บทที่ 491: นี่มันเหตุผลอะไรกัน? แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งเหมือนเข้าท่ามากขึ้นเรื่อยๆ
“พี่สาวเยี่ย! พวกมันตายสนิทแล้ว!”
เสียงเรียกนี้ ถ้าเยี่ยหลิงหลงจำไม่ผิด ก็คงเป็นเสียงของพี่ชายฝาแฝด เยว่ชูเยี่ยน ที่เอ่ยออกมา
เมื่อครู่เขายังยืนยันจะไม่ยอมเรียกอยู่เลย แล้วทำไมตอนนี้ถึงเรียกได้คล่องปากขนาดนี้ล่ะ?
หลังจากที่เขาเรียกจบ สองพี่น้องก็ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้น หอบหายใจอย่างหนัก
แม้งูหลามยักษ์สองหัวทั้งสามตัวจะมึนงงและบ้าคลั่งไปบ้าง แต่ด้วยพลังขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย การจัดการมันก็ยังคงยากเย็นอยู่ดี
พวกเขาต้องร่วมมือกันจัดการทีละตัว และต้องเรียกสัตว์เลี้ยงออกมาช่วย แต่ละตัวต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะจัดการได้สำเร็จ
การฆ่างูทั้งสามตัวทำให้พวกเขาใช้พลังทั้งหมดที่มีไปจนหมด
เยี่ยหลิงหลงกระโดดลงจากกิ่งไม้ หยิบขวดบรรจุยาบำรุงพลังวิญญาณจากแหวนออกมา และส่งให้พวกเขาคนละเม็ด เป็นเหมือนค่าตอบแทนการทำงาน
“ลำบากหน่อยนะ”
นางพูดพร้อมกับส่งยิ้มให้ จากนั้นก็เก็บศพงูหลามยักษ์สองหัวทั้งสามตัวเข้าไปในแหวนของนางอย่างไม่ลังเล
เมื่อเห็นว่าศพของพวกมันหายไปในพริบตาต่อหน้าต่อตาพวกเขา เหลือเพียงป่าที่ถูกทำลาย มีแต่กิ่งไม้หักและใบไม้เน่ากระจายอยู่ทั่ว ฝาแฝดก็ถึงกับอึ้งไปพร้อมกัน
เหมือนว่า… จะขาดทุนไปหน่อยนะ
งูหลามยักษ์สองหัวสามตัวที่ใหญ่โตขนาดนั้นหายไปไหนแล้วล่ะ!
ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ พวกเขาควรจะตอบตกลงเมื่อครู่ตอนที่นางพูดถึงการแบ่งเจ็ดสิบสามสิบน่าจะดีกว่า ถ้าสำเร็จก็ได้ส่วนแบ่งตั้งหนึ่งตัว ถ้าไม่สำเร็จ ก็ถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สองพี่น้องมองตากัน เห็นความรู้สึกอยากเอาหัวโขกกำแพงในสายตาของอีกฝ่าย
ทำไมถึงทำตัวไม่ฉลาดเลยนะ?
นั่นมันงูหลามยักษ์สองหัวสามตัวที่พวกเขาลงแรงจัดการอย่างเหนื่อยยากจนบาดเจ็บแท้ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเลย นอกจากยาเม็ดสองเม็ดเท่านั้น
เยี่ยหลิงหลงหันกลับมาเห็นความหดหู่และความเสียดายในสายตาของพวกเขา นางรู้สึกเห็นใจอยู่บ้าง
“อย่าเสียใจไป คิดดูสิ เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน พวกเจ้าทั้งสองยังถูกพวกมันไล่ล่าจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ต้องวิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุน แต่พอมาตอนนี้ พวกเจ้ากลับสามารถสังหารพวกมันได้ แถมยังสังหารทีเดียวถึงสามตัว นี่มันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินคาด ความสำเร็จนี้มีค่ามหาศาล เกินกว่ามูลค่าของงูสามตัวนั้นจะเทียบได้เสียอีก!”
เยว่ชูเยี่ยนและเยว่ชูหลี่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา
ใช่แล้ว!
เยี่ยหลิงหลงเห็นดังนั้นก็พยักหน้าด้วยความพอใจ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ที่นี่มีงูหลามยักษ์สองหัวอีกไหม?”
“มีสิ ทั้งหุบเขานี้เต็มไปด้วยงูหลามยักษ์สองหัว จากที่เคยได้ยินมาว่าคนของเขาขวางวั่งโหดเหี้ยมและวิปริต เลี้ยงสัตว์กินคนพวกนี้ด้วยวิธีที่ชั่วร้าย ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งเราจะถูกจับมาเป็นอาหารให้พวกมัน”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า
“ดูท่าว่างูหลามยักษ์สองหัวนี่มีค่าไม่น้อย ที่นี่น่าจะคุ้มค่าที่จะอยู่ต่ออีกหน่อย”
จุดสนใจของนางดูเหมือนจะไม่ถูกต้องนักนะ ในฐานะคนจากฝ่ายธรรมะ นางควรจะต้องประณามการกระทำของเขาขวางวั่งไม่ใช่หรือ?
เดี๋ยวนะ ที่นางพูดคือ...
“เจ้าจะจับงูหลามยักษ์สองหัวพวกนี้ต่อหรือ?”
“ตอนที่พวกเจ้าถูกจับมาที่นี่ คนของเขาขวางวั่งพูดว่าจะให้พวกเจ้าไปเป็นอาหารของงูหลามยักษ์สองหัวไหม?”
“ไม่นะ ไม่ได้พูด”
“นั่นแหละ พวกเขาไม่ได้พูดว่าจะให้พวกเจ้าเป็นอาหารนี่ บางทีพวกเขาอาจจะหมายความว่าให้พวกเจ้ามาเลือกงูตัวโปรดที่พวกเขาเลี้ยงไว้นานหลายปีเป็นของขวัญติดมือกลับไปก็ได้นะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ เราก็ไม่ควรทำให้ความตั้งใจดีของพวกเขาเสียเปล่าใช่ไหมล่ะ?”
นี่มันเหตุผลอะไรกัน? แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งเหมือนมีเข้าขึ้นมาเฉยเลย!
สองพี่น้องถึงกับรีบยอมรับเหตุผลนี้ในใจ พร้อมกับรู้สึกตื่นเต้นอย่างคาดไม่ถึง
ใช่แล้ว ทุกคนก็ต้องพึ่งพาความสามารถตัวเองนี่นา พวกเขามีความสามารถมากพอที่จะล่างูหลามยักษ์สองหัวที่พวกนั้นเลี้ยงไว้ได้ จากมุมมองนี้ มันก็ไม่ผิดอะไรเลย
“พี่สาวเยี่ยพูดถูก”
“ข้าสนับสนุนพี่สาวเยี่ยเต็มที่”
“ว่าแต่ว่า คนของเขาขวางวั่งมีการฝึกฝนระดับไหนกัน?”
“ได้ยินมาว่าประมุขเขาอยู่ในขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย ส่วนศิษย์ทั่วไปจะอยู่ขอบเขตแปรเทวะ ศิษย์ชั้นยอดจะอยู่ขอบเขตหลอมสุญตา และบางคนที่เกิดในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างจะอยู่ต่ำกว่าขอบเขตแปรเทวะ”
“โดยรวมแล้ว พลังของเขาขวางวั่งอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงของแดนเทียนหลิง เพราะประมุขของพวกเขาใกล้จะบรรลุขอบเขตบูรณาการเต็มทีแล้ว และในบรรดาเจ้าสำนักหลายร้อยแห่งในแดนเทียนหลิง เขาอยู่ในห้าอันดับแรก! ไม่อย่างนั้นคนของพวกเขาคงไม่กล้าโอหังขนาดนี้หรอก”
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที
ไม่น่าแปลกใจเลยที่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนจะมีอำนาจที่แข็งแกร่งกันขนาดนี้ แค่สำนักเดียวก็มีพลังที่น่ากลัวขนาดนี้ ไม่ควรไปยุ่งด้วยจริงๆ!
“ถ้าถูกจับได้ พวกเราเหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะเล็กๆ คงไม่มีโอกาสหนีเลยใช่ไหม?” เยี่ยหลิงหลงถาม
“เจ้าเพิ่งรู้หรือ? ถ้าเราถูกเจอก็จบเห่แน่นอน!”
งั้นตอนนี้คงต้องยอมแพ้แผนการล่างูหลามยักษ์สองหัว และหันไปคิดหาทางหนีออกจากที่นี่ใช่ไหม?
แม้จะทำให้ไม่ได้อะไรกลับไป แต่ก็น่าจะปลอดภัยกว่ามาก
“น่าเสียดายแฮะ ดูเหมือนว่าข้าจะกวาดเอางูหลามยักษ์สองหัวทั้งหมดของที่นี่ไปหมดไม่ได้แล้ว”
นางคิดจะกวาดเอาทั้งหมดจริงๆหรือ? นางเห็นเขาขวางวั่งเป็นอะไรไปแล้วกันแน่?
ประมุขของพวกเขาเป็นหนึ่งในห้าผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนเทียนหลิง หนึ่งในห้าเชียวนะ!
แม้แต่เจ้าสำนักกุยหยวนของพวกเขายังไม่มีพลังขนาดนั้นเลย!
“ความคิดของเจ้าอันตรายเกินไป เจ้าต้องรู้ว่าเราตอนนี้กำลังอ่อนแอและมีกำลังน้อยมาก!”
“เจ้าพูดถูก ตอนนี้พวกเราอ่อนแอและมีกำลังน้อย”
ในที่สุด นางก็รับรู้ถึงช่องว่างระหว่างพลังของทั้งสองฝ่ายแล้ว ช่างน่าชื่นใจจริงๆ
“ดังนั้นเราควรทำตัวเงียบๆหน่อย หรือไม่ก็…”
“หรือไม่ก็พัฒนาหาลูกน้องเพิ่มอีกเยอะๆ”
นางพูดอะไรออกมากันนี่!
“พวกเจ้าคิดว่ามีแค่พวกเจ้าสองคนที่ถูกจับมาที่นี่หรือ? คนของเขาขวางวั่งโอหังขนาดนั้น เจอใครก็จับหมด เจอกลุ่มหนึ่งก็จับยกกลุ่ม ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าสองคนจะพอให้งูพวกนั้นอิ่มได้หรือ? เพราะฉะนั้น ที่นี่ต้องเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนคนอื่นที่ถูกจับมาเหมือนกัน หรือก็คือเพื่อนร่วมชะตากรรมที่เราสามารถชวนมาเป็นพันธมิตรกันได้”
……
“พวกเขาต้องอยู่ในสภาพที่ดิ้นรนหนีตายเหมือนกัน หากเรายื่นมือช่วยพวกเขาตามหลักคุณธรรมของยุทธภพ พวกเขาย่อมซาบซึ้งและยินดีทำงานให้โดยไม่ต้องมีผลตอบแทนอะไรเหมือนกับพวกเจ้าสองคนที่มาช่วยข้า เอ๊ย ช่วยพวกเรา พอถึงตอนนั้น พวกเจ้าก็จะเหมือนข้า ได้กำไรโดยไม่มีทางขาดทุนเลยนะ”
……
ตายแล้ว
เยว่ชูเยี่ยนกับเยว่ชูหลี่ฟังแล้วกลับยิ่งรู้สึกว่ามีเหตุผลมากขึ้นเรื่อยๆ
และตอนนี้พวกเขาก็พร้อมที่จะลงมือทันที โดยไม่อยากเสียเวลาแม้แต่อึดใจเดียว เพราะยังรู้สึกเสียดายงูหลามยักษ์สองหัวสามตัวที่พลาดไปเมื่อครู่ หัวใจยังคงเจ็บแปลบไม่หาย
“พี่สาวเยี่ยพูดถูกต้อง”
“ข้าสนับสนุนพี่สาวเยี่ยเต็มที่”
เยี่ยหลิงหลงเห็นทั้งสองคนให้ความร่วมมืออย่างดี นางก็พยักหน้าด้วยความพอใจ
“มาเถอะ พวกเรามาวาดแผนผังการโจมตีง่ายๆกันก่อน เราต้องวางแผนให้เป็นระบบ ค่อยๆเดินหน้าอย่างมั่นคง ตีฐานไปทีละก้าว เก็บงูหลามยักษ์ให้หมดทุกตัว! พอถึงตอนนั้น พวกเจ้าจะเป็นวีรบุรุษผู้มีคุณูปการอันยิ่งใหญ่!”
หลังจากพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็หยิบกระดาษและพู่กันออกมา ปูกระดาษบนพื้นแล้วเริ่มร่างแผนผังโดยค่อยๆถามรายละเอียดไปพร้อมกัน
สองพี่น้องที่ถูกจับตัวมาได้เล่าถึงเส้นทางต่างๆที่พวกเขาเคยหนีก่อนพบเยี่ยหลิงหลง ทำให้พวกเขาพอรู้ตำแหน่งคร่าวๆ เช่น ทางเข้าหุบเขา ทิศทางลึกเข้าไปในหุบเขา ตำแหน่งเนินเขา ลำธารเล็กๆและพื้นที่ที่มีงูหลามยักษ์สองหัวหนาแน่นมากที่สุด
บทที่ 492: พวกเราไม่ควรทำสิ่งที่ดึงดูดความสนใจ
ใช้เวลาประมาณหนึ่งเค่อ เยี่ยหลิงหลงก็ได้แผนผังง่ายๆในมือ
นางมองอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้นิ้วชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่งในแอ่งเขาที่มีความหนาแน่นของต้นไม้สูง
“ข้าชอบตำแหน่งนี้ ข้าจะตั้งกับดักจับงูที่นี่ ไปเถอะ เราจะไปสำรวจตรงนี้กันก่อน”
“พี่สาวเยี่ย เจ้าเลือกที่ได้เก่งเกินไปหรือเปล่า? ตำแหน่งนี้ทั้งมืดและแคบ เป็นที่ที่งูชอบมาก ที่นี่มีงูเยอะมากจริงๆ! พวกเราจะเริ่มต้นด้วยสถานที่ที่ยากขนาดนี้จริงๆหรือ?”
“ก็เพราะมันมืดและแคบนั่นแหละ ถึงจะเหมาะกับการทำเรื่องใหญ่แบบนี้ งานของพวกเราไม่ควรทำให้เป็นที่สะดุดตาเกินไป”
……
จะว่าอย่างไรดีล่ะ?
เดิมทีเป็นผู้เคราะห์ร้ายที่ซื่อตรงและเปิดเผย แค่พริบตาก็กลายเป็นโจรโมยงูไปเสียแล้ว
การเปลี่ยนแปลงนี้ก้าวกระโดดเกินไป พวกเขายังปรับตัวให้เข้ากับสถานะใหม่ไม่ทัน
“เราจะเดินทางผ่านเส้นทางนี้ไป ตามที่พวกเจ้าบอก น่าจะเจอคนอื่นๆระหว่างทาง ดังนั้น พอเจอแล้วเราจะชวนคนพวกนั้นมาเป็นลูกน้อง แล้วกับดักของเราก็จะพร้อม ออกเดินทางได้!”
เมื่อกำหนดทิศทางเรียบร้อยแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็พาสองพี่น้องมุ่งหน้าไปยังจุดหมายอย่างรวดเร็ว
และแน่นอน เดินไปได้ไม่นาน พวกเขาก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังต่อสู้กับงูหลามยักษ์สองหัวอยู่ในตำแหน่งที่เยี่ยหลิงหลงคาดไว้ นับคร่าวๆมีอยู่เจ็ดคน
ตรงข้ามพวกเขาคือ งูหลามยักษ์สองหัวสี่ตัว มีสีเขียว สีฟ้า สีม่วง และสีส้ม เรียกได้ว่าครบสีรุ้ง ความชอบของคนในเขาขวางวั่งช่างพิเศษจริงๆ
ในขณะนั้น พวกเขาสามคนนอนหมอบอยู่หลังลำต้นไม้ มองดูทั้งเจ็ดคนที่กำลังดิ้นรนหนีเอาชีวิตรอด สภาพที่เห็นชวนให้รู้สึกสงสารเหลือเกิน
“ดูนั่นสิ คนที่ก้นแดงเป็นแถบนั่นน่าจะถูกเขี้ยวงูยักษ์ถากเข้าไปใช่ไหม? น่าสงสารจริงๆ!” เยว่ชูหลี่กล่าว
“มองดีๆ พวกเขามาจากคนละสำนัก! ดูจากชุดแล้ว น่าจะเป็นสำนักเฟิงเหล่ยและสำนักเทียนโต้ว!” เยว่ชูเยี่ยนกล่าว
“เฮ้อ เจ็ดคนยังสู้งูสี่ตัวไม่ได้ เทียบกับพวกเจ้าสองคนที่จัดการงูสามตัวได้แล้ว พวกเขาห่างชั้นไปไกลจริงๆ แบบนี้แหละที่แสดงให้เห็นว่าสำนักกุยหยวนฝึกสอนมาได้ดีจริงๆ” เยี่ยหลิงหลงกล่าว
เมื่อเยว่ชูหลี่และเยว่ชูเยี่ยนได้ยินคำพูดนี้ หัวใจของพวกเขาก็รู้สึกเหมือนมีกองไฟอันร้อนแรงลุกโชนขึ้นมา แทบจะระเบิดออกมาเป็นพลุสว่างไสวในอก
ใช่แล้ว พวกเขาเก่งมากจริงๆ!
