บทที่ 511: หลอกเจ้าได้หรือเปล่า?
เยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะก้าวขึ้นไปบนหลังหยวนกุนกุ่น แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ นางก็หยุดชะงักและหันกลับไปยิ้มบาง
“เสื้อตัวนี้ข้าซื้อของเลียนแบบจากข้างนอก ทำไมหรือ? หลอกเจ้าได้หรือเปล่า?”
“สำเร็จสิ หลอกข้าเต็มๆในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนตอนนี้ มีคนอ้างตัวว่าเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียนเยอะ แต่เจ้าคือคนแรกที่มีอุปกรณ์ปลอมมาเต็มรูปแบบ ข้าคิดว่าเจ้าคงมีความเกี่ยวพันกับสำนักชิงเสวียนจริงๆ น่าเสียดายแท้ๆ”
“เสียดายอะไร? หรือเขาขวางวั่งของเจ้ามีความเกี่ยวข้องกับสำนักชิงเสวียน?” เยี่ยหลิงหลงถามด้วยความสงสัย
“สำนักชิงเสวียนเป็นถึงสถานที่อันสูงส่ง พูดถึงความเกี่ยวพัน เราคงไม่ถึงระดับนั้น แต่เมื่อไม่นานมานี้เรารับศิษย์จากสำนักชิงเสวียนมาไว้คนหนึ่ง และพวกเราต่างช่วยกันตามหาศิษย์ร่วมสำนักของเขา หากเจ้าคือศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน ก็อาจช่วยให้เราเบาแรงลงไปได้มาก”
เมิ่งจ่านหลินพูดจบก็ถอนหายใจ สีหน้าดูเสียดายอย่างเห็นได้ชัด
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาเสียดายที่ไม่พบศิษย์สำนักชิงเสวียน หรือเสียใจที่ไม่อาจรั้งบรรพชนไว้ได้กันแน่
แม้เยี่ยหลิงหลงจะยังไม่ยอมรับ แต่คำพูดนี้ก็ทำให้นางใจเต้นเล็กน้อย ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนอาจมีคนอ้างตัวเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียนอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าอีกฝ่ายลงทุนตามหาจริงๆละก็ น่าจะเป็นเพราะศิษย์คนนั้นเป็นศิษย์พี่คนใดคนหนึ่งของนางอย่างแน่นอน
ถ้าเป็นเช่นนั้น นางก็คงปล่อยโอกาสนี้ไปไม่ได้
“หยวนกุนกุ่น” เยี่ยหลิงหลงลูบหัวมันเบาๆ แล้วกระซิบถามที่ข้างหู “ข้ายังมีธุระเล็กน้อยที่ต้องจัดการที่เขาขวางวั่ง เจ้ารอข้าได้หรือไม่? ถ้าเจ้าไม่อยากรอก็ไปก่อนได้เลยนะ”
หยวนกุนกุ่นเงยหน้ามองนางแล้วพยักหน้าเล็กน้อย
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปพูดกับคนของเขาขวางวั่ง “ข้าไม่ใช่คนที่พวกเจ้าตามหา เราคงต้องแยกทางกันที่นี่”
พูดจบ นางก็ปีนขึ้นไปบนหลังหยวนกุนกุ่น กำลังจะจากไป แต่แล้วนางก็อุทานขึ้นมา “อ๊ะ เกือบลืมไป พวกเจ้าสัญญาว่าจะจ่ายค่าจ้างให้หัวไชเท้าอ้วนไว้นี่ ดูเหมือนจะยังไม่ได้เตรียมไว้ใช่ไหม? หรือคิดจะเบี้ยวกัน?”
เมิ่งเจิ้นฟางกับเมิ่งจ่านหลินสบตากันเลิ่กลั่กก่อนจะรีบตอบ “พวกเราย่อมไม่คิดเบี้ยว แต่ที่หัวไชเท้าอ้วนขอนั้นนอกจากจะเยอะแล้ว ของบางชิ้นยังซับซ้อนอยู่ไม่น้อย จำเป็นต้องใช้เวลาจัดเตรียมสักหน่อย ไม่ทราบว่าแม่นางเยี่ยจะยอมเข้าไปพักแรมในเขาขวางวั่งก่อนสักครู่ได้หรือไม่ ข้าจะให้คนรีบส่งให้ทันทีที่พร้อม”
“ก็ได้ ข้าไม่รีบหรอก” เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าแล้วคิดอะไรได้อีกอย่าง “จริงสิ ไท่จื่อของข้าชอบกินงูหลามยักษ์สองหัวของพวกเจ้านัก พวกเจ้าเคยเลี้ยงไว้บูชาบรรพชน แต่ในเมื่อบรรพชนจะจากไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงไว้ต่อไปนี่ ขอให้จับมาทั้งหมด ให้ข้านำกลับไปได้หรือไม่?”
“นี่มัน…”
เมิ่งเจิ้นฟางกำลังลังเล แต่พอเห็นบรรพชนพยักหน้าเบาๆก็ต้องตัดสินใจ
“ตกลง ข้าจะให้คนไปจับงูหลามยักษ์สองหัวทั้งหมดมาจัดเตรียมให้เจ้าพร้อมนำกลับ”
“แล้วก็… ศิษย์ที่ยังไม่ได้ถูกกินในหุบเขา ก็นำมาด้วยนะ”
ได้ยินเช่นนั้น เมิ่งเจิ้นฟางยิ่งขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม เพราะเรื่องนี้ยากยิ่งกว่าการล้างหุบงูหลามยักษ์สองหัวเสียอีก
เยี่ยหลิงหลงเองก็พอเข้าใจ ว่าพวกศิษย์เหล่านั้นล้วนถูกจับมาเพื่อเป็นอาหารงู หากปล่อยพวกเขาไป พวกเขาคงกลับไปฟ้องร้องจนก่อปัญหาให้เขาขวางวั่ง และนำมาซึ่งความวุ่นวายใหญ่หลวง ความปลอดภัยของเขาขวางวั่งย่อมเป็นสิ่งที่เมิ่งเจิ้นฟางไม่อาจเสี่ยงได้ง่ายๆ
หากนางยืนกราน เขาอาจเลือกสังหารพวกศิษย์ทั้งหมดในหุบเขา และบอกนางว่าทุกคนถูกงูกินไปแล้ว นางก็ไม่มีทางรู้ได้
เยี่ยหลิงหลงจึงรีบพูดเสริม “ข้าแค่หมายความว่า ให้นำพวกเขาออกมาก่อน แล้วขังไว้ในคุกใต้ดินของเขาขวางวั่ง งูหลามยักษ์สองหัวไม่ต้องเลี้ยงแล้ว เก็บคนพวกนี้ไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ฆ่าทิ้งก็เสียของ ทำไมไม่ลองเก็บไว้ทำเงินล่ะ?”
“ทำเงิน?” เมิ่งเจิ้นฟางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ใช่ ข้ามีวิธีที่จะทำให้พวกเจ้ากำไรแน่นอน เชื่อข้าเถอะ ตอนนี้บรรพชนของพวกเจ้าอยู่กับข้าแล้ว ข้าก็ถือว่ามีความเกี่ยวพันกับเขาขวางวั่ง ข้าย่อมหวังดีต่อพวกเจ้าอยู่แล้ว”
คำพูดของเยี่ยหลิงหลงไม่ได้มีไว้ให้เมิ่งเจิ้นฟางฟังเท่านั้น แต่ยังตั้งใจให้หยวนกุนกุ่นได้ยินด้วย
ยังไงเสีย เจ้าแพนด้าก็เป็นบรรพชนของเขาขวางวั่ง หากเกิดเรื่องกับเขาขวางวั่งจริงๆ มันคงไม่สบายใจนัก การที่เขาขวางวั่งจับคนมาเลี้ยงงู แม้จะโหดเหี้ยม แต่จริงๆก็ไม่ต่างจากสำนักอู๋ซวงที่ฆ่าคนแย่งสมบัติ เพียงแต่ต่างกันที่ฝ่ายหนึ่งดูดีมีศีลธรรม อีกฝ่ายเปิดเผยตรงไปตรงมา
ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน แต่ละคนต่างก็อยู่ได้ด้วยฝีมือตนเอง ไม่ใช่ด้วยความเมตตาหรือจริยธรรม
“ตกลง ข้าจะทำตามที่เจ้าบอก” เมิ่งเจิ้นฟางตอบรับ นับว่าน่าจะช่วยให้คนงานที่นางอุทิศแรงกายช่วยไว้ได้อย่างปลอดภัย ต่อไปนางเพียงต้องหาวิธีปล่อยพวกเขาให้รอดพ้นออกจากเขาขวางวั่ง
“เช่นนั้น ขอเชิญบรรพชนและแม่นางเยี่ยตามข้าขึ้นไปพักผ่อนที่เขาขวางวั่ง ข้าจะจัดเตรียมที่พักให้” เมิ่งจ่านหลินกล่าว
“งั้นก็ไปกันเถอะ!” เยี่ยหลิงหลงพูดพลางลูบหัวหยวนกุนกุ่นเบาๆ จนทำให้ไท่จื่อตาเขียว ก้าวขึ้นไปเหยียบหลังมือของนางแรงๆหลายครั้ง ข้องใจที่มืออยู่ไม่สุขของนางไปลูบสัตว์ตัวอื่นอีกแล้ว!
หลังจากเหยียบเสร็จ ไท่จื่อก็วิ่งขึ้นไปนอนอมลมแก้มป่องอยู่บนศีรษะของเยี่ยหลิงหลงอย่างงอนๆ
ที่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างนั้น ปริมาณปราณวิญญาณย่อมน้อย ดังนั้น ในที่ที่มีปราณวิญญาณอุดมสมบูรณ์กว่าเช่นนี้ ไท่จื่อจึงชอบอยู่ข้างนอกเพื่อนอนอาบแดด
เมื่อมาถึงเขาขวางวั่ง เมิ่งจ่านหลินได้จัดเตรียมที่พักเป็นเรือนเล็กเงียบสงบ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหลังเขาในเขาขวางวั่ง ดูจากการจัดวางแล้ว น่าจะเป็นสถานที่พิเศษที่ใช้ต้อนรับแขกสำคัญ
“แม่นางเยี่ย ท่านและบรรพชนพักที่เรือนนี้ไปก่อน ข้าจะให้คนไปนำไม้ไผ่ที่บรรพชนชอบจากหุบเขามาให้ พร้อมกับเตรียมพื้นที่สำหรับเพาะปลูกไม้ไผ่ เพื่อให้บรรพชนมีอาหารเพียงพอในอนาคต รบกวนแม่นางเยี่ยช่วยดูแลบรรพชนของพวกเราด้วย”
เมิ่งจ่านหลินพูดจาช่างน่าฟัง ฟังแล้วรู้สึกสบายหูสบายใจทุกคำ
“ไม่เป็นไร เจ้าไปจัดการเถิด” เยี่ยหลิงหลงตอบ
เมิ่งจ่านหลินพยักหน้ายิ้มๆก่อนจะออกไป พอเขาไปแล้ว ที่นี่ก็เหลือเพียงเยี่ยหลิงหลง หยวนกุนกุ่น และไท่จื่อที่กำลังหลับอยู่บนศีรษะของนาง
เขาขวางวั่งนี่สมกับเป็นสำนักใหญ่จริงๆ มีประมุขเขาที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการ และมีทายาทที่อยู่ในขอบเขตหลอมสุญตา
เยี่ยหลิงหลงมองไปรอบๆ ก่อนจะหามุมสบายๆให้ไท่จื่อนอนหลับ จากนั้นจึงหันกลับมาถามหยวนกุนกุ่น
“เจ้าจะพักยังไงดี? ข้าไม่เคยรู้เลยว่าเจ้ามีวิถีชีวิตยังไง”
หยวนกุนกุ่นรีบก้มตัวลงแล้วม้วนตัวกลายเป็นลูกกลมๆที่เล็กลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายเหลือเพียงก้อนกลมเล็กๆ ขนาดวางบนฝ่ามือของเยี่ยหลิงหลงได้พอดี มันทั้งกลม ทั้งอวบ ทั้งนุ่มนิ่ม ดูคล้ายตุ๊กตาขนฟูอันประณีต แต่หากมองดีๆ จะเห็นว่ามันขดตัวหลับตาพริ้มเรียบร้อยแล้ว
เยี่ยหลิงหลงวางเจ้าลูกกลมนุ่มนิ่มนี้ไว้ข้างๆไท่จื่อ ให้พวกมันได้อาบแดดด้วยกันอย่างสุขสบายๆ
จากนั้นนางก็หยิบหัวไชเท้าอ้วนออกมาจากแหวน ก่อนที่มันจะเริ่มบ่นจุกจิก นางก็ติดยันต์สปาให้ทันที ทำให้มันเงียบและหลับปุ๋ยไปอย่างง่ายดาย นางจัดตำแหน่งให้มันนอนสบายๆ และติดยันต์เดียวกันให้ทั้งไท่จื่อและหยวนกุนกุ่น เพื่อให้พวกมันได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว เยี่ยหลิงหลงจิ้มเสี่ยวไป๋บนไหล่
“เจ้าจะออกไปอาบแดดด้วยไหม?”
เสี่ยวไป๋รีบส่ายหัวทันที
กระดาษโดนแดดมากๆ จะกลายเป็นสีเหลืองนะ
มันหาตำแหน่งที่สบายบนไหล่ของเยี่ยหลิงหลง กอดเส้นผมนุ่มๆแล้วหลับไป
บ่ายที่มีแดดอุ่นๆแบบนี้ ช่างน่ารื่นรมย์เหลือเกิน
แต่ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าฉุกละหุกก็ดังมาจากด้านนอกเรือน ทำลายความเงียบสงบที่ปกคลุมอยู่ในฉับพลัน
บทที่ 512: อย่างแรกคือพ่อข้าแข็งแกร่ง อย่างที่สองคือพวกเรามีความกล้าบ้าบิ่น
“ได้ยินมาว่าเขาขวางวั่งมีสาวงามมาเยือน แถมยังแอบซ่อนตัวอยู่ในเรือนเล็กของพวกเรา ดูท่าว่าข่าวนี้จะจริงเสียแล้วนะ”
เสียงร่าเริงดังมาก่อนที่เจ้าของเสียงจะก้าวเข้ามา เยี่ยหลิงหลงหันไปก็พบหญิงสาวในชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีเหลืองอ่อนเดินเข้ามาด้วยท่าทางสดใสยิ่งนัก
ชุดเรียบร้อยอ่อนหวานของนางช่างขัดกับท่าทางวิ่งกระฉับกระเฉงอย่างเห็นได้ชัด และดูเหมือนว่านางจะกลัวสะดุดล้มเสียจนต้องยกชายกระโปรงขึ้นวิ่ง
“อ๊ะ ยืนอยู่ในลานแบบนี้ รอข้าอยู่หรือ?”
หญิงสาวคนนั้นยิ้มสดใสราวกับแสงแดดที่ส่องอยู่เหนือศีรษะ ยิ้มของนางเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงอาทิตย์ และยังแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจเล็กๆ
“เจ้าว่ายังไงก็อย่างนั้นแล้วกัน” เยี่ยหลิงหลงไม่ปฏิเสธ
“ในเมื่อเจ้ารอข้าอยู่ และข้าก็มาถึงแล้ว จะไม่เชิญข้าเข้าไปจิบชาในเรือนสักหน่อยหรือ?”
หญิงสาวถามเสร็จก็ไม่รอให้เยี่ยหลิงหลงตอบ ยกกระโปรงแล้ววิ่งเข้าไปในเรือนเอง พอเข้าไปถึงยังหันมาโบกมือเรียกอีกด้วย
“รีบเข้ามาสิ! พี่ชายของข้าเตรียม ‘สุราน้ำผึ้งลายคราม’ เก็บไว้เป็นพิเศษเพื่อต้อนรับเจ้า พอข้าได้ยินก็รีบมาทันทีเลย คิดว่าถ้ามาไวคงได้ดื่มด้วยสักสองสามอึก แต่ถ้าข้าดื่มหมดคนเดียว และเจ้ายังไม่ได้แตะสักหยด ถ้าพี่ข้ารู้เข้า เขาคงเอาเรื่องข้าแน่!”
