บทที่ 81: การทดลองระยะที่สาม
ในพื้นที่นี้ไม่มีการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ ทั้งหกคนกับหนึ่งผลไม้ ไม่มีใครรู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว
หัวไชเท้าอ้วนรู้แค่ว่าตัวเองนอนหลับไปหลายตื่น ตื่นมาก็เห็นพวกเขาสู้กับราชาผี พอหลับก็ฝันเห็นตัวเองมีชีวิตอันรุ่งโรจน์
จี้จื่อจั๋ว เคอซินหลานและตงฟางจิ้น ผลัดกันสู้กับราชาผี บางครั้งก็รุมโจมตี ทำให้ราชาผีที่ถูกกดดันอยู่แล้วยิ่งอ่อนล้าลงไปอีก
ตอนนี้มันไม่อยากจะขยับแม้แต่ก้าวเดียว ไม่ต้องพูดถึงการทำลายค่ายกลแล้ว
พวกเขาจะขยันขนาดนี้ไปทำไม? พวกมนุษย์นี่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลยหรือ ผีอย่างมันทนไม่ไหวแล้ว
ด้วยความช่วยเหลือของราชาผี จี้จื่อจั๋วจึงสามารถเข้าใจเคล็ดวิชาธาตุน้ำถึงขั้นที่สี่ได้สำเร็จ บัดนี้แม้พลังฝีมือของเขาจะอยู่เพียงขอบเขตจินตานขั้นกลาง แต่ก็มีความสามารถต่อสู้กับขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้แล้ว
คิดแบบนี้เขาก็ตื่นเต้นมาก ดีที่เป็นราชาผีที่สามารถฝึกซ้อมซ้ำๆได้ ถ้าเป็นคนของสำนักข้างๆคงปิดประตูไล่นานแล้ว
ตงฟางจิ้นเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน ว่าการเดินทางครั้งนี้จะทำให้เขาได้พัฒนามหาศาล เดิมทีเขาคิดว่าตัวเองจะได้สมบัติหลายอย่าง แต่กลับกลายเป็นว่าขอบเขตของเขาพัฒนาขึ้นอย่างมาก ถ้าเขาออกไปจากที่นี่ได้ ก็จะไม่ถูกใครรังแกอีก
เคอซินหลานพึงพอใจกับสถานที่แห่งนี้ยิ่ง แต่ก่อนเวลาเดินทางในยุทธภพ ศิษย์น้องหญิงทั้งสองไม่มีสภาพแวดล้อมที่เพียงพอให้พวกนางได้ฝึกวิชา นางเองก็ไม่สามารถต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ เพราะต้องคอยดูแลศิษย์น้องหญิง
แต่ตอนนี้ นางไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของศิษย์น้องหญิงอีกแล้ว พวกนางสามารถศึกษาได้อย่างสบายใจ ส่วนนางก็สามารถฝึกฝนได้อย่างเต็มที่ สถานที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้จะหาที่ไหนได้อีก
ในขณะที่ทุกคนยิ่งขยันและมุ่งมั่นมากขึ้น จู่ๆ เยี่ยหลิงหลงก็ปิดตำราเสียงดัง แล้วคว้ากระดาษและพู่กันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตา นางก็ร่างยันต์ได้นับสิบแผ่น
"สำเร็จแล้ว! สำเร็จแล้ว! ยันต์เสร็จแล้ว เหลือก็แค่เอาไปติดตัวราชาผี"
เยี่ยหลิงหลงพูดพลางถือยันต์สิบกว่าแผ่นให้ทุกคนดูด้วยความดีใจ
"บังเอิญจัง ข้าก็ปรุงยาเสร็จพอดี"
ฮวาซือฉิงยกขวดแก้วขึ้นมาอวดทุกคนอย่างภาคภูมิ
"รอข้าด้วย ข้าเหลืออีกแค่นิดเดียวก็จะเสร็จแล้ว เดี๋ยวก็เสร็จ!"
พูดจบ โม่รั่วหลินก็เติมไฟในเตาอีกเล็กน้อย เพื่อให้ความร้อนสูงถึงขีดสุด
"สำเร็จแล้ว! ข้าก็ทำเสร็จแล้ว!"
เมื่อได้ยินสามคนนี้ประกาศความสำเร็จ คนอื่นๆก็รีบวิ่งกลับมาที่พวกนาง แม้กระทั่งหัวไชเท้าอ้วนก็เช็ดน้ำลายที่มุมปากแล้วตื่นตัวขึ้นมาทันที
"ศิษย์พี่หญิงสี่ นั่นคืออะไรหรือ?"
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ยาขวดนี้สามารถสะกดพลังต่อสู้ของราชาผีได้ พูดง่ายๆก็คือ ทำให้ราชาผีอ่อนแอลง มีฤทธิ์ทำให้ง่วงงุน ลดอาการเกรี้ยวกราดและคลุ้มคลั่งนั่นเอง"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า
"แล้วถ้ามนุษย์ดื่มเล่าจะเป็นเช่นไร?"
พอได้ยินคำถามนี้ ทั้งห้าคนกับหนึ่งผลไม้ก็อดตัวสั่นไม่ได้ ศิษย์น้องหญิงเล็กของพวกเขา ทำไมถึงมีแต่ความคิดอันตรายเช่นนี้!
"ปริมาณเท่านี้ หากมนุษย์ดื่มคงหลับไปชั่วชีวิต"
"ของดีเลยนี่นา ท่านช่วยลดขนาดยาให้หน่อย ทำขวดใหม่ให้ข้าด้วย ไม่ต้องหลับทั้งชีวิต แค่สักสองสามร้อยปีก็พอ"
เยี่ยหลิงหลงกล้าพูด ฮวาซือฉิงก็กล้าทำให้
นางตอบตกลงอย่างง่ายดาย ทำเอาทุกคนเงียบกริบไปชั่วขณะ
"เอ่อ ศิษย์พี่หญิงสาม นี่คืออะไรหรือ"
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก วงแหวนทองคำนี้สามารถขังวิญญาณร้ายได้ และยังเปลี่ยนรูปร่างได้ด้วยนะ ดูนี่!"
โม่รั่วหลินพลิกวงแหวนในมือ แล้ววงแหวนก็กลายเป็นกล่องในทันที
"เจ้าสามารถใช้สิ่งนี้ขังราชาผีได้ เมื่อจำเป็นต้องใช้ราชาผี วงแหวนก็จะปรากฏ ยามไม่ต้องการก็สามารถปิดไว้ในกล่องตามเดิม"
เยี่ยหลิงหลงเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น
“ของดีมาก! ศิษย์พี่หญิงสาม คิดรอบคอบมากเลย! ในเมื่อของครบแล้ว ข้าจะลงมือเดี๋ยวนี้แหละ”
เยี่ยหลิงหลงถือวงแหวนที่โม่รั่วหลินให้มา แล้วเริ่มสลักอักขระลงไป เมื่อเขียนจนเต็ม นางก็เปลี่ยนรูปลักษณ์ของมันให้กลายเป็นกล่อง และเขียนอักขระต่อ
หลังจากเขียนเสร็จ นางก็เทโอสถที่ฮวาซือฉิงมอบให้ลงในกล่อง ผสานเข้ากับอักขระ
เช่นนี้ เมื่อขังราชาผีไว้ข้างในแล้ว หากมันหลับไปตลอดกาลได้ก็จะดียิ่งนัก
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว การทดลองระยะที่สามก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ!
เยี่ยหลิงหลงนำทุกคนออกจากค่ายอาคมด้วยความมุ่งมั่น ให้ศิษย์พี่ชายและศิษย์พี่หญิงทุกคนใช้พลังควบคุมราชาผีเอาไว้ จากนั้นนางจึงเทโอสถลงบนตัวราชาผีตั้งแต่หัวจรดเท้าจนชุ่มโชก
เมื่อเห็นว่ายาเริ่มออกฤทธิ์ ราชาผีที่กำลังดิ้นรนก็ค่อยๆสูญเสียแรงต่อต้านจนหมด
ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงก็สวมวงแหวนทองบนคอของราชาผี
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าตั้งใจจะให้เจ้าใส่ตัวมัน วงแหวนนี้สามารถปรับขนาดตามตัวของราชาผีได้ ไม่จำเป็นต้องแค่ที่คอนะ”
“ข้ารู้ แต่ข้าอยากใส่ที่คอน่ะ”
พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็หยิบเชือกออกมาจากแหวนอีกเส้น ผูกปลายด้านหนึ่งที่วงแหวนทองคำ ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งนางถือไว้ในมือ
เมื่อเห็นภาพนี้ คนอื่นๆก็เกิดความรู้สึกซับซ้อนในใจทันที
ราชาผีที่เคยสังหารและกลืนกินวิญญาณจำนวนมากจนกลายเป็นราชาผีที่แข็งแกร่งที่สุด มาถูกจูงเหมือนสุนัขแบบนี้เหมาะสมแล้วหรือ?
แต่คนที่รู้สึกซับซ้อนยิ่งกว่าคนอื่นคือจี้จื่อจั๋ว
เพราะเขารู้จักเชือกเส้นนี้ดี ศิษย์น้องหญิงเล็กเคยใช้มันจูงเขาเข้ามาในดินแดนลับแห่งนี้
คิดถึงตอนนั้นแล้วดูตอนนี้ เขาเพียงแค่อยากหาที่เงียบๆเพื่อปาดน้ำตา ความภาคภูมิใจของมนุษย์ มันบาดเจ็บง่ายดายเพียงนี้เอง
เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จ เยี่ยหลิงหลงก็แปะกระดาษยันต์ไว้บนตัวราชาผีหลายแผ่น จนเต็มไปหมด
กระดาษยันต์เปล่งแสงสีทอง ก่อนจะหายไปในตัวราชาผี
“เรียบร้อย!”
ทุกคนปล่อยราชาผีที่ถูกควบคุม มันก็ลุกขึ้นยืนอย่างงุนงง ลอยอยู่ในอากาศไม่ขยับเขยื้อนอย่างว่าง่าย
นางจูงราชาผีเดินสองสามก้าว ราชาผีก็ลอยตามหลังนางไปสองสามก้าว
"ดูเหมือนว่าจะได้ผล การทดลองจะเริ่มแล้ว ทุกคนถอยไป!"
เยี่ยหลิงหลงสั่ง ทุกคนก็วิ่งกลับเข้าค่ายกล มีเพียงนางคนเดียวที่ยังยืนอยู่ข้างนอก
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ทำไมเจ้าไม่เข้ามา?"
"ข้ากลัวพวกท่านจะได้รับอันตราย เรื่องอันตรายแบบนี้ให้ข้าจัดการเองเถอะ!"
ถ้าไม่ใช่เพราะตำแหน่งที่นางยืนห่างจากค่ายกลเพียงก้าวเดียว แค่ก้าวเดียวก็เข้าไปได้ พวกเขาก็คงหลงเชื่อคำโกหกของนางแล้ว
"ข้าพร้อมแล้ว ตอนนี้แหละ เอาหัวไชเท้าอ้วนออกจากตาค่ายกลได้เลย!"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ฮวาซือฉิงที่มีพลังต่อสู้น้อยที่สุดก็เข้าไปอุ้มหัวไชเท้าอ้วนออก ส่วนคนอื่นๆยืนอยู่ข้างหลังเยี่ยหลิงหลงพร้อมช่วยนางทันทีหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
ในขณะที่ทุกคนกำลังกลั้นหายใจ รอคอยอย่างลุ้นระทึก ตัวของหัวไชเท้าอ้วนก็หลุดออกจากตาค่ายกล
บทที่ 82: สั่งสอนมันด้วยความรัก
ชั่วพริบตา วิญญาณทั้งหมดกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งและได้รับอิสระ แม้แต่ราชาผีก็ลืมตาขึ้น ดวงตาแดงก่ำ ปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างเต็มที่
ในขณะนั้น ทุกคนในค่ายกลต่างหยุดหายใจ จับจ้องไปที่สถานการณ์ข้างนอกด้วยความตึงเครียด
ผีร้ายเหล่านั้นส่งเสียงคำรามอย่างตื่นเต้น พุ่งใส่ค่ายอาคมราวกับสายน้ำที่ไหลทะลักเข้ามา แต่...
เมื่อพวกมันอยู่ห่างจากราชาผีในระยะร้อยก้าว ก็หยุดนิ่งเหมือนถูกตรึงร่าง ท่าทางโง่งมอย่างยิ่ง
ราชาผีที่อยู่ตรงหน้าเยี่ยหลิงหลงไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการรักษาท่าทางที่ดุร้ายและน่ากลัว
ดูเหมือนว่ายา ปลอกคอ และกระดาษยันต์ของศิษย์น้องหญิงเล็กจะได้ผล!
เมื่อรู้ว่าตัวเองประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ ทุกคนในค่ายกลก็กระโดดด้วยความตื่นเต้น คนที่กระโดดสูงที่สุดคือเจ้าหัวไชเท้าอ้วน มันรู้สึกดีใจที่ไม่ต้องอยู่ในสถานที่ที่น่ากลัวนี้อีกต่อไป มันสามารถออกไปจากที่นี่ได้แล้ว!
ในขณะที่ทุกคนกำลังดีใจ เยี่ยหลิงหลงที่จูงราชาผีอยู่ก็ดึงเชือกพุ่งเข้าไปในฝูงผีร้าย
การกระทำนี้ทำให้ทุกคนในค่ายอาคมตกตะลึง
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก!”
สิ้นคำ ทุกที่ที่เยี่ยหลิงหลงก้าวผ่าน วิญญาณต่างหลีกหนี บางตนหลบช้าก็แสดงสีหน้าหวาดผวา ร่างกายสั่นเทิ้ม กลิ้งหนีไปอย่างทุลักทุเล
ดูเหมือนว่าการต่อสู้ของราชาปีก่อนหน้านี้ คงสร้างรอยแผลในใจของพวกมันจนมิอาจลืมเลือน
น่ากลัวนัก นางไม่เพียงเลี้ยงราชาผี แต่นางยังให้พวกมันดูขั้นตอนการเลี้ยงด้วย การโจมตีทางจิตใจแบบนี้ใครจะทนไหว?
เมื่อเห็นวิญญาณต่างหลีกหนี ห้าคนและหนึ่งผลไม้ในค่ายกลก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ขอร้องล่ะ หยุดเล่นเถอะ ทำแบบนี้มันน่ากลัวกว่าการเห็นผีซะอีก!
ตอนนี้ ทุกคนเดินออกจากค่ายกล มุ่งหน้าไปหาเยี่ยหลิงหลง
แต่ก่อนจะถึงตัวนาง ก็เห็นนางยื่นมือไปสัมผัสร่างของราชาผี เสียงกระดาษยันต์ฉีกขาดแผ่วเบาดังกระทบโสตของพวกเขา
พวกเขายังไม่ทันได้กลัว ราชาผีก็คำรามด้วยความโกรธ พลังของมันทำให้ทั้งพื้นดินสั่นสะเทือน จากนั้นมันก็พุ่งออกไป
ราชาผีตื่นแล้ว!
"แม่จ๋า! ช่วยข้าด้วย!"
เจ้าหัวไชเท้าอ้วนเผ่นหนีป่าราบ วิ่งตุปัดตุเป๋ด้วยความกลัวกลับเข้าไปในค่ายอาคม ดอกไม้บนหัวมันก็เหี่ยวเฉาไปด้วย
ไม่ใช่เพียงแค่หัวไชเท้าอ้วนเท่านั้น อีกห้าคนก็วิ่งกลับเข้าไปในค่ายอาคมกันอุตลุด
หลังจากฟื้นคืนสติ ราชาผีก็พุ่งเข้าไปหาวิญญาณอื่นๆ มันใช้มือซ้ายจับหนึ่งตัว มือขวาจับหนึ่งตัว และยังกัดอีกหนึ่งตัว สามตัวถูกยัดจนเต็มปาก
แม้จะกินไปแล้ว แต่มันก็ยังไม่หนำใจ ยังคิดจะจับวิญญาณตัวอื่นกินอีก แต่เหล่าวิญญาณนั้นอาศัยช่วงที่มันกินพวกเดียวกันหลบหนีไปไกลแล้ว
ราชาผีคิดจะวิ่งตาม ถูกปลอกคอรั้งไว้ มันจึงตามไปไม่ได้
ด้วยความเดือดดาล มันหันกลับมาจ้องเยี่ยหลิงหลงด้วยหน้าตาน่ากลัว จากนั้นก็อ้าปากกว้างพุ่งเข้าหานาง
"อ๊า!"
หัวไชเท้าอ้วนร้องลั่นด้วยความหวาดผวา รีบยกมือขึ้นปิดตา
แต่แล้ว ผ่านไปสักพักก็ไม่มีเสียงอะไร หัวไชเท้าอ้วนเลยยกมือน้อยๆของมันออก เผยให้เห็นดวงตาข้างหนึ่ง
เอ๊ะ!
