บทที่ 51: การทำร้ายจิตใจอย่างร้ายกาจ
บนโลกนี้เหตุใดจึงมีคนที่ชอบเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผู้อื่นเช่นนี้อยู่ด้วย หรือสวรรค์เป็นใจให้ข้าต้องมาพบเจอกับคนเช่นนาง
ในขณะนั้นเอง เซี่ยหลินอี้ใบหน้าซีดเผือด กลืนคำพูดทั้งหมดที่คิดจะพูดต่อจากนี้กลับลงท้องไป ในขณะที่สายตาของศิษย์ร่วมสำนักของตัวเองและศิษย์ร่วมสำนักของนางจ้องมองมา เขากระอักไอแรงๆหลายครั้งเพื่อกลบเกลื่อนความอับอายของตัวเองพลางนั่งลง
ทั้งสองฝ่ายรักษาความสงบไว้ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เยี่ยหลิงหลงคร้านจะสนใจ นางเดินกลับไปยังพื้นที่ของสำนักของตัวเองและนั่งลง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เมื่อครู่เสี่ยงมาก เจ้าไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่?" ศิษย์พี่หญิงรอง เคอซินหลานเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
"ข้าไม่เป็นอะไร เพียงใช้ยันต์เร่งความเร็วมากเกินไป ทำให้เวียนหัวเล็กน้อยเท่านั้น"
ในตอนนั้นเอง ศิษย์พี่หญิงสี่ ฮวาซือฉิง รีบนำยาเม็ดออกมาจากแหวนส่งให้เยี่ยหลิงหลงทันที
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก รีบกินเถอะ นี่คือยาที่ข้าปรุงขึ้นเอง กินแล้วอาการไม่สบายทั้งหมดจะหายเป็นปลิดทิ้ง"
เยี่ยหลิงหลงรับยาเข้าปาก รสชาติคุ้นเคยแผ่ซ่านในลำคอ ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นมาก นี่เป็นยาที่ทำจากน้ำหวานบุปผาหมอกน้ำแข็ง ประสิทธิภาพดีกว่าดื่มน้ำหวานบุปผาหมอกน้ำแข็งตรงๆมากนัก
นางจึงรีบหยิบขวดขนาดเล็กออกมาจากแหวน ยื่นให้ฮวาซือฉิง
"นี่คือน้ำหวานบุปผาหมอกน้ำแข็งที่ข้าเก็บได้ ข้าไม่รู้วิธีปรุงยา กินตรงๆก็สิ้นเปลืองเปล่าๆ ได้ยินว่าศิษย์พี่หญิงสี่เชี่ยวชาญด้านการปรุงยา จึงขอมอบให้ศิษย์พี่หญิงสี่เป็นของขวัญพบหน้า"
ฮวาซือฉิงรับขวดขนาดเล็กมาวางไว้ใต้จมูก ดมกลิ่น เผยสีหน้าประหลาดใจ
"นี่มันน้ำหวานบุปผาหมอกน้ำแข็ง เจ้าเก็บมาได้อย่างไร? ขวดใหญ่มาก!"
"ขวดใหญ่หรือ? ข้ามีเวลารวบรวมนิดเดียว นึกว่าน้อยเสียอีก"
"ไม่น้อยเลย! น้ำหวานบุปผาหมอกน้ำแข็งขวดเท่านี้ ข้าสามารถใช้มันปรุงยาชำระจิตได้เป็นพันเม็ดเลยนะ ขอบใจศิษย์น้องหญิงเล็กมาก ของขวัญชิ้นนี้ข้าชอบมาก!"
ได้ยินเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันได้เอ่ยตอบ ศิษย์สำนักดาวเจ็ดดาราที่อยู่ด้านข้างก็พากันสูดลมหายใจด้วยความตกตะลึง
ยาชำระจิตตั้งพันเม็ด แค่เม็ดเดียวก็ไม่ใช่ถูกๆ นี่เล่นทำทีเดียวพันเม็ด มากกว่าเงินที่พวกเขาทำภารกิจทั่วไปทั้งปีเสียอีก นี่มันไม่ใช่รวยเละเทะแล้วหรืออย่างไร
นางนี่โชคดีเกินไปแล้วกระมัง พอเข้ามาถึงก็เจอบุปผาหมอกน้ำแข็ง แล้วยังเก็บน้ำหวานมาได้อีก
ขวดใหญ่มากแถมยังให้ไปแบบง่ายดาย เด็กสาวผู้นี้บ้าหรือเปล่า? นี่ไม่ใช่ของราคาถูกนะ!
เพียงแค่มองดูก็รู้สึกอิจฉาจนตาแดงก่ำ ยิ่งมองยิ่งรู้สึกขุ่นเคืองใจ
ดูเหมือน ศิษย์น้องหญิงอัจฉริยะผู้นั้นจะเข้าสำนักเจ็ดดาราพร้อมกับเด็กสาวผู้นี้ในการคัดเลือกศิษย์ครั้งเดียวกัน แต่ทำไมอีกฝ่ายให้ของขวัญศิษย์พี่อย่างใจกว้าง ขณะที่ศิษย์น้องหญิงของพวกเขาไม่เคยให้อะไรเลย?
ไม่เพียงไม่เคยให้สิ่งใด ยังฉวยเอาของล้ำค่าจากอาจารย์ไปจนหมดสิ้น จนพวกเขาไม่ได้อะไรเลย
ในขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงยังไม่ค่อยเข้าใจถึงคุณค่าของยาชำระจิต นางเห็นว่าศิษย์พี่หญิงชอบก็เพียงพอแล้ว
ต่อมา นางก็หยิบทองคำก้อนใหญ่ออกมาจากแหวน มอบให้กับโม่รั่วหลินที่อยู่ข้างๆ
"ศิษย์พี่หญิงสาม ข้าได้ยินศิษย์พี่เจ็ดกล่าวว่าท่านเชี่ยวชาญด้านการหลอมอาวุธ นี่คือทองคำที่ข้าหลอมจากขนนกปีกทองที่ข้าจับได้จำนวนมาก ขณะอยู่ด้านนอกขุนเขาต้าจิน ถือเป็นของขวัญต้อนรับการพบกันครั้งแรก"
โม่รั่วหลินรับทองคำก้อนใหญ่ด้วยสีหน้ายินดี
"ก่อนหน้านี้ ข้าได้ยินพี่ตงฟางเล่าว่ามีเด็กสาวผู้เก่งกาจที่สามารถจับนกปีกทองเป็นร้อยๆตัวมาหลอมทอง ที่แท้ก็เป็นศิษย์น้องหญิงเล็กนี่เอง! ตอนนั้นที่ได้ยิน ข้ายังรู้สึกอิจฉาจนแทบบ้า ไม่คิดเลยว่าทองคำก้อนนั้นจะมาอยู่ในมือข้าแล้ว!"
เยี่ยหลิงหลงกล่าวยิ้มๆ "ยังไม่หมดนะ มันเยอะมาก ข้าจะหยิบออกมาทีละก้อน ท่านรอหน่อย"
ภายใต้สายตาศิษย์สำนักเจ็ดดารา เยี่ยหลิงหลงหยิบก้อนทองส่งให้โม่รั่วหลินอย่างต่อเนื่อง มากกว่าร้อยครั้ง
เห็นได้ว่าเมื่อรวมกันแล้วทองเหล่านั้นจะมีขนาดใหญ่เพียงใด
ยิ่งมองยิ่งปวดใจ
เดิมทีถูกสำนักเล็กๆที่ไม่รู้จักชื่อนี้เหยียบย่ำก็น่าอับอายมากพอแล้ว แต่ตอนนี้ยังต้องมานั่งเบียดเสียดอยู่ตรงมุม ดูพวกเขามอบสมบัติล้ำค่าให้แก่กัน ช่างเป็นการทำร้ายจิตใจอย่างร้ายกาจ คิดไปก็รู้สึกน้อยใจ
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก นี่มันมากเกินไปแล้ว!" โม่รั่วหลินรับไว้จนมือสั่น เยี่ยหลิงหลงยังคงหยิบทองออกมาอีก "ทองคำมากมายขนาดนี้ พวกเราสามารถหลอมอาวุธและชุดเกราะให้แก่ศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักได้อีกหลายชุดเลย!"
"เช่นนั้นท่านก็รีบหลอม หลอมเสร็จก็เลือกชุดที่ดีที่สุด ส่วนที่เหลือก็นำไปขาย"
"ได้เลย! ข้าจะรีบหลอมโดยเร็วที่สุด ทีนี้ทุกคนก็จะได้อาวุธและชุดใหม่"
เหล่าศิษย์สำนักเจ็ดดาราที่อยู่ด้านหลังแทบจะร้องไห้ นี่พวกนางพูดอะไรออกมา?
พวกเขาลำบากทำภารกิจสะสมแต้มกว่าจะได้อาวุธวิเศษสักชิ้น แต่คนพวกนี้กลับได้มาอย่างง่ายดาย ทั้งยังได้คนละหลายชุด ชุดไหนไม่เข้าตาก็ยังจะเอาไปขาย
ตกลงใครคือสำนักใหญ่ ใครคือสำนักเล็กกันแน่?
“ศิษย์พี่หญิงรอง ข้าก็เตรียมของขวัญไว้ให้ท่านเช่นกัน”
เยี่ยหลิงหลงล้วงเข้าไปในแหวน แล้วหยิบตำราออกมาหลายเล่ม ยื่นส่งให้เคอซินหลาน
“ศิษย์พี่หญิงรอง นี่เป็นตำราที่ข้าคัดมาให้ท่านแล้ว ในนี้มีทั้งวิชาขั้นหกและขั้นเจ็ด ท่านลองดูว่าเล่มไหนเหมาะกับท่าน”
เคอซินหลานนิ่งอึ้งไป วิชาขั้นหกขั้นเจ็ด นี่มันของล้ำค่าชัดๆ!
ยิ่งมองก็ยิ่งชอบ ยิ่งมองก็ยิ่งปลื้มใจ ถือไว้ในมือพลิกดูไม่หยุด
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าช่างเก่งกาจยิ่งนัก! ตำราวิชาขั้นสูงมีมากมายเพียงนี้เชียวหรือ!”
“ทรัพยากรของสำนักชิงเสวียน มิได้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร ครั้งนี้ไม่ได้เตรียมของขวัญพิเศษไว้ ครั้งหน้าเจอของดีจะเก็บไว้ให้ท่านแน่นอน”
ยามที่เยี่ยหลิงหลงเอ่ย นางมิได้จงใจโอ้อวดสิ่งใด แต่คนที่ติดร่างแหเข้ามาด้วยความโชคร้ายกลับโพล่งออกมาเสียงดัง “อะไรนะ? ทรัพยากรสำนักชิงเสวียนหรูหราเกินไปแล้ว ดูสุขสบายยิ่งกว่าสำนักเจ็ดดาราหรือตำหนักจันทราลี้ลับเสียอีก!”
เสียงนี้ ทำให้ศิษย์แห่งสำนักเจ็ดดาราไม่สบอารมณ์ยิ่งขึ้น
เยี่ยหลิงหลงหันไปมองชายผู้โชคร้ายคนนั้น เอ่ยถามว่า "เจ้าเป็นใคร? ข้าไม่เคยได้ยินว่าสำนักชิงเสวียนมีคนอย่างเจ้าด้วย"
"ข้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนไร้สังกัด ชื่อว่า ตงฟางจิ้น บังเอิญถูกหมอกพัดเข้ามา แล้วเจอศิษย์พี่หญิงทั้งสามของเจ้า ตอนร่วมเดินทางกับพวกนางเลยพลัดหลงมาติดอยู่ในหุบเขานี้"
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ตงฟางจิ้นเป็นคนดี เขาเคยช่วยเหลือพวกเรามาหลายครั้ง ไม่เหมือนบางคนที่แม้จะมาจากสำนักใหญ่โต แต่กลับทำเรื่องเลวทรามต่ำช้า"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้ารับ
"จริงสิ ศิษย์น้องหญิงเล็ก พวกเรายังไม่ได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการเลย ข้าคือศิษย์พี่รองของเจ้า นามว่า เคอซินหลาน นี่คือศิษย์พี่หญิงสามของเจ้า โม่รั่วหลิน และนี่คือศิษย์พี่หญิงสี่ของเจ้า ฮวาซือฉิง แล้วศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าชื่ออะไรหรือ"
"ข้าชื่อเยี่ยหลิงหลง"
"ชื่อดี นับจากนี้เราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว"
ขณะนั้น เซี่ยหลินอี้ที่ถูกดูหมิ่นมาตลอดทางทนไม่ไหว หัวเราะเยาะออกมา "ครอบครัวเดียวกันอย่างนั้นหรือ อีกไม่นานก็คงได้ตายไปพร้อมกัน เป็นการรวมญาติที่ดีทีเดียว"
ทันทีที่เขาพูด คนทั้งหกคนหันมามองด้วยสายตาเย็นชา
เห็นคนเหล่านั้นถูกตนเองยั่วโทสะ เซี่ยหลินอี้ก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจ เขาจะไม่ยอมถูกรังแกฝ่ายเดียวหรอก! ให้พวกมันได้ลิ้มรสชาติของการถูกเย้ยหยันบ้าง!
ในขณะที่เขากำลังดีใจ เยี่ยหลิงหลงกลับยิ้มออกมา
"ใครบอกว่าเราจะตายไปด้วยกัน? ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่สำนักเจ็ดดาราที่เตือนสติ ข้าคิดวิธีออกไปได้แล้ว"
รอยยิ้มของเซี่ยหลินอี้แข็งค้าง ถึงพวกเขาจะมีทางรอด แต่ทำไมถึงรู้สึกว่ารอยยิ้มของเยี่ยหลิงหลงถึงดูน่ากลัวพิกล?
ไม่นานลางสังหรณ์ของเขาก็เป็นจริง เพราะเยี่ยหลิงหลงกล่าวต่อ
"เพียงแต่ต้องรบกวนสหายสำนักเจ็ดดารา ช่วยออกแรงหน่อยแล้ว"
บทที่ 52: เยี่ยหลิงหลงช่างน่ากลัวนัก
เหล่าศิษย์สำนักเจ็ดดาราล้วนเคยประจักษ์ถึงความน่ากลัวของเยี่ยหลิงหลง แต่พวกเขามิคาดคิดว่านางจะน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้!
ทันใดนั้น เยี่ยหลิงหลงก็หยิบพู่กันและกระดาษยันต์ออกมาจากแหวนด้วยสีหน้ายินดี ก่อนจะจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษอย่างคล่องแคล่ววาดเป็นอักขระหกแผ่น แล้วนำไปติดบนร่างของพวกเขาแต่ละคน
ตอนที่ยันต์ติดอยู่บนตัว พวกเขามิได้มีปฏิกิริยาใดๆ มีเพียงความสงสัยใคร่รู้ว่ายันต์นี้มีไว้เพื่อสิ่งใด แต่ไม่นานนัก บรรดาปวงชนก็ได้รู้แจ้งแก่ใจ
เพราะในเวลาต่อมาเยี่ยหลิงหลงหยิบเอาบางสิ่งสีดำทะมึนออกมาจากแหวน ก่อนที่ศิษย์สำนักเจ็ดดาราจะทันได้เห็นชัดๆว่าเป็นสิ่งใด กลิ่นเหม็นฉุนก็โชยพุ่งเข้าจมูกจนพวกเขาอาเจียนออกมา
มิใช่แค่อาเจียนเท่านั้น แต่ยังมีอาการวิงเวียนศีรษะ อีกทั้งร่างกายก็อ่อนเพลีย คล้ายกำลังถูกทรมานอย่างแสนสาหัส!
เหตุใดเด็กสาวอย่างนางถึงมีสิ่งของน่ารังเกียจเช่นนี้ได้
“รีบ… เอา… อ่อก… ออกไป… อ้วก…”
เซี่ยหลินอี้รู้สึกราวกับตนกำลังจะหมดสติไป แม้เขาจะสามารถฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา แต่วิธีการทรมานเช่นนี้ช่างโหดร้ายเกินไปแล้ว!