เยี่ยหลิงหลงยิ้มขำๆ แล้วเดินตามเข้าไปในเรือน พอนางนั่งลง หญิงสาวคนนั้นก็รินสุราให้นางหนึ่งจอก แล้วก็รินให้ตัวเองอีกหนึ่งจอก จากนั้นก็ยกขึ้นดื่มทันที ดูท่าทางราวกับมาดื่มสุราอย่างที่พูดจริงๆ
“ดื่มสิ อร่อยมากเลยนะ” หญิงสาวยิ้มชวน
เยี่ยหลิงหลงยกจอกขึ้นจิบเบาๆ เมื่อได้ลองแล้วก็พบว่ารสชาติดีมากจริงๆ จึงดื่มอีกอึกใหญ่ สุดท้ายก็เผลอดื่มจนหมดจอก
“ข้าไม่ได้พูดเกินจริงใช่ไหม? เหล้านี่อร่อยมาก แต่กว่าจะหมักได้ก็ยากยิ่ง ต้องใช้วัตถุดิบหายาก ต้องมีทั้งความอดทนและใส่ใจ อีกทั้งยังต้องอาศัยโชคชะตาด้วย พี่ข้าถึงได้เก็บมันไว้อย่างดี ไม่ยอมเอาออกมาให้ใครดื่มง่ายๆ”
“รสชาติดีจริงๆ แถมยังเป็นเอกลักษณ์มากด้วย”
“ใช่ไหมล่ะ? ข้าก็เลยไม่เกรงใจแล้ว แต่เจ้าก็อย่าไปบอกพี่ข้าเชียว ข้าเกรงว่าพี่ข้าจะโกรธเอาจริงๆ”
หญิงสาวรินสุราให้ตัวเองอีกจอก ดื่มอึกใหญ่ด้วยความสุข พอดื่มจนตาเริ่มเยิ้ม ก็เท้าคางมองเยี่ยหลิงหลงพลางหัวเราะ
“อ๊ะ ยิ่งได้เห็นตัวจริงก็ยิ่งรู้ว่าเจ้างดงามจริงๆเลยนะ พวกเขาขวางวั่งเราเนี่ย ไม่ได้ชอบอะไรมากหรอก แต่ชอบดูคนงามเป็นที่สุด”
“เจ้าเองก็สวยเหมือนกันนี่” เยี่ยหลิงหลงตอบกลับ
“ก็เพราะแม่ข้าสวยต่างหาก! ถ้าไม่งาม พ่อข้าคงไม่ทั้งหลอกทั้งลักพาตัวกลับมาได้ เจ้าคงไม่เชื่อ แต่แม่ข้ามีพลังแค่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเท่านั้น แต่ทั้งเขาขวางวั่ง ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดังต่อหน้าแม่ข้าสักคน”
พูดจบ หญิงสาวก็ดูเหมือนยังไม่พอใจเท่าไหร่ จึงกล่าวต่อ “หรือไม่เจ้าก็ลองอยู่ที่เขาขวางวั่งกับเราสักพักดีไหม ข้าขอรับประกันเลยว่าเจ้าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสบายสุดๆ!”
“อ้อ ที่แท้เจ้ามาเกลี้ยกล่อมให้ข้าอยู่ต่อนี่เอง”
“เปล่าสักหน่อย ข้าแอบมาจริงๆนะ!” หญิงสาวรีบบอก แล้วก็พูดต่อว่า “ข้าชื่อ เมิ่งชูถง แล้วเจ้าชื่ออะไรนะ?”
“เยี่ยหลิงหลง”
“ชื่อเพราะดีนะ! เข้ากับหน้าตางามๆของเจ้าเลย ข้าก็ได้ยินมาด้วยว่าเจ้าเตรียมจะพาบรรพชนของพวกเราไปด้วย?”
“มันตั้งใจจะไปกับข้าเองต่างหาก”
“งั้นเจ้าก็พาพี่ชายข้าไปด้วยสิ”
เยี่ยหลิงหลงมองด้วยความสงสัย
“ทำไมข้าต้องพาพี่ชายเจ้าไปด้วยล่ะ?”
“ก็เพราะถ้าเจ้าพาเขาไป ข้าก็จะได้เป็นประมุขน้อยคนใหม่ของเขาขวางวั่ง พวกเราไม่ถือเรื่องการสืบทอดว่าต้องเป็นชายเท่านั้น ตอนนี้พี่ข้าอยู่ขอบเขตหลอมสุญตา ซึ่งแกร่งกว่าข้าที่อยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย ดังนั้นเขาเลยเป็นทายาทหลักอยู่ตอนนี้ แต่ถ้าเขาไป ข้าก็จะได้ขึ้นเป็นทายาทเอง”
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะขำ
“ข้าเองก็แค่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น เจ้าให้ข้าพาพี่ชายเจ้าไป เขาจะยอมหรือ?”
“ยอมแน่นอน! เขายอมถึงขนาดให้เจ้าดื่มสุราสุดหวงแหน แถมจัดที่พักให้อยู่ในเรือนหลักของเรา เขาคงเห็นเจ้าเป็นเหมือนครอบครัวแล้วล่ะ”
เยี่ยหลิงหลงยิ่งสงสัยเข้าไปอีก
“ครอบครัวอะไรของเจ้า?”
“เจ้ารู้ไหมว่าใครพักในเรือนหลักบ้าง? พ่อแม่ข้า ข้า พี่ชายข้า แล้วตอนนี้ก็มีเจ้า อ้อ แล้วก็ว่าที่สามีของข้าด้วยนะ ถ้าเขาไม่เห็นเจ้าเป็นครอบครัวจะให้เจ้าอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“แต่ข้าไปเกี่ยวอะไรกับครอบครัวเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
“คงจะเพราะเห็นเจ้าเป็นน้องสาวกระมัง เจ้าดูเด็กกว่าข้า งั้นต่อไปเจ้าก็เป็นน้องข้าแล้ว ดีใช่ไหมล่ะ?”
……
เยี่ยหลิงหลงยิ้มขำ พลางเท้าคางมองอีกฝ่าย “พวกเขาขวางวั่งนี่รับคนเข้าครอบครัวง่ายๆแบบนี้เลยหรือ?”
“ไม่ง่ายหรอกนะ หน้าตาต้องดีก่อนถึงจะเป็นครอบครัวได้ ถ้าไม่สวยหล่อ เราไม่รับเข้าหรอก”
เยี่ยหลิงหลงถึงกับหลุดหัวเราะ
“ข้าพูดจริงนะ เข้าร่วมเขาขวางวั่งกับพวกเราเถอะ เจ้าจะได้เป็นหนึ่งในสายตรงทันที แถมยังได้ฝึกฝีมือกับท่านพ่อ ข้ากับพี่ข้าคือศิษย์เพียงสองคนของท่านพ่อ นอกนั้นท่านไม่สนใจเลย ทิ้งให้พวกอาจารย์ลุงดูแลหมด”
“ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าเจ้ามาที่นี่เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ข้าอยู่ต่อ เพื่อที่พวกเจ้าจะได้รั้งบรรพชนของพวกเจ้าไว้หรือเปล่า?”
“จริงๆ ไม่ใช่แบบนั้นหรอก พูดตามตรงนะ ข้าไม่ได้กังวลเรื่องบรรพชนเลย พวกเราบูชามาตั้งหลายปี บรรพชนไม่เคยออกมาให้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว คนภายนอกก็แค่รู้ว่ามีบรรพชนผู้เก่งกาจคุ้มครองเขาขวางวั่ง แต่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าท่านหน้าตาเป็นยังไง”
“ไม่ใช่แค่คนนอกหรอกนะ จนถึงวันนี้ แม้แต่คนในเขาขวางวั่งก็ยังไม่รู้ว่าบรรพชนของพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร”
“ใช่เลย! บรรพชนของเราก็ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็น จะอยู่หรือไม่อยู่ก็แทบไม่ต่างกัน พวกเรารู้ว่าท่านจากไป แต่คนนอกไม่รู้ เราก็ยังเอาชื่อเสียงของท่านมาเสริมบารมีได้เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนเสียหน่อย”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าเห็นด้วย มันก็จริงอย่างที่พูด คนในเขาขวางวั่งเพียงแค่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริง จึงพยายามรั้งบรรพชนไว้ ทั้งที่เมิ่งชูถงคนเดียวกลับมองได้ลึกซึ้งกว่าคนทั้งเขา
“อีกอย่างนะ ชื่อเสียงของเขาขวางวั่งเราไม่ได้สร้างขึ้นมาจากบรรพบุรุษหรอก อย่างแรกคือพ่อข้าแข็งแกร่ง อย่างที่สองคือพวกเรามีความกล้าบ้าบิ่น และอย่างที่สามคือเราไม่เคยกลัวการต่อสู้ เจ้ารู้ไหมว่าการไม่กลัวการต่อสู้นี่หมายถึงอะไร?”
เยี่ยหลิงหลงส่ายหน้า
“หมายความว่า ถ้ามีเรื่องกันขึ้นมา หากเราชนะได้ก็สู้จนอีกฝ่ายตายไปข้าง แต่ถ้าไม่ชนะ เราก็ยอมสู้จนตายด้วยกัน ไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด! ดังนั้น เวลาคนของเขาขวางวั่งออกไปข้างนอก แค่เอ่ยชื่อ ทุกคนก็รีบหลีกทางให้แล้ว”
เมิ่งชูถงพูดไปก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ พลางยกขาพาดอย่างลืมตัว แต่พอเห็นเข้าก็รีบวางขาลง จัดชุดกระโปรงให้เรียบร้อยราวกับพยายามรักษาภาพลักษณ์สุภาพสตรี
“ข้าพูดจริงนะ เจ้าคิดว่าทำไมถึงตั้งชื่อว่า ‘เขาขวางวั่ง’? ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ชื่อนี้นะ เราเคยมีชื่อเป็นสำนักอะไรสักอย่าง จำไม่ได้แล้ว แต่ก่อนหน้านี้เราก็เป็นหนึ่งในสำนักใหญ่ของแดนเทียนหลิง เหมือนสำนักอู๋ซวงหรือสำนักพันบรรพต ที่อยู่ในลำดับสำนักที่น่านับถือเหมือนกัน”
เมื่อได้ยินประโยคนั้น เยี่ยหลิงหลงถึงกับอึ้งไปทันที
อะไรนะ? เขาขวางวั่งก็เป็นหนึ่งใน ‘สำนักใหญ่ที่น่านับถือ’ ด้วยงั้นหรือ?
มาตรฐานการเป็นสำนักใหญ่ของโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนมันกว้างขนาดนั้นเลยหรือ?
เหมือนกับว่าแค่มีการขึ้นทะเบียน ก็ถือว่าเป็นสำนักใหญ่น่านับถือได้แล้ว?
ถ้าแม้แต่เขาขวางวั่งยังเป็นสำนักใหญ่ที่น่านับถือ เช่นนั้นนางที่ถือชื่อสำนักชิงเสวียนอยู่ ก็คงออกไปก่อเรื่องอย่างไม่เกรงกลัวได้เหมือนกันสินะ?
โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนนี้ ช่างน่าสนใจและน่าค้นหาจริงๆ!
บทที่ 513: เจ้าก็ยังเด็ก เรื่องของผู้ใหญ่น่ะ เจ้าไม่เข้าใจหรอก
“ก็เพราะพวกเราทำอะไรตรงไปตรงมาเกินไป ประมุขแดนเทียนหลิงถึงได้ตำหนิพวกเราหลายครั้ง ทีนี้พวกสำนักอื่นๆก็มาคอยกีดกัน พวกเราก็เลยหงุดหงิดจนตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเป็น ‘เขาขวางวั่ง’ ไปซะเลย ไหนๆก็บอกว่าพวกเราบ้าบิ่นนัก งั้นก็แสดงให้เห็นไปเลยว่าเราน่ะบ้าจริง!”
เมิ่งชูถงพูดอย่างออกรส แถมยังลืมภาพลักษณ์สุภาพสตรีไปจนหมดสิ้น นางยกแขนเสื้อขึ้นแล้วชูหมัดสะบัดแรงๆหลายครั้งด้วยความฮึกเหิม
"ต่อไปเจอกันแล้วก็ใช้กำปั้นคุยกัน ใครชนะก็เป็นพ่อ ใครแพ้ก็เป็นหลาน! หลังจากนั้นเราก็ไม่สนว่าถูกหรือผิด เอาชนะได้ก็คือความสะใจของตัวเอง! อย่ามองว่าข้าแค่ขอบเขตแปรเทวะนะ ข้าสามารถอัดพวกที่อยู่ขอบเขตหลอมสุญตาให้ลงไปนอนหมอบกับพื้นได้ตั้งหลายคน!"
หลังพูดจบ นางก็รู้สึกตัวว่าท่าทางของนางกระโดกกระเดกเกินงามไปหน่อย จึงรีบดึงแขนเสื้อลงแล้วปรับท่านั่งให้เรียบร้อย ท่าทางของนางที่พยายามทำตัวเป็นผู้หญิงอ่อนหวานกลับดูเก้ๆกังๆ และนางก็ปรับท่านั่งใหม่อยู่หลายครั้ง
“ตอนพูดเรื่องต่อสู้ เจ้าดูคล่องแคล่วไม่ใช่เล่น แต่พอเป็นเรื่องของตัวเอง กลับทำตัวเก้ๆกังๆ แบบนี้ ทำไมไม่ทำตัวตามสบายไปเลยล่ะ?” เยี่ยหลิงหลงถามขึ้น
“เจ้าก็ยังเด็ก เรื่องของผู้ใหญ่น่ะ เจ้าไม่เข้าใจหรอก”
คำพูดนั้นทำเอาเยี่ยหลิงหลงหลุดหัวเราะออกมา
“ข้าพูดจริงนะ เจ้าอย่าขำ ข้าต่างหากที่พยายามทำตัวให้เรียบร้อยขึ้น เพราะว่าพี่เขยเจ้าเขาชอบผู้หญิงอ่อนโยน”
เยี่ยหลิงหลงยิ่งหัวเราะอย่างสดใส พูดแค่ไม่กี่ประโยค นางก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาขวางวั่งไปแล้ว แถมยังมีพี่เขยโผล่มาอีกต่างหาก
“แต่ถ้าเขารักเจ้าจริง เขาคงไม่อยากให้เจ้าฝืนตัวเองจนรู้สึกอึดอัดแบบนี้หรอก”
“นั่นแหละคือปัญหา”
“อะไรนะ?”
“เขาไม่ได้ชอบข้าเลยต่างหาก”
“เขาไม่ได้ชอบเจ้า แล้วทำไมถึงได้หมั้นกับเจ้า?”
“เขาไม่ใช่คนที่อยากหมั้น ข้าต่างหากที่อยากหมั้นกับเขา”
“เรื่องแบบนี้ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่ายหรือ?”
“ข้าตกลงฝ่ายเดียว ส่วนเขาน่ะ เขาแค่ต้องใช้เวลาหน่อยเพื่อยอมรับเรื่องนี้ ข้าก็เลยต้องพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เขาพอใจไง”
“แต่เรื่องความรักมันบังคับกันไม่ได้หรอกนะ”
“เจ้าพูดถูก ข้าก็เคยคิดแบบนั้นมาก่อน”
“แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้ละทิ้งความคิดนั้นล่ะ?”
เมิ่งชูถงลุกพรวดขึ้นมายืนข้างๆเยี่ยหลิงหลง จับแขนนางและดึงให้ลุกขึ้น
“ข้าจะพาเจ้าไปดูอะไรบางอย่าง เห็นแล้วเจ้าจะเข้าใจเองว่าทำไมข้าถึงเปลี่ยนความคิด”
เยี่ยหลิงหลงไม่ขัดขืน ปล่อยให้เมิ่งชูถงลากไป เพราะในใจนางรู้สึกได้ว่าบางทีนางอาจได้เจอคนที่อยากพบเร็วๆนี้แล้ว
แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ ระหว่างทาง ทั้งสองต้องย่องอย่างลับๆล่อๆ จนบรรยากาศเหมือนกับว่าไม่ได้กำลังจะไปพบว่าที่สามีของเมิ่งชูถง แต่เหมือนจะไปสอดแนมเขาเสียมากกว่า
พวกนางเดินออกจากเรือนของเยี่ยหลิงหลง มุ่งหน้าไปยังด้านหลังของเรือนหลัก จนมาถึงสระน้ำเย็นที่มีไอขาวลอยอ้อยอิ่งขึ้นมา ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมา
ด้านหลังของสระน้ำเย็นนั้นมีถ้ำอยู่ ภายในถ้ำถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าก็ให้ความรู้สึกอบอุ่น เหมาะสำหรับเป็นสถานที่พักฟื้น
ที่นี่มีคนบาดเจ็บอยู่หรือ? อีกทั้งการพักรักษาตัวอยู่ที่สระน้ำเย็นนี้ น่าจะหมายถึงบาดเจ็บสาหัสพอควร
เยี่ยหลิงหลงมองไปรอบๆด้วยความสงสัย อยากรู้ว่าคนที่มาพักรักษาตัวอยู่นี้คือใคร ทันใดนั้นหัวของนางก็ถูกเมิ่งชูถงกดให้หลบลงอย่างแรง
“เงียบๆหน่อย! ถ้าเขาเจอเข้าจะทำยังไง?”
“นี่ไม่ใช่ว่าที่สามีของเจ้าหรือ?”
