journey ep711-720

บทที่ 711: พี่เยี่ย ข้าเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ!


   “แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องของเจ้า! การที่ข้าจะพาเขากลับมาหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องของข้ากับเขา กระบี่ง่อยๆอย่างเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาตัดสินใจ? คิดว่าตัวเองเป็นเศษเหล็กชิ้นไหนกันฮะ?”


   “อย่างน้อย จนกว่าเขาจะพูดเองเต็มปากว่าไม่ต้องการอยู่กับข้าอีก เขาก็ยังเป็นของข้า! ของของข้าก็ต้องกลับมาอยู่กับข้า ใครก็แย่งไปไม่ได้ทั้งนั้น!”


   "เจ้า..."


   เยี่ยหลิงหลงไม่ปล่อยให้มันพูดจบ นางตัดบททันที


   “ที่เจ้าพูดมาทั้งหมดวันนี้ เดี๋ยวข้าจะเอาไปบอกเขาแบบคำต่อคำเลย! เตรียมตัวตายได้เลย!”


……


   เสวียนอิ่งเงียบสนิท ไม่กล้าพูดอะไรต่ออีกแล้ว


   โกรธจริงๆนะเนี่ย!


   สมัยนี้พูดความจริงก็ผิดอีกหรือ?


   แต่ทำไงได้ล่ะ...


   เจ้านายของมันลำเอียงจนเกินเยียวยา ต่อให้เถียงยังไงมันก็ไม่มีทางชนะอยู่ดี


   “นี่ เจ้าว่าข้าจะทำยังไงดีถึงจะเอาสร้อยคอเส้นนั้นกลับมาได้?”


   เสวียนอิ่งไม่ตอบ เยี่ยหลิงหลงนั่งยองๆอยู่บนต้นไม้ มองมังกรดำที่กำลังบินวนไปมาบนท้องฟ้า พร้อมกับใช้หัวคิดวางแผนอย่างรวดเร็ว


   “หรือไม่งั้น ข้าลองจับเจ้าโยนออกไปดูก็ได้นะ ดูสิว่ามันจะมีปฏิกิริยายังไง?”


   ทันทีที่พูดจบ นางก็ทำท่าจะเอื้อมมือไปจับเสวียนอิ่ง แต่ไม่ทันไร กระบี่ก็พุ่งหนีออกไปหลบอยู่ข้างๆอย่างรวดเร็ว


   “ข้าผิดไปแล้ว ขอโทษนะ! อย่าโยนข้าเลย ข้าไม่อยากโดนซ้อม! ถ้าข้าบินไปนะ ต่อให้มันทุบข้าไม่แตก แต่โดนสักทีสองทีต้องแหว่งแน่ๆ!”


   เยี่ยหลิงหลงแค่นหัวเราะเบาๆ พลางพูดว่า “สมกับนิสัยจริงๆ”


   “เมื่อกี้ใครกันนะที่บอกว่าอยู่กับเจ้ามังกรดำดีกว่า อยู่ดีๆทำไมกลับคำเสียแล้วล่ะ? ทีนี้มาบ่นกลัวขึ้นมาซะงั้น แล้วเจ้าคิดบ้างไหมว่าเจ้านายของเจ้า ตอนนี้น่าจะกำลังหนาวสั่นอยู่ตรงนั้น?”


   เสวียนอิ่งสั่นไหวเล็กน้อย ไม่มีท่าทีแสดงอารมณ์ใดๆ ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบว่า “เจ้าพูดถูกทุกอย่าง”


   ขณะนั้นเอง มังกรดำที่กำลังบินวนอยู่กลางอากาศ จู่ๆก็พุ่งดิ่งลงมาด้วยความเร็วสูง มุ่งตรงไปยังอีกด้านหนึ่งของบึงมังกรดำ เสียงและแรงสั่นสะเทือนทำให้เยี่ยหลิงหลงถึงกับกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว


   มันหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าแท่นหินขนาดใหญ่ริมบึงมังกรดำ เยี่ยหลิงหลงเพิ่งสังเกตเห็นว่า บริเวณนั้นมีแท่นบูชาโบราณ ตั้งอยู่ แม้จะอยู่ไกลจากนางมาก แต่ลักษณะของมันดูเก่าแก่และโอ่อ่าทรงพลัง


   รอบๆแท่นบูชามีแสงไฟสว่างไสว แม้จะถูกเมฆหมอกหนาของบึงบดบังไปบ้าง แต่เยี่ยหลิงหลงก็พอมองเห็นแสงสว่างที่สั่นไหว ดูเหมือนว่ามีใครบางคนกำลังประกอบพิธีบูชาอยู่ตรงนั้น


   มังกรดำลอยนิ่งเหนือแท่นบูชา ดูราวกับกำลังเพลิดเพลินกับเครื่องเซ่นไหว้ที่คนเหล่านั้นถวายให้


   มันก้มศีรษะลงไปใกล้แท่นบูชามากจนแทบจะชิดติดกัน เหมือนกำลังกลืนกินของเซ่นที่ถูกจัดวางไว้ตรงนั้น


   เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้ว ระยะทางระหว่างนางกับแท่นบูชานั้นห่างไกลมาก เกินกว่าจะมองเห็นได้ชัดเจน แต่นางก็พอจะจับภาพคร่าวๆได้ว่า มังกรดำสงบนิ่งอยู่ตรงนั้นประมาณสิบอึดใจ ก่อนจะเงยหน้าคำรามลั่น เสียงกึกก้องสะท้อนไปทั่วทั้งบึงมังกรดำ


   หลังจากนั้น มันทะยานขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว ส่วนคนที่อยู่รอบแท่นบูชา ต่างพากันกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ พวกเขาร้องสวดคำบูชาด้วยเสียงอันดังก้อง แล้วพร้อมใจกันคุกเข่าลง ก้มกราบอย่างพร้อมเพรียง


   ทันใดนั้นเอง มังกรดำที่บินขึ้นไปกลับพุ่งดิ่งลงสู่บึงมังกรดำอีกครั้ง ก่อนจะโผล่พรวดขึ้นมาพร้อมกับพ่นน้ำใส่กลุ่มคนบนแท่นบูชาอย่างแรง


   คนพวกนั้นกลับดูเหมือนยินดีปรีดาที่ได้รับพรแห่งสายฝน พวกเขาชูมือขึ้นฟ้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความปลาบปลื้ม


   หลังจากนั้น มังกรดำก็ค่อยๆวนตัวกลับ ก่อนจะพาสร้อยคอของนางมุดหายลงไปในบึงมังกรดำอีกครั้ง


   เยี่ยหลิงหลงนั่งเท้าคาง มองพิธีกรรมทั้งหมดด้วยสีหน้าครุ่นคิด


   มังกรดำตัวนี้แข็งแกร่งมาก อย่าว่าแต่นางเลย ต่อให้เป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการมายังไงก็สู้มันไม่ได้แน่ๆ


   การจะบุกแย่งมาดื้อๆคงเป็นไปไม่ได้ ทางเดียวที่เหลือคือใช้ไหวพริบ!


   และวิธีที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คือ แฝงตัวเข้าไปในกลุ่มคนที่ทำพิธีบูชานั่น ในตอนที่พวกเขากำลังถวายเครื่องเซ่นให้มังกรดำ นางจะแอบเข้าไปใกล้มัน แล้วสับเปลี่ยนสร้อยเส้นนั้นออกมาแบบไม่ให้มันรู้ตัว


   เรื่องตบตาและแอบสับเปลี่ยนของนี่ นางถนัดนักล่ะ


   เมื่อคิดแผนการได้แล้ว เยี่ยหลิงหลงก็มีเป้าหมายชัดเจน—นั่นคือการเข้าร่วมกลุ่มคนทำพิธีพวกนั้นให้ได้!


   ใช่แล้ว เอาแบบนี้แหละ!


   คืนนี้นับว่าคุ้มค่า เพราะนอกจากจะรู้ว่าพี่เยี่ยยังปลอดภัยดี นางยังได้วางแผนช่วยเขาได้อีกด้วย อารมณ์ของนางพลันดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


   “คุ้มค่าที่อุตส่าห์มาแล้ว พี่เยี่ย ถึงแม้คราวนี้เจ้าจะพลาดงานวันเกิดของข้า แต่แค่ได้เห็นเจ้าคืนนี้ ข้าก็ถือว่าเจ้าไม่ได้เบี้ยวนัดแล้วนะ!”


   เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นยืนบนกิ่งไม้ ก่อนจะใช้โอกาสที่รอบข้างยังไร้ผู้คน ตะโกนไปทางบึงมังกรดำอย่างสุดเสียง


   “พี่เยี่ย! ข้าถึงวัยปักปิ่นแล้วนะ! ในยุคนี้ของพวกเจ้า การปักปิ่นก็คือการเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เพราะฉะนั้นข้าเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ!”


   ทันทีที่เสียงของนางจางหายไป เสียงน้ำสาดกระเซ็นดัง ซ่า! ขึ้นมา เสียงอันมหึมานั้นทำเอาบึงมังกรดำที่เงียบสงบพลันปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้ง


   หัวใจของเยี่ยหลิงหลงกระตุกวูบ แย่แล้ว! ไม่ใช่ว่ามันได้ยินข้าหรอกนะ?


   นางรีบกระโดดไปซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะคลุมตัวเองด้วยเสื้อคลุมสีแดง พร้อมทั้งพยายามปกปิดทุกส่วนของร่างกายให้มิดชิดที่สุด


   ขณะที่นางซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น เยี่ยหลิงหลงก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากมังกรดำ ราวกับมันกำลังสอดส่ายสายตาหาที่มาของเสียง


   แต่ไม่นานนัก มังกรดำก็โผล่ขึ้นมาผิวน้ำ พ่นลมหายใจหนักๆ ราวกับออกมาผ่อนคลายชั่วครู่ ก่อนจะหันหัวดิ่งลงสู่บึงน้ำอีกครั้ง เสียงดังครืนพร้อมกับแรงกดดันก็หายไปอย่างรวดเร็ว


   แม้ทุกอย่างจะกลับสู่ความสงบ แต่เยี่ยหลิงหลงก็ยังไม่วางใจ นางซุ่มรออยู่นิ่งๆอีกพักใหญ่ จนมั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติแล้วจึงค่อยๆย่องออกมาจากที่ซ่อน


   นางรีบหยิบกระดาษยันต์ออกมา และใช้วิชาเคลื่อนย้ายพริบตาไปยังตำแหน่งที่กำหนด ก่อนจะกลับขึ้นไปยังเรือเหาะ


   เมื่อกลับมาถึงเรือเหาะ นางไม่รอช้า รีบควบคุมมันออกห่างจากบึงมังกรดำทันที


   แม้สุดท้ายจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจนางก็ยังรู้สึกหวั่นๆอยู่ดี โดยเฉพาะตอนที่มังกรดำโผล่ขึ้นมาครั้งนั้น พลังอันมหาศาลของมันทำเอาหัวใจของนางเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาให้ได้ ความรู้สึกเหมือนว่ามันเห็นนางแล้ว แต่เลือกที่จะปล่อยผ่านไป


   เมื่อกลับถึงหุบเหวไร้สิ้นสุด เหล่าสัตว์อสูรจำนวนมากที่รุมล้อมอยู่ก่อนหน้านี้ก็เริ่มสลายหายไป เมฆหมอกหนาค่อยๆจางลง และแสงแรกของรุ่งอรุณก็ปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า


   นางรีบมุ่งตรงกลับห้องของตัวเอง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งหายใจหอบอย่างเหนื่อยอ่อน


   หลังจากปรับลมหายใจจนสงบลงได้แล้ว เยี่ยหลิงหลงก็หยิบโอสถออกมาจากแหวนมิติแล้วโยนใส่ปากทันที กลิ่นหอมหวานกระจายไปทั่วปาก ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นมาก


   เมื่อร่างกายเริ่มฟื้นฟู เยี่ยหลิงหลงก็หยิบแผนป้องกัน ที่นางวางแผนเอาไว้เมื่อวานขึ้นมาดู ก่อนจะเริ่มต้นสร้างค่ายกลคุ้มกันภูเขาเล็กๆของตัวเองอย่างตั้งอกตั้งใจ


   ยังเหลือเวลาอีกครึ่งปี ภายในครึ่งปีนี้ นางจะต้องพาพี่เยี่ยกลับมาให้ได้!


   ในวันที่ จี้จื่อจั๋วมาชวนเยี่ยหลิงหลงลงไปเล่นในหุบเหวลึก นางกำลังวางค่ายกลอย่างขยันขันแข็งอยู่พอดี หลังจากปฏิเสธคำชวนได้ไม่นาน ฟู่ฮ่าวซิงก็มาตรวจตราอีกตามเคย


   “วันแรกหลังถึงวัยปักปิ่น เด็กน้อยอย่างเจ้ายังขยันวางค่ายกลอยู่อีกนะเนี่ย”


   “ท่านประมุขหุบเหวแวะมาถึงที่นี่ มีอะไรแนะนำหรือเจ้าคะ?”


   “ไม่มีอะไร แค่เดินเล่นแถวนี้เฉยๆ”


   เยี่ยหลิงหลงแอบกลอกตา เดินเล่นอะไรกัน ก็แค่มาตรวจดูว่านางยังอยู่ดีหรือเปล่า กลัวว่านางจะแอบหนีไปไหนแล้วทำให้ศิษย์พี่หญิงใหญ่โกรธล่ะสิ


   หลังจากพูดกันไม่กี่คำ ฟู่ฮ่าวซิงก็กลับไปตามคาด


   หลังจากนั้น ทุกวันฟู่ฮ่าวซิงก็จะมาป้วนเปี้ยน ‘ตรวจตรา’ บนภูเขาของนางเป็นประจำ ทำให้เยี่ยหลิงหลงต้องวางค่ายกลอย่างสงบเสงี่ยมต่อไป


   จนกระทั่งวันที่ห้า เมื่อค่ายกลเริ่มเป็นรูปเป็นร่างอย่างสมบูรณ์ เยี่ยหลิงหลงก็แอบไปที่ภูเขาของฟู่ฮ่าวซิง ก่อนที่เขาจะมาถึงภูเขาของนาง


   จนกระทั่งวันที่ห้า หลังจากที่ค่ายอาคมของนางเริ่มมีรูปร่างขึ้นมา นางจึงวิ่งไปเดินสำรวจรอบๆยอดเขาของเขาก่อนที่ฟู่ฮ่าวเฉวียนจะมาตรวจการ


   และก็เป็นไปตามคาด เมื่อฟู่ฮ่าวซิงเห็นนางโผล่มา เขาก็ถือว่าได้ทำภารกิจตรวจตราของวันนี้แล้ว วันนั้นเขาเลยไม่ได้มาที่ภูเขาของนางอีก


   คืนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงอาศัยความมืดของหุบเหวไร้สิ้นสุดที่เต็มไปด้วยเสียงสัตว์อสูรคำรามก้อง ลอบขึ้นเรือเหาะและแอบหนีออกมาอย่างเงียบเชียบ


   ก่อนจากไป นางยังทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งเอาไว้ เพื่อที่คนอื่นจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงกันเกินไป


   ลาก่อนนะ ประมุขหุบเหวหัวทึบ! อีกไม่นานข้าจะไปเข้าร่วมกับกลุ่มใหม่แล้วล่ะ!



บทที่ 712: แม้แต่คนเฝ้าประตูก็อยู่ในขอบเขตหลอมสุญตา



   ก่อนออกเดินทาง เยี่ยหลิงหลงได้ศึกษาเส้นทางไว้อย่างละเอียดแล้ว


   ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา นางเที่ยวถามคนอื่นไปทั่วว่ารอบๆ มีสำนักหรือขุมกำลังอะไรบ้าง จนในที่สุดก็ได้รู้ว่า ใกล้ๆบึงมังกรดำมีสำนักหนึ่งชื่อ สำนักแสงอสูร


   ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน ถ้าชื่อสำนักไหนมีคำว่า “อสูร” หรือ “ปีศาจ” นั่นก็บ่งบอกชัดเจนแล้วว่าสำนักนี้คงไม่ได้ตั้งใจจะเป็นคนดีตั้งแต่แรก


   พี่สาวที่บอกข้อมูลนางยังเสริมด้วยน้ำเสียงราวกับเล่าตำนานว่า—ในแดนเทียนหลิงนี้ รวมถึงพื้นที่รอยต่อขนาดใหญ่ที่ไร้การปกครองใดๆ เต็มไปด้วยสำนักและขุมกำลังเล็กใหญ่กระจายอยู่มากมาย แต่ที่โด่งดังที่สุดและเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วก็คือ สำนักแสงอสูร นี่แหละ


   เหตุผลก็ง่ายๆ หนึ่ง พวกนั้นเป็นสำนักที่รวมคนชั่วเอาไว้ทั้งสำนัก และสอง พวกนั้นแข็งแกร่งที่สุดในบริเวณนี้ เคยมีข่าวว่าคนเหล่านั้นสู้กับคนจากเคหาสน์เทียนหลิง และเคหาสน์เชียนเฮ่อที่อยู่ถัดไป ผลคือไม่มีคำว่าแพ้


   สรุปสั้นๆคือ สำนักนี้เลวร้ายจนขึ้นชื่อ แต่ก็ไม่มีใครกล้าหาเรื่อง


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ ทำไมชีวิตนางต้องมีแต่เรื่องยุ่งกับพวกตัวร้ายทั้งนั้นเลยนะ? ตั้งแต่ที่นางทะลุมิติเข้ามาในโลกนี้ ดูเหมือนนางจะไม่เคยเข้าพวกกับสำนักที่ ‘ดูเป็นคนดี’ เลยสักครั้ง แล้วดูนี่สิ! สำนักใหม่ที่กำลังจะเข้าไป ก็ยังเป็นสำนักที่แค่ชื่อก็บ่งบอกชัดแล้วว่าไม่คิดจะทำความดี


   ด้วยเส้นทางที่วางแผนไว้ชัดเจน ประกอบกับมีเรือเหาะเป็นพาหนะ เยี่ยหลิงหลงก็เดินทางมาถึงสำนักแสงอสูรอย่างรวดเร็ว


   ทันทีที่ลงจอด เยี่ยหลิงหลงก็สังเกตเห็นว่า สำนักแสงอสูรมีค่ายกลคุ้มกันติดตั้งไว้อยู่ ดูเหมือนจะใช้เพื่อขัดขวางคนนอกไม่ให้เข้าไป


   แต่สำหรับเยี่ยหลิงหลง เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะในบรรดาค่ายกลทั้งหลายแหล่ นางถือว่าตัวเองเป็นคนวงในเสมอ!


