บทที่ 801: เจ้าจะทำไม? ไม่พอใจก็มาต่อยกันสักยกเลยสิ
เมื่อพวกสำนักแสงอสูรได้ยินว่าเยี่ยหลิงหลงมีวิธีการ ดวงตาของทุกคนก็เปล่งประกายขึ้นมาพร้อมกันในทันที
ต้องรู้ไว้ว่าเยี่ยหลิงหลงเพียงคนเดียวสามารถใช้กำลังเปลี่ยนศิษย์เฝ้าประตูทั้งแปดคนของสำนักแสงอสูรภายในครึ่งปีได้
และยังเป็นคนที่ใช้ขอบเขตแปรเทวะการขั้นต้นซ้อมท่านมังกรดำจนน่วมอีก!
แค่สองความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ ก็รู้ได้แล้วว่าสมองของนางฉลาดแค่ไหน
"แม่นางเยี่ยลองว่ามาสิ"
"การจัดการทั้งหมดพร้อมกันคงไม่ทันหรอก มันใช้เวลานานเกินไป และมีปัจจัยความไม่แน่นอนในการต่อสู้มากเกินไป พวกเราควรโจมตีอย่างแม่นยำเห็นจะดีกว่า"
เยี่ยหลิงหลงกระโดดลงมาจากต้นไม้ เดินตรงเข้าไปท่ามกลางพวกเขา เพื่อลดระยะห่างระหว่างทุกคน
"ตามที่พวกเจ้าเล่ามาเมื่อครู่ ผู้ที่ลอบทำร้ายและฆ่าปิดปากคนคือเกาเหวินเหวินแห่งเคหาสน์เทียนหลิง และสมุนของนาง ส่วนศิษย์คนอื่นๆของเคหาสน์เทียนหลิงถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใดเลย พวกเขาไม่รู้เลยว่าเกาเหวินเหวินทำเรื่องพวกนั้นใช่หรือไม่?"
"ใช่! เป็นเช่นนั้นขอรับ เพราะข้าได้ยินหญิงอัปลักษณ์ผู้นั้นวิ่งเข้ามา แต่กลับกล่าวหาว่าพวกเราแย่งผลอู๋โยวของนางไป"
"เมื่อคนอื่นในเคหาสน์เทียนหลิงก็ถูกหลอกเช่นกัน การฆ่าพวกเขาทั้งหมดจึงไม่จำเป็น อีกทั้งหากเราฆ่าพวกเขา พวกเขาจะช่วยเกาเหวินเหวินถ่วงเวลา จนกระทั่งคู่หมั้นจากสำนักหยวนอู่ของนางมาถึง ยามนั้นพวกเราก็จะเสียมากกว่าได้นะ
ดังนั้นพวกเราจะโจมตีอย่างแม่นยำ ทั้งแก้แค้นให้ศิษย์สำนักแสงอสูร และยังได้ผลอู๋โยวคืนมา เยี่ยงนี้ก็ถือว่าได้ประโยชน์สองต่อเลยมิใช่หรือ?"
หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ คนจากสำนักแสงอสูรก็มองหน้ากันไปมาหลายครั้ง
"แหม! คุ้นเคยกันขนาดนี้แล้ว พวกเจ้าอยากปรึกษากันก็ปรึกษาเถอะ ข้ารู้ว่าพวกเจ้ายังคงสงสัย ไม่เป็นไร! ปรึกษากันเถิด ข้าแค่เสนอความเห็นเท่านั้นเอง"
แต่เดิมพวกเขาลังเลและคิดจะแยกไปปรึกษากันสักครู่ แต่เมื่อเยี่ยหลิงหลงแสดงท่าทีจริงใจเช่นนี้ พวกเขากลับรู้สึกเกรงใจขึ้นมา
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่หลบหน้าเยี่ยหลิงหลงและปรึกษากันต่อหน้านาง ถือเป็นการให้ความไว้วางใจอย่างเต็มที่
การปรึกษาไม่ได้ใช้เวลานาน แม้จะรู้สึกว่าไม่ควรกวาดล้างเคหาสน์เทียนหลิงทั้งหมด แต่ในสถานการณ์ที่เวลาเร่งเร้าเช่นนี้ การโจมตีอย่างแม่นยำก็จะได้ผลประโยชน์มากกว่าและสูญเสียน้อยกว่ามากทีเดียว
แต่เดิมพวกเขากังวลว่าหากปล่อยคนอื่นในเคหาสน์เทียนหลิงไป คนพวกนั้นอาจจะกลับมาแก้แค้นก็เป็นได้
แต่พอคิดอีกที หากต้องต่อสู้กับศิษย์ทั้งหมดของเคหาสน์เทียนหลิง จนกระทั่งผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณบูรณาการของสำนักหยวนอู่มาถึง พวกเขาก็จะถูกแก้แค้นในทันที ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงอนาคตอีกต่อไป
ไม่นาน พวกเขาก็ตัดสินใจฟังคำแนะนำของเยี่ยหลิงหลง
"แต่ปัญหาก็คือ จะทำอย่างไรให้แยกพวกเขาออกจากกันได้เล่า?"
"ง่ายมาก"
เยี่ยหลิงหลงยิ้มบางๆ พลางโบกนิ้วเรียกให้พวกเขาเข้ามาใกล้
ครู่ต่อมา พวกเขาก็แยกย้ายกันออกไปอย่างรวดเร็ว
"ต้องรวดเร็ว เคลื่อนไหวให้คล่องแคล่ว เวลามีจำกัด"
"วางใจเถิด! เรื่องนี้จะต้องไม่พลาดแน่นอน!"
หลังจากที่พวกเขาแยกย้ายกันไปเตรียมการ เยี่ยหลิงหลงรออยู่ด้านบนครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าพวกเขาจัดการเกือบเสร็จแล้ว นางจึงกระโดดลงไปในช่องแยก
ตอนแรกที่เยี่ยหลิงหลงต้านทานการโจมตี และพุ่งขึ้นไปในช่องแยก
ศิษย์ทั้งหลายของฝั่งกงหลินอวี่ต่างก็เป็นห่วงนางจนแทบบ้า
ส่วนทางด้านเกาเหวินเหวิน ก็รู้สึกกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง ด้านหนึ่งก็หวังให้เยี่ยหลิงหลงตาย แต่อีกด้านก็หวังให้นางทำภารกิจเจรจาสำเร็จ
เพราะนางเองก็ไม่อยากตาย!!!
หลังจากการโจมตีด้านบนหยุดลง ทุกคนที่รออยู่ด้านล่างไม่ว่าจะฝ่ายไหนต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกโดยไม่รู้ตัว
ดูเหมือนว่าจะมีความหวัง เยี่ยหลิงหลงผู้นี้มีฝีมือจริงๆ
ด้านบนเงียบไปครู่ใหญ่ แต่เยี่ยหลิงหลงก็ยังไม่กลับมา ทุกคนเริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมาอีกครั้ง
ฝ่ายกงหลินอวี่เป็นห่วง ว่านางอาจจะเป็นอะไรไป
ส่วนฝ่ายเกาเหวินเหวินก็สงสัยว่าเยี่ยหลิงหลงหนีไปแล้วหรือเปล่า?
สรุปคือสีหน้าของทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
เกาเหวินเหวินนั้น เมื่อนางไม่สบายใจก็มักจะควบคุมปากตัวเองไม่อยู่
"มิใช่ว่านางหนีไปแล้วหรอกหรือ? หรือว่านางจงใจเสนอตัวไปเจรจาเพื่อฉวยโอกาสนี้ทิ้งพวกเราแล้วหนีไปคนเดียว?"
เมื่อนางเอ่ยปาก ศิษย์ที่อยู่ตรงหน้าก็ขมวดคิ้วเป็นพัลวัล บางครั้งก็อยากจะปิดปากนางเสียจริงๆจิตใจคับแคบ พูดจาน่ารำคาญยิ่งนัก
"หากเจ้าคิดว่าสามารถฉวยโอกาสจากการเจรจาหนีไปได้ เหตุใดเจ้าไม่ไปเจรจาเสียเองเล่า? นางไปแล้วสามารถหนีได้ แต่เจ้าไปแล้วทำไม่ได้หรือไร?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่ไป๋เวยก็ออกมาต่อต้านนางเป็นคนแรก กาเหวินเหวินใส่ร้ายศิษย์น้องหญิงเล็กของนางอีกแล้ว นางจะทนไหวได้อย่างไร
"เจ้า... ข้าก็แค่สมมติเท่านั้นเอง"
"สมมติอะไรกัน? มีแต่คนอย่างเจ้าเท่านั้นแหละที่จะทิ้งศิษย์ร่วมสำนักแล้วหนีไป!!! เพระาแบบนี้เจ้าถึงได้สงสัยว่าผู้อื่นจะทำเช่นนั้น ข้าเป็นศิษย์พี่หญิงของนางยังไม่กังวลเลย จำเป็นต้องให้เจ้ามาห่วงด้วยหรือ? เจ้าเป็นใครกัน?"
"ลู่ไป๋เวย!" เกาเหวินเหวินรู้ตัวว่าตนผิด และเถียงไม่ออก จึงเปลี่ยนวิธีข่มขู่แทน
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกที่ขัดใจข้าจะต้องเจอกับสิ่งใด?"
"หึ!! เจ้าน่ะรึ? เจ้าจะเรียกคู่หมั้นขอบเขตบูรณาการของเจ้ามาจัดการข้าหรือ? เจ้าเรียกคนได้ ข้าก็เรียกได้เช่นกัน! เจ้าเรียกมาหนึ่ง ข้าจะเรียกมาเป็นกลุ่มเลย! ลองดูสิ เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวเจ้าหรือ?"
เกาเหวินเหวินไม่คิดว่าลู่ไป๋เวยจะหยิ่งผยองถึงเพียงนี้ แม้แต่ผู้ฝึกขอบเขตบูรณาการก็ยังไม่สนใจ
แต่นางเองก็เป็นเพียงผู้ฝึกขอบเขตแปรเทวะเท่านั้น!
รอบกายของผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะจะไปมีผู้ทรงพลังที่เก่งกาจได้อย่างไร?
ยังจะบอกว่าเรียกมาเป็นกลุ่มอีก คงจะคุยโวไปเรื่อยมากกว่ากระมัง?
ช่างน่าโมโหจริงๆ!
เกาเหวินเหวินไม่อยากทะเลาะกับนางเพราะรู้ว่าเถียงไม่ชนะ แค่ผู้ฝึกขอบเขตแปรเทวะคนเดียว รอให้คู่หมั้นของนางมาถึงค่อยจัดการเป็นอันพอ!
รออีกครู่เดียว ไม่เพียงแค่ลู่ไป๋เวย แม้แต่เยี่ยหลิงหลงก็ต้องไม่ตายดี!
"คอยดูเถิด!"
นางเพิ่งจะพูดคำขู่ออกมา เสียงเคลื่อนไหวก็ดังมาจากด้านบน ร่างที่คุ้นเคยและทำให้นางต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกำลังปีนลงมาจากรอยแยก
พอลงถึงพื้น ก็พูดสิ่งที่นางไม่อยากได้ยินออกมา
"เกาเหวินเหวิน เจ้าช่างน่าชังยิ่งนัก ข้าเสี่ยงตายออกไปเจรจาเพื่อพวกเจ้า แต่เจ้ากลับฉวยโอกาสตอนข้าไม่อยู่รังแกศิษย์พี่หญิงของข้าอย่างนั้นรึ?"
"ข้าไม่ได้รังแกนาง!"
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก!" ลู่ไป๋เวยวิ่งออกมาจากฝูงชนแล้วกอดแขนเยี่ยหลิงหลงไว้
"นางเพิ่งพูดว่า พอขึ้นไปได้แล้ว นางจะเรียกคู่หมั้นมาฆ่าพวกเรา ข้ากลัวมากเลย! ฮือๆๆ..."
"อะไรนะ? นางจะรอให้พวกเราช่วยนางขึ้นไปก่อน แล้วค่อยหันมาฆ่าพวกเรารึ?"
"ใช่แล้ว ทุกคนได้ยินสิ่งที่นางพูดกันหมด!"
ลู่ไป๋เวยพูดเช่นนี้ หยวนหงจีและคนอื่นๆที่อยู่ข้างๆ ก็รีบยืนเข้าข้างนางทันที
"ใช่แล้ว พวกข้าได้ยินทั้งหมด"
"เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ต้องขึ้นไปแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องตาย ให้นางตายก่อนดีกว่า!!!"
"พวกเจ้า... พวกเจ้า!" เกาเหวินเหวินโกรธจนกระทืบเท้าบนพื้น
"เมื่อครู่นางเป็นคนมาทะเลาะกับข้าก่อน พวกข้าแค่เถียงกันไม่กี่ประโยค จะมาโทษว่าข้าผิดได้อย่างไร?"
"ใช่สิ!! ศิษย์พี่หญิงของข้าบอกว่าเจ้าผิด ก็คือเจ้าผิด!! เจ้าจะทำไม? ไม่พอใจก็มาต่อยกันสักยกเลยสิ"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า แสดงท่าทีเผด็จการไม่ฟังเหตุผลใดๆ
เห็นเกาเหวินเหวินทำท่าโมโหจนกระโดดโลดเต้นไปมา เฉินจื่อรุ่ยและกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังพวกนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังๆ
ช่างสะใจ! สะใจจนบรรยายไม่ถูกเลยจริงๆ!
ปกติแล้ว เกาเหวินเหวินก็ทำกับพวกเขาแบบนี้มิใช่หรือ?
อาศัยที่ตนเองมีอำนาจ คอยออกคำสั่งด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง แม้จะถูกก็ไม่ยอมปล่อยผู้อื่น
บังคับให้พวกเขาทำงานที่เหนื่อยและอันตรายที่สุด ยังต้องมายืนด่าและเย้ยหยันอยู่ข้างๆอีก
หากมีใครกล้าโต้แย้ง นางก็จะใช้อำนาจข่มขู่ผู้อื่น ไม่ก็อ้างถึงท่านประมุข ก็อ้างถึงคู่หมั้นของนาง
สรุปคือ ในสายตาของนาง ทุกคนล้วนต่ำต้อยกว่าสุนัข!
บทที่ 802: เจ้าหลอกข้ามิได้หรอก!!
ตอนนี้นางถูกเยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยตอบโต้กลับด้วยวิธีเดียวกัน ทำให้คนที่เคยถูกนางรังแกรู้สึกสะใจเป็นที่สุด!
"พวกเจ้าจะไม่ยึดหลักเหตุผลกันแล้วหรือ?"
"ไม่!!"
เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่ตรงนั้น ถ่วงเวลาต่อไปอีกครู่ เพื่อให้คนด้านบนมีเวลาเพียงพอในการจัดการ
"เจ้าต้องการอะไรกันแน่?"
เกาเหวินเหวินโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ กัดฟันดังกรอดๆ
ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานางถูกตามใจจนเคยตัว นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกผู้อื่นรังแกเช่นนี้!
"ขอโทษศิษย์พี่หญิงของข้าเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นพวกเราก็ตายด้วยกันทั้งหมด"
"ถ้าเช่นนั้นก็ตายด้วยกันเถอะ!"
"ได้!!!"
เยี่ยหลิงหลงตอบรับแล้วชักกระบี่ออกมาทันที ท่าทางจริงจังราวกับไม่ได้ล้อเล่น
"นี่เจ้าจะทำอะไรน่ะ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"
ท่าทีเช่นนี้ทำเอาเกาเหวินเหวินตกใจในทันที นางเพียงแค่คัดค้านไปตามสัญชาตญาณเท่านั้น
นางไม่ได้อยากตายจริงๆสักหน่อย!
นางอดทน นางจะอดทนผ่านช่วงเวลานี้ไป รอจนจ้าวหย่งฝานมาถึง ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง
พวกคนไร้ยางอายพวกนี้ จะลิงโลดไปได้อีกไม่นานหรอก!
"ข้าไม่อยากก่อเรื่องใหญ่โตกับพวกเจ้า หากเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาก็ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้น เจ้าไร้ญาติขาดมิตร แต่ข้ายังต้องดูแลศิษย์เคหาสน์เทียนหลิง..."
"หืม?"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย เกาเหวินเหวินก็รีบเปลี่ยนท่าทีในทันที
"ข้าไม่อยากมีเรื่อง ขออภัยด้วย"
"พูดให้ดังกว่านี้ และพูดให้ครบประโยคด้วย!!!"