ในขณะที่เหล่าศิษย์สำนักเจ็ดดารากำลังทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ทั้งหกที่ถูกติดกระดาษยันต์กลับไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆเลย
ไม่ใช่แค่ศิษย์สำนักเจ็ดดาราเท่านั้นที่ตื่นตระหนก แม้กระทั่งงูยักษ์เกล็ดเงินข้างนอกที่ยังคงพยายามพุ่งชนอย่างไม่ลดละ มันได้กลิ่นนี้ก็คลุ้มคลั่งยิ่งกว่าเดิม อีกไม่นานถ้ำนี้คงถูกมันชนจนพังทลายลง
ท่ามกลางความตึงเครียด เยี่ยหลิงหลงกลับสงบนิ่ง นางหยิบกระดาษยันต์ออกมาจากแหวน ก่อนจะแบ่งให้ทั้งห้าคน คนละสองแผ่น
“อีกเดี๋ยว พวกเราต้องผ่านงูยักษ์เกล็ดเงินตัวนั้นไปให้เร็วที่สุด แล้วตรงไปที่ทางเข้าหุบเขาที่พวกเราพลัดหลงเข้ามา”
“แต่ที่นั่นมีข้อจำกัดปิดทางเข้าหุบเขาเอาไว้อยู่นะ”
“เพราะเช่นนั้น ข้าจึงต้องการให้มีคนยื้อเวลาให้ข้าปลดข้อจำกัดที่ผนึกหุบเขานี้”
“จะพวกข้ายื้อเวลาอย่างไร บอกมาเถิด พวกข้าพร้อมช่วยเหลือเต็มที่”
“ไม่ต้องลำบากพวกเจ้าหรอก ในฐานะศิษย์สำนักใหญ่แห่งยุทธภพ ศิษย์สำนักเจ็ดดาราย่อมต้องยืนหยัดปกป้องทุกชีวิตในยามคับขันเช่นนี้”
กล่าวจบ เยี่ยหลิงหลงก็แบ่งซากสีดำออกเป็นสิบกว่าชิ้น จากนั้นก็หยิบของเหลวเหนียวข้นออกมาจากแหวน แล้วนำชิ้นส่วนซากอสูรไปติดไว้บนร่างของศิษย์สำนักเจ็ดดาราทุกคน
“อย่านะ! อย่าเข้ามานะ!”
"เจ้าเป็นตัวประหลาดอะไรกันแน่? เหตุใดจึงมีสิ่งของพิลึกกึกกือติดตัวมากมายเช่นนี้?"
"พวกข้าสำนึกผิดแล้ว พวกข้าขอสาบานว่า ต่อไปนี้ แม้ศิษย์พี่ใหญ่จะออกคำสั่งห้ามมิให้เปิดประตูให้เจ้า พวกข้าก็จะเปิดรับเจ้าเข้ามา!"
"เวลาเช่นนี้เจ้ายังจะผลักไสความผิดมาให้ข้าอีกหรือ? พูดให้ดีๆ! เป็นข้าหรือที่กีดกันมิให้พวกเจ้าเข้ามา?"
สิ้นคำตวาดของเซี่ยหลินอี้ บรรดาศิษย์ร่วมสำนักที่เหลือต่างพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน
..............
ช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก!
เยี่ยหลิงหลงรีบหันไปมองเซี่ยหลินอี้ทันที
"ที่แท้เจ้าก็เป็นตัวการนี่เอง! เช่นนั้นเอาไป เจ้ารับชิ้นใหญ่ที่สุดนี้ไปเลย แล้ววิ่งให้ไวเล่า!"
...............
เซี่ยหลินอี้น้ำตาแทบร่วง เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะโกรธเยี่ยหลิงหลง หรือโกรธพวกศิษย์ร่วมสำนักที่ทรยศกันเองมากกว่ากัน!
ภายใต้การบังคับขู่เข็ญของจี้จื่อจั๋ว เหล่าศิษย์สำนักเจ็ดดาราทุกคนต่างก็ถูกแปะด้วยซากศพสัตว์อสูรที่มีกลิ่นเหม็นสุดจะทน ส่วนที่โหดร้ายที่สุดคือเยี่ยหลิงหลงแปะซากศพนั้นลงบนผิวหนังพวกเขาโดยตรง ต่อให้ถอดเสื้อวิ่งเปลือยก็ไม่ช่วยอะไร!
"เอาล่ะ! พวกเจ้าทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม จัดแถวให้เรียบร้อย ออกไปทีละคน ห้ามแซงกันนะ!"
ได้ยินดังนั้น เหล่าศิษย์สำนักเจ็ดดาราต่างโกรธจนตาเหลือก
ห้ามแซงบ้าบออะไรกัน!
ภายใต้การข่มขู่ของจี้จื่อจั๋ว พวกเขาถูกบังคับให้ยืนอยู่ที่ปากถ้ำ ทันใดนั้นเซี่ยหลินอี้ก็ถูกเยี่ยหลิงหลงถีบจนตัวถลาไปข้างหน้า
เขาได้รับบาดเจ็บ แล้วยังถูกแปะของเหม็นเน่าไว้กับตัว ไม่นานงูยักษ์เกล็ดเงินต้องไล่โจมตีเขาอย่างบ้าคลั่ง ด้วยสภาพเช่นนี้เขาต้องตายอย่างแน่นอน
ในขณะที่ถูกถีบออกไปนั้น เซี่ยหลินอี้ตะโกนสุดเสียง "เยี่ยหลิงหลง ข้าตายไปเป็นผีก็จะไม่มีวันยกโทษให้เจ้า!"
พอตะโกนจบ งูยักษ์เกล็ดเงินเห็นมนุษย์น่าตายคนหนึ่งกล้าถือของเหม็นเน่าออกมาท้าทายมัน มันโกรธจนพุ่งไปทางมนุษย์ผู้นั้นเต็มแรง
เซี่ยหลินอี้คิดว่าตัวเองต้องตายแน่ แต่พอหลบเขาก็พบว่าความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก!
เขาก้มลงมอง เห็นเยี่ยหลิงหลงติดยันต์เร่งความเร็วสองแผ่นไว้บนตัวเขา ในชั่วพริบตาเขาก็พบความหวังที่จะมีชีวิตอยู่อีกครั้ง ตื่นเต้นจนแทบบ้า
"ข้าไม่ต้องเป็นผีแล้ว! ดีจริงๆ! ข้าต้องวิ่งให้สุดกำลัง ต้องไม่ถูกมันตามทันแน่"
ศิษย์สำนักเจ็ดดาราเห็นศิษย์พี่ใหญ่ของตนดีใจจนน้ำตาไหล และดึงดูดความเกลียดชังทั้งหมดของงูยักษ์เกล็ดเงิน สับเท้าวิ่งอย่างสุดกำลังด้วยความตกตะลึง
ในทางกลับกันเยี่ยหลิงหลงพอใจมาก เซี่ยหลินอี้นั้นเก่งกว่าที่นางคิดเอาไว้ เด็กหนุ่มผู้นี้ย่อมมีอนาคตไกลแน่นอน
"คนต่อไป ไปได้!"
เยี่ยหลิงหลงหันกลับมา เตะศิษย์สำนักเจ็ดดาราออกไปทีละคน
เป็นผลให้มีคนที่ส่งกลิ่นเหม็นนับสิบคนจึงวิ่งพล่านไปทั่วหุบเขา เป้าหมายมากขึ้น เคลื่อนไหวเร็วขึ้น ทำให้งูยักษ์เกล็ดเงินรู้สึกปวดหัวอย่างมาก
แต่มันถูกขังอยู่ที่นี่มาหลายปี ไม่ค่อยมีใครมาเล่นด้วยนานแล้ว เมื่อมีคนมาเป็นเพื่อนเล่นมากมายเช่นนี้ มันก็ทั้งซาบซึ้งและตื่นเต้น มันจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อบดขยี้พวกเขาทั้งหมดให้เป็นก้อนเนื้อ!
ศิษย์สำนักเจ็ดดาราสิบกว่าคนต่างพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง ไม่กล้ารวมตัวกัน และไม่กล้าหยุดอยู่ที่ใดเป็นเวลานาน
เพราะหากรวมตัวกัน กลิ่นเหม็นก็จะทวีความแรงขึ้นและกลายเป็นเป้าหมายหลักของงูยักษ์เกล็ดเงิน หากหยุดนิ่งยิ่งเข้าทางงูยักษ์เกล็ดเงิน วิ่งมันย่อมไล่ไม่ทัน หากไม่วิ่งก็มีแต่ตายกับตาย
ด้วยเหตุนี้ สิบกว่าคนจึงเปิดฉากการวิ่งหนีในหุบเขาที่มีงูยักษ์ไล่ล่า เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง
"ตอนนี้แหละ เราไปที่ทางเข้ากัน"
คนอื่นๆรีบติดตามเยี่ยหลิงหลงทะยานข้ามหุบเขา มุ่งหน้าสู่ปากทางเข้า
เมื่อเห็นว่าทุกคนมาถึงทางเข้าแล้ว เซี่ยหลินอี้ตะโกนว่า "ศิษย์สำนักเจ็ดดารา ฟังข้า! รวมตัวบุกทะลวงประตู! พวกมันไหนเลยคิดไว้ชีวิตพวกเรา เราก็จะไม่ยอมให้พวกมันหนีไปได้!"
สิ้นคำ เซี่ยหลินอี้ก็พุ่งตรงเข้าหาเยี่ยหลิงหลง ทว่ายังไม่ทันได้ใกล้ ก็ถูกจี้จื่อจั๋วผู้ยืนอยู่ห่างออกไป ฟาดกระบี่จนกระเด็นกลับมา
ร่างของเซี่ยหลินอี้กระแทกเข้ากับผาหินอย่างจัง กระอักโลหิตออกมาคำโต มองเห็นเยี่ยหลิงหลงและสหายอีกห้าคนยืนจังก้าขวางหน้า ชัดเจนว่าใครกล้าเข้ามาก็จะถูกฆ่าทันที
"พวกเจ้าจะรังแกกันเกินไป พวกเรา..."
เขาหันกลับไปพูดยังไม่ทันจบก็พบว่าด้านหลังเขาไม่มีใครอยู่เลย!
นั่นหมายความว่า ไม่มีใครสนใจคำสั่งของเขาเลยหรือ?
กล่าวคือ มีแค่เขาคนเดียวที่วิ่งพุ่งไปอย่างบ้าบิ่น แล้วถูกฟาดด้วยกระบี่จนกระเด็นกลับมาเหมือนขยะ?
ศักดิ์ศรีของศิษย์พี่ใหญ่หายไปไหน?
เซี่ยหลินอี้โกรธจนกระอักเลือด ครึ่งหนึ่งของเลือดยังไม่ทันได้กระอักออกมา ทว่าหางตาพลันเหลือบเห็นงูยักษ์เกล็ดเงินกำลังจ้องมองมาทางเขาที่หยุดนิ่ง ดวงตาของมันวาวโรจน์น่ากลัว ก่อนจะสะบัดหัวพุ่งมาหาเขาอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น เขาจึงกลืนเลือดที่ยังไม่ทันได้กระอักออกมา รีบลุกขึ้นหนีเอาชีวิตรอด
"พวกเจ้า... รอก่อนเถอะ! ข้าไม่ยกโทษให้พวกเจ้าแน่!"
บทที่ 53: พวกเจ้านี่โง่เง่าเสียจริง
ร้องตะโกนเสร็จ เซี่ยหลินอี้ก็กลับไปร่วมวงวิ่งเล่นกับงูยักษ์ต่อ ทั้งยังวิ่งได้เร็วที่สุดในกลุ่มด้วย
เพราะกลิ่นเน่าเหม็นจากร่างของเขานั้นรุนแรงที่สุด ย่อมเป็นที่สนใจของงูยักษ์เกล็ดเงินยิ่งกว่าใคร
ในใจเซี่ยหลินอี้ได้แต่สบถด่าเยี่ยหลิงหลงแปดร้อยรอบ แต่พอเห็นนางใกล้จะปลดข้อจำกัดที่ทางเข้าได้แล้ว เขาก็เปลี่ยนท่าที กลับกลายเป็นสวดมนต์ภาวนาให้เยี่ยหลิงหลงทำสำเร็จโดยไว
เพราะเขาไม่อยากวิ่งหนีแล้ว เกิดมาไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้มาก่อนเลย!
เวลาผ่านไปทีละน้อย เยี่ยหลิงหลงวาดยันต์ลงบนพื้นรอบทางเข้านับไม่ถ้วน จนริมฝีปากซีดขาว ใบหน้ามีเหงื่อผุดซึม
ฝ่ายฮวาซือฉิงเห็นดังนั้น ก็ยัดหยูกยาที่ช่วยฟื้นฟูพลังวิญญาณและพละกำลังเข้าปากเยี่ยหลิงหลงไม่ยั้ง
เยี่ยหลิงหลงเองก็ติดยันต์พลังวิญญาณไว้ที่ตัว เพื่อไม่ให้พลังวิญญาณเหือดแห้งจนร่างกายรับไม่ไหว
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านว่าเด็กนั่นไว้ใจได้หรือ นางอายุแค่นั้น ยันต์ผีๆพวกนี้ที่นางวาด คงไม่ใช่วาดเล่นๆหรอกนะ แม้แต่ศิษย์น้องเล็ก อัจฉริยะของพวกเรายังทำไม่ได้ นางเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน”
เซี่ยหลินอี้ไม่อยากยอมรับ แต่เรื่องนี้ดูเหมือนเยี่ยหลิงหลงจะเหนือกว่าเยี่ยหรงเยว่นิดหน่อย
“คนเราย่อมเชี่ยวชาญคนละด้าน ศิษย์น้องเล็กของพวกเราเป็นอัจฉริยะด้านธาตุไฟ พลังวิญญาณรากเดี่ยว ฝึกฝนแต่ทางชอบธรรม มุ่งมั่นแต่จะยกระดับพลังฝีมือ มีแต่คนอย่างเยี่ยหลิงหลง พลังวิญญาณสามราก ไร้ซึ่งพรสวรรค์ ไม่อาจฝึกฝนวิชาได้ จึงได้แต่ไปมุ่งมั่นกับวิชาต่ำๆพวกนี้”
ศิษย์สำนักเจ็ดดาราผงกศีรษะรับคำ ข้างกายมีศิษย์ร่วมสำนักอีกผู้หนึ่งเอื้อนเอ่ยคล้ายจะทักท้วงแต่ก็หยุดลง
แม้จะเป็นเช่นนั้น ท่านกลับเรียกสิ่งนี้ว่าวิชาต่ำๆ ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเอาจริงหรือ?
อัจฉริยะที่สามารถทำลายค่ายกลได้ ไม่ว่าอยู่สำนักใดก็คือของล้ำค่าที่หาได้ยาก ยิ่งกว่าการมีอัจฉริยะสายต่อสู้เป็นหมื่นเท่า!
ช่างเถอะ เด็กในสำนักเดียวกัน จะมาขัดคอกันเองก็กระไรอยู่ ดังนั้นเขาจึงกลืนคำพูดนั้นลงท้องไป
ในขณะที่พูดคำนี้ พวกเขาวิ่งผ่านกลุ่มของจี้จื่อจั๋วพอดี จี้จื่อจั๋วจึงได้ยินบทสนทนานี้เข้า
เซี่ยหลินอี้เห็นสีหน้าตกตะลึงของจี้จื่อจั๋ว เขาก็โกรธขึ้นมา “มองอะไร ข้าพูดผิดตรงไหน!”
จี้จื่อจั๋วยกนิ้วโป้งให้เขา “เจ้าพูดไม่ผิด ข้าหวังว่าทฤษฎีที่น่าตื่นตาตื่นใจของเจ้าจะได้รับการเผยแพร่ในสำนักเจ็ดดารา สืบทอดต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน”
…..................
บัดซบ
ด่ากันตรงๆเสียยังดีกว่า
ศิษย์สำนักเจ็ดดาราวิ่งเล่นกับงูยักษ์ตลอดบ่าย จนกระทั่งแสงสุดท้ายของตะวันลับขอบฟ้า เยี่ยหลิงหลง นางจึงกำเสวียนอิ่งแน่น โคจรพลังวิญญาณ กระโดดขึ้นสุดกำลัง แล้วฟันกระบี่ไปที่ปากทางเข้า
เสียงดังสนั่นหุบเขา ราวกับแผ่นดินจะถล่ม
เหล่าศิษย์สำนักเจ็ดดาราหอบหายใจหันขวับไปมอง เห็นเยี่ยหลิงหลงฟันปากทางเข้าจนเป็นรอยแยกเล็กๆ
รอยแยกนั้นไม่อาจให้งูยักษ์เกล็ดเงินเลื้อยออกไปได้ แต่เพียงพอสำหรับพวกเขา!
สำเร็จแล้ว! พวกเขารอดแล้ว!