แม้แต่สำนักกุยหยวนยังได้รับคำชม!
ทำไมนางถึงได้ปากหวานขนาดนี้นะ?
“ต้องขอบคุณพี่สาวเยี่ยที่คอยชี้แนะ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงมาถึงจุดนี้ไม่ได้แน่”
“ใช่แล้ว ไม่ใช่แค่พวกเราสองคนที่ทำได้ดี แต่ต้องฟังคำสั่งของพี่สาวเยี่ยด้วย”
นี่เป็นผลลัพธ์ที่นางต้องการ เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าด้วยความพอใจ และหยิบกระดาษยันต์ออกมาหนึ่งกองจากแหวนของตน
“ตามกฎเดิม พวกเจ้าคนละตัว ข้าจะล่อสองตัว พาไปที่ป่าด้านข้างที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ เมื่อเข้าไปแล้วให้พาพวกมันวิ่งวนสองสามรอบ ทำให้พวกมันมึนก่อนแล้วค่อยติดยันต์ให้มันนะ”
“รับทราบ!”
“นี่คือยันต์เร่งความเร็ว ติดห้าแผ่น และนี่คือยันต์เท้าลมกรด ติดสองแผ่น อย่าติดผิดล่ะ”
“ยันต์เร่งความเร็วต้องติดกี่แผ่นนะ?”
“ห้าแผ่น”
นี่มันบ้าเกินไปแล้วหรือเปล่า?
พวกเขาเคยติดแค่สามแผ่นก็ยังต้องใช้เวลาปรับตัวตั้งนาน ไม่สามารถคุ้นเคยได้อย่างสมบูรณ์ ขนาดตอนนี้ยังติดแค่สองแผ่นและเก็บอีกแผ่นไว้ใช้ในยามจำเป็น
แต่นางเล่นติดห้าแผ่นให้กับงูหลามยักษ์สองหัวเลย คงจะทำให้มันพุ่งขึ้นฟ้าเลยกระมัง?
งูยักษ์ที่คนของเขาขวางวั่งเลี้ยงดูอย่างดีถูกปฏิบัติแบบนี้ ถ้าพวกนั้นรู้เข้าคงหัวใจสลายแน่ๆ!
แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะงูพวกนี้ไม่ได้เป็นของพวกเขา
“ไม่มีปัญหาแล้วใช่ไหม?”
“ไม่มีปัญหา”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า ก่อนจะสะกิดปลายเท้าเบาๆ แล้วพุ่งทะยานออกไปทันที
“ดูนั่นสิ! ที่นี่มีคนถูกงูหลามยักษ์สองหัวโจมตี! พวกเราต่างก็เป็นคนที่ประสบเคราะห์กรรมเหมือนกัน พอเจอกันต้องช่วยเหลือกันหน่อย เรามาช่วยพวกเจ้าแล้ว!”
เสียงตะโกนดังลั่นนั้นทำให้ทั้งเจ็ดคนเงยหน้ามองพวกเขาทันที
ในขณะที่คนกลุ่มนั้นกำลังเหน็ดเหนื่อยและสิ้นหวัง สามคนนี้ปรากฏตัวขึ้นเหมือนเทพที่ลงมาจากสวรรค์ ล่อให้งูหลามยักษ์สองหัวสามตัวออกไป และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้หายใจหายคอ
เยว่ชูหลี่และเยว่ชูเยี่ยนได้ยินเสียงตะโกนและเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความชื่นชมจากคนอื่นๆ ทั้งสองรู้สึกเหมือนถูกฉีดเลือดไก่ ตื่นเต้นจนแทบคลั่ง
ใครจะไปคิดว่าการขโมยงูจะทำให้ดูมีเกียรติได้ขนาดนี้ น่าประทับใจจริงๆ
เมื่อพวกเขานำงูหลามยักษ์สองหัวไปที่ป่าได้อย่างชำนาญ หลังจากวิ่งวนไปหลายรอบเพื่อทำให้งูมึนงง แล้วจึงติดกระดาษยันต์ตามจำนวนที่กำหนดไว้บนตัวมัน
หลังจากติดยันต์เสร็จ พวกเขาก็รีบบินออกไป และทันทีที่พวกเขาออกมา งูหลามยักษ์สองหัวสามตัวก็พุ่งเลื้อยวุ่นวายไปทั่วป่าอย่างบ้าคลั่ง ความสิ้นหวังในการควบคุมความเร็วไม่ได้นั้น แม้จะอยู่ไกลๆก็ยังสัมผัสได้ถึงความทรมานของพวกมัน
“ขอบคุณทั้งสามที่ช่วยชีวิตไว้!”
ในขณะนั้น คนจากสำนักเฟิงเหล่ยและสำนักเทียนโต้วเดินเข้ามาหา ประสานมือโค้งคำนับแสดงความขอบคุณ
“ทุกคนต่างก็ตกมาอยู่ในที่แห่งนี้และหนีออกไปไม่ได้ การช่วยเหลือกันเป็นเรื่องที่ควรทำ ไม่ต้องเกรงใจหรอก” เยี่ยหลิงหลงหยุดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราสามคนมีกำลังเพียงน้อยนิด ต่อไปยังมีหลายเรื่องที่ต้องพึ่งพาพวกเจ้าเช่นกัน”
ทั้งเจ็ดคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้ยินก็รู้สึกปลื้มใจ เหมือนถูกยกย่องขึ้นมา
คนผู้นี้ช่างถ่อมตัวจริงๆ ช่วยชีวิตคนจากสถานการณ์วิกฤตถึงตายแท้ๆ แต่กลับไม่แสดงตนว่าเป็นผู้มีบุญคุณ ทั้งที่ตัวเองก็มีสภาพย่ำแย่ไม่ต่างกัน แต่กลับบอกว่าจะต้องพึ่งพาคนอื่นเสียอีก
ทันใดนั้น หัวใจของทุกคนก็รู้สึกทั้งซาบซึ้งและดีใจ ความตื่นเต้นและความประทับใจเผยออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน
“แม่นางถ่อมตัวเกินไปแล้ว! หากพวกเจ้าต้องการอะไร พวกเรายินดีเสี่ยงตายช่วยอย่างไม่ลังเล!”
“ถูกต้อง! พวกเราจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อตอบแทนบุญคุณครั้งนี้!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เยว่ชูเยี่ยนและเยว่ชูหลี่ก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างสะท้านผ่านร่างกาย
ลูกน้องมาแล้ว! แถมยังไม่ต้องคิดเรื่องแบ่งของให้ยุ่งยากด้วย
พี่สาวเยี่ยช่างเก่งกาจจริงๆ!
“ตอนนี้ข้าก็มีเรื่องหนึ่งที่อยากให้พวกเจ้าช่วยจริงๆ”
เยี่ยหลิงหลงชี้นิ้วไปทางงูหลามยักษ์สองหัวทั้งสี่ตัว
“รอให้พวกมันหมดแรงก่อน แล้วขอให้พวกเจ้าช่วยจัดการพวกมันให้เสร็จที”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ลูกน้องใหม่ทั้งเจ็ดคนที่ถูกชวนมาก็ถึงกับอึ้ง
นี่คือการจะสวนกลับงั้นหรือ?
ทำได้อย่างนั้นหรือ?
และมันก็ทำได้จริงๆเสียด้วย!
ในขณะที่งูหลามยักษ์สองหัวไม่สามารถควบคุมความเร็วได้ วิ่งพุ่งทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาก็หยุดพักรักษาตัว และนั่งมองดูพวกมันดิ้นรนอย่างทุกข์ทรมาน
ทุกครั้งที่งูเหล่านั้นพยายามจะหนีไปไกล พวกเขาก็จะเข้าไปชี้นำให้พวกมันกลับไปที่เดิม ทำให้งูที่มึนงงและสับสนอยู่แล้ววนกลับมาเลื้อยพันกันใหม่
จนกระทั่งพวกมันพันกันไม่รู้กี่ปม ชนต้นไม้ไม่รู้กี่ต้น และกระแทกหินจนแตกไม่รู้กี่ก้อน ในที่สุดเมื่อพวกมันไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อีก ป่าก็กลับมาเงียบสงบ
เยี่ยหลิงหลงที่กำลังย่างเนื้อในมืออยู่ก็โบกมือเล็กๆของนาง เป็นสัญญาณให้เริ่มลงมือได้
เยว่ชูหลี่รีบพูดขึ้นทันที
“พี่สาวเยี่ยมีการฝึกฝนต่ำสุดในที่นี้ การให้นางไปจัดการงูหลามยักษ์สองหัวคงอันตรายเกินไป ให้พวกเราไปดีกว่า”
“ใช่แล้ว นางช่วยชีวิตพวกเราไว้ เราต้องปกป้องความปลอดภัยของนาง!”
“ไป! ข้าจะนำหน้า พวกเจ้าตามมา!”
บทที่ 493: พวกเจ้ากล้าพักผ่อนกันได้ยังไง?
เมื่อหัวหน้าลูกมือทั้งสองพาสมาชิกใหม่อีกเจ็ดคนไปจัดการงูหลามยักษ์สองหัวทั้งสี่ตัวนั้น เนื้อในมือของเยี่ยหลิงหลงก็เพิ่งย่างเสร็จพอดี
นางถือเนื้อย่างมองหาที่นั่งที่ดีที่สุด และนั่งลงเพื่อชมการต่อสู้ระหว่างคนเก้าคนกับงูสี่ตัว
ครั้งนี้งูหลามยักษ์สองหัวทั้งสี่ตัวไม่ได้บาดเจ็บหนักเหมือนสามตัวก่อนหน้า แต่คราวนี้พวกเขามีคนมากพอ
ในกลุ่มเก้าคนนี้ มีห้าคนที่อยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นระดับสาม และอีกสี่คนอยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นระดับสอง แม้ว่าการฝึกฝนของพวกเขาจะไม่สูงเท่างูหลามยักษ์สองหัว แต่ก็มากพอที่จะรุมโจมตีได้
หลังจากสังเกตสักพัก เยี่ยหลิงหลงพบว่าในด้านพลังการต่อสู้ หัวหน้าลูกมือทั้งสองยังคงเก่งที่สุด โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันของฝาแฝดที่มีความสามัคคีและความเข้ากันอย่างดีเยี่ยม ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ดีกว่าปกติ
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขายังต้องต่อสู้กันตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้ากว่าจะจัดการได้สำเร็จ
แม้ว่าทุกคนจะเหนื่อยล้า แต่ก็มีรอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้า
มีเพียงเยี่ยหลิงหลงที่แม้จะยิ้มพึงพอใจเช่นกัน แต่กลับไม่ได้เหน็ดเหนื่อยเลย
นางเดินไปยังซากของงูหลามยักษ์สองหัวทั้งสี่ตัวที่มีสีสันต่างกัน และเก็บพวกมันทั้งหมดเข้าไปในแหวนของตน
เยว่ชูหลี่และเยว่ชูเยี่ยนสองพี่น้องไม่แปลกใจกับเรื่องนี้ แต่เจ็ดลูกมือที่เพิ่งเข้าร่วมถึงกับชะงัก งูใหญ่สี่ตัวนั่นถูกเก็บไปหมดได้ยังไงกัน?
“ไม่ต้องตกใจ ที่นี่มีแค่สี่ตัว ยังไม่พอแบ่งให้เราทั้งสิบคน ข้ามีแผนสถานที่ต่อไปเรียบร้อยแล้ว พวกเราพักผ่อนกันคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าออกเดินทาง ข้ารับรองว่าแต่ละคนจะได้คนละตัวแน่นอน”
พอได้ยินเช่นนี้ แววตาของลูกมือทั้งเจ็ดก็เป็นประกายขึ้นทันที
งูหลามยักษ์สองหัวเป็นสัตว์เลี้ยงของเขาขวางวั่ง ดูจากความสำคัญแล้วน่าจะมีค่ามาก พวกเขาไม่คิดเลยว่าตัวเองไม่เพียงแต่จะไม่ถูกกิน ยังจะได้งูมาแบ่งคนละตัวอีก ดีเกินไปแล้ว!
“จริงหรือ? ทุกคนจะได้คนละตัวเลยหรือ? ตัวมันใหญ่มากเลยนะ!”
“ใช่ ข้าฝันยังไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ล้มมันแล้วแถมยังได้มาแบ่งกันอีก!”
“ไม่ต้องห่วง ถ้าพวกเจ้าทำตามที่ข้าบอก ข้ารับรองได้ว่าไม่มีใครขาดทุน” เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างมั่นใจ
“ตกลง พวกเราจะฟังเจ้าทุกอย่าง!”
“ฟ้าก็มืดแล้ว เรามาพักกันสักคืนเถอะ”
เยี่ยหลิงหลงโบกมือน้อยๆ นำทางพวกเขาไปยังถ้ำที่เพิ่งขุดเสร็จ ถ้ำนี้กว้างขวางและอยู่ในจุดที่เหมาะสม พอเข้าไปแล้วก็รู้สึกปลอดภัยมาก
“แปลกจัง พวกเราอยู่แถวนี้มาตั้งหลายวันแล้ว ทำไมไม่เคยเห็นถ้ำนี้มาก่อน?”
เยี่ยหลิงหลงจุดกองไฟขึ้นอย่างสบายๆ แสงไฟส่องสว่างทำให้ถ้ำดูอบอุ่นและปลอดภัย
“เพราะข้าขุดมันตอนที่พวกเจ้ากำลังสู้กับงูหลามยักษ์สองหัวนั่นแหละ ข้ายังเตรียมแผนการสำหรับพรุ่งนี้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้ว เหลือแค่เริ่มปฏิบัติการเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ความเคารพนับถือที่ทุกคนมีต่อเยี่ยหลิงหลงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น
“แม่นางเยี่ยนี่สุดยอดจริงๆ ไม่เพียงแต่มีวิธีจัดการงูหลามยักษ์สองหัว แต่ยังสามารถหาที่พักดีๆ และขุดถ้ำนี้ได้ในเวลาอันสั้น!”
“แต่นางดูอายุยังน้อยมากเลยนะ ข้าสงสัยว่านางอาจจะยังไม่ถึงวัยปักปิ่นด้วยซ้ำ ซึ่งมันไม่ค่อยสอดคล้องกับการทำงานที่สุขุมและเชี่ยวชาญของนางเลย”
“เจ้ารู้อะไรไหม? คนที่มีการฝึกฝนสูงยิ่งจะรักษาความอ่อนเยาว์ได้ดี หรือบางครั้งยังสามารถกลับไปเป็นเด็กได้อีก เจ้าคิดว่าเซียนที่บินขึ้นสวรรค์จะเป็นแค่คนแก่เท่านั้นหรือ? ถ้าเป็นแบบนั้น โลกเซียนคงเป็นสวรรค์ของคนชราไปแล้ว!”
“แต่นางก็เพิ่งอยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นระดับหนึ่งเองนะ”
“คนที่เก่งจริงๆ สามารถซ่อนหรือปลอมแปลงการฝึกฝนได้ นางคงอยู่ในขั้นนั้นแล้วล่ะ!”
“ว้าว งั้นทำไมนางถึงถูกจับเข้ามาได้ล่ะ? หรือถูกลอบโจมตี?”
ตอนนั้นเอง มีคนข้างๆลดเสียงลงแล้วกระซิบกระซาบ
“เจ้าไม่คิดหรือว่า นางเหมือนคนที่แอบเข้ามาที่นี่ด้วยตัวเองหรือเปล่า? ดูตรงไหนก็ไม่เห็นว่านางถูกบังคับมาเลยนะ”
“หืม… เจ้าอาจจะค้นพบความจริงแล้วก็ได้!”