   หลังจากสำรวจและวิเคราะห์ไม่นาน นางก็หาจุดอ่อนของค่ายกลเจอ ก่อนจะหาช่องว่างแทรกตัวผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดาย เดินมาถึงประตูทางเข้าของสำนักแสงอสูรแบบสง่าผ่าเผย


   เมื่อมาถึงหน้าประตู เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองขึ้นไป ที่นี่แตกต่างจากสำนักชื่อดังทั่วไปที่มักจะมีป้ายชื่อแขวนไว้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ ป้ายสำนักแสงอสูรกลับถูกเขียนไว้ลวกๆบนก้อนหินยักษ์ที่ดูเป็นธรรมชาติสุดๆ ลายมือหวัดๆราวกับเขียนเสร็จแล้วก็โยนทิ้งไว้อย่างนั้น


   ประตูทางเข้าสำนักเป็นประตูหินบานใหญ่สองบาน ฝังอยู่ในผนังภูเขา ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความดิบเถื่อน จะสรุปสั้นๆได้ว่าที่นี่คงจะมีสามความเป็นไปได้ หนึ่งคือจน สองคือขี้เกียจ และสามคือพวกเขาเป็นแค่คนไร้รสนิยม


   เยี่ยหลิงหลงยืนพิจารณาอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังไม่มีใครออกมาต้อนรับ ดูเหมือนคนในสำนักจะไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนมายืนรออยู่หน้าประตูแล้ว


   ทำไมมันเงียบขนาดนี้? ข้ามายืนอยู่ตรงหน้าประตูขนาดนี้ ยังจะทำเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกหรือ?


   เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจ เยี่ยหลิงหลงก็หยิบเครื่องขยายเสียงที่เคยทำไว้ตอนเข้าร่วมศึกยอดเขามาจากแหวนมิติ


   นางถือเครื่องขยายเสียงขึ้นจ่อปาก แล้วเปล่งเสียงดังลั่นจนสะท้อนก้องไปทั่วทั้งหุบเขา


   “มีใครอยู่ไหม! ข้าชื่อเยี่ยหลิงหลง มาที่นี่เพราะได้ยินชื่อเสียงของสำนักแสงอสูร ข้าตั้งใจจะมาขอเข้าร่วมสำนักนี้! มีใครพอจะช่วยเปิดประตู รับข้าเข้าไปหน่อยได้ไหม!”


   เสียงของนางดังสนั่นจนสะท้อนก้องไปทั่วทั้งหุบเขา เว้นเสียแต่ทั้งสำนักจะเป็นคนหูหนวกหรือไม่มีคนอยู่เลย อย่างไรเสียก็ต้องมีใครสักคนได้ยิน


   ไม่นานนัก ประตูหินบานใหญ่ของสำนักแสงอสูรก็แง้มออกเล็กน้อย ชายชุดดำสองคนเดินออกมาจากด้านใน พวกเขายืนมองเยี่ยหลิงหลงจากหัวจรดเท้า สำรวจนางอยู่พักใหญ่ ยิ่งมองก็ยิ่งทำหน้าสงสัยเหมือนตัวเองอาจจะตาฝาดไป


   พวกเขาหันไปมองไปรอบๆประตูอีกครั้ง กวาดสายตามองหาว่ามีใครซ่อนอยู่หรือไม่ แต่เมื่อไม่เห็นอะไรผิดปกติ ทั้งสองก็หันกลับมามองที่เยี่ยหลิงหลงอีกครั้ง


   “เจ้าเข้ามาคนเดียวหรือ?”


   “ใช่สิ ก็ข้ามาคนเดียว”


   “เป็นไปไม่ได้ สาวน้อยขอบเขตแปรเทวะขั้นต้นอย่างเจ้าเข้ามาได้ยังไง?”


   “ก็แค่เดินเข้ามาไง ถ้าไม่เชื่อ ข้าทำให้ดูอีกทีก็ได้”


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ถอยหลังกลับออกไปจนถึงด้านนอกสุด ก่อนจะเดินกลับเข้ามาใหม่อย่างหน้าตาเฉย แถมยังทำท่าเดินอย่างมั่นใจแบบสุดๆ


   “เห็นไหม ข้าเข้ามาแบบนี้เลย!”


   ภาพตรงหน้าทำเอาศิษย์ทั้งสองคนถึงกับเกาหัวแกรกๆด้วยความมึนงง


   “หรือว่าค่ายกลเสียแล้ว?”


   “น่าจะใช่ ไม่อย่างนั้นแค่เด็กน้อยขอบเขตแปรเทวะจะเข้ามาได้ยังไง?”


   ทั้งสองคนพยักหน้าเห็นตรงกัน ก่อนจะหันกลับมามองเยี่ยหลิงหลงอีกครั้ง


   “เมื่อกี้เจ้าเองใช่ไหม ที่ตะโกนว่าจะเข้าร่วมสำนักแสงอสูร?”


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ใช่ ข้านี่แหละ!”


   ชายทั้งสองหัวเราะออกมาทันที


   “เจ้ารู้หรือเปล่าว่าสำนักแสงอสูรของพวกเราเป็นที่แบบไหน?”


   เยี่ยหลิงหลงตอบด้วยท่าทีจริงจังราวกับเตรียมคำพูดไว้ล่วงหน้าแล้ว “ข้าได้ยินมาว่า ที่นี่เป็นสำนักที่บูชามังกรศักดิ์สิทธิ์ และเป็นผู้ถูกแสงแห่งทวยเทพอวยพร ข้ารู้สึกชื่นชมและใฝ่ฝันอยากจะเข้าร่วมมาก!”


   คำพูดประจบประแจงนั้นออกมาจากปากนางอย่างคล่องแคล่วไร้ที่ติ แน่นอนว่านางตั้งใจเลือกคำพูดที่น่าจะทำให้พวกเขาพอใจที่สุด เพื่อที่นางจะได้แทรกซึมเข้ามาให้เร็วที่สุดและทำภารกิจตามหาพี่เยี่ยให้สำเร็จ


   และก็เป็นไปตามคาด สีหน้าของศิษย์สำนักแสงอสูรทั้งสองพลันดูดีขึ้นมาทันที พร้อมกับท่าทีที่เปลี่ยนเป็นภาคภูมิใจ


   “เจ้านี่ตาถึงไม่เลวเลยนะ แต่เสียดายที่ระดับการฝึกฝนของเจ้าต่ำเกินไป สำนักแสงอสูรของพวกเราน่ะเป็นสำนักที่มีมาตรฐานสูงสุดในแถบนี้เลยนะ จะเป็นศิษย์หรือจะมาหาเรื่องก็ต้องอยู่ในขอบเขตหลอมสุญตาขึ้นไปเท่านั้น เจ้าเป็นแค่เด็กน้อยขอบเขตแปรเทวะ ยังห่างไกลจากคำว่ามีคุณสมบัติอีกเยอะ!”


   “ถูกต้อง พูดให้ชัดๆนะ สำนักแสงอสูรของเรามีค่ายกลจำกัดอยู่ข้างนอก ข้าไม่รู้ว่าเจ้าหลุดเข้ามาได้ยังไง แต่คนที่ระดับการฝึกฝนต่ำกว่าขอบเขตหลอมสุญตาน่ะ ห้ามเข้าใกล้! จะบอกให้เลยนะว่าคนเฝ้าประตูของที่นี่ ยังต้องอยู่ขอบเขตหลอมสุญตาขึ้นไปเลยด้วยซ้ำ!”


   พอพูดมาถึงตรงนี้ เยี่ยหลิงหลงก็รู้แล้วว่า การจะเข้าเป็นศิษย์แบบสงบเสงี่ยมคงหมดหวัง นางเปลี่ยนสีหน้าทันที เปลี่ยนจากอ่อนน้อมเป็นหยิ่งผยองแทน


   “เฝ้าประตูอยู่ขอบเขตหลอมสุญตาแล้วไง? พวกหลอมสุญตานี่มันเก่งนักหรือ? ถ้าพวกเจ้าสองคนยังสู้เด็กขอบเขตแปรเทวะอย่างข้าไม่ได้ล่ะ!?”


   คำพูดนี้ทำให้ชายชุดดำทั้งสองคนเบิกตาโพลงด้วยความไม่อยากเชื่อหูตัวเอง


   “นางบ้าไปแล้วหรือไง? แค่เด็กขอบเขตแปรเทวะ กล้ามาท้าทายพวกเราที่อยู่ขอบเขตหลอมสุญตาเนี่ยนะ?”


   “ต้องบ้าแน่ๆ ไม่อย่างนั้นจะเสนอตัวมาให้ฆ่าถึงที่แบบนี้ได้ยังไง?”


   “ใครจะตายยังไม่แน่หรอก! ถ้าข้าชนะพวกเจ้าได้ ข้าก็ถือว่า ผ่านการทดสอบของสำนัก แล้วข้าก็มีสิทธิ์เข้าร่วมกับสำนักแสงอสูรได้อย่างสมเกียรติ ตกลงตามนี้นะ!”


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็หยิบหงเยี่ยนออกจากแหวนมิติ ทันทีที่กระบี่ปรากฏขึ้น พลังสะท้านก็กระจายออกมารอบทิศ เสริมให้นางดูน่าเกรงขามขึ้นทันตา


   ความหยิ่งผยองของเยี่ยหลิงหลง ทำเอาสองศิษย์สำนักแสงอสูรถึงกับหัวเราะเสียงดังด้วยความโมโห


   คิดจะชนะพวกเรางั้นหรือ? ขนาดชนะพวกเรา ก็ยังไม่เรียกว่าผ่านการทดสอบหรอกนะ! สำนักเรามีทั้งค่ายกลและคนคอยรับมืออยู่แล้ว แต่เด็กขอบเขตแปรเทวะอย่างนาง พวกเราแค่สองคนก็จัดการได้ ไม่ต้องถึงมือคนอื่นหรอก!


   แต่นางเป็นเพียงไก่อ่อนจากขอบเขตเล็กๆของขอบเขตแปรเทวะพวกเขาสามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องกลับไปร้องเรียกคนอื่นแต่อย่างใด


   “ได้! ในเมื่อเจ้าหาเรื่องตายเอง ข้าก็จะจัดให้! เอาไงล่ะ? เจ้าไปจัดการนางหรือข้าไปดี?”


   “แค่งานเล็กๆ เดี๋ยวข้าจัดการเอง”


   “งั้นก็รีบๆจัดการซะ ข้าจะกลับไปนอนแล้ว”


   พูดจบ อีกคนก็หาวหวอดแล้วหันหลังกลับเข้าไปในสำนักแสงอสูร ทิ้งให้ชายชุดดำรูปร่างผอมสูงยืนอยู่ลำพัง


   เมื่อเห็นว่าต้องจัดการคนเดียว ชายชุดดำก็ตั้งใจจะรีบจบเรื่องให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้กลับไปพักผ่อนเหมือนกัน เขาพุ่งเข้าใส่เยี่ยหลิงหลงทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงแต่อย่างใด


   เยี่ยหลิงหลงเห็นดังนั้นก็รีบถอยหลังออกไปหลายก้าวทันที


   “อะไร? กลัวขึ้นมาแล้วหรือ? สายไปแล้ว!”


   “เปล่าสักหน่อย ข้ามีนิสัยอยู่อย่างหนึ่งเวลาสู้ คือจะต้องแนะนำตัวให้รู้ก่อน จะได้รู้ว่าพวกเจ้ากำลังแพ้ให้ใครอยู่ไง!”


   นางยิ้มอย่างโอหัง พร้อมกับเอ่ยเสียงดังฟังชัด


   “ฟังให้ดีนะ! ข้ามาจากสำนักชิงเสวียน เยี่ยหลิงหลง!”


   “ได้ ข้าจะจัดให้เจ้าเอง! ฟังไว้! สำนักแสงอสูร ซ่งเหรินทง!”


   หลังจากแนะนำตัวเสร็จ ซ่งเหรินทงก็ไม่คิดจะเสียเวลาพูดมาก เขาพุ่งเข้าใส่เยี่ยหลิงหลงโดยที่ไม่แม้แต่จะชักอาวุธออกมา ตั้งใจจะเล่นงานนางให้จบๆด้วยท่าธรรมดาเพียงไม่กี่กระบวนท่า


   ทว่า ‘ตู้ม!’ ฝ่ามือแรกที่เขาซัดออกไป กลับถูกเยี่ยหลิงหลงรับไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ!


   ซ่งเหรินทงอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเร่งออกฝ่ามือที่สองตามมา


   แต่ฝ่ามือที่สองก็ยังถูกเยี่ยหลิงหลงปัดป้องได้อีกครั้ง! และคราวนี้นางไม่เพียงแค่รับไว้ แต่ยังฉวยโอกาสสวนกลับใส่เขาอีกด้วย!



บทที่ 713: ข้าจะกลับมาใหม่!



   เมื่อกระบี่ยาวของนางทะลุผ่านพลังฝ่ามือและฟันเฉียดแขนของเขาได้ ซ่งเหรินทงถึงกับถอยหลังไปสองสามก้าว ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังขึ้น


   ไม่นึกเลยว่าเด็กในขอบเขตแปรเทวะคนนี้จะมีฝีมืออยู่บ้าง ดูท่าจะต้องเอาจริงมากกว่านี้แล้ว


   เสียง เคร้งๆๆ! จากการปะทะของกระบี่และพลังฝ่ามือดังสะท้อนไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน ท่ามกลางความมืด เสียงนั้นยิ่งชัดเจนขึ้นอย่างน่าขนลุก


   แรกเริ่มซ่งเหรินทงแค่ตั้งใจจริงจังขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อเยี่ยหลิงหลงรับมือได้ถึงกระบวนท่าที่สิบ เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ


   แม้ว่านางจะยังคงอยู่ในฝ่ายเสียเปรียบ และแม้ว่าทุกครั้งที่นางรับกระบวนท่าจะดูเหมือนว่ากำลังจะพลาดพลั้งในการโจมตีถัดไป แต่สุดท้ายแล้วนางก็ยังไม่พ่ายแพ้!


   แม้ทั้งคู่จะอยู่ในขั้นต้นเหมือนกัน แต่ศึกนี้มันคือ ขอบเขตแปรเทวะกับขอบเขตหลอมสุญตา!


   ไม่ว่าจะมองมุมไหน เยี่ยหลิงหลงที่ยืนหยัดมาได้จนถึงตอนนี้โดยไม่พ่ายแพ้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ


   แต่แล้วไง? ต่อให้นางไม่ธรรมดาขนาดไหน ซ่งเหรินทงในฐานะผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาก็ไม่มีทางยอมแพ้เด็กขอบเขตแปรเทวะ!


   ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขาสู้แพ้เด็กคนนี้ แล้วต้องกลับไปขอความช่วยเหลือจากสำนัก ต่อไปเขาคงไม่กล้าสู้หน้าคนอื่นได้อีก


   ด้วยเหตุนี้ เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง ซ่งเหรินทงจึงทุ่มสุดตัว โจมตีรุนแรงและรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม


   แต่เยี่ยหลิงหลงกลับดูเหมือนต้นไผ่ที่ยืดหยุ่น แม้ลมจะแรงจนตัวเอนไหว แต่นางก็ไม่ล้ม และยังคงลุกขึ้นมาสู้ใหม่เสมอ


   ซ่งเหรินทงถึงกับหัวเสีย จนในที่สุดก็ต้องลงมืออย่างเต็มกำลัง ไม่มีการออมแรงใดๆทั้งสิ้น การต่อสู้ยิ่งดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมใคร


   เยี่ยหลิงหลงเองก็ไม่คิดจะยอมแพ้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าความต่างของระดับการฝึกฝนนั้นยากจะข้ามผ่านได้จริงๆ


   นางทุ่มสุดกำลัง ใช้ทุกกลยุทธ์ที่มี แต่ก็ยังไม่สามารถหาจุดพลิกสถานการณ์ได้เลย


   ครั้งก่อนที่เขาไป๋อู้ นางสามารถต่อสู้ข้ามขอบเขตกับศิษย์เคหาสน์เทียนหลิงและคว้าชัยมาได้ เพราะมีค่ายกลที่ตนวางเอาไว้บนเวทีช่วยเสริม


   แต่คราวนี้ ไม่มีค่ายกลอะไรทั้งนั้น มีเพียงแค่ตัวนางที่ต้องพยายามกัดฟันสู้สุดกำลังเท่านั้น


   แม้ในใจจะรู้ว่าโอกาสชนะนั้นริบหรี่ แต่นางก็ไม่ยอมแพ้เด็ดขาด! ต่อให้ชนะไม่ได้ นางก็จะยื้อจนถึงที่สุด!


