journey ep411-420

บทที่ 411: ทำไมไม่บิดอีกล่ะ? เมื่อกี้บิดซะสวยเชียว


   เมื่อเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงกินเข้าไปจริงๆ ถังอี้ฝานก็อดไม่ได้ที่จะหยิบมากินด้วยสองสามชิ้น


   รสชาติของมันเต็มไปด้วยปราณวิญญาณ เข้มข้นและหอมหวาน ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ


   ถังอี้ฝานอดไม่ได้ที่จะหยิบเอาไหสุราวิญญาณออกมาจากแหวน แล้วรินใส่แก้วสามใบ


   เยี่ยหลิงหลงเห็นแบบนั้นก็ยกนิ้วโป้งให้ถังอี้ฝานทันที อาหารอร่อยกับสุราดีๆ แถมบรรยากาศรอบๆก็ชวนให้เคลิ้ม มีทั้งภูเขา ทะเลสาบ และสายลมเย็นๆ


   ทั้งสามจึงนั่งล้อมวง กินดื่มอย่างสำราญใจ ทิ้งให้เยี่ยหรงเยว่ยืนอึ้งอยู่ข้างๆ เหมือนเป็นอากาศธาตุ


   “หวังว่าภาพลวงตานี้จะอยู่ไปอีกสักพักนะ พูดตรงๆเลยนะ เกาะศักดิ์สิทธิ์ที่กลายเป็นแดนอสูรผีมาหลายวัน จนข้าแทบจะลืมไปแล้วว่าท้องฟ้าสีครามกับเมฆขาวหน้าตาเป็นยังไง มันมืดมัวและอึมครึมตลอดจนข้าเบื่อจะมองแล้ว” เยี่ยหลิงหลงพูดพลางกินไปด้วย


   “ใครบอกว่าไม่จริง ตั้งแต่ที่นี่กลายเป็นแดนอสูรผี ข้าก็หมดอารมณ์ทำอาหารไปเลย รู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่เข้าที่เข้าทาง” หยางจิ่นโจวถอนหายใจ “เพราะงั้น พอเห็นบรรยากาศดีๆแบบนี้ ข้าก็หิวขึ้นมาทันทีเลย”


   “ว่าแต่ พวกเจ้าไม่กังวลว่าคนอื่นจะโดนเล่นงานหรือ?” ถังอี้ฝานเอ่ยถาม


   “ข้าพอจะเข้าใจแล้วล่ะ พวกที่กลายเป็นอสูรผี ส่วนใหญ่ก็ถูกลากเข้าไปในรอยแยก จากนั้นก็ติดอยู่ในภาพลวงตา ซึ่งในภาพลวงตานั้นจะปรากฏช่วงเวลาสำคัญในอดีตที่พวกเขาเคยพยายามไขว่คว้า แต่ไม่สำเร็จ แล้วก็ใช้สิ่งนั้นล่อลวงให้ผู้คนทำตามความปรารถนาในใจเพื่อดูดซับปราณชั่วร้าย เพิ่มพลังและแก้ไขอดีต”


   เยี่ยหลิงหลงพูดพลางกินอาหารไปอย่างสบายใจ ราวกับกำลังออกไปปิกนิก


   “คนที่โดนหลอกน่ะ ส่วนใหญ่ก็เพราะจิตใจไม่มั่นคง โดยเฉพาะพวกที่ใช้วิธีลัดทะลวงขอบเขตแปรเทวะอย่างเขาสุวรรณทมิฬ ยิ่งมีโอกาสพลาดง่ายๆ แต่คนของพวกเราไม่ต้องห่วงหรอก เพราะทุกคนก้าวมาถึงวันนี้ได้ด้วยความสามารถของตัวเอง จะบอกว่ามีเรื่องติดค้างในใจหรือเรื่องเสียใจก็คงไม่มากนักหรอก”


   “ตอนที่ข้ารู้ว่ามีผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะโดนเล่นงาน ข้าก็เป็นห่วงอยู่ไม่น้อยนะ คิดว่าบนเกาะนี้มีอะไรที่สามารถล่อลวงคนให้ไปดูดซับปราณชั่วร้ายได้ แต่สุดท้ายก็แค่นี้เอง แค่นี้เอง! ช่างเด็กน้อยเสียจริง ข้าเขียนบทเองยังจะดีกว่านี้อีก รับรองว่าใครเข้ามาเป็นต้องโดนทุกคน ไม่มีพลาดแน่นอน”


   เมื่อได้ยินแบบนี้ อีกสองคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน


   ขณะที่พวกเขากำลังจะคุยกันต่อ ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน พวกเขากลับมาอยู่ในรอยแยกอีกครั้ง และร่วงลงไปต่อ


   ผลคือ ขนมหล่นหายไป สุราวิญญาณหกหมด ความงดงามและบรรยากาศดีๆ หายวับไปกับตา


   หยางจิ่นโจวรีบใช้พลังวิญญาณพุ่งเข้าไปใกล้เยี่ยหลิงหลงและถังอี้ฝาน พร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย


   “ภาพลวงตานี้ไม่น่าจะจบเร็วขนาดนี้นะ ทำไมข้ารู้สึกเหมือนโดนเตะออกมา? แถมแรงไม่ใช่น้อย ขนมข้าหล่นไปหลายชิ้น แถมสุราก็หกหมดอีก”


   “ศิษย์พี่สี่ เอาคำว่า ‘รู้สึก’ ออกไปได้เลย พวกเราถูกเตะออกมาจริงๆ ข้าล่ะเซ็งนัก โดนสามครั้งแล้ว น่าจะชินได้แล้วนะ คนเบื้องหลังที่ควบคุมภาพลวงตานี้ คงเป็นคนใจแคบแน่ๆ เห็นใครมีความสุขไม่ได้เลย”


   ถังอี้ฝานพยักหน้าเห็นด้วย รู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย “น่ารำคาญจริงๆ สุราก็ยังดื่มไม่หมดเลย”


   “ไม่ต้องห่วง ข้าเห็นศิษย์พี่ห้าอยู่! ไปหาเขากันดีกว่า!”


   เยี่ยหลิงหลงชี้นิ้วลงไปด้านล่าง เมื่อเห็นมู่เซียวหรานที่กำลังร่วง ทั้งสามคนก็ตาลุกวาว รีบพุ่งลงไปด้วยความยินดี


   ไม่นานนัก มู่เซียวหรานก็รู้สึกเหมือนตัวเองถูกเตะออกจากภาพลวงตาอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก ไหนบอกว่าจะสนุกไปด้วยกันไง? ทำไมข้าถึงโดนเตะออกมาแบบนี้ แถมยังเจ็บตัวอีก”


   “โอ๊ย...” เยี่ยหลิงหลงยกมือลูบแขนที่ชนกับคนอื่นตอนโดนดีดออกมา “ข้ารู้สึกได้ถึงความหงุดหงิดอย่างรุนแรง”


   “เฮ้! นั่นศิษย์พี่รองไม่ใช่หรือ? เขาดูทรมานจัง!” มู่เซียวหรานพูด “พวกเรารีบไปช่วยเขากันเถอะ!”


   แล้วพวกเขาก็พากันเข้าสู่ภาพลวงตาของเสิ่นหลีเสียน


   ซึ่งแตกต่างจากภาพลวงตาก่อนหน้านี้มาก ที่นี่ไม่มีท้องฟ้าสีคราม ไม่มีสายลมอ่อนโยน กลับเต็มไปด้วยความอึมครึม ทั่วทุกที่มีลมพายุร้ายพัดผ่าน


   และในตอนนั้นเอง สายฟ้าก็ฟาดลงมาจากฟากฟ้า แผ่นดินแตกออกเป็นรอยร้าวใหญ่ และข้างรอยแตกนั้น ดอกพลับพลึงแมงมุมก็กำลังพลิ้วไหวไปตามแรงลม


   ดอกพลับพลึงแมงมุมนั้นบิดกายไปมา กิ่งก้านบางๆของมันราวกับเอวอันอ่อนช้อย กลีบดอกที่พลิ้วไหวดูเย้ายวน แถมยังดูเหมือนมันกำลังอิ่มเอมกับพลังจากสายฟ้า ดูดซับพลังนั้นด้วยความกระตือรือร้น


   “เอ๊ะ? ทำไมที่นี่ไม่มีใครเลยล่ะ? แล้วศิษย์พี่รองไปไหน?”


   ทันทีที่หยางจิ่นโจวพูดจบ ดอกพลับพลึงแมงมุมก็เหมือนจะเพิ่งสังเกตว่ามีคนมา ลำต้นของมันแข็งทื่อเหมือนโดนสายฟ้าฟาดใส่ ร่างกายหยุดนิ่งทันที


   “เอ๊ะ? ดอกไม้นั่นทำไมไม่บิดอีกแล้วล่ะ? เมื่อกี้ยังบิดได้สวยดีอยู่เลย”


   ถังอี้ฝานมองด้วยความอยากรู้ กำลังจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แต่เยี่ยหลิงหลงดึงแขนเสื้อของเขาไว้ แล้วลากถอยไปสองสามก้าว


   “มีอะไรหรือ ศิษย์น้องหญิงเยี่ย?”


   เยี่ยหลิงหลงกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆอย่างระมัดระวัง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง


   “ที่นี่ดูไม่ชอบมาพากล พวกเราควรหาทางออกไปดีกว่า”


   คำพูดนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา มองซ้ายมองขวา จะว่าไปสถานการณ์รอบข้างก็ดูผิดปกติจริงๆ!


   “แล้วจะออกไปยังไง?”


   “ตราบใดที่ศิษย์พี่รองคิดได้ทันเวลา ยอมปล่อยวางจากสิ่งล่อลวง เราก็จะออกไปได้เอง”


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็มองไปที่ดอกแวบหนึ่ง เห็นมันก้มศีรษะลงเหมือนรู้สึกเสียดาย


   ดูท่าทางแล้ว เขาคงยังไม่อยากออกไปจากที่นี่เท่าไหร่นัก ยังอยากสนุกต่ออีกสักพัก แต่ถ้าเขาไม่ยอมปล่อยวาง พวกเขาก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน


   “แต่ปัญหาคือ เรายังหาศิษย์พี่รองไม่เจอเลยนะ”


   “ข้าว่าข้าเจอแล้วล่ะ เขาอยู่ตรง…”


   เยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะยกนิ้วชี้ไปทิศทางหนึ่ง ภาพลวงตาก็หายไปหมดสิ้น พวกเขากลับมาอยู่ในความมืดมิดของรอยแยกอีกครั้ง แต่คราวนี้ มีใบหน้าบึ้งตึงของเสิ่นหลีเสียนอยู่ตรงหน้า


   “ศิษย์พี่รอง เมื่อกี้ท่านไปไหนมา?”


   “เรื่องของข้า ถึงคราวที่พวกเจ้าจะต้องมายุ่งด้วยหรือ?”


   นอกจากเยี่ยหลิงหลงแล้ว คนอื่นๆ ต่างหันมามองหน้ากันด้วยความตกใจ พวกเขาเริ่มสงสัยกันว่า หรือเสิ่นหลีเสียนจะยังไม่หลุดจากภาพลวงตา และถูกล่อลวงไปเสียแล้ว?


   ขณะที่พวกเขาตึงเครียดกันสุดๆ เยี่ยหลิงหลงก็เข้าไปคล้องแขนของเสิ่นหลีเสียน


   “ศิษย์พี่รอง ท่านพาข้าไปหาศิษย์พี่ใหญ่หน่อยสิ”


   เมื่อได้ยินแบบนั้น เสิ่นหลีเสียนก็หยุดทำหน้าบูดบึ้ง แววตาของเขาฉายแววเหนื่อยใจเล็กน้อย เขาไม่สามารถทำตัวดุร้ายต่อหน้าศิษย์น้องหญิงเล็กได้จริงๆ


   พวกเขาจึงออกเดินทางต่อไปเพื่อหาเป้าหมายถัดไป ทุกคนต่างตื่นเต้นเตรียมตัวจะไปป่วนในโลกของคนอื่นกันเต็มที่ อยากรู้ว่าจะได้เห็นเรื่องราวเด็ด ๆ อะไรบ้าง ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้ใช้เวลาสบายๆ ในโลกที่ปกติบ้าง


   ทว่า เมื่อพวกเขาเจอเป้าหมายอย่างเผยลั่วไป๋ ดวงตาของเขาเบิกกว้างจ้องตรงไปข้างหน้า ใบหน้าเย็นชาของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ กำลังยืนประจันหน้ากับซืออวี้เฉินที่ทำหน้าตาเย็นชาเช่นกัน ทั้งสองจ้องมองกันราวกับเจอศัตรูคู่อาฆาต แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น


   “นี่… เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?”


   ทำไมคนต่อๆไปยิ่งดูแล้วก็ยิ่งเข้าใจยากขึ้นทุกที?


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจอย่างเสียดาย ดูท่าทางคงไม่มีโอกาสเข้าไปแทรกในภาพลวงตาของศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่ซือแล้ว


   ทั้งสองตื่นแล้ว แถมพอออกจากภาพลวงตา พวกเขาก็ระเบิดอารมณ์ใส่กันทันที คงเป็นเพราะในภาพลวงตาไม่กล้าแสดงอารมณ์ออกมาเต็มที่ แต่พอตื่นมาเจอกันในโลกจริง ความอดกลั้นก็พังทลาย


   ไม่ต้องเดาเลย ว่าในภาพลวงตาของทั้งสองคงเต็มไปด้วยเรื่องที่อีกฝ่ายกดดันและเอาชนะกันไปมา พอตื่นขึ้นมาก็เลยยังคาใจและไม่พอใจกันอยู่แบบนี้


   ทันใดนั้น ทั้งสองคนก็ชักกระบี่ยาวของตัวเองออกมา เริ่มโคจรพลังวิญญาณ เตรียมจะต่อสู้กันตรงนี้


   เมื่อเห็นว่าการต่อสู้กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้น รอยแยกทั้งหมดก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!


   ดูเหมือนว่าเกาะศักดิ์สิทธิ์จะมีเรื่องใหม่เกิดขึ้นอีกแล้ว!



บทที่ 412: ช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดก่อนฟ้าสาง



   เยี่ยหลิงหลงและพวกเก็บอารมณ์ขี้เล่นไว้ชั่วคราว แล้วรีบวิ่งไปสมทบกับเผยลั่วไป๋และซืออวี้เฉิน จากนั้นก็ออกตามหาผู้ที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะคนอื่นๆที่ยังเหลืออยู่


   ในใจนางยังอดบ่นไม่ได้เลยว่า ภาพลวงตาคุณภาพต่ำแบบนี้จะมีใครหลงกลได้ เพราะในนั้นก็แค่มีเรื่องราวในอดีตของแต่ละคน ไม่ว่าใครที่เดินทางมาถึงจุดนี้ได้โดยที่ไม่มีเรื่องติดค้างในใจ ก็น่าจะผ่านไปได้ไม่ยาก


   แต่นางคาดไม่ถึงเลยว่า จริงๆแล้วก็ยังมีบางคนที่จมอยู่ในอดีตของตัวเอง เกือบจะโดนความปรารถนากัดกินจนดูดซับปราณชั่วร้ายและกลายเป็นอสูรผีตัวใหม่ไปเสียแล้ว


   ขอบเขตแปรเทวะสองคนของสำนักเจ็ดสิบสองเขาชาง เจี่ยงซงหังนับว่าดูดีกว่าคนอื่นอยู่หน่อย ถึงแม้เขาจะไม่ได้จมลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น แต่เขาก็ยังหาทางออกด้วยตัวเองไม่ได้ ตอนที่พวกเขาเข้าไปในภาพลวงตาเพื่อช่วยเขา เขายังถามอยู่เลยว่า ‘ทำไม?’


   เยี่ยหลิงหลงใช้กระบี่ฟาดลงไปที่ศีรษะของเขาทันที


   “ถ้าไม่ใช่ข้าว่าการฝึกฝนน้อย ข้าคงฟาดท่านให้ตายคาที่ไปแล้ว จะได้ไม่ต้องมากลายเป็นอสูรผีในอนาคตแล้วมาเพิ่มปัญหาให้ข้าอีก! ท่านถามว่าทำไม? ทำไมต้องมีคำถามเยอะแยะนัก! ตอนนี้เกาะศักดิ์สิทธิ์ก็เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ศิษย์ร่วมสำนักของท่านก็กำลังตกอยู่ในอันตราย เจ้ายังจะถามว่าทำไมอีก!”


   หลังจากที่เจี่ยงซงหังโดนเยี่ยหลิงหลงด่าแบบไม่เกรงใจ เขาก็อึ้งไปครู่หนึ่ง แต่แล้วก็กลับมามีสติอีกครั้ง


   ใช่แล้ว นี่คือภาพลวงตา เขาต้องรักษาจิตใจให้มั่นคง ไม่ให้ถูกล่อลวงได้


   เขาต้อง...


   “ใครที่การฝึกฝนสูงๆ ช่วยฟาดให้สลบแล้วพาออกไปทีเถอะ!”


   เจี่ยงซงหังตกใจ รีบกระโดดถอยหลังไปหลายก้าว โบกมือปฏิเสธอย่างแรง


   “เดี๋ยวก่อน ข้าตื่นแล้วจริงๆ! อย่า... อย่าฟาดข้า! ช่วยด้วย...!”


   แต่ก่อนที่ภาพมายาจะจบลง เจี่ยงซงหังก็โดนตบไปหนึ่งที พอตื่นกลับมาในรอยแยก หัวของเขายังมึนๆอยู่เลย


   ก็บอกแล้วว่าตื่นแล้ว ทำไมยังต้องโดนตบอีก? อยากจะร้องไห้ แต่ในฐานะผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะ น้ำตาของเขาไม่ควรไหลออกมาง่ายๆ


   แต่เขายังไม่ทันได้เสียใจเต็มที่ ก็พบว่ารอยแยกนี้กำลังสั่นสะเทือน ทั้งเกาะศักดิ์สิทธิ์สั่นไหวอย่างรุนแรงอีกครั้ง!


   “ทางนั้นยังมีอีกคน!”


   เจี่ยงซงหังหันกลับไปดู ก็พบว่าเป็นขอบเขตแปรเทวะอีกคนจากสำนักเจ็ดสิบสองเขาชาง ดูท่าทางสถานการณ์ของเขาจะไม่ค่อยดีนัก มีหมอกดำแผ่กระจายออกมาจากหน้าผากจนปกคลุมไปครึ่งหนึ่งของใบหน้าไปแล้ว


   เจ้าเด็กนี่! ช่วงสำคัญแบบนี้จะมาเสียท่าไม่ได้นะ!