"ลู่ไป๋เวย ข้าขออภัยเจ้าจริงๆ!"
"ศิษย์พี่หญิง ท่านพอใจแล้วหรือไม่?"
ลู่ไป๋เวยเหลือบมองสายตาของเยี่ยหลิงหลง เห็นว่านางก็ไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไป จึงพยักหน้ารับ
"พอใจแล้ว"
"ก็ได้!! เรื่องนี้ก็จบแล้ว ต่อไปทำตัวให้ดีๆ อย่าทำตัวเป็นสุนัขอีก!!"
เกาเหวินเหวินอยากจะด่าออกมาจริงๆ แต่คิดแล้วก็ปล่อยไป นางจะอดทน อดทนจนกว่าจ้าวหย่งฝานจะมาถึง เมื่อถึงตอนนั้น การกลั่นแกล้งที่พวกนางทำกับตน จะต้องคิดบัญชีเป็นร้อยเท่า!
"เจ้าเจรจากับคนด้านบนเป็นอย่างไรบ้าง?"
เรื่องวุ่นวายจบลงแล้ว ถึงเวลาที่ต้องกลับมาสู่เรื่องหลัก กงหลินอวี่จึงถามขึ้น แน่นอนว่าทุกคนต่างจ้องมองไปที่เยี่ยหลิงหลงด้วยสายตาเป็นประกาย
"เจรจาได้แล้ว เพียงแค่ส่งผลอู๋โยวคืนไป พวกเขาก็จะปล่อยพวกเราไป"
"ง่ายแค่นั้นเชียวหรือ? ไม่มีเงื่อนไขอื่นหรือ?" เกาเหวินเหวินสงสัย
"ง่ายแค่นั้นแหละ ไม่มีเงื่อนไขอื่นหรอก เพราะข้าพูดตรงๆว่าถ้าพวกเขาสู้จนตาย ข้าก็จะทำลายผลอู๋โยวนั่นซะ พร้อมกับปล่อยบุปผากระหายโลหิตออกมาด้วย จะไม่มีใครจะได้ผลอู๋โยว และไม่มีใครจะมีชีวิตรอดทั้งนั้น"
แม้จะฟังดูง่ายๆเพียงไม่กี่คำ แต่ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเยี่ยหลิงหลงต้องเจรจายากลำบากเพียงใด
แต่นางก็ยังเจรจาสำเร็จ ทำให้ความสูญเสียและการเสียสละของพวกเขาลดลงมากทีเดียว
"ถ้าเช่นนั้นก็ทำตามที่พวกเขาว่า ใช้ผลอู๋โยวแลกเส้นทางรอดของพวกเรา" กงหลินอวี่หันไปมองเกาเหวินเหวิน
"เอาผลอู๋โยวออกมาเถิด"
เกาเหวินเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ขยับเขยื้อนไปโดยพลัน
"เจ้ายังลังเลอะไรอีก? หลิงหลงต่อรองอย่างยากลำบากจนแทบเอาชีวิตไม่รอด เจ้าจะกลับคำตอนนี้อย่างนั้นหรือ?"
"อย่ามาพูดเรื่องเหลวไหลเช่นนั้นนะ! ข้าไม่ได้จะกลับคำ! แต่ผลอู๋โยวอยู่ในมือข้า เหตุใดข้าต้องส่งให้เจ้าด้วย! ข้าสามารถมอบให้พวกเขาเองได้!"
เมื่อจ้าวหย่งฝานไม่มา ผลอู๋โยวนี้คือที่พึ่งสุดท้ายของนาง นางไม่มีทางยกให้ผู้อื่นเด็ดขาด
นางเห็นเพียงเยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ
"นางพูดไม่ผิดหรอก ใครเป็นคนส่งก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องผ่านมือเจ้า ผลอู๋โยวที่นางแย่งชิงมา ก็ให้นางคืนไปเองเถอะ วางใจได้ พวกเราจะไม่แย่งชิงเด็กขาด"
เกาเหวินเหวินชำเลืองมองนางแวบหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยความระแวง
"แต่พวกเขามีข้อเรียกร้องอย่างหนึ่ง คือผู้ที่ถือผลอู๋โยวจะต้องอุ้มมันไว้ในมือ เพื่อให้พวกเขาเห็นผลอู๋โยวในทันที และจะต้องเห็นความจริงใจของพวกเราด้วย"
เกาเหวินเหวินคิดว่านี่ก็สมเหตุสมผลดี เพราะในการแลกเปลี่ยน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องถือไพ่เด็ดไว้ในมือ
"ได้"
"เชิญ!!!"
เกาเหวินเหวินหยิบผลอู๋โยวออกมาจากแหวนมิติ กอดมันไว้แน่นในอุ้งมือน้อยๆ
"ข้าจะนำทางอยู่ข้างหน้า ศิษย์พี่กงและคนอื่นๆ เดินตามข้ามา ส่วนพวกเจ้าเดินปิดท้าย"
"ไม่ได้!" เกาเหวินเหวินส่งสัญญาณด้วยสายตาให้พวกสมุนที่อยู่ด้านหลังนาง
"ข้าจะเดินนำหน้า พวกเขาเดินตามหลังข้า ส่วนกงหลินอวี่กับคนอื่นๆให้เดินอยู่ท้ายสุด"
นี่คิดจะล้อเล่นหรือไร นางจะไปเดินท้ายขบวนได้อย่างไร? หากคนข้างหน้าเดินหนีไปหมด เหลือแต่นางอยู่ท้ายสุดพร้อมผลไม้อู๋โยวจะทำเช่นไรเล่า?
นางต้องเดินอยู่ด้านหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองจะหนีออกไปได้เร็วที่สุด อีกทั้งหากคนด้านบนเปลี่ยนใจ คนรอบข้างที่สนิทกับตนก็จะช่วยปกป้องได้ ส่วนด้านหลังก็มีกงหลินอวี่กับพวกเขาคอยระวังหลังให้ นี่จะมิดีกว่าหรอกหรือ?!
เยี่ยหลิงหลงผู้นี้ช่างเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก นางวางแผนเก่งเหลือเกิน
หนึ่งคือนางคิดจะแย่งผลอู๋โยว
สองคือคิดจะให้นางอยู่ท้ายขบวน?
นางไม่โง่หรอก!! คิดจะทำร้ายนางหรือ? ไม่มีทาง!
นางรู้ว่าหากตนเองทำลายแผนของเยี่ยหลิงหลงไป คงจะถูกคัดค้านแน่ จึงพูดเสียงแข็งว่า "ถ้าไม่ทำตามที่ข้าบอก ข้าก็จะไม่ไป!"
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเยาะเบาๆ "ก็ได้ เจ้ากลัวข้าจะหลอก งั้นก็ทำตามที่เจ้าต้องการเถิด"
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงยอมอ่อนข้อ เกาเหวินเหวินก็เชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง พวกสมุนที่อยู่ข้างๆก็อดไม่ได้ที่จะแอบดีใจ
แม้ว่าเกาเหวินเหวินจะถูกต่อว่าอยู่เสมอ แต่ทุกครั้งที่ต้องขอโทษอย่างน่าอับอายก็เป็นนาง แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับพวกเขาด้วยเล่า? สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์จากนางก็คือข้านี่แหละ!
ดังนั้น ผู้คนจากเคหาสน์เทียนหลิงที่อยู่ด้านล่างจึงรีบจัดแถวเป็นสองแถวตามที่ได้แบ่งไว้เมื่อครู่
เยี่ยหลิงหลงนำอยู่แถวหน้าสุด เกาเหวินเหวินและคนอื่นๆอยู่ตรงกลาง กงหลินอวี่และพรรคพวกอยู่แถวหลังสุด
หลังจากจัดแถวเสร็จ ทุกคนก็รีบบินออกไปนอกช่องแยกในทันที
เกาเหวินเหวินติดตามเยี่ยหลิงหลงอย่างใกล้ชิด ทันทีที่ลงจอด นางก็เห็นสถานการณ์ด้านบน
ขณะนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ฝ่ายตรงข้ามได้จัดแถวเป็นสองแถว ตรงจุดที่พวกนางบินออกมา ราวกับต้อนรับด้วยการเปิดทางให้
แต่ในมือของทุกคนถือกระบี่มีและมีท่าทางดุดัน
หากต้องต่อสู้กันจริงๆ พวกนางที่บาดเจ็บและอ่อนแอคงไม่มีทางสู้ได้แน่
โชคดีที่การเจรจาสำเร็จลุล่วง ไม่เช่นนั้นนางก็ไม่กล้าคิด ว่าหากต้องต่อสู้กับพวกเขา ตนเองจะได้รับบาดเจ็บหรือไม่?
เมื่อเห็นนางเดินออกมา พวกเขาก็จ้องมองผลไม้อู๋โยวในมือนางไม่วางตา
แต่ละคนไม่อาจซ่อนแววตาเปล่งประกายและสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโลภได้
"เหตุใดตอนอยู่ข้างล่างนั้นถึงได้อืดอาดนัก? พวกเจ้าคงไม่ได้คิดจะเล่นอะไรแปลกๆ ใช่หรือไม่?"
"พวกข้ายังไม่ได้เดินออกจากวงล้อมของพวกเจ้าเลย จะเล่นอะไรได้?"
"ถ้าอย่างนั้นก็รีบๆหน่อยสิ อย่าให้ข้าจับได้ว่าพวกเจ้าแอบทำอะไรเล็กๆน้อยๆ!"
ภายใต้การตวาดของอีกฝ่าย เยี่ยหลิงหลงไม่ได้พูดอะไรอีก
นางเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบๆด้วยจังหวะที่ไม่ช้านัก
ขณะที่นางเดินไปข้างหน้า กองกำลังค่อยๆออกมาจากรอยแยก กลับขึ้นมาบนพื้นดินอีกครั้ง
ผู้คนที่ปีนขึ้นมามีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานก็มีเสียงร้อง "โอ๊ย" ดังขึ้นจากด้านหลัง
ทุกคนหันกลับไปมอง เห็นว่าขณะที่กำลังปีนออกมาจากรอยแยก
ลู่ไป๋เวยพลาดท่าลื่นไถลตกลงไป ร่างทั้งร่างร่วงกลับลงไปในรอยแยกอีกครั้ง
เห็นภาพนั้น เกาเหวินเหวินก็แค่นหัวเราะเยาะ
"ช่างไร้ประโยชน์ แม้แต่หนีก็ยังทำไม่เป็น สู้ตายอยู่ข้างในนั่นซะยังจะดีกว่า!"
อย่างไรก็ตาม พอนางเพิ่งพูดจบและกำลังจะหันกลับไปเดินต่อ
นางก็พบว่า เยี่ยหลิงหลงที่อยู่ด้านหน้าหายไปเสียแล้ว!
ในชั่วขณะนั้น หัวใจของนางเต้นรัวแรง ทั้งร่างตกอยู่ในความหวาดกลัวโดยสิ้นเชิง
บทที่ 803: นางไม่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกับเจ้าตั้งแต่แรก
เกาเหวินเหวินหันกลับไปมองทางด้านหลังของนางอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว และแน่นอนว่านางเห็นเงาร่างของเยี่ยหลิงหลง!
ในตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่บนปากของรอยแยก และในวินาถัดมา นางก็กระโดดกลับลงไปในรอยแยกต่อหน้าต่อตาทุกคน
และทันทีที่นางกระโดดลงไป เกาเหวินเหวินและพรรคพวกก็ได้ยินเสียงศัตรูที่อยู่ริมรอยแยกตะโกนออกมาว่า
"เร็วเข้า! พวกมันกำลังจะหนี! จุดชนวนระเบิด ระเบิดพวกมันให้ตายไปเลย!"
เมื่อคำสั่งถูกประกาศออกไป เสียงระเบิด
‘โครม! โครม! โครม!’ ก็ดังมาจากด้านข้าง กลบเสียงทั้งหมดจนแทบไม่เหลือ
เท่าที่เกาเหวินเหวินมองเห็น ทางออกของพวกนางที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมได้ถูกรอยแยกนั้นถล่ม จนมันทลายลงมาตลอดแนว
คนที่ขึ้นไปด้านบนแล้วไม่สามารถลงมาได้ ส่วนคนที่ยังอยู่ด้านล่างก็ขึ้นไปไม่ได้
‘ข้าถูกกับดัก! ข้าถูกกับดักเข้าแล้ว!’
เยี่ยหลิงหลงตั้งใจทำเช่นนี้ ขายทั้งนางและคนของนางให้กับฝ่ายตรงข้ามที่อยู่ด้านบน!
จากนั้นเกาเหวินเหวินก็กระโดดกลับลงไปรวมตัวกับคนอื่นๆที่อยู่ใต้รอยแยก!
ในตอนนั้น สมองของนางพลันว่างเปล่า มึนงงไปชั่วขณะหนึ่ง งุนงงไปโดยสิ้นเชิง!
นางไม่ได้เปิดโปงและขัดขวางแผนการของเยี่ยหลิงหลงแล้วหรอกหรือ? นางไม่ได้ทำตามการจัดการของเยี่ยหลิงหลง แล้วเรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
แล้วเหตุใดถึงยังติดกับดักอีก? เป็นไปได้อย่างไรที่จะติดกับดักแบบนี้?
หรือว่าเยี่ยหลิงหลงคาดเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่านางจะคัดค้านข้อเสนอ?
เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้! จะมีคนที่สามารถหยั่งรู้ทุกอย่างล่วงหน้าได้อย่างไร?
เกาเหวินเหวินไม่อยากจะเชื่อ แต่ในตอนนี้ก็จำต้องเชื่อเสียแล้ว
เพราะคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างบนและถูกล้อมไว้นั้น ล้วนแต่เป็นคนของนางทั้งสิ้น ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่คนเดียว
ที่แท้การวิ่งเร็วก็ไม่ใช่ทางออก ที่แท้การอยู่ท้ายขบวนก็ไม่ใช่คนที่จะประสบกับอันตรายที่สุด แต่กลับเป็นรอยแยกที่แบ่งแยกสองโลกออกจากกัน
คนที่อยู่ด้านล่างและหนีไปทางอื่นต่างหากที่ปลอดภัยที่สุด!
น่าเสียดายที่นางเข้าใจช้าเกินไป ตอนนี้นางถูกล้อมไว้เสียแล้ว
"พวกเจ้าอย่าเข้ามานะ ผลอู๋โยวอยู่ในมือข้า! หากพวกเจ้าบังคับข้า ข้าจะทำลายมันเสีย!" เกาเหวินเหวินตะโกนก้อง
"เช่นนั้นก็ทำลายสิ ใต้ต้นอู๋โยวไม่ได้มีผลอู๋โยวแค่ลูกเดียว แต่ในโลกนี้มีเจ้าแค่คนเดียว! เจ้าตายไปก็จบเรื่อง!!"
"พวก...พวกเจ้าอย่าเข้ามา! เยี่ยหลิงหลงหักหลังข้าใช่หรือไม่? นังคนทรยศ! นางให้ผลประโยชน์อันใดแก่พวกเจ้า? ข้าก็ให้ได้เหมือนกัน!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหล่าศิษย์สำนักแสงอสูรต่างหัวเราะลั่น
"ตั้งแต่เกิดมาเจ้าเป็นคนแรกเลยนะที่หลงตัวเองขนาดนี้ นี่เจ้าคิดจะเป็นคนเห็นแก่ตัวจนถึงวินาทีสุดท้ายเลยรึไร?"
"ใช่แล้ว! เจ้าว่าผู้ใดเป็นคนทรยศ? นางไม่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกับเจ้าตั้งแต่แรก จะเรียกว่าทรยศได้อย่างไร? เจ้าคงไม่ลืมสิ่งที่ตัวเองทำไว้หรอกกระมัง? เจ้ามีคุณสมบัติพอจะอยู่ฝ่ายเดียวกับนางหรือไรกัน?"
"ผลประโยชน์อันใดกัน? เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าลอบทำร้ายศิษย์ในสำนักพวกข้า แย่งชิงผลอู๋โยวของพวกข้าไป แล้วยังคิดจะฆ่าปิดปากทำลายศพอีก?"