พริบตานั้น ศิษย์สำนักเจ็ดดาราต่างตื่นเต้นยิ่งกว่าศิษย์สำนักชิงเสวียนเสียอีก พวกเขาไม่ต้องเสี่ยงชีวิตเล่นกับงูยักษ์แล้ว ดีใจจนน้ำตาจะไหล
เมื่อเห็นศิษย์สำนักชิงเสวียนหนีออกไปจากรอยแยกทีละคนสองคน เหล่าศิษย์สำนักเจ็ดดาราก็ทนต่อไปไม่ไหว พากันกรูเข้าไปในรอยแยกนั้น
งูยักษ์เกล็ดเงินฆ่าใครไม่ได้ตลอดบ่าย ทั้งยังปล่อยให้พวกเขารอดไปได้ทั้งหมด มันจึงโกรธมาก พุ่งชนทางเข้าหุบเขา ทำให้ค่ายกลที่แตกร้าวนั้นสั่นสะเทือนไม่หยุด
เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่ด้านนอกค่ายกล เมื่อเห็นศิษย์สำนักเจ็ดดาราออกมาจนหมด นางจึงรีบย้ายกระดาษยันต์พร้อมกับเติมอักขระลงไปอีกหลายตัว จนทางเข้าหุบเขาปิดสนิทอีกครั้ง
หลังจากนั้น นางยังมีน้ำใจเขียนข้อความไว้ข้างๆ เพื่อเตือนผู้ที่มาทีหลังว่า ‘ผู้บุกรุกต้องตาย’
เขียนเสร็จ เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ นางรู้สึกว่าตนเองช่างใจดีเหลือเกิน น่าประทับใจยิ่งนัก
ในตอนนั้นเอง เซี่ยหลินอี้ที่เพิ่งหนีออกมาได้และยังคงอยู่ในสภาพอิดโรย ยืนเยาะเย้ยนางอยู่ไม่ไกล
"เจ้าแน่ใจหรือ ว่าที่เขียนข้อความเช่นนี้ เพื่อเตือนผู้อื่นมิให้เข้าไป มิใช่ล่อลวงผู้อื่น หากที่ใดมีข้อความเช่นนี้เขียนไว้ข้างนอก ในสิบส่วนต้องมีของล้ำค่าอยู่แปดส่วน ผู้ใดผ่านไปมา ย่อมต้องเข้าไปเสี่ยงโชคเป็นแน่ หากเจ้ามิได้เขียนไว้ บางทีผู้อื่นอาจไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ แล้วเดินผ่านเลยไปก็เป็นได้"
เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้ว นางเก็บพู่กัน จากนั้นก็หยิบยันต์ออกมาแผ่นหนึ่ง แปะหน้าผากของเซี่ยหลินอี้อย่างรวดเร็ว โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตั้งตัว
แม้ว่าสิ่งที่เขากล่าวมานั้นถูกต้อง แต่ก็เป็นสิ่งที่นางไม่อยากฟัง
เซี่ยหลินอี้ที่จู่ๆก็กลายเป็นใบ้: …
"เอาละ ในเมื่อทุกคนออกมาอย่างปลอดภัยแล้ว พวกเรามาสะสางปัญหากันเถิด พวกเจ้าจงใจแย่งชิงถ้ำศิลาที่สำนักชิงเสวียนของพวกข้าพบก่อน จากนั้นก็คิดร้ายขังพวกเขาไว้ข้างนอก ทำให้พวกเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด หนี้แค้นนี้ พวกเจ้าจะชดใช้อย่างไร"
"อื้อ อื้อ อื้อ..." เซี่ยหลินอี้พยายามโต้แย้งอย่างเต็มกำลัง
"เจ้าถูกยึดสิทธิ์ในการพูดแล้ว ให้ศิษย์น้องของเจ้าพูดแทน"
เซี่ยหลินอี้โกรธจนควันออกหู บ้าเอ๊ย! นางเป็นใครถึงมาออกคำสั่ง! ถ้าไม่ใช่เพราะถูกเล่นทีเผลอ เขาจะโดนยันต์บ้าๆ นี่เล่นงานได้อย่างไร ยันต์บ้าอะไรแปะแล้วหายไปทันที จะเอาออกอย่างไร?
เมื่อพูดไม่ได้ เขาจึงหันไปปรามเหล่าศิษย์น้องด้วยสายตา เตือนว่า ห้ามใครพูดแทนเขาโดยเด็ดขาด ต้องให้เขาเป็นตัวแทนของสำนักเจ็ดดารา ให้เยี่ยหลิงหลงเอายันต์นี้ออกให้ได้
"ไม่มีใครพูดหรือ? ดี เช่นนั้นศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าก็คงไม่ต้องการเสียงไปชั่วชีวิตแล้วกระมัง!"
เซี่ยหลินอี้ชะงัก หันขวับไปมองศิษย์คนหนึ่ง ทำสัญญาณด้วยสายตาว่า เจ้าพูดแทน!
ศิษย์สำนักเจ็ดดาราที่เหลือ: ...
ศิษย์พี่ใหญ่ ดูจะ... ยอมแพ้เร็วไปหน่อยหรือไม่?
"คือ... ศิษย์พี่ใหญ่ หมายความว่า แม้ว่าเราจะทำร้ายศิษย์สำนักชิงเสวียนก่อน แต่ต่อมาพวกเจ้าก็จับเราไปเป็นของเล่นให้กับงูยักษ์เกล็ดเงิน ทำให้พวกเราต้องวิ่งจนแทบตายทั้งบ่าย ก็ถือว่าเป็นการทรมานเราไปแล้ว สองอย่างนี้ก็น่าจะหักล้างกันได้"
"ล้อกันเล่นหรือ? การให้พวกเจ้าเล่นกับงูยักษ์เป็นการให้โอกาสพวกเจ้าแสดงคุณค่า ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าไม่มีส่วนช่วยอะไรเลย แล้วจะหลบหนีออกจากช่องทางที่เราเปิดไว้ได้อย่างไร? สมองใช้ไม่ได้ก็ต้องใช้แรงชดเชยมิใช่หรือ?"
ได้ยินดังนั้น ศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราตะลึงงัน พอคิดตามดูแล้ว ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลอยู่ไม่น้อย
"อื้อ อื้อ อื้อ!" เซี่ยหลินอี้ยังคงออกคำสั่งด้วยใบหน้าโกรธเกรี้ยว
ศิษย์ผู้นั้นเหลือบมองไปด้านหลังเยี่ยหลิงหลง เห็นจี้จื่อจั๋ว เคอซินหลาน และตงฟางจิ้น สามคนที่อยู่ขอบเขตจินตาน กำลังยืนถือกระบี่ จ้องมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา เหมือนพร้อมที่จะลงมือทุกเมื่อ
เขาเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างลืมตัว
"ศิษย์พี่ใหญ่ของข้าหมายความว่า พวกเจ้าต้องการอะไรเป็นค่าชดเชยหรือ"
เซี่ยหลินอี้ที่ทำปากขมุบขมิบเป็นคำว่า ‘ผายลม’*[1]: ???
[1] ผายลม (放屁) เป็นสแลงหมายถึง พูดเหลวไหล พูดไปเรื่อยไม่มีหลักฐาน
บทที่ 54: ตัวร้ายก็ต้องทำตัวให้สมกับเป็นตัวร้าย
"ถึงแม้ชีวิตศิษย์สำนักชิงเสวียนจะมีค่ามาก แต่พวกเจ้าศิษย์สำนักเจ็ดดารายากจนเกินไป ไม่มีสิ่งใดคู่ควร ข้าขอเพียงหินวิญญาณระดับกลางพันก้อน เป็นค่าทำขวัญก็แล้วกัน"
สิ้นคำ ศิษย์สำนักเจ็ดดาราพากันสูดหายใจ ตากลมโตด้วยความตกตะลึง สิงโตอ้าปากกว้างชัดๆ!
"อื้อ อื้อ อื้อ!" เซี่ยหลินอี้ยิ่งโกรธเกรี้ยว เขาทำปากขมุบขมิบ ชี้หน้าเยี่ยหลิงหลง ด่าทอนางว่าละโมบไม่รู้จักพอและเพ้อฝัน เขาจะไม่ให้แม้แต่เศษหินเดียว!
ศิษย์สำนักเจ็ดดารามองท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยงของเซี่ยหลินอี้ แล้วเกิดอาการลังเล
"ศิษย์พี่ใหญ่หมายความว่า ลดได้หรือไม่ขอรับ"
เซี่ยหลินอี้ที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย: ...
มีคนทรยศเช่นนี้ จะเล่นอย่างไรเล่า!
"พวกเจ้าคิดว่า หินวิญญาณระดับกลางพันก้อนนั้นมากไปหรือ? เพียงของขวัญที่ข้ามอบให้ศิษย์พี่หญิงก็มีมูลค่ามากกว่านั้นแล้ว พวกเจ้ารู้หรือไม่ เงินที่พวกเจ้าไม่มีปัญญาหามาให้ข้านั้น สำหรับข้ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย?"
คำพูดของนางทำให้ศิษย์สำนักเจ็ดดาราทุกคนนิ่งงัน ในบรรดาศิษย์สำนักในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน ศิษย์สำนักเจ็ดดารามิได้ยากจน ยิ่งเมื่อเทียบกับสำนักอื่น พวกเขาถือว่าร่ำรวยกว่าเสียด้วยซ้ำ
แต่เทียบกับสำนักชิงเสวียน พวกเขาไม่สามารถสู้ได้เลย การโจมตีด้วยความเมตตาของสำนักชิงเสวียนเพียงครั้งเดียวย่อมบดขยี้พวกเขาได้ทันที กระนั้น พวกเจ้าก็ไม่ควรซ้ำเติมกันถึงเพียงนี้!
ตลอดชีวิตของเซี่ยหลินอี้ไม่เคยต้องถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้มาก่อน
เขายกมือขึ้นอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถด่าอย่างกล้าหาญเหมือนเมื่อครู่ เพราะคำพูดของเยี่ยหลิงหลงนั้นเป็นความจริง
"เอาเถอะ ข้าไม่อยากทำพวกเจ้าอึดอัด ในเมื่อพวกเจ้าจนถึงขนาดนี้ ข้าไม่เอาหินวิญญาณแล้วก็ได้"
เยี่ยหลิงหลงหยิบพู่กันและหนังแกะออกมาจากแหวน นางกางหนังแกะออกวางไว้ตรงหน้าศิษย์สำนักเจ็ดดารา
"พวกเจ้าขอโทษพวกข้า แล้วเขียนหนังสือสำนึกผิด ชี้แจงความผิดของตนเองและแสดงความตั้งใจที่จะกลับตัวเป็นคนดี ทุกคนต้องลงชื่อประทับตราลายนิ้วมือด้วย"
สิ้นคำ ไม่เพียงแต่ศิษย์สำนักเจ็ดดารา แม้แต่ศิษย์สำนักชิงเสวียนก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
การเขียนหนังสือสำนึกผิดนั้นถือว่ารุนแรงยิ่งกว่าการชดเชยด้วยหินวิญญาณหนึ่งพันก้อนเสียอีก
ด้วยนิสัยของศิษย์น้องหญิงเล็ก หนังสือสำนึกผิดนี้จะติดตัวนางไปทุกที่ หากศิษย์สำนักเจ็ดดารายังกล้าล่วงเกินนางอีก นางก็จะหยิบขึ้นมาอ่านดังๆ และอาจส่งให้ศิษย์สำนักอื่นๆอ่านต่อด้วย
เมื่อถึงเวลานั้น ทั่วทั้งโลกแห่งการฝึกตนระดับล่างย่อมรู้ว่าศิษย์สำนักเจ็ดดาราเคยเขียนหนังสือสำนึกผิดให้ศิษย์สำนักชิงเสวียน ไม่ใช่แค่ความอัปยศของศิษย์สิบกว่าคนที่อยู่ตรงนี้เท่านั้น แต่มันคือใบหน้าของสำนักเจ็ดดาราที่จะต้องเสียไป!
ศิษย์สำนักเจ็ดดาราไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ได้
"พวกข้าไม่สามารถเขียนคำสำนึกผิดนี้ได้ ให้พวกเขาไถ่โทษด้วยหินวิญญาณพันก้อนเถอะ"
เซี่ยหลินอี้พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง
"พวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นตัวตลกหรือ! บอกว่าไม่มีหินวิญญาณ ข้าก็เปลี่ยนให้เขียนหนังสือสำนึกผิด แล้วยังจะเปลี่ยนใจบอกจะให้หินวิญญาณ พวกเจ้าอย่าลืมสิว่าพวกเจ้าเป็นฝ่ายผิด ทำตัวให้มันดีๆหน่อย!"
"แต่พวกข้าเขียนหนังสือสำนึกผิดไม่ได้จริงๆ"
"เช่นนั้นก็หมายความว่าจนถึงตอนนี้ พวกเจ้าก็ยังไม่สำนึกสินะ!"
เซี่ยหลินอี้พยักหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะเขาไม่เคยคิดเช่นนั้นอยู่แล้ว
"ศิษย์พี่ใหญ่หมายความว่า พวกข้าผิดจริง แต่ไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดนั้น"
สีหน้าของเซี่ยหลินอี้เปลี่ยนเป็นเหยเกทันที: ...
เหนื่อยใจเหลือเกิน เมื่อไหร่ยันต์อัปมงคลนี่จะเสื่อมฤทธิ์กันหนอ?
"ก็ได้ แต่อย่าหาว่าข้าใจร้ายนะ ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าเลือกเป็นครั้งสุดท้าย จะเลือกจ่ายค่าเสียหายเป็นหินวิญญาณหรือเขียนหนังสือสำนึกผิด เลือกเอา?"
"จ่ายหินวิญญาณ"
เซี่ยหลินอี้พยักหน้า จากนั้นก็ส่ายหัวอย่างรวดเร็ว
ไม่ถูกต้อง เขารู้สึกว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องขอโทษคนของสำนักชิงเสวียน แล้วเหตุใดต้องจ่ายหินวิญญาณด้วย!
"เช่นนั้นก็จ่ายทำขวัญมาหนึ่งหมื่นหินวิญญาณระดับกลาง"
สิ้นคำ ศิษย์สำนักเจ็ดดาราต่างสูดหายใจเฮือกใหญ่
"เมื่อครู่ไม่ใช่หนึ่งพันหรือ ไฉนตอนนี้กลับกลายเป็นหนึ่งหมื่นเล่า"
"ราคาขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่พวกเจ้าเปลี่ยนใจ"
"จะมากเกินไปแล้ว! พวกเราจะชดใช้ได้อย่างไร! รวมกันทั้งหมดก็ไม่มีหินวิญญาณมากขนาดนั้นหรอก"
เซี่ยหลินอี้พยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง ในขณะนั้นเขาแอบถอยไปหนึ่งก้าวหลบอยู่หลังศิษย์สำนักเจ็ดดารา และพยายามใช้พลังวิญญาณทำลายการควบคุมของยันต์ เขาไม่ยอมทนรับความอัปยศนี้!
"ไม่มีหินวิญญาณมากขนาดนั้นก็ไม่เป็นไร" เยี่ยหลิงหลงยื่นพู่กันและหนังแกะไปข้างหน้า "เขียนเป็นสัญญาหนี้ก็ได้"
…….........
ศิษย์สำนักเจ็ดดาราเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว
เยี่ยหลิงหลงจงใจแน่ นางไม่ได้ต้องการหินวิญญาณตั้งแต่แรก นางต้องการให้พวกเขาเขียนสัญญาด้วยลายมือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือสำนึกผิดหรือสัญญาหนี้ก็ตาม
ถ้ามีสิ่งนี้อยู่ในมือ ก็เท่ากับว่านางกุมจุดอ่อนของพวกเขาไว้ ต่อไปนี้เมื่อพบหน้านางก็ต้องก้มหัวให้ ไม่อาจรังแกได้อีก แม้แต่เวลานางอารมณ์ไม่ดีก็ยังอาจนำออกมาข่มเหงพวกเขาได้
สำนักเจ็ดดารา เป็นสำนักใหญ่ที่สุดในโลกหล้าผู้ฝึกตน ไม่มีทางยอมก้มหัวให้สำนักเล็กๆที่ไม่เป็นที่รู้จักเด็ดขาด!
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือสำนึกผิดหรือสัญญาหนี้ พวกเขาจะไม่ยอมเซ็นเป็นอันขาด พวกเขาจะไม่ทิ้งช่องโหว่ใดๆไว้ในมือนาง เพราะไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาจะเอาคืนที่เคยถูกหยามเกียรติในวันนี้เป็นเท่าทวีคูณ!
