journey ep541-550

บทที่ 541: ปล่อยสายฟ้าของเจ้ามาให้แรงกว่านี้อีก!


   ในชั่วขณะที่เยี่ยหลิงหลงฉีกยันต์คุ้มภัย นางรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองถูกเคลื่อนย้ายไปจากจุดนั้นทันที


   อึดใจต่อมา ความร้อนแผดเผารุนแรงพุ่งเข้าหาตัวนางและห่อหุ้มทั่วทั้งร่างกายทันที เมื่อนางลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือม่านสีม่วงที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง


   ที่นี่มันที่ไหนกัน? ทำไมถึงดูคุ้นตาแปลกๆ?


   นางก้มลงมองและเห็นขนนกสีดำอันใหญ่หนา มีสายฟ้าสีม่วงแผ่ปกคลุมอยู่บนขนเส้นนั้น


   หัวใจของเยี่ยหลิงหลงเต้นรัว นางพอจะรู้แล้วว่าตอนนี้นางอยู่ที่ไหน…


   เยี่ยหลิงหลงผู้เป็นที่โปรดปรานของสวรรค์ ไม่มีทางเชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อยันต์คุ้มภัยอันนี้เป็นของที่นางทำเองกับมือ


   นางคิดว่าตัวเองอาจจะเกิดภาพหลอนจึงก้มลงมองอีกครั้ง คราวนี้ย่อตัวลงให้เห็นชัดๆไปเลย


   แล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้นางตกใจสุดขีด


   สายตาของนางสบเข้ากับดวงตากลมโต คมกริบราวกับใบมีดของวิหคเก้าหางอสนีม่วง


……


   ยืนยันจากสายตาได้เลยว่าผู้ที่ต้องการฆ่านางคือมันอย่างแน่นอน


   ทั้งคนหนึ่งนกต่างจ้องตากันนิ่งอยู่หนึ่งลมหายใจ เยี่ยหลิงหลงรู้สึกสมองมึนตื้อไปชั่วขณะ


   ไม่รู้ว่าโชคชะตากำลังเล่นตลกอะไรกับนาง แต่เยี่ยหลิงหลงรู้ชัดเจนว่า ตอนนี้นางกำลังยืนอยู่บนหัวของวิหคเก้าหางอสนีม่วง ซึ่งเป็นจุดเดียวบนตัวมันที่ยังไม่ถูกไฟสีม่วงเผาลุกท่วม


   ต้องขอบคุณสวรรค์ที่ไม่ส่งนางเข้าไปในกระเพาะของวิหคเก้าหาง แต่ให้นางได้อยู่ในจุดปลอดภัยบนหัวมันราวกับยืนเด่นอยู่บนยอดเขาอย่างสง่างาม


   หลังจากจ้องตากันอยู่สักพัก วิหคเก้าหางก็เริ่มสะบัดหัวแรงๆ หวังจะเขย่าให้เยี่ยหลิงหลงร่วงลงไป


   เยี่ยหลิงหลงรีบหมอบลง คว้าขนบนหัวมันแน่นไม่ยอมปล่อย


   ล้อกันเล่นหรือไง! ถ้านางถูกสะบัดตกลงไปจากระยะใกล้ขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเปลวไฟสีม่วง สายฟ้า หรือแม้แต่ปีกและกรงเล็บของมัน สักอย่างหนึ่งก็พอจะปลิดชีพนางได้ทันที!


   วิหคเก้าหางอสนีม่วงสะบัดหัวไปมาอยู่หลายรอบแต่ก็ยังไม่สามารถสะบัดเยี่ยหลิงหลงให้ร่วงลงไปได้ มันไม่สามารถใช้ปีกตบหัวตัวเองได้ จึงคิดวิธีที่ชาญฉลาดออกมาได้


   มันส่งเสียงร้องด้วยความฮึกเหิม มันก็พลิกทิศทางจากบินแนวนอนกลายเป็นบินขึ้นฟ้าตั้งฉาก


   เยี่ยหลิงหลงมองเมฆที่เคลื่อนผ่านตัวนางไปทีละก้อนจนเหมือนจะบินไปชนพระอาทิตย์ ทำเอานางถึงกับอึ้งไปอีกครั้ง


   นางเคยคิดว่าวิหคเก้าหางจะเลือกพุ่งเข้าหาภูเขาเพื่อกระแทกนางให้กระเด็น ดังนั้นนางจะได้ใช้จังหวะที่ใกล้พื้นที่สุดกระโดดและมุดดินหนีไป


   แต่กลับกลายเป็นว่ามันไม่ทำเช่นนั้น


   วิหคเก้าหางไม่ยอมลงสู่พื้น แต่เลือกบินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จากที่คิดว่าสูงแล้ว มันก็ยังบินไต่ระดับขึ้นสูงกว่าเดิม ในน่านฟ้านี้มันคือเจ้าแห่งเวหาโดยแท้จริง


   หากนางคิดแม้เพียงนิดที่จะบินหนี มันก็สามารถโจมตีนางได้อย่างง่ายดายจากมุมนี้ ทำให้นางไม่มีทางหลบหนีและอาจจบชีวิตกลางอากาศได้ทันที


   เยี่ยหลิงหลงกอดขนเรียบลื่นของมันไว้แน่น ซบหน้ากับหัวอันอบอุ่นของมัน แต่กลับสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เย็นชา นางขมวดคิ้วสีหน้าเคร่งเครียด


   นางคิดแผนหนีมานับพันแบบ แต่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะถูกพาขึ้นฟ้าสูงขนาดนี้


   แล้วขึ้นมาถึงบนฟ้าแบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ?


   ยังไม่ทันที่นางจะคิดแผนการต่อไป วิหคเก้าหางอสนีม่วงก็เริ่มการโจมตีรอบแรกแล้ว เปลวไฟสีม่วงบนตัวมันอาจเผานางไม่ถึง แต่สายฟ้าของมันทำได้! ในที่สุดก็ถึงคราวที่มันได้เปรียบเสียที


   วิหคเก้าหางส่งเสียงร้องด้วยความสะใจ พลางหมุนตัวรอบฟ้าอย่างสง่างาม ปลดปล่อยพลังสายฟ้ารุนแรงออกมาจากตัวมัน


   เยี่ยหลิงหลงตกใจสุดขีด รีบควักใบเครือมรกตที่เตรียมไว้จากแหวนออกมาห่อหุ้มตัว กลายเป็นเหมือนขนมบ๊ะจ่างก้อนใหญ่


   หลังการโจมตีรอบแรกจบลง กลิ่นใบไม้ไหม้ลอยมาเตะจมูก นางพบว่าใบเครือมรกตที่ห่อหุ้มตัวนางถูกสายฟ้าซัดจนทะลุเป็นรูพรุนไปแล้ว


   แม้จะอยู่เหนือการคาดหมาย แต่ก็ยังพอเข้าใจได้ ใบเครือมรกตถึงจะดูดซับสายฟ้าได้ แต่ก็ไม่ได้ดูดได้ไม่จำกัด มันมีขีดจำกัดและสามารถรับพลังได้เท่าที่มันจะทนไหว


   ต้นไม้ทั้งต้นก็ยังดูดซับพลังสายฟ้าของวิหคเก้าหางอสนีม่วงได้ไม่หมด นับประสาอะไรกับแค่ใบเครือมรกตใบเดียว โดนฟ้าผ่าจนทะลุเป็นรูก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้


   เยี่ยหลิงหลงถึงกับกังวลหนักกว่าเดิม


   หากนางหนีอยู่บนพื้นดิน แค่ใบเดียวก็พอเอาตัวรอดได้ แต่การต้องเกาะอยู่บนหัววิหคเก้าหางแบบนี้ รับพลังสายฟ้าแบบเต็มๆใบเดียวย่อมต้านไม่ไหว ต่อให้มีใบเครือมรกตอีกสิบใบก็ยังไม่พอ


   นางไม่เคยคิดมาก่อนจริงๆ ว่าจะได้มาอยู่บนฟ้าสูงขนาดนี้!


   ใบเครือมรกตคงไม่ไหวแล้ว แถมยันต์คุ้มภัยก็ใช้การไม่ได้อีก


   ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ บนฟ้าสูงนี้มีที่เดียวให้ยืนได้ คือหัวของวิหคเก้าหางอสนีม่วง ซึ่งนางกระโดดหนีอย่างไรก็ไม่อาจพ้นรัศมีการโจมตีของมันได้เช่นกัน


   เยี่ยหลิงหลงเริ่มสงสัยว่าสาเหตุที่นางมาโผล่อยู่บนหัวมันนั้น น่าจะเป็นเพราะตอนที่ยันต์คุ้มภัยทำงาน มันไม่สามารถพานางออกจากขอบเขตพลังที่เกิดจากเปลวไฟสีม่วงได้


   ยันต์คุ้มภัยที่ทำพิษใส่คนอื่นมานับไม่ถ้วน ใครจะคิดว่ามันจะย้อนกลับมาทำให้นางติดอยู่ในสถานการณ์นี้เอง!


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในเมื่อหนีไม่พ้น ก็เหลือแค่วิธีเดียว แม้ว่ามันจะอันตราย แต่นางไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ


   โชคดีที่สามวันที่ผ่านมานางใช้เวลาอ่านตำราตลอด ความรู้ในตำรานี่แหละที่จะช่วยชีวิตนางได้ ศาสตร์หนีตายก็มีในตำรา อ่านตำราเปลี่ยนชะตาชีวิตได้จริงๆ


   ก่อนที่สายฟ้าชุดที่สองจะมาถึง นางรีบคว้าอุปกรณ์ป้องกันตัวทั้งหมดที่ศิษย์พี่หญิงสามเคยให้ไว้สำหรับป้องกันชีวิต สวมมันทีละชิ้นอย่างเร่งรีบ จากนั้นหยิบยาแก้พิษและรักษาบาดแผลของศิษย์พี่หญิงสี่มาเตรียมติดตัวไว้เช่นกัน ตามด้วยไข่มุกพฤกษาเทวาที่พกติดตัวไว้เพื่อความคุ้มครอง วางมันไว้ใกล้ตัว


   จากนั้นนางก็หยิบพู่กันเขียนยันต์และกระดาษยันต์ขึ้นมา วาดอักขระป้องกันสายฟ้าที่เพิ่งเรียนรู้มาในช่วงสามวันที่ผ่านมาอย่างรวดเร็ว เมื่อวาดเสร็จ นางก็จัดการสร้างค่ายกลเล็กๆบนหัวของวิหคเก้าหางอสนีม่วงเพื่อป้องกันตัวเองอีกชั้น


   เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว นางก็ห่อตัวด้วยใบเครือมรกต นั่งขัดสมาธิ หลับตาลงอย่างสงบเตรียมรับมือ


   “ข้าพร้อมแล้ว มาเลย! ปล่อยสายฟ้าของเจ้ามาให้แรงกว่านี้อีก!”


   วิหคเก้าหางอสนีม่วงมองนางด้วยแววตาสงสัย งุนงงอย่างถึงที่สุด


   พร้อมแล้ว? ที่บอกว่าพร้อมแล้วนี่หมายถึงอะไร?


   ส่งนางขึ้นฟ้ามาขนาดนี้ เตรียมพร้อมจะโดนฟ้าผ่า? นางยังจะมีแผนอะไรอีกงั้นหรือ?


   ที่ยิ่งทำให้วิหคเก้าหางอสนีม่วงโกรธยิ่งขึ้นก็คือ เยี่ยหลิงหลงกลับเร่งให้มันเริ่มโจมตีรอบที่สองไวๆ! นี่นางเห็นมันเป็นตัวอะไร?


   นางรู้หรือเปล่าว่าพลังของพวกเราต่างกันขนาดไหน?


   ด้วยความโกรธจัด วิหคเก้าหางจึงสะสมพลังอย่างเต็มที่แล้วปล่อยสายฟ้าสีม่วงทรงพลังกระจายทั่วทั้งตัว มันเปล่งแสงเจิดจ้า ราวกับจะเผานางให้สลายไปในพริบตา


   เมื่อสายฟ้าทรงพลังพุ่งเข้าใส่ เยี่ยหลิงหลงรู้สึกได้ว่าใบเครือมรกตที่ห่อหุ้มตัวนางอยู่ถูกทะลวงจนพรุน สายฟ้าสีม่วงทะลุผ่านชั้นป้องกันทั้งหมดและสัมผัสกับร่างของนางเต็มๆ


   อึดใจนั้น ค่ายกลที่นางวางไว้เริ่มทำงาน อักขระบนยันต์ทำงานทันที ส่วนอุปกรณ์ป้องกันทั้งหมดที่นางสวมใส่ก็ตอบสนองทันที พยายามต้านพลังมหาศาลที่โถมเข้ามาเต็มกำลัง


   นางเริ่มโคจรพลังวิญญาณในร่าง ใช้ร่างกายตัวเองเพื่อดูดซับพลังสายฟ้าที่ฝ่าชั้นป้องกันเข้ามาถึงตัว ช่วงที่สายฟ้าแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายนั้น นางรู้สึกเหมือนเส้นลมปราณทั้งร่างกำลังถูกเผา เจ็บปวดราวกับร่างกายจวนเจียนแตกสลาย นางหลับตาแน่น ความเจ็บปวดนั้นทำให้นางรู้สึกราวกับว่าทั้งโลกดับมืดไปชั่วขณะ


   มันเจ็บมาก! เจ็บอย่างสุดจะทน!


   เยี่ยหลิงหลงกัดฟันฝืนความเจ็บปวด ใช้พลังวิญญาณในร่างเพื่อพยายามดูดซับพลังสายฟ้าเหล่านั้น ไข่มุกพฤกษาเทวาภายในตัวเริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ช่วยซ่อมแซมร่างกายของนางอย่างต่อเนื่อง แต่กระบวนการนี้ช้า ทุลักทุเล และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ไหว ร่างกายถูกทำลายและฟื้นฟูสลับกันไปมา นางต้องกัดฟันฝืนต่อสู้กับความเจ็บปวดนี้อย่างหนัก


   ในที่สุด นางก็สัมผัสได้ถึงสายฟ้าเล็กๆที่ค่อยๆไหลเข้าสู่ร่างของนางช้าๆ ราวกับสายน้ำเล็กๆที่ซึมผ่านเข้ามาในร่าง


   สำเร็จแล้ว! สำเร็จแล้ว!


   แม้จะเพียงเล็กน้อยและเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่นางก็ทำได้สำเร็จ! เยี่ยหลิงหลงพยายามระงับความตื่นเต้นและความเจ็บปวด พลางเริ่มโคจรพลังตามเคล็ดวิชาที่นางท่องจำได้ขึ้นใจในช่วงสามวันที่ผ่านมา


   วิชาอัสนีทะลวงเมฆา!



บทที่ 542: หรือว่าจะหนีไปด้วยกันแล้ว?



   เหตุที่เยี่ยหลิงหลงเกิดความคิดดูดซับพลังสายฟ้าสีม่วงขึ้นมา ก็เพราะเมื่อสามวันก่อน ขณะที่นางกำลังค้นหาคัมภีร์เกี่ยวกับสายฟ้าในคลังสมบัติของตัวเอง นางก็พบคัมภีร์เล่มหนึ่งชื่อ ‘วิชาอัสนีทะลวงเมฆา’


   ว่ากันว่าวิชาสูงสุดไม่มีข้อจำกัดในการฝึกฝน แต่ก่อนจะฝึกได้ต้องมีรากวิญญาณที่เหมาะสมใช่ไหมล่ะ?


   ตอนนั้นนางก็แค่อ่านเล่นๆ ไม่ได้คิดจะฝึกจริงๆ ใครจะรู้ว่าเมื่อเปิดอ่านกลับพบว่าวิชาอัสนีทะลวงเมฆานี้ไม่มีข้อจำกัดถึงขนาดที่แม้แต่คนไม่มีรากวิญญาณสายฟ้าก็ฝึกได้!


   มันเจ๋งมาก!


   สิ่งล่อใจแบบนี้ นางจะปฏิเสธได้อย่างไร? ดังนั้นนางจึงเริ่มอ่านคัมภีร์นี้อย่างตั้งใจ


   แม้วิชานี้จะสามารถฝึกได้โดยไม่ต้องมีรากวิญญาณสายฟ้า แต่ขั้นแรกกลับจำเป็นต้องดูดซับพลังสายฟ้าปริมาณมหาศาลเพื่อปรับสภาพร่างกาย ดังนั้นในสามวันนั้นนางจึงทำได้เพียงท่องจำเนื้อหาทั้งหมด ไม่สามารถเริ่มฝึกได้


   โชคดีที่เยี่ยหลิงหลงมีความจำเป็นเลิศ สามารถท่องจำคัมภีร์นี้ได้ครบถ้วนทุกคำ


   แผนเดิมขอนางคือการจับวิหคเก้าหางอสนีม่วงนี้ให้ได้ จากนั้นพัฒนาอุปกรณ์ที่สามารถดูดซับและเก็บพลังสายฟ้า โดยที่สามารถควบคุมปริมาณพลังงานและแรงดันได้ แล้วจึงใช้มันเพื่อฝึกวิชาอัสนีทะลวงเมฆา


   แต่แผนก็สู้การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นางกลับถูกวิหคเก้าหางพาขึ้นฟ้า ให้สัมผัสพลังสายฟ้าอย่างจัง จนต้องฝืนดูดซับพลังสายฟ้าของมันเพื่อฝึกวิชานี้ภายใต้เงื่อนไขสุดหฤโหด


   เมื่อไม่มีอุปกรณ์ช่วย เยี่ยหลิงหลงทำได้เพียงพึ่งพาความอดทนล้วนๆ นางต้องอาศัยอุปกรณ์ป้องกันสุดหรูเพื่อลดความเสียหาย และใช้พลังฟื้นฟูจากไข่มุกพฤกษาเทวาในร่างกายเพื่อรักษาตัวอย่างทุลักทุเล ตราบใดที่พลังสายฟ้ายังไม่ทำให้นางตาย นางก็จะอยู่ทนรับมันต่อไปได้เรื่อยๆ


   ในถ้ำหลบภัย


   กู้หลินเยวียนขมวดคิ้วลืมตาขึ้น นี่เป็นครั้งที่สิบแล้วที่เขาต้องขัดจังหวะการรักษาของตัวเอง


   “ทำไมศิษย์น้องหญิงเล็กถึงยังไม่กลับมา?”