   ขณะที่เขากำลังเป็นกังวล เยี่ยหลิงหลงก็พาคนบุกเข้าไปในภาพลวงตาของอีกฝ่ายทันที ใช้เวลาแค่ราวๆสิบอึดใจก็พาเขากลับออกมาได้อย่างรวดเร็ว


   แต่พอออกมาแล้ว ใบหน้าของเขากลับดูเหนื่อยล้าเหมือนผ่านศึกหนักมา หน้าของเขาช้ำไปข้างหนึ่ง แถมยังมีรอยเลือดติดที่มุมปากอีกด้วย


   ดูท่าจะโดนกระทืบมา และพอเห็นว่าพวกเขาจัดการได้รวดเร็วขนาดนี้ ก็คงเป็นการบุกเข้าไปแล้วซัดให้แหลกตั้งแต่ต้น พอซัดเสร็จก็คงจับลากออกมาพร้อมกับด่าซ้ำ จนตอนนี้เจ้าตัวดูมึนๆ สติยังไม่กลับเข้าร่างดี


   “ศิษย์พี่เจี่ยง…” ศิษย์ขอบเขตแปรเทวะคนนั้นยกมือเกาหัวด้วยความรู้สึกผิด


   “เจ้าถูกล่อลวงสำเร็จหรือ?”


   เขาพยักหน้าด้วยความหดหู่


   “ข้าเผลอดูดซับเข้าไปแล้วหนึ่งคำ...”


   เจี่ยงซงหังเห็นดังนั้นก็ทำหน้าอึ้งๆ พร้อมกับความรู้สึกผิดหวัง เขากำหมัดเตรียมจะซัดใส่เจ้าคนนั้นอีกที


   แต่ศิษย์ขอบเขตแปรเทวะรีบยกมือโบกไปมาด้วยความหวาดกลัว


   “ข้าไม่เป็นไรแล้ว! ก่อนออกจากภาพลวงตา ข้าถูกซัดจนอ้วกออกมาแล้ว ปราณชั่วร้ายที่ดูดซับเข้าไปพร้อมกับปราณวิญญาณและเลือดในตัวข้าก็ถูกซัดออกมาหมด อย่าตีข้าอีกเลย ข้ารู้แล้วว่าผิด ข้าขอโทษจริงๆ... แค่กๆ...”


   เมื่อเห็นว่าศิษย์คนนั้นถูกซ้อมมาหนักจริงๆ เจี่ยงซงหังก็ยอมลดมือลง พร้อมมองเขาด้วยแววตาเห็นใจ


   การซัดจนปราณชั่วร้ายหลุดออกมาก็คงจะช่วยชีวิตเขาไว้ แต่ถึงขั้นเลือดและปราณวิญญาณออกมาด้วยแบบนี้ คงเพราะไปทำให้ศิษย์น้องหญิงเล็กอย่างเยี่ยหลิงหลงโกรธเข้าแน่ๆ


   “รู้ว่าผิดก็ดีแล้ว คราวหน้าเจ้า...”


   เจี่ยงซงหังยังพูดไม่ทันจบ แรงสั่นสะเทือนรอบๆ กลับทวีความรุนแรงขึ้น พวกเขาได้ยินเสียงหินรอบตัวแตกร้าว เมื่อเงยหน้าขึ้นไป พวกเขาก็ได้เห็นภาพที่ทำให้ต้องตะลึง


   แม้ว่าในรอยแยกจะมืดสนิท แต่บนฟากฟ้าของเกาะศักดิ์สิทธิ์นั้นยังคงมีแสงสลัวอยู่บ้าง พอให้ผู้ฝึกตนอย่างพวกเขามองเห็นได้ชัดเจน


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้น นางก็เห็นว่าแสงจากด้านบนของเกาะศักดิ์สิทธิ์สาดส่องลงมา ทะลุผ่านเข้ามาถึงในรอยแยกที่พวกเขาอยู่


   สาเหตุนั้นเป็นเพราะว่า รอยแยกที่เคยแคบๆ บัดนี้ได้ขยายกว้างออกไปทั้งสองฝั่ง พื้นดินที่เคยอยู่เบื้องล่างก็กลายเป็นเหวลึกไร้จุดสิ้นสุด ขณะที่พื้นดินเดิมกำลังพังทลายลงอย่างรวดเร็ว


   “โฮก…”


   เสียงกรีดร้องของเหล่าภูตผีดังมาจากเบื้องล่าง ปราณชั่วร้ายเข้มข้นพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรง ก่อนจะกระจายไปทั่วพื้นที่รอบๆ ราวกับโลกทั้งใบกำลังแตกสลาย เบื้องล่างคือขุมนรกที่เต็มไปด้วยอสูรผี ส่วนเบื้องบนคือท้องฟ้าที่บีบคั้นทางหนีของผู้คน


   “แย่แล้ว! พื้นดินของเกาะศักดิ์สิทธิ์กำลังพังทลายทั้งหมด! รีบกลับไปที่ฐานเร็วเข้า!”


   หลังจากที่เยี่ยหลิงหลงตะโกนออกมา ทุกคนก็ตั้งสติได้และรีบบินขึ้นสู่ด้านบนอย่างรวดเร็ว


   และเมื่อพวกเขามองลงมาอีกครั้ง พื้นดินก็พังทลายลงจริงๆ ไม่เหลือเค้าโครงเดิมอีกต่อไป


   บางส่วนของพื้นดินที่ยังไม่พังทลายก็ดูเหมือนธารน้ำแข็งที่ยังไม่ละลาย ลอยเคว้งอยู่เหนือเหวลึกอันมืดมิด ราวกับแผ่นน้ำแข็งที่โอนเอนกลางมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง ไม่มีสิ่งใดค้ำจุน


   ความเร็วของการพังทลายของแผ่นดินนั้นรวดเร็วมาก เริ่มจากจุดศูนย์กลางของเหวที่พวกเขาอยู่ แล้วกระจายออกไปทั่วทั้งเกาะศักดิ์สิทธิ์


   เพื่อให้ทันเวลา พวกเขาจึงแปะยันต์เร่งความเร็วคนละสามแผ่น หวังว่าจะรีบไปถึงฐานก่อนที่พื้นดินจะพังลงไปจนหมด เพื่อช่วยเหลือศิษย์ที่ยังอยู่ด้านบนให้ได้ทันเวลา


   ก่อนที่เยี่ยหลิงหลงจะจากไป นางได้สั่งให้เจาไฉนำกองทัพผีมาหานาง แล้วตัวนางก็พุ่งหายไปอย่างรวดเร็ว


   “ทำไมจู่ๆ เกาะศักดิ์สิทธิ์ถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้? นี่มันถึงเวลาแห่งการทำลายล้างแล้วหรือ?”


   “พวกท่านไม่ได้ออกไปตามหาต้นโพธิ์ต้นใหม่หรอกหรือ? ทำไมถึงไปโผล่อยู่ในรอยแยกตรงใจกลางเหวลึกได้?”


   “พวกเราติดกับดักเข้าน่ะ ตอนแรกพวกเราก็หาต้นโพธิ์ต้นใหม่อยู่จริง แต่แล้วก็มีหมอกหนาปรากฏขึ้น จากนั้นภาพก็เปลี่ยนไป แล้วเราก็ถูกล่อลวงมาจนถึงใจกลางเหวลึกโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็พลัดตกลงไปในรอยแยก”


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงได้ยินสิ่งที่เล่า นางก็เริ่มวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว


   แผนการแรกคือการใช้วิญญาณร้ายลากมนุษย์เข้าไป จากนั้นก็ทิ้งพวกเขาลงในรอยแยก แผนที่สองคือล่อพวกที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะเข้าไปในหมอกหนา ให้พวกเขาพลัดตกลงไปในรอยแยกเหมือนกัน


   เป้าหมายที่แท้จริงไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือการเปลี่ยนเหล่าศิษย์ยอดฝีมือให้กลายเป็นอสูรผี กลายเป็นหุ่นเชิดของมัน เพื่อเตรียมการทำลายล้างโลกหล้าผู้ฝึกเซียนในอนาคต


   มันพยายามล่อให้พวกเขาตกลงไปในรอยแยก แล้วใช้ความเสียใจและความไม่พอใจในอดีตของพวกเขาล่อให้ดูดซับปราณชั่วร้าย กลายเป็นอสูรผี แต่กลับไม่มีใครตกหลุมพรางเลยสักคน


   ดังนั้น คนที่อยู่เบื้องหลังจึงโกรธจัด ตัดสินใจเตะทุกคนออกจากภาพลวงตา และด้วยความโกรธเกรี้ยว มันจึงเลือกทำลายเกาะศักดิ์สิทธิ์ ทำให้พื้นดินพังทลาย ไม่มีที่เหลือให้มนุษย์อาศัยอยู่ บีบบังคับให้พวกเขาเดินเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย


   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกได้ว่าการต่อสู้ครั้งสุดท้ายกำลังจะมาถึง


   ถ้าแม้แต่การทำให้พื้นดินของเกาะศักดิ์สิทธิ์พังทลาย และการถล่มโลกก็ยังไม่สามารถฆ่าพวกเขาได้ แสดงว่ากับดักนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง!


   และในเวลานั้นเอง จะเป็นจุดเปลี่ยนของพวกเขา เป็นโอกาสที่พวกเขาจะหลุดพ้นออกไปจากที่นี่!


   ต้องอดทน ต้องกัดฟันทนให้ได้ พวกเราจะชนะ...


   เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆ ใช้ความเร็วเต็มกำลัง จนกระทั่งมาถึงฐานในที่สุด


   เมื่อพวกเขามาถึง ฐานก็อยู่ในสภาพที่พื้นดินกำลังแตกแยกออก ต้นโพธิ์ที่เคยตั้งอยู่ก็หายไปนานแล้ว ผู้ที่มีการฝึกฝนสูงพยายามลอยตัวอยู่ในอากาศ ส่วนผู้การฝึกฝนต่ำกว่าก็ต้องเกาะกลุ่มอยู่บนเศษซากของพื้นดินที่ลอยเคว้งคล้ายเกาะเล็กๆ


   รอยแตกบนพื้นดินขยายออกไปเรื่อยๆ พื้นที่ที่สามารถยืนได้ค่อยๆลดน้อยลงทุกขณะ จนเกือบจะไม่พอรองรับคนทั้งสามร้อยชีวิต


   และในช่วงนั้นเอง เกาะเล็กๆที่พวกเขาอยู่พลันเกิดรอยแยกจากตรงกลาง แยกออกเป็นสองส่วน ทำให้ศิษย์หลายคนที่ยืนอยู่ตรงกลางพลัดตกลงไปด้านล่าง ซึ่งเบื้องล่างนั้นราวกับมีแรงดูดมหาศาล ทำให้ผู้การฝึกฝนต่ำไม่สามารถบินขึ้นมาได้เลย


   “รีบช่วยพวกเขาเร็ว!”


   เยี่ยหลิงหลงตะโกนสุดเสียง ทุกคนที่มีพลังเพียงพอรีบพุ่งตัวลงไปช่วยเหลือศิษย์ที่กำลังตกลงสู่เหวลึก หวังว่าจะช่วยดึงพวกเขาขึ้นมาก่อนที่จะสายเกินไป!

   


บทที่ 413: การล่มสลายอย่างสมบูรณ์



   นอกเกาะศักดิ์สิทธิ์ บนผืนน้ำทะเลกว้างใหญ่


   ขณะนั้น ท้องฟ้ายังคงปลอดโปร่งไร้มวลเมฆ แต่เกาะศักดิ์สิทธิ์เบื้องหน้ากลับถูกปกคลุมไปด้วยหมอกดำหนาทึบจนมิด จากมุมไกลๆ มองดูราวกับเป็นก้อนกลมสีดำลึกลับลอยอยู่เหนือทะเล


   “ยังไม่มีทางเปิดเข้าไปได้เลยหรือ?”


   เหล่าผู้นำจากสี่ขุมกำลังใหญ่ที่เคยต่อสู้กันอย่างดุเดือด ตอนนี้มารวมตัวกันเพื่อปรึกษาถึงสถานการณ์ของเกาะศักดิ์สิทธิ์


   แต่เดิม ประมุขสมาพันธ์ภูผาทมิฬไม่อยากจะร่วมมือกับพวกเขานัก แต่เมื่อเห็นว่าอีกสามฝ่ายได้จับมือกันแล้ว หากเขาถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง ก็จะส่งผลเสียต่อสมาพันธ์ภูผาทมิฬของเขา


   ดังนั้น แม้ว่าจะไม่มีใครเชิญ เขาก็ต้องหน้าด้านเข้าร่วมด้วยอยู่ดี


   ถึงแม้ว่าคนอื่นจะไม่ชอบใจสมาพันธ์ภูผาทมิฬ แต่เมื่อถึงยามคับขันก็ไม่มีใครผลักไสเขาออกไป เพราะมีกำลังมากขึ้นย่อมดีกว่า


   นับตั้งแต่ที่เกิดเรื่องขึ้นกับเกาะศักดิ์สิทธิ์ เหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะจากทั่วทั้งโลกหล้าผู้ฝึกเซียนก็มารวมตัวกัน และได้ลองหาวิธีเปิดทางเข้าไปในเกาะศักดิ์สิทธิ์นับไม่ถ้วน แต่ทุกความพยายามจบลงด้วยความล้มเหลวเสมอ


   จนถึงวันนี้ พวกเขาก็ทำได้แค่ยืนอยู่ภายนอกและเฝ้ากังวลอย่างไร้หนทาง


   “ที่ลองไปก่อนหน้านี้ล้มเหลวหมด เราคงต้องคิดวิธีใหม่อีกครั้ง”


   “จะคิดออกจริงๆหรือ? พลังนี้มันแข็งแกร่งเกินไป เราไม่อาจสั่นคลอนได้เลย!”


   “ต่อให้คิดไม่ออกก็ต้องคิด! พวกเราลำบากอยู่ข้างนอก ส่วนพวกเขาที่อยู่ข้างในย่อมต้องลำบากกว่าหลายเท่า พวกเขายังพยายามอดทนอยู่ เราจะทอดทิ้งพวกเขาได้หรือ?”


   “ใช่แล้ว เกาะศักดิ์สิทธิ์เกิดเรื่องมาเป็นตั้งหลายวัน ถ้าไม่ใช่เพราะยังมีป้ายชีวิตของศิษย์ในนั้นที่ยังไม่แตก ข้าคงคิดว่าข้างในคงไม่มีใครรอดชีวิตแล้ว”


   พวกเขาพูดคุยกัน พลางถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง


   และในขณะนั้นเอง เกาะศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกหมอกดำปกคลุมก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างกะทันหัน


   “ดูเร็ว! มีความเคลื่อนไหว!”


   ทุกคนหันไปมองด้วยความตื่นตระหนก ใจเต้นระรัวอยู่ในอก พวกเขาเห็นเกาะนั้นสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง สั่นสะเทือนต่อเนื่อง จนกระทั่งมีก้อนดินและหินขนาดใหญ่ร่วงลงมาจากเกาะ ตกลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่างแล้วจมหายไปในทะเล


   “เกิดอะไรขึ้น? ข้างในเหมือนกำลังพังทลาย! หรือว่าเกาะศักดิ์สิทธิ์กำลังจะเปิดออกแล้ว?”


   “ไม่รู้สิ แต่ข้าเห็นว่ามีดินและหินร่วงลงมา! เหมือนว่าข้างในมีทั้งภูเขาและทะเลสาบจะพังทลายไปแล้ว? พวกเขาทำลายเกาะศักดิ์สิทธิ์เพื่อหาทางออกมาหรือ?”


   เมื่อพูดจบ แววตาของทุกคนก็เป็นประกายทันที


   “ไปดูกัน”


   จากนั้น พวกเขาทั้งหมดก็รีบบินเลียบไปตามระดับน้ำทะเล มุ่งหน้าไปยังด้านล่างของเกาะศักดิ์สิทธิ์อย่างรวดเร็ว


   แต่ทันทีที่พวกเขาเข้าใกล้ด้านล่างของเกาะ ก็มีเสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้นจากหนึ่งในกลุ่ม


   “นั่นมันอะไรน่ะ?!”


   “ผี! มีผีออกมา! วิญญาณเหล่านี้แข็งแกร่งมาก!”


   “เร็วเข้า! รีบกลับไป!”


   หลังจากเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก คนที่ออกไปสำรวจรีบบินกลับไปยังตำแหน่งเดิมของพวกเขา และเมื่อหันกลับไปมองอีกครั้ง พวกเขาพบว่าเกาะศักดิ์สิทธิ์ยังคงสั่นสะเทือนอยู่ แต่ที่แตกต่างไปคือ ไม่มีดินหรือหินร่วงหล่นลงมามากนัก


   กลุ่มหมอกดำปริมาณมหาศาลยังคงร่วงหล่นลงมาด้านล่าง และเมื่อถึงพื้น หมอกดำเหล่านั้นก็แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว


   จากหมอกดำที่แผ่ขยายออกมา ปรากฏวิญญาณร้ายจำนวนมากพุ่งออกมา แต่ละตัวมีจุดแสงอยู่บนหน้าผาก มีเขี้ยวแหลมคม ใบหน้าบิดเบี้ยว ดูดุร้ายและน่าสะพรึงกลัว!


   จำนวนของพวกมันมากจนแทบจะปิดฟ้าบังตะวัน เสมือนประตูนรกที่ถูกเปิดออกกว้าง ด้านในเต็มไปด้วยวิญญาณร้ายหนาแน่น ทำเอาผู้พบเห็นต้องรู้สึกขนลุกขนพอง


   “ทำยังไงดี?”


   “หาทางหยุดพวกมันไว้! วิญญาณร้ายพวกนี้หากหลุดไปยังโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างได้ ผลลัพธ์คงเลวร้ายเกินจะคาดคิด!”


   ถังเหลียนเห็นสถานการณ์เลวร้าย รีบถ่ายทอดคำสั่งให้ทุกคน


   “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะห่วงชีวิตกันแล้ว! หากไม่หยุดพวกมันไว้ พวกมันจะแพร่กระจายไป ทำให้โลกหล้าผู้ฝึกเซียนไร้ความสงบสุขอีกต่อไป! ไม่มีใครจะหนีพ้นได้! ฟังข้า ทุกคนบุกเข้าไปพร้อมกัน! แล้วรีบเชิญปรมาจารย์ค่ายกลจากทุกสำนักมาที่นี่! เราต้องผนึกพวกมันไว้ให้ได้!”


   เสียงของเขาดังก้อง ทุกคนจึงตัดสินใจเตรียมพร้อมเข้าสู่การต่อสู้อย่างเต็มกำลัง พวกเขารู้ดีว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะป้องกันหายนะจากการแพร่กระจายของเหล่าวิญญาณร้าย!


   เมื่อคนอื่นๆได้ยินคำสั่งของถังเหลียน พวกเขาก็สูดลมหายใจลึก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจทำตามและเตรียมใจจะสกัดวิญญาณร้ายพวกนี้ไว้ให้ได้


   ทุกคนกำกระบี่ยาวไว้แน่น กำลังจะพุ่งตัวออกไปต่อสู้ ทันใดนั้นเอง เจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงก็วิ่งเข้ามาพร้อมกับป้ายหยกสื่อสารในมือ


   “ท่านประมุข ไม่ดีแล้ว! เมืองเจออวิ๋นถูกทำลาย วิญญาณร้ายทั้งหมดหลุดออกมา!”