“ข้าน่ะตกลงแล้ว แต่เขายังไม่ตกลงน่ะสิ”
“แล้วเจ้าพาเขามาพักรักษาตัวถึงที่นี่ เขาก็น่าจะขอบคุณเจ้าบ้างใช่ไหม? แค่แอบมองเขาสักนิดก็ไม่ได้หรือ?”
“ไม่ได้ ถ้าเขาเห็นข้าเข้ามา เขาต้องตะโกนให้ข้าปล่อยเขาไปแน่”
……
อะไรนะ? พูดมาเสียเต็มปากว่าเป็นว่าที่สามี ที่แท้คือจับตัวเขามาไว้ที่นี่?
เมื่อเยี่ยหลิงหลงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมิ่งชูถงก็รีบยกมือมาปิดตานางทันที
“เจ้าคงไม่เข้าใจ เขาบาดเจ็บหนักจนดูแลตัวเองไม่ได้ หากเขาออกไปตอนนี้แล้วมีใครเห็นเข้า ด้วยหน้าตาหล่อเหลาแบบนั้น เขาคงโดนรีดจนตัวแห้งแน่นอน!”
รีด... เป็นความหมายเดียวกับที่นางคิดหรือเปล่า?
“ข้าพูดจริงนะ ในโลกหล้านี้จะมีสักกี่คนที่อดทนไม่ ‘รีด’ เขาได้? ที่ข้ายังทนไหวจนถึงวันนี้ก็เพราะความรักล้วนๆ!”
……
ความรักล้วน ๆ งั้นหรือ? ถึงนางจะไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องพวกนี้ แต่ก็รู้ดีว่าระหว่างสองคนนี้ไม่มีเค้าของความรักแม้แต่น้อย!
แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่าคือ เมิ่งชูถงหมายถึง ‘รีด’ แบบที่นางคิดจริงๆ!
โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนนี่มันอะไรกัน? ทุกคนกลายเป็นเสือสิงห์กระหายขนาดนี้เชียว?
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังตกใจสุดขีด นางก็ได้ยินเสียงถอนหายใจแผ่วเบาของเมิ่งชูถง
“ดูเหมือนเราจะมาผิดเวลา”
“เขาไม่ได้อยู่ในสระน้ำหรือ?”
“ใช่แล้ว เขาไม่ได้อยู่ในสระน้ำเพื่ออาบน้ำ เอ๊ย เพื่อรักษาตัวน่ะ”
……
แม่เจ้า!
นี่นางมากับคนแบบไหนกันแน่เนี่ย? ข้ารีบถอยออกไปแล้วขีดเส้นแบ่งเขตจะทันไหมเนี่ย?
“งั้นเรารออีกสักหน่อยนะ น้องสาม”
เดี๋ยวนะ นางยังไม่ได้ตกลงเข้าร่วมเขาขวางวั่งด้วยซ้ำ ไหงกลายเป็นน้องสามของอีกฝ่ายไปแล้ว?
“แต่ขอบอกก่อนเลยนะ ถึงเจ้าจะตะลึงในความหล่อจนอดน้ำลายสอไม่ได้ ก็ได้แค่นั้นแหละ ห้ามทำอะไรทั้งนั้น เพราะเขาเป็นพี่เขยของเจ้า เข้าใจไหม?”
เยี่ยหลิงหลงเท้าคาง ไม่อยากตอบอะไรทั้งนั้น
ก่อนอื่น พี่สาวที่ว่าไม่ใช่พี่สาวจริงๆ และ ‘พี่เขย’ ก็ยิ่งไม่ใช่เข้าไปใหญ่ แต่เมิ่งชูถงก็ยังพูดอย่างมั่นใจเหลือเกิน
“แย่แล้ว!”
คราวนี้อะไรอีก?
“ปิ่นปักผมแกะสลักสีเหลืองอ่อนของข้าหล่นหายไป! ต้องเป็นตอนที่ข้าวิ่งมาเรียกเจ้าแน่เลย ข้าก้าวแรงไปจนมันตกหาย! ตายแล้ว! ขาดปิ่นนี้ไป ภาพลักษณ์ผู้หญิงอ่อนหวานของข้าก็ขาดจุดสำคัญเลยนะ!”
……
พูดตามตรงนะ ถึงเจ้าจะเสียบปิ่นเต็มหัวขนาดไหน เจ้าก็ยังห่างไกลจากภาพผู้หญิงอ่อนหวานอยู่ดี
“ทำยังไงดี? ข้าดูไม่สวยใช่ไหมตอนนี้?”
“ก็ไม่ถึงกับแย่ขนาดนั้นหรอก”
“ไม่ได้! ข้าต้องกลับไปหาปิ่นให้เจอ”
พูดจบ เมิ่งชูถงก็ยกกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งกลับไป แต่พอวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็ไม่ลืมหันมาเตือนเยี่ยหลิงหลง
“อย่าเดินเพ่นพ่านไปไหนนะ! เขาบาดเจ็บหนักจนปราณปั่นป่วน เวลาเขาเสียสติขนาดข้าก็คุมไม่อยู่ ต้องให้พี่ข้ามาคุมเท่านั้น ถ้าเจ้าบังเอิญไปเจอเข้า แล้วข้าไม่อยู่ด้วย เจ้าแย่แน่! เวลาเขาคลั่งมันน่ากลัวมากนะ!”
เยี่ยหลิงหลงทำมือสัญลักษณ์โอเค ตอบกลับไปอย่างขอไปที
เมิ่งชูถงไม่เข้าใจความหมาย แต่พอคิดว่าหาปิ่นสำคัญกว่า นางก็วิ่งต่อทันที
คล้อยหลังเมิ่งชูถง เยี่ยหลิงหลงก็เริ่มแอบย่องเข้าไปข้างใน
หลังจากเดินไปได้สองก้าว เยี่ยหลิงหลงก็ฉุกคิดขึ้นมา เดี๋ยวนะ แล้วทำไมต้องย่องด้วยล่ะ? ข้าไม่ได้มาติดใจความงามของใครเสียหน่อย ไม่ได้ทำอะไรผิดด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคนบาดเจ็บที่ว่าคือศิษย์พี่ของนางจริงๆ ก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องทำตัวลับๆล่อๆเลยนี่
คิดได้เช่นนี้ นางจึงหยิบถาดออกมาจากแหวนมิติ วางชามใส่น้ำอบดอกไม้ลงไปในถาด แล้วเดินยืดตัวตรงเข้าไปในถ้ำ
ทันทีที่เข้ามา กลิ่นยาหอมฉุนโชยเข้ามาในจมูก แต่ในนั้นยังมีกลิ่นคาวเลือดปะปนมาด้วย แสดงว่าคนผู้นี้บาดเจ็บสาหัสจริงๆ
ห้องในถ้ำไม่ใหญ่มาก แต่ตกแต่งอย่างประณีต เยี่ยหลิงหลงมองซ้ายมองขวาก็ยังไม่เห็นใคร นางกำลังจะเอ่ยปากถาม ก็ได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมดังมาจากด้านหลัง
บทที่ 514: ภาพนี้มันช่างกระตุ้นสายตาเหลือเกิน
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกตกใจ คงไม่ใช่ว่ากำลังรักษาตัวอยู่ในสระน้ำจริงๆ แล้วสังเกตเห็นข้าหรอกใช่ไหม?
นางยืนนิ่งอยู่สองสามอึดใจ แต่เมื่อไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใดๆเพิ่มเติม ก็ดูเหมือนว่าคนที่อยู่ในสระน้ำจะยังไม่สังเกตเห็นนาง
เยี่ยหลิงหลงจึงค่อยๆเดินไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงอย่างระมัดระวัง
ท่ามกลางหมอกควันที่ลอยคลุ้งเหนือสระน้ำ เยี่ยหลิงหลงมองเห็นเงาร่างของใครบางคนอยู่ข้างกำแพงหินที่เย็นยะเยือก แม้จะมองใบหน้าไม่ชัดนัก แต่เห็นอย่างเลือนรางว่าเขาสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย นางจึงกล้าเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด
พอได้เห็นใบหน้าของเขาชัดเจน หัวใจของเยี่ยหลิงหลงก็เต้นแรงผิดจังหวะไปชั่วขณะ แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ศิษย์พี่ของนางอย่างที่คิดไว้ แต่ใบหน้าของเขาช่างงดงามจนนางต้องยอมรับว่าหล่อเหลาจริงๆ
ร่างของเขาจมอยู่ในสระน้ำ ดวงตาปิดสนิท เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มแนบไปกับร่างกายเผยให้เห็นสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ เส้นผมสีดำขลับราวกับสายน้ำตกลงมาเบื้องหลัง บางปอยเปียกลู่แนบกับใบหน้าซีดขาว หยาดน้ำหยดลงมาบนแก้ม ทำให้ภาพนี้ช่างสะกดสายตา
โอ้…
ภาพนี้มันช่างกระตุ้นสายตาเหลือเกิน แม้แต่นางที่อายุยังไม่ถึงวัยปักปิ่น แต่ในใจก็โตพอจะรับรู้ถึงเสน่ห์อันรุนแรงที่ฉายออกมาจากชายหนุ่มคนนี้
เขาดูซีดเซียว บนมุมปากมีรอยเลือดสีแดงสด แสงสีแดงอ่อนๆแผ่จากหว่างคิ้ว เป็นสัญญาณว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บหนักจริงๆ
ถึงอย่างนั้น ความงามของเขากลับงดงามอย่างยากจะบรรยาย ราวกับเป็นความงามที่เปราะบางและอ่อนโยน จนเยี่ยหลิงหลงอดรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมิ่งชูถงถึงมองเห็นเป็น ‘ความรัก’ หากเป็นคนอื่นที่เห็นภาพนี้ ก็มีหวังต้องเกิดอาการหลงใหลคลั่งไคล้ตั้งแต่แรกเห็นแน่
แต่กรณีนั้นไม่รวมเยี่ยหลิงหลง เพราะแม้ชายตรงหน้าจะงดงามล้ำเลิศเพียงใด นางซึ่งเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียนก็คุ้นชินกับการอยู่ท่ามกลางศิษย์พี่ที่งดงามมากมาย จึงไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวในทันที
แถมตัวนางเองก็ถือว่างามไม่น้อย ไม่มีทางหวั่นไหวตั้งแต่แรกเห็นหรอก ใจของนางมั่นคงยิ่ง
เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจเบาๆ เสียดายนิดหน่อยที่ไม่ใช่ศิษย์พี่ของตน
แต่ก็ดีอย่าง เพราะถ้าเป็นศิษย์พี่ของนางจริงๆ บาดเจ็บหนักเช่นนี้ นางคงต้องปวดใจแทน
เมื่อแน่ใจว่าไม่ใช่คนที่นางตามหา เยี่ยหลิงหลงจึงหันหลังเดินจากไป
เยี่ยหลิงหลงก้าวไปยังไม่ทันถึงสองก้าวก็ได้ยินเสียงน้ำกระฉอกและแรงลมพุ่งมาจากด้านหลัง ชายคนนั้นสังเกตเห็นนางแล้ว!
นางรีบทิ้งของในมือลงแล้วหันกลับไปเตรียมตั้งรับการโจมตี ไม่ทันที่นางจะชักหงเยี่ยนออกมา ชายหนุ่มก็ซัดฝ่ามือมาแล้ว นางหลบหลีกอย่างรวดเร็ว แต่เขาก็ไม่หยุดตามติดโจมตีนางอย่างดุดัน
เยี่ยหลิงหลงเห็นแสงสีแดงจางๆในดวงตาอีกฝ่าย นี่เป็นสัญญาณของการ “ธาตุไฟเข้าแทรก” เขากำลังคลุ้มคลั่ง!
แย่แล้ว!
เขาเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะขั้นกลาง แต่เมื่อเดินปราณผิดจนพลังผันผวนจนใกล้ธาตุไฟเข้าแทรก ร่างกายจึงเต็มไปด้วยพลังรุนแรงและดุดันอย่างควบคุมไม่ได้ ซึ่งนางไม่มีทางสู้ได้เลย!
เยี่ยหลิงหลงพยายามสู้มือเปล่ากับเขาไปหลายกระบวนท่า แต่พบว่าตนเองเสียเปรียบอย่างหนัก
ตอนนี้นางไม่ได้พกทั้งไท่จื่อและหยวนกุนกุ่นมาด้วย มีเพียงแค่เจาไฉที่พอช่วยชีวิตได้บ้าง แต่ถ้าอัญเชิญราชาผีออกมาแล้วปล่อยปราณชั่วร้ายออกไป ชายคนนี้ที่ใกล้ธาตุไฟเข้าแทรก คงจะถูกปราณชั่วร้ายกลืนจนหมดทางรักษาแน่
ถ้านางทำให้เขาบาดเจ็บหนักกว่าเดิม เมิ่งชูถงคงฆ่านางแน่ๆใช่ไหม?
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังลังเลนั้น ชายหนุ่มก็โจมตีเข้ามาถึงตัวนางอีกครั้ว ฝ่ามือฟาดใส่นางเต็มแรงจนร่างของนางลอยกระเด็นไปชนเข้ากับผนังถ้ำ ร่างกายนางกระแทกหินอย่างรุนแรงจนรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วกาย เจ็บจนแทบจะขยับตัวไม่ไหว!
ในระหว่างนั้นร่างของอีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง เยี่ยหลิงหลงไม่รอช้า รีบหยิบกล่องของเจาไฉออกมา ขณะที่นางกำลังจะเปิดกล่อง เสียงตะโกนดังลั่นก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
เยี่ยหลิงหลงชะงัก ก่อนที่นางจะได้เปิดฝากล่อง ลำคอก็ถูกบีบอย่างแรง นางเงยหน้ามองขึ้น เห็นอีกฝ่ายก้มลงมองในระยะประชิด เห็นจิตสังหารในดวงตาแดงก่ำและสีหน้าอาฆาตได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้น ความรู้สึกอึดอัดแน่นในลำคอเข้าครอบงำเยี่ยหลิงหลงอย่างรุนแรง
“แย่แล้ว! น้องสามของพวกเราถูกจับได้แล้ว! พี่ รีบไปช่วยนางเร็ว!” เสียงเมิ่งชูถงดังลั่น
“อย่าเข้ามา! เดี๋ยวไปกระตุ้นเขาให้ลงมือฆ่าจริงๆ แล้วเจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ?" เมิ่งจ่านหลินตะโกน "ถอยไป ข้าจะจัดการเอง"
เยี่ยหลิงหลงเหลือบเห็นเมิ่งจ่านหลินค่อยๆย่องเข้ามาใกล้ เขากำลังหาจังหวะเหมาะที่จะจัดการชายคนนี้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าพลาดขึ้นมาก็อาจกระตุ้นเขาจนคลั่งขึ้นมาอีก ทำให้เขาควบคุมตัวเองไม่ได้และลงมือหนักกว่าเดิม
แต่นางเริ่มทนไม่ไหวแล้ว การหายใจลำบากขึ้นทุกขณะ จึงตัดสินใจรวบรวมกำลังที่เหลืออยู่ทั้งหมด นางยกมือขึ้น เตรียมพร้อมจะสู้สุดตัว แต่ทันใดนั้น ข้อมือของนางก็ถูกจับยึดไว้ แล้วแรงบีบที่คอก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
นางลืมตาขึ้น เห็นชายหนุ่มคนนั้นเหมือนจะค่อยๆฟื้นคืนสติ เขาจ้องมองไปที่แขนเสื้อของนางด้วยสายตาเหม่อลอย
“ชิง...เสวียน?”
เยี่ยหลิงหลงอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่กลับไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา
ในจังหวะนั้นเอง เมิ่งจ่านหลินก็ฉวยโอกาสฟาดฝ่ามือลงไปที่ท้ายทอยของชายหนุ่ม ทำให้เขาสลบลงทันที ร่างของชายหนุ่มทรุดฮวบลง เมิ่งจ่านหลินรีบประคองไว้ไม่ให้ศีรษะอีกฝ่ายกระแทกพื้นจนบาดเจ็บเพิ่ม
“ยังจะยืนอึ้งอะไรอยู่อีก? รีบมาช่วยพยุงแม่นางเยี่ยเร็ว!”
เมิ่งชูถงยกกระโปรงขึ้นรีบวิ่งเข้ามาช่วยประคองเยี่ยหลิงหลงให้ลุกขึ้น เมื่อเห็นรอยนิ้วมือจางๆรอบลำคอของนาง ก็อุทานด้วยความตกใจ
“เจ้าไม่เป็นไรแน่นะ? ช้าอีกนิด คอเจ้าคงได้หักไปแล้ว!”
