บทที่ 451: เจ้าตัวแสบพวกนี้วันๆเอาแต่ทำอะไรกันเนี่ย!
เยี่ยหลิงหลงเอื้อมมือไปคว้าตัวหุ่นกระดาษตัวน้อยที่อยู่ท้ายแถวขึ้นมา
นางจำได้แม่นเลยว่าตอนที่ใช้กระดาษทำหุ่นขึ้นมาแต่แรก หุ่นทุกตัวล้วนเป็นคนตัวเล็กๆน่ารักแบบเรียบร้อยทั้งนั้น
แล้วเจ้านี่ที่เหมือนผลไม้น้อยๆตรงหน้า มันมาจากไหนกันล่ะเนี่ย?
ที่สำคัญ รูปร่างของมันเหมือนกับหัวไชเท้าอ้วนเป๊ะ ถ้าขยายให้ใหญ่เท่าตัวจริง คงจะกลายเป็นหัวไชเท้าอ้วนฉบับกระดาษได้เลย!
เดี๋ยวนะ… มีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ใบไม้บนหัวเจ้าหุ่นผลไม้นี่ดูไม่เหมือนของหัวไชเท้าอ้วน และเหมือนจะมีดอกไม้อยู่ด้วย?
เยี่ยหลิงหลงถึงกับเบิกตากว้าง นี่มันอะไรกันเนี่ย? เหมือนนางจะเจอบางอย่างที่ไม่ธรรมดาเข้าให้แล้ว!
ขณะเดียวกัน นางเหลือบเห็นอะไรบางอย่างแปลกๆในแถวของเหล่าหุ่นกระดาษ นางหันไปมองอย่างรวดเร็ว แล้วก็พบว่ามีหุ่นกระดาษอีกตัวที่ดูแปลกไป หน้าตาของมันเหมือนกับไท่จื่อฉบับตัวจิ๋วไม่มีผิด!
สิ่งที่ต่างออกไปมีเพียงอย่างเดียวคือ หุ่นตัวนี้มีเชือกสีชมพูเล็กๆผูกอยู่บนหัวด้วย!
ขณะที่นางกำลังตกตะลึง ไท่จื่อก็กระโจนมาจากไหนไม่รู้ คาบหุ่นกระดาษตัวจิ๋วนั้นไปทันที พร้อมกับวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว มันซ่อนหุ่นไว้ในปากและหันหลังกลับไปทำทีไม่ให้นางเห็น
ภาพที่เห็นนี้ทำเอาเยี่ยหลิงหลงตะลึง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพ่อที่เลี้ยงลูกอย่างไม่ใส่ใจ จู่ๆก็มาเจอ “หนังสือแปลกๆ” ของลูกอยู่ใต้หมอน!
เยี่ยหลิงหลงยืนอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก
ต่อจากนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ยังเห็น ‘ผลไม้’ ตัวเล็กๆอีกหลายตัวในกลุ่มหุ่นกระดาษที่ตามมาทีหลัง หน้าตาคล้ายๆกัน ตัวหนึ่งมีดอกไม้สองดอกอยู่บนหัว อีกตัวมีตั้งสามดอก!
ที่หนักไปกว่านั้น นางเห็นหุ่นกระดาษ ‘เจาไฉ’ ฉบับย่อส่วนในชุดกระโปรงอีกด้วย!!!
เยี่ยหลิงหลงแทบลืมหายใจ รีบยกมือกุมหัวใจที่เต้นรัวของตัวเองทันที
ขณะที่นางตะลึง ใบหน้ากับร่างกายแข็งทื่อเหมือนโดนฟ้าผ่า เสี่ยวไป๋ก็ลอบย่องเข้ามาเก็บหุ่นกระดาษประหลาดพวกนั้นกลับไป ไม่วายพยายามจะทำลายหลักฐานอีกด้วย!
เจ้าตัวแสบพวกนี้วันๆเอาแต่ทำอะไรกันอยู่เนี่ย!
นางเป็น ‘พ่อ’ ที่ยังไม่เคยมีความรักแท้ๆ พวกมันกลับแอบทำหุ่นกระดาษของกันและกันไว้ด้วยหรือ?
แถมหัวไชเท้าอ้วนยังเปิด ‘ฮาเร็ม’ ของตัวเองอีก???
ถึงว่า ทำไมมันถึงได้เต้นสะบัดเอวซะขนาดนั้น! ที่แท้ก็เพราะมัน ‘แซ่บ’ จริงๆนี่เอง!
เยี่ยหลิงหลงแทบจะโมโหจนเหมือนเส้นเลือดในสมองแตก แต่ก่อนที่นางจะได้จัดการพวกลูกชายตัวน้อยทั้งหลายที่เริ่มจะมีความคิดแปลกๆ ทันใดนั้น พื้นที่รอบๆก็สั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว ก้อนหินสีดำใต้พื้นเริ่มปริแตก และใต้ดินก็มีศิลาหลอมร้อนระอุพุ่งทะลักขึ้นมา!
นางไม่มีเวลาจัดประชุมครอบครัวเพื่อสั่งสอนเจ้าลูกชายตัวน้อยได้ทัน สภาพแวดล้อมที่นี่ก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างมากอีกครั้ง
นางรีบลุกขึ้นแล้วเก็บทั้งเสี่ยวไป๋และหุ่นกระดาษทั้งหมดเข้าไปในแหวนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเรียกให้ไท่จื่อกับเจาไฉกลับมารวมกลุ่ม
แต่พอทุกอย่างเข้าที่ได้เพียงครู่เดียว หินสีดำใต้ฝ่าเท้าของนางก็ระเบิดออกทันที!
เยี่ยหลิงหลงรีบกระโดดจากพื้นขึ้นไปยังจุดอื่นที่พอจะยืนได้ แต่ไม่นานจุดนั้นก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว นางจึงต้องกระโดดต่อไปเรื่อยๆ เพื่อค้นหาจุดต่อไปที่พอจะยืนได้
หลังจากกระโดดติดต่อกันระยะหนึ่ง ในที่สุด หินสีดำแทบทั้งหมดก็ถูกเผาไหม้จนหมด กลายเป็นศิลาหลอมร้อนระอุที่พุ่งทะลักขึ้นมาทั่วทิศ
เยี่ยหลิงหลงไม่มีทางเลือก นอกจากต้องลอยตัวขึ้นไปกลางอากาศ และคอยหลบหลีกไม่ให้ศิลาหลอมที่สาดกระเซ็นมาโดนตัว
ศิลาหลอมยิ่งพุ่งขึ้นมามากขึ้นและเร็วขึ้น ราวกับต้องการบีบบังคับให้เธอเคลื่อนย้ายตำแหน่งไปเรื่อยๆ ทำให้พื้นที่ยืนเหลือน้อยลงทุกขณะ
ในสถานการณ์แบบนี้ แค่ช้าไปนิดเดียวหรือมองไม่ทัน ก็อาจถูกศิลาหลอมสาดใส่กลายเป็น ‘มนุษย์ต้มสุก’ ได้ง่ายๆเลย
การเคลื่อนไหวของเยี่ยหลิงหลงเริ่มรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ มุมหลบของนางก็เริ่มพลิกแพลงยากตามไปด้วย จนถึงจุดหนึ่ง มองเผินๆแล้วแทบเหมือนกับว่านางกำลังร่ายระบำไปมาอย่างรวดเร็วท่ามกลางศิลาหลอมเดือดพล่าน ภาพที่เห็นนั้นน่าตื่นตาตื่นใจจนผู้คนต้องกลั้นหายใจตาม
จากนั้นไม่นาน ศิลาหลอมที่เหมือนไม่ยอมแพ้ มันค่อยๆก่อตัวเป็นคลื่นลูกใหญ่หลายลูกซัดเข้ามา ทั้งข้างหน้า ข้างหลัง ซ้าย และขวาโถมเข้ามาปิดกั้นทุกทางหนีของนาง
เยี่ยหลิงหลงรู้ทันทีว่า ศิลาหลอมพวกนี้คงไม่คิดปล่อยให้นางหนีออกไปได้ง่ายๆแล้ว
ศิลาหลอมนั้นร้อนแรงและทำความเสียหายได้รุนแรงมาก หากใครมีพลังไม่พอหรือแข็งแกร่งไม่ถึงขั้น ก็คงถูกมันหลอมละลายจนไม่มีทางออกไปจากที่นี่ได้
ในเมื่อเป็นการท้าทาย นางก็ตัดสินใจเผชิญหน้าตรงๆ!
เยี่ยหลิงหลงยก ‘หงเยี่ยน’ ขึ้นเหนือศีรษะ ปล่อยให้ด้านบนของร่มหมุนรอบตัวเหมือนโล่ป้องกัน
ในจังหวะนั้น เยี่ยหลิงหลงวางฝ่ามือทั้งสองข้างไว้เบื้องหน้า รวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดไว้บนฝ่ามือ พลังวิญญาณส่องประกายเจิดจ้า จากนั้นนางก็หมุนมือเป็นวงกลม ปลดปล่อยพลังรอบตัวออกมาอย่างรุนแรง!
วิชาธาราน้ำทิพย์
วงแหวนวารีก่อตัวรอบตัวเป็นชั้นๆ ล้อมรอบตัวนางอย่างรวดเร็ว
ภายในวงแหวนวารีเป็นน้ำแข็งเย็นจัด เมื่อกระทบกับศิลาหลอมด้านนอก น้ำแข็งนั้นละลายกลายเป็นน้ำสีฟ้าสดใสทันที วงแหวนวารีและศิลาหลอมปะทะกันอย่างดุเดือด พลังทั้งสองสู้กันอย่างไม่ยอมถอย ราวกับกำลังแข่งขันว่าใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน
เยี่ยหลิงหลงควานหาขวดโอสถจากแหวน หยิบมันขึ้นมาและรีบโยนโอสถหลายเม็ดเข้าปาก จากนั้นค่อยๆกลืนทีละเม็ดเพื่อเติมพลังวิญญาณกลับคืนมา พร้อมกันนั้นเธอก็สร้างฝ่ามือพลังวิญญาณขึ้นในมืออย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ
วงแหวนวารีเพิ่มขึ้นทีละชั้น ขยายอาณาเขตไปกว้างขึ้นเรื่อยๆ พลังวารีของนางไม่เพียงไม่ถูกศิลาหลอมเผาระเหยหายไป แต่กลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ บีบให้ศิลาหลอมที่พยายามแผดเผานางค่อยๆถอยร่นออกไปทีละนิด
ทันใดนั้น เยี่ยหลิงหลงพุ่งตัวลงไปอย่างรวดเร็ว เปลี่ยน ‘หงเยี่ยน’ เป็นกระบี่อีกครั้ง พร้อมกับปลายกระบี่ที่ล้อมรอบด้วยวงแหวนวารี ทิ่มแทงลงไปในศิลาหลอมที่ร้อนระอุใต้เท้า
“จงแข็งตัว!”
พลังจากวิชาธาราน้ำทิพย์ปะทุออกมาอย่างเต็มที่ในชั่วขณะนั้น พลังวารีทั้งหมดไหลเข้าสู่กระบี่จนความเย็นแผ่กระจายออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุด พื้นผิวของศิลาหลอมใต้เท้าเยี่ยหลิงหลงก็ถูกปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งที่แผ่ขยายออกไป
เมื่อพลังวิญญาณของนางแผ่ขยายออกไปอย่างเต็มที่ ชั้นน้ำแข็งใต้เท้าก็แผ่ขยายตามไปอย่างรวดเร็ว กินพื้นที่ออกไปไกลจนสุดสายตา
เยี่ยหลิงหลงใช้พลังที่แข็งแกร่งที่สุดพิชิตศิลาหลอมใต้ฝ่าเท้า บังคับให้มันยอมสยบอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งของตน
เยี่ยหลิงหลงยิ้มบางๆ ก่อนหมุน ‘หงเยี่ยน’ ในมือเบาๆ แล้วเก็บมันกลับมาเป็นร่มเล็กๆวางไว้บนบ่า
ชั้นที่สองนี้ สำหรับนางแล้ว ก็ยังไม่มีอะไรยากเกินไป
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่นางจะได้พักหายใจ ก็รู้สึกได้ว่าชั้นน้ำแข็งใต้เท้าเริ่มสั่นสะเทือน และในอึดใจถัดมา น้ำแข็งตรงหน้าพลันแตกกระจาย พร้อมกับมารยักษ์ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมา
เมื่อเทียบจากรูปร่าง มันก็คือเหล่ามารตัวเล็กๆ ก่อนหน้านี้ในแบบที่ขยายใหญ่ขึ้น แต่ในแง่พลัง มันได้ก้าวสู่ขอบเขต วิญญาณแรกกำเนิดแล้ว
โชคดีที่มารยักษ์ตัวนี้มีพลังอยู่แค่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลาง หากมันอยู่ขั้นปลาย นางที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตจินตานและเสียพลังไปมากในช่วงแรกคงยากที่จะรับมือ
ดูเหมือนความยากจะเพิ่มขึ้นจริงๆ
เพียงแค่ชั้นที่สองก็มีศัตรูระดับที่นางต้องทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อรับมือแล้ว!
มารยักษ์ตัวนั้นคำรามลั่น พ่นปราณมารมหาศาลจากปากพุ่งตรงเข้าใส่เยี่ยหลิงหลง
นางรีบยก ‘หงเยี่ยน’ ในร่างร่มขึ้นบังไว้ด้านหน้า ผลจากการสะท้อนกลับผสานกับพลังวิญญาณของตน ทำให้ปราณมารนั้นเด้งกลับเข้าปากมารยักษ์ด้วยแรงมหาศาล และไหลย้อนไปถึงท้องของมัน
ชั่วขณะนั้น นางเห็นความตกใจและงุนงงในดวงตาสีแดงฉานของมัน
ไม่นานหลังจากนั้น "อ๊อก!" มันถึงกับอาเจียนออกมา
บทที่ 452: แถวขอแต่งงานคงล้นทะลักจนประตูเขาจิ้งฮวาของข้าพังแน่ๆ
หลังจากอ้วกออกมา มารยักษ์ก็ดูเหมือนจะอับอายจนกลายเป็นโกรธจัด มันสะบัดหนวดทุกเส้นพร้อมกันโจมตีนางอย่างไม่ปรานี
เยี่ยหลิงหลงรีบแปลงหงเยี่ยนเป็นกระบี่ทันควัน ใช้มันปัดป้องได้ฉิวเฉียด แล้วรีบหยิบขวดโอสถจากแหวนออกมากรอกเข้าปากเพื่อฟื้นพลังวิญญาณกลับคืนอย่างรวดเร็ว
“มาสิ! เจ้าหมึกดำตัวเหม็น! ถ้าคิดว่าทนไหวก็มาเลย เอาชีวิตกันไปข้าง!”
เจ้ามารยักษ์ฟังไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาต่อความโกรธที่มีต่อเยี่ยหลิงหลง มันพุ่งเข้าหานางด้วยความโกรธยิ่งขึ้น ทำให้ทั้งคนทั้งมารร้ายเปิดฉากต่อสู้กันอย่างดุเดือด
“เพลิงเทพวิหคอัคคี!”
“วิชาธาราน้ำทิพย์!”
“วิชาเทพกระบี่พิชิตฟ้า!”
“วิชาหวนกำเนิด!”
“คาดไม่ถึงล่ะสิ ว่าข้าจะเป็นสายสนับสนุน!”
แม้เจ้ามารยักษ์จะฟังคำพูดของนางไม่เข้าใจ แต่ความหยิ่งผยองที่ส่งผ่านสายตาของเยี่ยหลิงหลงนั้น มันเห็นชัดเจนจนทำให้โมโหแทบระเบิด มันจะต้องฆ่านางให้ได้!
การต่อสู้ครั้งนี้ช่างดุเดือด แทบพลิกฟ้ากลับแผ่นดิน ภูเขาถล่ม พื้นดินสั่นสะเทือนจนชั้นน้ำแข็งบนพื้นแตกร้าว เผยให้เห็นศิลาหลอมที่เดือดพล่านขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ศัตรูที่นางเคยปะทะด้วยก็ไม่พ้นผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะหรือขอบเขตหลอมสุญตา ส่วนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดที่เจอมาก็ไม่ใช่ระดับสูง
ครั้งนี้เยี่ยหลิงหลงได้ปะทะกับขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลางที่ทรงพลัง ที่สามารถสู้กับนางได้อย่างสูสีแบบนี้ นับเป็นเวลานานแล้วที่นางไม่ได้ปะทะกับคู่ต่อสู้ที่ท้าทายเช่นนี้
นางรู้สึกสนุกอย่างแท้จริง แม้จะเหนื่อยล้ามากก็ตาม
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งนางจัดการมารยักษ์จนมันสลายหายไปหมด เยี่ยหลิงหลงก็ไม่รอช้า สร้างเกราะน้ำแข็งขึ้นมาปูรองนอนอย่างสบายใจ พร้อมทั้งแปะยันต์สปาทั้งสิบแผ่นไว้กับตัวอย่างไม่ยั้ง
ทันทีที่เอนหลังลงนอน นางก็เห็นตัวอักษรลอยอยู่กลางอากาศว่า
[ขอแสดงความยินดีที่ผ่านบททดสอบชั้นที่สอง]
แม้ว่าบททดสอบชั้นนี้จะเหนื่อยหน่อย แต่ก็นับว่าผ่านไปได้ด้วยดี
เยี่ยหลิงหลงนึกถึงขวดร้อยกระแสที่เคยส่งไป ในใจยังรู้สึกเสียดายอยากจะพยายามติดต่อคนอื่นๆอีกสักครั้ง นางจึงเขียนข้อความใส่กระดาษแผ่นหนึ่งแล้วใส่ลงไปในขว
“มีใครอยู่ไหม? ตอบหน่อยสิ! ข้าผ่านบททดสอบแล้วนะ!” — เยี่ยหลิงหลง
หลังจากโยนกระดาษลงไป นางก็นึกสนุกขึ้นมา จึงหยิบหินวิญญาณใส่ลงไปในขวดด้วย
ขณะที่คิดว่าคงไม่มีใครหยิบหินวิญญาณไปแน่ จู่ๆหินวิญญาณนั้นก็หายวับไปจากขวด!