ในตอนนั้นเอง เซี่ยหลินอี้ก็สามารถทำลายยันต์ของเยี่ยหลิงหลงได้สำเร็จ แต่ด้วยเพราะออกแรงมากเกินไปจึงทำให้ลำคอของตนเองบาดเจ็บ เขาส่งเสียงแหบพร่าพร้อมกับตะโกนบอกศิษย์คนอื่นๆ "ตั้งค่ายกลคุ้มกัน ถอนตัว!"
สิ้นเสียงเซี่ยหลินอี้ ในที่สุดศิษย์สำนักเจ็ดดาราก็เชื่อฟังคำสั่ง พวกเขาตั้งค่ายกลกระบี่ของสำนักเจ็ดดารา ค่ายกลกระบี่หมุนวนฝุ่นฟุ้งตลบ
ชั่วพริบตา เสียง ‘ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว’ ดังขึ้น เมื่อเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆมองเห็นชัดเจน ศิษย์สำนักเจ็ดดาราก็หายไปแล้ว
"พวกมันหนีไปแล้ว!"
เคอซินหลานโกรธจนตัวสั่น มันง่ายเกินไปสำหรับพวกเขา
"ใครจะไปคิดว่าบรรพบุรุษของสำนักเจ็ดดาราสร้างค่ายกลกระบี่มาอย่างลำบากเพียงเพื่อให้ศิษย์ในสำนักใช้หนี! วิธีการหนีแบบนี้ไม่ใช่ของเหล่าตัวร้ายหรอกหรือ? ไม่คิดเลยว่าฝ่ายธรรมะก็ใช้ได้อย่างภาคภูมิใจเช่นกัน" เยี่ยหลิงหลงส่ายศีรษะเบาๆ
เทียบกับพวกเคอซินหลาน จี้จื่อจั๋วกลับสงบกว่ามาก
ตามความเข้าใจของเขา ศิษย์น้องหญิงเล็กไม่มีทางปล่อยให้พวกนั้นหนีไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่ไล่ตามหรอก การที่นางยังไม่เคลื่อนไหวหมายความว่าต้องมีแผนการอื่นแน่นอน
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เราควรทำเช่นไรดี?"
เยี่ยหลิงหลงปัดฝุ่นที่ฟุ้งติดบนเสื้อจากค่ายกลกระบี่ แววตานางสงบนิ่ง
"เจ้าพวกนั้นรังแกสำนักชิงเสวียนของพวกเรามากเกินไปแล้ว ครั้งก่อนก็รังแกศิษย์พี่เจ็ด ครั้งนี้ก็มารังแกศิษย์พี่หญิงทั้งสาม ข้าไม่มีทางปล่อยพวกมันไปง่ายๆแน่ ตัวร้ายก็ต้องทำตัวให้สมกับเป็นตัวร้าย ต้องทำให้พวกมันทุกข์ทรมานอยู่ไม่สู้ตาย"
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ามีวิธีจัดการพวกมันหรือ" ฮวาซือฉิงถามด้วยความตื่นเต้น
ศิษย์พี่หญิงทั้งสาม ล้วนผ่านการฝึกฝนร่ำเรียนมาอย่างยากลำบาก เผชิญอันตรายและความอยุติธรรมมานับครั้งไม่ถ้วน คราวนี้มีศิษย์น้องน้อยที่เก่งกาจเพิ่มขึ้นมา ในที่สุดก็ไม่ต้องทนโดนรังแกอย่างเดียวโดยไม่สามารถแก้แค้นได้ แค่คิดก็น่าตื่นเต้นแล้ว
เยี่ยหลิงหลงคลี่ยิ้มหวาน
"วิธีหรือ มีมากมายเชียวละ"
[1] สิงโตอ้าปากกว้าง (狮子大开口) หมายถึงการเรียกร้องหรือขอสิ่งใดสิ่งหนึ่งในปริมาณมากหรืออย่างไม่สมเหตุสมผล
บทที่ 55: เจ้าคิดจะเลื่อนการแก้แค้นไปถึงปีหน้าเลยหรือ?
เพียงเห็นเยี่ยหลิงหลงหยิบหน้าปัดสีทองออกมาจากแหวน หน้าปัดนั้นมีเข็มยาวติดอยู่
นางฉีดพลังวิญญาณเข้าไปในหน้าปัดสีทองนั้น เข็มหมุนอย่างรวดเร็ว แล้วหยุดลงในทิศทางหนึ่ง
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก นี่คือสิ่งใดหรือ”
“นี่คือวงล้อแกะรอยที่ข้าทำขึ้น ตอนที่ข้าติดยันต์เร่งความเร็วให้เซี่ยหลินอี้ ข้าระแวงจึงแอบติดยันต์ติดตามไว้ที่ตัวเขาอีกหนึ่งใบ ไม่นึกเลยว่าจะมีประโยชน์”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็อดยกนิ้วโป้งให้เยี่ยหลิงหลงไม่ได้
“เจ้าช่างรอบคอบยิ่งนัก”
“ตอนนั้นข้าแค่ป้องกันคนชั่ว ไม่คิดว่าจะจับคนชั่วได้จริงๆ ยันต์นี้ใช้ได้ในรัศมีพันลี้ รีบตามไปก่อนที่พวกมันจะหนีไปไกล”
“ได้!”
ภายใต้การนำทางของวงล้อแกะรอย เยี่ยหลิงหลงก็พบเซี่ยหลินอี้อย่างรวดเร็ว
ศิษย์เจ็ดดาวเหล่านี้มีชิ้นส่วนศพติดอยู่ข้างหลัง ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่ว ทุกที่ที่พวกเขาเดินผ่านกลายเป็นมลพิษในพริบตา พอเข้าใกล้ตำแหน่งที่พวกเขาอยู่ ก็หาตัวพวกเขาเจอทันที
“เป็นไปได้อย่างไร? ตอนที่เห็นพวกเขาหนีนั้นดูเร็วมาก อีกทั้งยังมีค่ายกลของบรรพบุรุษสำนักเจ็ดดาราช่วยเสริมอีก แต่กลับวิ่งไปได้นิดเดียวเองหรือ?” จี้จื่อจั๋วประหลาดใจไม่หาย
“ศิษย์พี่เจ็ด ตอนที่ท่านหาพวกเขา ท่านบินตรงมา ท่านไม่ได้ตามพวกเขาจึงไม่รู้ว่าพวกเขาวิ่งหลบการติดตามในป่าคดเคี้ยวเป็นวงกี่รอบ”
เยี่ยหลิงหลงพูดจบ พวกเขาทั้งหมดก็ชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกเห็นใจศิษย์สำนักเจ็ดดาราขึ้นมารางๆ พวกเขาอุตส่าห์วิ่งวนไปมาอย่างยากลำบาก สุดท้ายกลับถูกตามตัวเจอง่ายๆเช่นนี้
ขณะนี้ ศิษย์สำนักเจ็ดดารากำลังนั่งอยู่ข้างทะเลสาบ ช่วยกันดึงชิ้นส่วนศพที่เยี่ยหลิงหลงติดไว้ที่หลังคอออก
พวกเขาดึงไปก็ด่าเยี่ยหลิงหลงไปด้วย
"นี่มันอะไรกัน ทำไมมันเหม็นขนาดนี้ ข้าโดนมันรมจนจมูกไม่รับกลิ่นแล้ว"
"สวรรค์ นางช่างน่ากลัวนัก! เจ้าถั่วงอกนั่นมีจิตใจบิดเบี้ยวเช่นใดถึงเก็บซากสัตว์อสูรเหม็นๆนี้? ข้าไม่เข้าใจจริงๆ"
"แล้วก็น้ำเหนียวๆที่นางใช้ติดพวกเราอีก ดึงออกก็เจ็บ เผาก็ไม่ไหม้ ตัดก็ไม่ขาด นี่มันของเหลวจากสัตว์อสูรชนิดไหนกัน?"
"โอ้สวรรค์ นางช่างน่ากลัวนัก! เจ้าถั่วงอกมีของแปลกๆพวกนี้ได้อย่างไร? หรือว่าอสูรที่นางฆ่า นางเก็บเข้าแหวนหมด? บนโลกนี้จะมีคนเช่นนั้นจริงๆหรือ?"
เมื่อเห็นว่าของสิ่งนี้ดึงไม่ออก สุดท้ายเซี่ยหลินอี้กัดฟันใช้กริชตัดหนังที่หลังคอตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยว
โลหิตหลั่งริน ทันใดนั้นเขาก็นำโอสถออกมาห้ามเลือด หลังจากใช้ไปครู่หนึ่งก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
ศิษย์คนอื่นๆเห็นดังนั้นจึงทำตามอย่างไม่ลังเล เพราะโดยปกติแล้วผู้ฝึกตนอย่างพวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสกว่านี้เป็นไหนๆ การถูกเฉือนหนังออกไปเพียงเล็กน้อยจึงไม่นับเป็นเรื่องใหญ่อะไร
เพียงแค่คิดก็รู้สึกเจ็บใจยิ่งนัก สิ่งนี้กำจัดออกไม่ได้ ในท้ายที่สุดก็ต้องเฉือนหนังของตนเองเช่นนี้
"ศิษย์พี่ใหญ่ หญิงผู้นั้นโหดเหี้ยมนัก วันนี้พวกเราถูกหยามเกียรติอย่างหนัก!"
เซี่ยหลินอี้ได้ยินคำพูดนี้ก็สูดหายใจเข้าลึกๆ กล้ำกลืนความคับแค้นใจทั้งหมดลงไป บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความเคียดแค้น พูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"ความแค้นในวันนี้ ข้าจดจำไว้แล้ว หากในภายภาคหน้าพวกเราได้พบเจอกันอีก จะไม่มีทางปล่อยพวกมันไปง่ายๆแน่นอน! ข้า เซี่ยหลินอี้ ขอสาบาน ความแค้นนี้จะต้องชำระ!"
"ถูกต้อง! ความแค้นนี้จะต้องชำระ! จะไม่มีทางปล่อยพวกมันไปง่ายๆ!"
ทันใดนั้นก็มีเสียงกรอบแกรบดังขึ้นไม่ไกล คล้ายมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว
เซี่ยหลินอี้มองไปยังทิศทางนั้น และเห็นใบหน้ายิ้มแย้มน่ารักและคุ้นเคยสุดๆ หลังพุ่มไม้หนาทึบ
"อ๊าก!"
เซี่ยหลินอี้ตกใจราวกับเห็นผี ลุกพรวดอย่างหวาดผวา
"ข้าได้ยินว่าเจ้าอยากล้างแค้น กลัวว่าเจ้าจะรอนานเลยรีบเร่งฝีเท้ามา ดีใจหรือไม่"
เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ทั้งจี้จื่อจั๋ว เคอซินหลาน และคนอื่นๆก็ปรากฏตัวตามๆกัน
..............
เซี่ยหลินอี้เห็นฉากนี้แล้วใจแทบสลาย สู้ต่อหน้าไม่ไหวแล้วยังจะห้ามด่าลับหลังด้วยหรือ? เหตุใดนางจึงมาถึงได้เร็วนัก แม้แต่เทพบนฟ้ายังไม่ว่องไวเท่านางเลย!
ศิษย์สำนักเจ็ดดาราที่อยู่เบื้องหลังเซี่ยหลินอี้ ต่างก็ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว และยืนอยู่ข้างหลังเซี่ยหลินอี้ สีหน้าตึงเครียด ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงแหวกพุ่มไม้ออกมา เซี่ยหลินอี้ก็ก้าวถอยหลังด้วยความตื่นตระหนก
"อย่าเข้ามานะ!"
"เจ้าไม่อยากล้างแค้นหรือ"
"ไม่ใช่ตอนนี้!"
"เจ้าคิดจะเลื่อนการแก้แค้นไปถึงปีหน้าเลยหรือ?"
…….......
เซี่ยหลินอี้ถูกนางทำให้โกรธจนแทบจะร้องไห้
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า? เจ้าไม่สามารถหายไปจากสายตาข้าได้เลยหรือ?"
"แล้วเจ้าจะแก้แค้นหรือไม่?"
…….......
ถึงอย่างไรเซี่ยหลินอี้ก็เป็นชายชาตรี ยิ่งเป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่ ย่อมเสียหน้าไม่ได้เป็นอันขาด เขาไม่อาจพูดได้ว่าไม่จะแก้แค้น แต่ก็ไม่กล้าพูดว่าจะจะแก้แค้นเช่นกัน
เซี่ยหลินอี้ไม่เอ่ยคำใด แต่เยี่ยหลิงหลงก็ไม่คิดจะปล่อยเขาไปง่ายๆ นางก้าวไปข้างหน้า
"สุภาพบุรุษแก้แค้นสิบปีก็ไม่สาย นั่นมันคำพูดไร้สาระ คนที่มีฝีมือจริงๆย่อมแก้แค้นทันที!"
"โอ๊ะ เจ้าไม่คิดจะแก้แค้นแล้วหรือ? เจ้าเพิ่งสาบานไปนี่"
"อุ๊ย? เจ้าสาบานกับใครหรือ? เทพเจ้าหรือ? ถ้าผิดคำสาบานจะถูกฟ้าผ่าหรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงพูดทีละคำพร้อมก้าวไปข้างหน้า นางเข้าใกล้เซี่ยหลินอี้ทุกขณะ ไม่เกรงใจกันแม้แต่น้อย!
สุดท้าย ภายใต้การรุกไล่อย่างหนัก เซี่ยหลินอี้ก็เริ่มกระอักไอรุนแรง ทำท่าเหมือนโดนผลกระทบจากยันต์ห้ามพูดอีกครั้ง
ช่างน่าอัศจรรย์นัก! ในยามคับขันเช่นนี้ เขากลับเฉลียวฉลาดนัก!
ฉับพลัน เขาก็ชักกระบี่คู่กายออกมา ใบหน้าเย็นชา ตั้งท่าเตรียมต่อสู้
ส่วนศิษย์สำนักเจ็ดดาราที่อยู่เบื้องหลังสอดประสานกันอย่างพร้อมเพรียง เมื่อเซี่ยหลินอี้ส่งสัญญาณ พวกเขาก็เข้าประจำตำแหน่งพร้อมรบ
หากเยี่ยหลิงหลงไม่ได้เห็นกระบวนท่านี้มาก่อน นางคงเกือบจะเชื่อว่าคนพวกนี้กำลังเตรียมต่อสู้จริงๆ
"ไม่ดีแล้ว พวกมันคิดหนีอีกแล้ว!"
ทันทีที่เคอซินหลานเอ่ยจบ เซี่ยหลินอี้ก็เผยรอยยิ้มเย้ยหยัน ค่ายกลกระบี่เริ่มทำงาน ตลบฝุ่นผงฟุ้ง ศิษย์สำนักเจ็ดดาราก็หายไปต่อหน้าต่อตาเยี่ยหลิงหลงอีกครั้ง
“ทำอย่างไรดี? จะตามไปหรือไม่?”
แม้คนที่อยู่ที่นี่จะมีอายุมากกว่าเยี่ยหลิงหลงมาก แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ในวันนี้ พวกเขาทุกคนต่างมองเยี่ยหลิงหลงเป็นที่พึ่งโดยไม่รู้ตัว
เยี่ยหลิงหลงหาได้มีท่าทีร้อนใจไม่ นางเลือกหาพื้นที่เรียบเหมาะแก่การพักผ่อน ก่อนจะนั่งลงอย่างสบายอารมณ์
“ไม่ต้องไล่ตามหรอก ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว วันนี้เราเพิ่งหนีตายจากหุบเขางูยักษ์เกล็ดเงินมา เหนื่อยมาทั้งวัน ควรพักผ่อนเสียหน่อย”
คนอื่นๆจึงไม่ลังเล ทรุดตัวนั่งลงข้างเยี่ยหลิงหลงทันที
“ให้พวกเซี่ยหลินอี้วิ่งวนไปอีกสักหน่อย พวกเรากินให้อิ่ม นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้เดินทางตรงไปจับพวกเขา ดูท่าทางที่เซี่ยหลินอี้ดีใจตอนวิ่งหนีเมื่อครู่ก็รู้ว่า เขาไม่ได้เข้าใจเลยว่าทำไมเราถึงตามเขาทัน”
เยี่ยหลิงหลงยิ้มขำ “ด้วยความฉลาดของเขา คงคิดได้แค่ว่าตัวเองวิ่งวนไม่มากพอจึงหนีพวกเราไม่พ้นเท่านั้นแหละ”
บทที่ 56: ปฏิกิริยาของเจ้าช้าไปหน่อยหรือเปล่า?
