journey ep631-640

บทที่ 631: ปิดตาปิดหู


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก!"


   กู้หลินเยวียนรีบเข้าไปประคองเยี่ยหลิงหลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพานางไปพักด้านข้างอย่างระมัดระวัง


   เยี่ยหลิงหลงค่อยๆฟื้นตัว หลังจากที่รู้สึกเวียนหัวเหมือนโลกหมุน นางยกมือขึ้นนวดศีรษะที่ปวดหนึบ แล้วค่อยๆลืมตาขึ้น


   "เกิดอะไรขึ้น?"


   "จิตสำนึกของเขายังคงเป็นอิสระ เขาไม่ได้ถูกควบคุม เขารู้ว่าข้าบุกเข้าไปในทะเลวิญญาณของเขา และตอบโต้กลับทันที"


   กล่าวอีกนัยหนึ่ง อินจิ่วเฉิงไม่เหมือนกับเฉียนจื่อรุ่ยหรือกู่ซงไป่ที่ถูกบังคับให้มีส่วนร่วมโดยไร้สติและทำซ้ำสิ่งเดิมๆอย่างไร้จิตสำนึก อินจิ่วเฉิงมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เขารู้ตัวทุกอย่าง และเขาเลือกที่จะไม่ตื่นจากการควบคุมนั้น


   นั่นหมายความว่า วิธีที่เยี่ยหลิงหลงเคยใช้ปลุกเฉียนจื่อรุ่ยและกู่ซงไป่จะใช้กับอินจิ่วเฉิงไม่ได้ผล


   "แล้วเจ้าเป็นอะไรไหม? ได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า?"


   "ไม่เป็นไร เขาไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในด้านพลังวิญญาณมากนัก ข้าพักเดี๋ยวก็คงดีขึ้น"


   ในตอนนั้นเอง นางถึงได้ตระหนักว่าการบุกเข้าไปในทะเลวิญญาณของคนอื่นโดยพลการเป็นเรื่องที่อันตรายมาก


   การถูกโจมตีในเขตแดนของคนอื่น อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงถึงขั้นทำลายล้าง โชคดีที่อินจิ่วเฉิงไม่ได้ฝึกฝนพลังวิญญาณมาก่อน ถ้าเป็นคนอื่นที่เก่งเรื่องนี้ ไม่ต้องถึงระดับพี่เยี่ยหรอก แม้แต่คนระดับเดียวกับนางเอง ก็อาจทำให้ส่วนวิญญาณที่นางส่งออกไปได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือถูกบดขยี้จนสิ้นสลาย


   กู้หลินเยวียนยังคงนั่งข้างๆอย่างใจเย็น เมื่อนางบอกว่าจะพัก เขาก็ไม่พูดอะไรอีก นั่งเฝ้าดูนางอย่างเงียบๆ


   เขาไม่เร่ง ไม่ถามอะไร เพียงแค่เฝ้าดูอยู่ข้างๆ เหมือนกับที่ผ่านมา ไม่ว่านางจะอยากทำอะไรก็ปล่อยให้นางทำไป ความอ่อนโยนของเขาทำให้เยี่ยหลิงหลงอดคิดไม่ได้ว่า เขาอ่อนโยนเกินไปเสียจริง


   เวลาพักฟื้นครั้งนี้ นางใช้เวลานานกว่าครั้งก่อน ขณะพัก นางก็หยิบตำราเกี่ยวกับพลังวิญญาณออกมาจากแหวนมิติ


   เมื่อวางตำราลงบนตัก เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นมองศิษย์พี่สามของตน พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


   "ศิษย์พี่สาม ท่าทางท่านจะว่างมากนะ"


   ยังไม่ทันที่กู้หลินเยวียนจะได้ตอบ นางก็หยิบตำราออกมาจากแหวนมิติหลายเล่ม แล้วยัดใส่อ้อมแขนเขา


   "มีเวลาว่างก็อ่านบ้าง ด้วยความฉลาดของท่าน ก่อนจะออกไปจากที่นี่ ท่านคงพอฝึกวิชาเหล่านี้ได้บ้าง"


……


   กู้หลินเยวียนรับตำรามาไว้ในมือ มองด้วยสีหน้าอ่อนใจ กำลังจะเก็บกลับเข้ามิติในแหวน แต่เพียงเสี้ยวอึดใจสายตาของ เยี่ยหลิงหลงก็จ้องมาอย่างไม่ลดละ


   มือของเขาชะงัก ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้ววางตำราไว้บนตักตามเดิม จากนั้นหยิบเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดอ่าน


   ทั้งสองคนจึงนั่งอ่านตำราอยู่เงียบๆ แต่จากระยะไม่ไกลนัก เสียงหัวเราะสดใสของอินจิ่วเฉิงและเยว่หานอวี่ก็ดังแว่วมาเป็นระยะระยะ ดูเหมือนพวกเขาจะกำลังใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข


   เวลาภายในภาพมายาผ่านไปเร็วมาก ไม่นานก็ถึงเวลาค่ำ เยี่ยหลิงหลงเก็บตำราเรียบร้อย ตั้งใจจะไปหาอินจิ่วเฉิงและเยว่หานอวี่ แต่พอหันไปก็เห็นทั้งคู่เดินจับมือกลับมา


   "มืดแล้ว ศิษย์พี่อิน ข้าต้องกลับแล้วนะ รอท่านออกจากการเก็บตัวฝึกฝนเมื่อไร ข้าจะมาหาใหม่"


   เยว่หานอวี่เอ่ยพลางหันหลังเดินจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์ แต่เพียงนางหมุนตัวก็ถูกอินจิ่วเฉิงอุ้มขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว


   "ศิษย์พี่อิน?"


   "คืนนี้อย่ากลับเลย"


   "ท่าน…พูดอะไรน่ะ?"


   "ข้าบอกว่า คืนนี้เจ้า…"


   ดีมาก เยี่ยหลิงหลงโดนปิดหูอีกครั้งแล้ว


   แต่การปิดหูครั้งนี้ก็เหมือนทำไปเปล่าๆ เพราะปกติแล้วเรื่องที่ ‘ไม่ให้ฟัง ไม่ให้ดู’ มักจะเป็นเรื่องที่ ‘ไม่เหมาะสำหรับเยาวชน’ นางเลยพอจะเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น


   จากนั้นนางก็เห็นอินจิ่วเฉิงอุ้มเยว่หานอวี่เข้าไปในถ้ำฝึกฝนของเขา จุดกองไฟขึ้นภายในถ้ำ แสงไฟอันอบอุ่นนั้นกลายเป็นประกายแสงที่โดดเด่นสะดุดตาในยามค่ำคืนของภูเขาด้านหลัง


   เยี่ยหลิงหลงกำลังจะเดินไปทางถ้ำเพื่อดูให้ชัดเจนว่าทั้งสองทำอะไรกัน แต่ก็โดนกู้หลินเยวียนก้าวมาขวางไว้ก่อน


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ท้องฟ้ายามค่ำคืนนี้งดงามมาก ข้าพาเจ้าไปชมดาวดีกว่า"


……


   เข้าใจแล้ว


   ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงได้แต่ร้องคำรามในใจ พวกเจ้ามันสัตว์ป่า!


   แต่เอาเข้าจริง นางก็ไม่แน่ใจว่าคำด่านั้นมุ่งไปที่ศิษย์พี่สามที่ทำตัวนุ่มนวลเกินพอดี หรือว่าอินจิ่วเฉิงที่ปากบอกว่า ‘อุทิศตนเพื่อเต๋า’ กันแน่


   สุดท้ายแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ถูกพาออกมาอยู่ดี ศิษย์พี่สามของนางไม่เคยปล่อยให้นางเข้าใกล้เรื่องอะไรที่ ‘มีสีสัน’ อยู่แล้ว โดยเฉพาะกลางดึกที่บรรยากาศเต็มไปด้วย ‘สีสัน’ แบบนี้ ยิ่งไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้นางไป


   แต่สิ่งที่นางไม่คาดคิดคือ ศิษย์พี่สามของนางจะ ‘เว่อร์’ ได้ถึงขั้นนี้


   เขาพานางลงจากเขาไปเลย! แล้วพอลงถึงเชิงเขา ยังจัดการสอน ‘บทเรียน’ อย่างจริงจังอีกด้วย


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าอย่าละเลยตัวเองเด็ดขาด อย่าได้ยอมมอบกายของตนให้ใครง่ายๆ เข้าใจหรือไม่?"


   เยี่ยหลิงหลงกำลังจะพยักหน้าเพื่อแสดงความเห็นด้วย แต่แล้วจู่ๆนางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


   เดี๋ยวนะ เรื่องแบบนี้... นางเหมือนจะเคยทำมาแล้วนี่นา!


   แถมไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วย... ที่สำคัญ นางยังทำอย่างเต็มใจและมีความสุขกับมันมากเสียด้วย!


   แต่ที่พูดถึงว่า ‘ร่างกาย’ นั้น เป็นความหมายตามตัวอักษรล้วนๆ ไม่ได้มีเรื่อง ‘สีสัน’ เข้ามาเกี่ยวข้องเลย


   นางก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านี่จะเข้าข่ายสิ่งที่ศิษย์พี่สามพูดหรือเปล่า


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก?"


   "หา?"


   "เจ้าคิดอะไรอยู่? หรือว่าเจ้าเคยถูกหลอกมาก่อน?"


   "ศิษย์พี่สาม ท่านจะดูถูกพลังของข้าอย่างไรก็ได้ แต่ท่านห้ามสงสัยในความงามและความฉลาดของข้า เรื่องโดนหลอกเนี่ย ไม่มีทางเกิดขึ้นกับข้าหรอก!"


   กู้หลินเยวียนพยักหน้าด้วยความโล่งใจ


   "นั่นสินะ แม้ข้าจะไม่มั่นใจในตัวเจ้า แต่ข้าเชื่อว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆในสำนัก คงไม่ปล่อยให้เจ้าออกนอกลู่นอกทางง่ายๆหรอก"


……


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจยาว เอาเถอะ ปล่อยผ่านไปละกัน


   "ศิษย์พี่สาม ตอนนี้ต้องเตรียมตัวไว้ให้ดีนะ อีกไม่นานเราจะต้องเจอศึกหนักแน่ๆ"


   "เจ้าคิดวิธีแก้ปัญหาออกแล้วหรือ?"


   "มีโอกาสมากทีเดียว ข้าจะลองดู แต่ข้าคิดว่าน่าจะสำเร็จ แค่เสี่ยงนิดหน่อยเท่านั้นเอง ท่านก็เตรียมตัวดีๆ เลิกมาจ้องข้าสักทีเถอะ!"


   กู้หลินเยวียนหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความขบขัน


   "ได้"


   การเตรียมตัวแม้จะไม่นาน แต่ก็ไม่น้อยไปจนดูรีบร้อน ขณะที่ความรู้สึกวิงเวียนคุ้นเคยเข้ามาเยือนอีกครั้ง เยี่ยหลิงหลงก็รู้ทันทีว่า วัฏจักรรอบใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว


   และก็จริงดังคาด เมื่อลืมตาขึ้น นางพบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางป่าท้อสุดลูกหูลูกตา กลีบดอกปลิวไสวกระจายทั่วฟ้า งดงามจับตาใต้แสงอาทิตย์ยามสาย


   เสียงของเยว่หานอวี่และเยว่หานปิงดังมาจากด้านหลัง


   เยี่ยหลิงหลงคว้ามือกู้หลินเยวียน แล้วพาเขาวิ่งสุดชีวิต ทะยานผ่านป่าไปจนถึงถ้ำของอินจิ่วเฉิง ซึ่งเจ้าตัวกำลังเดินออกมา


   ทันทีที่ไปถึง เยี่ยหลิงหลงหยิบกระดาษยันต์ที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานออกมา แล้วรีบจัดการสร้างค่ายกลขึ้นหน้าถ้ำ แยกตัวถ้ำออกจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะมองหรือฟังก็ไม่อาจสัมผัสได้


   การถูกแยกขาดจากโลกภายนอกทำให้อินจิ่วเฉิงแสดงสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที


   เขาเร่งรุดเข้ามาอย่างรวดเร็ว โจมตีค่ายกลของเยี่ยหลิงหลงด้วยพลังมหาศาล พยายามทำลายมันด้วยกำลัง


   ต้องยอมรับว่า พลังขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายนั้นร้ายกาจยิ่งนัก และด้วยเวลาที่จำกัด ทำให้ค่ายกลของนางเริ่มสั่นไหว


   "ศิษย์พี่สาม ท่านจัดการเขาที! อัดเขาให้ราบ ซัดให้นอนหมอบไปเลย!"


   หลังจากคิดอยู่นาน นางถึงได้เข้าใจว่า การทำลายภาพมายานี้นางไม่สามารถทำเองได้ เพราะไข่มุกวิญญาณมายานั้นทรงพลังเกินไป


   จะเสียเวลาวนเวียนหาทางซับซ้อนทำไม ในเมื่อวิธีตรงไปตรงมาที่สุดคือใช้กำลังล้วนๆ อัดเขาให้สิ้นท่าไปเลย!


   แผนของนางคือทำให้อินจิ่วเฉิงหลุดออกจากภาพมายาด้วยกำลัง จากนั้นก็ตัดขาดเขาจากไข่มุกวิญญาณมายา เท่านี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว


   โชคดีที่การโจมตีอินจิ่วเฉิงไม่กระทบกับทะเลวิญญาณ เรื่องนี้ศิษย์พี่สามของนางจัดการได้ ส่วนนางแค่หาที่ซ่อนที่ปลอดภัยก็พอ


   เยี่ยหลิงหลงซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลนัก มองดูการต่อสู้ระหว่างอินจิ่วเฉิงกับกู้หลินเยวียนซึ่งดุเดือดขึ้นทุกขณะ พลังจากการปะทะของขอบเขตหลอมสุญตานั้นรุนแรงและงดงามจนนางอดไม่ได้ที่จะดูอย่างเพลิดเพลิน


   ด้านนอกค่ายกล เยว่หานอวี่เมื่อไม่เห็นอินจิ่วเฉิงก็แสดงอาการผิดหวัง ก่อนจะหันหลังจากไปเหมือนที่เยี่ยหลิงหลงคาดการณ์ไว้


   เมื่อทุกอย่างดำเนินไปตามแผน เยี่ยหลิงหลงอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มผู้ชนะออกมา แต่…


   รอยยิ้มนั้นยังไม่ทันได้แย้มเต็มที่ ก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นความแตกตื่นในทันใด!



บทที่ 632: ความรักคืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดบนเส้นทางแห่งการฝึกเซียน



   การต่อสู้ของผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายดุเดือดจนเกินบรรยาย ไม่ต้องพูดถึงค่ายกลเล็กๆของเยี่ยหลิงหลงเลย แม้แต่ภูเขาด้านหลังก็ยังถูกพวกเขาทำลายจนกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่


   การต่อสู้อันรุนแรงระดับภูเขาถล่มดินทลายนี้ แน่นอนว่า ค่ายกลของนางไม่สามารถปกปิดหรือรับมือไหว


   เมื่อภูเขาและค่ายกลถูกทำลายพร้อมกัน เสียงดังสนั่นนี้ทำให้เยว่หานอวี่ที่อยู่ใกล้ๆ ไม่สามารถทำเป็นไม่ได้ยินได้เลย


   ถึงแม้เยว่หานอวี่จะไม่ตอบสนองต่อผู้บุกรุกภายนอก แต่คนที่กำลังต่อสู้อยู่ในนั้นยังมีอินจิ่วเฉิงซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของคนในภาพมายา!


   เมื่อเยว่หานอวี่เห็นอินจิ่วเฉิงกำลังต่อสู้อยู่ นางก็แตกตื่นทันที


   "ศิษย์พี่อิน!"


   นางตะโกนเสียงดัง พร้อมวิ่งตรงไปทางอินจิ่วเฉิงด้วยความร้อนรน


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงเห็นเยว่หานอวี่วิ่งตรงไปทางอินจิ่วเฉิง หัวของนางก็ปวดตุบๆ ราวกับจะระเบิด นางรีบพุ่งเข้าไปขวางเยว่หานอวี่ทันที


   เยว่หานอวี่ต้องห้ามเข้าไปเด็ดขาด เพราะนางเป็นเพียง ‘ตัวละครสมมติ’ ในภาพมายา หากศิษย์พี่สามของนางเผลอใช้วิชาโจมตีใส่เยว่หานอวี่ ศิษย์พี่สามจะได้รับการโจมตีทางวิญญาณทันที


   และหากศิษย์พี่สามถูกโจมตีทางวิญญาณ เขาจะสู้ต่อไม่ได้! ถ้าอินจิ่วเฉิงไม่ถูกจัดการ แผนทั้งหมดจะล้มเหลวทันที


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงขวางเยว่หานอวี่ไว้ นางได้เปลี่ยนปฏิกิริยาที่เยว่หานอวี่ควรจะมีในภาพมายาไป ส่งผลให้เยี่ยหลิงหลงได้รับการโจมตีทางวิญญาณอย่างรุนแรงจนรู้สึกเหมือนสมองจะระเบิด


   นางพยายามข่มความเจ็บปวดไว้ โดยเร่งโคจรวิชาวิญญาณสวรรค์เก้าชั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อป้องกันการโจมตีทางวิญญาณที่ถาโถมเข้ามา


   ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนนางรู้สึกว่าประสาทสัมผัสทั้งห้าใกล้จะหยุดทำงาน และราวกับอีกไม่นานนางอาจกลายเป็นคนเสียสติ


   นางสูดหายใจลึก กัดฟันบังคับตัวเองให้ใจเย็นลง จากนั้นหยิบยันต์ตรึงร่างติดไว้บนตัวเยว่หานอวี่


   หลังจากจัดการกับเยว่หานอวี่ นางรีบค้นหาของในแหวนมิติ และหยิบกรงทองที่ใส่แมงมุมพิษสีเขียวออกมาอย่างรวดเร็ว!


