บทที่ 531: ปีศาจสาวจากที่ไหนกัน? ทำให้จิตแห่งเต๋าของข้าปั่นป่วนไปหมด!
เยี่ยหลิงหลงเห็นท่าไม่ดี จึงลดเสียงลงกระซิบกระซาบแผนการบางอย่างกับทั้งสองคน
ในขณะเดียวกัน เฝิงกวงเลี่ยงที่ถูกวิหคสามหางอสนีม่วงฟาดตกลงกระแทกพื้น รู้สึกเจ็บแสบไปทั้งห้าอวัยวะภายใน โดยเฉพาะศีรษะที่กระแทกพื้นไปก่อน อาการปวดที่ศีรษะนั้นแย่ที่สุด ถ้าไม่ใช่เพราะเขาหัวแข็งจริงๆ ป่านนี้คงสมองกระจายไปแล้ว
ความเจ็บปวดนี้ทรมานเหลือเกิน และเขารู้ดีว่ายังไม่จบลงง่ายๆ แม้ไม่ถึงกับต้องตายตรงนี้ แต่กว่าจะหนีออกไปได้คงต้องโดนซ้อมหนักอีกรอบแน่ๆ
เขาส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือออกไปนานแล้ว แต่ศิษย์พี่ใหญ่ก็ยังไม่โผล่มาเสียที จะให้รอจนพวกเขาทุกคนตายหมดก่อนแล้วค่อยโผล่มาหรือยังไง?
ได้โปรดมีใครมาช่วยเขาทีเถอะ! ช่วงนี้เขาดวงซวยมากเกินไปแล้วจริงๆ!
ขณะที่เขาคร่ำครวญอยู่ในใจ พลางพยายามรวบรวมกำลังเพื่อจะลุกขึ้น เขาก็เห็นรองเท้าคู่หนึ่งที่เล็ก สวย และประณีต ปรากฏอยู่ตรงหน้า
มีคนมาช่วยแล้ว!
แต่พอเงยหน้าขึ้นสบกับแววตาอ่อนโยนของเยี่ยหลิงหลง เขาก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง
ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ทั้งๆที่ยังไม่โดนจู่โจมที่จุดสำคัญแล้วก็ไม่ได้เตรียมจะขึ้นสวรรค์ แต่ทำไมถึงเห็นภาพหลอนแบบนี้?
เพียงสองอึดใจถัดมา ร่างของเฝิงกวงเลี่ยงก็สะดุ้งเฮือกเด้งขึ้นจากพื้น
หรือว่า… นี่อาจไม่ใช่ภาพหลอน แต่นางมาอยู่ที่นี่จริงๆ!?
เมื่อเขายืนขึ้น พยายามทรงตัวอยู่หลายครั้งก็เห็นว่าเยี่ยหลิงหลงยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ยิ้มหวานให้เขาด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนไม่มีความแค้นส่วนตัวใดๆปนอยู่เลย แถมยังดูอบอุ่นเล็กๆด้วยซ้ำ
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
“ผ่านมาพอดี เจ้าต้องการความช่วยเหลือไหม? ข้าช่วยได้นะ”
“เจ้าใจดีขนาดนั้น?”
“ข้าเป็นคนจิตใจดีอยู่เสมอนะ”
เฝิงกวงเลี่ยงยิ้มเยาะเตรียมจะยกมุมปากขึ้นเย้ยหยัน แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นทันที เขายังยกมุมปากฝั่งซ้ายขึ้นได้ไม่ทันข้างขวา เสียง ‘เปรี้ยง!’ ก็ดังขึ้นเมื่อสายฟ้าจากวิหคสามหางอสนีม่วงฟาดลงมาที่เขาพอดี
ผลคือมุมปากขวาของเขายกไม่ขึ้นอีกต่อไป และมุมปากซ้ายก็แข็งค้างอยู่ที่เดิม
จากรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ดูน่าหมั่นไส้จึงกลายเป็นรอยยิ้มแปลกๆที่ชวนให้สะดุดใจ เหมือนยิ้มแบบชั่วร้ายอย่างมีเสน่ห์
เขาค้างท่านั้น เอียงปากเบิกตากว้าง แล้วก็ ‘ตุบ!’ ล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง
ขณะที่ยังไม่หมดสติ ร่างแข็งทื่อในท่าเบี้ยวๆของเฝิงกวงเลี่ยงก็เห็นเยี่ยหลิงหลงยื่นหน้ามาใกล้พร้อมกับถามด้วยเสียงนุ่มๆ
“ต้องการความช่วยเหลือไหม?”
เฝิงกวงเลี่ยงพยายามอ้าปาก สุดแรงที่มีก็พูดออกมาได้แค่คำเดียว
“ไม่…”
เพียะ!
ฝ่ามือเล็กฟาดลงที่ใบหน้าจนเกิดเสียงดังลั่น ทำให้ปากเบี้ยวๆของเขากลับมาเป็นปกติทันที
“ทีนี้พูดได้แล้วนะ”
ความเจ็บแสบแผ่ซ่านไปทั่วซีกแก้ม เฝิงกวงเลี่ยงถึงกับเดือดดาล แหกปากด่าออกมาอย่างหงุดหงิด
“ไอ้… เอ๊ะ? พูดได้จริงๆด้วย”
“ไม่หลอกหรอก” เยี่ยหลิงหลงยิ้มพลางยื่นมือออกมา “ค่ารักษาหนึ่งพันหินวิญญาณ”
……...
“ฝันไปเถอะ! ต่อให้ตายข้าก็ไม่...”
เขายังพูดไม่ทันจบ เยี่ยหลิงหลงก็จ่อปลายกริชที่ลำคอของเขาทันที
“พูดต่อสิ”
“ข้าต่อให้ตายก็จะไม่โกงค่ารักษาหรอก!”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าอย่างพอใจ
“ข้าน่ะไม่ชอบปล้นหรอกนะ เงินทุกเหรียญ หินวิญญาณทุกก้อนที่ได้มาคือค่าตอบแทนจากการทำงาน เจ้าเพิ่งได้รับการรักษาไปแบบเห็นผลทันที หินวิญญาณพันก้อนนี้นับว่าคุ้มค่าแล้ว”
...……
เฝิงกวงเลี่ยงน้ำตาคลอเบ้า ยอมควักหินวิญญาณออกมา
“ว่าแต่ เจ้าไม่สงสัยอะไรบ้างหรือที่เห็นข้าอยู่ตรงนี้?”
เฝิงกวงเลี่ยงเงยหน้ามองเยี่ยหลิงหลง ไม่ใช่แค่สงสัยนิดเดียว แต่สงสัยเต็มหัวจนไม่รู้จะเริ่มถามจากตรงไหน
“อย่างเช่น ทำไมข้าถึงอยู่ในเขตโจมตีของวิหคสามหางอสนีม่วงแต่ไม่โดนมันเล่นงานเลยล่ะ?”
เฝิงกวงเลี่ยงถึงกับสะดุ้ง จริงด้วย!
เมื่อกี้นางยืนอยู่ตรงหน้าเขาชัดๆ แต่ตอนที่เขาโดนสายฟ้าฟาด นางกลับไม่เป็นอะไรเลย
“ทำไมล่ะ?”
“ถามได้ดี แต่คำปรึกษาเรื่องนี้ต้องจ่ายต่างหาก ห้าพันหินวิญญาณ”
ไม่ใช่ว่า… ถ้ามีแค้นก็แค่ลงมือฆ่าไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?
แบบนั้นเขาจะได้มีโอกาสตอบโต้ อาจจะสู้จนตายไปด้วยกัน หรือเรียกสหายมาช่วยรุมสู้ก็ยังได้ จะอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น
แต่นางกลับเลือกไม่ทำแบบนั้น เลือกจะ ‘เชือด’ เขาทีละนิดทีละหน่อยให้ทรมานใจ พอจะทนรับได้ แต่ก็ยากที่จะยอมรับเต็มที
“งั้นข้าไม่ถามแล้ว!”
เฝิงกวงเลี่ยงยังพอมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่บ้าง เขากัดฟันลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก คิดในใจว่าต้องทำให้นางรู้สึกเสียดายบ้างล่ะ แต่พอหันไปดู ก็เห็นนางเดินจากไปอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปหาเป้าหมายลูกค้ารายใหม่โดยไม่ลังเล
อะไรกัน…
ทำธุรกิจไม่คิดจะโน้มน้าวลูกค้าเพิ่มอีกหน่อยหรือ?
ขณะที่เฝิงกวงเลี่ยงยังอึ้งไม่หาย ก็ได้ยินเสียง ‘เปรี้ยง!’ สายฟ้าอีกสายฟาดลงมาจากข้างหลังอีกรอบ คราวนี้เขาถูกเล่นงานจนลงไปนอนกองกับพื้นอีกครั้ง
..……
ทำไมถึงเป็นแบบนี้? ทำไมทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้โดนสายฟ้าเล่นงานหมด แต่นางกลับไม่โดนอะไรเลย?
แถมยังใส่เสื้อคลุมสีแดงสดสะดุดตาขนาดนั้น สีแรงขนาดนี้ สายฟ้าไม่น่าพลาดเป้าเลยนะ!
เฝิงกวงเลี่ยงที่นอนตกตะลึงบนพื้นพลันเข้าใจขึ้นมาอย่างกระจ่างแจ้ง แม้จะต้องเสียหินวิญญาณห้าพันก้อนก็คงไม่เลว ทำไมต้องมาเหนื่อยแบบนี้ด้วยนะ
ในใจเขาตะโกนขึ้นอย่างหมดหวัง กลับมาเถอะ ขอร้องล่ะ!
แต่เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ยิน และไม่ได้คิดจะหันกลับมา เพราะลูกค้ารายใหม่ของนางดูมีความสุขดีที่ได้เจอนาง
บางทีเพราะลูกค้ารายนี้ไม่เคยถูกเขาขวางวั่งจับตัวไปหรือมีเรื่องบาดหมางกับนางมาก่อน จึงไม่ได้ลังเลใจแต่อย่างใด เขายอมจ่ายเงินหนึ่งหมื่นหินวิญญาณเพื่อซื้อยันต์กลิ่นปีศาจจากนางทันที
หลังจากที่เขาจ่ายเงิน เยี่ยหลิงหลงก็แปะยันต์ลงบนตัวเขาเบาๆแล้วเดินจากไป เขาเองหันไปมองก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติบนร่างกายจนเริ่มสงสัยว่าโดนหลอกหรือเปล่า
“แค่นี้เองหรือ?”
“แค่นี้แหละ”
“ข้าจะลุกแล้วนะ! ถ้าข้ายังโดนโจมตีอยู่ ข้าจะถือว่าเจ้าโกงข้านะ ต่อให้ตายก็จะตามไปเอาคืน!”
“ไม่ต้องห่วง ข้าซื่อสัตย์ยุติธรรมแน่นอน ออกนอกบ้านในนามสำนักผู้ทรงคุณธรรม ข้านี่แหละคนที่ทำแต่งานสุจริตไม่คิดจะปล้น”
เมื่อเยี่ยหลิงหลงรับประกัน ศิษย์คนนั้นก็พยายามยันตัวลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก แล้วรีบหันไปมองวิหคสามหางอสนีม่วงด้วยสายตาระแวดระวัง
ตอนนี้เจ้านกตัวนั้นกำลังสู้กับศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นอยู่โดยไม่สนใจเขาเลย!
เขาแอบย่องถอยหลังไปสองสามก้าว จากนั้นรีบวิ่งสุดกำลัง
ไม่โดนจับ ไม่โดนสายฟ้า วิ่งตัวปลิวมองพวกศิษย์ร่วมสำนักโดนฟาดจนตัวลอยกันไปทีละคน ยิ้มร่าแล้วกระโดดลาจากอย่างสุขใจ!
พอเห็นเขาวิ่งหนีออกมาอย่างราบรื่น เฝิงกวงเลี่ยงที่นอนแหมะอยู่กับพื้นถึงกับชกพื้นด้วยความคับแค้นใจ หมัดกระทบพื้นจนฝุ่นดินฟุ้งกระจายขึ้นใส่หน้าเต็มๆ
แค้น! เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ใครจะมาสนใจเรื่องศักดิ์ศรีกันเล่า?
โมโห! ไอ้ศิษย์น้องตาบอดนั่นทำไมถึงได้เชื่อเยี่ยหลิงหลงง่ายๆขนาดนั้น?
เขาเพิ่งจะวิ่งออกไปได้ไม่ไกลนัก ก็ถูกเยี่ยหลิงหลงขวางไว้
“อะไร?”
“เจ้าจะไม่สนใจศิษย์ร่วมสำนักของเจ้าแล้วหรือ?”
ศิษย์คนนั้นหันกลับไปมองศิษย์คนอื่นๆที่กำลังโดนจิกตีหลายครั้ง
“ข้ายังเอาชีวิตตัวเองไม่รอดเลย จะช่วยพวกเขาได้ยังไง?”
“นี่ไง ข้าอยู่นี่ไง”
ศิษย์คนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง
“เจ้าไปบอกพวกเขาให้หน่อย ให้พวกเขายอมจ่ายข้าคนละหนึ่งหมื่นสองพันหินวิญญาณ แบ่งกันหมื่นหนึ่งเป็นของข้า อีกสองพันเป็นของเจ้า เจ้าก็ได้ช่วยเหลือศิษย์ร่วมสำนัก ส่วนข้าก็ได้หินวิญญาณของข้า แบบนี้เราทั้งคู่ล้วนได้ประโยชน์ หวานๆเลย!”
เด็กผู้หญิงเสื้อคลุมสีแดงคนนี้เป็นปีศาจสาวจากที่ไหนกัน?
ทำให้จิตแห่งเต๋าของข้าปั่นป่วนไปหมด!
บทที่ 532: สี่คนโดนซัดเท่ากับเก้าคน
สิ่งที่ผู้ฝึกตนกลัวที่สุดคือจิตแห่งเต๋าไม่มั่นคง เพราะหากจิตหวั่นไหวก็มีโอกาสพังทลายทันที
เช่นในตอนนี้ ฟางเจี้ยนปัวหันหลังกลับไปอย่างไม่ลังเล ทั้งคอยหลบแรงกระแทกจากการโจมตีของวิหคสามหางอสนีม่วง พลางพยายามเข้าไปใกล้เหล่าศิษย์ร่วมสำนักที่กำลังทุกข์ทรมาน
“ตรงนั้นมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง รับจ้างช่วยชีวิตครั้งละหนึ่งหมื่นห้าพันหินวิญญาณ สนใจจะลองไหม?”
“โห! แพงเกินไปแล้ว ไม่เอาหรอก!”
“ก็ตามใจนะ ยังไงเดี๋ยวศิษย์พี่ใหญ่ก็จะมาช่วยพวกเจ้าแล้ว พยายามอดทนกันอีกหน่อยนะ อย่าเพิ่งตายก่อนเขามาถึงก็แล้วกัน”
ฟางเจี้ยนปัวพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปโดยไม่ตื๊อต่ออีกแม้แต่คำเดียว ทำให้ดูเหมือนว่านี่เป็นโอกาสที่ใครๆก็อยากจะคว้าไว้ และหากพลาดไปก็มีแต่เสียใจไปจนวันตาย
ศิษย์คนนั้นรีบดึงเขาไว้
“เดี๋ยว! เมื่อกี้เจ้าบอกว่าช่วย ‘พวกเจ้า’ งั้นเจ้าไม่นับตัวเองอยู่ในนั้นหรือ?”
“ใช่สิ ตอนนี้ข้าไม่โดนโจมตีแล้ว เลยไม่ต้องให้ใครมาช่วย”
พูดจบ ฟางเจี้ยนปัวก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วทันใดนั้น ศิษย์คนนั้นก็โดนสายฟ้าฟาดลงมา แม้เขาจะพยายามหลบให้ไวที่สุดแล้ว แต่พลังสายฟ้าของวิหคสามหางอสนีม่วงทั้งรุนแรงและแม่นยำ ต่อให้หลบก็ยังไม่พ้นอยู่ดี
เมื่อเขาถูกสายฟ้าฟาดจนลงไปนอนแผ่อยู่บนพื้น สิ่งแรกที่เขาทำคือคว้าข้อเท้าของฟางเจี้ยนปัวไว้แน่น
“อย่า… ไป!”
ฟางเจี้ยนปัวย่อตัวลงไปถามอย่างใจเย็น
“ว่ายังไง?”
“ข้า… จะ… จ่ายเงิน!”
“พูดตั้งแต่แรกก็จบแล้ว จะได้ไม่ต้องโดนฟาดซ้ำ ชอบเจ็บตัวนักหรือไง”
..……
นี่มันอะไรกัน! ตกลงข้ากับเจ้าเป็นศิษย์ร่วมสำนักกัน หรือว่าเจ้าสนิทกับนางมากกว่ากันแน่?