   เมิ่งชูถงที่อยู่ข้างๆเองก็ดูงุนงงไม่แพ้กัน น้องสามหายไปนานมากแล้ว หรือว่าจะเกิดเรื่อง?


   แต่ก็ไม่น่าจะใช่ ถ้าเกิดเรื่องจริง วิหคเก้าหางอสนีม่วงตัวนั้นก็ควรกลับมาที่รังแล้วสิ


   แต่นี่ทั้งคนทั้งนกต่างก็หายไป หรือว่าจะหนีไปด้วยกันแล้ว?


   “ไม่รู้สิ ข้าจะออกไปดูอีกที”


   “นี่เจ้าจะออกไปดูเป็นครั้งที่สามแล้วหรือ?”


   “ใช่ ลองคิดดูสิ นางหายไปห้าวันห้าคืนเต็มๆ นางอดทนได้นานขนาดนั้นเลยหรือ? แบบนี้จะไม่ทำให้ข้าดูรีบกลับเกินไปหน่อยหรือ?”


   กู้หลินเยวียนรู้สึกว่ามีอะไรไม่ค่อยถูกต้องในคำพูดนั้น แต่เขาก็ไม่มีอารมณ์คิดให้มากความ เพราะเขาก็เป็นห่วงศิษย์น้องหญิงเล็กมากไม่ต่างกัน


   “ไป เราออกไปตามหานางกันเถอะ”


   “ตกลง ยังไงข้าก็พักมาตั้งหกวันครึ่ง ส่วนเจ้าพักมาห้าวัน เราก็คงพักกันพอแล้ว ออกไปตามหานางด้วยกันเถอะ”


   เมื่อทั้งสองตกลงกันได้ก็ลุกขึ้นและออกจากถ้ำทันที พอออกไปก็พบว่ารังของวิหคเก้าหางอสนีม่วงยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ดูท่าช่วงเวลานี้จะไม่มีใครมาเยือนที่นี่ รวมถึงเจ้าของรังเองก็ไม่ได้กลับมา


   “มีความเป็นไปได้ไหมว่า... พวกเขาหนีไปด้วยกัน?” เมิ่งชูถงถามขึ้น


   “เจ้าช่วยตั้งสมมติฐานที่น่าเชื่อถือกว่านี้ได้ไหม?”


   “งั้น… หรือว่าพวกเขาถูกจับตัวไปทั้งคู่?”


..……


   “เลิกเดาเถอะ”


   “ก็ได้”


   เยี่ยหลิงหลงไม่รู้ว่าตัวเองฝึกมานานเท่าไร นางรู้เพียงแค่ว่าถูกสายฟ้าฟาดอยู่เป็นเวลานาน


   นานจนร่างกายชาไปหมดจนไม่มีความรู้สึก นานจนไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง นานจนไม่รู้ว่าพระอาทิตย์ขึ้นและตกไปกี่รอบ และนานจนสายฟ้าที่ไหลซึมเข้าร่างจากทีละน้อยกลายเป็นกระแสเชี่ยวกรากราวกับทะเลคลั่ง สุดท้ายก็ยาวนานพอที่นางจะบรรลุขั้นแรกของวิชาอัสนีทะลวงเมฆาได้สำเร็จ


   ชั่วอึดใจที่สำเร็จ นางลืมตาขึ้นทันที 


   บนใบหน้าที่ดำสนิทจากการถูกสายฟ้าฟาดปรากฏดวงตากลมโตสุกใสเป็นประกาย และในแววตานั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี


   “ข้าทำได้แล้ว! เก้าหาง ข้าฝึกวิชาอัสนีทะลวงเมฆาสำเร็จแล้ว! สายฟ้าของเจ้าช่างน่าทึ่งยิ่งนัก!”


   เยี่ยหลิงหลงพูดด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะก้มลงไปใกล้หัวของมันและจุ๊บหนึ่งทีอย่างลิงโลด


   ทันใดนั้นเอง นางสัมผัสได้ว่าหัวของวิหคเก้าหางอสนีม่วงที่อ่อนล้าอยู่พลันแข็งทื่อ มันรีบหันหน้าหนีอย่างฉุนเฉียว ไม่อยากได้ยินคำพูดใดๆจากนางอีก


   นี่มันเกินไปแล้ว! อยู่มานานขนาดนี้มันไม่เคยเจอเรื่องที่น่าหงุดหงิดแบบนี้มาก่อน


   มนุษย์บ้าคนนี้กล้าใช้พลังสายฟ้าของมันเพื่อฝึกวิชาบนหัวของมัน!


   ที่สำคัญคือ มันฟาดสายฟ้าใส่เท่าไรนางก็ไม่ตาย สะบัดก็ไม่หลุด มันถึงกับคิดจะใช้ปีกใหญ่ตบหัวตัวเองเพื่อกำจัดนางให้รู้แล้วรู้รอด


   ถ้าตบเบาเกินไป ค่ายกลที่นางสร้างไว้ก็ต้านทานได้อย่างดี แต่ถ้าตบแรงไป มันก็กลัวว่าจะตายไปพร้อมกัน


   ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่นางฝึกฝน พวกสัตว์เลี้ยงแปลกๆของนางก็ออกมาคุ้มกันนางอีกต่างหาก พวกมันตั้งวงล้อมอยู่รอบหัวของมัน


   หากวิหคเก้าหางกล้าขยับตัว พวกสัตว์เลี้ยงของเยี่ยหลิงหลงก็พร้อมจะโจมตีทันที พวกมันยืนอยู่บนหัวของมันในตำแหน่งที่ได้เปรียบสุด ไม่ต้องใช้ท่าอะไรมาก แค่พุ่งโจมตีอย่างรวดเร็วก็สามารถระเบิดหัวของมันได้แล้ว อย่างมากก็ตายไปพร้อมกันเท่านั้น


   แต่มันไม่อยากตายไปพร้อมกับนาง ประกอบกับที่มันเผาหางทั้งเก้าของตัวเองเพื่อเพิ่มพลังระเบิดในช่วงสั้นๆ ทำให้ตอนนี้มันอยู่ในสภาวะอ่อนล้าและต้องการพักฟื้น มันต้องใช้เวลานานในการรักษาตัวเพื่อฟื้นฟูหางทั้งเก้ากลับมา


   สุดท้ายมันก็ต้องทน


   มันทนเรื่อยมา จนนางฝึกวิชาจากพลังสายฟ้าของมันเสร็จเรียบร้อย แถมท้ายด้วยการจุ๊บหัวของมันอีกหนึ่งที


   นี่เป็นการกระทำของคนปกติหรือ? พวกเขาเป็นศัตรูกันนะ!


   วิหคเก้าหางอสนีม่วงโกรธจนชาไปทั้งใจ มันไม่อยากจะเอาคืนอะไรอีกแล้ว ไม่อยากได้แม้แต่แก่นพลังของนาง ต่างคนต่างไปจะได้ไม่ต้องทนทรมานกันอีก ยังไงต่างฝ่ายต่างก็จัดการอีกฝ่ายไม่ได้ ต่อไปถ้าเจอกันก็แค่หลีกเลี่ยงกันก็พอ


   แต่ถึงตอนนี้มันก็ยังงุนงงอยู่ดีว่านางเคลื่อนย้ายตัวเองมายังหัวของมันอย่างแม่นยำได้ยังไง นี่มันเป็นวิชาอันใดกัน? มันไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย


   ถ้าหากนางไปโผล่ที่อื่นบนตัวมัน ไม่ใช่หัว การจัดการนางย่อมไม่เป็นปัญหาเลย!


   “เก้าหางๆ มาสู้กันสักตั้งดีไหม? ข้าอยากลองใช้วิชานี้จนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว!”


   แต่วิหคเก้าหางไม่อยากสู้ มันไม่สนใจที่จะต่อสู้กับคนเจ้าเล่ห์ที่กล้าใช้วิธีอันน่าละอายแบบนั้น มันอยากจะนอนพักมากกว่า


   ดังนั้น วิหคเก้าหางจึงหันหัวลงแล้วบินกลับสู่พื้นดิน มุ่งหน้าไปยังรังของมันทันที


   “เก้าหางๆ เจ้านี่กำลังจะพาข้าไปเที่ยวเล่นที่ไหนอีกล่ะ?”


   เที่ยวเล่นบ้าบออะไร ใครจะไปเล่นกับเจ้าไม่ทราบ!


   มันมีสายเลือดอันล้ำค่า และไม่อยากตายไปพร้อมกับใครเพียงเพื่อปกป้องอาหารชิ้นหนึ่ง หวังว่านางจะรู้ตัวดีพอที่จะหายไปเอง อย่าคิดมาเกาะติดนานนัก ตื่นแล้วก็รีบไสหัวไปซะ อย่าอยู่สร้างความรำคาญอีก หากมันโกรธขึ้นมาจริงๆ จังหวะนี้ต่อให้ต้องตายไปพร้อมกันมันก็ไม่กลัวแล้ว


   ในขณะเดียวกัน กู้หลินเยวียนและเมิ่งชูถงที่กำลังจะออกจากรังของวิหคเก้าหางอสนีม่วงก็ได้ยินเสียงลมแรงที่พัดผ่านฉับพลัน ทั้งคู่เงยหน้าขึ้นและพบว่าวิหคเก้าหางอสนีม่วงกลับมาแล้ว!


   ตอนที่มันกลับมา ไม่มีเมฆดำปกคลุม ไม่มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ มีเพียงท้องฟ้าสดใสและแดดจ้า การเคลื่อนไหวของมันดูช้าๆ ไม่เหมือนการตามล่า แต่ราวกับกำลังกลับบ้านเสียมากกว่า


   เมื่อเห็นร่างมหึมาของมัน กู้หลินเยวียนและเมิ่งชูถงถึงกับยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ พวกเขามองมันด้วยความตกใจ ใจเต้นรัว เลือดในกายคล้ายถูกแช่แข็ง และแม้แต่การหายใจก็กลายเป็นเรื่องยาก



บทที่ 543: ลิงตัวหนึ่งหล่นลงมาจากฟ้า



   วิหคเก้าหางอสนีม่วงกลับมาที่รังแล้ว แต่เยี่ยหลิงหลงยังไม่กลับมา ซึ่งพวกเขาทั้งสองก็รู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร


   ทันใดนั้น ลมหายใจของกู้หลินเยวียนหนักขึ้น ท่าทีของเขาดูไม่มั่นคง ดวงตาเริ่มแดงก่ำ เขารีบหยิบกระบี่วิญญาณออกมาจากแหวน


   เมิ่งชูถงเห็นดังนั้นก็ไม่รีรอ หยิบกระบี่ยาวของตนออกมาเช่นกัน ตอนนั้นนางไม่ได้คิดว่านางจะสู้ได้หรือไม่ ไม่ได้คิดถึงครอบครัวที่บ้าน ไม่คิดถึงเรื่องอื่นใดเลย นางคิดเพียงแค่ว่าต้องการล้างแค้นให้น้องสามเท่านั้น!


   ทั้งสองจับกระบี่แน่น พุ่งเข้าหาวิหคเก้าหางอสนีม่วงด้วยความเร็วเต็มกำลัง แล้วฟาดฟันลงไปตรงหัวของมันทันที


   แต่เพียงพริบตาก่อนจะถึงหัวของมัน จู่ๆก็มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้น เป็นร่างของใครบางคนที่ตัวดำสนิท ผมชี้ฟู เสื้อผ้าขาดวิ่น แต่มีดวงตาสุกใสเปล่งประกายราวกับลิงตัวน้อย


   สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ ร่างนั้นไม่ได้หลบหรือหลีกทาง กลับโบกแขนทักทายพร้อมเผยฟันขาว แย้มยิ้มสวยที่ทั้งชวนตกตะลึงและน่าขนลุก


   ชวนให้ทั้งสองคนรู้สึกอยากฟันกระบี่ลงไปให้เร็วขึ้นเพื่อให้สิ่งที่เห็นนั้นหายไปจากสายตาโดยเร็ว


   “ศิษย์พี่สาม พี่รอง! ข้ากลับมาแล้ว!”


   เสียงอันคุ้นเคยนี้ทำให้พวกเขาสะดุ้งสุดตัว รีบหยุดการโจมตีทันที เบี่ยงกระบี่ฟันลงไปที่พื้นเบื้องล่าง เกิดเป็นหลุมใหญ่สองหลุม


   วิหคเก้าหางอสนีม่วงมองพวกเขาด้วยสายตาเยาะเย้ย มันรู้ดีว่าพวกเขาต้องมาเพื่อฆ่ามัน ดังนั้นมันจึงไม่หลบเลี่ยง แกล้งเปิดหัวให้พวกเขาฟันลงไปตรงๆ หวังว่าจะใช้โอกาสนี้กำจัดเจ้าเด็กที่อยู่บนหัวไปเสีย


   จะว่าไป มันคงสนุกดีถ้าได้เห็นพวกเขากอดกันร้องไห้ด้วยความเสียใจที่ฟันโดนพวกเดียวกันเอง หรือเผลอๆ ได้เห็นสัตว์เลี้ยงของเจ้าเด็กนั่นพุ่งเข้าโจมตีเพื่อแก้แค้นให้เจ้าของ จากนั้นพวกมันทั้งหมดคงจะเจ็บหนักกันถ้วนหน้า สุดท้ายมันก็จะได้รับผลประโยชน์โดยไม่ต้องออกแรง ได้กินทุกอย่างสมใจ


   แต่เสียดายจริงๆ...


   เจ้า ‘ลิงดำ’ ที่ทั้งตัวไหม้เกรียมจนเหลือเพียงดวงตาและฟันขาวโดดเด่นนั้นกลับกลายเป็นเยี่ยหลิงหลงจริงๆงั้นหรือ?


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก?”


   เด็กน้อยผู้ร่าเริงน่ารักสดใสคนนั้น กลายเป็นลิงดำไปเสียแล้ว?


   ถึงจะยังคงมีความซุกซนเช่นเดิม แต่ตอนนี้ความซุกซนนั้นกลับดูเหมือนลิงปีศาจสายพันธุ์หนึ่งที่เกิดมีสติปัญญาขึ้นมา ภาพนั้นชวนให้รู้สึกหวั่นไหวใจอย่างบอกไม่ถูก


   “น้องสาม?”


   แย่แล้ว! น้องสามที่เคยช่วยยกระดับค่าเฉลี่ยความงามของเขาขวางวั่ง ตอนนี้กลับจะกลายเป็นตัวการที่ทำให้ค่าเฉลี่ยความงามลดลงเสียแล้ว!


   ไม่แน่ว่าท่านพ่ออาจจะถอนสถานะศิษย์ของนางจากเขาขวางวั่ง แล้วยังอาจขับไล่นางออกไปด้วย!


   “ทำไมมองข้าแบบนั้นล่ะ?”


   เยี่ยหลิงหลงยังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหาในขณะนี้


   “เปล่า...ไม่มีอะไร” เมิ่งชูถงรีบส่ายหัว


   กู้หลินเยวียนไม่รอช้า รีบคว้าตัวเยี่ยหลิงหลงดึงมาอยู่ข้างหลังเขา จากนั้นยกกระบี่ขึ้นอย่างระมัดระวัง จ้องไปที่วิหคเก้าหางอสนีม่วงตรงหน้า


   เมิ่งชูถงเห็นดังนั้นก็ยกกระบี่ขึ้นเช่นกัน ยืนบังอยู่หน้าเยี่ยหลิงหลงในท่าเตรียมพร้อม


   วิหคเก้าหางอสนีม่วงมองพวกเขาด้วยสีหน้าขบขัน


   ถ้ามันอยากจะสู้จริง จำเป็นต้องรอจนถึงตอนนี้ด้วยหรือ?


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เกิดอะไรขึ้นกับวิหคเก้าหางอสนีม่วง?”


