บทที่ 521: ข้ารู้สึกเหมือนกำลังจะตายเลย
เมิ่งชูถงดูเหมือนจะมีพรสวรรค์พิเศษในเรื่องการแอบลอบทำสิ่งต่างๆ เริ่มตั้งแต่แอบดูผู้ชายอาบน้ำยันแอบขโมยอาหารอร่อยๆของคนอื่น และก่อนที่นางจะทำอะไรลับๆล่อๆ ก็มักจะพูดโอ้อวดอย่างไม่อายปากเสมอ
การที่เมิ่งชูถงยังอยู่รอดมาได้โดยไม่โดนใครทำร้าย คงเป็นเพราะพ่อและพี่ชายเอ็นดูนางมาก
ขณะที่เมิ่งชูถงทำตัวลับๆล่อๆ เยี่ยหลิงหลงก็ชะโงกหน้าเข้าไปมองในลานบ้าน ด้านในจัดตกแต่งอย่างเรียบง่ายและสะอาดสะอ้าน เห็นได้ชัดว่าเป็นห้องพักของผู้ชาย
ไม่จำเป็นต้องเดาให้ยุ่งยาก ที่นี่คงเป็นเขตของเมิ่งจ่านหลินไม่ผิดแน่
เมื่อเมิ่งชูถงแน่ใจแล้วว่าเมิ่งจ่านหลินไม่อยู่แถวนั้น นางก็ดึงเยี่ยหลิงหลงบุกเข้าไปในลานบ้านทันที พอเข้าไปแล้ว นางก็ดึงเยี่ยหลิงหลงกระโดดไปยังแปลงดอกไม้ทางด้านซ้าย
ทันทีที่พวกนางกระโดดเข้าไป สายตาก็เบิกกว้าง เพราะทิวทัศน์เบื้องหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นผืนดินกว้างใหญ่ ตรงหน้าคือป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ซึ่งแต่ละต้นผลิดอกออกผลแน่นหนา มีปราณวิญญาณหอมกรุ่น น่ากินจนแทบอดใจไม่ไหว
ข้างหน้าป่านั้นมีแปลงพืชหลากหลายสายพันธุ์ซึ่งล้วนเป็นพืชสมุนไพรในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน พืชแต่ละต้นดูมีคุณภาพสูงและเป็นสายพันธุ์ที่เยี่ยหลิงหลงแทบไม่เคยเห็นมาก่อน
ในขณะนั้น เมิ่งชูถงกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้แล้วเก็บผลไม้มาหลายลูก ก่อนจะโยนให้เยี่ยหลิงหลง หลังจากนั้นนางก็เปลี่ยนต้นแล้วเก็บต่อ
“กินอันนี้ดูสิ หวานมากเลย อันนี้จะหวานๆเปรี้ยวๆอร่อยดี ส่วนอันนี้จะขมหน่อย แต่พอกินแล้วรู้สึกสดชื่นมาก”
หลังจากเก็บผลไม้รอบหนึ่ง นางก็กลับมาพร้อมกับผลไม้จำนวนมากในอ้อมแขน แล้วก็หาที่นั่งที่สบายๆเพื่อพักผ่อน
“มานี่มา กินตรงนี้แหละ ตรงนี้นั่งสบายดี กินเสร็จแล้วอย่าลืมเอาแกนผลไม้ไปทิ้งนะ เดี๋ยวเกิดพี่ชายข้ารู้เข้า เขาได้วิ่งมาหาเรื่องข้าอีกแน่”
เยี่ยหลิงหลงนั่งข้างๆ เมิ่งชูถงพร้อมกับผลไม้ที่อุ้มมาเต็มอ้อมแขน
จะเป็นไปได้ยังไงที่พวกนางจะเอาแกนผลไม้ไปแล้วเมิ่งจ่านหลินไม่รู้?
พื้นที่ที่พวกนางเข้ามาคือพื้นที่ที่เขาสร้างขึ้นมา ผลไม้ที่พวกนางกินก็มาจากสวนของเขา ในฐานะเจ้าของ เขาย่อมต้องรู้สึกอะไรสักอย่างอยู่แล้ว
เมิ่งชูถงคิดว่าเขาไม่รู้ แต่ความจริงเขาก็แค่ไม่อยากจะโต้แย้งเท่านั้นเอง มันถึงทำให้นางรู้สึกว่านางสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
เมื่อเจ้าของไม่มีข้อโต้แย้งอะไร เยี่ยหลิงหลงจึงยิ้มแล้วหยิบผลไม้ลูกหนึ่งขึ้นมาใส่ปากและกัดเข้าไปหนึ่งคำ
อืม... อร่อยจริงๆ
ของจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนมันเหนือกว่าผลไม้จากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างมากจริงๆ
ผลไม้นี้ไม่เพียงแต่รสชาติดีมาก แต่ยังมีปราณวิญญาณที่เข้มข้นจนเยี่ยหลิงหลงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกแช่อยู่ในปราณวิญญาณ ทั้งร่างกายรู้สึกเย็นสบายและมีความสุขจนเหมือนกำลังลอยอยู่บนสวรรค์เลย
“อร่อยไหม?”
“อร่อย”
“ถ้าอร่อยครั้งหน้าเรามาอีกนะ”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้ารับ ขณะกินไปก็สำรวจพื้นที่รอบตัวไปด้วย
นี่คือพื้นที่ที่เปิดขึ้นจากผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาหรือ? ใช้ยันต์ช่วยหรือเปิดด้วยมือเปล่า?
พื้นที่นี้ยอดเยี่ยมมาก อาณาเขตกว้างขวาง มีปราณวิญญาณหนาแน่น สภาพแวดล้อมมั่นคง เหมาะสำหรับการปลูกสมุนไพรเซียนจริงๆ
ก่อนหน้านี้ในหอคอยเก้าชั้นฟ้า นางเคยเปิดพื้นที่มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งต้องพยายามหลายครั้งกว่าจะสำเร็จ แต่ถึงแม้จะสำเร็จพื้นที่ของนางก็มีขนาดแค่ขวดเล็กๆเท่านั้น เมื่อเทียบกับที่นี่… พื้นที่ของนางเทียบไม่ติดเลย
นางคิดว่าหากมีเวลาจะต้องศึกษาให้มากกว่านี้ ถ้านางสามารถเปิดพื้นที่ที่ดีแบบนี้ได้บ้างก็จะเป็นประโยชน์มหาศาล
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนเสียก่อน
“พี่ชูถง เจ้าเคยพูดคุยกับว่าที่สามีของเจ้าบ้างไหม?”
คำถามนี้ของเยี่ยหลิงหลงทำให้เมิ่งชูถงมีสีหน้าตกใจขึ้นมาทันที
“เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าไม่ได้คุยกับเขา?”
……
“ถ้าเจ้ายังไม่เคยพูดคุยกับเขา เขาจะเป็นว่าที่สามีของเจ้าได้ยังไง?”
“ข้าตอบตกลงเองแล้ว”
“แต่น่าจะต้องคุยกันหน่อยสิ”
"แต่เขาไม่ยอมพูดกับข้าเลยนี่ พอเห็นข้าปุ๊บ เขาก็ง้างหมัดจะชกข้าปั๊บ ข้าทำอะไรไม่ได้เลยต้องสู้กับเขา แต่ขนาดเขาบาดเจ็บข้าก็ยังสู้เขาไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงถ้าหากเขาแข็งแรงดีเลย แถมยังไม่สามารถใช้กำลังมากเกินไปได้ ข้าก็รู้สึกลำบากใจมากเลยนะ"
มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก แต่ก็จริงที่แปลกประหลาดมากที่ทำให้คนอื่นอยู่ด้วยกันนานขนาดนี้แต่ยังไม่มีการพูดคุยกันเลย!
“แต่เขาอยู่ที่นี่มานานแล้ว พวกเจ้าควรจะมีโอกาสพูดคุยกันบ้างไม่ใช่หรือ?”
“ทำไมต้องคุยกัน? รอให้เขาหายดี แล้วจะมาแสดงความขอบคุณข้าที่ช่วยชีวิตเขา พอเขาอยากตอบแทนข้า ข้าค่อยขอให้เขาแต่งงานกับข้า ตอนนี้การอธิบายหรือพูดคุยมันยากเกินไป”
เยี่ยหลิงหลงชะงักไปเล็กน้อย
ในตอนนั้นเองเมิ่งชูถงก็ยัดผลไม้อีกหลายลูกใส่ในอ้อมแขนของนาง
“ไม่ต้องห่วง กินไปเถอะ ถ้ามีปัญหาข้าจะช่วยเจ้าเอง”
เยี่ยหลิงหลงกินผลไม้ในมือเสร็จแล้วก็หยิบผลไม้อีกลูกมาใส่ปาก ขณะเดียวกันก็คิดหาวิธีว่า คำพูดนี้จะต้องไปต่อยังไงดี
“แต่ถ้าไม่บอกเขาให้ชัดเจนและให้เขารู้ว่าสิ่งที่เจ้าทำก็เพื่อประโยชน์ของเขาเอง ถ้าเขาเข้าใจผิดจะทำยังไงล่ะ?”
“ก็ให้เขาเข้าใจผิดไปเถอะ สักวันเขาก็ต้องรู้ว่าข้าทำเพื่อเขา”
“แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจล่ะ ถ้าเขาคิดว่าเจ้าคิดร้ายต่อเขาล่ะ?”
“ข้าก็คิดร้ายต่อเขาจริงๆนี่นา ข้าอยากได้ร่างกายเขาจะแย่ไม่ใช่หรือ?”
……
นางพูดได้มีเหตุผลดีมาก ทำให้เยี่ยหลิงหลงตกใจจนต้องกินผลไม้อีกสองลูกเพื่อให้ใจสงบ.ลง
“แต่ถ้าเขาคิดว่าพวกเจ้าเขาขวางวั่งจะทำร้ายเขา ใช้วิธีที่ทำร้ายตัวเองและคนอื่นเพื่อจะหลุดจากการควบคุมแล้วหนีไปล่ะ?”
เมิ่งชูถงหยุดชะงักไป
“ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ? เรากำลังช่วยเขารักษาแผลอยู่นี่ เขาคงรู้แล้วนะว่าเราทำเพื่อเขา”
“แต่เขาไม่รู้พวกเจ้าต้องการอะไรจากเขานี่?”
“จะทำอะไรได้อีกล่ะ? เขามีแค่รูปร่างหน้าตาเป็นจุดขายเท่านั้น คิดว่าข้าจะสนใจแค่ทรัพย์สินของเขาหรือ? เขาไม่มีสำนักด้วยซ้ำ เป็นแค่ผู้ฝึกตนอิสระ ไม่มีภูมิหลังพิเศษอะไรที่จะมาเป็นเครื่องมือให้ข้าใช้ด้วย ถ้าจะบอกว่ารักษาหายแล้วส่งไปเลี้ยงงูก็ไม่ได้เหมือนกัน เขาไม่ได้แข็งแกร่งพอจะไปเป็นอาหารให้ใครหรอกนะ”
……
มันก็สมเหตุสมผลจริงๆนั่นแหละ นอกจากรูปร่างหน้าตาแล้ว ศิษย์พี่สามของนางน่ะ ไม่มีอะไรให้เมิ่งชูถงใช้ประโยชน์ได้เลย
เยี่ยหลิงหลงเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะกินผลไม้ในมือไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็คิดทบทวนบทสนทนาของพวกนาง
“เอ๊ะ! พอเจ้าพูดอย่างนี้ ข้าก็เพิ่งคิดขึ้นมาเลยว่าเขาจะเข้าใจความตั้งใจของข้าผิดจริงๆหรือ? บาดแผลของเขาน่ะ ยิ่งรักษายิ่งแย่ลง แบบนี้มันก็ไม่ดีเลย!”
เจ้าเพิ่งรู้เรอะ
“แล้วถ้าเขายอมตายดีกว่าอยู่ที่เขาขวางวั่งเพื่อรักษาตัวล่ะ เจ้าจะทำยังไง?”
“ถ้าเขาตายดีกว่าอยู่ ข้าก็จะยอมปล่อยเขาไป” เมิ่งชูถงถอนหายใจ “ผลไม้ที่บังคับให้หวานมันไม่อร่อยหรอก ข้ายังรู้สึกสงสารเขาอยู่ อาจจะเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ก็ได้นะ”
……
ถ้าไม่พูดประโยคสุดท้ายนั่น เยี่ยหลิงหลงคงรู้สึกซาบซึ้งไปแล้ว
ถ้าเป็นแบบนี้ก็จัดการง่ายขึ้นหน่อย
พอกลับไปนางจะไปหาศิษย์พี่สาม แล้วพูดคุยกันให้เข้าใจ ให้คลี่คลายความเข้าใจผิด เท่านี้ก็เรียบร้อย
ในขณะที่เยี่ยหลิงหลงคิดอยู่นั้น นางรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนในร่างกายและเลือดลมพลุ่งพล่าน พลังวิญญาณในร่างนางกำลังแปรปรวนอย่างบ้าคลั่ง
ในพริบตานั้น นางรู้สึกถึงบางสิ่งที่ขึ้นมาจุกในลำคอ พร้อมกับกระอักเลือดออกมาคำโต ทำให้เมิ่งชูถงที่อยู่ข้างๆ กรีดร้องด้วยความตกใจ
“น้องสาม! เจ้าเป็นอะไร?!”
“ข้า…”
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่า ตนไม่อาจควบคุมปราณในร่างกายได้อย่างสิ้นเชิง ความเจ็บปวดรุนแรงจนทำให้ร่างกายของนางจวนเจียนจะระเบิดออกมา
“ข้ารู้สึกเหมือนกำลังจะตายเลย”
บทที่ 522: ถ้านางเป็นอะไรไป เจ้านั่นแหละที่จะเสียใจไปตลอดชีวิต
“ไม่น่าจะเป็นไปได้! ผลไม้นี้ไม่มีพิษนะ ข้าเข้าไปกินมันแทบทุกวัน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักครั้ง!”
เมิ่งชูถงไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงกระอักเลือดจนหน้าซีดเหมือนจะตายจริงๆ นางก็รีบเข้าไปอุ้มเยี่ยหลิงหลงขึ้นทันที
“อย่าตกใจนะ ข้าพาเจ้าไปหาพี่ชายข้า เขาต้องมีวิธีแน่ๆ”
เมิ่งชูถงอุ้มเยี่ยหลิงหลงเดินไปได้แค่สองก้าว ยังไม่ทันจะออกจากพื้นที่นี้ ก็เห็นเมิ่งจ่านหลินเดินมาตามทางอย่างรีบร้อน
“พี่! ผลไม้ที่พี่ปลูกมีพิษ! น้องสามจะถูกพิษตายแล้ว!”
เมิ่งจ่านหลินเดินเร็วขึ้นแล้วมาหยุดตรงหน้าพร้อมยกกำปั้นขึ้นทุบหัวเมิ่งชูถงเต็มแรง
“เจ้าต่างหากที่มีพิษ! นางอยู่แค่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น เพิ่งขึ้นมายังโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน ยังปรับตัวกับผลไม้ที่นี่ไม่ได้เลย! เจ้าให้นางกินเยอะขนาดนั้น แล้วยังหลายพันธุ์อีก! จะให้นางตายรึไง?”