เมื่อได้ยินการสนทนานี้ เยว่ชูเยี่ยนและเยว่ชูหลี่สองพี่น้องก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
สมกับเป็นพี่สาวเยี่ย ท่าทีและบุคลิกของนาง ใครเห็นก็ต้องสงสัยว่านางอาจเป็นยอดฝีมือจากที่ใดสักแห่ง
ขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงกำลังอยู่ที่ด้านนอกถ้ำ นางปล่อยเจาไฉและไท่จื่อออกมา และแขวนหินบันทึกภาพไว้ที่คอของพวกมันก่อนปล่อยให้ไปเล่นตามใจชอบ
เมื่อกลับเข้ามา นางเห็นสองพี่น้องกำลังลอบยิ้มกัน ส่วนคนที่ได้รับการคุ้มครองในถ้ำก็กำลังพูดคุยหัวเราะกันอย่างผ่อนคลาย ไม่มีกระแสความตึงเครียดใดๆทั้งสิ้น
แบบนี้ไม่ได้ การเป็นลูกมือจำเป็นต้องรักษาความตื่นตัวและความฮึกเหิมไว้ เพื่อจะได้ลุยงานได้เต็มที่และสู้ศึกได้ดุดัน
เยี่ยหลิงหลงจึงถามพวกเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน?”
“พะ…พักผ่อนอยู่ขอรับ”
“งั้น พวกเจ้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าทำไมถึงถูกงูหลามยักษ์สองหัวไล่ล่าจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด?”
เยว่ชูเยี่ยนและเยว่ชูหลี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ขณะที่คนอีกเจ็ดคนที่อยู่ไม่ไกลได้ยินก็หันมามองด้วยความประหลาดใจ
“เพราะงูหลามยักษ์สองหัวมีการฝึกฝนสูงและแข็งแกร่ง ส่วนพวกเรามีการฝึกฝนต่ำและอ่อนแอ ความแตกต่างมันชัดเจนมาก”
“รู้ตัวว่าตัวเองการฝึกฝนต่ำและอ่อนแอ พวกเจ้ากล้าพักผ่อนกันได้ยังไง?”
……
“งูหลามยักษ์สองหัวข้างนอกยังรู้จักออกหากินเต็มที่เพื่อเสริมสร้างพลังตัวเอง แต่พวกเจ้าในนี้กลับนอนนิ่งรอถูกกินเป็นขนม?”
“ช่างเถอะ ข้าไม่ควรตำหนิพวกเจ้า เพราะข้าไม่ใช่อาจารย์ของพวกเจ้า การที่พวกเจ้าจะไม่พยายามก็ไม่ใช่เรื่องที่ข้าต้องโมโห พักผ่อนเถอะ นอนให้สบายจนถึงเช้า ฝันหวานเป็นยอดยุทธ์ในฝันไป ข้าจะเริ่มฝึกฝนแล้ว”
เยี่ยหลิงหลงพูดจบ นางไม่คิดมองพวกเขาแม้แต่น้อย ทำเหมือนว่านางได้หมดความหวังไปแล้ว นางนั่งขัดสมาธิหลับตาลงและเริ่มดูดซับปราณวิญญาณเพื่อฝึกฝน
คำพูดนี้เหมือนโจมตีหนักๆ ทำให้เยว่ชูเยี่ยนและเยว่ชูหลี่อึ้งไปทันที พวกเขามองตากันอย่างลุกลี้ลุกลน ไม่กล้าพูดอะไรอีก รีบตั้งสมาธินั่งฝึกฝนเงียบๆ
บรรยากาศถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่เริ่มฝึกฝนก็คงไม่สมควรแล้ว
เมื่อเห็นว่าพวกเขาสามคนไม่แม้แต่จะพัก แต่รีบเข้าสู่สภาวะการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง กลุ่มคนเจ็ดคนที่ไม่ได้ถูกตำหนิก็ถึงกับตกใจและนิ่งไป
พวกเขามองหน้ากันอยู่นาน พวกคนที่ช่วยพวกเขายังขยันฝึกฝนแล้ว ผู้ที่ถูกช่วยจะนอนหลับสบายใจได้อย่างไร?
“พวกเขาขยันมากจริงๆ!”
“ใช่ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงได้แข็งแกร่งขนาดนั้น!”
“โอ้ สวรรค์ เทียบกับพวกเขาแล้ว ข้านี่ขี้เกียจตัวเป็นขนเลย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมข้าถึงถูกไล่ล่าเช่นนั้น”
“ไม่ได้แล้ว ข้าทนไม่ไหวแล้ว ศิษย์น้องทั้งหลาย ข้าจะไปฝึกฝนก่อนล่ะ”
“ใครจะทนไหวกัน ข้าก็จะไปฝึกฝนด้วย”
“ข้าด้วย”
“ข้าด้วย”
……
เพียงพริบตา คนทั้งกลุ่มที่ยังคุยกันเสียงดังในถ้ำก็เข้าสู่สภาวะการฝึกฝนอย่างพร้อมเพรียง
นี่เป็นครั้งแรกที่เยี่ยหลิงหลงได้ฝึกฝนในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน ที่นี่ปราณวิญญาณหนาแน่นกว่าที่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างจริงๆ และเหมาะสมกับการเริ่มต้นในขอบเขตแปรเทวะสุดๆ
นางรู้สึกได้ว่าร่างกายของนางผ่อนคลาย เปิดรับปราณวิญญาณที่ไหลเข้าสู่ร่างกายอย่างไม่ขาดสาย ปราณวิญญาณที่เข้าสู่ร่างทำให้นางรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก เส้นลมปราณทุกเส้นได้รับการหล่อเลี้ยง ร่างกายจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความสุข
ค่ำคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว นางไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แต่ยังสดชื่นและมีพลังเต็มเปี่ยม
จนกระทั่ง มีบางสิ่งเย็นเยียบตกลงมาบนศีรษะของนาง
บทที่ 494: แสดงเลย! ลงสนามแสดงฝีมือกันเถอะ!
เยี่ยหลิงหลงลืมตาขึ้น เห็นเจาไฉลอยอยู่ตรงหน้า และของที่วางอยู่บนศีรษะของนางก็คือหินบันทึกภาพที่นางแขวนไว้ที่คอของมัน
เจาไฉมองแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ส่องผ่านกลุ่มเมฆด้วยท่าทีเบื่อหน่าย แสดงท่าทีว่าไม่ชอบและอยากกลับไปนอนแล้ว
เยี่ยหลิงหลงปล่อยให้เจาไฉกลับไปนอน จากนั้นนางรีบตรวจดูข้อมูลในหินบันทึกภาพที่มันนำกลับมา ทำให้รู้สถานการณ์ในหุบเขานี้โดยละเอียด แล้วนางก็เพิ่มข้อมูลใหม่ลงในแผนที่ที่เตรียมไว้
เมื่อเพิ่มข้อมูลเสร็จ นางก็เดินออกมานอกถ้ำ รอครู่หนึ่งแต่ก็ยังไม่เห็นไท่จื่อกลับมาเลย
แปลก นางบอกให้มันกลับมาตอนเช้าก่อนที่จะปล่อยออกไปเล่นเมื่อวาน เจาไฉเข้าใจคำสั่งได้ดี แล้วทำไมเจ้าไท่จื่อถึงไม่เข้าใจล่ะ มันไปทำอะไรอยู่?
ขณะที่นางกำลังคิดว่าจะออกไปตามหาไท่จื่อดีหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจากด้านหลัง
“พี่สาวเยี่ย เจ้าฝึกฝนเสร็จแล้วหรือ?”
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไป เห็นเยว่ชูเยี่ยนและเยว่ชูหลี่ที่หยุดฝึกฝนแล้ว ส่วนอีกเจ็ดคนก็เริ่มตื่นขึ้นทีละคน
“แผนการของวันเริ่มต้นในตอนเช้า ช่วงเช้านี่แหละเหมาะที่สุดที่จะทำเรื่องต่างๆเตรียมตัวให้พร้อม เราจะออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปกัน”
หลังจากฝึกฝนมาตลอดทั้งคืน ทุกคนรู้สึกว่าร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง เมื่อได้ยินว่าจะออกไปทำภารกิจก็ตื่นเต้นและตั้งตารอ
นี่คือเสน่ห์ของการพยายามอย่างไม่หยุดยั้งหรือเปล่า? ยิ่งขี้เกียจก็ยิ่งอยากนอนเฉยๆ แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งอยากทำสิ่งต่างๆในตอนนี้ พวกเขาเหมือนถูกฉีดเลือดไก่ เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ นางก็ให้เวลาพวกเขาเตรียมตัวสักพัก ก่อนที่นางจะออกไปตามหาไท่จื่อ
นางยังไม่ได้ปลดข้อจำกัดที่ติดไว้กับไท่จื่อ นางส่งจิตสัมผัสสืบหาที่อยู่ของมันจากข้อจำกัดนั้น แต่...
ทำไมนางถึงรู้สึกว่าตำแหน่งของข้อจำกัดนั้นอยู่ตรงหน้านางเอง?
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นทันที ก็เห็นพุ่มไม้สูงเบื้องหน้าขยับเล็กน้อย ไม่กี่อึดใจต่อมา ไท่จื่อก็ก้าวออกมาด้วยท่าทางสบายๆ
มันแหงนคอ หลับตาพริ้ม ก้าวเดินโยกไปมาอย่างเชื่องช้า แถมยังมีท่าทางภาคภูมิใจและอิ่มอกอิ่มใจอย่างไร้เหตุผล ท่าทางนั้นราวกับเพิ่งออกมาจากสถานที่บริการผ่อนคลายครบวงจร
เยี่ยหลิงหลงจ้องมองไท่จื่อด้วยความสงสัยเต็มใบหน้า ตลอดทั้งคืนมันไปทำอะไรมากันแน่?
เห็นมันเดินโซเซมาหยุดตรงหน้า ก่อนจะกระโดดเบาๆ ขึ้นไปบนศีรษะของเยี่ยหลิงหลง เอนตัวพิงมวยผมของนางอย่างเกียจคร้านแล้วหลับไปอย่างสบายใจ
……
ถ้านางดูไม่ผิด นางสังเกตเห็นว่าหินบันทึกภาพที่นางแขวนไว้ที่คอของไท่จื่อเมื่อคืนนี้หายไป
เพื่อความแน่ใจ นางจึงยื่นมือขึ้นไปคลำที่หัวของตัวเอง และก็พบว่าหินบันทึกภาพไม่ได้อยู่บนตัวมันจริงๆ
ตอนนั้นเอง ไท่จื่อก็ตบมือของนางออกเบาๆ จากนั้นมันก็ขยับตัวเล็กน้อยบนศีรษะของนาง ใช้สองอุ้งเท้ากอดมวยผมของนางไว้แน่น เอาหัวพิงศีรษะของนางแล้วหาวออกมา เหมือนกับตั้งใจจะนอนหลับอยู่บนศีรษะของนางอย่างไรอย่างนั้น
……
เยี่ยหลิงหลงยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้น มันไปทำอะไรมาตลอดทั้งคืนกันแน่?
“อ้าว? พี่สาวเยี่ย ทำไมเจ้าถึงมีสัตว์เลี้ยงอยู่บนหัวล่ะ?”
หลังจากเยว่ชูหลี่ถามจบ ไท่จื่อลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่ง มองเขาด้วยสายตาดูถูกเหมือนจะบอกว่า "มนุษย์โง่เขลา" ทำให้เยว่ชูหลี่ถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที
นี่มันสัตว์เลี้ยงวิญญาณอะไรกันเนี่ย? ช่างหยิ่งผยองอะไรอย่างนี้! แถมยังเข้าใจคนได้ดีเหลือเกิน ท่าทางสีหน้าก็ทำได้สมจริงสุดๆ!
“ใช่แล้ว แต่เช้าเลย อยู่ดีๆก็กลายเป็นคนโชคร้ายไปซะได้” เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ “ช่างเถอะ ไม่ต้องไปสนใจมัน งานใหญ่สำคัญกว่า ไปกันเถอะ!”
พูดเสร็จก็เดินทันที เยี่ยหลิงหลงนำลูกมือทั้งเก้าคนลัดเลาะไปในป่าด้วยความรวดเร็ว ด้วยภาพจากหินบันทึกภาพที่เจาไฉนำกลับมา ทำให้นางเข้าใจภูมิประเทศของที่นี่มากขึ้น จึงนำพาทุกคนตรงไปยังหุบเขาแคบและชื้นแฉะแห่งนั้นได้อย่างรวดเร็ว
ยังไม่ทันไปถึงที่หมาย เพียงแค่เข้าใกล้ก็ได้กลิ่นคาวเลือดที่กระจายอยู่ในอากาศแล้ว ดูท่าว่าที่นี่คงมีงูหลามยักษ์สองหัวอยู่มากมายจริงๆ
เพื่อไม่ให้พวกมันได้กลิ่นและตามหาพวกเขามา เยี่ยหลิงหลงจึงมอบยันต์กลิ่นงูหลามยักษ์สองหัวที่นางเพิ่งคิดค้นให้กับทุกคน ด้วยยันต์นี้ พวกเขาสามารถเข้าไปใกล้บริเวณหุบเขาได้โดยไม่ถูกงูหลามยักษ์สองหัวพบเห็น
ก่อนมาถึงที่นี่ พวกเขาคาดการณ์ว่าจะมีงูตัวใหญ่จำนวนมากอยู่ แต่เมื่อมาถึงก็พบว่าจำนวนงูที่นี่มีมากเกินกว่าที่พวกเขาคิดไว้มากทีเดียว
นับดูดีๆ พบว่ามีถึงสิบสี่ตัว! สีสันครบสายรุ้งสองอันพอดี!
ในตอนนี้ งูหลามยักษ์สองหัวเหล่านั้นกำลังนอนขี้เกียจอยู่ในแอ่งเขา อากาศเย็นสบายและหินที่เย็นจัดทำให้พวกมันรู้สึกผ่อนคลายเป็นพิเศษ
“พี่สาวเยี่ย ต่อไปพวกเราต้องทำอะไร?”
“รออยู่ตรงนี้นะ ข้าจะไปวางค่ายกลรอบๆ ป้องกันไม่ให้พวกมันหลบหนีเวลาที่ดิ้นรนหนี ถ้าหลุดไปสักสองสามตัวเรายังพอควบคุมได้ แต่ถ้าหลุดไปถึงสิบสี่ตัวพร้อมกันโดยไม่มีค่ายกล เราคงกันไม่อยู่แน่”
“ได้เลย เราจะรออยู่ตรงนี้ ถ้าเจ้ามีปัญหาอะไร เราพร้อมสนับสนุนทันที”
เมื่อพวกเขาตอบรับ เยี่ยหลิงหลงก็พุ่งหายไปในทันที ระหว่างที่นางวางแผนเมื่อคืน นางได้เตรียมงานที่เกี่ยวข้องกับค่ายกลไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นเมื่อมาจัดการจริงจึงทำได้รวดเร็วมาก ในพริบตาเดียวก็จัดการเสร็จสิ้น
สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจก็คือ การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไปมาของนาง ไม่ได้ทำให้ไท่จื่อที่นอนอยู่บนหัวของนางตื่นขึ้นมาได้ มันยังคงหลับปุ๋ยอย่างสบายใจ!
หลังจากจัดวางเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางก็บินกลับไปยังตำแหน่งที่ลูกมือทั้งเก้าซ่อนตัวอยู่
“เรียบร้อย ต่อไปก็ถึงเวลาลงมือทำเรื่องใหญ่แล้ว!”
เยี่ยหลิงหลงหยิบของบางอย่างขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากแหวน มันถูกห่อด้วยกระดาษสีขาวที่ทำจากวัสดุพิเศษชั้นหนึ่ง
“พี่สาวเยี่ย นั่นคืออะไรหรือ?”
“เนื้อของงูหลามยักษ์สองหัว ข้าตัดออกมาส่วนหนึ่งแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นทาน้ำผลไม้ที่มีกลิ่นอายปราณวิญญาณเข้มข้นลงไป แล้วก็ทาเลือดของงูหลามยักษ์สองหัวที่มีกลิ่นคาวแรงๆอีกชั้นหนึ่ง”
เมื่อคนอื่นได้ยินก็ถึงกับตะลึง นางช่างมีความคิดที่เหนือความคาดหมายจริงๆ!
ของที่มีกลิ่นปราณวิญญาณเข้มข้นและกลิ่นคาวเลือดนี้ เมื่อเอาออกมา งูหลามยักษ์สองหัวข้างล่างคงต้องบ้าคลั่งแน่ๆ!
