journey ep461-470

บทที่ 461: วันนี้นางจะข้ามขอบเขตสังหารแปรเทวะให้ได้!  


   เยี่ยหลิงหลงรีบลุกขึ้นด้วยความระวังภัย แต่พอทรงตัวได้ก็รู้สึกเซเล็กน้อย หัวเริ่มมึนและรู้สึกชาตรงบริเวณที่โดนตำ นางจึงรีบหยิบยาชำระจิตออกจากแหวนแล้วใส่เข้าปากทันที


   เมื่อยาเย็นๆละลายในปาก ความมึนงงเริ่มจางหายไป นางกวาดตามองสำรวจรอบตัว พบว่าที่นี่เป็นป่าทึบที่ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ที่เต็มไปด้วยหนามเล็กๆแหลมคม


   จุดที่นางเพิ่งล้มลงไปนั้นมีเถาวัลย์ขึ้นอยู่พอดี หนามของมันจึงตำเข้าที่ท้ายทอย ซึ่งหนามเล็กๆเหล่านี้ดูเหมือนจะมีสารพิษที่ทำให้ชา ทำให้คนที่สัมผัสรู้สึกมึนงงและอาจหมดสติไปได้


   แม้มันจะไม่ได้โจมตีและดูไม่เป็นอันตราย แต่ก็พบเห็นได้อยู่ทุกที่ในป่า หากต้องต่อสู้ที่นี่ คงหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับมันได้ยาก


   พวกมันน่ารำคาญพอๆกับฝูงปลาตัวเล็กในทะเลชั้นก่อน มันไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่น่ารำคาญสุดๆ นางที่เพิ่งผ่านการต่อสู้อย่างหนักไม่มีเวลาได้พักรักษาบาดแผล ยังมีรอยแผลจากการถูกปลากัดเล็กๆกระจายทั่วชุด แม้ไม่ลึก แต่ก็เจ็บอยู่พอสมควร


   ที่น่าสงสัยคือ ทำไมหลังจากนางผ่านชั้นสี่ถึงได้มาโผล่ที่นี่ทันที? หรือว่านี่จะเป็นชั้นห้า? แต่นางยังไม่ได้ก้าวเข้าค่ายกลเคลื่อนย้ายเลยนะ


   นางจำได้ว่าตอนสิ้นสุดชั้นสี่มีข้อความแจ้งเตือนว่านางผ่านด่านแล้ว แต่ด้านล่างข้อความนั้นกลับไม่มีค่ายกลเคลื่อนย้ายเหมือนสามชั้นก่อน


   นั่นหมายความว่าระหว่างชั้นสี่กับชั้นห้าไม่มีค่ายกลเคลื่อนย้าย หลังจากผ่านชั้นหนึ่งก็เข้าสู่ชั้นถัดไปโดยตรง?


   ความคิดนี้ทำให้เยี่ยหลิงหลงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ แม้ว่าการต่อสู้ในชั้นสี่กับคู่ต่อสู้ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายจะยังไม่ทำให้นางถึงกับหมดพลังหรือบาดเจ็บหนัก แต่การเข้าสู่ชั้นใหม่ทันทีโดยไม่มีเวลาหายใจหรือพักฟื้นนั้นไม่เป็นผลดีกับนางเลย


   ขณะที่นางกำลังคิดกังวล จู่ๆก็มีเสียงลมพัดวูบมาจากด้านหน้า พร้อมกับบางอย่างพุ่งเข้ามาใส่นางอย่างรวดเร็ว เยี่ยหลิงหลงรีบตั้งหลัก กำกระบี่หงเยี่ยนไว้แน่นแล้วเปลี่ยนเป็นรูปแบบร่มในพริบตา


   เมื่อพลังปริศนานั้นพุ่งเข้ามาเกือบถึงตัว นางก็ตั้งรับและส่งพลังสวนกลับด้วยการสะท้อนพลังวิญญาณ ทำให้ศัตรูที่พุ่งมาถอยออกไปหลายก้าวเพื่อหยุดแรงปะทะ


   อย่างไรก็ตาม นางเองก็ได้รับแรงกระแทกจนต้องถอยหลังไปหลายก้าวเช่นกัน และเกือบจะชนเข้ากับต้นไม้ที่มีเถาวัลย์หนามแหลมด้านหลัง โชคดีที่นางถีบเท้าส่งตัวพุ่งขึ้นก่อนที่จะโดนหนามทิ่ม และไปยืนบนกิ่งไม้หนาๆได้ในที่สุด


   ขณะนี้ มือขวาของนางที่จับด้ามร่มหงเยี่ยนอยู่กำลังสั่นเล็กน้อย เพราะแรงปะทะเมื่อครู่นั้นหนักหน่วงอย่างมาก!


   นางจ้องไปยังศัตรูที่โจมตีตน เห็นร่างหนึ่งยืนอยู่ใต้เงาไม้หนาทึบ ใกล้ๆกับเถาวัลย์ที่เต็มไปด้วยหนามแหลม คนผู้นั้นมีพลังขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น!


   หัวใจของเยี่ยหลิงหลงกระตุกวูบ


   ศัตรูขอบเขตแปรเทวะ!


   นั่นหมายความว่านางเข้าสู่ชั้นห้าแล้วจริงๆ


   ไม่มีโอกาสได้พักฟื้นเลยสักนิด ต้องขึ้นสู่ชั้นห้าทั้งที่ยังหอบและมีบาดแผลติดตัว และคู่ต่อสู้ในชั้นนี้ยังอยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น!


   หอคอยเก้าชั้นฟ้านี่ช่างใจร้ายกับนางเหลือเกิน แม้นางจะเป็นช่องโหว่ของกฎ แต่ระดับความยากยังโหดขนาดนี้!


   นี่คงเป็นการออกแบบเพื่อไม่ให้ใครพิชิตได้ง่ายๆใช่ไหม?


   ถ้าหากคนที่เข้ามาอยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น คู่ต่อสู้ชั้นห้าของพวกเขาคงเป็นขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางเป็นแน่!


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังคิดในใจ คู่ต่อสู้ขอบเขตแปรเทวะก็เริ่มขยับ เขาควงกระบี่ยาวและพุ่งตรงเข้าหานางทันที


   การต่อสู้เริ่มต้นแล้ว! ยังไม่ได้พักหายใจสักเฮือกก็เปิดฉากอีกแล้ว!


   ก็ได้! ถ้าจะให้สู้สุดชีวิต นางก็พร้อม! สมัยที่นางยังเป็นเพียงจินตานก็เคยเผชิญหน้ากับแปรเทวะมาแล้ว แม้ไม่อาจล้มพวกนั้นได้ แต่นางก็ไม่เคยถูกใครฆ่า ยิ่งตอนนี้นางเป็นถึงวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลาย แถมอีกก้าวก็จะสามารถขึ้นสู่ขอบเขตแปรเทวะได้ นางไม่เชื่อหรอกว่าวันนี้จะต้องมาตายด้วยน้ำมือขอบเขตแปรเทวะ!


   แม้ว่าระหว่างขอบเขตแปรเทวะกับขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดจะมีช่องว่างมหาศาลราวกับเหวลึก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันข้ามไม่ได้!


   สักวันต้องมีคนสร้างสถิติใหม่ แล้วทำไมจะเป็นนางไม่ได้?


   หากฟ้าลิขิตมาเช่นนี้ ก็ให้นางทำลายขอบเขตและฟันแปรเทวะให้ได้ในวันนี้!


   เยี่ยหลิงหลงสะบัดร่มสีแดง ปลายร่มกางรับการโจมตีจากคู่ต่อสู้อีกครั้ง พลังอันแข็งแกร่งของหงเยี่ยนช่วยชดเชยความต่างด้านพลังระหว่างนางกับคู่ต่อสู้ขอบเขตแปรเทวะได้อย่างดี ทำให้นางต้านการโจมตีได้อีกครั้ง และเพราะมีประสบการณ์จากครั้งก่อน แรงสะท้อนที่มือจึงไม่รุนแรงเท่า


   เมื่อสบโอกาส นางรีบดึงระยะห่างออกมา หอคอยเก้าชั้นฟ้าไม่ให้นางเตรียมตัว? งั้นนางจะสร้างเวลาขึ้นมาเอง!


   ทันทีที่ถอยออกมา นางก็หันหลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ระหว่างนั้นก็ล้วงหยิบยันต์ออกมาอย่างรวดเร็ว เริ่มด้วยยันต์เร่งความเร็วสามแผ่นติดบนตัว ตามด้วยยันต์ป้องกันอีกสามแผ่น จากนั้นจึงติดยันต์โจมตีบนหงเยี่ยนจนรอบ


   เมื่อแปะยันต์รอบตัวจนเต็มแล้ว นางก็เริ่มหยิบโอสถขึ้นมากิน เริ่มด้วยเม็ดยาพลังปราณเพื่อป้องกันอาการหมดแรงจนไม่สามารถใช้พลังได้ จากนั้นนางก็กินยาชำระจิตไปอีกสองสามเม็ด เผื่อหากเผลอตกลงไปโดนเถาวัลย์จะได้ไม่ถูกพิษจนหมดสติ และยังกินเม็ดยาเพิ่มสถานะชั่วคราวอีกหลายเม็ดเพื่อเสริมพลังในการต่อสู้


   จากนั้น นางก็หยิบเสวียนอิ่งที่ไม่ค่อยได้ใช้ออกมา แล้วสะพายไว้บนหลังเป็นแผนสำรอง


   เยี่ยหลิงหลงวิ่งนำหน้า ขณะที่คู่ต่อสู้ไล่ตามมาติดๆ จนเมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย นางจึงหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ที่มีดอกไม้บานสะพรั่ง ก่อนจะหมุนตัวกลับมา ง้างหงเยี่ยนฟันกิ่งไม้ใหญ่เบื้องบนให้ดอกไม้โปรยปรายลงมาเป็นฉากเปิดอันงดงาม


   ท่ามกลางกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่น หงเยี่ยนที่เปล่งแสงสีแดงหม่นก็พุ่งตรงไปที่คู่ต่อสู้ขอบเขตแปรเทวะทันที


   คู่ต่อสู้ที่ตามมาติดๆ คาดไม่ถึงว่านางจะพลิกกลับมาโจมตีอย่างกะทันหัน ชั่วขณะนั้นเขาเสียการทรงตัว ทำให้หงเยี่ยนพุ่งเข้ามาประชิด เขาหลบไม่ทันจึงถูกฟันเฉียดจนปอยผมขาดไปกระจุกหนึ่ง


   เมื่อเห็นเส้นผมที่ขาดร่วงลง เยี่ยหลิงหลงยิ้มที่มุมปาก พลันความมั่นใจพุ่งทะยานเทียมฟ้า มาเลย! ถึงเวลาฟาดแปรเทวะแล้ว!


   คู่ต่อสู้ขอบเขตแปรเทวะตั้งสติได้เร็ว รีบชักกระบี่ขึ้นมาป้องกัน ทั้งสองจึงปะทะกันกลางดงเถาวัลย์และกลีบดอกไม้ที่โปรยปราย ท่ามกลางการต่อสู้นั้น เยี่ยหลิงหลงสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลในทุกกระบวนท่าของอีกฝ่าย ทำให้นางต้องใช้พลังเกือบเต็มที่เพื่อรับมือ ต้านทาน และสร้างโอกาสโต้กลับ แม้นางจะไม่พ่ายแพ้ในทันที แต่สถานการณ์ก็เริ่มเสียเปรียบแล้ว


   อย่างไรก็ตาม เยี่ยหลิงหลงยังคงใจเย็น รับมือพลางสะสมประสบการณ์ มองหาช่องโหว่จนกระทั่ง…


   พบแล้ว!


   เยี่ยหลิงหลงฉวยโอกาสนั้น โจมตีด้วยหงเยี่ยนในมุมที่ยากจะคาดเดา แทงทะลุเข้าไปทางด้านหลังของคู่ต่อสู้ เลือดสีแดงสดพุ่งกระเซ็นออกมา


   ทำได้แล้ว! นางยิ้มอย่างยินดี ในเมื่อทำเขาบาดเจ็บได้ครั้งหนึ่ง ก็ต้องทำครั้งที่สองได้เช่นกัน ครั้งนี้ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเผชิญหน้าขอบเขตแปรเทวะได้แน่!


   แต่ยังไม่ทันตั้งตัวดี คู่ต่อสู้ก็หมุนตัวกลับพร้อมโต้กลับในฉับพลัน การโจมตีของนางเพิ่งจบลง ทำให้นางยังไม่ทันดึงกระบี่กลับมา ไร้หนทางป้องกัน นางจึงตัดสินใจปล่อยมือจากหงเยี่ยนแล้วหันหลังวิ่งหนีสุดกำลังโดยไม่ลังเล ทิ้งกระบี่ไว้บนพื้นโดยไม่เสียดาย เพราะนางยังมีเสวียนอิ่งเป็นกระบี่สำรองอยู่


   คู่ต่อสู้ถึงกับอึ้งเมื่อเห็นนางวิ่งหนีไม่คิดชีวิต ทิ้งกระบี่ไว้อย่างไม่ไยดี


   ทำไมถึงมีคนแบบนี้ได้?



บทที่ 462: เยี่ยหลิงหลงกำลังจะตายแล้ว!



   เมื่อเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงวิ่งหนีออกไปไกล คู่ต่อสู้ขอบเขตแปรเทวะจึงดึงกระบี่หงเยี่ยนที่ปักอยู่ที่หลังออกแล้วโยนทิ้ง ก่อนจะเร่งตามไป


   ด้วยพลังขอบเขตแปรเทวะ เขามีข้อได้เปรียบด้านพลังอย่างมาก แต่เยี่ยหลิงหลงที่แปะยันต์เร่งความเร็วไว้กลับทำให้นางเหนือกว่าในด้านความเร็ว เพียงแค่นางก้าวขา เขาก็ไล่ตามไม่ทันแล้ว หลังจากปรับสภาพร่างกายและกินยาฟื้นพลังแล้ว นางก็วิ่งวนเป็นวงกลมแล้วกลับมาเก็บกระบี่หงเยี่ยนคืนมา


   เมื่อฟื้นสภาพพร้อม นางก็เริ่มหันกลับมาโจมตีอีกครั้ง


……


   กระบี่ของคู่ต่อสู้พุ่งเข้าหาด้วยความเดือดดาล เห็นได้ชัดว่าเขาถูกวิธีการสู้ของเยี่ยหลิงหลงยั่วยุจนโกรธจัด การโจมตีแต่ละครั้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งนางเริ่มต้านไม่ไหว เมื่อถึงจุดนั้น นางก็หันหลังวิ่งหนีอีกครั้ง


   คราวนี้ นางหยิบกระบี่หงเยี่ยนติดมือมาด้วย ไม่ต้องกังวลเรื่องอาวุธอีกต่อไป นางจึงนั่งบนเสวียนอิ่ง แปะยันต์เร่งความเร็วสามแผ่น ให้มันพานางบินวนไปรอบๆ เพื่อรักษาระยะห่าง


   ขณะวนไป นางก็พักฟื้นพลางหยิบปืนกลออกมายิงกราดไปข้างหลัง แม้พลังโจมตีไม่รุนแรงมากนัก แต่กลับทำให้คู่ต่อสู้รู้สึกเสียหน้าและโกรธสุดขีด


   ด้วยวิธีนี้ เยี่ยหลิงหลงใช้การถอยหลบเพื่อทำให้คู่ต่อสู้โมโห จนนางมีเวลาหายใจและพักฟื้นพอสมควร ขณะเดียวกันยังทำให้คู่ต่อสู้หมดแรงไปทีละนิด เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็เริ่มเสียการควบคุมและสูญเสียจังหวะการต่อสู้ไป


   ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามในยุคนี้ จิตใจที่มั่นคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง


   เมื่อคู่ต่อสู้เริ่มเสียสมาธิ เยี่ยหลิงหลงก็เห็นช่องโหว่เพิ่มขึ้นอีก พอวนมาอีกครั้ง นางก็ร้องตะโกนสุดเสียงว่า


   "วิชาหวนกำเนิด!"


   เถาวัลย์ที่เต็มไปด้วยหนามงอกขึ้นอย่างรวดเร็วพันรอบตัวผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะที่เหนื่อยล้า แม้พิษของหนามจะไม่ส่งผลอะไรกับเขา แต่การถูกพันธนาการทำให้การเคลื่อนไหวของเขาช้าลง ซึ่งเปิดโอกาสให้กับเยี่ยหลิงหลง


   “ตอนนี้แหละ!”


   นางรวมพลังวิญญาณทั้งหมดใส่ลงในกระบี่หงเยี่ยน และฟาดมันลงไปที่ร่างของเขาเต็มแรง


   หงเยี่ยนที่มีพลังเทียบเท่าศาสตราเทพผ่าร่างของเขาจนเกิดแผลลึก แม้เขาจะรวบรวมพลังทั้งหมดขึ้นมาป้องกัน แต่กระบี่หงเยี่ยนนั้นคมเกินไปและเยี่ยหลิงหลงก็ทุ่มพลังทั้งหมดอย่างไร้ปรานี สุดท้ายการโจมตีนี้ก็แข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะรับไหว


   ทว่าก่อนที่เขาจะสิ้นลม เขาระเบิดพลังทั้งหมดที่เหลือพุ่งโจมตีเยี่ยหลิงหลงในฉับพลัน


   เยี่ยหลิงหลงรีบชักหงเยี่ยนกลับมา เปลี่ยนเป็นร่มเพื่อป้องกัน แต่ก็ยังสายเกินไป


   นางรับแรงกระแทกได้เพียงบางส่วน แต่ส่วนที่เหลือพุ่งเข้าปะทะหน้าอกเต็มแรง ทำให้ร่างทั้งร่างปลิวไปชนกับต้นไม้อย่างจังก่อนจะร่วงลงมาบนพื้น


   “แค่ก…” นางกระอักเลือด รู้สึกเหมือนอวัยวะภายในถูกบดขยี้จนแทบจะแหลกเป็นเนื้อบด


   แม้ว่าจะบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ได้หนักเกินไป และที่สำคัญคือนางมีวิชาเยียวยาติดตัว


   นางนอนนิ่งอยู่บนพื้น หยิบโอสถขึ้นมากินสองเม็ดแล้วเริ่มใช้วิชาหวนกำเนิดรักษาตัวเอง


   ไม่ไกลนัก ศพของผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะที่ถูกฟันเกือบขาดเป็นสองท่อนนอนแน่นิ่ง


   นางชนะแล้ว! แม้จะเป็นเหมือนช่องว่างที่ไม่มีวันข้ามได้ แต่นางก็เอาชนะผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะได้จริงๆ!