เยี่ยหลิงหลงตื่นเต้นรีบลุกขึ้นนั่งและจ้องมองขวดแก้วทันที ขวดแก้วนั้นเปล่งแสงเบาๆ บ่งบอกว่ามีใครสักคนกำลังส่งบางอย่างกลับมา!
ที่ด้านนอกของหอคอยเก้าชั้นฟ้า
ผู้คนที่รอคอยมานานอีกหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็ได้ยินความเคลื่อนไหวใหม่จากหอคอยเก่าแก่แห่งนี้
ในชั่วขณะนั้น ความตื่นเต้นของทุกคนแทบจะทะลักออกมา แม้สภาพอากาศจะหนาวเหน็บก็ไม่รู้สึกทรมานอีกต่อไป
“ขยับแล้ว ขยับแล้ว! ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็มีคนผ่านด่านได้อีกแล้ว!”
ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้น คอยจับแขนเสื้อกันไปมา จู่ๆ โคมไฟดวงเดียวที่สว่างอยู่บนชั้นสองก็ดับลงทันที
ในเสี้ยวอึดใจนั้น ทุกคนหยุดหายใจพร้อมกัน
“หมายความว่าไงเนี่ย? หรือว่าเยี่ยหลิงหลงจะเป็นอะไรไปแล้ว? ไม่จริงน่า! ทำไมมีแต่นางที่มีความเคลื่อนไหวตลอด?”
การจะผ่านด่านแรกก็ยากมากอยู่แล้ว ไม่มีใครเลยที่ผ่านไปได้ ส่วนด่านที่สองยิ่งท้าทายหนักขึ้นอีก ท่ามกลางความยากเย็นขนาดนี้ เยี่ยหลิงหลงอาจจะกำลังตกอยู่ในอันตรายจริงๆก็ได้
หรือว่าสุดท้ายนางจะผ่านด่านที่สองไปได้คนเดียว ส่วนคนอื่นๆยังติดอยู่ด่านแรก?
ทุกคนรู้สึกขนลุกชวนหวั่นใจ
แต่ในจังหวะที่หัวใจทุกคนกระดอนจุกในลำคอ โคมไฟบนชั้นสามก็สว่างขึ้น พร้อมกับชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยและเป็นเจ้าของสถิติสร้างปาฏิหาริย์ครั้งแล้วครั้งเล่า
เยี่ยหลิงหลง
ในตอนนั้น ทุกคนต่างตะโกนร้องอย่างดีใจสุดเสียง แทบจะกรีดร้องด้วยความตื่นเต้น
“นางขึ้นชั้นสามแล้ว! คนอื่นยังไม่มีใครขึ้นชั้นสองได้เลย แต่นางกลับขึ้นถึงชั้นสามแล้ว! โอ๊ย..!”
"นี่สินะที่เขาเรียกว่าพรสวรรค์พันปีจะมีมาสักคน? ตอนแรกแค่นางผ่านเข้าชั้นสองได้ก่อนก็ว่าเก่งแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะขึ้นไปถึงชั้นสามได้เร็วขนาดนี้! แบบนี้เรียกว่าทิ้งห่างชนิดไม่เห็นฝุ่นเลยใช่ไหม?"
"อ๊า! ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าเก่งที่สุด!" ลู่ไป๋เวยเขย่าแขนศิษย์ข้างๆอย่างตื่นเต้น "ทำไมไม่ยอมพนันกับข้านะ!"
"เดี๋ยวนะ เหมือนว่าเจ้าเองก็ไม่ได้อยากพนันตั้งแต่แรกว่าจะมีใครไปถึงชั้นสามก่อนหรอกใช่ไหม?"
"ใครจะไปคิดล่ะ!" ลู่ไป๋เวยตอบกลับ "สถานการณ์แบบนี้ใครจะไปคาดคิด!"
ไม่มีใครกล้าคาดเดา
"ไม่รู้ล่ะ ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าเก่งที่สุดในใต้หล้า!" ลู่ไป๋เวยตะโกนด้วยความปลาบปลื้ม ยิ่งตื่นเต้นก็ยิ่งจับศิษย์ข้างๆ เขย่าจนอีกฝ่ายหัวสั่นหัวคลอน
อีกด้านหนึ่ง ผู้นำจากขุมกำลังต่างๆ และเหล่าผู้อาวุโสของสำนักใหญ่กำลังรวมตัวกัน ทุกคนต่างมีสีหน้าแปลกใจ แต่ก็ไม่ถึงกับงุนงงเสียทีเดียว เพียงแค่รู้สึกว่ามันยากจะเข้าใจให้ตรงกับหลักการ
"มีใครช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม ข้ารู้สึกตามไม่ค่อยทัน"
"ถามเขาสิ ศิษย์เอกคนโปรดของประมุขพันธมิตร คงมีแต่เขาที่เข้าใจที่สุดแล้ว"
ถังเหลียนสูดหายใจเข้าลึก พลางมีสีหน้าจริงจังและลังเลอย่างชัดเจน
“เป็นไปได้ไหมว่า…”
ทุกคนรีบเขยิบเข้ามาใกล้ ตั้งใจฟังถังเหลียนอย่างใจจดใจจ่อ
“เกณฑ์การคัดเลือกอัจฉริยะของหอคอยเก้าชั้นฟ้า อาจจะขึ้นอยู่กับ… หน้าตา?”
……
ทันทีที่พูดจบ ทุกคนที่รอฟังคำตอบพากันส่งสายตาดุดันราวกับขว้างมีดไปที่เขา บางสายตายังเต็มไปด้วยความหงุดหงิดจัดจนเหมือนจะมีจิตสังหารแฝงอยู่จางๆ เห็นได้ชัดว่าถังเหลียนทำให้ทุกคนหัวเสียไม่น้อย
เขาเผยสีหน้าเจื่อนๆ ก่อนจะพูดแก้ตัว “เฮ้อ อย่ามองกันแบบนั้นสิ ก็ข้าคิดหาคำอธิบายมาตั้งหลายแบบ แต่คิดไม่ออก ก็ต้องลองมองในมุมแปลกๆดูบ้างสิ! ที่ข้าพูดไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผลนะ ศิษย์ข้าน่ะ หน้าตาดีจะตาย!”
ไม่มีใครสนใจฟังเขา
“เมื่อกี้ตอนนางหันมามองกลางหิมะนั่น ดูงดงามจนแทบหยุดหายใจเชียวนะ! ถ้าไม่ติดว่ายังเด็ก ข้าว่าต้องมีคนตามเกี้ยวเป็นพรวนแล้ว ใช่ไหมล่ะ?”
ทุกคนพากันหันหน้าหนีอย่างพร้อมเพรียง
ถังเหลียนถอนหายใจ “เฮ้อ… ช่างน่าห่วงจริงๆ! ถ้าหลังจากนี้มีผู้ชายไม่หวังดีมาเข้าหาศิษย์สุดที่รักของข้า ข้าจะจัดการพวกนั้นยังไงดีนะ? ชีวิตนี้ข้าไม่เคยเห็นใครคู่ควรกับศิษย์รักของข้าสักคน กลัวจริงๆว่าในอนาคตแถวขอแต่งงานคงล้นทะลักจนประตูเขาจิ้งฮวาของข้าพังแน่ๆ”
เมื่อทุกคนเริ่มทนความพูดมากของถังเหลียนไม่ไหว ก็ค่อยๆถอยห่างออกไป จนกระทั่งเขาพูดเรื่องที่มีประโยชน์ขึ้นมาจนได้
“โอ้! มีคนผ่านเข้าไปชั้นสองแล้ว!”
ในหอคอยเก้าชั้นฟ้า
เยี่ยหลิงหลงจ้องขวดร้อยกระแสของตน เห็นว่ามีข้อความเพิ่มเข้ามา
“ข้าผ่านแล้วเหมือนกัน! ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้านี่เก่งจริงๆ ผ่านได้เร็วกว่าข้าอีก เจ้าคงไม่ได้เป็นคนแรกที่ผ่านหรอกใช่ไหม? ไม่น่าเป็นไปได้หรอกนะ? ข้าเองก็เจอพวกขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดต้องสู้กับมันตั้งนานแน่ะ” — จี้จื่อจั๋ว
ไม่นานนักก็มีข้อความเพิ่มเข้ามาอีกหลายแผ่น
“ข้าผ่านมาสักพักแล้ว แต่เพิ่งจะสังเกตเห็นขวดนี่ พูดถึงชั้นแรกนี่มันง่ายไปหน่อยนะ แต่พวกอสูรหมูป่าถึงจะไม่แข็งแกร่งแต่เยอะมากเลย กวาดล้างจนมือชาไปหมดแล้ว” — เผยลั่วไป๋
“ผ่านแล้ว ชั้นแรกก็ลำบากพอดู ข้างหลังคงยากกว่าแน่ๆ พวกหมูป่าเยอะจริงๆ” — ซืออวี้เฉิน
เยี่ยหลิงหลงมองข้อความเหล่านั้นแล้วรู้สึกประหลาดใจ ก่อนจะรีบเขียนตอบกลับแล้วโยนข้อความลงไปในขวด
“พวกท่านเพิ่งจะผ่านอสูรหมูป่า? ผ่านได้แค่ชั้นแรกเองหรือ?” — เยี่ยหลิงหลง
“เดี๋ยวนะ ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าบอกว่าผ่านแล้ว เจ้าไม่ได้หมายความว่าผ่านชั้นแรกหรือ?” — เสิ่นหลีเสียน
เยี่ยหลิงหลงเขียนตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ข้าผ่านชั้นที่สองแล้ว กำลังจะขึ้นไปชั้นสาม” — เยี่ยหลิงหลง
พอนางโยนข้อความนี้ลงไป ขวดแก้วที่ก่อนหน้านี้มีข้อความโผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ก็พลันเงียบกริบ ราวกับสัญญาณถูกตัดขาดไปอย่างกะทันหัน
ไม่กี่อึดใจต่อมา ขวดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น
เยี่ยหลิงหลงยืนตะลึงมองขวดแก้วตรงหน้า แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
บทที่ 453: อิจฉาจนตาร้อนผ่าว เทพมะนาวขึ้นต้นไม้แล้ว
ในขวดแก้วเดิมที่เคยเต็มไปด้วยกระดาษข้อความหนาเตอะ จู่ๆ ข้อความเหล่านั้นก็หายวับไปหมด เหลือเพียงกระดาษสี่แผ่นที่นางเขียนไว้ลอยเด่นอยู่อย่างเดียวดาย
ผ่านไปสักพัก ขวดก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง มีข้อความใหม่ถูกส่งเข้ามาเรื่อยๆ
นางจ้องมองอย่างตั้งใจ เห็นว่ามาจากหลายคน แต่เนื้อหากลับคล้ายกันไปหมด
“ยินดีด้วย ศิษย์น้องหญิงเล็ก” — เผยลั่วไป๋
“ศิษย์น้องหญิงเล็กเก่งมากเลย” — เสิ่นหลีเสียน
“ศิษย์น้องหญิงเยี่ยสุดยอดจริงๆ” — ซืออวี้เฉิน
“สู้ต่อไปนะ ศิษย์น้องหญิงเล็ก” — หนิงหมิงเฉิง
……
นี่มันไม่ใช่จุดประสงค์ที่นางวางไว้ให้ขวดร้อยกระแสเลย! ตอนแรกนางคิดว่าขวดนี้จะเป็นตัวช่วยแลกเปลี่ยนข้อมูลและสิ่งของต่างๆ แต่ใครจะไปคิดว่ามันจะกลายเป็นกลุ่มแชตแบบวีแชต แถมยังมีฟีเจอร์ลบข้อความเสียด้วย
พอข่าวว่านางผ่านชั้นที่สองถูกส่งออกไป ข้อความทุกอย่างที่พวกเขาคุยกันว่าการผ่านชั้นแรกยากเย็นแค่ไหน ลำบากแค่ไหน ก็ถูกลบไปหมดในพริบตา!
ในที่สุด หลังจากรออยู่นาน ข้อความที่ดูต่างออกไปก็ปรากฏในขวดแก้ว
“เอ๊ะ? ทำไมขวดร้อยกระแสนี่ถึงคึกคักกันจัง? คุยเรื่องอะไรกันอยู่หรือ? มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นหรือ?” — มู่เซียวหราน
“ข้าเห็นแล้ว! พวกเขาบอกว่าศิษย์หญิงตัวเล็กคนนี้เก่งสุดยอด! เลื่อนดูมาเรื่อยๆถึงกับอึ้ง! นางผ่านขึ้นชั้นสองได้แล้ว! จริงไหมเนี่ย? คนเดียวก็เอาชนะได้หมดทุกคน!” — เจียงอวี๋เจิง
“ว่าไงดี ตอนแรกข้าก็คิดจะเขียนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลอยู่หรอก แต่ดูไปดูมาก็ต้องเปลี่ยนใหม่ว่า ‘ศิษย์น้องหญิงเยี่ยเท่ระเบิด!’” — ถังอี้ฝาน
“อะไรกัน? พวกสำนักพันธมิตรนี่สุดยอดกันทุกคนเลยหรือ? งั้นพวกเรามาทำอะไรเนี่ย? เพื่อให้พวกเขาดูเจ๋งกว่าเรา?” — เจี่ยงซงหัง
“มีแค่ข้าคนเดียวหรือที่สงสัยว่าทำไมหลิงหลงถึงต่อสู้ได้ไวขนาดนั้น? นางใช้วิธีอะไรหรือเปล่า? สอนให้พวกเราที่ไม่ค่อยฉลาดหน่อยสิ ขอร้องล่ะ” — อวี่ซิงโจว
“ขอถามเหมือนกัน” — หยางจิ่นโจว
ข้อความขอคำแนะนำทยอยเพิ่มเข้ามาอีกหลายแผ่น เยี่ยหลิงหลงนั่งเท้าคางคิดอยู่สักพัก รู้สึกได้ถึงบางอย่างผิดปกติ
แม้จะต่อสู้กับอสูรหมูป่าตัวเล็กเหมือนกัน แต่หรือว่าหมูป่าของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน?
นางจึงเขียนข้อความตอบและโยนลงไปในขวด
“ในชั้นที่หนึ่ง อสูรหมูป่าที่พวกท่านเจอและระดับศิษย์จำลองที่เจอเป็นขอบเขตไหนหรือ?” — เยี่ยหลิงหลง
“วิญญาณแรกกำเนิดกับแปรเทวะ” — เผยลั่วไป๋
“จินตานกับวิญญาณแรกกำเนิด” — จี๋จื่อจั๋ว
“วิญญาณแรกกำเนิดกับแปรเทวะ” — ซืออวี้เฉิน
เมื่อมีข้อความตอบกลับเข้ามามากขึ้น ความจริงก็ปรากฏชัด
แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเพราะอาจารย์อยู่เบื้องหลัง แต่การทดสอบของหอคอยเก้าชั้นฟ้านั้นมีการปรับระดับความยากตามขอบเขตของแต่ละคน หมายความว่า อสูรหมูป่าตัวเล็กในชั้นแรกจะมีระดับต่ำกว่าผู้เข้าทดสอบหนึ่งขั้น ส่วนบอสของด่านแรกจะมีระดับเท่ากับผู้เข้าทดสอบ
สำหรับเยี่ยหลิงหลงที่อยู่ขอบเขตจินตาน นางจึงเจอแค่อสูรหมูป่าขอบเขตสร้างรากฐาน แต่พวกศิษย์พี่ที่มีขอบเขตสูงกว่าต้องเผชิญหน้ากับหมูป่าจำนวนมากที่อยู่ในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด ความยากและความเร็วในการจัดการจึงแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
ไม่น่าแปลกใจที่นางสามารถโดดเด่นกว่าคนอื่นได้ ที่แท้ขอบเขตต่ำของนางนั้นช่วยลดความยากของด่านนี่เอง
ถึงว่า ที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่เคยบอกว่า หอคอยเก้าชั้นฟ้านี้เหมือนสร้างมาเพื่อนางโดยเฉพาะ ความจริงก็เป็นแบบนี้นี่เอง หอนี้ช่างเป็นมิตรกับนางจริงๆ
เมื่อทุกคนกำลังพูดคุยเกี่ยวกับระดับของอสูรที่แต่ละคนเจอ เยี่ยหลิงหลงก็เขียนข้อความด้วยความอารมณ์ดีลงในกระดาษแผ่นเล็กแล้วใส่ลงไปในขวด
“สร้างรากฐานกับจินตาน” — เยี่ยหลิงหลง
พอข้อความนี้ปรากฏ ขวดแก้วก็เงียบไปอีกครั้ง ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบสงัด
แม้จะยอมรับได้ว่าระบบการทดสอบนี้เป็นธรรมดีสำหรับทุกคน เพราะยิ่งแข็งแกร่งด่านก็ยิ่งยาก ยิ่งอ่อนด่านก็ง่าย ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ล้วนๆ ไม่ใช่ระดับขอบเขตอย่างเดียว แต่…!!!