"นางช่างน่าขันเสียจริงๆ ข้าจะบอกอะไรให้นะ! เมื่อเจ้าตาย ทุกสิ่งบนตัวเจ้าก็จะเป็นของข้า ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามอบให้หรอก"
"พอได้แล้ว อย่าเสียเวลาพูดมาก รีบจัดการให้เสร็จเถิด!"
เมื่อเสียงพูดจบลง เขาก็โบกมือ ศิษย์สำนักแสงอสูรทั้งหมดพุ่งเข้าโจมตีเกาเหวินเหวินและคนอื่นๆ
เกาเหวินเหวินตกใจจนร้องลั่น
"เร็วเข้า! ปกป้องข้าประเดี๋ยวนี้! ขอเพียงข้ายังมีชีวิตอยู่ รอสักพัก ศิษย์พี่ต้องมาช่วยพวกเราแน่! ตอนนั้น พวกเราไม่เพียงแต่จะรอดชีวิต แต่ยังจะได้ทุกสิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาด้วย!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ พวกสมุนรอบตัวเกาเหวินเหวินแทบจะร้องไห้ออกมา ยังคงเป็นประโยคเดิมๆอยู่เรื่อย แต่จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่ได้เห็นเงาของศิษย์พี่ผู้นั้นเลยมิใช่หรือ?
เมื่อครู่ พวกเขาภูมิใจที่ได้ติดตามเกาเหวินเหวิน คิดว่าในที่สุดก็ได้เลือกถูกคน และจะมีชีวิตที่ดีในวันข้างหน้าเป็นแน่
แต่เพียงชั่วขณะถัดมา ความเป็นจริงก็ตบหน้าพวกเขาอย่างจัง การติดตามเกาเหวินเหวินเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลาที่สุดที่พวกเขาเคยทำ
วันดีๆที่รอคอยไม่เคยมาถึง กลับต้องมาตายอย่างอนาถา หลังจากทนทุกข์ทรมานมามากมาย
หากรู้เช่นนี้แต่แรก เหตุใดต้องมาเป็นสุนัขรับใช้นางด้วย? หากเป็นตัวของตัวเอง อย่างน้อยก็จะตายอย่างสมศักดิ์ศรีกว่านี้มิใช่หรือ?!
น่าเสียดาย ในโลกนี้ไม่มีโอสถใดที่จะพาย้อนเวลากลับไปได้
คนฝั่งตรงข้ามก็มิได้รีรอแต่อย่างใด ไม่แม้แต่จะพูดจาไร้สาระ พวกเขาฟันกระบี่เข้ามาในทันที
เสียงดังเลือนลั่น
‘ตูม ตูม ตูม’ เสียงนั้นดังมาจากด้านบนไม่หยุด คนด้านล่างถูกกักเอาไว้ จนต้องถอนร่นกลับเข้าไปในรอยแยกอีกครั้ง
การโจมตีครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ครั้งก่อนเน้นแค่พลังทำลายล้างเท่านั้น แต่ครั้งนี้พลังทำลายล้างดูไม่รุนแรงเท่าใดนัก แต่ทุกที่ที่สายตามองเห็น รอยแยกทั้งหมดได้ถูกปิดกั้นไว้เสียแล้ว
หลังจากที่คนที่เหลือถอยกลับขึ้นมาบนพื้นดิน ทุกคนต่างตรวจสอบสภาพของกันและกัน
"เป็นอย่างไรบ้าง? พวกเจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่? ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?"
"ไม่เป็นไร พลังไม่แรงนัก เพียงแต่ด้านบนถูกปิดกั้นไว้ทั้งหมดแล้วนี่สิ"
"จะทำอย่างไรดี? พวกเราจะใช้กำลังเปิดช่องทางแล้วฝ่าออกไปดีหรือไม่?"
หลังจากที่ทุกคนพูดจบ สายตาของทุกคนก็จ้องมองไปที่เยี่ยหลิงหลง ราวกับกำลังรอให้นางคิดหาทางออก
เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่ตรงนั้นปัดฝุ่นที่เปื้อนแขนเสื้อของตน และเมื่อพบว่าทุกคนกำลังมองมาที่ตน นางก็ยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"หากออกไปตอนนี้ บางทีคนด้านบนอาจจะดักซุ่มอยู่ก็ได้ ไม่คุ้มเสี่ยงหรอก!"
"แล้วจะทำอย่างไร?"
"วิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือออกไปทางอื่น"
เยี่ยหลิงหลงชี้ไปอีกทิศทางหนึ่ง ที่นั่นมีอุโมงค์ที่เก๋อซินขุดไว้
"ในเมื่อพวกเขารออยู่ข้างบน พวกเราก็สามารถออกไปทางอุโมงค์ด้านนี้ได้พอดี"
"ทางนั้นจะมีคนลาดตระเวนอยู่หรือไม่? ตอนที่ข้าขึ้นไปก่อนหน้านี้ เคยเจอคนของพวกเขา" เก๋อซินถาม
"ถึงทางนั้นจะมีคนอยู่ ก็คงไม่มากเท่าที่นี่หรอก กำลังหลักของพวกเขาอยู่ข้างบนทั้งหมด พวกเรามีคนมากกว่า ต้องฝ่าออกไปได้เป็นแน่"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ลู่ไป๋เวยก็เดินไปทางอุโมงค์เป็นคนแรก
"โอ้! นี่พวกเจ้ากลัวกันขนาดนี้เลยหรือ ข้าจะนำหน้าเอง! มีข้าอยู่ รับรองว่าปลอดภัยแน่นอน! เพียงแค่พวกเราฟังคำของศิษย์น้องหญิงเล็กไว้แล้วออกไปกันเถอะ!"
พูดจบนางก็เดินนำหน้าไปจริงๆ พอเห็นนางเดินไป เยี่ยหลิงหลงก็รีบตามไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อพวกนางไปแล้ว คนที่เหลือก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
พวกเขารีบเดินตามหลังพวกนางไปยังอุโมงค์ที่เก๋อซินขุดไว้
ณ ที่นั้น ไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้ อีกทั้งยังไม่มีแรงกดดันจากบุปผากระหายโลหิตไล่หลัง พวกเขารีบเดินออกมาจากอุโมงค์ใต้ดิน และกลับขึ้นมาบนพื้นดินอีกครั้ง พวกเขายืนอยู่ในหลุมที่เต็มไปด้วยก้อนหิน ซึ่งถูกขนย้ายออกไปจนหมด
หลายวันผ่านไป ในที่สุดพวกเขาก็ได้เห็นท้องฟ้าเหนือศีรษะอีกครั้ง
ทว่า ณ ขณะนี้เป็นเวลาดึกไปเสียแล้ว รอบด้านเป็นทุ่งร้างเงียบสงัด แสงจันทร์เหนือศีรษะสว่างไสวเป็นอย่างยิ่ง
"ศิษย์น้องหญิงเล็กน่ะ นางไม่มีทางคำนวณผิดพลาดอยู่แล้ว! ที่นี่ไม่มีคนเฝ้าอยู่จริงๆ! ปลอดภัยแล้ว! เป็นอิสระแล้ว! พวกเราได้กลับมาแล้ว!"
ลู่ไป๋เวยยืดตัวบิดขี้เกียจด้วยความดีใจ
ขณะที่ลู่ไป๋เวยที่ผ่อนคลาย เหล่าศิษย์จากเคหาสน์เทียนหลิงกลับมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา
"พวกเราควรทำอย่างไรต่อไปดี?"
เป็นเฉียนจื่อรุ่ยที่ถามคำถามนี้ สายตาของเขาจับจ้องไปที่กงหลินอวี่
แม้จะไม่ได้พูดอย่างละเอียด แต่ทุกคนต่างเข้าใจดีว่าเขากำลังถามถึงเรื่องอะไร
แม้ตนเองจะปลอดภัยแล้ว แต่ยังมีศิษย์เคหาสน์เทียนหลิงอีกส่วนหนึ่งที่ติดอยู่ในวงล้อม ตอนนี้คงกำลังต่อสู้กับศัตรูอย่างหนักหน่วงเป็นแน่
ก่อนหน้านี้ตอนที่ศิษย์เคหาสน์เทียนหลิงยังอยู่พร้อมหน้า พวกเขายังไม่สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ ตอนนี้เหลือศิษย์อยู่แค่ครึ่งเดียว ยิ่งไม่มีทางชนะได้แน่นอน!!
บทที่ 804: มันเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจหรือ?
หากพวกเขาไม่ไปช่วยเหลือแล้วล่ะก็ เห็นทีพวกพ้องของตนเองที่กำลังสู้อยู่คงมีจุดจบเพียงอย่างเดียว นั่นคือ ‘ความตาย’
ในตอนนี้ สายตาของกงหลินอวี่กลับจับจ้องมาที่เยี่ยหลิงหลง
"หลิงหลงทั้งหมดนี้เป็นการวางแผนของเจ้าใช่หรือไม่? เจ้าได้ตกลงกับคนเบื้องบน แยกพวกเราออกจากพวกเขา ปล่อยให้พวกเขาต้านทานศัตรูตามลำพัง เพื่อให้พวกเราหนีรอดไปได้อย่างปลอดภัยใช่หรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นสบตากงหลินอวี่
"ถูกต้องแล้ว! หากเจ้าคิดว่าไม่เหมาะสม เจ้าสามารถกลับไปช่วยพวกเขาได้"
กงหลินอวี่ไม่คิดว่าเยี่ยหลิงหลงจะยอมรับอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ในแววตาของเขามีทั้งความสั่นสะเทือนบางอย่าง ความไม่เข้าใจ และความลังเลปะปนกันอยู่
"ดังนั้น เจ้าก็คิดว่าข้าไม่ควรสมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายตรงข้าม แล้วหักหลังเกาเหวินเหวินกับคนอื่นๆ สินะ? เพราะว่าอย่างไรเสีย พวกเราก็ล้วนอยู่ในเรือลำเดียวกัน?"
กงหลินอวี่ไม่พูดอะไร คนอื่นๆก็ไม่พูดเช่นกัน ในใจของพวกเขาต่างกำลังต่อสู้กับความรู้สึก
"พวกเจ้าเป็นศิษย์ของเคหาสน์เทียนหลิง พวกเจ้าอาจคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมสำนัก แต่ข้าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับนาง อีกทั้งไม่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกันมาก่อน นางเห็นข้าก็อยากจะฆ่าข้า แล้วเหตุใดข้าจะวางแผนเล่นงานนางไม่ได้? ข้าก็ไม่ใช่คนดีอะไร
ดังนั้นข้าจึงจะบอกว่า หากพวกเจ้าอยากช่วยก็ไปช่วยได้ แต่ข้าจะไม่ไปเด็ดขาด หากนางตาย นั่นก็เป็นเพราะความผิดของนางเอง เพราะนางเป็นฝ่ายลอบทำร้ายผู้อื่นก่อน
นางแย่งชิงผลอู๋โยวของผู้อื่น แล้วยังพยายามฆ่าปิดปาก ทำลายศพให้สูญสิ้น หากไม่ถูกอีกฝ่ายจับได้ นางก็คงทำสำเร็จไปแล้วเป็นแน่
หากนางทำสำเร็จ พวกเจ้าก็จะไม่มีวันรู้ว่านางได้ผลอู๋โยวมาหนึ่งลูก เพราะนางไม่เคยคิดจะบอกพวกเจ้าเลย นางถูกจับได้จนหมดทางไป ถึงได้ลากพวกเจ้าลงน้ำช่วยนางหนีภัย
ตั้งแต่แรกนี่ก็เป็นเคราะห์กรรมที่พวกเจ้าไม่สมควรได้รับ
เพราะในฐานะที่พวกเจ้าเป็นศิษย์สำนักดัง เมื่อเห็นผู้อื่นกำลังต่อสู้แย่งชิงผลอู๋โยว พวกเจ้าคงไม่คิดจะลอบทำร้ายผู้อื่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการฆ่าคนที่บาดเจ็บจนไม่มีกำลังสู้และยังไม่ได้ผลอู๋โยว
พวกเจ้าจะไม่ทำเช่นนั้นแน่นอน และอีกฝ่ายก็ย่อมไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตพวกเจ้าด้วยเช่นกัน
แต่เกาเหวินเหวินกลับทำเช่นนั้น นางยังจะลากพวกเจ้าไปตายด้วย
ข้าพูดได้เพียงเท่านี้ แน่นอนว่าจะไปช่วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับพวกเจ้า แต่ข้าไม่ไปแน่นอน!"
หลังจากพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ส่งสัญญาณตาให้กับลู่ไป๋เวย
"ไปกันเถอะศิษย์พี่หญิงห้า"
"ข้ามาแล้ว ศิษย์น้องหญิงเล็ก!"
เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยเดินจากไป ขณะที่เหล่าศิษย์เคหาสน์เทียนหลิงยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่
กงหลินอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่เพียงก้าวเดียว เขาก็หยุดลง เมื่อเขาหันกลับไปมอง ก็พบว่าไม่มีศิษย์ร่วมสำนักคนใดก้าวตามมาเลย
เขาอึ้งไปชั่วขณะ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ ว่าตัวเขาเองก็หยุดเช่นกัน
ในวินาทีนั้น ภูเขาลูกสุดท้ายในใจที่เขามีต่อเคหาสน์เทียนหลิงก็พังทลายลง
เขาเคยคิดว่า เคหาสน์เทียนหลิงจะเป็นสถานที่ที่เขาจะได้แสดงความสามารถ ที่นั่นให้ความสำคัญกับคนมีความสามารถ ที่นั่นยุติธรรม ที่นั่นรักใคร่กลมเกลียวกันเป็นที่สุด
แต่ต่อมาการกระทำของท่านประมุขเคหาสน์ทำให้เขาผิดหวังไม่หยุด จนถึงตอนนี้ ทุกคนเลือกที่จะไม่ช่วยเหลือศิษย์ร่วมสำนัก พวกเขาราวกับจมดิ่งอยู่ในซากปรักหักพัง จิตใจพังทลายจนไร้ทางเยียวยา สิ้นหวังกับเคหาสน์เทียนหลิงแห่งนี้
"พวกเจ้า..." กงหลินอวี่ถอนหายใจ
"จะเอาอย่างไร?"
ในขณะที่ทุกคนพากันเงียบ เมิ่งจ่านหลินที่ยืนอยู่ท้ายสุดก็ก้าวออกมา เขาชี้ไปทางที่เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆที่เพิ่งจะจากไป
"ทางนั้น"
หลังจากที่เขาชี้ ทุกคนไม่เพียงแต่ไม่คัดค้าน แต่ในดวงตายังเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ดังนั้น กงหลินอวี่จึงพยักหน้า
"งั้นรีบตามไปเถอะ!"
พอพูดจบ บรรยากาศที่กดดันก็พลันผ่อนคลายขึ้นมาทันที ทุกคนไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบวิ่งตามไปทันที กลัวว่าเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆจะเดินไปไกลจนตามไม่ทัน
พูดเล่นหรือไรกัน? ใครกันจะอยากติดตามคนอย่างเกาเหวินเหวิน
หากเป็นเยี่ยหลิงหลงสิ แบบนั้นคงยากที่จะปฏิเสธเหลือเกิน!
นางทั้งฉลาดและเก่งกาจ ทั้งรักษาน้ำใจและมีสติ ติดตามนางไปแล้ว คงมีแต่เรื่องดีๆเกิดขึ้นเสมอ!
เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยทั้งสองคนเดินไปไม่ไกลนัก เพราะพวกนางต้องการรอให้คนจากเคหาสน์เทียนหลิงจากไปก่อน แล้วจึงจะย้อนกลับไปหาผลอู๋โยวที่พวกนางคิดถึงเป็นอันมาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พวกนางไม่คาดคิดก็คือ ยังเดินไปไม่ไกลก็ถูกตามมาทัน
"หลิงหลง! ไป๋เวย! รอพวกข้าด้วย!"
ทั้งสองได้ยินเสียงก็รีบหันกลับไปมอง ไม่คิดว่าพวกเขาจะตามมาทั้งหมด ไม่มีใครไปช่วยเกาเหวินเหวินสักคน!