   "ไม่รู้สิ อาจจะโดนยึดร่าง หรือไม่ก็เกิดความรู้สึกพิเศษกับข้าขึ้นมา ถ้าไม่อย่างนั้น ข้าก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงว่าทำไมตอนที่ข้าตื่น มันถึงไม่โวยวาย ไม่ตามล่า แต่กลับพาข้ากลับมาส่งเฉยๆ พวกท่านคิดว่าคำอธิบายไหนฟังดูสมเหตุสมผลกว่ากัน?"


……..


   เมื่อได้ยินดังนั้น วิหคเก้าหางอสนีม่วงที่อยู่ตรงหน้าถึงกับนิ่งเงียบไป


   “น่าจะเป็นเพราะมันรู้สึกดีๆด้วยหรือเปล่า? ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าน่ารักใครๆก็ชอบ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่แปลกหรอก”


   “ข้าว่าโดนยึดร่างมากกว่า ดูจากสภาพน้องสามตอนนี้แล้ว ข้าว่านางไม่น่าจะมีเสน่ห์พอนะ”


   “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่านกตัวนี้จะมีรสนิยมแบบเดียวกับเจ้า?”


   “อ๊ะ! จริงด้วยสิ! บางทีลิงดำอาจจะเป็นแบบที่มันชอบที่สุดก็ได้!”


   “แล้วทำไมมันถึงยังไม่ไปซะทีล่ะ?”


   “คงจะตัดใจจากข้าไม่ลงกระมัง”


   เมื่อได้ยินคำพูดดูถูกเหล่านี้ วิหคเก้าหางอสนีม่วงทนไม่ไหวอีกต่อไป ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที


   มันยืดตัวขึ้น ส่งเสียงคำรามดังลั่น


   ไปให้พ้น! นี่มันรังของข้านะ! พวกมนุษย์โง่เง่า! ป่วยกันหมดหรือไง! ป่วยหนักเลยด้วย!


   มันแทบไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะต้องมาทนกับกลุ่มมนุษย์งี่เง่าแบบนี้ตั้งหลายวัน!


   เสียงคำรามของมันทำเอาเยี่ยหลิงหลงกับพรรคพวกหันหลังหนีไม่คิดชีวิต ทั้งหมดวิ่งหนีไปไกลจนพ้นรัศมีการไล่ล่าของวิหคเก้าหาง แล้วจึงค่อยหยุดพัก


   พวกเขากลับมาที่ลำธารสายเล็กอีกครั้ง เยี่ยหลิงหลงที่เตรียมตัวจะพักเหลือบเห็นอะไรบางอย่างในลำธาร นางสังเกตเห็นเงาดำขยับอยู่ในน้ำ จึงรีบหันไปมองอย่างตั้งใจ


   เสียง ‘ตู้ม’ ดังขึ้น พร้อมน้ำกระเซ็นไปทั่ว กู้หลินเยวียนและเมิ่งชูถงหันกลับมาก็พบว่าเยี่ยหลิงหลงตกลงไปในลำธารแล้ว


   ทั้งสองตกใจ รีบเข้าไปช่วยดึงนางขึ้นจากน้ำ มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นว่ามีอะไรเข้ามาโจมตี พวกเขาจึงรีบตรวจสอบอาการของนาง เมื่อพบว่าอาการยังทรงตัว ทั้งคู่จึงถอนหายใจอย่างโล่งอกและเริ่มทำแผลให้นาง


   ร่างกายของเยี่ยหลิงหลงเต็มไปด้วยบาดแผล ผิวหนังไหม้เกรียมจากการถูกสายฟ้าฟาด เส้นลมปราณก็เสียหายอย่างหนัก พลังวิญญาณที่เมิ่งจ่านหลินเคยผนึกไว้ในร่างก็ถูกปลดปล่อยออกมาทั้งหมด อาการบาดเจ็บของนางจึงหนักกว่าเดิมหลายเท่า


   แต่สิ่งที่น่าแปลกคืออัตราการฟื้นฟูของนางรวดเร็วอย่างน่าตกใจ แม้เส้นลมปราณจะยังไม่ได้รับการซ่อมแซม แต่บาดแผลภายนอกกลับสมานตัวอย่างรวดเร็ว จนทำให้ทั้งสองประหลาดใจ


   ลมที่พัดผ่านริมลำธารนั้นอ่อนโยนอบอุ่น พอเยี่ยหลิงหลงรู้สึกตัวก็พบว่าร่างกายรู้สึกสบายไปทั้งตัว


   นางลืมตาขึ้น มองเห็นร่มเงาของต้นไม้เขียวขจีที่ทอดตัวอยู่เหนือศีรษะ บนต้นไม้นั้นมีดอกไม้เล็กๆ บานเป็นหย่อมๆ ในปากยังคงมีกลิ่นหอมของโอสถที่นางกินเข้าไป


   สิ่งแรกที่นางทำเมื่อรู้สึกตัวคือสำรวจร่างกาย พบว่าชุดที่ขาดวิ่นถูกเปลี่ยนเป็นชุดสะอาดเรียบร้อย ผิวที่ข้อมือซึ่งเคยดำเป็นตอตะโกกลับมาเนียนใสเหมือนเดิม


   เยี่ยหลิงหลงกระโดดลุกขึ้นทันที รีบวิ่งไปที่ลำธารเพื่อดูเงาสะท้อนของตัวเอง


   กลับมาแล้ว! ความงามของนางกลับมาแล้ว!


   แม้ว่านางจะไม่ได้หมกมุ่นกับหน้าตา แต่นางก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นตัวเองในสภาพน่าเกลียดขนาดนั้น ขืนยังเป็นแบบนั้นอยู่ อาจารย์คงขับไล่นางออกจากสำนักแน่


   ขณะที่นางนั่งยองๆ ชื่นชมความงามที่กลับคืนมา เมิ่งชูถงก็เข้ามาทรุดตัวนั่งลงข้างๆนาง


   “น้องสาม เมื่อกี้ทำไมเจ้าถึงหมดสติไปล่ะ?”


   "ก็ต้องบาดเจ็บหนักเกินไป เหนื่อยล้าจนหมดแรงสิ ไม่งั้นจะเป็นเพราะอะไรได้อีก?"


   จะให้บอกตรงๆว่าเป็นเพราะโดนความน่าเกลียดกระแทกหน้าจนหมดสติไปน่ะหรือ? นางก็ยังมีหน้าต้องรักษาอยู่นะ!


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ที่ผ่านมาเจ้าไปทำอะไรกับวิหคเก้าหางอสนีม่วงกันแน่? เจ้าหายไปห้าวันเต็มๆ เจ้านี่อึดจริงๆ!"


   "ใช่ นี่ขนาดพวกข้าสองคนพักฟื้น ยังไม่เท่าเจ้าเลย นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!"


   นางก็ไม่ได้อยากจะให้มันเหลือเชื่อขนาดนี้หรอก!


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ นั่งลงริมลำธาร หยิบผลไม้วิญญาณแจกคนละลูกให้พวกเขาก่อนเริ่มเล่าเรื่องราวสุดหฤโหดของตัวเอง


   "พวกท่านต้องไม่เชื่อแน่ๆ ข้าขึ้นไปบนฟ้ามาแล้ว"


..……


   หลังจากฟังจบ ทั้งสามคนก็นิ่งเงียบกันไปชั่วขณะ


   กู้หลินเยวียนอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่รู้จะพูดอะไรดี ตอนนี้เขาแยกไม่ออกแล้วว่าระหว่างวิหคเก้าหางอสนีม่วงกับศิษย์น้องหญิงเล็ก อะไรเหลือเชื่อกว่ากัน


   เมิ่งชูถงเองก็ขมวดคิ้วด้วยความสับสน ยังคงไม่เข้าใจว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง มันช่างเหลือเชื่อจริงๆ


   แต่พอคิดอีกทีว่านี่คือน้องสาม ก็รู้สึกเหมือนจะเข้าใจขึ้นมาหน่อย


   ก็ไหนจะตอนที่นางปรากฏตัวครั้งแรกแล้วพาบรรพชนของพวกเขาออกไป แถมยังหลอกให้กู้หลินเยวียนยอมทำตาม ดึงพวกเขาสองพี่น้องเข้าไปพัวพัน กลายเป็นว่าครึ่งหนึ่งของเขาขวางวั่งตกไปอยู่ในกำมือนางเสียแล้ว


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก แล้วตอนนี้เจ้ามีรากวิญญาณอัสนีแล้วใช่ไหม?"


   "ห๊ะ?"



บทที่ 544: ข้าเป็นคนใจดีมาตลอดนะ!



   เยี่ยหลิงหลงไม่ค่อยเข้าใจนักว่าการ ‘มีรากวิญญาณอัสนี’ หมายความว่าอย่างไร


   แต่เมื่อกู้หลินเยวียนถามขึ้น นางก็รีบสำรวจภายในร่างกายของตัวเอง แล้วก็พบว่ารากวิญญาณที่เคยมีแค่สามกิ่งนั้น บัดนี้กลับมีรากที่สี่เพิ่มขึ้นมาจริงๆ!


   รากวิญญาณนี้ดูใหม่และแปลกตา อีกทั้งยังมีประกายสายฟ้าแผ่วเบาในตัว ดูยังไงก็รู้ว่านี่คือรากวิญญาณอัสนีที่ศิษย์พี่สามพูดถึงแน่นอน


   นี่มันอะไรกัน?


   แต่เดิมที่มีรากวิญญาณสามกิ่ง ก็นับว่าชะตาชีวิตน่าสงสารพอแล้ว การฝึกฝนก็ก้าวหน้าได้ช้ากว่าคนอื่น แต่ตอนนี้กลับมีรากที่สี่งอกออกมา นั่นหมายความว่าเส้นทางสู่การบรรลุเซียนของนางจะยิ่งยากขึ้นไปอีกอย่างนั้นหรือ?


   “ตามที่เจ้าบอก เจ้าน่าจะดูดซับสายฟ้าสีม่วงได้สำเร็จและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังของตนเอง แบบนี้น่าจะหมายความว่าเจ้ามีรากวิญญาณอัสนีเพิ่มขึ้น ไม่เช่นนั้นเจ้าคงควบคุมสายฟ้าไม่ได้”


   “ศิษย์พี่สาม ท่านพูดถูก ข้ามีรากวิญญาณอัสนีเพิ่มขึ้นมาจริงๆ”


   เยี่ยหลิงหลงยกนิ้วขึ้นอย่างสงสัย ก่อนจะยิงสายฟ้าสีม่วงออกไปในลำธาร เสียง ‘เปรี้ยง’ ดังขึ้นทันที ปลาตัวน้อยที่ว่ายผ่านมาหงายท้องตายทันควัน


   เพื่อไม่ให้เสียของ นางจึงใช้พลังธาตุน้ำดึงปลาขึ้นมาเก็บไว้ในแหวน กะว่าค่อยเอามาย่างกินทีหลัง


   เมิ่งชูถงตื่นเต้นทันทีเมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงใช้สายฟ้าได้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังเป็นสายฟ้าสีม่วงที่ทรงพลังที่สุดอีกด้วย นางถึงกับปรบมือกระโดดจนตัวลอย


   “น้องสาม เจ้าสุดยอดไปเลย! เจ้าสามารถใช้ร่างกายของตัวเองรับสายฟ้าและได้รับรากวิญญาณอัสนีเพิ่มขึ้นมาได้ นี่คือรากวิญญาณอัสนีอันหายากนอกเหนือจากธาตุทั้งห้า!”


   เยี่ยหลิงหลงมองเมิ่งชูถงด้วยความไม่เข้าใจ ที่จริงแล้วนางคิดว่าการมีสามรากวิญญาณน่าจะส่งผลเสียต่อการฝึกฝนมากพอแล้ว นี่พอมีรากที่สี่โผล่มา มันก็ยิ่งทำให้ฝึกฝนยากกว่าเดิม ทำไมถึงได้ดีใจขนาดนั้น?


   เมิ่งชูถงเกิดในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน จึงไม่เข้าใจความกังวลของนาง แต่กู้หลินเยวียนซึ่งมาจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างสังเกตเห็นความไม่สบายใจในแววตาของศิษย์น้องหญิงเล็กทันที


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างนั้น ผู้คนเชื่อว่ายิ่งมีรากวิญญาณน้อยยิ่งดี เพราะจะสามารถฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว มีคนจำนวนมากที่ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังฝึกฝนรากวิญญาณเพียงรากเดียวไม่สำเร็จ และไม่อาจบรรลุขอบเขตแปรเทวะเพื่อเข้าสู่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนได้”


   เยี่ยหลิงหลงนึกขึ้นได้ว่าเสวียนอิ่งเคยบอกไว้ว่าคนที่มีรากวิญญาณหลายรากจริงๆ แล้วนับว่าแข็งแกร่งกว่า


   กู้หลินเยวียนจึงอธิบายต่อ “แต่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนนั้นต่างออกไป ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดจะมีอายุขัยเพียงห้าร้อยปี แต่ขอบเขตแปรเทวะจะมีอายุขัยถึงพันปี ขอบเขตหลอมสุญตาสองพันปี ขอบเขตบูรณาการห้าพันปี จนถึงขอบเขตพ้นพิบัติจะมีอายุขัยถึงหมื่นปี ยิ่งระดับการฝึกฝนสูงเท่าไร ความเร็วในการฝึกฝนก็จะยิ่งช้าลงเท่านั้น แต่ก็แลกมากับอายุขัยที่ยืนยาวและเมื่อการฝึกฝนก้าวหน้าช้า ผู้คนจึงเริ่มฝึกฝนรากวิญญาณหลายรากเพื่อเพิ่มพูนพลังการต่อสู้ของตน”


   เมื่อได้ฟังเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงก็เข้าใจได้ในทันที


   “นั่นหมายความว่า ต่อให้เป็นคนที่เก่งแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุเซียนในเวลาอันสั้น มันเป็นกระบวนการที่ยาวนานมาก”


   ถ้าเป็นรากวิญญาณเดี่ยว จากขอบเขตมหายานไปถึงขอบเขตพ้นพิบัติคงใช้เวลาหลายพันปี แต่หากเพิ่มรากวิญญาณอีกหนึ่งราก แล้วใช้เวลาเพียงไม่กี่ร้อยปีก็ฝึกจากขอบเขตก่อปราณไปถึงขอบเขตมหายานได้ การใช้เวลามากขึ้นเพียงไม่กี่ร้อยปีเพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น ย่อมคุ้มค่าแน่นอน


   ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ นอกจากจะต้องต่อสู้กับสวรรค์แล้ว ยังต้องเผชิญหน้ากับผู้คนมากมายอีกด้วย


   “ถูกต้อง! โดยทั่วไปแล้ว คนส่วนใหญ่จะเริ่มจากการฝึกฝนรากวิญญาณธาตุทั้งห้า แต่เจ้าน่ะได้รากวิญญาณอัสนีซึ่งอยู่นอกเหนือธาตุทั้งห้า ถือว่าได้เปรียบกว่าใครเลยล่ะ!” เมิ่งชูถงเสริม


   “ใช่แล้ว คนที่มาจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่างมักจะมีแค่รากวิญญาณเดี่ยว หากต้องการฝึกรากวิญญาณเพิ่มก็ต้องออกไปตามหาโอกาสเสมอ แต่เจ้าพอขึ้นมาก็มีรากวิญญาณอัสนีติดตัวมาเลย แบบนี้ถือว่าเริ่มต้นด้วยรากวิญญาณคู่ที่สูงกว่าคนอื่นมาก หากเล่าให้ใครฟังก็ไม่รู้ว่าจะทำให้คนอื่นอิจฉาสักแค่ไหน” กู้หลินเยวียนว่า


   เยี่ยหลิงหลงมองทั้งสองคนที่พูดชมนางไม่ขาดปาก นางถอนหายใจเงียบๆ ส่ายศีรษะเบาๆ


   “ศิษย์พี่สาม ท่านพูดผิดแล้ว”


   “ตรงไหนล่ะ? ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนน่ะ รากวิญญาณคู่ย่อมแข็งแกร่งกว่าคนอื่นอยู่แล้ว”


   “แต่ข้าไม่ได้มีรากวิญญาณคู่”


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มกว้าง พลางยกมือขึ้นแล้วชูสี่นิ้วขึ้นมา


   “ข้าน่ะ มีสี่รากวิญญาณต่างหาก”


   สิ้นคำ ทั้งสองคนก็มีสีหน้าตกตะลึงทันที เห็นได้ชัดว่ารอยยิ้มของพวกเขาถึงกับแข็งค้าง


   อา… นางชอบเห็นภาพแบบนี้ที่สุดเลย


   หลังจากนิ่งไปอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเมิ่งชูถงก็เป็นคนแรกที่หาเสียงของตัวเองเจอ


   “ทำไมเจ้าถึงมีรากวิญญาณเยอะขนาดนั้นล่ะ?”