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะอย่างยินดี แต่กลับกลายเป็นว่าต้องกระอักไอออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่ความเจ็บนี้กลับทำให้นางรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เพราะมันหมายถึงความแข็งแกร่งของนาง


   ในขณะนั้น ร่างของคู่ต่อสู้ขอบเขตแปรเทวะที่ตายไปกลับแปรเปลี่ยนเป็นก้อนปราณวิญญาณหนาแน่น แล้วลอยมาหยุดตรงหน้านาง


   เยี่ยหลิงหลงเผลอยื่นมือออกไปจะคว้ามัน แต่ก็ลังเลใจแล้วหดมือกลับมา


   นางคิดว่าถ้านางไม่แตะต้องก้อนปราณนี้ ก็คงจะไม่ถูกส่งไปยังชั้นถัดไป


   ขอเวลาพักสักครู่ ขอหายใจบ้างก็ยังดี!


   ดังนั้นนางจึงหันหน้าหนี เริ่มกินโอสถ ติดยันต์สปา และใช้วิชาหวนกำเนิด ฟื้นฟูร่างกายให้สมบูรณ์พร้อม แต่ทันใดนั้นภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป!


   ขณะที่นางนอนคว่ำสูดลมหายใจ ทรายก้อนโตพลันซัดเข้าเต็มปอด เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ พบว่าก้อนปราณวิญญาณยังคงลอยอยู่ข้างหน้า แต่สถานที่รอบๆเปลี่ยนไปจริงๆ!


   นางถูกส่งมาที่ชั้นหกแล้ว!


   นางรีบเก็บก้อนปราณวิญญาณเข้ามาในแหวน ก่อนจะพุ่งขึ้นมานั่งบนเสวียนอิ่งแบบไม่คิดชีวิต


   “หนีเถอะ จะหนีไปไหนก็ได้ ขอแค่ให้มีเวลาฟื้นตัวบ้าง ดูท่ามันตั้งใจจะเอาชีวิตเราจริงๆ!”


   ขณะนั่งอยู่บนเสวียนอิ่ง นางรีบหยิบโอสถล้ำค่าที่เก็บไว้ทุกเม็ดออกมา กินและทาตามบาดแผลราวกับไม่เสียดายแม้แต่น้อย


   นอกจากนี้นางยังนำสมบัติป้องกันทุกชิ้นที่ศิษย์พี่หญิงสามเคยให้มาสวมทับกันเป็นชั้นๆ ด้วยความหวังว่า ตราบใดที่ยังใส่ไหว ก็ต้องป้องกันให้ถึงที่สุด!


   เยี่ยหลิงหลงรีบหยิบลูกแก้วมายาที่ศิษย์พี่หญิงรองทำไว้ ออกมาโยนกระจายไปคนละทิศ เพื่อสร้างภาพมายาและถ่วงเวลาไม่ให้ถูกเจอเร็วเกินไป


   โชคดีที่ชั้นนี้เป็นเมืองร้างที่ครึ่งหนึ่งถูกฝังอยู่ใต้ผืนทราย มีซากปรักหักพังกระจัดกระจายเต็มไปหมด หลังจากสร้างภาพมายาแล้ว นางก็ยังพอจะหาที่ซ่อนตัวได้


   แม้จะสิ้นเปลืองเสบียงไปไม่น้อย แต่ถ้าหากต้องต่อสู้แบบไม่หยุดพักทุกชั้นเช่นนี้ ของที่นางมีคงไม่พอแน่ๆ นางจึงรีบกินโอสถ ทายา และจัดเตรียมของทั้งหมดให้พร้อม หลังจากนั้นจึงหยิบขวดร้อยกระแสขึ้นมาเตรียมจะเขียนขอเสบียง


   ทันใดนั้นเสียง ‘ตู้ม!’ ก็ดังขึ้น กำแพงดินสีเหลืองด้านหน้าถูกระเบิดเป็นช่องโหว่ นางรีบลอยตัวขึ้นเหนือพื้นทันที


   คู่ต่อสู้ที่พุ่งทะลุออกมาจากกำแพงยังเป็นมนุษย์เหมือนเดิม แม้เขาจะพูดไม่ได้ แต่แววตาคล้ายจะบอกว่า


   เจอตัวสักทีนะ


   ในที่สุดก็สำเร็จ นางถ่วงเวลาได้นานเกือบครึ่งเค่อ แม้จะรีบเร่ง แต่บาดแผลก็ได้รับการดูแล ยาก็กินเรียบร้อยแล้ว แรงกายก็ค่อยๆฟื้นกลับคืนมา ทำให้สภาพไม่ย่ำแย่ถึงขั้นปางตาย


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพิจารณาคู่ต่อสู้ตรงหน้า ก็พบว่าระดับพลังของเขายังอยู่ที่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น ไม่ได้สูงขึ้นอีกขอบเขตหรืออีกขั้นย่อย แต่ทว่าดูแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม


   หรือว่านี่จะเป็นขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นระดับสอง? แล้วคนก่อนหน้านี้คือ ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นระดับหนึ่ง


   เยี่ยหลิงหลงเคยได้ยินมาว่า หลังจากบรรลุถึงขอบเขตแปรเทวะแล้ว แต่ละขั้นจะถูกแบ่งย่อยออกไปอีก เพราะช่องว่างระหว่างขั้นนั้นกว้างขึ้น การบรรลุถึงขั้นถัดไปก็จะยากและช้าลงมาก


   เปรียบเหมือนตอนที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตแปรเทวะ ขอบเขตจินตานอาจมีโอกาสสู้กับขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้ แต่เมื่อก้าวขึ้นสู่ขอบเขตแปรเทวะแล้ว แม้ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นอาจจะข้ามขั้นสู้กับขอบเขตแปรเทวะขั้นกลางได้ แต่การจะสู้กับขอบเขตหลังแปรเทวะนั้นยากมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการข้ามขอบเขตไปสู้กับขอบเขตหลอมสุญตา แบบนั้นคงได้แค่ฝัน


   โชคดีที่คู่ต่อสู้ไม่ใช่ขอบเขตแปรเทวะขั้นกลาง ไม่อย่างนั้นนางซึ่งอยู่แค่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายคงสู้ไม่ไหวแน่!


   ขณะที่นางกำลังประเมินคู่ต่อสู้อยู่นั้น เขาก็เริ่มโจมตีเข้ามาก่อน 


   เยี่ยหลิงหลงรีบเปลี่ยนหงเยี่ยนเป็นร่มเพื่อรับการโจมตีพลางรีบโยนหัวไชเท้าอ้วน และขวดร้อยกระแสออกจากแหวนมาหลบใต้หลังคาที่พังทลาย พร้อมกับกล่องรวมของจิปาถะอีกหนึ่งใบ จากนั้นนางก็ต้องหันไปเผชิญการโจมตีที่เข้ามาโดยตรง


   “ช่วยด้วย! ข้าไม่อยากตาย!”


   ในหอคอยเก้าชั้นฟ้า ภายในขวดร้อยกระแสมีหอยสังข์อันหนึ่งปรากฏอยู่


   ทันทีที่หอยสังข์ถูกส่งเข้ามา หลัวเหยียนจงกับเซี่ยหลินอี้ที่เฝ้าอยู่ตรงนั้นก็สังเกตเห็นทันที


   หลัวเหยียนจงกดหอยสังข์ในขวดร้อยกระแส พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนที่ดังออกมา


   “เยี่ยหลิงหลงกำลังจะตายแล้ว! มีใครมาช่วยเก็บศพนางได้บ้างไหม!”



บทที่ 463: มิตรภาพอันยิ่งใหญ่ระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้องที่น่าซาบซึ้งใจเหลือเกิน!



   เซี่ยหลินอี้และหลัวเหยียนจงที่เฝ้าข้างขวดร้อยกระแสอยู่ถึงกับสะดุ้งเฮือก


   ไม่ใช่แค่เพราะเนื้อหาที่น่าตกใจ แต่เสียงยังเต็มไปด้วยพลัง ตะโกนลั่นดังสนั่น ทว่าก็แค่ดังเท่านั้นเอง ฟังดูไม่ออกเลยสักนิดว่าจะมีความตื่นตระหนกหรือเศร้าสลดอยู่


   หลัวเหยียนจงรีบเขียนข้อความลงในกระดาษแล้วโยนใส่ขวดร้อยกระแส


   "เกิดอะไรขึ้นกันแน่? พี่สาวเยี่ยเป็นอะไรไปหรือเปล่า?" — หลัวเหยียนจง


   ไม่นานนัก หอยสังข์อันเล็กๆก็ถูกโยนเข้ามาในขวดร้อยกระแสอีก


   "เขียนอะไร? ข้าอ่านไม่ออกเฟ้ย! ถ้าไม่งั้นจะโยนหอยสังข์มาแทนทำไม? รีบหน่อย เยี่ยหลิงหลงกำลังจะตายแล้ว หาทางช่วยหน่อย ถ้าช่วยไม่ได้ ข้าจะโดดเข้ามาในขวดร้อยกระแสนี้เอง มีใครจะเก็บข้าไปบ้างมั้ย? ข้ายังไม่อยากตาย!"


   เซี่ยหลินอี้รีบคว้าหอยสังข์อีกอันมาแล้วพูดใส่ทันที


   "เกิดอะไรขึ้นกันแน่? พวกเรามียา ต้องการยาไหม?"


   "เอา! เอาหมดนั่นแหละ มีอะไรก็ส่งมาเลย สมบัติของนางแทบจะหมดตัวแล้ว พวกโล่ป้องกันหัวใจ ชุดเกราะป้องกัน เอามาให้หมด!"


   พอหัวไชเท้าอ้วนพูดจบ เซี่ยหลินอี้และลั่วเหยียนจงก็รีบโยนยาเข้าไปในขวดร้อยกระแสทันที ทั้งยาที่ศิษย์พี่ของนางให้ไว้และยาของตัวเองก็ใส่ตามไปไม่น้อย ไหนๆพวกเขาก็ไม่ได้ขึ้นชั้นสามอยู่แล้ว ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้


   หัวไชเท้าอ้วนเก็บของทั้งหมดขึ้นมาแล้วรีบขนไปวางไว้บนแท่นหินที่แตกใกล้กับสนามต่อสู้


   "เยี่ยหลิงหลง เสบียงชุดแรกมาถึงแล้ว มาหยิบไปได้เลย!"


   ตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงกำลังนั่งอยู่บนหลังเสวียนอิ่งหนีเอาตัวรอดอยู่ เธอส่งสัญญาณโอเคจากระยะไกลไปให้หัวไชเท้าอ้วน แล้วให้เสวียนอิ่งรีบบินไปยังจุดเติมเสบียงทันที เก็บของเรียบร้อยก็พุ่งบินจากไปโดยไม่เสียเวลาสักเสี้ยวลมหายใจ


   แม้จะเป็นขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นเหมือนกัน แต่ระดับสองนั้นแข็งแกร่งกว่าระดับแรกมาก ความต่างเหมือนกับระหว่างขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นต้นและขั้นกลางไม่มีผิด


   ตอนนี้ความเร็วและพลังของอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้นางจะติดยันต์เร่งความเร็วถึงสามแผ่นก็ยังหนีมาได้แค่หวุดหวิด ถ้าจะให้ทิ้งระยะห่างได้ตามต้องการอาจต้องติดยันต์เร่งความเร็วถึงสี่แผ่น แต่ถ้าทำอย่างนั้นเกรงว่าเสวียนอิ่งจะพุ่งพานางไปชนกำแพงแล้วกลายเป็นตายคู่แทน


   พอเห็นเยี่ยหลิงหลงบินใกล้เข้ามาอีกครั้ง เห็นนางมีบาดแผลใหม่เต็มตัว เลือดโชกทั้งร่าง แม้แต่บนใบหน้ายังมีรอยฟกช้ำ ดูท่าว่าคราวนี้จะเอาชีวิตแทบไม่รอดอีกแล้ว!


   หัวไชเท้าอ้วนหน้าตาตื่นตกใจ แค่แป๊บเดียวเองนะ! นี่นางจะไม่ไหวแล้วหรือ?


   มันรีบวิ่งกลับไปที่ขวดร้อยกระแส แล้วโยนหอยสังข์อีกตัวลงไปทันที


   "แย่แล้ว! แย่แล้ว! เลือดเยี่ยหลิงหลงไหลหมดตัวแล้ว ใกล้จะขาดใจเต็มที! จริงๆนะ! มีใครจะช่วยได้บ้างไหม! ข้าจะกระโดดเข้าขวดร้อยกระแสแล้ว!"


   เสียงตะโกนของหัวไชเท้าอ้วนเกือบทำให้ขวดร้อยกระแสแตกเป็นเสี่ยงๆ


   ทันใดนั้น ในขวดร้อยกระแสก็มีหอยสังข์อีกตัวปรากฏขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของเสิ่นหลีเสียน


   "หัวไชเท้าอ้วน ข้าส่งยาไปหนึ่งกล่อง โล่ป้องกันหัวใจห้าชิ้น ชุดเกราะป้องกันสามชุด แล้วก็ลูกแก้วมายาสิบลูก เพิ่มเกราะป้องกันให้อีกอัน รีบเอาไปให้ศิษย์น้องหญิงที แล้วก็ปราณวิญญาณที่ชั้นหนึ่งกับชั้นสองให้มา ข้าก็ยังไม่ได้ใช้ เจ้าหยิบไปให้นางด้วยละกัน!"


   พอสิ้นเสียงของเสิ่นหลีเสียน สมบัติจำนวนมหาศาลก็ปรากฏขึ้นอย่างท่วมท้นจนมันถึงกับตาลาย


   "เจ้าให้นางเยอะขนาดนี้เอง เจ้าจะไม่เก็บไว้ใช้ผ่านด่านแล้วหรือ?"


   "ไม่แล้ว ตราบใดที่มีคนปีนถึงยอดได้ ประตูสู่โลกวิญญาณก็จะถูกปิดลง และคนที่มีโอกาสสูงสุดก็คือศิษย์น้องหญิงเล็กของข้า เรื่องข้าจะผ่านหรือไม่มันไม่สำคัญหรอก เลิกแช่งนางได้แล้ว ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าจะต้องไม่ตาย ถ้านางไม่ไหวจริงๆก็ให้ทำลายแผ่นป้ายแล้วออกมา เรื่องอื่นเราค่อยมาหาทางกันทีหลัง บอกนางด้วยว่า อย่าทุ่มสุดตัวเกินไป ชีวิตสำคัญที่สุด"


   หัวไชเท้าอ้วนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ รู้สึกถึงมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้องที่น่าซาบซึ้งใจเหลือเกิน!


   มันรีบขนสมบัติทั้งหมดนำไปวางบนแท่นหินโดยเร็วที่สุด


   "เยี่ยหลิงหลง เสบียงมาเพิ่มแล้ว! คราวนี้เยอะเป็นพิเศษเลย!"


   ในตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงกำลังต่อสู้อย่างดุเดือด พอได้ยินข่าวนี้กำลังใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมา ในจังหวะที่ฮึกเหิมขึ้น นางก็ฟาดกระบี่ใส่คู่ต่อสู้อย่างแรงจนอีกฝ่ายได้แผลฉกรรจ์มาอีกหนึ่งแผล


   หัวไชเท้าอ้วนเห็นแบบนั้นถึงกับยิ้มกว้าง รีบวิ่งกลับไปที่ขวดร้อยกระแสทันที


   "ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องห่วง นางกลับมามีชีวิตชีวาแล้ว หลังจากได้รับเสบียงก็ฮึกเหิมเต็มที่ ฟาดคู่ต่อสู้อย่างจัง ดูท่าชัยชนะคงอีกไม่ไกลแล้ว!"


   "หัวไชเท้าอ้วน เปลี่ยนจากตกอยู่ในอันตรายมาฮึกเหิมขนาดนี้ มันเร็วไปไหม? ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"


   เสียงของเผยลั่วไป๋ดังมาจากปลายทางของขวดร้อยกระแส พร้อมกับเสียงนกร้องดังระงม ฟังแล้วก็ดูออกว่าเขากำลังฝ่าด่านอยู่ แต่ยังหาเวลามาติดตามความเคลื่อนไหวในขวดร้อยกระแสได้


   พอพูดจบ เสบียงอีกจำนวนมากก็ถูกส่งเข้ามาในขวดร้อยกระแส โดยมากพอๆกับที่เซินหลีเสวียนให้ไว้ ซึ่งบ่งบอกว่าเขาเก็บสะสมทุกอย่างที่มีเพื่อส่งมาโดยไม่ลังเลเลยสักนิด


   หัวไชเท้าอ้วนเห็นแบบนี้ถึงกับตะลึง "นี่มัน... จะตามใจมากเกินไปหน่อยไหมนะ? ยังไม่ทันรู้สถานการณ์เต็มๆก็รีบให้ซะแล้ว ไม่คิดจะลังเลกันหน่อยหรือไง?"


   ฮือ ทำไมข้าไม่มีศิษย์พี่ดีๆแบบนี้บ้างนะ!


