journey ep441-450

บทที่ 441: นางคงไม่ถึงขั้นธาตุไฟเข้าแทรกหรอกใช่ไหม?


   “ประมุขพันธมิตร เรื่องนี้ท่านช่วยเล่าทีเถอะ”


   ถังเหลียนได้โอกาสแสดงบทบาทอีกครั้ง สีหน้าและท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการบรรยากาศ


   “เขาอู๋ล่างเคยเป็นที่ตั้งของสำนักใหญ่มาก่อน ในช่วงหนึ่งหมื่นปีก่อน โลกหล้าผู้ฝึกเซียนยังไม่ได้มีสำนักและขุมกำลังมากมายแบบในปัจจุบัน ในเวลานั้น ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการได้เข้าไปเป็นศิษย์ของสำนักใหญ่แห่งนั้น”


   “สำนักใหญ่? มันไม่มีชื่อหรือ? สำนักที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ไม่น่าจะไร้ชื่อได้นะ” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถามด้วยความสงสัย


   “มันมีชื่อ แต่ราวกับชื่อของมันถูกกาลเวลาลบเลือนไป ไม่มีใครจำได้ว่าสำนักนั้นเรียกว่าอะไร และไม่มีบันทึกในตำราใดๆ ที่เอ่ยถึงชื่อของมันเลย”


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า ถ้าเป็นแบบนี้ก็คงหมายความว่ามีใครบางคนจงใจลบชื่อของสำนักนี้ออกไปจากประวัติศาสตร์


   การทำแบบนี้ ต้องมีพลังที่แข็งแกร่งมากถึงจะทำได้ คนจำนวนมาก ความทรงจำมากมาย ยังไม่นับรวมถึงบันทึกและตำราต่างๆอีก


   แค่คิดก็รู้สึกได้ถึงความน่ากลัวของพลังนี้แล้ว


   “แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”


   “หลังจากนั้น มีข่าวลือว่ามีการต่อสู้ครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสำนักใหญ่แห่งนั้น การต่อสู้ครั้งนั้นเกือบทำให้โลกหล้าผู้ฝึกเซียนทั้งหมดพังพินาศ เป็นเหตุการณ์ที่อันตรายมาก”


   “การต่อสู้ครั้งใหญ่? ใครสู้กับใครล่ะ?” เยี่ยหลิงหลงถามขึ้น แต่คนอื่นๆกลับพากันส่ายหัว ดูเหมือนว่าข้อมูลเหล่านี้ก็ถูกลบหายไปเช่นกัน


   “ไม่มีใครรู้ว่าใครสู้กับใคร สิ่งที่รู้ก็คือ หลังจากนั้น เขาอู๋ล่างก็กลายเป็นสุสานขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยซากศพ ไม่รู้ว่ามีพลังอะไรตกค้างอยู่ที่นั่น ทำให้ไม่มีใครสามารถเข้าไปเหยียบย่างได้ และมันก็ไม่มีใครกล้าไปที่นั่นมาหลายปีแล้ว”


   “ใช่ ข้าเคยได้ยินว่าที่นั่น พอตกกลางคืน จะได้ยินเสียงการต่อสู้และเสียงโหยหวน ราวกับวิญญาณยังไม่ได้ไปสู่สุคติ ประกอบกับสายลมเย็นยะเยือก เสียงหวีดหวิวดังไม่หยุด ฟังดูน่ากลัวมาก”


   “แล้วพวกท่านมีแผนที่หรือพิกัดของเขาอู๋ล่างไหม?” เยี่ยหลิงหลงถามต่อ


   “ทำไม? เจ้าจะไปที่นั่นหรือ?”


   ถังเหลียนขมวดคิ้ว แม้ว่าเขาจะรู้สึกหงุดหงิดกับศิษย์อกตัญญูคนนี้หลายครั้ง แต่ในใจลึกๆ เขาก็ยังคงเป็นห่วงศิษย์ของตนอยู่ การไปที่นั่นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย


   “ท่านบอกข้ามาก่อนว่ามันอยู่ที่ไหน?”


   ถังเหลียนส่ายหัวอย่างจนใจ ก่อนจะสะบัดมือไปข้างหน้า เกิดเป็นแผนที่ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางโถงประชุม เขาส่งพลังวิญญาณเข้าไปขีดวงกลมบนจุดหนึ่งบนแผนที่


   “ที่นี่ก็คือเขาอู๋ล่าง”


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงเห็นแผนที่ นางถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ เพราะตำแหน่งของเขาอู๋ล่างนั้นไม่ได้อยู่ในที่ห่างไกลหรือมุมลับอะไรเลย มันกลับอยู่ตรงศูนย์กลางของโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่าง!


   หากตอนที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่บอกว่าจะต้องไปที่เขาอู๋ล่าง นางเพียงแค่สงสัยว่าประตูไปสู่โลกวิญญาณอาจอยู่ที่นั่น ตอนนี้เมื่อเห็นตำแหน่งที่แน่นอน นางก็ยิ่งมั่นใจแล้วว่าประตูนั่นต้องอยู่ที่นี่แน่นอน


   ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ตำแหน่งของเขาอู๋ล่างก็เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นที่ตั้งของประตูเชื่อมโลกวิญญาณ เพราะการอยู่ใจกลางของโลกหล้าผู้ฝึกเซียน ทำให้วิญญาณร้ายสามารถกระจายออกไปสู่พื้นที่ต่างๆได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย


   ยิ่งไปกว่านั้น จุดที่เกิดการระเบิดเท่าที่นางทราบ ไม่ว่าจะเป็นเมืองเจออวิ๋นหรือขุนเขาต้าจิน ต่างก็อยู่ในวงกลมที่มีเขาอู๋ล่างเป็นศูนย์กลาง


   นอกจากนี้ ความที่เขาอู๋ล่างเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครกล้าเข้าไป จึงเหมาะกับการวางแผนทำการใหญ่โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาขัดขวาง


   ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่เคยเป็นที่ตั้งของสำนักใหญ่มาก่อน อาจมีทรัพยากรล้ำค่าบางอย่างที่ช่วยให้การเปิดประตูเชื่อมโลกวิญญาณได้ง่ายขึ้นด้วย


   “เจ้าอย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะไปเขาอู๋ล่างจริงๆ?” ถังเหลียนถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเป็นห่วง


   “ใช่แล้ว เพราะประตูเชื่อมโลกวิญญาณเปิดอยู่ที่นั่น” เยี่ยหลิงหลงตอบกลับ


   เมื่อคำพูดของนางหลุดออกมา ทุกคนต่างสูดหายใจลึกด้วยความตกใจ


   ถ้าประตูนั่นอยู่ที่เขาอู๋ล่างจริงๆ เรื่องนี้คงไม่ได้จัดการง่ายๆแล้ว!


   ทุกคนในที่ประชุมเงียบไปสักพักใหญ่ ก่อนจะมีคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือความลังเล “แน่ใจแล้วหรือว่าประตูนั่นอยู่ที่เขาอู๋ล่าง? จำเป็นต้องไปที่นั่นจริงๆใช่ไหม?”


   “ตอนนี้ข้ายังไม่มีวิธีอื่น หากท่านอาจารย์หรือผู้ใดมีทางออกที่ดีกว่า ก็ลองเสนอมาได้ แต่... ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องไปที่เขาอู๋ล่างสักครั้ง”


   นางจำได้ว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่บอกว่าจะรออยู่ที่นั่น ดังนั้นนางจะต้องไปให้ได้


   “ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าจะไปกับเจ้า การเดินทางครั้งนี้อันตราย หากให้เจ้าไปคนเดียวข้าคงไม่วางใจ” ถังเหลียนถอนหายใจ


   ศิษย์อกตัญญูคนนี้ไม่เคยทำให้เขาหมดห่วงได้เลย ไปที่ไหนก็เลือกไปแต่ที่อันตราย เลือกเส้นทางที่ยากลำบากที่สุด


   เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้นำขุมกำลังคนอื่นๆก็หันมามองหน้ากัน พลางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง


   “ถ้าเป็นเช่นนี้ ทางสำนักเจ็ดสิบสองเขาชางของพวกเราจะส่งคนไปด้วย”


   “รวมถึงทางวิหารร้อยคัมภีร์ เราก็ยินดีจะส่งคนไปช่วยเช่นกัน”


   “สมาพันธ์ภูผาทมิฬก็เช่นกัน”


   “แม้ว่าภารกิจนี้จะเต็มไปด้วยอันตรายและความยากลำบาก แต่พวกเราคงไม่สามารถนั่งดูโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างต้องพินาศไปต่อหน้าต่อตาได้ ในเวลาเช่นนี้ เราทุกคนต้องร่วมมือกันและก้าวข้ามวิกฤตนี้ไปให้ได้”


   “ใช่แล้ว! อุปสรรคใดๆก็ไม่อาจขวางเราได้!”


   จากนั้น ถังเหลียนก็เริ่มหารือกับเหล่าผู้นำถึงเวลาและกำลังคนที่จะเดินทางไป รวมถึงแผนการเดินทางด้วย ส่วนเยี่ยหลิงหลงไม่ได้เข้าร่วมการประชุมนี้ นางนั่งรอฟังผลสรุปเพียงอย่างเดียว


   เมื่อการหารือจบลงก็ล่วงเข้าค่ำแล้ว เยี่ยหลิงหลงได้รับผลการประชุมเรียบร้อยก็เดินออกมา


   นางมุ่งหน้าไปที่ภูเขาด้านหลังเขาจิ้งฮวา และได้พบกับศิษย์พี่หญิงรอง ศิษย์พี่หญิงสาม และศิษย์พี่หญิงสี่ ที่บรรลุขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดกันหมดแล้ว รวมถึง... ศิษย์พี่หญิงห้าผู้ที่ทั้งสำนักกำลังเฝ้าดูและรอคอยว่าเมื่อไหร่นางจะทะลวงขอบเขตสำเร็จด้วย


   เสียงถอนหายใจดังขึ้นแผ่วเบา เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองและเห็นศิษย์พี่เจ็ดที่ดูเหมือนจะแก่ลงไปหลายปี


   เขาดูเหมือนคนที่มีปัญหารุมเร้า หนักอกหนักใจจนแทบทนไม่ไหวแล้ว


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าหายไปไหนมา? เจ้านี่ฉลาดจริงๆ รีบวิ่งหนีได้ทันเวลา”


   “คำพูดที่ท่านล้อเลียนศิษย์พี่หญิงห้า ข้าจำไว้หมดแล้ว เดี๋ยวจะให้นางมาเอาคืน”


   “ศิษย์พี่หญิงห้าน่ะ เอาชนะข้าไม่ได้หรอก”


   “แต่นางจ่ายหนักเพื่อจ้างข้ามาเอาชนะท่านได้”


   “เจ้าก็เอาชนะข้าไม่ได้อยู่ดี”


   “คำพูดนี้ ท่านกล้าพูดต่อหน้าเจาไฉอีกครั้งไหมล่ะ?”


   “ไม่ต้องหรอก ข้าจะไปฟ้องศิษย์พี่รอง แล้วคอยดูเถอะว่าท่านจะรอดถึงรุ่งเช้าหรือเปล่า”


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าผิดไปแล้ว”


   “ค่าปิดปาก”


……


   จี้จื่อจั๋วกลั้นน้ำตาพร้อมกับควักเงินออกมา แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมแค่ไม่กี่คำก็โดนรีดไถได้ แต่เขาอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าปล่อยศิษย์น้องหญิงเล็กไปเช่นนี้ อีกไม่นานสมบัติทั้งหมดในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนคงไปรวมอยู่กับนางคนเดียวแน่


   หลังจากรับเงินค่าปิดปากจากจี้จื่อจั๋วแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็เดินไปหาศิษย์พี่หญิงสี่


   “ศิษย์พี่หญิงสี่ วันนี้ประมุขจากสำนักเจ็ดสิบสองเขาชาง วิหารร้อยคัมภีร์ และสมาพันธ์ภูผาทมิฬ มาขอซื้อต้นโพธิ์ ข้ารับปากพวกเขาแล้ว รับเงินมาเรียบร้อย เดี๋ยวข้าจะไปส่งของพร้อมกับท่าน”


   ฮวาซือฉิงพยักหน้ารับเบาๆ


   ตอนนั้นเอง จี้จื่อจั๋วที่ได้ยินบทสนทนาทั้งหมดก็อดถามไม่ได้ “ศิษย์น้องหญิงเล็ก ต้นโพธิ์เจ้าขายไปต้นละเท่าไหร่หรือ?”


   “ไม่แพงหรอก แค่ต้นละแสนเท่านั้นเอง”


   เมื่อได้ยินราคา ไม่เพียงแค่จี้จื่อจั๋วที่สะดุ้ง แม้แต่ศิษย์คนอื่นๆก็หันมามองเยี่ยหลิงหลงด้วยแววตาตกตะลึง


   “มองอะไรกัน? พวกเขายังไม่คิดว่าราคานี้แพงเลย พวกท่านจะคิดแทนพวกเขาหรือไง?”


   จี้จื่อจั๋วได้แต่ถอนใจออกมา ศิษย์น้องหญิงคนนี้ช่างมีความสามารถในการรวบรวมความมั่งคั่งของทั้งโลกหล้าผู้ฝึกเซียนไว้กับตัวเองจริงๆ!


   ฮวาซือฉิงก็พลอยถอนใจตามไปด้วย “นี่อาจเป็นพืชที่ข้าเคยปลูกซึ่งมีมูลค่าสูงที่สุดแล้วก็ได้ แค่มีสิ่งแวดล้อมก็โตได้เอง ไม่ต้องดูแลอะไรเลย ที่สำคัญเมล็ดยังเก็บจากพื้นดินทั่วไป ต้นทุนแทบจะเป็นศูนย์!”


   “ดูนั่น! ศิษย์น้องหญิงห้า สีหน้าดูแปลกๆไปนะ นางคงไม่ถึงขั้นธาตุไฟเข้าแทรกหรอกใช่ไหม?”


   ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา เหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนที่อยู่ตรงนั้นต่างพากันตกตะลึง


   แค่การทะลวงจากขอบเขตจินตานไปขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด มันจะถึงกับธาตุไฟเข้าแทรกเลยหรือ?



บทที่ 442: นางคือขอบเขตเตรียมแปรเทวะ



   ทันทีที่ศิษย์สำนักชิงเสวียนเห็นท่าไม่ดี ทุกคนก็รีบกรูเข้าไปช่วยศิษย์พี่หญิงห้า ทั้งถ่ายพลังวิญญาณ ทั้งป้อนโอสถ ทำทุกอย่างที่พอจะทำได้


   หลังจัดการเสร็จแล้วก็ได้แต่มองนางอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่านางเริ่มมีสีหน้าดีขึ้น ทุกคนจึงค่อยๆโล่งใจ


   “ข้าทำ สำ! เร็จ! แล้ว!”


   ลู่ไป๋เวยดีใจจนกระโดดโลดเต้น


   “ข้าทะลวงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดแล้ว ข้ากลายเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดแล้ว! โอ้สวรรค์! พ่อข้าต้องไม่เชื่อแน่ว่าข้าบรรลุถึงขอบเขตนี้ได้!”


……


   มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ ถ้าเมื่อครู่นางไม่เกือบธาตุไฟเข้าแทรกน่ะนะ


   สภาพของนาง ถ้าอยู่คนเดียวก็ไม่รู้จะอยู่รอดได้นานแค่ไหน


   ยังไงก็ตาม นางก็ไม่เคยทำให้ใครสบายใจได้เลยจริงๆ


   คิดไปคิดมาทุกคนก็พากันหัวเราะออกมาพร้อมกับนาง


   ลู่ไป๋เวยเป็นคนที่ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ร่าเริงสดใสเสมอ นางมักจะสร้างบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความสนุกสนานอยู่ตลอด


   “เยี่ยมมากเลย! ในวันเดียว สำนักชิงเสวียนของพวกเรามีผู้บรรลุขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเพิ่มขึ้นตั้งสี่คน! ต่อไปนี้เวลาออกไปข้างนอก ข้าจะได้อวดไปทั่วโลกหล้าว่าสำนักชิงเสวียนของพวกเรา ขอบเขตเริ่มต้นคือขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด!”


   ลู่ไป๋เวยดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่


   “ศิษย์พี่หญิงห้า แต่ที่นี่ก็ยังมีอีกหนึ่งคนที่ยังอยู่ขอบเขตจินตานนะ”


   “พูดอะไรน่ะ! ศิษย์น้องหญิงเล็กไม่ใช่แค่จินตานหรอกนะ”


   “แล้วนางอยู่ขอบเขตไหนล่ะ?”


   “ก็… ขอบเขตเตรียมแปรเทวะไง!”


   ทุกคนต่างรู้กันดีว่าศิษย์พี่หญิงห้าคือผู้คลั่งไคล้ศิษย์น้องหญิงเล็ก แต่ไม่มีใครคาดคิดว่านางจะคลั่งไคล้ได้ขนาดนี้


   ยังไม่ทันจะบรรลุขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด ก็กลายเป็นขอบเขตเตรียมแปรเทวะไปแล้วหรือ? แบบนี้ไม่เห็นหัวพวกเขาที่อยู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายกันเลยนะ!