เยี่ยหลิงหลงยิ้มเยาะอย่างหยิ่งยโส
“ไม่เพียงเท่านั้น ข้ายังทาเมือกเหนียวพิเศษที่มีความหนืดสูงไว้ที่ด้านล่างของมันด้วย พวกเจ้าแค่ลอกกระดาษชั้นนี้ออกแล้วนำไปแปะบนตัวงูหลามยักษ์สองหัวบางตัวเท่านั้น…”
โอ้สวรรค์ นางคือปีศาจใช่ไหม?
นางคิดวิธีที่เด็ดขาดและร้ายกาจแบบนี้ได้อย่างไร?
แค่คิดถึงภาพที่จะเกิดขึ้นก็ทำให้รู้สึกขนลุกและสะท้านไปทั้งร่าง นี่แหละถึงต้องตั้งค่ายกลกันไม่ให้งูหนีไป เพราะเมื่อมันเริ่มดิ้นรน จะต้องทนแทบไม่ไหวแน่ๆ!
ขณะที่ทุกคนยังตกตะลึงกับวิธีอันชั่วร้ายนี้ เยี่ยหลิงหลงก็แจกจ่ายเนื้อชิ้นเล็กๆที่เตรียมไว้อย่างดีให้พวกเขาทีละคน
จากนั้นนางก็แจกยันต์เร่งความเร็วและยันต์เท้าลมกรดให้พวกเขาอีกด้วย เพื่อให้การทำให้งูบ้าคลั่งนั้นรุนแรงขึ้นอีกขั้น!
“ตอนนี้ ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะลงสนามแสดงฝีมือแล้ว”
เมื่อพวกเขาได้รับสิ่งของ พวกเขาก็รู้สึกตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความฮึกเหิม วิธีที่ร้ายกาจแบบนี้ จะไม่ลองได้ยังไงกัน?
ภาพที่ยิ่งใหญ่นั้นต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองสิ!
แสดงเลย!
ลงสนามแสดงฝีมือกันเถอะ!
บทที่ 495: ให้พวกเขาได้เห็นว่าเส้นทางสู่การเป็นเซียนนั้นเต็มไปด้วยอันตราย
พวกเขาจึงปฏิบัติตามคำสั่งของเยี่ยหลิงหลงอย่างรวดเร็วและพุ่งออกไป
การปรากฏตัวของพวกเขาทำให้งูหลามยักษ์สองหัวสนใจในทันที มันยกหัวขึ้นและโจมตีพวกเขา
ด้วยยันต์เร่งความเร็ว พวกเขาหลบหลีกการโจมตีของงูหลามยักษ์สองหัวได้อย่างคล่องแคล่ว พลางโยนเนื้อชิ้นเล็กๆไปยังตัวงู
เมื่อเนื้อชิ้นแรกตกลงบนงูตัวใหญ่สีม่วง ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นในหมู่พวกมัน งูหลามยักษ์สองหัวหลายตัวละทิ้งการโจมตีมนุษย์ที่อยู่กลางอากาศ แล้วหันไปหาต้นตอของกลิ่นคาวเลือดและปราณวิญญาณที่เข้มข้นทันที
“กรร...”
เสียงร้องคำรามอย่างเจ็บปวดดังขึ้น งูหลามยักษ์สองหัวเริ่มต่อสู้กันเอง
เมื่อพวกมันเริ่มต่อสู้กันเอง ความสนใจถูกเบี่ยงเบนไป ทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น พวกเขาเร่งโยนยันต์และเนื้อชิ้นเล็กๆลง.บนตัวงูหลามยักษ์สองหัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากปฏิบัติการที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงจบลง พวกเขาก็บินกลับมายังที่ซ่อนก่อนหน้านี้อย่างรวดเร็ว
ยกเว้นเพียงสามคนที่ถูกงูโจมตีจนบาดเจ็บเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วทุกคนยังปลอดภัยดี
“ลำบากกันหน่อยนะ”
เยี่ยหลิงหลงพูดพลางหยิบโอสถจากแหวนส่งให้พวกเขา
แม้ว่าทุกคนจะมีโอสถติดตัวอยู่แล้ว แต่การแสดงความใส่ใจอย่างเป็นธรรมชาตินี้ทำให้พวกเขารู้สึกอบอุ่นใจ
พวกเขารับยาจากเยี่ยหลิงหลง กินเข้าไป แล้วเริ่มชะโงกออกไปดูงูหลามยักษ์สองหัวที่กำลังต่อสู้กันเองอย่างบ้าคลั่ง
เสียง “โครมคราม” ดังขึ้น เมื่อความเร็วของพวกมันเพิ่มขึ้นจนถึงจุดที่ควบคุมไม่ได้ งูหลามยักษ์สองหัวก็เข้าสู่ความบ้าคลั่งเต็มรูปแบบ มันกัดต่อสู้กันเอง กระแทกหิน ตบตีภูเขา เลื้อยอย่างไร้ทิศทาง ภาพนั้นช่างน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก
แอ่งเขาเล็กๆนั้นถึงกับถูกงูหลามยักษ์สองหัวพังถล่มจนไม่เหลือชิ้นดี เศษหินและต้นไม้หักกระจายอยู่ทั่วไป เลือดและเนื้อหนังปลิวว่อนไปทุกที่ การต่อสู้นั้นเต็มไปด้วยความรุนแรงและโหดเหี้ยม
แม้จะมีค่ายกลที่เยี่ยหลิงหลงตั้งไว้ล้อมรอบเพื่อหยุดยั้งพวกมัน แต่ในสภาวะที่บ้าคลั่ง งูหลามยักษ์สองหัวนั้นน่ากลัวอย่างแท้จริง
พวกมันไม่เพียงแค่พังภูเขา แต่ยังชนทะลุค่ายกลของเยี่ยหลิงหลงจนเกิดเป็นช่องโหว่และหนีออกไป
“พี่สาวเยี่ย! พวกมันกำลังหนีไปแล้ว!”
เยี่ยหลิงหลงเห็นอยู่แล้ว แต่ในสถานการณ์นี้นางไม่สามารถเข้าไปหยุดยั้งได้ งูหลามยักษ์สองหัวในขอบเขตแปรเทวะขั้นปลายที่กำลังบ้าคลั่งนั้นน่ากลัวเกินไป แค่จะเข้าใกล้ก็อาจโดนฟาดจนแหลกเป็นเนื้อบดได้แล้ว
โชคดีที่งูหลามยักษ์สองหัวส่วนใหญ่ที่กำลังบ้าคลั่งยังคงเลื้อยอย่างสับสนอลหม่าน มีเพียงสองตัวที่หนีออกไปทางช่องโหว่ จากนั้นก็ไม่มีงูตัวอื่นเข้าใกล้ช่องนั้นอีก
“เยว่ชูเยี่ยนและเยว่ชูหลี่ พวกเจ้าทั้งสองคนพาคนไป แล้วตามดูงูหลามยักษ์สองหัวพวกนั้นให้หน่อย เพียงแค่ติดตามตำแหน่งของมันก็พอ ไม่ต้องตามใกล้มาก สำคัญคือต้องรักษาความปลอดภัยของตัวเอง”
“รับทราบ!”
“คนที่เหลือไปกับข้า เราจะไปอุดช่องโหว่กัน”
“เข้าใจแล้ว!”
เยี่ยหลิงหลงนำคนวิ่งไปยังช่องโหว่ ขณะที่คนอื่นช่วยเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน นางรีบซ่อมค่ายกลตรงนั้นด้วยความว่องไว
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ช่องโหว่นั้นก็ถูกซ่อมแซมเรียบร้อย
ขณะที่นางกำลังจะลุกขึ้นไปหาคนที่ติดตามงูหลามยักษ์สองหัวที่หนีไป ศิษย์จากสำนักเฟิงเหล่ยที่ติดตามไปกับเยว่ชูหลี่ก็บินกลับมา
“แย่แล้ว! งูหลามยักษ์สองหัวของพวกเราถูกแย่งไปแล้ว!”
“อะไรนะ?”
“งูหลามยักษ์สองหัวที่พวกเราติดตามนั้นเลื้อยเร็วเกินไป มันคุมตัวเองไม่อยู่และพุ่งชนภูเขาที่เต็มไปด้วยหินแข็ง พอภูเขาแตก หัวของมันก็แตกตามไปด้วย มันยังไม่ทันตายดีก็ถูกแย่งไปแล้ว!”
“ข้าและพี่เยว่กำลังจะไปเก็บซากงูหลามยักษ์สองหัว แต่ก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งขวางไว้ และพวกเขาก็เก็บงูหลามยักษ์ไป ข้าพยายามคุยกับพวกเขาด้วยเหตุผล แต่พวกเขาก็ลงมือโจมตีทันที! พี่เยว่ยังติดอยู่ตรงนั้น ข้าเลยรีบกลับมารายงาน”
“พวกเขาเป็นใครกัน? พวกเจ้ารู้จักไหม?”
“เป็นศิษย์จากสำนักอู๋ซวง!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงยังคงนิ่ง แต่คนที่อยู่รอบๆ ถึงกับอ้าปากค้างและสูดลมหายใจเข้าลึก
“ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นศิษย์จากสำนักอู๋ซวง พวกเขาก็ถูกจับเข้ามาโดยเขาขวางวั่งด้วยหรือ?”
“มันน่าประหลาดตรงไหน? เขาขวางวั่งไม่ใช่เพิ่งเริ่มหยิ่งผยองวันนี้วันแรก พวกเขาไม่เว้นแม้แต่คนจากสำนักอันดับหนึ่งในแดนเทียนหลิงอย่างสำนักพันบรรพตเลย ใครก็ไม่มีอภิสิทธิ์”
“งานนี้คงยุ่งยากแล้วล่ะ ศิษย์จากสำนักอู๋ซวงมักมีนิสัยแข็งกร้าว เกรงว่าพวกเขาจะไม่ยอมคืนของง่ายๆ”
“สำนักอู๋ซวงเก่งมากหรือ?”
“ในบรรดาสำนักหลายร้อยแห่งในแดนเทียนหลิง สำนักพันบรรพตอยู่อันดับหนึ่ง ส่วนสำนักอู๋ซวงเป็นหนึ่งในสี่สำนักชั้นนำของที่นี่ ถือเป็นสำนักระดับสูงสุด”
“พวกเขามีกี่คน?”
“ไม่มาก มีแค่สี่คนเท่านั้น”
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเยาะ
“มีแค่สี่คนก็กล้าทำตัวหยิ่งยโส? รอดูเลย ข้าจะให้พวกเขาได้เห็นว่าเส้นทางสู่การเป็นเซียนนั้นเต็มไปด้วยอันตรายและความลำบากแค่ไหน พาไปสิ”
เมื่อพูดจบ ศิษย์ที่มารายงานพยักหน้าแล้วบินนำหน้าไป ส่วนเยี่ยหลิงหลงและพวกที่เหลือก็บินตามไปทันที
เมื่อไปถึง ซากงูหลามยักษ์สองหัวถูกเก็บไปเรียบร้อยแล้ว ภูเขาหินที่แตกกระจายอยู่รอบๆ เป็นผลงานของมัน
ขณะนั้น เยว่ชูหลี่กำลังถูกศิษย์ทั้งสี่จากสำนักอู๋ซวงล้อมอยู่และถูกซ้อมอย่างหนัก ไม่ใช่การต่อรองหรือเจรจาอีกต่อไป แต่เป็นการทำร้ายอย่างเปิดเผย
“แค่พวกเจ้าแค่สี่คนกล้ามาแย่งงูของข้าแล้วยังกล้าซ้อมพี่น้องของข้า ใครให้ความกล้าพวกเจ้ามา?”
“โอ้ เด็กสาวจากที่ไหนนี่? หน้าตาดีทีเดียว แต่ไม่รู้ว่าอายุถึงสิบห้าหรือยัง เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กอย่ายุ่ง!”
“ได้ยินไหม? เขาบอกว่าข้าไม่ต้องยุ่ง” เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเย็นชา “งั้นข้าจะไม่สนเรื่องคุณธรรมในยุทธภพแล้วกัน พวกเราทุกคนลุยพร้อมกัน อัดพวกมันให้ยับไปเลย!”
หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ นางก็ชักกระบี่หงเยี่ยนออกมาและพุ่งไปข้างหน้าเป็นคนแรก
ศิษย์สี่คนของสำนักอู๋ซวงล้วนอยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นกลางระดับหนึ่ง เมื่อเห็นนางที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นระดับหนึ่งพุ่งเข้าใส่ตรงๆ พวกที่อยู่ข้างหลังตกใจรีบชักกระบี่ตามมา กลัวว่านางจะโดนทำร้ายหากไปถึงช้าเกินไป
สถานการณ์พลิกผันทันที จากที่ศิษย์สี่คนของสำนักอู๋ซวงกำลังซ้อมเยว่ชูหลี่ อยู่ดีๆก็กลายเป็นเยี่ยหลิงหลงและพวกแปดคนรุมโจมตีศิษย์สำนักอู๋ซวงแทน
ขณะที่การต่อสู้กำลังดุเดือด เยว่ชูเยี่ยนและคนอื่นๆได้ยินเสียงและรีบวิ่งมาดู เมื่อเห็นว่ากำลังมีการรุมโจมตีเกิดขึ้น ก็ไม่ลังเล รีบเข้าร่วมทันที
สุดท้ายกลายเป็นสิบรุมสี่ ด้วยความได้เปรียบด้านจำนวน พวกเขาจัดการศิษย์สำนักอู๋ซวงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ใบหน้าฟกช้ำจนจำกันไม่ได้ ต้องวิ่งหนีไปอย่างอับอาย
“พวกเจ้าฝากไว้ก่อนเถอะ!”
เมื่อเห็นว่าศิษย์คนนั้นกำลังจะใช้สมบัติวิเศษหนี เยี่ยหลิงหลงรีบปาก้อนเนื้อไปที่ตัวเขาอย่างรวดเร็ว ก้อนเนื้อกระแทกเข้าที่คอและติดเข้ากับผิวหนังทันที
ศิษย์คนนั้นอึ้งไปชั่วขณะ ยังไม่ทันรู้ว่าอะไรเป็นอะไร สมบัติวิเศษก็พาเขาพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง
“เอ๊ะ? ทิศทางที่พวกเขาเคลื่อนย้ายไปเหมือนจะเป็น…” เยว่ชูเยี่ยนพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งดังมา งูหลามยักษ์สองหัวสีแดงสดที่พุ่งไปหาศิษย์สำนักอู๋ซวงทั้งสี่คนอย่างรวดเร็ว
“อ๊าก! ช่วยด้วย!”
เสียงกรีดร้องดังสนั่นไปทั่วหุบเขา
บนท้องฟ้าเหนือหุบเขา มีสองคนกำลังบินค้นหาอะไรบางอย่าง
“ได้ยินเสียงคนกรีดร้องไหม?”
“ได้ยินสิ ไปดูทางนั้นกันเถอะ แต่ทำไมถึงส่งพวกเรามาแค่สองคนล่ะ? แล้วพวกคนอื่นๆไปไหนกันหมด?”
“พวกเขาถูกส่งไปหาข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับสำนักชิงเสวียน”
“จริงหรือ? นั่นมันสำนักในตำนานเลยนะ จะไปหาข้อมูลได้ยังไงกัน? เขาใส่ใจเรื่องนี้ขนาดนั้นเลยหรือ?”
“เฮอะ เจ้าคงไม่เข้าใจหรอก”
บทที่ 496: คำจำกัดความของสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงช่างกว้างนัก
“ข้าก็ไม่เข้าใจจริงๆ ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน มีคนมากมายที่ออกไปข้างนอกและอ้างตัวว่าเป็นศิษย์ของสำนักชิงเสวียน ทำไมเขาถึงจริงจังขนาดนี้กันล่ะ? สำนักชิงเสวียนเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครเหยียบย่างมาหลายพันปีแล้ว อายุเขาก็ไม่น่าจะเกินสามสิบ จะเป็นศิษย์ของสำนักชิงเสวียนได้ยังไง? หลอกคนอื่นจนหลอกตัวเองไปด้วยหรือไง”
“ถึงเขาจะเป็นนักต้มตุ๋น แล้วจะทำไมล่ะ? เจ้ารู้ แต่เจ้าคิดว่าเจ้าสำนักของพวกเราไม่รู้หรือ? แล้วคุณหนูของพวกเราไม่รู้หรือ? แต่พวกเขาก็ยังคงตามใจเขาอยู่ดี พูดไปก็เท่านั้น เพราะเขาหน้าตาดี”
“ผู้ชายคนหนึ่งจะดูดีได้แค่ไหนกันเชียว?”