   "เผยลั่วไป๋ นั้นของทั้งหมดแล้วนะ เจ้าจะไม่ฝ่าชั้นสามแล้วหรือ?" เสียงนี้มาจากซืออวี้เฉิน


   "ไม่แล้วล่ะ คราวนี้ยกให้เจ้าไป ข้าเป็นห่วงศิษย์น้องของข้ามากกว่า"


   เสียงของเผยลั่วไป๋ฟังดูผ่อนคลาย ไร้ความเสียดายแม้แต่น้อย เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลจริงๆ


   "สถานการณ์เป็นแบบนี้นะ เยี่ยหลิงหลงเพิ่งทะลวงถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายแล้วขึ้นไปชั้นสี่ พอถึงที่นั่นนางต้องสู้กับคู่ต่อสู้ที่อยู่ในขอบเขตเดียวกัน ต้องใช้แรงไปมากกว่าจะชนะได้ และยังไม่ทันได้พักหายใจดีๆก็ถูกส่งไปชั้นห้าเลยทันที ซึ่งต้องเจอกับคู่ต่อสู้ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น"


   เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็ใจหายใจคว่ำไปตามๆกัน


   "นางต้องสู้กับขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นทั้งที่ยังมีบาดแผลเต็มตัว สู้จนถึงจุดที่ฟ้าดินมืดหม่น พอชนะได้สำเร็จ คู่ต่อสู้นั่นกลับระเบิดพลังใส่นางก่อนตาย ทำให้นางถึงกับทรุดลงไปกับพื้น แทบลุกไม่ไหว"


   คำพูดของหัวไชเท้าอ้วนทำให้ทุกคนใจสั่น นี่มันศึกของขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดที่ต้องต่อสู้กับขอบเขตแปรเทวะ! แถมยังเป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัวอีกด้วย!


   และพลังสุดท้ายที่ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะระเบิดก่อนตายนั้น สำหรับขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดนับว่าน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง!


   แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ยังชนะ และรอดมาได้ ความยากลำบากที่นางต้องเผชิญคงเกินจะบรรยายจริงๆ


   "แล้วหลังจากนั้นล่ะ?" หยางจิ่นโจวเอ่ยถาม เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย


   ผู้คนที่เริ่มสนใจมากขึ้นแวะเข้ามาฟังในขวดร้อยกระแส แม้ว่าพวกเขายังอยู่ในระหว่างการทดสอบ แต่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะสำคัญกว่าเสียแล้ว


   "หลังจากนั้นทันทีที่ฉากเปลี่ยน ก็ถูกส่งไปชั้นหกเลย เร็วจนนางไม่มีโอกาสตั้งตัว แถมยังเผลอกลืนดินไปคำหนึ่ง พอเงยหน้าขึ้นมาก็เจอกับขอบเขตแปรเทวะอีก คราวนี้ดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าคนก่อนอีกด้วย"


   "บ้าไปแล้วหรือ? จะให้คนผ่านบททดสอบหรือส่งไปตายกันแน่!? จะยากขึ้นทุกชั้นก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ดันไม่ให้เวลาพักหายใจเลย!" มู่เซียวหรานหลุดตะโกนเสียงดังลั่น ไม่สนว่าภาพลักษณ์อันนุ่มนวลของเขาจะหายไปแค่ไหน


   คนพูดมากขึ้นเรื่อยๆ ศิษย์พี่ชายทั้งหลายของเยี่ยหลิงหลงก็ทยอยหย่อนเสบียงลงขวดร้อยกระแสจนกองสูงเป็นภูเขาลูกน้อย


   พอเห็นพวกเขาเกือบจะคุมอารมณ์ไม่อยู่ หัวไชเท้าอ้วนรีบคิดหาทางทำให้สถานการณ์นิ่งขึ้น


   มันคว้าหินบันทึกภาพขึ้นมา แล้ววางไว้ในตำแหน่งที่มองเห็นภาพการต่อสู้ของเยี่ยหลิงหลงอย่างชัดเจน


   ณ ขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงที่เพิ่งได้รับเสบียงมาใหม่ กำลังสู้ด้วยพลังฮึกเหิม หัวไชเท้าอ้วนเห็นแล้วรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง


   เยี่ยม แบบนี้ช่วยให้ทุกคนใจเย็นขึ้นได้แน่!


   หลังวางหินบันทึกภาพเรียบร้อย มันก็รีบกลับไปที่ขวดร้อยกระแสเพื่อขนเสบียงต่อทันที ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า



บทที่ 464: โคมไฟของพวกเขาดับไปแล้ว



   เมื่อเห็นข้อความในขวดร้อยกระแสที่เต็มไปด้วยความกังวลและเร่งด่วน หัวไชเท้าอ้วนก็อุตส่าห์สละเวลาตอบกลับว่า


   “ไม่ต้องตกใจไป พวกเจ้าส่งของมาช่วยทันเวลา เยี่ยหลิงหลงตอนนี้ถือไพ่เหนือกว่าและกำลังจะคว้าชัยชนะแล้ว ข้าบันทึกภาพไว้ด้วย เอาหินบันทึกภาพนี้ไปดูเองนะ!”


   พอพูดจบ มันก็รีบไปหยิบหินบันทึกภาพกลับมา พลางมองหาตัวเยี่ยหลิงหลง แต่พบว่านางหายตัวไปอีกแล้ว คงแอบไปหลอกล่อศัตรูอยู่ที่ไหนสักแห่ง


   “จริงหรือ? ศิษย์น้องหญิงเล็กในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดกำลังจะเอาชนะยอดฝีมือขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นระดับสองได้แล้วงั้นหรือ? นี่นางเก่งเกินไปแล้ว!”


   “นี่เป็นข่าวที่ทำให้ข้าฮึกเหิมที่สุดเลย ศิษย์น้องหญิงเล็กต้องปลอดภัยนะ! ข้ายอมละทิ้งการผ่านด่านเพื่อนาง นางห้ามเป็นอะไรเด็ดขาด!”


   “เกิดอะไรขึ้น? ศิษย์น้องหญิงเล็กเป็นอะไรหรือ? ข้ากำลังฝ่าด่าน พอได้ยินเสียงเลยเข้ามาดู” เสียงของหนิงหมิงเฉิงดังขึ้นอย่างเร่งรีบ “ถ้าศิษย์น้องหญิงเล็กมีอันตราย ข้าจะไม่ไปต่อแล้ว ของที่เหลือจะส่งให้นางทั้งหมด!”


   “ข้าด้วย! ถึงจะมาช้าไปหน่อย แต่คิดว่าน่าจะยังทันนะ?” เสียงของจี้จื่อจั๋วดังขึ้นตามมาอย่างรวดเร็ว


   “อย่าทำเป็นเล่นน่า! ขอบเขตแปรเทวะที่สละการฝ่าด่านก็พอเข้าใจได้ แต่ว่าพวกเจ้าที่อยู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด ฝ่าด่านได้ก็ฝ่าไป อย่าให้ขายหน้าศิษย์น้องหญิงเล็กของเจ้าเลย ตอนนี้พวกเราศิษย์พี่ทั้งหลายก็เฝ้าดูแลนางอยู่ พวกเจ้าโอกาสมาก็ใช้ให้เต็มที่สิ” เสียงของเผยลั่วไป๋ดุดันดังขึ้นทำให้ทั้งสองคนเงียบไปทันที


   “เจ้าละทิ้งการฝ่าด่านจริงๆหรือ?” ซืออวี้เฉินเอ่ยถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ


   "จริง ข้าแยกแผ่นป้ายไม้เป็นสองซีกไปแล้ว"


   เผยลั่วไป๋ไม่ลังเลที่จะหย่อนแผ่นไม้ที่หักครึ่งลงในขวดร้อยกระแสเป็นหลักฐาน


   "ถึงจะกัดฟันผ่านชั้นที่สามไปได้ แต่ชั้นที่สี่ล่ะ? ต้องใช้ทรัพยากรมากมายทั้งสมบัติและปราณวิญญาณที่ได้จากการผ่านด่าน ข้าตัดสินใจเก็บทุกอย่างไว้ให้ศิษย์น้องหญิงเล็กดีกว่า ข้าคงไม่พูดอะไรให้เจ้าเสียกำลังใจแล้วกัน ขอให้เจ้าผู้เป็นแสงสว่างแห่งขอบเขตแปรเทวะปีนขึ้นไปเถอะ พรยังพอมีให้เจ้า แต่ของจะขอไว้ให้ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้านะ"


   "ศิษย์พี่ใหญ่พูดไปหมดแล้ว เอาหน้าไปคนเดียวเสียหมด ข้านี่สิที่เป็นคนแรกที่สละสิทธิ์แท้ๆ" เสิ่นหลีเสียนพูดอย่างขบขัน พร้อมโยนแผ่นไม้แตกหักของตัวเองลงขวดไปอีกคน


   "เจอกันพอดีสินะ ข้าก็สละสิทธิ์แล้วเช่นกัน ข้าขึ้นสู่ขอบเขตแปรเทวะแล้ว โอกาสคงมีอีกเยอะแยะ แต่ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าต้องปลอดภัย" มู่เซียวหรานพูดจบก็โยนแผ่นไม้ของเขาลงไปอีกแผ่น


   "ข้าคิดว่ามีแต่ข้าเพียงคนเดียวที่ทำแบบนี้เสียอีก" หยางจิ่นโจวพูดพลางโยนแผ่นไม้ที่แตกหักลงขวดร้อยกระแส "ในเมื่อมีเวลาเหลือ ข้าไปทำอาหารดีๆส่งไปให้ศิษย์น้องหญิงเล็กดีกว่า เพิ่มพลังให้นางสู้ต่อไป"


   "แล้วพวกข้า…" หนิงหมิงเฉิงและจี้จื่อจั๋วยังอดที่จะถามไถ่สถานการณ์ไม่ได้


   "พวกเจ้าผ่านชั้นสามไปให้ได้ก่อนเถอะ เรื่องของศิษย์พี่น่ะ เจ้าสองคนที่ยังไม่ถึงขอบเขตแปรเทวะไม่มีสิทธิ์ยุ่งหรอก" เสิ่นหลีเสียนดุด้วยน้ำเสียงจริงจัง


   ขณะนั้น บรรยากาศของชั้นหนึ่งในหอคอยเก้าชั้นฟ้าที่เคยเงียบสงบก็เริ่มคึกคักขึ้นมาทันทีที่เหล่าศิษย์พี่คนเก่งทยอยกันกลับมา


   "พวกท่านรวมกันอยู่ที่ชั้นหนึ่งจริงๆด้วย! ในที่สุดข้าก็ได้มีโอกาสเคลื่อนไหวในจังหวะเดียวกับพวกท่านสักที!"


   เสียงตะโกนของหลัวเหยียนจงเมื่อก้าวลงพื้นทำเอาเซี่ยหลินอี้ที่เพิ่งลงมาทีหลังถึงกับสะดุ้งโหยง


   จนถึงตอนนี้ ในบรรดาศิษย์ชายของสำนักชิงเสวียน ทั้งหมดต่างลงมาอยู่ชั้นล่างแล้ว ยกเว้นเพียงหนิงหมิงเฉิงและจี้จื่อจั๋วยังไม่ได้รับอนุญาตให้ลงมา รวมถึงหลัวเหยียนจงและเซี่ยหลินอี้ที่เพิ่งลงมาอีกสองคน


   ทว่าไม่นานหลังจากนั้น แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่ามีคนลงมาเพิ่มเติม


   นอกหอคอยเก้าชั้นฟ้า


   "ชั้นหกแล้ว! เยี่ยหลิงหลงขึ้นไปถึงชั้นหกแล้ว! ผ่านครึ่งทางไปแล้ว ใกล้ถึงชั้นเก้าเข้าไปทุกที!"


   ทุกครั้งที่เห็นเยี่ยหลิงหลงก้าวขึ้นสู่ชั้นใหม่ ภายนอกหอคอยเก้าชั้นฟ้าก็เต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องที่ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง


   ตอนแรกทุกคนต่างรู้สึกประหลาดใจว่านางปีนขึ้นไปได้เร็วเพียงใด แต่พอเห็นนางพยายามต่อเนื่อง ความหวังของพวกเขาพลันพลุ่งพล่านขึ้น เมื่อนางขึ้นสูงเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้สึกได้ว่านางอาจจะไปถึงจุดสูงสุดได้จริงๆ


   จนกระทั่งเสียงสงสัยดังขึ้นทั่วบริเวณ


   "แปลกจัง! ทำไมโคมไฟบนชั้นสามถึงดับหมดเลยล่ะ? แถมยังดับในเวลาไล่เลี่ยกันด้วย!"


   "ใช่เลย! พวกเขาทำภารกิจไม่สำเร็จหรือ? ไม่น่าจะใช่นะ! ถ้าเป็นเซี่ยหลินอี้หรือหลัวเหยียนจงพลาดยังพอเข้าใจได้ แต่ศิษย์ที่เหลือล้วนเป็นยอดฝีมือของสำนักชิงเสวียน รวมถึงศิษย์คนแรกที่บรรลุขอบเขตแปรเทวะอย่างเผยลั่วไป๋ด้วย!"


   “เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมโคมไฟถึงดับพร้อมกันหมดแบบนี้? ถึงจะพลาดก็ไม่น่าจะดับพร้อมกันสิ แถมไม่มีการเหลื่อมเวลาด้วย! หรือว่าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นข้างใน?”


   “ดูนั่นสิ! มีโคมไฟดับเพิ่มอีก! ไม่ใช่แค่สำนักชิงเสวียนแล้วสิ! นี่มันยังไงกัน…”


   ทันใดนั้นเสียงโอดครวญก็ดังกึกก้องไปทั่วฝูงชน


   “อวี้เฉิน! ศิษย์รักของข้า! ศิษย์เอกของข้า! เจ้าทำอะไรลงไปกัน! ข้าบอกแล้วว่าอย่าเข้าไป เจ้ากลับไม่ฟัง! แล้วตอนนี้เจ้าจะให้ข้าทำใจได้อย่างไรเล่า…”


   ขณะนั้นเอง เจ้าสำนักเจ็ดดาราที่อยู่ข้างๆ ก็ยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อเขาเบาๆ


   “ท่านไม่ได้ตะโกนเรียกเขาไว้หรอก ข้าจำได้ว่าท่านเรียกเจียงอวี๋เจิงต่างหาก ข้าได้ยินชัดเต็มสองหูเลย”


   ใบหน้าของเจ้าสำนักคุนอู๋เฉิงพลันกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อด้วยความไม่พอใจ


   “เจ้าจะมาใส่ใจข้าทำไม! ข้าก็แค่หวังว่าเขาจะไม่เป็นอะไร เผื่อว่าการพลาดบททดสอบนี้จะไม่ถึงตายก็เท่านั้น!”


   “ไม่ต้องห่วงหรอก…”


   “เจ้าหุบปากไปเลย! เจ้าไม่ห่วงเลยหรือ ในเมื่อถังอี้ฝานยังอยู่ข้างบนนั่น เจ้าจะมาเข้าใจความเจ็บปวดของข้าได้ยังไง! เจ้า… เจ้าดูสิ ถังอี้ฝานของเจ้าก็… หายไปแล้วเช่นกัน”


   "อะไรนะ?! เกิดอะไรขึ้นได้ยังไง!" เจ้าสำนักเจ็ดดาราตะโกนด้วยความตกใจ ก่อนจะวิ่งตรงไปที่ประตูทางเข้าหอคอยเก้าชั้นฟ้า ท่าทางเอาเรื่องเต็มที่


   แต่ก่อนที่เขาจะเตะประตูเข้าไป เจ้าสำนักโถงเพลิงจรัสและตำหนักจันทราลี้ลับก็รีบเข้ามาดึงตัวไว้ทัน


   "อย่าขวางข้า! ข้าจะเข้าไปช่วยศิษย์ข้า!" เขาร้องลั่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวลและไม่สนใจสิ่งใด


   บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความหวังและความปลาบปลื้มกลับแปรเปลี่ยนไปในทันที บัดนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความหวาดกลัว


   ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในนั้น แต่รู้เพียงว่าตะเกียงชั้นสามนั้นดับไปทีละดวงอย่างต่อเนื่อง


   ทุกคนจ้องมองตะเกียงที่ดับลงทีละดวงด้วยความรู้สึกอัดอั้นในอก


   ความดีใจและความคาดหวังที่เคยเต็มไปด้วยความสดใส ถูกแทนที่ด้วยความมืดมนและความกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย


   หอคอยเก้าชั้นฟ้า… แท้จริงแล้วเป็นสถานที่แห่งความโหดร้ายที่กลืนกินความหวังได้ง่ายดายเช่นนี้เองหรือ?


   เหล่าคนที่เคยกระตือรือร้นไม่หยุดอย่างลู่ไป๋เวยเองก็ถึงกับยกมือขึ้นปิดปาก


   น้ำตารื้นขึ้นในดวงตากลมโตเมื่อเห็นตะเกียงของศิษย์พี่ชายและเจ้าโง่หลัวเหยียนจงดับลง


   ชั้นแรกของหอคอยเก้าชั้นฟ้า


   “ทำไมถึงได้ถอยลงมาจากชั้นถัดไปล่ะ ไหนว่าเป็นแสงแห่งขอบเขตแปรเทวะไง?” เผยลั่วไป๋จ้องมองซืออวี้เฉินด้วยสีหน้าฉงน


   “มันเกี่ยวอะไรกับเจ้า เรื่องของข้า เจ้าจะมายุ่งทำไม?” ซืออวี้เฉินไม่สนใจอีกฝ่าย หันไปหย่อนหอยสังข์ลงในขวดร้อยกระแสแทน


   “หัวไชเท้าอ้วน เจ้าบอกว่าจะส่งภาพของศิษย์น้องหญิงเยี่ยจากหินบันทึกภาพไม่ใช่หรือ? ส่งมาเร็วๆสิ!”


   “มาแล้ว มาแล้ว!”