ราชาผีกลับหยุดอยู่ตรงหน้าเยี่ยหลิงหลง ไม่ขยับเขยื้อน ดูเชื่องเหมือนลูกสุนัขตัวน้อย
หัวไชเท้าอ้วนมองอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็เห็นอักขระซับซ้อนปรากฏบนฝ่ามือของเยี่ยหลิงหลง ขณะที่หน้าผากของราชาผีก็มีอักขระแบบเดียวกันเปล่งแสงรางๆ
เยี่ยหลิงหลงลูบหัวราชาผีเบาๆแล้วคลี่ยิ้ม
"ดีมาก ตั้งแต่นี้ไปข้าคือเจ้านายของเจ้า นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเลี้ยงสัตว์ เพื่อแสดงความรักของข้า ข้าจะเรียกเจ้าว่า 'เจาไฉ'
….......…
ทุกคนที่เห็นภาพนั้นล้วนตะลึงงัน
ทำไมศิษย์น้องหญิงเล็กถึงคิดแบบนี้? นางจริงจังหรือ?
นางตั้งใจจะเลี้ยงราชาผีที่ดุร้ายและน่ากลัวเป็นสัตว์เลี้ยงจริงๆหรือ?
นางตั้งใจจะเรียกมันว่าเจาไฉจริงๆหรือ? เห็นอยู่ชัดๆว่ามันเรียกหาแต่ความตายไม่ใช่หรือ?
ยิ่งกว่านั้น ราชาผีหยุดนิ่งเพราะอักขระ มันไม่ได้เชื่องด้วยตัวมันเองเสียหน่อย แล้วมันจะเป็นสัตว์เลี้ยงได้อย่างไร?
เยี่ยหลิงหลงสะบัดมือ อักขระเลือนหายไป ราชาผีฟื้นคืนสติและพลังสองส่วนจากก่อนหน้านี้ มันกลับมาบ้าคลั่งอีกครั้ง เมื่อจัดการกับเยี่ยหลิงหลงไม่ได้ มันจึงพุ่งเข้าหาพวกวิญญาณที่ลอยอยู่รอบๆแทน
แม้ว่าจะมีเชือกดึงมันไว้ แต่มันก็ไม่สนใจ ยังคงพุ่งไปข้างหน้า จนท้ายที่สุดเยี่ยหลิงหลงก็พ่ายแพ้ในเกมชักเย่อ ถูกราชาผีลากพุ่งไปข้างหน้า และกวาดล้างวิญญาณทั้งหมด
ท่าทางของเยี่ยหลิงหลงที่ถูกลากไปเหมือนเจ้าของตัวเล็กๆที่พยายามจูงสุนัขตัวใหญ่และแข็งแรง แต่สุดท้ายกลับโดนสุนัขลากไปเสียแทน
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงถูกลากห่างออกไป ผู้คนในค่ายกลก็รีบพุ่งตามไป
หลังจากไล่ตามอยู่นาน จนกระทั่งถึงที่รกร้างไร้วิญญาณแม้แต่ตัวเดียว พวกเขาก็พบเยี่ยหลิงหลงกำลังนั่งลงจรดพู่กันบนกระดาษอย่างใจเย็น
ในขณะที่ ราชาผีที่อยู่ข้างหลังนางก็ถูกแปะด้วยกระดาษยันต์และกลับเข้าสู่การหลับใหล ลอยเคว้งอยู่ข้างหลังเยี่ยหลิงหลง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าไม่เป็นไรนะ?"
"ไม่เป็นไรหรอก แค่สัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของข้าเหมือนจะซนเกินไปหน่อย"
…….....
คนอื่นๆเงียบไปครู่ใหญ่ จากนั้นก็เงยหน้ามองไปรอบๆบริเวณนั้นมืดมาก มองไม่เห็นอะไรเลย และดูเหมือนไม่มีทางออกด้วย
"แล้วเราควรทำยังไงต่อไปล่ะ?"
"ง่ายมาก ข้าคิดวิธีออกแล้ว"
เยี่ยหลิงหลงเก็บพู่กัน แล้วหยิบกระดาษที่วางอยู่บนพื้นยื่นให้ศิษย์พี่หญิงรอง เคอซินหลาน
"ศิษย์พี่หญิงรอง ก่อนหน้านี้ท่านเคยกล่าวว่า วิชามายาของท่านส่งผลต่อวิญญาณได้ด้วย ใช่หรือไม่"
เคอซินหลานรับกระดาษที่นางยื่นให้อย่างงุนงง "ใช่แล้ว"
"เช่นนั้น ท่านช่วยสร้างมายาที่สามารถฉายซ้ำได้ตามบทนี้และภาพเหล่านี้ให้ข้าหน่อย"
ได้ยินดังนั้นคนอื่นๆก็รีบเข้าไปดูบทที่เคอซินหลานถืออยู่ พวกเขาอยากรู้ว่าพวกเขาจะต้องทำอะไรต่อไป พวกเขากลัวเยี่ยหลิงหลงมาก ต้องรู้แผนการล่วงหน้า มิฉะนั้นอาจจะตายด้วยความกลัวก่อนที่จะเจออันตรายจริงๆ
หลังจากดูไปสักพัก ทุกคนก็มองหน้ากันอย่างงงๆ
นี่มันอะไรกัน?
เคอซินหลานยกกระดาษในมือขึ้น ชี้ไปที่ตัวอักษรและภาพบนนั้น
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ทำให้เหล่าศิษย์ทั้งหมดของสำนักชิงเสวียนปรากฏในมายานี้ และร้องเพลงเต้นรำทุกวัน สรรเสริญสันติภาพและมิตรภาพ พร้อมกับชูธงสีแดง พัดสะบัดตามลม รักใคร่กันอย่างมีความสุขตลอดไป นี่หมายความว่าอะไร?"
"เจาไฉดุร้ายเกินไป ข้าจึงอยากจะสั่งสอนมันด้วยความรัก ใช้ภาพที่มีชีวิตชีวาสอนมันถึงสันติภาพและความรัก ข้าจะให้ล้างสมองมันทุกวันจนกว่ามันจะเข้าใจเจตนาของข้า"
ผู้คนที่รอให้เยี่ยหลิงหลงวางแผนหาทางออกงุนงง: ???
"ยิ่งกว่านั้น ข้าจงใจใช้สำนักของเราเป็นตัวอย่าง คราวหน้ามันเห็นเรา มันจะเหมือนเห็นญาติ จะไม่ทำร้ายเราอีก ความคิดข้าสุดยอดไปเลยใช่หรือไม่?"
คนอื่นๆที่กลายเป็นญาติของราชาผีโดยไม่รู้ตัว: ...
ขอบคุณนะ แต่เราไม่ต้องการญาติแบบนี้
หัวไชเท้าอ้วนที่นั่งอยู่บนบ่าฮวาซือฉิงพลางน้ำตาไหล: เจ้าใส่ใจสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เกินไปแล้ว
จี้จื่อจั๋วรู้สึกสิ้นหวัง อารมณ์ซับซ้อนยากอธิบาย
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก ตอนนี้สถานการณ์เร่งด่วน เราควรหาทางออกก่อนดีหรือไม่?”
“เรื่องนี้ก็เร่งด่วนเหมือนกัน เพราะเจาไฉดุร้ายเกินไป ข้ากลัวจะควบคุมมันไม่ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็หน้าซีดด้วยความกลัว นี่มันเรื่องคอขาดบาดตาย
“แต่โดยรวมแล้วไม่มีปัญหา ข้ามีแผนฉุกเฉิน”
......……
มีอะไรก็พูดออกมาให้จบในคราวเดียวเถิด ใจหายใจคว่ำหมด
ขอร้องละ เดินทางมาด้วยกันนี่ใจเต้นไม่ปกติเลย หัวใจต้องทนไม่ไหวสักวันแน่
เยี่ยหลิงหลงหยิบเสวียนอิ่งขึ้นมา ส่งให้แก่เคอซินหลาน
"ศิษย์พี่หญิงรอง ท่านนั่งบนเสวียนอิ่งสร้างมายาในกล่องเล็กๆนี้ มันจะได้ไม่รบกวนการเดินทางของเรา"
"ได้เลย"
เคอซินหลานนั่งบนเสวียนอิ่งและเริ่มสร้างมายา
เยี่ยหลิงหลงดีใจ แกว่งเชือกที่ผูกเจาไฉ ทำให้เจาไฉขยับตาม
"หาทางสว่าง! ออกเดินทางกันเถอะ!"
ฟ้าดินไม่ทอดทิ้งผู้มีความพยายาม หลังจากเดินทางไปได้สักพัก พวกเขาก็พบทางออกจากที่นี่
[1] เจาไฉ(招财) แปลว่าโชคดี คิดว่าในบริบทนี่เยี่ยหลิงหลงตั้งชื่อราชาผีว่า ‘ลัคกี้’ แต่ปรับให้เป็นภาษาจีนเพื่อให้เข้ากับบริบทจีนโบราณค่ะ
บทที่ 83: จงสั่นสะเทือนเถอะโลกใบนี้ ข้า เยี่ยหลิงหลง กลับมาแล้ว
ทางออกนี้ถูกซ่อนไว้อย่างดี มีเพียงช่องเล็กๆขนาดเท่าหัวแม่มือที่มีแสงสว่างเล็ดลอดออกมา แม้ว่าแสงนี้จะเล็กแต่ก็มันสว่างมาก บริเวณรอบๆไม่มีวิญญาณสักตัวเดียว แม้แต่สัตว์เลี้ยงของนางที่ชื่อเจาไฉยังไม่กล้าเข้าใกล้
เพื่อปกป้องเจาไฉสุดที่รักไม่ให้ได้รับอันตราย นางจึงเก็บเจาไฉใส่ในกล่องเล็กๆ พร้อมกับนำมายาสอนเรื่องความรักที่ศิษย์พี่หญิงรองทำไว้ใส่เข้าไปให้เจาไฉคลายเหงา
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ดูเหมือนจะมีค่ายอาคมปิดผนึกอยู่" จี้จื่อจั๋วที่ขึ้นไปตรวจสอบสถานการณ์บินลงมาบอกเยี่ยหลิงหลง
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าไปดูเอง"
เยี่ยหลิงหลงเหยียบบนเสวียนอิ่งแล้วบินขึ้นไป หลังจากตรวจสอบสักพักก็พบว่าที่นี่มีค่ายกลปิดผนึกอยู่จริง และดูเหมือนค่ายกลนี้จะไม่ได้มีเพียงหนึ่ง แต่เชื่อมต่อกับค่ายกลอื่นๆในพื้นที่นี้ด้วย
เยี่ยหลิงหลงศึกษาค่ายกลนี้อย่างละเอียด จนกระทั่งมองจากบนลงล่างแล้วพบว่าค่ายกลนี้เชื่อมต่อกับค่ายกลที่รอให้หัวไชเท้าอ้วนไปเป็นตาค่ายกล และตำแหน่งของมันอยู่ตรงใต้ค่ายกลที่เป็นทางออกพอดี!
ที่แท้ทางออกที่พวกเขาตามหามานานก็อยู่เหนือค่ายกลที่เจอในตอนแรกนี่เอง!
นอกจากหัวไชเท้าอ้วนที่ถูกดูดเข้าไปในค่ายกล ดูเหมือนพวกเขาน่าจะตกลงมาจากจุดนี้ด้วย
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก สถานการณ์เป็นอย่างไร? ที่นี่คือทางออกใช่หรือไม่?"
"ใช่ พวกท่านรอก่อนนะ ข้าต้องใช้เวลาในการทำลายค่ายกลนี้"
ในขณะที่พวกเขาเตรียมใจว่าจะต้องรอนาน แต่ผ่านมาเพียงแค่ครู่เดียว พวกเขาก็ได้ยินเสียงของเยี่ยหลิงหลงที่หายไปในความมืด และเสียงตะโกนของนางที่ดังออกมาจากด้านบน
"จงสั่นสะเทือนเถอะโลกใบนี้ ข้า เยี่ยหลิงหลง กลับมาแล้ว!"
…......…
แม้จะฟังดูแปลกประหลาด แต่ถ้าคิดให้ดีมันก็ดูไม่มีอะไรผิด
คนอื่นๆเร่งตามออกมา เมื่อแสงแดดอบอุ่นสาดกระทบตัวพวกเขา พวกเขารู้สึกเหมือนได้ชีวิตกลับมาอีกครั้ง ความสุขท่วมท้นหัวใจ
หัวไชเท้าอ้วนถึงกับทิ้งตัวลงกลิ้งบนพื้นดินอย่างเกียจคร้าน ปล่อยให้แสงแดดอาบไล้ตัวอย่างสบายอารมณ์
ความเงียบสงบและความสบายที่หายากในขณะนี้ ทำให้คนอื่นๆนั่งพักผ่อนบนพื้นหญ้า
"หืม?"
เสียงร้องอุทานของเยี่ยหลิงหลงทำให้ทุกคนเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ดูสิ ผู้อาวุโสปี้ชิงไป่กำลังยิ้ม!”
ทุกสายตาหันไปมองปี้ชิงไป่ที่ยังคงรักษาท่าทางนั้นไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย เขายิ้มจริงๆ!
“หรือเขาจะยังมีชีวิตอยู่? พวกเราประเมินผิดหรือเปล่า?”
“ไม่ใช่ เขาตายแล้ว ข้าเดาว่าเขาน่าจะทำตามความปรารถนาสำเร็จแล้ว ไม่มีอะไรให้กังวลอีกแล้ว”
“ความปรารถนาอะไรหรือ?”
เยี่ยหลิงหลงชี้ไปที่หัวไชเท้าอ้วนที่กำลังนอนอาบแดดอย่างสบายอารมณ์
“หัวไชเท้าอ้วนเป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสเลี้ยงดูมาอย่างดี เขาจะใจร้ายเอามันไปทำเป็นตาค่ายกลได้อย่างไร? ดังนั้นเขาจึงสอนหัวไชเท้าอ้วนหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับมนุษย์ หวังว่าในช่วงที่มันจะกลายเป็นตาค่ายกล จะมีคนใจดีรับเลี้ยงมัน และช่วยมันแก้ปัญหาทุกอย่าง”
เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองไปที่หัวไชเท้าอ้วนที่นอนเกลือกกลิ้งเหมือนปลาเค็ม ไม่มีประโยชน์อะไรแถมยังชอบพูดจาจุกจิกกวนใจ นางก็รู้สึกโมโหขึ้นมา
“ตอนนี้คนใจดีคนนั้นก็หาเจอแล้ว ถึงแม้จะตายก็จะไม่เสียใจ เขาจะไม่ยิ้มได้อย่างไร? หากเป็นข้า ข้าอาจจะหัวเราะเสียงดังให้พวกเจ้าฟังด้วย!”
ทุกคนได้ยินแล้วก็ตะลึง แม้จะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ แต่ก็ไม่ต้องถึงกับตายแล้วหัวเราะใส่ก็ได้ มันจะน่ากลัวกว่าเหล่าวิญญาณพวกนั้นอีกนะ
"ในฝูงวิญญาณที่ฆ่าคนได้ง่ายๆ ข้ากลับเป็นคนใจดีคนนั้นเอง ดังนั้นการเป็นมนุษย์ ไม่ควรโลภเกินไป ข้าเสียสละตัวเองเพื่อเจ้าหัวไชเท้าอ้วนนี่ ไม่คุ้มค่าเลย!"
คนอื่นๆอดถอนหายใจตามไม่ได้ คิดดูแล้วมันไม่คุ้มจริงๆนั่นแหละ
เยี่ยหลิงหลงอารมณ์เสียอย่างมาก แต่ยังคงหยิบปิ่นไม้มรกตออกจากหัวของผู้อาวุโส แล้วบอกให้ทุกคนรออยู่ที่นั่น นางจะกลับไปข้างล่างอีกครั้ง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าจะกลับไปทำอะไร?"
"พลังของผู้อาวุโสเกือบจะหมดแล้ว หากข้างล่างไม่มีหัวไชเท้าอ้วนเป็นตาค่ายกล คงไม่สามารถควบคุมวิญญาณเหล่านั้นได้ ข้าเห็นว่าปิ่นไม้มรกตนี้เหมือนจะมีพลังเดียวกับหัวไชเท้าอ้วน ดังนั้นข้าจะเอามันไปเป็นตาค่ายกลชั่วคราว"
"เจ้าจะลงไปคนเดียวหรือ?"
"ใช่ ใครก็อย่าตามมา ให้ข้าอยู่คนเดียวเงียบๆ!"
ขณะนั้นมือเล็กๆข้างหนึ่งดึงกระโปรงของเยี่ยหลิงหลง
“นี่ อย่าบอกว่าข้าห่วงใยสหาย ข้าจะลงไปกับเจ้า”
“ถ้าเจ้ามีประโยชน์ในการลงไปด้วยถึงจะเรียกห่วงใยสหาย แต่ถ้าเจ้าไม่มีประโยชน์และยังจะตามลงไปอีก นั่นเรียกว่าภาระ อย่าดีกว่า เจ้ายังสู้เจาไฉของข้าไม่ได้เลย”
หัวไชเท้าอ้วนโกรธจนกระโดดขึ้นมานั่งบนไหล่ของเยี่ยหลิงหลง แล้วกำเสื้อนางไว้แน่น
“ถึงจะเป็นภาระแต่ข้าก็จะลงไปกับเจ้า!”
“เช่นนั้นก็ตามใจ อย่าได้เสียใจภายหลังก็แล้วกัน”
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็กระโดดลงไปในด้านล่างอีกครั้ง พร้อมกับหัวไชเท้าอ้วนที่เกาะอยู่บนไหล่ หายตัวไปในความมืด
“ในเมื่อศิษย์น้องหญิงเล็กไปทำงานแล้ว เราใช้เวลานี้พักกันเถอะ...”