“โอ๊ย! ข้าลืมไปได้ยังไงนะ! ผลไม้ที่พี่ปลูกคุณภาพสูงมาก ปราณวิญญาณเข้มข้นมาก คนทั่วไปกินแค่หนึ่งหรือสองลูกก็แทบจะถึงขีดจำกัดแล้ว ข้ากินบ่อยเลยชิน ไม่มีปัญหาอะไร”
พูดจบเมิ่งชูถงก็โดนเมิ่งจ่านหลินตบหัวอีกที ก่อนที่จะรับเยี่ยหลิงหลงแล้วรีบพาไป
“เจ้าไม่ใช่แค่ให้นางกินเยอะเกินไป แต่ยังเลือกแต่ผลไม้คุณภาพดีที่สุด ปราณวิญญาณเข้มข้นที่สุด ผลใหญ่ที่สุดอีก! เจ้าหวังให้เส้นลมปราณของนางพังหมดใช่ไหม? ถ้านางเป็นอะไรไป เจ้านั่นแหละที่จะเสียใจไปตลอดชีวิต”
เมื่อออกจากพื้นที่นี้แล้ว เมิ่งจ่านหลินก็พาเยี่ยหลิงหลงไปที่ห้องฝึกฝนของตน เมิ่งชูถงอยากตามเข้าไป แต่เมิ่งจ่านหลินก็ปิดประตูห้องฝึกฝนทิ้งนางไว้ข้างนอกทันที
“อย่ามากวน”
เมิ่งชูถงยืนพิงประตูห้องฝึกฝน มือแนบกับแผ่นไม้เย็นๆ ความรู้สึกหดหู่และความกลัวเริ่มแผ่กระจายไปทั่วใจ นางรู้สึกเหมือนทำอะไรผิดไปหลายอย่าง ทั้งเรื่องของกู้หลินเยวียน ทั้งเรื่องของเยี่ยหลิงหลง ดูเหมือนว่านางจะทำอะไรไม่ถูกสักอย่าง
นางไม่รู้วิธีที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นเลย ข้องเกี่ยวกับใครก็เหมือนทำร้ายเขาไปหมด ใครเข้าใกล้นางก็เหมือนจะโชคร้าย
ในห้องฝึกฝน เยี่ยหลิงหลงยังคงรู้สึกร้อนเหมือนร่างกายถูกแผดเผา พลังในตัวนางกำลังพลุ่งพล่านขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ผิวหนังของนางร้อนจัดและแดงก่ำ
เมิ่งจ่านหลินวางนางลงบนเตียงน้ำแข็งแล้วให้นางนั่งขัดสมาธิ ส่วนเขานั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหลังและใช้ฝ่ามือส่งพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างของนางอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยควบคุมพลังที่ปะทุในร่าง
พลังที่แสนจะเข้มข้นและอ่อนโยนไหลเข้าสู่ร่างของเยี่ยหลิงหลง นางรู้สึกเหมือนกับร่างกายของตัวเองคือป่าที่ถูกไฟเผาไหม้อย่างรุนแรง แต่พลังนี้เหมือนน้ำฝนจากสวรรค์ที่โปรยปรายลงมา ช่วยดับไฟที่กำลังลุกลามอยู่ในร่าง ให้ความรู้สึกเย็นสบายและผ่อนคลาย
“ศิษย์น้องเยี่ย ข้าจะช่วยนำทางให้เจ้าดูดซับพลังส่วนที่เหลือในร่างกายของเจ้า เราทำร่วมกันนะ พยายามดูดซับมันให้ได้มากที่สุด”
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกแย่จนไม่สามารถพูดออกมาได้ ทำได้แค่พยักหน้า
“พลังในตัวเจ้าเยอะเกินไป เจ้าคงดูดซับไม่หมดหรอก เมื่อถึงขีดจำกัดแล้วบอกข้า ข้าจะจัดการพลังส่วนที่เหลือเอาไว้ให้เอง”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าเพื่อสื่อว่านางฟังเข้าใจ
“อย่าฝืนดูดซับมากเกินไปนะ และไม่ต้องรีบ เราค่อยๆทำไป ใช้วิธีที่อ่อนโยนที่สุด ข้าจะคอยช่วยเจ้าอยู่ตรงนี้ ต่อให้ต้องใช้เวลาถึงสามวันก็ไม่เป็นไร”
เยี่ยหลิงหลงยังคงพยักหน้า แต่ครั้งนี้นางรู้สึกประหลาดใจ
ถ้านางดูดซับช้าขนาดนั้นจริงๆ นั่นก็หมายความว่าในกระบวนการนี้เมิ่งจ่านหลินจะต้องใช้พลังวิญญาณอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยควบคุมสถานการณ์ เขามีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรือ? จะสามารถคงพลังได้ต่อเนื่องถึงสามวันได้หรือ?
ตอนที่ยังอยู่ขอบเขตจินตาน นางคิดว่าขอบเขตแปรเทวะนั้นแข็งแกร่งแล้ว ถ้าพอนางอยู่ขอบเขตแปรเทวะ นางถึงได้เข้าใจว่ายังมีขอบเขตหลอมสุญตาที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า
มันแข็งแกร่งถึงขนาดที่เศษเสี้ยวพลังของศิษย์พี่หญิงใหญ่สามารถช่วยพวกเขาทำหลายสิ่งหลายอย่างในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่าง และแข็งแกร่งถึงขนาดที่เมิ่งจ่านหลินสามารถส่งพลังออกมาได้ต่อเนื่องถึงสามวัน
ไม่แปลกใจที่ทุกคนอยากจะมีแข็งแกร่งขึ้น เพราะความแข็งแกร่งช่างเย้ายวนใจจริงๆ
ความคิดผ่านไปอย่างรวดเร็ว เยี่ยหลิงหลงก็ตั้งสมาธิแล้วเริ่มต้นดูดซับพลังวิญญาณในร่างของตนโดยได้รับความช่วยเหลือจากเมิ่งจ่านหลิน
ถึงแม้เมิ่งจ่านหลินบอกให้นางทำช้าๆ แต่ความเร็วในการดูดซับของนางกลับไม่ช้าเลย แถมยังเร็วกว่าที่เขาคาดไว้เสียด้วย ปริมาณพลังวิญญาณที่นางดูดซับก็เยอะจนเมิ่งจ่านหลินอดถามไม่ได้
“เจ้ามีสามรากวิญญาณจริงๆหรือ?”
“อืม ข้ามีรากวิญญาณไม้ วารี และอัคคี”
“น่าทึ่งจริงๆ”
“ทำไมหรือ?”
“โดยปกติแล้วคนที่ถึงโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนส่วนใหญ่จะมีแค่รากวิญญาณเดี่ยว ส่วนน้อยจะมีรากวิญญาณคู่ ข้ายังไม่เคยเจอใครที่มีสามรากวิญญาณแล้วสามารถทะลวงขอบเขตแปรเทวะจากภพล่างขึ้นมาได้เลย”
“แล้วมันหมายความว่าข้ามีพรสวรรค์ไม่ดีใช่ไหม?”
“สามรากวิญญาณไม่ได้หมายความว่ามีพรสวรรค์ไม่ดี แต่มันหมายความว่าจะต้องใช้เวลาฝึกฝนนานกว่าคนที่มีรากวิญญาณเดี่ยว กระบวนการมันจะยากลำบากกว่าถึงสามเท่าเลยทีเดียว ดังนั้นหลายคนจึงไม่สามารถขึ้นมาได้ จนถึงตอนนี้ข้ายังไม่เคยเห็นใครที่มีสามรากวิญญาณจากภพล่างขึ้นมา แต่ก็อาจจะเป็นเพราะข้าไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มี”
“มันหายากมากจริงๆนั่นแหละ คนที่ขึ้นมาด้วยกันสิบกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีรากวิญญาณเดี่ยว มีแค่ข้าคนเดียวที่มีสามรากวิญญาณ”
“และการที่เจ้าสามารถฝึกฝนจนถึงขอบเขตแปรเทวะได้ แสดงว่าเจ้าแข็งแกร่งมาก”
“ขอบคุณที่ชม”
“ข้าไม่ได้ชม แม้ว่าในอนาคตเจ้าอาจจะก้าวหน้าช้ากว่าคนอื่น แต่ทุกก้าวของเจ้าจะลึกกว่ากว้างกว่ามั่นคงกว่าคนอื่นแน่นอน สถานการณ์ของเจ้าดีกว่าที่ข้าคิดไว้มาก เมื่อเจ้ามีสามรากวิญญาณ พลังที่เจ้าดูดซับได้จะมากกว่าคนที่มีรากวิญญาณเดี่ยว ซึ่งมันเป็นประโยชน์กับเจ้ามาก มาเถอะ เรามาต่อกัน”
“ตกลง”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าและหลับตาลงเข้าสู่สภาวะฝึกฝนทันที
ถึงแม้ความเร็วของนางจะไม่ช้า แต่การดูแลสามรากวิญญาณพร้อมกันก็ทำให้นางใช้เวลาค่อนข้างนานอยู่ดี
เมื่อนางทำทุกอย่างเสร็จ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว แต่ในช่วงเวลานั้น พลังวิญญาณที่เมิ่งจ่านหลินส่งให้นางก็ไม่เคยขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย มันนิ่งสงบเหมือนกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
ในตอนนี้ นางไม่สามารถดูดซับพลังเพิ่มได้อีกแล้ว เพราะถ้าทำต่อไปจะทำให้เส้นลมปราณของนางเสียหาย
ครั้งที่แล้วตอนที่นางพยายามฝืนทะลวงขอบเขตแปรเทวะที่หอคอยเก้าชั้นฟ้า ก็เคยได้รับบาดเจ็บมาแล้วครั้งหนึ่ง จนถึงตอนนี้มันก็ยังไม่หายดี ทำให้นางไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้มากนัก
นางถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ เมิ่งชูถงไม่ได้ถือว่านางเป็นคนนอกเลย ให้ของดีๆกับนางมากมาย จนทำให้ทั้งสามรากวิญญาณของนางดูดซับจนอิ่มแปล้ และยังเหลือพลังอีกมากมายที่ร่างกายของนางดูดซับไม่หมดอีก
ในขณะเดียวกัน นางยังรู้สึกทึ่งในตัวเองด้วย ความสามารถของนางนั้นอ่อนแอจริงๆ เมิ่งจ่านหลินและเมิ่งชูถงกินไปก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอถึงคราวนางกินเข้าไปร่างกายกลับเกือบระเบิดเลยทีเดียว
แต่หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ นางรู้สึกได้ถึงความก้าวหน้าของตนอย่างชัดเจน ดูเหมือนว่านางจะเพิ่งบรรลุขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น แต่ตอนนี้ใกล้จะถึงจุดสมบูรณ์แบบของขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นแล้ว
การพัฒนาแบบรวดเร็วขนาดนี้มันก็รู้สึกดีไม่น้อยเลย!
“ถึงขีดจำกัดแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี ตอนนี้เจ้าหยุดดูดซับได้แล้ว ส่วนพลังที่เหลือข้าจะทำการผนึกไว้ให้ ตอนนี้มันจะรู้สึกไม่สบายหน่อยนะ ทนหน่อย”
“ได้”
เมิ่งจ่านหลินโคจรพลังวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้น ส่งเข้าไปในร่างกายของเยี่ยหลิงหลง ครั้งนี้พลังของเขาทำให้รู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่ง เขากดพลังที่เหลืออยู่อย่างรุนแรง จนสามารถผนึกมันไว้ได้
กระบวนการนี้ช่างเจ็บปวดจริงๆ แต่หลังจากผนึกเสร็จ นางสามารถสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังภายในร่างกาย
นางพยายามสัมผัสมันสักหน่อย แต่กลับเจอกับผนึกที่แข็งแกร่งไม่สามารถทำลายได้
“พลังถูกผนึกไว้ชั่วคราวแล้ว แต่ยังไม่จบหรอกนะ”
บทที่ 523: ขอบคุณนะ ประโยคเดียวก็ทำร้ายคนสองคนเลย
เยี่ยหลิงหลงลืมตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมยังไม่จบล่ะ”
“เจ้าเคยได้รับบาดเจ็บมาก่อนใช่ไหม? เส้นลมปราณของเจ้ามันอ่อนแอมาก ตอนแรกพลังในร่างเจ้ามันแรงเกินไป เลยทำให้เส้นลมปราณถูกเผาไหม้ไป”
“ตอนนั้นข้ามีเหตุผลบางอย่าง เลยกระโดดจากขอบเขตจินตานขึ้นไปขอบเขตแปรเทวะทันที ร่างกายต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงหนักๆในเวลาสั้นๆ เกินขีดที่ร่างกายทนได้ เลยเกิดผลข้างเคียง”
เยี่ยหลิงหลงไม่ได้คิดอะไรมาก
“เมื่อกี้พลังมันเยอะเกินไปจนเส้นลมปราณรับไม่ไหว ก็เลยบาดเจ็บเพิ่มขึ้นหน่อย แต่ไม่น่าจะเป็นอะไรหรอก ค่อยๆฟื้นฟูไปเรื่อยๆ”
“เจ้ารู้ไหมว่ามันจะใช้เวลานานแค่ไหน? เจ้าจะใจเย็นเกินไปแล้ว”
เยี่ยหลิงหลงนิ่งงัน นางเองก็ไม่รู้หรอก
“เส้นลมปราณเสียหายนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ถ้ายังฝืนฝึกต่อไป เสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายอาจจะทำให้มันเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูได้เลย ถ้าจะรักษาให้หายดี อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปีหรือร้อยปีเลยก็ได้”
“หา?”
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเจ้ากับชูถงถึงคล้ายกันนัก บางอย่างในตัวเจ้ากับนางเหมือนกันมากจริงๆ”
ขอบคุณนะ ประโยคเดียวก็ทำร้ายคนสองคนเลย
“เจ้าต้องไปหายาที่ช่วยซ่อมแซมเส้นลมปราณ ไม่อย่างนั้นสักวันเจ้าจะต้องเจอผลลัพธ์เดียวกับกู้หลินเยวียน”
มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ?
เยี่ยหลิงหลงถึงได้รู้ตัวเป็นครั้งแรกว่าจริงๆ แล้วนางก็มีบาดแผลอยู่ในตัวเหมือนกัน และตอนนี้แผลก็ยิ่งหนักขึ้นไปอีก
แม้ว่าตอนนี้นางจะไม่รู้สึกอะไร และยังคงกระโดดโลดเต้นได้ตามปกติก็ตาม
เสียงถอนหายใจของเมิ่งจ่านหลินดังขึ้น
“เอาเถอะ ช่วงนี้ข้าเองก็ไม่ยุ่งอะไรนัก ข้าจะพาเจ้าไปหาโอสถก็แล้วกัน ถือเป็นการชดใช้ความผิดให้ชูถงด้วย ส่วนเรื่องชูถงนั้น อย่าถือสานางเลยนะ นางไม่ได้ตั้งใจ”
“ข้ารู้ ข้ายังพอมองคนออกนะ นางไม่ได้ตั้งใจหรอก และเรื่องนี้มันก็ไม่ใช่ผิดของนางทั้งหมด ข้าเองก็ลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย”
เมิ่งจ่านหลินหัวเราะเบาๆ
“เจ้าเป็นหญิงสาวที่จิตใจดีและเปิดใจรับคนอื่น ปฏิบัติกับผู้อื่นด้วยความจริงใจ จึงทำให้ชูถงชอบเจ้ามากขนาดนี้ นานๆจะมีเพื่อนดีๆแบบนี้สักคน ข้าแทบไม่อยากเชื่อเลยว่านางจะมีเพื่อนดีๆอย่างเจ้าข้างกาย ข้าจึงหวังว่าทั้งสองคนจะเป็นเพื่อนกันไปนานๆ”
“นางไม่เคยมีเพื่อนมาก่อนหรือ?”
“ไม่เคย”
“ทำไมล่ะ? คนแบบนางไม่น่าจะขาดเพื่อนเลยนะ”
“ไม่รู้ว่าชูถงเคยบอกเจ้าหรือเปล่า เราสองคนเกิดในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน”
“เคยบอกแล้ว”
“คนที่อยู่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนส่วนใหญ่จะมาจากภพล่าง ซึ่งหมายความว่า พวกเขาจะมีพลังขอบเขตแปรเทวะอยู่แล้วตั้งแต่มาถึงที่นี่ แต่เราสองคนที่เกิดที่นี่ เริ่มต้นเราไม่มีพลังอะไรเลย ต้องค่อยๆฝึกฝนขึ้นมาเอง”
ใช่แล้ว ถ้ามองจากมุมของพวกเขา ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนที่เต็มไปด้วยอันตรายนี้ เด็กน้อยที่ไม่ได้อยู่ขอบเขตแปรเทวะสองคน แถมยังเป็นลูกแท้ๆของประมุขเขา มันก็เหมือนกับลูกพลับนิ่มที่จะบีบจะเค้นอย่างไรก็ได้
ไม่ต้องพูดถึงคนภายนอกเลย แม้แต่คนในเขาขวางวั่งบางคนก็ไม่ได้ใจดีไปหมดทุกคน
“เพื่อความปลอดภัยของพวกเรา พ่อของข้าจึงสั่งให้ศิษย์ทุกคนไปอยู่ใต้การดูแลของอาจารย์คนอื่นหมด และสอนแค่เราสองพี่น้องเท่านั้น แถมยังจัดลานฝึกนี้โดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้ศิษย์คนอื่นๆเข้ามาใกล้เรา”
“งั้นพวกเจ้าก็โตมาในสภาพแวดล้อมที่โดดเดี่ยวใช่ไหม?”
“ก็ประมาณนั้น จนกระทั่งการฝึกฝนของเราอยู่ขอบเขตแปรเทวะ พ่อถึงยอมให้เราได้พบปะกับคนภายนอก แต่การที่เราอยู่ในสภาพแวดล้อมปิด และการถูกพ่อแม่ตามใจมากเกินไป ทำให้ชูถงกลายเป็นคนที่ซื่อบริสุทธิ์แบบนั้น ถึงแม้ว่านางจะมีพลังพอไม่ให้ใครกลั่นแกล้งได้ แต่นางก็ยังเป็นลูกสาวของประมุขเขา คนบางคนย่อมอยากใช้ประโยชน์จากนางอยู่ดี”
“นางถูกกลั่นแกล้งหรือ?”