……
เยี่ยหลิงหลงกระอักไอออกมาหลายครั้ง รู้สึกเจ็บคอจนไม่อยากพูดอะไร
“เจ้าเดินไหวไหม? ข้าจะพาเจ้ากลับไปรักษาตัว” เมิ่งชูถงมองดูแล้วตัดสินใจดึงแขนของเยี่ยหลิงหลงขึ้น “เอาเถอะ ขึ้นหลังข้ามา ข้าจะพาเจ้ากลับเอง”
เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันตอบรับ ก็ถูกเมิ่งชูถงดึงให้ขึ้นหลังเรียบร้อยแล้ว ขณะที่นางลุกขึ้น ชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนก็พันแข้งพันขาจนเดินไม่สะดวก นางจึงตัดสินใจฉีกชายกระโปรงออกอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ใดๆทั้งสิ้น
“พี่... แล้วเขาล่ะ?”
“ข้าจัดการเอง เจ้าแค่ดูแลแม่นางเยี่ยให้ดี หากนางเป็นอะไรขึ้นมาอีก ข้าจะถลกหนังเจ้าซะ”
เมิ่งชูถงบ่นพึมพำเล็กน้อยก่อนจะรีบแบกเยี่ยหลิงหลงออกไป
เยี่ยหลิงหลงเอนตัวพิงอยู่บนหลังของเมิ่งชูถง พลางรู้สึกขำเล็กน้อย
ที่จริงแล้ว นางไม่ได้บาดเจ็บหนักขนาดนั้น แม้ว่าจะถูกซัดไปหนึ่งฝ่ามือ แต่เพราะชายคนนั้นกำลังคลุ้มคลั่งอยู่ พลังของเขาจึงผันผวนและไม่ได้จงใจทำร้ายนางเต็มที่ แม้ว่าจะถูกบีบคอไปบ้าง แต่ก็ไม่มีบาดเจ็บร้ายแรงใดๆ
แม้ตอนนี้จะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นต้องให้ใครมาแบก
ทว่าแผ่นหลังของเมิ่งชูถงนั้นอบอุ่น อบอุ่นจนทำให้นางนึกถึงเหล่าศิษย์พี่ แต่ละครั้งที่นางออกไปผจญภัยและบาดเจ็บกลับมา พวกเขาก็มักจะเป็นคนแบกนางกลับมาเสมอ
แม้นางจะมาอยู่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนได้ไม่นาน แต่การมาในที่ใหม่ที่ไร้คนรู้จักเช่นนี้ ก็ทำให้นางอดคิดถึงพวกเขาไม่ได้
“ทำไมเจ้าไม่พูดอะไรเลย? เจ้ารู้สึกแย่มากหรือเปล่า? อย่าทำข้าตกใจสิ!”
“ข้าไม่เป็นไร”
ตายแล้ว! เสียงเจ้าเปลี่ยนไปเลย! เจ้าจะไหวหรือเปล่าเนี่ย? ไปหาพ่อข้าดีไหม ฮือๆ..."
……
ว่าแต่ ใครจะเสียงดังฟังชัดได้หลังจากโดนบีบคอกันนะ?
“ไม่ต้องไปหรอก”
“จริงหรือ?”
“จริง”
“หรือว่าไปหาพ่อข้าดีไหม? พ่อข้าไม่ว่าอะไรข้าหรอก แต่พี่ข้าสิ เอาจริงแน่ๆ! เห็นหน้าเขาทีนี่นะ ใจข้ามันสั่น ข้าไม่ยอมหรอก สักวันข้าจะต้องมาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขของเขาขวางวั่งแทนพี่ข้าให้ได้ จะได้ยืนอยู่เหนือเขาอย่างสง่าผ่าเผย!”
……
พูดเลยว่า ความฝันของนางช่างยิ่งใหญ่จริงๆ
บทที่ 515: เจ้าเห็นเขาอาบน้ำจริงๆหรือ?
เมิ่งชูถงแบกเยี่ยหลิงหลงกลับไปที่เรือนพักของนาง วางนางลงบนเตียง จากนั้นก็รีบวิ่งไปตามหมอธาตุไม้เพื่อมารักษาบาดแผลให้
หมอมาดูอาการและรักษาเบื้องต้นเสร็จแล้วก็จากไป เพราะไม่ได้มีอาการบาดเจ็บรุนแรงอะไร
"เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น? เจ้าไปทำอีท่าไหนถึงโดนเขาจับได้?"
"ข้าไม่ถนัดเรื่องแอบส่องน่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเห็นได้ยังไง"
เมิ่งชูถงพยักหน้า
"ก็จริง ไม่ใช่ทุกคนที่จะชำนาญเรื่องนี้เหมือนข้า"
นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง และทันใดนั้นก็คว้าข้อมือเยี่ยหลิงหลงอย่างตื่นเต้น
"งั้นแสดงว่าเจ้าเห็นเขาอาบน้ำจริงๆหรือ?!"
เยี่ยหลิงหลงอ้าปากจะอธิบาย แต่เมิ่งชูถงก็พูดต่อทันที "หล่อมากใช่ไหม! อ๊าาา! แค่เห็นก็ใจสั่นใช่ไหม ตอนนี้เจ้าเข้าใจข้าแล้วใช่ไหมล่ะ?"
เยี่ยหลิงหลงปิดปากเงียบ ไม่พูดอะไรอีก
เยี่ยหลิงหลงปิดปากเงียบ แต่เมิ่งชูถงนั้นไม่ปิด กลับพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดอยู่ข้างๆ
ถ้าเยี่ยหลิงหลงไม่ได้เห็นมากับตาว่าตอนที่ชายคนนั้นรักษาตัว เขาสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยดี ป่านนี้คงเผลอคิดตามคำบรรยายของเมิ่งชูถงจนกลายเป็นฉากไม่เหมาะสมสำหรับเด็กไปแล้ว
นางนั่งพิงขอบเตียงด้วยสีหน้าขบขัน ฟังอีกฝ่ายพูดโอ้อวดไม่หยุด
พอพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ถามขึ้นเบาๆ
“เจ้าบรรยายแต่ความงามของเขา แล้วไม่ห่วงอาการบาดเจ็บของเขาหน่อยหรือ?”
“ไม่ห่วงหรอก พี่ข้าดูแลอยู่จะมีอะไรต้องกังวล เขาจะดูแลให้อย่างดีแน่นอน แต่เรื่องนี้อย่าให้พ่อข้ารู้เชียว”
“เมื่อกี้เจ้าไม่ได้บอกว่าจะไปหาพ่อเจ้าหรือ?”
“พี่ข้าลงไม้ลงมือ ข้าก็ไปหาพ่อข้าให้ช่วยได้แน่นอน พ่อจะช่วยข้าอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพี่เขยของเจ้า ข้าจะไปหาพ่อไม่ได้หรอก พ่อข้าอยากจะไล่เขาออกจากเขาขวางวั่งมานานแล้ว แทบจะดีใจถ้าเขาตายไป จะได้ลดภาระสักคนในเขาขวางวั่ง”
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินคำพูดนั้น
เมิ่งจ่านหลินที่ปากร้ายในสายตาเมิ่งชูถง ความจริงแล้วคงเป็นพี่ชายที่รักและห่วงใยน้องสาวมาก ไม่เช่นนั้นคงไม่ทุ่มเททำเรื่องหนักหนาน่ารำคาญใจเหล่านี้ให้นางขนาดนี้
ช่างเป็นครอบครัวที่ดีจริงๆ… ทำให้นางนึกถึงศิษย์พี่ที่สำนักขึ้นมาอีกแล้ว
“ว่าแต่ ร่างกายเจ้าแม้จะบาดเจ็บอยู่ แต่ก็ดูเหมือนไม่ได้เป็นอะไรมาก งั้นรอวันไหนก็ไม่ดีเท่าพรุ่งนี้แล้ว ให้พ่อข้าจัดงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าเข้าสำนักอย่างยิ่งใหญ่เลยดีกว่า ในฐานะศิษย์สายตรง เจ้าจะเป็นรองแค่สี่คนบนสุด และอยู่เหนือคนอื่นนับหมื่น ตำแหน่งนี้สูงมากนะ!”
"สี่คน?"
"ก็สี่คนน่ะสิ พ่อข้า แม่ข้า พี่ข้า แล้วก็ข้า เจ้าตัวเล็กกว่าเรา ก็ต้องรั้งท้ายอยู่แล้วสิ"
"เจ้าทำแบบนี้กับทุกคนที่เจอเลยหรือ? ไม่เคยถามแม้แต่ภูมิหลังของข้า รู้จักกันยังไม่ถึงครึ่งวัน เจ้าก็ไว้ใจข้าขนาดนี้ แล้วก็เห็นข้าเป็นคนในไปแล้วหรือ?”
เมิ่งชูถงชะงักไปครู่หนึ่ง
"ก็พี่ข้าน่ะสิที่มองเจ้าเป็นคนในก่อน ไม่อย่างนั้นเขาจะจัดเจ้าให้อยู่เรือนใหญ่ของพวกเรา จะเอาสุราน้ำผึ้งลายครามที่เก็บซ่อนไว้ให้เจ้าเชียวหรือ? ถ้าเขายอมรับแล้ว ก็แสดงว่าเจ้าต้องไม่มีปัญหาแน่นอน ข้าก็แค่ยินดีต้อนรับ ไม่เห็นต้องตรวจสอบอะไรให้ยุ่งยากเลย"
เยี่ยหลิงหลงอึ้งไปเล็กน้อย
นางพูดมาตลอดว่าจะบดขยี้และแทนที่พี่ชาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว นางกลับเชื่อใจพี่ชายอย่างไม่มีเงื่อนไขเลยจริงๆ
พี่น้องคู่นี้นี่…
"ประการแรก ที่เขาจัดให้ข้าอยู่ที่เรือนใหญ่ ก็คงเพราะบรรพชนของพวกเจ้าต่างหาก เพราะบรรพชนเป็นคนในครอบครัวของเจ้าไม่ใช่หรือ? ประการที่สอง สุราน้ำผึ้งลายครามนั่น เขาก็แค่ใช้ต้อนรับแขกคนสำคัญเท่านั้น ข้าไม่เคยบอกว่าจะเข้าร่วมกับเขาขวางวั่งนะ ข้าตั้งใจจะจากไปต่างหาก"
เมิ่งชูถงมองเยี่ยหลิงหลงอย่างอึ้งๆ ราวกับโดนกระแทกด้วยข่าวใหญ่จนแทบจะพูดไม่ออก
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางถึงหาเสียงตัวเองเจอ
"แล้วทำไมเจ้าถึงไม่เข้าร่วมกับเขาขวางวั่งล่ะ?"
"แล้วข้าจะเข้าร่วมกับเขาขวางวั่งทำไม?"
"ก็เจ้าอยู่แค่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น และไม่มีสำนัก แสดงว่าเจ้าคงเพิ่งมาจากภพล่างใช่ไหม? ปกติแล้ว พอขึ้นมาถึง ทุกคนจะรอร่วมงานรับศิษย์ แล้วก็แสดงฝีมือให้โดดเด่นเพื่อให้สำนักใหญ่ๆ รับเข้าไปเป็นศิษย์"
เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ชีวิตของผู้ฝึกตนที่ไม่มีสำนักคุ้มครองหรือพรรคพวกหนุนหลังย่อมลำบากยากเข็ญ โดยเฉพาะในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนซึ่งโหดร้ายยิ่งกว่า
ตอนอยู่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่าง นางได้รับการปกป้องจากสำนักชิงเสวียน มีที่พักพิง มีหอตำราให้ศึกษาเคล็ดวิชา มีดินแดนลับสำหรับฝึกฝน และยังมีเหล่าศิษย์พี่ที่ฝึกไปด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เส้นทางของนางราบรื่นมาโดยตลอด
แต่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนนี้ แม้จะได้ยินว่าสำนักชิงเสวียนก็มีอยู่ที่นี่เช่นกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าตั้งอยู่ที่ไหน มันเป็นเหมือนตำนานซึ่งไม่มีใครเคยหาพบ นางจะอยู่ในสภาพของผู้ฝึกตนอิสระไปจนกว่าจะหาสำนักเจอได้อย่างนั้นหรือ?
หากไม่มีทรัพยากร ไม่มีพลังอำนาจหนุนหลัง ไม่มีแม้แต่สำนักที่มั่นคง การหาสำนักชิงเสวียนก็คงเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
ที่สำคัญ โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนนี้ไม่เหมือนกับภพล่าง เมื่อเข้าร่วมสำนักหนึ่งแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสังกัดอยู่กับสำนักนั้นตลอดไป ที่นี่มีขอบเขตกว้างขวาง แบ่งออกเป็นหลายภูมิภาค หากฝึกฝนจนถึงระดับสูงสุด ก็สามารถเข้าสู่ช่องทางเพื่อเลื่อนขั้นไปยังสำนักที่สูงกว่าได้
เหมือนกับการเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย ทุกคนอาจจะไม่ได้เรียนที่เดียวกัน แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในฝันของตัวเอง
ดังนั้นนางจึงไม่ได้ปิดกั้นการเข้าร่วมสำนักอื่นชั่วคราว เพียงแต่นางยังไม่ตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมสำนักไหน เพราะตั้งใจจะหาศิษย์พี่ให้ครบก่อน จากนั้นค่อยตัดสินใจร่วมกันในงานรับศิษย์
"ในเมื่อเจ้าก็ต้องเข้าร่วมสักสำนักอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่เลือกเขาขวางวั่งล่ะ? เขาขวางวั่งของพวกเราอยู่ในอันดับห้าของแดนเทียนหลิงเชียวนะ สำนักใหญ่ขนาดนี้ ใครๆก็แย่งกันเข้า แล้วทำไมเจ้าไม่เลือกพวกเราล่ะ?"
เมิ่งชูถงขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจอย่างแรง
"ถ้าเจ้าไปเข้าร่วมสำนักอื่น เจ้าจะต้องเริ่มจากศิษย์ชั้นนอก ค่อยๆไต่ระดับขึ้นไป และไม่รู้เลยว่าจะได้เจอคนแบบไหนบ้าง แต่ถ้าเจ้าเข้ามาที่เขาขวางวั่ง เจ้าจะได้เป็นศิษย์สายตรงทันที เป็นน้องสาวของข้า เมิ่งชูถง รับรองไม่มีใครกล้ารังแกเจ้าในเขาขวางวั่งแน่นอน และถ้ามีพี่ข้าคอยปกป้อง เวลาออกไปข้างนอกก็ไม่มีใครกล้ารังแกเจ้าเช่นกัน"
เยี่ยหลิงหลงฟังแล้วก็รู้สึกเริ่มหวั่นไหวขึ้นมานิดๆ
“ถ้าเจ้ามาเขาขวางวั่งของเรา จะมีอิสระมากกว่าอยู่ในสำนักอื่นแน่นอน เพราะเจ้าเป็นศิษย์สายตรง ไม่ต้องไปนั่งเรียนหรือฝึกหนักสะสมคะแนนอะไร แค่ฝึกฝนตามที่พ่อข้าแนะนำก็พอแล้ว ตอนนี้พ่อข้ามีศิษย์แค่สองคนเองนะ ไม่สบายกว่าศิษย์ทั่วไปที่ต้องอยู่ใต้การดูแลของผู้เฒ่าคนหนึ่งที่ต้องดูแลศิษย์นับร้อยคนหรือ?”
เมิ่งชูถงพูดต่อ “แล้วถ้าเจ้าไปสำนักอื่น อาจจะถูกจำกัดอิสรภาพ แต่ถ้ามาเขาขวางวั่ง แค่อยากออกไปเที่ยวก็แค่บอกพ่อข้าเท่านั้น ข้ายังพาเจ้าไปด้วยได้ อย่างงานประลองสัตว์อสูรครั้งก่อน พวกศิษย์คนอื่นต้องเข้าร่วม แต่ข้ากับพี่ชายไม่ได้ไปร่วมด้วยเลยนะ”
ยิ่งฟัง เยี่ยหลิงหลงก็ยิ่งเห็นด้วย
“แล้วทำไมพวกเจ้าไม่ไปเข้าร่วมล่ะ?”
“ก็พวกสัตว์นั่นมันหน้าตาขี้เหร่เกินไป ข้าไม่ชอบ เจ้าเข้าใจไหม ข้าชอบแต่พวกที่ดูดีเท่านั้น อย่างเจ้า หรือไม่ก็ว่าที่สามีของข้า แหะๆ”
……
เยี่ยหลิงหลงเท้าคาง คิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง
“ถ้าเข้าร่วมเขาขวางวั่ง จะมีอิสระจริงๆใช่ไหม?”
ถ้าเป็นแบบนี้ นางก็น่าจะมีเวลาเพียงพอที่จะออกไปตามหาศิษย์พี่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องระยะเวลาฝึกฝนในสำนักใหญ่ที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบมากมาย พอมาคิดดูแล้ว เขาขวางวั่งนี่น่าจะเหมาะกับนางจริงๆ
“แน่นอน ข้าขอรับรองด้วยเกียรติเลย!”