คำพูดของจี้จื่อจั๋วยังไม่ทันจบ ตงฟางจิ้นก็นั่งขัดสมาธิทันที
“เข้าใจแล้ว ไม่ต้องเร่งหรอก เดี๋ยวจะเริ่มฝึกฝนเดี๋ยวนี้เลย”
........……
เวลานั้น พวกเขาก็เริ่มฝึกฝนกันอย่างคุ้นชิน
ไม่ต้องตั้งใจขนาดนั้นก็ได้นะ
ในใจจี้จื่อจั๋วน้ำตาไหลพราก ก่อนที่จะยอมรับและเข้าร่วมกับกลุ่มฝึกฝนด้วยกัน
เวลาผ่านไปทีละน้อย ฟ้าเปลี่ยนสีจากมืดเป็นสว่าง ผู้คนยังคงนั่งขัดสมาธิและดูดซับปราณวิญญาณ แต่แล้วเสียงร้องโหยหวนของหัวไชเท้าอ้วนก็ดังขึ้น ทำเอานกน้อยใหญ่ในป่าตกใจบินหนีกระเจิง
"ช่วยด้วย! ข้าอยากกลับไป ข้าไม่อยากอยู่กับเจ้าอีกแล้ว ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย!"
เมื่อทุกคนลืมตาขึ้น ภาพที่เห็นคือหัวไชเท้าอ้วนนอนคว่ำอยู่บนพื้น พยายามยื่นมือไปข้างหน้าเหมือนจะจับฟางช่วยชีวิต
"ลืมตาสิ เจ้าขึ้นมาบนพื้นแล้ว"
ฮวาซือฉิงบีบแก้มป่องๆของมัน ทำให้มันลืมตาขึ้นมามองดูรอบๆ
"อ๊ะ! ข้ากลับมาแล้ว ข้ายังมีชีวิตอยู่!"
หัวไชเท้าอ้วนกระเด้งตัวลุกขึ้นด้วยความดีใจ
ในเวลานั้น เยี่ยหลิงหลงปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของมัน ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม และดูสดชื่น ไม่เหมือนเจอปัญหาใหญ่ใดๆ
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง"
"ปิ่นไม้มรกตกับผู้อาวุโสล้วนเชื่อมโยงกัน ผู้อาวุโสใช้พลังไปเกือบหมดแล้ว พลังในปิ่นไม้มรกตจึงเหลืออยู่ไม่มากนัก แต่ยังพอใช้งานได้อีกสักพัก ต้องรอจนกว่าจะเจอสมบัติธาตุไม้มาเปลี่ยน หากหาไม่พบจริงๆ คงต้องส่งหัวไชเท้าอ้วนไปเป็นตาค่ายกลแทนแล้วกัน"
"ไม่ได้! ข้าไม่เห็นด้วยร้อยครั้ง!"
"ถึงเจ้าไม่เห็นด้วยเป็นพันครั้งก็ไม่มีประโยชน์ หากเจ้ายังส่งเสียงดังอีก ข้าจะส่งเจ้าเข้าไปในกล่องเป็นเพื่อนเจาไฉ"
หัวไชเท้าอ้วนเงียบลงทันควัน
หลังจากทุกอย่างสงบลง เยี่ยหลิงหลงและพรรคพวกก็ออกจากที่นั่น โดยมีหัวไชเท้าอ้วนนำทาง ทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น
แต่ว่าระหว่างทางหัวไชเท้าอ้วนนั้นพูดไม่หยุดเลยจริงๆ
"พวกเจ้ารู้หรือไม่ เยี่ยหลิงหลงทำอะไรในนั้นหนึ่งวันหนึ่งคืน? นางใช้น้ำของข้าล่อพวกผีออกมาเพื่อให้อาหารเจาไฉ"
"แค่นั้นยังไม่พอ นางยังเป็นห่วงว่าเจาไฉจะไม่มีอะไรกินจนหิวโซ จึงจับผีหลายตัวใส่กรงไว้ในแหวน! มันบ้ามากใช่หรือไม่?"
"นอกจากนี้ นางยังบ่นว่าข้าไร้ประโยชน์ ถ้าข้าไม่ได้ช่วยนางใช้ปิ่นไม้มรกตเป็นตาค่ายกล นางจะดึงพลังจากปิ่นไม้มรกตได้อย่างไร?"
"พลังนี้แหละที่ทำให้การฝึกฝนของนางที่ไม่ขยับมาเป็นเวลาหลายปี ทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง! แต่นอกจากจะไม่สำนึกบุญคุณ กลับกล่าววาจาเย้ยหยันหัวใจของผู้อาวุโส และยังให้ข้าช่วยนางจูงเจาไฉอีก! นั่นมันเจาไฉนะ! ศัตรูตลอดชีวิตของข้าเลยนะ!"
……....
"อะไรนะ? ศิษย์น้องหญิงเล็กถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางแล้วหรือ?"
"สนใจผิดจุดแล้ว ข้าไม่ได้ต้องการจะเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟัง"
"ข้าว่าแล้วทำไมศิษย์น้องหญิงเล็กถึงอยู่ในนั้นนานนัก ที่แท้ก็ทะลวงขอบเขตนี่เอง!"
"นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เจ้าฟังข้าพูดดีๆ ประเด็นคือ…"
บทที่ 84: เนื้อสดมาส่งถึงที่
ระหว่างทางหัวไชเท้าอ้วนพูดไม่หยุด คิดว่าการนั่งบนบ่าคนอื่นแล้วแอบบอกเล่าความชั่วร้ายของเยี่ยหลิงหลงจะไม่ถูกจับได้
ยิ่งพูดยิ่งไม่เกรงใจ ยิ่งพูดยิ่งเกินจริง จนเยี่ยหลิงหลงไม่อยากทนอีกต่อไป
นางจับหัวไชเท้าอ้วนออกจากบ่าของจี้จื่อจั๋วแล้วโยนมันไปข้างหน้า
"ไปเลยพิคาชู ไปอยู่ที่ชอบๆนะ ไม่ต้องกลับมา"
หัวไชเท้าอ้วนก็กลิ้งหลุนๆไปบนพื้นหนึ่งรอบแล้วหยุดลง มันกำลังจะลุกขึ้นมาประณามความโหดร้ายป่าเถื่อนของเยี่ยหลิงหลง แต่จู่ๆรู้สึกว่ามีคนอยู่ข้างหลัง มันหันกลับไปมองทันที
เมื่อเห็นคนด้านหลัง หัวไชเท้าอ้วนก็ชี้นิ้วด้วยความกลัว
"หลิ่ว… หลิ่วหยวนซวี่ เจ้ายังไม่ตาย? อ๊าก...! ช่วยด้วย!"
หัวไชเท้าอ้วนตะโกนพร้อมกับวิ่งกลับไปหาเยี่ยหลิงหลง กระโดดขึ้นไปบนบ่าของนางทันที
หลิ่วหยวนซวี่มาพร้อมศิษย์ตำหนักจันทราลี้ลับ จ้องมองเยี่ยหลิงหลงด้วยความโกรธ
เขารออยู่ที่นี่ถึงเจ็ดวัน ในที่สุดนางก็ออกมา!
แม้เขาจะบาดเจ็บสาหัส ปราณในกายปั่นป่วน เส้นชีพจรได้รับความเสียหาย แต่ที่นี่ไม่มีการกดการฝึกฝน เขาเป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด การกำจัดเยี่ยหลิงหลงและกลุ่มของนางย่อมง่ายดายราวกับบีบยุง!
เขาจะต้องทำให้นางมีชีวิตที่ทรมานยิ่งกว่าความตาย ให้สาสมกับเรื่องโง่ๆที่นางทำ!
ทันใดนั้น เยี่ยหลิงหลงก็เห็นหลิ่วหยวนซวี่ นางอุทานด้วยความตกใจ
"หลิ่วหยวนซวี่! เจ้ายังไม่ตาย?"
"ไม่คิดสินะ? ไหมพวกนั้นจับข้าไม่ได้หรอก ระเบิดที่เจ้าใช้ก็ฆ่าข้าไม่ได้ นี่แหละคือพลังของศิษย์ชั้นยอดของตำหนักจันทราลี้ลับพลังของขอบงเขตวิญญาณแรกกำเนิดที่แข็งแกร่ง!"
หลิ่วหยวนซวี่กล่าวจบ ดวงตาของเขาก็พวยพุ่งไปด้วยจิตสังหาร มองเยี่ยหลิงหลงเหมือนกำลังมองศพ
แต่…
ทำไมยิ่งมองในตาของเยี่ยหลิงหลง เขายิ่งเห็นความตื่นเต้นและความคาดหวัง?
เขายังไม่ตาย นางไม่รู้สึกหวาดกลัวบ้างหรือ?
นางควรจะกรีดร้องด้วยความกลัวแล้ววิ่งหนีและขอร้องเขาไม่ใช่หรือ?
"ดีมาก! ข้ากำลังคิดว่าจะหาโอกาสทองที่ไหนอยู่พอดี เจ้าก็มาหาถึงที่เลย!"
หลิ่วหยวนซวี่ที่ไม่เห็นการพัฒนาพลังของนาง: ???
ยังคงเป็นเพียงแค่ขอบเขตสร้างรากฐานไม่ใช่หรือ? นางจะเล่นกลอะไรอีก? ไม่มีทางเป็นไปได้!
ศิษย์สำนักจันทราลี้ลับที่รู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย: ...
ไม่รู้ทำไม ทั้งที่อีกฝั่งเป็นแค่ขอบเขตสร้างรากฐาน แต่พวกเขากลับรู้สึกกลัวมาก ควรเตรียมพร้อมที่จะหนีดีหรือไม่?
"เจ้ายืนตรงนั้นนะ อย่าวิ่งหนีเชียว!"
ใบหน้าของหลิ่วหยวนซวี่บึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม คนที่มีพลังเพียงแค่ขอบเขตสร้างรากฐานทำไมถึงกล้าท้าทายเขาที่อยู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด
ถึงแม้เขาจะบาดเจ็บหนัก แต่อย่างก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง!
"ปากเก่งนัก คิดว่าข้าจะกลัวเจ้าหรือ ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ซะ!"
หลังจากหลิ่วหยวนซวี่คำรามจบ ก็ชักกระบี่ออกจากฝักแล้วพุ่งเข้าหาเยี่ยหลิงหลง
“มาเลย! มาเลย!”
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็พุ่งเข้าใส่หลิ่วหยวนซวี่เช่นกัน ระหว่างนั้นก็หยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากแหวน
“เนื้อสดมาส่งถึงที่ ไปเลยเจาไฉ!”
หลิ่วหยวนซวี่มองกล่องในมือเยี่ยหลิงหลงเปลี่ยนรูปร่าง จากนั้นก็มีวิญญาณร้ายหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวพุ่งออกมา ปราณชั่วร้ายอันทรงพลังโชยคลุ้ง เขี้ยวแหลมยาว กรงเล็บแหลมคม ดวงตาแดงก่ำ มองแค่ปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่วิญญาณธรรมดา แต่เป็นราชาผีที่ทรงพลังมาก
เจาไฉเห็นเนื้อสดก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับดึงเยี่ยหลิงหลงที่ถือเชือกวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
หลิ่วหยวนซวี่ไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน วิญญาณระดับนี้ถึงแม้เขาจะไม่ได้บาดเจ็บก็คงไม่กล้าไปยุ่ง
ดังนั้น เขาตัดสินใจหันหลังวิ่งหนีทันที เมื่อหันกลับไปก็เห็นหลังศิษย์ร่วมสำนักอยู่ไกลๆแล้ว
???
ถ้าไม่ได้เตรียมตัวหนีไว้ตั้งแต่แรกจะตอบสนองได้รวดเร็วแบบนี้ได้อย่างไร? วิ่งไปไกลขนาดนี้ได้อย่างไร? ทิ้งเขาไว้คนเดียวได้อย่างไร?
พวกไร้ประโยชน์ขี้ขลาดพวกนี้ กล้าทิ้งศิษย์พี่ใหญ่แล้ววิ่งหนี!
หลิ่วหยวนซวี่วิ่งเร็ว แต่เจาไฉวิ่งเร็วกว่า มันไม่เคยกินเนื้อสดแบบนี้มาก่อน แค่กลิ่นก็หอมกว่าของที่เคยกินมากนัก
ที่สำคัญคือ คนพวกนี้ไม่เหมือนกับที่มันเคยเห็นในภาพ นั่นหมายความว่าพวกเขาคืออาหาร! กินได้หมดทุกคน!
ในชั่วพริบตา เจาไฉก็พุ่งไปถึงด้านหลังหลิ่วหยวนซวี่ เห็นได้ชัดว่าใกล้จะกลืนเขาเข้าไปแล้ว หลิ่วหยวนซวี่ตกใจจนต้องรีบหยิบยันต์คุ้มภัยออกมาจากแหวนแล้วฉีกทิ้ง
ทันทีที่ยันต์ขาด เขาก็หายตัวไปจากจุดนั้น
เมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่ฉีกยันต์คุ้มภัยแล้วหายตัวไป พวกศิษย์ตำหนักจันทราลี้ลับก็ไม่ลังเลที่จะฉีกยันต์คุ้มภัยของตนเองเช่นกัน ช่วงเวลาแบบนี้หากลังเลแม้แต่น้อยก็จะตายได้!
ในพริบตา ทุกเป้าหมายก็หายไปหมด เจาไฉที่กำลังวิ่งจึงหยุดลง
มันหันหน้ามามองเยี่ยหลิงหลงด้วยสีหน้าผิดหวัง ใบหน้าที่ดุร้ายแสดงออกถึงความเศร้านิดหน่อย
เยี่ยหลิงหลงยื่นมือลูบหัวมันเบาๆ
"ไม่ต้องห่วง คราวหน้าเจออีกข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขาหนีไปได้"
ไม่รู้ว่าเจาไฉเข้าใจหรือไม่ มันเงยหน้าขึ้นมองเห็นตงฟางจิ้นในฝูงชน ดวงตาของมันเป็นประกาย คนนี้ไม่ได้อยู่ในภาพ กินได้!
ดังนั้นมันจึงหันหัวพุ่งเข้าหาตงฟางจิ้น ทำให้ตงฟางจิ้นตกใจวิ่งหนีเตลิด
"ไม่ได้นะเจาไฉ เขาเป็นพวกเดียวกับเรา"
แต่เจาไฉไม่เข้าใจคำเหล่านี้ มันยังคงพุ่งเข้าหาตงฟางจิ้นอย่างไม่ลดละ
ส่วนเยี่ยหลิงหลงไม่สามารถรั้งมันไว้ได้ นางจึงต้องเก็บเจาไฉกลับเข้าไปในกล่อง
ตงฟางจิ้นถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ขาของเขาอ่อนแรงไปหมดเพราะความกลัว ทำไมถึงมีคนเลี้ยงสิ่งนี้เป็นสัตว์เลี้ยงได้? ทั้งยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่ดูน่ารักอีก
ทำไมนางถึงไม่ทำอะไรที่เหมาะสมกับอายุและหน้าตาของนางบ้าง?
ทางด้านเยี่ยหลิงหลงก็ถอนหายใจ ดูเหมือนว่าเจาไฉยังมีนิสัยดุร้ายที่ยากจะฝึกฝน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรปล่อยเจาไฉออกมา มิฉะนั้นถ้าเหล่าผู้มีคุณธรรมเห็นจะต้องร่วมมือกันกำจัดเจาไฉแน่นอน
ที่แย่ที่สุดคือปล่อยให้หลิ่วหยวนซวี่หนีไปได้อีกแล้ว
"พวกท่านว่าทำไมสำนักใหญ่ถึงมีวิธีหนีเอาชีวิตรอดมากมายขนาดนี้? ไหนจะยันต์คุ้มภัย ไหนจะโล่ป้องกันหัวใจ ไหนจะโอสถวิญญาณระดับเก้า เหมือนแมลงสาบชะมัด ฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่ตาย"
"เพราะพวกเขามีวิธีการและพลังเหล่านั้น คนถึงได้เป็นสำนักใหญ่อย่างไรเล่า" เคอซินหลานตอบ
"ไม่ได้แล้ว พวกเราสำนักชิงเสวียนต้องไม่ล้าหลัง ข้าจะกลับไปทำยันต์คุ้มภัยให้ศิษย์พี่ชายและศิษย์พี่หญิงทุกคนในสำนัก ทุกคนต้องมีติดตัวคนละปึก!" เยี่ยหลิงหลงกล่าว
"คำแนะนำดีมาก กลับไปข้าจะลองทำโอสถวิญญาณระดับเก้า แล้วแจกให้คนละขวด" ฮวาซือฉิงกล่าว
"เช่นนั้น ข้าก็จะกลับไปศึกษาเรื่องโล่ป้องกันหัวใจบ้าง อย่างน้อยก็ต้องให้ทุกคนมีติดตัวไว้คนละสองสามอัน หากเสียหายจะได้เปลี่ยนได้ทันเวลา" โม่รั่วหลินกล่าว
ตงฟางจิ้นทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ฟังแล้วรู้สึกอิจฉา อิจฉาจนตาร้อน
เขาเคยคิดว่าสำนักชิงเสวียนเหมือนกับเขา ทุกคนอยู่แบบผู้ฝึกตนอิสระเหมือนกัน แต่สุดท้ายตัวตลกกลับเป็นเขาเอง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เราจะไปไหนต่อ?"