   ถัดมาไม่นาน เจ้าสำนักเจ็ดดาราก็พุ่งตัวเข้ามาเช่นกัน


   “ข้าเพิ่งได้รับข่าวว่าเขาจินซานก็แตกออก มีวิญญาณร้ายจำนวนมากบินออกมาจากในนั้น!”


   ข่าวร้ายถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ถังเหลียนรู้สึกเหมือนเสียงในหัวดังอื้ออึงไม่หยุด


   “ทำไมถึงเป็นแบบนี้...”


   ในขณะนั้นเอง เขาได้ยินเสียงร้องด้วยความตกใจจากไม่ไกล เป็นเสียงของประมุขสำนักเจ็ดสิบสองเขาชาง


   “อะไรนะ? บริเวณหลังภูเขาตำหนักเมรัยบุปผาแตกออก มีวิญญาณร้ายจำนวนมากหลุดออกมาจากในนั้น?”


   ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันทำให้ทุกคนรู้สึกสิ้นหวังและหัวใจจมดิ่งลงสู้ก้นบึ้ง สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่พวกเขาคาดคิดไว้มากนัก!


   “เกิดอะไรขึ้นกับทะเลสาบใกล้ๆ นิกายหลัวเทียน? ทำไมถึงแตกออก แล้วทำไมถึงมีวิญญาณร้ายออกมาได้?”


   ไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่สมาพันธ์ภูผาทมิฬเองก็ไม่รอดพ้นจากภัยนี้


   “สมาพันธ์ภูผาทมิฬเกิดเรื่องแล้ว ข้าขอโทษ แต่ข้าไม่อาจอยู่ต่อได้ ข้าต้องกลับไปแล้ว!”


   ประมุขสมาพันธ์ภูผาทมิฬเป็นคนแรกที่ตัดสินใจจากไป และหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ผู้นำของอีกหลายขุมกำลังก็พากันตัดสินใจออกไปเช่นกัน


   “ท่านประมุข แล้วพวกเราจะทำอย่างไรต่อไป?”


   เจ้าสำนักตำหนักจันทราลี้ลับมองไปยังเกาะศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกหมอกดำปกคลุม ดวงตาของเขาเริ่มเอ่อคลอด้วยน้ำตา เพราะลูกชายคนเดียวของเขายังติดอยู่ในนั้น


   “สถานการณ์ใหญ่สำคัญกว่า ข้าไม่อาจใส่ใจอะไรได้มากนัก ที่นี่เราเองก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว กลับไปก่อนเถอะ”


   “แต่...”


   “กลับไป! หากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนล่มสลาย ต่อให้ลูกชายเจ้ารอดออกมาได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับตายอยู่ดี! พวกเราจำเป็นต้องรักษารากฐานของตนไว้ก่อน!”


   หลังจากถังเหลียนตะโกนจบ เขาก็หันไปมองเจ้าสำนักอีกสามคน


   “ข้ารู้ดีว่าศิษย์คนโปรดของพวกเจ้ายังอยู่ข้างใน เพราะงั้นคำพูดนี้ใช้กับพวกเจ้าด้วย! รีบไสหัวกลับไปให้หมด!”


   ในขณะเดียวกัน ภายในเกาะศักดิ์สิทธิ์ ฐานของพันธมิตรทั้งสามยังคงพังทลายอย่างต่อเนื่อง ศิษย์หลายคนร่วงหล่นลงไปสู่เหวลึก แต่บรรดาผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะรีบโผลงไปช่วย พยายามดึงศิษย์ที่ตกลงไปขึ้นมาทีละคน แล้วนำพวกเขากลับขึ้นไปยังเกาะเล็กๆที่ลอยอยู่


   แต่เพียงเกาะเล็กๆหนึ่งเกาะไม่อาจรองรับคนทั้งหมดได้ ด้วยพวกเขามีศิษย์รวมกันกว่าสามร้อยชีวิตจากสามขุมกำลัง พวกเขาต้องแยกกันไปยืนอยู่บนเกาะเล็กๆอีกแปดเกาะ


   รอบข้าง พื้นดินยังคงแยกออกเป็นเสี่ยงๆ การสั่นสะเทือนยังไม่หยุดลง หัวใจของทุกคนยังคงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น


   จนกระทั่ง เมื่อแผ่นดินทั้งหมดในบริเวณนั้นพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ เหล่าเกาะเล็กๆที่ลอยอยู่จึงค่อยๆเริ่มเสถียรไม่มีการสั่นไหวหรือแตกสลายมากไปกว่าเดิม ซึ่งทำให้พวกเขาค่อยๆตั้งสติได้


   พวกเขายืนอยู่บนเกาะเล็กๆ แล้วมองลงไปเบื้องล่าง สิ่งที่เห็นคือเหวลึกอันกว้างใหญ่และดำมืดสุดหยั่ง มันน่าหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด


   พวกเขาลอยอยู่เหนือมัน ราวกับเป็นใบไม้ใบเล็กๆบนผืนน้ำทะเลที่เวิ้งว้างและไร้จุดสิ้นสุด


   “ทำไมถึงเป็นแบบนี้? พื้นดินทั้งหมดหายไปหมดแล้ว!”


   “น่ากลัวจริงๆ ตอนที่ข้าตกลงไปข้างล่าง ข้ารู้สึกได้ถึงแรงดูดมหาศาล ราวกับพวกวิญญาณร้ายกำลังดึงขาของข้า ลากให้ข้าจมลงสู่เหวลึก!”


   “ทุกคนปลอดภัยกันดีไหม? รีบนับจำนวนคนให้ครบ ใครที่บาดเจ็บรีบรักษาบาดแผลด่วน เราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้”


   เมื่อได้ยินคำสั่งนี้ ทุกคนก็ไม่กล้าประมาท ต่างรีบลงมือสำรวจและจัดการสถานการณ์อย่างรวดเร็ว


   เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่บนเกาะเล็กๆหนึ่งในกลุ่มเกาะที่ลอยอยู่ มองไปยังเกาะศักดิ์สิทธิ์ที่พังทลายลงจนไม่เหลือเค้าเดิม


   ทุกที่ที่สายตานางมองเห็น พื้นดินทั้งหมดได้หายไปแล้ว ท้องฟ้าและพื้นดินหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีขอบเขตให้เห็นอีกต่อไป ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความมืดและวิญญาณร้าย อาณาเขตที่เคยเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์ก็เหลือเพียงซากเกาะเล็กๆที่กำลังลอยไปมาเหมือนถูกพัดพาไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่ง



บทที่ 414: มาคุยเรื่องค่าปิดปากกันหน่อยดีไหม?



   ความสงบชั่วคราวนั้นไม่อาจยืดยาว


   เสียง ‘เปรี้ยง!’ ดังสนั่น และตามมาด้วยเสียงร้องตกใจเป็นระลอก


   “ระวัง! จับมือข้าไว้!”


   “รีบเหยียบก้อนหินแล้วบินขึ้นมา!”


   “เร็วเข้า! มาช่วยคนตรงนี้ เกิดเรื่องแล้ว!”


   เสียงร้องเหล่านั้นดังขึ้น เหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะรีบพุ่งไปช่วยเหลือผู้ที่ตกลงไป ดึงพวกเขาขึ้นมาแล้วพาไปพักยังเกาะเล็กๆที่ยังลอยอยู่


   “ทุกคนระวังหน่อย เกาะพวกนี้มันลอยไปมาได้! หากพวกเรามุ่งไปในทิศทางเดียวกันมากเกินไป อาจเกิดการชนกันได้ เกาะพวกนี้ไม่มั่นคงเลยนะ ชนทีเดียวก็แตกทันที!”


   เสียงคำเตือนยังไม่ทันจบดี ก็มีเสียง ‘เปรี้ยง!’ ดังขึ้นอีกครั้ง เกาะเล็กๆอีกสองสามเกาะพุ่งชนกันจนแตกเป็นเสี่ยงๆ โชคดีที่เกาะเหล่านั้นเป็นแค่เศษหินที่ไม่มีใครอยู่


   แต่เหตุการณ์นี้ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ที่พักพิงบนเกาะเหล่านี้ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่หวัง


   “จะทำยังไงดี? เมื่อกี้ที่ชนเป็นแค่เกาะเล็กๆ ถ้าเป็นเกาะใหญ่ที่มีคนอยู่เป็นสิบๆคน ถ้าแตกขึ้นมาคงตกลงไปกันหมด เราคงไม่มีทางช่วยทัน!”


   ภัยพิบัติเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ละครั้งรุนแรงจนแทบจะเป็นหายนะ และทุกครั้งที่เกิดขึ้น พื้นที่ที่เหลือให้มนุษย์อาศัยอยู่ก็ยิ่งน้อยลง ความยากลำบากในการเอาชีวิตรอดยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทบทวี


   แม้แต่คนที่เข้มแข็งที่สุด ในยามนี้ก็อดรู้สึกท้อแท้ไม่ได้


   เรื่องนี้มันจะจบลงเมื่อไหร่กัน? ทำไมถึงมองไม่เห็นความหวังเลย!


   “ไม่เป็นไรหรอก ข้ามีเชือกอเนกประสงค์อยู่ ตอนนั้นข้าทำเผื่อไว้หลายเส้น พวกที่อยู่บนเกาะเดียวกันก็ผูกไว้ด้วยกัน ถ้าใครตกลงไป คนที่เหลือก็ช่วยดึงขึ้นมาได้ ต่อให้ตกลงไปพร้อมกันหลายคน ก็ยังสามารถดึงขึ้นมาได้หมดแน่นอน”


   เยี่ยหลิงหลงพูดพลางแบ่งเชือกให้กับทุกคน


   “มันอาจจะดูไม่สวยนัก แต่รับรองว่าช่วยชีวิตได้แน่นอน”


   เมื่อเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงยังมีวิธีการรับมืออยู่ ใจของทุกคนก็เริ่มสงบลง ความวิตกกังวลค่อยๆบรรเทาลงทีละน้อย


   “ฟังข้านะ นี่คือช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดก่อนฟ้าสาง มันอาจจะมืดมิดและยากลำบากที่สุด แต่ถ้าเราฝ่าฟันไปได้ เราก็จะได้พบแสงสว่าง”


   แม้ว่าเสียงของเยี่ยหลิงหลงจะไม่ดังมาก และไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้ฮึกเหิม แต่กลับทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความหวังได้อย่างน่าประหลาด


   “เจ้ารู้ได้ยังไงว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย?”


   หลิ่วหยวนซวี่อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามออกมา แต่พอถามจบก็โดนสายตาดุดันจากคนรอบข้างจ้องมามากมายจนต้องรีบหุบปาก


   แค่ถามตามปกติก็เท่านั้นเอง ข้าไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายอะไรเลย ทำไมต้องเจอแบบนี้ด้วย?


   เขาถึงกับต้องมาถูกกดดันขนาดนี้ ในฐานะศิษย์เอกที่เคยยิ่งใหญ่ นี่ช่างเป็นความตกต่ำอย่างยิ่ง


   แต่ไม่นานนัก สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเฮ่อเหลี่ยนฟ่างที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งใบหน้าขาวซีด ปราศจากพลังและกำลังทรมานจากการถูกปราณชั่วร้ายรุมเร้า เมื่อเห็นเช่นนั้น หลิ่วหยวนซวี่ก็รู้สึกว่าตนเองอาจจะไม่ได้โชคร้ายขนาดนั้น


   เยี่ยหลิงหลงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วก็เพียงยิ้มบางๆอย่างไม่ใส่ใจ


   “พวกท่านรู้ไหมว่าทำไมเกาะศักดิ์สิทธิ์ถึงพังทลาย? เพราะก่อนหน้านี้ ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะทั้งแปดของเราตกลงไปในรอยแยก ที่นั่นมีพลังลึกลับสร้างภาพลวงตาขึ้นมา เพื่อพยายามเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นอสูรผี”


   เมื่อคำพูดนี้ออกมา เสียงฮือฮาก็ดังระงม


   พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตลอดช่วงเวลาที่พวกเขาพักพิงอยู่ในฐานอย่างปลอดภัย ศิษย์ขอบเขตแปรเทวะเหล่านั้นต้องเผชิญกับวิกฤตอันตรายขนาดไหน เพื่อปกป้องพวกเขา


   “แต่ผลลัพธ์ก็อย่างที่พวกท่านเห็น พวกเขาฝ่าฟันมันมาได้ พวกเขายังคงปกป้องทุกคนอยู่ พวกเขาชนะแล้ว”


   คำพูดของเยี่ยหลิงหลงทำให้ความมืดหม่นในใจของทุกคนค่อยๆสลายไป ความรู้สึกท้อแท้ลดลงอย่างชัดเจน เมื่อพวกเขาคิดได้ว่าในขณะที่ศิษย์พี่เหล่านั้นยังคงยืนหยัดต่อสู้ พวกเขาเองก็ไม่มีเหตุผลที่จะยอมแพ้เช่นกัน


   “พวกเขาชนะแล้ว ทำให้แผนการของผู้อยู่เบื้องหลังล้มเหลว มันเลยต้องเดิมพันครั้งสุดท้ายด้วยการทำลายเกาะศักดิ์สิทธิ์ พยายามโจมตีพวกเราด้วยพลังสุดท้ายที่หนักหน่วงที่สุด แต่หากเราฝ่าฟันมันไปได้ ความมืดก็จะผ่านพ้นไป และรุ่งอรุณก็จะมาถึง ผู้อยู่เบื้องหลังนั้นหมดกลยุทธ์ที่จะใช้แล้ว เพราะฉะนั้น อย่าตกใจกลัวไปเลย”


   เมื่อเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงยังคงสงบนิ่ง ทุกคนจึงคลายความกังวลลงตามไปด้วย เสียงหัวเราะและการพูดคุยเริ่มดังขึ้นบนเกาะเล็กๆเหล่านั้นอีกครั้ง


   แม้ว่าพวกเขาจะอยู่กันคนละเกาะ แต่เสียงพูดคุยหยอกล้อก็ยังลอยมาถึงกันได้ ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย


   ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มกลับมาสดใส จู่ๆ เกาะเล็กๆเกาะหนึ่งก็เริ่มสั่นไหว


   ในพริบตานั้นเอง มีวิญญาณร้ายตัวหนึ่งปีนขึ้นมาจากด้านล่าง


   เสียงกรีดร้องดังขึ้น และในที่สุดเหล่าศิษย์บนเกาะเล็กๆ ก็รีบเข้าจัดการวิญญาณร้ายตัวนั้น แม้จะเป็นเพียงผีระดับสอง แต่พวกเขาก็สามารถจัดการได้โดยง่าย ด้วยการฝึกฝนที่ผ่านมา พวกเขาจัดการมันได้ในไม่กี่กระบวนท่า


   แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ผ่อนคลายจากสถานการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้น เสียงร้องเตือนด้วยความตกใจดังมาจากเกาะเล็กๆที่อยู่ตรงข้าม


   “ระวัง! ใต้เกาะของพวกเจ้ามีวิญญาณร้ายเต็มไปหมด! ระวังรอบๆตัวไว้ให้ดี! อย่าให้มันโจมตีได้!”


   เมื่อเสียงเตือนดังขึ้น เยี่ยหลิงหลงหันไปมอง และเห็นใต้เกาะเล็กๆนั้นเต็มไปด้วยวิญญาณร้ายมากมาย ราวกับพวกมันปีนขึ้นมาจากขุมนรกเบื้องล่าง และพอเห็นโอกาสก็รีบปีนขึ้นมาจากใต้เกาะ


   ในพริบตาเดียว วิญญาณร้ายก็ปีนขึ้นมาบนเกาะนั้น จำนวนของพวกมันมากกว่าจำนวนศิษย์ที่อยู่ด้านบนหลายเท่า


   เมื่อเห็นว่าศิษย์บนเกาะกำลังจะตกอยู่ในอันตราย เยี่ยหลิงหลงรีบบินไปยังเกาะเล็กๆที่ไร้ผู้คน


   นางยกไม้เท้าในมือขึ้น แล้วปล่อยเสียงคำรามของอสูรผีออกมา


   เสียงคำรามนั้นทำให้เหล่าวิญญาณร้ายที่ได้ยินรีบละทิ้งการโจมตี และพากันลอยตามเสียงมุ่งหน้ามายังที่ที่เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่


   เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว นางก็ถูกเหล่าวิญญาณร้ายมากมายรายล้อมไว้


   แม้ว่าผีเหล่านั้นจะถูกล่อมา แต่พวกมันก็ยังไม่เห็นผู้นำหรือหัวหน้าของพวกมันปรากฏตัว มีเพียงเงาร่างในเสื้อคลุมสีแดงที่ปกคลุมไปด้วยปราณชั่วร้ายซึ่งไม่ใช่ทั้งอสูรผีและไม่ใช่ราชาผี ทำให้พวกมันเริ่มรู้สึกสงสัยในคำสั่งนี้ และเริ่มจะหันกลับไปโจมตีผู้คนบนเกาะอีกครั้ง


   “รีบล้อมพวกมันไว้! อย่าให้พวกมันหนีไปได้!”


   เยี่ยหลิงหลงตะโกนเสียงดัง ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะทั้งสิบรีบบินเข้ามา ล้อมเกาะเล็กๆแห่งนั้นพร้อมกับกลุ่มวิญญาณร้ายทั้งหมดเอาไว้อย่างรวดเร็ว


   เยี่ยหลิงหลงชักกระบี่หงเยี่ยนออกมา ใช้พลังวิญญาณทั้งหมดที่มีแทงลงไปด้านล่างอย่างรุนแรง!


   เกาะเล็กๆที่นางยืนอยู่แตกออกทันที และนางก็ร่วงหล่นลงไปในเหวลึก


   ขณะที่นางกำลังร่วงลงไป นางก็ตะโกนเสียงดังไปยังคนที่อยู่ด้านบน


   “ลงมือได้! กวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก!”


   ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะทั้งสิบที่ล้อมวิญญาณร้ายอยู่รีบระดมพลังวิญญาณ โจมตีไปยังฝูงผีที่อยู่ตรงกลางทันที


   เสียงระเบิดดัง ‘ตู้ม ตู้ม ตู้ม!’ คลื่นพลังวิญญาณมหาศาลหลั่งไหลปะทะใส่ฝูงผี จนพวกมันถูกทำลายวิญญาณสลายเป็นจำนวนมาก


   ภาพนั้นตื่นตาตื่นใจจนผู้ที่เฝ้าดูอยู่ต่างรู้สึกถึงความฮึกเหิม ทุกคนต่างเต็มไปด้วยพลังใจที่พลุ่งพล่าน


   ต้องแบบนี้สิ!


   กำจัดพวกมันให้ราบคาบ!


   ให้มาเท่าไหร่ก็ล้างบางให้หมด! กวาดล้างเหล่าภูตผีที่บุกรุกเข้ามาในโลกของพวกเราให้สิ้นซาก!