การให้เยี่ยหลิงหลงเจอกับอสูรขอบเขตสร้างรากฐานและจินตานเท่านั้น มันจะไม่เกินไปหน่อยหรือ?
ไม่แปลกใจเลยที่นางจะคิดว่าการทดสอบนี้ง่ายเกินไป สำหรับคนที่เคยสู้กับผีระดับวิญญาณแรกกำเนิดเป็นฝูงที่เกาะศักดิ์สิทธิ์ การต้องมาเจอกับหมูป่าขอบเขตสร้างรากฐานย่อมดูเหมือนของเด็กเล่นไปเลย
จินตนาการภาพออกได้เลยว่าตอนนางจัดการกับอสูรหมูป่าเหล่านั้น นางคงทำมันได้เร็วราวกับหั่นผักหั่นผลไม้แน่นอน
ณ จุดนี้ ทุกคนที่เห็นข้อความของนางต่างก็เต็มไปด้วยความอิจฉาและความขมขื่นยิ่งกว่าเดิม
แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกไป เพราะหอคอยเก้าชั้นฟ้าทำตามกฎยุติธรรมเป๊ะ!
เมื่อเห็นว่าทุกคนเงียบไปอีกครั้ง เยี่ยหลิงหลงก็ยิ่งกระปรี้กระเปร่าและดีใจสุดๆ
“โอ้ ตอนเจ้าหมูป่าตัวเล็กๆวิ่งกรูกันเข้ามาหาข้าเหมือนจะมาให้ความอบอุ่นเลยนะ น่ารักมากจริงๆ” — เยี่ยหลิงหลง
“แค่สะบัดกระบี่หนึ่งที ก็จัดการหมูป่าไปได้ทั้งฝูง แถมวิชาเทพกระบี่พิชิตฟ้าของข้ายังเรียกกระบี่ได้ถึงเก้าเล่ม ตวัดลงไปแต่ละทีศัตรูก็ล้มตายกันเกือบหมดแล้ว” — เยี่ยหลิงหลง
“พวกท่านอาจไม่เชื่อ แต่ศิษย์จำลองในชั้นแรกน่ะ ข้ายังไม่ได้ขยับเลย เขาพุ่งเข้ามาแล้วโดนพลังสะท้อนจากร่มของข้าจนตายไปเอง” — เยี่ยหลิงหลง
“ไม่รู้ว่าชั้นที่หนึ่งใช้เวลาถึงครึ่งชั่วยามหรือเปล่า ผ่านไวขนาดที่ข้ายังไม่ทันรู้ตัวเลย” — เยี่ยหลิงหลง
“หอคอยเก้าชั้นฟ้านี่ สนุกสุดๆเลย!” — เยี่ยหลิงหลง
……
ทุกคนที่อ่านข้อความของนางได้แต่เงียบไป ทั้งคนที่อยู่ตั้งแต่แรก คนที่มาร่วมทีหลัง และคนที่เพิ่งเปิดขวดร้อยกระแส ต่างพากันหมดคำพูด
ทำไมถึงมีคนแบบนี้อยู่ในโลกได้?!
เตะนางออกจากกลุ่มได้ไหม?
ไม่ได้ ไม่ใช่แค่เตะไม่ได้ แต่ยังต้องถ่อมตัวเข้าหาและสอบถามถึงรายละเอียดของชั้นที่สองจากนางอีก
“หลิงหลง ไหนๆเจ้าก็ผ่านชั้นที่สองแล้ว ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่ามันมีอะไรบ้าง?” — อวี่ซิงโจว
คราวนี้ทุกคนก็เข้ามามุงอ่านด้วยความสนใจอีกครั้ง
“เป็นหุบเหวมาร มีศิลาหลอม มีมารทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ ตัวเล็กอยู่ขอบเขตจินตาน ส่วนตัวใหญ่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลาง” — เยี่ยหลิงหลง
“แล้วที่เจ้าผ่านได้เร็วขนาดนี้ เจ้ามีวิธีพิเศษอะไรหรือเปล่า?” — อวี่ซิงโจว
ท่ามกลางทุกคนที่ไม่กล้าถาม อวี่ซิงโจวนั้นถือเป็นคนที่พร้อมจะละทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อหาคำตอบเสมอ เขาถามอย่างจริงจัง ทำให้คนอื่นชื่นชอบในความกล้าของเขา
“พวกมารตัวเล็กชอบลอบโจมตี มันชอบสิ่งที่มีปราณวิญญาณเยอะๆ ข้าก็เลยใช้หัวไชเท้าอ้วนเป็นเหยื่อล่อ ดึงพวกมันออกมาเป็นกลุ่ม แล้วก็จัดการทีละกลุ่ม ทำไปไม่กี่รอบก็หมดแล้ว” — เยี่ยหลิงหลง
คนที่อ่านข้อความนี้ก็พยักหน้าเตรียมจดคำแนะนำไว้ทันที แต่จู่ๆก็มีข้อความใหม่โผล่มาด้วยอักษรตัวใหญ่พร้อมเสียงโอดครวญที่ทะลุตัวอักษร
“อะไรนะ? ข้ายังจัดการหมูป่าที่ขอบเขตต่ำกว่าข้าตั้งหนึ่งขั้นแทบไม่ไหวเลยนะ! แต่ในชั้นที่สองกลับต้องไปเจอมารขอบเขตเดียวกันเป็นฝูงเนี่ยนะ? บ้าไปแล้ว! นี่มันแค่ชั้นสองเองนะ! หอคอยเก้าชั้นฟ้านี่คิดอะไรอยู่ ถ้าไม่อยากให้ผ่านก็บอกมาเถอะ! ข้าเข้ามาทำไมเนี่ย! อ๊าก!” — เซี่ยหลินอี้
ทุกคนที่กำลังจะจดคำแนะนำถึงกับมือสั่น
ใช่แล้ว พวกเขาลืมไปเสียสนิทว่าชั้นที่สองนี้ มารตัวเล็กจะมีขอบเขตเดียวกับพวกเขา เช่น ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดต้องจัดการมารขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดหลายตัว ส่วนขอบเขตแปรเทวะก็ต้องฆ่ามารขอบเขตแปรเทวะหลายตัวอีก จะให้ดึงพวกมันออกมาพร้อมกันทั้งหมดนั้นคงจะไม่เหมาะสำหรับคนอื่นๆ
“พี่สาวเยี่ยแข็งแกร่งมาก อยากส่งเสียงให้กำลังใจนะ แต่ตอนนี้ข้าไม่ไหวจริงๆ ขอไปซ่อนบนต้นไม้สูงก่อน โชคดีนะที่เจ้าหมูป่าปีนต้นไม้ไม่ได้” — หลัวเหยียนจง
จริงอย่างที่ว่า ความสุขของคนเรานั้นไม่เท่ากัน
บทที่ 454: จู่ๆทุกคนก็รู้สึกไม่อยากคุยกับเยี่ยหลิงหลงอีกแล้ว
แม้แต่ซืออวี้เฉิน ตัวแทนสุดแกร่งที่ไม่เคยยอมแพ้ก็ยังเริ่มรู้สึกยากลำบากจนสีหน้าเคร่งเครียด
“มารเล็กพวกนี้ ถ้าไม่ล่อออกมาทีละกลุ่ม พวกมันจะออกมาพร้อมกันสูงสุดกี่ตัว?” — ซืออวี้เฉิน
เผยลั่วไป๋ที่ปกติจะชอบแซะเขา กลับเงียบอย่างน่าแปลกใจและเขียนข้อความถามด้วยความสุภาพ
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก มีวิธีไหนที่จะหลีกเลี่ยงการโจมตีทีละมากๆได้บ้างไหม?” — เผยลั่วไป๋
เยี่ยหลิงหลงนั่งเท้าคางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะเขียนคำตอบลงไปในกระดาษแผ่นเล็ก
“ถึงข้าจะยังไม่ได้ลองใช้วิธีนี้ แต่พวกท่านอาจต้องเตรียมปราณวิญญาณเข้มข้นไว้ก้อนหนึ่ง พอรับมือไม่ไหวก็ค่อยโยนก้อนปราณวิญญาณออกไปไกลๆ พวกมารเล็กน่าจะหยุดโจมตีแล้วตามก้อนปราณไปแทน” — เยี่ยหลิงหลง
เมื่อได้เห็นคำตอบนี้ ทุกคนก็ถอนหายใจโล่งอก สีหน้าดูผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย โชคดีที่มีเยี่ยหลิงหลงช่วยนำทาง ทำให้พวกเขาประหยัดแรงและหลีกเลี่ยงอุปสรรคที่คาดไม่ถึงไปได้หลายข้อ
แต่ในขณะที่พวกเขาโล่งใจ ข้อความใหม่ก็ปรากฏในขวดแก้วอีกครั้ง
“แต่อาจจะมีความเป็นไปได้ว่าพวกมารเล็กจะหยุดโจมตีแล้ววิ่งไปหาก้อนปราณที่โยนไปก็จริง แต่บางทีก็อาจล่อพวกมารออกมามากกว่าเดิม พอพวกมันกินก้อนปราณหมดแล้วก็จะยกโขยงกลับมาหาพวกท่านอีกครั้ง” — เยี่ยหลิงหลง
เมื่อข้อความล่าสุดของเยี่ยหลิงหลงโผล่มา ทุกคนก็ต้องกลับไปเคร่งเครียดอีกครั้ง ความรู้สึกโล่งอกเมื่อครู่หายวับไปในทันที
ต้องโหดขนาดนี้เลยหรือเนี่ย? นี่มันยากเกินไปแล้ว!
เยี่ยหลิงหลงคิดอยู่สักพักก่อนจะเขียนข้อความใหม่ลงไป
“แต่มีข่าวดีอยู่เหมือนกันนะ” — เยี่ยหลิงหลง
ทุกคนรีบมองไปที่ขวดแก้วตาเป็นประกาย
“การผ่านชั้นต่อไปจะไม่เพิ่มความยากเป็นขอบเขตใหญ่ แต่จะค่อยๆเพิ่มเป็นขั้นย่อยๆแทน ไม่อย่างนั้นถ้าต้องปีนให้ถึงยอดของหอคอยเก้าชั้นฟ้า คงมีแต่เซียนที่เหาะเหินเดินอากาศได้เท่านั้นแหละถึงจะผ่านได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน
ดังนั้น สำหรับพวกท่านที่อยู่ขอบเขตแปรเทวะ ถึงจะเจอมารเล็กขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น แต่มารยักษ์ก็แค่แปรเทวะขั้นกลางเท่านั้น ไหวอยู่แล้ว” — เยี่ยหลิงหลง
แม้จะไม่ใช่ข่าวดีใหญ่โต แต่ก็ทำให้ทุกคนใจชื้นขึ้นมาบ้าง เพราะอย่างน้อยก็พอเห็นแสงสว่างที่ปลายทาง
แต่เยี่ยหลิงหลงไม่หยุดเพียงเท่านี้ นางส่งข้อความต่อมาอีก
“จงใช้ช่วงนี้ที่ความยากยังเล็กน้อยให้คุ้มเถอะ เพราะพอขึ้นไปเจอขอบเขตหลอมสุญตา นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่พวกท่านจะต้องตายกันจริงๆแล้ว” — เยี่ยหลิงหลง
……
จู่ๆ ทุกคนก็รู้สึกไม่อยากคุยกับเยี่ยหลิงหลงอีกแล้ว
อารมณ์ขึ้นๆลงๆเหมือนคลื่นทะเล เดี๋ยวดีใจเดี๋ยวเศร้า เหมือนจะตายแล้วก็ยังมีหวัง นางแกล้งพวกเขาอยู่ใช่ไหม?
ก็ใช่ เยี่ยหลิงหลงตั้งใจทำให้เป็นแบบนั้นนั่นแหละ เมื่อมีการสร้างกลุ่มคุยกันแล้ว นางก็อดไม่ได้ที่จะสร้างสีสันสักเล็กน้อย
ในขณะนั้นเอง อวี่ซิงโจวผู้ใฝ่รู้กลับมาอีกครั้ง
“หลิงหลง ชั้นสองนี้นอกจากของที่กล่าวมาแล้ว ยังมีรางวัลอะไรให้เก็บอีกไหม?” — อวี่ซิงโจว
ระหว่างสนทนาเพียงไม่กี่ประโยค อวี่ซิงโจวกลายเป็นขวัญใจของทุกคนในที่นี้ ส่วนเยี่ยหลิงหลงกลับกลายเป็นคนที่ชวนให้ทุกคนรู้สึกหลากหลายอารมณ์ที่สุด
“มารเล็กจะพุ่งขึ้นมาจากใต้ก้อนหิน ด้านล่างจุดที่มันโผล่ขึ้นมาจะมีดอกเพลิงล้อมจันทร์อยู่ ดอกนี้สามารถดูดซับปราณมารแล้วเปลี่ยนเป็นปราณวิญญาณได้ เก็บไว้ให้ดีนะ ส่วนมารยักษ์เมื่อฆ่าแล้วมันจะปล่อยพลังคล้ายๆศิษย์จำลองในชั้นแรก พลังนี้สามารถนำไปใช้ฝึกฝนได้” — เยี่ยหลิงหลง
“ขอบคุณมาก หลิงหลง ข้าจะพยายามตามเจ้าไปให้ทัน เพื่อเดินเคียงข้างไปด้วยกัน” — อวี่ซิงโจว
ทุกคนที่เห็นข้อความนี้ต่างชะงักไปครู่หนึ่ง และในใจรู้สึกประหลาดปนชื่นชม
บางคนตกใจ บางคนกัดฟันกรอด บางคนถึงกับเต้นผางด้วยความโกรธ ขณะที่บางคนก็มองดูเหตุการณ์ด้วยความสนุกสนาน
ไม่มีใครคาดคิดว่าคนแรกที่ตอบโต้จะเป็นซืออวี้เฉิน
“เผยลั่วไป๋ เจ้าไม่คิดจะจัดการหน่อยหรือ? ปกติเจ้ากันศิษย์น้องของข้าราวกับกันขโมยเลยนะ” — ซืออวี้เฉิน
“ศิษย์น้องหญิงเล็กยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ระวังคำพูดคำจาหน่อย อย่าล้ำเส้น” — เผยลั่วไป๋
บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันที จนมีคนออกมาแก้เก้อ
“พวกเจ้าคิดมากไปหรือเปล่า? เขาก็ไม่ได้พูดอะไรไม่ดีนี่นา เป็นเพื่อนกันก็ต้องผลักดันกันไปให้ถึงเป้านะ ฮ่าๆ” — เจี่ยงซงหัง
ทันใดนั้น ข้อความมากมายที่ไม่ลงชื่อก็พากันปรากฏในขวดแก้ว และเนื้อหาล้วนเหมือนกัน
“หุบปากไป!!!”
เจี่ยงซงหังจึงเงียบไปทันที
ท้ายที่สุด ทุกคนก็ตระหนักได้ว่า ศิษย์พี่ชายของเยี่ยหลิงหลงนั้นดุจริงๆ
เมื่อไม่กี่วันก่อน ศิษย์น้องคนหนึ่งยังหน้าแดงเข้ามาถามเจี่ยงซงหังด้วยซ้ำว่า "เยี่ยหลิงหลงเป็นคนเข้ากับคนง่ายไหม?"
ตอนนั้นเขาตอบไปอย่างเต็มปากว่า นางนิสัยดีมาก ใจดี ร่าเริง ฉลาดและกล้าหาญ
แต่ตอนนี้เขาเองกลับรู้สึกสั่นไปทั้งตัว ถ้ามีใครถามเขาอีกครั้ง เขาคงได้แต่บอกว่า “ล้มเลิกเถอะ เจ้าคงสู้นางไม่ไหวจริงๆ”
และขณะที่เขากำลังคิดว่าเจ้าเด็กอวี่ซิงโจวคงกลัวจนถอยไปแล้ว กลับมีข้อความใหม่ของอวี่ซิงโจวปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“ข้าพักเต็มที่แล้ว เตรียมบุกชั้นสอง รอรับข่าวดีจากข้าได้เลย” — อวี่ซิงโจว
แม้ว่าข้อความนี้จะไม่ได้ลงชื่อถึงใคร แต่ชัดเจนว่าไม่ได้เขียนให้เหล่าศิษย์พี่ชายคนอื่นๆอ่านแน่นอน
เอาแล้ว เจ้าหนุ่มคนนี้ช่างใจกล้านัก บางทีอีกสักปีอาจจะก้าวข้ามความกดดันจากเหล่าศิษย์พี่ชายไปได้จริงๆก็ได้
พอศิษย์พี่ชายของเยี่ยหลิงหลงเห็นข้อความนี้ ต่างก็ทั้งหงุดหงิดและอับจน เพราะถึงจะอยากดุอวี่ซิงโจวแค่ไหน แต่เขาก็วิ่งหนีออกไปแล้ว ดุไปก็ไม่มีประโยชน์ ตีตัวก็ไม่ถึง
รอก่อนเถอะ
หลังจากอวี่ซิงโจวจากไป ขวดแก้วก็เงียบลงมาก เพราะแต่ละคนเข้าใจสถานการณ์แล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของแต่ละคน
ความกดดันนั้นมากมายนัก แต่ถ้าไม่มีความกดดัน ก็ไม่มีความท้าทายใช่ไหมล่ะ?