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผู้อื่นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
"เจ้าพูดถูก ให้พวกเขาวิ่งวนอีกสักพัก เมื่อวนพอแล้วพวกเราค่อยไล่ตามไปก็ได้"
"เขาต้องกลัวพวกเราแน่ๆ คืนนี้เขาจะต้องพยายามวนให้หนักขึ้น ไม่วนจนถึงเช้าเขาคงไม่หยุด"
ในตอนนี้ จี๋จื่อจั๋วหาที่ที่มีพุ่มไม้รกทึบแล้วเอาตัวนอนลง เอามือทั้งสองรองหลังศีรษะ
"ดูจากท่าทีของเซี่ยหลินอี้แล้ว เขาคงจะวนวงทั้งคืนจนหมดแรง แล้วพอเช้าก็คงหาที่พัก ตอนนั้นเรากินอิ่มนอนหลับแล้วค่อยไปหาพวกเขา พวกเขาคงจะประหลาดใจแน่นอน"
ตงฟางจิ้นที่ตามหลังศิษย์สำนักชิงเสวียนเงียบๆ ได้จุดเทียนไว้อาลัยให้กับพวกศิษย์สำนักเจ็ดดารา นับว่าพวกเขาโชคร้ายที่ไปยั่วโมโหพวกศิษย์สำนักชิงเสวียนเข้า
แต่ใครใช้ให้พวกเขาไปหาเรื่องศิษย์สำนักชิงเสวียนก่อนล่ะ? ใครหาเรื่องก่อนก็สมควรแล้ว ไม่มีอะไรให้เห็นใจสักนิด
ตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ก็หยิบซากอสูรออกมาจากแหวนอีกตัวหนึ่ง
"ข้าได้ยินมาว่าเนื้อกระต่ายสวรรค์ระดับสามนี้อร่อยมาก ตอนที่ฆ่ามันข้าตั้งใจเก็บมันกลับมาเป็นพิเศษ คืนนี้พวกเราลองชิมกันเถอะ"
คนอื่นได้ยินก็หันมามองเยี่ยหลิงหลงด้วยความประหลาดใจ ผู้ฝึกเซียนนั้นเลิกกินอาหารนานแล้ว ตอนพักพวกเขามักจะนั่งสมาธิ น้อยคนที่จะกินอาหาร
ยกเว้นผลไม้วิญญาณและโอสถวิเศษ พวกเขาก็ไม่ได้กินอะไรนานมากแล้ว
ฮวาซือฉิงเบิกตากว้าง มองกระต่ายตัวอ้วนแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่
"ข้าก็เคยได้ยินมาว่ามันรสชาติดีมาก แต่ข้ายังไม่เคยได้ลองเลย!"
"งั้นรออะไรอยู่เล่า? รีบลงมือเถอะ ศิษย์น้องหญิงสี่ก่อไฟย่างเนื้อ"
"ได้เลย!"
จี้จื่อจั๋วและตงฟางจิ้นทำหน้าที่ล้างและชำแหละกระต่าย ฮวาซือฉิงเตรียมกองไฟ โม่รั่วหลินสร้างเตาย่างและตะเกียบ เมื่อทุกอย่างพร้อม กระต่ายก็ถูกนำไปย่างบนไฟ
ขณะที่กระต่ายสุก กลิ่นหอมอบอวลอยู่ในอากาศ ทำให้คนที่แต่เดิมไม่หิวเริ่มรู้สึกหิว ส่วนคนที่หิวอยู่แล้วก็ยิ่งหิวขึ้นไปอีก
ไม่นานกระต่ายก็สุก ทั้งหกคนแบ่งกันคนละส่วน
เยี่ยหลิงหลงหยิบกระต่ายย่างส่วนของตนขึ้นมากัดคำหนึ่ง หอมนุ่มอร่อย กลิ่นหอมของเนื้อแผ่ซ่านในปาก โอ้...
นี่คือกระต่ายสวรรค์ที่เลื่องลือว่าอร่อยที่สุดใช่หรือไม่?
โอ้! นี่คืออะไรกัน? เป็นรสชาติอันวิเศษของโลกหล้าผู้ฝึกเซียน ไม่เพียงแต่มีกลิ่นหอมของเนื้อเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยปราณวิญญาณอีกด้วย หากรู้แต่แรก นางคงฆ่ามันมาอีกหลายตัวแล้ว!
ความรู้สึกของคนอื่นก็คล้ายคลึงกับเยี่ยหลิงหลง หรืออาจจะตื่นเต้นยิ่งกว่าเสียอีก เพราะพวกเขาไม่ได้กินอะไรมานานแล้ว ไม่คิดว่ากระต่ายสวรรค์จะอร่อยถึงเพียงนี้ อร่อยจนทำให้พวกเขาลืมความเหนื่อยล้าและความขุ่นเคืองทั้งหมดที่เกิดจากการเอาชีวิตรอดในวันนี้เลย
หลังจากกินเสร็จ คนอื่นๆยังรู้สึกอยากกินอีก จึงหันไปมองเยี่ยหลิงหลง
เยี่ยหลิงหลงกล่าวอย่างจนใจ "ข้าฆ่ามาเพียงตัวเดียวเท่านั้น ไม่รู้ว่าอสูรตัวอื่นจะอร่อยเท่านี้หรือไม่"
หลังจากพูดจบ นางก็หยิบซากอสูรมากมายที่ถูกยันต์ผนึกออกมาจากแหวน ทำให้พวกเขาตาโตด้วยความตกตะลึง
เหตุใดนางจึงมีซากอสูรมากมายเช่นนี้? หรือว่านางเก็บมันมาตลอดทางจริงๆ?
แม้บางตัวเป็นอสูรระดับต่ำ แต่อย่ามองข้ามสิ่งเหล่านี้เชียว หากนำมาจัดระเบียบอย่างชาญฉลาด มันจะเป็นสมบัติล้ำค่ามหาศาลทีเดียว!
"อ้า! เหตุใดเจ้าถึงมีซากอสูรระดับห้าด้วยเล่า!"
"โอ้! เขากวาง ตาปลา และขนนกเหล่านี้ ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าทั้งสิ้น!"
ในกลุ่มคนเหล่านี้ ผู้ที่ตื่นเต้นที่สุดคงจะเป็นโม่รั่วหลินและฮวาซือฉิง พวกนางทั้งอ่อนหวานและนุ่มนวล ไม่มีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ แต่กลับมีพรสวรรค์ในด้านการหลอมอาวุธและปรุงยา พวกนางมีความต้องการวัตถุดิบจำนวนมากด้วย
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ให้พวกข้าช่วยจัดการซากอสูรเหล่านี้กันเถอะ! ปล่อยไว้แบบนี้มันเปลืองพื้นที่ ทั้งยังใช้งานไม่สะดวกด้วย"
"ดีๆ ข้าอยากจัดระเบียบพื้นที่ในแหวนพอดีเลย"
สี่สาวลงมือทันที เริ่มต้นภารกิจผ่าซากอสูรอันยิ่งใหญ่
จี้จื่อจั๋วและตงฟางจิ้นยืนมองอยู่ข้างๆ คอยดูแลและสังเกตพวกนางแยกชิ้นส่วนซากอสูรอย่างสนใจ
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก กระดูกสัตว์นี้แข็งแรงทนทานมาก อีกทั้งขนจิ้งจอกนี้ก็นุ่มและละเอียดมาก พวกมันเป็นวัสดุชั้นเยี่ยมสำหรับเสริมความแข็งแรงให้พู่กันเขียนยันต์ ข้าจะช่วยเจ้าเสริมความแข็งแกร่งให้พู่กันเขียนยันต์ของเจ้าเถอะ ข้าเห็นว่าเจ้าใช้บ่อย สึกหรอก็มากเหมือนกัน"
"ดีเลย ขอบคุณศิษย์พี่หญิงสาม"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอก เจ้าอยากได้อะไรก็บอกข้ามาได้เลย ขอเพียงมีวัตถุดิบ ข้าก็สร้างให้เจ้าได้ทั้งหมด"
"จริงหรือ? ดีจังเลย!"
"แน่นอนว่าจริง ตลอดการเดินทางของพวกเรานี้ ล้วนได้ศิษย์น้องหญิงสามและศิษย์น้องหญิงสี่ขายอาวุธวิเศษและยาลูกกลอนเพื่อหาหินวิญญาณ" เคอซินหลานกล่าวยิ้มๆ "สองคนนี้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงปรุงยาและหลอมอาวุธ ปราณวิญญาณและยาวิเศษที่พวกนางทำออกมานั้น ไม่เพียงแต่แพง แต่ยังขายหมดทันทีด้วย"
"ยอดเยี่ยมไปเลย!" เยี่ยหลิงหลงตาโตด้วยความตื่นเต้น
"อย่าไปฟัง ศิษย์พี่หญิงรองพูดเลย ข้าไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก" ฮวาซือฉิงกล่าวยิ้มๆ
"ไม่เก่งหรือ? เจ้าลองไปถามคนอื่นดูสิ มีกี่คนที่ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของเจ้า 'ม่านฮวาอวี่' บ้าง?"
เยี่ยหลิงหลงชะงัก ชื่อ 'ม่านฮวาอวี่' นั้นนางเคยได้ยินมาก่อนจริงๆ
ในนิยายต้นฉบับ ผู้ที่มีนามว่าม่านฮวาอวี่นั้นเป็นปรมาจารย์นักปรุงยาที่เก่งกาจมาก มีคนมากมายที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อขอยาลูกกลอนสักเม็ดจากนาง
แต่ม่านฮวาอวี่นั้นลึกลับมาก การเคลื่อนไหวของนางไม่แน่นอน การปรุงยาก็ทำตามใจชอบ เพียงแต่จุดจบของนางนั้นช่างน่าสะเทือนใจยิ่งนัก
เพื่อแก้แค้นให้ศิษย์พี่หญิง นางได้ใช้ยาลูกกลอนที่นางปรุงขึ้นวางยาพิษสังหารคนทั้งเมือง
เมื่อนางเอกอย่างเยี่ยหรงเยว่มาถึง ก็พบกับภาพที่น่าตกตะลึง มีศพนอนเกลื่อนทุกสิบก้าว เลือดไหลเป็นทางยาวหลายสิบลี้ ภาพศพที่นอนทับถมนั้นน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
ตอนที่ได้รับข่าวว่าเมืองถูกทำลาย ทุกคนคิดว่าคงเป็นฝีมือของจอมมารที่โผล่มาสังหารผู้คน ไม่มีใครคิดว่าฆาตกรจะเป็นนักปรุงยา อีกทั้งยังเป็นม่านฮวาอวี่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน
ช่วงนั้นเยี่ยหลิงหลงอ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจมาก เพราะในนิยายต้นฉบับบรรยายว่าม่านฮวาอวี่เป็นเพียงสาวน้อยอายุไม่ถึงยี่สิบปี ภาพลักษณ์อ่อนหวานน่ารัก ใครจะคิดว่านางจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้
โดยเฉพาะตอนที่นางถูกบีบให้จนมุม เสียงหัวเราะร้องไห้สุดเจ็บปวดนั้นยิ่งทำให้ใจปวดร้าว
คนทั้งหลายด่าว่านางโหดร้ายเกินไป นางกลับหัวเราะเยาะคนทั้งหลายที่โง่เขลา
นางกล่าวว่านางไม่เสียใจที่ฆ่าล้างเมือง เพราะผู้คนไม่เคยปฏิบัติต่อนางอย่างยุติธรรม ศิษย์พี่หญิงก็ตายอย่างน่าสังเวชและไม่เป็นธรรม ผู้คนทั้งเมืองไม่มีใครบริสุทธิ์
แม้จะผ่านมานานเท่าใด เยี่ยหลิงหลงยังรู้สึกสะเทือนใจทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์นั้น
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่ม่านฮวาอวี่อยู่ตรงหน้า นั่นคือศิษย์พี่หญิงสี่ที่อ่อนโยนและใจดี เป็นเด็กสาวน่ารักไร้เดียงสา
ภายหลังเกิดเรื่องน่ากลัวอะไรขึ้นกันแน่? ศิษย์พี่หญิงรองตายอย่างน่าสังเวช ศิษย์พี่หญิงสี่คลุ้มคลั่งสังหารทั้งเมือง
แค่คิดเยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกหายใจไม่ออก
เหตุใดศิษย์สำนักชิงเสวียนจึงมีจุดจบที่โหดร้ายเช่นนี้? ไม่มีใครได้ตายอย่างสงบเลยสักคน!
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก? เป็นอะไรไป? ตาแดงๆร้องไห้หรือ?"
เสียงของเคอซินหลานดึงเยี่ยหลิงหลงกลับสู่ความเป็นจริง นางพยักหน้าอย่างแรง
"กระต่ายสวรรค์นี้อร่อยจนน้ำตาไหลน่ะ"
ห้าคนที่เหลือ: ???
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่กระต่ายสวรรค์ก็กินหมดไปเกือบหนึ่งชั่วยามแล้วนะ ปฏิกิริยาของเจ้าช้าไปหน่อยหรือเปล่า?
บทที่ 57: นางไม่ได้มีเพียงแค่ความฉลาดเท่านั้น
พวกเยี่ยหลิงหลงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมาก เพียงคืนเดียวก็จัดการกับซากอสูรที่เยี่ยหลิงหลงเก็บมาหลายวันได้ครึ่งหนึ่งแล้ว
ส่วนที่เหลือค่อยจัดการพรุ่งนี้ ตอนนี้การนอนหลับพักผ่อนเพื่อบำรุงผิวพรรณสำคัญกว่า
เมื่อได้ยินว่าจะนอนแล้ว จี้จื่อจั๋วก็รีบหาที่ที่มีหญ้าแล้วนอนลงทันที
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าพร้อมแล้ว เอาเลย"
คนอื่นๆมองเขาอย่างงุนงง ทว่าทันใดนั้นหญ้าเล็กๆใต้ร่างของเขาก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ใบหญ้าม้วนตัวห่อหุ้มร่างของจี้จื่อจั๋วทั้งหมด กลายเป็นกระท่อมเล็กๆที่แสนอบอุ่น
จี้จื่อจั๋วอารมณ์ดีโผล่หัวออกมาข้างนอก
"ขอให้ทุกคนฝันดี"
เมื่อเห็นภาพนี้ คนอื่นทั้งสี่คนต่างตกตะลึง พวกเขานอนกันแบบนี้มาตลอดเลยหรือ? เมื่อเทียบกับการที่พวกตนต้องนอนกลางดินกลางทราย ที่นอนแบบนี้ช่างสบายเหลือเกิน
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก นี่เป็นวิชาอะไรกัน?"