ปกติถึงเจ้าจะกวนๆ แต่ในช่วงเป็นตายแบบนี้ จะมีน้ำใจให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องบ้างไม่ได้หรือยังไง?
พริบตาเดียว เยี่ยหลิงหลงก็ปิดการขายได้ถึงห้าราย กวาดหินวิญญาณเข้ากระเป๋าไปห้าหมื่น ส่วนฟางเจี้ยนปัวก็ทำเงินได้อีกสองหมื่นจนยิ้มแก้มปริ
ขณะเดียวกัน ไม่ไกลออกไป เฝิงกวงเลี่ยงที่ยังนอนแหมะอยู่โดนฟาดสายฟ้าซ้ำอีกครั้ง กลิ่นไหม้ของเนื้อโชยออกมาจนอบอวลไปทั่วร่าง เจ็บกายแต่เจ็บยิ่งกว่าคือที่ใจ เขาพยายามโบกมือเรียกฟางเจี้ยนปัว แต่ดูเหมือนฟางเจี้ยนปัวและเยี่ยหลิงหลงจะทำเป็นไม่เห็น ซึ่ง…ก็น่าจะตั้งใจทำเป็นไม่เห็นจริงๆ
ตั้งใจแน่นอน
“อีกสี่คนที่เหลือนี่ไม่คิดจะถามหน่อยหรือ?”
“ไม่ล่ะ พวกนั้นมีปัญหากับข้าและเขาขวางวั่งมาแต่แรก พวกเขาไม่มีทางยอมจ่ายหรอก พวกนั้นกระดูกแข็งจะตาย อีกอย่าง ถ้าพวกนั้นวิ่งหนีไปกันหมด วิหคสามหางอสนีม่วงก็ไม่มีเป้าหมายแล้ว คงหันกลับมาล่าพวกเจ้าแทนไม่ใช่หรือ?”
นั่นสิ… สหายตายได้ แต่ข้าต้องรอด แบบนี้ไม่เอาเด็ดขาด
ฟางเจี้ยนปัวพยักหน้า จะกระดูกแข็งหรือไม่ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ กระดูกของพวกเขาแกร่งดี เผลอๆ พอโดนทดสอบไปเยอะๆ อาจแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้นก็ได้
เขามองดูเหล่าศิษย์ที่ได้รับการช่วยเหลือวิ่งหนีไปไกล รู้สึกว่าตัวเองก็ได้เวลาต้องเผ่นบ้างแล้ว
“งั้นข้าขอตัวก่อนนะ?”
“อืม รีบไปเถอะ”
ฟางเจี้ยนปัวกำลังจะไป แต่ทันใดนั้นเขาก็หยุดแล้วหันกลับมาหาเยี่ยหลิงหลง
“จริงสิ เจ้าก็รีบหนีด้วยเถอะ”
“ทำไมล่ะ?”
“ตอนที่เราเจอวิหคสามหางอสนีม่วงตัวนี้ พวกเราส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปให้ศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักอู๋ซวงแล้ว เขาน่าจะได้รับข่าวและกำลังเดินทางมาที่นี่ ศิษย์สี่คนนั้นมีเรื่องบาดหมางกับเจ้าใช่ไหม? ถ้าพวกเขารอดไปแล้วแจ้งว่าเด็กสาวจากสำนักชิงเสวียนไม่ยอมช่วยเหลือ ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขาคงไม่ปล่อยเจ้าไปแน่”
เยี่ยหลิงหลงถึงกับแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
ยังมีตัวช่วยเสริมมาอีกหรือ? มิน่าเฝิงกวงเลี่ยงถึงยอมฝืนทนอยู่แบบนั้น โดยไม่ยอมจ่ายหินวิญญาณห้าพันก้อน โชคดีที่นางรู้เรื่องนี้ ไม่งั้นคงเสียเปรียบไปมากทีเดียว
“ขอบคุณมากเลย ศิษย์พี่”
“ไม่เป็นไร ข้าฟางเจี้ยนปัวจากสำนักอู๋ซวง ขอทราบนามศิษย์น้องหญิงได้หรือไม่?”
“เยี่ยหลิงหลง จากสำนักชิงเสวียน”
“ข้าจะจำไว้ ไว้มีโอกาสค่อยร่วมมือกันอีกนะ”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าให้ ก่อนที่ฟางเจี้ยนปัวจะรีบวิ่งจากไป ทิ้งพรรคพวกสี่คนของเฝิงกวงเลี่ยงที่ยังคงรับแรงโจมตีอยู่ไว้เบื้องหลัง
จากเก้าเหลือสี่ แต่ทั้งที่คนก็ยังคงรับการโจมตีเท่ากับตอนอยู่เก้าคน ซ้ำสภาพแต่ละคนยังดูน่าสังเวช ทั้งเสื้อเกราะที่ไม่รู้ว่าพังไปกี่ตัว ยาก็ไม่รู้ว่ากินไปเท่าไรแล้ว แต่ละคนหายใจรวยริน ประคองชีวิตไว้แทบไม่ไหว ใครเห็นก็ต้องรู้สึกสงสาร
อาศัยจังหวะที่พวกเขากำลังโดนโจมตี เยี่ยหลิงหลงรีบวางค่ายกลอย่างง่ายๆในป่าเล็กๆแถวนั้นเพื่อสกัดไม่ให้วิหคสามหางอสนีม่วงหนีไปได้ จะได้ถ่วงเวลาให้ทุกคนมีโอกาสหนีออกมา
หลังจากวางค่ายกลเสร็จ เยี่ยหลิงหลงเห็นเฝิงกวงเลี่ยงทิ้งศักดิ์ศรีโบกมือส่งสายตาเว้าวอนมา หวังขอความช่วยเหลือสุดชีวิต แต่เยี่ยหลิงหลงตัดใจเด็ดขาด ปฏิเสธหินวิญญาณที่เขายื่นให้
จากนั้นนางก็หยิบกระบี่หงเยี่ยนออกมา ทันทีที่กระบี่ปรากฏขึ้น ความเกรียงไกรของมันก็แผ่พุ่งออกมารอบตัว
ในขณะเดียวกัน เมิ่งชูถงและกู้หลินเยวียนก็กระโดดออกมาจากพุ่มไม้ มายืนเคียงข้างเยี่ยหลิงหลง แม้ว่าพวกเขาจะติดยันต์ที่มีกลิ่นอายของวิหคสามหางอสนีม่วงไว้ ทำให้ไม่ถูกเลือกเป็นเป้าหมายโจมตีหลัก แต่พอพวกเขาชักกระบี่ขึ้นมาฟาดฟันวิหคสามหาง มันก็มองว่าพวกเขาเป็นศัตรูในพริบตา
ต่อให้กลิ่นอายจะคล้ายกัน แต่มันไม่ได้ตาบอด ถึงกลิ่นจะใกล้เคียง แต่รูปร่างไม่เหมือนกันเลยสักนิด
ทันทีที่พวกเขาสามคนพุ่งเข้าต่อสู้ วิหคสามหางอสนีม่วงก็ตอบโต้กลับด้วยสายฟ้าฟาดลงมาอย่างรุนแรง
พรรคพวกสี่คนของเฝิงกวงเลี่ยงที่นอนแหมะอยู่กับพื้น พอเห็นว่าเป้าหมายการโจมตีเปลี่ยนไปแล้ว จึงรีบขยับตัว พยายามคลานออกจากเขตโจมตีของวิหคสามหางอย่างสุดกำลัง
แต่ไม่ทันจะคลานไปได้ไกล ก็โดนสายฟ้าฟาดลงมาใส่อีกระลอก
อะไรกัน! มีคนอื่นมาสู้กับมันแล้วแท้ๆ ทำไมมันยังตามโจมตีพวกเขาไม่เลิกอีก!?
เฝิงกวงเลี่ยงหันกลับไปมองด้วยความขุ่นเคือง และในเสี้ยวอึดใจนั้น เขาก็พบว่า เยี่ยหลิงหลง เมิ่งชูถง และกู้หลินเยวียน หายตัวไปหมดแล้ว!
ดังนั้น ตอนนี้เป้าหมายที่เหลืออยู่ในพื้นที่นี้ ก็เหลือแค่พวกเขาสี่คนอีกครั้ง
ขณะที่พวกเขายังไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องราวถึงกลายเป็นแบบนี้ จู่ๆ เยี่ยหลิงหลง เมิ่งชูถง และกู้หลินเยวียนก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มาจากมุมที่คาดไม่ถึงสามทิศทางพร้อมกัน เพื่อซุ่มโจมตีวิหคสามหางอสนีม่วงที่กำลังสนใจพรรคพวกสี่คนของเฝิงกวงเลี่ยงอยู่
การซุ่มโจมตีครั้งนี้สำเร็จ กระบี่สองเล่มเสียบเข้าเป้าอย่างจัง ทำให้วิหคสามหางอสนีม่วงได้รับบาดเจ็บ
ยอดเยี่ยม!
ไม่สิ! จะยอดเยี่ยมไปได้ยังไง นี่มันไม่ยอดเยี่ยมเลย!
พวกเขาถูกใช้เป็นเหยื่อล่อดึงความสนใจ กลายเป็นฝ่ายที่โดนโจมตีอยู่ตลอดนี่นา!
เฝิงกวงเลี่ยงโกรธจนกระอักเลือดออกมา
ถ้าเขารอดไปได้ล่ะก็ แค้นนี้ต้องชำระแน่!
แล้วศิษย์พี่ใหญ่ของเขาล่ะ? เป็นผู้ฝึกตนหรือหอยทากกันแน่ ทำไมถึงยังไม่มาสักที! ถ้าไม่รีบมา วิหคสามหางอสนีม่วงก็คงจะถูกพวกนั้นแย่งไปแน่!
เฝิงกวงเลี่ยงไม่อยากเชื่อ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้จริง เพราะวิหคสามหางอสนีม่วงนั้นต่อสู้กับพวกเขาทั้งเก้ามานานจนพลังอ่อนแอลงมากแล้ว อีกไม่นานมันก็อาจจะสู้ต่อไม่ไหว
ยิ่งไปกว่านั้น เยี่ยหลิงหลงยังใช้กลยุทธ์แปลกๆ อย่างชาญฉลาดจนครองสถานะได้เปรียบทีละนิด
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเขาจะถูกฉกชิงโอกาสของจริง!
คนที่บาดเจ็บคือพวกเขา คนที่เสียเงินก็ยังเป็นพวกเขา แต่คนที่จะได้วิหคสามหางอสนีม่วงไปคือเยี่ยหลิงหลง!
เฝิงกวงเลี่ยงไม่เคยรู้สึกหวังให้วิหคสามหางตัวนี้แข็งแกร่งขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงคำรามกึกก้อง เขาหันไปดูและต้องตกตะลึง
บทที่ 533: ขอให้ชีวิตนี้มีความสงบสุขปลอดภัย
เฝิงกวงเลี่ยงมองไปรอบๆ วิหคสามหางอสนีม่วง พบว่ามีสามคนและสัตว์อสูรอีกเก้าตัวล้อมรอบอยู่ รวมกันทั้งหมดสิบสอง!
ในสามคนนั้น มีหนึ่งคนอยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย อีกคนอยู่ขั้นกลาง ส่วนคนที่มีการฝึกฝนต่ำที่สุดอยู่ที่ขั้นต้น แต่กลับเป็นคนที่เจ้าเล่ห์ที่สุด น่าหมั่นไส้นัก
ส่วนสัตว์อสูรทั้งเก้าตัว บางตัวเขาไม่สามารถประเมินพลังได้เลย และตัวที่ดูพอจะประเมินได้นั้นอยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นปลายขึ้นไป บางตัวยังอยู่ขอบเขตหลอมสุญตาด้วยซ้ำ!
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว กลุ่มของพวกเขาที่มีถึงเก้าคนกลับดูอ่อนแอกว่ามาก
ศิษย์ร่วมสำนักของเฝิงกวงเลี่ยงทุกคนอยู่เพียงขอบเขตแปรเทวะขั้นกลางกันหมด สำคัญกว่านั้นคือสัตว์ภูตที่พวกเขาพามาด้วยก็ไม่เกินขั้นกลางเช่นกัน!
นี่เป็นครั้งแรกที่เฝิงกวงเลี่ยงได้ตระหนักถึงช่องว่างอันใหญ่หลวงระหว่างเขากับเยี่ยหลิงหลง เดิมทีเขาคิดว่านางมีระดับการฝึกฝนต่ำกว่าเขา แต่ความจริงแล้วทั้งความมั่งคั่งและพลังต่อสู้โดยรวมของนางกลับเหนือกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด
……...
ภายใต้การรุมโจมตีของสามคนกับสัตว์อสูรอีกเก้าตัว วิหคสามหางอสนีม่วงที่พลังอ่อนลงเรื่อยๆ ในที่สุดก็ล้มลง
ในช่วงสุดท้ายก่อนจะสิ้นใจ มันเต็มไปด้วยความเคียดแค้นอย่างรุนแรง มันรวบรวมพลังที่เหลือทั้งหมดและปลดปล่อยออกมาในฉับพลัน!
สายฟ้าสีม่วงทรงพลังแผ่กระจายออกจากร่างของมันเหมือนคลื่นซัดพื้นปกคลุมทั่วป่าเล็กๆในชั่วพริบตา
เฝิงกวงเลี่ยงมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ดวงตาแทบถลนออกมา!
คนที่ฆ่ามันไม่ใช่เขา แล้วทำไมคนที่โดนฟ้าผ่าถึงเป็นเขาทุกที!
ความคับแค้นและความโกรธที่สะสมไว้นานในใจเขาระเบิดออกมาในขณะนั้น พร้อมกับความเจ็บปวดแสบลามทั่วร่างจากการถูกสายฟ้าฟาดทำให้ร้อนและชาไปทั้งตัว เสียง ‘เปรี๊ยะๆๆ’ จากสายฟ้าทำให้เขาต้องร้องโหยหวนดังลั่นป่าเล็กๆแห่งนี้
“อ๊าก!”
เขากรีดร้องพลางมองเยี่ยหลิงหลงและพวกอีกสองคนลอยตัวขึ้นสูงเพื่อหลบสายฟ้าที่แผ่ซ่านไปตามพื้น พอได้ยินเสียงร้องของเขา พวกเยี่ยหลิงหลงก็หันมามองอย่างสนใจ แต่ยิ่งมอง พวกเขาก็ยิ่งขำจนหัวเราะออกมา
เมื่อเผชิญกับสีหน้าที่ไร้แววแค้นเคืองใดๆ แต่เต็มไปด้วยความขบขันของเยี่ยหลิงหลงและพรรคพวก จิตใจเฝิงกวงเลี่ยงถึงกับพังทลายในทันที
เขาร้องโหยหวนไปทำไมกันเนี่ย?
แต่ในจังหวะนั้นเอง สายลมพัดหวีด เสียงคมมีดแหวกอากาศเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
ทั้งสามคนรีบเก็บสีหน้าขบขัน เบนสายตาขึ้นมองไปยังทิศทางที่คมมีดพุ่งเข้ามา คมมีดนี้รุนแรงและแฝงกลิ่นอายของจิตสังหารอันหนักหน่วง ไม่ปิดบังเจตนาเอาชีวิตเลยสักนิด
เมิ่งชูถงรีบยกกระบี่ขึ้นมาขวางหน้าระหว่างเยี่ยหลิงหลงกับกู้หลินเยวียน เสียง ‘เคร้ง’ ดังขึ้นเมื่อคมมีดกระทบกับกระบี่ ส่งแรงสะเทือนจนเมิ่งชูถงชาไปทั้งมือ และแรงกระแทกนั้นยังทำให้นางปลิวกระเด็นออกไปด้วย
เยี่ยหลิงหลงกับกู้หลินเยวียนรีบดึงตัวนางไว้ไม่ให้นางกระเด็นไปชนต้นไม้ด้านหลัง
คมมีดร่วงลง สามคนประคองตัวได้มั่นคง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนด้วยความโกรธดังมาจากข้างหน้า
“ใครกันที่กล้ามารังแกศิษย์สำนักอู๋ซวงของข้า แล้วยังบังอาจคิดจะแย่งวิหคสามหางอสนีม่วงของข้าอีก!”