   “ข้าแต่เดิมก็มีรากวิญญาณสามรากอยู่แล้ว ถ้าหากไม่ใช่เพราะมีพรสวรรค์แย่ ก็คงไม่ถึงกับต้องให้อาจารย์ขี้เกียจมารับไปเป็นศิษย์หรอก”


   กู้หลินเยวียนขมวดคิ้วชัดเจน แสดงออกอย่างไม่เห็นด้วย


   “ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าพูดผิดไปแล้ว อาจารย์ของเจ้ารับเฉพาะคนที่เป็นอัจฉริยะ แต่ต้องเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะอีกด้วย คนอื่นอาจมองไม่เห็น แต่สายตาของเขาไม่เคยพลาด แม้เจ้าจะมีแค่สามรากวิญญาณ แต่เจ้าต้องมีพรสวรรค์ที่โดดเด่นจริงๆ ไม่เช่นนั้นเขาไม่มีทางรับเจ้าเป็นศิษย์แน่”


   เยี่ยหลิงหลงนิ่งงันไปชั่วขณะด้วยความตกใจ


   “ที่สำคัญ ผลลัพธ์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามองไม่ผิด เจ้าบรรลุขอบเขตแปรเทวะขึ้นสู่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนได้ตั้งแต่อายุสิบสี่เชียวนะ”


   ไม่เลวเลย แต่ก็ดีเกินไปหน่อย


   ไม่เพียงแต่ทะลวงขอบเขตได้ แต่นางยังทำลายแผนการของเขาเสียหมดสิ้นแล้วทะยานขึ้นมาที่นี่เพื่อทวงถามคำอธิบายด้วยซ้ำ


   “เจ้าใช้รากวิญญาณสามรากทะลวงขอบเขตแปรเทวะขึ้นมาในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนได้เชียวหรือ?”


   เมิ่งชูถงถึงกับยกนิ้วโป้งให้เยี่ยหลิงหลงด้วยความทึ่ง


   “สมแล้วที่เป็นคนที่ขึ้นฟ้าลงดินได้ น้องสามของข้านี่ไม่ธรรมดาจริงๆ เจ้าเป็นคนแรกที่ข้าเห็นว่ามีรากวิญญาณสามรากแล้วยังบรรลุขึ้นสู่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบนได้”


   เยี่ยหลิงหลงประสานมือแล้วค้อมตัวให้พวกเขาด้วยท่าทีอ่อนน้อม


   “ชมเกินไปแล้ว ชมเกินไปแล้ว”


   “ว่าแต่ เจ้าไม่คิดจะจับวิหคเก้าหางอสนีม่วงตัวนั้นแล้วหรือ?”


   “ไม่จับแล้ว ถือว่ามันช่วยให้ข้าได้รากวิญญาณอัสนี แถมเราก็เลิกรากันด้วยดี ข้าจะไว้ชีวิตมัน”


   “เจ้าใจดีขนาดนั้นเชียวหรือ?”


   “ข้าเป็นคนใจดีมาตลอดนะ!”


   เมิ่งชูถงมองเยี่ยหลิงหลงด้วยสีหน้าคลางแคลงใจอย่างเห็นได้ชัด ไม่เชื่อคำพูดนั้นสักนิด


   ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะแผนเดิมของนางคือใช้แก่นปีศาจของวิหคสามหางอสนีม่วงล่อมันให้วิ่งตามจนกว่าจะหมดแรง จากนั้นค่อยหาจังหวะเหมาะๆ จัดการจับมัน


   แต่ดูตอนนี้สิ วิหคเก้าหางอสนีม่วงตัวนั้นเลิกสนใจพวกนางไปแล้ว มันนอนพัก ดูสงบอย่างไม่น่าเชื่อ การจะไปท้าทายมันในสภาพที่มันยังไม่หมดแรงแบบนี้ แถมบุกเข้าไปในถิ่นของมันโดยตรง คงไม่ต่างจากการเอาชีวิตไปทิ้ง


   แม้จะไม่ได้จับวิหคเก้าหางอสนีม่วงมา แต่การได้รากวิญญาณอัสนีก็ถือว่าเป็นกำไรอย่างมหาศาล


   “โอ๊ย! ข้าเพิ่งนึกได้ว่าพวกเราถูกมันถ่วงเวลาไปตั้งหลายวัน พี่ชายของข้าคงล่วงหน้าไปไกลแล้ว เขาคงเก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้วกระมัง?”


   เสียงอุทานของเมิ่งชูถงทำให้ทุกคนหันกลับมาสนใจแผนการเดิม


   เยี่ยหลิงหลงหยิบแผนที่ของเขาเหลี่ยงอี้ขึ้นมา จากนั้นใช้อักขระในมือเพื่อตรวจดูตำแหน่งของเมิ่งจ่านหลิน


   พอไม่ดูก็ไม่เป็นไร แต่พอได้ดูเท่านั้นแหละ นางถึงกับสะดุ้งตกใจ


   เมิ่งชูถงเห็นสีหน้าตกตะลึงของเยี่ยหลิงหลงก็ร้อนใจแทบแย่


   “น้องสาม พี่ชายของข้าอยู่ที่ไหนหรือ?”


   เยี่ยหลิงหลงชี้นิ้วลงบนแผนที่ตำแหน่งหนึ่ง


   “ตรงนี้”


   “หา?”


   เมิ่งชูถงอ้าปากค้าง ขณะที่กู้หลินเยวียนเองก็มีสีหน้าประหลาดใจไม่แพ้กัน


   “เจ้าไม่ได้ดูผิดไปใช่ไหม?”


   “ไม่ เขาอยู่ตรงนี้จริงๆ”


   บรรยากาศรอบตัวเงียบลงทันที


……


   มีใครอธิบายได้ไหมว่าทำไมเขาถึงไปโผล่ในที่แปลกๆแบบนั้น?



บทที่ 545: อย่าสนใจดอกไม้ข้างทางนักเลย



   “ข้าคิดได้แค่ความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น”


   เยี่ยหลิงหลงมองตำแหน่งทางซ้ายบนที่อยู่ห่างไกลทั้งจากพวกเขาและจากจุดหมายแล้วถอนหายใจ


   “เขาอาจจะกำลังอ้อม”


   “ทำไมล่ะ?”


   “เพื่อหลีกเลี่ยงวิหคเก้าหาง”


……


   พอนางพูดเช่นนั้น ทุกคนก็เชื่อทันทีโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ


   เพราะตอนที่วิหคเก้าหางอสนีม่วงอาละวาด มันสร้างความโกลาหลใหญ่โต ท้องฟ้ามืดครึ้มปกคลุมไปด้วยเมฆดำ ฟ้าผ่าลั่นเหมือนวันสิ้นโลก คนทั่วไปจึงคงไม่คิดจะเข้ามาในบริเวณนี้


   โดยเฉพาะคนที่มีเป้าหมายชัดเจนอย่างเขา ย่อมไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องนี้ หากเผลอพลาดพลั้งจนติดอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ย่อมได้ไม่คุ้มเสีย


   “พูดอย่างนี้แล้วข้าก็สังเกตได้เหมือนกันนะ หลายวันที่พวกเราวิ่งกันมานี้แถวนี้แทบไม่เจอคนเลย”


   “ไม่ใช่แค่คน แม้แต่สัตว์อสูรอื่นๆยังหนีไปหมด ตรงที่มันผ่านกลายเป็นพื่นที่รกร้างไปเลย”


   ทั้งสามคนรู้สึกหลากหลายปะปนกันไป ตอนแรกคิดว่าตัวเองตามหลัง แต่กลายเป็นว่าเมิ่งจ่านหลินอ้อมเส้นทางเสียยิ่งใหญ่ จนตอนนี้เขาอยู่ห่างจากจุดหมายมากกว่าพวกเขาเสียอีก


   “พี่เมิ่ง ขอบคุณสำหรับการทำงานหนักนะ”


   “ในเวลาแบบนี้ จะไม่หัวเราะเยาะพี่ชายซื่อบื้อของข้าแบบไม่ปรานีหรือไง?”


   เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองแสงยามเย็นที่เรืองรองอยู่ที่เส้นขอบฟ้า


   “ใกล้ค่ำแล้ว พวกเราพักสักคืนก่อน พรุ่งนี้ค่อยเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น จะได้ไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้”


   อีกสองคนไม่มีความเห็นใดๆ พยักหน้าแล้วเริ่มเตรียมสถานที่พักค้างแรมแถวนั้น


   เยี่ยหลิงหลงก่อกองไฟขึ้นมา นำปลาตัวเล็กที่นางเพิ่งใช้สายฟ้าสังหารได้เมื่อครู่มาเสียบไม้ย่าง กินอิ่มแล้วก็ขุดสระวิญญาณเล็กๆขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนได้ฝึกฝนร่วมกัน


   อย่างไรก็ตาม คืนนี้เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ร่วมฝึกฝนด้วย ในใจของนางจดจ่ออยู่กับเรื่องพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เมิ่งจ่านหลินเปิดไว้


   ในช่วงสามวันที่นางก้มหน้าก้มตาอ่านตำรา นอกจากจะอ่านคัมภีร์วิชาอัสนีทะลวงเมฆาแล้ว นางยังอ่านตำราเกี่ยวกับมิติอีกด้วย


   เมื่อคืนนี้ปลอดภัยไร้กังวล นางจึงอดใจไม่ไหวและเริ่มทดลองเปิดพื้นที่มิติดู


   การเปิดมิติขนาดใหญ่ต้องใช้วัสดุจำนวนมาก ซึ่งนางยังมีไม่มากนัก


   ดังนั้นนางจึงเริ่มลองเปิดมิติขนาดเล็กเท่าลานบ้าน โดยใช้ไข่มุกล้ำค่าเป็นภาชนะและตั้งใจว่าในภายหลังจะนำไข่มุกนี้ไปทำเป็นสร้อยข้อมือ


   นางลงมือทำทันที ทุ่มเททั้งคืนจนเหงื่อท่วมตัว


   แต่ด้วยความพยายามและความขยันของนาง แผนการเปิดมิติสำเร็จเรียบร้อยตอนฟ้าสาง พื้นที่มิตินี้แม้จะมีขนาดเท่าบ้านพักเดี่ยวของสำนักชิงเสวียน แต่แค่นี้นางก็พอใจมากแล้ว


   ด้วยความดีใจ นางปลูกหญ้าปูพื้นรอบๆล้อมรั้วเป็นวง และสร้างบ้านเล็กๆหลังหนึ่ง จากนั้นก็ติดตั้งลูกแก้ววิญญาณไว้บนฟ้าเพื่อเป็นแหล่งพลังงานในพื้นที่มิติ


   เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น นางก็รู้สึกว่าพื้นที่นี้น่าอยู่กว่ามิติในแหวนมาก จึงพาหัวไชเท้าอ้วนและเสี่ยวไป๋ให้มาวิ่งเล่นด้านใน


   พอไท่จื่อรู้เข้าก็โวยวายยกใหญ่อยากเข้าไปบ้าง เยี่ยหลินหลงจึงพาไท่จื่อเข้าไปอย่างเสียไม่ได้ เมื่อไท่จื่อเข้าไปแน่นอนว่าหยวนกุนกุ่นก็ตามเข้าไปด้วย ตอนขนย้ายพวกมันนางก็ไม่ลืมขนกล่องโลงศพของเจาไฉติดไปด้วยเช่นกัน


   ให้เหตุผลว่า ที่ดินที่มีหญ้าสดชื่นเหมาะสำหรับฝังโลง


   แม้จะค่อนข้างแออัดเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นทุกคนชอบพื้นที่ใหม่นี้ เยี่ยหลิงหลงก็ยิ่งรู้สึกกระตือรือร้นที่จะขยายมิติให้กว้างขึ้น


   นางนำไข่มุกวารีครามมาวางไว้ข้างใน เพื่อสร้างสระวิญญาณเล็กๆให้พวกมันใช้ พอสร้างเสร็จก็ใส่ไข่มุกเพลิงพิสุทธิ์เข้าไป กลายเป็นดวงอาทิตย์จำลองในพื้นที่มิติ


   จากนั้นนางใส่ไข่มุกแยกธรณีเพื่อบำรุงดินภายในพื้นที่นี้ และแม้จะยังไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์อะไร แต่ก็ใส่ไข่มุกพฤกษาเทวาเข้าไปด้วย เผื่อให้หญ้าในพื้นที่เติบโตงอกงาม มองแล้วสบายตา


   หลังจากจัดวางทุกอย่างเสร็จ เยี่ยหลิงหลงก็หันไปเห็นต้นไม้ที่อยู่เบื้องหลังนางกำลังผลิดอกงดงามชวนมอง จึงตัดสินใจขุดต้นไม้นั้นทั้งรากทั้งดินแล้วย้ายเข้าไปในมิติใหม่ของตน


   ในพื้นที่มิตินางเก็บของอย่างเพลิดเพลิน แต่ในขณะเดียวกัน เมิ่งชูถงและกู้หลินเยวียนที่นั่งพิงต้นไม้อยู่ก็รู้สึกถึงความว่างเปล่าทันทีเมื่ออยู่ๆ ต้นไม้ใหญ่เหนือหัวพวกเขาหายไป ทำให้ทั้งคู่สะดุ้งจากสภาวะฝึกฝนทันที


   “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมแสงเปลี่ยนไปกะทันหัน?”


   “หืม? เหมือนต้นไม้ที่มีดอกบานสะพรั่งข้างๆ เราจะหายไปนะ”


   เยี่ยหลิงหลงมองเข้าไปในพื้นที่มิติของตน เห็นว่ามีต้นไม้ที่เต็มไปด้วยดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่ง กลีบดอกไม้โปรยปรายลงทั่วลาน มีบางกลีบลอยละล่องกลางอากาศ ทำให้ทั่วทั้งลานดูสดชื่นมีชีวิตชีวา นับว่าดูดีทีเดียว


   นางนึกถึงไม้ไผ่ที่เขาขวางวั่งเตรียมไว้ให้หยวนกุนกุ่น โดยพวกเขาขุดทั้งรากมาให้เพื่อคงความสดใหม่ นางจึงนำไผ่ออกมาจากแหวนและปลูกลงในลาน เพื่อให้หยวนกุนกุ่นได้กินไผ่สดๆอยู่เสมอ


   ในอนาคต หากได้วัสดุเพิ่มเติม นางก็อยากจะขยายลานนี้ออกไปอีก เพื่อให้แต่ละตัวมีบ้านเป็นของตัวเอง


   “อย่าสนใจดอกไม้ข้างทางนักเลย หายไปก็ช่างเถอะ ไปกันต่อดีกว่า!”


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็ออกเดินต่ออย่างอารมณ์ดี นางเรียกหยวนกุนกุ่นออกมาให้เดินเล่นในป่าด้วยกัน


   พวกเขามุ่งหน้าลึกเข้าไปอีก ตอนนี้พวกเขาอยู่ตรงพื้นที่แนะนำสำหรับการฝึกฝนของขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย หากเดินต่อไปอีกนิดก็จะเข้าสู่พื้นที่แนะนำสำหรับการฝึกฝนของขอบเขตหลอมสุญตา


   ระหว่างทางพวกเขาพบกับฝูงสัตว์อสูรเล็กๆหลายฝูงที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย


   ทั้งสามคนเดินไปพลางสู้ไปพลาง เก็บซากสัตว์อสูรได้ไม่น้อย นับว่ามีของติดมือมาเพียบ


   ขณะที่พวกเขากำลังจะเดินหน้าต่อไป จู่ๆก็มีเสียงอึกทึกดังสนั่นมาจากเบื้องหน้า ราวกับกองทัพใหญ่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาด้วยพลังอันมหาศาล


   เพียงชั่วพริบตา เสียงนั้นก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และในไม่ช้าก็ถึงเบื้องหน้าพวกเขา


   ปรากฏว่าเป็นกองทัพสัตว์อสูรจำนวนมหาศาลที่วิ่งบ้าคลั่งเข้ามาหาพวกเขาราวกับทหารนับหมื่นกำลังกรีธาทัพ ทั้งยังรวดเร็วอย่างน่ากลัว ราวกับพวกมันแต่ละตัวติดยันต์เร่งความเร็วหลายแผ่น


   ยิ่งไปกว่านั้น สัตว์อสูรเหล่านี้ล้วนอยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นปลาย แต่ละตัวมีร่างกายใหญ่โต พลังฝีมือไม่ต่ำ และบรรยากาศรอบตัวพวกมันเต็มไปด้วยความดุดัน


   เมื่อเห็นว่าพวกสัตว์อสูรกำลังชน ทั้งสามคนรีบลอยตัวขึ้นสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ


   แต่เมื่อสัตว์อสูรวิ่งผ่านไป กลับไม่มีตัวใดสนใจพวกเขาเลย มันเพียงแค่ผ่านไปและวิ่งต่อไปยังทิศทางนั้นโดยไม่คิดจะหยุดแม้แต่น้อย


   “แปลกจริง! ทำไมถึงมีสัตว์อสูรเยอะขนาดนี้ออกมาวิ่งกัน? ตอนที่วิหคเก้าหางอสนีม่วงสำแดงพลัง ยังทำได้แค่สร้างความตกใจให้แก่สัตว์อสูรแถวนั้นจนวิ่งหนีไป แต่ไม่ได้ถึงกับย้ายถิ่นฐานแบบนี้เลยนะ”


   เยี่ยหลิงหลงและพวกพยายามหลบเลี่ยงเส้นทางวิ่งของสัตว์อสูรเพื่อไม่ให้ชนกัน ขณะเดียวกันก็พูดคุยกันด้วยความสงสัย


   “เป็นไปได้ไหมว่าเราเจอ ‘คลื่นสัตว์อสูร’ เข้าให้แล้ว?”