"นี่คือวิชาธาตุไม้ที่ข้าได้เรียนรู้มา มันคือวิชาหวนกำเนิด สามารถทำให้สรรพสิ่งเติบโตได้"
ทุกคนได้ยินแล้วต่างร้องด้วยความทึ่ง ต่างก็หาที่ที่มีหญ้าแล้วนอนลง รอคอยให้เยี่ยหลิงหลงสร้างให้พวกเขาด้วย เยี่ยหลิงหลงไม่อิดออด สร้างกระท่อมหญ้าแบบง่ายๆให้กับทุกคน
"ราตรีสวัสดิ์ ศิษย์น้องหญิงเล็ก"
"ราตรีสวัสดิ์ ศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิง"
ข้าสัญญาว่าจะปกป้องพวกท่านทุกคนอย่างสุดความสามารถ ข้าจะไม่ยอมให้โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับสำนักชิงเสวียนในนิยายต้นฉบับเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด
หลังจากนอนหลับฝันดี เยี่ยหลิงหลงตื่นขึ้นมาพบว่าทุกคนลุกขึ้นแล้ว นางรับแสงแดดยามเช้าแรกสาดส่อง ยืดเส้นยืดสายด้วยความสบายใจ
"ไปแก้แค้นกันเถอะ"
อีกด้านหนึ่ง ศิษย์สำนักเจ็ดดาราที่ไม่ได้นอนทั้งคืนต่างล้มพับลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้า
"ศิษย์พี่ใหญ่ พวกข้าวิ่งไม่ไหวแล้ว"
"ใช่แล้ว วิ่งมาทั้งคืน อ้อมไปอ้อมมาหลายรอบ พวกเขาคงตามไม่ทันหรอก"
"ให้พวกเราพักสักครู่เถิด แม้แต่ตอนทะลวงขอบเขต ข้าก็ไม่เคยอดหลับอดนอนเช่นนี้มาก่อน ช่างน่ากลัวจริงๆ"
ที่จริงไม่จำเป็นต้องรอให้ศิษย์น้องพูดหรอก เซี่ยหลินอี้เองก็ทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน
แต่เดิมเขาถูกจี๋จื่อจั๋วทำร้ายบาดเจ็บ ตั้งแต่เมื่อวานเขาวิ่งมาตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืน อาการบาดเจ็บยิ่งทรุดหนัก ร่างกายหมดเรี่ยวแรง หากวิ่งต่อไปอีก วิญญาณของเขาได้หลุดออกจากร่างแน่
"พักกันตรงนี้ก็แล้วกัน พวกเขาคงไม่ตามมาทันในเร็วๆนี้"
เมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยหลินอี้ บรรดาศิษย์สำนักเจ็ดดาราก็ทรุดตัวนั่งลงทันที
"แต่อย่าได้ประมาทนัก จัดตั้งแนวรบก่อนแล้วค่อยพัก"
"ขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่"
ศิษย์ของสำนักเจ็ดดารารีบขยับตำแหน่งที่นั่ง หันหลังชนกันเป็นวงกลม ด้วยวิธีนี้ไม่ว่าจะมีความเคลื่อนไหวจากทิศทางใด ศิษย์ที่นั่งอยู่ในทิศทางนั้นก็จะสังเกตเห็นได้ก่อน อีกทั้งยังรับประกันได้ว่าไม่ว่าศัตรูจะโจมตีจากทิศทางใด ก็จะมีศิษย์ที่หันหน้าเข้าหาศัตรูอยู่เสมอ ไม่ได้หันหลังให้ศัตรูทั้งหมด
หลังจากจัดตั้งแนวรบเสร็จ ทุกคนก็นั่งหลับตาทำสมาธิพักผ่อน
เมื่อเยี่ยหลิงหลงและคณะมาถึง พวกเขาก็พบกับภาพนี้พอดี ศิษย์สำนักเจ็ดดาวแม้แต่ตอนพักก็ยังจัดรูปแบบเป็นวงกลมพร้อมรับมือศัตรู
"สำนักใหญ่ๆนี่เขาคิดอะไรกันนะ ออกเดินทางทีก็มีวิธีสารพัดป้องกันอันตราย"
จี้จื่อจั๋วหัวเราะเยาะ กระโดดเขย่งเท้าต่อหน้าพวกเขา แต่ศิษย์ของสำนักเจ็ดดารากลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยสักคน
เยี่ยหลิงหลงอดทึ่งไม่ได้ พวกเขาอุตส่าห์เตรียมรับมืออย่างรัดกุม แต่กลับไม่มีประโยชน์อะไรเลย
"แม้จะเป็นกลยุทธ์ที่ดี แต่ดันมีแต่คนโง่เสียได้"
"ถ้าเหล่าบรรพชนของสำนักเจ็ดดารา รู้ว่ากลยุทธ์ที่คิดค้นอย่างลำบากเพื่อให้ลูกหลานใช้ กลับถูกพวกเขาใช้แบบนี้ คงโมโหจนฝาโลงระเบิดแน่ๆ" เคอซินหลานเอ่ยอย่างอดไม่ได้
ในตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงกระโดดเข้าไปในวงกลมที่พวกเขาล้อมไว้ด้านหลัง แล้วโบกมือให้คนอื่นๆ
"มาๆๆ มาที่ตำแหน่งของข้านี่"
หลังจากที่ทุกคนยืนอยู่ในวงกลมแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ตะโกนว่า "แย่แล้ว! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
เสียงตะโกนนี้ทำให้ศิษย์สำนักเจ็ดดาราทุกคนตื่นตกใจ พากันกระโดดขึ้นยืนและหันหลังชนกันมองไปรอบๆ
"เกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น?"
"เยี่ยหลิงหลงหาพวกเราพบแล้ว!"
"อะไรนะ!" ศิษย์ทุกคนอุทานพร้อมกัน
"นางอยู่ที่ไหน? ข้าไม่เห็นเลย"
เยี่ยหลิงหลงเปลี่ยนกลับมาเป็นเสียงปกติ แล้วหัวเราะเบาๆ
"ข้าอยู่ด้านหลังพวกเจ้านี่ไง"
สิ้นเสียง ศิษย์ทั้งหมดของสำนักเจ็ดดาราหันหลังกลับไป พวกเขาเห็นเยี่ยหลิงหลงและอีกห้าคนที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ด้านหลังพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่
น่ากลัวเกินไปแล้ว! เล่นแบบนี้ไม่ได้สิ!
ทันใดนั้นพวกเขาตกใจร้องลั่นและวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง
เซี่ยหลินอี้เห็นศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราวิ่งพล่านไปทั่ว เขารีบก้าวออกมาควบคุมสถานการณ์
"มาหลบหลังข้า!"
เมื่อมีคนเป็นหลัก พวกศิษย์ก็เชื่อฟังและหลบไปอยู่ข้างหลังเซี่ยหลินอี้
แสงอรุณทอดลงบนพื้น น้ำค้างยามเช้าตรู่ยังไม่ทันแห้ง เวลาผ่านไปไม่เกินครึ่งชั่วยามนับตั้งแต่พวกเขาเริ่มพักผ่อน
ด้วยประสาทที่ตึงเครียดและร่างกายที่เหนื่อยล้าอย่างหนัก ศิษย์ของสำนักเจ็ดดารารู้สึกว่าตนเองกำลังจะทนไม่ไหว ส่วนเซี่ยหลินอี้นั้นจิตใจของเขาแทบแตกสลาย
"พวกเจ้าบีบคั้นพวกข้าเช่นนี้ จะรังแกกันเกินไปแล้ว!"
"ตอนที่พวกเจ้าแย่งถ้ำที่พวกข้าใช้เอาตัวรอด ก็ไม่ใช่การรังแกผู้อื่นเกินไปหรอกหรือ?"
"แต่พวกเจ้าก็ยังไม่ตายนี่? จำต้องใส่ใจอะไรมากมายนัก?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ศิษย์ของสำนักชิงเสวียนต่างรู้สึกโกรธยิ่งกว่าเดิม เกือบตายเพราะพวกเขา แค่พูดว่าไม่ต้องใส่ใจก็จบเรื่องงั้นหรือ?
ทำไมจะใส่ใจไม่ได้? พวกนี้คิดว่าตัวเองเป็นใคร?
พวกข้าไม่เพียงแต่จะใส่ใจ แต่จะใส่ใจทุกเรื่องด้วย
พวกเขาจะไม่ยอมอดทนอีกต่อไป เพราะสำนักชิงเสวียนเป็นสำนักที่ยากจนที่สุดในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน และไม่มีใครรู้จัก ทำให้ต้องยอมทนทุกครั้งไป
ทันใดนั้น เยี่ยหลิงหลงก็หัวเราะกะทันหัน
"ตอนนี้พวกเจ้าก็ยังไม่ตายนี่ จะโกรธทำไม?"
"แต่ถ้าพวกเจ้ายังทำแบบนี้ต่อไป พวกข้าอาจจะตายจริงๆนะ!"
"งั้นก็ตายสิ ข้าจะสนใจชีวิตของพวกเจ้าทำไม?"
"เจ้า..."
เซี่ยหลินอี้โกรธจนแทบคลั่ง การไม่ได้พักเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน และความกดดันอย่างหนักหน่วงเป็นเวลานาน ทำให้เขากลายเป็นคนหงุดหงิดและหุนหันพลันแล่น เขาเหวี่ยงกระบี่ในมือพลางโคจรพลังวิญญาณทั่วร่าง
"นักรบฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ ถึงเวลายุติการไล่ล่าที่ไร้สาระนี้เสียที! ข้าที่ยอมทนทุกครั้งไม่ได้หมายความว่าข้ากลัวพวกเจ้า!"
หลังจากตะโกนจบ เซี่ยหลินอี้ก็กำกระบี่แล้วฟันใส่เยี่ยหลิงหลง แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ค่อยมีสติแล้ว แต่เขาก็ยังแยกออกว่าใครเป็นเป้าหมายที่อ่อนแอที่สุด หากจัดการเยี่ยหลิงหลงได้ เขาก็ไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะกล้ารังแกพวกเขาอีก
จี๋จื่อจั๋วขยับหมายเข้าไปขวางหน้าเยี่ยหลิงหลง แต่เขาเพิ่งก้าวได้เพียงก้าวเดียว เยี่ยหลิงหลงก็เคลื่อนไหวแล้ว
ยามเผชิญหน้ากับการโจมตีอย่างบ้าคลั่งของเซี่ยหลินอี้ในขอบเขตจินตาน เยี่ยหลิงหลงไม่หวาดกลัวและไม่ถอยหนี นางถือเสวียนอิ่งเข้าปะทะ
ใช่ นางอายุน้อยที่สุด การฝึกฝนต่ำที่สุด ประสบการณ์น้อยที่สุด แต่นางไม่ใช่จุดอ่อนของศิษย์พี่ชายและศิษย์พี่หญิงอย่างแน่นอน
นางฉลาดมาก แต่ไม่ใช่แค่ฉลาดเท่านั้น พลังของนางก็แข็งแกร่งมากด้วย!
บทที่ 58: นางแข็งแกร่งมากใช่หรือไม่?
เยี่ยหลิงหลงไม่ถอยไม่หนีไม่หลบและเผชิญหน้าอย่างอาจหาญ ทำให้เซี่ยหลินอี้ตกตะลึง เขาไม่คิดว่าผู้ฝึกตนระดับต่ำอย่างเยี่ยหลิงหลง จะมั่นใจถึงเพียงนี้
ความมั่นใจเป็นสิ่งที่ดี แต่ความมั่นใจเกินไปก็จะทำให้ตัวเองตายอย่างน่าสังเวช ในไม่ช้าเยี่ยหลิงหลงที่อยู่ตรงหน้าจะต้องจ่ายค่าความโง่เขลาของตนเอง
อย่าคิดว่าชนะข้าไม่กี่ครั้งแล้วจะกดหัวข้าได้ ถ้าไม่ใช่เพราะศิษย์พี่ของนางคอยปกป้อง นางคงตายไปหลายร้อยครั้งแล้ว!
เซี่ยหลินอี้ยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มอันภาคภูมิและดุร้าย
อย่างไรก็ตาม เมื่อกระบี่ของเขาปะทะกับกระบี่ของเยี่ยหลิงหลง พลังอันแข็งแกร่งจากกระบี่ส่งผ่านมาที่มือของเขา ทำให้ฝ่ามือตื้อชา ก่อนจะแล่นลามไปทั่วร่าง
เสียง ‘เคร้ง’ แหลมใส เยี่ยหลิงหลงสะบั้นกระบี่ในมือของเซี่ยหลินอี้อีกครั้ง
เซี่ยหลินอี้มองกระบี่หักในมือด้วยดวงตาเหลือกลาน ความเกลียดชังในใจพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง อารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ขยายตัวไม่หยุด เขาโยนกระบี่ในมือทิ้ง รวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดในร่างไปที่ฝ่ามือ เตรียมทุ่มสุดกำลังฟาดฝ่ามือใส่เยี่ยหลิงหลงให้ตายในกระบวนท่าเดียว
ครั้งนี้เยี่ยหลิงหลงก็ยังคงไม่ถอย ร่างเล็กบอบบางของนางยืนอย่างมั่นคง ราวกับจะบอกทุกคนว่า นางไม่เคยอ่อนแอ!
นางยกมือส่งเสวียนอิ่งในมือขึ้นหมุนวนอยู่กลางอากาศเหนือศีรษะ นางเขียนอักขระด้วยนิ้วมือ ทันใดนั้นเสวียนอิ่งก็แยกตัวออกเป็นห้าเล่ม ปลายกระบี่ทั้งหมดชี้ตรงมาที่เซี่ยหลินอี้ พลังงานมหาศาลแผ่กระจายออกมา ราวกับคลื่นทะเลที่โถมเข้าใส่
วิชาเทพกระบี่พิชิตฟ้า!
นางผลักฝ่ามือไปข้างหน้า เงากระบี่ห้าสายพุ่งไปหาเซี่ยหลินอี้ ปะทะกับพลังจากฝ่ามือของเขาที่กำลังโจมตีมา
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างหยุดหายใจ
เพียงเห็นกระบี่ทั้งห้าของเยี่ยหลิงหลง ปลายกระบี่เสียบเข้ากับพลังวิญญาณจากฝ่ามือของเซี่ยหลินอี้ ค้างอยู่อย่างนั้นสองลมหายใจ กระบี่ทั้งห้าทะลุผ่านพลังวิญญาณตรงไปยังฝ่ามือของเขา
เซี่ยหลินอี้ไม่คาดคิดว่าการโจมตีสุดกำลังของเขาจะพ่ายแพ้ให้กับเยี่ยหลิงหลง เมื่อเห็นกระบี่ทั้งห้ากำลังพุ่งตรงมาหา เขาจึงรีบเก็บฝ่ามือและเตรียมหลบ
ทว่า ความเร็วของกระบี่ทั้งห้านั้นรวดเร็วจนน่าตกใจ ปราณกระบี่แข็งแกร่งถึงขนาดสามารถปกคลุมร่างของเขาได้ทั้งหมด ไม่เปิดโอกาสให้เขาหลบหลีกแม้แต่น้อย
ปราณกระบี่พลุ่งพล่านประหนึ่งคลื่นทะเลซัดกระหน่ำใส่ร่างของเซี่ยหลินอี้ในพริบตาเดียว
กระบี่ทั้งห้าทะลุผ่านร่างของเขา เลือดสดๆกระเซ็นลอยอยู่ในอากาศ เซี่ยหลินอี้ไม่สามารถยืนหยัดได้อีกต่อไป เขาล้มลงอย่างแรง เลือดไหลรินไม่หยุด
เยี่ยหลิงหลงบิดข้อมือ กระบี่ทั้งห้ากลับกลายเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง เสวียนอิ่งบินกลับมาสู่มือของนาง
"ศิษย์พี่ใหญ่!"
ศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราที่อยู่เบื้องหลังตกใจจนหน้าซีด ถั่วงอกคนนี้ดูอ่อนแอ แต่กลับสามารถเอาชนะศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขาได้! ทำได้อย่างไร?
พวกเขารีบวิ่งเข้าไปประคองเซี่ยหลินอี้อย่างร้อนรน แต่พอพยุงเขาขึ้นมาได้ เขาก็กระอักเลือดออกมาอีกคำใหญ่
เซี่ยหลินอี้ยังคงไม่อาจยอมรับได้ว่าเขาพ่ายแพ้ให้แก่เยี่ยหลิงหลง ผู้ซึ่งอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้น อีกทั้งนางยังเป็นคนสุดท้ายในการรับศิษย์ครั้งนี้ เป็นคนไร้ค่าที่แม้แต่สำนักขยะก็ยังไม่ต้องการ!
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? คงเป็นเพราะก่อนหน้านี้เขาบาดเจ็บและวิ่งมาหนึ่งวันหนึ่งคืน จิตใจตึงเครียดและอารมณ์แปรปรวน จึงส่งผลกระทบต่อพลังของตน
ใช่แล้ว ต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน!
เยี่ยหลิงหลงผู้นี้ช่างเจ้าเล่ห์นัก นางจงใจเลือกเวลานี้เพื่อเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขาและพิสูจน์ตัวเอง
น่าขัน ช่างน่าขันสิ้นดี ใครจะเชื่อหลักฐานปลอมๆแบบนี้? นางก็ยังคงเป็นขยะที่เกือบเข้าสำนักเซียนไม่ได้อยู่วันยังค่ำ!
ในขณะนั้น เซี่ยหลินอี้ก็กระอักเลือดออกมาอีกคำใหญ่
เห็นว่าเขาใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว ศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราจึงเร่งเร้าอย่างเป็นกังวล "ศิษย์พี่ใหญ่ รีบนำยันต์คุ้มภัยออกมาใช้เถิด!"
นี่คือยันต์ที่ศิษย์ทุกคนของสำนักเจ็ดดาราจะได้รับก่อนออกเดินทาง เพื่อให้โอกาสรอดชีวิตในยามคับขัน
เพียงแค่ใช้ยันต์คุ้มภัย พวกเขาก็จะสามารถเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัยแบบสุ่มได้ในระยะหนึ่ง
"ข้าไม่จำเป็นต้องใช้! ก็แค่ขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้นไม่ใช่หรือ? พวกเขาก็แค่มาจากสำนักเซียนที่อ่อนแอที่สุดในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน ข้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักเจ็ดดารา ข้าจะไม่มีวันก้มหัวให้พวกเขาเด็ดขาด!"