   “เอาล่ะ ถ้างั้นตอนนี้ก็ขอให้ศิษย์เตรียมแปรเทวะอย่างข้าเป็นคนบอกเรื่องสำคัญให้ฟังนะ”


   ศิษย์สำนักชิงเสวียนหยุดการหยอกล้อกัน แล้วหันไปมองเยี่ยหลิงหลงทันที


   “อีกสามวัน พวกเราจะออกเดินทางไปเขาอู๋ล่าง”


   สามวันต่อมา ณ เขาอู๋ล่าง


   เหล่าประมุขจากสี่ขุมกำลังใหญ่ต้องอยู่เฝ้าดูแลสถานการณ์ที่สำนักของพวกเขา ส่วนทางด้านถังเหลียนก็นำศิษย์ที่ได้รับเลือกจำนวนยี่สิบคนไปยังเขาอู๋ล่างด้วยตัวเอง


   ศิษย์ที่ถูกเลือกทั้งหมดล้วนเป็นผู้ที่เคยผ่านศึกจากเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยงมาแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นในเรื่องพลังฝีมือหรือประสบการณ์ พวกเขาก็ถือได้ว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในขุมกำลังแล้ว


   นอกจากพวกเขา เยี่ยหลิงหลงยังพาศิษย์หญิงจากสำนักชิงเสวียนติดตามมาด้วย เพราะศิษย์พี่หญิงใหญ่รออยู่ที่นั่น พวกเขาทุกคนก็อยากจะไปพบกันอีกครั้ง


   ในการเดินทางไปยังเขาอู๋ล่าง พวกเขาใช้เรือเหาะของอวี๋หงหลานเป็นพาหนะ ซึ่งมีความรวดเร็วและสะดวกสบายอย่างมาก ทุกคนต่างเอ่ยชมไม่ขาดปาก ทำเอาถังเหลียนถึงกับรู้สึกอิจฉาอยู่ในใจ


   สำนักของพวกเขาเป็นกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงเขาอู๋ล่าง เมื่อพวกเขาเข้าใกล้ ก็รับรู้ได้ถึงความหนาวเหน็บที่แทรกซึมถึงขั้วหัวใจ ราวกับกำลังเข้าสู่อาณาจักรน้ำแข็งที่ถูกแช่แข็งมานับหมื่นปี ศิษย์ที่มีการฝึกฝนไม่สูงนักต้องเร่งโคจรพลังวิญญาณเพื่อขับไล่ความหนาวเย็นไม่ให้แทรกซึมเข้าสู่กาย


   เขาอู๋ล่างเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน และที่น่าแปลกก็คือ พื้นที่บนภูเขากลับไม่มีวิญญาณร้ายอยู่เลยสักตัว ดูสะอาดสะอ้านเหมือนไม่เคยถูกอะไรทำลายมาก่อน


   เรือเหาะหยุดลงนอกเขตเขาอู๋ล่าง และไม่นานนัก เหล่าพันธมิตรจากอีกสามขุมกำลังก็ตามมาถึง


   เมื่อมาถึง พวกเขาต่างตื่นตะลึงเมื่อเห็นเรือเหาะลำใหญ่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ด้วยรูปลักษณ์ที่สะดุดตาและทรงพลังอย่างยิ่ง


   "ข้าเคยได้ยินว่าประมุขถังเหลียนมีเรือเหาะ แต่เท่าที่ฟังมามันเป็นแค่ลำเล็กๆไม่ใช่หรือ?"


   “นั่นน่ะเป็นเรือเหาะของสำนักชิงเสวียน! ได้ยินว่าเป็นของศิษย์พี่หญิงใหญ่ของพวกเขา ตอนนี้ศิษย์น้องหญิงเยี่ยเป็นคนใช้”


   “โห… สำนักชิงเสวียนนี่มันเป็นสำนักอะไรกัน ถึงได้มีแต่ของดีๆแบบนี้!”


   ในขณะที่เหล่าผู้ฝึกตนจากขุมกำลังอื่นๆ กำลังถกเถียงกันอย่างตื่นเต้น ศิษย์สำนักชิงเสวียนที่อยู่ด้านหน้าก็เริ่มทยอยลงจากเรือเหาะ พวกเขาจึงรีบเดินเข้ามาร่วมกลุ่มด้วย


   “ข้างหน้าเป็นอย่างไรบ้าง?”


   “เรือเหาะบินต่อไม่ได้แล้ว เมื่อครู่ข้าลองดูแล้ว คนก็บินเข้าไปไม่ได้ ดูท่าจะมีข้อจำกัดคลุมเขาอู๋ล่างอยู่ พวกเราต้องเดินเท้าเข้าไปแทน” ถังเหลียนตอบ


   ขุมกำลังอื่นๆกำลังคิดว่า เขาอู๋ล่างนั้นใหญ่โตมาก ถ้าต้องเดินจะใช้เวลานานแค่ไหน แต่ศิษย์ของสำนักชิงเสวียนก็เดินนำเข้าไปแล้ว


   พอเห็นดังนั้น พวกเขาก็ไม่มีข้ออ้างที่จะบ่นอีกต่อไป จึงรีบเดินตามกันไปทันที


   แม้จะบอกว่าเดิน แต่พอเริ่มเดินเข้าไปจริงๆ ทุกคนถึงได้รู้ว่า เขาอู๋ล่างกว้างใหญ่ขนาดไหน เมื่อยืนอยู่กลางหิมะแล้วแหงนหน้ามองยอดเขาที่เรียงราย ก็รับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ของมันและความเล็กจ้อยของตัวเอง


   ราวกับว่าพวกเขาเป็นแค่ผงธุลีในดินแดนหิมะขาวโพลนนี้ ที่จะถูกกลืนหายไปได้ง่ายๆใต้หิมะแห่งโชคชะตา


   “แปลกนะ ข้าจำได้ว่าเขาอู๋ล่างเคยถูกผนึกเอาไว้นี่นา? ทำไมตอนนี้ถึงเดินเข้ามาได้โดยไม่มีอะไรมาขวางล่ะ?”


   “เพราะมีคนทำลายค่ายกลที่ปกป้องภูเขานี้แล้ว ตอนที่ข้าเข้ามา ข้าพบร่องรอยของค่ายกลที่ถูกทำลายอยู่”


   เยี่ยหลิงหลงที่เดินนำหน้าตอบคำถามนั้นด้วยความมั่นใจ


   คำตอบนี้ทำให้ทุกคนจากสี่ขุมกำลังรวมทั้งหมดแปดสิบชีวิตต้องชะงักไปตามๆกัน


   มีคนที่สามารถฟันเปิดค่ายกลที่ปกป้องภูเขาแห่งนี้ได้ด้วยหรือ? ที่นี่คือเขาอู๋ล่างเชียวนะ! เป็นสถานที่ที่ไม่มีใครสามารถย่างกรายเข้าไปได้เกือบหมื่นปีแล้ว!


   เมื่อพวกเขาเดินต่อไป ก็ได้พบกับยอดเขาที่ดูแปลกประหลาด ยอดเขานั้นมีรอยแยกยาวตรงกลางที่แบ่งยอดเขาออกเป็นสองส่วน ทำให้มันดูเหมือนถูกผ่าครึ่ง


   “ยอดเขานี่มันดูแปลกๆนะ”


   “ที่เห็นว่ามันแปลกไม่ใช่เพราะมันมีสองยอดเขา แต่เป็นเพราะในรอยแยกระหว่างสองยอดเขานั้นไม่มีหิมะปกคลุมอยู่ต่างหาก ก่อนพวกเรามาถึง มีคนฟันยอดเขานี้ออกเป็นสองส่วน” เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ก็เกิดเสียงสูดหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นมาอีกระลอก


   และก่อนที่ทุกคนจะได้ฟื้นจากความตกตะลึงกับสิ่งที่พบเจอ พวกเขาก็เดินผ่านยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะอีกลูกหนึ่ง แล้วได้พบกับรอยแยกอีกเส้นหนึ่งบนพื้นดิน มันทั้งลึกและยาว ในรอยแยกนั้นแทบจะไม่มีหิมะหลงเหลืออยู่เลย


   “ศิษย์น้องหญิงเยี่ย รอยแยกนี้ก็ใช่ไหม… ที่ถูกฟันออก?”


   “ใช่ เดาเก่งใช้ได้ ถูกต้องแล้ว รอยแยกนี้ก็เป็นฝีมือของคนคนนั้นเช่นกัน”


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ นางก็ชี้ไปทางซ้ายอีกครั้ง


   “เห็นเนินเขาแปลกๆตรงนั้นไหม?”


   ทุกคนมองตามทิศที่นางชี้ไป ก็เห็นเนินเขาขนาดใหญ่ที่ดูแปลกตา และข้างๆกันก็มีเนินเล็กๆที่ดูไม่เข้ากันอยู่


   “นั่นคือภูเขาลูกหนึ่งที่ถูกฟันขาดเป็นสองส่วน ยอดเขาด้านบนหล่นลงมา”


   ขณะที่ทุกคนตาโตจนแทบจะถลนออกจากเบ้า เยี่ยหลิงหลงก็ชี้ไปทางขวาอีกครั้ง


   “เห็นทะเลสาบที่เอนเอียงไปครึ่งหนึ่งไหม?”


   “นั่น… คือมีคนทำให้น้ำแข็งและหิมะทั้งหมดละลาย แล้วน้ำที่ละลายก็แข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็งอีกครั้งหรือ?”


   “ฉลาดมาก! เข้าใจถูกแล้ว”


……


   ถึงเหตุผลจะดูเหลือเชื่อ แต่เมื่อนำความผิดปกติแต่ละอย่างมาต่อกัน หากมีคนมาฟันภูเขาและขุดทะเลสาบที่นี่จริงๆ ก็สมเหตุสมผล


   “แล้วคนที่มาฟันภูเขาและขุดทะเลสาบที่นี่คือใครกัน?”


   ทันทีที่คำถามนั้นหลุดออกมา เยี่ยหลิงหลงก็ยิ้มกว้าง ก่อนจะวิ่งไปข้างหน้าอีกหลายก้าวด้วยความดีใจ


   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่!”


   ขณะนั้นเอง พวกเขาก็เดินลึกเข้ามาในส่วนลึกของเขาอู๋ล่างโดยไม่รู้ตัว เมื่อเงยหน้าขึ้น พวกเขาก็เห็นภาพหญิงสาวในชุดสีแดงเข้ม ยืนอยู่ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายเบื้องหน้าภูเขาสูงตระหง่าน


   ในมือของหญิงสาวถือกระบี่ยาวที่ยังมีเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆติดอยู่บนคมกระบี่


   เมื่ออวี๋หงหลานหันกลับมา นางก็ส่งยิ้มอ่อนโยนให้


   “ข้าหาพบแล้ว”



บทที่ 443: หอคอยนั่น... มันเหมือนถูกสร้างมาเพื่อเจ้า



   ในชั่วขณะนั้น เหล่าผู้ฝึกตนที่ไม่เคยไปเยือนเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยงมาก่อน ถึงกับตกตะลึงเมื่อได้เห็นอวี๋หงหลาน


   "ขอบเขตหลอมสุญตา! ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างนี่ ถึงกับมีผู้ที่บรรลุขอบเขตหลอมสุญตา! นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!"


   เวลานั้น นอกจากศิษย์จากสำนักชิงเสวียนแล้ว คนอื่นๆต่างตกตะลึงไปตามๆกัน


   ที่เขาอู๋ล่างมีคนกล้าถึงขนาดฟันไม่เลือกหน้าได้จริงๆ!


   คนอื่นๆค่อยๆค้นหาสิ่งที่ตามหาอย่างระมัดระวัง ไล่ตามเบาะแสทีละน้อย


   แต่นางไม่สน เดินไปตรงไหนก็ฟันตรงนั้น ฟันไปจนเห็นชัดเจนว่าสิ่งที่ตามหามีอยู่ในนั้นหรือไม่


   สมกับที่เป็นขอบเขตหลอมสุญตา! ช่างแข็งแกร่ง ช่างสะใจ และช่างทรงอำนาจเหลือเกิน!


   “อยู่ที่นี่”


   อวี๋หงหลานกล่าวพลางหันกลับมาชี้ไปที่ภูเขาที่อยู่เบื้องหน้าตน


   เมื่อมองตามปลายนิ้วของนาง ทุกคนก็เห็นภูเขาน้ำแข็งอันสูงตระหง่านนั้น


   และนี่เป็นภูเขาน้ำแข็งเพียงลูกเดียวที่พวกเขาได้พบตั้งแต่มาถึงเขาอู๋ล่าง เพราะว่าหิมะและน้ำแข็งที่เคยปกคลุมถูกกระแทกหลุดออกไปจนหมด


   พวกเขามองขึ้นไปยังภูเขาน้ำแข็งลูกนั้น และสามารถเห็นได้ว่าภายในนั้นมีบางสิ่งที่ลักษณะคล้ายหอคอยอยู่


   ดูเหมือนว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่จากสำนักชิงเสวียน ตอนที่ฟันภูเขาลูกนี้ นางพบว่ามันไม่ถูกฟันขาดในกระบี่เดียว แต่กลับทำให้หิมะที่ปกคลุมอยู่หลุดร่วงลงมา เผยให้เห็นหอคอยที่อยู่ด้านใน


   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ นี่มันคืออะไร?”


   “อธิบายไม่ทันแล้ว พวเจ้าถอยออกไปก่อน อยู่ห่างๆไว้”


   อวี๋หงหลานกล่าวจบ ก็ยกกระบี่ในมือพร้อมดึงพลังวิญญาณทั้งหมดเข้าสู่ร่าง ก่อนจะจับกระบี่ด้วยสองมือและออกกระบวนท่า ในขณะนั้นเอง แสงสีแดงเข้มที่แผ่กระจายความคมกริบจนยากจะต้านทานก็ปรากฏขึ้นที่ปลายกระบี่


   ในเสี้ยวอึดใจถัดมา นางรวบรวมพลังทั้งหมดแล้วฟันลงไปที่ภูเขาน้ำแข็งเต็มแรง


   เสียง ‘ตู้ม!’ ดังสนั่นหวั่นไหว แผ่นดินสั่นสะเทือน หิมะถล่มลงมาอย่างรุนแรง ทุกคนต่างเร่งโคจรพลังวิญญาณเพื่อป้องกันตัวเอง


   ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะหลายคนสร้างเกราะป้องกันขนาดใหญ่ขึ้นตรงหน้า ส่วนเยี่ยหลิงหลงที่อยู่นอกเกราะนั้นก็กางหงเยี่ยนขึ้น หิมะที่ตกลงมาบนหงเยี่ยนช่วยเติมความงดงามและอ่อนช้อยให้กับภาพเบื้องหน้า


   ทางด้านหน้า กระบี่ของอวี๋หงหลานยังไม่สิ้นสุด กระบี่ของนางยังคงต้านทานพลังอันมหาศาลของภูเขาน้ำแข็งที่ดูเหมือนจะมีบางสิ่งถูกผนึกไว้อยู่


   รอยแยกปรากฏขึ้น ณ จุดที่ปลายกระบี่ของนางตัดผ่าน ธารน้ำแข็งอันแข็งแกร่งเริ่มแยกตัวออกจากกัน เสียงน้ำแข็งแตกหักดัง ‘แกรกๆ’ และเมื่อปลายกระบี่ของนางไล่ลงมาเรื่อยๆ รอยแยกก็ยิ่งขยายออก จนกระทั่งในที่สุด ภูเขาน้ำแข็งทั้งหมดก็แตกเป็นชิ้นๆ


   เศษน้ำแข็งขนาดใหญ่ตกลงมา ทำให้ทั้งหุบเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้านั้นทรงพลังและยิ่งใหญ่ดั่งภาพวันโลกาวินาศ


   ขณะที่ทุกคนกำลังตะลึงกับฉากอันน่าประทับใจนี้ เยี่ยหลิงหลงก็พุ่งทะยานไปยังบริเวณที่ภูเขาน้ำแข็งแตกลงมา


   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่!”


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก!”


   เหล่าศิษย์จากสำนักชิงเสวียนเห็นนางพุ่งออกไปโดยไม่ห่วงชีวิต พวกเขาก็รีบตามไป แต่เมื่อไปได้ครึ่งทาง ก็ถูกเศษน้ำแข็งที่ตกลงมาขวางทางเอาไว้


   พวกเขาจำต้องหยุดเพราะมีศิษย์หญิงที่อยู่ข้างหลังต้องคอยดูแล เมื่อเงยหน้าขึ้นไป มองเห็นเงาของศิษย์พี่หญิงใหญ่กับศิษย์น้องหญิงเล็กที่ถูกเศษน้ำแข็งบดบังจนมิด


   ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงที่เข้าไปใกล้ถึงตัวอวี๋หงหลานแล้ว นางหมุนหงเยี่ยนในมือขึ้นไปเหนือศีรษะของอวี๋หงหลานเพื่อป้องกันหิมะและน้ำแข็งทั้งหมดที่ตกลงมา


   อวี๋หงหลานเงยหน้าขึ้นมองหงเยี่ยนที่ทั้งสวยงามและทรงพลังนั้น ในขณะที่ปากก็พึมพำว่า “ในโลกภพล่างนี้ยังมีคนที่สามารถสร้างอาวุธวิเศษเช่นนี้ได้อยู่อีกหรือ”


   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่! ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม? ทำไมท่านไม่หลบเล่า!”


   เยี่ยหลิงหลงกระโดดเข้าไปใต้ร่มหงเยี่ยนแล้วยืนข้างอวี๋หงหลาน อวี๋หงหลานละสายตาจากร่มหงเยี่ยน แล้วหันมามองนางแทน


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าก็รู้ดีอยู่แล้วว่าทำไมข้าถึงไม่หลบ”


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไป ใช่ นางรู้ดี


   ในตอนนั้นเอง อวี๋หงหลานยื่นมือออกมานอกร่มหงเยี่ยนให้เห็นชัดเจน หิมะและน้ำแข็งยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีแม้แต่เกล็ดเดียวที่ตกลงบนฝ่ามือของนาง


   หิมะทั้งหมดร่วงผ่านมือที่โปร่งใสของอวี๋หงหลานลงไปสู่พื้นโดยไร้การขัดขวางใดๆ


   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ทำไมถึงเป็นแบบนี้? ท่านเป็นอะไรกันแน่?”


   “เวลาของข้าหมดลงแล้ว”


   เยี่ยหลิงหลงรีบยื่นมือออกไปคว้าอวี๋หงหลานเอาไว้ แต่ก็เป็นไปตามคาด มือของนางคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ไม่อาจรั้งศิษย์พี่หญิงใหญ่ไว้ได้


   “ทำไมกัน?”