   เยี่ยหลิงหลงเคยได้ยินคำนี้มาก่อน ในป่าขนาดใหญ่บางแห่งอาจเกิดปรากฏการณ์คลื่นสัตว์อสูร ซึ่งเป็นการที่สัตว์อสูรย้ายถิ่นฐานพร้อมกันเพราะสาเหตุบางประการ


   เขาเหลี่ยงอี้ก็เหมือนขวด หากสัตว์อสูรทั้งหมดหนีออกมาในปริมาณมาก เมืองเหลี่ยงอี้ซึ่งเปรียบเสมือนปากขวดคงต้องเผชิญกับความเสียหายครั้งใหญ่หลวงแน่


   “เขาเหลี่ยงอี้มีบันทึกการเกิดคลื่นสัตว์อสูรอยู่หลายครั้งจริงๆ ดังนั้นเมืองเหลี่ยงอี้จึงมีระบบป้องกัน แต่ครั้งนี้คลื่นสัตว์อสูรเกิดขึ้นแบบกะทันหันเกินไป” เมิ่งชูถงกล่าว



บทที่ 546: ชีวิตนี้ไม่หยุดตราบใดที่ยังมีเรื่องสนุกให้ทำ



   “หรือว่าเมื่อก่อนคลื่นสัตว์อสูรจะมีสัญญาณเตือนก่อน?”


   “ใช่ คลื่นสัตว์อสูรของเขาเหลี่ยงอี้โดยปกติเกิดขึ้นทุกสิบปี ก่อนจะเกิดมักมีปรากฏการณ์แปลกประหลาดบนท้องฟ้า แต่ละครั้งสำนักต่างๆ จะร่วมมือกับเคหาสน์เทียนหลิงเพื่อป้องกันเมืองเหลี่ยงอี้ เพราะหากเมืองแตก สัตว์อสูรจะหลั่งไหลออกไปสร้างผลกระทบกับเมืองอื่นๆที่อยู่ด้านหลังอีกมาก”


   เมิ่งชูถงพูดต่อ “ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อห้าปีก่อน ดังนั้นมันไม่ควรจะเกิดขึ้นตอนนี้นะ”


   “เป็นไปได้ไหมว่าเป็นคลื่นสัตว์อสูรขนาดเล็ก?” กู้หลินเยวียนเสนอ “อาจมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากปรากฏตัว ทำให้สัตว์อสูรเหล่านี้หนีเหมือนกับตอนที่วิหคเก้าหางอสนีม่วงปรากฏตัวก็ได้ อย่างที่เห็น พวกนี้ยังอยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นกลาง ถ้ามีสัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตาปรากฏตัว ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก”


   “ก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น ถ้าพบว่าเป็นคลื่นสัตว์อสูรของทั้งภูเขา พวกเราลำบากแน่ เพราะตอนนี้เราอยู่ลึกเกินไป การจะฝ่ากลับไปยังเมืองเหลี่ยงอี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เราอาจถูกสัตว์อสูรเหยียบตายก่อนด้วย” เมิ่งชูถงกล่าว


   ขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน พื้นดินด้านล่างเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่วิ่งกันจ้าละหวั่น พวกเขาลงสู่พื้นไม่ได้อีกต่อไป และแรงกดดันในอากาศก็เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


   ฝูงสัตว์อสูรที่พุ่งเข้ามามีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกขณะ ระดับการฝึกฝนของพวกมันก็ยิ่งสูงขึ้น และบรรยากาศรอบตัวก็เต็มไปด้วยความดุดัน จนพวกเขาแทบจะหลบไม่ทัน


   ถ้าโดนชนเข้าจริงๆ ต่อให้ไม่ตายก็คงพิการแน่!


   ทันใดนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ร้องออกมา “ข้าเห็นสัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตาด้วย! แถมไม่ได้มีแค่ตัวเดียว! ตรงนั้น ตรงนั้นน่ะ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด! ยังมีอีก!”


   ขณะที่นางร้องเตือน สองคนข้างๆก็เห็นเหมือนกัน สัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตาที่โดดเด่นอย่างมากท่ามกลางฝูงสัตว์อสูรขอบเขตแปรเท.วะ


   “แย่แล้ว! หนีเร็ว!”


   สิ้นเสียง ทั้งสามรีบหันหลังวิ่งหนีทันที


   การปรากฏตัวของสัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตาเป็นสัญญาณว่าคลื่นสัตว์อสูรครั้งนี้ไม่ใช่ขนาดเล็ก แต่เป็นคลื่นสัตว์อสูรใหญ่ของทั้งเขาเหลี่ยงอี้


   ถ้าขนาดสัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตายังต้องหนี ก็แสดงว่าความรุนแรงของเหตุการณ์นี้เกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือไหวแล้ว!


   ต้องหนีเท่านั้น! แถมยังต้องติดยันต์เร่งความเร็วถึงสามแผ่น เพราะถ้าปล่อยให้พวกสัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตาตามมาทัน พวกเขาจะไร้ทางหนี และมีแต่จะถูกบดขยี้จนตายท่ามกลางฝูงสัตว์อสูร


   สัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตาที่แผ่แรงกดดันน่าเกรงขามออกมา ไม่ใช่อะไรที่สามารถหลบได้ง่ายๆ


   อีกอย่าง พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นในเขาเหลี่ยงอี้ จนถึงขนาดที่แม้แต่สัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตายังต้องหนี พวกเขาที่อยู่แค่ขอบเขตแปรเทวะจะอยู่เฉยให้ถูกฆ่าทำไม?


   ทั้งสามคนจึงหันหลังติดยันต์แล้ววิ่งหนีเต็มกำลัง เป้าหมายแรกคือเมืองเหลี่ยงอี้ เพื่อหลบจากเหตุการณ์นี้ก่อน ค่อยคิดเรื่องอื่นทีหลัง ตอนนี้ต้องเอาชีวิตรอดเป็นสำคัญ!


   พวกเขาออกวิ่งอย่างบ้าคลั่งไปเรื่อยๆ จนไปพบกับกลุ่มก้อนเมฆดำทะมึนปกคลุมท้องฟ้า ด้านในเต็มไปด้วยสายฟ้าแปลบปลาบและพายุลมกระโชก


   ฝูงสัตว์อสูรที่วิ่งมา เมื่อมาถึงบริเวณนั้นก็ต่างเบี่ยงออกอ้อมหลบแล้ววิ่งหนีต่อไปโดยไม่กล้าฝ่าเข้าไป


   ดูจากสภาพแล้ว นี่น่าจะเป็นฝีมือของวิหคเก้าหางอสนีม่วง


   “ครั้งนี้ถึงจะไม่กว้างเท่าครั้งก่อน แต่ความรุนแรงกลับยิ่งกว่าเดิม อีกอย่าง ตำแหน่งของมันไม่ได้เคลื่อนไหวเลย อยู่ตรงรังของมันพอดี”


   “วิหคเก้าหางอสนีม่วงยังไม่หนีอีกหรือ? ทำไมถึงยังอยู่บ้านตัวเองสร้างพายุอยู่ได้เนี่ย? ทำแบบนี้พวกสัตว์อสูรก็ต้องอ้อมไปอีกไกลเลย นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นนกที่รักการสร้างความปั่นป่วนขนาดนี้” เมิ่งชูถงบ่น


   “ไม่ใช่หรอก มันเจอปัญหาแน่ๆ” เยี่ยหลิงหลงพูดอย่างมั่นใจ


   วิหคเก้าหางอสนีม่วงเผาหางตัวเองเพื่อไล่ล่านาง ส่งผลให้มันอยู่ในช่วงที่อ่อนแอมาก จริงๆมันควรจะพักฟื้นอยู่ที่รัง ไม่ใช่ออกมาอาละวาดแบบนี้


   เสียงโกลาหลใหญ่โตและเมฆดำที่ไม่ขยับเคลื่อนไปไหนมีความเป็นไปได้อย่างเดียว—มันไม่ได้ไล่ล่าใคร แต่ถูกล้อมโจมตีต่างหาก


   พอคิดได้แบบนี้ เยี่ยหลิงหลงก็เริ่มจะห้ามขาตัวเองไม่อยู่แล้ว


   นางอยากไปดูให้เห็นกับตาว่าใครกันที่มีฝีมือถึงขั้นล้อมโจมตีวิหคเก้าหางอสนีม่วง แค่ไปมองนิดเดียว สาบานเลย!


   “พี่รอง ศิษย์พี่สาม พวกท่านรีบไปก่อนเลย ข้าควบคุมความเร็วด้วยยันต์สี่แผ่นได้ ไม่นานข้าจะตามไปทันแน่นอน”


   “เจ้าคิดจะทำอะไร? อย่าบอกนะว่าจะไปดูวิหคเก้าหางอสนีม่วงตัวนั้น” กู้หลินเยวียนจับแขนนางไว้ ในใจรู้สึกพะวง


   “แค่แวบเดียว ข้าจะมองแค่นิดเดียวแล้วจะกลับทันทีเลย” เยี่ยหลิงหลงยืนยันหนักแน่น


   กู้หลินเยวียนหันไปมองเมิ่งชูถง


   “เจ้าจะเชื่อคำพูดของนางไหม?”


   เมิ่งชูถงส่ายหัวอย่างแรง


   “สิบประโยคของนางมีห้าประโยคที่เป็นเรื่องไม่จริง ถึงข้าจะแยกไม่ออกว่าอันไหนจริง แต่ว่าอันที่บอกว่าจะดูนิดเดียวเนี่ย ของปลอมแน่นอน จะเป็นไปได้ไงที่คนอย่างนางเจอเรื่องตื่นเต้นแล้วจะห้ามตัวเองไม่ให้ไปยุ่งได้?”


……


   เยี่ยหลิงหลงอึ้งที่พวกเขามองออกไวขนาดนี้


   “ทำไมพวกท่านรู้จักข้าดีกว่าตัวข้าเองอีก!”


   กู้หลินเยวียนจ้องนางอยู่หลายอึดใจแล้วถอนหายใจยาว


   “ช่างเถอะ พวกข้าจะไปกับเจ้าเอง”


   “อ้าว? ไม่หนีเอาชีวิตรอดแล้วหรือ?”


   “พี่รอง ชีวิตนี้ไม่หยุดตราบใดที่ยังมีเรื่องสนุกให้ทำ”


   ดวงตาของเมิ่งชูถงเป็นประกาย “แล้วจะรออะไรอีกล่ะ? ถ้าทำเรื่องใหญ่สำเร็จ ข้าจะกลับไปโม้ที่เขาขวางวั่งทั้งปีเลย!”


   ทั้งสามจึงรีบบินตรงไปยังรังของวิหคเก้าหางอสนีม่วง โชคดีที่สัตว์อสูรส่วนใหญ่ในคลื่นอสูรหลบเลี่ยงบริเวณนั้น สัตว์อสูรที่บังอาจกล้าลุยผ่านก็น้อยมาก ทำให้พวกเขาสามารถลงสู่พื้นใกล้ๆได้


   เมื่อถึงพื้น ทั้งสามก็เริ่มหมอบคลานอย่างระมัดระวังเข้าไปใกล้รังของมัน ก่อนจะเด็ดใบเครือมรกตมาบังหัวและสอดส่องสถานการณ์ในรัง


   พวกเขาเห็นวิหคเก้าหางอสนีม่วงนอนซมอยู่ใต้ต้นไม้ที่มันอาศัย ร่างกายเต็มไปด้วยขนสีดำคล้ำที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด บริเวณรอบๆนั้นมีแสงสีทองหกสายที่พุ่งขึ้นสูงตั้งฉากราวกับกรงขัง แสงเหล่านี้ตัดกันเป็นโครงสร้างแน่นหนาในอากาศ กักขังวิหคเก้าหางอสนีม่วงไว้อย่างแน่นหนา


   “นั่นคือคุกแสงหกเสาของสำนักอู๋ซวง!” เมิ่งชูถงพูดขึ้น


   ไม่ผิดแน่ บริเวณรอบๆกรงแสงมีศิษย์สำนักอู๋ซวงล้อมอยู่เต็มไปหมด พวกเขากลัวจะถูกวิหคเก้าหางอสนีม่วงโจมตี จึงไม่กล้าเข้าไปฟาดฟันตรงๆ ทำได้เพียงร่ายอาคมใส่กรงแสงไม่หยุด ซึ่งทำให้วิหคเก้าหางอสนีม่วงบาดเจ็บเต็มไปด้วยรอยแผล


   วิหคเก้าหางอสนีม่วงจ้องพวกนั้นอย่างเคียดแค้น ในดวงตาของมันเต็มไปด้วยความตั้งใจที่จะสู้จนตัวตาย ดูแล้วก็ออกจะน่าสงสารอยู่เหมือนกัน


   “กรรมตามสนองจริงๆนะ ฟ้าดินก็ไม่ละเว้นใคร” เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ “ตอนพวกนั้นล่าวิหคสามหางอสนีม่วง เราก็มาฉวยโอกาสฉกชิงวิหคสามหาง ครั้งนี้พวกเราปล่อยวิหคเก้าหางอสนีม่วงไป ก็เท่ากับเสียผลประโยชน์ให้พวกเขาน่ะสิ แบบนี้ขาดทุนย่อยยับเลย”


   “แล้วจะเอาไงดี?”


   “จะทำอะไรได้อีกล่ะ? กฎของยุทธภพ ใครฆ่าก็ถือเป็นเจ้าของ อีกอย่าง พวกเขามากันสิบกว่าคน แถมยังมีศิษย์ชั้นยอดขอบเขตหลอมสุญตาอีกคน พวกเราสามคนจะไปแย่งได้ยังไง? ช่างเถอะ หนีเอาตัวรอดดีกว่า คลื่นสัตว์อสูรกำลังจะมาอยู่แล้ว บางทีถึงพวกเขาจะได้วิหคเก้าหางไป ก็อาจหนีฝูงอสูรไม่รอดก็ได้?”


   เยี่ยหลิงหลงพูดพลางเตรียมตัวจะจากไป แต่จังหวะนั้นกลับมีเสียงดังออกมาจากทางกรงแสง


   “วิหคเก้าหางอสนีม่วงสามารถกลืนกินวิหคสามหางอสนีม่วงเพื่อเพิ่มพลังได้ มันย่อมรู้ตำแหน่งของเจ้านั่น รีบจัดการโดยเร็ว จับมันให้ได้แล้วให้มันพาเราไปแย่งวิหคสามหางอสนีม่วงคืนมา ของสำนักอู๋ซวง อย่างไรก็เป็นของสำนักอู๋ซวงอยู่วันยังค่ำ สามเศษสวะนั่นต้องตาย!”


   เยี่ยหลิงหลงชะงัก หันกลับมา สีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก


   “เปลี่ยนใจแล้ว ข้าไม่ไปแล้ว”



บทที่ 547: ตกลงแล้วใครกันที่ขโมยนกของเขาไป?



   แม้พวกเขาจะหมั่นไส้ศิษย์เอกของสำนักอู๋ซวงไม่น้อย แถมยังโกรธที่โดนดูถูก แต่พอเห็นเยี่ยหลิงหลงเปลี่ยนท่าทีฉับพลัน เมิ่งชูถงกับกู้หลินเยวียนก็อดตกใจไม่ได้


   ตกใจแล้วยังแอบรู้สึกตื่นเต้นน้อยๆ แต่ก็อดถามไม่ได้


   “เมื่อกี้เจ้าไม่ได้บอกว่าตามกฎของยุทธภพใครฆ่าก็ถือว่าเป็นของคนนั้นหรือ?”


   “วิหคเก้าหางอสนีม่วงยังไม่ตายนี่? ยังไม่ตายจะไปเป็นของพวกนั้นได้ยังไงล่ะ?”


   “แต่ว่าพวกนั้นจับมันได้แล้วนะ ถ้าเราไปแย่งของจากสำนักอู๋ซวง มันคงดูไม่สมเหตุสมผลนะ”


   “เหตุผลอะไร? อาจารย์ข้าไม่เคยสอนว่าต้องมีเหตุผลเวลาเดินทางในยุทธภพ เพราะถ้าพวกนั้นคิดว่าข้าประพฤติตัวไม่เหมาะสม ก็ต้องโทษอาจารย์ข้าที่สอนสั่งไม่ดี พวกเขาก็ควรไปฟ้องอาจารย์ข้า—หัวซิวเยวี่ยนแห่งสำนักชิงเสวียน ผลที่ตามมาทั้งหมดอาจารย์จะเป็นผู้รับผิดชอบเอง”


   สิ้นคำพูดของเยี่ยหลิงหลง เมิ่งชูถงกับกู้หลินเยวียนถึงกับตะลึง


   ที่แท้อาจารย์ของพวกเขาก็มีประโยชน์แบบนี้ด้วย เป็นความรู้ใหม่จริงๆ!


