต์กลิ่นวิญญาณราคาเต็มหนึ่งร้อยหินวิญญาณต่อแผ่น แต่ตอนนี้ในราคาพิเศษสำหรับช่วงภัยพิบัติ ลดเหลือเก้าสิบเก้าหินวิญญาณ หากซื้อสิบแผ่นขึ้นไป ลดเหลือเก้าสิบแปดหินวิญญาณต่อแผ่น"

   

   "ลูกแก้ววิญญาณราคาเต็มหนึ่งหมื่นหินวิญญาณต่อเม็ด แต่ราคาพิเศษที่นี่ ลดเหลือเก้าพันเจ็ดร้อยหินวิญญาณต่อเม็ด หากซื้อสิบเม็ดขึ้นไป ลดเหลือเก้าพันห้าร้อยหินวิญญาณต่อเม็ด จำนวนจำกัด มาก่อนได้ก่อน"

   

   ศิษย์ทุกคนยกเว้นจากสำนักชิงเสวียนถึงกับตกตะลึง

   

   พวกเขาคิดว่าตัวเองมาเข้าฟังการบรรยาย ใครจะไปคิดว่าจุดจบของการบรรยายนั้นคือการขายของ!

   

   หลังจากผ่านความตกใจ พวกเขาก็รู้สึกสงบใจขึ้นบ้าง แต่ถึงอย่างนั้น แถวสำหรับซื้อของก็ยังคงยาวเหยียด เพราะในสถานการณ์นี้ ลูกแก้ววิญญาณและยันต์กลิ่นวิญญาณเป็นของจำเป็นสำหรับการอยู่รอดบนเกาะศักดิ์สิทธิ์

   

   ตลอดช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่บนเกาะศักดิ์สิทธิ์มาเป็นเวลาครึ่งเดือน พวกเขาก็ได้กอบโกยทรัพยากรมาจากการปล้นฆ่าพวกสัตว์ภูตและอื่นๆ พวกเขาจึงมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการใช้จ่าย แม้ว่าจะรู้สึกคับข้องใจอยู่บ้างก็ตาม

   

   ศิษย์สำนักชิงเสวียนช่างเก่งในการหาเงิน ตอนช่วงเวลาสงบพวกเขาหาเงินได้ และในช่วงเวลาภัยพิบัติพวกเขาก็ยังหาเงินได้อีก ทุกครั้งที่พวกเขาหาเงินได้ มันช่างเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาทำรายได้มหาศาลจริงๆ

   

   พวกศิษย์จากสำนักอื่นๆถึงกับคิดในใจว่า ตอนนี้คงยังไม่สายเกินไปที่จะเข้าร่วมสำนักชิงเสวียนใช่ไหม?

   

   ขณะที่ทุกคนต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ ซืออวี้เฉินกลับขมวดคิ้ว มองไปทางเจียงอวี๋เจิงด้วยสีหน้าจริงจัง

   

   "ลูกแก้ววิญญาณนี่มันดูคุ้นๆ เจ้าอธิบายมาสิ"

   

   เจียงอวี๋เจิงอ้าปากเตรียมจะพูด มองไปยังพวกพ้องที่เคยร่วมมือกันขโมยปราณวิญญาณที่เขาจิ่วหัวด้วยกัน

   

   "พูดความจริง ไม่งั้นข้าจะโยนเจ้าไปให้วิญญาณร้ายเดี๋ยวนี้เลย"

   

……

   

   ด้วยการขู่ของศิษย์พี่ใหญ่ เจียงอวี๋เจิงก็ต้องจำใจเล่าความจริงเกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาไปขโมยปราณวิญญาณจากเขาจิ่วหัวในคืนนั้นให้ฟัง

   

   หลังจากฟังจบ ซืออวี้เฉินยังคงมีสีหน้าจริงจัง ไม่พูดอะไรอยู่นาน ก่อนจะดุด่าว่า "เจ้าจำกฎของสำนักคุนอู๋เฉิงได้หรือไม่?"

   

   "ไม่ละโมบ ไม่ขโมย ไม่หยิบฉวย ข้าผิดไปแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่"

   

   "เจ้าน่ะผิด แต่ไม่ใช่เพราะกฎข้อนี้"

   

   "หา?"

   

   "กฎที่ว่า 'มีของดีก็ต้องแบ่งกัน อย่าลืมน้ำใจต่อศิษย์ร่วมสำนัก ห้ามเห็นแก่ตัว!'"

   

   เจียงอวี๋เจิงถึงกับชะงัก

   

   "คราวหน้าอย่าลืมพาข้าไปด้วย"

   

……

   

   ยังไม่ทันที่เจียงอวี๋เจิงจะตอบ ซืออวี้เฉินก็ถามต่อ "เจ้ายังมีลูกแก้ววิญญาณเก็บไว้อีกหรือไม่?"

   

   "มีอยู่"

   

   "แบ่งให้ข้าหน่อยเถอะ นางขายแพงเกินไป"

   

……

   

   ยันต์กลิ่นวิญญาณในมือของเยี่ยหลิงหลงขายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว ลูกแก้ววิญญาณก็ขายดีเช่นกัน แต่เพราะราคาสูงจึงยังเหลืออยู่บ้าง หลังจากได้เงินมาเป็ยกอบเป็นกำ เยี่ยหลิงหลงจัดเก็บของในแหวนอย่างพอใจ จากนั้นก็จัดวางค่ายกลป้องกันหลายจุดรอบต้นโพธิ์

   

   เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จ นางก็สั่งให้ทุกคนอยู่ที่เดิม ไม่ให้วิ่งออกไปไหน และหลบอยู่ใต้ต้นโพธิ์อย่างสงบเพื่อฝึกฝน หากมีอะไรผิดปกติให้รีบแจ้งนางทันที

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าจะออกไปอีกหรือ?"