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างนี้ปราณวิญญาณช่างเบาบางเกินกว่าจะบรรลุขอบเขตหลอมสุญตาได้ ข้าเป็นเพียงร่างแยก ร่างจริงของข้าอยู่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน ตอนนี้พลังของร่างแยกนี้หมดลงแล้ว มันจึงต้องหายไป”


   “ร่างแยก? แต่ท่านเก็บตัวฝึกอยู่ที่สำนักชิงเสวียนตลอดนี่นา”


   “ใช่ ข้าเคยเก็บตัวฝึกฝนที่สำนักชิงเสวียน แต่หลังจากนั้นอาจารย์ของข้าก็ถูกผนึก ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไม จนกระทั่งครั้งนี้ที่ผนึกถูกคลาย ข้าเห็นพวกเจ้าทุกคนติดกับดักที่เขาวางไว้ เขายังถึงขั้นต้องการให้พวกเจ้าตาย ข้าจึงเข้าใจ”


   อวี๋หงหลานถอนหายใจเบาๆ


   “เขาผนึกข้าไว้เพราะเขาฆ่าข้าไม่ได้ เขาทำไม่ได้ แม้แต่ทั้งโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างนี้ก็ทำไม่ได้ ความแข็งแกร่งของข้านั้นเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้”


   “แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”


   “ข้าไม่สามารถทำลายผนึกนั้นได้ จึงต้องหาทางออกใหม่ ข้าใช้วิชาลับบางอย่างส่งตัวเองไปยังโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน ก่อนจากไปข้าทิ้งร่างแยกเอาไว้ เพราะอยากรู้ว่าเหตุใดเขาถึงทำเช่นนี้กับข้า”


   “ดังนั้น ศิษย์พี่หญิงใหญ่จึงบรรลุขอบเขตหลอมสุญตาในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน ร่างแยกนี้จึงมีพลังของขอบเขตหลอมสุญตาติดมาด้วย”


   “ใช่แล้ว รวมถึงเรือเหาะลำนั้นด้วย มันจะหายไปพร้อมกับข้า ดังนั้นข้าถึงสัญญาได้แค่ให้เจ้ายืมเล่น แต่ไม่สามารถสัญญาที่จะให้ศิษย์น้องเจ็ดหรือคนอื่นๆยืมได้ เพราะเวลาของข้าเหลือน้อยเต็มทีแล้ว”


   อวี๋หงหลานยิ้มแล้วพยายามลูบหัวเยี่ยหลิงหลง แต่โชคร้ายที่มือของนางไม่อาจสัมผัสสิ่งใดได้แล้ว


   “รู้ไหมว่าทำไมสำนักชิงเสวียนถึงไม่มีตัวตนในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างนี้?”


   “มัน... หรือว่าไม่เคยมีอยู่จริงในโลกนี้? มันเป็นเพียงเงาลวงในกระจก ที่ฉายทับลงมาบนความจริง”


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าฉลาดจริงๆ ใช่แล้ว เพราะแบบนี้ เมื่อกระจกแตก ผนึกของข้าจึงคลายออก และร่างแยกของข้าจึงสามารถออกจากพันธนาการได้ ทุกมิติย่อมมีขอบเขตการปิดกั้น ข้าไปยังโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนแล้ว จึงไม่สามารถกลับมาได้อีก ดังนั้น ข้าจึงทำได้เพียงช่วยพวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ที่เหลือก็ต้องพึ่งพาเจ้าเองแล้ว”


   “ดังนั้น ศิษย์พี่หญิงใหญ่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมอาจารย์ถึงทำแบบนี้หรือ?”


   อวี๋หงหลานส่ายหน้า


   “แต่ข้ามั่นใจว่า อาจารย์ของเรา เขาอยู่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน เพราะสำนักชิงเสวียนที่แท้จริงนั้น อยู่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนเช่นกัน หากเจ้าต้องการคำตอบที่แท้จริง เจ้าต้องปิดประตูนรกนั้นให้ได้ก่อน แล้วตามหาข้าในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน เราจะไปหาอาจารย์ด้วยกัน”


   เยี่ยหลิงหลงมองอวี๋หงหลานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง รับฟังคำพูดของอีกฝ่ายอย่างเหม่อลอย


   ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทุกอย่างในสำนักชิงเสวียนถึงได้ทรงพลังขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นค่ายกล คัมภีร์วิชาสูงสุด หรืออะไรก็ตามที่มี มันทั้งหมดล้วนอยู่เหนือสำนักอื่นๆ


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้ามองเห็นความหวังในตัวเจ้า”


   อวี๋หงหลานชี้นิ้วไปข้างหน้า


   “หอคอยนั่น... มันเหมือนถูกสร้างมาเพื่อเจ้า”



บทที่ 444: ยิ้มหนึ่งกลางหิมะโปรยปราย งามดั่งล่มเมือง



   เมื่อศิษย์พี่หญิงใหญ่พูดประโยคนั้น เยี่ยหลิงหลงยังไม่เข้าใจว่าการที่บอกว่า ‘หอคอยนี้ถูกสร้างมาเพื่อเจ้า’ หมายถึงอะไร


   “ประตูเชื่อมโลกวิญญาณอยู่บนยอดหอคอยนี้เอง หากเจ้าสามารถขึ้นไปถึงยอดได้ เจ้าก็จะสามารถปิดมันได้”


   ในขณะที่คำพูดของอวี๋หงหลานจบลง ร่างของนางก็โปร่งใสมากขึ้นเรื่อยๆ โปร่งใสจนเหมือนกับเงาที่แสงสะท้อนผิดพลาดทิ้งไว้


   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่!”


   “พลังของข้าหมดลงแล้ว ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าจะมาหาข้าใช่ไหม?”


   “ข้าจะไป” เยี่ยหลิงหลงตอบด้วยเสียงหนักแน่น


   “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะช่วยเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย แต่... ข้ามีให้ได้แค่เจ้าคนเดียว อย่าพูดให้ใครฟังล่ะ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะหาว่าข้าเข้าข้างเจ้า”


   “ให้พวกเขาโกรธไปเถอะ ยังไงพวกเขาก็เป็นพวกขี้อิจฉาอยู่แล้ว ข้ามีวิธีจัดการกับพวกเขาตั้งเยอะแยะ” เยี่ยหลิงหลงตอบยิ้มๆ


   รอยยิ้มของอวี๋หงหลานยิ่งสดใสขึ้นเรื่อยๆ แต่ร่างเงาของนางกลับยิ่งเลือนหาย จนกระทั่งแสงเงาทั้งหมดสลายกลายเป็นจุดแสงที่ตกลงบนฝ่ามือของเยี่ยหลิงหลง


   ทันทีที่แสงของศิษย์พี่หญิงใหญ่ตกลงมาบนฝ่ามือ เยี่ยหลิงหลงรู้สึกถึงความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วฝ่ามือ แม้จะเป็นเพียงพลังที่เหลือจากร่างแยก แต่เมื่อสัมผัสมันก็ราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังลุกโชน ร้อนแรง ทรงพลัง และเต็มไปด้วยพลังที่ไม่มีที่สิ้นสุด


   ช่างเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่จริงๆ! นี่สินะคือพลังของขอบเขตหลอมสุญตา?


   แล้วหลังจากขอบเขตหลอมสุญตาล่ะ? หากสามารถควบคุมพลังได้มาก นั่นหมายความว่าเราจะสามารถหลุดพ้นจากโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ได้หรือไม่? และได้ใช้ชีวิตตามใจปรารถนาอย่างแท้จริง?


   นี่เป็นครั้งแรกที่เยี่ยหลิงหลงรู้สึกถึงความปรารถนาในพลังอย่างรุนแรง


   นางไม่หลงใหลในวิถียุทธ์ ไม่ได้ยึดติดในชื่อเสียง แต่นางมีคนที่อยากจะปกป้อง


   เมื่อตอนที่นางเพิ่งทะลุมิติมายังโลกในนิยาย นางเคยกล่าวไว้ว่าจะยืนหยัดเพื่อสำนักชิงเสวียน ต่อสู้กับฟ้าดิน และโชคชะตา บัดนี้นางก็ทำได้จริงๆ


   แม้การต่อสู้นั้นจะยังไม่จบสิ้น แต่ทุกคนยังมีชีวิตอยู่ แถมพวกเขายังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากขึ้น


   ในขณะที่นางกำลังจ้องมองพลังที่อยู่บนฝ่ามือของตน หอคอยที่สูงเสียดฟ้าอยู่เบื้องหน้า ก็ได้หลุดออกมาจากน้ำแข็งอย่างสมบูรณ์


   เศษน้ำแข็งที่ตกลงมาค่อยๆลดลง จนกระทั่งหิมะขาวที่ร่วงหล่นเหมือนเม็ดทรายเริ่มบางเบา เผยให้เห็นทัศนียภาพโดยรอบ


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก!”


   เสียงตะโกนของเผยลั่วไป๋ดังก้อง ทุกสายตาหันไปยังตำแหน่งที่เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่


   นางยืนเดียวดายกางร่มสีแดงท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาทั่วฟ้า เบื้องหลังคือเศษน้ำแข็งที่ยังถล่มลงมาไม่สิ้นสุด รอบกายคือหิมะขาวที่ตกลงมาเหมือนฝนกระหน่ำ และในฝ่ามือของนาง มีแสงเจิดจ้าเปล่งประกายอยู่ก้อนหนึ่ง


   เมื่อได้ยินเสียงเรียก นางหันกลับไปมอง พร้อมรอยยิ้มบางๆที่แย้มขึ้นบนใบหน้า


   ในชั่วขณะนั้น ภาพราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ศิษย์น้องหญิงเล็กที่อยู่ในใจของพวกเขาทุกคน ยืนยิ้มกลางหิมะโปรยปราย งามจนล่มเมือง


   หลายคนเริ่มตระหนักว่า เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว นางกำลังจะอายุครบสิบสี่ปี เหลืออีกเพียงปีเดียวก็จะเข้าสู่วัยสาวเต็มตัว


   นางเติบโตขึ้นอย่างงดงาม เปรียบเหมือนดอกไม้แรกแย้มที่พร้อมจะบานสะพรั่งเต็มที่


   “ข้าไม่เป็นไร”


   เยี่ยหลิงหลงเก็บพลังสุดท้ายที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่ฝากไว้ แล้วสะกิดปลายเท้าพุ่งตัวพร้อมร่มสีแดงในมือ กระโดดขึ้นไปบนก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ยังคงเอนเอียงอยู่


   “เร็วเข้าสิ ตอนนี้หิมะหยุดตกแล้ว หอคอยนี้เผยร่างที่แท้จริงออกมาแล้ว”


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างรีบวิ่งเข้ามา คนอื่นๆพากันจับจ้องหอคอยสูงตระหง่านนั้นด้วยความตื่นตะลึง แต่เหล่าศิษย์จากสำนักชิงเสวียนกลับวิ่งตรงเข้ามาถามไถ่เยี่ยหลิงหลงก่อนสิ่งอื่นใด


   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ไปไหนแล้ว?”


   “นางจากไปแล้ว”


   “ไปไหน?”


   “นางรอเราอยู่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน”


   “หา?”


   เยี่ยหลิงหลงเบนสายตาไปทางศิษย์พี่เจ็ดซึ่งร้องเสียงดังที่สุด


   “จะทำอะไรน่ะ? ตอนนี้คนในสำนักของเราครึ่งหนึ่งก็บรรลุขอบเขตแปรเทวะแล้ว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็พยายามกันอย่างเต็มที่ ท่านจะอยู่ในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดไปตลอดชีวิตหรือไง?”


…...


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ศิษย์ร่วมสำนักทุกคนต่างหันมามองจี้จื่อจั๋วด้วยสีหน้าจริงจังราวกับเขากำลังเป็นตัวถ่วงของกลุ่ม


   เดี๋ยวนะ...


   ให้คนอื่นมองว่าเขาช้าไปยังพอว่า แต่ทำไมศิษย์พี่หญิงห้า ที่ตอนทะลวงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดจนเกือบธาตุไฟเข้าแทรกถึงได้มองเขาแบบนั้นล่ะ?


   แถมเขาก็ไม่ได้บอกว่าไม่พยายามนี่นา เขาจะเร่งฝีเท้าแข่งบ้างก็ได้นะ!


   พอเรื่องนี้จบ เขาจะรีบกลับไปฝึกให้หนักกว่าใครในที่นี้จนไม่มีใครเทียบได้เลย!


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าสัญญา ภายในหนึ่งปี ข้าจะทะลวงขอบเขตแปรเทวะให้ได้!”


   “งั้นข้าจะจดไว้” เยี่ยหลิงหลงยิ้มรับคำก่อนจะถ่ายทอดคำพูดของศิษย์พี่หญิงใหญ่ให้ศิษย์พี่ทุกคนฟังคร่าวๆ


   ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่กำลังศึกษาตัวหอคอยก็ส่งเสียงอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น


   “ใช่แล้ว! หอคอยนี้แหละ! มันคือตำนานหอคอยเก้าชั้นฟ้า มันมีเพียงเก้าชั้น แต่แค่เก้าชั้นก็สูงพุ่งทะลุเมฆ ขึ้นสู่ท้องฟ้าชั้นสูงสุดได้!”


   ศิษย์จากสำนักชิงเสวียนหันไปมองตามเสียง แล้วก็เดินไปยังหน้าหอคอยเก้าชั้นฟ้าพร้อมกับคนอื่นๆ เงยหน้าขึ้นมองความสูงส่งของมัน


   ตัวหอคอยดูเก่าแก่และทรงพลัง แผ่กลิ่นอายที่น่าเกรงขามและโบราณขึ้นสู่ฟากฟ้า เพียงแค่ยืนมองก็รู้สึกถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ ปลายยอดหอคอยหายลับเข้าไปในเมฆที่บดบังสายตา เปี่ยมไปด้วยความสง่างามน่าเกรงขาม


   หอคอยนี้ช่างสูงตระหง่าน แต่กลับมีเพียงเก้าชั้นเท่านั้น ผู้ที่สร้างมันขึ้นมาช่างเป็นคนที่มีหัวใจที่กว้างใหญ่ดั่งจักรวาล เก็บซ่อนฟ้าดินไว้ในใจ


   “นอกจากชื่อแล้ว ยังมีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับมันอีกไหม?” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถาม


   คำถามนี้ทำให้คนที่ตื่นเต้นอยู่เมื่อครู่เงียบกริบลงในทันที


   เอ๊ะ?


   “ในตำราโบราณมีบันทึกเกี่ยวกับหอคอยนี้ มันมีชื่อว่าหอคอยเก้าชั้นฟ้า ข้าจำได้ว่ามันเป็นหอคอยที่ทรงพลังมาก ผู้ที่สามารถขึ้นไปถึงยอดได้ในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าหมื่นปีนั้น มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น นอกจากนั้น... ก็ไม่มีข้อมูลอื่นอีก”


   “ไม่มีข้อมูลอื่นแล้วหรือ?”


   “ไม่มีแล้ว” ถังเหลียนตอบ


   เยี่ยหลิงหลงเบนสายตากลับไปที่หอคอยเก้าชั้นฟ้าอีกครั้ง จ้องมองความสูงเสียดฟ้าของมัน คำพูดของศิษย์พี่หญิงใหญ่ดังก้องในหัวของนาง


   “ประตูเชื่อมโลกวิญญาณอยู่บนยอดหอคอย”


   เมื่อประโยคนั้นดังออกมา คนทั้งสนามต่างพากันอึ้งจนเกิดเสียงฮือฮา


   “เจ้ามั่นใจหรือ?”


   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่บอกเอง นางไม่เคยโกหก”


   คราวนี้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที


   “ประตูเชื่อมโลกวิญญาณอยู่บนยอดหอคอย! แล้วเบื้องหลังคนที่ขึ้นไปถึงยอดนั้นคือใครกัน? นี่มันเกินกว่าที่จะจินตนาการได้แล้วนะ! เขาต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ เขาเป็นใครกัน?”


   “ถ้าไม่แข็งแกร่ง แล้วจะมีพลังขนาดพลิกฟ้าคว่ำปฐพีได้อย่างไร? เพียงแค่ยกมือก็สามารถทำลายล้างโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างได้ การเลือกยอดหอคอยเก้าชั้นฟ้าเป็นจุดตั้งประตู ก็ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับเขาแล้วนี่นา”


   “แต่... แต่ปีนหอคอยเก้าชั้นฟ้านั่นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ! คนที่สามารถปีนขึ้นไปถึงยอดได้แทบจะไม่มีเลย! การจะขึ้นไปถึงยอด ต้องเป็นอัจฉริยะที่หาได้เพียงหนึ่งในหมื่นปีเท่านั้น!”


   “แล้วจะทำอย่างไรได้ล่ะ? ถ้าประตูเชื่อมโลกวิญญาณไม่ถูกปิด วิญญาณร้ายจะเข้ามาไม่หยุดหย่อน ปราณวิญญาณจะหายสิ้น โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างก็จะพังพินาศ เราไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว!”


   ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกัน เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าถามเผยลั่วไป๋


   “ศิษย์พี่ใหญ่ หอคอยเก้าชั้นฟ้านี้ปีนยากขนาดนั้นเลยหรือ?”


   “ยากมาก ข้าเองก็เคยได้ยินเกี่ยวกับมันมาบ้าง สิ่งที่เขาพูดกันก็ไม่ต่างจากที่ได้ยินนัก”


   เยี่ยหลิงหลงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ


   “ยากถึงจะท้าทาย ใช่ไหมล่ะ? สำนักชิงเสวียนของเรานั้นเต็มไปด้วยอัจฉริยะ สิ่งที่เราไม่กลัวที่สุดก็คือการท้าทาย! ไม่เกรงกลัวต่ออนาคต พร้อมพิชิตยอดสูงสุด เราจะเป็นผู้ที่ยืนอยู่บนยอดของโลก!”


   คำพูดที่กระตุ้นใจนั้นทำให้เหล่าศิษย์จากสำนักชิงเสวียนตื่นเต้นฮึกเหิมขึ้นมาในทันที พวกเขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองหอคอยเก้าชั้นฟ้าที่ขวางกั้นเส้นทางของเหล่าอัจฉริยะมากมาย


   “ข้าจะเดิมพันกับพวกท่าน ข้าจะต้องขึ้นไปถึงยอดหอคอยได้แน่” เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างมั่นใจ “เพราะหอคอยเก้าชั้นฟ้านี้ถูกสร้างมาเพื่อข้า!”