เดิมทีทั้งสามยังคงงุนงง แต่พอได้ยินเสียงตะโกนนั้นก็นึกออกในทันทีว่านี่คงเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักอู๋ซวงที่มาตามล้างแค้นและทวงวิหคสามหางกลับไป
ขอบคุณที่บอกให้รู้ล่วงหน้าและเตือนแบบตรงๆ ขอให้ชีวิตนี้มีความสงบสุขปลอดภัย
เยี่ยหลิงหลงหันไปหยิบวิหคสามหางอสนีม่วงจากพื้น กู้หลินเยวียนและเมิ่งชูถงซึ่งมีความเข้าใจกันดีจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้กับหมาป่าหางดำก็รีบเรียกพาหนะออกมา แปะยันต์เร่งความเร็วทันที และทั้งสามก็พุ่งตัวหายวับไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว
เฝิงกวงเลี่ยงที่นอนอยู่บนพื้น เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่มาถึงจนกระทั่งพวกเขาหายไปแบบสายฟ้าแลบ ในใจรู้สึกปั่นป่วนไปหมด
ศิษย์พี่ใหญ่ตะโกนทีเดียวก็ทำให้คนกลัวจนตัวสั่น แต่ก็ดูจะมากไปหน่อย แบบนี้ไม่ตะโกนเสียยังจะดีซะกว่า
พวกเยี่ยหลิงหลงหนีไปอย่างรวดเร็ว ศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักอู๋ซวงอย่างเฉินจวิ้นอี้พยายามไล่ตามไม่ลดละ แต่ไล่ไปได้ไม่นานก็ถูกทิ้งห่างจนไม่เห็นฝุ่น
แม้จะทิ้งระยะห่างออกไปได้ไกล แต่เยี่ยหลิงหลงยังสัมผัสได้ถึงความแค้นและความโกรธของเขาที่ส่งมาทางสายตา
แต่ไม่เป็นไร เขาเหลี่ยงอี้กว้างใหญ่ขนาดนี้ คงไม่มีโอกาสได้เจอกันง่ายๆหรอก
หลังจากที่พวกเขาสลัดศิษย์สำนักอู๋ซวงได้สำเร็จ ทั้งสามก็บินต่อไปอีกสักพักก่อนจะหยุดลง
ตรงจุดที่พวกเขาร่อนลงนั้นมีลำธารเล็กๆไหลเอื่อยอยู่ น้ำใสไหลสงบสะท้อนแสงแดดที่ส่องจากฟากฟ้าเป็นประกายระยิบระยับ ให้ความรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
“พักที่นี่สักหน่อยเถอะ”
เยี่ยหลิงหลงกล่าว แล้วทั้งสองคนที่เหลือก็นั่งลงพักตรงนั้นทันที เมิ่งชูถงถึงกับนอนแผ่ลงไปกับพื้น ไม่สนภาพลักษณ์ใดๆทั้งสิ้น
“พี่รอง เป็นอะไรหรือเปล่า?”
เยี่ยหลิงหลงถามพร้อมหยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมาแล้วยัดใส่ปากของเมิ่งชูถง ที่จริงคำว่า ‘พี่รอง’ นั้นนางไม่คิดจะเรียกออกมาเลย แต่สุดท้ายก็ทนการรบเร้าทุกเช้าค่ำของเมิ่งชูถงไม่ได้
หลังจากกลืนโอสถเข้าไป เมิ่งชูถงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก รู้สึกดีขึ้นเยอะ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองเยี่ยหลิงหลงด้วยความสงสัย
“น้องสาม เจ้าวิ่งมากกว่าพวกเราอีก สู้ก็ไม่ได้น้อยหน้า แต่ทำไมดูไม่เหนื่อยเลยล่ะ?”
“แค่นี้เองน่า แค่สู้หนึ่งยกกับวิ่งมานิดหน่อยเอง เรื่องเล็กน้อย”
หลังจากที่เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ภาพในหัวของนางก็พลันย้อนกลับไปยังการฝึกฝนอย่างหนักในชั้นสุดท้ายของหอคอยเก้าชั้นฟ้า ที่นางต้องหนีตายและต่อสู้อย่างไม่หยุดหย่อน การฝึกที่เข้มข้นถึงขนาดเอาชีวิตเป็นเดิมพันนี้ ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าอาจารย์ลึกลับของนางกำลังใช้วิธีพิเศษบางอย่างในการฝึกฝนนาง
ฝึกมาได้ดีเยี่ยมจริงๆ ทุกวันนี้นางเหมือนคนเหล็ก ลุยแดดลุยฝน ไม่หวั่นแม้การโดนซ้อม
น้องสามวิ่งก็เร็วที่สุด ทักษะการโจมตีก็แหวกแนวมีชั้นเชิง น่าจะเคยผ่านประสบการณ์หนีแล้วโดนไล่โจมตีจนต้องหนีไปสู้ไปหลายครั้งในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่าง นางคงชำนาญเรื่องนี้ไม่น้อยเลย
แต่…
เมิ่งชูถงหันไปมองกู้หลินเยวียน
กู้หลินเยวียนแม้จะมีอาการหายใจแรงอยู่บ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ใบหน้าขาวซีดของเขามีเหงื่อหยดหนึ่งไหลลงมากระทบแสงแวววาว และหน้าผากยังมีเหงื่อเล็กๆผุดขึ้นประปราย
เมิ่งชูถงแค่มองเพียงแวบเดียวก็รู้สึกห่อเหี่ยวใจ เหงื่อนางแทบจะไหลจากปากออกมาด้วยซ้ำ ไม่สิ เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือชายงามที่บาดเจ็บหนัก ร่างกายอ่อนแอเหมือนแค่โดนลมพัดก็คล้ายจะถูกพัดหายไปกับสายลมแต่กลับยังยืนหยัดไหว
แต่นางกลับ…
นางซึ่งร่างกายแข็งแรงที่สุดในที่นี้ อยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย กลับนอนแผ่อยู่บนพื้น เหงื่อโซมกายและหอบหายใจไม่หยุด
..……
ไหนว่านางจะเป็นคนดูแลทั้งสองไง ทำไมตอนนี้กลายเป็นเหมือนสองคนนี้คอยช่วยดูแลนางแทนล่ะ?
หรือว่าพี่ชายแท้ๆของนางจะมองออกตั้งแต่ต้นว่านางนี่แหละคือตัวถ่วงเลยตั้งเยี่ยหลิงหลงให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม?
แม้จะไม่อยากชมเขา แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เขามองการณ์ไกลจริงๆ ถ้านางเป็นหัวหน้า พวกเขาคงไม่คิดจะมาเสี่ยงที่นี่เพื่อทำเรื่องระทึกใจแบบนี้แน่นอน
ระหว่างที่เมิ่งชูถงกำลังนึกเศร้า เยี่ยหลิงหลงเดินไปหากู้หลินเยวียน ยกข้อมือของเขาขึ้นวางบนฝ่ามือของตน พร้อมกับใช้วิชาหวนกำเนิด ส่งพลังเข้าไปช่วยบรรเทาและฟื้นฟูร่างกายให้เขา
“ศิษย์พี่สาม รู้สึกดีขึ้นไหม?”
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าเป็นผู้ฝึกตนธาตุไม้”
กู้หลินเยวียนยิ้ม ศิษย์น้องหญิงเล็กของเขาช่างน่าทึ่งจริงๆ
ด้วยระดับความสามารถของศิษย์น้องหญิงเล็กของเขา กู้หลินเยวียนรู้สึกว่าตัวเขาต้องเร่งฟื้นฟูตัวเองให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้กลับมายืนปกป้องนางอยู่เบื้องหน้าได้อีกครั้ง
บทที่ 534: นี่เขามีกลอุบายอยู่ในหัวตั้งแปดร้อยแผนเลยใช่ไหม?
“เก่งไหม?”
เยี่ยหลิงหลงเท้าคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง การที่นางทะลวงขอบเขตอย่างรวดเร็วมาก่อนหน้านี้ ทำให้ระดับของวิชาขั้นสูงต่างๆของนางหยุดนิ่งไป ไม่ว่าจะเป็น วิชาหวนกำเนิด หรือ วิชาเทพวิหคอัคคี และ วิชาธาราน้ำทิพย์ ก็ยังคงอยู่แค่ขั้นสองเท่านั้น
ตอนนี้นางอยู่ขอบเขตแปรเทวะแล้ว ก็คงถึงเวลาที่จะทุ่มเทเวลาให้กับการพัฒนาวิชาเหล่านี้ให้สูงขึ้น เพราะแม้พลังวิญญาณของนางจะเพียงพอ แต่ถ้าวิชาไม่พัฒนาไปด้วยกัน ผลลัพธ์ในการต่อสู้ก็จะไม่ดีเท่าที่ควร
“เก่ง”
เมิ่งชูถงขยับตัวเล็กน้อยแล้วหันมาถามเยี่ยหลิงหลง
“พวกเราจะไปไหนต่อดี?”
เยี่ยหลิงหลงหยิบแผนที่ออกมาจากแหวนแล้วกางขึ้นกลางอากาศ แผนที่ตั้งตรงอยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งสามคน นางใช้นิ้วชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่งบนแผนที่
“ตอนนี้เรามาอยู่ตรงนี้ ตรงขอบของพื้นที่ฝึกฝนสำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะขั้นปลายระดับหนึ่ง”
ทันทีที่เยี่ยหลิงหลงชี้จุด พวกเขาก็ตระหนักว่า หลังจากการวิ่งหนีมาตลอดช่วงเช้า พวกเขาเข้ามาลึกกว่าที่คิด!
ถ้าผ่านเขตนี้ไปก็จะเข้าสู่พื้นที่ฝึกฝนสำหรับขอบเขตหลอมสุญตาขั้นต้น!
นั่นหมายความว่าพวกเขามาถึงสามในสี่ของแผนที่แล้ว!
อืม… น่าตื่นเต้นจริงๆ
ถ้าบอกพวกเขาล่วงหน้าว่าจุดหมายอยู่ที่นี่ ตลอดทางพวกเขาคงจะระแวดระวังและเดินอย่างหวาดๆไปตลอด
แต่พอวิ่งมาถึงตรงนี้แบบไม่ทันคิดอะไร กลับรู้สึกว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรขนาดนั้น
แม้ว่าอสูรในบริเวณนี้จะร้ายกาจ แต่ก็ยังพอสู้ไหว พวกเขารู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งพอตัวเลยทีเดียว
จากนั้นเยี่ยหลิงหลงก็ชี้นิ้วขึ้นไปยังจุดที่สูงกว่าบนแผนที่
"ข้าได้ยินมาว่า สมุนไพรรักษาเส้นลมปราณที่พวกเราตามหานั้นอยู่ตรงนี้"
เมิ่งชูถงกับกู้หลินเยวียนมองตามและต้องตกใจทันที โดยเฉพาะเมิ่งชูถงที่ถึงกับเบิกตากว้างและอุทานออกมา
"ไม่ใช่ตรงนี้หรอกใช่ไหม? ตรงนี้มันเป็นเขตพื้นที่สีดำที่ไม่มีเครื่องหมายอะไรเลยนะ! มันอยู่บริเวณขอบสุดของพื้นที่แนะนำสำหรับขอบเขตหลอมสุญตาขั้นต้นเลยนะ ต่อให้เป็นพี่ชายข้าก็ยังต้องระวังสุดๆที่จะไปที่นั่นเลย!”
"ใช่แล้ว สมุนไพรที่เขาตามหาชื่อว่า ‘เถาวัลย์หิมะนิรันดร์’ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่หนาวเย็นและมืดมิด อันตรายและเดินทางยากลำบากมาก เหตุที่เขาไม่บอกเราก็เพราะเขาไม่อยากให้เรามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากที่นั่นอันตรายเกินไป”
เมิ่งชูถงยิ่งตะลึง
"หมายความว่า… เขาไม่คิดจะพาเราไปตั้งแต่แรก?"
“ใช่ ที่เขาบอกว่าได้ยินศิษย์จากเขาขวางวั่งส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแถวๆบริเวณใกล้ๆนั้นเป็นแค่ข้ออ้าง เขาหลอกให้เรามาเล่นแถวพื้นที่ฝึกฝนขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น แต่ความจริงเขาตั้งใจจะไปที่นั่นโดยลำพัง”
แม้แต่กู้หลินเยวียนก็ยังประหลาดใจ
“เมิ่งจ่านหลินโกหกเราหรือ? แถมยังหลอกได้เนียนขนาดนี้ด้วย?”
“ข้าเข้าใจว่าเขาไม่อยากให้เราไปเสี่ยงอันตราย เพราะพวกเรายังมีระดับการฝึกฝนไม่สูงเท่าเขา ถ้าต้องพาพวกเราไปด้วยมันจะยิ่งลำบาก การตัดสินใจของเขาก็ถือว่าดีที่สุด แต่นี่… เจ้ารู้ได้ยังไง?”
เยี่ยหลิงหลงยิ้ม นั่งลงแล้วหยิบผลไม้วิญญาณออกมาจากแหวนสามลูก แจกให้ทุกคนกินไปคุยไป
“ง่ายมาก ตอนเช้าเขาบอกว่าจะพาเราไปหาสมุนไพร แต่ไม่เคยบอกว่าหาสมุนไพรอะไร พวกเจ้าไม่คิดว่ามันแปลกหรือ?”
“ข้าถามเขาแล้ว แต่เขาไม่ตอบ ข้าก็เลยคิดว่าเขาคงจงใจกวนประสาทข้า” เมิ่งชูถงบ่น ในขณะที่กู้หลินเยวียนก็ไม่ได้ถามอะไร มีเพียงเยี่ยหลิงหลงที่สงสัย
“เขาไม่ตอบ ไม่ใช่เพราะตั้งใจจะกวนประสาทเจ้าหรอก แต่เพราะเขาไม่อยากให้เรารู้ว่าเรากำลังหาสมุนไพรอะไร เพราะถ้าเรารู้ เราก็จะถามต่อว่าสมุนไพรอยู่ตรงไหน แล้วก็จะรู้ว่าต้องไปที่ที่อันตรายแบบนั้น ซึ่งเขาไม่ต้องการให้เราไป เลยไม่พูดออกมาเลยจะดีกว่า”
เมิ่งชูถงฟังแล้วตกตะลึง แม้จะอยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี แต่เพิ่งรู้วันนี้เองว่าพี่ชายของนางก็เจ้าเล่ห์ไม่น้อย!
“ตอนแรกนี่เป็นเพียงการคาดเดาของข้าเท่านั้น แต่พอเราอยู่ที่เมืองเหลี่ยงอี้ ข้าไปถามเสี่ยวเอ้อร์ร้านน้ำชา เขาขายแผนที่การกระจายพันธุ์ของสมุนไพรหายากในเขาเหลี่ยงอี้ให้ข้า ถึงได้มั่นใจว่าพี่ชายเจ้าใช้ข้ออ้างนี้ออกมาคนเดียวเพื่อไปตามหาสมุนไพรนั้นจริงๆ”
“แต่พี่ก็ออกไปตามหาสมุนไพรคนเดียวตั้งแต่แรกได้อยู่แล้วนี่ แล้วทำไมต้องพาเรามาด้วยล่ะ แบบนั้นเราก็ไม่ต้องมาเสี่ยงไปกับเขาอย่างที่เขาตั้งใจ” เมิ่งชูถงถามด้วยความสงสัย
“เพราะถ้าพี่ชายเจ้าทิ้งพวกเราไว้ที่เขาขวางวั่ง เขาจะแน่ใจได้ยังไงล่ะว่าพอกลับมาแล้วจะเจอพวกเราอยู่ที่เดิม?”
“ไม่แน่นอน เพราะเจ้าตั้งใจจะออกจากเขาขวางวั่งตลอดอยู่แล้ว ขืนพี่ชายข้าทิ้งเจ้าไว้ มีโอกาสสูงมากที่เจ้าจะหนีไป”
“เห็นไหมล่ะ การพาข้าออกมาด้วย แล้วปล่อยให้ข้าอยู่ในพื้นที่ฝึกฝนขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นก็เท่ากับทั้งให้ข้ามีอะไรทำและไม่ต้องเสี่ยงไปกับเขา ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”
“ให้ตายสิ! นี่พี่ชายข้ามีกลอุบายในหัวตั้งแปดร้อยแผนเลยหรือไง?” เมิ่งชูถงถึงกับลุกพรวดขึ้น
กู้หลินเยวียนมองเมิ่งชูถงด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจะหันไปมองศิษย์น้องหญิงเล็กของเขาอีกที
ถ้าเมิ่งจ่านหลินมีกลอุบายถึงแปดร้อยแผน ศิษย์น้องหญิงเล็กของเขาคงมียิ่งกว่านั้นเสียอีก
แต่ชัดเจนว่าเมิ่งชูถงผู้ใสซื่อยังไม่ตระหนักเลยว่า คนที่วางแผนเก่งกว่าพี่ชายของนางก็คือศิษย์น้องหญิงเล็กคนนี้เอง
แต่รู้ก็เหมือนไม่รู้ เขาไม่คิดจะทำลายแผนการหรือความสำเร็จของศิษย์น้องหญิงเล็กอยู่แล้ว ในเมื่อศิษย์น้องหญิงเล็กเปล่งประกายอยู่บนเวทีของนาง สิ่งที่เขาควรทำคือการปรบมือให้เท่านั้น
“พูดอย่างนี้ หมายความว่าตลอดหลายสิบปีที่อยู่ด้วยกัน ข้าโดนพี่ชายหลอกมาหลายรอบแล้วน่ะสิ! แย่จริงๆ! ไม่อยากเชื่อเลยว่าชีวิตข้าจะน่าสงสารขนาดนี้! ข้าตัดสินใจแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะห่างจากเจ้าคนเจ้าเล่ห์นั่น แล้วไปอยู่กับน้องสามดีกว่า!”