   เยี่ยหลิงหลงใช้เชือกผูกขาแมงมุมพิษสีเขียวข้างหนึ่ง แล้วผูกปลายเชือกอีกด้านไว้ที่ตัวเยว่หานอวี่ เมื่อผูกเสร็จ นางก็เปิดกรงปล่อยแมงมุมออกมา


   แมงมุมพิษสีเขียวกระโจนออกจากกรงอย่างคลุ้มคลั่ง มันพาเยว่หานอวี่วิ่งพล่านไปทั่วภูเขาที่เต็มไปด้วยดอกท้อ


   ในตอนนี้ เยว่หานอวี่ที่อยู่เพียงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด ไม่มีทางสู้แรงของแมงมุมพิษสีเขียวที่อยู่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางได้เลย แมงมุมตัวนี้สามารถฆ่าเยว่หานอวี่ได้ในพริบตา


   แต่เพราะแมงมุมเองก็โดนโจมตีทางวิญญาณจนเสียสติ มันเลยไม่มีเหตุผลใดๆ นอกจากลากเยว่หานอวี่วิ่งพล่านชนภูเขา ชนต้นไม้ไปเรื่อยๆ


   เยี่ยหลิงหลงมองดูเยว่หานอวี่ที่ถูกแมงมุมพิษสีเขียวลากไปชนภูเขาและต้นไม้จนใบหน้าบวมช้ำ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลเลือดไหลไม่หยุด นางเกาหัวด้วยความอึดอัด


   ถึงแม้เยว่หานอวี่จะเป็นแค่ ‘ตัวปลอม’ ในภาพมายา แต่สภาพแบบนี้ก็ชวนให้รู้สึกสงสารจนปฏิเสธไม่ได้


   เดี๋ยวก่อน...


   เยี่ยหลิงหลงรีบหันไปมองอินจิ่วเฉิง แล้วก็เห็นว่าเขากำลังจ้องเยว่หานอวี่ด้วยความโกรธเกรี้ยว ราวกับเปลวไฟกำลังลุกไหม้ในดวงตา


   เมื่อเห็นสภาพของเยว่หานอวี่ เขาก็ระเบิดความโกรธออกมา บ้าคลั่งอย่างที่สุด พุ่งเข้าต่อสู้กับศิษย์พี่สามของนางด้วยพลังทั้งหมดโดยไม่สนอะไรอีก


   ศิษย์พี่สามที่กำลังรับมือกับอินจิ่วเฉิงตกอยู่ภายใต้ความกดดันมหาศาล ในเวลาเพียงไม่นาน เขาโดนโจมตีหลายครั้งจนเสื้อสีดำที่สวมอยู่ชุ่มไปด้วยเลือด


……


   แย่แล้ว เรื่องนี้หนักหนาเกินไป


   เยี่ยหลิงหลงกัดฟัน วิ่งไปช่วยเยว่หานอวี่อย่างไม่ลังเล นางใช้กระบี่ฟันขาของแมงมุมพิษสีเขียวขาด ทำให้เยว่หานอวี่เป็นอิสระและไม่ต้องถูกลากไปต่อ


   แต่ตอนนี้ สภาพของเยว่หานอวี่แย่มาก ร่างกายเต็มไปด้วยเลือด ใบหน้าบวมช้ำจนแทบจำไม่ได้


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังลังเลระหว่างความรู้สึกผิดว่า ‘ข้าทำเกินไปหรือเปล่า’ กับความคิดว่า ‘ก็แค่ตัวปลอม’ เยว่หานอวี่ที่บาดเจ็บสาหัสกลับใช้แรงเฮือกสุดท้ายเงยหน้าขึ้น


   สายตาของนางยังคงจดจ้องไปทางอินจิ่วเฉิง นางมองเขาด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง แม้กระทั่งตอนนี้ นางยังพยายามใช้มือที่เปื้อนเลือดคลานไปทางเขา


   และในตอนนั้นเอง อินจิ่วเฉิงก็หันมาเห็นนาง สายตาของทั้งคู่ประสานกันเพียงชั่วขณะ แต่ความคิดถึงและความรักที่อัดแน่นในใจของพวกเขาก็ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง


   "หานอวี่! หานอวี่!"


   อินจิ่วเฉิงตะโกนเรียกชื่อเยว่หานอวี่ด้วยความร้อนรน พุ่งตรงไปหานางอย่างไม่คิดชีวิต


   แต่กู้หลินเยวียนรีบเข้าไปขวางไว้ทันที เขาทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อสกัดกั้นอินจิ่วเฉิง ไม่ให้เขาเข้าใกล้ศิษย์น้องหญิงเล็กได้


   อินจิ่วเฉิงที่จิตใจว้าวุ่นและเป็นห่วงเยว่หานอวี่สุดขีด ทำให้การโจมตีของเขาเริ่มสะเปะสะปะ พลังวิญญาณไม่มั่นคง สภาพจิตใจของเขาใกล้จะพังทลาย ส่งผลให้กู้หลินเยวียนที่เกือบจะเพลี่ยงพล้ำกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างรวดเร็ว


   เพื่อช่วยศิษย์พี่สามให้จบการต่อสู้โดยไว เยี่ยหลิงหลงตัดสินใจ ‘ทำตัวร้าย’ อย่างเต็มที่


   นางสูดหายใจลึก โคจรวิชาวิญญาณสวรรค์เก้าชั้นเตรียมพร้อมรับการโจมตีทางวิญญาณ จากนั้นนางหยิบเยว่หานอวี่ขึ้นมา พลิกตัวให้นางอยู่ในท่าคว่ำ โดยให้ศีรษะหันออกไปด้านหลัง ส่วนปลายเท้าหันไปทางอินจิ่วเฉิง


   และก็จริงดังคาด เมื่อนางขยับตัวเยว่หานอวี่ นางก็ได้รับการโจมตีทางวิญญาณที่รุนแรงทันที


   แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ อินจิ่วเฉิงยิ่งเสียสมาธิมากกว่าเดิม การโจมตีของเขาเริ่มบิดเบี้ยวและไร้รูปแบบ


   แผนได้ผล! แม้จะดูเป็นการกระทำที่ ‘ร้ายกาจ’ ไปบ้าง แต่เป้าหมายสำคัญคือการช่วยศิษย์พี่สามให้จบศึก และ...ปวดหัวจริงๆ!


   เยี่ยหลิงหลงอดทนกับความเจ็บปวดได้สักพัก แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว นางหมุนตัวเยว่หานอวี่กลับคืนสู่ท่าเดิมในที่สุด


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงปรับท่าเยว่หานอวี่กลับคืนสู่ท่าเดิม การโจมตีทางวิญญาณก็หยุดลง นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกโล่งอกที่ความเจ็บปวดหายไป


   หลังจากหายใจเต็มปอด นางเริ่มคิดย้อนกลับ แล้วก็พบว่าแม้จะเจ็บปวด แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่เลว เพราะระหว่างที่นางใช้วิชาวิญญาณสวรรค์เก้าชั้นต้านทานการโจมตี นางรู้สึกเหมือนเข้าใกล้ขั้นที่สองเข้าไปอีกก้าวแล้ว


   นางหันไปมองอินจิ่วเฉิง ซึ่งตอนนี้ได้กลับมาสบตากับเยว่หานอวี่แล้ว อารมณ์ของเขาสงบลง ท่วงท่าการโจมตีเริ่มกลับมาเป็นปกติ


   อืม... แบบนี้มันดีนี่นา ได้ประโยชน์สองต่อ ทั้งช่วยศิษย์พี่สามและช่วยตัวเอง


   คิดได้ดังนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ลงมือเตรียมตัวอีกครั้ง คราวนี้นางพลิกเยว่หานอวี่ให้กลับไปในท่าคว่ำอีกครั้ง


   ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม อินจิ่วเฉิงที่จิตใจสับสนวุ่นวายอยู่แล้ว ยิ่งเสียศูนย์หนักขึ้น เขาถูกศิษย์พี่สามฟันเข้าอีกสามกระบวนท่า ส่วนเยี่ยหลิงหลงเอง แม้จะถูกโจมตีทางวิญญาณอีกครั้ง แต่คราวนี้ นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่านางเริ่ม ‘จับจุด’ วิชาวิญญาณสวรรค์เก้าชั้นขั้นที่สองได้แล้ว!


   เยี่ยหลิงหลงหมุนเยว่หานอวี่ไปมาเหมือนลูกข่าง หมุนหนึ่งรอบแล้วก็อีกรอบ และยิ่งหมุนนางก็ยิ่งคล่องขึ้นเรื่อยๆ


   ส่วนอินจิ่วเฉิงถูกนางปั่นหัวจนจิตใจพังครั้งแล้วครั้งเล่า สภาพจิตใจของเขายิ่งเละขึ้นทุกที


   ศิษย์พี่สามของนางก็ยิ่งฟาดกระบี่อย่างดุดัน กระบวนท่าของเขายิ่งรุนแรงและเฉียบขาดขึ้นทุกครั้ง


   ส่วนตัวนางเองก็ก้าวเข้าใกล้วิชาวิญญาณสวรรค์เก้าชั้นขั้นที่สองทีละก้าว ใกล้จะสำเร็จในไม่ช้า


   สมบูรณ์แบบ!


   แต่ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังเพลิดเพลินกับความสำเร็จของ ‘แผนร้ายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว’ อยู่นั้น นางก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่คมกริบ


   เมื่อหันกลับไป นางก็พบว่าอินจิ่วเฉิงไม่ได้จ้องเยว่หานอวี่อีกต่อไป แต่สายตาเขากลับจับจ้องมายังนางโดยตรง! กระบี่ในมือของเขายังชี้ตรงมาทางนางด้วย


   หากสายตาสามารถเป็นอาวุธได้ เยี่ยหลิงหลงคงถูกฟันไปไม่ต่ำกว่าพันครั้งแล้วในตอนนี้


   นางไม่คาดคิดเลยว่าความสามารถในการ ‘เรียกความแค้น’ ของนางจะทรงพลังถึงขนาดนี้ ถึงขั้นทำให้อินจิ่วเฉิงที่อยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น เกลียดนางจนเข้ากระดูกดำ ไม่สนใจแม้แต่ศิษย์พี่สามที่กำลังฟันเขาจากด้านหลังซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาต้องการจะฆ่านางให้ได้!


   แม่เจ้า!


   เยี่ยหลิงหลงตกใจจนรีบคว้าตัวเยว่หานอวี่ขึ้นมา ทั้งที่ปวดหัวแทบระเบิด แล้วดันนางไปข้างหน้าเพื่อเป็นเกราะกำบัง


   ผลคือ อินจิ่วเฉิงฟาดกระบี่ลงมาอย่างแรง แต่กลับฟันพลาดเฉียดออกด้านข้าง กระแทกลงบนดอกไม้ต้นหญ้าจนกระจุยกระจาย ส่วนนางกับเยว่หานอวี่ปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน


   นางเคยพูดไว้ว่าอะไรนะ? ‘ความรักคืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดบนเส้นทางแห่งการฝึกเซียน’


   จะโกรธก็โกรธไปสิ จะโมโหก็โมโหไป แต่สุดท้ายแล้วทำอะไรได้? ก็ได้แค่ฟันดอกไม้ต้นไม้จนเละเท่านั้นเอง!



บทที่ 633: ความฝันที่เกิดจากความหวังฝ่ายเดียว



   หลังจากถูกศิษย์พี่สามของนางฟาดกระบี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดอินจิ่วเฉิงก็ล้มลงกับพื้น เขาหมดแรงจนไม่สามารถขยับตัวได้ ถูกศิษย์พี่สามกดไว้แน่นจนดิ้นไม่หลุด


   เยี่ยหลิงหลงรีบพาเยว่หานอวี่กลับไปวางไว้ในตำแหน่งเดิม แล้วถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


   นางไม่สนใจคู่รักผู้โชคร้ายคู่นี้ที่กำลังจ้องตากันอย่างลึกซึ้งอีกแล้ว รีบวิ่งไปหากู้หลินเยวียนอย่างรวดเร็ว


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ต่อไปเอายังไง?


   "ศิษย์พี่สาม ท่านลองใช้พลังวิญญาณตรวจดูว่า ไข่มุกวิญญาณมายาอยู่ที่ตัวเขาหรือเปล่า"


   กู้หลินเยวียนพยักหน้ารับ จากนั้นก็เริ่มส่งพลังวิญญาณออกไปเพื่อค้นหาไข่มุกวิญญาณมายาบนตัวอินจิ่วเฉิงอย่างระมัดระวัง


   ไม่นานนัก เยี่ยหลิงหลงก็เห็นแววตาของกู้หลินเยวียนสว่างวาบ ดูเหมือนว่าเขาจะเจอสิ่งที่ค้นหาอยู่ และก็จริงดังคาด ไข่มุกวิญญาณมายาอยู่บนตัวของอินจิ่วเฉิงจริงๆ!


   เพียงเสี้ยวอึดใจต่อมา กู้หลินเยวียนก็ยกมือขึ้น ไข่มุกสีฟ้าอ่อนก็ลอยออกมาจากตัวอินจิ่วเฉิง มันคือ ไข่มุกวิญญาณมายา อย่างไม่ต้องสงสัย


   เยี่ยหลิงหลงมองเห็นเข้าก็แทบจะกระโดดด้วยความดีใจ


   ศิษย์พี่สามของนางนี่มันสุดยอดจริงๆ! ขอบเขตหลอมสุญตาของเขานี่แหละที่ทำให้ทุกอย่างสำเร็จ ถ้าเปลี่ยนเป็นศิษย์พี่เจ็ด ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเวลาไปอีกกี่รอบถึงจะทำได้


   เยี่ยหลิงหลงรีบยื่นมือออกไปคว้าไข่มุกวิญญาณมายา แต่พอมือนางเพิ่งยื่นไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ นางก็สัมผัสได้ถึงสายตาอันเย็นเยียบ


   นางหันไปมอง เห็นอินจิ่วเฉิงที่กำลังกึ่งนอนกึ่งกดเยว่หานอวี่อยู่ เปลี่ยนสายตามาจ้องนางอย่างดุดัน ราวกับเขาจะฆ่านางให้ได้


   ลางสังหรณ์ร้ายพุ่งขึ้นมาในใจ เยี่ยหลิงหลงรีบดึงมือกลับแล้วก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็ว


   แต่ถึงแม้นางจะตอบสนองเร็วแค่ไหน ความแข็งแกร่งของอินจิ่วเฉิงที่เหนือกว่ามาก รวมถึงการที่เขายังควบคุมไข่มุกวิญญาณมายาไว้ในมือ ทำให้นางหลีกหนีการโจมตีไม่ได้เลย


   พลังจากไข่มุกวิญญาณมายาพุ่งเข้าโจมตีนางในทันที ความรู้สึกเหมือนทะเลวิญญาณของนางถูกทลายด้วยพลังมหาศาลที่ไม่เคยเจอมาก่อน


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก! ศิษย์น้องหญิงเล็ก!"


   กู้หลินเยวียนตะโกนลั่น พร้อมกระหน่ำโจมตีอินจิ่วเฉิงอย่างบ้าคลั่ง พยายามหยุดเขาไม่ให้ทำร้ายเยี่ยหลิงหลง


   แต่ไม่ว่าจะฟาดกระบี่หนักแค่ไหนก็ไร้ผล การโจมตีทั้งหมดมาจากไข่มุกวิญญาณมายา ซึ่งอินจิ่วเฉิงก็ไม่สามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์


   นี่คือภาพสุดท้ายที่เยี่ยหลิงหลงรับรู้ได้ ทั้งเสียงและการมองเห็นของนางเลือนหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงแสงจ้าที่สาดส่องในทะเลวิญญาณของนาง แสงนั้นแฝงพลังอันมหาศาลที่กำลังทำลายล้างทะเลวิญญาณของนางอย่างต่อเนื่อง


   เจ็บ! เจ็บมาก!


   ความรู้สึกเหมือนวิญญาณทั้งหมดของนางกำลังถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ


   นางพยายามโคจรวิชาวิญญาณสวรรค์เก้าชั้น เพื่อต่อต้านการโจมตีครั้งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นทุกครั้ง


   ในสภาวะกดดันอย่างหนักหน่วงนั้น นางกลับบังเกิดความเข้าใจถึง วิชาวิญญาณสวรรค์เก้าชั้นขั้นที่สองได้ในฉับพลัน!


   เมื่อนางขยับเข้าสู่ระดับใหม่ ทุกอย่างในทะเลวิญญาณของนางก็เหมือนกระจ่างชัดขึ้น นางโคจรวิชาขั้นที่สองอย่างรวดเร็ว เพื่อต่อต้านพลังของไข่มุกวิญญาณมายา


   แต่กระนั้น แม้จะเป็นขั้นสองก็ยังไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับไข่มุกวิญญาณมายาได้ ไข่มุกนี้เป็นสุดยอดสมบัติสายพลังวิญญาณ มันทรงพลังเกินไป


   "กรี๊ด..."


   เมื่อทะเลวิญญาณของนางใกล้จะแตกสลายเพราะไม่อาจต้านทานพลังนั้นได้ ทันใดนั้นเอง แสงสีทองสว่างวาบขึ้นที่หน้าอกของนาง


   ในอึดใจถัดมา ความเจ็บปวดทั้งหมดพลันสลายหาย พร้อมกับแสงสว่างที่เคยทำลายล้าง และแม้แต่ไข่มุกวิญญาณมายาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย


   เยี่ยหลิงหลงที่หมดแรงทั้งตัวกำลังจะล้มลงพื้น แต่ก็มีมืออันอบอุ่นคู่หนึ่งเข้ามารับนางไว้ได้ทัน


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก! ศิษย์น้องหญิงเล็ก!"