บทที่ 445: ข้า! ไม่! ยอม!



   เมื่อเห็นท่าทีที่มั่นใจของนาง คนอื่นๆก็พลอยมีไฟฮึกเหิม อยากลองขึ้นไปท้าทายบ้าง


   แต่มีเพียงลู่ไป๋เวยที่ยิ้มกว้าง ดูมีความสุขอย่างมาก


   “ข้าไม่เดิมพัน ข้าให้เจ้าชนะไปเลย เพราะข้ามั่นใจว่าเจ้าจะต้องขึ้นถึงยอดหอคอยได้แน่นอน ถึงตอนนั้นข้าจะเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ให้เจ้า!”


   “ศิษย์พี่หญิงห้านี่ลำเอียงเกินไปแล้วนะ! ที่นี่ก็ยังมีศิษย์พี่คนอื่นๆอยู่ด้วย ทำไมถึงจะเตรียมของขวัญให้แค่ศิษย์น้องหญิงเล็กคนเดียวล่ะ?”


   ลู่ไป๋เวยชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองเยี่ยหลิงหลง


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก แล้วพวกเขาเอาด้วยได้ไหม?”


   “ไม่ได้หรอก ท่านแค่เตรียมของขวัญให้ข้าก็พอแล้ว”


   ลู่ไป๋เวยหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มกว้างทันที


   “พวกเจ้าสิบคนมีเก้าคนก็คงจะขึ้นไปไม่ถึงหรอก ของขวัญนี้ข้าจะเตรียมไว้ให้ศิษย์น้องหญิงเล็กคนเดียวเท่านั้น”


……


   ถึงจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าลู่ไป๋เวยเป็นผู้คลั่งไคล้ของศิษย์น้องหญิงเล็ก แต่แบบนี้มันก็เกินไปหน่อยไหม?


   ทำให้ศิษย์พี่ชายที่ตอนแรกยังไม่ได้จริงจังมากนัก ถึงกับรู้สึกถูกท้าทายและเหมือนถูกกระตุ้นให้ต้องเอาชนะให้ได้ในทันที ทุกคนล้วนตั้งใจในใจว่าจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้!


   ในขณะที่บรรยากาศของศิษย์จากสำนักชิงเสวียนเป็นไปอย่างผ่อนคลาย สนุกสนาน และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แต่ทางฝ่ายของคนจากขุมกำลังอื่น กลับเคร่งเครียดและจริงจัง พวกเขากำลังปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดว่าใครจะเป็นคนเข้าไปท้าทายหอคอยเก้าชั้นฟ้า


   การหารือครั้งนี้สีหน้าของพวกเขาจริงจังกว่าตอนตัดสินใจว่าใครจะได้สิทธิ์ไปเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยงเสียอีก


   ก็เพราะว่า จากบทเรียนของเกาะศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้านี้ อะไรที่เกี่ยวข้องกับกับดักของคนผู้นั้น มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเข้าไปแล้วไม่มีวันได้กลับออกมา


   ความสูญเสียที่เกาะศักดิ์สิทธิ์นั้นใหญ่หลวงพอแล้ว หากสูญเสียเพิ่มอีกที่หอคอยเก้าชั้นฟ้า โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างนี้ก็อาจจะถึงกาลอวสานเป็นแน่


   ขณะนั้นเอง หลังจากที่ศิษย์สำนักชิงเสวียนพูดคุยกันเสร็จสิ้นแล้ว ศิษย์ชายทั้งหมดก็มุ่งหน้าไปยังประตูของหอคอยเก้าชั้นฟ้า ส่วนในกลุ่มศิษย์หญิง มีเพียงเยี่ยหลิงหลงคนเดียวที่ก้าวเดินตามไปด้วย


   เมื่อเห็นศิษย์ของสำนักชิงเสวียนเตรียมจะท้าทายหอคอยเก้าชั้นฟ้า เสียง “เอ๊ะ?” ของใครบางคนก็ทำให้ทั้งสองฝ่ายหยุดชะงัก


   ศิษย์สำนักชิงเสวียนหันกลับมามอง ส่วนคนจากขุมกำลังอื่นก็หันตามไปเช่นกัน ทันใดนั้น สายตาของทั้งสองฝ่ายก็สบกัน ในแววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและความสงสัย


   ศิษย์สำนักชิงเสวียน: นี่เป็นโอกาสดีขนาดนี้ เป็นความท้าทายใหญ่โตขนาดนี้ ทำไมไม่มีใครกล้าเข้าไปล่ะ? หรือจะปล่อยให้ศิษย์น้องหญิงเล็กได้หน้าอยู่คนเดียวอีกแล้ว? แบบนี้ก็โดนนางกดหัวไว้ตลอดสิ จะทนได้หรือ?


   ขุมกำลังอื่นๆ: ทำไมสำนักชิงเสวียนถึงได้กระตือรือร้นขนาดนี้? สำนักที่มีศิษย์เพียงสิบกว่าคน แต่กลับเข้าไปมากกว่าครึ่ง พวกเขาไม่กลัวหรือว่าเข้าไปแล้วจะไม่ได้กลับออกมา? โดยเฉพาะพวกขอบเขตแปรเทวะ ถึงแม้ว่าปราณวิญญาณในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างจะฟื้นฟูกลับมาไม่ได้ แต่มันเกี่ยวอะไรกับพวกเขากัน? พวกเขาสามารถย้ายไปฝึกต่อในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนได้ไม่ใช่หรือ ทำไมต้องยอมเสี่ยงเอาชีวิตไปทิ้งด้วย?


   ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงจ้องมองกันอยู่นั้น ซืออวี้เฉินจากสำนักคุนอู๋เฉิงก็เดินออกมาจากกลุ่มของตน แล้วเดินตรงไปยังหอคอยเก้าชั้นฟ้า ยืนข้างๆกลุ่มของสำนักชิงเสวียน


   “อวี้เฉิน เจ้า...” เจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงถึงกับลนลาน “เจ้าจะยอมเสียสละเพื่อผู้ฝึกตนทั่วหล้าด้วยอีกคนหรือ?”


   เผยลั่วไป๋แค่นหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “เจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงอย่าพูดให้เขาดูดีเกินไปเลย ข้าว่าเขารู้สึกขายหน้าที่พ่ายแพ้ให้ข้าเลยอยากจะมาเอาคืนต่างหาก”


   “เจ้าสำคัญตัวมากไปหรือเปล่า?” ซืออวี้เฉินโต้กลับด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ข้ามาเพื่อไม่ให้ศิษย์น้องหญิงเล็กของเจ้าผูกขาดความโดดเด่นคนเดียว แล้วต้องเหงาอยู่คนเดียวบนยอดสูงสุดยังไงล่ะ”


……


   แม้จะเถียงกันอย่างดุเดือด แต่คำตอบของทั้งสองก็ทำให้เจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย


   ไหนๆก็จะไปแล้ว น่าจะพูดให้มันดูยิ่งใหญ่เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองหน่อยไม่ได้หรือไง? ทำไมต้องพูดจาตรงไปตรงมาแบบนี้ด้วย อย่างน้อยก็น่าจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้สำนักคุนอู๋เฉิงบ้างนะ


   ไอ้ศิษย์ดื้อ!


   ตั้งแต่สำนักชิงเสวียนปรากฏตัว ศิษย์ของเขาก็ยิ่งทำให้เขาเจ็บปวดใจขึ้นทุกวัน


   ในตอนนั้นเอง เจียงอวี๋เจิงมองซ้ายมองขวา เห็นว่าความสนใจของอาจารย์ไปอยู่ที่ศิษย์พี่ใหญ่หมดแล้ว จึงอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครทันสังเกต พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว


   แต่เขาเพิ่งวิ่งไปได้เพียงสองก้าว ก็ถูกเจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงคว้าตัวจากด้านหลัง รัดเอวเขาไว้แน่นแล้วพยายามดึงกลับมาอย่างสุดกำลัง พร้อมกับตะโกนเสียงดังอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ตัวเอง


   “ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักคุนอู๋เฉิง ข้าแม้จะไม่อยากให้เขาไป แต่เพื่อความยิ่งใหญ่ของพวกเรา ข้าก็ต้องให้เขาไป ส่วนเจ้า ทั้งพรสวรรค์และการฝึกฝนยังเทียบเขาไม่ได้ หากเจ้าขึ้นไปได้ ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าก็ต้องผ่านได้แน่นอน! ถ้าเขาขึ้นไปไม่ถึง เจ้าจะไปถึงได้อย่างไร? ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าไปเด็ดขาด!”


   ในชั่วขณะนั้น ทุกคนในที่นั้นต่างอึ้งตะลึงไปตามๆกัน


   ศิษย์สำนักชิงเสวียน: นี่มันยังมีวิธีแบบนี้อีกหรือ? อาจารย์เฒ่าคนนี้ถึงกับยอมเสียศักดิ์ศรีขนาดนี้เพื่อรั้งศิษย์ของตัวเองไว้


   ศิษย์จากขุมกำลังอื่นๆ: เจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงนี่ช่างรักลูกศิษย์เหลือเกิน ดูแล้วก็อดซาบซึ้งไม่ได้เลย


   ผู้นำสำนักอื่นๆ: แม้จะดูน่าอาย แต่เห็นผลชะงัด จำไว้ไปใช้บ้าง


   ขณะนั้นเอง เจียงอวี๋เจิงก็ตะโกนออกมาด้วยความไม่พอใจ


   “ที่บอกว่าเพื่อความยิ่งใหญ่ถึงต้องให้ศิษย์พี่ใหญ่ของข้าไป มันก็เพราะว่าท่านสู้เขาไม่ได้ห้ามเขาไม่อยู่ต่างหาก! เลยมาเลือกข้าที่ดูอ่อนแอกว่ามาเป็นเป้าหมาย! ใครบอกว่าข้าจะไม่มีวันแซงหน้าเขา ข้าจะพิสูจน์ให้ดู! ให้! ข้า! ไป!”


   “ข้า! ไม่! ยอม!”


   เสียง ‘โครม’ ดังขึ้น เมื่อเจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงถูกเจียงอวี๋เจิงสะบัดหลุดออกมา เขาเซล้มไปกับพื้นอย่างแรง สีหน้าที่เหลืออยู่เพียงคำเดียวคือ “งง”


   เขามองเจียงอวี๋เจิงด้วยความสับสน เหมือนชายแก่ที่ถูกทอดทิ้งอย่างน่าสงสาร จนทำให้คนเห็นรู้สึกสงสารจับใจ


   “ท่านอาจารย์ ตอนนี้ท่านไม่เพียงแต่สู้ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้ แต่แม้แต่ข้าเองท่านก็สู้ไม่ได้แล้ว ข้าไปท้าทาย ไม่ใช่ไปตาย หอคอยเก้าชั้นฟ้าก็เพียงเท่านี้เอง หากข้ากลัวตายจนไม่กล้าเข้าไปท้าทาย ใจข้าก็จะเล็กลง และเส้นทางในอนาคตก็จะยิ่งแคบลง ข้าเป็นศิษย์ที่ดื้อด้านและอกตัญญู ขอโทษด้วยท่านอาจารย์”


   เจียงอวี๋เจิงเดินตรงไปยังด้านหน้าของหอคอยเก้าชั้นฟ้าอย่างไม่ลังเล แถมยังจงใจยืนอยู่หลังซืออวี้เฉินเพื่อใช้เขาเป็นโล่กันอาจารย์จะเข้ามาเล่นทีเผลอด้วย


   ส่วนเจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงนั่งนิ่งอยู่กับพื้นหลังจากที่ล้มลงไป ไม่ยอมลุกขึ้นมา จนกระทั่งเหล่าศิษย์เข้ามาช่วยพยุง เขาจึงผลักพวกเขาออกแล้วค่อยๆลุกขึ้นด้วยตัวเอง


   “ถือซะว่าข้าไม่เคยรับพวกเจ้าสองคนนี้เป็นศิษย์ก็แล้วกัน!”


   “จริงหรือ?” ซืออวี้เฉินถามขึ้น


   เจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงถึงกับชะงักไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยความหวัง


   “หากท่านขับไล่ข้าออกจากสำนัก งั้นในบรรดาศิษย์ของท่านก็จะไม่มีใครอยู่ในขอบเขตแปรเทวะอีกแล้ว ตอนนั้นท่านก็จะกลายเป็นแค่เจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงธรรมดา ธรรมดาคนหนึ่ง ท่านยินดีหรือ?”


   แน่นอนว่าไม่ยินดี!


   แต่เจ้าจะพูดให้ตรงขนาดนี้ไปทำไมกัน! ข้าจะไม่ไว้หน้าหน่อยหรือไง? หา? หา?


   โกรธจนแทบกระอัก! โกรธจนอยากจะระเบิด!


   ในช่วงเวลาที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงตัดสินใจใช้วิธีการแก้ปัญหาที่คาดไม่ถึง—เขากลอกตาแล้วแกล้งเป็นลมไปทันที


   เหล่าศิษย์ที่อยู่ด้านหลังเจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงรีบประคองตัวเขาเอาไว้ และพาเขาออกไปจากสายตาของทุกคนอย่างราบรื่น ช่วยรักษาหน้าตาของเขาเป็นครั้งสุดท้าย


   ขณะนั้นเอง ทันใดนั้นในกลุ่มก็มีคนผู้หนึ่งเซไปข้างหน้า แล้ววิ่งพรวดออกมาหลายก้าว ก่อนจะชะงักกึกเมื่อถึงหน้าหอคอยเก้าชั้นฟ้า


   เขาใช้ความพยายามอย่างมากที่จะทรงตัวให้มั่นคง ใบหน้าซีดเผือดขึ้นมาทันทีเมื่อเงยหน้าแล้วพบว่าทุกสายตากำลังจ้องมา


   หลิ่วหยวนซวี่ถึงกับอึ้งไปในทันที


   “ข้า…”


   บอกไปอาจไม่มีใครเชื่อ แต่เขาถูกกลั่นแกล้งและถูกผลักออกมาจากกลุ่มอย่างไม่ทันตั้งตัว ตอนนี้หากถอยกลับไปก็คงจะยังทัน เขาไม่ได้อยากตายจริงๆนะ!


   “หยวนซวี่ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้วว่าจะไป อาจารย์ก็จะไม่ห้ามเจ้า งั้นเจ้าก็เป็นตัวแทนของพวกเราตำหนักจันทราลี้ลับแล้วกัน”


   เจ้าสำนักตำหนักจันทราลี้ลับพูดด้วยสีหน้าราวกับต้องเสียสละสิ่งสำคัญอย่างใหญ่หลวง พร้อมท่าทางที่ดูเหมือนมีความเสียใจแต่เข้าใจสถานการณ์ยิ่ง


   หลิ่วหยวนซวี่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง เขารู้ว่าคงหนีไม่พ้นแล้ว จึงตัดสินใจเด็ดเดี่ยวและยอมสู้มันไปเลย!



บทที่ 446: เพราะพวกเขาไม่เคยพ่ายแพ้



   “อาจารย์ ข้าไม่ไป เมื่อกี้ข้าสะดุดขาตัวเองเฉยๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะไปท้าทายหอคอยเก้าชั้นฟ้านะ”


   เมื่อหลิ่วหยวนซวี่พูดจบ ทุกคนต่างก็มองเขาด้วยความประหลาดใจ ในใจต่างก็คิดว่า ศิษย์ของสำนักคุนอู๋เฉิงสองคนนั้นต่างกระตือรือร้นที่จะไปด้วยตัวเอง แต่ศิษย์ของตำหนักจันทราลี้ลับกลับไม่ยอมไป? ความแตกต่างช่างเห็นได้ชัดเกินไป!


   เมื่อเป็นเช่นนี้ สายตาที่คนอื่นๆมองไปยังตำหนักจันทราลี้ลับก็เต็มไปด้วยความดูถูกและผิดหวัง


   “เป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่เหมือนกัน พลังสู้ไม่ได้ก็ยังพอเข้าใจได้ แต่นี่ขนาดความกล้าก็ยังต่างกันขนาดนี้เลยหรือ?”


   “นั่นสิ ออกไปแล้วก็ไปให้สุดสิ ดันทุรังไปก็ยังดีกว่ามายืนลังเลแบบนี้ ออกมาแล้วกลับคำเนี่ย เสียหน้ามากเลยนะ”


   เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนรอบข้างเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพูดถึงตำหนักจันทราลี้ลับ ทำให้สีหน้าของเจ้าสำนักตำหนักจันทราลี้ลับกลายเป็นสีดำสนิท ไอ้ศิษย์ดื้อคนนี้มันช่างไม่เอาไหนจริงๆ!


   หลิ่วหยวนซวี่ทำให้หน้าตาของตำหนักจันทราลี้ลับพังยับเยินหมดแล้ว!


   โกรธ! จน! แทบ! ระเบิด!


   ในขณะที่เจ้าสำนักตำหนักจันทราลี้ลับกำลังโกรธจนแทบคลั่ง สายตาของเขาก็บังเอิญไปสบกับเจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงที่แกล้งสลบอยู่ เขากลับเห็นแววตาอิจฉาปนความสับสนจากอีกฝ่าย


   อิจฉาบ้าอะไรล่ะ!