   การต่อสู้ระหว่างทั้งสองดำเนินไปนานหนึ่งชั่วยาม... สองชั่วยาม... สามชั่วยาม... จนในที่สุด ตลอดทั้งคืนก็ผ่านพ้นไป


   ซ่งเหรินทงยังไม่สามารถจัดการเยี่ยหลิงหลงได้จนฟ้าสว่าง ทำเอาเขาหัวเสียจนแทบคลั่ง นี่สู้กันทั้งคืนแล้ว ยังไม่จบอีกหรือ? ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนอื่น มีหวังเขาไม่ต้องมีที่ยืนในสำนักแน่


   ในเมื่อรักษาศักดิ์ศรีไม่ได้แล้ว เขาก็ไม่สนจริยธรรมอะไรอีกต่อไป ซ่งเหรินทงหยิบสมบัติวิเศษออกมาจากแหวนมิติ แล้วระดมโจมตีใส่เยี่ยหลิงหลงอย่างไม่ยั้ง


   ตู้ม! สมบัติวิเศษพุ่งเข้าใส่หน้าอกของเยี่ยหลิงหลงเต็มแรง ส่งร่างนางลอยกระเด็นไปกระแทกพื้นอย่างจัง นางกระอักเลือดออกมาคำโต ร่างกายแทบจะขยับไม่ไหว


   ซ่งเหรินทงปาดเหงื่อบนหน้าผาก พลางคว้ากระบี่ของตัวเองพุ่งเข้าใส่เยี่ยหลิงหลง ตั้งใจจะฟันคอนางให้ขาด ก่อนที่เรื่องนี้จะบานปลายจนคนอื่นจับได้


   “ชนะแล้ว! ข้าชนะแล้ว! ตายซะเถอะ นังเด็กบ้า รีบๆไปตายซะ!”


   แต่ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นกลับเงยหน้าขึ้น พร้อมกับยิ้มเยาะส่งให้เขา


   “เจ้าคนขอบเขตหลอมสุญตา ที่รีบร้อนจะฆ่าเด็กขอบเขตแปรเทวะอย่างข้าเนี่ยนะ? น่าอายชะมัด”


   คำพูดนี้ทำเอาซ่งเหรินทงโกรธจนสมองแทบระเบิด แต่ก่อนที่กระบี่ของเขาจะฟันถึงคอนาง เยี่ยหลิงหลงก็พูดคำถัดมาที่ทำให้เขายิ่งคลั่งกว่าเดิม


   “ครั้งนี้ข้าแพ้ก็ไม่เป็นไร ครั้งหน้า ข้าจะกลับมาใหม่!”


   สิ้นคำพูด เยี่ยหลิงหลงกระตุ้นอักขระในมือทำให้ค่ายกลเคลื่อนย้ายทำงานทันที ร่างของนางหายวับไปในพริบตา กลับไปปรากฏอยู่บนเรือเหาะที่ซ่อนอยู่ในป่าลึก


   ซ่งเหรินทงที่เห็นร่างนางหายไปต่อหน้าต่อตา ถึงกับอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติและรีบวิ่งตามออกไปพร้อมกับตะโกนลั่น


   “หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ห้ามหนี! หยุดเดี๋ยวนี้!”


   บนเรือเหาะ เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆด้วยความสะใจ นางพึมพำกับตัวเองอย่างอารมณ์ดี


   ไม่ต้องห่วงน่า พอเรือเหาะลอยขึ้น ต่อให้เขาวิ่งจนขาขาดก็ไล่ตามไม่ทันหรอก! ลาก่อนนะ เจ้าซ่งหัวร้อน!


   นางรีบควบคุมเรือเหาะทะยานออกจากบริเวณบึงมังกรดำอย่างรวดเร็ว


   แสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มส่องลงมา ท่ามกลางหมอกจางๆที่ปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ ขณะที่เยี่ยหลิงหลงบินกลับถึงหุบเหวไร้สิ้นสุด


   เมื่อถึงที่หมาย เยี่ยหลิงหลงก็พบว่าสัตว์อสูรที่เคยบุกเข้ามาโจมตีภูเขาของนางเพิ่งจะสลายตัวหายไป


   แต่สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจก็คือ บนภูเขาของนางยังคงมีสัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตาสามตัวยังคงติดค้างอยู่บนยอดเขา


   ดูเหมือนค่ายกลที่นางวางเอาไว้จะได้ผลจนทำให้สัตว์อสูรเหล่านี้สามารถปีนขึ้นไปต่อไม่ได้ แต่จะกลับลงไปก็ไม่ได้เช่นกัน


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเรียกบรรดาสัตว์เลี้ยงออกมาพร้อมกัน ส่งให้พวกมันจัดการสัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตาสามตัวที่ติดอยู่บนภูเขาของนาง


   หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย นางก็เดินเปิดประตูห้องของตัวเองเข้าไป


   สิ่งแรกที่นางเห็นคือ จดหมายลาที่เขียนทิ้งไว้เมื่อคืน ยังคงวางอยู่บนโต๊ะอย่างเดิม


……


   เฮ้อ


   ยังไม่ได้แกะอ่านเลย ข้าก็กลับมาซะแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงหยิบจดหมายขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะบีบมันเบาๆด้วยพลังวิญญาณ จนมันกลายเป็นเถ้าถ่านสลายหายไป


   มันยากจริงๆ...


   นางอยากจะเข้าร่วมสำนักแสงอสูร แต่ตอนนี้แม้แต่คนเฝ้าประตูก็ยังสู้ไม่ได้เลย


   ต่อให้เอาชนะคนเฝ้าประตูได้และเข้าร่วมสำนักสำเร็จ นางก็ยังต้องพยายามไต่เต้าขึ้นเป็นศิษย์สายในให้ได้ ถึงจะมีโอกาสเข้าร่วมพิธีบูชา


   ต่อให้ได้เข้าร่วมพิธี นางก็ยังต้องเป็นสมาชิกสำคัญของพิธีนั้น ถึงจะมีโอกาสเข้าใกล้มังกรดำตัวนั้นได้


……


   แผนการอันยิ่งใหญ่ของเยี่ยหลิงหลงพังทลายไปครึ่งหนึ่งตั้งแต่วันแรก


   แต่หลังจากนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง นางก็เรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้อีกครั้ง


   ก็แค่สำนักแสงอสูรเอง จะยากแค่ไหนก็ยังดีกว่าการต้องไปสู้กับมังกรดำตัวนั้นแน่นอน!


   วันนี้สู้ไม่ชนะ ก็กลับมาฝึกฝนให้หนัก พรุ่งนี้ก็ไปสู้ใหม่สิ!


   ถึงสำนักแสงอสูรจะมีค่ายกลที่นางไม่สามารถลงค่ายกลเสริมพลังของตัวเองได้ แต่นางก็จะอาศัยพลังที่แท้จริงของตัวเองเข้าสู้


   คิดดูสิ เด็กขอบเขตแปรเทวะชนะผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาได้ มันจะเท่แค่ไหนกัน!


   นางมั่นใจว่า ถ้าลงมือสู้ซ้ำๆ ฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ หาจังหวะและกลยุทธ์ที่เหมาะสม ไม่ช้าก็เร็วนางต้องเอาชนะได้แน่!


   คิดได้แบบนี้แล้ว เยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่น่ายากอะไรอีกต่อไป


   นางหยิบสมบัติวิเศษที่ช่วยบำรุงร่างกายออกมาจากแหวนมิติหลายชิ้น พร้อมกับเลือกผลไม้วิญญาณเสริมพลังจากสวนที่นางปลูกไว้มาหลายลูก กินเข้าไปจนเต็มอิ่ม


   หลังจากนั้น นางก็เดินเข้าไปในห้องฝึกฝนที่สร้างขึ้นเองด้วยความภาคภูมิใจ และเริ่มต้นฝึกฝนอย่างมุ่งมั่น


   ครั้งนี้ พลังจากผลไม้วิญญาณ และโอสถทำให้นางเข้าสู่สภาวะฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับประสบการณ์จากการปะทะกับผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาเมื่อก่อนหน้านี้ ทำให้นางรู้สึกได้ว่าความเร็วในการฝึกฝนเพิ่มขึ้นกว่าที่ผ่านมา


   พลังวิญญาณภายในกายของนางโคจรอย่างต่อเนื่อง มันถูกเก็บสะสม แปรเปลี่ยน และกระจายไปตามเส้นลมปราณต่างๆทั่วร่างกาย ช่วยฟื้นฟู บำรุง และยกระดับพลังของนางอย่างเห็นได้ชัด


   เยี่ยหลิงหลงฝึกไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่สภาวะที่ไร้กาลเวลา รู้สึกเหมือนโลกภายนอกถูกตัดขาดไปโดยสิ้นเชิง นางไม่รับรู้ถึงสิ่งใดอีกต่อไป


   จู่ๆนางก็ตระหนักได้ว่า นี่คงเป็นสภาวะที่เรียกว่า ‘ลืมตัวตน’


   ในตำราเคยเขียนเอาไว้ว่า ผู้ฝึกตนที่สามารถเข้าสู่สภาวะนี้ได้ ความเร็วในการฝึกฝนจะพุ่งทะยานขึ้น ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นหลายเท่า และที่สำคัญคือ เวลาจะถูกลืมเลือนไปโดยสิ้นเชิง


   เมื่อนางออกจากสภาวะ ‘ลืมตัวตน’ ได้ นางลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เห็นก็คือ พระจันทร์เสี้ยวที่ห้อยอยู่บนฟากฟ้า


   อ้าว ผ่านไปหนึ่งวันแล้ว


   เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังขึ้นมาจากก้นเหวด้านล่าง พวกมันกำลังจะมาอีกครั้งตามเวลาเดิม


   เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น สภาวะลืมตัวตนนี่มันสุดยอดจริงๆ! ตอนนี้นางรู้สึกว่าพลังในร่างกายเต็มเปี่ยม


   อยากไปสู้สักตั้งจริงๆ!


   ว่าแล้วนางก็ไม่รอช้า รีบคว้าเรือเหาะออกไป ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องตรงไปยังสำนักแสงอสูร


   “พี่ชาย! ข้ามาแล้ว!”



บทที่ 714: นางมาอีกแล้ว! นางมาอีกแล้ว!



   ทันทีที่เสียงของเยี่ยหลิงหลงดังขึ้น ประตูหินของสำนักแสงอสูรก็แง้มเปิดออกเล็กน้อย ซ่งเหรินทงโผล่หัวออกมาจากข้างใน


   เมื่อเห็นว่าเป็นเยี่ยหลิงหลง เขาถึงกับเบิกตาโพลง สีหน้าตกตะลึงปนหวาดผวา แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก


   แล้วในอึดใจถัดมา…


   ปัง! ประตูหินถูกปิดลงทันทีเหมือนกับกลัวอะไรบางอย่าง


   เยี่ยหลิงหลงทำหน้างุนงง นี่เขาหนีทำไมเนี่ย? เมื่อวานยังปากดีคอยรักษาศักดิ์ศรีของขอบเขตหลอมสุญตาอยู่เลยไม่ใช่หรือ?


   “พี่ชาย! มีปัญญาแง้มประตูได้ ก็ออกมาสู้กันหน่อยสิ!”


   พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็หยิบเครื่องขยายเสียงอันเก่งจากแหวนมิติออกมาอีกครั้ง เตรียมจะตะโกนให้ดังลั่นเหมือนเมื่อวาน


   แต่ยังไม่ทันได้ใช้เครื่องขยายเสียงก็ถูกเก็บเข้าที่เดิม เมื่อประตูหินแง้มเปิดอีกครั้ง


   ครั้งนี้ คนที่เดินออกมาไม่ใช่ซ่งเหรินทง แต่เป็นศิษย์เฝ้าประตูอีกคนที่มาพร้อมกับเขาเมื่อวาน


   “เจ้ามาอีกแล้ว? เดี๋ยวนะ... เจ้ายังมีชีวิตอยู่ได้ยังไง? ซ่งเหรินทงบอกว่าเขาฆ่าเจ้าตายไปแล้วไม่ใช่หรือ?”


   คดีไขกระจ่างแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มขัน ในใจอดขำไม่ได้ที่เห็นท่าทางของซ่งเหรินทงเมื่อครู่ นางเดาได้ทันทีว่า เขาคงกลับไปโม้ในสำนักว่า เขาได้จัดการฆ่านางเรียบร้อยแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มขบขัน “ใช่ ข้าตายไปแล้วจริงๆนั่นแหละ แต่เมื่อเช้าดันมีคนไปเปิดฝาโลง เลยลากข้าขึ้นมาซะงั้น”


   นางพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย้าหยอก “ว่าไปเจ้าคงไม่เชื่อ ข้าฟื้นคืนชีพมาพร้อมกับกายาเพชรทองคำเชียวนะ! ข้าว่าด้วยความสามารถนี้ ข้าจะต้องเอาชนะพวกเจ้า และเป็นผู้เฝ้าประตูคนใหม่ของสำนักแสงอสูรได้แน่!”


   ศิษย์เฝ้าประตูที่ได้ยินถึงกับชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเข้าใจในที่สุดว่านางกำลังพูดจาล้อเลียนเขา พร้อมกับท่าทีอวดดีที่เหมือนจะมาแย่งงานเฝ้าประตูของเขา!


   เด็กน้อยขอบเขตแปรเทวะ กล้าพูดจาหยิ่งผยองเกินไปแล้ว!


   ใครจะไปทนได้!


   “รอเดี๋ยวเถอะ! วันนี้ข้าจะฆ่าเจ้าซะให้ได้!”


   พูดจบเขาก็พุ่งเข้าโจมตีทันที เยี่ยหลิงหลงเห็นดังนั้นก็รีบถอยหลัง รักษาระยะห่างไว้เหมือนเดิม


   “เจ้าจะเล่นลูกไม้อะไรอีก?”


   “ซ่งเหรินทงคงไม่ได้บอกเจ้าสินะ? เวลาข้าสู้กับใคร ข้ามีกฎอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือข้าจะต้องแนะนำตัวให้รู้ก่อนว่าคืนนี้ใครเป็นคนที่กำลังจะสั่งสอนเจ้าให้จดจำไปทั้งชีวิต!”


……


   เดี๋ยวสิ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว จะพูดอะไรชวนให้คิดไปไกลแบบนี้ได้ไหม?


   “สำนักชิงเสวียน เยี่ยหลิงหลง!”


   “สำนักแสงอสูร หวงฉีซาน!”


   หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จ ทั้งสองก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ต่างชักกระบี่ออกมาฟาดฟันกันทันที


   เสียงกระบี่กระทบกัน เคร้ง เคร้ง เคร้ง! ดังสะท้อนไปทั่วหุบเขายามค่ำคืน ราวกับเป็นบทเริ่มต้นของการต่อสู้อีกครั้ง


   หวงฉีซานแต่แรกคิดว่า ที่เยี่ยหลิงหลงยังไม่ตายเพราะซ่งเหรินทงคงเกิดใจอ่อนกับเด็กสาวหน้าตาน่ารักคนนี้ แต่พอได้ลงมือจริงๆ เขาถึงกับต้องเปลี่ยนความคิดใหม่


   แต่เมื่อต่อสู้กันจริง เขาถึงค้นพบว่าสาวน้อยผู้นี้แห่งขอบเขตแปรเทวะนั้นมีความสามารถพอสมควร


   เด็กสาวขอบเขตแปรเทวะคนนี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา! กระบี่แต่ละกระบวนท่าของนางนั้นรุนแรง เด็ดขาด และไหลลื่นราวกับน้ำไม่มีสะดุด พลังโจมตีแต่ละกระบี่หนักแน่นจนเขาแทบจะตั้งรับไม่ทัน


   นี่มันอะไรกัน? ข้าอยู่ขอบเขตหลอมสุญตานะ แต่กลับไม่มีทางได้เปรียบเด็กนี่เลยหรือ?


   หวงฉีซานตกใจจนเหงื่อแตกพลั่ก และยิ่งคิดก็ยิ่งหัวร้อนขึ้นมา เขาจะกลายเป็นความอับอายของผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาคนแรกเลยหรือไง?


   ด้วยความคิดนี้ หวงฉีซานก็ยิ่งฮึดสู้ สะบัดกระบี่ออกแรงสุดชีวิต ฟาดฟันเยี่ยหลิงหลงอย่างดุเดือดจนเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งพื้นที่


   ในทางกลับกัน เยี่ยหลิงหลงเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน เพราะหลังจากออกจากสภาวะ ‘ลืมตัวตน’ นางกลับรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


   ความรู้สึกถูกกดดันเหมือนเมื่อวานแทบจะหายไปหมด นางกลับยิ่งสู้ยิ่งสนุก ยิ่งฮึกเหิม โอ้โห นี่มันสุดยอดไปเลย!"