   “แต่เมื่อกี้เจ้าเพิ่งบอกว่าในกลุ่มของพวกนั้นมีตั้งสิบกว่าคน แถมยังมีศิษย์เอกขอบเขตหลอมสุญตาอีก คิดจะไปแย่งน่ะ พวกเราไม่มีพลังพอจะทำได้นะ”


   “พลังอาจจะไม่พอ แต่สติปัญญาพร้อมเต็มที่ ฆ่าคนเราอาจไม่ไหว แต่แย่งนกได้อยู่ สบายใจได้ ข้ามีแผน”


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะโบกมือเรียกให้พวกเขาตามมา


   พวกเขาถอยออกจากบริเวณรังของวิหคเก้าหางอสนีม่วงมายังบริเวณขอบๆ ที่ฝูงสัตว์อสูรวิ่งผ่าน จากนั้นเยี่ยหลิงหลงก็เรียกหยวนกุนกุ่น ไท่จื่อ และเจาไฉออกมาจากพื้นที่มิติของนาง


   “ถึงเวลาลงมือแล้ว ถ้าสำเร็จ คราวนี้ข้าจะขยายพื้นที่มิติให้พวกเจ้าอีก”


   ทันทีที่ได้ยิน สัตว์เลี้ยงทั้งหมดพลันรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที


   เยี่ยหลิงหลงหยิบกระดาษยันต์ออกมาจากแหวน แล้วแปะลงบนตัวพวกมันทีละแผ่น


   แปะยันต์เสร็จ ร่างกายของพวกมันก็ขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าทันที แค่ชั่วพริบตาเดียวก็ใหญ่จนต้องแหงนมองถึงจะเห็นหัวของพวกมัน


   พอเห็นแบบนี้ เมิ่งชูถงกับกู้หลินเยวียนรีบเรียกสัตว์เลี้ยงของตัวเองออกมา ทั้งสามคนรวมสัตว์เลี้ยงได้ถึงเก้าตัว ทุกตัวถูกแปะยันต์ขยายร่างใหญ่โตจนน่าตกใจ


   เมื่อเตรียมการเรียบร้อย เยี่ยหลิงหลงก็ส่งยันต์ขยายร่างที่เหลือให้กู้หลินเยวียนและเมิ่งชูถง


   “เห็นพวกสัตว์อสูรที่บ้าบิ่นวิ่งฝ่าเขตรังวิหคเก้าหางอสนีม่วงไหม? โยนยันต์นี้ใส่พวกมัน ทำให้พวกมันตัวใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น จากนั้นก็ปล่อยให้พวกมันวิ่งผ่านใกล้ๆรังวิหคเก้าหางอสนีม่วง”


   เยี่ยหลิงหลงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบกระดาษยันต์อีกปึกหนึ่งออกมาจากแหวน


   “นี่เป็นยันต์เร่งความเร็ว พวกท่านสามารถแปะยันต์นี้เพื่อให้สัตว์อสูรวิ่งเร็วขึ้นจนควบคุมไม่ได้ สร้างความโกลาหล จากนั้นก็ปล่อยเจ้าตัวโตพวกนี้แฝงตัวไปในกลุ่มสัตว์อสูร สร้างความวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม เอาให้ปั่นป่วนสุดขีดไปเลย!”


   เมิ่งชูถงกับกู้หลินเยวียนรับกระดาษยันต์จากนางไปคนละปึก


   “ไม่ต้องห่วง เรื่องแค่นี้ข้าทำได้แน่”


   “แล้วเจ้าเล่า?” กู้หลินเยวียนถาม


   “ข้าจะไปหาวิหคเก้าหางอสนีม่วง พวกท่านระวังตัวด้วย”


   “แต่เจ้าอยู่แค่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น…”


   กู้หลินเยวียนพูดยังไม่ทันจบ ก็เห็นเยี่ยหลิงหลงกำลังโยนไข่มุกเม็ดหนึ่งในมือเล่น เมื่อมองดูดีๆ มันก็คือ ไข่มุกแยกธรณี นั่นเอง!


   คุกแสงหกเสาปิดกั้นด้านบนและรอบข้างอย่างแน่นหนา แต่แทบไม่มีการป้องกันด้านล่างเลย แบบนี้มันก็ง่ายที่จะเจาะทะลุเข้าไปใช่ไหมล่ะ?


   เมื่อทั้งสองคนเข้าใจแผนการของเยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ในใจแอบหวังเต็มที่ว่านางจะขโมยวิหคเก้าหางอสนีม่วงสำเร็จ และทำให้พวกสำนักอู๋ซวงหน้าแตกยับ ให้พวกนั้นรู้ไปเลยว่า ไม่เพียงแต่วิหคสามหางอสนีม่วงที่พวกเขาไม่มีทางได้ แม้แต่วิหคเก้าหางอสนีม่วงก็จะไม่ได้เหมือนกัน!


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงใช้ไข่มุกแยกธรณี ทั้งสองคนก็เริ่มดำเนินแผนการทันที พวกเขาแปะยันต์เร่งความเร็วและขยายร่างให้กับสัตว์อสูร พร้อมกับส่งสัตว์เลี้ยงของตัวเองเข้าไปปั่นป่วนใกล้ๆ รังของวิหคเก้าหางอสนีม่วง สร้างความโกลาหลจนแทบควบคุมไม่ได้


   ขณะเดียวกัน เยี่ยหลิงหลงสวมเสื้อคลุมสีแดงเพื่อซ่อนปราณของตัวเอง ก่อนจะเริ่มขุดอุโมงค์ลึกลงไปใต้ดิน หลบเลี่ยงไม่ให้ศิษย์ขอบเขตหลอมสุญตาจากสำนักอู๋ซวงตรวจจับได้


   นางขุดตรงไปยังตำแหน่งกรงแสงของวิหคเก้าหางอสนีม่วงจากใต้ดิน โดยใช้เสียงและการดิ้นรนของวิหคเก้าหางกลบเสียงการเคลื่อนไหวของตัวเอง ทำให้ศิษย์สำนักอู๋ซวงแทบไม่รู้ตัว


   แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ คุกแสงหกเสาไม่ได้แค่ปิดด้านบนและด้านข้าง แต่มันยังมีการป้องกันใต้ดินบางส่วนด้วย


   ถึงแม้จะมีการป้องกัน แต่ก็ไม่ได้แน่นหนาอะไรมาก


   การป้องกันนี้อาจจะหยุดคนส่วนใหญ่ได้ แต่ไม่ใช่เยี่ยหลิงหลง


   เพราะคุกแสงหกเสาที่แท้จริงแล้วคือรูปแบบของค่ายกลชนิดหนึ่ง และในเรื่องค่ายกล นางไม่เคยแพ้ใคร!


   ยิ่งไปกว่านั้น ค่ายกลใต้ดินนี้อ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนทำขึ้นลวกๆ นางใช้เวลาไม่นานก็เจอจุดอ่อนและหาวิธีเจาะทะลุผ่านมันได้


   เยี่ยหลิงหลงวางฝ่ามือลงบนค่ายกลใต้คุกแสงหกเสา ส่งพลังวิญญาณเข้าไปพร้อมกับปล่อยสายฟ้าสีม่วง ที่เรียนรู้มาจากวิหคเก้าหางอสนีม่วง สายฟ้าสีม่วงพุ่งออกมา เสียงดังกึกก้องจนเหมือนเป็นการดิ้นรนของวิหคเก้าหางอสนีม่วง


   โดยเฉพาะในตอนนั้นมีสัตว์อสูรไม่เจียมตัวหลายตัววิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาในพื้นที่นี้ ทั้งส่งเสียงดัง ทั้งสร้างความวุ่นวาย ทำให้เสียงและการกระทำของนางถูกกลบเสียมิด จนศิษย์ของสำนักอู๋ซวงไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งผิดปกตินี้เลย


   ไม่นานนัก ค่ายกลใต้กรงแสงก็ถูกเยี่ยหลิงหลงทำลายลง ทันทีที่มันพัง ไข่มุกแยกธรณีก็เจาะพื้นจนทะลุ


   ในชั่วพริบตา ร่างมหึมาของวิหคเก้าหางอสนีม่วงสายฟ้าก็ตกลงสู่โพรงใต้ดิน


   ตอนที่มันร่วงลงมา มันยังมึนงงจนตั้งตัวไม่ทัน และเมื่อมองไปรอบๆ ก็เห็นใบหน้าคุ้นเคยของเยี่ยหลิงหลง ที่กำลังส่งยิ้มให้มัน


   จากนั้นนางก็ก้มลงไปกระซิบข้างหัวมัน


   “ตกใจไหม!”


   แต่คนที่สับสนหนักยิ่งกว่าวิหคเก้าหางอสนีม่วง กลับเป็นศิษย์ของสำนักอู๋ซวง!


   ทันทีที่เกิดเรื่องขึ้น เฉินจวิ้นอี้ ศิษย์เอกของสำนักอู๋ซวง ก็รีบพุ่งไปดูสถานการณ์ แต่ด้วยคุกแสงหกเสาที่ยังตั้งอยู่ ทำให้เขาไม่สามารถทะลุเข้าไปถึงโพรงใต้ดินได้ทันที


   พอเฉินจวิ้นอี้ถอนคุกแสงหกเสาออกแล้วเดินเข้าไปดูใกล้ ก็พบว่า วิหคเก้าหางอสนีม่วงสายฟ้าหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว!


   เขาโมโหสุดขีดรีบกระโดดลงไปในอุโมงค์ทันที ตามลงไปในเส้นทางที่ลึกและยาว แต่ไม่เพียงไม่พบวิหคเก้าหางอสนีม่วง แม้แต่ขนสักเส้นก็ไม่เจอ!


   นกตัวใหญ่ขนาดนี้หายไปได้ยังไง? 


   ตกลงแล้วใครกันที่ขโมยนกของเขาไป?


   ขณะที่เขากำลังเดือดดาล เสียงฝีเท้าหนักๆดังสนั่นมาจากด้านบน เป็นเสียงฝูงสัตว์อสูรวิ่งกรูเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง


   “ศิษย์พี่ใหญ่! รีบออกมาเถอะ! พอวิหคเก้าหางอสนีม่วงไม่อยู่ เมฆดำก็หายไป ตอนนี้ฝูงสัตว์อสูรพุ่งตรงมาทางนี้แล้ว!”


   เสียงตะโกนของศิษย์คนหนึ่งทำให้เฉินจวิ้นอี้รีบทะยานออกจากหลุมทันที แต่พอออกมาได้ เขาก็พบว่าฝูงสัตว์อสูรจำนวนมากวิ่งกรูเข้ามาทางเขา ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทัน


   เขาจึงรวบรวมพลังทั้งหมดปล่อยฝ่ามือพุ่งใส่สัตว์อสูรขั้นกลางที่อยู่ด้านหน้า ส่งมันปลิวกระเด็นไปหลายตัว


   แต่ถึงจะจัดการไปได้บ้าง ก็ยังมีสัตว์อสูรนับพันด้านหลังพุ่งตรงมาหาเขาอยู่ดี


   เมื่อรู้ตัวว่าหนีไม่พ้น เขาจึงตัดสินใจถอยไปยืนข้างหลุมลึก


   “หนีไม่พ้นแล้ว ลงไปหลบในหลุมนี้ก่อนเถอะ!”


   เมื่อได้รับคำสั่งจาก ศิษย์สำนักอู๋ซวงทั้งหมดทำตามทันที


   แต่ทันใดนั้น ทุกสายตาของศิษย์สำนักอู๋ซวงก็ได้เห็นภาพที่พิลึกเกินเข้าใจ


   ศิษย์พี่ใหญ่ผู้สง่างาม กระโดดลงไปในหลุมที่สูงแค่ระดับอก ปล่อยให้ลำตัวช่วงบนโผล่เหนือพื้น ยืนทำหน้าเหวอด้วยความสับสน


   ขณะเดียวกัน ฝูงสัตว์อสูรก็กรูเข้ามาเหยียบย่ำประชิดตัวแล้ว



บทที่ 548: เจ้านกซื่อบื้อนั่นกำลังจะโดนหลอกแล้ว!



   เสียงคำรามอันโกรธเกรี้ยวดังกึกก้องจนโลกหล้าสั่นสะเทือน เลยทำให้แม้แต่เยี่ยหลิงหลงกับวิหคเก้าหางอสนีม่วงที่หมอบอยู่ในถ้ำยังได้ยินชัดเจนทุกคำ


   ไม่รู้ว่าเพราะฝึกวิชาไปถึงระดับนั้นแล้วถึงได้มั่นใจเกินไปหรือยังไง แต่ดูเหมือนสมองของเฉินจวิ้นอี้จะไม่ได้เรื่องเท่าไหร่


   เห็นหลุมก็โดดลงไปทันที แถมยังไม่มองรอบข้างสักนิด


   นางขุดหลุมลึกขนาดนั้นเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็น แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล นกนางก็ขโมยมาได้สำเร็จ แถมทุกคนก็รู้กันหมดแล้ว ถ้าจะหนีนางก็คงต้องมีทางลัดอยู่แล้ว จะไปลึกขนาดนั้นทำไมให้เสียเวลา นางขุดตรงข้างๆให้ตื้นหน่อยแล้วหนีไปเลยจะดีกว่า


   เยี่ยหลิงหลงจึงคิดจะให้ ‘ของขวัญ’ เล็กๆน้อยๆก่อนจากไป นางเลยตัดสินใจกลบหลุม แต่กลบแค่พอหลอกอีกฝ่ายได้เท่านั้น


   และก็เป็นไปตามคาด พอเฉินจวิ้นอี้ได้เจอ ‘ของขวัญ’ นั้น ก็ระเบิดอารมณ์ทันที เสียงร้องตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยวของเขาทำให้พวกนางที่อยู่ในถ้ำรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่รุนแรง


   ระหว่างเพลิดเพลินกับเสียงขับขานของเขา เยี่ยหลิงหลงก็ขุดต่อเรื่อยๆ จนในที่สุดก็กลับไปยังตำแหน่งเดิมและไปสมทบกับกู้หลินเยวียนและเมิ่งชูถงที่หลบอยู่ในถ้ำได้สำเร็จ


   ไม่เสียแรงที่ขุดถ้ำด้วยกันมาตั้งหลายรอบ ไม่เพียงแต่พวกเขาจะป้องกันตัวได้อย่างปลอดภัย ยังพาลูกชายตัวน้อยๆของนางกลับมาด้วย


   “ฟังจากเสียงนี่ ศิษย์น้องหญิงเล็กของเจ้าน่าจะสำเร็จแล้วสินะ?”


   “ต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอนอยู่แล้ว”


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างภาคภูมิ แล้วยื่นฝ่ามือออกมาให้ทุกคนดู


   ในฝ่ามือที่ขาวเนียนของนางมีวิหคเก้าหางอสนีม่วงตัวน้อยขนาดเท่าฝ่ามือ ตัวมันมีขนสีดำปกคลุม รอบกายแวดล้อมไปด้วยสายฟ้าสีม่วงอันเจิดจ้า


   ตอนนี้มันนอนแผ่อยู่ในฝ่ามือของนาง ขนสีดำที่ตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดง บ่งบอกว่ามันบาดเจ็บไม่น้อย


   “แล้วเจ้าจะจัดการมันยังไงล่ะ?”


   “ก็จับถอนขนแล้วย่างกินน่ะสิ เมื่อวานตอนกินปลาย่าง ข้ายังนึกถึงรสชาติของนกย่างอยู่เลย”


   พอเยี่ยหลิงหลงพูดจบ วิหคเก้าหางในมือก็กระพือปีกด้วยความโมโห แต่ก็โดนนางกดนิ้วจิ้มให้นอนแผ่กลับลงไปตามเดิม


   “ดูสิ มันแทบจะไม่เหลือแรงต่อต้านแล้ว”


   “จริงหรือ งั้นคืนนี้พวกเราจะกินมันแบบโรยพริกกับเกลือหรือทำผัดเผ็ดดี? นกตัวใหญ่ขนาดนี้ น่าจะแบ่งกินได้หลายวันเลยนะ”


   สีหน้าเมิ่งชูถงเต็มไปด้วยความคาดหวังจริงจัง ส่วนกู้หลินเยวียนแค่ส่ายหน้าอย่างขบขัน ดูก็รู้ว่าเยี่ยหลิงหลงแค่หยอกเล่น แต่ก็ดันมีคนเชื่อจริงๆเสียด้วย


   อ้อ ไม่ใช่แค่เมิ่งชูถงที่เชื่อ เจ้าวิหคเก้าหางเองก็ดูเหมือนจะเชื่อด้วย


   “ล้อเล่นน่ะ”


   เยี่ยหลิงหลงวางนิ้วลงบนตัววิหคเก้าหางอสนีม่วง แล้วใช้วิชาหวนกำเนิดช่วยรักษามัน


   ไม่นานนัก อารมณ์เจ็บปวดที่ปรากฏอยู่บนหน้าของมันก็เปลี่ยนไป กลายเป็นท่าทีผ่อนคลาย มันนอนหลับตาพริ้มบนฝ่ามือนางอย่างสบายใจ


   แต่ในจังหวะที่มันรู้สึกสบายที่สุด เยี่ยหลิงหลงก็เปลี่ยนคาถาที่ปลายนิ้วทันที นางถอนวิชาหวนกำเนิดออกไป และลงผนึกจำกัดพลังไว้บนตัวของมัน ปิดผนึกพลังและฝีมือทั้งหมดของมัน


   กว่าวิหคเก้าหางจะรู้ตัว เยี่ยหลิงหลงก็ทำเสร็จแล้ว มันพยายามจะดิ้นรนหนี แต่นางก็กดมันไว้ได้อย่างง่ายดาย


   มันร้องด่านางเสียงดังด้วยความโกรธ เยี่ยหลิงหลงจึงจิ้มหัวของมันหลายครั้งอย่างมันเขี้ยว


   “ด่าข้า เกลียดข้า ทำตัวแข็งกร้าวใส่ข้า รู้แบบนี้ข้าไม่น่าลำบากไปช่วยเจ้ามาเลย! ข้าเป็นแค่ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะ ต้องบุกเข้าไปกลางดงศิษย์สำนักอู๋ซวงนับสิบคน ช่วยเจ้าจากเงื้อมมือศิษย์ขอบเขตหลอมสุญตา เจ้ารู้ไหมว่าต้องใช้ความกล้ามากแค่ไหน?”