   เสียงของกู้หลินเยวียนเต็มไปด้วยความร้อนรน เยี่ยหลิงหลงค่อยๆลืมตาขึ้น เห็นใบหน้าของเขาที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นห่วง


   "เจ้าเป็นอะไรไหม?"


   "ยังไม่ตาย"


   ยังไม่ทันที่คำพูดของนางจะจบ ภาพรอบตัวก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างในภาพมายาเริ่มราวกับกำลังละลายไปทีละนิด ดอกท้อหายไป ท้องฟ้าสีฟ้าหายไป ทุกสิ่งทุกอย่างในภาพมายากำลังพังทลายลง


   เมื่อภาพมายาสลายจนหมด เบื้องบนปรากฏให้เห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิดของดินแดนลับชวีหยาง ด้านหน้าคือทะเลสาบลึกลับที่แสนเงียบสงบ และด้านหลังคือป่าทึบที่ล้อมรอบบริเวณนั้น


   "ภาพมายาหายไปแล้ว? เกิดอะไรขึ้น? ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าดูดซับไข่มุกวิญญาณมายาไปแล้วหรือ?"


   กู้หลินเยวียนถามทันทีด้วยความสงสัย แต่ยังไม่ทันได้รับคำตอบ เสียงดังโครมครามจากด้านข้างก็ดังขึ้น อินจิ่วเฉิงที่นอนอยู่บนพื้น พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาด้วยท่าทางราวกับคนเสียสติ


   กู้หลินเยวียนเตรียมพร้อมรับมือ ถ้าอินจิ่วเฉิงคิดจะโจมตี เขาจะจัดการให้สิ้นเรื่อง แต่อินจิ่วเฉิงกลับไม่ทำ


   เขาลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล มองไปรอบๆ ดินแดนลับที่หนาวเหน็บราวกับฤดูหนาวที่หิมะละลาย ทุกอย่างกลับคืนสู่ความจริง จากนั้นเขาก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมา เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจนแทบฉีกหัวใจ


   "หานอวี่! หานอวี่! หานอวี่ของข้า! คืนนางมาให้ข้า! คืนนางมาให้ข้า!"


   เขาตะโกนลั่นอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล เมื่อเขาหันกลับมามองด้วยสายตาแค้นเคือง กู้หลินเยวียนเตรียมจะลงมือ


   แต่ในตอนนั้นเอง แสงสีทองวาบขึ้นที่หน้าอกของเยี่ยหลิงหลง


   วิญญาณดวงหนึ่งที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทองลอยออกมาจากหน้าอกของนาง วิญญาณนั้นหยุดลงตรงหน้าของทั้งสามคน


   "หานอวี่! หานอวี่!"


   อินจิ่วเฉิงร้องเรียกเสียงดัง พร้อมพุ่งเข้าไปหาด้วยความหวัง เขาพยายามจะกอดวิญญาณของเยว่หานอวี่เอาไว้


   แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน เขาก็ไม่อาจสัมผัสนางได้เลย


   มือของเขาผ่านทะลุวิญญาณนั้นไป ราวกับนางเป็นเพียงเงาลวงตา


   "เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะหาวิธีช่วยเจ้าให้ได้ ข้าจะทำทุกวิถีทาง!"


   อินจิ่วเฉิงตะโกนลั่นด้วยความบ้าคลั่ง แต่วิญญาณของเยว่หานอวี่ที่อยู่ตรงหน้าเขา กลับมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด บนใบหน้าที่มีร่องรอยของความสิ้นหวังปนอาลัย


   "ผู้อาวุโสอิน"


   คำพูดเรียบง่ายนี้ทำให้อินจิ่วเฉิงชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นทันที


   "เจ้ากำลังเรียกข้าว่าอะไร?"


   "สิ่งที่ข้าทำผิดพลาดที่สุดในชีวิต คือการคิดว่าท่านจะเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะดูแลหานปิง"


   ดวงตาของเยว่หานอวี่ค่อยๆแดงก่ำ น้ำตาสองสายไหลรินลงมาตามแก้ม


   "ข้าเกือบจะทำลายโอกาสสุดท้ายของหานปิงที่จะมีชีวิตรอดได้"


   "หานอวี่! เจ้ากำลังพูดอะไรอยู่!"


   "ผู้อาวุโสอิน เขาคือคนที่ข้ารักที่สุด เขาเป็นน้องชายที่รักของข้า เขาคือคนที่อยู่เคียงข้างข้าผ่านทุกความทุกข์ยาก ข้าติดค้างเขามากมาย ข้าไม่มีสิ่งใดที่ต้องการอีกแล้ว ข้าขอเพียงแค่ให้เขาได้มีโอกาสอีกครั้ง เขามีพรสวรรค์มากกว่าข้า เส้นทางของเขาสดใสกว่า ข้าทำได้เพียงอยากให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป"


   เยว่หานอวี่แสดงความรู้สึกอย่างรุนแรงออกมาในที่สุด


   "ข้าทุ่มเททุกอย่าง ข้าทำทุกวิถีทาง แม้กระทั่งยอมถูกครอบงำจนเสียสติ ข้าทนทุกความอัปยศ ข้าสละทุกสิ่ง ก็เพื่อให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป! แล้วท่านมีสิทธิ์อะไรถึงมาทำลายความพยายามและความหวังทั้งหมดของข้าเช่นนี้?"


   อินจิ่วเฉิงดวงตาแดงก่ำ กำหมัดแน่น ความเจ็บปวดแผ่ซ่านในทุกอณูของเขา


   "แล้วข้าล่ะ? เจ้าต้องการแค่ให้เขามีชีวิตอยู่ แล้วข้าล่ะ?"


   เยว่หานอวี่อึ้งไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ


   "เมื่อสิบปีก่อน ข้าขโมยไข่มุกวิญญาณมายาออกมาจากห้องลับของอาจารย์ ข้าคิดว่าข้าบอกชัดเจนพอแล้วนะ ผู้อาวุโสอิน ข้ารับท่านไม่ได้จริงๆ"


   "เจ้าไม่ต้องรับ ข้าอยู่ตรงนี้ ต่อหน้าเจ้าในตอนนี้ ขอแค่เจ้าพูดคำเดียว ข้าจะไม่มีวันทำให้เจ้าผิดหวังอีกเลยในชีวิตนี้!"


   "แต่…สิ่งที่ข้าต้องการ มีเพียงให้หานปิงมีชีวิตต่อไป"


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น อินจิ่วเฉิงทรุดตัวลงกับพื้นเหมือนคนที่สูญเสียทุกสิ่ง แววตาของเขาว่างเปล่า มองเยว่หานอวี่อย่างไร้ความหวัง


   "เจ้าโกหก ข้าไม่เชื่อ เจ้ารักข้ามากขนาดนั้น!"


   "ข้ารักท่าน แต่ต่อให้ข้ารักมากเพียงใด ก็ไม่เท่าความรักที่ข้ามีให้น้องชาย ข้าคิดว่าในวันที่ข้าตัดสินใจเมื่อสิบปีก่อน ท่านควรเข้าใจแล้ว"


   "ไม่จริง ไม่ใช่แบบนั้น เจ้าพูดเพราะโกรธ! เจ้าโกรธที่ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าทันเวลา เจ้าพูดแบบนี้เพราะเจ้าชังที่ข้าไม่พาเจ้ากลับมา!"


   "ผู้อาวุโสอิน หากข้าชังท่านจริง ข้าจะฝากน้องชายของข้าไว้กับท่านได้อย่างไร? ข้ารักท่านไม่ได้อีกแล้ว หากข้าไม่มีความรัก เหตุใดข้าจึงต้องชังท่าน? ทุกสิ่งในอดีตเป็นเพียงความฝันฝ่ายเดียวของข้าเอง ความฝันนั้นแตกสลายไปนานแล้ว ข้าได้วางมันลงแล้ว และท่านเองก็…"


   "ไม่!"


   อินจิ่วเฉิงตะโกนลั่น ก่อนจะลุกขึ้นจากพื้นแล้วพุ่งไปข้างหน้า


   แต่เป้าหมายของเขาไม่ใช่เยว่หานอวี่ กลับเป็นเยี่ยหลิงหลงที่ยืนอยู่ด้านหลังนาง!



บทที่ 634: ก็แค่ผู้แพ้ในขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย



   การกระทำของอินจิ่วเฉิงทำให้ทั้งเยว่หานอวี่และกู้หลินเยวียน ตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่สำหรับเยี่ยหลิงหลง นางกลับเดาได้อยู่แล้วว่าเขาต้องทำแบบนี้


   เพราะอินจิ่วเฉิงไม่อาจยอมรับความจริงที่ว่า เยว่หานอวี่ได้ตัดใจจากเขาไปนานแล้ว เขายังคงหลอกตัวเองว่ากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เยว่หานอวี่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อเขา


   ในเมื่อเยว่หานอวี่ไม่ให้ความร่วมมือ เขาย่อมไม่มีทางทำลายวิญญาณของนางได้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือแย่งไข่มุกวิญญาณมายากลับคืนมา เพื่อควบคุมสถานการณ์อีกครั้ง


   และไข่มุกวิญญาณมายาก็อยู่ที่เยี่ยหลิงหลงในตอนนี้ ถ้าเขาไม่พุ่งเป้ามาหานาง แล้วจะไปหาใครล่ะ?


   แต่เยี่ยหลิงหลงไม่ใช่คนที่จะถูกเล่นงานซ้ำสองในที่เดิม


   ตั้งแต่นางเห็นสายตาของอินจิ่วเฉิงที่ดูเหมือนไม่ได้สนใจ แต่แอบเหลือบมองนางแวบหนึ่ง นางก็รู้ทันทีว่าเขาคิดจะทำอะไร นางจึงเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าแล้ว


   ดังนั้น ทันทีที่อินจิ่วเฉิงพุ่งเข้ามา เยี่ยหลิงหลงก็รีบหลบไปอยู่ข้างหลังศิษย์พี่สามของนางในทันที


   ไม่เพียงแค่นั้น นางยังกล้าหยอกล้อด้วยการโผล่หัวออกมาจากด้านหลังของกู้หลินเยวียนอย่างเย่อหยิ่งและขี้เล่น ราวกับกำลังท้าทายอินจิ่วเฉิงด้วย


   "เจ้ามันแค่ผู้แพ้ในขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย! มาดูกันว่าศิษย์พี่สามของข้าจะสั่งสอนเจ้าใหม่ยังไง!"


……


   กู้หลินเยวียนรู้ดีว่า ศิษย์น้องหญิงเล็กของเขามีความสามารถดึงดูดความแค้นในระดับที่น่าทึ่ง แต่เขาไม่คาดคิดว่าความสามารถนี้จะเสถียรและพร้อมใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา


   อินจิ่วเฉิงที่เดิมก็โกรธแค้นเยี่ยหลิงหลงอยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดนั้นก็ยิ่งเดือดจัด


   แต่ถึงจะโมโหแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะในสภาพบาดเจ็บหนักขนาดนี้ เขาไม่มีทางสู้กู้หลินเยวียนได้เลย


   เดิมทีอินจิ่วเฉิงคิดจะโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว แต่แผนนั้นก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะคนที่ควรตกใจกลับนิ่ง คนที่ไม่ควรตกใจก็ดันตกใจอยู่คนเดียว


   โมโหมาก!


   ไม่นานนัก อินจิ่วเฉิงก็ถูกกู้หลินเยวียนกดให้นอนหมอบอยู่บนพื้นอีกครั้ง


   คราวนี้ กู้หลินเยวียนยกมือขึ้น ปราณมารก่อตัวขึ้นในฝ่ามือของเขา ก่อนจะหมุนวนจนกลายเป็นคมมีดสีดำสี่เล่ม


   ด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว คมมีดทั้งสี่เล่มก็พุ่งเข้าไปปักที่แขนและขาของอินจิ่วเฉิง ตรึงเขาไว้กับพื้น อย่างแน่นหนา จนไม่สามารถขยับตัวได้อีกเลย


   เยี่ยหลิงหลงที่หลบอยู่ข้างหลัง เห็นศิษย์พี่สามของตัวเองจัดการอินจิ่วเฉิงได้อย่างง่ายดายก็อดตะโกนในใจไม่ได้ว่า "เท่สุดๆ!"


   ศิษย์พี่สามของนางหน้าตาดีอยู่แล้ว พอไม่ต้องทำตัวเป็น ‘นักรบผู้บาดเจ็บที่หล่อเหลา’ อีก แต่กลับแสดงตัวเป็น ‘จอมมารผู้ยิ่งใหญ่’ ที่ทั้งแข็งแกร่งและทรงพลัง ทุกการเคลื่อนไหวของเขาช่างดูสง่างามและหล่อเหลาจนแทบลืมหายใจ


   ในขณะนั้น อินจิ่วเฉิงกระอักเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก เขาเงยหน้ามองวิญญาณของเยว่หานอวี่ที่ยังคงลอยอยู่กลางอากาศ


   เมื่อเห็นนางร้องไห้จนทั้งใบหน้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา ดูทุกข์ทรมานอย่างที่สุด อินจิ่วเฉิงกลับยิ้มออกมา


   "ข้ารู้… เจ้ายังใส่ใจข้าอยู่ใช่ไหม? ไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่ร้องไห้ขนาดนี้"


   เยว่หานอวี่พยายามสูดหายใจเข้าลึกๆหลายครั้ง ก่อนจะควบคุมเสียงของตัวเองให้พูดออกมาได้


   "ท่านจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร? อนาคตของท่านสดใสอยู่แล้ว หากท่านมุ่งมั่นในเส้นทางแห่งการฝึกเซียน ท่านจะได้ทุกสิ่งที่ท่านต้องการ"


   "แต่ตอนนี้สิ่งที่ข้าต้องการคือตัวเจ้า…ได้ไหม?"


   "อย่าหลงผิดไปอีกเลย ระหว่างเรามีช่องว่างที่ไม่อาจข้ามผ่านได้ ตั้งแต่ก่อนที่ข้าจะเข้าสู่เส้นทางมารแล้ว เราต่างกันเกินไป ฐานะของเราแตกต่างกันอย่างมาก พรสวรรค์ของข้าสู้ท่านไม่ได้ ข้าไม่สามารถเดินตามท่านทัน ท่านจะต้องก้าวต่อไป และห่างจากข้าไปเรื่อยๆ"


   นางสะอื้นจนแทบพูดไม่ไหว แต่ยังคงพยายามพูดต่อ


   "ยิ่งหลังจากที่ข้าเข้าสู่เส้นทางมาร มันยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย! ท่านคือมนุษย์ทั้งสะอาดและบริสุทธิ์ แต่ข้าตกลงสู่ห้วงลึกแห่งความมืด ไม่มีทางกลับคืนมาได้อีก การเข้าสู่เส้นทางมาร ไม่มีวันย้อนกลับ!"


   "เป็นความผิดของข้าเอง"


   อินจิ่วเฉิงน้ำตาไหลปะปนกับเลือดบนใบหน้า


   "หากวันที่เคหาสน์เทียนหลิงปิดล้อมเจ้า และข้าขวางเจ้าไว้ได้ เราคงจะหาทางออกด้วยกัน หากวันที่ประมุขเคหาสน์ออกคำสั่งล่าเจ้า ข้าเข้าร่วมการล่านั้น เขาคงไม่ทำร้ายเจ้าอย่างไร้ความปรานี หากวันนั้นข้ามาถึงเร็วขึ้นอีกสักหน่อย ข้าอาจช่วยเจ้าได้ทันเวลา… ข้าเสียใจ… ข้าเสียใจจริงๆ"


   "ไม่ใช่…" เยว่หานอวี่ร้องไห้พลางส่ายหน้าอย่างแรง


   "นี่คือเส้นทางที่ข้าเลือกเอง ข้าจะรับผิดชอบเอง อย่าบอกว่าท่านเสียใจ อย่าให้ข้ามีข้อแม้หรือคำว่า 'ถ้า' มากมาย และได้โปรด…อย่ารักข้าเลย"


   "ข้าเคยคิดว่าตัวเองจะสามารถมุ่งมั่นในเส้นทางแห่งการฝึกเซียนได้อย่างแท้จริง แต่สุดท้ายแล้ว ข้าก็ทำไม่ได้เลย"


   อินจิ่วเฉิงปล่อยโฮออกมาด้วยความเจ็บปวด


   ตอนนี้ สภาพของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ดูแตกต่างจากภาพลักษณ์ผู้อาวุโสอัจฉริยะที่ไร้รักไร้ใจ มุ่งมั่นในวิถีเต๋า ที่เคยอยู่ในภาพมายาอย่างสิ้นเชิง


   วิญญาณของเยว่หานอวี่เริ่มถอยห่างออกไป ราวกับกำลังหลีกหนีปีศาจที่น่าหวาดกลัว นางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความเจ็บปวด


   นางไม่ได้ไม่คาดหวังในความรักของอินจิ่วเฉิง แต่เขาได้ทำสิ่งที่แสดงถึงการไม่รักมากมายจนนางยอมรับความจริงนั้นไปแล้ว ทว่าหลังจากที่นางยอมรับทุกอย่าง เขากลับย้อนกลับมาบอกว่าเขารักนาง และเขาเสียใจอย่างสุดซึ้ง


   แล้วการที่นางกัดฟันทนทุกข์มาตลอดเพียงลำพังล่ะ มันมีค่าอะไร?


   "หานอวี่! หานอวี่! อย่าไป!"


   "อย่าพูดอีกเลย ข้าไม่อยากฟัง! ท่านเสียสติไปแล้ว ท่านบ้าไปแล้ว! ท่านกลับมาเป็นตัวของท่านเองไม่ได้หรือ? หลังจากออกไปจากที่นี่ ท่านกลับไปเป็นตัวของท่านเองเถอะ อย่าทำให้ข้าคิดว่า ความทุกข์ทั้งหมดของข้า มันอาจไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเลย!"