   แต่ถึงอย่างนั้น ความต่างของระดับการฝึกฝนยังคงเป็นกำแพงที่ยากจะข้ามผ่าน


   แม้การต่อสู้ครั้งนี้นางจะทำได้ดีกว่าเมื่อวานมาก แต่ก็ยังหาจุดพลิกเพื่อคว้าชัยชนะไม่ได้


   พริบตาเดียว การต่อสู้ก็ลากยาวมาจนถึงรุ่งสางอีกครั้ง


   เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย เส้นทางของผู้ฝึกตนนี่มันยาวไกลจริงๆนะ ถ้าจะขึ้นสู่จุดสูงสุด ก็ต้องทุ่มเทอีกเยอะเลยล่ะ


   หวงฉีซานมองนางด้วยสีหน้าบูดเบี้ยว


   เดี๋ยวก่อนนะ! เจ้านี่ถอนหายใจทำไม? ข้ายังไม่ทันร้องไห้เลยนะ! เจ้ารู้ไหมว่าข้าเจ็บปวดแค่ไหน? ข้าอยู่ขอบเขตหลอมสุญตานะ แต่กลับสู้เด็กขอบเขตแปรเทวะทั้งคืนแล้วยังชนะไม่ได้!


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มมุมปากแล้วตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ


   “เจ้าเศร้าไปทำไมล่ะ? ก็ยังไม่แพ้ไม่ใช่หรือ?”


   “ไม่ใช่ยังไงล่ะ!? อีกนิดเดียวข้าก็จะแพ้แล้วเนี่ย!”


   ดวงตาของเยี่ยหลิงหลงพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที


   "จริงหรือ?"


   หวงฉีซานที่สู้มาทั้งคืนทั้งร่างกายและสมองเริ่มเหนื่อยล้าสุดขีด พอหลุดปากออกไป เขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าเสียท่าแล้ว


   "ถุย! เจ้าต่างหากที่ใกล้จะแพ้แล้ว! เจ้าไม่ดูสภาพตัวเองเลยรึไง? ซ้ายโดนฟันไปสามแผล ขวาอีกห้าแผล แถมขาเจ้าก็มีแต่แผล แถมยังเลือดไหลไม่หยุดอีก!"


   “โอ้ เรื่องแค่นี้เอง ตามประสบการณ์ของข้านะ ข้าทนได้อีกครึ่งวันสบายๆ”


……


   ประโยคเดียวทำเอาหวงฉีซานถึงกับจิตใจพังทลายทันที


   อะไรนะ? สู้มาทั้งคืนแล้ว นางยังจะสู้ต่ออีกครึ่งวันหรือ?


   ถึงแม้เขาจะยังพอมีแรงเหลือ แต่เขาไม่อยากสู้ต่อแล้ว! ทั้งเหนื่อย ทั้งไม่มีประโยชน์อะไรเลย ตั้งแต่เฝ้าประตูมา เขาไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้มาก่อน!


   พอมาถึงตอนนี้ เขาเพิ่งเข้าใจเหตุผลว่าทำไมเมื่อคืน ซ่งเหรินทงถึงเห็นเยี่ยหลิงหลงแล้วรีบหายตัวกลับไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับอ้างว่า ปวดท้อง ขอไปเข้าห้องน้ำแล้วโยนหน้าที่ให้เขาแทน


   ตอนนั้นเขาเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก รีบตอบตกลงให้ซ่งเหรินทงไปพัก ผลคือเขาตกเป็นเหยื่อผู้โชคร้ายคนต่อไปนี่ไง!


   มาถึงตอนนี้ หวงฉีซานก็เดาได้แล้วว่า เมื่อคืนซ่งเหรินทงคงสู้กับเยี่ยหลิงหลงมาทั้งคืน แต่ไม่สามารถเอาชนะนางได้ จึงหาทางหลีกเลี่ยงไม่ต้องสู้ต่อ แล้วดันมาหลอกให้เขามารับช่วงต่อแทน


   แต่ว่าตอนนี้ทุกอย่างมันสายไปแล้ว ถ้าสู้ต่อไปจนคนในสำนักแสงอสูรรู้เรื่องเข้า เขาคงได้อับอายไปทั้งสำนักแน่


   หวงฉีซานกัดฟัน พูดออกไปอย่างหัวเสียสุดๆ “พอได้แล้ว! เจ้าทำแบบนี้ต้องการอะไรกันแน่? ทรมานข้าไปเพื่ออะไรกัน?”


   “ก็ข้าบอกแล้วไงว่าข้าต้องการเข้าร่วมสำนักแสงอสูรน่ะ”


   “ข้าก็บอกชัดเจนไปแล้วไม่ใช่หรือ? เจ้าระดับการฝึกตนไม่ถึงเกณฑ์ สำนักเราไม่รับเจ้าเด็ดขาด!”


   “ใช่ ระดับการฝึกฝนของข้าอาจยังไม่ถึง แต่ถ้าความสามารถของข้าถึงล่ะ? ทำไมพวกเจ้าถึงเข้าได้ แล้วทำไมข้าจะเข้าไม่ได้ ถ้าข้าชนะพวกเจ้าได้?”


……


   ก็มีเหตุผลอยู่นะ…


   แต่คิดอีกที ถ้าเด็กนี่เข้ามาได้จริงๆ พวกเขาสองคนก็คงโดนไล่ออกแน่นอน!


   ถ้าขนาดเด็กขอบเขตแปรเทวะยังเอาชนะไม่ได้ แล้วจะให้สำนักแสงอสูรวางใจให้พวกเราดูแลประตูได้ยังไง?


   หวงฉีซานโกรธจนหัวแทบระเบิด หากไม่ใช่เพราะกลัวจะทำให้คนในสำนักรู้ เขาคงเอาสมบัติวิเศษหรือสัตว์ภูตทุกชิ้นที่มีออกมาถล่มเยี่ยหลิงหลงให้แหลกไปนานแล้ว!


   สุดท้ายเขาทนไม่ไหว ตะโกนลั่นไปยังประตูสำนักแสงอสูร


   “ซ่งเหรินทง! ฟ้าสว่างแล้ว! เจ้าออกมาซะดีๆ!”


   เสียงตะโกนดังลั่นทำให้ประตูหินเปิดออกอีกครั้ง ซ่งเหรินทงเดินโผล่ออกมาจากด้านในอย่างงุนงง


   “อ้าว เปลี่ยนเวรแล้วหรือ? เจ้าจัดการเสร็จหรือยัง?”


   “สร็จหรือไม่ เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจ เจ้าหน้าหมา! เจ้ามันเจ้าเล่ห์ ปล่อยให้ข้าโดนเล่นงานทั้งคืน แล้วยังมีหน้ามายืนยิ้มอีก! รีบมาช่วยข้าสิวะ!”


   ซ่งเหรินทงหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะรีบวิ่งออกมาอย่างว่าง่าย


   ที่เขาไม่พูดเรื่องนี้ตั้งแต่แรก เพราะเขาไม่อยากโดนหัวเราะเยาะว่าแพ้เด็ก แต่ตอนนี้หวงฉีซานก็สู้ไม่ชนะเหมือนกัน ความอับอายก็แบ่งกันไปคนละครึ่งแล้วล่ะสิ!


   “มาแล้ว มาแล้ว! พวกเราสองคนร่วมมือกัน รับรองว่าเจ้าจะตายแน่! เจ้าเด็กบ้า กล้าบุกมาท้าทายสำนักแสงอสูร แถมยังคิดจะแย่งงานเราอีก! ตายซะเถอะ!”


   เมื่อซ่งเหรินทงเข้าร่วมการต่อสู้ กระบี่ของพวกเขาสองคนก็ประสานกัน โจมตีเยี่ยหลิงหลงจากสองด้านพร้อมกัน หวังจะจัดการนางให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว


   เยี่ยหลิงหลงเห็นสถานการณ์ไม่เข้าท่า คนเดียวทั้งคืนยังเอาชนะไม่ได้ เจอสองคนแบบนี้ยิ่งไม่มีทางสู้ได้แน่


   นางจึงไม่รอให้ถูกล้อม ใช้อักขระเคลื่อนย้ายในมือทันที


   “พวกเจ้ารอไว้เลย! ข้าจะกลับมาใหม่แน่!”


……


   คำพูดประโยคเดียวทำเอาสองคนหัวเสียจนแทบเสียสติ


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงใช้อักขระเคลื่อนย้ายหนีไป สองคนก็โกรธจัด ไล่ตามนางออกมาทันที ไล่ล่ากันจนเกือบทั่วป่า แม้กระทั่งเห็นนางขึ้นเรือเหาะหนีไปแล้วก็ยังไม่ยอมแพ้


   “ตามไป! ต้องฆ่านางให้ได้! ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ อีกสามวันนางต้องกลับมาอีกแน่ ใครจะไปทนไหว? แถมทุกครั้งที่มา นางก็แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม! ถ้าปล่อยไว้แบบนี้นานไป นางต้องเอาชนะพวกเราได้แน่!”



บทที่ 715: เขายังคงไร้เดียงสาเกินไป



   “แต่นั่นมันเรือเหาะนะ! ตามไม่ทันหรอก!”


   “เดี๋ยวนี้ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะรวยกันขนาดนี้เลยหรือ? ถึงได้มีเรือเหาะใช้ด้วย!”


   “แล้วปัญหาก็คือ นางรวยขนาดนี้แล้วทำไมต้องมาแย่งงานเฝ้าประตูของพวกเราด้วยล่ะ?”


   “ใครจะไปรู้ บางทีสมองอาจจะมีปัญหา ไม่สิ! แต่หลังจากคราวที่แล้วที่นางมาป่วน ผู้อาวุโสไม่ใช่เพิ่งออกมาซ่อมแซมค่ายกลไปหรือ? แล้วนางยังเข้ามาได้อีกได้ยังไง?”


   “ไม่รู้สิ แล้วเราควรจะรายงานเรื่องนี้ดีไหม?”


   “ช่างมันเถอะ ถ้ารายงานไป พวกเขาก็จะรู้ว่ามีเด็กขอบเขตแปรเทวะมาบุกถึงสองครั้ง และเราก็ฆ่านางไม่ได้สักที แถมปล่อยให้นางหนีรอดไปได้ทั้งสองครั้งอีกต่างหาก!”


   “ก็จริง...”


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงกลับมาถึงหุบเหวไร้สิ้นสุด ฟ้าก็สว่างเต็มที่แล้ว


   นางเพิ่งลงถึงพื้นยังไม่ทันได้เข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงฟู่ฮ่าวซิงดังขึ้นมาจากด้านหลัง


   “เจ้าไปไหนมาสองสามวันนี้?”


   เยี่ยหลิงหลงชะงักเล็กน้อย ท่าทางออกจะตื่นๆ แต่พอคิดได้ว่าฟู่ฮ่าวซิงคงแค่หลอกนาง นางก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วหันกลับไปตอบ


   “ข้าอยู่ในหุบเหวไร้สิ้นสุดตลอดเลย จะไปไหนได้?”


   “เจ้าหลอกใคร? เมื่อวานหรือแม้แต่วันก่อน ข้ามาที่นี่ก็ไม่เห็นเจ้าเลย”


   “พูดอะไรเหลวไหล! วันก่อนข้ายังไปเล่นที่ภูเขาของท่านอยู่เลยไม่ใช่หรือ?”


   “นั่นมันสามวันก่อนแล้ว”


   เยี่ยหลิงหลงถึงกับนิ่งไปชั่วครู่ ข้าฝึกในสภาวะลืมตัวตน ไม่ใช่แค่วันเดียว แต่สามวันเต็มๆ?


   “ดูเหมือนเจ้าจะอยู่ในห้องฝึกตลอดช่วงสามวันที่ว่า”


   “นี่ท่านจับตาดูข้าทุกวันเลยหรือ?”


   เมื่อรู้ตัวว่าถูกจับได้ ฟู่ฮ่าวซิงก็ไม่คิดปฏิเสธ ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา


   “แล้วมีปัญหาอะไรหรือ? ถ้าเจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องกลัวที่ข้าจับตาดูเจ้า?”


   “ไม่มีปัญหา แต่ในเมื่อท่านจับตาดูข้าตลอดแล้ว เรื่องที่ข้าหายไปไหน คราวหลังไม่ต้องถามอีกนะ ถ้าตามไม่ทันก็โทษตัวเองเถอะที่จับผิดไม่ได้”


   ฟู่ฮ่าวซิงถึงกับพูดไม่ออก โดนคำพูดของเยี่ยหลิงหลงทำเอาสะอึก ก่อนที่นางจะรีบเดินกลับเข้าไปในห้องพัก


   เมื่อเข้ามาในห้อง เยี่ยหลิงหลงเรียกต้นอ่อนสีเขียวมารักษาแผลให้นางแบบง่ายๆ จากนั้นก็กินโอสถเสริมพลังและผลไม้วิญญาณอีกสองสามลูก ก่อนจะพักผ่อนไปครึ่งชั่วยาม


   หลังจากฟื้นตัวเต็มที่ นางลุกขึ้นแล้วตรงไปที่ห้องฝึกฝนของตัวเอง


   สภาวะลืมตัวตนนั่นสุดยอดจริงๆ นางต้องลองอีกครั้ง


   แต่ครั้งนี้ นางพยายามอยู่หลายรอบก็ไม่สามารถเข้าสู่สภาวะนั้นได้เลย สุดท้ายนางจึงตัดใจและหันกลับมาฝึกฝนตามปกติแทน เพราะเป้าหมายของนางยังต้องพัฒนาตัวเองให้รวดเร็วที่สุด


   ต้องเตรียมตัวให้พร้อม คราวหน้านางต้องเจอสองคนพร้อมกัน


   นางไม่กังวลมากนัก เพราะมั่นใจว่าตัวเองจะหาทางจัดการได้


   ครั้งนี้ เยี่ยหลิงหลงฝึกฝนต่อเนื่องอีกสามวันเต็ม จนกระทั่งคืนที่มืดสนิทและลมแรง นางก็ออกเดินทางด้วยเรือบินอีกครั้งมุ่งตรงไปยังสำนักแสงอสูร


   เหมือนกับทั้งสองฝ่ายจะนัดกันไว้ล่วงหน้า เพราะคราวนี้ เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันตะโกนเรียก ซ่งเหรินทงและหวงฉีซานก็ยืนรอนางอยู่ที่หน้าประตูแล้ว


   ทั้งสองคนถือกระบี่ยาวในมือ ท่าทางจริงจังราวกับกำลังจะสู้เพื่อเอาชีวิตเข้าแลก


   เยี่ยหลิงหลงยิ้มเยาะเบาๆ แล้วถามขึ้น


   “แน่ใจนะว่าจะมาด้วยกันทั้งคู่?”


   ซ่งเหรินทงตอบกลับด้วยความโมโห “เจ้าคิดว่าเราสู้เพื่อความยุติธรรมหรือไง? นี่มันไม่ใช่การประลอง เราต้องฆ่าเจ้า! เจ้าหวังจะได้สู้แบบยุติธรรมหรือไง?”


   “เปล่าหรอก ในเมื่อเจ้าสองคนลงมาพร้อมกัน ข้าเรียกสัตว์อสูรมาช่วยสักตัวก็คงไม่เกินไปใช่ไหม?” เยี่ยหลิงหลงหัวเราะในลำคอ


……


   แน่นอนว่ามันไม่เกินไปที่จะเรียกสัตว์อสูรมาช่วย แต่แบบนี้มันไม่ใช่การต่อสู้ที่ยุติธรรมแล้ว!


   สำหรับซ่งเหรินทงและหวงฉีซาน นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันเกี่ยวพันถึงตำแหน่งในสำนักของพวกเขา! ถ้าแพ้ อาจถูกเตะออกจากสำนักแสงอสูร


   ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขากลัวว่าจะสร้างความวุ่นวายจนเป็นปัญหาใหญ่ พวกเขาคงงัดทุกวิธีการออกมาจัดการนางไปแล้ว


   “หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว! เตรียมตัวตายเถอะ!”


   หวงฉีซานที่อัดอั้นมาตลอดสามวันไม่รอช้า รีบถือกระบี่พุ่งเข้าหาเยี่ยหลิงหลงทันที หวังจะล้างแค้นให้ได้


   เยี่ยหลิงหลงไม่สะทกสะท้าน นางเรียกเจาไฉ สัตว์เลี้ยงของนางออกมาจากแหวนมิติ


   ทันทีที่เจาไฉปรากฏตัว บรรยากาศหน้าสำนักแสงอสูรก็พลันถูกปกคลุมด้วยลมหนาวยะเยือก


   หวงฉีซานพุ่งโจมตีเยี่ยหลิงหลงอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่ซ่งเหรินทงพุ่งเป้าโจมตีเจาไฉ


   แต่เมื่อซ่งเหรินทงเห็นรูปร่างของเจาไฉเต็มตา เขากลับหยุดชะงักเหมือนถูกผีหลอก ตกใจจนแทบล้มลงกับพื้น


   “เจ้า...เจ้า...ราชาผี!?”


   “อย่ากลัวไปนักเลย เผื่อในอนาคตเราได้เป็นศิษย์ร่วมสำนักกัน ข้าจะบอกมันว่าอย่ากินเจ้าก็แล้วกัน”


……


   ซ่งเหรินทงถึงกับเสียศูนย์ไปทันที


   “อย่ามัวแต่ยืนอึ้ง! รีบจัดการให้มันจบไวๆ เราอุตส่าห์ฝึกหนักมาสามวันเพื่อวันนี้ จะให้มีข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด!”