   ขณะที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนเจ้าสำนักตำหนักจันทราลี้ลับไม่กล้าเงยหน้ามองผู้ใด ก็มีคนก้าวออกไป—อวี่ซิงโจว


   “ศิษย์พี่ใหญ่ร่างกายไม่ค่อยดี ไม่ไปก็สมควรแล้ว แต่ตำหนักจันทราลี้ลับไม่ได้ไม่มีคนไป ข้าจะเป็นตัวแทนของตำหนักจันทราลี้ลับในการท้าทายหอคอยเก้าชั้นฟ้านี้เอง เจ้าสำนักตำหนักจันทราลี้ลับยังยอมแม้กระทั่งส่งลูกชายของตนเองไป การเสียสละเพื่อส่วนรวมของตำหนักจันทราลี้ลับนั้น ทุกคนไม่ต้องสงสัยเลย”


   ทันใดนั้น เสียงซุบซิบต่างๆ ก็เงียบลงในทันที


   เจ้าสำนักตำหนักจันทราลี้ลับเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ


   ตั้งใจทำแน่ๆ ไอ้ลูกคนนี้มันจงใจแกล้งเขา! เมื่อครู่ที่หลิ่วหยวนซวี่ถูกผลักออกไปนั้นก็ต้องเป็นฝีมือของเด็กนี่แน่ๆ ตำหนักจันทราลี้ลับอับอายไปแล้วครั้งหนึ่ง จะอับอายซ้ำอีกไม่ได้ แล้วเจ้าลูกคนนี้ก็รู้เรื่องนี้ดีจึงจัดการทุกอย่างตามแผน


   เจ้าสำนักตำหนักจันทราลี้ลับโกรธจนแทบระเบิด เมื่อหันไปเห็นเจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงที่มองเขาด้วยแววตาเหลือเชื่อ ราวกับกำลังบอกว่า ‘เจ้ายอดเยี่ยมจริงๆ ยอมส่งลูกชายของตัวเองได้ ข้าขอคารวะ’


   แววตานั้นกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เจ้าสำนักตำหนักจันทราลี้ลับรับไม่ไหว เขากลอกตาแล้วก็หมดสติไปจริงๆในทันที


   ในตอนนั้นเอง ความกดดันทั้งหมดก็ไปตกอยู่ที่สำนักเจ็ดดารา


   เจ้าสำนักเจ็ดดารามีสีหน้าลำบากใจอย่างยิ่ง ขณะนั้นเอง ถังอี้ฝานก็เดินเข้ามาตบไหล่เขาเบาๆ พลางพูดยิ้มๆ


   “อาจารย์ ถึงท่านจะไม่อยากให้ข้าไป แต่ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะไปท้าทายหอคอยเก้าชั้นฟ้า ท่านไม่ต้องห่วง ความสัมพันธ์ระหว่างเรายังคงเหมือนเดิม ข้ายังนับเป็นผลงานของท่านอยู่ดี อีกไม่นานข้าก็ต้องไปโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนแล้ว การแยกจากกันมันเป็นเรื่องของเวลา ท่านก็ทำใจไว้ก่อนเถอะ”


   เจ้าสำนักเจ็ดดาราอ้าปากแต่ก็พูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง เพราะคำพูดทั้งหมดถูกศิษย์ของเขาพูดไปจนหมดแล้ว จะให้เขาพูดอะไรได้อีก?


   “งั้นเจ้าก็ไปเถอะ ข้าจะรอฟังข่าวดี เจ้าคือความภาคภูมิใจของข้าเสมอ สำนักเจ็ดดาราจะจารึกชื่อของเจ้า... เฮ้ย! เซี่ยหลินอี้!”


   เจ้าสำนักเจ็ดดาราที่เห็นเซี่ยหลินอี้แอบย่องมุ่งหน้าไปทางหอคอยเก้าชั้นฟ้า ก็โกรธจนตะโกนเสียงดัง


   “เจ้าจะไปทำอะไรน่ะ? ด้วยพรสวรรค์แค่นี้ ฝีมือระดับธรรมดา เจ้าจะไปเพื่ออะไร? แค่จะเป็นตัวล่อยังไม่พอเลย! กลับมานี่!”


   “ท่านเจ้าสำนัก ข้ารู้ว่าข้าไม่พอที่จะเป็นตัวล่อ ดังนั้นข้าถึงต้องพยายามไง”


   เจ้าสำนักเจ็ดดาราชะงักไปเล็กน้อย ในใจคิดว่าก็มีอยู่บ้างแหละ ความทะเยอทะยานของคนธรรมดาที่ไม่ยอมอยู่ในความไร้ค่า เด็กคนนี้ก็มีความมุ่งมั่นดี


   เขาจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจและกล่าวชม “เจ้าเป็นคนมีความมุ่งมั่นแบบนี้ก็ดีแล้ว”


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เซี่ยหลินอี้ก็ยืดอกขึ้นด้วยความดีใจ ตบหน้าอกตัวเองแล้วกล่าวอย่างหนักแน่น


   “ไม่ต้องห่วงนะท่านเจ้าสำนัก ข้าจะพยายามให้เต็มที่ เพื่อเป็นตัวล่อที่คู่ควร!”


   เจ้าสำนักเจ็ดดาราคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเกียรติของสำนักจะถูกทำลายอย่างกะทันหันแบบนี้


   ไม่จำเป็นต้องพูดประโยคสุดท้ายออกมาอย่างตรงไปตรงมาขนาดนั้นก็ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นความจริงก็เถอะ


   ถึงแม้เขาจะไม่ถึงกับเป็นลมไปเหมือนเจ้าสำนักบางคน แต่ก็ต้องหันหน้าไปทางอื่นพร้อมกระแอมเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความอึดอัด


   “ศิษย์พี่ ทำไมเจ้าถึงกระตือรือร้นยิ่งกว่าข้าอีกล่ะ?”


   หลัวเหยียนจงแอบย่องมาอยู่ข้างหลังเซี่ยหลินอี้ พลางหลบอยู่หลังเขาอย่างลับๆ


   “ก็เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าถ้ามีพี่สาวเยี่ยอยู่ที่ไหน ที่นั่นต้องมีโอกาสดีๆให้เก็บเกี่ยวเสมอ นางออกหน้าไปก่อนทุกครั้ง ใครไม่ตามไปเก็บผลประโยชน์ก็โง่แล้ว ดูอย่างเจ้าสิ จากคนไร้ชื่อเสียง กลับเก็บเกี่ยวจนร่ำรวยเป็นกอบเป็นกำแล้ว ข้าจะไม่ตามเจ้าได้ยังไง?”


……


   หลัวเหยียนจงแทบอยากจะตบปากตัวเอง วันนั้นไม่ควรดื่มเหล้าแล้วพูดเรื่องพวกนี้พล่อยๆกับเซี่ยหลินอี้เลย


   ตอนนี้หลุดพูดความลับไปแบบนี้ เขาคงไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการตามพี่สาวเยี่ยได้คนเดียวอีกต่อไปแล้ว


   “ข้าเป็นแค่ผู้คลั่งไคล้ของพี่สาวเยี่ยที่มักจะพูดเกินจริงไปหน่อยเท่านั้นเอง จริงๆแล้วตามนางไปมันอันตรายมากเลยนะ”


   “บังเอิญจริง ข้าเองก็เป็นผู้คลั่งไคล้ของพี่สาวเยี่ยเหมือนกัน ยินดีที่ได้รู้จัก!”


…...


   ขณะที่ทั้งสองกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่นั้น ทางฝ่ายโถงเพลิงจรัสกลับไม่มีใครก้าวออกมาแม้แต่คนเดียว เจ้าสำนักโถงเพลิงจรัสถึงกับเครียดจนหัวแทบล้าน แต่แล้วเขาก็พลันตบเข่าดังฉาดแล้วชี้ไปที่หลัวเหยียนจงพร้อมด่าว่า


   “เจ้านี่มันบ้า ไปก็ไปสิ ทำไมต้องทำตัวเงียบๆขนาดนั้นด้วย? ถึงแม้ว่าข้าจะรู้ดีว่าเจ้าทำความดีแล้วไม่ต้องการให้ใครรู้ แต่มันก็ไม่ควรทำให้คนอื่นคิดว่าโถงเพลิงจรัสของเราไม่มีคนกล้าเสี่ยง! เอาเถอะ เข้าใจผิดก็เข้าใจผิดไป เจ้านั่นแหละถูกแล้ว ความยิ่งใหญ่อยู่ที่ใจ ไม่ใช่ที่ปาก พวกเราโถงเพลิงจรัส ถาม! ใจ! ไร้! ความละอาย!”


   ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า หลังจากละครฉากใหญ่ของวันนี้ เจ้าสำนักโถงเพลิงจรัสจะกลายเป็นผู้ชนะไปอย่างไม่คาดฝัน


   หลังจากที่ทางฝ่ายสำนักพันธมิตรตัดสินใจกันเรียบร้อยแล้ว ทางฝ่ายสมาพันธ์ภูผาทมิฬ สำนักเจ็ดสิบสองเขาชาง และวิหารร้อยคัมภีร์ก็ได้ตัดสินใจเลือกตัวแทนเช่นกัน และศิษย์ที่ก้าวออกมาก็ล้วนแต่เป็นคนที่ทุกคนรู้จักดี


   เหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะทั้งหมดล้วนก้าวออกมา ไม่มีใครยอมถอย และศิษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดก็มากันไม่น้อย มีเพียงศิษย์ขอบเขตจินตานเพียงคนเดียวที่ก้าวออกมา นั่นคือเยี่ยหลิงหลง


   เมื่อรวมกันแล้ว ทั้งสี่ขุมกำลังมีตัวแทนทั้งหมดสามสิบกว่าคน โดยฝ่ายสำนักพันธมิตรมีทั้งหมดสิบเอ็ดคน ในขณะที่สำนักชิงเสวียนมีถึงห้าคน


   เมื่อพวกเขาก้าวเดินไปข้างหน้าสู่หอคอยเก้าชั้นฟ้า ทุกคนที่เหลือต่างเฝ้ามองส่งพวกเขาไปด้วยความหวัง


   ท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่าน และหิมะที่ปลิวโปรยลงมา เบื้องหลังของพวกเขาดูมั่นคงแข็งแกร่ง สง่างามและตัดกับท้องฟ้าขาวโพลน เพียงแค่ได้มองก็ทำให้ผู้คนรู้สึกซาบซึ้งและปลุกขวัญกำลังใจอย่างไม่น่าเชื่อ


   ในช่วงเวลาที่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างกำลังเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย พวกเขาก้าวออกมา ไม่เกรงกลัวต่อความยากลำบากและอันตราย มุ่งหน้าก้าวสู่เบื้องหน้า เพื่อช่วยคลี่คลายวิกฤติและทวงคืนบ้านเกิด


   คนทั้งโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างจะต้องรู้สึกภาคภูมิใจในตัวพวกเขา


   เบื้องหลังของพวกเขา ถังเหลียนหยิบค่ายกลสื่อสารที่เขาพกติดตัวออกมา แล้วนำมันไปวางไว้ตรงหน้าหอคอยเก้าชั้นฟ้าอันน่าหวาดกลัวนั้น


   ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ คนเหล่านี้ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อส่วนรวม มุ่งหน้าท้าทายอันตรายที่ยากลำบาก ย่อมสมควรที่ทุกคนจะจดจำไว้ในใจตลอดไป


   เพียงชั่วพริบตา ภาพของคนทั้งสามสิบคนที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าหอคอยเก้าชั้นฟ้าก็ถูกส่งผ่านค่ายกลสื่อสารของถังเหลียนไปยังสำนักพันธมิตรทุกแห่ง


   ศิษย์ทั้งหลายที่กำลังหลบภัยอยู่ใต้ต้นโพธิ์และรอคอยความหวังและปาฏิหาริย์ต่างก็ได้เห็นภาพนั้น


   “ดูสิ! ข้อความที่อยู่บนแผ่นป้ายนั่น เขียนว่า ‘หอคอยเก้าชั้นฟ้า’! พวกเขากำลังจะเข้าไปท้าทายหอคอยเก้าชั้นฟ้าเพื่อปิดประตูเชื่อมโลกวิญญาณงั้นหรือ? โอ้สวรรค์! ที่นั่นมันอันตรายมากเลยนะ!”


   “คนพวกนี้หลายคนข้ารู้จัก! นั่นคือพวกศิษย์จากสำนักชิงเสวียน—เผยลั่วไป๋ มู่เซียวหราน หนิงหมิงเฉิง และจี้จื่อจั๋ว รวมถึงเยี่ยหลิงหลงด้วย!”


   “ไม่ใช่แค่นั้น! คนที่มาช่วยเราฆ่าวิญญาณร้ายก่อนหน้านี้ ข้าจำได้ดี ศิษย์สำนักชิงเสวียนเช่นกัน เสิ่นหลีเสียนและหยางจิ่นโจว! รวมแล้วสำนักชิงเสวียนไปถึงห้าคน!”


   “แล้วก็ศิษย์จากสำนักคุนอู๋เฉิง ซืออวี้เฉินและเจียงอวี๋เจิง พวกเขาเป็นศิษย์สำคัญของสำนักคุนอู๋เฉิงเลยนะ!”


   “ลูกชายของเจ้าสำนักตำหนักจันทราลี้ลับ อวี่ซิงโจวก็ไปด้วย! ส่วนสำนักเจ็ดดารานั้นส่งศิษย์พี่ใหญ่ถังอี้ฝาน แล้วคนนั้นล่ะ?”


   “เซี่ยหลินอี้ ข้าเคยได้ยินชื่อเขามาก่อน”


   “อ๋อ! ข้าจำเซี่ยหลินอี้ได้ แล้วคนนั้นอีกคนล่ะ?”


   “หลัวเหยียนจง จากโถงเพลิงจรัสน่ะสิ! ทั้งสี่สำนักใหญ่และสำนักชิงเสวียนต่างส่งคนไปกันหมด พวกเขายืนอยู่แนวหน้าเลย!”


   “งั้นแปลว่าถ้าพวกเขาประสบความสำเร็จ ความยากลำบากทั้งหมดนี้ก็จะจบลงใช่ไหม?”


   “ใช่แล้ว พวกเขาจะประสบความสำเร็จ และความทุกข์ยากทั้งหมดจะสิ้นสุดลง เพราะพวกเขาไม่เคยพ่ายแพ้”



บทที่ 447: ทุกครั้งที่มีโอกาส นางก็มักจะมีวิธีพิเศษเสมอ



   เมื่อเห็นการกระทำของถังเหลียน เหล่าศิษย์จากขุมกำลังอื่นๆก็เริ่มเลียนแบบบ้าง


   วีรบุรุษสมควรได้รับการจดจำ พวกเขาสมควรได้รับเกียรตินั้น


   ดังนั้น ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องมาจากทั่วทั้งโลกหล้าผู้ฝึกเซียน พวกเขาก้าวเดินไปยังประตูของหอคอยเก้าชั้นฟ้า


   เยี่ยหลิงหลงก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เพื่อตรวจสอบสภาพของประตูหอคอยอย่างง่ายๆ จากนั้นก็หยิบพู่กันวาดยันต์ออกมา แล้วเขียนอักขระลงไปไม่กี่ตัว ทำการเปิดผนึกของหอคอยเก้าชั้นฟ้า


   เมื่อเปิดประตูแล้ว นางหันกลับมาทำท่าทางเชื้อเชิญให้คนอื่นๆเดินเข้าไป


   ขณะนั้นเอง ศิษย์จากสำนักอื่นๆที่เห็นภาพผ่านค่ายกลสื่อสารต่างก็เริ่มพูดคุยกัน


   “เด็กผู้หญิงชุดแดงคนนั้นคือใคร? ทำไมนางที่อยู่แค่ขอบเขตจินตาน ถึงสามารถเข้าไปได้ด้วย? แถมยังเปิดประตูหอคอยเก้าชั้นฟ้าได้อีก!”


   “เจ้าคงไม่รู้สินะ? นางคือเยี่ยหลิงหลงจากสำนักชิงเสวียน หนึ่งในสำนักพันธมิตร ข้าได้ยินศิษย์พี่ที่รอดกลับมาจากเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยงเล่าว่า แม้นางจะอยู่ขอบเขตจินตาน แต่นางเก่งมาก”


   “แค่ขอบเขตจินตานจะเก่งได้แค่ไหนกันเชียว?”


   “เก่งขนาดนำผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะและขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดฝ่าฟันออกมาจากเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยงได้ยังไงละ”


   “บ้ารึเปล่า... เจ้าไม่ได้โกหกข้าใช่ไหมเนี่ย?”


   ที่หน้าหอคอยเก้าชั้นฟ้า เผยลั่วไป๋ไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้าวตรงเข้าไปในหอคอยเก้าชั้นฟ้าที่เยี่ยหลิงหลงเพิ่งเปิด แต่ทันทีที่เขาก้าวเข้าไป ซืออวี้เฉินกลับฉวยโอกาสพุ่งตัวแซงเข้าไปก่อน


……


   เผยลั่วไป๋พยายามกดความโกรธทั้งหมดเอาไว้ในใจ และสาบานกับตัวเองว่าสักวันจะต้องเอาคืนเจ้านี่ให้ได้


   ศิษย์คนอื่นๆทยอยเดินเข้าไปทีละคน จนกระทั่งคนสุดท้ายก้าวผ่านประตูเข้าไป เยี่ยหลิงหลงจึงเดินตามเข้าไปปิดท้าย


   ศิษย์ทั้งสามสิบกว่าคนได้เข้ามาในหอคอยเก้าชั้นฟ้าเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่พวกเขาเข้าไปกันหมด ประตูหอคอยก็ถูกผนึกอีกครั้ง พร้อมกับความเงียบที่โรยตัวอยู่ด้านนอกหอคอย มีเพียงสายลมหนาวที่พัดผ่านอย่างต่อเนื่อง ราวกับกำลังประกาศว่าเส้นทางข้างหน้านั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก


   “ดูสิ! ชั้นแรกของหอคอยเก้าชั้นฟ้าสว่างขึ้นแล้ว มีโคมไฟสามสิบเอ็ดดวง! แถมยังมีชื่อของศิษย์แต่ละคนปรากฏอยู่บนโคมไฟแต่ละดวงด้วย!”


   “สมแล้วที่เป็นหอคอยฝึกฝนของสำนักใหญ่เมื่อหมื่นปีก่อน กลไกของหอคอยนี้ช่างครบครัน! แบบนี้หมายความว่า แม้พวกเราจะมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นข้างใน แต่เราก็สามารถรู้ได้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนในหอคอยนี้!”


   “ยอดเยี่ยมจริงๆ! อย่างนี้เราก็จะได้เห็นผลลัพธ์ของการต่อสู้ของพวกเขา! ตอนนี้ทุกคนอยู่ที่ชั้นแรก แล้วจะเป็นยังไงต่อไปนะ? ถึงข้าจะไม่ได้เข้าไปด้วย แต่ข้ากลับรู้สึกตื่นเต้นแทนพวกเขาจนมือสั่นเลย ไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนแรกที่ผ่านไปถึงชั้นที่สอง!”