   "ข้ากลับไปไม่ได้อีกแล้ว ข้าไม่มีทางกลับไปได้"


   อินจิ่วเฉิงพูดด้วยรอยยิ้มขมขื่น


   "เส้นทางที่เหลืออยู่ เจ้าจะเดินไปพร้อมกับข้าได้ไหม?"


   เยว่หานอวี่ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆจนถึงที่สุด นางกลับหัวเราะออกมา หัวเราะด้วยความเจ็บปวดจนแทบขาดใจ


   "อินจิ่วเฉิง ท่านลืมเป้าหมายแรกของท่านไปแล้ว แต่ข้ายังจำเป้าหมายของข้าได้ ข้าต้องการช่วยน้องชายของข้า ไม่มีใครหยุดข้าได้!"


   นางสูดลมหายใจลึก ดวงตาเปลี่ยนทิศไปมองกู้หลินเยวียนที่กำลังมองดูเหตุการณ์อยู่


   "เจ้าจำข้อตกลงของเราได้ไหม? ตอนที่ข้าต้องการศิลาสวรรค์ไร้มลทินจนบาดเจ็บสาหัสจากสัตว์อสูรใต้บาดาล และนั่นทำให้ข้าไม่สามารถรักษาชีวิตไว้ได้ เจ้ารู้ว่ามันได้มาลำบากแค่ไหน ข้าบอกไว้แล้วว่า หากเจ้าให้คำสาบานต่อสวรรค์ว่าจะช่วยน้องชายข้าให้รอด ข้าจะมอบศิลาสวรรค์ไร้มลทินให้เจ้า"


   กู้หลินเยวียนพยักหน้าเล็กน้อย พร้อมจะเอ่ยคำสาบาน


   แต่ก่อนที่เขาจะพูด เยว่หานอวี่หันไปมองทางเยี่ยหลิงหลงแทน


   "ใช้นางเป็นคำสาบานของเจ้า!"


   กู้หลินเยวียนขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความลังเลราวกับกำลังจะปฏิเสธ


   แต่ทันใดนั้น เยี่ยหลิงหลงก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


   "หากน้องชายของนางไม่สามารถฟื้นคืนชีวิตได้ ข้าจะขาดวาสนาแห่งเซียน และวิญญาณของข้าจะสลายไปตลอดกาล!"


   คำพูดนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นตกตะลึงไปตามๆกัน


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!"


   "ศิษย์พี่สาม วิญญาณของเยว่หานปิงใกล้จะสมบูรณ์แล้ว เหลืออีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เยว่หานอวี่ตั้งใจจะสละชีวิตตัวเองเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดอยู่ วิญญาณของเขาต้องสมบูรณ์แน่ๆ หลังจากนั้น เราแค่หาร่างที่เหมาะสมให้เขา ทุกอย่างก็เรียบร้อยแล้ว มันง่ายมาก ท่านไม่มีทางทำไม่ได้อยู่แล้วใช่ไหม?"


   "ข้าทำให้เขาฟื้นคืนได้แน่นอน แต่ที่ข้าทำไม่ได้คือการเอาเจ้ามาเป็นคำสาบาน!"


   "นั่นแหละ ทำไมข้าถึงสาบานแทนท่าน! ท่านจะต้องทำได้ เราทั้งสองไม่มีใครต้องสูญเสียอะไรเลย ใช่ไหม?"


   "เจ้า..."


   "ศิษย์พี่สาม ท่านสำคัญกับข้ามาก การเข้าสู่เส้นทางมารไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันกลับมา ข้าจะเชื่อในตัวท่าน ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน และรอวันที่ท่านจะปีนขึ้นมาจากห้วงลึกของมาร ข้ารู้ว่าท่านทำได้ หากท่านทำไม่ได้ ข้าจะช่วยให้ท่านทำได้! ข้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น แต่ข้ากล้าไล่ตามท่านมาจนถึงที่นี่ เพื่อบอกให้ท่านรู้ว่า ท่านจะมีคนที่คอยสนับสนุนอยู่เสมอ!"


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก..."


   กู้หลินเยวียนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาของเขาแดงก่ำ ขณะที่เยว่หานอวี่ซึ่งยืนฟังอยู่ ไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป นางร้องไห้จนตาแดง


   หากมีใครสักคนที่พร้อมจะรอนางสักครั้ง พร้อมจะดึงมือนางขึ้นมา และเชื่อในตัวนางเพียงครั้งเดียว…คงจะดีไม่น้อย


   แต่นางก็ได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น เพราะคนที่เคยพร้อมอยู่ข้างนางโดยไม่มีเงื่อนไขเช่นนั้น ได้จากโลกนี้ไปนานแล้ว



บทที่ 635: ศิษย์น้องหญิงเล็กของเขาพูดจาเสียดสีอีกแล้ว



   เยว่หานอวี่ไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป นางร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่ก็ไม่อยากให้ใครที่อยู่ตรงนั้นได้ยินเสียงสะอื้นของตน นางจึงยกมือขึ้นปิดปากตัวเองไว้ พยายามควบคุมเสียงร้องไห้ไม่ให้ดังออกมา


   "หานอวี่..."


   "ในเมื่อศิษย์น้องหญิงเล็กของเจ้ากล้าสาบานแทนเจ้า ข้าก็จะเชื่อเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เจ้าคงไม่เอาชีวิตของศิษย์น้องหญิงเล็กมาเล่นสนุกใช่ไหม?"


   "แน่นอน ข้าจะไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนั้น และข้าสาบานว่าจะทำให้น้องชายของเจ้าฟื้นคืนชีวิตให้ได้" คำตอบของกู้หลินเยวียนหนักแน่นและเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าครั้งไหนๆ


   "ดี… ดีมาก…"


   เยว่หานอวี่สูดหายใจเข้าลึก ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น


   ในขณะนั้น ศิลาเม็ดหนึ่งที่เปล่งแสงจางๆ ลอยออกมาจากกลางอกของนาง มันส่องประกายลึกลับและทรงพลัง แสงนั้นชวนให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต้องหยุดหายใจชั่วขณะ


   "ศิลาสวรรค์ไร้มลทิน ข้ามอบให้เจ้าแล้ว"


   กู้หลินเยวียนยื่นมือรับศิลาสวรรค์ไร้มลทินนั้นไว้ มันหนักในมือเขา


   ก่อนหน้านี้เขาอยากได้มันอย่างมาก แต่เมื่อได้มาจริงๆ เขากลับรู้สึกว่ามันหนักอึ้งเกินไป


   แต่เพียงไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น เขากลับหัวเราะออกมาเบาๆ


   แม้จะหนัก… แต่มันก็อบอุ่นจริงๆ


   "ข้าอิจฉาเจ้านัก กู้หลินเยวียน เจ้าจงทะนุถนอมมันให้ดี ข้าขอให้เจ้าหลุดพ้นจากห้วงลึกแห่งมาร กลับคืนสู่ความเป็นมนุษย์อีกครั้ง และไปใช้ชีวิตในแบบที่ข้าต่อให้ฝันก็ยังไม่กล้าฝัน… ในฐานะคนที่สะอาดบริสุทธิ์"


   เมื่อพูดจบ เยว่หานอวี่คล้ายคนที่หมดห่วงแล้ว นางค่อยๆแยกมือออกจากกัน หลับตาลงช้าๆ


   ร่างวิญญาณของนางเริ่มแตกสลายเป็นแสงสว่างทีละเล็กละน้อย ก่อนจะรวมตัวกันกลายเป็นกลุ่มแสงเรืองรอง


   "ไม่! ไม่! หานอวี่! เจ้าทำแบบนี้ไม่ได้! เจ้าอย่าทิ้งข้าไป! เจ้าจะใจร้ายแบบนี้ไม่ได้!"


   "เจ้าคิดบ้างไหมว่าถ้าเจ้าไปแล้ว ข้าจะทำอย่างไร? เจ้ากลับมาเถอะ! กลับมา!"


   อินจิ่วเฉิงตะโกนร้องสุดเสียง คลุ้มคลั่งอย่างที่สุด แต่เยว่หานอวี่กลับไม่ตอบสนองต่อเสียงของเขา


   นางยังคงดำเนินการสละวิญญาณอย่างสงบ ใบหน้าของนางไม่มีความเศร้าอีกต่อไป นางดูเหมือนได้ปลดปล่อยและวางทุกอย่างลง


   ตรงกันข้ามกับความบ้าคลั่งของอินจิ่วเฉิง นางจากไปด้วยความสงบและราบรื่น


   สุดท้าย วิญญาณทั้งหมดของเยว่หานอวี่แปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มแสงหนึ่งกลุ่ม กลุ่มแสงนั้นลอยไปหยุดตรงหน้าของกู้หลินเยวียนและเยี่ยหลิงหลงราวกับมอบความหวังสุดท้ายให้แก่พวกเขา


   กลุ่มแสงที่ส่องประกายงดงามเริ่มเล็กลงเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็เลือนหายไป เผยให้เห็นวิญญาณของเยว่หานปิงที่ถูกล้อมรอบด้วยวงแหวนโปร่งแสง


   เยี่ยหลิงหลงยื่นมือไปรับวิญญาณนั้นอย่างระมัดระวัง นางสำรวจมันอย่างละเอียด และใช้พลังวิญญาณตรวจสอบ


   วิญญาณแม้จะค่อนข้างอ่อนแอ แต่นอกจากนั้นก็สมบูรณ์ดี


   แค่หาร่างที่เหมาะสมให้เขา เขาก็จะมีชีวิตขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง


   "ศิษย์พี่สาม ท่านคิดว่าเขาจะตั้งใจฝึกฝนหลังจากนี้ไหม?"


   "ไม่รู้ และมันก็ไม่เกี่ยวกับข้า"


   กู้หลินเยวียนตอบพลางทำหน้าบึ้ง เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่พอใจที่นางทำอะไรโดยพลการ


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มเจื่อนๆ "ข้าว่าเขาน่าจะตั้งใจนะ จริงๆแล้วทั้งเยว่หานอวี่และเยว่หานปิงเป็นคนที่รู้ตัวว่าต้องการอะไร และรู้ว่าต้องต่อสู้เพื่อสิ่งนั้น เขาคงไม่ทำให้การเสียสละของพี่สาวเขาต้องเสียเปล่า เขาไม่ใช่คนที่ไม่เข้าใจอะไรเลย"


   พูดจบ นางหันไปมองทางอินจิ่วเฉิง


   นางเพิ่งสังเกตว่าเขานอนคว่ำอยู่บนพื้น ดวงตาเหม่อลอยราวกับไร้จุดหมาย ดูเหมือนจิตวิญญาณของเขาจะล่องลอยหายไป คล้ายคนที่เสียสติ


   เยี่ยหลิงหลงกำลังจะก้มตัวลงไปตรวจสอบ แต่กู้หลินเยวียนรีบดึงตัวนางไว้แล้วดันนางไปยืนอยู่ข้างหลังเขา


   "เจ้าอย่าเข้าไปใกล้"


   "ถ้าอย่างนั้นท่านไปดูให้หน่อยสิ?"


   "มันเกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ?"


   กู้หลินเยวียนตอบอย่างเย็นชา แต่ถึงจะพูดแบบนั้น เขาก็ยังย่อตัวลงไปตรวจสอบอินจิ่วเฉิงอยู่ดี หลังจากดูอยู่สักพัก เขาก็ส่ายหัว


   "ดูเหมือนจะเสียสติไปแล้ว"


   "หา?"


   เยี่ยหลิงหลงอุทานด้วยความตกใจ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ กู้หลินเยวียนก็หายวับไปจากสายตาของนาง


   นางหันมองไปในทิศทางที่เขาหายไป ก่อนจะถอนหายใจแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตรงหน้าต่อ


   เสียงดังโครมครามจากป่าด้านหลังดึงความสนใจของเยี่ยหลิงหลงไป นางหันกลับไปมอง และเพียงไม่กี่อึดใจต่อมา จี้จื่อจั๋ว ก็พุ่งออกมาจากป่าด้วยท่าทางกระตือรือร้น แขนทั้งสองข้างของเขากางออกพร้อมวิ่งตรงมาหานาง


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก! ในที่สุดข้าก็ได้เจอเจ้าอีกครั้ง! ข้าเป็นห่วงเจ้ามากเลย!"


   เฉียนจื่อรุ่ยและกู่ซงไป่ก็วิ่งตามหลังเขามาอย่างรวดเร็ว


   เมื่อจี้จื่อจั๋ววิ่งมาถึงตรงหน้าเยี่ยหลิงหลง และดูเหมือนกำลังจะพุ่งเข้าไปกอดนาง เยี่ยหลิงหลงยื่นมือออกไปดันหน้าอกเขาไว้ทันที


   "ข้ายังไม่ตาย ไม่ต้องกังวล"


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ทำไมเจ้าช่างเย็นชาและไร้หัวใจเช่นนี้?"


   "ศิษย์พี่เจ็ด ท่านที่กินอิ่มนอนหลับพักผ่อนเต็มที่ ยังมีหน้ามาหวังให้ข้าที่ทั้งบาดเจ็บและสะบักสะบอมมาปลอบใจท่านอีกหรือ? ท่านยังมีความละอายอยู่บ้างไหม?"


   จี้จื่อจั๋วหัวเราะคิกคัก


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าแก้ไขสถานการณ์นี้ได้จริงๆ ข้าไม่เสียแรงเลยที่ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อขวางพวกสัตว์อสูรให้เจ้าในตอนนั้น!"


   "แม่นางเยี่ย เจ้าเก่งจริงๆ! ทั้งที่อายุยังน้อยและระดับการฝึกฝนยังต่ำกว่าคนอื่น แต่กลับเก่งกาจในทุกด้าน! ตอนที่พวกเราเพิ่งออกมา ยังตกใจไปพักใหญ่เลย เราเกือบจะคิดว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นอีกแล้ว!"


   เฉียนจื่อรุ่ยกล่าวด้วยความตื่นเต้น


   "คลื่นหลังย่อมผลักดันคลื่นหน้าไปไกล คนหนุ่มสาวสมัยนี้ ใครไม่เจ๋งก็ไม่ใช่ยุคสมัยของเขา! แม่นางเยี่ย เจ้าทำได้จริงๆอย่างที่ไม่คาดคิด เจ้าแก้ปริศนาอันซับซ้อนได้อย่างไร?"


   กู่ซงไป่เองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน


   สายตาของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชม ยิ่งได้เห็นฝีมือของนาง กู่ซงไป่ยิ่งตื่นเต้น เพราะอัจฉริยะที่เก่งขนาดนี้หาได้ยากในรอบหลายปี หากนางได้แสดงฝีมือจริงๆ วันหนึ่งต้องเป็นที่กล่าวขานทั่วทั้งโลกหล้าผู้ฝึกเซียนแน่นอน


   "ผู้อาวุโสกู่ ท่านนี่ให้ความสำคัญกับข้ามากจริงๆ ตั้งแต่เจอหน้ากันจนถึงตอนนี้ ท่านมีแต่ข้าในสายตา!"


   "แน่นอนอยู่แล้ว!" กู่ซงไป่ตอบอย่างภาคภูมิ


   "งั้นข้าถามหน่อย ท่านไม่คิดจะหันไปมอง สหายร่วมสำนักของท่านหน่อยหรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงกล่าวจบ ก็ถอยออกไปเล็กน้อยเพื่อเผยให้เห็น อินจิ่วเฉิง ที่อยู่ด้านหลัง


   ทุกคนชะงักไปทันที ก่อนที่สายตาทั้งหมดจะจับจ้องไปที่อินจิ่วเฉิง


   "ผู้อาวุโสอิน!"


   กู่ซงไป่รีบพุ่งไปข้างหน้า ตรวจดูอาการของเขาอย่างละเอียด สายตากวาดมองบาดแผล และหยุดลงที่คมมีดปราณมารที่ตรึงร่างอินจิ่วเฉิงไว้


   "ทำไมถึงบาดเจ็บหนักขนาดนี้? เกิดอะไรขึ้นกันแน่!"


   "ก็แค่พลังไม่พอ โดนพวกมารกระทืบซะยับน่ะสิ"


   "ผู้อาวุโสอิน ท่านต้องอดทนไว้! อย่ายอมแพ้นะ!"


   กู่ซงไป่และเฉียนจื่อรุ่ยรีบเข้ามาช่วยกันดึงคมมีดปราณมาร ออกจากร่างของอินจิ่วเฉิง ขณะเดียวกันก็เริ่มรักษาบาดแผลและพยายามช่วยชีวิตเขา ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด


   ด้านข้าง จี้จื่อจั๋วขยับเข้ามาใกล้เยี่ยหลิงหลง พร้อมโน้มตัวลงมากระซิบที่หูนาง


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก สีหน้าสะใจของเจ้ามันฟ้องว่า เจ้าคือคนที่เล่นงานเขาใช่ไหม?"


   "ใช่แล้ว ข้าทำเอง ข้าขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น เล่นงานขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายจนหมอบ ส่วนท่านที่อยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นกลางดันหลบอยู่ด้านหลัง ท่านจะมีประโยชน์อะไร?"


……


   ศิษย์น้องหญิงเล็กของเขาพูดจาเสียดสีอีกแล้ว


   "ไม่ใช่เจ้าหรือ? งั้นคนที่ทำคือ…"


   จี้จื่อจั๋วเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ ก่อนจะเริ่มมองไปรอบๆด้วยความระวัง


   "ชู่ มีโอกาสเจอแน่นอน"


   "จริงหรือ?"