   หัวไชเท้าอ้วนเพิ่งขนเสบียงไปได้อีกชุด พอกลับมาก็รีบโยนหินบันทึกภาพเข้าไปในขวดร้อยกระแสทันที แล้วนั่งลงพักเหนื่อยพร้อมกับร่วมชมภาพการต่อสู้ของเยี่ยหลิงหลงกับคนอื่นๆ


   ภาพจากหินบันทึกภาพถูกฉายขึ้นในพื้นที่ขวดร้อยกระแส ทุกคนต่างเงียบกริบ มองภาพตรงหน้าด้วยความลุ้นระทึก


   ในภาพ เยี่ยหลิงหลงพุ่งกระบี่เข้าใส่ ฟันเข้าที่แขนของคู่ต่อสู้ขอบเขตแปรเทวะได้แค่รอยแผลตื้นๆ


   “ยอดเยี่ยม!” หัวไชเท้าอ้วน ปรบมือเป่าปากขึ้นทันที


   จากนั้น ฝ่ายตรงข้ามพลิกตัวต้านรับกระบี่ในมือเยี่ยหลิงหลงไว้ พร้อมกับสะบัดกระบี่กลับมาแทงเข้ากลางอกนางทันที ก่อนจะปล่อยฝ่ามือซ้ำ นางถูกแรงกระแทกพุ่งไปกระแทกซากกำแพงที่พังทลายจนร่างถูกฝังอยู่ในกองหินที่ถล่มลงมา


   หัวไชเท้าอ้วนเห็นเยี่ยหลิงหลงเริ่มได้เปรียบ จึงรีบบันทึกภาพไว้ตั้งใจจะบันทึกภาพชัยชนะกลับกลายเป็นฉากที่เยี่ยหลิงหลงโดนรุมตีฝ่ายเดียว?


   หัวใจหัวไชเท้าอ้วนเต้นตุ๊บ จบแล้ว


   มันคิดไว้จะให้ภาพนี้เป็นกำลังใจให้คนอื่น แต่ตอนนี้...


   จบสิ้นแล้ว



บทที่ 465: เยี่ยหลิงหลงสดใหม่สุดร้อนแรง!



   ในขวดร้อยกระแสนั้นเงียบไปพักใหญ่ จนกระทั่งมีเสียงดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงนั้นฟังดูควบคุมตัวเองไม่อยู่และเต็มไปด้วยความตึงเครียด


   “อะไรนะ นางเป็นฝ่ายได้เปรียบงั้นหรือ? แล้วที่บอกว่านางกำลังจะชนะน่ะมันหมายความว่ายังไงกันแน่? พูดให้ชัดๆหน่อยนะ เจ้าหัวไชเท้าอ้วน!”


   พอถูกตะโกนใส่ หัวไชเท้าอ้วนถึงกับสะดุ้งหัวสั่นหัวคลอน ตกใจกลัวสุดขีด มันเริ่มมองหาตัวเยี่ยหลิงหลงไปทั่ว


   ตามประสบการณ์ของมันนะ ถ้าเวลานี้หาตัวนางไม่เจอ เป็นไปได้เก้าในสิบว่าเสวียนอิ่งนั่นแหละพานางหนีหายไปที่ไหนสักแห่ง ซึ่งนั่นก็หมายความว่านางน่าจะยังมีชีวิตอยู่แน่ๆ


   หัวไชเท้าอ้วนจึงตอบด้วยท่าทีระมัดระวัง


   “ชัยชนะย่อมต้องผ่านอุปสรรคอยู่แล้ว คู่ต่อสู้นั่นอยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นระดับสองเลยนะ ระดับสอง! ส่วนนางเพิ่งแค่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลาย แถมยังบาดเจ็บอีก การโดนตีบ้างมันก็ปกติไหมล่ะ? ไม่ต้องห่วง ถึงตอนนี้ข้ายังหาตัวนางไม่เจอ แต่มั่นใจได้เลยว่านางยังไม่ตาย”


   ชัดเจนว่าคำตอบนี้ไม่ได้ทำให้ใครสบายใจได้เลย


   “กระบี่ของผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะฟาดเข้าเต็มกลางอก นางจะโดนแทงทะลุอกเลยหรือเปล่านะ? หัวไชเท้าอ้วน บอกตามตรงมาเลย นางเป็นยังไงบ้าง?”


   หัวไชเท้าอ้วนร้อนรนอย่างยิ่ง มันวิ่งวนไปมาอยู่สักพักจนกระทั่งเห็นเยี่ยหลิงหลงอีกครั้ง คราวนี้นางนั่งอยู่บนหลังเสวียนอิ่ง กำลังกินโอสถไปด้วยและสวมโล่ป้องกันหัวใจอันใหม่ไปพร้อมกัน ที่เจ๋งกว่านั้นคือนางใส่โล่ทีเดียวสองอันเลย


   พอมีสมบัติก็ดูต่างออกไปจริงๆ การป้องกันตัวก็หรูหราขึ้นเป็นกอง


   เห็นว่านางปลอดภัยดี หัวไชเท้าอ้วนจึงรีบรายงานทันที


   “ข้าพูดจริงๆนะ ข้าเห็นนางแล้ว นางไม่เป็นอะไรเลย! ตอนนี้นางกำลังเปลี่ยนโล่ป้องกันหัวใจอยู่ ของที่พวกเจ้าส่งมาก็มาถึงแล้ว พอให้นางใช้แน่ๆ”


   คำพูดของหัวไชเท้าอ้วนดูเหมือนจะยังไม่ทำให้ใครรู้สึกผ่อนคลายเลย


   “ก็หมัดของขอบเขตแปรเทวะนั่นฟาดไปเต็มๆ ตัวนางก็เจ็บหนักอยู่แล้ว ร่างเล็กๆแบบนั้นจะทนไหวได้ยังไงกัน? ทั้งตัวนางยังถูกฝังอยู่ในกองหินอีก หินคงจะทับตัวอยู่ใช่ไหม? มันต้องเจ็บมากแน่ๆเลยใช่ไหม?”


   หัวไชเท้าอ้วนหมดหนทาง พอมันเห็นเยี่ยหลิงหลงบินผ่านจึงตะโกนถามเสียงดัง “เจ้ายังเจ็บอยู่ไหม?”


   เยี่ยหลิงหลงหันกลับมามองมันด้วยความงุนงง ราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง


   หัวไชเท้าอ้วนถามคำถามไร้สาระอะไรแบบนี้เนี่ยนะ มันโดนอะไรเข้าสิงหรือไง?


   ปกติจะมีแต่ถามว่าตายหรือยัง นี่วันนี้ถึงกับมาถามว่าเจ็บหรือเปล่า?


   หรือว่าหอคอยเก้าชั้นฟ้าจะส่งผลให้หัวไชเท้าอ้วนสติฟั่นเฟือน?


   นางเลยตอบกลับไปว่า “เจ้าสมองพังหรือเปล่า?”


.....


   หัวไชเท้าอ้วนได้แต่อดกลั้นในใจ คำด่าหลายพันคำแวบเข้ามาในหัว


   เยี่ยหลิงหลงเป็นคนที่อึดทนต่อการถูกโจมตี ปากก็ดีแบบนี้ จะมีเหตุผลอะไรที่ต้องถามคำถามซื่อบื้ออย่าง “เจ้ายังเจ็บอยู่ไหม” ที่ทั้งน่าอายและไร้สาระขนาดนั้น?


   ด้วยเหตุนี้ หัวไชเท้าอ้วนกลับไปยังขวดร้อยกระแส พร้อมส่งข้อความกลับด้วยเสียงตะโกนด้วยความโมโห


   “เจ็บอะไรล่ะ นางยังยโสโอหังเต็มที่อยู่เลย! ไม่เห็นต้องไปเห็นใจ!”


   เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของมัน ทุกคนที่อยู่ฝั่งอื่นของขวดร้อยกระแสต่างก็เงียบไป


   ครู่หนึ่ง ถ้อยคำที่ทุกคนเริ่มตอบกลับมาก็เปลี่ยนไป


   “หัวไชเท้าอ้วน ข้ารู้ว่าชีวิตเจ้ายากลำบาก แต่ถ้าศิษย์น้องหญิงเล็กเป็นอะไรไป เจ้าก็ไม่รอดเหมือนกันนะ ข้าให้สัญญาเลยว่า ต่อให้เจ้ากระโดดลงไปในขวดร้อยกระแส ก็ไม่มีใครเขาเก็บเจ้าไปแน่นอน!”


.....


   หัวไชเท้าอ้วนโดนข่มขู่เข้าแล้ว


   “ว่าไปพวกเราก็เป็นเจ้านายกับลูกน้องที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานาน แสดงว่าข้าคงต้องอบรมเจ้าใหม่ พอเสร็จงานนี้ ข้าจะหาเวลามาสอนเจ้าถึงเรื่องความรักใคร่ปรานีตามหลักคุณธรรมทั้งห้าตามหน้าที่ของผลไม้ที่ดี”


.....


   หัวไชเท้าอ้วนถูกสั่งสอนเข้าแล้ว


   “หัวไชเท้าอ้วน แม้เจ้าไม่ใช่คน แต่เจ้าก็อย่าได้ทำตัวหมาเช่นนี้เลย ต้องนึกถึงบุญคุณที่ศิษย์น้องหญิงเล็กเลี้ยงดูเจ้ามานะ นางอุตส่าห์เก็บเจ้าไปเลี้ยงต้องเหนื่อยแค่ไหน เจ้าลืมแล้วหรือ?”


....


   หัวไชเท้าอ้วนถูกดุด่าเข้าแล้ว


   “ข้าเข้าใจแล้ว! ข้าจะรีบไปขนของให้นางก่อน พวกเราค่อยติดต่อกันทีหลัง!”


   หัวไชเท้าอ้วนพูดจบก็รีบลุกไปขนของทันที


   อีกด้านหนึ่ง เยี่ยหลิงหลงพักฟื้นจนพร้อมแล้ว จัดเตรียมอาวุธใหม่และออกไปลุยต่อ


   คราวนี้ เยี่ยหลิงหลงเลือกจุดยุทธศาสตร์ในซากเมืองร้าง ซึ่งเต็มไปด้วยกำแพงที่พังทลายและก้อนหินกระจัดกระจาย เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการใช้กลยุทธ์ของนางอย่างยิ่ง


   ด้วยการพึ่งพาโอสถจำนวนมากและอาวุธป้องกันหลากหลายแบบ นางสามารถต้านการโจมตีอันหนักหน่วงของศัตรูที่อยู่ขอบเขตแปรเทวะได้หลายกระบวนท่า พร้อมกับโต้กลับไปครั้งแล้วครั้งเล่า


   ในที่สุด เมื่ออีกฝ่ายเต็มไปด้วยบาดแผลและลมหายใจเริ่มสะดุด เยี่ยหลิงหลงก็เปิดฉากโจมตีครั้งสุดท้าย


   เยี่ยหลิงหลงยืนบนซากกำแพงที่พังทลาย กระบี่หงเยี่ยนในมือพลิ้วไหว ปราณกระบี่ทวีความรุนแรง ท่ามกลางสายลมและทรายที่พัดผ่านทะเลทรายอันเวิ้งว้าง นางดูราวกับนักรบที่เดิมพันชีวิต เส้นสีแดงจากกระบี่กลายเป็นสีสันที่โดดเด่นที่สุดในซากเมืองร้างแห่งนี้


   เมื่อศัตรูขั้นแปรเทวะพุ่งเข้ามา เยี่ยหลิงหลงสะบัดหงเยี่ยนในมือ ส่งคลื่นพลังแหวกอากาศออกไป


   “ระเบิด!”


   เสียงตะโกนของเยี่ยหลิงหลงดังขึ้นพร้อมกับการระเบิดของยันต์ที่นางฝังไว้รอบตัวศัตรูขอบเขตแปรเทวะ พริบตาเดียว หินก้อนใหญ่กระเด็นกระจาย ฝุ่นทรายฟุ้งตลบ ท่วมจนแทบจะกลืนร่างของเขาไป


   ในจังหวะนั้น เยี่ยหลิงหลงรีบพุ่งกระบี่เข้าหา ระดมพลังวิญญาณทั้งหมดเข้าสู่กระบี่หงเยี่ยน ส่งการโจมตีสุดท้ายที่ดุดันและไร้ปรานี!


   “หัวไชเท้าอ้วน รีบใช้หินบันทึกภาพเอาไว้ ให้พวกเขาเห็นท่วงท่าของข้าที่กำลังสังหารขอบเขตแปรเทวะอย่างสง่างาม!”


   พอได้ยินคำสั่ง หัวไชเท้าอ้วนรีบคว้าหินบันทึกภาพแล้ววิ่งไปใกล้ๆทันที


   มาแล้ว มาแล้ว! ช่วงเวลาที่เร้าใจที่สุดมาถึงแล้ว!


   รอให้มันบันทึกภาพเสร็จ แล้วโยนไปให้พวกนั้นดู ให้รู้กันไปว่าเยี่ยหลิงหลงมีอะไรต้องห่วงจริงๆหรือเปล่า!


   ก็อย่างที่เห็น นางไม่มีทางถูกจัดการง่ายๆหรอกนะ ตอนนี้นางกำลังจะเอาชนะศัตรูด้วยซ้ำ!


   มันไม่ได้พูดโกหกสักหน่อย จะมากล่าวหามันได้ยังไง!


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงตะโกนจบ สายตาของนางก็จับจ้องไปยังตำแหน่งที่ศัตรูขอบเขตแปรเทวะยืนอยู่ นางกำกระบี่หงเยี่ยนแน่น แล้วฟาดลงด้วยพลังทั้งหมด


   ท่ามกลางเศษหินและฝุ่นทรายที่วุ่นวาย ศัตรูสัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม เขารีบหมุนตัวไปป้องกันด้านหลังอย่างรวดเร็ว


   แต่ในชั่วพริบตา กระบี่ของเยี่ยหลิงหลงก็ทะลวงเข้าไปจากด้านหน้าของเขา ทิ่มทะลุหัวใจอย่างจัง


   นางแสยะยิ้ม มุมปากโค้งขึ้นอย่างเย้ยหยัน ทำให้รอยแผลบนแก้มพลอยยืดตามไปด้วย


   “คาดไม่ถึงล่ะสิ? ศาสตร์ตะวันออกตีทิศตะวันตก ข้าอยู่ตรงหน้าเจ้านี่แหละ”


   สิ้นคำ นางก็ทุ่มพลังวิญญาณทั้งหมดลงไปในกระบี่หงเยี่ยน แล้วหมุนกระบี่ในอกของเขาอย่างดุดัน บดขยี้หัวใจของเขาให้แหลกละเอียด


   ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนสิ้นใจ ศัตรูขอบเขตแปรเทวะดึงเยี่ยหลิงหลงทั้งตัวพร้อมกระบี่เข้าหาตัวเอง และเหวี่ยงนางเต็มแรงไปข้างหน้า


   เยี่ยหลิงหลงถูกเหวี่ยงใส่กำแพงที่พังทลายอีกครั้ง ร่างทั้งร่างกระแทกจนกำแพงแตกกระจาย นางล้มลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านจนรู้สึกเหมือนกระดูกแทบแหลก


   แม้ในสภาพนั้น นางก็ยังหันไปมองหัวไชเท้าอ้วนที่กำลังบันทึกภาพอยู่ ยิ้มให้กล้องด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ


   “ข้าจบงานแล้ว!”


   พูดจบ นางหันไปถามหัวไชเท้าอ้วนว่า “บันทึกไว้หมดหรือยัง?”


   หัวไชเท้าอ้วนรีบหันหินบันทึกภาพไปทางนาง กดสิ้นสุดการบันทึกแล้วตอบ


   “เรียบร้อยแล้ว”


   รอยยิ้มบนใบหน้าของเยี่ยหลิงหลงหายไปทันที นางสำลักเลือดออกมาก้อนใหญ่ ก่อนจะหลับตา ศีรษะเอนตก ไร้การเคลื่อนไหว ราวกับหมดลมหายใจแล้ว


   “เยี่ยหลิงหลง!” หัวไชเท้าอ้วนร้องเรียกแล้วรีบวิ่งเข้าไปหา


   แต่เยี่ยหลิงหลงยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง


   “อย่ามารบกวน ข้าขอพักสักหน่อย เจ้ารีบไปจัดของให้เรียบร้อย อีกเดี๋ยวเราต้องไปชั้นถัดไปแล้ว ช่วยข้าประหยัดแรงไว้หน่อย”


   “ได้ๆ ข้าจะรีบไปเลย”


   “อีกอย่าง เจ้าปล่อยเสี่ยวไป๋ออกมาช่วยจัดของด้วย”


   “จริงด้วย ข้าดันลืมไป!”


   หัวไชเท้าอ้วนรีบนำเสี่ยวไป๋และกองหุ่นกระดาษสีขาวออกมา พอเริ่มจัดของ มันก็เก็บหินบันทึกภาพที่วางอยู่ไปด้วย


   หลังจากเตรียมของเรียบร้อย ยังคงอยู่ชั้นที่หก นั่นแปลว่าเยี่ยหลิงหลงยังออมแรงไว้เล็กน้อย ไม่ได้ฆ่าศัตรูในทันที


   หัวไชเท้าอ้วนจึงยิ้มด้วยความสะใจ หยิบหินบันทึกภาพกลับไปที่ขวดร้อยกระแส เตรียมโอ้อวดอย่างเต็มที่เพื่อลบคำสบประมาท!


   “มานี่ มานี่ ดูกันให้เต็มตา เยี่ยหลิงหลงสดใหม่สุดร้อนแรง! ข้าโกหกพวกเจ้าเสียที่ไหน ดูเอาให้ชัดๆ!”