   “ไม่ต้องสงสัยหรอก ต้องเป็นศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าแน่นอน”


   ลู่ไป๋เวยพูดด้วยสีหน้าจริงจังบอกกับศิษย์คนหนึ่งที่กำลังตื่นเต้นอยู่ข้างๆ


   คนที่ถูกบอกเช่นนั้นอ้าปากเหมือนจะโต้แย้ง แต่กลับพูดอะไรไม่ออกสักคำเดียว


   “ถึงนางจะเก่ง แต่นางก็แค่ขอบเขตจินตานเท่านั้นนะ!”


   “แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะถึงนางจะเป็นแค่จินตาน แต่นางคือเยี่ยหลิงหลงนี่นา!”


   “งั้นทำไมเราไม่มาเดิมพันกันหน่อยล่ะ? เดิมพันไม่มาก แค่ร้านค้าสักร้านหนึ่งก็พอ”


   ศิษย์ที่ได้ยินถึงกับถอยหลังไปสองก้าว ส่ายหัวอย่างแรง


   “พี่สาว นี่ไม่ใช่การเสี่ยงโชคแล้ว นี่มันปล้นกันชัดๆ!”


   “ข้าเองก็คิดว่าเยี่ยหลิงหลงจะชนะนะ”


   ลู่ไป๋เวยถอนหายใจอย่างผิดหวัง


   “ทำไมถึงมีคนรู้ทันตลอดเลยเนี่ย นี่หลอกให้เจ้าพนันด้วยไม่สำเร็จเลยนะ”


……


   ไม่ เขาดูเหมือนเป็นคนที่หลอกง่ายหรือยังไงกัน?


   อีกอย่าง เขาก็ดูไม่เหมือนคนที่จะกล้าเดิมพันเป็นร้านค้าสักร้านง่ายๆนะ!


   เมื่อทุกคนเข้ามาในหอคอยเก้าชั้นฟ้าเรียบร้อยแล้ว ประตูหอคอยก็ปิดลงทันที แสงจากเทียนในชั้นแรกถูกจุดขึ้นส่องสว่าง ทำให้สามารถมองเห็นทุกสิ่งในชั้นแรกได้อย่างชัดเจน


   พื้นที่ชั้นแรกนั้นกว้างขวางและโอ่โถง บนผนังมีภาพวาดฝาผนังหลากหลายรูปแบบ แต่ละภาพมีตัวอักษรที่พวกเขาอ่านไม่ค่อยเข้าใจเขียนกำกับอยู่ข้างๆ


   เพดานห้องชั้นแรกนั้นสูงจนเมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็ไม่สามารถมองเห็นภาพวาดบนเพดานได้ชัดเจน ความอลังการและยิ่งใหญ่ของมันทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความทรงพลังของสถานที่นี้ตั้งแต่ย่างก้าวแรก


   ในตอนนั้นเอง มีข้อความสีแดงปรากฏขึ้นกลางอากาศภายในชั้นแรกของหอคอยเก้าชั้นฟ้า


   [จารึกนามลงบนแผ่นไม้ เมื่อจารึกเสร็จแล้วเก็บรักษามันไว้ มันจะอยู่กับเจ้าในทุกย่างก้าวของการท้าทายหอคอยนี้


   แผ่นไม้จะบ่งบอกตำแหน่งของเจ้า หากแผ่นไม้นี้สูญหายในชั้นใด เจ้าจะไม่สามารถออกจากชั้นนั้นได้ตลอดกาล


   หากเจ้าทำลายแผ่นไม้ ถือว่าเจ้าสละสิทธิ์ในการท้าทายหอคอยนี้ จะถูกส่งกลับมายังชั้นแรกและรอจนกว่าทุกคนจะท้าทายเสร็จจึงออกไปได้


   ทุกชั้นของหอคอยเก้าชั้นฟ้านี้เป็นของจริง หากเจ้าตาย การตายนั้นคือความจริง ไม่มีใครสามารถช่วยเจ้าได้


   ดังนั้น จงเก็บแผ่นไม้ไว้ใกล้ตัว อย่าปล่อยให้เวลาตกอยู่ในอันตรายแล้วหาไม่เจอ]


   ข้อความนี้เป็นเหมือนการเตือนทุกคนว่า การท้าทายในหอคอยนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยงและไม่มีที่ว่างให้กับความประมาทแม้แต่น้อย


   เมื่อข้อความสีแดงทั้งหมดปรากฏเสร็จสิ้น แผ่นไม้แต่ละแผ่นก็ลอยลงมาจากเบื้องบน ตกลงมาตรงหน้าของทุกคนที่อยู่ในหอคอยเก้าชั้นฟ้า


   ขณะที่ศิษย์จากขุมกำลังอื่นๆกำลังเตรียมจะเขียนชื่อลงบนแผ่นไม้ ศิษย์จากสำนักพันธมิตรต่างก็รีบรวมตัวกันเป็นกลุ่มล้อมรอบเยี่ยหลิงหลง จนเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมกระจุกอยู่เป็นกลุ่มก้อน เป็นภาพที่ดูยิ่งใหญ่และน่าประทับใจ


   เมื่อศิษย์จากกลุ่มอื่นเห็นสถานการณ์นี้ ก็รีบตามไปเข้าร่วมวงด้วย


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก ก่อนเข้าเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยง เจ้าก็ใช้วิธีพิเศษใช่ไหม? ครั้งนี้ที่ต้องปีนหอคอยเก้าชั้นฟ้า เจ้าจะมีวิธีอะไรอีกหรือเปล่า?”


   ทันใดนั้น เยี่ยหลิงหลงที่ถูกล้อมรอบอยู่ก็พยักหน้าอย่างมั่นใจ


   “ไม่เสียแรงที่เคยผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ความเข้าใจตรงกันดีจริงๆ ข้าเตรียมวิธีพิเศษมาแล้ว มาเถอะ มากันให้หมด พลังของคนหมู่มากนั้นไร้ขอบเขต”


   เมื่อพูดจบ นางก็หยิบขวดเล็กๆออกมาจากแหวนทีละขวด แต่ละขวดสลักอักขระไว้อย่างละเอียดและซับซ้อน เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของธรรมดา


   “แม้ข้าจะยังไม่รู้ว่าหอคอยนี้จะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง แต่ดูจากสิ่งที่บอกว่าอัจฉริยะที่หาได้หมื่นปีถึงจะปีนถึงยอดได้ ก็คงหมายความว่าการท้าทายนี้เป็นแบบแยกเดี่ยว ไม่มีการเจอกันระหว่างทาง ดังนั้นเชือกอเนกประสงค์คงจะใช้ไม่ได้แน่ๆ”


   ขณะพูด นางก็แจกขวดเล็กๆนั้นให้กับทุกคนในกลุ่ม


   “แม้จะเจอกันไม่ได้ แต่เราจะขาดการติดต่อกันไม่ได้ ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจใช้แผนการโกงชุดที่สองของข้า นั่นก็คือการใช้ ‘ขวดร้อยกระแส’ ที่ข้าทำขึ้นมา แม้จะดูเรียบง่าย และมีระยะส่งข้อมูลเพียงหนึ่งลี้ แต่โชคดีที่หอคอยนี้ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก ระยะขึ้นลงก็ไม่ไกลเกินไป ใช้ได้พอดี”


   “แล้วขวดนี่มันใช้ทำอะไรได้บ้างล่ะ?”


   “มันใช้สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลและแลกเปลี่ยนของ”


   เยี่ยหลิงหลงยกขวดในมือขึ้นมาให้ดู พร้อมกับอธิบาย


   “แค่ข้าใส่ของบางอย่างเข้าไปในขวด พวกท่านทุกคนก็จะเห็นของนั้นในขวดของตัวเองได้ทันที”


   เพื่อสาธิต เยี่ยหลิงหลงโยนหินวิญญาณลงไปในขวด แล้วทุกคนก็เห็นหินวิญญาณปรากฏอยู่ในขวดของพวกเขาทันที


   จากนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ยื่นมือไปที่ขวดของเสิ่นหลีเสียน แล้วหยิบหินวิญญาณออกมา เมื่อทุกคนมองกลับไปที่ขวดของตัวเองอีกครั้งก็พบว่าหินวิญญาณนั้นหายไปแล้ว


   หมายความว่า เยี่ยหลิงหลงได้ใช้ขวดนี้เป็นสื่อกลางในการสร้างพื้นที่สาธารณะเล็กๆ ซึ่งในพื้นที่นี้ ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันสิ่งของกันได้อย่างอิสระ


   ขวดร้อยกระแสนี้ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ! ทุกคนอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้น!


   การมีพื้นที่สาธารณะนี้ทำให้พวกเขาสามารถส่งข้อความได้อย่างง่ายดาย หากมีใครผ่านด่านไปได้ก่อน ก็สามารถบอกใบ้ให้คนที่ตามมาทีหลังได้ และผู้ที่มีทรัพยากรเพียงพอก็สามารถแบ่งปันให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้ ทำให้ทุกคนสามารถช่วยเหลือกันและกันในการผ่านด่าน


   ทุกครั้งที่มีโอกาสพิเศษ เยี่ยหลิงหลงมักจะหา ‘วิธีพิเศษ’ มาใช้จนทำให้กฎเกณฑ์ดูเหมือนเลือนรางไปทุกที


   ใครได้ติดตามนางไปก็ดูเหมือนจะได้เปรียบตั้งแต่เริ่มต้นจริงๆ!


   ช่างสะใจเหลือเกิน!



บทที่ 448: นี่ใช่เรื่องที่ทำเล่นๆได้หรือ?



   “เรามาตกลงกันก่อนดีกว่า ถ้าของที่ส่งมาเป็นของสำหรับทุกคน ก็ไม่ต้องติดกระดาษ แต่ถ้าเป็นของที่ส่งให้เฉพาะใครคนใดคนหนึ่ง ให้ติดกระดาษไว้บนของชิ้นนั้น แล้วคนอื่นก็อย่าไปแตะ ทำได้ใช่ไหม?”


   เยี่ยหลิงหลงปรับสีหน้าให้ดูจริงจังขณะพูด


   “ข้าเตรียมตัวช่วยนี้ไว้ให้คนของเราใช้เท่านั้น ถ้าใครฝ่าฝืน ก็แปลว่าเขาไม่ใช่พวกเรา และถ้าข้ารู้ ข้าจะทำให้เขาเสียใจไปจนตายแน่นอน”


   นี่เป็นครั้งแรกที่นางพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่จริงจังขนาดนี้ ถึงนางจะยังอายุน้อย แต่เมื่อนางจริงจังขึ้นมา ความน่ากลัวของนางก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าศิษย์พี่ของนางเลย


   “วางใจได้เถอะ พวกเรามาในนี้ไม่ใช่เพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือปิดประตูเชื่อมโลกวิญญาณที่ชั้นบนสุด มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นจะไม่มีใครเห็นแก่ตัวแน่นอน”


   เหล่าศิษย์จากสำนักพันธมิตรไม่ได้พูดอะไร เพราะพวกเขาไม่เคยสงสัยว่าตนเองจะหักหลังกัน หรือแทงข้างหลังเยี่ยหลิงหลง ศิษย์จากสามขุมกำลังต่างแสดงความเห็นกันออกมา


   “ใช่ พวกเราเคยผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันที่เกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยง รู้ดีว่าความเชื่อใจมีความหมายแค่ไหน แม้ว่าที่นี่จะเป็นสถานที่ฝึกฝนของสำนักใหญ่โบราณ แต่ก็เป็นที่ที่เบื้องหลังวางกับดักประตูเชื่อมโลกวิญญาณไว้ กับดักอันตรายอาจปรากฏได้ทุกเมื่อเหมือนที่เกาะศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นทุกคนล้วนเป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน”


   “พวกเราจากสมาพันธ์ภูผาทมิฬก็รับรองได้ แม้ว่าเราจะมาจากสมาพันธ์ แต่ที่นี่ไม่มีศิษย์จากเขาสุวรรณทมิฬแม้แต่คนเดียว ศิษย์น้องหญิงเยี่ยวางใจได้”


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า อย่างน้อยนางก็ได้พูดเตือนไปแล้ว ถ้ามีใครคิดจะทำผิดข้อตกลง นางเองก็มีวิธีจัดการ เพราะสิ่งที่นางสร้างขึ้นมา นางสามารถตรวจสอบได้


   “แต่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ครั้งก่อนเรายังได้เจอจ้าวจิ้งไห่จากเขาสุวรรณทมิฬอยู่เลย ทำไมครั้งนี้เขาถึงไม่มาร่วมด้วยล่ะ?”


   “เจ้ายังไม่รู้หรือ?” ศิษย์จากสมาพันธ์ภูผาทมิฬชี้ไปที่ชิวหลิงอวี๋พร้อมกับพูดว่า “เรื่องนี้ให้ศิษย์น้องตัวน้อยของเจ้าบอกเองเถอะ”


   ชิวหลิงอวี๋เกาท้ายทอยด้วยความอึดอัด ไม่คาดคิดเลยว่าทุกสายตาจะจับจ้องมาที่ตน


   “ก็... พวกเขาสุวรรณทมิฬไม่มีใครเหลือแล้ว”


   “หมายความว่ายังไงว่าไม่มีใครเหลือแล้ว?”


   “ก็หมายถึงโดนล้างบางไปหมดแล้วน่ะสิ”


   เยี่ยหลิงหลงถึงกับชะงักไป


   “อย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือเจ้า? เพื่อแก้แค้นให้คู่หมั้นของเจ้า?”


   “พูดอะไรเหลวไหล เขาเป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องของข้า” ชิวหลิงอวี๋หยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะอธิบายต่อ “แล้วก็ไม่ใช่ฝีมือของข้าหรอก เป็นฝีมือของท่านปู่กับท่านย่าของข้าต่างหาก พวกท่านออกจากเก็บตัวแล้วได้ยินเรื่องนี้ก็โกรธมาก เลยไปจัดการล้างบางเขาสุวรรณทมิฬจนเกลี้ยงเลย”


   เสียงอุทานดังขึ้นรอบๆด้วยความตกใจ


   ตลอดเวลาที่ผ่านมา ใครจะคิดว่า ‘ศิษย์น้องตัวน้อย’ คนนี้จะมีเบื้องหลังที่ทรงอำนาจขนาดนี้ แถมยังมีผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะคอยหนุนหลังถึงสองคนอีกด้วย!


   สิ่งที่น่าสนใจก็คือ พวกท่านปู่กับท่านย่าของนางยังเก็บตัวฝึกตนด้วยกันอีกหรือ?


   ช่างรักใคร่กลมเกลียวกันเสียจริง! แบบนี้จะมีสมาธิฝึกฝนได้หรือเปล่าเนี่ย?


   เยี่ยหลิงหลงรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว แล้วยกแผ่นไม้ในมือขึ้น


   “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ก็เริ่มเขียนชื่อของตัวเองได้เลย”


   เมื่อคนอื่นๆเห็นนางเริ่ม ก็รีบหยิบแผ่นไม้ขึ้นมาและเขียนชื่อลงบนแผ่นของตนเช่นกัน


   ในชั่วขณะที่ชื่อถูกสลักลงไป แสงไฟจากโคมทั้งสามสิบเอ็ดดวงนอกหอคอยเก้าชั้นฟ้าก็สว่างขึ้นพร้อมกัน และร่างของพวกเขาก็หายวับไปจากที่เดิม


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงกลับมายืนได้มั่นคงอีกครั้ง ภาพเบื้องหน้าของนางก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง


   เบื้องหน้าของนางปรากฏเทือกเขาที่กว้างใหญ่และงดงาม ทัศนียภาพเขียวขจี น้ำใสสะอาด ฟ้าสีครามสดใส นางได้ยินเสียงวิหคจากฟากฟ้า และกลิ่นหอมของบุปผาที่ลอยมาแตะจมูกจากที่ไม่ไกลนัก


   ปราณวิญญาณที่นี่หนาแน่นมาก เป็นสถานที่ที่ปราณวิญญาณเข้มข้นที่สุดที่นางเคยเห็น ยกเว้นเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยง แถมสภาพแวดล้อมยังสวยงามเหมาะแก่การฝึกฝนอีกด้วย พอเข้ามาแล้วทำให้รู้สึกสบายใจอย่างประหลาด จนแทบอยากจะเอนกายลงนอนอาบแดดสักหน่อย


   แต่เยี่ยหลิงหลงไม่พูดพร่ำทำเพลง นางเริ่มกวาดล้างพื้นที่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ต้นไม้ดอกไม้ที่มีปราณวิญญาณ ขอแค่โผล่ขึ้นมานางก็กวาดเรียบ เก็บเกี่ยวทุกอย่างจนไม่เหลือแม้แต่ต้นเดียว!


   ขณะที่นางกำลังคิดว่าจะจับนกน้อยที่ร้องเพลงเพราะๆเหล่านั้นมาด้วยดีหรือไม่ ทันใดนั้นเอง นางก็ได้ยินเสียงดังกึกก้องราวกับแผ่นดินสั่นสะเทือน เสียงที่ดังเหมือนกับทัพใหญ่กำลังวิ่งกรูเข้ามา สร้างความหวาดหวั่นอย่างมาก


   นางหันกลับไปมอง และก็ได้เห็นฝูงอสูรหมูป่าจำนวนมากวิ่งออกมาจากป่าทึบด้านหลัง มันมีจมูกใหญ่ เขี้ยวแหลมคม แต่การฝึกฝนของพวกมันก็แค่ขอบเขตสร้างรากฐาน ดูๆไปแล้วออกจะดูโง่เง่าไม่น้อย


   แต่เยี่ยหลิงหลงไม่สนใจว่าพวกมันจะดูน่าเกลียดหรือไม่ นางสนใจแค่ว่ามันเป็นหมูโง่ที่มีค่าให้เก็บเกี่ยวหรือไม่


   นางหยิบหงเยี่ยนออกมา ไอสีแดงส่องประกาย แล้วนางก็ฟันกระบี่ลงไปเบื้องหน้า


   เสียง ‘ตู้ม!’ ดังสนั่น ฝูงอสูรหมูป่าด้านหนึ่งล้มตายเป็นแถบ และเสียง ‘ตู้ม’ ฝูงอสูรหมูป่าอีกด้านก็ตายไปอีกเป็นแถบ


   นางยังคงรู้สึกว่าความเร็วในการจัดการยังไม่เร็วพอ จึงตัดสินใจใช้สุดยอดวิชาในการจัดการกับฝูงอสูรหมูป่าที่อยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน


   วิชาเทพกระบี่พิชิตฟ้า!