   "จริงสิ ศิษย์พี่สามของข้าจะต้องมาพบท่านอย่างแน่นอน"


   จี้จื่อจั๋วหัวเราะอย่างร่าเริง เยี่ยหลิงหลงก็ยิ้มกว้าง ทั้งคู่ดูมีความสุข แม้จะเป็นความสุขที่เกิดจากเหตุผลต่างกัน แต่ก็ประสานความรู้สึกเข้ากันได้ดี


   กู่ซงไป่และเฉียนจื่อรุ่ย ใช้เวลาพอสมควรในการช่วยอินจิ่วเฉิงให้ลุกขึ้นจากพื้น


   เมื่อพวกเขากำลังเตรียมตัวพาอินจิ่วเฉิงออกไป ทันใดนั้น เมื่อพวกเขาหันกลับมา ก็พบว่ามีใครบางคนปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังโดยที่ไม่มีใครทันสังเกตเลยแม้แต่น้อย



บทที่ 636: วันหนึ่งข้าจะซัดเขาจนเขาต้องยอมก้มหัวให้ข้าเอง



   "ผู้อาวุโสกู่ ผู้อาวุโสอิน!"


   อู๋ซื่อซินปาดเลือดและสิ่งสกปรกบนใบหน้าตัวเองออกอย่างลวกๆ พลางพุ่งเข้ามาหาพวกเขาด้วยความตื่นเต้น ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและความอิดโรย


   "พวกเจ้า..."


   เดิมทีเขาตั้งใจจะถามว่า ‘พวกเจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?’ แต่เมื่อเห็นกู่ซงไป่ที่ดูสะอาดสะอ้านตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บ หรือแม้แต่สีหน้าที่แสดงถึงความเหนื่อยล้า ราวกับเพิ่งตื่นจากการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม คำพูดของอู๋ซื่อซินก็เปลี่ยนไปทันที


   "พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? แล้วเขาไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"


   กู่ซงไป่ได้กลิ่นความหมั่นไส้จากน้ำเสียงของอู๋ซื่อซินทันที เขามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง อู๋ซื่อซินที่ดูสะบักสะบอมขนาดนี้ บ่งบอกว่าเขาคงโดนอัดหนักในภาพมายา ยิ่งคิดถึงความจริงที่ว่า อู๋ซื่อซินมักชอบมาแย่งชิงหรือเปรียบเทียบกับเขาในทุกเรื่อง กู่ซงไป่ก็อดขำในใจไม่ได้


   "พวกข้าน่ะมาเพื่อช่วยเหลือผู้อาวุโสอินโดยเฉพาะ ผู้อาวุโสอินแม้จะบาดเจ็บหนัก แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต ข้าต้องใช้แรงแทบหมดตัว ถึงช่วยชีวิตเขาไว้ได้"


   อู๋ซื่อซินทำหน้าคล้ายไม่เชื่อ เขาเพิ่งดิ้นรนอย่างยากลำบากในภาพมายาจนแทบเอาชีวิตไม่รอด สุดท้ายยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตัวเองหลุดออกมาได้อย่างไร แต่กู่ซงไป่ที่ดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย กลับอ้างว่าช่วยชีวิตคนได้ง่ายๆ?


   หลอกคนโง่หรือไง?


   อู๋ซื่อซินคิดในใจ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเพิ่ม เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเขา


   คนอื่นๆที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกเขาเริ่มทยอยออกมาจากป่า กงหลินอวี่ปรากฏตัวเป็นคนแรก สภาพไม่ต่างจากอู๋ซื่อซินนัก ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือดและรอยแผล เดินกระย่องกระแย่งพร้อมกับหอบเบาๆ แสดงให้เห็นว่าในภาพมายา เขาเองก็ลำบากไม่น้อย


   ตามมาด้วยเกาเหวินเหวิน ที่สภาพยิ่งดูไม่ได้ใหญ่ นางเดินมาด้วยใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ดวงตาเหม่อลอยไร้ประกาย คล้ายคนที่ถูกลากออกมาจากหลุมศพ หากมองผ่านๆอาจทำให้คนตกใจได้


   ในที่สุด สมาชิกทั้งหมดที่เข้าไปในดินแดนลับก็มารวมตัวกันครบถ้วน


   หลังจากกู่ซงไป่ เฉียนจื่อรุ่ย และ จี้จื่อจั๋ว ซึ่งไม่มีอะไรทำหลังจากส่งเยี่ยหลิงหลงเข้าไปในภาพมายาที่สาม ก็ใช้เวลาพักผ่อนมาอย่างยาวนาน สภาพของพวกเขาดูสะอาดสะอ้านผิดกับคนอื่นๆที่ล้วนสะบักสะบอม รวมถึงเยี่ยหลิงหลงที่ตอนนี้เต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้อย่างเห็นได้ชัด


   กงหลินอวี่เดินเข้ามาใกล้เยี่ยหลิงหลง เมื่อเห็นสภาพของนาง เขาถามอย่างเป็นห่วง


   "แม่นางเยี่ย เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"


   "ข้าไม่เป็นอะไร"


   "เราแยกจากกันไป เส้นทางนี้เต็มไปด้วยอันตราย ข้ากังวลมาตลอดว่าเจ้าจะเกิดเรื่อง ตอนนี้ได้เห็นว่าแม้เจ้าจะบาดเจ็บแต่ยังปลอดภัย ข้าก็เบาใจขึ้นมาก"


   พูดจบ กงหลินอวี่ก็ยื่นมือไปหาเยี่ยหลิงหลง


   "ข้าตรวจสอบบาดแผลบนตัวเจ้าไม่ได้ แต่ข้าขอจับชีพจรเจ้าได้ไหม? หากเจ้ามีอะไรผิดปกติ ข้าจะได้รักษาให้ทันเวลา ท้ายที่สุดแล้ว เป็นข้าที่ยืนกรานพาเจ้ามาที่นี่ ข้าบอกว่าจะรับผิดชอบ แต่กลับไม่สามารถปกป้องเจ้าได้ในช่วงเวลาสำคัญ"


   ขณะที่กงหลินอวี่แสดงความเป็นห่วงเยี่ยหลิงหลง เกาเหวินเหวินที่อยู่ด้านหลังกลับทำหน้าบึ้งตึง ความโกรธที่สะสมมาจากภาพมายาพลุ่งพล่านขึ้นมาในทันที ดวงตาของนางมองเยี่ยหลิงหลงราวกับจะกลายเป็นคมมีดทิ่มแทง ขอแค่มีเพียงการสะกิดเพียงเล็กน้อย ทุกอย่างก็พร้อมระเบิดออกมา


   ในเวลาเดียวกัน อู๋ซื่อซินก็มองเยี่ยหลิงหลงด้วยความแปลกใจ เขาที่เป็นถึงขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย ยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่เยี่ยหลิงหลงที่อยู่แค่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น กลับรอดมาได้อย่างไร


   ก่อนหน้านี้เขาเตรียมใจแล้วว่าจะต้องมีคนในกลุ่มตาย และเขาคิดว่าเยี่ยหลิงหลงที่ดูเหมือนนักวาดยันต์อ่อนแอคนนี้จะเป็นคนแรกที่ไม่รอด


   ขณะที่บรรยากาศรอบๆเริ่มตึงเครียด กู่ซงไป่และเฉียนจื่อรุ่ยมองไปรอบๆ แล้วเผยสีหน้าขบขัน เตรียมดูละครตรงหน้า


   ก่อนที่เยี่ยหลิงหลงจะทันยกมือ จี้จื่อจั๋วก็ก้าวเข้ามากลางวง พร้อมกับยื่นมือของตัวเองออกไป


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าไม่เป็นอะไร แต่ข้าต่างหากที่บาดเจ็บ จับชีพจรข้าแทนได้ไหม?"


   ล้อเล่นอะไรกัน? ศิษย์น้องหญิงเล็กของเขาเป็นผู้ฝึกตนธาตุไม้ที่เชี่ยวชาญการรักษา ตัวนางเองมีวิชาเยียวยาที่เลื่องชื่อจนคนทั้งสี่ทิศต้องทึ่ง หากนางมีปัญหาอะไร นางจะรักษาตัวเองไม่ได้เชียวหรือ? ยังต้องให้คนอื่นมาจับชีพจรอีก?


   ข้ออ้างที่แย่ขนาดนี้ เห็นชัดๆว่าเป็นการหาข้ออ้างเข้ามาใกล้ชิด ถ้าไม่ใช่ก็ต้องเป็นเพราะอยากได้สมบัติของศิษย์น้องหญิงเล็ก หรืออาจจะอยากได้กระดาษยันต์ของนาง


   หลังจากมีบทเรียนจาก หลัวเหยียนจง จี้จื่อจั๋วไม่มีทางยอมให้กงหลินอวี่ คนแปลกหน้าคนนี้ได้ใกล้ชิดศิษย์น้องหญิงเล็กของเขาแน่นอน


   กงหลินอวี่ มองจี้จื่อจั๋วที่ทั้งตัวดูสะอาดสะอ้านไร้ร่องรอยบาดแผล ราวกับไม่เคยผ่านการต่อสู้มาเลย คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ เขาหันไปหาเยี่ยหลิงหลง


   "เขาคือศิษย์พี่ของเจ้าหรือ?"


   "ใช่แล้ว"


   "ศิษย์พี่ที่เจ้าถึงกับยอมเสี่ยงชีวิตฝ่าปราณมารไปช่วย ข้าคงต้องพูดว่า 'สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น' ช่างเปิดหูเปิดตาจริงๆ"


……


   น้ำเสียงเหน็บแนมชัดเจนจนใครได้ยินก็เข้าใจได้ทันที


   จี้จื่อจั๋วสีหน้าดำทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขากำลังจะถกแขนเสื้อเตรียมลุย แต่เยี่ยหลิงหลงรีบคว้าแขนของเขาไว้ พลางกระซิบเบาๆข้างหู


   "ศิษย์พี่ ใจเย็นๆ ท่านสู้เขาไม่ได้"


   จี้จื่อจั๋วได้ยินดังนั้นก็สงบลงในทันที


   "ก็ได้ ข้าจะปล่อยไปก่อน การล้างแค้นของลูกผู้ชายรอสิบปีก็ไม่สาย ขอเวลาอีกหน่อย วันหนึ่งข้าจะซัดเขาจนเขาต้องยอมก้มหัวให้ข้าเอง"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าอย่างพอใจที่ศิษย์พี่ของนางรู้จักสงบสติอารมณ์และวางแผนอนาคตได้ นางรู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องลงแรงเอง


   ฉากการกระซิบกระซาบกันอย่างสนิทสนมของศิษย์พี่ศิษย์น้องทำให้กงหลินอวี่ที่ยืนมองอยู่ขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม เขาพยายามเก็บสีหน้า แต่ความหงุดหงิดก็แสดงออกมาอย่างชัดเจน


   สายตาของเขาค่อยๆเลื่อนลงไปมอง แขนของจี้จื่อจั๋วที่ถูกเยี่ยหลิงหลงจับอยู่ สีหน้าของเขายิ่งมืดครึ้มลงไปอีก


   พวกเขาก็แค่ศิษย์พี่ศิษย์น้อง ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แต่แม่นางเยี่ยกลับยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อช่วยเขา และตอนนี้ยังสนิทสนมกันถึงเพียงนี้… อย่าบอกนะว่า…


   กงหลินอวี่พยายามกดความคิดวุ่นวายในใจลง เขาหันหน้าหนีเพื่อเบนความสนใจ มองไปรอบๆก่อนจะถามขึ้น


   "แปลก… แล้วหยวนหงจี๋กับติงฉือล่ะ? พวกเขาหายไปไหน? ระหว่างทางพวกเจ้ามีใครเห็นพวกเขาบ้างไหม?"


   "ข้าเห็น พวกเขากับข้าโดนค่ายกลลวงตาด้านนอกดีดออกไปเหมือนกัน หลังจากนั้น พวกเขาบาดเจ็บหนักจนกลับเข้าไปไม่ได้ เลยตัดสินใจกลับไปที่เมืองชวีหยางเพื่อรอพวกท่านที่นั่น"


   เยี่ยหลิงหลงตอบ


   "พวกเขาโดนดีดออกไปเหมือนเจ้าหรือ?"


   กงหลินอวี่ถามอย่างสงสัย คนอื่นๆก็หันมามองด้วยความอยากรู้ เพราะพวกเขาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน


   "ใช่แล้ว ตอนแรกที่พวกเราฝ่าเข้าไปในภาพมายา ข้ากับพวกเขาสามคนไม่ได้เข้าไปพร้อมกัน แต่โดนดีดไปที่ส่วนลึกที่สุดของดินแดนลับ ซึ่งเป็นรังของแมงมุมพิษสีเขียว หลังจากเราหนีออกมาได้ ข้าถึงกลับเข้าไปในภาพมายาอีกครั้ง"


   พอพูดถึงแมงมุมพิษสีเขียว เยี่ยหลิงหลงลอบยิ้มในใจ นางรู้สึกว่าได้กำไรจากการจับแมงมุมเหล่านี้มาใช้ในสถานการณ์คับขัน พวกมันทั้งทรงพลังและทนทาน เป็นเครื่องมือชั้นดีสำหรับภารกิจเสี่ยงตาย คราวหน้าต้องจับมาเพิ่มแน่นอน!


   นางเพิ่งพูดจบ เกาเหวินเหวินก็แทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันทันที


   "พวกเขาสองคนเสี่ยงชีวิตพาเจ้าหนีออกมาจากส่วนลึกของดินแดนลับจนบาดเจ็บหนักแทบเดินต่อไม่ได้ ส่วนเจ้าไม่เป็นอะไรเลย แถมยังกลับเข้าไปในภาพมายาอีกครั้งได้อย่างสบายๆ เคหาสน์เทียนหลิงของพวกเราทำกรรมอะไรไว้กันนะ ถึงต้องมาเจอคนอย่างเจ้า! ถ้าไม่ใช่เพราะต้องปกป้องเจ้า พวกเขาจะบาดเจ็บหนักถึงขนาดนี้หรือ?"


   ยิ่งพูด เกาเหวินเหวินยิ่งอารมณ์ขึ้น น้ำเสียงนางเริ่มดังและแข็งกร้าว


   “เจ้าคิดถึงแต่ศิษย์พี่ของเจ้า ไม่สนใจชีวิตคนอื่นเลย” นางหันไปมองจี้จื่อจั๋วอย่างจงใจ “นั่นมันเห็นแก่ตัวเกินไปแล้ว! ภาพมายานี้มีเจ้าอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับไม่มี เจ้าเข้ามาทำไมกัน?”



บทที่ 637: ยกมือขึ้นสองข้าง พลางยิ้มอย่างอวดดี



   เกาเหวินเหวินพูดจบ อู๋ซื่อซินก็ขมวดคิ้วสีหน้าไม่พอใจ เขาคิดว่า เยี่ยหลิงหลงดูจะเป็นภาระที่เห็นแก่ตัวเกินไปจริงๆ


   ในฐานะผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย ที่แทบจะเอาชีวิตไม่รอดในภาพมายา เขามองว่าเยี่ยหลิงหลงที่ดูเหมือนไม่ได้ช่วยอะไร กลับยังเข้ามาภาพมายาได้อีกครั้ง ทั้งยังไม่สนใจสองคนที่บาดเจ็บหนักเพราะช่วยนางออกมา แต่กลับพุ่งเป้าไปที่การช่วยศิษย์พี่ของตัวเองซึ่งดูไม่บาดเจ็บเลยสักนิด


   แม้ว่านางจะเป็นนักวาดยันต์อัจฉริยะ และว่าที่ศิษย์ของเคหาสน์เทียนหลิงในอนาคต แต่พฤติกรรมแบบนี้ทำให้ยากจะชื่นชมได้ เขาอดไม่ได้ที่จะตำหนิด้วยน้ำเสียงเย็นชา


   "ข้ารู้ว่าคนหนุ่มสาวไม่ชอบฟังคำเตือน มักจะทำตามใจตัวเองเสมอ ในเมื่อเจ้ากำลังจะเข้าเคหาสน์เทียนหลิงในอนาคต ข้าหวังว่าเจ้าจะมีความคิดที่โตขึ้น รู้จักมองภาพรวม อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง การที่เจ้ากลับเข้ามาที่นี่อีกครั้ง ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เสียเวลาเปล่า เจ้าน่าจะอยู่ข้างนอกดูแลพวกเขาสองคนให้ดีกว่านี้ อย่างน้อยพวกเขาก็บาดเจ็บเพราะเจ้า"


   ส่วนกงหลินอวี่ที่ฟังอยู่ กลับไม่ได้กังวลเรื่องหยวนหงจี๋และติงฉือเลย เพราะเขารู้ถึงความสามารถของพวกนั้นดี หากทั้งสองออกจากดินแดนลับมาได้ ก็หมายความว่าอาการบาดเจ็บไม่น่าจะร้ายแรงอะไรนัก


   แต่สิ่งที่เขากังวลคือ เยี่ยหลิงหลงที่กล้าเสี่ยงอันตรายเข้าไปในภาพมายาที่เต็มไปด้วยปราณมารคนเดียวโดยไม่มีคนคุ้มกัน นางดูจะไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเองเลย


   "พวกเขาพูดแบบนั้น เจ้าไม่ต้องคิดมาก แต่ในอนาคตเจ้าต้องไม่หุนหันพลันแล่นแบบนี้อีก หากพวกเขาบาดเจ็บจนไม่มีใครคุ้มกันเจ้า แล้วเจ้ายังฝ่าภาพมายาเข้ามาคนเดียว มันอันตรายเกินไป ต่อให้เจ้าอยากช่วยศิษย์พี่ของเจ้า เจ้าก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อน"


   ด้านกู่ซงไป่และเฉียนจื่อรุ่ยที่ฟังอยู่ เผยสีหน้าตกตะลึงกับคำพูดของพวกนั้น


   แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเยี่ยหลิงหลง หยวนหงจี๋ และติงฉือ แต่หากสองคนนั้นบาดเจ็บจนกลับเข้ามาไม่ได้ ขณะที่เยี่ยหลิงหลงยังสามารถกลับเข้ามาได้อย่างปลอดภัย นี่มันหมายความว่าอะไร?