   เมื่อถูกหวงฉีซานเร่ง ซ่งเหรินทงก็จำต้องลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับเจาไฉด้วยความหวาดกลัว


   เขาเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตา แต่ศัตรูของเขาคือ ราชาผีในขอบเขตหลอมสุญตา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่มีทางได้เปรียบ


   อย่างไรก็ตาม ความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขายังคงไร้เดียงสาเกินไป


   ไม่ใช่แค่เสียเปรียบ แต่เป็นฝ่ายเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต่อสู้เลยด้วยซ้ำ!


   แต่เจาไฉที่เป็น ‘เด็กดี’ ก็ทำตามคำสั่งเยี่ยหลิงหลงอย่างเคร่งครัด มันไม่ได้กินซ่งเหรินทง แต่เพียงแค่ขี่คอเขาเล่นเหมือนของเล่น ไล่บี้เขาทั้งคืน ทำให้เขาหวาดผวาและตัวเย็นจนแทบขาดใจ


   อีกด้านหนึ่ง หวงฉีซานก็ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่านี้นัก


   แม้เขาจะฝึกหนักมาสามวันจนพลังเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เยี่ยหลิงหลงกลับพัฒนายิ่งกว่าเขาไปอีก


   ไม่เพียงแต่ไม่ได้เปรียบ แต่ครั้งนี้กลับพ่ายแพ้ย่อยยับยิ่งกว่าครั้งก่อน


   ในทุกกระบวนท่าของเยี่ยหลิงหลงที่พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน หวงฉีซานก็ตระหนักได้ว่า อีกไม่นานเขาอาจจะสู้เยี่ยหลิงหลงไม่ได้เลย


   และเช่นเดิม การต่อสู้ของพวกเขาลากยาวไปจนถึงรุ่งเช้า


   แม้ครั้งนี้เยี่ยหลิงหลงยังไม่สามารถเอาชนะได้ แต่นางก็ไม่ได้กังวลอะไร พอถึงเวลานางก็ถอยกลับไปอย่างสงบ


   นางเข้าใจดีว่า การใช้วิธีอื่นเอาชนะพวกเขาไม่ได้ช่วยอะไร หากเป็นการบุกไปท้าทายแบบนั้นจริง พวกเขาสามารถนำเรื่องไปฟ้องเจ้าสำนักได้ และมันก็จะกลายเป็นการยั่วยุอย่างไม่มีเหตุผล


   เยี่ยหลิงหลงต้องการ เอาชนะพวกเขาด้วยพลังของตัวเองเท่านั้น เพราะแบบนี้นางถึงจะอยู่ในจุดที่ถูกต้อง เมื่อวันนั้นมาถึง การเข้าร่วมสำนักแสงอสูรก็จะไม่มีใครทัดทานได้อีก!


   ดังนั้น ในช่วงสามเดือนต่อมา เยี่ยหลิงหลงใช้เวลาช่วงกลางวันออกล่า สัตว์อสูรขอบเขตหลอมสุญตากับจี้จื่อจั๋วในก้นเหว ส่วนตอนกลางคืนนางก็ซ้อมฝึกในห้องฝึกฝน


   และทุกๆสามวัน นางก็ยังคงไปสำนักแสงอสูร เพื่อท้าทายเหมือนเดิม แต่ละครั้งนางสามารถเห็นความก้าวหน้าของตัวเองได้อย่างชัดเจน


   จนกระทั่งสิ้นสุดสามเดือน เยี่ยหลิงหลงมั่นใจเต็มที่ว่านางมีความสามารถมากพอที่จะล้มผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาได้แบบตัวต่อตัวแล้ว


   อย่างน้อยก็ซ่งเหรินทงกับหวงฉีซาน นางมั่นใจว่าพวกเขาไม่รอดแน่


   ในคืนเดือนมืดลมแรง เยี่ยหลิงหลงกลับไปที่สำนักแสงอสูร นางยืนเท้าสะเอวที่หน้าประตู หัวเราะอย่างหยิ่งยโส


   “พี่ชาย! ข้ามาอีกแล้ว! คืนนี้ ข้าจะทำให้พวกเจ้าคุกเข่าอ้อนวอน!”


   สิ้นเสียงประตูหินของสำนักแสงอสูรก็เปิดออก แต่คนที่เดินออกมากลับไม่ใช่คนที่นางคุ้นเคย


   "เจ้าเป็นใคร?"


   ทั้งสามคนถามออกมาพร้อมกัน


    “ซ่งเหรินทงกับหวงฉีซานไปไหน?”


   หนึ่งในนั้นตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ “พวกเขาสอบเลื่อนตำแหน่งได้ในช่วงบ่ายวันนี้ เลยย้ายไปทำงานที่โรงครัวแล้ว ต่อไปพวกเขาไม่ต้องเป็นคนเฝ้าประตูที่ต่ำต้อยอีกแล้ว”


   อีกคนถอนหายใจด้วยสีหน้าหม่นหมอง


   “ส่วนเราสองคน ซึ่งได้คะแนนบ๊วยสุดของการสอบ ก็ต้องมารับหน้าที่เฝ้าประตูแทน... ข้าไม่เข้าใจว่าพวกเขาบ้าไปแล้วหรือเปล่า ซ้อมหนักบ้าคลั่งอยู่สามเดือนเต็ม จนพลิกชนะพวกเราได้ด้วยพลังล้วนๆ”


……


   เยี่ยหลิงหลงยืนมองพวกเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง ราวกับหัวใจพังทลายลงในพริบตา


   นางอุตส่าห์ใช้เวลาสามเดือนเต็ม ต่อสู้ ฝึกฝน และศึกษากระบวนท่าของซ่งเหรินทงกับหวงฉีซานจนทะลุปรุโปร่ง วางแผนอย่างละเอียดเพื่อจัดการพวกเขาให้พ่ายแพ้ เพื่อที่นางจะบุกผ่านสำนักแสงอสูรได้สำเร็จ


   แต่สุดท้าย...


   พวกเขากลับเลื่อนตำแหน่งไปแล้ว!!!


   ส่วนคนที่มาแทน…


   แม้จะอยู่ในขอบเขตหลอมสุญตาเหมือนกัน แต่ดันเป็นหลอมสุญตาขั้นกลาง!!!



บทที่ 716: ข้าก็ไม่ได้อยากเหนื่อยขนาดนี้หรอกนะ แต่เจ้าบังคับข้า!



   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกหนักใจอย่างมาก


   ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา นางรู้ดีว่าซ่งเหรินทงและหวงฉีซานต่างตั้งใจฝึกฝนกันอย่างหนัก


   ไม่ใช่เพราะพวกเขามีความทะเยอทะยานอยากเลื่อนขั้น แต่เป็นเพราะพวกเขาแค่ไม่อยากเสียงานเฝ้าประตูนี้ไป


   แต่ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายแล้ว พวกเขากลับไม่สามารถเฝ้าประตูนี้ต่อไปได้อีก


   ปัญหาก็คือ นางควรทำยังไงดีล่ะ!!!


   นางใช้เวลาสามเดือนเต็มต่อสู้กับคนสองคนนี้ ศึกษาพวกเขาจนรู้ทุกกระบวนท่า ด้วยความฉลาดหลักแหลมของนาง นางสามารถใช้กลยุทธ์และประสบการณ์เพื่อเอาชนะพวกเขาได้แม้จะเป็นการสู้ข้ามขอบเขต


   แต่สำหรับผู้เฝ้าประตูใหม่สองคนนี้ ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงสอบแพ้ซ่งเหรินทงและหวงฉีซาน แต่ยังไงเสียพวกเขาก็เป็นขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลาง


   ถ้าจะเอาชนะพวกเขา นางคงต้องสู้ไปอีกหลายคืน ศึกษากระบวนท่าของพวกเขาให้ทะลุปรุโปร่ง แล้ววางแผนรับมือใหม่ทั้งหมด


   เรื่องที่ควรจบในคืนนี้ กลับต้องยืดเยื้อออกไปอีกไม่รู้กี่วันแบบนี้ เยี่ยหลิงหลงจะไม่เสียใจได้ยังไง!


   “หรือจะปล่อยไปดี? จริงๆแล้ว ข้าว่าที่มันห้อยอยู่บนคอของเจ้ามังกรดำนั่นก็ไม่แย่เท่าไหร่นะ อย่างน้อยก็ดีกว่ามาอยู่บนคอเจ้า...”


   เสียงไม่เหมาะสมดังขึ้นจากแหวนมิติของนาง เยี่ยหลิงหลงก้มลงมอง ก็เห็นเสวียนอิ่ง ที่ชอบทำตัวขี้ขลาดกำลังจะพูดต่อ แต่ดันกลัวจนรีบกลับเข้าไปในแหวนก่อนที่ประโยคจะจบ


   “หลบไปก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องนี้ข้าจดไว้แล้ว เดี๋ยวข้าค่อยสะสางกับเจ้าทีหลัง!”


   แม้คำพูดของเสวียนอิ่งจะทำให้นางเสียอารมณ์ไปบ้าง แต่ก็ดันช่วยให้นางสงบสติอารมณ์ลงมาได้ในที่สุด


   เสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์ เป้าหมายของนางยังเหมือนเดิม และสิ่งที่ต้องทำก็ยังคงต้องทำต่อไป


   ในสองเดือนที่นางสู้กับซ่งเหรินทงและหวงฉีซาน แม้ว่าพวกเขาจะโกรธเกลียดนางเข้าไส้ แต่การพูดคุยระหว่างสู้ก็ทำให้นางได้ข้อมูลสำคัญมามากมาย


   เธอรู้ว่า มังกรดำที่สำนักแสงอสูรบูชาอยู่ อาศัยอยู่ที่นั่นตั้งแต่ก่อนที่สำนักแสงอสูรจะถูกสร้างขึ้น มันมีอายุอย่างน้อยหลายพันปี


   ในการบูชาครั้งก่อน ทุกคนเห็นว่ามังกรดำมีสร้อยคอประกายระยิบระยับห้อยอยู่ที่เกล็ดตรงคอ


   ไม่มีใครรู้ว่าสร้อยคอนั่นมาจากไหน แต่ทุกคนก็ดูออกว่ามันชอบสร้อยเส้นนั้นมาก


   เจ้าสำนักถึงกับมองว่านั่นเป็นลางดีจากสวรรค์ และลงทุนทำสร้อยแบบเดียวกันนี้ขึ้นมาเพื่อตกแต่งที่แท่นบูชา และยังแจกสร้อยคอแบบจำลองให้กับศิษย์ทุกคนในสำนักอีกด้วย


   เยี่ยหลิงหลงเคยเห็นสร้อยคอของซ่งเหรินทงกับหวงฉีซานมาก่อน มันดูเหมือนตั้งใจทำเลียนแบบ แต่ฝีมือช่างนั้น...ไม่ค่อยน่าชื่นชมเท่าไหร่


   นอกจากนี้นางยังได้ข้อมูลมาว่า พิธีบูชาของสำนักแสงอสูรจัดปีละสองครั้ง คือ พิธีใหญ่ กับ พิธีเล็ก


   ครั้งก่อนที่นางเห็นเป็นพิธีเล็ก ซึ่งมีเพียงสมาชิกหลักของสำนักเข้าร่วมเท่านั้น


   ส่วนพิธีใหญ่ ซึ่งจะจัดในอีกสามเดือนข้างหน้า จะมีผู้เข้าร่วมมากขึ้นและยิ่งใหญ่อลังการกว่าเดิม ทำให้มีโอกาส ปะปนเข้าไปหรือจัดการบางอย่างได้ง่ายกว่า


   ดังนั้น พิธีใหญ่ในอีกสามเดือนข้างหน้าคือเป้าหมายสำคัญอันดับหนึ่งของเยี่ยหลิงหลง


   แม้ว่าตอนนี้จะเปลี่ยนคนเฝ้าประตูไปแล้ว แต่ถ้านางจัดการพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว นางก็ยังมีโอกาสบุกผ่านประตูและเข้าร่วมสำนักแสงอสูรได้


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังวางแผน คนเฝ้าประตูสองคนใหม่ก็จ้องเธอพร้อมถามด้วยน้ำเสียงไม่ไว้ใจ


   “เจ้าคือใคร? แค่ขอบเขตแปรเทวะขั้นต้น เจ้าเดินผ่านค่ายกลของสำนักแสงอสูรมาได้ยังไง?”


   “ก็เดินเข้ามาน่ะสิ”


   “เป็นไปไม่ได้! ค่ายกลหน้าประตูถูกตั้งไว้เพื่อกันผู้ที่ขอบเขตต่ำกว่าหลอมสุญตา เจ้าเป็นแค่แปรเทวะ ไม่มีทาง...”


   ยังพูดไม่ทันจบ เยี่ยหลิงหลงก็เดินกลับออกไป ก่อนจะเดินกลับเข้ามาให้พวกเขาดูอีกครั้ง


……


   ทั้งสองคนยืนงงในที่เกิดเหตุ มองหน้ากันอย่างมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มปรึกษากันว่าจะรายงานเรื่องนี้ยังไงดี จากนั้นก็หันกลับมาถามนางต่อ


   “เจ้ารู้จักคนเฝ้าประตูคนก่อนหรือ? เจ้าเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา? หรือมาหาพวกเขา?”


   “ไม่เกี่ยวข้องกัน ข้ามาเพื่อสมัครเข้าร่วมสำนักแสงอสูร ระดับการฝึกฝนข้าอาจยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่ถ้าข้าสามารถเอาชนะพวกเจ้าได้ ข้าก็ควรได้สิทธิ์เข้าร่วมสำนักแสงอสูรเหมือนกัน”


   เยี่ยหลิงหลงอธิบายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดึงกระบี่ยาวออกมา


   “มาเถอะ ใครจะเข้ามาก่อน?”


……


   แม้คนเฝ้าประตูใหม่จะยังไม่คุ้นเคยกับกระบวนการนี้ แต่เยี่ยหลิงหลงก็ช่วย ‘แนะนำ’ จนพวกเขาตั้งท่าเตรียมเข้าสู่การต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว


   ในวันแรกที่เปลี่ยนคนเฝ้าประตู นางขอให้หนึ่งคนกลับไปพักผ่อน และต่อสู้กับอีกคนตลอดทั้งคืน


   หลังจากต่อสู้กันทั้งคืน เยี่ยหลิงหลงก็พบว่า ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางคนนี้ดูเหมือนจะฝีมือไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทั้งพรสวรรค์และความขยันก็ไม่มี ดูเหมือนจะเป็นคนที่ปล่อยตัวปล่อยใจไปวันๆ ไม่แปลกใจที่ถูกซ่งเหรินทงกับหวงฉีซานแซงหน้า


   ในการต่อสู้ครั้งแรก นางเกือบจะเอาชนะได้แล้ว แต่พลาดจังหวะสำคัญไป และอีกฝ่ายก็ฟื้นตัวได้เร็ว ใช้ความได้เปรียบของระดับพลังฝึกฝนที่สูงกว่าเอาชนะนางไปอย่างฉิวเฉียด


   แต่นางไม่สามารถฉวยจังหวะนั้นได้ คู่ต่อสู้ก็ตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว ในที่สุดด้วยความแตกต่างของการฝึกฝนที่มหาศาล ทำให้เขาชนะไปอย่างเฉียดฉิว


   เยี่ยหลิงหลงไม่ได้กังวล นางกลับมาสรุปบทเรียน และตั้งใจฝึกฝนอีกสามวัน


   นางมั่นใจว่าภายในครั้งที่สองหรือสาม นางจะเอาชนะเขาได้อย่างแน่นอน


   เมื่อนางกลับไปอีกครั้ง คนเฝ้าประตูก็สลับเป็นอีกคนหนึ่งตามที่คาดไว้


   อย่าว่าไป อีกคนที่เปลี่ยนมาเฝ้าประตูนั้น แม้จะอยู่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางเหมือนกัน แต่ดูแข็งแกร่งกว่าอีกคนที่นางสู้ด้วยก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด


   ในคืนแรกของการต่อสู้กับเขา เยี่ยหลิงหลงยังไม่สามารถหาช่องโหว่ได้ แต่นางไม่ย่อท้อ เพราะไม่ว่าอย่างไร พวกเขาทั้งสองคนก็เป็นเพียงศิษย์ระดับล่างสุดที่ถูกซ่งเหรินทงและหวงฉีซานแซงหน้า


   การเอาชนะพวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึงสามเดือนแน่นอน


   แต่แล้ว... เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนและเยี่ยหลิงหลงเปลี่ยนคู่ต่อสู้ไปเรื่อยๆ


   สำนักแสงอสูรก็เปลี่ยนคนเฝ้าประตูอีกครั้ง


   ครั้งนี้ยังเป็นขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลาง แต่เป็นสองคนใหม่ที่นางไม่เคยเจอมาก่อน


……


   เยี่ยหลิงหลงถึงกับอึ้ง นางแค่ต้องการจะเข้าร่วมสำนักแสงอสูรเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นว่านาง ทำให้ศิษย์ระดับล่างสุดของสำนักแสงอสูรลุกขึ้นมาฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง


   “ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันต้องมาทำงานเฝ้าประตูแบบนี้”


   “ใครจะไปคิดได้ล่ะ?”


   “ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน พวกเขาเป็นบ้ากันไปหมดหรือไง? งานเฝ้าประตูทำไมถึงได้กลายเป็นเรื่องที่มีแรงบันดาลใจขนาดนี้?”