ในขณะที่คนอื่นเงียบลงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับชั้นถัดไป ยังคงมีหลัวเหยียนจงที่ซ่อนอยู่บนต้นไม้กับเซี่ยหลินอี้ที่ยังไม่มีแรงขึ้นชั้นต่อไป พวกเขานั่งคุย พร้อมกับสมาชิกใหม่ที่เพิ่งผ่านชั้นแรกและเข้าร่วมสนทนา
เยี่ยหลิงหลงเองก็ละสายตาจากขวดแก้ว หันมาใช้เวลาตรงหน้าจัดการดอกเพลิงล้อมจันทร์ในมือ นางใช้ดอกนี้ดูดซับปราณมารจำนวนมหาศาลแล้วแปลงเป็นปราณวิญญาณ เก็บสะสมไว้เป็นกลุ่มก้อนปราณขนาดใหญ่
นางมองไปในพื้นที่เก็บปราณวิญญาณของตนแล้วอดประหลาดใจไม่ได้ นับรวมทั้งหมดแล้วมีถึงห้าก้อนใหญ่ ได้แก่ ก้อนที่ได้จากการทำภารกิจในเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยง ศิษย์พี่หญิงใหญ่ให้มาอีกก้อน และจากการผ่านชั้นที่หนึ่งกับชั้นที่สองก็ได้มาด้วย รวมกับที่แปลงจากปราณมารอีกหนึ่งก้อน
นอกจากนี้ยังมีกล่องใหญ่ที่เต็มไปด้วยลูกแก้ววิญญาณจากเกาะศักดิ์สิทธิ์อีก
โอ้โห…
ร่ำรวยมหาศาล!
ด้วยของทั้งหมดนี้ คงพอให้นางบรรลุถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายได้เลยทีเดียว
พอถึงตอนนั้น ความสามารถในการต่อสู้ของนางจะก้าวกระโดดไปไกลกว่าที่เป็นอยู่มาก
เยี่ยหลิงหลงนั่งคิดทบทวนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจว่า หากนางจะก้าวขึ้นไปสู่ชั้นสาม ก็คงต้องเจอคู่ต่อสู้ในระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลาย ซึ่งถือว่าอันตรายเกินไปสำหรับนางที่ยังอยู่ในขอบเขตจินตาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ นางตัดสินใจว่าจะฝึกฝนจนก้าวเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดที่นี่เลย
ลับมีดให้คมก่อนดีกว่าไปฟันต้นไม้แบบทื่อๆ พอบรรลุวิญญาณแรกกำเนิดได้เมื่อไหร่ การผ่านชั้นต่อไปก็จะยิ่งรวดเร็วขึ้น ทีนี้แหละจะได้สร้างความประหลาดใจให้ทุกคน!
เมื่อวางแผนเรียบร้อย เยี่ยหลิงหลงจึงนั่งขัดสมาธิเตรียมพร้อมเพื่อเริ่มการฝึกฝน ในตอนที่อยู่บนเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยงนั้น นางสะสมปราณวิญญาณมาเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องพึ่งสมบัติพิเศษใดๆ จึงสามารถเริ่มต้นการทะลวงขอบเขตได้ทันที
นางค่อยๆหลับตาลง ทว่าเพียงสองอึดใจ นางก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
เกือบลืมไปว่ายังมีหนี้ค้างอยู่
เพื่อไม่ให้มีสิ่งใดมากวนใจตอนทะลวงขอบเขต นางตัดสินใจสะสางเรื่องนี้ให้เรียบร้อยเสียก่อน
บทที่ 455: ห้ามรวมหัวกันแกล้งพี่เยี่ยเด็ดขาด
เยี่ยหลิงหลงหยิบเจ้าตัวน้อยทั้งหลายออกมาจากแหวน แล้วเรียงพวกมันให้อยู่ในแถวเรียบร้อยตรงหน้า รวมถึงเจ้าตัวโตอย่างเจาไฉด้วย
ขณะนั้นนางนั่งอยู่บนพื้น มือจับกองหุ่นกระดาษหน้าตาแปลกๆที่ไม่ควรจะมีอยู่ พลางจิ้มไปที่กองกระดาษนั้นและถามด้วยน้ำเสียงแข็งๆปนโมโหว่า “บอกมา ใครจะอธิบายให้ข้าฟังหน่อยว่าพวกเจ้าทำอะไรกันในแหวนนี้?”
เสี่ยวไป๋มองซ้ายมองขวา แอบย่อตัวลงเล็กน้อยก่อนส่งเสียง “จิ๊บๆ” เบาๆ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยอาศัยความเชื่อที่ว่าเยี่ยหลิงหลงฟังไม่ออก
ส่วนไท่จื่อนั้นหยิ่งกว่า มันร้อง “อ๊าว” ราวกับอยากกระโดดไปคว้าหุ่นกระดาษตัวเล็กๆที่มันรักกลับคืนมา
เจาไฉที่ดูเหมือนจะเงียบขรึมอยู่แล้วก็ยิ่งนิ่งขรึมกว่าเดิม ทำท่าทางราวกับไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย
“เยี่ยหลิงหลง เจ้าจงใจเล่นงานข้าอีกแล้ว! รู้ทั้งรู้ว่ามีแค่ข้าที่ตอบเจ้าได้ แต่ยังจะมาดุเสียงดังอีก ไม่ใช่กะจะดุข้าคนเดียวหรอกหรือ?” หัวไชเท้าอ้วนโอดครวญ “แถมเจ้ายังไม่ยอมซ่อมก้นให้ข้าเลยด้วย แล้วมาว่าข้าอีก”
“ไม่อธิบายให้กระจ่าง ข้าไม่มีทางซ่อมก้นให้แน่!” เยี่ยหลิงหลงบอกเสียงแข็ง
“แง้…”
“ถ้ายังจะร้องไห้อีก ข้าจะจับเจ้าตุ๋นเดี๋ยวนี้เลย! บอกมา ใครเป็นคนต้นคิด?”
เจ้าตัวน้อยทั้งสี่มองหน้ากันครู่หนึ่ง จากนั้นหัวไชเท้าอ้วนก็ชี้ไปที่เสี่ยวไป๋ เสี่ยวไป๋ชี้ไปที่ไท่จื่อ ไท่จื่อชี้ไปที่เจาไฉ และเจาไฉก็เอียงคอนิดๆ ก่อนจะชี้กลับไปที่หัวไชเท้าอ้วน
เยี่ยหลิงหลงถึงกับพูดไม่ออก นางไม่เคยรู้เลยว่าช่วงเวลาที่นางทำงานยุ่งจนหัวหมุนนั้น พวกเจ้าตัวเล็กเหล่านี้จะพัฒนามิตรภาพอันแน่นแฟ้นขึ้นมาขนาดนี้
“พวกเจ้านี่ผูกมิตรกันแน่นแฟ้นจริงๆนะ อย่างนี้ข้าก็ไม่ต้องกลัวพวกเจ้าตีกันแล้วสิ สบายใจดีจริงๆเลย”
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกปรี๊ดขึ้นสมอง แย่แล้ว พวกเจ้าตัวเล็กนี่นอกจากจะซนแล้ว ยังเริ่มรู้จักปกปิดความผิดกันอีก แบบนี้คงสอนไม่ไหวแล้วกระมัง?
“ไหนบอกมาสิ หุ่นกระดาษพวกนี้พวกเจ้าตัดไว้ทำอะไร?”
“ไม่ต้องหันไปมองคนอื่นเลย หัวไชเท้าอ้วน ตอบมา”
หัวไชเท้าอ้วนกลอกตาไปมาแล้วนั่งลงกับพื้น ก่อนจะปล่อยโฮออกมาทันที
“เราเองก็ลำบากนะ! ยอมทิ้งถิ่นที่อยู่มาลำบากฝ่าฟันไปกับเจ้าในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน ต้องทำงานหนักตอนที่เรียกออกไป ใช้เราทำทุกอย่าง พอเสร็จงานก็ให้กลับเข้ามาอยู่ในแหวน เจ้าเคยสนใจความรู้สึกพวกเราบ้างไหม?”
เยี่ยหลิงหลงนิ่งไปชั่วขณะ
“พวกเราไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อน อยู่ในแหวนแคบๆมืดๆ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ทั้งเหงา ทั้งเปล่าเปลี่ยว พวกเราแค่อยากมีเพื่อน มีใครสักคนที่อย่างน้อยก็ดูเหมือนพวกเรา พวกเราผิดตรงไหนกัน?”
หัวไชเท้าอ้วนยิ่งพูดยิ่งเสียงดัง ยิ่งร้องไห้ยิ่งฟูมฟายมากขึ้นไปอีก
เสี่ยวไป๋เห็นท่าทางของมันก็รีบลงไปนั่งแปะกับพื้น ปล่อยโฮออกมาบ้าง ร้องจนตัวชื้นแฉะติดหนึบอยู่กับพื้นไม่ลุกไปไหน
ส่วนไท่จื่อนั้นเอียงคอมองครู่หนึ่ง รู้สึกลังเล เพราะมันเป็นถึงรัชทายาทนะ การมานั่งร้องไห้ฟูมฟายแบบนี้เสียศักดิ์ศรีไม่น้อย แต่พอนึกถึงหุ่นกระดาษของมันที่ยังอยู่ในมือของเยี่ยหลิงหลง มันก็ล้มตัวลงพื้นแล้วร้องไห้กลิ้งไปกลิ้งมาแบบไม่เหลือภาพลักษณ์รัชทายาทอยู่อีกเลย
พอมาถึงคราวเจาไฉ มันก้มหน้าเพราะไม่รู้จะร้องไห้ยังไงดี จะทำยังไงให้ดูเศร้าดีล่ะ? งั้นลองแสดงท่าเด็ดๆอย่างถอดหัวออกมาให้ดูเป็นการแสดงถึงความเศร้าละกัน!
……
เยี่ยหลิงหลงยืนดูพร้อมกับความรู้สึกหลากหลาย ทั้งขำทั้งเศร้าปนกัน
แม้นางจะรู้ดีว่าพวกมันเล่นละครไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งนั้นมาจากใจจริง
“แค่ทำขึ้นมาเพื่อเป็นเพื่อนกันจริงๆใช่ไหม?”
“ก็แน่นอนสิ! มันก็แค่หุ่นกระดาษจะมีอะไรได้ยังไงกัน จะให้พวกเราคิดอะไรพิเศษกับกระดาษได้ยังไง?”
เยี่ยหลิงหลงฟังแล้วก็เริ่มคิด เออ จริงด้วย
หรือจะปล่อยเรื่องนี้ไป?
"เจ้ามีอะไรอีกไหม?" หัวไชเท้าอ้วนถามอย่างยียวน "ถ้าไม่มี ข้าจะกลับไปนอนแล้ว ส่วนพวกตุ๊กตากระดาษนั่น ถ้าเจ้าใจแข็งพอก็ทำลายมันไปเถอะ ยังไงพวกเราก็แค่เครื่องมือของเจ้าอยู่แล้ว เจ้าไม่ได้สนใจพวกเราจริงๆเสียหน่อย!"
"เจ้าพูดบ้าอะไร! ข้าไม่เคยคิดจะมองพวกเจ้าเป็นแค่เครื่องมือ" เยี่ยหลิงหลงตอบเสียงเข้ม
ทันใดนั้น เจาไฉรีบพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น เสี่ยวไป๋ก็กระโดดขึ้นมายืนยันด้วยการพยักหน้าเช่นกัน แถมบอกว่ามันชอบนางมาก ส่วนไท่จื่อผู้หยิ่งยโสก็แค่นเสียงแล้วว่า "เครื่องมือบ้าอะไร ข้ามาอยู่กับเจ้าก็เพื่อมาเป็นคุณชายต่างหาก"
หัวไชเท้าอ้วนมองสหายทั้งสามแล้วรู้สึกหงุดหงิดที่พวกมันไม่รู้จักร่วมมือกัน นี่พวกเจ้าจะไม่เอาตุ๊กตากระดาษคืนแล้วหรือไง?
แต่ก่อนที่บรรยากาศจะตึงเครียดไปมากกว่านี้ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากข้อมือของเยี่ยหลิงหลง
"พูดอะไรต้องพูดตามความจริง อย่าทำร้ายจิตใจคนอื่น นางปฏิบัติกับพวกเจ้าดีหรือไม่ดี พวกเจ้ารู้ดีแก่ใจ ไม่ต้องพูดมากหรอก" เสียงของพี่เยี่ยดังขึ้น
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกโล่งใจทันทีที่ได้ยินเสียงเขา โผล่มาได้ถูกเวลาจริงๆ ไม่อย่างนั้นนางเองก็ไม่รู้จะแก้สถานการณ์ยังไง เพราะชาติก่อนนางมัวแต่ทำงานวิจัย ส่วนในชาตินี้ก็ยังอายุน้อย เลยไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กเลยสักนิด
“คืนตุ๊กตากระดาษให้พวกมันเถอะ ของพวกนี้ไม่สามารถก่อเรื่องอะไรได้หรอก เพราะต้นตอที่แท้จริงมันอยู่ที่…”
เสียงของเยี่ยชิงเสวียนจงใจลากท้ายยาว พลางมองสีหน้าหวาดกลัวของเจ้าตัวน้อยทั้งสี่ด้วยความขบขัน
“อยู่ที่จิตใจของพวกมันเอง”
เมื่อเห็นพวกมันถอนหายใจโล่งอก เยี่ยชิงเสวียนก็หัวเราะเบาๆ
"เวลาเร่งด่วน เจ้าไปมุ่งทำการทะลวงขอบเขตเถอะ ส่วนเจ้าตัวแสบพวกนี้ ข้าจะดูแลให้เอง ข้ารับรองว่าเหตุการณ์วุ่นวายแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแน่”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "ดีเลย เรื่องแบบนี้ให้พี่เยี่ยจัดการน่ะเหมาะที่สุดแล้ว"
"งั้นข้าขอตัวไปทำการทะลวงขอบเขตล่ะนะ”
เยี่ยหลิงหลงที่อารมณ์ดีขึ้นมาก จัดแจงหามุมสบายๆนั่งลงขัดสมาธิ เริ่มโคจรพลังวิญญาณ เตรียมตัวเข้าสู่สภาวะฝึกฝนเต็มที่ แต่ก่อนจะเริ่ม นางยังอดฝากฝังไม่ได้
“พวกเจ้าต้องฟังพี่เยี่ยนะ อย่าไปรวมหัวแกล้งเขาล่ะ ได้ยินไหม?”
พอเห็นเจ้าตัวเล็กทั้งสี่พยักหน้าหงึกๆ เยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกสบายใจ พร้อมเข้าสู่สภาวะการฝึกฝนอย่างเต็มที่
พอเยี่ยหลิงหลงเข้าสู่สภาวะฝึกฝน เยี่ยชิงเสวียนก็เปลี่ยนอารมณ์ทันที เสียงของเขาเย็นชาและดุดันขึ้นอย่างชัดเจน
"เอาของไร้สาระทั้งหมดออกมา ถ้ามีขาดไปแม้แต่ชิ้นเดียว ข้าจะทำให้พวกเจ้าต้องร้องไห้จนอยากควักลูกตาตัวเองออกมาเลย"
……
ในเสี้ยวอึดใจนั้น พวกมันทั้งสี่รู้สึกเสียใจมาก ไม่น่าเลย
รู้อย่างนี้ไม่น่าทำให้เยี่ยหลิงหลงต้องหงุดหงิดเลย ปล่อยให้นางอบรมสั่งสอนไป แล้วสารภาพผิดให้มันจบๆไปตั้งแต่แรกก็คงจะดีกว่า ใช่ไหมล่ะ?