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังร่วงลงไปในความมืดมิด นางก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างประคองแผ่นหลังของนาง


   เมื่อนางเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็พบว่าเป็นเสิ่นหลีเสียนที่ยื่นมือมารับตัวนางไว้


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”


……


   “ศิษย์พี่รอง ข้าเหมือนเห็นดอกพลับพลึงแมงมุมกำลังเต้นระบำอยู่ในความมืดเลย”


   มีช่วงหนึ่งที่เสิ่นหลีเสียนคิดอยากจะปล่อยมือเสียดื้อๆ แต่พอคิดอีกที การที่นางยังมีอารมณ์มาพูดล้อเล่นแบบนี้ ก็คงไม่เป็นอะไรมาก เขาก็เบาใจขึ้น


   “เรื่องนี้ห้ามพูดถึงอีก!”


   “ถ้างั้น มาคุยเรื่องค่าปิดปากกันหน่อยดีไหม?”


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง ทำไมยังจะมาเรียกค่าปิดปากอีกล่ะ?”


   “ถึงข้าจะมีสมบัติมากมาย แต่ถ้าเดินไปเจอหินวิญญาณบนถนน ข้าก็จะก้มเก็บอยู่ดี”


……


   เสิ่นหลีเสียนถึงกับควักถุงหินวิญญาณออกมายัดใส่มือนาง


   “ห้ามพูดถึงอีก!”


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มพลางชูนิ้วทำท่าทาง ‘โอเค’ ให้เขา


   เมื่อเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงเชื่อฟังอย่างว่าง่าย เสิ่นหลีเสียนก็แอบหยิบถุงผลไม้วิญญาณอีกถุงออกมายัดใส่มือนางเงียบๆ


   “อย่าให้คนอื่นเห็นล่ะ”


   “ตกลง”


   เยี่ยหลิงหลงตอบรับเบาๆ แต่ทันใดนั้นเอง เสียงร้องด้วยความตกใจดังมาจากด้านบน


   “โอ้ สวรรค์! ดูนั่นสิ!”



บทที่ 415: อีกเดี๋ยวก็ต้องตายแล้ว อย่าเพิ่งถอยสิ ถ้ามีแค้นก็รีบมาชำระเถอะ!



   หลังจากที่เยี่ยหลิงหลงถูกเสิ่นหลีเสียนพากลับขึ้นไป นางก็มองตามทิศทางที่ศิษย์คนนั้นชี้


   ในความมืดมิดเบื้องหน้า ปรากฏร่างของราชาผีที่ทรงพลังตัวหนึ่ง มันกำลังนำกองทัพผีเคลื่อนเข้ามาทางที่พวกเขาอยู่ กองทัพของมันเดินแถวมาอย่างเป็นระเบียบ โดยมีผีระดับสามสิบหกตัวเรียงแถวหน้ากระดานอย่างสง่างาม ดูยิ่งใหญ่และทรงพลัง


   “เจาไฉ!”


   เยี่ยหลิงหลงร้องเรียกด้วยความดีใจ และเจาไฉก็พุ่งเข้ามาหานางด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็ก้มตัวลงตรงหน้านาง ยื่นหัวเข้ามาใกล้ราวกับขอให้ลูบหัว


   “เจาไฉ เจ้าสุดยอดจริงๆ! ข้าเรียกให้เจ้านำกองทัพผีของข้ามา เจ้าก็พามาได้ครบถ้วนแถมยังจัดแถวเรียบร้อยอีกด้วย!”


   เจาไฉยกหัวขึ้นอย่างภาคภูมิ ใบหน้าที่ปกติไม่ค่อยแสดงอารมณ์ของมัน บัดนี้มีแววแห่งความภาคภูมิใจเจืออยู่เล็กน้อย


   ตอนนี้ เมื่อมีเจาไฉและกองทัพผีอยู่ด้วย พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลอีกแล้วว่าจะถูกวิญญาณร้ายโจมตี!


   ในตอนนั้นเอง เจาไฉอ้าปากเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้เยี่ยหลิงหลงใช้ไม้เท้า เพราะมันเตรียมจะช่วยนางสั่งการกองทัพผีแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงจึงทำตาม หยิบไม้เท้าขึ้นมาและเริ่มใช้พลังร่วมกับเจาไฉ


   “โฮก...โฮก...”


   เสียงคำรามดังออกมา ผีระดับสามทั้งสิบหกตัวก็แบ่งออกเป็นแปดกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีสองตัว เคลื่อนไปประจำตำแหน่งใต้เกาะเล็กๆที่มีคนอยู่ พวกมันคอยลอยตามเกาะไปมาอย่างเป็นระเบียบ


   ด้วยวิธีนี้ กองทัพผีของเจาไฉสามารถคุ้มกันเกาะเล็กๆด้านบนได้ ช่วยป้องกันไม่ให้วิญญาณร้ายตัวอื่นที่ไม่คุ้นเคยลอบเข้ามาโจมตีศิษย์ที่อยู่ด้านบนได้อีกต่อไป


   ถึงแม้จะมีวิญญาณร้ายแปลกปลอมโผล่ขึ้นมา เจาไฉก็สามารถจัดการได้ด้วยการคำรามเพียงครั้งเดียว เพื่อควบคุมพวกมันให้อยู่ในอาณัติ


   เมื่อฝูงผีถูกแบ่งออกเป็นแปดกลุ่ม คอยลอยอยู่ใต้เกาะเล็กๆที่พวกเขาอาศัยอยู่ ผู้คนบนเกาะต่างก็พากันตื่นเต้นและประหลาดใจ ชะโงกหน้าดูที่ขอบเกาะตามๆกัน


   “น่าสนใจมาก! นี่มันน่าสนใจจริงๆ!”


   “หลบหนีวิญญาณร้ายมาตั้งครึ่งเดือน ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายพวกมันจะกลายมาเป็นผู้คุ้มกันของพวกเรา นี่มันรู้สึกแปลกจริงๆ!”


   “ผีระดับสาม! พลังของพวกมันเทียบเท่ากับขอบเขตแปรเทวะเลยนะ! ข้ากล้าจ้องมองพวกมันใกล้ๆแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย!”


   ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็น เจาไฉก็ตบตัวเองเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณให้เยี่ยหลิงหลงขึ้นไปบนหลังของมัน


   ราวกับเจาไฉกำลังบอกว่า ‘มีข้าอยู่ เจ้าไม่ต้องกลัวตกลงไปอีกต่อไป’


   “เจาไฉนี่น่ารักจริงๆ! ข้าบอกแล้วว่าเจ้าคือขุมทรัพย์ตัวน้อยที่น่ารักที่สุด!”


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงที่สวมเสื้อคลุมสีแดงนั่งลงบนไหล่ของเจาไฉ มันก็พานางบินไปข้างหน้า


   นางนำหน้า และเหล่าศิษย์ทั้งสามร้อยกว่าชีวิตจากสามขุมกำลังที่อยู่บนเกาะเล็กๆตามหลังมาอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!


   พวกเขาเงยหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ มุ่งหน้าสู่ชัยชนะด้วยท่าทีแน่วแน่!


   หากเกาะเล็กๆลอยเข้ามาชนกันเพราะการเคลื่อนตัว? ไม่ต้องกังวล ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะทั้งหกคนยืนอยู่แถวหน้า ถ้าเกาะไหนลอยมาก็ซัดแตกกระจาย!


   หากกลัวว่าจะมีวิญญาณร้ายแอบลอยขึ้นมาทำร้ายผู้คน? ไม่ต้องห่วง ผีระดับสามคอยคุ้มกันอยู่ด้านล่าง ผีระดับสองคอยเป็นแนวป้องกันเสริม!


   ด้วยท่าทางอันสง่างามและมั่นใจ พวกเขาลอยตัวไปข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ ดูยิ่งใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจ


   เยี่ยหลิงหลงมองไปรอบๆ และสังเกตว่าทิศทางที่พวกเขากำลังลอยไปนั้นตรงไปยังศูนย์กลางของเกาะศักดิ์สิทธิ์


   วนไปเวียนมา สุดท้ายพวกเขาก็ต้องกลับมาที่เดิม ที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมด


   ในระหว่างที่พวกเขากำลังลอยตัวไป พวกเขาก็พบเห็นเกาะเล็กๆหลายเกาะทางด้านซ้าย ที่ลอยเข้ามาใกล้ และบนเกาะเหล่านั้นยังมีผู้รอดชีวิตอยู่


   พวกผู้รอดชีวิตเหล่านั้นกำลังพยายามอย่างหนักในการกระโดดข้ามจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่ง เพราะเกาะเดิมของพวกเขาถูกวิญญาณร้ายปีนขึ้นมาโจมตี


   ขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้กับวิญญาณร้ายอย่างยากลำบาก เกาะที่พวกเขาอยู่ก็ถูกพลังวิญญาณทำลายจนไม่สามารถพาผู้คนเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อีกต่อไป


   เมื่อมองแวบแรก พวกเขาดูทั้งเหน็ดเหนื่อยและทุลักทุเล ทุกคนกำลังหอบหายใจหนัก พยายามเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์อันตรายอย่างเต็มที่ มันช่างเป็นภาพที่ดูมีพลังใจและน่าประทับใจ


   ใครเห็นก็อดไม่ได้ที่จะเฝ้าดูต่อไป มองเห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอด รู้สึกถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของพวกเขา ชื่นชมภาพของการต่อสู้ดิ้นรนอย่างเจ็บปวดนี้


   แต่ในขณะที่พวกเขาเพิ่งจะหลุดพ้นจากวิญญาณร้าย และกระโดดไปยังเกาะเล็กๆที่อยู่ติดกันเพื่อหยุดพักหายใจเล็กน้อย พวกเขาก็เหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งอยู่ข้างหลัง


   เมื่อเห็นแถวเกาะเล็กๆแปดเกาะที่ปลอดภัยและมั่นคง กำลังเคลื่อนที่ไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬทุกคนต่างตะลึงงัน


   พวกเขาเองต้องเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบาก แค่พลาดนิดเดียวก็อาจต้องตายอย่างไร้ที่ฝังศพ แต่ดูฝั่งตรงข้ามสิ… นี่มันอะไรกัน?


   ทำไมวิญญาณร้ายที่อยู่ใต้เกาะเล็กๆเหล่านั้นถึงไม่โจมตีพวกเขาเลย?


   ทำไมพวกเขาถึงอยู่กันได้อย่างสบายๆ แถมยังหัวเราะพูดคุยเหมือนมาพักร้อนกันอีก?


   ทำ! ไม!


   เหล่าศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬต่างพากันตกตะลึงและมองดูอย่างละเอียดขึ้น และเมื่อได้เห็นภาพที่ชัดเจน พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกอารมณ์พุ่งปรี๊ดขึ้นมา!


   ตอนที่สี่ขุมกำลังบุกเข้าไปในเกาะศักดิ์สิทธิ์พร้อมกัน ทุกคนต่างก็สู้รบฟาดฟันกันไม่ใช่น้อย แต่พอเจอวิกฤต สามขุมกำลังนั้นกลับไปจับมือกันลับๆ โดยไม่บอกสมาพันธ์ภูผาทมิฬเลย!


   ไม่เพียงแค่นั้น การจับมือกันนี้ทำให้พวกเขาอยู่รอดได้อย่างสุขสบายมากด้วย!


   เพียงแค่มองปราดเดียวก็เห็นได้ชัดเจนว่า สามขุมกำลังนั้นยังคงมีผู้รอดชีวิตอยู่ถึงกว่าสามร้อยคน ซึ่งมากกว่าจำนวนศิษย์ที่ยังเหลือรอดของสมาพันธ์ภูผาทมิฬมากทีเดียว!


   เมื่อศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬคิดไปถึงความเป็นไปได้ของการปะทะกัน พวกเขาก็อดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ ถ้าเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงๆ สมาพันธ์ภูผาทมิฬที่เหลือคนไม่ถึงร้อย จะไม่ถูกถล่มจนย่อยยับหมดหรือ?


   และในขณะที่พวกเขากำลังตกตะลึงและโกรธเกรี้ยวกับสถานการณ์ตรงหน้า สิ่งที่ทำให้พวกเขายิ่งโกรธจนแทบระเบิดก็ปรากฏขึ้น!


   เบื้องหน้า ปรากฏร่างเล็กๆที่สวมเสื้อคลุมสีแดง ตัวเดียวกับที่เคยปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาตอนอยู่ใต้ต้นโพธิ์ และทำให้พวกเขาตกใจกลัวแทบตาย! แต่ตอนนี้นางกลับนั่งอย่างสบายอารมณ์บนบ่าของราชาผี บินไปอย่างสบายใจไร้กังวล


   ที่ทำให้ยิ่งเจ็บใจคือ คราวนี้พวกเขาได้เห็นใบหน้าของสาวน้อยใต้เสื้อคลุมนั้นอย่างชัดเจน นางไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเยี่ยหลิงหลง! และที่เหมือนเดิมก็คือ ตอนนี้นางยังกำลังเคี้ยวผลไม้วิญญาณอย่างเอร็ดอร่อยอีกด้วย


   “เยี่ยหลิงหลง?!”


   เสียงร้องอุทานดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด ทำให้เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้น แล้วหันไปยิ้มกว้าง พลางโบกมือทักทายเหล่าศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬด้วยท่าทางเป็นมิตร


   “อ้าว เจอกันอีกแล้ว เร็วจริงๆเลยนะ!”


   เมื่อได้ยินคำพูดคล้ายยอมรับกลายๆจากปากของนางเองว่า นางนี่แหละคือสาวน้อยที่พากองทัพผีไปขู่พวกเขาตอนอยู่หน้าต้นโพธิ์ จ้าวซ่างอวี่และพรรคพวกก็แทบจะระเบิดอารมณ์โดยเฉพาะเยี่ยหรงเยว่ที่นั่งอยู่บนหลังวิหควิญญาณ นางกัดฟันแน่นจนได้ยินเสียงกรอดๆลอดออกมา


   “เป็นเจ้า! จริงๆด้วย! เจ้าสารภาพแล้ว!”


   “ข้าไม่เคยบอกว่าไม่ใช่นี่นา”


   “เจ้า… เจ้าเล่นบ้าบอหลอกหลอนพวกเรา!”


   “ข้าไม่ได้หลอกนะ ข้าพาผีตัวเป็นๆ มาเล่นกับพวกเจ้าเลยนะ อีกอย่างนะ อยู่ในเกาะศักดิ์สิทธิ์มานานขนาดนี้แล้ว ใจพวกเจ้ายังไม่แข็งแรงขึ้นอีกหรือ? น่าขายหน้าจริงๆ”


   “หยุดพล่ามได้แล้ว! เรื่องนี้ข้าจะจดจำไว้!”


   “อย่าเพิ่งรีบจดเลย เพราะอีกเดี๋ยวพวกเราก็ต้องตายกันอยู่แล้ว ถ้ามีความแค้นอะไรก็รีบมาชำระเสียเถอะ ไม่งั้นอาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้วนะ”


……


   ศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬหันมองกันเลิ่กลั่ก เมื่อประเมินสถานการณ์ตรงหน้า ก็อดรู้สึกอึดอัดใจไม่ได้


   เยี่ยหลิงหลงอยู่กับพันธมิตรที่รวมกันแล้วมีขอบเขตแปรเทวะสิบคน แถมนางยังมีราชาผีคอยคุ้มกันอีกต่างหาก ขณะที่ฝ่ายของพวกเขามีผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะเหลือเพียงห้าคน ยังไงก็คงสู้ไม่ได้แน่นอน!


   ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องจำนวนคน ฝั่งของเยี่ยหลิงหลงมีคนถึงสามร้อยคนที่อยู่ในสภาพพร้อมรบ สวมใส่อุปกรณ์ครบครัน ส่วนฝ่ายของพวกเขามีแค่ไม่กี่สิบคนที่ล้วนบาดเจ็บและหอบหายใจแรงจากการต่อสู้อย่างหนักก่อนหน้านี้ จะสู้ยังไงก็เห็นแต่ทางแพ้


   “อย่าเพิ่งมาทำท่าหงอไปหน่อยเลย! ตอนที่พวกเจ้ารวมหัวกันเอาผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะสิบคนมาหาเรื่องพวกข้าน่ะ ไม่เห็นจะเป็นแบบนี้เลยนี่นา มาเถอะ ถ้าไม่มาล่ะก็ ศักดิ์ศรีของสมาพันธ์ภูผาทมิฬคงหมดเกลี้ยงแน่!”


……


   ชีวิตของพวกเขาในสมาพันธ์ภูผาทมิฬแทบจะรักษาไว้ไม่ไหวแล้ว ใครจะไปมีเวลามาห่วงเรื่องศักดิ์ศรีกันเล่า?


   ในตอนนั้นเอง สายตาของเยี่ยหลิงหลงก็จับจ้องไปที่เยี่ยหรงเยว่


   “พี่สาว ท่านน่ะเป็นคนที่มีโชควาสนามากมาย อนาคตก็สดใสเกินจะคาดคิด ส่วนข้าที่ยังอวดดีแบบนี้ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกตัวประกอบที่พร้อมจะโดนกำจัด ท่านยังจะทนทำไมอีกล่ะ? รีบเข้ามาสั่งสอนข้าที่ไม่รู้จักเจียมตัวสักทีสิ”



บทที่ 416: มานี่สิ ข้าจะให้เจ้าตายอย่างสบายๆเอง



   เยี่ยหรงเยว่โกรธจนแทบจะคุมตัวเองไม่อยู่ ดวงตาเต็มไปด้วยความแค้น จ้องเยี่ยหลิงหลงอย่างไม่ลดละ


   เยี่ยหลิงหลงถึงกับใช้คำพูดที่ตนเคยใช้พูดกับนางในตอนอดีตมาพูดคืนให้อย่างตรงไปตรงมา!


   “เยี่ยหลิงหลง อย่าเพิ่งได้ใจไป! จนกว่าจะถึงตอนจบ ใครจะเป็นผู้ชนะยังไม่มีใครรู้!”


   “โอ้! พอเจ้าพูดแบบนี้ ข้าก็รู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆนะ งั้นข้าว่าควรต้องจัดการเรื่องนี้ให้จบตอนนี้เลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องกลัวว่าเจ้าจะตลบหลังเอาทีหลัง”


   พอเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ศิษย์หลายคนก็บินมาสมทบกับนาง ดึงกระบี่ยาวออกมาทุกคน


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก หากเจ้าต้องการจะไปจัดการนางเดี๋ยวนี้ เราก็จะไปกับเจ้า”


   เมื่อเห็นว่าพวกเขาจะลงมือจริงๆ ศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬก็แตกตื่นกันทันที สายตาของพวกเขาพยายามกวาดหาทิศทางของเกาะเล็กถัดไป และเมื่อเจอเป้าหมาย พวกเขาก็ไม่รอช้าที่จะรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว!


   ศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว จนทำให้คนที่เห็นถึงกับตะลึงในความไว


   “อย่าเพิ่งหนีสิ! พวกเจ้ายังมีผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะตั้งห้าคนเลยนะ! พอดีเลย ลองใช้ค่ายกลโบราณของเขาสุวรรณทมิฬสิ จะกลัวอะไร? ข้ามีแค่ศิษย์พี่สี่คนเอง มาลองกันดูหน่อยเป็นไร?”