   

   "ใช่ ข้าไม่อาจให้ทุกคนหลบอยู่ที่นี่ได้ตลอด สถานการณ์ข้างนอกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต้องมีคนออกไปสำรวจบ้าง และข้าน่าจะเป็นคนที่เหมาะที่สุด"

   

   ได้ยินดังนั้น ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปทางเยี่ยหลิงหลง แม้ว่านางจะเพิ่งหาเงินได้ก้อนโต แต่ทุกครั้งที่มีเรื่อง นางก็มักจะเป็นคนแรกที่ออกไปเผชิญหน้าเสมอ

   

   "ข้าไปด้วย" เผยลั่วไป๋กล่าว

   

   "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอยู่ที่นี่กับศิษย์พี่ซือคอยปกป้องทุกคนเถอะ พวกท่านคุ้นเคยกับการตัดสินใจมากกว่า ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น พวกท่านย่อมตัดสินใจได้" เสิ่นหลีเสียนกล่าว "ข้าไปกับศิษย์น้องหญิงเล็กเอง"

   

   "ข้าไปด้วย ข้ามีประสบการณ์ต่อสู้กับวิญญาณร้ายที่เมืองเจออวิ๋นมาบ้าง" มู่เซียวหรานเสริม

   

   จี้จื่อจั๋วหันซ้ายหันขวา อยากจะออกไปสนุกด้วยเช่นกัน เขารีบลุกขึ้นและกำลังจะพูด แต่เยี่ยหลิงหลงยกมือห้ามไว้ก่อน "ไม่เอาคนเกะกะ ศิษย์พี่เจ็ด นั่งลงซะ"

   

   เห็นดังนั้น หนิงหมิงเฉิงก็หัวเราะลั่น

   

   "บางคนช่างไม่รู้จักเจียมตัวจริงๆนะ"

   

   เสิ่นหลีเสียนหันมามองเขาด้วยสายตาเย็นชา

   

   "เจ้าที่ทั้งวันเอาแต่รังแกศิษย์น้อง หนิงหมิงเฉิง เจ้าไม่เก่งอะไรเลยนอกจากเรื่องนี้"

   

……

   

   รอยยิ้มของหนิงหมิงเฉิงหายวับไปจากใบหน้า แล้วไปปรากฏบนใบหน้าของจี้จื่อจั๋วแทน

   

   "ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่ห้า ศิษย์น้องหญิงเล็ก ระวังตัวด้วยนะ!"

   

   เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม เยี่ยหลิงหลงก็ออกเดินทางพร้อมกับเสิ่นหลีเสียน มู่เซียวหราน และเจาไฉ

   

   ก่อนออกเดินทาง มู่เซียวหรานเรียกวิหคหางยาวของเขาออกมา ทั้งสามคนนั่งลงบนหลังวิหคแล้วบินขึ้นไป

   

   บนท้องฟ้าเหนือเกาะศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมไปด้วยหมอกดำหนาทึบ พื้นดินของเกาะก็มืดทึบและไร้สรรพเสียงใดๆ

   

   พืชวิญญาณและสัตว์ภูตแทบจะตายหมดสิ้นแล้ว ไร้วี่แววผู้คน โลกทั้งใบเหมือนตกอยู่ในความตายอันเงียบงัน

   

   หากไม่มีสหายอยู่ด้วยกัน การอยู่ในที่แบบนี้นานๆคงทำให้หลายคนต้องสงสัยว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

   

   หลังจากบินวนไปหนึ่งรอบ พวกเขาก็พบต้นโพธิ์ที่เปล่งแสงอยู่หลายจุด เยี่ยหลิงหลงวาดแผนที่บันทึกตำแหน่งต้นโพธิ์เหล่านั้นไว้ เพื่อที่ว่าเมื่อสถานที่ที่พวกเขาพักพิงเกิดปัญหา จะสามารถหาที่พักพิงใหม่ได้ทันที

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ต่อไปเราจะไปที่ไหน?"

   

   ตอนนี้พวกเขาบินไปอย่างไร้ทิศทาง พื้นดินและท้องฟ้ารอบตัวเต็มไปด้วยวิญญาณร้ายมากมายจนดูไม่เห็นทางออก

   

   "บินขึ้นไปสูงที่สุด ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเกาะศักดิ์สิทธิ์ถูกปิดผนึกอย่างไร"

   

   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก หรือว่าทางเดียวที่จะออกไปได้คือต้องทำลายผนึก? ที่เจ้าบอกว่าอีกครึ่งเดือนที่เกาะจะเปิดเอง มันไม่จริงใช่ไหม?"

   

   "ข้าไม่อยากให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวตลอดเวลาน่ะ"

   

   คำพูดของเยี่ยหลิงหลงก็เหมือนเป็นการยอมรับกลายๆ

   

   เสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานมองหน้ากัน สายตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความกังวล

   

   "พวกท่านเชื่อใจข้าหรือไม่?"

   

   "เชื่อ"

   

   "งั้นก็อย่ากังวล ข้าสัญญาว่าสักวันข้าจะพาพวกท่านทุกคนออกจากที่นี่ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"

   

   ในชั่วขณะนั้น จิตใจของเสิ่นหลีเสียนและมู่เซียวหรานก็ทั้งสับสนและตื้นตัน

   

   ศิษย์น้องหญิงเล็กของพวกเขา… ทั้งที่ตัวนางเองก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปแท้ๆ




จบตอน

Comments