บทที่ 466: ให้เวลาศิษย์น้องหญิงเล็กอีกสักนิด



   หัวไชเท้าอ้วนวางหินบันทึกภาพลงด้วยความมั่นใจ และไม่นานนัก หินบันทึกภาพก็ถูกใครบางคนกดเล่น


   “เอ๊ะ? ทำไมมันยังบันทึกอยู่ล่ะ? เมื่อกี้เจ้าไม่ได้กดหยุดเหรอ?”


   หัวไชเท้าอ้วนคิดว่ามันกดหยุดแล้วนี่นา ก็ตรงช่วงที่เยี่ยหลิงหลงดูเท่ที่สุดนั่นแหละ!


   มันใจหายวาบ กลัวว่าภาพหลังจากนั้นที่เยี่ยหลิงหลงอยู่ในสภาพย่ำแย่จะถูกบันทึกไว้ด้วย


   ในตอนนั้นเอง มีคนกดเล่นหินบันทึกภาพ หัวไชเท้าอ้วนรีบยื่นหน้าไปดูอย่างใจจดใจจ่อ


   ภาพที่ปรากฏบนหินบันทึกกลับไม่ใช่อย่างที่มันคาดคิดไว้เลย


   สิ่งแรกที่ได้ยินคือเสียงของหัวไชเท้าอ้วนเองว่า “เรียบร้อยแล้ว”


   จากนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าเยี่ยหลิงหลงหายไปทันที นางสำลักเลือดออกมาพรวดใหญ่ หลับตาแล้วศีรษะเอนตก ไร้การเคลื่อนไหว ราวกับนางตายไปแล้ว


   “เยี่ยหลิงหลง!”


   หัวไชเท้าอ้วนรีบวิ่งเข้าไปหาเยี่ยหลิงหลง แต่นางยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับปลุกไม่ตื่น


   ตอนนั้นเอง ทั้งคู่ก็อยู่ห่างจากหินบันทึกภาพ เสียงกระซิบกระซาบบางอย่างจึงไม่ได้ถูกบันทึกไว้


   จากนั้น ภาพในหินบันทึกแสดงให้เห็นว่าหัวไชเท้าอ้วนหยิบหุ่นกระดาษสีขาวเป็นปึกออกมาจากแหวนของเยี่ยหลิงหลง ซึ่งมองเผินๆแล้วเหมือนการจัดเตรียมสำหรับการไว้อาลัย


   หลังจากเก็บหุ่นกระดาษเสร็จ หัวไชเท้าอ้วนก็จัดการเก็บหินบันทึกภาพ จากนั้นมันก็เริ่มจัดข้าวของอย่างตั้งใจ ราวกับกำลังเก็บของใช้ของผู้ตาย


   สุดท้าย ภาพก็คือมันโยนหินบันทึกลงในขวดร้อยกระแส ก่อนที่จะมีคนกดหยุดการบันทึก


   หัวไชเท้าอ้วนดูจบทุกฉาก แล้วกุมหัวกรีดร้องเสียงแหลม


   อ๊าก... ไม่ใช่อย่างนี้นะ!


   เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นมองมันด้วยความสงสัย หัวไชเท้าอ้วนไปโดนอะไรมาถึงได้เสียสติอีกแล้ว? เจ้าผลไม้ประหลาดนี่ตกลงว่ายังปกติดีอยู่หรือเปล่านะ?


   นางถอนหายใจ หยิบโอสถมากินเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บแล้วจัดเตรียมอุปกรณ์ใหม่ เพราะตอนนี้นางไม่มีเวลาจะสนใจสภาพจิตใจของหัวไชเท้าอ้วน ต้องรอให้เสร็จงานก่อนค่อยว่ากัน


   ขณะเดียวกัน ผู้ที่อยู่ในชั้นแรกของหอคอยเก้าชั้นฟ้า เมื่อดูหินบันทึกภาพจบ ต่างรู้สึกอึดอัดในอก หายใจติดขัด ราวกับแบกรับความหนักหน่วงไว้ในใจ


   “ศิษย์น้องหญิงเล็กเป็นยังไงบ้าง? หัวไชเท้าอ้วน บอกพวกข้ามาซิว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง?”


   “ถ้าข้าบอกว่านางไม่เป็นอะไร พวกเจ้าจะเชื่อไหม?”


   “นางสำลักเลือดออกมาตั้งเยอะ แล้วนอนนิ่งไม่ไหวติง!”


   "เจ้าหยิบกระดาษขาวออกมาทำไม? กะจะโปรยเพื่อจัดงานไว้อาลัยให้นางใช่ไหม?"


   "ที่เจ้าขนของทั้งหมดนั่น เจ้าจะทิ้งนางแล้วหนีไปหรือเปล่า?"


   "หัวไชเท้าอ้วน! ถ้านางยังมีลมหายใจอยู่ รีบทำลายป้ายไม้ของนางซะ! ห้ามลังเล! มิฉะนั้น ถ้าเจ้ากล้าออกมา พวกข้าจะจับเจ้าหั่นเป็นชิ้นๆ แจกจ่ายให้ทุกคนในสำนักกิน!"


……


   หัวไชเท้าอ้วนเคาะหัวตัวเองอย่างเจ็บปวด


   ฟ้าเอ๋ย แผ่นดินเอ๋ย! ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้ด้วย!


   ในความเศร้าและสับสน มันหันไปมองอีกครั้ง เห็นว่าปราณวิญญาณของชั้นที่หกกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เยี่ยหลิงหลง ไอ้อ้วนไม่มีเวลาจะคิดมาก รีบคว้าขวดร้อยกระแสและพาเสี่ยวไป๋กลับเข้าไปในแหวนของเยี่ยหลิงหลงทันที


   ภายในแหวน หัวไชเท้าอ้วนยังพยายามอธิบายให้คนในขวดร้อยกระแสเข้าใจ


   "พวกเจ้าฟังข้าก่อน ข้าพูดจริงๆนะ นางผ่านชั้นที่หกมาแล้ว ตอนนี้เราอยู่ในชั้นที่เจ็ด!"


   “พวกข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก เอาหลักฐานมาพูดดีกว่า ถ่ายภาพด้วยหินบันทึกภาพตอนนี้เลย ข้าให้เวลาเจ้าแค่สามอึดใจ เกินกว่านั้นถือว่าเป็นเรื่องโกหก หนึ่ง... สอง... สาม...”


   หัวไชเท้าอ้วนรีบคว้าหินบันทึกภาพออกมาถ่ายฉากภายนอกอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เก็บหินกลับเข้าไปในแหวนแล้วโยนลงในขวดร้อยกระแสทันที


   “พวกเจ้าดูเองเถอะ! ภาพเปลี่ยนไปแล้วใช่ไหม! ไม่มีทะเลทรายอีกแล้ว!”


   หัวไชเท้าอ้วนพูดจบ ก็มองหินบันทึกภาพด้วยความหวังว่าจะได้คืนความบริสุทธิ์


   แต่พอภาพเริ่มเล่นได้เพียงเสี้ยวเดียว สิ่งที่เห็นกลับทำให้มันสะดุ้งโหยง


   ภาพภายนอกปรากฏเป็นค่ำคืนอันมืดมิด ท่ามกลางความมืดนั้นคือทุ่งรกร้างที่ไม่มีใครย่างกราย และบนทุ่งนั้นมีร่างหนึ่งนอนแน่นิ่ง


   ร่างนั้นสวมชุดสีแดงของเยี่ยหลิงหลง แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือศีรษะของนางกลายเป็นกะโหลกแห้งกรังแล้ว


   หัวไชเท้าอ้วนทรุดตัวนั่งลงกับพื้นอย่างหมดหวัง


   ไม่นะ เยี่ยหลิงหลงจะตายไปแล้วจริงๆหรือ?


   เป็นไปไม่ได้! ข้างนอกนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?


   หัวไชเท้าอ้วนยังไม่ยอมแพ้ แอบชะโงกไปมองข้างนอกอีกครั้ง และพบกับภาพที่ทำให้มันสะดุ้งเฮือก


   นี่มันสุสานหรือเปล่า? รอบๆเต็มไปด้วยโครงกระดูกในชุดแดง มีแต่ศพของเยี่ยหลิงหลงทั้งนั้น!


   “เยี่ยหลิงหลง? เจ้าตายแล้วจริงๆหรือ?”


   “เจ้าต่างหากที่ตาย! รีบออกมาหาที่ซ่อนใหม่ให้ข้าจะดีกว่า ถ้าข้าไม่มีของใช้ต่อไป ข้าจะกินเจ้า เจ้าน่ะมีพลังวิญญาณเหลือเฟือ พอให้ข้าอยู่รอดไปได้อีกนาน!”


…..


   หัวไชเท้าอ้วนอยากจะร้องไห้ แต่ก็ไม่กล้าบอกเยี่ยหลิงหลงว่ามันอัดภาพผิดพลาดจนทำให้ทุกคนเห็นภาพที่น่าอับอาย


   ในเมื่อไม่มีใครได้เห็นท่วงท่าที่องอาจของนาง มีแต่ภาพนางในสภาพอ่อนล้าและสำลักเลือดออกมาอย่างน่าอาย


   หากเยี่ยหลิงหลงรู้เรื่องนี้เข้า คงกินมันจริงๆแน่


   ฮือๆๆ... ชีวิตของผลไม้นี่มันช่างลำบากจริงๆ


   มันจึงลากขวดร้อยกระแสและเสี่ยวไป๋ออกมาช่วยทำงานต่อ เมื่อมันออกมา เห็นว่าเยี่ยหลิงหลงขึ้นไปนั่งบนหลังเสวียนอิ่ง เปิดฉากการหนีครั้งใหม่


   แต่คราวนี้พอนางเริ่มวิ่ง ฝูงโครงกระดูกที่อยู่บนเนินสุสานก็ลุกขึ้นวิ่งตามทันที ภาพที่เห็นชวนขนลุก เป็นภาพเหมือนกับวิญญาณหญิงในชุดแดงนำขบวนโครงกระดูกในชุดแดงเพลิงเต็มเนินสุสาน ราวกับนางคือเจ้าแห่งป่าช้า


   หัวไชเท้าอ้วนหย่อนหอยสังข์ลงไปในขวดร้อยกระแสแล้วส่งเสียงแหลม


   “เชื่อข้าสิ ข้าไม่ได้โกหก เยี่ยหลิงหลงยังไม่ตาย นางยังข่มขู่ข้าอีกว่า ถ้าข้าไม่หาเสบียงมาให้นาง นางจะกินข้าแล้วนะ ฮือๆๆ…”


   “เจ้ามันผลไม้ตัวน้อยที่สะสมของไว้มากมาย เจ้าเจอคนซื้อใหม่หรือไง?”


   “ข้าอยากจะรู้จริงๆว่าใครกันที่ร่วมมือกับเจ้า ทำเรื่องเลวร้ายพวกนี้ ถ้าข้ารู้ ข้าจะตัดหัวมันแน่!”


   “หัวไชเท้าอ้วน เจ้ากลายเป็นผลไม้ตัวแรกที่สำนักชิงเสวียนประกาศจับ เจ้าช่างยอดเยี่ยมจริงๆ”


   “ถ้านางยังไม่ตายจริงๆ เจ้าก็ควรทำลายป้ายไม้ของนางแล้วส่งนางกลับมา ไม่อย่างนั้นเจ้านั่นแหละจะตายแทน”


…..


   หัวไชเท้าอ้วนที่สูญเสียความเชื่อมั่นจากทุกคน ทำให้มันไม่รู้จะขอเสบียงเพิ่มเติมยังไงดี


   ยากจังเลยนะ


   ในขณะที่กำลังอึดอัด เสียงจากขวดร้อยกระแสก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง


   “ข้าผ่านชั้นที่สามมาได้แล้ว ศัตรูขอบเขตแปรเทวะระดับสองในด่านสุดท้าย ข้าหวิดจะฆ่าไม่ตายเลย ใช้พลังจนหมด ของก็ใช้เกือบหมดแล้ว” หนิงหมิงเฉิงพูดขึ้น


   “ข้าก็น่าจะผ่านพร้อมๆกับเจ้า แล้วตอนนี้เอาไงต่อดี? ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเราจะไปต่อไหม?” จี้จื่อจั๋วพูดขึ้น “เพราะชั้นต่อไปจะเจอขอบเขตแปรเทวะระดับสามแล้วนะ”


   “รอก่อน พวกเจ้าสองคนรอตรงจุดสิ้นสุดของชั้นสาม ข้าจำได้ว่าหลังศิษย์น้องหญิงเล็กผ่านขึ้นชั้นสี่ไป นางแทบไม่มีโอกาสได้พักเลย อย่าเพิ่งไปต่อ รอนางก่อน ข้าไม่เชื่อว่านางจะตายง่ายๆแบบนั้น” เผยลั่วไป๋กล่าว


   “ข้าก็ไม่เชื่อ แต่ภาพที่หัวไชเท้าอ้วนส่งมา…”


   “หัวไชเท้าอ้วนมันก็แค่ผลไม้ สมองมันยังไม่เข้าที่เข้าทาง ทำงานก็ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ใครจะรู้ว่ามันอาจทำเรื่องพลาดก็ได้”


   “แถมยังไม่แน่ว่ามันไม่ได้หลอกให้เราหยุดปีนหอคอย ยอมส่งเสบียงแล้วรออย่างไร้ประโยชน์อีกด้วย”


   “ข้าผ่านชั้นสามมาได้แล้ว ฟังดูเหมือนมีอะไรเกิดขึ้นเยอะเลยนะ!” เสียงของอวี่ซิงโจวที่เพิ่งหัดใช้หอยสังข์ดังขึ้นมา


   “โอ้สวรรค์! ข้ามัวแต่ตั้งใจผ่านด่านจนไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องมากมายขนาดนี้! ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าควรลงไปช่วยไหม?” เสียงของเจียงอวี๋เจิงดังขึ้นเช่นกัน


   ถึงตอนนี้ ศิษย์ทั้งสี่คนอยู่ที่จุดสิ้นสุดของชั้นสาม และเยี่ยหลิงหลงอยู่ที่ชั้นเจ็ด ส่วนที่เหลือทั้งหมดรออยู่ในชั้นแรก


   “รออีกหน่อย ให้เวลาศิษย์น้องหญิงเล็กอีกสักนิด”



บทที่ 467: เจ้านี่มันไม่รู้จักเล่นละครเป็นเพื่อนข้าเลย



   ที่ชั้นเจ็ดของหอคอยเก้าชั้นฟ้า เยี่ยหลิงหลงยังคงนั่งพักอยู่บนหลังเสวียนอิ่ง แต่ข้างหลังนางกลับมีฝูงโครงกระดูกในชุดแดงไล่ตามมาติดๆอย่างไม่ลดละ


   ที่แย่ไปกว่านั้นคือ พวกโครงกระดูกทั้งหมดสวมชุดแบบเดียวกับนาง ราวกับเป็นขบวนศพขนาดใหญ่ที่มีนางนำหน้าตัวเองไปในงานไว้อาลัยของตัวเอง


   หากในชั้นที่หก พวกมันไล่ตามจนแทบไม่อาจสลัดได้ ในชั้นที่เจ็ดนี่พวกมันยิ่งเข้ามาใกล้จนแทบจะกระโดดขึ้นปลายกระบี่ของนางเลยทีเดียว


   เยี่ยหลิงหลงนึกสนุกขึ้นมา หยิบปืนกลออกมากราดยิงใส่โครงกระดูกตัวหนึ่งจนหัวกะโหลกของมันแตกกระจุย แต่ร่างของมันกลับยังคงไล่ตามเหมือนเดิม แม้นางจะยิงขาหรือแข้ง พวกมันก็ยังคลานไล่ตามนางต่อไปอย่างไม่ลดละ ถ้านี่ไม่ใช่ความรักอันแรงกล้า ก็คงไม่มีสิ่งใดสามารถอธิบายภาพนี้ได้อีกแล้ว


   นางเก็บปืนกลลง แล้วหยิบโอสถออกมากินเพื่อฟื้นฟูพลัง


   เยี่ยหลิงหลงรู้ดีว่านอกจากต้องกัดฟันสู้ต่อไปแล้ว นางไม่มีทางเลือกอื่น


   นางไม่รู้เลยว่าศิษย์พี่ทั้งหลายจะขึ้นมาได้ถึงชั้นไหนแล้ว ขณะที่นางมาถึงชั้นเจ็ดนี้ ศัตรูที่ต้องเผชิญก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ หากศิษย์พี่เริ่มจากจุดที่สูงกว่านาง ศัตรูที่พวกเขาต้องเจอคงเกินกว่าจะรับมือไหว อีกทั้งนางยังยืมเสบียงจากพวกเขามามาก พวกเขาจะเหลืออะไรไปสู้ต่อกันล่ะ?


   เพราะฉะนั้น ต่อให้ยากแค่ไหน นางจะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด การยอมแพ้เท่ากับหายนะ


   เยี่ยหลิงหลงยกแขนขึ้นดู เห็นบาดแผลจากการโดนปลาตัวเล็กกัดยังไม่หายดี แถมข้างๆยังมีรอยแผลใหม่จากการถูกของแหลมแทง โดนทรายบาด และรอยข่วนจากกรงเล็บโครงกระดูกที่ตามไล่ไม่ลดละอีก


   มีบาดแผลสารพัดแบบอยู่เต็มตัว นางช่างแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ


   ในขณะนั้นเอง เนินสุสานข้างหน้าก็สั่นสะเทือน กระดูกทั่วเนินสุสานสั่นไหว จากนั้นโครงกระดูกจำนวนมากค่อยๆรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว กลายเป็นโครงกระดูกยักษ์ สูงใหญ่กว่าศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองของนางเสียอีก


   โครงกระดูกยักษ์จ้องมองเยี่ยหลิงหลง แล้วใช้มือฉีกกระชากผืนดิน ก่อนจะโยนขึ้นคลุมตัวเองกลายเป็นเสื้อคลุม


   จากนั้นโครงกระดูกยักษ์ก็ดึงใบไม้ขึ้นมาวางบนหัว กลายเป็นเส้นผมขึ้นมาทันที


   จากนั้น มันสูดลมหายใจลึก ดูดซับแสงจันทร์จนกระทั่งร่างกายมันฟื้นฟูกลับมาเหมือนมีผิวหนังครบถ้วน


   ตอนนี้ผู้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าเยี่ยหลิงหลงไม่ใช่โครงกระดูกอีกต่อไป แต่เป็นร่างที่สมบูรณ์แบบราวกับมนุษย์จริงๆ


   เห็นดังนั้น เยี่ยหลิงหลงรีบสั่งเสวียนอิ่งให้หักเลี้ยวหนี แต่พอนางเริ่มหมุนตัว ชายคนนั้นก็พุ่งไล่ตามอย่างรวดเร็ว


   พลังของเขาแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้อีก ตอนนี้น่าจะอยู่ในขอบเขตแปรเทวะระดับสามแล้ว!