   เยี่ยหลิงหลงตะโกนเย้าแหย่อยู่ด้านหลัง แต่ศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬกลับไม่คิดฟัง รีบวิ่งหนีอย่างไม่ลังเล


   ใครจะไปเชื่อคำพูดของนางกันล่ะ? บอกว่ามีแค่ศิษย์พี่สี่คน แต่ถ้าเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงๆ ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะคนอื่นๆ จะไม่เข้ามายุ่งหรือ?


   จ้าวซ่างอวี่ที่ต้องหนีอย่างน่าอับอายต่อหน้าเยี่ยหลิงหลงอีกครั้ง ความโกรธสุมอยู่เต็มอก เขาตะโกนด่าขณะที่ยังวิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย


   “อย่าเพิ่งได้ใจไปนักเลย! ถ้าสุดท้ายทุกคนหนีออกไปจากที่นี่ไม่ได้ พวกเรากับเจ้าก็ต้องตายเหมือนกัน! แล้วชะตากรรมของเจ้ากับพวกเรามันจะแตกต่างกันตรงไหน!”


   “เจ้าก็ยังมีสติอยู่นะ รู้ตัวดีว่าต้องตายแน่ๆ แล้วจะหนีไปทำไมกันล่ะ? มานี่สิ ข้าจะให้เจ้าตายอย่างสบายๆเอง”


……


   จ้าวซ่างอวี่ตัวแข็งทื่อ ความโกรธพุ่งขึ้นจนรู้สึกแน่นอก


   นี่นางเป็นแค่ผู้ฝึกตนขอบเขตจินตานเองนะ ทำไมถึงได้อวดดีขนาดนี้? มีใครจะมาหยุดนางบ้างไหม? ช่วยข้าด้วย!


   เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะหยุดโต้ตอบและหันไปวิ่งหนีอย่างเดียว เพราะตราบใดที่เยี่ยหลิงหลงจับเขาไม่ได้ เขาก็ยังคงมีโอกาสรอดอยู่ และตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมีความหวัง!


   เมื่อเห็นจ้าวซ่างอวี่และศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬกระโดดหนีไปตามเกาะเล็กๆอย่างน่าอับอาย พวกศิษย์จากสามขุมกำลังก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างขบขัน ราวกับกำลังชมการแสดงตลกตรงหน้า


   ก่อนที่พวกเขาจะเข้ามาในเกาะศักดิ์สิทธิ์ สมาพันธ์ภูผาทมิฬเคยหยิ่งผยองมากเท่าใด ตอนนี้ก็ต้องมาตกระกำลำบากมากเท่านั้น นี่แหละที่เรียกว่ากรรมตามสนอง


   แต่เสียงหัวเราะเยาะของศิษย์จากสามขุมกำลังก็ค่อยๆเงียบลงไปเมื่อคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น


   สมาพันธ์ภูผาทมิฬที่เคยมีผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะสิบคน ตอนนี้เหลือเพียงห้า นั่นหมายความว่า อีกห้าคนกลายเป็นอาหารให้ฝ่ายนั้นเปลี่ยนเป็นอสูรผีไปแล้ว


   นี่เรียกว่าอะไร? กินบนเรือนขี้บนหลังคา ไร้ค่าไม่รู้บุญคุณ!


   สมควรแล้วที่พวกเขาจะต้องหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้ ความลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญล้วนเป็นผลจากการกระทำของตัวเองทั้งนั้น!


   การพยายามสร้างขอบเขตแปรเทวะด้วยวิธีลัดเช่นนั้น ทำให้จิตใจไม่มั่นคง รากฐานก็อ่อนแอ การที่พวกเขาจะถูกล่อลวงไปก็ไม่น่าแปลกใจนัก!


   ขณะที่พวกเขากำลังครุ่นคิดและรู้สึกโกรธเกรี้ยวไปด้วย สมาพันธ์ภูผาทมิฬก็หนีไปไกลจนทิ้งระยะห่างออกไป จนเห็นเพียงแผ่นหลังเล็กจิ๋วอยู่ไกลๆ


   เยี่ยหลิงหลงเองก็ไม่ได้คิดจะไล่ตามไป เพราะในเวลานี้ ทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นางไม่อยากให้ฝ่ายของตนต้องเสี่ยงกับอันตรายโดยไม่จำเป็น


   เมื่อสมาพันธ์ภูผาทมิฬหนีไปไกลพอสมควรแล้ว พวกเขาหันมาสังเกตว่าเยี่ยหลิงหลงและพรรคพวกไม่ได้ไล่ตามมาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกขันในใจ


   ไม่กล้าตามมา? สมาพันธ์ภูผาทมิฬถึงจะลำบากขนาดนี้ แต่พวกเจ้าก็ยังไม่กล้ามาตามล่าพวกเรา ดูท่าทางความมั่นคงของพวกเจ้าเองก็คงเป็นแค่ภาพลวงตาเหมือนกันสินะ?


   มาดูกันเถอะว่าพวกเจ้าจะเสแสร้งไปได้อีกนานแค่ไหน!


   และในขณะนั้นเอง พวกเขาก็พบเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นทางด้านขวา แต่มันไม่ใช่เกาะเล็กธรรมดา เพราะมันใหญ่กว่าเกาะอื่นๆที่เห็นมาก่อนหน้านี้


   ไม่เพียงแต่ขนาดที่ใหญ่กว่า แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้นที่สุดก็คือ บนเกาะแห่งนั้นมีต้นโพธิ์ถึงสามต้นที่ยังคงส่องแสงสว่างอย่างสมบูรณ์!


   ที่น่าดีใจยิ่งกว่านั้นก็คือ บนเกาะนั้นยังมีคนอยู่ และคนเหล่านั้นก็เป็นศิษย์จากสมาพันธ์ภูผาทมิฬเอง!


   นี่ช่างเป็นฝนตกตอนหน้าแล้งจริงๆ!


   หากพวกเขาขึ้นไปบนเกาะนั้นได้ ความได้เปรียบของสามขุมกำลังก็จะหมดไปทันที!


   ถึงแม้ว่าฝ่ายนั้นจะไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกวิญญาณร้ายโจมตี แต่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยปราณชั่วร้ายเช่นนี้ คนทั่วไปที่อยู่ไปนานๆ ก็ย่อมต้องได้รับผลกระทบ ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและเกิดปัญหาตามมาในหลายด้าน


   “ทางนี้! พวกเราอยู่นี่! รีบหาทางลอยมารับพวกเราเร็ว!”


   จ้าวซ่างอวี่ตะโกนออกมาเสียงดัง ทำให้ศิษย์บนเกาะนั้นได้ยินและหันมามอง พอเห็นพวกพ้องของตนเอง เขาก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที


   รอให้พวกเราได้ขึ้นเกาะที่มีต้นโพธิ์ก่อนเถอะ จ้าวซ่างอวี่คิดอย่างกระตือรือร้น ข้าจะไปล้างแค้นคืนแน่นอน! จะให้พวกมันที่เคยกล้าหยามและเย้ยหยันข้าต้องเสียใจ!


   ข้าจะต้องทำให้พวกมันเจ็บแค้นใจ และยึดทรัพยากรทุกอย่างของพวกมันมาให้หมด!


   ขณะที่ศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬกำลังตื่นเต้นดีใจกับโอกาสที่เห็นอยู่ตรงหน้า จู่ๆ ศิษย์บนเกาะนั้นกลับหันศีรษะไปมองทางอีกด้าน มองไปยังทิศทางที่เยี่ยหลิงหลงและพรรคพวกอยู่


   “อย่ามัวแต่มองไปทางนั้น! ตอนนี้พวกนั้นอยู่ไกล จะมาคุกคามพวกเจ้าไม่ได้หรอก! ไม่ต้องห่วง! รีบเข้ามานี่ มีเชือกหรืออุปกรณ์อะไรบ้างไหม? รีบหาทางเข้ามาใกล้พวกเราสิ!” จ้าวซ่างอวี่ตะโกนอย่างหงุดหงิด


   ในขณะเดียวกัน เยี่ยหลิงหลงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่พบว่าเกาะเล็กๆนี้ดูดีมาก และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ ศิษย์บนเกาะนั้นหันมามองนาง


   “เยี่ยหลิงหลง!”


   ศิษย์ที่อยู่บนเกาะนั้นร้องนางเสียงดัง


   “ข้าอยู่นี่ มีอะไรหรือ?” เยี่ยหลิงหลงตอบกลับอย่างสงสัย


   “พวกเจ้ามีเชือกหรือไม่? ขว้างมาให้พวกเราสิ แล้วเราจะไปรับพวกเจ้า!”


   ทันทีที่คำพูดนี้ดังออกมา ไม่เพียงแต่ศิษย์สมาพันธ์ภูผาทมิฬบนเกาะนั้นจะตกตะลึง แต่ผู้คนที่เหลืออยู่รอบๆ ต่างก็ตกใจจนพูดไม่ออก


   หมายความว่ายังไงกัน?


   “ไม่ใช่! เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! เจ้าจะไปรับนางทำไม? เจ้าสู้เขาไม่ได้ด้วยซ้ำ! ไม่กลัวโดนนางอัดจนหัวกระจายรึไง? รีบหาทางมารับพวกเราเร็วเข้า! ไม่งั้นข้าจะจัดการเจ้าซะ!”


   จ้าวซ่างอวี่ที่เห็นท่าทางของศิษย์บนเกาะนั้นถึงกับอึ้ง ก่อนจะระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง ความหวังที่จะพลิกสถานการณ์กลับมาเล่นงานอีกฝ่ายหายวับไปในพริบตา ทำให้เขาแทบคลั่ง นี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมถึงกลายเป็นกบฏเสียเอง?


   ไม่เพียงแค่เขา ศิษย์คนอื่นๆของสมาพันธ์ภูผาทมิฬก็ไม่เข้าใจเช่นกัน นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เขาถูกวิญญาณร้ายครอบงำหรือโดนยึดร่างไปแล้วหรือ?


   แต่ศิษย์ที่อยู่บนเกาะนั้นกลับไม่สนใจคำด่าทอและความโกรธของจ้าวซ่างอวี่แม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่เยี่ยหลิงหลงเพียงคนเดียว ราวกับว่านางเป็นความหวังเดียวของเขาในสถานการณ์นี้


   “รีบหาทางมาเร็วเข้า ถ้าปล่อยให้ลอยออกไปไกลกว่านี้ เราก็จะรับพวกเจ้าไม่ได้แล้ว”


   เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้วสงสัย “แล้วพวกเจ้าจะรับพวกเราไปทำไมกัน?”


   ศิษย์บนเกาะนั้นยิ้มเล็กน้อย “ผู้มีพระคุณขี้ลืมเสียจริง ดูเหมือนเจ้าจะจำข้าไม่ได้แล้ว”


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไป นางหันกลับไปมองชิวหลิงอวี๋ที่ยืนอยู่ข้างๆ


   “ญาติของเจ้าหรือ?”


   ชิวหลิงอวี๋ส่ายหัวน้อยๆ เป็นเชิงว่าไม่เกี่ยวกับข้านะ


   ศิษย์คนนั้นหัวเราะเบาๆ “ถ้างั้นข้าแนะนำตัวใหม่อีกครั้ง เราอาจสังกัดอยู่ในสมาพันธ์ภูผาทมิฬก็จริง แต่พวกเราคือศิษย์ของเขาหินดำ”


   จำได้แล้ว!


   ตอนที่เพิ่งเข้ามาในเกาะศักดิ์สิทธิ์ใหม่ๆ นางเคยพูดหยามสมาพันธ์ภูผาทมิฬ โดยปล่อยคำขู่ที่ว่า ‘ศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬจะต้องถูกกำจัดให้หมด ส่วนศิษย์ของเขาหินดำมีสิทธิ์ได้รับการยกเว้นโทษหนึ่งครั้ง!’


   และในช่วงแรกของการผจญภัย นางก็เคยปล่อยศิษย์ของเขาหินดำไปกลุ่มหนึ่งโดยไม่แตะต้องพวกเขาเลย


   ใครจะคิดว่าคำพูดในวันนั้นจะกลับกลายมาเป็นโอกาสทองในวันนี้!


   โอ้สวรรค์ นั่นคือเกาะที่มีต้นโพธิ์อยู่เชียวนะ! ใครจะไม่อยากไปกันล่ะ!


   “อ๋อ ที่แท้ก็เป็นพวกเจ้าสินะ คราวนี้ข้าจำได้แล้ว ขอบคุณมาก”


   “จำได้ก็ดี รีบมาทางนี้เถอะ”


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหยิบเชือกอเนกประสงค์ออกมาจากแหวน ให้เจาไฉพานางบินไปยังเกาะที่มีต้นโพธิ์


   เมื่อเห็นว่าศิษย์ของเขาหินดำยอมรับและช่วยเหลือเยี่ยหลิงหลง แถมยังตั้งใจจะช่วยเหลือนางมากกว่าช่วยพวกตน จ้าวซ่างอวี่ก็ถึงกับโมโหสุดขีด!


   “พวกเจ้ามันเนรคุณ! พวกเจ้ากำลังทำบ้าอะไรกัน! จินซื่อฉง เจ้าไม่คิดจะทำอะไรหน่อยหรือ? นั่นมันลูกหมาของเขาหินดำในสำนักของเจ้าเองนะ มายุแยกแตกคอกันในตอนนี้มันไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน! พวกเจ้าจะต้องตกนรกขุมที่สิบแปดแน่!”


   ศิษย์ของเขาหินดำหันกลับมามองด้วยสีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก


   “เนรคุณอย่างนั้นหรือ? แล้วพวกเจ้าเป็นตัวอะไร? พวกเดียวกันอย่างนั้นหรือ? พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือไงว่าในช่วงที่ผ่านมา พวกเจ้าทำเรื่องสกปรกอะไรไว้บ้าง?”



บทที่ 417: มาเลยสิ อย่ามัวแต่หงอ ถ้าไม่มาก็เป็นพวกขี้ขลาดนะ



   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงผูกเชือกไว้กับต้นโพธิ์ของพวกเขา นางก็เงี่ยหูฟังบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างศิษย์ของเขาหินดำและจ้าวซ่างอวี่


   “พวกเจ้าเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ถึงได้ใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมทารุณอย่างที่สุดเพื่อสร้างศิษย์ขอบเขตแปรเทวะสิบคนของเขาสุวรรณทมิฬ ต้องสังเวยศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬไปเท่าไหร่ พวกเจ้านับบ้างไหม?”


   ศิษย์คนนั้นพูดออกมาอย่างเดือดดาลจนร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธ


   “พวกเจ้ามักพูดเสมอว่ามันเพื่อ ‘ส่วนรวม’ เพื่อให้ศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬมีชีวิตที่ดีขึ้น และบอกว่าสิ่งที่พวกเขาทำลงไปจะถูกจดจำไว้ ถุย! ไม่มีพวกเจ้า เราก็ใช้ชีวิตได้ดีเหมือนกัน ข้าอยู่ข้างนอกยังไม่ถูกสำนักอื่นฆ่า แต่กลับมาตายเพราะพวกเจ้าตอนอยู่ในสมาพันธ์ภูผาทมิฬ!”


   “ไม่ใช่ว่ากรรมไม่ทำงาน เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้นแหละ พวกเราคิดหาวิธีนับพันนับหมื่นทางมาแล้ว อยากให้พวกเจ้าได้ชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ พวกเราคิดอยากจะฉีกเนื้อเจ้าให้เป็นชิ้นๆ ทุกวันทุกคืน! พวกเจ้ามันสัตว์เดรัจฉาน สมควรไปชดใช้ความผิดในนรกขุมที่สิบแปดแล้ว!”


   “พวกเจ้าสร้างศิษย์ขอบเขตแปรเทวะมาได้สิบคน แล้วได้อะไรล่ะ? ไม่ใช่ว่าพวกเขาถูกวิญญาณร้ายลากไปหมดแล้วหรือไง? พวกเจ้าคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นแล้วอย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย! พวกเจ้าต้องคอยหนีหัวซุกหัวซุน คนของพวกเจ้าตายกันเป็นเบือ แล้วพวกเจ้าก็ยังอยากจะใช้พวกเราเป็นวัตถุดิบสร้างศิษย์ขอบเขตแปรเทวะต่อไปอีก! ไปสร้างให้แม่เจ้าเองเถอะ! พวกสารเลว พวกเจ้าสมควรรีบลงนรกไปซะ!”


   ทันทีที่สิ้นเสียง ศิษย์ของเขาหินดำที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาราวสิบคนก็ชักกระบี่ยาวออกมา ชี้ปลายกระบี่ไปยังทิศทางของจ้าวซ่างอวี่และพรรคพวก


   “ถ้าวันนี้พวกเจ้ากล้าบุกเข้ามา พวกเราจะขอสู้ตาย พิทักษ์ที่นี่จนถึงที่สุด!”


   “สู้ตาย!”


   “พิทักษ์จนถึงที่สุด!”


   ศิษย์ของเขาหินดำทั้งสิบคนตะโกนออกมาพร้อมกัน ด้วยเสียงอันกึกก้องราวกับเป็นกองทัพใหญ่ แม้ว่าพวกเขาจะมีเพียงสิบคน แต่พลังใจที่พวกเขาส่งออกมานั้นมหาศาล แสดงให้เห็นถึงความอดทนที่ต้องกดเก็บเอาไว้มานาน จนถึงตอนนี้พวกเขาไม่ขอทนอีกต่อไป!


   เยี่ยหลิงหลงมองภาพตรงหน้าอย่างทึ่งๆ ก่อนหน้านี้ข้าพูดว่าอะไรนะ?


   พวกเขาสุวรรณทมิฬน่ะไม่ต้องไปสนใจหรอก ถึงเวลาพวกมันก็ตายเองนั่นแหละ


   เมื่อเห็นศิษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดที่เคยเป็นพันธมิตรกลับกลายเป็นผู้ทรยศและกล้าหยามเกียรติของตนถึงเพียงนี้ จ้าวซ่างอวี่ก็รู้สึกเหมือนมีเสียงหึ่งๆดังในหัวด้วยความโกรธสุดขีด


   “ปกป้องจนตัวตาย สู้จนถึงที่สุดอย่างนั้นหรือ? งั้นข้าจะฆ่าพวกทรยศอย่างพวกเจ้า ให้พวกเจ้าเลือดออกจนตาย ให้พวกเจ้าค่อยๆตายอย่างทรมานไปเลย!”


   ก่อนที่ศิษย์ของเขาหินดำจะได้ตอบโต้ เยี่ยหลิงหลงก็หัวเราะเบาๆ และพูดแทรกขึ้นมา


   “ในที่สุดก็จะได้สู้กันแล้วใช่ไหม? มาเลยสิ ข้ารออยู่นี่แหละ ถ้าไม่กล้ามาก็คงเป็นพวกขี้ขลาดแน่ๆ อย่าทำให้เสียหน้าไปต่อหน้าคนมากมายแบบนี้ล่ะ”


……


   ใบหน้าของจ้าวซ่างอวี่พลันแสดงความอับอายขึ้นมา เขารู้สึกเคืองใจและกระอักกระอ่วนสุดขีด


   “เรื่องของสมาพันธ์ภูผาทมิฬ มันไม่เกี่ยวกับคนนอกอย่างเจ้า!”