บทที่ 516: ข้ายังพาเจ้าไปดูว่าที่สามีข้าอาบน้ำด้วย!
“เจ้าก็เข้าร่วมสำนักเราเถอะ ข้าชอบเจ้านะ”
เยี่ยหลิงหลงยิ้มขำ "ชอบเพราะข้าหน้าตาดี?"
"ไม่งั้นจะเพราะอะไรล่ะ?"
เยี่ยหลิงหลงยิ่งยิ้มกว้างขึ้นไปอีก “ก็จริง ข้าเองก็ไม่มีอะไรนอกจากหน้าตาดีเลยนี่นะ”
“ไม่เป็นไร ข้าจะคุ้มครองเจ้าเอง ข้าอยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย ในแดนเทียนหลิงก็จัดการคนส่วนใหญ่ได้อยู่แล้ว” เมิ่งชูถงตอบอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม
“แต่เจ้าก็ต้องฝึกฝนให้เร็วขึ้นและพยายามให้มากนะ ไม่งั้นวันหลังอาจไม่มีใครปกป้องเจ้าได้”
"ทำไมล่ะ?"
"ก็เพราะคนในสำนักใหญ่ๆของแดนเทียนหลิงสุดท้ายแล้วต้องไปสอบเข้าเคหาสน์เทียนหลิงนะสิ เฉพาะผู้มีพรสวรรค์ที่อายุต่ำกว่าสองร้อยปีถึงจะไปสอบได้ การสอบยากมากๆ และยิ่งฝึกฝนไปถึงขั้นสูง โอกาสสอบผ่านก็ยิ่งมากขึ้น ปกติคนที่ไปถึงขอบเขตหลอมสุญตามักจะสอบผ่านได้ง่ายๆ ข้าอยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นปลายแล้ว รอให้ถึงขอบเขตหลอมสุญตาเมื่อไหร่ ข้าก็จะไปสอบที่เคหาสน์เทียนหลิงเหมือนกัน"
"พี่เจ้าอยู่ขอบเขตหลอมสุญตาแล้วนี่ ทำไมเขาถึงยังไม่ไปสอบล่ะ?"
"ไม่รู้สิ อาจจะเพราะเขาไม่อยากให้ข้าได้ขึ้นเป็นรองประมุขกระมัง? ตราบใดที่เขายังอยู่ ข้าก็ไม่มีโอกาส เขาเหมือนจะคอยขัดขวางข้าตลอดเวลาเลย!"
เมิ่งชูถงเท้าคางแล้วพูดต่อ "แต่เขาก็ไม่ได้จะอยู่ที่นี่ตลอดไปหรอกนะ การสอบของเคหาสน์เทียนหลิงจะจัดขึ้นทุกๆสามปี คราวที่แล้วเขาไม่ไป คราวหน้าก็อาจจะไปก็ได้ โอ๊ย!"
เมิ่งชูถงลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นทันที
"เจ้าว่า เขาจงใจไม่ไปครั้งที่แล้วเพราะรอข้าหรือเปล่า?"
"ก็อาจจะเป็นไปได้อยู่นะ"
"จริงไหม? เจ้าเองก็คิดว่าเขาจงใจใช่ไหม? เขารอให้ข้าบรรลุขอบเขตหลอมสุญตาแล้วจะไปพร้อมข้า แล้วเขาก็จะแย่งที่นั่งของข้า ทำให้ข้าตกรอบ กลายเป็นตัวตลกของเขาขวางวั่ง! ตายแล้ว! ทำไมข้าเพิ่งจะคิดถึงแผนร้ายกาจนี้ของเขาได้!"
เยี่ยหลิงหลงอ้าปากจะพูด แต่กลับไม่รู้จะตอบยังไงดี… นี่นับเป็นอีกความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องงั้นหรือ?
"ช่างเถอะ ถ้าครั้งหน้าพี่ข้าจะไป ข้าก็ไม่ไปละกัน ข้าจะอยู่ดูแลว่าที่สามี แล้วก็ดูแลเจ้าด้วย ข้าจะอยู่ดูแลพวกเจ้าไปอีกหลายปี!" เมิ่งชูถงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "คิดสู้ข้าหรือ? ข้าจะทำให้แผนในฝันของเขาพังพินาศไปเลย!"
เห็นเยี่ยหลิงหลงยังเท้าคางอย่างเหม่อลอย จนเมิ่งชูถงเขย่าแขนนางเบาๆ
“นี่ เจ้าตกลงเข้าร่วมกับพวกเราแล้วใช่ไหม?”
เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันตอบ เมิ่งชูถงก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบข้างหูนาง
“ใช่ไหมล่ะ? ใช่ไหม?”
จากนั้นเมิ่งชูถงก็โอบจากด้านหลัง กอดรัดเยี่ยหลิงหลงไว้แน่นราวกับถ้าไม่ได้คำตอบที่พอใจก็จะไม่ปล่อยมือ
“ใช่ไหม! ใช่ไหม!”
เยี่ยหลิงหลงไม่สงสัยเลยว่าถ้านางยังไม่ตอบตกลง เมิ่งชูถงคงจะตามเกาะติดนางไปเรื่อยๆ พร่ำพูดอยู่ข้างหูไม่หยุดแน่ๆ ในที่สุด ก่อนที่เมิ่งชูถงจะได้เริ่มกลยุทธ์รอบใหม่ เยี่ยหลิงหลงก็ยื่นมือไปบีบแก้มอีกฝ่ายแล้วยืดออกแรงๆ
“ใช่! ตกลงแล้ว!”
“เย้!”
เมิ่งชูถงดีใจสุดๆ กระโดดลงจากตัวเยี่ยหลิงหลง รีบยกกระโปรงแล้ววิ่งออกไปทันที
“จะไปไหน?”
“ข้าไปบอกพี่ชายก่อน แล้วก็จะไปบอกพ่อ ให้พวกเขาเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าสุดอลังการ!”
เมิ่งชูถงพูดพลางวิ่งไปด้วย จนร่างนั้นลับสายตาไป
เยี่ยหลิงหลงเห็นเมิ่งชูถงดีใจขนาดนั้น ก็อดยิ้มตามไม่ได้
เมิ่งชูถงนี่เต็มไปด้วยพลังจริงๆ ไม่ว่าเวลาไหนก็สดใสเหมือนดวงตะวันดวงน้อย เห็นได้ชัดว่าเติบโตมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรัก
พอเมิ่งชูถงไปแล้ว บรรยากาศในห้องก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เยี่ยหลิงหลงเพิ่งนึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่นางสัญญาไว้กับหยวนกุนกุ่น
นางเดินออกไปในลาน ตอนนี้พระอาทิตย์คล้อยต่ำแล้ว ลมเย็นๆเริ่มพัดเบาๆ
เยี่ยหลิงหลงเดินไปเก็บพวกตัวกลมที่ตากแดดไว้เมื่อตอนเที่ยงกลับมา
ใบของเจ้าหัวไชเท้าอ้วนดูเหมือนจะโตขึ้นอีกหน่อย ท่าทางจะฟื้นตัวได้ดี
ส่วนไท่จื่อนั้น นอนหลับสบายน้ำลายไหลยืด แถมใต้หัวยังมีรอยน้ำลายเป็นวงใหญ่ สงสัยฝันถึงอะไรอร่อยๆอยู่แน่
หยวนกุนกุ่นซึ่งอายุมากที่สุดในกลุ่ม ยังคงนอนขดตัวในท่าทางเรียบร้อย รักษาภาพลักษณ์ที่สง่างามของมันไว้
เยี่ยหลิงหลงกำลังจะเก็บพวกตัวกลมกลับเข้าไปในที่พักของตน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากนอกลาน
นางเงยหน้าขึ้น เห็นเมิ่งจ่านหลินเดินเข้ามา สีหน้าดูรีบเร่งจนดูขัดกับท่าทางสุขุมที่นางเคยเห็นจากเขาก่อนหน้านี้
"แม่นางเยี่ย น้องสาวข้าบอกว่าท่านจะเข้าร่วมสำนักเขาขวางวั่ง จริงหรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงยิ้มและพยักหน้าน้อยๆ
"ต่อไปพวกเราก็จะเป็นศิษย์ร่วมสำนักกันแล้ว"
ดวงตาของเมิ่งจ่านหลินเป็นประกาย ริมฝีปากคลี่ยิ้มอบอุ่น
"น้องสาวข้ายังบอกอีกว่า ต่อไปเจ้าจะกราบท่านพ่อข้าเป็นอาจารย์ จะพักอยู่ที่เรือนหลักกับพวกเรา ใช่หรือเปล่า?"
"ใช่แล้ว ต่อไปก็ขอฝากตัวด้วยนะ"
รอยยิ้มของเมิ่งจ่านหลินกว้างขึ้นกว่าเดิม ดูมีชีวิตชีวามากกว่าเคย
"งั้นต่อไปเจ้า..."
"ต่อไปนางก็คือน้องสามของเราแล้ว!"
เมิ่งชูถงกระโดดออกมาจากด้านหลัง รีบก้าวเข้ามากอดเยี่ยหลิงหลง
"ต่อไปนี้ นางคือน้องสาวของพี่ พี่ก็คือพี่ชายแท้ๆของนาง แล้วก็ดูสิ หน้าตาเฉลี่ยของตระกูลเมิ่งเราก็เพิ่มขึ้นอีกเป็นกอง! เป็นไง แผนข้าสมบูรณ์แบบไปเลยใช่ไหม?"
เมิ่งจ่านหลินเปลี่ยนสีหน้าทันที รอยยิ้มเลือนหายไป
"ดีมาก ข้าขอบใจเจ้าจริงๆ"
พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินจากไป ไม่หันกลับมาอีกและไม่พูดอะไรต่อสักคำ
เมิ่งชูถงไม่แปลกใจเลย นางยังตบไหล่เยี่ยหลิงหลงอีกด้วย
"เห็นไหมล่ะ? เขาน่ะไม่ชอบข้าเอามากๆ ชอบหาเรื่องข้าตลอด! ตอนที่ข้ายังไม่มา เขายังยิ้มกว้างเชียว พอข้ามาเท่านั้นแหละ ทำหน้าบึ้งเดินหนีไปเลย พี่ชายแบบนี้ไม่มีซะยังดีกว่า"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า เห็นด้วยว่ามันก็เกินไปอยู่หน่อย
สมัยก่อนที่นางเคยแกล้งศิษย์พี่หกและศิษย์พี่เจ็ด เขาทั้งคู่ยังไม่เคยหันหน้าหนีใส่นางเลยสักครั้ง
"ไม่เป็นไรหรอก เจ้ายังมีพี่สาวอย่างข้านี่อยู่ ข้าจะไม่มีวันทำหน้าบึ้งใส่เจ้าแน่นอน ข้าจะยิ้มให้เจ้าเห็นทุกวันเลย"
เมิ่งชูถงพูดไปพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนเกือบจะชนกัน ทำให้เยี่ยหลิงหลงตกใจจนต้องรีบขยับหนีออกไป
“โอ้ เกือบไปแล้ว เกือบเสียจูบแรกให้เจ้าแล้วนะ ข้าไม่ยอมยกให้เจ้าหรอก!”
……
เยี่ยหลิงหลงเองก็ไม่อยากให้จูบแรกกับเมิ่งชูถงนะ!
จะเป็นพี่สาวทั้งที ช่วยทำตัวน่าเชื่อถือหน่อยได้ไหม?
"ถึงแม้จูบแรกเราจะยังอยู่ แต่ของแบบนี้ไม่ควรเก็บไว้นานเกินไป ควรรีบใช้ให้เร็วที่สุดนะ!"
"ทำไมล่ะ?"
"ไม่เคยมีใครบอกเจ้าหรือไง? ผู้ฝึกตนน่ะ ยิ่งระดับการฝึกฝนสูงขึ้น ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีลูกยาก ดังนั้นคนที่เกิดในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนนี้เลยมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่มาจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างกันทั้งนั้น ข้าและพี่ชายถือเป็นกรณีพิเศษ แล้วก็ท่านแม่ข้าด้วย"
"ไม่มีใครบอกข้ามาก่อนเลยแฮะ"
"งั้นข้าบอกให้ฟังเอง เจอใครหน้าตาดีๆ ห้ามปล่อยให้พลาดเชียว ชอบใครก็จับคนนั้นมาทำลูกด้วยเลย จะได้มีคนมาสืบทอดหน้าตาสวยๆของเจ้า!"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าเห็นด้วย
"ว่าแต่ ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วนะ?"
"สิบสี่"
เมิ่งชูถงเบิกตากว้าง รีบถอยห่างไปหลายก้าว
"เจ้ายังไม่ถึงวัยปักปิ่นหรือ?"
"ใช่ ยังไม่ถึงน่ะ"
"มิน่าล่ะ ข้าถึงว่า ดอกไม้งามๆแบบนี้ทำไมถึงยังไม่มีใครเก็บไป ที่แท้เจ้าก็ยังเป็นเด็กน้อยตัวจริงเสียงจริงนี่เอง!"
"ไม่งั้นจะอะไร?"
"ข้านึกว่าเจ้าใช้วิชารักษาความอ่อนเยาว์อะไรสักอย่างอยู่ ข้ายังคิดจะถามเจ้าอยู่เลย"
……
แล้วเมิ่งชูถงก็เริ่มกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
"โอ๊ย! ข้าเผลอพูดเรื่องน่าอายมากมายกับเด็กที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ข้าพาเจ้าไปดูว่าที่สามีข้าอาบน้ำด้วย โอ๊ย นี่ข้าทำอะไรลงไปเนี่ย!"
ทันทีที่นางพูดจบ ก็มีใครบางคนเดินเข้ามาทางหน้าประตู สายตาของทั้งสามคนประสานกันทันที และในชั่วขณะนั้นทั่วทั้งลานก็เงียบสงัด ราวกับทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่ง
บทที่ 517: เราจะได้อวดเบ่งและเย่อหยิ่งไปด้วยกัน!
เมิ่งชูถงมองเมิ่งจ่านหลินด้วยสายตาตกตะลึง ในขณะเดียวกันเมิ่งจ่านหลินเองก็อึ้งมองน้องสาวเช่นกัน ส่วนเยี่ยหลิงหลงที่เห็นบรรยากาศไฟแลบระหว่างพี่น้องคู่นี้ ที่ดูเหมือนจะพร้อมปะทุเป็นโศกนาฏกรรมเมื่อใดก็ได้นั้น ก็รู้สึกตะลึงอยู่เช่นกัน
คำพูดแบบเปิดเผยตรงไปตรงมาของเมิ่งชูถง ถ้าพูดกับนางคนเดียวก็ว่าไปอย่าง แต่เมิ่งจ่านหลินดันได้ยินด้วย แบบนี้มันกลายเป็นอุบัติเหตุใหญ่ระดับมหากาพย์ไปเลย
ไม่ผิดจากที่คาด เมิ่งจ่านหลินขมวดคิ้ว ยื่นมือไปจับข้อมือของเมิ่งชูถง ลากตัวออกจากลานพร้อมทั้งดึงทั้งผลักอย่างไม่ไว้หน้า
คนถูกลากออกจากลานและลับหายไปจากสายตาแล้ว แต่เสียงยังดังลอดผ่านกำแพงเข้ามาให้ได้ยิน
“ช่วยด้วย! อย่านะ! ข้ารู้แล้วว่าผิด ข้าจะไม่พาน้องสามไปดูคนอื่นอาบน้ำอีกแล้ว!”