“เจ้าคงไม่เคยเห็นสินะ ตอนที่ข้าเห็นข้าถึงกับตะลึงไปเลย! ไม่สามารถลืมภาพนั้นได้ ความงามที่สะกดใจ ทำเอาหัวใจข้าเต้นผิดจังหวะไปหลายที!”
“เกินไปหรือเปล่า? ได้ยินว่าเขาบาดเจ็บสาหัส เจ็บป่วยออดๆแอดๆตลอดเวลา”
“นี่แหละจุดที่น่าประทับใจที่สุด! ข้าเคยอ่านในนิยายว่ามีคำว่า ‘นักรบที่งามยามบาดเจ็บ’ ตอนนั้นข้าหัวเราะเยาะ มองว่าคนที่บาดเจ็บนั้นน่าจะดูโทรมมากกว่า จะงามได้อย่างไร จนกระทั่งข้าเห็นเขาแค่แวบเดียว”
“ฟังเจ้าพูดแล้ว ข้าเองก็อยากเห็นบ้างแล้วสิ”
“อยากเห็นอะไรกันล่ะ เจ้าไม่รู้หรือว่าพวกเขาปิดมิดชิดแค่ไหน ความงามระดับนี้จะมาให้พวกเราเห็นง่ายๆได้ยังไง? เลิกบ่นได้แล้ว รีบไปตามหาศิษย์สำนักอู๋ซวงพวกนั้นเถอะ เจ้าสำนักของพวกเขาจ่ายเงินมหาศาลมาไถ่ตัว ซึ่งท่านเจ้าสำนักของเราก็ยอมให้เกียรตินั้น แต่ถ้าเราทำงานพลาดและไม่สามารถเอาพวกเขากลับมาได้ พวกเราจะซวยกันหมด”
“พูดแบบนี้ ข้าเพิ่งนึกได้ว่าตะกี้เสียงกรีดร้องมาจากทางไหนนะ?”
“ข้านึกถึงภาพหนุ่มงามประจำเขาขวางวั่งของเราจนลืมไปแล้ว”
……
ใต้หุบเขา ศิษย์สำนักอู๋ซวงกำลังถูกงูหลามยักษ์สองหัวสีแดงสดที่กำลังบ้าคลั่งไล่ล่า วิ่งหนีไปไกลขึ้นเรื่อยๆ
“พี่สาวเยี่ย ตอนนี้เอาไงดี? เราจะตามไปไหม? นั่นคืองูหลามยักษ์สองหัวสองตัวเลยนะ”
“ช่างเถอะ อย่าให้เสียเวลาทำงานใหญ่ ก่อนอื่นต้องจัดการงูหลามยักษ์สองหัวในแอ่งเขาข้างหลังนี้ก่อน สำหรับพวกเขา ขอเพียงไม่ถูกกินเข้าไป ก็ต้องหาพบได้แน่นอน”
“ถ้าพวกเขาถูกกินไปแล้วล่ะ?”
“ก็กินผลไม้วิญญาณสักลูกเพื่อไว้อาลัย ถือเป็นการแสดงน้ำใจ แค่นั้นพอ พวกเขาไม่คุ้มที่จะทำมากกว่านั้น”
……
เยี่ยหลิงหลงหันหลังกลับไปยังแอ่งเขา ส่วนอีกเจ็ดคนรีบตามไปทันที
เมื่อไปถึง งูหลามยักษ์สองหัวสิบสองตัวยังคงคลุ้มคลั่ง แอ่งเขาถูกพวกมันทำลายจนไม่เหลือสภาพเดิม ค่ายกลที่ล้อมรอบแอ่งเขาก็แตกร้าวเพราะการถล่มของมัน
อย่างไรก็ตาม เวลานี้พวกมันไม่มีแรงพอจะหนีแล้ว ร่างกายทั้งหมดของพวกมันพันกันยุ่งเหยิง เป็นปมวุ่นวาย และยังมีบางตัวที่ตายไปแล้ว
อีกไม่นาน งูหลามยักษ์สองหัวที่เหลือก็จะหมดแรงดิ้นรน
“รอดูต่อไป”
เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ทุกคนก็ซ่อนตัวรออย่างอดทนให้พวกงูที่เหลือหมดแรงลง
ขณะนั้น เยว่ชูเยี่ยนกำลังช่วยทำแผลให้เยว่ชูหลี่ เมื่อดูเผินๆ เยว่ชูหลี่บาดเจ็บทั่วทั้งตัว แทบไม่มีผิวหนังส่วนไหนที่ไม่เป็นแผล
“เจ้าบาดเจ็บเยอะขนาดนี้เลยหรือ?”
“ตอนที่พวกมันซ้อมข้า ไม่มีใครออมมือเลย พวกมันตั้งใจจะฆ่าข้า” เยว่ชูหลี่ตอบ
“เกินไปจริงๆ ถึงพวกเราจะเป็นสำนักชื่อดังเหมือนกัน แต่ในสถานการณ์ที่ถูกขังอยู่ในเขาขวางวั่ง พวกเราควรจะช่วยเหลือกันไม่ใช่หรือ?”
“พวกเขาก็อาศัยว่าที่นี่ไม่มีใครออกไปได้ คิดว่าถ้าฆ่าใครก็จะไม่มีใครรู้เรื่องถึงกล้าทำตัวโอหังแบบนี้”
เยี่ยหลิงหลงฟังการพูดคุยของพวกเขาแล้วถามด้วยความสงสัย
“สำนักอู๋ซวงทำแบบนี้ยังถือว่าเป็นสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงอยู่หรือ?”
“ถือว่าใช่ ตราบใดที่ไม่ทะเลาะกันจนเปิดเผยต่อหน้าทุกคน สิ่งที่ทำลับหลังขอแค่อย่าให้ถูกเปิดโปงก็ไม่มีปัญหาใหญ่”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนนี้ช่างดุเดือดยิ่งกว่าโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างมากนัก คำจำกัดความของสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงช่างกว้างกว่าที่คาดไว้
ถ้าเป็นเช่นนั้น การเคลื่อนไหวที่กล้าหาญขึ้นอีกหน่อยก็ไม่น่าจะกระทบต่อชื่อเสียงของสำนักชิงเสวียน ถือว่าดีเลยทีเดียว
ขณะที่พวกเขากำลังพักฟื้นตัว กลุ่มคนบนฟ้าเหนือหุบเขายังคงค้นหาตัวศิษย์สำนักอู๋ซวงอยู่
“แปลกจัง ข้ารู้สึกว่าจำนวนงูหลามยักษ์สองหัวในหุบเขานี้ลดลงนะ”
“จริงหรือ? อาจจะเพราะแดดแรงเกินไป แล้วพวกมันชอบอยู่ในที่มืดเลยหลบซ่อนตัวก็ได้ มันปกตินะ ดูนั่นสิ ข้างหน้ามีเสียงดังมาก!”
ทั้งสองคนเงยหน้ามองไปเห็นงูหลามยักษ์สองหัวสีแดงกำลังไล่ตามชายคนหนึ่งอยู่อย่างบ้าคลั่ง ชายคนนั้นใช้สมบัติวิเศษในมือเพื่อเคลื่อนย้ายไปมาอย่างต่อเนื่อง แต่การหลบหนีของเขาดูช่างลำบากยากเย็นเหลือเกิน
งูหลามยักษ์สองหัวสีแดงไม่สนใจหลบสิ่งกีดขวางเลย มันพุ่งชนทุกสิ่งที่ขวางหน้าจนต้นไม้หักโค่นล้มระเนระนาด แม้ตัวมันเองจะเต็มไปด้วยบาดแผลแต่ก็ไม่หยุด มันดูบ้าคลั่งมากจริงๆ
“ดูสิ งูหลามยักษ์สองหัวตัวนั้นกำลังล่าอยู่”
“แล้วเจ้าคนนั้นดูเหมือนศิษย์สำนักอู๋ซวงไหม? เขาดูซอมซ่อมาก เสื้อผ้าขาดจนข้าดูไม่ออกว่าใช่ชุดของสำนักอู๋ซวงหรือเปล่า”
“ศิษย์สี่คนของสำนักอู๋ซวงควรจะเดินด้วยกันทั้งหมด คนนั้นที่แยกมาไม่น่าจะใช่ ดูสิ เขามีเนื้องอกแปลกๆอยู่ตรงด้านหลังคอด้วย สำนักอู๋ซวงรับศิษย์เข้มงวดมาก คนที่มีข้อบกพร่องทางร่างกายแบบนี้ที่ทำให้เสียภาพลักษณ์ พวกเขาไม่เอาหรอก”
“ใช่ หวังว่าศิษย์สำนักอู๋ซวงจะไม่ถูกกินเข้าไปนะ”
หลังจากพวกเขาบินไป ชายผู้โชคร้ายข้างล่างก็เห็นเงาของพวกเขา
“ข้าอยู่นี่! ช่วยข้าด้วย! ข้าเป็นศิษย์สำนักอู๋ซวง! เฮ้! เฮ้!”
……
เขามองดูพวกนั้นบินห่างออกไป หัวใจแทบจะระเบิดออกมาด้วยความโกรธ
แต่ยังไม่ทันได้ระบายความโมโห งูหลามยักษ์สองหัวสีแดงที่กำลังบ้าคลั่งก็ไล่ตามมาอีกครั้ง เขาจึงต้องใช้สมบัติวิเศษในการเคลื่อนย้ายทันที
การใช้มันหลายครั้งในเวลาสั้นๆ ทำให้สมบัติวิเศษของเขาใกล้จะพังเต็มที หากยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีก มันต้องพังแน่ๆ! อ๊าก!
ถ้าไม่ติดว่าคนพวกนี้คงต้องตายอยู่ที่นี่ เขาตั้งใจไว้ว่าถ้ากลับไปได้ จะทำให้พวกเขาทุกข์ทรมานจนต้องร้องขอความตาย!
ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ เสียงในแอ่งเขาเริ่มเบาลง เวลานั้นมาถึงแล้ว หากรอต่อไปจนถึงกลางคืน จะไม่เป็นผลดีต่อการต่อสู้ของพวกเขา
คราวนี้เยี่ยหลิงหลงไม่ต้องพูดอะไร พวกเขาก็พากันไปจัดการงูหลามยักษ์สองหัวด้วยตัวเอง
พวกเขาไปตอนที่เยี่ยหลิงหลงยังคงนั่งอยู่ที่เดิม พลิกตำราอ่าน นางตอนนี้มีหน้าที่สำคัญคือการทบทวนเนื้อหาเกี่ยวกับค่ายกล
หุบเขานี้มีค่ายกลที่เขาขวางวั่งวางไว้ หากไม่สามารถทำลายค่ายกลและออกจากที่นี่ได้ ต่อให้ฆ่างูหลามยักษ์สองหัวได้มากแค่ไหน ก็ไม่สามารถพามันออกไปได้
โชคดีที่ตอนนั้นนางนำหนังสือออกมาจากหอตำราของสำนักชิงเสวียนออกมามากพอ ไม่เช่นนั้น การมาโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนคงจะไม่ราบรื่นเช่นนี้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้ามืดลงจนหุบเขาเข้าสู่ยามราตรี
ในตอนนั้น ไท่จื่อที่นอนหลับอยู่บนหัวของเยี่ยหลิงหลงก็ตื่นขึ้น มันอ้าปากหาวหวอดอย่างโอหัง แล้วยืดคออย่างเกียจคร้าน ก่อนจะกระโดดลงจากหัวนาง จากนั้นก็กระโจนออกไปอย่างกระปรี้กระเปร่า
เยี่ยหลิงหลงคว้าหางของมันไว้ได้อย่างรวดเร็ว ดึงมันกลับมาและกดมันไว้ที่.อก
“เจ้าจะออกไปเล่นอีกแล้วหรือ?”
ไท่จื่อยืดคออย่างหยิ่งยโสและพยักหน้า ใช่สิ ข้าจะออกไปเล่นอีกครั้ง!
ก่อนหน้านี้บอกไว้ว่ามาถึงโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนแล้วจะไม่จำกัดอิสระ เจ้าจะเปลี่ยนใจหรือไง?
“แล้วหินบันทึกภาพที่ข้าแขวนไว้ให้เจ้าตั้งแต่เมื่อวานล่ะ?”
ไท่จื่อสะบัดหัวอย่างหยิ่งผยอง ไม่รู้ ข้าทำหน้าที่แค่ออกไปเล่น สิ่งอื่นข้าไม่สนใจ
ทำไม? ข้าเป็นพวกไว้ใจไม่ได้ เจ้าคิดว่าข้าจะดูแลหินบันทึกภาพของเจ้าดีๆอย่างนั้นหรือ?
“คืนนี้ข้าจะติดหินให้เจ้าใหม่อีกครั้ง คราวนี้ห้ามเอาออก ถ้าพรุ่งนี้กลับมาแล้วมันหายอีก เจ้าเจอดีแน่”
บทที่ 497: ทำเรื่องลับๆล่อๆ
ไม่รู้ว่าไท่จื่อจะฟังเข้าใจหรือไม่ แต่เยี่ยหลิงหลงใช้เชือกอเนกประสงค์ผูกหินบันทึกภาพไว้ และมัดเป็นเงื่อนตายที่แก้ไม่ได้
เว้นแต่ไท่จื่อจะตัดหัวตัวเอง มันจะไม่มีทางทำหินบันทึกภาพหายแน่นอน
เมื่อจัดการเรียบร้อย เยี่ยหลิงหลงก็ปล่อยมันออกไปเล่น
หลังจากมันไปแล้ว เยี่ยหลิงหลงเคาะกล่องเล็กๆของเจาไฉถามว่าอยากออกไปเล่นด้วยไหม แต่เจาไฉกลับปิดฝากล่องเอง สื่อกับนางว่าโลกภายนอกช่างน่าเบื่อ ไม่สนุกเหมือนแต่ก่อน
เยี่ยหลิงหลงลองถามเสี่ยวไป๋ว่าอยากออกไปเล่นไหม เสี่ยวไป๋กำลังจะพยักหน้า แต่ถูกหัวไชเท้าอ้วนตัวจิ๋วกดไว้แน่น
“ข้ามีแค่เพื่อนคนนี้คนเดียว เจ้าจะมาแย่งมันไปอีก เยี่ยหลิงหลง เจ้าช่างใจร้ายจริงๆ! นี่เจ้าจะปฏิบัติกับผลไม้ช่วยชีวิตของเจ้าแบบนี้หรือ?”
“ว่าแต่ เจ้าได้จัดการงูดำตัวนั้นหรือยัง? มันจิตใจชั่วร้ายเกินไป เก็บมันไว้ข้างตัววันหนึ่งเจ้าจะต้องพินาศ!”
“แล้วก็ น้ำหวานของข้าใกล้หมดแล้ว ให้ศิษย์พี่หญิงห้าของเจ้าเอามาให้ข้าเพิ่มหน่อยสิ ยังไงข้าก็เป็นผลไม้ช่วยชีวิตของศิษย์น้องของเขา เขาคงไม่ใจแคบขนาดนั้น…”
เยี่ยหลิงหลงถอนตัวออกจากการสำรวจแหวนทันที
ทันทีที่นางออกมา พอดีกับที่ลูกมือทั้งเก้าของนางจัดการภารกิจสังหารงูหลามยักษ์สองหัวสิบสองตัวเสร็จสิ้น
“พี่สาวเยี่ย ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว! รีบมาดูเร็ว!”