   “เกี่ยวสิ เพราะจากนี้ไปเขาหินดำจะมากับพวกเรา ขอต้อนรับเข้ากลุ่มนะ ต่อไปนี้ข้าจะคอยดูแลพวกเจ้าเอง”


   เยี่ยหลิงหลงพูดพร้อมกับตบไหล่ศิษย์ของเขาหินดำที่เพิ่งตะโกนด่าฝ่ายเขาสุวรรณทมิฬอย่างแรง ทำให้เขารู้สึกว่าได้รับการยอมรับและชื่นชม


   คำพูดนี้ทำให้ศิษย์ของเขาหินดำเบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อและความตื่นเต้น


   “เจ้า… เจ้าพูดจริงหรือ?”


   “จริงสิ! ข้าพาสำนักเจ็ดสิบสองเขาชางและวิหารร้อยคัมภีร์ไปด้วยกันได้ แล้วทำไมจะพาพวกเจ้าเขาหินดำไปด้วยไม่ได้ล่ะ?”


   แต่ศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬที่เหลือรอดจากเขาหินดำยังไม่ตื่นเต้นเท่ากับศิษย์คนอื่นๆของสมาพันธ์ภูผาทมิฬที่ไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเขาสุวรรณทมิฬ


   พวกเขาทุกคนจับจ้องมาทางเยี่ยหลิงหลงด้วยสายตาอ้อนวอน พวกเขาเองก็ไม่อยากร่วมทางกับเขาสุวรรณทมิฬอีกต่อไปแล้ว เพราะเขาสุวรรณทมิฬทั้งอ่อนแอ โหดร้าย และไร้ซึ่งความยุติธรรม


   พวกเขาเองก็อยากขึ้นเรือไปกับพันธมิตรของสามขุมกำลังเหมือนกัน อย่างน้อยก็ปล่อยให้ชะตากรรมตัดสิน ไม่ใช่ต้องตายเพราะถูกหักหลังจากพวกเดียวกัน เพื่อสร้างศิษย์ขอบเขตแปรเทวะ


   “ดีมาก! ศิษย์น้อง พวกเจ้าได้ยินไหม? สำนักพันธมิตรยินดีรับพวกเราแล้ว!”


   “ได้ยินแล้ว! อย่างนี้แปลว่าพวกเรามีความหวังแล้วใช่ไหม?”


   “แน่นอน! พวกเรามีความหวังแล้ว! สำนักพันธมิตรแข็งแกร่งขนาดนี้ พวกเขาต้องรอดไปได้แน่ๆ!”


   จ้าวซ่างอวี่ตะโกนออกมาด้วยความเดือดดาล “พวกเจ้าอย่าเพิ่งได้ใจไปนักเลย! รอให้พวกเจ้าออกไปจากที่นี่และกลับไปที่สมาพันธ์ภูผาทมิฬเมื่อไหร่ พวกเจ้าเขาหินดำจะต้องถูกกวาดล้างหมดทั้งภูเขาแน่! พวกเจ้าจะเป็นผู้ที่ทำให้ทั้งสำนักต้องล่มสลาย พวกเจ้าจะเป็นคนบาปไปตลอดกาล!”


   เยี่ยหลิงหลงยักไหล่แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ก็เจ้าเพิ่งพูดเองไม่ใช่หรือว่าตัวเจ้าจะต้องตายแน่ๆ? ถ้าพวกเจ้าตายเรียบไปแล้ว ใครจะรู้ว่าพวกเขาเคยหักหลังพวกเจ้า?”


   “เจ้า...!”


   จ้าวซ่างอวี่พูดไม่ออก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ แต่เขาเถียงกลับไม่ได้


   ในตอนนั้นเอง เยี่ยหรงเยว่เห็นว่าจ้าวซ่างอวี่สู้คารมกับเยี่ยหลิงหลงไม่ไหว จึงรีบเข้ามาช่วยเสริม


   “พวกเขาที่กล้าหักหลังเราในวันนี้ ในอนาคตก็อาจจะหักหลังพวกเจ้าได้เช่นกัน เมื่อมีครั้งแรก ก็ย่อมมีครั้งต่อไป หากพวกเจ้ายืนยันจะรับพวกเขาเข้าไปด้วย ข้าก็ขออวยพรให้พวกเจ้าทั้งหมดจบไม่สวยแล้วกัน”


   คำพูดของเยี่ยหรงเยว่ทำให้ศิษย์ของเขาหินดำที่ได้ยินรู้สึกกังวลทันที


   “พวกเราจะไม่ทำอย่างนั้น...”


   เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ เยี่ยหลิงหลงยิ้มบางๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเสียดแทงใจ


   “เจ้าพูดมีเหตุผลนะ เจ้าก็เคยทรยศสำนักเจ็ดดาราแล้วไปเข้ากับเขาสุวรรณทมิฬเหมือนกันไม่ใช่หรือ? แล้วดูสิ ว่าเจ้าเอาอะไรไปทำให้เขาสุวรรณทมิฬต้องซวยขนาดนี้? ตั้งแต่เจ้าไปอยู่ที่นั่น พวกเขาก็เจอเรื่องซวยไม่หยุด มีแต่คนทรยศหักหลังกัน แถมยังหมกมุ่นกับวิถีมาร แต่กลับกัน สำนักเจ็ดดาราน่ะ กลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ”


   เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้นชี้ไปทางถังอี้ฝาน พร้อมเสริมด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย


   “ดูสิ ตอนนี้สำนักเจ็ดดาราก็มีศิษย์ที่บรรลุขอบเขตแปรเทวะแล้ว เป็นการบรรลุด้วยตัวเองอย่างแท้จริง เจ๋งใช่ไหมล่ะ?”


   นางไม่หยุดเพียงแค่นั้น ยังคงพูดต่อด้วยคำพูดที่เหมือนคมมีด


   “ลองดูสิ ศิษย์พี่ซืออวี้เฉิน และศิษย์พี่หยางจิ่นโจว พวกเขาที่เคยชื่นชอบเจ้าและเคยหลงผิด ตอนนี้พวกเขาตาสว่างแล้ว และใช้ความสามารถของตัวเองบรรลุขอบเขตแปรเทวะเช่นกัน แม้แต่เซี่ยหลินอี้ที่เคยมีปัญหา ตอนนี้ที่สำนักเจ็ดดารา เขาก็ใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย ราวกับปลาในน้ำ”


   “นึกถึงสวี่เทียนโยวที่ปกป้องเจ้าจนตัวตายสิ... โอ้ ใช่ เขาตายไปแล้วจริงๆ และจานอี้สิงที่ตามเจ้ามาถึงเขาสุวรรณทมิฬ ก็ตายไปแล้วเหมือนกันใช่ไหม? ต่อมาก็คือเจ้า จ้าวซ่างอวี่ ผู้ที่กล้าพอจะรับดาวมรณะมาเป็นภรรยา...เฮ้อ ข้าดูจากโหงวเฮ้งแล้ว เห็นชัดเลยว่าศีรษะมืดมน ดวงตาไร้แสง สัญญาณว่าชีวิตเขาใกล้ถึงจุดจบแล้วล่ะ ช่างน่าสงสารจริงๆ”


   ทุกคำพูดของเยี่ยหลิงหลงทำให้ใบหน้าของเยี่ยหรงเยว่ซีดลงเรื่อยๆ ราวกับเลือดถูกสูบออกจากร่าง ขณะที่จ้าวซ่างอวี่เองก็บึ้งตึงอย่างกับคนที่เพิ่งเสียบุพการีไป


   ถึงแม้เยี่ยหลิงหลงจะเป็นศัตรู แต่พวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า ทุกคำที่นางพูดมานั้นล้วนเป็นความจริง!


   แม้แต่คนที่ไม่เชื่อเรื่องโชคลางก็ยังรู้สึกได้ถึงความอัปมงคล


   “พอเถอะ ข้าไม่มีเวลามาเสียกับพวกเจ้าที่ใกล้ตายแล้ว ข้าจะพาพวกพ้องของข้าไปขึ้นเกาะใหญ่ ไปเก็บต้นโพธิ์กันดีกว่า”


   เยี่ยหลิงหลงโบกมือไล่พวกเขาอย่างไม่แยแส ก่อนจะหันไปสนใจพาศิษย์กว่าสามร้อยคนจากสามขุมกำลังขึ้นไปยังเกาะใหม่


   ในตอนนี้ พื้นที่เบื้องล่างเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันรุนแรง ทำให้แม้แต่ศิษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดยังแทบต้านทานไม่ไหว ผู้ที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะพอจะเคลื่อนไหวได้อิสระมากกว่า ส่วนขอบเขตจินตานหากตกลงไปแทบไม่มีโอกาสบินกลับขึ้นมาได้ แม้แต่เยี่ยหลิงหลงเองก็ไม่สามารถต้านทานได้ ต้องขี่อยู่บนหลังเจาไฉตลอดเวลา


   ระหว่างเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่ง พวกเขาไม่สามารถบินข้ามไปได้โดยตรง จึงต้องใช้เชือกเป็นทางเชื่อม เดินข้ามกันไปทีละคนโดยมีศิษย์ขอบเขตแปรเทวะคอยคุ้มกันข้างๆ ทุกคนจึงเดินเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ ไม่ผลักไม่แย่งกัน


   ในขณะที่กลุ่มของเยี่ยหลิงหลงเคลื่อนย้ายไปอย่างเป็นระเบียบท่ามกลางปราณชั่วร้าย เยี่ยหรงเยว่ที่ทนความอึดอัดจากปราณชั่วร้ายไม่ได้อีกต่อไป ก็หันไปหาจ้าวซ่างอวี่ด้วยความร้อนรน


   “สามี เราจะปล่อยให้พวกเขาไปง่ายๆแบบนี้ไม่ได้ เราต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง”


   แววตาของเยี่ยหรงเยว่ฉายแววเคียดแค้นและมุ่งร้าย


   “ในเมื่อพวกมันไม่ให้เราขึ้นไป ก็อย่าให้ใครขึ้นไปได้เช่นกัน! ให้พวกท่านขอบเขตแปรเทวะทั้งห้ารวมพลังกันแล้วระเบิดเกาะนั้นซะ!”


   ทันทีที่นางพูดจบ จ้าวซ่างอวี่และพรรคพวกเริ่มรู้สึกสนใจแผนการนี้ และเริ่มคิดจะลงมือทำ แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้เริ่ม เยี่ยหลิงหลงกลับหันศีรษะมามองพวกเขาเสียก่อน



บทที่ 418: ดูจากสีหน้าพวกเจ้าแล้ว ข้าคงเดาถูกใช่ไหม?



   “อ้อ จริงสิ! พี่สาวของข้าที่ทั้งใจแคบ ทั้งใจร้าย ทั้งต่ำช้าและไร้ยางอาย ตอนนี้นางคงทนไม่ได้ที่เห็นพวกเรากำลังจะขึ้นเกาะใหญ่ได้แน่ๆ เท่าที่ข้ารู้จักนางมา ข้ามั่นใจเต็มร้อยเลยว่านางจะสั่งให้คนของนางระเบิดเกาะแน่นอน! เจาไฉ จัดการเรียกกองทัพผีไปเล่นกับพวกเขาสักหน่อยสิ”

   

   ศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬที่อยู่ใกล้ๆ ถึงกับตะลึงไปในทันที


   นางเดาถูกได้ยังไงกัน?


   “โอ๊ะ! ดูจากสีหน้าพวกเจ้าแล้ว ข้าคงเดาถูกใช่ไหม? โอ๊ย น่ากลัวจังเลย เจาไฉ ช่วยข้าด้วย!”


……


   เยี่ยหลิงหลงตะโกนอย่างประชดประชัน ขณะเดียวกันนางก็ใช้งานไม้เท้าเพื่อออกคำสั่งใหม่


   เพียงชั่วพริบตา กองทัพผีก็พุ่งตัวไปยังทิศทางที่ศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬกำลังจะรวมพล


   “ข้าบอกแล้วว่าอย่าพาเยี่ยหรงเยว่ติดมาด้วย แต่พวกเจ้าไม่เชื่อกันเอง ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นออกความเห็น ข้าก็อาจจะเดาไม่แม่นขนาดนี้หรอก”


   คำพูดของเยี่ยหลิงหลงทำให้ศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬรู้สึกซับซ้อนมากขึ้น ทั้งโกรธ ทั้งหงุดหงิด แต่ก็หมดหนทางจะทำอะไรได้ในตอนนี้


   เพราะในขณะนี้ พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทุ่มเทแรงทั้งหมดในการต่อสู้กับกองทัพผีที่พุ่งเข้ามาโจมตีอย่างดุดัน!


   ศิษย์ขอบเขตแปรเทวะทั้งห้าคนไม่กล้าประมาท ต้องรีบรวมพลังตั้งค่ายกลเพื่อป้องกันตัวเองและพรรคพวกอย่างสุดกำลัง


   การที่พวกเขาต้องรับมือกับวิญญาณร้ายทำให้ฝั่งของเยี่ยหลิงหลงและพันธมิตรมีโอกาสในการย้ายไปยังเกาะใหม่ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น ในเวลาไม่นาน ศิษย์กว่าสามร้อยคนก็ย้ายไปยังเกาะที่มีต้นโพธิ์สำเร็จ


   แม้ว่าพื้นที่บนเกาะจะดูแออัดมากกว่าเดิม แต่การที่สามารถอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์ ทำให้พวกเขาไม่ต้องทนทุกข์จากปราณชั่วร้ายที่คอยรบกวนอีกต่อไป


   เพื่อให้เกาะนี้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น ศิษย์ขอบเขตแปรเทวะจึงถูกจัดวางตำแหน่งไว้รอบๆเกาะเพื่อป้องกันการปะทะจากแรงดึงดูดและสิ่งที่อาจเข้ามาชน และพวกเขายังจัดกลุ่มศิษย์ธาตุดินให้ช่วยกันเสริมความแข็งแกร่งของเกาะ ขณะเดียวกัน ศิษย์ธาตุไม้ก็ช่วยกันกระตุ้นให้ต้นโพธิ์เติบโตจนกิ่งก้านใบหนาแน่นและมีดอกบานสะพรั่ง


   ด้วยความพยายามร่วมกันของทุกคน เกาะใหญ่แห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้นกว่าที่เคย


   ศิษย์ของเขาหินดำที่เพิ่งเข้าร่วมกับสำนักพันธมิตรอดรู้สึกทึ่งไม่ได้ พวกเขาได้เห็นถึงความสามัคคีของศิษย์จากสำนักต่างๆ ซึ่งถึงแม้จะมาจากคนละขุมกำลัง ทั้งสำนักเจ็ดสิบสองเขาชางและวิหารร้อยคัมภีร์หรือสำนักพันธมิตร แต่การทำงานร่วมกันกลับราบรื่นเหมือนเป็นศิษย์จากสำนักเดียวกัน มีความเชื่อใจกันและทำงานด้วยความเข้าใจ


   บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสามัคคีนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนตอนที่อยู่ในสมาพันธ์ภูผาทมิฬ


   เพราะในสมาพันธ์นั้น เขาสุวรรณทมิฬคืออันดับหนึ่ง พวกเขาถูกยกย่องเหนือผู้อื่น ส่วนคนที่เหลือถูกมองว่าเป็นแค่ขยะ ไม่มีคุณค่าให้เหลียวแล


   พวกเขาไม่อยากเป็นแค่ขยะอีกต่อไป จึงตัดสินใจหันหลังให้กับสมาพันธ์ภูผาทมิฬและเลือกเส้นทางใหม่


   ในขณะเดียวกัน ศิษย์คนอื่นๆของสมาพันธ์ภูผาทมิฬที่เหลืออยู่ ซึ่งไม่ใช่จากเขาสุวรรณทมิฬ ต่างมองไปยังเกาะใหญ่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นและสามัคคีด้วยสายตาอิจฉาจนแทบจะถลนออกจากเบ้า


   หลังจากที่ทุกคนบนเกาะใหญ่จัดการเตรียมตัวและปรับตัวกับสถานที่ใหม่เรียบร้อย เยี่ยหลิงหลงก็หันไปมองทางฝั่งศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬ ซึ่งตอนนี้กำลังสู้กับกองทัพผีที่นางส่งไปโจมตี


   ต้องยอมรับว่าถึงแม้พวกเขาจะบรรลุขอบเขตแปรเทวะด้วยวิธีลัด แต่ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเขาก็ได้ฝึกฝนจนแข็งแกร่งขึ้นมาก ความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้พวกเขาต้านทานการโจมตีของกองทัพผีได้ยาวนานกว่าที่คิด


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะตะโกนข้ามไปว่า “พวกเจ้าดูเหนื่อยมากเลยนะ สู้มาตั้งนานแล้ว อยากพักสักหน่อยไหมล่ะ?”


   แม้พวกเขาจะไม่เข้าใจว่านางสามารถควบคุมวิญญาณร้ายเหล่านั้นได้อย่างไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านางเป็นคนที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและมีความสามารถในการพลิกแพลงจนทำให้เกิดความวุ่นวายได้อย่างไม่น่าเชื่อ นางช่างเป็นคนที่คิดอะไรแปลกใหม่และเอาแต่สร้างสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดได้จริงๆ!


   ศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬรู้สึกโมโหสุดขีดกับคำพูดของเยี่ยหลิงหลง ที่พูดว่าอยากพักน่ะ มันก็แค่การเยาะเย้ยพวกเขาเท่านั้นเอง!


   “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ส่งเยี่ยหรงเยว่มาให้ข้า แล้วข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป”


   คำพูดนี้ทำให้ศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬชะงักไปทันที ก่อนจะหันกลับไปมองเยี่ยหรงเยว่ที่ยืนอยู่ข้างหลังอีกครั้ง


   “มองอะไร! พวกเจ้าทำให้นางโกรธไปขนาดนี้แล้ว คิดว่านางจะปล่อยพวกเจ้าไปง่ายๆหรือ? คิดว่านางจะไม่หาทางฆ่าพวกเจ้าในครั้งต่อไปหรือไง? ผลลัพธ์มันจะต่างกันตรงไหน? ทำไมพวกเจ้าถึงต้องยอมทำตามใจนาง? จะทำให้คนที่รักเจ็บปวด แล้วปล่อยให้คนที่คิดแค้นมีความสุขอย่างนั้นหรือ? พวกเจ้าบ้าไปแล้วหรือไง?”