   พลังอันแข็งแกร่งของเขาแผ่กระจายออกมาราวกับภูเขาที่กดทับจนเยี่ยหลิงหลงแทบหายใจไม่ออก


   ขอบเขตแปรเทวะนี่แข็งแกร่งเกินไปจริงๆ แข็งแกร่งเสียจนนางซึ่งเป็นเพียงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดแทบไม่อาจเทียบได้ นี่นางกำลังท้าทายผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะถึงสามคนติดกันเลยหรือ!


   หลังจากถูกไล่ตามอยู่สักพัก เยี่ยหลิงหลงคิดว่าถึงเวลาลองหันกลับมาสู้ดูบ้าง ถ้าสู้ไม่ได้ค่อยหนีก็ยังทัน เพราะเรื่องหนี นางชำนาญเสียยิ่งกว่าใครในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน นางกล้ายืนยันเลยว่านางคือเจ้าแห่งการหนีโดยแท้


   นางถือกระบี่หงเยี่ยน ยืนอยู่บนหลังเสวียนอิ่ง หันกลับไปเผชิญหน้าศัตรูอีกครั้ง แล้วใช้ปลายเท้าแตะเบาๆ ก่อนจะพุ่งไปข้างหน้ากวัดแกว่งกระบี่ส่งกระบวนท่ากระบี่นับไม่ถ้วนออกมา ซึ่งภายใต้แสงจันทร์ยิ่งดูสว่างวูบวาบเป็นประกาย


   ศัตรูของนางใช้หอกยาวแทงสวนกลับมา เสียง ‘เคร้ง!’ ดังขึ้นพร้อมกับการปัดป้องอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สลายกระบวนท่าทั้งหมดของนางไป


……


   ช่องว่างระหว่างพลังช่างใหญ่โตเหลือเกิน


   แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะทุกการต่อสู้ของนางก็มักเริ่มต้นด้วยความเสียเปรียบแบบนี้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็เป็นนางที่เอาชีวิตรอดมาได้ทุกครั้ง


   การไล่ล่าผสมการประลองดำเนินไปหลายสิบกระบวนท่า ในขณะที่แสงจันทร์บนชั้นที่เจ็ดนั้นยังคงส่องสว่าง


   เสียง ‘เคร้ง เคร้ง เคร้ง’ ของกระบี่และหอกยาวที่ปะทะกันดังก้องทั่วหุบเขาสุสาน เยี่ยหลิงหลงจับจังหวะที่ศัตรูเปิดช่องโหว่ได้ นางรีบส่งกระบี่หงเยี่ยนพุ่งออกไป


   ในเสี้ยวอึดใจที่กระบี่หงเยี่ยนพุ่งออกไป มันแปรเปลี่ยนเป็นร่ม บดบังวิสัยทัศน์ของศัตรูขอบเขตแปรเทวะไว้ในพริบตา


   ภายในเสี้ยวลมหายใจสั้นๆ เยี่ยหลิงหลงใช้วิชาหวนกำเนิด ทำให้รากไม้ใต้เท้าของศัตรูงอกยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มพันรอบขาของเขา


   เมื่อศัตรูปัดหงเยี่ยนออก ร่มก็หมุนกลับไปที่มือนาง แต่ศัตรูก็โคจรพลังวิญญาณจนกระทั่งเถาวัลย์ที่พันขาของเขาแตกออกเป็นเสี่ยงๆ


   เยี่ยหลิงหลงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ นางกระชับกระบี่หงเยี่ยนและพุ่งฟาดลงไปเต็มแรง กระแทกเข้าที่ไหล่ของศัตรูจนกระทั่งส่วนหนึ่งของไหล่เขาถูกฟันขาด ทำลายแขนของเขาไปข้างหนึ่ง!


   แต่ในจังหวะนั้นเอง ศัตรูใช้กรงเล็บสวนกลับมาทันที จับแขนของเยี่ยหลิงหลงและข่วนลึกจนเกิดรอยแผลใหญ่เป็นทางยาว แขนเสื้อของนางขาดวิ่นสภาพไม่ต่างจากเศษผ้า


   เยี่ยหลิงหลงถอยกลับอย่างรวดเร็ว ลงไปยืนพักหายใจที่เนินเล็กๆ เลือดไหลซึมที่มุมปาก นางหอบหายใจอย่างแรง และรอยข่วนบนแขนยังคงปล่อยควันสีดำออกมาด้วย


   แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ถือว่าได้เปรียบอยู่ดี อีกฝ่ายเสียแขนไปทั้งข้าง ส่วนนางแค่โดนข่วน ถือว่าคุ้ม


   ในขณะนั้นเอง โครงกระดูกตัวเล็กในชุดแดงเหมือนกับนางก็พุ่งเข้ามา เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้นอย่างเย่อหยิ่งแล้วปล่อยวิชาเทพวิหคอัคคี เผาโครงกระดูกนั่นให้เป็นจุณในพริบตา


   แต่ความเย่อหยิ่งนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะศัตรูขอบเขตแปรเทวะตรงหน้ากลับใช้พลังวิญญาณฟื้นฟูแขนที่นางฟันขาดไปให้กลับมาแทบสมบูรณ์! แม้จะไม่เนียนเหมือนเดิม แต่ฟื้นคืนได้ถึงเก้าส่วน แค่ไม่สวยงามนัก แต่ใช้ทุบนางได้แน่นอน!


   ภาพนี้ทำเอาเยี่ยหลิงหลงแทบจะเสียสติ แข็งแกร่งก็ว่าแย่แล้ว แต่ยังฟื้นฟูตัวเองได้ด้วย แถมยังเก่งกว่านางอีก!


   ขณะที่นางแทบจะร้องไห้ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากข้อมือ ราวกับแสงอาทิตย์อันอบอุ่นท่ามกลางพายุหิมะ ทำให้นางพอจะหายใจได้โล่งขึ้นเล็กน้อย


   “รีบรักษาแผลที่แขนก่อนเถอะ เดี๋ยวจะเป็นแผลเป็น”


   “พี่เยี่ย! ข้ากำลังจะโดนรังแกจนตายแล้ว! ข้าอาจจะพาเจ้าออกไปไม่ได้ โชคดีที่ข้าเปิดพื้นที่หนึ่งไว้ เผื่อข้าออกไปไม่ได้ เจ้าพาหัวไชเท้าอ้วนและลูกๆของข้าออกไปแทนทีนะ ฮือๆ…”


   ฟังดูเหมือนนางจะร้องไห้ แต่เมื่อเยี่ยชิงเสวียนเงยหน้ามอง ก็ไม่เห็นน้ำตาสักหยด สีหน้าที่กำลัง ‘ร้องไห้’ ดูจะขาดความรู้สึกเสียใจจริงจังไปสักหน่อย เมื่อเทียบกับหุ่นกระดาษที่ร้องไห้จนดูน่าสงสาร


   “เจ้ายังมีป้ายไม้อยู่นี่นา ถ้าสู้ไม่ได้ก็ทำลายมันออกไป ไม่เห็นจะต้องเสียเวลามาพูดพวกคำสั่งเสียนี่สักหน่อย”


……


   เจ้านี่มันไม่รู้จักเล่นละครเป็นเพื่อนข้าเลย


   “รีบขึ้นไปนั่งบนเสวียนอิ่งแล้วรักษาตัวซะ ถ้าปล่อยไว้จะเจ็บกว่านี้เอานะ ฟังข้าเถอะ”


   เยี่ยหลิงหลงกระแทกเท้าอย่างหงุดหงิด แล้วดึงเสวียนอิ่งออกมานั่งตามที่เขาบอก จากนั้นก็เริ่มทายาให้แผลตัวเอง


   “งอนข้าหรือ?”


   เยี่ยหลิงหลงไม่ตอบอะไร


   “ไม่อยากรู้หรือว่าทำไมข้าถึงตื่นขึ้นมาได้?”


   นางตอบกลับด้วยเสียงเซ็งๆ


   “ฟ้าจะถล่มแล้วละสิ ถ้าเจ้าไม่ตื่นมา เจ้าอาจจะไม่ได้อยู่ต่อก็ได้”


   เยี่ยชิงเสวียนหัวเราะเบาๆ


   “เจ้าหอคอยเก้าชั้นเล็กๆนี่ไม่อาจกักขังข้าได้หรอก ต่อให้ร่างกายถูกขังอยู่ที่นี่ วิญญาณของข้าก็ออกไปได้ พอถึงตอนนั้นข้าก็แค่หาที่สิงใหม่ก็พอ”


……


   ทำไมพี่เยี่ยถึงน่ารำคาญนักนะ!


   เยี่ยชิงเสวียนเห็นนางเริ่มจะโกรธจริงๆแล้ว จึงเปลี่ยนเรื่องอย่างรู้ตัว


   “ข้าเห็นว่าศัตรูมีของวิเศษบางอย่างอยู่กับตัว”


   ดวงตาของเยี่ยหลิงหลงเปล่งประกายทันที ความไม่พอใจหายเป็นปลิดทิ้ง ความเหนื่อยล้าก็พลันหายไปสิ้น


   “ของวิเศษอะไรหรือ?”



บทที่ 468: เจ้าพวกมนุษย์ผิวเผินทั้งหลาย!



   “ของวิเศษที่ช่วยฟื้นฟูตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เอามันมาไว้กับเจ้าสิ จากนี้ไปเจ้าก็จะกลายเป็นสาวน้อยที่ไม่อาจถูกฆ่าได้”


   ของดีชัดๆ!


   ถ้าได้ของชิ้นนี้มา นางก็ไม่จำเป็นต้องสั่งให้เสวียนอิ่งพาวิ่งหนีเพื่อรักษาตัวอีกต่อไป แค่ฟื้นฟูตัวเองในที่เดิมก็พอ ให้ศัตรูได้เห็นชัดๆไปเลยว่าข้าน่ะฆ่าไม่ตาย!


   “แล้วจะรออะไรอยู่ล่ะ รีบไปแย่งมาเลยสิ!”


   “ใจเย็นน่า ขึ้นไปชั้นแปดเมื่อไร ศัตรูจะอยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นกลาง เจ้าสู้ไม่ไหวหรอก ต่อให้ได้ของวิเศษมา เจ้าก็ทำได้แค่โดนเขาทุบตีอยู่ฝ่ายเดียว ถึงจะไม่ตายทันที แต่ก็เจ็บนะ”


   “พูดแล้วก็ยิ่งโมโห นี่มันหอคอยอะไรกันแน่? กำลังคัดเลือกอัจฉริยะจริงๆหรือ? หรือจะเอาคนไปฆ่ากันแน่?”


   “ก็เพื่อฆ่าคนไงล่ะ”


   เยี่ยหลิงหลงสะดุ้งเฮือก


   “ว่าไงนะ?”


   “มีคนปรับแก้การหอคอยเก้าชั้นฟ้า คงจะเป็นอาจารย์ลึกลับของเจ้า ก่อนหน้านี้แต่ละชั้นจะมีเวลาพักเพียงพอ ไม่ใช่บีบให้สู้ติดกันแบบนี้จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด”


…..


   ที่แท้เป็นฝีมือเขานี่เอง นางถึงกับรู้สึกเหมือนได้ไขปริศนาเสียที


   “เขาแค่แก้ตรงนี้อย่างเดียวใช่ไหม? หรือจะยังมีอะไรให้ปวดหัวอีก?”


   “ไม่รู้สิ”


   “ถ้าสุดท้ายข้าโดนเขาทำจนตายจริงๆจะทำไง?”


   “ไม่ตายหรอก”


   “เจ้ามั่นใจในตัวข้าขนาดนั้นเลย?”


   “ข้ามั่นใจในตัวข้าเอง”


……


   ถ้าพูดไม่เป็นก็น่าจะไม่ต้องพูดก็ได้นะ


   เยี่ยชิงเสวียนหัวเราะเบาๆ


   “ข้าหมายถึงว่า มีข้าอยู่ด้วย เจ้าจะเล่นอะไรแค่ไหนก็ได้ ยังไงเจ้าก็ไม่ตายง่ายๆ ดูเถอะ โดนทุบซะขนาดนั้น แต่เจ้าก็ผ่านมาได้ทุกชั้นด้วยตัวเองไม่ใช่หรือ?”


   “งั้นข้ามีเจ้าทำไม?”


   “มีข้าไว้ใช้ตาคู่นี้ค้นหาของวิเศษให้เจ้าไงล่ะ”


   เยี่ยหลิงหลงแม้จะเห็นด้วยกับคำพูดของเขา แต่ตอนตอบกลับก็ยังมีน้ำเสียงขุ่นมัวนิดๆ


   “ฮึ!”


   “อย่าโกรธเลยนะ เรามาแย่งของวิเศษกันเถอะ”


   “ถ้าเราแย่งไปได้ แล้วคนที่มาท้าทายต่อจากเราจะยังเจอของสิ่งนี้อีกไหม?”


   “ไม่เจอแล้ว”


   “งั้นมันจะไม่แย่สำหรับคนที่มาทีหลังหรือ?”


   “สำนักนี้ไม่มีเหลือแล้ว เจ้าจะห่วงคนที่มาแย่งชิงอีกทำไม? อีกอย่าง พอลดความยากลงก็เหมือนช่วยชีวิตคน นี่เจ้าได้ทำบุญช่วยคนรุ่นหลังไง”


   พี่เยี่ยนี่ช่างพูดจริงๆ คำพูดเดียวจะทำให้โมโหตายก็ได้ จะทำให้หวานจนใจละลายก็ไม่คณามือ


   แค่เรื่องแย่งของวิเศษ พอพี่เยี่ยพูดก็กลายเป็นการทำบุญช่วยคนรุ่นหลัง เยี่ยหลิงหลงถึงกับรู้สึกซาบซึ้งกับตัวเองจนอยากจะร้องไห้


   “เจ้าพูดถูกแล้ว เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อคนที่มาทีหลัง ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เขาทั้งแข็งแกร่งและฟื้นฟูตัวเองได้ แบบนี้ไม่กลายเป็นไร้เทียมทานไปเลยหรือ? ไม่ได้ ไม่ได้”


   “ดีขึ้นหรือยัง?”


   “ฮึ!”


   เยี่ยชิงเสวียนเห็นท่าทางนั้นของนางแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ


   นางเป็นคนที่แหย่ให้โมโหได้ง่ายเหลือเกิน แถมพอปลอบหน่อยก็หายโกรธง่ายๆเช่นกัน


   “ในเมื่อเจ้ามั่นใจนัก บอกข้ามาสิว่าควรทำยังไงต่อ เขาแข็งแกร่งเกินไป ข้าสู้ไม่ไหว แถมยังฟื้นฟูตัวเองได้อีก ต่อให้ชนะ ขึ้นไปชั้นแปดก็จะต้องเจอกับศัตรูขอบเขตแปรเทวะขั้นกลาง ข้าก็ยังสู้ไม่ไหวอยู่ดี”


   “สร้างค่ายกลขึ้นมา ขังเขาไว้ในนั้น แล้วใช้กระบี่ปิดจุดชีพจรทั่วร่างเว้นหัวใจและหว่างคิ้วเพื่อไม่ให้เขาตาย พอได้เวลานั้น เจ้าก็ไปทะลวงขอบเขตแปรเทวะเสีย ถึงตอนนั้นก็สู้ได้แล้ว”


   เยี่ยหลิงหลงถึงกับสะดุ้ง


   “ข้า… จะทะลวงขอบเขตแปรเทวะ?”


   “ใช่”


   “แต่ตอนข้าเข้ามาที่นี่ ข้าอยู่แค่ขอบเขตจินตานนะ! แค่ทะลวงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้ก็ทำให้ทั้งโลกหล้าตกตะลึงแล้ว นี่ยังจะให้ทะลวงขอบเขตแปรเทวะอีก? เส้นปราณของข้าจะทนได้หรือเปล่า ถ้าต้องกระโดดข้ามไปถึงสองขอบเขตใหญ่ในเวลาแค่ช่วงสั้นๆ?”


   “ทนไม่ได้”


   “แล้วทำยังไงล่ะ?”


   “ฝืนทนไป”


   “หา?!”


   “เจ้าน่ะ ทนไหวอยู่แล้ว”


   ขอบคุณที่เจ้าพูดตรงเสียเหลือเกินนะ


   “เส้นทางสู่การเป็นเซียนน่ะคือการฝืนลิขิตสวรรค์ มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความลำบาก แต่เจ้าไม่อยากลองดูหรือไง? จากขอบเขตจินตานสู่ขอบเขตแปรเทวะโดยตรง แบบนี้แหละจะทำให้เจ้าก้าวล้ำกว่าใคร”


   มันต้องดีกว่าแน่! ฟังดูยังสุดยอดมากเลย!