เยี่ยหลิงหลง ยกมือขึ้นคำนวณเวลา อึดใจต่อมานางก็ร้องด้วยความตื่นตระหนก “แย่แล้ว!”
พวกนางอยู่ในดินแดนลับของผู้อาวุโสมาเจ็ดวันแล้ว ใช้เวลาเดินทางมาก่อนหน้านั้นสามวัน วันนี้เป็นวันที่สิบพอดีที่นางและเยี่ยหรงเยว่แยกจากกัน และเป็นวันที่นางพาทุกคนออกจากดินแดนลับ!
ในต้นฉบับบรรยายไว้ว่า นางเปิดประตูดินแดนลับตอนเที่ยงตรง วันที่พระอาทิตย์ขึ้นสูงที่สุด
ตอนนี้เหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วยามก่อนถึงเที่ยง
ทัน ทันอยู่!
“ศิษย์พี่ เราต้องรีบแล้ว!”
“ไปไหน?”
“แก้แค้น!”
???
นอกจากเซี่ยหลินอี้กับหลิ่วหยวนซวี่แล้ว นางยังมีความแค้นกับผู้ใดอีก?
ใครกันที่โชคร้ายถูกนางหมายหัวเอาไว้หนอ?
บทที่ 85: จากนี้ไป ความแค้นระหว่างเราก็ถือว่าหายกันนะ
ก่อนที่พวกเขาจะตามศิษย์น้องหญิงเล็กมาถึงที่แห่งนี้ พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่า ศัตรูของศิษย์น้องหญิงเล็กจะเป็นสิ่งนี้
เมื่อมองเห็นบุปผาหมอกน้ำแข็งที่ส่งกลิ่นหอมหวานเย้ายวน กับรังผึ้งขนาดมหึมาบนดอกไม้นั้น พวกเขาห้าคนที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ต่างรู้สึกว่ามันแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก จริงๆแล้ว ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าศัตรูของเจ้าจะเป็นงูยักษ์เกล็ดเงินเสียอีก"
"ศิษย์พี่เจ็ด ศัตรูที่เราสู้ได้ถึงจะเรียกว่าการล้างแค้น สู้ไม่ได้มันเรียกว่าการฆ่าตัวตาย ข้าไม่ทำเรื่องที่ไม่มีเหตุผลแบบนั้นหรอก"
…...…
แค่รังแกคนที่อ่อนแอกว่าก็พอ ไม่จำเป็นต้องพูดให้มันฟังดูถูกต้องชอบธรรมขนาดนั้นก็ได้
"ศิษย์พี่เจ็ด พวกเราใช้วิธีเดิม แบ่งหน้าที่กันทำงานนะ"
จี้จื่อจั๋วเหงื่อแตกพลั่ก ทั่วร่างเต็มไปด้วยการต่อต้าน
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าเฉลียวฉลาดขนาดนี้ ต้องคิดหาวิธีที่ดีกว่านี้ได้แน่"
"ศิษย์พี่เจ็ด วิธีเดิมข้าว่าดีที่สุดแล้ว"
ในขณะนั้นคนอื่นๆอีกสี่คนหันมามองจี้จื่อจั๋วด้วยความสงสัย มันเป็นวิธีอะไรถึงทำให้เขาต่อต้านขนาดนี้?
"ศิษย์พี่เจ็ด ตอนนี้เจาไฉยังดื้อนัก ฝึกยาก อาจจะทำร้ายข้าได้ บุปผาหมอกน้ำแข็งสำคัญกับข้ามาก หากท่านลำบากใจ ข้าจะไปเอง"
ได้ยินดังนั้น จี้จื่อจั๋วก็กัดฟันและตัดสินใจอย่างแน่วแน่
เรื่องแบบนี้ให้เขาทำดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เสียหน้า
"อย่าเลย ข้าไปเอง"
กล่าวจบเขาก็ลุกขึ้น แล้วหันไปหาสหายร่วมชะตากรรม
"พี่ตงฟาง เจ้าจะไปกับข้าด้วยหรือไม่"
ตงฟางจิ้นชะงักไปครู่หนึ่ง แม้จะไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ดูท่าแล้วคงไม่ใช่เรื่องดีนัก
"ไม่ละพี่จี้ หากเป็นไปตามเกณฑ์เดิมของเจ้ากับศิษย์น้องหญิงเล็ก หมายความว่าแบ่งเป็นสองทางก็ทำได้แล้ว เจ้าเป็นแนวหน้า ส่วนข้าเพียงติดตามศิษย์น้องหญิงเล็กของเจ้าไปก็พอ คงไม่มีเรื่องอันใดให้ข้าต้องทำกระมัง"
…....…
บางคนมักจะเงียบเชียบในเวลาปกติ แต่พอถึงเวลาคับขันกลับทำตัวขี้ขลาดยิ่งกว่าใคร
จี้จื่อจั๋วกำยันต์เร่งความเร็วสองแผ่นแล้วจากไปอย่างโกรธเคือง
จี้จื่อจั๋วพุ่งไปทางบุปผาหมอกน้ำแข็งอย่างว่องไว แต่ยังไม่ทันถึงก็ถูกผึ้งปีศาจระดับสาม ผู้พิทักษ์บุปผาหมอกน้ำแข็ง ค้นพบเสียก่อน พวกมันกรูเข้าโจมตีจี้จื่อจั๋วทันที
เพื่อดึงดูดความสนใจ จี้จื่อจั๋วพุ่งไปด้านหน้าบุปผาหมอกน้ำแข็ง ยื่นมือออกไปบีบน้ำหวานออกมาสองสามหยด
การยั่วยุครั้งนี้ทำให้ผึ้งปีศาจโกรธมาก พวกมันพุ่งเข้ามาโจมตีอย่างบ้าคลั่ง
จี้จื่อจั๋ ตกใจ รีบใช้พลังวิญญาณป้องกันตัว ขณะเดียวกันก็หันหลังหนีไปพร้อมกับตะโกนขอความช่วยเหลือ โดยไม่รู้ว่าตะโกนให้ใครฟัง
ระหว่างหลบหนีจี้จื่อจั๋วโชคร้ายถูกต่อยเข้าสองสามครั้ง ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดและคันยุบยิบ วิ่งหนีต่อไปอย่างน่าสงสารปนน่าขัน
ในขณะนั้น ตงฟางจิ้นที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ลอบเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก โชคดีที่เขาไม่ได้ทำตัวใจร้อน ไม่เช่นนั้นตอนนี้คงเป็นเหมือนจี้จื่อจั๋วเป็นแน่
หลังจากผึ้งปีศาจระดับสามถูกดึงความสนใจไปจนหมด เยี่ยหลิงหลงก็พาคนออกมาจากพุ่มไม้
เยี่ยหลิงหลงเดินมาถึงหน้าบุปผาหมอกน้ำแข็ง ก่อนจะหยิบเสวียนอิ่งออกมาชี้ไปที่นางพญาผึ้งปีศาจระดับสี่ซึ่งยังคงเกาะอยู่บนยอดดอกไม้
"ก็คือมันนี่แหละ! ครั้งก่อนมันกล้ามาทำร้ายข้า ตามไล่ต้อนข้าจนต้องหนีไปทั่ว มันรังแกคนอ่อนแออย่างข้าจนไม่เหลือหน้า!"
นางพญาผึ้งปีศาจระดับสี่เห็นเยี่ยหลิงหลงก็บินขึ้นจากบุปผาหมอกน้ำแข็งทันที มันจำนางได้ และนางยังกล้ากลับมาที่นี่อีก!
"ท่าทางเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? อยากมีเรื่องกับข้าอีกใช่หรือไม่? ดูให้ดี ข้าพาคนมาด้วย! ศิษย์พี่หญิงทั้งหลาย ท่านพี่ตงฟาง ไปกันเลย อย่าได้ออมมือ!"
นางพญาผึ้งปีศาจพุ่งเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว เยี่ยหลิงหลงก็ไม่ยอมแพ้และพุ่งเข้าไปต่อสู้ด้วย ความรู้สึกของคนทั้งสี่ที่อยู่ข้างหลังค่อนข้างซับซ้อน แต่พวกเขาก็ยังตามไปช่วยกันรุมนางพญาผึ้งปีศาจอยู่ดี
แม้นางพญาผึ้งปีศาจจะแข็งแกร่ง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีจากคนจำนวนมากได้ สุดท้ายก็ตายอยู่ใต้คมกระบี่ของเยี่ยหลิงหลง
หลังจากแก้แค้นสำเร็จ เยี่ยหลิงหลงใช้เชือกมัดนางพญาผึ้งปีศาจไว้กับต้นไม้ใกล้เคียงอย่างแน่นหนา บนอกของมันยังมัดปมอย่างสวยงามด้วย
“ศิษย์พี่หญิงสี่ ท่านรู้จักวิธีปลูกบุปผาหมอกน้ำแข็งหรือไม่”
“ข้าเคยเห็นในหนังสือ แต่ยังไม่เคยปลูกมาก่อน”
“อ่านแล้วก็คือเรียนรู้แล้ว เอาบุปผาหมอกน้ำแข็งนี้กลับไปเลี้ยงที่สำนักชิงเสวียนกันเถอะ”
พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็พาฮวาซือฉิงไปขุดบุปผาหมอกน้ำแข็ง เอาไปทั้งรากทั้งดิน ทำให้นางพญาผึ้งปีศาจที่ถูกมัดพยายามดิ้นรนสุดฤทธิ์ ดวงตาแดงก่ำ
ก่อนจากไป เยี่ยหลิงหลงยังเดินไปหานางพญาผึ้งปีศาจ และผูกเชือกให้แน่นขึ้นอีก
“จากนี้ไป ความแค้นระหว่างเราก็ถือว่าหายกันนะ"
…....…
คนอื่นๆเห็นแล้วก็อดรู้สึกสงสารนางพญาผึ้งปีศาจไม่ได้
หลังจากขุดบุปผาหมอกน้ำแข็งเรียบร้อย พวกเขาก็ไปที่บ่อน้ำเพื่อตามหาจี้จื่อจั๋ว
เมื่อเจอเขา เด็กหนุ่มลอยอยู่บนผิวน้ำ รอบๆมีซากปลาตายจำนวนมาก เมื่อดูใกล้ๆพบว่าปลาเหล่านี้เป็นสัตว์ปีศาจระดับสองและบางตัวเป็นระดับสามด้วย
"ศิษย์พี่เจ็ด ท่านมาระเบิดบ่อน้ำเล่นหรือ?"
"พูดไปเจ้าอาจไม่เชื่อ ลูกหลานของปลาคาร์ปปีศาจระดับห้าที่ข้าฆ่าไปครั้งก่อนมาตามล้างแค้นข้าน่ะ"
…....…
สองคนนี้เดินทางมาอย่างไรถึงได้ทำลายสัตว์บริสุทธิ์มากมายขนาดนี้?
เมื่อจัดการเรื่องราวเรียบร้อย เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองดูพระอาทิตย์ เห็นว่ากำลังใกล้เที่ยงแล้ว
"รีบตามข้ามา ไม่เช่นนั้นจะไม่ทันเวลา!"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็ลากจี้จื่อจั๋วขึ้นจากบ่อ แล้วพาคนอื่นวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากวิ่งมาอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาก็เข้ามาในถ้ำขนาดใหญ่
เมื่อมาถึงก็พบว่ามีคนจากสำนักต่างๆมารวมตัวกันในถ้ำแล้ว พวกเขากำลังยืนล้อมรอบพื้นที่ตรงกลางเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าพวกเขายังไม่ออกไป
“ในที่สุดก็มาทัน”
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก นี่คืออะไร?”
“ออกจากดินแดนลับ หรือว่าท่านอยากอยู่ที่นี่ตลอดชีวิต?”
“ทางออกดินแดนลับอยู่ที่นี่หรือ?”
ขณะที่พวกเขาคุยกัน คนอื่นๆในถ้ำได้ยินเสียงของพวกเขาก็หันมามอง
"หลิงหลง!"
เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้น ทุกคนหันไปมองเห็นอวี่ซิงโจววิ่งมาหาด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับสวีจือเฟิงและคนอื่นๆ
"พวกเจ้าก็ถูกดูดเข้ามาด้วยหรือ! ทำไมตลอดทางข้าไม่เห็นพวกเจ้าเลย?"
"ดินแดนลับแห่งนี้กว้างใหญ่นัก ไม่เห็นกันก็ไม่แปลก"
“ไม่เป็นไร ตอนนี้เจอกันแล้วก็ไม่สาย เกือบลืมไป เรามารวมตัวกับศิษย์พี่ใหญ่หยวนซวี่ อีกทั้งยังร่วมทางกันมาด้วย เจ้ามากับเราได้เลย มีเขาอยู่จะปกป้องพวกเจ้าให้ออกจากที่นี่อย่างปลอดภัย”
อวี่ซิงโจวพูดจบก็หันหลังกลับไปเรียกเสียงดังว่า “ศิษย์พี่หยวนซวี่ ข้าพบสหายแล้ว! ให้ข้าแนะนำผู้นี้ให้ท่านรู้จัก นางคือเยี่ยหลิงหลง ส่วนข้างหลังคือศิษย์ร่วมสำนักของนาง"
ภายใต้การต้อนรับอย่างอบอุ่นของอวี่ซิงโจว ศิษย์ตำหนักจันทราลี้ลับและศิษย์สำนักชิงเสวียนที่เพิ่งแยกจากกันเมื่อเช้าก็ได้พบกันอีกครั้ง
ทั้งสองฝ่ายจ้องมองกันด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนอยู่ในใจ
ศิษย์ตำหนักจันทราลี้ลับ: ทำไมต้องเจอพวกนี้อีก! แต่ที่นี่มีคนเยอะ พวกเขาคงไม่กล้าปล่อยราชาผีหรอก ไม่ต้องตกใจ
ศิษย์สำนักชิงเสวียน: เจอศัตรูอีกแล้ว โชคร้ายจริงๆ แต่ที่นี่มีคนเยอะ พวกเขาคงไม่กล้าลงมือฆ่าคนหรอก ใจเย็นๆ
ดังนั้น ท่ามกลางประกายแค้น ทั้งสองฝ่ายก็ทักทายกัน
"สำนักชิงเสวียน เยี่ยหลิงหลง ยินดีที่ได้พบ"
"ตำหนักจันทราลี้ลับ หลิ่วหยวนซวี่ ข้าชื่นชมเจ้ามานานแล้ว"
"เอ๊ะ? พวกเจ้ารู้จักกันหรือ?"
บทที่ 86: น่าเสียดายที่ท่านไม่สามารถเข้าร่วมกับพวกเราได้
“ไม่รู้จัก” สองคนพูดขึ้นแทบจะพร้อมกัน
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวนี้ก็รู้จักแล้วนี่? ต่อไปเราจะไปด้วยกัน…”
“ไม่ไปด้วยกัน”
“ไม่มีความจำเป็น”
อวี่ซิงโจวตกตะลึงเล็กน้อย เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ
“ซิงโจว พวกข้ามีแผนอื่น เจ้ากลับไปกับสำนักเถอะ”
อวี่ซิงโจวรู้สึกผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด เขายังอยากจะพูดอะไรอีก แต่หลิ่วหยวนซวี่เรียกเขาเสียก่อน
“ซิงโจว จงอยู่เฉยๆ อย่าได้ก่อเรื่อง หากเกิดเรื่องอันใดขึ้น บิดาของเจ้าคงลงโทษข้าที่ไม่ดูแลเจ้าเป็นแน่”
อวี่ซิงโจวตอบรับอย่างไม่เต็มใจและกลับไปยังกลุ่มของตำหนักจันทราลี้ลับ
เยี่ยหลิงหลงคาดการณ์ไว้ไม่ผิด หลิ่วหยวนซวี่จะไม่พูดถึงเรื่องที่ตนเองถูกผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานทำร้ายจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน เพราะมันน่าอายเกินไป
แม้ว่าเขาจะคิดล้างแค้นในภายหลัง ก็จะทำด้วยตัวเอง ไม่ขอความช่วยเหลือจากตำหนักจันทราลี้ลับ อีกทั้งตำหนักจันทราลี้ลับก็ไม่สามารถออกโรงเพื่อช่วยเรื่องความแค้นส่วนตัวได้ โดยเฉพาะเรื่องที่น่าอายเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาทกันต่อหน้าคนอื่น เยี่ยหลิงหลงจึงตัดสินใจพาคนอื่นไปหาที่พักใหม่
พอเจอที่นั่งสบายยังไม่ทันได้นั่ง ก็ได้ยินเสียงอุทาน
“สำนักชิงเสวียน!”
“เยี่ยหลิงหลง!”
เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้น ก็เห็นศิษย์สำนักเจ็ดดาราอยู่ไม่ไกล นำโดยเซี่ยหลินอี้ที่จ้องมองนางตาขวางด้วยความเกลียดชัง
"ช่างบังเอิญจริงๆ พบกันอีกแล้ว"
เมื่อเห็นนางเดินยิ้มเข้ามา ศิษย์สำนักเจ็ดดาราก็ถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว
"จะทำอะไรน่ะ? ศิษย์พี่ใหญ่อี้ฝานรอพวกข้าอยู่ด้านนอกแล้ว! ถ้าเจ้ากล้าทำอะไร…"
เซี่ยหลินอี้ยังกล่าวไม่จบ เยี่ยหลิงหลงก็ขัดขึ้น
"จะกล้าได้อย่างไร? ข้าไม่ได้บ้านะ" นางชี้ไปที่ซืออวี้เฉินซึ่งยืนอยู่ข้างกายเยี่ยหรงเยว่ "ไม่ต้องออกไปไหนหรอก ศิษย์เอกสำนักคุนอู๋เฉิงอยู่ปกป้องพวกเจ้าทั้งคน ข้าไม่โง่หรอก"
เซี่ยหลินอี้กลับไม่รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด สีหน้ากลับยิ่งดูแย่ลง
ซืออวี้เฉินคล้ายได้ยินคนพูดถึงตัวเอง จึงหันกลับมามองเยี่ยหลิงหลง คิ้วขมวดเล็กน้อย
"สำนักชิงเสวียน เยี่ยหลิงหลง?"
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ พี่เขย สบายดีหรือไม่เจ้าคะ?"
ซืออวี้เฉินชะงัก คิ้วที่ขมวดคลายลง แววตาแปลกไปอย่างประหลาด
ในขณะเดียวกันเยี่ยหรงเยว่ก็หันกลับมา ใบหน้าแดงก่ำและเอ่ยตำหนิ "หลิงหลง เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด? อย่าพูดไร้สาระนะ"
"ใช่! ระวังคำพูดหน่อย ศิษย์น้องของข้ายังไม่ได้แต่งงาน เจ้าพูดแบบนี้ทำลายชื่อเสียงของนาง ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!" เซี่ยหลินอี้รีบเอ่ยขึ้นทันควัน
"ข้ารู้ว่าเจ้ารีบ แต่ไม่ต้องรีบขนาดนั้น แม้ว่าข้าไม่ได้ทำลายชื่อเสียงของนาง ข้ากับนางก็ยังไม่จบเรื่องกันหรอก ยังติดเงินข้าอยู่ จำได้หรือไม่ จะคืนเพิ่มอีกหรือไม่?"
…....…
เซี่ยหลินอี้โกรธจนแทบยืนไม่อยู่
"ข้าอยู่ในดินแดนลับทุกวัน จะเอาเวลาที่ไหนไปหาเงิน? ข้าจะคืนให้แน่ อย่าถามซ้ำๆได้หรือไม่ ข้าอายไม่ไหวแล้ว!"
"ถ้าไม่อยากอาย ก็ทำตัวสุภาพกับสำนักชิงเสวียนในอนาคตด้วย"
…......…
"ตกลง"
"แล้วก็บอกให้ศิษย์น้องหญิงของเจ้าทำตามด้วย"
"ได้"
"เชื่อฟังดีจริงๆ"
……....
หลังจากเยี่ยหลิงหลงเอ่ยรับคำ นางก็หาที่นั่งว่างๆ แล้วเอากระดาษยันต์ธรรมดาธรรมดา ออกมาขาย เช่นยันต์เร่งความเร็ว ยันต์ลดความเร็ว ยันต์ตรึงร่างออกมาขาย
ตอนที่นางเริ่มตั้งแผงขาย เหล่าศิษย์สำนักอื่นก็เพียงแต่แวะเวียนมาดูเฉยๆ
เป็นที่รู้กันว่ากระดาษยันต์นั้นขึ้นอยู่กับพลังฝีมือผู้เขียน ไม่ใช่ใครจะเขียนก็ได้ ผู้คนส่วนใหญ่จึงมักซื้อจากร้านค้าที่เชื่อถือได้หรือผู้เขียนที่มีชื่อเสียง ไม่มีใครซื้อจากเด็กที่ไม่รู้จัก
“ทำไมมีคนมาตั้งแผงขายที่นี่ล่ะ? นางไม่ไปดูเยี่ยหรงเยว่เปิดประตูหรืออย่างไร”
"สมองคงจะมีปัญหากระมัง ใครจะไปซื้อกระดาษยันต์ของนาง"
ขณะที่ผู้คนกำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั้น ก็มีเงาร่างหนึ่งวิ่งเข้ามา
"ยันต์เร่งความเร็วราคาเท่าไหร่?"
"หินวิญญาณระดับกลางสามสิบก้อน"
เมื่อได้ยินอย่างนั้น คนที่ดูอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะวิจารณ์หนักกว่าเดิม
"แพงเช่นนี้เชียวหรือ นางเสียสติไปแล้วกระมัง ใครจะซื้อ!"
ยังไม่ทันสิ้นคำ คนที่ถามราคาก็วางหินวิญญาณระดับกลางเก้าสิบก้อน แล้วหยิบยันต์เพิ่มความเร็วไปสามแผ่นทันที
ผู้คนที่กำลังเย้ยหยันต่างนิ่งอึ้ง
"เมื่อครู่เหมือนจะเป็นศิษย์จากตำหนักจันทราลี้ลับ แม้จะปกปิดใบหน้ามิดชิด แต่ข้าเห็นสัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวตรงชายแขนเสื้อ!"
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีคนอีกหลายคนวิ่งเข้ามาถามราคา พอถามเสร็จก็ไม่ต่อรองราคาและซื้อไปทันที
"พวกนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ชัดเจนว่าเป็นศิษย์สำนักเจ็ดดารา!"
"เกิดอะไรขึ้น? ศิษย์จากตำหนักจันทราลี้ลับและสำนักเจ็ดดารา ล้วนเป็นสองในสี่ของสำนักใหญ่ ศิษย์ของพวกเขาถึงยอมรับกระดาษยันต์ของเด็กคนนี้ ขายแพงขนาดนี้ก็ยังซื้อ!"
“นี่พวกเจ้าไม่เข้าใจหรืออย่างไร? ข้าได้ยินหมดแล้ว!”
“อะไรนะ?”
“เด็กคนนี้คือเยี่ยหลิงหลงแห่งสำนักชิงเสวียน!”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“ข้าเดินตามนางมา ได้ยินศิษย์พี่ใหญ่หลิ่วหยวนซวี่แห่งตำหนักจันทราลี้ลับ ศิษย์พี่ใหญ่ซืออวี้เฉินแห่งสำนักคุนอู๋เฉิง และเซี่ยหลินอี้แห่งสำนักเจ็ดดาราเอ่ยเรียกชื่อนางตอนที่พวกเขาพบนางน่ะสิ!”
“อืม… นางมีภูมิหลังใหญ่โตขนาดนี้เชียวหรือ! คนจากสำนักใหญ่ๆล้วนรู้จักนาง! เยี่ยหลิงหลงแห่งสำนักชิงเสวียน น่าประทับใจจริงๆ ไม่ได้การแล้ว พวกเขาซื้อกระดาษยันต์กันหมด ข้าก็ต้องซื้อบ้าง มันต้องเป็นของดีแน่นอน!”
“จะซื้ออะไรล่ะ ของมีไม่เยอะ ถูกศิษย์จากสองสำนักนั้นแย่งซื้อไปหมดแล้ว จะมีเหลือถึงเจ้าหรือ! แต่ข้าไม่เข้าใจ แต่ยังไม่เข้าใจเลย ทำไมพวกเขาต้องทำตัวลับๆล่อๆ ซ่อนเครื่องแบบสำนักตัวเองด้วย”
“ใช่ ทำไมกันนะ?”
เยี่ยหลิงหลงเพียงแค่รอเวลาเปิดประตูดินแดนลับเบื่อๆ เลยขายของหาเศษเงินเล็กๆน้อยๆ ไม่คิดว่าจะขายของดีอะไร ขายหมดก็เก็บแผง
นางไม่คิดว่าการขายของครั้งนี้ คนที่นางทำร้ายมากที่สุดกลับเป็นคนที่สนับสนุนนางมากที่สุด
คิดๆดูแล้วก็รู้สึกประทับใจเล็กน้อย
ไม่นานนัก เยี่ยหรงเยว่ก็เปิดประตูดินแดนลับในยามเที่ยงวัน ทำให้ผู้คนออกจากดินแดนลับได้
หลังจากออกมาแล้ว เมื่อเห็นทุกคนแยกย้ายกันไป เยี่ยหลิงหลงก็อดที่จะครุ่นคิดไม่ได้
การเดินทางไปดินแดนลับขุนเขาต้าจินครั้งนี้ มีทั้งคนดีใจและเสียใจ มีทั้งคนได้ผลประโยชน์และคนสูญเสีย
เยี่ยหรงเยว่ได้รับผลเพลิงสีชาด ซืออวี้เฉินได้รับความรัก เซี่ยหลินอี้ได้รับตั๋วเงิน พวกเขาสามคนได้ประโยชน์อย่างมาก
ส่วนหลิวหยวนซวี่สูญเสียโอสถวิญญาณระดับหนึ่งเม็ด โล่ป้องกันหัวใจหนึ่งอัน ยันต์คุ้มภัยหนึ่งแผ่น และศักดิ์ศรีทั้งหมด เขาเป็นคนที่เสียมากที่สุด
ส่วนเยี่ยหลิงหลงได้สหายเจาไฉหนึ่งตัว แต่โชคร้ายถูกเจ้าหัวไชเท้าอ้วนเกาะติดเป็นเงา ได้เสียเท่ากัน ไม่ขาดทุนแต่ก็ไม่ได้กำไร
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดเรื่องโชคชะตาของตัวเองอยู่ อวี่ซิงโจวก็แอบมาบอกลา
"หลิงหลง อีกสามเดือนเจอกันที่งานประชันยอดฝีมือ!"
อ้อ ยังเหลือเวลาอีกสามเดือนถึงงานประชันยอดฝีมือแล้ว ต้องเร่งฝึกฝนให้มากขึ้นเพื่อให้สำนักชิงเสวียนเป็นที่รู้จัก หลังจากนี้ศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิงจะได้ไม่ถูกมองว่าเป็นผู้ฝึกตนไร้สังกัดอีกต่อไป
เมื่อเห็นทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่พวกเขาต้องกลับสำนักชิงเสวียนแล้วเช่นกัน
ตงฟางจิ้นก้าวออกมาข้างหน้า แล้วเอ่ยกับศิษย์สำนักชิงเสวียนว่า "การเดินทางครั้งนี้ข้ารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมทางกับพวกท่าน ข้ารู้สึกขอบคุณมาก และรู้สึกเสียใจที่ต้องจากลา"
ตงฟางจิ้นอยากจะรีบพูดรีบไปจากสำนักที่ดูแปลกประหลาดนี้เร็วๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์สำนักชิงเสวียนก็ตกใจ “พี่ตงฟาง ท่านกำลังบอกเป็นนัยว่าอยากเข้าร่วมสำนักชิงเซวียนหรือ?”
???
พวกเจ้าเข้าใจสำนักตนเองผิดหรือเปล่า?
"ขออภัย เรื่องนั้นคงไม่ได้" เคอซินหลานเอ่ย
"พรสวรรค์ของเจ้าธรรมดามาก" โม่รั่วหลินกล่าว
"ความสามารถพิเศษของเจ้าก็ไม่ได้โดดเด่น" ฮวาซือฉิงเสริม
“ที่สำคัญที่สุด เจ้าหน้าตาไม่ดีพอ” จี้จื่อจั๋วกล่าว
“ดังนั้น น่าเสียดายที่ท่านไม่สามารถเข้าร่วมกับพวกเราได้” เยี่ยหลิงหลงกล่าว “อย่าร้องไห้ เชิดหน้าไว้แล้วจากไปอย่างเข้มแข็ง”
ตงฟางจิ้นที่ไม่ได้พูดอะไรและกำลังจะหนีออกไป: ...
บทที่ 87: ข้าพาศิษย์น้องหญิงเล็กที่รักของพวกท่านกลับมาแล้ว
ตงฟางจิ้นยืนนิ่งอยู่กับที่ เกรงว่าต่อให้ตอนนี้เขาอธิบายว่าไม่ได้คิดจะเข้าร่วมสำนักชิงเสวียน พวกเขาก็คงคิดว่าเขาพยายามรักษาหน้าตัวเองเป็นแน่
ตงฟางจิ้นจากไปแล้ว เขาจากไปท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและความรู้สึกผิดของศิษย์สำนักชิงเสวียน
บัดซบ! ต่อไปนี้ถ้าเขาพูดอะไรอีกก็ให้เป็นหมาไปเลย!
การเดินทางไปยังดินแดนลับแห่งขุนเขาต้าจินสิ้นสุดลง เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆจึงกลับมายังสำนักชิงเสวียน
ตอนออกไปมีสองคน ตอนกลับมีห้าคน ตลอดทางเต็มไปด้วยบรรยากาศครึกครื้น พวกเขากำลังพูดคุยกันว่าจะทำชุดอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบตามแบบฉบับของสำนักใหญ่ให้กับศิษย์สำนักชิงเสวียนอย่างไร
เยี่ยหลิงหลงได้ทำรายการประเภทของกระดาษยันต์ไว้เพียบ
ถ้าไม่ใช่เพราะอักขระส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีพื้นฐานถึงจะใช้ได้ เกรงว่านางคงเขียนออกมาเป็นหนังสือเล่มหนาได้เลยทีเดียว
ทว่าสุดท้ายก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม สำหรับศิษย์พี่ชายและศิษย์พี่หญิงที่ไม่มีพื้นฐาน การมีอักขระเยอะเกินไปจะทำให้พวกเขาจดจำไม่ได้ สุดท้ายจึงตัดจึงตัดและปรับให้เหลือเพียงสิบประเภทของยันต์ แล้วเริ่มลงมือทำ
ส่วนยาที่ฮวาซือฉิงปรุงก็เช่นกัน นางได้ตัดและเลือกจนเหลือเพียงสิบชนิด
คนที่ยุ่งที่สุดย่อมเป็นโม่รั่วหลิน เมื่อเทียบกับการหลอมยาและการเขียนยันต์แล้ว การหลอมอาวุธใช้เวลานานกว่าและมีความซับซ้อนสูงกว่า ตอนนี้นางทำได้เพียงโล่ป้องกันหัวใจชุดแรก ส่วนอาวุธวิเศษชนิดอื่นๆ หากภายหลังศิษย์ร่วมสำนักอยากได้ นางค่อยทำให้ก็ยังไม่สาย
ด้วยมายาศึกษาเรื่องความรักของเจาไฉ เคอซินหลานพบว่ามายาที่นางสร้างขึ้นสามารถใส่ในวัตถุได้ เพื่อใช้ในการป้องกันตัวในสถานการณ์อันตราย
ช่วงเวลาหนีตายแต่ละอึดใจมีค่า ดังนั้นนางจึงคิดว่าการทำชุดภาพมายาเพื่อป้องกันตัวเป็นสิ่งจำเป็น
ส่วนเนื้อหานั้น นางคิดว่าเสียงกลองและธงสีแดงที่โบกสะบัด ร้องเพลงและเต้นรำเพื่อความสามัคคีก็น่าจะดี อย่างน้อยก็ทำให้จิตใจสดชื่นและฮึกเหิม
เมื่อเห็นศิษย์น้องหญิงตั้งใจคิดค้นอุปกรณ์ป้องกันตัวให้กับศิษย์สำนักชิงเสวียน จี้จื่อจั๋วก็รู้สึกซาบซึ้งในใจ
แม้ความสัมพันธ์ในสำนักชิงเสวียนจะดีอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้ทุกคนกลับเหมือนเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่ต่างคนต่างฝึกฝน ต่างคนต่างผจญภัย ออกไปข้างนอกก็ไม่ได้อ้างชื่อสำนักชิงเสวียน หากเกิดเรื่องขึ้นมาก็ไม่มีใครช่วยเหลือได้
ตอนนี้ดูเหมือนว่าทั้งสำนักชิงเสวียนกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ออกไปข้างนอกเอ่ยชื่อสำนักชิงเสวียนก็ไม่ถึงกับไม่มีใครรู้จัก อย่างน้อยศิษย์ของสำนักเจ็ดดาราและตำหนักจันทราลี้ลับก็จะสุภาพหลีกทางให้พวกเขา
หากสามเดือนหลังจากนี้ พวกเขาสามารถครองอันดับในการประชันยอดฝีมือได้จริง เมื่อถึงเวลานั้น พอได้ยินชื่อสำนักชิงเสวียน คนที่คิดจะรังแกพวกเขาคงต้องคิดให้ดีเสียก่อน
มีศิษย์น้องหญิงเล็กอยู่ ศิษย์พี่ใหญ่ก็จะต้องเข้าร่วมการประชันยอดฝีมือแน่นอน หากศิษย์พี่หญิงใหญ่สามารถปรากฏตัวได้ด้วย มีผู้ที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะคอยปกป้อง สำนักชิงเสวียนก็จะไม่มีใครกล้ารังแกอีกต่อไป
ส่วนอาจารย์…
เขาไม่ได้ประโยชน์อันใด เป็นแค่ผู้ฝึกตนขอบเขตจินตาน ในขณะที่ ผู้อาวุโสของสำนักอื่นๆต่างก็อยู่ในขอบเขตวิญญาณแรกเกำเนิดกันทั้งนั้น ถ้าไปก็ทำให้สำนักชิงเสวียนเสียหน้าเปล่าๆ ไม่คุ้มเลย
จี้จื่อจั๋ววางแผนทุกอย่างไว้ในใจแล้ว รอเพียงแค่เวลาที่จะลงมือทำเท่านั้น
พวกเขาทั้งห้าบินเร็วมาก ไม่นานก็กลับมาถึงเขตของสำนักชิงเสวียน ถึงเวลาที่พวกเขาจะมอบความประหลาดใจให้แก่บรรดาศิษย์พี่ที่เฝ้าอยู่ที่สำนักแล้ว!