พอเมิ่งชูถงพูดจบ กู้หลินเยวียนถึงกับอยากยกนิ้วโป้งให้
แม้จะเป็นความคิดที่แหวกแนว แต่เขาไม่เห็นด้วยนัก
แม้ว่าตอนนี้จะดูเหมือนว่าพี่น้องแห่งเขาขวางวั่งทั้งสองไม่มีเจตนาร้ายอะไร แต่เขากับเยี่ยหลิงหลงก็ยังเป็นศิษย์ของสำนักชิงเสวียนและสุดท้ายแล้วคงต้องแยกย้ายไปคนละทางอยู่ดี
“พี่รอง ใจเย็นๆนะ ถึงเจ้าจะพ่ายแพ้พี่ชายมาตลอดแต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ยังมีข้าอยู่นี่ เราสองคนร่วมมือกันก็สามารถเอาคืนเขาได้!”
เมิ่งชูถงพอได้ยินก็มีไฟขึ้นมาทันที
“แล้วจะเอาคืนพี่ชายยังไงล่ะ?”
“ก็อย่างตอนนี้ไงล่ะ”
เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้น และในฝ่ามือปรากฏอักขระสีทองส่องแสงระยิบระยับ มันเป็นอักขระที่อีกสองคนมองไม่ออกว่าเป็นอักขระอะไร อักขระนั้นส่องแสงอยู่สักครู่ก่อนที่เยี่ยหลิงหลงจะยิ้มออกมา แล้วกำมือทำให้อักขระนั้นหายไป จากนั้นนางก็ใช้ปลายนิ้วแตะแผนที่ตรงตำแหน่งหนึ่งที่อยู่ข้างหลังพวกเขา
จุดนั้นอยู่เพียงหนึ่งในสี่ของแผนที่ และห่างจากตำแหน่งที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้ไปครึ่งแผนที่เลยทีเดียว
“พี่ชายเจ้าตอนนี้เพิ่งจะเดินมาถึงตรงนี้เอง”
บรรยากาศเงียบกริบไปสองอึดใจ
กู้หลินเยวียนมองเยี่ยหลิงหลงด้วยความตกตะลึง นี่มันไม่ใช่แค่พันกลอุบายแล้วล่ะ หมื่นอุบายก็อาจจะยังน้อยไป!
เมิ่งชูถงได้ยินแล้วถึงกับกระโดดขึ้นมา
“นี่เรานำเขามาขนาดนี้เลยหรือ! พวกเราเก่งสุดๆไปเลย! เย้!”
เมิ่งชูถงกำหมัดอย่างฮึกเหิม “คราวนี้เราต้องชนะให้ได้! ให้การตัดสินใจของเขากลายเป็นเรื่องตลกที่สุดของปีนี้ที่เขาขวางวั่งไปเลย พวกเราต้องชนะ!”
“เราต้องชนะ!”
หลังจากเมิ่งชูถงและเยี่ยหลิงหลงประกาศกร้าว พวกนางก็หันมามองกู้หลินเยวียนพร้อมกัน
..……
เรื่องแบบนี้มันดูจะทะเล้นและทำลายภาพลักษณ์ไปหน่อย…
“เราชนะได้อยู่แล้ว!”
บทที่ 535: นี่แหละโอกาสรวยในครั้งเดียว!
กู้หลินเยวียนที่ก้าวเท้าตามมาในที่สุดก็เข้าร่วมกับพวกเขาในกลุ่มคนแปลกประหลาดกลุ่มนี้จนได้
ศิษย์น้องหญิงเล็กผู้ชอบเติมไฟให้ตัวเองจนลุกโชนโหมกระพือ เมิ่งชูถงที่พร้อมจะลุกเป็นไฟทันทีเมื่อได้รับแรงกระตุ้น และเขา ศิษย์พี่สามที่บาดเจ็บและถูกลากเข้ามาร่วมทีมโดยไม่เต็มใจ
ทั้งสามพักผ่อนกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะออกเดินทางต่อ
ตอนนี้พวกเขาเข้ามาในพื้นที่ฝึกฝนสำหรับขอบเขตแปรเทวะขั้นปลายแล้ว ซึ่งสูงกว่าระดับการฝึกฝนของเยี่ยหลิงหลงและกู้หลินเยวียน ทำให้ความอันตรายเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นพวกเขาไม่สามารถบุกตะลุยอย่างอหังการได้เหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป
อีกอย่าง ทั้งสามคนก็จำเป็นต้องฝึกฝนเพิ่มเติมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตนเอง
เยี่ยหลิงหลงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทักษะการต่อสู้ของตัวเอง เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดและเอาชนะสัตว์อสูรให้มากขึ้น ทำให้นางเข้าใกล้เป้าหมายที่จะมีสัตว์อสูรเป็นของตัวเองอย่างเต็มที่
สำหรับเมิ่งชูถง นางจำเป็นต้องสะสมประสบการณ์ในการต่อสู้ให้มากขึ้น เพราะถ้าหากยังคงเป็นศิษย์ที่มีระดับการฝึกฝนสูงที่สุดแต่กลับมีทักษะอ่อนที่สุด คงไม่มีใครยอมรับได้
ส่วนกู้หลินเยวียนก็เดินตามพวกนางไปเรื่อยๆ คอยมองดูพวกนางต่อสู้อยู่แนวหลัง เขาจะช่วยเหลือในบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วเขาจะนั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
ตอนแรก เยี่ยหลิงหลงยังต้องให้เมิ่งชูถงช่วยอยู่บ้างเวลาเจอสัตว์อสูรขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย แต่หลังจากสังหารไปได้หลายตัว นางก็เริ่มจัดการกับสัตว์อสูรระดับนี้ได้ด้วยตัวเอง สัตว์อสูรนั้นแข็งแรงแต่ไม่ค่อยมีไหวพริบ ทำให้นางใช้สมองมากกว่าพลังในการต่อสู้ แต่หากเป็นการเผชิญหน้ากับศิษย์คนอื่นที่มีการฝึกฝนระดับเดียวกัน การต่อสู้จะยากขึ้นกว่าเดิม นางจึงต้องรีบพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเร่งพัฒนา วิชาหวนกำเนิด วิชาเทพวิหคอัคคี และ วิชาธาราน้ำทิพย์ นั้นจำเป็นอย่างมาก
นางเคยเข้าใจวิชาเหล่านี้ผ่านการต่อสู้จริงมาก่อนแล้ว จึงใช้โอกาสนี้ในการฝึกฝนเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มความชำนาญ และค้นพบความเข้าใจในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น นางฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่หวั่นแม้จะต้องใช้แรงจนหมด หรือต้องใช้โอสถเติมพลังวิญญาณในปริมาณมาก การฝึกฝนของนางเต็มที่จนถึงระดับที่ทำให้เมิ่งชูถงและกู้หลินเยวียนต้องทึ่ง
เมื่อเห็นน้องสามทุ่มเทถึงเพียงนี้ เมิ่งชูถงก็ไม่กล้าจะผ่อนแรงอีกต่อไป และกู้หลินเยวียนเองก็เร่งฟื้นตัวอย่างขยันขันแข็ง
ทั้งสามคนต่อสู้กันตั้งแต่บ่ายจนถึงพลบค่ำ จากพลบค่ำจนกระทั่งดวงจันทร์ขึ้นสูงฉายเด่นอยู่กลางฟ้า และเลิกต่อสู้เมื่อสัตว์อสูรทั้งหลายกลับไปนอนกันหมดแล้ว
ทันทีที่ก่อกองไฟเสร็จ เมิ่งชูถงก็ล้มตัวลงกับพื้น ดวงตาปิดสนิทและรู้สึกหมดแรงขึ้นมาทันที จนคิดว่าไม่อยากจะแข่งกับพี่ชายแล้ว
ขณะเดียวกัน เยี่ยหลิงหลงหยิบไข่มุกวารีครามออกมาแล้วขุดสระวิญญาณเล็กๆ สองสระที่เต็มไปด้วยปราณวิญญาณบริสุทธิ์ จากนั้นวางค่ายกลรอบๆ ก่อนจะกระโดดลงไปในสระของตัวเอง
กู้หลินเยวียนเห็นดังนั้นก็รีบเดินไปอีกสระหนึ่งอย่างรู้งาน แล้วนั่งลงทำสมาธิฝึกฝนต่อ
เมิ่งชูถงได้ยินเสียงน้ำ จึงฝืนลืมตาขึ้นก่อนจะคลานเข้าไปหาสระวิญญาณของเยี่ยหลิงหลงและทิ้งตัวลงไปอย่างรวดเร็ว
"สบายสุดๆไปเลย! ปราณวิญญาณในสระนี้เข้มข้นมาก!"
"ใช่ไหมล่ะ" เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจด้วยความพอใจ นี่ล่ะสมกับเป็นโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน มันช่างสบายกว่าที่เคยสัมผัสในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างมาก
การแช่ในสระนี้ช่วยชะล้างความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวันออกไป ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก แต่บริเวณด้านหลังเขาเหลี่ยงอี้เต็มไปด้วยอันตราย หากนางต้องการเดินหน้าต่อไป พลังที่มีในตอนนี้คงไม่พอ นางจึงพักได้ไม่นานก่อนจะเข้าสู่การฝึกฝนอีกครั้ง
"น้องสาม! เจ้าฝึกอีกแล้วหรือ?" เมิ่งชูถงอุทานอย่างประหลาดใจ
เสียงอุทานทำให้กู้หลินเยวียนในสระถัดไปรีบเข้าสู่การฝึกฝนทันทีโดยไม่พูดไม่จา เขาจะไม่ยอมให้ศิษย์น้องหญิงเล็กแซงหน้าแน่
เมิ่งชูถงมองไปรอบๆ เห็นทั้งสองคนตั้งหน้าตั้งตาฝึกกันจริงจัง ก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าสองคนนี้ใช่ศิษย์จากสำนักชิงเสวียนที่แท้จริงหรือเปล่า ดูขยันเสียจนอดทึ่งไม่ได้ ไม่เสียทีที่เป็นศิษย์จากสำนักอันดับหนึ่งของโลกหล้าผู้ฝึกเซียน
หลังจากเมิ่งชูถงประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง นางก็รู้สึกว่าไม่มีใครให้คุยด้วยมันน่าเบื่อเกินไป ดังนั้น นางจึงตัดสินใจเข้าสู่สภาวะฝึกฝนไปพร้อมๆกับพวกเขาเช่นกัน
ใต้แสงจันทร์ สระน้ำวิญญาณ และสายลมยามค่ำคืน ทั้งสามคนต่างเข้าสู่การฝึกฝนในแบบของตัวเอง เหลือเพียงเสียงจักจั่นบนต้นไม้ที่ร้องเพลงขับกล่อมบรรยากาศ
ค่ำคืนแห่งการฝึกฝนผ่านไป เมื่อรุ่งเช้ามาเยือน ทั้งสามลืมตาขึ้นด้วยความสดชื่น
ความยากลำบากของการฝึกฝนตลอดทั้งคืนคุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่ได้อย่างยิ่ง ความรู้สึกที่ได้เติมพลังจนเต็มเปี่ยมเหมือนทุกอณูของร่างกายได้ดูดซับปราณวิญญาณจนพอใจ ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดโปร่ง สบายกายใจ
เยี่ยหลิงหลงเก็บไข่มุกวารีครามและจัดการกลบหลุมบนพื้นให้เรียบร้อย จากนั้นทั้งสามคนก็ออกเดินทางต่อ
หลังจากฝึกฝนมาทั้งคืน พวกเขาก็เริ่มมีความคาดหวังในพลังของตัวเองมากขึ้น ดังนั้นในเช้าวันนี้ เมื่อออกไปล่าสัตว์อสูรอีกครั้ง ประสิทธิภาพจึงสูงขึ้นกว่าช่วงบ่ายของเมื่อวานมาก
ยิ่งพวกเขาเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ สัตว์อสูรที่โผล่มาก็ยิ่งมามากจำนวนขึ้น การจะลุยเดี่ยวสู้กับฝูงสัตว์อสูรขอบเขตแปรเทวะ ขั้นปลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว ดังนั้นเช้านี้พวกเขาสามคนจึงต้องร่วมมือกันในการสังหารทุกครั้ง
แม้ว่าจะเหนื่อยและได้บาดแผลมาประปราย แต่พวกเขาก็ได้รางวัลมากมายมหาศาลเช่นกัน มากกว่าผลลัพธ์ของเมื่อวานเย็นเสียอีก
“น่าเสียดาย ที่วันนี้เจอแต่พวกสัตว์อสูรธรรมดา ไม่มีตัวไหนเหมาะจะเก็บไว้เลย” เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจอย่างเสียดาย “ถ้ามีอีกสักตัวแบบวิหคสามหางอสนีม่วงก็คงจะดี ข้ารับรองว่าจะไม่ปล่อยให้มันตายอีกแน่นอน”
“วิหคสามหางอสนีม่วงตัวนั้นเป็นสมบัติล้ำค่าจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะเจอได้ง่ายๆหรอกนะ อีกอย่าง เมื่อวานมันตั้งใจจะตายด้วยการระเบิดตัวเอง เจ้าจะห้ามก็คงไม่ทันอยู่ดี” เมิ่งชูถงปลอบ
“ไม่เป็นไร พวกเราเดินหน้าต่อไป เดี๋ยวก็ต้องเจอสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งและเหมาะสมให้เก็บได้อยู่แล้ว ถ้าโชคดีอาจจะได้เจอสัตว์ภูตด้วย แบบนั้นยิ่งจะมีมูลค่าสูงขึ้นไปอีก”
กู้หลินเยวียนพูดปลอบได้ตรงใจทีเดียว เพราะพอพูดถึงเรื่องเงิน เยี่ยหลิงหลงก็สดชื่นขึ้นทันที
“ใช่แล้ว พวกเราไปกันต่อเถอะ รับรองว่าจะต้องได้รางวัลใหญ่แน่นอน นี่แหละโอกาสรวยในครั้งเดียว!”
ขณะเยี่ยหลิงหลงพูด จู่ๆก็มีเสียง ‘พึ่บๆๆ’ ดังขึ้นมาจากข้างหน้า ฟังดูก็รู้ได้ทันทีว่ามีฝูงสัตว์อสูรกลุ่มใหม่มาส่งความอบอุ่นถึงที่อีกแล้ว
เยี่ยหลิงหลงตาเป็นประกาย รีบกำกระบี่หงเยี่ยนในมือให้แน่น แล้วก็เห็นฝูงวิหคครามปากยาวขอบเขตแปรเทวะขั้นปลายกำลังบินตรงเข้ามา
“ดูนั่น! วิหคครามปากยาวขอบเขตแปรเทวะ!” เยี่ยหลิงหลงร้องออกมา
“เห็นแล้ว! มาอีกแล้ว! คราวนี้รวยแน่! ข้าว่ามีตั้งเจ็ด แปด… สิบ… สิบสอง… โอ้ให้ตาย!” เมิ่งชูถงอุทานสุดเสียง ตะลึงจนตัวแข็ง
“มากันยี่สิบกว่าตัว! ฝูงนี้ใหญ่เกินไป เราสู้ไม่ไหวหรอก! ไม่สิ มากกว่านั้น น่าจะสามสิบตัวขึ้นไป! และกำลังบินตรงมาทางเรา! วิ่งเร็ว! มัวรออะไร!”