   เยี่ยหลิงหลงใจเริ่มเต้นแรง ยอมรับอยู่ในใจตั้งแต่เยี่ยชิงเสวียนเสนอให้นางทะลวงขอบเขตแปรเทวะ ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ต่อให้มีอุปสรรคมากมาย นางก็รู้ตัวแล้วว่านางพร้อมจะลอง


   “ข้าก็คิดจะลองตั้งค่ายกลขังพวกมันไว้ก่อนสู้เหมือนกัน แต่แค่รับมือพวกมันก็ลำบากแล้ว คงไม่มีสมาธิไปจัดค่ายกลด้วย ข้าจะลองดูอีกที แต่ไม่รับประกันว่าจะสำเร็จ”


   “ไม่ต้องลองหรอก แบบนั้นมันยากเกินไป เจ้าได้รับบาดเจ็บมากแล้ว ถ้าแบ่งสมาธิเพิ่มอีกจะยิ่งบาดเจ็บหนักกว่าเดิม ข้ายังไม่อยากให้เจ้าลองเสี่ยงแบบนี้ ก่อนจะได้ของวิเศษมา”


   “งั้นทำไงดี?”


   “ข้าจะสิงร่างเจ้าเอง ข้ารับมือศัตรู ส่วนเจ้าก็ไปคิดวางแผนเรื่องค่ายกล พอถึงจุดที่ต้องวางก็ค่อยไปด้วยกัน”


   เยี่ยหลิงหลงตาเป็นประกาย นางคิดไม่ถึงว่ามีวิธีนี้ด้วย!


   แบบนี้จะทำให้นางสามารถทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่การคำนวณและวางตำแหน่งได้เต็มที่


   “พี่เยี่ย เจ้าสู้เขาไหวแน่หรือ?” เยี่ยหลิงหลงถามยิ้มๆ คำถามนี้แฝงการจิกกัดเล็กน้อย นางตั้งใจจะแก้เผ็ดที่เขาทำท่าทางไม่เชื่อใจนางเมื่อครู่


   เยี่ยชิงเสวียนหัวเราะเบาๆ สาวน้อยคนนี้ช่างเจ้าคิดเจ้าแค้นจริงๆ


   “ถ้าข้าสู้ไม่ไหว ข้าก็เรียกหาเจ้าได้นี่ เจ้าผ่านการต่อสู้มาตั้งหลายครั้งแล้ว ไม่ต้องห่วง ข้ารู้ว่าเจ้าช่วยข้าพ้นภัยได้แน่”


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าอย่างพอใจ พี่เยี่ยรู้จักพูดเสียจริง


   “ตกลง แต่เจ้าต้องพยายามให้เต็มที่ด้วยนะ จะได้ไม่ต้องให้ข้าคอยแบ่งสมาธิไปช่วยเจ้าอยู่เรื่อยๆ”


   “ตกลง ข้าจะทำเต็มที่”


   เยี่ยหลิงหลงก้มมองบาดแผลของตัวเอง หลังจากจัดการเบื้องต้นไปแล้ว แม้จะพักได้อีกสักหน่อย แต่ใจนางก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น อยากแย่งของวิเศษและทะลวงขอบเขตแปรเทวะเต็มแก่แล้ว!


   นางลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว แล้วสะบัดกระบี่หงเยี่ยน พุ่งเข้าไปหาศัตรูขอบเขตแปรเทวะทันที


   ในขณะนั้นเอง เยี่ยชิงเสวียนเข้ามาควบคุมร่างนาง รับหน้าที่ควบคุมการต่อสู้แทน


   พอกระบี่หงเยี่ยนฟาดออกไป พลังวิญญาณไหลทะลักเข้ามา เสริมด้วยพลังธาตุไม้ ไฟ และน้ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แรงกระแทกทำให้หอกในมือของศัตรูสั่นจนเกิดเสียงก้อง


   ทั้งเยี่ยหลิงหลงและศัตรูของนางต่างตกตะลึงกับพลังนี้


   หรือว่านางควรจะยกให้พี่เยี่ยใช้ร่างของนางไปเลยดี? เขาใช้เก่งกว่านางเสียอีก


   ได้เยี่ยชิงเสวียนเข้ามาช่วย เยี่ยหลิงหลงจึงหันไปจัดการวางค่ายกลเต็มที่ นางเริ่มจากการร่างแบบในหัว แล้วคำนวณจุดที่เหมาะสมสำหรับการวางอักขระแต่ละจุด


   เมื่อผ่านไปพักใหญ่ หลังจากที่คิดรายละเอียดค่ายกลจนเกือบเสร็จ เยี่ยหลิงหลงหันไปเรียกหัวไชเท้าอ้วน


   ในตอนนั้นเอง หัวไชเท้าอ้วนก็นั่งหมอบอยู่ข้างๆ คอยดูเยี่ยหลิงหลงต่อสู้ไปพร้อมกับฟังคำวิจารณ์ต่างๆ จากขวดร้อยกระแสอย่างหดหู่


   “หัวไชเท้าอ้วน ไปยืมกระบี่เจ็ดเล่มให้ข้าที ต้องเป็นกระบี่ที่พวกเขาใช้บ่อยด้วยนะ กระบี่สำรองธรรมดาเอามาแทนไม่ได้”


   ตะโกนสั่งเสร็จ เยี่ยหลิงหลงก็ทุ่มเทไปกับการวางค่ายกลต่อ โดยไม่สนใจหัวไชเท้าอ้วนอีก


   หัวไชเท้าอ้วนเริ่มเครียดทันที แค่จะขอของก็ถูกสงสัยจะแย่อยู่แล้ว นี่ยังต้องไปขอยืมกระบี่ประจำตัวของคนอื่นอีก ของล้ำค่าประจำตัวขนาดนั้นจะไปขอยืมมาได้ยังไง?


   ขณะที่มันกำลังปวดหัว ก็เห็นเยี่ยหลิงหลงเริ่มได้เปรียบขึ้นมา มันไม่ได้รู้สึกอะไรในตอนแรกจนกระทั่งนางรักษาความได้เปรียบนี้ไว้ได้หลายสิบอึดใจ ทำเอามันตื่นเต้นสุดๆ!


   ครั้งนี้การบันทึกภาพน่าจะไม่พลาดอีกแล้วใช่ไหม? นางจะรักษาความได้เปรียบนี้ไว้ได้ตลอดใช่ไหม? นางคงจะชนะได้ใช่ไหม?


   หัวไชเท้าอ้วนไม่กล้าเร่งส่งข่าวอีก มันหยิบหินบันทึกภาพออกมาบันทึกใหม่ รอบนี้มันยืนยันตรวจสอบทุกอย่างอย่างละเอียด ไม่ให้เกิดความผิดพลาดใดๆ จากนั้นค่อยเก็บหินบันทึกภาพลงอย่างมั่นใจ


   มันวางหินบันทึกลงในขวดร้อยกระแสพร้อมน้ำตาคลอเบ้า เยี่ยหลิงหลงที่โดนทุบตลอด กลายเป็นคนที่สู้ได้อย่างสูสีสักที ในที่สุดมันก็มีโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ตัวเอง!


   ดูสิ! เจ้าพวกมนุษย์ผิวเผินทั้งหลาย! กล้าดียังไงมาสงสัยในผลไม้อย่างข้า


   [1] หมายถึงคนที่ตัดสินหรือวิจารณ์สิ่งต่างๆเพียงแค่ผิวเผิน



บทที่ 469: ข้าเป็นผลไม้ขี้เหนียวโดยธรรมชาติ



   หลังจากบันทึกภาพล่าสุดเสร็จ หัวไชเท้าอ้วนรู้สึกได้ถึงความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นในตัวเอง มันสาบานว่าจะต้องกอบกู้ชื่อเสียงกลับมาให้ได้!


   หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าพวกนั้นจะไม่ส่งเสบียงให้เยี่ยหลิงหลงจนนางตาย มันคงไม่ยอมทนกลืนความโมโหกับมนุษย์คิดน้อยพวกนี้หรอก! เพื่อเจ้าคนที่ไม่เห็นใจผลไม้เช่นนาง หัวไชเท้าอ้วนเสียสละไปมากจนแทบจะซาบซึ้งกับตัวเองจนน้ำตาจะไหล


   แต่ตอนนี้ ไม่ต้องอดทนอีกต่อไป! หัวไชเท้าอ้วนที่ไม่เคยแพ้ในเรื่องการโต้เถียงกลับมาแล้ว!


   ภาพจากหินบันทึกภาพเริ่มฉายในขวดร้อยกระแส ทุกคนดูจบด้วยความตื่นเต้นและโล่งใจ ความยินดีเต็มเปี่ยม


   “เยี่ยมไปเลย! ศิษย์น้องหญิงเล็กยังมีชีวิตอยู่ แถมดูแข็งแกร่งสุดๆ! ฝีมือของนางตอนนี้เจ๋งจริงๆ แค่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดกลับกล้าเผชิญหน้ากับขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นระดับสามได้โดยไม่หวั่น!”


   “ก่อนหน้านี้ตอนที่นางดูเหมือนใกล้สิ้นใจทำเอาข้าตกใจแทบตาย! โชคดีที่ศิษย์น้องหญิงเล็กยังอยู่ดี ข้าจำปานเล็กๆบนข้อมือนางได้ นี่ไม่ใช่ภาพตัดต่อฝีมือหัวไชเท้าอ้วน นี่คือตัวจริง!”


   “โอ้โห ศิษย์น้องหญิงเล็กเก่งมาก! นั่นศัตรูขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นระดับสามเชียวนะ! ข้าแค่ต่อสู้กับระดับสองก็แทบกระอักเลือดแล้ว แต่นางสู้ต่อเนื่องมาหลายชั้นโดยไม่พัก แล้วยังกล้าลุยกับระดับสามอีก! นางทำไมถึงยอดเยี่ยมขนาดนี้!”


   "ศิษย์น้องหญิงเยี่ย ไม่เจอกันนานเลย ตอนนี้นางไปถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดแล้วหรือเนี่ย ครั้งสุดท้ายที่เจอกันนางยังเป็นแค่ขอบเขตจินตานเอง นี่นางกระโดดข้ามขอบเขตได้รวดเร็วขนาดนี้เลยหรือ ใช้เวลาแค่สามวันเองหรือเปล่า?"


   พอพูดจบ ทุกคนในขวดร้อยกระแสก็พากันสูดหายใจด้วยความตกใจ "เฮือก…"


   เรื่องอื่นไม่ว่า แต่ความเร็วในการทะลวงขอบเขตของนางช่างน่าขนลุกจริงๆ! ความสามารถและพรสวรรค์แบบนี้ ใครจะคู่ควรไปถึงชั้นเจ็ดได้ถ้าไม่ใช่นาง! ทำไมถึงมีคนเก่งกาจได้ขนาดนี้!


   หัวไชเท้าอ้วนฟังเสียงชมเชยอย่างภูมิใจ มันยืดอกแล้วเริ่มใส่ยับกลับไป


   "เห็นหรือยัง? ข้าบอกแล้วว่านางยังมีชีวิตอยู่ แต่พวกเจ้าไม่เชื่อ มาสงสัยว่าข้าโดนซื้อตัว? ใครมันจะซื้อตัวข้าได้ ข้าน่ะมีค่ามากกว่าใครในนี้นะ! แพงเกินเอื้อม!"


   "นางโดนทุบไปสักหน่อยแล้วไง? ข้าถามจริง พวกเจ้าไม่เคยเห็นการต่อสู้หรือ? ไม่รู้จักคำว่า 'พลิกกลับจากหลังชนฝา' หรือ? เจ้านี่มันพวกไร้ประสบการณ์จริงๆ!"


   "อีกอย่างนะ จะพักฟื้นนอนนิ่งหลังจากสู้หนักมาตลอดผิดตรงไหน? พวกเจ้าลองสู้ติดต่อกันหลายรอบแบบนางแล้วลุกขึ้นมาเต้นกันดูสิ จะทำได้ไหมล่ะ? ไร้สาระจริงๆ!"


   คำพูดของหัวไชเท้าอ้วนทำเอาคนในขวดร้อยกระแสถึงกับอึ้งกันหมด


   "หัวไชเท้าอ้วน เรื่องที่เราสงสัยเจ้าเป็นความผิดของเราจริงๆ..."


   “พูดอะไรไร้สาระ! แน่นอนว่าเป็นพวกเจ้านั่นแหละที่ผิด!”


   ข้างนอกขวดร้อยกระแส บรรดาศิษย์ในชั้นแรกของหอคอยเก้าชั้นฟ้าต่างมองหน้ากันไปมา คิ้วขมวดแน่น


   “ทำไมเจ้าผลไม้นี่ถึงได้หยิ่งผยองขนาดนี้? มันทำอะไรสำเร็จดีๆสักเรื่องหรือยัง ก็ไม่ผิดที่พวกเราจะสงสัยมันนี่!”


   “น่าจะจับมันมาหั่นแบ่งกันกินให้หมดทั้งสำนักไปเลย! จะได้ไม่ต้องฟังมันพูดราวกับได้ใจไม่ยอมรามือแบบนี้!”


   “เจ้านี่ขี้ขลาดของแท้ แต่พอได้เปรียบขึ้นมานิดเดียว ลิ้นมันช่างร้ายกาจจริงๆ พูดเจ็บแสบไปหมด!”


   หลังจากพวกเขาคุยกันไปมา ก็กลับไปคุยในขวดร้อยกระแสอีกครั้ง


   “หัวไชเท้าอ้วน เรื่องก่อนหน้านี้ถือว่าเป็นความผิดของพวกเรา ข้าจะหาทางชดเชยให้”


   “ข้าไม่ใช่คนที่สำนักประกาศจับทั้งสำนักหรือ?”


   “ต้องขอโทษจริงๆ พวกเราห่วงศิษย์น้องหญิงเล็กมากเกินไป”


   “แล้วไม่ใช่ว่าจะจับข้าหั่นแจกกันทั้งสำนักหรือ?”


   “หัวไชเท้าอ้วน ช่างมันเถอะนะ เรื่องเก่าๆก็ปล่อยผ่านไป”


   “ข้าเป็นผลไม้ขี้เหนียวโดยธรรมชาติ”


……


   นอกขวดร้อยกระแส ณ ชั้นหนึ่งของหอคอยเก้าชั้นฟ้า


   “เอาไงดี จะหาทางลักพาตัวหัวไชเท้าอ้วนมาฆ่าทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดไปไหม?”


   “ข้าว่าดี”


   “ข้ามีถุงกระสอบ”


   “ข้ามีมีด”


   “ข้าจะเตรียมน้ำจิ้ม”


   “ลงตัว”


   หลังจากบรรลุข้อตกลงเรียบร้อย ทุกคนก็กลับไปพูดในขวดร้อยกระแส


   “หัวไชเท้าอ้วน ศิษย์น้องหญิงเล็กเป็นอย่างไรบ้างตอนนี้ ต้องการความช่วยเหลืออะไรไหม?”


   “ใกล้ตายแล้ว ข้าคิดว่าคงต้องเตรียมหีบศพให้นาง”


   หัวไชเท้าอ้วนยังคงพูดหยิ่งผยอง แต่ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงก็หันมาทางมัน


   “เจ้าอยากโดนหั่นเป็นชิ้นใช่ไหม? กระบี่ที่ข้าขออยู่ไหน? ค่ายกลข้าใกล้เสร็จแล้ว! กระบี่อยู่ไหน!”


   หัวไชเท้าอ้วนรีบกลับไปอวดดีในขวดร้อยกระแสต่อทันที


   “นางต้องการกระบี่สิบแปดเล่ม และต้องเป็นกระบี่ประจำตัวที่พวกเจ้าใช้ อย่าคิดเอาเศษเหล็กมาหลอก ไม่อย่างนั้นถ้านางตาย พวกเจ้าต้องรับผิดชอบ!”


   ไม่นานนัก กระบี่เล่มแล้วเล่มเล่าก็ปรากฏขึ้นในขวดร้อยกระแส เมื่อนับดูแล้ว ก็ครบสิบแปดเล่มจริงๆ!


   หัวไชเท้าอ้วนรวบกระบี่ทั้งหมด แล้วมอบให้เสี่ยวไป๋กับเหล่าน้องๆ หุ่นกระดาษนำไปส่งให้เยี่ยหลิงหลง


   “หัวไชเท้าอ้วน ศิษย์น้องหญิงเล็กยังต้องการอะไรอีกหรือไม่?”


   “แน่นอน นางต้องการยันต์สปา หนึ่งร้อย เอ๊ะ ไม่สิ สองร้อยแผ่น!”


   “นางกำลังต่อสู้อยู่ จะเอายันต์สปาไปทำอะไร?”


   “เจ้ากำลังสงสัยข้า? ไม่ต้องให้แล้วก็ได้ ข้าจะบอกให้นางเตรียมใจตายละกัน”


   ไม่นานนัก ยันต์สปาจำนวนมหาศาลก็ปรากฏขึ้นในขวดร้อยกระแส ทำเอาหัวไชเท้าอ้วนตาเป็นประกาย มือสั่นด้วยความตื่นเต้น เกือบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ


   “ยังต้องการอะไรอีกไหม?”


   หัวไชเท้าอ้วนเหมือนพบขุมทรัพย์ใหม่ กระตือรือร้นเต็มที่


   “แน่นอน นางต้องการน้ำผึ้งดอกไม้อีกขวด… เอ่อ ไม่สิ สิบขวดไปเลย!”


   “น้ำผึ้งดอกไม้น่ะ แม้จะช่วยให้กระปรี้กระเปร่าและขจัดผลกระทบด้านลบได้บ้าง แต่ข้อดีจริงๆของมันคือรสชาติที่ดี ถ้าจะขจัดผลด้านลบ ควรใช้ยาชำระจิตจะดีกว่านะ”


   “เจ้ากำลังสอนข้า… สอนเยี่ยหลิงหลงหรือ? นางต้องการอะไร เจ้ารู้ดีกว่านางหรือ? ช่างเถอะ ไม่ต้องให้แล้ว ข้าจะบอกให้นางรอความตายแล้วกัน”


   แทบจะเดี๋ยวนั้น ขวดร้อยกระแสก็มีขวดน้ำหวานสิบขวดปรากฏขึ้นอีกครั้ง


   หัวไชเท้าอ้วนรีบคว้าขวดพวกนั้นออกมาทันที กลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ มันดีใจจนขยับแขนขาเล็กๆ กระโดดไปมาด้วยความตื่นเต้น


   “มีอะไรอีกไหม?”