เห็นได้ชัดว่าคนที่ทำชั่วมากมายนั้น ไม่มีความสามารถที่จะซื้อใจใครจนรักษาชีวิตตัวเองได้ พวกเขาจะตายอย่างน่าเวทนาและเร็วกว่าใครๆ เช่นเดียวกับเกาเหวินเหวิน
แต่หากคนที่ทำชั่วมีความสามารถในการรักษาชีวิตและซื้อใจคนได้ ก็จะสามารถสร้างความวุ่นวายในโลกนี้ต่อไปได้เช่นเดียวกับนาง
"พวกเจ้ามาที่นี่กันหมดได้อย่างไร?"
"มีผู้คนมากมายมาที่ใต้ต้นอู๋โยว ส่วนใหญ่ต่างก็พบศิษย์ร่วมสำนักและเดินทางด้วยกันแล้ว พวกเจ้าสองคนเดินอยู่ที่นี่ตามลำพัง นับว่าอันตรายเกินไป ดังนั้นพวกข้าจึงตัดสินใจเดินทางไปด้วยกัน จะได้ช่วยดูแลกันและกัน"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยก็พลันสบตากัน
คำพูดนี้ช่างคุ้นหู คนก่อนหน้านี้ที่บอกว่าพวกนางสองคนเดินทางตามลำพังอันตรายคือใครนะ?
เส้าจ่างคุน !!!
เดี๋ยวก่อน นี่มันกี่วันแล้ว?
ได้สัญญากันไว้แล้วว่าจะออกไปตอนเช้าและกลับมาตอนค่ำ เพื่อรักษาอาการเขาต่อ แต่จนถึงตอนนี้พวกนางก็ยังไม่ได้กลับไปเลย!
เขาคงไม่คิดว่าพวกนางทั้งสองจะหลอกเอาหนึ่งแสนหินวิญญาณแล้วหนีไปหรอกกระมัง?
แย่แล้ว!
ความน่าเชื่อถือพังยับเยินเสียแล้ว!!!
"เยี่ยหลิงหลงเดินทางไปด้วยกันก็ได้ แต่ว่า..."
เยี่ยหลิงหลงยังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงดังสนั่น
"โครม"
เสียงนั้นดังมาแต่ไกล ตามด้วยเปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทางด้านหน้า ป่าครึ่งหนึ่งถูกไฟไหม้ ภายใต้ราตรีอันเงียบสงัด ภาพที่เห็นช่างน่าตกใจยิ่งนัก
"นั่นมัน...ตำแหน่งที่ศิษย์พี่หญิงและคนอื่นๆอยู่!"
เยี่ยหลิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่น่าเป็นไปได้! พวกสำนักแสงอสูรล้วนแต่ไม่ใช่คนอ่อนแอ การต่อสู้กับผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาขั้นต้นกลุ่มหนึ่งและผู้ฝึกวิชาขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางอีกไม่กี่คน ไม่น่าจะต้องสร้างความวุ่นวายขนาดนี้กระมัง?
หรือว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นแล้วหรือ?
เยี่ยหลิงหลงลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะวิ่งมุ่งหน้าไปยังทิศทางนั้น
ไม่ว่าจะอย่างไร ความคิดนี้ก็มาจากนาง และศิษย์สำนักแสงอสูรก็เชื่อใจนาง ถึงได้ทำตามคำสั่งนั้น
แม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามมาจะไม่เกี่ยวกับนาง แต่นางเคยได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าสำนักแสงอสูรมามากมาย
และถึงแม้นางจะไม่ได้เข้าร่วมสำนักแสงอสูร แต่พวกเขาก็เคยเป็นคู่ซ้อมให้นางอยู่ตั้งครึ่งปี จนทำให้นางมีฝีมือการต่อสู้อย่างทุกวันนี้
ดังนั้นหากพวกเขาเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมา นางก็ต้องไปดูให้รู้เรื่อง
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงวิ่งไป คนด้านหลังก็รีบวิ่งตามมาติดๆ
"หลิงหลงเจ้าวิ่งไปทางนั้นด้วยเหตุใด? เจ้าไม่ได้บอกหรือ ว่าไม่ยุ่งเรื่องของนาง?"
"เรื่องของนางข้าไม่ยุ่งแน่นอน แต่หาก... คนอื่นๆเกิดเรื่อง ข้าก็นั่งดูเฉยๆไม่ได้"
"เดี๋ยวก่อน? เหตุใดเจ้าถึงนั่งดูเฉยๆ ไม่ได้หากพวกเขาเกิดเรื่อง? พวกเจ้ารู้จักกันหรือ?"
เมื่อคำถามนี้ถูกเอ่ยขึ้น เก๋อซินที่วิ่งอยู่ท้ายสุดก็ร้องอุทานขึ้นมาอย่างตกใจ
"ข้านึกออกแล้ว! ในที่สุดข้าก็รู้แล้วว่าทำไมชื่อของเยี่ยหลิงหลงถึงได้คุ้นหูนัก! ตอนนั้นสำนักแสงอสูรได้ส่งประกาศจับนางไปทั่วทุกเขา และสำนักหูซานของพวกข้าก็ได้รับประกาศนั้นด้วย! พวกเจ้ารู้จักกันมานานแล้วสินะ!"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เยี่ยหลิงหลงหันกลับมาหัวเราะเบาๆ
"ความจำเจ้าแย่เกินไปแล้วกระมัง! ข้าถูกประกาศจับจนถึงหน้าประตูสำนักเจ้าแล้ว เจ้ายังจำไม่ได้อีก ช่างน่าตลกจริง"
........
ไม่สิ การถูกประกาศจับไปทั่วทุกเขามันเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจตรงไหนกัน?
เหตุใดนางถึงได้หัวเราะอย่างภาคภูมิใจเช่นนั้น?
ในระหว่างที่พูดหยอกล้อกันนั้น พวกเขาก็รีบเร่งมาถึงบริเวณที่มีเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว
เมื่อเข้าไปใกล้ ก็เห็นผู้บาดเจ็บนอนเกลื่อนพื้น และยังมีการต่อสู้เอาเป็นเอาตายอย่างดุเดือด!
หรือว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริงๆเสียแล้ว!
บทที่ 805: โหดเหี้ยมเหลือเกิน!
ภายใต้แสงเพลิงที่ลุกโชนทั่วฟากฟ้า ผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการถือดาบใหญ่ยืนอยู่ ท่าทางดุดันน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างคิ้วเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมา
ชุดศิษย์ที่เขาสวมใส่นั้น เยี่ยหลิงหลงเคยเห็นมาก่อน เป็นของสำนักหยวนอู่!
และเมื่อเป็นเช่นนั้น ตัวตนของผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการที่ถือดาบใหญ่ผู้นี้ก็ชัดเจนแล้ว เขาคือคู่หมั้นของเกาเหวินเหวิน
จ้าวหย่งฝาน! จากสำนักหยวนอู่!
เมื่อเห็นเขายืนอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง อีกทั้งข้างกายยังมีราชสีห์เพลิงที่มีเปลวเพลิงร้อนแรงลุกไหม้โชติช่วง สัตว์ภูตและผู้ฝึกตนยืนอยู่ด้วยกัน ส่งให้บรรยากาศโดยรอบนั้นน่าเกรงขามจนถึงขีดสุด
ส่วนฝั่งตรงข้ามคือเหล่าศิษย์ของสำนักแสงอสูร พวกเขาบาดเจ็บสาหัส สูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปหมดแล้ว
บนพื้นยังมีศิษย์จากเคหาสน์เทียนหลิง ที่บาดเจ็บสาหัสนอนอยู่มากมาย หลายคนเหลือเพียงแค่ลมหายใจที่รวยริน
เห็นได้ชัดว่าในช่วงเวลาที่พวกเขาพยายามออกจากอุโมงค์ใต้ดินนั้น ที่นี่เกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดเพียงใด
ขณะนี้การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายได้หยุดลงแล้ว ที่ด้านหน้าสุดของเหล่าศิษย์สำนักแสงอสูร
เกาเหวินเหวินถูกจับตัวไว้ กระบี่จ่อที่ลำคอจนเป็นรอยเลือดยาว
นอกจากบาดแผลที่ลำคอแล้ว นางยังมีบาดแผลอีกมากมายทั่วร่าง เลือดไหลนองไปทั่ว
"หย่งฝาน ช่วยข้าด้วย! เจ้าต้องช่วยข้านะ! ข้าไม่อยากตาย ข้ายังอยากอยู่กับเจ้าไปชั่วนิรันดร์ และเหาะเหินเดินอากาศเป็นเซียนไปด้วยกัน"
ใบหน้าของเกาเหวินเหวินเปื้อนเลือด ร้องไห้น้ำตานองหน้า หากไม่รู้ว่านางเป็นคนเช่นไร คงอดสงสารไม่ได้จริงๆ
"อย่าเข้ามา! หากว่าเจ้าขยับอีก พวกข้าจะลากคู่หมั้นที่งดงามดุจบุปผาของเจ้าให้ตายตกไปตามกัน!"
แม้ว่าตอนนี้จะเป็นสถานการณ์คับขัน บรรยากาศจะเคร่งเครียด แต่เมื่อเยี่ยหลิงหลงได้ยินคำพูดนี้ก็อดไม่ได้ที่จะมีเครื่องหมายคำถามผุดขึ้นเต็มสมอง
หากนางจำไม่ผิด ตอนที่กล่าวโทษเกาเหวินเหวิน พี่ชายคนนี้เรียกนางว่าหญิงอัปลักษณ์ไม่ใช่หรือ?
หรือว่ารสนิยมความงามของคนเราจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์อย่างนั้นหรือ?
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่ง จ้าวหย่งฝานก็ไม่ได้ก้าวเดินต่อไป
"ปล่อยนางไป"
"เช่นนั้นเจ้าต้องปล่อยพวกข้าไปก่อน!"
"พูดเล่นรึไรกัน? นางตัวคนเดียว ส่วนพวกเจ้าอยู่เป็นกลุ่ม จะให้แลกคนเดียวกับคนทั้งกลุ่ม เจ้าคิดว่าข้าจะยอมรับหรือไร?"
"ข้าคิดว่าเจ้าต้องยอมรับแน่ พวกข้าล้วนเป็นผู้ฝึกตนไร้สังกัด ตายไปก็แค่ตาย ไม่มีใครเสียใจและไม่มีสำนักใดเสียหาย แต่นางต่างออกไป นางเป็นคู่หมั้นของเจ้า จ้าวหย่งฝาน แห่งสำนักหยวนอู่ สถานะสูงส่งเช่นนี้ หากตายไปคงส่งผลกระทบไม่น้อย"
"หย่งฝาน ข้าเจ็บและกลัวเหลือเกิน! ช่วยข้าด้วย ข้าไม่อยากตาย ข้าไม่อยากตายจริงๆ!"
เกาเหวินเหวินร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆ ต่อหน้าคู่หมั้นผู้อยู่ในขอบเขตบูรณาการ จนแทบพูดไม่เป็นถ้อยคำ
จ้าวหย่งฝานเห็นภาพตรงหน้า นางก็ขมวดคิ้วแน่น
"ตกลง ข้าจะปล่อยพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็ปล่อยนาง!!"
"ตรงไปตรงมาดี!" ศิษย์ของสำนักแสงอสูรชี้ไปข้างหน้าพลางกล่าว
"เจ้าเดินไปหลังต้นไม้ต้นนั้น แล้วพวกข้าจะปล่อยเกาเหวินเหวิน"
จ้าวหย่งฝานหันไปมองตำแหน่งที่อีกฝ่ายชี้ ระยะห่างจากที่พวกเขายืนอยู่ตอนนี้ ไกลถึงหนึ่งลี้ หากเขาเดินไปไกลขนาดนั้น คงไม่มีทางไล่ตามทันแน่นอน
"ไกลเกินไป หากว่าพวกเจ้าผิดสัญญา ข้าไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของเหวินเหวินได้ ข้าจะยอมถอยไปอยู่หลังต้นไม้ต้นนี้เท่านั้น ระยะห่างเท่านี้ก็เพียงพอให้พวกเจ้าหนีแล้ว อย่ามาต่อรองอีก นี่คือขีดจำกัดสุดท้ายของข้า”
“หากว่าพวกเจ้าไม่ยอมรับ และยังจะถ่วงเวลาต่อไป คนที่เสียเปรียบย่อมไม่ใช่ข้าแน่ ในกลุ่มของพวกเจ้า มีหลายคนที่บาดเจ็บสาหัส หากไม่รีบรักษาอาการบาดเจ็บ ชีวิตคงหาไม่แน่"
คำพูดของจ้าวหย่งฝานทำให้สำนักแสงอสูรโต้แย้งไม่ได้แม้เพียงคำเดียว ผู้นำกลุ่มสบตากันหลายครั้ง ก่อนจะตัดสินใจอย่างยากลำบาก
ระยะทางเท่านี้ไม่ใช่ว่าจะหนีไม่ได้ แต่หากเขาจะไล่ตามก็ไม่แน่ว่าจะไล่ไม่ทัน
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาถ่วงเวลากันอีกแล้ว พวกเขาบาดเจ็บสาหัสจริงๆ จึงได้แต่เสี่ยงดวงเอา
"ตกลง ทำตามที่เจ้าว่ามาเถิด"
หลังจากทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้ว จ้าวหย่งฝานก็ถอยไปยังตำแหน่งที่กำหนด เมื่อเขาเพิ่งยืนเข้าที่ พวกศิษย์สำนักแสงอสูรก็เตรียมพร้อมแล้วผลักเกาเหวินเหวินอย่างรุนแรง จากนั้นรีบถอยหลังอย่างรวดเร็ว
ทว่าในขณะนั้นเอง จ้าวหย่งฝานก็เคลื่อนไหว!
เขาถือดาบใหญ่ในมือพุ่งทะยานไปข้างหน้า ไม่รู้ว่าใช้วิชาอะไร ความเร็วของเขาสูงมาก เพียงชั่วพริบตาก็พุ่งไปถึงเบื้องหน้าศิษย์สำนักแสงอสูรเสียแล้ว
หากเป็นความเร็วของผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการทั่วไป พวกเขาคงหนีทัน แต่ความเร็วของจ้าวหย่งฝานดูเหมือนจะเหนือกว่าผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการทั่วไป ดังนั้นเขาจึงต้องไล่เจ้าพวกนั้นทันแน่นอน
เมื่อเห็นเขาพุ่งเข้ามาด้วยท่วงท่าอันน่าเกรงขาม หัวใจของศิษย์สำนักแสงอสูรก็กระตุกวูบ นี่จะต้องมาตายที่นี่หรือ ?
ในช่วงเวลาคับขันนั้นเอง เสียง "โครม" ก็พลันดังสนั่น
พลังระเบิดอันรุนแรงก็ปะทุขึ้นระหว่างจ้าวหย่งฝานกับศิษย์สำนักแสงอสูร
ตามมาด้วยภาพลวงตาขนาดมหึมาที่ปรากฏขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย มันบดบังสายตาของทั้งสองฝ่ายอย่างรวดเร็ว ราวกับแยกพวกเขาออกเป็นสองโลก
ภาพลวงตาที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายชะงักไปชั่วครู่
แต่เพียงชั่วครู่เท่านั้น ศิษย์สำนักแสงอสูรรีบตั้งสติและถอยร่นออกไปอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้การอำพรางของลูกแก้วมายา พวกเขาสามารถถอยออกจากรัศมีการโจมตีของจ้าวหย่งฝานได้สำเร็จ และหลบหนีไปก่อนที่ภาพลวงตาจะสลายไป
ในขณะนั้น จ้าวหย่งฝานโกรธจัดจนปล่อยวิชาลับพุ่งเข้าใส่เงาลวงตา
เสียง "ตูม" ดังสนั่น
วิชานั้นระเบิดออก กลายเป็นประกายไฟเล็กๆร่วงลงสู่พื้น แล้วในวินาถัดมาก็แผ่ขยายออกอย่างรวดเร็ว เผาพื้นที่บริเวณนั้นให้กลายเป็นทะเลเพลิงไปโดยพลัน
เมื่อเปลวเพลิงอันร้อนแรงลุกท่วมฟ้าดินอีกครั้ง เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด สิ้นหวัง และหวาดกลัว ดังขึ้นจากพื้นดิน
เห็นได้ชัดว่าศิษย์ของเคหาสน์เทียนหลิงที่นอนอยู่บนพื้นและยังไม่ตายสนิท กำลังดิ้นรนทุรนทุรายภายใต้เปลวเพลิงอันทรงพลังขอบเขตบูรณาการ
แต่การดิ้นรนไม่ได้ดำเนินไปนานเท่าใดนัก เพราะพวกเขาถูกไฟที่ลุกท่วมพื้นเผาตายอย่างรวดเร็ว
เยี่ยหลิงหลงที่กำลังนั่งยองๆอยู่ข้างๆ ใช้ลูกแก้วมายาของศิษย์พี่หญิงรองช่วยเหลือศิษย์สำนักแสงอสูร รวมถึงกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังนาง
ในยามนั้นเอง ที่ทุกคนต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน
จ้าวหย่งฝานนี่ช่างโหดเหี้ยมเหลือเกิน!