หลังจากบินผ่านประตูสำนักชิงเสวียน พวกเขาก็มุ่งตรงไปยังยอดเขาชิงหลานเพื่อพักผ่อน
ยังไม่ทันจะได้ลงถึงพื้น จี้จื่อจั๋วก็ตะโกนด้วยความตื่นเต้น "ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่หก ข้าพาศิษย์น้องหญิงเล็กที่รักของพวกท่านกลับมาแล้ว!"
หลังจากตะโกนเสร็จ ยอดเขาชิงหลานกลับเงียบสนิท บรรยากาศที่เงียบสงบทำให้เขาดูเหมือนคนบ้า
เพื่อกลบเกลื่อนความประดักประเดิด จี้จื่อจั๋วจึงกระแอมไอพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“แปลกจัง ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่หกอยู่ที่สำนักชิงเสวียนตลอดนี่นา ทำไมตอนนี้ไม่เห็นล่ะ?...”
เขาตื่นเต้นมากที่ได้พาศิษย์น้องหญิงเล็กกลับมาถึงอย่างปลอดภัย แต่ทำไมไม่มีใครออกมาสัมผัสความยินดีของเขาบ้าง?
"จริงด้วย ข้าแจ้งข่าวแก่ศิษย์พี่ใหญ่แล้ว เขาควรจะอยู่ที่นี่นะ" เคอซินหลานเกาหัวด้วยความสงสัย
ใบหน้าของจี้จื่อจั๋วบิดเบี้ยวในทันใด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"ศิษย์พี่หญิงรอง ท่านแจ้งข่าวการกลับมาของพวกข้าให้ศิษย์พี่ใหญ่ล่วงหน้าหรือ?"
"ใช่แล้ว หรือว่าข้าไม่ควรแจ้งให้เขารับรู้ก่อน?"
"ศิษย์พี่หญิงรอง ท่านไม่เข้าใจ ท่านไม่รู้อะไรเลย ข้าอยากจะให้พวกเขาประหลาดใจ นี่แย่เลย ไม่มีใครมารับศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าควรทำเช่นไรดี"
"ศิษย์น้องเจ็ด ข้าเหมือนจะได้ยินเจ้ากำลังบ่นศิษย์น้องหญิงเล็ก"
โม่รั่วหลินเดินเข้ามาใกล้พลางหรี่ตามอง
"คอยดูเถิด ข้าจะไปฟ้องศิษย์น้องหญิงเล็ก"
ฮวาซือฉิงไหวตัวทัน นางหันหลังแล้ววิ่งหนีไปหาเยี่ยหลิงหลงทันที
เวลานั้น เยี่ยหลิงหลงกำลังรำคาญกับเจ้าหัวไชเท้าอ้วนที่เกาะติดนางหนึบ มันทำตัวเหมือนคนบ้านนอกที่ตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่ง มันถามโน่นนี่นั่นตลอดจนนางปวดหัว
สมดุลกำไรขาดทุนอะไรกัน ตอนนี้ดูเหมือนจะขาดทุนหนักกว่าเดิมเสียอีก
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก!"
ก่อนที่ฮวาซือฉิงจะเอ่ยปากฟ้อง ก็มีคนเอ่ยเรียกเยี่ยหลิงหลงเสียก่อน
เยี่ยหลิงหลงจึงโยนหัวไชเท้าอ้วนเข้าไปในลานของตน ป้องกันไม่ให้มันไปสร้างความวุ่นวายในลานของศิษย์พี่คนอื่นๆให้ ต้องมาเดือดร้อนนางอีก
ทันทีที่หันกลับไป นางก็เห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งสวมชุดยาวสีเขียว ยืนอยู่ที่หน้าลานด้านซ้าย เขาดูสดใสและอ่อนโยน มีผ้าคาดศีรษะสีเขียวผูกไว้ ดูเรียบง่ายและสบายๆ
มองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าเขาเป็นคนอ่อนโยน พูดจาไพเราะอ่อนหวาน กิริยามารยาทเรียบร้อย สุภาพ เขายิ้มทีทำให้คนมองรู้สึกสบายใจ
"เอ๊ะ? คนคนนี้คือ..."
จี้จื่อจั๋วเห็นคนมาใหม่ก็ตื่นเต้นรีบวิ่งไปหา
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ผู้นี้คือศิษย์พี่ห้าของเจ้า มู่เซียวหราน! เขาเชี่ยวชาญด้านการควบคุมสัตว์อสูร เคยให้สัตว์ภูตแก่ทุกคนในสำนัก เขากลับมาครั้งนี้ต้องมีของขวัญให้เจ้าแน่ๆ!"
มู่เซียวหรานเห็นจี้จื่อจั๋วตื่นเต้นดีใจจึงอดหัวเราะเบาๆไม่ได้
"ไม่เจอกันนาน ศิษย์น้องเจ็ดยังมีนิสัยใจร้อนเหมือนเดิม ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าอย่าถือสาเลย"
"ศิษย์พี่ห้า ข้าไม่ถือสาเรื่องนี้มานานแล้ว ท่านมีของขวัญให้ข้าจริงๆหรือ?"
"มีสิ ข้าได้ยินว่าศิษย์น้องหญิงเล็กอายุเพียงสิบเอ็ดปี ข้าจึงตั้งใจไปจับกระต่ายหูยาวมาให้ ตัวนี้เป็นสัตว์ภูตระดับหนึ่ง มีนิสัยอ่อนโยนน่ารัก ศิษย์น้องหญิงเล็กต้องชอบเป็นแน่"
มู่เซียวหรานกล่าวจบก็หยิบกระต่ายหูยาวขนปุกปุยสีชมพูอ่อนยื่นให้เยี่ยหลิงหลง
"อ๊ะ! มันสีชมพูด้วย! สีสวยมาก!"
"อืม บังเอิญได้ตัวที่กลายพันธุ์มาน่ะ"
"ขอบคุณศิษย์พี่ห้า ข้าชอบมากเลย"
"เจ้าชอบก็ดีแล้ว แม้มันจะมีนิสัยอ่อนโยนและขี้กลัวไปบ้าง แต่มันก็เป็นสัตว์ภูต หากมันเผลอทำเจ้าบาดเจ็บ ก็เอามันมาให้ข้า ข้าจะฝึกมันใหม่เอง"
ได้ยินดังนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ตื่นเต้น
"ศิษย์พี่ห้า ท่านสามารถฝึกสัตว์ภูตได้หรือ"
ไม่รู้ทำไม เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของเยี่ยหลิงหลง จี้จื่อจั๋วและคนอื่นๆพลันรู้สึกขนลุกขึ้นมา
"ได้สิ"
"ข้าเพิ่งจับสัตว์เลี้ยงมาได้ตัวหนึ่ง มันไม่ค่อยเชื่อฟัง ท่านพอจะช่วยข้าฝึกมันได้หรือไม่"
"ไม่ได้!"
ทั้งสี่คนเอ่ยปากพร้อมกัน ทันใดนั้น บรรยากาศเงียบกริบ ทั้งหกคนนิ่งค้างกับที่
แม้มู่เซียวหรานจะดูไม่เข้าใจ แต่ก็ยังยิ้มอย่างอ่อนโยน
"เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ?"
บทที่ 88: ศิษย์พี่ห้า ข้าคงต้องยอมรับว่าท่านคือยอดนักรบ
จี้จื่อจั๋วเข้ามากระซิบบังอรข้างหูมู่เซียวหราน
"ศิษย์พี่ห้า ศิษย์น้องหญิงเล็กยังเด็กไม่รู้เรื่อง แค่จับอะไรมาสักอย่างมาเล่นเพียงเท่านั้น มิใช่สัตว์ภูต พวกมันไม่อาจผูกพันธะได้หรอกขอรับ"
"อ๋อ อย่างนั้นเอง ศิษย์น้องหญิงเล็กยังเด็กนัก จำแนกไม่ถูกก็เป็นเรื่องปกติ"
ขณะเดียวกัน เคอซินหลานก็เข้าไปกระซิบข้างหูเยี่ยหลิงหลงเช่นกัน
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจาไฉนั่นไม่ใช่สัตว์ภูต มันเป็นผี ไม่อยู่ในความเชี่ยวชาญของศิษย์พี่ห้าหรอก"
"โอ้ น่าเสียดายจริงๆ"
ทั้งสองต่างล้มเลิกความคิดนั้นไปพร้อมกัน เหล่าศิษย์คนอื่นๆถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในขณะนั้น เงาร่างหนึ่งพุ่งลงมาจากกำแพงอย่างรวดเร็ว พุ่งเข้าไปในอ้อมแขนของเยี่ยหลิงหลง เตะกระต่ายหูยาวขนสีชมพูกระเด็นลงพื้น จากนั้นกระโดดขึ้นคร่อมหลังมัน แล้วจับหูทั้งสองข้างของมันเอาไว้แน่น
"เยี่ยหลิงหลง นี่เจ้าเตรียมพาหนะใหม่ให้ข้าหรือ? ถึงจะดูโง่ไปหน่อย แต่ขนปุกปุยขี่สบายดี ข้าชอบมาก ในที่สุดเจ้าก็ทำเรื่องดีๆเป็นกับเขาเสียที สมกับที่ท่านอาจารย์ฝากฝังไว้จริงๆ"
……......
มู่เซียวหรานมองพืชอ้วนกลมตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก นี่คือสัตว์ภูตที่เจ้าจับมาได้หรือ? มันเป็นพืชและพูดภาษามนุษย์ได้ เก่งมากเลย! แต่มันดูดุเกินไป นิสัยอย่างนี้จะข่มเจ้า ข้าว่าข้าควรจะฝึกมันให้เจ้านะ"
เยี่ยหลิงหลงย่อตัวลง พลางดึงใบไม้สีเขียวบนหัวหัวไชเท้าอ้วนขึ้นมา พร้อมกับอุ้มกระต่ายหูยาวสีชมพูกลับมาในอ้อมแขน
"ศิษย์พี่ห้า นี่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงที่ข้าจับมาได้หรอก แต่มันมาทวงหนี้ต่างหาก แต่ไม่เป็นไรหรอก สักวันข้าจะทำให้มันกลายเป็นอาหารให้ได้เลย"
"หา?"
"หากเจ้ายังออกมาทำเรื่องน่าอายเช่นนี้อีก ข้าจะเรียกเจาไฉออกมาเล่นกับเจ้า!"
ใบหน้าอันอวดดีของหัวไชเท้าอ้วนหายวับไปในพริบตา มันยิ้มเจื่อนๆ และก่อนจะพูดอะไร เยี่ยหลิงหลงก็โยนมันกลับเข้าไปในลานของตัวเอง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ไม่เป็นไรจริงๆหรือ? เจ้าตัวนั้นดูดุมากเลยนะ"
"ศิษย์พี่ห้า ท่านเข้าใจผิดแล้ว มันไม่ได้ดุหรอก เพียงแต่สมองไม่ค่อยปกติน่ะ" เยี่ยหลิงหลงไม่ต้องการพูดถึงเรื่องของหัวไชเท้าอ้วนอีกต่อจึงถามว่า "ตอนนี้ยอดเขาชิงหลาน มีแค่ท่านคนเดียวหรือ?"
คำถามนี้ตรงใจคนอื่นมาก เพราะเหตุใดศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่หกที่ประจำอยู่บนยอดเขาชิงหลานตลอด กลับไม่อยู่ตอนนี้
“จริงด้วย ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่หกไปเก็บตัวฝึกฝนที่ดินแดนลับสำนักชิงเสวียนตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”
“เมื่อวาน?”
“ใช่ ข้ายังแปลกใจ ศิษย์น้องหญิงเล็กกำลังจะกลับมา ทำไมพวกเขาไม่รออีกวันหนึ่ง แต่รีบไปเก็บตัวขนาดนั้น”
“ยังต้องถามอีกเหรอ!” จี้จื่อจั๋วพูดอย่างลืมตัว “ศิษย์พี่หญิงรอง ท่านไม่น่าส่งข่าวไปบอกพวกเขาเลย!”
เคอซินหลานยืนนิ่ง นางไม่คาดคิดว่าศิษย์น้องหญิงเล็กจะทำให้ศิษย์พี่ในสำนักเดือดร้อนก่อนที่จะไปทำให้คนนอกเดือดร้อน
“ครั้งหน้าข้าจะรู้แล้ว”
“รู้ว่าอะไร?”
มู่เซียวหรานฟังพวกเขาพูดเป็นปริศนา ฟังแล้วไม่เข้าใจอะไรเลย
“ศิษย์พี่ห้าอย่าเพิ่งร้อนใจ เรื่องนี้อธิบายยาก แต่เดี๋ยวท่านก็จะรู้เอง” จี้จื่อจั๋วถามต่อ “พวกเขาสองคนได้บอกอะไรท่านอีกหรือไม่?”
"ไม่บอกอะไร แค่บอกให้ข้าดูแลศิษย์น้องหญิงเล็กให้ดี" มู่เซียวหรานยิ้ม "ศิษย์น้องหญิงเล็กดูไม่เหมือนที่ข้าคิดไว้เลย ข้านึกว่านางจะขี้อาย แต่นางกลับดูน่ารักมาก ดูแลนางไม่น่าจะยากอะไร"
"ท่านคิดถูกแล้ว" จี้จื่อจั๋วยกนิ้วโป้งให้เขา "เช่นนั้นข้าฝากศิษย์น้องหญิงเล็กไว้กับท่านแล้วกัน ข้าจะไปเก็บตัวฝึกฝนเหมือนกัน"
"ศิษย์น้องเจ็ด เจ้าจะไปเก็บตัวฝึกฝนหรือ" มู่เซียวหรานตกตะลึง
ในสำนักชิงเสวียน ใครบ้างไม่รู้ว่าศิษย์น้องเจ็ดเป็นคนกระตือรือร้นชอบต่อสู้ มีเวลาว่างก็ไปท้าทายสำนักอื่น ไม่มีทางนั่งสมาธิฝึกฝนอยู่เฉยๆเป็นวันๆได้หรอก
เมื่อก่อนอาจารย์ยังต้องมาสั่งไม่ให้เขาไปสร้างปัญหา แต่ศิษย์น้องเจ็ดยอมถูกลงโทษแต่ไม่ยอมสงบใจฝึกฝน
ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าเขาจะไปเก็บตัวฝึกฝน มู่เซียวหรานไม่เข้าใจเป็นพันครั้ง ว่าทำไมศิษย์น้องเจ็ดถึงเปลี่ยนนิสัยหลังออกไปข้างนอก
"ใช่แล้ว ข้าเพิ่งทะลวงขอบเขตจินตานขั้นกลาง จำเป็นต้องสงบใจเพื่อเสริมรากฐาน"
มู่เซียวหรานพยักหน้า เหตุผลนี้ฟังขึ้นอยู่
"ไม่ใช่แค่ศิษย์น้องเจ็ด แต่ข้า ศิษย์น้องหญิงสามและศิษย์น้องหญิงสี่ก็ต้องเก็บตัวฝึกฝนเช่นกัน พวกเราได้รับประโยชน์มากมายจากการเดินทางครั้งนี้ จำเป็นต้องเก็บตัวฝึกฝนเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด" เคอซินหลานกล่าว
"ดีจริงๆ! ศิษย์น้องหญิงทั้งสองกำลังจะทะลวงขอบเขตจินตานแล้ว!"
"ใช่แล้ว เมื่อพวกนางถึงขอบเขตจินตาน ก็จะสามารถเข้าสู่ดินแดนลับของสำนักชิงเสวียนเพื่อฝึกฝนได้ ไม่จำเป็นต้องออกมาลำบากเช่นนี้อีก"
"ดังนั้นต่อจากนี้ ศิษย์น้องหญิงเล็กจะเป็นหน้าที่ของท่านคนเดียวแล้วนะ" จี้จื่อจั๋วกล่าวอย่างตื่นเต้น "เจ้าทำได้ใช่หรือไม่?"
"วางใจได้ ข้าจะดูแลศิษย์น้องหญิงเล็กเป็นอย่างดี"
มู่เซียวหรานกล่าวจบก็หันไปยิ้มให้เยี่ยหลิงหลง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ไม่ต้องกังวล ข้างนอกอาจจะอันตราย แต่ข้าจะปกป้องเจ้าเอง"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าอย่างจริงจัง มีคนใหม่มาเล่นกับนางแล้ว
"ศิษย์พี่ห้า พวกเราจะไปที่ใดกันหรือ?"