   หงเยี่ยนแปรเปลี่ยนจากหนึ่งเล่มเป็นเก้าเล่ม กระบี่ทั้งเก้าเล่มพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว นางควบคุมพวกมันให้พุ่งไปในทิศทางต่างๆ


   กระบี่พุ่งผ่านพร้อมกับร่างที่ล้มลง เมื่อฝูงหนึ่งตายอีกฝูงก็วิ่งเข้ามา ล้มอีกก็มีมาอีก เยี่ยหลิงหลงเก็บศพไปก็ยิ้มไปจนตายิบหยี


   ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ เยี่ยหลิงหลงก็สังหารอสูรหมูป่าทั้งหมดที่วิ่งเข้ามาจนหมดสิ้น ทันทีที่หันกลับมามองก็พบว่าศพอสูรหมูป่าที่กองอยู่เต็มพื้นนั้น มากมายจนนับไม่ถ้วน!


   หลังจากจัดการฝูงอสูรหมูป่าเสร็จ เยี่ยหลิงหลงก็เรียกกองทัพเก็บกวาดของตนออกมาให้ช่วยกันเก็บศพหมูป่า ถึงแม้ว่าเจ้าไท่จื่อจะแอบกินไปสักสิบตัว แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่าเก็บเกี่ยวได้เยอะพอสมควร


   ในขณะนั้นเอง กลางอากาศด้านหน้าปรากฏร่างหนึ่งขึ้น เป็นชายหนุ่มสวมผู้ฝึกตน หน้าตาเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยจิตสังหาร


   ยังไม่ทันที่เยี่ยหลิงหลงจะถามอะไร ชายคนนั้นก็ยกกระบี่พุ่งเข้ามาโจมตีนางทันที เยี่ยหลิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ยืนนิ่งไม่ขยับ


   เมื่อกระบี่ของเขากำลังจะฟันลงมา นางพลันเปลี่ยนหงเยี่ยนให้กลายเป็นร่ม แล้วส่งพลังวิญญาณทั้งหมดเข้าสู่ร่มนั้น พร้อมกับยกขึ้นมาตั้งรับ


   กระบี่ยาวฟันลงมา ก่อให้เกิดประกายแสงสีแดงเป็นรูปดอกไม้บานสะพรั่งในอากาศ กลีบดอกไม้แตกกระจายพร้อมกัน พุ่งตรงไปที่ชายหนุ่มคนนั้น


   เสียง ‘ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ’ ดังขึ้น กลีบดอกไม้เหล่านั้นบรรจุพลังวิญญาณของเยี่ยหลิงหลงไว้เต็มเปี่ยม และยังมีพลังสะท้อนกลับจากการโจมตีของศัตรูอีกชั้นหนึ่ง พลังทั้งสองนี้รวมกันและพุ่งทะลวงร่างของชายคนนั้นทันที


   หลังจากถูกโจมตี เขาก็กระเด็นตกกระแทกพื้นอย่างแรง ไม่นานนัก ลมหายใจของเขาก็ขาดหายไป พร้อมกับร่างที่สลายกลายเป็นกลุ่มหมอกพลังวิญญาณ ลอยมาหยุดตรงหน้าเยี่ยหลิงหลง


   เยี่ยหลิงหลงยื่นมือออกไปรับกลุ่มหมอกนั้น แล้วเงยหน้าขึ้น ก็เห็นข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้า


   [ขอแสดงความยินดี เจ้าผ่านการทดสอบของชั้นแรกแล้ว]


   ทันใดนั้น ใต้ข้อความ ก็ปรากฏค่ายกลเคลื่อนย้ายเพื่อส่งตัวไปยังชั้นสอง


   อะไรนะ?


   เยี่ยหลิงหลงงุนงง


   นี่คือ ‘หอคอยเก้าชั้นฟ้า’ ที่ว่ากันว่ามีแต่สุดยอดอัจฉริยะที่หาได้เพียงหนึ่งในหมื่นปีเท่านั้นถึงจะสามารถผ่านชั้นแรกได้อย่างนั้นหรือ?


   ก็แค่ฝูงอสูรหมูป่าตัวเล็กๆที่มีความมั่นใจเกินตัวนับไม่ถ้วน กับศิษย์จินตานที่โง่เง่าโอ้อวดทะนงเกินตัวคนหนึ่งเท่านั้นเองหรือ?


   นี่ใช่เรื่องที่ทำเล่นๆได้หรือ?


   การเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้นางถึงกับสับสนจนตามไม่ทัน


   นางเริ่มรู้สึกว่าชนะได้ง่ายเกินไปจนใจไม่ค่อยดี เลยตัดสินใจว่า ในระหว่างที่กองทัพเก็บกวาดกำลังเก็บศพอสูรหมูป่า นางจึงเขียนข้อความลงบนกระดาษ แล้วโยนมันลงไปในขวดร้อยกระแส


   “ชั้นแรกนี่มันดูง่ายไปหน่อยหรือเปล่า?”


   หนึ่งอึดใจ สองอึดใจ สามอึดใจผ่านไป ไม่มีใครตอบกลับมา


   อย่าบอกนะว่านางเป็นแค่ศิษย์ขอบเขตจินตานที่จัดการผ่านชั้นแรกไปได้แล้ว แต่เหล่าศิษย์ขอบเขตแปรเทวะยังคงต่อสู้อยู่?


   ที่หน้าหอคอยเก้าชั้นฟ้า


   ท่ามกลางหิมะโปรยปราย หอคอยเก้าชั้นฟ้าพลันมีความเคลื่อนไหวในที่สุด


   ในกลุ่มโคมไฟสามสิบเอ็ดดวงที่ชั้นแรก มีอยู่ดวงหนึ่งที่ดับลง


   ผู้คนที่เฝ้าจับตามองต่างก็กลั้นหายใจด้วยความกังวล


   แต่แล้ว ในชั้นที่สองก็มีโคมไฟหนึ่งดวงสว่างขึ้นพร้อมชื่อที่โดดเด่นสะดุดตา


   “กรี๊ด!” ลู่ไป๋เวยร้องออกมาทันที “ข้าบอกแล้ว! ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าต้องได้ที่หนึ่งแน่นอน!”


   ทุกคนต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น ลู่ไป๋เวยเขย่าตัวศิษย์ข้างๆอย่างแรงด้วยความตื่นเต้น


   “ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมเดิมพันกับข้า?”


……


   นั่นมันเยี่ยหลิงหลงนะ ใครจะกล้าคิดสั้นมาเดิมพันกับเจ้ากันเล่า!



บทที่ 449: ศิษย์จินตานไร้พ่ายคนนี้ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้



   เมื่อชื่อของเยี่ยหลิงหลงปรากฏเป็นคนแรกบนชั้นที่สอง เหล่าผู้คนที่เฝ้าดูอยู่หน้าหอคอยเก้าชั้นฟ้าก็พากันอึ้งตะลึงไปตามๆกัน


   ผลลัพธ์นี้อาจจะดูเกินความคาดหมาย แต่ก็เป็นสิ่งที่พอจะคาดเดาได้บางส่วน เพราะศิษย์น้องหญิงเล็กผู้ไร้พ่ายคนนี้มักทำในสิ่งที่เหลือเชื่ออยู่เสมอ


   แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะรู้ดีว่าเยี่ยหลิงหลงเป็นคนเก่ง แต่การที่นางสามารถเอาชนะศิษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดและขอบเขตแปรเทวะได้ด้วยพลังขอบเขตจินตาน แถมยังเป็นคนแรกที่เข้าสู่ชั้นสอง แถมยังทิ้งห่างจนไม่มีใครตามหลังนางมาได้แบบนี้ ก็ยังทำให้ทุกคนตกตะลึงจนพูดไม่ออกอยู่ดี


   สำหรับคนที่คุ้นเคยกับนาง อาจจะตกใจจนพูดไม่ออกไปพักหนึ่ง แต่คนที่เฝ้าดูอยู่ผ่านค่ายกลสื่อสารจากทั่วทั้งโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่าง กลับส่งเสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นออกมาดังสนั่น


   “ยังไม่ถึงหนึ่งเค่อเลย เยี่ยหลิงหลงก็ขึ้นไปถึงชั้นสองแล้ว! นางแซงพวกศิษย์ขอบเขตแปรเทวะและขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดจนไม่เห็นฝุ่นเลย นี่มันน่าตื่นเต้นเกินไปแล้ว!”


   “นางเก่งเกินไปแล้ว! เก่งจนถึงขั้นสามารถบดขยี้เหล่าอัจฉริยะได้! ไม่อยากจะเชื่อเลย! ศิษย์พี่ซืออวี้เฉินเป็นถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งในใจข้า ต่อให้เขาแพ้เผยลั่วไป๋ในครั้งที่แล้วก็ยังเป็นการแพ้เพียงนิดเดียว ทั้งคู่แทบจะสูสีกันเลยนะ แต่ตอนนี้เยี่ยหลิงหลงกลับทิ้งพวกเขาไปไกลขนาดนี้!”


   “ถ้านี่ไม่ใช่สุดยอดอัจฉริยะ แล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก? นางคงเป็น ‘หนึ่งในหมื่นปี’ คนนั้นจริงๆ! นางทำได้ยังไงกันนะ? ข้าอยากเห็นกับตาตัวเองเหลือเกิน!”


   ในขณะที่คนมากมายหน้าหอคอยเก้าชั้นฟ้าต่างตะโกนด้วยความดีใจ เยี่ยหลิงหลงกลับนั่งยองๆบนก้อนหิน มือเท้าคางพลางคาบต้นหญ้าไว้ในปาก มองดูไท่จื่อที่กำลังสั่งการให้กองทัพตัวน้อยของมันเก็บกวาดซากอสูรหมูป่าตัวสุดท้ายด้วยความเบื่อหน่าย


   นางหยิบขวดร้อยกระแสออกมาดูอีกครั้ง ก็ยังคงพบเพียงกระดาษของตัวเอง ไม่มีข้อความใดๆตอบกลับมาเลย


   ข้อความที่ส่งออกไปเงียบหายไร้การตอบกลับ ทำให้เยี่ยหลิงหลงถึงกับสงสัยว่า ‘ตัวช่วยโกง’ ของนางนั้นมีปัญหาอะไรหรือเปล่า


   หรือว่านางจะรีบเกินไปตอนสร้างมันขึ้นมา? เพราะวิธีการทำค่อนข้างเร่งด่วนและเรียบง่ายเกินไป จนทำให้เกิดข้อผิดพลาดใหญ่ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้งาน?


   นางอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ที่ก่อนหน้านี้ทำหน้าจริงจังข่มขู่คนอื่นว่าอย่าคิดขโมยของใคร แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าทุกคนอยู่คนละโลกกระจัดกระจาย จนไม่มีโอกาสได้แย่งของจากกันเลย นั่นทำให้นางรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย


   ด้วยความหงุดหงิด นางขยี้แก้มตัวเองแรงๆ แล้วถ่มต้นหญ้าที่คาบไว้ในปากลงพื้น จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน ยืนยันว่าไม่ได้ลืมสัตว์เลี้ยงตัวไหนไว้ก่อนจะก้าวขึ้นไปบนค่ายกลเคลื่อนย้าย ไปสู่ชั้นสอง


   เมื่อแสงสว่างแวบขึ้น ร่างของนางก็ถูกส่งตัวมายังชั้นสองของหอคอยเก้าชั้นฟ้า


   ทันทีที่เท้านางแตะพื้น ความร้อนระอุก็พุ่งเข้าใส่ ความร้อนนี้แผ่ซ่านจากฝ่าเท้าก่อนจะเคลื่อนไปทั่วร่าง ราวกับนางกำลังยืนอยู่กลางทะเลเพลิง การหายใจก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้นทันที


   เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจลึกๆเพื่อปรับสภาพ และเริ่มใช้พลังวิญญาณป้องกันความร้อนนี้ ทำให้นางรู้สึกสบายขึ้นเล็กน้อย


   เมื่อนางเงยหน้าขึ้น ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเป็นแผ่นศิลาสีดำที่วางซ้อนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ เต็มไปด้วยร่องและหลุมลึก ในร่องหินเหล่านั้นมีศิลาหลอมสีส้มแดงไหลวนอยู่ ศิลาหลอมบางส่วนพุ่งกระฉอกและมีเปลวไฟลุกไหม้ขึ้นมาเป็นระยะระยะ

   

   เปลวไฟที่เต้นรำอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนระอุนั้น ทำให้รู้สึกราวกับว่าแม้แต่อากาศรอบตัวก็ร้อนจนแทบลุกเป็นไฟ หายใจแทบไม่ออก


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าเบาๆ อืม คราวนี้ค่อยเหมือนการท้าทายจริงๆหน่อย


   ทันใดนั้นเอง นางได้ยินเสียงลมแหวกอากาศดังมาจากด้านหลัง นางกำหงเยี่ยนแน่น ก่อนจะหันกลับไปและฟันกระบี่ออกไปทันที


   แสงหมอกสีแดงที่ห่อหุ้มหงเยี่ยนยิ่งดูชั่วร้ายและน่ากลัวมากขึ้นเมื่ออยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังอันแปลกประหลาดนี้ เมื่อแสงสีแดงพุ่งเข้าใส่สิ่งที่พยายามลอบโจมตีตน แสงเหล่านั้นก็เหมือนกรงเล็บแหลมที่จิกเข้าที่บาดแผลของศัตรู และเริ่มฉีกกระชากจากภายในอย่างรุนแรง


   เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมอง และพบกับสิ่งที่ดูไม่เหมือนมนุษย์และไม่เหมือนสัตว์ มันมีรูปร่างคล้ายสิ่งมีชีวิตจากหุบเหวมาร ทั้งร่างเป็นสีดำสนิทดั่งถ่าน หัวของมันมีดวงตาสีแดงเพียงดวงเดียว จากลักษณะโดยรวมมันดูคล้ายกับปลาหมึกสีดำที่มีตาสีแดงขนาดใหญ่ มีหนวดมากมายที่พันกันยุ่งเหยิงจนดูคล้ายงานศิลปะนามธรรม


   จากพลังและกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวมัน คาดว่าน่าจะมีการฝึกฝนขอบเขตจินตาน ซึ่งก็ถือว่าระดับสูงกว่าฝูงอสูรหมูป่าอสูรที่ชั้นแรก แต่เยี่ยหลิงหลงกลับไม่รู้สึกกังวลแต่อย่างใด ขอบเขตจินตานก็เป็นแค่ระดับที่นางฆ่าได้ไม่ยากเย็น


   ในขณะที่ปีศาจตัวนั้นดิ้นรนทุรนทุรายจากพลังของกระบี่หงเยี่ยน เยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกสงสารเล็กน้อย จึงตัดสินใจฟันกระบี่ใส่มันอีกครั้ง ส่งมันไปสู่ความตายอย่างรวดเร็ว


   เมื่อมันตาย ร่างของมันก็สลายกลายเป็นหมอกสีดำและเลือนหายไปในอากาศ


   “ขี้เหนียวกว่าฝูงอสูรหมูป่าในชั้นแรกเสียอีก!” นางบ่นกับตัวเอง “อย่างน้อยพวกอสูรหมูป่ายังมีซากให้เก็บ แต่เจ้าตัวนี้กลับทิ้งไว้เพียงหมอกอากาศเท่านั้น”


   แต่ในขณะที่นางกำลังบ่นอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างท่ามกลางหินสีดำที่สูงต่ำไม่เท่ากัน มันดูเหมือนดอกไม้แปลกๆที่เติบโตขึ้นท่ามกลางโขดหิน


   เยี่ยหลิงหลงเดินเข้าไปใกล้ แล้วนั่งยองๆเพื่อมองมันใกล้ๆดอกไม้ดอกนั้นมีลักษณะพิเศษอย่างน่าประหลาด กลีบดอกโปร่งแสงจนมองทะลุได้ แต่มีเส้นสายสีแดงที่ดูคล้ายเส้นเลือดอยู่ภายใน หากเพ่งมองดีๆจะเห็นเหมือนมีของเหลวสีแดงไหลเวียนอยู่ภายในกลีบดอกเหล่านั้น ดูแล้วทั้งน่าหลงใหลและชวนให้รู้สึกขวัญผวาไปพร้อมกัน


   เยี่ยหลิงหลงหยิบเจ้าหัวไชเท้าอ้วนออกมาจากแหวนของตน


   "อ๊าก... เจ้าจะทำอะไรน่ะ! ข้าเป็นผลไม้ จะคั้นน้ำ จะปอกเปลือก จะกินดิบก็ได้ แต่ห้ามย่างนะ! ย่างแล้วไม่อร่อยนะ!"


   หัวไชเท้าอ้วนร้องเสียงดังเพราะโดนความร้อนแผดเผาจนตกใจ มันนึกว่าเยี่ยหลิงหลงจะโยนมันลงบนเตาย่างซะแล้ว ที่นี่มันร้อนเกินไปจริงๆ!


   พอร้องเสร็จมันก็มองไปรอบๆด้วยดวงตากลมโต พอเห็นสภาพแวดล้อมที่น่าหวาดกลัวนี้ มันถึงกับขนลุก นี่ไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับผลไม้น้อยๆที่ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างมันเลย


   "เจ้าเคยเห็นดอกไม้นี้ไหม?" เยี่ยหลิงหลงถาม


   "เฮ้อ เยี่ยหลิงหลง ข้าอุตส่าห์ให้เจ้าเรียนที่หุบเขาเสินอี้ตั้งนาน แต่เจ้าดันไม่รู้จักดอกนี้เนี่ยนะ น่าขายหน้าชะมัด!"