กู้หลินเยวียนเห็นท่าไม่ดี รีบคว้าเยี่ยหลิงหลงที่กำลังอึ้งไว้และดึงให้นางวิ่งตามไป เมิ่งชูถงหันกลับมาก็รีบวิ่งตามพวกเขาไปเช่นกัน
แต่วิ่งไปได้กี่ก้าว ฝูงวิหคครามปากยาวก็บินมาทันแล้ว ทว่าพวกมันกลับไม่ได้โจมตีพวกเขา แต่บินผ่านไปอย่างรวดเร็วและหายลับไปในระยะไกล
“เดี๋ยวนะ พวกมันไม่ได้ไล่ล่าเรา… ดูเหมือนว่า…”
กู้หลินเยวียนพึมพำ ก่อนที่เยี่ยหลิงหลงจะเสริมขึ้น
“ไม่ใช่เหมือนหรอก พวกมันกำลังหนีอยู่จริงๆ”
พอพูดจบ ทั้งป่าก็พลันมืดลงในฉับพลัน ท้องฟ้าเหนือป่าปกคลุมไปด้วยเมฆดำทะมึน ลมพัดกระโชกแรงจนทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ราวกับหายนะวันสิ้นโลกกำลังจะมาเยือน!
บทที่ 536: ไม่ใช่แค่พ่อธรรมดา แต่เป็นพ่อใหญ่เลย!
เสียงกึกก้องและการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกตะลึงนี้ ทำเอาเยี่ยหลิงหลงและพรรคพวกของนางถึงกับยืนนิ่งไปชั่วขณะ
"เกิดภัยพิบัติอะไรขึ้นหรือเปล่านะ? ป่าทั้งป่าคงจะเปลี่ยนแปลงใหญ่โตแน่เลยใช่ไหม?" เมิ่งชูถงถามด้วยความงุนงง
"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วิ่งหนีก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็เรียกหยวนกุนกุ่นออกมา แล้วปีนขึ้นไปขี่ก่อนจะดึงทั้งสองคนขึ้นไปด้วย จากนั้นนางก็แปะยันต์เร่งความเร็วสามแผ่นลงบนตัวหยวนกุนกุ่น ทำให้มันทะยานออกไปด้วยความเร็วเหมือนติดปีกบิน
พวกเขาวิ่งฉีกหนีไปในทิศทางขวางซึ่งต่างจากฝูงวิหคครามปากยาวที่หนีไปอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แม้พวกเขาจะวิ่งไปหลายสิบลี้แล้ว แต่ท้องฟ้าเหนือหัวกลับยังคงมืดลงเรื่อยๆ เมฆดำยังคงก่อตัวหนาทึบ และลมกระโชกแรงก็พัดโหมไม่หยุด
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพวกเขาจะวิ่งหนีไปหลายสิบลี้แล้ว ท้องฟ้าเหนือศีรษะก็ยังคงมืดลงเรื่อยๆ เมฆดำก็ยังคงก่อตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมลมกระโชกแรงที่พัดโหมกระหน่ำ
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? พวกเราวิ่งหนีมาตั้งไกลแล้ว ทำไมถึงยังหนีไม่พ้นจากอาณาเขตของมันสักที?”
กู้หลินเยวียนขมวดคิ้วทันทีเมื่อเมิ่งชูถงพูดจบ ส่วนเยี่ยหลิงหลงเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน มันคือตัวอะไรกันแน่? ทำไมถึงได้มีอำนาจควบคุมกว้างขนาดนี้? ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเขาไม่ต้องวิ่งหนีข้ามไปอีกฝั่งของเขาเหลี่ยงอี้เลยหรือ?
นางหันกลับไปมองด้านหลัง เห็นท้องฟ้ามืดสนิทประหนึ่งหยดหมึก ความมืดนั้นดูน่าหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
“เปลี่ยนทิศทางกันเถอะ”
เยี่ยหลิงหลงตัดสินใจเด็ดขาด เปลี่ยนทิศทางจากการวิ่งขวาง บอกหยวนกุนกุ่นให้มุ่งหน้าลึกเข้าไปในเขาเหลี่ยงอี้แทน
สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงคือ สัตว์อสูรทุกตัวที่พวกเขาวิ่งผ่านต่างก็ตกใจจนหนีไปคนละทิศละทาง ราวกับพวกมันไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่าภัยพิบัตินี้จะเกิดขึ้น แต่ทันทีที่สัมผัสอันตรายได้ พวกมันก็หนีตายโดยไม่ต้องหยุดคิด
มีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมองทิศทางที่พวกเขาเพิ่งวิ่งหนีมา พบว่าเมฆดำไม่ได้ขยายตัวไปทางนั้นอีกต่อไป แต่กลับเริ่มแผ่ขยายมาทางทิศที่พวกเขากำลังวิ่งหนีอยู่
สรุปว่าต้นตอของเมฆดำทะมึนและฟ้าคะนองนี้กำลังไล่ตามพวกเขาอยู่มาตลอดอย่างนั้นหรือ?
"น้องสาม! วิ่งหนีไปทางนี้ก็ไม่พ้น งั้นเปลี่ยนทิศทางอีกครั้งเถอะ!"
“ไม่ต้องเปลี่ยนแล้ว ไม่มีประโยชน์”
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะมันไล่ตามเราอยู่! มันตามหลังเรามาตลอด มันยังตามเราไม่ทันเพราะเราวิ่งเร็วมาก แต่ดูท่ามันก็เร็วเหมือนกัน เราถึงสลัดมันไม่พ้นเสียที”
"อะไรนะ?!" เมิ่งชูถงอุทาน
“มันตามเรามาหรือ? จะเป็นไปได้ยังไง? หรือว่าจะเป็นฝีมือศิษย์พี่ใหญ่สำนักอู๋ซวง? แต่ไม่น่าใช่ ถ้าเขามีฝีมือขนาดนั้น ข้ายอมตัดหัวตัวเองให้เลย!”
“ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร แต่ตอนนี้เราห้ามหยุดเด็ดขาด หยุดเมื่อไหร่โดนตามทันแน่”
“แต่เราจะไปต่อไม่ได้แล้ว ข้างหน้าคือพื้นที่ฝึกฝนของขอบเขตหลอมสุญตา เข้าไปมีแต่จะยิ่งอันตรายกว่าเดิม” กู้หลินเยวียนเตือนขึ้น
“ไม่ต้องกังวล ข้ามีวิธี”
เยี่ยหลิงหลงค้นในแหวนและหยิบไข่มุกแยกธรณีออกมา
“ถ้าวิ่งบนพื้นไม่พ้น งั้นก็ลงใต้ดินสิ พายุฟ้าคะนองจะทำอะไรเราไม่ได้ถ้าเราอยู่ข้างล่าง”
เยี่ยหลิงหลงสั่งให้หยวนกุนกุ่นพุ่งชนภูเขาลูกหนึ่ง เมื่อกระแทกลงไป ไข่มุกแยกธรณีก็ระเบิดเปิดเส้นทางในภูเขา ทั้งหินและดินแหวกออกกลายเป็นอุโมงค์ลึกเข้าไป
เพื่อความปลอดภัย เยี่ยหลิงหลงจึงขุดเส้นทางให้ลึกเข้าไปอีก
เมื่อเข้าไปในอุโมงค์ภายในภูเขา เสียงจากข้างนอกก็เบาลงจนแทบไม่ได้ยินอีกเลย ไม่ว่าจะลมแรงฝนฟ้าคะนองแค่ไหน ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อด้านในอุโมงค์แต่อย่างใด พวกเขาถึงได้รู้สึกปลอดภัยขึ้น
ทั้งสามลงจากหลังหยวนกุนกุ่นแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกัน
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมถึงไล่ตามเรามาได้ตลอดทางขนาดนี้?"
"เพราะพวกเรามีอะไรบางอย่างติดตัวที่ทำให้มันตามรอยเราได้" เยี่ยหลิงหลงตอบ
"หา? แล้วมันคืออะไรล่ะ?"
"ไม่รู้เหมือนกัน แต่ข้าแน่ใจว่าเราถูกติดตามมาตลอด เพราะเราไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของมัน แปลว่ามันยังอยู่ห่างจากเราพอสมควร แต่มันกลับสามารถตามมาเรื่อยๆ ไม่อาจสลัดให้หลุดได้เลย ดังนั้นสันนิษฐานได้อย่างเดียวคือมันตามรอยอะไรบางอย่างจากตัวเรานี่แหละ"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็ปัดฝุ่นออกจากกระโปรงของตน
"ส่วนว่ามันคืออะไร เดี๋ยวออกไปดูก็รู้เอง"
"จะออกไปข้างนอก?"
"ใช่ ตอนนี้มันน่าจะตามมาทันแล้วล่ะ"
เยี่ยหลิงหลงกลั้นใจเดินออกไปที่ปากอุโมงค์ที่ขุดขึ้นอย่างลวกๆ แต่ยังไม่ทันถึงปากทางก็มีพลังมหาศาลจากด้านนอกพุ่งกระแทกเข้ามา แรงกระแทกนั้นทลายปากทางและทำให้เกิดรอยร้าวขยายไปทั่วอุโมงค์ จนอุโมงค์แทบจะถล่มลงมา
โชคดีที่เยี่ยหลิงหลงถอยกลับมาได้ทัน ไม่เช่นนั้นพลังนี้คงจะกระแทกใส่จนทำให้นางเจ็บหนักไปแล้ว
ปากอุโมงค์ที่กว้างขึ้นทำให้นางสามารถซ่อนตัวในเงามืดและแอบมองออกไปได้ชัดเจนขึ้น ในที่สุดนางก็เห็นว่าตัวอะไรที่ไล่ล่าพวกเขามาตลอดทาง
เมื่อเห็นสิ่งนั้น นางก็ถึงกับอึ้งตัวแข็งทื่อ แม้แต่เมิ่งชูถงและกู้หลินเยวียนที่ปกติจะนิ่งเฉยก็ยังเผลอสูดลมหายใจลึกด้วยความตกใจ
ตรงหน้าพวกเขาคือ วิหคสามหางอสนีม่วงขนาดมหึมา!
วิหคสามหางตัวที่พวกเขาสังหารก่อนหน้านี้ เทียบกับตัวนี้แล้วดูเป็นแค่ลูกนกที่ยังไม่โตเต็มที่ ตัวนี้ทั้งขนาดและพลังมากพอที่จะเป็นพ่อของตัวก่อนหน้านี้ได้เลย
ไม่ใช่แค่พ่อธรรมดา แต่เป็นพ่อใหญ่เลย!
วิหคสามหางอสนีม่วงตัวนี้มีสายฟ้าสีม่วงเส้นหนาและยาวพาดอยู่รอบตัว แค่มองดูก็รู้แล้วว่าถ้าโดนเข้าไปมีหวังต้องถูกฟาดตายในครั้งเดียวแน่
“ตัวใหญ่มาก! หรือว่าเป็นพ่อของตัวที่เราฆ่าเมื่อวาน มันมาล้างแค้นให้ลูก?” เมิ่งชูถงอุทานด้วยความตกใจ “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงพออธิบายได้ว่าทำไมมันถึงตามพวกเรามาได้ เพราะเรายังมีซากของลูกมันติดตัวอยู่!”
“ไม่ใช่พ่อของมันหรอก” กู้หลินเยวียนส่ายหน้าพร้อมกับมองอย่างประหลาดใจ “ลองดูหางของมันสิ!”
เมิ่งชูถงและเยี่ยหลิงหลงรีบมองไปที่หางของมัน แล้วทั้งสองก็ยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีก
“เก้าหาง! นี่มันไม่ใช่วิหคสามหาง แต่เป็นวิหคเก้าหางต่างหาก!” เมิ่งชูถงอุทาน “ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าวิหคอสนีม่วงจะมีเก้าหางได้ มันกลายพันธุ์หรือเป็นสายพันธุ์พิเศษกันแน่?”
เยี่ยหลิงหลงไม่พูดอะไร นางรีบหยิบ ‘ทำเนียบสัตว์อสูร’ ออกมาจากแหวน มันเป็นหนังสือที่นางเอาออกมาจากหอตำราสำนักชิงเสวียน นางเคยเปิดดูผ่านๆไปรอบหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจมากนักเพราะส่วนใหญ่เป็นอสูรหายากที่มีแต่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนเท่านั้น แถมบางชนิดอาจสูญพันธุ์ไปแล้วด้วยซ้ำ
ขณะที่นางกำลังค้นหาข้อมูล วิหคเก้าหางอสนีม่วงด้านนอกเริ่มการโจมตีครั้งที่สอง ใช้ทั้งพลังและขนาดตัวกระแทกใส่ภูเขาที่พวกเขาหลบซ่อนอยู่ แรงกระแทกทำให้ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน เศษหินร่วงกราวลงมาเป็นระยะ อุโมงค์ที่พวกเขาอยู่ใกล้จะพังทลายเต็มที
เมิ่งชูถงหันกลับมาเห็นเยี่ยหลิงหลงยังเปิดหนังสืออยู่ก็รีบร้องเตือน “น้องสาม นี่ไม่ใช่เวลามาอ่านหนังสือนะ! พวกเราต้องรีบหนีไปลึกกว่านี้แล้ว ภูเขานี่จะถล่มอยู่แล้ว!”
เยี่ยหลิงหลงยังคงตั้งหน้าตั้งตาอ่านต่อไป ส่วนกู้หลินเยวียนก็รวบรวมพลังวิญญาณสร้างเกราะป้องกันพื้นที่รอบๆให้นางมีเวลาค้นข้อมูล เมิ่งชูถงเห็นทั้งสองคนทำเช่นนั้น ก็รีบช่วยเสริมกำลังเกราะทันที แม้จะยังไม่เข้าใจแผน แต่ถ้าน้องสามตัดสินใจย่อมไม่ใช่ผิดพลาด
“อย่างนี้นี่เอง!”
บทที่ 537: ที่ที่อันตรายที่สุดก็คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด
"อะไรล่ะ?"
เมิ่งชูถงถามได้ไม่ทันไร เยี่ยหลิงหลงก็ปิดหนังสือทันที ก่อนที่บริเวณที่พวกเขายืนอยู่จะถล่มลงมา นางรีบหยิบไข่มุกแยกธรณีออกมาอีกครั้ง
"ไปกันเถอะ! ขุดลึกเข้าไปอีก มันกำลังฟาดภูเขานี้หวังจะดึงพวกเราออกมาข้างนอก!"
ดังนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงขุดอุโมงค์ลึกลงไปเรื่อยๆ โดยมีอีกสองคนตามหลังมาติดๆ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับตอนแรกที่พอขุดเข้ามาแล้วแทบไม่ได้ยินเสียงข้างนอก
คราวนี้เสียงสายฟ้าฟาดและเสียงอึกทึกยังดังเข้ามาตลอดเป็นระยะ ดูท่าว่าเจ้าวิหคเก้าหางอสนีม่วงคงกำลังพยายามผ่าภูเขาเพื่อดึงพวกเขาออกมาอย่างที่เยี่ยหลิงหลงบอก
“มันไม่ได้ต้องการฆ่าเรา แต่จะดึงเราออกไปข้างนอก เพราะเรามีอะไรบางอย่างที่มันต้องการใช่ไหม?” กู้หลินเยวียนถาม
“ถูกต้อง!”
เยี่ยหลิงหลงขุดไปวิ่งไปพลางอธิบายไปด้วย
“วิหคเก้าหางอสนีม่วงเป็นสายพันธุ์กลายพันธุ์ของวิหคสามหางอสนีม่วง มันมีพลังสายฟ้าสีม่วงที่รุนแรงยิ่งกว่า ตัวใหญ่กว่า และมีพลังโจมตีที่เหนือกว่า ถ้าหากวิหคสามหางอสนีม่วงในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนถือเป็นของหายากที่พบได้สักสิบปีครั้ง วิหคเก้าหางอสนีม่วงก็เรียกได้ว่าเป็นของหายากระดับพันปีเลยทีเดียว”
“และที่แตกต่างจากวิหคสามหางอสนีม่วงคือ วิหคเก้าหางตัวนี้มีวิธีเพิ่มพลังที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการกิน ‘แก่นปีศาจ’ ของวิหคสามหางอสนีม่วง เมื่อเช้าหลังจากที่ข้าฝึกเสร็จ ข้าก็หยิบซากของวิหคสามหางอสนีม่วงตัวนั้นออกมาจัดการและเอาแก่นปีศาจของมันออกมา”
“ข้าเดาว่าตอนนั้นเองที่กลิ่นพลังจากแก่นปีศาจของวิหคสามหางอสนีม่วงลอยออกไป และเจ้าวิหคเก้าหางตัวนี้คงได้กลิ่นเข้า มันก็เลยตามรอยพวกเรามาจนถึงที่นี่ เมื่อรวมกับกลิ่นแก่นปีศาจที่น่าจะติดอยู่บนตัวข้า ทำให้ไล่ตามมาไม่เลิกจนถึงตอนนี้”
พอได้ยินคำอธิบายของเยี่ยหลิงหลง เมิ่งชูถงกับกู้หลินเยวียนก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดพวกเขาถึงถูกไล่ล่าอย่างไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ ก็เพราะเจ้าวิหคเก้าหางนี่ต้องการแก่นปีศาจของวิหคสามหางอสนีม่วงนี่เอง!