เยี่ยหลิงหลงเดินไปยังตำแหน่งในแอ่งเขา นางเห็นงูหลามยักษ์สองหัวสิบสองตัวที่ตายแล้วจริงๆ จึงเก็บมันทั้งหมดเข้ามาในแหวนของนาง
หลังจากเก็บซากงูทั้งหมดเสร็จ นางก็พาทุกคนเดินต่อไปยังส่วนลึกของหุบเขา วางแผนว่าจะจับงูเพิ่มอีกหนึ่งวัน และวันถัดไปจะต้องหลบซ่อนเพื่อค้นหาทางออก
การหายไปของงูหลามยักษ์สองหัวจำนวนมากเช่นนี้จะทำให้คนของเขาขวางวั่งสังเกตเห็นได้อย่างแน่นอน ดังนั้นพวกเขาต้องรีบทำลายค่ายกลและหนีออกไปให้ได้
หลังจากเดินไปได้สักพัก ท้องฟ้าก็มืดสนิท เยี่ยหลิงหลงใช้ไข่มุกเจาะพื้นขุดสร้างถ้ำใหม่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทุกคนเข้าไปพักผ่อนในนั้น
เมื่อเข้าไปในถ้ำ พวกเขาได้ปิดทางเข้าถ้ำเพื่ออำพรางตัว เยี่ยหลิงหลงจุดกองไฟขึ้น
ตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ เยี่ยหลิงหลงใช้วิธีจับฉลากเพื่อแบ่งงูหลามยักษ์สองหัวกัน หากใครมีความเห็นหรืออยากแลกเปลี่ยนกันก็สามารถทำได้ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างยุติธรรม
เยี่ยหลิงหลงได้งูหลามยักษ์สองหัวมาทั้งหมดสิบเก้าตัวตั้งแต่นางเข้ามาในหุบเขา หลังจากแบ่งออกไปเก้าตัว นางจึงเหลือเก็บไว้เองสิบตัว
หลังจากแบ่งส่วนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็แอบแบ่งงูหลามยักษ์สองหัวเพิ่มให้อีกคนละตัวแก่หัวหน้าคนงานทั้งสองคน เพราะพวกเขาร่วมมือกับนางจับงูหลามยักษ์สองหัวมาถึงสามครั้ง และถึงแม้ในครั้งแรกพวกเขาจะปฏิเสธไม่รับส่วนแบ่ง แต่ครั้งหลังๆ พวกเขาก็ควรได้รับส่วนแบ่งอีกสองครั้ง
เมื่อได้รับงูหลามยักษ์สองหัวสองตัว ฝาแฝดก็ดีใจมาก
ย้อนคิดถึงตอนแรก พวกเขายังเป็นเพียงอาหารที่ถูกไล่ล่า แต่ในพริบตาก็กลายเป็นคนที่มีงูหลามยักษ์สองหัวสองตัว กลายเป็นเศรษฐีตัวน้อยไปเสียแล้ว
“พี่สาวเยี่ยสุดยอดมาก!”
“จะสนับสนุนพี่สาวเยี่ยตลอดไป!”
“พอได้แล้ว เตรียมตัวให้พร้อม เราจะฝึกฝนต่อ เพื่อให้มั่นใจว่าสภาพร่างกายพร้อมในเช้าวันพรุ่งนี้”
“ดำเนินการทันที!”
“เริ่มฝึกตอนนี้เลย!”
ทั้งสามคนเข้าสู่สภาวะฝึกฝนรอบใหม่อย่างรวดเร็ว ส่วนอีกเจ็ดคนที่เห็นก็ไม่พูดอะไร รีบตามเข้าฝึกทันที
หากพวกเขาไม่พยายาม ก็ไม่คู่ควรกับงูหลามยักษ์สองหัวอันล้ำค่าที่เลี้ยงด้วยผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะ!
คืนหนึ่งผ่านไป เมื่อแสงยามเช้าสาดส่องเข้ามาในถ้ำ เยี่ยหลิงหลงก็ลืมตาขึ้น
นางลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอกถ้ำ มองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นร่องรอยของไท่จื่อ นางบิดขี้เกียจและรออยู่ข้างนอกสักพัก พอไม่เห็นมันกลับมา นางจึงเตรียมตัวใช้จิตสัมผัสเพื่อหาตำแหน่งของข้อจำกัดที่นางทำไว้
ในตอนนั้นเอง พุ่มหญ้าข้างหน้าก็ขยับเล็กน้อย
จากนั้น เจ้าไท่จื่อที่มีใบหน้าอิ่มเอมก็เดินออกมา มันเดินทอดน่องอย่างเกียจคร้าน ดวงตาหรี่ลงเหมือนกำลังนึกถึงความสุขจากเมื่อคืน
ท่าทางนี้ สีหน้าทำนองนี้ นางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่ามันไม่ได้ไปทำอะไรซุกซนมาเมื่อคืน!
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ หินบันทึกภาพที่ผูกไว้บนคอมันหายไปอีกแล้ว!
นางมั่นใจว่าตัวเองถูกอย่างละเอียดยิ่งกว่าครั้งก่อน แถมผูกเงื่อนตายด้วย แต่หินบันทึกภาพก็ยังหลุดหายไปอีก คราวนี้มันตั้งใจแน่ๆใช่ไหม?
กลางดึกออกไปทำเรื่องอะไรที่ไม่ควรหรือเปล่า?
เยี่ยหลิงหลงก้าวสามสี่ก้าวไปคว้าเจ้าไท่จื่อขึ้นมาจากพื้น อุ้มมันขึ้นมาแล้วบีบแก้มมันพร้อมกับสอบถาม
“เมื่อคืนเจ้าไปทำอะไร?”
“อ๊าว...”
เจ้าไท่จื่อถูกบีบแก้ม โกรธจนใช้กรงเล็บข่วนเยี่ยหลิงหลง แต่เพราะนางยังไม่ได้คลายผนึกให้มัน ทำให้ตอนนี้พลังของมันยังอยู่ที่ขอบเขตจินตานเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถต่อกรกับเยี่ยหลิงหลงที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะได้เลย
กรงเล็บทั้งสองข้างถูกจับไว้แน่น เจ้าไท่จื่อบิดตัวไปมาแต่ก็ดิ้นไม่หลุด
มันจ้องเยี่ยหลิงหลงด้วยสีหน้าที่ดูน่าสงสาร ราวกับตั้งคำถามว่าทำไมนางถึงมาทำอะไรให้วุ่นวายแต่เช้า
“บอกมาซะดีๆ”
เจ้าไท่จื่อส่งเสียงโวยวาย ราวกับรู้ว่าเยี่ยหลิงหลงฟังไม่ออก มันจึงมีท่าทางที่ไม่ใส่ใจนัก
“รอดูเถอะ ข้าจะเรียกหัวไชเท้าอ้วนมาเป็นล่าม”
ทันใดนั้นเจ้าไท่จื่อก็เริ่มร้อนรน มันรีบคว้ามือเยี่ยหลิงหลงไว้ ไม่ให้นางทำเช่นนั้น
โอ้โห เจ้าไท่จื่อเริ่มกล้าทำเรื่องที่นางไม่ควรรู้แล้วสินะ แถมยังไม่อยากให้สหายรักอย่างหัวไชเท้าอ้วนรู้เรื่องอีกด้วย
นางตัดสินใจจะสั่งสอนมันสักครั้ง เพื่อให้มันรู้ว่าแอบทำเรื่องลับหลังผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่ผิด
ในตอนนั้นเอง เสียงดังจากที่ไกลๆ ก็ดังขึ้นมาจากทิศทางของแอ่งเขาที่พวกเขาไปเมื่อวาน
ท่าทางแบบนี้ หรือว่าคนของเขาขวางวั่งจะมาถึงแล้ว?
ไม่นะ คงไม่ถูกพบเจอเร็วขนาดนี้หรอกใช่ไหม?
ไม่ถูกต้องสิ ถ้าเช้าขนาดนี้ ต่อให้พวกเขารู้ว่างูหลามยักษ์สองหัวหายไปหลายตัวก็น่าจะเดินตรวจตราทั้งหุบเขาก่อน แล้วทำไมจู่ๆถึงมีคนจำนวนมากมารวมตัวที่นั่นได้ล่ะ?
เหมือนกับว่ารู้ล่วงหน้าว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่นั่นและตั้งใจมาตรวจสอบโดยเฉพาะ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนี้ เยี่ยหลิงหลงรีบกลับเข้าไปในถ้ำและปลุกทุกคนให้ตื่น
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ที่แอ่งเขามีคนจำนวนมากมาถึงแล้ว น่าจะเป็นคนของเขาขวางวั่งที่พบเจอเข้า”
“ไม่น่าเชื่อ เราเพิ่งล่างูหลามยักษ์สองหัวไปเมื่อวานเอง ทำไมวันนี้ถึงถูกพบเจอเร็วขนาดนี้?”
“ไม่แน่ใจ แต่ตำแหน่งที่เราวางแผนไว้เมื่อวานไปไม่ได้แล้ว มันอยู่ใกล้แอ่งเขาเกินไป จะถูกคนของเขาขวางวั่งพบได้ง่าย เราต้องย้ายไปที่ไกลกว่านี้”
“ได้ เราออกเดินทางทันที ทุกอย่างฟังคำสั่งจากเจ้า”
“เพื่อความปลอดภัย ตอนนี้ทุกคนต้องเปลี่ยนชุดประจำสำนักเป็นชุดธรรมดา”
“พี่สาวเยี่ย ท่านสงสัยว่ามีคนรายงานไปหรือ?”
“พูดตามตรง ข้าจะไม่ตัดความเป็นไปได้ใดๆ คนของเขาขวางวั่งมาถึงตำแหน่งได้แม่นยำเกินไป แถมเมื่อวานเรายังเจอศิษย์สำนักอู๋ซวง พวกเขาโกรธแค้น อะไรก็ทำได้ทั้งนั้น”
“ถุย! ทำแบบนี้ได้ยังไงกัน? ทั้งๆที่พวกเขาก็ถูกจับเข้ามาเหมือนกัน แต่กลับไปประจบเขาขวางวั่งแล้วหันมาหักหลังพวกเรา? อย่างน้อยเรายังแบ่งงูหลามยักษ์สองหัวให้พวกเขาเลยนะ!”
“ออกจากที่นี่ก่อน ถ้าพบทีหลังว่าเป็นพวกเขาจริงๆ เราจะได้ชำระแค้นคืน มีโอกาสแน่นอน”
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็เปลี่ยนชุดของตนเองก่อน นางเคยใส่ชุดสีแดงสดที่โดดเด่น แต่คราวนี้นางเปลี่ยนเป็นชุดประจำสำนักชิงเสวียนแทน
เมื่อสวมชุดสีเขียวอ่อนลายใบไผ่ของสำนักชิงเสวียน เยี่ยหลิงหลงดูกลายเป็นคนละคน จากสาวน้อยแสนซนกลายเป็นเทพธิดาน้อยแสนบริสุทธิ์และสง่างาม
แม้จะอยู่ด้วยกันมาหลายวัน แต่เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงในภาพลักษณ์นี้ พวกเขาก็ยังอดตะลึงไม่ได้
บทที่ 498: ถ้ามองอีก ข้าจะควักลูกตาพวกเจ้าทิ้งซะ
แม้ว่านางจะดูอายุยังน้อย แต่ความงามของนางนั้นไม่อาจปิดบังได้เลย
ตอนใส่ชุดแดง นางดูสดใสเปล่งประกาย ตอนใส่ชุดเขียว นางดูบริสุทธิ์น่าทะนุถนอม แต่ละแบบต่างสร้างความประทับใจได้ไม่แพ้กัน
ไม่รู้ว่านางเป็นศิษย์ของสำนักไหน แต่ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ ในอนาคตคนที่มาสู่ขอต้องเหยียบย่ำประตูสำนักจนพังแน่ๆ
ถึงกระนั้น แม้นางจะสวยและเก่งขนาดนี้ แต่ก็ไม่มีใครในที่นี้กล้าคิดอะไรกับนาง เพราะนางทั้งฉลาด เก่งกาจ และสามารถจัดการพวกเขาเก้าคนได้อย่างไม่มีที่ติ พวกเขารู้ตัวดีว่าไม่คู่ควร
“มัวเหม่อกันอยู่ทำไมล่ะ? รีบเปลี่ยนชุดสิ”
หลังจากที่เยี่ยหลิงหลงพูดออกมา พวกเขาก็ได้สติและรีบเปลี่ยนชุดของตน
“อ้าว? พี่สาวเยี่ย ทำไมที่ปลายแขนเสื้อของเจ้าถึงปักคำว่า ‘ชิงเสวียน’ ไว้ล่ะ?”
“เพราะข้าเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียนไงล่ะ นี่คือชุดประจำสำนักของข้า”
“หา! เดี๋ยวนี้ตลาดข้างนอกมีอุปกรณ์ครบขนาดนั้นแล้วหรือ? เวลาปลอมตัวเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียน ยังมีเสื้อผ้าเฉพาะเพื่อปลอมตัวด้วย!”
เยี่ยหลิงหลงเหลือบมองเขาโดยไม่พูดอะไร
“ว่าแต่ ชุดปลอมของสำนักนี้เนื้อผ้าดีมากเลยนะ ดูลายปักและความเงางามแล้ว มันน่าจะถูกเสริมคุณสมบัติเข้าไปเยอะเลยใช่ไหม? เป็นสมบัติวิเศษที่มีคุณสมบัติป้องกันใช่หรือเปล่า?”
“ใช่สิ ของดีขนาดนี้คงต้องใช้เงินเยอะเลย แล้วทำไมถึงต้องทำให้เป็นของเลียนแบบสำนักชิงเสวียนด้วยล่ะ? ของเลียนแบบแค่ทำขอไปทีก็พอแล้ว ทำดีขนาดนี้มันสิ้นเปลืองเกินไปไหม?”
เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้นและสะบัดไปข้างหน้าอย่างแรง ฝ่ามือของนางเกือบจะตีโดนพวกที่จ้องมองเสื้อผ้าของนาง ทำให้พวกเขารีบถอยหลังทันที
“ถ้ามองอีก ข้าจะควักลูกตาพวกเจ้าทิ้งซะ”
พวกเขาจึงไม่กล้ามองนางอีกต่อไป ยืนเรียบร้อยอยู่ข้างๆอย่างเชื่อฟัง
เยี่ยหลิงหลงเหลือบมองพวกเขา และเมื่อเห็นว่าทุกคนเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว นางก็หยิบแผนที่ภูมิประเทศออกมาจากแหวน
“เราจะไปด้วยกันไม่ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ คนอื่นๆต่างชะงักไป และแสดงความตื่นตระหนกเล็กน้อย
พวกเราจะไปด้วยกันไม่ได้ แต่พี่สาวเยี่ยมีคนเดียว จะแบ่งกันอย่างไรล่ะ!
“พวกเราสิบคนไปด้วยกันจะทำให้เป็นเป้าหมายใหญ่เกินไป แม้จะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว แต่ถ้าเราอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ ก็จะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยหลักในเรื่องการล่างูหลามยักษ์สองหัว เราต้องแยกกันเดิน เพื่อลดการถูกสังเกตเห็น”
เยี่ยหลิงหลงชี้ไปยังจุดหนึ่งบนแผนที่
“แยกกันเดิน แล้วเจอกันที่จุดนี้ตอนค่ำ ถ้าใครยังมาไม่ถึง ให้ทิ้งสัญลักษณ์ไว้ รอได้มากที่สุดแค่คืนเดียว แล้วต้องออกเดินทางต่อ”
“พี่สาวเยี่ย ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ?”
เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ นางไม่คิดว่าพวกศิษย์สำนักอู๋ซวงเหล่านั้นจะไปฟ้องจนทำให้คนของเขาขวางวั่งมาถึงเร็วขนาดนี้ ไม่เช่นนั้นตามแผนของนาง พวกเขาจะมีเวลาพอที่จะทำลายค่ายกลก่อนที่คนของเขาขวางวั่งจะพบ
“ตอนนี้ยังไม่มี แต่ข้าจะพยายามหาวิธีทำลายค่ายกลและพาพวกเจ้าออกไปให้เร็วที่สุด ระหว่างนี้ ทุกคนต้องดูแลตัวเองให้ดี”
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ พร้อมกับสาปแช่งพวกสำนักอู๋ซวงที่ไร้ยางอายอยู่ในใจ
“พี่สาวเยี่ย ถ้าอย่างนั้น ท่านพอจะแบ่งกระดาษยันต์ให้เราเพิ่มสักหน่อยไว้ป้องกันตัวได้ไหม?”
“ไม่ได้”
เยี่ยหลิงหลงปฏิเสธทันที ทำให้คนอื่นชะงักไปชั่วครู่
“แต่ข้าขายให้พวกเจ้าได้นะ ไม่แพง แผ่นละยี่สิบหินวิญญาณ”
“ไม่แพงจริงๆ พี่สาวเยี่ยเพิ่งมาที่นี่ ย่อมต้องการหินวิญญาณ พวกเราได้รับการดูแลจากนาง ซื้อกระดาษยันต์จากนางบ้างก็สมควร” เยว่ชูเยี่ยนกล่าว
“เจ้าหมายความว่าอะไรที่บอกว่าเพิ่งมา?”