“อืม ครั้งแรกที่ชูถงได้ออกไปพบคนภายนอก บางคนที่เป็นศิษย์ของเขาขวางวั่งแกล้งเข้ามาตีสนิทนาง พวกเขามีทั้งความริษยาในฐานะลูกสาวประมุขเขา และไม่สามารถอดกลั้นที่จะใช้ตำแหน่งของนางเพื่อหาประโยชน์ให้ตัวเองได้”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า
เรื่องแบบนี้มันก็ปกติแหละ ในสำนักใหญ่ๆ พวกผู้อาวุโสก็ต้องมีการแก่งแย่งชิงดีกันอยู่แล้ว ถ้าเมิ่งชูถงเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องการเข้าสังคมแบบนี้ พอออกไปก็ต้องโดนใช้ประโยชน์แบบที่บอกแหละ เพราะตัวนางเองก็มีฐานะที่โดดเด่นไงล่ะ
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
“หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มหนักข้อขึ้น ชูถงรู้สึกไม่ชอบใจ อยากจะปฏิเสธพวกเขา แต่พวกที่เคยได้รับผลประโยชน์จากนางกลับไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ เลยลงมือกับนาง พวกเขาหลอกนางออกไปแล้วคิดจะส่งนางไปให้พวกโจรข้างนอก เพื่อแลกกับผลประโยชน์”
เยี่ยหลิงหลงตกใจ นั่นมันอันตรายมากเลย
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
“หลังจากนั้นข้าค้นพบว่าเรื่องมันผิดปกติ ไปถึงก็ทันเห็นว่านางยังไม่ถูกส่งไปให้พวกโจร แต่ก็สู้กันจนแทบตายกันไปข้างแล้ว พวกนั้นกับชูถงต่อสู้กันจนทั้งสองฝ่ายแทบจะไม่รอด”
“แล้วนางจัดการกับเรื่องนี้ยังไง?”
“นางก็เป็นฝ่ายส่งพวกนั้นไปให้พวกโจร”
“นางทำได้เด็ดขาดจริงๆ แยกแยะได้ชัดเจน”
“แต่หลังจากนั้น นางก็ไม่เคยติดต่อหรืออยู่ใกล้กับศิษย์ของเขาขวางวั่งอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมใดๆ นางก็ไม่ไปร่วมด้วย ถ้าเราชวนไป นางจะปฏิเสธเสมอว่า พวกนั้นหน้าตาน่าเกลียดเกินไป”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า จำได้ว่า เมิ่งชูถงเคยพูดแบบนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ได้รู้ถึงเบื้องหลังเรื่องทั้งหมดแล้ว
“ข้าบอกเจ้าเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อจะเพิ่มความกดดันให้เจ้า แต่เพื่อให้เจ้ารู้จักชูถงให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะในฐานะสหาย การเข้าใจในตัวอีกฝ่ายมากขึ้นจะช่วยหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดได้เยอะ”
เยี่ยหลิงหลงอดหัวเราะไม่ได้
“สหายหรือ? แต่ชูถงบอกว่าเราเป็นพี่น้องกัน นางบอกว่าเราเป็นพี่น้องแท้ๆเลยนะ แล้วเจ้าล่ะ ไม่มีแผนที่จะทำแบบนี้บ้างหรือ?”
สีหน้าเมิ่งจ่านหลินที่อบอุ่นพลันแข็งทื่อไปทันที
“ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น!”
“ข้าแค่ล้อเล่นน่ะ อย่าคิดมากไปเลย”
เมิ่งจ่านหลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วก็เปลี่ยนหัวข้อกลับมาเป็นเรื่องของเมิ่งชูถงอีกครั้ง
“ชูถงไม่เคยมีเพื่อน และก็ไม่ค่อยเข้าใจวิธีการอยู่ร่วมกับคนอื่น ถ้าเกิดมีอะไรที่ทำให้เจ้ารู้สึกไม่พอใจ หวังว่าเจ้าจะอย่าถือสานางนัก นางไม่ได้มีจิตใจไม่ดีหรอก”
“ข้าก็ไม่ใช่คนใจร้าย ดังนั้นเจ้าก็ไม่ต้องห่วงหรอก”
“ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น!”
เยี่ยหลิงหลงอดหัวเราะไม่ได้ มองเห็นเมิ่งจ่านหลินที่ปกติแล้วนิ่งสงบเหมือนภูเขา แต่ตอนนี้ดูร้อนรนจนเกือบจะทำลายภาพลักษณ์ตัวเอง มันน่าสนุกดีจัง
เมิ่งจ่านหลินอึดอัดอยู่สักพักจนรู้ตัวว่าตัวเองถูกล้อเลียน เขาก็เลยถอนหายใจเบาๆ แล้วหันไปเปลี่ยนหัวข้อเพื่อคลายความเขินอาย
“อืม... จริงสิ ถ้ามีอะไร เจ้าก็ถามข้าเลยนะ ถ้าถามชูถง เก้าสิบเก้าครั้งคำตอบมักจะผิดเพี้ยนสักร้อยครั้งได้”
เยี่ยหลิงหลงเลิกคิ้วขึ้น
“งั้นหมายความว่า ตอนที่เราคุยกันในสวนผลไม้ เจ้าได้ยินทั้งหมดเลยหรือ?”
“เจ้าคิดว่าไง? นั่นมันพื้นที่ของข้าเอง”
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ จริงสิ พื้นที่ของเขาคือพื้นที่ของเขา เขาเป็นเจ้าของ จะดูอะไร จะฟังอะไร หรือจะทำอะไรก็ได้
เฮ้... ตอนนี้นางกลับอยากมีพื้นที่ของตัวเองบ้างแล้วสิ
“แล้วที่เจ้าบอกว่าคำตอบของชูถงมักไม่จริง มันเกี่ยวกับกู้หลินเยวียนหรือเปล่า?”
“ใช่”
เมิ่งจ่านหลินถอนหายใจหนักขึ้นอีก
“ตอนที่ชูถงเจอกู้หลินเยวียน เขากำลังธาตุไฟเข้าแทรก พอเขาฟื้นขึ้นมาก็อยู่ที่เขาขวางวั่ง เขาไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง และด้วยชื่อเสียงของเขาขวางวั่งที่ไม่ดีนัก เขาน่าจะคิดว่าเราจะทำร้ายเขา”
“แล้วทำไมไม่อธิบายให้เขาฟังล่ะ?”
“เพราะเวลาที่เขามีสติอยู่มันน้อยมาก”
เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำไมถึงเป็นแบบนั้นกัน?
บทที่ 524: ข้าคิดถึงท่านเลยมาเยี่ยมไงล่ะ!
“ส่วนใหญ่เวลาของเขามักจะหมดไปกับการหมดสติ หรือไม่ก็อยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่ง เวลาที่เขามีสติจริงๆนั้นน้อยมาก พอฟื้นขึ้นมาก็ระแวงพวกเรา ข้าเคยบอกเขาแล้วว่า พวกเราแค่ช่วยเขาเพื่อรักษาบาดแผล แต่เขาก็ไม่เชื่อ เราไม่สามารถเข้าใกล้หรืออธิบายอะไรได้ เพราะการทำเช่นนั้นจะยิ่งกระตุ้นเขาและเป็นผลเสียต่อตัวเขาเอง”
ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง!
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมิ่งชูถงถึงยังไม่ได้คุยกับศิษย์พี่สามเลย หนึ่งคือเพราะบาดแผลของเขาหนักเกินไป สองคือเพราะเขาระแวงเขาขวางวั่งอย่างมาก และสามก็คืออุปนิสัยของเขาที่ชอบเก็บตัว ไม่ชอบพูดคุย ทำให้เขาหลีกเลี่ยงการสนทนาโดยเลือกทำตามใจตัวเอง
อีกอย่าง เหตุผลที่เมิ่งชูถงช่วยศิษย์พี่สามของนางนั้นก็ยากจะอธิบาย จะให้บอกว่าเพราะนางชอบเขางั้นหรือ?
ถ้าเป็นอย่างนั้น ด้วยนิสัยของศิษย์พี่สาม เขาคงยิ่งคิดว่านี่เป็นแผนการใหญ่อะไรสักอย่างแน่นอน
“แล้วทำไมต้องทำเรื่องที่เหนื่อยเปล่าแบบนี้ด้วย? เขาขวางวั่งไม่ใช่ที่ที่จะทำเรื่องการกุศลนี่นา”
เมิ่งจ่านหลินยิ้มอย่างปลงๆ
“ชูถงไม่มีเพื่อน และก็ไม่ค่อยชอบพูดคุยกับใคร มีโอกาสแค่ครั้งเดียวที่จะช่วยคนที่นางชอบได้ จะให้โยนเขาทิ้งไปเฉยๆได้หรือ?”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าเข้าใจ
ก็จริง ถ้าโยนศิษย์พี่สามทิ้งไป วันนี้นางก็คงจะไม่ได้เจอศิษย์พี่สาม
“จริงสิ เจ้าบอกว่าจะพาข้าไปหายาที่ช่วยรักษาเส้นลมปราณ ยานั่นใช้รักษากู้หลินเยวียนได้หรือไม่?”
“ได้ แต่ของเขาจะยากกว่าของเจ้ามาก”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า แค่รักษาได้ก็นับว่าเป็นเรื่องดีแล้ว
งั้นก็พาศิษย์พี่สามไปด้วยเลยจะดีกว่า ทิ้งเขาไว้ที่เขาขวางวั่งโดยที่ทั้งตัวนางและเมิ่งจ่านหลินไม่อยู่ นางก็อดกังวลไม่ได้
“ว่าแต่ ตอนนี้เจ้ายังมีอะไรที่ไม่เข้าใจอยู่ไหม ข้าจะได้อธิบายให้หมดในทีเดียว”
เยี่ยหลิงหลงคิดอย่างตั้งใจ ก็มีเรื่องที่สงสัยจริงๆนั่นแหละ
“เขาขวางวั่งนี้เป็นสำนักที่ดีจริงๆหรือ?”
ทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ เมิ่งจ่านหลินเองก็ดูตกใจเล็กน้อย แล้วเขาก็หยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง
จบกัน เมิ่งชูถงนี่ช่างไม่น่าไว้ใจจริงๆ นางทำท่ามั่นอกมั่นใจอยู่ตลอด แต่พอมาถามเมิ่งจ่านหลิน เขากลับลังเล!
“มันก็เป็นสำนักที่ดี แต่จะเป็นสำนักที่ถูกต้องหรือไม่นั้น แต่ละคนคงมีนิยามไม่เหมือนกัน” เมิ่งจ่านหลินยิ้ม “ถ้าเจ้าคิดว่ามันถูกต้อง มันก็คือสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าเจ้าคิดว่ามันไม่ใช่ ต่อให้ชื่อเสียงดีแค่ไหน มันก็ไม่ใช่”
“งั้นสรุปแล้ว มันเป็นสำนักที่ดีจริงๆหรือไม่?”
“ข้าว่ามันดีนะ เพราะเขาขวางวั่งในแดนเทียนหลิงเองก็มีส่วนร่วมในกิจกรรมสำคัญต่างๆของที่นี่ เช่น การทดสอบของเคหาสน์เทียนหลิง การประชุมสำนักต่างๆ การจัดอันดับต่างๆ เรียกได้ว่า ถ้าในแดนเทียนหลิงมีงานอะไร ก็ต้องเชิญเขาขวางวั่งไปร่วมเสมอ ซึ่งในจุดนี้เราก็ไม่ต่างจากสำนักอื่นๆ”
“แล้วมีจุดไหนที่แตกต่างกันบ้าง?”
“ก็อย่างเช่น ถ้าเจอใครขวางหูขวางตาตอนไปข้างนอก เจ้าก็สามารถอัดมันได้เลย ไม่ต้องมีเหตุผลอะไร”
ห๊ะ!
“แล้วทำไมสำนักอื่นถึงทำแบบนี้ไม่ได้?”
“เพราะถ้าทำก็จะโดนร้องเรียนไปที่เคหาสน์เทียนหลิง แล้วพวกเขาจะเรียกตัวเจ้าสำนักไปคุย”
“แล้วเขาขวางวั่งไม่โดนเรียกไปบ้างหรือ?”
“โดน แต่พ่อของข้าไปแต่ละครั้ง มักจะไปอยู่ประมาณครึ่งเดือนเลยถึงจะกลับ”
“ทำไมล่ะ?”
“ก็เพราะศิษย์ของเขาขวางวั่งทำตัวกร่างไปทั่ว โดนร้องเรียนบ่อยๆ พ่อข้าก็เลยไปทีเดียว จะได้ฟังคำด่าแบบเหมาๆทั้งเรื่องที่เคยร้องเรียนและเรื่องที่จะมีในอนาคต ประหยัดเวลา ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา พ่อข้าเองก็บอกว่า ‘ไปครั้งหนึ่งมีผลถึงครึ่งปี คุ้มดีจะตาย’”
……
จากคำบรรยายของเขา เยี่ยหลิงหลงก็พอนึกภาพออกแล้วว่าประมุขเขาขวางวั่งน่าจะเน้นไปอาศัยกินข้าว ส่วนเรื่องฟังคำด่าน่าจะเป็นผลพลอยได้ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปหมด จนกลายเป็นเหมือนไปพักร้อนเสียมากกว่า
“ข้าว่าเคหาสน์เทียนหลิงคงจะเลิกสนใจเขาขวางวั่งไปแล้วสินะ”
เมิ่งจ่านหลินพยักหน้ายิ้มๆ
“ตราบใดที่ไม่ถึงขั้นก่อเรื่องฆ่าคนหรือเผาบ้าน เคหาสน์เทียนหลิงก็มองข้ามพวกเราไปแล้ว”
“แล้วเรื่องจับคนไปเป็นอาหารงูล่ะ?”
“ทุกคนก็รู้กันดี แต่ก็เลือกที่จะมองข้ามไป ทางที่ดีคือระวังตัวอย่าไปมีเรื่องกับศิษย์เขาขวางวั่ง เรื่องนี้เคยเป็นปัญหาใหญ่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้ผ่านไป”
“ทำไมล่ะ?”
“ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน การทะเลาะหรือสู้กันเพราะความเห็นไม่ตรงกันถือเป็นเรื่องธรรมดามาก บางครั้งเผลอพลั้งมือฆ่ากันก็มีไม่น้อย ถ้าถูกจับได้แล้วเป็นเรื่องถึงเคหาสน์เทียนหลิง เจ้าสำนักจะโดนเรียกไปคุย จากนั้นก็เป็นหน้าที่เจ้าสำนักเองที่จะจัดการลงโทษลูกศิษย์ แต่ถ้าไม่มีใครรู้เรื่องก็ถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
เมิ่งจ่านหลินหยุดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ส่วนคนที่ถูกจับไปเป็นอาหารงูนั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ไปก่อเรื่องกับศิษย์เขาขวางวั่งแล้วสู้แพ้ โดนจับกลับมา พวกเราไม่ได้ฆ่าเขา แค่ทำให้บาดเจ็บแล้วพากลับมาปล่อยให้งู แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ถือว่าแปลกอะไร เพราะบางครั้งศิษย์เขาขวางวั่งเองก็มีที่สู้แพ้จนถูกฆ่าด้วยเช่นกัน ถ้าฝีมือไม่ดีพอก็ต้องยอมรับชะตากรรม”
“อีกอย่าง พอศิษย์เขาขวางวั่งคนไหนที่สู้แพ้แล้วถูกฆ่า พ่อข้าไม่เคยไปฟ้องร้องใครเลย ท่านมักบอกกับทั้งคนในและคนนอกสำนักเสมอว่า ‘ถ้าอยากทำอะไรก็ทำไป ใครจะเป็นจะตายไม่ใช่เรื่องที่ควบคุมได้ ถ้าไม่อยากตายก็ต้องรู้จักระวังตัวหน่อย ถ้าอยากตายก็ไปได้เลย แต่อย่ากลายเป็นผีแล้วมาคร่ำครวญแล้วกัน’”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าเข้าใจ
“ดังนั้น หากฝีมือยังไม่แข็งแกร่งพอ ออกไปข้างนอกก็ควรจะถ่อมตัวหน่อย อย่าไปก่อเรื่องกับใครโดยไม่จำเป็น โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนนั้นอันตรายกว่าภพล่างมาก คนเราร้อยพ่อพันแม่ หลากหลายเผ่าพันธุ์ อยู่รวมกันย่อมเกิดเรื่องวุ่นวายได้ง่าย อีกอย่างเคหาสน์เทียนหลิงก็ควบคุมไม่ทั่วถึงหรอก”
“ถ้าสำนักที่หนุนหลังเราแข็งแกร่งมากพอ เวลาแพ้เขาก็ยังพอไว้หน้าบ้าง ไม่ลำบากจนเกินไป นี่แหละที่ทำให้การรับศิษย์เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่เพิ่งขึ้นมาสู่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน”
คำอธิบายนี้ชัดเจนกว่าที่เมิ่งชูถงเคยเล่ามากนัก
“เจ้ามีอะไรที่ยังไม่เข้าใจอีกหรือไม่?”