   ต้องยอมรับว่าเยี่ยหรงเยว่มีฝีมือในการพูดจาหว่านล้อมและโน้มน้าวจิตใจสูงจนน่าทึ่ง คำพูดของนางทำให้ศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอของเยี่ยหลิงหลง


   “ก็ได้ ขนาดนี้แล้วพวกเจ้าก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากดาวมรณะคนนี้ งั้นก็เก็บไว้เองเถอะ ข้าจะนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนี่ล่ะ แล้วดูพวกเจ้าต้องพบกับความซวยไปเรื่อยๆ ข้าสัญญาว่าจะคอยปรบมือให้พวกเจ้าแน่นอน”


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ นางก็นั่งลงอย่างไม่รีบร้อน แล้วหยิบผลไม้วิญญาณออกมาเคี้ยวอย่างเพลิดเพลิน


……


   ท่าทีสบายๆของนางทำให้ศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก


   จะบอกว่าเยี่ยหลิงหลงไม่อยากฆ่าเยี่ยหรงเยว่ก็คงไม่ใช่ เพราะทุกครั้งที่มีโอกาส นางก็จะถามหาตัวเยี่ยหรงเยว่จากพวกเขาเสมอ


   แต่ถ้าจะบอกว่านางตั้งใจจะฆ่าเยี่ยหรงเยว่ตลอดเวลา ก็ไม่ตรงเสียทีเดียว เพราะทุกครั้งที่นางไม่ได้ตัวเยี่ยหรงเยว่ นางก็แค่ปล่อยไป ไม่ได้แสดงความไม่พอใจอะไร กลับยังคงมีท่าทีสบายๆด้วยซ้ำ


   มันให้ความรู้สึกเหมือนว่า ไม่ว่าเยี่ยหลิงหลงจะทำอะไรก็ตาม เยี่ยหรงเยว่ไม่เคยเป็นเป้าหมายหลักของนางเลย แต่ถ้าบังเอิญว่าในระหว่างนั้นสามารถเอาชีวิตเยี่ยหรงเยว่ได้ นางก็จะลองทำดู ราวกับการสังหารเยี่ยหรงเยว่เป็นเพียงแค่ ‘ผลพลอยได้’ เพิ่มเติมที่ไม่สลักสำคัญอะไร


   เยี่ยหรงเยว่รู้สึกเหมือนต้องเตรียมตัวรับมือกับเยี่ยหลิงหลงทุกวัน ราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูตัวฉกาจ แต่สำหรับเยี่ยหลิงหลง กลับดูเหมือนแค่พยายามเสี่ยงดวงไปเรื่อยๆ ว่าเมื่อไหร่จะ ‘บังเอิญ’ ฆ่าเยี่ยหรงเยว่ได้เท่านั้น


   การเปรียบเทียบเช่นนี้ยิ่งทำให้เยี่ยหรงเยว่และพวกพ้องยิ่งหัวเสีย เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ดูเหมือนจะเข้าทางเยี่ยหลิงหลงไปหมด ถ้าพวกเขาไม่ปกป้องเยี่ยหรงเยว่ ก็เหมือนทำตามที่นางต้องการ แต่ถ้าเลือกปกป้อง นางกลับไม่โกรธหรือหงุดหงิดอะไร เหมือนกับว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่มีทางทำให้นางรู้สึกแย่ได้เลย


   ทุกครั้งที่พวกเขาพยายามตอบโต้ ก็ดูเหมือนว่าจะชนะ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นชัยชนะจริงๆ


   ในขณะที่เยี่ยหลิงหลงนั่งเคี้ยวผลไม้วิญญาณเพลินๆ และมองดูการต่อสู้ระหว่างศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬกับกองทัพผีอยู่นั้น จู่ๆ กองทัพผีของนางก็พากันเลิกต่อสู้และวิ่งหนีไปเอง


   เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เจาไฉก็เริ่มจะวิ่งตามกองทัพผีไปด้วย มุ่งหน้าไปยังส่วนลึกที่มืดมิดและไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน


   นางรีบวิ่งตามไปและเก็บเจาไฉกลับเข้าไปในแหวน เพื่อป้องกันไม่ให้มันลอยหนีไป


   ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนด้วยความตกใจก็ดังขึ้นมาจากด้านข้าง


   “ดูนั่นสิ! ข้างหน้าเกิดอะไรขึ้น! โอ้สวรรค์!”


   เสียงตะโกนนี้ทำให้ศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬที่เพิ่งจะหายใจคล่องคอจากการต่อสู้กับกองทัพผีได้แค่ครู่เดียว ต้องกลับมาสะดุ้งกันอีกครั้ง


   ไม่นะ ทำไมถึงไม่มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นบ้างเลย?


   ไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นไม่เป็นไร แต่ทำไมถึงต้องมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นถี่ขนาดนี้ด้วย? ยังมีเวลาพอให้คนได้หายใจกันบ้างไหม!?


   ในเวลานั้น ผู้คนทั้งหมดที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ในเกาะศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นศิษย์จากสำนักใด ต่างก็หันไปมองทิศทางเดียวกันอย่างไม่ได้นัดหมาย


   สิ่งที่พวกเขาเห็นคือพายุหมุนขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ พายุหมุนนี้ค่อยๆหมุนอย่างช้าๆ ราวกับมีพลังดึงดูดวิญญาณของผู้คนอยู่ในนั้น แค่จ้องมองไปนานๆ ก็เหมือนจะถูกดึงดูดเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว


   เบื้องล่างพายุหมุนคือกลุ่มวิญญาณร้ายจำนวนมหาศาล ทั้งผีระดับหนึ่ง ผีระดับสอง และผีระดับสาม มองไปทางไหนก็เห็นแต่คลื่นวิญญาณที่ปกคลุมอยู่ทั่วไปหมด ราวกับทะเลของวิญญาณร้ายที่ไม่มีที่สิ้นสุด


   แต่สิ่งที่แตกต่างจากครั้งก่อนๆก็คือ วิญญาณร้ายเหล่านี้กลับสงบอย่างน่าประหลาด ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น ราวกับเป็นเพียงของตกแต่งที่แขวนอยู่กลางอากาศ


   ท่ามกลางคลื่นวิญญาณเหล่านั้น มีแผ่นศิลาตั้งตระหง่านอยู่เป็นระยะระยะ แต่ละแท่งมีอักขระโบราณที่ซับซ้อนสลักอยู่ แฝงด้วยความลึกลับและความเก่าแก่


   ระยะห่างระหว่างแผ่นศิลาแต่ละแผ่นนั้นไม่ใกล้ไม่ไกลจนเกินไป พอเหมาะพอดีสำหรับให้เกาะลอยต่างๆ ที่เหลืออยู่ค่อยๆลอยเข้าไปข้างใน เหมือนกับว่ามันถูกจัดวางไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ


   เมื่อมองแวบแรก สถานที่ตรงหน้านี้ให้ความรู้สึกราวกับเป็นสุสานขนาดใหญ่ในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยวิญญาณร้ายหลากหลายตัวแอบแฝงอยู่


   เกาะต่างๆยังคงลอยไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ราวกับว่ากำลังถูกดึงดูดให้ลอยผ่านป่าศิลา มุ่งหน้าไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของสถานที่ลึกลับนี้


   “นั่นมันอะไรกัน? ทำไมถึงมีแผ่นศิลาเต็มไปหมด?” เสียงอุทานด้วยความตกใจของจินซื่อฉงดังขึ้น เขาอยู่บนเกาะที่ลอยหน้าสุด ทำให้เขาเป็นกลุ่มแรกที่เข้าสู่บริเวณป่าศิลานี้


   “หรือว่าภายในแผ่นศิลาพวกนี้จะมีความลับซ่อนอยู่?” เขาพูดพลางเอื้อมมือไปแตะแผ่นศิลาอันหนึ่ง และทันทีที่เขาสัมผัส แผ่นศิลานั้นก็ส่องแสงสว่างวาบขึ้นมา


   ในขณะที่ทุกคนต่างตกอยู่ในความตื่นตระหนกและรอคอยด้วยความระทึกว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น แผ่นศิลาที่ถูกสัมผัสก็เกิดการสั่นไหวก่อนจะล้มลง จากนั้นก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ และหายไปต่อหน้าต่อตาของทุกคน


   ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง



บทที่ 419: ไม่ว่าเมื่อไหร่ ข้าก็เชื่อใจเจ้าโดยไม่มีเงื่อนไข



   หลังจากที่แผ่นศิลาล้มลงและแตกสลาย ทุกคนต่างเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก พวกเขาก็พบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย


   แม้จะไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น แต่ความรู้สึกลึกๆ กลับบอกว่ามีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น เกาะที่ก่อนหน้านี้เคลื่อนตัวเข้ามาในป่าศิลา พลันหยุดนิ่ง ราวกับว่าพวกเขาเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดของการล่องลอย แต่คำถามก็คือ ทำไมที่นี่ถึงกลายเป็นจุดสิ้นสุด?


   ในขณะนั้นเอง จินซื่อฉงซึ่งพยายามทำตัวกล้าหาญก็กระโดดลงจากเกาะที่ศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬอยู่ และยืนบนตำแหน่งที่แผ่นศิลาแตกสลาย มันเป็นพื้นที่ที่มั่นคงแข็งแรง


   เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก็ยิ่งมีความกล้าหาญมากขึ้นกว่าเดิม


   เขาตัดสินใจบินไปยังแผ่นศิลาอันถัดไปที่อยู่ด้านหน้าอย่างไม่ลังเล เขาฟาดมือออกไปเต็มแรง ทำให้แผ่นศิลาแท่งนั้นแตกสลายไปอีกครั้งหนึ่ง


   ทุกคนจับจ้องไปที่จินซื่อฉงด้วยความตึงเครียดปนความอยากรู้อยากเห็น


   “ทำไมเขาถึงกล้าขึ้นมาขนาดนี้ล่ะ? แตะแผ่นศิลาไปครั้งหนึ่งแล้ว ยังกล้าจะไปลองแตะครั้งที่สองอีก?”


   ทางฝั่งของพันธมิตรสามขุมกำลังใหญ่ มีคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะกระซิบถาม


   “เจ้าไม่สังเกตหรือว่า ทุกครั้งที่เขาแตะแผ่นศิลา จะมีแสงสว่างบางอย่างมารวมตัวที่ฝ่ามือของเขาน่ะ?” เจี่ยงซงหังตอบกลับเบาๆ


   “แล้วนั่นหมายความว่ายังไง?”


   “ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ข้าว่าเขาน่าจะได้ประโยชน์อะไรบางอย่างจากสิ่งนั้น แสงพวกนั้นน่าจะเป็นเรื่องดี และมันทำให้พลังในตัวเขาเพิ่มขึ้น นั่นแหละเหตุผลที่ทำให้เขากล้าพอจะไปแตะแผ่นศิลาอันต่อไป”


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น บางคนในกลุ่มพันธมิตรเริ่มมีความคิดลังเล


   “แล้วพวกเราจะ…”


   “ดูสถานการณ์ไปก่อน”


   เผยลั่วไป๋หันมามองเยี่ยหลิงหลง เขาสังเกตเห็นว่านางไม่ได้พยายามเข้าไปแย่งชิงผลประโยชน์ จึงตัดสินใจบอกให้ทุกคนสงบใจและรอดูต่อไป


   หากเยี่ยหลิงหลงไม่รีบร้อนแย่งชิง นั่นแปลว่ามันอาจไม่ใช่สิ่งที่ควรแย่ง


   พอคิดแบบนั้น เขาก็เริ่มเข้าใจว่านี่อาจเป็นกับดักสุดท้ายของเกาะศักดิ์สิทธิ์ มันคือจุดสิ้นสุดของความวุ่นวายและหายนะครั้งนี้ จะให้ใครก็ตามได้ประโยชน์ไปทั้งหมดได้อย่างไรกัน?


   ขณะที่คำพูดของเผยลั่วไป๋เพิ่งจบลง พวกเขาก็เห็นว่าจินซื่อฉงซึ่งได้พลังจากแผ่นศิลาดึงดูดให้เว่ยเจิ้งคุนกระโดดลงจากเกาะเล็กและเดินไปยังแผ่นศิลาอันหนึ่ง หวังจะลองเสี่ยงโชคดูบ้าง


   แต่ก่อนที่เว่ยเจิ้งคุนจะสัมผัสแผ่นศิลา จินซื่อฉงที่กำลังจะยื่นมือไปแตะแผ่นศิลาอันที่สาม ก็ต้องชะงักเมื่อเกิดเสียงดังสนั่นขึ้นมา!


   เสียงระเบิดดังสนั่นราวกับท้องฟ้าและพื้นดินแยกออกจากกัน กึกก้องจนทำให้ใจของทุกคนเต้นระรัว และแม้แต่การหายใจก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด


   พร้อมกับเสียงดังสนั่นนั้น พวกเขาเห็นว่าจุดที่จินซื่อฉงเพิ่งจะทำลายแผ่นศิลาอันที่สองไป ได้ปรากฏเงาของมือขนาดยักษ์ที่ประกอบขึ้นจากหมอกดำหนาทึบ มือนั้นมีขนาดใหญ่ราวกับคนสามคนยืนซ้อนกัน


   เมื่อมือยักษ์ปรากฏขึ้น มันแผ่อำนาจที่ดุดันราวกับกองทัพนับพันนับหมื่น พลังอันมหาศาลนั้นทำให้ทุกคนเกิดความหวาดกลัวในทันที


   เพียงชั่วพริบตา มือยักษ์ก็ตวัดลงมาอย่างรุนแรง มุ่งตรงไปที่ศีรษะของจินซื่อฉง ราวกับจะบดขยี้เขาให้แหลกละเอียด


   จินซื่อฉงยืนนิ่งอยู่กับที่ ราวกับหมดสิ้นความสามารถในการตอบโต้ เขาไม่แม้แต่จะขยับตัว ปล่อยให้ฝ่ามือยักษ์นั้นพุ่งเข้าหาอย่างไร้ท่าทีต้านทาน


   ขณะที่ทุกคนต่างใจหายใจคว่ำ คิดว่าจินซื่อฉงจะต้องถูกบดขยี้จนแหลกเป็นชิ้นๆ กลับเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด—ฝ่ามือยักษ์นั้นตบเขาลงไปยังพื้นเบื้องล่างตรงจุดที่แผ่นศิลาตั้งอยู่ จนร่างของเขาจมหายไปในพื้นที่ใต้แผ่นศิลานั้น!


   พลังอันมหาศาลจากฝ่ามือยักษ์นั้นทำให้จินซื่อฉงกระอักเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก เสียงกระดูกหักดังขึ้นราวกับว่ากระดูกทั่วร่างกายของเขาถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดจากแรงกระแทกในคราวเดียว ร่างของเขาทรุดลงและร่วงหล่นลงสู่เหวลึกเบื้องล่าง


   ในขณะที่เขากำลังพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายเพื่อบินกลับขึ้นมา ทันใดนั้น เหล่าวิญญาณร้ายที่ลอยนิ่งๆอยู่ข้างแผ่นศิลาอันที่สองก็เริ่มเคลื่อนไหว พวกมันพุ่งเข้าใส่จินซื่อฉง ร่างของเขาถูกพวกมันพันรอบและฉีกกระชาก ทำให้เขาเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ขณะที่พวกมันลากร่างของเขาเข้าไปยังพายุหมุนขนาดใหญ่เหนือหัว


   “ไม่! อย่า! ช่วยข้าด้วย! อ๊ากกก...”


   เสียงกรีดร้องของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ ขณะที่พยายามดิ้นรนสุดชีวิต แต่กลับไร้ผล วิญญาณร้ายที่แข็งแกร่งเหล่านั้นดึงเขาเข้าไปในพายุหมุนอย่างไร้ความปรานี


   ในเสี้ยวอึดใจสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกลากเข้าสู่พายุหมุนอย่างสมบูรณ์ จินซื่อฉงยังคงดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์ แต่ในท้ายที่สุด วิญญาณร้ายเหล่านั้นก็ลากเขาเข้าไป


   การหายตัวไปของจินซื่อฉงทำให้ทุกอย่างตกสู่ความเงียบงัน ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างตกใจจนแทบจะไม่กล้าหายใจออกมาแม้แต่นิดเดียว


   ภาพที่เพิ่งได้เห็นนั้นช่างน่ากลัวเกินบรรยาย!


   การที่จินซื่อฉงถูกฝ่ามือยักษ์บดขยี้ ถูกวิญญาณร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนรุมกัดกินและทรมานอย่างสาหัส แต่กลับไม่สามารถตายได้ในทันที ราวกับว่าความทรมานนั้นไม่มีจุดสิ้นสุด


   แล้วเมื่อเขาถูกลากเข้าสู่พายุหมุนลึกลับนั้น มันก็ไม่แน่ชัดเลยว่าเขาจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าอะไรอีกบ้างข้างในนั้น


   กับดักสุดท้ายของเกาะศักดิ์สิทธิ์ จุดจบของสถานที่สยองขวัญนี้ ย่อมต้องเป็นสถานที่ที่น่ากลัวที่สุด พวกเขาตระหนักในทันทีว่า ทุกสิ่งที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้ยังเทียบไม่ได้กับความสยดสยองที่รออยู่ตรงหน้า


   เว่ยเจิ้งคุนที่ก่อนหน้านี้เตรียมจะก้าวเข้าไปสัมผัสแผ่นศิลา เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เขาก็ถอยกลับขึ้นไปบนเกาะเล็กทันที ใบหน้าของเขาซีดเผือด เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและโล่งใจสุดขีด เขาลูบอกตัวเองเพื่อให้ใจที่เต้นกระหน่ำสงบลง เพียงแค่อึดใจเดียว เขาเกือบจะเป็นรายต่อไปที่จะต้องพบกับจุดจบเช่นนั้น


   ขณะที่ทุกคนกำลังหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ฝ่ามือยักษ์ที่ปรากฏบนแผ่นศิลาก็หายไป พร้อมกับแผ่นศิลาอันที่สองที่จินซื่อฉงเคยทำลายก็กลับมาปรากฏขึ้นอีกครั้ง ราวกับว่าไม่เคยมีใครไปแตะต้องมันมาก่อน


   เหตุการณ์นี้ทำให้ความกลัวของทุกคนยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะพวกเขายังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น


   “ทำไมตอนแตะอันแรกถึงไม่เป็นอะไร แต่แตะอันที่สองกลับเกิดเรื่องขึ้น? หรือว่าแผ่นศิลาพวกนี้มีการแบ่งแยกระหว่างชีวิตและความตาย?”


   “ข้าเองก็ไม่รู้ แต่ดูเหมือนว่ามันจะมีกฎเกณฑ์บางอย่างแฝงอยู่ และถ้าใครทำผิดกฎนั้น ก็จะโดนลงโทษเหมือนกับจินซื่อฉง”


   “แต่ว่า... กฎมันคืออะไรล่ะ? ขนาดอักขระบนหินยังอ่านไม่ออกเลย แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าต้องทำอะไร?”


   “รู้ได้ไงน่ะหรือ? โธ่ เจ้าช่างโง่จริง! ถ้าไม่แตะมัน ก็ไม่ต้องโดนอะไรไง!”


   “จริงด้วย”


   แต่ในขณะที่คำพูดนั้นเพิ่งจบลง ก็เกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงขึ้น—แผ่นศิลาอันหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากพวกเขาก็ส่องแสงเจิดจ้าแล้วล้มลงเองโดยไม่มีใครแตะต้องมัน และทันทีที่ล้มลง มันก็แตกสลายและหายไป เช่นเดียวกับตอนที่จินซื่อฉงสัมผัสแผ่นศิลานั้น


   แต่ปัญหาคือ... ตรงนั้นไม่มีใครอยู่เลย! ไม่มีใครสัมผัสมัน แต่แผ่นศิลากลับล้มลงเอง!