ในขณะที่ เซี่ยหลินอี้กำลังตะโกนศิษย์คนหนึ่งของสำนักเจ็ดดาราได้ฉวยโอกาสที่เขาไม่ทันระวังตัว แอบล้วงเข้าไปในแหวนของเขาเพื่อค้นหายันต์คุ้มภัย
"นางก็แค่อาศัยที่ข้าบาดเจ็บ ถ้ามีฝีมือจริง..."
เซี่ยหลินอี้พูดยังไม่ทันจบ ยันต์คุ้มภัยของเขาก็ถูกเพื่อนร่วมสำนักฉีกทิ้ง เขาหายตัวไปทันที
ส่วนศิษย์คนอื่นๆของสำนักเจ็ดดารา รีบตั้งค่ายกลอย่างรวดเร็ว แล้วใช้ค่ายกลหลบหนีที่สืบทอดมาจากบรรพชนเป็นครั้งที่สามหลบหนีไป
เยี่ยหลิงหลง ใช้วิชาชำระล้างเพื่อทำความสะอาดเสวียนอิ่ง
วิชาเทพกระบี่พิชิตฟ้าของนางเพิ่งอยู่ในขั้นแรก ดังนั้นจึงสามารถแยกเงากระบี่ได้เพียงครั้งละห้าเล่มเท่านั้น
กระบี่ห้าเล่มรวมกันยังไม่สามารถฆ่าเซี่ยหลินอี้ได้ ดูเหมือนนางจะต้องพยายามมากกว่านี้อีกหน่อยแล้ว
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก! วิชากระบี่ของเจ้าเมื่อครู่นี้ยอดเยี่ยมมาก! เจ้าถึงกับข้ามขอบเขตเอาชนะเซี่ยหลินอี้ในขอบเขตจินตานได้! นั่นเป็นศิษย์เอกของจ้าวหยางหัว ผู้อาวุโสแห่งสำนักเจ็ดดาราเชียวนะ!" โม่รั่วหลินร้องตะโกนอย่างตื่นเต้น
"สวรรค์! ถ้าไม่ได้เห็นนางแสดงพลังในวันนี้ ข้าคงคิดว่านางเป็นเพียงนักวาดยันต์เท่านั้น เหมือนกับพวกเราที่มีพรสวรรค์ในด้านอื่นๆ แต่พลังในการต่อสู้อ่อนแอจนมองข้ามไปได้เลย" ฮวาซือฉิงก็ร้องอุทานด้วยความตกตะลึง
ตอนที่เห็นยี่ยหลิงหลงย่างนกปีกทองอยู่ข้างนอก ตงฟางจิ้นก็รู้ว่านางต้องมีฝีมือไม่ธรรมดาแน่ แต่ไม่คิดว่านอกจากจะใช้ไฟและรักษาได้แล้ว วิชากระบี่ของนางจะเก่งกาจถึงเพียงนี้
หลายคนที่เก่งในด้านใดด้านหนึ่งก็นับว่ายากแล้ว แต่นางกลับดูจะเก่งทุกด้านเลย! ในโลกนี้ยังมีอัจฉริยะที่น่าตื่นตะลึงเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ!
เขามีลางสังหรณ์ว่า ในอนาคตเยี่ยหลิงหลงจะต้องประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ถึงขนาดที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้เลยทีเดียว!
ในขณะที่ทุกคนต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง มีเพียงจี้จื่อจั๋วที่ส่งยิ้มบางๆให้นาง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว"
เขาเป็นคนที่ต่อสู้มาด้วยกันกับนางตลอดทาง เขารู้ถึงพลังของนาง เพียงแต่ไม่คิดว่านางจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนทำให้คนอื่นตั้งตัวไม่ทันเช่นนี้
"ศิษย์พี่เจ็ด การฝึกฝนของข้ายังต่ำเกินไป หากเมื่อครู่ข้าอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง เซี่ยหลินอี้คงหนีไปไม่ได้หรอก"
จี้จื่อจั๋วชะงักไป เขารู้สึกตกตะลึงอย่างยิ่ง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าคิดมาตลอดว่าเจ้าจะเข้มงวดเฉพาะกับศิษย์พี่ใหญ่เสียอีก"
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นและขมวดคิ้วทันที
"ศิษย์พี่เจ็ด ไหนๆท่านก็พูดขึ้นมาแล้ว ข้านึกขึ้นได้ว่าวิชาวารีขั้นเจ็ดของท่านค้างอยู่ที่ระดับสามมานานแล้วนี่"
..............
ทำไมเขาต้องปากเสียพูดประโยคนั้นออกมาด้วย?
ในขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงแย้มยิ้มหวานน่ารัก
"ศิษย์พี่เจ็ด ตั้งแต่คืนนี้ไป ท่านอย่าหวังว่าจะได้นอนอีกเลย"
อีกด้านหนึ่ง ศิษย์สำนักเจ็ดดาวที่หนีรอดไปได้เริ่มใช้วิธีการของสำนักตามหาตัวเซี่ยหลินอี้ที่ถูกยันต์คุ้มภัยส่งตัวไป
ในที่สุดหนึ่งชั่วยามให้หลัง พวกเขาก็พบเซี่ยหลินอี้นอนสลบไม่ได้สติอยู่บนพื้น
"ศิษย์พี่ใหญ่!"
ศิษย์สำนักเจ็ดดารารีบร้อนวิ่งเข้าไป
"แปลกจริง นอกจากยันต์คุ้มภัยจะสามารถพาคนหนีไปได้แล้ว ยังสามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ในระยะเวลาสั้นๆ ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้อีกด้วย ศิษย์พี่ใหญ่ก่อนใช้ยันต์ก็ยังไม่หมดสติ ทำไมพอใช้ยันต์ถึงหมดสติไปได้?"
ศิษย์บางคนจึงก้มตรวจดูอาการของเซี่ยหลินอี้
จากนั้นทุกคนก็นิ่งไป
เขากลับนอนหลับอยู่
เขายังหลับได้อีก
และยังหลับลึกเสียด้วย!
ทันใดนั้น มีคนอุทานขึ้นมา "เอ๊ะ ข้าเหมือนเห็นศิษย์น้องหญิงหรงเยว่นะ!"
เซี่ยหลินอี้ลืมตาและลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว
"หรงเยว่? หรงเยว่อยู่ที่ใด?"
............
เหล่าศิษย์ที่เหลือมองเขาด้วยสีหน้าซับซ้อนอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดมีศิษย์ใจดีคนหนึ่งชี้ทิศทางให้
บทที่ 59: นางคงไม่ใจร้ายไม่แบ่งให้พวกเจ้าหรอกใช่หรือไม่
เซี่ยหลินอี้มองไปยังทิศทางนั้น อีกฟากหนึ่งของป่า เยี่ยหรงเยว่ในชุดสีม่วงกำลังต่อสู้กับนกไฟระดับสามด้วยกระบี่ยาว
เปลวไฟของนกไฟนั้นร้อนแรง พลังในการต่อสู้ก็แข็งแกร่งยิ่ง มันแผดผลาญบริเวณโดยรอบให้กลายเป็นทะเลเพลิง
แต่เยี่ยหรงเยว่ไม่หวั่นเกรงต่ออันตราย ในฐานะอัจฉริยะรากวิญญาณอัคคี นางนำวิญญาณอัคคีบุกตะลุยอย่างรวดเร็วเอาชนะนกไฟระดับสาม สุดท้ายก็ฟันมันลงด้วยกระบี่เพียงครั้งเดียว ชนะการต่อสู้ครั้งนี้
เมื่อเห็นภาพนี้ จิตใจที่กำลังโกรธแค้นและเจ็บปวดของเซี่ยหลินอี้ก็ได้รับการปลอบประโลมอย่างมาก
เยี่ยหรงเยว่ของเขายังคงแข็งแกร่ง ด้วยการฝึกฝนในขอบเขตสร้างรากฐาน นางสามารถต่อสู้ข้ามขอบเขตและเอาชนะนกไฟระดับสามได้ นี่ไม่ใช่ว่าเหนือกว่าเจ้าถั่วงอกที่ใช้วิธีโกงและมีจิตใจชั่วร้ายนั่นหรอกหรือ?
เยี่ยหรงเยว่ของเขาคือแบบอย่างที่ควรมีของสำนักที่มีชื่อเสียง!
"ดีมาก! ต่อสู้ได้ดีมาก!"
เซี่ยหลินอี้ปรบมือชื่นชมเยี่ยหรงเยว่ แม้แต่ศิษย์สำนักเจ็ดดาราคนอื่นๆที่อยู่ข้างกายเขาก็อดโห่ร้องและปรบมือด้วยความตื่นเต้นตามๆกัน
นับตั้งแต่พลัดหลงกับเยี่ยหรงเยว่ พวกเขาถูกรังแกจนเกือบตาย ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจเช่นนี้มานานแล้ว เมื่อเห็นศิษย์จากสำนักอื่นในบริเวณใกล้เคียงมองมายังเยี่ยหรงเยว่ด้วยความอิจฉาและสงสัย พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งกว่าเดิม
พวกเขาอยากจะรีบวิ่งออกไปแล้วบอกว่า เห็นไหม? นี่คือศิษย์น้องอัจฉริยะของสำนักเจ็ดดาวเรา!
“เห็นไหม? ศิษย์น้องหรงเยว่ของเราช่างเก่งกาจจริงๆ!”
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว!"
"เยี่ยหลิงหลงเทียบไม่ติดเลย ดีแต่ฉวยโอกาสตอนข้าบาดเจ็บและอ่อนล้า ช่างน่าละอายและไร้ยางอายเสียจริง!"
"ถูกต้อง ถูกต้อง!"
"หากไม่ใช่เพราะพวกของเยี่ยหลิงหลงวิ่งหนีไปเร็ว ข้าจะต้องลากนางมาให้เห็นกันชัดๆว่าผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงเป็นเช่นไร อย่างนางจะนับเป็นตัวอะไรได้!"
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว!"
เซี่ยหลินอี้ขมวดคิ้วฉับ เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ดังนั้นเขาจึงหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว และเห็นคนหกคนโผล่มาที่ด้านหลังกลุ่มศิษย์สำนักเจ็ดดาราของพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
คนทั้งหกนี้ล้อมพวกเขาไว้ และชะเง้อมองไปยังทิศทางของเยี่ยหรงเยว่อย่างตั้งใจ พลางตอบคำพูดที่เขาเพิ่งกล่าวออกไปด้วยความกระตือรือร้น
"อ๊า!"
เมื่อเซี่ยหลินอี้ร้อง ทำให้ศิษย์ทั้งหมดของสำนักเจ็ดดาราหันกลับมามอง แล้วร้องออกมาพร้อมกัน
"อ๊า!"
เยี่ยหลิงหลงมาอีกแล้ว!
หลังจากร้องเสร็จ พวกเขาก็วิ่งตามเซี่ยหลินอี้ไปยังทะเลเพลิงเบื้องหน้า ราวกับจับฟางเส้นสุดท้ายเพื่อเอาชีวิตรอด จนกระทั่งมาถึงตรงหน้าเยี่ยหรงเยว่
เมื่อเห็นศิษย์ร่วมสำนักปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน เยี่ยหรงเยว่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง นางเหลือบมองชายที่ยืนอยู่ข้างๆโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะหันกลับมามองศิษย์ร่วมสำนักอีกครั้ง
เหตุใดพวกเขาจึงดูยับเยินเช่นนี้ ราวกับกำลังหนีเอาชีวิตรอด?
"หรงเยว่! หรงเยว่!"
"ศิษย์พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นหรือ?"
"พวกเขา... พวกเขามาอีกแล้ว!"
เซี่ยหลินอี้พอเห็นเยี่ยหลิงหลงก็พูดอะไรไม่ออกด้วยความตื่นเต้น ประกอบกับการวิ่งสุดแรงเกิด ตอนนี้เขาจึงหายใจหอบเหนื่อย
"พวกเขาเป็นใครกัน?"
เยี่ยหรงเยว่มองไปทางที่พวกศิษย์ร่วมสำนักมา เห็นสองสามคนเดินออกมาจากพุ่มไม้รกทึบ นางเห็นเยี่ยหลิงหลงอยู่ตรงกลางอย่างรวดเร็ว
แรกเริ่มนางตกใจ ไม่คิดว่าด้วยความสามารถของเยี่ยหลิงหลงจะเดินทางมาถึงส่วนลึกของขุนเขาต้าจิน และถูกหมอกพัดพาเข้ามาในดินแดนลับแห่งนี้
แต่ไม่นานความตกใจก็แปรเปลี่ยนเป็นยินดี นับแต่นางรู้ว่าเยี่ยหลิงหลงมีวิชาเทพวิหคอัคคี นางก็คิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอด ในเมื่ออีกฝ่ายมาหาถึงที่ นางก็ไม่จำเป็นต้องไปตามหาให้เหนื่อยเปล่า
"หลิงหลง? เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?"
เยี่ยหรงเยว่แย้มยิ้ม ดูเหมือนยินดีที่ได้พบพวกเขามาก
"ขอบคุณพวกศิษย์พี่ของสำนักเจ็ดดาราที่คอยดูแลพวกข้าตลอดทาง ไม่เช่นนั้น การเดินทางบนเส้นทางนี้คงเต็มไปด้วยอันตราย พวกเราคงไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ไม่เพียงแต่ศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราจะตะลึงงัน แม้แต่ศิษย์ของสำนักชิงเสวียนก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
แต่เข้าใจหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ทุกครั้งที่ศิษย์น้องหญิงเล็กจะทำเรื่องใหญ่ ตอนเริ่มต้นพวกเขามักจะไม่เข้าใจเสมอ
"ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราเป็นผู้มีคุณธรรม การช่วยเหลือผู้ร่วมทางถือเป็นสิ่งที่ควรทำ"
บทสนทนานี้ทำให้พวกเซี่ยหลินอี้งงงวยทันที เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะใส่ร้ายพวกเยี่ยหลิงหลง แต่เยี่ยหลิงหลงกลับบอกว่าพวกเขาคอยดูแลนางตลอดทาง?
นางต้องกลัวแน่ๆ! รู้ว่าพลังของหรงเยว่แข็งแกร่งเกินไปจึงหวาดกลัวไม่กล้าเปิดเผยว่ามาเพื่อแก้แค้น จึงหาข้ออ้างมาปิดบังเพื่อจะได้หนีไปได้!
ต้องเป็นเช่นนี้แน่! ไม่เช่นนั้นทำไมท่าทีหยิ่งผยองก่อนหน้านี้ถึงจู่ๆก็ไปเฉียบพลันแบบนี้
ไม่ได้ ข้าจะไม่ยอมให้พวกเขาสมหวัง
แต่ต่อหน้าผู้คนมากมาย พวกเขาจะพูดได้อย่างไรว่าหนีเยี่ยหลิงหลงหัวซุกหัวซุนมาถึงที่นี่
เพราะนอกจากศิษย์สำนักเจ็ดดาราแล้ว ที่นี่ยังมีศิษย์จากสำนักอื่นๆอีกหลายคน
เซี่ยหลินอี้ตั้งใจว่าจะรอให้ศิษย์จากสำนักอื่นๆจากไปหมดก่อน แล้วค่อยบอกความจริงกับเยี่ยหรงเยว่ ให้นางช่วยจัดการเยี่ยหลิงหลง แต่ก่อนหน้านั้นเขาต้องกักตัวเยี่ยหลิงหลงและพรรคพวกไว้ก่อน
"พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก เพราะในดินแดนลับอันตรายเต็มไปหมด การช่วยเหลือพวกเจ้าย่อมเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย ไม่สู้พวกเจ้าเดินทางไปกับพวกข้า จะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันดีหรือไม่"
เมื่อได้ยินเซี่ยหลินอี้เสนอ ไม่เพียงแต่ศิษย์ของสำนักชิงเสวียนที่ตกตะลึง แม้แต่เยี่ยหรงเยว่ก็อึ้งไป
เมื่อเห็นสีหน้าของเยี่ยหรงเยว่ที่ดูไม่ค่อยอยากให้พวกเขาไปด้วยกัน เยี่ยหลิงหลงก็ยิ้มและตอบรับเสียงดัง "ดีเลย! พี่สาว เจ้าคงไม่รังเกียจที่จะพาพวกข้าไปด้วยกันใช่หรือไม่?"
"แน่นอนว่าข้าไม่รังเกียจ เจ้าเป็นน้องสาวของข้า การดูแลเจ้าเป็นสิ่งที่ข้าควรทำ"
"อ้าว? พี่สาว เมื่อครู่เจ้ากำลังจะเด็ดผลเพลิงสีชาดใช่หรือไม่?"