“ไม่มีแล้ว ขอบคุณพี่เมิ่ง”
“ไม่ต้องเกรงใจ”
หลังจากเมิ่งจ่านหลินให้คำแนะนำเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย พวกเขาก็ลุกขึ้นออกจากห้องฝึกฝน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่ก็คงประมาณหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืน งานเลี้ยงต้อนรับที่เขาขวางวั่งจัดไว้ให้นางคงจะไม่ทันเสียแล้ว นางเองก็ไม่รู้ว่าข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง
พอประตูห้องฝึกฝนเปิดออกก็เห็นเงาร่างในชุดสีเหลืองอ่อนหงายหลังลงมาทันที
เมิ่งชูถงนั่งสัปหงกอยู่หน้าประตู พอประตูเปิดกว้างนางก็กลิ้งเข้ามาในห้องฝึกฝน สะดุ้งตื่นขึ้นมา รีบพลิกตัวลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
“พี่! น้องสามเป็นอย่างไรบ้าง? นางเป็นอะไรไหม? ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ฮือๆ ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่พานางไปแอบกินแอบดูแอบขโมยอีกแล้ว!”
ทันทีที่เมิ่งชูถงเห็นเมิ่งจ่านหลิน นางก็ร้องโอดครวญจนเขาอยากจะใช้กำปั้นทุบหัวนางสักที
ถ้านางเหลียวหลังมองอีกสักนิดก็จะรู้!
เยี่ยหลิงหลงเห็นเมิ่งชูถงกำลังโอดครวญอย่างจริงจัง เลยไม่อยากขัดจังหวะ จึงย่องผ่านนางไปเงียบๆ ก่อนจะวิ่งหนีไปไกล
……
เมิ่งจ่านหลินเห็นเยี่ยหลิงหลงวิ่งปรู๊ดออกไป ก็นึกปวดหัวขึ้นมาทันที
ไม่มีใครที่ทำให้วางใจได้เลยจริงๆ
“นาง…”
เมิ่งจ่านหลินกำลังจะพูดต่อ ก็ถูกเมิ่งชูถงขัดจังหวะ นางตะโกนเสียงดังลั่นแล้วพุ่งเข้าไปในห้องฝึกฝน
“น้องสาม… หายไปแล้ว? ไม่เหลือแม้แต่กายหยาบหรือวิญญาณเลยหรือ?! อ๊า!”
……
เยี่ยหลิงหลงวิ่งออกมาได้ก็ตรงไปยังสระน้ำที่ศิษย์พี่สามของนางอยู่ทันที
เมื่อไปถึง นางเห็นเขากำลังนั่งอยู่ในสระน้ำเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ สีหน้าและสภาพของเขาดูดีขึ้นกว่าครั้งก่อนมาก ลมหายใจก็มั่นคงขึ้น เห็นได้ชัดว่าศิษย์พี่สามฟังที่นางบอกและกำลังรักษาตัวอย่างตั้งใจ
กู้หลินเยวียนจดจ่ออยู่กับการรักษาตัว กว่าจะรู้ตัวว่ามีคนเข้าใกล้ เยี่ยหลิงหลงก็ยืนดูอยู่ที่ขอบสระได้สักพักแล้ว
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ามาทำไม?”
“ข้าคิดถึงท่านเลยมาเยี่ยมไงล่ะ”
“พวกเขาให้เจ้ามาที่นี่ได้อย่างอิสระงั้นหรือ?”
“อืม ไม่มีใครมาขวางข้าเลย”
กู้หลินเยวียนขมวดคิ้วทันที
“ทำไมพวกเขาถึงไม่ห้ามเจ้าล่ะ? หรือว่าเจ้าไปตกลงอะไรกับพวกเขาไว้?”
บทที่ 525: เห็นไหมว่าไม่มีข้าเจ้าอยู่ไม่รอดหรอก!
เยี่ยหลิงหลงลังเลอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะตัดสินใจบอกความจริงกับศิษย์พี่สาม
“ศิษย์พี่สาม ข้าตัดสินใจเข้าร่วมเขาขวางวั่งแล้ว”
ทันทีที่ได้ยิน กู้หลินเยวียนลุกพรวดขึ้นจากสระน้ำเย็น น้ำหยดจากเส้นผมลงมาเต็มใบหน้า แต่ความกังวลในดวงตาเขานั้นชัดเจนจนกลบทุกอย่าง
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาขวางวั่งคือสำนักที่มีชื่อเสียงในทางชั่วร้าย!”
“ศิษย์พี่สาม แต่พวกเขาก็ไม่ได้บังคับให้ข้าฆ่าคนเผาบ้านใคร ไม่ได้ชักนำให้ข้าฝึกวิชานอกรีต หรือทำลายล้างใครเลยนี่นา”
“เจ้ามาใหม่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนจึงไม่เข้าใจ พวกเขามีชื่อเสียมาก ต่อหน้าอาจดูดีกับเจ้า แต่ใจจริงของพวกเขาใครจะรู้ได้”
“ศิษย์พี่สาม ข้าเชื่อในสายตาของข้า”
“เฮ้อ… เอาเถอะ ข้าจะหาทางพาเจ้าออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด”
“ไม่ต้องคิดหาวิธีหรอก ข้ามาเพื่อจะบอกว่าพวกเราจะออกจากเขาขวางวั่งกันพรุ่งนี้ เตรียมตัวให้พร้อมนะ”
กู้หลินเยวียนชะงักไป
“ออกจากเขาขวางวั่ง? เจ้ากับข้า?”
“ใช่แล้ว ท่านกับข้า ไปด้วยกัน”
กู้หลินเยวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“งั้นแปลว่า… เจ้าต้องยอมทำตามพวกเขาเพื่อช่วยข้าออกจากที่นี่ใช่หรือไม่?”
“ความจริงแล้ว…”
“เป็นความผิดของข้า ข้าทำให้เจ้าต้องลำบาก”
“ก็ไม่ใช่ว่า…”
“ข้ารู้อยู่แล้ว สำนักชิงเสวียนเป็นสำนักที่ดีเปี่ยมคุณธรรม พวกศิษย์พี่ใหญ่กับคนอื่นๆ ต่างก็เป็นคนดีและซื่อตรง เจ้าติดตามพวกเขามาตลอด ย่อมต้องให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ ไม่ยอมทำอะไรโดยไม่จำเป็น ที่แท้ก็เป็นเพราะเจ้าทำทั้งหมดเพื่อช่วยข้า”
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกเหมือนโดนสวมหมวกแห่งคุณธรรมที่สูงส่งสุดๆ ลงบนหัว
บอกเลยว่าคุณธรรมอะไรนั่น ไม่ได้มีอยู่ในหัวข้าเลยสักนิด เพราะจริงๆแล้วนางแค่อยากหาสำนักมาหนุนหลังเวลาทำเรื่องสนุกเท่านั้น แต่ก็เอาเถอะ… แค่ศิษย์พี่สามยอมร่วมมือออกไปด้วยกันก็ดีแล้ว
“เอาล่ะ ศิษย์พี่สาม เตรียมตัวไว้ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกัน”
“ได้”
“อีกอย่างนะ ลูกชายประมุขเขาขวางวั่ง เมิ่งจ่านหลินจะไปกับเราด้วย”
“ข้าคิดไว้แล้ว”
“หะ?”
“พวกเขาจะปล่อยเราไปง่ายๆได้ยังไง ต้องมีคนคอยจับตาดูอยู่แล้ว ไม่เป็นไร ออกจากเขาขวางวั่งไปแล้ว การเคลื่อนไหวของพวกเราจะง่ายขึ้น”
“โอ้” เยี่ยหลิงหลงเอ่ยถามต่อ “แต่… พวกเราจะทำอะไรต่อ?”
“ก็หนีจากการควบคุมของเขาขวางวั่ง ไปลิ้มรสอิสรภาพ และหาศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆไง”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า ก็เป็นเป้าหมายที่ไม่เลว
“วางใจเถอะ ข้าจะร่วมมือกับเจ้าอย่างเต็มที่ ระหว่างนี้ก็แกล้งทำทีว่าเราซาบซึ้งในความเมตตาของพวกเขา แล้วก็แสดงความเป็นมิตรโดยไม่แสดงพิรุธใดๆ จากนั้นค่อยหาจังหวะลงมือ”
“ศิษย์พี่สามช่างชาญฉลาดจริงๆ!”
กู้หลินเยวียนยิ้มพลางลูบศีรษะของนาง แล้วช่วยจัดเส้นผมที่ปรกหน้าผากให้อย่างอ่อนโยน
“ช่วงนี้อาจต้องให้เจ้าทนหน่อย แต่ข้าสัญญา หลังจากเรื่องนี้ข้าจะดูแลเจ้าให้ดี”
“ดีเลย!”
หลังจากที่คุยกับกู้หลินเยวียนอีกสักพัก เยี่ยหลิงหลงก็กลับไปยังลานพักของตน
พอนางก้าวเท้าซ้ายเข้าลานได้ไม่ทันไร ก็โดนใครบางคนสวมกอดแน่น จนหลังติดกับกำแพง
“ข้าคิดว่าจะเสียเจ้าไปแล้ว โชคดีที่ทุกอย่างยังทัน!”
เอ๊ะ?
“น้องรักของข้า จากนี้ข้าจะปกป้องเจ้าด้วยชีวิต จะไม่ยอมให้เจ้าได้รับบาดเจ็บอีก ให้อภัยข้าที่อ่อนแอครั้งนี้ เรามาเริ่มต้นใหม่กันนะ”
……
เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้นแปะใบหน้าของเมิ่งชูถง แล้วดันให้นางถอยออกไป
“อ่านนิยายน้ำเน่าให้น้อยลงหน่อย เดี๋ยวไอคิวของเจ้าจะลดลง”
“อะไรคือไอคิว?”
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมองเมิ่งชูถงแวบหนึ่ง
“ช่างเถอะ เจ้าไม่ต้องรู้หรอก เพราะสิ่งนี้เจ้าไม่มี”
หืม!
เมิ่งชูถงรีบพุ่งเข้ามา กอดแขนเยี่ยหลิงหลงแน่น
“น้องสาม เจ้าเปลี่ยนไปแล้ว”
“หืม?”
“เจ้ากล้าต่อปากต่อคำกับข้าแล้ว!”
“อาจจะเป็นเพราะกำลังจะได้ออกจากเขาขวางวั่งก็เลยอารมณ์ดี ทำให้ข้าเป็นตัวเองมากขึ้นก็ได้ ก่อนหน้านี้ข้าต่อปากต่อคำกับพี่ชายของเจ้าในห้องฝึกฝนไปหลายยกเลยนะ”
“จริงหรือ? เจ้านี่เก่งจริง! ข้าเถียงกับเขาไม่เคยชนะเลยสักครั้ง”
เยี่ยหลิงหลงยิ้มพลางจิ้มแก้มของเมิ่งชูถงเบาๆ
“งั้นก็ไม่ต้องไปเถียงเขา เปลี่ยนวิธีคิดสิ เจ้าแค่ไปยั่วโมโหเขาในเรื่องอื่นๆบ่อยๆ ก็ถือว่าชนะได้หลายรอบแล้ว”
“จริงด้วย!”
เมิ่งชูถงคิดแล้วเหมือนเปิดประตูสู่โลกใหม่ แม้จะสู้หรือเถียงไม่ชนะพี่ชาย แต่ทำให้เขาหงุดหงิดจนแทบคลั่งได้ตลอด แบบนี้ก็ถือเป็นชัยชนะเหมือนกัน
“จริงสิ ข้าจะออกจากเขาขวางวั่งแล้วนะ พรุ่งนี้จะออกเดินทาง”
“อ๊ะ พอดีเลย ข้าก็กำลังจะบอกเจ้าว่าข้าก็จะออกจากเขาขวางวั่งเหมือนกัน พรุ่งนี้ ไปกับเจ้านั่นแหละ”
เยี่ยหลิงหลงมองเมิ่งชูถงด้วยความประหลาดใจ ส่วนเมิ่งชูถงก็กำลังยิ้มกว้างออกมาทันที
“เจ้าจะไปด้วย?”
“ใช่แล้ว!” เมิ่งชูถงดูตื่นเต้นมาก “ข้าเตรียมของไว้เพียบเลย นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่ข้าจะได้ออกจากเขาขวางวั่ง ข้างนอกคงสนุกมากแน่ๆ ข้าแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว ถ้าได้ออกเดินทางวันนี้เลยก็คงดี ข้าว่าคืนนี้ข้าคงนอนไม่หลับแน่ๆ”
“แล้วพี่ชายของเจ้ายอมด้วยหรือ?”
“ใช่ เขาอนุญาตแล้ว”
“แล้วพ่อของเจ้าล่ะ?”
"เจ้าถามได้ตรงประเด็นมาก ตอนนี้พี่ข้าน่าจะไปหาท่านพ่ออยู่ เราไปบอกลาเขาพร้อมกันเถอะ!"
พูดจบเมิ่งชูถงก็ลากเยี่ยหลิงหลงวิ่งออกไปทันที ไม่นานพวกนางก็มาถึงลานพักของเมิ่งเจิ้นฟาง
ในห้องโถง เมิ่งเจิ้นฟางกำลังถือถ้วยชาร้อนๆอยู่ เมื่อได้ยินข่าวเขาก็ลุกพรวดขึ้นทันที
"ว่าไงนะ? เจ้าจะออกไปจากที่นี่?"
เมิ่งชูถงรีบจูงเยี่ยหลิงหลงเข้ามา แล้วหยุดยืนตรงหน้าพ่อของตน
"ไม่ใช่ข้าคนเดียวเจ้าค่ะ แต่เป็นพวกเราทั้งหมดที่จะออกเดินทาง พวกเราถึงได้มาบอกลานี่ไง พี่ก็อนุญาตแล้วด้วยนะ"
เมิ่งจ่านหลินขมวดคิ้ว หันมามองเมิ่งชูถงเตรียมจะค้าน แต่เมิ่งชูถงไม่ปล่อยให้เขาพูดทัน
“ศิษย์น้องเล็กก็ยินยอมแล้วเช่นกัน! นางเจ็บหนักขนาดนี้ ถ้าระหว่างทางไม่มีใครดูแลจะเป็นอันตรายใหญ่หลวงได้ พี่ชายที่เป็นผู้ชายน่ะดูแลไม่ละเอียดอ่อนเท่าข้าแน่นอน”
พูดจบ เมิ่งชูถงก็เตะเข้าขาพับเยี่ยหลิงหลงไปหนึ่งที ทำให้เยี่ยหลิงหลงเซถลาเกือบจะล้ม เมิ่งชูถงรีบประคองนางเอาไว้แล้วแสร้งทำท่าเป็นห่วงเป็นใย
“น้องสาม เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม! เห็นไหมว่าไม่มีข้าเจ้าอยู่ไม่รอดหรอก!”
……
ขอบใจนะ ละครน้ำเน่าขนาดนี้ไม่ต้องแสดงก็ได้
เมื่อเห็นว่าทุกคนยังไม่มีปฏิกิริยา เมิ่งชูถงจึงถอนหายใจออกมาเองแล้วตบขาของตน
“ขานี้ช่างเป็นประโยชน์เสียจริง อยู่กับข้าก็สามารถพาไปไหนมาไหนได้เต็มที่ ตราบใดที่มันยังไม่พัง ข้าก็ไปที่ไหนก็ได้ ใช่ไหมล่ะ?”