……
หลังจากตะโกนประโยคนั้น เสียงของเมิ่งชูถงก็หายไปโดยสิ้นเชิง ดูท่าเมิ่งจ่านหลินจะโกรธจริงๆ ส่วนจะเกิดเหตุโศกนาฏกรรมตามมาหรือไม่ เยี่ยหลิงหลงก็ไม่อาจทราบได้
ลานกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ขณะที่นางกำลังจะหมุนตัวกลับเข้าไป ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากนอกลาน
เมื่อหันไปทางต้นเสียงก็พบเมิ่งเจิ้นฟาง ประมุขเขาขวางวั่ง เดินเข้ามาด้วยท่าทางสง่างาม
“แม่นางเยี่ย ข้าได้ยินจากลูกสาวของข้าว่าเจ้าตกลงเข้าร่วมกับเขาขวางวั่งของเราแล้ว ข้ามาที่นี่เพื่อกล่าวต้อนรับเจ้าอย่างเป็นทางการ ในฐานะศิษย์ของข้า”
เยี่ยหลิงหลงนิ่งไปชั่วขณะ
“ข้า… ข้า จริงๆยังไม่ได้เตรียมใจจะกราบผู้ใดเป็นอาจารย์”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องกราบอาจารย์ ข้าสอนลูกทั้งสองด้วยตนเอง พวกเขายังไม่เคยเรียกข้าว่าอาจารย์เลย แค่ถือว่าอยู่ในชื่อของข้า แล้วเรียกข้าว่าท่านประมุขก็พอ”
เมิ่งเจิ้นฟางไม่กดดันนาง ราวกับว่าขอเพียงนางยอมอยู่ที่เขาขวางวั่ง เขาก็พร้อมจะยอมรับทุกเงื่อนไข
“ท่านประมุขใจดีต่อข้ามากเกินไปแล้ว”
“เพราะข้าอยากให้เจ้าอยู่ที่เขาขวางวั่งจริงๆ แม้ว่าในอนาคตเจ้าจะจากไป แต่เจ้าก็ยังถือเป็นศิษย์ของเขาขวางวั่งอยู่ เช่นนี้แม้บรรพบุรุษของเราจะไปกับเจ้า แต่มันก็ยังถือว่าติดตามคนของเราไปอยู่ดี”
เยี่ยหลิงหลงเข้าใจเจตนาของเมิ่งเจิ้นฟางทันที
แทนที่จะปล่อยให้คนภายนอกพาบรรพชนไป สู้ให้คนในพาไปดีกว่า แม้จะเป็นแค่ในนามเขาก็ยอมรับได้ เพราะมันต่างกันในแง่ของความเป็นคนในกับคนนอก
“ข้าจะพูดให้ตรงไปตรงมาอีกสักหน่อย ข้ากำลังอ้อนวอนให้เจ้ายอมเข้าร่วมเขาขวางวั่ง ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะมีข้อเรียกร้องใด ขอเพียงไม่เกินขอบเขต ข้าก็ยินดีจะทำตามทุกอย่าง”
เมิ่งเจิ้นฟางกุมกำปั้นคารวะให้เยี่ยหลิงหลง
“ขอแม่นางเยี่ยโปรดเมตตา”
ที่ประมุขเขายอมทำถึงขนาดนี้ คำว่าจริงใจคงไม่พอที่จะบรรยายได้
เยี่ยหลิงหลงจึงกุมกำปั้นคารวะกลับ ตอบรับเขาอย่างนอบน้อม
“ศิษย์เยี่ยหลิงหลง ขอคารวะท่านประมุข”
เมื่อได้ยินคำนี้ เมิ่งเจิ้นฟางก็ยิ้มจนเต็มใบหน้า หัวเราะออกมาด้วยความดีใจ
“ดี! ดีมาก! จากนี้ไปเจ้าก็เป็นคนของเขาขวางวั่งแล้วนะ! ออกไปข้างนอกก็อย่าลืมบอกชื่อเขาขวางวั่งของเรา เราจะได้อวดเบ่งและเย่อหยิ่งไปด้วยกัน!”
เยี่ยหลิงหลงยืดตัวขึ้นทันที
เดี๋ยวก่อน ในฐานะที่เป็นสำนักธรรมะ หลักการแบบนี้มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ?
แต่พอคิดอีกที ถ้าเป็นเขาขวางวั่ง ก็คงจะพอเข้าใจได้อยู่หรอก
“ท่านประมุข ข้าขอจัดการศิษย์ของสำนักอื่นที่ถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินได้ไหม?”
“ได้สิ”
เมิ่งเจิ้นฟางหยิบเหรียญออกมาจากแหวนแล้วโยนให้เยี่ยหลิงหลงอย่างสบายๆ
“ท่านประมุขเชื่อใจข้ามากขนาดนี้เชียวหรือ?”
“ตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์ของเขาขวางวั่งแล้ว คงไม่คิดจะทำอะไรที่ทำให้สำนักของตัวเองเสียหายหรอกใช่ไหม? ข้ามั่นใจว่าเจ้ารู้จักความเหมาะสมดี”
“ขอบคุณท่านประมุข”
“อ้อ ใช่แล้ว งานเลี้ยงต้อนรับจะจัดขึ้นคืนพรุ่งนี้ เจ้าควรไปร่วมงานสักหน่อย หากว่า… หากบรรพชนจะกรุณามาปรากฏตัวด้วยสักครั้ง...”
“ข้าจะลองสอบถามดู”
“แต่จะเคารพการตัดสินใจของท่านอย่างเต็มที่”
เยี่ยหลิงหลงยิ้มและพยักหน้าอย่างเข้าใจ
"ขอบคุณที่เจ้าช่วยดูแลท่านบรรพชน หากมีอะไรต้องการก็บอกจ่านหลินได้เลย เขาจะจัดการให้เอง ส่วนเรื่องของชูถง..." เมิ่งเจิ้นฟางโบกมือเบาๆ "จะชวนไปเล่นด้วยก็ได้ แต่เรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องบอกนางหรอก"
บิดามีท่าทีเช่นนี้ นางยังคิดจะไปแย่งตำแหน่งประมุขน้อยจากพี่ชายอีกหรือ?
เยี่ยหลิงหลงยิ้มพลางพยักหน้าเบาๆอย่างขบขัน
"ตกลง"
เมิ่งเจิ้นฟางจึงให้คนส่งเสบียงและของใช้พื้นฐานมาให้นาง อีกทั้งยังอธิบายสภาพแวดล้อมของเขาขวางวั่งคร่าวๆให้นางฟัง จากนั้นจึงขอตัวออกไป
ทุกคนจากไปแล้ว ครั้นมองออกไปอีกทีก็พบว่าพระจันทร์ลอยอยู่กลางฟ้าเรียบร้อย
เยี่ยหลิงหลงกลับเข้าไปในห้อง หยิบหยวนกุนกุ่นที่ม้วนตัวกลมออกมา ลองลูบขนหนานุ่มของมันเบาๆ จากนั้นก็จิ้มมันเบาๆไปหนึ่งที
ทันใดนั้นหยวนกุนกุ่นที่เคยขดตัวกลมก็ค่อยๆคลายตัวออก เผยให้เห็นก้อนขนหนานุ่มน่ารัก พลิกตัวกลิ้งไปมาแล้วเงยหน้ามองนาง
“หยวนกุนกุ่น ข้าเข้าร่วมเขาขวางวั่งแล้วนะ”
หยวนกุนกุ่นถึงกับชะงัก ดูเหมือนจะงุนงงเล็กน้อย
“แต่ท่านประมุขให้อิสระแก่ข้า ข้าแค่ติดชื่อสำนักไว้เท่านั้น พักอีกไม่กี่วัน ข้าจะพาเจ้าออกจากที่นี่”
หยวนกุนกุ่นพยักหน้าเบาๆอย่างเข้าใจ
"ทำไมเจ้าถึงอยากออกจากเขาขวางวั่งล่ะ?"
หยวนกุนกุ่นส่ายหัวน้อยๆ มันไม่รู้เหตุผลแน่ชัด แค่อยากไปก็ไป
"เจ้านี่ช่างตามใจตัวเองและปล่อยวางได้ดีจริงๆ ทำให้ข้าดูเป็นคนยึดติดไปเลย ช้ายังไม่ใจกว้างเท่าเจ้าด้วยซ้ำ"
หยวนกุนกุ่นยิ้มกว้าง กึ่งจะบอกว่า "ถ้าพูดถึงเรื่องรุ่น ข้าน่ะเป็นบรรพชนของเจ้า แน่นอนว่าย่อมมองโลกได้กว้างกว่ามาก"
“จริงสิ พรุ่งนี้ท่านประมุขจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับข้า เขาถามว่าเจ้าจะไปร่วมงานไหม”
หยวนกุนกุ่นส่ายหัวทันที แสดงท่าทีไม่สนใจ
"ถ้าเช่นนั้น ข้าจะบอกเขาว่าเจ้าไม่ร่วมงาน" เยี่ยหลิงหลงกล่าวยิ้มๆ "จริงๆ ข้าก็ไม่ชอบร่วมงานพวกนี้เท่าไหร่หรอก แต่นี่เขาตั้งใจจัดให้ข้า ข้าก็ต้องให้เกียรติเขาสักหน่อย"
ขณะนี้ แสงจันทร์ภายนอกสว่างเจิดจ้า เสียงแมลงขับขานแผ่วเบาจากภายนอกแว่วเข้ามา บอกกล่าวให้คนที่ยังไม่หลับใหลรู้ว่าถึงยามดึกแล้ว
หลังจากจัดการเจ้าตัวกลมทั้งหลายเรียบร้อย เยี่ยหลิงหลงจึงนั่งลงที่เตียงนอกฉากกั้น
ในยามที่เพิ่งเข้าสู่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนนี้ การฝึกฝนของนางอยู่ในระดับต่ำที่สุด ทุกคนที่นี่ล้วนมีการฝึกฝนมากกว่าจนสามารถบดขยี้นางได้โดยง่ายเพียงการพลิกฝ่ามือ การเดินทางตามหาศิษย์พี่นั้นช่างเต็มไปด้วยความยากลำบาก นางจึงต้องฉกฉวยทุกโอกาสมาฝึกฝนอย่างเต็มที่
ที่จุดเริ่มต้นใหม่แห่งนี้ นางรู้ดีว่ามีเพียงความพากเพียรกว่าใครเท่านั้นจึงจะทำให้นางสามารถไล่ตามและปีนขึ้นไปอยู่ในระดับแนวหน้าได้อย่างรวดเร็ว
นางหลับตาลง เข้าสู่สภาวะฝึกฝน เริ่มดูดซับปราณวิญญาณรอบตัวและกลั่นให้เป็นพลังของตน
นางรู้สึกได้ถึงความเข้มข้นของปราณในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนแห่งนี้ สัมผัสถึงความกว้างใหญ่ไพศาลของสถานที่ และความตื่นเต้นของการได้เริ่มต้นบนเส้นทางใหม่
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เยี่ยหลิงหลงรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองนางอยู่ เจ้าของสายตานั้นไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้า
การมาเยือนยามดึกโดยไร้สุ้มเสียงเช่นนี้ แสดงว่าไม่ได้มาดี เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้ว ถอนตัวออกจากสภาวะฝึกฝน แล้วลืมตาขึ้น
นางกำลังคิดอยู่ว่าใครกันนะที่กล้าบุกเข้ามาในห้องของนางกลางดึกเช่นนี้ ทันทีที่นางลืมตาขึ้น ก็ต้องตกใจจนสะดุ้งเฮือก ถอยหลังไปจนเกือบชนผนังด้านหลัง
…..
นางรู้ว่ามีใครบางคนเข้ามา และรู้ว่ากำลังถูกจ้องมองอยู่ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าคนคนนั้นจะยืนอยู่ตรงหน้านาง ห่างกันเพียงแค่คืบเดียว เขาจ้องมองนางด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ในยามค่ำคืนเงียบสงัดเช่นนี้ เขายืนอยู่ตรงนั้น… จ้องนางอยู่อย่างนั้น
บทที่ 518: ดุข้าอีกที ข้าจะฟ้อง!
เยี่ยหลิงหลงอดไม่ได้ที่จะคิดโทษตัวเองที่สะเพร่าแบบนี้
ตอนแรกนางคิดว่าการที่รู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองอยู่ แปลว่าอีกฝ่ายคงแอบเฝ้าดูนางอยู่ในเงามืด แต่กลับกลายเป็นว่าคนผู้นั้นกลับยืนจ้องหน้านางอยู่ในระยะประชิด ซึ่งทำให้นางตระหนักได้ว่าการฝึกฝนของนางยังต่ำเกินไป การรับรู้รอบตัวก็ย่ำแย่จนคนยืนอยู่ใกล้ขนาดนี้แล้วถึงเพิ่งจะรู้ตัว
คนที่จ้องเธออยู่ตรงหน้า ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ‘โฉมงามผู้บาดเจ็บ’ ที่เมิ่งชูถงพูดถึงอยู่บ่อยๆ ผู้ชายที่เกือบจะฆ่านางไปเมื่อกลางวันนั่นเอง
ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในสภาพเสื้อผ้าเปียกโชกอีกแล้ว ริมฝีปากก็ไม่มีคราบเลือดติดอยู่ ใบหน้ายังซีดเซียวอยู่บ้าง แต่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย แถมยังดูมีสติสมบูรณ์ดี
ถึงแม้จะแต่งกายเรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ยังดูหล่อเหลาเหมือนเดิม น่าเสียดายที่อาจารย์ตัวเหม็นของนางหายสาบสูญไปนานแล้ว ไม่เช่นนั้น ด้วยรูปลักษณ์หน้าตาเช่นนี้ อาจารย์ลึกลับของนางคงจะคว้าตัวเขาไปเป็นศิษย์โดยไม่ลังเล
"ดึกดื่นมาเยือนเช่นนี้ คุณชายมีธุระอันใดหรือ?"
อีกฝ่ายค่อยๆเลื่อนสายตาจากใบหน้าของนางไปยังแขนเสื้อที่มีตัวอักษรสองตัวปักไว้
"ชิงเสวียน? เจ้าเป็นศิษย์ของสำนักชิงเสวียนอย่างนั้นหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงมองแขนเสื้อของตัวเอง ก่อนจะยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับไป
"ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนแห่งนี้ ใครๆก็อ้างเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียนได้ทั้งนั้น เพียงแต่ของข้าตั้งใจเลียนแบบให้ละเอียดกว่าหน่อย ข้าถึงกับเตรียมชุดประจำสำนักมาด้วย"
"ชุดนี้เจ้าซื้อมาจากที่ไหน?"
"ก็ซื้อจากตลาดทั่วไปน่ะสิ"
"เจ้าโกหก"
"ข้าโกหกตรงไหนกัน?"
"ลายเส้นตัวอักษร 'ชิงเสวียน' สองตัวนี้ เหมือนกับลายเส้นที่ป้ายชื่อหน้าประตูใหญ่ของสำนักชิงเสวียนไม่มีผิด"
ได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงถึงกับเบิกตากว้าง หันมาจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
เขาพูดถูก!
ตอนที่ศิษย์พี่หญิงสามทำชุดนี้ให้ นางใช้ตัวอักษรบนป้ายสำนักชิงเสวียนเป็นต้นแบบ เพราะนางชอบลายเส้นที่ดูเรียบหรูและสง่างาม แถมยังเป็นตัวแทนของสำนักชิงเสวียนอีกด้วย!
"แต่ข้าไม่รู้จักเจ้า ดังนั้น… เจ้าต้องบอกข้าว่าเจ้าชุดนี้ได้มาจากไหนกันแน่?"
ชายคนนั้นพูดพลางขยับเข้ามาใกล้ และคว้าข้อมือของนางอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความข่มขู่
"ถ้าเจ้าไม่บอก ข้ารับรองว่าเจ้าจะไม่มีชีวิตรอดผ่านคืนนี้แน่นอน ที่นี่ห่างไกลผู้คน ไม่มีใครมาช่วยเจ้าได้ทันหรอก"
เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ขัดขืน นางเพียงแต่จ้องมองเขาอย่างตะลึงงัน ราวกับตกอยู่ในภวังค์
ธาตุไฟเข้าแทรก บาดเจ็บหนัก และยังไม่เคยเห็นหน้า นี่ไม่ใช่ศิษย์พี่สามที่หายตัวไปของนางหรอกหรือ?
ว่าแล้วเชียว!
เมื่อตอนที่เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่าง แม้แต่ศิษย์พี่หญิงใหญ่ซึ่งร่างหลักอยู่บนนี้ยังต้องแบ่งเศษเสี้ยวพลังลงมาช่วย แต่ศิษย์พี่สามกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ปรากฏตัวเลย เป็นเพราะเขาก็อยู่ที่ภพบนนี่เอง!
เขามาถึงที่นี่ได้อย่างไรนะ?
“พูดมา!”
“ศิษย์พี่สาม ไม่ต้องทำหน้าโหดขนาดนั้นก็ได้ เดี๋ยวข้ากลัวจนไปฟ้องศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รองนะ”
เมื่อได้ยินคำเรียกนี้ เยี่ยหลิงหลงรู้สึกได้ว่าข้อมือของนางถูกบีบแน่นขึ้นทันที ศิษย์พี่สามที่อยู่ตรงหน้าเบิกตากว้าง ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกและแปลกใจ จนถึงกับมองนางด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เจ้า…เจ้าไปรู้ได้ยังไงว่าข้าเป็นลำดับสาม? เจ้าเป็นใครกันแน่!” กู้หลินเยวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่น คิ้วขมวดเป็นปม ดวงตามองมาอย่างแน่วแน่และคาดคั้น
“ข้าเป็นศิษย์น้องหญิงเล็กที่พี่เพิ่งรับเข้ามาไม่นานนี่เอง ลำดับที่หกน่ะ ท่านจะเรียกข้าว่าศิษย์น้องหญิงหก หรือศิษย์น้องหญิงเล็กก็ได้ หลังจากข้าแล้วก็ไม่มีใครเข้าร่วมสำนักอีกเลย”
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก?”
“ศิษย์พี่สาม ท่านช่วยปล่อยมือข้าก่อนได้ไหม? มือข้าเจ็บมากเลยนะ”
“ไม่มีทาง!”