   "ต้องการน้ำหวานด้วย สิบขวด...เอ๊ะ ไม่สิ ห้าสิบขวดไปเลย!"


   “หัวไชเท้าอ้วน น้ำหวานนี่ใช้กับพืชเท่านั้นนะ ศิษย์น้องหญิงเล็กไม่ใช่พืช เจ้านี่คิดจะฉวยโอกาสหาประโยชน์ส่วนตัวหรือเปล่า?”


   “ข้าน่ะเป็นผลไม้ ถ้าไม่ได้ผลประโยชน์เต็มที่ บางทีทำงานก็ไม่ค่อยคล่องมือสักเท่าไหร่”


……


   นอกขวดร้อยกระแส บรรดาศิษย์ในชั้นแรกต่างได้แต่มองกันอย่างเหนื่อยใจ


   “ข้ารอไม่ไหวแล้ว ข้าอยากจะเชือดมัน เดี๋ยวนี้เลย! นี่มันสถานการณ์เสี่ยงตายแท้ๆ เจ้านั่นยังกล้าเรียกร้องผลประโยชน์อีก!”


   “อดทนหน่อย ข้าคิดสูตรการกินผลไม้นี่ไว้ตั้งเกือบร้อยแบบแล้ว อร่อยแบบนี้ รออีกนิดก็ไม่เสียหาย”


   “ของนี่ดูเหมือนจะมีแค่ศิษย์น้องห้าเท่านั้นสินะที่มี เจ้าต้องเป็นคนให้มันเอง… เจ้าไปทำอะไรน่ะ? เจ้าคิดจะวางยาหรือ? ใจเย็นๆ อย่าบุ่มบ่าม!”


   “ข้าแค่ทำท่าหลอกๆ ระบายอารมณ์นิดหน่อยเท่านั้น”


   มู่เซียวหรานถอนหายใจ และสุดท้ายก็ยอมส่งน้ำหวานให้หัวไชเท้าอ้วนอีกยี่สิบขวด


   “หัวไชเท้าอ้วน เจ้าได้รับผลประโยชน์เต็มที่แล้ว ตอนนี้ก็ทำหน้าที่ได้แล้วใช่ไหม? สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง อัดหินบันทึกภาพมาให้ดูอีกทีสิ”


   “ก็ได้ ก็ได้ เห็นพวกเจ้ารออย่างน่าสงสาร งั้นข้าให้พวกเจ้าดูว่าศิษย์น้องหญิงเล็กที่พวกเจ้าหวงแหนถูกทุบยังไงก็แล้วกัน”


   ถึงจะพูดแบบนั้น แต่พออัดจริง หัวไชเท้าอ้วนก็รอจนเยี่ยหลิงหลงกลับมาได้เปรียบแล้วค่อยเริ่มบันทึก เพราะยังไงมันก็ต้องติดตามนางไปตลอด หากนางเสียหน้า มันเองก็ย่อมไม่มีหน้ากลับไปเหมือนกัน!


   ระหว่างที่หัวไชเท้าอ้วนกำลังบันทึกภาพล่าสุด เสียงของหนิงหมิงเฉิงก็ดังขึ้นในขวดร้อยกระแส


   “ศิษย์พี่ใหญ่ ตอนนี้สถานการณ์เป็นแบบนี้แล้ว พวกเรายังจะไปต่อดีไหม?”



บทที่ 470: นางรู้สึกว่าหัวไชเท้าอ้วนไม่คุ้มราคาเลยสักนิด



   ถึงเวลานี้แล้ว ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะจากขุมกำลังอื่นทนความยากของหอคอยไม่ไหวและถอยลงไปชั้นหนึ่งหมดแล้ว ส่วนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดยังคงพยายามอยู่ แต่สถานการณ์ไม่สู้ดี มีมากกว่าครึ่งที่ยอมแพ้และออกไปตั้งแต่ชั้นสี่


   ตอนนี้ผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดจากขุมกำลังอื่นที่ยังคงอยู่ในชั้นสี่เหลือไม่ถึงห้าคนแล้ว ในขณะที่เหล่าสี่ศิษย์สำนักพันธมิตร ยังคงรั้งรออยู่ที่ชั้นสามเพื่อเฝ้าดูสถานการณ์ของเยี่ยหลิงหลง ทั้งสี่คนพักฟื้นจนพร้อมเต็มที่แล้ว


   “ดูท่าว่าศิษย์น้องหญิงเล็กของพวกเจ้าจะไปได้ดี ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล ส่วนพวกเจ้าเองล่ะ? อยากจะปีนต่อไหม?” เผยลั่วไป๋ถาม “การท้าทายข้างหน้าแต่ละชั้นจะไม่ได้พักอีกแล้วนะ คิดให้ดี”


   “ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์น้องหญิงเล็กตอนนี้ก็อยู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายเหมือนข้า หากนางขึ้นไปได้สูงขนาดนั้น ทำไมข้าจะลองไม่ได้?” จี้จื่อจั๋วตอบ


   “ข้าก็ด้วย ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว ท้าทายขีดจำกัดไปเลย” หนิงหมิงเฉิงพูด


   “ขอบใจที่พวกเจ้าตัดสินใจจะไปต่อ ถ้าคิดจะล้มเลิกแล้วลงมาเมื่อไร ข้าจะจัดการสำนักชิงเสวียนให้เรียบร้อยเอง” เสิ่นหลีเสียนกล่าวอย่างเย็นชา


……


   ศิษย์พี่รอง พูดให้ชัดเจนหน่อย อย่าขู่กันแบบนี้สิ น่ากลัวจะตายแล้ว!


   “เจียงอวี๋เจิง แล้วเจ้าล่ะ?” ซืออวี้เฉินถาม


   "ศิษย์พี่ใหญ่ ไม่เพียงแต่ท่านจะเรียกชื่อเต็มข้า แต่ยังเรียกด้วยน้ำเสียงอาฆาตอีก ถ้าข้าแพ้เจ้าสองคนนั่น ท่านจะฆ่าข้าเลยใช่ไหม?"


   "เจ้ากล้าทำให้เสียชื่อดูสิ แล้วจะรู้ว่าข้าจะจัดการเจ้ายังไง"


……


   ทำไมศิษย์พี่แต่ละคนถึงได้ดุขนาดนี้นะ?


   ในขณะนั้นเอง ถังอี้ฝานเห็นว่าไม่มีใครถามถึงอวี่ซิงโจว จึงทำตัวเป็นศิษย์พี่ใจดีถามด้วยความใส่ใจ


   "ศิษย์น้องอวี่ เจ้าคิดจะทำยังไงต่อ?"


   "หา? ข้าอยู่ที่ชั้นสี่แล้ว ไว้ค่อยคุยกันนะ"


……


   เอาเถอะ ถึงจะไม่มีศิษย์พี่คอยดูแล แต่ดูเหมือนว่าอวี่ซิงโจวเองก็ตั้งใจมุ่งมั่นมากทีเดียว น่าจะมีอนาคตที่สดใส


   "แล้วพวกเจ้าอีกสามคนจะรออะไรอยู่ล่ะ? รีบขึ้นไปได้แล้ว!" เสิ่นหลีเสียนตะโกนด่าอย่างไม่ไว้หน้า


   ทั้งสามคนไม่กล้าโต้ตอบอะไรสักคำ รีบพุ่งขึ้นไปข้างบนทันที


   หอคอยเก้าชั้นฟ้า ชั้นที่เจ็ด


   ด้วยความช่วยเหลือจากเยี่ยชิงเสวียน เยี่ยหลิงหลงจัดวางค่ายกลขังศัตรูขอบเขตแปรเทวะได้อย่างรวดเร็ว นางวางอักขระเสริมไปหลายชั้นเพื่อให้มั่นใจว่าศัตรูจะหนีไปไหนไม่ได้แน่


   ในขณะที่นางกำลังตื่นเต้นและเตรียมตัวลงมือ จู่ๆก็มีพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งพุ่งเข้าใส่จนนางลอยกระเด็นไปชนต้นไม้ด้านหลัง ล้มลงอย่างแรงจนรู้สึกเหมือนอวัยวะภายในจะแหลกเป็นชิ้นๆ


……


   “พี่เยี่ย…”


   “หืม? เจ้าจะมาช่วยข้าแล้วหรือ? ดีจริง ข้ามีหวังรอดแล้ว”


……


   ช่างแสดงได้สมบทบาทจริงๆ


   แม้ตอนแรกที่โดนซัดจนกระเด็นไป นางอยากจะบ่น แต่เมื่อเห็นว่าครั้งนี้โดนซัดน้อยกว่าทุกที ก็พูดไม่ออกจริงๆ


   “อืม ข้าวางค่ายกลเสร็จแล้ว ที่เหลือข้าจัดการเอง เจ้านั่งพักไปเถอะ”


   “ตกลง”


   เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นยืน ปาดเลือดที่มุมปากอย่างไม่สนใจ แล้วเดินเข้าไปสองก้าวอย่างมั่นคง กวัดแกว่งกระบี่หงเยี่ยน พุ่งเข้าหาศัตรูขอบเขตแปรเทวะ


   เยี่ยหลิงหลงเปิดฉากโจมตี หงเยี่ยนสะบัดเพลิงเทพวิหคอัคคี ตามด้วยการพุ่งแทงกระบี่ที่แฝงด้วยน้ำแข็งจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งกระจายกลางอากาศ ในตอนนี้ นางยืนอยู่บนค่ายกลที่สร้างขึ้นเอง ความรู้สึกมั่นใจเต็มเปี่ยม แม้จะสู้ศัตรูในแง่การฝึกฝนไม่ได้ แต่ในด้านค่ายกลและอักขระ นางมั่นใจเต็มร้อยว่าชนะได้แน่!


   นางค่อยๆล่อให้ศัตรูขอบเขตแปรเทวะเดินเข้ามาในค่ายกล เมื่อเขามาถึงจุดที่กำหนดไว้ นางก็พนมมือแล้วลากปลายกระบี่วาดอักขระสุดท้ายกลางอากาศ


   “ค่ายกลจงสำแดง! พันธนาการ!”


   ทันใดนั้นเอง แสงสีทองเปล่งประกายขึ้นใต้เท้าของศัตรู รัดตัวเขาตั้งแต่ปลายเท้า ลามไปถึงเอว แขน และศีรษะ ผูกมัดแน่นหนายิ่งกว่าปมเชือกซับซ้อน


   “ค่ายกลสำแดงอีกชั้น! คุกแสงเจ็ดดารา!”


   จุดแสงเจ็ดจุดปรากฏขึ้นเป็นวงล้อมรอบตัวศัตรู ส่งลำแสงพุ่งขึ้นราวเสาคุมขังกลายเป็นกรงแสงที่ขังเขาไว้ในนั้นอย่างสมบูรณ์


   เมื่อเห็นว่าค่ายกลทำงานเต็มที่ ศัตรูถูกขังแน่นิ่ง เยี่ยหลิงหลงก็แทงกระบี่หงเยี่ยนเข้าไปในร่างของเขาทันที และตามด้วยการใช้เสวียนอิ่งแทงเสริมเข้าไป


   ตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงตะโกนสั่ง “เสี่ยวไป๋ ส่งกระบี่มา!”


   เสี่ยวไป๋สั่งน้องๆ หุ่นกระดาษให้โยนกระบี่ทีละเล่มมาไว้ตรงหน้านาง เยี่ยหลิงหลงรับกระบี่ทีละเล่มแล้วแทงลงไปในจุดสำคัญทั่วร่างศัตรู เจ็ดเล่ม เจ็ดจุดชีพจรใหญ่ ทุกจุดถูกตรึงไว้อย่างแน่นหนา


   ศัตรูที่ถูกขังอยู่ภายในคุกแสงเจ็ดดาราเริ่มมีเลือดไหลออกมา บาดแผลไม่อาจฟื้นฟูได้ แต่เขาจะยังไม่ตายในระยะเวลาสั้นๆนี้


   เยี่ยหลิงหลงกำลังจะยิ้มด้วยความพึงพอใจ แต่ทันใดนั้นเอง สายลมแปลกๆ ก็พัดวูบผ่าน บางสิ่งพุ่งเข้ามาทางนางอย่างรวดเร็ว นางหันไปพร้อมกับปล่อยพลังวิญญาณปัดป้อง กระบี่ที่พุ่งตรงมากระเด็นออกไปตามทางเดิม เสี่ยวไป๋รีบพาพวกน้องๆวิ่งหนี เหลือเพียงหัวไชเท้าอ้วนที่กอดขวดและยันต์ที่มันเพิ่งตื๊อขอมาไว้เต็มสองมือ เคลื่อนไหวไม่ทัน


   กระบี่เล่มนั้นปักลงข้างๆ หินที่หัวไชเท้าอ้วนนั่งอยู่ ทำเอามันแทบหัวใจวาย


   “อ๊าก เยี่ยหลิงหลง! เจ้าบ้าหรือเปล่า? จะฟันข้าหรือไง?”


   “ข้าให้ยืมแค่เจ็ดเล่ม ไม่ใช่หรือ? ทำไมเจ้าหยิบมามากขนาดนี้?”


   “ข้าหยิบมาเท่าไรเจ้าจะมายุ่งทำไม! ยังไงข้าก็เอามาให้เจ้าอยู่แล้ว…”


   เคร้ง!


   “ข้าก็แค่กลัวเจ้ามีกระบี่ไม่พอใช้น่ะสิ เลยยืมมาเผื่อไว้สิบแปดเล่ม ศิษย์พี่ของเจ้าทุกคนล้วนห่วงใยเจ้านะ พอบอกว่าเจ้าต้องการ พวกเขาก็ยอมให้ทั้งหมด แม้แต่คนอื่นก็ยังช่วยเอามาให้ เจ้าไม่ต้องกังวล ส่วนที่เหลือ ข้าจะรีบส่งคืนให้เดี๋ยวนี้”


   หัวไชเท้าอ้วนขยับหัวออกจากกระบี่สองเล่มที่ปักอยู่ข้างๆ จากนั้นก็รีบโยนกระบี่ที่เหลือทั้งหมดกลับไปในขวดร้อยกระแส


   ในขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงหันความสนใจกลับไปที่ศัตรูขอบเขตแปรเทวะ นางสังเกตเห็นสิ่งที่พี่เยี่ยบอกไว้อยู่บริเวณหน้าอกของเขา เป็นลูกแก้วสีเขียวอ่อน


   “สิ่งนี้คืออะไร?”


   “ไข่มุกพฤกษาเทวา เป็นของวิเศษธาตุไม้ ช่วยฟื้นฟูบาดแผลที่ไม่ถึงตายได้ชั่วคราว มันทำหน้าที่เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ให้พลังฟื้นฟูไม่รู้จบ”


   ของวิเศษธาตุไม้… ไข่มุกพฤกษาเทวา?


   นางนึกถึงสัญญาที่เคยให้ไว้กับผู้อาวุโสปี้แต่ในตอนนี้โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างได้ล่มสลายไปแล้ว เหล่าวิญญาณเร่ร่อนทั่วทุกที่ นางคงไม่มีโอกาสนำไข่มุกนี้ไปคืนผู้อาวุโสอีกแล้ว


   ช่างเถอะ ใช้ของวิเศษชิ้นนี้แลกกับหัวไชเท้าอ้วน นางรู้สึกว่าหัวไชเท้าอ้วนไม่คุ้มราคาเลยสักนิด


   เยี่ยหลิงหลงจึงดึงไข่มุกพฤกษาเทวาออกมาแล้ววางลงบนหน้าอกของตัวเอง ทันทีที่วางลง นางรู้สึกถึงพลังชีวิตที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดตามบาดแผลค่อยๆหายไป บาดแผลค่อยๆฟื้นตัวและมีพลังสดชื่นผ่อนคลายหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายไม่หยุด


   ช่างเป็นสมบัติที่วิเศษจริงๆ! เมื่อนางใช้มันฟื้นฟูร่างกายจนพร้อม เยี่ยหลิงหลงก็ไม่รอช้า วางค่ายกลเล็กๆไว้ที่พื้นตรงหน้าตัวเอง แล้วหยิบก้อนปราณวิญญาณทั้งหมดออกมา


   ตอนท้ายของชั้นสามนางใช้ปราณวิญญาณเกือบทั้งหมด เหลือเพียงก้อนที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่ให้หนึ่งก้อน และจากการผ่านด่านทั้งสามชั้นก็ได้รับเพิ่มมาอีกสามก้อน รวมทั้งหมดเป็นสี่ก้อน ก็ไม่รู้ว่าจะพอสำหรับการทะลวงขอบเขตหรือไม่


   ถ้าไม่พอ ก็จำเป็นต้องใช้พลังจากลูกแก้ววิญญาณ แม้พลังในนั้นจะไม่บริสุทธิ์นัก แต่ก็คงต้องลอง


   เยี่ยหลิงหลงนั่งลงในค่ายกล หลับตาลงเพื่อเตรียมการ จากนั้นก็ปลดปล่อยพลังจากก้อนปราณวิญญาณทั้งสี่ก้อนพร้อมกัน


   เริ่มการทะลวงขอบเขต!


   ทันทีที่เยี่ยหลิงหลงนั่งลงหลับตาเข้าสมาธิ แสงสีทองสว่างจางๆ ก็แยกตัวออกจากร่างนาง ล่องลอยออกมาอย่างนุ่มนวล


   หัวไชเท้าอ้วนกับเสี่ยวไป๋ รวมทั้งพวกหุ่นกระดาษต่างมองภาพนี้ด้วยความตกตะลึง อ้าปากค้างจนหุบไม่ลง!




จบตอน

Comments