"ไปเมืองลู่อันก่อน ศิษย์น้องหญิงห้าส่งจดหมายขอความช่วยเหลือมาเมื่อวาน ศิษย์พี่ใหญ่จึงให้ข้าแวะไปช่วยนางสักหน่อย"
เมื่อพูดจบ เสียงสูดลมหายใจดังมาจากด้านหลังของพวกเขา ไม่ใช่แค่สีหน้าของจี้จื่อจั๋วที่ดูตื่นเต้นเกินเหตุ แม้แต่โม่รั่วหลินและฮวาซือฉิงที่ปกติมักจะเรียบร้อยก็ยังแสดงอาการตกใจอย่างเห็นได้ชัด
"ศิษย์พี่ห้า ท่านจะพาศิษย์พี่หญิงห้ากับศิษย์น้องหญิงเล็กออกไปด้วยกันจริงหรือ?" จี้จื่อจั๋วเอ่ยถามด้วยความตกใจ
"ใช่แล้ว"
"ข้าคงต้องยอมรับว่าท่านคือยอดนักรบ!"
"ศิษย์น้องเจ็ด ถึงแม้ศิษย์น้องหญิงห้าจะมีนิสัย... แต่ไม่เป็นไร มีศิษย์น้องหญิงเล็กไปด้วย ศิษย์น้องหญิงเล็กใจดีน่ารัก พวกนางสองคนอยู่ด้วยกัน ศิษย์น้องหญิงห้าจะต้องเปลี่ยนนิสัยแน่นอน อีกอย่างนางก็ต้องดูแลศิษย์น้องหญิงเล็ก คงจะควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นแน่"
"ข้าไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว นี่เป็นผลไม้วิญญาณที่ข้าใช้ไม่หมด ท่านรับไปเถอะ"
จี้จื่อจั๋วหยิบผลไม้วิญญาณหนึ่งถุงยัดใส่อ้อมแขนมู่เซียวหราน
"ศิษย์พี่ห้า ข้าเพิ่งทำโล่ป้องกันหัวใจเสร็จ รับไปเถิด"
"ศิษย์พี่ห้า ยาในกล่องนี้ท่านรับไปด้วย บนขวดยามีชื่อเขียนบอกไว้แล้ว"
"ศิษย์น้องห้า นี่คือไข่มุกที่ข้าเก็บไว้ ข้างในบรรจุปรัชญาแห่งรักฉบับปรับปรุง วิธีใช้งานศิษย์น้องหญิงเล็กจะอธิบายให้เจ้าฟังเอง"
มู่เซียวหรานรู้สึกซาบซึ้งรู้สึกซาบซึ้งรับของจากพวกเขาทั้งหมด
"ขอบใจศิษย์พี่และศิษย์น้องทุกคน พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลศิษย์น้องหญิงทั้งสองเป็นอย่างดี"
เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน มู่เซียวหรานตัดสินใจจะออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น
คืนนั้น เยี่ยหลิงหลงกำลังนอนบนเตียงทำสปาผ่อนคลายใจ หัวไชเท้าอ้วนกำลังวิ่งเล่นกับกระต่ายหูยาวอยู่ในมุมหนึ่ง ส่วนเจาไฉถูกเยี่ยหลิงหลงปล่อยไว้ในลานให้นอนดูมายาพร้อมอาบแสงจันทร์
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องดังขึ้นเกือบจะทะลุหูของเยี่ยหลิงหลง นางรีบลุกขึ้นเห็นศิษย์พี่หญิงรอง ศิษย์พี่หญิงสามและศิษย์พี่หญิงสี่ยืนอยู่ที่หน้าประตูด้วยสีหน้าซีดเผือด
ดูสิ เจาไฉไม่ใช่แค่ต่อสู้เก่ง แม้แต่การเฝ้าบ้านก็ยังดีที่หนึ่งเลย
หลังจากพวกนางปรับตัวได้ ก็เดินเลาะขอบลานเข้ามาในห้องของเยี่ยหลิงหลง
"ศิษย์พี่หญิง พวกท่านมาได้ทำไมหรือ?"
"พรุ่งนี้เจ้าก็ต้องออกเดินทางแล้ว เราไม่สบายใจ เลยเอาของมาให้ เจ้าอย่าลืมเรากำลังจะเก็บตัวฝึกฝน ไม่ได้ออกไปไหน ของที่มีอยู่เก็บไว้ก็เสียเปล่า เอาไปใช้ข้างนอกดีกว่า"
"ขอบคุณมาก ศิษย์พี่หญิง"
"ไม่ใช่ว่าสามเดือนหลังจากนี้เจ้าต้องเข้าร่วมการประชันยอดฝีมือหรือ เราก็อยากไปลองดูบ้าง ไม่อยากถูกคนดูหมิ่นว่าเป็นผู้ฝึกตนไร้สังกัดแล้ว ดังนั้นเราต้องเตรียมตัวให้ดี"
"ใช่ ต่อให้สำนักชิงเสวียนจะสร้างศัตรูขึ้นจากชื่อเสียงที่โด่งดัง แต่ยังไงเราก็มีชื่อเสียงและมีพวกพ้อง ต้องพิสูจน์ตัวเอง"
"ส่วนเจ้า ต้องดูแลตัวเองให้ดี กลับมาอย่างปลอดภัย หากสู้ไม่ได้จริงๆ ค่อยปล่อยเจาไฉออกมา หากเกิดเรื่องใหญ่ค่อยหนีกลับมา สำนักชิงเสวียนอาจจะทรุดโทรม แต่ค่ายกลป้องกันสำนักนั้นสุดยอดมาก ต้องเป็นของปรมาจารย์ที่ทิ้งไว้แน่ๆ สามารถปกป้องเจ้าได้แน่นอน หากเกิดเรื่องใหญ่ ให้ท่านอาจารย์ออกหน้าป้องกันเอง"
เยี่ยหลิงหลง รับคำแล้วจึงเรียกเสวียนอิ่งออกมาจากแหวน
"ศิษย์พี่หญิง ข้าจะให้เสวียนอิ่งพาพวกท่านไปฝึกฝนที่สระบัว ที่นั่นมีปราณวิญญาณเข้มข้นและปลอดภัยมาก"
"เช่นนั้น พวกเราก็จะไปกันคืนนี้เลย จะได้ไม่รบกวนการเดินทางของเจ้าในวันพรุ่งนี้"
เสวียนอิ่งพาพวกนางจากไป ห้องจึงกลับเงียบสงบอีกครั้ง
ทันใดนั้น ข้อมือของนางก็ขยับเล็กน้อย
บทที่ 89: พวกเขา ไม่ไหว
ยามเยี่ยหลิงหลงก้มลงมอง นางก็เห็นอสรพิษดำหรือเสี่ยวเฮยตื่นแล้ว มันค่อยๆเลื้อยไปมาบนข้อมือขาวผ่องอย่างเกียจคร้าน
"เจ้าตื่นแล้วหรือ?"
เสี่ยวเฮยชูคอขึ้น แลบลิ้นเลียปลายนิ้วของนางอย่างยินดี
"ก่อนหน้านี้ที่ดินแดนลับขุนเขาต้าจิน ข้าใช้ปิ่นไม้มรกตเป็นตาค่ายกล ข้าจึงได้ดูดซับพลังธาตุไม้จากปิ่นมามากตอนนั้นข้ารู้สึกว่าเจ้ามีปฏิกิริยา แต่ข้ากำลังยุ่งกับการทะลวงขอบเขตเลยไม่ได้สนใจ ตอนที่ข้าทะลวงสำเร็จ เจ้าก็หลับไปแล้ว"
เสี่ยวเฮยเลื้อยวนรอบข้อมือนางหนึ่งรอบ จากนั้นก็กะพริบตายิ้มอย่างน่ารัก
"หรือว่าพลังธาตุไม้ของข้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้การฟื้นฟูของเจ้าเร็วขึ้น?"
เสี่ยวเฮยพยักหน้า
"แล้วตอนนี้เจ้ารู้สึกดีขึ้นหรือยัง?"
เสี่ยวเฮยพยักหน้าอีกครั้ง
"แล้วเมื่อไรเจ้าจะหายดีล่ะ?"
เสี่ยวเฮยหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะเอียงหัวเหมือนกำลังครุ่นคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากคิดอยู่นานมันก็ส่ายหัวอย่างช้าๆ
เยี่ยหลิงหลงชะงัก มันเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะหายดีหรือ?
ทันใดนั้น เสี่ยวเฮยก็บินไปที่โต๊ะ มันใช้หางจุ่มน้ำชาในถ้วย แล้ววาดเป็นเส้นยาวบนโต๊ะ
"นี่คือเสวียนอิ่งหรือ"
เสี่ยวเฮยพยักหน้า แล้ววาดวงกลมบนโต๊ะ
"เจ้าหมายความว่า แม้เจ้าไม่หายดีเสวียนอิ่งก็จะปกป้องข้าใช่หรือไม่?"
เสี่ยวเฮยดีใจที่นางเข้าใจ พยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น จากนั้นมันก็ใช้หางเล็กๆ ตีที่รูปวาดกระบี่แรงๆ
"เจ้าหมายความว่า ถ้าเสวียนอิ่งไม่เชื่อฟังก็ให้ตีมัน?"
เสี่ยวเฮยดีใจมากที่นางเข้าใจสิ่งที่มันต้องการสื่อ มันเอาหัวเล็กๆถูไปถูมาที่นิ้วของเยี่ยหลิงหลงด้วยความดีใจ
เยี่ยหลิงหลงมองท่าทางน่ารักของมันก็อดดีใจไม่ได้
"ในเมื่อเจ้าตื่นแล้ว มากินเลือดข้าหน่อยดีหรือไม่? นานแล้วที่ไม่ได้ให้เลือดเจ้า"
เสี่ยวเฮยมองนิ้วของเยี่ยหลิงหลงที่ยื่นเข้ามา มันลังเลอยู่สักครู่ก่อนจะส่ายหัว
"ทำไมไม่กินล่ะ? กลัวจะมีผลต่อร่างกายข้าหรือ? ไม่เป็นไร ข้าแข็งแรงมากตอนนี้ แข็งแรงกว่าก่อนหน้านี้อีก อีกอย่าง เจ้ารีบหายเร็วๆนะ พอหายแล้วจะได้ไปเล่นด้วยกัน"
หางของเสี่ยวเฮยจุ่มลงไปในน้ำอีกครั้ง ครั้งนี้มันเขียนตัวอักษรออกมาหลายตัว
ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าก็จะอยู่กับเจ้า
เยี่ยหลิงหลงมองดูตัวอักษรเหล่านี้ หัวใจของนางพลันตื้นตัน
เสี่ยวเฮยเขียนเสร็จแล้วก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ จึงเติมคำลงไปข้างหลังอีกสองคำ
ตลอดไป
เยี่ยหลิงหลงตะลึงกับคำเหล่านี้ นางมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าช่วงนี้ข้าเล่นสนุกอย่างไรบ้าง?"
เสี่ยวเฮยพยักหน้า
"ยังกล้าพูดว่าอยู่กับข้าตลอดไปอีกหรือ? ไม่เห็นหรือว่าศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่หกและศิษย์พี่เจ็ดต่างหนีไปกันหมดแล้ว"
เสี่ยวเฮยจุ่มปลายหางลงในน้ำ สีหน้าเคร่งเครียดขณะเขียนตัวอักษร
พวกเขา ไม่ไหว
เยี่ยหลิงหลงเห็นตัวอักษรสี่คำนั้นถึงกับหลุดขำ หากศิษย์พี่มาเห็นเข้า คงโกรธจนแทบกัดลิ้นตายเป็นแน่
บุรุษรูปร่างกำยำแข็งแรง การฝึกฝนล้ำลึก และมีความสามารถในการต่อสู้ กลับถูกเสี่ยวเฮยตัดสินว่า 'ไม่ไหว'
ใครจะทนได้บ้าง?
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะจนตัวโยน ส่วนเสี่ยวเฮยกลับยังคงมองนางอย่างจริงจัง ราวกับต้องการยืนยันว่า มันจริงจัง ไม่ได้ล้อเล่น
"ลายมือของเจ้าสวยมาก แข็งแกร่งและชัดเจน เหมือนสายน้ำไหลเอื่อยและยิ่งใหญ่ พูดกันว่าลายมือบ่งบอกถึงคน เจ้าคงเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่แน่ๆใช่หรือไม่?"
เสี่ยวเฮยเอียงหัวคิดอย่างจริงจัง คิดอยู่สักพักก่อนจะส่ายหัว มันจำอะไรไม่ได้เลย
"จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร วันหน้ายังอีกยาวไกล"
เสี่ยวเฮยส่ายหัว หางของมันจุ่มน้ำอีกครั้งและเขียนสี่คำบนโต๊ะเพื่อแก้ไขคำพูดของนาง
ชั่วฟ้าดินสลาย
เยี่ยหลิงหลงยิ้ม
นางใช้เล็บกรีดนิ้วมือของตัวเองจนเลือดออก
"โอ๊ะ เลือดออกโดยไม่ตั้งใจ เจ้าช่วยเลียแผลให้ข้าหน่อยสิ"
เสี่ยวเฮยมองนางด้วยแววตาตำหนิ
“โอ๊ย เจ็บจังเลย เจ้าไม่สนใจข้าแล้วหรือ?”
เสี่ยวเฮยถอนหายใจอย่างจนใจ และแลบลิ้นเลียแผลที่นิ้วของนางแผ่วเบา
เลือดหอมหวานไหลเข้าสู่ร่างกาย มันรู้สึกสบายอย่างยิ่งและต้องการมากขึ้นโดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
แต่เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจ มันก็รู้สึกตัวทันที
มันรีบหดลิ้นกลับและกำลังจะบอกเยี่ยหลิงหลงว่าเลือดหยุดไหลแล้ว แต่ก็เห็นว่าที่นิ้วของนางมีหยดเลือดเม็ดใหญ่ออกมาอีก
“อุ๊ย บีบแรงไปหน่อย อย่าให้เสียเปล่า รีบมากินสิ”
เสี่ยวเฮยจ้องมองนางอย่างไม่สบอารมณ์ แต่สุดท้ายก็ยอมทำตามแต่โดยดี
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกถึงความนุ่มที่ปลายนิ้ว และรู้สึกได้ว่าพลังในร่างกายของนางกำลังถูกดูดออกไปทีละน้อย
เสี่ยวเฮยกำลังดูดกลืนพลังจากเลือดของนางจริงๆ แต่นั่นจะเป็นไรไป? นางมีความสุขก็พอแล้ว
อีกอย่างหนึ่ง นางจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งถึงแม้จะให้มันดื่มเลือดนางมากเท่าไรก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร
บางทีอาจเป็นเพราะให้เลือดมันไป เยี่ยหลิงหลงจึงรู้สึกอ่อนเพลีย นางนอนหลับบนโต๊ะขณะให้อาหารมัน
รุ่งเช้าวันต่อมา เมื่อแสงอาทิตย์สาดกระทบใบหน้า นางก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที
"แย่แล้ว! แย่แล้ว! เผลอหลับไปได้ยังไง! เจาไฉ!"
นางร้องไห้พร้อมกับวิ่งออกจากลานบ้าน และพบว่าเจาไฉซึ่งนางผูกไว้กับต้นไม้นั้น ถูกแดดเผาจนหัวเบี้ยวไปข้างหนึ่งแล้ว
แต่เจาไฉที่ไม่รู้จักความเจ็บปวดก็ยังคงดูภาพมายาที่นางเปิดทิ้งไว้อย่างตั้งใจเหมือนเด็กโง่ๆที่น่าสงสาร
นางรีบเอาเสื้อคลุมที่ศิษย์พี่หญิงสามทำไว้ให้เจาไฉคลุมให้มัน หลังจากคลุมเสร็จแล้วก็นำเจาไฉกลับเข้าไปในเรือน
เมื่อมาถึงหน้าประตู นางก็เห็นกระต่ายหูยาวสีชมพูกำลังถูกหัวไชเท้าอ้วนขี่เล่นอยู่ กระต่ายหูยาวที่ถูกฝึกฝนมาทั้งคืน เริ่มรู้วิธีพาหัวไชเท้าอ้วนเดินเล่นแล้ว
ในขณะเดียวกัน หัวไชเท้าอ้วนก็ทำเกินไป มันยังดึงหูของกระต่ายและบังคับให้กระต่ายวิ่งโดยรักษาสมดุลร่างกาย ไม่ให้ตัวมันกระเด้ง
กระต่ายหูยาวน้ำตาคลอเบ้า ดูน่าสงสารมาก
เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยว่า “เจ้ากระต่ายน้อย เจ้าเป็นกระต่ายนะ มีหัวไชเท้าอ้วนขนาดนี้ตั้งอยู่ตรงหน้าไม่คิดจะกินหน่อยหรือ? ตื่นเถอะ ถึงมันจะดูยิ่งใหญ่ แต่ก็แค่หัวไชเท้าเท่านั้น!”
ตากระต่ายหูยาวพลันสว่างวาบ หูยาวสีชมพูทั้งสองข้างตั้งชันขึ้น
หัวไชเท้าอ้วนยังไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของกระต่ายหูยาว มันยังจมอยู่ในคำพูดของเยี่ยหลิงหลงที่ว่ามันเป็น ‘หัวไชเท้า’
มันชี้ไปที่เยี่ยหลิงหลง แล้วกล่าวอย่างขุ่นเคือง “เจ้าไม่มีความรู้อะไรเลยหรือ? ข้าคือผลน้ำค้างหิมะ ไม่ใช่หัวไชเท้า!”