เขารู้ดีว่าพวกสำนักแสงอสูรหนีไปหมดแล้ว และรู้ว่าคนที่นอนอยู่บนพื้นล้วนเป็นศิษย์จากเคหาสน์เทียนหลิง แต่เขากลับไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะจุดไฟเผาทุกคนให้ตายไป!
หากไม่ใช่เพราะเกาเหวินเหวินอยู่ไม่ไกลจากเขา และเปลวไฟหลบพื้นที่ของนาง นางเองก็คงไม่รอดชีวิตเช่นกัน
ภาพลวงตาค่อยๆสลายไปท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนแรง สายตาของจ้าวหย่งฝานกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
เขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าว แล้วพยุงเกาเหวินเหวินขึ้นจากพื้น แล้วอุ้มนางขึ้นหลังของตน
"พวกมันหนีไปทางไหน?"
เกาเหวินเหวินชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
"ทางนั้น"
"เตรียมพร้อม พวกเราจะไปไล่ล่ากัน"
เมื่อจ้าวหย่งฝานพูดจบ ก็ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือแผ่วเบาดังมาจากด้านข้าง
ทุกคนมองไปทางนั้น เห็นเฉินจวิ้นอี้ที่ถูกไฟไหม้ทั่วร่าง ตอนนี้ครึ่งตัวของเขาไหม้เกรียมดำแล้ว
"ช่วย...ช่วยข้าด้วย ศิษย์พี่หญิงเกา ข้าขอร้องพวกเจ้าเถิด ช่วยข้า..."
"ข้าไม่ต้องการไอ้ไร้ประโยชน์มาถ่วงขาข้า!!"
จ้าวหย่งฝานพูดตัดบท ปล่อยพลังวิญญาณใส่เขาไป และจบชีวิตของเขาลงในทันที
นับแต่นี้ สมุนคนสุดท้ายของเกาเหวินเหวินได้สิ้นชีพไปแล้ว
บทที่ 806: ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปทวงหนี้ละนะ!
ในตอนนั้น จ้าวหย่งฝานก้าวเท้าอย่างรวดเร็ว แต่จู่ๆเขาก็เปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน จากทางของเกาเหวินเหวิน ไปยังที่ซ่อนตัวของเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆที่อยู่ไกลออกไป!
พวกเขาถูกพบจนได้!
แม้ว่าตอนที่เยี่ยหลิงหลงโยนลูกแก้วมายาออกไป นางได้ติดยันต์ล่องหนเพื่อซ่อนมันไว้ แต่จ้าวหย่งฝานอยู่ในขอบเขตบูรณาการ การฝึกฝนของเขาสูงส่ง ความไวในการรับรู้ก็ไม่ธรรมดา
เขารู้ทิศทางที่ลูกแก้วมายาลอยมาตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ในตอนแรก รอจนถึงจังหวะที่ไม่ทันตั้งตัว แล้วค่อยพุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างรวดเร็วเห็นจะดีกว่า!
เพราะแบบนั้นจึงทำให้ทุกคนไม่ทันได้เตรียมใจ
ในตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงตัดสินใจทันที คว้ามือลู่ไป๋เวยแล้วพาวิ่งหนีไปทันที
"วิ่งหนี! แยกกันวิ่ง! อย่าไปด้วยกัน อย่าหันกลับไปมอง อย่าลังเลสิ่งใด!"
หลังจากเยี่ยหลิงหลงตะโกนจบ ทุกคนที่อยู่ด้านหลังนางก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงวิ่งหนีทันที ใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีแยกย้ายกันหนีกระเจิดกระเจิง
เยี่ยหลิงหลงวิ่งพลางแปะยันต์เร่งความเร็วใส่ตัวเอง ลู่ไป๋เวยเห็นดังนั้นก็แปะตามหลายแผ่น ศิษย์พี่หญิงและน้องสาวพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า
"พวกนางอยู่ทางนั้น! ไล่ตามพวกนางทั้งสองไป! พวกนางสมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายตรงข้ามแน่ๆ พวกนั้นร่วมมือกันล้อมข้าไว้ที่นี่!"
เกาเหวินเหวินที่บาดเจ็บจนแทบสิ้นลมหายใจ พอเห็นเยี่ยหลิงหลงก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาทันที นางชี้ไปที่เยี่ยหลิงหลงอย่างตื่นเต้น เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
"คนที่โยนของมาขัดขวางเจ้าเมื่อครู่ต้องเป็นเยี่ยหลิงหลงแน่ คนอื่นข้าไม่สน แต่เยี่ยหลิงหลงกับลู่ไป๋เวยต้องตาย! พวกนางต้องตายเสีย!"
เกาเหวินเหวินตะโกนสุดเสียงจนแทบขาดใจ หลังจากตะโกนจบ นางก็กระอักเลือดออกมา
"ได้! ข้าจะฆ่าพวกนางเอง!!"
จ้าวหย่งฝานล็อกเป้าหมายไปยังทิศทางที่เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยหนีไปในทันที แล้วตนเองก็รีบไล่ตามไป
เป็นไปตามที่เยี่ยหลิงหลงคาดการณ์ไว้ จ้าวหย่งฝานละทิ้งคนอื่นแล้วไล่ตามพวกนางทั้งสอง
ไม่มีปัญหาใหญ่อันใด ขอเพียงวิ่งกลับไปถึงในรัศมีสิบลี้ของฐานที่มั่น พวกนางก็จะหลุดพ้นจากอันตรายได้สำเร็จ!
เร็วขึ้น! เร็วขึ้นอีก! นางจำเป็นต้องทำให้เร็วที่สุด!!!
เยี่ยหลิงหลงเคลื่อนที่ได้เร็วมาก แต่จ้าวหย่งฝานก็ไม่ได้ช้าเช่นกัน ไม่รู้ว่าเขาใช้วิชาอะไร ความเร็วถึงได้น่าตกใจเช่นนี้
โดยปกติแล้ว เมื่อนางติดยันต์เร่งความเร็วสี่แผ่นเช่นนี้ ด้วยระยะห่างขนาดนี้ แม้แต่ผู้ฝึกตนที่บรรลุขอบเขตบูรณาการก็ยากจะไล่ตามทัน แต่เขากลับตามทันได้ และระยะห่างระหว่างพวกเขาจึงค่อยๆลดลงเรื่อยๆ
หลังจากผ่านไปชั่วครู่ จ้าวหย่งฝานก็ไล่ตามมาอยู่ด้านหลังพวกนางได้แล้ว
แม้ว่าจะยังไม่สามารถเอื้อมมือมาคว้าตัวพวกนางได้ แต่พวกนางก็เข้ามาอยู่ในระยะโจมตีของจ้าวหย่งฝานแล้ว!
ดังนั้น จ้าวหย่งฝานจึงเรียกสัตว์ภูตของเขาออกมา พอสัตว์ภูตปรากฏตัว เขาก็โยนเกาเหวินเหวินขึ้นไปบนสัตว์ภูตทันที และเมื่อมือว่างแล้ว เขาก็โจมตีเยี่ยหลิงหลงกับลู่ไป๋เวยในทันที
พลังวิญญาณอันทรงพลังพุ่งเข้าใส่พวกนางทั้งสอง เยี่ยหลิงหลงรีบกระชากลู่ไป๋เวยกระโดดหลบอย่างรวดเร็ว
"ตูม!"
หินที่อยู่ข้างเท้าของเยี่ยหลิงหลงระเบิดแตกกระจาย เศษหินกระเด็นไปทั่วโดยพลัน
แต่ทว่า เมื่อหลบการโจมตีครั้งแรกได้อย่างหวุดหวิด การโจมตีครั้งต่อไปก็ตามมาติดๆ!
หลังจากที่เยี่ยหลิงหลงโยกซ้ายหลบขวาหลายครั้ง จนในที่สุดพลังวิญญาณก็เฉี่ยวผ่านเอวของนางไป ทำให้หยกที่ห้อยอยู่ที่เอวแตกละเอียด พร้อมกับที่เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจากเอวของนาง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?"
เมื่อได้ยินศิษย์พี่หญิงเอ่ยถาม เยี่ยหลิงหลงกัดฟันพลางส่ายหน้า
"ไม่เป็นไร อย่ากลัวไปเลยเจ้าค่ะ"
ภายใต้แสงจันทร์ กลางป่าไพรอันรกร้างนั้น
ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งค่อยๆเดินไป พลางมองซ้ายมองขวา ไม่รู้ว่ากำลังตามหาอะไรอยู่ในยามดึกดื่นเช่นนี้
ในตอนนั้นเอง ยันต์ในมือของเขาก็แตกออกอย่างกะทันหันทันที
เส้าจ่างคุนพลันชะงักไปครู่หนึ่ง
"ข้ายังไม่ทันฉีกยันต์เลย พวกเจ้าชิงฉีกก่อนแล้วหรือ? นี่หมายความว่าตั้งใจจะหนีไปแล้วสินะ?"
"เจ้าสองคนทิ้งข้าไว้ในค่ายกล หลอกให้ข้ารอมาตั้งหลายวัน ที่แท้ก็หนีไปก่อนแล้วสินะ!"
"ข้าก็บอกอยู่ว่า แม้อาการบาดเจ็บของข้าจะยังไม่หายดี แต่ออกไปด้วยกันก็ไม่มีปัญหา แต่กลับไม่ให้ข้าออกไป ยังจะ..."
เขาพูดยังไม่ทันจบ ก็เห็นเศษกระดาษยันต์ที่แตกออกนั้นกลายเป็นประกายแสงพุ่งไปยังทิศทางหนึ่ง
"อักขระนี่ชี้ทางได้ด้วยหรือนี่? น่าสนใจยิ่งนัก"
เส้าจ่างคุนหัวเราะเบาๆ
"ในเมื่อสวรรค์ช่วยข้า เยี่ยงนั้นข้าก็จะไปทวงหนี้ละนะ!"
เมื่อพูดจบ เขาก็บินไปอย่างรวดเร็วตามทิศทางที่กระดาษยันต์ชี้นำ
ตามเวลาที่ผ่านไป เศษชิ้นส่วนก็เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่มันกำลังจะหายไปอย่างสิ้นเชิง เขาก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่างดังมากจากด้านหน้า
เสียงระเบิดดังสนั่นดังมาจากเบื้องหน้า พร้อมกันนั้น แสงไฟสว่างจ้าก็ลุกโชน
ด้านหน้าถูกเผาไหม้ไปเสียแล้ว!!
บทที่ 807: ไม่เคยเห็นเด็กที่ดื้อขนาดนี้มาก่อน
เส้าจ่างคุนรู้สึกโมโหมากทีเดียว แต่ก็ไม่มีเวลามานั่งโกรธพวกนาง
เพราะว่าเจ้าหย่งฝานได้ชักดาบเข้าจู่โจมเสียแล้ว เขาจึงรีบชักกระบี่ขึ้นต้านรับอย่างรวดเร็ว ทั้งสองต่อสู้พัวพันกันในชั่วพริบตา
ส่วนเยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยที่อยู่ด้านหลังเขา ก็ฉวยโอกาสตอนที่พวกเขากำลังต่อสู้กัน จับมือกันวิ่งหนีไปอีกทิศทางหนึ่งทันที
พอเส้าจ่างคุน กับเจ้าหย่งฝานต่อสู้กันได้ไม่กี่กระบวนท่า ทั้งสองนางก็หายลับไปเสียแล้ว
อะไรกัน!?
เหตุใดพวกนางถึงได้หนีไปอีกแล้วเล่า?
ก่อเรื่องเก่งนัก หนีเก่งเป็นที่หนึ่ง?
เส้าจ่างคุนนั้น ทั้งต่อสู้ไปด้วย ทั้งอยากจะรีบจับตัวเด็กสาวทั้งสองกลับมาสั่งสอนให้ได้สักยก
ตั้งแต่เขาอยู่ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนมา เขาก็ไม่เคยเห็นเด็กที่โง่เง่าและดื้อด้านเช่นนี้มาก่อน
อีกด้านหนึ่ง เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยวิ่งไปตามทิศทางที่พวกนางมาไกลขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดหลังจากข้ามภูเขาลูกหนึ่ง ก็พบสัตว์ภูตและเกาเหวินเหวินที่ถูกจ้าวหย่งฟานทิ้งไว้ข้างหลัง
จ้าวหย่งฟานวิ่งเร็ว แต่สัตว์ภูตของเขาวิ่งไม่เร็ว
ดังนั้นเขาจึงอยู่ข้างหน้าไกลแล้ว ส่วนสัตว์ภูตของเขายังคงแบกเกาเหวินเหวินไล่ตามมาข้างหลัง ไม่สามารถไล่ตามเขาไปทันได้
เมื่อได้ยินเสียงคนวิ่งกรูกันมาจากด้านหน้า เกาเหวินเหวินที่นอนอยู่บนหลังราชสีห์เพลิงรีบเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
"หย่งฟาน เจ้าฆ่าพวกนางได้แล้วหรือ?"
นางเพิ่งพูดจบ ก็เงยหน้าขึ้น
เห็นเพียงเยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยวิ่งพุ่งเข้ามาหานาง แล้วหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากด้านหน้า
ในชั่วขณะนั้น รอยยิ้มที่กำลังผุดขึ้นบนใบหน้าของนางก็แข็งค้างทันที เลือดในกายแข็งตัว หัวใจเต้นราวกับฟ้าร้อง ทั้งร่างรู้สึกอึดอัดจนบรรยายไม่ถูก
เหตุใดกัน?
‘พวกนางไม่เพียงไม่ตาย แต่ยังวิ่งมาปรากฏตัวต่อหน้าข้าอีก!’
"จ้าวหย่งฝานเล่า? ผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการจับผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะแค่สองคนยังจับไม่ได้หรือ?"
พวกนางผ่านวิกฤตและอุปสรรคมามากมายเช่นนี้ เหตุใดจึงยังไม่ตายเสียที?
จะต้องทำอย่างไรถึงจะตายเสียที?
เยี่ยหลิงหลงพูดอย่างจริงจัง
"คู่หมั้นของเจ้าได้สังหารพวกข้าไปแล้ว ตอนนี้พวกข้าเป็นวิญญาณ ก่อนจะไปยังแดนวิญญาณ ขอมาแก้แค้นเจ้าเสียก่อน"
ส่วนลู่ไป๋เวยที่อยู่ข้างๆ ก็แสร้งทำตาเลื่อนลอยไปด้วย
ร่างของเกาเหวินเหวินจึงเริ่มสั่นขึ้นมาอีกครั้ง สั่นด้วยความโกรธ
‘พวกนางคิดว่าข้าเป็นคนโง่หรือ? การใช้กลอุบายต่ำๆแบบนี้มาดูถูกข้า มันสนุกนักหรือ?’
"พวกเจ้าเป็นบ้าหรือไรกัน?"
"ใช่แล้ว ช่วงนี้สภาพจิตใจไม่ค่อยมั่นคง อยากขอความช่วยเหลือจากเจ้า ข้าอยากถามว่าเจ้าเต็มใจจะสละชีวิตตัวเองเพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจของพวกข้าหรือไม่?"
เกาเหวินเหวินโกรธจนดวงตาทั้งคู่จ้องพวกนางเขม็ง นางกัดฟันด้วยความแค้น
เหตุใดนางถึงสามารถพูดหยอกล้อกับศัตรูคู่อาฆาตได้เยี่ยงนี้? พวกนางมีอารมณ์ทำแบบนั้นได้อย่างไร?
"ไม่! ข้าไม่ยินยอม! พวกเจ้าอย่าคิดจะแตะต้องตัวข้า ข้ามีราชสีห์เพลิงตัวนี้อยู่ พวกเจ้าก็ฆ่าข้าไม่ได้หรอก!"