“อะไรคือไม่มีทาง?”
“ครั้งสุดท้ายที่ข้ากลับไปยังสำนักชิงเสวียน ยังไม่ถึงห้าปีด้วยซ้ำ คือศิษย์น้องที่พึ่งเข้ามาจริงๆ เจ้าจะสามารถบรรลุขอบเขตแปรเทวะและขึ้นมายังโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนได้อย่างไรในเวลาเพียงห้าปี?”
"ก็เพราะข้าพยายามมากพอน่ะสิ" เยี่ยหลิงหลงยิ้มบาง "ความพยายามย่อมนำมาซึ่งผลตอบแทน ดังนั้นภายในห้าปีข้าจึงทะลวงขอบเขตจนสามารถขึ้นมาตามหาท่านได้ นอกจากนี้ ขอบคุณสำหรับคำชมของศิษย์พี่สามนะ การตั้งคำถามของท่านทำให้ข้าภูมิใจมากทีเดียว"
กู้หลินเยวียนยังคงจับข้อมือของเยี่ยหลิงหลงไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่เชื่อคำพูดของนางเลยสักนิด
“ท่านจะไม่เชื่อก็ไม่แปลกหรอก เพราะศิษย์พี่หกกับศิษย์พี่เจ็ด ตอนนี้ยังอยู่แค่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด กำลังพยายามฝึกฝนในภพล่างกันอยู่เลย ข้ารู้ว่าตัวเองเข้ามาทีหลังแต่กลับแซงหน้าพวกเขา ข้าก็ต้องยอมรับว่าตัวเองเก่งจริงๆ”
พอเยี่ยหลิงหลงนึกถึงศิษย์พี่ทั้งสองคนนั้นก็อดจะยิ้มอย่างภาคภูมิไม่ได้ แม้ว่าอีกไม่นานทั้งคู่คงตามขึ้นมาได้ แต่นางก็ยังภูมิใจในความก้าวหน้าของตัวเองในขณะนี้อยู่ดี
คิ้วของกู้หลินเยวียนขมวดแน่นขึ้น สายตาเขาฉายแววลังเล
“ข้าได้ยินมาว่าทางเขาขวางวั่งเก็บศิษย์สำนักชิงเสวียนคนหนึ่งไว้ ข้าจึงตั้งใจรอดูว่าเป็นศิษย์พี่ที่กระจัดกระจายไปหรือไม่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นศิษย์พี่สามที่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน ข้าเกือบจะไม่ได้พบท่านแล้วนะ เพราะเกือบตัดสินใจออกไปแล้ว”
"ศิษย์พี่ที่กระจัดกระจายไปที่อื่น?"
"อืม เรื่องมันยาว พวกเราที่ขึ้นมาจากภพล่าง ถูกอาจารย์ทำอะไรบางอย่างกับเส้นทาง พอขึ้นมาแต่ละคนก็ไม่ได้ไปโผล่ที่เมืองซินถูเหมือนกัน กลับถูกส่งไปยังสถานที่ต่างๆในภพบนแทน ส่วนข้าก็ตกลงมาที่เขาขวางวั่งนี่แหละ"
เมื่อกู้หลินเยวียนได้ยินคำว่า ‘อาจารย์’ สีหน้าที่ผ่อนคลายลงเล็กน้อยก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้งทันที
"อาจารย์… ทำอะไรบางอย่างกับเส้นทางงั้นหรือ?"
"เรื่องนี้ก็ยาวเหมือนกัน แต่เอาเป็นว่าอาจารย์ของเราดูเหมือนจะได้บทตัวร้ายไปแล้ว เพราะในใจเขามีแต่ความมืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่าง ถึงกับคิดจะทำลายล้างมนุษยชาติ ทำเรื่องใหญ่โตสะเทือนฟ้าสะท้านดินไว้ไม่น้อย เขาไม่ค่อยปรากฏตัวเท่าไหร่ แต่เงาของเขากลับมีอยู่ทุกที่"
เยี่ยหลิงหลงพูดต่อหลังจากหยุดคิดครู่หนึ่ง "แม้แต่ศิษย์พี่หญิงใหญ่ก็ถูกบีบให้ขึ้นมาอยู่ที่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน...อ๊ะ? ศิษย์พี่สาม การที่ท่านอยู่ที่นี่ก็เป็นฝีมือของอาจารย์เหมือนกันใช่ไหม?"
กู้หลินเยวียนนิ่งเงียบ สีหน้าดูเคร่งขรึมไม่ปฏิเสธ ถือเป็นการยอมรับโดยปริยาย
"ดูท่าว่าเรื่องเลวร้ายที่เขาทำจะมีมากมายจนเกินจะนับไหว ข้าต้องหาตัวเขาให้ได้ แล้วถามว่าเหตุใดเขาถึงทำเช่นนี้"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กู้หลินเยวียนก็เริ่มเชื่อแล้วว่าเยี่ยหลิงหลงคือศิษย์น้องเล็กของเขาจริงๆ เขาค่อยๆปล่อยข้อมือที่เขากำไว้แน่น มองดูรอยแดงที่ข้อมือของนาง เห็นชัดว่าหากเขาออกแรงมากกว่านี้กระดูกเล็กๆของนางก็คงแหลกไปแล้ว
"ขอโทษนะ ศิษย์น้องหญิงเล็กเจ็บหรือไม่?"
"เจ็บสิ ข้าจะฟ้องศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รอง ท่านเตรียมตัวโดนพวกเขาสั่งสอนเลย!"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของกู้หลินเยวียนก็อ่อนลง เขานั่งลงข้างๆเยี่ยหลิงหลง
"ไม่ต้องรอ เจ้าจะตีข้าตอนนี้เลยก็ได้"
"ไม่ล่ะ ท่านเพิ่งเจอปัญหามา ทำให้เส้นลมปราณเสียหายต้องฟื้นฟูใหม่ ถ้าตีตอนนี้เดี๋ยวเจ็บหนักขึ้นข้าก็ต้องรักษาท่านอีก ไม่คุ้ม ไม่คุ้ม รอให้ท่านหายดีเมื่อไหร่ ข้าค่อยจัดการก็ยังไม่สาย"
เมื่อได้ยินคำตอบ กู้หลินเยวียนก็หัวเราะเบาๆ ดูดีจนหากเมิ่งชูถงมาเห็นคงได้กรีดร้องลั่นเขาแน่
"งั้นเจ้าพึ่งมาถึงโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนหมาดๆเลยหรือ?"
"ใช่ แล้วท่านล่ะ? น่าจะมาถึงนานแล้วสินะ ข้างล่างเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้นยังไม่เห็นท่านโผล่มาเลย"
"อืม ข้ามาหลายปีแล้ว"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า ก็ไม่แปลกใจที่เขาแข็งแกร่งถึงขอบเขตแปรเทวะขั้นกลางแล้ว
ในขณะนั้นเอง กู้หลินเยวียนก็หยิบกล่องเล็กๆออกมาจากแหวน แล้วยื่นให้เยี่ยหลิงหลง
"นี่อะไรหรือ?"
บทที่ 519: สำนักอันดับหนึ่งที่คู่ควรอย่างแท้จริง!
“เปิดดูสิ แล้วเจ้าจะรู้เอง”
เยี่ยหลิงหลงเปิดกล่องออก พลันเปลวไฟอุ่นสว่างส่องประกายขึ้นทันที สะท้อนเข้าที่ใบหน้าของนาง
ภายในกล่องปรากฏเห็ดหลินจือเพลิงที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณ ลำต้นมันวาว อวบอิ่มสมบูรณ์ นับเป็นสมุนไพรชั้นเลิศ!
“นี่คือ…”
“นี่เป็นของขวัญพบหน้าสำหรับศิษย์น้องหญิงเล็ก”
เยี่ยหลิงหลงจ้องตาโตด้วยความประหลาดใจ
“แต่… ท่านบาดเจ็บหนัก แถมยังจำเป็นต้องใช้สมุนไพรหายากพวกนี้นี่”
“แต่อันนี้ใช้กับข้าไม่ได้ ข้าพลั้งพลาดจนปราณอัคคีในร่างมากเกินไป สิ่งที่ข้าต้องการคือสมุนไพรที่มีคุณสมบัติเย็นถึงจะเหมาะ ดังนั้นเห็ดหลินจือเพลิงนี้ ข้าจึงมอบให้เจ้า หวังว่าเจ้าจะชอบนะ”
“ชอบสิ! ของที่ศิษย์พี่สามให้ จะเป็นอะไรข้าก็ชอบทั้งนั้น!”
ว่าแล้วเยี่ยหลิงหลงก็ปิดฝากล่อง ก่อนจะหยิบกองคัมภีร์วิชาจากแหวนมิติออกมา
“ข้าก็มีของขวัญจะมอบให้ท่านเหมือนกัน ดูนี่!”
กู้หลินเยวียนรับคัมภีร์จากมือของนาง แล้วเปิดดูคร่าวๆ แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“คัมภีร์พวกนี้มาจากที่ไหนกัน?”
คัมภีร์เหล่านี้เป็นคัมภีร์ระดับสูงถึงขั้นเจ็ด ขั้นแปด นับว่าเป็นของหายากอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างเท่านั้น แม้แต่ในภพบนก็ยังถือว่าเป็นของล้ำค่า
ยิ่งไปกว่านั้น คัมภีร์ทั้งหมดนี้เน้นเสริมสร้างปราณให้มั่นคงและป้องกันการเดินลมปราณผิดพลาดโดยเฉพาะ ราวกับว่าถูกคัดสรรมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ
“ข้าเอามาจากหอตำราของสำนักชิงเสวียน ขนออกมาได้ตั้งครึ่งหอตำราแหนะ โชคดีที่ข้ามองการณ์ไกล ไม่อย่างนั้น…” เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจเบาๆ “ไม่อย่างนั้นศิษย์สำนักชิงเสวียนเราคงไม่ได้ฝึกวิชาอีกต่อไปแล้ว”
“ทำไมถึงฝึกไม่ได้ล่ะ?”
“ก็สำนักชิงเสวียน… ไม่มีแล้ว!”
“ว่าอะไรนะ?”
“ท่านคงพอรู้ใช่ไหม ว่าสำนักชิงเสวียนที่แท้จริงนั้นอยู่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน ส่วนสำนักชิงเสวียนที่เรารู้จักในภพล่างเป็นเพียงเงาสะท้อนเท่านั้น มันถูกสร้างขึ้นจากกระจกพินิจกาล แต่ตอนนี้กระจกนั้นแตกไปแล้ว เงาสะท้อนของสำนักชิงเสวียนจึงหายไปด้วย เราเลยกลับไปไม่ได้อีกแล้ว”
“เรา… กลับไปไม่ได้อีกแล้วหรือ?”
เห็นแววตาตกตะลึงและหดหู่ของกู้หลินเยวียน เยี่ยหลิงหลงนึกถึงคำพูดของเมิ่งจ่านหลินขึ้นมาได้ เขาเคยบอกว่าเป็นศิษย์ของสำนักชิงเสวียน และพวกเขาก็ทุ่มทั้งกำลังคนและทรัพยากรไม่น้อยเพื่อช่วยเขาค้นหาข่าวของสำนักชิงเสวียน ดูท่าศิษย์พี่สามคงผูกพันกับสำนักชิงเสวียนไม่น้อย
เมื่อได้ยินว่าสำนักชิงเสวียนหายไปแล้ว เขาคงรู้สึกใจหายและเศร้าไม่น้อย
“ก็ไม่เชิงว่ากลับไปไม่ได้เสียทีเดียว สำนักชิงเสวียนยังอยู่ที่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนนะ ถ้าเราหาที่ตั้งของสำนักเจอ เราก็กลับไปได้”
“แต่อาจารย์อาจจะไม่คิดยอมรับพวกเราก็ได้นะ”
“เขายอมรับหรือไม่สำคัญด้วยหรือ? แค่พวกเรายอมรับก็พอแล้ว ที่ผ่านมาเราออกเดินฝึกฝนกันข้างนอก ไม่เคยต้องไปถามความคิดเห็นของเขาสักครั้ง จะมีก็แต่ตอนที่สาบานเท่านั้นแหละ ที่เรานึกถึงว่ามีอาจารย์คนนี้อยู่”
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นยิ้มอย่างมั่นใจ
“อีกอย่างนะ ตั้งแต่โบราณมา เรื่องการชิงตำแหน่งหรือล้มล้างตำแหน่งมีเยอะแยะ เขาน่ะ ตำแหน่งอาจารย์ก็ใช่ว่าจะมั่นคงหรอกนะ วันไหนพวกเราลงคะแนนเสียงกันขับเขาออก เขาก็อาจจะถูกขับออกจากสำนักก็ได้เหมือนกัน!”
กู้หลินเยวียนได้ยินเยี่ยหลิงหลงพูดแบบนั้นก็หัวเราะขึ้น เสียงหัวเราะของเขาไพเราะมากจนความกังวลในดวงตาหายไปหมด เขารับคัมภีร์ที่เยี่ยหลิงหลงให้มาแล้วเก็บไว้ในแหวนมิติของตัวเอง
“ขอบใจมากนะ ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าจะรับไว้อย่างดี”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก แค่หวังว่าท่านจะหายดีในเร็ววัน”
ไม่งั้นด้วยสภาพร่างกายอ่อนแอแบบนี้ ตอนมีเรื่องคงช่วยอะไรไม่ค่อยได้ คงต้องเป็นตัวถ่วงพวกเราแน่ๆ
หลังจากทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนของขวัญกันแล้ว เยี่ยหลิงหลงยังคงค้นหาของในแหวน แล้วหยิบของอีกชิ้นออกมา
“ศิษย์พี่สาม นี่เป็นของท่าน ชุดประจำสำนักชิงเสวียนของเรา ท่านอยากลองใส่ดูไหม?”
เมื่อกู้หลินเยวียนเห็นชุดประจำสำนักตรงหน้า เขาก็อึ้งไปเล็กน้อย มองชุดด้วยแววตาตื่นตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ
“สำนักชิงเสวียน… มีชุดประจำสำนักแล้วหรือ?”
“ดูสีหน้าของท่านตอนนี้สิ เหมือนตอนที่ศิษย์พี่รองเห็นครั้งแรกเลย สำนักชิงเสวียนเรามีชุดประจำสำนักแล้วจริงๆ เมื่อก่อนเรายังได้ไปเข้าร่วมศึกยอดเขาในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างด้วยนะ แล้วยังได้ร่วมกับสำนักอื่นๆในสำนักพันธมิตรต่อสู้จนโด่งดังไปทั่ว แถมพวกเรายังช่วยกันฝ่าฝันไปถึงเกาะศักดิ์สิทธิ์เทียนเจี้ยงเพื่อคลี่คลายวิกฤตในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างอีกด้วย”
เยี่ยหลิงหลงพูดพลางยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิ
“หากไม่นับจำนวนคนแล้ว สำนักชิงเสวียนถือเป็นสำนักอันดับหนึ่งของโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างอย่างแท้จริง!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยหลิงหลง กู้หลินเยวียนก็สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นและความภาคภูมิใจของนาง จนตัวเขาเองก็อดตื่นเต้นไปด้วยไม่ได้
“สำนักอันดับหนึ่งจริงๆหรือ?”
ในใจเขารู้สึกทึ่ง ไม่อยากเชื่อว่าในช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ พลาดเรื่องราวมากมายขนาดนี้ไปได้อย่างไร สำนักชิงเสวียนที่เคยเป็นสำนักเล็กๆไม่มีใครสนใจ กลายมาเป็นสำนักอันดับหนึ่งได้ขนาดนี้!
ถ้าพูดถึงสำนักชิงเสวียนในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน ชื่อเสียงส่วนใหญ่มาจากบรรพชน แต่ที่สำนักในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างโด่งดังได้ทั้งหมดล้วนมาจากการต่อสู้ของพวกเขาเอง
สำนักชิงเสวียนในตอนนี้ ช่างดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดูจริงจัง และเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ผูกพันเหลือเกิน
เขารู้สึกว่าเขาได้พลาดช่วงเวลามากมายเกินไปจริงๆ
“จริงสิ! การขึ้นมายังภพบนครั้งนี้ สำนักชิงเสวียนของเราได้มาถึงห้าคนเลยนะ! ถ้ารวมท่านกับศิษย์พี่หญิงใหญ่ด้วย เราก็มีตั้งเจ็ดคนแล้ว สำนักเล็กๆที่มีสมาชิกแค่สิบสามคน แต่ขึ้นภพบนมาได้ถึงเจ็ดคน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่ง สำนักไหนจะทำได้แบบนี้บ้าง? ถ้าไม่ใช่สำนักอันดับหนึ่งแล้วจะเป็นอะไรได้อีก!”