“นางเพิ่งขึ้นมาจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่าง หินวิญญาณที่มีติดตัวมาล้วนเป็นหินวิญญาณที่ด้อยคุณภาพจากภพล่าง ยังไม่ได้ไปแลกเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณที่เมืองซินถูเลย”
ความจริงแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็คิดแบบนั้นอยู่ หินวิญญาณจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างไม่เหมือนกับของภพบน หินที่นางนำมาอาจใช้ไม่ได้ เพื่อให้มีเงินติดตัวไว้บ้างสำหรับการตามหาศิษย์พี่ของนาง นางจึงตัดสินใจขายกระดาษยันต์ ซึ่งน่าจะเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในขณะนี้แล้ว
คนอื่นที่ได้ยินก็ชะงักไปชั่วขณะ ที่แท้นางเพิ่งขึ้นมาจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างนี่เอง ไม่แปลกใจเลยที่คนมีความสามารถและความงามอย่างนางจึงไม่เป็นที่รู้จัก
“ยี่สิบหินวิญญาณไม่แพง ข้าขอซื้อยี่สิบแผ่น ถือเป็นการแสดงความยินดีที่พี่สาวเยี่ยขึ้นมาโลกหล้าภพบน ช่วยให้นางมีเงินเริ่มต้นบ้าง หินวิญญาณจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างคุณภาพต่ำ อัตราแลกเปลี่ยนกับโลกหล้าภพบนอยู่ที่หนึ่งพันต่อหนึ่ง แม้นางจะพกมาหลายล้านหินวิญญาณ ก็แลกได้แค่ไม่กี่พันหินวิญญาณเท่านั้น”
“ถ้างั้นข้าขอซื้อสี่สิบแผ่น กระดาษยันต์ของพี่สาวเยี่ยใช้ดีมาก ออกจากที่นี่ไปแล้วอาจจะหาของคุณภาพแบบนี้ไม่ได้ ซื้อเก็บไว้ไม่ขาดทุนแน่นอน ข้าต้องสนับสนุนนาง”
“เจ้าพูดขนาดนี้ ข้าขอซื้อหกสิบแผ่นเลย! ต่อให้เอาไปขายต่อข้าก็ยังได้กำไร!”
“หนึ่งร้อยแผ่น!”
“อย่ามากเกินไปนัก! พวกนักวาดยันต์หนึ่งวันวาดได้แค่สิบแผ่นเท่านั้นเอง พี่สาวเยี่ยคงไม่ได้มีเก็บไว้มากนัก ควรเหลือไว้ให้นางบ้างสิ”
เยี่ยหลิงหลงไม่ได้พูดอะไร แต่ยิ้มอย่างสดใส
“ไม่มีปัญหา ร้อยแผ่นก็ให้ได้ ต้องการเท่าไหร่ก็ขายให้ และยังมียันต์อีกหลายชนิด แต่ต้องรีบกันหน่อยนะ”
ด้วยความกระตือรือร้นในการซื้อของทุกคน เยี่ยหลิงหลงจึงสามารถทำเงินได้กว่าหมื่นหินวิญญาณภายในเช้าวันเดียว
แม้ว่าจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับทรัพย์สินมหาศาลที่นางมีอยู่ แต่นางก็จะไม่ปล่อยให้โอกาสในการทำกำไรหลุดลอยไปแม้แต่เหรียญเดียว
หลังจากเก็บหินวิญญาณเสร็จ เยี่ยหลิงหลงก็รีบแบ่งพวกเขาออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มสำนักเฟิงเหล่ยหนึ่งกลุ่ม กลุ่มสำนักเทียนโต้วอีกหนึ่งกลุ่ม และนางกับคู่แฝดจากสำนักกุยหยวนอีกกลุ่มหนึ่ง จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันออกเดินทางตามเป้าหมายที่วางไว้
เมื่อจำนวนคนลดลง การเดินทางของพวกเขาก็เร็วขึ้น
ทันทีที่พวกเขากำลังจะออกจากพื้นที่นั้น ก็มีเสียงตะโกนดังมาจากที่ไกลๆ “ใครอยู่ตรงนั้น? หยุดเดี๋ยวนี้!”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น พวกเขาทั้งสามตัวสั่นสะท้านทันที ระยะทางไกลขนาดนี้ยังสามารถมองเห็นได้ แสดงว่าคนผู้นั้นต้องมีการฝึกถึงขอบเขตหลอมสุญตาเลยทีเดียว!
การที่ส่งขอบเขตหลอมสุญตามาจัดการเรื่องในหุบเขาแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาขวางวั่งเอาจริงแล้ว
“ทำยังไงดีล่ะ พี่สาวเยี่ย!”
จะทำยังไงได้ล่ะ? ก็ต้องหนีสิ
ถ้าหากหยุดให้พวกเขาตรวจสอบ ต่อให้ตรวจไม่พบว่าเป็นฝีมือพวกเขา แต่การที่ถูกจับเข้ามาก็เพื่อเป็นเหยื่อของงูหลามยักษ์สองหัว เป้าหมายที่แท้จริงคือให้พวกเขาตาย ดังนั้นสุดท้ายแล้ว การฆ่าพวกเขาแล้วโยนศพให้เป็นอาหารงูก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“หนี!”
เมื่อพวกเขาวิ่ง ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาที่อยู่ด้านหลังก็สังเกตเห็นทันที
“หนีหรือ? มีพิรุธแน่นอน! แต่ก็โง่เกินไป ต่อให้วิ่งยังไงก็ไม่มีทางหนีพ้นหุบเขาหมื่นอสรพิษนี้ได้ ไล่ตามไป!”
คนด้านหลังไล่ตามมา พวกเยี่ยหลิงหลงรีบติดยันต์เร่งความเร็ว แล้วพุ่งผ่านป่าไปอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้น คนที่ตามมาก็ยังไล่ตามมาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และดูเหมือนจะมีมากกว่าหนึ่งคน!
“พี่สาวเยี่ย ถ้าวิ่งไปแบบนี้เราจะถูกล้อมจับที่ขอบหุบเขาแน่”
เยี่ยหลิงหลงครุ่นคิดเล็กน้อย ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร งั้นก็ล่อพวกเขาไปที่ขอบหุบเขาแล้วใช้ยันต์คุ้มภัยแบบสุ่มที่นางทำขึ้นเพื่อหนีไป โอกาสหนีสำเร็จมีถึงเกือบร้อยส่วนอยู่แล้ว
ส่วนสองคนนั้นก็ขออวยพรให้โชคดีละกัน
เยี่ยหลิงหลงกำลังจะหยิบยันต์คุ้มภัยออกมาจากแหวน ทันใดนั้น ไท่จื่อที่กำลังนอนอยู่บนศีรษะของนางก็กระโดดลงมา
มันลงไปยืนบนหินก้อนหนึ่ง หันกลับมามองนางด้วยสายตาเย่อหยิ่ง แล้วหันกลับวิ่งหนีไป
บทที่ 499: เขตหวงห้ามของบรรพชน
สายตาเย่อหยิ่งนั้นราวกับกำลังบอกว่า "ดูเจ้าเถอะ สุดท้ายก็ต้องพึ่งคุณชายอย่างข้าอยู่ดีใช่ไหม?"
เยี่ยหลิงหลงไม่สนใจท่าทางอวดดีของมัน นางชี้นิ้วไปทางไท่จื่อ
“ตามมันไป”
ไท่จื่อวิ่งนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่เยี่ยหลิงหลงและพวกไล่ตามติดจากด้านหลัง
พวกเขาวิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวก็มาถึงส่วนลึกของหุบเขา ในป่าทึบที่แสงสว่างแทบจะถูกบดบังทั้งหมด พวกเขาเห็นผนังหินเรียบสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ผนังหินนั้นสูงมากจนต้องแหงนหน้าขึ้นถึงจะมองเห็นยอด
กำแพงหินนี้ราวกับดาบยักษ์โบราณที่ปักลงสู่พื้นโลก ดูสง่างามและยิ่งใหญ่
แม้ในความมืดสลัว พวกเขาก็ยังสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่าด้านหน้านั้นไม่มีทางไปต่อแล้ว
ในตอนนั้น หัวใจของพี่น้องแฝดเยว่ชูหลี่และเยว่ชูเยี่ยนเต้นแรงขึ้นมาทันที ด้านหลังยังมีคนตามล่าไม่หยุดหย่อน ในขณะที่ด้านหน้ากลับไร้ทางหนี สิ้นหวังแล้วหรือเปล่านี่!
ในขณะนั้นเอง ไท่จื่อกระโดดพุ่งไปที่กำแพงหินอย่างไม่ลังเล
แต่แทนที่มันจะถูกกำแพงสะท้อนกลับมา ร่างของมันกลับหายไปในทันที
กำแพงหินนี้กลายเป็นทางเข้า ด้านในกลับซ่อนอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดาไว้
เยี่ยหลิงหลงไม่ลังเลที่จะกระโดดตามเข้าไป คู่แฝดก็ตามติดทันที ทั้งสามคนหายวับไปในพริบตา
“แปลกจริง ข้าเห็นพวกเขาวิ่งมาทางนี้แท้ๆ ทำไมไม่มีเสียงอะไรเลย? ลองไปดูกันข้างหน้าหน่อย”
“หยุดเดี๋ยวนี้! เจ้าไม่เห็นศิลาจารึกนี้หรือ? ยังกล้าเดินเข้าไปอีกหรือไง? เจ้าไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือ?”
ศิษย์ของเขาขวางวั่งหยุดชะงัก มองไปทางซ้าย เขาเห็นศิลาจารึกที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์และตะไคร่น้ำ แม้จะดูไม่โดดเด่นแต่ก็ยังตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่น บนศิลาจารึกมีอักษรสองตัวสีแดงเลือดที่เห็นได้ชัดเจน "เขตหวงห้าม"
เขารีบถอนเท้ากลับด้วยความตกใจ และใช้มือเช็ดเหงื่อเย็นๆที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก
“ดูท่าทางแล้ว พวกเขาคงเข้าไปในเขตหวงห้ามแล้วใช่ไหม?”
“เก้าในสิบก็เป็นอย่างนั้น”
“งั้นก็ช่างพวกเขาเถอะ ยังไงพวกเขาก็ไม่รอดอยู่ดี บรรพชนจะจัดการพวกเขาเอง”
“ถอยเถอะ เดี๋ยวไปหาพรรคพวกของพวกเขาต่อ คนของสำนักอู๋ซวงบอกว่าเมื่อวานนี้มีกันทั้งหมดสิบคน แต่จากความเคลื่อนไหวเมื่อครู่นี้ ดูเหมือนจะมีแค่สามคนที่เข้าไปในเขตหวงห้าม”
เมื่อกล่าวจบ คนที่ไล่ตามพวกเขามาตลอดทางก็ทยอยถอนตัวออกไป
ภายในเขตหวงห้าม ด้านหลังของกำแพงหิน เยี่ยหลิงหลงที่เพิ่งลงถึงพื้นยกมือขึ้นมาบังแสงแดดที่จ้าเกินไปโดยไม่รู้ตัว
ภายในกำแพงหินนี้ไม่เหมือนที่นางจินตนาการไว้ ด้านในมีแสงแดดส่องสว่าง สายลมอุ่นพัดผ่าน ซึ่งต่างจากบรรยากาศป่าด้านนอกที่เย็นชื้นและมืดมนอย่างสิ้นเชิง
ถ้าไม่ใช่เพราะการหนีตายครั้งนี้ นางคงจะสงสัยว่าตัวเองได้เข้าสู่ดินแดนเซียนเล็กๆเสียแล้ว
เพราะที่นี่มีปราณวิญญาณที่เข้มข้นกว่าข้างนอกมาก เมื่อยืนอยู่ตรงนั้น นางรู้สึกถึงแสงอาทิตย์ที่อบอุ่น กลิ่นหอมของดอกไม้ที่โชยมาเตะจมูก เสียงนกร้องไพเราะที่ขับขาน และเมื่อมองไปรอบๆ นางก็ยังเห็นบ่อน้ำพุวิญญาณอีกด้วย!
ต้องบอกว่า ไท่จื่อนี่เกิดมาเพื่อใช้ชีวิตอย่างสุขสบายจริงๆ
ในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้กับงูหลามยักษ์สองหัวที่มีกลิ่นเหม็นอยู่ด้านนอก เจ้าไท่จื่อกลับมาหาความสุขอยู่ที่นี่ มันช่างหาที่พักผ่อนได้ดีเหลือเกิน!
ในตอนนั้นเอง ไท่จื่อเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ ยกอุ้งเท้าหน้าขึ้นมา ใบไม้ขนาดใหญ่ใบหนึ่งก็ตกลงมาที่เท้าของมัน
มันเหยียบใบไม้นั้นและทิ้งตัวลงไปกลิ้งอยู่บนใบไม้ หาตำแหน่งที่สบายที่สุดก่อนจะนอนลง ใบไม้ก็ห่อหุ้มลำตัวของมันไว้อย่างอ่อนโยนและพลิ้วไหวไปมา พร้อมปิดท้องน้อยของไท่จื่อไว้ราวกับผ้าห่ม
“พี่สาวเยี่ย นี่มันอะไรกันเนี่ย?”
“ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกัน”
ไท่จื่อที่นางเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี แต่กลับออกไปเที่ยวเล่นอย่างลับๆ แล้วมาเจอที่ที่สบายถึงเพียงนี้ นางกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย!
แต่สำหรับพวกเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆไม่มีโชคแบบนั้น พวกเขาเดินตามไท่จื่อไประยะหนึ่ง แต่กลับไม่มีใบไม้สักใบมาอำนวยความสะดวกให้พวกเขา
ใบไม้ที่ไท่จื่อนอนอยู่ได้ลอยไปที่บ่อน้ำพุวิญญาณ มันวางไท่จื่อลงบนใบบัวกลางบ่อน้ำพุ เมื่อไท่จื่อลงถึงที่แล้ว ใบบัวก็เริ่มหมุนและจากก้นบ่อน้ำพุวิญญาณก็ปรากฏอาหารเลิศรสจำนวนมากวางขึ้นมาอย่างงดงาม ดูคล้ายถูกจัดในจาน และแต่ละจานก็เต็มไปด้วยปราณวิญญาณอันเข้มข้น ทั้งยังมีปริมาณมากเพียงพอที่จะทำให้อิ่มหน่ำ
อย่าว่าแต่นักกินตัวยงอย่างไท่จื่อเลย แม้แต่เยี่ยหลิงหลงเองก็แทบจะน้ำลายไหลเมื่อเห็น
ไท่จื่อกระโดดด้วยความดีใจ รีบคว้าอาหารคำแล้วคำเล่ากินอย่างรวดเร็ว ชนิดที่มองแล้วอดตกตะลึงไม่ได้
เมื่อกินหมดแล้ว ใบบัวก็เริ่มพลิกกลับอีกครั้ง ไม่นานก็มีอาหารเลิศรสชุดใหม่ผุดขึ้นมาบนใบบัว ไท่จื่อไม่รอช้า กินจนเรียบในพริบตาอีกครั้ง
มันกินไปด้วย หลับตาพริ้มแสดงท่าทีมีความสุขและพอใจอย่างที่สุด เยี่ยหลิงหลงคุ้นเคยกับท่าทางนี้มาก นี่มันท่าทางเดียวกับที่มันแสดงทุกเช้าหลังกลับมาเลยนี่!
เห็นได้ชัดว่าโลกของผู้ใหญ่มักจะคิดไปไกล แม้ว่าไท่จื่อสีหน้าราวกับเพิ่งผ่านการดูแลตัวเองอย่างดี แต่แท้จริงแล้วมันแค่กินจนพอใจเท่านั้น
ดังนั้น มันจึงเข้ามาที่นี่ทุกคืนเพื่อกินอย่างเต็มอิ่มอย่างนั้นหรือ?
ไม่แปลกใจเลยที่พอตอนกลางวันมันจะอิ่มจนไม่อยากขยับ แค่นอนบนหัวนางรับแสงอาทิตย์ ชีวิตแบบนี้สบายเกินไปแล้ว!
เมื่อเห็นไท่จื่อกินเอากินเอา แป๊บเดียวก็มาถึงรอบที่ห้า เยี่ยหลิงหลงอดไม่ได้ที่จะบินไปนั่งข้างๆมัน แล้วเอื้อมมือหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
เอ๊ะ ทำไมของชิ้นนี้ถึงดูคุ้นตานัก!