   มันหมายความว่านางเก่งกว่าพวกเขาสองคนไม่ใช่หรือ?


   ไม่น่าแปลกใจเลยที่นางมีแมงมุมพิษสีเขียวเยอะขนาดนั้น ที่แท้ก็จับมาจากก่อนหน้านี้นี่เอง!


   กู่ซงไป่และเฉียนจื่อรุ่ยมองหน้ากันด้วยความทึ่ง เยี่ยหลิงหลงไม่ได้แค่แสดงฝีมือเหนือชั้นในภาพมายาเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่านางยังจัดการกับสถานการณ์ภายนอกได้อย่างสง่างามเช่นกัน


   นี่นางเป็นตัวประหลาดแบบไหนกันแน่? นางเป็นแค่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น แต่กลับดูเหมือนทำได้ทุกอย่าง!


   ในขณะที่ทั้งสองกำลังประทับใจกับสิ่งที่เยี่ยหลิงหลงทำ เกาเหวินเหวินก็พูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน


   "ได้ยินไหม? คราวนี้ไม่มีใครช่วยเจ้าแล้ว! เจ้าทำอะไรไม่ได้ก็ยอมรับเถอะ แต่เจ้าจะเลิกสร้างปัญหาให้คนอื่นได้หรือเปล่า? เจ้าดูไม่ออกจริงๆหรือว่าตัวเองเป็นภาระ?"


   "ใครบอกเจ้าว่านางไร้ประโยชน์?"


   กู่ซงไป่ทนฟังต่อไปไม่ไหว เสียงของเขาแทรกขึ้นมาอย่างหนักแน่น


   "พวกเจ้ารู้ตัวไหมว่ากำลังตำหนิคนแบบไหน? ถ้าไม่มีนาง พวกเราคงยังติดอยู่ในภาพมายานี่กันหมด!"


   คำพูดนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึง


   "เจ้าพูดอะไรน่ะ?"


   อู๋ซื่อซินแสดงท่าทีไม่เชื่อทันที คิดว่ากู่ซงไป่คงพูดเกินจริงอีกแล้ว


   "ข้าพูดว่า ภาพมายานี่ถูกทำลายลงเพราะนาง เราถึงออกมาได้ นางไม่ใช่คนไร้ประโยชน์อย่างที่พวกเจ้าว่าหรอก! ถ้าไม่มีนาง พวกเจ้าก็คงยังต้องฆ่าฟันกันในภาพมายา ฆ่าทั้งฟ้าดิน ฆ่าแม้แต่อากาศต่อไป!"


   คำพูดนี้ทำให้ทั้งวงเงียบงัน


   นี่มันเป็นไปได้ยังไง?


   ภาพมายาที่แม้แต่ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตายังทำลายไม่ได้ เยี่ยหลิงหลงที่เป็นแค่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นจะทำลายมันได้อย่างนั้นหรือ?


   ไม่ใช่แค่อู๋ซื่อซินและเกาเหวินเหวินที่ไม่เชื่อ แม้แต่กงหลินอวี่ก็ไม่เชื่อ เขามองว่ากู่ซงไป่อาจจะแค่ไม่อยากให้เยี่ยหลิงหลงถูกตำหนิมากเกินไป จึงพูดปกป้องนาง


   "ผู้อาวุโสกู่ ข้ารู้ว่าเจ้าคงไม่ชอบที่ข้าตำหนินางแรงไป แต่เจ้าถึงกับพูดเพ้อเจ้อแบบนี้เลยหรือ?"


   "ข้าพูดเพ้อเจ้อ? ข้ามีเหตุผลอะไรต้องโกหก? ข้าไม่ใช่อาจารย์ในอนาคตของนางอย่าง ฝูเทียนซือ การปกป้องนางมีประโยชน์อะไรกับข้าหรือ?" กู่ซงไป่พูดพลางขยับหนวดเคราด้วยความโกรธ


   "อาจารย์ของข้าพูดถูกต้องแล้ว! แม่นางเยี่ยมีความสำคัญอย่างยิ่ง ภาพมายานี่ถูกทำลายได้เพราะนางจริงๆ"


   เฉียนจื่อรุ่ยอดไม่ได้ที่จะออกมา พวกเขาไม่ได้เห็นกับตานี่ ถ้าได้เห็นเหมือนเขาที่อยู่มาตลอดทาง คงไม่มีใครกล้าพูดว่านางเป็นภาระแน่ๆ!


   พวกเขาไม่เข้าใจเลย พวกนั้นไม่มีใครเข้าใจจริงๆ!


   เมื่อได้ยินคำยืนยันหนักแน่นจากกู่ซงไป่และเฉียนจื่อรุ่ย อู๋ซื่อซินเลิกคิ้วขึ้นมองเยี่ยหลิงหลงอย่างครุ่นคิด เขาเริ่มสงสัยว่านี่อาจจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น


   ขณะที่สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไปทางที่เยี่ยหลิงหลงพ้นข้อครหา เกาเหวินเหวินก็พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน


   "งั้นภาพมายานี่ถูกเจ้าทำลายจริงๆหรือ? ถ้างั้นลองเล่ามาให้พวกเราฟังสิว่าทำลายมันได้ยังไง พิสูจน์ตัวเจ้าเองหน่อยสิ!"


   คำพูดของเกาเหวินเหวินดึงความสนใจของทุกคน สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องที่เยี่ยหลิงหลง เพราะไม่มีใครนอกจากนางที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเองก็อยากรู้ว่าภาพมายาที่แข็งแกร่งเช่นนี้ถูกทำลายได้อย่างไร


   เยี่ยหลิงหลงเผยสีหน้าจริงจังก่อนจะเริ่มเล่า


   "เรื่องมันเป็นแบบนี้ ข้าเดินเร่ร่อนอยู่ในภาพมายา แล้วบังเอิญไปเจอผู้อาวุโสอินกำลังต่อสู้กับพวกมารอย่างเอาเป็นเอาตาย ตอนที่ข้าไปถึง พวกเขาสู้กันจนจบแล้ว ผลลัพธ์คือทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บสาหัส ล้มลงทั้งคู่ ไม่มีใครลุกขึ้นได้


   ข้าจึงรีบเข้าไปจัดการมารที่ยังไม่ตาย ให้พวกมันลงนรกทั้งหมด แล้วก็นำโอสถป้อนให้ผู้อาวุโสอิน ช่วยชีวิตเขาไว้หนึ่งครั้ง


   หลังจากที่พวกมารตายหมด ภาพมายาก็สลายไปเอง ดังนั้น ใช่ภาพมายานี้ข้าทำลายเองจริงๆ ตอนนั้นผู้อาวุโสอินเหลือแค่ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ถ้าข้าไปช้ากว่านี้ เขาคงไม่รอด


   ข้าจึงไม่ใช่คนไร้ประโยชน์อย่างที่พวกเจ้าว่าหรอก เพราะเรื่องสำคัญที่สุดสองเรื่องนี้ ข้าทำเองทั้งหมด และพวกเจ้าปฏิเสธความดีความชอบของข้าไม่ได้!"


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ จี้จื่อจั๋วที่อยู่ข้างๆ ก็.อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้นาง


   ศิษย์น้องหญิงเล็กของเขานั้นเชี่ยวชาญเรื่องการแต่งเรื่องสดมาโดยตลอด นางสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ ให้กลายเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลได้อย่างแนบเนียน จนคนฟังแทบจะหาช่องโต้แย้งไม่ได้ และยังทำให้คนเชื่อโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย


   และก็เป็นอย่างที่คิดไว้ คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างนิ่งเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เสียงสงบลงพร้อมกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงในใจของแต่ละคน


   เมื่อฟังดูดีๆ คำอธิบายของเยี่ยหลิงหลงนั้นฟังขึ้นทุกประการ ไม่มีอะไรขัดแย้ง และชัดเจนว่าทำไมนางที่เป็นแค่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น ถึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการทำลายภาพมายาและช่วยชีวิตผู้อาวุโสอินได้


   อู๋ซื่อซินและเกาเหวินเหวินตกตะลึงกับคำอธิบายของเยี่ยหลิงหลง แต่ก็ยอมรับได้ว่าเหตุการณ์อาจเกิดขึ้นตามนั้นจริง


   ส่วนกู่ซงไป่และเฉียนจื่อรุ่ยก็อึ้งไม่ต่างกัน หลังจากผ่านความยากลำบากในการฝ่าภาพมายา แต่คำตอบกลับดูเรียบง่ายเกินไป ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้


   แม้แต่กงหลินอวี่ที่รู้สึกประหลาดใจในตอนแรก ก็ยอมรับคำอธิบายนั้นในที่สุด และรู้สึกโล่งใจที่ผลลัพธ์เป็นเช่นนี้


   "ที่แท้เจ้าก็แค่โชคดี พวกเราไม่มีโอกาส แต่เจ้าดันเจอเข้าจนได้"


   เกาเหวินเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันและเต็มไปด้วยความอิจฉา


   "เฮ้อ ช่วยไม่ได้ เวลาคนมันโชคดี ต่อให้จะห้ามยังไงก็หยุดไม่อยู่จริงๆ"


   เยี่ยหลิงหลงยักไหล่ ยกมือขึ้นสองข้าง พลางยิ้มอย่างอวดดี


   "เจ้าหุบปากไปเลย!"


   "ข้าจะหุบปากได้ยังไง? ในกลุ่มคนทั้งหมดที่นี่ ข้าคนเดียวที่ทำลายภาพมายาได้และช่วยชีวิตผู้อาวุโสอิน ข้าคือคนสำคัญอันดับหนึ่ง! เจ้าทำไมไม่มีโชคแบบนี้บ้างล่ะ? หรือเจ้าตั้งใจไม่ทำเอง? หรือยุ่งเรื่องอื่นอยู่?"


   คำถามย้อนของเยี่ยหลิงหลงทำให้ เกาเหวินเหวินหน้าเปลี่ยนเป็นสีดำสนิททันที


   "เรื่องของข้ามันเกี่ยวอะไรกับเจ้า?"


   "อ้อ ว่าไป ข้าก็เจอเจ้าในภาพมายาด้วยนะ วันนั้นเจ้าอยู่ในเคหาสน์เทียนหลิงหรือเปล่า…"


   เกาเหวินเหวิน ตัวแข็งทื่อทันที ร่างกายนางตึงเครียด กำหมัดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความดุดันและโท.สะ


   ถ้าเยี่ยหลิงหลงกล้าพูดต่ออีกประโยคเดียว นางจะไม่ปล่อยผ่านแน่!



บทที่ 638: พวกเขาไม่เคยเห็น พวกเขาก็ไม่มีทางเข้าใจ



   ขณะที่ เกาเหวินเหวินเตรียมพร้อมที่จะ ‘จัดการ’ เยี่ยหลิงหลงที่น่ารำคาญคนนี้ได้ทุกเมื่อ เยี่ยหลิงหลงกลับยกมือขึ้นเกาหัวเบาๆ พร้อมทำหน้าครุ่นคิด


   "เอ๊ะ? วันนั้นเจ้าทำอะไรอยู่ในเคหาสน์เทียนหลิงหรือ? ข้าจำไม่ค่อยได้แล้วสิ"


   เกาเหวินเหวินถอนหายใจโล่ง.อก แต่ก็แค่นั้นก่อนจะหัวเราะเสียงเย็นในใจ นางมั่นใจว่าเยี่ยหลิงหลงไม่ได้เห็นอะไรอย่างที่พูด เพราะถ้าเห็นจริง นางคงไม่ชักช้าและโพล่งทุกอย่างออกมาตั้งแต่แรกแล้ว แถมอาจจะพยายามเหยียบย่ำนางให้จมดินไปเลยทันที ไม่ใช่ปล่อยให้ล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้


   ดังนั้นการที่เยี่ยหลิงหลงพูดอะไรไม่ชัดเจน ก็มีคำอธิบายเดียวคือ นางไม่ได้เห็นอะไรจริงๆ ทั้งหมดเป็นเพียงการขู่ลอยๆ


   แต่ทันทีที่เกาเหวินเหวินเริ่มผ่อนลมหายใจ เยี่ยหลิงหลงกลับหันไปมองเฉียนจื่อรุ่ยพร้อมกับยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์


   "พี่เฉียน ตอนนั้นเจ้าอยู่กับข้านี่ เจ้าก็เห็นใช่ไหม? แถมเจ้ายังเดินตามนางไปด้วยนี่ นางทำอะไรอยู่หรือ?"


   คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำให้ทั้งเกาเหวินเหวินและเฉียนจื่อรุ่ยตัวแข็งทื่อทันที สีหน้าทั้งสองคนเปลี่ยนไปเป็นแข็งค้างเต็มไปด้วยความเครียดและกังวล


   เกาเหวินเหวินหันมามองเฉียนจื่อรุ่ยด้วยสายตาเหมือนจะฆ่าคน ส่วนเฉียนจื่อรุ่ยนั้นกลั้นใจไม่กล้าหันไปมองนาง เขาตั้งหน้าตั้งตามองเยี่ยหลิงหลงแทน พยายามหลบสายตาอันดุดันของเกาเหวินเหวินอย่างเต็มที่


   "ข้าแค่เห็นนางเดินผ่านมาเท่านั้น ข้าลองเรียกดูแต่นางไม่ตอบสนอง ข้าก็รู้ว่านั่นคงเป็นตัวปลอมในภาพมายา ข้าจึงไม่ได้ตามไป เพราะตอนนั้นพวกเรากำลังหาวิธีทำลายภาพมายาอยู่ใช่ไหม?"


   เฉียนจื่อรุ่ยพูดพลางส่งสายตาให้เยี่ยหลิงหลงอย่างลับๆ เขาไม่อยากสร้างปัญหาและทะเลาะกับเกาเหวินเหวินต่อหน้าในตอนนี้


   ผู้หญิงคนนี้ทั้งเจ้าเล่ห์และมีเส้นสายแข็งแกร่ง ผู้อาวุโสสองคนที่อยู่ตรงนี้ก็ไม่น่าจัดการนางได้ ห้ามวู่วาม ห้ามพูดอะไรที่อาจทำให้ข้ากลายเป็นแพะรับบาปนะ!


   เฉียนจื่อรุ่ยคิดในใจพลางยกมือขึ้นประนม พร้อมก้มหัวอย่างจริงจังให้เยี่ยหลิงหลงหลายครั้งด้วยท่าทางอ้อนวอน


   ขอร้องล่ะ ปล่อยข้ารอดเถอะ!


   เยี่ยหลิงหลงเห็นท่าทางของเขาแล้วก็ยิ้มกว้างขึ้นอย่างพอใจ ก่อนจะพยักหน้ารับ


   "ใช่ๆ เจ้าพูดถูกที่สุดแล้ว"


   การกระทำทั้งหมดนี้ตกอยู่ในสายตาของกงหลินอวี่ ซึ่งไม่สามารถระงับความสงสัยได้ จนขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น


   ทำไมเฉียนจื่อรุ่ยที่เพิ่งมาร่วมทีม ถึงดูสนิทสนมกับเยี่ยหลิงหลงได้ในเวลาแค่ไม่กี่วัน?


   เกาเหวินเหวินเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงไม่พูดอะไรต่อ ก็แอบถอนหายใจโล่ง.อก แต่หลังจากโล่งใจแล้วกลับยังรู้สึกไม่พอใจอยู่ดี


   นางไม่ได้เห็นอะไรเลย แต่กลับทำให้ข้าตกใจถึงสองครั้ง นี่มันตั้งใจเล่นงานข้าชัดๆ! เจ้าคนเจ้าเล่ห์ เจ้ารอเถอะ! ตอนนี้ยังไม่เข้าเคหาสน์เทียนหลิงก็จริง แต่ต่อให้เข้าไปแล้ว ข้าก็จะไม่มีวันปล่อยให้นางอยู่สบายแน่!


   ขณะเดียวกัน อู๋ซื่อซินที่อยู่ใกล้ๆ เอ่ยถามด้วยความสงสัย


   "พวกเจ้าบอกว่าในภาพมายามีเคหาสน์เทียนหลิงอย่างนั้นหรือ? ทำไมข้าอยู่ในนั้นตั้งนานแต่ไม่เห็นพวกเจ้าเลย?"


   คำถามนี้ทำให้ทุกคนเกิดความสนใจ เพราะตั้งแต่เข้าไปในภาพมายา แต่ละคนต่างแยกย้ายไปเจอสถานการณ์และสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


   "ข้าไม่ได้เจอเคหาสน์เทียนหลิงในภาพมายาเลย เมื่อข้าเข้าไป ข้าก็โผล่อยู่นอกเมืองเฮยเป่าทันที" กู่ซงไป่กล่าว


   "ข้าก็โผล่อยู่นอกเมืองเฮยเป่าเหมือนกัน แล้วทำไมข้าไม่เห็นเจ้า?" อู๋ซื่อซินถามกลับ


   "ข้าอยู่ในป่าไป่หยางนอกเมืองเฮยเป่า พอเข้าไป ก็เห็นภาพของอดีตตอนที่ท่านประมุขพวกเราไล่ล่าเยว่หานอวี่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมาร แล้วข้าก็ต้องอยู่ในวังวนของภาพนั้นซ้ำไปซ้ำมา" กู่ซงไป่เล่า


   "ไม่แปลกใจเลย ส่วนข้าโผล่อยู่นอกประตูเมืองเฮยเป่า แล้วก็โดนกลุ่มคนเถื่อนในเมืองไล่ล่าตลอดเวลา ข้าต้องต่อสู้ไม่หยุดจนเกือบหมดแรงก่อนที่ภาพมายาจะสิ้นสุด"


   อู๋ซื่อซินถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าขณะเล่าเรื่อง


   กู่ซงไป่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "เพราะงั้นเจ้าก็ควรขอบคุณแม่นางเยี่ยนะ นางช่วยชีวิตเจ้าไว้"


   สีหน้าของอู๋ซื่อซินเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาจำต้องยอมรับว่าเยี่ยหลิงหลงช่วยชีวิตเขาไว้จริง แม้เขาจะยังคิดว่านางแค่โชคดีก็ตาม


   เฉียนจื่อรุ่ยที่เห็นอาจารย์ตัวเองอวดความเหนือกว่าอดไม่ได้ที่จะหัวเราะในใจ


   อาจารย์เอาแต่หัวเราะเยาะผู้อาวุโสอู๋ แต่ตัวเองก็เกือบกลายเป็นตัวปลอมในภาพมายา ต้องให้เยี่ยหลิงหลงช่วยไว้เหมือนกัน แต่กลับไม่พูดเรื่องนี้สักคำ


   แต่เมื่อคิดดูแล้ว ตอนนั้นพวกเขาก็เข้าประตูหลักของเมืองเฮยเป่าเหมือนกัน ถ้าไม่ได้เยี่ยหลิงหลงที่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและชี้นำได้อย่างถูกต้อง พวกเขาก็อาจตกอยู่ในสภาพเดียวกับอู๋ซื่อซิน ที่ต้องต่อสู้อย่างไม่สิ้นสุดจนหมดแรงและตายอยู่ในนั้น


   พอมองย้อนกลับไป เยี่ยหลิงหลงช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!


   การได้เจอกับนางและเดินทางไปกับนางตลอดทางนับว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่ง!


   มันดีกว่าต้องติดอยู่ในภาพมายาพร้อมอาจารย์ หรือไปตกอยู่ในวงวนการต่อสู้ไม่รู้จบเหมือนอู๋ซื่อซินเป็นไหนๆ


   เฉียนจื่อรุ่ยรู้สึกซาบซึ้งจนแทบจะร้องไห้ แต่เขาก็อดขำไม่ได้ที่บางคนยังไม่เข้าใจความยอดเยี่ยมของเยี่ยหลิงหลง


   นางพูดว่าโชคดี แล้วคนอื่นก็เชื่อกันหมด จะมีใครที่อาศัยโชคเพียงอย่างเดียวจนเดินไปได้ไกลกว่าคนอื่นจริงๆหรือ?


   แต่ไม่เป็นไร เมื่อถึงวันที่พวกเขาได้เห็น พวกเขาจะรู้ตัวว่า วันนี้พวกเขาน่ะโง่แค่ไหน!


   "จุดที่ข้าตกลงไปในภาพมายาก็เป็นเคหาสน์เทียนหลิงเหมือนกัน"


   กงหลินอวี่พูดขึ้นเพื่อเล่าเรื่องของเขาบ้าง


   "จริงหรือ? แต่พวกเราไม่เห็นเจ้าที่นั่นเลย"


   เฉียนจื่อรุ่ยถามด้วยความสงสัย


   "อาจเป็นเพราะหลังจากนั้นข้าออกไปจากที่นั่นแล้วก็ได้"


   "ออกไปอย่างนั้นหรือ? แล้วเจ้าทำอย่างไรถึงออกมาได้?"


   คำถามนี้ทำให้คนฟังโดยเฉพาะ เฉียนจื่อรุ่ยและเยี่ยหลิงหลงหันมาจ้องมองกงหลินอวี่ด้วยความอยากรู้


   ถ้าอย่างนั้นความลับเกี่ยวกับเคหาสน์เทียนหลิงและเยว่หานอวี่ รวมถึงเรื่องราวของอาจารย์ เขารู้ทั้งหมดแล้วหรือเปล่า?


   พวกเขาอยากรู้ว่าลูกศิษย์อย่างเขามีความคิดเห็นต่อเรื่องเหล่านี้อย่างไร


   พอได้รู้ว่านอกจากพวกเขาแล้วยังมีคนอื่นที่ผ่านค่ายกลของเคหาสน์เทียนหลิงมาได้ พวกเขาทั้งสามคนก็เริ่มสนใจในความสามารถของกงหลินอวี่


   แต่คำตอบของเขากลับทำให้ทั้งสามคนถึงกับตกตะลึง


   "ข้าออกทางประตูหน้าของเคหาสน์เทียนหลิงสิ ข้านั่งรออยู่ตรงประตูบังเอิญเห็นศิษย์หญิงคนหนึ่งตอนกลางดึก ดูเหมือนจะเป็นเยว่หานอวี่ นางวิ่งออกจากประตู ข้าก็เลยเดินตามนางออกมา แล้วเราก็ออกจากเคหาสน์เทียนหลิงพร้อมกัน"


   เยี่ยหลิงหลง เฉียนจื่อรุ่ย และจี้จื่อจั๋วถึงกับอ้าปากค้าง


   นี่แหละที่เรียกว่า ‘บุตรแห่งสวรรค์’ ตัวจริง!


   พวกเขาสามคนต้องพยายามอย่างหนัก กว่าจะผ่านออกมาได้ แต่กงหลินอวี่กลับนั่งอยู่เฉยๆ แล้วออกมาพร้อมกับเยว่หานอวี่ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย!


   เยี่ยหลิงหลง อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้ กงหลินอวี่ พร้อมพูดล้อเลียนว่า ‘หก’


   "พวกเจ้าทำไมต้องตกใจขนาดนั้น? หรือพวกเจ้าไม่ได้ออกจากประตูบานนั้น?"


   กงหลินอวี่ถามกลับด้วยความสงสัย


   "ก็... ใช่" เฉียนจื่อรุ่ยตอบแบบไม่มั่นใจ


   "ถ้าอย่างนั้นก็ถูกแล้ว มีอะไรให้น่าตกใจ?"


……


   ฟังดูมีเหตุผลจนเถียงไม่ออกจริงๆ


   "แล้วหลังจากนั้นล่ะ?" เฉียนจื่อรุ่ยถามต่อ


   "หลังจากนั้นข้าเข้าไปในเมืองเฮยเป่า แล้วก็เหมือนกับผู้อาวุโสอู๋นั่นแหละ สู้ไม่หยุดจนแทบหมดแรงตาย"


   กงหลินอวี่ถอนหายใจยาว


   "ข้าไม่เข้าใจเลยว่าภาพมายานี้ต้องการจะบอกอะไร"


……


   แบบนี้สิถึงจะสมเหตุสมผล


   คนที่พึ่งพาโชคได้เพียงด่านเดียว แต่ไปไม่รอดในด่านต่อไป นั่นถึงจะเรียกว่าปกติ


   เมื่อเทียบกับพวกเขาสามคนที่ต้องใช้สติปัญญาและความพยายามอย่างหนัก กว่าจะผ่านแต่ละด่านมาได้ ตอนนี้พวกเขารู้สึก โล่งใจและยอมรับโชคชะตาของตัวเองมากขึ้น


   [1] "หก" สื่อถึง "666" หรือความเก่งเทพในความหมายแบบหยอกล้อตามแสลงอินเทอร์เน็ตของจีน



บทที่ 639: นางคิดอะไรอยู่กันแน่?



   หลังจากที่กงหลินอวี่พูดจบ ทุกคนก็หันไปมองคนอื่นๆที่ยังไม่ได้เล่าเรื่องราวของตัวเองโดยไม่รู้ตัว


   แต่ก่อนที่สายตาของพวกเขาจะกวาดไปถึงเกาเหวินเหวิน นางกลับพูดขึ้นมาก่อนราวกับกลัวว่าจะมีคนสงสัยในตัวนาง


   "ข้าติดอยู่ในเคหาสน์เทียนหลิงตลอด ไม่เคยออกมาเลยจนกระทั่งภาพมายาจบลง"


   คำพูดนี้ทำให้เฉียนจื่อรุ่ยชะงักไปเล็กน้อยราวกับฉุกคิดอะไรบางอย่าง


   เกาเหวินเหวิน บอกว่านางติดอยู่ในเคหาสน์เทียนหลิงตลอด แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไมพวกเขาสามคนถึงมองหาทั่วแล้วกลับไม่เจอเลย?


   ในเสี้ยวอึดใจถัดมา เฉียนจื่อรุ่ยก็ตระหนักได้ว่า เกาเหวินเหวินที่พวกเขาเห็นฆ่าคนนั้น อาจเป็นตัวจริงของนางเอง!


   ถ้าเป็นเช่นนั้น นางอยู่ที่นั่น แต่พวกเขาไม่รู้และไม่ได้ช่วยนางออกมา


   เดี๋ยวก่อน...


   เฉียนจื่อรุ่ยรีบหันไปมองเยี่ยหลิงหลงและจี้จื่อจั๋วด้วยความตกใจ พวกเขาจะรู้แล้วแต่ไม่ยอมช่วยหรือเปล่า?


   แต่ทั้งสองคนกลับทำหน้าซื่อเต็มไปด้วยความสงสัยราวกับไม่รู้เรื่อง


   บ้าเอ๊ย!


   พวกเขาเล่นได้สมจริงขนาดนี้เลยหรือ!


   นี่พวกเขาไม่รู้จริงๆ หรือแค่แกล้งไม่รู้กันแน่? อ๊าก... ทำไมข้าถึงตามไม่ทันอีกแล้วล่ะเนี่ย!


   ขณะที่เฉียนจื่อรุ่ยกำลังจะสติแตก เยี่ยหลิงหลงก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ


   "เรื่องมันผ่านไปแล้ว เจ้าจะไปคิดให้วุ่นวายทำไม?"


   นั่นน่ะสิ


   "อีกอย่าง ถ้าตอนนั้นเจ้ารู้ เจ้ายังจะกล้าช่วยหรือเปล่า?"


   ใช่เลย!


   ในที่สุด เฉียนจื่อรุ่ยก็เลิกคิดมาก รีบปรับตัวให้ทันสถานการณ์แล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็นเด็กสาวไร้เดียงสาทันที


   ขณะเดียวกัน กงหลินอวี่ที่สังเกตเห็นการกระซิบกระซาบของพวกเขา ก็หันมามองเฉียนจื่อรุ่ย พร้อมถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแปลกๆ


   "แล้วเจ้าล่ะ? พวกเราต่างเห็นสิ่งที่ไม่เหมือนกัน แต่ดูเหมือนเจ้าจะรู้เยอะอยู่ เจ้าเล่าให้ฟังหน่อยสิ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง?"


   เฉียนจื่อรุ่ยชะงักไปทันที ทำไมรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาดูแปลกๆชอบกล?


   เขาก็ผ่านมามากจริง แต่ทำไมคำถามนี้ถึงไม่ไปถามเยี่ยหลิงหลงที่ดูเหมือนจะรู้ทุกอย่างมากกว่า?


   "ข้า..."


   พูดได้คำเดียว เขาก็หันไปส่งสายตาให้เยี่ยหลิงหลง เป็นเชิงว่าให้นางเป็นคนอธิบายแทน


   "เรื่องนี้พูดไปก็ยาว และยังเกี่ยวข้องกับความลับของเคหาสน์เทียนหลิงและผู้อาวุโสอิน ซึ่งไม่เหมาะจะพูดตรงนี้"


   "ใช่ๆ!" เฉียนจื่อรุ่ยรีบเสริมทันที


   กู่ซงไป่ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็พยักหน้าเห็นด้วย


   "เรื่องนี้สำคัญมาก เกี่ยวข้องกับเรื่องในอดีตเมื่อสิบปีก่อน พอกลับไปแล้วข้าจะรายงานทุกอย่างแก่ท่านประมุขโดยละเอียด ตอนนี้คนของเราก็มากันครบแล้ว อีกสองคนที่เหลือก็รอเราอยู่ในเมืองชวีหยาง งั้นเราออกเดินทางกันเถอะ"


   อู๋ซื่อซิน และคนอื่นๆมองไปยังศิษย์อาจารย์คู่นี้ด้วยสายตาซับซ้อน ไม่คิดว่าการบุกเข้าไปในภาพมายาด้วยกัน สุดท้ายกลับเป็นพวกเขาที่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ส่วนตัวเองกลับกลายเป็นคนนอก


   ช่างเถอะ ไว้ค่อยว่ากันทีหลัง


   พอตัดสินใจได้ พวกเขาก็เริ่มออกเดินทาง


   ระหว่างทาง เฉียนจื่อรุ่ยหาจังหวะเหมาะๆ ถามเยี่ยหลิงหลงเบาๆ


   "เรื่องของผู้อาวุโสอินกับเยว่หานอวี่ เจ้าว่าข้าควรเล่าหรือไม่? มันดูซับซ้อนมากเลย!"


   "งั้นก็อย่าเล่าเลย ในเมื่อเจ้าก็ไม่ได้เห็นอะไรนี่ เจ้าก็เหมือนกงหลินอวี่แหละ แค่นั่งรอหน้าประตูแล้วเดินตามคนอื่นออกมา"


   "แต่ถ้าเก็บเงียบแบบนี้ จะไม่เป็นปัญหาหรือ?"


   "ถ้าเจ้าพูดทุกอย่างอย่างหมดเปลือก รวมถึงเรื่องที่ประมุขกักขังมารในคุกใต้ดิน เขาจะคิดยังไง? แล้วผู้อาวุโสอินที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าความลับของเขาถูกเปิดเผย เขาจะคิดยังไง? หรือแม้แต่ผู้อาวุโสฝูเทียนซือ ถ้าเขาถามเจ้าเรื่องไข่มุกวิญญาณมายา เจ้าจะตอบยังไง?"


   เฉียนจื่อรุ่ยถึงกับนิ่งอึ้ง


   นั่นน่ะสิ! ข้ารู้อะไรมากขนาดนี้ ถ้าพูดออกมาหมดข้าจะอยู่รอดได้ยังไง?


   อย่าเพิ่มปัญหาให้ตัวเองจะดีกว่า


   "โชคดีที่ข้าถามเจ้าก่อน"


   "ไม่เป็นไร"


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ ในใจคิดว่า แม้เขาไม่ถาม นางก็จะเตือนอยู่ดี เพราะตัวนางเองก็ไม่อยากให้เคหาสน์เทียนหลิงมาสืบสาวเรื่องนี้


   ในภาพมายาสุดท้าย นางเห็นความลับมากมาย ซึ่งต้องปิดเงียบไว้ทั้งหมด


   เพื่อศิษย์พี่สาม เพื่อไข่มุกวิญญาณมายา และเพื่อเยว่เหานปิง


   ส่วนผู้อาวุโสคงไม่มีวันฟื้นคืนสติได้อีก เพราะนางสำรวจแล้ว ทะเลวิญญาณของเขาแตกสลาย


   ผลักตัวเองจนถึงจุดนี้ ก็ถือว่าเขาสมควรได้รับแล้ว


   ขณะที่พวกเขาออกจากป่ามา ก็ยังเห็นคนอื่นๆทยอยออกมาเหมือนกัน คงเป็นพวกที่เยว่หานอวี่ใช้พลังนำออกมาจากภาพมายาเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย


   เมื่อภาพมายาสิ้นสุด ทุกคนต่างแยกย้ายออกไปตามทางของตนเอง


   พอพวกเขากลับมาถึงเมืองชวีหยาง ยังไม่ทันได้เข้าไปในเมือง ก็เห็นหยวนหงจี๋กับติงฉือยืนคอยอยู่ข้างนอกพร้อมชะเง้อคอไม่พัก เมื่อเห็นพวกเขาเดินมาก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที


   "ผู้อาวุโสอู๋! ผู้อาวุโสกู่! ศิษย์พี่ใหญ่กง! ทุกคนกลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว! อาจารย์ก็ถูกช่วยกลับมาด้วย ดีเหลือเกิน พวกเราเป็นห่วงกันมาก ในที่สุดทุกอย่างก็จบแล้ว! ดีจริงๆ!"


   "แล้วพวกเจ้าสองคนล่ะ อาการบาดเจ็บเป็นอย่างไรบ้าง?"


   "แผลเยอะ แต่ไม่ถึงตาย สบายหายห่วง" พูดจบ หยวนหงจี๋ก็หันไปมองเยี่ยหลิงหลง


   "เราก็แค่ไม่มีความกล้าหาญอย่างแม่นางเยี่ยที่จะทุ่มสุดตัว ไม่อย่างนั้นคงได้เข้าไปลุยในภพมารกับนางแล้ว"


   "พวกเจ้าจะยกยอนางอะไรก็หัดพอประมาณบ้างเถอะ"


   เกาเหวินเหวินพูดแทรกด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ


   นางรู้สึกไม่สบอารมณ์กับเยี่ยหลิงหลงที่ดูเหมือนจะมีโชคมหาศาลจนสามารถช่วยคนและทำลายภาพมายาได้สำเร็จ แถมตอนนี้ทุกคนยังพากันชื่นชมจนแทบจะเป็นจุดสนใจไปเสียหมด


   ก็แค่ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นจะอะไรกันนักหนา?


   "คำพูดนี้ไม่ถูกนะศิษย์น้องเกา เจ้าไม่รู้ว่านางเก่งขนาดไหน เพราะเจ้าไม่เคยเห็นเองต่างหาก!"


   "ใช่แล้ว! ถ้าไม่มีนางพวกเราก็คงออกจากรังของพวกแมงมุมพิษสีเขียวไม่ได้ อย่าดูถูกนางเพียงเพราะระดับการฝึกฝนของนางเลย นางเก่งมากจริงๆ!"


   กงหลินอวี่มองศิษย์น้องทั้งสองด้วยรอยยิ้มขบขัน ก่อนจะตบบ่าพวกเขาเบาๆ


   "พอเถอะ พอเถอะ ภาพมายาก็เป็นนางที่ทำลายได้ อาจารย์ก็เป็นนางที่ช่วยไว้ พวกเรารู้กันดีแล้วว่านางเก่งแค่ไหน"


   หยวนหงจี๋และติงฉือตะลึงค้างไปชั่วขณะ นางเก่งขนาดนั้นเลยหรือ!


   แต่ก็แปลก พวกเขากลับรู้สึกว่า ทำไมคนอื่นดูไม่ตกใจเหมือนพวกเขา? แม้แต่กงหลินอวี่ น้ำเสียงของเขากลับดูเหมือนพูดไปอย่างขอไปที?


   เมื่อเห็นเช่นนั้น หยวนหงจี๋และติงฉือรีบหันไปมองคนอื่นๆ แต่กลับพบว่า เกาเหวินเหวินยังคงแสดงท่าทีรังเกียจ ผู้อาวุโสอู๋ดูไม่ใส่ใจอะไรนัก ผู้อาวุโสกู่ที่กำลังแบกอาจารย์ก็เหมือนจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย ส่วนเฉียนจื่อรุ่ยก็ดูเหมือนกำลังเหม่อลอยคิดอะไรอยู่


   พวกเขาเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้วจริงหรือ?


   ดูยังไงก็เหมือนไม่เข้าใจเลยนะ!


   หยวนหงจี๋และติงฉือรีบหันกลับไปมองเยี่ยหลิงหลงที่กำลังยิ้มสดใส


   "เห็นพวกเจ้าปลอดภัยข้าก็สบายใจแล้ว ที่เหลือข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยแล้วนะ"


   ทันทีที่พูดจบ ทุกคนก็หันมามองนางด้วยความตกใจ


   "เจ้าจะไปหรือ?"


   "ใช่ ข้าจะไปแล้ว"


   "เจ้าไม่กลับไปเคหาสน์เทียนหลิงกับพวกเราหรือ?"


   "ข้ายังไม่ได้เป็นศิษย์ของเคหาสน์เทียนหลิงเลยนะ"


   "กลับไปก็ได้เป็นอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?"


   "ไม่ต้องรีบ ข้ายังมีเรื่องต้องทำให้เสร็จก่อน เคหาสน์เทียนหลิงก็ไม่ได้ไกลอะไร ยังไงพวกเราคงได้เจอกันอีกแน่นอน"


   เยี่ยหลิงหลง โบกมืออำลาพวกเขา


   "ไปละ!"


   เมื่อเห็นนางเดินจากไป ทุกคนก็เพิ่งได้สติจากความตกใจ


   นางพูดว่า ‘ไม่รีบ’ กับการเข้าร่วมเคหาสน์เทียนหลิง ที่ทุกคนแทบแย่งกันเลือดตาแทบกระเด็น เพื่อให้ได้เข้ามา?


   หลังจากฝ่าฟันมาตลอดทาง นางกลับไม่เข้าไปในเคหาสน์เทียนหลิงเพื่อรายงานความสำเร็จหรือรับเกียรติที่สมควรได้รับ ไม่แม้แต่จะรอรับรางวัล แล้วเดินจากไปง่ายๆแบบนี้?


   นางคิดอะไรอยู่กันแน่?



บทที่ 640: โยนเผือกร้อนออกไปก็พอ



   ไม่มีใครรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆคือนางจากไปแล้วจริงๆ โดยไม่แม้แต่หันหลังกลับ ไม่หลงเหลือความอาวรณ์ใดๆ


   ในชั่วขณะนั้น ทุกคนพลันรู้สึกว่า ปรมาจารย์ยันต์ตัวน้อยคนนี้แตกต่างจากคนอื่นอย่างแท้จริง


   "ข้านึกว่าต่อจากนี้ นางจะตามพวกเราไปทำภารกิจจนเสร็จ กลับไปที่เคหาสน์เทียนหลิง แล้วก็รับเข้าโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนปกติ ได้รับรางวัลจากประมุขเคหาสน์ด้วยตัวเอง กลายเป็นดาวเด่นที่พวกศิษย์คนอื่นๆอิจฉากันไปหมดซะอีก"


   เฉียนจื่อรุ่ยพูดพลางเอียงหัวเล็กน้อย


   "ใครจะคิดล่ะ บทก็เขียนไว้ให้พร้อมแล้วแท้ๆ ดันบอกลาจากไปเฉยๆแบบนี้ ไม่คาดคิดเลยจริงๆ!"


   หยวนหงจี๋ส่ายหน้าไม่เข้าใจ


   มันเหมือนกับว่า ทุกคนเข้าไปฝึกฝนอันสุดแสนยากลำบากด้วยกัน ส่วนที่อันตรายที่สุด เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่นางกลับกัดฟันผ่านมันมาได้ แล้วยังทำคะแนนได้ยอดเยี่ยมจนคว้าชัยเหนือใคร แต่พอถึงตอนจะรับรางวัล กลายเป็นคนดังขึ้นมา นางกลับเลือกถอยออกไปซะงั้น


   "บางทีอาจเป็นเพราะนางรู้สึกผิดก็ได้ ใครจะไปรู้ พวกกลโกงเล็กๆน้อยๆ ที่นางใช้หลอกพวกเรายังพอได้ แต่ไปหลอกประมุขเคหาสน์เทียนหลิงน่ะ ไม่มีทางสำเร็จแน่นอน นางเลยชิ่งหนีไปก่อนจะต้องอับอายขายขี้หน้า!"


   เกาเหวินเหวินพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย


   ทันใดนั้นเอง ทั้งศิษย์อาจารย์กู่ซงไป่ รวมถึงหยวนหงจี๋และติงฉือ ต่างหันไปมองเกาเหวินเหวิน สายตาที่พวกเขามองนางนั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจและดูแปลกประหลาดสุดๆ เหมือนกำลังจ้องมองตัวตลกอย่างไรอย่างนั้น


   แต่ถึงพวกเขาจะมองกันแบบนั้น กลับไม่มีใครพูดอะไรออกมา ซ้ำยังหันไปมองสองสามทีแล้วหัวเราะกันอีก ทำเอาเกาเหวินเหวินอารมณ์เสียไม่น้อย


   ทันใดนั้นเอง กงหลินอวี่ก้าวเดินไปทางที่เยี่ยหลิงหลงจากไป ท่าทางเหมือนกำลังจะตามนาง เกาเหวินเหวินเห็นดังนั้นก็รีบเรียกเขาไว้


   "ศิษย์พี่กง เจ้าจะไปไหนน่ะ? อาจารย์ของเจ้า ผู้อาวุโสอินยังบาดเจ็บสาหัสไม่ฟื้นเลยนะ เจ้าเป็นศิษย์สายตรงของเขา จะทิ้งเขาไว้แบบนี้ได้ยังไง?"


   กงหลินอวี่หยุดฝีเท้า แต่ยังไม่ทันที่เกาเหวินเหวินจะยิ้มอย่างผู้ชนะ เขาก็หันกลับมาและพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


   "เจ้าเตือนข้าได้ดี เยี่ยหลิงหลงรีบจากไปแบบนั้นต้องมีปัญหาแน่ๆ ข้าจะไปถามนางให้รู้ว่าเป็นเพราะอะไร หรือว่านางแค่รู้สึกผิดกันแน่ ทั้งสองคนช่วยดูแลอาจารย์ ข้าจะรีบไปรีบกลับ"


   พูดจบ กงหลินอวี่ก็ก้าวยาวๆจากไปโดยไม่หันมาสนใจสีหน้าของเกาเหวินเหวินที่กำลังโกรธจนแทบจะกระทืบเท้าดิ้นเร่าๆ ส่วนเฉียนจื่อรุ่ยกับคนอื่นๆที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาทันที


   กู่ซงไป่ที่เห็นแบบนั้นก็หันมาจ้องเฉียนจื่อรุ่ยด้วยสายตาดุๆ


   "หัวเราะอะไร? ถ้ามีสมองสักหน่อย เจ้าก็ควรรีบไปตามเยี่ยหลิงหลงก่อนกงหลินอวี่สิ!"


   เฉียนจื่อรุ่ยอ้าปากค้าง มองอาจารย์ตัวเองอย่างตกใจเต็มที่ กงหลินอวี่วิ่งไปตามคนแบบนั้น มีแต่คนที่มีใจคิดอะไรพิเศษแน่ๆ เขาจะตามไปด้วยทำไม?


   เยี่ยหลิงหลงดูยังไงก็ไม่ใช่คนธรรมดา ความคิด การกระทำ ความกล้าของนาง ทั้งหมดนั้นเขาไม่มีทางตามทัน เขายังไม่เคยกล้าคิดฝันถึงเลยด้วยซ้ำ


   เฉียนจื่อรุ่ยอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยกนิ้วชี้ตัวเองแล้วมองอาจารย์ด้วยความไม่เข้าใจ


   "ข้า?"


   "ใช่แล้ว!"


   "ทำไมล่ะ?"


   "ก็เพื่อข้าไง!"


……


   อะไรนะ? อย่าบอกนะว่าอาจารย์กู่คิดจะรับเยี่ยหลิงหลงเป็นศิษย์จริงๆ?


   อย่าลืมนะว่าผู้อาวุโสฝูได้ประกาศไว้ทั่วเคหาสน์เทียนหลิงแล้วว่าเยี่ยหลิงหลงเป็นศิษย์ที่เขาจองตัวไว้ ต่อให้ไม่ได้จอง นางก็ไม่มีทางมาหาอาจารย์กู่หรอก!


   นางเป็นผู้ฝึกกระบี่ก็จริง แต่ไม่ได้เป็นแค่ผู้ฝึกกระบี่เท่านั้น!


   ไปอยู่กับผู้อาวุโสฝูยังมีโอกาสฝึกวิชากระบี่ แต่ถ้ามาอยู่กับอาจารย์กู่จะได้เรียนแค่เรื่องยันต์หรือเปล่าก็ไม่รู้


   กู่ซงไป่รู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้หรอก แต่ก็ไม่สนใจ ขอแค่โยนเผือกร้อนให้เฉียนจื่อรุ่ยได้ก็พอแล้ว


   "ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า เจ้าลูกศิษย์ไม่เอาไหน! มาเถอะ เข้าไปช่วยรักษาผู้อาวุโสอินซะ!"


……


   เดิมทีเฉียนจื่อรุ่ย หยวนหงจี และติงฉือเล่อ หัวเราะกันอย่างครื้นเครง แต่พอถึงท้ายที่สุด รอยยิ้มนั้นกลับกระจายไปอยู่บนหน้าของอีกสองคนแทน และในขณะที่พวกเขาเดินเข้าห้องไป พวกเขายังตบไหล่เฉียนจื่อรุ่ยเบาๆ เหมือนจะบอกเป็นนัยว่า ‘ยินดีด้วยนะ’ อีกด้วย


   ระหว่างนั้น เยี่ยหลิงหลงกับจี้จื่อจั๋วที่เดินออกมาไม่ไกลนัก ก็ถูกกงหลินอวี่ไล่ตามมาจนทัน


   "แม่นางเยี่ย!"


   จี้จื่อจั๋วหยุดชะงัก แล้วถอยหลังไปอีกก้าวหนึ่ง ยืนขวางระหว่างเยี่ยหลิงหลงกับกงหลินอวี่


   เจ้าหมอนี่ต้องมีเจตนาไม่ดีแน่ อยากหลอกเงินหรือมาขอยันต์ไปเปล่าๆก็ไม่รู้ ตอนนี้โผล่มาแบบเปิดเผยขนาดนี้ ต้องกันไว้ก่อน!


   เยี่ยหลิงหลงเองก็หยุดเดินเช่นกัน นางขยับตัวอย่างแผ่วเบาแล้วเดินเข้าไปหลบอยู่หลังจี้จื่อจั๋ว


   เขาจะมาถามเรื่องไข่มุกวิญญาณมายาหรือเปล่า? ไม่มีหรอก! แม้แต่ขนยังไม่มี! ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นแค่นี้ ไม่มีทางมีของแบบนั้นได้!


   "ศิษย์พี่กง ตามหาข้ามีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ?"


   "เจ้าไม่คิดจะกลับไปเคหาสน์เทียนหลิงกับข้าจริงๆหรือ? ถ้าเจ้ากลับไปครั้งนี้ ประมุขเคหาสน์จะต้องมอบรางวัลให้แน่ๆ แถมผู้อาวุโสฝูก็รอเจ้ามานานแล้ว เขาต้องดีใจมากแน่ๆที่ได้เจอเจ้า อีกอย่าง ศิษย์พี่ของเจ้าก็ปลอดภัยดีแล้วนี่นา ด้วยระดับการฝึกฝนของเขาในตอนนี้ ถ้าได้ฝึกอีกสักสิบปี ก็น่าจะมีโอกาสเข้าสู่เคหาสน์เทียนหลิงได้"


   ต้องฝึกอีกสิบปี?


   ดูถูกกันเกินไปแล้วใช่ไหม? ฮึ!


   จี้จื่อจั๋วหัวเสียทันที คนอย่างเขาที่อารมณ์เดือดง่ายแบบนี้ จะทนได้หรือ?


   ไม่มีทางทน! เขารีบเปิดสมุดบันทึกแค้นในใจแล้วจดอีกข้ออย่างดุดัน


   "ศิษย์พี่กง ข้าคงไม่กลับไปกับพวกเจ้าในครั้งนี้ แต่ยังไงเราคงได้เจอกันอีกในอนาคต และข้าได้ยินมาว่าปีนี้เป็นปีที่เคหาสน์เทียนหลิงเปิดรับศิษย์ใหม่ทุกห้าปี ใช่ไหม?"


   "ใช่ แต่เจ้าไม่ต้องผ่านการสอบเหมือนคนอื่น เจ้ามีสิทธิ์เข้าพิเศษอยู่แล้ว อีกอย่าง เจ้าเพิ่งอยู่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น เจ้าคงสอบไม่ผ่านในปีนี้หรอก"


   "ข้ารู้ ขอบคุณศิษย์พี่กงที่เตือน"


   "เจ้ายังยืนยันจะไป?"


   "ข้าตัดสินใจแล้ว"


   กงหลินอวี่ชะงักไปเล็กน้อย เขารู้ดีว่าเมื่อเยี่ยหลิงหลงตั้งใจจะทำอะไร ไม่มีใครสามารถหยุดนางได้ เหมือนตอนที่นางกระโดดลงหลุมมารโดยไม่ลังเลสักนิด


   เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างผิดหวัง "งั้นก็ขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัย ดูแลตัวเองดีๆ แล้วพบกันที่เคหาสน์เทียนหลิง"


   "ลาก่อนเจ้าค่ะ"


   เยี่ยหลิงหลงจากไป นางเดินจากไปอย่างสง่างาม ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สามารถพันธนาการนางไว้ได้เลย


   ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา กงหลินอวี่ที่เคยทุ่มเททุกอย่างเพื่อสิ่งที่ต้องการ กลับพบว่าครั้งนี้เขาไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อย


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงและจี้จื่อจั๋วออกมา พวกเขาก็พากันไปที่หอการค้าจินถง ซื้อของกลับมามากมาย พร้อมกับจัดการของในแหวนมิติ โดยเฉพาะซากที่เก็บมาระหว่างทาง


   ซากของแมงมุมพิษสีเขียวมีค่ามากเกินคาด ตัวขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางยังขายได้ถึงสามหมื่นหินวิญญาณ ส่วนตัวราชาแมงมุมขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายยิ่งขายได้ถึงหนึ่งแสนหินวิญญาณ


   พอขายของทั้งหมด รวมกับหินวิญญาณที่เคยปล้นจากศิษย์สำนักพันบรรพต เยี่ยหลิงหลงก็กลายเป็นเศรษฐีน้อยในทันที ด้วยยอดรวมสองแสนหินวิญญาณ


   แต่ลักษณะที่นางเจรจาต่อรองอย่างไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่เหรียญเดียว กลับดูเหมือนคนยากจนที่ทั้งตัวมีแค่สองร้อยหินวิญญาณเท่านั้น


   หลังออกจากหอการค้าจินถง เยี่ยหลิงหลงกับจี้จื่อจั๋วก็กลับเข้าสู่ดินแดนลับชวีหยางอีกครั้ง


   เข้าไปไม่เท่าไหร่ พวกเขาก็เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยยืนอยู่ในป่าเบื้องหน้า


   "ศิษย์พี่สาม!"


   เยี่ยหลิงหลงวิ่งพุ่งเข้าไปหาเขาอย่างตื่นเต้น พร้อมกางแขนออกกว้างด้วยความดีใจ นางพบว่าเขาคือศิษย์พี่สามขอบเขตแปรเทวะขั้นกลางที่ยังไม่ได้กลายร่างเป็นมาร


   กู้หลินเยวียนหันมายิ้มพร้อมอ้าแขนรับนาง แล้วหมุนตัวหนึ่งรอบ ก่อนจะวางนางลงอย่างอ่อนโยน


   จากนั้น เขายิ้มแล้วช่วยจัดปอยผมที่ปรกหน้าผากของเยี่ยหลิงหลง ก่อนจะหยิบถุงใบหนึ่งส่งให้นาง


   "ระหว่างรอเจ้า ข้าจับสัตว์อสูรมาได้ เลยเอามาให้"


   "ว้าว! ศิษย์พี่สาม ใจดีเกินไปแล้ว!"


   ขณะที่ยืนมองอยู่ห่างๆ จี้จื่อจั๋วเห็นแล้วก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ เขารีบตั้งท่าทำตามบ้าง กางแขนออกแล้วยิ้มหน้าบาน เดินสองสามก้าวพุ่งไปหากู้หลินเยวียน


   "ศิษย์พี่สาม!"


   กู้หลินเยวียนเห็นดังนั้น จึงก้าวขาขยับไปด้านข้างเล็กน้อย แต่ใบหน้ายังคงยิ้มแย้มเหมือนเดิม พร้อมยกมือข้างหนึ่งขึ้นเหมือนเตรียมจะรับการทักทาย


   จี้จื่อจั๋วที่ใจเต้นตุบๆ ดีใจล่วงหน้าว่าตนจะได้รับของขวัญอีกแน่ ถึงกับเริ่มจินตนาการว่าทรัพย์สินในแหวนของตนจะเพิ่มขึ้นอย่างล้นหลามในอีกไม่ช้านี้




จบตอน

Comments