"อา ใช่แล้ว"
เยี่ยหรงเยว่ชะงัก นางตั้งใจจะเด็ดมันเงียบๆ แต่เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดออกมา นางจึงต้องเดินไปเด็ดผลเพลิงสีชาดต่อหน้าทุกคน
เมื่อผู้คนเห็นนางเด็ดผลเพลิงสีชาด ดวงตาของพวกเขาก็แดงก่ำด้วยความริษยา
ผลไม้นี้มีรสชาติดีเยี่ยม อุดมไปด้วยปราณวิญญาณ สามารถช่วยให้คนก้าวข้ามคอขวดได้ นับเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างยิ่ง!
ผลเพลิงสีชาดนี้ในตอนแรกพวกเขาเป็นคนค้นพบ แต่โชคร้ายที่ฝีมือไม่ถึง จึงไม่สามารถเอาชนะนกไฟระดับสามที่ปกป้องมันไว้ได้ ทั้งยังถูกมันทำร้ายเสียแทน
เมื่อเห็นเยี่ยหรงเยว่เด็ดผลเพลิงสีชาดกลับมา เซี่ยหลินอี้ก็ยิ่งยืดอกภาคภูมิใจยิ่งกว่าเดิม
"เยี่ยหลิงหลงเจ้าเห็นหรือไม่? ศิษย์น้องหรงเยว่ของพวกเราเอาชนะนกไฟระดับสามได้ และเอาผลเพลิงสีชาดที่ทุกคนแย่งชิงกันมาได้!"
"เห็นแล้ว! นั่นคือผลเพลิงสีชาดนะ! น่าอิจฉาจริงๆ พวกเจ้าเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับนาง นางได้ของดีขนาดนี้ คงไม่ใจร้ายไม่แบ่งให้พวกเจ้าหรอกใช่หรือไม่?"
คำพูดของเยี่ยหลิงหลง ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ศิษย์สำนักอื่นที่เคยอิจฉาเยี่ยหรงเยว่ต่างไม่รู้สึกอิจฉาแล้ว พวกเขาตื่นเต้นที่จะได้ชมละครฉากต่อไปแทน
เยี่ยหรงเยว่ที่กำลังอารมณ์ดีที่ได้ผลเพลิงสีชาดมางุนงงไปหมด นี่คือผลเพลิงสีชาดที่นางได้มาด้วยความพยายาม จะให้นางเอามาแบ่งได้อย่างไร? ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีธรรมเนียมเช่นนี้มาก่อน!
ศิษย์สำนักเจ็ดดาราที่เคยภูมิใจในตัวเยี่ยหรงเยว่ต่างเริ่มกังวลใจ ศิษย์น้องหรงเยว่จะไม่แบ่งผลประโยชน์ให้พวกเขาบ้างเลยหรือ? ตอนที่เยี่ยหลิงหลงแบ่งของดีๆให้ศิษย์พี่นางก็ไม่เห็นจะเสียดายเลย
บทที่ 60: ถึงเวลาที่เขาต้องแสดงแล้ว
เมื่อเห็นทุกคนตกตะลึง เยี่ยหลิงหลงก็แสดงสีหน้าอิจฉาพลางกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า "ทำไมข้าไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราบ้างนะ ข้าจะได้ส่วนแบ่งบ้าง ช่างน่าอิจฉาพวกเจ้าจริงๆ!"
ในตอนนั้น เคอซินหลานก็ยื่นมือตบไหล่ของ เยี่ยหลิงหลง พลางกล่าวว่า "เจ้าไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราก็จริง แต่เจ้าเป็นน้องสาวของนางนี่ พ่อแม่ของเจ้าเลี้ยงดูนางมาหลายปี นางจะแบ่งให้แต่ศิษย์สำนักเจ็ดดาราโดยไม่แบ่งให้เจ้าได้อย่างไร? วางใจเถิด เจ้าก็มีส่วนแบ่งด้วย"
ช่างเป็นการแทงใจดำที่ยอดเยี่ยม!
เยี่ยหลิงหลงจับมือเคอซินหลานอย่างตื่นเต้น "ท่านพูดถูก พี่สาวคงไม่ทำเช่นนั้นกับข้าหรอก!"
เยี่ยหรงเยว่มองเยี่ยหลิงหลงด้วยสายตาหงุดหงิด ทุกครั้งที่น้องสาวปรากฏตัวมักไม่เคยมีเรื่องดี นี่มิใช่การจับนางขึ้นไปย่างบนแท่นประหารหรอกหรือ?
ของล้ำค่าอย่างผลเพลิงสีชาดจะแบ่งให้กับคนอื่นได้อย่างไร? แต่นางพูดเสียมากมายขนาดนี้ ถ้านางปฏิเสธจะไม่ดูเป็นคนขี้เหนียวเห็นแก่ตัวหรือ?
ตอนนี้นางได้แต่หวังว่าศิษย์ร่วมสำนักของนางจะเข้าใจสถานการณ์และเสนอตัวสละสิทธิ์ เช่นนี้นางก็จะรักษาหน้าได้ สำนักเจ็ดดาราไม่เคยมีธรรมเนียมให้ศิษย์ที่ได้สมบัติมาต้องแบ่งปันกับศิษย์ร่วมสำนัก
นางหันไปมองทางศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆ และเห็นว่าคนกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกว่าการแบ่งปันสมบัติเป็นเรื่องประหลาด แต่กลับมองนางด้วยความคาดหวัง!
พวกเขาเสียสติไปแล้วหรือ?
ดังนั้นนางจึงมองไปทางศิษย์พี่ใหญ่เซี่ยหลินอี้ที่ปกติจะคอยปกป้องนางทุกอย่าง คงไม่มีทางโลภสมบัติของนางแน่
ใครจะรู้ว่าเมื่อนางสบตากับเซี่ยหลินอี้ สิ่งที่นางเห็นกลับเป็นความคาดหวังเช่นกัน!
พวกเขาเป็นอะไรไป? เพียงไม่กี่วันไม่ได้พบกัน ทุกคนบ้าไปหมดแล้วหรือ? แต่ก่อนไม่ได้เป็นเช่นนี้!
ตอนนี้เยี่ยหรงเยว่รู้สึกลำบากใจอย่างยิ่ง ใจของนางร้อนรุ่มราวกับมีไฟกำลังลุกโชน นางอยากจะตัดสัมพันธ์กับคนเหล่านี้ให้หมด
ผลเพลิงสีชาดนี้เป็นสิ่งที่นางพบ เป็นสิ่งที่นางได้มาด้วยความยากลำบาก ทุกอย่างไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเลย พวกเขามีสิทธิ์อะไรมาเอาส่วนแบ่ง? สำคัญตัวผิดเกินไปแล้วกระมัง?
"ผลเพลิงสีชาดนี้เป็นสิ่งที่ศิษย์น้องหรงเยว่ได้มา เหตุใดจึงต้องแบ่งให้พวกเจ้าด้วย? ในยามที่นางต่อสู้อย่างยากลำบาก พวกเจ้ากลับไม่ได้ทำอะไรเลย พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะแบ่งปันผลเพลิงสีชาดกับนาง"
ในยามที่เยี่ยหรงเยว่กำลังลำบากใจถึงขีดสุด ซืออวี้เฉินก็ก้าวออกมา
เยี่ยหรงเยว่หันกลับมายิ้มอย่างซาบซึ้ง มองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก ความรู้สึกในใจและแววตาบ่งบอกถึงความรักที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ที่จริงแล้ว เยี่ยหลิงหลงเห็นซืออวี้เฉินตั้งแต่แรก ในฐานะตัวเอกชาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็มีความโดดเด่นทิ่มแทงตา
ซืออวี้เฉินมีนิสัยเย็นชา แข็งแกร่ง และรักมั่นต่อเยี่ยหรงเยว่อย่างสุดหัวใจ ดินแดนลับแห่งขุนเขาต้าจินคือสถานที่ที่พวกเขาตกหลุมรักกัน
เหตุการณ์นี้มีการบรรยายไว้ในนิยายต้นฉบับ ดังนั้นการที่เขาออกมาพูดแทนเยี่ยหรงเยว่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
เยี่ยหลิงหลงแสดงท่าทางอยากรู้อยากเห็น กำลังจะถามว่านี่เป็นใคร แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีคนแย่งบทพูดของนางไปเสียก่อน
"เจ้าเป็นใคร? เรื่องของสำนักเจ็ดดารา เจ้ามีสิทธิ์อะไรมายุ่ง?" เซี่ยหลินอี้ถามด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง
ใบหน้าของเยี่ยหลิงหลงเต็มไปด้วยความตกใจ นี่คือการต่อต้านโดยธรรมชาติของสุนัขขี้ประจบที่มีต่อภรรยาเอกหรือ?
มาแล้ว มาแล้ว ละครแห่งปีของความรักและการห้ำหั่นระหว่างสุนัขขี้ประจบและพระเอก ในที่สุดมันก็มาถึง!
"ศิษย์พี่ใหญ่ อย่าพูดเช่นนั้นเลย เขาเป็นสหายของข้า ตลอดทางเขาคอยดูแลข้ามาตลอด" เยี่ยหรงเยว่เห็นคนที่ตนรักถูกตำหนิ จึงรีบออกมาพูดแทนซืออวี้เฉิน
"อ๋า! ที่แท้พี่สาวก็มีคนคอยดูแลมาตลอดนี่เอง เช่นนั้นความเป็นห่วงของศิษย์พี่เซี่ยก็คงสูญเปล่าสินะ เขายังเป็นห่วงว่าเจ้าหาศิษย์ร่วมสำนักไม่เจอ จะต้องลำบากหรือเปล่าด้วยซ้ำ!"
เยี่ยหลิงหลงพูดความในใจของเซี่ยหลินอี้ออกมา ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
"ใช่แล้ว ข้าเป็นห่วงเจ้ามาตลอดทาง กลัวว่าเจ้าจะตกระกำลำบาก เห็นเจ้าสบายดีเช่นนี้ ข้าก็วางใจได้เสียที"
"ข้าบอกแล้วว่าศิษย์พี่เซี่ยไม่ต้องเป็นห่วงมากนักหรอก ศิษย์คนอื่นๆของสำนักเจ็ดดารา ต่างก็รวมตัวกันหมดแล้ว มีแต่พี่สาวที่พลัดหลง บางทีนี่อาจเป็นโชคชะตาที่สวรรค์ลิขิตให้นางก็ได้"
เซี่ยหลินอี้ชะงัก ศิษย์ของสำนักเจ็ดดารามีวิธีพิเศษในการค้นหาศิษย์ร่วมสำนักที่หายไป ดังนั้นหลังจากที่เขาถูกส่งตัวไปด้วยยันต์คุ้มภัย ศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราก็สามารถหาตัวเขาเจอได้อย่างรวดเร็ว และนั่นก็เป็นเหตุผลที่พวกเขาสามารถรวมตัวกันได้หลังจากถูกหมอกพัดเข้ามา
แต่เหตุใดเยี่ยหรงเยว่จึงไม่มารวมตัวกับพวกเขา? จะต้องมีคนบีบบังคับ หรือไม่ก็ต้องมีคนหลอกลวงนาง มิเช่นนั้นนางคงไม่มีทางไม่ยอมมารวมตัวกับศิษย์ร่วมสำนักเป็นแน่!
ดังนั้น เซี่ยหลินอี้จึงเบนสายตาอันเปี่ยมด้วยความเกลียดชังไปทางซืออวี้เฉิน
"เจ้าทำอะไรกับศิษย์น้องหญิงของข้า? เหตุใดนางจึงไม่สามารถมารวมตัวกับพวกเราได้? อย่าแก้เสียให้ยาก สำนักเจ็ดดารามีวิธีพิเศษในการตามหาศิษย์ร่วมสำนัก!"
เยี่ยหรงเยว่ใบหน้าซีดเผือด ความจริงแล้วนางตั้งใจไม่มารวมตัวกับพวกเขาเอง
กระจกพินิจกาลบอกตำแหน่งของผลเพลิงสีชาดแก่นาง สถานที่ที่นางต้องไปนั้นเต็มไปด้วยอันตราย นางไม่อยากพาศิษย์ร่วมสำนักไปเสี่ยงภัย อีกทั้งการไปคนเดียวก็สะดวกกว่า ดังนั้นนางจึงเพิกเฉยต่อสัญญาณเหล่านั้นและเดินทางมาเพียงลำพัง การพบกับซืออวี้เฉินนั้นเป็นเพียงเหตุบังเอิญ
นางไม่คิดว่าเรื่องนี้จะถูกเซี่ยหลินอี้หยิบยกขึ้นมาพูด วันนี้เขาเป็นอะไรไป? ปกติเขาคอยปกป้องนางทุกครั้ง แต่วันนี้พอเยี่ยหลิงหลงยุยงไม่กี่คำเขาก็กระโจนเข้าไปในหลุมพรางทันที เขาถูกเยี่ยหลิงหลงวางยาหรือ? หรือว่าใจเขาเปลี่ยนไปแล้ว?
"ศิษย์พี่ใหญ่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับอวี้เฉินหรอก ตอนที่ถูกหมอกพัดเข้ามา ข้าทำหยกสื่อสารหาย จึงไม่สามารถติดต่อพวกเจ้าได้"
"หรงเยว่ เหตุใดเจ้าจึงพูดแก้ต่างให้เขาด้วย? แม้แต่คำโกหกเช่นนี้ก็ยังกล้าพูดเพื่อเขาอีก? หยกหาย หากศิษย์สำนักเจ็ดดาราอยู่ห่างจากมันนานเกินไป มันจะทำลายตัวเอง แต่พวกเราไม่เห็นข่าวว่าหยกของเจ้าทำลายตัวเองเลย!"
เยี่ยหรงเยว่ชะงักไป นางรีบหาข้ออ้างโดยไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วน ไม่คิดว่าจะถูกศิษย์พี่ใหญ่จับได้เร็วขนาดนี้ ปกติก็ไม่เห็นเขาฉลาดขนาดนี้นี่นา!
เยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกตกตะลึงเช่นกัน นางไม่คิดว่าเซี่ยหลินอี้จะมีพลังต่อสู้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ และในสถานการณ์ที่สมองยังสับสน เขากลับสามารถจับพิรุธในคำพูดของเยี่ยหรงเยว่ได้ น่าประทับใจจริงๆ!
อาจเป็นเพราะพลังแห่งความรัก ในเรื่องของเยี่ยหรงเยว่ เซี่ยหลินอี้ไม่มีทางปล่อยผ่าน
"เจ้าพูดมา! เจ้าติดตามศิษย์น้องของข้าด้วยจุดประสงค์อันใด? หากเจ้าไม่พูด พวกเราจะไม่เกรงใจแล้ว!"
เซี่ยหลินอี้เชื่อมั่นว่าการที่เยี่ยหรงเยว่ไม่มาพบพวกเขานั้นเป็นความผิดของซืออวี้เฉิน ดังนั้นเขาจึงอาศัยความได้เปรียบด้านจำนวนคน เตรียมจัดการซืออวี้เฉินโดยตรง
ซืออวี้เฉินยิ้มเยาะเบาๆ แล้วกล่าวอย่างไม่รีบร้อน "ข้าคือซืออวี้เฉินแห่งสำนักคุนอู๋เฉิง ไม่ทราบว่าศิษย์สำนักเจ็ดดาราผู้นี้จะทำอันใดไม่เกรงใจข้า?"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนในที่นั้นต่างสูดหายใจลึก
ซืออวี้เฉินแห่งสำนักคุนอู๋เฉิง! ศิษย์เอกของสำนักคุนอู๋เฉิง! ผู้ที่มีพรสวรรค์สูงสุด พลังแกร่งกล้าที่สุด และมีโอกาสก้าวสู่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนมากที่สุด!
ซืออวี้เฉินคือบุคคลที่แม้แต่พวกเขาเมื่อพบเจอก็ต้องเงยหน้ามองด้วยความเคารพ ดั่งขุนเขาอันยิ่งใหญ่
บัดนี้ เซี่ยหลินอี้เอ่ยวาจาล่วงเกินไปแล้ว แต่กลับพบว่าตนเองไปเตะกำแพงเหล็กเข้า มาดูกันว่าเขาจะหาทางลงอย่างไร
ทุกสายตาจับจ้องไปที่เซี่ยหลินอี้ด้วยความคาดหวัง
ถึงเวลาที่เขาต้องแสดงแล้ว
[1] จับนางขึ้นไปย่างบนแท่นประหาร เปรียบเปรยถึงการทำให้คนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากหรือเสี่ยงอันตราย
จบตอน
Comments
Post a Comment