กู้หลินเยวียนฟังแล้วถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
“เจ้าหมายความว่า นอกจากเจ้าแล้วยังมีศิษย์พี่ศิษย์น้องอีกสี่คนที่ขึ้นมาแล้ว?”
“ใช่แล้ว ยังมีศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สี่ และศิษย์พี่ห้า ส่วนศิษย์พี่หกและศิษย์พี่เจ็ดคงอีกไม่นานก็จะตามมาสมทบ ส่วนศิษย์พี่หญิงคนอื่นๆ อย่างศิษย์พี่หญิงรอง ศิษย์พี่หญิงสาม และศิษย์พี่หญิงสี่ พวกนางเพิ่งจะทะลวงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด คงต้องใช้เวลาอีกหน่อย แต่ศิษย์พี่หญิงห้า… อาจจะไม่ขึ้นมาแล้ว”
เมื่อเยี่ยหลิงหลงเอ่ยชื่อศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เขาคุ้นเคย กู้หลินเยวียนก็คลี่ยิ้มบาง ด้วยความรู้สึกอบอุ่นและยินดี
“อ้อ จริงสิ! แล้วก็มีนี่ด้วย ข้าเตรียมไว้ให้ท่าน!”
เยี่ยหลิงหลงหยิบกล่องอีกใบจากแหวน ข้างในบรรจุลูกแก้วสองเม็ด
“ข้าทำไว้ทั้งหมดสิบสามเม็ด ตอนนี้เหลือแค่ของท่านกับศิษย์พี่หญิงใหญ่เท่านั้น อยากลองดูไหม?”
เมื่อจับลูกแก้วขึ้นมาดู กู้หลินเยวียนก็ได้เห็นภาพของเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องอีกครั้ง เขามองด้วยสายตาปลาบปลื้ม ซ้ำแล้วย้ำเล่า โดยเฉพาะภาพรวมของพวกเขา
“ถ้าข้าได้อยู่ในรูปนั้นด้วยก็คงจะดีไม่น้อย”
“แค่นี้เอง ไว้ครั้งหน้าเรามารวมตัวกันอีกที ค่อยถ่ายภาพกันใหม่ก็ได้นี่นา”
“จริงหรือ? จะมีครั้งหน้าอีกแน่หรือ?”
“ต้องมีสิ! การที่ข้ามายังโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนนี่ก็เพื่อหาสำนักชิงเสวียนคืนมา หาบ้านของพวกเราคืนมา แล้วพาศิษย์พี่ทุกคนกลับมารวมกันใหม่ ไม่ว่าจะเจออุปสรรคแค่ไหน ขอเพียงเราพยายาม เราต้องทำสำเร็จแน่!”
กู้หลินเยวียนยิ้มและเอื้อมมือไปลูบหัวเยี่ยหลิงหลงเบาๆ ตอนนี้เขาพอจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมสำนักชิงเสวียนที่เคยดูราวกับเศษทรายในผืนดินจึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นเพราะศิษย์น้องหญิงเล็กที่น่ารักและเป็นที่รักคนนี้นี่เอง
“ตกลง ข้าจะไปกับเจ้า เราจะไปหาสำนักชิงเสวียน หาพี่น้องของเรา และหาบ้านของพวกเราคืนมา”
ตอนที่กู้หลินเยวียนพูดคำนั้นออกมา เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเสียงของเขานั้นอ่อนโยนแค่ไหน
“แต่สิ่งที่ต้องทำก่อนในตอนนี้ เราคงต้องหาทางออกจากเขาขวางวั่งให้ได้ก่อน พวกเขาขังพวกเราไว้ที่นี่ ไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์อะไร คงไม่ปล่อยเราออกไปง่ายๆ เราคงต้องวางแผนกันให้ดี”
กู้หลินเยวียนพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็เงยหน้าขึ้นมาทันทีด้วยสีหน้าตกใจ
“หา?!”
บทที่ 520: เจ้าอย่าได้หลงกลพวกเขาเชียว
เพื่อความมั่นใจว่าไม่ได้ฟังผิดไป เยี่ยหลิงหลงถามย้ำอย่างละเอียดอีกครั้ง
“ศิษย์พี่สาม หมายความว่าอะไรที่ว่า ‘ไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์อะไร’?”
“ก็ตามที่พูดนั่นแหละ พวกเขาขังข้าไว้ที่นี่ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ยอมให้ข้าออกไป ไม่รู้ว่ากำลังคิดจะทำอะไรกันแน่ แต่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องดี เราต้องระวังไว้หน่อย”
คำตอบที่จริงจังของกู้หลินเยวียนทำเอาเยี่ยหลิงหลงนิ่งไปชั่วขณะ นางรู้อยู่แล้วว่าเมิ่งชูถงนั้นทำเรื่องแปลกๆได้ แต่ไม่คิดว่าจะถึงขนาดนี้
ในขณะที่ศิษย์พี่สามของนางยังไม่รู้อะไรเลย เมิ่งชูถงกลับคิดไปไกลถึงขั้นวาดฝันถึงความรักอันยิ่งใหญ่ และถึงขั้นเรียกเขาว่า ‘สามี’ ไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ยังบังคับให้เยี่ยหลิงหลงเรียกกู้หลินเยวียนว่า ‘พี่เขย’ อีกด้วย...
เยี่ยหลิงหลงได้แต่คิดว่าตัวเองคงประเมินเมิ่งชูถงต่ำไปจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงได้ยินพ่อแท้ๆของเมิ่งชูถงเตือนว่า มีอะไรก็อย่าไปหานาง...
“เป็นอะไรหรือเปล่า ศิษย์น้องหญิงเล็ก?”
เยี่ยหลิงหลงเกาหัว ไม่รู้จะพูดเรื่องนี้ยังไงดี
“ไม่มีอะไรหรอก การจะออกจากเขาขวางวั่ง ก่อนอื่นต้องรักษาให้อาการของท่านเสถียรเสียก่อน เมื่อวานข้าเห็นอาการของท่านกำเริบอยู่แบบนั้น ถ้าออกไปโดยไม่พร้อมจะอันตรายเกินไป ตอนนี้ไม่ต้องกังวลไปหรอกว่าเขาจะมีจุดประสงค์อะไร ในเมื่อเขาช่วยรักษาท่าน ก็รับการรักษาไว้ก่อน ถีงอย่างไรผลประโยชน์ทั้งหมดก็เป็นของท่านนี่”
“ก่อนหน้านี้ ข้าคิดแค่อยากจะออกไปจากที่นี่ ไม่ว่าพวกเขาจะมีจุดประสงค์อะไรก็ช่าง ข้าขอรับผิดชอบชีวิตและความปลอดภัยของตัวเอง ข้าไม่อยากพึ่งพาความช่วยเหลือจากใคร”
น้ำเสียงของกู้หลินเยวียนเย็นชา เขามีความระแวดระวังต่อคนภายนอกอย่างมาก หากไม่ได้เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องจากสำนักชิงเสวียนด้วยกัน เขาคงไม่แม้แต่จะปริปากพูดด้วยซ้ำ
“ข้าคนเดียวจะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่ตอนนี้มีเจ้าด้วย ในฐานะศิษย์พี่ ข้าต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของเจ้า ข้าไม่สามารถดึงพลังทั้งหมดมาใช้เพื่อทะลวงกำแพงที่พวกเขาสร้างขึ้นได้อีกแล้ว แบบนั้นจะทำให้อาการของข้าทรุดลง หากเกิดอันตราย ข้าก็จะปกป้องเจ้าไม่ได้อีก”
เยี่ยหลิงหลงมองกู้หลินเยวียนด้วยความตกใจ
เป็นไปได้ไหมว่าที่อาการบาดเจ็บของเขาไม่ดีขึ้นและมีแต่จะแย่ลงหลังจากได้รับการรักษามาเป็นเวลานาน เพราะคิดจะฝืนทำลายค่ายกลของเขาขวางวั่งเพื่อออกไปจากที่นี่?
“ศิษย์พี่สาม! ท่านทำแบบนี้มันอันตรายเกินไป!”
“ข้าไม่มีทางเลือกอื่น”
เยี่ยหลิงหลงนิ่งอึ้งไป แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ เพราะเมิ่งชูถงไม่ได้ดูเหมือนคนที่ยอมทำทุกอย่างแม้แต่ปล่อยให้กู้หลินเยวียนตายเพื่อกักเขาไว้ที่นี่
“พวกเขาไม่ยอมให้ท่านออกไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเลยหรือ?”
“พวกเขาสร้างขอบเขตปิดกั้นไว้”
“ท่านไม่เคยถามพวกเขาเลยหรือ ว่าต้องการอะไรกันแน่?”
“ไม่เคยถาม”
“แล้วพวกเขาก็ไม่เคยบอกท่านเลยว่ามีจุดประสงค์อะไรหรือ?”
“ไม่เคย”
ความเข้าใจผิดนี้มันใหญ่เกินไปหรือเปล่า?
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าทำหน้าตกใจอะไรเช่นนั้น?”
“ข้าก็แค่คิดว่า บางทีเราอาจจะลองเจรจาต่อรองกับพวกเขาดูได้ จะได้ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตฝ่าออกไป”
“ข้าไม่เคยเจรจากับใครมาก่อน”
……
กู้หลินเยวียนคิดอยู่สักพักก่อนจะเสริมว่า “ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาคือคนจากเขาขวางวั่ง”
“แล้วเขาขวางวั่งนี่มีอะไร?”
“สำนักชิงเสวียนถึงแม้ในอดีตจะไม่โด่งดัง แต่ก็เป็นสำนักใหญ่ที่ถือคุณธรรม จะไปข้องเกี่ยวกับคนของเขาขวางวั่งได้อย่างไร? หากทำให้สำนักชิงเสวียนต้องเสียชื่อ ข้ายอมรับโทษถึงตายก็ไม่อาจลบล้างได้”
“เขาขวางวั่งก็เป็นสำนักที่มีคุณธรรมอยู่บ้างนะ”
“ใครบอกเจ้า?”
เยี่ยหลิงหลงถึงกับอึ้งไปอีกครั้ง
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก คนจากเขาขวางวั่งเจ้าเล่ห์เหลี่ยมจัด อารมณ์แปรปรวน ทำอะไรตามใจอย่างบ้าบิ่น เจ้าอย่าได้หลงกลพวกเขาเชียว”
จะว่าไปก็ใช่ เยี่ยหลิงหลงคงโดนหลอกให้ขึ้นเรือลำนี้ไปแล้วจริงๆ
หลังจากได้ยินคำพูดของกู้หลินเยวียน เยี่ยหลิงหลงรู้สึกเหมือนเสียงดังอื้ออึงในหัว คิดหาคำตอบไม่ออกสักที ถึงจะรู้ว่าคนในโลกหล้านี้มีหลายแบบและมีการหักหลังกันไม่น้อย แต่ก็ไม่คิดว่าการมาเยือนโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนครั้งแรกจะต้องเจอเรื่องท้าทายขนาดนี้
“ศิษย์พี่สาม อย่างน้อยฟังข้าสักครั้งเถอะ ตอนนี้ท่านควรตั้งใจรักษาตัวก่อน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง รอให้ท่านหายดีแล้วเราค่อยหาทางออกจากเขาขวางวั่ง จากนั้นเราจะได้ไปตามหาศิษย์พี่คนอื่นๆด้วยกัน”
กู้หลินเยวียนไม่ลังเลเลย เขาพยักหน้าเบาๆตอบตกลง
“ข้าจะรีบรักษาตัวให้หายดี ตอนนี้ข้าต้องกลับก่อน หากพวกเขาจับได้ว่าออกมาพบเจ้า อาจจะมีปัญหาตามมาได้”
“ตกลง”
หลังจากเยี่ยหลิงหลงตอบรับ กู้หลินเยวียนก็จากไป แต่ก่อนออกไปยังหันมาเตือนซ้ำอีกหลายรอบด้วยความเป็นห่วง กลัวว่านางจะเกิดอันตราย
เมื่อเขาจากไปแล้ว ห้องก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เยี่ยหลิงหลงมองออกไปยังแสงจันทร์นอกหน้าต่างด้วยสายตาเหม่อลอย แล้วถอนหายใจยาว
‘ช่างเถอะ’ นางคิดในใจ 'ข้าจะตั้งใจฝึกฝนให้มากขึ้น ให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นก็ยิ่งดี ไม่มีอะไรเสียหาย'
เวลาผ่านไปทีละนิดจนแสงอรุณเริ่มสาดส่องบนพื้นดิน จู่ๆก็มีเสียงดังโวยวายพร้อมกับเสียงฝีเท้าเร่งรีบจากด้านนอกดังขึ้น ดึงเยี่ยหลิงหลงออกจากสภาวะการฝึกฝนกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
“น้องสาม! น้องสาม! ข้าเกือบไม่รอดกลับมาเลยนะ มันยากเหลือเกิน! เจ้าคงไม่เชื่อแน่ๆ แต่เมื่อคืนน่ะพี่ชายข้าตั้งใจจะฆ่าข้าจริงๆ!”
อย่าพูดอีกเลย คำพูดของเมิ่งชูถง ตอนนี้นางไม่คิดเชื่อแม้แต่คำเดียว
เสียงเคาะประตูดังขึ้นรัวๆ จนนางจำต้องลืมตาออกจากสมาธิ ลุกไปเปิดประตูให้
ทันทีที่เปิดประตู เมิ่งชูถงก็โผเข้ากอดนางแน่น
“ฮือออ ข้าเกือบไม่ได้เจอน้องสามที่รักของข้าอีกแล้ว!”
“เอาล่ะ เอาล่ะ เมื่อคืนเจ้าคงลำบากมาไม่น้อย งั้นเข้ามา ข้าจะหาอะไรอร่อยๆให้กินดีไหม?”
เมิ่งชูถงหยุดร้องทันที ปล่อยมือจากการกอด แล้วพุ่งเข้าไปในห้อง
“มีอะไรให้กินบ้าง?”
เยี่ยหลิงหลงยิ้มบาง แล้วนั่งลงข้างๆ พร้อมกับเริ่มค้นหาในแหวน
จริงๆแล้ว เยี่ยหลิงหลงแค่พูดไปงั้นเอง เพราะในแหวนของนางแทบไม่มีของอร่อยเหลืออยู่เลย ขนมที่ศิษย์พี่สี่เตรียมให้ก็หมดไปนานแล้ว เหลือเพียงผลไม้วิญญาณไม่กี่ลูกที่คุณภาพยังต่ำเมื่อเทียบกับที่นี่ เรียกได้ว่าดูไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่
ในแหวนของนาง ผลไม้ที่มีค่ามากที่สุดตอนนี้ก็แค่หัวไชเท้าอ้วนเท่านั้น
“เอ๊ะ?”
เยี่ยหลิงหลงอุทานขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นผลเพลิงสีชาดสองผลที่ยังเหลืออยู่ในแหวน นางหยิบผลหนึ่งส่งให้เมิ่งชูถง
ผลเพลิงสีชาดนี้ศิษย์พี่หกเคยเก็บมาให้จากดินแดนลับของสำนักชิงเสวียน ตอนนั้นนางยังเก็บไว้เป็นอย่างดีเพราะไม่อยากกินหมด นึกถึงผลไม้นี้ก็อดคิดถึงพี่สาวอย่างเยี่ยหรงเยว่ที่เคยหวงแหนสิ่งนี้เหมือนของล้ำค่าไม่ได้
แม้ว่าในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างผลไม้วิญญาณนี้จะหายากมาก แต่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนก็เป็นเพียงผลไม้ที่มีปราณวิญญาณดีกว่าผลไม้ทั่วไปเล็กน้อยเท่านั้น
“ข้ามีผลเพลิงสีชาดเหลืออยู่สองลูก พวกเราแบ่งกันเถอะ”
นางยื่นผลไม้วิญญาณให้เมิ่งชูถงที่มองมันด้วยสีหน้าแปลกๆ
“น้องสาวที่น่าสงสารของข้า…”
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง
“ดูท่าแล้ว เจ้าไม่เคยกินของดีๆเลยใช่ไหม? ชีวิตเจ้าคงลำบากมากสินะตอนที่อยู่ข้างล่าง”
……
“พอเถอะ ต่อจากนี้มาอยู่กับข้า ข้าจะพาเจ้าไปกินแต่ของดีๆ! เอาล่ะ ตอนนี้แหละ ไปเลย ข้าจะพาเจ้าไปกินของอร่อย!”
เมิ่งชูถงพูดจบก็ดึงเยี่ยหลิงหลงออกจากห้อง พาวิ่งไปจนถึงลานบ้านใกล้ๆ พอมาถึงก็หยุดยืนที่ประตูแล้วทำท่าทางระแวดระวัง มองซ้ายมองขวาอย่างมีพิรุธ
……
เข้าใจแล้ว นี่พวกนางกำลังย่องไปขโมยของกันนี่เอง
จบตอน
Comments
Post a Comment