แต่นั่นมันคือแก่นปีศาจล้ำค่าของวิหคสามหางอสนีม่วง ทรัพย์สินชิ้นใหญ่ที่พวกเขาอุตส่าห์ได้มาอย่างยากลำบาก จะให้ไปง่ายๆได้ยังไง?
อย่างมากก็แค่เล่นซ่อนแอบในภูเขากับมันไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีทางยอมให้แก่นปีศาจไปเด็ดขาด!
“น้องสาม แก่นปีศาจนี้เรายอมให้ไม่ได้หรอก! จะมาฉกฉวยผลประโยชน์ง่ายๆแบบนี้ไม่ได้ ที่เขาขวางวั่ง เราไม่เคยยอม!”
“ถูกต้อง! สำนักชิงเสวียนของเราก็ไม่ยอม!”
เดี๋ยวก่อนนะ พอน้องสามพูดจบ ทำไมเขาขวางวั่งถึงเหลืออยู่แค่นางคนเดียวกันล่ะ?
เมิ่งชูถงยังไม่ทันได้คิดให้ละเอียด ก็ได้ยินเสียงกู้หลินเยวียนถามขึ้น
"งั้นเราจะอยู่ในภูเขานี่เล่นซ่อนแอบกับมันไปเรื่อยๆหรือ?"
"คำถามดีมาก ศิษย์พี่สาม เพราะเราทำแบบนั้นต่อไปไม่ได้แล้ว เราจะถูกมันขุดออกมาในไม่ช้านี้"
“อะไรนะ???” เมิ่งชูถงถึงกับตกใจ
“ไม่ได้ยินเสียงข้างบนที่ดังขึ้นเรื่อยๆหรือ? มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ข้าขุดเร็วก็จริง แต่เทียบไม่ได้กับมันที่หั่นภูเขาทีหายไปเป็นแถบๆหรอกนะ”
“แล้วจะทำยังไงล่ะ?”
“ไม่ต้องห่วง ข้ามีแผน” เยี่ยหลิงหลงยิ้มมั่นใจและชี้ไปข้างหน้า
“เห็นบริเวณที่มีแสงรำไรอยู่ตรงนั้นไหม?”
ทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกัน
“นั่นแหละคือทางรอดของเรา ขุดออกไปทางนั้นเราจะถึงจุดหมายปลายทางของการเดินทางนี้”
ทั้งสองคนค่อยๆถอนหายใจอย่างโล่ง.อก
ไม่นานนักเยี่ยหลิงหลงก็ขุดทะลุภูเขาตรงส่วนที่มีแสงรำไรออกไปได้ และปลายทางฝั่งนั้นก็ไม่ใช่ภูเขาที่ไม่มีที่สิ้นสุดอีกต่อไป พวกเขาได้มาถึงพื้นที่แห่งใหม่แล้ว!
แต่ยังไม่ทันได้มองให้ชัดเจน ก็เห็นในความมืดเบื้องหน้าปรากฏดวงตาสีแดงเลือดคู่มหึมาจับจ้องพวกเขาอยู่ด้วยแววตาอาฆาตและอาบไปด้วยจิตสังหาร
ในชั่วขณะนั้นเอง พวกเขาก็เห็นได้ชัดเจนว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืองูขนาดมหึมา แค่ดวงตาของมันข้างเดียวก็ใหญ่พอๆกับศีรษะของคนสองคนรวมกัน!
และตอนนี้มันกำลังแลบลิ้นเป็นประกายวาววับอย่างน่าสะพรึงกลัว ท่าทางนั้นบ่งบอกชัดเจนว่ามันกำลังเตรียมจะสวาปามมื้ออาหารใหญ่!
นี่หรือคือจุดหมายปลายทางแห่งชัยชนะ?
ทำไมมันถึงดูเหมือนเป็นจุดจบของชีวิตมากกว่า?
“ขอโทษทีพี่ใหญ่! ข้าไม่รู้เส้นทางจริงๆ ขุดผิดทางเสียได้! พวกเราเดี๋ยวจะรีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้เลย! ไม่รบกวนท่านดื่มด่ำความมืดและความสงบลึกล้ำแล้ว!”
เยี่ยหลิงหลงร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะหันหลังกลับอย่างไว มุดเข้าไปในอุโมงค์ทางเดิมทันที ทิ้งให้สองคนที่เหลือยังยืนนิ่งค้างไม่ทันได้ตอบสนอง
“โฮก!”
งูยักษ์ฉกโจมตีเมิ่งชูถงและกู้หลินเยวียน ทั้งสองคนตื่นตระหนกและรีบมุดกลับเข้าทางเดิมทันที หัวงูยักษ์ตามมากระแทกปากทางจนพังทลายเป็นเสี่ยงๆ
พวกเขาสองคนถึงกับต้องเร่งฝีเท้าวิ่งหนีไม่คิดชีวิต ระหว่างที่วิ่งอยู่ เมิ่งชูถงก็โดนกู้หลินเยวียนคว้าแขนดึงไปทางหนึ่ง
“ทางนี้”
เมิ่งชูถงหันกลับไปมองก็เพิ่งเห็นว่า น้องสามขุดอุโมงค์ใหม่ไปอีกทางแล้ว
ดังนั้น พวกเขาจึงเริ่มต้นการวิ่งหนีในอุโมงค์มืดๆอีกครั้ง ครั้งนี้วิ่งหนีไปนานเสียจนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายเป็นหนูในโพรงเข้าไปทุกที
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกสิ้นหวังคือเสียงฟ้าคำรามที่ยังดังก้องอยู่เหนือหัวตลอดเวลา เจ้าวิหคเก้าหางอสนีม่วงยังคงตามไล่ล่าพวกเขาไม่หยุดหย่อน อยากได้แก่นปีศาจขนาดนี้เลยหรือ?
ขณะที่พวกเขากำลังสิ้นหวัง เสียงฟ้าคำรามด้านบนก็ดังขึ้นใกล้เข้ามาทุกทีจนรู้สึกเหมือนมันจ่ออยู่ที่หลังแล้ว
ทันใดนั้น แสงสว่างก็สาดเข้ามาจากด้านหน้า เยี่ยหลิงหลงซึ่งตัวเล็กกว่าใครกระโดดสุดแรงพุ่งทะลุออกจากดินที่ขวางอยู่
จบแล้วหรือ? นี่มันจะจบแล้วจริงๆใช่ไหม?
ความสุขมาเร็วเกินไปจนพวกเขายังตั้งตัวไม่ทัน!
สองคนที่ตามเยี่ยหลิงหลงกระโดดออกจากอุโมงค์ และในที่สุดเมื่อได้เห็นต้นไม้และแสงสว่างของป่า พวกเขาก็ตื่นเต้นดีใจ ในที่สุดก็ได้เห็นฟ้าอีกครั้ง!
“เรา…หนีรอดมาได้แล้ว…”
เมิ่งชูถงยังพูดไม่ทันจบ ก็มีสายฟ้าหนาหนักเส้นหนึ่งฟาดลงมาจากท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆดำ กระแทกลงสู่พื้นเสียงดังสนั่นราวกับฟ้าถล่ม ตรงหน้าพวกเขาจนทำให้ทั้งสามอ้าปากค้าง ตกตะลึงตื่นตระหนก
ตอนที่พวกเขาถูกไล่ล่ามายังไม่เห็นสายฟ้ารุนแรงขนาดนี้ แล้วทำไมตอนหนีรอดมาแล้วถึงกลับมาอยู่ใกล้ขนาดนี้?
เดี๋ยวนะ นี่นางขุดผิดทางอีกแล้วหรือเปล่า?
“น้องสาม! หรือว่าเราขุดผิดทางอีกแล้ว?”
“ไม่ใช่นะ ข้าจะทำพลาดแบบเดิมซ้ำสองได้ยังไง? ดูใบไม้ที่เต็มไปด้วยสายฟ้านี่สิ ดูดินที่ไหม้เกรียม ดูขนนกที่หล่นอยู่ในพุ่มไม้ แล้วก็ดูต้นไม้ที่เหมาะสำหรับทำรังตรงนั้นอีก หรือว่านี่คือรังของเจ้าวิหคเก้าหางอสนีม่วง?”
อะไรนะ? นี่คือรังของวิหคเก้าหางอสนีม่วงงั้นหรือ?
นี่เรากลัวว่ามันจะไล่ตามไม่ทันเลยพาตัวมาส่งถึงที่เลยหรือไง?
ต้องเล่นอะไรหวาดเสียวขนาดนี้เลยหรือ?
คราวนี้ไม่ใช่แค่เมิ่งชูถงที่อึ้งจนพูดไม่ออก แม้แต่กู้หลินเยวียนก็ยังยืนนิ่งค้างไปกับเขาด้วย
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก พวกเรามาที่รังของมันเพื่ออะไร?”
“ก็เขาว่ากันว่า ที่ที่อันตรายที่สุดก็คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด”
“หมายความว่า มันคงนึกไม่ถึงว่าเราจะหนีมาซ่อนในรังของมันเองใช่ไหม?”
เมิ่งชูถงเพิ่งพูดจบ ก็ได้ยินเสียงวิหคกรีดร้องแหลมจากด้านบน
พวกเขาเงยหน้าขึ้นทันที และสายตาก็สบเข้ากับวิหคเก้าหางอสนีม่วงที่เพิ่งบินผ่านหัวไปพอดี
บทที่ 538: นี่หรือเสน่ห์ของการก่อเรื่อง?
"ไม่ใช่นะ ข้าไม่ได้ทำอะไรแบบนั้น อย่ามาใส่ร้ายสิ!"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็รีบโกยแน่บออกไปทันที และด้วยความเคยชิน สองคนที่เหลือจึงรีบตามไปอย่างไม่ลังเล
แต่ทันใดนั้น วิหคเก้าหางอสนีม่วงที่บินกลับมาเหนือท้องฟ้าส่งเสียงร้องลั่น แล้วสายฟ้าขนาดใหญ่ก็ฟาดลงมายังตำแหน่งของพวกเขาอย่างจัง!
สายฟ้าสายนั้นมาพร้อมกับพลังอันมหาศาล พุ่งเป้ามาที่พวกเขาสามคนอย่างแม่นยำราวกับจะไม่มีเปิดโอกาสให้พวกเขาหลบหนีไปได้เลย
ในอึดใจที่ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะถูกฟาดจนร่างกระจุยเป็นจุณ เยี่ยหลิงหลงที่เตรียมการไว้แล้วก็กลิ้งตัวไปข้างหน้า คว้าใบไม้ขนาดใหญ่จากต้นไม้ใกล้ๆขึ้นมาบังหัวตัวเอง แล้วโยนให้อีกสองคนใช้บังตัวเช่นกัน ส่วนนางรีบหาที่หลบใต้ใบไม้อีกใบอย่างรวดเร็ว
"ใบไม้นี่ทั้งกว้างทั้งใหญ่ รูปร่างเหมือนใบตองเลย แต่ใหญ่กว่าเยอะเลย"
บริเวณนี้เต็มไปด้วยต้นไม้แบบนี้ รวมถึงในรังของวิหคเก้าหางอสนีม่วงก็ปูด้วยใบไม้นี้ ใบใหญ่เรียบลื่นและนุ่ม
สายฟ้าฟาดลงมาบนใบไม้ที่พวกเขาใช้กำบัง ทำให้มันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็สงบลง พวกเขาถูกแรงสะเทือนทำให้ปวดไปทั้งตัวแต่ไม่มีใครบาดเจ็บ
เยี่ยหลิงหลงซึ่งนั่งหลบใต้ใบไม้ที่ยังติดอยู่บนต้นนั้นกลับสบายดีเพราะไม่โดนสายฟ้าฟาดโดยตรง แต่เมิ่งชูถงและกู้หลินเยวียนที่ถือใบไม้แนบหัวกลับรู้สึกชาไปทั้งศีรษะ
พอสงบลง พวกเขารีบถือใบไม้พุ่งมาหลบกับเยี่ยหลิงหลง
“น้องสาม! นี่ใบไม้อะไรน่ะ? มันดูดซับสายฟ้าได้! น่าทึ่งจริงๆเลย!”
“ในหนังสือบอกว่าใบนี้เรียกว่า ‘ใบเครือมรกต’ บริเวณที่วิหคอสนีทั้งเก้าหางและสามหางอาศัยอยู่มักจะมีต้นไม้นี้ขึ้นอยู่ มันเติบโตจากการดูดซับสายฟ้า ยิ่งสายฟ้าแรง ต้นไม้ก็ยิ่งโตดี”
“งั้นเจ้าขุดอุโมงค์มาถึงรังมันเพื่อหาใบเครือมรกตนี้โดยเฉพาะ?”
“ใช่แล้ว นี่แหละที่ข้าบอกไว้ว่า ที่ที่อันตรายที่สุดก็คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด เพราะมีของที่เอาชนะมันได้อยู่ในนี้”
“แล้วรู้ได้ยังไงว่ารังมันอยู่ตรงไหน?”
“ง่ายมาก มันเริ่มปรากฏตัวใกล้รังของมันตั้งแต่แรก ไม่งั้นมันจะได้กลิ่นแก่นปีศาจของวิหคสามหางอสนีม่วงได้ยังไงล่ะ? ข้าแค่ย้อนกลับไปหาตำแหน่งนั้นอีกที ก็เจอรังมันแล้ว!”
“เก่งมากน้องสาม พี่ชายของข้ามาเองยังไม่แน่ว่าจะเก่งเท่านี้เลย ถ้าเป็นเขาคงบุกเข้าไปลุยโต่งๆแล้ว!”
“แล้วตอนนี้เราจะทำยังไงต่อ? ดูเหมือนมันกำลังบินลงมาแล้ว!”
ทั้งสามรีบเงยหน้ามอง วิหคเก้าหางอสนีม่วงตัวใหญ่จ้องมองพวกเขาด้วยความโกรธจัด มันกำลังพุ่งลงมาด้วยความเร็วสูง เตรียมจะทำลายที่หลบซ่อนของพวกเขาให้แหลก
“มุดลงดิน!”
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็คว้าไข่มุกแยกธรณีขุดลงไปด้านล่างทันที เกิดเป็นอุโมงค์ใต้ดิน สามคนรีบกระโดดลงไปซ่อนอย่างรวดเร็ว
เสียง ‘โครม!’ ดังสนั่น วิหคเก้าหางอสนีม่วงโกรธจัดพุ่งชนพื้นดินจนเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่
แต่เยี่ยหลิงหลงเจาะอุโมงค์เบี่ยงออกไปด้านข้าง พวกเขาจึงมุดเข้าทางด้านข้างไปยังภูเขาที่พวกเขาเคยขุดไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้กลายเป็นทางเชื่อมที่พ้นรัศมีการชนของมันไปโดยสิ้นเชิง
เยี่ยหลิงหลงมองดูวิหคเก้าหางอสนีม่วงที่ตัวเต็มไปด้วยโคลนเพราะหัวทิ่มดิน แถมตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ นางอดถอนหายใจไม่ได้
เพราะฉะนั้น... สติปัญญานั้นสำคัญไม่แพ้กันเลย
“เห็นผลของมันแล้วใช่ไหมล่ะ?”
เมิ่งชูถงกับกู้หลินเยวียนพยักหน้า
“มีเวลาว่างก็ต้องอ่านหนังสือเยอะๆ ถ้าไม่มีเวลาก็ต้องหาเวลาอ่าน ถึงโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนจะนับถือพลังฝีมือ แต่ถ้ามีมันสมองที่เหนือกว่า มันก็คืออีกระดับของความเหนือกว่าเหมือนกัน”
...……
อ่านหนังสือมากก็กร่างได้แบบนี้นี่เอง
“เจ้าพูดถูก แต่คำถามคือเราจะทำยังไงถึงจะสลัดมันออกไปได้?”
“ใครบอกว่าข้าจะสลัดมันออกล่ะ?”
"ไม่สลัดมันออกแล้วจะหนีได้ยังไง?"
"เป้าหมายของข้าคือ ปราบมันให้ได้ต่างหาก!"
นี่นางพูดเรื่องอะไรน่ะ? ฟังไม่ออกเลยจริงๆ!
"ก็พวกเจ้าพูดกันเองไม่ใช่หรือ ว่าสัตว์อสูรดีๆต้องเก็บไว้ให้ได้ ตัวนี้ไม่ดีพอหรือ? ไม่คู่ควรให้เราเก็บไว้บ้างหรือไง? พอปล่อยออกมาในสนามประลองสัตว์อสูร รับรองว่าดูเท่เหนือใคร!"