   เกิดอะไรขึ้น?


   เสียงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก


   ทุกคนต่างถูกปกคลุมด้วยความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้จัก รู้สึกสับสนและไร้ทางออก


   “ตอนนี้จะทำยังไงกันดี?”


   ไม่รู้ว่าใครเป็นคนถาม แต่ไม่มีใครตอบกลับมาเลย


   เวลาผ่านไปทีละนิด ไม่มีใครกล้าพอที่จะยื่นมือไปแตะแผ่นศิลาเหล่านั้นอีก ขณะเดียวกัน แผ่นศิลาที่อยู่ด้านหน้าก็ไม่ได้ล้มลงอีก ทุกอย่างยังคงนิ่งเงียบอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งเค่อ


   ทันใดนั้น ท้องฟ้าและพื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง ราวกับโลกกำลังจะถึงกาลอวสาน


   “มันขยับแล้ว! พวกมันขยับแล้ว! วิญญาณร้ายพวกนั้นขยับทั้งหมดเลย!”


   วิญญาณร้ายจำนวนมหาศาลพุ่งเข้าหาทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น ศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬต่างตกใจจนต้องรีบวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง ส่วนทางฝั่งพันธมิตรสามขุมกำลังใหญ่ เนื่องจากพวกเขามีต้นโพธิ์อยู่ วิญญาณร้ายที่พุ่งเข้ามาจึงหลีกเลี่ยงต้นโพธิ์โดยสัญชาตญาณ ทำให้พวกเขาปลอดภัยใน… แค่ในตอนนี้


   แต่ถึงอย่างนั้น ภาพของวิญญาณร้ายที่เคลื่อนไหวพร้อมกันก็ยังคงทำให้ทุกคนตื่นตระหนกสุดขีด


   พวกเขามองดูวิญญาณร้ายที่กรูกันเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด แม้ต้นโพธิ์จะช่วยปกป้องพวกเขาไว้จากการโจมตีของวิญญาณร้าย แต่แรงสั่นสะเทือนจากการเคลื่อนไหวของพวกมันจำนวนนับไม่ถ้วนทำให้เกาะใหญ่สั่นไหวอย่างรุนแรง ดอกโพธิ์ร่วงหล่นลงมาไม่หยุด


   หากพวกเขาไม่รีบหาทางแก้ไขสถานการณ์นี้ สุดท้ายก็คงไม่มีใครรอด!


   “จะทำยังไงดี? เราใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว!”


   ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงที่เงียบอยู่นานก็พูดขึ้นมากะทันหัน


   “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเชื่อข้าหรือเปล่า?”


   เผยลั่วไป๋พยักหน้าโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย


   “เชื่อ ข้าเชื่อเจ้าทุกเวลาไม่ว่าเรื่องใด”


   “ไปแตะแผ่นศิลาแถวแรกอันที่สาม”


   คำพูดนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงและหันมามองเยี่ยหลิงหลงเป็นตาเดียว จะให้ไปแตะแผ่นศิลานั่นน่ะหรือ?


   ภาพการตายของจินซื่อฉงยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำของทุกคน นั่นเป็นชะตากรรมที่น่ากลัวกว่าสิ่งที่พวกเขาเผชิญอยู่ในตอนนี้เสียอีก!


   อย่างไรก็ตาม เผยลั่วไป๋กลับไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาใช้กระบี่ของตนฟันเปิดทาง ทะลวงผ่านฝูงผี สร้างทางเลือดจนไปถึงจุดที่แผ่นศิลาตั้งอยู่


   เมื่อมาถึง เขาเอื้อมมือไปสัมผัสแผ่นศิลาแท่งที่เยี่ยหลิงหลงบอกโดยไม่มีความลังเลใดๆทั้งสิ้น



บทที่ 420: ยังมีคนแช่งตัวเองให้ตายอีกหรือ?



   ในชั่วขณะนั้น เขารู้สึกถึงความเย็นสบายที่ฝ่ามือ คลื่นพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งพุ่งเข้ามาสู่ฝ่ามือของเขา และไหลเข้าสู่ร่างกาย


   พร้อมกันนั้น แผ่นศิลาที่เขาสัมผัสก็ล้มลงและแตกสลายไป และในทันใดนั้นเอง วิญญาณร้ายที่กำลังบ้าคลั่งก็กลับไปยังตำแหน่งเดิม กลับมานิ่งเงียบเหมือนเดิม


   วิกฤตถูกยับยั้งชั่วคราว ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก


   โดยเฉพาะศิษย์ของสมาพันธ์ภูผาทมิฬ ที่ต่อสู้ฝ่าฝูงผีด้วยความยากลำบาก บัดนี้พวกเขาอยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัสและแทบจะเอาชีวิตไม่รอด


   เมื่อเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงและพรรคพวกที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของต้นโพธิ์ไม่เป็นอะไรเลย ฝั่งศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬและเหล่าศิษย์ที่ยังจงรักภักดีต่อเยี่ยหรงเยว่ก็เต็มไปด้วยความเดือดดาล


   สายตาของพวกเขาราวกับคมมีด จ้องมองเหล่าผู้ทรยศด้วยความแค้นใจราวกับอยากจะฉีกพวกเขาเป็นชิ้นๆ!


   เดิมทีพวกเขาควรเป็นฝ่ายที่นั่งใต้ต้นโพธิ์และเฝ้าดูคนอื่นตายแท้ๆ!


   หลังจากความขุ่นเคืองผ่านไป ทุกคนเริ่มสงบสติและวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้า


   “ข้าเข้าใจแล้ว! ถ้าแตะแผ่นศิลาผิดต้องตาย และถ้าปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่แตะแผ่นศิลาก็ต้องตายเหมือนกัน! มีเพียงการแตะแผ่นศิลาที่ถูกต้องในเวลาที่กำหนดเท่านั้นถึงจะรอดได้!”


   คำพูดนี้ทำให้เหล่าศิษย์ของพันธมิตรสามสำนักใหญ่ร้องอุทานออกมา


   เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ฝ่ายของจ้าวซ่างอวี่ก็โกรธจนแทบจะระเบิด


   “พวกเราอ่านอักขระบนหินไม่ออก แล้วใครจะรู้ว่ากฎบ้าบอนี่มันคืออะไร? ใครจะไปเดาถูก?”


   “อย่าเพิ่งร้อนใจ” เยี่ยหรงเยว่ยิ้มเยาะ “เผยลั่วไป๋ยังต้องเดินหน้าไปแตะแผ่นศิลาต่อไปนี่ไง ถ้าเขาไม่แตะหรือแตะผิด คนที่จะต้องตายก็คือเขา เหมือนกับที่มีแค่จินซื่อฉงคนเดียวที่ตาย เท่านี้เราก็ปลอดภัยแล้ว”


   “จริงด้วย!” เว่ยเจิ้งคุนก็พลอยยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “เขาเป็นคนที่ต้องไปตายแทนเรา พวกเราก็เลยปลอดภัย ฮ่าๆๆ...”


   เมื่อเห็นท่าทางที่ย่ามใจของพวกเขา เหล่าศิษย์บนเกาะใหญ่ก็โมโหสุดขีด


   “พวกเจ้ามันหน้าไม่อาย!”


   “ถ้าไม่ได้ศิษย์พี่เผยเดินไปแตะแผ่นศิลา พวกเจ้าคงตายกันหมดแล้ว!”


   “ใช่แล้ว เขามีใจจะช่วยพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับพูดจาแบบนี้ น่ารังเกียจสิ้นดี!”


   เยี่ยหรงเยว่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเยาะกลับไปอย่างไม่แยแส


   “ช่วยพวกเรางั้นหรือ? อย่าคิดว่าข้ามองไม่ออก ถึงแม้พวกเจ้าจะมีต้นโพธิ์คุ้มครอง แต่แรงสั่นสะเทือนทำให้ดอกโพธิ์ร่วงหล่นลงมา ถ้าสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเจ้าก็จะเสียการคุ้มครองเหมือนกัน แล้วจะมีจุดจบไม่ต่างจากพวกเรา! เขาไปทำเพื่อปกป้องพวกเจ้าเองต่างหาก มันไม่เกี่ยวกับพวกเราเลยสักนิด! บอกว่าช่วยพวกเราน่ะหรือ? พวกเจ้าไม่อายบ้างหรือ?”


   "พูดอย่างนี้ก็ได้หรือ? เขาจะรอให้พวกเจ้าตายหมดไปก่อนแล้วค่อยลงมือก็ได้! ถึงตอนนั้นพวกเรายังรอดอยู่ แต่พวกเจ้าน่ะรอดมาได้เพราะเขาช่วยไว้แท้ๆ ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณกันบ้างเลย นี่มันจิตใจต่ำช้าจริงๆ"


   เยี่ยหรงเยว่หัวเราะออกมาอีกครั้ง


   "งั้นลองถามเยี่ยหลิงหลงดูสิ ว่านางคิดแบบนั้นด้วยหรือเปล่า?"


   แน่นอนว่าไม่


   เยี่ยหลิงหลงทำทุกอย่างโดยคำนึงถึงประโยชน์ของตนเองและพรรคพวกเป็นหลัก สำหรับเยี่ยหรงเยว่และพวกนั้น ไม่เคยเป็นเป้าหมายสำคัญของนาง พวกเขาเป็นแค่ ‘ของแถม’ เท่านั้น


   การที่เยี่ยหลิงหลงตัดสินใจให้เผยลั่วไป๋เดินไปแตะแผ่นศิลาก่อนที่พวกเยี่ยหรงเยว่จะตายหมด ก็เพราะถ้าปล่อยให้ถึงตอนนั้น ต้นโพธิ์อาจจะพังทลายและสูญเสียการปกป้องไปมากจนเกินจะรับไหว และหากพวกเขาถูกวิญญาณร้ายโจมตีโดยไม่มีต้นโพธิ์คุ้มครอง สถานการณ์ก็จะยิ่งลำบากมากขึ้น


   หากไม่มีปัญหาเรื่องนี้ นางก็ไม่คิดจะรีบช่วยพวกเขาหรอก


   "แน่นอนว่าข้าต้องคิดแบบนั้นสิ ก็เจ้าเป็นพี่สาวของข้านี่นา ข้าจะทนดูเจ้าถูกวิญญาณร้ายรุมฉีกทึ้งได้ยังไง? ความหวังดีทั้งหมดของข้าคงเหมือนโยนให้หมากินหมดแล้วสินะ"


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจออกมา ทำท่าทางเหมือนถูกทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง


   “ในเมื่อเจ้าไม่คิดจะสำนึกบุญคุณข้าเลย งั้นถ้ามีโอกาส ข้าจะรอให้พวกเจ้าตายก่อนก็แล้วกัน”


   “เจ้า...”


   เยี่ยหรงเยว่โกรธจนหน้าซีด นางรู้ดีว่าเยี่ยหลิงหลงพูดจายอกย้อน น้องสาวคนนี้แทบจะอยากให้นางตายด้วยซ้ำ!


   ในขณะที่พวกเขายังเถียงกันไม่จบ แผ่นศิลาด้านหน้าก็ล้มลงไปอีกอัน เหมือนกับมีใครบางคนกำลังเล่นหมากกับพวกเขาอยู่


   เผยลั่วไป๋มองแผ่นศิลาที่ล้มลง รู้ว่าคราวนี้ถึงตาที่เขาต้องลงมือบ้างแล้ว เขาหันกลับมามองเยี่ยหลิงหลงเพื่อรอคำสั่ง


   “แถวที่สาม นับจากด้านขวาอันที่แปด”


   ทันทีที่ได้ยิน เผยลั่วไป๋ก็รีบบินไปยังจุดที่เยี่ยหลิงหลงบอกโดยไม่ลังเล


   ในชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจเต้นระรัว พวกเขากลั้นหายใจ รอคอยผลลัพธ์ด้วยความคาดหวัง


   เมื่อเผยลั่วไป๋ไปถึงจุดที่กำหนด เขายกมือขึ้นแตะแผ่นศิลา และเมื่อสัมผัส แผ่นศิลาก็แตกสลาย แสงสว่างเจิดจ้าส่งพลังเข้าสู่ฝ่ามือของเขา


   “ถูกแล้ว! ศิษย์พี่เผยทำสำเร็จ! เขาไม่เป็นอะไร!”


   เมื่อเผยลั่วไป๋ทำสำเร็จ ทุกคนบนเกาะใหญ่ก็พากันโห่ร้องด้วยความดีใจ บางคนถึงกับยืนขึ้นโอบกอดกันอย่างตื่นเต้น


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าเก่งเกินไปแล้ว! เจ้าจับทางกฎของมันได้หรือเปล่า?”


   “โอ้โห มีอะไรในโลกนี้บ้างที่ทำให้ศิษย์น้องหญิงอย่างเจ้าแพ้ได้? เจ้าเก่งสุดๆไปเลย!”


   “ศิษย์น้องหญิงเล็กช่างน่าเกรงขาม! จากนี้พวกเราจะปลอดภัยแล้วใช่ไหม?”


   เยี่ยหลิงหลงเอียงศีรษะนิดหนึ่งก่อนจะส่ายหัว


   “ข้าไม่แน่ใจ”


   คำตอบนี้ทำให้ทุกคนชะงักงัน


   ไม่แน่ใจ?


   เยี่ยหลิงหลงเองก็รู้สึกไม่มั่นใจจริงๆ


   แม้ว่านางจะไม่เข้าใจว่าทำไมการละเล่นผลักแผ่นศิลานี้ถึงปรากฏขึ้นในสถานที่เช่นนี้ แต่ถ้าหากไม่ได้ ‘พี่เยี่ย’ เคยสอนให้นางเล่นมาก่อน นางเองก็คงจะสับสนและไม่สามารถหาคำตอบได้เลย


   เรื่องนี้มันยากมาก ยากเกินกว่าจะอธิบายได้ มันต้องอาศัยพลังวิญญาณอย่างมาก


   นางไม่มั่นใจเลยว่าศิษย์พี่ใหญ่จะสามารถก้าวผ่านเรื่องนี้ไปจนถึงจุดสิ้นสุดได้อย่างไร และไม่รู้ด้วยว่าเมื่อไหร่เรื่องอันตรายนี้จะจบลง


   ก่อนหน้านี้ถึงนางจะเคยเล่นกับพี่เยี่ยมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่นางไม่เคยชนะเลยสักครั้ง


   เพราะเหตุนี้ นางจึงไม่มั่นใจ


   แต่ถึงแม้นางจะไม่มั่นใจ นางก็ไม่มีทางเลือกอื่น


   ตามจริงแล้ว นางไม่ควรให้ศิษย์พี่ใหญ่ไปเสี่ยงด้วยตัวเองด้วยซ้ำ หากนางเป็นคนที่เดินหน้าไปผลักแผ่นศิลาเองและไปถึงจุดสิ้นสุดได้ แล้วคนที่ตามมาอยู่ข้างหลังจะทำอย่างไร? พวกเขาจะข้ามไปได้ยังไง?


   เพราะเหตุนี้ นางจึงทำได้แค่ให้ศิษย์พี่ใหญ่ลองเดินหน้าเสี่ยงดู ส่วนนางเองก็คอยจับตาดูอยู่ข้างหลัง หากศิษย์พี่ใหญ่แพ้ขึ้นมาจริงๆ นางก็พร้อมจะยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเขา


   เมื่อได้ยินคำตอบของเยี่ยหลิงหลงว่า ‘ไม่แน่ใจ’ ฝ่ายของเยี่ยหรงเยว่ก็หัวเราะเยาะขึ้นมาอย่างรวดเร็ว


   “ของแบบนี้มันจะยากขนาดไหนกันเชียว? เจ้าจะเข้าใจได้ยังไง? ก็แค่แมวตาบอดจับหนูตายเท่านั้นแหละ! รอดูเถอะ ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าจะก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องโดนวิญญาณร้ายรุมฉีกทึ้ง แล้วลากไปสู่พายุหมุนเหมือนกัน!”


   เยี่ยหลิงหลงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย มองอีกฝ่ายด้วยแววตาเย้ยหยันพลางคลี่ยิ้มบาง


   “ถ้าศิษย์พี่ใหญ่ของข้าล้มเหลวจริงๆ คนที่ต้องตายต่อไปก็คือพวกเจ้า แล้วเจ้าขำอะไรอยู่ล่ะ?”


……


   ใช่แล้ว หากเผยลั่วไป๋พลาดท่าตายไปจริงๆ จะไม่มีใครยอมเดินไปผลักแผ่นศิลาอีก วิญญาณร้ายที่รออยู่ก็จะกรูเข้ามาทันที และพวกเขาที่ไม่มีต้นโพธิ์ปกป้อง แถมยังบาดเจ็บสาหัส ก็จะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องตาย—แล้วยังจะขำอะไรกันอีก?


   “เอาเลย พูดมาอีกสิ ข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะสาปแช่งตัวเองได้ขนาดไหน”


   ศิษย์ของเขาสุวรรณทมิฬต่างปิดปากเงียบกริบในทันที


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเยาะก่อนจะด่าพวกเขาอย่างไม่ไว้หน้า


   “พวกโง่เง่า”


   คำพูดของนางทำให้ทุกคนบนเกาะใหญ่หัวเราะออกมา ก็จริง พวกนั้นมันโง่จริงๆ!


   แต่ในตอนนั้นเอง แผ่นศิลาอีกอันก็ล้มลงโดยไม่มีใครแตะต้อง ทุกคนรีบเก็บสีหน้ายิ้มแย้มและกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง


   ครั้งนี้ เยี่ยหลิงหลงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอกตำแหน่งของแผ่นศิลาอันถัดไป


   เผยลั่วไป๋บินไปยังจุดที่เยี่ยหลิงหลงบอก เขาผลักแผ่นศิลาจนมันล้มลง จากนั้นก็หันกลับมายกมือขวาของเขาขึ้น พลางยิ้มให้กับทุกคนที่มองอยู่จากด้านหลัง


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ามองดูนี่สิ”


   ทุกคนต่างจับจ้องไปยังฝ่ามือของเผยลั่วไป๋ และเห็นว่ามีปราณวิญญาณที่เข้มข้นและบริสุทธิ์อย่างมากกำลังรวมตัวอยู่ในมือของเขา


   ในตอนนี้ เผยลั่วไป๋ที่ได้ดูดซับปราณวิญญาณไปแล้วสามก้อน หันมองไปทางซืออวี้เฉิน ก่อนจะเผยยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างท้าทาย


   “เผลอเดี๋ยวเดียว ข้าก็แซงเจ้าไปอีกขั้นแล้วนะ”


……


   ซืออวี้เฉินหน้าตึง หันไปมองเยี่ยหลิงหลงทันที


   “ครั้งต่อไป ข้าจะไปเอง”


……


   เดี๋ยวนะ... คนนี้ยังเดินไม่ถึงไหนเลย แถมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะรอดหรือเปล่า แล้วทำไมถึงมีคนแย่งกันจะไปต่อแล้วล่ะ?


   การเอาชนะมันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ?




จบตอน

Comments