เยี่ยหลิงหลงกระต่ายหูยาวลุกขึ้นยืนแล้ว นางยิ้มบาง
“กระต่ายน้อยบอกว่าเจ้าคือหัวไชเท้า ก็คือหัวไชเท้า หวังว่าเจ้าจะได้เห็นพระอาทิตย์เที่ยงวันนะ”
เยี่ยหลิงหลงเพิ่งพาเจาไฉกลับเข้าห้อง ก็ได้ยินเสียงร้องดังสนั่นจากลานบ้าน
“ช่วยด้วย! กบฏ! กบฏ!”
เยี่ยหลิงหลงนั่งลงบนเก้าอี้ หยิบผีตัวเล็กที่เก็บไว้ในแหวนออกมาวางไว้ตรงหน้าเจาไฉ
“หัวเจ้าถูกแดดเผาหายไปตั้งครึ่ง ทำข้าใจสลายหมดเลย กินซะนะ”
มู่เซียวหรานเพิ่งก้าวเข้ามาในลานบ้านของเยี่ยหลิงหลงก็ได้ยินเสียงร้องของหัวไชเท้าอ้วน
เมื่อเดินเข้าไป เห็นกระต่ายหูยาวที่เคยอ่อนโยนและเชื่องวานนี้ กลับไล่กัดหัวไชเท้าอ้วนอย่างดุร้ายในวันนี้
เขารู้สึกใจหาย เกิดอะไรขึ้น?
ทำไมกระต่ายหูยาวถึงดูดุร้ายขึ้น? หรือว่ามันถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง?
ขณะที่คิดเช่นนี้ เขาก็เงยหน้าขึ้นและเห็นว่าภายในบ้านของเยี่ยหลิงหลงมีบรรยากาศน่าสะพรึงกลัวเหมือนมีวิญญาณร้าย!
แย่แล้ว! ศิษย์น้องหญิงเล็กเจอเรื่องร้าย!
บทที่ 90: ตรงนี้ยังไม่มีผู้ใดแตะต้อง เอาเลย
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก ระวัง!”
มู่เซียวหรานร้องออกมาแล้วพุ่งเข้าไปในห้องของเยี่ยหลิงหลง
ตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะให้อาหารเจาไฉเสร็จ และเก็บมันลงกล่อง เห็นมู่เซียวหรานพุ่งเข้ามาก็แปลกใจ
“เกิดอะไรขึ้นหรือ ศิษย์พี่ห้า”
มู่เซียวหรานเห็นว่าศิษย์น้องหญิงเล็กนั่งอยู่บนเก้าอี้โดยไม่มีอันตรายใดๆ และภายในห้องของนางก็ว่างเปล่า ราวกับปราณชั่วร้ายที่สัมผัสได้เมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา
ทว่าภายในห้องยังคงมีปราณชั่วร้ายหลงเหลืออยู่ อีกทั้งกระต่ายหูยาวที่เขาฝึกไว้ จู่ๆก็เกิดบ้าขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าต้องมีบางอย่างเข้ามาก่อกวนแน่นอน
แต่เห็นท่าทีงุนงงของศิษย์น้องหญิงเล็ก นางก็น่าจะไม่รู้ตัว
ช่างเถอะ นางยังเด็กและขี้กลัว เรื่องแบบนี้อย่าบอกนางดีกว่า
"ไม่มีอะไร ข้าตาฝาดไปเอง"
"พวกเรากำลังจะออกเดินทางกันแล้วหรือ"
"รอเดี๋ยว ข้ายังมีเรื่องต้องจัดการอีกนิดหน่อย เจ้าไปกับข้า"
มู่เซียวหรานตั้งใจจะพาเยี่ยหลิงหลงออกไป แต่เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ไม่อาจนิ่งเฉยได้ เขาจึงพาเยี่ยหลิงหลงไปหาจี้จื่อจั๋ว เพื่อบอกให้เขามาตรวจสอบในภายหลัง
แต่เมื่อไปถึงลานของจี้จื่อจั๋วก็พบว่าเขาไม่อยู่เสียแล้ว
"แปลกจริง ปกติศิษย์น้องเจ็ดชอบนอนตื่นสายที่สุด ตอนนี้กลับขยันฝึกซ้อม? ไม่เป็นไร ไปหาศิษย์พี่หญิงรองก็ได้"
"ศิษย์พี่ห้า ศิษย์พี่หญิงรองพาศิษย์พี่หญิงสามและศิษย์พี่หญิงสี่ไปเก็บตัวฝึกฝนตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ตอนนี้บน ยอดเขาชิงหลาน เหลือเพียงพวกเราสองคนเท่านั้น!"
มู่เซียวหรานชะงักไปครู่หนึ่ง ทำไมทุกคนหายไปเร็วขนาดนี้?
ช่างเถอะ ในเมื่อไม่มีใครอยู่ เขาก็เขียนจดหมายทิ้งไว้ก็แล้วกัน
ดังนั้น เขาจึงเขียนจดหมายบอกศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์น้องหก ศิษย์น้องเจ็ด ศิษย์พี่หญิงรอง ศิษย์พี่หญิงสาม และ ศิษย์พี่หญิงสี่ บอกว่ามีวิญญาณอยู่ในลานของศิษย์น้องหญิงเล็ก หากมีเวลาว่าง ขอให้ช่วยไปดูให้หน่อย
เมื่อจัดการเรียบร้อยแล้ว เขาก็เรียกวิหคหางยาวออกมาตัวหนึ่ง แล้วพาเยี่ยหลิงหลงขึ้นไปบนหลังนก
วิหคหางยาวระดับสามตัวนี้สวยงามมาก เมื่อกางปีกขนยาวก็จะปลิวไปมาตามแรงลม
ยามที่เยี่ยหลิงหลงและมู่เซียวหรานนั่งลงบนหลังของมันได้สบายๆ
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ถึงแม้ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์น้องหกไม่ได้มาพบเจ้าด้วยตนเอง แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นห่วงเจ้าแน่นอน"
มู่เซียวหรานพูดพร้อมกับหยิบถุงสองถุงออกมาจากแหวนแล้วส่งให้เยี่ยหลิงหลง
"ถุงนี้เป็นหินวิญญาณจากศิษย์พี่ใหญ่ ส่วนถุงนี้เป็นผลไม้วิญญาณจากศิษย์น้องหก พวกเขาให้เจ้ามากกว่าคนอื่นๆนิดหน่อย ข้าก็เลยไม่สะดวกจะหยิบออกมาให้ต่อหน้าคนอื่นเมื่อวาน"
"ขอบคุณศิษย์พี่ทุกคนเจ้าค่ะ" เยี่ยหลิงหลงเก็บหินวิญญาณและผลไม้วิญญาณทั้งหมดแล้วเอ่ยถาม "ตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่หกฝึกฝนไปถึงไหนแล้วเจ้าคะ?"
"อย่าพูดถึงเลย ครั้งนี้ข้ากลับไปเห็นการฝึกฝนของพวกเขาก้าวกระโดดจนน่าตกใจ ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงพยายามมากขนาดนี้ แต่ข้าก็อิจฉาจริงๆ เมื่อไหร่ข้าจะพยายามได้อย่างพวกเขาบ้างนะ"
"โอ้ เช่นนั้นไม่ต้องกังวลหรอก ความปรารถนาของท่านจะเป็นจริงเร็วๆนี้"
"ศิษย์น้องหญิงเล็กช่างอ่อนโยนจริงๆ คำพูดของเจ้าทำให้ข้ารู้สึกสบายใจขึ้นแล้ว"
ทันใดนั้น เสียงร้องไห้ของหัวไชเท้าอ้วนก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันอบอุ่นระหว่างพวกเขา
"ก้นข้า โอ๊ย เยี่ยหลิงหลง กระต่ายโง่นี่มันกัดก้นข้า ฮือๆ…"
เยี่ยหลิงหลงและมู่เซียวหรานหันกลับไปมองพร้อมกันด้วยความตกใจ
"ขออภัย ศิษย์น้องหญิงเล็กเป็นความผิดของข้าเอง ข้ากลัวว่ามันจะทำร้ายเจ้าก็เลยฝึกมันหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะเป็นมิตร แต่นี่มันเพิ่งอยู่กับเจ้าแค่วันเดียวก็เริ่มกัดคนแล้ว"
มู่เซียวหรานรีบอุ้มกระต่ายหูยาวขึ้นมาทันที
"แปลกจริง มันเกิดอะไรขึ้น? มันไม่ได้ถูกสิงหรืออะไรนี่นา หรือว่าข้าฝึกมันไม่ดีเอง? ข้านำมันกลับไปก่อนดีกว่า แล้วค่อยหาตัวใหม่ที่เชื่องกว่านี้ให้เจ้าทีหลัง"
เยี่ยหลิงหลงยื่นมือไปรับกระต่ายหูยาวจากมู่เซียวหราน
"ไม่เป็นไรหรอก ศิษย์พี่ห้า มันไม่ได้กัดข้าสักหน่อย อีกอย่าง มันกัดแค่ครั้งเดียวก็ไม่ใช่กระต่ายธรรมดาแล้ว ราคาพุ่งกระฉูด ข้าไม่คืนให้ท่านหรอก"
เยี่ยหลิงหลงอุ้มกระต่ายหูยาวขึ้นมาตรวจดูอย่างละเอียด
"ให้ข้าดูหน่อยสิ กระต่ายน้อยของข้าเลื่อนระดับหรือยัง"
"เลื่อนระดับ? มันเป็นแค่สัตว์ภูตระดับหนึ่ง ยกเว้นแต่จะมีวาสนาใหญ่ ก็เป็นไปไม่ได้..."
มู่เซียวหรานยังพูดไม่จบ รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้าง
"เอ๊ะ? ทำไมมันหูยาวขึ้น ตาโตขึ้น แถมพละกำลังก็มากขึ้นกว่าเดิม?"
กระต่ายหูยาวกระโดดวนรอบตัวเยี่ยหลิงหลงหลายรอบด้วยความดีใจ แล้วกลับไปซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของนางอีกครั้ง
"สวรรค์! มันเร็วมาก! มันคงได้เรียนรู้ทักษะวายุแล้ว?"
มู่เซียวหรานยืนขึ้นด้วยความตื่นเต้น และรีบตรวจสอบกระต่ายหูยาวอย่างละเอียด
เขาเคยฝึกสัตว์ภูตหลายตัวแต่ไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่สัตว์ภูตเลื่อนระดับตั้งแต่วันแรกที่มอบให้คนอื่น และยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นกระต่ายหูยาวที่ไม่มีพรสวรรค์อะไรพิเศษเลย!
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
ตอนนั้นเอง หัวไชเท้าอ้วนก็ร้องไห้เสียงดังยิ่งกว่าเดิม
"เจ้าไม่สนใจข้าเลยใช่หรือไม่? ข้าโดนกัดก้นนะ แต่เจ้ากลับไปกอดจูบกับตัวการ!"
"ผู้อาวุโสปี้ จากไปเร็วเกินไป ถ้าวิญญาณเขายังคงอยู่คงจะเสียใจมากแน่ที่เห็นลูกรักของตัวเองได้รับการปฏิบัติเช่นนี้!"
หัวไชเท้าอ้วนยังพูดไม่จบก็โดนเยี่ยหลิงหลงคว้าใบไม้สีเขียวบนหัวของมันแล้วดึงขึ้น
"ถ้ายังส่งเสียงอีก ข้าจะไม่รักษาก้นให้แล้ว"
"เยี่ยหลิงหลง เช่นนั้นเจ้าก็กัดข้าบ้างสิ?"
?
"ขาของข้าเคยถูกกิน ก้นถูกกัด หัวถูกตัด เหลือเพียงมือคู่นี้ที่ข้ายังต้องใช้ คิดไปคิดมา..."
หัวไชเท้าอ้วนยืดอกของมันขึ้น
"ตรงนี้ยังไม่มีผู้ใดแตะต้อง เอาเลย ให้เจ้าได้ลิ้มรสเนื้อของข้า!"
....……
เยี่ยหลิงหลงดีดนิ้วใส่อกมัน จนสะดุ้งหดกลับไป
"คิดทำอะไร? พูดภาษาคนสิ"
"คิดว่าข้าอยากโดนหรือ? ก็กลัวว่าเจ้าจะรังเกียจข้าที่โดนคนอื่นกินมาเยอะแล้ว คิดจะทิ้งข้าต่างหาก!"
…….....
เยี่ยหลิงหลงเริ่มสงสัยว่าสิ่งเหล่านี้ผู้อาวุโสปี้สอนมันมาจริงหรือไม่ เพราะเขาดูไม่ใช่คนแบบนั้น แต่ถ้านี่เป็นธรรมชาติของหัวไชเท้าอ้วนเอง นางก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว
ขณะนั้น มู่เซียวหรานก็หันกลับมาถามด้วยความกังวลว่า "ศิษย์น้องหญิงเล็ก สัตว์เลี้ยงของเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?"
"เป็นสิ สมองมันเกินเยียวยาแล้ว"
"หา? ขอข้าดูหน่อย"
"ดูอะไร? ก้นข้าแหว่งเนี่ย เจ้าว่าข้ามีอะไรหรือเปล่า? กระต่ายของเจ้าคุณภาพแย่มาก ยังไม่ได้ฝึกดีก็ส่งให้คนอื่น เจ้าไม่คิดจะทบทวนตัวเองหน่อยหรือ?"
"หัวไชเท้าอ้วนพอได้แล้ว ทำไมถึงโดนกัดเจ้ายังไม่รู้ตัวอีกหรือ?"
มู่เซียวหรานชะงัก ไม่คิดว่าตัวเองจะถูกสัตว์ภูตวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้
"ขออภัย เป็นความผิดของข้าเอง"
หัวไชเท้าอ้วนกับเยี่ยหลิงหลงชะงักพร้อมกัน
เยี่ยหลิงหลง: ศิษย์พี่ห้า ใจเย็นเกินไปหรือเปล่า
หัวไชเท้าอ้วน: นี่คือศิษย์พี่ของนางจริงหรือ? ไม่เหมือนคนก่อนหน้าเลย
"เพื่อแสดงความขอโทษ โปรดรับน้ำหวานขวดนี้ไป สัตว์ภูตพืชล้วนชื่นชอบ เจ้าเองก็คงชอบเช่นกัน"
ดวงตาของหัวไชเท้าอ้วนเป็นประกาย รีบคว้าไปอย่างรวดเร็วราวกับกลัวเขาจะเปลี่ยนใจ แต่พอได้มาก็ไม่รู้จะใช้อย่างไร
"ข้าช่วยเอง"
มู่เซียวหรานยิ้มพร้อมรับขวดน้ำหวานคืนมา เขาหาก้านท่ามกลางใบไม้สีเขียวบนหัวของหัวไชเท้าอ้วน แล้วใช้พลังวิญญาณส่งน้ำหวานเข้าไปในก้านนั้น
หัวไชเท้าอ้วนตัวอ่อนยวบทันที ที่แท้ผลไม้ก็สามารถเสริมสารอาหารได้อีกด้วย
“เยี่ยหลิงหลง ศิษย์พี่ของเจ้านี่เก่งจริงๆ ข้าขอประกาศว่าข้าจะยอมรับและคืนดีกับกระต่ายของเขาแล้ว”
เยี่ยหลิงหลง: …
มู่เซียวหรานยิ้มอย่างอ่อนโยน แม้แต่สัตว์ภูตที่เอาใจยากเช่นนี้เขายังรับมือได้ ก็หมายความว่าการดูแลศิษย์น้องหญิงเล็กคงไม่ใช่เรื่องยากเย็น เขามีความมั่นใจในการเดินทางครั้งนี้มากยิ่งขึ้น
วิหคหางยาวบินได้รวดเร็ว ทำให้พวกเขามาถึงเมืองลู่อันก่อนค่ำ
นี่เป็นครั้งแรกที่เยี่ยหลิงหลงได้มาเยือนเมืองใหญ่ของโลกหล้าผู้ฝึกเซียน
ใต้แสงค่ำคืน เมืองลู่อันมีงานโคมไฟที่งดงาม ถนนหนทางเต็มไปด้วยผู้คน คึกคักมาก
“ศิษย์น้องหญิงเล็ก เราหาที่พักในโรงเตี๊ยมสักคืนก่อนเถอะ”
“อะไรนะ? เราไม่ได้มาช่วยศิษย์พี่หญิงห้าหรือ?”
“ไม่รีบ รอพรุ่งนี้ตอนกลางวันค่อยไปหา…”
มู่เซียวหรานยังพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้น แล้วไฟที่ลุกโชนก็สว่างไปทั่วท้องฟ้าข้างหน้า
คนที่ผ่านไปผ่านมาเงยหน้าขึ้นมอง “บ้านตระกูลลู่ระเบิดอีกแล้ว!”
มู่เซียวหรานตื่นตกใจทันที เขารีบคว้าแขนเสื้อของเยี่ยหลิงหลง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เรื่องด่วน ไปกับข้าเร็ว!"
จบตอน
Comments
Post a Comment