   “นั่นสิ ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน”


   หลังจากฟังพวกเขาบ่นจนจบ เยี่ยหลิงหลงก็ปรับอารมณ์ของตัวเองกลับมาเรียบร้อย


   ไม่เป็นไร สี่เดือนผ่านไป ยังเหลือเวลาอีกสองเดือน


   นางไม่เชื่อหรอกว่าความเร็วในการพัฒนาของนางจะแพ้ความเร็วในการเปลี่ยนคนเฝ้าประตูของสำนักแสงอสูร!


   นางยืนตรงหน้าพวกเขา ดึงหงเยี่ยนออกมา พร้อมจัดท่าทางเตรียมต่อสู้อย่างสง่างาม


   “ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องกังวล คำตอบกำลังจะมา”


……


   เยี่ยหลิงหลงแสดงให้เห็นด้วยการกระทำว่า ทำไมคนเฝ้าประตูของสำนักแสงอสูรถึงถูกเปลี่ยนตัวเร็วขนาดนี้


   ส่วนพวกเขาเองก็ตั้งใจฝึกฝนอย่างหนักจนในที่สุดก็ทนสู้ได้ถึงหนึ่งเดือนเต็ม ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยผู้เฝ้าประตูคนใหม่ในรอบการสอบคัดเลือกครั้งถัดไป


   พริบตาเดียว ห้าเดือนก็ผ่านไป


   สำนักแสงอสูรได้เปลี่ยนผู้เฝ้าประตูจนถึงรุ่นที่สี่


   เมื่อคนเฝ้าประตูรุ่นที่สี่ปรากฏตัวตรงหน้าเยี่ยหลิงหลง นางกำกระบี่ในมือแน่น


   นี่คือเดือนสุดท้ายของนางแล้ว


   นางต้องเอาชนะให้ได้ก่อนรอบการสอบคัดเลือกครั้งถัดไป มิฉะนั้น พิธีใหญ่ก็จะเริ่มขึ้น


   ไม่เพียงแค่นั้น ผลอู๋โยวก็กำลังจะสุกเต็มที่ แถมศิษย์พี่หญิงใหญ่ของนางก็ใกล้จะออกจากการเก็บตัวฝึกฝนแล้วเช่นกัน


   นางไม่มีเวลาเหลือแล้ว!


   “เฮ้ เด็กน้อย เห็นว่าเจ้าน่ารัก ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้า รีบไสหัวกลับไปซะ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้!”


   “โอ้ งั้นก็ลงมือสิ”


   เยี่ยหลิงหลงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไร้ความหวั่นไหว พลางเหวี่ยงกระบี่ในมือออกไปพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน แต่แฝงด้วยแรงกดดันมหาศาล



บทที่ 717: ความรำคาญทั้งหมดจะเป็นของเจ้า



   ตลอดเวลากว่าห้าเดือน ที่เยี่ยหลิงหลงต่อสู้กับศิษย์ขอบเขตหลอมสุญตาทั้งขั้นต้นและขั้นกลาง นางสะสมประสบการณ์การต่อสู้อย่างมหาศาล รวมถึงทักษะในการหาช่องโหว่และเอาชนะพวกเขา


   ดังนั้น เมื่อคนเฝ้าประตูรุ่นที่สี่เข้าประจำตำแหน่ง การที่นางยังคงพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความสามารถของนางสูงขึ้นกว่าเดิม


   ในการเผชิญหน้าครั้งแรกกับหนึ่งในคนเฝ้าประตูรุ่นที่สี่ในคืนแรก นางสามารถต่อสู้จนเกือบจะเสมอ


   และในอีกสามวันต่อมา เมื่อนางเผชิญหน้ากับอีกคนเป็นครั้งแรก นางก็สามารถสู้จนเสมอกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ!


   แม้ว่านางจะยังไม่สามารถเอาชนะศิษย์ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางคนใหม่ได้ แต่เยี่ยหลิงหลงกลับสามารถต่อสู้จนเสมอกับเขาได้ตั้งแต่การเผชิญหน้าครั้งแรก!


   ทุกครั้งที่นางสามารถต่อสู้จนเสมอได้ นั่นหมายความว่าในการต่อสู้ครั้งต่อไป นางจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างแน่นอน


   ข่าวนี้สำหรับเยี่ยหลิงหลงถือเป็นข่าวดีที่สุด มันทำให้นางมองเห็นแสงแห่งความหวัง


   ดังนั้นเมื่อฟ้าสาง นางจึงรีบยุติการต่อสู้และกลับไปโดยไม่ลังเล เพื่อเก็บตัวฝึกฝนและเตรียมพร้อมสำหรับครั้งสุดท้าย!


   ศิษย์เฝ้าประตูรุ่นที่สี่ กำลังจะกลายเป็นบันไดขั้นสุดท้ายให้นางก้าวเข้าสู่สำนักแสงอสูร


   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกตื่นเต้นจนเลือดในกายเหมือนจะเดือดพล่าน


   ตลอดเวลาครึ่งปีที่ผ่านมา นางพยายามอย่างหนัก และในที่สุด... นางก็ใกล้จะประสบความสำเร็จแล้ว


   ยิ่งไปกว่านั้น การสอบคัดเลือกของสำนักแสงอสูรจัดขึ้นเดือนละครั้ง ซึ่งหมายความว่า ศิษย์เฝ้าประตูรุ่นนี้จะไม่ถูกแทนที่เร็วๆนี้แน่นอน


   พี่เยี่ย ข้ากำลังมาแล้ว!


   ที่ยอดเขาเล็กๆในหุบเหวไร้สิ้นสุด ฟู่ฮ่าวซิงยืนอยู่ที่นั่น มองดูเรือเหาะของเยี่ยหลิงหลงบินกลับมาเหมือนทุกครั้ง จากนั้นเขาก็หันกลับไปยังภูเขาของตัวเอง


   แม้ว่าเขาจะไม่พูดอะไรออกมาตรงๆ แต่เขารู้ดีว่า ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา เยี่ยหลิงหลงออกจากสำนักทุกสามคืน


   ดังนั้น เขาจึงมายืนรออยู่ที่ยอดเขานี้เสมอในเวลานี้ เพื่อยืนยันว่านางกลับมาอย่างปลอดภัย และทำหน้าที่ ‘ตรวจสอบ’ ของเขาให้เสร็จ ก่อนจะกลับไปพักผ่อน


   แต่ครั้งนี้เขาสังเกตเห็นว่าเยี่ยหลิงหลงดูจะ ‘ตื่นเต้นมากกว่าเดิม’ เมื่อนางกลับมา... แม้จะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เขาก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย


   ช่างเถอะ บางทีอาจเป็นแค่ความรู้สึกคิดไปเองของเขา


   หลังจากเยี่ยหลิงหลงกลับมา นางก็ทำเหมือนเช่นทุกครั้ง โดยปล่อยให้เหล่าสัตว์เลี้ยงในมิติของนางออกไปค้นหาสิ่งของมีค่า ส่วนตัวเองกลับเข้าไปฝึกฝนในห้องฝึกฝน


   เสียงน้ำตกที่กระทบกับโขดหินด้านนอกทำให้จิตใจของเยี่ยหลิงหลงสงบลงอย่างรวดเร็ว นางจึงเข้าสู่สภาวะฝึกฝนได้อย่างราบรื่น


   และไม่นานหลังจากเริ่มฝึกฝน นางก็เข้าสู่ ‘สภาวะลืมตัวตน’ ได้อีกครั้ง นั่นทำให้นางยิ่งรู้สึกตื่นเต้น


   ในสภาวะอันแข็งแกร่งนี้ นางสามารถมองเห็น ร่างกายและเส้นลมปราณของตัวเองอย่างชัดเจน


   นางเห็นพลังวิญญาณในร่างไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆ และยังมองเห็น ‘ต้นไม้ใหญ่’ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในร่างของนาง


   ต้นไม้นี้มีสี่กิ่งก้าน แต่ละกิ่งเป็นตัวแทนของรากวิญญาณสี่ธาตุของนาง กิ่งก้านเหล่านี้มีตาอ่อนใสๆงอกขึ้นมา ดูสดชื่นเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา


   จากการฝึกฝนอย่างหนักในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา กิ่งที่เป็นตัวแทนของ ‘รากวิญญาณ’ ถูกเติมเต็มไปด้วยพลังวิญญาณอย่างสมบูรณ์ และดูเหมือนจะเริ่มแตกกิ่งในขั้นถัดไปแล้ว


   ในขณะเดียวกัน กิ่งของรากวารีและรากอัคคีก็อยู่ในสภาพเดียวกัน พร้อมที่จะพัฒนาไปอีกขั้น


   เหลือเพียงรากสายฟ้า ที่ยังคงขาดพลังวิญญาณเล็กน้อย


   แม้จะเป็นเพียง ‘เล็กน้อย’ ที่มองเห็นด้วยตาเปล่า แต่การเติมเต็มส่วนนั้นไม่ได้หมายความว่าจะใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเช่นกัน


   หากมีโอกาสที่เหมาะสม นางอาจสามารถเติมเต็มและทะลวงขีดจำกัดได้ทันที แต่หากไม่มีโชคช่วย นางก็อาจติดอยู่ตรงนี้ไปอีกนาน


   การฝึกฝนเป็นเรื่องของโอกาส ซึ่งสะท้อนอยู่ในรายละเอียดทุกประการจริงๆ


   เยี่ยหลิงหลงใช้เวลาประมาณสามวันในสภาวะลืมตัวตน พยายามเติมเต็มพลังวิญญาณในรากสายฟ้าให้สมบูรณ์


   แต่เมื่อนางออกจากสภาวะลืมตัวตน นางก็พบว่าพลังวิญญาณของรากสายฟ้าเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยังคงขาดไปอีกเล็กน้อย


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงลืมตาขึ้น นางรู้สึกเสียดายอยู่ครู่หนึ่ง


   แต่ไม่เป็นไร เรื่องที่นางพัฒนาช้ากว่าคนอื่นไม่ใช่เรื่องใหม่ นางรีบปัดความเสียดายนี้ออกไปจากหัว เพราะยังมีเวลาอีกประมาณสิบวันก่อนถึงกำหนดครึ่งปีที่ฟู่ฮ่าวซิงกำหนดไว้สำหรับการทะลวงขอบเขต


   ถ้าหา ‘พี่เยี่ย’ เจอแล้วค่อยเร่งฝึกฝนตอนนั้น บางทีอาจจะทัน


   แต่ถ้าสุดท้ายแล้วไม่ทัน... ก็สร้างเรือเหาะของตัวเองไปเลยก็ได้!


   ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ มุ่งหน้าไปที่สำนักแสงอสูร


   ด้วยสภาวะลืมตัวตนที่ยังหลงเหลืออยู่ นางจะต้องรีบเอาชนะผู้เฝ้าประตูและเข้าไปในสำนักให้ได้ ก่อนที่พิธีบูชาจะเริ่ม


   เมื่อเยี่ยหลิงหลงถือกระบี่และก้าวออกจากห้องฝึกฝน ด้านนอกเป็นค่ำคืนที่มืดสลัวแล้ว เบื้องล่างของหุบเหวไร้สิ้นสุด มีฝูงสัตว์อสูรที่พุ่งชนค่ายกลป้องกันภูเขาของนาง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แต่นางไม่สนใจพวกมัน


   เยี่ยหลิงหลงอาศัยแสงจันทร์ เปิดใช้งานเรือเหาะแล้วมุ่งหน้าไปยังสำนักแสงอสูรอย่างลับๆ


   เมื่อนางมาถึงและยืนอยู่ที่หน้าประตู ศิษย์เฝ้าประตูรุ่นที่สี่คนหนึ่งก็เดินออกมาทันที


   แต่ที่ทำให้นางแปลกใจคือ ทั้งสองคนนี้เคยถูกนางท้าทายมาแล้ว และต่างรู้ดีว่าไม่สามารถฆ่านางได้ แต่กลับไม่มีการร่วมมือกันซุ่มโจมตีเหมือนครั้งก่อนๆ


   ศิษย์เฝ้าประตูรุ่นที่สี่นี่ช่างมีแนวคิดที่แตกต่างจริงๆ


   “เจ้ามาอีกแล้ว? เจ้ามาทุกสามวันจริงๆหรือ? เจ้าไม่รำคาญบ้างหรือไง!”


   “ข้าไม่รำคาญหรอก แต่จากคืนนี้เป็นต้นไป ความรำคาญทั้งหมดจะเป็นของเจ้า”


……


   เยี่ยหลิงหลงชักกระบี่หงเยี่ยนออกมาแล้วฟาดฟันทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ


   ด้วยสภาวะลืมตัวตนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ นางไม่แม้แต่จะเสียเวลาลองเชิง ใช้แต่การโจมตีที่ตรงไปตรงมาและดุดันที่สุด


   แม้ระดับการฝึกฝนของนางจะต่ำกว่าอีกฝ่าย แต่แรงกดดันและพลังในการต่อสู้นั้นรุนแรงจนไม่อาจมองข้ามได้


   ไม่มีทางที่ใครจะมองว่านางเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะธรรมดา


   ฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ทันตั้งตัว ตกใจกับความดุดันของเยี่ยหลิงหลง พลังการต่อสู้ของนางในครั้งนี้รุนแรงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด


   เขารีบยกกระบี่ขึ้นป้องกันทันที แต่แรงโจมตีที่รุนแรงเกินคาดทำให้เขาต้องถอยหลังไปหลายก้าวอย่างเลี่ยงไม่ได้


   ทำไมผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะคนนี้ถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้!


   ผ่านไปแค่หกวัน ตั้งแต่การต่อสู้ครั้งที่แล้ว ความสามารถของนางกลับพัฒนาไปอีกระดับอย่างเห็นได้ชัด!


   ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมตั้งแต่ครึ่งปีที่ผ่านมา ศิษย์เฝ้าประตูของสำนักแสงอสูรถึงได้พยายามฝึกฝนกันอย่างเอาเป็นเอาตาย


   ก็เพราะเด็กสาวน่ารำคาญคนนี้ ที่คอยสร้างแรงกดดันไม่หยุดหย่อนน่ะสิ!


   ใครจะกล้าหย่อนยาน?


   ไม่มีใครอยากสู้กับนางทุกๆสามวันจนต้องเหนื่อยล้า เจ็บตัว และวิตกกังวล


   ถ้าชนะก็ไม่มีรางวัล เพราะมันเป็นสิ่งที่คาดหวังไว้อยู่แล้ว แต่ถ้าแพ้ นั่นคือ ความอับอายแห่งสำนักแสงอสูร!


   นี่มันแค่งานเฝ้าประตู ทำไมถึงต้องทำให้ยากขนาดนี้ด้วย!


   ไม่ได้ วันนี้จบการต่อสู้แล้ว เขาต้องกลับไปฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง เพื่อไม่ให้ตกต่ำถึงขั้นกลายเป็นตัวถ่วงในรอบการสอบคัดเลือกเดือนหน้า


……


   แต่ความคิดนั้นก็เป็นเพียง ภาพฝันที่สวยหรูเท่านั้น


   ความจริงนั้นโหดร้ายกว่าที่เขาคิดมาก


   เขาไม่ทันได้ตระหนักถึงปัญหาที่แท้จริงในการต่อสู้เมื่อหกวันก่อน ทั้งที่ตอนนั้นเกือบจะเสมอกันแท้ๆ


   เขาไม่ได้เร่งฝึกฝนพัฒนาตัวเองในทันที และนั่นทำให้วันนี้ เยี่ยหลิงหลงกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับการโจมตีที่รวดเร็วและโหดเหี้ยมยิ่งกว่าเดิม


   ตอนนี้เขาแทบจะต้านนางไม่อยู่แล้ว!


   ไม่จริงน่า! ไม่จริง!


   เขาจะกลายเป็นคนแรกในสำนักแสงอสูรที่แพ้ให้กับผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะจริงๆหรือ?



บทที่ 718: คราวนี้ข้าจะได้นอนหลับเต็มตาสักที!



   เขายิ่งคิดก็ยิ่งตื่นตระหนก ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า และยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจที่ไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากการต่อสู้ครั้งก่อน


   หกวันที่ผ่านมาเขาไม่ทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าครั้งนี้


   แน่นอน ถ้าเขาตั้งใจพยายามมาตลอดตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สำนัก เขาก็คงไม่ตกต่ำจนกลายเป็นคนท้ายแถว และต้องมาเจอกับจุดจบแบบนี้


   สุดท้าย เขาถึงกับย้อนคิดถึงจุดเริ่มต้นในวันที่ตัวเองก้าวเข้าสู่โลกหล้าผู้ฝึกเซียนภพบน


   ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน เขาคิดไปไกลถึงความล้มเหลวที่จะตามมา หากเขาถูกขับออกจากสำนักแสงอสูร หรือกลายเป็นตัวตลกตลอดกาลของสำนัก


   เขาคิดไปถึงขั้นว่าจะต้องดิ้นรนอย่างไรเพื่อสร้างชีวิตใหม่ให้กับตัวเองและฟื้นคืนศักดิ์ศรีของเขา


   แต่ในขณะที่เขายังคงจมอยู่ในห้วงความคิดและความเศร้าของตัวเอง เยี่ยหลิงหลงก็หาจังหวะโจมตีได้สำเร็จ


   ช่วงหลังเที่ยงคืนไม่นาน นางซัดฝ่ามือเข้าใส่เขาเต็มแรง ร่างของเขาปลิวกระเด็นไปชนเข้ากับภูเขาหินข้างสำนักแสงอสูรอย่างรุนแรง


   ในขณะเดียวกัน ตอนที่เยี่ยหลิงหลงลงมายืนมั่นคงบนพื้น กระบี่ในมือของนางก็จ่อไปที่ลำคอของเขา


   นางยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิ รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจและชัยชนะ


   "เจ้าแพ้แล้ว!"