……
เอาล่ะ รอบนี้ดูเหมือนจะมีความน่าเชื่อถือขึ้นมานิดหนึ่ง
“ท่านพ่อ วันนี้เรามาบอกลาท่าน พรุ่งนี้เราจะออกเดินทาง ข้ากับชูถง เยี่ยหลิงหลง และกู้หลินเยวียน จะไปด้วยกัน ทั้งหมดสี่คน”
คำพูดของเมิ่งจ่านหลินเพิ่งจบ ก็ได้ยินเสียง ‘เพล้ง’ ดังตามมา ถ้วยชาที่อยู่ในมือของเมิ่งเจิ้นฟางหล่นแตกกระจาย เขาโซเซถอยหลังจนเกือบจะล้มลง โชคดีที่ฮูหยินข้างกายรีบประคองไว้ก่อนที่เขาจะล้มหัวทิ่มเก้าอี้
เมื่อทรงตัวได้แล้ว เมิ่งเจิ้นฟางก็ยกมือขึ้นชี้ไปที่เยี่ยหลิงหลงด้วยมืออันสั่นเทา
“นาง...นาง…”
เมิ่งเจิ้นฟางพูดตะกุกตะกักอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดฮูหยินก็ช่วยพูดต่อให้
“ระหว่างทาง นางต้องระวังดูแลร่างกายของตัวเองให้ดี เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว พวกเจ้าก็จะได้กลับมากันไวๆใช่ไหม?”
บทที่ 526: ความแค้นนี้ต้องตัดสินกันตรงนี้เลย!
เยี่ยหลิงหลงมองเมิ่งเจิ้นฟางที่ซวนเซคล้ายจะเป็นลม แต่อดทนประคองสติเอาไว้ได้อย่างขบขัน
เห็นได้ชัดว่าความหมายที่เขาต้องการสื่อมันไม่ใช่คำพูดอ่อนโยนเมื่อครู่นี้ เขาน่ะโกรธจนตัวสั่นแทบจะชี้หน้านางด้วยความเดือดดาล แววตาเหมือนมีมีดซ่อนอยู่ แต่ก็ยังไม่กล้าแสดงออกชัดเจนว่าความไม่พอใจนี้แรงกล้าแค่ไหน แน่นอนว่านางทำเขาเจ็บใจไม่น้อย
นางกับเขาเพิ่งเจอกันสามครั้ง
ครั้งแรกที่เขาเจอหน้านาง บรรพชนที่เขาบูชามานานหลายปีถูกนางพาตัวออกไป
ครั้งนี้ที่เขาเจอกับนาง ลูกชายลูกสาวสุดที่รักที่เขาทะนุถนอมมาหลายสิบปีก็กำลังจะถูกนางพาออกไปอีก
เขาจะไม่โกรธได้อย่างไร?
ตอนแรกเขาคิดว่าการให้นางอยู่ที่นี่นานขึ้น อาจช่วยเปลี่ยนแปลงไม่ให้บรรพชนจากไป แต่ใครจะรู้ว่าเพราะการถ่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน กลับกลายเป็นว่านอกจากบรรพชนจะไม่เปลี่ยนใจ ลูกทั้งสองก็ยังจะหนีตามไปอีก
มองไปทางไหนก็มีแต่ความเสียหาย คิดอย่างไรก็เจ็บใจ ถ้ารู้แบบนี้ ตอนที่นางบอกว่าจะพาบรรพชนไปครั้งแรก เขาน่าจะปล่อยให้นางไปทันที ปล่อยไปเดี๋ยวนั้นเลย ไม่ต้องอยู่ที่นี่ต่อแค่เสี้ยวลมหายใจก็ไม่ต้อง!
แต่ตอนนี้ เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาไม่มีทางพลิกสถานการณ์กลับได้อีก
ลูกชายของเขาเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง สิ่งที่ตัดสินใจไปแล้วยากที่จะเปลี่ยน ส่วนลูกสาวถึงจะไม่ค่อยเชื่อถือได้ แต่คำพูดที่นางพูดไปแล้ว หากขาไม่หัก นางก็จะทำตามที่พูดให้ได้
แล้วเขาจะทำอะไรได้อีก? ใครเล่าจะเข้าใจความปวดใจของพ่อแก่ๆคนนี้?
เมิ่งเจิ้นฟางทั้งโกรธทั้งน้ำตาซึม แต่ก็จำใจกัดฟันแน่นพูดออกไปทั้งที่ใจไม่ได้คิดเช่นที่ปากพูดแม้แต่น้อย
“ใช่แล้ว!”
เมิ่งจ่านหลินเห็นดังนั้นก็ไม่พูดอะไรต่อ ส่วนเมิ่งชูถงดีใจจนแทบกระโดดแทบตัวลอย กอดแขนเยี่ยหลิงหลงแล้วเขย่าไม่หยุด ราวกับไม่เห็นสีหน้าที่ดำทะมึนราวกับก้นหม้อของบิดาตัวเองเลย
เมิ่งเจิ้นฟางยิ่งเห็นก็ยิ่งโกรธ แววตาที่มองเยี่ยหลิงหลงก็ยิ่งอาฆาตราวกับมองศัตรูที่มาช่วงชิงลูกสาวสุดที่รักไป
ในจังหวะนั้น เมิ่งจ่านหลินขยับมาขวางสายตาของบิดา ทำเอาดวงตาที่คมเหมือนมีดนั้นมองไม่เห็นเยี่ยหลิงหลงอีก
จบกัน ไม่เพียงแต่ลูกสาวที่โดนแย่งไป แม้แต่ลูกชายก็ยังถูกแย่งไปอีก ความแค้นนี้ต้องตัดสินกันตรงนี้เลย!
“โอ๊ะ ดูเหมือนท่านจะเหนื่อยมากแล้ว ข้าพาเข้าไปพักผ่อนเถอะนะ”
“จะรีบไปไหน? ข้ายังพูดไม่จบเลย! ข้าไม่อยากเข้าไป! ข้าไม่…อื้อๆๆ…”
เมิ่งเจิ้นฟางที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตบูรณาการเต็มตัวถูกภรรยาที่อยู่เพียงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดปิดปากเอาไว้อย่างแน่นหนา ขยับตัวไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องยอมให้พยุงเข้าไปพักในห้อง เมื่อเข้าไปในห้องแล้ว ภรรยาผู้รู้ใจของเขายังหันมายิ้มให้เด็กๆเล็กน้อย
“เดินทางปลอดภัยนะ เที่ยวให้สนุก”
“เย้! ขอบคุณท่านแม่!”
“ท่านแม่ รักษาสุขภาพด้วย”
เมื่อเห็นทั้งสองเข้าไปในห้อง เมิ่งชูถงก็ตื่นเต้นขึ้นอีก
“ไปเถอะ ไปห้องข้า ข้าจะให้เจ้าช่วยดูว่ามีอะไรที่ยังต้องเก็บอีกบ้างไหม ข้าตื่นเต้นมาก นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าจะได้ออกจากบ้านเลยนะ”
เมิ่งชูถงลากเยี่ยหลิงหลงไปด้วยความตื่นเต้น ส่วนเมิ่งจ่านหลินก็อดหัวเราะเบาๆไม่ได้ เมื่อเห็นพวกนางสนุกสนานกันขนาดนี้
เยี่ยหลิงหลงแทบไม่มีอะไรให้ต้องเก็บเพิ่ม ของทุกอย่างก็อยู่ในแหวนมิติแล้ว แต่เมิ่งชูถงนั้นกลับเก็บของกองโต ทั้งของจำเป็นและไม่จำเป็น ถูกหยิบใส่ลงไปไม่ยั้งเหมือนอะไรที่หยิบได้ก็ยัดเข้าไปหมด หลังจากเก็บของเสร็จ นางยังบ่นไปเรื่อยๆ กลัวว่าจะลืมอะไรสักอย่าง เยี่ยหลิงหลงรู้สึกเบื่อเล็กน้อย นางเลยนั่งลงบนเตียง ตั้งใจจะฝึกฝน แต่แล้วก็นึกถึงเส้นลมปราณที่ยังไม่หายดี จึงล้มเลิกความคิดนั้นแล้วล้มตัวลงนอนแทน
“แย่แล้ว!”
เสียงร้องตื่นตระหนกของเมิ่งชูถงดังขึ้น เยี่ยหลิงหลงไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมา
“การออกเดินทางครั้งนี้หมายความว่าข้าจะต้องเจอหน้ากับกู้หลินเยวียนทุกวันใช่ไหม? แย่แน่! ข้าไม่เคยคุยกับเขาเลยนะ ข้าควรจะเริ่มยังไงดีนะ ต้องดูดีหน่อย... แล้วชุดผ้าฝ้ายโปร่งลายปักข้าล่ะ? ปิ่นดอกไม้ข้าล่ะ? เครื่องประดับมุกข้าล่ะ?”
เยี่ยหลิงหลงหยิบยันต์กั้นเสียงออกมาจากแหวน แปะที่หูแล้วนอนต่อทันที
เมื่อแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่อง เยี่ยหลิงหลงถูกปลุกจากนิทรา
“ตื่นได้แล้ว! เราต้องออกเดินทางกันแล้ว!”
เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นจากเตียง จัดการตัวเองอย่างง่ายๆ ก่อนจะสวมชุดแดงที่ใส่เป็นประจำ เก็บชุดประจำสำนักชิงเสวียนไว้
เมื่อเดินออกมาก็เห็นเมิ่งจ่านหลินรออยู่ที่หน้าประตู จากนั้นพวกเขาจึงไปที่สระน้ำเย็นเพื่อหากู้หลินเยวียน
พอมาถึง กู้หลินเยวียนก็เดินออกมาพอดี เขาสวมชุดขาวราวหิมะ ผมยาวสีดำขลับสยายอยู่ด้านหลัง แสงอรุณยามเช้าส่องกระทบใบหน้างามเลิศประดุจเทพบุตร
ทันทีที่เมิ่งชูถงเห็นถึงกับตัวแข็งทื่อ ดึงเยี่ยหลิงหลงจนเผลอถอยหลังไปสองก้าว
“ใจข้าจะเต้นทะลุออกมาจากอกแล้ว เจ้าลองจับดูสิ”
……
กลางวันแสกๆแบบนี้ ในขณะที่มีชายหนุ่มอีกสองคนยืนอยู่ ให้จับหัวใจตัวเองนี่มันอะไรเนี่ย?
“ใจเย็นๆหน่อยเถอะ เรายังต้องเดินทางไปด้วยกันอีกยาวเลยนะ”
กู้หลินเยวียนเห็นเมิ่งชูถงดึงแขนศิษย์น้องหญิงเล็กของเขาไปมา เลยอดขมวดคิ้วไม่ได้ เดิมทีพวกเขาพูดไว้ว่าจะมีแค่เมิ่งจ่านหลินร่วมเดินทางไปด้วย แต่ตอนนี้กลับเพิ่มเมิ่งชูถงเข้ามาอีกคน คนหนึ่งอยู่ขอบเขตหลอมสุญตา อีกคนอยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย เรียกได้ว่าการคุ้มกันแน่นหนาเต็มขั้นเลยทีเดียว
“วันนี้ร่างกายเจ้าพร้อมจะเดินทางแล้วใช่หรือไม่?” กู้หลินเยวียนหันไปถามเมิ่งจ่านหลิน เขากดความรู้สึกทุกอย่างไว้ในใจ พร้อมพยักหน้าเล็กน้อย
“พร้อมแล้ว”
แล้วทั้งหมดจึงเริ่มออกเดินทางทันที หลังจากออกจากประตูใหญ่ของเขาขวางวั่ง เมิ่งจ่านหลินก็หยิบเรือเหาะที่งดงามจากแหวนมิติ ทุกคนขึ้นเรือและบินออกไปอย่างรวดเร็ว
ที่หน้าประตูเขาขวางวั่ง เมิ่งเจิ้นฟางรีบรุดมาพร้อมกับกล่องใบโตในมือ
“ทำไมถึงไปกันแล้วล่ะ? ตอนเช้าไม่คิดจะมาลากันหน่อยหรือ? ข้ายังเตรียมของอร่อยๆไว้ให้เลยนะ! ทั้งหมดเป็นความผิดของเยี่ยหลิงหลงนั่นแหละ เจ้าคนหลอกลวงนั่น เจอใครก็หลอกไปได้หมด พูดจาหวานหู ดูน่าฟัง แล้วก็เลือกหลอกแต่คนที่ซื่อๆเท่านั้น เก่งจริงก็มาลองหลอกข้าไปด้วยสิ!”
ภรรยาของเขาหยิบกล่องในมือเขามาอุ้มไว้ในอก จากนั้นหันหลังกลับเข้าประตู
“ถ้างั้นก็รีบตามไปสิ ตอนนี้ถ้ารีบตามไป อาจจะทันให้นางหลอกพาเจ้าไปด้วยอีกคน อายุปูนนี้แล้ว ยังไม่รู้จักอายอีก”
“เดี๋ยวก่อน ฮูหยิน… รอข้าด้วยสิ!”
บนท้องฟ้า เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือเหาะ มองลงมายังโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
ที่นี่กว้างใหญ่เหลือเกิน แค่เขตของเขาขวางวั่งก็ใหญ่กว่าห้าสำนักคุนอู๋เฉิงรวมกันเสียอีก
ถ้าเช่นนั้น สำนักชิงเสวียนซึ่งเป็นสำนักอันดับหนึ่งในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน ก็คงจะใหญ่ยิ่งกว่านี้อีกสินะ
น่าเสียดาย ตอนนั้นมัวแต่ออกไปฝึกฝนในโลกภายนอก ยังไม่ได้สำรวจสำนักชิงเสวียนให้ทั่วเลย
เมื่อออกจากเขตของเขาขวางวั่ง พวกเขาก็บินไปอีกพักใหญ่ กว่าจะเห็นสำนักอื่น ป่าภูเขาทอดยาวกว้างขวาง คั่นระหว่างสำนักต่างๆ ระยะห่างระหว่างแต่ละสำนักในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนนี้ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน น่าทึ่งจริงๆ
ขณะเยี่ยหลิงหลงกำลังมองทิวทัศน์เบื้องหน้า เมิ่งชูถงก็คอยพูดเจื้อยแจ้วอยู่ข้างหูด้วยความตื่นเต้น แนะนำที่นั่นที่นี่ให้นางราวกับมีเรื่องเล่าไม่จบสิ้น
แต่ทันใดนั้น เสียงเมิ่งชูถงก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
ครั้นเสียงที่เคยดังข้างหูเงียบหายไป เยี่ยหลิงหลงจึงหันกลับไปด้วยความสงสัย
บทที่ 527: ปล่อยใจให้เป็นอิสระ แล้วขึ้นไปสู่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน
กู้หลินเยวียนปรากฏตัวอยู่ข้างหลังพวกนางตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กำลังมองทั้งสองคนอยู่ แต่จะว่าให้ถูกก็คือ เขามองเยี่ยหลิงหลงเป็นพิเศษ
เมิ่งชูถงที่รู้ตัวก็รีบเอามือปิดหน้าตัวเอง แล้วหันหลังวิ่งหนีไปทันที
เมื่อเมิ่งชูถงวิ่งออกไป กู้หลินเยวียนก็เดินตรงไปหาเยี่ยหลิงหลงอย่างไม่ลังเล เขาอาจไม่มีเรื่องอะไรจะพูด แต่ไม่อยากให้ศิษย์น้องหญิงเล็กของตนถูกเมิ่งชูถงยึดตัวไว้แล้วพล่ามไม่หยุดอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยเขาอยู่ใกล้ๆ ก็ช่วยให้นางมีความสงบได้บ้าง
ในห้องโดยสารของเรือเหาะ เมิ่งจ่านหลินนั่งจิบชา ส่วนเมิ่งชูถงนั่งเท้าคางทำหน้าหนักใจ ถามพี่ชายของตนด้วยความสงสัย
“พี่ ทำไมพวกเขาถึงไม่พูดกันเลย?”
……
เพราะพวกเขาไม่ใช่เจ้าน่ะสิ
“แล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้กลับไปคุยกับน้องสามอีกล่ะ?”