   “พูดดีๆหน่อย ไม่งั้นข้า ‘เผลอ’ มือลื่นขึ้นมา ระวังจะได้กินผลไม้คลุกศิลาหลอมกันนะ”


   หัวไชเท้าอ้วนถึงกับตัวสั่น รีบเปลี่ยนสีหน้าให้ดูจริงจังขึ้นทันที


   "นี่คือ ‘ดอกเพลิงล้อมจันทร์’ น่ะ เป็นดอกไม้ในตำนานที่ขึ้นในหุบเหวมาร มันเติบโตในศิลาหลอมและใช้ปราณมารเป็นสารอาหาร เมื่อดอกไม้บานจะไม่เห็นดวงจันทร์ และเมื่อดวงจันทร์เต็มดวงดอกนี้จะไม่บาน"


   "แล้วมันมีมูลค่าแค่ไหน?"


   "มันมีมูลค่าสูงมาก แถมยังหายากด้วย ข้าบอกทุกอย่างหมดแล้ว เอาข้ากลับเข้าไปเร็วๆหน่อยเถอะ ร้อนจนจะเป็นผลไม้ย่างแล้ว!"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะเก็บหัวไชเท้าอ้วนกลับเข้าไปในแหวน จากนั้นนางก็เก็บดอกเพลิงล้อมจันทร์นั้นมาไว้ในมือ


   แต่แล้วนางก็รู้สึกตัวว่ามีบางอย่างที่นางลืมถาม จึงตัดสินใจหยิบเจ้าหัวไชเท้าอ้วนออกมาอีกครั้ง


   "เจ้าจะเอายังไงอีกเนี่ย? คุณหนู ข้าขอเถอะนะ เร็วๆหน่อยได้ไหม?"


   "เจ้าดอกเพลิงล้อมจันทร์นี้มีประโยชน์ยังไงบ้าง?" เยี่ยหลิงหลงถาม


   หัวไชเท้าอ้วนถอนหายใจ ก่อนจะอธิบายด้วยความรวดเร็ว "ดอกไม้พวกนี้สามารถดูดซับปราณมารและเปลี่ยนเป็นสารอาหารให้ตัวมันเอง ดังนั้นมันจึงมีความสามารถในการแปลงปราณมารเป็นพลังวิญญาณ ซึ่งหมายความว่า ถ้าเจ้าเก็บดอกเพลิงล้อมจันทร์ได้มากพอ ก็สามารถใช้มันแปลงปราณมารที่มีอยู่ทั่วที่นี่ให้กลายเป็นพลังวิญญาณแล้วดูดซับเข้าไปได้เลย!"


   เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของเยี่ยหลิงหลงก็เปล่งประกายขึ้นทันที นี่มันของดีชัดๆ! มีค่าเหลือเกิน!


   ขณะที่นางกำลังตื่นเต้นอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงกระซิบกระซาบและเสียงการเคลื่อนไหวดังขึ้นจากรอบทิศ แสดงให้เห็นว่าฝูงมารกำลังบุกเข้ามาใกล้แล้ว


   ยังไม่ทันที่นางจะเงยหน้าขึ้น มารหลายตัวก็พุ่งเข้ามาโจมตี โดยเฉพาะเมื่อมันสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมหวานของหัวไชเท้าอ้วน มันจึงพุ่งเข้าใส่เจ้าผลไม้ทันที


   ภาพของฝูงปีศาจที่แย่งกันกัดกินหัวไชเท้าอ้วนเคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน และเยี่ยหลิงหลงก็ลืมไปสนิทเลยว่าเจ้าหัวไชเท้าอ้วนคือเป้าหมายล่อใจอย่างดี นางจึงไม่ได้คิดจะปกป้องมันในทันที แต่ดันมือสั่นจนเจ้าหัวไชเท้าอ้วนหลุดจากมือไป


   ในเสี้ยวอึดใจนั้น เยี่ยหลิงหลงและหัวไชเท้าอ้วนต่างก็มองตากันด้วยความตกตะลึง สายตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความเข้าใจกันอย่างน่าประหลาด



บทที่ 450: พอเหล่ามารโผล่มา หัวไชเท้าอ้วนก็ยิ่งคึกหนักกว่าเดิม!



   หัวไชเท้าอ้วนตกลงบนหินสีดำร้อนระอุ ทันทีที่ก้นกระแทกกับหินก็มีเสียง ‘ฉี่!’ พร้อมควันขาวลอยขึ้นมา และกลิ่นของไหม้ก็ลอยมาเตะจมูก


   เยี่ยหลิงหลงและหัวไชเท้าอ้วนต่างเงียบกันไปครู่หนึ่ง


……


   “เจ้าฟังข้าอธิบายก่อน”


   “เยี่ยหลิงหลงเจ้าคนชั่ว! เจ้าไม่รู้หรือว่าข้ามีมูลค่าแค่ไหน เจ้ารู้ไหมว่าข้าล้ำค่ากว่าเจ้าแค่ไหน! แล้วทำไมถึงคิดว่าพวกมันจะอยากกินเจ้ามากกว่าข้าล่ะ? หือ! ไหวพริบหายไปไหนหมดแล้ว!”


……


   “แล้วจะมัวชักช้าอยู่ทำไม! ช่วยข้าที! โอ๊ย ก้นข้าจะไหม้แล้ว...”


   เยี่ยหลิงหลงที่ตอนแรกคิดจะตอบโต้กลับ แต่พอเห็นน้ำตาคลอเบ้าของหัวไชเท้าอ้วนก็อดใจอ่อนไม่ได้ นางจึงกวัดแกว่งกระบี่หงเยี่ยน ปัดพวกมารที่พุ่งเข้ามาออกไป แล้วรีบหยิบหัวไชเท้าอ้วนกลับมาในมือ


   “ข้าไม่ยอม เจ้าไปหาทางให้ข้ามีก้นสวยๆโค้งงอนด้วยนะ! ถ้าข้าไม่พอใจล่ะก็ ทำใหม่ให้ข้าด้วย!” หัวไชเท้าอ้วนร้องโวยวายอย่างน่าสงสาร


   เยี่ยหลิงหลงเตรียมจะเก็บมันกลับเข้าแหวน แต่เจ้าหัวไชเท้าอ้วนกลับกอดมือนางแน่น ไม่ยอมกลับเข้าไป


   “นี่เจ้าจะทำอะไรอีก?”


   “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้จักอายหรือ? ข้าถูกเจ้าโยนจนอยู่ในสภาพนี้ แล้วถ้าเจ้าเอาข้ากลับเข้าไป ไท่จื่อ เจาไฉ และเสี่ยวไป๋จะต้องหัวเราะเยาะข้าจนตายแน่ ข้าไม่ยอมกลับเข้าไปเด็ดขาด!” หัวไชเท้าอ้วนร้องไห้ปนโวยวายเสียงสั่น


……


   “แต่มันอันตรายนะ ข้างนอกนี้มีมารเยอะมากเลย!” เยี่ยหลิงหลงพูดพร้อมกับกระโดดขึ้นไปบนก้อนหินใกล้ๆ เพื่อหลบการโจมตีของมารตัวหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาแทงกระบี่เข้าใส่ร่างของมัน จากนั้นนางหมุนตัวหลบ พร้อมกับกระโดดไปยังหินอีกก้อนเพื่อหลบการโจมตีของฝูงมารที่พุ่งเข้าใส่อย่างไม่ลดละ


   “ข้าไม่สน ยังไงเจ้าก็ต้องปกป้องข้าทั้งกายและใจ ข้าอับอายขนาดนี้ก็เพราะเจ้า”


   เยี่ยหลิงหลงจนใจ จึงวางเจ้าหัวไชเท้าอ้วนไว้บนหัวของตัวเอง


   “จับให้แน่นๆ อย่าตกลงมาล่ะ”


   หัวไชเท้าอ้วนรีบใช้มือทั้งสองข้างเกาะมวยผมของเยี่ยหลิงหลงไว้แน่น ไม่ปล่อยให้หลุดง่ายๆ


   แล้วมันก็นั่งดูเยี่ยหลิงหลงกำกระบี่หงเยี่ยน ในขณะที่นางเผชิญหน้ากับฝูงมารหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวที่พร้อมจะพุ่งเข้าใส่ตลอดเวลา


   ด้วยท่วงท่าที่พลิ้วไหวและรวดเร็ว นางพุ่งกระโดดไปรอบๆ เพื่อเปลี่ยนตำแหน่ง หงเยี่ยนในมือนางเหวี่ยงขึ้นลงกวัดแกว่งไปมา ทุกครั้งที่กระบี่สะบัดลงไป มารก็ตายคาที่ สลายเป็นกลุ่มหมอกจางหายไปในอากาศร้อนระอุ


   พลังในการสังหารของนางยิ่งเพิ่มพูนขึ้น ยิ่งฆ่ายิ่งรวดเร็ว จนกระทั่งมารทั้งหมดที่บุกเข้ามาโจมตีถูกนางถูกจัดการจนหมดสิ้น!


   เมื่อมารตัวสุดท้ายสลายไป ใบกระบี่ของหงเยี่ยนดูเหมือนจะส่งเสียงครวญครางเบาๆ แต่ก็ฟังไม่ชัดเจนนัก


   หลังจากหยุดสังหาร หัวไชเท้าอ้วนก็เริ่มชี้นิ้วไปมาบนศีรษะของเยี่ยหลิงหลง


   "ตรงนั้น แล้วก็ตรงนี้ ตรงโน้นน่ะ เร็วๆหน่อย เจ้าต้องไปขุดเลย ใต้หินเหล่านั้นมีดอกเพลิงล้อมจันทร์ขึ้นอยู่ ข้าเห็นมันตอนเจ้ากำลังต่อสู้ พวกมารที่โผล่มาก็ออกมาจากข้างๆดอกไม้พวกนี้ทั้งนั้นเลย"


   เยี่ยหลิงหลงทำตามที่เจ้าหัวไชเท้าอ้วนบอก ขุดดอกเพลิงล้อมจันทร์จากรอบๆบริเวณนั้นมาได้ถึงสิบดอก นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่า เจ้าหัวไชเท้าอ้วนแม้จะขี้ขลาดแต่สายตากลับแหลมคม มันอาจจะทำอย่างอื่นไม่ค่อยได้ แต่เรื่องชี้เป้าของดีนั้นต้องยกให้เป็นอันดับหนึ่ง


   “หัวไชเท้าอ้วน ข้ามีแผนที่จะทำให้มันสะดวกและรวดเร็วขึ้นอีก”


   เจ้าหัวไชเท้าอ้วนที่ผ่านศึกมานับไม่ถ้วน รู้สึกได้ถึงบางอย่างทันที มันรีบปล่อยมือจากหัวเยี่ยหลิงหลงและกระโดดเข้าไปในแหวน


   ศักดิ์ศรีหรือ? ก้นก็ช่างมัน! มันคิดในใจ เรื่องเอาชีวิตรอดสำคัญกว่า


   แต่ก่อนที่มันจะหลุดเข้าไปในแหวน เยี่ยหลิงหลงก็เอื้อมมือคว้าจับมันไว้ได้พอดี


   “ถ้าทำสำเร็จ ข้าจะให้ของตอบแทนเจ้าอย่างงาม”


   “ข้าไม่เอา!”


   “ข้ารับรองว่าจะไม่ให้ชีวิตเจ้าตกอยู่ในอันตรายแน่นอน”


   “ข้าไม่ฟัง!”


   “เร่งมือให้จบไวๆเถอะ ชั้นนี้ไม่มีมารโผล่มากวนอีกแล้ว ข้าจะได้ซ่อมก้นเจ้าเสียที ไม่ดีหรือ?”


   “ข้าไม่สน!”


   “งั้นเพิ่มยันต์สปาให้สิบแผ่น”


   “ข้าคิดว่าข้าไม่มีศักดิ์ศรีหรือ?”


   “เพิ่มน้ำหวานอีกสิบขวด”


   “กระดูกสันหลังที่แข็งแกร่งในตัวข้าทำให้ข้าไม่อาจก้มหัวให้เจ้าได้!”


   “ได้ งั้นข้าจะเรียกไท่จื่อออกมาแทน”


   เจ้าหัวไชเท้าอ้วนชะงักทันที ขู่ฟ่อๆอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะโบกมือไปมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ


   “ก็ได้! แต่ให้มันไวๆนะ!”


   “ไม่ใช่ว่าไท่จื่อไม่หอมหวานไม่เย้ายวนให้พวกมารพุ่งเข้าใส่หรอกนะ! ตกลง! ยันต์สปาสิบแผ่น น้ำหวานสิบขวด!”


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหยิบกรงที่ปกตินางเอาไว้ใส่อาหารของเจาไฉออกมาจากแหวน แล้วจัดการใส่หัวไชเท้าอ้วนลงไปในกรงอย่างเรียบร้อย


   จากนั้น นางก็เลือกตำแหน่งบนหินสูงที่ยังไม่ได้สำรวจ วางกรงพร้อมเจ้าผลไม้จอมปากดีลงไป จัดวางค่ายกลเล็กๆไว้รอบๆ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน


   หัวไชเท้าอ้วนยืนอยู่ในกรง เด็ดใบไม้สีเขียวจากหัวตัวเองออกมาด้วยท่าทางเจ็บปวด ก่อนจะหยิบลูกแก้วมายาออกมา พอเปิดใช้ ลูกแก้วก็เริ่มบรรเลงดนตรีจังหวะแน่นๆ “ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม” ทันที


   มันเต้นตามเสียงเพลงอย่างเร้าใจ ทั้งหมุนตัว บิดเอว สะบัดหัว แล้วยังเพิ่มท่าเหวี่ยงไหล่กับสะบัดสะโพกไปมา ท่าทางประกอบเพลงที่เล่นไปด้วยทำเอาเยี่ยหลิงหลงยืนอึ้ง


   ในช่วงเวลาที่นางแทบเอาชีวิตไม่รอดในโลกภายนอก หัวไชเท้าอ้วนกลับใช้ชีวิตในแหวนอย่างเต็มที่แบบนี้! นี่มันเกินไปหน่อยไหม? และในแหวนก็ไม่มีผลไม้อื่นอยู่แล้วด้วย ไม่รู้ว่ามันเต้นกับอะไรทุกวันถึงได้พัฒนาท่าเต้นชวนหัวขนาดนี้?


   ขณะที่นางยังอึ้งไม่หาย เหล่ามารที่ซ่อนตัวอยู่ในรอยแยกของหินก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป กลิ่นผลไม้หอมหวานที่หัวไชเท้าอ้วนปล่อยออกมาพร้อมจังหวะเต้น ยั่วยวนพวกมันให้พุ่งออกจากรอยแยก กางกรงเล็บเข้าหาเจ้าหัวไชเท้าอ้วนทันที


   เมื่อเหล่ามารปรากฏตัวขึ้น หัวไชเท้าอ้วนก็ยิ่งกระดี๊กระด๊าขึ้นไปอีก


   มันรู้ว่าเหล่ามารไม่สามารถทะลุกรงเหล็กเข้ามาถึงตัวมันได้ จึงกล้าเอาใบไม้โบกไปมาเย้ายวนล้อเลียนพวกมาร แถมยังใช้ใบไม้แตะคางพวกมันให้ยิ่งบ้าคลั่งขึ้นไปอีก


……


   โอ้ แม่เจ้า!


   เยี่ยหลิงหลงใช้เหยื่อล่อมาหลายแบบ แต่หัวไชเท้าอ้วนก็ยังคงเป็นเหยื่อล่อที่เยี่ยมที่สุดเสมอ ในเรื่องดึงดูดความแค้น มันไร้เทียมทานอย่างแท้จริง


   เยี่ยหลิงหลงเบนสายตาออก ไม่อยากมองภาพแสลงตานั้นอีก นางรีบใช้วิชาเทพวิหคอัคคี ปล่อยเปลวเพลิงกระจายราวกับเกล็ดหิมะพุ่งลงใส่หัวของพวกมารประหนึ่งพิรุณโปรย


   หลังจากเผาพวกมารไปได้เกือบหมดแล้ว เหลือเพียงตัวเล็กตัวน้อยประปราย นางก็จัดการฟันกระบี่สังหารเป็นการจบศึก


   เมื่อจัดการมารรอบนั้นเสร็จ นางจึงเรียกเสี่ยวไป๋และพรรคพวกออกมาช่วยกันเก็บดอกเพลิงล้อมจันทร์ จากนั้นนางก็พาหัวไชเท้าอ้วนไปยังจุดถัดไปเพื่อเก็บเกี่ยวดอกเพลิงล้อมจันทร์จากพื้นที่อื่นๆต่อไป


   ด้วยความช่วยเหลือแบบจัดเต็มของหัวไชเท้าอ้วน เยี่ยหลิงหลงสามารถกวาดล้างเหล่ามารในชั้นสองได้อย่างรวดเร็ว ประสิทธิภาพสูงจนแทบเรียกได้ว่าเร็วเกินปกติหลายเท่าตัว


   เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย นางก็ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นเพื่อพักหายใจ และเก็บหัวไชเท้าอ้วนพร้อมกับเสียงเพลงของมันเข้าไปในแหวน ไม่อยากมองมันอีก


   เมื่อเงยหน้าขึ้น นางก็เห็นว่าไท่จื่อกำลังกินดอกเพลิงล้อมจันทร์ไปอีกหลายดอก


   นางมองไปอีกทางก็เห็นเสี่ยวไป๋กำลังจัดขบวนลูกน้องตัวเล็กๆของมันนำดอกเพลิงล้อมจันทร์เข้ามาส่งให้นางอย่างเป็นระเบียบ


   เสี่ยวไป๋ยังคงเป็นสัตว์เลี้ยงที่เชื่อฟังและขยันขันแข็งที่สุด เมื่อเทียบกับหัวไชเท้าอ้วน มันก็ขยันกว่า และเมื่อเทียบกับไท่จื่อ มันก็น่ารักกว่า แถมดูฉลาดมีไหวพริบมากกว่าเจาไฉด้วย


   จนกระทั่ง…


   นางสังเกตเห็นว่าที่ท้ายแถวของเหล่าลูกสมุนเสี่ยวไป๋นั้น มีสิ่งประหลาดบางอย่างปะปนอยู่



จบตอน

Comments