อ้อ! นี่มันคือ…
เยี่ยหลิงหลงเพิ่งคิดได้ไม่ทันไร พลังอันแข็งแกร่งก็พุ่งเข้ามาหานางทันที
นางตกใจจนหัวใจเต้นแรง อยากจะหลบออกไป แต่พลังนี้ช่างแข็งแกร่งจนสามารถตรึงตัวนางไว้ได้ ทำให้ไม่มีทางหลบหนี!
นางรีบหยิบกระบี่หงเยี่ยนออกมาจากแหวน เตรียมรับมือการโจมตี แต่ในขณะนั้นเอง ไท่จื่อก็กระโดดมาขวางหน้าของนาง
ชั่วพริบตา พลังอันแข็งแกร่งนั้นก็สลายหายไป
“อ๋าวอูอ๋าวอู!”
ไท่จื่อส่งเสียงร้องออกมา ราวกับกำลังต่อว่าใครบางคนอยู่
เยี่ยหลิงหลงหันมองซ้ายทีขวาที แต่กลับไม่เห็นอะไรเลย
“ไท่จื่อ เจ้ากำลังพูดกับใครอยู่หรือ?”
“อ๋าวอู”
พร้อมกับเสียงร้องของไท่จื่อ ทันใดนั้น ด้านหน้าผ่านป่าไผ่ที่ลมพัดไหว ปรากฏก้อนกลมใหญ่ขนฟูสีดำสลับขาว ดูนุ่มนิ่มกลิ้งออกมา
เยี่ยหลิงหลงยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตา ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าของสิ่งนี้นางเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
เจ้าก้อนกลมนั้นกลิ้งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ริมสระน้ำ จากนั้นร่างที่ขดตัวเป็นก้อนกลมก็ค่อยๆคลี่ออก
แขนขาสั้นป้อม ลำตัวกลมปุ๊ก ก้นฟูปุกปุย หางสั้นกระจิริด และขนสีดำสลับขาว...
นี่มันสมบัติล้ำค่าแห่งชาติตัวกลมที่ใครเห็นใครก็รักนี่นา!
ตอนนี้ เจ้าก้อนกลมกำลังนั่งอยู่ข้างสระน้ำ แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดพลางจ้องมองไปที่ไท่จื่อ ดูเหมือนเด็กที่ทำความผิดแล้วกำลังสำนึกผิด
ด้านนี้ ไท่จื่อจอมโอหังยังคงร้อง "อ๋าว อ๋าว" สั่งสอนอีกฝ่าย โดยไม่สนใจเลยว่าเจ้าก้อนกลมจะดูน่าสงสารเพียงใด
เยี่ยหลิงหลงถูกความน่ารักของเจ้าก้อนกลมที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ใจละลาย แต่เมื่อคิดทบทวนแล้ว มีบางอย่างไม่ถูกต้อง!
เมื่อครู่เป็นมันใช่ไหมที่ยกอุ้งมือขึ้นฟาดมาใส่นาง พยายามจะฆ่านาง?
เดี๋ยวนะ แล้วมันมีการฝึกฝนระดับไหนกัน?
บทที่ 500: ไม่ได้หมายความว่าพี่สาวเยี่ยเป็นหัวหน้าตัวจริงหรอกหรือ?
เยี่ยหลิงหลงจ้องอยู่นานหลายอึดใจ แต่ก็ไม่อาจมองเห็นระดับการฝึกฝนคร่าวๆของมันได้เลย เพียงแต่รู้ว่ามันทรงพลังอย่างมาก มากจนเกินกว่าที่นางจะรับรู้ได้
ระหว่างที่นางกำลังครุ่นคิด ไท่จื่อก็ยังคงเอาแต่บ่นสั่งสอนเจ้าอ้วนกลมไม่หยุด
เจ้าอ้วนกลมนั้นก็ถึงกับก้มหน้าต่ำลงแทบจะติดพื้น
เยี่ยหลิงหลงเอื้อมมือไปลูบหัวไท่จื่อเบาๆ
“พอเถอะน่า กินต่อเถอะ เจ้าไม่หิวหรือไง?”
ไท่จื่อหันมามองนางด้วยท่าทีหยิ่งยโส แล้วส่งเสียงฮึอย่างไม่สบอารมณ์ ประหนึ่งจะบอกว่า ‘เจ้านี่มันไร้ฝีมือจริงๆ ดูซิว่าใครช่วยเจ้าไว้เมื่อกี้’ แต่หลังจากฮึเสร็จ ไท่จื่อก็กลับไปกินต่อทันที
เมื่อเห็นว่าไท่จื่อหยุดบ่นแล้ว เจ้าอ้วนกลมก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง พลางมองไปที่เยี่ยหลิงหลงด้วยสายตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
เอ๊ะ เจ้าอ้วนกลมตัวนี้ช่างรู้ความจริงๆ
ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงหยิบของอร่อยชิ้นหนึ่งที่วางบนใบบัวขึ้นมาตรวจดูอีกครั้ง ไม่ผิดแน่ มันคือเนื้องูหลามยักษ์สองหัวสีสันสดใสที่อยู่ข้างนอกนั่น จัดวางอย่างสวยงามแปลกตา แถมหลังจากแช่ในสระวิญญาณนี้แล้ว ปราณวิญญาณก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น ทำให้เนื้อสัมผัสชุ่มฉ่ำและรสชาติอร่อยมากยิ่งขึ้น
ตอนนั้นเอง พี่น้องฝาแฝดที่อยู่ด้านหลังนางก็สังเกตเห็นเข้า
“หรือว่าพวกงูหลามยักษ์สองหัวข้างนอกนั่นเลี้ยงไว้เพื่อใช้เป็นอาหาร?”
สายตาของพวกเขาทั้งสองหันไปจ้องที่เจ้าอ้วนกลมตัวใหญ่ที่ไม่สามารถมองเห็นการฝึกฝนได้ทันที
“งั้นเจ้านี่แหละ คือเป้าหมายการเลี้ยงดูขั้นสุดท้ายของพวกเขาใช่ไหม? ที่นี่คงไม่มีหมีแพนด้าตัวอื่นแล้วสินะ?”
ทั้งคู่กวาดสายตามองไปรอบๆ และแน่ใจว่าไม่มีหมีแพนด้าตัวอื่นจริงๆ
หมีแพนด้าตัวนี้ที่ไม่อาจมองระดับการฝึกฝนได้แบบนี้ ดูยังไงก็ไม่น่าจะเป็นเพียงแค่อาหารแน่นอน
“อย่างน้อยๆ มันก็คงอยู่ในขอบเขตบูรณาการ หรืออาจจะสูงกว่านั้นก็ได้”
“โห! ระดับการฝึกฝนของเจ้านี่สูงกว่าประมุขเขาขวางวั่งเสียอีก! สำนักนี้ไปเลี้ยงสัตว์วิญญาณที่เก่งขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย?”
“แต่ข้าว่ามันไม่น่าใช่แค่สัตว์ภูตนะ ถึงประมุขเขาขวางวั่งจะมาที่นี่ ก็คงบังคับมันไม่ได้อยู่ดี”
“นั่นสิ แต่ที่แปลกคือมันกลับเชื่อฟังสัตว์เลี้ยงของพี่สาวเยี่ยอย่างว่าง่าย งั้นคำถามคือ แล้วสัตว์เลี้ยงที่อยู่บนหัวพี่สาวเยี่ยนั่นมีการฝึกฝนระดับไหนกัน? เพิ่งรู้เหมือนกันว่าข้าก็ไม่สามารถมองระดับการฝึกฝนของมันได้เลย!”
“พูดไปพูดมา สุดท้ายไม่ได้หมายความว่าพี่สาวเยี่ยเป็นหัวหน้าตัวจริงหรอกหรือ?”
คำพูดนี้ทำเอาเยว่ชูเยี่ยนและเยว่ชูหลี่ตกตะลึงไปตามๆกัน ขณะที่เยี่ยหลิงหลงเองก็ชะงักไปเล็กน้อย
นางกลายเป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารเสียอย่างนั้น
แต่นางก็ไม่ได้แปลกใจนัก ก็แหม ไท่จื่อตัวน้อยของนางเป็นถึงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์โบราณอย่างเทาเที่ย คนในภพล่างไม่รู้จักก็ไม่แปลกอะไร แต่พวกสัตว์ในภพบนคงไม่มีใครกล้าไม่ให้เกียรติ
ไม่น่าแปลกใจที่มันชอบมาที่นี่บ่อยๆ ก็เพราะมีคนคอยปรนนิบัติให้ตลอด แถมยังได้กินอิ่มพุงกางทุกวันอีกต่างหาก
ไท่จื่อยังคงกินอย่างเอร็ดอร่อย ในขณะที่เยี่ยหลิงหลงกระโดดลงจากใบบัว มายืนตรงหน้าเจ้าอ้วนกลม
นางยื่นมือไปลูบหัวมันเบาๆด้วยความอยากรู้อยากลอง
เจ้าอ้วนกลมอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะพุ่งเข้ามากอดเยี่ยหลิงหลงพร้อมกับเอาหัวถูไถนางเหมือนเด็กๆออดอ้อน สนุกสนานจนยิ้มแก้มแทบปริ
แต่ไม่ทันไร เจ้าอ้วนกลมก็ยอมหยุด แล้วถอยออกไปยืนข้างๆอย่างเรียบร้อย เพราะว่ามีเสียงร้องขัดใจดังขึ้นจากไท่จื่อบนใบบัว
“อ๊าวอ๊าว!”
เยี่ยหลิงหลงถึงกับหลุดขำ มันทั้งหยิ่งทั้งถือตัวจนทำเหมือนนางไม่มีตัวตนเสียอีก
แต่พอเห็นนางไปลูบหัวสัตว์ตัวอื่นเข้า มันกลับทนไม่ได้เสียอย่างนั้น
นางก้มมองฝ่ามือนุ่มๆของตัวเองแล้วคิดในใจ หรือนางจะมีพรสวรรค์ในการลูบหัวกันนะ?
ทั้งเจาไฉก็ชอบให้นางลูบหัว เจ้าอ้วนกลมก็หลงรักตั้งแต่แรกลูบ และแม้แต่ไท่จื่อที่หยิ่งจนไม่ค่อยจะเงยหน้ามองใคร ก็ไม่ยอมให้นางแบ่งการลูบหัวไปให้สัตว์ตัวอื่น
เมื่อคิดดูดีๆ ตอนที่นางลูบหัวแต่ละครั้งก็ใช้ทั้งพลังวิญญาณและฝีมือ ผสมกันจนกลายเป็นวิธีเฉพาะตัว นางจำได้ว่าครั้งแรกที่ลูบหัวเจาไฉ มันถึงกับติดใจไม่ยอมให้นางหยุดลูบ จนนางกลายเป็นคนชอบลูบหัวสัตว์ไปโดยปริยาย
เยี่ยหลิงหลงกลับไปที่ใบบัวแล้วอุ้มไท่จื่อขึ้นมา ลูบขนอย่างเบามือ ทำความสะอาดและจัดขนจนเรียบร้อย จากนั้นนางก็แปะยันต์สปาลงบนตัวมัน เพื่อให้มันรู้สึกผ่อนคลายสุดๆ พอทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ไท่จื่อก็นอนอย่างพึงพอใจและหันไปกินอาหารต่ออย่างมีความสุข
“อยู่ตรงนี้ดี ๆ นะ ข้าจะเดินสำรวจรอบๆ ดูว่ามีทางออกตรงไหนบ้าง”
ไท่จื่อส่งเสียง “อ๊าว!” ตอบรับ เป็นเชิงอนุญาต
หลังจากปลอบไท่จื่อจนสงบแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็บินมายังข้างๆเจ้าอ้วนกลม แล้วลูบหัวมันเบาๆอย่างอ่อนโยน
“ช่วยพาข้าสำรวจรอบๆนี้หน่อยได้ไหม?”
เจ้าอ้วนกลมส่งเสียงร้องสองที ก่อนจะลดตัวลงต่ำเป็นการส่งสัญญาณให้นางขึ้นไปนั่ง
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะปีนขึ้นไปบนหลังของเจ้าอ้วนกลม ขนปุกปุยและร่างกายที่นุ่มนิ่มทำให้นางอดไม่ได้ที่จะนึกอยากเอนตัวลงนอนเลยทีเดียว
เมื่อนางนั่งอย่างมั่นคงแล้ว เจ้าอ้วนกลมก็ลุกขึ้นยืนและเตรียมจะออกเดินทาง พอเยว่ชูเยี่ยนและเยว่ชูหลี่เห็นดังนั้นก็รีบตามมาทันที พอใกล้จะถึงก็ทำท่าจะปีนขึ้นไปบนหลังด้วย ทว่าทันใดนั้น เจ้าอ้วนกลมก็หันขวับพร้อมตวัดอุ้งเท้าขู่
มันไม่ได้ลงแรงเต็มที่ ดูเหมือนจะเป็นเพียงคำเตือน ทั้งสองจึงรีบกระโดดถอยหนีสุดชีวิต จนรอดพ้นจากอุ้งเท้านั้นมาได้
เจ้าอ้วนกลมหันกลับไปจ้องพวกเขาอีกครั้ง ด้วยสายตาคมกริบและพลังข่มขวัญที่ไม่มีเค้าความน่ารักอยู่เลย
ทั้งสองก้าวถอยหลังไปอีกก้าว มองไปยังตรงจุดที่อุ้งเท้าของมันฟาดลงไป เห็นเพียงพื้นแตกๆและหินที่ละเอียดเป็นผง ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดเสียว
โอ้สวรรค์...
“นี่ไม่ใช่แค่สัตว์ภูตแล้วล่ะ นี่ระดับบรรพชนเลยนะเนี่ย!”
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงนั่งอยู่บนหลังเจ้าอ้วนกลม นางมองไม่เห็นสีหน้าดุร้ายของมันหรือพื้นที่แตกละเอียดใต้ร่างเจ้าอ้วนกลม เห็นเพียงใบหน้าซีดขาวของสองแฝดที่มองมาด้วยความตื่นตระหนกเท่านั้น
“มันอาจจะไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องก็ได้ แต่ไม่ต้องกลัวหรอก จริงๆแล้วมันเรียบร้อยนะ” เยี่ยหลิงหลงพูดพร้อมกับลูบหัวเจ้าอ้วนกลมอีกครั้ง ทำให้มันหลับตาพริ้มอย่างสบายใจ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมรัชทายาทเทาเที่ยถึงชอบกลับมาเรื่อยๆ ฝีมือการลูบหัวของเยี่ยหลิงหลงนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ และคงเพราะไม่ได้มีใครกล้าแตะหัวเจ้าอ้วนกลมมานานแล้ว ยิ่งนางทั้งสวยทั้งมีทักษะ มันยิ่งหลงรักเข้าไปอีก
พอได้ยินคำพูดของเยี่ยหลิงหลง พี่น้องฝาแฝดถึงกับตาเบิกโพลงจนแทบถลนออกจากเบ้า
มันเรียบร้อยงั้นหรือ? พี่สาวเยี่ยต้องไม่เห็นสีหน้าของมันเมื่อครู่นี้แน่ๆ! นั่นมันไม่ใช่แค่ไม่ชอบการแตะต้อง แต่เหมือนพร้อมจะฆ่าคนเลยต่างหาก!
“พวกเจ้าตามมาข้างหลังละกันนะ” เยี่ยหลิงหลงพูดก่อนที่เจ้าอ้วนกลมจะพานางวิ่งไปอย่างร่าเริง
อย่าดูถูกความกลมปุ๊กลุกของมันเชียว แม้จะอ้วนและตัวใหญ่กว่าเยี่ยหลิงหลงถึงสามเท่า แต่มันวิ่งเร็วมาก ลมพัดหวีดหวิวผ่านหูนางไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานมันก็มาถึงขอบของอาณาเขตนี้ ซึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน
เมื่อยืนอยู่บนหน้าผา มองออกไปสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้ากว้างใหญ่ โลกเบื้องล่างดูกระจ้อยร่อย นางมองลงไป และใต้ม่านเมฆบางเบานั้น ก็เห็นเทือกเขาที่ทอดยาว และมีพระราชวังและอาคารมากมายเรียงรายอยู่เป็นหย่อมๆ หากเพ่งมองดีๆก็เห็นผู้คนตัวเล็กจิ๋วเคลื่อนไหวอยู่ที่นั่นด้วย
นั่นคงจะเป็นเขาขวางวั่งสินะ?
ขณะนางกำลังคิด เจ้าอ้วนกลมก็พุ่งตัวออกไป กระโดดจากหน้าผาสูงชันลงไปอย่างไม่ลังเล!
จบตอน
Comments
Post a Comment