เข้าใจแล้ว แต่ไม่ใช่เพราะมันไม่เก่งพอ แต่เป็นเพราะพวกเราต่างหากที่ยังไม่เก่งพอ!
สัตว์อสูรระดับขนาดนี้ ใครจะกล้าเก็บไว้กัน!
จะเอาไปปล่อยในสนามประลองสัตว์อสูรเนี่ยนะ? นางให้เกียรติสนามประลองสัตว์อสูรมากเกินไปหน่อยแล้ว!
วิหคเก้าหางอสนีม่วงตัวนี้ ถ้าปล่อยออกมา ไม่ใช่แค่สนามจะพัง แต่ทั้งเขาขวางวั่งก็คงโดนกวาดเรียบ!
ความคิดของนางจะอันตรายเกินไปแล้ว!
ทั้งสองคนมองเยี่ยหลิงหลงด้วยความตกตะลึง แต่ก็ยังไม่อาจขัดนางจากการเล่าถึงแผนการอันยิ่งใหญ่ของนางได้
“ดูมันสิ ตอนที่มันกระแทกดิน ถึงจะไม่ได้เจ็บอะไรมาก แต่เห็นได้ชัดว่ามันเริ่มอ่อนแรงลงแล้ว การพยายามพังภูเขาคงใช้พลังไม่น้อยเลยนะ ต้องขอบคุณมันนะ เพราะมันทำให้เรารู้ว่าถึงจะสู้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่เราสามารถทำให้มันหมดแรงได้!”
“น้องสาม มีความเป็นไปได้ไหมว่าเราอาจจะหมดแรงก่อนมัน? เรื่องความอึดเราสู้มันไม่ได้หรอกนะ!”
“พี่รอง นั่นเป็นคำถามที่ดี พวกเราประชันเรื่องพละกำลังกับมันตัวต่อตัวไม่ได้ แต่พวกเรามีตั้งสามเชียวนะ! เราจะสลับกันวิ่งไล่ วันแรกคนหนึ่ง วันต่อไปอีกคน วิ่งคนละวันแล้วพักสองวัน ส่วนมันต้องวิ่งตลอด ถ้าเรามีความพยายามพอ เดี๋ยวมันก็หมดแรงไปเอง!”
......……
นางนี่คำนวณเก่งจริงๆ
เรื่องนี้แม้จะดูไร้สาระแค่ไหน แต่พอคิดๆดูแล้วก็ดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้จริงๆ!
ถ้าทำสำเร็จได้ละก็…
“ถ้าเราสามารถปราบมันได้ ลองถามตัวเองดูสิว่าจะยังมีอุปสรรคใดในภายภาคหน้าที่จะหยุดเราได้อีก! เส้นทางเซียนนั้นเต็มไปด้วยขวากหนาม คนอื่นอาจจะเลือกหลบหนี แต่พวกเราจะมุ่งหน้าฟันฝ่าตรงๆไปเลย! ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ใครจะมาขวางทางเราได้อีก!”
พอเยี่ยหลิงหลงพูดออกมา ความฮึกเหิมก็วิ่งพล่านในอกของพวกเขา ไฟในใจก็แทบจะปะทุออกมาเลยทีเดียว!
“แน่นอนว่าไม่มีอะไรหยุดพวกเราได้!” เมิ่งชูถงตอบเสียงหนักแน่น
“นี่ยังไงล่ะ วิหคเก้าหางอสนีม่วงอันทรงพลัง ล้ำค่า หายากยิ่งในรอบพันปี พวกเจ้าไม่ตื่นเต้นหน่อยหรือ? ถ้าใจมันอยากจะทำจนสั่นไปหมดแล้วจะปล่อยผ่านไปได้ไง? จะยอมแพ้แล้วทิ้งหัวใจที่มุ่งมั่น พรสวรรค์เหนือคนทั่วไปนี้ไปหรือ?”
“ไม่มีวัน!” เมิ่งชูถงรีบตอบอย่างไม่ลังเล
“พยายามให้ถึงที่สุดกันเถอะ! จงทำให้วิหคเก้าหางต้องสะท้าน! แล้วให้โลกหล้าต้องเงยหน้ามองเรา! ถึงตอนนั้นเราจะปล่อยวิหคเก้าหางนี้ไปฟาดหน้าพี่ชายของเจ้าจนเขายังต้องยอมคุกเข่า! และถ้าเจอพวกศิษย์เอกของสำนักอู๋ซวงที่เคยไล่ตามล่าพวกเรา เขาก็ต้องมาร้องขอชีวิตแน่!”
เมิ่งชูถงก้าวไปข้างหน้าทันที จับมือเยี่ยหลิงหลงแน่นด้วยความฮึกเหิม
“น้องสาม บอกมาเลย ข้าต้องทำอะไรบ้าง!”
กู้หลินเยวียนมองสองสาวที่ผลัดกันตะโกนอย่างตะลึงงัน
นี่มันเล่นกันแบบนี้ได้จริงๆหรือ?
แต่คิดไปคิดมาก็ดูเหมือนจะจริงนะ เพราะศิษย์น้องหญิงเล็กของเขาได้คว้าแผนที่ออกมา เริ่มวางแผนเส้นทางอย่างจริงจังแล้ว
กล้าคิด กล้าทำ กล้าลุย บ้าบิ่นกันสุดๆไปเลย!
จะทำยังไงดี? แม้แต่เขาเองยังรู้สึกไฟในใจกำลังลุกโชนไปด้วยแล้ว นี่หรือเสน่ห์ของการก่อเรื่อง?
บทที่ 539: จับมือเขา โอบเอวเขา
เยี่ยหลิงหลงจิ้มลงบนแผนที่พลางอธิบายว่า
“ตรงนี้คือตำแหน่งที่พวกเราอยู่ตอนนี้ เราจะใช้ที่นี่เป็นฐาน เพราะมีถ้ำที่ขุดไว้แล้ว แล้วก็มีใบเครือมรกตเยอะที่สุด ที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด”
จากนั้นนางก็วาดวงกลมใหญ่รอบจุดนี้
“แล้วจากนั้นเราก็จะวิ่งหนีไปตามเส้นทางนี้ เส้นทางนี้มีภูเขาอยู่เยอะ ใช้ไข่มุกแยกธรณีเปิดทางในอุโมงค์ได้เหมาะพอดี” เยี่ยหลิงหลงอธิบายก่อนจะหยุดเล็กน้อย แล้วชี้ไปยังจุดหนึ่งบนแผนที่ “แต่ต้องหลีกเลี่ยงตำแหน่งนี้นะ ที่นี่คือจุดที่พวกเราเพิ่งจะเจอ ‘พี่ใหญ่’ เมื่อกี้นี้”
แผนที่ดูเข้าใจง่ายดี เส้นทางที่วิ่งหนีก็เป็นพื้นที่ที่พวกเขาเคยผ่านมาบ้างแล้ว คุ้นเคยและน่าจะปลอดภัยในระดับหนึ่ง
“ตอนวิ่งหนีอย่าลืมพกเน่ยตานของวิหคสามหางอสนีม่วงติดตัวไปด้วย ถือไว้จะได้ดึงความสนใจมัน รวมถึงไข่มุกแยกธรณี แล้วก็นี่เลย ยันต์พวกนี้ พกไปให้ครบรับรองไม่มีทางเกิดเหตุไม่คาดฝันหรือเรื่องอันตรายถึงชีวิตแน่นอน!”
ระหว่างพูด เยี่ยหลิงหลงก็หยิบอุปกรณ์จำเป็นทั้งหมดวางบนแผนที่ทีละอย่าง
“แล้วนี่มียันต์อะไรบ้างน่ะ?”
“ยันต์เร่งความเร็วคงไม่ต้องอธิบายแล้ว อันนี้คือยันต์เท้าลมกรด ไว้ใช้เวลารู้สึกว่าเริ่มวิ่งไม่ไหวแล้วแปะเลย”
“แปะแล้วเป็นไง จะวิ่งเองไม่ต้องออกแรงหรือ?”
“วิ่งเองก็ใช่ แต่ยังไงก็ใช้แรงตัวเองอยู่ดี และจนกว่ายันต์จะหมดฤทธิ์ เจ้าจะไม่มีทางหยุดวิ่งได้เลย”
“งั้นถ้าจะนอนลงไปเลยล่ะ จะหยุดวิ่งไหม?”
“จากผลการใช้งานที่ผ่านมา บอกได้เลยว่า แม้แต่จะนอนก็ทำไม่ได้นะ”
วิ่งจนแทบหมดแรงแล้วยังจะต้องแปะยันต์นี่อีก จะให้นั่งพักหรือนอนพักก็ยังไม่ได้ แบบนี้จะให้พวกเราพุ่งไปถึงสวรรค์เลยหรือไง?
บีบให้ใช้พลังจนถึงขีดจำกัดขนาดนี้ก็เกินไปแล้ว ไม่เห็นใจกันหน่อยหรือ?
“แล้วอันนี้ล่ะ ยันต์อะไร?”
“ยันต์คุ้มภัย”
“มีของดีแบบนี้ด้วยเรอะ ใช้ยังไงหรือ?”
“ถือไว้แล้วฉีกออก จะสุ่มส่งไปตำแหน่งไหนสักแห่ง”
“สุ่ม?”
“ใช่ สุ่ม หมายถึงอาจจะไม่ไปไหนเลย หรือบางทีอาจจะส่งตรงเข้าปากมันก็ได้เหมือนกัน”
เอาชีวิตไปเสี่ยงเปิดกล่องสุ่ม นี่มันของปีศาจอะไรกันเนี่ย?
“ไม่ต้องกังวลหรอก ปกติแล้วคงไม่ซวยขนาดนั้น แต่ถ้าดวงถึงขั้นซวยจนเปิดได้ประตูมรณะจริงๆ ก็ไปนอนรอความตายได้เลย ฟ้าเบื้องบนอยากให้ตาย ก็ตายให้มันดูซะ”
……....
ตอนแรกยังมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ฟังไปฟังมาชักจะหวั่นๆแล้วแฮะ
“อ้อ เกือบลืม ต้องไม่ลืมเอาใบเครือมรกตติดตัวไปด้วยนะ เกิดวิ่งไม่ทันโดนสายฟ้าฟาดขึ้นมาก็ช่วยลดความเจ็บลงบ้าง”
เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ เสียง ‘ตู้ม!’ ก็ดังสนั่นมาจากด้านนอก วิหคเก้าหางอสนีม่วงตัวนั้นฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง มันเริ่มพุ่งชนภูเขาที่พวกเขาหลบซ่อนอยู่ แสดงให้เห็นว่าเวลาของพวกเขาเหลืออีกไม่มากแล้ว
“ตอนนี้ ใครจะรับไม้แรกล่ะ?”
หลังนางถาม จู่ๆบรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบอยู่สองอึดใจ
“ให้ข้าไปเถอะ ในฐานะศิษย์พี่ของเจ้า หน้าที่ของข้าคือสนับสนุนเจ้าทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข…”
“ข้าเอง!”
เมิ่งชูถงไม่รอช้า เก็บแผนที่กับของทั้งหมดเข้าแหวนของตนทันที
“ที่นี่ข้ามีระดับการฝึกฝนสูงที่สุด แถมร่างกายยังแข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด ให้ข้าไปก่อนจะดีที่สุด พวกเจ้าพักฟื้นเยอะๆเถอะ ข้าจะวิ่งอีกสองสามรอบเพื่อซื้อเวลาให้เอง”
“พี่รอง!”
“น้องสาม!”
“ออกไปแล้วเลี้ยวซ้ายนะ วิ่งดีๆ ขอให้โชคดีนะ”
..……
เมิ่งชูถงกัดฟัน วิ่งออกไปพร้อมของทั้งหมด
เมื่อเมิ่งชูถงเริ่มวิ่งออกไป เสียงฟ้าร้องและแรงสั่นสะเทือนจากด้านนอกก็ค่อยๆห่าง.ออกไป วิหคเก้าหางอสนีม่วงไล่ตามไปในทิศทางที่นางหนีออกไปจริงๆ
ด้านนอกเงียบสงบลงจนไม่มีเสียงใดๆเหลืออยู่เลย แปลว่าเมิ่งชูถงวิ่งล่อมันออกไปไกลแล้ว
เยี่ยหลิงหลงรีบวิ่งออกไปเก็บใบเครือมรกตจำนวนมาก นำมาปูเสริมที่พักพิงให้แข็งแรงขึ้นและจัดวางค่ายกลรอบๆจุดที่ซ่อนตัวไว้ เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว นางก็กลับเข้ามาในถ้ำอีกครั้ง
เมื่อกลับมานางก็เห็นกู้หลินเยวียนกำลังนั่งสมาธิรักษาตัวอยู่ มีขวดโอสถวางอยู่หลายขวด ดูท่าจะกินโอสถไปมากเพื่อเร่งฟื้นฟูร่างกาย
เยี่ยหลิงหลงนั่งลงข้างๆกู้หลินเยวียน ก่อนจะหยิบตำราออกมาจากแหวนมิติ นางไม่มีเวลาให้ฝึกวิชา จึงต้องพึ่งพาความรู้ในตำราเพื่อสร้างทางรอดให้ตัวเอง
เวลาค่อยๆผ่านไปอย่างเงียบงัน ในขณะที่ทั้งสองรีบเร่งเตรียมตัว จู่ๆด้านนอกก็มีเสียงฟ้าคำรามดังขึ้นอีกครั้ง ตามด้วยร่างหนึ่งที่วิ่งโซเซโผล่พรวดเข้ามาจากทางปากถ้ำ
เมิ่งชูถงในสภาพมอมแมม เสื้อผ้าไหม้เกรียม ผมยุ่งเหยิง เต็มไปด้วยฝุ่นและใบไม้ นางเข้ามาได้ก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรงทันที
“พี่รอง...”
นางยกมือขึ้นมา ชูสามนิ้ว “วิ่งไปตั้งสามรอบเต็มๆ รวมแล้วก็วิ่งมาหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืน ข้าวิ่งไม่ไหวแล้ว”
พูดจบนางก็หยิบแผนที่พร้อมของทั้งหมดที่จำเป็นออกมาวางตรงหน้าเยี่ยหลิงหลงกับกู้หลินเยวียน
เยี่ยหลิงหลงกำลังจะหยิบ แต่กู้หลินเยวียนที่เตรียมตัวไว้แล้วกลับคว้าเอาของทั้งหมดไปก่อนและออกตัววิ่งทันที
เสียงคำรามของวิหคเก้าหางดังขึ้นจากด้านนอก ก่อนจะค่อยๆห่าง.ออกไป พื้นที่บริเวณนี้จึงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เมิ่งชูถงหยิบขวดโอสถออกมาหลายขวด พลางกลืนรวดเดียวไปหลายเม็ดจนในที่สุดก็หายใจโล่งขึ้น นางพลิกตัวมานอนหงาย ก่อนจะชะงักกึกฉับพลัน
“แย่แล้ว! กู้หลินเยวียน…”
เสียงพูดปนหอบ ทำเอาเยี่ยหลิงหลงใจเต้นโครมคราม
“ศิษย์พี่สามข้าเป็นอะไรหรือ?”
“เมื่อครู่เขาเห็นข้าในสภาพนี้ไปแล้วใช่ไหม สภาพข้าไม่ได้สุดๆเลยใช่ไหม? ผมเผ้าข้ากระเซิงยิ่งกว่ารังนก หน้าตาก็เปื้อนฝุ่นเป็นปื้นๆ ไหนจะเสื้อผ้าขาดวิ่นอีก… อ๊า!”
....……
เยี่ยหลิงหลงอยากจะฟาดนางสักทีจริงๆ
แต่อย่างน้อยการที่เมิ่งชูถงยังมีแรงมานั่งคิดเรื่องจุกจิกไร้สาระแบบนี้ ก็แสดงว่านางไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนัก แค่เหนื่อยจนหมดแรงเท่านั้น
“ใช่แล้ว เขาเห็นไปแล้ว แล้วยังจำได้ขึ้นใจอีกด้วย คงไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต”
ถัดมาเพียงชั่วอึดใจ เสียงกรีดร้องของเมิ่งชูถงก็ดังก้องไปทั่วโพรงแคบๆ ทำเอาเยี่ยหลิงหลงรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ
“อ๊า!”