   คำพูดของเยี่ยหลิงหลงทำเอาไม่ใช่แค่วิหคเก้าหางที่ตัวสั่นไปทั้งร่าง กู้หลินเยวียนกับเมิ่งชูถงเองก็ดูตกใจไปด้วย


   “ช่างเถอะ เจ้าคงไม่เข้าใจ เจ้าก็แค่ทำให้ข้าเสียใจเท่านั้น”


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจแรง สีหน้าและน้ำเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวังและเจ็บช้ำ


   “เจ้าคงคิดว่าข้าผนึกเจ้าเพื่อจะควบคุมเจ้า แต่เจ้าไม่รู้เลยว่าบาดแผลทั้งหมดบนตัวเจ้าน่ะ ถ้าไม่ควบคุมให้ดี เจ้าจะยิ่งถลำลึกไปสู่หนทางที่ไม่มีวันหวนกลับ ช่างเถอะ ข้าพูดไปเจ้าก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะเจ้าก็แค่นกที่ไม่รู้เรื่องการรักษา”


   ยังทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?


   นี่คือศิลปะของการใช้ภาษาหรือ?


   ทุกประโยคที่พูดออกมาแทบหาข้อผิดไม่ได้ แต่พอรวมกันแล้วกลับดูแปลกไปหมด!


   ไม่ต้องเดาเลย เจ้านกซื่อบื้อนั่นกำลังจะตกหลุมพรางแล้ว


   และเป็นไปตามคาด พอกู้หลินเยวียนกับเมิ่งชูถงก้มมองวิหคเก้าหาง พวกเขาก็เห็นมันทำหน้าเศร้าสลด พร้อมกับลดเสียงลงเหมือนกำลังปลอบใจคนและขอโทษเบาๆ


……...


   จริงๆ ถ้าพวกเขาไม่ได้อยู่ดูเหตุการณ์ตลอด ก็คงจะเชื่อเหมือนกัน


   ระหว่างที่หนึ่งคนหนึ่งนกกำลังจมอยู่ในบทละครชวนซึ้ง ฝ่าย.นกเองก็ติดกับลึกขึ้นทุกที จู่ๆ เสียงที่อยู่เหนือหัวก็เริ่มเบาลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หายไป


   “ได้ยินไหม? ข้างบนนั้นเงียบไปแล้ว”


   “หรือว่าฝูงสัตว์อสูรจะถอยไปหมดแล้ว? หรือพวกมันหนีไป เลยทำให้ข้างบนนั้นเงียบขนาดนี้?”


   “ไม่รู้แฮะ”


   พอวิหคเก้าหางได้ยินพวกเขาสามคนพูดคุยกัน มันก็กรีดร้องออกมาเสียงดังแล้วเริ่มดิ้นรนอีกครั้ง ดูท่าทางกระวนกระวายและตื่นเต้นมาก


   เยี่ยหลิงหลงรีบหยิบ ‘ตัวแปลภาษา’ อย่างหัวไชเท้าออกมาจากแหวนทันที


   “ก็เห็นมั้ยล่ะ ข้าพกตัวแปลภาษามาด้วย”


.........


   วิหคเก้าหางถึงกับนิ่งไปชั่วครู่ ทำไมถึงพก ‘ตัวแปลภาษา’ ติดตัวมาด้วย?


   พูดตามตรง หลายปีมานี้ที่มีพวกสตรีสวยสะคราญแวะเวียนมาทำตัวอวดโฉมอยู่บนเขาเหลี่ยงอี้ มันก็เห็นมาเยอะแล้ว ปกติพวกนั้นเจอมันก็โดนกินเรียบหมด แต่กับนางที่มีวิธีการแปลกประหลาดโดดเด่นไม่เหมือนใครแบบนี้ มันเพิ่งเจอเป็นครั้งแรกจริงๆ!


   “เจ้านกซื่อบื้อนี่บอกว่า ให้รีบหนี! ถ้าไม่หนีคนที่นี่จะสูญพันธุ์กันหมดแน่! หายจริงๆนะ! แต่ปัญหาคือ คนหายไปมันเกี่ยวอะไรกับข้าซึ่งเป็นผลไม้ลูกหนึ่ง? ข้าเกาะอยู่บนต้นไม้ มันจะมีปัญหาอะไรไหม? คงไม่ถึงกับทำให้ป่าทั้งผืนหายไปหมดหรอกใช่ไหม?"


   “แล้วผีล่ะ? ผีก็ตายไปแล้วรอบหนึ่ง จะตายซ้ำอีกไหม? กระดาษยันต์เองก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต มันจะมีปัญหาอะไรไหม?”


   “อ๊า! คิดๆดูแล้ว คนซวยก็มีแค่ไท่จื่อกับหยวนกุนกุ่นสินะ? งั้นข้าก็สบายใจได้แล้ว”


...…..


   ทำไมหัวไชเท้าอ้วนต้องคิดมากขนาดนี้ทุกทีเลย?


   เยี่ยหลิงหลงกำลังจะเก็บหัวไชเท้าอ้วนกลับไป แต่ทันใดนั้นมันก็ตะโกนลั่น “จะทำอะไรน่ะ! ข้ายังแปลไม่จบเลย! เจ้านกนี่เป็นเจ้าถิ่น มันรู้ทางลัดนะ เจ้าโง่!”


..……


   รอก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยคิดบัญชีกันทีหลัง


   “ตอนนี้รีบออกอุโมงค์ก่อนเถอะ แล้วมันจะนำทางพวกเจ้า!”


   เยี่ยหลิงหลงกับพวกรีบออกจากถ้ำใต้ดิน พอขึ้นมาด้านบนก็พบว่ารอบตัวไม่มีสัตว์อสูรเหลืออยู่เลย มันหนีหายไปหมด เหลือไว้เพียงรอยเท้าจำนวนมากจนดูยิ่งใหญ่อลังการ


   เยี่ยหลิงหลงรีบปล่อยวิหคเก้าหางออกมา มันคืนสู่ร่างเดิม กางปีกกว้างพร้อมด้วยท่าทีสง่างาม


   ทั้งสามรีบปีนขึ้นหลังวิหคเก้าหาง มันกระพือปีกบินพุ่งตรงไปยังเมืองเหลี่ยงอี้


   “ยังเร็วไม่พอ! เยี่ยหลิงหลงรีบติดยันต์ให้มันสิ ขี้เหนียวอะไรอยู่ได้?”


   เยี่ยหลิงหลงไม่รอช้า รีบติดยันต์เร่งความเร็วให้วิหคเก้าหาง แผ่นแรกทำให้มันบินเร็วขึ้นจนเห็นฝูงสัตว์อสูรที่วิ่งอยู่ข้างหน้า พอนางติดยันต์แผ่นที่สอง พวกเขาก็แซงไปจนอยู่กลางฝูงสัตว์อสูรได้สำเร็จ


   เยี่ยหลิงหลงเตรียมจะติดยันต์แผ่นที่สาม แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น



บทที่ 549: เรียกข้าว่าพ่อสิ แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป



   มีเสียงกรีดร้องจำนวนนับไม่ถ้วนท่ามกลางฝูงสัตว์อสูร เสียงดังจนแทบทำให้แก้วหูแตก ความอึดอัดวิ่งพล่านไปทั่วร่าง


   เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมอง พบว่าฝูงสัตว์อสูรที่อยู่ข้างหลังพวกเขากำลังถูกดูดเข้าไปในวังวนที่มองไม่เห็นกลางอากาศ


   มันเป็นวังวนที่มองไม่เห็นจริงๆ ไม่มีอะไรอยู่ในอากาศเลย แต่พวกสัตว์อสูรกลับถูกดูดเข้าไปเป็นวังวนนั้น


   สัตว์อสูรจำนวนมากจำนวนมากถูกดูดหายไป ไม่ว่าจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่ และนางยังเห็นสัตว์อสูรที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินถูกดูดออกมา เท่าที่นางเฝ้าดูอยู่ยังไม่มีใครสามารถหนีรอดได้เลย!


   เยี่ยหลิงหลงไม่อาจสนแล้วว่าวิหคเก้าหางจะปรับตัวได้หรือไม่ นางก็ติดยันต์เร่งความเร็วแผ่นที่สามลงไปทันที


   ทว่าทันทีที่ติดยันต์ลงไป นางก็สัมผัสได้ถึงแรงดูดมหาศาลจากด้านหลัง นางระดมพลังวิญญาณทั้งหมดในตัวเพื่อพยายามต่อต้าน แต่กลับไร้ผล


   ในชั่วพริบตานั้น ทั้งสามคนรวมถึงวิหคเก้าหางพลันถูกดูดเข้าไปในวังวนนั้นโดยไม่อาจต่อต้าน


   ช่างเป็นพลังที่ทรงพลังนัก และวังวนนั้นก็ยิ่งใหญ่จนเกินต้าน


   ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฝูงสัตว์อสูรถึงได้พากันหนีอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้ ถึงแม้จะเข้าไปหลบในเมืองเหลี่ยงอี้ก็ตาย หรือสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าระหว่างทางก็ตาย แถมถ้าไม่ระวังโดนเหยียบก็ตาย แต่ถ้าไม่หนีก็ตาย ถ้าหนีไปได้ก็อาจมีหวังรอด


   ในวังวนนั้น เยี่ยหลิงหลงคิดในใจเงียบๆ นี่นางจะต้องดวงซวยขนาดไหนนะ ทำไมสถานการณ์แย่ๆ ถึงมักจะเกิดขึ้นกับนางทุกที ปวดใจจริงๆ!


   แต่ความคิดนี้ก็อยู่ได้ไม่นานนัก เพราะจู่ๆ ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป


   เมื่อนางเริ่มตั้งสติได้ สิ่งแรกที่ปรากฏในสายตาของนางคือวัตถุสีน้ำตาลขนาดมหึมา มันใกล้จนกวาดตาไปทางไหนก็เห็นแต่สีน้ำตาลไหม้


   นางพยายามมองมันอย่างตั้งใจ เอ๊ะ? ทำไมมันถึงดูคล้ายเปลือกต้นไม้ล่ะ?


   นางพยายามหันไปมองทางอื่น แต่การหันศีรษะกลับช้าลงอย่างน่าประหลาดใจ แถมยังรู้สึกยากลำบากและต้องใช้แรงมากกว่าเดิมหลายเท่า


   สุดท้าย ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ นางก็หันศีรษะได้สำเร็จ และทันทีที่นางเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเต็มตา ก็ถึงกับสูดลมหายใจอย่างตกใจ


   นี่มันอะไรกัน???


   รอบตัวนางเต็มไปด้วยตัวหนอนจำนวนมหาศาล ทั้งตัวเล็ก ทั้งตัวใหญ่ ทั้งอ้วน ทั้งผอม ทั้งกลมและยาว มีครบทุกสีทุกขนาดที่คิดออก


   สรุปคือ… มีหนอนเยอะมาก


   แต่จะบอกว่าพวกมันเป็นหนอนก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะแม้ว่ามันจะมีรูปร่างเหมือนหนอน แต่ผิวของมันกลับเรียบลื่นและมีสีสันสดใส ดูเผินๆคล้ายกับลูกอมนุ่มหนึบๆมากกว่า แถมยังมีความน่ารักแบบแปลกๆที่ชวนให้ขนลุก


   ที่น่าตกใจกว่าคือ หนอนลูกอมเหล่านี้ดันมีขนาดตัวเท่ากับตัวนาง!


   ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในใจนาง แล้วความหวาดกลัวก็เริ่มคืบคลาน


   ไม่นะ…เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม?


   ขณะนางกำลังตกใจ จู่ๆ หนอนตัวหนึ่งที่อยู่ข้างๆก็หันมามอง พอเห็นหน้ามันชัดเจน เยี่ยหลิงหลงก็เผลออุทานออกมา “เวรเอ๊ย!”


   หนอนตัวข้างๆเองก็สะดุ้ง ก่อนจะอุทานกลับมา “ปีศาจ!”


   เยี่ยหลิงหลงจ้องหนอนตัวนั้นอยู่นานแบบไม่อยากเชื่อสายตา นางต้องฝันไปแน่ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพแวดล้อมรอบตัวก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนแปลง นางจึงจำต้องเชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง!


   หนอนตัวข้างๆ ดูเหมือนจะเป็นหนอนปกติ แต่ดันมีหน้าคน และเป็นหน้าที่นางรู้จักดีเสียด้วย


   “นี่มันโชคชะตาฟ้าลิขิตอะไร ทำไมถึงต้องมาเจอเจ้าที่นี่!”


   ในที่สุด เฝิงกวงเลี่ยงก็ค่อยๆฟื้นตัวจากอาการตกใจ และเริ่มเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเอง


   “เจ้าก็กลายเป็นหนอนเหมือนกันหรือ?”


   “พูดไปเจ้าอาจจะไม่เชื่อ” เยี่ยหลิงหลงยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้าเป็นคนทำให้เจ้ากลายเป็นแบบนี้เอง”


   เฝิงกวงเลี่ยงเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด เขาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะเหตุการณ์นี้มันแปลกประหลาดเกินไป แถมเยี่ยหลิงหลงพูดด้วยความมั่นใจ และนางก็เป็นคนที่มักจะทำอะไรเกินคาดเสมอ


   “พวกเจ้าเคยพยายามจับวิหคเก้าหางอสนีม่วงมาก่อน แต่จับไม่สำเร็จใช่ไหม?”


   “เจ้ารู้ได้ไง?”


   “ทุกอย่างของพวกเจ้าอยู่ในกำมือข้า”


……


   เฝิงกวงเลี่ยงหวาดกลัวและตื่นตระหนกทันที


   “งั้น… เจ้าต้องการอะไร?”


   “เรียกข้าว่าพ่อสิ แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป ไม่อย่างนั้น…”


   “ท่านพ่อ!”


   “ดีมาก ลูกชายที่น่ารักของข้า”


   “งั้น…”


   “หลับตาลง ข้าจะดึงเจ้ากลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้ว”


   เฝิงกวงเลี่ยงทำตามจริงๆ เขาหลับตาลง แต่พอหลับตาได้เดี๋ยวเดียวสติของเขาก็กลับคืนมาในฉับพลัน จึงรีบลืมตาขึ้น


   ทันทีที่เขาลืมตา สิ่งแรกที่เห็นคือหางของหนอนตัวหนึ่งกำลังฟาดมาที่หัวเขา ตามด้วยเสียง ‘เพียะ’ ลงกลางหัวเขาพอดิบพอดี ก่อนจะใช้หัวของเขาเป็นที่ยึดเพื่อปีนขึ้นไปข้างบน


   “เจ้า…”


   เฝิงกวงเลี่ยงโมโหจัดจนเกือบจะสบถออกมา แต่ในจังหวะนั้น หนอนตัวหนึ่งร่วงลงมาจากด้านบน ตกใส่เขาพอดี และยังพาหนอนอีกสองตัวข้างๆ ตกลงมาด้วย


   เฝิงกวงเลี่ยงนิ่งเงียบ


   เมื่อเขาก้มมองลงไปข้างล่าง เยี่ยหลิงหลงก็มองลงไปเช่นกัน พอทั้งคู่เห็นภาพที่อยู่ด้านล่างก็ถึงกับชะงักงันไปทันที


   น่ากลัวจริงๆ!


   สถานที่ที่พวกเขาอยู่คือต้นไม้ยักษ์ขนาดมหึมา บริเวณโคนต้นมีใบไม้และดินทับถมอยู่ และใต้ดินก็มีรากเล็กๆจำนวนมากยื่นขึ้นมาแน่นเป็นกลุ่มหนาแน่น


   เจ้าหนอนสองตัวที่ตกลงไปเมื่อครู่ ถูกรากเล็กๆเหล่านั้นพันรัดและดูดกลืนไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือร่องรอยแม้แต่น้อย!


   สิ่งที่น่าขนลุกยิ่งกว่าคือ หนอนสองตัวที่พวกเขาเพิ่งเห็นนั้นมีใบหน้าเหมือนสัตว์อสูรตัวเป็นๆ และหนึ่งในนั้นก็เป็นสัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตาตัวอ้วนใหญ่ที่พวกเขาเคยเจอมาก่อน!


   นั่นหมายความว่า ทุกคนและสัตว์อสูรที่ถูกดูดเข้ามาในต้นไม้นี้ล้วนถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหนอนกันหมด?