คำพูดนี้เกาเหวินเหวินไม่ได้พูดผิด จ้าวหย่งฝานอยู่ในขอบเขตบูรณาการ สัตว์ภูตที่เขาพกมาด้วยก็มีระดับการฝึกฝนเท่ากับตัวเขา ดังนั้นพวกนางไม่มีทางเอาชนะสัตว์ภูตขอบเขตบูรณาการได้อย่างแน่นอน
"พวกข้าก็ไม่ได้คิดจะฆ่าเจ้าเสียหน่อย" เยี่ยหลิงหลงกล่าว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่ไป๋เวยเอ่ยว่า "ใช่แล้ว พวกเจ้าไม่เห็นหรือว่าพวกข้ายืนอยู่ไกลขนาดไหน? พวกข้าแค่อยากมาดูเจ้าเฉยๆ ดูท่าทางตกต่ำของเจ้าแล้วทำให้ข้ารู้สึกสบายใจยิ่งนัก"
........
เกาเหวินเหวินบีบมือตัวเองแน่น หากไม่ใช่เพราะนางไม่สามารถสั่งการราชสีห์เพลิงตัวนี้ได้ นางคงสั่งให้มันฆ่าคู่อาฆาตรของนางไปแล้ว!
"ดี!! เช่นนั้นพวกเจ้าอย่าเพิ่งไปไหนนะ อยู่ที่นี่ให้หมด! รอให้หย่งฝานกลับมา พวกเจ้าต้องตายกันหมดแน่นอน!"
"แล้วเหตุใดเขาไม่กลับมาล่ะ? เป็นเพราะเขาไม่อยากกลับมาหรือเปล่านะ?"
หัวใจของเกาเหวินเหวินกระตุกวูบ
‘ใช่แล้ว!! ทำไมหยงฝานถึงไม่กลับมา? สัตว์ภูตยังอยู่ที่นี่ เขาไม่มีทางทิ้งข้าไปแน่’
‘เขาจะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?’
"พวกเจ้าทำอะไรกับเขา!"
"พวกเราจะทำอะไรกับเขาได้เล่า? หน้าตาก็ไม่ได้หล่อ พอพูดถึงตรงนี้ ข้าก็เพิ่งเข้าใจว่าทำไมเจ้าถึงมีคู่หมั้นอย่างจ้าวหย่งฝาน แต่ก็ยังคงคิดถึงกงหลินอวี่ที่เคยชอบพออยู่ไม่วาย ไม่ว่าจะชายหรือหญิง คนที่หน้าตาดีย่อมจดจำได้ง่ายกว่าเสมอสินะ…"
......
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของเกาเหวินเหวินพลันปรากฏความอึดอัดใจขึ้นมาทันตา ราวกับว่ามีคนจับได้ถึงความในใจของนาง
"ศิษย์พี่หญิงห้า เจ้าว่าหากสัตว์ภูตตัวนี้โกรธ มันจะเป็นอย่างไร?"
"คงจะพ่นไฟเผาพวกเราน่ะสิ?"
"แล้วตอนที่มันพ่นไฟ มันจะเผาคนที่อยู่บนหลังมันด้วยหรือไม่?"
"ไม่รู้สิ พวกเราลองดูกันเลย ดีหรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า
สายตาของเกาเหวินเหวินเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและไม่อยากจะเชื่อ เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้นปล่อยพลังวิญญาณพุ่งใส่ศีรษะของราชสีห์เพลิง
"พวกเจ้าทำอะไรกัน! หยุดเดี๋ยวนี้!" เกาเหวินเหวินตะโกนด้วยความตกใจ แต่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว
ได้ยินเพียงเสียง "ตูม" ที่ดังขึ้นก้องฟ้า
มินานราชสีห์เพลิงถูกผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะสองคนยั่วยุ มันโกรธจัดจนคำรามออกมาทันที จากนั้นร่างทั้งร่างก็ปะทุเปลวเพลิงรุนแรงพุ่งเข้าใส่เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยทั้งสองคน
ในเวลาเดียวกัน มันก็อ้าปากพ่นลูกไฟขนาดมหึมาหลายลูกพุ่งเข้าใส่ทั้งสองคน
เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยยังมียันต์เร่งความเร็วติดตัวอยู่ อีกทั้งยืนอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างไกล ดังนั้นเมื่อลูกไฟพุ่งมา ทั้งสองคนจึงสามารถกระโดดหลบไปได้อย่างง่ายดาย
แน่นอนว่าพวกนางจะไม่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าเกาเหวินเหวินที่อยู่บนหลังราชสีห์เพลิงกลับต้องพบกับความโชคร้าย
ในขณะที่เปลวเพลิงปะทุขึ้น นางก็ถูกไฟร้อนแผดเผาในทันที ผิวทั่วร่างทั้งร้อนทั้งปวดแสบปวดร้อน
"อ๊าก!!!!"
เสียงกรีดร้องอันน่าสะพรึงกลัวดังก้องไปทั่วผืนป่า นางเจ็บปวดจนแทบจะสิ้นสติ
แม้จะเจ็บปวด นางก็ไม่กล้าปล่อยมือ เพราะหากตกลงมาจากหลังราชสีห์เพลิงตัวนี้ มีแต่ความตายเท่านั้นที่รอนางอยู่
จ้าวหยงฝานไม่ได้อยู่ที่นี่ และสัตว์ภูตตัวนี้ก็ไม่ฟังคำสั่งของนาง นางไม่มีทางควบคุมสถานการณ์นี้ได้เลย
และถึงแม้สัตว์ภูตตัวนี้จะพยายามควบคุมตัวเอง แต่มันก็เป็นสัตว์ภูตรบของผู้ฝึกตน ไม่ใช่สัตว์ที่เอาไว้ขี่ จึงไม่สามารถดูแลคนบนหลังได้ดี
ซ้ำยังรำคาญจนอยากจะสลัดนางทิ้ง เพราะนางเป็นตัวถ่วงไม่ให้มันต่อสู้ได้
แต่เพราะคำสั่งสุดท้ายของเจ้านายคือให้มันแบกนางไว้ ถึงแม้จะโกรธแต่มันก็ไม่อาจทิ้งนางได้ ทั้งยังต้องลดอุณหภูมิเปลวเพลิงที่มักพุ่งสูงขึ้นเมื่อมันโกรธ เพื่อป้องกันไม่ให้นางถูกมันเผาตาย
เกาเหวินเหวินจึงต้องอดทนต่อความเจ็บปวดจากการถูกไฟแผดเผา มือกอดร่างราชสีห์เพลิงแน่น พลางทนกับอาการคลื่นไส้จากการกระเด้งกระดอน
จนบัดนี้!! นางแทบจะเสียสติอยู่แล้ว!!!
ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยที่อยู่ด้านหน้าหลบการโจมตีของราชสีห์เพลิงได้และวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ขณะที่วิ่งหนี พวกเขายังหยิ่งผยองถึงขั้นปล่อยพลังวิญญาณโจมตีกลับมา ไม่สนว่าจะโดนหรือไม่ ขอแค่ได้ยิงก่อน เป้าหมายหลักคือการดูถูกเหยียดหยาม
ราชสีห์เพลิงโกรธจัด จนต้องไล่ตามอย่างบ้าคลั่ง
มันไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น ยิ่งพุ่งเร็วขึ้น ยิ่งไล่ตามอย่างดุดัน
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยดูเหมือนจะช้าลงเรื่อยๆ ดังนั้นมันจึงไล่ตามจนเกือบถึงด้านหลังของพวกนางอย่างรวดเร็ว
ในตอนที่มันหมายจะกระโจนเข้าไปฆ่าและกัดกินพวกนางนั้น จู่ๆเยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยก็แยกย้ายไปคนละทาง
แต่ไม่ได้วิ่งแยกออกไปคนละทิศ กลับดูเหมือนกำลังเปิดทางให้บางอย่าง
เมื่อเห็นภาพนั้น เกาเหวินเหวินก็รู้สึกใจหายวาบ
แย่แล้ว! พวกนางกำลังจะใช้กลอุบายอีกแล้ว!
"หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้!"
บทที่ 808: บ้าไปแล้ว!!
แต่ทว่าราชสีห์เพลิงไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เลย มันยังคงไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง และในชั่วอึดใจถัดมานั้นเอง
"กึก! กึก! กึก!" กระดาษยันต์หนึ่งปึกเล็กๆ ก็ถูกปาใส่ร่างของมันโดยตรง
จากนั้นราชสีห์เพลิงก็วิ่งด้วยความเร็วพุ่งขึ้นสูงสุดในทันที มันวิ่งออกไปในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แล้วก็หายลับไป
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าแปะยันต์เร่งความเร็วไปกี่แผ่น?"
"ห้าแผ่นเจ้าค่ะ!"
"เก่งมาก! แต่ว่า ถ้ามันพบว่าตัวเองควบคุมความเร็วไม่ได้ แล้วหยุดลงจะทำอย่างไร? พอมันได้สติกลับมาและควบคุมความเร็วได้ แล้วย้อนกลับมาหาพวกเราจะทำอย่างไรเล่า?"
"วางใจได้ มันหยุดไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ เพราะนอกจากยันต์เร่งความเร็วห้าแผ่นแล้ว ข้ายังแปะยันต์เท้าลมกรดอีกหนึ่งแผ่น"
"ยันต์เท้าลมกรด?"
"คือมันจะวิ่งไปเรื่อยๆจนหยุดไม่ได้ จนกว่าฤทธิ์ของยันต์จะหมด"
นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้วนะ!
การวิ่งด้วยความเร็วสูงและหยุดไม่ได้นั้น เป็นความทรมานอย่างถึงที่สุด ไม่รู้ว่าเกาเหวินเหวินจะพิจารณาดูดีๆหรือไม่?
ว่าการตายๆไปเสียน่าจะดีกว่า!
"ศิษย์น้องหญิงเล็กวางแผนได้ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆเลยนะ"
ต้องบอกว่าลึกซึ้งจริงๆ เพราะขนาดของเสีย ยังสามารถนำมาใช้ได้เยี่ยงนี้ นางรู้สึกชื่นชมตัวเองมากจริงๆ
จึงพูดได้ว่า ไม่มีกระดาษยันต์ใดที่ไร้ประโยชน์ มีแต่ปรมาจารย์แห่งยันต์ที่ไม่รู้จักใช้มันเท่านั้น!
หลังจากจัดการกับเกาเหวินเหวินแล้ว เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยกำลังจะกลับไปหาเส้าจ่างคุน
ผลคือยังไม่ทันได้หันหลังกลับ ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลัง
ทั้งสองจึงรีบหันกลับไปมอง
"เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?"
เยี่ยหลิงหลงเห็นจ้าวหย่งฝานวิ่งพุ่งเข้ามา นางรีบดึงตัวลู่ไป๋เวยถอยห่างออกไปทันที
"คำถามนั้น ข้าต่างหากที่ควรถามพวกเจ้า!"
จ้าวหย่งฝานมองดูเยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยด้วยความตกตะลึง
ในยามค่ำคืนเช่นนี้ ราชสีห์เพลิงที่ทั้งร่างลุกโชนไปด้วยไฟควรจะเห็นได้ชัดเจนมิใช่หรือ? แต่เมื่อเขาวิ่งกลับมาและข้ามเขาลูกนี้ กลับไม่เห็นเพลิงไฟที่คุ้นเคยแม้แต่น้อย แต่เขากลับมาพบเยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยยืนอยู่กลางทุ่งโล่งแทน
ในตอนนี้ เขารู้สึกงุนงงแต่ก็โกรธเป็นอันมาก
ในขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยเงยหน้าขึ้น
เห็นเส้าจ่างคุนที่กำลังไล่ตามจ้าวหย่งฝานอยู่ด้านหลัง ระยะห่างของเขากับเส้าจ่างคุนนั้น ใกล้กว่าระยะห่างระหว่างจ้าวหย่งฝานกับพวกนางมาก
หากจ้าวหย่งฝานต้องการโจมตีพวกนาง เส้าจ่างคุนก็จะสามารถหยุดยั้งได้ทันที
พวกนางคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้ว ว่าจ้าวหย่งฝานไม่มีทางสู้เส้าจ่างคุนได้แน่นอน เพราะคนหนึ่งมีคุณสมบัติที่จะได้พูดกับลู่ไป๋เวย ส่วนอีกคนแม้แต่คุณสมบัติที่จะพบลู่ไป๋เวยก็ยังไม่มี
ถึงแม้ทั้งคู่จะอยู่ในขอบเขตพลังเดียวกัน แต่ช่องว่างนั้นกว้างมาก คนแรกสามารถซัดคนหลังได้อย่างราบคาบ
ดังนั้นตั้งแต่แรกพวกนางจึงไม่เข้าใจว่าทำไมจ้าวหย่งฝานที่รู้จักเส้าจ่างคุนดี ถึงได้ดื้อดึงบุกเข้ามาหาเรื่อง
อาจเป็นเพราะอยู่กับเกาเหวินเหวินมานาน คู่นี้จึงใช้สมองร่วมกัน
ดังนั้นตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงกับลู่ไป๋เวยจึงยิ่งเหิมเกริมมากขึ้นไปอีก
"พวกข้ารู้สึกว่าสัตว์ภูตของเจ้าน่ารักมาก เลยแวะมาเล่นกับมันสักหน่อยน่ะ"
จ้าวหย่งฝานได้ยินคำพูดนั้นถึงกับเบิกตาโพลง!
เล่น? เล่นกับราชสีห์เพลิงของข้ารึ?
นั่นมันสัตว์ภูตขอบเขตบูรณาการนะ พวกนางบ้าไปแล้วหรือไร?
เขาวางใจที่จะมอบหมายให้ราชสีห์เพลิงดูแลเกาเหวินเหวิน เพราะเขาวางใจในพลังของมัน นอกจากจะเจอกับขอบเขตบูรณาการ ย่อมไม่มีผู้การฝึกฝนคนใดจะสามารถทำร้ายนางได้
แต่ตอนนี้...
"พวกเจ้าทำอะไรกับพวกนั้นกันแน่?!" จ้าวหย่งฝานตะโกนด้วยความโกรธ
"จะตะโกนเสียดังทำไม? เจ้าถามข้า ข้าต้องตอบด้วยหรือ? เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร? แม้แต่ศิษย์ของข้า เจ้ายังเอาชนะไม่ได้ เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาแข็งข้อกับข้า?"
เยี่ยหลิงหลงยืดอกชูคอ ท่าทางยโสโอหังอย่างที่สุด
"เจ้า!! จัดการเขาซะ!!"
แค่เก็บหินวิญญาณสองก้อนเท่านั้น เหตุใดเขาถึงต้องลดตัวลงมาหนึ่งรุ่น และมีอาจารย์เพิ่มขึ้นมาด้วยเล่า?
นี่เป็นสิ่งที่เส้าจ่างคุนไม่เคยยอมรับและจะไม่มีทางยอมรับอย่างแน่นอน!
"หากพวกเจ้ายังพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะไม่สนใจพวกเจ้าแล้วนะ!!"
"โอ้! เช่นนั้นเจ้าก็ปล่อยให้เขามาฆ่าข้าสิ"
จริงๆแล้ว เส้าจ่างคุนไม่เคยพบผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะที่ทั้งหยิ่งผยองและน่ารังเกียจเช่นนี้มาก่อน นางดูไม่มั่นใจในตัวเองเลยสักนิด แต่ทุกครั้งนางก็ทำสำเร็จตลอด
อาจเป็นเพราะนางเก่งในการจับจุดอ่อนจิตใจผู้อื่น
นางรู้ดีว่าด้วยนิสัยของเขา เขาไม่มีทางทอดทิ้งพวกนาง และนางก็จงใจทำเช่นนี้
หากคนตรงหน้าเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตา
เขาอาจปล่อยให้ผ่านไป เพื่อขู่พวกนางได้ แต่จ้าวหย่งฝานเป็นถึงขอบเขตบูรณาการ หากปล่อยให้ผ่านไป พวกนางคงตายโดยไม่ทันได้ต่อต้านด้วยซ้ำ ไม่มีทางขู่ให้กลัวได้เลย
จ้าวหย่งฝานโกรธจนแทบคลั่ง แต่ถึงอย่างไรเขาก็สู้ไม่ได้จริงๆ สัตว์ภูตหายไปไหนไม่รู้ ส่วนเกาเหวินเหวินก็ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร?
เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ว่าตนเองเคยอับอายขายหน้าขนาดนี้มาก่อนหรือไม่? แต่ความอัปยศอดสูนี้ไม่อยากรับก็ต้องรับเอาไว้อยู่ดี
"คอยดูเถอะ! ข้าจะไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่!"
ว่าแล้ว จ้าวหย่งฝานก็เปลี่ยนทิศทาง ไม่ได้พุ่งเข้าหาเยี่ยหลิงหลงอีก แต่เตรียมจะวิ่งหนีไป
เมื่อเห็นเขาเอ่ยวาจาอาฆาตก่อนวิ่งหนี เยี่ยหลิงหลงก็ตะโกนถามไล่หลังมา
" ‘พวกเจ้า’ ที่ว่านั่น รวมถึงเส้าจ่างคุนด้วยหรือไม่?"
เขาไม่ตอบ แต่ไม่เป็นไร
เพราะอย่างไรนางก็ถามต่ออยู่ดี
"ไม่ตอบข้า ข้าจะถือว่าเจ้ายอมรับนะ?" เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็หันไปทางอื่น
"ศิษย์เอ๋ย พวกเจ้าเป็นศัตรูถึงตายกันแล้ว ต่อไปเขาจะต้องฆ่าเจ้าแน่ เจ้าจงกำจัดต้นตอตั้งแต่ตอนนี้เสียเถิด?"
จ้าวหย่งฝานทนไม่ไหวอีกต่อไป หันกลับมาคำรามด้วยความโกรธ
"ความแค้นระหว่างข้ากับพวกเจ้า ไม่เกี่ยวอะไรกับเส้าจ่างคุน!"
"หืม? เจ้าเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการที่จะสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะ ยังต้องเลือกเวลาอีกหรือนี่?"
จ้าวหย่งฝานรู้สึกท้อแท้จริงๆ
ในที่สุด จ้าวหย่งฝานก็หนีไป
เส้าจ่างคุนไม่ได้ไล่ตามไป เขาเดินไปหาเยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวย ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปากก็ไอออกมาหลายครั้ง
เข้าใจแล้ว!
‘ศิษย์ผู้นี้กำลังแสร้งทำท่าน่าสงสารสินะ!!’
เยี่ยหลิงหลงแสดงความเอาใจใส่ด้วยการหยิบขวดโอสถออกมาจากแหวนมิติ แล้วยื่นใส่มือเส้าจ่างคุน
"เอาไปเถอะ หากว่าไม่พอ ก็มาขอจากอาจารย์ได้ อาจารย์จะให้เจ้าอีก"
เส้าจ่างคุนมองขวดโอสถรักษาอาการบาดเจ็บธรรมดาในมือ แล้วกระตุกมุมปากเล็กน้อย
นางรู้จริงๆ ว่าจะทำให้คนโมโหได้อย่างไร?
ของธรรมดาที่หาได้ทั่วไปแบบนี้ ด้วยการฝึกฝนและความสำเร็จของเขาในตอนนี้ ชาตินี้จะไปขาดแคลนได้อย่างไร? ถึงขนาดต้องพูดว่าตัวเองเสียสละขนาดนั้นเชียวหรือ?
"เสี่ยวเส้าเอ๋ย… ข้าขอแนะนำว่าเจ้าควรรับมันไว้และกินมันเสีย หากว่าเจ้ายังดันทุรังเอาของสิ่งนี้คืนให้ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าก็จะไม่ได้อะไรเลยจริงๆนะ ผลประโยชน์น่ะ ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น เป็นคนต้องฉลาดหน่อยสิ!"
ลู่ไป๋เวยแนะนำอย่างจริงจัง
สองคนนี้เป็นแค่ศิษย์พี่หญิงน้องกัน ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆกันแน่หรือ?
ก่อนหน้านี้ยังเรียกศิษย์พี่เส้าอยู่เลย พอชั่วพริบตาก็กลายเป็นเสี่ยวเส้าไปแล้ว?
เส้าจ่างคุนรู้สึกทั้งโมโหและขบขัน หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงคืนมันไปแล้ว
แต่ตอนนี้เขาคิดได้แล้ว
ของที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียหินวิญญาณนั้น ไม่ควรปฏิเสธจริงๆ
โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนประเภทนี้ ไม่ควรให้พวกนางได้เปรียบแม้แต่แดงเดียว!!
"มีแค่นี้เองหรือ? ข้าจ่ายหินวิญญาณไปเป็นล้าน เจ้าแค่รักษาข้าครั้งเดียว มันไม่เหมาะสมเท่าไหร่กระมัง?"
"ไม่เหมาะสมจริงๆนั่นแหละ" เยี่ยหลิงหลงกล่าว
"อาการบาดเจ็บทั่วร่างของเจ้า ควรได้รับการรักษาตามเวลาที่กำหนด"
แล้วใครกันที่ไม่ทำตามเวลา?
"แต่ข้ารอพวกเจ้าตั้งสามวันเต็มๆเลยนะ!"
"ใช่แล้ว! ก็รักษาสามวันครั้ง โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด"
.......
บ้าบอสิ้นดี!!
เส้าจ่างคุนไม่อยากเถียงกับเด็กสาวทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กสาวที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้
พวกนางพูดอะไร ก็ให้เป็นไปตามนั้น
ดังนั้นเขาจึงเชื่อฟังและหาตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อรับการรักษาครั้งที่สอง ที่ซื้อมาด้วยหินวิญญาณหนึ่งล้าน
คืนหนึ่งผ่านไป เยี่ยหลิงหลงดูมีท่าทางอ่อนเพลีย และดูเหมือนจะเหนื่อยอยู่บ้าง
ส่วนเส้าจ่างคุนนั้น หลังจากได้รับการรักษาครั้งที่สอง ทั้งร่างกายและจิตใจของเขาก็ดีขึ้นมาก เขารู้สึกได้ทันทีว่าหินวิญญาณหนึ่งล้านที่จ่ายไปเพื่อการรักษานั้นคุ้มค่าเพียงใด
ต้องยอมรับว่าเยี่ยหลิงหลงนั้นเก่งจริงๆ
"เจ้าดูเหนื่อยมาก กลับไปพักผ่อนก่อนดีหรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงส่ายหน้า เพราะยังมีเรื่องที่ต้องทำอยู่!
บทที่ 809: เรียกอาจารย์ ไม่คุ้มค่าเลย!
เมื่อเส้าจ่างคุนเห็นเช่นนั้น จึงเรียกสัตว์ภูตตัวหนึ่งออกมา มันคืออาชาสูฃสง่า องอาจยิ่งนัก เขาให้พวกนางทั้งสองขึ้นขี่
"บอกทางมา แล้วไปจัดการธุระของเจ้าเถอะ!"
เยี่ยหลิงหลงก็ไม่เกรงใจ หลังจากขึ้นขี่อาชาของเขาแล้ว นางก็มุ่งหน้าไปยังตำแหน่งหลุมหินที่เคยระเกะระกะที่เดิม
พวกเขาเดินผ่านอุโมงค์จากหลุมหินระเกะระกะ และเข้าไปยังตำแหน่งที่มีบุปผากระหายโลหิต
ที่นั่นมีรอยแตกหลายรอย เพราะเนื่องจากการถล่มอย่างบ้าคลั่งของสำนักแสงอสูร
เยี่ยหลิงหลงซ่อมรอยแตกอย่างใจเย็น จากนั้นก็วางค่ายกลเพิ่มอีกชั้น ทำให้การปิดผนึกแน่นหนามากขึ้น
ตามสถานการณ์ตอนนี้ หากนางต้องการนำหินออกไป ก็ต้องจัดการกับบุปผากระหายโลหิตก่อน
แต่ตอนนี้ นางยังคิดวิธีจัดการบุปผากระหายโลหิตไม่ออก จึงต้องปล่อยมันไว้ก่อนชั่วคราว
การไม่ลงมือในตอนนี้ มิได้หมายความว่าจะไม่ลงมือในภายภาคหน้า
ผลอู๋โยวสามลูกในหลุมหินรกร้างนี้ เป็นสิ่งที่นางปรารถนามานาน แต่ไม่อาจได้มาเสียที สักวันนางจะต้องกลับมาเอามันให้ได้!
หลังจากปิดผนึกเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาทั้งสามคนก็คลานออกมาตามอุโมงค์ เมื่อออกมาแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็สร้างค่ายกลที่ทางออกของอุโมงค์ เพื่อพรางทางเข้าเอาไว้
อย่าว่าแต่คนที่ไม่รู้ว่าที่นี่มีอุโมงค์เลย แม้แต่ศิษย์ของเคหาสน์เทียนหลิงที่รู้เรื่องอุโมงค์นี้ ก็ไม่มีทางหาทางเข้าเจอแน่นอน
แต่นางคิดว่าพวกเขาคงไม่กลับมาอีกแล้ว ข้างในไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาต้องการ อีกทั้งพวกเขายังเกือบเอาชีวิตไม่รอดที่นี่อีกด้วย
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เยี่ยหลิงหลงก็ปีนขึ้นไปบนหลังอาชาของเส้าจ่างคุน
"การรักษาของเจ้ายังต้องทำอีกหลายครั้งกว่าจะฟื้นฟูได้สมบูรณ์ ดังนั้นระหว่างทาง ข้าจะพาเจ้าไปด้วยก่อน ไปกันเถอะ!"
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงเอ่ยวาจา เส้าจ่างคุนได้ยินน้ำเสียงจางๆของความจำใจแฝงอยู่ในคำพูดของนาง
หากมีผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการมาติดตาม ใครบ้างจะไม่ดีใจ จนต้องจุดธูปขอบคุณสวรรค์?
แต่ทำไมพอเป็นนาง ที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะตัวน้อย กลับรู้สึกว่าเขาผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการนี้เป็นภาระไปเสียได้ ?
เส้าจ่างคุนไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก พวกเราจะไปเที่ยวที่ไหนกันหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงหยิบแผนที่ออกมาจากแหวนเก็บของ บนแผนที่มีจุดเล็กๆวาดอยู่เต็มไปหมด
"อ้าว? ศิษย์น้องหญิงเล็กเจ้ามีแผนที่ด้วยหรือ? แล้วจุดพวกนี้คือผลอู๋โยวใช่หรือไม่?"
"เก่งใช่มั้ยล่ะ?"
"เก่งมากเลย!"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เส้าจ่างคุนก็ยื่นหน้าไปดูด้วยความตกใจ และก็พบว่าบนแผนที่ในมือของเยี่ยหลิงหลงมีจุดเล็กๆวาดอยู่มากมาย
ตอนแรก เขาคิดว่ามันเป็นแค่การขีดเขียนส่งเดช การที่ผลจากต้นอู๋โยวร่วงหล่นนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์ทำขึ้น ใครจะมาช่วยนางโกงได้เล่า ?
แต่ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง หลายที่บนแผนที่ของนางเป็นสถานที่ที่เขาเคยไปมาแล้ว และภูมิประเทศก็ตรงกับความเป็นจริงด้วย!
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเคยเห็นคนอื่นเก็บผลอู๋โยวตามเส้นทาง และจุดที่มีการเก็บผลอู๋โยวเหล่านั้นก็ตรงกับตำแหน่งที่เยี่ยหลิงหลงวาดไว้บนแผนที่พอดี!
‘ฮึ…’
เขาไม่อยากจะเชื่อ แต่ดูเหมือนว่าแผนที่นี้จะเป็นของจริง!
"เจ้าได้แผนที่นี้มาจากที่ใดกัน?"
"เจ้าไม่มีมารยาทหรือไร? ก่อนจะถามอะไร เรียกอาจารย์ก่อนสิ!"
......
เส้าจ่างคุนไม่อยากเรียก แต่ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เขาทนไม่ไหว อีกอย่างเมื่ออยู่กับพวกนางทั้งสอง เขารู้สึกว่าหน้าตาก็ไม่ได้สำคัญเท่าไหร่เลย
อย่างไรเสียสองคนนี้ก็ไม่ค่อยรักษาหน้าตาอยู่แล้ว ดูเหมือนว่าการกลมกลืนไปกับพวกนางก็ไม่ใช่เรื่องแย่อันใดด้วย!
"ท่านอาจารย์?"
"อืม… ดี"
"แผนที่นี้..."
"ข้าเป็นคนวาดเอง"
"เจ้าไม่เชื่อหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงหยิบกระดาษขาวสะอาดที่ยังไม่ได้วาดอะไรออกมาจากแหวน
"นี่ไง นี่ก็กระดาษแบบเดียวกันเลย เจ้าดูเองเถิด!"
คำตอบของนางเหมือนตอบแต่ก็เหมือนไม่ได้ตอบ
"แล้วเจ้าวาดมันอย่างไร?"
"ใช้พู่กันวาดไง"
เยี่ยหลิงหลงล้วงพู่กันออกมาอีกด้ามหนึ่ง
"หมึกมีกลิ่นเดียวกัน เจ้าลองดมดูได้"
......
นางทำแบบนี้โดยตั้งใจใช่หรือไม่?!
"แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าผลอู๋โยวจะร่วงที่ใด?"
"ข้าเห็นมันน่ะสิ"
......
เส้าจ่างคุนเงียบไปในที่สุด
ไม่จำเป็นต้องถามคำถามนี้แล้ว การเอ่ยปากเรียกอาจารย์ช่างไร้ค่าเสียจริง!
ในตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่งบนแผนที่ ซึ่งเป็นจุดที่มีผลอู๋โยวสองผลอยู่ใกล้กัน
"พวกเราไปที่นี่กันเถอะ"
"อื้ม!"
ทั้งสามคนจึงขึ้นขี่สัตว์ภูตแล้วบินไปยังตำแหน่งที่ระบุไว้ในแผนที่
ระหว่างทาง พวกเขาได้พบกับกลุ่มคนหลายกลุ่ม และเมื่อบินผ่านไป ผู้คนเหล่านั้นต่างพากันเงยหน้ามองมาทางพวกเขาโดยไม่ได้นัดหมาย
เมื่อเห็นว่าบนหลังสัตว์ภูติมีผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการนั่งอยู่ด้วย สายตาที่เดิมทีดูไม่ค่อยบริสุทธิ์ใจ ก็พลันเปลี่ยนเป็นสายตาที่บริสุทธิ์ขึ้นมาทันที
สมกับที่มีผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการติดตามมาด้วย คนๆนั้นคงจะสามารถป้องกันปัญหายุ่งยากที่ไม่จำเป็นได้มากมายทีเดียว
และด้วยเหตุนี้ เยี่ยหลิงหลงและคณะจึงสามารถเดินทางมาถึงจุดหมายได้ในเวลาอันสั้น
สถานที่ที่พวกเขามาถึง เป็นทุ่งหญ้าผืนหนึ่ง บนนั้น นอกจากหญ้าแล้ว ก็มีเพียงพืชวิญญาณที่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่บ้าง
ดูแล้วก็ไม่มีอะไรพิเศษเท่าไหร่นัก
เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ลงไปข้างล่าง แต่บินวนดูรอบๆทุ่งหญ้าบริเวณนั้นอยู่บนท้องฟ้า เพื่อสำรวจดูสถานการณ์ก่อน
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เกิดอะไรขึ้นหรือ?"
"ท่านเห็นจุดนั้นหรือไม่? มีร่องรอยการต่อสู้ และตรงนี้ ตรงนั้นด้วย!! มีหลายจุดด้วยกัน ดังนั้นผลอู๋โยวที่นี่คงถูกผู้อื่นพบและนำไปแล้วเป็นแน่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่ไป๋เวยพยักหน้า ส่วนเส้าจ่างคุนขมวดคิ้วทันที
ดังนั้น แผนที่ของเยี่ยหลิงหลงคงไม่ใช่ตำแหน่งในปัจจุบัน แต่เป็นตำแหน่งดั้งเดิมตั้งแต่แรกเริ่มกระมัง?
รู้ได้เพียงคร่าวๆ แต่ไม่อาจรู้ตำแหน่งที่แท้จริงในตอนนี้?
ในตอนนั้น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจของเส้าจ่างคุน
การสังเกตและวิเคราะห์ด้วยตนเองมีคุณค่ามากกว่าการถามนางโดยตรงมิใช่หรือ?