   "ข้า... แพ้แล้ว"


   "ตอนนี้เจ้าอาจจะ..."


   เยี่ยหลิงหลงยังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงสูดหายใจแรงๆจากด้านข้าง พร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง


   "เขาแพ้! เขาแพ้ให้กับเยี่ยหลิงหลง! ยอดเยี่ยม! มันยอดเยี่ยมจริงๆ! ครึ่งปีนี้ ข้าใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง ต้องฝึกหนักทุกวันไม่กล้าหยุดแม้แต่เสี้ยวอึดใจเดียวในที่สุด!"


   ซ่งเหรินทงกำหมัดแน่น พร้อมกับยกมือขึ้นทำท่าทางแสดงพลังใจอย่างกระตือรือร้น


   "ในที่สุดก็มีคนแพ้ให้นางแล้ว กลายเป็นบันไดให้นางปีนขึ้นไปได้สักที ข้าปลอดภัยแล้ว! คราวนี้ข้าจะได้นอนหลับเต็มตาสักที!"


……


   ชายที่นอนอยู่บนพื้น น้ำตาคลอเบ้าทันที


   เขาเพิ่งเข้าใจตอนนี้เองว่า ทำไมเยี่ยหลิงหลงถึงสามารถยืนหยัดท้าทายอยู่หน้าสำนักแสงอสูรได้ถึงครึ่งปี


   แม้จะเปลี่ยนศิษย์เฝ้าประตูไปแล้วถึงสี่รุ่น แต่กลับไม่มีใครแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปแม้แต่คนเดียว


   ที่แท้ ทุกคนต่างมีความคิดเหมือนซ่งเหรินทง รอให้มีคนโชคร้ายแพ้ให้นาง และคนนั้นต้องไม่ใช่ตัวเอง!


   ก็นั่นแหละ ใครจะไปเล่าเรื่องแบบนี้? ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะมาท้าทายหน้าประตู ใครจะสนใจ?


   เจ้าสำนักและผู้อาวุโสจะลงมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองหรือ?


   ถ้าผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะเพียงคนเดียวก็ยังต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขา แล้วผู้เฝ้าประตูขอบเขตหลอมสุญตาเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไร?


   "เฮ้ เจ้ามาได้จังหวะเลย พาข้าเข้าไปหน่อยสิ?" เยี่ยหลิงหลงพูดพร้อมรอยยิ้มขบขัน มองไปทางซ่งเหรินทง


   "จะว่าไป ถ้าไม่มีข้า เจ้าก็คงยังเป็นแค่คนเฝ้าประตูอยู่ใช่ไหม? ดูสิ ข้ามา เจ้าก็ทะลวงไปถึงขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางแล้ว"


……


   พูดตามตรง แม้ครึ่งปีที่ผ่านมาเขาจะลำบากมาก แต่ตอนนี้สถานะของเขาในสำนักแสงอสูรก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


   เขาไม่ได้เป็นแค่ลูกกระจ๊อกไร้ตัวตนที่เฝ้าประตูไปวันๆอีกต่อไป


   พูดให้ถูก ต้องขอบคุณเยี่ยหลิงหลงจริงๆ


   และด้วยความสัมพันธ์จากการต่อสู้กันมาสามเดือน เขาก็ไม่ได้เกลียดนางเท่าไร


   "พาเจ้าเข้าไปก็ได้ แต่ตอนนี้คงยังไม่เหมาะ รอให้ฟ้าสว่างก่อนแล้วกัน?" ซ่งเหรินทงตอบ


   "ทำไมถึงยังไม่เหมาะ?"


   "เพราะคืนนี้กำลังมีพิธีบูชาใหญ่ ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไง ปีหนึ่งจัดสองครั้ง พิธีใหญ่ครั้งหนึ่ง พิธีเล็กครั้งหนึ่ง คืนนี้เป็นพิธีใหญ่พอดี เจ้าสำนักและผู้อาวุโสทั้งหมดอยู่ที่หลังเขา ณ บึงมังกรดำ เจ้าเข้าไปตอนนี้ก็ไม่มีใครมาต้อนรับเจ้าอยู่ดี"


   เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ถึงกับชะงักไป


   "เจ้า… เจ้าว่าอะไรนะ?"


   "ข้าบอกว่าวันนี้เป็นพิธีบูชาใหญ่น่ะสิ"


   "ใช่แล้ว ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าทำไมวันนี้ถึงมีแค่ข้าเฝ้าประตูอยู่คนเดียว? เดิมทีข้านัดกับอีกคนไว้แล้วว่าคืนนี้จะรุมซ้อมเจ้า! แต่เขาถูกสั่งให้ไปทำงานอื่นแทน ข้าเลยต้องมายืนรับมือเจ้าอยู่คนเดียวแบบนี้ไง!"


   "แต่ก่อนหน้านี้เจ้าบอกข้าว่าพิธีใหญ่จะจัดอีกครึ่งเดือนนี่นา!"


   เยี่ยหลิงหลงพยายามมาอย่างยาวนาน นางคิดว่านางกำลังจะประสบความสำเร็จ นางไม่เคยคิดเลยว่านางจะล้มเหลว


   ในตอนนี้จิตใจของนางพังทลายลงทันที แม้แต่น้ำเสียงก็ยังสั่นไหวโดยไม่รู้ตัว


   หากพิธีบูชาได้สิ้นสุดลงแล้ว นางจะมีหนทางอะไรอีกในการเข้าใกล้มังกรดำตัวนั้น? แล้วนางจะเอาสร้อยคอกลับมาได้อย่างไร? จะช่วยพี่เยี่ยของนางได้อย่างไร?


   "ก่อนหน้านี้ก็เป็นแบบนั้น แต่ครั้งนี้ถูกเลื่อนมาอย่างกะทันหัน และน่าจะใกล้จบแล้ว" ซ่งเหรินทงตอบ


   "ทำไมถึงเลื่อนล่ะ?"


   "เหตุผลเฉพาะเจาะจงน่ะรู้กันแค่เจ้าสำนักกับผู้อาวุโส ถึงข้าจะได้รับการเลื่อนขั้นแล้ว แต่ก็ยังเข้าไม่ถึงระดับนั้น"


   เยี่ยหลิงหลงจ้องมองซ่งเหรินทงด้วยความตกตะลึง จากนั้นก็หันไปมองศิษย์ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางที่อยู่ใต้กระบี่ของนางด้วยสายตาเลื่อนลอย


   ทุกความพยายามของนางดูเหมือนจะไร้ความหมาย...นางล้มเหลว นางพ่ายแพ้แล้วจริงๆ


   "ทำไมเจ้าดูเหมือนสนใจพิธีบูชานี้มาก? หรือว่าอยากเห็นมังกรดำในตำนาน? เฮ้ บอกเลยว่ามันทรงพลังสุดๆ! ข้าเคยเห็นมันครั้งหนึ่ง ยอดเยี่ยมจริงๆ! แต่เจ้าไม่ต้องหมดหวังนะ เจ้าไม่ใช่เพิ่งชนะเขาไปหรือ? ข้าสามารถแนะนำเจ้าได้ บางทีอีกครึ่งปี เจ้าจะได้เข้าร่วมพิธีครั้งหน้า"


   "ซ่งเหรินทง เจ้าหมายความว่ายังไง? เจ้าจะเข้าข้างฝั่งไหนกันแน่? ข้าถูกนางเอาชนะ เจ้ายังช่วยนางอีก! เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าครั้งหนึ่งเจ้าก็เคยเป็นเหยื่อเหมือนกัน?"


   "อะไร? ข้ากับเจ้าไม่ได้สนิทกันสักหน่อย แต่กับนาง อย่างน้อยเราก็สู้กันมาตลอดสามเดือน ระหว่างนั้นก็คุยกันไปด้วย ข้ากับนางยังมีความสัมพันธ์บ้าง อีกอย่าง...นางก็ดูดีกว่าเจ้านะ ข้าก็พอใจแบบนี้ ทำไมล่ะ?"


   "เจ้าคนทรยศ! มาสู้กันเลยดีกว่า!"


   "ก็มาสิ! แต่ตอนนี้เจ้ายังมีกระบี่จ่อคออยู่เลย...เอ๊ะ?"


   ซ่งเหรินทงเพิ่งพูดจบก็ถึงกับอึ้งไปทันที ขณะที่ศิษย์ร่วมสำนักที่ทะเลาะกับเขาก็อึ้งไปเหมือนกัน


   เพราะว่า เยี่ยหลิงหลงเก็บกระบี่กลับแล้ว


   "นางเก็บกระบี่แล้ว!"


   ศิษย์คนนั้นรีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ถอยหลังไปหลายก้าว ยกกระบี่ขึ้นตั้งท่าเตรียมตั้งรับ พร้อมกับหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์


   "เมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้าไม่แพ้!"


   "ไม่ใช่...เจ้า...เจ้าควรจับเขาไปเป็นตัวประกันแล้วบุกเข้าไปสิ ไม่อย่างนั้นพวกเรา..."


   ซ่งเหรินทงยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นเยี่ยหลิงหลงกระตุ้นอักขระในมือของนาง ทำให้นางหายตัวไปจากที่ตรงนั้นในทันที


   "หา? นางไปแล้วหรือ?"


   "เจ้าอยากรู้ก็ไปถามนางสิ ข้าจะรู้ได้ยังไง? แต่ยังไงก็ตาม ข้าบอกเลยว่าเมื่อกี้ข้าไม่ยอมรับ! ไม่มีหลักฐานนี่! ข้าถือว่าข้ายังไม่แพ้!"


   "แต่ว่า...นางอยากเอาชนะศิษย์เฝ้าประตูเพื่อพิสูจน์ตัวเองและเข้าไปในสำนักแสงอสูรจริงๆนะ นางพยายามมาเป็นเวลาครึ่งปีเต็ม ทั้งถูกซ้อม ทั้งต่อสู้ไม่หยุดเลย!"


   ซ่งเหรินทงยังไม่เข้าใจเหตุผล แต่อีกคนกลับไม่คิดจะสนใจ


   "ไปล่ะ ข้าจะกลับไปฝึกแล้ว! ครั้งหน้า ถ้านางกล้ามาอีก ข้าไม่มีทางแพ้แน่นอน! เรื่องวันนี้ ข้าจำไว้แล้ว ระวังตัวไว้เถอะ คราวหน้าข้าจะไม่ปล่อยนางไว้แน่!"


   "แต่ว่า..."


   "ยังไม่รีบเข้ามาอีก ข้าจะปิดประตูแล้วนะ!"



บทที่ 719: เจ้าอยากตายหรือไง?



   เมื่อถูกส่งกลับมายังเรือเหาะ เยี่ยหลิงหลงตกอยู่ในสภาวะสับสนวุ่นวาย สมองของนางเต็มไปด้วยความคิดยุ่งเหยิง ไม่ว่าใครจะพูดอะไรนางก็ไม่ได้ยินแม้แต่น้อย นางรีบควบคุมเรือเหาะ บินอ้อมสำนักแสงอสูร แล้วพุ่งตรงจากด้านหลังของบึงมังกรดำมุ่งหน้าไปยังบึงมังกรดำทันที


   นางพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วสูงสุด โดยไม่สนใจจะปกปิดร่องรอยของตัวเองด้วยซ้ำ


   จนกระทั่งเรือเหาะของนางมาถึงด้านหน้าบึงมังกรดำ กลิ่นอายเย็นเยียบราวน้ำแข็งพุ่งเข้าปะทะใบหน้าอย่างแรง ทำให้เรือเหาะหยุดชะงักลงโดยไม่อาจก้าวต่อไปได้


   เยี่ยหลิงหลงยืนนิ่งงันอยู่บนดาดฟ้าเรือเหาะ ราวกับถูกตรึงไว้กับที่


   ผิวน้ำของบึงมังกรดำยังคงเรียบสงบไร้ซึ่งระลอกคลื่น ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติหรือเคยเกิดเหตุการณ์ใดมาก่อนเลยสักนิด


   มีเพียงแสงไฟที่ลุกโชติช่วงบนแท่นบูชาที่อยู่ไกลออกไปเท่านั้น ที่เป็นสิ่งยืนยันว่าพิธีบูชาครั้งใหญ่นั้นเพิ่งเกิดขึ้น และตอนนี้ก็จบลงแล้วเรียบร้อยแล้ว


   ในใจของเยี่ยหลิงหลงตอนนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย นางนั่งลงบนดาดฟ้าเรือเพียงลำพัง จ้องมองไปอย่างเงียบๆ


   สำนักแสงอสูร


   ผู้คนจำนวนมากวิ่งกันอย่างเร่งรีบภายในสำนักแสงอสูร


   ตั้งแต่เจ้าสำนักที่แต่งกายหรูหรา ไปจนถึงเหล่าศิษย์ที่ช่วยงานในพิธีบูชา ทั้งหมดต่างพากันติดตามมาเป็นกลุ่มใหญ่เสียงดังเอะอะโวยวาย


   "เจ้าสำนัก เรากำลังจะไปที่ไหนกัน?"


   “ข้าก็ไม่รู้ ความคิดของท่านมังกรดำ เราจะไปคาดเดาได้อย่างไร?”


   “ถ้าเดินต่อไปอีกหน่อย จะออกจากสำนักแสงอสูรแล้วนะ! หรือท่านจะจากพวกเราไป? พวกเราบูชาท่านมาหลายพันปี ท่านเพิ่งกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ไม่นาน จะทิ้งเราไปง่ายๆแบบนี้หรือ?”


   “ถ้าไม่อย่างนั้นเจ้าจะทำอะไรได้? ท่านจะไป เจ้าห้ามได้หรือ? เจ้ากล้าหรือ? ถ้ากล้าก็ลองดูสิ!”


……


   ผู้อาวุโสที่อยู่ข้างๆ ทำหน้าเหมือนกินเผือกร้อนเข้าไปเต็มคำ


   แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าลองอะไรทั้งนั้น แม้แต่เจ้าสำนักที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการเองก็ยังได้แต่เดินตามอยู่ข้างหลังอย่างสงบเสงี่ยม พึมพำตอบคำถามเล็กๆน้อยๆไป


   ล้อเล่นหรืออย่างไร? นั่นคือท่านมังกรดำ ผู้มีอายุเก่าแก่เกินนับปีเชียวนะ!


   ตอนนี้ทุกคนก็เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านมังกรดำถึงได้สั่งให้จัดพิธีบูชาล่วงหน้าหลายวัน แถมยังเพิ่มจำนวนของเซ่นไหว้เป็นสามเท่า


   เพราะหลังจบพิธีครั้งนี้ ท่านถึงกับกลายร่างเป็นมนุษย์! เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย!


   หรือว่าท่านมังกรดำกำลังจะออกจากโลกใบนี้? ท่านจะจากไปจริงๆหรือ? ถ้าไม่จากไป แล้วท่านจะกลับไปอยู่ในบึงมังกรดำอีกไหม? หรือจะขึ้นมาแทนตำแหน่งเจ้าสำนักปกครองสำนักแสงอสูรโดยตรง?


   คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในใจของทุกคน แต่ไม่มีใครตอบได้สักคน


   ทันใดนั้น ไม่รู้ว่าใครพึมพำขึ้นมาจากด้านหลังว่า


   “เขาเป็นท่านมังกรดำที่อยู่ในบึงมังกรดำมานานหลายพันปีจริงๆหรือ?”


   “ก็แน่นอนสิ! ทุกคนก็เห็นตอนเขาแปลงร่างเป็นมนุษย์ชัดๆ เต็มสองตาตอนพิธีบูชาแล้วนี่! จะผิดได้ยังไง?”


   “แต่เขาดู...เด็กมากเลยนะ เหมือนแค่เด็กอายุสิบสามสิบสี่ปีเอง?”


   คำพูดนั้นเพิ่งหลุดปากออกไป จู่ๆสายลมเย็นยะเยือกและทรงพลังสายหนึ่งก็พัดมาจากด้านหน้า สายลมนั้นแหวกอากาศกลายเป็นคมมีดอันทรงพลัง พุ่งตรงฝ่าฝูงชนเข้าไปปะทะร่างของคนพูดอย่างแม่นยำ


   ชายคนนั้นรับรู้ถึงการถูกโจมตีและพยายามหลบสุดกำลัง แต่ด้วยพลังที่เหนือกว่ากดทับเขาไว้ ทำให้เขาไม่อาจหลบหนีได้ทัน การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยที่ทำได้ช่วยให้สายลมคมกริบเฉียดผ่านหน้าอกของเขาไปอย่างหวุดหวิด ก่อนจะพุ่งทะลุร่างของเขาไป


   เลือดพุ่งกระจายออกจากหน้าอกของเขา ราวกับดอกไม้สีแดงที่เบ่งบานกลางอากาศ ทำให้คนรอบข้างตกใจจนรีบถอยห่างออกไปหลายก้าว แต่ละคนหวาดกลัวว่าเป้าหมายคนต่อไปอาจเป็นตัวเอง!