   และถ้าหนอนตัวไหนพลาดตกลงไปด้านล่าง ก็จะถูกรากอันทรงพลังนี้ดูดกลืนทันที โดยไม่เหลือโอกาสแม้แต่จะดิ้นรน?


   นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!


   ความกลัวทำให้พวกเขาตัดสินใจปีนขึ้นไปโดยไม่ลังเล ราวกับมีเสียงในใจบอกว่า ‘ทางรอดคือปีนขึ้นไปเท่านั้น ตกลงไปก็ตาย ไม่ปีนก็ตาย!’


   ดังนั้น หนอนทุกตัวที่เกาะอยู่บนลำต้นต้นไม้ยักษ์นี้จึงพยายามปีนขึ้นไปอย่างสุดกำลัง แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อไต่ขึ้นไปด้านบน


   เฝิงกวงเลี่ยงที่ก่อนหน้านี้ยังอยากด่าเยี่ยหลิงหลงอยู่ก็ลืมความโมโหไปหมด แม้ว่านางจะเหยียบเขาไปทีหนึ่งเมื่อครู่ก็ตาม เพราะตอนนี้ความอยู่รอดสำคัญกว่า เขามีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือปีนขึ้นไป


   ดังนั้น หนอนอ้วนสองตัวนี้จึงเหมือนกำลังแข่งวิ่งผลัดกัน ทั้งคู่ต่างพยายามแซงกันและปีนขึ้นไปให้เร็วที่สุด


   การปีนของพวกเขาเป็นภาพที่แสดงออกถึงจิตวิญญาณของ ‘เร็วกว่า สูงกว่า แข็งแกร่งกว่า’ ได้อย่างมีชีวิตชีวาและน่าตื่นเต้น


   แม้ว่าการแข่งขันจะดุเดือด แต่พวกเขาก็ปีนมาได้เกือบเค่อแล้ว และยังแซงไปได้แค่หนอนสามตัวที่ปีนด้วยความเร็วปกติเท่านั้น


……


   ในจังหวะนั้น เยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกหมดกำลังใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางหันกลับไปมอง แล้วก็พบว่าเฝิงกวงเลี่ยงที่เหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้แล้ว เลือกที่จะ ‘ไม่เอาอะไรแล้ว’ และหยุดปีนไปดื้อๆ


   ทำไมถึงปีนได้ช้าขนาดนี้? ยันต์เร่งความเร็วของนางไปไหนหมด?


   อ้อ…ไม่มีมือ แถมหาแหวนไม่เจอ จะมียันต์เร่งความเร็วจากที่ไหนได้ล่ะ?


   ช่วงที่พยายามเร่งความเร็วเมื่อครู่นั้นทำเอาเยี่ยหลิงหลงเหนื่อยจนหอบ ร่างกลมๆอ้วนท้วมของนางใช้งานยากเกินไปจริงๆ


   นางจึงค่อยๆลดความเร็วลง ปีนต่อไปช้าๆ ระหว่างนั้นก็เริ่มสังเกตและคิดทบทวนสิ่งต่างๆ


   ผ่านไปไม่กี่อึดใจ…


   เอ๊ะ? เหมือนนางจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว!



บทที่ 550: ฟังคำสั่งข้านะ หนึ่ง สอง สาม ชน!



   ก่อนหน้านี้ การที่นางพยายามปีนเหมือนมนุษย์ โดยใช้แค่แขนขาสั้นๆ พร้อมกันนั้นดูจะผิดวิธีไปหน่อย


   นางควรจะเรียนรู้การเคลื่อนไหวแบบหนอนต่างหาก ต้องขยับตัวเป็นจังหวะ ซ้ายขวา โยกไปโยกมา


   เอ๊ะ เอ๊ะ เอ๊ะ!


   เหมือนนางจะจับจังหวะได้แล้ว!


   พอเริ่มขยับตัวด้วยการโยกซ้ายขวาและบิดตัวเป็นจังหวะ ความเร็วของนางก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญคือไม่เหนื่อยเท่าเดิมอีกด้วย


   เมื่อเริ่มควบคุมร่างกายได้อย่างมั่นใจ นางก็เริ่มบิดตัว โยกไปมาอย่างภาคภูมิ ความเร็วของนางเพิ่มขึ้นจนเร็วกว่าเดิมถึงสองเท่า ไม่นานนางก็ทิ้งเฝิงกวงเลี่ยงไปได้ไกลพอสมควร


   เมื่อรู้ตัวว่าตัวเอง ‘เจ๋ง’ ขนาดนี้ นางก็ยิ่งฮึกเหิม กลายเป็น ‘หนอนที่ขยันที่สุดในต้นไม้’ ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองปีนขึ้นไปให้สูงที่สุด


   และในที่สุด นางก็จะกลายเป็นหนอนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในฝูงหนอนนี้ ปีนอยู่ด้านหน้าอย่างสง่างาม เป็นผู้นำที่โดดเด่นเหนือใคร!


   เยี่ยหลิงหลงปีนขึ้นไปด้วยอารมณ์ที่เบิกบาน ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหลัง และก็เป็นไปตามคาด เหล่าหนอนทั้งหลายต่างจับจ้องมาที่นางด้วยสายตาชื่นชม โดยเฉพาะเฝิงกวงเลี่ยงที่จ้องนางตาแทบถลน แววตาเหมือนจะพ่นไฟออกมาอยู่รอมร่อ


   เยี่ยหลิงหลงไม่สนใจจะไปยุ่งกับเขา นางเพียงโยกตัวตามจังหวะของตัวเองต่อไปอย่างสบายใจ


   หลังจากปีนต่อไปอีกสักพัก นางก็เริ่มค้นพบกฎเกณฑ์บางอย่างในสถานการณ์นี้


   อย่างแรก แม้ว่าทุกคนจะกลายเป็นหนอนเหมือนกัน แต่รูปร่างของนางกลับดูเพรียวบางกว่าเฝิงกวงเลี่ยงอย่างชัดเจน และเมื่อเทียบกับเจ้าสัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตาตัวอ้วนที่ตกลงไปก่อนหน้านี้ นางแทบจะกลายเป็นหนอนที่มีรูปร่างสมส่วนเหมือนนางแบบไปเลย


   นั่นหมายความว่า หลังจากกลายเป็นหนอนแล้ว ยิ่งผู้ที่มีระดับการฝึกฝนสูงเท่าไหร่ ร่างก็ยิ่งอ้วนใหญ่เหมือนสะสมสารอาหารไว้มาก ในทางกลับกัน ผู้ที่มีระดับการฝึกฝนต่ำจะดูผอมบางกว่า และเคลื่อนไหวได้คล่องตัวกว่าเล็กน้อย


   อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อทุกคนมาถึงที่นี่ พลังและวิชาทั้งหมดดูเหมือนจะถูกทำให้ไร้ผล ใช้อะไรไม่ได้เลย ทุกคนจึงทำได้เพียงกลายเป็นหนอนที่ต้องพยายามปีนขึ้นไปเท่านั้น


   พูดง่ายๆคือ ไม่ว่าใครก็ตาม เมื่อมาถึงที่นี่ จุดเริ่มต้นก็แทบจะเท่ากันหมด ไม่มีใครได้เปรียบกว่าใครเลย


   แน่นอน ยกเว้นนางที่มีสมองไวเหนือระดับกว่าชาวบ้าน


   แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ยังไม่รู้ว่าจะออกจากที่นี่ได้ยังไง ตอนนี้ดูเหมือนนอกจากรากด้านล่างแล้ว ก็ยังไม่มีอันตรายอื่นๆโผล่มา


   ดังนั้น นางจึงตั้งใจจะปีนขึ้นไปก่อน เพื่อสร้างความได้เปรียบในจุดที่สูงที่สุด แล้วค่อยคิดหาทางออกทีหลัง


   ทว่าจู่ๆก็มีอะไรบางอย่างหล่นลงมาจากด้านบน!


   เยี่ยหลิงหลงรีบขยับตัวหลบโดยสัญชาตญาณ เพื่อไม่ให้ก้อนปริศนาใหญ่โตนั่นหล่นใส่ตัวนาง


   แต่สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจก็คือ เจ้าก้อนอ้วนใหญ่นั่นกลับหยุดตัวเองไว้ได้กลางอากาศ และไปเกาะอยู่ที่ลำต้นตรงตำแหน่งด้านขวาของนางเล็กน้อย


   ตอนนี้มันกำลังกอดลำต้นไว้แน่น พร้อมกับหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ดูแล้วเหมือนคนอ้วนที่เพิ่งออกกำลังกายจนแทบหมดแรง แต่โชคดีที่ยังรอดชีวิตมาได้


   เอ้อ! เจ้านี่ก็มีของเหมือนกันนะ!


   ดูจากร่างกายอ้วนท้วมที่ใหญ่กว่าตัวนางถึงสองเท่า มันน่าจะเป็นสัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตาอย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้น นางเพิ่งเห็นสัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตาตัวอื่นที่ตกลงไปก่อนหน้านี้โดยทำอะไรไม่ได้เลย แต่เจ้าตัวนี้กลับเอาตัวรอดได้แบบมีชั้นเชิงอยู่เหมือนกัน


   เยี่ยหลิงหลงใช้ความคล่องตัวจากร่างที่เล็กกว่าไต่ลัดเลาะผ่านมันไป พอไต่ขึ้นมาใกล้ตำแหน่งของเจ้าตัวอ้วน นางก็อดไม่ได้ที่จะหันไปดูว่ามันเป็นใคร


   ถ้าเป็นพวกเดียวกันก็คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ้าเป็นศัตรูก็แกล้งมันหน่อย


   แต่พอหันไปดูแล้วถึงกับต้องขำก๊าก


   โลกมันกลมจริงๆ เจอศัตรูจนได้!


   “อ้าว! นี่มันศิษย์พี่ใหญ่เฉินจวิ้นอี้ ศิษย์เอกสำนักอู๋ซวงนี่นา!”


   เสียงแหลมสูงประชดประชันของเยี่ยหลิงหลงทำให้ร่างอ้วนใหญ่ของเฉินจวิ้นอี้สะดุ้งเฮือก เขาใช้แรงทั้งหมดที่มีหมุนตัวกลับมาอย่างยากลำบาก ก่อนจะจ้องนางด้วยสายตาโกรธจัด


   ช่างเป็นเด็กที่น่าตีที่สุดในโลก! ช่างยิ้มได้น่าหมั่นไส้ที่สุด! อยากจะฆ่าทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด!


   แต่ที่แย่กว่านั้นคือ ตอนนี้เขาไม่เพียงแต่ทำอะไรนางไม่ได้ แม้แต่จะด่ายังทำไม่ไหว เพราะเขาหอบหนักเกินไปจนแทบจะขาดอากศหายใจอยู่แล้ว


   “แค่ปีนไม่เท่าไหร่ ทำไมถึงหอบขนาดนี้ล่ะ? อายุแค่นี้ไม่น่าจะอ่อนแอขนาดนี้นี่นา เมื่อคืนทำอะไรอยู่ล่ะ? โอ้ ดูสิ ตาโหลขนาดนี้ ร่างกายคงแย่มากเลยใช่ไหม?”


   “หุบ… ปาก…”


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างสนุกสนาน ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้เขาอีกนิด


   พอเห็นนางเข้ามาใกล้ เฉินจวิ้นอี้ก็ถึงกับตัวสั่นด้วยความตื่นตระหนกจนควบคุมไม่ได้


   “ไป…ไกลๆ…”


   “อ๊ะ? พูดว่าอะไรนะ? ไม่ได้ยินเลย ขอเข้าไปใกล้อีกหน่อย”


……


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม เฉินจวิ้นอี้ถึงกับโกรธจนแทบจะกระอักเลือด


   ทำไมถึงมีเด็กที่น่ารำคาญขนาดนี้!


   ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินว่านางทำให้สำนักอู๋ซวงเสียเงินไปมหาศาล แถมยังขโมยวิหคสามหางอสนีม่วงของพวกเขาไปอีก และตอนนี้นางยังกล้ามายั่วโมโหเขาอีก!


   นางเป็นใครกัน? เด็กขยะที่เพิ่งขึ้นมาจากโลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพล่าง เป็นแค่ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นที่ไม่มีแม้แต่สำนักอยู่เป็นหลักแหล่ง เอาแต่โม้เรื่องสำนักชิงเสวียน นางมีสิทธิ์อะไรมาทำตัวเย่อหยิ่งต่อหน้าเขา ศิษย์เอกของสำนักอู๋ซวง หนึ่งในสี่สำนักใหญ่ของแดนเทียนหลิง?


   แต่ที่แย่ที่สุดคือ นางทำตัวอวดดีแล้วยังสำเร็จอีก!


   นางไม่เพียงแค่ขยับเข้ามาใกล้เขา แต่ยังใช้หางที่คล่องตัวกว่า ‘เพียะ!’ ฟาดเขาเต็มแรงจนร่างหนอนอ้วนๆของเขาสั่นสะเทือนอย่างหยุดไม่ได้!


   “เนื้อนุ่มๆของเจ้าเนี่ยมันเด้งดีนะ! แค่แตะนิดเดียว ก็สั่นไปทั้งตัวแล้ว แบบนี้เรียกว่าข้อดีของคนอ้วนใช่ไหม?”


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็อดไม่ได้ที่จะ ‘เพียะ!’ ฟาดเข้าอีกที ทำเอาเฉินจวิ้นอี้โมโหจนอยากจะหันกลับไปฟาดนางคืน แต่ไม่ว่าจะพยายามบิดตัวแรงแค่ไหน ก็ทำได้แค่ให้เนื้อของตัวเองสั่นกระเพื่อมหนักกว่าเดิม หางก็ยังไม่สามารถยกขึ้นได้เลย


……


   นางทำได้ยังไงกัน?


   ในเมื่อทุกคนเป็นหนอนเหมือนกัน ทำไมนางถึงควบคุมร่างกายได้คล่องแคล่วขนาดนั้น?


   หรือเป็นเพราะเขาอ้วนเกินไป? นี่มันยุติธรรมแล้วหรือ?


   “เจ้าว่า ถ้าข้าฟาดแรงอีกหน่อย เจ้าจะจับต้นไม้ไม่อยู่แล้วตกลงไปไหม? ลองดูหน่อยไหม?”


   “เจ้า… ไม่กล้าหรอก!”


   “ข้ากล้าอยู่แล้ว เจ้าไม่ใช่เคยพยายามจะแย่งวิหคสามหางอสนีม่วงของข้า แล้วยังอยากฆ่าข้ากับศิษย์พี่อีกสองคนด้วยหรือ? ในเมื่อยังไงเราก็ต้องตายอยู่แล้ว งั้นเล่นให้สนุกก่อนค่อยว่ากัน!”


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ฟาดหางใส่เขาอีกครั้งอย่างไม่ลังเล!


   “ไม่! อย่า!”


   เพียะ!


……


   ร่างของเฉินจวิ้นอี้เสียการทรงตัวเล็กน้อย เลื่อนลงไปอีกนิด โชคดีที่เขาจับลำต้นไว้แน่น ไม่อย่างนั้นคงได้ตกลงไปแน่!


   นางบ้าไปแล้วหรือไง? นางรู้ไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่? เล่นแบบนี้เขาตายจริงๆได้นะ!


   ก็อย่างที่คิดไว้ คนพวกนี้ถ้าปล่อยไว้มีแต่จะสร้างปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ!


   ขณะที่เฉินจวิ้นอี้กำลังตัวสั่นด้วยความโกรธ คิดหาทางรอดและอาจได้โอกาสสวนกลับ จู่ๆก็มีเสียงดังมาจากด้านล่าง


   “ศิษย์พี่ใหญ่! ข้ามาช่วยแล้ว!”


   พอได้ยินเสียงของเฝิงกวงเลี่ยง ดวงตาของเฉินจวิ้นอี้ก็เปล่งประกาย ความหวังพลุ่งพล่าน ร่างอวบอ้วนที่ดูหมดแรงเมื่อครู่กลับมีชีวิตชีวาอีกครั้ง


   “เร็วเข้า!”


   “มาแล้ว!”


   เนื่องจากเยี่ยหลิงหลงเสียเวลาไปกับการแกล้งเฉินจวิ้นอี้ ทำให้เฝิงกวงเลี่ยงที่ปีนตามหลังมาแม้จะช้ากว่าแต่ก็ไล่ทันจนมาอยู่ใกล้นางแล้ว


   ตอนนี้เขาอยู่ด้านล่างเยื้องไปทางซ้ายของนาง ส่วนเฉินจวิ้นอี้อยู่ดยื้องไปทางด้านขวาหลังจากไถลลงไปเล็กน้อย สถานการณ์พลิกกลับในทันที จากที่นางเคยอยู่เหนือปวงหนอนกลายเป็นถูกสองฝ่ายล้อมไว้!


   ทั้งสองหันมามองนางพร้อมกันด้วยรอยยิ้มที่ทั้งหยิ่งผยองและอวดดี


   “เรามาชนพร้อมกันให้นางตกลงไปเลย!”


   “ได้เลย!”


   “ฟังคำสั่งข้านะ หนึ่ง สอง สาม ชน!”


   “ชนเลย!”




จบตอน

Comments