เมิ่งจ่านหลินเลิกคิ้วขึ้น นึกว่านางอยากคุยกับกู้หลินเยวียนเสียอีก ก็ดูอย่างเวลาไม่ได้อยู่ต่อหน้า นางเรียกอีกฝ่ายคำก็ ‘สามี’ สองคำก็ ‘สามี’ แต่พอตัวจริงมาอยู่ตรงหน้า กลับถามว่าเมื่อไหร่จะได้คุยกับน้องสามอีกซะงั้น
ภายใต้บรรยากาศอันเงียบงันและแปลกประหลาดนี้ เรือเหาะของพวกเขาบินมาตลอดทั้งวัน จนในที่สุดก็ถึงจุดหมายที่เขาเหลี่ยงอี้ ซึ่งทอดยาวกลางขุนเขาอันกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด
เขาเหลี่ยงอี้เป็นสถานที่ฝึกฝนสำหรับศิษย์ขอบเขตแปรเทวะ ที่นี่มีพื้นที่ฝึกซ้อมหลากหลายตั้งแต่ระดับต้น ระดับกลาง จนถึงระดับสูง ทั้งยังมีความปลอดภัยสูงเพราะสภาพแวดล้อมมีเสถียรมากกว่าที่อื่นหลายเท่า
ด้านล่างเขาเหลี่ยงอี้คือเมืองเหลี่ยงอี้ เมืองนี้ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็ไม่นับว่าเล็ก ในเมืองมีร้านค้ามากมายที่จำหน่ายอุปกรณ์และวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับผู้ที่จะขึ้นไปฝึกฝนบนเขา ทั้งยังมีผู้คนที่อาศัยอยู่ถาวรด้วย ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่มีผู้คนคึกคักเข้าออกตลอดเวลา
เนื่องจากมีข้อห้ามไม่ให้บินเหนือเมือง เรือเหาะจึงลงจอดที่หน้าประตูเมือง แล้วเมิ่งจ่านหลินก็พาพวกเขาสามคนเดินเข้าไปข้างใน
ทันทีที่เข้าไป เมิ่งชูถงก็ตื่นตาตื่นใจกับความคึกคักรอบตัว มองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นเต้น เยี่ยหลิงหลงเองก็อดมองไปรอบๆไม่ได้เหมือนกัน เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เข้ามาในเมืองของโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน
ต้องยอมรับว่า โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนนั้นเจริญกว่าที่ภพล่างมาก นี่แค่ภูเขาที่ใช้ฝึกฝนยังมีเมืองใหญ่ตั้งอยู่เบื้องล่าง แต่ตอนนางไปฝึกที่ขุนเขาใหญ่เมื่อหลายปีก่อน ตีนเขานั้นยังไม่มีเมืองใหญ่แบบนี้เลย
ในเมืองมีผู้คนเดินขวักไขว่ แต่ละคนก็ดูแปลกตาและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกันเลย ทุกคนต่างพาสัตว์ภูต อาวุธ และสิ่งของแปลกๆติดตัวเดินไปเดินมาอย่างเปิดเผย ไม่มีใครก่อความวุ่นวายหรือมองด้วยสายตาแปลกแยกแต่อย่างใด
เช่นตอนนี้ มีผู้ฝึกเซียนหน้าขาวซีดราวกับซากศพคนหนึ่งพากลุ่มผีดิบเดินเรียงเป็นแถวผ่านหน้าพวกเขา ผีดิบกระโดดตามจังหวะอย่างพร้อมเพรียง
หรือหญิงงามร่างเย้ายวนทางด้านซ้าย นางมีทรวดทรงอรชร แต่ผู้คนที่เดินผ่านต่างเว้นระยะ เพราะงูหลากสีสันบนร่างของนางดูมีพิษร้ายแรง ส่วนแมงป่องแต่ละตัวที่เกาะอยู่บนตัวนาง หางของพวกมันเป็นสีเขียวน่าขนลุก
ดูเหมือนว่าเมื่อมาถึงโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน ทุกคนต่างก็ใช้ชีวิตตามใจตัวเองเต็มที่ ไม่คิดจะปิดบังอะไรเลย
เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนี้ก็นึกอยากปล่อยสัตว์เลี้ยงของตนออกมาบ้าง เมื่อนางส่งเสียงเรียก เหล่าสัตว์เลี้ยงก็ออกมาจากแหวนมิติอย่างกระตือรือร้น
ไท่จื่อกับหยวนกุนกุ่นรีบปีนขึ้นไปนั่งบนหัวนางแบ่งกันครองพื้นที่คนละครึ่ง ส่วนหัวไชเท้าอ้วนชอบนั่งบนไหล่นาง เพราะมันชอบเล่นกับเส้นผมที่ตกลงมาด้านข้าง ขณะที่เสี่ยวไป๋ก็ขึ้นไปครองอีกพื้นที่ไหล่อีกฝั่ง
มีเพียงเจาไฉที่ปิดกล่องไม่ยอมออกมา มันไม่ได้สนใจอะไรนอกจากการนอนกลางวัน
เจาไฉไม่ยอมออกมา เยี่ยหลิงหลงก็ไม่ได้บังคับ นางพาสัตว์เลี้ยงที่เหลือออกเดินชมเมืองเหลี่ยงอี้ไปเรื่อยๆ
เมิ่งจ่านหลินพาทุกคนเข้าไปในโรงเตี๊ยม เมื่อเข้าไปถึงพวกเขาก็ตรงไปที่ห้องส่วนตัว ไม่นานนัก เสี่ยวเอ้อร์ก็นำชากับขนมเข้ามาวางให้ในห้อง พร้อมกับแผนที่ของเขาเหลี่ยงอี้
เมื่อแผนที่ถูกกางออก ทั้งสี่คนก็มุงดูกันอย่างตั้งใจ
เขาเหลี่ยงอี้กว้างใหญ่และทอดยาวเป็นเทือกเขาที่โค้งคดเคี้ยวไปมา ดูราวกับขวดยักษ์ที่นอนตะแคงอยู่ โดยที่ตำแหน่งปากขวดก็คือที่ตั้งของเมืองเหลี่ยงอี้
กล่าวคือ รูปแบบของเทือกเขานั้นขดล้อมเข้าหากัน จนมีทางออกเพียงหนึ่งเดียวคือเมืองเหลี่ยงอี้ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนฝาขวด แยกเขาเหลี่ยงอี้ออกจากโลกภายนอก
เมื่อเดินลึกเข้าไปในเขาเหลี่ยงอี้จากเมืองเหลี่ยงอี้ แผนที่แสดงให้เห็นว่ามีสัตว์อสูรและสมุนไพรวิญญาณกระจายอยู่ทุกพื้นที่ ระดับของพวกมันจะยิ่งต่ำลงเมื่ออยู่ใกล้เมือง และข้อมูลก็ยิ่งชัดเจนขึ้น แต่ยิ่งลึกเข้าไป ระดับของสัตว์อสูรและสมุนไพรก็จะยิ่งสูงขึ้น ในขณะที่ข้อมูลกลับน้อยและคลุมเครือขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงพื้นที่ลึกที่สุดของเขาเหลี่ยงอี้ ตรงนั้นบนแผนที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย เป็นเพียงพื้นที่สีดำที่บ่งบอกถึงระดับอันตรายสูงสุด และแทบไม่มีใครเคยย่างกรายเข้าไปเลย
ในบริเวณก่อนถึงพื้นที่สีดำนั้น ระดับการฝึกฝนที่แนะนำคือขอบเขตหลอมสุญตา ซึ่งตรงกับระดับสูงสุดในกลุ่มของพวกเขาอย่างเมิ่งจ่านหลินพอดี แต่พื้นที่สีดำถัดจากนั้น ไม่มีการระบุระดับการฝึกฝนใดๆ ซึ่งบ่งบอกว่าความอันตรายที่นี่อาจพุ่งสูงขึ้นจนไม่มีใครกล้าเสี่ยงเข้าไปสำรวจ
เยี่ยหลิงหลงมองพื้นที่สีดำสนิทอย่างเหม่อลอย ทันใดนั้น เมิ่งจ่านหลินก็เคาะนิ้วลงบนแผนที่สองครั้ง แล้วเลื่อนมือกลับมายังพื้นที่นอกเขตเมืองเหลี่ยงอี้
“ดูตรงนี้ พวกเจ้ามัวแต่จ้องพื้นที่สีดำทำไม ข้าบอกเลยว่าเราไม่มีทางไปที่นั่นแน่นอน”
สามคนที่ถูกเรียกชื่อมีเพียงเมิ่งชูถงที่แลบลิ้น ส่วนเยี่ยหลิงหลงกับกู้หลินเยวียนยังคงนิ่ง ไม่แน่ใจว่าทั้งสองได้ยินหรือไม่
“บริเวณนี้จะเป็นพื้นที่ฝึกฝนของพวกเราในอีกหลายวันต่อจากนี้”
เมิ่งจ่านหลินชี้ไปยังพื้นที่ที่แนะนำระดับการฝึกฝนสำหรับขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น
“แต่ที่นี่มันเป็นพื้นที่สำหรับการฝึกฝนของขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นนี่นา น้องสามยังอยู่ขั้นต้นก็จริง แต่ข้าเป็นขั้นปลายแล้ว ส่วนคุณชายกู้อยู่ขั้นกลาง พี่เองก็อยู่ขอบเขตหลอมสุญตาแล้ว เรายังต้องมาฝึกตรงนี้อีกหรือ? หรือว่าสมุนไพรที่พวกเราตามหามันอยู่ตรงนี้?”
เมิ่งชูถงถามด้วยความสงสัย
“สมุนไพรที่เราตามหาไม่ได้อยู่ในเขตนี้ แต่ข้าเพิ่งได้รับข่าวว่าในเขตเมืองใกล้เคียงมีศิษย์ของเขาขวางวั่งกำลังตกอยู่ในอันตราย ขอความช่วยเหลือจากจุดนี้ ข้าจึงต้องไปจัดการ เมื่อข้ากลับมา เราค่อยไปสำรวจพื้นที่ลึกกัน ส่วนตอนนี้ พวกเจ้าควรฝึกแค่ในเขตนี้ เพื่อความปลอดภัย เข้าใจไหม?”
จริงๆแล้วเมิ่งจ่านหลินไม่อยากทิ้งพวกเขาไว้ที่เมืองเหลี่ยงอี้ แต่การบินไปกลับพร้อมทั้งจัดการเรื่องต่างๆนั้นยุ่งยากเกินไป การทิ้งพวกเขาไว้ในเขตที่ปลอดภัยแล้วรอจนกว่าตนจะกลับมาถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
เพียงแต่…
ไม่รู้ทำไม หลังตัดสินใจแบบนี้ เขากลับรู้สึกปวดหัวตุบๆ ความกังวลในใจก็ไม่ได้ลดลงเลยสักนิด มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น
เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ตอบ เมิ่งจ่านหลินจึงเคาะโต๊ะอีกครั้ง
“ได้ยินไหม!”
“ได้ยินแล้ว!” เมิ่งชูถงตอบอย่างกระตือรือร้น เมิ่งจ่านหลินจึงหันไปมองเยี่ยหลิงหลง
บทที่ 528: นางลอยขึ้นฟ้าจริงๆ!
“ได้ยินแล้ว”
จากนั้นเขาก็หันไปมองกู้หลินเยวียน
กู้หลินเยวียนพยักหน้าเบาๆ แล้วตอบรับหนึ่งคำ "อืม"
“ในเมื่อพวกเจ้าตกลงแล้ว ข้าก็หวังว่าพวกเจ้าจะรักษาคำพูดอยู่ในเขตนี้อย่างเรียบร้อย รอให้ข้ากลับมานำทางไปที่ส่วนลึกของเขาเหลี่ยงอี้”
หลังจากเมิ่งจ่านหลินพูดจบ ก็ยังรู้สึกหวั่นใจอยู่ลึกๆ
“หลิงหลงกำลังบาดเจ็บ แถมยังอยู่แค่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น ส่วนคุณชายกู้แม้อยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นกลางแต่ก็บาดเจ็บหนักกว่า ในฐานะคนที่มีระดับการฝึกฝนสูงที่สุดในกลุ่มนี้ ชูถง เจ้าต้องดูแลพวกเขาให้ดี พวกเจ้ามีทั้งคนเจ็บ คนอ่อนแอ แล้วยังมีอีกคนที่ไม่มีประสบการณ์ในโลกภายนอกเลย พูดง่ายๆคือพวกเจ้าไม่มีศักยภาพที่จะเดินหน้าต่อด้วยกำลังของตัวเองได้ เข้าใจไหม?”
“เข้าใจ!”
ทั้งสามคนตอบรับพร้อมเพรียงกันเต็มเสียง
เมิ่งจ่านหลินจึงค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย พยักหน้าเบาๆ แต่เพื่อความมั่นใจเต็มร้อย เขาตัดสินใจเลือกหัวหน้ากลุ่มสักคนเพื่อคอยควบคุมคนที่เหลือ
สายตาของเขาเลื่อนไปจากตัวเมิ่งชูถง แวบหนึ่งหยุดที่กู้หลินเยวียนก่อนจะลังเลเล็กน้อย แล้วสุดท้ายก็ไปตกอยู่ที่เยี่ยหลิงหลงอย่างจำใจ
ถึงแม้นางจะอายุน้อยที่สุด แต่การที่นางสามารถทะลวงขอบเขตแปรเทวะเข้าไปในหุบเขาหมื่นอสรพิษได้ แถมยังได้รับความไว้วางใจจากบรรพชน ก็แสดงให้เห็นว่านางมีความสามารถไม่น้อย และในเขาขวางวั่งก็ถือว่าทำตัวได้เหมาะสมดี
ที่สำคัญ นางเองก็มีระดับการฝึกฝนต่ำที่สุดและกำลังบาดเจ็บอยู่ ทำให้นางต้องระวังตัวและประเมินความสามารถของตัวเองอย่างดี แน่นอนว่าจะต้องคอยดึงอีกสองคนไว้ไม่ให้วิ่งก่อเรื่องไปทั่ว ส่วนอีกสองคนนั้นแม้การฝึกฝนจะสูงกว่า แต่ก็ไม่ถึงกับไปทำอะไรเสี่ยงๆ และทำให้น้องสาวต้องลำบาก
คิดไปคิดมา เมิ่งจ่านหลินก็ยิ่งรู้สึกว่าเยี่ยหลิงหลงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
“ตอนที่ข้าไม่อยู่ หลิงหลงจะเป็นหัวหน้ากลุ่มของพวกเจ้า เชื่อฟังนาง อย่าทำอะไรพลการ เข้าใจไหม?”
เมิ่งชูถงไม่มีข้อโต้แย้งกับการฟังคำของน้องสาม กู้หลินเยวียนก็ไม่คิดคัดค้านการให้ศิษย์น้องหญิงเล็กเป็นหัวหน้าเช่นกัน
ดังนั้น หัวหน้ากลุ่มคนใหม่ เยี่ยหลิงหลง จึงได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เมิ่งจ่านหลินจึงค่อยวางใจ โดยเฉพาะการแต่งตั้งหัวหน้ากลุ่มในครั้งนี้ เขารู้สึกว่าตัวเองช่างตัดสินใจได้เฉียบขาด เพราะการจัดการแบบนี้จะทำให้ทั้งสามคนสามัคคีกันยิ่งขึ้น มีระบบระเบียบ และทำให้เขาสบายใจมากขึ้น
หลังจากกำชับเรื่องต่างๆเสร็จ เมิ่งจ่านหลินก็เดินออกจากห้องส่วนตัวไป
ก่อนออกไป เขาหันไปกำชับกับเยี่ยหลิงหลงอีกประโยค “เรื่องที่เจ้าฝากให้ข้าจัดการ ข้าทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนะ ข้าตั้งราคาในแบบที่พวกเขารับได้แล้วปล่อยพวกเขาไป”
เยี่ยหลิงหลงรู้ทันทีว่าเมิ่งจ่านหลินหมายถึงเหล่าศิษย์จากสำนักอื่นที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งถูกพาออกมาจากหุบเขาหมื่นอสรพิษไปขังไว้ในคุกใต้ดิน
นางสืบจนรู้ว่าคนงานทั้งสองและลูกมืออีกเจ็ดคนของนางยังรอดอยู่ แต่ในฐานะที่ตัวเองมีสถานะและความเป็นมาที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ นางจึงให้เมิ่งจ่านหลินจัดการแทน
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ พี่เมิ่ง”
“ถึงเจ้าจะให้ข้าทำในนามของข้า แต่ข้าก็แอบพูดถึงเจ้าแบบอ้อมๆ แม้ไม่ได้บอกชัดๆ แต่คิดว่าพวกเขาคงพอรู้ ว่าเป็นเจ้านั่นแหละที่ช่วยชีวิตพวกเขา ข้าคิดว่าพวกเขาควรรู้ว่าใครคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตไว้”
“ขอบคุณพี่เมิ่งที่ใส่ใจเรื่องนี้ให้ขนาดนี้นะ”
“ไม่ต้องเกรงใจ…”
“เรียกพี่เมิ่งอะไรก็ไม่รู้ ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก! เรียกพี่ชายไปเลยสิ! ยังไงเขาก็เป็นพี่ชายของเจ้าแล้วนี่นา!”
เมิ่งชูถงยื่นหัวมาพูดแทรก พอพูดจบก็โดนเมิ่งจ่านหลินตบหัวไปหนึ่งที
“เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยชอบพูดแทรกเสียที?”
……
นางพูดอะไรผิดไปหรือไง? โดนตบขนาดนี้ นึกว่าหัวจะหลุดแล้ว
เมิ่งจ่านหลินมองนางนิดหนึ่งแล้วเปิดประตูออกไป ก่อนจากยังหันกลับมาพูดทิ้งท้ายกับเมิ่งชูถง
“เชื่อฟังหลิงหลงดีๆ ถ้าก่อเรื่องเดือดร้อนให้คนอื่นอีก ข้าจะฝังเจ้าไว้ที่เขาเหลี่ยงอี้นี่แหละ!”
……
ก็ยังเป็นเมิ่งจ่านหลินคนเดิม ปากร้าย นิสัยกวน ไม่มีเปลี่ยน!
พอเมิ่งจ่านหลินพูดจบคราวนี้เขาจากไปจริงๆแล้ว ประตูห้องปิดลงได้ไม่นาน เมิ่งชูถงก็กระโดดเข้ามากอดแขนเยี่ยหลิงหลงอย่างตื่นเต้น
“น้องสาม! น้องสาม! พี่ชายข้าไปแล้วนะ เราจะออกไปฝึกฝนตอนไหนดี?”
“ตอนนี้เลย”
“หา?”
เยี่ยหลิงหลงเก็บแผนที่ที่วางอยู่บนโต๊ะ ใส่ลงในแหวนมิติของตน เส้นทางถูกวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมออกเดินทางทันที
ดังนั้น ทันทีที่เมิ่งจ่านหลินก้าวเท้าออกจากโรงเตี๊ยม พวกเขาทั้งสามก็เดินตามออกไปติดๆ
ขณะพวกเขาเดินขึ้นภูเขา ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆ สายลมอ่อนโยนพัดผ่านให้ความรู้สึกสดชื่น
มองไปข้างหน้าไกลๆ ก็เห็นผู้ฝึกตนเดินขึ้นไปเป็นกลุ่มเล็กๆสองสามคน อีกทั้งยังเห็นกลุ่มศิษย์ในชุดสำนักที่แต่งกายเหมือนกันเป็นระเบียบเดินเข้าไปด้านใน ราวกับว่าทุกคนเลือกช่วงบ่ายในฤดูใบไม้ผลิเพื่อมาเดินเล่นชมทิวทัศน์กัน
ดูท่าบริเวณนี้ที่แนะนำสำหรับขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นจะเป็นสถานที่ฝึกที่ผ่อนคลายจริงๆ
เยี่ยหลิงหลงเอานิ้วจิ้มๆ หยวนกุนกุ่นที่นอนอยู่บนหัวนาง
“หยวนกุนกุ่น ช่วยนำทางให้หน่อยได้ไหม?”
หยวนกุนกุ่นกระโดดลงจากหัวนางทันที แล้วขยายร่างจนกลับเป็นขนาดเดิม จากนั้นก็นอนลงรอให้นางขึ้นไปนั่งบนหลังมัน
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมองตั้งใจจะเชิญทั้งสองคนขึ้นมานั่งด้วยกัน แต่ไม่ทันไรเมิ่งชูถงก็ดึงพาหนะของตัวเองออกมา มันคือกวางวิญญาณที่สวยงาม มีขนสีขาวลายหลากสีสัน แม้ว่าจะตัวไม่ใหญ่เท่าหยวนกุนกุ่น แต่ก็พอให้เมิ่งชูถงนั่งได้สบายๆ
จากนั้นนางก็หันไปมองศิษย์พี่สาม เห็นเขาทำหน้าขรึมแล้วดึงกระบี่วิญญาณออกมา กระบี่ลอยขึ้นสูง เขาก็กระโดดขึ้นไปนั่งบนกระบี่ ท่าทีสง่างามดูเพลินตาจนเมิ่งชูถงถึงกับตะลึง
หากเยี่ยหลิงหลงมองไม่ผิด กระบี่ของศิษย์พี่สามน่าจะมีจิตวิญญาณแล้วด้วย มีจิตวิญญาณกระบี่เท่ากับมีระบบนำทาง ไม่ต้องบินเองให้เหนื่อย จึงปล่อยเขาไปตามใจ
ทั้งสามคนจึงได้ออกเดินทางโดยใช้พาหนะและกระบี่วิญญาณของตนเอง
เมื่อเทียบกับเหล่าคนที่เดินเท้าขึ้นเขาแล้ว ความเร็วของพวกเขานั้นเรียกว่าเร็วยิ่งกว่าสายลมที่พัดผ่านผู้คนรอบๆไปเสียอีก
“สมกับเป็นบรรพชน น้องสามเร็วจริงๆ แบบนี้ไม่ได้ ข้าต้องเร็วให้ได้เหมือนกัน!”
เมิ่งชูถงรีบส่งพลังวิญญาณให้เจ้ากวางขาวสุดที่รักของนาง ช่วยเร่งให้มันพุ่งไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น
พวกนางสองคนวิ่งไล่กันด้วยความเร็วเต็มกำลัง กู้หลินเยวียนก็ต้องเร่งความเร็วตามเพื่อไม่ให้หลุดจากกลุ่ม
ตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงหันมายิ้มให้แล้วโบกมือเบาๆ พร้อมชูกระดาษยันต์สามแผ่นในมือ
“อยากลองนี่ไหม? หนึ่งแผ่นช่วยเร่งความเร็ว สองแผ่นคือความเร็วสูงสุด ส่วนสามแผ่น… พุ่งทะยานขึ้นฟ้าทันที!”
พูดจบนางก็โยนกระดาษยันต์ไปให้เมิ่งชูถงและกู้หลินเยวียน จากนั้นก็แปะหนึ่งแผ่นลงบนตัวเอง ก่อนจะพุ่งออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
แค่เห็นความเร็วนี้ก็ตื่นเต้นสุดๆแล้ว!
ต้องแปะบ้างแล้ว!
เมิ่งชูถงจับกระดาษยันต์ในมือด้วยความตื่นเต้น ก่อนแปะบนเจ้ากวางขาวของนาง แต่นางไม่อยากน้อยหน้า แปะทีเดียวสามแผ่นไปเลย
นางอยากเป็นคนแรกที่วิ่งนำหน้า อยากทะยานขึ้นฟ้าทันที!
ทันทีที่แปะกระดาษยันต์สามแผ่น เมิ่งชูถงก็รู้สึกถึงภาพตรงหน้าที่พร่ามัว สายลมที่หวีดหวิวผ่านหูฟังราวกับเสียงของอสุรกายที่กำลังกรีดร้อง เส้นเลือดทั่วร่างเต้นตุบๆ หัวใจแทบจะกระเด็นออกมาจาก.อก
พอลืมตาขึ้น…
นางก็ลอยขึ้นฟ้าจริงๆ!
บทที่ 529: มีจำนวนจำกัด ใครฆ่าก่อนได้ก่อน
กู้หลินเยวียนเพิ่งจะได้ยันต์สามแผ่นมายังคิดอยู่ว่าจะติดแค่แผ่นเดียวหรือจัดเต็มทั้งสามแผ่นดี จู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งพุ่งผ่านไปจนเห็นเพียงภาพติดตา
ไม่กี่อึดใจถัดมา เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องสุดสะพรึงมาจากส่วนลึกของป่า
“กรี๊ด…”
เขาจึงเก็บยันต์อีกสองแผ่นที่เหลือไว้โดยไม่ลังเล แล้วแปะเพียงแผ่นเดียวเท่านั้น
เยี่ยหลิงหลงที่ตอนแรกก็แปะไปแค่แผ่นเดียวเพื่อให้หยวนกุนกุ่นค่อยๆปรับตัวแล้วค่อยเพิ่มทีหลัง เงยหน้าขึ้นมองเงาร่างที่พุ่งผ่านไปด้วยความเร็วราวกับสายฟ้า
เสียงกรีดร้องของเมิ่งชูถงดังลั่นป่า นางมองเห็นต้นไม้ข้างหน้าหักล้มเป็นแถบ ทุกต้นที่ล้มลงนั้นล้วนมีรอยแตกที่บันทึกท่าทางของผู้ก่อเรื่องไว้เป็นภาพชัดเจน
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงวิ่งผ่าน ก็ได้เห็นโพรงไม้ที่มีรอยบันทึกท่าทางพิสดารหลากหลายของเมิ่งชูถง นางเลยหยิบต้นหนึ่งที่มีท่าทางพิลึกพิลั่นที่สุดเก็บใส่แหวนมิติไว้อย่างขำๆ ตั้งใจว่าจะเอาไปทำเป็นแผ่นประตูให้เมิ่งชูถงเก็บไว้เป็นที่ระลึก
เมื่อหยวนกุนกุ่นปรับตัวเข้ากับความเร็วจากยันต์เร่งความเร็วแผ่นแรกได้แล้ว เยี่ยหลิงหลงก็แปะยันต์เพิ่มอีกแผ่น จากนั้นพอปรับตัวเข้ากับความเร็วสองแผ่นได้ นางก็แปะแผ่นที่สามทันที
เมื่อครบสามแผ่น หยวนกุนกุ่นก็เข้าสู่ความเร็วทะยานขึ้นฟ้า แต่ด้วยความสามารถและระดับการฝึกฝนที่สูงอยู่แล้ว มันจึงปรับตัวกับความเร็วได้อย่างรวดเร็ว แม้จะพุ่งไปด้วยความเร็วสูงแต่ก็ไม่หลุดการควบคุมจนมองไม่เห็นทาง
ตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงหันไปมองศิษย์พี่สามของนาง
ศิษย์พี่สามของนางเงียบๆไม่พูดไม่จา แต่ก็ไม่หลุดจากกลุ่ม ตอนนี้เขาก็แปะยันต์แผ่นที่สามแล้วเช่นกัน
เมื่อมั่นใจว่าเขาตามทัน เยี่ยหลิงหลงก็พาหยวนกุนกุ่นเร่งตามเมิ่งชูถงไป
พอไล่ตามทัน นางเห็นเมิ่งชูถงทั้งคนทั้งกวางพุ่งเข้าไปในลำธารเล็กๆ ถ้าไม่ได้มายืนอยู่ข้างลำธารแล้วเห็นอีกฝ่ายโผล่ขึ้นมาจากน้ำพร้อมกับกรีดร้องด้วยความตระหนก คงไม่คาดคิดว่านางจะพุ่งลงน้ำไปจริงๆแน่
เมิ่งชูถงพยายามกระเสือกกระสนกลางน้ำจนปลาทั้งลำธารตกใจพากันกระโดดขึ้นเหนือน้ำ เป็นภาพที่ชวนตะลึงและน่าถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกจริงๆ
ปลาหลีกระโดดประตูมังกรยังไม่กระตือรือร้นเท่านี้เลย!
หลังจากมองอยู่สักพัก เยี่ยหลิงหลงก็คว้าจังหวะตอนที่เมิ่งชูถงกระเสือกกระสนขึ้นมาแล้วฉีกกระดาษยันต์บนตัวกวางขาวออก
ทันทีที่กระดาษยันต์ถูกฉีก ความเร็วก็กลับมาเป็นปกติ ในที่สุดทุกอย่างก็สงบลงได้
ระหว่างนั้น เยี่ยหลิงหลงยังแอบหยิบปลาตัวที่กระโดดได้สูงที่สุดเก็บไว้ด้วย เพราะแรงดีขนาดนี้น่าจะอร่อยแน่ๆ
“น้องสาม!”
เมิ่งชูถงร้องไห้คร่ำครวญขณะพากวางขาวของนางปีนขึ้นมาจากลำธารในสภาพเปียกปอนและอับอาย
“ข้านึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอเจ้าอีกแล้ว!”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”
“นี่มันยันต์อะไรเนี่ย? ตื่นเต้นสุดๆ…” เมิ่งชูถงพูดพลางมองไปข้างหลัง แต่แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที “ตื่นเต้นขนาดนี้เลยหรือ! อ๊า!”
เยี่ยหลิงหลงไม่หันกลับไปมอง แต่นางก็รับรู้ได้ ริมฝีปากของนางยกยิ้มกว้างขึ้น ราวกับว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย
พอเห็นว่านางยังยิ้มอยู่ เมิ่งชูถงก็ร้องลั่นอย่างตื่นตระหนก “น้องสาม! มีหมาป่าหางดำเต็มไปหมดอยู่ข้างหลังพวกเจ้านะ!”
กู้หลินเยวียนเองก็ขมวดคิ้วแล้วเตือนขึ้น “ศิษย์น้องหญิงเล็ก! พวกเราถูกล้อมแล้ว!”
เมื่อเมิ่งชูถงหันกลับไปดู ก็พบว่ามีฝูงหมาป่าหางดำอยู่ฝั่งตรงข้ามของลำธารเช่นกัน นับคร่าวๆได้เกือบยี่สิบตัว ในขณะที่พวกเขามีกันแค่สามคน แถมยังมีคนเจ็บถึงสองคน!
“แปลกนะ หมาป่าหางดำพวกนี้มีระดับการฝึกฝนอยู่ที่ขอบเขตแปรเทวะขั้นกลาง ทำไมพวกเราถึงมาเจออสูรระดับนี้ได้? แถมเจอเป็นฝูงด้วย ทำไมกัน?”
ขณะที่เมิ่งชูถงยังคงงุนงงอยู่นั้น กู้หลินเยวียนก็พูดขึ้นด้วยสีหน้ากังวล
“ข้าเดาว่า ด้วยความเร็วที่พวกเราใช้วิ่งมา เราคงหลุดจากเขตฝึกฝนสำหรับขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นแล้ว ที่นี่น่าจะเป็นเขตฝึกฝนสำหรับขั้นกลาง และอาจเป็นจุดที่ทับซ้อนกับพื้นที่สำหรับขั้นปลายด้วย”
หา?
ทั้งๆที่พี่ชายของนางกำชับไว้เสียหลายรอบ เมื่อไม่ถึงหนึ่งเค่อที่แล้วแท้ๆ
ขณะที่เมิ่งชูถงรู้สึกใจหาย กู้หลินเยวียนก็ยังมีท่าทีสับสน แต่เยี่ยหลิงหลงกลับยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ พลางดึงกระบี่ยาวที่มีประกายหมอกสีแดงออกมาจากแหวนมิติ
นางยกกระบี่ขึ้นแล้วพูดอย่างฮึกเหิม
“ศิษย์พี่สามพูดถูก! พวกเรามาถึงจุดเริ่มต้นของการฝึกฝนครั้งนี้แล้ว ทุกคน ถึงเวลาลุยแล้ว!”
เดี๋ยวสิ ไม่ใช่ว่า หมาป่าหางดำพวกนี้อยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นกลางหรือ? แล้วนางแค่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นทำไมถึงกล้าขนาดนี้นะ?
“หมาป่าหางดำพวกนี้มีจำนวนจำกัด ใครฆ่าก่อนก็ได้ก่อน ฆ่าแล้วก็ไม่มีมาเสริม ข้าไม่เกรงใจละนะ”
พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ถือกระบี่พุ่งเข้าไปทันที ไม่ใช่แค่พุ่งเข้าไปคนเดียว แต่นางยังโยนไท่จื่อที่นอนอยู่บนหัวออกไปด้วย แถมยังดึง เจาไฉที่อยู่ในแหวนออกมาเสริมอีก เรียกได้ว่านางระดมกำลังเต็มที่ ขณะที่บรรพชนของนางเองก็เร่งตามเข้าไปเช่นกัน
หนึ่งคน หนึ่งราชาผี และสัตว์ภูตสองตัว กระโจนเข้าหาฝูงหมาป่าหางดำ เริ่มการสังหารไม่ยั้งทันที
บอกว่าจะฆ่า นางก็ฆ่าจริงๆ พอ.บอกจะแย่ง นางก็แย่งจริงๆ!
ดูท่าทางของเยี่ยหลิงหลงแล้ว เหมือนมาลุยเพื่อแย่งชิงทรัพยากรโดยเฉพาะ
จริงๆก็คือใครถึงก่อนก็ได้ก่อน มาช้าก็อาจไม่ได้แม้แต่ขนหมาป่าสักเส้น!
ทันทีที่หมาป่าหางดำสองตัวถูกฟันร่วงลง หุ่นกระดาษของเยี่ยหลิงหลงก็เริ่มงานเก็บซากทันที เมิ่งชูถงเห็นแล้วทนไม่ไหว! นางอยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นปลายที่มีพลังสูงที่สุด หากโดนน้องสามแย่งไปได้หมด จะไม่อับอายไปหน่อยหรือ?
ว่าแล้วนางก็หยิบกระบี่ยาวออกมาจากแหวนแล้วกระโดดเข้าร่วมการต่อสู้ พอเข้าไปก็เห็นว่าคุณสามีคนงามบอบบางที่บาดเจ็บหนักของนาง กู้หลินเยวียน ได้จัดการหมาป่าตัวหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว แถมเก็บซากใส่แหวนไปแล้วด้วย
สุดท้ายก็มีแค่นางคนเดียวที่มัวแต่ลังเล!