   หลังจากถูกสายลมคมกริบพุ่งทะลุร่าง เขาล้มลงกับพื้นอย่างแรง เกือบสิ้นใจตายตรงนั้น ดวงตาเหลือกลอยแทบพลิกกลับราวกับหมดลมหายใจไปแล้ว


   โชคดีที่หัวใจไม่ได้รับความเสียหาย เขายังมีโอกาสรอดหากได้รับการช่วยเหลือทันเวลา!


   แต่ในตอนนั้น ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยชีวิตเขาเลย


   เพราะคนที่พวกเขาเรียกว่าท่านมังกรดำยังคงหันกลับมา สายตาเย็นชาจับจ้องอยู่ที่ชายคนนั้นไม่ละสายตา


   "ต่อไป..."


   เขาเพิ่งเอ่ยออกมาได้เพียงสองคำ จู่ๆคิ้วก็ขมวดแน่นก่อนจะหันหน้ากลับไปทางด้านหน้าอีกครั้ง


   ร่างที่อยู่เบื้องหน้ายังคงก้าวเดินต่อไป ไม่มีทีท่าจะชะลอความเร็วหรือหยุดพักแม้แต่น้อย


   "ช่างเถอะ"


   เขาจึงเลิกสนใจคนที่อยู่ด้านหลัง แล้วรีบเร่งฝีเท้าตามร่างที่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งนั้นทันที


   เมื่อเห็นว่าท่านมังกรดำจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก ผู้คนจึงกล้าพุ่งเข้าไปช่วยพยุงชายคนนั้นขึ้นมา


   "ถือว่าเจ้าโชคดีที่รอดตายมาได้! ต่อไปห้ามพูดพล่อยๆอีกนะ! ท่านมังกรดำไม่ใช่คนที่พวกเราจะวิจารณ์ได้ตามใจชอบ!"


   ชายคนนั้นหายใจหอบ ใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะทนพิษบาดแผลที่หน้าอกไม่ไหวและหมดสติไปในที่สุด


   อีกฟากหนึ่ง ร่างที่อยู่ด้านหน้าท่านมังกรดำยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงประตูใหญ่ของสำนักแสงอสูร


   ในตอนนั้น ซ่งเหรินทงและผู้เฝ้าประตูรุ่นที่สี่เพิ่งเดินกลับมาจากด้านนอก ทั้งสองคนกำลังทะเลาะกันไปพลาง ช่วยกันปิดประตูหินขนาดใหญ่ไปพลาง


   “ถ้าเจ้ายังจ้องจะคิดแค้นและเอาคืน ข้าก็จะไม่เกรงใจ เอาเรื่องที่เจ้าโดนผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะซัดร่วงเมื่อคืนนี้ไปประกาศให้คนทั้งสำนักรู้ไปเลย!” ซ่งเหรินทงขู่


   "เจ้า... เจ้านี่มันช่างไร้ยางอายจริงๆ!"


   “ข้ายอมทำเป็นไม่เห็นตอนเจ้าโดนซัดจนพ่ายแพ้ เจ้าเองก็น่าจะทำเป็นไม่เห็นตอนข้าซ้ำเติมเจ้าได้เหมือนกันนี่? ยังไงนางก็ไปแล้ว”


........


   ฟังดูมีเหตุผลนะ แต่ตรรกะมันไม่วิบัติไปหน่อยหรือ?


   “เฮ้อ เจ้าจะขี้ใจน้อยไปทำไม? ข้ามีลางสังหรณ์ว่านางคงไม่กลับมาแล้ว”


   "จริงหรือ?"


   “จริงสิ! ดูเหมือนนางจะล้มเลิกแล้ว ดังนั้นสิ่งที่นางลำบากมาครึ่งปีนี้คงไม่ได้เกี่ยวกับงานเฝ้าประตูอะไรเลย แค่เพื่อพิธีบูชาใหญ่เท่านั้น? แล้วนางคิดจะทำอะไรกันแน่?”


   “ใครจะไปรู้ล่ะ! แค่นางไม่คิดจะก่อเรื่องก็พอแล้ว”


   ทั้งสองคนพูดคุยกันไป จู่ๆก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวมาจากด้านหลัง ขณะที่ประตูยังปิดไม่สนิท พวกเขารีบหันไปดู


   พอหันกลับไป ทั้งคู่ถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออก


   นี่…นี่มัน…! ทำไมเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสของสำนักแสงอสูร ถึงพากันออกมาพร้อมหน้าแบบนี้?


   ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม? พวกเขารู้เร็วขนาดนี้เลยหรือว่าคนที่พวกเขาเลี้ยงไว้เป็นแค่ผู้เฝ้าประตูขอบเขตหลอมสุญตาไร้ฝีมือไม่สามารถเอาชนะขอบเขตแปรเทวะได้?


   แต่ถึงจะไล่ออกจากสำนักแสงอสูรก็ไม่น่าจะต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้ ถึงขั้นให้ผู้บริหารระดับสูงทั้งหมดมาอยู่พร้อมหน้ากันเลยใช่ไหม?


   การปฏิบัติแบบนี้ ดูจะดีเกินไปหน่อยหรือเปล่า?


   ซ่งเหรินทงเป็นคนแรกที่ได้สติ รีบดึงคนข้างๆให้คุกเข่าลงไปพร้อมกันทันที


   “คารวะท่านเจ้าสำนัก คารวะเหล่าผู้อาวุโสทุกท่าน!”


   ไม่มีใครตอบคำพูดของพวกเขา มีเพียงชายที่เดินนำหน้า ก้าวขึ้นไปอีกไม่กี่ก้าว แล้วเอื้อมมือไปผลักประตูใหญ่ที่พวกเขายังปิดไม่เสร็จให้เปิดออก


   เมื่อพวกเขาเห็นใบหน้าของชายคนนั้น ดวงตาของพวกเขาถึงกับเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า



บทที่ 720: มันคือโชคชะตา สหาย ทำใจเถอะ



   พูดจริงๆเลยนะ ทั้งชีวิตพวกเขาไม่เคยเห็นใครที่ดูดีขนาดนี้มาก่อน และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ คนคนนี้เป็นผู้ชายอีกด้วย


   เขาสวมชุดผ้าไหมสีดำเข้มคุณภาพเยี่ยม แต่แม้กระทั่งผ้าไหมชั้นดีที่อยู่บนตัวเขาก็ยังไม่อาจบดบังความสง่างามที่เปล่งประกายออกมาได้เลย


   ใบหน้าของเขาราวกับถูกทวยเทพสลักขึ้นเอง งดงามและละเอียดอ่อนจนทำให้ผู้คนแทบหาคำบรรยายไม่ได้


   การปรากฏตัวของเขา ทำให้สำนักแสงอสูรซึ่งเป็นสถานที่หยาบกระด้างและดุดันที่สุด กลายเป็นสถานที่ที่เปล่งประกายราวกับได้รับการประดับประดาด้วยแสงสว่างทันที


   เขาดูเหมือนไม่ใช่คนที่ควรอยู่ในโลกธรรมดาสามัญเช่นนี้ แต่ราวกับเทพเซียนที่ร่วงหล่นลงมาจากสวรรค์ชั้นเก้า


   เมื่อมือของเขาสัมผัสประตูใหญ่ของสำนักแสงอสูร เขาก็ผลักมันอย่างรีบร้อน


   แต่ประตูใหญ่ทั้งหนาและหนัก แรงผลักของเขาทำให้มันขยับไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


   ในตอนนั้นเอง สายลมคมกริบอันรุนแรงสายหนึ่งพลันพุ่งมาจากด้านหลัง ขณะที่แหวกผ่านตัวเขาไป ลมแรงนั้นทำให้เส้นผมสีดำสนิทของเขาปลิวไหวแผ่วเบา


   เสียง ‘ตู้ม!’ ดังกึกก้อง ประตูหินขนาดใหญ่ที่ผู้เฝ้าประตูรุ่นที่สี่เฝ้าด้วยความยากลำบากมาเนิ่นนาน ถูกทำลายจนแตกกระจาย


   เศษซากของประตูปลิวกระเด็นออกไปด้านนอก พร้อมกับลมเย็นยะเยือกจากภายนอกที่พัดกรูเข้ามา


   ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาซ่งเหรินทงและศิษย์ร่วมสำนักถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก นี่มันอะไรกันเนี่ย?


   ประตูใหญ่โดนพังไปแบบนี้ แล้วพวกเขาสองคนที่เป็นผู้เฝ้าประตูจะโดนจัดการยังไงล่ะ?


   เดี๋ยวก่อน... ซ่งเหรินทงถอนหายใจโล่ง.อก เขาไม่ได้เป็นผู้เฝ้าประตูแล้วนี่นา แล้วจะไปกังวลทำไม


   "เจ้ารีบร้อนขนาดนี้ กำลังหาอะไรอยู่หรือ? บอกข้ามาเถอะ ข้าจะช่วยเจ้าหาเอง!"


   เด็กหนุ่มที่ถูกสำนักแสงอสูรเรียกว่าท่านมังกรดำ เดินเข้ามาข้างหน้า มองชายผู้มีรูปลักษณ์งดงามราวเทพเซียนที่อยู่ข้างๆด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย


   “นางอยู่ไหน?”


   "ใคร?" มังกรดำดูสับสน


   เยี่ยชิงเสวียนก้มหน้ามองไปยังชายสองคนที่เพิ่งพยายามปิดประตู


   “พวกเจ้าสองคน ตอบข้ามา”


   ในตอนนั้น ซ่งเหรินทงและผู้เฝ้าประตูรุ่นที่สี่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น หน้าผากแนบติดพื้นโดยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามองเลยแม้แต่น้อย พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำถามนั้นกำลังหมายถึงพวกเขา


   ในตอนนั้นเอง มังกรดำมองตามสายตาของเยี่ยชิงเสวียน ก่อนจะเตะสองคนนั้นด้วยความหงุดหงิด


   "ก็ถามพวกเจ้าอยู่นี่ไง! นางอยู่ไหน!"


   สองคนที่ถูกเตะล้มกลิ้ง รีบตั้งตัวกลับมาแล้วคุกเข่าลงใหม่อย่างรวดเร็ว


   “ใครกันล่ะ?”


   “ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าใคร! แต่ถามมาก็ตอบไปสิ ยังกล้าถามกลับอีกหรือ?”


   มังกรดำขมวดคิ้ว สีหน้าแสดงความหงุดหงิดอย่างชัดเจน


   เมื่อเห็นว่ามีแววจะโดนซ้ำอีก ซ่งเหรินทงก็รีบตั้งสติและตอบกลับทันที


   “นางไปแล้ว!”


   “นางไปแล้ว?” เยี่ยชิงเสวียนพูดเสียงต่ำ


   “ใช่แล้ว เดิมทีนางชนะแล้ว ข้าก็ตกลงว่าจะพานางเข้าไปพบผู้อาวุโส แต่ไม่รู้ทำไม อยู่ๆนางก็เปลี่ยนใจเดินจากไป ทั้งที่ยืนหยัดต่อสู้มาตั้งครึ่งปีเต็ม!”


   ซ่งเหรินทงครุ่นคิดจนแทบหัวระเบิดแต่ก็นึกไม่ออกว่าอีกฝ่ายหมายถึงใคร สุดท้ายจึงตัดสินใจพูดชื่อเยี่ยหลิงหลงไปก่อน เผื่อจะเดาถูก


   ถ้าผิด คนผู้นี้น่าจะให้คำใบ้อื่นเพิ่มอีกเอง ซ่งเหรินทงจึงคิดว่าลองเดาดูก็คงไม่เสียหาย


   “เจ้าพูดอะไรกับนาง?”


   ซ่งเหรินทงและผู้เฝ้าประตูรุ่นที่สี่ชะงักไปชั่วขณะ นี่พวกเขาเดาถูกจริงๆหรือ? คนที่ถูกถามถึงคือ เยี่ยหลิงหลง?


   "ข้าก็แค่บอกว่าพิธีบูชาใกล้จะจบแล้ว แล้วนางก็รีบร้อนจากไปเลย"


   เยี่ยชิงเสวียนเงียบไปนาน ขนตายาวของเขาหลุบลงเล็กน้อย ภายใต้แสงจันทร์ มันทอดเงาดำจางๆบนใบหน้าที่แฝงความรู้สึกเศร้าสร้อย


   "นางไปไหน?"


   "พวกข้าไม่รู้"


   "แล้วนางพักอยู่ที่ไหน?"


   "ก็ไม่รู้เหมือนกัน"


   "พวกเจ้าไล่ตีกับนางมาตั้งครึ่งปี แต่ไม่รู้ว่านางพักที่ไหน?"


   คำพูดนี้ทำเอาซ่งเหรินทงและผู้เฝ้าประตูรุ่นที่สี่ถึงกับตกตะลึง ยิ่งไปกว่านั้น รุ่นที่หนึ่ง รุ่นที่สอง และรุ่นที่สามที่บังเอิญได้ยินอยู่ด้านหลังต่างก็ตกใจแทบพูดไม่ออก


   ใครกันที่ปล่อยข่าว? ข่าวแบบนี้หลุดไปถึงหูท่านผู้ลึกลับคนนี้ได้ยังไง! นี่มันน่าอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีไปเลย!


   "ก็...ก็จริงๆ ไม่รู้จริงๆนะ นางวิ่งเร็วมาก แทบจะจับตัวไม่ได้เลย แถมนางยังมีเรือเหาะอีก ไปไหนมาไหนได้อิสระ พวกข้าทำอะไรไม่ได้เลย"


   "แล้วนางพูดอะไรไว้อีก?"


   "ก็...ก็ไม่ได้พูดอะไรชัดเจน แค่รู้สึกว่านางอยากเข้าร่วมพิธีบูชามาก แต่ไม่รู้ทำไมถึงอยากนัก"


   สายตาของเยี่ยชิงเสวียนที่หลุบต่ำอยู่นั้น ทันใดนั้นก็เปล่งประกายขึ้น เขาเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว


   เขาไม่พูดอะไรอีก หมุนตัวกลับทันที มุ่งหน้าไปยังบึงมังกรดำที่อยู่หลังเขา


   การกระทำของเขา ทำให้ทุกคนงุนงง ไม่มีใครเข้าใจว่าเขาคิดอะไร รวมถึงการสนทนาเมื่อครู่นี้ก็ไม่มีใครจับต้นชนปลายได้


   เมื่อเขาเดินไป มังกรดำก็รีบตามไปทันที เช่นเดียวกับเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสที่พากันเดินตามติดเป็นขบวน


   "พวกเจ้าสองคนตามมา ข้ามีเรื่องจะถาม"


   ซ่งเหรินทงและผู้เฝ้าประตูรุ่นที่สี่ที่ถูกเรียกตัว รีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามไปด้วยความกังวล


   ไม่คิดเลย...ไม่คิดเลยว่าความลับนี้จะถูกเปิดเผยเร็วขนาดนี้


   ซ่งเหรินทงตบไหล่เพื่อนร่วมชะตากรรมเบาๆ "มันคือโชคชะตา สหาย ทำใจเถอะ"


   อีกฝ่ายยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่แฝงความแค้นเล็กน้อย "เจ้าเองก็เหมือนกัน เรื่องที่เจ้าสู้กับขอบเขตแปรเทวะมาสามเดือนแล้วยังไม่ชนะก็โดนเปิดโปงแล้วนี่? สหาย เราเศร้าร่วมกัน"


……


   แบบนี้ไม่ใช่ว่า ผู้เฝ้าประตูรุ่นหนึ่งถึงสี่ ไม่มีใครรอดเลยสินะ?


   บึงมังกรดำ บนเรือเหาะ


   เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นจากดาดฟ้าเรือ ถอนสายตาจากบึงน้ำที่เงียบสงบ


   นางก้มมองข้อมือตัวเองที่ถูกความเย็นจับจนมีน้ำค้างแข็งเกาะ พลางถอนหายใจ


   ระดับการฝึกฝนต่ำ ฝีมือไม่ถึง เพียงแค่อยู่ที่นี่สักพักก็ถูกความหนาวแช่จนแทบทนไม่ไหว


   ช่างเถอะ


   การจมอยู่กับความสิ้นหวังไม่ได้ช่วยอะไร โทษฟ้าดินไม่ใช่นิสัยของนาง


   ด้วยไหวพริบและปัญญาของนาง นางเชื่อว่าจะต้องหาวิธีอื่นได้แน่ นางไม่ยอมแพ้หรอก


   "พี่เยี่ย ข้าจะกลับมาช่วยเจ้าให้ได้! รอข้านะ!"


   นางตะโกนสุดเสียง ก่อนจะบังคับเรือเหาะหมุนตัวกลับและเร่งบินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง


   แต่ในความเงียบสงัดของค่ำคืนนี้ จู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น แหวกความเงียบในป่าทึบ ทำให้เสียงนั้นยิ่งชัดเจนกว่าปกติ


   เมื่อได้ยินเสียง เยี่ยหลิงหลงก็หยิบป้ายหยกสื่อสาร ที่กำลังส่งเสียงดังออกมาจากแหวนมิติของนาง ปรากฏว่าเป็นคำขอสนทนาจากฟู่ฮ่าวซิงที่ส่งมา


   เยี่ยหลิงหลงไม่อยากให้เขารู้ว่านางอยู่ที่ไหน เพราะนางยังบินมาได้ไม่ไกลนัก และยังบึงมังกรดำที่อยู่ด้านหลังอย่างชัดเจน นางจึงกดตัดสายของเขาทิ้งทันที




จบตอน

Comments