เจ้าตัวเล็กทั้งสี่วิ่งกลับเข้าไปในแหวนของเยี่ยหลิงหลงอย่างหมดอาลัย ก่อนจะกลับออกมาในสภาพที่แต่ละตัวถือตำรามาคนละเล่ม
ตำรากองอยู่บนพื้น บนปกมีชื่อแปลกๆเช่น ‘บัณฑิตอ่อนโยนกับคุณหนูทั้งยี่สิบแปด’ ‘เซียนผู้เย็นชาตกหลุมรักศิษย์น้องจอมซน’ และ ‘จักรพรรดิผู้คลั่งรักที่เวียนเกิดมาหลายพันชาติ’
เมื่อตอนที่เยี่ยหลิงหลงหยิบตำราจากหอตำราสำนักชิงเสวียน นางหยิบมาทีละมากๆ โดยไม่ได้ตรวจดูทีละเล่ม จึงมีหลายเล่มที่เป็นนิยายปนอยู่ด้วย และก็ถูกพวกเจ้าตัวน้อยค้นพบเข้า
แม้พวกมันจะอ่านไม่ออก แต่ด้านในมีภาพประกอบ ทำให้พวกมันสามารถเดาเรื่องคร่าวๆได้อย่างสนุกสนาน ยิ่งบางครั้งที่เจอฉากสะใจ เจ้าตัวเล็กก็ยังตื๊อให้เสวียนอิ่งอ่านให้ฟังอีกด้วย แน่นอนว่าเสวียนอิ่งก็ถูกสินบนจนอ่านให้ฟังไปหลายรอบแล้ว
บทที่ 456: สมแล้วที่ผ่านโลกมาเยอะ ไม่เหมือนใครจริงๆ!
เยี่ยชิงเสวียนไม่ได้ตั้งใจจะให้เยี่ยหลิงหลงรู้เรื่องหนังสือเหล่านี้ เขาจึงจัดการเงียบๆด้วยตัวเอง
“พวกเจ้ายังเด็ก ยังไม่เข้าใจเรื่องราวมากนัก บางสิ่งที่อยู่ในหนังสือพวกนี้มีเนื้อหาที่สุดโต่งเกินไป พวกเจ้าไม่สามารถแยกแยะได้ ฉะนั้น…”
เขาสะบัดปลายหางเบาๆ แล้วหนังสือเหล่านั้นก็ถูกเผาวอดจนเหลือแต่ขี้เถ้า
"ถ้าอยากอ่าน ไว้คราวหน้าข้าจะขอให้นางหาเล่มที่เหมาะกับพวกเจ้ามา เรื่องนี้จบที่ข้า ไม่จำเป็นต้องบอกนาง"
เจ้าตัวเล็กทั้งสี่มองดูหนังสือที่ถูกเผาด้วยใจสลายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่จ้องมันเลือนหายไปต่อหน้าต่อหน้า
ทันใดนั้น หัวไชเท้าอ้วนก็รวบรวมความกล้าถามขึ้น “ท่านบอกว่าเราแยกแยะไม่ออก แล้วท่านเก่งมากเลยงั้นสิ?”
"มากกว่าเจ้าแน่นอน"
หัวไชเท้าอ้วนถึงกับพูดไม่ออก
"ถ้าอยากสัมผัสกับโลกจริงที่น่าสนใจกว่าในหนังสือ มีโอกาสก็ค่อยๆออกจากแหวน แล้วดูว่าโลกใบนี้มีเรื่องราวมากมายแค่ไหนด้วยตาของตัวเอง"
“แต่ว่า นางไม่ค่อยให้เราออกมานี่นา โดยเฉพาะเจาไฉ น่าสงสารที่โดนขังไว้มากที่สุด”
"นั่นก็เพราะว่าคนในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างนั้นมีประสบการณ์น้อยนัก แต่เมื่อนางผ่านการทดสอบในหอคอยนี้เสร็จ นางจะได้ไปสู่โลกภพบน ที่นั่นพวกเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องหลบๆซ่อนๆอีก โลกจะกว้างขึ้น มีฟ้าและแผ่นดินที่ใหญ่กว่า และยังมีผู้คนและเรื่องราวน่าสนใจมากมายให้พวกเจ้าสนุกจนไม่รู้จบ"
เมื่อเยี่ยชิงเสวียนพูดจบ ดวงตาของเจ้าตัวเล็กทั้งสี่ก็เปล่งประกายขึ้นมา แค่ฟังก็ดูน่าตื่นเต้นแล้ว
"ถึงเวลานั้น พวกเจ้าคงจะรู้สึกว่าหนังสือพวกนี้น่ะ เขียนได้ไร้สาระจริงแท้"
พอได้ยินแบบนี้ ความรู้สึกหม่นหมองของพวกมันก็หายไป กลายเป็นกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
"เยี่ยหลิงหลงจะไปโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนได้จริงๆหรือ? นางจะไปเมื่อไหร่?”
"อีกไม่นานหรอก"
เยี่ยชิงเสวียนหันไปมองเยี่ยหลิงหลงที่กำลังฝึกฝนอยู่ ก่อนจะค่อยๆแทรกปราณวิญญาณจากเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยงเข้าไปในหว่างคิ้วของนางเบาๆ
ขณะกำลังทะลวงขอบเขต เยี่ยหลิงหลงรู้สึกถึงพลังอันอบอุ่น ริมฝีปากยกยิ้มอย่างผ่อนคลาย ราวกับได้รับการสนับสนุนที่ช่วยให้การทะลวงขอบเขตราบรื่นยิ่งขึ้น
เมื่อเสร็จสิ้น เยี่ยชิงเสวียนก็เลื้อยกลับมาหาเจ้าตัวน้อยทั้งสี่
"ถ้าไม่มีอะไรทำ เอามาทำตุ๊กตากระดาษให้ข้าบ้างสิ"
เยี่ยชิงเสวียนพูดจบ เจ้าตัวเล็กทั้งสี่ถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
ที่แท้ก็อยากได้ตุ๊กตากระดาษเองงั้นหรือ?
"รีบทำเร็วๆ" เยี่ยชิงเสวียนเร่ง
เสี่ยวไป๋ไม่รอช้า หยิบกระดาษออกมาแผ่นหนึ่งแล้วเริ่มลงมือจัดการ หลังจากปรับแต่งอยู่นิดหน่อย งูตัวเล็กสีขาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเยี่ยชิงเสวียน
……
เยี่ยชิงเสวียนดูเหมือนไม่ค่อยพอใจ เสี่ยวไป๋ส่งเสียง “จิ๊บ” อย่างขบขัน
“อย่าเพิ่งใจร้อน นี่ยังไม่ใช่ชิ้นงานที่สมบูรณ์ รอดูต่อไปเถอะ เรื่องนี้เยี่ยหลิงหลงยังไม่รู้เลย” หัวไชเท้าอ้วนรีบแปลให้ฟัง
เสี่ยวไป๋ลงมือปรับแต่งต่ออีกสักพัก คราวนี้งูตัวเล็กสีดำที่เหมือนเยี่ยชิงเสวียนทุกกระเบียดนิ้วก็ปรากฏขึ้น แถมหัวยังมีดอกไม้เล็กๆประดับไว้อย่างน่ารัก
เจ้าตัวน้อยทั้งสี่มองผลงานด้วยความภาคภูมิใจ
เห็นไหมล่ะ? ผลงานชิ้นสุดท้ายนี้ไม่ใช่แค่ตุ๊กตากระดาษธรรมดา แต่เป็นการทำให้เหมือนตัวจริงได้ราวกับแฝดเลย!
นี่เป็นวิธีประดิษฐ์ที่พวกมันพัฒนาขึ้นมาเอง และแน่นอน เสี่ยวไป๋เป็นคนลงมือประดิษฐ์ด้วยตัวเอง ดูเจ๋งใช่ไหมล่ะ?
……
เยี่ยชิงเสวียนสะบัดหาง ตีงูตัวเล็กสีดำจนมันสลายหายไปในพริบตา
"ทำเป็นรูปนาง"
เขาใช้หางชี้ไปทางเยี่ยหลิงหลง
เจ้าตัวน้อยทั้งสี่อึ้งไปครู่หนึ่ง ทำเป็นเยี่ยหลิงหลงหรือ? เข้าใจคิดจริงนะ!
เสี่ยวไป๋จึงเริ่มสร้างใหม่ ใช้เวลามากกว่าตอนทำงูสีดำหลายเท่า ในที่สุดก็ได้เยี่ยหลิงหลงตัวเล็กๆขนาดเท่าหัวไชเท้าอ้วน แต่มีความละเอียดสมจริงทุกกระเบียดนิ้ว
เยี่ยชิงเสวียนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"ข้ายังไม่เคยเห็นนางร้องไห้เลย"
เสี่ยวไป๋เข้าใจทันที
เพียงดีดนิ้วครั้งเดียว เจ้าตุ๊กตากระดาษเยี่ยหลิงหลงตัวน้อยก็เริ่มร้องไห้ออกมา
เจ้าตัวน้อยทั้งสี่จ้องมองอย่างเพลิดเพลิน สนุกสนานราวกับได้เห็นอะไรที่น่าตื่นเต้น สมแล้วที่เป็นผู้มีประสบการณ์มาก เห็นอะไรก็ไม่เหมือนใครจริงๆ!
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงตัวน้อยที่มีน้ำตาคลอ ร้องไห้ดูน่าสงสารขนาดนั้น เยี่ยชิงเสวียนก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปสองอึดใจ
ที่แท้เวลาที่นางร้องไห้ก็ดูน่าเวทนาขนาดนี้เชียว โชคดีจริงๆที่ไม่ปล่อยให้นางร้องไห้ออกมาจริงๆ อย่างน้อยก็ได้เห็นแล้ว ต่อไปจะไม่ปล่อยให้นางต้องร้องไห้แบบนี้ในชีวิตจริงแน่
พอหัวไชเท้าอ้วนเห็นก็ตื่นเต้น "ข้าอยากเห็นนางเต้น! ข้ายังไม่เคยเห็นเลย เสี่ยวไป๋ เร็วๆ!"
เสี่ยวไป๋ได้ยินก็ดีดนิ้วอีกครั้ง
แต่ก่อนที่ตุ๊กตาตัวน้อยจะเริ่มเต้น เยี่ยชิงเสวียนก็ตวัดหางม้วนตุ๊กตาเก็บไว้ทันที
"นี่เป็นของข้า จะเล่นก็ไปเล่นของพวกเจ้าเอง" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา แล้วหันไปเตือนเสี่ยวไป๋อย่างจริงจัง
"ห้ามทำตุ๊กตาเยี่ยหลิงหลงอีก ถ้าข้าเจออีกจะเผาเจ้าเป็นเถ้าแน่"
"จิ๊บ..." เสี่ยวไป๋ตกใจจนร้องไห้ออกมา แต่พอเห็นว่าเยี่ยชิงเสวียนไม่สนใจ มันก็เช็ดน้ำตาแล้วลุกขึ้นใหม่
"แล้วก็ห้ามบอกนางเรื่องนี้เด็ดขาด"
หลังจากเยี่ยชิงเสวียนพูดจบ เขาก็พาตุ๊กตาเยี่ยหลิงหลงตัวน้อยเลื่อยจากไป
หัวไชเท้าอ้วนบ่นพึมพำเบาๆ “แน่นอนว่าไม่บอกอยู่แล้ว พวกเราไม่ได้โง่นะ ถ้านางริบตุ๊กตากระดาษไปอีกจะทำยังไง? ไม่ให้ดูเยี่ยหลิงหลงเต้นก็ได้ งั้นมาดูการเต้นหมู่ของหัวไชเท้าอ้วนแทนแล้วกัน มาๆ ดนตรีเริ่ม!”
"จิ๊บ!" เสี่ยวไป๋ร้องพร้อมกับทำหน้าที่เป็นวาทยกรทันที
"อ๊าว!" ไท่จื่อแสดงท่าทีสนุกสนาน แต่มันก็แอบหวังว่าหลังจากการเต้นหมู่ของหัวไชเท้าอ้วน มันจะได้ดูละครฉากพี่สาวไท่จื่อกลืนหัวไชเท้าอ้วนสิบตัวในคราวเดียวจนตัวบวมเป่ง
ส่วนเจาไฉที่ไม่ได้ยินดีหรือเสียใจ ก็วางหัวลงข้างๆ สหายพลางร้องเบาๆอยู่ด้านข้าง แม้ไม่มีใครเข้าใจ แต่มองดูพวกมันเพลิดเพลินก็สนุกดี
ในขณะเดียวกัน เยี่ยหลิงหลงกำลังพยายามฝ่าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด จากปราณวิญญาณที่สะสมอยู่เดิมก็เพียงพอให้นางทะลวงฝ่าขอบเขตนี้ได้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าทำไมปราณวิญญาณกลุ่มใหญ่บริสุทธิ์มากกลับไหลเข้าสู่ร่างของนางจากภายนอก มันบริสุทธิ์จนซึมซับเข้ากายได้อย่างราบรื่นไม่ต้องแปลงหรือตรวจสอบมากนัก
ไม่นานนัก รากวิญญาณทั้งสามในกายของนางก็เปิด ประจักษ์แก่สายตาภายในกาย ดอกไม้สามดอกพุ่งขึ้นเหนือศีรษะ ทั้งสามแดนรวมกันให้กำเนิดวิญญาณตัวจ้อยดั่งทารก นางทะลวงจากขอบเขตจินตานสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดสำเร็จแล้ว!
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น สัมผัสทั้งห้าชัดเจนยิ่งขึ้น รู้สึกเหมือนก้าวขึ้นสู่ระดับใหม่อย่างแท้จริง พื้นที่ในจุดตันเถียนขยายกว้างสามารถรองรับพลังวิญญาณได้มากขึ้น ร่างกายรู้สึกโล่งสบาย ทุกอณูขุมขนเหมือนกำลังเต้นระริกด้วยความยินดี
หลังจากการทะลวงขอบเขตสิ้นสุด นางก็ยังคงรู้สึกถึงปราณวิญญาณบริสุทธิ์ในร่างที่สามารถใช้งานต่อได้ ด้วยความกระหายที่อยากจะแข็งแกร่งขึ้น นางจึงตัดสินใจรวบรวมปราณวิญญาณทั้งหมดเข้าที่จุดตันเถียนเพื่อทำการทะลวงขอบเขตต่อไป แม้จะเป็นครั้งแรกที่นางลองทะลวงอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยความมั่นใจ นางเชื่อมั่นว่าตนจะทำสำเร็จอย่างแน่นอน
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนปราณวิญญาณในร่างถูกใช้จนใกล้หมด ทันใดนั้น ร่างกายของนางก็เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ จุดตันเถียนขยายกว้างขึ้น พลังในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดก็ทวีความแข็งแกร่งและบริสุทธิ์มากขึ้น ร่างกายของนางส่องแสงออกมาบางเบา เปล่งประกายด้วยพลังที่เข้มข้นกว่าเดิม
"ดูสิ! เหมือนหัวของเยี่ยหลิงหลงกำลังเปล่งแสงเลย!"
หัวไชเท้าอ้วนรู้สึกถึงแรงบางอย่างกระแทกที่ก้นจนมันกลิ้งไปกับพื้น
"ข้าทะลวงขอบเขตสำเร็จแล้ว" เยี่ยหลิงหลงกล่าว
"ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดงั้นหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างภาคภูมิ
"ถึงขั้นกลางแล้วด้วย! ไปเถอะ ข้าจะพาพวกเจ้าไปสร้างปาฏิหาริย์กัน!"
บทที่ 457: ชั้นสามน่ะหมูๆ
“สุดยอดไปเลย!”
เยี่ยหลิงหลงยิ้มด้วยความดีใจ คว้าตัวพวกมันขึ้นมาเตรียมจะใส่ในแหวนเพื่อพาขึ้นชั้นสาม แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้
"ข้าเพิ่งคิดได้ ต่อไปนี้ถ้าพวกเจ้าอยากเล่นอะไร หรืออยากออกไปข้างนอกก็บอกข้าได้เลย ข้าจะพาพวกเจ้าไปด้วยทุกที่ ต่อให้คนอื่นจะคิดยังไงก็ช่าง เพราะตอนนี้ข้าในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างนี้ก็ไร้เทียมทาน ไม่มีใครกดดันข้าได้อีกแล้ว"
เจ้าตัวน้อยทั้งสี่ตาเป็นประกาย เอ๊ะ นี่เหมือนกับที่เจ้างูร้ายบอกไว้เลยนี่นา!
"แล้วถ้าเจ้าไปโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนล่ะ?"
"นั่นยิ่งไม่ต้องห่วง พวกเจ้าจะพิเศษแค่ไหน คนที่นั่นก็ไม่ถึงกับต้องตื่นตระหนกหรอก ไม่มีใครจะมากดดันข้าจนทำให้เกิดเรื่องใหญ่ได้ง่ายๆหรอกนะ"
"เย้!"
“แล้วก็ หลังจากจบภารกิจนี้ ทำตุ๊กตากระดาษให้ข้าสักตัวด้วยสิ ข้าจะได้เล่นกับพวกเจ้าไง”
เจ้าตัวน้อยทั้งสี่ถึงกับนิ่งค้างทันที เอาล่ะสิ เจ้างูร้ายบอกแล้วว่า ห้ามทำอีกเด็ดขาด ทีนี้จะเชื่อใครดี?
ถ้าเยี่ยหลิงหลงรู้ว่าพวกมันแอบทำตุ๊กตากระดาษเลียนแบบตัวนางไว้ แล้วยังเอามาเล่นสนุกจนเจ้าตัวเล็กนั่นร้องไห้ หัวเราะ และเต้นส่ายเอว นางคงโกรธจนเขี้ยวงอกแน่ๆ
"พวกเจ้าทำหน้าอะไรกันน่ะ?" เยี่ยหลิงหลงถาม
"ดีใจจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่น่ะสิ เร็วเข้า รีบขึ้นชั้นสามเลย เรารอไม่ไหวแล้ว!" หัวไชเท้าอ้วนพูดจบก็รีบกระโดดกลับเข้าไปในแหวน โดยที่เจ้าตัวเล็กคนอื่นๆก็กระโดดตามไปอย่างว่าง่าย
เยี่ยหลิงหลงจึงเข้าไปในค่ายกลเคลื่อนย้ายเพื่อขึ้นไปยังชั้นสามอย่างสบายใจ
ทันทีที่นางเหยียบพื้น กลับรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน พร้อมกับลมแรงพัดปะทะจนแทบยืนไม่อยู่ พอทรงตัวได้ ละอองหมอกหนาก็พัดเข้าหน้า ทำให้มองไม่เห็นอะไรอีก
นางลองก้าวขาออกไปข้างหน้า แต่กลับรู้สึกเหมือนยืนอยู่ในอากาศ ในขณะนั้นนางตกใจจนรีบชักเท้ากลับมา
ในที่สุด เมื่อหมอกจางลง โลกเบื้องหน้าก็ปรากฏชัดสู่สายตา
สิ่งที่เห็นทำให้นางถึงกับผงะ เพราะนางกำลังยืนอยู่บนยอดเขาสูงตระหง่าน พื้นที่เพียงพอแค่ให้วางเท้าทั้งสองข้างของตนได้ ถ้าเขยิบไปอีกเพียงก้าวเดียว ก็จะเป็นเหวลึกที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกและเมฆราวกับท้องฟ้าไร้ขอบเขต
รอบตัวนางมีเพียงละอองเมฆลอยฟุ้งอยู่ ราวกับว่านางยืนอยู่บนขอบฟ้า
เยี่ยหลิงหลงมองไปข้างหน้า เห็นสะพานยาวแคบและบางทอดไปยังภูเขาสูงใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป ระยะทางไม่ใกล้เลย แค่เดินไปถึงก็คงต้องใช้เวลาไม่น้อย แถมระหว่างทางน่าจะมีการโจมตีเกิดขึ้นด้วย ที่นี่คงบินข้ามไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นชั้นนี้คงง่ายเกินไป ตกลงไปก็คงขึ้นมายากเช่นกัน
แต่นางไม่ได้รู้สึกหนักใจเท่าไหร่ เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างมั่นใจ เพราะตอนนี้นางแข็งแกร่งถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลางแล้ว แค่ชั้นสามเท่านั้นเอง เจ้าพวกอสูรตัวจิ๋วๆคงไม่ใช่ปัญหา!
นางหยิบกระบี่หงเยี่ยนขึ้นมาถือไว้ในมือ ก้าวเท้าขึ้นไปบนสะพานไม้ ทันทีที่เท้าของนางแตะแผ่นไม้ สะพานก็เริ่มสั่นไหว มันไม่เพียงแคบ แต่ยังไม่มั่นคงด้วย
เยี่ยหลิงหลงถึงกับสงสัยว่ามันจะไม่เพียงไม่มั่นคง แต่ต้องเปราะบางด้วยแน่ๆ นางลองเหยียบลงไปแรงๆเพื่อทดสอบ และเสียง “แคร่ก” ก็ดังขึ้น ไม้กระดานด้านล่างแตกหักจริงๆ
ไม้อันนั้นร่วงหล่นลงไปในเหวลึก แต่รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่มีแม้แต่เสียงสะท้อนกลับมา นางพยักหน้าอย่างเข้าใจ ที่แท้สะพานนี่มันเปราะบางแบบที่คาดไว้จริงๆ แค่ระวังไว้หน่อยก็พอ
นางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ ทว่าเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงบางอย่างร่วงลงมาเหนือหัว นางรีบก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อหลบวัตถุที่หล่นลงมาจากฟากฟ้า
"แปะ" เสียงนั้นดังขึ้นเมื่อของชิ้นนั้นตกกระแทกพื้น นางหันหลังกลับไปดู
และสิ่งที่เห็นทำให้ความมั่นใจทั้งหมดของนางปลิวหายไปในพริบตา ร่างกายแข็งทื่อเพราะตกใจจนพูดไม่ออก
เอาล่ะ ตอนนี้เยี่ยหลิงหลงรู้แล้วว่าต้องเตรียมรับมือกับการโจมตีจากเหล่านกหลากหลายขอบเขตที่จะพุ่งมาจากท้องฟ้า
แต่ทำไมคนออกแบบต้องทำให้มันสมจริงขนาดนี้ด้วย!!!
แค่นกบินพุ่งลงมาโจมตีก็พอแล้ว ทำไมต้องมีขี้นกตกลงมาด้วย?
แบบนี้มันทำลายจิตใจกันเกินไปแล้ว!
เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจลึก ติดยันต์เร่งความเร็วสามแผ่นบนตัว จากนั้นก็ย่ำเท้าให้เบาลง ก่อนจะพุ่งตรงไปยังปลายสะพานอย่างรวดเร็ว
นกที่บินวนอยู่กลางอากาศดูเหมือนจะไม่ทันได้ตั้งตัวกับความเร็วของผู้ทดสอบ นางพุ่งไปได้ไกลพอสมควรกว่าพวกมันจะตั้งสติได้และโฉบลงมาโจมตี
ฝูงนกกลุ่มแรกที่โฉบลงมาเป็นวิหควิญญาณขนขาว ตัวใหญ่ ปากแหลมยาวและกรงเล็บแหลมคม เยี่ยหลิงหลงหมุนตัวหลบการโจมตีได้ทัน แล้วคว้าโซ่ราวสะพานเหวี่ยงตัวลงไปหลบอยู่ใต้สะพาน ทำให้พ้นจากการจู่โจมของนกที่พุ่งลงมาทั้งฝูง
นกเหล่านั้นพลาดเป้าไปจิกกระแทกแผ่นไม้บนสะพานแทนจนไม้แตกหักเป็นชิ้นๆ
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงยังคงจับโซ่ห้อยตัวใต้สะพาน นางสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับมือยักษ์จากเหวลึกเบื้องล่างกำลังพยายามดึงนางลงไป นี่เป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ทุกอย่าง
แต่สิ่งที่ทำให้เยี่ยหลิงหลงแปลกใจก็คือ วิหควิญญาณฝูงที่โจมตีนางนั้นอยู่เพียงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นต้น ซึ่งต่ำกว่านางถึงหนึ่งขั้นย่อย
การตัดสินใจหยุดพักเพื่อทะลวงขอบเขตต่อเนื่องในชั้นที่สองนั้นกลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องสุดๆ เพราะนอกจากจะทำให้นางผ่านสองชั้นแรกได้อย่างง่ายดาย ชั้นสามนี้ก็ยังเป็นเรื่องหมูๆ
เมื่อเข้าใจสถานการณ์แล้ว เยี่ยหลิงหลงก็พลิกตัวกลับขึ้นมาบนสะพาน พอมีแผนในใจ นางตัดสินใจที่จะใช้ความเร็วผ่านชั้นนี้ให้เร็วที่สุด
วิหควิญญาณเหล่านี้มีท่าทีดุดันมาก บินลงมาจากมุมที่คาดไม่ถึงและมีความได้เปรียบในสนามแคบอย่างสะพานนี้ พวกมันจึงเต็มไปด้วยความมั่นใจว่าต้องจัดการนางได้
แต่พวกมันไม่รู้เลยว่าทันทีที่นางกลับขึ้นสะพาน เยี่ยหลิงหลงเลือกที่จะไม่ประจันหน้าตรงๆ นางติดยันต์เร่งความเร็วถึงสี่แผ่นในคราวเดียว พอพลังพุ่งทะยาน นางก็พุ่งตรงไปข้างหน้าโดยไม่คิดเหลียวหลัง
สะพานนี้เป็นแค่ทางตรงแคบๆ ทำให้นางไม่จำเป็นต้องมองทาง เพียงใช้ราวสะพานช่วยประคองทิศทาง ข้ามถึงปลายสะพานก็คือผ่านด่านแล้ว ไม่จำเป็นต้องสู้ให้เสียเวลา เพราะด่านนี้ก็แค่ข้ามไปให้ถึงอีกฝั่งเท่านั้น!
พอนางพุ่งไป ฝูงนกก็บินตามมาติดๆ แม้ว่าพวกมันจะบินได้เร็ว แต่กลับพบว่าความเร็วของนางนั้นยิ่งกว่า ท้ายที่สุด พวกมันก็ได้แต่เร่งตามจนถึงที่สุดแต่ก็ถูกทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ
ฝูงนกชุดแรกตามนางไม่ทัน นกชุดที่สองจึงได้รับคำสั่งให้บินดักหน้านางเพื่อสกัดไว้
จากระยะไกล เยี่ยหลิงหลงยังมองไม่ชัดว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า เห็นแค่ก้อนสีเหลืองลอยฟุ้ง ทำเอานางใจสั่น นึกว่าจะเป็นวัตถุสกปรกตกลงมาจากฟากฟ้าอีกครั้ง นางจึงรีบเปลี่ยนหงเยี่ยนให้เป็นร่ม กางป้องกันไว้ข้างหน้า
“ขอโทษนะ หงเยี่ยน! แต่เอาน่า ยังไงเจ้าก็ยังไม่ได้มีจิตวิญญาณ คงยังจำอะไรที่น่าอับอายพวกนี้ไม่ได้หรอก! ลุย!”
เยี่ยหลิงหลงพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต ฝูงนกสีเหลืองก็พุ่งเข้ามาเช่นกัน ต่างฝ่ายเร่งความเร็วเต็มที่
พอถึงจุดปะทะ “ตู้ม” เสียงดังสนั่น ร่มหงเยี่ยนสะท้อนกลับด้วยพลังมหาศาล ประกอบกับพลังวิญญาณที่เยี่ยหลิงหลงเสริมเข้าไป ทำให้ฝูงนกสีเหลืองกระเด็นกระจัดกระจาย บางส่วนที่อยู่ด้านหน้าก็กระแทกเข้ากับพวกที่บินตามมาด้านหลัง เกิดเป็นความโกลาหล ขนกระจาย เลือดสาดไปทั่ว
แต่แรงสะท้อนทำให้เยี่ยหลิงหลงเองกระเด็นถอยกลับไปไกล และพบว่าตัวเองกลับมาอยู่ในเขตของนกขาวชุดแรกอีกครั้ง
อ้าว... เจอกันอีกแล้ว
บทที่ 458: หอคอยเก้าชั้นฟ้านี่เป็นของบ้านนางหรือไง?
เหล่านกสีขาวพอเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงกลับเข้ามาในรัศมีโจมตีอีกครั้ง ความทรงจำเกี่ยวกับการยั่วยุครั้งก่อนก็แล่นกลับมา ทำให้พวกมันโกรธจัดจนตากลายเป็นสีแดงร้อนดั่งไฟ พวกมันจึงพุ่งลงมาโจมตีทันที ปรับความเร็วสูงสุดแล้วบินพุ่งเข้าหาเยี่ยหลิงหลงอย่างบ้าคลั่ง
แรงปะทะเมื่อครู่ทำให้มือที่ถือหงเยี่ยนของเยี่ยหลิงหลงตื้อชา แต่นางก็ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนวิธีการ
นางยกมือขึ้นลูบหัวที่มึนงงเบาๆ มองดูทิศทางให้ชัดเจนแล้วพุ่งตัวไปข้างหน้าอีกครั้ง
เมื่อเยี่ยหลิงหลงเคลื่อนที่ ฝูงนกขาวที่ตามอยู่ข้างหลังไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว และในเวลาเดียวกัน ฝูงนกเหลืองที่อยู่ข้างหน้าก็เห็นว่านางกล้ากลับมายั่วยุพวกมันอีก มันก็โกรธจนเดือดจัด รีบกระชับฝูงตั้งท่าเอาคืนให้สาสมใจ
จากบทเรียนที่แล้ว ครั้งนี้พวกนกเหลืองกระจายตัวเพื่อไม่ให้โดนร่มของนางสะท้อนกลับได้ง่ายๆ แล้วพุ่งเข้ามาสกัดเยี่ยหลิงหลงจากด้านข้างด้วยความเร็วเต็มกำลัง
ทั้งสามฝ่ายต่างพุ่งด้วยความเร็วสูงจนแทบมองเห็นเป็นภาพเลือนรางติดตา กระทั่งถึงจุดที่สองฝูงมาบรรจบกันตรงเขตโจมตีของพวกมัน ทั้งนกด้านหน้าก็เปลี่ยนทิศพุ่งเข้าหานางจากทุกด้าน ขณะที่ฝูงนกขาวข้างหลังก็จู่โจมเข้ามาพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน เยี่ยหลิงหลงจึงฉวยโอกาสยึดโซ่แล้วพลิกตัวมุดลงใต้สะพานในพริบตา
พอนางหายตัวไป นกทั้งสองฝูงที่ไล่ตามอย่างบ้าคลั่งจึงตั้งตัวไม่ทัน ชนเข้าเต็มๆ
เสียง "ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!" ดังสนั่น นกที่บินเร็วที่สุดพุ่งชนรุนแรงจนร่างระเบิด พลังระดับขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดทำให้เสียงปะทะดังลั่นไปทั่วท้องฟ้า
เยี่ยหลิงหลงที่แอบอยู่ใต้สะพานยิ้มพลางพักหายใจคลายอาการมึน แล้วมองดูนกโง่ๆเหล่านั้นทำร้ายกันเอง นางรู้สึกว่าความคิดนี้ของนางยอดเยี่ยมมาก คราวหน้าต้องเอาวิธีนี้ไปสอนคนอื่นบ้าง
เมื่อเสียงด้านบนสงบลง เยี่ยหลิงหลงก็พลิกตัวกลับขึ้นไปบนสะพาน
เมื่อนางขึ้นไป ก็พบว่ายังมีนกบางตัวที่บาดเจ็บแต่ไม่ตาย และบางตัวที่ไม่ได้บาดเจ็บแต่กลับยืนงงจนขยับตัวไม่ไหว รวมแล้วมีไม่ถึงสิบตัว
นางจึงหยิบหงเยี่ยนขึ้นมา ใช้พลังที่เหนือกว่าเล็กน้อยจัดการพวกนกที่เหลือจนหมด จากนั้นก็ออกเดินทางต่ออย่างสบายใจ
ด้วยวิธีนี้ นางจัดการนกในเขตที่สามและเขตที่สี่ได้อย่างง่ายดาย แล้วก็มุ่งหน้าต่อไป จัดการพวกนกในเขตที่ห้าและหก รวมถึงเขตที่เจ็ดและแปด
มาถึงเขตที่ห้าและหกนั้น นกเหล่านั้นเลื่อนระดับขึ้นเป็นขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลางแล้ว
แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา ถึงพลังจะเพิ่มขึ้น แต่สมองก็ยังเท่าเดิม ผลลัพธ์จึงไม่ต่างกัน
เยี่ยหลิงหลงจัดการพวกมันเรียบร้อยก็รีบออกเดินทางต่อไป หากการทดสอบนี้มีการจับเวลาจริงๆ นางมั่นใจว่าตัวเองจะทำลายสถิติด้วยเวลาเร็วที่สุดในอันดับหนึ่งแน่นอน คงไม่มีใครเทียบได้
แค่คิดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้น นางจึงติดยันต์เพิ่มความเร็วอีกสี่แผ่น แล้วออกวิ่งต่อไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
นางยิ่งวิ่งยิ่งเร็ว จนมองเห็นทิวทัศน์รอบตัวเป็นเพียงภาพพร่าเลือนเท่านั้น
ทันใดนั้นนางก็เห็นวัตถุสีขาวโผล่ขึ้นมาข้างหน้า คิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มเมฆเหมือนที่ผ่านมา จึงไม่ได้ชะลอความเร็วและพุ่งตรงไปต่อ แต่พอเข้าใกล้ถึงได้เห็นชัดเจนว่า สิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่เมฆ แต่เป็นวิหควิญญาณสีขาวตัวใหญ่!
หัวของมันโน้มพับเหมือนกำลังหลับ อีกทั้งมันยังตัวใหญ่และอ้วนจนทำให้ดูเหมือนเมฆขาวจากระยะไกล
นกตัวนั้นยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ด้านหลังของมันคือภูเขาลูกใหญ่ฝั่งตรงข้าม นั่นหมายความว่านางวิ่งมาถึงปลายทางแล้ว! เร็วมากจริงๆ!
ครั้นจะชะลอความเร็วตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว เยี่ยหลิงหลงจึงตัดสินใจวิ่งต่อไปด้วยความเร็วเต็มที่เท่าเดิม ไหนๆก็ไหนๆแล้ว นางไม่เคยเป็นนก แต่ก็เคยจับนกมาก่อน ท้องของนกน่าจะนิ่ม ไม่ทำให้นางถึงตายหรอก… กระมัง
นกตัวนั้นได้ยินเสียงแล้วเงยหน้าขึ้นอย่างเกียจคร้าน ทำไมนางถึงมาถึงเร็วขนาดนี้? ไม่น่าเป็นไปได้
ช่างเถอะ ได้เวลาทำงานแล้ว
มันเตรียมจะทำท่าทางให้ดูสมศักดิ์ศรีราชาของชั้นสาม แต่เยี่ยหลิงหลงก็พุ่งมาถึงตรงหน้าเร็วเสียจนมันตั้งตัวไม่ทัน
ทันใดนั้น มันก็รับแรงกระแทกอย่างรุนแรงที่ท้องจนปวดร้าวไปทั้งร่าง พลังการพุ่งชนของนางทำให้มันกระเด็นไปชนภูเขาด้านหลังอย่างจัง
มันรู้สึกเหมือนกระดูกของตัวเองหักไปหลายท่อน ท้องก็ไม่รู้ว่าฉีกไปบ้างหรือเปล่า แต่บรรดาเครื่องในของมันถูกกระแทกจนเจ็บแทบขาดใจ ซ้ำร้ายภูเขาด้านหลังยังแตกร้าวจนก้อนหินร่วงหล่นลงมากระแทกหัวและลำตัวของมันอีก
ตอนแรกมันก็ยังพอทนไหว แต่พอเหลือบลงมามองผู้ทดสอบที่ฝ่าเข้ามาได้กลับขยับตัวเข้ามาใกล้ ซุกเข้าหาอกมันเพื่อใช้ให้มันกันตัวเองจากก้อนหิน นกตัวใหญ่ก็ไม่อาจทนได้อีกต่อไป
รู้หรือเปล่าว่าพวกเราเป็นศัตรูกัน? แบบที่พร้อมจะเอาชีวิตกันเลยนะ! พอเจอกันแล้วก็ซุกเข้ามาหาแบบนี้หมายความว่ายังไง?
เจ้าวิหควิญญาณตัวใหญ่โกรธจัด มันสะบัดปีกฟาดใส่เยี่ยหลิงหลงทันที แต่นางกำลังนอนสบายๆอยู่บนท้องอุ่นๆนิ่มๆของมัน พอเห็นท่าไม่ดี นางจึงรีบกลิ้งหลบไปด้านข้างลอดผ่านขาของมันออกมา
แต่เพราะวิหควิญญาณนั้นตัวใหญ่และอ้วนมาก ในขณะที่เยี่ยหลิงหลงตัวเล็กและผอมบาง ปีกที่มันฟาดลงมาก็โดนตัวเองแทน ถึงจะไม่เจ็บมาก แต่นั่นก็ยิ่งทำให้มันโกรธจนแทบจะระเบิด!
ความโกรธพุ่งขึ้นสูงในพริบตา มันโบกปีกขึ้นบินหนีห่างจากเยี่ยหลิงหลงเพื่อไม่ให้นางอาศัยจังหวะได้เปรียบ แล้วก็ปรับทิศทางก่อนจะพุ่งกลับมาโจมตีนางทันที กรงเล็บแหลมคมของมันพุ่งเข้ามาหมายจะฉีกร่างเล็กๆนั่นเป็นชิ้นๆ เพื่อให้นางรู้สำนึกบ้าง
เยี่ยหลิงหลงรีบลุกขึ้นจากพื้น เห็นนกยักษ์พุ่งเข้ามาก็ไม่คิดจะหลบหรือป้องกัน นางกลับหยิบหงเยี่ยนขึ้นมาและบุกเข้าประจันหน้ามันทันที
เพราะเมื่อกี้นางสังเกตเห็นว่าเจ้าราชาของชั้นสามตัวนี้อยู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลาง ซึ่งเทียบเท่ากับระดับของนางพอดี
เจ้าพวกนกโง่ ถึงตัวจะใหญ่ แรงจะเยอะสักแค่ไหน ก็จัดการไม่ยากหรอก ฟาดมันตรงๆไปเลยสิ!
เจ้าวิหควิญญาณตัวใหญ่อึ้งไปชั่วครู่เมื่อสังเกตเห็นว่าระดับพลังของเยี่ยหลิงหลงเท่ากับตัวเอง มันตั้งตัวไม่ถูกอยู่ชั่วขณะ แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยความที่ไม่มีข้อได้เปรียบเรื่องพลัง แถมยังฉลาดน้อยอีก ไม่ทันไรเยี่ยหลิงหลงก็จัดการมันได้อย่างง่ายดาย และร่างของมันยังถูกเก็บไว้เป็นสมบัติของนางเรียบร้อย
เมื่อกลุ่มพลังวิญญาณขนาดใหญ่ของชั้นสามไหลเข้าสู่ฝ่ามือของเยี่ยหลิงหลง หัวใจของนางก็เบิกบานอย่างมาก
ชั้นต่อไปแน่นอนว่าจะต้องเจอราชาขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลาย นางจึงเปิดแหวนและค้นหาดูจนเห็นว่าตัวเองมีปราณวิญญาณสำรองอยู่เพียบ นางจึงตัดสินใจจะเพิ่มระดับให้ตัวเองอีกครั้งในที่นี้
ความรู้สึกที่ได้สังหารอสูรระดับเดียวกันแบบว่องไวและฝ่าด่านไปอย่างรวดเร็วนี้มันยอดเยี่ยมเกินบรรยาย!
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เยี่ยหลิงหลงก็นั่งพักสักครู่เพื่อปรับสภาพ พร้อมกับแอบแกล้งเหล่าศิษย์ร่วมสำนักที่ยังคงทนทุกข์ในชั้นด้านล่าง
นางหยิบขวดร้อยกระแสออกมา เขียนข้อความลงไปอย่างรวดเร็ว แล้วโยนมันออกไป
ด้านนอกของหอคอยเก้าชั้นฟ้า
“เคลื่อนไหวอีกแล้ว! เยี่ยหลิงหลงในชั้นที่สามขยับอีกแล้ว!”
เสียงอุทานนี้ทำให้คนที่มองดูกันอยู่ แม้จะอึ้งมาแล้วหลายรอบ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงอีกครั้ง
“มีบางคนยังนอนอยู่ที่ชั้นแรก ส่วนที่เหลือก็ยังดิ้นรนในชั้นที่สอง แต่นางกลับนำลิ่วขึ้นชั้นสี่ไปแล้ว ขอถามหน่อยเถอะว่า หอคอยเก้าชั้นฟ้านี่เป็นของบ้านนางหรือไง?”
บทที่ 459: โกง! นี่มันโกงขั้นสุดชัดๆ!
เมื่อเปรียบเทียบกับเหล่าคนที่กำลังรออยู่ด้านหน้าหอคอยเก้าชั้นฟ้า คนแต่ละสำนักในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนที่มองภาพผ่านหยกสื่อสารต่างก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยิ่งกว่า
“ไม่ว่าจะหอคอยเก้าชั้นฟ้าเป็นของบ้านนางหรือไม่ แต่แค่นางขึ้นไปได้สูงขนาดนี้และยังไล่ตามเป้าหมายอย่างแรงกล้า ก็บอกได้ว่านางมีโอกาสขึ้นถึงจุดสูงสุดได้ นี่เป็นเรื่องดีมาก!”
“ใช่เลย! ขอแค่ถึงยอดได้ ความทุกข์ยากทั้งหลายของโลกหล้าผู้ฝึกเซียนก็จะจบลง! ข้าเห็นความหวังแล้ว ความหวังอยู่ที่ตัวนางเลย!”
“อ๊า ตื่นเต้นมาก! ในที่สุดก็ไม่ต้องทนทุกข์กับวันเวลาน่าหดหู่นี่อีกต่อไปแล้ว! ไปให้พ้นเถอะพวกผีร้าย! รอประตูของพวกเจ้าโดนปิดก่อนเถอะ ข้าจะจัดการพวกเจ้าเหมือนต้อนหมาป่าเข้าคอก ฆ่าให้เกลี้ยงทุกตัวเลย!”
“อาจารย์ อาจารย์! ตอนนี้ค่ายกลปกป้องสำนักของเราถูกเจาะแล้ว มีวิญญาณร้ายบุกเข้ามา!”
“บอกศิษย์ทุกคนให้มารวมตัวหลบภัยที่ต้นโพธิ์ อย่าได้ร้อนใจ ทนอีกนิด อีกไม่นานหรอก พวกเราจะได้ตอบโต้เต็มกำลังเร็วๆนี้!”
ขณะเดียวกัน เมื่อด้านนอกกำลังเฉลิมฉลอง ในหอคอยเก้าชั้นฟ้า ขวดร้อยกระแสที่มีข้อความของเยี่ยหลิงหลงก็สร้างบรรยากาศคึกคักขึ้นอีกครั้ง
"ชั้นที่สามผ่านแล้ว ใช้เวลาเพียงเค่อ ข้าเจอทางลัด ใครอยากฟังบ้าง?" — เยี่ยหลิงหลง
เพียงไม่นานหลังจากนางส่งข้อความไป คำตอบก็เข้ามาทันที
"องค์หญิงเยี่ยหลิงหลง สมแล้วที่สร้างความตะลึงและแผ่พลังไปทั่วทั้งแปดทิศ!" — เซี่ยหลินอี้
“พี่สาวเยี่ยโหดมาก! พี่สาวเยี่ยร้ายสุดๆ! พี่สาวเยี่ยเก่งสุดๆเลย!” — หลัวเหยียนจง
“อะไรนะ?! นางผ่านชั้นสามไปแล้ว แถมใช้แค่เค่อเดียวเองหรือ? จริงหรือ? ข้ายังติดอยู่ในชั้นสองอยู่เลย! ให้พอมีชีวิตหายใจบ้างเถอะ!” — เจี่ยงซงหัง
“วิธีการ! ขอเคล็ดลับหน่อย! หลิงหลง เจ้าบอกว่าจะบันทึกไว้ เดี๋ยวข้าขึ้นชั้นสามไปจะได้ใช้” — อวี่ซิงโจว
เยี่ยหลิงหลงจึงบอกวิธีการผ่านชั้นสามและวิธีการต่างๆที่ตนใช้ด้วยความภาคภูมิใจ แล้วรอคอยให้ทุกคนชมว่าหัวสมองของนางเฉียบแค่ไหน แต่ใครจะคิดว่า เมื่อทุกคนอ่านจบ กลับเกิดความเงียบขึ้นครู่ใหญ่
“วิธีการก็ดีนะ แต่ปัญหาคือ พวกวิหควิญญาณไล่ประกบหน้าและหลัง เจ้ากลับแค่พลิกตัวหลบได้ง่ายๆ? นี่มันง่ายไปไหม? ระดับพลังต่างกันขนาดนั้น ทำไมหลบได้ง่ายแบบนี้ล่ะ?” —— หนิงหมิงเฉิง
“แล้วสุดท้ายกับวิหควิญญาณตัวใหญ่ เจ้าจัดการมันได้ด้วยตรงๆเลยหรือ? ถ้าข้าคำนวณไม่ผิด คู่ต่อสู้ในชั้นสามของเจ้าต้องอยู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลางนะ เจ้าเป็นแค่ขอบเขตจินตาน แล้วจัดการมันในเค่อเดียวได้ยังไง?” —— ถังอี้ฝาน
“จริงด้วย ถึงเจ้าจะสู้ข้ามขอบเขตได้ แต่ครั้งนี้มันเกินไปนะ ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าใช้วิธีไหนมาถมช่องว่างระหว่างขอบเขตกัน?” —— จี้จื่อจั๋ว
“ข้าไม่ได้ต่างจากมันสักหน่อย ตอนอยู่ชั้นสอง ข้าเพิ่งทะลวงขอบเขตขึ้นมา ตอนนี้อยู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลาง พอดีกับระดับวิหควิญญาณตัวใหญ่ในชั้นสาม แถมยังเหนือกว่านกตัวเล็กๆหนึ่งขั้นเต็มๆด้วย” —— เยี่ยหลิงหลง
เมื่อข้อความนี้ปรากฏขึ้น ขวดร้อยกระแสก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
โกง! นี่มันโกงขั้นสุดชัดๆ!
ตอนเข้ามาในนี้ นางมีขอบเขตต่ำกว่า ศัตรูก็เลยอ่อนแอไปด้วย แต่นี่นางกลับทะลวขอบเขตข้างในนี้! ก่อนหน้านี้นางสะสมพลังไม่ยอมทะลวงขอบเขตขึ้นไปสักที คงรอจะมาเร่งเอาตอนอยู่ในหอคอยเก้าชั้นฟ้าสินะ
พอมีสมบัติมากมายติดตัวมา ทั้งยังสะสมพลังวิญญาณและฝีมือไว้เพียบ การจะทะลวงขอบเขตเลยกลายเป็นเรื่องง่ายๆสำหรับนางไปเลยใช่ไหมล่ะ? ตอนนี้ไม่ใช่แค่ทะลวงของเขตเดียว แต่ยังทะลวงสองขั้นย่อยด้วย รวดเดียวไปขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลาง แบบนี้ก็เรียบร้อยสิ! ตอนนี้กดข่มวิหควิญญาณในชั้นสามทั้งระดับพลัง ทั้งยังอาศัยไหวพริบเร่งความเร็วเข้าไปอีกแบบนี้ใครจะตามทันล่ะ!
อา! ทำไมนางถึงเล่นได้แบบนี้กัน!
อิจฉาชะมัด ทำไมเราถึงทำแบบนี้ไม่ได้นะ!
น่าเสียดายที่สุด ตอนที่พวกเขาอยู่บนเกาะศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจำเป็นต้องทะลวงขอบเขตเพื่อเอาชีวิตรอด จะให้พยายามทะลวงเพิ่มภายในเวลาสั้นๆแบบนี้คงยากเกินไป แถมตอนนี้ระดับของพวกเรายังสูงมากอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ก็ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดกับแปรเทวะทั้งนั้น จะให้ทะลวงขึ้นไปอีกได้ง่ายๆน่ะไม่มีทางแน่นอน
ด้านหนึ่งก็ทะลวงพรวดๆ ด้านศัตรูก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ นี่มันหอคอยที่ออกแบบมาเพื่อนางโดยเฉพาะชัดๆ!
หลังจากเงียบกันไปนาน ข้อความในขวดร้อยกระแสก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างตื่นเต้น
“ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่านางมาแกล้งพวกเรารึเปล่า” — จี้จื่อจั๋ว
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้านี่ช่างมีฝีมือในการหาช่องโหว่ของกฎเกณฑ์จริงๆ ตรงไหนมีกฎ ตรงนั้นต้องมีช่องให้เจ้ามุด!” — หนิงหมิงเฉิง
“ไม่อยากจะบ่นว่าอิจฉาแล้ว ตอนนี้แค่อยากหาที่แอบแล้วร้องไห้ ขออย่าให้พวกมารน้อยในชั้นสองมาเจอตอนนี้เลย มารระดับแปรเทวะโผล่มาทีละชุดกว่าจะกำจัดได้ลำบากสุดๆ!” — ถังอี้ฝาน
“ไม่พูดเยอะละนะ ตอนนี้ข้าเอาป้ายไม้แขวนคอเตรียมไว้แล้ว ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล คงต้องเผาป้ายทันที พวกมารน้อยก็จัดการยากอยู่แล้ว แต่มารแปรเทวะขั้นกลางนี่หนักกว่าอีก!” — เจี่ยงซงหัง
“ใครจะไม่เห็นด้วย? เพิ่งฟาดพวกมารน้อยไปหมาดๆ เลยหาที่แอบนั่งพัก หากไม่ติดว่าพกยามาเยอะคงจะเอาชนะไม่ไหวแน่ๆ เจอพวกขอบเขตเดียวกันเยอะขนาดนี้!” — เซี่ยหลินอี้
“เคล็ดลับชั้นสามที่พี่สาวเยี่ยเอามาให้อาจจะไม่ได้ใช้เลย ข้ายังติดอยู่ที่ชั้นสองอยู่เลย มีใครแนะนำได้ไหมว่าตรงไหนซ่อนตัวไม่โดนเจอง่ายๆ? สารภาพตามตรงว่าชั้นนี้ข้าอาจจะไปไม่ถึงไหนจริงๆ” — หลัวเหยียนจง
เยี่ยหลิงหลงเห็นสภาพของพวกเขาที่น่าเวทนาเหลือเกิน เลยรีบส่งข้อความปลอบใจกลับไปทันที
“อย่าท้อกันเลย พวกท่านคือสุดยอดอัจฉริยะจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างนะ ขอบเขตเดียวกันก็จัดการได้สบาย ข้ามขอบเขตก็ทำได้ แค่กัดฟันอีกหน่อยก็ผ่านไปได้แล้ว นี่คือโอกาสการฝึกฝนที่ดี ตั้งเป้าหมายไปที่การเอาชนะตัวเองให้ได้สิ!”
“อย่าเอาข้าไปเปรียบเทียบ ข้าก็แค่เจอช่องโหว่ในกฎ แต่พวกท่านกำลังผ่านด่านด้วยฝีมือของตัวเอง นี่แหละคือผู้ชนะที่แท้จริง ลองท้าทาย ข้ามขีดจำกัด และแข็งแกร่งขึ้น ใช้โอกาสนี้ข้ามกาลเวลาไปแข่งขันกับศิษย์อัจฉริยะเมื่อหลายพันปีก่อน!”
“ไม่คิดว่านี่ร้อนแรงหน่อยหรือ? ไม่ฮึกเหิมหน่อยหรือ? เงื่อนไขก็มีให้แล้ว ถ้าจะยังไม่สำเร็จล่ะก็... สู้ไม่ได้ก็ฆ่าตัวตายไปซะ จะเสียเวลามีชีวิตอยู่ไปทำไมให้เปลืองเปล่า” — เยี่ยหลิงหลง
เมื่อทุกคนเห็นข้อความของเยี่ยหลิงหลง ก็ถึงกับสะดุ้ง ความท้อแท้หายวับไปในทันที
“ข้าจะไปถึงชั้นสามให้ได้ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆนะ เยี่ยหลิงหลง” — อวี่ซิงโจว
“ที่บ่นไปก็แค่พูดเล่นน่ะ เรื่องแค่นี้จะยอมแพ้ได้ยังไง! ศิษย์พี่ของเจ้าจะไม่ยอมให้เจ้ามาทำคะแนนนำแน่นอน!” — หนิงหมิงเฉิง
“รับเคล็ดลับของศิษย์น้องหญิงเล็กไว้แล้วนะ คราวนี้ข้าจะไปลบสถิติชั้นสามของเจ้าให้ได้!” — จี้จื่อจั๋ว
“แปลกจัง ทำไมไม่เห็นข้อความของเผยลั่วไป๋กับซืออวี้เฉินเลย?” — ถังอี้ฝาน
“จัดการศิลาหลอมเสร็จแล้ว เตรียมจัดการมารยักษ์” — ซืออวี้เฉิน
“มารยักษ์มาแล้ว คุยกันทีหลัง” — เผยลั่วไป๋
เมื่อคนที่เก่งที่สุดยังมุ่งมั่นขนาดนี้ แล้วพวกเขาจะยอมแพ้ได้ยังไง?
ลุยไปข้างหน้า! จะไปถึงยอดหรือไม่ไม่สำคัญ ขอแค่ข้ามขีดจำกัดของตัวเองให้ได้!
ไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด!
เมื่อเห็นทุกคนกลับมามีความมั่นใจและมุ่งมั่นอีกครั้ง เยี่ยหลิงหลงรู้สึกพอใจ นางวางขวดร้อยกระแสลงแล้วหันมาตรวจสอบปริมาณปราณวิญญาณที่เหลืออยู่
จากชั้นแรก ชั้นสอง ชั้นสาม และปราณมารที่แปลงมาจากชั้นสอง รวมกับที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่มอบให้ รวมทั้งหมดเป็นห้าก้อน
นางเพิ่งใช้ปราณวิญญาณไปหนึ่งก้อนเพื่อทะลวงจากขอบเขตจินตานไปยังขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลาง ทำให้ยังเหลืออยู่ห้าก้อน ซึ่งนางคิดว่าน่าจะพอสำหรับการก้าวขึ้นไปยังขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลาย
สำหรับชั้นถัดไป ค่อยจัดการอีกทีเมื่อถึงเวลา เพราะหอคอยเก้าชั้นฟ้านี้ถูกสร้างมาเพื่อให้คนฝ่าฟันอยู่แล้ว คงไม่มีทางให้เป็นทางตันแน่นอน
เมื่อตัดสินใจได้ นางรวบรวมปราณวิญญาณสามก้อนในมือ นั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มกระบวนการทะลวงขอบเขตทันที
บทที่ 460: ตอนนี้นางคือวิญญาณแรกกำเนิดที่ทุกคนต้องเคารพยกย่องแล้ว!
การทะลวงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายนั้นยากกว่าที่เยี่ยหลิงหลงคิดไว้มาก
อาจเป็นเพราะขอบเขตนี้ใกล้เคียงกับขอบเขตแปรเทวะ ทำให้ความยากสูงขึ้น หรืออาจเป็นเพราะนางทะลวงขอบเขตเร็วเกินไป ทำให้เส้นชีพจรและร่างกายที่ค่อยๆปรับตัวรับพลังที่สูงขึ้น ต้องเผชิญกับขีดจำกัดของมัน การทะลวงขอบเขตครั้งนี้จึงช้ากว่าครั้งก่อน แถมยังหนักหน่วงกว่ามาก
เยี่ยชิงเสวียนรู้สึกถึงความไม่ผันผวนในพลังของนาง จึงส่งปราณวิญญาณก้อนหนึ่งเข้าสู่หว่างคิ้วของนาง ทำให้ความตึงเครียดบนใบหน้าของเยี่ยหลิงหลงค่อยๆคลายลง เมื่อได้พลังจากปราณวิญญาณก้อนที่สี่เพิ่มเข้ามา กระบวนการทะลวงขอบเขตจึงราบรื่นขึ้นเล็กน้อย
เยี่ยหลิงหลงละทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน มุ่งสมาธิไปที่การฝ่าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายอย่างเต็มที่
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ และใช้เวลานานกว่าที่นางเคยใช้ในการทะลวงสองขั้นก่อนหน้านี้รวมกันเสียอีก แต่สุดท้ายนางก็ทะลวงขั้นสำเร็จ
เมื่อลืมตาขึ้น ร่างกายของนางก็เปล่งแสงอ่อนๆทั่วร่าง รู้สึกเบาสบายยิ่งขึ้น และการหายใจก็เป็นไปอย่างคล่องแคล่ว โลกกว้างไกลขึ้นในสายตา
ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลาย
นางก้มมองมือตัวเองที่เปี่ยมไปด้วยพลัง รู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ตอนนี้นางทะลวงขอบเขตไปถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายได้สำเร็จแล้ว!
นางไม่ใช่จินตานตัวเล็กที่ใครจะมาบีบคั้นได้อีกต่อไป!
เมื่อออกจากหอคอยเก้าชั้นฟ้านี้ไป นางจะเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดที่ใครๆต้องเคารพ!
เยี่ยหลิงหลงที่อารมณ์ดีเตรียมจะมุ่งหน้าไปยังชั้นต่อไป แต่ก่อนออกเดินทาง นางแวะดูข้อความในขวดร้อยกระแสดูสถานการณ์ของทุกคน
จากข้อความของทุกคน ทำให้นางรู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง และซืออวี้เฉินต่างก็ฝ่าชั้นสองสำเร็จและได้สิทธิ์ขึ้นชั้นสาม ตอนนี้พวกเขากำลังพักอยู่ในชั้นสอง ส่วนคนอื่นๆก็กำลังต่อสู้อยู่ในชั้นสองเช่นกัน ชั้นแรกไม่มีใครหลงเหลืออยู่แล้ว คาดว่าเมื่อนางผ่านชั้นสี่ไปได้ ทุกคนคงจะตามขึ้นมาชั้นสามกันหมด
ถือเป็นข่าวดีเลย เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครยอมแพ้หรือพลาดท่าล้มเหลว ทุกคนแข็งแกร่งกันมากจริงๆ
เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อย เยี่ยหลิงหลงก็เขียนข้อความลงขวดร้อยกระแส
“ข้าทะลวงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายแล้วนะ! กำลังจะไปชั้นสี่ อวยพรข้าด้วย!” — เยี่ยหลิงหลง
จากนั้นนางเก็บขวดร้อยกระแสไว้ แล้วกระโดดเข้าสู่ค่ายกลเคลื่อนย้ายเพื่อขึ้นชั้นสี่อย่างมั่นใจ
เจ้าพวกวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลางทั้งหลาย พี่ใหญ่ขั้นปลายของพวกเจ้ามาแนะนำความโหดร้ายของโลกแล้ว!
ทันทีที่นางก้าวเข้าสู่ชั้นสี่ ผิวของนางก็สัมผัสกับความเย็นยะเยือกที่รุนแรงจนกายสะท้าน
เยี่ยหลิงหลงลืมตาขึ้น เห็นว่าตัวเองอยู่กลางผืนน้ำสีฟ้ากว้างใหญ่ แท้จริงแล้ว การก้าวเข้ามาชั้นนี้ก็คือการกระโดดลงสู่ท้องทะเล
นางสำรวจรอบตัว เห็นเพียงแสงที่ส่องลอดลงมาใต้ผืนน้ำ แต่รอบด้านไม่มีอะไรอยู่เลย นางจึงตัดสินใจว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ ทว่าต่อให้ว่ายอยู่นานก็ยังไม่สามารถขึ้นไปถึงผิวน้ำได้เลย
ขณะที่นางกำลังสงสัย ร่างเงายาวทาบลงมาจากด้านบน ครอบคลุมตัวนางจนมืดมิดไปทั้งร่าง
เมื่อเงยหน้าขึ้น พบว่ามีใครบางคนที่อยู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายกำลังรออยู่เหนือหัวตน และในขณะเดียวกัน ฝูงปลาตัวเล็กๆก็ว่ายเข้ามารายล้อมรอบตัว แม้พวกมันจะไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่ก็พยายามจะกัดนางไม่หยุด
ในขณะนั้น ที่ชั้นล่างของหอคอยเก้าชั้นฟ้า บรรดาผู้ที่ยังไม่ได้ขึ้นชั้นสามกำลังพูดคุยกันอย่างครึกครื้นผ่านขวดร้อยกระแส
"ไม่น่าเชื่อเลย! ข้ากัดฟันฝ่าชั้นสองมาได้จนสำเร็จ ข้าซาบซึ้งกับตัวเองจนน้ำตาจะไหล ต้องขอบคุณพี่สาวเยี่ยที่กระตุ้นให้มีกำลังใจลุย ตอนนี้พลังใกล้หมดแล้ว แต่ก็ภูมิใจสุดๆ!" — หลัวเหยียนจง
"ข้าก็ได้สิทธิ์ขึ้นชั้นสามแล้ว ได้ปราณวิญญาณมาตั้งสองก้อน ชั้นสามไม่รู้ว่าจะผ่านได้ไหม เอาเป็นว่าใช้พลังที่ได้เพิ่มความแข็งแกร่งไว้ก่อน!" — เซี่ยหลินอี้
"พอดีเลย ข้าก็กำลังพักฟื้นอยู่เหมือนกัน กำลังคิดว่าจะใช้ปราณวิญญาณที่ได้จากหอคอยเก้าชั้นฟ้าดีไหม ซืออวี้เฉิน เจ้าจะใช้ไหม?" — ถังอี้ฝาน
“ไม่ ตอนนี้ยังพอรับไหว อยากท้าทายตัวเองอีกหน่อย” — ซืออวี้เฉิน
“ข้าก็ยังไม่ได้ใช้ พักฟื้นเสร็จแล้ว กำลังจะออกเดินทางสู่ชั้นสาม!” — เผยลั่วไป๋
“แปลกจัง ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วนี่? ทำไมศิษย์น้องหญิงเล็กยังไม่ส่งข่าวมาเลย? ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายของนางน่าจะจัดการกับคู่ต่อสู้ชั้นสี่ที่ขอบเขตเดียวกันได้นี่นา ชั้นสามนางก็ใช้เวลาแค่ครู่เดียวเอง” — เสิ่นหลีเสียน
ข้อความนี้ทำให้คนที่กำลังจะออกเดินทางท้าทายชั้นสามถึงกับหยุดชะงัก
“ข้ารู้สึกแปลกๆมาสักพักแล้ว ที่แท้เพราะขาดศิษย์น้องหญิงเล็กไปนี่เอง เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า? ชั้นสี่นี่ยากกว่าสามชั้นแรกมากขนาดนั้นเลยหรือ?” — มู่เซียวหราน
“ไม่รู้เหมือนกัน พี่สาวเยี่ยแข็งแกร่งขนาดนั้น ขอบเขตเดียวกันแท้ๆ แต่ยังใช้เวลานานขนาดนี้ ชั้นสี่นี่ดูน่ากลัวจริงๆเลย” — หลัวเหยียนจง
ทุกคนเริ่มพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น แต่ก็ยังไม่มีข่าวคราวจากเยี่ยหลิงหลงเลย
“เอาอย่างนี้ พวกเจ้าไปลองท้าทายชั้นสามไปก่อน อย่าเสียเวลาเลย ข้ากับหลัวเหยียนจงจะรออยู่ที่ชั้นสองเพื่อรอข่าวของพี่สาวเยี่ยเอง ถ้าเกิดอะไรขึ้น เราจะช่วยเหลือนางได้ทันที ถ้าพวกเจ้ามีแรงเหลือ ก็คอยดูขวดร้อยกระแสบ่อยๆก็พอ” — เซี่ยหลินอี้
“ใช่แล้ว ข้ากับเซี่ยหลินอี้จะยังไม่ขึ้นชั้นสาม เพราะตอนผ่านชั้นสองมาก็เจ็บหนักอยู่เหมือนกัน และคู่ต่อสู้สุดท้ายในชั้นสามก็อยู่ในขอบเขตแปรเทวะ คงไม่ไหวหรอก ใครมีอะไรอยากส่งให้พี่เยี่ยก็บอกได้ พวกเราจะช่วยดูแลและส่งต่อให้เอง” — หลัวเหยียนจง
การมีพวกเขาสองคนอยู่ทำให้ทุกคนเบาใจขึ้นมาก
ศิษย์พี่ของเยี่ยหลิงหลงแต่ละคนต่างส่งโอสถและสมุนไพรที่มีอยู่ใส่ลงในขวดร้อยกระแส เผื่อไว้ให้เยี่ยหลิงหลง แม้ว่าพวกเขาจะคาดว่านางอาจมีโอสถมากมายอยู่แล้ว แต่การทิ้งอะไรไว้ให้บ้างก็ช่วยให้พวกเขาสบายใจขึ้น
เมื่อเตรียมของให้นางเรียบร้อย พวกเขาก็เริ่มต้นฝ่าชั้นสามต่อไป
ย้อนไปหนึ่งก้านธูปก่อนในชั้นที่สี่ ท้องทะเลกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด เยี่ยหลิงหลงแม้จะไม่เชี่ยวชาญการต่อสู้ในน้ำมากนัก แต่ก็มีรากวิญญาณวารี และวิชาธาราน้ำทิพย์ที่ฝึกถึงขั้นสองแล้ว ทำให้นางไม่รู้สึกกดดันมากนักเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูในขอบเขตเดียวกัน
ทว่าสิ่งที่กวนใจนางคือเหล่าปลาตัวเล็กที่ว่ายวนอยู่รอบๆ แม้จะไม่แข็งแกร่ง แต่พอนางถอย เจ้าปลาพวกนี้ก็รุมเข้ามากัดไม่หยุด แม้จะจัดการได้ก็ยังมีปลาชุดใหม่เข้ามารบกวนไม่ขาดสาย จนแทบไม่มีโอกาสหยุดพักเลย
นางพยายามปล่อยไท่จื่อและเจาไฉออกมาช่วยจัดการ แต่ก็พบว่าพวกมันไม่สามารถทำอันตรายพวกปลาได้เลย รวมถึงไม่สามารถโจมตีศัตรูในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายที่นางกำลังต่อสู้อยู่ได้ด้วย
ดูเหมือนว่าหอคอยเก้าชั้นฟ้านี้ได้ตั้งข้อจำกัดให้ผู้ฝ่าด่านต้องเผชิญหน้าด้วยตนเอง จึงไม่สามารถใช้สัตว์เลี้ยงช่วยโจมตีได้
เยี่ยหลิงหลงจึงตัดสินใจไม่ถอยหลังอีก เดินหน้าต่อไปอย่างมุ่งมั่น
แม้คู่ต่อสู้ของเยี่ยหลิงหลงจะอยู่ในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะแข็งแกร่งกว่าคนอื่นในขอบเขตเดียวกัน การต่อสู้ครั้งนี้จึงใช้เวลานานกว่าที่นางคาดไว้
นางสะบัดกระบี่หงเยี่ยนในน้ำ ทำให้เกิดน้ำวนพัดพาน้ำขึ้นมาเป็นเกลียวคลื่นสูงเหมือนพายุหมุน เยี่ยหลิงหลงจับกระบี่ด้วยสองมือแล้วฟาดลงเต็มแรง คลื่นน้ำวนกระแทกเข้าใส่ผู้ฝึกตนที่ได้รับบาดเจ็บอย่างจัง
เสียง ‘ตู้ม!’ ดังสนั่น ผู้ฝึกตนคนนั้นถูกคลื่นน้ำวนซัดจนหัวกระแทก เลือดพุ่งออกมาเป็นดอกไม้เลือดกลางอากาศ ขณะที่เขายังตั้งตัวไม่ทัน เยี่ยหลิงหลงก็พุ่งเข้าแทงทะลุหัวใจ จบการต่อสู้ครั้งนี้ไปในที่สุด
เยี่ยหลิงหลงยิ้มรับชัยชนะพร้อมเก็บก้อนปราณวิญญาณที่ได้เป็นรางวัล แล้วเอนตัวลงในน้ำเพื่อพักหายใจ พลางคิดจะแวะอวดความสำเร็จในขวดร้อยกระแสสักหน่อย
แต่ทันใดนั้น น้ำรอบตัวนางพลันหายไปโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ นางร่วงกระแทกพื้นทันที หัวกระแทกอย่างแรง เจ็บจนน้ำตาไหลพราก
เกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย?
จบตอน
Comments
Post a Comment