"หยุดร้องได้แล้วนะ ตอนนี้มีเวลา รีบพักผ่อนให้เต็มที่แล้วก็จัดตัวเองให้เรียบร้อย พอเขาวิ่งกลับมาเหนื่อยๆ เจ้าจะได้ทำตัวเป็นสตรีผู้งดงาม อ่อนโยน คอยดูแลเขาอย่างเต็มที่ไงล่ะ"
“ได้ๆๆ”
เมิ่งชูถงเด้งตัวลุกขึ้นมาจัดเสื้อผ้าอย่างตั้งใจ ทันใดนั้นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ นางก็กรีดร้องอีกครั้งพร้อมกระโดดขึ้นมาทันที
“เดี๋ยวก่อน! ถ้าเขากลับมาแล้วต้องเปลี่ยนให้เจ้าไปวิ่งต่อ นั่นแปลว่าอีกเดี๋ยวข้าจะต้องอยู่กับเขาสองต่อสอง?”
“ก็ใช่น่ะสิ”
"อ๊า! แบบนั้นจะได้ยังไงล่ะ!"
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? เขาไม่ทำอะไรเจ้าหรอก เขาเป็นสุภาพบุรุษมากพอน่า"
"แต่ข้ากลัวว่าข้าจะเผลอทำอะไรเขาน่ะสิ! ข้าก็ไม่ใช่ผู้หญิงเรียบร้อยอะไรขนาดนั้นซะด้วย!"
……
มีคนยอมรับตรงๆ ว่าตัวเองเป็นคนแบบนี้ด้วย น่าทึ่งจริงๆ
“เจ้าอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงเรียบร้อยอะไร แต่ขี้ขลาดกว่าที่คิดนะ”
เมิ่งชูถงชะงัก
"ร่วมทางกันมาตั้งนาน เจ้ามีโอกาสจะจับมือเขา โอบเอวเขา หรือทำตัวใกล้ชิดตั้งหลายครั้ง แต่กลับไม่ทำเลยสักครั้ง กลับทำแค่กอดข้าคนเดียว แล้วก็แอบมองเขาตอนเขามองไปทางอื่นอยู่เรื่อย"
เยี่ยหลิงหลงพูดตรงจุดจนเมิ่งชูถงถึงกับตกตะลึง
“นี่… เจ้ารู้ด้วยหรือ?”
“รู้สิ จะยากอะไร ข้าไม่ได้ตาบอดนะ” เยี่ยหลิงหลงยิ้ม “แล้วเขาก็ไม่ได้ตาบอดเช่นกัน”
บทที่ 540: เปิดเผยตัวจริงแล้วหรือ? เลิกแกล้งทำแล้วสินะ?
เมิ่งชูถงร้องเสียงหลงแล้วทิ้งตัวนอนคว่ำลงกับพื้น ซุกหน้าลงในอ้อมแขนตัวเองและเริ่มดำดิ่งลงไปในโลกของตัวเอง
เยี่ยหลิงหลงเหลือบมองนางขำๆ ก่อนจะหันไปอ่านหนังสือต่อ
บรรยากาศเงียบสงบนี้คงอยู่แบบนั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาผ่านไปสองวันสองคืน ในที่สุดกู้หลินเยวียนก็กลับมา
ตอนที่เขากลับมานั้นดูสภาพย่ำแย่กว่าของเมิ่งชูถงอีก แต่แปลกที่ทุกครั้งที่เขามีสภาพมอมแมมเช่นนี้กลับยิ่งดูดึงดูดสายตา ทำเอาเมิ่งชูถงถึงกับละสายตาไม่ได้
ใบหน้าคมคายของเขาซีดเซียว มีรอยเลือดแห้งติดอยู่ที่ริมฝีปาก เสื้อผ้าบริเวณหน้าอกขาดวิ่นจนมองเห็นแผงอกแกร่งรำไร
ท่าทางที่เขาค้ำมือกับพื้นหอบหายใจนั้น ยิ่งทำให้คนอยากกระโจนเข้าไปใกล้ๆ
“ข้า...ทำเต็มที่แล้ว”
“ศิษย์พี่สาม ท่านออกไปตั้งสองวันสองคืน กลับมาช้ากว่าพี่รองของข้าอีกตั้งวันเต็มๆเลยนะ! ท่านนี่ทุ่มเทสุดๆเลยนะ!”
“ไม่เป็นไร ข้าจัดการได้”
เมิ่งชูถงพอฟังคำพูดนี้เข้า แววตาเหมือนหมาป่าหิวโซก็หายไปในทันใด ก่อนจะอุทานเสียงหลงออกมา
“ว่าไงนะ? เจ้าวิ่งมากกว่าข้าตั้งหนึ่งวันเลยหรือ?!”
“ใช่สิ มีอะไรหรือเปล่า?”
ไม่มีปัญหาจริงๆหรือ?
ศิษย์พี่สามที่อยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นกลาง แถมยังบาดเจ็บ แต่กลับวิ่งได้มากกว่าคนที่สมบูรณ์แข็งแรงอย่างนางอีกตั้งวันหนึ่ง! แล้วแบบนี้นางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้บ้าง!?
ถ้ารู้อย่างนี้ น่าจะกัดฟันอดทนไปอีกหน่อย!
“เช่นนั้น พวกท่านพักผ่อนเยอะๆนะ ได้เวลาข้าไปเฉิดฉายแล้ว”
เยี่ยหลิงหลงเก็บแผนที่และสิ่งของทั้งหมด ก่อนจะหายลับไปจากสายตาของทุกคนอย่างรวดเร็ว
นางวิ่งตรงไปตามเส้นทางที่เคยขุดลึกลงไปในเขา พอเข้าไปถึงก็พบว่าเส้นทางที่เคยขุดไว้นั้นเต็มไปด้วยรอยร้าวและใกล้จะพังทลายลงทุกที บางช่วงยังถูกวิหคเก้าหางอสนีม่วงฟาดจนเป็นทางขาดอีกด้วย
เมื่อเงยหน้าขึ้น นางเห็นเมฆดำปกคลุมท้องฟ้า พร้อมสายฟ้าแลบแปลบปลาบและวิหคเก้าหางอสนีม่วงที่ยังคงไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ
เมื่อเทียบกับสองวันก่อนที่มันเคยดุดันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังข่มขวัญ ตอนนี้มันดูเหนื่อยล้าและโทรมลงไปไม่น้อย ความองอาจในตัวนั้นแทบไม่เหลืออีกแล้ว
เสียงฟ้าร้องและลมพายุที่เคยโหมกระหน่ำรุนแรงก็อ่อนลงกว่าก่อนหน้า คาดว่าพลังมันถูกใช้จนแทบหมดไปในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา จนต้องเริ่มประหยัดพลังงาน โดยเปลี่ยนจากการข่มขวัญครั้งใหญ่ กลายเป็นแค่การข่มขู่เล็กๆพอเป็นพิธี
เพราะภารกิจวิ่งไล่จับวิหคตัวนี้กินเวลามาแล้วสามวันสามคืน และนี่เป็นคืนที่สี่เข้าไปแล้ว มันไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่นิดเดียว แม้แต่ลาลากเกวียนยังต้องขอคารวะให้มันเลย
ในขณะที่เยี่ยหลิงหลงมองมันด้วยความเวทนาอยู่นั้น วิหคเก้าหางก็หันมาเห็นนางเช่นกัน สายตาหนึ่งคนหนึ่งนกสบประสานกันทันที
เมื่อเห็นว่าวิหคเก้าหางเตรียมพุ่งลงมาชน เยี่ยหลิงหลงก็ตัดสินใจไม่ตามเส้นทางที่ขุดไว้ แต่สะกิดปลายเท้าลอยตัวสู่ท้องฟ้า พุ่งตรงไปทางวิหคเก้าหางอสนีม่วงอย่างท้าทาย
วิหคเก้าหางอสนีม่วงมองมาอย่างโกรธเกรี้ยว นี่มันดูถูกกันชัดๆในกลุ่มสามคนนั้น ยัยเด็กคนนี้ล่ะที่จิตใจร้ายกาจที่สุด!
วิหคเก้าหางอสนีม่วงส่งเสียงร้องด้วยความโกรธ ก่อนจะปล่อยสายฟ้าเส้นใหญ่ฟาดลงมาทางเยี่ยหลิงหลงพร้อมกับพุ่งเข้าใส่นางสุดกำลัง
สายฟ้าที่พุ่งฟาดลงมาพร้อมการพุ่งชนรุนแรง ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งถ้าสำเร็จ เยี่ยหลิงหลงก็ต้องตายแน่นอน!
แต่ทว่า พลังโจมตีที่มันสะสมไว้สุดแรงและการพุ่งชนที่บ้าคลั่งนั้นกลับทะลุผ่านร่างของเยี่ยหลิงหลงไป ราวกับนางเป็นเพียงแค่เงาภาพลวงตาเท่านั้น เมื่อมันรู้ตัวว่าถูกหลอกและหันกลับมองตรงหน้าอีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือผาหินที่ขวางอยู่
เสียง ‘โครม!’ ดังสนั่น มันพุ่งชนเข้ากับผาหินอย่างจัง แรงปะทะทำให้หินแตกกระจายพร้อมกับศีรษะของมันที่ได้รับบาดเจ็บหนัก เลือดสดๆพุ่งออกมาจากหัวของมันไม่หยุด ราวกับสายธารแดงฉาน
มันหยุดเคลื่อนไหว สายฟ้าและเสียงฟ้าร้องที่เคยแผดดังพลันหายไป เมฆดำค่อยๆสลายตัวจากท้องฟ้า ความสงบกลับคืนสู่ทั่วทั้งฟ้าดินอีกครั้ง
เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่บนยอดเขาห่างออกไปไม่ไกลนัก มองดูกระทั่งมั่นใจว่าวิหคเก้าหางยังคงนอนนิ่งสนิทอยู่ที่เดิมจึงค่อยๆบินเข้าไปใกล้
เมื่อเข้ามาใกล้ถึงระยะหนึ่ง นางหยุดแล้วปล่อยลูกไฟออกไปสองสามลูก เผาขนของมันสองสามหย่อม แต่วิหคเก้าหางก็ยังคงนอนนิ่ง ไม่มีทีท่าจะขยับแม้แต่น้อย
เยี่ยหลิงหลงจึงบินเข้าไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ แต่เมื่อเข้าไปได้อีกนิดก็หยุด แล้วเปลี่ยนทิศทางขว้างใบมีดน้ำแข็งคมกริบออกไปหลายเล่ม ใบมีดทิ่มเข้าหลังวิหคเก้าหางจนเป็นรอยน้ำแข็งหลายแห่ง แต่มันก็ยังคงนิ่งไม่ขยับ
นางจึงบินเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด คราวนี้นางลองใช้เถาวัลย์พันรอบคอมันแน่น แล้วบิดซ้ำอีกสองสามรอบ แต่วิหคเก้าหางอสนีม่วงก็ยังคงนอนนิ่งไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
เยี่ยหลิงหลงหยุดบินเข้าไปใกล้กว่าเดิม มองสำรวจพลางพูดขึ้นว่า
"ดูท่าจะตายจริงๆแล้ว ยังไงก็ไม่ฟื้นขึ้นมาแน่ งั้นข้าไปนอนพักก่อนดีกว่า"
พูดจบนางก็หันหลังกลับทันที แต่พอนางหมุนตัว วิหคเก้าหางอสนีม่วงที่นอนหมอบอยู่กับพื้นก็บันดาลโทสะ พุ่งทะยานขึ้นฟ้าและพุ่งเข้าใส่เยี่ยหลิงหลงอย่างบ้าคลั่ง
โชคดีที่ระยะห่างระหว่างนางกับมันมีมากพอ อีกทั้งนางก็ติดยันต์เร่งความเร็วไว้ถึงสี่แผ่นตั้งแต่เริ่มออกมา เมื่อมันโจมตี นางจึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะหนี ไม่เพียงแค่หนีเท่านั้น นางยังหันกลับมาเย้ยด้วย
"เปิดเผยตัวจริงแล้วหรือ? เลิกแกล้งทำแล้วสินะ? โมโหเลยใช่ไหมล่ะ? ฝีมือแสดงละครน่ะยังไม่ถึงขั้นนะ พี่นกยักษ์!"
คำเยาะเย้ยของนางทำให้วิหคเก้าหางอสนีม่วงโกรธยิ่งขึ้น ไล่ตามอย่างบ้าคลั่ง
มันโกรธมาก!
ตอนแรกมันกะจะแกล้งตายเพื่อล่อให้นางเข้าไปใกล้ ใครจะคิดว่าเจ้าเด็กคนนี้จะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้!
ไม่ใช่แค่เจ้าเล่ห์ แต่ยังน่าหมั่นไส้สุดๆ ดูท่าทางยียวนกวนประสาทของนางที่ทำให้นกอย่างมันรู้สึกโมโหจนแทบขาดใจ ยัยเด็กนี่มันทำเอานกแทบบ้าตายจริงๆ!
เมื่อวิหคเก้าหางอสนีม่วงยิ่งคลุ้มคลั่ง พายุลมและฝนลูกใหม่ก็พัดโหมกระหน่ำอีกครั้ง มันเร่งความเร็วในการไล่ตาม ขณะที่เยี่ยหลิงหลงยิ่งได้ใจ สู้เรื่องจิตวิทยาน่ะหรือ? อย่าว่าแต่วิหคเก้าหางเลย นางยังไม่เคยพ่ายให้กับใครสักคนด้วยซ้ำ
นางไม่เพียงแค่หนีตามเส้นทางภูเขา แต่ยังหลบไปตามแนวป่า ปีนขึ้นยอดเขา บางครั้งก็ลงไปในทะเลสาบ พาวิหคเก้าหางอสนีม่วงไล่ล่าทั่วทุกสารทิศ ราวกับว่านางกำลังพามันออกมาท่องเที่ยว
วิหคเก้าหางอสนีม่วงโมโหจนแทบคลั่ง หลายวันก่อนมนุษย์สองคนที่มันเคยไล่ตามยังพอให้มันจัดการได้ง่ายๆ เพราะพวกเขาแค่หนีไปตามเส้นทางภูเขา ทำให้มันมีโอกาสทำลายเส้นทางเพื่อกักพวกเขาไว้ แต่กับเจ้าเด็กคนนี้ นางกลับไม่วิ่งตามเส้นทางเดิม ไม่เพียงแค่นั้น นางยังหนีไปทั่ว เดี๋ยวเลี้ยวซ้าย เดี๋ยวเลี้ยวขวา เดี๋ยวขึ้นเขา เดี๋ยวลงทะเลสาบ ทำให้โอกาสที่จะจับตัวนางนั้นน้อยลงเรื่อยๆ
เห็นได้ชัดว่าทุกย่างก้าวของนางล้วนเต็มไปด้วยความสุข สนุกสนานกับการหลบหนี แถมยิ่งวิ่งยิ่งคิดเส้นทางแปลกๆไปเรื่อยๆ ราวกับนี่คือเรื่องสนุกสำหรับนาง
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงยิ่งสนุก วิหคเก้าหางอสนีม่วงก็ยิ่งอ่อนแรงและเสียพลังไปมากขึ้นทุกที ความอดทนของมันลดลงจนถึงขีดสุด สุดท้ายมันก็ไม่อาจทนได้อีกต่อไป จึงระเบิดความโกรธออกมาเต็มที่!
เสียงร้องแหลมสูงของมันแหวกอากาศดังสนั่นไปทั่วฟ้า เก้าหางของมันพลันลุกโชนเป็นไฟสีม่วง เปลวเพลิงโหมกระหน่ำรอบตัว ราวกับจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นนกยักษ์กลางทะเลเพลิง
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมองด้วยสีหน้าตกตะลึง "อะไรกัน? เผาตัวเองหรือ? ระเบิดตัวเอง? หรือจะก่อเรื่องใหญ่?"
ในหนังสือที่เคยอ่านมาก็ไม่เคยระบุว่าวิหคเก้าหางอสนีม่วงเผาหางตัวเองได้ นี่นางทำให้มันโมโหจนถึงขีดสุดที่ไม่มีใครเคยทำได้เลยหรือ? มันถึงได้งัดท่าไม้ตายที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนออกมาแบบนี้?
เปลวเพลิงสีม่วงลุกโหมรุนแรงขึ้นกว่าเดิม แผ่พลังข่มขวัญที่เหนือกว่าที่นางจะรับมือได้ พลังอันมหาศาลนี้พุ่งเข้าใส่นางราวกับคลื่นยักษ์ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
เยี่ยหลิงหลงไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบยันต์คุ้มภัยออกมาแล้วฉีกทันที
"ขอทวยเทพทั้งหลายช่วยคุ้มครองให้ข้ารอดปลอดภัยด้วยเถิด! ขอล่ะ ขอให้หนีรอดไปอย่างราบรื่นทีเถอะ!"
จบตอน
Comments
Post a Comment