เขาสาบานว่าต่อไปนี้ จะไม่มีวันลดตัวเองลงมาทำเรื่องแบบนั้นอีกแล้ว!
จากนั้น เยี่ยหลิงหลงก็เลือกบินไปยังอีกหลายตำแหน่ง แต่ทุกที่ที่บินไปถึงล้วนพบร่องรอยการต่อสู้มากมาย เห็นทีคงจะไม่เหลืออะไรแล้วเป็นแน่
"เหตุใดผลอู๋โยวถูกค้นพบมากมายขนาดนี้?"ลู่ไป๋เวยเท้าคางถาม
"ก่อนหน้านี้ไม่ได้บอกหรอกหรือ ว่าการเก็บผลครั้งนี้จะใช้เวลาอย่างน้อยสามเดือน บางครั้งอาจยาวนานถึงครึ่งปีหรือหนึ่งปี? แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ กลับมีหลายที่ที่ถูกค้นพบแล้ว"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เส้าจ่างคุนก็ยิ้มกริ่ม
"เมื่อมีผลเต็มไปหมด โอกาสที่จะเก็บได้ก็มีมาก เพราะหาไม่เจอที่นี่ ก็ต้องเจอที่นั่น แต่เมื่อเหลือผลน้อยลง หรือเหลือเพียงไม่กี่ลูก การค้นหาก็จะยากขึ้น เท่ากับในพื้นที่กว้างใหญ่ขนาดนั้น มีซ่อนอยู่แค่ไม่กี่ลูก เจ้าว่ายากหรือไม่เล่า?"
ลู่ไป๋เวยพยักหน้า เข้าใจเหตุผลในทันที
นั่นหมายความว่า
สามลูกที่เอาไปปิดผนึกบุปผากระหายโลหิต ตราบใดที่ยังไม่ถูกคนเอาไป พวกมันก็จะติดอยู่ที่นี่ออกไปไม่ได้หรือ
เยี่ยหลิงหลงเคาะนิ้วลงบนแผนที่ของนาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ดังนั้น พวกเราไม่สามารถค้นหาแบบนี้ได้แล้วล่ะ"
เนื่องจากนางไม่คิดว่าทุกคนจะค้นพบผลอู๋โยวได้เร็วถึงเพียงนี้ ดังนั้นตอนที่นางค้นหาในตอนแรก จึงเลือกเฉพาะตำแหน่งที่ดี
ในจุดที่มีผลไม้หนาแน่น
แต่หลังจากที่พวกนางเสียเวลาไปเกือบหนึ่งเดือน ตำแหน่งส่วนใหญ่ที่ค้นหาได้ง่าย ถูกผู้อื่นค้นพบไปหมดแล้ว
ดังนั้นพวกนางจึงต้องไปค้นหาในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร
ด้วยเหตุนี้ เยี่ยหลิงหลงจึงชี้นิ้วไปยังตำแหน่งที่ห่างไกลที่สุดบนแผนที่
"พวกเราไปที่นี่กันเถิด"
เมื่อเห็นตำแหน่งที่เยี่ยหลิงหลงชี้ เส้าจ่างคุนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
"เจ้ารู้หรือไม่ว่านั่นคือที่ใด?"
บทที่ 810: ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าพูดถูก!
"ข้าไม่รู้" เยี่ยหลิงหลงนึกทบทวนแล้วตอบ "รู้แค่ว่าที่นี่ไม่มีพืชพรรณใดๆงอกเลย"
เส้าจ่างคุนหัวเราะ ขำกับคำตอบของนางยิ่งนัก
"เจ้ารู้ด้วยหรือว่าที่นี่ไม่มีพืชพรรณใดๆงอกงาม แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น?"
"ข้าไม่รู้ ข้าไม่เคยมาที่นี่มาก่อน จะไปรู้ได้อย่างไร?"
ในตอนนั้นเองที่เส้าจ่างคุนหยิบแผนที่แผ่นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติของเขา ขณะที่หยิบออกมาเขาก็ใช้วิชาลับเล็กๆลงไปบนแผนที่ด้วย
และหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ เขาก็คลี่แผนที่ออก เห็นเพียงรูปร่างคร่าวๆของแผนที่เท่านั้น ไม่สามารถเห็นรายละเอียดได้ เพราะมีหมอกดำปกคลุมอยู่ ราวกับเมฆทะมึนคลุมฟ้ายามฝนจะตก
แต่จากรูปร่างแล้ว สามารถตัดสินได้ว่านี่คือแผนที่ของต้นอู๋โยว
ทุกคนเห็นเพียงว่าเขาใช้นิ้วชี้ไปยังจุดที่นางกำลังจะไปเมื่อครู่ มินานหมอกในบริเวณนั้นก็สลายไป เผยให้เห็นสิ่งที่ถูกทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่
แผนที่นี้ละเอียดกว่าภาพร่างของนางมาก ไม่เพียงแต่วาดลักษณะคร่าวๆ แต่ยังเขียนจุดสำคัญที่ต้องระวัง วิธีการและประสบการณ์ต่างๆไว้มากมาย
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้น และชำเลืองมองเส้าจ่างคุนแวบหนึ่ง
‘ที่แท้เขาก็มีแผนที่เหมือนกัน แต่กลับซ่อนเอาไว้ไม่ยอมเอาออกมา!’
เส้าจ่างคุนเงยหน้าขึ้นพอดี เขาจึงสบเข้ากับสายตาของเยี่ยหลิงหลง เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่เขาก็รีบอธิบายทันที
"นี่เป็นความลับของสำนักวายุเหิน แม้แต่ชิวจื้อเหลียงก็ยังไม่มี ข้าจึงไม่อาจหยิบออกมาส่งเดชได้ ยิ่งต่อหน้าพวกเจ้าสองคนที่เป็นคนนอกด้วยแล้ว…"
"คนนอก?"
เยี่ยหลิงหลงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แล้วเอามือทาบอก ทำท่าเจ็บปวดรวดร้าวราวกับใจจะสลาย
"ข้านึกว่าเจ้าไว้ใจข้าที่สุดในฐานะศิษย์ แต่เจ้ากลับมองข้าเป็นคนนอก ข้ายังเอาแผนที่ผลอู๋โยวออกมาให้เจ้าดูต่อหน้าเลย แต่เจ้ากลับ..."
"ไม่ใช่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น นี่เป็นความลับของสำนักวายุเหิน พวกเจ้าทั้งสองไม่ได้เป็นศิษย์สำนักวายุเหิน ข้าย่อมไม่อาจเปิดเผยความลับออกไปได้"
เส้าจ่างคุนหยุดชั่วครู่แล้วกล่าวต่อว่า "แผนที่นี้แต่ละสำนักต่างก็มี มันถูกเขียนขึ้นจากประสบการณ์มากมายของเหล่าศิษย์ที่เข้าไปในต้นไม้อู๋โยว สำนักจันทราพิฆาตก็มีเช่นกัน เพียงแต่พวกเจ้าไม่ได้รับมาเท่านั้นเอง"
ลู่ไป๋เวยไม่ได้โต้แย้ง เจ้าสำนักของสำนักจันทราพิฆาตไม่ได้มอบให้นางจริงๆ
คงเป็นเพราะสิ่งนี้เป็นความลับ หากรักษาไว้ไม่ได้และถูกผู้อื่นแย่งชิงไป จะทำให้ความรู้ที่สำนักจันทราพิฆาตสั่งสมมาหลายปีรั่วไหล เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นไปได้
"แล้วเหตุใดตอนนี้จึงยอมบอกเล่า?"
"เพราะพวกเจ้ากำลังจะวิ่งไปหาความตายน่ะสิ ข้าจึงต้องพยายามโน้มน้าวพวกเจ้า! แต่เพราะมันเป็นความลับ หลังจากที่พวกเจ้าดูแล้ว อย่าได้นำไปเล่าให้ผู้อื่นฟังเป็นอันขาด"
เมื่อเส้าจ่างคุนพูดจบก็ชี้ไปยังตำแหน่งนั้น
"เจ้าเห็นหรือไม่ ที่นี่เรียกว่าดินแดนแห่งความตาย"
ข้าเห็นแล้ว อักษรสี่ตัวที่เด่นชัด อีกทั้งข้างๆยังมีตัวอักษรเล็กๆสีแดงกำกับไว้ด้วย
ห้ามล่วงล้ำ เพราะที่นี่มีปราณชั่วร้ายเข้มข้น มีปีศาจและภูตผีมากมาย ไร้ปราณวิญญาณ และแม้แต่หญ้าก็ไม่งอก
"ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ พวกเราไปที่อื่นกันเถอะ"
"อะไรคือปีศาจและภูตผีหรือ?"
คำถามของเยี่ยหลิงหลงทำให้เส้าจ่างคุนถึงกับพูดไม่ออก
"ข้าไม่รู้ แต่เมื่อบอกว่าห้ามไป คนทั่วไปก็จะไม่ไปกัน ทำไมถึงยังมีคำถามมากมายนัก?"
"พวกปีศาจอยู่ในภพปีศาจ มารอยู่ในภพมาร แม้แต่วิญญาณชั่วร้าย ผีร้าย ก็ควรปรากฏในดินแดนอันชั่วร้าย แล้วใต้ต้นอู๋โยวที่มีปราณวิญญาณเข้มข้นเช่นนี้ จะมีสถานที่เช่นนี้ได้อย่างไร?"
เส้าจ่างคุนอ้าปากค้าง คิดนานเท่าใดก็คิดหาเหตุผลมาตอบนางไม่ได้
"ใช่แล้ว เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นนะ?"
"แต่ไม่ว่าจะรู้หรือไม่ พวกเราก็ไม่ควรไป ไม่ใช่หรือ?"
"แล้วถ้าคนที่เขียนข้อความนี้ แค่ไม่อยากให้เจ้าไป เลยจงใจขู่เจ้าล่ะ? ข้อมูลนี้ถูกส่งต่อกันมาจากศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า มีคนมากมายขนาดนั้น เจ้าจะรับประกันได้หรือว่าคนที่ให้ข้อมูลนี้มา จะไม่มีความเห็นแก่ตัวแอบแฝงอยู่?
สมมติว่าเขาตั้งใจเขียนแบบนี้ แล้วทุกคนก็ไม่กล้าไป คราวหน้าเขาค่อยไปเอง อย่างนี้เขาก็ได้กำไรครั้งใหญ่สิ?
แล้วอีกอย่าง ถ้าไปแล้วต้องตายจริงๆ คนตายจะส่งต่อข้อมูลนี้มาได้อย่างไร?
แล้วเรื่องผีสางเทวดา ความชั่วร้าย เขาเคยเห็นมาหมดแล้วหรือ?"
เส้าจ่างคุนอ้าปากจะพูดอีกครั้ง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่มีทางโต้แย้งได้เลย
"แต่ว่า พวกเรายังมีทางเลือกอื่นนะ"
"ไม่มี"
"เหตุใดกันล่ะ?"
"เพราะแผนที่ของเจ้า ทำให้ข้าตัดสินใจว่าจะไปที่นั่นน่ะสิ"
เส้าจ่างคุนมองดูเยี่ยหลิงหลง แล้วหันไปมองลู่ไป๋เวย ทั้งสองคนล้วนเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะ หากเกิดอันตรายขึ้นจริง เขาก็ไม่อาจปกป้องได้
"ลู่ไป๋เวย เจ้าคิดเห็นเช่นไร?"
ลู่ไป๋เวยละสายตาที่เหม่อลอยออกจากแผนที่แล้วเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
"หา? พวกเจ้ากำลังพูดเรื่องอะไรกัน?"
เส้าจ่างคุนสูดหายใจลึก
"ศิษย์น้องหญิงเล็กบอกว่านางต้องการ..."
"ศิษย์น้องหญิงเล็กพูดถูกแล้ว!"
เส้าจ่างคุนสูดหายใจลึกอีกครั้ง
‘ไม่โกรธ ไม่โกรธ ข่มใจไว้! อย่าโกรธ!!’
เห็นเพียงเยี่ยหลิงหลงยิ้มพลางเก็บแผนที่ของนาง
"เจ้าจะไปกับพวกข้าหรือไม่?"
......
เส้าจ่างคุนเพิ่งเคยเห็นผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะที่มั่นใจและกล้าหาญเช่นนี้เป็นครั้งแรก
คนหนึ่งทะนงตนไม่แยแสสิ่งใดแต่กล้าหาญมาก
อีกคนไม่รู้อะไรเลยแต่ก็กล้าหาญมากเช่นกัน
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สติสัมปชัญญะบอกเขาว่า เมื่อมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว ยังจะไปสวนทางประสบการณ์นั้นอีกหรือ นั่นก็คือการรนหาที่ตายมิใช่หรือไร?
ดังนั้นเขาจึงส่ายหน้า
"ไป"
"ก็ได้ เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปด้วย"
......
ดังนั้น พวกเขาทั้งสามคนจึงขี่สัตว์ภูติ มุ่งหน้าไปยังดินแดนแห่งความตายนั้น
เยี่ยหลิงหลงมองเส้าจ่างคุนที่พูดไม่ตรงกับใจหลายครั้งแล้ว จนอดหัวเราะออกมาไม่ได้
ชายผู้นี้ดูไปดูมาก็น่ารักไม่น้อยเลยนะ
การที่นางตัดสินใจจะไปยังดินแดนแห่งความตายนั้น ไม่ใช่เพราะความบ้าบิ่น
เพราะพวกเขาต้องจากที่นี่ไป ไม่ช้าก็เร็วต้องไปจัดการกับบุปผากระหายโลหิตนั่น
นางพลิกอ่านตำราไปมากมาย แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่พบวิธีจัดการกับบุปผากระหายโลหิต
นางรู้ว่าใต้ต้นอู๋โยวเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยปราณวิญญาณ แม้แต่อสูรที่ดุร้ายก็ยังไม่มี แต่กลับมีบุปผากระหายโลหิตที่แฝงไปด้วยความชั่วร้ายและพลังชั่วร้ายซ่อนอยู่ใต้ดิน นี่มันผิดปกติอย่างยิ่งเลยมิใช่หรือ?
ตอนที่นางเลือกสถานที่นั้น นางนึกถึงภาพที่เห็นตอนดูดซับวิญญาณธาตุดิน
นางรู้ว่าตำแหน่งนั้นไม่มีพืชพรรณงอกงาม ปกคลุมด้วยหมอกหนา แตกต่างจากที่อื่น
ดังนั้นนางจึงคิดว่าจะหาผลไม้ไปพร้อมกับตามหาร่องรอยต่างๆ
แต่เดิมเป็นเพียงความคิดธรรมดา แต่หลังจากที่เส้าจ่างคุนหยิบแผนที่แผ่นนั้นออกมา นางรู้สึกว่าต้องไปที่นั่นให้ได้
ใต้ต้นอู๋โยว มีบุปผากระหายโลหิตที่ปนเปื้อนปราณแห่งความความชั่วร้าย บางทีที่นั่นอาจมีคำอธิบายบางอย่างซ่อนอยู่ก็เป็นได้
สถานที่นั้นอยู่ที่ขอบของต้นอู๋โยว พวกเขาบินผ่าน ใช้เวลาเต็มหนึ่งวัน
เมื่อมาถึงบริเวณใกล้เคียง ท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว
หากมีเพียงเยี่ยหลิงหลงคนเดียว นางอาจเสี่ยงเข้าไป แต่เพราะศิษย์พี่หญิงห้าอยู่ที่นี่ นางจึงต้องการความปลอดภัยแบบที่สามารถรับประกันได้
ดังนั้นเมื่อมาถึงบริเวณใกล้เคียง นางจึงให้สัตว์ภูตที่ขี่มาหยุด
ตอนกลางคืนนี้ ทัศนวิสัยไม่ดี ไม่เหมาะแก่การเคลื่อนไหว อีกทั้งนางยังต้องการเวลาเตรียมตัวสักหน่อย
"คืนนี้พักที่นี่ก่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยเดินเข้าไป"
เส้าจ่างคุนมองนางแวบหนึ่ง คิดว่านางกล้าก็กล้าจริงๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่กลัวตายเสียทีเดียว
คนผู้นี้ช่าง...
เส้าจ่างคุนไม่อาจหาคำคุณศัพท์ใดใดมาอธิบายได้
แต่ว่า... การได้ติดตามนางไปก็ดูจะน่าสนุกไม่น้อย
จบตอน
Comments
Post a Comment