……
หมาป่าหางดำอยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นกลาง ซึ่งเยี่ยหลิงหลงก็เคยต่อสู้กับระดับนี้ในการทดสอบครั้งสุดท้ายในหอคอยเก้าชั้นฟ้า ตอนนั้นนางก็จัดการได้เช่นกัน ดังนั้น การสู้กับหมาป่าเหล่านี้จึงไม่เป็นปัญหาแม้แต่น้อย เพียงแค่ช้าลงหน่อยเท่านั้น
เพราะไม่อยากให้ธุรกิจเก็บซากสุดโปรดของตัวเองถูกใครแย่งชิง เยี่ยหลิงหลงจึงใช้ทุกตัวช่วยที่มี ไม่ว่าอะไร นางจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด!
หลังจากการต่อสู้นองเลือดจบลง หมาป่าหางดำทั้งยี่สิบกว่าตัวก็ถูกฆ่าตายจนหมด เลือดนองเต็มพื้น แต่กลับไม่เห็นซากเหลืออยู่เลย
เพราะทุกคนรู้ดีว่าถ้าฆ่าแล้วไม่รีบเก็บ หันไปอีกทีก็อาจไม่เหลืออะไรให้เก็บ ฉะนั้นจึงไม่มีใครกล้าประมาท
เยี่ยหลิงหลงนับซากที่เก็บมาได้ในแหวน เสียงนางยิ่งนับก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ
“แปด เก้า สิบ สิบเอ็ด! หมาป่าหางดำสิบเอ็ดตัวนี่ขายได้เงินไม่น้อยเลยนะ!”
พอได้ยินเสียงของเยี่ยหลิงหลง กู้หลินเยวียนและเมิ่งชูถงก็รีบเปิดแหวนมิติของตัวเองเพื่อนับบ้าง
“ข้าได้แค่เจ็ดตัว” กู้หลินเยวียนพูดอย่างเสียดาย ศิษย์น้องหญิงเล็กนี่ช่างแย่งเก่งจริงๆ
เมิ่งชูถงมองจำนวนหมาป่าหางดำในแหวนที่มีอยู่น้อยนิด ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
ห้าตัว… นางได้แค่ห้าตัวเท่านั้น!
ทั้งๆที่นางมีการฝึกฝนสูงที่สุด กลับกลายเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม! จำนวนเท่านี้จะพูดออกมาได้ยังไง? นี่มันเกิดขึ้นจริงๆหรือ?
ตอนนั้นก่อนเริ่มการต่อสู้ นางมัวคิดอะไรอยู่นะ?
โอ้ ใช่แล้ว นางกำลังคิดว่านางจะดูแลสองคนนี้ไหวไหม
สุดท้ายแล้ว ตัวตลกดันกลายเป็นตัวนางเอง!
ขณะที่เมิ่งชูถงกำลังอึ้งอยู่ ก็ได้ยินเยี่ยหลิงหลงร้องว่า “อ๊ะ?”
เมื่อเงยหน้ามอง เห็นเยี่ยหลิงหลงเก็บของทุกอย่างเรียบร้อย แล้วกำลังเดินไปยังจุดหนึ่งในป่าลึก แถมยังหันกลับมาส่งสัญญาณให้พวกเขาตามไปด้วย
“น้องสาม! พี่ชายข้ากำชับไว้…”
“พี่ชายเจ้ากำชับให้ข้านำกลุ่ม ดังนั้นต้องฟังข้าสิ”
เมิ่งชูถงรู้สึกโล่งใจทันที แถมยังตื่นเต้นมากขึ้นด้วย
ใช่แล้ว เขาพูดไว้เองนี่นา!
บทที่ 530: หัวหน้ากลุ่ม...หัวหลุดกระเด็นลงพื้นไปแล้ว
เมิ่งชูถงวิ่งตามเยี่ยหลิงหลงไปอย่างไร้กังวล
แต่พอเดินไปสักพักนางก็เริ่มสังเกตเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงก้มตัวต่ำลงเรื่อยๆ ทำให้ทั้งสามคนจากที่เดินอย่างมั่นใจกลายเป็นย่องอย่างระมัดระวังแทน
เมื่อไปถึงจุดหมาย ทั้งสามคนก็ซ่อนตัวอย่างระมัดระวังหลังพุ่มไม้หนา
เมื่อมองไปข้างหน้า พวกเขาเห็นวิหคสามหางอสนีม่วงขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย ตัวมันใหญ่โต ขนเป็นสีดำสนิทและมีประกายสายฟ้าสีม่วงอ่อนล้อมรอบ ปีกที่กางออกนั้นยาวเกินสามจั้ง มันบินได้รวดเร็วมาก มีจะงอยปากแหลมยาวและกรงเล็บคมกริบที่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้า
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกถึงพลังอันน่ากลัวของมันได้จากระยะไกล แม้แต่การกระพือปีกเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ต้นไม้รอบๆสั่นไหว และเมื่อมันจิกปากลงมา ก็สามารถฟาดต้นไม้ให้แยกออกเป็นสองซีกราวกับคมดาบ
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคงหนีไม่พ้นสายฟ้าสีม่วงบนตัวมัน ใครก็ตามที่โดนเข้าย่อมไม่มีทางรอดจากสายฟ้านี้ไปได้
ดูอย่างผู้โชคร้ายที่กำลังโดน ‘รักษาด้วยไฟฟ้า’ อยู่ตอนนี้ ใบหน้าไร้ซึ่งความหวังของพวกเขาบอกชัดว่า อีกไม่นานคงจะได้บินขึ้นสวรรค์ไปพร้อมกับสายฟ้านี้
“เป็นวิหคสามหางอสนีม่วงจริงๆ” กู้หลินเยวียนถอนหายใจ
“มันเก่งมากหรือ?” เยี่ยหลิงหลงถาม
เมิ่งชูถงอธิบาย “ต้องใช้คำว่าสุดยอดเลยล่ะ สายฟ้ามีหลายชนิด พื้นฐานที่สุดคือสีขาว แต่ถ้ามีสีเมื่อไหร่ก็หมายความว่าดุดันขึ้นเรื่อยๆ และสีต่างๆก็มีลำดับความแข็งแกร่ง สีที่อ่อนที่สุดคือสีแดง ไล่เป็นสีส้ม เหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน ม่วง โดยสีม่วงคือสายฟ้าที่ทรงพลังที่สุด”
กู้หลินเยวียนกล่าว “วิหคสามหางอสนีม่วงตัวนี้ แม้แต่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนก็ยังถือเป็นสัตว์ที่หายาก สายฟ้าสีม่วงของมันบริสุทธิ์มาก พลังแข็งแกร่ง และเป็นสายพันธุ์ที่มีค่า”
เมิ่งชูถงเสริม “ใช่แล้ว น้องสาม ถึงมันจะอยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย แต่มันก็สามารถสู้กับผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาได้เลย ถ้าคนในเขาขวางวั่งจับมันกลับไปลงแข่งในงานประลองสัตว์อสูรล่ะก็...”
“ชนะแน่นอนใช่ไหม?”
“ชนะแน่นอน! ที่สำคัญคือคงไม่มีใครกล้าท้าสู้ พวกเขาคงข้ามไปหาที่สองกันเลย”
เยี่ยหลิงหลงถึงกับตกใจ นี่มันสุดยอดไปเลย
“แต่ถ้าจับไปก็ฝึกให้เชื่องยากใช่ไหม?”
“สัตว์ภูตเท่านั้นที่ฝึกได้ ส่วนสัตว์อสูรอย่างนี้ฝึกไม่ได้ ถ้าจับไปก็มีสองทางคือ ฆ่าเอาทรัพยากรจากร่างของมัน หรือเก็บไว้ใช้เพื่อป้องกันตัวเวลาต่อสู้ วิหคสามหางอสนีม่วงตัวนี้มีค่าทั้งตัว แม้แต่ขนที่ร่วงก็ขายได้ราคาดี”
เมิ่งชูถงอธิบายต่อ “รู้เรื่องการใช้สัตว์อสูรป้องกันตัวไหม? อย่างเช่นพวกคนที่กำลังจะโดนเล่นงานอยู่ตอนนี้ ถ้าพวกเขามีสัตว์อสูรที่ทรงพลังติดตัว แค่ปล่อยออกไปให้สู้กับสัตว์อสูรอีกตัวหนึ่ง ทั้งสองตัวก็จะตีกันเอง เปิดโอกาสให้พวกเขาหนีไปได้”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าเห็นด้วย
“งั้นก็หมายความว่าการจับเป็นสัตว์อสูรพวกนี้ก็มีประโยชน์เยอะเลยสิ พวกเราควรจับติดมือกลับไปหลายๆตัวนะ”
ไม่ทันขาดคำ เมิ่งชูถงกับกู้หลินเยวียนก็หันขวับมามองนางพร้อมกันทันที
จับหลายๆตัว? นี่เจอสัตว์อสูรระดับนี้แล้วแน่ใจว่าจะไม่โดนมันจับไปแทนรึ?
แต่เยี่ยหลิงหลงไม่ได้สังเกตสายตาของพวกเขา นางกำลังคิดแผนการในใจอย่างสบายอารมณ์ ว่าจะจับสัตว์อสูรกลับไปให้เยอะๆ ตัวไหนสวยก็ขาย ตัวไหนน่าเกลียดก็เอาไว้ใช้สู้
เมื่อก่อน ตอนที่อยู่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่าง เวลานางสู้ไม่ไหวแล้วต้องหนี มักใช้ปืนกลยิงกราด แต่ประสิทธิภาพของมันต่ำเกินไป ทั้งยังเปลืองกระดาษยันต์สุดๆ คิดไปคิดมาการปล่อยสัตว์อสูรออกมาสู้แทนน่าจะดีกว่า ถ้าสู้ชนะได้ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ เผลอๆยังอาจพลิกกลับมาชนะได้ด้วย
คิดได้แบบนี้ เยี่ยหลิงหลงเหมือนกับพบโลกใบใหม่เลยทีเดียว
เช่น วิหคสามหางอสนีม่วงตัวนี้ นางก็อยากได้มันมาครอบครองสักตัวเหมือนกัน
ดูท่าว่าพวกศิษย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจะเอาชนะมันไม่ไหว แม้จะมีกันเก้าคน การฝึกฝนอยู่ที่ขอบเขตแปรเทวะขั้นกลางกันหมด แต่ตอนนี้กำลังโดนเจ้านกสามหางไล่จิกแบบเปลี่ยนโฉมใหม่ไปตามๆกัน
ผมฟูฟ่องชี้โด่เด่ หน้าเต็มไปด้วยรอยดำคล้ำ เสื้อผ้าขาดวิ่น ดูเหมือนเหล่าวัยรุ่นสุดจี๊ดจากยุค90 ที่แต่งตัวทรงผมจัดเต็มแบบพังก์ไม่มีผิด
อีกไม่นาน พวกเขาคงได้จบชีวิตในสภาพสุดเท่แล้วกลายเป็นตำนานไปกับฟ้าดิน
“อ๊ะ?”
เยี่ยหลิงหลงอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ
"ทำไมข้ารู้สึกว่ามีบางคนดูคุ้นๆนะ? ดูคนที่กระโดดแล้วเอาหน้าชนต้นไม้นั่นสิ...เอ่อ ช่างเถอะ ดูไม่ออกจริงๆ งั้นดูคนที่โดนเหวี่ยงหัวฟาดพื้น...โอ้ เลือดท่วมจนจำหน้าไม่ได้เลย งั้นๆมองคนทางซ้ายที่พุ่งตรงมาทางเรานั่นดีกว่า หันหน้ามาทางนี้เต็มๆเลย!"
เมิ่งชูถงกับกู้หลินเยวียนพยายามมองตามที่นางบอกอย่างตั้งใจ แต่แต่ละคนโดนสายฟ้ากระหน่ำจนหน้าตาดูไม่ออกเลยสักคน
"น้องสาม ข้าจำหน้าไม่ได้หรอกนะ แต่จำชุดได้ พวกนั้นเป็นศิษย์สำนักอู๋ซวงแน่ๆ"
เยี่ยหลิงหลงถึงกับเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นมาทันที!
ก็ใช่น่ะสิ คนพวกนี้ก็คือพวกศิษย์จากสำนักอู๋ซวงนั่นเอง! และคนที่พุ่งมาทางนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นเฝิงกวงเลี่ยง ศัตรูคู่แค้นตัวฉกาจของนางเลยนี่นา!
ดูท่าทางแล้ว เจ้าสำนักคงยอมทุ่มเงินก้อนโตไถ่ตัวพวกเขากลับไปสินะ?
ไม่แน่ว่าเฝิงกวงเลี่ยงอาจจะเป็นลูกนอกสมรสของเจ้าสำนักก็ได้ ถึงได้รับการดูแลดีขนาดนี้!
“โอ้! นี่มันศัตรูคู่แค้นชัดๆ!” เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ในเมื่อเจอกันแล้ว ก็ถือว่าเป็นวาสนา พวกเราต้องทำอะไรสักอย่างให้การพบกันครั้งนี้มีประกายไฟที่ยากจะลืมสักหน่อย”
“ข้านึกออกแล้ว ตอนนั้นในสนามประลองสัตว์อสูร ใช่พวกศิษย์สำนักอู๋ซวงพวกนี้ไหมที่ใส่ร้ายเจ้า หวังให้พ่อข้าสั่งประหารเจ้าน่ะ?”
“ใช่เลย คนที่พุ่งตรงมาทางเรานั่นแหละ หัวโจกตัวดี!”
“น่ารังเกียจนัก! บังอาจมารังแกศิษย์น้องหญิงเล็กของข้า เรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ พวกเขาขวางวั่งเราไม่ยอมเสียเปรียบเด็ดขาด! วันนี้ข้าจะช่วยเจ้าเอาคืนเอง เรื่องสู้แบบนี้ข้าถนัดอยู่แล้ว แค่พวกสามหาวนี่ ข้าจัดการได้สบายๆ!”
เมิ่งชูถงพูดไปพลางถกแขนเสื้อเตรียมพร้อม แต่พอหางตาเหลือบไปเห็นกู้หลินเยวียน ก็รีบดึงแขนเสื้อกลับลงไปตามเดิม
“น้องสาม เอ่อ...ข้าหมายถึงว่าเจ้าบาดเจ็บอยู่ ข้าต้องดูแลเจ้าเอง งานหนักๆปล่อยให้ข้าจัดการเถอะ เหนื่อยนิดหน่อยไม่เป็นไร”
คำพูดนี้ของเมิ่งชูถงไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากกู้หลินเยวียน เขายังคงมองไปข้างหน้า ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
“ใครที่บังอาจมารังแกศิษย์น้องหญิงเล็กของข้า เรื่องนี้ปล่อยไปไม่ได้แน่ ไม่อย่างนั้นใครๆคงคิดว่าเจ้ายังเด็กและรังแกง่าย ใครเห็นก็คงอดใจไม่ไหวอยากจะเข้ามาหยิกสักที”
เมิ่งชูถงได้ยินคำพูดนี้แล้วคิดตามอยู่สักพัก ประโยคที่ว่า ‘ศิษย์น้องของพวกเรา’ ฟังแล้วรู้สึกดีจริงๆ ดูท่าว่าทั้งสองคนจะเข้าถึงบทบาทศิษย์พี่ศิษย์น้องแห่งสำนักชิงเสวียนไม่น้อยเลยทีเดียว
“ใช่แล้ว ต้องแก้แค้นให้ศิษย์น้องของเราสักหน่อย”
เมิ่งชูถงพูดจบ เยี่ยหลิงหลงกับกู้หลินเยวียนก็หันขวับมามองนางพร้อมกัน สีหน้าทั้งคู่ดูไม่เป็นมิตรเอาซะเลย
“สำนักชิงเสวียนเขารับศิษย์เข้มงวดมาก”
“เจ้าน่ะยังขาดคุณสมบัติไปนิด”
……
เมิ่งชูถงถึงกับอึ้งไป พูดตั้งหลายประโยคกลับไม่มีประโยคไหนได้ผลเท่าประโยคนี้!
น้องสามกับสามีในอนาคต(?) หันมาสนใจนางพร้อมกัน!
ขณะที่ทั้งสามหันไปคุยกันอยู่นั้น ก็มีเสียง ‘ปัง’ ดังมาจากข้างหน้า
หัวหน้ากลุ่ม… หัวหลุดกระเด็นลงพื้นไปเรียบร้อยแล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment